แนวคิดทฤษฎีทางการจัดการ 1

บทที่ 2 แนวคิดทฤษฎีทางการจัดการ
วัตถุประสงคเฉพาะบท
1. เขาใจและสามารถอธิบายพัฒนาการทางแนวคิดทางการจัดการได
2. อธิบายความแตกตางของทฤษฎีทางการจัดการได
3. เขาใจและสามารถประยุกตแนวคิดทางการจัดการประเภทตาง ๆ ได
กิจกรรมการเรียนการสอน
1. สไลดประกอบการบรรยาย
2. แบบฝกหัดทายบท
3. แบบฝกหัดทบทวน

Business Administration | 1

แนวคิดทฤษฎีทางการจัดการ 2

บทที่ 2
แนวคิดทฤษฎีทางการจัดการ

Management Approach
แนวคิดทางการจัดการไดมีพัฒนาการอยางตอเนื่องยาวนาน ในสมัยโบราณลักษณะของการ
ผลิ ต และกิ จ กรรมต าง ๆ ทางเศรษฐกิ จ มี ส ภาพเป น เศรษฐกิ จ แบบเกษตร กิ จ การที่ มิได มีป ญหา
ทางดานการจัดการแตอยางใด จนกระทั่งเมื่อไดมีการปฏิวัติอุตสาหกรรมขึ้นในโลก (ประมาณป ค.ศ.
1880 เปนตนมา) หลังสงครามโลกครั้งที่สอง คําวา “ธุรกิจ” มีนัยสําคัญขึ้นมาอยางมาก จากการที่นัก
ธุรกิจอเมริกันประสบความสําเร็จจากการจัดการธุรกิจระหวางสงคราม ทําใหหลักการจัดการธุรกิจ
ไดรับความสนใจมากขึ้น เริ่มมีสถาบันศึกษาการจัดการมากขึ้น แตก็ยังคงเปนการสอนบนมิติเดียว คือ
การจัดการทางธุรกิจ
แนวคิดทางการจัดการซึ่งมีการศึกษาคนควาและนํามาประยุกตใชในปจจุบัน สวนใหญเปน
แนวคิดทางการจัดการที่เกิดขึ้นในยุค 100 กวาปที่ผานมา แนวคิดทางการจัดการที่เกิดขึ้นเหลานั้น
มีการแตกแขนงมากมาย และมีแนวคิดทฤษฎีใหม ๆ เกิดขึ้นอยางตอเนื่องเปนลําดับ อยางไรก็ดีแมวา
ในป จจุบั นวิถีทางตาง ๆ ในการบริห ารจะมีการเปลี่ ยนแปลงไป แต พัฒ นาการในการสร างทฤษฎี
เหลานั้นก็เปนรากฐานตอการบริหารจัดการในยุคปจจุบัน ซึ่งการศึกษาลําดับพั ฒนาการและแนวคิด
ทฤษฎีทางการจัดการ จะทําใหผูศึกษาเขาใจแนวคิดทางการจัดการ และสามารถนําแนวคิดตาง ๆ ไป
ประยุกตไดอยางกวางขวาง
แนวคิดทางการจัดการ (Management Approach)
แนวคิดทางการจัดการแตละแนวทาง มีเปาหมายไปในทิศทางเดียวกัน คือ การทํางานให
สําเร็จตามวัตถุประสงคขององคการ แตแนวคิดตาง ๆ เหลานี้มีจุดเนนหรือวิธีในการจัดการ เพื่อไปให
ถึงเปาหมายแตกตางกัน โดยพัฒนาการของทฤษฎีทางการจัดการ สามารถแบงได ดังนี้
1. ทฤษฎีการจัดการเชิงวิทยาศาสตร (Scientific Management Approach)
2. ทฤษฎีการจัดการเชิงบริหาร (Administrative Management Approach)
3. ทฤษฎีการจัดการเชิงพฤติกรรม (Behavioral Management Approach)
4. ทฤษฎีการจัดการเชิงปริมาณ (Quantitative Management Approach)
5. ทฤษฎีการจัดการรวมสมัย (Contemporary Management Approach)
Business Administration | 2

แนวคิดทฤษฎีทางการจัดการ 3

ทฤษฎีการจัดการเชิงวิทยาศาสตร (Scientific Management Approach)
ทฤษฎีการจัดการเชิงวิทยาศาสตร ถือกําเนิดขึ้นครั้งแรกในศตวรรษที่ 19 (สมัยการปฏิวัติ
อุตสาหกรรม) จากความพยายามของนักคิดที่ตองการพัฒนาประสิทธิภาพการทํางานของแรงงาน
โดย Frederick W. Taylor ซึ่งเปนผูคนคิดสําคัญในการวางหลักการ และทฤษฎีการจัดการที่ถูกตอง
ขึ้นเปนครั้งแรก จนไดรับการยกยองเปน “บิดาแหงการจัดการเชิงวิทยาศาสตร” ซึ่งจากการศึกษา
วิธี การปฏิบั ติ งานดานการผลิต ในระดับ โรงงานเปน ครั้ งแรกนั้ น Taylor ได ประกาศใช ห ลักการ
(principles) ตาง ๆ ที่เขาใชในการปฏิบัติงาน หรือที่เรียกวา การจัดการที่ มีหลักเกณฑ (Scientific
management)
Taylor ไดริเริ่มกระบวนการหาขอสรุปอยางเปนระบบ กับความสัมพันธระหวางคนงานกับ
คนงาน เพื่อที่จะหาวิธีการปรับปรุงและออกแบบกระบวนการในการปฏิบัติงานใหม ซึ่งผลงานที่มี
ชื่อเสียงของ Taylor คือ การจัดการผลผลิตในการขนเหล็กของคนงานโรงงานหลอมเหล็ก โดยคนหา
วิธีการที่ดีที่สุด (One best way) ในการขนเหล็ก ทั้งความเหมาะสมของอุปกรณ การอบรมวิธีการใช
อุปกรณ การแบงสวนงาน และการจายคาตอบแทนแบบรายชิ้น (Piece Rate System) โดยอิง
หลักการทางวิทยาศาสตรในการหาขอสรุปตาง ๆ ซึ่งหลักการสําคัญมี 4 ประการ คือ
1. การทํางานแตละงาน ใหใชวิธีการทางวิทยาศาสตรในการคิดคนและกําหนด “วิธีที่ดีที่สุด”
สําหรับงานนั้น
2. จัดหมวดหมูในการทํางานใหเหมาะสม พรอมแบงงานและความรับผิดชอบระหวางฝาย
บริหารและคนงานอยางเหมาะสม
3. คัดเลือกคนงานที่เหมาะสม แลวฝกอบรมและพัฒนาตามวิธีการที่กําหนด
4. จัดตั้งระบบการประเมินประสิทธิภาพในการทํางาน และระบบการจายคาตอบแทนอยาง
เปนรูปธรรมและเหมาะสม
แฟรค และ ลิเลียน กิลเบอรต (Frank and Lillian Gilberth) เปนผูที่มีผลงานตามทฤษฎี
การจัดการเชิงวิทยาศาสตร โดยมีผ ลงานที่สําคัญ คือ การศึกษาความเคลื่อนไหวและเวลา (Time
and Motion study) เพื่อลดการเคลื่อนไหวที่ไมจําเปนออกไป มุงใหเกิดประสิทธิภาพในการทํางาน
บนตนทุนต่ําสุด ทําใหสามารถลดระยะเวลาในการทํางาน และลดความเมื่อยลาจากขั้นตอนการ
ทํางานที่ไมจําเปน ซึ่งการออกแบบงานและการวางผังโรงงานที่ดี จะชวยเพิ่มประสิทธิภาพในการ
ทํางานได
เฮนรี่ แกนท (Henry Gantt) เปนผูสนับสนุนแนวคิดเดียวกับ Taylor โดยผลงานที่สราง
ชื่ อเสี ย งและยั ง ใช อยู จ นถึ งป จ จุ บั น คื อ การกํ าหนดแผนภู มิ การทํ า งานในรู ป แบบ “แกนท ชาร ต
Business Administration | 3

แนวคิดทฤษฎีทางการจัดการ 4

(Gantt Chart)” ซึ่งแผนภูมิดงั กลาวจะระบุรายละเอียดการทํางาน และกําหนดระยะเวลาแลวเสร็จให
เห็นอยางชัดเจน

ภาพที่ 4 ตัวอยางแผนภูมิแกนท ชารต (Gantt Chart)
ที่มา http://technotusco.blogspot.com/2012/05/pert-chart.html
ทฤษฎีการจัดการเชิงบริหาร (Administrative Management Approach)
ทฤษฎีการจัดการเชิง วิทยาศาสตร มุงเนนใหความสําคัญในการจัดการในระดับปฏิบัติการ
ซึ่งจะใชในวงจํากัด ไมอาจจะประยุกตใชกับการจัดการในภาพรวมทั้งองคการ ดังนั้น จึงเกิดการ
พัฒนาแนวความคิดทฤษฎีการบริหารขึ้น เพื่อกําหนดหลักการบริหารใหชัดเจน และใชจัดการกับ
องคการไดในทุก ๆ ระดับ ผูที่มีบทบาทสําคัญตอการพัฒนาแนวคิดการจัดการเชิงบริหาร คือ เฮนรี่
ฟาโยล (Henry Fayol) นักอุตสาหกรรมชาวฝรั่งเศส เปนบุคคลที่ไดชื่อวาเปน “บิดาของทฤษฎีการ
บริหาร” ผลงานที่สําคัญ คือ การกําหนดกิจกรรมหลักในองคกรธุรกิจ (Business Activities) หนาที่
ทางการจัดการ (Management Functions) และหลักการจัดการ (Principle of Management)
กิจกรรมหลักในองคกรธุรกิจ 6 ประการ ไดแก
1. เทคนิคและการผลิต (Technical & Production)
2. การพาณิชย (Commercial)
3. การเงิน (Financial)
4. ความมั่นคง (Security)
5. การบัญชี (Accounting)
6. การจัดการ (Management)

Business Administration | 4

แนวคิดทฤษฎีทางการจัดการ 5

หนาที่ทางการจัดการ 5 ประการ ไดแก
1. การวางแผน (planning) หมายถึง การคาดการณลวงหนาถึงเหตุการณตาง ๆ ที่จะมีผล
ตอธุรกิจ และกําหนดขึ้นเปนแผนการปฏิบัติงาน หรือวิธีทางที่จะปฏิบัติขึ้นไวเปนแนวทางการทํางาน
ในอนาคต
2. การจัดการองคการ (organizing) หมายถึง การจัดใหมีโครงสรางของงานตาง ๆ และ
อํานาจหนาที่ ใหอยูในสวนประกอบที่เหมาะสมที่จะชวยใหงานขององคการบรรลุผลสําเร็จได
3. การบังคับบัญชาสั่งการ (commanding) หมายถึง การสั่งงานตาง ๆ แกผูใตบังคับบัญชา
ซึ่งผูบริหารจะตองกระทําตนเปนตัวอยางที่ดี และตองเขาใจผูปฏิบัติงานดวย ตลอดในการทํางานของ
คนงานกับองคการที่มีอยู รวมถึงการติดตอสื่อสารภายในองคการดวย
4. การประสานงาน (coordination) หมายถึง การเชื่อมโยงงานของทุกคนใหเขากันได และ
มุงสูเปาหมายเดียวกัน
5. การควบคุม (controlling) หมายถึง การที่จะตองกํากับใหสามารถประกันไดวากิจกรรม
ตาง ๆ ที่ทําไปนั้น สามารถเขากันไดกับแผนที่วางไว
หลักการจัดการ 14 ประการ ไดแก
1. หลักที่เกี่ยวกับอํานาจหนาที่ และความรับผิดชอบ (authority & responsibility) Fayol
เชื่อวาอํานาจหนาที่และความรับผิดชอบเปนสิ่งที่แยกจากกันมิได และอํานาจหนาที่ควรจะมีเทากับ
ความรับผิดชอบ นั่นคือ เมื่อผูใดไดรับมอบหมายใหรับผิดชอบตองานใดงานหนึ่ง ผูนั้นก็ควรจะไดรับ
มอบหมายอํานาจหนาที่เพียงพอ ที่จะใชปฏิบัติงานนั้นใหสําเร็จลุลวงไปไดเปนอยางดี
2. หลักของการมีผูบังคับบัญชาเพียงคนเดียว (unity of command) การกระทําใด ๆ
คนงานควรไดรับคําสั่งจากผูบังคับบัญชาเพียงคนเดียวเทานั้นเพื่อปองกันมิใหเกิดความสับสนในคําสั่งที่
เกิดขึ้นนั่นเอง
3. หลักของการมีจุดมุงหมายรวมกัน (unity of direction) ทั้งนี้เพราะกิจกรรมของกลุมที่มี
เปาหมายอันเดียวกัน ควรจะตองดําเนินไปในทิศทางเดียวกันและเปนไปตามแผนงานเพียงอันเดียว
รวมกัน เพื่อใหเกิดประสิทธิภาพในการบรรลุเปาหมายขององคการ
4. หลักของการธํารงไวซึ่งสายงาน (scalar chain) ซึ่งก็คือสายการบังคับบัญชาจากระดับสูง
มายังระดับต่ําสุดในองคการ ที่จะเอื้ออํานวยการใหการบังคับบัญชาเปนไปตามหลักของการมี
ผูบังคับบัญชาเพียงคนเดียวและชวยใหเกิดระเบียบในการติดตอสื่อสารในองคการอีกดวย
5. หลักของการแบงงานกันทํา (division of work or specialization) คือการแบงงานกัน
ทําตามความถนัด เพื่อใหเกิดการใชประโยชนของบุคลากรในองคการอยางมีประสิทธิภาพสูงสุดตาม
หลักเศรษฐศาสตร
Business Administration | 5

แนวคิดทฤษฎีทางการจัดการ 6

6. หลักเกี่ยวกับระเบียบวินัย (discipline) ระเบียบวินัยในการทํางานนั้นเกิดจากการปฏิบัติ
ตามขอตกลงในการทํางาน โดยมุงที่จะกอใหเกิดความเคารพเชื่อฟงและทํางานตามหนาที่ดวยความ
ตั้งใจ ทั้งนี้ผูบัญชาจะตองมีความยุติธรรม และเปนตัวอยางที่ดีแกผูใตบังคับบัญชาดวย
7. หลักของการถือประโยชนสวนบุคคลเปนรองจากประโยชนสวนรวม (subordination of
individual to general interest) ระบุไววา เปาหมายของสวนบุคคลหรือของสวนยอยตาง ๆ ควรให
สอดคลองกับเปาหมายของกลุม เพื่อที่จะใหสําเร็จผลตามเปาหมายของกลุม (องคการ) นั้นอยางมี
ประสิทธิภาพ
8. หลักการของการใหผลประโยชนตอบแทน (remuneration) ตองมีความยุติธรรมและให
เกิดความพอใจและประโยชนมากที่สุดแกทั้ง 2 ฝาย คือลูกจางและนายจางใหสามารถดํารงอยูไดใน
ภาวการณปจจุบัน
9. หลักของการรวมอํานาจไวสวนกลาง (centralization) การจัดการควรจะมีการรวม
อํานาจไวที่จุดศูนยกลางเพื่อที่จะควบคุมสวนตาง ๆ ขององคการไวไดเสมอ ทั้งนี้เพื่อใหเกิดประโยชน
รวมสูงสุดเทาที่จะทําได
10. หลักของความมีระเบียบเรียบรอย (order) การจัดระเบียบสําหรับการทํางานของคนงาน
ในองคการนั้น ผูบริหารจําตองกําหนดลักษณะและขอบเขตของงานใหถูกตองชัดเจน พรอมทั้งระบุถึง
ความสัมพันธตองานอื่น (ผังการจัดองคการ organization chart) เพื่อใหเกิดการทํางานรวมกันอยาง
เปนระเบียบเรียนรอย
11. หลักของความเสมอภาค (equity) ผูบริหารตองยึดถือเรื่องของการเอื้ออารีและความ
ยุติธรรมเปนหลัก เพื่อใหผูใตบังคับบัญชาเกิดความจงรักภักดีและอุทิศตนในการทํางานใหกับองคการ
12. หลักของความมีเสถียรภาพของการวาจางทํางาน (stability of tenure) การที่คนเขา
ออกมากยอมเปนสาเหตุของการสิ้นเปลือง และทําใหการจัดการงานไมเกิดประสิทธิภาพ ดังนั้นทั้ง
ผูบริหารและคนงานจะตองใชเวลาระยะหนึ่งเพื่อเรียนรูงานจนทําไดดีเสียกอน
13. หลักของความคิดริเริ่ม (initiative) การชวยคิดริเริ่มของคนงานทุกคนภายในของเขตที่คน
คนนั้นพึงคงมี จะเปนพลังอันสําคัญที่จะทําใหองคการเขมแข็งขึ้นตลอดจนแผนงานและเปาหมายตางๆ
ก็จะถูกทําใหสําเร็จไดอยางมีประสิทธิภาพสูงสุดดวย
14. หลักของความสามัคคี (esprit de corps) คือ การเนนถึงความจําเปนที่ทุกคนในองคการ
จะตองทํางานเปนกลุมที่เปนอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อจะใหเกิดการบรรลุเปาหมายขององคการเปน
อยางดีภายในทิศทางเดียวกัน
นอกจาก Fayol แลว ในระหวาง ค.ศ. 1920-1930 ก็ไดมีนักทฤษฎีบริหารคนอื่น ๆ เชน
Luther Gulick และ Lyndall Urwick ไดมีทัศนะตามแนวคิดของ Fayol โดยไดพัฒนาหลักการซึ่ง
Business Administration | 6

แนวคิดทฤษฎีทางการจัดการ 7

ถูกเขียนเปนเอกสารขึ้นในป ค.ศ. 1937 ชื่อวา “Paper in the Science of Administrative” ซึ่ง
สรุปหลักการได ดังนี้
1. วางคนใหเหมาะสมกับโครงสรางขององคการ
2. ยอมรับผูบริหารระดับสูงคนใดคนหนึ่งในฐานะที่เปนแหลงของอํานาจหนาที่
3. ปฏิบัติตามหลักการ มีผูบังคับบัญชาเพียงคนเดียว
4. ใชเจาหนาที่ใหคําแนะนําปรึกษาเฉพาะดานและทั่วไป
5. จัดแผนกงานตามความมุงหมาย กระบวนการ และสถานที่
6. มอบหมายงานและใชประโยชนจากหลักของขอแตกตาง
7. กําหนดขนาดการควบคุมที่เหมาะสม
จะเห็นไดวา แนวความคิดทฤษฎีการบริหารนั้นสามารถใชไดอยางกวางขวาง และเปนสากล
สามารถใชเปนแนวทางสําหรับองคการทุก ๆ แบบทุก ๆ ระดับ
ทฤษฎีระบบราชการ (Bureaucracy Approach)
ในยุคการจัดการสมัยเดิม มีแนวคิดที่สําคัญอีกแนวคิดหนึ่งก็คือ “ทฤษฎีระบบราชการ” โดย
Max Weber นักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน ในป ค.ศ. 1900 ซึ่ง Weber เชื่อวา แนวคิดนี้ใชไดอยางมี
ประสิทธิภาพในองคกรขนาดใหญที่มีความซับซอน ซึ่งพอจะสรุปหลักการได ดังนี้
1. มีการแบงงานกันทําเฉพาะดานตามความถนัดอยางเหมาะสมอยางชัดเจนและสัมพันธกัน
2. มีการจัดลําดับชั้นของอํานาจหนาที่ไวอยางชัดเจน และลดลั่นกันลงมา
3. ใชระบบของกฎเปนหลักประกันของการทํางานใหบรรลุเปาหมาย และขจัดความไม
แนนอนในการปฏิบัติงาน
4. เนนความสัมพันธระหวางบุคคลเปนทางการ ไมเปนสวนตัว (impersonal)
5. การเลื่อนขั้นเลื่อนตําแหนงจะพิจารณาบนพื้นฐานของความมีอาวุโสและความสําเร็จ
6. มุงเนนการเก็บบันทึกไวเปนหลักฐาน เพื่อประโยชนในการบริหารงานในอนาคต
จะเห็ นได วา แนวคิ ดหลั กของการบริห ารระบบราชการ เปนการสร างความชั ดเจนของ
ขอบเขตอํานาจหนาที่ ซึ่งจะตองมีการแบงงานกันเฉพาะดานอยางชัดเจน และลดหลั่นของอํานาจ
หนาที่ ผูที่มีอํานาจสูงกวาก็จะทําหนาที่กํากับดูแลผูที่มีอํานาจนอยกวา ตามสายการบังคับบัญชาของ
ตน เป น การใช กฎระเบี ย บเป น ป จ จั ย หลั กในการควบคุ มการทํ างานในทุ ก ๆ ระดั บ ส งเสริ ม
ความกาวหนาทางตําแหนงไปตามความสามารถ โดยไมยึดความสัมพันธสวนตัว และเนนการจด
บันทึกเปนหลักฐาน ซึ่งนับวาเปนระบบที่มุงใหเกิดความชัดเจนอยางแทจริง แตอยางไรก็ตามแนวคิด
นี้ ก็ ได ถูก วิ พากษ ว ามี จุ ด อ อนในเรื่ อ งของการมี ร ะเบี ย บแบบแผนมากจนเกิ น ไป ทํ า ให ข าดความ
Business Administration | 7

แนวคิดทฤษฎีทางการจัดการ 8

คลองตัวและเกิดความลาชา (red tape) จึงไมเหมาะสมกับองคกรที่ตองการความคลองตั วสูง
และตองการความคิดริเริ่มสรางสรรคของสมาชิกในองคการ
ขอดีและขอเสียของการบริหารงานระบบราชการ
ขอดี
1. สรางความชัดเจนในการทํางานโดยเนนการแบงงานกันทําเฉพาะดาน
2. ระบบของโครงสรางขององคการมีความชัดเจน เนื่องจากอํานาจหนาที่ไดถูกจัดสรร และ
จัดระเบียบใหลดหลั่นลงมาเปนลําดับชั้นอยางชัดเจน ไมเกิดความสับสนในบทบาทและหนาที่
3. มีความมั่นคงและมีความชัดเจน เนื่องจากการดําเนินการใหระบบของกฎและความมี
เหตุผล และการจดบันทึกเปนหลักฐาน การตัดสินใจตาง ๆ อยูบนพื้นฐานของหลักการที่ถูกตองมากวา
ความคิดสวนตัวหรือดุลยพินิจ
4. สนับสนุนระบบประชาธิปไตยในองคกร
ขอเสีย
1. เนนใหความสําคัญที่กฎ โดยบุคคลจะตองปรับพฤติกรรมและบุคลิกภาพไปตามความ
ตองการของระเบียบมาตรฐานที่กําหนดไว จึงทําใหขาดความกระตือรือรนในการทํางาน โดยมุงทํา
เพียงแคมาตรฐานเทานั้น
2. ขาดความคลองตัวและยืดหยุน เนื่องจากกฎระเบียบมาตรฐานที่ตายตัว
3. เสียคาใชจายสูงเนื่องจากการพยายามรักษากฎระเบียบ ซึ่งจะทําใหระบบการทํางาน
ซ้ําซอนและลาชา
4. ขาดการประสานงานในภาพรวมทั้งองคการ เนื่องจากการแบงงานกันทําเฉพาะดาน
เฉพาะหนวย
ทฤษฎีการจัดการเชิงพฤติกรรม (Behavioral Management Approach)
แนวคิดการจัดการเชิงพฤติกรรม เกิดขึ้นจากความมุงมั่นที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการทํางานของ
คนงาน ทฤษฎี นี้มุงเนน ไปที่การศึกษาเชิ งพฤติ กรรม และพฤติ กรรมนั้ น ๆ ควรเป นพฤติ กรรมที่
มองเห็นไดอยางเปนรูปธรรม หรือพิจารณาในรูปของการทดลองและการวัดได
แมรี่ ปารคเกอร ฟอรเลท (Mary Parker Follet: 1868-1933) เชื่อวาคนงานจะเพิ่ม
ประสิทธิภาพในการทํางานของตน เมื่อไดมีโอกาสแสดงความคิดเห็น และเห็นวาอํา นาจควรมากับ
ความรู ดังนั้น ผูที่จะรับผิดชอบในหนาที่ตาง ๆ ควรมีความรูเปนอยางดี นอกจากนี้ยังใหความสําคัญ
ระหวางการประสานงานกับหนาที่ระหวางฝายตาง ๆ แนวคิดของ Follet จึงเปนแนวคิดทางการ
จัดการที่ใหความสําคัญกับความเปนมนุษยมากกวาของ Taylor
Business Administration | 8

แนวคิดทฤษฎีทางการจัดการ 9

เอลตัน เมโย (Elton Mayo: 1924-1932) นักจิตวิทยาชาวสหรัฐอเมริกา ไดทําการวิจัยจน
เกิด ผลงานอั นเป นที่รู จักกั นเป นอย างดี เรี ยกว า “Hawthorne study” หรื อ “Hawthorne
experiment” โดยมุงตัวแปรไปที่ระยะเวลาในการทํางานกับความเหนื่อยลา ที่อาจมีผลตอผลผลิต
จากผลการทดลอง พบวา ปจจัยการผลิตอื่น ๆ อาทิเชน เงิน แสงสวาง และระยะเวลาหยุดพัก มิได
แปรผันตรงกับผลผลิต แตกลับมีปจจัยอื่นที่สงผลกระทบตอผลผลิตของคนงาน ไดแก ปจจัยที่เกี่ยวกับ
พฤติ กรรมของมนุ ษย ซึ่ งหมายถึ งความสัมพั นธ ร ะหว างสมาชิกขององคกร ความรู สึกและความ
คาดหวังของคนงาน ตลอดจนเปาหมายและแรงจูงใจในการทํางานของคนงาน เปนตน นอกจากนี้
การศึกษาของ Mayo ยังสรุปไดวา โดยธรรมชาติของมนุษยจะมีพฤติกรรม 2 แบบคือ
1. พฤติกรรมที่เปนไปตามเหตุผล
2. พฤติกรรมที่เปนไปตามอารมณซึ่งเปนพฤติกรรมที่เกิดขึ้นอยางไมมีเหตุผล
ดังนั้น ในการที่ใหปจจัยผลตอบแทนหรือคาจางสูง เพื่อใหคนงานเพิ่มประสิทธิภาพในการ
ทํางานสูง ซึ่งถือวาเปนพฤติกรรมที่เปนไปตามเหตุผล อาจจะเปนความเขาในที่ไมถูกตองทั้งหมด
เนื่องจากมนุษยไมใชเครื่องจักร มนุษยมีจิตใจและความรูสึก มีความแปรปรวนทางดานอารมณ
ปจจัยจูงใจที่เปนตัวเงินเพียงอยางเดียวนั้น จึงไมเพียงพอตอการใชในการเพิ่มประสิทธิภาพในการ
ทํ า งานหรื อเพิ่ ม ผลผลิ ต ยั ง มี ป จ จั ย อื่ น ๆ ที่ เ ป น ป จ จั ย ที่ ใ ช ต อนสนองเรื่ อ งราวทางด านจิ ต ใจ
และความสัมพันธทางสังคมระหวางกัน นอกจากนี้ Mayo ยังไดศึกษาในลําดับตอมาเกี่ยวกับเรื่อง
ลักษณะของผูนํา (leadership) การพัฒนาพนักงาน (employee development) และการ
ติดตอสื่อสาร (communication)
ทฤษฎีการจัดการเชิงปริมาณ (Quantitative Management Approach)
แนวคิดการจัดการเชิงปริมาณ เกิดขึ้นในชวงสงครามโลกครั้งที่ 2
เปนวิธีการพัฒนา
ประสิทธิภาพในการบริหารงานและการเพิ่มผลผลิต โดยใชความรูทางคณิตศาสตรเชิงปริมาณ สถิติ
ตลอดจนคอมพิ ว เตอร และเทคโนโลยี ส ารสนเทศมาใช ป ระมวลผล เพื่ อช ว ยในการบริ ห ารจั ด การ
ทฤษฎี ก ารจั ด การเชิ ง ปริ ม าณ เป น วิ ธี ก ารที่ ป รากฏในป จ จุ บั น ประกอบด ว ยหลายสาขา ได แ ก
วิ ทยาศาสตร การจั ด การ (Management Science) การจั ด การเชิ งปฏิ บั ติ ก าร (Operation
Management) และระบบสารสนเทศทางการจัดการ (Management Information System)
วิทยาศาสตรการจัดการ (Management Science) เปนการนําทฤษฎีทางคณิตศาสตร
และเครื่องมือทางสถิติมาชวยในการตัดสินใจ ไดแก ระเบียบวิธีเชิงเสน (Linear Programming)
ระบบแถวคอย (Queuing System) และตัวแบบเชิงปริมาณตาง ๆ โดยเครื่องมือเหลานี้สามารถนํามา
ประยุกตใชในการเตรียมการใหเหมาะสมกับการใหบริการ การผลิต และการดําเนินงานตาง ๆ ได เชน
Business Administration | 9

แนวคิดทฤษฎีทางการจัดการ 10

การคํานวณหาจํานวนพนักงานที่เหมาะสม ณ หนวยบริการ การคํานวณปริมาณการผลิต เพื่อใหได
ตนทุนต่ําสุดหรือกําไรสูงสุด เปนตน
การจัดการเชิงปฏิบัติการ (Operation Management) มุงใชเทคนิคตาง ๆ เพื่อวิเคราะห
กระบวนการผลิต (operation system) อันนํามาซึ่งการเพิ่มประสิทธิภาพในการทํางาน รวมถึงการ
จัดระบบการขนสง (Logistics) และการบริการตาง ๆ เชน การจัดการวัตถุดิบ การจัดการสินคาคง
คลัง การจัดการการผลิต เปนตน
ระบบสารสนเทศทางการจัดการ (Management Information System) เปนการ
ออกแบบฐานขอมูลทางการบริหารจัดการ เพื่อชวยผูบริหารในการตัดสินใจ เนื่องจากความถูกตอง
และความรวดเร็วในการประมวลผลขอมูลตาง ๆ จะสรางความไดเปรียบทางการแขงขันใหกับองคกร
การจัดการระบบสารสนเทศ จึงเปนการนํ าเทคโนโลยี ทางคอมพิวเตอร มาผสมผสานกับ หลักการ
จัดการเพื่อสรางและบริหารขอมูลองคกร ทําใหผูที่เกี่ยวของในมิติตาง ๆ สามารถนําขอมูลไปใชได
อยางมีประสิทธิผลสูงสุด
ทฤษฎีการจัดการรวมสมัย (Contemporary Management Approach)
แนวคิดการจัดการรวมสมัย เปนการพัฒนาหาวิธีการตาง ๆ เพื่อนํามาใชเพิ่มประสิทธิภาพใน
การบริหารจัดการองคการอยางตอเนื่อง ซึ่งปจจุบันมีแนวคิดและวิธีการหลายประการ ที่นํามาศึกษา
และประยุกตใช เชน
แนวคิดเรื่องระบบ (Systems Approach) เปนการมองวาองคกรทุกองคกรเปนระบบใหญ
ซึ่งประกอบดวยระบบยอยตาง ๆ ภายในองคกร อาทิ การวางแผน การบริหารทรัพยากรบุคคล การ
ประเมินผล การจายคาตอบแทน การควบคุม ตลอดจนการเงิ นและการผลิต เปนตน ดังนั้น การ
บริหารจัดการใหองคกรหรือระบบใหญมีประสิทธิภาพ จําเปนตองคํานึงถึงการทําใหระบบยอยตาง ๆ
ทําหนาที่ไดอยางมีประสิทธิภาพ ซึ่งระบบยอยเหลานี้จะมีผลกระทบซึ่งกันและกันอยูตลอดเวลา เชน
เมื่อผูบริหารเปลี่ยนแปลงระบบการจายคาตอบแทนแกพนักงานขาย โดยเพิ่มคาคอมมิชชั่นมากขึ้น
สงผลใหพนักงานขายเรงเพิ่มยอดขาย ทําใหองคกรมีรายไดมากขึ้น ขณะเดียวกันระบบการผลิตก็ตอง
เรงเพิ่มยอดการผลิตใหมากขึ้น เพื่อใหเพียงพอตอความตองการหรือยอดขาย ทั้งนี้การผลิตที่เพิ่มขึ้น
ยังนํามาซึ่งความประหยัดตอขนาด (economic of scale) ซึ่งมีผลทําใหตนทุนสินคาลดลง และทําให
องคกรมีกําไรสูงขึ้น เปนตน

Business Administration | 10

แนวคิดทฤษฎีทางการจัดการ 11

ภาพ 5 แนวคิดเชิงระบบ (System Approach)
ที่มา (ศิริวรรณ เสรีรัตน และคณะ, 2545, หนา 25)
แนวคิดการจัดการตามสถานการณ (Situational Approach) เปนแนวคิดซึ่งชี้ใหผูบริหาร
เห็นวา การเลือกใชวิธีการบริหารจัดการแบบใดจึงจะมีประสิทธิภาพสูงสุดนั้น ขึ้นอยูกับสถานการณใน
แต ล ะสถานการณ การแก ป ญ หาทางการจั ด การจึ ง ไม อ าจหาวิ ธี ก ารใดที่ ดี ที่ สุ ด เพี ย งวิ ธี เ ดี ย วได
ผูบริหารจําเปนตองศึกษาสภาพแวดลอมตาง ๆ ตลอดจนติดตามการเปลี่ยนแปลงของสถานการณอยู
ตลอดเวลา เพื่ อ ให ส ามารถเลื อกใช วิ ธี ก ารบริ ห ารจั ด การที่ เ หมาะสมกั บ สถานการณ (Optimal
Solution)
สรุป
สิ่งสําคั ญประการหนึ่งของการจั ดการ คือ การรูจั กพัฒ นาการของแนวคิด ทางการจั ดการ
ตั้งแตอดีตมาจนถึงปจจุบัน การรูจักพัฒนาการของแนวคิดนี้จะชวยใหผูบริหารเขาใจรากฐานทาง
ความคิด ตลอดจนสาเหตุของแนวคิดตาง ๆ เพื่อที่จะสามารถนํามาประยุกตใชกับปญหาตาง ๆ ที่
ผูบริหารจะตองตัดสินใจ
แนวคิ ด ทางการจั ด การ เริ่ ม ขึ้ น ในยุ ค ปฏิ วั ติ อุ ต สาหกรรม โดยเริ่ ม จากการศึ ก ษาเชิ ง
วิทยาศาสตร ทฤษฎีการจัดการเชิงวิทยาศาสตร เนนการทดลองเพื่อใหไดกระบวนการ ขั้นตอน และ
วิธีที่ดีที่สุดในการทํางาน เพื่อลดความสูญเสียใหไดมากที่สุด หรือไดรับผลลัพธดีที่สุดในการทํางาน
Business Administration | 11

แนวคิดทฤษฎีทางการจัดการ 12

นักคิ ดและนั กวิช าการยังกํ าหนด “แนวคิ ดการจั ด การเชิ งบริ ห าร” ที่เ สนอกฎเกณฑ ป ละหลักการ
บริหารจัดการ ใหมีกระบวนวิธีที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
จากนั้นเริ่มมีการทดลองทางวิทยาศาสตร ศึกษาปจจัยตาง ๆ ที่มีผลกระทบตอผลผลิตของ
พนักงาน จนพบวาปจจัยที่มีสวนกระตุนผลผลิตของพนักงาน ขึ้นอยูกับปจจัยอื่น ๆ ที่ไมใชปจจัยการ
ผลิต ไดแก ปจจัยดานพฤติกรรมมนุษย ซึ่งการคนพบนี้ไดรับการพัฒนาเปน “ทฤษฎีการจัดการเชิง
พฤติกรรม” ที่ใหความสําคัญเกี่ยวกับคนและความรูสึกนึกคิดของคน
แนวคิ ด การจั ด การมี พัฒ นาการไปสู การใช เ ทคโนโลยีมากขึ้ น ดว ย “ทฤษฎี การจัด การเชิ ง
ปริมาณ” ที่เชื่อมั่นในการนําทฤษฎีทางคณิตศาสตร ขอมูลทางสถิติ และเทคโนโลยีสารสนเทศมาชวย
ในการบริหารจัดการ
“ทฤษฎีการจัดการรวมสมัย” เสนอวิธีการที่หลากหลายในการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหาร
จัดการ ดวยการพิจารณาระบบที่เกี่ยวของกับองคกร ไดแก แนวคิดเรื่องระบบ ซึ่งเนนใหความสําคัญ
กับระบบตาง ๆ ภายในองคกร เพื่อใหองคกรซึ่งเปนระบบใหญสามารถทํางานไดอยางมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ แนวคิดการจัดการตามสถานการณ เสนอวาผูบริหารควรใชวิธีการที่แตกตางกันไปในแตละ
สถานการณ ซึ่งจะเปนผลใหการบริหารจัดการเปนไปอยางมีประสิทธิภาพ

Business Administration | 12

แนวคิดทฤษฎีทางการจัดการ 13

แบบฝกหัด
บทที่ 2 แนวคิดทฤษฎีทางการจัดการ
1. ทฤษฎีการจัดการเชิงวิทยาศาสตรมีหลักแนวคิดอยางไร จงอธิบาย
2. จงอธิบายหลักการของทฤษฎีการจัดการเชิงบริหาร
3. จงอธิบายความแตกตางระหวางทฤษฎีการจัดการเชิงวิทยาศาสตร และทฤษฎีการจัดการเชิง
บริหาร มาใหเขาใจพอสังเขป
4. แนวคิดทฤษฎีการจัดการเชิงพฤติกรรมเปนอยางไร ผูเสนอแนวคิดคือใครบาง และแตละคนมี
แนวคิดอยางไร จงอธิบาย
5. จงเปรียบเทียบความเหมือนหรือความแตกตางของทฤษฎีการจัดการเชิงวิทยาศาสตร กับทฤษฎี
การจัดการเชิงพฤติกรรม
6. ในสถานการณธุรกิจปจจุบัน ถาทานเปนผูบริหารองคกร ทานจะใชทฤษฎีการจัดการใดมา
ประยุกตใช จงอธิบายพรอมยกเหตุผลประกอบ

Business Administration | 13