การปลู กข้า ว ให้ ได้ ผลผลิตสูง เกษตรกรต้ อง มีวิธีก ารปลูก และ

ดูแลรักษาอย่างดีเท่านั้น และ
จะต้องมีความเข้าใจก่อนว่า ... เมล็ดพันธุ์ข้าว ที่ภาครัฐส่งเสริมให้
ปลูกนั้น ควรได้รับการดูแล
อย่างสมำ่า เสมอ เพราะพันธุ์ข้าวไม่เหมือนกับพั นธุ์พื้นเมือง ที่ปลูก
กันมาตั้งแต่สมัยก่อน ซึ่งจะมี
ข้ อ แตกต่ า งกั น หลายประการ ดั ง นี้ ... รู ป ต้ น ดี สู ง ประมาณ 10-120
เซนติเมตร แตกกอมาก
ใบสีเขียวแก่ ใบตรงไม่โค้งงอ มีความต้า นทานต่ อโรคและแมลง
ตอบสนองต่อปุ๋ยสูง คือ..
ให้ผลผลิตมากขึ้นเมือ
่ ใส่ปุ๋ยมากขึ้น
ในที่ฝนแล้งหรือฝนทิ้งช่วงเป็นประจำา ให้เปลี่ยนวิธีปลูกข้าว จาก
การปักดำา มาปลูกโดยการหว่านข้าวแห้งไม่ควรรอให้ฝนตก ได้นำ้า
พอเพียงในการตากกล้าและปัก ดำา เพราะจะล่วงเข้ ามาในฤดูกาล
มาก ทำา ให้ข้าวที่ปักดำา ไม่เท่าไรก็ จะตั้ งท้อ งและออกดอก ทำา ให้ ได้
ผลผลิตตำ่า
ดังนั้น การปลูกข้าวเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงควรปฏิบัติดังนี้
การรู้คณ
ุ สมบัตข
ิ องพันธุ์ข้าวก่อนปลูก จะทำาให้สามารถดูแลรักษา
พันธุ์ข้าวนั้นได้อย่างเหมาะสม ไม่เกิดความเสียหายและรักษาพันธุ์
ข้าวให้บริสท
ุ ธิ์ถูกต้องตรงตามพันธุ์
- เป็นพันธุ์ข้าวนาปีหรือนาปรัง มีอายุเก็บเกี่ยวเมือ
่ ไร
- มี รู ป แบบ ขนาด สี ต้ น รวง และเมล็ ด อย่ า งไร เมล็ ด ร่ ว ง
หล่นง่ายหรือยาก
- มีข้อดี และข้ อ ด้ อยอย่า งไร เช่ น แตกกอดี ห รือ ไม่ ต้า นทาน
โรคแมลงอะไร เป็นต้น
- ข้าวพันธุ์ไวต่อช่วงแสง (photoperiod sensitive varieties)
เป็ น พั น ธุ์ ข้ า วที่ จ ะออกดอกได้ ใ นช่ ว งวั น สั้ น (น้ อ ยกว่ า 12
ชั่วโมง) ในประเทศไทยจะอยู่ในช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม (ดังยก
ตัวอย่างมาแล้ว) ข้าวพันธุ์ไวต่อช่วงแสงนี้จะปลูกได้เฉพาะ นาปี ถ้า
ปลูกในนาปรังจะไม่ออกดอก พันธุ์ไวต่อช่วงแสงนี้ได้แก่ พันธุ์พื้น

เมืองทั่วไป และพันธุ์ กข. ที่ไวต่อช่วงแสงได้ กข.5, กข.6, กข.8, กข.13,
กข.15, กข.19, และกข.17
- ข้าวพันธุ์ไม่ไวต่อช่วงแสง (photoperiod insensitive varieties) พันธุ์ข้าวจำาพวก
นี้จะออกดอกได้โดยไม่ขึ้นกับความยาวของช่วงวันจะขึ้นอยู่กับอายุ
เก็บเกี่ยวที่ค่อนข้างแน่นอน และใช้เป็นพันธุ์ข้าวที่ปลูกในนาปรัง
ซึ่งต้องอาศัยนำ้า ชลประทาน พันธุ์ต่าง ๆ ได้แก่ กข.1, กข.2, กข.3, กข.4,
กข.7, กข.9, กข.10, กข.11, กข.17, กข.21, กข.23 และ กข.25 ส่ ว นพั น ธุ์ พื้ น
เมืองมีอยู่พันธุ์เดียว คือ พันธุ์เหลืองทอง

50
. พันธุ์ข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วง
แสง (ต้นเตี้ย) : ปลูกเดือนมีนาคม อาทิ ชัยนาท ๑, พิษณุโลก ๖๐-๒,
สุพรรณบุรี ๑ / สุพรรณบุรี ๒ / เหนียวสันปาตอง, กำาพาย,เหลืองประ
ทิว ๑๒๓, นางพญา ๑๓๒
80
. พั นธุ์ ข้า วเจ้ า ไวต่ อ ช่ วง
แสง (ต้ น สู ง ) : ปลู ก เดื อ นสิ ง หาคม อาทิ พิ ษ ณุ โ ลก ๖๐-๑, หอม
พิษณุโลก ๑, ขาวดอกมะลิ ๑๐๕, กข ๑๕, เหลืองประทิว ๑๒๓, ขาวตา
แห้ง ๑๗ เป็นต้น
พันธุ์ข้าว
เจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง (ต้นเตี้ย) : พันธุ์ข้าวควรมีอายุพอเหมาะกับช่วง
ฝนตก อาทิ ตระกูล กข., เหมยนอง ๖๓, ขาวดอกมะลิ , เหลืองใหญ่,
เผื อ กนำ้า ๔๓, สุ พ รรณบุ รี ๖๐, ปทุ ม ธานี ๖๐, ชุ ม แพ ๖๐, พั ท ลุ ง ๖๐,
ชัย นาท ๑, หอมคลองหลวง ๑, ดอกพยอม, ปิ่นแก้ว ๕๖, เก้าราง
๘๘

อัตราเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ ควรตรวจเมล็ดพันธุ์ก่อนเพาะดังนี้
- เมล็ดพันธุ์ตอ
้ งสะอาดและไม่มีโรคแมลง
- ไม่ มี เ มล็ ด ข้ า วพั น ธุ์ อื่ น ๆปะปน ถ้ า มี เ มล็ ด พั น ธุ์ ข้ า วอื่ น ๆ
ปะปนไม่มากให้เก็บออก
- ไม่มีเมล็ดวัชพืชปะปน ถ้ามีปะปนให้ฝัด การร่อน การคัดนำ้า
เกลือ หรือเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ใหม่

- ทดสอบความงอกของเมล็ดก่อน เมล็ดที่นำาไปเพาะควรงอก
ไม่ตำ่ากว่า 80 เปอร์เซ็นต์
- อัตราเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ตกกล้า 50 กรัมต่อ 1 ตารางเมตร หรือไร่
ละ 80 กิโลกรัม
- นาหว่านใช้เมล็ดพันธุ์ 10 -15 กก./ไร่

เพื่อต้นข้าวจะได้มีการแตกกอมากและให้ผลผลิตสูง ปุ๋ยควร
ใส่ทั้งแปลงกล้าและแปลงปักดำา ตลอดถึงพื้นที่นาที่ปลูกแบบหว่าน
ธาตุอาหารทีต
่ ้นข้าวต้องการมากในปุ๋ย ได้แก่ ไนโตรเจน
ฟอสฟอรัส โปแตสเซียม และอาหารเสริมทางใบ
ดินนามีปริมาณแร่ธาตุอาหารตำ่าที่สุด เพราะต้นข้าวได้ดูดเอา
ไปสร้างต้น ใบ และเมล็ด ทุกๆ ปี ด้วยเหตุนี้ชาวนาจึงจำาเป็นต้องใส่
ปุ๋ยทุกครั้งที่ปลูกข้าว เพือ
่ ให้ได้ผลผลิตสูง
แต่การใส่ปุ๋ยเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงชาวนาจะต้องเลือกใช้พันธุ์
ข้าวปลูกที่ถูกต้องด้วย เพราะข้าวบางพันธุ์ที่มีต้นสูง เมื่อได้รับปุ๋ย
มากต้นของมันจะล้มและไม่ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น จึงทำาให้ชาวนา
ขาดทุนจากการใส่ปุ๋ย และข้าวบางพันธุ์ทม
ี่ ีต้นเตี้ย เมือ
่ ได้รับปุ๋ยมาก
ขึ้นก็จะมีการเจริญเติบโต และให้ผลผลิตสูงมากยิ่งขึ้นตามจำานวน
ปุ๋ยที่ใส่
โดยมีระยะการใส่ปุ๋ย 3 ระยะดังนี้
:

- ปุ๋ยตราดาวนก สูตรซุปเปอร์ ดรากอน 10-20

กก./ไร่
- แตกกอ เร่งรวง 2-5 ซีซี. + ไฮแบค 10 ซีซี ผสมนำ้า 20
ลิตร พ่นได้ตลอดตามความเหมาะสม (แต่ละครั้งให้ห่างกัน 7 วัน
ครั้ง)สะสมอาหารพัฒนาเมล็ด กำาจัดโรคเข้าต้นข้าวในระยะกล้า
ป้องกันกล้าเน่า กล้ายุบ โรคไหม้

ปุ๋ยตราดาวนก สูตรซุปเปอร์ ดรากอน 30 กก./ไร่
- นาดำา.......ใส่ก่อนปักดำา 1 วัน หรือใส่วันปักดำา

- นาหว่าน...ใส่หลังหว่าน 20 วัน
- นาแล้ง.....ใส่ปุ๋ยหลังจากข้าวงอกแล้ว 5-6 วัน
แตกกอ เร่งรวง 10 ซีซี. + ไฮแบค 20 ซีซี ผสมนำ้า 20
ลิตร พ่นได้ทุก 7 วันครั้ง
ขยายกอ เร่งการแตกกอ ป้องกันโรคเน่า รา ใบแห้ง ใบจุด ใบด่าง

ปุ๋ยตราดาวนก สูตรซุปเปอร์ ดรากอน 30-50 กก./
ไร่ (แล้วแต่สภาพของต้นข้าว)
- นาดำา......ใส่หลังปักดำาประมาณ 35-45 วัน หรือประมาณ 30 วัน
ก่อนออกดอก
- นาหว่าน..เช่นเดียวกับนาดำา
- นาแล้ง....ก็เช่นเดียวกัน ..แต่ตอ
้ งพิจารณาเพิม
่ อีกว่าดินจะ
ต้องเปียกแฉะด้วย
แตกกอ เร่งรวง 15 ซีซี. + ไฮแบค 20 ซีซี ผสมนำ้า 20
ลิตร

1. หลังจากข้าวออกดอกแล้ว 20 วัน ควรระบายนำ้าออกจาก
แปลงนา จะทำาให้ต้นข้าวแก่สมำ่าเสมอ
2. เมือ
่ ข้าวอายุ 25-35 วัน หลังจากออกดอก ทำาการเก็บเกี่ยวทันที
จะได้ขา้ วเปลือกคุณภาพดีและผลผลิตสูง
3. ระยะข้าวออกรวง ถ้าอากาศเย็น ความชื้นสูง ไม่มีแดด ระวัง
โรคไหม้ ระบาดพ่นกำาจัดด้วย ไฮแบค กันไว้ก่อน
- ก่อนหว่านปุ๋ยทุกครั้ง ควรระบายนำ้าในแปลงออกเสียก่อน ถ้า
ในแปลงนาดำามีนำ้ามากกว่า 15 ซม.
- ระยะใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 มักจะมีนำ้านาในมาก หรือท่วมคันนา ควร
ปล่อยนำ้าออก
- ไม่ควรหว่านปุ๋ยในขณะฝนตก หรือมีนำ้าไหลบ่าท่วมคันนาให
รอจนกว่านำ้าจะลดตำ่ากว่าคันนา
- ในแปลงนา หากพื้นดินไม่เสมอกัน ต้องปรับระดับดินใน
ระหว่างการคราดทุก ๆ ปี
- หลังใส่ปุ๋ยแล้ว อย่าให้แปลงนาขาดนำ้าเกิน 7 วัน

- ช่วงข้าวตั้งท้องไปถึงก่อนเก็บเกี่ยว 10 วัน นาจะขาดนำ้าไม่ได้
เลย
- หมั่นเก็บหญ้าในนาข้าวออกอย่างน้อย 1-2 ครั้งก่อนใส่ปุ๋ยครั้ง
ที่สอง จะทำาให้ปุ๋ยได้ผลดี
- หมั่นตรวจและดูแล เพื่อป้องกันกำาจัดโรคแมลงและศัตรูขา้ ว
อื่น ๆ อยูเ่ สมอ

UBN92110-NKI-B5-30-1 –
1
ข้าวสายพันธุ์นี้ได้ผสมพันธุ์ระหว่างพันธุ์หางยี 71 และ กข 6 คัด
เลือกได้ที่ศูนย์วิจัยข้าวหนองคาย เป็นข้าวเหนียวนานำ้าฝนอายุปาน
กลาง ต้นข้าวสูงประมาณ 135 เซนติเมตร มีอายุการ เก็บเกี่ยวพอ ๆ
กับพันธุ์ กข 15 เก็บเกี่ยวเร็วกว่าพันธุ์ กข 6 ประมาณ 10 วัน จากการ
ทดสอบผลผลิตทีศ
่ ูนย์ฯ และนาข้าวเกษตรกร ในภาคเหนือและภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือ ข้าวสายพันธุ์นี้ ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์หางยี
71 ร้ อ ยละ 11-20 เมล็ ด ข้า วเปลื อ กมี สีนำ้า ตาล ข้ า วสารเมล็ ด ยาวเรี ย ว
ข้า วนึ่ งสุ กอ่อ นนุ่ ม และจากการทดสอบการยอมรั บในโครงการมี
ส่วนร่วมของเกษตรกร ในการพัฒนาข้าวพันธุ์ ข้าวนานำ้าฝนที่บ้าน
โสกบง ตำา บลนาดง อำา เภอปากคาด จั ง หวั ด หนองคาย พบว่ า
เกษตรกรให้ ก ารยอมรั บ เป็ น อย่ า งดี จึ ง เป็ น ทางเลื อ กหนึ่ ง ของ
เกษตรกรที่ ป ลู ก ข้ า ว เหนี ย ว ซึ่ ง ข้ า วพั น ธุ์ นี้ ใ ช้ ชื่ อ อย่ า งไม่ เ ป็ น
ทางการว่า “เหนียวหนองคาย 1” โดยทางกรมการข้าวจะเร่งรับรอง
พันธุ์ต่อไป
.6
เป็นพันธุ์ขา้ วเหนียวหอมพันธุ์แรกที่ได้รับการพิจารณาจาก
คณะกรรมการพิจารณาพันธุ์ของกรมวิชาการเกษตรให้ใช้เป็นพันธุ์
รัฐบาล เพือ
่ ขยายพันธุ์ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ในปี พ.ศ. 2520 กข 6 ได้มาจากการฉายรังสีแกมมาในปริมาณ 10 กิโล
แรด กับข้าวหอมมะลิ 105 ทีส
่ ำานักงานปรมาณูเพื่อสันติ ในปี พ.ศ. 2508
ใช้เวลาปรับปรุงเป็นเวลา 22 ปี กข 6 ได้ปลูกและคัดเลือกครั้งแรกที่
สถานีทดลองข้าวบางเขน และ พิมาย กข 6 ให้ผลผลิตสูงและทน

สภาพแห้งแล้งได้ดีกว่าข้าวเหนียวสันป่าตองซึ่งเป็นพันธุ์ ซึ่งเป็น
พันธุ์ที่นิยมปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กข 6 มีความต้านทาน
ต่อโรคไหม้และโรคใบจุดสีนำ้าตาลได้ดีกว่าพันธุ์เหนียวสันป่าตอง
และข้าวพันธุ์ กข 6 เป็นพันธุ์ข้าวเหนียวที่มีกลิ่นหอม
2
1. ให้ผลผลิตสูง และตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยดี ตั้งแต่ 6 กิโลกรัม
ไนโตรเจน (N) ต่อไร่ จนถึง 12 กิโลกรัมไนโตรเจน (N)
2. ต้านทานโรคไหม้
3. ทนทานดินเค็ม
4. อายุการเก็บเกี่ยวเบากว่าพันธุ์ข้าว กข 6 เหมาะสำาหรับพื้นที่
นาดอนฝนหยุ ด เร็ ว และสามารถใช้ ร่ ว มระบบการปลู ก พื ช
หมุนเวียนได้

1. เป็นข้าวเหนียวไม่ไวต่อช่วงแสง อายุสั้นกว่าพันธุ์ กข 10 (130
วัน)
2. มีคุณภาพการหุงต้มดี ข้าวสุกนุ่ม และมีกลิ่นหอม ใกล้เคียง
กับพันธุ์ กข 6
3. ปรั บ ตั ว ได้ ห ลายสภาพทั้ ง ในสภพนาดอน นาชลประทาน
และสภาพไร่ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ไม่ต้านทานต่อโรคไหม้ โรคขอบใบแห้ง และเพลี้ยกระโดดสี
นำ้าตาล

ข้าวนานำำาฝน 2. แนะนำาภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ช่ ือพันธุ์ข้าว

ชนิด
ข้าว

เหนียวสันป่ าตอง เหนียว

อายุ /
วันสุก เก็บ
เก่ียว
26 พ.ย.

ผลผลิต
(กก./
ไร่)
526

เหนียว

4 พ.ย.

506

เหนียว

21 พ.ย.

666

เหนียว

23 พ.ย.

585

เหนียวอุบล 1

เหนียว

20 พ.ย.

660

เหนียวอุบล 2

เหนียว

15 พ.ย.

463

เหลืองประทิว
123

เจ้า

19 ธ.ค.

414

น้ำาสะกุย 19

เจ้า

4 พ.ย.

499

พิษณุโลก 60-1

เจ้า

10 ธ.ค.

550

ชุมแพ 60

เจ้า

13 ก.พ.

564

กข 6

ลักษณะดีเด่น
ต้านทานโรคใบจุดสีน้ำาตาล โรคไหม้ ไม่
ต้านทานเพลีย
้ กระโดด สีน้ำาตาล และ
แมลงบัว่ ทนดินเค็ม และนวดง่าย

ทนแล้ง ปลูกเป็ นข้าวไร่ได้ อายุเบา
เหมาะกับนาดอนท่ีฝนหมดเร็ว ต้านทาน
โรคไหม้ โรคใบจุดสีน้ำาตาล ไม่ต้านทาน
โรคขอบใบแห้ง เพลีย
้ กระโดดสีน้ำาตาล
และแมลงบัว่
ทนแล้ง และมีคุณภาพหุงต้มดี มีกล่ิน
หอม ต้านทานโรคใบจุดสีน้ำาตาล โรค
ไหม้ ไม่ต้านทานโรคขอบใบแห้ง เพลีย

กระโดดสีน้ำาตาลและแมลงบัว่

ทนแล้ง คุณภาพการหุงต้มและรสชาติดี
ต้านทานโรคใบจุดสีน้ำาตาล ไม่ต้านทาน
โรคขอบใบแห้ง เพลีย
้ กระโดดสีน้ำาตาล
และแมลงบัว่

ต้านทานโรคใบสีส้มในสภาพธรรมชาติ
ปานกลาง แต่ถ้ามีโรคหรือ แมลงระบาด
รุนแรงอาจเกิดความเสียหายได้ ไม่
ต้านทานโรคไหม้ ในระยะออกรวง
ผลผลิตสูงตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยได้ดี
ต้านทานโรคไหม้ ทนทานดิน สามารถ
ปลูกร่วมระบบการปลูกพืชหมุนเวียน

ต้านทานโรคชอบใบแห้งและโรคจู๋ไม่
ต้านทานโรคไหม้ โรคใบสีส้มโรคใบเขียว
และหนอนกอ ปลูกได้ดีในดินเปรีย
้ ว
ฟางแข็ง แตกกอดี

เป็ นข้าวเบาท่ีทนแล้งและทนน้ำาท่วมได้ดี
เหมาะสำาหรับปลูกแถบน้ำาฝน หมดเร็ว
ไม่ต้านทานแมลงบัว่ โรคไหม้ โรคใบสี
ส้ม โรคใบจุดสีน้ำาตาล โรคขอบใบแห้ง
ต้านทานโรคขอบใบแห้งโรคกาบใบแห้ง
และโรคจู๋ดีกว่าขาวดอกมะลิ 105 ต้าน
ทานแมลงบัว่ ไม่ต้านทานโรคไหม้และ
โรคใบสีส้ม ต้นแข็ง แต่ถ้าใส่ปุ๋ย
ไนโตรเจนมากจะล้ม

ค่อนข้างต้านทานเพลีย
้ จักจัน
่ สีเขียวและ
เพลีย
้ กระโดดหลังขาว ในสภาพเรือน
ทดลอง ทนทานต่อเพลีย
้ กระโดดสี
น้ำาตาลในสภาพนา ไม่ต้านทานโรคไหม้
และโรคขอบใบแห้ง เป็ นข้าวไวต่อช่วง
แสงท่ีตอบสนอง ต่อการใช้ปุ๋ย ทนดิน
เค็มปานกลาง เหมาะกับท่ีนาลุ่ม

การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในนาข้าว

การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในนาข้าว เช่น ป๋ ุยหมัก ป๋ ุยพืชสด และวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพ่ ือ
ปรับปรุงบำารุงดินให้อุดมสมบูรณ์ และเพ่ิมผลผลิตข้าวให้สูงขึ้น ทำาการค้นคว้าวิจัยระหว่างปี
พ.ศ. 2519-2540 ทัง้ในดินเหนียว ดินร่วนปนดินเหนียว ดินร่วนเหนียวปนทรายและดิน
ทราย ท่ีจงั หวัดนครราชสีมา ปทุมธานี พิษณุโลก ราชบุรี สุรินทร์และปั ตตานี พบว่าการใช้ปุ๋ย
หมักจากฟางข้าว ในนา 2 ปี แรก ไม่ทำาให้ผลผลิตข้าวพันธุ์ กข. 7 เพ่ิมขึ้นแต่จะแสดงผลในปี
ท่ี 3 เป็ นต้นไป ผลผลิตข้าวเพ่ิมขึ้น ตามอัตราป๋ ุยหมักฟางข้าวท่ีใส่และจะเพ่ิมอีก เม่ ือใส่ปุ๋ย
หมักฟางข้าวอัตรา 2,000 กิโลกรัมต่อไร่ ร่วมกับป๋ ุยเคมี 8-4-4 กิโลกรัมของ N-P2O5K2O ต่อไร่ โดยใช้ติดต่อกัน 22 ปี ได้ผลผลิตข้าวเพ่ิมขึ้น 89-146 เปอร์เซ็นต์ ปี 2530 2542 ทำาการทดลองในดินร่วนปนทรายชุดร้อยเอ็ดท่ีสถานีทดลองข้าวสุรินทร์ พบว่าอัตรา
ป๋ ุยท่ีเหมาะสมสำาหรับข้าว กข. 23 คือใบและก่งิ อ่อน ของต้นกระถินยักษ์อัตรา 1,200
กิโลกรัมต่อไร่ ร่วมกับป๋ ุยไนโตรเจนอัตรา 12 กิโลกรัม N ต่อไร่ ได้ผลผลิตข้าวเพ่ิมขึ้นเป็ น
81 เปอร์เซ็นต์ แต่สำาหรับข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 อัตราป๋ ุยพืชสดท่ีดีท่ีสุดคือ 600
กิโลกรัมต่อไร่ อัตราป๋ ุยพืชสด 300 กิโลกรัมต่อไร่ใส่ร่วมกับป๋ ุยไนโตรเจน 12 กิโลกรัม N
ต่อไร่ เพ่ิมผลผลิตได้ 53 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2536 - 2541 การทดลองระบบการปลูกพืช
ควบโดยปลูกกระถินยักษ์เป็ นแถวคู่ ระยะ 50 x 50 เซนติเมตร ในแนวขวางทางลาดเทของ
พ้ืนท่ีสลับกับพ้ืนท่ีปลูกข้าวสาลี โดยใช้แถบต้นกระถินยักษ์ 1 เมตร ต่อแถบข้าวสาลี 3 เมตร
แล้วตัดต้นกระถินยักษ์สูงจากระดับพ้ืน 50 เซนติเมตร นำาส่วนท่ีตัดออกใส่ลงในนาข้าวสาลี
ร่วมกับการใส่ปุ๋ยเคมีอัตรา 4-4-4 กิโลกรัมของ N-P2O5-K2O ต่อไร่ จะทำาให้ผลผลิตเพ่ิม
ขึ้น 84 เปอร์เซ็นต์ ปี 2539 - 2541 ทดลองใช้กากสะเดาเป็ นป๋ ุยอินทรีย์ ท่ีศูนย์วิจัยข้าว
อุบลราชธานีและสถานีทดลองข้าวโคกสำาโรง อัตรา 500 กิโลกรัมต่อไร่ ทำาให้ผลผลิตข้าว
พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 เพ่ิมขึ้น 44 และ 56 เปอร์เซ็นต์ตามลำาดับ
ประเทศไทยมีดินเส่ ือมโทรม 224.9 ล้านไร่ ดินมีอินทรียวัตถุต่ำากว่า 1.5 เปอร์เซ็นต์
ประมาณ 98.7 ล้านไร่ ดินส่วนใหญ่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำา โดยเฉพาะอย่างย่ิงดินนาในภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนใหญ่เป็ นดินทรายมีอินทรียวัตถุเฉล่ีย 0.56 เปอร์เซ็นต์ การเพ่ิม
อินทรียวัตถุโดยการใส่วัสดุอินทรีย์ลงไปในดิน เช่น การไถกลบตอซังข้าว เศษพืช ป๋ ุยหมัก ป๋ ุย
คอก หรือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และอุตสาหกรรมจะช่วยในการปรับปรุงบำารุงดินให้มี
ความอุดมสมบูรณ์ขึ้น
ประเทศไทยปลูกข้าวได้ผลผลิตเฉล่ียปี ละประมาณ 20 ล้านตัน ซ่ ึงจะมีฟางข้าวประมาณ 10
ล้านตัน ฟางข้าวส่วนนีจ้ะออกไปจากแปลงนา ทำาให้ดินต้องสูญเสียอินทรียวัตถุเป็ นปริมาณ
มากในทุก ๆ ปี ดังนัน
้ จึงควรนำาเอาฟางข้าวมาทำาเป็ นป๋ ุยหมักใส่กลับลงดินในแปลงนาข้าว
เพ่ ือเพ่ิมอินทรียวัตถุให้กับดินและเพ่ิมผลผลิตข้าวโดยใช้ร่วมกับป๋ ุยเคมี นอกจากนีย
้ ังมีกระถิน
ยักษ์ซ่ึงเป็ นพืชตระกูลถัว่ยืนต้นท่ีขึ้นได้ดี โตเร็ว แตกก่ิงก้านมากมีใบดก ระบบรากลึกทนแล้ง
ได้ดี และมีจุลินทรีย์ตรึงไนโตรเจนจากอากาศท่ีปมราก จึงเป็ นพืชท่ีเหมาะสมเป็ นพืชสดบำารุง
ดิน การนำาเอากระถินยักษ์มาปลูกบนคันนาแล้วตัดเอาใบและก่งิ อ่อนใส่เป็ นป๋ ุยพืชสดในนา
ข้าว หรือการปลูกกระถินยักษ์ในระบบพืชควบกับข้าวสาลี โดยตัดเอาใบและก่ิงอ่อนกระถิน
ยักษ์เป็ นป๋ ุยพืชสดใช้ได้ตลอดไป โดยใช้ร่วมกับป๋ ุยเคมีจะเป็ นหนทางในการปรับปรุงบำารุงดิน
และเพ่ิมผลผลิตข้าวสาลีได้ และจากการนำาเอาเมล็ดสะเดามาสกัดเป็ นสารกำาจัดแมลงศัตรูพืช
ทำาให้มีกากสะเดา เป็ นวัสดุเหลือใช้เม่ ือวิเคราะห์พบว่ามีไนโตรเจนมากกว่า 3 เปอร์เซ็นต์ ควร
นำามาเป็ นป๋ ุยใช้ในนาข้าวได้
วัตถุประสงค์
1. เพ่ ือให้ได้อัตราป๋ ุยหมักฟางข้าวในการเพ่ิมผลผลิตข้าวพันธุ์ไม่ไวต่อช่วงแสงเม่ ือใส่อย่าง
เดียวหรือใส่ร่วมกับป๋ ุยเคมีในระยะยาว
2. เพ่ ือให้ได้อัตราใบและก่ิงอ่อนกระถินยักษ์ ท่ีปลูกบนคันนาเป็ นป๋ ุยพืชสดเพ่ิมผลผลิตข้าว
พันธุ์ไม่ไวต่อช่วงแสงและไวต่อช่วงแสง เม่ ือใช้ร่วมกับป๋ ุยเคมี

3. เพ่ ือศึกษาระบบการปลูกพืชควบโดยใช้กระถินยักษ์เป็ นป๋ ุยพืชสดร่วมกับการปลูกข้าวสาลี
ในการเพ่ิมผลผลิตข้าวสาลี
4. เพ่ ือให้ได้อัตรากากสะเดาท่ีเหมาะสมในการเพ่ิมผลผลิตข้าวพันธุ์ไวต่อช่วงแสง
5. เพ่ ือศึกษาผลการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ (ป๋ ุยหมักฟางข้าว กระถินยักษ์และกากสะเดา) ต่อการ
เปล่ียนสมบัติทางกายภาพและเคมีของดิน)
ความเป็ นมา
ในปี งบประมาณ 2524 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เห็นความสำาคัญในการใส่ปุ๋ยหมัก
ซ่งึ เป็ นป๋ ุยท่ีผลิตจากเศษพืช และมูลสัตว์นำามาใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงบำารุงดินและเสริม
การใช้ปุ๋ยเคมีให้มีประสิทธิภาพย่ิงขึ้น โดยให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยหมักท่ีผลิตขึ้นเอง ตามโครงการ
เร่งรัดปรับปรุงบำารุงดินด้วยอินทรียวัตถุ(ป๋ ุยหมัก) เกษตรกร 20 จังหวัดสามารถผลิตป๋ ุย
หมักได้ 57.460 ต้น ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับท่ี 5 (25252529) รัฐบาลมีนโยบายในการลดต้นทุนการผลิตโดยดำาเนินงานตามโครงการเร่งรัด
ปรับปรุงบำารุงดินด้วยอินทรียวัตถุ มีวัตถุประสงค์เพ่ ือปรับปรุงคุณสมบัติของดิน ส่งเสริม
การเป็ นประโยชน์ของป๋ ุยเคมี ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี ส่งเสริมให้เกษตรกรรู้จักการผลิต
และการใช้ปุ๋ยหมักรวมถึงการเพ่ิมผลผลิตและรายได้ของเกษตรกร มีเป้ าหมายผลิตป๋ ุยหมัก
690,000 ตัน ในพ้ืนท่ี 72 จังหวัดในปี 2530 - 2534 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาติฉบับท่ี 6 ส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตป๋ ุยหมัก 870,000 ตัน ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยพืช
สด 32,054 ไร่ ในปี 2534 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำาหนดนโยบายด้านดินและ
ป๋ ุย โดยเน้นความจำาเป็ นในการยกระดับความสำาคัญของการบำารุงดินให้เป็ นนโยบายสำาคัญ
ในปี 2535 - 2539 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับท่ี 7 ส่งเสริมการทำาและ
ใช้ปุ๋ยหมัก 910,000 ตัน ส่งเสริมการผลิตเมล็ดพันธุ์และใช้ปุ๋ยพืชสด จัดอบรมผู้นำา
เกษตรกร เป้ าหมายปรับปรุงบำารุงดินด้วยอินทรียวัตถุ 840,000 ไร่ โดยใช้ฟางข้าว
กระถินยักษ์และกากสะเดา และในปั จจุบันรัฐบาลให้ความสำาคัญกับการทำาเกษตรกรรมแบบ
ยัง่ยืน จึงต้องสนับสนุนการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในนาข้าวต่อไป
คุณลักษณะดีเด่นของเทคโนโลยี
1. ฟางข้าวเป็ นวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเม่ ือนำามาทำาเป็ นป๋ ุยหมักจะทำาให้การใช้วัสดุอินทรีย์
มีประสิทธิภาพเพ่ิมขึ้น
2. ป๋ ุยหมักฟางข้าวมีธาตุอาหารพืชปริมาณมากพอสมควร กล่าวคือ มีไนโตรเจน 2.16
เปอร์เซ็นต์ ฟอสฟอรัส 1.18 เปอร์เซ็นต์ โพแทสเซียม 1.31 เปอร์เซ็นต์ แคลเซียม
2.29 เปอร์เซ็นต์ แมกนีเซียม 0.44 เปอร์เซ็นต์ และซัลเฟอร์ 0.41 เปอร์เซ็นต์
3. ป๋ ุยหมักฟางข้าวมีอัตราส่วนคาร์บอนและไนโตรเจนต่ำา ( C/N = 11.94 ) ทำาให้
ไนโตรเจน
ละลายออกมาเป็ นประโยชน์ต่อข้าวได้เร็ว ป๋ ุยหมักฟางข้าวทำาให้สมบัติทางกายภาพของดิน
ดีขึ้น คือ ดินจับตัวเป็ นเม็ดมากขึ้น ลดความแข็งของดินและลดความหนาแน่นรวม
4. ป๋ ุยหมักฟางข้าวทำาให้ดินมีอินทรียวัตถุเพ่ิมขึ้น ช่วยดูดป๋ ุยไนโตรเจนจากป๋ ุยเคมีไปใช้
ประโยชน์ได้มากขึ้น
ช่วยลดการสูญเสียไนโตรเจน ลดการใช้ปุ๋ยเคมีและช่วยในการเจริญเติบโต มีรากมากขึ้น
ดัชนีพ้ืนท่ีใบข้าวเพ่ิมขึ้น ทำาให้ผลผลิตข้าวเพ่ิมขึ้น
5. การปลูกกระถินยักษ์บนคันนา เพ่ ือนำามาเป็ นป๋ ุยพืชสดในนาข้าว เป็ นการนำาพ้ืนท่ีท่ีมีอยู่
มาใช้ให้เกิดประโยชน์
6. กระถินยักษ์มีธาตุอาหารไนโตรเจนสูง 3.7 - 4.3 เปอร์เซ็นต์ และมีธาตุอาหารพืชต่าง ๆ
(แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม และไนเตรท) ในระดับสูง
7. ใบและก่ิงอ่อนของกระถินยักษ์เพ่ิมอินทรียวัตถุให้กับดิน ช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดิน
ให้ดีขึ้น รักษาธาตุอาหารในดิน ใบและก่งิ อ่อนของกระถินยักษ์ช่วยลดต้นทุนการใช้ปุ๋ย
เคมี เพ่ิมผลผลิตและคุณภาพของข้าว
8. ระบบการปลูกพืชควบกระถินยักษ์และข้าวสาลี ช่วยในการปรับปรุงบำารุงดินและเพ่ิม

ผลผลิตข้าวสาลี จากการใช้กระถินยักษ์เป็ นป๋ ุยพืชสด
9. การใช้กากสะเดาซ่งึ เป็ นวัสดุเหลือใช้มาเป็ นป๋ ุยอินทรีย์กับข้าว
ทำาให้ดินมีสมบัติทางกายภาพดีขึ้นให้ธาตุอาหารและเพ่ิมผลผลิตข้าว
การประเมินคุณค่าของเทคโนโลยี
1. การใช้ปุ๋ยหมักฟางข้าวร่วมกับป๋ ุยเคมีติดต่อกัน 20 - 22 ปี ทำาให้ผลผลิตข้าวเฉล่ียเพ่ิมขึ้น
ป๋ ุยหมักฟางข้าวอัตรา 1,000 กิโลกรัมต่อไป ร่วมกับป๋ ุยเคมี 8-4-4 กิโลกรัมของ NP2O5-K2O ต่อไร่ ให้ผลผลิตข้าว กข.7 เพ่ิมขึ้น 115 เปอร์เซ็นต์, 99 เปอร์เซ็นต์ และ
72 เปอร์เซ็นต์ ท่ีศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก สถานีทดลองข้าวพิมาย และสถานีทดลองข้าว
สุรินทร์ ตามลำาดับ และผลผลิตข้าว กข.7 เพ่ิมขึ้น 146 เปอร์เซ็นต์, 117 เปอร์เซ็นต์
และ 89 เปอร์เซ็นต์ เม่ ือใช้ปุ๋ยหมักฟางข้าวอัตรา 2,000 กิโลกรัมต่อไป ร่วมกับป๋ ุยเคมี
8-4-4 กิโลกรัมของ N-P2O5-K2O ต่อไร่ ตามลำาดับ
2. การใช้ปุ๋ยหมักฟางข้าวติดต่อกัน 12 ปี ทำาให้ดินมีอินทรียวัตถุท่ีเป็ นประโยชน์เพ่ิมขึ้น
3. การใช้ปุ๋ยหมักฟางข้าวทำาให้สมบัติทางกายภาพของดินดีขึ้นกล่าวคือ ทำาให้การจับตัวของ
เม็ดดินเพ่ิมขึ้น ความแข็งของดินลดลง ความหนาแน่นของดินลดลง
4. การใช้ปุ๋ยหมักฟางข้าวช่วยเพ่ิมการดูดธาตุอาหารในต้นและเมล็ดข้าว เพ่ิมดัชนีพ้ืนท่ีใบ
ปริมาณรากและการดูดน้ำาของราก
5. ใบและก่ิงอ่อนกระถินยักษ์อัตรา 1,200 กิโลกรัมต่อไร่ ร่วมกับป๋ ุยไนโตรเจนอัตรา 12
กิโลกรัม N ต่อไร่ เพ่ิมผลผลิตข้าว กข. 23 81 เปอร์เซ็นต์
6. ใบและก่ิงอ่อนกระถินยักษ์อัตรา 300 กิโลกรัมต่อไร่ ร่วมกับป๋ ุยไนโตรเจนอัตรา 12
กิโลกรัม N ต่อไร่ หรือใบและก่ิงอ่อนกระถินยักษ์อัตรา 600 กิโลกรัมต่อไร่อย่างเดียว
เพ่ิมผลผลิตข้าวขาวดอกมะลิ 105 53 เปอร์เซ็นต์
7. การใช้กระถินยักษ์ติดต่อกัน 10 ปี ทำาให้ดินมีสมบัติทางเคมีและกายภาพดีขึ้น ช่วยให้ข้าว
ดูดธาตุอาหารจากดินได้มากขึ้น ปรับปรุงบำารุงดินและเพ่ิมอินทรียวัตถุในดินให้สูงขึ้น
8. การปลูกพืชควบระหว่างกระถินยักษ์กับข้าวสาลีร่วมกับป๋ ุยเคมีอัตรา 4-4-4 กิโลกรัมของ
N-P2O5-K2O ต่อไร่ ติดต่อกัน 6 ปี ทำาให้ผลผลิตข้าวสาลีเฉล่ียเพ่ิมขึ้น 84 เปอร์เซ็นต์
และอินทรียวัตถุในดินเพ่ิมขึ้นด้วย
9. การใส่กากสะเดาอัตรา 500 กิโลกรัมต่อไร่ เพ่ิมผลผลิตข้าวขาวดอกมะลิ 105 ในดิน
ทรายปนดินร่วนและดินเหนียวปนทราย 44 และ 56 เปอร์เซ็นต์ ตามลำาดับ
คำาแนะนำาวิธีการใช้
1. การทำาป๋ ุยหมักฟางข้าว กองฟางข้าวในท่ีร่มมีขนาดกอง 2x5 เมตร รดน้ำาให้ชุ่มพร้อมกับ
เหยียบให้แน่นพอสมควร จนกองสูงประมาณ 25 เซนติเมตร โรยมูลสัตว์และป๋ ุยยูเรีย
หรือแอมโมเนียมซัลเฟตเพ่ ือช่วยให้ฟางข้าวสลายตัวเร็วขึ้น แล้วกองชัน
้ ต่อ ๆ ไป ทำาเช่น
เดียวกันจนกองมีความสูง 1.00 -1.50 เมตร โดยใช้ฟางข้าว มูลสัตว์และป๋ ุยเคมี
อัตราส่วน 100 ต่อ 10 ต่อ 1 ควรกลับกองป๋ ุยทุก ๆ เดือน หลังกลับกองป๋ ุยครัง้ท่ีสอง
แล้ว 2 อาทิตย์ จึงกลับอีกครัง้หน่งึ จากนัน
้ กองป๋ ุยหมักก็จะเหมาะแก่การนำาไปใช้แล้ว
ปกติแล้วป๋ ุยหมักจะมีค่าของคาร์บอน/ไนโตรเจนประมาณ 20
2. ใช้ปุ๋ยหมักฟางข้าวอัตรา 2 ตันต่อไร่ โดยหว่านให้ทัว่แปลงขณะเตรียมดินแล้วไถกลบลงไป
ในดินทันทีก่อนปั กดำาข้าว 20 วัน ใส่ปุ๋ย 16-20-0 ในดินเหนียวหรือ 16-16-8 ในดิน
ทรายอัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ ก่อนปั กดำาข้าว 1 วัน แล้วคราดกลบและใส่ปุ๋ยยูเรียอัตรา
10 กิโลกรัมต่อไร่ ท่ีระยะกำาเนิดช่อดอก สำาหรับนาหว่านน้ำาตมใส่ปุ๋ย 16-20-0 หรือ
16-16-8 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ หลังข้าวงอก 30 วัน และใส่ปุ๋ยยูเรียอัตรา 10
กิโลกรัมต่อไร่ ท่ีระยะกำาเนิดช่อดอก
3. การปลูกกระถินยักษ์เป็ นป๋ ุยพืชสดในนาข้าวใช้กระถินยักษ์พันธุ์เปรูหรือ K8 ปลูกบน
คันนา ควรเร่ิมปลูกในช่วงฤดูฝนหรือในระยะท่ีดินมีความช้ืนพอ ถ้าเป็ นคันนาแคบควร
ปลูกเป็ นแถวเดียวระยะระหว่างต้น 50 เซนติเมตร ถ้าคันนากว้างควรปลูกเป็ นแถวคู่ระยะ
ระหว่างต้น x ระยะระหว่างแถวเท่ากับ 50 x 50 เซนติเมตร การตัดแต่งก่ิงเพ่ ือทำาเป็ น

ป๋ ุยพืชสด ถ้าฝนตกตามปกติกระถินยักษ์จะโตเร็ว เร่ิมตัดใบและก่งิ อ่อนได้ใน 4-5 เดือน
ของปี แรก ควรตัดแต่งครัง้แรกเม่ ือกระถินยักษ์สูง 2 เมตร โดยตัดให้เหลือตอสูงเหนือพ้ืน
ดิน 1 เมตร ส่วนของกระถินยักษ์ท่ีจะนำาไปใส่เป็ นป๋ ุยปรับปรุงบำารุงดินให้เลือกตัดเอา
เฉพาะใบและก่ิงอ่อนและตัดแต่งทุก 2 เดือน หรือเม่ ือต้นกระถินยักษ์สูง 2 เมตร
4. การใส่กระถินยักษ์เป็ นป๋ ุยพืชสดในนาข้าว ใช้ใบและก่ิงอ่อนของกระถินยักษ์หว่านใน
แปลงปลูกข้าวแล้วไถกลบก่อนปั กดำาข้าว 15 วัน โดยใช้ใบและก่ิงอ่อนอัตรา 1,200
กิโลกรัมต่อไร่ ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 12 กิโลกรัม N ต่อไร่ (ยูเรีย 26 กิโลกรัมต่อไร่) ท่ี
ระยะกำาเนิดช่อดอก สำาหรับข้าวพันธุ์ไม่ไวต่อช่วงแสง ส่วนข้าวพันธุ์ไวต่อช่วงแสงใช้ใบและ
ก่งิ อ่อนของกระถินยักษ์หว่านแล้วไถกลบก่อนปั กดำาข้าว 15 วัน โดยใช้ใบและก่ิงอ่อน
อัตรา 300 กิโลกรัมต่อไร่ และใส่ปุ๋ยยูเรียอัตรา 12 กิโลกรัม N ต่อไร่ (ยูเรีย 26 กิโลกรัม
ต่อไร่) ท่ีระยะกำาเนิดช่อดอกหรือใช้ใบและก่ิงอ่อนกระถินยักษ์อัตรา 600 กิโลกรัมต่อไร่
อย่างเดียวก่อนปั กดำาข้าว 15 วัน
5. การปลูกกระถินยักษ์ร่วมกับข้าวสาลี โดยปลูกกระถินยักษ์ในปี แรก โดยปลูกเป็ นแถบ 2
แถวคู่ระยะ 50 x 50 เซนติเมตร ขวางความลาดเทของพ้ืนท่ีสลับกับแถบของข้าวสาลีใน
อัตราส่วนกระถินยักษ์กว้าง 1 เมตร ข้าวสาลีกว้าง 3 เมตร ในปี ท่ี 2 และปี ต่อ ๆ ไป ตัด
กระถินยักษ์ส่วนท่ีเกิน 50 เซนติเมตร ใส่เป็ นป๋ ุยพืชสดในพ้ืนท่ีปลูกข้าวสาลีร่วมกับการ
ใช้ปุ๋ย 15-15-15 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ ท่ีระยะหลังข้าวสาลีงอก 20 วัน และตัด
กระถินยักษ์ส่วนท่ีเกิน 50 เซนติเมตร ใส่เป็ นป๋ ุยพืชสดในพ้ืนท่ีปลูกพืชหลัก เช่น ข้าวไร่
เป็ นต้น ปลูกสลับกับข้าวสาลี
6. ใส่กากสะเดา อัตรา 500 กิโลกรัมต่อไร่ ไถกลบก่อนปั กดำาข้าว 1 สัปดาห์
การเผยแพร่
เผยแพร่โดยกลุ่มงานวิจัยความอุดมสมบูรณ์ของดินและป๋ ุยข้าวและธัญพืชเมืองหนาว กอง
ปฐพีวิทยา กรมวิชาการเกษตร ลาดยาว จตุจักร กทม. 10900. หรือ โทร 02-5797515

การส่งเสริมให้เกษตรกรผสมปุ๋ยเคมีใช้เอง
วิวัฒน์ อิงคะประดิษฐ์

ประโยชน์ท่ีได้จากการผสมป๋ ุยเคมีใช้เอง
รัฐสามารถลดการนำาเข้าจากทัง้หมดปี ละ 3.6 ล้านตัน/ปี (เป็ นสูตรสำาเร็จ 1.8
ล้านตัน) จึงทำาให้ลดเงินตราต่างประเทศ จากการนำาเข้าป๋ ุยสำาเร็จท่ีมีสารตัวเติม
4,320 ล้านบาท/ปี และลดค่าใช้จ่ายซ้ือสารตัวเติมในประเทศ 3,240 ล้านบาท
ซ่งึ การลดค่านำาเข้า ค่าเก็บโกดัง ค่าขนส่งทัว่ประเทศ ค่าดอกเบีย
้ ค่าบรรจุ ฯลฯ
ท่ีเกษตรกรจ่าย ปี ละ 1,620 ล้านบาท
สารตัวเติม ได้แก่ ดินทราย ดินขาว ยิบซัม
่ ฯลฯ ท่ีรวมอยู่ในป๋ ุยสูตรสำาเร็จแต่ขาย
ราคาเดียวกัน ถ้าเกษตรกรผสมป๋ ุยเคมีใช้เองเพียง 20% ของจำานวนป๋ ุยท่ีใช้ทัง้
ประเทศ จะลดค่าใช้จ่ายสารตัวเติมถึงปี ละ 1,840 ล้านบาท และป๋ ุยผสมใช้เอง
ถูกกว่าป๋ ุยสำาเร็จถึงตันละ 1,000-1,500 บาท
1. หลักการผสมป๋ ุยเคมีสูตรต่างๆใช้เอง
คือการนำาแม่ปุ๋ยสูตร 18-46-0,สูตร 46-0-0 และสูตร 0-0-60 มาผสมให้เข้ากันตาม
ตารางผสมป๋ ุยท่ีกรมวิชาการเกษตรจัดทำาขึ้นและสามารถผสมได้ทุกสูตรท่ีมีขายในท้อง
ตลาด
2. อุปกรณ์ท่ีใช้มีอะไรบ้าง
2.1 เคร่ ืองชัง่ขนาด 25 - 50 กิโลกรัม
2.2 พลัว่หรือจอบ
2.3 ถังและขันพลาสติค
2.4 แม่ปุ๋ย
2.5 ตารางผสมป๋ ุยเคมี
3. ขัน
้ ตอนการผสมป๋ ุย

เลือกสูตรและอัตราการใช้กับพืชจากคำาแนะนำา คำานวณหาปริมาณและชัง่แม่ปุ๋ยแต่ละชนิด
จากตารางหนังสือคู่มือการผสมป๋ ุยเคมีสูตรต่างๆใช้เอง นำาแม่ปุ๋ยท่ีชัง่ได้เทลงบนพ้ืนเรียบ
และแห้ง ใช้จอบ,พลัว่ผสมคลุกเคล้าป๋ ุยในกองให้เข้ากัน นำาบรรจุกระสอบเพ่ ือขนย้ายไปไร่
นา การหว่านหรือใส่ต้องใส่ปริมาณน้อยกว่าเดิมเพราะไม่มีสารตัวเติม
4. ข้อดี
4.1 ตัดปั ญหาเร่ ืองป๋ ุยปลอม/ป๋ ุยไม่ได้มาตรฐาน
4.2 ใช้ปุ๋ยราคายุติธรรม มีทางเลือกเพ่ิมขึ้น
4.3 สูญเสียน้อยกว่า เพราะลงทุนถูกกว่า
4.4 ถ้าชำานาญสามารถปรับสูตรได้
4.5 มีอำานาจในการต่อรองราคา
4.6 มีปุ๋ยใช้ทันเวลา
5. ข้อจำากัด
5.1 เสียเวลาผสม (10 กระสอบ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที)
5.2 ผสมแล้วควรใช้ให้หมดใน 30 วัน
5.3 แม่ปุ๋ยมีขายไม่ครบทัง้ 3 ชนิด
5.4 แหล่งขายแม่ปุ๋ยมีน้อย
5.5 ต้องอ่านเข้าใจจึงทำาได้
5.6 ต้องมีตารางผสมป๋ ุย

ปุย๋ ที่ขายในท้องตลาดและสารตัวเติม

ป๋ ุยสำาเร็จ
9-3-9
16-4-0
10-5-9
16-4-5
16-14-0
16-4-8
18-6-4
6-18-12
15-15-6
18-11-5
18-10-6
15-5-14
14-14-14
4-16-24
25-7-7
14-9-20
15-15-15
16-9-18
12-24-12

สารตัวเติม
61
59
56
50
46
46
45
40
37
37
37
36
36
25
24
23
22
22
22

ป๋ ุยสำาเร็จ
12-3-6
18-4-5
11-6-4
16-4-4
14-4-9
16-6-5
18-11-5
16-20-0
16-4-6
16-10-4
16-8-8
15-5-5
18-6-6
20-10-5
6-12-24
16-8-14
7-13-19
12-10-18
16-16-8

สารตัวเติม
57
46
60
52
49
47
37
38
49
44
40
51
41
34
30
30
34
30
29

การใช้แม่ปุ๋ยผสมคิดจาก 100 กิโลกรัม

ป๋ ุยสูตร
16-20-0
16-16-8
15-15-15
13-13-21
12-24-12
9-24-24
16-8-14
18-12-6
3-10-30
18-10-6
19-19-19
25-7-7
21-7-14
8-16-24

น้ำาหนักแม่ปุ๋ยท่ีใช้ (กก.)
18-46-0
46-0-0
0-0-60
44
18
0
35
22
14
33
20
25
29
17
35
52
6
20
52
40
18
28
24
26
30
10
22
50
22
31
10
42
25
32
16
48
12
16
40
24
35
4
40

ตัวเติม (กก.)
38
29
22
19
22
8
30
34
28
37
1
24
20
21

สนใจเอกสารติดต่อขอได้สถาบันวิจัยข้าวหรือหน่วยงานของกรมวิชาการเกษตรท่ีอยู่ใกล้
บ้านท่านได้

การผลิตพันธุ์ข้าวเพื่อใช้ทำา เมล็ดพันธุ์ การผลิตพันธุ์ข้าวเพื่อ
ใช้ทำาเมล็ดพันธุ์ มีหลักการง่ายๆ ดังนี้
1. คั ด เลื อ กเมล็ ด พั นธุ์ ที่ ดี โดยซื้ อ มาจากสถาบั น วิ จั ย ข้ า ว ชั้ น
เมล็ดพันธุ์หลัก
2. การเตรียมแปลงเพาะกล้า ต้องห่างจากแปลงเพาะพันธุ์ข้า
วอื่นๆ

3. อายุต้นกล้าทีเ่ หมาะสม 25-30 วัน
4. การปลูก โดยวิธีปักดำา ใช้ต้นกล้า 3-5 ต้น ต่อ 1 จับ ใช้ปุ๋ยรอง
พื้นในอัตรา 25 ก.ก./ไร่ สูตร 16-20-0 หรือปุ๋ยอินทรีย์สต
ู ร1
5. ต้นข้าวอายุ 60 วัน ข้าวเริ่มตั้งท้อง ให้ตัดพันธุ์ปน โดยสังเกต
ต้นที่มีลักษณะไม่ตรงกับสายพันธุ์หลัก พร้อมใส่ปุ๋ยแต่งหน้า (รอบ
2 ) สูตร 17-7-19 อัตรา 25 ก.ก./ไร่ (การตัดพันธุ์ปนจะตัดทิ้งทั้งกอ)
6. ตัดพันธุ์ปนรอบที่ 2 เมื่อข้าวเริ่มออกรวง โดยสังเกตพันธุ์ที่
ออกรวงก่อน ต้นสูงผิดปกติ หรือออกรวงทีหลัง
7. ตัดพันธุ์ปนรอบที่ 3 เมื่อข้าวเริ่มโน้มรวง โดยการสังเกต การ
โน้มของรวงข้าว เช่น โน้ม รวงก่ อน หรือหลังต้ นอื่ นๆ สีของเมล็ ด
ข้าวแตกต่างจากต้นอื่นอย่างชัดเจน
8. การเก็บเกี่ยวจะเก็บข้าวค่อนข้างแก่จัด เพื่อให้แป้งแก่เต็มที่
และคั ด ต้ น ข้ า วที่ ติ ด กั บ ข้ า วแปลงอื่ น ห่ า งประมาณ 1 เมตร ออก
ตลอดแนว เพื่อป้องกันพันธุ์อื่นปน และตากแดดไว้ 5-7 วัน
9. การนวด ห้ามใช้เครื่องนวดร่วมกับข้าวพั นธุ์ อื่น ถ้าใช้แรง
คนนวดจะเป็นสิ่งที่ดี เพือ
่ ป้องกันพันธุ์ปน เพียงเท่านีเ้ กษตรกรก็จะ
สามารถมีเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ เพื่อใช้ทำา เมล็ดพันธุ์ในฤดูต่อ
ไปได้ และที่สำาคัญจะต้องเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ทุกๆ 2 ปี เพื่อให้ได้เมล็ด
ข้าวทีม
่ ีคุณภาพ

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful