“เหมือนอยู่คนละโลก”

ปฐมบทสู่สถานการณ์ความไม่เป็นธรรม

หนังสือชุด ถมช่องว่างทางสังคม ลำ�ดับที 2 "เหมือนอยู่คนละโลก"
นพ.ขวัญประชา เชียงไชยสกุลไทย และคณะฯ
มีนาคม 2555
โดย:เครือข่ายถมช่องว่างทางสังคม
สมาชิกก่อตั้ง:
สำ�นักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.), สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย (สวส.), สำ�นักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP),
สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข(สวรส.) และกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
เจ้าของเนื้อหา : เครือข่ายถมช่องว่างทางสังคม
จัดพิมพ์ : สำ�นักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)
ที่ปรึกษา:
นพ. ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา, นพ. พงษ์พิสุทธิ์ จงอุดมสุข, รศ. ดร. ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์,
นพ. สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์, อรพรรณ ศรีสุขวัฒนา
คณะทำ�งาน:
นพ. ขวัญประชา เชียงไชยสกุลไทย, เกรียงไกร พรพิพัฒน์กุล, นพนันท์ วรรณเทพสกุล,
สุรางค์รัตน์ จำ�เนียรพล, ลลิล ก่อวุฒิกุลรังสี, จารุปภา วะสี, นันทินี มาลานนท์, เพิ่มสุข อัมพรจรัส,
สริญญา กิตติเจริญกานต์, ชลนภา อนุกูล
นักเขียน:
กฤติกา เลิศสวัสดิ์, กิติมาภรณ์ จิตราทร, กรรณจริยา สุขรุ่ง, บรรพต แก้วสว่าง, นิภาพร ทับหุ่น,
วีรตี ทะพิงค์แก, อัญจิรา อัศวนนท์, อนัญญา มูลเพ็ญ, เอกชัย เอื้อธารพิสิฐ
ผลิต : เกรียงไกร พรพิพัฒน์กุล (บรรณาธิการ), วรพงษ์ เวชมาลีนนท์ (พิสูจน์อักษร)
ออกแบบปก : รัฐภูมิ วงค์ประดู่
พิมพ์ : ห้างหุ้นส่วนสามัญซาเกี๊ยะ
ส่วนประสานงานเครือข่ายถมช่องว่างทางสังคม:
สำ�นักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ
ชั้น 2 อาคาร 88/37 ติวานนท์ 14 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 โทร. 02-832-9127
เว็บไซต์ : www.ThaiSocialHealth.net
เฟสบุ๊ก : เครือข่ายถมช่องว่างทางสังคม (SIRNet)
อีเมล : cholnapa@nationalhealth.or.th

“หากเธอดำ�รงความเป็นกลางในสถานการณ์ของความอยุติธรรม เธอก็ได้
เลือกที่จะยืนอยู่ข้างผู้กดขี่ ถ้าช้างเหยียบหางหนูเอาไว้แล้วเธอยังบอกว่าเธอ
เป็นกลาง หนูย่อมไม่อาจซาบซึ้งไปกับความเป็นกลางของเธอไปได้หรอก”
เดสมอนด์ ตูตู

คำ�นำ�

“ความไม่เป็นธรรมนัน้ ฆ่าคนได้” ประโยคนีอ้ าจดูกล่าวเกินจริง
แต่หากดูจากข้อค้นพบจากงานวิจัยทั่วโลกที่ว่า คนยิ่งจน ยิ่งป่วย
หรือ คนยิง่ จน ยิง่ อายุสนั้ ใน “ถมช่องว่างทางสังคม ในช่วงชีวติ เรา”
โดย เซอร์ไมเคิล มาร์ม็อต และคณะ ย่อมยืนยันให้เห็นสถานการณ์
ความไม่เป็นธรรมดังกล่าวได้ดี
ในปี พ.ศ. 2554 ข้อมูลว่าด้วยความเหลื่อมล้ำ�ทางเศรษฐกิจ
ที่ปรากฏในงานวิชาการของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
หรือทีดีอาร์ไอ ยิ่งชี้ให้เห็นช่องว่างความเหลื่อมล้ำ�ทางรายได้และ
ในการครอบครองทรัพย์สินที่น่าตกใจ แต่ดูเหมือนการรับรู้นี้แทบจะ
ไม่น�ำ ไปสูก่ ารเปลีย่ นแปลงใด-ใด ราวกับว่าจิตสำ�นึกของผูค้ นได้สยบ
ยอมอย่างเชื่องเชื่อต่อสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ�ที่ปรากฏนี้
“เหมือนอยู่คนละโลก” เป็นเรื่องราวของสังคมไทย หนังสือ
เล่มนี้ต้องการนำ�เสนอใบหน้าและดวงตาของความไม่เป็นธรรมที่
ดำ�รงอยู่ในสังคมไทยปัจจุบัน การมองเห็นช่องว่างความเหลื่อมล้ำ�
และความไม่เป็นธรรมผ่านชีวิตชีวาของผู้คนกลุ่มต่างๆ ย่อมทำ�ให้

เราเข้าใจความสลับซับซ้อนของสิ่งที่เป็นอยู่ได้ดีขึ้น และค่อยนำ�ไปสู่
ปฏิบัติการของการเปลี่ยนแปลง
หนังสือเล่มนี้มีจุดมุ่งหมายในการกระตุ้นจิตสำ�นึกรับรู้ของ
ผู้คนต่อประเด็นความไม่เป็นธรรม เนื้อหาโดยมากปราศจากข้อสรุป
หรือทางออก และยังเต็มไปด้วยจุดอ่อนและความบกพร่องทาง
ความคิด ความไม่สมบูรณ์เหล่านี้หาใช่ความผิดพลาดของนักเขียน
หากเป็นความตั้งใจและความรับผิดชอบของคณะทำ�งานกลุ่มแกน
ขับเคลือ่ นเครือข่ายถมช่องว่างทางสังคมโดยตรง โดยมุง่ หวังให้เกิด
กระบวนการถกเถียงแลกเปลี่ยนบนพื้นฐานของเนื้อหาและเรื่องราว
ในหนังสือเล่มนี้ เพื่อก่อให้เกิดปัญญาร่วมของสังคมที่ดียิ่งขึ้น
ในยุคสมัยของปัจเจกชนนิยมนี้ ผูค้ นจำ�นวนมากต่างเรียกร้อง
หาความเป็นธรรม โดยเฉพาะความเป็นธรรมทางสังคม ซึ่งเป็น
นิมติ หมายอันดีทแ่ี สดงให้เห็นถึงการหวนกลับมารูส้ กึ สัมพันธ์เชือ่ มโยง
กับคนอืน่ ๆ ในสังคม ภารกิจการถมช่องว่างความเหลือ่ มล้�ำ เพือ่ สร้าง
ความเป็นธรรมนี้ จึงมิใช่เรื่องของคนยากไร้หรือคนชายขอบที่ต้อง
ต่อสู้แต่เพียงลำ�พัง หากเป็นความรับผิดชอบของพวกเราทั้งหมด
ร่วมกัน

คณะทำ�งานกลุ่มแกนขับเคลื่อนเครือข่ายถมช่องว่างทางสังคม
23 มีนาคม พ.ศ.2554, นนทบุรี

กิตติกรรมประกาศ

หนังสือเล่มนี้มีความมุ่งหวังและตั้งใจของผู้คนหลายคนเป็น
แรงผลักดันสำ�คัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก นพ. สุปรีดา อดุลยนนท์
และ ทพ. ศิริเกียรติ เหลียงกอบกิจ ซึ่งพยายามทั้งยุทั้งยันให้มีการ
ริเริ่มจัดทำ�หนังสือเล่มนี้ออกมา รวมทั้ง นพ. ภูษิต ประคองสาย
ซึ่งพยายามจัดทำ�ต้นร่างกรอบแนวคิดในการจัดทำ�หนังสือ และเน้น
ให้มีกระบวนการทำ�งานร่วมกับนักวิชาการแบบข้ามศาสตร์มากขึ้น
ทีต่ อ้ งขอบคุณเป็นอย่างยิง่ ก็คอื นพ. อำ�พล จินดาวัฒนะ ทีช่ ใี้ ห้
เห็นช่องทางในการเข้าไปตัง้ ต้นรวบรวมข้อมูลวิชาการผ่านเครือข่าย
วิชาการเพื่อการปฏิรูป ซึ่งต้องขอบคุณ นพ. สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์
ในฐานะประธานเครือข่ายวิชาการเพือ่ การปฏิรปู สำ�หรับข้อเสนอแนะ
ในการทำ�ให้เรือ่ งความไม่เป็นธรรมของคนชายขอบแสดงตัวมากขึน้
ผ่านปรากฏการณ์ความเหลื่อมล้ำ�ด้านต่างๆ ที่ลืมไม่ได้ก็คือ ภัทชา
ด้วงกลัด และสกลฤทธิ์ ชาญพุ่ม คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ในกลไกปฏิรูป
ที่ช่วยแบ่งปันข้อมูลวิชาการของเครือข่ายวิชาการปฏิรูปที่อุตสาหะ
รวบรวมไว้จำ�นวนมากมาให้

เช่นเดียวกับ รศ. ดร. ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ ทีย่ นื ยันให้น�ำ เสนอ
เรือ่ งราวของความไม่เป็นธรรมผ่านมิตกิ ารรับรูข้ องผูค้ นสามัญธรรมดา
เพือ่ แสดงให้เห็นโครงสร้างความเป็นธรรมทีก่ �ำ กับอยู่ ทัง้ ปวารณาตัว
มาช่วยงานเต็มที่ แต่เราก็ยังรบกวนอาจารย์น้อยเหลือเกิน
และโดยเหตุที่ความคาดหวังต่อหนังสือเล่มนี้มีความหลาก
หลายมาก หากปราศจากการตะล่อมและฟันธงอย่างมีศิลปะของ
นพ. พงษ์พิสุทธิ์ จงอุดมสุข และ นพ. อำ�นาจ รัตนบัลย์ เกี่ยวกับ
แนวทางในการดำ�เนินงานแล้ว หนังสือเล่มนี้คงไม่อาจดำ�เนินการ
ออกมาจนเป็นรูปร่างไปได้
การออกแบบการจัดทำ�หนังสือโดยใช้นักเขียนจำ�นวนมากนี้
ต้องอาศัยเครือข่ายความสัมพันธ์ที่กว้างขวางมากทีเดียว จาก
คำ�แนะนำ�ของคุณจารุปภา วะสี คุณเอกชัย เอื้อธารพิสิฐ และ
คุณกรรณจริยา สุขรุ่ง ซึ่งนอกเหนือจะร่วมเขียนแล้ว ยังทำ�ให้เรามี
เพือ่ นนักเขียนจำ�นวนมากมาร่วมงาน ซึง่ ทุกคนก็ได้พยายามทำ�หน้าที่
อย่างดียงิ่ ในการสือ่ สารประเด็นความไม่เป็นธรรมจากข้อมูลวิชาการ
ที่มีอยู่ ที่ต้องแสดงความขอบคุณในที่นี้คือ คุณกฤติกา เลิศสวัสดิ์
คุณกิติมาภรณ์ จิตราทร คุณบรรพต แก้วสว่าง คุณนิภาพร ทับหุ่น
คุณวิรตี ทะพิงค์แก คุณอัญจิรา อัศวนนท์ และคุณอนัญญา มูลเพ็ญ
ข้อมูลวิชาการจำ�นวนมากในประเด็นต่างๆ ที่มีการรวบรวม
เป็นข้อมูลเบือ้ งต้นให้กบั นักเขียน เป็นฝีมอื ของคุณลลิล ก่อวุฒกิ ลุ รังสี
ทีช่ ว่ ยทำ�ให้การสืบค้นข้อมูลว่าด้วยดัชนีชวี้ ดั เรือ่ งความเป็นธรรม และ
การเขียนงานช่วงแรกดำ�เนินไปอย่างรวดเร็ว

หลายบทความมีผู้ทรงคุณวุฒิมาช่วยตรวจสอบความถูกต้อง
ของข้อมูล ทัง้ ยังเปิดพืน้ ทีใ่ นการแลกเปลีย่ นสนทนาให้ประเด็นสือ่ สาร
มีความชัดเจนมากขึ้น ต้องขอขอบคุณอาจารย์พิภพ ธงไชย สำ�หรับ
คำ�วิพากษ์วิจารณ์ที่แหลมคมและข้อเสนอแนะต่อประเด็นการเรียนรู้
กับการลดความเหลื่อมล้ำ� รวมทั้งอาจารย์วรัญญา เตียวกุล สำ�หรับ
ประเด็นการกระจายรายได้ อาจารย์บัณฑิต ธนชัยเศรษฐวุฒิ และ
ดร. ศยามล เจริญรัตน์ สองนักวิชาการต่างรุ่นก็มาร่วมให้ความเห็น
ในประเด็นเรื่องงานไว้อย่างน่าสนใจ ส่วนประเด็นฐานทรัพยากร
มีอาจารย์สมพร เพ็งค่�ำ อาจารย์วรี บูรณ์ วิสารทสกุล และ ดร. กฤษฎา
บุญชัย มาช่วยให้ความเห็นที่มีประโยชน์ยิ่ง แต่ด้วยข้อจำ�กัดในการ
ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม จึงไม่อาจปรับปรุงบทความตามข้อเสนอแนะ
ได้ทั้งหมด ในประเด็นสิ่งแวดล้อมก็มีอาจารย์ภารนี สวัสดิรักษ์
นักวิชาการอิสระ และ ดร. วนิสา สุรพิพิธ กรมควบคุมมลพิษ
มาช่วยชี้ประเด็นความไม่เป็นธรรมและตั้งคำ�ถามปลายเปิดทิ้งไว้
อย่างน่าสนใจ ส่วนดร. ชาญชัย สุขโกศล และ จุฬารัตน์ ดำ�รงวิถธี รรม
นักวิชาการรุ่นใหม่ด้านสันติวิธีก็ทำ�ให้บรรยากาศของการถกเถียง
แลกเปลี่ ย นมี ชี วิ ต ชี ว าไม่ น้ อ ย ส่ ว นประเด็ น ระบบยุ ติ ธ รรมนั้ น
ดร. สุนทรียา เหมือนพะวงศ์ ผู้พิพากษาและนักวิชาการกฎหมาย
มหาชนและสิ่ งแวดล้ อม ก็ ใ ห้ ความใส่ ใ จและตั้ ง ข้ อสั ง เกตอย่ าง
ละเอียดทีเดียว ทัง้ ยังกรุณามอบบทความพิเศษว่าด้วยความเป็นธรรม
ในสถานการณ์น้ำ�ท่วมมาร่วมตีพิมพ์ด้วย

นอกจากนีข้ อขอบคุณคุณอรพิน วิมลภูษติ และคุณมัทนา โกสุมภ์
ที่นำ�เอาบทความ “งาน คุณค่า และความเป็นธรรม: กรณีสาวใช้
ข้ามชาติ” ไปใช้ในกระบวนการแลกเปลี่ยนสนทนาของแผนงาน
พัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานอย่างน่าสนใจ กระทั่งว่าได้รับความ
คิดเห็นและข้อเสนอแนะกลับมาเป็นบทความอีกด้วย
ส่วนกำ�ลังที่สำ�คัญยิ่งก็คือ อาจารย์นพนันท์ วรรณเทพสกุล
ดร. สุรางค์รัตน์ จำ�เนียรพล และคุณราณี หัสสรังษี แห่งสถาบันวิจัย
สังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ช่วยหนุนเสริมทั้งเชิงวิชาการและ
ข้อมูลจำ�นวนมาก
ขอขอบคุณคุณอรพรรณ ศรีสุขวัฒนา และคุณณนุต มธุรพจน์
เป็นพิเศษในฐานะกำ�ลังหนุนสำ�คัญเบื้องหลังที่ช่วยให้คำ�แนะนำ�และ
อำ�นวยสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำ�งานในครั้งนี้มาแต่ต้น
ขอบคุณคุณวรพงษ์ เวชมาลีนนท์ ซึ่งมาช่วยงานพิสูจน์อักษร
ในรายละเอียดด้วยเวลาอันรวดเร็ว แต่ก็มีความประณีตยิ่ง
และสุดท้ายต้องขอขอบคุณมดงานตัวเล็กที่ช่วยทำ�ให้การ
ประสานงานกับผูค้ นจำ�นวนมหาศาล ตลอดจนงานรายละเอียดยิบย่อย
ให้ลลุ ว่ งไปได้ดว้ ยดี ไม่วา่ จะเป็นการประสานจัดประชุม ประสานจัดทำ�
ต้นฉบับ ประสานจัดทำ�รูปเล่มออกแบบปก ทั้งหลายทั้งปวงนี้เป็น
ผลงานของคุณนันทินี มาลานนท์ และคุณสริญญา กิตติเจริญกานต์

สารบัญ

18 ครอบครัว - จุดเริ่มของชีวิตที่เท่าเทียม
วิรตี ทะพิงค์แก

46 การศึกษากับการลดความเหลื่อมล้ำ�
นิภาพร ทับหุ่น

202 ความขัดแย้ง ความรุนแรง และความเหลื่อมล้ำ�
อัญจิรา อัศวนนท์
234 ระบบยุติธรรมที่นำ�ไปสู่ความเหลื่อมล้ำ�
เกรียงไกร พรพิพัฒน์กุล
256 ต้นทางสุขภาพ: สิ่งแวดล้อม
บรรพต แก้วสว่าง

70 งาน คุณค่า และความเป็นธรรม: กรณีสาวใช้ข้ามชาติ
เอกชัย เอื้อธารพิสิฐ

280 อาหาร และชีวิตที่ดี ในกระแสโลกาภิวัตน์
เกรียงไกร พรพิพัฒน์กุล

94 เศรษฐกิจที่เน้นการเติบโต ไม่นำ�ไปสู่ความเป็นธรรม
อนัญญา มูลเพ็ญ

310 ภัยพิบัติ ความเสี่ยง และความเป็นธรรม:
โจทย์แห่งการทบทวนตนเองเพื่อความอยู่รอด
ปกรณ์ เลิศเสถียรชัย

124 สังคมสวัสดิการ - ใครจะร่วมกำ�หนดทิศทาง?
กรรณจริยา สุขรุ่ง
156 ชุมชน สิทธิ และสุขภาวะ
กิติมาภรณ์ จิตราทร

178 ทรัพยากรธรรมชาติ: เงิน ชีวิต และสุขภาวะ
กฤติกา เลิศสวัสดิ์

331 ความถูกต้องและความเป็นธรรมในการจัดการ
น้ำ�ท่วมใหญ่: ประสบการณ์ไทยและเยอรมัน
สุนทรียา เหมือนพะวงศ์

376 บทตาม

390 ประวัตินักเขียน

บทนำ�

“สอง” เด็กหนุ่มอายุ 15 ปีมาถึงโรงพยาบาลด้วยอาการของ
โรคทางเดินหายใจ หลังจากสองเริ่มหอบไม่หยุด พ่อกับแม่ก็พามา
หาหมอเมื่อตอนหัวค่ำ� หมอวินิจฉัยว่าเป็นหอบหืด แต่โรคหอบหืด
ของเขาเกิดจากสาเหตุอะไร?
สองทำ�งานในโรงงานผลิตรถไฟจำ�ลองขนาดเล็กตั้งแต่ 2 ปี
ทีแ่ ล้ว มือเล็กๆ ของเขาทำ�ให้ประกอบชิน้ ส่วนขนาดเล็กได้เป็นอย่างดี
นอกจากงานประกอบชิ้นส่วน ยังมีงานพ่นลงสีบนชิ้นส่วนแต่ละชิ้น
หน้ากากป้องกันกลิ่นแม้จะราคาไม่มากนัก แต่เจ้าของโรงงานก็เป็น
คนช่างประหยัดนักหนา คนงานคนไหนทนไม่ได้กซ็ อื้ ใช้เอง หน้ากาก
จึงกลายเป็นของฟุ่มเฟือยเกินความจำ�เป็น ทุกวันเขาต้องดมกลิ่นสี
วันละ 12 ชั่วโมง เพื่อให้ได้ค่าจ้างบวกโอทีอย่างเพียงพอ
เด็กหนุม่ ออกจากโรงเรียนหลังจากจบประถมหก พ่อแม่ของเขา
เป็นชาวนาในจังหวัดแห่งหนึ่งที่อิสาน ฝนแล้งนาล่ม ต้องขายที่
เพื่อใช้หนี้ หมดสิ้นที่ดินทำ�กิน จึงไม่มีเงินส่งลูกเรียนหนังสือต่อ
ทั้งครอบครัวย้ายเข้ามาอยู่แถวปริมณฑลของกรุงเทพฯ เช่าห้องพัก

ราคาถูกอยู่ในชุมชนแออัดใกล้โรงงาน สองไม่ได้เรียนหนังสือแล้ว
แต่ก็ยังไม่โตพอที่จะไปหางานแบบผู้ใหญ่และค่าแรงแบบผู้ใหญ่ทำ�
ดูเผินๆ สองก็ปว่ ยด้วยโรคทีใ่ ครต่อใครป่วย แต่หากดูให้ดกี จ็ ะ
เห็นว่า มีเหตุปจั จัยจำ�นวนมากทีเดียวทีน่ �ำ มาสูค่ วามเจ็บป่วยของสอง
ในปัจจุบนั ไม่วา่ จะเป็นเรือ่ งความยากจนของครอบครัว โอกาสในการ
เข้ารับการศึกษา ทางเลือกและความปลอดภัยในการประกอบอาชีพ
สภาพการจ้างงาน ค่าจ้างทีเ่ หมาะสมและเป็นธรรม ฯลฯ นีย้ งั ไม่นบั ว่า
เมือ่ เข้ารับการรักษาแล้ว ครอบครัวเขาอาจจะยากจนลงไปอีก หากไม่มี
สวัสดิการการรักษาพยาบาลรองรับ และหากความเจ็บป่วยของเขา
กลายเป็นภาระตลอดไปของชีวิต เด็กหนุ่มในวัยก่อนทำ�งานเมื่อเริ่ม
เจ็บป่วย กำ�ลังกายไม่แข็งแรง เรียนจบไม่สูง จะหาอาชีพการงานที่
มีค่าตอบแทนดีๆ ก็คงหาได้ไม่ง่ายนัก อนาคตของเด็กหนุ่มจะเป็น
อย่างไรก็คงพอมองออก และถ้าสังคมไทยเต็มไปด้วยคนเจ็บป่วย
แบบสอง นั่นคือ เป็นคนจน ขาดโอกาสในการศึกษา และเจ็บป่วย
มากกว่าคนรวย ก็คงไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นสังคมที่ดีไปได้
เรื่องของสองเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของผู้คนที่เจ็บป่วยด้วย
เหตุปจั จัยทางสังคมซึง่ มีอยูเ่ ป็นจำ�นวนมากทีเดียว การรักษาเยียวยา
แต่เพียงอย่างเดียวย่อมไม่อาจลดทอนจำ�นวนคนป่วยเจ็บลงไปได้
และดูเหมือนว่าเหตุปัจจัยทางสังคมเหล่านั้นจะเป็นสิ่งที่กำ�กับให้
คนบางกลุม่ โดยเฉพาะคนยากไร้ ป่วยเจ็บมากกว่าและอายุยนื น้อยกว่า
คนอีกกลุม่ เสมอ ถือเป็นประเด็นทางจริยธรรมทีไ่ ม่ควรยอมรับให้เกิดขึน้
กลายเป็นภาวการณ์ที่เรียกว่า “ความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพ”

โดยทั่วไปแล้ว การสร้างความเป็นธรรมทางสุขภาพนั้นมี
เป้าหมายในการยกระดับสุขภาพของกลุม่ คนยากไร้หรือกลุม่ คนชายขอบ
ซึง่ มักจะมีระดับสุขภาพต่�ำ กว่าค่าเฉลีย่ ของกลุม่ คนทัว่ ไป ยกตัวอย่าง
เช่น กลุ่มแรงงาน กลุ่มคนพิการ กลุ่มเกษตรกร เป็นต้น
สุขภาพและหรือคุณภาพชีวิตของกลุ่มแรงงานจะดีขึ้นได้ก็
ต่อเมือ่ มีอตั ราค่าจ้างเพียงพอต่อการดำ�รงชีวติ และเลีย้ งดูครอบครัวได้
รวมทัง้ การมีสภาพแวดล้อมในการทำ�งานทีม่ คี วามปลอดภัย นอกจากนี้
แล้ว ยังต้องมีการหนุนเสริมให้รวมตัวกันเพือ่ สร้างอำ�นาจต่อรองกับ
นายจ้าง ทั้งในประเด็นเรื่องค่าจ้างและความปลอดภัยในการทำ�งาน
สำ�หรับการยกระดับสุขภาพของกลุ่มคนพิการนั้น นอกเหนือ
จากการพัฒนาระบบบริการสุขภาพแล้ว การหนุนเสริมศักยภาพ
เครือข่ายคนพิการก็มีความสำ�คัญมาก เพื่อให้เข้าถึงโอกาสทาง
การศึกษาเรียนรู้ เข้าถึงอาชีพและรายได้ มีอำ�นาจต่อรองทางสังคม
ลดความเหลื่อมล้ำ�ทางศักดิ์ศรี นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงการปรับ
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อคนพิการ เพื่อไม่ให้ความพิการเป็น
อุปสรรคต่อการมีชีวิตที่ดี
กลุ่ ม เกษตรกรเองถื อ ว่ า เป็ น แรงงานนอกระบบกลุ่ ม ใหญ่
ของสังคม สุขภาพของกลุ่มเกษตรกรจะดีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการทำ�
เกษตรกรรมแบบยั่งยืน ลดการนำ�เข้าและลดการใช้สารเคมีทาง
การเกษตร ป้องกันการผูกขาดทางการค้า และสนับสนุนการบริโภค
ผลผลิตจากเกษตรกรรมแบบยัง่ ยืน ทัง้ หมดนีก้ เ็ พือ่ ยกระดับคุณภาพ
ชีวิตของเกษตรกร

จะเห็นได้ว่า การสร้างความเป็นธรรมทางสุขภาพในกลุ่ม
คนเหล่านี้ ต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง และเป็นการ
เปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้าง
สังคมที่ไม่เป็นธรรม ด้วยนัยยะเช่นนี้ ความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพ
จึงเกี่ยวข้องกับความไม่เป็นธรรมทางสังคมอย่างแนบแน่น และ
อาจกล่าวได้ว่า ช่องว่างความเหลื่อมล้ำ�นี้แหละเป็นเหตุปัจจัยเชิง
โครงสร้างทีส่ ง่ ผลกระทบต่อสุขภาพ หรือปัจจัยสังคมกำ�หนดสุขภาพ
(SDH - Social Determinants of Health) ในระดับฐานรากของ
ปัญหาเลยทีเดียว
โจทย์หลักของการสร้างความเป็นธรรมทางสุขภาพจึงประกอบ
ด้วย 2 โจทย์ ได้แก่ (หนึ่ง) การค้นหาว่าคนกลุ่มไหนบ้างที่ถือว่าเป็น
คนยากไร้หรือคนชายขอบ และมีสถานการณ์ทางสุขภาพย่ำ�แย่กว่า
คนกลุม่ อืน่ (สอง) การทำ�ความเข้าใจต่อสถานการณ์ความเหลือ่ มล้�ำ
และโครงสร้างความไม่เป็นธรรมทางสังคม ทีส่ ง่ ผลกระทบต่อสุขภาพ
ของคนแต่ละกลุ่มไม่เหมือนกัน
ภายใต้สมมติฐานทีว่ า่ ปัจจัยสังคมกำ�หนดสุขภาพหรือเหตุปจั จัย
เชิงโครงสร้างทีส่ ง่ ผลกระทบต่อสุขภาพในบริบทของสังคมไทยน่าจะ
ประกอบไปด้วย (1) ครอบครัว (2) การศึกษา (3) งาน (4) การกระจาย
รายได้ (5) การเข้าถึงทรัพยากร (6) สวัสดิการทางสังคม (7) สิทธิ
ชุมชน (8) ความขัดแย้ง (9) ระบบยุติธรรม (10) สิ่งแวดล้อม และ
(11) โลกาภิวัตน์ จึงเป็นที่มาของเนื้อหาหนังสือเล่มนี้ ซึ่งพยายาม

สืบค้นและตรวจสอบสถานการณ์เกี่ยวกับความไม่เป็นธรรมทาง
สุขภาพและสังคมในแง่มุมต่างๆ เพื่อตอบโจทย์หลักสองประการ
ผ่านประเด็นปัญหาเชิงรูปธรรม
โดยเหตุที่ปรากฏการณ์ที่คนกลุ่มหนึ่งป่วยเจ็บมากกว่าคน
กลุ่มหนึ่ง มีสาเหตุมาจากโครงสร้างทางสังคมบางอย่าง การแก้ไข
ป้ อ งกั น ความป่ ว ยเจ็ บ นี้ ไ ม่ อ าจดำ � เนิ น การได้ ด้ ว ยบุ ค ลากรทาง
การแพทย์ แ ต่ เ พี ย งฝ่ า ยเดี ย ว หากต้ อ งอาศั ย ความร่ ว มมื อ จาก
หลายภาคส่วนมากทีเดียว เรียกได้ว่า เราต้องการแพทย์ทางสังคม
จำ�นวนมากในการแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพและ
สังคมนี้
การจัดทำ�หนังสือเล่มนี้ก็เช่นเดียวกัน เนื้อหาของบทความ
11 ชิ้นที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้ เกิดจากการรวบรวมข้อมูลวิชาการ
ภายในประเทศเท่าที่มีอยู่ และได้เชื้อเชิญให้นักเขียน 10 คนมาช่วย
สื่อสารให้เห็นสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ�ในประเด็นต่างๆ และ
ได้เชิญนักวิชาการจากหลากหลายสหสาขาวิชามากกว่าสิบคนมาช่วย
ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลเชิงวิชาการ และถกเถียงแลกเปลีย่ น
ความคิดเห็นต่อประเด็นสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ�ที่นำ�เสนอใน
แต่ละประเด็น เพื่อปรับปรุงเนื้อหาบทความแต่ละบทให้สมบูรณ์ขึ้น
และในช่วงที่จัดทำ�หนังสือเล่มนี้ สังคมไทยได้เผชิญกับวิกฤต
น้ำ�ท่วมใหญ่ค่อนข้างรุนแรง จึงมีบทความพิเศษ 2 บท ว่าด้วยการ
จัดการภัยพิบัติและสังคมความเสี่ยงแนบตามมาด้วย

เนือ้ หาในแต่ละบทมีลกั ษณะของบทความทีม่ คี วามเป็นเอกเทศ
จากกัน ผูอ้ า่ นสามารถเลือกอ่านตามความสนใจ หากว่าในขณะทีอ่ า่ น
มีความรู้สึกไม่เห็นด้วยเกิดขึ้นในใจเป็นระยะ ก็อาจถือได้ว่าหนังสือ
เล่มนี้ได้ทำ�หน้าที่ของตนเองสำ�เร็จไปแล้วในเบื้องต้น

18
19

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ครอบครัว จุดเริ่มของชีวิตที่เท่าเทียม
วิรตี ทะพิงค์แก
ชีวติ เริม่ ตัง้ แต่การปฏิสนธิอยูใ่ นครรภ์ของแม่ หากแม่มสี ขุ ภาพดี
ได้รบั สารอาหารทีม่ โี ภชนาการครบถ้วน ไม่เครียดเพราะกลัวถูกไล่ออก
จากงานหลังตัง้ ท้อง เข้าถึงบริการตรวจครรภ์และรับฝากครรภ์ได้จาก
สถานพยาบาลใกล้บา้ น ก็เชือ่ ได้วา่ เด็กในท้องจะสามารถคลอดออกมา
อย่างที่เรียกได้ว่าเป็นเด็กมีสุขภาพดี
หากหลังจากคลอด แม่ได้รบั สิทธิลาคลอดตามกฎหมาย 90 วัน
ก็จะมีเวลาใกล้ชิดและให้นมลูกได้โดยไม่ต้องพึ่งนมผง ยิ่งสมัยนี้
ข้าราชการผู้ชายลาคลอดมาดูแลภรรยาและลูกด้วยได้อีก 15 วัน
หรือถ้ามีปยู่ า่ ตายายมาช่วยกันเลีย้ ง ก็นา่ จะช่วยลดความเครียดของแม่
ได้บ้าง เมื่อแม่สุขภาพดี ทารกได้รับนมแม่ในช่วงที่สมองกำ�ลังเจริญ
เติบโต ทารกสุขภาพดี อารมณ์ดี และสมองดี ก็น่าจะโตเป็นเด็ก
สุขภาพดี อารมณ์ดี และสมองดี ที่พร้อมเข้าสู่ระบบการศึกษาและ
การเรียนรู้ในสังคม
ในทางกลับกัน หากทารกคนไหนไม่ได้รับโอกาสดังกล่าว
เป็นต้นว่า แม่ไม่ดแู ลสุขภาพ ไม่พร้อมต่อการตัง้ ครรภ์หรือเลีย้ งดูเด็ก

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

20
21

คลอดแล้วต้องรีบกลับไปทำ�งานหารายได้ หาคนมาช่วยเลีย้ งเด็กยาก
เกิดความเครียด ไม่มีนมแม่ให้ทารก ต้องเลี้ยงด้วยนมผง เด็กที่
ถูกเลี้ยงในสภาพดังกล่าวจะมีโอกาสเป็นเด็กแข็งแรง อารมณ์ดี
สมองพร้อมต่อการเรียนรู้ ก็คงยากอยู่สักหน่อย
ในยุคที่กระทั่งโรงเรียนอนุบาลยังต้องสอบแข่งขันเข้าไปเรียน
เช่นนี้ เด็กที่แข็งแรงและหัวดีย่อมมีโอกาสทางการศึกษาและการ
เรียนรูท้ เี่ ปิดกว้างกว่าเด็กอ่อนแอขีโ้ รคและหัวไม่ดี และหากครอบครัว
มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมไม่ค่อยดีด้วยแล้ว ปัจจัยช่วยเหลือ
ประคับประคองเด็กอ่อนแอขี้โรคและหัวไม่ดีก็ดูเหมือนจะน้อยลงไป
ตามลำ�ดับ อนาคตของเด็กทั้งสองคนก็คงแตกต่างกันอย่างพอนึก
รู้ได้
ฉะนั้น การสร้างความเป็นธรรมในสังคมจึงจำ�เป็นต้องให้
ความสำ�คัญอย่างยิ่งกับคุณภาพของครอบครัว ในฐานะเป็นจุดเริ่ม
ของชีวิตอันเท่าเทียม เพราะเด็กทุกคนย่อมได้รับสิทธิที่จะเกิดและ
เลี้ยงดูอย่างมีคุณภาพ เพื่อที่จะมีสุขภาพตั้งต้นที่ดี เตรียมพร้อมจะ
เติบโตและฝ่าฟันอุปสรรคความไม่เป็นธรรมทั้งหลายในชีวิตต่อไป
อย่างไรก็ดี เมื่อมองดูสถานการณ์ครอบครัวไทยในปัจจุบัน
ก็พบว่ามีปญ
ั หาไม่นอ้ ยเลยทีเดียว ประเด็นท้องไม่พร้อมก็ดี แม่วยั รุน่
ก็ดี เด็กติดเกมก็ดี ฯลฯ ล้วนเป็นอาการแสดงให้เห็นถึงความผิดปรกติ
ของสถาบันครอบครัวในปัจจุบัน

บทความนี้จะเริ่มจากการสำ�รวจสถานการณ์ปัญหาดังกล่าว
เพื่อทำ�ความเข้าใจต่อรูปแบบและสาเหตุของปัญหา และดูว่าน่าจะ
มีทางออกจากปัญหาอันมากมายเหล่านีไ้ ด้อย่างไรบ้าง เพือ่ ทีจ่ ะทำ�ให้
ครอบครัวไทยเป็นจุดเริ่มที่เท่าเทียมสำ�หรับเด็กทุกคน

วิกฤตครอบครัวไทย
“สยองกลางกรุงพบซากทารก 348 ศพวัดไผ่เงินฯ เค้นเครียด
สัปเหร่อ สารภาพรับจ้างคลินกิ ทำ�แท้งเถือ่ นเก็บรอเผา” - มติชนรายวัน,
17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
ปั ญ หาการทำ � แท้ ง ท้ อ งไม่ พ ร้ อ ม กลายเป็ น ประเด็ น ร้ อ น
ในสังคมไทยเพียงชั่วข้ามคืน เมื่อสื่อเปิดเผยถึงจำ�นวนศพทารกที่
เชื่อว่าเสียชีวิตจากการทำ�แท้งเถื่อนในสถานที่เก็บศพของวัดไผ่เงิน
โชตนาราม 348 ศพ ซึ่งต่อมาพบเพิ่มอีกรวมเป็นจำ�นวน 2,002 ศพ
เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 25531
ศพทารกในวัดไผ่เงินโชตนาราม สะท้อนให้เห็นภาวะวิกฤต
ในเรื่องสถานการณ์ครอบครัวไทยที่สำ�คัญในเรื่องการมีเพศสัมพันธ์
ก่อนวัยอันควร ท้องไม่พร้อม และอนามัยเจริญพันธุ์ของผู้หญิงไทย
ทั้งยังเป็นความรุนแรงที่ผู้หญิงและเด็กเป็นฝ่ายถูกกระทำ�มานาน
นับสิบปี2
1 มติชนสุดสัปดาห์. “ยอดทะลุ 2,002 ศพ สุสาน ‘มารหัวขน’ จี้ ก.ม.ทำ�แท้ง ช่วยชีวติ เหยือ่ สาว”.
26 พ.ย. 2553, น. 97-98.
2 มติชนรายวัน. คำ�กล่าวของนายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในการเสวนาเรือ่ ง
“พลังบุรุษ ภาคีเครือข่าย หยุดการกระทำ�ความรุนแรงต่อเด็ก สตรีและครอบครัว” จัดโดย
สภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินปู ถัมภ์ ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมัน่ คง
ของมนุษย์ ที่โรงแรมปริ๊นซ์ พาเลซ. 23 พ.ย. 2553, น. 13.

22
23

จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุข พบว่า ผู้หญิงไทยทำ�แท้ง
ปีละ 150,000 คน ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นและกลุ่มที่ท้องโดยไม่พร้อม3
นอกจากนี้ ยังพบว่า คนที่ทำ�แท้งมีอายุน้อยลงทุกปี ในรอบ 5 ปี
พบแม่ที่อายุ 10 ปี จำ�นวน 60 ราย นอกจากนี้ แม่ที่เป็นวัยรุ่น
วัยศึกษา ลาจากโรงเรียนไปคลอดบุตรแล้วไม่สามารถมาเรียนต่อได้
จึงขาดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิต

รักจัดหนัก: เพศสัมพันธ์ของวัยรุ่นไทย
กรณีศพทารก 2,002 ศพ เรียกร้องให้สังคมไทยทบทวน
ถึงสถานการณ์ครอบครัว และความเสี่ยงของวัยรุ่นไทย และการมี
เพศสัมพันธ์กอ่ นวัยอันควรของเยาวชน ถูกระบุเป็นสาเหตุอนั ดับต้นๆ
ของปัญหาการทำ�แท้ง และท้องไม่พร้อม
ผลการศึกษาพบว่า เด็กวัยรุน่ ไทยมีเพศสัมพันธ์ครัง้ แรกในช่วง
อายุน้อยลง คือเฉลี่ยประมาณ 13 ปี โดยพบว่า วัยรุ่นหญิงอายุ 13 22 ปี มีประสบการณ์เพศสัมพันธ์แล้วถึงร้อยละ 27 โดยเป็นกลุม่ อายุ
13 - 15 ปี ร้อยละ 4 และกลุ่มที่มีประสบการณ์เพศสัมพันธ์สูงสุด
คือช่วงอายุ 19 - 22 ปี4
ปัจจัยทีท่ �ำ ให้วยั รุน่ มีเพศสัมพันธ์เร็วขึน้ ได้แก่ การมีส�ำ นึกของ
ความเป็นผู้ใหญ่ที่คิดว่าดูแลตัวเองได้ การมีรายได้เองและไม่ต้อง
พึ่งพาครอบครัว ทำ�ให้การตัดสินใจเป็นอิสระ อยู่บนพื้นฐานความ
3 มติชนสุดสัปดาห์ 26 พ.ย. 2553, น. 97-98.
4 นาถฤดี เด่นดวง. (2551). อำ�นาจและความขัดแย้งบนร่างกายผู้หญิง.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ต้องการของตนเองมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลข้างต้นที่พบว่า
วัยรุ่นอายุ 19 - 22 ปี เป็นกลุ่มที่มีประสบการณ์เพศสัมพันธ์สูงสุด
และเป็นช่วงวัยที่ต้องเผชิญภาวะท้องไม่พร้อมสูงสุดด้วย เพราะเป็น
ช่วงเวลาของการเรียนในระดับอุดมศึกษา เริ่มแยกจากพ่อแม่มาอยู่
หอพักต่างจังหวัด และเริ่มต้นการมีชีวิตอิสระของตนเอง
อย่างไรก็ตาม พบว่าการมีเพศสัมพันธ์ครัง้ แรกของวัยรุน่ หญิง
ในประเทศไทย ส่วนใหญ่เกิดจากการถูกแฟนหรือคนที่กำ�ลังคบหา
บังคับหรือล่อลวง5 โดยอาจถูกบังคับข่มขืนใจ ด้วยวิธีข่มขู่ ล่อลวง
ออกกลอุบายให้อยูใ่ นพืน้ ทีท่ ฝ่ี า่ ยชายมีอ�ำ นาจเหนือกว่า หรือถูกกระตุน้
ด้วยแอลกอฮอล์และถูกรุกเร้าจากฝ่ายชาย หรืออาจเกิดขึน้ จากความ
สมัครใจที่อยู่บนเงื่อนไขที่ฝ่ายชายสร้างขึ้น และเข้าข่ายล่อลวง เช่น
อ้างว่าการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างคนรักเป็นเรื่องปรกติ อ้างเรื่อง
สร้างอนาคตร่วมกัน การเล้าโลมให้ฝ่ายหญิงเกิดความต้องการ
การตัดพ้อต่อว่าฝ่ายหญิงเมือ่ ไม่ยอม ความอยากรูอ้ ยากเห็น ความกลัว
ฝ่ายชายเลิกคบ และการติดหนี้บุญคุณฝ่ายชาย
สิง่ ทีน่ า่ สนใจคือ วัยรุน่ หญิงเองกลับตกอยูใ่ นกับดักของปัญหา
โดยไม่รตู้ วั และยังมองสิง่ ทีเ่ กิดขึน้ ด้วยสายตาโรแมนติก โดยกล่าวถึง
เหตุผลสำ�คัญ 2 อันดับแรกของการมีเพศสัมพันธ์วา่ เกิดจากความรัก
มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 91 รองลงมาคือความอยากรู้อยากลอง
ร้อยละ 25
5 พรพรหม วิศิษฏ์วณิชย์. (2551). อ้างใน อำ�นาจและความขัดแย้งบนร่างกายผู้หญิง.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

24
25

ท้องไม่พร้อม

ระยะปลอดภัย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า แม้วัยรุ่นส่วนใหญ่จะกลัวการ
ตั้งครรภ์ แต่ก็ไม่ได้เตรียมการเพื่อป้องกันอย่างจริงจัง รวมทั้งไม่ได้
คำ�นึงถึงการป้องกันโรคติดต่อทางเพศ สอดคล้องกับทีพ่ บว่า ร้อยละ 50
ของผู้ติดเชื้อเอชไอวีหน้าใหม่คือกลุ่มวัยรุ่น
วั ย รุ่ น หญิ ง ที่ ท้ อ งในวั ย เรี ย นส่ ว นใหญ่ ม าจากครอบครั ว ที่
ปล่อยปละละเลย หรือพ่อชอบใช้อำ�นาจ ทำ�ให้ลูกไม่ปรึกษาเมื่อมี
ปัญหา และเสาะแสวงหาความรักจากทีอ่ นื่ แทน ส่วนอีกกลุม่ หนึ่งคือ
วัยรุน่ ทีถ่ กู เลีย้ งด้วยเงิน ทำ�ให้เป็นคนยึดติดวัตถุ บริโภคนิยม ใช้เงิน
ฟุม่ เฟือย และใช้ชวี ติ เหลวไหล7 ทีเ่ ป็นเช่นนีเ้ พราะแท้จริงแล้ว เด็กวัยรุน่
ต้องการเป็นทีร่ กั ของคนรอบข้าง แต่เมือ่ ครอบครัวไม่สามารถดำ�รงอยู่
เพื่อมอบความรักให้ได้ พวกเขาจึงแสวงหาความรักจากผู้อื่น โดยมี
ความอยากรู้ อ ยากเห็ น และการเปลี่ ย นแปลงของระดั บ ฮอร์ โ มน
เป็นปัจจัยผลักดันให้ทดลองพฤติกรรมต่างๆ ในชีวิต

การมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนทำ�ให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมา คือ
การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ซึ่งในปี พ.ศ. 2551 มีแม่อายุน้อยกว่า
20 ปี คลอดบุตร 94,529 ราย หรือเฉลี่ยวันละ 250 คน (สยามรัฐ,
27 มิถุนายน พ.ศ. 2554) ต่อมาในปี พ.ศ. 2552 มีวัยรุ่นตั้งครรภ์
เฉลี่ยวันละ 336 คน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ทุกปี โดยมีอายุลดลง
เรื่อยๆ คือ 15 - 17 ปี และน้อยที่สุดคือ 12 ปี โดยเยาวชนที่ท้อง
ไม่พร้อมสูงสุดคือกลุ่มอายุ 19 - 22 ปี ร้อยละ 24 รองลงมาคือ
13 - 15 ปี ร้อยละ 22
ทั้งนี้ ปัจจัยทางสังคมที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการท้องไม่พร้อม
เกิดจากเนื้อหาสื่อยั่วยุทำ�ให้อยากเลียนแบบ วัฒนธรรมการถูกเนื้อ
ต้อ งตั ว และการเห็น ว่าพรหมจรรย์ไ ม่ใ ช่เรื่องสำ � คั ญ การเลี้ ย งดู
ของครอบครัว และการเริ่มต้นชีวิตแบบอิสระ เช่น การอยู่หอพัก
ส่วนปัจจัยจากตัวเยาวชนเอง ได้แก่ การไม่มีความรู้เรื่องเพศศึกษา
การคุมกำ�เนิด การดื่มแอลกอฮอล์6
ปัจจัยที่ทำ�ให้ปัญหาเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่นรุนแรงขึ้น คือการ
ขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเรื่องการคุมกำ�เนิดและการป้องกัน
โรคติดต่อทางเพศ การคุมกำ�เนิดที่วัยรุ่นรู้จักมากที่สุดคือ ยาคุม
กำ�เนิด ถุงยางอนามัย และยาคุมกำ�เนิดฉุกเฉิน โดยวิธีที่ใช้กันมาก
ที่สุดคือ ยาคุมกำ�เนิดฉุกเฉิน และยาคุมกำ�เนิด รองลงมาคือการนับ

เมือ่ ท้องไม่พร้อม วัยรุน่ หญิงจะถูกผลักให้แบกรับภาระนีเ้ พียง
ลำ�พัง รวมทัง้ ต้องเผชิญกับปัญหาอืน่ ๆ ตามมาอีกมากมาย และอาจ
ต้องเข้าสู่วงจรขายบริการทางเพศตั้งแต่อายุยังน้อย ทำ�ให้ชีวิต
ดำ�ดิ่งและเดินไปสู่จุดตีบตัน เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ท้องไม่พร้อม
วัยรุ่นร้อยละ 53 เลือกทางออกโดยการทำ�แท้ง ขณะที่ร้อยละ 39

6 พัชราลักษณ์ สุวรรณ. (2549). ปัจจัยเสีย่ งจากการตัง้ ครรภ์ไม่พงึ ประสงค์ในวัยรุน่ เขตอำ�เภอเมือง
จังหวัดเชียงใหม่.

7 วิทติ า สุขทัว่ ญาติ. (2551). บทเรียนทีไ่ ด้จากการสะท้อนคิดของนักเรียนหญิงทีอ่ อกกลางคัน
จากการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์.

ทำ�แท้ง หรือถูกไล่ออก?

26
27

เลือกดำ�รงครรภ์ไว้และเลีย้ งดูลกู 8 แม้จะต้องถูกกดดันจากสังคมและ
ถูกละเมิดสิทธิด้านต่างๆ เช่น ถูกไล่ออกจากสถานศึกษา ถูกบังคับ
ให้ออกจากงาน
ส่วนผูท้ เี่ ลือกทำ�แท้ง เหตุผลสำ�คัญเป็นเพราะความกดดันจาก
สังคม ทัง้ จากระบบการศึกษา เช่น กำ�ลังเรียนอยู่ ทัง้ จากระบบอำ�นาจ
ของความสัมพันธ์ในครอบครัว และความสัมพันธ์หญิงชายในสังคม
เช่น ผู้ชายไม่รับผิดชอบ ผู้ชายบังคับให้ทำ�แท้ง ไม่อยากท้องไม่มีพ่อ
ครอบครัวขอให้เรียนจบก่อน กลัวครอบครัวเสียใจ กลัวถูกสังคม
ตราหน้า และจากเหตุผลทางเศรษฐกิจ เช่น ไม่มีเงิน ไม่มีงานทำ�
วัยรุน่ ส่วนใหญ่ท�ำ แท้งโดยการกินยาขับเลือด หรือยาปรับประจำ�เดือน
รองลงมาคือการเหน็บยาในช่องคลอด และอาจใช้วธิ เี ดียวหรือหลาย
วิธกี ารร่วมกัน9 แต่ทา้ ยสุดแล้วมักจบลงทีก่ ารขูดมดลูกทีโ่ รงพยาบาล
เนื่องจากอาการช็อค ตกเลือด หรือแท้งไม่ครบ10

ทางเลือกของแม่วัยใส - ทางเลือกของครอบครัวไทย
เมือ่ เด็กผูห้ ญิงมีเพศสัมพันธ์อย่างปราศจากภูมคิ มุ้ กันทัง้ ทาง
วัฒนธรรมและความรู้ เธอย่อมมีความเสี่ยงต่อเชื้อเอชไอวีและการ
ตั้งครรภ์ไม่พร้อม

8 นาถฤดี เด่นดวง. อ้างแล้ว.
9 นาถฤดี เด่นดวง. เพิ่งอ้าง.
10 ยุวนาถ ทิฐิคำ�ฉาย. (2552). อ้างใน อำ�นาจและความขัดแย้งบนร่างกายผู้หญิง.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

หากเป็นเอชไอวี แม้ไม่ท้อง ปัญหาสุขภาพที่รุนแรงก็คงต้อง
ตามมา
และหากท้องขึ้นมา ทางเลือกระหว่างทำ�แท้งกับดำ�รงครรภ์ไว้
ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะการเป็นผู้หญิงที่ผ่านการทำ�แท้งหรือเป็น
แม่วัยใส ก็ไม่ใช่สถานะที่สังคมและวัฒนธรรมไทยจะยอมรับได้ง่าย
นี้ยังไม่นับว่า หากเลือกดำ�รงครรภ์ไว้ แต่เลือกจะเลี้ยงเอง
หรือให้คนอื่นเลี้ยง ทางเลือกเหล่านี้ก็ไม่ใช่ว่าจะมีให้เลือกมากนัก
สำ�หรับบางคน
สำ�หรับแม่วยั ใส การเลีย้ งลูกนัน้ อาจจะหมายถึงการสละโอกาส
ทางการศึกษา สำ�หรับผู้หญิงที่การศึกษาไม่สูงนัก และทางบ้าน
ไม่รวยนัก โอกาสจะหางานทีม่ คี า่ ตอบแทนสูงก็ไม่งา่ ย การเลีย้ งดูเด็ก
ก็มีค่าใช้จ่าย ทั้งเรื่องกินเรื่องอยู่ เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยก็ต้องได้รับการ
รักษาพยาบาล ฯลฯ คุณภาพชีวติ ของผูห้ ญิงในสภาวะบกพร่องโอกาส
ทุกด้านเช่นนี้จะเป็นอย่างไร? เด็กที่เกิดในสภาวะครอบครัวเช่นนี้
จะเป็นอย่างไร?
และถ้าหากสถานการณ์ท้องไม่พร้อมปีละเกือบแสนคนแย่ลง
เรือ่ ยๆ ไม่วา่ จะเป็นอายุของแม่ทลี่ ดน้อยหรือใสลงไปเรือ่ ยๆ หรือเพิม่
จำ�นวนท้องไม่พร้อมหรือแม่วยั ใสมากขึน้ ทุกปี นัน้ ย่อมหมายความว่า
ครอบครัวไทยที่ได้รับผลกระทบจากปัญหานี้ย่อมเพิ่มขึ้นเป็นเงา
ตามตัว พลเมืองตัวน้อยทีเ่ กิดใหม่ และแม่วยั ใสทีถ่ กู กีดกันออกจาก
วิถชี วี ติ ทีด่ มี คี ณ
ุ ภาพย่อมมีมหาศาล หน้าตาของสังคมไทยนับจากนี้
จะเป็นอย่างไร? แล้วเราต้องทำ�อะไรบ้าง?

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

28
29

กล่าวโดยสั้น ชีวิตของเด็กผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อม ไม่ใช่ชีวิตที่
เราอยากให้เกิดกับลูกสาว พีส่ าว น้องสาว และ/หรือเพือ่ นของเราเลย
สังคมไทยจำ�ต้องทำ�ทุกวิถีทางที่จะปกป้องไม่ให้เด็กผู้หญิงตกอยู่ใน
ภาวะท้องไม่พร้อม ซึง่ คงไม่ใช่การป่าวประกาศห้ามการมีเพศสัมพันธ์
ในวัยเรียนทุกช่วงเดือนแห่งความรัก และคงไม่ใช่หน้าทีข่ องกระทรวง
การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แต่เพียงฝ่ายเดียว

เยาวชนในความเสี่ยง: เปลี่ยวเหงา พลั้งถลำ�ไปในซอกมืด
เมือ่ สถานการณ์ครอบครัวไทยมีแนวโน้มว่าไม่อบอุน่ ผลกระทบ
ทางตรงจึงตกอยูท่ เี่ ยาวชน เมือ่ พ่อแม่ไม่คอ่ ยมีเวลาใกล้ชดิ ลูก ทำ�ให้
เยาวชนหันไปพึ่งพาสื่อและกิจกรรมต่างๆ นอกบ้านมาช่วยสร้าง
ความบันเทิงและคลายความเหงาในใจ จากการสำ�รวจของโครงการ
ติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชนในปี พ.ศ. 2552 พบว่า เด็ก
ชั้นมัธยมศึกษาถึงอุดมศึกษาใช้เวลากับสื่อประมาณ 6 ชั่วโมงครึ่ง
ต่อวัน แบ่งเป็นคุยโทรศัพท์ 1 ชั่วโมงครึ่ง เล่นอินเทอร์เน็ต 2 ชั่วโมง
ดูโทรทัศน์ 3 ชั่วโมง11 โดยพฤติกรรมชมโทรทัศน์ของเยาวชน จะใช้
โทรทัศน์เป็นเหมือนสิ่งแวดล้อมในบ้าน คือเปิดดูด้วยความเคยชิน
และเปิดแทบทั้งวัน12

11 http://www.childwatchthai.org.
12 จันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ และคณะ. (2546). วัยมันส์ เท่าทันสือ่ . [อ้างใน มนัสวินี จันทะเลิศ.
(2548): น. 7.].

ติดเกม หนีจากโลกที่ไม่มีพื้นที่
“เด็ก ม.6 โรงเรียนดัง เลียนแบบเกมออนไลน์ GTA ลวง
โชเฟอร์แท็กซี่มาฆ่าชิงทรัพย์ ตร.จับได้ทันควัน หลังก่อเหตุพยายาม
ขั บ รถแท็ ก ซี่ ห ลบหนี แต่ ขั บ ไม่ เป็ น เจ้ าตั ว สารภาพหมดเปลื อก
ต้องการเงินใช้ เห็นในเกมคิดว่าทำ�ง่าย เตรียมซื้อมีด ดูลาดเลา
สถานทีก่ อ่ เหตุไว้พร้อม ยันหวังแค่ชงิ ทรัพย์ไม่คดิ ฆ่า แต่ผตู้ ายขัดขืน”
- ผู้จัดการออนไลน์, 3 สิงหาคม พ.ศ. 2551
การเล่นเกมคอมพิวเตอร์ เป็นพฤติกรรมที่พบได้ตั้งแต่วัย
ประถมศึกษาจนถึงอุดมศึกษา ซึง่ เด็กประถมเป็นสัดส่วนผูเ้ ล่นสูงสุด
แต่เด็กอุดมศึกษาใช้เวลาในการเล่นต่อครั้งนานที่สุด คือประมาณ
ครั้งละ 2 ชั่วโมง โดยกรุงเทพฯ ครองแชมป์เด็กติดเกมสูงสุด
นอกจากนี้ จำ�นวนเด็กทีเ่ ล่นเกมและจำ�นวนชัว่ โมงทีเ่ ล่นต่อวัน
ยังสอดคล้องกับปริมาณการเพิ่มขึ้นของร้านเกมด้วย กล่าวคือ จาก
ร้านเกมที่เคยมีประมาณ 16,000 ร้านในปี พ.ศ. 2550 เพิ่มเป็น
25,000 ร้านในปี พ.ศ. 255213 และน่าสังเกตว่า ปัญหาเด็กติดเกม
มักพบในกลุ่มครอบครัวเมืองที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีมากที่สุด14
โดยการติดเกมของเด็กและเยาวชน ทำ�ให้เกิดปัญหาตามมาหลาย
ประการ เช่น สายตาแย่ลงร้อยละ 82 ผลการเรียนลดลงร้อยละ 50

13 http://www.childwatchthai.org.
14 ศิวพร ปกป้อง. (2553). สถานการณ์สุขภาวะครอบครัวไทยทั่วประเทศ.

30
31

ร่างกายไม่แข็งแรงร้อยละ 48 พฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงร้อยละ 3115
อีกทัง้ ยังสัมพันธ์กบั พฤติกรรมอืน่ ๆ อีก เช่น การดืม่ น้�ำ อัดลม กินลูกอม
ไม่ออกกำ�ลังกาย การดูโทรทัศน์ การมีรถยนต์ และไม่ชอบไป
โรงเรียน16
การติดเกมอย่างหนัก ทำ�ให้เยาวชนต้องทำ�ทุกทางเพือ่ หาเงิน
มาเล่มเกม ยิง่ กว่านัน้ เด็กติดเกมจำ�นวนไม่นอ้ ยเริม่ แยกชีวติ จริงกับ
ชีวติ ในเกมไม่ออก และไม่สามารถจัดการตัวตนในโลกความเป็นจริงได้
แต่จะเอาการจัดการในโลกเสมือนจริงมาใช้ เพราะในเกม ผูเ้ ล่นจะเป็น
ผูค้ วบคุมทุกอย่าง และเป็นผูช้ นะเสมอ เช่น ทำ�ให้ตวั เองรูส้ กึ ว่าได้รบั
การยอมรับในสังคม ขณะทีค่ วามเป็นจริงไม่มเี พือ่ นหรือมีเพียงไม่กคี่ น
หรือรู้สึกว่าประสบความสำ�เร็จ ทั้งที่เรียนไม่จบ17 ทั้งนี้เนื่องจาก
เบื้องลึกของจิตใจเด็กที่เล่นเกม ต้องการหาพื้นที่ที่รู้สึกว่าตนเอง
มีคุณค่า ดังที่เยาวชนคนหนึ่งซึ่งเคยติดเกมอย่างหนักกล่าวว่า
“โลกในเกมคือสิ่งที่ทุกคนในนั้นยอมรับผม”

ติดเหล้า ติดบุหรี่
“สังคมไทยน่าห่วง ผู้ป่วยติดสุรามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ที่สำ�คัญ
มีอายุน้อยลงเรื่อยๆ ล่าสุด พบผู้ที่เริ่มดืม่ เหล้าจนติด และกลายเป็น
ผู้ป่วยทางจิตมีอายุเพียง 9 ปี และอายุผู้ติดเหล้าเฉลี่ยแล้วลดลง
15 เอแบคโพลล์. (2550). พฤติกรรมการติดเกมออนไลน์ในกลุ่มเด็กและเยาวชนไทย.
16 Samdal, O. (2552). อ้างใน Health Fact Sheet. กระทรวงสาธารณสุข.
17 มาโนช ซาบรา. (2550). การจัดการตัวตนในโลกเสมือนจริงกับโลกที่เป็นจริง: กรณีศึกษา
วัยรุ่นติดเกมออนไลน์.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

จากอายุ 30 - 45 ปีขึ้นไป กลายเป็นวัยรุ่นอายุ 20 - 30 ปี เท่านั้น
ภายใน 1 เดือน มีคนไข้ขอรักษาอาการติดเหล้ากว่า 20 ราย” - แนวหน้า,
11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
ปัจจุบัน เด็กไทยเกี่ยวข้องกับอบายมุขในช่วงอายุที่น้อยลง
อย่ างมาก แม้ เ ด็ ก ระดั บ มั ธ ยมต้ น ก็ มี ผู้ ดื่ ม เหล้ า ถึ ง ร้ อ ยละ 22
สูบบุหรีร่ อ้ ยละ 10 แล้ว และเพิม่ จำ�นวนขึน้ เมือ่ อยูร่ ะดับอุดมศึกษา คือ
ดืม่ เหล้าร้อยละ 50 และสูบบุหรีร่ อ้ ยละ 2018 สอดคล้องกับการสำ�รวจ
สถานการณ์ครอบครัวไทย ของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่พบว่า ปัญหา
ของเยาวชนทีย่ งิ่ โตยิง่ เพิม่ ขึน้ ได้แก่ การคุยโทรศัพท์ เล่นอินเทอร์เน็ต
ดื่มเหล้า และอยู่บ้านเพื่อน19
บุ ห รี่ เ ป็ น ยาเสพติ ด ตั ว แรกที่ เ ยาวชนติ ด และมั ก ทำ � ให้ ติ ด
สิ่งเสพติดชนิดอื่นๆ ตามมา โดยเด็กไทยเริ่มสูบบุหรี่เมื่ออายุเฉลี่ย
13 - 14 ปี และเริ่มเสพติดเมื่ออายุ 18 ปี โดยสูบประมาณวันละ
8 มวน คิดเป็นเงินปีละ 7,300 บาท การสูบบุหรี่มักพบมากใน
เด็กชายมากกว่าเด็กหญิง โดยปัจจัยทีม่ ผี ลต่อการสูบบุหรีข่ องวัยรุน่
มากที่สุดได้แก่ การที่เพื่อนในกลุ่มสูบร้อยละ 70 รองลงมาคือการที่
มีสมาชิกในครอบครัวสูบร้อยละ 57 และความอยากลองร้อยละ 4320
ส่วนการดื่มแอลกอฮอล์นั้น เด็กไทยมักเริ่มทดลองดื่มเมื่อ
อายุเฉลี่ย 14 - 15 ปี เนื่องจากความอยากรู้อยากทดลองมากที่สุด
18 “สถิติบ่งชี้สภาวการณ์เด็กและเยาวชน ปี 2553”. www.childwatchthai.org.
19 สายฤดี วรกิจโภคาทร. อ้างแล้ว.
20 สมบัติ ดุลยรัตน์. (2552). ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมสูบบุหรี่ของเยาวชน.

32
33

โดยวัยรุ่นชายมีทัศนคติว่า การดื่มแอลกอฮอล์จะทำ�ให้ได้รับการ
ยอมรับและยกย่องจากกลุ่มเพื่อน เป็นสิ่งบ่งบอกความเป็นชายและ
เป็นผู้ใหญ่ เป็นการเข้าสังคม และทำ�ให้มีเพื่อนต่างกลุ่มหรือเพื่อน
เพศตรงข้ามมากขึน้ 21 ส่วนวัยรุน่ หญิงดืม่ แอลกอฮอล์เพราะต้องการ
มีตัวตนในกลุ่มเพื่อน และต้องการการยอมรับจากกลุ่ม22 โดยอัตรา
การดื่มจะค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้นตามวัย จากประมาณร้อยละ 22 ในวัย
มัธยมศึกษา เป็นร้อยละ 50 ในวัยอุดมศึกษา

ติดพนัน
“เผยวิธชี �ำ ระหนีพ้ นันบอลสุดฮิต ขายตัวใช้หนี้ ขณะทีน่ กั ศึกษา
เล่นพนันบอลเปิดใจ ล้างพนันบอลให้หมดยาก เหตุสังคมยังเห็น
คนมีเงินยิ่งใหญ่ ทำ�ให้สะดวกสบาย แฉเด็กเล่นพนันบอลต่ำ�สุดอายุ
10 ขวบ แนะปลูกฝังค่านิยมรู้จักประมาณตน ฝากพ่อแม่สังเกต
พฤติกรรมของลูก ถือหนังสือพิมพ์กีฬา มีราคาต่อคู่ ฟันธงเล่นชัวร์”
- คม ชัด ลึก, 8 มิถุนายน พ.ศ. 2553
การพนันเป็นอบายมุขอีกประเภทหนึ่งที่เยาวชนเข้าไปพัวพัน
มากขึน้ จนน่าตกใจ จากการสำ�รวจของโครงการติดตามสภาวการณ์
เด็กและเยาวชนในปี พ.ศ. 2553 พบว่า เยาวชนไทยเล่นพนัน
หลายรูปแบบ คือ เล่นไพ่ ลอตเตอรี่ หวยใต้ดิน และพนันบอล
21 สุริยัน อ้นทองทิม. (2550). พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์: กรณีศึกษา
กลุ่มวัยรุ่นชาย.
22 ภูษณิศา บริหาร. (2549). พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์: กรณีศึกษากลุ่ม
วัยรุ่นหญิง.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ตามลำ�ดับ โดยในกลุ่มนักพนันบอล พบว่า เกือบร้อยละ 60 คือ
นักศึกษา ซึ่งให้เหตุผลว่า เพราะหาเล่นง่าย ได้ค่าตอบแทนสูง
และมีข้อมูลจากสื่อที่ทำ�ให้ใกล้ชิดข่าวสารเรื่องฟุตบอลตลอดเวลา23
สอดคล้องกับการให้ขอ้ มูลของเยาวชนอดีตนักพนันทีก่ ล่าวว่า การเล่น
พนันบอลนัน้ ไม่จ�ำ เป็นต้องเดินไปเล่นทีโ่ ต๊ะพนันเสมอไป แต่อาจเล่น
ผ่านเด็กเดินโพย และเล่นทางโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ตก็ได้ โต๊ะรับ
แทงบอลก็มีอยู่รอบมหาวิทยาลัย และที่สำ�คัญคือได้ค่าตอบแทนสูง
เป็นหลักล้าน
แต่ปัญหาหนี้พนันก็เป็นสิ่งที่ต้องเผชิญอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทำ�ให้
เกิดการลักขโมยเพือ่ หาเงินไปใช้หนี้ บ้างเลือกหนีหนีโ้ ดยลาออกจาก
การเรียน ขณะที่บางรายเลือกจบชีวิตตัวเองอย่างหมดหาทาง ส่วน
นักศึกษาหญิงมักใช้ร่างกายตัวเองแลกเป็นค่าพนันบอลหรือขายตัว
ใช้หนี้ ซึ่งไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสุขภาวะทางกายและจิตใจเท่านั้น
ยังเป็นการผลักดันให้เข้าสู่วงจรของการขายบริการ การติดเชื้อโรค
จากเพศสัมพันธ์ การท้องไม่พึงประสงค์ และการทำ�แท้งอีกด้วย

23 วรรณศักดิ์ จิตธรรม. (2551). การศึกษาพฤติกรรมของผูเ้ ล่นพนันฟุตบอลในเขตอำ�เภอเมือง
จังหวัดเชียงใหม่.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

34
35

ทางเลือกของวัยรุ่น ไม่ติดเกม ไม่ติดเหล้า ไม่ติดบุหรี่ ไม่ติดการพนัน?
ดูเหมือนว่าวัยรุ่นไทยจะเป็นเหยื่อของผู้ใหญ่ในแทบทุกทาง
ไม่นา่ เชือ่ ว่าผูใ้ หญ่ทน่ี า่ ละอายเหล่านีท้ �ำ ธุรกิจทีม่ งุ่ ตักตวงผลประโยชน์
จากเด็กและเยาวชน โดยไม่สนใจผลเสียต่ออนาคตของเด็กและ
เยาวชนของสังคมเลย
เป็นไปได้อย่างไรที่ผู้ใหญ่เปิดร้านเกมโดยไม่สนใจว่าเด็กเล่น
กี่นาน ไปเรียนหนังสือบ้างไหม
เป็นไปได้อย่างไรที่ผู้ใหญ่ขายเหล้าและบุหรี่ให้กับเด็กและ
เยาวชนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
เป็นไปได้อย่างไรทีผ่ ใู้ หญ่เล่นการพนันกันอย่างเปิดเผย ทัง้ ยัง
จัดทำ�และเผยแพร่สื่อเกี่ยวกับการพนันอย่างไม่เกรงใจใคร ทั้งที่
การพนันในสังคมไทยเป็นเรื่องผิดกฎหมาย
เป็นไปได้ไหมที่สังคมไทยเต็มไปด้วยผู้ใหญ่ที่ปราศจากความ
รู้สึกรับผิดชอบต่อเด็กและเยาวชน? และเป็นไปได้ไหมที่โครงสร้าง
ทั้งหลายทั้งปวงที่ผู้ใหญ่เหล่านี้เป็นคนออกแบบ จึงเป็นพิษเป็นภัย
อย่างยิ่งต่อเด็กและเยาวชนของเรา? เราอาจจะต้องคิดให้มากถึง
เรื่องธุรกิจที่เป็นมิตรต่อครอบครัว เป็นมิตรต่อเด็กและเยาวชน และ
หากสถานการณ์ความเสี่ยงในวัยรุ่นรุนแรงเพิ่มขึ้น ก็จำ�เป็นอย่างยิ่ง
ที่จะต้องหามาตรการที่ฉลาดมากขึ้นมาควบคุมธุรกิจที่มีความเสี่ยง
เหล่านี้

แล้วเด็กและเยาวชนเหล่านีเ้ อาเงินจากไหนไปเล่นเกม ซือ้ เหล้า
ซือ้ บุหรี่ หรือเล่นการพนัน? - ดูเหมือนว่าคำ�ถามนีผ้ ใู้ หญ่ทบี่ า้ นอาจจะ
จนปัญญาตอบ แต่ก็คงจำ�เป็นที่จะต้องตอบให้ได้

สถานะชีวิตคู่ เครื่องบ่งชี้คุณภาพครอบครัว
จุดเริ่มของครอบครัวไทยสมัยใหม่ก็คือการแต่งงาน แต่ดู
เหมือนว่าสถานการณ์ชวี ติ คูจ่ ะเผชิญกับเรือ่ งนอกใจ หย่าร้าง จนเกิด
เป็นครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว ความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัว
ก็ห่างเหิน ขาดความรัก

มีกิ๊ก นอกใจ
“เมียหึงโหดฆ่ายกครัวตัวเอง ยิงหัวผัวและลูกชายลูกสาว
ก่อนระเบิดขมับตัวเอง แค้นหลังจับได้ว่าผัวแอบไปมีกิ๊กหญิงสาว
มานานกว่า 2 ปี เคยขึน้ อำ�เภอขอหย่ามาแล้ว แต่นายอำ�เภอไกล่เกลีย่
ให้เห็นแก่ลูกจึงทนอยู่ แต่ผัวยังไม่ยอมเลิกกับกิ๊ก มีเรื่องทะเลาะกัน
เรือ่ ยมา ก่อนตัดสินใจฉวยโอกาสตอนทุกคนนอนหลับ จ่อขมับยิงผัว
และลูก ก่อนยิงตัวเองตายรวม 4 ศพ” - ข่าวสด, 23 พฤศจิกายน
พ.ศ. 2550
การนอกใจไม่เพียงสร้างรอยร้าวและความทุกข์แก่สมาชิก
ในครอบครัวเท่านั้น แต่มักนำ�มาซึ่งการหย่าร้างหรือใช้ความรุนแรง
เป็นทางออกจากปัญหา ดังที่เห็นเป็นข่าวประเภทสามีหรือภรรยา
นอกใจ จนอีกฝ่ายหนึ่งแก้แค้นด้วยการฆ่า และมีไม่น้อยที่ตัดสินใจ

36
37

ฆ่าตัวเองตายตาม แต่ที่น่าสลดใจกว่านั้น คือ การฆ่าลูกตายตามไป
ด้วย ซึ่งนับวันคดีลักษณะนี้จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
ผลการสำ�รวจสุขภาวะครอบครัวไทย โดยมหาวิทยาลัยมหิดล
พบว่า คู่สามีภรรยาร้อยละ 76 มีรักเดียวใจเดียว ขณะที่ร้อยละ 10
ยอมรับว่า หลงรักคนอื่น หรือมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นที่ไม่ใช่คู่ครอง
แม้ตัวเลขสถิติการนอกใจที่พบจะดูเหมือนไม่สูงมากนัก แต่กลับมี
นัยสำ�คัญ เพราะเป็นสาเหตุลำ�ดับต้นๆ ของปัญหาการหย่าร้างและ
ปรากฏการณ์พอ่ แม่เลีย้ งเดีย่ ว โดยพบการนอกใจกันมากทีส่ ดุ ในกลุม่
ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี ขณะที่กลุ่มฐานะขัดสนมีอัตรารักเดียว
ใจเดียวสูงสุด

หย่าร้าง เลี้ยงเดี่ยว
ข้อมูลปี พ.ศ. 2551 พบว่า ในคู่สมรส 3.03 คู่ จะมีการ
หย่าร้าง 1 คู่ ส่วนสถิติของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
พบอัตราการหย่าร้างเพิม่ สูงขึน้ ต่อเนือ่ งทุกปี24 ส่งผลให้ประเทศไทย
มีครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวที่ลูกต้องอยู่กับแม่หรือพ่อคนเดียวเพิ่มขึ้น
สถาบันแห่งชาติเพือ่ การพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัย
มหิดล มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว และสำ�นักงานกองทุนสนับสนุน
การสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ศึกษาสถานการณ์ครอบครัวไทย
24 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์. (2553). สถานการณ์ครอบครัวไทย
อย่าปล่อยให้กลายเป็นวิกฤตสังคม.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ในปี พ.ศ. 2552 พบว่า จากครอบครัวไทยทัง้ สิน้ 17.9 ล้านครอบครัว
คิดเป็นครอบครัวเลีย้ งเดีย่ วถึง 2.5 ล้านครอบครัว หรือราวร้อยละ 14
โดยสาเหตุหลักของการเป็นพ่อแม่เลีย้ งเดีย่ วคือการหย่าร้างทีม่ ตี น้ เหตุ
จากการนอกใจ ทั้งนี้ พบสถานการณ์พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวมากที่สุด
ในภาคเหนือและอิสาน โดยมักเป็นครอบครัวแม่เลีย้ งเดีย่ วมากกว่าพ่อ
เนื่องจากหลังจากหย่าร้างแล้ว ฝ่ายชายมักแต่งงานใหม่มากกว่า
ฝ่ายหญิง นอกจากนี้ ยังพบปัญหาสำ�คัญที่พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวต้อง
เผชิญคือ ความสัมพันธ์กับลูกลดลง คิดเป็นร้อยละ 43 และปัญหา
การเงินร้อยละ 3625
การศึกษาวิจยั เรือ่ งคุณภาพชีวติ ครอบครัวไทย26 พบว่า การที่
พ่อแม่มคี วามสัมพันธ์ทดี่ ตี อ่ กัน และมีความสัมพันธ์ทดี่ กี บั ลูก ส่งผล
โดยตรงต่อสุขภาพจิตของลูก และส่งผลทางอ้อมต่อพัฒนาการของลูก
ในมิติต่างๆ กล่าวคือ ทำ�ให้ลูกมีพัฒนาการทางสังคมที่ดี มีลักษณะ
มุ่งอนาคต เชื่อในอำ�นาจของตนเองสูง คบเพื่อนเหมาะสม และ
ก้าวร้าวน้อย ปัจจัยที่ทำ�ให้ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับแม่ดี ได้แก่
มีความใกล้ชดิ ผูกพัน มีทศั นคติทดี่ ตี อ่ คูส่ มรส มีทกั ษะการสือ่ สารทีด่ ี
ต่อกัน และมีทกั ษะการจัดการความขัดแย้งเชิงบวก ส่วนปัจจัยทีท่ �ำ ให้
ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กบั ลูกดี ได้แก่ การเลีย้ งลูกแบบใช้ความรัก
ใช้เหตุผล คอยสนับสนุน และมีการสื่อสารในทางบวกต่อกัน
25 ศิวพร ปกป้อง. (2552). สถานการณ์สุขภาวะครอบครัวไทย.
26 งามตา วนินทานนท์ และคณะ. (2545). “งานวิจยั เพือ่ สร้างดัชนีคณ
ุ ภาพชีวติ ครอบครัวไทย
และการประยุกต์ใช้ผลวิจยั ” ใน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, วารสารพฤติกรรมศาสตร์.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

38
39

แม้สัมพันธภาพที่ดีในครอบครัวจะเป็นปัจจัยสำ �คัญที่ช่วย
บ่มเพาะให้เด็กๆ เติบโตอย่างมั่นคง แต่ผลการสำ�รวจกลับพบว่า
ครอบครัวในปัจจุบันกลับมีปัญหาด้านความสัมพันธ์ เนื่องจากไม่มี
เวลาพบกันหรือว่างไม่ตรงกัน โดยพ่อในกรุงเทพฯ และปริมณฑล
ร้อยละ 70 ทำ�งานมากกว่าวันละ 8 ชัว่ โมง และมีเวลาอยูก่ บั ลูกเพียง
วันละ 50 นาที27 ขณะที่พ่อแม่เองก็รู้สึกห่างเหินกับลูก เพราะมีเวลา
ร่วมกันเพียงวันละ 1 - 3 ชั่วโมง28 สอดคล้องกับการสำ�รวจของ
โครงการเฝ้าระวังเด็กที่พบว่า ร้อยละ 40 ของเด็กมัธยมปลายและ
อุดมศึกษา ไม่ได้ไปเที่ยวกับพ่อแม่เลยในรอบ 1 เดือน29 นอกจากนี้
สมาชิ ก ครอบครั ว อี ก เกื อ บร้ อ ยละ 60 ก็ ไ ม่ ไ ด้ อ ยู่ พ ร้ อ มหน้ า กั บ
ครอบครัว เนื่องจากต้องทำ�งาน30 ห่างเหิน ขาดรัก
สภาวะที่ห่างเหินและขาดรัก สะท้อนออกมาในผลการสำ�รวจ
สุขภาวะครอบครัวประชาชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยพบว่า
แม้คนในครอบครัวจะคิดว่า ปัจจัยทีท่ �ำ ให้ครอบครัวมีความสุขได้คอื
ความรักร้อยละ 53 และสิ่งที่สมาชิกอยากได้จากครอบครัวมากที่สุด
คือ กำ�ลังใจ ความรัก ความเข้าใจ ความอบอุ่นร้อยละ 45 แต่สิ่งที่
พ่อแม่ในปัจจุบนั อยากทำ�ให้ครอบครัวมากทีส่ ดุ กลับขัดแย้งกับความ
ต้องการของคนในครอบครัวอย่างชัดเจน นั่นคือการหาเงิน
27 เอแบคโพลล์. (2554). “บทบาทพ่อในครอบครัวไทย”.
28 สายฤดี วรกิจโภคาทร. (2553). สรุปเวทีเสวนาเชิงวิชาการสถานการณ์ครอบครัวไทย.
29 เพิ่งอ้าง.
30 เอแบคโพลล์. (2551). “สุขภาวะครอบครัวปี 2551”.

สิ่งที่น่าสนใจคือ ผลสำ�รวจพบคุณลักษณะของครอบครัวไทย
ทีม่ คี วามสุขในกลุม่ คนทีม่ ฐี านะขัดสนมากกว่า ขณะทีก่ ลุม่ ทีม่ ฐี านะดี
มักพบปัญหาความไม่เข้าใจและดุด่ากันโดยไม่มีเหตุผลสูงสุด ซึ่ง
สะท้อนได้วา่ การมีเงินมากไม่ใช่ตวั แปรของการมีความสุขในครอบครัว
ศ. นพ. วิทยา นาควัชระ กล่าวว่า ปัจจุบนั ครอบครัวไทยมีชอ่ งโหว่
3 ประการที่ต้องรีบแก้ไข คือ หนึ่ง พ่อแม่ไม่รักกัน ทำ�ให้เด็กขาด
ความรัก กลายเป็นคนเจ้าอารมณ์ สะเทือนใจง่าย ขี้อิจฉา เสี่ยงต่อ
การมีเซ็กส์กอ่ นวัย สอง เกิดการตามใจอย่างฟุม่ เฟือย ใช้เงินเลีย้ งลูก
เพราะพ่อแม่ไม่มีเวลา ทำ�ให้ลูกไม่มีวินัยและไม่มีเป้าหมายในการ
ใช้ชีวิต และสาม พ่อแม่ใช้ความรุนแรงใส่กัน ทำ�ให้ลูกซึมซับและ
อาจเลียนแบบพฤติกรรมรุนแรงได้ในอนาคต

ครอบครัวไทย เปลี่ยนไปแล้ว
ในขณะที่กรณีศพทารกวัดไผ่เงินโชตนารามแสดงให้เห็นถึง
ความไม่พร้อมของผูค้ นจำ�นวนหนึง่ ในการสร้างครอบครัวของตนเอง
แต่ในอีกด้านหนึ่ง สถานการณ์ของครอบครัวไทยก็ไม่ได้มีแนวโน้ม
ทีด่ เี ท่าไรนัก โดยครอบครัวในชนบท สภาพสังคมทีม่ งุ่ แสวงหาความ
ร่ำ�รวย ผลักดันให้คนหนุ่มสาวจำ�นวนมากออกมาขายแรงงานเพื่อ
แลกเงิน ครอบครัวที่เคยอยู่กันพร้อมหน้าก็เหลือเพียงคนแก่และ
เด็กเล็ก ความสัมพันธ์แบบเครือญาติที่ช่วยเหลือพึ่งพากันหายไป
เพราะต่างคนต่างทำ�งานและรับผิดชอบชีวติ ของตนเอง ประเพณีและ

40
41

วัฒนธรรมชุมชนเลือนหาย ไร้คนสืบสานต่อ ในขณะที่ครอบครัว
ในเมือง พ่อแม่ตา่ งตกอยูใ่ นสภาวะเคร่งเครียดบีบรัดจากการทำ�งาน
ทำ � ให้ ส มาชิ ก ในครอบครั ว ห่ า งเหิ น ลู ก ๆ จึ ง ต้ อ งหั น ไปใช้ เ วลา
คลายเหงาด้วยวิธีการต่างๆ และเกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาไม่รู้จบ

ครอบครัวชนบท: ฝากเลี้ยง คนชรา ทุ่งนาร้าง และเด็ก
การที่สังคมไทยยุคนี้มีค่านิยมแสวงหาความร่ำ�รวย ส่งผลให้
วิถีชีวิตและรูปแบบความสัมพันธ์ของคนในชนบทเปลี่ยนแปลงไป
อย่างสิ้นเชิง คนหนุ่มสาวหรือวัยแรงงานเกือบทั้งหมดพากันอพยพ
ออกจากชุ ม ชนไปทำ � งานในเมื อ ง ทำ � ให้ โ ครงสร้ า งสั ง คมชนบท
บิดเบี้ยว และโครงสร้างครอบครัวเปราะบาง เพราะเหลือแต่คนแก่
กับเด็ก ผู้สูงอายุต้องรับภาระในการเลี้ยงหลาน และอาจต้องทำ�งาน
มากขึ้นหากลูกส่งเงินมาให้ไม่พอ รวมทั้งยังเกิดช่องว่างระหว่างวัย
ของผูเ้ ฒ่ากับเด็กๆ ทำ�ให้เด็กๆ และวัยรุน่ ในครอบครัวขาดทีป่ รึกษา
และคำ�แนะนำ�ที่เหมาะสม ส่วนผู้สูงอายุเองก็รู้สึกถูกทอดทิ้งไว้กับ
ภาระที่หนักเกินกำ�ลัง ทุกฝ่ายล้วนถูกกัดกร่อนด้วยความรู้สึกเหงา
และว้าเหว่
จากสถิ ติ พ บว่ า แรงงานภาคเกษตรกรรมของไทยลดลง
อย่างมาก จากเดิมร้อยละ 66 ในปี พ.ศ. 2525 เหลือเพียงร้อยละ 41
ในปี พ.ศ. 2550 ส่วนใหญ่ไปทำ�งานในภาคอุตสาหกรรมและการ
บริการ31 และบางส่วนไปทำ�งานต่างประเทศ ซึ่งเกือบครึ่งหนึ่งคือ
ประชากรจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีการศึกษาระดับประถมและ

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

มัธยมศึกษา โดยมีลกั ษณะงานเป็นผูป้ ฏิบตั กิ ารควบคุมและประกอบ
ชิ้นส่วนในโรงงานมากที่สุด32
การทีพ่ อ่ บ้านออกไปทำ�งานนอกชุมชน โดยเฉพาะในต่างประเทศ
มีผลกระทบต่อแม่บ้านโดยตรง ทำ�ให้ผู้หญิงต้องรับภาระเพิ่มขึ้น
ทัง้ การจัดการไร่นา งานในครัวเรือน และหากสามีสง่ เงินมาไม่เพียงพอ
หรือไม่สม่�ำ เสมอ ผูห้ ญิงก็ตอ้ งออกไปหารายได้เพิม่ อีกทางหนึง่ ทำ�ให้
ไม่มเี วลาดูแลพ่อแม่และลูก เกิดความเครียด ความกดดัน ขาดความ
มั่นคงทางอารมณ์ รวมทั้งกังวลและหวาดระแวงว่าสามีจะมีคนอื่น
จนเกิดความขัดแย้งระหว่างกัน และนำ�สู่การหย่าร้างได้ง่าย33
ส่วนครอบครัวทีย่ งั อยูใ่ นภาคเกษตรกรรมพร้อมหน้าพร้อมตา
ก็ต้องเผชิญความเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ระบบผลิตจากการเกษตร
แผนใหม่ทตี่ อ้ งอาศัยการดูแลอย่างเข้มข้นเพือ่ ให้ได้ผลผลิตตรงความ
ต้องการของตลาด ทำ�ให้สมาชิกครอบครัวไม่ค่อยได้อยู่พร้อมหน้า
แม่ไม่มีเวลาดูแลลูกทั้งด้านอาหาร สุขภาพ และไม่มีโอกาสให้ลูกกิน
นมแม่ได้นานเหมือนเมือ่ ก่อน ความสัมพันธ์และการทำ�กิจกรรมร่วมกัน
ของครอบครัวลดลงเพราะไม่มเี วลา การดูแลเด็กเล็กกลายเป็นหน้าที่
ของสมาชิกคนอืน่ ในบ้าน หรือจ้างคนมาเลีย้ ง และเมือ่ เด็กเริม่ เดินได้
หรืออายุประมาณขวบครึ่ง ก็จะถูกส่งไปอยู่ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
ทั้งวัน ขณะที่เมื่อก่อน เด็กจะเข้าศูนย์เด็กเล็กเมื่ออายุราว 3 ขวบ34
31 สำ�นักงานสถิติแห่งชาติ. (2550). การสำ�รวจภาวะการทำ�งานของประชากร.
32 สำ�นักบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ. (2552). สรุปสถานการณ์การไปทำ�งานต่างประเทศ
ของแรงงานไทย.
33 พิมพรรณ ยอดคำ�. (2544). ผลกระทบจากการย้ายถิน่ ของสามีตอ่ สตรีแม่บา้ นในชุมชนชนบท.
34 ปรียาภรณ์ กิตชิ ยั วรรณ. (2545). การเปลีย่ นแปลงรูปแบบการเกษตรของครอบครัวในชนบท
และผลกระทบต่อการเลี้ยงดูเด็กเล็ก.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

42
43

เด็กไทยกินนมแม่น้อยลง35
องค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟ แนะนำ�ให้คุณแม่เลี้ยง
ทารกเกิดใหม่ด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือน
และให้กินนมแม่ควบคู่กับอาหารอื่นตามวัยไปจนเด็กมีอายุ
2 ขวบหรือมากกว่านั้น เพราะตระหนักถึงคุณค่ามหาศาล
ของน้ำ�นมแม่ ซึ่งถือเป็นอาหารที่ดีที่สุดสำ�หรับลูก และเป็น
ประโยชน์ ทั้ ง ต่ อ แม่ แ ละลู ก แต่ น่ า เสี ย ดายที่ เ ด็ ก เกิ ด ใหม่
ในประเทศไทยประมาณ 800,000 คนในแต่ละปี มีเพียง
ร้อยละ 15 หรือประมาณ 120,000 คนเท่านั้น ได้กินนมแม่
จนถึงอายุ 6 เดือน ทำ�ให้เด็กจำ�นวนมากพลาดโอกาสได้รับ
สารอาหารที่ดีที่สุดในชีวิต

35 ศิราภรณ์ สวัสดิวร และกรรณิการ์ บางสายน้อย. (2550). ทำ�ไม 6 เดือนแรกให้ลกู กินนมแม่
อย่างเดียว.

บทส่งท้าย: ความท้าทายของสถาบันครอบครัว
ความท้าทายของใคร?
บทความนี้นำ�เสนอปัญหาเกี่ยวกับครอบครัวตั้งแต่ประเด็น
ท้องไม่พร้อมของแม่วยั ใส ปัญหาสิง่ แวดล้อมทางสังคมทีไ่ ม่เป็นมิตร
ต่อวัยรุน่ ปัญหาชีวติ คู่ และปัญหาโครงสร้างครอบครัวทีเ่ ปลีย่ นแปลงไป
เนือ่ งจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ ปัญหาเหล่านีด้ มู ากมาย หลายครัง้
ก็ดูน่าสับสนจนไม่รู้ว่าจะเริ่มอะไรก่อนหลัง และอะไรเป็นเหตุอะไร
เป็นผล และทีส่ �ำ คัญเกีย่ วข้องกับการลดช่องว่างความเหลือ่ มล้�ำ และ
สร้างความเป็นธรรมในสังคมอย่างไร?
ครอบครัวเป็นหน่วยทีเ่ ล็กทีส่ ดุ และเป็นส่วนสำ�คัญทีส่ ดุ ในสังคม
ดังมีค�ำ กล่าวในพุทธพจน์วา่ “ลูกคือรากฐานของมนุษยชาติ” ครอบครัว
จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์มนุษย์และสังคมที่ดีงาม โดย
อาศัยความรักความอบอุ่นเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงจิตใจ
ทัง้ ทีค่ วามจริงข้อนีต้ ระหนักชัดแก่ใจเรา แต่สถานการณ์ขา้ งต้น
แสดงให้เห็นว่าครอบครัวไทยกลับห่างไกลคำ�ว่า “ครอบครัวอบอุ่น
ผูกพัน” มากขึ้นทุกที หรือคำ�ว่า “ครอบครัว” ในวันนี้ จะหมายถึง
จุดจบของความสุข และเป็นจุดเริ่มต้นของความทุกข์โศกไปแล้ว
หากเรายอมรับว่า ข้อมูล สถิติ ตัวเลขที่ยกมาอ้างอิงทั้งหมด
ข้างต้น เป็นการแสดงความจริงอย่างตรงไปตรงมาถึงสถานการณ์
ความยากลำ�บากของครอบครัวไทยในปัจจุบัน เรามีทางเลือกเดียว
ก็คือ ต้องกระทำ�การอะไรบางอย่าง และต้องสร้างการเปลี่ยนแปลง

44
45

โดยเหตุที่เราไม่อาจยอมรับให้สิทธิในการมีชีวิตและสุขภาพที่ดีของ
เด็กและเยาวชนต้องสูญเสียไป ตั้งแต่ต้นทางของชีวิตที่เริ่มจาก
สถาบันครอบครัว สังคมทีไ่ ม่เอาใจใส่ดแู ลเด็กและเยาวชน เป็นสังคม
ที่ไม่สร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้กับเด็กและเยาวชนของตนเอง และ
อาจกล่าวได้ว่า สังคมนั้นกำ�ลังโยนอนาคตของตนเองทิ้ง และกำ�ลัง
สร้างช่องว่างความเหลื่อมล้ำ�ตั้งแต่ต้นทาง
ดังนั้น คงต้องถามกันอย่างจริงจัง โดยไม่ผลักภาระให้รัฐ ให้
โรงเรียน ให้สื่อ ให้คนอื่น ว่าครอบครัวไทยจะต้องทำ�อย่างไรบ้าง
ในการเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงนี้?

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

46
47

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

การศึกษา
กับการลดความเหลื่อมลํ้า
นิภาพร ทับหุ่น
โดยทั่วไปแล้ว การศึกษาเป็นปัจจัยสำ�คัญที่ทำ�ให้มีโอกาส
เข้าถึงงานที่ดี มีรายได้สูงขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สำ�หรับ
คนยากไร้ หรือมีสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมต่ำ� การศึกษา
ถือว่าเป็นเครื่องมือสำ�คัญในการเลื่อนชั้นทางสังคมขึ้นมา และช่วย
ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ� ดังที่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง
พ.ศ. 2475 คณะราษฎรก็ได้จัดให้มีการศึกษาสำ�หรับพลเมืองอย่าง
แพร่ ห ลาย และพั ฒ นาหลั ก สู ต รของโรงเรี ย นและมหาวิ ท ยาลั ย
ให้เท่าเทียมอารยประเทศ เพื่อทำ�ให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจ
การปกครองในระบอบประชาธิปไตย และพัฒนาคุณภาพประชาชน
ขึน้ มา โดยเฉพาะอย่างยิง่ ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศขณะนัน้
จะเห็นได้ว่า เป้าหมายของการจัดระบบการศึกษาเพื่อการ
เปลี่ยนแปลงนั้น มุ่งไปที่เรื่องของ หนึ่ง การกระจายโอกาสในการ
เข้าถึงการศึกษา และ สอง คุณภาพการศึกษา

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

48
49

80 ปีผา่ นไป ประเทศไทยมีจ�ำ นวนครูและโรงเรียนเพิม่ มากขึน้
ทั่วประเทศ มีวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเพิ่มมากขึ้น มีคนเรียนจบ
ในหลักสูตรระดับสูงมากขึ้น ดูเหมือนว่าผู้คนจะเข้าถึงการศึกษา
มากขึ้น และมีคุณภาพมากกว่าเดิม แต่ทำ�ไมสถานการณ์ความ
เหลือ่ มล้�ำ ในปัจจุบนั กลับรุนแรงขึน้ ? เกิดอะไรขึน้ กับระบบการศึกษา?
ผู้คนได้รับโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมกันหรือไม่?
และการศึกษาได้ช่วยสร้างคนที่มคี ณ
ุ ภาพแบบไหน จึงไม่นำ�มาสู่การ
ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ�ในสังคมเลย?

เรียนไป ทุกข์ไป
ยุทธชัย เฉลิมชัย นักวิจัยมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ เปิดเผย
ผลการศึกษาการใช้เวลาในห้องเรียนของเด็กไทยกับประเทศอืน่ ๆ ว่า
เด็กไทยเป็นชาติที่เด็กถูกบังคับให้เรียนในห้องเรียน โดยใช้ชั่วโมง
เรี ย นในแต่ ล ะวั น มากที่ สุ ดในโลก และไม่ ว่ า จะเป็ น เด็ ก นั ก เรี ย น
ในเมืองหรือชนบท ต่างก็มีความทุกข์จากระบบการศึกษาไม่ต่างกัน
คือใช้เวลาเรียนในห้องเรียนมาก แถมต้องเรียนกวดวิชาตั้งแต่
ชั้นอนุบาล จนเกิดความเครียดและเบื่อหน่าย
“ผมคิ ดว่ ามีเด็กจำ�นวนไม่น้อยอยากลุ ก ขึ้ นตะโกนบอกว่ า
อึดอัด ทุกข์จากความเครียดกับระบบการศึกษามากเพียงใด เปรียบ
เทียบกับเด็กนักเรียนในจีน ยังมีเวลาว่างให้ผ่อนคลายจากการ
เรียนในแต่ละวัน ดูได้จากตารางเรียนที่เน้นเรียนวิชาการในตอนเช้า
และพักกลางวันเวลา 11 โมง จากนั้นโรงเรียนจะให้เด็กออกนอก

โรงเรียน กลับไปกินข้าวที่บ้าน หรือไปพักผ่อน ถึงบ่ายสองค่อยกลับ
มาเรียนใหม่ และวิชาในช่วงบ่ายจะเป็นวิชาเบาๆ ไม่เครียด เป็นวิชาที่
เน้นพัฒนาทักษะการดำ�เนินชีวิต ที่พัฒนาคุณภาพของเด็กทางด้าน
อารมณ์และสังคม”

ผูกขาดการจัดการ
การนำ�ระบบการศึกษาไปใส่ไว้ในระบบราชการ ซึ่งเป็นระบบ
รวมศูนย์ ทัง้ ในด้านเป้าหมาย และวิธกี ารบริหารจัดการ ประกอบกับ
เมื่อแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ผ่านๆ มา ได้มุ่งเน้นให้ความ
สำ�คัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษาก็ได้เข้ามามีบทบาทในการ
สร้างคนให้เป็นแรงงานเศรษฐกิจ จนอาจจะทำ�ให้วัตถุประสงค์ หรือ
“ประโยชน์หลายสถาน” ของการศึกษา หดแคบลงไปเพียงเพือ่ “วุฒ”ิ
สำ�หรับสร้างเงื่อนไขที่ดีของรายได้ เพื่อความสามารถและอยู่รอด
ในเชิง “เทคนิคการอาชีพ”

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

50
51

“เราควรจะให้การศึกษามิใช่เพื่อเพียงแต่ให้ได้ชื่อว่า
ประเทศไทยมี ค นรู้ ห นั ง สื อ ร้ อ ยละ 80-90 แล้ ว หรื อ ที่
นักเศรษฐศาสตร์อ้างเสมอว่า เราต้องวางแผนการศึกษา
ให้ประกบเข้ารอยเดียวกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจนั้น ผมก็ยัง
รู้สึกว่า พูดเกือบถูกแต่ยังไม่ถูกทีเดียว เพราะเขามิได้เพ่งเล็ง
ถึงคุณธรรม และศักดิ์ศรีของมนุษย์ที่เป็นนักเรียนแต่ละคน
อาจจะหลงคำ � นึ ง บู ช าแผนพั ฒ นาเศรษฐกิ จ ว่ า เป็ น ของ
ศักดิ์สิทธิ์ไปก็ได้” - ป๋วย อึ๊งภากรณ์1

“เรามีโรงเรียน มีมหาวิทยาลัย แต่วิธีเรียนของเรา
ไม่ได้ท�ำ ให้คนฉลาด เน้นแต่ทอ่ งจำ� ความรอบรูไ้ ม่มี ความคิดไม่มี
ระบบการศึกษาไม่ได้ท�ำ ให้เรารูค้ วามจริงของสังคม ความจริง
ของสภาพแวดล้อม... คนมีศาสตร์แต่ไม่เข้าใจความจริงของ
มนุ ษ ย์ สั ง คม และสภาพแวดล้ อ ม ศาสตร์ นั้ น ก็ ก ลาย
เป็นศาสตราวุธ สำ�หรับทิ่มตำ�ทำ�ร้ายและประหัตประหาร
ฆ่าฟันในสงครามแย่งชิงการงานและการหาเงินมาจับจ่าย”
- ประเวศ วะสี2

การผูกขาดการบริหารจัดการการศึกษาโดยรัฐนี้ ทำ�ให้ระบบ
การศึกษามีเพียงลักษณะเดียว คือ เป็นโครงสร้างสามเหลี่ยมแบบ
ปิรามิด เพราะชั้นการศึกษาที่สูงขึ้นไม่มีที่เพียงพอสำ�หรับทุกคน
คนแพ้ต้องถูกคัดออก ช่องว่างความเหลื่อมล้ำ�ระหว่างคนจึงสูงขึ้น
ด้วยเหตุนี้

ผูกขาดความรู้
กระทั่งสถานะของความรู้ก็ยังถูกผูกขาด นั่นคือ อะไรที่อยู่
นอกกรอบห้องเรียนจะไม่ถูกนับว่าเป็นความรู้ การศึกษาที่จำ�กัดอยู่
แต่ในห้องเรียนจึงปฏิเสธการเรียนรูน้ อกห้อง ไม่เชือ่ มโยงกับชีวติ จริง
ของชุมชนและสังคม ทัง้ ยังเป็นไปในลักษณะของการแข่งขัน การศึกษา
ในห้องเรียนจึงเป็นไปเพือ่ สอบให้ผา่ นมากกว่าเรียนเพือ่ ให้ได้ความรู้
ไม่นา่ แปลกใจทีก่ ารศึกษาไม่น�ำ ไปสูก่ ารเปลีย่ นแปลงในตัวของผูเ้ รียน
เพราะถ้าเข้าใจว่าเป้าหมายของการศึกษานัน้ เป็นไปเพือ่ ให้คนทีไ่ ด้รบั
การศึกษามาช่วยกันแก้ไขปัญหาของสังคมส่วนรวม คนที่มีโอกาส
ได้รับการศึกษาย่อมนำ�เอาวิชาความรู้นั้นมารับใช้ประโยชน์สังคม
มากกว่าเพื่อประโยชน์ส่วนตน และช่องว่างความเหลื่อมล้ำ�ในสังคม
จะลดลงไปมากกว่านี้

1 ป๋วย อึ๊งภากรณ์. (2530). การศึกษาในทรรศนะของข้าพเจ้า. กรุงเทพฯ: สำ�นักพิมพ์มูลนิธิ
โกมล คีมทอง. น. 5-6.
2 ยศ สันตสมบัติ. (2539). ประเวศ วะสี: อาจารย์แพทย์ผู้เยียวยาสังคม. น. 15.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

52
53

การกระจายอำ�นาจยังด้อยประสิทธิภาพ
การปฏิรปู การศึกษารอบแรก ภายใต้พระราชบัญญัตกิ ารศึกษา
พ.ศ. 2542 แม้จะสร้างนิมิตใหม่ให้กับวงการศึกษาไทย โดยการ
ทบทวนการศึกษาในฐานะกลไกพื้นฐานของการพัฒนาคน แต่สิ่งที่
ไกลกว่านั้น คือ “ประโยชน์หลายสถาน” ของการศึกษาที่แท้จริง
ผลของการปฏิรูปการศึกษารอบแรก ทำ�ให้เกิดแรงกระเพื่อม
ใหม่ในสังคมการเรียนรูข้ องไทย ทำ�ให้เกิดหลักสูตรการเรียนการสอน
ทันสมัย เน้นการปรับโครงสร้าง และการจัดการศึกษาในระบบ
รวมทัง้ เกิดกฎหมายประกอบขึน้ มาอีกหลายฉบับ โดยมีความมุง่ หวัง
ว่ า การศึ ก ษาของไทยจะได้ รั บ การปฏิ รู ป ในทุ ก มิ ติ ไม่ ว่ า จะเป็ น
โครงการสร้างการบริหาร การกระจายอำ�นาจ ตลอดไปจนถึงสาระ
ที่สำ�คัญที่สุดคือปฏิรูปการเรียนรู้
แต่ในหลายทางเลือกของการศึกษาที่เกิดขึ้นในรอบหลายปี
มานี้ ไม่ว่าจะเป็น หลักสูตรภาษาอังกฤษ และหลักสูตรส่งเสริม
ความสามารถพิเศษ ซึ่งถูกเอ่ยถึงมากที่สุดในฐานะที่เป็นการศึกษา
“พันธุ์ใหม่” ซึ่งเกิดขึ้นในยุคที่ประเทศไทยต้องการผลิตผลทางการ
ศึกษาทีม่ คี ณ
ุ ภาพ ล้วนมีตน้ ทุนสูง ต้องแลกมาด้วยราคาทีเ่ หมาะสม
ดังนั้น คนที่จะมีโอกาสเรียนต้องมีฐานะดีพอสมควร
ดูเหมือนว่า แม้จะมีแนวคิดการกระจายอำ�นาจทางการศึกษา
เริ่มขึ้นบ้างแล้ว และเปิดให้มีการจัดการศึกษาที่หลากหลายมากขึ้น
แต่การบริหารจัดการโดยรวมก็ยังขาดประสิทธิภาพ

เมื่อหวนทบทวนหลัก 3 ประการ ในการจัดการศึกษาตาม
มาตรา 8 ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 คือ
(1) การศึกษาตลอดชีวิตสำ�หรับประชาชน (2) ให้สังคมมีส่วนร่วม
ในการจัดการศึกษาและ (3) ให้จัดกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่าง
ต่อเนือ่ ง ภาพรวมของประเทศยังดูเหมือนว่าไม่พบความเปลีย่ นแปลง
มากนัก

คุณภาพที่ยังเหลื่อมล้ำ�
ข้อมูลการวัดผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการในปี พ.ศ. 2552 ของ
องค์กรความร่วมมือการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ โออีซีดี ภายใต้
โครงการประเมินนักเรียนนานาชาติ ซึง่ ได้ประเมินศักยภาพนักเรียน
อายุ 15 ปี ที่ถือว่าเป็นวัยจบการศึกษาภาคบังคับ โดยได้ประเมิน
ทักษะการเรียนรู้ในด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์
ที่เป็นความรู้และทักษะที่จำ�เป็นของการเรียนรู้ตลอดชีวิต พบว่า
คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนไทยยังมีแนวโน้มลดต่ำ�ลงทุกวิชาเมื่อ
เปรียบเทียบกับการประเมินครั้งแรกในปีพ.ศ.2543 นักเรียนไทย
เกือบครึง่ แสดงผลการประเมินการอ่านและวิทยาศาสตร์ต�ำ่ กว่าพืน้ ฐาน
และมากกว่าครึง่ ในวิชาคณิตศาสตร์ ส่วนทีส่ มรรถนะระดับสูงมีนอ้ ย
จะเห็นได้ว่า ปัญหาคุณภาพการศึกษาของไทยนั้นเริ่มตั้งแต่
ขัน้ พืน้ ฐานทีโ่ รงเรียน ไปจนถึงระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา แม้วา่
จะมีลักษณะของปัญหาแตกต่างกันออกไป

54
55

โรงเรียนที่ดีมีคุณภาพมักจะเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่อยู่ใน
เขตเมือง โรงเรียนขนาดกลางและเล็กส่วนใหญ่ยังด้อยคุณภาพ
โดยเฉพาะในเขตชนบทและพื้ น ที่ ห่ า งไกล ส่ ง ผลให้ พ่ อ แม่ ที่ มี
กำ�ลังทรัพย์ส่งลูกเข้ามาเรียนในโรงเรียนใหญ่ ส่วนพ่อแม่ที่ยากจน
ก็ ไ ม่ มี ท างเลื อ ก ต้ อ งให้ ลู ก เรี ย นในโรงเรี ย นที่ ด้ อ ยคุ ณ ภาพกว่ า
โรงเรียนเหล่านี้มีจำ�นวนนักเรียนเฉลี่ยต่ำ�กว่า 200 คน มีอยู่ราว
20,000 แห่ง และจากข้อมูลของสำ�นักงานรับรองมาตรฐานและ
ประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ร้อยละ 30 ของโรงเรียนเหล่านี้
ยังไม่ผ่านการรับรองคุณภาพหรือมีคุณภาพระดับพอใช้เท่านั้น
สถาบั น อาชี ว ศึ ก ษาเองก็ ป ระสบปั ญ หาขาดแคลนผู้ เ รี ย น
เนื่องจากพ่อแม่นิยมส่งลูกเรียนระดับปริญญา นอกจากนี้ หลักสูตร
อาชีวศึกษาก็ไม่ตอบสนองตลาดแรงงานและภาคการผลิตได้อย่าง
เต็มที่
ในส่ ว นของสถาบัน อุดมศึกษากว่า 200 แห่ ง ทั่ ว ประเทศ
ก็ประสบกับปัญหานักศึกษาล้นเกิน เพราะเร่งรัดขยายการเติบโต
เชิงปริมาณ ทำ�ให้คุณภาพลดลง ทั้งยังส่งผลให้เกิดภาวะบัณฑิต
ว่างงานและทำ�งานต่ำ�ระดับ นั่นคือ มีการแย่งงานของคนที่มีระดับ
การศึกษาต่ำ�กว่ามาทำ�
หากคุณภาพทางการศึกษาในสถาบันการศึกษาต่างๆ ยังมี
ความเหลื่ อ มล้ำ � ก็ ค งมี แ ต่ พ่ อ แม่ ที่ มี ส ถานภาพทางเศรษฐกิ จ ดี
ที่สามารถเลือกสถานศึกษาที่มีคุณภาพให้กับลูกตัวเองได้ ในขณะที่

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

พ่อแม่จนๆ ก็ตอ้ งยอมรับสภาพทีไ่ ม่มที างเลือกให้กบั ลูกตัวเองต่อไป
ไม่น่าแปลกใจเลยที่ช่องว่างความเหลื่อมล้ำ�จะยังคงอยู่ ก็ในเมื่อ
คนระดับล่างมีโอกาสน้อยลงในการเลือ่ นสถานะทางชนชัน้ ของตนเอง
ผ่านการศึกษา

เหลื่อมล้ำ�ทางโอกาส: เด็กน้อยไม่ได้เข้าโรงเรียน
ในประเทศไทยมีจำ�นวนเด็กในวัยระหว่าง 6 - 11 ปี ที่ไม่ไป
โรงเรียนอยู่ประมาณ 620,000 - 720,000 คน โดยมีปัญหาหลักๆ
อยู่ 3 ประการ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการเข้าโรงเรียนล่าช้า
ปัญหาแรกก็คอื ผู้ปกครองเข้าใจผิดและยังคิดว่าอายุของการ
เข้าเรียนชั้นประถม 1 นั้นยังเป็น 7 ปีอยู่ แม้ว่ากฎหมายการศึกษา
ของเราได้เปลี่ยนจากอายุ 7 ปี เป็น 6 ปีแล้วก็ตาม และถ้าผู้ปกครอง
ไม่สง่ ลูกหลานเข้าโรงเรียนตามอายุทถี่ กู ต้องก็เท่ากับทำ�ผิดกฎหมาย
นั่นเอง
ส่ ว นปั ญ หาถั ด มาคื อ ครู บ างท่ า นรู้ สึ ก ว่ า หากเด็ ก คนไหน
ไม่ได้เข้าศูนย์พฒ
ั นาเด็กเล็กมาก่อน เด็กคนนัน้ ก็ยงั ไม่พร้อมทีจ่ ะเข้า
เรียนในระดับประถม ซึ่งในความเป็นจริง มีเด็กประมาณร้อยละ 40
ที่ไม่ได้เข้ารับการเตรียมความพร้อมในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กไม่ว่าจะ
รูปแบบใดก็ตาม
และประการสุดท้าย ยังมีเด็กเกือบ 2 ล้านคนในประเทศไทย
ที่อยู่ในฐานะยากจน ซึ่งอาจเป็นเหตุผลที่บางครอบครัวไม่มีเงิน
พอที่จะส่งเด็กเข้าโรงเรียน ถึงแม้การศึกษาภาคบังคับซึ่งเริ่มใน

56
57

ชั้นประถมปีที่ 1 เป็นบริการที่รัฐต้องจัดให้โดยผู้ปกครองไม่ต้องเสีย
ค่าใช้จา่ ย แต่คา่ ใช้จา่ ยอืน่ ๆ เช่น ค่ารถไปกลับ ค่าเครือ่ งแบบนักเรียน
กระเป๋าหนังสือ อุปกรณ์การเรียน ฯลฯ ก็ยังเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองต้อง
จัดหา เพราะฉะนั้น ในการแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง ทางรัฐบาลน่าจะ
ให้การสนับสนุนผูป้ กครองให้ครบทุกด้าน เพือ่ ให้เด็กทุกคนสามารถ
ไปโรงเรียนได้

เด็กด้อยโอกาส เด็กเสี่ยงล้มเหลวในการเรียน
ยังไร้คนดูแล
ศ. ดร. ไพฑูรย์ สินลารัตน์ ยืนยันว่าสถานการณ์นักเรียน
ออกจากระบบโรงเรียนสะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำ�ทางการศึกษา
ในประเทศไทย ว่ายังมีคอ่ นข้างสูง โดยขึน้ กับฐานะทางสังคม การเงิน
อาชีพการงานของพ่อแม่ ผูป้ กครอง และสถานทีเ่ รียนว่าอยูใ่ นตัวเมือง
หรือชนบท
สถิติในปี พ.ศ. 2551 พบว่า มีนักเรียนออกจากระบบ 3.1
ล้านคน จากทัง้ หมด 14.3 ล้านคน ถัดมาในปี พ.ศ. 2552 มีนกั เรียน
ออกจากระบบ 2.9 ล้านคน จากทัง้ หมด 13.9 ล้านคน ซึง่ ศ. ดร .ไพฑูรย์
คาดการณ์ว่า หากประเทศไทยยังไม่ปรับวิธีคิดและโครงสร้างการ
บริหารทีม่ ลี กั ษณะดึงเด็กเข้าส่วนกลาง หรือคัดเฉพาะ “เด็กหัวกะทิ”
เข้าไปศึกษาในกรุงเทพมหานครหรือเมืองใหญ่ๆ ปัญหาเด็กออก
นอกระบบการศึกษาจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในปี พ.ศ. 2554-2555

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

สถานการณ์ในปี พ.ศ. 2553 ประเทศไทยมีเด็กอายุ 3 - 17 ปี
กว่า 1.7 ล้านคนไม่ได้เรียนหนังสือ อีก 5 แสนคนเป็นเด็กที่อยู่ใน
ชนบทห่างไกล เข้าไม่ถงึ การศึกษา จำ�นวนกว่า 5 หมืน่ คนถูกดำ�เนินคดี
มีเด็กพิการ 1 แสนคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมไทย ยังไม่นับรวมกลุ่ม
ประชากรทีต่ อ้ งการศึกษาต่อและเพิม่ ทักษะในการประกอบอาชีพ เช่น
กลุม่ แรงงาน อีก 8.8 ล้านคน นับรวมๆ แล้วมีคนไทยตกอยูใ่ นสภาพ
“ด้อยโอกาสทางการศึกษา” กว่า 13 ล้านคน3
จากการสำ�รวจของสถาบันรามจิตติ ได้ทำ�การรวบรวมข้อมูล
ทั้งจากภาครัฐ และหน่วยงานเอกชน พบว่า มีจำ�นวนกลุ่มเด็กและ
เยาวชนที่ยังขาดโอกาสทางสังคมที่หลุดออกจากระบบการศึกษา
และเป็นเด็กกลุม่ เสีย่ งของการหลุดออกจากระบบการศึกษาประมาณ
5 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ในประเทศไทย
นายสมพงษ์ จิ ต ระดั บ อาจารย์ ป ระจำ � คณะครุ ศ าสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ขณะนี้ปัญหาเด็กนอกระบบ หรือ
เด็กที่ออกกลางคันเพิ่มขึ้นถึง 5 ล้านคน เท่ากับ 1 ใน 3 ของเด็ก
ในระบบ และส่วนใหญ่จะเป็นเด็กที่ยังไม่จบระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3
ส่วนใหญ่เรียนถึงแค่เทอมแรกของมัธยมศึกษาปีที่ 1 หรือมัธยมศึกษา
ปีที่ 2 เท่านัน้ ยังไม่จบมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึง่ เด็กเหล่านีถ้ อื ว่ามีปญ
ั หา
3 ไพฑูรย์ สินลารัตน์. 8 มิ.ย. 2554. ปาฐกถาหัวข้อ “ความเหลื่อมล้ำ�และความไม่เป็นธรรม
ด้านการศึกษา”. ภาควิชาการวางแผนภาคและเมืองคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย. กรุงเทพฯ.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

58
59

เชิงพฤติกรรมและเป็นเด็กกลุ่มเสี่ยงที่อันตรายมาก
ทั้งนี้ เด็กกลุ่มนี้กว่าร้อยละ 80 เป็นเด็กผู้ชาย สาเหตุหลักที่
ต้องออกกลางคันมาจากปัญหาทะเลาะวิวาท และเบือ่ โรงเรียน ขณะที่
ตัวประเมินของสำ�นักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพ
การศึกษาระบุว่า นักเรียนต้องมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่ต่ำ�กว่า
3.00 นัน้ ทำ�ให้โรงเรียนต้องผลักเด็กไม่เก่งออกเพือ่ ไม่ให้ดงึ คะแนน
รวมของทั้งโรงเรียนให้ต่ำ�ลง สิ่งที่น่าห่วงคือ เมื่อเด็กเหล่านี้ออก
นอกระบบโรงเรียน จะเข้าหาอบายมุขต่างๆ ทั้งยาเสพติด ร้านเกม
รวมถึงนำ�ไปสู่ปัญหาการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรด้วย
ดังนั้น หากจะแก้ปัญหาดังกล่าวจะต้องทำ�อย่างจริงจัง แต่
เท่าทีด่ ขู ณะนีย้ งั ไม่มหี น่วยงานใดเข้ามาเป็นแกนหลักในการแก้ปญ
ั หา
ส่วนกระทรวงศึกษาธิการก็จะดูแลเฉพาะเรื่องคุณภาพการศึกษา
และดูแลเฉพาะเด็กที่เก่งเท่านั้น ทำ�ให้เด็กนอกระบบกลุ่มนี้ไม่ได้รับ
การดูแล
“ทางหนึ่งที่จะช่วยเด็กกลุ่มนี้ คือ ศธ.จะต้องไม่ผลักไสเด็ก
กลุ่มนี้ออกนอกระบบ ควรจะมีโรงเรียนที่สามารถรองรับเด็กกลุ่มนี้
ได้จนกว่าจะจบชั้น ม.3 เพราะเมื่อผ่านช่วงนี้ไปแล้ว เขาก็จะมีทางไป
เช่น อาจจะไปประกอบอาชีพ หรือศึกษาต่อ ซึง่ จะทำ�ให้ปญ
ั หาการออก
กลางคันลดลงด้วย”4
4 ASTV ผู้จัดการออนไลน์. 26 ธ.ค. 2554. “สมพงษ์หนุนทำ� “ไลฟ์ไซเคิล” แก่ นร.นอกระบบ
หลังพบเด็กติดอบายมุขสูง”

โอกาส “เด็กจน” เรียนต่อมหาลัย
การขยายโอกาสทางการศึกษาไปถึงระดับมัธยมปลาย
เป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องทำ�ต่อใน 2 เรื่อง ประการแรก คือ
กระจายและสร้างคุณภาพการศึกษาให้เท่าเทียมกัน สวัสดิการ
ด้านการศึกษาควรเน้นเรื่องการพัฒนาและส่งเสริมคุณภาพ
ของครูและโรงเรียน ให้ครูและโรงเรียนของรัฐและเอกชน
มีคุณภาพทัดเทียมกัน และออกแบบหลักสูตรที่ตอบสนอง
ชีวิตของคนและสังคมในอนาคต ประการที่สอง รัฐต้องขยาย
โอกาสทางการศึกษาขึ้นไปถึงระดับอุดมศึกษา เพราะปัจจุบัน
การที่จะได้งานและผลตอบแทนดี ขึ้นกับการศึกษาในระดับ
อุ ด มศึ ก ษามากกว่ า และเด็ ก ที่ ด้ อ ยโอกาสจำ � นวนมากก็
ไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษาได้ เพราะมี
ค่ า ใช้ จ่ า ยสู ง และแม้ รั ฐ จะจั ด กองทุ น เพื่ อ การศึ ก ษาให้
ผู้ด้อยโอกาสสามารถกู้ยืมเป็นทุนเล่าเรียนได้ แต่ก็มีเพียง
ร้อยละ 2.2 ของนักเรียนยากจนทั้งหมดที่ได้รับทุนการศึกษา
จากรัฐ และเพียงร้อยละ 0.03 ของนักเรียนยากจนที่จะ
กู้ยืมเงินจากโครงการกู้ยืมเงินของรัฐ ส่วนมากแล้ว ผู้ได้รับ
ประโยชน์จากทุนการศึกษาและโครงการกู้ยืมเงินเพื่อการ
ศึกษาของรัฐ จะเป็นเด็กที่มาจากครอบครัวที่มีรายได้พออยู่
พอกิน แต่ไม่จัดว่าขัดสน

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

60
61

โครงการเรียนฟรี 15 ปีให้สิทธิด้านการศึกษาแก่เด็ก
ทั่วประเทศกว่า 12.8 ล้านคน แต่ยังไม่เอื้อประโยชน์ต่อเด็ก
ในกลุ่มเสี่ยง คือ เด็กไร้สัญชาติ เด็กเร่ร่อน เด็กที่ถูกไล่ออก
จากระบบการศึกษา มูลนิธสิ ร้างสรรค์เด็กคาดการณ์วา่ ปัจจุบนั
มีเด็กเร่ร่อนทั้งคนไทยและต่างด้าวจำ�นวนกว่า 30,000 คน
และมีแนวโน้มเพิม่ ขึน้ ทุกปี แต่ครูขา้ งถนนของภาครัฐทีท่ �ำ งาน
กับเด็กเร่ร่อนมีไม่ถึง 100 คน

ดร. ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ นักวิชาการประจำ� สถาบันวิจัยเพื่อ
การพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ ได้กล่าวในการศึกษาเรื่อง
“คุณภาพการศึกษาและครอบครัวไทยตัดโอกาส “เด็กจน” เรียนต่อ
มหา’ลัย” โดยสรุปว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อัตราการเข้าเรียนต่อ
ในระดับมัธยมปลายของเยาวชนไทยที่มีอายุระหว่าง 16 - 19 ปี
มีแนวโน้มสูงขึ้นมาก ทั้งจากเด็กที่มาจากครอบครัวยากจนและ
เด็กทีม่ าจากครอบครัวฐานะดี แสดงถึงความเหลือ่ มล้�ำ ทีล่ ดลงอย่าง
ต่อเนื่อง5
5 ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์. (2554). รายงานการวิจัยหัวข้อ คุณภาพการศึกษาและครอบครัวไทย
ตัดโอกาส “เด็กจน” เรียนต่อมหา’ลัย. สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย.

แต่เมื่อพิจารณาจากอัตราการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา
กลับพบว่าความเหลื่อมล้ำ�นั้นเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากกลุ่ม
ตัวอย่างซึง่ เป็นเยาวชนอายุระหว่าง 19 - 25 ปี พบว่าช่องว่างในการ
เรียนต่อระหว่างเด็กทีม่ าจากกลุม่ ครอบครัวทีร่ วยทีส่ ดุ กับกลุม่ ทีจ่ น
ที่สุดเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 20 ในปีพ.ศ.2529 เป็นร้อยละ 38 ในปี
พ.ศ. 2552 หรือเกือบจะเท่าตัว และส่วนใหญ่เกิดขึ้นหลังจากปี
พ.ศ. 2539
ปัจจุบนั เป็นทีย่ อมรับกันว่า การทีจ่ ะได้งานและผลตอบแทนดี
ขึ้นกับการศึกษาในระดับอุดมศึกษามากกว่า ทว่า เมื่อพิจารณาจาก
อัตราการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา กลับพบว่าความเหลื่อมล้ำ�นั้น
เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด มีเด็กยากจนจำ�นวนน้อยมากที่สามารถ
เข้าถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษาได้ นับเป็นความเหลื่อมล้ำ�
อย่างหนึ่ง ซึ่งมีส่วนสำ�คัญต่อปัญหาโยงใยถึงความเหลื่อมล้ำ�ใน
โอกาสด้านอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง
ดร. ดิลกะ กล่าวว่า “ปัจจุบันประเทศไทยก้าวมาถึงจุดที่มี
ความสำ�เร็จในการขยายจำ�นวนปีการศึกษา แต่ที่ผ่านมามีหลักฐาน
ชัดเจนว่า จำ�นวนปีการศึกษาทีเ่ พิม่ ขึน้ ไม่ส�ำ คัญเท่าคุณภาพการศึกษา
ที่คนจนได้รับ ซึ่งเทียบกันไม่ได้กับเด็กที่มาจากครอบครัวที่มีความ
ได้เปรียบทางสังคม เราควรจะทุม่ ทรัพยากรลงไปพัฒนาคุณภาพเด็ก
ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนและการศึกษาขั้นพื้นฐานขึ้นมา จึงจะแก้ไขความ
เหลือ่ มล้�ำ ได้อย่างยัง่ ยืน หากจะมาทำ�ในระดับอุดมศึกษาคงช้าเกินไป
และน่าจะได้ผลน้อย อย่างไรก็ตาม การเปิดโอกาสศึกษาต่อในระดับ

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

62
63

อุดมศึกษาของเด็กเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ควรลดคุณภาพการศึกษาเพื่อ
ช้อนเด็กคุณภาพต่ำ�เข้ามาเรียน ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อ
คุณภาพแรงงานของไทยในอนาคต”

เด็กบกพร่องทางการเรียนรู้
กับความเท่าเทียมทางการศึกษา
ศ. ดร. กนก วงษ์ตระหง่าน เมื่อครั้งดำ�รงตำ�แหน่ง
ที่ปรึกษาอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวถึงการ
ปลดล็อกระบบการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ�ทางสังคม
(คม ชัด ลึก, 16 มีนาคม พ.ศ.2554) ว่า ควรให้ความสำ�คัญ
การปฏิรูปประเทศไทย และนโยบายเร่งด่วนด้านการปฏิรูป
การศึ ก ษา เพื่ อ ลดปั ญ หาความเหลื่ อ มล้ำ � ทางการศึ ก ษา
ในสังคมไทย โดยขับเคลือ่ นผ่าน 2 โครงการหลัก คือ โครงการ
สังคมไทยร่วมกันคืนครูดีให้ศิษย์ยกย่อง เชิดชูครูสอนดี และ
โครงการสร้างโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาทักษะอาชีพ
ให้เด็กเยาวชนด้อยโอกาส ให้สามารถพึง่ ตนเองได้อย่างยัง่ ยืน
เพราะการเรี ย นระบบปรกติใ นปัจจุบัน ไม่เ อื้ อ ต่ อ การเรี ย น
การสอนได้ตามปรกติ ทำ�ให้โรงเรียนรับภาระหนัก สำ�นักงาน
ส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรูแ้ ละพัฒนาคุณภาพเยาวชน หรือ
สสค. จึงมีหน้าที่เข้าไปปลดล็อกระบบให้ยืดหยุ่น ให้โอกาส

เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ได้รับความเสมอภาค
เท่าเทียมกับเด็กปรกติ เพื่อให้เด็กที่มีความบกพร่องทางการ
เรียนรูก้ ลับเข้าไปในระบบ เพราะเชือ่ ว่าการทีเ่ ด็กได้มสี ว่ นร่วม
ในการเรียนการสอนตามปรกติจะเป็นการเตรียมพร้อมการ
เข้าสู่สังคมในอนาคตได้ต่อไป
“อั น ดั บ แรก ต้ อ งเข้ า ไปปลดล็ อ กระบบการศึ ก ษา
ในปัจจุบันที่มีความเหลื่อมล้ำ�ทางการศึกษา ยกตัวอย่างเช่น
การทดสอบคุณภาพนักเรียนทุกโรงเรียนทัว่ ประเทศ ปรากฏว่า
ผลคะแนนบางโรงเรียนทีม่ เี ด็กทีม่ คี วามบกพร่องทางการเรียนรู้
จำ�นวนมาก ทำ�ให้โรงเรียนสอบไม่ผา่ นมาตรฐาน แต่ผลไปตก
กับเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ที่ต้องถูกไล่ออกจาก
ระบบ ซึ่งมันไม่เป็นธรรมสำ�หรับเด็ก ความจริงควรจะแยก
การสอบออกต่างหาก แล้วจึงนำ�ผลสอบนั้นมาเฉลี่ยกัน เมื่อ
นำ�เด็กกลับเข้าสู่ในระบบได้ สสค.จะทำ�ให้ระบบยั่งยืนได้โดย
การสนับสนุนทุนในการว่าจ้างครูที่ทำ�หน้าที่ดี เข้ามาดูแลเด็ก
สอนเฉพาะหลักสูตรที่เด็กได้ใช้จริง และสนับสนุนอุปกรณ์ที่
เกี่ยวข้องกับการศึกษาอย่างเต็มที่”
นอกจากพัฒนาเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้
แล้ว ยังรวมไปถึงประชาชนวัยแรงงานทีต่ อ้ งการพัฒนาทักษะ

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

64
65

อาชีพจำ�นวนประมาณ 13.8 ล้านคน ประกอบด้วย 16 กลุ่ม
ซึ่งบางกลุ่มเป้าหมายมีลักษณะเหลื่อมล้ำ�กัน ไม่ว่าจะเป็น
เด็กยากจน 3 ล้านคน เด็กพิการ 1.7 ล้านคน เด็กไร้สัญชาติ
3 แสนคน เด็กชนบทห่างไกล 1.6 แสนคน แม่วยั รุน่ 1 แสนคน
เด็กเร่ร่อน 9 หมื่นคน เด็กในสถานพินิจฯ 6 หมื่นคน เด็ก
3 จั ง หวั ด ชายแดนภาคใต้ 5 หมื่ น คน และประชาชนที่
ด้อยโอกาส 8.8 ล้านคน เฉพาะที่ต้องการพัฒนาศักยภาพ
(คม ชัด ลึก, 16 มีนาคม พ.ศ.2554)

กระบวนทัศน์ใหม่ในการปฏิรูปการศึกษา
รศ. ดร. ไพฑูรย์ สินลารัตน์ รองอธิการบดีฝา่ ยวิจยั มหาวิทยาลัย
ธุรกิจบัณฑิตย์ ให้ความเห็นว่า การศึกษาในปัจจุบันจะเน้นการ
เอาไปใช้ประโยชน์ มุ่งหาทิศทางที่ทำ�ให้ร่ำ�รวยขึ้นในอนาคต ระบบ
การศึ ก ษาเองจึ ง เป็ น แบบการแข่ ง ขั น และเป็ น การศึ ก ษาที่ แ ยก
ระหว่างคุณค่าที่สูงและต่ำ� ทำ�ให้เด็กต้องยึดติดกับการศึกษาที่สูง
ขึ้นไปเรื่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น เด็กจะรู้สึกว่าการที่ไม่ได้เข้าเรียน
ในมหาวิทยาลัย ในคณะที่ดังๆ จะกลายเป็นคนด้อยค่า

“อยากให้มองว่า กระบวนการการศึกษาต้องเป็นตัวส่งเสริมให้
คนเติบโตไปในทิศทางทีห่ ลากหลาย ตามความถนัด และความพร้อม
ของเด็ก ไม่ใช่ไปผลักดันให้เขาต้องเดินในทิศทางเดียวกัน สำ�คัญ
ทีส่ ดุ คือคนในสังคมต้องทำ�ความเข้าใจกันว่า เราต้องการคนในสังคม
อย่างไร นักการศึกษาจะมีบทบาทบ้างในการชีแ้ นะทิศทาง แต่บางครัง้
ก็ไม่สามารถจะไปผลักกระแสสังคมได้”6

ฐานคิดทีบ่ ดิ เบีย้ วในการจัดการศึกษาเพือ่ การแข่งขันและสร้าง
ความร่ำ�รวยที่ผ่านมา ย่อมไม่อาจนำ�ไปสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อลด
ช่องว่างความเหลือ่ มล้�ำ ได้ จำ�ต้องอาศัยฐานคิด หรือกระบวนทัศน์ใหม่
หรือจินตนาการอย่างใหม่ต่อการศึกษา
ปัจจุบนั มีผเู้ สนอกระบวนทัศน์ใหม่ในการปฏิรปู ทางการศึกษา
ผ่านกระบวนการสมัชชาปฏิรูปและการทำ�งานของคณะกรรมการ
ปฏิรูป ซึ่งพอสรุปได้เป็น 2 วิธีคิดหลัก คือ หนึ่ง การบริหารจัดการ
ศึกษาต้องมีการกระจายอำ�นาจ และ สอง การศึกษาต้องเป็นไปเพื่อ
การเรียนรู้

6 การเสวนาทางวิชาการ เรือ่ ง “อัตนิวบิ าตกรรมวัยรุน่ : เงามืดในกระแสพัฒนาเอเชีย” จัดโดย
สถาบันเอเชียศึกษา และสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 2551.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

66
67

“ห้องเรียนขอบฟ้ากว้าง”
เทศบาลนครขอนแก่น คือหนึง่ ในพืน้ ทีด่ งั กล่าวนัน้ โดย
พีระพล พัฒนพีระเดช นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น เล่าว่า
เทศบาลนครขอนแก่นดำ�เนินการเรื่องการศึกษามาเป็นเวลา
นานนับสิบปี จนตอนนี้ถือว่าประสบความสำ�เร็จไปหลายขั้น
แล้ว ซึ่งสาระสำ�คัญอยู่ที่การใช้วิธีสร้างโครงการห้องเรียน
ขอบฟ้ากว้าง เพือ่ เก็บเด็กทีใ่ กล้จะตกหล่นจากระบบการศึกษา
ให้กลับมาภาคภูมิใจกับความสามารถของตัวเองอีกครั้ง
“เราเอาห้องเรียนขอบฟ้ากว้างมาเป็นแนวคิด โดยจัด
โรงเรียนทางเลือกในโรงเรียนปรกติ เอานักเรียนทีอ่ ยูห่ ลังห้อง
มาคละชั้ น แล้ ว ก็ เ รี ย นตามวิ ช าที่ ตั ว เองถนั ด ได้ เราตั้ ง
ศู น ย์ เ ยาวชนที่ เ ป็ น กระบวนการแบบไม่ เ ป็ น ทางการแบบ
อาจารย์หมอประเวศว่า แล้วใช้คนไม่เป็นทางการมาบริหาร
ศูนย์เยาวชน เพือ่ ให้เยาวชนดูแลเยาวชน ให้เด็กรับรูค้ วามถนัด
ของตัวเองผ่านกระบวนการปฏิบัติจริง มีห้องสมุดสวนคูน
พยายามสร้างห้องสมุดให้อยู่นอกระบบ ให้เข้าออกง่ายๆ
วิ่ ง เล่ น กั น ก็ ไ ด้ หนั ง สื อ ฉี ก ขาดบ้ า งก็ ไ ม่ เ ป็ น ไร เพี ย งแค่
จุดประกายให้เด็กบางคนรู้สึกว่า รักการอ่านหรืออยากอ่าน
แล้วชีวิตเขาจะเปลี่ยน”

นายกเทศมนตรีนครขอนแก่นกล่าวว่า กระบวนการ
เหล่านีเ้ ป็นกระบวนทีพ่ ยายามคิดค้นหาวิธเี ก็บเด็กทีเ่ กือบหลุด
ออกจากระบบให้เป็นไปตามวิถีของเด็ก โดยไม่เอาผู้มีอำ�นาจ
เป็นตัวตัง้ ซึง่ จากการทดลองโครงการห้องเรียนขอบฟ้ากว้าง
โดยใช้การศึกษาแบบ “จิตตปัญญาศึกษา” ทำ�ให้ 2 ปีทผี่ า่ นมา
นายกเทศมนตรีฯ พูดได้เต็มปากว่า ทำ�สำ�เร็จ
“การศึกษาไม่ได้หยุดอยู่กับเด็กเยาวชน หรืออยู่ในรั้ว
โรงเรียน แต่การศึกษามันหมายถึงการสร้างความเข้มแข็ง
การศรัทธาตัวเองของคนในชุมชนทีจ่ ะลุกขึน้ มาดูแลตัวเองได้
การศึกษาจึงเป็นการศึกษาตลอดทุกช่วงอายุ และทุกช่วงอายุ
ก็รับใช้กระบวนการจัดการศึกษา ซึ่งเป้าประสงค์ของการ
จัดการศึกษาก็เป็นเช่นนั้น” พีระพลบอก
โครงการห้องเรียนขอบฟ้ากว้างเป็นเพียงตัวอย่างหนึง่
ในการแก้ไขปัญหาการศึกษาโดยท้องถิ่น ซึ่งนำ�เอาวิถีชีวิต
และความต้องการเป็นตัวนำ� ก่อนจะปล่อยให้ผู้เรียนเกิด
กระบวนการเรียนรู้ในตัวเอง
หากทุกๆ ฝ่ายช่วยกันค่อยๆ คิด ความชินชาที่ติดอยู่
กับคำ�ว่า “การศึกษาแก้ไม่ได้” ก็จะค่อยๆ หายไปจากความรับรู้
ของคนในสังคม เช่นกัน

68
69

การกระจายอำ�นาจในการจัดการศึกษานั้น หมายถึง (1) การ
กระจายอำ�นาจในการจัดการศึกษาให้ชุมชนมีส่วนร่วมจัดการศึกษา
ของตนเอง เพือ่ สร้างความหลากหลายของหลักสูตรการเรียนการสอน
ที่รองรับความหลากหลายของนักเรียน ให้ผู้เรียนมีอิสรภาพในการ
เลือกเรียนรู้ตามความสนใจและความถนัดของตนเองมากยิ่งขึ้น
ซึ่งจะช่วยให้การศึกษาเชื่อมโยงกับชีวิตมากขึ้น ทำ�ให้เกิดความใฝ่รู้
ไม่ใช่การเรียนเพื่อวุฒิการศึกษาเหมือนเดิม และ (2) กระจายอำ�นาจ
ในการจัดการงบประมาณ ให้โรงเรียนและท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการ
จัดการงบประมาณของตนเอง เพือ่ สนับสนุนให้มที รัพยากรในการจัด
การเรียนการสอนที่เหมาะสมกับความหลากหลายของท้องถิ่นและ
ลักษณะของผู้เรียน
การศึ ก ษาที่ เ ป็ น ไปเพื่ อ การเรี ย นรู้ นั้ น หมายถึ ง การสร้ า ง
กระบวนการเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิตของคนในสังคม โดยนัยยะนี้
การศึกษาจึงเป็นหน้าทีข่ องหลายฝ่าย ตัง้ แต่ครอบครัว ชุมชน ท้องถิน่
สื่อ นายจ้าง ซึ่งต้องมีการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ และสร้าง
พื้นที่การเรียนรู้ที่หลากหลายสำ�หรับผู้คนในแต่ละช่วงชีวิต นั่นคือ
สำ�หรับเด็กปฐมวัย รากฐานการเรียนรู้ต้องเกิดจากความร่วมมือ
ระหว่างครอบครัวและชุมชน เมื่อเข้าโรงเรียนก็ต้องมีกระบวนการ
สร้างความเป็นพลเมืองคู่ขนานไปกับทักษะความรู้พื้นฐาน ในการ
เรียนระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาก็ต้องมีพื้นที่การเรียนรู้กับ
ตลาดแรงงานและภาคการผลิต เพือ่ ให้เกิดทักษะการเรียนรูเ้ พือ่ อาชีพ

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ในวัยทำ�งานซึ่งอยู่นอกวัยเรียน ก็ต้องสร้างช่องทางของการเรียนรู้
ตลอดชีวิตไว้ให้ ฯลฯ
กระบวนทัศน์ใหม่ทางการศึกษาเหล่านี้ ปรากฏเป็นรูปธรรม
บ้างแล้วในโรงเรียนทางเลือกแบบต่างๆ ความท้าทายก็คอื ทำ�อย่างไร
การเปลี่ยนแปลงไปสู่กระบวนทัศน์ใหม่นี้จึงจะขยายวงกว้างออกไป
ยิ่งขึ้น-และยิ่งขึ้น?

70
71

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

งาน คุณค่า และ
ความเป็นธรรม:
กรณีสาวใช้ข้ามชาติ
เอกชัย เอื้อธารพิสิฐ

การงานนัน้ ถือเป็นต้นธารของความมีศกั ดิศ์ รี ความมัน่ คงของ
ครอบครัว และความสงบสุขในสังคม ทุกวัน ผู้คนในวัยแรงงาน
ใช้เวลาของชีวิตกว่า 1 ใน 3 อยู่กับการงาน งานจึงเป็นปัจจัยสำ�คัญ
ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้มาก ด้วยเงื่อนไขของรายได้ สภาพการ
จ้างงาน และสภาพแวดล้อมในการทำ�งานเอง
การยกระดับคุณภาพชีวติ ของผูค้ นผ่านการงานจึงมุง่ ไปทีก่ าร
พิจารณาคุณค่าของงาน นั่นคือ ดูว่างานนั้นก่อให้เกิดโอกาสและ
รายได้เพียงไร สิทธิพื้นฐานในการทำ�งานยังมีอยู่ไหม ได้รับการ
ส่งเสริมหรือมีเสรีภาพในการรวมตัวเพื่อเจรจาต่อรองไหม มีสภาพ
การทำ�งานและได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรมโดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติ
ด้วยเหตุของสัญชาติ เชื้อชาติ เพศ ความเห็นทางการเมือง การเป็น
สมาชิกสหภาพแรงงาน ฯลฯ หรือไม่
ดังนั้นเอง หากในสังคมมีงานที่มีคุณค่ามากขึ้น ย่อมนำ�ไปสู่
การลดปัญหาความยากจน ช่วยสร้างความเป็นธรรม หนุนเสริมการ
พัฒนาทีม่ คี ณ
ุ ธรรมจริยธรรมและหัวจิตหัวใจในการนึกถึงผูอ้ น่ื มากขึน้

72
73

นั่นคือ ตัวชี้วัดเรื่องงานที่มีคุณค่าจึงน่าจะเป็นเครื่องมือหนึ่งในการ
ตรวจติดตามสถานการณ์ความไม่เป็นธรรมผ่านปัจจัยเรื่องงาน
อย่างไรก็ดี ตัวชี้วัดเรื่องงานที่มีคุณค่ากำ�ลังอยู่ในระหว่าง
การพัฒนา องค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือไอแอลโอ ในช่วง
พ.ศ. 2552 - 2554 มีโครงการจัดทำ�ตัวชี้วัดระดับประเทศเพื่อตรวจ
ติดตามและประเมินสถานการณ์งานทีม่ คี ณ
ุ ค่าใน 10 ประเทศทัว่ โลก
น่าเสียดายที่ประเทศไทยไม่ได้เข้าร่วมโครงการนี้ด้วย
ฉะนั้น การสำ�รวจสถานการณ์ความไม่เป็นธรรมผ่านปัจจัย
เรื่องงานในบทความนี้ จึงมุ่งนำ�เสนอผ่านกรณีศึกษาเรื่องสาวใช้
ข้ามชาติ เพื่อทำ�ความเข้าใจต่อปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบ
ต่อสุขภาพของคนทำ�งาน และคลี่ขยายภาพช่องว่างความเหลื่อมล้ำ�
และความไม่เป็นธรรมทีด่ �ำ รงอยูใ่ นเรือ่ งเล่าของแรงงาน - ผูค้ นอันแสน
ธรรมดาและใกล้ตัวเรา - นี้

ภาพรวมของสาวใช้

“สาวใช้” จัดเป็นแรงงาน “รับใช้ในบ้าน”1 ทีม่ กี ารว่าจ้างแรงงาน
ชัดเจน แต่กลับไม่ได้รับการปกป้องคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพจาก
รัฐเหมือนแรงงานประเภทอื่น

1 ดูเปรียบเทียบกับคำ�เรียกในภาษาอังกฤษ เช่น “housekeeper”, “household worker”,
“domestic worker”, “servant” และ “maid” เป็นต้น

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ทุกวันนี้ พวกเธอได้รับสิทธิเพียงการลาหยุด 6 วันต่อปี และ
การคุ้มครองแรงงานจากการคุกคามทางเพศของนายจ้าง ซึ่งใน
ความเป็นจริง สิทธิและการคุ้มครองข้างต้นมีสถานะเพียงข้อความ
หรือลายลักษณ์อักษรในกฎหมายเท่านั้น
พ.ศ. 2535 ปีแรกๆ ที่เกิดการไหลทะลักของแรงงานข้ามชาติ
เข้ามาในประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นชาวพม่า ซึ่งรัฐบาลไทยสมัยนั้น
กำ�หนดเพียงให้นายจ้างที่อยากได้แรงงานเป็นผู้ชำ�ระค่าประกันตัว
สุดท้าย มาตรการนีก้ ป็ ระสบความล้มเหลวเมือ่ ค่าจดทะเบียนสูงเกินไป
สีป่ ตี อ่ มา กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม หรือกระทรวงแรงงาน
ในปัจจุบนั ตัดสินใจลดค่าจดทะเบียน พร้อมกับระบุแรงงานข้ามชาติ
ที่ไม่มีหลักฐานการจดทะเบียนจำ�ต้องถูกเนรเทศ แต่แผนปฏิบัติ
ยังไม่ทันรู้ผล รัฐบาลไทยสมัยวิกฤตเศรษฐกิจปี พ.ศ. 2540 ก็
เปลี่ยนใจ ดำ�เนินการผลักดันแรงงานข้ามชาติออกไป เพื่อปกป้อง
ตำ�แหน่งงานให้แก่แรงงานไทยที่ตกงานจำ�นวนมหาศาลจากวิกฤต
เศรษฐกิจ แต่ปรากฏว่าไม่เป็นผล เนื่องจากไม่มีแรงงานไทยเสี่ยง
ทำ�งานอันตราย งานทีย่ ากลำ�บาก รวมทัง้ งานสกปรกอย่างอาชีพของ
สาวใช้ รัฐบาลจึงตกอยูใ่ นสถานการณ์ทอี่ หิ ลักอิเหลือ่ ระหว่างอุปสงค์
แรงงานข้ามชาติที่เพิ่มขึ้น กับความต้องการที่จะควบคุมแรงงาน
ข้ามชาติเหล่านี้ให้อยู่ในระบบระเบียบด้วยการขึ้นทะเบียนแรงงาน2
2 สุรยี พ์ ร พันพึง่ และคณะ. (2548). คนรับใช้ในบ้าน: แรงงานอพยพจากพม่ามาไทย. นครปฐม:
สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล.

74
75

ประวัตศิ าสตร์กฎหมายไทยกับความพยายามควบคุมแรงงาน
ของรัฐ ล้วนเต็มไปด้วยความเหลือ่ มล้�ำ มาโดยตลอด หากย้อนกลับไป
ในอดีต แรงงานสาวใช้อาจหมายถึงแรงงานข้าทาสและเหล่าไพร่
ในเรือนเบี้ย
เมื่อครั้งที่ชาวต่างประเทศเดินทางมาพักอาศัยบนแผ่นดิน
สยามในช่วงรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ปรากฏหมายรับสั่ง
พระราชานุญาตให้ขา้ ไพร่สามารถย้ายสังกัดมูลนายเพือ่ เป็นสาวรับใช้
ในเรือนชาวฝรั่งได้โดยไม่ต้องโทษอาญาแผ่นดิน ส่วนกฎหมาย
ลายลักษณ์ทวี่ า่ ด้วยแรงงานสาวใช้ในประเทศนัน้ เคยปรากฏมาก่อน
แล้ว อย่างน้อยตั้งแต่ต้นรัชกาลในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า
เจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ. 2454 ซึ่งระบุให้ “คนใช้ตามบ้าน” ต้องไป
ขึน้ ทะเบียนแรงงาน และแจ้งวันเวลา รวมทัง้ สาเหตุ หากมีการลาออก
ณ กรมตำ�รวจ หรือสำ�นักงานตำ�รวจแห่งชาติในปัจจุบัน3 ซึ่งหมาย
รับสั่งและกฎหมายที่กล่าวมา ล้วนตอบสนองความต้องการของ
ผู้เป็น “นาย” เป็นสำ�คัญ ไม่ใช่ “บ่าว” อย่างพวกเขาและเธอ

3 สุภชัย มนัสไพบูลย์, แล ดิลกวิทยรัตน์ และคณะ. (2527). สิทธิมนุษยชนกับลูกจ้าง
ในประเทศไทย. หนึ่งในชุดศึกษาวิจัยพัฒนาการสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย. กรุงเทพฯ:
สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมูลนิธิโครงการตำ�ราสังคมศาสตร์และ
มนุษยศาสตร์.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ขณะทีใ่ นมิตเิ ชิงสังคมวัฒนธรรม คำ�ว่า “สาวใช้” หรือ “คนใช้”
หรือ “แจ๋ว” ยังเป็นคำ�ที่สื่อถึงภาพลักษณ์ของแรงงานหญิงผู้ขลาด
เชิงขบขัน บ่อยครัง้ ทีเ่ รือ่ งราวของพวกเธอมักได้รบั การถ่ายทอดผ่าน
สื่อสมัยใหม่ ทั้งในละครโทรทัศน์และภาพยนตร์ไทยร่วมสมัย ด้วย
อารมณ์แห่งความสนุก ดูไร้สาระ ไม่ต่างอะไรกับการแสดงของดารา
ประเภทตัวตลก ทีส่ ร้างเสียงหัวเราะให้แก่ผชู้ มได้เสมอ ภาพของแจ๋ว
ยังถูกกำ�หนดบทบาทหรือถูกคาดหวังจากคนส่วนใหญ่ให้เป็น “ผูน้ อ้ ย”
ที่ต้องให้ความเคารพนบนอบต่อ “ผู้ใหญ่” หรือนายจ้าง
อย่างไรก็ดี ชีวิตของสาวใช้ในโลกแห่งความเป็นจริงกลับ
ไม่น่าขันอย่างที่ปรากฏในสื่อ แรงงานอย่างพวกเธอยังไม่ได้รับการ
เหลียวแลจากรัฐ ประเทศไทยและอีกหลายประเทศยังไม่มีกฎหมาย
รองรับหรือให้หลักประกันด้านสวัสดิภาพที่เหมาะสมแก่คนรับใช้
ในบ้านเหล่านี้
นอกจากนี้ ภาพของสาวใช้ในบ้านยังถูกมองว่าเป็นแรงงานที่
ไร้ฝมี อื เพราะงานหลักของพวกเธอคือ “งานบ้าน” ซึง่ ถือว่าปราศจาก
มูลค่าเชิงเศรษฐกิจ และไม่เป็นที่ปรารถนาของ “คุณนาย” หรือ
แม่บา้ นโดยทัว่ ไป งานบ้านจึงอยูน่ อกกรอบนิยามคำ�ว่า “ประสิทธิภาพ”
ของแรงงานทั่วไป ซึ่งรัฐในสังคมแบบทุนนิยมย่อมไม่เห็นความ
จำ�เป็นที่จะต้องให้ความสำ�คัญกับแจ๋วอย่างพวกเธอแต่ประการใด
ที่สำ�คัญไม่แพ้กัน หากพิจารณาคำ�ว่า “สาวใช้” อย่างพินิจ
พิเคราะห์จะพบว่า คำ�ๆ นีย้ งั แอบอิงนัยยะบางประการกับเพศสภาวะ
ของแรงงานหญิง เพศทีถ่ กู จำ�กัดบทบาทการใช้แรงงานในกรอบของ

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

76
77

“งานบ้าน” หรืองานทีไ่ ม่ถอื ว่ามีคณ
ุ ค่าใดๆ ในสังคมทุนนิยมสมัยใหม่
ซึง่ เติบโตขึน้ มาบนพืน้ ฐานทีใ่ ห้ความสำ�คัญกับเพศชายเป็นใหญ่ หรือ
ที่เรียกว่า “ปิตาธิปไตย”4
ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่เคยได้ยนิ ใครพูดว่า “หนุม่ ใช้” หรือ “ชายใช้”5
เพราะโลกวันนี้ ไม่มงี านบ้านสำ�หรับผูช้ าย โลกของพวกเขาอยูน่ อกบ้าน
บรรดาชายชาตรีถูกคาดหวังจากค่านิยมร่วมสมัยให้ออกไปทำ�งาน
นอกบ้านเป็นหลัก งานที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเพศตรงข้าม
สังคมไทยปั จ จุ บัน อาชี พ สาวใช้ ยั งขยายครอบคลุมไปถึง
“แรงงานข้ามชาติ” ไม่วา่ จะเป็นแรงงานพม่า6 สาวลาวและสาวไทใหญ่
ส่งผลให้ค่านิยมดังกล่าวยิ่งถูกตอกย้ำ� ทำ�ให้เห็นร่องรอย “ความ
เป็นอืน่ ” เด่นชัดมากขึน้ ตามพืน้ ทีข่ า่ วในสือ่ สิง่ พิมพ์ตา่ งๆ7 ทัง้ นี้ น่าจะ
เป็นผลมาจากอคติทางเชือ้ ชาติ ทีช่ ว่ ยเปิดเผย “คติ” ความสูงต่�ำ ของ
สถานะหรือตำ�แหน่งแห่งที่ซึ่งแฝงเร้นอยู่ในโครงสร้างความสัมพันธ์
ทางชนชั้นระหว่างคุณนายกับสาวใช้ให้ปรากฏ
4 วรวิทย์ เจริญเลิศ. (2537). “เศรษฐกิจไทยภายใต้กระแสโลกานุวัตร” ใน บัณฑิตย์ ธนชัย
เศรษฐวุฒิ (บ.ก.) สิทธิแรงงานไทยยุคโลกานุวัตร. กรุงเทพฯ: มูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน และ
สถาบันการศึกษาแรงงานเสรีเอเชีย-อเมริกัน (อ๊าฟลี่). น. 29 - 54.
5 รองศาสตราจารย์ แล ดิลกวิทยรัตน์ ได้ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่ารับฟังว่า โลกตะวันตก ช่วง
คริสต์ศตวรรษที่ 19 เคยมีการนำ�ชายเชื้อสายอัฟริกา ผิวสี ร่างกำ�ยำ� มาเป็นทาส (slave)
รับใช้ในบ้าน ดังปรากฏหลักฐานบนภาพจิตรกรรม ซึ่งคนเหล่านี้ นอกจากทำ�งานบ้านแล้ว
ยังน่าจะให้บริการอื่นๆ นอกเหนือจากงานบ้าน (ให้ความเห็นเมื่อ 23 พ.ย. 2551).
6 ประเมินกันว่า ปัจจุบัน (2548) มีเด็กหญิงและผู้หญิงจากพม่ากว่าหนึ่งแสนรายที่ประกอบ
อาชีพเป็นสาวใช้อยู่ในประเทศไทย (สุรีย์พร. (2548): p. ix).
7 ดูข่าวตัวอย่างใน “เผยโฉมแจ๋วพม่า มุเรียนจบโทจุฬาฯ สุดขมขื่นเพื่อนร่วมชั้นดูถูก”
หนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก 8 มิ.ย. 2547 และ “เด็กลาวหลายร้อยถูกลวงค้ากาม-ทาสรับใช้
ในไทย” หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน 28 ต.ค. 2547.

มิตเิ ชิงมานุษยวิทยาทีส่ �ำ คัญอีกประการเกีย่ วกับสาวใช้เหล่านี้
คือ การเคลือ่ นย้ายแรงงานข้ามชาติยงั โยงใยถึงประเด็นความหลาก
หลายทางชาติพันธุ์ และแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของจำ�นวนประชากร
แรงงานเหล่านี้ในอนาคต แน่นอน “การกลืนกลายทางวัฒนธรรม”
ย่อมไม่อาจหลีกเลีย่ งได้ แต่รฐั จะมีมาตรการจัดการสิง่ ทีก่ �ำ ลังตามมา
อย่างไร จำ�เป็นต้องเริม่ ขบคิดร่วมกับหน่วยงานทีเ่ กีย่ วข้องตัง้ แต่วนั นี้
ในส่วนข้อสังเกตเกี่ยวกับกระบวนการเอาประโยชน์ผ่านการ
ถ่ายเทแรงงานระหว่างประเทศไม่ต่างอะไรกับสินค้านำ�เข้า/ส่งออก
ซึ่งกระบวนการดังกล่าวได้เผยให้เห็นความลักลั่นของนโยบายรัฐ
ที่มีต่อแรงงานสาวใช้ชาวไทยกับแรงงานข้ามชาติที่ได้รับการปฏิบัติ
ไม่เท่าเทียมกัน จากนั้นจึงจะกล่าวถึงข้อเรียกร้องที่บิดเบี้ยวของ
“ขบวนการคนใช้” รวมทัง้ การรณรงค์ทอี่ าจหลงทางของพวกเขาผ่าน
การนำ�ขององค์กรภาคสังคม และสุดท้าย “การแบ่งงานกันทำ�อย่าง
ไม่เท่าเทียม” ซึง่ จะแจกแจงให้เห็นกระบวนการขูดรีด “มูลค่าส่วนเกิน”
จากแรงงานสาวใช้ที่สัมพันธ์เชื่อมโยงกับมิติเชิงวัฒนธรรมที่เกิดขึ้น
ในบ้าน พื้นที่ที่อำ�นาจรัฐเข้าไม่ถึง

สาวใช้ : สินค้าแรงงานนำ�เข้า-ส่งออก
“พ่ อ แม่ ทั้ ง สองของฉั น ได้ ต ายไปแล้ ว ตอนนี้ ฉั น ต้ อ ง
ตะเกียกตะกายสู้เพื่อครอบครัวฉัน สามีฉันไปทำ�งานในโรงงานที่
ประเทศไทย สำ�หรับคนที่แต่งงานแล้ว ฉันรู้สึกกังวลว่า ถ้าหากสามี
ของฉันจากครอบครัวไปนาน เขาก็อาจจะมีเมียน้อยได้ และเมื่อชีวิต

78
79

ในพม่าไม่ดีขึ้นเลย ฉันจึงตัดสินใจพาลูกๆ มา และพยายามอยู่รอด
ให้ได้ในประเทศไทย” หญิงรับใช้ในบ้านชาวพม่าวัย 30 ปี จาก
อำ�เภอแม่สอด จังหวัดตาก กล่าวถึงมูลเหตุของการอพยพมาทำ�งาน
ในประเทศไทยเมื่อกว่าสิบปีก่อน8 ซึ่งพวกเธอมีทางเลือกไม่มากนัก
โดยประเทศไทยเป็นแหล่งงานยอดนิยมที่สาวใช้ข้ามชาติหลายคน
ใฝ่ฝันที่จะเก็บเกี่ยวรายได้เพื่อฟื้นฟูสภาพชีวิต
ในปี พ.ศ. 2539 เป็นปีแรกทีก่ ระทรวงแรงงานของประเทศไทย
เริ่มรวมแรงงาน “คนทำ�งานบ้าน” อยู่ในประเภทของงานที่อนุญาต
ให้มีการจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย และในปีเดียวกันนั้นเอง
ก็มีการส่งออกแรงงานสาวไทยไปเป็น “คนรับใช้” ยังต่างประเทศ
เช่นกัน โดยรัฐไทยได้เรียกร้องให้ประเทศนั้นๆ ต้องให้หลักประกัน
ว่าจะต้องให้ค่าตอบแทนพวกเธออย่างสมเหตุสมผล จะต้องพัฒนา
ทักษะแรงงานให้แก่สาวๆ เหล่านั้น รวมทั้งให้การคุ้มครอง ไม่ให้
ถูกเอารัดเอาเปรียบ และจะต้องดูแลสุขภาพกายและใจ ซึ่งหมายถึง
คุณภาพชีวิตโดยรวมของพวกเธอด้วย9
การถ่ า ยเทแรงงานสาวใช้ ข้ า มชาติ ที่ ว่ า นี้ มิ ไ ด้ เ กิ ด ขึ้ น ใน
ประเทศไทยเท่านัน้ เพราะหลังจากนัน้ เช่น ในปี พ.ศ. 2546 ปรากฏว่า
สาวใช้ข้ามชาติเหล่านี้ได้เดินทางไปทำ�งานบ้านตามที่ต่างๆ อย่าง
ต่อเนื่องเพิ่มมากขึ้น เช่น ฮ่องกง 200,000 ราย และมาเลเซีย
8 สุรยี พ์ ร พันพึง่ และคณะ. (2548). คนรับใช้ในบ้าน: แรงงานอพยพจากพม่ามาไทย. นครปฐม:
สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล. น. 77.
9 เพิ่งอ้าง น. 16-17.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

155,000 ราย (ไทยโพสต์ 15 พฤศจิกายน 2549) ข้อมูลล่าสุดจาก
กรมการจัดหางานของประเทศไทยได้ออกมาประกาศว่า อาชีพที่
แรงงานข้ามชาติมาต่ออายุใบอนุญาตมากที่สุด คืออาชีพ “สาวใช้
ในบ้าน” ซึ่งมีจำ�นวนมากถึงร้อยละ 90 ของแรงงานข้ามชาติที่มา
ขึ้นทะเบียน หรือประมาณ 20,000 ราย มากกว่าจำ�นวนแรงงาน
รับจ้างทั่วไป และแรงงานในภาคอุตสาหกรรม (ผู้จัดการรายวัน
30 มิถุนายน 2551) แรงงานสาวใช้ในโลกสมัยใหม่จึงมีความหมาย
ไม่ตา่ งอะไรกับสินค้านำ�เข้า/ส่งออก ซึง่ โดยมากมักถูกส่งออกมาจาก
ประเทศที่กำ�ลังพัฒนา โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย
พม่า ไทย โดยมีจุดหมายปลายทาง ณ ประเทศในโลกตะวันตกหรือ
ประเทศที่พัฒนาแล้ว อาทิ อังกฤษ เยอรมนี สเปน อิตาลี สหรัฐฯ
แคนาดา รวมทั้งประเทศแถบตะวันออกกลางและเอเชียบางแห่ง
อย่างเช่น ในเขตปกครองพิเศษไต้หวัน ฮ่องกง และประเทศสิงคโปร์
นอกจากนี้ ยังมีผลการสำ�รวจจำ�นวนแรงงานข้ามชาติซึ่งระบุว่ามี
การไหลเวียนทั่วโลกสูงถึง 4.264 ล้านคน และกว่าครึ่งของตัวเลขนี้
มาจากประเทศฟิลิปปินส์10 โดยเดินทางไปขายแรงงานเป็นสาวใช้
ในไต้หวัน และฮ่องกง11
10 Lyons, Lenore. (2004). Organizing for Domestic Worker Rights in Southeast Asia:
Feminist Responses to Globalisation. Asia Examined: Proceedings of the 15th
Biennial Conference of the ASAA, Canberra, Australia.
11 สังคมจีนฮ่องกงมีความจำ�เป็นต้องการแรงงานฟิลปิ ปินส์ เพือ่ มาทดแทนตำ�แหน่งแรงงาน
สาวใช้ดั้งเดิมที่เรียกว่า “muijai” หรือ “amahs” ยิ่งสาวใช้คนไหนมีใบหน้าละม้ายคล้าย
ชาวจีนจะได้รับการพิจารณาคัดเลือกก่อนเสมอ และจากการสำ�รวจจำ�นวนแรงงานสาวใช้
ชาวฟิลิปปินส์ในฮ่องกงแห่งเดียว เมื่อปี ค.ศ. 1995 (พ.ศ. 2538) พบว่ามีจำ�นวนมากกว่า
130,000 คน มากกว่าสาวใช้ชาติอนื่ ๆ รวมกันถึง 7 เท่า หรือราว 20,000 คน อาทิ คนไทย
อินโดนีเซีย อินเดีย ศรีลังกา และเนปาล [Constable. (1997): pp. xii - xiv].

80
81

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ด้วยเหตุนี้ รัฐไทยจึงควรทบทวนบทบาทของตนเองในกระแส
ธารโลกาภิวัตน์ของสาวใช้ และเร่งหามาตรการคุ้มครองแรงงาน
สาวใช้ขา้ มชาติเหล่านีไ้ ม่ตา่ งจากทีเ่ คยเรียกร้องให้แก่สาวใช้ชาวไทย
บทบาทของรัฐควรทำ�หน้าทีม่ ากกว่าเพียงขึน้ ทะเบียนแรงงาน
เพื่อประโยชน์ในการควบคุมแรงงานและการปกครอง โดยอาจ
เริ่มต้นที่การปรับปรุงกฎกระทรวงฉบับที่ 1 ที่ออกตามความใน
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ที่ระบุ “ข้อยกเว้น”
การคุม้ ครองลูกจ้างทำ�งานบ้าน ซึง่ ไม่มกี ารกำ�หนดอัตราค่าแรงขัน้ ต่�ำ
ไม่มกี ารกำ�หนดวันหยุดประจำ�สัปดาห์ ไม่มกี ารระบุชวั่ โมงการทำ�งาน
ในแต่ละวันหรือต่อสัปดาห์ ไม่มีการกำ�หนดอายุขั้นต่ำ�ของแรงงาน
และแน่นอน ไม่มกี ารกล่าวถึงสวัสดิการขัน้ พืน้ ฐานทีแ่ รงงานพึงได้รบั
เช่น ค่ารักษาพยาบาล อาหาร และที่พักอาศัย ข้อยกเว้นเหล่านี้คือ
ที่มาของข้อเรียกร้องที่องค์กรภาคสังคมทั้งในและจากต่างประเทศ
รับอาสาเข้ามารณรงค์แทนแรงงานหญิงทั่วโลก
อย่างไรก็ดี สภาพของแรงงานรับใช้ในต่างประเทศก็มรี อ่ งรอย
ของความเหลื่อมล้ำ�ไม่ต่างกันมากนัก จากการสำ�รวจขององค์การ
แรงงานระหว่างประเทศ พบว่ามีเพียง 19 ประเทศ จากที่สำ�รวจ
ทั้งหมด 65 ประเทศ ที่มีกฎหมายคุ้มครองแรงงานคนรับใช้ในบ้าน
เช่น ฟิลปิ ปินส์ อินโดนีเซีย ฮ่องกง อินเดีย และเนปาล12 รัฐของประเทศ

เหล่ า นี้ จ ะกำ � หนดเงื่ อ นไขหรื อ กฎเกณฑ์ ก ารคุ้ ม ครองแรงงานที่
แตกต่างกันไป ดังเช่น หากกล่าวถึงชั่วโมงการทำ�งาน บางประเทศ
จะกำ�หนดจำ�นวนชัว่ โมงการทำ�งานสูงสุดเป็นรายวัน เช่น คอสตาริกา
บ้ า งระบุ เ ป็ น รายสั ป ดาห์ อาทิ ฝรั่ ง เศส สเปน และโปรตุ เ กส
บางประเทศ อย่างเช่น ฟิลิปปินส์ เม็กซิโก เปรู เวเนซูเอลา และ
แคนาดา แม้จะไม่ระบุชั่วโมงการทำ�งาน แต่กลับให้ความสำ�คัญกับ
ชั่วโมงพักผ่อนแทน ซึ่งโดยเฉลี่ยตกราว 10 ชั่วโมงต่อวัน13
หากย้อนกลับไปทบทวนหลักการในกฎหมายแห่งรัฐที่พูดถึง
แรงงานภายในประเทศไทยอีกครั้ง จะพบว่ามีการระบุข้อความไว้
ชัดเจนเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของรัฐต่อแรงงาน กล่าวคือ การออก
มาตรการใดๆ ทัง้ ทางกฎหมายและการปฏิบตั นิ นั้ จะต้องเป็นไปเพือ่
ให้การคุ้มครองแรงงานและให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะ
เป็นนายจ้างหรือลูกจ้าง นัน่ หมายความว่า รัฐมิได้มหี น้าทีเ่ พียงสร้าง
สันติสุขใน “วงการธุรกิจอุตสาหกรรม” เท่านั้น แต่จำ�ต้องคำ�นึงถึง
สภาพ “ความเป็นอยู่ของแรงงาน” ไม่น้อยไปกว่ากันด้วย14
ทว่า ที่ผ่านมา รัฐมิได้ปฏิบัติตามหน้าที่ดังกล่าว คงแต่เพียง
การสนับสนุนภาคผูป้ ระกอบการธุรกิจเป็นหลัก โลกทุนนิยมสมัยใหม่
มุง่ ให้ความสำ�คัญกับนายทุนเหล่านี้ ด้วยเข้าใจว่าเป็นผูส้ ร้าง “ความ
มั่งคั่ง” ให้แก่ประเทศชาติ สะสมมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่สังคม

12 ดูรายละเอียดใน http://www.ilo.org.

13 ดูเงื่อนไขวันหยุดพักผ่อนประจำ�สัปดาห์และการกำ�หนดโอกาสเพื่อพัฒนาทักษะแรงงาน
เพิ่มเติมใน http://www.iamchild.org.
14 เน้นเป็นของผู้เขียน และดูความเห็นที่ต่างออกไปใน สุภชัย. (2527): น. 123.

82
83

โดยรวม ไม่ใช่แรงงานหรือสาวใช้ชาติใด บรรดาขบวนแถวของแรงงาน
สาวใช้ ไม่วา่ จะเป็นคนไทยและไม่ใช่ไทย จึงถูกผลักไสไปอยูช่ ายขอบสุด
หรืออาจนอกกรอบของนิยามคำ�ว่า “แรงงาน”
สำ�หรับประเทศไทย กิจกรรมการซือ้ ขายแรงงานสาวใช้ขา้ มชาติ
เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 เป็นต้นมา ดังที่
กล่าวไปแล้ว สาวใช้ชาวไทยที่หายไปในตลาดแรงงานนั้น ได้รับการ
ทดแทนด้วยแรงงานข้ามชาติทถี่ กู กฎหมายกว่า 82,000 ราย ทีส่ �ำ คัญ
การส่งออกและนำ�เข้าสินค้าแรงงานดังกล่าว รัฐไทยมิอาจปฏิเสธ
ได้เลยว่าแรงงานสาวใช้ไร้มูลค่าเชิงเศรษฐกิจ15 อย่างน้อยที่สุด
กระบวนการถ่ายเทสินค้าแรงงานข้างต้นได้ก่อให้เกิดการสะสมทุน
จากมูลค่าส่วนเกินที่คุณนายไทยได้รับจากอัตราค่าจ้างที่ต่ำ�ลงของ
สินค้าสาวใช้ข้ามชาติ ขณะที่สาวใช้เหล่านั้นก็ได้รับค่าจ้างมากกว่า
ที่ตนได้รับหากทำ�งานในประเทศของตน เช่นเดียวกับปรากฏการณ์
ที่เกิดขึ้นกับสาวใช้ไทยในต่างแดน16
สังคมทุนนิยมอุตสาหกรรมทัว่ โลกมีแนวโน้มการจ้างแรงงาน
ลักษณะนี้เพิ่มมากขึ้น แรงงานมนุษย์มีความหมายใกล้เคียงหรือ
เท่ากับมูลค่าของสินค้ายิ่งขึ้น แม้โลกจะมีความต้องการแรงงานที่
15 ปี พ.ศ. 2550 ทางศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยจำ�นวนผู้หญิงไทยที่ไปประกอบอาชีพสาวใช้
ทัง้ ในและต่างประเทศสูงถึง 400,000 ราย. เพิม่ ขึน้ จากปี พ.ศ. 2539 หลายเท่าตัว ศูนย์วจิ ยั
แหล่งเดิมยังชี้ด้วยว่า รายได้ของพวกเธอสามารถสร้างเม็ดเงินเข้าประเทศได้มากถึง
2.6 - 2.7 หมื่นล้านบาท.
16 ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยปี พ.ศ. 2550 ยังระบุด้วยว่า อัตราค่าจ้างของสาวใช้ชาวไทย
ในไต้หวัน ประมาณเดือนละ 18,000 - 19,000 บาท ซึง่ มากกว่าค่าจ้างของสาวใช้ชาวไทใหญ่
ในจังหวัดเชียงใหม่ถึงกว่า 10 เท่า (ค่าตอบแทนสาวใช้ไทใหญ่เท่ากับ 1,500 - 2,000 บาท
ต่อเดือนเท่านั้น).

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ถนัดเฉพาะด้านอย่างเด่นชัด แต่โลกในบ้านก็ไม่อาจขาดพวกเธอได้
สาวใช้อย่างพวกเธอจึงไม่ไร้(มูล) ค่า พวกเธอคือผู้สร้างรายได้
เข้าประเทศไม่ต่างจากสินค้าส่งออก
เมื่อสาวใช้ไทยออกนอกประเทศเพื่อขายแรงงานในอัตรา
ค่าจ้างที่มากกว่าที่ได้รับในประเทศ แรงงานข้ามชาติทั้งหลายก็มี
จุดมุ่งหมายไม่ต่างกัน สาวใช้ไทยเข้าไปหารายได้ในประเทศที่ให้
ค่าครองชีพที่สูงกว่า โดยเฉพาะไต้หวัน ฮ่องกง และสิงคโปร์ สาวใช้
จากประเทศทุนนิยมล้าหลัง อาทิ สาวชาวพม่า ลาว และไทใหญ่
ในพม่า จึงมีโอกาสเข้ามาแทนที่ด้วยค่าจ้างแรงงานที่ต่ำ�กว่าหรือ
เท่ากับระดับค่าจ้างทีส่ าวใช้ชาวไทยเคยได้รบั ยิง่ หากพิจารณาปัญหา
การว่างงานและความยุ่งยากภายในบ้านเมืองของแรงงานข้ามชาติ
เหล่านั้น การเสี่ยงมาหางานทำ�ในประเทศไทยของพวกเขาคือหนึ่ง
ในทางเลือกทีด่ ที สี่ ดุ แม้บางครัง้ อาจต้องแอบลักลอบเข้าเมืองก็นบั ว่า
คุม้ ค่า ด้วยความหวังของการมีชวี ติ อยูท่ ด่ี ขี น้ึ กว่าสภาพชีวติ ในแผ่นดิน
ของตน

ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อความเป็นธรรมของสาวใช้
ขณะที่สาวใช้ไทยได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้นจากนายจ้างชาวฮ่องกง
คุณนายชาวไทยก็ได้รับประโยชน์จากค่าตอบแทนแรงงานสาวใช้
ข้ามชาติที่ลดต่ำ�ลง ทั้งยังไม่ต้องแบกรับรายจ่ายสำ�หรับสวัสดิการ
ใดๆ ให้แก่สาวใช้ตา่ งเชือ้ ชาติและภาษา แบบแผนชีวติ ในบ้านระหว่าง
นายจ้างกับลูกจ้างเช่นนีเ้ กิดขึน้ กับ “คุณนาย” ชาวฮ่องกงเช่นกัน ทีน่ นั่

84
85

คุณนายได้รับประโยชน์จากการจ้างสาวใช้ชาวฟิลิปปินส์ 17 และ
อินโดนีเซีย ขณะทีพ่ วกเธอกลับต้องแลกรายได้ดว้ ยรายจ่ายของชีวติ
มากมาย ทั้งเวลาในชีวิต โอกาสในการแต่งงานและมีครอบครัว
เหมือนใครๆ รวมทั้งความสัมพันธ์ที่จำ�ต้องเหินห่างจาก “บ้าน”
หรือสมาชิกในชุมชนและครอบครัว18 แรงงานสาวใช้ชาวฟิลิปปินส์
ในฮ่องกงเหล่านีห้ าทางออกจากความเครียดสะสมให้แก่ตวั เองด้วย
การไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ แล้วรัฐบาลท้องถิ่นควรทำ�อย่างไร กรณี
ของประเทศไทย หนึ่งในการเรียกร้องขององค์กรภาคสังคมคือ การ
รณรงค์สร้างค่านิยมให้ปฏิบัตติ ่อสาวใช้เสมือน “เพือ่ นในบ้าน”19 ซึง่
ดูผวิ เผินอาจเข้าใจในระดับเพียงหลักมนุษยธรรม แต่ส�ำ หรับมุมมอง
ของเศรษฐศาสตร์การเมืองแล้ว นี่คือการตอกย้ำ�ความเหลื่อมล้ำ�
ผลิตซ้�ำ โครงสร้างความสัมพันธ์ทางชนชัน้ ทีไ่ ม่เท่าเทียมให้แน่นหนา
ยิ่งขึ้นอีกในนามของผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน
อันทีจ่ ริง เมือ่ รัฐเพิกเฉยต่อการออกกฎหมายคุม้ ครองแรงงาน
สาวใช้ดงั ทีก่ ล่าวไปแล้วข้างต้น ขบวนการเรียกร้องสิทธิและสวัสดิการ
แรงงานขั้นพื้นฐานระหว่างประเทศจึงเป็นปฏิกิริยาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
โดยเฉพาะจากแรงผลักดันของเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนที่
ทำ�งานด้านแรงงานและสิทธิสตรีสากล เช่น กิจกรรมการเคลื่อนไหว
17 Constable, Nicole. (1997). Maid to Order in Hong Kong: Stories of Filipina
Workers. Ithaca: Cornell University Press.
18 แรงงานอพยพบางรายอาจเป็นทัง้ สาวใช้ ภรรยา และมารดา ในเวลาเดียวกัน เช่น กรณีของ
สาวใช้ไทยในเยอรมนี ในญี่ปุ่น และสาวใช้ชาวฟิลิปปินส์ในสเปน และอิตาลี (โปรดดู
รายละเอียดเพิ่มเติมใน Piper. (2003).
19 “เสนอรัฐยกระดับแจ๋วเป็นเพื่อนในบ้าน”. ผู้จัดการรายวัน 23 ม.ค. 2548.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ของกลุ่มเรียกร้องสิทธิสตรีข้ามชาติ20 ซึ่งหยิบยกปัญหาแรงงาน
สาวใช้เป็นวาระสำ�คัญตั้งแต่ทศวรรษที่ 1990 ช่วงเดียวกับการ
ขับเคลือ่ นประชาสังคมโลก ดังเช่น การเดินขบวนประท้วงเพือ่ เรียกร้อง
สิทธิ สวัสดิการ และความเป็นธรรมของสาวใช้ตา่ งด้าวชาวฟิลปิ ปินส์
ในฮ่องกงผ่านสหภาพของตนที่เรียกว่า ยูนิฟิล21
อนึง่ ต้องยอมรับก่อนว่าอาชีพสาวใช้ถอื เป็นงานในภาคบริการ
ประเภทหนึ่ง ข้อเท็จจริงนี้คงไม่มีใครปฏิเสธ เพราะฉะนั้น รัฐไหนๆ
ก็จำ�เป็นต้องให้ความสำ�คัญกับแรงงานภาคบริการนี้ไม่ต่างจาก
แรงงานภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ กล่าวเฉพาะในประเทศไทย หนึ่งใน
ข้อเสนอจากกระแสต้านคือการรณรงค์ให้นายจ้างปฏิบตั ติ อ่ พวกเธอ
เสมือน “สมาชิกหรือเพือ่ นในบ้าน” กลุม่ ทีข่ บั เคลือ่ นข้อเสนอนีน้ �ำ โดย
มู ล นิ ธิ เ พื่ อ แรงงานหญิ ง 22 องค์ ก รระหว่ า งประเทศในเมื อ งไทย
ที่ปักหลักทำ�งานด้านแรงงานหญิงโดยเฉพาะ ซึ่งมูลนิธินี้ได้รับการ
สนับสนุนเงินทุนจากองค์กรอ็อกซ์แฟม23
20 กลุ่มนี้จงใจใช้คำ�ว่า “Transnational” แทน “International” ด้วยเหตุผลว่าคำ�หลังนั้น
สือ่ นัยยะว่าเป็นผลมาจากคำ�สัง่ ของรัฐ และยังได้ให้ค�ำ นิยามของ “Transnational Activism”
ไว้ว่า หมายถึง “กิจกรรมที่จัดขึ้นเป็นประจำ�ข้ามพรมแดน ซึ่งข้องเกี่ยวกับฝ่ายที่ไม่ใช่รัฐ
เป็นอย่างน้อย” (regular activity crossing national borders that involves at least
one nonstate actor). โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน Lyons. (2004): p. 2.
21 ดู Constable. (1997): p. xii. Homenet SEA Vol.5 No.1, Dec 2007 pp. 11 - 12.
และดูภาพประกอบใน Asian Women Workers, Vol. 25 - 26, Oct 2006 - Jan 2007.
22 ออกมานำ�การเคลื่อนไหวภาคสังคม โดยเดินขบวนรณรงค์และตั้งเวทีกลางปราศรัย
อย่างสงบบริเวณย่านสยามสแควร์ ถนนพระราม 1 ของขบวนการสาวใช้เมือ่ วันที่ 26 ส.ค. 2551
โดยมีชอื่ งาน “รวมพลังคนทำ�งานบ้านระดับนานาชาติ” ซึง่ ถือเป็นผลงานอีกครัง้ ของมูลนิธิ
เพือ่ แรงงานหญิง โดยร่วมมือกับมูลนิธเิ พือ่ การพัฒนาเด็ก (มพด.) และดูรายละเอียดเพิม่ เติม
ใน http://www.cawinfo.org.
23 http://www.oxfam.org และจากบทสัมภาษณ์ Lucia Victor Jayaseelan, Coordinator,
Committee for Asian Women (CAW) เมื่อวันที่ 27 ส.ค. 2551.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

86
87

ข้อเสนอเบือ้ งต้นของมูลนิธเิ พือ่ แรงงานหญิง คือการเรียกร้อง
ให้รฐั ออกกฎกระทรวงคุม้ ครองลูกจ้างทำ�งานบ้าน ได้แก่ ประการแรก
การระบุอัตราค่าตอบแทนหรือค่าจ้างขั้นต่ำ�ที่เป็นธรรม ตามพระราช
บัญญัตคิ มุ้ ครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ประการทีส่ อง การคุม้ ครองสิทธิ
เด็กที่ทำ�งานบ้าน เช่น ห้ามจ้างแรงงานเด็กอายุต่ำ�กว่า 15 ปี และ
ต้องไม่ใช้แรงงานเกินวันละ 8 ชั่วโมง รวมทั้งให้กำ�หนดมาตรฐาน
ขั้ น ต่ำ � ในการดู แ ลลู ก จ้ า งเด็ ก ตามพระราชบั ญญั ติ คุ้ มครองเด็ ก
พ.ศ. 2546 ประการที่สาม เน้นการส่งเสริมและเปิดโอกาสให้ลูกจ้าง
ได้พัฒนาทักษะ เช่น การเปิดโอกาสได้อบรมหรือศึกษาต่อ ทั้งที่เป็น
ทางการและไม่เป็นทางการ โดยนับเวลาการอบรมเป็นส่วนหนึ่ง
ของชั่วโมงการทำ�งานของลูกจ้าง ส่วนประการที่สี่ เป็นเรื่องการให้
ความปลอดภัย อนามัย และสวัสดิการแก่ลูกจ้าง เช่น การกำ�หนด
วันหยุดประจำ�สัปดาห์ให้ชัดเจน สัปดาห์ละ 1 วัน และให้นายจ้าง
จัดสรรความจำ�เป็นขัน้ พืน้ ฐานให้แก่ลกู จ้างทำ�งานบ้านอย่างเหมาะสม
กับฐานานุรูปของผู้ว่าจ้าง ทั้งสถานที่พัก อาหาร สิทธิในการรักษา
พยาบาลจากประกันสังคม ประการสุดท้ายคือ การกำ�หนดแนวทาง
การให้ความคุม้ ครองแรงงานด้วยการขึน้ ทะเบียนลูกจ้างทำ�งานบ้าน
ณ สำ�นักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในแต่ละพื้นที่ รวมทั้ง
การลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังตามแนวทางที่วางแผนไว้ แต่ที่สำ�คัญ
ที่สุดคือ ข้อเสนอให้ยกระดับสาวใช้เป็นสมาชิกในบ้าน
แม้ขอ้ เสนอจะให้เหตุผลด้านมนุษยธรรมนำ�ทางระบบระเบียบ
การจ้างแรงงาน แทนที่จะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างลูกจ้างและ

นายจ้าง ก็เปลี่ยนเป็นความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัว
เดียวกัน ปราศจากความแตกต่างทางชนชั้นและศักดิ์ศรีแห่งความ
เป็นมนุษย์ แต่ข้อเสนอเช่นนี้จะเป็นไปได้เพียงใดในเมื่อโครงสร้าง
ความสัมพันธ์ในบ้านยังคงเป็นแนวดิ่ง ที่มี “คุณนาย” และ “สาวใช้”
มี “ผู้ปกครอง” และ “ผู้ถูกปกครอง” ใต้หลังคาเดียวกัน มโนทัศน์
ความเท่าเทียมกันด้านสิทธิและเสรีภาพที่เสนอจึงน่าจะเป็นเพียง
เรื่องเกินจริง ตราบใดที่ยังมีนายเป็นผู้จัดการคอยสั่งการและมี
คนรั บ ใช้ ค อยรั บ คำ � สั่ ง แรงงานสาวใช้ จ ะได้ รั บ สิ ท ธิ ก ารปกป้ อ ง
คุม้ ครองแรงงานจากรัฐก็ตอ่ เมือ่ โครงสร้างความสัมพันธ์ภายในบ้าน
เป็นลักษณะแนวราบเท่านั้น ซึ่งไม่อาจเป็นไปได้เลยในขณะนี้

ชนชั้นในบ้าน: คุณนาย/รัฐ - ลูกจ้าง
สาวใช้ทั้งหลาย ทุกวันนี้ ยังคงทำ�งานตลอด 24 ชั่วโมง โดย
ไม่มีวันหยุดพักผ่อนประจำ�สัปดาห์ ซึ่งในทางทฤษฎีแล้ว เธอได้สิทธิ
เพียงลาหยุด 6 วันต่อปี ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น ถึงที่สุด “งานบ้าน”
ของสาวใช้ก็ยังถูกมองว่าไม่มีมูลค่าเชิงเศรษฐกิจ ซึ่งสังคมได้มอบ
หน้าที่นี้ให้แก่เพศหญิง ไม่ว่าจะเป็นงานทำ�ความสะอาดบ้าน การ
ตระตรียมอาหารสำ�หรับสมาชิกในครอบครัว รวมทั้งการเลี้ยงดูเด็ก
ในบางครัวเรือน และการดูแลสัตว์เลี้ยงบางกรณี
ครอบครัวชนชั้นกลางในเมือง ส่วนใหญ่จะถ่ายโอนงานบ้าน
เหล่านี้ให้แก่สาวใช้อีกทอดหนึ่ง ส่งผลให้ “คุณนาย” มีเวลาสำ�หรับ
การงานนอกบ้านเช่นเดียวกับผู้ชาย รวมทั้ง “เวลาว่าง” สำ�หรับการ

88
89

พักผ่อน การออกกำ�ลังกาย และการท่องเที่ยว ตลอดจนเติมเต็ม
วิถีชีวิต หรือคุณสมบัติทางชนชั้นของตน ด้วยเหตุนี้ บางครั้งเราจึง
เรียกชนชั้นกลางอีกชื่อหนึ่งว่า “ชนชั้นที่มีเวลาว่าง”24
บ้านในโลกของสาวใช้จึงกลายเป็นสถานที่ทำ�งาน ที่ต้อง
รักษาวินยั การทำ�งาน มารยาทหรือแบบแผนของพฤติกรรมตนเอง25
ตรงข้ามกับโลกของนายจ้างทีม่ องบ้านเป็นดัง่ สวรรค์วมิ าน ทีบ่ นั ดาล
ทั้งความรู้สึกปลอดภัยและเต็มไปด้วยความสงบสุข หรืออาจเป็น
ที่ พั ก ใจนอกเวลาทำ �งานซึ่ ง ให้ ค วามรู้ สึ ก แห่ ง อิ ส รภาพ ไร้ ก รอบ
ปราศจากกฎเกณฑ์ เป็นที่ที่ตนรู้สึกเป็นเจ้าของชีวิตของตนเอง
อย่างแท้จริง สามารถใช้ชีวิตได้ตามอำ�เภอใจ บ้านในความหมายนี้
จึงเป็นเสมือนพื้นที่ที่ทำ�หน้าที่ผลิตซ้ำ�บทบาทของชนชั้นทางสังคม
ประเภทหนึง่ ระหว่างสาวใช้-ชนชัน้ แรงงาน กับนายจ้าง-ชนชัน้ กลาง
หรือระหว่าง “คุณนาย” กับ “นางแจ๋ว”
ความสัมพันธ์ทางชนชั้นและการแบ่งงานกันทำ�ภายในบ้าน
ดังทีก่ ล่าวมา อาจเรียกในภาษาของมาร์กซิสม์วา่ เป็นการแบ่งงานกัน
ทำ�ในบ้าน ซึ่งเปรียบบ้านเป็นดั่งสังคมในมิติเชิงโครงสร้างที่สมาชิก
ในบ้าน/สังคมต่างถูกกำ�หนดบทบาทหน้าทีแ่ ละรูปแบบความสัมพันธ์
ระหว่ า งกั น งานบ้ า นจึ ง เป็ น วิ ถี ก ารผลิ ต ประเภทหนึ่ ง ที่ มี ส าวใช้
24 Gregson, Nicky and Michelle Lowe. (1994). Servicing the Middle Classes: Class,
Gender, and Waged Domestic Labour in Contemporary Britain. London:
Routledge. pp. 69 - 75.
25 Constable, Nicole. (1997). Maid to Order in Hong Kong: Stories of Filipina
Workers. Ithaca: Cornell University Press. Chapter 6.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

เป็นแรงงานอิสระ ผู้ขายแรงงานและเวลาของตนให้แก่นายจ้างเพื่อ
แลกเปลี่ยนกับค่าจ้างหรือค่าตอบแทน
การงานของพวกเธอที่อาจดูเหมือนไม่มีมูลค่าเชิงเศรษฐกิจ
แท้ทจี่ ริง กลับจัดเป็น “งาน” ประเภทหนึง่ ทีส่ มควรได้รบั การคำ�นวณ
ค่าแรงอย่างเสมอภาคกับแรงงานทั่วไป ถ้าพวกเธอไม่รับทอดงาน
เตรียมอาหาร ทำ�ความสะอาดบ้าน รวมทั้งดูแลเด็กและสัตว์เลี้ยง
มาจากการถ่ายโอนของนายจ้างแล้ว นายจ้างย่อมไม่อาจมีเวลาเพื่อ
การทำ�งานนอกบ้านหรือทำ�งานที่สร้างมูลค่าเชิงเศรษฐกิจอย่างอื่น
เพราะฉะนั้ น พวกเธอจึ ง จั ด เป็ น “ผู้ ใ ช้ แ รงงาน” ที่ ทำ � งานบ้ า น
ในเคหะสถานของนายจ้าง
ความสัมพันธ์ทางการผลิตในแง่นี้จึงหมายถึงความสัมพันธ์
ทางชนชั้นระหว่างสาวใช้กับเจ้าของบ้าน โลกในเคหะสถานของ
คุณนาย สำ�หรับพวกเธอแล้วจึงเป็นเพียงสถานที่ทำ�งาน ไม่ใช่บ้าน
ของเธอ เป็นพืน้ ทีส่ าธารณะ ไม่ใช่พนื้ ทีส่ ว่ นตัวเหมือนทีค่ ณ
ุ นายนึกคิด
พื้นที่สาธารณะที่พอจะอำ�นวยความเป็นส่วนตัวให้แก่สาวใช้
อย่างพวกเธอได้บ้าง จึงเหลือเพียงช่วงเวลาในห้องสุขา ห้องนอน
และช่วงเวลาอันมีคา่ ขณะทีไ่ ด้พดู คุยกับใครสักคนทางโทรศัพท์ พืน้ ที่
และช่วงเวลาส่วนตัวทีท่ งั้ นายจ้างและรัฐไม่อาจเข้ามาสอดรูส้ อดเห็น
ได้อย่างถูกต้องชอบธรรม
การสร้างพื้นที่ส่วนตัวเช่นนี้อาจเป็นยุทธวิธีของสาวใช้ในการ
ทั ด ทานกั บ อำ � นาจของคุ ณ นายและรั ฐ โดยไม่ จำ � เป็ น ต้ อ งมี ก าร
เผชิญหน้า หรือแสดงออกด้วยการเดินขบวนเรียกร้องบนท้องถนน

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

90
91

ลำ�พังการอาศัยพื้นที่ในห้องน้ำ� ห้องนอน และการโทรศัพท์ หรือ
แม้แต่การเงียบเฉยก็เพียงพอต่อการขัดขืนกับสถาบันเชิงอำ�นาจ
ดังที่กล่าวมา26

ข้อเสนอบางประการ
แรงงานข้ามชาติสตรีที่ทำ�งานรับใช้ในครัวเรือน ควรได้รับ
การปฏิบตั เิ ช่นเดียวกับแรงงานปรกติ เนือ่ งจากงานบริการทีพ่ วกเธอ
ประกอบเป็นอาชีพนั้น ได้ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างไม่ต้อง
สงสัย หากขาดแรงงานอย่างพวกเธอ ผู้หญิงสมัยใหม่ในเมือง
ย่อมไม่อาจทำ�งานนอกบ้านได้อย่างสุขสบายและราบรื่น นั่นคือ
“งานบ้าน” ที่แม้ในอดีต เคยถูกมองว่าเป็นงานของเพศหญิงที่
ปราศจากมูลค่าทางเศรษฐกิจใดๆ สมควรได้รับการยกระดับให้เป็น
“งานของสังคม” ชนิดหนึ่งที่ต้องใช้ทักษะความชำ�นาญหรือฝีมือ
ในการทำ � งาน อาจไม่ ต่ า งกั บ งานชนิ ด อื่ น ๆ และยิ่ ง สั ง คมไทย
ขาดแคลนแรงงานอาชีพนี้ โดยมีความต้องการสาวใช้ในครัวเรือนเป็น
อันดับรองจากอาชีพเกษตร การประมง และอุตสาหกรรมก่อสร้าง
รัฐยิ่งควรดูแลรักษา ให้ความคุ้มครองสิทธิของแรงงานกลุ่มนี้อย่าง
เสมอภาคกับแรงงานกลุ่มอื่น ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้าง ชั่วโมงการทำ�งาน
และการพักผ่อน รวมทั้งขอบเขตของภารกิจในแต่ละวัน
26 อาจพิจารณาเปรียบเทียบกรณีการดื้อแพ่งของสาวใช้ในที่นี้กับเรื่องราวของภรรยาชาวเปรู
ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ทีด่ นิ้ รนเพือ่ หาทางออกจากความอึดอัดขัดแย้งในครอบครัวชาวคริสต์
ที่ยกฝ่ายชายเป็นใหญ่ใน Hunefeldt. (2000).

แม้กฎหมายหลายฉบับทีเ่ กีย่ วข้องกับแรงงานข้ามชาติ เฉพาะ
อย่างยิ่งพระราชบัญญัติการทำ�งานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551
ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2551 เป็นต้นมา จะ
อนุโลมให้แรงงานเหล่านี้สามารถประกอบอาชีพคนรับใช้ในบ้านได้
รวมทั้ ง กำ � หนดให้ มี ก ารจั ด ตั้ ง กองทุ น เพื่ อ การส่ ง แรงงานออก
นอกประเทศไทย แต่จากข้อเท็จจริง ใช่ว่างานประเภทที่อนุญาตนี้
จะเป็นที่ปรารถนาของพลเมืองไทยมากนัก
อย่างไรก็ดี ดังที่มีการเสนอไว้บ้างแล้ว27 ว่ารัฐบาลไทยควร
เปิดโอกาสให้แรงงานกลุ่มนี้ได้ทำ�งานกึ่งฝีมือได้บ้าง โดยมีการ
ฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะบางอาชีพที่ขาดแคลน ดังเช่นในระบบ
บริการสาธารณสุขและล่าม รวมทัง้ ให้ความเคารพในฐานะเพือ่ นมนุษย์
ทีม่ ศี กั ดิศ์ รีและความต้องการขัน้ พืน้ ฐานในชีวติ ตลอดจนการยอมรับ
ในตัวตนไม่น้อยไปกว่าประชาชนไทย

บทส่งท้าย
แรงงานสาวใช้ข้ามชาติเป็นตัวอย่างหนึ่งของแรงงานจำ�นวน
38.5 ล้านคน ตามสถิติของสำ�นักแรงงานสัมพันธ์ กรมสวัสดิการ
และคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2553 โดยเป็นลูกจ้างถึง 16.42 ล้านคน
และเป็นเกษตรกร 13.54 ล้านคน เรื่องเล่าที่ปรากฏในบทความนี้
26 กฤตยา อาชวนิจกุล และกุลภา วจนสาระ. รายงานการวิจัย การจ้างแรงงานข้ามชาติ
ตาม พ.ร.บ.การทำ�งานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 กับการจัดทำ�บัญชีรายชื่ออาชีพสำ�หรับ
คนต่างชาติ. สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล. (2552): น. ix.

92
93

คงพอจะทำ�ให้เราเห็นภาพชีวติ ของแรงงานคนอืน่ ๆ ได้ชดั เจนมากขึน้
บทความนี้มุ่งสะท้อนประเด็นสถานการณ์ความไม่เป็นธรรม
ผ่านมิติ 5 ด้าน คือ (หนึ่ง) มิติของสิทธิประโยชน์ เนื่องจากการ
เป็นแรงงานภาคบริการ ซึ่งมีลักษณะการจ้างงานที่หลากหลาย
เป็นต้นว่า จ้างผ่านนายจ้างโดยตรง จ้างผ่านบริษัทจัดหางาน จ้าง
แบบเช้าไป-เย็นกลับ การติดตามการคุ้มครองสิทธิจึงมีอุปสรรค
อยู่มาก (สอง) มิติของความเป็นผู้หญิง ซึ่งต้องการมุมมองความ
ละเอียดอ่อนทางเพศเข้ามากำ�กับเพิ่มเติมในบางกรณี เช่น การ
ตั้งครรภ์ การลาคลอด ฯลฯ (สาม) มิติความเป็นคนต่างด้าว ที่เผย
ให้เห็นอคติระหว่างเชือ้ ชาติ และความลักลัน่ ในการคุม้ ครองสิทธิของ
แรงงานแม้เป็นคนต่างด้าว (สี่) มิติของงานที่มีคุณค่า งานบ้านที่
ไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นงานที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ รวมถึงการ
เป็นงานที่มีคุณค่าในความรับรู้ของคนทั่วไป (ห้า) มิติของการสร้าง
อำ�นาจต่อรองผ่านกลไกการรวมตัว คนทำ�งานบ้านถือว่ามีอุปสรรค
มากกว่าอาชีพอืน่ ในการรวมตัวกันเพือ่ สร้างอำ�นาจต่อรองกับรัฐหรือ
นายจ้าง
จะว่าไปแล้ว แรงงานประเภทอื่นก็กำ�ลังประสบกับปัญหาใน
มิติทั้ง 5 ด้านแทบไม่ต่างกัน แต่การเป็นสาวใช้ข้ามชาติ ดูเหมือน
จะเป็นอาชีพที่รวมเอาลักษณะของความเปราะบางทั้งหมดเอาไว้
ดังนั้น หากหาแนวทางในการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานที่เป็น
กลุม่ เปราะบางมากทีส่ ดุ นีไ้ ว้ได้ ก็เชือ่ ได้วา่ น่าจะช่วยยกระดับคุณภาพ
ชีวิตแรงงานประเภทอื่นไปด้วยได้เช่นกัน

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ในขณะที่กระแสการขับเคลื่อนปัจจุบันมุ่งไปที่เรื่องค่าจ้าง
เป็นธรรมและการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอำ�นาจระหว่างนายจ้างลูกจ้าง คำ�ถามที่อยากเชื้อเชิญให้ลองขบคิดกันเล่น-เล่นอาจจะ
เป็นว่า ค่าจ้างเป็นธรรมของคนทำ�งานบ้านควรจะมีหน้าตาอย่างไร?
และลั ก ษณะการรวมตั ว กั น ของคนทำ � งานบ้ า นเพื่ อ ปกป้ อ งสิ ท ธิ
ประโยชน์ของตนเองควรจะเป็นไปอย่างไร? หวังว่าคำ�ตอบทีด่ คี งเริม่
ปรากฏตัวขึ้นในกระบวนการสนทนาสาธารณะในไม่ช้านับจากนี้

94
95

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

เศรษฐกิจที่เน้นการเติบโต
ไม่นำ�ไปสู่ความเป็นธรรม
อนัญญา มูลเพ็ญ
ความไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำ�ทางเศรษฐกิจ ในทาง
เศรษฐศาสตร์ถือเป็นตัวบ่งชี้ความล้มเหลวในการดำ�เนินนโยบาย
เศรษฐกิจและแนวทางการพัฒนาประเทศ ทัง้ ยังเป็นชนวนสำ�คัญของ
ความขัดแย้งในสังคม
ภาครัฐโดยเฉพาะรัฐบาลซึ่งถืออำ�นาจและใช้อำ�นาจรัฐแทน
ประชาชน มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการวางกรอบ กฎเกณฑ์
กฎหมาย นโยบาย และแนวทางการพัฒนาเพือ่ ลดความไม่เป็นธรรม
และความเหลือ่ มล้�ำ เพราะเครือ่ งชีค้ วามสำ�เร็จของการพัฒนาแท้จริง
แล้ว หาใช่อยู่ที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่
อยู่ที่การลดความเหลื่อมล้ำ�ของประชาชน ทั้งด้านรายได้ ทรัพย์สิน
การศึกษา ยกระดับคุณภาพชีวิต การมีสุขภาวะที่ดี ความอยู่ดีกินดี
อย่างถ้วนหน้า
สำ�หรับประเทศไทยเอง ความเหลือ่ มล้�ำ ทางเศรษฐกิจสังคม
เป็นสิง่ ทีม่ อี ยู่ และเป็นชนวนของความขัดแย้งได้ในบริบทต่างๆ ตัง้ แต่
กรณีเล็กน้อยเรื่องความขัดแย้งระหว่างนายจ้างลูกจ้างไปจนถึง

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

96
97

การเมืองระดับประเทศ1 โครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองไทยทีไ่ ม่เป็นธรรม
ก่อให้เกิดธุรกิจผูกขาดตัดตอนหรือกึ่งผูกขาดหลายประเภท เอื้อต่อ
การสะสมความมั่ ง คั่ ง ส่ ว นตั ว จนสามารถผลิ ต มหาเศรษฐี ร ะดั บ
หมื่นล้านหลายคนในประเทศไทยตลอดช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมา
ดังข้อเท็จจริงที่เห็นประจักษ์ชัดในธุรกิจ โทรคมนาคม อุตสาหกรรม
เกษตร สื่อสารมวลชน พลังงาน เป็นต้น
แม้ ว่ า บทความนี้ จ ะมุ่ ง นำ � เสนอประเด็ น ความเหลื่ อ มล้ำ �
ทางเศรษฐกิ จ เป็น หลัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ไ ด้ว่าภายใต้ สิ่ งแวดล้ อม
ทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปตามแนวทางการพัฒนาประเทศ
ยังมีความเหลื่อมล้ำ�หรือความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นและดำ�เนินอยู่
ในหลายมิติ ซึ่งนำ�ไปสู่ความขัดแย้งภายในสังคมปัจจุบัน

สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ�ทางเศรษฐกิจของไทย
แม้ความไม่เป็นธรรมในสังคมจะก่อเกิดจากองค์ประกอบ
ของสังคมในหลายมิติ แต่ทุกครั้งที่ต้องกล่าวถึงความไม่เท่าเทียม
ความไม่เป็นธรรมหรือความเหลือ่ มล้�ำ ทางเศรษฐกิจดูเหมือนจะเป็น
ส่วนที่ถูกกล่าวถึงเป็นกรณีแรกๆ เพราะเป็นความเหลื่อมล้ำ�ในมิติที่
จับต้องและเข้าใจได้ง่ายที่สุด
1 รวมถึงล่าสุดทีค่ วามเหลือ่ มล้�ำ ทางเศรษฐกิจถูกฉวยใช้เป็นประเด็นเคลือ่ นไหวทางการเมือง
กับประชาชน ผ่านวาทกรรม ไพร่ -อำ�มาตย์ อย่างมีพลัง เพราะความสอดรับลงตัวกับ
พื้นเพปัญหาดั้งเดิม คือความไม่เป็นธรรมในสังคมอันเนื่องจากความไม่เป็นประชาธิปไตย
ทางเศรษฐกิจ

โดยในหัวข้อความเหลื่อมล้ำ�ทางเศรษฐกิจนี้ จะเกี่ยวเนื่องถึง
ประเด็นการกระจายรายได้ ความยากจน ตลอดจนความเหลื่อมล้ำ�
ในการถือครองทรัพย์สินของประชาชนในประเทศ ซึ่งโดยรวมพบว่า
สภาพการณ์ในปัจจุบัน ประเทศไทยยังคงมีปัญหาในทุกส่วน
ภายใต้สถานการณ์ที่ตลาดแรงงานตึงตัว กล่าวคืออัตราการ
ว่างงานเพียงร้อยละ 0.42 เช่นปัจจุบัน แต่กลับมีแรงงานทั่วประเทศ
อีกจำ�นวนมากที่ได้รับค่าจ้างในอัตราที่ต่ำ�กว่าระดับค่าจ้างขั้นต่ำ�
แสดงให้เห็นว่ากลไกตลาดไม่ได้ช่วยดึงให้ค่าจ้างแรงงานสูงขึ้นตาม
ที่ควรจะเป็น
ศ. ดร. ปราณี ทินกร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ได้นำ�เสนอข้อมูลในเวทีนำ�เสนอวิจารณ์นโยบายรัฐบาล ภายใต้
โครงการจับตานโยบายรัฐบาลปีที่ 2 ระบุให้เห็นถึงความไม่เป็นธรรม
ในระบบจ้างแรงงาน ทีน่ อกจากจะพบว่าอัตราการขยายตัวของค่าจ้าง
ทีแ่ ท้จริงในปัจจุบนั ยังอยูใ่ นระดับทีต่ �ำ่ กว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ
ปี พ.ศ. 2540 นั่นคือ ค่าจ้างที่ปรับตัวขึ้นในระยะที่ผ่านมานี้เพียงพอ
เพียงการเลีย้ งชีพทีส่ อดคล้องกับภาวะค่าครองชีพทีส่ งู ขึน้ ตามอัตรา
เงินเฟ้อ แต่ไม่เพียงพอต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตให้สูงขึ้น

2 ข้อมูลการว่างงาน ณ สิ้นปี พ.ศ. 2554. สำ�นักงานสถิติแห่งชาติ.

98
99

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

แรงงาน: ปัญหาพิพาท เกี่ยวกับรายได้และสวัสดิการ

นอกจากนี้ ยังมีขอ้ มูลทีแ่ สดงให้เห็นว่ายังมีแรงงานอีกจำ�นวน
มากที่ได้รับค่าจ้างต่ำ�กว่าค่าจ้างขั้นต่ำ�ตามกฎหมาย (ดูตาราง:
จำ�นวนแรงงานทีไ่ ด้รบั ค่าจ้างต่อวันต่�ำ กว่าค่าจ้างขัน้ ต่�ำ เฉลีย่ ในแต่ละ
พื้นที่) และทางหน่วยงานราชการเองไม่มีความเข้มงวดที่จะลงโทษ
กับนายจ้างที่เพิกเฉย ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

การเลิกจ้างพนักงาน 3 คนของบริษทั ยัม เรสเทอรองตส์
อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำ�กัด ปรากฏเป็นข่าวบน
หน้าหนังสือพิมพ์ครัง้ แรกเมือ่ วันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 25543
เมือ่ พนักงานทัง้ 3 คน ในเครือเคเอฟซี บริษทั ยัม เรสเทอรองตส์
อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำ�กัด ได้เข้าร้องเรียนต่อ
คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ (ครส.) โดยระบุว่านายจ้าง
ได้เลิกจ้างอย่างไม่เป็น
ฝ่ายพนักงานทีถ่ กู เลิกจ้าง4 เชือ่ ว่าการเลิกจ้างมีสาเหตุ
มาจากการทีพ่ นักงานทัง้ 3 คนเป็นผูน้ �ำ สหภาพแรงงานอาหาร
และบริการประเทศไทย ซึง่ เป็นตัวแทนในการล่ารายชือ่ เรียกร้อง
สวัสดิการให้พนักงาน5 เพราะข้อความทีส่ ง่ ไปยังคอมพิวเตอร์
ของพนักงานอีก 260 คนนั้น เป็นเพียงข้อเรียกร้องสวัสดิการ
ให้กับพนักงาน และอยากให้นายจ้างยอมรับข้อเรียกร้องของ
สหภาพแรงงานตามกฎหมาย

3 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน หัวข้อข่าว “ร้อง “เคเอฟซี” เลิกจ้างไม่เป็นธรรม”. 10 พ.ค. 2554
น. 5.
4 สรุปจากข่าว หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน หัวข้อข่าว “ร้อง “เคเอฟซี” เลิกจ้างไม่เป็นธรรม”.
10 พ.ค. 2554 หน้า 5, หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน หัวข้อข่าว “เคเอฟซีเชือด 3 ผจก.เขต
เพิ่มสวัสดิการหวั่นลาม”. 11 พ.ค. 2554, หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย หัวข้อข่าว “คสรท.บุกร้อง
กรมสวัสดิการฯ ช่วย 3 พนักงาน KFC ถูกเลิกจ้าง”. 15 มิ.ย. 2554 น.11 และหนังสือพิมพ์
กรุงเทพธุรกิจ หัวข้อข่าว “3 ลูกจ้างเคเอฟซียนื่ ครส. ไกล่เกลีย่ บริษทั เลิกจ้าง”. 7 ก.ค. 2554
น.12.
5 “ช่วยพนักงานเคเอฟซีถูกเลิกจ้าง”. thaipbs. Mon, 13/06/2011.

100
101

มิลนิ ท์ พันท์6 กรรมการผูจ้ ดั การ บริษทั ยัม เรสเทอรองตส์
อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำ�กัด ชี้แจงว่า ในแง่ของ
การเรียกร้องของการเปลี่ยนสภาพการจ้างทั้ง 10 ข้อ ที่อดีต
พนักงาน 3 คนต้องการนั้น ทางบริษัทพร้อมยอมรับไว้เพื่อ
พิจารณา และการที่ต้องถูกให้ออกจากงานและพ้นจากสภาพ
การเป็นพนักงานนัน้ เนือ่ งจากทัง้ 3 คน ได้ละเมิดต่อกฎระเบียบ
ของบริษทั ในเรือ่ งของการใช้อเี มล์บริษทั ส่งข้อมูลไปยังพนักงาน
ในระดับตำ�แหน่งต่�ำ กว่า ทำ�ให้เกิดความเข้าใจผิดพลาด จึงต้อง
ให้ออก7
หลั ง ถู ก เลิ ก จ้ า ง การเรี ย กร้ อ งความเป็ น ธรรมของ
พนักงานทั้ง 3 คน ได้ดำ�เนินอย่างต่อเนื่องหลายเดือน ทั้งยื่น
ขอเจรจาและเข้าร้องเรียนต่อกรมสวัสดิก ารและคุ้ ม ครอง
แรงงาน รวมทั้งยื่นหนังสือต่อ ครส. เพื่อให้เข้าช่วยไกล่เกลี่ย
ข้อพิพาทระหว่าง 2 ฝ่าย เมื่อ ครส. มีมติว่าการกระทำ�การ
เลิกจ้างของนายจ้างขัดต่อพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์
พ.ศ. 2518 มาตรา 121 เป็นการกระทำ�ไม่เป็นธรรม ให้นายจ้าง
รับพนักงานทั้ง 3 คน กลับเข้าทำ�งานหลังจากได้รับคำ�สั่งนี8้
อย่างไรก็ดี บริษัทฯ กำ�ลังพิจารณานำ�ประเด็นดังกล่าวให้
ศาลแรงงานตัดสินชี้ขาด

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

กรณีการเลิกจ้างพนักงาน 3 คน ของบริษทั ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชัน่ แนล (ประเทศไทย) จำ�กัด ผูด้ �ำ เนินกิจการ
ร้านไก่ทอดเคเอฟซี และพิซซ่าฮัท ในช่วงกลางปี พ.ศ. 2554 นี้
เป็นเพียงหนึ่งในหลาย กรณีที่ชี้ให้เห็นถึงข้อพิพาทเกี่ยวกับ
รายได้และสวัสดิการ ที่มักเป็นความขัดแย้งระหว่างนายจ้าง
กับลูกจ้างตลอด 5 ทศวรรษของการพัฒนาเศรษฐกิจไทย
ภายใต้ระบบทุนนิยม

เมื่อพิจารณาถึงความไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำ�ทาง
เศรษฐกิจในระดับโครงสร้าง จะเห็นว่า การพัฒนาเศรษฐกิจไทย
ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1-10 ช่วง
ระหว่างปี พ.ศ. 2504-2554 ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทย
ได้ ใ ห้ ค วามสำ � คั ญ กั บ การเติ บ โตของผลิ ต ภั ณ ฑ์ ม วลรวมภายใน
ประเทศ โดยการมุ่งสู่ประเทศผู้ผลิตด้านอุตสาหกรรม เปิดประเทศ
สูก่ ารค้าระหว่างประเทศเพิม่ ขึน้ อย่างต่อเนือ่ ง เพราะเชือ่ ว่า การผลักดัน
6 หนังสือพิมพ์ผจู้ ดั การรายวัน หัวข้อข่าว “เคเอฟซีเชือด 3 ผจก.เขต เพิม่ สวัสดิการหวัน่ ลาม”.
11 พ.ค. 2554
7 หนังสือพิมพ์ผจู้ ดั การรายวัน หัวข้อข่าว “เคเอฟซีเชือด 3 ผจก.เขต เพิม่ สวัสดิการหวัน่ ลาม”.
11 พ.ค. 2554
8 หนังสือพิมพ์ออนไลน์วอยซ์เลเบอร์. “เคเอฟซีเชือด 3 ผจก.เขต เพิ่มสวัสดิการหวั่นลาม”.
30 ก.ย. 2554. http://voicelabour.org.

102
103

ให้เศรษฐกิจเติบโต ผลิตผลแห่งความมั่งคั่งจะตกไปยังประชาชน
ในวงกว้าง และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชาติให้ดีขึ้น

การเติบโตทางเศรษฐกิจและปัญหาการกระจายรายได้
โดยในแผนพั ฒ นาเศรษฐกิ จ และสั ง คมแห่ ง ชาติ ฉ บั บ ที่ 6
ช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2530 - 25349 ถือเป็นช่วงที่เศรษฐกิจของ
ประเทศไทยมีการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ที่สุด โดยในช่วงเวลานั้น
พบว่า สัดส่วนการค้าระหว่างประเทศคิดเป็นร้อยละ 80 ของผลิตภัณฑ์
มวลรวมในประเทศ การขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูงที่
ร้อยละ 10.5 สูงกว่าที่ตั้งเป้าหมายไว้ที่ร้อยละ 5 การจ้างงานและ
ค่ า แรงเฉลี่ ย สู ง ขึ้ น เป็ น ลำ � ดั บ ภายใน 5 ปี รายได้ เ ฉลี่ ย ต่ อ หั ว
ของประชาการเพิ่มขึ้นจาก 21,000 บาทในปี พ.ศ. 2529 มาเป็น
41,000 บาทในปี พ.ศ. 2534
กระนั้น แม้ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ความ
มัง่ คัง่ ไม่ได้ถกู กระจายไปสูป่ ระชาชนในวงกว้างดังทีค่ าดหวัง ประเด็น
ความเหลื่อมล้ำ�ทางเศรษฐกิจได้ถูกหยิบยกขึ้นมาว่าต้องได้รับการ
แก้ไข ดังที่ปรากฏ ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 6 ที่เริ่มมีการระบุถึง
ความจำ�เป็นของการลดความเหลื่อมล้ำ�ทางเศรษฐกิจ แต่ปรากฏว่า
ความเหลือ่ มล้�ำ ของรายได้ยงั คงรุนแรงมากขึน้ ขณะนัน้ คนระดับบน
ร้อยละ 20 มีสัดส่วนรายได้ร้อยละ 54.9 เกินครึ่งหนึ่งของรายได้
9 เจริญพงศ์ พรหมศร. แผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย พ.ศ. 2504-2554. สถาบัน
สันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ทั้งประเทศ ขณะที่ครัวเรือนรายได้ต่ำ�สุดร้อยละ 20 มีรายได้เฉลี่ย
เพียงร้อยละ 4.5 ของรายได้ทั้งประเทศ หลังจากนั้น การลดความ
เหลื่อมล้ำ�ทางเศรษฐกิจและการแก้ไขปัญหาการกระจายรายได้ก็ได้
กลายเป็นภารกิจสำ�คัญของแผนพัฒนาฯ ทุกฉบับ
อย่างไรก็ดี ตลอดช่วงเวลากว่า 30 ปีหลังของการตัง้ เป้าหมาย
เพือ่ ลดความยากจนและความเหลือ่ มล้�ำ ทางเศรษฐกิจ พบว่า ในส่วน
ของความยากจนปรับตัวดีขึ้นเกินความเป้าหมาย แต่สถานการณ์
ความเหลื่อมล้ำ�ยังไม่ดีขึ้น ทั้งกลับเลวลง
รายงานภาวะสังคมไตรมาสที่ 2 ปี พ.ศ. 2554 ของสำ�นักงาน
คณะกรรมการพั ฒ นาการเศรษฐกิ จ และสั ง คมแห่ ง ชาติ (สศช.)
รายงานการลดลงอย่างต่อเนื่องของจำ�นวนประชาชนกรที่ยากจน
ของไทย โดยพบว่า ปลายปี พ.ศ. 2553 ประเทศไทยมีประชากร
ที่อยู่ใต้เส้นความยากจน โดยวัดจากรายจ่ายเพื่อการบริโภค อยู่ที่
5.51 ล้ านคน หรื อคิ ดเป็ น ร้ อยละ 7.75 ของจำ � นวนประชากร
ทัง้ ประเทศ เทียบกับ 5.80 ล้านคน หรือร้อยละ 8.95 ในปี พ.ศ. 2552
และ 22.12 ล้านคน หรือร้อยละ 42.21 ในปี พ.ศ. 2531 ซึ่งเป็น
ปีแรกที่เริ่มเก็บสถิติความยากจน โดยข้อมูลความยากจนล่าสุดนี้
ถือว่าบรรลุเป้าหมายที่ สศช. วางไว้วา่ จะลดจำ�นวนประชากรยากจน
ให้เหลือร้อยละ 50 ของปีที่เริ่มเก็บข้อมูล

104
105

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ข้อมูลของ สศช.10 ชีใ้ ห้เห็นว่า แม้จ�ำ นวนประชากรทีย่ ากจนจะ
ลดลงในเชิงปริมาณ แต่เมื่อพิจารณาลงไปในกลุ่มของคนยากจน
พบว่า ความยากจนยังคงกระจุกตัวอยู่ในชนบทและภาคเกษตร
โดยปัจจุบันมีคนจนอยู่ในภาคเกษตร 2.8 ล้านคน หรือคิดเป็น
ร้อยละ 53 ของคนจนทัง้ หมด โดยเป็นกลุม่ ทีจ่ นมากถึง 1.2 ล้านคน
หรือร้อยละ 43 และหากคำ�นึงถึงกลุ่มเกือบจนหรือประชากรที่มี
ระดับรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคสูงกว่าเส้นความยากจนไม่เกิน
ร้อยละ 20  ซึ่งสามารถตกเป็นคนจนได้ง่ายๆ หากได้รับผลกระทบ
จากภัยพิบัติหรือวิกฤตเศรษฐกิจ มีจำ�นวนกว่า 5 ล้านคน เมื่อรวม
สองกลุ่มนี้เข้าด้วยกัน จะเห็นว่า มีกลุ่มที่รัฐต้องกำ�หนดเป็นกลุ่ม
เป้าหมายในการยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตกว่า 10 ล้านคน
หรือสูงถึงร้อยละ 15.3 ของประชากรทั้งประเทศ

10 “ความยากจนและความเหลือ่ มล้�ำ ในปี 2553”. สำ�นักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ
และสังคมแห่งชาติ: กรุงเทพฯ. 2554.

ส่วนสถานการณ์ความเหลือ่ มล้�ำ ของรายได้ทไี่ ม่ได้ปรับตัวดีขนึ้
จากอดีตเท่าใดนัน้ แสดงตัวผ่านข้อมูลการสำ�รวจล่าสุดในปี พ.ศ. 2552
ของสำ�นักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ซึ่งพบว่า ประชากรร้อยละ 20
ของกลุ่มที่รวยที่สุดเป็นผู้ที่ครอบครองรายได้ร้อยละ 54.19 ของ
รายได้ประชากรทั้งหมด ขณะที่ร้อยละ 20 ของประชากรที่จนที่สุด
ได้ส่วนแบ่งรายได้ไปร้อยละ 4.79 หรือแตกต่างกันอยู่ 11.31 เท่า
แม้จะปรับตัวตัวดีขึ้นกว่า ปี พ.ศ. 2549 และ 2550 ซึ่งแตกต่างกัน

106
107

ที่ 13.92 เท่า และ 12.47 เท่า ตามลำ�ดับ แต่จะเห็นว่าความเหลือ่ มล้�ำ
แทบไม่แตกต่างจากปี พ.ศ. 2531 ซึง่ เป็นปีทเี่ ริม่ เก็บข้อมูลทีป่ ระชากร
ที่รวยที่สุด และจนที่สุดมีความแตกต่างกันด้านรายได้ที่ 11.88 เท่า
(ดูตาราง: สัดส่วนรายได้ของประชากร ปี 2552)
ข้อมูลอีกชุดหนึง่ ทีแ่ สดงว่าความเหลือ่ มล้�ำ ทีไ่ ม่ได้รบั การแก้ไข
ให้ดขี นึ้ นัน่ คือการเปลีย่ นแปลงของค่าสัมประสิทธิค์ วามไม่เสมอภาค
ของรายได้ หรือเรียกว่าดัชนีวัดการกระจายรายได้ หรือสัมประสิทธิ์
จีนี โดยทีเ่ ครือ่ งมือวัดการกระจายรายได้นมี้ คี า่ อยูร่ ะหว่าง 0 ถึง 1 ยิง่
ค่าเข้าใกล้ 1 มากเท่าไร แสดงว่ามีความไม่เท่าเทียมของรายได้มาก

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

สัมประสิทธิจ์ นี ไี ม่มกี ารเปลีย่ นแปลงไปจากปีกอ่ นหน้ามากนัก
อยู่ที่ 0.485 เทียบกับปี พ.ศ. 2549 และพ.ศ. 2550 ที่ 0.511 และ
0.497 ตามลำ�ดับ และใกล้เคียงกับระดับเมื่อปี พ.ศ. 2531 ที่ 0.487
(ดูตาราง: ดัชนีสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาคของรายได้วัดเป็นราย
ภาคของประเทศไทย)
สุวรรณี คำ�มั่น11 รองเลขาธิการ สศช. แสดงทัศนะว่า การลด
ความความยากจนไม่อาจเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความสำ�เร็จของการ
พั ฒ นา เพราะต้ อ งมี แ นวทางที่ จ ะทำ � ให้ อ อกจากความยากจน
อย่างยั่งยืนโดยการให้อาชีพ ขณะเดียวกันแม้เรื่องของรายได้อาจ
ไม่ใช่ประเด็นหลักที่ต้องดำ�เนินการแก้ไข แต่ตัวชี้วัดความสำ�เร็จ
ประการหนึ่งคือความเหลื่อมล้ำ� ส่วนนี้ดีขึ้นไม่มาก โดยยังต้องมี
การจัดการให้เกิดการกระจายรายได้ไปลดความเหลื่อมล้ำ� ความ
เหลือ่ มล้�ำ ยังอยูใ่ นระดับสูง โดยกลุม่ คนคนรวยสุดยังคงครองรายได้
ร้อยละ 40 คนจนครองส่วนแบ่งเพียงร้อยละ 1 จะเห็นว่าภายใต้
รายได้ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่โครงสร้างความเหลื่อมล้ำ�
แทบไม่เปลี่ยนแปลง

11 สุวรรณี คำ�มั่น รองเลขาธิการ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ.
สัมภาษณ์ วันที่ 29 ส.ค. 2554.

108
109

เกษตรกรรม อุตสาหกรรม กับความเหลื่อมล้ำ�ทางรายได้
ในการจัดทำ�แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ในส่วนของยุทธศาสตร์
การสร้างความเป็นธรรมในสังคม12 ก็เล็งเห็นว่า แม้การพัฒนา
ประเทศใน 5 ทศวรรษทีผ่ า่ นมาจะทำ�ให้รายได้โดยเฉลีย่ ของประชากร
สูงขึ้น แต่ยังคงมีความไม่เท่าเทียมของประชากรกลุ่มต่างๆ โอกาส
ของคนเมืองและชนบทในการเข้าถึงบริการสาธารณะที่ยังมีช่องว่าง
มาก เหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำ�หลายด้าน
หากประเมินในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทย จะเห็นว่ามีความ
ไม่เท่าเทียมภาคเศรษฐกิจแต่ละส่วนอยู่ กล่าวคือ ภาคอุตสาหกรรม
และส่งออกมีสดั ส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศสูง แต่รองรับ
แรงงานในสัดส่วนที่ต่ำ�กว่าภาคเกษตร ส่วนภาคเกษตรมีผลิตภาพ
ต่ำ�กว่า แต่ต้องรองรับแรงงานในสัดส่วนสูงกว่า ส่งผลต่อความ
เหลื่อมล้ำ�ของรายได้ โดยข้อมูล สศช. ระบุว่า ในปี พ.ศ. 2552
ภาคอุ ต สาหกรรมมี สั ด ส่ ว นของผลิ ต ภั ณ ฑ์ ม วลรวมในประเทศ
ร้อยละ 34 แต่จ้างงานเพียงร้อยละ 15 ขณะที่ภาคเกษตรกรร
มมีสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศร้อยละ 9 แต่เป็นแหล่ง
จ้างงานของแรงงานถึงร้อยละ 38 รายได้ของภาคเกษตรมีส่วนแบ่ง
ในรายได้รวมของแรงงานทั้งประเทศเพียงร้อยละ 4 เท่านั้น

12 ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555-2559). สำ�นักงาน
คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. 2554.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

แม้จะปรากฏข้อมูลของความเหลือ่ มล้�ำ ทางรายได้ระหว่างภาค
เศรษฐกิจเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม แต่กย็ งั ไม่มนี โยบายเพือ่ ลด
ความเหลื่อมล้ำ�ดังกล่าว นโยบายในปัจจุบันก็ดูเหมือนจะเป็นการ
ซ้ำ�เติมปัญหารายได้ของเกษตรกรไปเสียอีก
รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนา
ประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาในภาคเกษตรกรรม
ที่ทำ�ให้เกษตรกรไม่ได้ประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วยจากกลไกราคา
ในปัจจุบนั และนำ�ไปสูป่ ญ
ั หาเรือ่ งรายได้ของเกษตรกรว่า ตลาดสินค้า
เกษตรส่วนใหญ่เป็นตลาดที่มีการแข่งขันมาก แต่รัฐบาลไม่ปล่อย
ให้มีการแข่งขัน กลับสร้างกลไกที่ผูกขาด เป็นต้นว่า ในการจัดการ
ข้าว รัฐบาลจะรับซื้อข้าวตามโครงการรับจำ�นำ�และมีข้าวที่รัฐบาล
จะประมูลออกจำ�นวนมาก เมื่อถึงเวลาการประมูลข้าวจะมีปัญหา
และในการพิจารณาขายข้าวก็จะขายล็อตใหญ่ๆ มีผู้เข้าร่วมการ
ประมูลน้อย เปิดโอกาสให้มีการฮั้วประมูลกันง่าย
นอกจากประเด็นเรื่องของรายได้แล้ว เมื่อพิจารณาลงไปถึง
ลักษณะครัวเรือนของภาคเกษตรกรรม จะเห็นประเด็นทีต่ อ้ งให้ความ
สนใจในเชิงนโยบาย
รายงานของ สศช. ระบุว่า ครัวเรือนเกษตรมีลักษณะร่วม
ประการหนึ่ง คือ หัวหน้าครอบครัวมีการศึกษาน้อย มีรายได้ต่ำ�
ไม่ แ น่ น อน และอยู่ น อกระบบประกั น สั ง คม ซึ่ ง กรณี ก ารสร้ า ง
หลักประกันให้แก่แรงงานนอกระบบ เป็นประเด็นที่ภาครัฐต้องให้

110
111

ความสนใจเช่นเดียวกัน โดยข้อมูลช่วงสิ้นปี พ.ศ. 2553 พบว่า
แรงงานเพียงร้อยละ 36.6 เท่านั้นที่เข้าถึงหลักประกันทางสังคม
ขณะที่แรงงานนอกระบบหลักประกันทางสังคมมีถึงร้อยละ 62.1
แม้ ว่ า จะได้ มี การขยายความคุ้มครองแรงงานนอกระบบภายใต้
การประกันสังคมมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม
พ.ศ. 2553 แล้วก็ตาม
นอกจากนี้ ครัวเรือนเกษตรหากเป็นครอบครัวใหญ่ทมี่ ที งั้ เด็ก
และผูส้ งู อายุ จะทำ�ให้ภาคเกษตรกรรมมีประชากรยากจนอยูม่ ากกว่า
ภาคเศรษฐกิจอื่น โดยรายได้ที่แตกต่างกันมากระหว่างกลุ่มคน
สะท้อนโอกาสที่ไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจและ
สังคม การเข้าถึงทรัพยากร และสิทธิที่พึงมีพึงได้ รวมถึงความ
ไม่เป็นธรรมด้านอำ�นาจต่อรอง

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ที่ผ่านมา การพัฒนาประเทศไทยอยู่ในลักษณะไม่สมดุล โดยคิดว่า
หากยอมให้คนกลุ่มหนึ่งหรือภาคส่วนหนึ่ง ได้แก่ นายทุนหรือภาค
อุตสาหกรรมเติบโต ผลประโยชน์กระจายของมันเอง คนส่วนใหญ่
ก็จะได้รับประโยชน์ ร่ำ�รวยขึ้นพร้อมกัน แต่ความเชื่อดังกล่าวก็
เป็นเพียงทฤษฎีหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งหากไม่เป็นไป
ตามนั้นก็จะสร้างปัญหาการกระจายรายได้ และความไม่เท่าเทียม
ทางด้านสังคมการเมืองก็จะตามมา

หากวางเป้าหมายทีจ่ ะลดความเหลือ่ มล้�ำ แนวทางการพัฒนา
เศรษฐกิจจำ�เป็นต้องสร้างความสมดุลระหว่างภาคเศรษฐกิจทั้ง
อุตสาหกรรมและเกษตรกรรมที่รองรับการจ้างงานสูง โดยการจัด
สมดุลโครงสร้างเศรษฐกิจนี้ เป็นความเห็นพ้องของหลายฝ่ายที่
เห็นว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสมในการลดความเหลื่อมล้ำ�
ทางเศรษฐกิจที่ดำ�เนินอยู่

ขณะนีเ้ ป็นช่วงเวลาทีป่ ระเทศไทยต้องฉุกคิดและถามตัวเองว่า
จะยังโตไปในทิศทางเดิมอีกหรือไม่ ปัญหาสังคมที่ดำ�เนินอยู่เหมือน
เป็นสัญญาณเตือนว่า ในการพัฒนาที่ผ่านมา ผลประโยชน์ไม่ได้ตก
อย่างทั่วถึงคนส่วนใหญ่
นั่นคือ ถ้าจะให้คนส่วนใหญ่ของประเทศไทย หรือร้อยละ 60
ของประชากรดีขนึ้ ก็จ�ำ เป็นต้องทำ�ให้ราคาสินค้าเกษตรดีขนึ้ ผูบ้ ริโภค
เองก็ต้องยอมรับภาระไปบางส่วน ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีของ
ประเทศญี่ปุ่น ช่วงแรกของการพัฒนาอุตสาหกรรมก็มีการกดให้
ค่าจ้างถูก ภาคเกษตรกรรมถูกกดให้ราคาพืชผลถูกเพือ่ ดูแลอุตสหกรรม
แต่ เ มื่ อ ผ่ า นไประยะหนึ่ ง ญี่ ปุ่ น ไม่ ป ล่ อ ยให้ ภ าคเกษตรรองรั บ
อุตสาหกรรมอีกต่อไป

ดร. อัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
หรือ ธปท.13 ก็มที ศั นะทีส่ อดคล้องกันในเรือ่ งนี้ โดยมองว่า 30 กว่าปี

13 อัจนา ไวความดี รองผูว้ า่ การ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย. สัมภาษณ์
วันที่ 4 ก.ย. 2554.

112
113

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ส่วนแบ่งทีไ่ ม่เป็นธรรมนีส้ ง่ ผลเห็นชัดต่อการถือครองทรัพย์สนิ
ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นเงินและที่ดินที่กระจุกตัวอยู่ในคนส่วนน้อย
และลดทอนโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนส่วนใหญ่ เช่น
โอกาสในการเข้าถึงการศึกษาทีม่ คี ณ
ุ ภาพซึง่ เป็นปัจจัยสำ�คัญในการ
ยกระดับชีวิต และโอกาสทางสังคมอื่นๆ

ความเหลื่อมล้ำ�ด้านทรัพย์สินกับโอกาสที่ไม่เท่าเทียม

การพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวทางทีด่ �ำ เนินอยูใ่ นปัจจุบนั จึงเป็น
แนวทางทีส่ งั่ สมความเหลือ่ มล้�ำ ด้านการกระจายรายได้ของประชากร
ในประเทศ เจ้าของแรงงานมีสว่ นแบ่งในมูลค่าเศรษฐกิจในสัดส่วนทีต่ �ำ่
โดยข้อมูลของ สศช. ระบุว่า แรงงานมีส่วนแบ่งจากค่าจ้างและ
สวัสดิการคิดเป็นเพียงร้อยละ 40 ของรายได้ประชาชาติเท่านั้น
ซึ่งส่วนอีกร้อยละ 60 ตกไปเป็นของเจ้าของปัจจัยการผลิตอื่นๆ เช่น
เจ้าของทุน [ดูตาราง: Share of Compensation of Employees/
GDP (%)]

สศช. รายงานถึงความเหลื่อมล้ำ�ทางทรัพย์สินว่า ปัจจุบัน
การถือครองทรัพย์สินยังคงมีความกระจุกตัวมาก เช่นพิจารณาจาก
บัญชีเงินฝากประจำ� เงินฝากออมทรัพย์ระยะ 3 เดือนขึ้นไป ในระบบ
ธนาคารพาณิชย์ พบว่ามีบัญชีเงินฝากจำ�นวนเพียงร้อยละ 0.09
เท่านั้นที่มีเงินฝากตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป แต่มีวงเงินรวมกันถึง
ร้อยละ 40 ขณะที่บัญชีเงินฝากขนาดเล็กมีจำ�นวนบัญชีในสัดส่วน
ร้อยละ 99.9 ของบัญชีเงินฝากทั้งหมด มีวงเงินรวมร้อยละ 60
ส่วนนี้แสดงการกระจุกตัวของทรัพย์สินทางการเงิน
ในขณะที่การถือครองที่ดินก็กระจุกตัวสูงเช่นกัน โดยพบว่า
มีบุคคลธรรมดาที่ถือครองที่ดินเกิน 300 ไร่ จำ�นวน 4,613 ราย
โดยมีเพียง 113 ราย ที่ถือครองที่ดินเกินกว่า 1,000 ไร่ ในขณะที่
เกษตรกร 6.6 แสนรายไร้ที่ดินทำ�กิน
ผลจากความเหลือ่ มล้�ำ ด้านทรัพย์สนิ ทีส่ ง่ ผลต่อความเหลือ่ มล้�ำ
ของโอกาสด้านเศรษฐกิจและสังคมทีช่ ดั เจนมากกรณีหนึง่ ก็คอื มีเด็ก
ในครัวเรือนยากจนเพียงจำ�นวนน้อยที่สามารถเข้าถึงการศึกษา

114
115

ในระดับที่สูงขึ้น
ข้อมูลการสำ�รวจความคิดเห็นและทัศนคติรายไตรมาสเรื่อง
ความยากจนและความเหลื่อมล้ำ�ระดับชุมชน ของ สศช. ชี้ให้เห็นว่า
ในไตรมาสที่ 2 ของปี พ.ศ. 2554 สมาชิกในครัวเรือนยากจนในช่วง
อายุ 6-15 ปี สามารถเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานในสัดส่วนสูง คือ
ร้อยละ 92.2 โดยในกลุม่ นี้ ร้อยละ 2.7 ได้เรียนบางคน ส่วนร้อยละ 5.1
ทุกคนไม่ได้เรียน และเมื่อขึ้นสู่ระดับการศึกษาที่สูงขึ้น พบว่าสมาชิก
ครัวเรือนยากจนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ได้เรียนหนังสือในสัดส่วนที่
ลดลงเหลือร้อยละ 67.2 มีสมาชิกบางคนได้เรียนร้อยละ 6.9 และ
สมาชิกทุกคนไม่ได้เรียนร้อยละ 25.9
แสดงให้เห็นว่าโอกาสของเด็กในครัวเรือนทีย่ ากจนหรือเด็กที่
เสียเปรียบในทรัพย์สินตั้งแต่ต้นนั้น นอกจากจะด้อยโอกาสในการ
เข้าถึงการศึกษาที่สูงแล้ว ยังด้อยโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มี
คุณภาพอีกด้วย ซึ่งทั้งระดับการศึกษาที่สูงและมีคุณภาพล้วนเป็น
ต้นทุนในการมีงานที่ดีทำ� มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเพิ่มโอกาส
ในการสะสมทรัพย์สินให้กับคนรุ่นต่อๆ ไป
รศ.ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ และคณะ จากสถาบันวิจัยเพื่อการ
พัฒนาแห่งประเทศไทย หรือทีดอี าร์ไอ นำ�เสนองานวิจยั เรือ่ ง โอกาส
เข้าถึงงานที่ดีมีความมั่นคง ระบุว่าการศึกษาทั้งด้านปริมาณและ
คุณภาพนำ�ไปสู่การทำ�งานที่มีรายได้สูง ซึ่งมีส่วนทำ�ให้ครัวเรือน
มีความสามารถในการออมและสามารถสะสมความมัน่ คงได้มากขึน้

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

และข้ อ มู ล ของสำ � นั ก งานสถิ ติ ไ ด้ ส ะท้ อ นให้ เ ห็ น เช่ น กั น ว่ า ระดั บ
การศึกษามีผลอย่างมากต่อระดับรายได้ (ดูกราฟรายได้เฉลี่ยของ
ลูกจ้างเอกชน จำ�แนกตามระดับการศึกษา ปี 2544-2552)

จะเห็นได้วา่ หากความเหลือ่ มล้�ำ ยังไม่ได้รบั การแก้ไข ประชากรที่
เสียเปรียบด้านทรัพย์สินยังถูกกีดกันโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่สูง
และมีคุณภาพ ความยากจนและด้อยโอกาสจะถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น
หรือแม้ประชากรบางกลุ่มที่เสียเปรียบด้านทรัพย์สินจะไม่จัดอยู่ใน
กลุ่มยากจน แต่ก็พบว่าความไม่เท่าเทียมด้านทรัพย์สินจะทำ�ให้
ประชากรกลุม่ นีต้ อ้ งทำ�งานทีห่ นักขึน้ คุณภาพชีวติ ด้อยลงเพือ่ แลกกับ
รายได้ที่สูงขึ้น

116
117

นโยบายรัฐกับการแก้ปัญหา
โดยหลักการแล้ว แนวทางการลดความเหลื่อมล้ำ�ผ่านกลไก
ของรัฐจะผ่าน 2 ช่องทางหลัก คือ (1) นโยบายรายจ่ายงบประมาณ
และ (2) นโยบายภาษีเพื่อสร้างความเป็นธรรม

หากพิจารณาจากงบประมาณที่จำ�แนกตามยุทธศาสตร์การ
จัดสรรงบประมาณ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550-2554 จะเห็นว่าการปรับ
โครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ�และขยายความเจริญสู่
ชนบท ถือเป็นยุทธศาสตร์หลักของทุกรัฐบาลและจัดสรรงบประมาณ

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ลงไปในสัดส่วนที่สูง (ดูตาราง: รายละเอียดงบประมาณด้านการ
พัฒนาสังคม คุณภาพชีวิต และลดความเหลื่อมล้ำ�ทางสังคม)
ดังนัน้ การทีค่ วามเหลือ่ มล้�ำ ยังคงดำ�เนินอยู่ ไม่ได้ปรับตัวดีขนึ้
ตามการจัดสรรงบประมาณลงไป การดำ�เนินการลดความเหลื่อมล้ำ�
ผ่านนโยบายรายจ่ายจึงไม่ใช่ขาดงบประมาณ แต่อยู่ที่ประสิทธิภาพ
การใช้งบไปกับแต่ละโครงการ ว่าได้มีการใช้ไปเพื่อลดปัญหาความ
เหลื่อมล้ำ�ได้จริงหรือไม่? อย่างไร? มากน้อยเพียงใด?
ส่วนแนวทางการลดความเหลือ่ มล้�ำ ผ่านนโยบายภาษีนนั้ ยังคง
เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก ความไม่ต่อเนื่องของรัฐบาลส่งผลให้ไม่มี
ความคืบหน้า ทั้งการปรับโครงสร้างภาษีเงินได้ และการปรับปรุง
แนวทางการจัดเก็บภาษีบุคคลธรรมดา หรือปรับภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อ
ให้รัฐบาลมีรายได้สำ�หรับใช้จ่ายงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ�
ทางสังคม
สภาพโครงสร้างภาษีของประเทศไทยในปัจจุบันยังคงไม่เอื้อ
ต่อการกระจายประโยชน์จากการพัฒนาประเทศ เป็นต้นว่า ประชาชน
ทีท่ �ำ งานรับจ้างหรือมีเงินเดือนประจำ�จะมีระบบภาษีควบคุมทีเ่ ข้มงวด
ขณะทีผ่ ลประโยชน์จากทรัพย์สนิ และผลตอบแทนจากเงินทุน มักจะมี
ภาระภาษีในสัดส่วนต่ำ�กว่าและมีช่องโหว่ทางกฎหมายให้สามารถ
หลบเลี่ยงภาระภาษีได้ง่าย หรือในขณะที่การลดหย่อนและการให้
ประโยชน์ทางภาษีเอื้อต่อกลุ่มที่มีรายได้ระดับบนมากกว่าระดับล่าง
กลายเป็นว่าแทนที่ระบบภาษีจะช่วยสนับสนุนกลไกการกระจาย
ผลประโยชน์จากการพัฒนา กลับเป็นกลไกที่ซ้ำ�เติมให้เกิดความ

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

118
119

เหลื่อมล้ำ�ด้านรายได้14 ส่งผลให้การกระจายรายได้ของประชากร
ไม่ได้ปรับตัวดีขึ้นดังที่นำ�เสนอข้อมูลไปแล้วในช่วงต้น
อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบของการเกิดความเหลื่อมล้ำ�ทาง
เศรษฐกิจนั้น มาจากหลายส่วน ทั้งด้านการกระจายรายได้และ
ทรัพย์สิน เริ่มตั้งแต่โครงสร้างที่ใหญ่ที่สุดนั่นคือแนวทางการพัฒนา
ประเทศ ซึ่งจะนำ�ไปสู่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ นโยบาย
การศึกษา นโยบายด้านแรงงาน การพัฒนาฝีมอื แรงงาน นโยบายด้าน
ภาษี ซึ่งเมื่อทั้งหมดมีความเกี่ยวเนื่องส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำ�ทาง
เศรษฐกิจ การแก้ปัญหาจึงไม่อาจแก้อย่างแยกส่วน หรือนโยบายใด
นโยบายหนึ่งไม่สามารถแก้ความเหลื่อมล้ำ�ทั้งโครงสร้างได้
อาทิเช่น การทีร่ ฐั บาลชุดปัจจุบนั ได้พยายามเดินหน้านโยบาย
ยกระดับค่าจ้างแรงงานโดยยกระดับแรงงานขัน้ ต่�ำ ขึน้ เป็น 300 บาท
ทั่วประเทศนั้น เป็นนโยบายที่มีเป้าหมายที่ดีและยกระดับคุณภาพ
ชีวิตแรงงาน แต่การดำ�เนินนโยบายแบบแยกส่วนอาจทำ�ให้ในที่สุด
ไม่สามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ�และการกระจายรายได้ได้อย่าง
ยั่งยืน เพราะปัญหาในส่วนอื่นไม่ได้ถูกแก้ไขไปพร้อมกัน
กล่าวคือ การบังคับให้ผู้ประกอบการต้องขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ�
โดยทีย่ งั ไม่ได้มยี ทุ ธศาสตร์ดา้ นแรงงาน ทัง้ การยกระดับฝีมอื แรงงาน
14 การประเมินความเสีย่ ง ภายใต้การกำ�หนดแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ส่วนยุทธศาสตร์การสร้าง
ความเป็นธรรมในสังคม. อ้างแล้ว.

ในปัจจุบัน การจัดเตรียมแรงงานใหม่ที่จะเข้าสู่ระบบ ซึ่งต้องโยงถึง
นโยบายการศึกษาด้วย เพราะหากผูป้ ระกอบการถูกบีบทางนโยบาย
อาจสร้างปัญหาอื่นตามมา เช่น การเลี่ยงไปใช้แรงงานต่างด้าว
จากประเทศเพื่อนบ้านที่พร้อมจะรับค่าจ้างราคาถูก ซึ่งในปัจจุบัน
ก็มแี นวโน้มดังกล่าวนีส้ งู ขึน้ เรือ่ ยๆ ส่งผลให้เกิดการว่างงานในกลุม่
แรงงานไทยมากขึ้น
ขณะเดียวกัน นโยบายด้านการคลังก็ยงั ไม่มสี ว่ นทีเ่ อือ้ ต่อการ
ลดความเหลื่อมล้ำ� เช่น ยังไม่มีนโยบายที่จะปรับโครงสร้างภาษี
รวมทั้งการเก็บภาษีทรัพย์สินโดยเฉพาะที่ดิน ภาษีมรดก ตลอดจน
การจำ � กั ด การถื อ ครองที่ ดิ น เพื่ อ ใช้ เ ป็ น เครื่ อ งมื อ ในการกระจาย
ทรัพย์สินที่กระจุกตัวจากคนรวยคืนสู่สังคม ซึ่งใช้กันในประเทศที่
ให้ความสำ�คัญกับการลดความเหลื่อมล้ำ�ทางเศรษฐกิจ ทั้งหมดนี้
หากไม่มกี ารแก้ไขอย่างบูรณาการ นโยบายรัฐเองอาจจะเข้าไปซ้�ำ เติม
ความเหลื่อมล้ำ�ให้รุนแรงมากขึ้นไปอีก

ความยากจนในความรู้สึก
อย่างไรก็ตาม ทีก่ ล่าวมาทัง้ หมดเป็นความไม่เป็นธรรมในเชิง
เศรษฐกิจและเป็นตัวเลขเสียส่วนใหญ่ แต่ในการพิจารณาถึงแนวทาง
เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งในสังคม การลดความยากจน ลดความ
ไม่เป็นธรรมในการกระจายรายได้ หรือความเหลือ่ มล้�ำ ทางเศรษฐกิจ
อาจไม่เพียงพอที่จะลดปัญหาดังกล่าวให้กับสังคมไทยได้

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

120
121

ในประเด็นเหล่านี้ ได้เคยมีการศึกษาและเสนอแนะในทาง
วิ ช าการมาแล้ ว แต่ อ าจจะยั ง ไม่ ไ ด้ นำ � มาปรั บ เข้ า สู่ ก ระบวนการ
ในทางนโยบายเท่าทีค่ วร เช่น งานศึกษาเรือ่ ง “ความยากจนคืออะไร
และวัดอย่างไร” ของทีดีอาร์ไอ ในปี พ.ศ. 2545 ที่มุ่งศึกษาความ
ยากจนในมุมมองของคนแต่ละกลุม่ ทัง้ คนจน นักวิชาการ และผูท้ อี่ ยู่
ในฐานะทีต่ อ้ งเกีย่ วข้องหรือติดตามสถานการณ์คนยากจน ปรากฏว่า
ความยากจนในมุมมองของคนแต่ละกลุ่มมีทั้งจุดต่างและจุดร่วม
แต่มปี ระเด็นน่าสนใจว่า งานศึกษานีพ้ บข้อมูลทีส่ อดคล้องกับปัจจุบนั
คือ ระดับความยากจนเชิงสัมบูรณ์ของคนไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง
แต่คนกลับ “รู้สึก” ว่าตนมีความยากจนมาก
เรื่ อ งนี้ จ ะไม่ ส ามารถอธิ บ ายได้ เ ลยหากเราละเลยต่ อ การ
พิจารณาความยากจนในมิติของการเปรียบเทียบ ที่มีความหมาย
มากกว่าความยากจนที่เกิดขึ้นจากชีวิตความเป็นอยู่ที่ไม่ดีเท่ากับ
คนอืน่ ในสังคม ความยากจนโดยเปรียบเทียบยังหมายถึง การได้รบั
การยอมรับนับถือ หรือแม้กระทัง่ การมีสทิ ธิม์ เี สียง ซึง่ บอกได้วา่ คนจน
ขาดแคลนสิ่งเหล่านี้ เพราะฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมต่ำ�กว่า
“โดยเปรียบเทียบ” กับคนส่วนใหญ่ในสังคม แต่ไม่ได้หมายความว่า
มีฐานะทางเศรษฐกิจหรือมาตรฐานชีวิตที่ต่ำ�กว่า
งานศึกษาสรุปว่า ความยากจนโดยเปรียบเทียบเป็นประเด็น
สำ�คัญในสายตาของชาวบ้าน การใช้นโยบายแก้ปัญหาความยากจน
ที่มุ่งไปที่การยกระดับฐานะความยากจนให้อยู่เหนือ “เส้นความ
ยากจน” จึงไม่อาจแก้ปัญหา เพราะยังละเลยความเหลื่อมล้ำ�ทาง

สังคมที่ทวีความรุนแรงขึ้น ดังนั้นเอง แม้สังคมไทยจะปฏิเสธเรื่อง
ชนชั้ น แต่ ใ นทางปฏิ บั ติ แ ล้ ว ก็ ยั ง เกิ ด ความรู้ สึ ก ไม่ เ สมอภาค
ไม่เท่าเทียม ความเหลื่อมล้ำ�ในมิติทางสังคมและวัฒนธรรมนี้ก็
ต้องการการหล่อหลอมให้เกิดความเท่าเทียมเช่นเดียวกับมิติทาง
เศรษฐกิจ

บทส่งท้าย
ทิ ศ ทางการพั ฒนาที่ มุ่ งการเติ บ โตทางเศรษฐกิ จ เป็ น หลั ก
ตลอดช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ส่งผลต่อปัญหาการกระจายรายได้ และ
ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ทำ�ให้มีคนส่วนน้อยที่
ได้ประโยชน์และถือครองทรัพย์สนิ ส่วนใหญ่ เกิดเป็นความเหลือ่ มล้�ำ
ทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำ�ทางรายได้ โอกาสในการ
พัฒนาคุณภาพชีวิต มีสิทธิ์มีเสียง มีศักดิ์ศรี มีเกียรติ และมีอำ�นาจ
ต่อรอง ฯลฯ และนำ�ไปสู่ความขัดแย้งภายในสังคมในที่สุด
ระบบเศรษฐกิจที่มุ่งขจัดความเหลื่อมล้ำ�จึงจำ�ต้องคำ�นึงถึง
ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ในที่นี้คือการคำ�นึงถึงผู้คนที่ยังอยู่
ภายใต้เส้นความยากจน และหรือความยากจนเชิงเปรียบเทียบให้
มากขึน้ ซึง่ ต้องยกระดับให้ผคู้ นเหล่านีไ้ ด้รบั การกระจายรายได้อย่าง
เหมาะสม มี ก ารกระจายการถื อ ครองทรั พ ย์ สิ น อย่ า งเป็ น ธรรม
รวมไปถึงการให้ความสำ�คัญต่อความเหลือ่ มล้�ำ ในมิตอิ นื่ ควบคูก่ นั ไป
โดยเฉพาะความเหลือ่ มล้�ำ ทางด้านเกียรติ ศักดิศ์ รี และอำ�นาจต่อรอง
ซึ่งไม่อาจแก้ไขได้ด้วยมิติทางเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว

122
123

การขับเคลือ่ นเพือ่ ลดความเหลือ่ มล้�ำ และสร้างความเป็นธรรม
ในสังคมนี้ มิใช่หน้าที่ของรัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว ทุกองค์ประกอบ
ในสั ง คมจำ � เป็ น ต้ อ งตระหนั ก ถึ ง บทบาทหน้ า ที่ ข องตนเองที่ จ ะ
ขับเคลื่อนให้เกิดความเป็นธรรมในกรอบของตนเอง แม้แต่ในระดับ
ปัจเจก ประชาชนทั่วไปก็ต้องตระหนักถึงการปฏิบัติที่เท่าเทียมต่อ
เพื่อนมนุษย์ แม้เขาจะอยู่ในชนชั้นหรือเชื้อชาติใด เพราะมีทั้งข้อมูล
และงานศึกษาที่ระบุเป็นหลักฐานให้เราเห็นแล้วว่า ความยากจน
ความไม่เท่าเทียม และความไม่เป็นธรรมทัง้ หลายมิได้เกิดจากปัจจัย
ทางเศรษฐกิจ หากยังเกิดจากความรู้สึกถึงความมีศักดิ์ศรี ความ
ได้รับการยอมรับนับถือ และการมีสิทธิ์มีเสียงในสังคม

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

124
125

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

สังคมสวัสดิการ ใครจะร่วมกำ�หนดทิศทาง?
กรรณจริยา สุขรุ่ง
“ผมต้องการสุขภาพอนามัยอันดี และรัฐบาลจะต้องให้บริการ
ป้องกันโรคแก่ผมฟรี กับบริการการแพทย์ รักษาพยาบาลอย่างถูก
อย่างดี เจ็บป่วยเมื่อใดหาหมอพยาบาลได้สะดวก...
เมือ่ แก่ ผมและเมียก็ควรได้ประโยชน์ตอบแทนจากการประกัน
สังคม ซึ่งผมได้จ่ายบำ�รุงตลอดมา
เมือ่ ตายแล้ว ยังมีทรัพย์สมบัตเิ หลืออยู่ เก็บไว้ให้เมียผมพอใจ
ในชีวิตของเธอ ถ้าลูกยังเล็กอยู่ก็เก็บไว้ เลี้ยงให้โต แต่ลูกที่โตแล้ว
ไม่ให้ นอกนั้นรัฐบาลควรเก็บไปหมด จะได้ใช้เป็นประโยชน์ในการ
บำ�รุงชีวิตของคนอื่นๆ บ้าง” (ป๋วย อึ๊งภากรณ์, “คุณภาพแห่งชีวิต
ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน”)
สายใจเป็นชาวนาในจังหวัดชัยภูมิ ชีวิตชาวนาปลูกข้าวพอมี
พอกิน เหลือก็ขายและเก็บเงินไว้บา้ ง ชีวติ มีความสุขสบายและมัน่ คง
พอประมาณ จนกระทัง่ เมือ่ เธอล้มป่วยลงเมือ่ กว่าสิบปีทแี่ ล้ว แพทย์ที่
โรงพยาบาลวินิจฉัยว่า เธอมีภาวะโรคหัวใจและต้องได้รับการผ่าตัด

126
127

เพื่อรักษาชีวิต
ในเวลานั้น ยังไม่มีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทอง
และสายใจเองก็ไม่รู้ว่ารัฐมีโครงการสงเคราะห์ประชาชนผู้มีรายได้
น้อยด้านการรักษาพยาบาลอยู่บ้าง เธอกับสามีจึงชั่งใจกันว่า จะใช้
เงินที่เก็บหอมรอมริบมาชั่วชีวิตในการรักษาชีวิตของสายใจ หรือ
เก็บไว้เป็นค่าเล่าเรียนสำ�หรับลูก 3 คนที่กำ�ลังจะเข้าเรียนในระดับ
อุดมศึกษา
“เงิน 2 แสนกว่าบาทอาจจะไม่มากมายในสายตาใคร แต่
สำ�หรับครอบครัวชาวนาอย่างเรา มันเป็นเงินสำ�รองของทัง้ ครอบครัว
เลยทีเดียว เป็นเงินทีพ่ อ่ กับแม่หวังจะดูแลตนเองในวัยแก่เฒ่า ทำ�นา
ไม่ไหวแล้ว” ลูกสาวคนหนึง่ ของสายใจเล่า “แต่ถงึ เราจะต้องหมดตัว
ก็ต้องรักษาแม่”
ชาวนาเป็นอาชีพหลักที่เลี้ยงดูปากท้องของคนในประเทศมา
ช้านาน ทว่า ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนาไม่ได้มั่นคงและอุดม
สมบูรณ์ขึ้นเลย ในยุคเศรษฐกิจใหม่และอุตสาหกรรม ชาวนาต้อง
เผชิญกับความเสี่ยงนานา ตั้งแต่ภัยธรรมชาติ ทั้งน้ำ�ท่วมฝนแล้ง
พืชผลไม่พอเก็บเกี่ยว ปัญหาสุขภาพ การเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่ม
ทุน และรัฐไม่ให้ความคุ้มครอง
ชีวิตอัตคัดขัดสนและขาดหลักประกันในชีวิตของชาวนา เป็น
หนึ่งในแรงบันดาลใจที่ทำ�ให้นายปรีดี พนมยงค์ นักการเมืองหนุ่ม
และลูกชายชาวนา เสนอร่างเค้าโครงเศรษฐกิจ เมื่อปี พ.ศ. 2476

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

โดยริเริ่มแนวคิดให้ราษฎรทุกคนได้รับการประกันสังคมจากรัฐ และ
จัดเก็บภาษีแบบก้าวหน้า คือ ผู้มีรายได้จำ�นวนมาก ก็ต้องจ่ายเงิน
จำ�นวนมากให้เป็นค่าภาษี ซึ่งในเวลานั้น ร่างเค้าโครงเศรษฐกิจ
ถูกกล่าวหาว่าเป็นสังคมนิยมมากเกินไปและถูกปฏิเสธ
กระนั้น แนวคิดที่จะให้ประเทศไทยเป็นสังคมสวัสดิการที่ให้
หลักประกันพื้นฐานชีวิตแก่ทุกคน ตั้งแต่เกิดจนสิ้นลมหายใจ ก็ยัง
ดำ�รงอยู่และค่อยๆ พัฒนาเป็นลำ�ดับ และปรากฏชัดเจนในบทความ
“คุ ณ ภาพแห่ ง ชี วิ ต ปฏิ ทิ น แห่ ง ความหวั ง จากครรภ์ ม ารดาถึ ง
เชิงตะกอน” ของนายป๋วย อึ๊งภากรณ์ ในปี พ.ศ. 2516 และในช่วง
ไม่กที่ ศวรรษทีผ่ า่ นมา บรรดานักการเมืองก็หยิบยกประเด็นสวัสดิการ
สังคมทีก่ ระทบต่อชีวติ ความเป็นอยูข่ องประชาชนจำ�นวนมากมาเป็น
ฐานเสียงเรียกคะแนนนิยม นโยบายด้านสวัสดิการจึงเติบโตขึน้ มาก
และให้ความหวังกับผู้คนว่า ทุกคนจะได้รับหลักประกันชีวิตโดย
เท่าเทียมถ้วนหน้าและเป็นธรรม
แต่ - เราอยู่ใกล้ความหวังนี้เพียงใด?

สวัสดิการสังคม: ไม่ครอบคลุม ไม่ถ้วนหน้า ไม่ทั่วถึง
สวัสดิการสังคมที่ถ้วนหน้าและเท่าเทียม เป็นเครื่องมือที่จะ
ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ�ทางสังคมได้ ทุกคนเกลี่ยทุกข์-เฉลี่ยสุขกัน
ไม่ว่าจะอยู่ในสถานภาพทางสังคมและเศรษฐกิจใด ทุกคนสามารถ
เข้าถึงทรัพยากรและปัจจัยพืน้ ฐานเพือ่ การดำ�รงชีวติ ให้มคี ณ
ุ ภาพทีด่ ี
ระดับหนึ่ง และอุ่นใจได้ว่า จะได้ความคุ้มครองในชีวิตด้านต่างๆ

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

128
129

ไม่ว่าเรื่องการรักษาพยาบาล หลักประกันรายได้และคุณภาพชีวิต
ในวัยชรา การศึกษาของลูกหลาน และภาวะเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ
แต่ระบบสวัสดิการของไทยยังไปไม่ถึงเป้าที่มุ่งหวังดังกล่าว
ความเป็นจริงในปัจจุบนั แม้จะพยายามดูแลคนอย่างทัว่ ถึง แต่ระบบ
สวัสดิการสังคมของประเทศไทยยังไม่ครอบคลุมถ้วนหน้า
ประเทศไทยมีประชากรราว 66 ล้านคน ในจำ�นวนนี้ อาจแบ่ง
เป็นผู้ที่ได้รับสิทธิและสวัสดิการตามกฎหมายได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ
คือ ระบบสวัสดิการข้าราชการครอบคลุมข้าราชการและครอบครัว
ราว 5 ล้านคน ระบบประกันสังคมให้หลักประกันกับแรงงานจำ�นวน
กว่า 9 ล้านคน และโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ
บัตรทอง และกองทุนที่รับผิดชอบสวัสดิการต่างๆ ให้กับประชากร
ส่วนใหญ่ของประเทศอีกประมาณ 48 ล้านคน ทว่า สวัสดิการสังคม
ยังไม่ครอบคลุมแรงงานนอกระบบ ผูส้ งู อายุ คนพิการ คนไร้สญ
ั ชาติ
คนไร้บ้าน เด็กเร่ร่อน มิพักต้องพูดถึงแรงงานข้ามชาติที่เป็นกลุ่มที่
ด้อยโอกาสที่สุด
นอกจากนี้ คนในแต่ ล ะกลุ่ ม ระบบสวั ส ดิ ก ารก็ ไ ด้ รั บ สิ ท ธิ
ประโยชน์และการเข้าถึงบริการทีม่ คี ณ
ุ ภาพไม่เท่าเทียมกัน อีกทัง้ สิทธิ
ประโยชน์จากสวัสดิการที่ได้รับก็ยังไม่เพียงพอและไม่เหมาะสมกับ
ความต้องการของคนบางกลุ่ม เกิดเป็นความหลายมาตรฐานของ
ระบบสวัสดิการขึ้น

แรงงานนอกระบบ คนกลุ่มใหญ่ที่ถูกลืม
แรงงานนอกระบบ ได้แก่ คนประกอบอาชีพเกษตรกร คนรับ
งานไปทำ�ที่บ้าน คนทำ�งานบ้าน หาบเร่ แผงลอย คนขับรถรับจ้าง
ลูกจ้างชัว่ คราว และลูกจ้างเหมาค่าแรง ฯลฯ ตามข้อมูลจากสำ�นักงาน
สถิติแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2553 แรงงานนอกระบบในประเทศคาดว่าจะ
มีจ�ำ นวนถึง 24.1 ล้านคน จากจำ�นวนผูม้ งี านทำ�ในประเทศไทยทัง้ สิน้
38.7 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 62.3 ของแรงงานทั้งประเทศ
ในฐานะผู้ มี ส่ ว นสร้ า งสรรค์ สั ง คมและเป็ น เสาหลั ก ของ
เศรษฐกิจชาติ แรงงานนอกระบบเหล่านี้ยังไม่ได้รับความคุ้มครอง
ด้ านสวั ส ดิ ก ารเท่ า เที ย มกั บ แรงงานในระบบประกั น สั ง คม อาทิ
ความคุ้มครองค่าตอบแทนที่เป็นธรรม การฝึกและพัฒนาทักษะ
ฝีมือแรงงาน การประกันในกรณีอุบัติเหตุอันเกิดจากการทำ�งาน
การประกันการว่างงาน กรณีทุพพลภาพ กรณีเสียชีวิต หรือในเรื่อง
สวัสดิการทั่วไปอย่างที่แรงงานในระบบได้รับ เช่น เงินคลอดบุตร
เงินสงเคราะห์ ฯลฯ
แม้แรงงานนอกระบบจะได้รับสิทธิประโยชน์อื่นๆ เช่น การ
รักษาพยาบาลจากหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และได้รับเบี้ยยังชีพ
500 บาทต่อเดือนในกรณีสูงอายุ แต่เบี้ยยังชีพสูงอายุนี้ก็จัดว่า
น้อยกว่าสิทธิประโยชน์ในระบบประกันสังคม ที่จะได้สิทธิประกัน
รายได้วยั ชราในลักษณะเงินบำ�เหน็จหรือบำ�นาญ ซึง่ เป็นตัวเงินทีม่ าก
กว่าเบี้ยยังชีพหลายเท่า

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

130
131

ทีผ่ า่ นมา ระบบประกันสังคมเปิดช่องให้แรงงานนอกระบบเข้า
สูร่ ะบบประกันสังคมตามความสมัครใจ แต่กม็ เี งือ่ นไขทีไ่ ม่เป็นธรรม
และไม่ตอบโจทย์ความต้องการของคน อย่างแรงงานนอกระบบที่
ไม่เคยสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเลย สามารถสมัครประกันตน
ตามมาตรา 40 ของพระราชบัญญัตปิ ระกันสังคม โดยจ่ายเงินสมทบ
3,360 บาทต่อปี เพื่อรับสิทธิประโยชน์คุ้มครอง 3 รายการ คือ
ในกรณีทุพพลภาพ คลอดบุตร และเสียชีวิต ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่คนกลุ่มนี้
และกลุม่ ไหนๆ ให้ความสำ�คัญเป็นอันดับต้นๆ หลักประกันทีแ่ รงงาน
โดยทั่วไปต้องการ คือ (๑) การรักษาพยาบาล (๒) หลักประกันการ
ว่างงาน และ (๓) หลักประกันรายได้ในวัยชรา
นอกจากนี้ นพ. ภูษิต ประคองสาย ผู้อำ�นวยการสำ�นักงาน
พัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข ตั้งข้อ
สังเกตว่า มาตรการต่างๆ ในระบบประกันสังคมหรือนโยบายต่างๆ
ของรั ฐ ที่ พ ยายามช่ ว ยเหลื อแรงงานนอกระบบ ดู จ ะมุ่ ง เน้ น ไปที่
แรงงานนอกระบบที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง เช่น คนขับแท็กซี่ คนขาย
อาหารเร่ และแม่บ้าน แต่ยังไม่ครอบคลุมไปถึงแรงงานนอกระบบ
ในภาคการเกษตรที่มีจำ�นวนกว่าร้อยละ 50 ของจำ�นวนแรงงาน
นอกระบบทั้งหมด หรือราว 12 ล้านคนทั่วประเทศ1

1 หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 9 พ.ค. 2554.

ผู้สูงอายุ ยิ่งยากจน ยิ่งไม่ได้รับเบี้ยยังชีพ
ถึงแม้วา่ รัฐจะเน้นขยายสวัสดิการสังคมให้ครอบคลุมคนอย่าง
ถ้วนหน้า โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ เด็กยากจน
ทว่า ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากสวัสดิการถ้วนหน้าที่รัฐจัดสรรให้มัก
เป็นผู้ที่สามารถดูแลตัวเองได้พอสมควร ส่วนผู้ด้อยโอกาสที่ลำ�บาก
จริงๆ กลับเข้าไม่ถึงสวัสดิการของรัฐอย่างแท้จริง ด้วยข้อจำ�กัด
หลายประการ และการบริหารจัดการที่ยังขาดประสิทธิภาพ
พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 มาตรา 11 ระบุให้
ผู้สูงอายุมีสิทธิ์ได้รับการสนับสนุนและสงเคราะห์เบี้ยยังชีพอย่าง
ทั่วถึงและเป็นธรรม โดยรัฐจัดให้คนละ 500 บาทต่อเดือน และในปี
พ.ศ. 2553 รัฐทุ่มเงินกว่า 48,000 ล้านบาทเพื่อจ่ายเบี้ยยังชีพให้
ผู้สูงอายุยากจนทั่วประเทศจำ�นวน 5 ล้านคน แต่ผู้สูงอายุที่ยากจน
และถูกทอดทิ้งอยู่ลำ�พังจำ�นวนกว่าร้อยละ 61.8 ไม่ได้รับเบี้ยยังชีพ2
ผูส้ งู อายุหลายคนสะท้อนว่า ไม่สะดวกเดินทางไปรับเบีย้ ยังชีพ
ด้วยข้อจำ�กัดด้านสุขภาพ บ้างก็บอกว่าการจะเปิดบัญชีเพื่อรับเงิน
ส่วนนี้และเดินทางไปถอนเงินเพื่อมาใช้ ไม่ค่อยสะดวกเท่าไรและก็มี
ค่าใช้จ่ายในการเดินทางด้วย ซึ่งบางทีก็ไม่คุ้มกับการเดินทางไป
เอาเงิน 500 บาท ผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยยังชีพจึงมักเป็นผู้ที่พอมี
ศักยภาพในการดูแลตนเองบ้าง
2 สำ�นักส่งเสริมและพิทกั ษ์ผสู้ งู อายุ. http://www.oppo.opp.go.th/info/sitti_older291154.
ppt. 2552.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

132
133

ตรงนี้เองที่ทำ�ให้สวัสดิการสังคมไม่ช่วยลดช่องว่างความ
เหลื่อมล้ำ�ทางสังคมเท่าที่ควร เพราะผู้ที่มีสถานภาพทางสังคมและ
เศรษฐกิจต่ำ� ได้รับการดูแลไม่มากพอที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของ
ตนเองได้

คนพิการ กับความไร้ศักดิ์ศรี
คนพิการเป็นกลุ่มที่ได้รับเงินสงเคราะห์ 500 บาทต่อคน
ต่ อ เดื อ นเหมื อ นกั บ ผู้ สู ง อายุ ซึ่ ง แน่ น อนว่ า ไม่ เ พี ย งพอ สำ � หรั บ
คนพิการและครอบครัวแล้ว จำ�นวนเบี้ยยังชีพที่พอจะช่วยประคับ
ประคองชีวิตพวกเขาได้บ้าง อย่างต่ำ�น่าจะอยู่ที่ 1,000-1,500 บาท
ต่อเดือน นอกจากเบี้ยยังชีพจะไม่เพียงพอแล้ว เงินยังเข้าไม่ถึง
ผู้พิการที่ยากจนด้วย
สถิติจากสำ�นักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
แห่งชาติ (พก.) ในปี พ.ศ. 2555 แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมี
คนพิการ 1.23 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 1.7 ของประชากรทั้ง
ประเทศ ในจำ�นวนนี้ได้รับการจดทะเบียนกับกระทรวงการพัฒนา
สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) แล้วประมาณ 6 แสนคน
เท่านัน้ ซึง่ เหตุผลหนึง่ ทีผ่ พู้ กิ ารขึน้ ทะเบียนน้อยกว่าจำ�นวนประมาณ
การกว่าครึ่งเป็นเรื่องที่ซับซ้อน คนพิการบางคนยังทำ�ใจยอมรับ
สภาพ “ความพิการ” ของตนเองไม่ได้ และไม่อยากถูกตีตรา เหมือน
อย่างที่ “เบี้ยคนจน” ทำ�ให้คนรู้สึกว่าไร้ศักดิ์ศรี หมดประสิทธิภาพ
และคุณค่า นอกจากนัน้ การประสานงานเดินทางติดต่อเรือ่ งเอกสาร

ในการจดทะเบียนก็ยุ่งยาก
สำ�หรับกลุ่มคนพิการ สวัสดิการที่สำ�คัญซึ่งจะช่วยเหลือคนใน
กลุ่มเหล่านี้ได้มากขึ้นในระยะยาว คือ การสนับสนุนโครงสร้างที่เอื้อ
อำ�นวยให้ผู้พิการดำ�เนินชีวิตให้อยู่ได้อย่างสง่างาม พึ่งพาตัวเองได้
สิง่ ทีค่ นพิการปรารถนาจึงเป็นเรือ่ ง “โอกาส” ในการเข้าทำ�งาน
ทั้งในภาครัฐและเอกชน การฝึกอาชีพ สวัสดิการเรียนฟรีและจัดหา
อุปกรณ์การเรียนการสอนที่เหมาะสม การส่งเสริมด้านการบำ�บัด
ฟืน้ ฟูสขุ ภาพ อุปกรณ์อ�ำ นวยความสะดวกสำ�หรับความพิการรูปแบบ
ต่างๆ การเข้าถึงบริการสาธารณะต่างๆ และให้สถานทีต่ า่ งๆ มีพนื้ ที่
อำ�นวยความสะดวกเพียงพอกับคนพิการ

คนไร้รัฐ คนไร้สัญชาติ ขาดสิทธิ ไม่รู้สิทธิ
ครั้งหนึ่งมีภาพข่าวหญิงชราชาวปกากะญอคนหนึ่งถือเงิน
ที่เป็นธนบัตรใบต่างๆ 20 บาท 50 บาท 100 บาท และ 500 บาท
รวมถึงเศษเหรียญบาทอีกมาก ซึ่งนับรวมกันทั้งหมดได้ 4,000 บาท
เธอหอบเอาเงินทัง้ หมดนีไ้ ปทีโ่ รงพยาบาลประจำ�จังหวัด เพือ่ จ่ายคืน
ค่ารักษาพยาบาลที่เธอเคยไปคลอดลูกไว้เมื่อ 30 ปีก่อน เธอยืนยัน
ว่า “เราติดเงินเขาไว้ ก็ต้องเอาไปคืน”
ในขณะที่คนหลายกลุ่มในประเทศได้รับหลักประกันสุขภาพ
ถ้วนหน้าที่เข้าถึงบริการรักษาพยาบาลฟรี คนไร้สัญชาติจำ�นวนมาก
เชือ่ ว่าตนต้องจ่าย เพือ่ ทีจ่ ะได้รบั การบริการรักษาพยาบาลและบริการ
สวัสดิการสังคมด้านอื่นๆ โดยเฉลี่ยคนกลุ่มนี้จ่ายค่ารักษาพยาบาล

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

134
135

270 บาทต่อคนต่อครั้ง3 บางคนที่ไม่มีเงินพอจะจ่ายก็หาซื้อยา
กินเอง และเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมา
สำ�หรับผู้ที่จำ�เป็นต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลแต่ไม่มีเงิน
ภาระค่าใช้จ่ายก็จะตกอยู่ที่สถานพยาบาล เพราะจะไม่ได้รับการ
สนับสนุนจากภาครัฐ เนื่องจากมีการอ้างว่า “บุคคล” ที่ปรากฏ
ในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.
2545 คือ “ผู้ที่มีสัญชาติไทย” เท่านั้น
จากข้อมูลของสำ�นักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติระบุว่า
ในประเทศไทย มีกลุม่ คนไร้สญ
ั ชาติอยูก่ ว่า 1,150,000 คน คนเหล่านี้
เป็นผู้ที่เกิด เติบโต และอยู่ในผืนแผ่นดินไทยมาหลายชั่วอายุคน แต่
ด้วยวิถีชาติพันธุ์ที่ไกลจากระบบเมือง เช่น อยู่ตามภูเขา เกาะแก่ง
ที่ห่างไกล ตกสำ�รวจประชากร หรือไม่ได้ทำ�ทะเบียนราษฎร์ ทำ�ให้
พวกเขากลายเป็นคนไร้สัญชาติ และขาดสิทธิความเป็นพลเมืองที่
จะเข้าถึงสวัสดิการและบริการต่างๆ ของรัฐตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่ว่า
จะค่ารักษาพยาบาล เบี้ยยังชีพสูงอายุ ความคุ้มครองด้านแรงงาน
ตลอดจนโอกาสทางการศึกษา
ในโลกที่กำ�ลังให้ความสำ�คัญกับการพัฒนาคุณภาพของคน
เพือ่ ยกระดับความเจริญทางเศรษฐกิจและหนุนเสริมความมัน่ คงของ
สังคม เราย่อมไม่อาจละเลยกลุ่มคนไร้สัญชาติภายในประเทศได้
นอกเหนือจากการเปิดโอกาสให้เข้าถึงบริการทางสุขภาพแล้ว ต้อง
3 วารสารวิจยั ระบบสาธารณสุข. ก.ค.-ก.ย. 2552. “ความเป็นธรรมทางสุขภาพกับสิทธิมนุษยชน:
กรณีชาวเขาไร้สัญชาติในประเทศไทย”. บุญมา สุนทราวิรัตน์ และคณะ.

เปิดโอกาสในการให้ฐานะบุคคลอย่างถูกต้องตามกฎหมายด้วย เพือ่ ที่
สังคมไทยจะไม่สญ
ู เสียโอกาสด้านแรงงาน รายได้จากภาษี ตลอดจน
ป้องกันปัญหาทางสังคมและวัฒนธรรมในอนาคต

อาชีพต่างกัน การคุ้มครองต่างกัน
ระบบสวัสดิการสังคมในประเทศไทยมีหลายรูปแบบ หลักๆ
คือ (๑) สำ�หรับข้าราชการ (๒) สำ�หรับแรงงาน และ (๓) สำ�หรับ
ประชาชนทั่วไป ความมีหลายระบบที่แนวทางความคุ้มครองและ
ครอบคลุมพื้นฐานไม่สอดประสานกันเป็นภาพใหญ่ทั้งสังคม นำ�ไปสู่
“ระบบสวัสดิการสังคมที่มีหลายมาตรฐาน” สร้างความเหลื่อมล้ำ�
ในด้านสิทธิประโยชน์และการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพ คนบางกลุ่ม
ได้รบั สิทธิประโยชน์สงู กว่าประชากรในกลุม่ อืน่ ๆ ได้รบั ความคุม้ ครอง
และเข้าถึงคุณภาพของบริการทีด่ กี ว่า คนบางกลุม่ ต้องจ่ายเงินเพือ่ ได้
รับหลักประกันในชีวติ ในขณะทีค่ นกลุม่ อืน่ ๆ ได้รบั การดูแลฟรีจากรัฐ
สมปองเป็นพนักงานกวาดถนนของหน่วยงานรัฐแห่งหนึ่ง
ในฐานะแรงงานเหมาค่าแรงมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ตลอดเวลา
เธอหวังว่าจะได้รบั การบรรจุเป็นพนักงานประจำ�เพือ่ ให้เธอเข้าสูร่ ะบบ
สวัสดิการข้าราชการ เพือ่ ทีว่ า่ เธอจะได้รบั สิทธิประโยชน์จากการรักษา
พยาบาลที่ดี และเงินบำ�นาญที่เธอหวังพึ่งพิงในวัยชรา แต่เมื่ออายุ
ใกล้วยั เกษียณเข้าไปทุกที ความหวังทีเ่ ธอมีกร็ บิ หรีล่ ง เธอจึงถ่ายโอน
ความหวังไปยังลูกสาวทีเ่ ธอพยายามส่งเสริมให้สมัครเข้ารับราชการ
เพือ่ ทีเ่ ธอจะได้ผลพวงของสวัสดิการบางอย่างไปด้วย อย่างค่ารักษา
พยาบาล

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

136
137

หลายคนแสดงความเห็นคล้ายๆ กับสมปองว่า อยากจะได้
รับสวัสดิการเทียบเท่ากับกลุม่ ข้าราชการ เพราะสวัสดิการครอบคลุม
หลายเรื่องในชีวิตและให้สิทธิประโยชน์ที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน
เรื่องค่ารักษาพยาบาลและเงินบำ�นาญ ซึ่งเป็นสวัสดิการที่หลายคน
ให้ความสำ�คัญ รองจากสวัสดิการด้านการศึกษา4
รายจ่ายด้านสวัสดิการการรักษาพยาบาลของรัฐในปี พ.ศ. 25515
กลุ่มผู้รับ
สวัสดิการ

จำ�นวน งบประมาณ เฉลี่ย
ลักษณะของสิทธิ
(คน)
(ล้านบาท) (บาท/คน/ปี)

ข้าราชการและ
5 ล้าน
55,000
12,000
ครอบครัว

เบิกจ่ายตามจริง
ครอบคลุมทุกโรค
ได้รับยาคุณภาพสูง

ประชาชนทั่วไป
50 ล้าน 50,000
2,000
ในระบบหลักประกัน
สุขภาพถ้วนหน้า

ครอบคลุมไม่ทุกโรค
ไม่ครอบคลุมคน
ทุกกลุ่ม

ผู้ประกันตน
9 ล้าน
5,600
2,500

ร่วมจ่าย 1 ใน 3
และจำ�กัดสถานบริการ

ผู้ด้อยโอกาส
คนพิการ ผู้ป่วยเอดส์

-

300

-

4 สุวรรณา ตุลยวศินพงศ์. “ทางเลือกของสวัสดิการสังคมสำ�หรับคนไทย: ทัศนะจากประชา
เสวนา”. 2552.
5 สุวรรณา ตุลยวศินพงศ์. 2552.

เมื่อดูตัวเลขค่าใช้จ่ายที่รัฐจัดสรรเพื่อสวัสดิการด้านต่างๆ
จะเห็นได้ว่า ประมาณร้อยละ 50 เป็นสิทธิประโยชน์ที่ตกอยู่กับ
ข้าราชการและครอบครัว ส่วนอีกร้อยละ 50 ที่เหลือ นำ�ไปดูแล
สวัสดิการให้กับประชาชนทั่วประเทศ
สวัสดิการผู้สูงอายุในประเทศไทย6
กลุ่ม

จำ�นวนคน
(ล้านคน)

จำ�นวนเงิน
(ล้านบาท)

บำ�เหน็จบำ�นาญข้าราชการ ปี พ.ศ. 2552

1

73,145

เบี้ยยังชีพสูงอายุสำ�หรับประชากรสูงวัย
ทั่วประเทศ ปี พ.ศ. 2553

5

48,000

บำ�เหน็จชราภาพ จากกองทุนประกันสังคม

1

2,266

สำ � หรั บ หลั ก ประกั น รายได้ ใ นวั ย ชรา กลุ่ ม ข้ า ราชการและ
ผูป้ ระกันตนในระบบประกันสังคม เป็น 2 กลุม่ หลักทีไ่ ด้รบั เงินบำ�นาญ
อย่างเป็นระบบ ข้าราชการมีเงินบำ�นาญ และลูกจ้างเอกชนได้เงินจาก
ประกันสังคมและกองทุนสำ�รองเลี้ยงชีพ ซึ่งเงินบำ�นาญที่ข้าราชการ
ได้รับก็มากกว่าเงินที่คนทั่วไปจะได้รับจากเอกชนหรือระบบประกัน
สังคม
6 วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์. สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย บทความเรื่อง “ทางเลือก
ของสวัสดิการสำ�หรับคนไทย”.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

138
139

อย่างไรก็ดี คนสูงอายุทไี่ ม่ใช่ขา้ ราชการและไม่ใช่ลกู จ้างเอกชน
โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนทั่วไป กลุ่มแรงงานไร้ระบบ และกลุ่มคน
ไร้สญ
ั ชาติ ซึง่ คาดว่าน่าจะมีราว 33 ล้านคนในอนาคต ก็ยงั ไม่มรี ะบบ
ประกันรายได้ในวัยชรา
ดร. วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ให้ความเห็นว่า “เรายังขาดกลไก
สำ�คัญทีจ่ ะเป็นหลักประกันรายได้ส�ำ หรับผูส้ งู อายุเป็นระบบทีม่ คี วาม
เป็นธรรม กำ�หนดบำ�นาญพื้นฐานที่จะช่วยคนทุกกลุ่มว่าควรเป็น
เท่าใด และสอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อและบริบทสังคม”

ทำ�งานกับภาคเอกชนมากกว่าภาครัฐ และทำ�งานในเขตเมืองซึ่งให้
ผลตอบแทนดีกว่า และเหนื่อยน้อยกว่า เพราะไม่ต้องดูแลจำ�นวน
ประชากรมากนัก

อยู่กันต่างที่ ความคุ้มครองต่างกัน
นอกจากสิทธิประโยชน์ที่คนแต่ละกลุ่มได้รับไม่เท่าเทียมกัน
แล้ว ปัญหาสำ�คัญระดับโครงสร้างอีกอย่าง คือ คุณภาพของบริการ
ที่ ไ ม่ ทั ด เที ย มกั น ระหว่ า งเขตเมื อ งและชนบท อย่ า งด้ า นบริ ก าร
สาธารณสุข แพทย์ยังคงกระจุกตัวอยู่ในเมือง ทำ�ให้ชนบทประสบ
ปัญหาขาดแคลนแพทย์ และคุณภาพของสถานพยาบาลในเมืองและ
ชนบทก็แตกต่างกัน
สัดส่วนแพทย์ต่อจำ�นวนประชากรที่ดูแลมีผลอย่างยิ่งต่อการ
ให้บริการสาธารณสุข สุขภาวะและคุณภาพชีวิตของคนในสังคม แม้
ที่ผ่านมา จะมีความพยายามผลิตแพทย์เพิ่ม โดยรัฐเปิดสถาบัน
การแพทย์อีก 6 แห่งทั่วประเทศ และมีโครงการผลิตแพทย์เพื่อ
ชาวชนบทเป็นเวลา 10 ปี เพื่อจัดสรรแพทย์สู่พื้นที่ชนบทมากขึ้น
แต่ปญ
ั หาทีส่ �ำ คัญก็ยงั คงอยู่ คือ ปัญหาแพทย์ทศี่ กึ ษาจบออกมาเลือก

ภาค

สัดส่วนแพทย์ต่อประชากร

แพทย์

ทันตแพทย์

เภสัชกร

พยาบาล

กลาง

1,357

11,601

7,609

443

อิสาน

1,113

19,313

11,766

611

เหนือ

995

11,829

7,728

455

ใต้

772

11,417

7,598

454

กรุงเทพฯ

875

6,517

3,667

251

รวม

5,112

12,427

7,810

458

ทีมา: สำ�นักงานวิจัยแลพัฒนากำ�ลังคนด้านสุขภาพ, 2553

กองทุนประกันสังคม: คุณภาพบริการ
ศิริรัตน์จ่ายค่าประกันสังคมทุกเดือนๆ ละ 750 บาท ตาม
กฎหมายผูป้ ระกันตนในกองทุนประกันสังคม แต่กไ็ ม่เคยไปรับบริการ
จากสถานพยาบาลที่ลงทะเบียนไว้เลย เธอระบายความในใจว่า
“โรงพยาบาลประกันสังคมมีจำ�กัด ในจังหวัดที่อยู่ เราไปได้เพียง
2 แห่ง และก็ยงั อยูไ่ กลบ้านเราอีก คนก็มารอรับบริการมาก ทำ�ให้ตอ้ ง
รอคิวนานมาก เสียงานไปทัง้ วัน เสียรายได้ คุณภาพการบริการไม่ด”ี

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

140
141

พรศรี พนักงานบริษทั เอกชนแห่งหนึง่ กล่าวสมทบว่า “โรงพยาบาล
หลายแห่งมีแผนกเฉพาะสำ�หรับผูป้ ระกันตนโดยเฉพาะ ทำ�ให้เรารูส้ กึ
เหมือนผูร้ บั บริการชัน้ สอง รูส้ กึ แบ่งแยกแตกต่างระหว่างผูท้ รี่ บั บริการ
ในฐานะผู้ประกันตนและผู้รับบริการจ่ายเงิน เราก็จ่ายเงินเหมือนกัน
และยาทีไ่ ด้โดยมากก็เป็นยาพืน้ ฐานทีร่ าคาไม่สงู อะไร มักได้ยาเดิมๆ
อย่างไปหาทีไร ได้ยาพาราเซตามอลเป็นประจำ�”
“บริการไม่ดี ยาคุณภาพต่ำ� แถมยังต้องเสียเงิน” คือเสียง
สะท้อนจากผู้ประกันตนที่รู้สึกเสมือนเป็นพลเมืองชั้นสอง
ในความรูส้ กึ ของผูป้ ระกันตนหลายคน ความไม่เป็นธรรมของ
ระบบประกันสังคมยังอยูท่ ก่ี ารจ่ายเงินสมทบแบบเท่ากันอย่างถ้วนหน้า
ที่อัตราร้อยละ 5 จากฐานเงินสมทบสูงสุดที่ 15,000 บาทต่อเดือน
แม้เงินที่จ่ายสมทบจะเท่ากัน แต่บางคนรู้สึกว่าตนจ่ายมากกว่า
ศิริศักดิ์ได้เงินเดือนเดือนละ 15,000 ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุน
ประกันสังคมเดือนละ 750 บาท เพื่อนรุ่นพี่ของเขาก็จ่ายเข้ากองทุน
ในอัตราเดียวกัน แต่วา่ รุน่ พีไ่ ด้เงินเดือนเดือนละ 40,000 บาท “คนทีม่ ี
เงินเดือน 15,000 เวลาถูกหักเงินไป 750 บาท มันสะเทือนเหมือน
กันนะ แต่คนทีม่ เี งิน 40,000 บาท มันคงไม่กระทบกับเงินทีม่ ที งั้ หมด
เท่าไร”
นอกจากนี้ การกำ�หนดอัตราการจ่ายเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน
15,000 บาท ทำ�ให้การคำ�นวณสิทธิประโยชน์ที่ได้รับต่ำ�ไปด้วย
ยกตัวอย่างเช่น ผูป้ ระกันตนทีส่ ง่ เงินสมทบมาตลอดเป็นเวลาติดต่อกัน

20 ปี เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง
จะได้รับเงินบำ�นาญชราภาพเดือนละ 4,125 บาทต่อเดือนจนตลอด
ชีวิต ในขณะที่ข้าราชการที่ทำ�งานเป็นเวลา 30 ปีอาจจะได้รับเงิน
บำ�นาญถึง 20,000 บาทต่อเดือน
หากความเท่าเทียมอยูท่ กี่ ารกระจายทรัพยากร และเฉลีย่ สิทธิ
ประโยชน์ให้ทุกคนได้รับพอๆ กันแล้ว การจ่ายเงินสมทบในอัตรา
ก้าวหน้าอาจเป็นทางออกในอนาคต ผู้ที่มีรายได้มากจ่ายมากขึ้น
และองค์กรก็จา่ ยสมทบมากขึน้ ด้วย โดยมีเงือ่ นไขว่า กองทุนประกัน
สังคมต้องสามารถจัดสรรสวัสดิการให้ผปู้ ระกันตนได้อย่างมีคณ
ุ ภาพ
ทัดเทียมกับกลุ่มข้าราชการ และได้สิทธิประโยชน์มากขึ้นจริง

สวัสดิการในสังคมเสี่ยงต่อภัยพิบัติ
เมือ่ มหาอุทกภัยกลืนบ้านและโรงงานในพืน้ ทีล่ มุ่ น้�ำ เจ้าพระยา
คนทำ�งานจำ�นวนมากไม่มีที่อยู่อาศัย และไม่อาจเดินทางไปทำ�งาน
เพราะบริษัทและโรงงานต้องหยุดงานชั่วคราว ส่วนใหญ่ไม่มีรายได้
แต่ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการดำ�เนินชีวิตยังคงมีอยู่
กองทุนประกันการว่างงานอยู่ที่ไหนในเวลานี้ จะช่วยแรงงาน
ที่จ่ายเงินสมทบในกองทุนประกันการว่างงานอย่างไร? เป็นคำ�ถาม
ดังๆ จาก ดร. วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ จากสถาบันวิจัยเพื่อการ
พัฒนาประเทศไทย7
7 ประชาไท www.prachatai.com. 14 พ.ย. 2554.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

142
143

“สิง่ ทีร่ ะบบประกันการว่างงานของเราควรทำ�แต่ไม่ท�ำ คือการ
ให้หลักประกันแก่ลูกจ้างที่ว่างงานเพราะนายจ้างประสบภัยพิบัติ
จนต้องหยุดกิจการชัว่ คราว ไม่วา่ ภัยพิบตั นิ น้ั จะเกิดขึน้ เพราะธรรมชาติ
หรือน้�ำ มือมนุษย์ ... มาวันนี้ ลูกจ้างทีส่ มทบเงินมาตลอดขาดรายได้
เพราะสถานประกอบการประสบภัยพิบตั ติ อ้ งหยุดดำ�เนินการ สมควร
เป็นอย่างยิง่ ทีร่ ะบบประกันการว่างงานจะจ่ายเงินชดเชยให้แก่ลกู จ้าง
เหล่านี้ จำ�นวนเงินทีจ่ ะต้องใช้เพือ่ ช่วยเหลือลูกจ้างทีข่ าดรายได้เพราะ
ภัยพิบัติก็มิได้มากเกินความสามารถในการจ่ายของกองทุนประกัน
การว่างงาน ที่ในขณะนี้มีเงิน สะสมเกือบ 60,000 ล้านบาท”
“ปัจจุบันจังหวัดปทุมธานีและอยุธยามีลูกจ้างผู้ประกันตน
ประมาณ 800,000 คน และสถานประกอบการในระบบประกันสังคม
ประมาณ 17,000 แห่ง ถ้าเหตุภยั พิบตั นิ ที้ �ำ ให้ลกู จ้างรายวันขาดรายได้
ประมาณ 200,000 คน กองทุนประกันการว่างงานจะใช้เงินประมาณ
600 ล้านบาทในการจ่ายเงินชดเชย 30 วัน ให้ลูกจ้างเหล่านั้น”
แต่ดเู หมือนสำ�นักงานประกันสังคมได้เตรียมมาตรการอืน่ เพือ่
เยียวยาแรงงานในระบบกองทุนประกันการว่างงาน เช่น มาตรการ
ลดเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมในอัตราร้อยละ 1-2 ของค่าจ้าง
เพื่อลดภาระของผู้ประกอบการและผู้ประกันตนที่ประสบอุทกภัย ซึ่ง
เป็นมาตรการชั่วคราวมีระยะเวลา 1-2 ปี กรณีหากมีการเลิกจ้าง
พนักงานเป็นจำ�นวนมาก สำ�นักงานประกันสังคม (สปส.) จะเร่ง
ช่วยเหลือตามสิทธิประโยชน์กรณีวา่ งงาน และอีกหลายโครงการเพือ่
ช่วยเหลือผู้ประกันตนที่ประสบอุทกภัย เช่น กู้ยืมเพื่อซ่อมแซมบ้าน

ในอัตราดอกเบี้ยคงที่ 2 ปี ฯลฯ
แล้วเงินทีต่ อ้ งใช้จา่ ยเพือ่ การยังชีพในช่วงน้�ำ ท่วม และขาดรายได้
แรงงานผูป้ ระกันตนจะเรียกร้องความเป็นธรรมได้จากหน่วยงานใด?
ในอนาคต โอกาสเกิดภัยพิบตั ทิ างธรรมชาติ และภัยอืน่ ๆ อาจเกิดขึน้
อีก กองทุนประกันการว่างงานจะวางแผนอะไรเพือ่ รองรับสถานการณ์
อย่างนี้ในอนาคต?
ไม่เพียงระบบประกันสังคม ระบบสวัสดิการสังคมอืน่ ๆ ทีม่ อี ยู่
ทั้งเพื่อข้าราชการและประชาชนทั่วไป ต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับ
บริบททางสังคมที่เปลี่ยนไปด้วย เพื่อให้ความคุ้มครองตอบสนอง
ชีวติ ของคนในสังคมได้อย่างทันสถานการณ์และเข้าถึงความต้องการ
ของคน
ผลสำ�รวจความคิดเห็นเรือ่ งสวัสดิการสังคมทีค่ นไทยต้องการ
จากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ โดยสำ�นักงานสถิติแห่งชาติ เดือน
เมษายน พ.ศ. 2553 เผยว่า สวัสดิการที่คนไทยเห็นพ้องต้องกันว่า
ควรทำ�มากที่สุด คือ การช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติต่างๆ การ
ช่วยเหลือผู้พิการทุกคน การฝึกอาชีพฟรีทุกหลักสูตร ช่วยจัดหางาน
ให้นักศึกษาจบใหม่ คนตกงาน และคนที่ต้องการเปลี่ยนงาน และ
รักษาพยาบาลฟรีด้วยสวัสดิการที่มีเกียรติเหมือนข้าราชการ8

8 ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย.

144
145

จากผลสำ�รวจนี้ เราจะเห็นว่าความกังวลและความต้องการ
ของคนในสังคมอยู่ที่เรื่องใด เหตุการณ์น้ำ�ท่วมใหญ่ปี พ.ศ. 2554
เป็นโอกาสให้เราทบทวนระบบสวัสดิการสังคมทั้งระบบเพื่อให้ตอบ
สนองความต้องการและความเสีย่ งทีส่ งั คมไทยกำ�ลังเผชิญ หากเรามี
ระบบสวัสดิการทีช่ ว่ ยบรรเทาทุกข์ของผูป้ ระสบภัยน้�ำ ท่วมทีบ่ า้ นเรือน
ทรัพย์สินเสียหาย ว่างงานและขาดรายได้ ความขัดแย้งทะเลาะกัน
ในบางพื้นที่ การทำ�ลายคันกั้นน้ำ�และสิ่งสาธารณะก็จะลดทอนไป
เพราะผูเ้ สียหายได้รบั การเยียวยา และสามารถประคองชีวติ ต่อไปได้
เงินสงเคราะห์ผู้ประสบภัยน้ำ�ท่วมครัวเรือนละ 5,000 บาท
คงเป็นเพียงการปลอบขวัญสร้างกำ�ลังใจในเบื้องต้นเท่านั้น ระบบ
สวัสดิการสังคมในวาระภัยพิบัติต่างๆ ควรมีมาตรการฟื้นฟูชีวิตคน
ได้มากกว่านี้ ไม่ว่าเรื่องที่อยู่อาศัย สถานประกอบการ การทำ�งาน
หลักประกันเพื่อการว่างงาน และการให้ความสงเคราะห์ที่ถ้วนหน้า
และในจำ�นวนเท่าๆ กัน ไม่ได้หมายความว่าเท่าเทียม เพราะความ
เสียหายเดือดร้อนของคนไม่เท่ากัน ความเป็นธรรมจึงอยูท่ ก่ี ารกระจาย
ทรัพยากรและความช่วยเหลือให้คนที่เดือดร้อนในระดับที่เยียวยา
ความเสียหายให้ทกุ คนได้กลับมามีสภาพมาตรฐานชีวติ ทีใ่ กล้เคียงกัน
บางพื้นที่อาจจะได้รับ 5,000 บาท แต่สำ�หรับผู้ที่เสียหายมากอาจ
ได้รับมากกว่านั้น

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

กระบวนการมีส่วนร่วม
ชิ้นส่วนที่หายไปในการกำ�หนดนโยบายสวัสดิการ
ข้าราชการเป็นกลุม่ ทีไ่ ด้รบั สวัสดิการครอบคลุมถ้วนทัว่ ทุกมิติ
ของชีวิต และสิทธิประโยชน์ที่ได้รับก็สูงกว่ากลุ่มประชากรอื่นๆ ทั้งนี้
ส่วนหนึ่งก็มาจากประวัติศาสตร์ที่กลุ่มข้าราชการเป็นแรงงานกลุ่ม
แรกๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ มีวิวัฒนาการการคุ้มครองและสวัสดิการ
มายาวนานและต่อเนื่องกว่ากลุ่มใด ที่เพิ่งเริ่มขึ้นไม่นานมานี้ อย่าง
กลุ่มแรงงานก็เริ่มมีจริงจังจากพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.
2533 หรือกลุ่มประชาชนทั่วไปก็เมื่อพระราชบัญญัติหลักประกัน
สุขภาพถ้วนหน้าราวปี พ.ศ. 2545 ที่สำ�คัญ สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์
นักวิชาการจากสถาบันวิจยั เพือ่ การพัฒนาประเทศไทย ให้ความเห็น
ว่า ข้าราชการเป็นกลุ่มผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะข้าราชการเป็น
ผู้กำ�หนดนโยบายร่วมกับนักการเมืองในเรื่องสวัสดิการต่างๆ และ
ได้รับผลประโยชน์จากระบบสวัสดิการต่างๆ ในฐานะลูกจ้างของ
ภาครัฐด้วย จึงไม่แปลกทีข่ า้ ราชการจะเป็นกลุม่ ทีไ่ ด้รบั สิทธิประโยชน์
ด้านสวัสดิการดีกว่ากลุ่มอื่นๆ
ไม่เพียงเท่านั้น ระบบประกันสังคม และระบบสวัสดิการอื่นๆ
ล้วนอยู่ภายใต้การกำ�กับดูแลของรัฐและระบบราชการทั้งสิ้น จึงขาด
การมีส่วนร่วมและตรวจสอบจากภาคประชาชนและเอกชน ซึ่งนำ�ไป
สู่ปัญหาใหญ่ที่ตามมา คือ ธรรมมาภิบาลของระบบสวัสดิการสังคม
ต่างๆ และความเสี่ยงในการขาดทุนหรือล้มละลายของกองทุน
สวัสดิการสังคม อย่างเช่น กองทุนประกันสังคม

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

146
147

นักวิชาการหลายคนและสมัชชาปฎิรปู ประเทศไทย พ.ศ. 2554
เสนอว่า ระบบประกันสังคมต้องเป็นอิสระจากระบบราชการและ
การเมือง และเปิดพื้นที่ให้ภาคแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบ
รวมถึงผูม้ สี ว่ นได้สว่ นเสียโดยตรงเข้าร่วมกำ�หนดนโยบายและระเบียบ
เพื่อสิทธิประโยชน์ร่วมกัน

ไม่มีความเคลื่อนไหว รัฐมองว่า ชุมชนนั้นจัดการกองทุนไม่ดี ทำ�ให้
ชาวบ้านต้องพยายามกู้เงินไป แต่ก็ไม่รู้จะทำ�อะไร บางคนก็เลย
เอาไปซื้อข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวที่ไม่ได้งอกเงยต่อยอดอะไรให้กับ
อาชีพของตน หรือชุมชน หนำ�ซ้ำ�หลายคนยังรู้สึกด้วยว่า เงินนี้เป็น
เงินที่รัฐแจก จึงไม่คิดจะคืน นานวันเข้า กองทุนจึงหดตัวและติดลบ

ชุมชนสวัสดิการ

สัจจะออมทรัพย์และกองทุนหมู่บ้าน

ที่ ผ่า นมา รัฐพยายามขยายแนวทางของชุ ม ชนสวั ส ดิ ก าร
ไปทั่วประเทศ โดยออกนโยบาย กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง
กองทุนละ 1 ล้านบาท เพือ่ หวังเสริมกระบวนการพึง่ พาตนเอง สร้าง
แหล่งเงินทุนหมุนเวียนในหมู่บ้าน และสร้างสวัสดิภาพที่ดีให้ชุมชน
แต่ก็ไม่ประสบความสำ�เร็จ เพราะมองข้ามทุนทางสังคมและความ
เข้มแข็งของชุมชน
กลุ่มออมทรัพย์ไม่ได้ตั้งต้นที่ทุนทางวัตถุหรือตัวเงิน แต่เป็น
ทุนทางสังคม คือ ทุนทางความสัมพันธ์ของคนในเครือญาติและ
ชุมชน ทุนทางคุณค่าจิตใจที่ยึดถือร่วมกัน เช่นว่า ซื่อสัตย์ ขยัน
อดทน เห็นแก่ส่วนรวม และยังมีทุนจากฐานทรัพยากรในท้องถิ่น
ที่ยังอุดมสมบูรณ์ เช่น ป่า ดิน น้ำ� ทะเล เป็นต้น ชุมชนที่เข้มแข็ง
และผู้นำ�ชุมชนอย่างพระหรือปราชญ์ชาวบ้านที่มีวิสัยทัศน์ ถือเป็น
ปัจจัยสำ�คัญที่ทำ�ให้กลุ่มออมทรัพย์เติบโตและยั่งยืน
ชาวบ้านหลายคนสะท้อนว่า ชาวบ้านไม่มีความจำ�เป็นต้องกู้
ยืมเงินจากกองทุนหมูบ่ า้ น ก็เลยไม่ได้กเู้ งินมาทำ�อะไร แต่เมือ่ กองทุน

หลายชุมชนในประเทศไม่รอให้รัฐจัดสรรสวัสดิการ
สังคมให้ พวกเขาลงมือสานฝันนีด้ ว้ ยตัวเองและทำ�มานานแล้ว
อย่าง กลุ่มออมทรัพย์คลองเปียะ อำ�เภอจะนะ จังหวัดสงขลา
แต่ก่อนชาวบ้านตำ�บลคลองเปียะมีหนี้สินมาก เพราะ
กู้เงินทั้งในระบบและนอกระบบในอัตราดอกเบี้ยสูงเพื่อมา
ทำ�การเกษตรและอาชีพ ทำ�ให้ชาวบ้านไม่สามารถจ่ายเงินคืน
ได้ตามเงื่อนไข หนี้สินจึงทับท่วม เหตุนี้ อัมพร ด้วงปาน
จึ ง ร่ ว มกั บ ชาวบ้ า นตั้ ง กลุ่ ม ออมทรั พ ย์ ค ลองเปี ย ะขึ้ น ในปี
พ.ศ. 2523 เพือ่ แก้ปญ
ั หาความยากจน โดยการระดมเงินออม
เพือ่ ปล่อยกูใ้ ห้สมาชิก ทุกคนในกลุม่ ต้องให้สจั จะว่าจะออมเงิน
กับกลุ่มเป็นประจำ�ทุกเดือนๆ ตามที่กำ�หนดไว้ เงินออมจาก
สมาชิกแต่ละคนไม่ได้มากมายอะไร บางคนเริ่มต้นที่วันละ
1 บาท บ้างก็เดือนละ 100 บาท แต่สมาชิกทุกคนรักษาสัจจะ
ที่จะออมอย่างสม่ำ�เสมอ

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

148
149

ในระยะเริ่มต้น กลุ่มออมทรัพย์มีสมาชิก 51 คน และ
มีทุนเงินออมครั้งแรก 2,850 บาท ผ่านไปเพียง 10 กว่าปี
เท่ า นั้ น สมาชิ ก ของกลุ่ ม พ้ น สภาพความยากจน เงิ น ทุ น
งอกงามจนเกิ ด แนวคิ ด นำ � เงิ น กำ � ไรสะสมมาจั ด สรรเป็ น
สวัสดิการชุมชนที่ดูแลคนในชุมชนอย่างถ้วนหน้าและครบ
วงจรชีวติ เช่น ค่ารักษาพยาบาลทีใ่ ห้สวัสดิการรักษาพยาบาล
100 เปอร์เซ็นต์ โดยจะรักษาที่แห่งใดก็ได้ กองทุนผู้ยากไร้
และพิการ โครงการพิเศษผูส้ งู อายุให้ปลูกผักสวนครัว กองทุน
ส่งเสริมการศึกษา บรรเทาสาธารณภัย กองทุนคนชรา และ
กองทุนบริหารธุรกิจชุมชน ฯลฯ
ในปีที่ 30 ของการดำ�เนินงาน ปี พ.ศ. 2553 กลุ่ม
ออมทรัพย์คลองเปียะมีเงินกว่า 250 ล้านบาท9 และมีสมาชิก
กว่า 7,000 คน จาก 11 หมู่บ้าน กิจกรรมการดำ�เนินงาน
ของกลุ่มทำ�ให้สมาชิกมีรายได้ดี พึ่งตนเองได้ สายสัมพันธ์
ในชุมชนเหนียวแน่นขึ้น และทุกคนมีหลักประกันที่มั่นคงใน
ชีวิตเท่าเทียมกันทั้งชุมชน
ข้อดีประการสำ�คัญของชุมชนสวัสดิการ คือ ความ
สัมพันธ์ที่ใกล้ชิดของคนในชุมชน ทำ�ให้เมื่อใครกำ�ลังประสบ

9 หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน 8 ก.ย. 2553.

ปัญหาอะไรในชีวติ ก็รกู้ นั ได้รวดเร็วและจัดสรรความช่วยเหลือ
ได้อย่างเข้าใจ อย่างกรณีทเี่ สาหลักของครอบครัวเสียไป คนใน
ชุมชนก็จะเข้ามาดูแลให้สวัสดิการการศึกษากับลูกๆ ของ
สมาชิกที่จากไป ในแง่นี้ ชุมชนสวัสดิการจะตอบโจทย์การ
เข้าถึงสวัสดิการที่รัฐไม่อาจดูแลได้ทั่วถึง อย่างผู้พิการหรือ
คนชราที่ด้อยโอกาส ชุมชนจะรู้ว่า ใครมีความจำ�เป็นและ
ต้องการมากน้อยแค่ไหน และดูแลให้สอดคล้องกับต้นทุน
พื้นฐานชีวิตที่แตกต่างกัน
เป็นที่น่าดีใจว่า ปัจจุบันมีชุมชนกว่า 1,600 แห่งที่
จัดตั้งกองทุนออมทรัพย์ในลักษณะนี้ ซึ่งอาจจะแตกต่างกัน
บ้างตามสภาพชุมชน จำ�นวนสมาชิกและสวัสดิการที่จัดสรร
ให้คนในชุมชน

จัดเก็บภาษีเพื่อความเป็นธรรมเพิ่ม
เพื่อสวัสดิการดีถ้วนหน้า
ข้ออ้างหนึ่งที่มักใช้อธิบายเหตุที่ระบบสวัสดิการสังคมไทย
ยังไม่เท่าเทียมและไม่ถ้วนหน้า คือ รัฐมีรายได้จำ�กัด จึงไม่สามารถ
จัดสรรเป็นสวัสดิการด้านต่างๆ ให้ประชาชนได้อย่างเพียงพอ จริง
หรือไม่?
ในปี พ.ศ. 2552 ประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายสวัสดิการทั้งหมด

150
151

3 แสนล้านบาทหรือร้อยละ 3.2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
หรือจีดีพี ซึ่งจัดว่าเป็นค่าใช้จ่ายสวัสดิการที่ค่อนข้างต่ำ� ถ้าเปรียบ
เทียบกับประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย ที่มีค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการ
สังคมประมาณร้อยละ 20 ของจีดีพี
ดร. วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ สถาบันวิจัย เพื่อการพัฒนา
ประเทศไทย กล่าวว่า ถ้าคนไทยต้องการได้รับสวัสดิการที่มีความ
ครอบคลุมและคุณภาพเท่าเทียมกับข้าราชการ เอาเป็นว่าใน 3 ส่วน
หลัก คือ การศึกษา การรักษาพยาบาล และหลักประกันรายได้
ผูส้ งู อายุ ค่าใช้จา่ ยสวัสดิการทัง้ 3 ประเภทจะเท่ากับ 1.2 ล้านล้านบาท
หรือประมาณร้อยละ 12 ของจีดีพี หรือ 4 เท่าของการจัดสรรงบ
ค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการที่ผ่านมา
ระบบสวัสดิการเป็นระบบทีม่ รี ายจ่าย ซึง่ รายจ่ายเพือ่ สวัสดิการ
สังคมมาจากภาษีที่รัฐจัดเก็บ ถ้ารัฐเก็บภาษีได้มาก ก็จะสามารถ
นำ�มาจัดสรรสวัสดิการให้กับคนทุกคนอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และ
ครอบคลุมในด้านต่างๆ
ปัจจุบนั การจัดเก็บภาษียงั มีรรู วั่ อยู่ ทำ�ให้รายได้จากภาษีทคี่ วร
จะได้ ต กหายไปจากคลัง ฉะนั้น หากรัฐจัดเก็ บ ภาษี ใ ห้ เ ต็ ม เม็ ด
เต็มหน่วยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขยายฐานภาษีบางประเภท
ปฏิรูปภาษีให้เกิดความเป็นธรรม และหยุดกระบวนการคอร์รัปชั่น
เหล่านี้ก็จะช่วยให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งประเมินว่า จะได้ถึงเกณฑ์
ที่จะช่วยให้รัฐสามารถจัดสรรสวัสดิการสังคมที่ดี มีคุณภาพให้กับ
ประชากรทุกกลุ่มโดยถ้วนหน้า อย่างครอบคลุมและเป็นธรรม

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

นักวิชาการบางคนเสนอให้ปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม จากปัจจุบัน
ร้อยละ 7 ไปเป็นร้อยละ 10 ซึ่งจะช่วยให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นมาก ภาษี
มูลค่าเพิ่มเป็นแหล่งรายได้ร้อยละ 70 ของรัฐ ที่นำ�ไปจัดสรรเป็น
งบประมาณด้านต่างๆ รวมถึงสวัสดิการดูแลคนไทยตั้งแต่เกิด
จนตาย และเป็นลักษณะภาษีทคี่ นเลีย่ งได้ยาก เพราะต้องจ่ายทุกครัง้
ทีจ่ บั จ่ายใช้สอย อย่างไรก็ดี มีความเห็นขัดแย้งว่า ภาษีมลู ค่าเพิม่ เป็น
โครงสร้างภาษีที่ไม่เป็นธรรมอยู่แล้ว เพราะเป็นภาษีในอัตราคงที่
ซึง่ ไม่วา่ บุคคลจะมีรายได้สงู หรือต่�ำ ก็จะต้องจ่ายภาษีในอัตราทีเ่ ท่ากัน
ผู้ที่มีรายได้น้อยจึงเสียเปรียบผู้ที่มีรายได้มากกว่า ถ้าภาษียิ่งเพิ่ม
คนที่มีรายได้น้อยจะยิ่งลำ�บาก
นอกจากการปรับอัตราภาษีมลู ค่าเพิม่ แล้ว รัฐจะมีรายได้เพิม่ ขึน้
หากดูแลการเก็บภาษีรายได้บุคคลและนิติบุคคลให้มีประสิทธิภาพ
กว่าที่เป็นอยู่ จากการพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมา คนไทยมีรายได้
เพิ่มขึ้นเท่าตัว คือจาก 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี เป็น 8,000
ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี ทว่ารัฐไม่สามารถจัดเก็บภาษีรายได้
ให้ได้มากขึน้ ตามอัตรารายได้ทเี่ พิม่ ขึน้ เลย เนือ่ งจากมีการหลบเลีย่ ง
ภาษี และจ่ายภาษีต่ำ�กว่าที่ควร มีการประมาณว่า หากประเทศไทย
สามารถจัดเก็บภาษีได้เท่ากับศักยภาพในการเสียภาษีของคนไทย
จากทีผ่ า่ นมาเฉลีย่ ร้อยละ 15-18 ของรายได้ประชาชาติให้เป็นร้อยละ
21.35 ก็จะสามารถรับภาระสวัสดิการพื้นฐานได้อย่างทั่วหน้าและ
ครอบคลุมกว่าปัจจุบัน10
10 สมชัย จิตสุชน. 2553. “การสร้างระบบสวัสดิการพื้นฐาน: การจัดหาและจัดสรรทรัพยากร
ทางการเงินเพื่อรองรับระบบสวัสดิการ”. สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย.

152
153

รายได้จากภาษีอีกส่วนหนึ่งที่รัฐพึงเรียกเก็บได้เพื่อสวัสดิการ
สังคมที่ดี คือ ภาษีที่มีฐานเกี่ยวกับความมั่งคั่ง ซึ่งปัจจุบันมีเพียง
การเก็บภาษีโรงเรือนและบำ�รุงท้องที่ แต่รัฐยังไม่ได้เรียกเก็บภาษี
เช่น บ้าน สิ่งปลูกสร้าง ที่ดิน โดยเฉพาะที่ดินที่ทิ้งไว้รกร้างว่างเปล่า
ไม่ได้ท�ำ ประโยชน์อะไร และการเพิม่ ค่าของทรัพย์สนิ ไม่วา่ จะมูลค่าหุน้
ที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ฯลฯ
การจัดเก็บภาษีที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม นอกจากจะ
ช่วยหารายได้เพื่อการจัดสวัสดิการ ยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำ�ใน
สังคมได้ดว้ ย การสำ�รวจโดยสำ�นักงานสถิตแิ ห่งชาติในเดือนเมษายน
พ.ศ. 2553 คนไทยประมาณร้อยละ 47 ไม่ต่อต้านและเต็มใจที่จะ
จ่ายภาษีเพิ่มขึ้นเพื่อให้รัฐนำ�ไปจัดสวัสดิการสังคม

สวัสดิการเชิงรุก
ค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการนับวันจะสูงขึ้น แนวทางที่รัฐ
จัดสรรสวัสดิการแบบตั้งรับ เช่น การรักษาพยาบาล การ
สงเคราะห์เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ คนพิการ ฯลฯ ช่วยให้คนรับมือ
กับความเสี่ยงในชีวิต แต่ยังไม่ได้คุ้มครองป้องกันความเสี่ยง
ที่ จ ะเกิ ด ขึ้ น ดั ง นั้ น สวั ส ดิ ก ารสั ง คมควรจะเน้ น เรื่ อ งการ
ส่งเสริมความมั่นคง ปลอดภัย และสุขภาวะของคนทุกกลุ่ม
โดยรวมด้วย

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

สวัสดิการสังคมทีส่ �ำ คัญ คือ สวัสดิการสังคมทีใ่ ห้ปจั จัย
พืน้ ฐานเพือ่ ให้ทกุ คนสร้างคุณภาพชีวติ ทีด่ ใี ห้ตวั เองและสังคม
ได้ ซึ่งปัจจุบันนี้หลายประเทศ และองค์การเพื่อความร่วมมือ
ทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic
Co-operation and Development - OECD) เริ่มพูดถึง
คำ�ว่า “สุขภาวะ” ว่าเป็นแนวทางของสวัสดิการสังคม
สวั ส ดิ ก ารสั ง คมเชิ ง รุ ก เพื่ อ สร้ า งสุ ข ภาวะดู น่ า จะมี
ค่าใช้จ่ายน้อยกว่าสวัสดิการสังคมเชิงตั้งรับ โดยรัฐเพียง
เป็นผู้จัดสรรโครงสร้างที่จะเอื้ออำ�นวยให้เกิดสวัสดิการเพื่อ
สุขภาวะของสังคม เป็นต้นว่า
> เปิดพื้นที่ให้มีสวนสาธารณะมากขึ้น เพื่อเป็นที่ออก
กำ�ลังกาย และสันทนาการ
> ให้แรงจูงใจด้านภาษีสำ�หรับผู้ผลิตอาหารที่มีคุณภาพ
ปลอดสารเคมีพิษ
> จัดให้มีศูนย์สุขภาพสำ�หรับเด็กเล็กในชุมชน จะช่วยให้
พ่อแม่เลีย้ งเดีย่ วสามารถทำ�งานได้อย่างสบายใจมากขึน้
เพื่อจะได้มีรายได้มาดูแลครอบครัว ศูนย์สุขภาพชุมชน
เป็นแหล่งข้อมูลให้ความรู้ด้านสุขภาพ ชมรมผู้สูงอายุ
ของชุมชน จัดให้มกี จิ กรรมออกกำ�ลังกาย ปฏิบตั ศิ าสนกิจ
เทีย่ วสังสรรค์ ให้ความรูด้ า้ นต่างๆ ฝึกทักษะเพือ่ อาชีพ
เสริม ฯลฯ

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

154
155

> รัฐออกมาตรการทางกฎหมายที่เข้มงวดและเอาจริง
เพื่ อ ป้ อ งกั น และลดอุ บั ติ เ หตุ บ นท้ อ งถนน รวมถึ ง
อันตรายในการทำ�งานของคนในกลุ่มอาชีพต่างๆ เพื่อ
ลดภาวะทุพพลภาพ ค่ารักษาพยาบาล และการเสีย
เสาหลักในครอบครัว
> ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนและส่งเสริมการรวมตัว
ของกลุ่มคนในอาชีพต่างๆ เช่น เกษตรกร ชาวไร่ ครู
เป็นต้น เพือ่ ให้เกิดการรวมตัวและดูแลสวัสดิการในหมู่
ผู้ประกอบอาชีพ
> ส่งเสริมการพัฒนาทักษะแรงงาน ให้แหล่งเงินทุนเพื่อ
การพัฒนาอาชีพ
> ออกมาตรการทางภาษีทจี่ งู ใจให้คนดูแลผูพ้ กิ าร ผูด้ อ้ ย
โอกาส และคนชรา หรือจูงใจธุรกิจที่สร้างนวัตกรรม
เพื่อสังคม ฯลฯ
> โครงสร้างสวัสดิการพืน้ ฐานในการส่งเสริมสุขภาพเหล่านี้
จะช่วยลดภาระรายจ่ายด้านสวัสดิการสังคม และยัง
ทำ�ให้ประชาชนมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย

ความท้าทายของระบบสวัสดิการของไทยในอนาคต
สาเหตุที่ทำ�ให้สวัสดิการสังคมมีความเหลื่อมล้ำ�ด้านสิทธิ
ประโยชน์ คือ ระบบสวัสดิการสังคมในประเทศเป็นแบบตัวใครตัวมัน
ทำ�งานเป็นแท่งๆ ไม่ประสานสัมพันธ์กัน แต่ละหน่วยงานดูแล

สวัสดิการให้กบั คนของตน ระบบสวัสดิการช้าราชการดูแลข้าราชการ
กองทุนเงินทดแทน กองทุนประกันสังคมดูแลแรงงาน โครงการ
หลักประกันสุขภาพแห่งชาติดูแลประชาชนส่วนใหญ่ เป็นต้น
การขาดการมองภาพรวมสวั ส ดิ ก ารสั ง คมสำ � หรั บ คนไทย
และภาพในระยะยาว จะทำ�ให้การบริหารจัดการมีปัญหาและให้สิทธิ
ประโยชน์ที่เหลื่อมล้ำ�กัน ดังที่นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการ
พัฒนาประเทศไทย ดร. วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ กล่าวว่า “เรายัง
ขาดคำ�ถามโดยภาพรวมว่า สวัสดิการพืน้ ฐานทีป่ ระชาชนทุกคนต้อง
ได้รับคืออะไร? คุณภาพตามเกณฑ์พื้นฐานเป็นอย่างไร? การประกัน
สุขภาพพื้นฐานขั้นต่ำ�ควรครอบคลุมอะไรบ้าง? อะไรคือความเสี่ยง
ที่จะทำ�ให้คุณภาพชีวิตลดลง?”

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

156
157

ชุมชน สิทธิ
และสุขภาวะ
กิติมาภรณ์ จิตราทร
สิทธิของชุมชน
บ้านโนนป่าก่อ จังหวัดมุกดาหาร เป็นหมู่บ้านประกอบด้วย
63 ครัวเรือน เริม่ ประวัตกิ ารก่อตัง้ ชุมชนย้อนหลังไปได้ถงึ ปี พ.ศ. 2496
ยุคแรกเริม่ ดำ�รงชีพด้วยการเลีย้ งสัตว์ หาของป่า เรือ่ ยมาถึงยุคเปิดป่า
ให้ภาคธุรกิจเข้าไปทำ�ไม้ และปลูกพืชเศรษฐกิจ จนกระทั่งยุคปิดป่า
ที่เริ่มในปี พ.ศ. 2533 กรมป่าไม้ได้ประกาศเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
ภูสฐี าน ทำ�ให้บา้ นโนนป่าก่อกลายเป็นชุมชนผิดกฎหมายอยูก่ ลางป่า
อนุรกั ษ์ และขับไล่ชาวบ้านออกจากทีด่ นิ ทำ�กิน จนถึงปัจจุบนั ชาวบ้าน
ส่วนหนึง่ ยังคงรวมกลุม่ กันต่อสูเ้ พือ่ ยืนยันสิทธิในทีด่ นิ ทำ�กินของตนเอง
จนกว่าจะมีการจัดสรรที่ดินทำ�กินและจ่ายค่าชดเชยที่เหมาะสม
บ้านท่าหลาด จังหวัดร้อยเอ็ด หมูบ่ า้ นขนาดกลางประกอบด้วย
207 ครัวเรือน เริ่มก่อตั้งเป็นชุมชนตั้งแต่ปีพ.ศ.2440 อยู่บนฝั่งขวา
ของแม่น�้ำ ชี ความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศแถบนีท้ �ำ ให้เป็นแหล่ง
ทรัพยากรหลักของชุมชนในการดำ�รงชีวิต ชุมชนจึงร่วมกันรักษา

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

158
159

พื้นที่แถบนี้อย่างแข็งขัน และปกป้องการใช้ประโยชน์ที่อาจส่งผล
กระทบต่อระบบนิเวศ ดังทีใ่ นปี พ.ศ. 2527 เมือ่ บริษทั ร้อยเอ็ด จำ�กัด
เสนอกับสภาตำ�บลกุดน้ำ�ใส และตำ�บลแสนสุข ขอเข้ามาใช้พื้นที่
ป่าดงเค็งปลูกไผ่ตง สบู่ดำ� และข้าวโพดฝักอ่อน โดยจะไถปรับพื้นที่
ให้เหมาะสมกับการเพาะปลูก แต่กลุ่มชาวบ้านคัดค้านเรื่องนี้ เพราะ
ป่าธรรมชาติจะถูกตัดทิ้งหมด บริษัทพยายามเสนอใหม่ โดยเปลี่ยน
เป็นขอใช้พนื้ ทีป่ ลูกมะม่วงหิมพานต์ โดยเจ้าหน้าทีร่ ฐั เข้ามาสนับสนุน
แต่ชาวบ้านก็ไม่ยินยอม
จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2533 กรมป่าไม้เสนอปลูกต้นไม้พื้นบ้าน
เพื่อฟื้นฟูป่าดงเค็ง เมื่อชาวบ้านเห็นด้วย และสภาตำ�บลทั้ง 2 แห่ง
เห็นชอบ แต่กลายเป็นว่าเจ้าหน้าที่ไถป่าธรรมชาติออกจนโล่งเตียน
และนำ�ไม้ยูคาลิปตัสมาปลูกเป็นจำ�นวนมาก กินพื้นที่ราว 2,700 ไร่
ทำ�ให้แหล่งน้�ำ ธรรมชาติ 6 แห่งในป่าแห้งขอด ชาวบ้านไม่อาจเข้าไป
เลี้ยงวัวและหาปลาได้อีก ทั้งยังมีการออกระเบียบห้ามนำ�สัตว์เลี้ยง
เข้าไปในสวนป่ายูคาลิปตัสอีกต่างหาก เมือ่ ชาวบ้านรวมตัวกันร้องเรียน
แต่ไม่ได้รบั การตอบสนอง จึงมีการชุมนุมคัดค้านช่วงกลางปี พ.ศ. 2536
เรียกร้องให้รอื้ ถอนต้นยูคาลิปตัส แต่กไ็ ม่มกี ารตอบสนองจากภาครัฐ
ชาวบ้านกว่า 2,000 คนจึงเข้ารื้อถอนต้นยูคาลิปตัส และเป็นที่มา
ของการจับกุมแกนนำ�ชาวบ้าน 6 คน แม้วา่ จะมีค�ำ สัง่ รือ้ ถอนยูคาลิปตัส
ในปีถัดมาก็ตาม การเรียกร้องของชาวบ้านส่งผลให้รัฐตัดสินใจ
สนับสนุนงบประมาณในการฟื้นฟูป่าดงเค็ง กลุ่มชาวบ้านได้ตั้งป่า
ดงเค็งเป็นป่าชุมชน จัดระเบียบในการจัดการป่า ตั้งกองทุนสู้คดีให้

ผู้นำ� และมีกิจกรรมพัฒนาด้านต่างๆ
จะเห็นได้ว่า ทั้งกรณีของบ้านโนนป่าก่อและบ้านท่าหลาด
ชุมชนทีเ่ ข้มแข็งนัน้ มีการรวมตัวกันเพือ่ ยืนยันสิทธิในทีด่ นิ ทำ�กิน และ
สิทธิในการจัดการฐานทรัพยากรอย่างสมดุลและยั่งยืน ถึงแม้ว่า
ในกรณีของบ้านโนนป่าก่อ มีแนวโน้มว่าในที่สุดแล้วชุมชนทั้งหมด
จะต้องย้ายออกมาจากถิน่ ทำ�กินเดิม แต่ชมุ ชนยังคงมีสทิ ธิทจี่ ะได้รบั
จัดสรรที่ดินทำ�กินใหม่และค่าชดเชยอย่างเหมาะสม
ดังนั้น ชุมชนที่มีศักยภาพ ย่อมรู้จักใช้สิทธิของชุมชนในการ
สร้างอำ�นาจต่อรอง กำ�หนดอนาคตของตนเอง เพือ่ ประโยชน์สขุ ของ
ชุมชนและสิ่งแวดล้อม
ในประเทศไทยนั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้ให้
การรองรับสิทธิชุมชนของประชาชนไทยไว้ตั้งแต่ฉบับปี พ.ศ. 2540
ซึง่ ต่อมาได้รบั การสืบต่อเจตนารมณ์ในรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550
ซึ่งมีบทบัญญัติที่รองรับสิทธิชุมชนไว้ในมาตรา 66 ดังนี้
“บุคคลซึง่ รวมกันเป็นชุมชน ชุมชนท้องถิน่ หรือชุมชนท้องถิน่
ดัง้ เดิม ย่อมมีสทิ ธิอนุรกั ษ์หรือฟืน้ ฟูจารีตประเพณี ภูมปิ ญ
ั ญาท้องถิน่
ศิลปวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ และมีส่วนร่วมในการ
จัดการ การบำ�รุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
สิ่งแวดล้อม รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและ
ยั่งยืน”

160
161

อย่างไรก็ดี สิทธิชุมชนมิได้มุ่งไปที่ประโยชน์ในการจัดสรร
ทรัพยากรอย่างยัง่ ยืนและเป็นธรรมแต่เพียงอย่างเดียว หากยังมุง่ ไป
ที่ประโยชน์ในการดำ�รงวิถีชีวิตตามจารีตประเพณีและภูมิปัญญา
ดั้งเดิมอีกด้วย ประเด็นปัญหาที่ว่าด้วยการละเมิดสิทธิชุมชนใน
หลายครั้ง จึงทับซ้อนกับการละเมิดสิทธิทางวัฒนธรรมไปพร้อมกัน

การละเมิดสิทธิทางวัฒนธรรม
ประเทศไทยถือดินแดนที่มีความหลากทางวัฒนธรรมและ
มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง โดยเฉพาะการมีชนเผ่าพื้นเมือง
หลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่กระจายตามภูมิภาคต่างๆ ซึ่ง
ชนเผ่าพืน้ เมืองเหล่านี้ นับได้วา่ เป็นผูท้ มี่ ภี าษา อัตลักษณ์ วัฒนธรรม
และบริบทของสังคมที่แตกต่างกันออกไปจากสังคมใหญ่
กลุ่ ม ชนเผ่ า พื้ น เมื อ งเหล่ า นี้ ส่ ว นใหญ่ เ ป็ น กลุ่ ม ประชากร
ขนาดเล็ก มีจำ�นวนไม่มากนัก มีวิถีการดำ�เนินชีวิตที่ผูกพันและ
ใกล้ชิดกับธรรมชาติ เน้นระบบการผลิต การตั้งถิ่นฐานและการใช้
ทรัพยากรเพื่อการยังชีพเป็นหลัก มีระบบขัดเกลาทางสังคมและ
ได้บ่มเพาะจนบกลายเป็นอัตลักษณ์วัฒนธรรมและแบบแผนการ
ดำ�เนินชีวิตของแต่ละกลุ่ม
แต่ในระยะหลัง เรื่องราววัฒนธรรมและระบบคุณค่าเหล่านี้
เริ่มอ่อนแอและลดความสำ�คัญลงไป ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจาก
นโยบายการพัฒนาของรัฐทีผ่ า่ นมา โดยเฉพาะการมุง่ เน้นการพัฒนา
และสร้างความเจริญเติบโตภาคเศรษฐกิจเป็นหลัก และนโยบายการ

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

รวมพวก ซึ่งต้องการหลอมรวมเอากลุ่มสังคมเล็กๆ เหล่านี้เข้าไปสู่
วัฒนธรรมกระแสหลัก
โดยปรกติแล้ว ข้อมูลสถานการณ์ความไม่เป็นธรรมอันเกิดจาก
การละเมิดสิทธิชุมชนนั้น เป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลสถานการณ์การ
ละเมิดสิทธิมนุษยชน และส่วนใหญ่อยู่ในรูปของข้อมูลเชิงคุณภาพ
ในบทความนีจ้ งึ ขอนำ�เสนอกรณีการละเมิดสิทธิชมุ ชนทีส่ �ำ คัญในช่วงปี
พ.ศ. 2554 ที่ผ่านมา 3 กรณี โดยเน้นไปที่กลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งเป็น
ชนกลุม่ น้อย และถือเป็นประชาชนกลุม่ เปราะบาง มีความเสีย่ งต่อการ
เป็นผู้ด้อยโอกาสในเกือบทุกๆ ด้าน
กรณีตวั อย่างทัง้ 3 กรณี ประกอบด้วย การไล่รอื้ ตลาดชาวเขา
ดอยมูเซอ และชนเผ่ากะเหรีย่ งทีแ่ ก่งกระจาน ซึง่ ถือเป็นตัวอย่างของ
การคุกคามสิทธิชมุ ชน สิทธิในการดำ�รงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของ
คนไทย ส่วนความขัดแย้งที่อำ�เภอกัลยาณิวัฒนา สะท้อนให้เห็นถึง
สภาวะที่สิทธิราชการยังอยู่เหนือสิทธิชุมชนของคนท้องถิ่น

การไล่รื้อสิทธิชุมชนของชาวไทยภูเขาดอยมูเซอ
ตลาดชาวไทยภูเขาดอยมูเซอ เป็นจุดแวะพักสำ�หรับนักท่องเทีย่ ว
ตามเส้นทางสายตาก - แม่สอด ตลาดแห่งนีเ้ กิดจากชาวบ้านนำ�พืชผัก
ในไร่มาวางขายแก่บรรดาคนงานที่มาทำ�งานตัดเส้นทางสายตาก แม่สอดเมื่อหลายสิบปีก่อน ซึ่งต่อมาทางศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์
ชาวเขา จังหวัดตาก ได้เข้ามาพัฒนาพืน้ ทีจ่ ากเพิงชัว่ คราวเป็นอาคาร
ถาวร มีการสร้างบ้านจำ�ลองชาวเขาเผ่าต่างๆ เพือ่ ดึงดูดให้นกั ท่องเทีย่ ว

162
163

แวะเยีย่ มชมและซือ้ สินค้าจากชาวบ้าน ภายหลังพืน้ ทีแ่ ถบนีถ้ กู ประกาศ
เป็นเขตอุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช ศูนย์ฯ ก็ถอนตัวออกจาก
การเป็นหน่วยงานกำ�กับดูแลตลาด ไม่มีหน่วยงานใดมากำ�กับดูแล
พืน้ ทีจ่ งึ มีชาวพืน้ ราบเริม่ เข้ามาจับจองและรุกพืน้ ทีค่ า้ ขายของชาวบ้าน
มากขึ้น
ตลาดชาวเขาดอยมูเซอ เป็นทีร่ จู้ กั และแวะพักของนักท่องเทีย่ ว
ที่สัญจรผ่านไปมามากขึ้น ประกอบกับการทำ�มาหากินของชาวบ้าน
ในวิถแี บบดัง้ เดิมก็มขี อ้ จำ�กัดมากขึน้ ด้วยพืน้ ทีท่ �ำ กินถูกประกาศเป็น
พืน้ ทีอ่ ทุ ยานฯ รวมทัง้ ประชากรก็มจี �ำ นวนมากขึน้ ชาวบ้านทีเ่ คยเป็น
ลูกจ้างหน่วยงานในพืน้ ทีก่ ถ็ กู เลิกจ้าง การปลูกพืชผักเพือ่ นำ�มาค้าขาย
ในตลาดชาวเขาดอยมูเซอ เป็นทางเลือกสำ�คัญทีท่ �ำ ให้ชาวบ้านอยูร่ อด
มีรายได้เพียงพอที่จะเลี้ยงครอบครัวและส่งบุตรหลานเรียนหนังสือ
นอกจากจะเป็นแหล่งสร้างรายได้ที่สำ�คัญให้แก่ชาวบ้านแล้ว
ยังมีบทบาทสำ�คัญต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น การ
ช่วยลดการบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อทำ�พืชไร่ ลูกหลานชาวบ้านมีงานทำ�อยู่
ในพื้นที่ และชาวบ้านจำ�นวนไม่น้อยที่เลิกเกี่ยวข้องกับการค้าขาย
ยาเสพติด หันมาประกอบอาชีพสุจริตด้วยการค้าขายในตลาด
อย่างไรก็ดี ในเวลาต่อมา ทางราชการได้อา้ งเหตุผลว่าได้รบั การ
ร้องเรียนจากนักท่องเที่ยวในเรื่องความแออัด ความไม่เป็นระเบียบ
และการจำ�หน่ายสินค้าที่ไม่ปลอดภัย และกลายเป็นเหตุผลในการ
จัดทำ�โครงการปรับปรุงตลาดชาวไทยภูเขาดอยมูเซอ จังหวัดตาก

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

แม้จะมีเสียงคัดค้านจากชาวบ้านในพื้นที่ ทั้งการยื่นหนังสือ
และแสดงความคิดเห็นในการประชุมรับฟังความคิดเห็นว่า ไม่เห็นด้วย
กับการปรับปรุงตลาดชาวไทยภูเขาดอยมูเซอ จังหวัดตาก แต่เสียง
คัดค้านและความเห็นของชาวบ้านก็ไม่ได้รับความสนใจจากทาง
จังหวัด ในทางตรงกันข้าม ผู้ว่าราชการจังหวัดตากกลับยืนยันในสิ่ง
ทีไ่ ด้ตดั สินใจไปแล้ว ด้วยการเดินหน้าระดมสรรพกำ�ลังจากนอกพืน้ ที่
เข้ามาดำ�เนินการรื้อถอน1
โดยเหตุที่ตลาดมีความหมายความสำ�คัญมากกว่าสถานที่
ค้าขายหรือพืน้ ทีท่ างเศรษฐกิจ แต่รวมถึงการเป็นพืน้ ทีท่ มี่ คี วามหมาย
ทางสังคม วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การอยู่อาศัยของชาวมูเซอ
ในพื้นที่ดอยมูเซอแห่งนี้ด้วย น่าสังเกตว่า การปรับปรุงตลาดให้เป็น
ตลาดการค้าขายอย่างจริงจัง และการจัดสรรพืน้ ทีใ่ ห้คนเมืองในการ
เข้ามาค้าขายโดยละเลยประเด็นทางสังคมวัฒนธรรมของผูอ้ ยูอ่ าศัย
เดิมนัน้ จะได้รบั การจัดการตามข้อเสนอทีต่ อ้ งการให้เกิดการบริหาร
จัดการร่วมกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างไร
ภายใต้ความขัดแย้งดังกล่าว ชาวไทยภูเขาดอยมูเซอจึงเป็น
เหยื่อของกระบวนการพัฒนาที่ไม่เห็นความสำ�คัญของชุมชนในการ
“อนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม
อันดีของท้องถิน่ และของชาติ และมีสว่ นร่วมในการจัดการ การบำ�รุง
รักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติสงิ่ แวดล้อม รวมทัง้
1 เกียรติศกั ดิ์ ม่วงมิตร. (2554). ปรับปรุงตลาดชาวเขาดอยมูเซอ เพือ่ ประโยชน์ใคร?. ประชาไท.
23 มี.ค. 2554, http://www.prachatai.com.

164
165

ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน” ทั้งยังกดทับ
วิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่นของชาวไทยภูเขาไปในเวลาเดียวกันด้วย

เมื่อสิทธิทางราชการอยู่เหนือสิทธิชุมชน:
เหตุเกิดที่อำ�เภอกัลยาณิวัฒนา2
อำ�เภอต้นแบบ อำ�เภอในฝัน พื้นที่ในจินตนาการที่ต้องการ
นำ�ความเจริญเข้ามาสู่พื้นที่ทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ ฝันที่
เป็นจริงหรือจะเป็นเพียงฝันท่ามกลางความหวังของคนในพื้นที่
ที่ปรารถนาว่าจะได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนบนพื้นฐานของ
วัฒนธรรมและภูมิปัญญาของตนเอง
26 ธันวาคม พ.ศ.2552 อำ�เภอกัลยาณิวัฒนา อำ�เภอที่ 25
ของจังหวัดเชียงใหม่ได้ถือกำ�เนิดขึ้น ประกอบด้วย 3 ตำ�บลที่แยก
ออกมาจากอำ�เภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ ตำ�บลแจ่มหลวง
ตำ�บลบ้านจันทร์ ตำ�บลแม่แดด มีพนื้ ทีร่ วม 674.58 ตารางกิโลเมตร
ประชากรราว 1 หมืน่ คน ส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 90 เป็นชาวปกาเกอะญอ
รองลงมาเป็นชาวม้ง และลีซู
เดิมชาวปกาเกอะญอเรียกดินแดนแห่งนีว้ า่ “มือเจะคี” หมายถึง
บริเวณที่เป็นต้นกำ�เนิดของน้ำ�แม่แจ่ม เป็นพื้นที่ที่ชาวปกาเกอะญอ
ได้ตั้งถิ่นฐานมายาวนาน วันนี้ชาวปกาเกอะญอต้องเผชิญกับความ
เปลีย่ นแปลงในหลายรูปแบบ ทัง้ การเข้ามาครอบครองยึดพืน้ ทีท่ �ำ กิน
2 อ่านเพิม่ เติม ชัยณรงค์ กิตนิ ารถอินทราณี. (2554). เหตุเกิดที่ อ. กัลยานิวฒ
ั นา. กรุงเทพธุรกิจ.
5 ม.ค. 2554.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

พื้นที่ธรรมชาติและวัฒนธรรมถูกเปลี่ยนเป็นทุนทางเศรษฐกิจ โดย
ชาวบ้านไม่ได้มีส่วนร่วมในการกำ�หนดทิศทางของการพัฒนา
ดังกรณีการสร้างที่ว่าการอำ�เภอกัลยาณิวัฒนาแห่งใหม่ ซึ่ง
ชาวบ้านได้ร่วมบริจาคที่ดินให้ แต่เมื่อถึงขั้นตอนของการมีส่วนร่วม
ในการสร้างอาคาร ชาวบ้านปกาเกอะญอเสนอให้ตดิ สัญลักษณ์รปู ไก่
ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของตัวอาคารที่ว่าการอำ�เภอ ซึ่งชาวปกาเกอะญอ
ถือว่าเป็นสัตว์ที่มีความขยันขันแข็ง ตื่นแต่เช้าตรู่และตรงต่อเวลา
แต่เมือ่ ทางการมีการเรียกประชุมชาวบ้านเพือ่ พิจารณาเลือกรูปแบบ
ของที่ว่าการอำ�เภอ กลับไม่ได้รับฟังความคิดเห็นของชาวบ้าน ให้มี
การลงคะแนนเสียงเพื่อเลือกรูปแบบที่หน่วยงานของภาครัฐกำ�หนด
ขึ้นให้เหมือนกันทุกที่ และได้มีการเรียกชาวบ้านหลายๆ ชนเผ่ามา
ลงคะแนนเพือ่ เลือกแบบ ทำ�ให้ชาวบ้านเกิดความขัดแย้งกัน จากจุดนี้
เองที่ทำ�ให้ชาวบ้านเริ่มใช้เวทีของการประชุมผู้นำ�ในหมู่บ้าน หรือ
สภาแอะมือจะคี เพือ่ หาวิถใี นการต่อรองกับภาครัฐ และนำ�มาซึง่ การ
จัดเวทีสาธารณะเพื่อเรียกร้องให้ทางการยอมรับการมีส่วนร่วมของ
ประชาชนในการอนุรกั ษ์วฒ
ั นธรรมท้องถิน่ แต่กถ็ กู เพิกเฉยและใช้วธิ ี
การประชาธิปไตยเสียงข้างมาก กลบเสียงและความต้องการของ
ผู้ที่มีเสียงส่วนน้อย เพื่อสร้างความชอบธรรมของการปฏิเสธการมี
ส่วนร่วมของชาวบ้าน โดยการระดมชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งขึ้นมาเพื่อ
ลงมติสนับสนุนรูปทรงของอาคารตามที่ทางราชการต้องการ
การพัฒนาพื้นที่ให้มีความเจริญหลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็ว
จากบทเรียนที่ชัดเจนของอำ�เภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่มีการ

166
167

พัฒนาทางวัตถุอย่างรวดเร็วเพื่อรองรับการท่องเที่ยว มีนายทุนมา
จับจองพื้นที่ ทำ�ให้ชาวบ้านเสียวิถีชีวิตความเป็นอยู่เดิม และเกิดผล
กระทบที่ตามมาอีกมากมาย หากอำ�เภอกัลยาณิวัฒนาก้าวตามรอย
ให้การพัฒนาเข้ามาอย่างรวดเร็วจนไม่คำ�นึงถึงจารีตประเพณีและ
วัฒนธรรมความเป็นอยู่เดิมของชาวบ้าน อำ�เภอในฝันแห่งนี้คงจะ
เป็นฝันร้ายของชุมชน ที่ไม่สามารถส่งเสียงเรียกร้องให้ราชการและ
ผู้มีอำ�นาจรับฟังความต้องการและเข้าใจการอยู่ร่วมกันของคนต่าง
ชาติพันธุ์อย่างแท้จริง

ความเป็นอื่นของกะเหรี่ยงแก่งกระจาน
เหตุเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบกตกถึง 3 ลำ� ในปฏิบัติการ
อพยพ ผลักดันชนกลุ่มน้อยออกจากอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
จังหวัดเพชรบุรีระหว่างวันที่ 16 - 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 มี
ผู้เสียชีวิตรวม 17 คน หลังเหตุการณ์สะเทือนใจผ่านไป มีคำ�ถาม
ถึงความไม่กระจ่างชัดของแผนอพยพชนกลุ่มน้อย ซึ่งนายชัยวัฒน์
ลิม้ ลิขติ อักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ระบุวา่ เป็นผูบ้ กุ รุก
ทำ�ลายป่า ปลูกพืชผลการเกษตรส่งเป็นเสบียงให้กองกำ�ลังกะเหรีย่ ง
เคเอ็นยู และเกี่ยวข้องกับการผลิตยาเสพติด
ขณะเดียวกัน ก็มขี า่ วออกมาจากตัวแทนชนกลุม่ น้อยว่า พวกเขา
เป็นชาวกะเหรี่ยงดั้งเดิมในป่าแก่งกระจาน ไม่ใช่ชนกลุ่มน้อยจาก
ประเทศเพื่อนบ้าน ใช้ชีวิตในป่าแต่ไม่ได้บุกรุกป่า การที่เจ้าหน้าที่
ของทางราชการใช้ความรุนแรงถึงขั้นเผาบ้าน ยุ้งฉางข้าว ทำ�ลาย

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ทรัพย์สิน เพื่อกดดันให้ออกจากป่า เป็นการกระทำ�ที่ขัดต่อกฎหมาย
รัฐธรรมนูญ ละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย
อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์
ในการเสวนา “ฮ.ตก กับปัญหาอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน”
8 สิงหาคม พ.ศ. 2554 โดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่ง
ประเทศไทย ร่วมกับ สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่ง
ประเทศไทย นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ
แก่งกระจาน กล่าวถึงแผนอพยพผลักดันชนกลุ่มน้อยออกจากป่า
แก่งกระจานว่า เนื่องจากมีชนกลุ่มน้อยจากประเทศเพื่อนบ้าน คือ
“ชาวกะหร่าง” เข้ามาทำ�ไร่เลื่อนลอยในเขตอุทยานฯ มานานแล้ว
โดยสภาพป่ามีพนื้ ทีก่ ว้างใหญ่มาก การเดินป่าเพือ่ ปฏิบตั งิ านต้องใช้
เวลานานถึง 15 วัน จึงสามารถเดินป่าได้เพียง 1 ใน 4 ของพื้นที่
จึงต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ของทหารเข้าร่วมปฏิบัติงาน
นายสุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำ�นวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยง
เพื่อการพัฒนา กล่าวว่า ชาวกะหร่างที่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ
แก่งกระจานกล่าวถึง แท้จริงแล้วภาษาทางราชการที่ถูกต้องคือ
ชาวกะเหรีย่ ง ซึง่ เป็นกลุม่ ชาติพนั ธุก์ ลุม่ เดียวกัน “โครงการแผนอพยพ
ชาวกะเหรี่ยง ขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ซึ่ ง คณะรั ฐ มนตรี เ ห็ น ชอบตามที่ ก ระทรวงวั ฒ นธรรมเสนอ โดย
เห็นชอบหลักการแนวนโยบาย และหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิต
ชาวกะเหรี่ยง และมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำ�นโยบายและ
หลั ก ปฏิ บั ติ ไ ปปฏิ บั ติ โดยมาตรการระยะสั้ น ดำ � เนิ น การภายใน

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

168
169

6 - 12 เดือน เฉพาะประเด็นการจัดการทรัพยากร ซึ่งกระทรวง
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กับกระทรวงมหาดไทย เป็น
หน่วยงานรับผิดชอบ ระบุว่าให้ยุติการจับกุมและให้ความคุ้มครอง
กับชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่เป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ที่อยู่ใน
พื้นที่ข้อพิพาทเรื่องที่ทำ�กินในพื้นที่ดั้งเดิม”
ผู้อำ�นวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงเพื่อการพัฒนา ชี้ว่า “การใช้
คำ�เรียกที่ไม่ชัดเจนว่าชนกลุ่มน้อยเป็นใคร เป็นการสร้างวาทกรรม
คลุมเครือ นำ�ไปสูก่ ารปฏิบตั ติ อ่ กลุม่ คนส่วนหนึง่  เหมือนกับครัง้ หนึง่
ที่เคยมีการเรียกคนกลุ่มหนึ่งว่า ผกค. (ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์)
เช่น การใช้คำ�ว่ากะหร่าง ไม่เรียกกะเหรี่ยง ทำ�ให้มีความชอบธรรม
ในการทำ�ลายล้าง”
ดร. เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ นักวิชาการสถาบันพัฒนาสันติวิธี
มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในการสัมมนา “มติ ครม. วันที่ 3 สิงหาคม
2553 กับสิทธิการอยู่อาศัยของกะเหรี่ยงดั้งเดิมในพื้นที่อุทยานแห่ง
ชาติแก่งกระจาน” ซึง่ ศูนย์ศกึ ษาชาติพนั ธุแ์ ละการพัฒนา ร่วมกับเครือ
ข่ายกะเหรีย่ งเพือ่ วัฒนธรรมและสิง่ แวดล้อมจัดขึน้ ว่าปฏิบตั กิ ารของ
อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ยังขัดต่อปฏิญญาสหประชาชาติวา่ ด้วย
สิทธิชนเผ่าพื้นเมืองซึ่งไทยลงนามด้วย
“ปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง ที่ขอแก้
มาตรา 8 เกี่ยวกับการอนุรักษ์ในถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ ข้อ J
ภายใต้ขอ้ บังคับ ให้ความเคารพ ส่งเสริมรักษา และดำ�รงไว้ซงึ่ ความรู้
ประดิษฐ์กรรม และการถือปฏิบตั ติ อ่ ชนพืน้ เมืองและท้องถิน่ ซึง่ ปรากฏ

ในการดำ�รงชีวิตที่สืบทอดกันมาตามประเพณี และใช้ประโยชน์ใน
ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน”
เป็นที่น่าสังเกตว่า ผู้ถูกผลักดันออกจากป่าแก่งกระจานเป็น
ชาวกะเหรีย่ ง ซึง่ เป็นชนพืน้ เมืองในประเทศไทยอยูก่ นั มาดัง้ เดิม ทำ�ไร่
หมุนเวียนซึง่ ไม่ใช่การทำ�ลายป่า แต่กลับถูกเผาบ้าน เผายุง้ ข้าว ขูบ่ งั คับ
ไม่ให้อยู่ในพื้นที่เดิม จนต้องเดือดร้อนหนีตายไปอยู่กับญาติพี่น้อง
ที่จังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดราชบุรี และข้อร้องเรียนของเขาจะ
ได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ แต่อย่างน้อยก็ยังมีความหวัง เพราะ
คณะทำ�งานตรวจสอบข้อเท็จจริงตามการร้องเรียนของชาวกะเหรีย่ ง
แก่งกระจาน สภาทนายความ ได้ลงพืน้ ทีห่ าข้อมูล หาพยานหลักฐาน
เพิม่ เติม ซึง่ จะมีการประสานงานด้านข้อมูลกับคณะทำ�งานกรรมการ
สิทธิมนุษยชนแห่งชาติต่อไป

สิทธิชุมชนกับความเหลื่อมล้ำ�
สถานการณ์การละเมิดสิทธิชมุ ชนในกรณีตา่ งๆ นัน้ อาจแสดง
ให้เห็นลักษณะร่วมกัน 5 ประการ คือ (1) การละเมิดสิทธิทำ�กินและ
การใช้ประโยชน์ทรัพยากร (2) การละเมิดสิทธิการครอบครองที่ดิน
ทำ�กินของชุมชน (3) การละเมิดสิทธิการบริหารจัดการทรัพยากร
โดยชุมชน (4) การละเมิดสิทธิในการตัง้ ถิน่ ฐานและอยูอ่ ย่างมีศกั ดิศ์ รี
ด้วยความสงบสุขของชุมชน และ (5) การละเมิดสิทธิการรับรูข้ า่ วสาร
และการมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ

170
171

ความขัดแย้งในกรณีสิทธิชุมชนนั้น คู่ขัดแย้งฝ่ายหนึ่งมักจะ
เป็นรัฐหรือนายทุน อีกฝ่ายหนึ่งมักจะเป็นชาวบ้านหรือชนกลุ่มน้อย
และฝ่ายหลังก็มกั จะเป็นเหยือ่ ของการถูกละเมิดสิทธิ อาจกล่าวได้วา่
การละเมิ ด สิ ท ธิ ชุ ม ชนเป็ น เครื่ อ งบ่ ง ชี้ ช่ อ งว่ า งความเหลื่ อ มล้ำ �
อย่างหนึ่ง ซึ่งจะเห็นว่า ช่องว่างความเหลื่อมล้ำ�ในมิติของอำ�นาจ
ต่อรองและมิติทางวัฒนธรรมนั้น เป็นสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจน
หากความเหลื่อมล้ำ�ในมิติทางการเมืองและวัฒนธรรม ไม่ได้
รับการจัดการอย่างถูกต้องเหมาะสม สถานการณ์ความขัดแย้งก็จะ
นำ�มาซึ่งช่องว่างความเหลื่อมล้ำ�ในมิติอื่นๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะ
ในกระบวนการยุติธรรม ดังที่ผ่านมาแกนนำ�ชาวบ้านในหลายพื้นที่
ทีอ่ อกมาคัดค้านเคลือ่ นไหวโครงการต่างๆ มักถูกฟ้องร้องดำ�เนินคดี
โดยเจ้าของโครงการหรืออำ�นาจรัฐ ซึ่งย่อมส่งผลต่อการเคลื่อนไหว
เรียกร้องของชาวบ้านไม่มากก็น้อย
สุรชัย ตรงงาม ผู้อำ�นวยการโครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม
(EnLaw) กล่าวว่า คดีท�ำ นองนีม้ เี พิม่ ขึน้ อย่างมีนยั สำ�คัญ ซึง่ แต่ละคดี
หากต่อสู้ถึงศาลฎีกา มักจะใช้เวลา 5 - 6 ปีขึ้นไป ในแง่ของต้นทุน
การต่อสู้คดีแล้ว ถ้าชาวบ้านต้องจ้างทนายเอง ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะ
สูงมาก แต่โดยปรกติแล้วจะมีทนายความ นักกฎหมาย จากหน่วยงาน
ต่างๆ เช่น สภาทนายความ เอ็นลอว์ คอยให้ความช่วยเหลือ อย่างไร
ก็ตาม ชาวบ้านยังคงต้องแบกรับต้นทุนค่าเดินทาง ค่าเสียเวลาในการ
ประกอบอาชีพ และต้นทุนทางด้านจิตใจ บางรายก็ถูกคุมขังระหว่าง
ดำ�เนินคดี

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ข้อมูลจาก EnLaw พบว่า พืน้ ทีท่ มี่ คี วามขัดแย้งระหว่างชาวบ้าน
และโครงการขนาดใหญ่ 4 พื้นที่
> กรณีคัดค้านโครงการท่อส่งก๊าซ - โรงแยกก๊าซธรรมชาติ
ไทย - มาเลเซีย อำ�เภอจะนะ จังหวัดสงขลา มีการจับกุม
ดำ�เนินคดี ตั้งแต่ปีพ.ศ.2545 เป็นต้นมา รวมทั้งสิ้น 4 คดี
> กรณี โ รงไฟฟ้ า ถ่ า นหิ น บ่ อ นอก - บ้ า นกรู ด จั ง หวั ด
ประจวบคี รี ขั น ธ์ พบว่ า ชาวบ้ า นถู ก ฟ้ อ งในคดี ปิ ด ถนน
บริเวณสี่แยกบ่อนอก 4 คน, คดีกักขังหน่วงเหนี่ยว ทำ�ร้ายร่างกาย เจ้าหน้าที่บริษัทฯ 8 คน, คดีกักขังหน่วง
เหนี่ ย วเจ้ า หน้ า ที่ บ ริ ษั ท 7 คน, คดี แ พ่ ง ที่ บ ริ ษั ท ฟ้ อ ง
เรียกร้องค่าเสียหายจากชาวบ้านอีก 7 คน
> กรณีโรงถลุงเหล็ก อำ�เภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรขี นั ธ์
มีชาวบ้านถูกฟ้องทั้งหมด 15 คดี เช่น หมิ่นประมาทโดย
การโฆษณา ทำ�ร้ายร่างกาย ร่วมกันทำ�ร้ายร่างกายให้ได้รบั
อันตรายสาหัส มีและพกพาอาวุธปืน บุกรุก ลักทรัพย์
ร่วมกันฆ่า พยายามฆ่า เป็นต้น
> โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม อำ�เภอหนองแซง จังหวัด
สระบุรี มีชาวบ้านถูกฟ้องทั้งจากทางบริษัทและอัยการ
ในคดีแพ่งและคดีอาญา รวม 10 คดี
จะพบว่า บางคดีถือเป็นคดีร้ายแรง เช่น พยายามฆ่า ขณะที่
บางคดีเป็นเรือ่ งของการกีดขวางทางจราจรหรือใช้เครือ่ งขยายเสียง
คดีเหล่านี้เป็นเพียงจำ�นวนหนึ่งที่ทำ�การรวบรวมมาได้ เพราะยังมี

172
173

อีกหลายพื้นที่ที่ชาวบ้านต้องเผชิญแรงกดดันจากการถูกดำ�เนินคดี
อย่างไรก็ดี แม้วา่ ขณะนีศ้ าลฎีกาจะมีการตัง้ แผนกคดีสง่ิ แวดล้อม
ขึ้น ทว่า ศาลได้นิยามคดีสิ่งแวดล้อมว่า หมายถึงคดีอาญาและ
คดีแพ่งที่มีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตาม
กลุม่ กฎหมายสิง่ แวดล้อมด้านทรัพยากรธรรมชาติและมลพิษ 24 ฉบับ
รวมทัง้ คดีทป่ี ระธานศาลฎีกาเห็นสมควรกำ�หนดให้เป็นคดีสง่ิ แวดล้อม
ตามคำ�สั่งศาลฎีกาที่ 30/2547 ขณะที่สถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อม
ของชาวบ้านกลับมีความสลับซับซ้อนกว่า และเกีย่ วพันกับการใช้สทิ ธิ
ตามรัฐธรรมนูญ คดีที่ชาวบ้านถูกฟ้องร้องจากการเคลื่อนไหวต่างๆ
จึงไม่จัดเป็นคดีสิ่งแวดล้อม

ปกป้องสิทธิชุมชน แกนนำ�ชาวบ้านถูกดำ�เนินคดี
เมือ่ วันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ศาลฎีกาพิพากษาจำ�คุก
นางจินตนา แก้วขาว แกนนำ�กลุม่ อนุรกั ษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อมบ้านกรูด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นเวลา
4 เดือน ในคดีการต่อสู้คัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน
ทำ�ให้เกิดข้อสงสัยอย่างกว้างขวางต่อประเด็นกฎหมายและ
สิทธิตามรัฐธรรมนูญว่า หลังจากนี้ การใช้กฎหมายเป็นเครือ่ งมือ
ของกลุ่มรัฐ กลุ่มทุน เพื่อสกัดการเคลื่อนไหวในการปกป้อง
ชุมชนของชาวบ้านจะเพิ่มปริมาณขึ้นเพียงใด เมื่อแรงกดดัน

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ทางเศรษฐกิจและพลังงานของประเทศ บวกกับแรงผลักดัน
ของรัฐบาลที่มุ่งเข็มด้านการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยโครงการ
ขนาดใหญ่จำ�นวนมาก
เมือ่ มองจากมุมนักวิชาการ รศ. ดร. สมชาย ปรีชาศิลปกุล
อาจารย์ประจำ�คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ตั้ง
ข้อสังเกตก่อนห้วงเวลาที่จะมีคำ�พิพากษาคดีนางจินตนา
แก้วขาว ว่า “กรณีทศี่ าลอุทธรณ์และศาลฎีกาไม่ได้อา้ งอิงสิทธิ
ตามรัฐธรรมนูญในคดีจินตนา แก้วขาว เหมือนดังศาลชั้นต้น
จะเห็นได้วา่ การพิจารณาของศาลชัน้ ต้นและศาลอุทธรณ์มกี าร
ให้ความสำ�คัญ และการให้ความหมายต่อข้อกฎหมายและ
ข้อเท็จจริงที่แตกต่างกันไป อย่างน้อยในประเด็นดังต่อไปนี้
ประการแรก สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ประการทีส่ อง ความน่าเชือ่ ถือ
ของพยาน ประการทีส่ าม การให้ปากคำ�ในชัน้ ศาลกับชัน้ เจ้าหน้าที่
ตำ�รวจ อันนำ�มาซึ่งผลของการตัดสินที่แตกต่างกัน”3
นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ คณะกรรมการสิทธิ
มนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า ยังมีการละเมิดสิทธิต่อนักต่อสู้
“สิทธิชุมชน” อยู่ในสังคม และบทเรียนการต่อสู้ที่ผ่านมาของ
จินตนาก็ได้กลายเป็นต้นแบบการต่อสู้ของชุมชนอื่นๆ อย่าง

3 สมชาย ปรีชาศิลปกุล. (2554). อุโมงค์ผาเมืองเรือ่ งจินตนา แก้วขาว. กรุงเทพธุรกิจ, 29 ก.ย.
2554.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

174
175

ปัจจัยทางสังคมกับการละเมิดสิทธิทางชุมชน
มากมาย เพราะสังคมไทยในขณะนี้กำ�ลังมองดูนักต่อสู้ด้าน
สิทธิมนุษยชนทีเ่ ข้ามาต่อสูเ้ พือ่ สิทธิมนุษยชน ไม่วา่ จะเป็นเรือ่ ง
ทีด่ นิ ป่า น้�ำ แร่ ซึง่ ก็มกี ารร้องเรียนมายังคณะกรรมการสิทธิฯ
อย่างหลากหลาย อาทิ ชุมชนที่ลุกขึ้นมาต่อสู้ในเรื่องของแร่
เรื่องโครงการแผนพัฒนาต่างๆ ทั้งประเด็นเรื่องที่ดิน ที่ถูก
คำ�พิพากษา อยู่ในระหว่างการดำ�เนินคดี หรือที่ตัดสินไปแล้ว
ซึ่งมีอยู่จำ�นวนมาก และชาวบ้านที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เหล่านี้เองที่
ในบางกรณีไม่ได้รับการคุ้มครอง แล้วก็ยังได้รับการตัดสินที่
ทำ�ให้ต้องถูกจำ�คุก ตรงนี้ต้องทำ�ให้สังคมไทยเข้าใจ
“คดีของนางจินตนาเป็นตัวอย่างหนึง่ ทีม่ กี ารละเมิดสิทธิ
ในกระบวนการยุตธิ รรมกับภาคประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิง่
ภาคประชาชนที่ลุกขึ้นมาปกป้องทรัพยากร แต่คนทั่วไปกลับ
มองว่าเป็นการกระทำ�ที่รุนแรงและส่งผลให้เกิดความไม่สงบ
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน พบว่าสังคมไทยได้มีมุมมองกับ
นักต่อสูเ้ พือ่ สิทธิมนุษยชนในบทบาททีด่ ขี นึ้ เช่น ภาคประชาชน
ทีล่ กุ ขึน้ มาต่อสูเ้ รือ่ งลุกขึน้ มาต่อสูเ้ รือ่ งลุม่ น้�ำ ทะเล ทีบ่ อ่ นอก หินกรูด ให้คงไว้เป็นสมบัติของประชาชน ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ
ของการพัฒนา ด้วยระบบอุตสาหกรรม ซึง่ หากคิดเป็นตัวเงิน
ก็คงมีคา่ หลายแสนล้านบาท เพราะฉะนัน้ การต่อสูจ้ ะต้องมอง
ให้เห็นถึงตรงนี้”4

แม้สทิ ธิชมุ ชนจะได้รบั การรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว แต่การ
ละเมิดสิทธิดังกล่าวยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งนั้น
มาจากความขัดแย้งในการตีความหมายของสิทธิระหว่างฝ่ายชุมชน
และจากฝ่ายรัฐ
ศ. ดร. อานันท์ กาญจนพันธุ์ ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความขัดแย้ง
ในการตีความหมายของสิทธิวา่ “กรณีตา่ งๆ เหล่านี้ ถ้าหากพิจารณา
ให้ลกึ ซึง้ แล้วจะพบว่า พืน้ ฐานของปัญหาล้วนแล้วแต่เป็นความขัดแย้ง
ในการตีความหมายของสิทธิ หรือการเข้าใจความหมายของสิทธิ
แทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความหมายของสิทธิชุมชน หรือสิทธิ
ของกลุ่มชน เช่น สิทธิของชาวนา สิทธิชาวบ้าน และสิทธิของท้องถิ่น
ทั้งๆ ที่เป็นความคิดที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ปี พ.ศ.
2540 อยู่แล้ว โดยให้ความสำ�คัญกับสิทธิชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม
ในการจัดการทรัพยากร แต่ด้วยมีความหมายที่ไม่คุ้นเคยมานาน
ในภาคปฏิบัติ จึงอาจจะยังมีความคลุมเครืออยู่บ้าง”5
เหตุแห่งการตีความขัดแย้งกันนี้ ผศ. ดร. กิตติศักดิ์ ปรกติ
อธิบายว่า “เมือ่ เรามีรฐั ชาติทตี่ อ้ งการเอกภาพทางการเมือง เราก็ตอ้ ง
ปฏิเสธความมีอยูข่ องหน่วยอืน่ ๆ ซึง่ ไม่ได้สงั กัดรัฐชาติ พร้อมกันนัน้
4 ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง. (2554). กรรมการสิทธิฯ ไทย ร่วมกรรมการ
สิทธิฯ อาเซียน เยี่ยม “จินตนา แก้วขาว”. 21 ต.ค. 2554, http://tcijthai.com/citizen journalist-story/930.
5 อานันท์ กาญจนพันธุ์. (2543). สิทธิชุมชนของเกษตรกรกับการจัดการทรัพยากร เพื่อการ
พัฒนาอย่างยัง่ ยืน. รายงานการสัมมนาระบบเกษตรแห่งชาติ ครัง้ ที่ 1 กรุงเทพฯ, 15-17 พ.ย.
2543.

176
177

ความเป็นรัฐชาติหรือรัฐสมัยใหม่ ก็จะเน้นความทันสมัย ทำ�ให้
ปฏิเสธชีวติ ความเป็นอยูข่ องชาวพืน้ เมือง เพราะมันไม่สอดคล้องกับ
พัฒนาการแบบทันสมัย”
ด้วยเหตุนี้เอง “การพัฒนาแบบสมัยใหม่ซึ่งเป็นการพัฒนาที่
นำ�ไปสู่ความเป็นเอกภาพทางการเมือง จึงปฏิเสธความหลากหลาย
นำ�ไปสู่การยกย่องปัจเจกชนและปฏิเสธสิทธิรวมหมู่ นำ�ไปสู่การ
บัญญัตกิ ฎหมายตามทีร่ ฐั สภากำ�หนด และปฏิเสธจารีตประเพณีของ
ท้องถิ่น”
ข้อเสนอทางเลือกในการขับเคลื่อนสิทธิชุมชนนั้นมีมาจาก
หลายฝ่าย นอกเหนือจากนักวิชาการด้านกฎหมายอย่าง ไพสิฐ พานิชกุล
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ ผศ. ดร. กิตติศักดิ์ ปรกติ มหาวิทยาลัย
ธรรมศาสตร์ แล้ว ยังมีข้อเสนอจากนักพัฒนาองค์กรพัฒนาเอกชน
นักวิจัยไทบ้าน และผู้นำ�ชุมชน ที่ปรากฏในงานวิจัยเรื่อง สิทธิชุมชน
อิสาน โดยสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่วงระหว่าง
ปี พ.ศ. 2546 - 2549
ข้อเสนอเหล่านีม้ งุ่ ไปทีก่ ารสร้างความเข้าใจเรือ่ งสิทธิชมุ ชนต่อ
ประชาชน และการปรับเปลีย่ นกระบวนการยุตธิ รรมให้มคี วามยืดหยุน่
สอดคล้องกับสิทธิที่ได้รับการรับรองในรัฐธรรมนูญนี้
6 ชุดโครงการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการกำ�หนดนโยบายสาธารณะด้านสิทธิที่เชื่อมโยงกับ
สุขภาวะ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ. ขับเคลื่อนสิทธิชุมชนด้วยความเข้าใจ. 6 ส.ค. 2550,
http://ppvoice.thainhf.org/index.php?module=article&page=detail&id=798.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าสิทธิชุมชนเป็นเครื่องมือในการจัด
ความสัมพันธ์แบบใหม่ระหว่างชุมชนกับรัฐ และยังมีมมุ มองต่อสิทธิ
ค่อนข้างลักลัน่ อยู่ ถือได้ว่าเป็นความท้าทายอย่างมากทีเดียวในการ
ขับเคลื่อนเรื่องสิทธิชุมชนเพื่อคุ้มครองสุขภาวะของประชาชนนี้

178
179

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ทรัพยากรธรรมชาติ:
เงิน ชีวิต และสุขภาวะ
กฤติกา เลิศสวัสดิ์
หากจินตนาการว่า ขณะนี้เราเป็น “มด” สัตว์ตัวเล็กๆ ที่เป็น
สิง่ มีชวี ติ ประเภททีก่ นิ ทัง้ พืชและสัตว์ มดจะรับรูเ้ รือ่ งระบบนิเวศวิทยา
ของมดแบบมีความสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ให้สามารถอยู่รอดได้
ครบวงจรชีวติ ของมด โดยใช้ทรัพยากรสิง่ มีชวี ติ อืน่ ไปในการดำ�รงชีพ
ตามสัญชาตญาณ
ส่วนเพือ่ นของมดอย่าง “ต้นไม้” ทีม่ ดทัง้ ใช้อาศัยเป็นบ้าน เป็น
สิง่ มีชวี ติ ทีม่ คี ณ
ุ สมบัตแิ ละหน้าทีพ่ เิ ศษในระบบนิเวศในฐานะตัวแทน
ของผู้ผลิตที่ค้ำ�จุนสิ่งมีชีวิตอื่น โดยดูดแร่ธาตุจากผืนดินขึ้นมาเป็น
อาหาร และผลิตออกซิเจนผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสงออกมา
เผื่อแผ่ให้แก่มดและสิ่งมีชีวิตอื่น
หากเราคลานไปบนพืน้ ดินจะได้พบกับสิง่ มีชวี ติ ขนาดเล็กมากๆ
อย่างเห็ด รา ยีสต์ จุลินทรีย์ซึ่งดำ�รงชีวิตด้วยการเปลี่ยนซากของ
สรรพชีวิตให้กลับคืนสู่ผืนดินอีกครั้ง
ความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกันและไม่หยุดนิ่งของมด ต้นไม้ เห็ด
รา แร่ธาตุ ดิน น้ำ� อากาศ ฯลฯ พาเราไปรู้จักระบบนิเวศในฐานะ

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

180
181

แหล่งรวมทรัพยากรธรรมชาติ ฉะนั้น ทรัพยากรธรรมชาติที่เรามัก
แยกประเภทเป็นทรัพยากรดินและทีด่ นิ ทรัพยากรป่าไม้ ทรัพยากรน้�ำ
ทรัพยากรอากาศ ทรัพยากรแร่และปิโตรเลียม ทรัพยากรสัตว์ป่า
ทรัพยากรประมงและสัตว์น�้ำ ชายฝัง่ ฯลฯ ในอีกความหมายหนึง่ ก็คอื
หน่วยบริการทางนิเวศวิทยาอันซับซ้อนและอ่อนไหวนี้เอง
การมองทรัพยากรแบบแยกประเภทนั้น บ่อยครั้งนำ�พาเราไป
สู่การบริหารจัดการอย่างแยกส่วน ไม่เพียงแต่แยกส่วนระหว่างดิน
ที่ดิน น้ำ� ป่าไม้ อากาศ แร่ธาตุ หากยังนำ�มาสู่การแยกส่วนระหว่าง
เรา - มนุษย์ - ออกจากระบบนิเวศของโลกนี้ไปด้วย
“สุขภาวะที่ดีย่อมปรากฏและดำ�รงอยู่ในชีวิตของคนคนหนึ่ง
ซึง่ แวดล้อมหรืออยูใ่ นสถานทีท่ คี่ นคนนัน้ ใช้ในการเจริญเติบโต ทำ�มา
หากิน ศึกษาเรียนรู้ เพลิดเพลิน หรือมีความรัก” - นีเ้ ป็นใจความสำ�คัญ
หนึ่งของกฎบัตรออตตาวา โดยองค์การอนามัยโลก ในปีพ.ศ.2529
ดังนั้น การบริหารจัดการสุขภาวะของมนุษย์ จึงไม่อาจแยก
ส่วนจากการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติไปได้ และสุขภาวะ
ของผูค้ นในสังคมหนึง่ ย่อมเป็นผลลัพธ์ส�ำ คัญจากการบริหารจัดการ
ทรัพยากรในระบบนิเวศอย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง
การบริหารจัดการทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรมย่อมก่อให้เกิดผล
กระทบกับหลายฝ่าย สำ�หรับคนยากจน การไม่มีที่ดินทำ�กินนั้น
หมายถึงการขาดแคลนปัจจัยพืน้ ฐานในการดำ�รงชีวติ สำ�หรับเกษตรกร

การขาดแคลนน้�ำ และหรือน้�ำ ท่วมพืน้ ทีเ่ พาะปลูก หมายถึงความอดอยาก
ขาดทุน และอาจจะหมดตัว สำ�หรับคนทัว่ ไป อาจจะหมายถึงการขาด
โอกาสในการใช้ทรัพยากรเหล่านัน้ สำ�หรับแม่ธรรมชาติยอ่ มหมายถึง
การที่ระบบนิเวศเสียสมดุล ซึ่งอาจจะหมายถึงความไม่เป็นธรรมต่อ
ลูกหลานของเราที่ยังไม่ได้เกิดมา และไม่มีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรที่
เคยมีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์และไม่มีมลพิษปนเปื้อน
ความเป็นธรรมนั้นมีหลายมิติ เราจำ�ต้องมองความเป็นธรรม
ทางเศรษฐกิจ ความเป็นธรรมทางสังคมและสุขภาพ ตลอดจนมิติ
ความเป็นธรรมทางนิเวศและสิ่งแวดล้อม ควบคู่กันไป การบริหาร
จัดการทรัพยากรอย่างเป็นธรรมนั้น ต้องเกิดจากการชั่งตรองหลัก
ความเป็นธรรมเหล่านี้และสร้างข้อตกลงบางอย่างร่วมกัน
บทความนี้จะเริ่มจากการสำ�รวจสถานการณ์ปัญหาความ
ไม่เป็นธรรมในการบริหารจัดการทรัพยากรในประเทศไทย โดยเน้นที่
ทรัพยากรทีด่ นิ และป่าไม้ ทรัพยากรน้�ำ และทรัพยากรอากาศ จากนัน้
จะพยายามสืบค้นทำ�ความเข้าใจถึงสาเหตุ และค้นหาแนวทางแก้ไข
เท่าที่ปรากฏอยู่มานำ�เสนอ

คนจำ�นวนน้อยถือครองที่ดินมาก
คนจำ�นวนมากถือครองที่ดินน้อย
ปัญหาทีด่ นิ และป่าไม้เป็นปัญหาความขัดแย้งในเรือ่ งทรัพยากร
ทีเ่ รียกได้วา่ มีความเป็นมาทีย่ าวนานทีส่ ดุ ในบรรดาความขัดแย้งเรือ่ ง

182
183

ทรัพยากรของไทย มีงานวิจยั บทความ ข่าว เอกสารสิง่ พิมพ์ มากมาย
ที่ได้ศึกษา ทำ�ความเข้าใจ วิเคราะห์ถึงข้อมูลปัญหาและสาเหตุของ
ปัญหานี้ ในด้านของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ก็ร่วมกันต่อสู้มา
ยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิชุมชน สิทธิในการเข้าถึงและดูแล
ทรัพยากรธรรมชาติ
ข้อมูลจากเครือข่ายปฏิรปู ทีด่ นิ แห่งประเทศไทยในปี พ.ศ. 2545
พบว่าพื้นที่ 320 ไร่ในประเทศแบ่งเป็นพื้นที่ป่าไม้ 100 ล้านไร่
อีก 130 ล้านไร่เป็นพื้นที่การเกษตร แต่มีประชาชนเพียงร้อยละ 10
ที่ถือครองที่ดินมากกว่า 100 ไร่ต่อคน ในขณะที่ประชาชนร้อยละ 90
ถือครองที่ดินไม่ถึง 1 ไร่ต่อคน
จากการวิจัยของมูลนิธิสถาบันที่ดินแห่งประเทศไทย ปี พ.ศ.
2554 พบว่าร้อยละ 70 ของที่ดินที่มีการถือครองถูกปล่อยทิ้งร้าง
ว่างเปล่าไม่ได้ใช้ประโยชน์ ประเมินความสูญเสียทางเศรษฐกิจ
เป็นมูลค่าราว 127,000 ล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้ ยังพบว่าพืน้ ทีข่ องกรุงเทพมหานครเอง ซึง่ มีจ�ำ นวน
ประชากรอย่างเป็นทางการ 5.7 ล้านคน แต่มีบุคคลและนิติบุคคล
เพียง 50 รายทีถ่ อื ครองทีด่ นิ รวมกันแล้วคิดเป็นร้อยละ 10 ของพืน้ ที่
ทัง้ หมด ทัง้ ทีข่ อ้ มูลจากการจดทะเบียนคนจนของกระทรวงมหาดไทย
ยืนยันว่า มีคนไร้ทดี่ นิ และคนทีม่ ปี ญ
ั หาเรือ่ งทีด่ นิ ทำ�กินและทีอ่ ยูอ่ าศัย
ไม่ต่ำ�กว่า 3.2 ล้านครอบครัว

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ข้อมูลจากการสำ�รวจของเครือข่ายปฏิรปู ทีด่ นิ แห่งประเทศไทย
ยังพบว่า เกษตรกรรายย่อยไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง 811,892
ครอบครัว และต้องเช่าที่ดินทำ�กินอีก 1.5 ล้านครอบครัว
นอกจากนี้ยังมีชุมชนสลัม 3,700 ชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งขาด
ความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย พร้อมถูกไล่รื้อ ทั้งจากรัฐและเอกชน
ดังเช่น ล่าสุด ชุมชนบริเวณซอยทองหล่อ ซึ่งเข้าไปตั้งชุมชนมากว่า
40-50 ปีในทีส่ าธารณประโยชน์ของกรุงเทพฯ ต่อมาถูกผูอ้ �ำ นวยการ
เขตทำ�หนังสือแจ้งจับชาวบ้าน ด้วยข้อหาชาวบ้านไปบุกรุกทีส่ าธารณ
ประโยชน์ ไปสร้างทัศนียภาพที่ไม่สวยงามให้กับคอนโดมิเนียม
ในซอยทองหล่อ ไปสร้างสลัมติดกับคอนโดสวยหรู มีการเรียก
หมายจับชาวบ้านทัง้ หมด 44 คน ชุมชนสลัมเหล่านีย้ งั ประสบปัญหา
การเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ทั้งไฟฟ้าและน้ำ�ประปาแพงกว่า
คนทั่วไป เพราะถูกกีดกันสิทธิในการมีทะเบียนบ้านถาวร
ข้ อ มู ล เหล่ า นี้ ชี้ ใ ห้ เ ห็ น ว่ า มี ก ารกระจุ ก ตั ว ของที่ ดิ น อยู่ ใ น
คนจำ�นวนน้อย และเป็นการสั่งสมที่ดินในฐานะสินทรัพย์แห่งความ
มัง่ คัง่ ทัง้ ทีส่ �ำ หรับคนจำ�นวนมาก โดยเฉพาะคนยากไร้ กลับขาดแคลน
ที่ดินสำ�หรับเป็นที่ทำ�กินและที่อยู่อาศัย

184
185

การจัดสรรน้ำ�เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ
ที่ลุ่มน้ำ�ป่าสักตอนล่าง โครงการโรงไฟฟ้าหนองแซง
ประมาณการความต้องการใช้น้ำ� เพื่อผลิตไฟฟ้ า 53,200
ลูกบาศก์เมตร/วัน ทั้งที่ยังมีการขาดแคลนน้ำ�ใช้ในลุ่มน้ำ�ถึง
ปีละ 701.97 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ทำ�ให้เกิดความขัดแย้ง
กลายเป็นข้อพิพาทระหว่างตัวแทนท้องถิ่นและโรงไฟฟ้า เป็น
เรื่องฟ้องร้องขึ้นศาลปกครอง

ที่ลุ่มน้ำ�ปราจีนบุรี-บางปะกง บริษัทน้ำ�ใส 304 ขอ
อนุ ญ าตใช้ น้ำ � จากกรมชลประทานจำ � นวน 11,000,400
ลูกบาศก์เมตร/ปี เพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร แต่
บริษัทได้ทำ�หนังสือแสดงคำ�มั่นจะซื้อขายน้ำ�ดิบกับโครงการ
โรงไฟฟ้าถ่านหิน 600 เมกะวัตต์ กลายเป็นการใช้น้ำ�เพื่อการ
อุตสาหกรรมไป และถูกคัดค้านอย่างหนัก

น้ำ�เป็นทรัพยากรที่เราใช้ทั้งในการเกษตรและอุตสาหกรรม
ใช้ในการอุปโภคบริโภค ตลอดจนใช้เพื่อรักษาระบบนิเวศและขนส่ง
ทางน้ำ� การจัดสรรน้ำ�เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ เหล่านี้ จำ�ต้องมีการ
กำ�หนดสัดส่วนภาพรวมในการใช้น้ำ�อย่างเหมาะสม มิฉะนั้นจะเกิด

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

เป็ น ความขั ด แย้ ง ไม่ ว่ า จะเป็ น ความขั ด แย้ ง จากการจั ด สรรน้ำ �
ไม่เท่าเทียมระหว่างเกษตรกรที่อยู่ต้นน้ำ�และท้ายน้ำ� ความขัดแย้ง
จากการสูบน้ำ�ใต้ดินขึ้นมาใช้ทางการเกษตรระหว่างผู้มีฐานะทาง
เศรษฐกิจดีกว่ากับเกษตรกรรายย่อย ความขัดแย้งจากการใช้น�้ำ ของ
ภาคอุตสาหกรรมและบริการกับภาคเกษตรกรรม และความขัดแย้ง
อันเนื่องมาจากน้ำ�จากภาคอุตสาหกรรมทำ�ลายคุณภาพน้ำ�ในแหล่ง
น้ำ�ธรรมชาติ เป็นต้น
ความขัดแย้งในเรื่องน้ำ�ไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย แต่ใน
ระยะเวลาสี่ห้าปีที่ผ่านมานี้ อาจจะวิกฤตถึงขั้นที่หลายคนเรียกว่า
“สงครามน้ำ�” การแย่งน้ำ�ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในหน้าแล้ง กิจกรรม
ต่างๆ ในชีวิตประจำ�วันไม่ได้ใช้น้ำ�ทั้งในคุณภาพและปริมาณเท่ากัน
น้�ำ เพือ่ การอุปโภคและบริโภคอยูใ่ นลำ�ดับความสำ�คัญแรกทีร่ องรับไว้
ด้วยสิทธิขั้นพื้นฐานในรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง น้ำ�เพื่อ
การอืน่ ๆ ก็ตอ้ งจัดสรรกันไปตามลำ�ดับความสำ�คัญในแต่ละเวลาและ
สถานที่ที่แตกต่างกันออกไป
ปัญหาความขัดแย้งอันเนื่องมาจากการแย่งชิงอำ�นาจในการ
จัดการทรัพยากร “น้ำ�” กำ�ลังกลายเป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรง
มากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งคู่ของความขัดแย้ง นอกจากจะเป็นการแย่งชิง
กันเองของคนในพื้นที่แล้ว ประเด็นความขัดแย้งมักจะเกิดขึ้นจาก
กลุ่มที่เป็นเจ้าของพื้นที่เดิมซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับทรัพยากรธรรมชาติ กับ
กลุ่มที่เคลื่อนย้ายเข้ามาในภายหลัง ในขณะเดียวกัน คู่ของความ
ขัดแย้งอีกประเภทหนึ่งก็คือ กลุ่มชุมชนดั้งเดิมที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งจับคู่

186
187

กับกลุม่ นักอนุรกั ษ์ และกลุม่ นักพัฒนาธุรกิจทีม่ องทรัพยากรธรรมชาติ
ในเชิง “ทุนนิยม” พยายามที่จะแปรทรัพยากรธรรมชาติเป็น “เงิน”
หรือ “แปรรูปเป็นวัตถุชนิดอื่นๆ”1 2

น้ำ�ท่วม-น้ำ�แล้งซ้ำ�ซาก
ทุ ก ปี เ ราจะได้ รั บ ข่ า วสารเรื่ อ งน้ำ � ท่ ว ม-น้ำ � แล้ ง ที่ มี ลั ก ษณะ
ละม้ายคล้ายคลึง หรืออาจเรียกได้วา่ หมุนเวียนมาเหมือนวัฎจักรของ
น้ำ�เกิดเหตุการณ์ที่เหมือนกันอย่างกับฝาแฝดเลยทีเดียวในแต่ละปี
จนอาจทำ�ให้บางคนจะคุ้นชินกับการออกไปทำ�กิจกรรมอาสาสมัคร
ช่วยเหลือน้ำ�ท่วม หรือแจกถังน้ำ�ไว้เก็บน้ำ�ตอนน้ำ�แล้ง
เมื่อเข้าฤดูฝนและมรสุมของทุกปี หลายพื้นที่ในประเทศไทย
ก็จะต้องเผชิญหน้าภาวะน้ำ�หลากที่อาจจะมีน้ำ�ท่วมขังและดินถล่ม
ติดตามกันมาได้ ในทุกๆ ปีก็จะเกิดปรากฎการณ์ “แย่งกันผลัก
น้ำ�ออก” โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้�ำ ท่วมถึงภาคกลาง โดยอาศัยการ
ระบายน้�ำ ลงทุง่ รับน้�ำ หรือบริเวณทีม่ ปี ระชากรหนาแน่นต่�ำ และระบบ
คันกัน้ น้�ำ ก็มอี ยูห่ ลากหลายทัง้ แบบถาวรและชัว่ คราว ของแต่ละบ้าน
แต่ละชุมชน แต่ละฝ่าย แต่ก็มิได้คำ�นึงถึงปัจจัยสภาพแวดล้อมทาง
กายภาพของพื้นที่ที่จะสอดคล้องกับการระบายน้ำ�ในพื้นที่น้ำ�ท่วม
ถึงอย่างเหมาะสมกับธรรมชาติของน้ำ�ที่จะต้องปล่อยให้น้ำ�ไหลจาก
1 http://www.gotoknow.org/blogs/posts/324518 (access 30 September 2011).
2 http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=827&articlegroup_
id=187 (access 30 September 2011).

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ที่สูงลงสู่ที่ต่ำ� ไม่กักขังน้ำ�ไว้จนมีการสะสมพลังงานศักย์ของน้ำ� ซึ่ง
พร้อมทีจ่ ะพังสิง่ กีดขวางทุกอย่างร่วมกับแรงดึงดูดของโลกทีเ่ กิดจาก
พลังงานที่น้ำ�สะสมไว้ไหลผ่านไปด้วยความเร็ว อีกทั้งยังมิได้คำ�นึง
ถึงว่า น้ำ�ล้นเกินที่ไม่มีใครต้องการนั้น จะไปสร้างความเสียหายและ
ภาระเกินสมควรให้แก่ใครหรือฝ่ายใดในสังคมโดยบ้าง
รายงานความก้าวหน้าของมนุษย์ ประจำ�ปี พ.ศ. 2552 โดย
สำ�นักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นดีพี นำ�เสนอ
ข้อมูลของปี พ.ศ. 2550 ว่ามีผไู้ ด้รบั ผลกระทบจากอุทกภัยในประเทศ
ไทยร้อยละ 13 ของจำ�นวนประชากรทั้งหมด โดยประชาชนในภาค
อิสานได้รับผลกระทบมากที่สุด คือเฉลี่ยร้อยละ 6.5 ของจำ�นวน
ประชากรทัง้ หมดในพืน้ ที่ ส่วนประชาชนในภาคกลางได้รบั ผลกระทบ
น้อยที่สุด คือเฉลี่ยร้อยละ 1.4 ของจำ�นวนประชากรทั้งหมดในพื้นที่
รายงานฉบับเดียวกันยังแสดงให้เห็นว่า ในกรณีของภัยแล้ง
ซึ่งมีผู้ได้รับผลกระทบร้อยละ 15 ของจำ�นวนประชากรทั้งหมด
ประชาชนภาคอิสานก็ยังคงเป็นผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือเฉลี่ย
ร้อยละ 38.1 ของประชากรทัง้ หมดในพืน้ ที่ โดยประชาชนในภาคกลาง
ได้รบั ผลกระทบน้อยทีส่ ดุ คือเฉลีย่ ร้อยละ 11.0 ของจำ�นวนประชากร
ทั้งหมดในพื้นที่
นอกจากนี้ 6 จังหวัดที่ไม่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำ�ท่วมและ
ภัยแล้งเลย เป็นจังหวัดทีต่ งั้ อยูใ่ นภาคกลาง นัน่ คือ กรุงเทพมหานคร
สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม

188
189

ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นจังหวัดที่มีรายได้ต่อครัวเรือนค่อนข้างสูง มี
ครัวเรือนที่มีหนี้สินต่ำ� และสัดส่วนคนจนต่ำ�
เป็นไปได้ไหมว่า แนวทางการบริหารจัดการน้ำ�ของรัฐเพื่อ
รับมือภัยพิบัตินั้น เน้นไปที่การปกป้องพื้นที่อุตสาหกรรมมากกว่า
พื้นที่เกษตรกรรม และเน้นปกป้องเมืองมากกว่าชนบท? และหาก
พืน้ ทีเ่ กษตรกรรมและ/หรือพืน้ ทีช่ นบทต้องกลายเป็นพืน้ ทีร่ บั น้�ำ แทน
พื้นที่อุตสาหกรรมและเมืองแล้ว ความช่วยเหลือในการฟื้นฟูและ
เยียวยานัน้ ถือว่าเป็นธรรมหรือไม่? - คำ�ถามเหล่านีค้ งต้องพยายาม
ช่วยกันตอบ

อากาศดี ราคาเท่าไหร่?
อากาศเป็นสิ่งจำ�เป็นที่สุดสำ�หรับชีวิต หากขาดไปจะตาย
ในไม่กี่นาที หรืออาจพิการจนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ดังนั้น
องค์ประกอบของอากาศที่สะอาดเพียงพอที่สิ่งมีชีวิตจะอาศัยอยู่
รวมถึงมนุษย์ด้วยจึงเป็นเรื่องที่สำ�คัญอย่างมาก กิจกรรมการใช้
ประโยชน์จากทรัพยากรทัง้ หลายทีก่ ล่าวมาในข้างต้นล้วนมีสว่ นทำ�ให้
เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์ประกอบของอากาศที่เกี่ยวด้วยความ
สกปรกและสะอาดทั้งสิ้น
เนือ่ งจากอากาศอยูใ่ นทุกที่ และไหลเลือ่ นเคลือ่ นไปโดยไม่ตอ้ ง
รอรับการจัดสรรจากใคร ปัญหาของทรัพยากรอากาศจึงอยู่ที่เรื่อง
คุณภาพเสียมากกว่า ทัง้ ประเด็นเรือ่ งมลพิษในอากาศ และมลพิษทาง
เสียง อย่างไรก็ดี ในหัวข้อนีจ้ ะขอเน้นไปทีค่ ณ
ุ ภาพของอากาศเป็นหลัก

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

โดยยกกรณีคุณภาพอากาศที่มาบตาพุดซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรม
ตามโครงการพัฒนาพืน้ ทีช่ ายฝัง่ ทะเลตะวันออกตัง้ แต่ปี พ.ศ. 2524
ขึ้นมาพิจารณา เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า คำ�ตัดสินของศาลปกครอง
ในคดีมาบตาพุดที่เกิดขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2554 ที่ผ่านมานั้นสั่นสะเทือน
ไปทุกภาคส่วนในสังคมไทย โดยชี้ให้เราตระหนักถึงอิทธิพลที่ทำ�ให้
สังคมเปลีย่ นแปลงแล้วอย่างสิน้ เชิงจากในอดีต คดีมาบตาพุดมีความ
เกีย่ วข้องกับทรัพยากรธรรมชาติทกุ อย่างในพืน้ ที่ แต่เหยือ่ ทีถ่ กู กระทำ�
ทารุณอย่างหนักเห็นจะเป็นทรัพยากรอากาศนั่นเอง
ในรายงานวิจัย การกำ�หนดและการดำ�เนินการนโยบายเพื่อ
สาธารณประโยชน์: กรณีนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมมาบตาพุด
โดย รศ. ดร. ฉวีวรรณ สายบัว มีขอ้ มูลว่า ในปีพ.ศ.2548 กรมควบคุม
มลพิษตรวจพบสารอินทรียร์ ะเหยง่ายในบรรยากาศทีม่ าบตาพุดกว่า
40 ชนิด จำ�นวนนี้มีสาร 20 ชนิดที่มีปริมาณเกินค่ามาตรฐานซึ่ง
กำ�หนดโดยหน่วยงานควบคุมสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา หรือ
ยูเอสอีพีเอ
จากนัน้ กรมควบคุมมลพิษติดตามตรวจสอบสารเหล่านี้ 9 ชนิด
จากการตรวจวัดช่วงเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 - ธันวาคม พ.ศ. 2553
พบว่ามี 3 ชนิดทีม่ คี า่ เกินมาตรฐานอย่างต่อเนือ่ ง และมีคา่ สูงสุดราว
60 เท่าของค่ามาตรฐาน
เมือ่ ดูขอ้ มูลความเจ็บป่วย ในช่วงปี พ.ศ. 2544 - 2549 พบว่า
ชาวระยองเป็นโรคระบบทางเดินหายใจสูงเป็นอันดับ 1 และสูงกว่า

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

190
191

ค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ และเป็นโรคภูมิแพ้กันมากทั้งเด็กและผู้ใหญ่
นอกจากนี้ อัตราการเกิดโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็ง
ทุกชนิดในเขตอำ�เภอเมืองสูงกว่าเขตอำ�เภออืน่ ในระยอง และสูงกว่า
ค่าเฉลีย่ ในประเทศ โดยเฉพาะมะเร็งปอด มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็ง
เม็ดเลือดขาว มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งเต้านม
ทีน่ า่ สนใจก็คอื เมือ่ พิจารณาว่ารายได้ตอ่ หัวของจังหวัดระยอง
สูงที่สุดในประเทศ แต่จากรายงานความก้าวหน้าของมนุษย์ ในปี
พ.ศ.2550 โดยยูเอ็นดีพี มีข้อมูลแสดงว่า ภาระหนี้สินครัวเรือน
สัดส่วนคนยากจน และอัตราการว่างงานสูงมาก นี้ทำ�ให้เห็นว่า แม้
เศรษฐกิจของจังหวัดจะดี แต่คุณภาพชีวิตผู้คนกลับไม่ดีขึ้น ดังที่
ข้อมูลของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ในปี พ.ศ. 2552 ก็ชี้
ให้เห็นว่า อัตราค่าตัวตายของคนระยองสูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศ
ในรายงานของยูเอ็นดีพีฉบับเดียวกัน แสดงให้เห็นการมี
ส่วนร่วมทางการเมืองและสังคมของชาวระยอง ว่าอยู่ที่อันดับ 72
จาก 76 จังหวัดทั่วประเทศ
แม้จงั หวัดระยองจะมีรายได้มากทีส่ ดุ จังหวัดหนึง่ ของประเทศ
แต่กม็ ปี ญ
ั หามลภาวะทางอากาศ ซึง่ เกิดจากนายทุนนอกพืน้ ทีเ่ ข้าไป
ลงทุนด้านอุตสาหกรรมในระยองเป็นจำ�นวนมาก และกิจกรรมเหล่านัน้
ก็ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของอากาศ ขณะเดียวกัน ชาวระยองเอง
กลับไม่มีโอกาสแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูสภาพ

แวดล้อมที่ตนเองต้องอยู่อาศัย แต่กลับต้องเป็นผู้รับผลกระทบของ
สิ่งที่เกิดขึ้น
สิทธิในการเข้าถึงคุณภาพอากาศที่ดีของชาวระยองได้หายไป
หลังจากทีร่ ฐั สนับสนุนให้มกี ารสร้างนิคมอุตสาหกรรม - สุขภาพหรือ
สุขภาวะของคนระยองที่เสียไปเมื่อแลกกับรายได้ที่เกิดขึ้นนั้น ถือว่า
เป็นเรื่องที่ควรจะเกิดขึ้นไหม?

การผูกขาดปิดกั้นการบริหารจัดการโดยรัฐ
ในอดีตย้อนไปกว่าร้อยปีที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบจาก
การมาถึงดินแดนตะวันออกของชาวตะวันตก ที่เราเรียกพวกเขาว่า
“คนต่างชาติ” อิทธิพลของความเป็นรัฐชาติเข้ามามีบทบาทที่บังคับ
ให้ไทยต้องปรับตัวอย่างมาก และพยายามจะเลียนแบบอย่างคน
ต่างชาติเพื่อให้เกิดการยอมรับจากคนเหล่านั้น เพียงเพื่อมิให้คน
เหล่านัน้ ใช้ความรุนแรงข่มขูเ่ อาทรัพยากรธรรมชาติไปอย่างป่าเถือ่ น
การเข้ามาของความเป็นรัฐชาติ นำ�เข้ามาซึง่ ข้อความคิดหลัก
ประการหนึ่งที่สำ�คัญมากในยุคนั้น คือ การปกครองโดยใช้อำ�นาจ
รัฐแบบรวมศูนย์ ซึ่งก็ส่งอิทธิพลเข้าไปในทุกเรื่อง ไม่เว้นแม้แต่เรื่อง
การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่รัฐก็ใช้อำ�นาจแบบรวมศูนย์
ในการจัดการตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
นับตั้งแต่เรามีการเปลี่ยนแปลงระบบกฎหมายไทยในยุคที่
กล่าวมานั้น ด้วยความจำ�เป็นที่ต้องดำ�เนินการอย่างรีบเร่งเพื่อแลก
กับสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ซึ่งได้กำ�หนดให้ “ทรัพยากรธรรมชาติ

192
193

เป็นของรัฐ” หลักการนีถ้ กู ถ่ายทอดไว้ในกฎหมายทุกฉบับทีเ่ กีย่ วข้อง

หลังประกาศเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาบรรทัด
ในปี พ.ศ. 2531 เรวัตร อินทร์ชว่ ย หนึง่ ในชาวบ้านตระ อำ�เภอ
ประเหลียน จังหวัดตรัง ที่ถูกขับไล่ออกจากที่ของตัวเอง
ซึ่งเป็นทั้งที่อยู่ที่ทำ�สวนยางขนาด 20 ไร่ 87 ตารางวา เขา
ถูกจับในข้อหาบุกรุกและยึดถือครอบครองเขตอนุรักษ์พันธุ์
สัตว์ป่า บนที่ดินมรดกของตัวเองถึง 4 ครั้ง และต้องรื้อถอน
บ้านไปปลูกใหม่ที่อื่นโดยย้ายที่ไปเรื่อยๆ
“เขาเห็นมนุษย์ตรงไหน ก็มาพาไปจากตรงนั้น เขาคิด
อย่างเดียวว่าทุกคนอยู่บนแผ่นดินของเขา เขาไม่คิดหรอกว่า
ชาวบ้านอยู่บนผืนดินของตัวเอง เขาถือว่าที่นี่เป็นเขตอนุรักษ์
ชาวบ้านจะอยู่ไม่ได้”

การใช้ทรัพยากรเพื่อประโยชน์สาธารณะ
เป้าหมายที่ถูกบิดเบือน
กว่าร้อยปีมาแล้วทีเ่ ราถูกสอนและบ่มเพาะให้เชือ่ ว่า รัฐเท่านัน้
ที่เป็นเจ้าของทรัพยากร และมีสิทธิ์ขาดในการจัดการทรัพยากรบน
พืน้ ฐานความคิดเชิงอุดมคติวา่ “รัฐจะต้องจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
เหล่านั้นอย่างเป็นธรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะ” ผ่านระบบบริหาร

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ราชการแบบรวมศูนย์อำ�นาจที่เข้มแข็งอย่างมาก
แต่ในช่วงไม่เกิน 50 ปีมานีเ้ อง ทีแ่ นวคิดเรือ่ งการอนุรกั ษ์และ
คุม้ ครองทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้อมเริม่ เข้ามามีอทิ ธิพลร่วม
จากกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุค พ.ศ. 2513
ซึง่ หลักการพัฒนาอย่างยัง่ ยืนแพร่ขยายไปทัว่ โลก จึงได้มกี ารบัญญัติ
เพิ่มเติมในเรื่องการใช้และจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนเข้ามาไว้ใน
ตัวบทกฎหมายด้วย นั่นหมายถึงการเข้ามามีส่วนร่วมและตัดสินใจ
ของประชาชนและชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
ซึง่ สอดคล้องกับแนวความคิดเรือ่ งระบบบริหารราชการแบบกระจาย
อำ�นาจสู่ท้องถิ่น
อย่างไรก็ดี จนถึงปัจจุบัน กรณีต่างๆ ที่ปรากฏในสังคม
แสดงให้ เ ห็ น ว่ า การเข้ า ถึ ง อำ � นาจในการใช้ ป ระโยชน์ แ ละจั ด การ
ทรัพยากรธรรมชาตินั้น ยังคงถูกผูกขาดอยู่ที่ฝ่ายรัฐ ซึ่งจะต้อง
ทำ�หน้าทีร่ กั ษาผลประโยชน์ของสาธารณะ สร้างความสมดุลให้เกิดขึน้
ในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันทั้ง
สังคม แต่กห็ าได้ท�ำ อย่างทีค่ วรจะเป็นไปไม่ และยังอาจจะมีแนวโน้ม
ที่ถูกครอบงำ�จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในอันที่จะส่งเสริมหรือเอนเอียงไป
ทำ�ให้เกิดการผูกขาดอำ�นาจทีเ่ อือ้ ประโยชน์แก่ฝา่ ยตน โดยกล่าวอ้าง
ความจำ�เป็นจากมิติทางเศรษฐกิจด้านเดียว ละเลยมิติอื่นไปเสียสิ้น
ดังที่ พงษ์ทิพย์ สำ�ราญจิตต์ ที่ปรึกษาเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่ง
ประเทศไทย (คปท.) กล่าวว่า “กรมป่าไม้ได้ฟอ้ งร้องชาวบ้านประมาณ
1,200 คดี กรมอุทยานฟ้องร้องประมาณ 2,000 กว่าคดี ในสมาชิก

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

194
195

ของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินฯ มีผู้ต้องหาทั้งหมด 267 ราย จำ�นวน
34 คดี ถูกเรียกค่าเสียหายทางแพ่งให้จ่ายเงินคืนให้กรมอุทยาน
ทั้งหมด 32 ล้านบาท ซึ่งเรื่องนี้สภาทนายความพยายามจะเข้ามา
ช่วยเหลือ นีเ่ ป็นผลสืบเนือ่ งจากการถูกละเมิดสิทธิ์ และการถูกกีดกัน
ไม่ให้ชาวบ้านใช้ทรัพยากร”

ความเหลื่อมล้ำ�ทางเศรษฐกิจในการเข้าถึงทรัพยากร
นอกจากนี้ ยังมีภาวการณ์ทก่ี ลุม่ คนทีม่ สี ถานภาพทางเศรษฐกิจ
และสังคมสูงกว่าสามารถเข้าถึงอำ� นาจในการจัดการทรัพยากร
ธรรมชาติแบบผูกขาด และแสวงหาผลประโยชน์เพือ่ ตนและพวกพ้อง
พร้อมกับสร้างนโยบายและโครงสร้างทั้งทางกฎหมายและสังคม
มารองรับเหตุผลที่ฝ่ายตนจะผลักภาระเกินสมควรให้แก่กลุ่มคนที่มี
สถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมอ่อนด้อยกว่า ซึ่งขาดโอกาส
ในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติเพือ่ ยังชีพ หรือ
ถูกล่อหลอกให้กระทำ�การผิดกฎหมายเพียงแค่ส่วนแบ่งเล็กน้อย
ในทางเศรษฐกิจ
เมือ่ อำ�นาจแห่งการรวมศูนย์ยงั คงอยูก่ บั อำ�นาจทางการเมือง
ผลพลอยได้จากการเข้าสู่อำ�นาจทางการเมืองจะส่งผลต่ออำ�นาจ
ในการเข้าถึงและใช้ทรัพยากรธรรมชาติดว้ ย คุณภาพของนักการเมือง
ก็สะท้อนออกมาในคุณภาพของกฎหมายที่ออกโดยสภานิติบัญญัติ
คุณภาพของนโยบายจะสะท้อนว่าคนทีม่ าเป็นรัฐบาลเป็นอย่างไร และ
ส่งผลไปถึงว่า มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างไร

ดังนั้น เหตุการณ์ต่างๆ ที่เป็นข้อขัดแย้งที่มาสู่ความรับรู้ของ
คนในสังคมผ่านกระบวนการเรียกร้องของประชาชนในท้องถนน
หรือหน้าอาคารทีท่ �ำ การของรัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐ แสดงให้เห็นว่า
ประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดทรัพยากรธรรมชาติของรัฐเป็น
อย่ า งไร และความคาดหวั ง ของประชาชนที่ มี ต่ อ อำ � นาจจั ด การ
ทรัพยากรธรรมชาติแบบผูกขาดของภาครัฐเป็นอย่างไร
อย่างไรก็ดี การยอมรับว่าเรากำ�ลังมีปัญหาอยู่ ก็อาจจะเป็น
อีกปัญหาหนึง่ ในสังคมไทย ซึง่ ทำ�ให้เกิดความยากลำ�บากอย่างมาก
ในการก้าวเดินไปในทิศทางของการพัฒนาอย่างยัง่ ยืนทีม่ งุ่ ไปให้หา่ ง
ไกลจากความเหลือ่ มล้�ำ และนำ�มาซึง่ สุขภาวะทีด่ ขี องคนในสังคมไทย

เมื่อทรัพยากรธรรมชาติกลายเป็นสินค้า
ในยุคที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจโดยใช้ฐานทรัพยากรมาสร้าง
ความมั่งคั่ง หลังจากการค้นพบเครื่องจักรไอน้ำ� โลกเราก็เข้าสู่ยุค
เสพติดคาร์บอน โดยพัฒนาให้ใช้เชือ้ เพลิงคาร์บอนหลายอย่างได้ การ
ใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีองค์ประกอบคาร์บอนอยู่อย่างสิ้นเปลือง
ก็เริ่มต้นขึ้น และสังคมเราก็ใช้ทรัพยากรธรรมชาติไปในลักษณะที่
เสพติดคาร์บอน ไม่ได้โน้มเอียงไปในแนวทางแห่งความยั่งยืนเลย
แม้แต่น้อย
ดังนั้น ในยุคหนึ่งประเทศไทยจึงภาคภูมิใจในฐานะผู้ส่งออก
ไม้สักและดีบุกรายใหญ่ของโลก ต่อมาก็เป็นยุคของข้าว ที่เราก็
กระตือรือล้นจะทำ�หน้าที่เป็นครัวของโลก

196
197

เห็นได้วา่ แนวความคิดเบือ้ งหลังทีเ่ ริม่ มีอทิ ธิพลต่อการจัดการ
ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมาก คือการมองฐานทรัพยกรธรรมชาติที่
เปลี่ยนแปลงไป จากรากฐานของชีวิตไปสู่สินค้า เป็นต้นทุนหนึ่ง
ในทางเศรษฐกิจที่นำ�ไปสู่ความมั่งคั่ง
แนวความคิดพื้น ฐานของคนที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติที่
แตกต่างกันนี้เอง จึงส่งผลให้การออกแบบสิ่งอำ�นวยความสะดวก
ต่างๆ ในสังคม มีความแตกต่างกันอย่างมาก นำ�ไปสู่ข้อขัดแย้ง
ระหว่างกลุ่มคนต่างๆ ในสังคม โดยเฉพาะประเด็นการเข้าถึงและ
การใช้ประโยชน์จากหน่วยบริการทางนิเวศวิทยา-ฐานะเดิมของ
ทรัพยากรธรรมชาติ
ทรัพยากรน้�ำ ถูกมองเป็นปัจจัยการผลิต นอกเหนือจากน้�ำ เพือ่
การอุปโภคบริโภคแล้ว เมื่อผลตอบแทนสูง ก็มีการทุ่มเพื่อแลกให้
ได้มาซึ่งน้ำ� และหากผลักภาระความรับผิดชอบในการจัดการความ
เสียหายที่เกิดขึ้นหลังการใช้น้ำ�แล้วไปให้ผู้อื่น หรือใช้บริการบำ�บัด
โดยระบบนิเวศเองโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายได้ก็จะทำ�
ทรัพยากรแร่ธาตุและปิโตรเลียมถูกมองเป็นสินค้าและปัจจัย
การผลิตของอุตสาหกรรมต่อเนือ่ งอืน่ ๆ โดยเฉพาะปิโตรเลียม มีมลู ค่า
ทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในสังคมเสพติดคาร์บอน แม้ว่าผลตอบแทน
ทางเศรษฐกิจสูง แต่ความเสียหายอาจเกิดภายหลังจากการปิด
เหมืองแร่ไปแล้วในระดับที่ถือว่ารุนแรงและก่ออาชญากรรมต่อสิ่ง
มีชีวิตในบริเวณนั้นไปยาวนานหลายชั่วอายุคน

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าถูกมองเป็นสินค้าและปัจจัยการ
ผลิต ไม่ว่าจะเป็นเนื้อไม้ สมุนไพร ยารักษาโรค สัตว์ป่า แร่ธาตุ
แหล่งที่พักอาศัยและพักผ่อนหย่อนใจ นอกจากนี้ ป่าไม้ยังเป็นพื้นที่
ดูดซับน้�ำ ชะลอการไหลบ่าของน้�ำ ผิวดิน ป้องกันการพังทลายของดิน
จากการกัดเซาะของน้ำ�และลม ถ้าหากถางออกให้โล่งก็ใช้เป็นพื้นที่
ทางการเกษตรเชิงพาณิชย์ทไ่ี ม่สอดคล้องกับธรรมชาติ กิจกรรมเหล่านี้
ล้วนมีเดิมพันเป็นค่าตอบแทนสูง
ทรัพยากรดินและที่ดินซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการผลิตทาง
เศรษฐศาสตร์ที่สำ�คัญที่สุด ถูกใช้เป็นช่องทางผ่านเข้าไปหาและใช้
ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอนื่ ๆ ทัง้ ทีอ่ ยูใ่ นทีด่ นิ หรือเคลือ่ นที่
ผ่านที่ดินนั้น ในลักษณะที่จะต้องแก่งแย่งมาให้มากที่สุดเท่าที่จะ
มากได้ โดยไม่จำ�กัดวิธีการ และเป็นปัญหารากฐานหนึ่งของความ
ขัดแย้งในสังคมไทย
ทรัพยากรอากาศ น้องใหม่ล่าสุดที่ถูกทำ�ให้เป็นสินค้า โดย
กำ�หนดให้มี “สิทธิในการปล่อยมลพิษสู่อากาศ” ผ่านกติกาเรื่อง
ฉลากคาร์บอน เพื่อใช้อากาศเป็นที่ระบายของเสียและมลพิษ แล้ว
นำ�มาตีคา่ เป็นเงินเพือ่ แลกเปลีย่ นกับผลประโยชน์อนื่ ในทางเศรษฐกิจ
การทีค่ นกลุม่ หนึง่ ในสังคมมองทรัพยากรธรรมชาติเป็นปัจจัย
พืน้ ฐานในการดำ�รงชีวติ ไม่วา่ จะขาดไปหรือด้อยคุณภาพไป ก็กระทบ
กระเทือนถึงการใช้ชวี ติ ในทุกวัน ในขณะทีค่ นอีกกลุม่ หนึง่ ของสังคม
มองเห็นว่าทรัพยากรเป็นแค่สินค้า เป็นต้นทุนการผลิตที่สำ�คัญ

198
199

นำ�มาซึ่งความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและความมั่นคงในสังคม ดังนั้น
พฤติกรรมการเข้าถึงและใช้ทรัพยากรธรรมชาติของทัง้ แนวคิดนี้ ก็จะ
แตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง
การแกว่งของตาชั่งความเป็นธรรมทางด้านการใช้ทรัพยากร
ธรรมชาติจะถูกครอบงำ�จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยมีแนวความคิด
พื้นฐานทั้งสองประการรองรับความชอบธรรมในพฤติกรรมของทั้ง
สองฝ่ายอยู่
การวิเคราะห์ปญ
ั หาความขัดแย้งเรือ่ งทรัพยากรจะต้องพิจารณา
ถึงการวิเคราะห์ผลประโยชน์ได้เสียของผู้ที่มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายไป
พร้อมๆ กับการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา ในรูปแบบทีท่ กุ ฝ่ายเข้ามา
มีส่วนร่วมได้ ก่อนที่จะลงมือวางแผนเพื่อแก้ไขปัญหานั้นเสมอ

ระบบนิเวศที่ยั่งยืน สังคมมีความเป็นธรรม
ดังได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า หลักแนวคิดเชิงปรัชญาว่าด้วยความ
เป็นธรรมมีหลายลักษณะ ในทางสากลอาจแบ่งได้เป็น 2 แนวทาง
คือ (1) การจัดการทีถ่ อื เอามนุษย์เป็นศูนย์กลาง ทรัพยากรธรรมชาติ
ย่อมถูกนำ�มาใช้เพื่อประโยชน์ของมนุษย์ โดยต้องจัดสรรให้เกิด
ความเป็ น ธรรมระหว่ า งกลุ่ ม คนในสั ง คมที่ มี โ อกาสแตกต่ า งกั น
และ (2) การจัดการที่ถือเอาระบบนิเวศเป็นศูนย์กลาง ซึ่งมองว่า
ทรัพยากรธรรมชาติเป็นรากฐานแห่งชีวิต ทั้งของคน สัตว์ ต้นไม้
ก้อนหิน แร่ธาตุ และถูกมองว่าเป็นไปเพื่อดำ�รงความสัมพันธ์แบบ
สมดุลเกื้อกูลระหว่างกัน มนุษย์จะรุกร้ำ�ก้ำ�เกินสมดุลของระบบ

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ธรรมชาตินั้นไปไม่ได้
หากมองสถานการณ์ในประเทศไทย จะเห็นว่าหลักการของ
ความเป็นธรรมทั้ง 2 แบบถูกละเมิดเหมือนกัน ไม่ว่าการจัดสรร
การใช้ทรัพยากรระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองก็ยังขาดความเป็นธรรม
ขาดการจัดลำ�ดับความสำ�คัญของกลุ่มคนที่ควรจะเข้าถึงทรัพยากร
อย่างเหมาะสม และเอื้อให้กับกลุ่มคนที่มีสถานภาพทางเศรษฐกิจ
และสังคมสูงมากกว่าประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะคนยากไร้ ขณะ
เดียวกัน ก็มีการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง ไม่คำ�นึงถึงข้อจำ�กัด
และสมดุลของธรรมชาติ
การหาสมดุลของหลักแนวคิดทั้งสองแบบในเมืองไทย ยังคง
เป็ น ความท้ า ทายอยู่ ม าก จำ � ต้ อ งเปิ ด พื้ น ที่ ใ ห้ มี ก ารแลกเปลี่ ย น
ถกเถียงถึงแนวทางความเป็นธรรมของสังคมร่วมกัน และต้องใช้
หลักการชั่งตรองประโยชน์เสมอ เป็นต้นว่า การกำ�หนดสัดส่วน
ทรัพยากรธรรมชาติที่จะอนุรักษ์ไว้และที่จะใช้ประโยชน์ โดยวาง
หลักเกณฑ์ให้มีการกระจายทรัพยากรดังกล่าวอย่างเป็นธรรม โดย
คำ � นึ ง ถึ ง ความเหมาะสมของกลุ่ ม คนที่ เ ข้ า มาใช้ ป ระโยชน์ เช่ น
ระหว่างการให้กลุ่มทุนหรือองค์กรขนาดใหญ่เข้ามาบริหารจัดการ
กับการบริหารจัดการให้ประชาชนคนธรรมดาเป็นผูร้ บั ประโยชน์ และ
ระหว่างปัจเจกบุคคลกับชุมชน เป็นต้น
ในส่วนการจัดสรรทรัพยากรให้กับประชาชนนั้น หากเพิ่มเติม
ทัศนะที่ว่า สุขภาพเป็นสิทธิ์ ทุกคนย่อมมีสิทธิ์ที่จะมีสุขภาพที่ดี หรือ
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การมีสุขภาพดีคือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ดังนั้น

200
201

การเข้าถึงทรัพยากรในฐานะปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจึงเป็น
สิทธิขั้นพื้นฐานด้วย
โดยเหตุนี้ ทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งดิน ที่ดิน ป่าไม้ น้ำ� อากาศ
ฯลฯ จำ�ต้องเปิดโอกาสให้ทกุ คนเข้าถึงได้โดยง่าย เพือ่ บรรลุเป้าหมาย
ของการมี สุ ข ภาพและคุ ณ ภาพชี วิ ต ที่ ดี ไม่ ป ล่ อ ยให้ ก ลไกตลาด
เป็นผูค้ วบคุมกติกา อันนำ�ไปสูท่ ศั นะทีม่ องทรัพยากรเป็นสินค้า และ
สร้างปัญหาแบบเดิม-เดิม
นอกจากนี้ แนวความคิดในเรือ่ งทิศทางการแก้ไขปัญหาทีค่ วร
จะมุ่งไป มีประเด็นที่ควรให้ความสนใจที่อาจจะนำ�ไปสู่ทางออกซึ่ง
อยากจะกล่าวไว้ในทีน่ ี้ 2 ประเด็น คือ (1) การส่งเสริมให้กระบวนการ
มีส่วนร่วมของประชาชนเกิดขึ้นได้จริง โดยอ้างอิงและโต้แย้งกัน
บนเหตุผลและข้อมูล อันจะนำ�มาสู่การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ
ซึ่งจะลดความแตกต่างด้านอำ�นาจของฝ่ายต่างๆ ด้วย และอีก
ประการหนึ่งคือ (2) การส่งเสริมให้ภาครัฐทำ�หน้าที่ตามกฎหมาย
โดยไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในการรักษากฎกติกาในการเข้าถึง
และใช้ทรัพยากรธรรมชาติไปในแนวทางที่จะทำ�ให้เกิดความยั่งยืน
และเป็นธรรม
บทความนีค้ งไม่อาจแสดงให้เห็นถึงปัญหาความเหลือ่ มล้ำ�ใน
การเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาวะได้อย่าง
ครบถ้วน และคงไม่สามารถที่จะชี้นำ�หนทางแก้ไขปัญหาที่เฉียบคม
หรือมีสูตรสำ�เร็จให้นำ�ไปใช้ได้ทันที แต่หวังเพียงให้เกิดเป็นพื้นที่

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ในการตัง้ คำ�ถามถึงเรือ่ งความเป็นเจ้าของทรัพยากร ตลอดจนกลไก
และแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรที่ถูกต้อง เหมาะสม และ
เป็นธรรมร่วมกัน

202
203

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ความขัดแย้ง ความรุนแรง
และความเหลื่อมลํ้า
อัญจิรา อัศวนนท์
ในรอบหลายๆ ปีที่ผ่านมา คนไทยได้ผ่านพบและตกอยู่ใน
ความขัดแย้งในสังคมอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน สถานการณ์ที่มี
ความขัดแย้งและความรุนแรงแพร่ขยายทุกระดับ แทบทุกพืน้ ที่ ความ
รุนแรงมีสาเหตุจากความขัดแย้งทางการเมืองเป็นหลัก มีความสลับ
ซับซ้อน มีทงั้ เหตุปจั จัยเชิงโครงสร้างและเชิงปัจเจกบุคคล ซึง่ ต้องมี
ความละเอียดรอบคอบในการจัดการความขัดแย้ง เพราะไม่เช่นนั้น
อาจสร้างปัญหาที่รุนแรงมากขึ้นไปอีก
ในสังคมมนุษย์ทเี่ ต็มไปด้วยความหลากหลาย ความขัดแย้งนัน้
ถือเป็นเรือ่ งปรกติ โดยเฉพาะความขัดแย้งทางการเมือง แต่ทจี่ ดุ สิน้ สุด
ของความขัดแย้งนัน้ อาจจะเป็นสันติภาพปรองดองหรือความรุนแรง
นองเลือดก็ได้ ขึ้นกับวิธีการจัดการกับความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นวิธี
การนำ�เสนอประเด็นความขัดแย้ง วิธีการถกเถียงแลกเปลี่ยนความ
คิดเห็นทีไ่ ม่ตอ้ งตรงกัน หรือวิธกี ารทีใ่ ช้เผชิญกับความขัดแย้งระหว่าง
คู่กรณี นั่นคือ หากขาดความระมัดระวัง ก็จะกลายเป็นความรุนแรง
ทางกายภาพ ดังที่ปรากฏผ่านเหตุการณ์เสื้อเหลือง/เสื้อแดงตลอด
ช่วง 6 - 7 ปีที่ผ่านมา

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

204
205

ความรุนแรงทางกายภาพทีเ่ กิดขึน้ ย่อมก่อให้เกิดความสูญเสีย
โดยตรงทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน ผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง
อาจจะได้รับบาดเจ็บ สูญเสียอวัยวะ หรือสูญเสียชีวิต นี้ยังไม่นับผล
กระทบต่อครอบครัว ชุมชน และสังคมโดยรวม
เมื่อเกิดเหตุปะทะรุนแรงขึ้นจนเกิดการบาดเจ็บ พิการ หรือ
เสียชีวิต สำ�หรับคนยากไร้ คนชั้นกลาง คนมั่งมี ซึ่งมีสถานภาพ
ทางเศรษฐกิจและสังคมแตกต่างกัน ย่อมมีทางเลือกในการรักษา
เยียวยา ฟื้นฟูต่างกันไป ผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง
เดียวกันย่อมแตกต่างกัน เรียกได้วา่ ความรุนแรงกระทำ�ซ้�ำ เติมให้เกิด
ความเหลื่อมล้ำ�มากขึ้นไปอีก
ความเหลื่อมล้ำ�นี้เองก็ถือว่าเป็นความรุนแรงเชิงโครงสร้าง
ในอีกรูปแบบหนึง่ และหากพินจิ พิเคราะห์ให้ดี เหตุแห่งความขัดแย้ง
ทั้งหลายทั้งปวง โดยเฉพาะความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา ก็มี
เหตุจากความเหลื่อมล้ำ�หรือความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ที่ทำ�ให้เกิด
การเบียดเบียนเอารัดเอาเปรียบกันมาก อย่างทีเ่ รียกได้วา่ ปราศจาก
วัฒนธรรมสันติวธิ มี ากำ�กับ และเมือ่ ขัดแย้งมากขึน้ ก็ปะทุออกมาเป็น
ความรุนแรงในที่สุด
บทความนีใ้ คร่น�ำ เสนอความสัมพันธ์เชือ่ มโยงของ ความขัดแย้ง
ความรุนแรง (ทุกขภาวะทางภายภาพ) และความเหลื่อมล้ำ� (ความ
รุนแรงเชิงโครงสร้าง) รวมทัง้ สำ�รวจข้อเสนอทางออกเท่าทีม่ อี ยู่ เพือ่
เชือ้ เชิญให้สงั คมไทยขบคิดแสวงหาแนวทางการจัดการความขัดแย้ง
ที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ให้พ้นไปจากวิถีแห่งความรุนแรงร่วมกัน

ขัดแย้ง รุนแรง สูญเสีย:
ผลกระทบต่อสุขภาวะที่ไม่อาจเรียกคืน
ความขัดแย้งรุนแรงทีเ่ กิดขึน้ ได้กอ่ ให้เกิดผลกระทบทางสุขภาวะ
ตามมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ไม่ว่าจะเป็นสีอะไร หรือเข้าไป
เกี่ยวข้องโดยตรงหรือไม่ก็ตาม ผลกระทบที่เกิดขึ้นเห็นได้ชัดทั้งผล
กระทบต่อสุขภาวะทางกายและทางใจ ซึ่งต้องอาศัยการเยียวยา
เป็นระยะเวลายาวนานตลอดช่วงชีวิตที่เหลืออยู่เลยทีเดียว
ฟอร์ด เส้นทางสีแดง นักเคลื่อนไหวที่สนับสนุนการต่อสู้ของ
นปช. คนหนึ่ง หลังจากทหารเข้ากดดันเพื่อจะสลายการชุมนุม จน
แกนนำ�เสื้อแดงต้องประกาศยุติการชุมนุมในวันที่ 19 พฤษภาคม
พ.ศ. 2553 ฟอร์ดยังคงเดินหน้าจัดกิจกรรมเพื่อคนเสื้อแดงอย่าง
ต่อเนื่อง และหนึ่งในนั้นคือกิจกรรม “เส้นทางสีแดง” ซึ่งฟอร์ดและ
เพื่อนผู้เข้าร่วมกิจกรรม ร่วมกันปั่นจักรยานทางไกลไปเยี่ยมเยียน
ผู้ได้รับผลกระทบจากการเข้าร่วมชุมนุมในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ
“บางคนที่เราไปพบเป็นนักโทษที่ถูกจับข้อหาฝ่าฝืน พรก.
ฉุกเฉิน พอถูกจับก็มีผลกระทบไปถึงครอบครัว บางคนภรรยาก็
ทิง้ ไป ลูกก็ตอ้ งไปอยูก่ บั ย่าเพราะไม่มใี ครดูแล บางคนถูกยิงบาดเจ็บ
ขาพิการ บางครอบครัวสูญเสียผู้นำ�ที่เคยหาเลี้ยงครอบครัว ทำ�ให้
ชีวิตความเป็นอยู่ไม่เหมือนเดิม”
นอกเหนือจากพิการหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความรุนแรง
ผลพวงของปัญหายังนำ�ไปสู่ความขัดแย้งที่ร้าวลึกไม่ว่าจะเป็นใน
ระดับภาค ระดับจังหวัด อำ�เภอ ตำ�บล ชุมชน ที่ทำ�งาน หรือแม้แต่

206
207

หน่วยเล็กๆ อย่างสถาบันครอบครัว ฟอร์ดเล่าว่า กิจกรรมเส้นทาง
สีแดงที่พาเขาเดินทางไปสัมผัสกับผู้คนในท้องถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศ
ทำ�ให้ตระหนักว่า ความขัดแย้งระหว่างคนเสื้อแดงและเสื้อเหลือง
มันร้าวลึกกว่าที่คิด และแทรกซึมไปในทุกวงการ
“ผมเคยไปเจอบางครอบครัว มีพนี่ อ้ ง 5 คน 2 คนโตเป็นทหาร
สนับสนุนคนเสื้อเหลือง ในขณะที่อีก 3 คนเป็นตำ�รวจ สนับสนุน
ฝ่ายแดง ยิ่งความขัดแย้งทางการเมืองบานปลายกลายเป็นความ
รุนแรง ก็ยิ่งเป็นเรื่องยากทีพ่ นี่ อ้ งจะคุยกันได้โดยไม่มเี รื่องให้ขนุ่ ข้อง
หมองใจ นอกจากนี้เรายังพบว่ามีครอบครัวที่หย่าร้างเนื่องมาจาก
ปัญหาความขัดแย้งแบ่งสีนี้เยอะมาก ผลเสียก็ไปตกกับลูกซึ่งไม่รู้
อิโหน่อิเหน่ ต้องกลายเป็นเด็กบ้านแตกไป พอไปดูในระดับชุมชน
เราก็พบว่าแม้แต่วัดก็ยังแบ่งสี”

เกียรติศักดิ์ มาอาสา เป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบที่
ฟอร์ดดั้นด้นไปเยี่ยมถึงจังหวัดอุดรธานี เขาเป็นเกษตรกร
ที่ตัดสินใจเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มเสื้อแดงเพื่อทวงถามความ
ยุติธรรมและประชาธิปไตยที่เขาต้องการ ในวันที่ 10 เมษายน
พ.ศ. 2553 ซึง่ ทหารได้ปฏิบตั กิ ารขอคืนพืน้ ทีบ่ นถนนราชดำ�เนิน
โดยมีการใช้แก๊สน้ำ�ตาเพื่อสลายกลุ่มผู้ชุมนุม

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

เกียรติศักดิ์เล่าว่า ผลของแก๊สน้ำ�ตา ทำ�ให้มีอาการ
แสบตา แสบคอ คอแห้ง แต่ยังไม่คิดว่าจะมีอะไรร้ายแรง
ก่อนเข้าร่วมชุมนุม ตาซ้ายของเขาพิการมองไม่เห็นอยู่แล้ว
โดยกำ�เนิด หลังจากทหารยุตปิ ฏิบตั กิ ารในวันนัน้ เขาได้รบั การ
ปฐมพยาบาลเบื้องต้นจนอาการทุเลา และอยู่ร่วมการชุมนุม
ต่อจนแกนนำ�ประกาศยุติในวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
เมื่อกลับบ้านที่อุดรธานี ตาข้างขวาที่โดนแก๊สน้ำ�ตา
ก็เริ่มมีอาการระคายเคืองและพร่ามัว จึงไปรับการรักษาที่
โรงพยาบาลศูนย์จังหวัดอุดรธานี พบว่ามีหนองในตา แพทย์
รักษาจนอาการปวดทุเลาลง แต่สายตาที่พร่ามัวยังไม่ดีขึ้น
จนในที่สุดก็มืดสนิทประมาณกลางเดือนมิถุนายน
“หลังจากเสียตา ชีวิตก็เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง
ก่อนไปชุมนุมเราเคยทำ�นา ทำ�งานก่อสร้าง แต่ตอนนี้มัน
ไม่เหมือนเดิม เราทำ�อย่างที่เคยทำ�ไม่ได้แล้ว”
เกียรติศักดิ์โชคดีที่ครอบครัวยังคอยเอาใจใส่ดูแล แต่
เขายังมีลูก 2 คนซึ่งอยู่ในวัยรุ่น เมื่อตนเองไม่สามารถเป็น
กำ�ลังหลักในการหาเลีย้ งครอบครัวได้เหมือนก่อน ก็ยงั ไม่รวู้ า่
อนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

208
209

ธัญญา กูลแก้ว เจ้าของสวนยางจากชุมพร การ์ดของ
กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ก็เป็นหนึ่ง
ในผูไ้ ด้รบั ผลกระทบจากความรุนแรงทางการเมือง และเข้าร่วม
ชุมนุมปิดล้อมรัฐสภาในวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ด้วย
ในการเปิดทางให้รัฐบาลและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
เข้าไปฟังการแถลงนโยบายของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายก
รัฐมนตรีคนใหม่ในขณะนั้น เจ้าหน้าที่ได้ยิงกระสุนแก๊สน้ำ�ตา
จำ�นวนมากใส่ผู้ชุมนุม
ธัญญาผลักผู้เข้าร่วมชุมนุมผู้หญิงคนหนึ่งออกไปจาก
วิถีกระสุน กระดูกขาซ้ายของธัญญาแตกละเอียด หลังจากส่ง
เข้าโรงพยาบาล แพทย์ตอ้ งตัดขาของเขาตัง้ แต่เข่าลงไป เขาอยู่
ในห้องไอซียู 23 วัน ก่อนจะฟื้นขึ้นมา และค่อยรับการบำ�บัด
ฟื้นฟูตามลำ�ดับรวมทั้งใส่ขาเทียม
“ตอนนี้ผมวางแผนไว้ว่าถ้าหายแล้วก็จะกลับไปขาย
อาหารตามสั่งเหมือนเดิม เพราะว่าถึงเสียขาไปแต่มือไม้เรา
ยังดีอยู่ แต่สวนยางที่เคยทำ�อยู่คงทำ�ไม่ไหวแล้ว”
หลังเกิดเหตุ ครอบครัวของธัญญาก็มาร่วมชุมนุมด้วย
จากเดิมไม่เคยมา ลูกชายเขาก็สมัครมาเป็นการ์ด พธม. เหมือน
พ่อ แม่ของเขามีความเครียดก็เพียงแต่ว่า มีคนกล่าวหาว่า
“ลูกเขาไม่ได้ขาขาดจากระเบิดทีใ่ ช้สลายการชุมนุม แต่วา่ เป็น
คนพิการที่มาหลอกว่าขาขาดเพราะระเบิด”
1 เจ๊ก-ธัญญา วีรบุรุษชุมพร, ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 3 เมษายน 2552.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ครอบครัวแก้วสาร เป็นอีกครอบครัวหนึ่งที่ได้รับผล
กระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งซึง่ ฟอร์ดได้ไปพบ ครอบครัว
นี้สูญเสียหัวหน้าครอบครัว คือ สมศักดิ์ แก้วสาร อายุ 34 ปี
ซึ่งถูกยิงที่หน้าอกจนเสียชีวิตในเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อ
วันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2553 ทิ้งให้ภรรยาและลูกอีก 3 คน
ต้องอยู่ในความดูแลของพ่อซึ่งอายุ 74 ปี
การเสียชีวิตของสมศักดิ์ ทำ�ให้ครอบครัวแก้วสารต้อง
ได้รับผลกระทบทั้งในด้านรายได้ ซึ่งนายสมศักดิ์เคยหามา
จุนเจือครอบครัว และในด้านจิตใจ ที่ดูเหมือนต้องใช้เวลา
เยียวยากันอีกยาวนาน
ลุงหนู แก้วสาร บิดานายสมศักดิ์ ยังทำ�ใจไม่คอ่ ยได้นกั
กับการสูญเสีย และบางครัง้ ก็ยงั น้�ำ ตาไหลเมือ่ คิดถึงลูก ในขณะ
ทีล่ กู ทัง้ 3 คนของสมศักดิม์ พี ฤติกรรมทีเ่ ปลีย่ นแปลงไปอย่าง
เห็นได้ชัด ลูกชายคนโตอายุ 12 ปีกลายเป็นเด็กเงียบขรึม
ไม่คอ่ ยยิม้ หรือพูดจาเล่นหัว ลูกสาวคนกลางอายุ 5 ปี กลายเป็น
เด็กพูดน้อย มีแววตาซึมเศร้า และหวาดกลัวคนแปลกหน้า
ส่วนลูกชายคนเล็กอายุประมาณ 3 ขวบ มีปฏิกิริยาต่อต้าน
ไม่ยอมรับความจริงว่าพ่อเสียชีวิตแล้ว ช่วงหลังเหตุการณ์
ใหม่ๆ เขายังบอกคนรอบข้างว่า พ่อมาหา มาพาไปเทีย่ ว หรือ
ไม่ก็มารับที่โรงเรียน

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

210
211

หลังจาก เจนกิจ กลัดสาคร2 อายุ 48 ปี ถูกสะเก็ดระเบิด
บริ เ วณคอทะลุ เ ส้ น เลื อ ดใหญ่ แ ละเสี ย ชี วิ ต จากเหตุ ร ะเบิ ด
ภายในทำ�เนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
ภรรยาเขากลายเป็นม่าย และต้องเลี้ยงดูลูกชาย 1 ลูกสาว 1
ที่อายุยังน้อย
ความสูญเสียของครอบครัวกลัดสาครนั้นเป็นไปอย่าง
กระทันหัน หลังการเสียชีวิตของเขา 3 วัน โลงศพของเจนกิจ
ถูกแห่ไปหน้ากองบัญชาการตำ�รวจนครบาล เพื่อเร่งให้หาตัว
ผู้กระทำ�ผิดมารับโทษ
แม้ว่าชีวิตจะต้องดำ�เนินต่อไป ผู้เป็นแม่ต้องทำ�หน้าที่
พ่อ และรับภาระเรื่องการหารายได้แต่เพียงผู้เดียวจากธุรกิจ
ขายของชำ�ของครอบครัว แต่ผลกระทบทางจิตใจต่อสมาชิก
ครอบครัวนัน้ ส่งผลต่อเนือ่ งยาวนาน เวลาผ่านไป 2 ปีกว่าแล้ว
แต่ความโศกเศร้ายังปรากฏอยูบ่ นดวงหน้าของแม่และลูกสาว

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นไม่เลือกสีเสื้อ ผู้ร่วมชุมนุมเพื่อแสดง
ความเห็นทางการเมือง บ้างก็เป็นเกษตรกร บ้างก็คา้ ขาย และดูเหมือน
ว่า เมือ่ เกิดเหตุรนุ แรง คนเจ็บ คนพิการ หรือคนตาย มักจะเป็นคนเล็ก
2 “ญาติแห่ศพ “เจนกิจ กลัดสาคร” เหยือ่ บึม้ จี้ ตร.ลากคอมือสังหาร!”. ASTV ผูจ้ ดั การออนไลน์
20 พ.ย. 2551.

คนน้อยเสียโดยมาก ทีเ่ จ็บหรือพิการก็ตอ้ งรักษาเยียวยากันไป นอกจาก
ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น หลายครั้งรายได้ก็ลดลง หากคนเจ็บหรือพิการ
เป็นกำ�ลังหลักของครอบครัว หรืออยู่ในวัยทำ�งานเป็นแรงงานหลัก
ของสังคม ที่ตายไปนอกจากจะนำ�ความโศกเศร้ามาสู่ผู้เกี่ยวข้อง
บาดแผลในใจของคนในครอบครัวก็ดูเหมือนจะกลายเป็นแผลเป็น
ไม่รู้ว่าจะกำ�เริบออกฤทธิ์อีกเมื่อไหร่ในอนาคต

ยิ่งปฏิเสธสันติวิธี ความขัดแย้งยิ่งทวีความรุนแรง
ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ก็ในเมื่อความขัดแย้งเป็นเรื่องปรกติ
แล้วเหตุใดจึงได้ลุกลามกลายเป็นความรุนแรงขึ้น?
สถิติการชุมนุมทางการเมือง
ระหว่างวันที่ 13 มีนาคม - 6 กรกฎาคม พ.ศ. 25533






พื้นที่
กรุงเทพฯ
เชียงใหม่
ขอนแก่น
นครราชสีมา
ปทุมธานี
อื่นๆ

จำ�นวน (ครั้ง)
165
24
14
13
13
179

ร้อยละ
40
6
3
3
3
45

3 รายงานเชิงนโยบายเรือ่ ง “บทเรียนจากการชุมนุมและความรุนแรงทางการเมือง ในช่วงเดือน
มีนาคม - พฤษภาคม 2553” โดย คณะทำ�งานโครงการ “ยุทธศาสตร์สนั ติวธิ สี �ำ หรับสังคมไทย
ในศตวรรษที่ 21” ภายใต้การสนับสนุนของสำ�นักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.).

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

212
213

ลักษณะ

จำ�นวนครั้ง

ร้อยละ

เหตุการณ์ไม่ใช้ความรุนแรง อาทิ
การชุมนุมประท้วง การประท้วงโดยใช้สัญลักษณ์
การคว่ำ�บาตร การปิดล้อม การยึดครองพื้นที่
และวิธีที่ไม่ใช้ความรุนแรงอื่นๆ

247

60.54

เหตุการณ์ความรุนแรง เช่น การปะทะหรือ
เผชิญหน้าโดยใช้กำ�ลัง การยิง การระเบิด และ
วิธีอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่คือการเผา

153

37.50

สถิตผิ เู้ สียชีวติ 92 ราย แทบทัง้ หมดเกิดขึน้ ในกรุงเทพฯ
มี 2 ราย เสียชีวิตจากเหตุการณ์ประท้วงที่เกิดขึ้นที่ จังหวัด
อุ ด รธานี และจั ง หวั ด ขอนแก่ น ในวั น ที่ 19 พฤษภาคม
พ.ศ. 2553 ผู้สนับสนุนเสื้อแดงส่วนใหญ่เสียชีวิตระหว่าง
2 เหตุการณ์ที่ริเริ่มปฏิบัติการโดยรัฐบาล คือการขอคืนพื้นที่
ที่ผ่านฟ้า ถนนราชดำ�เนิน เมื่อวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2553
และการปิดล้อมกระชับพื้นที่ที่แยกราชประสงค์ ระหว่างวันที่
14 - 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ส่วนทหารที่เสียชีวิตระหว่าง
เหตุการณ์ทั้งสองมีจำ�นวน 8 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่ทหาร
เสียชีวติ 2 ราย บริเวณใกล้แยกศาลาแดงและหน้าสวนลุมพินี

คณะทำ�งานยุทธศาสตร์สันติวิธีสำ�หรับสังคมไทยในศตวรรษ
ที่ 21 มองว่า4 ปัญหาความรุนแรงจากความขัดแย้งนี้เกิดจาก
กระบวนการตัดสินใจของคูข่ ดั แย้งทัง้ 2 ฝ่าย ประกอบกับลักษณะของ
ความขัดแย้ง คือ (1) การเจรจาต่อรองทำ�ได้ยาก เนื่องจากอาจถูก
ขัดขวางจากกลุ่มที่เสียผลประโยชน์หรือไม่เห็นด้วย และ (2) ยุทธวิธี
ของกลุม่ ผูช้ มุ นุมแม้จะอยูใ่ นขอบเขตของการไม่ใช้ความรุนแรง แต่ก็
นำ�ไปสูก่ ารเผชิญหน้าท้าทาย และกดดันให้รฐั ตอบโต้อย่างใดอย่างหนึง่
อาจกล่าวได้ว่า สังคมไทยยังไม่อาจหาทางออกจากความ
ขัดแย้งที่ปราศจากความรุนแรงไปได้ อาจจะเพราะยังไม่ใคร่เข้าใจ
และไม่ยอมรับแนวทางสันติวิธี เมื่อเกิดความขัดแย้ง ก็ต้องการ
แต่เพียงชัยชนะ ซึ่งเป็นชัยชนะระยะสั้น ไม่มองว่าเราจะอยู่ร่วมกัน
อย่างไรในความขัดแย้ง และยิ่งเกิดความรุนแรง ก็ยิ่งอยู่ร่วมกัน
ยากขึ้น นั่นคือ เมื่อปฏิเสธสันติวิธี ความรุนแรงก็ย่อมเป็นผลลัพธ์
อย่างคาดคำ�นวณได้
กระนั้น สันติวิธีก็ใช่จะเป็นยาวิเศษที่พอเกิดเหตุรุนแรงแล้ว
จึงค่อยเรียกหา เพราะคนทำ�งานและเชื่อมั่นด้านสันติวิธีไม่ได้มี
มากมาย หลายครั้งก็ถูกเรียกว่า “สันติวิธีหน่อมแน้ม” ซึ่งแสดง
ให้ เ ห็ น ถึ ง ความไม่ เ ชื่ อ มั่ น ในคนทำ � งานและกระบวนการสั น ติ วิ ธี
เอาเสียเลย และขณะที่เกิดเหตุความขัดแย้ง มีผู้คนข้องเกี่ยวอยู่ใน
4 “บทเรียนจากการชุมนุมและความรุนแรงทางการเมืองในช่วงเดือนมีนาคม - พฤษภาคม
2553”. คณะทำ�งานยุทธศาสตร์สันติวิธีสำ�หรับสังคมไทยในศตวรรษที่ 21. 2554.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

214
215

กระบวนการความขัดแย้งมากมาย ทักษะและจิตใจแบบสันติวิธีที่
จะอยู่ในเนื้อในตัวของผู้คนเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไรในเวลาอันสั้น
หากจำ�เป็นต้องบ่มเพาะไว้ตั้งแต่ก่อนเกิดความขัดแย้ง

รากเหง้าความไม่เป็นธรรม ก่อนจะถึงความรุนแรง
นอกจากนี้ การทำ�ความเข้าใจต่อปัญหาความขัดแย้ง ก็จ�ำ เป็น
ต้องพยายามสืบสาวทำ�ความเข้าใจไปให้ถงึ รากของปัญหา จากกรณี
ความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา จะพบว่า มีเหตุที่มาจาก
ความไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นเหตุความรุนแรงทางโครงสร้างที่กดทับ
สั่งสม ดังนั้นเอง ศ. ดร. ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ จึงเสนอว่า “หาก
ประสงค์จะเข้าใจสังคม ตระหนักถึงรากเหง้าแห่งความไม่เป็นธรรม
เห็นร่องรอยโครงสร้างอำ�นาจในสังคม ก็ควรต้องศึกษาในห้วงขณะ
ที่เกิดความรุนแรงขึ้น” 5
มุมมองของ พระไพศาล วิสาโล6 นั้นน่าสนใจนัก ในข้อที่ว่า
ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมีรากเหง้ามาจากปัญหาความเหลื่อมล้ำ�ทาง
เศรษฐกิจและความไม่เป็นธรรมในสังคม ซึ่งเมื่อสืบสาวไปก็จะเห็น
ว่าทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกับโครงสร้างการเมืองไทยที่รวมศูนย์อำ�นาจ
เข้าสูส่ ว่ นกลาง ซึง่ เอือ้ ให้คนส่วนน้อยเท่านัน้ ทีม่ อี �ำ นาจในการตัดสินใจ
และจัดการทรัพยากร จากโครงสร้างดังกล่าว ไม่วา่ ใครขึน้ มามีอ�ำ นาจ
5 ชัยวัฒน์ สถาอานันท์. “ฟังเสียงเต้นของ “ความจริง” ในสังคมไทย?”. ปาฐกถาเปิดงานเสนอ
เอกสารข้อเท็จจริงกรณีเหตุรนุ แรง เดือนพฤษภาคม 2553 และเปิดนิทรรศการหัวข้อ “คำ�ถาม
ต่อความเป็นมนุษย์” อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา. 2554.
6 พระไพศาล วิสาโล. (2553). บทความเรือ่ ง “ทางหลุดพ้นจากกับดักแห่งความรุนแรง”. มติชน
รายวัน ฉบับวันที่ 16 พ.ค. 2553.

ก็จะก่อให้เกิดปัญหาและสร้างความขัดแย้งในสังคมจนลุกลามเป็น
ความรุนแรง
ย่อหน้าถัดไปจากนี้ จะนำ�เสนอทัศนะของนักวิชาการทีพ่ ยายาม
ทำ�ความเข้าใจต่อปัญหาความเหลือ่ มล้�ำ และความไม่เป็นธรรม ซึง่ มี
มุมมองต่อความเหลื่อมล้ำ�ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น และน่าที่จะช่วย
ให้เราเข้าใจมากไปกว่ามิตเิ รือ่ งช่องว่างความเหลือ่ มล้�ำ ทางเศรษฐกิจ
แต่เดิม

ชนชั้นไม่ได้ห่างกันด้วยรายได้
หากมองย้อนกลับไปตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน
พ.ศ. 2549 การเคลื่อนไหวของชนชั้นกลางจำ�นวนมากเพื่อต่อต้าน
การคอร์รปั ชัน่ ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนัน้
ก็เกิดจากความไม่พอใจในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างธุรกิจ
ส่วนตัวกับอำ�นาจของนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงอย่างไม่เคย
ปรากฏมาก่ อ น ทำ � ให้ ผู้ ป ระกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ ก
ทั้งหลายทนไม่ได้กับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น จึงทำ�ให้ขบวนการ
ประท้วง มีผู้สนับสนุนและเป็นแนวร่วมอย่างกว้างขวางรวดเร็ว
จนกลายเป็นพลังมวลชนที่แข็งแกร่ง ภายใต้ชื่อพันธมิตรประชาชน
เพื่อประชาธิปไตย หรือกลุ่ม “คนเสื้อเหลือง”
หลังจากนั้นเมื่อเกิดการทำ�รัฐประหาร 19 กันยายน จึงนำ�ไป
สู่การเกิดกลุ่มและขบวนการประชาชนในการต่อต้านและคัดค้าน
รั ฐ ประหารขึ้ น จนพั ฒ นาไปเป็ น แนวร่ ว มประชาธิ ป ไตยต่ อ ต้ า น

216
217

เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุม่ “คนเสือ้ แดง” และเกิดวาทกรรม
“ไพร่” ทีใ่ ช้เรียกขานกลุม่ ตัวเอง ซึง่ สะท้อนให้เห็นความรูส้ กึ แตกต่าง
ระหว่างสีและ/หรือชนชั้น “เหลือง” กับ “แดง”
หากมองกันอย่างผิวเผิน อาจดูเหมือนว่าความเหลือ่ มล้�ำ ทีพ่ ดู
ถึงกันนี้ เป็นเพียงปัญหาของชนชัน้ กรรมาชีพ ของประชาชนรากหญ้า
แต่หากพิจารณากันให้ลกึ ลงไป เรือ่ งของความไม่เท่าเทียมหรือความ
อยุติธรรมที่เกิดขึ้น กลับไม่ใช่แค่เรื่องของความยากจน หรือชนชั้น
ล่างของสังคมเท่านั้น
งานวิจัยของ อภิชาต สถิตนิรามัย7 ชี้ให้เห็นว่า คนเสื้อแดง
มีรายได้เฉลีย่ ต่อคนต่อเดือนน้อยกว่าคนเสือ้ เหลือง แต่อย่างไรก็ตาม
ก็ยงั ไม่ใช่กลุม่ คนทีจ่ นทีส่ ดุ แต่เป็นชนชัน้ กลางระดับล่าง ซึง่ มีวถิ ชี วี ติ
ทางเศรษฐกิจทีผ่ กู พันกับระบบการตลาดอย่างแนบแน่น ทัง้ ในเมือง
และชนบท ส่วนใหญ่เป็นผู้มีระดับการศึกษาค่อนข้างต่ำ� และมีอาชีพ
ที่กระแสรายได้ไม่สม่ำ�เสมอ เช่น เกษตรกรพาณิชย์ รับจ้างทั่วไป
ประกอบอาชีพอิสระ หรือคนงานไร้ฝีมือที่มีทักษะต่ำ� โดยมีลักษณะ
ร่วมทีส่ �ำ คัญคือ การขาดความมัน่ คงในชีวติ หรือเป็นแรงงานนอกระบบ
ที่ไม่ได้รับความคุ้มครองจากสถาบันประกันสังคมทุกประเภท
ในขณะที่ภาพรวมคนเสื้อเหลือง คือผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจ
และสังคมดีกว่าคนเสื้อแดง ทั้งในแง่ระดับการศึกษาที่สูงกว่าและ
7 อภิชาต สถิตนิรามัย. “เสือ้ แดงคือใคร: ม็อบเติมเงิน ไพร่ หรือชนชัน้ กลางใหม่ กับทางแพร่ง
ของสังคมไทย”. Red Why: สังคมไทย ปัญหา และการมาของคนเสื้อแดง. สำ�นักพิมพ์
โอเพ่นบุ๊คส์. 2553.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

มีอาชีพที่มั่นคงกว่า เช่น ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ นักธุรกิจ
หรือนักวิชาชีพ ทำ�ให้มีศักยภาพในการรองรับความเสี่ยงจากทั้ง
ความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจ และความไม่แน่นอนในด้านอื่นๆ
ของชีวิต
อย่างไรก็ตาม เมื่อให้ประเมินฐานะของตนเอง กลับพบว่า
ทั้งคนเสื้อเหลืองและเสื้อแดงมีแนวโน้มที่จะคิดว่าตนเองมีฐานะแย่
กว่าคนส่วนใหญ่ และเมื่อประเมินทัศนคติเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำ�
ทางรายได้ กลับพบว่ากลุ่มคนเสื้อเหลืองรู้สึกว่า ช่องว่างระหว่าง
คนรวยกับคนจนนั้นห่างกันมากจนรับไม่ได้มากกว่าคนกลุ่มอื่นๆ
คิดเป็นร้อยละ 42.31 ในขณะที่มีเพียงร้อยละ 25 ของคนเสื้อแดง
ที่รู้สึกเช่นนี้

“ทักษิณเขาเป็นนักประชาธิปไตย ช่วยเหลือคนยากจน
อย่างเท่าเทียมกัน ตอนอีกกลุ่มมาไล่ ลุงก็เป็นกลุ่มมาเชียร์”
เป็นเสียงจากคุณลุงวัย 54 ปี ที่บอกเล่าถึงเหตุผล
ที่ ตั ด สิ น ใจเข้ า ร่ ว มกั บ กลุ่ ม เสื้ อ แดงในการต่ อ สู้ เ รี ย กร้ อ ง
ประชาธิปไตยในช่วงเดือนมีนาคม - พฤษภาคม พ.ศ. 2553
ซึง่ นับเป็นการชุมนุมประท้วงของประชาชนรากหญ้าทีม่ ขี นาด
ใหญ่โตที่สุด อย่างเป็นระบบและมีพลังเป็นครั้งแรก อันนำ�ไป
สู่เหตุการณ์ความรุนแรง และความสูญเสียครั้งใหญ่อีกวาระ

218
219

หนึง่ ในหน้าประวัตศิ าสตร์การเมืองไทย คำ�บอกเล่าของคุณลุง
ปรากฏอยู่ในบันทึกจากอาสาสมัครเพื่อนรับฟัง ของเครือข่าย
สันติวิธี8 ซึ่งได้ลงพื้นที่ไปเยี่ยมเยียนและพูดคุยกับผู้ได้รับ
บาดเจ็บตามโรงพยาบาลต่างๆ หลังจากเกิดเหตุการณ์ความ
รุนแรงขึ้นที่บริเวณสี่แยกคอกวัว เมื่อวันที่ 10 เมษายน พ.ศ.
2553
ในวันที่พบกับกลุ่มอาสาสมัครฯ คุณลุงได้รับบาดเจ็บ
ด้วยแรงกระแทกจากกระสุนยางบริเวณเบ้าตาซ้าย แต่ยัง
ยืนยันว่าจะกลับไปชุมนุมอีก ถ้าอาการดีขึ้น
“ถ้าลุงไม่ออกมาเรียกร้องอย่างนี้ รุ่นเรายังลำ�บากกัน
ขนาดนี้ แล้วรุ่นลูกหลานจะลำ�บากขนาดไหน รัฐบาลนี้มาโดย
ไม่ชอบธรรม ลุงอยากเรียกร้องความยุติธรรมกลับคืนมา ให้
ยุบสภา แล้วมาเลือกตั้งกันใหม่ ถ้าเขาดีจริง เขาก็ได้กลับมา
จะกลัวอะไร” คุณลุงพูดด้วยแววตาจริงจัง

8 บันทึกจากอาสาสมัครเพื่อนรับฟัง ของเครือข่ายสันติวิธี

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

สมาชิกแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ
(นปช.) อีกคนหนึ่ง ซึ่งได้รับบาดเจ็บถูกกระสุนยางยิงที่ใต้ตา
ซ้าย จนทำ�ให้กระดูกแตก การ์ด นปช. รายนี้มาจากราชบุรี
เขาเล่าว่ามาเข้าร่วมกับ นปช. เพราะความคับแค้นใจทีไ่ ด้เห็น
ความไม่เท่าเทียม และการกดขีข่ องคนในสังคม เขาบอกว่าตัว
เองไม่ได้ร�่ำ รวยแต่กพ็ ออยูไ่ ด้ แต่รสู้ กึ เหลืออดเวลาทีเ่ ห็นคนที่
ยากจนกว่าถูกเอาเปรียบ กับเห็นคนที่มีอำ�นาจแล้วกลายเป็น
คนไม่เห็นใจคน เขาอยากเห็นความยุติธรรมเกิดขึ้นในสังคม
จริงๆ อยากให้สังคมไม่มีสองมาตรฐาน และอยากให้รับฟัง
เสียงคนจนและปัญหาของพวกเขาบ้าง
เขาบอกว่าถ้าเลือกได้ ก็ไม่อยากมาประท้วง แต่ไม่มา
ไม่ได้ เพราะต้องมาต่อสู้เพื่อลูกหลาน
“อยากให้คนรุน่ ใหม่ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมใน
สังคมกันเยอะๆ ไม่ต้องเป็นเสื้อแดงก็ได้ จะเป็นสีอะไรก็ได้” 

220
221

สิ่ ง ที่ ผู้ ชุ ม นุ ม ทั้ ง สองพู ด สะท้ อ นให้ เ ห็ น ความจริ ง
บางประการว่า มูลเหตุที่ทำ�ให้ประชาชนจำ�นวนมากในชนบท
และบางส่วนทีท่ �ำ งานในเมืองใหญ่สามารถจัดตัง้ รวมตัวกันได้
อย่างเหนียวแน่นถึงเพียงนี้ และในที่สุดกลายเป็นปัญหา
ความขัดแย้งที่คุกรุ่นและยังคงแทรกซึมอยู่ทั่วทุกหัวระแหง
ในสังคมไทย ไม่ใช่เพียงเพราะการสร้างกระแส ปลุกระดม
มวลชนเพื่อหาแนวร่วมของฝ่ายการเมืองเท่านั้น แต่ยังมี
ต้นตอบางอย่างของปัญหาซึ่งปรากฏอยู่จริง และฝังรากลึก
ในสังคมไทยมายาวนาน นั่นคือเรื่องของความเหลื่อมล้ำ� ซึ่ง
ทำ�ให้ผู้คนจำ�นวนไม่น้อยรู้สึกถึงความไม่เท่าเทียม และถูก
กดทับอยูเ่ สมอในสังคม ความรูส้ กึ เหล่านีท้ บั ถมสะสมมานาน
จนในที่สุดก็กลายเป็นระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ ขอเพียงมีใคร
หรือกลไกอะไรสักอย่างมาเป็นตัวจุดชนวน 

ชนชั้นที่ห่างไกลกันในความรู้สึก

โตมร ศุขปรีชา9 ได้อธิบายถึงต้นตอของความขัดแย้งทีเ่ กิดขึน้
ไว้วา่ ต้นตอของปัญหาอยูท่ เี่ รือ่ งชนชัน้ แต่ไม่ใช่ชนชัน้ ในเชิงกรรมาชีพ
กับชนชัน้ สูงทีม่ มี ติ ขิ องปัญหาอยูท่ คี่ วามเป็นอยู่ ชนชัน้ ในความหมาย
9 โตมร สุขปรีชา. (2553). “เพราะฉะนั้น”. Red Why: สังคมไทย ปัญหา และการมาของ
คนเสื้อแดง. สำ�นักพิมพ์โอเพ่นบุ๊คส์. 2553.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ของโตมรแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ (1) ชนชั้นที่สร้างความน้อยเนื้อ
ต่ำ�ใจให้คนอื่น กับ (2) ชนชั้นที่สร้างความน้อยเนื้อต่ำ�ใจให้ตัวเอง
ความน้อยเนื้อต่ำ�ใจเกิดจากความรู้สึกว่า ตัวเอง “ถูกกระทำ�”
โดยเกิดขึน้ ทีละเล็กละน้อย ค่อยๆ สัง่ สม แม้คณ
ุ จะร่�ำ รวย เป็นชนชัน้ สูง
ก็เกิดความน้อยเนื้อต่ำ�ใจสั่งสมขึ้นมาได้ มันอาจเป็นความน้อยเนื้อ
ต่ำ�ใจทางสังคม ทางวัตรปฏิบัติ ทางเศรษฐกิจ ทางรสนิยม หรือ
ทางไหนก็ได้ อาทิเช่น คนที่ไม่ได้เติบโตมาในสังคมชนชั้นสูง อาจจะ
ไม่เข้าใจขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมที่ถูกยกย่องว่าเป็นชั้นสูง
แต่เมื่อทำ�มาหากินจนรวยล้นฟ้าขึ้นมา แล้วต้องเข้าไปคลุกคลีกับ
ขนบธรรมเนียมพวกนี้ ก็อาจถูกค่อนขอดว่าเป็นได้แค่พ่อค้า หรือ
แม้แต่จะเป็นไฮโซก็ไม่ได้
นอกจากนี้ ที่น่าสนใจก็คือ ข้อมูลจากโครงการวิจัย “การ
เปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจและสังคมของชนชั้นใหม่”10 ชี้ให้เห็นว่า
ในขณะที่คนเสื้อเหลืองถูกมองว่าเป็นอำ�มาตย์ แต่คนเสื้อเหลือง
ในจังหวัดอุบลราชธานีซึ่งเป็นข้าราชการครูและนักธุรกิจ ก็แสดง
ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำ�ใจเช่นกัน เห็นได้ว่าความคับแค้นจากความ
ไม่เท่าเทียมในสังคม เป็นความรู้สึกร่วมของคนอีสานทั้งเสื้อเหลือง
และเสื้อแดง
ในเวลาเดียวกัน คนชั้นล่างก็ถูกกระทำ�จนเกิดความน้อยเนื้อ
ต่ำ�ใจเสมอมา ที่เห็นได้ชัดสุดคือถูกกระทำ�จากข้าราชการ ซึ่งอยู่ได้ก็
10 โครงการวิจัย “การเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจและสังคมของชนชั้นใหม่”

222
223

ด้วยภาษีของประชาชน แต่กลับทำ�ตัวเหมือนเป็นเจ้านายประชาชน
ในขณะเดียวกัน ข้าราชการบางส่วนก็เกิดความน้อยเนือ้ ต่�ำ ใจได้เช่นกัน
ถ้าถูกกระทำ�จากส่วนอื่นๆ ของสังคม ความน้อยเนื้อต่ำ�ใจพวกนี้
เมื่อสั่งสมรวมกันเข้า ในที่สุดก็กลายเป็น “ความน้อยเนื้อต่ำ�ใจร่วม”
ของสังคม โดยเฉพาะเมือ่ มีพนื้ ทีใ่ ห้เกิดการแลกเปลีย่ น และเชือ่ มโยง
ปัญหาของตัวเองเข้ากับคนอื่นที่เผชิญปัญหาคล้ายๆ กัน
ปัญหาใหญ่ๆ มักเกิดจากปัญหาเล็กๆ ที่กระทบถึงเนื้อถึงตัว
ผู้คนทีละเล็กละน้อย เมื่อแรงเหล่านี้สะสมตัว ในที่สุดก็เกิดแรง
กระเพือ่ มเป็นปฏิกริ ยิ ารุนแรงเหมือนแผ่นเปลือกโลกสร้างแผ่นดินไหว
การต่อสูท้ เ่ี กิดขึน้ จึงไม่ใช่การต่อสูร้ ะหว่างชนชัน้ สูง-ต่�ำ ในเชิงเศรษฐกิจ
หรือสังคม แต่เป็นการต่อสูข้ องชนชัน้ ทีม่ คี วามน้อยเนือ้ ต่�ำ ใจไม่เท่ากัน
จนก่อให้เกิด “ความน้อยเนื้อต่ำ�ใจทางการเมือง” ขึ้น

ชนชั้นทางวัฒนธรรม ความเหลื่อมล้ำ�ทางศักดิ์ศรี
อำ�นาจ และเพดานที่มองไม่เห็น
นอกเหนือจากความเหลือ่ มล้�ำ ด้านรายได้ ยังมีความเหลือ่ มล้�ำ
ทางศักดิศ์ รี คือ มีคนไทยจำ�นวนมากทีร่ สู้ กึ ว่าถูกเลือกปฏิบตั ิ ถูกกด
เอาไว้ดว้ ยกลไกต่างๆ ศ.ดร.ผาสุก ชีใ้ ห้เห็นตัวอย่างง่ายๆ จากกรณี
ความเหลื่อมล้ำ�ระหว่างหญิงชาย ทำ�ไมจึงมีผู้หญิงจำ�นวนน้อยนิด
ได้ดำ�รงตำ�แหน่งสูงระดับอธิบดีขึ้นไปในระบบราชการไทย คำ�ตอบ
หนึ่งคือปัญหาการเลือกปฏิบัติ และระบบราชการที่อยู่ในมือของ
ผู้ชายที่ร่วมมือกันโดยไม่ต้องมีการจัดตั้ง กีดกันผู้หญิงออกไปจาก

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ตำ�แหน่งสูงๆ หรือการดูถูกดูแคลนกันระหว่างคนในเมืองใหญ่ๆ
เช่น กรุงเทพฯ กับคนรอบนอก และระหว่างคนชัน้ สูงกับคนทีถ่ กู มอง
ว่าต่ำ�กว่า
ประชากรในภาคเกษตรที่เข้ามาหาเงินเป็นแรงงานอพยพ
ในกรุงเทพฯ ได้พบเห็นมิติต่างๆ ของความไม่เป็นธรรม การดูถูก
ในชีวิตประจำ�วัน ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกที่กลุ่มคนขับรถแท็กซี่ และ
มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของแกนนำ�ผู้สนับสนุน
เสื้อแดง
นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ยังมีความลักลั่นเกิดขึ้นอีกมากมาย
ในสังคมไทย โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำ�ทางอำ�นาจ ซึ่งรัฐบาลเป็น
ผูร้ วมศูนย์อ�ำ นาจมาตลอด อำ�นาจกระจุกตัวอยูใ่ นเมืองหลวง ชาวบ้าน
หรือผูม้ อี �ำ นาจน้อยไม่สามารถเข้าถึงอำ�นาจส่วนกลางได้เต็มที่ ทำ�ให้
เกิดความลักลั่นสูงในเรื่องการกระจายสินค้าและบริการสาธารณะ
เช่น อัตราส่วนหมอต่อประชากรในกรุงเทพฯ เป็น 1 ต่อ 850 ในขณะที่
จังหวัดเลยในภาคอีสาน เป็นอัตราส่วน 1 ต่อ 14,000 โรงเรียนมัธยม
ต่างจังหวัดมีคุณภาพด้อยกว่าที่กรุงเทพฯ หรือตัวเลขที่แสดงว่ามี
ครัวเรือนทั่วประเทศถึงร้อยละ 80 ไม่มีประปาใช้ในบ้าน
ในขณะทีร่ ะบบการเมืองไทยร่วมสมัยมีลกั ษณะเป็นคณาธิปไตย
คือ การปกครองโดยคนจำ�นวนน้อยกลุม่ หนึง่ ไม่สามารถสร้างความ
เป็นธรรมในสังคมได้อย่างทั่วถึง ผนวกกับวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น
ส่งผลให้แรงผลักดันจากชนชัน้ ล่างเริม่ รุนแรงขึน้ มวลชนระดับกลาง
และล่างเริ่มเรียกร้องการมีส่วนร่วมในอำ�นาจการปกครองประเทศ

224
225

อย่างแท้จริง พวกเขาต้องการการปฏิบัติที่ดีกว่าเดิม และสินค้า
สาธารณะต่างๆ ที่จะช่วยปรับปรุงชีวิตเขาและลูกหลาน
ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร ฉายภาพให้เห็นชัดเจนขึ้นในการ
บรรยายเรือ่ ง “ภาพรวมของความเหลือ่ มล้�ำ และความไม่เป็นธรรมฯ”
โดยอธิบายว่าเบือ้ งหลังการรวมพลังออกมาประท้วงบนท้องถนนของ
ขบวนการเสือ้ แดง แม้จะมีเป้าหมายทางการเมืองเฉพาะหน้าชัดเจน
คือให้รฐั บาลยุบสภาแล้วเลือกตัง้ ใหม่ แต่ยงั มีปจั จัยเบือ้ งลึก คือการ
ปะทุขึ้นของความผิดหวังที่ได้ทับถมมาสักพักหนึ่ง กลายเป็นความ
ไม่พอใจสั่งสม มีรากฐานอยู่ที่การถูกเลือกปฏิบัติ ความรู้สึกว่าสิทธิ
และอำ�นาจทางการเมืองถูกกดไว้ เป็นความเหลื่อมล้ำ�ด้านการเมือง
เสมือนมีเพดานที่มองไม่เห็นมากดทับอยู่ ซึ่งมีความสัมพันธ์เป็น
ลูกโซ่กับความเหลื่อมล้ำ�ในด้านอื่นๆ รวมทั้งด้านเศรษฐกิจด้วย
จากการสำ�รวจพบว่า สังคมไทยมีความลักลั่นทางเศรษฐกิจอยู่ใน
ระดับสูง ช่องว่างระหว่างคนรวยสุดร้อยละ 20 กับคนจนสุดร้อยละ 20
ห่างกันถึง 13.2 เท่า11

ทางออกจากความรุนแรง:
ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ� บ่มเพาะวัฒนธรรมสันติวิธี
ในท่ามกลางความขัดแย้ง มีหลายฝ่ายพยายามเรียกร้องหา
หนทางให้ 2 ฝ่ายหันมาปรองดองกันเพื่อสันติสุขในบ้านเมือง แต่
11 ผาสุก พงษ์ไพจิตร. (2554). ปาฐกถา ครั้งที่ 1 เรื่อง ‘’ภาพรวมของความเหลื่อมล้ำ�และ
ความไม่เป็นธรรม ในการเข้าถึงทรัพยากรและบริการพืน้ ฐานของประเทศไทย’’. 2 ก.พ. 2554.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

เสียงเรียกร้องนัน้ ดูเหมือนจะยังมีพลังไม่มากพอทีจ่ ะเปลีย่ นความคิด
หรือลดทอนทิฏฐิที่ 2 ฝ่ายมีต่อกันได้ ตราบใดที่ความเหลื่อมล้ำ�ซึ่ง
หยัง่ รากลึกมายาวนานในโครงสร้างของสังคมไทยยังดำ�รงอยู่ ความ
รูส้ กึ น้อยเนือ้ ต่�ำ ใจในความไม่เท่าเทียม การถูกกดขีข่ ม่ เหงหรือดูหมิน่
เหยียดหยามที่คนจำ�นวนไม่น้อยรู้สึก ก็จะยังคงเป็นอุปสรรคสำ�คัญ
ที่ทำ�ให้ 2 ฝ่ายไม่สามารถหันหน้ามารับฟังกันได้ และความขัดแย้ง
จะยิ่งกลายเป็นความบาดหมางร้าวลึก
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราต้องยอมรับกันว่า สังคมไทยเป็น
สังคมแห่งความอยุติธรรม การเลือกปฏิบัติ เป็นอคติที่หยั่งรากลึก
ในวัฒนธรรมไทยเกินกว่าจะเปลี่ยนได้ในชั่วข้ามคืน เราจึงได้เห็น
ผูเ้ ดือดร้อนทัง้ หลายพากันตัง้ ความหวังมองหาผูน้ �ำ แบบอัศวินขีม่ า้ ขาว
มาช่วย และนักการเมืองแนวประชานิยมจึงกลายเป็นตัวแทนของ
พลเมืองระดับล่างและกลางทีต่ อ้ งการสังคมทีไ่ ม่เลือกปฏิบตั ิ เปรียบ
เหมือนคบไฟให้มวลชนได้ใช้เสียงเลือกตัง้ เป็นเครือ่ งมือปรับปรุงชีวติ
และสถานะของพวกเขา
การชุมนุมครัง้ ใหญ่ของคนเสือ้ แดงซึง่ ยุตลิ งด้วยความรุนแรง
สร้างความสูญเสียแก่ชวี ติ และทรัพย์สนิ เป็นจำ�นวนมาก ทำ�ให้โอกาส
ที่ทุกภาคส่วนจะได้ร่วมมือกันเพื่อนำ�ไปสู่การปฏิรูปสังคมและถอด
สลักความรุนแรงได้หลุดลอยไปอีก การนองเลือดที่เกิดขึ้นทำ�ให้
สังคมไทยปริร้าวยิ่งกว่าเดิม ติดตรึงอยู่ในกับดักแห่งความรุนแรง
แน่นหนาขึ้น และยิ่งเป็นการเติมเชื้อไฟให้กับการต่อสู้ระหว่างกลุ่ม
พลังทางการเมืองด้วยกันเอง หรือระหว่างผู้นำ�และชนชั้นนำ�ทาง

226
227

อำ�นาจ โดยรัฐเองไม่วา่ ยุคใดสมัยใดก็ยงั ไม่เคยแสดงบทบาททีแ่ ท้จริง
ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางสังคมเลย
ดังทีไ่ ด้กล่าวมาแล้วว่า ความขัดแย้งเป็นเรือ่ งปรกติ แต่จ�ำ เป็น
ต้องมีการจัดการไม่ให้เกิดเป็นความรุนแรง ซึ่งจำ�ต้องดำ�เนินการ
ใน 2 เรื่องหลัก คือ (1) การลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ�เพื่อแก้ไข
ปัญหาความรุนแรงเชิงโครงสร้าง และ (2) การบ่มเพาะวัฒนธรรม
สันติวิธีเพื่อป้องกันและรับมือกับความรุนแรง
ในประเด็นการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ�นั้น คณะกรรมการ
ปฏิรปู ประเทศไทย ซึง่ ตัง้ ขึน้ โดยมติคณะรัฐมนตรีในเดือนกรกฎาคม
พ.ศ. 2553 หลังจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองจากการ
ชุมนุมของ นปช. ก็ได้เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ�
ในสังคม 5 ด้าน ได้แก่ ความเหลื่อมล้ำ�ทางรายได้ สิทธิ โอกาส
อำ�นาจ ศักดิ์ศรี และได้รวบรวมข้อเสนอออกมาเป็น แนวทางการ
ปฏิรูปประเทศไทย: ข้อเสนอต่อพรรคการเมืองและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
เผยแพร่ต่อสังคมไทยตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2554
ขณะเดียวกันนัน้ เริม่ ทีช่ วี ติ จิตใจ: สูค่ วามเป็นธรรมทางสังคม
และสุ ข ภาพ โดย นพนั น ท์ วรรณเทพสกุ ล สถาบั น วิ จั ย สั ง คม
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำ�ที่ซ่อนเร้น
หรือจิตสำ�นึกทีส่ ยบยอมต่อความไม่เป็นธรรมและความไม่เท่าเทียม
ทางชนชั้น ซึ่งเป็นเครื่องกำ�กับโครงสร้างความเป็นธรรมอีกทีหนึ่ง
การเปลี่ยนแปลงจิตสำ�นึกว่าด้วยความเหลื่อมล้ำ�ที่ซ่อนเร้น ให้มอง

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

เห็นความไม่เท่าเทียมทางชนชั้นเป็นเรื่องของความไม่เป็นธรรม จะ
กระตุ้นไปสู่การพยายามเลื่อนชั้นทางสังคมและการเขย่าโครงสร้าง
สังคมที่ไม่เป็นธรรม
ความเหลื่อมล้ำ�ที่ซ่อนเร้นนี้ดูเหมือนมีความรุนแรงยิ่งกว่า
ความเหลือ่ มล้�ำ ทีจ่ บั ต้องได้ จึงควรทีจ่ ะขยายมุมมองความเหลือ่ มล้�ำ
ในมิ ติ วั ฒ นธรรม อั น เกิ ด จากการมี จุ ด เที ย บเคี ย งเปลี่ ย นไปใน
โครงสร้างทีม่ ชี ว่ งชัน้ ซึง่ ในปัจจุบนั มีการเปลีย่ นแปลงไปจากเดิมมาก
จำ�ต้องเข้าใจการจัดช่วงชัน้ ใหม่ในสังคม ซึง่ ประกอบด้วยกลุม่ คนทีม่ ี
มุมมองต่อความเป็น/ไม่เป็นธรรมหลากหลาย เพือ่ ทราบสถานการณ์
และวางแผนลดความแตกต่างระหว่างชนชั้นลงได้ ทั้งด้วยการเพิ่ม
โอกาสให้กับคนชั้นล่าง ไปจนถึงการสร้างโอกาสให้มีความทัดเทียม
ทางการเมือง
ในส่วนของประเด็นการบ่มเพาะวัฒนธรรมสันติวิธีนั้น ต้อง
ยอมรับว่า การทำ�งานเชิงวัฒนธรรมนั้นเป็นงานระยะยาว เพราะ
เป็นการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและวิถีชีวิตของผู้คน และคนทำ�งาน
ในเครือข่ายสันติวิธีของประเทศไทยยังมีอยู่ค่อนข้างน้อย
วัฒนธรรมสันติวิธีอาจประกอบไปด้วย การเคารพความเป็น
มนุษย์ของศัตรูหรืออีกฝ่าย การยอมรับในความแตกต่าง การพยายาม
ทำ�ความเข้าใจในคนที่เราอาจจะไม่เห็นด้วยได้เลย การมองเห็นวิธี
การสำ�คัญกว่าเป้าหมาย การยึดมั่นในวินัยที่ปราศจากความรุนแรง
การไม่สร้างความเกลียดชัง ความทนกันได้ นั่นคือ แม้จะไม่ชอบใจ

228
229

และมีอำ�นาจปฏิเสธ แต่ก็ไม่ทำ� เป็นต้น นอกจากนี้ ยังต้องชี้ให้เห็น
ค่านิยมที่ผิดของสังคมที่มีส่วนในการสร้างความรุนแรง

รับฟัง เข้าใจ และเรียนรู้ เพื่ออยู่ร่วมบนความต่าง
วริสรา กริชไกรวรรณ หนึ่งในอาสาสมัครกลุ่มเพื่อนรับ
ฟัง ให้ข้อมูลว่า จากการพูดคุยกับหลายฝ่าย พบว่าส่วนมาก
ไม่มคี วามเกลียดชังกันเป็นการส่วนตัว ทหารหลายคนเข้าใจว่า
ผู้ชุมนุมต้องการเรียกร้องความเป็นธรรม ในขณะที่ผู้ชุมนุม
จำ�นวนหนึง่ ก็เข้าใจว่าทหารชัน้ ผูน้ อ้ ยต้องทำ�ตามหน้าทีท่ ไี่ ด้รบั
มอบหมาย หรือแม้กระทัง่ กลุม่ คนเสือ้ หลากสีทอี่ อกมาต่อต้าน
การชุมนุม หรือโดนลูกหลงจากความรุนแรงที่เกิดขึ้น ก็ยังมี
คนที่ไม่คิดโกรธแค้น และไม่อยากเห็นผู้ชุมนุมซึ่งเป็นคนไทย
ด้วยกันต้องมาบาดเจ็บล้มตาย
อีกตอนหนึง่ จากบันทึกของกลุม่ อาสาสมัครเพือ่ นรับฟัง
ซึง่ ได้พดู คุยกับผูบ้ าดเจ็บจากเหตุการณ์ระเบิดทีถ่ นนสีลม เมือ่
วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2553 บันทึกนี้เล่าถึงผู้บาดเจ็บหญิง
รายหนึ่งซึ่งเพิ่งผ่านการผ่าตัด 4 ชั่วโมง เพื่อเอาสะเก็ดระเบิด
ที่ฝังลึกบริเวณลำ�คอด้านขวาเกือบจะโดนเส้นเลือดใหญ่ออก
เหตุผลที่ออกมาชุมนุม คือ ต้องการแสดงออกถึงความรัก
เทิดทูนที่เธอมีต่อในหลวง และอีกเหตุผลหนึ่ง คือ ความรู้สึก

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ห่วงใยในความเดือดร้อนของพนักงานที่ไม่ใช่ลูกจ้างประจำ�
ของห้างร้านบริเวณราชประสงค์ ซึ่งมีอยู่เป็นจำ�นวนมาก ที่
ตอนนี้ได้รับผลกระทบมากจากการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง
เพราะเขามีรายได้จากการทำ�งานรายวัน และตอนนี้ก็จะขาด
รายได้ อย่างไรก็ตาม เธอไม่ได้ออกไปเพือ่ ต่อต้านหรือต่อสูก้ บั
คนเสื้อแดง แต่เพียงต้องการจะแสดงออกในสิ่งที่เธอคิดเห็น
“อยากให้ได้เห็นว่า คนที่คิดเห็นอีกแบบก็มีอยู่เยอะ”
“ทีผ่ า่ นมา ประเทศเราไม่เคยมีทชี่ าวบ้านมาขัดแย้งกับ
ชาวบ้านด้วยกันเอง มีแต่ชาวบ้านกับรัฐบาล ตอนนีม้ นั ไม่เป็น
อย่างนั้น... เพื่อนพี่ที่มาชุมนุมด้วยกันก็เป็นคนต่างจังหวัด
มีญาติๆ ทีเ่ ป็นเสือ้ แดง... เราเห็นต่างกันได้ แต่คงไม่ได้อยาก
ให้อีกฝ่ายต้องตายหรือบาดเจ็บไป”
วริสรา ให้ค�ำ อธิบายเพิม่ เติมว่า ในการลงพืน้ ทีไ่ ปพูดคุย
กลุ่มเพื่อนรับฟังมีความคิดตั้งต้นว่า ต้องการมองหาจุดร่วม
ของทุกฝ่าย โดยเชือ่ ว่ามนุษย์มคี วามกรุณาเป็นพืน้ ฐาน อาสา
สมัครที่เข้าไปรับฟังใช้หลักการการสื่อสารอย่างสันติในการ
รับฟัง และด้วยหลักการการสือ่ สารอย่างสันติแล้ว ไม่วา่ จะเป็น
ผูช้ มุ นุม ทหาร หรือฝ่ายใด ล้วนมีความต้องการพืน้ ฐานในชีวติ
ไม่ตา่ งกัน อาทิ ต้องการความรัก ความมัน่ คง ความปลอดภัย
ความไว้วางใจ ความสงบ ฯลฯ

230
231

หลังการชุมนุมยุติลง อาสาสมัครจากกลุ่มเพื่อนรับฟัง
บางส่วนยังคงมีกิจกรรมต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2554 ได้มี
โครงการเพื่อนรับฟังเพื่อความเข้าใจ ภายใต้การดำ�เนินงาน
ของเครือข่ายพุทธิกา ดำ�เนินการให้อาสาสมัครลงไปเปิดพืน้ ที่
รับฟังในชุมชน เริม่ จากชุมชนทีอ่ ยูใ่ กล้พนื้ ทีป่ ะทะในกรุงเทพฯ
ก่อน เพือ่ ส่งเสริมให้เกิดอาสาสมัครทีส่ ามารถรับฟังด้วยหลักการ
การสือ่ สารอย่างสันติเพิม่ ขึน้ และนำ�เรือ่ งการรับฟังเข้าไปเปิด
พื้นที่ให้มีการฟังกัน ได้ยินกันในชุมชนที่มีความขัดแย้ง
ในการไปรับฟังนั้น ตัวอาสาสมัครที่ลงพื้นที่ก็ได้ฝึกฝน
ตัวเองให้รู้จักรับฟังผู้อนื่ โดยเฉพาะคนที่มคี วามเห็นต่างด้วย
“แม้แต่อาสาสมัครเอง แต่ละคนก็มีต้นทุนของตัวเอง
กั บ บางเรื่ อ งราว บางคนมี แ นวคิ ด โอนเอี ย งไปทางกลุ่ ม
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พอต้องไปฟัง นปช.
ก็รู้สึกว่าฟังยาก เสียงในใจเขาอาจจะคอยต่อต้านสิ่งที่ได้ยิน
แต่พอเขาได้ฟังป้าคนหนึ่งพูดให้ฟังว่า สาเหตุที่ไปร่วมชุมนุม
เพราะค้าขายลำ�บาก ถูกขูดรีด และเจอกับความไม่เป็นธรรม
มาหลายรูปแบบ อาสาสมัครคนนั้นก็รู้สึกว่าเป็นเหตุผลที่เขา
รับได้ เขาสามารถทำ�ความเข้าใจและกลับไปนั่งอยู่ในมุมของ
ป้าคนนัน้ เห็นว่าคุณค่าทีป่ า้ ถืออยูม่ คี วามสำ�คัญกับป้าอย่างไร
แม้จะไม่ตรงกับคุณค่าที่เขาเองถืออยู่ก็ตาม”

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

บางชุมชนทีล่ งไปรับฟังมีบรรยากาศความไม่ไว้วางใจสูง
โดยเฉพาะเมือ่ มีคนนอกเข้าไปในพืน้ ที่ ช่วงแรกๆ ทีก่ ารชุมนุม
ยุติลง บรรยากาศในชุมชนยังมีความตึงเครียด ประเด็น
การเมืองกลายเป็นประเด็นร้อนทีค่ นเห็นต่างมักพยายามเลีย่ ง
ที่จะไม่นำ�มาพูดคุยกัน
“ในชุ ม ชนหนึ่ ง ที่ เ ราได้ ล งไปรั บ ฟั ง ปรากฏว่ า ห้ อ ง
สาธารณสุขของชุมชนต้องเอาตู้มากั้นเพื่อให้ชาวบ้าน 2 ฝ่าย
แยกกันดูทีวี 2 เครื่อง เครื่องหนึ่งดูช่องพันธมิตร อีกเครื่อง
ดูช่อง นปช. พอเริ่มคุยประเด็นการเมือง ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย
จะเงียบและค่อยๆ ถอยออกไป หรือไม่บางทีก็มายืนด่ากัน”
โครงการเพื่อนรับฟังเพื่อความเข้าใจเชื่อว่า การฟัง
การได้ยินกันจะช่วยแก้ปัญหาได้มาก และแต่ละฝ่ายควรมอง
อีกฝ่ายแบบแยกแยะ ไม่ใช่การเหมารวม เพราะจะทำ�ให้เรา
ไม่เห็นความเป็นมนุษย์ในตัวคนแต่ละคน
“ยกตัวอย่างในสถานการณ์การชุมนุมที่ผ่านมา ถ้า
เรามองทหารแบบเหมารวม ว่าเป็นพวกถืออาวุธมาทำ�ร้าย
ประชาชน เราก็จะมองไม่เห็นว่าเขามีชีวิตยังไง เช่น บางคน
อายุแค่ 22 ปี เป็นช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์ เพิ่งมาเป็นทหาร
ได้แค่ 6 เดือน อยู่ๆ ก็ถูกส่งมารักษาความสงบเป็นเดือนแล้ว
และเขากำ�ลังจะกลายเป็นคนพิการ หรือผูช้ มุ นุมรายหนึง่ อายุ

232
233

เท่าๆ กับทหารที่บาดเจ็บคนนี้ เขากำ�ลังศึกษาปริญญาตรี
ยังไม่จบ ก็ตอ้ งมาโดนสะเก็ดระเบิดทีส่ มอง ถ้าเรามองผูช้ มุ นุม
นปช. แบบเหมารวม ก็จะสัมผัสไม่ได้ว่ามีชีวิตคนอยู่ในนั้น
เช่นกัน และเมื่อมองไม่เห็นตัวคน ก็ง่ายที่จะตัดสินใจกระทำ�
ความรุนแรงใส่กัน”
“ถ้าเพียงแต่เราเริม่ หันมาฟังกัน ได้ยนิ กัน บางทีเราจะรู้
ว่าเรือ่ งราวของแต่ละคนใกล้เคียงกันมาก ไม่วา่ จะเป็นฝ่ายไหน
เหลืองหรือแดง ต่างก็ไม่ได้รับการตอบสนองในเรื่องความ
จำ�เป็นของชีวติ คล้ายๆ กัน มีปญ
ั หาชีวติ คล้ายกัน และประสบ
ปัญหาความไม่เท่าเทียมอาจจะคล้ายคลึงกัน ทางออกหนึ่ง
ในมุมของโครงการเพื่อนรับฟัง จึงอยู่ที่การมีพื้นที่ มีโอกาส
ที่จะรับฟังกัน เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมบนความต่าง แต่ไม่ใช่ความ
เงียบ ซึง่ จากการทำ�งานมาครึง่ ปีใน 2 ชุมชนทีไ่ ด้รบั ผลกระทบ
อย่างน้อยก็ทำ�ให้ผู้คนกลุ่มเล็กๆ ที่เห็นต่าง เริ่มตั้งต้นเรียนรู้
ว่าการฟังกันได้นั้นมีอยู่จริง และหนทางในการได้ยินกันยังรอ
คอยเราอยู่”

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ในช่วงของความขัดแย้งทีผ่ า่ นมา รูปธรรมของกลุม่ สันติอาสา
สักขีพยาน และอาสาสมัครกลุม่ เพือ่ นรับฟัง เครือข่ายสันติวธิ ี ไม่อาจ
อธิบายปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคม และไม่อาจแก้ปญ
ั หารากเหง้า
ของสันติวฒ
ั นธรรมได้ แต่กช็ ใี้ ห้เห็นว่า สังคมไทยยังมีความหวัง และ
มีพื้นที่ให้กับเมล็ดพันธุ์ของสันติวิธี ซึ่งต้องอาศัยความอดทนในการ
บ่มเพาะ และอาศัยความกล้าหาญอย่างยิง่ ในการทำ�งานช่วงสถานการณ์
ความขัดแย้งรุนแรง
คำ�ถามก็คอื เราจะต้องทำ�อะไรบ้างเพือ่ ให้เกิดวัฒนธรรมสันติ
วิธีขึ้นได้จริงๆ ในสังคมไทย? ใครบ้างที่จะต้องเข้ามามีส่วนร่วม
ในการทำ�งานให้เกิดวัฒนธรรมสันติวธิ ?ี และสันติวธิ ที รี่ บั มือกับความ
รุนแรงทัง้ เชิงโครงสร้างและเชิงวัฒนธรรมนัน้ มีหน้าตาเป็นอย่างไร?

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

234
235

ระบบยุติธรรม
ที่นำ�ไปสู่ความเหลื่อมลํ้า
เกรียงไกร พรพิพัฒน์กุล
1. เกริ่น
เมือ่ พูดถึงระบบยุตธิ รรม สิง่ แรกทีเ่ รานึกถึงมักจะเป็นภาพของ
ศาลและผู้พิพากษา แต่เมื่อไล่เรียงตามกระบวนการของกรณีพิพาท
ต่างๆ ก็จะพบว่าก่อนจะไปถึงคำ�พิพากษานั้น มีผู้คนเกี่ยวข้องใน
ขั้นตอนต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นตำ�รวจหรือพนักงานสอบสวน
ทนายความ อัยการ นี้ยังไม่นับว่าหลังคำ�พิพากษา หากเป็นคดีแพ่ง
ก็จะมีพนักงานบังคับคดีเข้ามาเกี่ยวข้อง และถ้าเป็นคดีอาญา ก็จะ
เป็นพนักงานราชทัณฑ์
หากมองในภาพกว้างขึน้ ประมวลกฎหมายและตัวบททัง้ หลาย
ที่ผู้พิพากษาใช้เป็นหลักในการพิจารณาคดีนั้น ก็เป็นผลลัพธ์ของ
กระบวนการนิตบิ ญ
ั ญัติ และบุคลากรทัง้ หลายในระบบยุตธิ รรมก็เป็น
ผลผลิตของโรงเรียนกฎหมายนั่นเอง
ที่น่าสนใจก็คือ หากมองภาพที่กว้างออกไปอีก ก็จะพบว่า
ข้อพิพาททั้งหลายในโลกนี้ ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ก็อาจ
จะมีนักยุติธรรมปรากฏตัวในรูปแบบของนักต่อสู้ชุมชนที่ปกป้อง

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

236
237

ประโยชน์สาธารณะ องค์กรคุม้ ครองผูบ้ ริโภค หน่วยงานภาคพลเมือง
ที่เฝ้าระวังการทุจริตคอร์รัปชั่น หรือการฉกฉวยโอกาสอย่างไม่เป็น
ธรรมของนายทุน ฯลฯ เหล่านี้ ล้วนเป็นการอำ�นวยความยุติธรรม
โดยสมาชิกในสังคม และจะเห็นว่า ความหมายที่กว้างขึ้นของความ
ยุติธรรมที่อำ�นวยความเป็นธรรมนั้น ไม่ถูกผูกขาดอยู่แต่เพียงศาล
และผู้พิพากษาเท่านั้น
อย่างไรก็ดี สำ�หรับผู้ที่ไม่อยู่ในแวดวงของระบบยุติธรรม การ
มองเห็นขั้นตอน กระบวนการ และผู้คนที่เกี่ยวข้องมากไปกว่าศาล
และผู้พิพากษา ก็เป็นเรื่องสำ�คัญ ในที่นี้ บทความนี้จึงขอกำ�หนด
ขอบเขตการพิจารณาไปทีร่ ะบบยุตธิ รรมตามความเข้าใจแบบดัง้ เดิม
และเน้นจำ�เพาะไปที่กระบวนการยุติธรรมเป็นหลัก
โดยเหตุทบ่ี ทความนีส้ นใจผลกระทบของระบบยุตธิ รรมทีส่ ง่ ผล
ต่อช่องว่างความเหลื่อมล้ำ�ของคนกลุ่มต่างๆ ในสังคม โดยเฉพาะ
คนจน ซึ่งมักจะเข้าไม่ถึงข้อมูล ไม่รู้สิทธิ ไม่รู้กฎหมาย ทำ�ให้กลาย
เป็นเหยื่อในกระบวนการยุติธรรมได้ง่าย ทั้งจากกระบวนการที่มี
ความล่าช้าและหรือการบังคับใช้กฎหมายที่มีการเลือกปฏิบัติ
และเนื่ อ งจากกระบวนการยุ ติ ธ รรมนั้ น อาจแบ่ ง ออกเป็ น
กระบวนการยุติธรรมทางอาญา กระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง ซึ่ง
ต่างก็มรี ายละเอียดค่อนข้างมาก นีย้ งั ไม่นบั รวมกระบวนการยุตธิ รรม
เยาวชน กระบวนการยุติธรรมแรงงาน ซึ่งก็มีความแตกต่างอยู่บ้าง
แต่ในบทความนีไ้ ม่อาจกล่าวถึงกระบวนการยุตธิ รรมในรายละเอียด

ได้ ทั้ ง หมดทุ ก ขั้ น ตอน เพี ย งแต่ ใ ช้ วิ ธี ย กกรณี ตั ว อย่ า งข้ อ พิ พ าท
บางประการ เพื่อให้เห็นรูปแบบสถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยรวม

Infographic :
ผู้คนที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม
1. ประชาชน ได้แก่ ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา จำ�เลย พยาน
2. พนั ก งานสอบสวน ได้ แ ก่ ตำ �รวจ ผู้ ใ หญ่ บ้ า น กำ �นั น
ปลัดอำ�เภอ นายอำ�เภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด
3. พนักงานอัยการ
4. ทนายความ
5. ศาล
> ศาลชั้ น ต้ น ซึ่ ง มี ทั้ ง ศาลแขวง ศาลเยาวชนและ
ครอบครัว ศาลแรงงาน ศาลภาษีอากร
> ศาลอุทธรณ์ ได้แก่ ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 และศาลอุทธรณ์ภาค 3
> ศาลฎีกา
6. กรณีเป็นคดีแพ่ง เจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี
กระทรวงยุติธรรม ส่วนกรณีคดีอาญา พนักงานราชทัณฑ์
กรมราชทัณฑ์ กระทรวงมหาดไทย

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

238
239

2. คนจนในกระบวนการยุติธรรม
2.1 คนจนในคุก
ในเวทีสาธารณะเรื่อง “คดีคนจน ว่าด้วยคนจนกับความ
ไม่เป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมไทย” เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม
พ.ศ. 2553 ที่ จุ ฬ าลงกรณ์ ม หาวิ ท ยาลั ย พ.ต.อ.ทวี สอดส่ อ ง
รองปลัดกระทรวงยุติธรรมขณะนั้น กล่าวว่า “เท่าที่ไปดูสถิติจาก
กรมราชทัณฑ์ มีผู้ต้องขัง 240,000 คน เป็นคนจนเกือบหมด และ
ประมาณ 50,000 คน ถูกขังก่อนศาลตัดสินคดี”1
ตัวเลขดังกล่าว ดูจะไม่ตา่ งจากข้อมูลของศูนย์วจิ ยั และพัฒนา
ด้านอาชญาวิทยา กรมราชทัณฑ์ ในปี พ.ศ. 25472 ซึ่งแบ่งผู้ต้องขัง
ไว้ 3 ประเภท ได้แก่ “คนฝาก” ซึ่งกฎหมายกำ�หนดว่าควบคุมตัวได้
เพียง 3 วัน “ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี” และ “นักโทษเด็ดขาด”
ซึ่งระยะเวลาคุมขังขึ้นอยู่กับคำ�ตัดสินของศาล

ตารางที่ 1 ระยะเวลาเฉลีย่ ในการถูกคุมขังระหว่างการพิจารณา
คดี (ภาพตารางจากบทความ)
ข้อมูลดังกล่าวเผยตัวเลขว่า ในจำ�นวนสถิตผิ ตู้ อ้ งขังทัว่ ประเทศ
ปี พ.ศ. 2546 ที่มีทั้งสิ้น 210,395 คนนั้น เป็นผู้ต้องขังระหว่าง
พิจารณาคดีมากถึง 52,667 หรือร้อยละ 25.03 เทียบเท่ากับ 1 ใน 4
ทีเดียว และในปี พ.ศ. 25473 พบว่าระยะเวลาเฉลี่ยในการถูกคุมขัง
ระหว่างพิจารณาคดี โดยภาพรวมทัง้ หญิงและชายใช้เวลานานถึง 1 ปี
2 เดือน (ดูตารางที่ 1) และผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีเป็นคนอายุ
น้อย มีการศึกษาน้อย และเป็นคนจน4
แล้วทำ�ไมคนจนถึงอยูใ่ นคุกมากกว่าคนกลุม่ อืน่ ? - สมมติฐาน
ของบทความนี้ก็คือ การขาดโอกาสในกระบวนการยุติธรรม ทั้งการ
เข้าไม่ถึงข้อมูล ไม่รู้กฎหมาย ไม่รู้สิทธิ และนำ�ไปสู่การเสียเปรียบ
ในกระบวนการต่อสู้คดี

2.2 คนจนเข้าไม่ถึงข้อมูล ไม่รู้กฎหมาย
ตามหลักการที่ว่าทุกคนเท่าเทียมกันในกระบวนการยุติธรรม
ได้เปิดโอกาสให้คู่กรณีสองฝ่ายต่อสู้กันบนพื้นฐานที่เสมอกัน ตาม
1 ไทยโพสต์. เวทีสาธารณะเรือ่ ง “คดีคนจน ว่าด้วยคนจนกับความไม่เป็นธรรมในกระบวนการ
ยุติธรรมไทย”. 19 ก.ค. 2553.
2 [เสด-ถะ-สาด].com” [เสด-ถะ-สาด].com. บทความ “เราจะถูก “คุมขัง”  นานแค่ไหน
ในระหว่างการพิจารณาคดี?”. 13 ธ.ค. 2554. http://setthasat.com/2011/12/13/
jail-during-judgement/.
3 เพิ่งอ้างฯ.
4 [เสด-ถะ-สาด].com” [เสด-ถะ-สาด].com . (2554). บทความ “เราจะถูก “คุมขัง” นานแค่ไหน
ในระหว่างการพิจารณาคดี?”. 13 ธ.ค. 2554. http://setthasat.com/2011/12/13/
jail-during-judgement/.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

240
241

หลักการปฏิบตั ทิ เี่ หมือนกัน โดยไม่ค�ำ นึงถึงฐานะ แต่ในความเป็นจริง
สังคมมีความเหลือ่ มล้�ำ ต่�ำ สูง คนมีชนชัน้ มีสถานะ และมีความแตกต่าง
ทีน่ อกเหนือมิตทิ างกฎหมาย ดังนัน้ การต่อสูอ้ ย่างเป็นธรรม ภายใต้
สถานภาพที่ไม่เท่าเทียม จึงไม่อาจนำ�มาซึ่งความเป็นธรรมได้
เช่ น เดี ย วกั บ กรณี ซึ่ ง ชาวบ้ า นผู้ เ สี ย หายมั ก ประสบปั ญ หา
อุปสรรคในการต่อสู้คดี อาทิ การเข้าถึงและรวบรวมพยานหลักฐาน
ผู้เสียหายขาดความรู้ความเข้าใจ รวมถึงการประสานความร่วมมือ
ขอข้อมูลความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งระบบพิจารณา
แบบกล่าวหา ซึง่ ภาระการพิสจู น์อยูท่ ผี่ ฟู้ อ้ งร้อง ทำ�ให้ในการพิจารณา
คดีระหว่างชาวบ้านซึ่งเป็นโจทก์ฟ้องร้องหน่วยงานองค์กรเอกชน
มักจะเสียเปรียบ ขณะทีป่ จั จุบนั การพิจารณาคดีระหว่างรัฐกับประชาชน
ได้มีการนำ�ระบบไต่สวนมาใช้แล้ว
ความไม่รู้กฎหมาย ยังเป็นเหตุให้คู่ความที่ไม่มีความรู้ ต้อง
เสียเปรียบจากปัญหาความยุง่ ยากในวิธพี จิ ารณาความ ซึง่ ต้องอาศัย
ทนายความ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมาย กระบวนการตามกฎหมายวิธี
พิจารณาความยุ่งยากซับซ้อนเกินกว่าที่คนธรรมดาจะใช้ภาษาทั่วไป
ต่อสู้คดีด้วยตนเองได้ เช่น ในคดีสิ่งแวดล้อม พบว่าความซับซ้อน
ในการสืบพยาน และภาระการพิสูจน์ความเสียหายจากมลพิษ เป็น
ข้อจำ�กัดของโจทก์ในคดีสิ่งแวดล้อม เพราะผู้เสียหายที่เป็นโจทก์
ไม่สามารถแสวงหาพยานในการพิสจู น์ขอ้ เท็จจริง และในหลายกรณี
ยังเป็นการยากที่จะเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้น อาทิเช่น การเข้าไปตรวจ
ระบบกำ�จัดของเสียภายในโรงงาน การว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาด้าน

สิ่งแวดล้อมให้มาช่วยตรวจสอบ ตรวจทานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่
เป็นประโยชน์ต่อผู้ก่อความเสียหาย เพื่อใช้ในการดำ�เนินคดีพิสูจน์
ความรับผิดของผู้ก่อให้เกิดความเสียหาย5
อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ การเยียวยาผู้เสียหายในคดีทรัพยากร
ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือพิสูจน์ความเสียหายอย่างถูกต้อง
สมบูรณ์ บางครั้งก็ประสบปัญหาการกำ�หนดค่าเสียหายทางสุขภาพ
กรณีที่ยังไม่ปรากฏอาการ ซึ่งต้องใช้หลักพิจารณาที่ต่างจากความ
เสียหายคดี “ละเมิด” ทัว่ ๆ ไป ทีม่ กั เป็นความเสียหายทีเ่ ห็นได้ในทันที
เพราะโดยส่วนใหญ่แล้ว ความเสียหายจากสารพิษหรือมลพิษเมื่อ
เข้าสูร่ า่ งกายนัน้ จะเป็นการสะสมอยูใ่ นร่างกาย ก่อให้เกิดผลกระทบ
ต่อระบบในร่างกายของมนุษย์ในระยะยาวมากกว่า

2.3 คนจนไม่รู้สิทธิ
การเข้าไม่ถึงข้อมูลและไม่รู้กฎหมายนั้น หลายครั้งก็นำ�ไปสู่
การไม่รู้สิทธิอีกด้วย ดังกรณีของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ศ. 2550 มาตรา 67 วรรคสอง ซึ่งระบุว่า “การดำ�เนินโครงการ
หรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทาง
ด้านคุณภาพสิง่ แวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ จะกระทำ�
มิได้ เว้นแต่จะได้ศกึ ษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิง่ แวดล้อม
และสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟัง
5 สุรชัย ตรงงาม, สงกรานต์ ป้องบุญจันทร์, มนทนา ดวงประภา. (2554). “ปัญหาความ
ยุติธรรมและการจัดการความขัดแย้งด้านสิ่งแวดล้อม:ศึกษากรณีตัวอย่างจากประสบการณ์
การให้ความช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย”. โครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW).

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

242
243

ความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน รวมทั้งได้ให้
องค์การอิสระซึง่ ประกอบด้วยผูแ้ ทนองค์การเอกชนด้านสิง่ แวดล้อม
และสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการการศึกษาด้าน
สิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติ หรือด้านสุขภาพ ให้ความเห็น
ประกอบก่อนมีการดำ�เนินการดังกล่าว”
นายเชาว์6 ตัวแทนคนที่มีที่ดินอยู่ในเขตป่า กลุ่มชาติพันธุ์/
กลุม่ ชนเผ่า กล่าวว่าเจ้าหน้าทีจ่ บั กุมข้อหาบุกรุกทีด่ นิ ป่า เข้าหาของป่า
ปัญหาที่สำ�คัญก็คือ คนในเขตป่าไม่รู้ภาษาไทย มีปัญหาเรื่องการ
สื่อสารกับเจ้าหน้าที่รัฐ บ่อยครั้งที่ถูกเจ้าหน้าที่ยัดเยียดข้อกล่าวหา
แม้เพียงแค่ไปหาของป่า หลังจากประกาศพืน้ ทีท่ อี่ ยูอ่ าศัยเป็นเขตป่า
ทำ�ให้ชาวบ้านในเขตป่าที่อยู่มาก่อนต้องสูญเสียวิถีชีวิตที่ต้องอพยพ
ออกจากพืน้ ทีเ่ พือ่ รับจ้าง/ย้ายถิน่ ฐาน และอาจจะก่อให้เกิดปัญหาการ
ดำ�เนินคดีทำ�กินในที่ดินนอกเขตป่า
นายเชาวน์เป็นตัวอย่างหนึ่งของคนชายขอบที่เข้าไม่ถึงข้อมูล
ไม่รู้สิทธิ ไม่รู้กฎหมาย เขาจึงไม่ทราบถึงเรื่องสิทธิที่ได้รับการรับรอง
ในรัฐธรรมนูญ เป็นหนึ่งในหลายกรณีของผู้ได้รับผลกระทบจาก
นโยบายภาครัฐที่ก่อปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรจากชุมชนต่างๆ
ทั่วประเทศ และถูกกระทำ�ซ้ำ�เติมจากความเหลื่อมล้ำ�ในการเข้าถึง
กระบวนการยุติธรรมนี้อีกทีหนึ่ง
6 กลุ่มคดีที่ดิน กลุ่มคดีแม่น้ำ�และเขื่อน กลุ่มคดีเหมืองแร่ กลุ่มคดีแรงงาน กลุ่มคดีโรคร้อน
กลุ่มคดีชาวเล และกลุ่มคดีคนจนเมือง. รายงานเวทีเสวนา “เปิดเผยเรื่องจริงผ่านคนจนที่
ไม่ได้รบั ความเป็นธรรมจากกระบวนการยุตธิ รรม”. http://www.thaireform.in.th/ มิถนุ ายน
2554.

3. เหยื่อจากความยุติธรรมที่ล่าช้า
การเป็นคนจนในกระบวนการยุติธรรมนั้น หมายถึงความ
ยากจนด้านโอกาสในการเข้าถึงกระบวนการยุตธิ รรม ทำ�ให้เกิดความ
เสียเปรียบในกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด และยิ่งได้รับผลกระทบ
มากยิ่งขึ้นเมื่อเผชิญกับความด้อยประสิทธิภาพ ซึ่งแสดงออกผ่าน
ความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด
และถึงแม้ว่าความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรมนี้จะส่งผล
กระทบต่อคนรวยคนจนได้เหมือนกัน แต่ผลกระทบต่อคนทัง้ สองกลุม่
นั้นย่อมไม่เหมือนกันอย่างแน่นอน ดังกรณีของคดีฝุ่นฝ้าย ซึ่งเพิ่งมี
คำ�พิพากษาในปี พ.ศ. 2554 ที่ผ่านมา และใช้เวลาในการพิจารณา
คดียาวนานถึง 15 ปี
คดีฝนุ่ ฝ้ายเป็นกรณีพพิ าททีค่ นงาน 37 คน ฟ้องโรงงานทอผ้า
กรุงเทพ ให้ชดใช้ค่าเสียหายให้อดีตคนงานที่เจ็บป่วยปอดบางส่วน
ถูกทำ�ลายจากฝุ่นฝ้ายในโรงงาน และเรียกร้องความเป็นธรรมผ่าน
กระบวนการยุติธรรมนาน 15 ปี กว่าจะได้เงินชดเชย
รศ. สมชาย ปรี ช าศิ ลปกุ ล7 อดี ต คณบดี คณะนิ ติ ศ าสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงคดีแรงงานกับกระบวนการทางศาลว่า
คดีนี้ สื่อหลายแห่งรายงานว่า ผู้ใช้แรงงานชนะ แต่เขามองว่าเป็น
7 สภาเครือข่ายผูป้ ว่ ย. สานเสวนา “บทเรียน 15 ปี คดีกลุม่ ผูป้ ว่ ยปอดอักเสบจากโรงงานทอผ้า
สังคมไทยได้เรียนรู้อะไรกับสิทธิทดแทนที่เป็นธรรม”. 5 ก.พ. 2554.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

244
245

ความพ่ายแพ้ในชัยชนะ ดังคำ�กล่าวที่ว่า ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือ
ความอยุติธรรม โจทก์แต่ละรายได้เงินประมาณ 110,000 บาท
หลังรอมา 15 ปี หากคิดเป็นเงินต่อปี ตกปีละเจ็ดพันกว่าบาท นี่เป็น
ปัญหาในการพิจารณาคดี นอกจากนี้ ในคำ�พิพากษาไม่ได้ระบุว่า
บนฐานคิดอะไรจึงจ่ายแค่นี้ ทั้งที่ตอนฟ้องคดี โจทก์แจกแจงว่า
แต่ละส่วนเป็นเงินเท่าไหร่ แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ต่อไป เวลาฟ้องคดีจะ
ไม่มีหลักการว่าจ่ายเท่าไหร่ ดังนั้น แม้ว่าแง่หนึ่งศาลตัดสินให้ผู้ใช้
แรงงานชนะ แต่ก็คลุมเครือและใช้เวลาพิจารณานาน
สมบุญ สีคำ�ดอกแค ประธานสภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจาก
การทำ�งานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย โจทก์ที่ 1 ในคดีกลุ่ม
ผู้ป่วยโรคฝุ่นฝ้ายฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากบริษัท โรงงาน
ทอผ้ากรุงเทพ จำ�กัด กล่าวว่า “ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ พวกเราทุกคน
ก็ คื อ คนป่ ว ยด้ ว ยโรคปอดอั ก เสบจากฝุ่ น ฝ้ า ยจากการทำ � งานใน
โรงงาน และปัจจุบนั ก็ตอ้ งกลายเป็นผูป้ ว่ ยเรือ้ รัง สูญเสียสมรรถภาพ
การทำ�งานของปอดไปอย่างถาวร มีโรคแทรกซ้อนมากมาย 15 ปี
ที่ผ่านมา ต้องต่อสู้ชีวิตด้วยความยากลำ�บาก กับปอดที่สูญเสีย
สมรรถภาพอย่างถาวร”8
สำ�หรับผู้เสียหายในข้อพิพาทนั้น ความเสียหายทางสุขภาพ
ได้เริ่มตั้งแต่ก่อนที่คำ�พิพากษาจะปรากฏ หากกระบวนการยุติธรรม
ทอดเวลาออกไป ยิ่งกลายเป็นซ้ำ�เติมความเสียหายมากขึ้น ทั้งทาง
8 เพิ่งอ้างฯ.

สุขภาพ รายได้ และอำ�นาจการต่อรองกับนายจ้าง
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่า ความล่าช้าในกระบวนการยุตธิ รรม
จะเกิดขึน้ กับข้อพิพาทบางประเภทเท่านัน้ ดังที่ รศ. สมชาย ปรีชาศิลปกุล
ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าพิจารณาคดีแรงงานที่เกิดขึ้นโดยรวม จะพบว่า
คดีบางคดี ศาลตัดสินเร็วมาก โดยเฉพาะคดีของสหภาพแรงงาน
และคดีเลิกจ้างต่างๆ ซึง่ แสดงให้เห็นว่า กระบวนการทางศาล ต่อให้
เป็นศาลแรงงาน ก็มีปัญหาอย่างมากในภาพรวม โดยมีความเข้าใจ
แรงงาน ระบบการจ้างงานต่ำ�มาก9
ข้อสังเกตนี้ดูสอดคล้องกับความเห็นของ ไพโรจน์ พลเพชร
หนึง่ ในกรรมการปฏิรปู กฎหมายชุดปัจจุบนั ทีว่ า่ “ศาลแรงงานก่อตัง้
ขึน้ เพือ่ พิจารณาข้อขัดแย้งระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง โดยมีผพู้ พิ ากษา
ทีเ่ ป็นผูท้ มี่ คี วามรูม้ คี วามเข้าใจในปัญหาแรงงาน ร่วมกับผูพ้ พิ ากษา
สมทบฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้าง ทัง้ การดำ�เนินคดีควรเป็นไปโดย
สะดวก รวดเร็ว เสมอภาค และเป็นธรรม เพื่อให้คู่ความมีโอกาส
ประนีประนอมยอมความ และสามารถกลับไปทำ�งานโดยไม่มีความ
รู้สึกเป็นอริต่อกัน เมื่อดูกระบวนการพิจารณาคดีที่ยาวนานถึง 15 ปี
ของคดีฝุ่นฝ้าย ดูเหมือนจะไม่สอดคล้องกับปรัชญาข้างต้น”10
9 กลุ่มคดีที่ดิน กลุ่มคดีแม่น้ำ�และเขื่อน กลุ่มคดีเหมืองแร่ กลุ่มคดีแรงงาน กลุ่มคดีโรคร้อน
กลุม่ คดีชาวเล และกลุม่ คดีคนจนเมือง. (2554). รายงานเวทีเสวนา “เปิดเผยเรือ่ งจริงผ่าน
คนจนทีไ่ ม่ได้รบั ความเป็นธรรมจากกระบวนการยุตธิ รรม”. http://www.thaireform.in.th/
มิถุนายน 2554.
10 เพิ่งอ้างฯ

246
247

4. การเลือกปฏิบัติในการบังคับใช้กฎหมาย
การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมในความรู้สึกของผู้คน
โดยทัว่ ไปนัน้ ก็คอื การบังคับใช้กฎหมายทีม่ กี ารเลือกปฏิบตั ิ และเป็น
ที่มาของคำ�ว่า “สองมาตรฐาน” นั่นเอง
ระบบสองมาตรฐานก็คือ ความแตกต่างกันออกไปในการ
จัดการกับปัญหาข้อเท็จจริงที่เหมือนกัน ซึ่งเป็นต้นเหตุสำ�คัญของ
ความความรู้สึกไม่เป็นธรรม และความสับสนในหลักการเสมอภาค
ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 ที่กำ�หนดให้บุคคลย่อม
เสมอกันในกฎหมาย และได้รบั ความคุม้ ครองเท่าเทียมกัน ห้ามเลือก
ปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมด้วยเหตุต่างๆ กัน
“มาตรา 30 บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย และได้รับความ
คุม้ ครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสทิ ธิเท่าเทียมกัน
การเลือกปฏิบตั โิ ดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความ
แตกต่างในเรื่องถิ่นกำ�เนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกาย
หรื อ สุ ข ภาพ สถานะของบุ ค คล ฐานะทางเศรษฐกิ จ หรื อ สั ง คม
ความเชือ่ ทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมือง
อันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำ�มิได้
มาตรการที่รัฐกำ�หนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้
บุคคลสามารถใช้สทิ ธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอืน่ ย่อมไม่ถอื
ว่าเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสาม”

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

แม้ว่าจะมีหลักประกันความเสมอภาคในทางกฎหมายนี้ระบุ
ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน แต่ในหลายกรณีกลับพบว่ามีการเลือก
ปฏิบัติ ที่หนักหนามากก็คือ ในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งมีสัดส่วน
คนจนภายในพื้นที่สูงกว่าสัดส่วนคนจนของประเทศ และยังสูงกว่า
สัดส่วนคนจนภาคใต้ค่อนข้างมาก11 และเป็นพื้นที่ที่เกิดเหตุการณ์
ความรุนแรงอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 จนถึงปัจจุบัน
โดยเหตุทพี่ นื้ ที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม
และใช้ภาษายาวีในการสื่อสารเป็นหลัก ดังนั้นเอง จึงยากที่จะเข้าถึง
ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิและการคุ้มครองสิทธิของตนเองตามกฎหมาย
ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปของภาษาไทย ประกอบกับความแตกต่างทาง
วัฒนธรรมระหว่างข้าราชการซึง่ เป็นไทยพุทธกับประชาชนส่วนใหญ่ที่
เป็นมุสลิม หลายครัง้ การเลือกปฏิบตั จิ งึ เกิดจากอคติทางวัฒนธรรม
ที่แอบแฝงอย่ภายในโครงสร้างอำ�นาจนั้นเอง
อังคณา นีละไพจิตร12 ประธานคณะทำ�งานยุติธรรมเพื่อ
สันติภาพ และอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. 2550
กล่าวว่า “การปฏิบตั ทิ ไี่ ม่เท่าเทียม เช่น ในกรณีคดีสงั หารหมูท่ มี่ สั ยิด
ไอปาแย ที่มีคนเสียชีวิต 10 คน และบาดเจ็บ 12 นั้น หลังจาก
มีเหตุการณ์นี้ ก็ไม่ได้มีการใช้พระราชกำ�หนดสถานการณ์ฉุกเฉิน
11 ศูนย์สารสนเทศแห่งชาติ สำ�นักงานสถิติแห่งชาติ. (2553). “ความยากจนใน 3 จังหวัด
ชายแดนภาคใต้”. http://services.nic.go.th/gsic/indexs.php?ds=Poverty.
12 สถานีโทรทัศน์ไทยพีบเี อส. รายการ สิทธิ...วิวาทะ: “ไขข้อข้องใจ...ยุตธิ รรม 2 มาตรฐาน”,
21 ก.ย. 2553.

248
249

ในการจับกุมควบคุมตัวใครเลย ไม่ได้มกี ารปิดล้อมตรวจค้น ในขณะ
เดียวกัน ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในชุมชน ถ้าเชื่อว่าผู้ต้องสงสัยเป็น
มุสลิม ชุมชนนั้นก็จะถูกปิดล้อมตรวจค้นหมดเลย ใช้กฎอัยการศึก
นำ�ไปควบคุมตัว 7 วัน ต่อด้วยพระราชกำ�หนดฉุกเฉินฯ อีก 30 วัน”
ความรู้สึกว่าถูกเลือกปฏิบัตินี้ ยิ่งรุนแรงมากขึ้น หากมีการ
เปรียบเทียบว่ามีความเหลื่อมล้ำ�ในการบังคับใช้กฎหมายระหว่าง
ประชาชนทั่วไป และเจ้าหน้าที่ของรัฐกรณีที่มีการกระทำ�ผิด ดังที่
อังคณาตัง้ คำ�ถามว่า “ในคดีตากใบ ซึง่ ได้มกี ารถอนฟ้อง ก็มคี �ำ ถามว่า
มีคนตายตั้งร้อยกว่าคน ไม่มีใครต้องรับผิดชอบเลยหรือ ถ้าพูดไปก็
ไปโยงถึงวัฒนธรรมการไม่ต้องรับผิด ซึ่งมีมานานแล้วในสังคมไทย
แล้วก็เหมือนกับว่าจะมีความเหลือ่ มล้�ำ ในเวลาทีเ่ จ้าหน้าทีร่ ฐั กระทำ�ผิด
กับประชาชนกระทำ�ผิดนัน้ ได้รบั การปฏิบตั ทิ เี่ ท่าเทียมกันไหม ภายใต้
กฎหมายเดียวกันนี้ เวลาที่เจ้าหน้าที่รัฐทำ�ผิด กระบวนการยุติธรรม
ที่ล่าช้า ต้องส่งไป ปปช. แต่เวลาประชาชนทำ�ผิด รวดเร็ว ส่งศาล
ตัดสินเสร็จ สิ่งเหล่านี้เป็นคำ�ถามมาตลอด และทำ�ให้ประชาชนเกิด
ความรู้สึกไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ”13

13 เพิ่งอ้างฯ.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ข้อมูลจากศูนย์ปฏิบตั กิ ารตำ�รวจจังหวัดชายแดนภาคใต้
(ศชต.) สำ�นักงานตำ�รวจแห่งชาติ พบว่า ระหว่างปี พ.ศ. 2547 2554 นั้นมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นรวม 12,604 ครั้ง เฉลี่ยวันละ
2.77 เหตุการณ์ โดยมีผู้เสียชีวิตรวมทั้งสิ้น 5,243 ราย
บาดเจ็บ 8,941 ราย
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจากกระทรวงการพัฒนาสังคม
และความมั่ น คงของมนุ ษ ย์ ในช่ ว งไตรมาสที่ 3 ของปี
พ.ศ. 2554 เกี่ยวกับผู้รับผลกระทบใน 3 จังหวัดภาคใต้
เป็นเด็กกำ�พร้า 4,455 คน และผู้หญิงม่าย 2,295 คน
จากการจัดเวทีระดมความเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งหน่วย
งานภาครัฐและเอกชน นักวิชาการ และภาคประชาสังคม ของ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เพื่อจัดทำ�รายงาน
สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย พบว่าปัญหาความไม่สงบ
ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีสาเหตุมาจากความไม่เป็นธรรม
ในการพัฒนา การเข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรม และปัจจัยด้าน
สังคม วัฒนธรรม เชื้อชาติ ศาสนา ของคนกลุ่มน้อย โดยการละเมิด
สิทธิเกิดจากการใช้กฎหมายพิเศษ 3 ฉบับในพื้นที่โดยขาดกลไก
ป้องกันและตรวจสอบกรณีส�ำ คัญ เช่น การสูญหายโดยถูกบังคับของ
ทนายสมชาย นีละไพจิตร กรณีกรือเซะ ตากใบ การซ้อมทรมาน

250
251

จนเสียชีวิตโดยไม่สามารถนำ�ตัวผู้กระทำ�ผิดมาลงโทษได้14
อาจกล่าวได้ว่า ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดน
ภาคใต้ เป็นอาการที่แสดงออกร่วมกันของความเหลื่อมล้ำ�ทั้งทาง
เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การเมือง และการเข้าถึงกระบวนการ
ยุติธรรมก็ว่าได้

5. สู่ความยุติธรรมและความเป็นธรรม
การสำ�รวจสถานการณ์ในระบบยุติธรรมที่ผ่านมา จะเห็นว่า
ระบบยุติธรรมที่เข้าถึงได้ยาก มีค่าใช้จ่ายสูง มีความล่าช้าในการ
พิจารณาคดี และไม่อ�ำ นวยความเป็นธรรมนัน้ ถือว่าเป็นเครือ่ งแสดงถึง
ความด้อยประสิทธิภาพ เมื่อประกอบกับความล่าช้าในกระบวนการ
ยุติธรรม และการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เสมอภาคเท่าเทียมกันนั้น
ยิง่ กระทำ�ซ้�ำ ความทุกข์ของผูค้ นให้ทวีคณ
ู ขึน้ ไปอีก โดยเฉพาะในกลุม่
คนจน คนยากไร้ ซึง่ มักจะเข้าไม่ถงึ ข้อมูล ไม่รกู้ ฎหมาย และไม่รสู้ ทิ ธิ
ดังนั้นเอง ระบบยุติธรรมจึงเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างปัจจัย
หนึ่งที่ก่อให้เกิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ�ระหว่างกลุ่มคน โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งความเหลื่อมล้ำ�ทางสังคมและวัฒนธรรม นั่นคือ คนที่ด้อย
โอกาสย่อมเข้าถึงระบบยุติธรรมได้ยากกว่า เสียค่าใช้จ่ายแพงกว่า
และหากการพิจารณาคดียืดเยื้อ ก็ไม่มีต้นทุนมากพอที่จะต่อสู้ให้ได้
มาซึ่งความยุติธรรม มิหนำ� ต่อให้ชนะคดีก็อาจจะได้ไม่คุ้มเสีย
14 กรุงเทพธุรกิจออนไลน์. “กรรมการสิทธิฯ ถกละเมิดสิทธิในไทยพบ 5 ปัญหาหลัก”. 1 มี.ค.
2554.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ในช่วงเวลาทีผ่ า่ นมา มีความพยายามทีจ่ ะเสนอแนวคิดในการ
พั ฒ นาระบบยุ ติ ธ รรมอยู่ อ ย่ า งต่ อ เนื่ อ ง ดั ง ที่ สำ � นั ก งานกองทุ น
สนับสนุนการวิจัย (สกว.) และมูลนิธิพัฒนากระบวนการยุติธรรม ได้
พยายามสนับสนุนงานวิจยั ด้านนีม้ าสิบกว่าปีแล้ว และปรากฏออกมา
เป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบงานยุติธรรมด้านต่างๆ ที่นำ�เสนอ
โดย ดร. กิตติพงษ์ กิตติยารักษ์ (ปัจจุบนั ดำ�รงตำ�แหน่งปลัดกระทรวง
ยุติธรรม) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 และที่สำ�คัญก็คือยุทธศาสตร์การ
พัฒนากระบวนการยุติธรรมเพื่อคนจนในปี พ.ศ. 2546
ส่วนองค์ความรู้เกี่ยวกับการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามี
ส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรม เริ่มแสดงตัวให้เห็นชัดเจนขึ้นผ่าน
งานวิจัยช่วงปี พ.ศ. 2550 โดย รศ. ดร. จุฑารัตน์ เอื้ออำ�นวย และ
เริ่มจัดตั้งเป็นศูนย์ยุติธรรมชุมชนในปี พ.ศ. 2554 ด้วยการผลักดัน
ของ ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม
ในบริบทของการเปลีย่ นแปลงทางการเมืองปัจจุบนั การกำ�เนิด
ของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ในปี พ.ศ. 2554 ที่ ศ. ดร. คณิต
ณ นคร เป็นประธาน ก็เป็นที่น่าจับตามองถึงบทบาทของการสร้าง
ความเปลี่ยนแปลงในอนาคต
ขณะเดียวกันนั้น การปฏิรูประบบยุติธรรมก็เป็นหัวข้อหนึ่งที่
คณะกรรมการปฏิรูปและสมัชชาปฏิรูปให้ความสนใจค่อนข้างมาก
แต่กด็ เู หมือนว่ายังขาดเจตจำ�นงทางการเมืองจากภาคประชาสังคม
เข้าไปสนับสนุน ซึ่งเป็นองค์ประกอบทางสังคมที่จะทำ�ให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้

252
253

ในช่วงกลางปี พ.ศ. 2554 ทีผ่ า่ นมา สถานีโทรทัศน์ไทยพีบเี อส
ได้จดั ทำ�รายการโทรทัศน์ “เปลีย่ นประเทศไทย” และนำ�เสนอประเด็น
ว่าด้วยการปฏิรูประบบยุติธรรมติดต่อกันถึง 7 ตอน เพื่อสร้างความ
เข้าใจร่วมกันในสาเหตุของปัญหาเชิงโครงสร้าง และกระตุ้นให้เกิด
บทสนทนาสาธารณะในสังคม ด้วยความมุง่ หวังทีจ่ ะนำ�ไปสูก่ ารสร้าง
เจตนารมณ์ทางการเมือง และหนุนเสริมกระแสการปฏิรปู ประเทศไทย
ในขณะนัน้ แต่ดว้ ยข้อจำ�กัดในบริบททางการเมือง และการเผชิญภัย
พิบตั นิ �้ำ ท่วมช่วงปลายปี ทำ�ให้กระแสขับเคลือ่ นประเด็นนีอ้ อ่ นแรงลง
ความท้าทายในการพัฒนาระบบยุติธรรมให้มคี วามเป็นธรรม
มากขึ้น โดยคำ�นึงถึงผลกระทบต่อผู้ยากไร้ คนด้อยโอกาส หรือ
คนชายขอบอย่างคนพิการ แรงงาน เกษตรกร ฯลฯ นั้น จึงน่าจะ
อยูท่ ี่ (1) การหาเจ้าภาพกลางมาเชือ่ มร้อยพลังแห่งการเปลีย่ นแปลง
ที่มีอยู่เดิม เข้ากับพลังใหม่ที่มีความหลากหลายยิ่งขึ้น เพื่อรักษา
ความต่อเนื่องของพลังขับเคลื่อนที่มีอยู่ และ (2) การเชื้อเชิญให้
บุคลากรทุกภาคส่วนในระบบยุตธิ รรม ทัง้ ศาล อัยการ ทนาย ตำ�รวจ
บุคลากรในกระทรวงยุติธรรม ตลอดจนโรงเรียนกฎหมาย ให้เข้ามา
มีส่วนร่วมในขบวนการขับเคลื่อนนี้

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ยุทธศาสตร์การพัฒนากระบวนการยุติธรรมเพื่อคนจน15
ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์
(1) การขยายโอกาสการเข้าถึงความยุติธรรม สำ�หรับคน
ยากจน ผู้ไม่รู้กฎหมาย และผู้ด้อยโอกาส
> ศึกษาสภาพปัญหาทีท่ �ำ ให้คนกลุม่ นีไ้ ม่สามารถเข้าถึง
และพึ่งพากระบวนการยุติธรรมหลัก
> ให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิพ้ืนฐาน และสิทธิหน้าที่ด้าน
กฎหมายเบื้องต้นกับประชาชน
> สร้างกระบวนการในการแก้ไขข้อพิพาทเล็กน้อยใน
ชุมชน
> ยุติธรรมชุมชน
> ยุติธรรมเชิงสมานฉันท์
(2) การเสริมสร้างความเสมอภาค เพือ่ ช่วยเหลือในกระบวนการ
ที่ต้องอาศัยความรู้ และเทคนิคทางกฎหมาย
> พัฒนาระบบการปล่อยชัว่ คราวแก่ผตู้ อ้ งหาและจำ�เลย
ให้มีทางเลือกมากกว่าหลักประกันที่เป็นทรัพย์สิน
เงินทอง
15 ดร. กิตติพงษ์ กิตยารักษ์. (มิถุนายน 2546). กระบวนการยุติธรรมกับความยากจน:
ยุทธศาสตร์การพัฒนากระบวนการยุติธรรมเพื่อคนจน.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

254
255

> พัฒนาระบบการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่
ผูต้ อ้ งหาและจำ�เลยในคดีอาญา
> เพิม่ บทบาทกระบวนการยุตธิ รรมในการแสวงหาความ
จริงตามแนวทางของระบบไต่สวน
> จั ด ตั้ ง “กองทุ น เพื่ อ การช่ ว ยเหลื อ และสงเคราะห์
ผู้ต้องหา จำ�เลย และผู้เสียหายในคดีอาญา”
> พัฒนาร่างกฎหมายการดำ�เนินคดีแบบกลุ่ม เพื่อให้
ผูเ้ สียหายสามารถร่วมกันฟ้องร้อง
(3) การพัฒนากระบวนทัศน์เกี่ยวกับคนจนในทุกมิติ ของ
กระบวนการยุติธรรม
> ให้มีการบริการสังคมแทนการกักขังแทนค่าปรับ
> ปฏิรปู กระบวนการยุตธิ รรมใหม่ เพือ่ ให้มกี ารจัดการคดี
ให้เหมาะสมกับประเภทความผิด
> มีมาตรการทีห่ ลากหลายในการปฏิบตั ิต่อผูก้ ระทำ�ผิด
ไม่เน้นการจำ�คุกแต่เพียงอย่างเดียว
(4) การปรับปรุงกฎหมาย เพื่อแก้ปัญหาความยากจน
> ปรับปรุงกฎหมายทีน่ �ำ ไปสูก่ ารแก้ปญ
ั หาความยากจน
แก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่นำ�ไปสู่การขยายช่องว่าง
เหล่านั้น
> นำ � เอากฎหมายมาเป็ น เครื่ อ งมื อ ในการแก้ ปั ญ หา
เชิงโครงสร้างของสังคม

6. บทสรุป
สังคมไทยในปัจจุบันกำ�ลังอยู่ในความขัดแย้งและแตกแยก
ทางการเมืองและสังคมในระดับหยั่งรากลึกอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้น
มาก่อนภายใต้ประวัตศิ าสตร์การปกครองแบบประชาธิปไตย เมือ่ เกิด
ข้อพิพาทขึน้ ผูค้ นต่างมุง่ หวังให้กระบวนการยุตธิ รรมเป็นทีพ่ งึ่ แต่หาก
ระบบยุติธรรมไม่อาจอำ�นวยความเป็นธรรมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ต่อคนยากไร้หรือคนชายขอบที่ประสบกับความเหลื่อมล้ำ�ในเกือบ
ทุกด้านอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำ�ทางเศรษฐกิจ สังคม
การเมือง วัฒนธรรม ช่องว่างความเหลื่อมล้ำ�โดยรวมก็จะยิ่งขยาย
ใหญ่มากขึน้ ตามลำ�ดับ และนำ�ไปสูค่ วามขัดแย้งรุนแรงเป็นวงจรไม่มที ี่
สิ้นสุด
โดยเหตุที่กระบวนการยุติธรรมถือเป็นที่พึ่งสุดท้าย ทั้งยังมี
ความจำ�เป็นทีจ่ ะต้องมีการพัฒนาเปลีย่ นแปลงให้ตอบสนองต่อความ
ต้องการของคนในสังคมได้มากขึ้น มีความสอดคล้องกับยุคสมัย
มากขึ้น และต้องเน้นไปที่การสร้างความเป็นธรรมต่อสังคมโดยรวม
มากขึน้ นัน่ คือ การตระหนักถึงผลกระทบต่อคนเล็กคนน้อยในสังคม
ซึ่งเป็นคนที่เข้าถึงข้อมูลได้น้อย ไม่รู้กฎหมาย ไม่รู้สิทธิของตนเอง
ก้าวแรกของการเปลีย่ นแปลงระบบยุตธิ รรม อาจจะต้องเริม่ จาก
การเปลี่ยนทัศนคติที่ว่า “ความยุติธรรม” เป็นเรื่องของศาล อัยการ
ตำ�รวจ และเชื้อเชิญให้หลายฝ่ายเข้าร่วมเป็นเจ้าของความยุติธรรม
ร่วมกัน

256
257

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ต้นทางสุขภาพ:
สิ่งแวดล้อม
บรรพต แก้วสว่าง
เมื่อไม่นานมานี้ สหประชาชาติได้กำ�หนดให้วันที่ 31 ตุลาคม
พ.ศ. 2554 เป็นสัญลักษณ์ของวันทีป่ ระชากรโลกครบ 7,000 ล้านคน
ซึง่ หลายประเทศได้ท�ำ การเฉลิมฉลองในวันดังกล่าว แต่ในอีกด้านหนึง่
จำ�นวนประชากรโลกทีเ่ พิม่ ขึน้ อย่างรวดเร็วย่อมส่งผลต่อการบริโภค
ทรัพยากรที่ต้องเพิ่มสูงขึ้นไปด้วยเป็นเงาตามตัว
มนุษย์และสรรพชีวิตอื่นล้วนอาศัยอยู่ในโลก และถือว่าเป็น
บ้านหลังเดียวกัน เราต่างดื่มกิน เติบโต เล่น เรียน ตั้งบ้านเรือน
ทำ�งาน อยูใ่ นบ้านหลังใหญ่นี้ สิง่ แวดล้อมสำ�หรับเราจึงไม่ตา่ งไปจาก
บ้านแห่งชีวิต
อย่างไรก็ดี บ้านหรือสิง่ แวดล้อมนีเ้ ป็นสิง่ ทีเ่ ราต้องแบ่งกันกิน
กันใช้กับคนอื่นและสรรพชีวิตอื่น หากคุณภาพของสิ่งแวดล้อมนี้
เปลีย่ นแปลงไป นอกจากจะกระทบกับตัวเราและเพือ่ นมนุษย์ทงั้ หลาย
แล้ว ยังกระทบกับดิน น้ำ� ป่าไม้ อากาศ แร่ธาตุ ฯลฯ อันเป็น
องค์ประกอบของสิ่งแวดล้อมนั้นเองด้วย

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

258
259

เมื่ อ มองไปที่ กิ จ กรรมของมนุ ษ ย์ อ ย่ า งการเกษตรและ
อุตสาหกรรม หากดำ�เนินการไปอย่างไม่ระมัดระวัง เป็นไปอย่าง
เกินพอดี เป็นต้นว่า ใช้ปุ๋ยและสารเคมีจำ�นวนมากในการเพาะปลูก
ไม่มกี ารควบคุมโรงงานเพือ่ ป้องกันการปล่อยน้�ำ เสียลงแม่น�้ำ ปล่อย
ก๊าซพิษหรือฝุ่นควันขนาดเล็กสู่อากาศ ใช้พลังงานอย่างฟุ่มเฟือย
เหล่ า นี้ นอกจากจะส่ ง ผลกระทบต่ อ ผู้ ค นด้ ว ยกั น เอง ยั ง ส่ ง ผล
กระทบต่อสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์อื่น และส่งผลกระทบต่อดิน น้ำ� ป่าไม้
อากาศ อย่างที่ไม่อาจจะเรียกร้องสิทธิหรือป้องกันตัวด้วยถ้อยคำ�
หากประท้วงแสดงตัวออกมาในรูปของดินที่ปนเปือ้ นสารเคมีเสียจน
ไม่อาจผลิตอาหารออร์แกนิกให้เราได้ น้ำ�ที่เน่าเสียกระทั่งสัตว์น้ำ�
ไม่อาจดำ�รงชีวิตอยู่ได้ ป่าไม้ที่ขาดความหลากหลายทางชีวภาพ
ทั้งของต้นไม้และสัตว์ป่า อากาศเป็นพิษหรือเหม็นเสียแทบหายใจ
ไม่ออก ทัง้ หมดนีล้ ว้ นส่งผลต่อคุณภาพชีวติ ของมนุษย์และลูกหลาน
ที่กำ�ลังตามมาโดยตรง
ดังนั้นเอง ความไม่เป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อมนั้น นอกจากจะ
เป็นเรื่องความไม่เป็นธรรมระหว่างคนต่อคนแล้ว ยังเป็นเรื่องความ
ไม่เป็นธรรมระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ฉะนั้น เมื่อพูดถึง
สิง่ แวดล้อมในฐานะปัจจัยทีส่ ง่ ผลกระทบต่อสุขภาวะ จึงน่าทีจ่ ะมองไป
ทีส่ ขุ ภาวะของคนและสิง่ แวดล้อมไปพร้อมกัน และน่าจะทำ�ให้เราเห็น
สถานการณ์ความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพในขอบเขตทีก่ ว้างขวางขึน้

บทความนี้ พ ยายามสำ � รวจสถานการณ์ ท างสิ่ ง แวดล้ อ มที่
ส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำ�ทางสุขภาวะของผู้คนในสังคมไทย โดย
มุ่งพิจารณากิจกรรมหลักของมนุษย์ 2 ประการ คือ เกษตรกรรม
และอุตสาหกรรม ผ่านกรณีตัวอย่างเรื่องการนำ�เข้าและใช้สารเคมี
ทางการเกษตร และกรณีเหมืองแร่ถ่านหินและทองคำ�

เกษตรกรรมไทย: อาหารหรือสารเคมี
แม้ว่าวันนี้ ปัญหาประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตรดูจะ
บรรเทาเบาบางลงไปด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ก็ก่อให้เกิดปัญหา
ทางการเกษตรมากมาย อาทิ ความอุดมสมบูรณ์ของดินถูกทำ�ลาย
ต่อเนือ่ ง ส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลของธาตุอาหารในดินจนต้องใช้
ปุ๋ยเคมีในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี เพื่อให้ได้รับผลผลิตเท่าเดิม
จนสารเคมีกระจายออกสู่สภาพแวดล้อม ระบบนิเวศถูกทำ�ลาย
เสียหายจนยากจะเยียวยาให้กลับมาคืนดังเดิม
จากรายงานการสำ�รวจขององค์การอาหารและเกษตรแห่ง
สหประชาชาติเมื่อปี พ.ศ. 2543 พบว่าประเทศไทยใช้ยาฆ่าแมลง
สูงเป็นอันดับ 5 ของโลก ใช้ยาฆ่าหญ้ามากเป็นอันดับ 4 ของโลก
และใช้ฮอร์โมนเป็นอันดับ 4 ของโลก พื้นที่ใช้งานสารเคมีเหล่านี้
ก็คือชนบท ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของคนส่วนใหญ่ใประเทศ

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

260
261

ตาราง 1 เปรียบเทียบปริมาณการใช้สารเคมีกำ�จัดแมลงและวัชพืช
ในปี พ.ศ. 2543
อันดับ
ประเทศ

1
ตุรกี
2
บราซิล
3
สเปน
4
ฝรั่งเศส
5
ไทย

สัดส่วนการใช้สารเคมี
(กก./เฮกเตอร์)
0.79
0.87
1.11
1.48
0.86

ที่มา: ธนาคารโลก และ องค์การสิ่งแวดล้อมโลก
หมายเหตุ 1: เฮกเตอร์ = 6.25 ไร่

ในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมา พบว่าสถานการณ์การพึ่งพาสารเคมีทาง
การเกษตรนัน้ กลับสวนทางกับแผนยุทธศาสตร์ทงั้ หลายอย่างสิน้ เชิง
ในปี พ.ศ. 2540 ประเทศไทยมีการนำ�เข้าสารเคมีก�ำ จัดศัตรูพชื
ประมาณ 42 ล้านกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ากว่า 4,980 ล้านบาท ซึ่ง
ตัวเลขดังกล่าวได้เพิม่ สูงขึน้ เป็น 137 ล้านกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ากว่า
16,000 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2552 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าตัว
ภายในระยะเวลาเพียง 12 ปีเท่านั้น ซึ่งการใช้ปริมาณสารเคมีเพื่อ
การเกษตรมากมายขนาดนี้ ย่อมส่งผลต่อระบบนิเวศและคนไทย
ผู้อาศัยอยู่ในระบบนิเวศซึ่งเต็มไปด้วยสารเคมีอย่างไม่ต้องสงสัย
ที่น่าสนใจก็คือ คณะกรรมการควบคุมวัตถุอันตราย ซึ่งมี
อำ�นาจตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และเป็น
กลไกสำ�คัญในการควบคุมการนำ�เข้าและใช้สารเคมีในประเทศ มี
องค์ประกอบหรือวิธกี ารทำ�งานอย่างไร จึงทำ�ให้เรากลายเป็นประเทศ
นำ�เข้าสารเคมีทางการเกษตรติดอันดับโลกต่อเนือ่ งกันมาสิบกว่าปี?

นำ�เข้าสารเคมีมากขึ้นทุกปี กลไกการควบคุมอยู่ที่ไหน?
สำ�หรับประเทศไทยเอง แม้วา่ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540 - 2544) จะมีการสนับสนุนให้ขยายพืน้ ทีเ่ กษตร
ที่ไม่พึ่งพาสารเคมีให้มีพื้นที่ไม่ต่ำ�กว่าร้อยละ 20 ของพื้นที่เกษตร
ทั่วประเทศ กอปรกับแผนยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมีแห่งชาติ
ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2550 - 2554) จะวางเป้าหมายลดการใช้สารเคมี
ในภาคเกษตรกรรมลงร้อยละ 30 แต่จากสถิติการนำ�เข้าสารเคมี

ประเทศไทยมีการจดทะเบียนวัตถุอันตรายทางการ
เกษตรมากถึง 27,126 รายการ จากสูตรของสารเคมีเพียง
439 สูตร ในขณะทีป่ ระเทศลาวมีการจดทะเบียนวัตถุอนั ตราย
ทางการเกษตรแค่เพียง 100 รายการ จากสูตรของสารเคมี
เพียง 46 สูตรเท่านั้น

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

262
263

ตาราง 2 ประเทศทีต่ รวจพบสารเคมีตกค้างในผักผลไม้ทสี่ ง่ ออกไปยัง
สหภาพยุโรปมากที่สุด (พ.ศ. 2553)
อันดับ
1
2
3
4
5

ประเทศ
ไทย
ตุรกี
อินเดีย
อียิปต์
โดมินิกัน

จำ�นวนครั้งที่ตรวจพบ
55
50
25
18
12

ทีม่ า: ระบบเตือนภัยเร่งด่วนด้านอาหารและอาหารสัตว์ของสหภาพยุโรป
6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

สารเคมีตกค้าง อาหารไม่ปลอดภัย
เมือ่ วันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2554 ทีผ่ า่ นมา สหภาพยุโรปได้รบั
รายงานเตือนภัยเร่งด่วนจากระบบเตือนภัยเร่งด่วนด้านอาหารและ
อาหารสัตว์ ซึ่งระบุว่าในปี พ.ศ. 2554 มีการสุ่มตรวจพบสารเคมี
กำ�จัดศัตรูพืชตกค้างในผักส่งออกจากไทยไปสหภาพยุโรป มีค่าเกิน
มาตรฐานทั้งสิ้น 15 ครั้ง โดยสารเคมี 2 ใน 6 ชนิดที่ตรวจพบ
เป็นสารเคมีทหี่ ลายประเทศรวมถึงสหภาพยุโรปห้ามใช้ไปแล้ว ได้แก่
คาร์โบฟูราน และเมโทมิล

โดยมี ก ารตรวจพบคาร์ โ บฟู ร านตกค้ า งในผั ก กระเฉดสู ง
เกินกว่าค่ามาตรฐาน 18 เท่า ตรวจพบคาร์โบฟูรานตกค้างในผักชี
สูงเกินกว่าค่ามาตรฐาน 45 เท่า ตรวจพบเมโทมิลตกค้างในต้นหอม
สูงเกินกว่าค่ามาตรฐาน 17 เท่า และตรวจพบเมโทมิลตกค้าง
ในมะละกอสูงเกินกว่าค่ามาตรฐาน 9 เท่า ซึ่งชวนให้น่าคิดเป็น
อย่างยิ่งว่า ขนาดผักส่งออกที่ควรจะเป็นที่เชิดหน้าชูตาของประเทศ
ยังมีการปนเปื้อนสารเคมีมากมายขนาดนี้ แล้วผักที่มีการบริโภค
กันภายในประเทศไทยจะฉาบทาดารดาษไปด้วยสารเคมีมากมาย
ขนาดไหน?

อาหารไม่ปลอดภัย ใครป่วย ใครได้ประโยชน์?
องค์การอนามัยโลกและโครงการสิง่ แวดล้อมแห่งสหประชาชาติ
ได้ประเมินว่า แต่ละปีมีแรงงานในภาคเกษตรของประเทศกำ�ลัง
พัฒนาทั่วโลกต้องเจ็บป่วยจากพิษของสารเคมีกำ�จัดศัตรูพืชอย่าง
รุนแรงถึงกว่า 3 ล้านคน และเจ็บป่วยรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตถึง
ปีละกว่า 18,000 คน
สถานการณ์ล่าสุดนั้น ปรากฏในรายงานฐานข้อมูลผู้ป่วยใน
ระบบประกันสุขภาพปี พ.ศ. 2553 ระบุว่า มีผู้ป่วยจากพิษของ
สารเคมีกำ�จัดศัตรูพืชแบบเฉียบพลันมากถึง 8,546 คนต่อปี แต่
หากรวมผู้ป่วยที่ไม่ได้เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาล หรือผู้ป่วย
จากพิษของสารเคมีกำ�จัดศัตรูพืชที่สะสมเรื้อรังเข้าด้วยกันแล้ว ทาง
แผนงานวิจยั และพัฒนานโยบายสาธารณะเพือ่ สุขภาพและระบบการ

264
265

ประเมินผลกระทบทางสุขภาพ สถาบันวิจยั ระบบสาธารณสุข ประเมิน
ว่า อาจมีจ�ำ นวนผูป้ ว่ ยสูงถึง 200,000-400,000 คนต่อปีเลยทีเดียว

ประเทศไทยมีผนู้ �ำ เข้าสารเคมีทางการเกษตร 236 ราย
ผู้ผลิตสารเคมีทางการเกษตร 90 ราย ผู้ขายส่งสารเคมีทาง
การเกษตร 543 ราย ผู้ขายปลีกสารเคมีทางการเกษตร
15,822 ราย แต่สว่ นแบ่งการตลาดเกือบทัง้ หมดตกอยูภ่ ายใต้
บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่เพียง 6 รายเท่านั้น และเป็นกลุ่ม
ธุรกิจที่ครอบครองตลาดสารเคมีโลกกว่าร้อยละ 701

ปัจจุบัน เรายังไม่มีข้อมูลว่าผู้ป่วยจากสารเคมีกำ�จัดศัตรูพืช
เป็นใครบ้าง แต่เมื่อดูจากการวัดความเสี่ยงต่อการเกิดพิษจากการ
ใช้สารเคมีเหล่านี้ ก็จะพบว่า กลุ่มเกษตรกร แม่บ้าน และผู้บริโภค
ล้วนแล้วแต่ตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบจากสารเคมี
ตกค้างในอาหารในสัดส่วนที่สูงมาก
จากการรวบรวมสถิติของประเทศไทย โดยสำ�นักโรคจากการ
ประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
พบว่า ในปี พ.ศ. 2540 มีเกษตรกรที่ผลการตรวจเลือดอยู่ในเกณฑ์
1 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้. (2553). สถานการณ์การใช้สารเคมีกำ�จัดศัตรูพืช.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ไม่ปลอดภัยและเสี่ยงต่อการเกิดพิษอันเนื่องมาจากการใช้สารเคมี
กำ�จัดศัตรูพืช เป็นจำ�นวนถึงร้อยละ 16.35 โดยความเสี่ยงดังกล่าว
มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำ�คัญจากผลการสุ่มตรวจในปี พ.ศ.
2550 ที่พบผลการตรวจเลือดของเกษตรกรอยู่ในเกณฑ์ไม่ปลอดภัย
ถึงร้อยละ 39
ในปีถดั มา รายงานการตรวจเลือดของเกษตรกรและผูบ้ ริโภค
ในจังหวัดเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2551 จัดทำ�โดยสำ�นักงานสาธารณสุข
จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า เกษตรกรและแม่บา้ นมีสารเคมีก�ำ จัดศัตรูพชื
ตกค้างในระดับเสี่ยงและระดับไม่ปลอดภัยรวมกันถึงร้อยละ 75
ขณะที่กลุ่มผู้บริโภคทั่วไปมีสารเคมีตกค้างในระดับเสี่ยงและระดับ
ไม่ปลอดภัยสูงถึงร้อยละ 89.22
นี่อาจจะหมายความว่า หากผู้บริโภคไม่ตระหนักถึงต้นทาง
ของอาหาร ย่อมยากที่จะมีโอกาสได้รับอาหารปลอดภัย ดังตัวอย่าง
จากผลการสำ�รวจผักสดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 359 ตัวอย่าง
ในปี พ.ศ. 2543-2546 จัดทำ�โดยสำ�นักงานคณะกรรมการอาหาร
และยา ร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ทีพ่ บว่า แม้แต่ผกั ในห้าง
สรรพสินค้าทีม่ เี ครือ่ งหมายปลอดสารพิษ ก็ยงั มีสารเคมีตกค้างมาก
ถึงร้อยละ 51.8 ขณะทีผ่ กั ทัว่ ไปตามท้องตลาดนัน้ มีสารเคมีปนเปือ้ น
มากถึงร้อยละ 63.7
ด้วยเหตุนจี้ งึ ไม่นา่ แปลกใจที่ “มะเร็ง” จะกลายเป็นสาเหตุการ
ตายอันดับ 1 ของคนไทย ที่ทำ�สถิติพุ่งแรงแซงหน้าสาเหตุการตาย
จากอุบัติเหตุ โรคหัวใจ และโรคเอดส์ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 และ

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

266
267

ยังคงครองแชมป์มาจนทุกวันนี้
อย่างไรก็ดี น่าแปลกทีว่ า่ ในขณะทีส่ ถานการณ์ความเสีย่ งทาง
สุขภาพในกลุ่มผู้สัมผัสกับสารเคมีอยู่ในภาวะน่าวิตก แต่ในช่วง
ปลายปี พ.ศ. 2553 กระทรวงสาธารณสุขกลับตอบสนองด้วย
โครงการ “เกษตรกรปลอดโรค ผู้บริโภคปลอดภัย สมุนไพรล้างพิษ
กายจิตผ่องใส” ด้วยการตรวจคัดกรองสุขภาพเกษตรกรทั่วประเทศ
ซึง่ หากพบว่ามีสารพิษในเลือดในระดับทีไ่ ม่ปลอดภัย ก็จะให้การรักษา
โดยชงชารางจืดรับประทานติดต่อกัน 7 วัน

ยิ่งใช้สารเคมี ศัตรูพืชยิ่งระบาด
นอกจากนั้ น ผลข้ า งเคี ย งที่ สำ � คั ญ อี ก ประการของการใช้
สารเคมีแก้ปัญหาศัตรูพืช คือ นอกจากจะทำ�ให้ตัวห้ำ�และตัวเบียน
ซึ่งเป็นสัตว์ที่กินศัตรูพืชเป็นอาหารมีปริมาณลดลงแล้ว ยังกระตุ้น
ให้ศตั รูพชื พัฒนาภูมคิ มุ้ กันและความต้านทานต่อสารเคมีมากยิง่ ขึน้
การระบาดของศั ต รู พื ช จึ ง ทวี ค วามรุ น แรงมากยิ่ ง ขึ้ น ทุ ก ปี ดั ง ที่
รายงานของสถาบันพัฒนามันสำ�ปะหลังของประเทศไทย ได้กล่าว
ถึงการระบาดของเพลี้ยแป้งในปี พ.ศ. 2550-2552 ระบุว่าเป็น
การระบาดอย่างรุนแรงชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งนั่นย่อม
หมายความว่า หากเกษตรกรไทยต้องการคงผลผลิตให้ได้เท่าเดิม
ก็ต้องเพิ่มปริมาณการใช้สารเคมีกำ�จัดศัตรูพืชมากขึ้นและแรงขึ้น
ทุกปี เป็นวัฏจักรเช่นนี้ไปไม่รู้จบสิ้น

อุตสาหกรรมไทย: ถ่านหิน จากเหมืองสู่เมือง
เนือ้ หาในหัวข้อนีไ้ ม่อาจกล่าวถึงกิจกรรมในภาคอุตสาหกรรม
ทัง้ หมดทีส่ ง่ ผลกระทบต่อสุขภาวะได้ แต่จะพยายามใช้กรณีตวั อย่าง
จากเหมืองแร่ถ่านหินมาใช้แสดงสถานการณ์ความไม่เป็นธรรม
เพราะมีแต่การทำ�ความเข้าใจต่อห่วงโซ่การผลิตและการบริโภค
โดยรวม จึงจะทำ�ให้เราตระหนักรู้ถึงผลกระทบที่แท้จริงต่อสุขภาวะ
ทั้งสุขภาวะของเราเองและสุขภาวะของสิ่งแวดล้อม

อุตสาหกรรมแสนล้าน
เรืองศักดิ์ วัชระพงศ์ วิศวกรเหมืองแร่อาวุโส ชี้ให้เห็นว่า ยังมี
อุ ต สาหกรรมอี ก หลายประเภทที่ ใ ช้ ถ่ า นหิ น ในกระบวนการผลิ ต
เนื่องจากถ่านหินเป็นพลังงานทดแทนน้ำ�มันเตาที่นับวันก็จะยิ่งมี
ราคาแพงขึ้นตามทิศทางของราคาน้ำ�มันดิบในตลาดโลก ด้วยเหตุนี้
จึงมีโรงงานอุตสาหกรรมจำ�นวนมากเริ่มหันมาพึ่งพาพลังงานจาก
ถ่านหินในกระบวนการผลิต
ดังจะเห็นได้วา่ ในช่วงปี พ.ศ. 2547 ทีร่ าคาน้�ำ มันในตลาดโลก
ถีบตัวสูงขึ้นจากบาร์เรลละ 10 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 38 ดอลลาร์
สหรัฐ ปริมาณการนำ�เข้าถ่านหินของประเทศไทยก็ขยับขึน้ จาก 8.56
ล้านตัน ในปี พ.ศ. 2547 เป็น 11.2 ล้านตัน ในปี พ.ศ. 2548 หรือ
เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 30 ขณะที่ในปี พ.ศ. 2549 ที่ระดับราคาน้ำ�มัน
ในตลาดโลกเริ่มทะยานสูงขึ้นไปอีกจนแตะระดับ 100 ดอลลาร์
สหรัฐต่อบาร์เรลในอีกหนึ่งปีให้หลัง ปริมาณการนำ�เข้าถ่านหินของ

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

268
269

ประเทศไทยก็เพิม่ สูงขึน้ เป็นเงาตามตัว จาก 11.2 ล้านตัน ในปี พ.ศ.
2548 เป็น 14.4 ล้านตัน ในปี 2549 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 28
เรืองศักดิป์ ระเมินว่า ขณะนีม้ โี รงงานในภาคกลางทีใ่ ช้ถา่ นหิน
มากกว่า 280 โรง และมีหม้อไอน้ำ�ที่ใช้ถ่านหินในการให้พลังงาน
ความร้อนมากกว่า 400 ใบ แต่จากการตรวจสอบข้อมูลในปี พ.ศ.
2551 ของบริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี จำ�กัด (มหาชน) ซึ่งนำ�เข้า
และจัดจำ�หน่ายถ่านหิน พบว่า ลำ�พังแค่เอเชีย กรีน เอนเนอจี เพียง
บริษัทเดียว ก็มีฐานลูกค้าที่ใช้บริการประจำ�มากกว่า 280 โรงงาน
แล้ว หากนับรวมการขยายฐานลูกค้าของทางบริษทั ฯ ในอีก 3 ปีตอ่ มา
บวกกับฐานลูกค้าของผูจ้ ดั จำ�หน่ายถ่านหินรายอืน่ ๆ อีกกว่า 20 ราย
ในปัจจุบนั ก็นา่ จะทำ�ให้เห็นภาพได้ชดั เจนขึน้ ว่า วันนีถ้ า่ นหินมีบทบาท
ต่อภาคการผลิตของไทยมากเพียงใด
อุตสาหกรรมทีเ่ ข้ามาเกีย่ วข้องกับถ่านหินก็มที งั้ อุตสาหกรรม
ปูนซีเมนต์ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมกระดาษ อุตสาหกรรม
ยาสูบ อุตสาหกรรมสิง่ ทอ อุตสาหกรรมปูนขาว อุตสาหกรรมเซรามิค
อุตสาหกรรมน้�ำ ตาล หรือแม้แต่อตุ สาหกรรมโอ่งทีร่ าชบุรี ก็ใช้ถา่ นหิน
ในกระบวนการผลิตเช่นเดียวกัน ซึ่งหากนับรวมทุกอุตสาหกรรม
เข้าด้วยกันแล้ว ก็น่าจะมีมูลค่าตลาดหลายแสนล้านบาทเลยทีเดียว
นอกจากนี้ หากพิจารณาดูให้ดี แม้ว่าเราอาจจะไม่ได้รู้สึกว่า
เป็นผู้ใช้ถ่านหินโดยตรง แต่ในฐานะของผู้บริโภคที่มีความต้องการ
ในการกินและใช้สินค้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เสื้อผ้า กระดาษ
วัสดุก่อสร้าง ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องใช้ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงาน

ในการผลิตทั้งสิ้น ฉะนั้น ในทางหนึ่ง ผู้บริโภคก็เป็นลูกค้าโดยอ้อม
ของอุตสาหกรรมถ่านหินนั่นเอง

พิษจากอุตสาหกรรมถ่านหิน
ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงจากซากฟอสซิลที่ยังมีราคาถูก เมื่อ
เปรียบเทียบกับราคาน้ำ�มันดิบในตลาดโลก ด้วยเหตุนี้ จึงมีความ
พยายามในการนำ�ถ่านหินมาใช้ประโยชน์ทงั้ ในอุตสาหกรรมการผลิต
กระแสไฟฟ้า และอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าต่างๆ เพื่อประหยัด
ต้นทุน ทว่า การใช้ถ่านหินก็ก่อมลพิษให้กับสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็น
ต้นทุนชีวติ ทัง้ โดยตรงและโดยอ้อม ก่อให้เกิดความขัดแย้งทีล่ กุ ลาม
บานปลายในสังคมไทยมาเนิ่นนานจวบจนกระทั่งทุกวันนี้ เพราะ
คนในพื้นที่เหมืองถ่านหินและพื้นที่ใกล้เคียง ต้องแบกรับปัญหา
สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น สิ่งที่น่าวิตกไปกว่านั้นคือ การลุกขึ้นเรียกร้อง
ความเป็นธรรมหลายครั้ง มักนำ�มาสู่ความขัดแย้งรุนแรง
แม้ว่าศาลปกครองกลางจะมีคำ�สั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ระงับ
การประกอบกิจการถ่านหินทุกกรณีในจังหวัดสมุทรสาคร แต่บริษัท
ผู้นำ�เข้าและจัดจำ�หน่ายถ่านหินทั้งหลาย ก็ย้ายฐานการขนส่งและ
คัดแยกถ่านหินไปยังจังหวัดใกล้เคียงแทน โดยบางบริษัทย้ายไปที่
จังหวัดอยุธยา บางบริษทั ย้ายไปทีจ่ งั หวัดเพชรบุรี สุดแท้แต่วา่ ใครจะ
มีโกดังกระจายสินค้าอยู่ในจังหวัดใด เพราะตามข้อมูลของหนังสือ
ชี้ชวนเพื่อเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนแก่ประชาชนในปี พ.ศ. 2547 ของ
บริษัทนำ�เข้าและจัดจำ�หน่ายถ่านหินรายใหญ่อย่าง ยูนิค ไมนิ่ง

270
271

เซอร์วิสเซส หรือยูเอ็มเอส2 ซึ่งมีการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายและ
โอกาสในการขยายฐานลูกค้าในกลุม่ อุตสาหกรรมโรงงานขนาดกลาง
และขนาดเล็ก ก็จะพบว่า ในพื้นที่ภาคกลางมีโรงงานที่ใช้น้ำ�มันเตา
ซึง่ สามารถเปลีย่ นมาใช้ถา่ นหินในอนาคตได้ถงึ 5,000 โรงงาน ตัง้ อยู่
ในพื้นที่ต่างๆ ครอบคลุมทั้งจังหวัดกรุงเทพมหานคร สมุทรสาคร
สมุทรปราการ นครปฐม ราชบุรี ปทุมธานี และอยุธยา
คำ � ถามก็ คื อ ในเมื่ อ การประกอบกิ จ การถ่ า นหิ น ถู ก ห้ า ม
เนือ่ งจากสร้างมลพิษทางสิง่ แวดล้อมและก่อเหตุเดือดร้อนให้กบั ผูค้ น
ในพื้นที่หนึ่ง เหตุใดจึงสามารถย้ายไปประกอบกิจการต่อในพื้นที่
อื่นได้ ทั้งที่ก็ยังมีแนวโน้มที่จะทำ�ให้เกิดปัญหาเหมือนเดิม?
ศรีสวุ รรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน
ได้กล่าวถึงปัญหาของถ่านหินที่สมุทรสาคร ว่า เริ่มตั้งแต่
การที่ผู้ประกอบการบางรายลักลอบขนส่งถ่านหินเข้ามายัง
สมุทรสาครด้วยเรือบาร์จที่มีระวางบรรทุกมากถึง 1,0003,000 ตันกรอส เข้ามาขนถ่ายทีท่ า่ เรือซึง่ ขออนุญาตไว้ส�ำ หรับ
การขนถ่ายสินค้าประมงและสินค้าเกษตรในระวางไม่เกิน
500 ตันกรอส เพื่อหลีกเลี่ยงการประเมินผลกระทบทาง
สิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ
2 หนังสือชี้ชวนบริษัท ยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส จำ�กัด (มหาชน) เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน /
บริษัท ยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส จำ�กัด (มหาชน), บริษัทยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส. กรุงเทพฯ:
บริษัท. (2547).

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ระหว่างการขนส่ง เรือหลายลำ�ไม่ได้ปกคลุมด้วยผ้าใบ
ให้มิดชิด ทำ�ให้ฝุ่นถ่านหินฟุ้งกระจายหรือปลิวตกลงในทะเล
ในการเดินเรือขากลับ ยังมีการสูบน้ำ�เข้าเรือเพื่อถ่วงน้ำ�หนัก
ในการลอดสะพาน เมื่อปล่อยน้ำ�ออกก็จะมีถ่านหินที่ตกค้าง
ไหลปะปนออกมาตกตะกอนที่บริเวณปากแม่น้ำ� ทำ�ให้ระบบ
นิเวศของแม่น้ำ�ท่าจีนมีการเปลี่ยนแปลง สัญญาณบ่งชี้ก็คือ
การลดจำ�นวนลงของหอยพิม สัตว์น�้ำ เศรษฐกิจประจำ�ท้องถิน่
และส่งผลกระทบโดยตรงต่ออาชีพและวิถชี วี ติ ของชาวประมง
พื้นบ้านสมุทรสาคร
ในการขนถ่ายถ่านหินจากท่าเรือไปยังโกดังและจาก
โกดั ง ไปยั ง ปลายทาง ยั ง มี ปั ญ หาการฟุ้ ง กระจายของฝุ่ น
ถ่านหิน เนือ่ งจากไม่มกี ารปกคลุมรถขนถ่านหินและโกดังเก็บ
ถ่านหินอย่างมิดชิด อีกทัง้ สถานทีต่ งั้ ของโรงคัดแยกและโกดัง
เก็บถ่านหิน ยังไปตั้งอยู่ในบริเวณชุมชนที่ผังเมืองประกาศให้
เป็นพื้นที่สีเขียว ซึ่งห้ามไม่ให้มีโรงงานอุตสาหกรรมไปตั้งอยู่
ในบริเวณดังกล่าว รถบรรทุกขนส่งถ่านหินที่วิ่งผ่านใจกลาง
ชุมชนทัง้ กลางวันและกลางคืน จึงเป็นอีกหนึง่ ปัญหาทีก่ ระทบ
กับสุขภาวะของผู้คนจำ�นวนมากอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

272
273

ความตายและทุกขภาวะแบบผ่อนส่ง
ปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดทั้งกระบวนการขนส่งถ่านหินนี้
ศรี สุ ว รรณชี้ ว่ า เกิ ด จากความหละหลวมในการบั ง คั บ ใช้
กฎหมายของเจ้าหน้าทีร่ ฐั เป็นสำ�คัญ เริม่ ตัง้ แต่การทีก่ รมเจ้าท่า
ไม่เข้มงวดกับการใช้ท่าเรือผิดประเภท จากที่ขออนุญาตไว้
ขนถ่ายสินค้าเกษตรและสินค้าประมง กลับนำ�มาใช้ขนถ่าย
ถ่านหิน และยังไม่เข้มงวดกับการทีผ่ ปู้ ระกอบการนำ�เรือขนาด
ใหญ่เข้ามาเทียบท่าเรือขนาดเล็ก ถัดมาเป็นเจ้าหน้าที่ตำ�รวจ
และเจ้าหน้าที่กรมทางหลวงชนบทที่ไม่ควบคุมการปกคลุม
รถบรรทุกถ่านหินให้มิดชิด
ขณะทีก่ ารบังคับใช้กฎหมายผังเมือง ซึง่ ให้ดลุ พินจิ กับ
องค์การบริหารส่วนตำ�บล หรือ อบต. ก็มีปัญหา เนื่องจาก
อบต.วินจิ ฉัยว่า สถานประกอบการถ่านหินไม่เข้าองค์ประกอบ
ของพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ทำ�ให้ผู้ประกอบการ
ถ่านหินไม่ต้องขออนุญาตตามกฎหมายโรงงาน และไม่ต้อง
ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 สามารถ
เข้าไปตั้งโกดังในพื้นที่ผังเมืองสีเขียวซึ่งเป็นพื้นที่ชุมชนได้
แทนที่จะไปสร้างในพื้นที่สีม่วงซึ่งอยู่ห่างไกลจากชุมชน

หากเราถามชาวบ้านแม่เมาะหลายพันคนในจังหวัดลำ�ปาง ที่
ต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ซลั เฟอร์ไดออกไซด์มานานร่วม 2 ทศวรรษ
คำ�ตอบทีไ่ ด้จากการประสบทุกขภาวะแบบตายผ่อนส่งคงไม่ใช่เรือ่ งที่
ใครอยากเผชิญเป็นแน่
ปี พ.ศ. 2515 เป็นปีที่รัฐบาลอนุญาตให้โรงไฟฟ้าแม่เมาะ
เริม่ ดำ�เนินกิจการโดยไม่มรี ะบบบำ�บัดอากาศ 20 ปีถดั มา ลมพัดก๊าซ
จากปากปล่องโรงไฟฟ้าเข้าหมู่บ้านสบป้าด ซึ่งอยู่ห่างจากโรงไฟฟ้า
แม่เมาะ 5 กิโลเมตร ชาวบ้านต้องล้มป่วยลงพร้อมกันนับพันคน
ในวันที่ 1-3 ตุลาคม พ.ศ. 2535 และทำ�ให้ต้องรวมตัวกันเพื่อต่อสู้
เรียกร้องความเป็นธรรมจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเรื่อยมา
เมื่อชาวบ้านกลุ่มหนึ่งได้ร่วมกันฟ้องร้องต่อศาลปกครอง
จังหวัดเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2548 และศาลได้มีคำ�พิพากษาในปี
พ.ศ. 2552 ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต หรือ กฟผ. ชดเชยค่าเสียหาย
เป็นค่าเสื่อมสุขภาพอนามัยและจิตใจแก่ราษฎรที่อยู่ในพื้นที่จริง
ตามพฤติการณ์และความร้ายแรงของการกระทำ� ตามปริมาณ และ
จำ�นวนครัง้ ที่ กฟผ. ปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เฉลีย่ แล้วจะได้รบั
ค่าชดเชยรายละ 246,900 บาท พร้อมดอกเบี้ย แต่ก็มีผู้ได้รับการ
ชดเชยเพียง 125 คน เท่านั้น และจนถึงขณะนี้ พวกเขาก็ยังไม่ได้รับ
เงินชดเชยดังกล่าวแม้แต่บาทเดียว เนื่องจากทาง กฟผ. ได้ยื่น
อุทธรณ์ขอต่อสู้คดีในชั้นศาลปกครองสูงสุด แม้ว่าจะมีชาวบ้านผู้ได้
รับผลกระทบต้องล้มหายตายจากไปแล้วหลายรายก็ตามที - บางที

274
275

การเยียวยาก็อาจจะไม่ใช่คำ�ตอบของความเป็นธรรมก็เป็นได้
แม้ว่าชาวแม่เมาะมีแนวโน้มว่าจะชนะคดีในชั้นศาลปกครอง
สูงสุด ก็ใช่ว่าผลกระทบจากถ่านหินในภาคการผลิตไฟฟ้าจะหมดไป
จากสังคมไทยไม่ เพราะทั้งแผนพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้
หรือเซาท์เทิร์นซีบอร์ด และแผนพัฒนากำ�ลังการผลิตไฟฟ้าของ
ประเทศไทย ต่างก็พดู ถึงการเพิม่ จำ�นวนโรงไฟฟ้าถ่านหินในอนาคต
ซึง่ ภาคประชาสังคมในหลายพืน้ ทีไ่ ด้รวมตัวกันคัดค้านอย่างชนิดต้อง
เอาชีวิตเข้าแลกมาแล้ว ดังเช่นกรณีของ เจริญ วัดอักษร ประธาน
กลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก - กุยบุรี และแกนนำ�คัดค้านการก่อสร้าง
โรงไฟฟ้าบ่อนอก ที่ถูกคนร้ายลอบยิงเสียชีวิตในวันที่ 21 มิถุนายน
พ.ศ. 2547 หลังเดินลงจากรถทัวร์สายกรุงเทพฯ - บางสะพาน
ที่ บ ริ เ วณปากทางเข้ า วั ด สี่ แ ยกบ่ อ นอก ซึ่ ง ผู้ ที่ อ ยู่ เ บื้ อ งหลั ง การ
ลอบสังหารชีวติ ของเขาในวันนัน้ ก็ยงั คงลอยนวลหลุดรอดจากเงือ้ มมือ
ของกฎหมายมาจนถึงทุกวันนี้
ถ่านหินจึงไม่ใช่แค่เรือ่ งของการพรากความเป็นธรรมทางด้าน
สิง่ แวดล้อม อันส่งผลต่อสุขภาวะทางกาย จิต สังคม และปัญญา ตาม
นิยามขององค์การอนามัยโลกเท่านั้น หากยังเป็นการพรากวิถีชีวิต
และจิตวิญญาณของชุมชนในพื้นที่อุตสาหกรรม และรวมไปถึงผู้คน
ในวงกว้าง ซึ่งสัมพันธ์เชื่อมโยงกับความเป็นธรรมในกระบวนการ
ยุติธรรม ที่หากไม่ได้รับการเยียวยาแก้ไขอย่างถึงรากถึงโคน ก็อาจ

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

นำ�ไปสูค่ วามรุนแรงในระดับโครงสร้าง จนฝังรากลึกกลายเป็นความ
รุนแรงในระดับวัฒนธรรมของสังคมก็เป็นได้

ผู้ได้รับผลกระทบต้องย้ายหนี แต่ผู้ก่อผลกระทบไม่ต้องย้าย
สำ�หรับชาวแม่เมาะ จังหวัดลำ�ปาง หลังจากพวกเขาเริม่ เจ็บป่วย
ล้มตายจากพิษของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในถ่านหินมาตั้งแต่ปี
พ.ศ. 2535 กว่าที่พวกเขาจะได้รับการอพยพไปยังถิ่นฐานแห่งใหม่
ในปี พ.ศ. 2552 ก็ต้องใช้เวลาในการต่อสู้เรียกร้องสิทธิอยู่เกือบ
2 ทศวรรษ แต่ผู้ที่ได้รับการอพยพก็มีเพียงไม่กี่ร้อยรายและจำ�กัดวง
อยู่เพียงรัศมี 5 กิโลเมตรรอบโรงไฟฟ้าเท่านั้น
ขณะทีป่ า้ เล็ก อำ�มะรี ชาวมาบตาพุดทีต่ อ้ งใช้ชวี ติ อยูท่ า่ มกลาง
ดงอุตสาหกรรมปิโตรเคมีอย่างไม่สมัครใจ จนร่างกายของเธอเต็มไป
ด้วยสารหนูเกินกว่าค่ามาตรฐานนัน้ ต้องกูห้ นีย้ มื สินเพือ่ เตรียมอพยพ
โยกย้ายไปยังจังหวัดจันทบุรี ด้วยทุนรอนจากอาชีพรับจ้างของเธอ
และลูกสาวไม่เพียงพอต่อการรับสภาพความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นบน
ผืนดินมาบตาพุดอีกต่อไป
ส่วนลุงน้อย ใจตั้ง และครอบครัวที่อาศัยมาบตาพุดเป็น
แผ่นดินถิ่นเกิดมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย บัดนี้เขาต้องสูญเสียบุคคล
อันเป็นที่รักไปแล้วทั้งสิ้น 7 ชีวิต ทุกชีวิตจากไปด้วยโรคมะเร็งที่
สืบเนื่องจากมลพิษของอุตสาหกรรม แต่ลุงน้อยยังคงยืนยันที่จะ
ยืนหยัดต่อสู้บนแผ่นดินถิ่นเกิดของเขา

276
277

หลายชีวติ ทีไ่ ด้รบั ความไม่เป็นธรรมทางด้านสิง่ แวดล้อมยังคง
ต้องดิ้นรนต่อสู้ชีวิตโดยไม่ได้รับการเหลียวแลจากผู้ก่อให้เกิดความ
ไม่เป็นธรรม หลายชีวิตเลือกที่จะอพยพโยกย้าย บ้างได้รับการดูแล
ในการอพยพจากการต่อสู้ที่ยาวนาน ใครที่พอมีฐานะอาจเลือกทิ้ง
ถิน่ ฐานบ้านเกิดได้อย่างไม่ยหี่ ระ แต่อกี หลายชีวติ ยังต้องจำ�ใจอยูร่ ว่ ม
กับมลพิษต่อไปด้วยไร้ทนุ รอน ทีพ่ อมีทนุ ชีวติ อยูบ่ า้ งก็ตอ้ งกัดฟันกูห้ นี้
ยืมสินเพื่อปลดแอกตัวเองจากความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า

ความเหลื่อมล้ำ�ของนโยบายการพัฒนา หนีเสือปะจะเข้
ใช่ว่าการอพยพจะเป็นคำ�ตอบที่ช่วยดับทุกขภาวะให้หมดสิ้น
ไปไม่ จังหวัดจันทบุรที ปี่ า้ เล็กกำ�ลังจะย้ายถิน่ ฐานไปนัน้ ก็เป็นทีต่ งั้ ของ
โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ตามแผนพัฒนากำ�ลังการผลิตไฟฟ้าของ
ประเทศไทย ส่วนทีแ่ ม่เมาะก็ยงั มีการเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าเฟสใหม่
และขุดเหมืองถ่านหินให้ลึกลงไปเบื้องล่าง
ตราบใดที่ น โยบายการพั ฒ นาที่ ใ ห้ ค วามสำ � คั ญ กั บ เมื อ ง
มากกว่าชนบท ให้ความสำ�คัญกับเศรษฐกิจมากกว่าสุขภาพ ตราบนัน้
ผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมก็คงยังตามหลอกตามหลอนผู้คน
ในภาคชนบทและภาคเกษตรอยู่ร่ำ�ไปนั่นเอง

อิสรภาพ - เครื่องบ่งชี้ความเป็นธรรม
ในกรณีของอาหารปลอดภัยนั้น สำ�หรับกลุ่มผู้มีฐานะทาง
เศรษฐกิจดียอ่ มมีทางเลือกได้มากกว่ากลุม่ ผูม้ ฐี านะทางเศรษฐกิจต่�ำ

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

เห็นได้ไม่ยากว่า กลุม่ คนทีเ่ ลือกซือ้ อาหารสุขภาพหรืออาหารออร์แกนิก
ในห้างสรรพสินค้า ไม่ได้เป็นกลุ่มเดียวกับที่จ่ายตลาดในชุมชนหรือ
ซื้ออาหารจากตลาดนัดรับประทาน นี้ยิ่งแสดงให้เห็นว่า อาหาร
ไม่ปลอดภัยอันเกิดจากสภาพแวดล้อมที่ด้อยคุณภาพ ส่งผลกระทบ
ต่อสุขภาพต่อคนที่สถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมไม่เท่ากัน
ส่วนในกรณีของเหมืองถ่านหินนั้น หากเป็นผู้ที่มีบ้านเรือน
ในพืน้ ทีท่ �ำ เหมืองหรือทำ�กิจกรรมเกีย่ วกับเหมือง โอกาสทีจ่ ะเจ็บป่วย
ย่อมมากกว่าคนทีอ่ ยูไ่ กลกว่าอย่างเห็นได้ชดั การถกเถียงแลกเปลีย่ น
ว่าด้วยความจำ�เป็นในการใช้พลังงานจากถ่านหินยังต้องการพื้นที่
สาธารณะอีกมากทีเดียว
อมาตยา เซน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ผูใ้ ห้ความสนใจ
ค่อนข้างมากเกีย่ วกับแนวคิดเรือ่ งความเป็นธรรม เขาได้แสดงทัศนะ
ไว้ในหนังสือหลายเล่มของเขาเองว่า สังคมทีเ่ ป็นธรรมนัน้ จะต้องเอือ้
ให้คนมีอสิ รภาพในการเลือกวิถชี วี ติ ทีเ่ ขาหรือเธอปรารถนา ดังนัน้ เอง
ข้อจำ�กัดทางอิสรภาพประการต่างๆ นั้น จะต้องถูกขจัดออกไป
เป็นต้นว่า รายได้ การไม่ได้รับการศึกษา ความยากจน ฯลฯ
ในประเด็นทางสิ่งแวดล้อมนั้น หากคุณภาพของสิ่งแวดล้อม
กลายเป็นเครือ่ งจำ�กัดอิสรภาพในการใช้ชวี ติ ของผูค้ นอย่างปลอดภัย
ไม่วา่ จะเป็นโอกาสในการกินอาหารทีป่ ลอดภัย โอกาสในการประกอบ
อาชีพอย่างปลอดภัย โอกาสในการดำ�รงชีวติ อย่างปลอดภัยรอบพืน้ ที่
อุตสาหกรรม ฯลฯ เราจำ�ต้องหาแนวทางในการป้องกันไม่ให้คณ
ุ ภาพ

278
279

ของสิง่ แวดล้อมนัน้ ทรุดโทรมลงกว่าเดิม และต้องฟืน้ ฟูเยียวยาให้ดขี นึ้
ในกรณีที่สิ่งแวดล้อมนั้นถูกทำ�ลาย
คำ�ถามสำ�หรับสังคมไทยนั้น ในฐานะของพลเมือง เราจำ�ต้อง
ตั้งคำ�ถามให้มากต่อความรับผิดชอบของกลไกฝ่ายรัฐ ในฐานะ
ผูก้ �ำ หนดและควบคุมกติกาว่าด้วยกิจกรรมทีก่ อ่ ให้เกิดผลกระทบต่อ
สิ่งแวดล้อม ทั้งยังต้องเฝ้าติดตามธุรกิจและกลุ่มทุนในฐานะของ
ผู้ ป ระกอบการที่ มุ่ ง ผลกำ �ไรของตนเองเป็ น หลั ก และผลั ก ภาระ
ค่าใช้จา่ ยทางสิง่ แวดล้อมและสุขภาพให้กบั ประชาชนคนเล็กคนน้อย
และสุดท้าย ในฐานะผูบ้ ริโภค - ผูม้ สี ทิ ธิเ์ ลือกโดยตรงต่อสินค้า
และบริการผ่านอำ�นาจการซื้อ - นอกเหนือจากการรณรงค์ให้ได้รับ
สินค้าและบริการทีป่ ลอดภัยแล้ว เราอาจจะต้องตัง้ คำ�ถามให้มากขึน้
ต่อที่มาและกระบวนการในการผลิตสินค้าและบริการต่างๆ ในชีวิต
ประจำ�วันของเรา เพราะมีแต่ความรู้และตระหนักรู้ต่อห่วงโซ่ของ
การผลิตและการบริโภคอย่างชัดแจ้ง เราจึงจะออกแบบกระบวนการ
แทรกแซงเชิงนโยบายได้ในระดับที่ลึกขึ้น โดยเฉพาะที่ต้นทางการ
ผลิตนั้นเอง

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

280
281

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

อาหาร และชีวิตที่ดี
ในกระแสโลกาภิวัตน์
เกรียงไกร พรพิพัฒน์กุล
“ผมต้องการให้ชาติของผมได้ขายผลิตผลแก่ต่างประเทศ
ด้วยราคาอันเป็นธรรม ในฐานะที่ผมเป็นชาวไร่ชาวนา ผมก็อยากมี
ที่ดินของผมพอสมควรสำ�หรับทำ�มาหากิน มีช่องทางได้กู้ยืมเงินมา
ขยายงาน มีโอกาสรูว้ ธิ กี ารทำ�กินแบบใหม่ๆ มีตลาดดี และขายสินค้า
ได้ราคายุติธรรม” (ป๋วย อึ๊งภากรณ์, “คุณภาพแห่งชีวิต ปฏิทินแห่ง
ความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน”)1
หากเดินเข้าไปในตลาดสด ผลไม้ทเี่ ราพบดูเหมือนจะนัดกันมา
ประชุมนานาชาติกนั ทีน่ ี่ เพราะมีทงั้ ส้มจีน สาลีญ
่ ปี่ นุ่ องุน่ ออสเตรเลีย
กีวีนิวซีแลนด์ เชอร์รีอเมริกา ฯลฯ
แต่เมือ่ มองหาผลไม้ไทยตามฤดูกาล เป็นทีน่ า่ แปลกใจว่าผลไม้
หลายชนิดที่คุ้นเคยในวัยเยาว์กลับหายไปจากตลาด ไม่ว่าจะเป็น
1 ป๋วย อึ๊งภากรณ์. “คุณภาพแห่งชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน”
แปลจาก “The Quality of Life of a South East Asian: A Chronical of Hope from
Womb to Tomb” (ต่อมารูจ้ กั กันในชือ่ From Womb to Tomb). หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์
18 ต.ค. 2516.

282
283

มะม่วงอกร่อง ชมพู่ม่าเหมี่ยว มะละกอแขกดำ� ลำ�ไยพันธุ์กะโหลก
ทุเรียนพันธุ์พื้นบ้าน นี้ยังไม่นับมะม่วงเบารสจัด มะปรางที่เปรี้ยว
เข็ดฟัน มะขามป้อม พุทราพื้นเมือง
เมือ่ ลองชะโงกดูแผนกอาหารสดในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่
กลับพบว่าประดาหมู ไก่ เนื้อ และปลา เหมือนเดินออกมาจากฟาร์ม
ใหญ่ในเมืองไทยไม่กี่แห่ง
ยิ่งในช่วงรับมือน้ำ�ท่วมใหญ่ปลายปี พ.ศ. 2554 ที่ผ่านมา
อาหารแห้งประเภทบะหมี่กึ่งสำ�เร็จรูป โจ๊กซอง ปลากระป๋อง และไข่
หายเกลี้ยงไปจากชั้นวางของเกือบทุกร้าน ราวกับว่าเกือบทุกครัว
ต้องผลิตเมนูและกินอะไรเหมือนกันหมดในช่วงน้ำ�ท่วม และแทบ
ไม่เห็นอาหารอย่างเนื้อแดดเดียว ปลาตากแห้ง ไก่ฝอย แหนมหมู
น้ำ�พริก ข้าวตัง ฯลฯ เลย
ความหลากหลายของอาหารในท้องตลาดที่มาจากประเทศ
ทั้งหลายเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่า เขตแดนทางการค้าของเราซึ่ง
เปิดกว้างตามกระแสโลกาภิวตั น์ดา้ นเศรษฐกิจ ได้น�ำ มามาซึง่ โอกาส
และทางเลือกในการเข้าถึงอาหารแบบใหม่มากกว่าเดิม
ขณะเดียวกัน การหายไปของอาหารดั้งเดิมบางอย่าง รวมทั้ง
ความไม่หลากหลายของอาหารบางประเภท ก็เป็นเครื่องแสดงถึง
อิทธิพลของโลกาภิวัตน์ด้านเศรษฐกิจ ซึ่งนำ�มาซึ่งการผูกขาดทาง
การค้าของทุนขนาดใหญ่ และไม่เหลือที่ทางให้กับการผลิตของ
เกษตรกรรายย่อยสักเท่าไร

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ด้วยเหตุจากกรณีหลังนี้เอง จึงทำ�ให้ไม่น่าแปลกใจเลยที่
จินตนาการเรือ่ งอาหารการกินของเราในภาวะวิกฤตจึงลดทอนเหลือ
เพียงปลากระป๋องและบะหมี่สำ�เร็จรูป เพราะความรับรู้ต่อความ
หลากหลายทางอาหารของเรานั้นหายไป แต่ข้อดีของวิกฤตน้ำ�ท่วม
ที่ ผ่ า นมาก็ ทำ � ให้ เ ราต้ อ งหั น มาทบทวนเรื่ อ งอาหารในฐานะของ
ความมั่นคงมากขึ้น นั่นคือ สิทธิที่เราจะได้รับอาหารที่เพียงพอกับ
ความจำ�เป็นในการดำ�รงชีวิต และอาหารนั้นมีคุณค่าทางโภชนาการ
ปลอดภัยจากสารพิษ มีระบบจัดการผลผลิตทีส่ ามารถกระจายอาหาร
ให้ทุกคนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม และกระบวนการผลิตนั้นสร้าง
ความมั่นคงให้กับเกษตรกรผู้ผลิต มีความยั่งยืนต่อระบบนิเวศและ
สิ่งแวดล้อม
ดังนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เรือ่ งความมัน่ คงทางอาหารนีเ้ กีย่ วโยง
กับกระแสโลกาภิวัตน์โลกเป็นอย่างยิ่ง การที่คนไทยจะมีอาหารที่ดี
มีคุณภาพ ปลอดภัย และแบ่งปันให้กับทุกคนได้อย่างเหมาะสมนั้น
ขึ้นกับปัจจัยเชิงโครงสร้างในระดับโลกอยู่มากทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น
เรื่องของการค้าข้ามชาติ การตลาดข้ามชาติ และการลงทุนข้ามชาติ
ทีท่ �ำ ให้เกิดอาหารข้ามชาติ และการหายไปของอาหารในชาติบางชนิด
โลกาภิวตั น์เป็นปรากฏการณ์ไร้พรมแดนของสังคมโลก และได้
ทำ�ให้เกิดการเชือ่ มโยงหน่วยสังคมและชุมชนต่างๆ ในโลกเข้าหากัน
กระบวนการนี้เปลี่ยนแปลงห่วงโซ่สัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การเมือง
สังคม และวัฒนธรรม และส่งผลกระทบต่อวิถีการดำ�รงชีวิตของ
ประชาคมโลกทุกด้าน

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

284
285

กระแสโลกาภิวัตน์นั้นมีทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง
และวัฒนธรรม การมองเรื่องโลกาภิวัตน์จึงมิได้มีแต่แง่มุมของการ
แข่งขันและช่วงชิงการนำ�ทางเศรษฐกิจการค้าและการลงทุนเสมอไป
หากยังเป็นโอกาสที่จะสร้างประชาคมโลกที่มีความเกื้อกูลและเอื้อ
อาทรต่อกันมากขึ้น มีการตรวจสอบถ่วงดุลธรรมาภิบาลระหว่างกัน
มากขึ้น และส่งเสริมสนับสนุนความเป็นธรรมทางสุขภาพและสังคม
ให้แผ่ขยายไปมากขึ้น
เพื่ อ แสดงให้ เ ห็ น ถึ ง ผลกระทบของกระแสโลกาภิ วั ต น์ ต่ อ
คุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย ในบทความนี้จึงเลือกใช้ประเด็นความ
มั่น คงทางอาหารในการแสดงให้เห็น ถึงความเชื่ อมโยงระหว่ าง
โลกาภิวัตน์กับสุขภาวะ ผ่านกรณีตัวอย่าง 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ
เกษตรพันธสัญญา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอำ�นาจของกระแสโลกาภิวัตน์
ที่มีอิทธิพลต่อทิศทางการผลิตอาหาร และเรื่องการแพร่หลายของ
ผลไม้ต่างประเทศในตลาดไท ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอำ�นาจของกระแส
โลกาภิวัตน์ที่มีอิทธิพลต่อทางเลือกในการบริโภค พร้อมกับข้อเสนอ
แนะบางประการ

1. เกษตรพันธสัญญา:
ความสัมพันธ์ใหม่ในกระแสโลกาภิวัตน์
1.1 เกษตรพันธสัญญาคืออะไร?
เมื่อการผลิตสินค้าเกษตรท้องถิ่นเชื่อมตัวเข้าสู่ความเป็น

อุตสาหกรรมอาหารระดับโลก ตามอำ�นาจของโลกาภิวตั น์ เกษตรกร
รายย่อยท้องถิ่นที่ยังใช้ระบบผลิตแบบเดิม จึงได้รับการสนับสนุน
ชักชวนให้เปลีย่ นแปลงระบบการผลิตแบบเดิมมาเป็นระบบการผลิต
ใหม่ที่เรียกว่า “เกษตรพันธสัญญา” อันเป็นรูปแบบหนึ่งซึ่งเชื่อมโยง
ระหว่างเกษตรกรรายย่อย หรือเกษตรกรต้นน้ำ� อุตสาหกรรมอาหาร
แปรรูป โรงงานแปรรูปกลางน้�ำ ให้เข้าสูต่ ลาดสินค้าส่งออก ตอบสนอง
ลูกค้าผู้บริโภคปลายน้ำ�ในตลาดโลก
โดยทั่วไปพันธสัญญามีด้วยกัน 3 รูปแบบ2 คือ ระบบประกัน
ตลาด ซึ่งเป็นระบบที่เกษตรกรขายวัตถุดิบให้กับผู้แปรรูป ภายใต้
คุณภาพและเวลาที่กำ�หนด โดยเกษตรกรมีอำ�นาจการตัดสินใจด้าน
การผลิตเต็มตัว ระบบประกันราคา เป็นระบบที่บริษัทควบคุมปัจจัย
การผลิตบางส่วน และเกษตรกรทำ�สัญญาขายผลผลิตให้กับบริษัท
ในราคา ปริมาณ และคุณภาพตามกำ�หนด และระบบประกันรายได้
ซึ่งเป็นระบบที่บริษัทควบคุมการผลิต ปัจจัยการผลิต และบริการ
ต่างๆ โดยเกษตรกรจะได้รับรายได้ตามที่ตกลงกันไว้เบื้องต้น
ศจินทร์ ประชาสันติ์ จากมูลนิธเิ กษตรกรรมยัง่ ยืน (ประเทศไทย)
กล่าวว่า เกษตรพันธสัญญา เป็นระบบการผลิตในภาคเกษตร ที่
มักถูกนำ�เสนอจากภาครัฐและเอกชนว่าเป็นหนทางที่จะช่วยเหลือ
เกษตรกรให้มีรายได้และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่แน่นอนขึ้น
ทั้งยังช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุน เทคโนโลยีการผลิต และมี
2 ศจินทร์ ประชาสันติ์. (2551). “ด้านมืดของเกษตรพันธสัญญา สรุปข้อเท็จจริงเรื่องเกษตร
พันธสัญญา. เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก”. 1 ส.ค. 2551.

286
287

ตลาดทีแ่ น่นอน ผ่านระบบหรือรูปแบบความสัมพันธ์ทางการผลิตและ
การตลาดระหว่างบริษทั ธุรกิจและเกษตรกรประเภทหนึง่ ซึง่ เกษตรกร
และบริษัทตกลงที่จะทำ�การผลิตและซื้อขายผลผลิตทางการเกษตร
ระหว่างกันล่วงหน้าพร้อมกับเงื่อนไขอื่นๆ ได้แก่ เงื่อนไขการรับซื้อ
เช่น การกำ�หนดและคำ�นวณราคารับซือ้ การกำ�หนดคุณภาพ เป็นต้น
และ เงื่อนไขการผลิต เช่น วิธีการดูแลรักษา สินเชื่อ แหล่งที่มาของ
เมล็ดพันธุ์ วัตถุดิบ หรือปัจจัยการผลิตอื่นๆ โดยอาจตกลงกันทาง
วาจาหรือเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร3

เกษตรพันธสัญญาเป็นระบบที่นำ�มาใช้ในธุรกิจการ
เกษตรไทยอย่างแพร่หลาย มีเกษตรกรทั่วประเทศเข้าสู่ระบบ
เกษตรพันธสัญญาจำ�นวนมาก ซึง่ สามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุม่
ใหญ่ๆ ได้แก่
> กลุ่มพืช เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวโพดหวาน ข้าวโพด
ฝักอ่อน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันฝรั่ง ฟักทอง แครอท มะม่วง
น้ำ�ดอกไม้ ส้มเขียวหวาน ส้มโอ มะขามหวาน ฯลฯ
> กลุ่มปศุสัตว์ เช่น ไก่เนื้อ ไก่ไข่ เป็ดเนื้อ สุกรขุน สุกร
พันธุ์ ฯลฯ
> กลุ่มประมง เช่น ปลาทับทิม ปลาดุก ฯลฯ

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

1.2 เกษตรพันธสัญญา ข้อเท็จจริงบางประการ
“ก่อนเข้าทำ�สัญญา บริษัทมาแนะนำ�และชักชวนว่า การเลี้ยง
สุกรส่งบริษัทจะได้เงินมาก แต่เมื่อทำ�สัญญาไปแล้ว รายจ่ายเยอะ
การทำ�เกษตรพันธสัญญาเปรียบเสมือนการแต่งงานได้คชู่ วี ติ ต้องอยู่
กันไปจนกว่าจะอยู่กันไม่ได้ เพราะเมื่อบริษัทมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อ
เพิ่มผลผลิต ก็จะบอกให้ทำ�ตามเงินที่ลงทุนสร้างโรงเรือนไปยัง
ไม่ได้คนื เขาบอกให้ลงทุนใช้เทคโนโลยีใหม่ ก็ตอ้ งไปกูเ้ งินมาลงทุนอีก
จะไม่ทำ�ก็ไม่ได้ เพราะลงทุนไปแล้ว เหมือนต้องจำ�ใจอยู่กันไปทั้งที่
ไม่รัก” เกษตรกรผู้เลีย้ งหมูผู้ทำ�เกษตรพันธสัญญากับผูป้ ระกอบการ
รายหนึ่งเล่าให้ฟัง
ฉันทนา เจริญศักดิ4์ ผูพ้ พิ ากษาศาลแรงงาน กล่าวว่าแม้เกษตร
พันธสัญญาจะเป็นการกระจายรายได้ไปสู่เกษตรกรตามพื้นที่ต่างๆ
ทั้งเป็นการนำ�ความรู้และเทคโนโลยีไปสู่ชุมชน แต่การทำ�เกษตร
พันธสัญญาของทำ�ให้เกษตรกรต้องเข้าผูกพันตนในสัญญาอย่าง
ต่อเนื่อง และจำ�ต้องยอมรับข้อผูกพันใหม่ที่ผู้ประกอบการกำ�หนด
หรือหยิบยื่นให้

3 รศ.ดร. กัลปพฤกษ์ ผิวทองงาม รศ.ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล และ ผศ.ดร. ศิริลักษณ์ ศุทธชัย.
“สร้างพันธมิตรธุรกิจด้วยเกษตรพันธสัญญา”. หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ. 6 ม.ค. 2555.
4 ฉันทนา เจริญศักดิ์. “สัญญาที่เป็นธรรมในระบบเกษตรพันธสัญญา”. โครงการศูนย์
ยุทธศาสตร์วิชาการแรงงานนอกระบบแผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบ.

288
289

เกษตรกรอีกรายหนึ่งกล่าวว่า “เวลาบริษัทส่งอาหารที่ใช้
เลีย้ งเป็ดให้ ก็ไม่รวู้ า่ ได้คณ
ุ ภาพหรือไม่ บางครัง้ ให้ไปแล้ว เป็ดก็ไม่โต
เนือ้ ไม่ดี พอนำ�ไปส่งก็ถกู หักเงิน ตอนหลังถึงมารูว้ า่ ไม่ใช่อาหารเดิม
ที่เคยส่งมา คุณภาพต่ำ�กว่าเดิม”
นี้ชี้ให้เห็นว่า ในการลงทุนนั้นกลายเป็นว่าเกษตรกรรายย่อย
เป็นผู้แบกรับความเสี่ยงค่อนข้างมาก เพราะหากผลผลิตไม่เป็นไป
ตามข้อกำ�หนด มีความผิดพลาดเสียหายเกิดขึ้น เกษตรกรรายย่อย
นั้นแหละที่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมด ฯลฯ
หากถามว่าความเสีย่ งนัน้ มีมากน้อยเพียงไร รศ. ดร. เบญจพรรณ
เอกะสิงห์5 ยืนยันว่า ในการทำ�เกษตรพันธสัญญาความเสีย่ งทีป่ รากฏ
ให้เห็นจะแตกต่างกันไปตามประเภทผลิตภัณฑ์ โดยเกษตรกรทีเ่ ลีย้ ง
สัตว์แม้จะมีรายได้จากเกษตรพันธสัญญาทีส่ งู กว่ากรณีของเกษตรกร
ที่ปลูกพืชผัก แต่มแี นวโน้มว่าเป็นกลุ่มที่มกี ารก่อหนี้สินสูงและนำ�ไป
สู่ความเสี่ยงด้านรายได้รวมที่ค่อนข้างสูง ตรงข้ามกับกรณีเกษตร
พันธสัญญาด้านพืชซึ่งค่อนข้างมีทางเลือก และไม่พึ่งพิงรายได้จาก
พันธสัญญาเป็นหลัก
ในปี พ.ศ. 2551 ศจินทร์ ประชาสันติ์6 นักวิจัยเครือข่าย
เกษตรกรรมทางเลือก ได้เผยข้อค้นพบจากงานวิจยั กรณีการเลีย้ งปลา
5 เบญจพรรณ เอกะสิงห์. “ความเสี่ยงในการเกษตรระบบพันธสัญญาในจังหวัดเชียงใหม่
และลำ�พูน: ผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อยและความเชือ่ มโยงต่อนโยบายสาธารณะ”. ประชุม
วิชาการในหัวข้อ  “สร้างความเป็นธรรม ในระบบเกษตรพันธสัญญา”  แผนงานสร้างเสริม
นโยบายสาธารณะที่ดี (นสธ.). 23 ธ.ค. 2554.
6 ศจินทร์ ประชาสันติ์. (2551). “ด้านมืดของเกษตรพันธสัญญา สรุปข้อเท็จจริงเรื่องเกษตร
พันธสัญญา”. เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก. 1 ส.ค. 2551.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ในกระชัง ไก่เนื้อและหมู ในกลไกและเงื่อนไขการผลิตและการรับซื้อ
ของเกษตรพันธสัญญาว่า จะแตกต่างกันไปตามประเภทของพืชหรือ
สัตว์หรือเมล็ดพันธุ์ที่เกษตรกรทำ�การผลิต รวมถึงรูปแบบที่บริษัท
แต่ละบริษัทจะออกแบบ
ในกรณีที่บริษัทไม่ต้องการควบคุมการผลิตของเกษตรกร
เท่าไรนัก อาจมีเพียงสัญญาซือ้ ขายระหว่างกันเท่านัน้ ส่วนปัจจัยและ
วิธีการผลิตปล่อยให้เป็นอำ�นาจการตัดสินใจของเกษตรกร แต่ใน
กรณีที่บริษัทต้องการควบคุมเกษตรกรอย่างมาก บริษัทจะมีเงือ่ นไข
ในการขายวัตถุดิบ ปัจจัยการผลิตและเทคโนโลยีเกือบทุกอย่างให้
เกษตรกร ซึง่ อาจอยูใ่ นรูปสินเชือ่ ทีบ่ ริษทั จะนำ�ไปหักจากผลตอบแทน
ที่เกษตรกรจะได้รับจากบริษัทในภายหลัง ในลักษณะความสัมพันธ์
เช่นนี้ เกษตรกรจำ�เป็นจะต้องทราบข้อมูลถึงเงือ่ นไขต่างๆ ของบริษทั
อย่างไรก็ตาม พบว่าเกษตรกรจำ�นวนมากไม่ทราบเงื่อนไข
บางอย่างที่ระบุในสัญญา เพราะไม่เคยเห็นหรือมีเวลาได้อ่านสัญญา
และสัญญาถูกเก็บอยูฝ่ า่ ยเดียวโดยบริษทั หรือแม้ได้อา่ นสัญญา ก็อาจ
พบว่ามีเงือ่ นไขหลายอย่างทีไ่ ม่ได้ระบุอยูใ่ นสัญญา แต่ถกู นำ�มาบังคับใช้
โดยเฉพาะอย่างยิง่ การระบุขอ้ ความว่า “ระเบียบต่างๆ ทีบ่ ริษทั ได้ก�ำ หนด
ขึน้ ภายหลัง จะแจ้งให้ผเู้ ลีย้ งรับทราบ และผูเ้ ลีย้ งตกลงให้ถอื ข้อกำ�หนด
หรือระเบียบดังกล่าวเป็นส่วนหนึง่ ของสัญญานี”้ ไว้ในสัญญา ยิง่ ทำ�ให้
หลักเกณฑ์เงือ่ นไขต่างๆ เป็นไปตามความต้องการของบริษทั แต่เพียง
ฝ่ายเดียว และถือได้ว่าเป็นลักษณะของสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ยิ่ง
ทำ�ให้เกษตรกรไม่มขี อ้ มูลเพียงพอทีจ่ ะตัดสินใจอย่างรอบคอบว่า การ
เข้าร่วมเกษตรพันธสัญญาในทางปฏิบัติจะคุ้มค่าหรือไม่

290
291

ทั้งนี้ ประเด็นเงื่อนไขในสัญญาที่มักก่อให้เกิดปัญหาหลักมี 2
ประเด็น ได้แก่ (1) เงือ่ นไขเกีย่ วกับการผลิตของเกษตรกร นัน่ คือ การ
ที่ต้องลงทุนเอง และบางครั้งก็หมายถึงเงินจำ�นวนมากที่ไม่ได้คาด
การณ์ไว้กอ่ น ต้องแบกรับความเสีย่ งจากความผิดพลาดทางการผลิต
เอง หลายครัง้ ทีไ่ ม่มขี อ้ มูลและไม่สามารถควบคุมคุณภาพปัจจัยการ
ผลิตได้ และการที่ต้องใช้แรงงานของตนเองและครอบครัวอย่างเข้ม
ข้น และ (2) เงือ่ นไขการรับซือ้ ผลผลิตจากเกษตรกรของบริษทั นัน่ คือ
ระยะเวลาและราคาขายถูกกำ�หนดโดยบริษทั การชัง่ น้�ำ หนักและการ
คิดคำ�นวณผลตอบแทนของเกษตรกรไม่สอดคล้องกับต้นทุนทีแ่ ท้จริง

เลี้ยงไก่เนื้อ กำ�ไรเพียงขี้ไก่7
ละออง จันทร์อไุ ร นักวิจยั ไทบ้าน ชาวลพบุรี อดีตผูเ้ ลีย้ ง
ไก่ในระบบเกษตรพันธสัญญาแบบประกันราคา เป็นเวลาต่อเนือ่ ง
มานาน 10 ปี ให้ข้อมูลว่า เคยลงทุนทำ�เล้าไก่แบบทันสมัยบน
ทีด่ นิ เนือ้ ที่ 5 ไร่ของตัวเอง เป็นโรงเรือนปิดทีส่ ามารถควบคุม
อุณหภูมิ ความชื้น การระบายอากาศและแสงสว่างให้ลูกไก่
เงินลงทุนที่ต้องใช้เพื่อสร้างโรงเรือนปิดคิดเป็นเงินประมาณ

7 ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง. “ผ่าชีวิต ‘คนเลี้ยงไก่’ ในเกษตรพันธสัญญา
แฉเจอขูดทุกเม็ด แทบไม่เหลืออะไร หวังแค่ ‘ขี้ไก่’ เป็นอาหารปลา-แหล่งรายได้ของจริง”.
http://www.tcijthai.com/investigative-story/1167.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

550,000-600,000 บาท โดยต้องสร้างตามแบบแปลนทีบ่ ริษทั
กำ�หนด นอกจากนี้ เกษตรกรยังต้องรับผิดชอบค่าไฟของ
โรงเรือนอยู่ที่ประมาณ 40,000 บาทต่อรุ่นไก่ ใช้เงินราว
500,000-600,000 บาท
เธอเริม่ เลีย้ งด้วยการสัง่ ลูกเจีย๊ บจากบริษทั มา 4,500 ตัว
ซึ่งจะมาส่งพร้อมกับอาหาร ยา วัคซีน ในการเลี้ยงไก่ 1 รุ่น
50 วัน ถ้าตายไม่มาก เมื่อขายไก่ หักค่าลูกไก่ ค่าอาหารไก่
ค่ายา และค่าวัคซีน ซึง่ จะปรากฎในบัญชีคา่ ใช้จา่ ยวันทีม่ าจับไก่
นอกจากนี้ยังมีค่าไฟฟ้าเดือนละหมื่นบาท ซึ่งจะพอมีกำ�ไร
เหลือ 20,000 บาท แต่หากคิดค่าแรง เรียกได้ว่าไม่คุ้ม
ผูห้ ญิงซึง่ เป็นผูด้ แู ลไก่เป็นหลัก จะต้องยกถุงอาหารและ
แกลบไปให้ไก่ ต้องเก็บไก่ที่ตายออกจากเล้าในตอนเช้า ต้อง
ให้ยา และเฝ้าไก่ตลอด 24 ชัว่ โมงเพือ่ ให้มนั่ ใจว่าระบบควบคุม
อุณหภูมิจะทำ�งานอยู่เสมอ จึงต้องคอยเงี่ยหูฟังเสียงพัดลม
ในโรงเรื อนตลอดเวลา เพราะถ้ าเกิ ดกรณี ไ ฟดั บ นานเกิ น
30 นาที ไก่จะตาย ซึ่งหมายถึงหนี้สินที่จะไม่มีเงินชดใช้
เธอเล่าว่าที่ทนเลี้ยงก็เพราะอยากได้ขี้ไก่เอาไปเลี้ยง
ปลาสวายในบ่อทีข่ ดุ อยูด่ า้ นล่าง โดยต้องเลีย้ งไก่ 6 รุน่ เพือ่ จับ
ปลา 1 ครัง้ ดังนัน้ รายได้จงึ มาจากปลาไม่ใช่ไก่ ขณะเดียวกัน
ก็ต้องคอยดูแลโรงเรือนอยู่ตลอด ผุก็ต้องซ่อม

292
293

เมื่อครั้งที่เกิดการระบาดของโรคไข้หวัดนกช่วงปี พ.ศ.
2546 เกษตรกรไม่ได้รบั ลูกไก่จากบริษทั โดยไม่ได้รบั การชีแ้ จง
แต่อย่างใด ขณะทีไ่ ด้ลงทุนกับโรงเรือนไปเป็นจำ�นวนมาก และ
มีดอกเบี้ยที่ยังค้างชำ�ระอยู่

เลี้ยงหมู กู้ธนาคารทำ�โรงเรือนบนที่ดินตัวเอง
ค่าตอบแทนต่ำ�กว่าค่าแรงขั้นต่ำ�

โชคสกุล มหาค้ารุ่ง8 เลขานุการเครือข่ายเกษตรพันธ
สัญญา (ภาคเหนือ) อดีตคนเลี้ยงหมูผู้ถูกชักชวนให้เข้าทำ�
เกษตรพันธสัญญาแบบประกันราคาเล่าว่า เขาสนใจทำ�ธุรกิจ
เลี้ยงหมูก็ด้วยเหตุที่ทีมส่งเสริมการเลี้ยงหมูยืนยันว่า จะมี
รายได้อย่างต่ำ�เดือนละหนึ่งแสน ประกอบกับภาพลักษณ์ของ
บริษทั ทีน่ า่ เชือ่ ถือ และทีมงานทีแ่ สดงความมุง่ มัน่ ตัง้ ใจในการ
ช่วยเหลือเกษตรกร
การลงทุนเริ่มจากเขียนโครงการกู้เงินผ่านธนาคาร
โดยบริษัทเป็นผู้ให้การรับรอง เพื่อนำ�เงินมาสร้างโรงเรือนให้
แม่หมู ซึ่งบริษัทจัดส่งมาพร้อมอาหารและวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ
โดยเป็นการซื้อจากบริษัททั้งหมด

8 งานวิถีวิจัย ครั้งที่  7 วิชาการรับใช้สังคม. เวทีเสวนาหัวข้อเรื่อง  “เกษตรกรรมครบวงจร
เกษตรกรครบวงจน”. 25 พ.ย. 2554.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

นอกจากนี้ เขายังต้องสร้างห้องพักสำ�หรับสัตวบาล
พร้อมห้องอาบน้ำ�ทำ�ความสะอาดร่างกายก่อนเข้าโรงเรือน
เพื่อป้องกันเชื้อโรคติดแม่หมู โดยต้องติดเครื่องปรับอากาศ
และเครือ่ งทำ�น้�ำ อุน่ ด้วย ทัง้ ทีค่ รอบครัวเขาเองยังไม่มเี ครือ่ งใช้
เหล่านี้เลย
หลังจากนัน้ บริษทั ก็แจ้งว่าให้สร้างโรงนอนและโรงคลอด
ของแม่หมูเพิ่ม โดยให้เหตุผลว่าให้เป็นไปตามมาตรฐาน เขา
เริ่มตั้งคำ�ถามกับการที่ไม่ได้รับข้อมูลที่สมบูรณ์เกี่ยวกับการ
จัดทำ�ระบบการเลี้ยงมาตรฐานจากบริษัท เพราะเขาต้องขอ
เงินกู้จากธนาคารเพิ่ม
จากการสร้างโรงเรือนให้แม่หมูและโรงนอนสำ�หรับแม่หมู
รอคลอดบนที่ดินของตนเอง เพื่อเลี้ยงหมูของบริษัท โดยจ่าย
ค่าอาหาร ค่าวัสดุอปุ กรณ์ และค่าน้�ำ ค่าไฟเอง รวมแล้วเขาเป็น
หนีธ้ นาคารทัง้ หมด 4,400,000 บาท เพือ่ เลีย้ งแม่หมู 250 ตัว
ซึ่งบริษัทแจ้งว่าจะจ่ายค่าตอบแทนในการเลี้ยงสูงสุดตัวละ
275 บาท ภายใต้เงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่บริษัทกำ�หนด
เมือ่ ค่าตอบแทนในเดือนแรกไม่ปรากฏ โชคสกุลปฏิเสธ
ที่จะสร้างโรงคลอด บริษัทก็ขนแม่หมูทั้งหมดกลับ โชคสกุล
เหลือเพียงซากโรงเรือน 2 หลัง และหนี้ในธนาคารก้อนโต
พร้อมดอกเบี้ย

294
295

หลังจากนั้น บริษัทอีกแห่งเข้ามาชักชวนให้เลี้ยงลูกหมู
ขุน โดยส่งลูกหมูรุ่นแรกมาให้ 500 ตัว เมื่อเลี้ยงได้น้ำ�หนัก
90 กิโลกรัม ใช้เวลา 6 เดือน บริษัทก็มาจับหมูไป เขาได้ค่า
ตอบแทน 180,000 บาท แต่เมื่อหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด เฉลี่ย
แล้วเขามีรายรับเดือนละ 8,000 บาท น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำ�
ด้วยซ้ำ�

เกษตรกรเลี้ยงปลาในกระชัง

เบญจา จันทร์ติ้ว9 ผู้เลี้ยงปลาทับทิมที่ปราจีนบุรีเริ่ม
เลี้ยงปลากระชังเมื่อ 10 ปีก่อนด้วยคำ�ชักชวนจากบริษัท เธอ
กูเ้ งินจากญาติมาทำ�กระชังปลา และรับปลาจากบริษทั มาเลีย้ ง
จำ�นวน 4,000 ตัว หลังจากครบกำ�หนด 4 เดือน บริษทั ไม่ยอม
มาจับปลาตามสัญญาด้วยเหตุผลว่าปลาล้นตลาด เธอขู่ว่าจะ
บุกไปที่สำ�นักงานใหญ่ บริษัทจึงมาจับปลา แต่ในขณะนั้น
ค่าอาหารปลาก็เริม่ บานปลาย และปลาโตเกินขนาดไม่สอดคล้อง
กับความต้องการของตลาด บริษัทขอซื้อในราคาต่ำ�กว่าราคา
ประกัน เธอไม่อยากแบกรับภาระค่าเลี้ยงปลาต่อจึงต้องยอม
กระนัน้ เธอก็ได้ก�ำ ไรราวห้าหมืน่ บาท ทำ�ให้อยากเลีย้ งปลาต่อ
9 ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง. “ผ่าปลาทับทิม ตอน 2 ความเสี่ยงที่ต้องแบก
“สัญญาหนี้” ครบวงจร”. http://www.tcijthai.com/investigative-story/483.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ช่วงนัน้ คุณภาพน้�ำ ในแม่น�้ำ ยังดีอยู่ เบญจาขยายจำ�นวน
กระชังจาก 20 เป็น 45 กระชัง มีกำ�ไรขาดทุนสลับกันไป
ในแต่ละปี ขึน้ กับว่าน้�ำ เสียปลาตายมากน้อยเพียงไหน เธอต้อง
ซือ้ พันธุป์ ลา อาหารปลา ยา และเวชภัณฑ์จากบริษทั ในราคาที่
กำ�หนด ทัง้ ๆ ทีอ่ าจจะแพงกว่าราคาในท้องตลาดด้วยซ้�ำ เช่น
อาหารสูตรเอ็ม 31 สำ�หรับเลี้ยงปลานิลเล็ก มีต้นทุนรวม
ค่าขนส่ง 385 บาทต่อกระสอบ แต่รา้ นค้าปลีกขายให้เกษตรกร
ไม่นอ้ ยกว่า 450 บาท การหาทางเลือกด้านปัจจัยการผลิตจาก
ที่อื่น ทำ�ให้เกษตรกรกลัวว่าจะกระทบความสัมพันธ์กับบริษัท
นอกจากนี้ เมื่อพบปัญหา เช่น พันธุ์ปลาของบริษัทเลี้ยงแล้ว
เติบโตช้า ขณะที่ต้นทุนอาหารเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน เกษตรกรก็
ไม่สามารถดำ�เนินการอะไรได้
จนกระทัง่ ปี พ.ศ. 2548 แม่น�้ำ ปราจีนเริม่ ประสบปัญหา
น้ำ�เน่าเสียจากโรงงาน เธอต้องลงทุนซื้อพันธุ์ปลาที่ได้รับการ
ฉีดวัคซีนป้องกันโรคในราคาที่แพงกว่าเดิม บวกค่าอุ้มปลา
กระชังละ 500 บาท นั่นคือ ใช้ฟอร์มาลินผสมน้ำ�ขลุกขลิกเพื่อ
ฆ่าเชื้อไม่ให้ปลาติดโรคระบาด และถ้าเกิดปัญหาปลาตาย
ในลำ�น้ำ�จำ�นวนมาก บริษัทมีเงื่อนไขใหม่ว่าต้องนำ�เงินสดไป
มัดจำ�ค่าลูกปลากระชังละ 10,000 บาท เมื่อขายปลาและ
ใช้หนี้หมดจึงจะคืนเงินมัดจำ�

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

296
297

เมือ่ มีพอ่ ค้ารายอืน่ มาขอซือ้ ในราคากิโลกรัมละ 90 บาท
ในขณะที่บริษัทให้ราคากิโลกรัมละ 70 บาท บริษัทไม่ยอมให้
ขายปลา กล่าวหาว่าเธอขโมยปลา ทัง้ ทีเ่ ธอเป็นคนจ่ายเงินซือ้
ลูกปลา อาหารปลา มาเลี้ยงในกระชังของตัวเอง

1.3 ความเป็นธรรมในเกษตรพันธสัญญาแบบไทย
ข้อเท็จจริงที่ว่า ระบบความสัมพันธ์และรูปแบบการผลิตที่
ไม่เท่าเทียม ทำ�ให้เกษตรกรไม่สามารถควบคุมกำ�หนดปัจจัยการผลิต
ด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็น พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ปุ๋ย อาหาร ยา ฯลฯ
ที่สำ�คัญ ยังต้องใช้ที่ดินหรือทรัพยากร รวมทั้งต้องแบกรับ
ต้นทุนอื่นๆ ที่ซ่อนเร้น และไม่ได้ถูกคำ�นวณเป็น “ต้นทุนที่แท้จริง”
รวมอยู่ในสัญญา
ขณะเดียวกัน เมื่อเกิดความเสี่ยงในการผลิตจากเหตุต่างๆ
อาทิ ภัยพิบัติ อุบัติเหตุ มลพิษ หรือโรคต่างๆ ก็ต้องรับความเสี่ยง
ต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพียงลำ�พัง
นอกจากนี้ เกษตรกรต้องประสบปัญหาขาดทุนหรือไม่ได้ก�ำ ไร
จากเงินลงทุนสูงและเป็นหนึ้สินสะสมจากการลงทุน ประสบปัญหา
สุขภาพจากการใช้สารเคมีจำ�นวนมาก ภายใต้มาตรฐานการผลิตที่
เข้ มงวด และจากความเครียดกลัว ที่จะขาดทุ น รวมทั้ งยั งต้ อง
รับผิดชอบต่อการทำ�ลายสิง่ แวดล้อม ซึง่ ล้วนไม่อยูใ่ นความรับผิดชอบ
ของบริษัท แต่เกษตรกร และสังคมต้องมาร่วมแบกรับ

ดร. อานันท์ กาญจนพันธุ์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย
เชี ย งใหม่ เคยพู ด ถึ ง ผลกระทบของโลกาภิ วั ต น์ ที่ มี ต่ อ คนไทย
ทั้ ง ประเทศ โดยเฉพาะกลุ่ ม เกษตรกรว่ า ปั ญ หาใหญ่ ที่ สุ ด ของ
โลกาภิวตั น์กค็ อื การทำ�ให้ทกุ อย่างเป็นสินค้า เพราะเป็นโลกทีจ่ ะคิด
คำ�นึงถึงการค้าขายหรือกำ�ไรอย่างเดียว ที่สำ�คัญก็คือ รัฐบาลได้รับ
นโยบายมาใช้อย่างเดียว โดยไม่ดูความเหมาะสม10
จากข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นเหล่านี้ จึงทำ�ให้มีข้อถกเถียง
จากหลายฝ่ายว่า การใช้ระบบเกษตรพันธสัญญาเพื่อแก้ปัญหาด้าน
การตลาด หรือการผลิต และราคา อีกทั้งแหล่งทุนนั้น ผลตอบแทน
ที่ได้รับมีความคุ้มค่ามากน้อยเพียงใด แท้ที่จริงเป็นทางเลือกที่ดี
หรือไม่ หรือจะกลายเป็นการหยิบยื่นอำ�นาจการควบคุมตลาด และ
การผลิตจากเกษตรกร ไปให้กับบริษัทอย่างเบ็ดเสร็จ โดยเปลี่ยน
สถานะเกษตรกรจากผู้ประกอบการเป็นเพียงแรงงานรับจ้าง พร้อม
กับหนี้สินติดตัว ขณะที่บทบาทของรัฐซึ่งส่งเสริมสนับสนุนให้บริษัท
และเกษตรกรเข้าสู่ระบบพันธสัญญานั้น ได้มีส่วนในการลดช่องว่าง
ที่เหลื่อมล้ำ� ปกป้องคุ้มครองเกษตรกร และกำ�กับดูแลให้ระบบนี้
มีความเป็นธรรมอย่างไร

10 อานันท์ กาญจนพันธุ.์ งานเปิดศูนย์ศกั ยภาพผูน้ �ำ เกษตรกรของแนวร่วมเกษตรกรภาคเหนือ
(นกน.) รายงานโดย ศรยุทธ เอือ้ เอีย่ มยุทธ. “โลกาภิวตั น์กบั ผลกระทบต่อเกษตรกรคนจน”.
22 พ.ค. 2546.

298
299

“เราก็เลยเห็นว่าเกษตรกรมีทางเลือกชีวิตน้อยลงกว่าเดิม
ค่อนข้างเยอะ ก็คือตั้งแต่ตอนเริ่มต้นที่จะเลือกว่าจะทำ�อะไร ก็ต้อง
ไปดูว่ามีใครเอาทุน เอาปัจจัยการผลิตมาให้ เสร็จแล้วพอขาย จะ
เลือกขาย เลือกต่อรองกับผู้รับซื้อไม่ค่อยได้ เพราะมีพันธสัญญาที่
ต้องขายให้กับคนนั้นคนนี้ ฉะนั้น เรื่องการกำ�หนดราคาก็ถูกผูกขาด
โดยทุนธุรกิจการเกษตร”11 ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ คณะนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นักวิจัย “โครงการเครือข่ายวิชาการเพื่อการ
สนับสนุนความเป็นธรรมสำ�หรับเกษตรกรในระบบพันธสัญญา” กล่าว
แสดงความเห็น
เขาชี้แจงว่า  เมื่อมองระบบเกษตรพันธสัญญาเพียงผิวเผิน
จะเห็นว่าเกษตรกรได้รับเงินทุกรอบการผลิต แต่ในการวิจัยทั้งใน
เชิ ง ปริ ม าณและคุ ณ ภาพกลั บ ค้ น พบว่ า ในความเป็ น จริ ง มี สิ่ ง ที่
อำ�พรางซ่อนเร้นอยูห่ ลายประการ โดยเฉพาะประเด็นความไม่เป็นธรรม
4 ประการ12 คือ (1) การคำ�นวณต้นทุนการผลิตทีแ่ ท้จริงไม่เป็นธรรม
(2) การคำ�นวณต้นทุนทางสิง่ แวดล้อมและสุขภาพอนามัยไม่เป็นธรรม
(3) เป้าหมายของเกษตรพันธสัญญาอยูท่ กี่ �ำ ไรของบริษทั ไม่ใช่คณ
ุ ภาพ
ชีวติ ของเกษตรกร และ (4) การผูกขาดกระบวนการผลิตตัง้ แต่ตน้ ทาง
ทำ�ให้เกิดการผูกขาดมาตรฐาน และการตัง้ ราคาอาหารทีไ่ ม่เป็นธรรม
ต่อผู้บริโภค
11 เพิ่งอ้างฯ.
12 ทศพล ทรรศนกุลพันธ์. “เกษตรพันธสัญญา กับการหลุดพ้นจากความยากจน”. มติชน
ออนไลน์ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1307455177&grpid&
catid=02&subcatid=0207. 7 มิ.ย. 2554.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

1.4 สร้างความเป็นธรรมในเกษตรพันธสัญญา
ระบบเกษตรพันธสัญญา เป็นระบบผูกพันที่ต้องอาศัยความ
เชื่อมั่นและไว้เนื้อเชื่อใจ ตลอดจนความซื่อสัตย์ต่อกันของคู่สัญญา
อีกทั้งมีข้อพิจารณาที่เกี่ยวข้องกับความเป็นธรรมในหลายมิติ ทั้ง
ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย และสิ่งแวดล้อม การแก้ปัญหา
จึงต้องอาศัยความร่วมมือกันในหลายฝ่าย ทั้งในส่วนของคู่สัญญา
ระหว่างบริษัทผู้ว่าจ้าง กับเกษตรกรผู้รับจ้าง และบทบาทของรัฐ
ในการเข้ามากำ�กับดูแลให้เกิดความเป็นธรรม พร้อมไปกับความ
ตื่นตัวของภาคประชาสังคม และผู้บริโภคเพื่อให้ระบบพันธสัญญา
สามารถสร้างพันธมิตรทางธุรกิจได้อย่างแท้จริง
ปัจจุบัน ในสังคมไทยได้เริ่มมีการขับเคลื่อนเกี่ยวกับประเด็น
ความเป็นธรรมในเกษตรพันธสัญญาบ้างแล้ว ดังเช่นการเกิดขึน้ ของ
“โครงการเครือข่ายวิชาการเพือ่ การสนับสนุนความเป็นธรรมสำ�หรับ
เกษตรกรในระบบพันธสัญญา” และ “เครือข่ายเกษตรกรพันธสัญญา”
ทำ�ให้เริม่ เห็นโครงข่ายคนทำ�งานด้านความรูแ้ ละคนทำ�งานขับเคลือ่ น
ได้ชดั เจนขึน้ และเริม่ มีกจิ กรรมสร้างองค์ความรูแ้ ละสือ่ สารกับสังคม
อยู่ เ ป็ น ระยะ รวมถึ ง การจั ด ทำ � ข้ อ เสนอทางเลื อ กเชิ ง นโยบาย
หลายประการ ซึ่งหากมีการยกระดับให้เข้าสู่กระบวนการพัฒนา
นโยบายสาธารณะ ก็น่าจะทำ�ให้มีการร้อยเรียงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
จากทุกภาคส่วนเข้ามามากขึ้น เพื่อหาฉันทามติร่วมกัน และนำ�ไปสู่
เจตนารมณ์ทางการเมืองที่นำ�ไปสู่การเปลี่ยนแปลงในที่สุด

300
301

ข้อเสนอในการถมช่องว่างความเหลื่อมล้ำ�ต่อปัญหา
ที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรในระบบเกษตรพันธสัญญา
โดย เครือข่ายเกษตรกรพันธสัญญา13
1. จัดทำ�และกำ�หนดค่ามาตรฐานกลางของปัจจัยการผลิต
เช่น พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ปุ๋ย ยา อาหาร
2. ตรวจสอบสินค้าที่เป็นปัจจัยการผลิตทางการเกษตรและ
สินค้าทางการเกษตรให้เป็นไปตามค่ามาตรฐาน โดยมี
ตัวแทนของเกษตรกร ผูบ้ ริโภค หน่วยงานภาครัฐ และผูร้ บั
ซื้อร่วมในการตรวจสอบ
3. ส่งเสริมผลักดันเกิดความยุติธรรมในระบบการทำ�ธุรกิจ
ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรภายใต้ระบบเกษตรพันธสัญญา
โดยนำ�หลัก “การค้าที่ยุติธรรม” มาเป็นหลักการในการ
ดำ�เนินการ
4. จัดตัง้ ระบบการไกล่เกลีย่ และการระงับข้อพิพาททีเ่ กิดจาก
ความขัดแย้ง หรือการไม่ปฏิบัติตามข้อสัญญาต่างๆ ที่
เกี่ยวข้องกับระบบเกษตรพันธสัญญา
5. กำ�หนดให้ขอ้ ตกลงทีเ่ กีย่ วข้องกับระบบเกษตรพันธสัญญา
เป็นสัญญาที่มีแบบมาตรฐานความเป็นธรรม
13 “9 เครือข่ายเกษตรกรบุกเพื่อไทย ร้องแก้ความไม่เป็นธรรมระบบเกษตรพันธสัญญา”.
เว็บไซต์ประชาไท http://prachatai.com/journal/2011/08/36587. 22 ส.ค. 2554.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

6. ส่งเสริมให้เกิดระบบสนับสนุนการรวมกลุ่มเกษตรกรที่อยู่
ภายใต้ระบบเกษตรพันธสัญญา รวมถึงการส่งเสริมให้
เกษตรกรมีความรู้ มีข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่จำ�เป็นสำ�หรับ
การตัดสินใจในการทำ�การเกษตร
7. ปรับปรุงและพัฒนาระบบการประกอบกิจการธุรกิจการ
เกษตรแบบพันธสัญญาที่ไม่เป็นธรรม
8. ส่งเสริมองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานด้านการ
อำ�นวยความยุติธรรมและการค้าที่เป็นธรรมในระดับพื้นที่
และหน่วยงานกิจการธุรกิจการเกษตรแบบพันธสัญญา
ในระดับนโยบาย ให้มีการบูรณาการปฏิบัติงาน
9. ผลั ก ดั น ให้ มี ก ฎหมายในระดั บ พระราชบั ญ ญั ติ เ พื่ อ การ
คุม้ ครองเกษตรกรทีผ่ ลิตภายใต้ระบบเกษตรพันธสัญญาให้
ได้รับความยุติธรรม สร้างความปลอดภัยและความมัน่ คง
ทางอาหารให้แก่สังคมและผู้บริโภค
10. จัดตั้งกลไกระดับชาติเพื่อการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบใน
รูปแบบอนุญาโตตุลาการ ประกอบด้วยตัวแทนเกษตรกร
พันธสัญญา ตัวแทนบริษัทผู้ประกอบการ ตัวแทนภาค
ประชาสังคม และเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง

302
303

เรื่องเกษตรพันธสัญญานี้ คงพอทำ�ให้เห็นภาพด้านหนึ่งของ
โลกาภิวตั น์ ทีท่ �ำ ให้สายสัมพันธ์ของเกษตรกรกับผูบ้ ริโภคจากแต่เดิม
อยูใ่ นท้องถิน่ ใกล้เคียงกับถิน่ ทีอ่ ยูข่ องผูบ้ ริโภค ถูกเชือ่ มเข้าเป็นข้อต่อ
หนึ่งของสายการผลิตขนาดใหญ่ที่ธุรกิจเกษตรเข้ามามีบทบาทเป็น
ผู้ควบคุมกระบวนการการผลิตผ่าน “พันธสัญญา” ที่มีกับเกษตรกร
ส่วนผลกระทบของโลกาภิวตั น์ทจี่ ะกล่าวต่อไป คือผลกระทบที่
อาจจะเข้าไปถึงตลาดซื้อขาย และบริโภค อาทิ ข้อสังเกตในรายงาน
เรือ่ ง “อนาคตส้มเขียวหวานพันธุแ์ ท้ดงั้ เดิมของไทยทีก่ �ำ ลังถูกตีตลาด
จากส้มจีน” และปัญหาความขาดแคลนอาหารในอนาคต ทีแ่ ม้การผลิต
จะพอเพียง แต่ผผู้ ลิตท้องถิน่ ไม่สามารถเก็บอาหารเหล่านัน้ ได้ เพราะ
ไม่มีสิทธิใดๆ กับผลผลิตของตน อันเป็นปัจจัยซึ่งหลายฝ่ายกังวล
และเรียกว่า นี้คือ ผลของโลกาภิวัตน์ กับ “อธิปไตยความมั่นคงทาง
อาหาร”

2. ผักผลไม้ต่างประเทศ: อำ�นาจโลกาภิวัตน์เหนือตลาด
2.1 สินค้าจีนบุกไทย
แกะรอย “ส้มจีน” ในตลาดไท
ในรายงานพิเศษ “แกะรอย “ส้มจีน” ทะลักถล่มตลาดไทย
อนาคต “ส้มไทย” จะเดินต่อไปอย่างไร?” โดย กฤษณา ไพฑูรย์ ผูส้ อื่ ข่าว
หนังสือพิมพ์มติชน14 ได้รายงานสถานการณ์คา้ ขายผลไม้สม้ ในตลาด
14 กฤษณา ไพฑูรย์. “แกะรอย “ส้มจีน” ทะลักถล่มตลาดไทย อนาคต “ส้มไทย” จะเดินต่อไป
อย่างไร? (ตอน 1)”. มติชนออนไลน์. http://www.matichon.co.th/news_detail.php?
newsid=1324639863&grpid=01&catid=01. 24 ธ.ค. 2554.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ว่า หากใครไปเดินหาซื้อผลไม้วันนี้ คงไม่มีใครไม่เคยเห็นเจ้า “ส้ม”
ลูกเล็กๆ ที่วางขายยึดครองแผงกันอยู่เกลื่อนกลาดตามริมฟุตบาธ
และในตลาดสดทัว่ ประเทศไทย จนหลายคนถึงกับตัง้ คำ�ถามว่า แล้ว
“ส้มเขียวหวาน” พันธุส์ ายน้�ำ ผึง้ บางมด พันธุด์ งั้ เดิมทีเ่ กษตรกรไทย
ปลูกถูกกลืนหายไปไหน? เพราะเหลือวางขายแซมอยูข่ า้ งๆ แผงเพียง
ไม่กลี่ กู โดยเฉพาะช่วงต้นฤดูกาลทีส่ ม้ เขียวหวานภายในประเทศไทย
เริม่ ออกผลผลิตในเดือนพฤศจิกายน แต่ดเู หมือนปริมาณของส้มลูก
เล็ก ๆ เหล่านี้กลับมีปริมาณทวีขึ้นจนกลบส้มไทยหายไปจากตลาด
กว่าร้อยละ 50
รายงานในมติชนออนไลน์ระบุว่า จากการสำ�รวจตลาดไท
แหล่งค้าผัก-ผลไม้ใหญ่สุดของประเทศไทยถึงเส้นทางและที่มาของ
ส้มเหล่านี้ เจ้าของแผงค้าส้มรายใหญ่ของตลาดไทหลายรายให้
คำ�ตอบตรงกันว่า ความจริงส้มลูกเล็กๆ เหล่านี้ได้เริ่มนำ�เข้าจาก
ประเทศจีนมาขายในเมืองไทยตั้งแต่นโยบายการเปิดเสรีด้านภาษี
ในช่วงแรกๆ มีปริมาณไม่มาก มีหลากหลายสายพันธุท์ นี่ �ำ เข้ามาขาย
เช่น ส้มซาถัง ส้มหนานฟง ส้มแมนดาริน เป็นต้น เพิ่งจะมาปีนี้ที่มี
การนำ�ส้มดังกล่าวเข้ามาถล่มขายในตลาดเมืองไทยอย่างทะลักทลาย
โดยเฉพาะช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม พ.ศ. 2554 เฉพาะ
บริเวณตลาดไท คาดว่ามีส้มจีนเข้ามาเฉลี่ยถึง 20 ตู้ต่อวัน หรือ
ประมาณ 500,000 กิโลกรัมต่อวัน หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีกอ่ น
ปริมาณส้มลูกเล็กเฉลีย่ เข้ามาน่าจะประมาณ 100,000 กิโลกรัมต่อวัน
จะเห็นได้ว่าปริมาณของส้มจีนที่ผ่านตลาดไทเพียงปีเดียวเพิ่มขึ้น
หลายเท่าตัว

304
305

ผักและผลไม้ในตลาดกว่าร้อยละ 50
ทุกวันนี้ นำ�เข้าจากประเทศจีน
ข้อสังเกตในรายงานข่าวมีวา่ หากย้อนรอยเส้นทางมาของส้ม
กลับพบว่าผู้ค้าส่วนใหญ่ในตลาดไทไม่ได้สั่งซื้อโดยตรงจากประเทศ
จีน แต่ในช่วง 2 ปีทผี่ า่ นมา เส้นทางเดินของผักและผลไม้จากประเทศ
จีน จะมีพอ่ ค้าชาวจีนเข้ามาเดินเร่เสนอขายสินค้าให้ถงึ หน้าแผงทุกวัน
โดยมีลา่ มมาช่วยแปล แต่ปจั จุบนั เริม่ พัฒนาพูดภาษาไทยกันได้คล่อง
ปรือ๋ พัฒนาการของพ่อค้าชาวจีนทีเ่ ข้ามายังตลาดไทนับว่าเติบโตไป
อย่างรวดเร็วมาก ส่งผลให้พื้นที่แผงขายส่งผักและผลไม้ในตลาดไท
กว่าร้อยละ 50 ทุกวันนี้ มีแต่ผกั และผลไม้น�ำ เข้าจากประเทศจีนวาง
ขายกันเกลื่อนตลาด ทั้งหอม กระเทียม พริก ส้ม สาลี่ แอปเปิ้ล ฯลฯ
กฤษณา ไพฑูรย์ ผูร้ ายงานการสำ�รวจเปิดเผยว่า เฉพาะตัวเลข
ส้มจีนที่ผ่านตลาดไท ก็เป็นจำ�นวนมากถึง 500,000 กิโลกรัมต่อวัน
ยังไม่นับรวมส้มจีนที่ผ่านไปยังตลาดต่างๆ ทั่วประเทศไทย ซึ่งหาก
เป็นเช่นนีต้ อ่ ไป คำ�ถามทีต่ ามมาคือ แล้วเกษตรกรผูป้ ลูกส้มของไทย
จะอยู่กันอย่างไรต่อไป? ขณะที่ส้มจากเมืองจีนที่เข้ามาตีตลาดมี
ปริมาณเพิม่ มากขึน้ และราคาถูกลงเรือ่ ยๆ ซึง่ ทำ�ให้เกษตรกรหลายคน
ถอดใจ และหันไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ให้ผลตอบแทนดีและดูแลรักษา
ได้ง่ายกว่า เช่น ปาล์ม และยางพารา เห็นได้จากพื้นที่จังหวัด
กำ�แพงเพชร และอำ�เภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่ปลูกลดลงมาก
ขณะที่ผู้ปลูกส้มรายใหญ่ก็ต้องหาทางหนีทีไล่ด้วยการไปลงทุนปลูก
ส้มในลาวและพม่า ซึ่งมีดินฟ้าอากาศใกล้เคียงกับไทย และมีต้นทุน
ค่าแรงที่ถูกกว่า

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

บัณฑูร จิระวัฒนากูล เจ้าของสวนส้มธนาธร หนึง่ ในผูป้ ลูกส้ม
รายใหญ่ของประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการนำ�เข้าส้มลูกเล็กจาก
ประเทศจีนว่า มีผลกระทบบ้างสำ�หรับธนาธร แต่ไม่มาก เพราะส้ม
เขียวหวานของไทยมีกลุม่ ลูกค้าทีบ่ ริโภคอยู่ แต่หากพิจารณาในส่วน
ของเกษตรกรรายกลาง และรายเล็กยอมรับว่ามีผลกระทบค่อนข้างมาก
โดยเฉพาะช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ผลผลิตส้มเขียวหวานของไทยออกสู่
ตลาดน้อย เพราะมีปัญหาเรื่องโรคระบาด โดยเฉพาะโรคกรีนนิ่ง ซึ่ง
เป็นโรคที่ยังไม่มีทางรักษา เและมีแมลงเป็นพาหนะ ทำ�ให้ระบาดไป
อย่างรวดเร็วมากในหลายพืน้ ทีข่ องประเทศไทย เป็นแล้วต้องตัดต้นทิง้
อย่างเดียว สวนส้มธนาธรเองประสบปัญหาเรื่องโรคกรีนนิ่งมาก
ดังนั้น ในช่วงปี พ.ศ. 2554-2555 ทางสวนส้มธนาธรจึงมีนโยบาย
ย้ายฐานการปลูกส้มไปยังแขวงสะหวันนะเขต ประเทศลาว พื้นที่
ประมาณ 10,000 ไร่ ซึ่งไม่มีปัญหาเรื่องโรคระบาด สภาพดิน น้ำ�
อากาศเหมาะสม คาดว่าจะให้ผลผลิตที่ดี
หากย้อนกลับไปดูตวั เลขผลผลิตส้มตัง้ แต่ปี พ.ศ. 2548 จะเห็นว่า
มีผลผลิตส้มออกสูต่ ลาดประมาณ 24-25 ล้านกิโลกรัม ราคาส้มเฉลีย่
อยูท่ ปี่ ระมาณ 9.50 บาทต่อกิโลกรัม ปี พ.ศ. 2554 คาดว่าเหลือไม่ถงึ
9 ล้านกิโลกรัมต่อปี แต่ราคาส้มพุง่ ขึน้ ไปถึง 21-22 บาทต่อกิโลกรัม
ข้อมูลในรายงานพิเศษนีร้ ะบุวา่ อนาคตส้มเขียวหวานพันธุแ์ ท้
ดั้งเดิมของไทยอาจจะถึงขั้นสูญพันธุ์จากประเทศไทยได้ในอีกไม่ช้า
ไม่นาน และต่อไปคงไม่ต้องแปลกใจ หากส้มเขียวหวานที่วางขาย
ในตลาดเมืองไทย จะเป็นส้มสายน้ำ�ผึ้ง นามสกุล ณ สะหวันนะเขต
ประเทศลาว

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

306
307

2.2 ผู้บริโภคไทยกับทางเลือกที่ไม่มีสิทธิ์เลือก

ข้อมูลจาก “ผักผลไม้จนี กับทางเลือกทีไ่ ม่มสี ทิ ธิเ์ ลือก”15 พบว่า
ภายหลังการทำ�ข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย-จีน ในปี พ.ศ. 2546
ปริมาณการบริโภคผลไม้ของคนไทยเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.44 ต่อปี
เท่านั้น (ในระหว่างปี พ.ศ. 2545-2548) ชี้ให้เห็นว่าเอฟทีเอไทย-จีน
มีผลต่อปริมาณการบริโภคผลไม้ของคนไทยน้อยมาก
รายงานนี้ระบุถึงปริมาณการบริโภคผัก พบว่า หลังการทำ�
ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-จีน ปี พ.ศ. 2546 คนไทยกลับบริโภคผัก
ลดลงจาก 103.03 กรัม/คน/วัน ในปี พ.ศ. 2545 เหลือ 86.37 กรัม/
คน/วัน ในปี พ.ศ. 2548 หรือลดลงร้อยละ 2.18 ต่อปี ดังนั้น
การทำ�ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-จีน จึงไม่มผี ลต่อการเพิม่ ปริมาณการ
บริโภคผักของคนไทยเช่นกัน แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
หลังจากการทำ�ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-จีน ก็คือ การปรับเปลี่ยน
ชนิดของผักและผลไม้ที่บริโภค กล่าวคือ ผลไม้ที่คนไทยบริโภค
เพิ่มขึ้นเป็นผลไม้นำ�เข้าจากจีน ได้แก่ กีวีฟรุต สตรอเบอรี่ แอปเปิ้ล
และพลัม โดยมีอัตราเพิ่มตั้งแต่ร้อยละ 13.36 ต่อปี ถึงร้อยละ
569.43 ต่อปี ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2545-2548
เช่นเดียวกับพฤติกรรมการบริโภคผักของคนไทยที่บริโภคผัก
นำ�เข้าจากประเทศจีนมากขึน้ โดยกระเทียมมีการบริโภคเพิม่ ขึน้ ร้อยละ
15 มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) โดยการสนับสนุนของสำ�นักงานกองทุนสนับสนุนการ
สร้างเสริมสุขภาพ (สสส.). 18 ส.ค. 2552. รายงาน “ผักผลไม้จีนกับทางเลือกที่ไม่มีสิทธิ์
เลือก” ชุดโครงการพัฒนาการมีสว่ นร่วมในการกำ�หนดนโยบายสาธารณะด้านสิทธิทเี่ ชือ่ มโยง
กับสุขภาวะขึ้นมา โดยอาศัยบทบัญญัติตามรัฐธรรมมนูญ พ.ศ. 2550. http://ppvoice.
thainhf.org/index.php?module=page&page=detail&id=79.

10.73 ต่อปี พริกชนิดต่างๆ เพิ่มขึ้นร้อยละ 21.14 ต่อปี เห็ดชนิด
ต่างๆ เพิ่มขึ้นร้อยละ 29.36 ต่อปี และแครอทเพิ่มขึ้นร้อยละ 38.89
ต่อปี ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่า ผักและผลไม้จาก
เมืองจีนได้เข้ามาเบียดแทรกพืน้ ทีก่ ารบริโภคผักและผลไม้ของคนไทย
ภายใต้ปริมาณการบริโภคที่แทบจะเท่าเดิม16
 

2.3 ทุกคนมีสิทธิในอาหารปลอดภัย
แต่เลือกอาหารไม่ได้

รายงาน “ผักผลไม้จีนกับทางเลือกที่ไม่มีสิทธิ์เลือก”17 ยัง
ได้กล่าวถึงประเด็นเรื่องความปลอดภัยของอาหารและคุณค่าทาง
โภชนาการ ว่าแม้จะเป็นปัจจัยสำ�คัญที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ
ของผู้บริโภค แต่ในทางปฏิบัติกลับกลายเป็นปัจจัยที่ไร้ผลต่อการ
ตัดสินใจซือ้ เพราะผูบ้ ริโภคขาดซึง่ ความรูแ้ ละข้อมูลทีเ่ พียงพอในการ
เลือกซื้อผักผลไม้ ทั้งเรื่องแหล่งกำ�เนิด มาตรฐานความปลอดภัย
และคุณค่าทางโภชนาการ
ขณะที่ ก ารทำ � ข้ อ ตกลงการค้ า เสรี ไ ทย-จี น ก็ ไ ม่ ไ ด้ นำ � ไปสู่
การปรับปรุงมาตรการด้านความปลอดภัยทางด้านอาหารภายใน
ประเทศแต่อย่างใด ซ้�ำ ยังถูกแทรกแซงมาตรฐานความปลอดภัยจาก
มาตรการตอบโต้ทางการทูตของประเทศจีนอีกด้วย
16 เพิ่งอ้างฯ.
17 เพิ่งอ้างฯ.

308
309

รายงานได้ระบุว่า ต่อให้คนไทยมีทางเลือกในการบริโภคผัก
ผลไม้ที่มีความหลากหลายขึ้นมามากมายเพียงใด แต่ภายใต้ความ
รับรูข้ องผูบ้ ริโภคชาวไทย ผักผลไม้เหล่านัน้ ก็เป็นเพียงแค่สนิ ค้าอีกชนิด
ที่เพิ่มขึ้นมาบนแผงขายผักผลไม้เท่านั้น หาได้มีความแตกต่างกัน
ในแง่คณ
ุ ค่าและความปลอดภัยไม่ ทำ�ให้คนไทยมีแค่สทิ ธิใ์ นการเลือก
กินแครอทแทนผักบุง้ แต่กย็ งั ไม่มสี ทิ ธิใ์ นการเลือกแครอททีป่ ราศจาก
สารเคมีตกค้างอยู่นั่นเอง

3. บทสรุป
ความมั่นคงทางอาหารอาจจะเป็นเพียงหนึ่งกรณีที่เกี่ยวข้อง
กับสุขภาวะของผู้คนจำ�นวนมาก ไม่ว่าจะเกษตรกรผู้ผลิต ธุรกิจ
อาหาร หรือผู้บริโภค ซึ่งมีเหตุปัจจัยมาจากโลกาภิวัตน์
ขณะทีภ่ าพรวมของกระแสโลกาภิวตั น์นนั้ ยังแผ่คลุมกว้างไกล
ไปยังมิติอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม วัฒนธรรม การเมือง และ
เศรษฐกิจในทุกภาคส่วน จึงจำ�เป็นที่จะต้องสร้างองค์ความรู้ใน
ทุกภาคส่วน และกระตุ้นความรับรู้ต่อสาธารณะ เพื่อให้เท่าทันและ
สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงโลกทั้งในด้านดีและเสียเหล่านี้
ได้อย่างสมดุลยั่งยืน

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

310
311

ภัยพิบัติ ความเสี่ยง
และความเป็นธรรม:
โจทย์แห่งการทบทวน
ตนเองเพื่อความอยู่รอด
ปกรณ์ เลิศเสถียรชัย

ความนำ�
ในระยะหลัง สถานการณ์ภัยพิบัติต่างๆ กลายเป็นข้อกังวล
ทางสาธารณะมากขึ้น ไม่ว่าจะทั้งในต่างประเทศ และในประเทศไทย
เราเอง ล่าสุด อุทกภัยในบ้านเมืองเรา ซึ่งแม้จะสามารถกล่าวอ้างได้
ในระดับหนึง่ ว่าเป็นผลพวงจากธรรมชาติ แต่กน็ า่ พิเคราะห์วา่ สภาพ
ทางสังคมทีเ่ ปลีย่ นแปลงไป เข้าไปเป็นตัวเร่งและซ้�ำ เติมความรุนแรง
ของภัยพิบัติได้อย่างไร
แต่ เ ดิ ม นั้ น การอภิ ป รายเรื่ อ งความเป็ น ธรรมทางสั ง คม
วนเวียนอยู่กับเรื่องการแบ่งสรรปันส่วนโภคทรัพย์หรือการเลื่อนขั้น
สถานะทางสังคม แต่ปจั จุบนั การกระจายความเสีย่ งอันตรายก็ได้เริม่
กลายมาเป็นข้อถกเถียงต่อเรื่องความเป็นธรรมด้วยเช่นกัน
บทความนี้จะกล่าวถึงภัยพิบัติ มิใช่ในมิติของผู้เชี่ยวชาญทาง
เทคนิค หากด้วยแง่มมุ ทางสังคม นัน่ คือ ความเสีย่ งอันประกอบสร้าง
การจัดการทีม่ ขี อ้ พิเคราะห์ตอ่ เรือ่ งของคุณค่า และการทบทวนตนเอง
เพราะว่าท้ายที่สุดนั้น การหลุดพ้นจากความเสี่ยงที่เราร่วมสร้างนั้น

312
313

มิใช่การรุดหน้าไปบนเส้นทางอันวิบากดังเดิม แต่ตระหนักว่าเรายัง
มีความสามารถที่จะคิดด้วยเหตุผล เพื่อหาทางอื่นในการก้าวต่อไป
ได้เหมือนกัน

โลกสมัยใหม่กับความเสี่ยงอันยากแท้หยั่งถึง
เมือ่ กล่าวถึงความเสีย่ ง จำ�ต้องแจงก่อนว่า ท่ามกลางกระบวน
การเปลี่ยนแปลงโลกไปสู่ความทันสมัย อันใช้วิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิด “ความก้าวหน้า” โดยเชื่อว่า
จะนำ�คุณปู การมาสูม่ วลมนุษย์นนั้ ได้สร้างโลกทีม่ คี วามสลับซับซ้อน
มากขึน้ มีความเกีย่ วโยงกันของแต่ละองค์ประกอบมากขึน้ นัน้ นัน่ คือ
หากกล่าวโดยเจาะจง การที่โครงสร้างและเทคโนโลยีของมนุษย์
เข้าไปสัมพันธ์กับระบบธรรมชาติ ย่อมทำ�ให้สาระของความเสี่ยง
เปลี่ยนแปลงไป
ความเปลี่ยนแปลงอาจแบ่งได้เป็นสองประการ ประการแรก
จากแต่บรรพ์ ภัยธรรมชาติอนั เป็นภาวะคุกคามจากธรรมชาติในฐานะ
ผู้กระทำ�การ ก็ได้กลายมาเป็นว่า ภัยที่ขึ้นชื่อว่ามาจากธรรมชาตินั้น
ยากจะแยกแยะได้ว่ามาจากธรรมชาติล้วนๆ หรือไม่ ตัวอย่างที่ดีคือ
การเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศโลก ที่ชัดเจนว่า แม้ภัยคุกคาม
จะมาจากธรรมชาติ แต่ก็เป็นธรรมชาติที่ได้รับการรบกวนโดยน้ำ�มือ
มนุษย์ ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นจำ�นวนมาก เกินกว่าธรรมชาติ
จะรั้งไว้ได้ในสมดุลเดิม เช่นนี้เอง นักสังคมวิทยานาม แอนโธนี
กิดเดนส์ จึงเสนอว่า ความเสีย่ งในโลกสมัยใหม่นนั้ เป็น “ความเสีย่ ง

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ประกอบสร้าง” อันว่ามนุษย์เป็นผู้สร้างให้เกิดขึ้นนั่นเอง1
ประการถัดมาที่สำ�คัญนั้น ความเสี่ยงใหม่ๆ นั้นได้หลุดพ้นไป
จากการกะเก็งหรือองค์ความรู้แต่ดั้งแต่เดิมไปเสียมาก แม้จะเป็น
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่อ้างความแน่นอน กล่าวคือ จากเดิมที่
ความเสีย่ งสามารถคำ�นวณได้แน่นอน วางแผนจัดการได้แน่นอนนัน้
ความเสี่ยงได้กลายเป็นความไม่แน่นอน นั่นคือ ต่อให้ตัวเลขระบุไว้
อย่างไร ก็ไม่สามารถเชือ่ ได้สนิทใจว่าจะเป็นเช่นนัน้ โดยสถานการณ์
จริงมักเกิดขึ้นพ้นไปจากสมมติฐานของการคำ�นวณที่มักจะจัดทำ�
อย่างหยาบ เช่น ระบุไว้วา่ อุบตั เิ หตุขนาดใหญ่ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
เกิดขึ้นได้ครั้งหนึ่งในรอบหมื่นปี แต่เอาเข้าจริงก็เป็นว่าเกิดขึ้นบ่อย
กว่านั้นยิ่งนัก
ทั้งนี้ ก็เนื่องจากปฏิสัมพันธ์ในระบบได้รอดพ้นสายตาจาก
การทำ�ความเข้าใจของผู้เชี่ยวชาญในเวลาจำ�กัด ซึ่งมิใช่เรื่องใหม่
แต่ประการใด เอาเข้าจริง ในทางประวัติศาสตร์เทคโนโลยี ก็เป็นที่
ทราบกันดีวา่ เทคโนโลยีเก่าบางอย่าง เช่น เครือ่ งจักรไอน้�ำ แม้ยคุ นัน้
เราจะเข้าใจมันไม่ได้เต็มที่ แต่จ�ำ ต้องใช้งาน ก็เกิดอุบตั เิ หตุหลายครัง้
ยิ่งมนุษย์ไปข้องเกี่ยวกับระบบธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ การ
สร้างความเข้าใจของเราเพือ่ ให้ไล่ทนั โดยครบถ้วนก็เป็นว่ายิง่ ยากนัก
ความข้อนี้เป็นที่ประจักษ์เมื่อนักสังคมวิทยานาม ชาร์ลส์ เพอร์โรว์
ได้เข้าไปมีส่วนสอบสวนอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ที่เกาะทรีไมล์ เมื่อปี
1 Giddens, Anthony. (1990). The Consequences of Modernity. Cambridge: Polity.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

314
315

แปะป้ายว่าภาระไม่ใช่ หรือ “ปัดสวะ”3 นีก่ ช็ วนให้ขบคิดว่า การจัดการ
ภัยพิบัติในบ้านเมืองเรานั้นมีช่วง “ปัดสวะ” เช่นนี้ด้วยหรือไม่

ค.ศ. 1979 และได้กลายมาเป็นมโนทัศน์ทางวิชาการว่า “อุบัติเหตุ
อันเป็นปกติ” ซึง่ แสดงให้เห็นว่า ความสลับซับซ้อนและความสัมพันธ์
ยึดโยงกันของแต่ละองค์ประกอบทางเทคโนโลยี และปฏิสัมพันธ์กับ
องค์การในฐานะทีเ่ ป็นกลุม่ ทางสังคม ย่อมทำ�ให้อบุ ตั เิ หตุตอ้ งเกิดขึน้
อย่างเลี่ยงไม่ได้ ราวกับเป็นปกติ และมักจะเกิดขึ้นจากข้อบกพร่อง
ทีเ่ ล็กๆ น้อยๆ หลายประการทีป่ ระจวบเหมาะกัน และปะทุจนลุกลาม
ขึ้นกลายเป็นอุบัติเหตุขนาดใหญ่นั่นเอง2
นัยสำ�คัญต่อเรื่องนี้มีว่า เราพึงสำ�เหนียกว่า มนุษย์เข้าไปมี
ส่วนสร้างความเสีย่ งให้มากขึน้ และเราต้องยอมรับว่ามีความรูค้ วาม
เข้าใจอันจำ�กัด ที่ต้องกล่าวเพิ่มคือ ต่อให้เป็นไปในเหตุอันเกิดจาก
ภัยธรรมชาติ การจัดการที่ย่ำ�แย่ของมนุษย์ก็เข้าไปมีส่วนบ่อนเซาะ
ให้สถานการณ์เลวร้ายลง กรณีตวั อย่างทีร่ า้ ยแรงนัก คือ พายุเฮอร์รเิ คน
แคทรีนา ทีท่ างการสหรัฐอเมริกาดูเบาความเสีย่ งและประเมินความ
น่าจะเป็นไว้ต่ำ�เกินไป รวมทั้งการก่อสร้างระบบป้องกันภัยที่ยืดเยื้อ
ไม่ส�ำ เร็จเสียที จนกระทัง่ ในปีค.ศ.2005 พายุกระหน่�ำ และตัง้ รับไม่ทนั
สูญเสียชีวิตผู้คนไปประมาณกว่า 1,800 คน คนจำ�นวน 5 ล้านคน
ไม่มีไฟฟ้าใช้กว่า 2 เดือน
นอกจากนีแ้ ล้ว จากการศึกษาของนักสังคมวิทยานาม ลี คลาร์ก
ก็พบว่า การตอบสนองขององค์การที่เกี่ยวข้องเมื่อเกิดภัยพิบัตินั้น
เป็นไปอย่างไม่ทนั การ โดยในระยะต้นนัน้ มีการผลักงานออกไปจากตัว

จากความอันได้พรรณนาไปข้างต้นนั้น ก็พอสรุปความอย่าง
คร่าวได้ว่า ความเสี่ยงเป็นสิ่งที่แฝงฝังอยู่ในเส้นทางการสู่ความ
ทันสมัย สู่การพัฒนาที่มุ่งเน้นไปสู่ระบบที่ซับซ้อนและยึดโยงแต่ละ
องค์ประกอบมากขึ้น โดยตัวอย่างปรากฏอยู่ ไม่ว่าที่เราพบเจอในปี
พ.ศ. 2554 นี้ในเรื่องการจัดการน้ำ� หรือเรื่องที่สะสมบ่มหนองมา
พอควรแล้ว เช่น นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ในเส้นทางของความก้าวหน้านั้น ทั้งผลดีและ
ผลร้ายหาได้ตกต้องอย่างเท่าเทียมกันต่อทุกคน การกระจายความ
เสี่ยงอันตรายก็เช่นกัน โดยเหตุที่การกระจายความเสี่ยงเป็นเรื่อง
ของการจัดการทางสังคม แม้ว่าจะปรากฏอยู่ใต้โฉมหน้าของการ
จัดการทางเทคนิค
เมือ่ การกระจายความเสีย่ งเป็นการจัดการทางสังคม และหาก
มีแนวโน้มว่าสังคมนั้นสั่งสมความไม่เป็นธรรม ก็พึงสังเกตว่า การ
กระจายความเสี่ยงก็คือการผลักภาระไปให้ผู้อื่น ไม่ว่าจะในมิติทาง
เทศา หรือทางกาละ ก็ตาม

2 Perrow, Charles. (1984). Normal Accidents: Living with High-Risk Technologies.
NY: Basic Books.

3 Clarke, Lee. (1989). Acceptable Risk?: Making Decisions in a Toxic Environment.
Berkeley: University of California Press.

สังคมบ่มเพาะความเสี่ยง
และการกระจายอย่างไม่เป็นธรรม

316
317

ในทางเทศานัน้ ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพจากภัยพิบตั นิ วิ เคลียร์
ที่ฟุกุชิมะ ประเทศญี่ปุ่น แม้ลำ�ดับความจะมีว่า เกิดแผ่นดินไหว และ
ตามมาด้วยคลืน่ ยักษ์สนึ ามิ ทีซ่ ดั เข้าถล่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จนระบบ
หล่อเย็นทำ�งานผิดพลาด จนชวนให้เราคิดไปได้ว่า นี่คือผลงานของ
ธรรมชาติ กระนั้น สาระหลักส่วนหนึ่งย่อมอยู่ที่การที่ญี่ปุ่นตัดสินใจ
เลือกใช้พลังงานนิวเคลียร์ แม้จะตัง้ อยูใ่ กล้เขตรอยเลือ่ นแผ่นดินไหว
เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานอันเร่งกระบวนการพัฒนา
อุตสาหกรรมนั่นเอง อันจัดได้ว่าเป็นต้นธารของความเสี่ยงที่มนุษย์
เข้าไปก่อ
ทว่า การจัดการทางสังคมย่อมส่งผลในมิติความเป็นธรรม
มากกว่านัน้ กล่าวคือ ญีป่ นุ่ ยุคพัฒนาได้ผลักโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ให้ไป
ลงในพื้นที่ภาคอีสานของญี่ปุ่น ซึ่งก็ถูกทิ้งไว้ให้เป็นชนบทล้าหลัง
นับตั้งแต่หลังการปฏิวัติเมจิ เนื่องจากสนับสนุนขั้วอำ�นาจเก่าก่อน
การปฏิวัติ เช่นนี้ ครั้นญี่ปุ่นต้องเร่งเครื่องเศรษฐกิจประเทศเมื่อสัก
40 ปีที่แล้ว โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จึงได้ไปตั้งในพื้นที่ชนบทเหล่านี้
อันล่มสลายเพราะคนหนุ่มสาวเข้ามาขายแรงงานในเมือง โดยแลก
กั บ สาธารณู ป โภคและสิ่ ง อำ � นวยความสะดวกที่ ล งไปในท้ อ งถิ่ น
เหล่านัน้ เป็นการตอบแทน นีเ่ องทีเ่ ป็นทีม่ าทีไ่ ปของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
ฟุกุชิมะ และอีกหลายแห่ง
ที่น่าเศร้าคือ ท้องถิ่นญี่ปุ่นอีกหลายแห่งยังต้องพึ่งพิงการ
เกือ้ หนุนจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในปัจจุบนั เนือ้ ความเช่นนีเ้ องทีท่ �ำ ให้
นักประวัตศิ าสตร์ชาวญีป่ นุ่ นาม เอจิ โอกุมะ เห็นว่า ทางเลือกทางรอด

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

นั้นมิอาจจะเกิดขึ้นเป็นจริงได้เลย หากปราศจากการทบทวนความ
เป็นมาเป็นไปของการพัฒนาที่สร้างความไม่เท่าเทียมในแต่ละพื้นที่
เพื่อให้เข้าใจตัวเราเอง4
ความเสีย่ งนัน้ ยังสามารถถูกผลักออกไปในทางกาละได้เช่นกัน
โดยอาจพิจารณาได้จากวิกฤตหนี้ที่สหรัฐอเมริกาและหลายประเทศ
ในสหภาพยุโรปต้องเผชิญ อันเกิดจากการผัดผ่อนการแก้ไขการลด
การขาดดุลงบประมาณให้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ โดยอาจผ่านการ
ปฏิรูประบบสวัสดิการ การปฏิรูปการใช้จ่ายภาครัฐ และการปฏิรูป
สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ทว่าก็หาได้จริงจัง รังแต่กู้ยืมมาโปะการ
ขาดดุลที่หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ
อีกนัยหนึ่ง นี่ถือเป็นความนิ่งนอนใจที่จะผลักภาระหนี้ให้คน
รุน่ หลัง และการขาดความมุง่ มาดปรารถนาทางการเมืองจริงจังทีจ่ ะ
แก้ปัญหานี้ แม้ว่าสัญญาณอันตรายจะระบุชัดแล้วก็ตาม และก็ยัง
ยืดเยือ้ ต่อไปโดยไม่มที ที า่ ว่าจะแก้ไขได้ในระยะเวลาอันสัน้ และคุกคาม
การเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกไปได้อกี ต่อเนือ่ ง แม้แต่ท�ำ ให้ระบบ
ล่มสลาย
หรืออีกตัวอย่างหนึง่ ในกรณีการเปลีย่ นแปลงสภาพภูมอิ ากาศ
โลก ก็พบความมักง่ายทีจ่ ะแก้ปญ
ั หาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย
กลไกตลาด หรือทีเ่ รียกว่าการค้าคาร์บอน ทัง้ ทีร่ วู้ า่ เป็นแค่การผ่องถ่าย
เงินตรา ซื้อเวลาในระยะสั้นเท่านั้น หาได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้าง
4 จากการเสวนากับศาสตราจารย์ เอจิ โอกุมะ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 25 ต.ค.
2554.

318
319

ในการผลิตและการบริโภคแต่ประการใด
ประเด็นสำ�คัญมีอยูว่ า่ สถาบันทางสังคมนัน้ มีแนวโน้มจะผลัก
ภาระออกนอกตัว โดยหารู้ไม่ว่าสุดท้ายก็ขว้างงูไม่พ้นคอ และมักจะ
ดูเบาความเสี่ยง คิดแต่ได้ในระยะสั้น แทนที่จะพิจารณาในระยะยาว
อย่างยั่งยืน หากขาดการคิดทบทวนตนเองอย่างจริงจัง การคิดตัด
ต้นตอของความเสี่ยงนั้น แทบเป็นไปไม่ได้เลย

อุทกภัยกับการพัฒนาที่ผิดทาง
เช่นเดียวกัน โจทย์เรื่องความเสี่ยงอันเพาะบ่มตัว และการ
กระจายอย่างไม่เป็นธรรม ก็ชวนให้เรามองย้อนดูตนเมือ่ คราวอุทกภัย
นี้ด้วยเช่นกัน
คำ�ถามคราวน้ำ�ท่วมของเราอาจได้แก่ เราได้ผลักภาระน้ำ�
ให้ใครบ้าง เป็นการขว้างงูพ้นคอหรือไม่ และพฤติกรรมเชิงบุคคล
และองค์ ก ารทั้ ง ของหน่ ว ยงานรั บ ผิ ด ชอบและภาคการเมื อ งนั้ น
เป็ น อย่ า งไร เราขาดการประสานงานเพื่ อ ให้ ไ ด้ ข้ อ มู ล ภาพรวม
ใช่หรือไม่ หรือคิดเอาแต่ได้เฉพาะหน้าจากการกักน้ำ�เอาไว้ให้มาก
แต่ไม่ได้คาดการณ์ถงึ ความเสีย่ งทีต่ ามมานัน้ ใช่หรือไม่ การตัดสินใจ
ที่เป็นไปนั้นเป็นแค่การดันทุรังโดยละเลยสัญญาณหายนะใช่หรือไม่
วัฒนธรรมองค์กรเช่นนี้ เมือ่ หลังภัยพิบตั ติ อ้ งได้รบั การศึกษาทบทวน
โดยด่วน ก็ด้วยการแยกให้เห็นชัดว่า อย่างใดคือภัยพิบัติจากน้ำ�มือ
ธรรมชาติ หรืออย่างใดคือภัยพิบัติจากน้ำ�มือมนุษย์

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ทีส่ �ำ คัญไม่แพ้กนั เราต้องหวนกลับไปพิจารณาต้นตอ หรือทีม่ า
ที่ไปของความวิบัติหนนี้ แต่ก็ด้วยจิตใจที่เป็นธรรม โดยอย่าได้รีบไป
กล่าวโทษหรือหาแพะ ทว่าเพื่อให้เห็นโครงสร้างของปัญหา หรือให้
เกิดความรู้สึกร่วมรับผิดชอบร่วมกัน
ก่อนอืน่ อยากให้พจิ ารณาข่าวจากสถานีโทรทัศน์ชอ่ ง 7 ในวันที่
8 กันยายน พ.ศ. 2554 ซึ่งเป็นช่วงที่ภัยน้ำ�ท่วมเริ่มส่อเค้าลางเป็น
หายนะ โดยอย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่าใครผิดใครถูก แล้วลองขบคิดว่า
มีประเด็นอะไรบ้างจากเนื้อข่าวนี้ “ส.ส.ภาคกลาง ค้านผันน้ำ�ลงทุ่ง
ป้องกันน้ำ�เข้ากรุง”5

5 ส.ส.ภาคกลาง ค้านผันน้ำ�ลงทุ่งป้องกันน้ำ�เข้ากรุง. 8 ก.ย. 2554. http://www.ch7.com/
news/news_thailand_detail.aspx?c=2&p=376&d=156751.

320
321

จากข่าวนี้ เมือ่ ประมวลกับสิง่ ทีไ่ ด้รบั ทราบก่อนหน้า พอจะเห็น
ประเด็นดังนี้
1. ปกติภมู ปิ ระเทศบ้านเราแต่ไหนแต่ไร ถ้าฝนตกหนักมาก มันก็
ต้องไหลล้นตลิง่ เข้าทุง่ อยูแ่ ล้ว นีเ่ ป็นไปตามธรรมชาติอย่างเลีย่ งไม่ได้
2. พอมีการขยายเมือง สร้างนิคมอุตสาหกรรม ขยายพืน้ ทีท่ �ำ
การเกษตร รวมทัง้ การแปลงทีด่ นิ รกร้างว่างเปล่าตามธรรมชาติ ให้มา
มีราคาในตลาด ทุ่งที่เคยรับน้ำ�ก็เป็นพื้นที่หาประโยชน์ไปเสียหมด
3. การผันน้ำ�เข้าทุ่งที่ทำ�ตามปกติ คือ ผันเข้าที่นาเกษตรกร
เพราะว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจต่�ำ สุด เมืองมีความเสียหายทาง
เศรษฐกิจสูงสุด แต่นี่ก็สร้างความไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่
เกษตรกร
4. มาปี พ.ศ. 2554 นี้ มีการเปลี่ยนจากการประกันรายได้
มาเป็นการจำ�นำ�ราคาข้าว ดังนั้น ทุกหัวระแหงเลยเร่งปลูกข้าวตาม
นโยบายรัฐบาล หวังว่าจะมีรายได้เอามาชำ�ระหนี้เดิมที่มีอยู่
5. สมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรจึงเลือกสนองความต้องการของ
ประชาชน ละเลยข้อเสนอของผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งสอดคล้องกับ
แนวทางการจัดการน้ำ�แต่โบราณมา
6. ครั้นเมื่อไม่มีที่ให้น้ำ�ไป ก็ดึงน้ำ�ลงมาจากท้ายเขื่อนไม่ได้
พอทำ�ไม่ได้ น้�ำ จากต้นทางทีเ่ ขือ่ นก็ตอ้ งกักเอาไว้เรือ่ ยๆ รอวันทะลัก
ออกมา แม้น�้ำ ผันออกทุง่ จะไม่มากนัก แค่ 300 กว่าล้านลูกบาศก์เมตร
กระนั้น หากบริหารจัดการอย่างต่อเนื่องดีๆ ก็สามารถบรรเทาได้
ระดับหนึ่งทีเดียว

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

จากข้อพิเคราะห์ข้างต้น จะกล่าวโทษใครก็ย่อมได้ ทั้งนักการ
เมือง ทั้งชาวชนบท ทั้งชาวกรุง ทั้งหน่วยงานราชการ หรือแม้แต่
น้�ำ เอง แต่ทสี่ �ำ คัญ ย่อมเลีย่ งไม่พน้ ทีจ่ ะต้องกล่าวโทษตัวเราเองด้วย
ว่าเราทุกคนได้เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาอย่างเลี่ยงไม่พ้น
หากพินจิ ให้ดี ภัยพิบตั ธิ รรมชาติหนนีท้ วีความรุนแรงเนือ่ งจาก
ปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมไทย ไม่ว่าเรื่องแนวทางการพัฒนา
และความเป็นธรรมทางสังคมทีห่ มักหมมไว้นาน และเราปล่อยทิง้ ไว้
ไม่ใส่ใจนั่นเอง
กล่าวโดยสรุปคือ น้ำ�ท่วมคราวนี้น่าจะเตือนใจว่า แนวทาง
การพัฒนาที่เค้นเอาอรรถประโยชน์จากธรรมชาติ และการจัดการ
ความเป็นธรรมทางสังคมทีเ่ อาอรรถประโยชน์เป็นตัวตัง้ คงไปไม่รอด
เสียแล้วกระมัง ที่สำ�คัญคือ เราจะเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาให้ลด
การเอาสังคมมนุษย์เป็นศูนย์กลางลง และเสริมความสอดคล้องกับ
ธรรมชาติได้อย่างไร
แต่จะหาทางออกจากกับดักเช่นนี้ได้ ก็ต้องมีความมุ่งมั่นและ
คุณค่าร่วมกัน ดังนั้น การคิดแบบแบ่งขั้วตามแต่เขตการปกครอง
เช่น กทม. กับนอก กทม. หรือตามการถือครองวัตถุ เช่น พวกคน
ชนชั้นกลาง กับพวกคนชั้นล่าง หรือแม้แต่การคิดแค่ว่า ชนบท
ท่วม เมืองก็ต้องท่วมด้วย ไม่น่าจะพาเราไปไหนได้ไกลนัก มีแต่จะ
พาลงเหวไปอีกเรื่อยไป

322
323

การจัดการน้ำ�ท่วม
คือการจัดการความเป็นธรรมทางสังคม
จากข้างต้นนั้น ได้ชี้ความให้เห็นว่า แนวทางที่เราขับเคลื่อน
สังคมดังผ่านมา ได้สะสมความเสี่ยงไว้มาก และอย่างไม่เป็นธรรม
รอวันปะทุออกมาเป็นภัย โดยได้กล่าวไปนับตัง้ แต่แรกเริม่ เห็นสัญญาณ
หายนะของภัยน้ำ�ท่วม
เมื่อมวลน้ำ�มาจ่อถึงหน้าเมืองหลวง ก็ได้เปิดประเด็นให้เรา
พิเคราะห์เพิ่มอีกประเด็นหนึ่ง การจัดการแก้ไขคลี่คลายมวลน้ำ�นั้น
แม้จะเป็นเรือ่ งทางเทคนิคทีฉ่ ากหน้า แต่เบือ้ งหลังนัน้ ก็เป็นเรือ่ งทาง
สังคมไม่แพ้กัน อุปมาดังเบื้องหลังของบิ๊กแบ็คกั้นน้ำ�นั้น ย่อมมีทั้ง
การประท้วงและเสียงอึงอลแห่งความไม่พอใจของกลุ่มประชาชนอยู่
ชัดแจ้ง ขณะที่ความอึมครึมของเหตุผลสาธารณะในการตั้งแนว
บิ๊กแบ็คนั้นก็สำ�แดงมาโดยน่าเศร้าไม่แพ้กัน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การแก้ปัญหาน้ำ�ท่วมให้บรรเทา ก็เป็นโจทย์
ทางสังคมที่มากกว่าโจทย์ทางเทคนิคให้ต้องแก้ อันเรียกร้องการ
ตัดสินใจเชิงคุณค่า
กล่าวคือ เมื่อเลือกว่าจะยอมให้พื้นที่ใดโดนท่วมบ้าง และจะ
ผันน้ำ�ออกไปที่ใดบ้างนั้น ไม่อาจตัดสินด้วยโมเดลทางคณิตศาสตร์
แต่อย่างเดียว แต่กโ็ ดยเลือกว่าจะตัง้ มัน่ กับคุณค่าแบบใด เช่น หากคิด
แบบอรรถประโยชน์นิยม ก็คือดูภาพรวมให้เกิดความทุกข์น้อยสุด
อาจปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจไว้เพราะมูลค่าของมันเอง และกันไม่ให้
เกิดผลกระทบลุกลามไปยังลูกจ้างทัว่ ไป และให้บางพืน้ ทีต่ อ้ งเสียสละ

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

โดนท่วมต่อไป หากคิดแบบกลุ่มภราดรภาพ ก็เท่ากับไม่มีพื้นที่ใด
ได้รับสิทธิ์ห้ามท่วมเป็นพิเศษ ก็มีแต่เสี่ยงด้วยกัน และร่วมหัวจิต
หัวใจเดียวกัน หากคิดแบบปกป้องความมัน่ คงของมนุษย์อย่างน้อย
ในขัน้ ต่�ำ ก็เป็นได้วา่ อาจยินยอมให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันว่า ทีใ่ ด
โดนน้ำ�ท่วม และที่ใดไม่โดนท่วม แต่ก็ต้องสอดคล้องกับหลักการ
อันรับรองได้ว่า ที่ใดที่ไม่โดนน้ำ�ท่วมนั้น ย่อมต้องสำ�คัญต่อการกู้ภยั
และช่วยเหลือพื้นที่ที่ถูกน้ำ�ท่วมไปแล้วได้
ดังนีเ้ อง เมือ่ ในสังคมมีการเถียงกันเป็นตาย ว่ากรุงเทพมหานคร
นัน้ สามารถถูกน้�ำ ท่วมได้หรือไม่ และในแนวคันกัน้ น้�ำ นัน้ ก็มชี าวบ้าน
ทั้งสร้างและทั้งรื้อในเวลาเดียวกัน การตัดสินใจแก้ไขสถานการณ์
น้ำ�ท่วมนั้น จึงไม่ใช่แค่การกู้บ้านกู้เมืองเท่านั้น หากแต่ยังเป็นการ
กอบกู้หลักการในการอยู่ร่วมกันของสังคมไทยด้วย
ในที่นี้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้นโดยตัวท่านผู้อ่านเอง
ผู้เขียนใคร่ขอนำ�เสนอในรูปแบบของบททดลองทางความคิด ดังใน
กรอบที่ 1

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

324
325

คำ�ถามตั้งต้น

ข้อพิจารณาเบื้องต้น

1. การอธิบายด้วยความไม่เป็นธรรมระหว่าง กทม. กับ
ต่างจังหวัด ด้วยระดับน้ำ�ที่ต่างกัน เพียงพอหรือ?
2. การนำ�เอาเรื่องนี้จับเข้ากรอบคิดเรื่องอุดมการณ์ชนชั้น
เช่น สลิ่ม ชนชั้นกลาง หรือภาษายุทธการ เช่น กรุงแตก
รัฐประหารน้ำ� เพียงพอหรือ?

ภัยคุกคามเดียวกัน ใช่ว่าจะเกิดผลสะเทือนต่อความ
สามารถในการดำ�รงชีวิตอย่างมั่นคงของแต่ละคนได้เท่ากัน
ตัวอย่างตั้งต้น ให้ลองนึกภาพนักบอลซุปเปอร์สตาร์
นักเขียน กับกระเป๋ารถเมล์ เหล่านีล้ ว้ นเจ็บขาเท่าๆ กัน คำ�ถามคือ
เขาได้รับผลสะเทือนต่อความสามารถในการดำ�รงชีวิตอย่าง
มั่นคงเท่ากันหรือไม่?
ถัดมา ให้นกึ นิเวศการใช้ชวี ติ ในเมือง เทียบกับในชนบท
ให้เห็น “นิเวศของการใช้ชวี ติ ” ทัง้ หมด การประทังชีวติ -พึง่ พิง
ระบบโครงสร้างพื้นฐานหรือสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ การ
ไหลเวียนของน้�ำ ท่วม-ขังนิง่ จนเน่าหรือไหลผ่าน แล้วพิจารณาว่า
หากได้รับน้ำ�เท่ากัน จะสะเทือนต่อความสามารถในการดำ�รง
ชีวิตอย่างมั่นคงได้เท่ากันหรือไม่ อย่างไร?

ข้อเท็จจริง
1. จริงๆ ไม่ใช่เรื่องระหว่าง กทม. กับ ต่างจังหวัด เพราะ
ทุกจังหวัด ต่างก็พยายามปกป้องส่วนที่เป็น “เมือง” ของ
ตนเองเอาไว้
2. ต่อให้น้ำ�ท่วม กทม. ก็ไม่ได้มีนัยสำ�คัญต่อระดับน้ำ�ใน
ภาพรวมเลย
3. ถ้าน้ำ�ท่วม กทม. โดยเฉพาะชั้นใน จะท่วม “ขัง” นานกว่า
ที่อื่น เพราะไม่ได้ออกแบบมาให้เป็นทางผ่านน้ำ� แต่วาง
โครงสร้ างให้ถูกล้อมรอบเอาไว้ด้ว ยระบบคั นหลายชั้ น
เปรียบเสมือนเป็นอ่างน้ำ�อันหนึ่ง ที่ว่าถ้าน้ำ�เข้าอ่างแล้ว
มีรูให้น้ำ�ออกอยู่กระจิดริดนิดเดียว

ทางเลือกที่ใคร่ครวญมากขึ้น
ทางเลือกเรื่องการจัดการน้ำ� ย่อมเป็นทางเลือกเชิง
คุณค่า ทางเลือกของการสร้างแนวทางความเป็นธรรมใน
สังคม เลือกว่าจะสร้างผลสะเทือนต่อความสามารถในการ
ดำ�รงชีวิตอย่างมั่นคงของแต่ละคนอย่างไร ดังสถานการณ์
สมมติต่อไปนี้

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

326
327

1. หากน้ำ � จะหลากไหลเข้ า มาทางศู น ย์ บั ญ ชาการความ
ช่วยเหลือ ซึ่งเป็นโกดังและเป็นศูนย์กลางการกระจาย
ถุงยังชีพ โดยที่ข้างๆ ศูนย์นั้นเป็นหมู่บ้านที่ยังไม่ท่วม
แต่กระสอบทรายมีจำ�กัด ปกป้องได้อย่างใดอย่างหนึ่ง
ท่านจะเลือกปกป้องอะไร? หรือเฉลี่ยให้ท่วมเท่ากัน?
2. เขตหนึ่งเป็นชุมชนที่เป็นทางน้ำ�ผ่านตามธรรมชาติ เมื่อ
น้�ำ ผ่านก็ทว่ มมิดแน่ๆ กับในระยะเชือ่ มถึงกันนัน้ เป็นแหล่ง
ของโรงพยาบาลชั้นนำ�ที่มีผู้ป่วยรุนแรงอยู่มาก และแพทย์
ที่นี่สามารถรักษาอาการป่วยจากน้ำ�ท่วมได้แทบทุกชนิด
แต่เช่นเดิม กระสอบทรายมีจำ�กัด ท่านจะเลือกปกป้อง
อะไร? หรือเฉลี่ยให้ท่วมเท่ากัน?
3. หากศูนย์อพยพทีจ่ งั หวัดลิบโพ้น วิวดี อาหารอร่อย สามารถ
รองรับผู้อพยพได้ 2,000 คนมากสุด แต่น้ำ�กำ�ลังจะเข้า
พื้นที่ ก. ประชากรเบาบางอยู่กันสัก 1,500 คน กับพื้นที่
ข. ประชากรหนาแน่น ทาวน์เฮาส์พรึบ อยู่กัน 3,000 คน
เช่นเคย กระสอบทรายมีจำ�กัด ท่านจะเลือกปกป้องอะไร?
หรือเฉลี่ยให้ท่วมเท่ากัน?
ขอเน้นย้ำ�ว่า การไม่ตัดสินใจก็คือการตัดสินใจแบบ
หนึง่ และเสริมว่า ในทีน่ ยี้ งั ไม่ได้ชวนพิจารณาเรือ่ งการปกป้อง

“พืน้ ทีเ่ ศรษฐกิจ” กับการปกป้อง “หน้าตาของประเทศ” ขอพัก
ไว้ก่อน เนื่องจากเป็นเรื่องใหญ่มากและซับซ้อน อีกเป็นเรื่อง
ในระยะยาวมากกว่า และยังขอยกเรื่องความเป็นธรรมในการ
ชดเชยออกไปก่อน เพราะว่าเป็นอีกเรื่องที่ใหญ่มากเช่นกัน
อนึ่ง ที่ชวนคิดแบบนี้ ก็เพราะว่า ความขัดแย้งทาง
สังคมจากการจัดการน้ำ�หนนี้ ส่วนหนึ่งมาจาก การขาดการ
คิดคำ�นึงเชิงสาธารณะ ให้ทุกคนอภิปรายกันได้ว่า เรากำ�ลัง
อยู่ร่วมกันด้วยการให้คุณค่าแบบไหน ต่ออะไร เพื่อว่าใน
ขณะที่น้ำ�ขยายตัวนั้น เรายิ่งต้องเป็นน้ำ�หนึ่งใจเดียวกัน

คำ�ถามสุดท้าย
หากท่านเป็นผู้บริหารประเทศ หรือผู้มีอำ�นาจตัดสินใจ
จากทางเลือกทีท่ า่ นเลือกไปแล้ว ท่านจะอธิบายเป็น “เรือ่ งเล่า
ที่มีเหตุผล” ให้ประชาคมของท่านอย่างไร?

ดังนี้ จึงแสดงนัยสำ�คัญสองประการ ประการแรก เรื่องทาง
เทคนิคย่อมมิอาจแยกจากเรื่องเชิงคุณค่า ทางเลือกแห่งการใช้
เทคโนโลยียอ่ มเป็นทางเลือกเชิงคุณค่าไปด้วย ว่าเรายึดถือแนวทาง
ของความเป็นธรรมในแบบใด อย่าว่าแต่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
ในเรือ่ งอุทกภัยเลย การป้องกันปัญหามิให้เกิดขึน้ ในอนาคตก็เช่นกัน

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

328
329

แม้แต่การเลือกใช้ระบบเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่รับรองการปกป้อง
แทบเต็มร้อยอันมาพร้อมกับคำ�มัน่ ก็เลีย่ งไม่พน้ ยกอำ�นาจให้กบั กลุม่
ชนชัน้ นำ�ทางการเมือง และกลุม่ ชนชัน้ นำ�ทางความรู้ ดังหนึง่ เราละทิง้
ความสามารถในการตรวจสอบความฉ้อฉล และความสามารถในการ
ตั้งคำ�ถามทบทวนตนเองต่อสังคมไทยให้แก่คนอื่นคนไกลไปแล้ว
ทั้งที่จำ�เป็นนักต่อการก้าวไปสู่อนาคตอย่างยั่งยืน
และถัดมาประการที่สอง ทางเลือกของการจัดการย่อมเป็น
บททดสอบประชาธิปไตย ว่าประชาธิปไตยหาใช่การแสวงความมัง่ คัง่
ในเชิงตัวเลข หรือในการแข่งขันในตลาด หรือการยกอำ�นาจให้กับ
ผู้ อ้ า งตนว่ า เป็ น ผู้ รู้ ดั ง ที่ คุ ณ ค่ า ของความเป็ น ธรรมนี้ เ ป็ น ไปได้
หลายแง่ แล้วแต่จะเลือก ร่วมรับผิดชอบ และไม่อาจบอกได้โดย
หลุดลอยจากความเป็นจริงทางสังคมได้ว่า ความเป็นธรรมแบบใด
ดีที่สุด กล่าวคือ ก็ย่อมเป็นทางเลือกของประชาคมนั้นเอง ที่จะ
อภิปรายเลือกแนวทางความเป็นธรรมพร้อมกับเหตุผลแห่งความ
ดีงามที่น้อมยอมรับ และเหตุผลนั้นก็หาใช่เหตุผลอย่างแห้งแล้ง
ที่มาจากการเอาแต่ใช้ความคิดแต่เพียงอย่างเดียว แต่กอปรด้วย
ความเห็นอกเห็นใจ หรือความรู้สึกรู้สาทางศีลธรรม อันว่าโดยทั่วไป
แล้ว แม้กระบวนการนีจ้ ะไม่รบั รองประโยชน์สงู สุด แต่กเ็ ปิดทีเ่ ปิดทาง
ให้เสียงของผู้อ่อนแอ ของผู้ที่ถูกคุกคามความมั่นคง ได้ถูกยินอย่าง
สะเทื อ นใจ และเป็ น มาตรฐานขั้ น ต่ำ � ของความเป็ น ธรรม ดั ง ที่
นั ก เศรษฐศาสตร์ แ ละนั ก ปราชญ์ น ามกระเดื่ อ ง อมาตยา เซ็ น
ได้แถลงเอาไว้6

บทส่งท้าย
วิกฤตเป็นเครือ่ งเตือนใจเรา เรียกร้องความเข้มแข็งทางจิตใจ
ของเรา ให้สามารถเผชิญหน้ากับตัวเราเอง ทบทวนองค์ความรู้ด้วย
ความตระหนักว่า เครื่องมือที่เป็นปัญหาอยู่แล้วนั้นยากจะนำ�มาแก้
สถานการณ์ที่เป็นปัญหา และยิ่งกว่านั้น ย่อมเป็นบททดสอบความ
ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ความรู้สึกรู้สา และความร่วมรับผิดชอบต่อกัน
ในระยะอันสั้นนี้ การปรับทิศทางของการผลิตสร้างความรู้
ย่อมจะสำ�คัญอย่างมาก ดังจะเห็นได้ว่า ในภาวะวิกฤต ความรู้
สำ�เร็จรูปและแบ่งสาขาวิชาโดดๆ นั้นมิใคร่จะมีประโยชน์นัก ก็
น่าสนใจว่า องค์ความรู้ที่ชวนให้เราย้อนมองตนเอง ตั้งสติกับ
ตนเอง เห็นจุดยืนของตนเองกับธรรมชาติ เห็นข้อจำ�กัดของศาสตร์
ต่างๆ นึกทบทวนความเอาแต่ได้ในระยะสั้นและละเลยผู้อื่น พินิจ
พิเคราะห์ทางเลือกด้านคุณค่าต่อเรือ่ งความเป็นธรรม มีความจำ�เป็น
ยิ่งนัก นี่ชัดว่า การมองตนเองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหานั้นสำ�คัญ
ต่อการเรียนรู้ ที่จำ�ต้องเปลี่ยนทิศทาง หากเรายังจะต้องการอยู่รอด
ในโลกและสังคมที่ทวีความเสี่ยงภัย

6 Sen, Amartya. (2009). The Idea of Justice. Harvard University Press & London:
Allen Lane.

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

330
331

ความถูกต้องและ
ความเป็นธรรมในการ
จัดการนํ้าท่วมใหญ่:
ประสบการณ์ไทยและ
เยอรมัน
สุนทรียา เหมือนพะวงศ์

1. บทนำ�
ปัญหาน้ำ�ท่วมใหญ่ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนำ�ความสูญเสียให้
คนไทยจำ�นวนมาก ปัญหาน้ำ�ท่วมโยงกับเรื่องความถูกต้องและ
ความเป็นธรรมในการจัดการน้ำ� ทั้งในเชิงเทคนิค สังคม เศรษฐกิจ
การเมือง และกฎหมาย หากสังคมไทยได้เรียนรู้ผ่านวิกฤตในครั้งนี้
อย่างจริงจัง ก็ถือได้ว่าเราสามารถแปรวิกฤตที่เกิดขึ้นให้เป็นโอกาส
ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไม่ให้เกิดความผิดพลาดอีก
ผู้เขียนในฐานะสมาชิกคนหนึ่งในสังคม ใคร่ขอนำ�บทเรียน
จากประเทศสหพั น ธ์ ส าธารณรั ฐ เยอรมนี ซึ่ ง เคยเผชิ ญ ปั ญ หา
น้ำ�ท่วมใหญ่มาแล้วหลายครั้ง และพยายามแก้ไขปัญหาให้เกิดการ
จัดการน้�ำ ท่วมอย่างยัง่ ยืนมานำ�เสนอ และศึกษาเปรียบเทียบ เพือ่ ให้
เกิดเป็นประเด็นในการค้นหาแนวทางในการปฏิรปู การจัดการน้�ำ ท่วม
อย่างถูกต้อง เป็นธรรม และยั่งยืนมากยิ่งขึ้นในสังคมไทยของเรา
ต่อไป

332
333

2. สภาพปัญหาน้ำ�ท่วม
ภาวะน้ำ�ท่วมเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ แต่การที่
เหตุการณ์น้ำ�ท่วมได้กลายเป็นปัญหาและเป็นภัยพิบัติ ทำ�ให้แต่ละ
ประเทศให้ความสำ�คัญกับเรือ่ งนีม้ ากขึน้ งานวิจยั ของนักวิทยาศาสตร์
จำ�นวนมากต่างยืนยันว่า นอกเหนือจากเหตุการณ์ภยั แล้งทีก่ �ำ ลังจะมี
เพิ่มมากขึ้น เหตุการณ์น้ำ�ท่วมใหญ่ก็จะเกิดบ่อยครั้งขึ้นควบคู่กันไป
ในช่วงที่ผ่านมา ประเทศเยอรมันเผชิญปัญหาน้ำ�ท่วมใหญ่
หลายครั้ง ได้แก่ ในช่วงปี ค.ศ. 1993 และ ค.ศ. 1995 ที่แม่น้ำ�ไรน์
ค.ศ. 1997 ทีแ่ ม่น�้ำ โอเดอร์ ค.ศ. 2002 ทีแ่ ม่น�้ำ เอลเบ และ ค.ศ. 2005
ที่แม่น้ำ�ดานูบ แม้ผู้คนเสียชีวิตไม่มาก แต่มีความเสียหายทาง
ทรัพย์สินเกิดขึ้นเป็นจำ�นวนมาก สำ�หรับประเทศไทยก็ประสบความ
สูญเสียจากน้ำ�ท่วมใหญ่อย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน ความสูญเสีย
ต่างๆ จำ�เป็นต้องรีบเร่งแก้ไข และป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก

3. สาเหตุของปัญหาน้ำ�ท่วม
สาเหตุของปัญหาน้ำ�ท่วมส่วนหนึ่งมาจากปัญหาสิ่งแวดล้อม
ในภาพรวม ไม่วา่ จะเป็นการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สชู่ นั้ บรรยากาศ
การตัดไม้ทำ�ลายป่าและทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ ทำ�ให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก เกิดน้ำ�แข็งละลายมาก เกิดฝน
ไม่ตกตามฤดูกาล หรือเกิดฝนมากเกินไป
นอกเหนือจากนี้ ปัญหาน้ำ�ท่วมยังอาจจะเกิดจากการบริหาร
จัดการน้�ำ ทีไ่ ม่ถกู ต้อง ทำ�ให้ไม่สามารถควบคุมกักเก็บและระบายน้�ำ

เ ห มื อ น อ ยู่ ค น ล ะ โ ล ก

ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเมื่อเกิดปัญหาแล้ว หากไม่มีการแก้ไขจัดการ
อย่างถูกต้องอีก ก็จะยิ่งก่อให้เกิดความเสียหายมากขึ้นเป็นทวีคูณ
ในประเด็ น การจั ด การทรั พ ยากรน้ำ � ให้ ถู ก ต้ อ งนั้ น คำ � ว่ า
“ทรัพยากรน้ำ�” คงมิได้หมายความถึงเพียงตัวน้ำ� หากแต่หมาย
รวมถึงผืนดินที่เกี่ยวข้องกับน้ำ� สิ่งปลูกสร้าง และวัฒนธรรมชีวิต
ความเป็นอยูท่ เี่ กีย่ วข้องทัง้ หมด โดยเฉพาะการเปลีย่ นแปลงถิน่ ฐาน
ที่อยู่อาศัยของมนุษย์ ซึ่งบ่อยครั้งกินพื้นที่เข้าไปในแนวทางเดิน
ของน้ำ� การออกแบบสิ่งปลูกสร้างให้คนสามารถอยู่ร่วมกับน้ำ�ได้
การจัดระบบคูคลองแม่น้ำ�และแหล่งน้ำ�ไม่ถูกต้อง เช่น การสร้าง
เขื่อนกักเก็บน้ำ�ขนาดใหญ่ ทำ�ให้มีการกักเก็บน้ำ�จำ�นวนมาก ขัดต่อ
ธรรมชาติที่น้ำ�จะต้องไหลลงพื้นที่ต่ำ� บางครั้งมีปัญหาในการระบาย
น้ำ�ไม่ทัน การเปลี่ยนแปลงสภาพทางน้ำ� เส้นทางน้ำ� หรือการบุกรุก
ทางน้ำ� ทำ�ให้การไหลของน้ำ�เร็วเกินไป
ปัญหาน้ำ�ท่วมจึงเชื่อมโยงโดยต