You are on page 1of 14

บทที่ 1

บทนํา
ความเปนมาของปญหาและแนวทางการแกปญหา
หากเราลองมองดูก ารใชชี วิตประจําวันของเราสิ่งหลั ก ๆ ก็ต องเกี่ ยวของกับการใชแสง
สวาง ไมวาจะเปนการเรียนในหองเรียนก็ตองใชแสงไป หองน้ํา หองทํางาน หรือแมแตตามทอง
ถนนหนทาง หลายคนคงเคยมี ปญหากับการลืมปดไฟในหอ ง ทําใหสิ้นเปลือ งคาไฟฟา และยั ง
สงผลใหเ ครื่องใชไฟฟา และยังสงผลใหเครื่อ งใชไฟฟา อายุการใชงานคงสั้ นลง โดยที่ยังไมได
ประโยชนเต็มที่เลย นอกจากนี้ยังมีปญหา ในความไมส ะดวกอีกอยางหนึ่ง คือการเขาหอ งน้ํา ตาม
ปรกติแลวเกือบทุกครั้งเราตองเปดไฟ เพราะเปนหองที่มืด ครั้นเมื่อทําภารกิจเสร็จแลวปดไฟทัง้ ๆ ที่
มือยังเปยก จึงมีโอกาสเสี่ยงที่จะถูกไฟดูดได
อีกอยางหนึ่ง ถาเขาหองน้ําตอนกลางคืน ตอนที่เราออกจากหองน้ําแลวลืมปดไฟ ทําใหมืด
จึงลําบากในการมองหาทางเดินเพราะตามธรรมชาติแลว ตาของมนุษย ไมสามารถปรับสภาพการ
มองเห็นไดเร็วพอ ตอนแรกเราจะมองเห็นทางเดินไดพอลางๆ เมื่อเปดไฟตาก็ปรับสภาพรับแสง
สวางได แตพอปดไฟตาก็จะไมสามารถรับสภาพความมืดได ทําใหมองไมคอยเห็นทางเดิน
ปญหาหาเหลานี้เ ปน เรื่อ งที่ กวนใจมนุ ษย เราเสมอมา จึง คิดสร างสิ่ งประดิษ ฐ ที่ส ามารถ
ทํางานไดอัตโนมัติ เมื่อเราเดินผานก็สั่งงานใหเครื่องใชไฟฟาทํางาน พอเดินออกมาจากหอง เครื่อง
ก็รับรูแตยังไมสั่งใหปดเครื่องใชไฟฟาในทันที แตจะหนวงเวลาตอไประยะหนึ่ง จึงชวยแกปญหาที่
ผานมาได ในกรณีหลดไฟในหองน้ําก็จะสวางคางอยูพักหนึ่งทําใหเราสามารถมองเห็นทางเดินได
เวลาตอมาผมเขามาในหองอีก โดยที่หลอดไฟไมทันดับหรือยังไมหมดเวลาที่หนวงไว มัน
ก็จะสั่งงานใหสวางคางตอไปไดทําใหสะดวกมากทีเดียว นอกจากนี้ยังควบคุมการหนวงเวลาปดได
2 ชุด ในกรณีที่ตองการใหปดเครื่อ งใชไ ฟฟ าไมพรอ มกั น เช น ตอนอากาศรอ น กํา หนดใหเ ป ด
หลอดไฟกอน แลวตามดวยพัดลม จึงทําใหหองเย็นสบายเสมอ

วัตถุประสงค
1. เพื่อศึกษาการใช sensor อินฟาเรดในการตรวจจับวัตถุ
2. เพื่อศึกษาการใชงาน ดัดแปลงวงจรอิเล็กทรอนิกสเขาถึงการใชงานในชีวิตประจําวัน
เพื่อศึกษาการใช sensor ในการควบคุมการเปดปดวงจรอิเล็กทรอนิกส

ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ
1. มีความรูความชํานาญในการใชงาน sensor มาประยุกตใชกับงานตางๆ
2. มีความรูในการประยุกตวงจรอิเล็กทรอนิกสเพื่อควบคุมเครื่องใชไฟฟาภายในบาน
3. ไดรับความสะดวกในการใชชีวิตประจําวัน

ขอบเขตของโครงงาน
สวิตซ ปด-เปด อัตโนมัติ ตรวจสอบโดยแสงอินฟาเรด ทํางานโดยการใชแสงอินฟาเรด ซึ่ง
ใชการตรวจจับวัตถุตัดแสง มีผลใหวงจรทํางานโดยชุดหนวงเวลา และ ชุดควบคุมอุปกรณไฟฟา
ทํางาน ซึ่งก็คือหลอดไฟในหองน้ํา วงรจะทํางานอีกครั้งเมื่อมีวัตถุตัดแสงอีกครั้ง โดยจะหนวงเวลา
ใหหลอดไฟทํางานไปอีกระยะหนึ่ง ถาหากยังไมมีวัตถุมาตัดแสงอีก หลอดไฟก็จะดับ นั่นคือใชไม
ตองกดสวิตซไฟ เพียงแตเดินผานเทานั้น วงจรก็จะควบคุมหลอดไฟ ใหอัตโนมัติ

บทที่ 2

การคนพบรังสีอินฟราเรด
ในป ค.ศ. ๑๘๐๐ ขณะที่ เฮอเชล กําลังติดตามศึกษาดวงอาทิตยอยู ในกลองดูดาว ตองมีการ
ใชเลนสกรองแสง ซึ่งทําเปนสีตางๆ เฮอเชล ตองการทราบวา ในเลนสแตละสี จะเปลีย่ นคาแสดง
ความรอนของดวงอาทิตยหรือไม ทานจึงประดิษฐอุปกรณการทดลองอยางงายๆ เพือ่ หาคําตอบ ซึ่ง
นับเปนวิธีทดลองที่หลักแหลมเปนอยางมากทานใชปริซึมแยกแสง แลวใหแสงตางๆมาตกทีเ่ ทอร
โมมิเตอร ซึ่งทาสีดําทีก่ ะเปาะ เพื่อใหดูดความรอนดียิ่งขึ้น ความที่เปนนักวิทยาศาสตรที่ละเอียดถี่
ถวนเปนวิสัยประจําตัว ทานก็ตั้งเทอรโมมิเตอรตัวหนึ่งนอกเหนือจากแสงสีตางๆนั้น เพือ่ เปนตัว
ควบคุมการทดลอง ปรากฏวา แสงสีตาง มีอณ
ุ หภูมิสูงกวาแสงสีขาว และอุณหภูมสิ ูงขึน้ จาก สีมวง
ไปหาสีแดง เฮอเชล จึงเกิดความอยากรูขนึ้ มา แลววัดแถบเหนือแสงสีแดงขึ้นไปที่ไมปรากฏมีสี
อะไร ดูเหมือนแสงอาทิตยธรรมดาเทานั้นเอง แต เฮอเชล ก็ประหลาดใจเปนอยางยิ่ง เมือ่ ปรากฏวา
เทอรโมมิเตอร ตัวที่อยูนอกเหนือจากแสงสีแดงนั้น กลับวัดไดอณ
ุ หภูมสิ ูงกวาทุกตัวเฮอเชล จึงทํา
การทดลองตอไป ก็พบวา สวนของแสงที่มองไมเห็นแตรอ นกวาสีแดงนี้ มีคุณสมบัติทางกายภาพ
เชนเดียวกับคลื่นแสงทีม่ องเห็นไดทุกประการ เชน การหักเห ดูดซับ สองผานหรือไมผานตัวกลาง
ฯลฯ ในตอนแรก ทานเรียกแสงนี้วา calorific rays ซึ่งก็เชนเดิมที่การตั้งชือ่ ของทานไมคอยจะเปนที่
ถูกใจใครเทาไรนัก รังสีที่ถกู คนพบใหมนี้ ก็ถูกเปลี่ยนชือ่ ไปเปน รังสีอินฟราเรด ที่เรารูจักกันมาทุก
วันนี้

infrared ray เปนแสงที่มีความยาวคลืน่ ที่ต่ํากวาแสงขาว ( Visible Light )ซึ่งเปนแสง
ที่มนุษยสามารถมองเห็นได
แสงอินฟราเรดถูกคนพบโดย Sir Frederic William Herschel ( 1738-1822)Gเมื่อป
ค.ศ.1800โดยขณะทําการทดลองเรือ่ ง แถบสีตางๆใน Spectrum แสงแดดวาแตละแถบสีมี
คุณสมบัตอิ ยางไร
การทดลองโดยใชเทอรโมมิเตอรวัดอุณหภูมิของแตละลําแสง โดยเริ่มวัด
จากแสงสีมวงไปเรื่อยๆ ครั้นพอเลื่อนเทอรโมมิตอรมาจนถึงแถบสีแดง ปรากฏวาเทอรโมมิเตอรวัด
อุณหภูมิไดสูงขึ้นทันที หลังจากไดวัดความรอนในแถบสีแดงแลวเขาบังเอิญทําเทอรโมมิเตอร
เขยิบออกไปจากแสงสีแดงเล็กนอย ทําใหอณ
ุ หภูมสิ ูงกวาเดิม ซึ่งทําใหเขาคิดวาตองมีแสงอีกชนิด
หนึ่งที่มองไมเห็น และลําแสงนี้ก็ทําใหเกิดความรอนได ซึง่ การที่จะทําใหเกิดความรอนไดเมือ่ ไป
สองกระทบกับวัตถุ และปริมาณความรอนจะมากหรือนอยขึ้นอยูกับคุณลักษณะของสารนั้นๆ

บทที่ 3
วิธีการดําเนินงาน
ลําดับขั้นการคนหาวงจร
1.ภาครับ
ชุดโครงงานนี้ สวนที่มีความสําคัญ คือ ชุดรับแสงอินฟาเรด เพราะยังไมทราบวาจะใชตัว
อะไรมารับแสงอินฟาเรดได สวนตัวสงแสงคาดวาจะใชรีโมทได
จากเครือ่ งรับโทรทัศนระบบรีโมทคอนโทรล ไดไดความคิดที่จะศึกษาดูวาใชตัวอะไรเปน
ตัวรับแสงนี้ จึงไดแกะดูภายในเครือ่ งเปนกลองโลหะเล็กๆ สงสัยวาเปนตัวรับแสงแนเพราะวางอยู
ดานหนาเครือ่ ง มีวัตถุคลายเลนสติดอยูดวย ผมจึงแกะออกมาใสวงจรแลวมีขาใชงานทั้งหมด 3
ขามฃ คือ 1.ไฟลี้ยงขนาด 5 V เอามิเตอรมาวัดไฟที่ขาออกไดปกติ 5v พอกดรีโมทแลววัดได 4v
และเข็มมิเตอณสั่นเล็กนอย แสดงวามีไฟกระแสสลับออกมาดวย ผมจึงไปคนหาวงจรที่สามารถเพิ่ม
แรงดันใหสูงจึ้นไดประมาณ 9-12 v และแปลงใหเปนไฟกระแสตรงดวย ทดลองทําไปเรือ่ ยจนได
เปนวงจรดังรูป

รูปที่ 1 วงจรภาครับอินฟราเรด

หลักการทํางาน
จากรูปที่ 1 เปนตัวรับแสงอินฟาเรดใชไฟเลีย้ ง 5v จึงตองใช ZD1 และ R1 ทําหนาที่ลดไฟ
เปน +5v คงทีแ่ ละ C1-C3 ทําหนาที่ชวยลดสัญญาณรบกวนหรือไฟกระเพือ่ ม
เมือ่ กดสวิตซรีโมทก็จะมีสัญญาณพัลลออกมาที่ out ของ IC1 แตมีระดับแรงดันไมสูง
เพียงพอและเปนไฟกระแสสลับ จึงตองมี C4,D1,D2,C5 จัดเปนวงจรทวีแรงดันสองเทาและ
เปลีย่ นเปนไฟกระแสตรง จากนั้นไฟทไดกผ็ าน R2 เขาทีข่ า B ของ Q1 ขยายกระแสใหสูงขึ้น
สามารถขับหลอด LED1 ใหสวางได และก็นําเอาไฟทีค่ รอมขา C ของ Q1 ไปใชขับภาคตอไป
เหตุที่ตอ แบบนีเ้ พือ่ กําหนดให LED1 ก็ดันและไฟทีข่ าออกก็จะมีคาระดับสูง เนื่องจาก Q1
ไมนํากระแสนัน่ เอง

ภาคสง
ตอไปก็เปนวงจรภาคสง ซึ่งเดิมทีคิดวาจะใชเปนรีโมทเปนตัวสง แ ตเทาที่ลองใชดูมีปญ
หา คือ เมือ่ มีวัตถุผานแสงก็ไมมีผลใดๆ คิดวาความแรงของแสงมีมากจึงใชไมได ดวยหตุผลนี้จึง
ตองเรามหาวงจรสงแสงอินฟาเรด LED1 ก็ดับ แมวาวัตถุนนั้ จะเร็วเพียงใดก็ตาม ในขณะเดียวกันที่
ขาออกก็มีระดับสูงพอกอนสงไปยังภาคหารสองตอไป
หลักการทํางาน
ดังรูปที่ 2 วงจรนสงแสงอินฟราเรดที่ใช IC2 ทําหนาทีผ่ ลิตความถี่รูปสีเ่ หลี่ยม หรือ
วงจรอะเสตเบิลมัลติไวเบรเตอร มีคาความถี่ประมาณ 600 Hz ซี่งมีคาใกลเคียงความาพี่ของรีโมท
ทั่วไปคาความถี่ที่ไดขนึ้ อยูกับคา R4,R5,C6 หาจากสูตร คือ
F = 1.44/((R4+2R5)C8) และชวงเวลาที่ LED2 ติดประมาณ 0.7 mS ตอไซเคิล มาจาก
สูตร T2 = RC
สวน C6,C7,C9 ทําหนาที่ ตัวชวยใหวงจรมีเสถียรภาพมากขึ้น

รูปที่ 2 วงจรภาคสง

ภาคหาร 2
ในภาคนีเ้ ปนระบบการทํางานของวงจรดิจิตอลที่มีหลักการงายๆ คือ ในครั้งแรกมีสัญญาณ
เขาระดับสูงหรือเทียบเปนลอจิก High ทางขาออกของวงจรมีลอจิกทันทีและคางไวจนกวามี
สัญญาณเขามาอีกครั้ง ระดับลอกจิกก็จะลดลงเปนระดับเดิมในตอนแรกคือระดับคา หรือ ลอจิก
LOW
คงมีคําถามวามันจะหารสองอยางไร หรือ ตั้งชื่อใหมันเทๆที่วาหารสอง เขานับเอา
สัญญาณเขาทั้งสองระดับ ทั้งชวงไฟสูง และไมมีไห อานแลวยังวว ดูรูปแสดงผังการทํางานดังรูปที่
3
จากแนวความคิดนี้จึงไดวงจรที่ทํางานตามแบบไดดังรูปที่ 4 วงจรนี้ทําหนาที่เปน ไอซี
หารสอง จากที่ทดลองวจจรนี้ทํางานไดดี เมือ่ เดินผานหลอด LED3 ก็จะติด เมือ่ เดินกลับมาอีกครั้ง
หลอด LED3 ก็จะดับ แสดงวาใชไดครั้ง

รูปที่ 3 ภาพแสดงการทํางาน สัญญาณเขาและออกของภาคหาร 2

รูปที่ 4 วงจรภาคหาร 2

หลักการทํางาน
ในรูปที่ 3 ภาคหารสองที่ประกอบดวยวงจรภายในอีก 2 สวน คือ
1.สวนโมโนสเตเบิลมัลติไวเบเตอร เมือ่ สัญญาณลอจิก 1 เขามาทางขา 11 ก็จะทําใหขา
13 เกิดเปนสัญญาณลอจิก 1 มีชวงระยะเวลาหนึ่ง แลวก็กลับเปนลอจิก 0 อีกครั้งหนึ่ง หรือเทียบ
ไดกับวา เมือ่ มีการกระตุนครั้งหนึ่งก็จะใหสัญญาณออกไปลูกหนึ่ง มีชวงเวลา 0.7 วินาที โดยมี
R9,C13 เปนตัวกําหนดคาเวลานีซ้ ึ่งไดจากคํานวนสูตร คือ T = 0.7 RC
วงจรนี้มีไวเพื่อแกปยหาในกรณีทเี่ ดินผานแสงแลว แตมอื ของเราดันแกวงผานอีก ทําให
เครือ่ งเขาใจผิดวาเปนการเดินออกจึงสั่งใหปดเครือ่ งใชไฟฟาได เมือ่ ใสวงจรนี้เครือ่ งจะรับรูเ พียง
ตอนรางกายผานแสงครั้งแรกเทานั้น สวนการผานแสงที่ตา่ํ กวา 0.7 วินาที เครือ่ งก็จะไมทํางานแต
อยางใด
2. สวน D ฟลิปฟลอบ ในที่นี้จัดตอเปนวงจรหารสอง เมือ่ มีลอจิก 1 มากระตุน ที่ขา 3
ครั้งหนึ่งก็จะมีระดับลอจิกเปลี่ยนสําหรับ C10,R8 ตอไวเปนการรีเซ็ดวงจรในตอนทีเ่ ปดเครือ่ งใน
ครั้งแรก ใหขาออกเปนลอจิก 0 เสมอ
สวนอุปกรณอื่นๆ คือ C11,C12,D3,R7 ทําหนาที่ชวยใหวงจรมีเสถียรภาพขึ้น

รูปที่ 5 วงจรหนวงเวลาอยางงายๆ

ภาคหนวงเวลาปด
จากหลักการของวงจรหนวงเวลาอยางงายๆ ดังรูปที่ 5 เมือ่ เรากดสวิตซ ก็จะมีไฟอกที่
เอาตพุต ตอมาเมือ่ ปลอยสวิตซแรงดันไฟฟาทีเ่ อาตพุตก็ยังคงมีอยูช วงระยะเวลาหนึ่ง เนื่องจากมีตัว
เก็บประจุ C1 เปนตัวคอยเก็บไฟไวในตอนที่เรากดสวิตซและปลอยออกมาในตอนทีเ่ ราปลอย
สวิตซ สําหรับเวลาชา-เร็วในการเก็บไฟไวนั้นขึน้ อยูกับคา Ct และ Rt หากมีคามากก็จะนาน
ในทางกลับกันคนอ ยก็จะเร็ว ซึ่งพอสรุปไดเปนสูตรคือ T = 0.7CtRt
นอกจากนี้ยังขึ้นอยูคาความตานทานของโหลดทีน่ ํามาตอยังเอาตพุตดวย
ดวยหลักพื้นฐานนี้ จึงไดดัดแปลงวงจรดังรูปที่ 6 จะเห็นไดวาใช IC4 ทําหนาที่เหมือน
สวิตซอเิ ล็กทรอนิกส และยังใช IC5 ตอเปนวงจรกันชน ในขา 6,13 ของ IC4 เปนขาควบคุมแทน
การกดสวิตซื เมื้อมีระดับลอจิก 1 ทําใหไฟไหลผานแยกเปน 2 ทาง มายัง IC4a และ IC4d เกิดเปน
สัญญาณที่ดีทําใหเกิดลอจิกเปน 1 ที่ขาออก 41 และขาออก 2 จึงเปนผลให LED4,LED5 ติด
สวางบงบอกการทํางานเครือ่ งใชไฟฟาทั้ง 2 ชุดได
แตเมือ่ ระดับสัญญาณที่ขาเขามี่ลอจิกเปน 0 สวิตซอเิ ล็กทรอนิกสที่จะไมตอไฟก็ไมให
ไหลผาน IC4 ไดอกี แตเอาตพุตก็ยังคงมี่ไฟอยูระยะหนึ่ง หลอดไฟ LED4,LED5 ก็ยังคงติดสวาง
เพราะไฟทีเ่ ก็บประจุไวใน C16,C17 ก็ยังคงมีอยูต ามหลักการวงจรที่แลว
สําหรับ IC5 เปนไอซีแนนดเกตที่ตอ เปนวงจรบัฟเฟอรทําหนาที่เหมือนกันชน แทนที่ตอ
กับขาออกโดยตรง จึงมีผลใหชวงเวลามีไฟนานขึน้ เพราะที่ขาอินพุตของไอซีนี้มีคาความตานทาน
มาก จึงไมมีผลกดคาความจุของตัวเก็บประจุ เวลาจึงมีคาปกติไมนอ ยเกินไป
สําหรับการหนวงเวลาที่ขาออก 1 ประมาณ 1.30 วินาท และขาออกประมาณ 2.40 นาที

รูปที่ 6 ภาคหนวงเวลาปด

ภาคจายไฟ
วงจรทั้งหมดที่ไดทดลองผานมาผมใชไฟเลี้ยงขนาด 9v จากแบตเตอรี่ ซึ่งไมคอ ยสะดวก
นักหากสรางใชงานจริง จึงสรางเปนวงจรจายไฟ โดยนําไฟบาน 220v นีแ้ ปลงใหเปนไฟ 9v ใช
ไดผลดีเชนเดียวกับไฟจากแบตเตอรี่ ดังรุปที่ 8 ดูวงจรแอลวก็เปนวงจรงายๆ คงเคยใชกันมาแลว
มีหลักการงายๆ ใชหมอแปลง T1 ลดไฟลดเหลือ 9v แลวแปลงใหเปนไฟกระแสตรง โดยมี
D4,D5,C18,C19 จัดเปนวงจรเรียงกระแสแบบเต็มคลืน่ ไดเปนแรงดันไฟตรงประมาณ 12v
จากนั้นก็ผาน C6,ZD1,D1,R21,C20,C21,C22 จัดเปนวงจรรักษาระดับแรงดันคงที่ 9v ซึ่งได
ไฟตรงทึ่มีความบริสุทธขึ้น พรอมที่จะจายไฟสูภาคตางๆ ที่ผทานมา และมี่ LED6 เปนตัวแสดงผล
การทํางานของวงจร

รูปที่ 8 วงจรภาคจายไฟ

ลายวงจรที่ใชทําสวิตซ ปด-เปด อัตโนมัติ ตรวจสอบโดยแสงอินฟราเรด

รูปที่ 9 การวางตําแหนงอุปกรณ และลายพริ้นตของภาครับ

รูปที่ 10 การวางตําแหนงอุปกรณ และลายพริ้นตของภาคสง

.
รูปที่ 11 การวางตําแหนงอุปกรณ และลายพริ้นตของภาคหนวงเวลาปด

รูปที่ 11 การวางตําแหนงของอุปกรณ และลายพริ้นตภาคหาร 2