ชุดข้อมูลเผยแพร่

สำรวจนิสัย “การอ่าน”

รากฐานสังคม
แห่งการเรียนรู้

พื้นฐานสำคัญที่สุดบนเส้นทางก้าวไปสู่

“สังคมแห่งการเรียนรู้”
ก็คือ การปลูกฝังนิสัยให้คนไทย “รักการอ่าน” ...
นี่คือข้อเท็จจริงที่ดูเหมือนตระหนักกันมาเนิ่นนาน
มาดูกันว่าสถานการณ์เรื่องนี้เป็นอย่างไร

เปรียบเทียบในบ้าน นอกบ้าน...
เด็กไทยอ่านแค่ไหน

ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาชี้ว่า ร้อยละ 80-90 ของความรู้และข้อมูลที่มนุษย์ต้องการค้นหาได้จาก
“การอ่าน” นอกจากนี้ การอ่านยังเป็นช่องทางในการเสริมสร้างจินตนาการและความคิด ซึ่งนำไปสู่การ
เพิ่มขีดความสามารถของเราแต่ละคนอีกด้วย

มาดูกันว่า สถานการณ์การอ่านของเด็กไทยวันนี้เป็นอย่างไร

“นอกบ้
าน” เติบโตช้า...อยู่อันดับ 50 ของโลก

เป็นที่ยอมรับกันโดยไม่มีข้อกังขาว่า การจะปฏิรูปการศึกษาให้ได้ผลนั้นต้องส่งเสริมให้เด็กไทยมี
นิสัย “รักการอ่าน” ควบคู่ไปกับการค้นคว้าด้วยตัวเอง การคิดวิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับ

อย่างไรก็ตาม จากผลการทดสอบโครงการ PISA (Program for International Student Assessment) 1
พบว่า เด็กไทยได้คะแนนเฉลี่ยด้านการอ่านต่ำกว่ามาตรฐานเด็กในกลุ่มประเทศ OECD โดยเมื่อเปรียบ
เทียบผลการสอบในปี 2552 กับ 65 ประเทศทั่วโลก พบว่าความสามารถด้านการอ่านโดยเฉลี่ยของเด็กไทย
อยู่ในอันดับที่ 50*

ภาพเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยด้านการอ่านจากการทดสอบโครงการ PISA พ.ศ.2552
คุณภาพสูง

0

100

200

300

400

จีน (เซี่ยงไฮ้)
เกาหลีใต้
ฟินแลนด์
ฮ่องกง
สิงคโปร์
แคนาดา
ญี่ปุ่น
ไต้หวัน
ลัตเวีย
ลิทัวเนีย
ตุรกี
ไทย
ตูนีเซีย
อินโดนีเซีย
คุณภาพต่ำ

2

1

421
404
402

500

600

อันดับที่
556
อันดับที่
539
อันดับที่
536
อันดับที่
533
526
อันดับที่
524
520 5 อันดับแรก
ของโลกมา
495
จากเอเชีย
482
468
464
ไทยอยู่อันดับที่ 50

1
2
3
4
5

ที่มา เอกสารนโยบายการฃ
ส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้
และคุณภาพเยาวชนฯ
เผยแพร่โดย สสค.

การอ่านตามนิยามของ PISA : ในการทดสอบนี้ PISA ให้นิยาม การรู้เรื่องการอ่าน (Reading literacy) ว่า หมายถึง ความรู้
และทักษะที่จะเข้าใจเรื่องราวและสาระของสิ่งที่ได้อ่าน ตีความหรือแปลความหมายของข้อความที่ได้อ่าน และประเมิน คิดวิเคราะห์
ย้อนกลับไปถึงจุดมุ่งหมายของการเขียนได้ว่าต้องการส่งสารสาระอะไรให้ผู้อ่าน ทั้งนี้เพื่อจะประเมินว่านักเรียนได้พัฒนาศักยภาพใน
การอ่านของตนและสามารถใช้การอ่านให้เป็นประโยชน์ในการเรียนรู้ ในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมและความเป็นไปของสังคมอย่างมี
ประสิทธิภาพ หรือไม่เพียงใด ดังนั้นผลทดสอบที่ปรากฏนี้จึงมีความหมายกว้างกว่าการอ่านออกและอ่านรู้เรื่องในสิ่งที่อ่าน
ตามตัวอักษรเท่านั้น

และเมื่อเปรียบเทียบข้อมูลจากผลการทดสอบ เฉลี่ย 39 นาที โดยกลุ่มที่ใช้เวลาอ่านมากที่สุดคือ กลุ่ม
โครงการ PISA นับจากปี 2543-2552 พบว่า ระดับคะแนน เยาวชน เฉลี่ย 46 นาที ซึ่งเป็นสัดส่วนเวลาอ่านหนังสือที่
ต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับอีกหลายประเทศ
การอ่านของเด็กไทยเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น**

นอกจากนี้ ผลสำรวจครั้งนี้ยังพบว่า สัดส่วนเด็ก
ภาพแสดงคะแนนเฉลี่ ย การทดสอบโครงการ PISA
ของเด็กไทย พ.ศ. 2543-2552
เล็กที่อ่านหนังสือนอกเวลาเรียน ในกลุ่มที่อ่านทุกวัน

มีเพียง ร้อยละ 18.5 ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับกลุ่ม
450
เด็กที่อ่านหนังสือนานๆ ครั้ง ร้อยละ 14.9 โดยกลุ่มที่มี
จำนวนมากที่สุดคือ กลุ่มเด็กที่อ่านสัปดาห์ละ 2-3 วัน
425
ประมาณ ร้อยละ 39.6
400

2543

2546

2549

2552

การอ่าน

ที่มา อัมมาร สยามวาลา ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ และ สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์. การปฏิรูปการศึกษารอบใหม่:สู่การศึกษาที่มีคุณภาพอย่าง
ทั่วถึง. สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย, 2554.

“นิสัยรักการอ่าน” ยังไม่ผสานสู่ชีวิตเยาวชน

พฤติกรรมการอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่ต้องปลูกฝัง
และบ่มเพาะตั้งแต่วัยเยาว์ ข้อมูลการสำรวจการอ่าน
หนังสือของประชากรไทย พ.ศ. 2551 ของ สำนักงาน
สถิติแห่งชาติ พบว่า คนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป ใช้
เวลาอ่านหนังสือนอกเวลาเรียนและเวลาทำงาน วันละ

ภาพแสดงร้อยละของเด็กเล็กที่อ่านหนังสือ
นอกเวลาเรียน จำแนกตามความถี่ของการอ่านหนังสือ
พ.ศ. 2551
ทุกวัน

นานๆ ครั้ง
สัปดาห์ละ
1 วัน

18.5

14.9
9.7

2,110,440 คน

17.3

สัปดาห์ละ
4-6 วัน

39.6
สัปดาห์ละ 2-3 วัน

ที่มา สำนักงานสถิติแห่งชาติ. รายงานการสำรวจการอ่านหนังสือของ
ประชากรไทย, พ.ศ. 2551

3

อ่านน้อย...เพราะอะไร

สถิติล่าสุด ระบุว่า คนไทยแต่ละคนอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ 5 เล่ม ในขณะที่คนเวียดนามอ่านปีละ
60 เล่ม คนญี่ปุ่น 50 เล่ม คนสิงคโปร์ 45 เล่ม คนมาเลเซีย 40 เล่ม****

คำถามหนึ่งที่ตามมาก็คือ ทำไมคนไทยจึงอ่านน้อย?

ติ ดทีวี ไม่ชอบอ่าน อ่านไม่ออก...3 ปมสำคัญ

ข้อมูลของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ ในประเด็นสาเหตุที่ไม่อ่านหนังสือนอกเวลาเรียนและเวลา
ทำงานในกลุ่มประชากรไทยตั้งแต่ 6 ปี ขึ้นไป พบว่า กลุ่มวัยเด็กอายุ 6-14 ปี และ กลุ่มเยาวชนอายุ
15-24 ปี ใช้เวลาไปกับการดูโทรทัศน์มากเป็นอันดับหนึง่ สาเหตุรองลงมาคือ ไม่ชอบอ่านหรือไม่สนใจ

ข้อมูลนี้สะท้อนว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กไทยไม่รักการอ่านมาจากพฤติกรรมติดโทรทัศน์และ
การไม่ปลูกนิสัยรักการอ่านตั้งแต่วัยเด็ก
ตารางแสดงร้อยละของประชากรอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไปที่ไม่อ่านหนังสือนอกเวลาเรียน/นอกเวลาทำงาน
จำแนกตามสาเหตุที่ไม่อ่านหนังสือและกลุ่มอายุ พ.ศ. 2551
สาเหตุที่ไม่อ่านหนังสือ
รวม

100.00

(20,325,173)

วัยเด็ก
(6-14 ปี)
100.0
(1,609,991)

54.3
28.4
21.1
14.2
10.8
6.3
6.0

64.1
2.3
32.4
12.4
0.2
2.5
6.1

รวม

ดูโทรทัศน์
ไม่มีเวลาอ่าน
ไม่ชอบอ่านหรือไม่สนใจ
อ่านหนังสือไม่ออก
สายตาไม่ดี
ชอบฟังวิทยุ
อื่นๆ
ที่มา :

4

กลุ่มวัย
วัยเยาวชน
วัยทำงาน
(15-24 ปี)
(25-59 ปี)
100.0
100.0
(2,250,485) (12,068,508)
63.3
29.1
26.2
6.0
0.3
7.8
7.4

57.4
39.1
21.6
10.5
4.7
6.5
5.3

วัยสูงอายุ
(60 ปีขึ้นไป)
100.0
(4,396,190)
37.6
8.3
13.0
29.3
36.9
6.4
7.1

สำนักงานสถิติแห่งชาติ 2553

อีกสาเหตุที่น่าจับตามองคือ การอ่านหนังสือไม่ออก ในกลุ่มเด็กอายุ 6-14 ปี มีมากถึง ร้อยละ
12.4 ซึ่งถือเป็นอุปสรรคขั้นพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาไปสู่การอ่าน แม้ว่านับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545

พระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ กำหนดให้จัดการศึกษาแบบให้เปล่าแก่เด็กทุกคนถึง 12 ปี แต่
สัดส่วนการไม่รู้หนังสือของเด็กไทยยังคงเป็นปัญหาสำคัญ

เนื
้อหาแบบไหนที่ชอบอ่าน

แม้คนไทยยังมีไม่ชอบอ่านกันมากนัก แต่น่ายินดีที่กลุ่มประชากรที่มี
สัดส่วนการอ่านมากที่สุด ได้แก่ กลุม่ เด็กอายุ 6-14 ปี ทีม่ อี ตั ราคนที่ “อ่าน” ถึง
ร้อยละ 81 ตามด้วยกลุม่ เยาวชน อายุ 15-24 ปี (ร้อยละ 78.6)

ประเด็นที่น่าสนใจคือ เนื้อหาของประเภทหนังสือที่กลุ่มเด็กและเยาวชน
นิยมอ่านกันนั้นคืออะไร เพราะสิ่งนี้คือสิ่งที่สะท้อนคุณภาพการอ่านหนังสือของ
เด็กไทยได้เป็นอย่างดี

หนั
งสือ “บันเทิง” ครองอันดับหนึ่ง

เมื่อพิจารณาประเภทเนื้อหาทั้งกลุ่มเด็กและกลุ่มเยาวชนนิยม
อ่านเป็นอันดับหนึ่ง คือ บันเทิง อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมการอ่านในกลุ่ม
เด็กยังคงให้ความสำคัญกับเนื้อหาประเภทความรู้/วิชาการในสัดส่วนที่
ใกล้เคียงกับความบันเทิง รองลงมาคือ สารคดี/ความรู้ทั่วไป ในขณะที่
ความสนใจเนื้อหาประเภทข่าว ความคิดเห็น/วิเคราะห์มีสัดส่วนไม่ถึง

ร้อยละ 10

ในขณะที่กลุ่มเยาวชนมีความสนใจเนื้อหาประเภทข่าวเพิ่มมาก
ขึ้นจากวัยเด็กอย่างชัดเจน แต่เนื้อหาประเภทสารคดี/ความรู้ทั่วไปและ
ความรู้วิชาการไม่พบว่ากระเตื้องขึ้นตามวัยมากนัก

ตารางแสดงร้อยละของประชากรอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไปที่อ่านหนังสือนอก
เวลาเรียน/นอกเวลาทำงาน จำแนกตามประเภทเนื้อหาสาระของหนังสือที่
อ่าน และกลุ่มวัย พ.ศ. 2551

กลุ่มวัย
2
ประเภทของหนั

สื

ที





วั

เด็

วั

เยาวชน
วัยทำงาน
รวม

รวม
ข่าว
บันเทิง
สารคดี/ความรู้ทั่วไป
ความรู้วิชาการ
ความคิดเห็น/วิเคราะห์
โฆษณา
อื่นๆ
2 ตอบได้ไม่เกิน 2 ประเภท

ที่มา : สำนักงานสถิติแห่งชาติ 2553

100.00

(39,835,217)
50.9
39.1
31.9
24.5
4.8
1.3
3.6

(6-14 ปี)
100.0
(7,111,594)
7.9
53.6
25.5
51.0
2.2
1.1
2.6

(15-24 ปี)
100.0
(8,233,051)
41.2
56.7
30.3
30.6
3.8
1.7
1.5

(25-59 ปี)
100.0
(21,653,687)
68.4
31.6
33.3
15.1
5.9
1.2
3.0

วัยสูงอายุ
(60 ปีขึ้นไป)
100.0
(2,836,886)
53.7
8.9
40.9
12.5
5.9
0.7
17.3

5

วิถีรักการอ่าน ต้องสร้างฐานแต่วัยเด็ก

การปลูกฝังวัฒนธรรมการอ่านตั้งแต่เด็กเล็ก คือวิธีการบ่มเพาะนิสัยรักการอ่านให้แก่เยาวชน
และเรื่องนี้เป็น “ช่องว่าง” ที่ยังรอการเติมเต็มอีกมาก หากเราจะก้าวไปสู่ “สังคมแห่งการเรียนรู้” และ
ปฏิรูปการศึกษาให้เกิดผลกับผู้เรียนอย่างแท้จริง

เด็
กเล็กได้อ่านหนังสือต่ำกว่าครึ่ง!

สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้สำรวจการอ่านหนังสือของประชากรไทยเมื่อ พ.ศ. 2551 พบว่า การ
อ่านหนังสือในกลุ่มเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 6 ปี ทั้งเด็กที่อ่านได้ด้วยตัวเอง และผู้ใหญ่อ่านให้ฟัง จากจำนวน
เด็กเล็กทั้งประเทศมีทั้งสิ้น 5,868,961 คน มีเด็กที่ได้อ่านจำนวน 2,110,440 คน หรือคิดเป็นอัตรา ร้อยละ
36.0 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนเด็กกลุ่มนี้
ตารางแสดงจำนวนและอัตราการอ่านหนังสือของเด็กเล็กนอกเวลาเรียน จำแนกตามเพศ เขตการปกครอง
และภาค พ.ศ. 2551
เพศ เขตการปกครองและภาค
ทั่วราชอาณาจักร
เพศ
ชาย
หญิง
เขตการปกครอง
ในเขตเทศบาล
นอกเขตเทศบาล
ภาค
กรุงเทพมหานคร
กลาง
เหนือ
ตะวันออกเฉียงเหนือ
ใต้

จำนวนเด็กเล็ก (คน)
รวม
อ่านหนังสือ
5,868,961
2,110,440

อัตราการอ่านหนังสือ 3
36.0

3,026,431
2,842,531

1,110,184
1,000,256

36.7
35.2

1,662,381
4,206,581

511,576
1,367,749
892,174
2,125,432
972,031

677,559
1,432,881

40.8
34.1

231,955
442,534
383,233
665,108
387,610

45.3
32.4
43.0
31.3
39.9

3 อัตราการอ่านหนังสือ หมายถึงร้อยละของจำนวนประชากรที่อ่านหนังสือต่อจำนวนประชากรทั้งสิ้นแต่ละกลุ่ม

ที่มา สำนักงานสถิติแห่งชาติ. รายงานการสำรวจการอ่านหนังสือของประชากรไทย, พ.ศ. 2551

6

สำหรั บ ภู ม ิ ภ าคที ่ ม ี จ ำนวนการอ่ า นน้ อ ยที ่ ส ุ ด คื อ ภาคตะวั น ออกเฉี ย งเหนื อ รองลงมาคื อ

ภาคกลาง ภาคใต้ และภาคเหนือ แม้กระทั่งเด็กในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานครยังพบว่ามีอัตรา

การอ่านหนังสือไม่ถึงครึ่งหนึ่ง โดยจากเด็กจำนวน 511,576 คน มีเด็กที่ได้อ่านหนังสือ 231,955 คน หรือ

ร้อยละ 45.3 เท่านั้น

อ่ านหนังสือให้ฟัง พลังปลูกฝังปัญญาให้เด็กไทย

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ “การอ่าน” ยังเป็นจุดอ่อน

ของเด็กไทย พ่อแม่และผู้ปกครองมีส่วนสำคัญในการส่งเสริม
การอ่านให้เด็กและเยาวชนอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็กที่
ยังไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ จากการสำรวจเด็กเล็กที่ได้อ่าน
หนังสือเพราะผู้ใหญ่อ่านให้ฟังเกือบทั้งหมด (ร้อยละ 98.9) และ
มีเพียง ร้อยละ 1.1 เท่านั้น ที่เด็กเป็นผู้อ่านด้วยตนเอง

กลุ่มพ่อแม่และผู้ปกครองที่อ่านหนังสือให้เด็กฟังมี
เหตุ ผ ลจู ง ใจที ่ แ ตกต่ า งและหลากหลาย จากการสอบถาม

ผู้ปกครอง พบว่า เหตุผลที่มีสัดส่วนมากที่สุดคือ เพิ่มพูนความ
ฉลาดและความรู้ รองลงมาคือ ส่งเสริมให้เด็กรักการอ่าน ทำให้
เด็กอารมณ์ดี และเพื่อความบันเทิง

ภาพแสดงร้อยละของเด็กเล็กที่มีผู้ปกครองอ่านหนังสือให้ฟัง
จำแนกตามเหตุผลที่ผู้ปกครองอ่านหนังสือให้ฟัง
พ.ศ. 2551
เพิ่มพูนความฉลาด
ความรู้

47.1

ส่งเสริมให้เด็ก
รักการอ่าน

26.5

ทำให้เด็ก
อารมณ์ดี
เพื่อให้เกิด
ความอบอุ่น
ในครอบครัว

11.4
8.3

บันเทิง 5.7
อื่นๆ 1.0
0

ร้อยละ
10

20

30

40

50

ที่มา : สำนักงานสถิติแห่งชาติ พ.ศ. 2553

7

สารานุกรม 100 หนังสือดี
อีกหนึ่งยุทธวิธีสร้าง “สังคมนักอ่าน”

หนึง่ ในความพยายามปลูกฝังนิสยั “รักการอ่าน”
ให้คนไทย ก็คือ โครงการหนังสือดี 100 เล่ม เพื่อ
พัฒนาคุณภาพเด็กและเยาวชนไทย ที่ สสค. ริเริ่มขึ้น
เพื่อสร้างแรงกระตุ้นสู่นิสัยรักการอ่าน ส่งเสริมให้เกิดการ
เรียนรู้ตลอดชีวิต

โครงการนี้ทำการคัดเลือกหนังสือดีสำหรับเด็ก
และเยาวชน 100 เล่ม ขึ้นมาจัดทำ สารานุกรมแนะนำ
หนังสือดีสำหรับเด็กและเยาวชน โดยแบ่งหนังสือออก
เป็นกลุ่มสำหรับเด็กในวัยต่างๆ ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 18 ปี

คณะบรรณาธิการผูค้ ดั เลือกหนังสือประกอบ
ด้วย รศ.วิทยากร เชียงกุล อาจารย์พรพิไล เลิศวิชา
ผศ.จินดา จำเริญ อ.ปรีดา ปัญญาจันทร์ รศ.เกริก
ยุ้นพันธ์ และ ผศ.รพินทร คงสมบูรณ์

หลักเกณฑ์ในการพิจารณาคัดเลือก 100 เล่ม
• เป็นหนังสือเล่ม: ทั้งหนังสือแต่งและบันเทิงคดี
• เขียนโดยนักเขียนไทย ไม่จำกัดยุคสมัย
• เพี ย บพร้ อ มด้ ว ยวรรณศิ ล ป์ คื อ มี ศ ิ ล ปะในการ
เขี ย นที ่ ด ี มี ค วามไพเราะ อ่ า นแล้ ว สนุ ก สะเทื อ น
อารมณ์ กระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ส่งเสริมให้
เข้าใจชีวิตและสังคม
• เนื้อหา ท่วงทำนอง ภาพประกอบตอบสนองกลุ่ม
นักอ่านรุ่นเยาว์: ตัวละครมีความเชื่อมโยงกับผู้อ่าน
ซึ่งจะทำให้เด็กเยาวชนสามารถซึมซับข้อคิดในการใช้
ชีวิตได้ง่าย และอ่านไม่เบื่อ
• เนื้อหาช่วยให้ผู้อ่านสนใจรากเหง้าของสังคมและ
วัฒนธรรมไทย

สารานุ ก รมเล่ ม นี้ มี ก ำหนดเผยแพร่ ภ ายในสิ้ น

ปี 2555 นี ้

ข้อมูลจาก
* เอกสารนโยบายเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน โดย สสค.
** อัมมาร สยามวาลา ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ และ สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์. การปฏิรูปการศึกษารอบใหม่: สู่การศึกษาที่มีคุณภาพ
อย่างทั่วถึง เอกสารประกอบการสัมมนาวิชาการประจำปี 2554 ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
*** สำนักงานสถิติแห่งชาติ. ผลการสำรวจการอ่านหนังสือของประชากรไทย พ.ศ. 2551
**** ที่มา Ichiro Miyazawa. Promotion Reading : Bangkok World book Champion 2013 and the next step of the alliance to
promote reading.

สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.)
มุ่งจุดประกาย กระตุ้นและสนับสนุนให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้
หนึ่งในภารกิจสำคัญได้แก่ การรณรงค์ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนรักอ่านหนังสืออย่างต่อเนื่องเพิ่มมากขึ้น
เพราะการอ่านเป็นประตูบานใหญ่ที่สุดของการค้นคว้าหาความรู้
ทั้งนี้ การอ่านในที่นี้ไม่ใช่แต่เพียง “อ่านหนังสือออก”
แต่รวมความถึง “การอ่านทำความเข้าใจ คิดวิเคราะห์ และพัฒนาเป็นความรู้เพื่อใช้ในสังคม”
เลขที่ 388 ชั้น 13 ตึกเอสพี (อาคาร เอ) ถ.พหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400
โทรศัพท์ 0-2619-1811 โทรสาร 0-2619-1812 Quality Learning Foundation www.QLF.or.th

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful