Self-Concept

ตัวตนและอัตมโนทัศน์ กับบุคลิกภาพ
1. มโนภาพแห่งตน (Self-Concept) คืออะไร ?
มโนภาพแห่งตน หมายถึง ผลรวมทั้งหมดของลักษณะประจำาตัว ความสามารถ ค่า
นิ ยม เจตคติ ที่บุคคลเชื่อว่า เป็ นสิง
่ อธิบายตัวเขาว่าเป็ นอย่างไร หรือ มโนภาพแห่ง
ตน หมายถึง แนวคิดเกี่ยวกับตนเองว่า เป็ นใคร เป็ นอะไร ซึ่งเปรียบเสมือนมองเงา
ในกระจกที่สะท้อนให้บุคคลได้เห็นตนเอง ร้จ
้ ักตนเอง หรืออาจกล่าวได้ว่า มโนภาพ
แห่งตน หมายถึง เนื้ อหาความร้้เกี่ยวกับตนเองที่บุคคลรับร้้
มโนภาพแห่งตน มีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด กับการนับถือตนเอง แต่ไม่ได้เป็ น
สิง
่ เดียวกัน หากบุคคลมีมโนภาพแห่งตนในทางที่ดี จะทำาให้เพิม
่ การนับถือตนเอง
ภาคภ้มิใจในตนเองมากขึ้น
การใช้ชีวิตประจำาวัน มีผลต่อมโนภาพแห่งตน และในทางกลับกันการที่บุคคลมี
มโนภาพแห่งตนอย่างไรก็มีผลต่อการทำางาน มีผลต่อการดำาเนิ นชีวิตประจำาวัน
ของบุคคลด้วยเช่นกัน
มโนภาพแห่งตนสามารถแบ่งออกได้เป็ น 4 ส่วน ดังภาพ

ที่มา Joseph Massie and John Douglas, Managing : A Contemporary
Introduction
(Englewood Cliffs, NJ : Prentice-Hall), P. 317.
1. Ideal Self เป็ น ภาพที่บุคคลอยากเห็น อยากเป็ นในอนาคต สำาหรับบางคนภาพ
จะชัดเจน เพราะเขาร้้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง สิง
่ ที่เขาต้องการในชีวิต และจะต้อง
ทำาอย่างไรจึงจะเป็ นได้ สำาหรับบางคนอาจจะมีภาพไม่ชัดเจน และบางคนอาจจะมี
ภาพที่ไม่สอดคล้อง กับความจริงหรือเป็ นไปไม่ได้ สิง
่ ที่มักจะทำาให้บค
ุ คลมีปัญหาก็
คือ การที่บค
ุ คลคิดว่าได้บรรลุตนตามอุดมคติแล้ว ซึ่งในความเป็ นจริง จะต้องใช้
เวลายาวนาน และอาศัยการตระหนักร้้ตนเอง และต้องใช้เวลาพอสมควรในการที่

Real-Self หรือ Actual –Self ตน ตามความเป็ นจริงหรือตนตามอัตภาพ หมายถึง ตัวตนที่เป็ นจริง ๆ ไม่เกี่ยกับการได้รบ ั การยอมรับหรือไม่ได้รบ ั การยอมรับของ บุคคลรอบข้าง ซึ่งต้องใช้เวลาในการค้นพบตนเองว่าเป็ นคนชนิ ดใด มีความร้ส ้ ึก นึ กคิดอย่างไรในการดำาเนิ นชีวิต มีความสัมพันธ์กับผ้้อ่ ืนอย่างไร มีความสามารถ ด้านไหน ซึ่งอาจต้องใช้เวลานาน ซึ่งจะเป็ นกระบวนการที่ทำาให้พฒ ั นาการของการ ตระหนักในตนเอง (Self-awareness) เพิม ่ มากขึ้นด้วย Carl Roger ได้เสนอว่า พ่อแม่ผ้ปกครองที่มีปฏิสัมพันธ์และการตอบสนองใน กระบวนการ อบรมเลี้ยงด้ท่ม ี ร ี ้ปแบบพฤติกรรม ที่ยอมรับเด็กอย่างมีเงื่อนไข และ ยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไขจะ ค่อย ๆ พัฒนาการนับถือตนเองของบุคคล และได้ อธิบายเกี่ยวกับตน ตามอัตภาพและตนตามอุดมคติได้มาก โดยเน้นเรื่องตนตาม อุดมคติ ที่มาจากการอบรมเลี้ยงด้ อบรมสั่งสอนให้ยึดมั่นคุณงามความดี มี คุณธรรม จริยธรรม ร้จ ้ ักผิดชอบชั่วดี จากพ่อแม่ผ้ปกครองและบุคคลรอบข้าง ซึ่ง อาจแตกต่างจากตัวตนที่แท้จริงของเขา ดังนั้นปั ญหาและโจทย์ชีวิตอาจจะเกิดจาก สาเหตุของการที่ตนที่เป็ นจริง กับตนที่ปรารถนา จะเป็ นห่างกันมากก็จะทำาให้ บุคคลร้้สึกหดห่้ เสียใจ หรือถึงขั้นเกลียดตัวเอง ท้อถอย หมดหวัง และส้ญเสียการ นับถือหรือภาคภ้มิใจในตัวเองได้ แต่ถ้าหากตนที่เป็ นจริงกับตน ที่ปรารถนาจะเป็ น ใกล้เคียงกันหรือทับกันสนิ ท คนจะมีความนับถือตนเองส้ง บุคคลจะร้ส ้ ึกภาคภ้มใิ จ และชื่นชมในตัวเอง การนับถือตนเอง (Self-esteem) การนับถือตนเอง (Self-esteem) หมายถึง ความร้ส ้ ึก ความเชื่อที่บุคคลมีต่อตนเอง ว่ามีความสามารถมีคุณค่า ซึ่งจะมีระดับตั้งแต่ การนับถือตนเอง ตำ่าไปจนถึง การ นับถือตนเองส้ง การที่บุคคลยอมรับตนเอง นับเป็ นทักษะสำาคัญในการที่จะเรียนร้้ พัฒนาตนเอง และการดำาเนิ นชีวิต เพราะความสามารถในการรักษา สัมพันธภาพ ระหว่างบุคคล ได้ดี มีผลมาจาก การที่บค ุ คลยอมรับ หรือปฏิเสธตนเอง และจะเป็ น .จะบรรลุ พ่อแม่บางคนสร้างภาพที่เด็ก ควรเป็ นหรือจะได้รบ ั การยอมรับไว้ให้เด็ก ซึ่งจะทำาให้เด็กไม่มีความสุข เพราะความคาดหวังเหล่านี้ อาจไม่ตรงกับ สิ่งที่เขา ปรารถนา อยากเป็ น ความสมบ้รณ์ในอุดมคติ และภาพ 4 ส่วนของมโนภาพแห่ง ตนจะต้องเป็ นสิง ่ เดียวกันให้ได้ แต่อย่างไรก็ตามภาพ 4 ส่วนนี้ ไม่สามารถ ทับกัน ได้ สนิ ทได้ตลอดไป แต่บางครั้งจะเป็ นภาพที่เข้ามาใกล้ และทับกัน ก็จะทำาให้ บุคคล มีความสุข โดยสรุป ตนตามอุดมคติคือ ตัวตนที่บค ุ คลปรารถนาจะเป็ น หรือที่ควรจะเป็ นซึง ่ ยึดมั่นในคุณงามความดี มีคุณธรรม จริยธรรม เกิดจากการอบรมสั่งสอนให้รจ ้ ักผิด ชอบชั่วดี ถ้าปฏิบัติได้บค ุ คลก็จะร้้สึกภ้มิใจ ชื่นชมในตนเอง ถ้าไม่ได้ก็จะร้้สึกหดห่้ เสียใจ อาจถึงขั้นเกลียดตัวเอง ท้อถอย หรือหมดหวัง 2. Self – Image ตนตามการรับร้้ หมายถึง ความร้้สึกที่แท้จริงของตนเองที่รับร้้ เกี่ยวกับตนเอง ซึ่งการรับร้น ้ ้ี อาจจะตรงกับที่เป็ นจริง ๆ หรือไม่ตรงก็ได้ ถ้าการรับร้้ ตนเองเป็ นด้านบวกก็จะทำาให้มีเป้ าหมายในชีวิตและมีความสุขได้ แต่ถ้ามีในทาง กลับกันก็จะไม่มค ี วามสุข 4. Looking .Glass Self เป็ น ภาพตนเองที่บค ุ คลคิดว่าคนอื่นมองว่า เขาเป็ นคน อย่างไร เป็ นภาพของตนเองที่เป็ นค่านิ ยม ความเชื่อ ข้อกำาหนดของสังคม (คนอื่น หรือสังคมต้องการให้เป็ น) ตนตามความต้องการของสังคมนี้ เป็ นส่วนที่ได้จากการ ปรุงแต่งตาม ค่านิ ยม หรือตาม ความต้องการของสังคม หรืออาจจะใช้คำาว่า Public-self ก็จะมีความหมายใกล้เคียงกัน 3.

สิง ่ ที่ใช้ทำานายสัมพันธภาพ ที่บุคคลอื่นมีต่อเราได้เช่นกัน ซึ่งลักษณะดังกล่าวนี้ จะ เป็ นผลมาจาก การพัฒนาการนับถือตนเองของบุคคลนั่นเอง จากงานวิจัย (Harris : 1990) พบว่าคนที่มร ี ะดับการนับถือตนเองตำ่า (Low self-esteem) จะมี ปั ญหาด้านอารมณ์มากกว่า คนที่มีการนับถือตนเองส้ง (High self-esteem) และ การนับถือตนเอง จะเกิดขึน ้ ได้ง่าย เมื่อบุคคลเปรียบเทียบตนเองกับบุคคลอื่น และ บางครั้งบุคคลที่นับถือตนเองตำ่า จะแสดงจุดเด่นเฉพาะบางอย่าง เช่น (การแต่ง กาย. เพื่อนและบุคคลอื่น ๆ ที่เขามีปฏิสัมพันธ์ด้วยว่าจะมีทิศทางในการตอบ สนองใน ลักษณะสร้างสรรค์หรือทำาลายความร้้สึกที่เขามีต่อตัวเอง (Denis Waitley : 1993) เมื่อพ่อแม่หรือบุคคลที่มีความสำาคัญในชีวิต แสดงให้บค ุ คลร้้ว่าเขาได้รบ ั การ ยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข คือยอมรับได้ในทุกกรณีไม่ว่าจะเป็ นอย่างไร บุคคลก็จะ พัฒนา การนับถือตนเอง มากขึ้น ยกตัวอย่างคำาพ้ดที่ยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข ได้แก่ “ เอก แม่อยากให้ล้กร้้ว่าแม่รักและภ้มิใจในตัวล้กมาก แต่การที่ล้กไปแกล้ง เด็กผ้้หญิงที่โรงเรียนนั้นมันเป็ นสิง ่ แม่ไม่นิยม” ถ้าพ่อแม่ผ้ปกครองแสดงให้เห็นว่าสามารถยอมรับเด็กต่อเมื่อ เด็กเป็ นหรือทำาใน สิง ่ ที่ผ้ใหญ่ต้องการ เด็กจะพัฒนาการนับถือตนเองได้ไม่ดีนัก เพราะเด็กไม่เข้าใจว่า ผ้้ใหญ่ต้องการให้ทำาอะไรหรือต้องการอะไรจากเขา และท้ายที่สุดเขาก็จะร้้สึกว่า เป็ นเด็กไม่ดี เพราะไม่สามารถทำาตามที่ผ้ใหญ่อยากให้ทำาได้ เด็กจะยิ่งสับสนถ้า ผ้้ใหญ่มม ี าตรฐานที่แตกต่างกัน ดังนั้นพ่อแม่ไม่ควรตอกยำ้า ความร้้สึกของเด็กโดย เอาเด็กไปเปรียบเทียบกับคนอื่น หรือความร้ส ้ ึกที่ว่าเด็กยังไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็ น เพราะเด็กจะเปรียบเทียบ ตนเองกับเด็กคนอื่นแล้วด้อยกว่าก็จะร้้สึกภาคภ้มิใจใน ตนเองลดลง ภาพการเกิด Self-esteem Carl Roger เชื่อว่า Self-esteem จะพัฒนาในเด็กขึ้นอย่้กับ การยอมรับของพ่อแม่ผ้ ปกครอง พ่อแม่ ให้การยอมรับเด็ก โดยปราศจากเงื่อนไข ==>>> การนับถือตนเองส้ง พ่อแม่ ให้การยอมรับเด็ก แบบมีเงื่อนไข ==>>> การนับถือตนเองตำ่า . การเล่นกีฬา) เพื่อเป็ นการชดเชย แต่บุคคลเหล่านี้ ก็ ไม่สามารถลดความร้ส ้ ึกพร่องใน การนับถือตนเอง หรือความภาคภ้มิใจในตนเอง แม้จะพยายามสร้างจุดเด่นให้ตนเองแล้วก็ตาม แต่ในทางกลับกัน บุคคลที่มีการ นับถือตนเองส้ง (High self-esteem) จะสามารถมีความสุขและพึงพอใจในชีวิต เพราะเขาจะมีแรงจ้งใจใน การดำาเนิ นชีวิต ให้ประสบความสำาเร็จ ที่มผ ี ลมาจาก ความปรารถนาที่จะทำาให้เป้ าหมายในชีวิตหรือการทำางานบรรลุผล ไม่ใช่จากแรง จ้งใจที่จะชดเชยความ ร้ส ้ ึกที่ตนเอง ไม่ภาคภ้มใิ จในตนเอง 1 การนับถือตนเองเกิดขึ้นได้อย่างไร (Origin of Self-esteem) ปั จจัยที่มีผลในการพัฒนาบุคลิกภาพของบุคคลที่สำาคัญ ๆ ส่วนใหญ่จะเริม ่ หรือตั้ง ต้นจากวัยเด็กตอนต้น Carl Roger (1902-1987) นักจิตวิทยามนุษยนิ ยมได้อธิบาย ว่า การนับถือตนเองพัฒนามาจากวัยเด็ก และเกิดจากปฏิสม ั พันธ์ของพ่อแม่ บุคคลรอบข้างที่เด็กได้มี ปฏิสัมพันธ์ ด้วยให้การยอมรับและมีปฏิสม ั พันธ์ หรือ ปฏิกิริยาตอบสนองต่อเด็กอย่างไร เด็กก็จะพัฒนาปฏิสม ั พันธ์ในทิศทางที่ผ้ใหญ่มี ต่อเขา พ่อแม่เป็ นบุคคลที่มีความสำาคัญที่สุดในการพัฒนาการนับถือตนเองในวัย เด็กตอน ต้น ครั้นเมื่อพัฒนามาถึงวัยเด็กตอนปลายและวัยร่น ุ ก็จะได้รบ ั อิทธิพล จากคร้. การแสดงความคิดเห็น.

ประเภทการนับถือตนเอง (Self-esteem) จากการศึกษาที่ผ่านมาได้อธิบายการนับถือตนเองออกเป็ น 2 ประเภท คือ ประเภทที่ 1 ความร้้สึกดี-ไม่ดี.บัณฑิตา ศักดิอ ์ ุดม อุปสรรคประการหนึ่ งที่ทำาให้คนส่วนใหญ่ไม่มีความสุขและไม่พบความสำาเร็จคือ การไม่รจ ้ ักหรือไม่เข้าใจตนเอง อาจมีบางคนแย้งว่าเป็ นไปไม่ได้ท่ีจะไม่รจ ้ ักตนเอง หรือมีแต่คนเสียสติเท่านั้นที่จะไม่รจ ้ ักตนเอง นั่นเป็ นคำาโต้แย่งที่ต้องถกเถียงอีก นาน ท่านเคยเป็ นหรือเคยพบคนที่มค ี ุณลักษณะต่อไปนี้ บ้างหรือไม่ “คนที่คิดอย่าง เดียวว่าตัวเองเรียนไม่เก่ง ทำาให้ขาดความมั่นใจ ไม่กล้าตอบคำาถาม ไม่กล้าแสดง ความคิดเห็น ไม่กล้ารายงานหน้าชั้น ทั้ง ๆ ที่เขามีความสามารถในตัวเองอีกหลาย อย่าง” ตัวอย่างนี้ แสดงให้เห็น ว่าคนเราอาจมีความเข้าใจตนเองไม่ถ้กต้อง และความ เข้าใจตนเองมีผลต่อพฤติกรรม โดยจะขออธิบายการเข้าใจตนเอง ตามลำาดับหัวข้อ ดังนี้ “ตัวตน” หรือ “อัตตา” คืออะไร ตัวตน หรืออัตตา ตรงกับคำาภาษาอังกฤษ คือ คำาว่า “Self” หมายความว่า ความ ร้ส ้ ึกนึ กคิดว่าเป็ นตัวเรา ของเรา ด้วยเหตุน้ี คนทุกคนจึงมี “ตัวตน หรือ อัตตา” ด้วย กันทุกคน ต่างกันเพียงว่า ตัวตนของใครจะได้รับการขัดเกลาหรือยกระดับให้ส้งขึ้น จนเข้าใจธรรมชาติของทุกสิ่งในโลกมากกว่ากัน หาก “ตัวตน” ไม่ได้รับการ ขัดเกลาหรือยกระดับให้ส้งขึ้น ผ้้ท่ีเป็ นเจ้าของตัวตนนั้นก็จะเป็ นคนประเภท “หลง ตัวเอง” หรือ “เห็นแก่ตัว” ซึ่งคนประเภทนี้ ย่อมยากที่จะพัฒนาตนเองให้ไปส่้ความ สุขความสำาเร็จตามที่ใฝ่ หา . ก้าวร้าว และร้ส ้ ึกแปลกแยก ซึ่งจะทำาให้มป ี ั ญหาในการปฏิบต ั ิ งาน ไม่มค ี วามสุขในการทำางาน การนับถือตนเองตำ่า มีความสัมพันธ์กับความพึง พอใจในงานตำ่า และสัมพันธ์กับการว่างงานด้วย คนที่มีระดับการนับถือตนเองส้ง (High self-esteem) จะเปิ ดรับประสบการณ์ใหม่ ๆ มีการปรับตัวได้ดีเมื่อต้อง ประสบปั ญหา เพราะไม่กลัวว่าความคิดหรือความสามารถของตน จะไม่ได้รบ ั การ ยอมรับ และพร้อมที่จะรับฟั งข้อม้ลย้อนกลับ (Feedback) จากผ้้อ่ ืนและมีความพึง พอใจในงานส้งและได้งานทำามากกว่าคนที่นับถือตนเองตำ่า การเข้าใจตนเองและผ้้อ่ ืน อ.2. การนับถือตนเองกับการทำางาน ปั จจัยที่สำาคัญที่บ่งบอกถึงความสำาเร็จและความล้มเหลวของบุคคลคือการนับถือ ตน เอง (Karen : 1993) ศึกษาพบว่าคนที่มีการนับถือตนเองตำ่าจะวิตกกังวลซึม เศร้า. บวกหรือลบเกี่ยวกับคุณค่าในตนเอง ประเภทที่ 2 ความเชื่อในความสามารถของตนเองที่จะจัดการปั ญหาได้ ซึ่งอาจ เรียกอีกอย่างว่า Self-efficacy ประเภทที่ 1 นับเป็ นความร้ส ้ ึกต่อตนเองเมื่ออย่้คนเดียว ส่วนประเภทที่ 2 จะเกิด ขึน ้ เมื่อเผชิญกับปั ญหาที่ต้องแก้ไขและต้องใช้ความสามารถในการทำางาน เฉพาะ อย่างให้สำาเร็จ ซึ่งแต่ละประเภทอาจจะส้งหรือตำ่ากว่าอีกประเภทหนึ่งในบุคคลคน เดียวกันได้ 3. ไม่มีเหตุผล.ปนัดดา ญวนกระโทก อ.

เป็ นคนขับรถรับจ้าง แต่นึกฝั นอยากจะเป็ นเศรษฐีมีคนขับรถให้น่ัง นางสาว ข.1902-1987) นักจิตวิทยากลุ่ม มนุษยนิ ยม (Humanistic Psychology) ผ้้ท่ีศึกษาบุคลิกภาพของมนุษย์จากส่วนที่ เป็ นประสบการณ์เฉพาะตัวของบุคคล ซึ่งรวมความร้ส ้ ึก และเจตคติของบุคคล ต่อ โลก ต่อชีวิต ต่อตนเอง และต่อสังคมแวดล้อมโดยมุ่งให้ความสำาคัญที่ตัวเอง และ ความเป็ นตัวของตัวเองของบุคคลนั้น (I หรือ Me หรือ Self ) ทฤษฎีของโรเจอร์สจึง มีช่ ือว่า ทฤษฎีตัวตน (Self Teory) โรเจอร์สอธิบายว่ามนุษย์ทุกคนมีตัวตน 3 แบบ คือ 1) ตนที่ตนมองเห็น (Perceived Self หรือ Self Concept) ตนที่ตนมองเห็น คือ ภาพของตนที่เห็นตนเองว่า ตนเป็ นคนอย่างไร คือใคร มี ความร้้ ความสามารถ ลักษณะเฉพาะตนอย่างไร โดยทั่วไปบุคคลรับร้้ มองเห็น ตนเองหลายแง่หลายมุม อาจไม่ตรงกับข้อเท็จจริง หรือภาพที่คนอื่นเห็น เช่น คนที่ ชอบเอารัดเอาเปรียบผ้้อ่ ืน อาจไม่นึกเลยว่าตนเองเป็ นบุคคลประเภทนั้น 2) ตนตามที่เป็ นจริง (Real Self) ตนตามที่เป็ นจริง คือ ลักษณะตัวตนที่เป็ นไปตามข้อเท็จจริง บ่อยครั้งที่ตนเองมอง ไม่เห็น ข้อเท็จจริงของตน เพราะเป็ นกรณีท่ีทำาให้รส ้ ึกเสียใจ เศร้าใจ ไม่เทียมหน้า เทียมตากับบุคคลอื่นๆ ร้ส ้ ึกผิดเป็ นบาป เป็ นต้น 3) ตนตามอุดมคติ (Ideal Self) ตนตามอุดมคติ คือ ตัวตนที่อยากมี อยากเป็ น แต่ยังไม่มี ไม่เป็ นในสภาวะปั จจุบน ั เช่น นาย ก. เป็ นคนชอบเห็นเห็นแก่ตัว แต่นึกอยากเป็ นคนเก่งของสังคม เข้าคน ง่าย เป็ นต้น ถ้าตนที่ตนมองเห็นกับตนตามที่เป็ นจริงมีความแตกต่างกันมาก หรือมีข้อขัดแย้ง กันมาก บุคคลนั้นก็มีแนวโน้มที่จะเป็ นบุคคลที่ก่อปั ญหาให้แก่ตัวเองและผ้้อ่ ืน ผลดีของตนที่ตนมองเห็นตรงกับตนตามที่เป็ นจริง มักมองเห็นตนตามอุดมคติท่ี ค่อนข้างเป็ นไปได้ ทำาให้การดำาเนิ นชีวิตเป็ นไปอย่างมีความหวัง กระตือรือร้น และ สมใจหวังอย่้เสมอ จึงมีความพอใจตนเองอย่้มาก ซึง ่ มักจะนำาไปส่้ความพอใจใน บุคคลอื่นอีกด้วย ตรงข้ามกับบุคคลที่สร้างภาพของตนตามอุดมคติห่างไกลตนตาม ที่เป็ นจริง มักประสบความผิดหวังในตนเองและผ้้อ่ ืน ทำาให้มองตนเองและผ้้อ่ ืนใน แง่ลบ มีเพื่อนน้อย คบหาสมาคมกับใคร ๆ ยาก ทำาให้มข ี ้อสับสนและขัดแย้งใน ตนเองและผ้้อ่ ืน ความเข้าใจตนเอง ความเข้าใจตนเอง หรือ อัตมโนทัศน์ (Self Concept) หมายถึง ความร้ส ้ ึกนึ กคิดที่ บุคคลมีต่อตนเอง ความเข้าใจตนเองเป็ นสิ่งสำาคัญเพราะเป็ นตัวกำาหนดพฤติกรรม หรือกล่าวได้ว่าความเข้าใจตนเองเป็ นแกนกลางของบุคลิกภาพ เป็ นสิง ่ ที่กำาหนด คุณภาพของพฤติกรรมที่เราแสดงออกกับคนอื่นและกับสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุน้ี คนที่ มีความเข้าใจตนเองต่างกัน ก็ย่อมจะแสดงพฤติกรรมที่แตกต่างกัน .ทฤษฎีตัวตน คาร์ล แรนซัม โรเจอร์ส (Carl Ransom Rogerrs.

ช่วยให้สามารถตั้งเป้ าหมายและวางแผน ตลอดจนทำางานได้อย่างดี ตามความ สามารถที่มีอย่้ 5. ช่วยให้ร้จักและเข้าใจคนอื่นดีขึ้น 6. ทำาให้สามารถควบคุมตนเองได้ดีขึ้น 2. ทำาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตนเองไปในทางที่ดีขน ึ้ 3.ความเข้าใจตนเองของแต่ละบุคคล จะพัฒนาขึ้นมาอย่างค่อยเป็ นค่อยไปและแตก ต่างกันมากขึน ้ เมื่อบุคคลมีวุฒิภาวะมากขึน ้ และเมื่อบุคคลได้พฒ ั นาและเข้าใจ คุณค่าของตนเองแล้ว ความเข้าใจตนเองก็จะคงที่ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง จุดกำาเนิ ดของความเข้าใจ ความเข้าใจตนเองไม่ได้เกิดขึ้นจากประสบการณ์ของตัวเองเราเองเท่านั้น หากแต่ ถ้กกำาหนดขึ้นโดยบุคคลอื่นด้วย เช่น พ่อแม่ สมาชิกในครอบครัว คร้ เพื่อน และ บุคคลที่อย่้แวดล้อม เป็ นต้น ความเข้าใจตนเองจึงถ้กกำาหนดโดยผ่านคำาพ้ดและ การกระทำาของคนอื่นที่เขาปฏิบัติ ต่อเรา ทำาให้เราร้้ว่าเราเป็ นคนดีหรือไม่ดี น่ารัก หรือไม่น่ารัก มีคุณค่าหรือไม่มีคุณค่า จากปฏิกิรย ิ าต่างๆเหล่านั้น ดังนั้น คนที่มค ี วามเข้าใจตนเองในทางดี จะมีความร้้สึกนึ กคิดที่ดีต่อตนเอง และจะ มีพฤติกรรมในทางบวก เช่น ประเมินตนเองในทางบวก เชื่อมั่นในตนเอง มองเห็น ศักดิศ ์ รีและคุณค่าในตนเอง นับถือตนเอง และยอมรับตนเอง ซึ่งตรงกันข้ามกับคน ที่มีความเข้าใจตนเองในทางไม่ดี ก็จะมีความร้้สึกนึ กคิดที่ไม่ดีต่อตนเอง และจะมี พฤติกรรมในทางลบ เช่น ประเมินตนเองในทางลบ มองตนเองตำ่า ไร้คุณค่า ไม่ ยอมรับตนเอง คิดว่าตนไม่เป็ นที่ต้องการของคนอื่น วิธีท่ีจะทำาให้เกิดความเข้าใจตนเอง วิธีท่ีจะทำาให้ร้จักและเข้าใจตนเอง มีอย่ห ้ ลายวิธี เช่น การวิเคราะห์ตนเองโดยใช้ ทฤษฎีการวิเคราะห์การสื่อสารสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การตอบแบบสำารวจ บุคลิกภาพ การตอบแบบสอบถาม การสังเกตตนเองและการรับฟั งคำาวิจารณ์ของ คนอื่น เป็ นต้น บุคคลจะร้จ ้ ักและเข้าใจตนเองอย่างถ้กต้องได้ ถ้าเขาพิจารณาตัวเองตามที่เป็ นจริง วิเคราะห์และวิจารณ์ตนเอง ตลอดจนยอมรับคำาวิจารณ์ของคนอื่น โดยไม่หลอกตัว เองและไม่เข้าข้างตนอง คุณค่าของการเข้าใจตนเอง การเข้าใจตนเองของบุคคลย่อมก่อให้เกิดคุณค่าต่างๆ ดังนี้ 1. ช่วยทำาให้มค ี วามสัมพันธ์ท่ีดีกับคนอื่น การปรับปรุงแก้ไขตนเอง หลังจากที่บุคคลร้จ ้ ัก เข้าใจ และยอมรับตนเองตามที่เป็ นจริงแล้ว ก็จะต้องตั้งเป้ า หมายและวางแผนที่จะปรับปรุง แก้ไขส่วนที่บกพร่อง ที่คิดว่ามีความสำาคัญและ เป็ นความจำาเป็ นในลำาดับต้น ดังนั้นถ้าจะเริ่มต้นลงมือปรับปรุงแก้ไขตนเองแล้ว การเขียนเป้ าหมายและวัตถุประสงค์ของเราที่มีต่อเป้ าหมายนั้นควรเขียนให้ ชัดเจน แล้วจึงเริ่มต้นลงมือดำาเนิ นการปรับปรุงแก้ไขตามแผนที่วางไว้ พร้อมทั้งมี การประเมินผลการปฏิบัติ เพื่อปรับปรุงแก้ไขเป็ นระยะ ๆ ซึ่งอาจเป็ นทุก ๆ วัน หรือ . ช่วยให้เห็นพฤติกรรมและเหตุจง ้ ใจของพฤติกรรมของตนเองชัดเจนขึ้น 4.

ทุก 3 วัน 7 วันก็ได้ ทำาเช่นนี้ เรื่อยไปจนกว่าจะแก้ไขได้สำาเร็จตามเป้ าหมาย .

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful