ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับวิชาเศรษฐศาสตร์

ความหมายและที่มา
-

ความรูเ้ บื้องต้นทางเศรษฐศาสตร์
-

-

-

เศรษฐศาสตร์ วิชา / จัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำากัด / สนองความต้องการของมนุษย์ที่มีไม่จำากัด
ทีม่ าของเศรษฐศาสตร์ เกิดจากปัญหาความขาดแคลนในทรัพยากร
วัตถุประสงค์ของเศรษฐศาสตร์ คือการหาทางบำาบัดความต้องการของมนุษย์ที่มีอยู่ไม่จำากัด
เป้าหมายในการศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์ เพื่อแก้ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (What , How , For Whom)
อดัม สมิท (Adam Smith) เป็นบิดาแห่งวิชาเศรษฐศาสตร์ แต่งหนังสือเศรษฐศาสตร์เล่มแรกคือ “The Wealth of Nations”
ซึ่งเสนอถึงแนวคิดการที่ไม่ให้รัฐเข้าไปยุ่งในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ให้เอกชนจัดการกันเอง (Laissez-faire) ปล่อยให้เป็นไปตาม
กลไกราคาซึ่งเปรียบเสมือนมือที่มองไม่เห็น (Invisible hand)
อัลเฟรด มาแชล (Alfred Marshall) เป็นบิดาแห่งวิชาเศรษฐศาสตร์จลุ ภาค แต่งหนังสือ “Theory of Firm” อธิบายเกี่ยวกับ
ทฤษฎีการผลิตในหน่วยผลิตแต่ละหน่วย
จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) เป็นบิดาแห่งวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาค แต่งหนังสือ “The General Theory
of Employment, Interest and Money ในต้น c.20 ที่มีปัญหาเศรษฐกิจตกตำ่า
การเลือกและทางเลือก เราต้องเลือกจากทางเลือกที่เราพึงพอใจว่าจะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า
ผลจากการเลือกทางใดทางหนึ่งทำาให้เกิดต้นทุนค่าเสียโอกาส พูดง่ายๆก็เหมือนมูลค่าความเสียหายที่เราไม่ได้เลือกสิง่ นั้นซึ่ง
การเลือกเราต้องเลือกให้ทางเลือกที่ทำาให้เกิดต้นทุนค่าเสียโอกาสน้อยที่สุด
ทรัพยากรการผลิต คือ สิง่ ที่สามารถนำาเอามาผลิตเป็นสินค้าและบริการได้ *ทรัพยากรเป็นส่วนหนึ่งของปัจจัยการผลิตนะ!!
แบ่งออกเป็นทรัพยากรจากธรรมชาติ และทรัพยากรจากที่มนุษย์สร้างขึ้น
ปัจจัยการผลิต / ค่าตอบแทนปัจจัยการผลิต
 ที่ดิน รวมถึงทรัพยากรอื่นๆบนผืนดินนั้นด้วย (ได้ค่าเช่า)
 แรงงาน (ได้ค่าจ้าง) แรงงานมนุษย์ only
กำาลังแรงงาน = คนที่สามารถทำางานได้ ไม่ว่าคนนั้นจะมีงาน หรือว่างงานก็ตาม
การว่างงานแบ่งออกเป็น 4 แบบ คือ 1) ว่างงานตามฤดูกาล 2) ว่างงานเพราะวัฏจักรเศรษฐกิจ (ตกตำ่า)
3) ว่างงานเพราะใช้เทคโนโลยี 4) ว่างงานแฝง = มีการเพิ่มจำานวนแรงงานในการผลิต แต่ก็ยังได้ผลผลิตเท่าเดิม (- -“)
 ทุน หรือสินค้าทุน (ได้ดอกเบี้ย) สิง่ ของเท่านั้นนะ เพราะเงินถือว่าเป็น “เงินทุน” ซึ่งเป็นทางที่มาของสินค้าทุน)
 ผูป
้ ระกอบการ (ได้กำาไร) ก็คือเจ้าของปัจจัยการผลิตนั่นเอง
สินค้าและบริการ คือสิ่งที่เกิดจากปัจจัยการผลิต มีอรรถประโยชน์ (ความพึงพอใจของผู้บริโภค) แบ่งเป็น
 ทรัพย์เสรี มีอยู่ตามธรรมชาติไม่ต้องจ่ายเงินเพื่อให้ได้มันมา เช่น แสงแดด ลม (สินค้าไร้ราคา)
 เศรษฐทรัพย์ มีอยู่อย่างจำากัด ต้องกำาหนดราคาให้มัน
ทุกสิง่ ทุกอย่างบนโลกล้วนมีราคาหมดและเป็นต้นทุนทั้งสิ้น ไม่มีของฟรี (No Free Lunch)
ภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ คือการศึกษา / การจัดสรรทรัพยากร / แต่ละพื้นที่ / เพื่อตอบปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ

ความสำาคัญและประโยชน์ทางเศรษฐศาสตร์
-

ระดับบุคคล ถ้าในฐานะผู้บริโภคได้รับความพึงพอใจสูงสุดจากทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุด ถ้าในฐานะประชากรของประเทศก็จะเข้าใจ
สถานการณ์ ปัญหา และนโยบายของรัฐ ทำาให้เราปรับตัว และตอบสนองนโยบายของรัฐได้
ระดับผู้ผลิต ก็จะรู้จักเลือกใช้ปัจจัยในการผลิตทำาให้เสียต้นทุนการผลิตตำ่าและได้กำาไรสูงสุด
ระดับรัฐบาล ผู้บริหารก็จะเข้าใจสภาพเศรษฐกิจในประเทศ ทำาให้สามารถกำาหนดนโยบายแก้ไขปัญหาได้ในทิศทางที่เหมาะสมได้
****เศรษฐศาสตร์จะไม่มีความสำาคัญเลย ถ้าประเทศนั้นมีของเหลือใช้ ใช้ได้อย่างฟุ่มเฟือย ใช้ได้อย่างเสรี ****

ขอบข่ายของวิชาเศรษฐศาสตร์

เศรษฐศาสตร์จุลภาค (microeconomics) ศึกษาพฤติกรรมหน่วยเศรษฐกิจระดับย่อยๆ เป็นหน่วยเศรษฐกิจ หน่วยครัวเรือน
- เศรษฐศาสตร์มหภาค (macroeconomics) ศึกษาพฤติกรรมและการเปลี่ยนแปลงของระดับเศรษฐกิจส่วนรวม ระดับเศรษฐกิจ
 หน่วยเศรษฐกิจ เป็นผู้ดำาเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (การจับจ่ายใช้สอย การผลิต การบริโภค) มีหน้าที่ต่างๆกัน คือ
- หน่วยครัวเรือน (household unit) เป้าหมายคือ ความพึงพอใจสูงสุด มีหน้าที่ให้ปัจจัยการผลิต และบริโภคสินค้า+บริการ
- หน่วยธุรกิจ (business unit) เป้าหมายคือ กำาไรสูงสุด หน้าที่คือเอาปัจจัยการผลิตมาผลิตสินค้า+บริการ
- หน่วยรัฐบาล (Government unit) เป้าหมาย มีหลายข้อคือ รักษาเสถียรภาพ ส่งเสริมการจ้างงาน ส่งเสริมความเจริญทาง
เศรษฐกิจ สร้างความเป็นธรรมในสังคม และมีหน้าที่ในการควบคุมดูแล ให้บริการแก่ประชาชน
 ระบบเศรษฐกิจ ก็คือสถาบันทางเศรษฐกิจนั่นเอง คือกลุ่มที่มีหน้าที่ควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ความแตกต่างทางเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับ
1) กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเป็นของใคร ของเราหรือของรัฐบาล 2) การตัดสินใจในปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจเป็นของใคร ของเราหรือรัฐบาล
3) การจัดสรรทรัพยากรทางเศรษฐกิจเป็นอย่างไร เป็นไปตามกลไกราคาหรือรัฐบาลบังคับ จากความแตกต่าง จึงได้ระบบเศรษฐกิจดังนี้
- ทุนนิยม เอกชนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต รัฐบาลไม่ยุ่ง (แต่ก็มแี ทรกแซงในบางครั้ง) มีการใช้กลไกราคา
ระบบนี้ทำาให้เกิดความเหลื่อมลำ่าในการกระจายรายได้ ราคาไม่เป็นธรรม
- สังคมนิยม เอกชนคุมกิจการขนาดเล็กหรือกลางเองได้ รัฐบาลคุมแค่กิจการใหญ่ๆ มีการใช้กลไลราคา (ในเอกชน)
มีระบบสหกรณ์ด้วย (อังกฤษ นอร์เวย์ สวีเดน) ระบบนี้ทำาให้ขาดเสรีภาพบ้างบางเรื่อง แต่ราคาสินค้าเป็นธรรม
- คอมมิวนิสต์ รัฐคุมหมด จบ!!! ผูกขาดทุกอย่างโดยรัฐ ไร้ซึ่งกลไกราคา ขาดเสรีภาพอย่างแรง แต่ราคาสินค้าเป็นธรรมนะจ้ะ
- แบบผสม เอกชนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต มีการใช้กลไลราคา รัฐบาลเป็นผู้กำากับ / วางแผนเศรษฐกิจและสังคมแบบชี้นำา /
คุ้มครองสวัสดิการประชาชน และรัฐบาลจะเข้ามาเจือกในรูปของรัฐวิสาหกิจ (ป้องกันการผูกขาดสินค้า หรือเอาเปรียบประชาชน)
ระบบนี้ราคาสินค้าจะมีความเป็นธรรมมากๆ
***ประเทศไทยใช้ระบบเศรษฐกิจแบบผสมค่อนไปทางทุนนิยม เรียกว่า “ทุนนิยมสวัสดิการ” ***
-

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ
กลไกราคา (Price mechanism) คือ การที่ราคาสินค้าขึ้นๆลงๆ ตามอุปสงค์ - อุปทาน
 อุปสงค์ (Demand) คือ ความต้องการซื้อของผู้บริโภค ณ ระดับราคาหนึ่งๆ ***ความต้องการซื้อในที่นี่ต้องมีอำานาจซื้อด้วย (คือมีเงินจ่าย)

กฎของอุปสงค์ ราคาสินค้าสูง ความต้องการซื้อลดลง (ของแพงใครจะอยากสูง)
ราคาสินค้าลด ความต้องการซื้อจะเพิ่ม (ของถูก ใครๆก็อยากได้)
- สาเหตุของการเกิดอุปสงค์ ได้แก่ รายได้ที่แท้จริงของผู้บริโภค และผลทางการทดแทน (การเลือกสินค้าอื่นที่ทดแทนกันได้)
- ปัจจัยกำาหนดอุปสงค์ ได้แก่ ราคาสินค้า รสนิยมผู้บริโภค รายได้ของผู้บริโภค จำานวนประชากร การกระจายรายได้
ราคาสินค้าอื่นๆ ที่แทนกันได้ และฤดูกาล
- อุปสงค์ตลาด คือ ผลรวมของอุปสงค์บุคคล
อุปสงค์ส่วนบุคคล คือ จำานวนสินค้าที่ต้องการซื้อ ณ ระดับราคาหนึ่ง ของคนๆนั้น
 อุปทาน (Supply) คือ ความต้องการขายของผู้บริโภค ณ ระดับราคาหนึ่งๆ
- กฎของอุปทาน ราคาสินค้าสูง ความต้องการขายก็สูงขึ้น (ของแพง คนขายก็อยากเอามาขาย)
ราคาสินค้าตำ่า ความต้องการขายจะตำ่าลง (ของถูก ใครจะอยากออกมาขาย ขาดทุนตายห่า)
- ปัจจัยการเกิดอุปทาน ได้แก่ ราคาสินค้าและบริการ ราคาปัจจัยการผลิต เทคโนโลยี ราคาของสินค้าอื่นๆ จำานวนผู้ผลิตในตลาด
ฤดูกาล มาตรการต่างๆทางกฎหมาย
- อุปทานตลาด คือ ผลรวมของอุปทานบุคคล
อุปทานบุคคล คือ จำานวนสินค้าที่ต้องการขาย ณ ระดับราคาหนึ่ง ของคนๆนั้น
-

ราคาดุลยภาพ (Equillibrium price) คือ ระดับราคาที่ปริมาณความต้องการซื้อและความต้องการขายอยู่ในระดับเดียวกัน ซึ่งจะมีเพียง

จุดเดียวเท่านั้นในกราฟ (มีอยู่เพียงราคาเดียว) *** สินค้าจะหมดพอดี ณ จุดดุลยภาพ (C)*** หากมีการเคลื่อนจากจุดดุลยภาพจะเกิด
อุปสงค์

อุปทาน
A
C

B

- อุปสงค์ส่วนเกิน (อุปทานส่วนขาด) (B)
อยู่ตำ่ากว่าจุดดุลยภาพ >> ความต้องการซื้อสินค้ามาก >> แต่คนขายน้อย >> สินค้าขาด
ตลาด
- อุปทานส่วนเกิน (อุปสงค์ส่วนขาด) (A)
อยู่สงู กว่าจุดดุลยภาพ >> ความต้องการขายสินค้ามีมาก >> แต่คนซื้อไม่ซื้อ >>สินค้า
ล้นตลาด
*ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร สุดท้ายแล้วปริมาณ+ราคาจะทำาให้กลับสู่จุด

ดุลยภาพเสมอ

การแทรกแซงราคา คือ การที่รัฐบาลเข้ามาจุ้นจ้านในราคาของสินค้าและบริการ เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการกระจายรายได้
-

-

ประกันราคาขั้นตำ่า เป็นการตั้งราคาสินค้าให้สูงกว่าราคาตลาด (เนื่องจากราคาในตลาดตำ่าเกินไป) ส่วนใหญ่ใช้ในสินค้าเกษตร
วิธีนี้เป็นการช่วยเหลือผู้ผลิต นอกจากนี้ยังมีการรับซือ้ เอาไว้ (ex.รับซือ้ นำ้าตาลทรายทั้งหมด) พยุงราคา (ex.การรับซื้อข้าวเปลือก
บางท้องที่) ทั้ง 2 อย่างนี้เป็นการทำาราคาของสินค้าในตลาดนั้นสูงขึ้น (คือแอบกั๊กไว้ก่อน พอสินค้าในตลาดเหลือน้อยๆก่อน แล้ว
ราคามันจะสูงขึ้น แล้วค่อยปล่อยออกมา) และจ่ายเงินอุดหนุน (ex.จ่ายเมื่อเกษตรกรปลูกพืชเไม่ได้)
กำาหนดราคาขั้นสูง เป็นการตั้งราคาสินค้าให้ตำ่ากว่าราคาตลาด (เนื่องจากราคาในตลาดมันสูงไป) ส่วนใหญ่เราใช้ในสินค้าที่มี
ความจำาเป็นในชีวิตประจำาวัน ถึงแม้จะกำาหนดราคาแล้วแต่รัฐบาลต้องมีการลงโทษผู้ลักลอบซื้อขายสินค้าด้วย (เพื่อไม่ให้เกิดตลาด
มืดใน ภาวะการขาดแคลน) วิธีนี้เป็นการช่วยเหลือผู้บริโภค

ตลาด (Market) คือ กระบวนการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ
-

หน้าทีข่ องตลาด จัดหา / เก็บรักษา / ขนส่ง / จำาหน่ายสินค้าและบริการ
ประเภทของตลาด แบ่งเป็น 4 ประเภทย่อยๆ ได้แก่
 ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ เป็นตลาดที่ไม่มีการแข่งขันกัน เพราะลักษณะสินค้าและบริการมีมาตรฐานใกล้เคียงกัน สินค้าและ
บริการสามารถใช้แทนกันได้ซึ่งระบบนี้มันไม่มีอยู่จริง (- -“) แต่ตลาดที่ใกล้เคียงที่สุด คือ “ตลาดใกล้สมบูรณ์” ได้แก่
ตลาดสินค้าเกษตรชั้นปฐมภูมิ ตลาดข้าว ตลาดหุ้น
 ตลาดผูกขาด มีผขู้ ายรายเดียว มีอิสระในการกำาหนดราคาและปริมาณสินค้าได้ตามอำาเภอใจ ที่กลายเป็นตลาดผูกขาดได้อาจ
จะเพราะว่าความเหนือชั้นในการผลิต (มันเก่งมากจนไม่มใี ครอยากจะแข่งด้วย) หรือเพราะกฎหมายรับรอง หรือรัฐบาลอนุญาต
โดยส่วนใหญ่แล้วการผูกขาดมักจะผูกขาดโดยรัฐบาลเอง เช่น รัฐวิสาหกิจ **ตลาดแบบนี้ไร้ซึ่งกลไกราคานะจ้ะ
 ตลาดผู้ขายน้อยราย คือมีคนขายแข่งกันไม่กี่เจ้า 2-3 เจ้า ซึ่งพวกมันก็ชอบรวมหัวกันในการกำาหนดราคาและปริมาณสินค้า
เหมือนกันแหละ เช่น นำ้าอัดลม (มีแค่ 2 เจ้า) สัญญาณมือถือ (4 เจ้ามั้ง) ตลาดนี้หากมีผู้ขายรายใดรายหนึ่งปรับราคาสินค้าหรือ
ปริมาณก็จะส่งผลกับผู้ขายรายอื่นด้วย เช่น สัญญาณมือถือ พอมีโปรโมชั่นใหม่มา อีพวกนี้มันก็เลียนแบบโปรโมชั่นมาแต่ทำาให้
ถูกกว่า (เข้าใจไหม?)
 ตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด เป็นตลาดที่มีผู้ซื้อผู้ขายจำานวนมาก ผู้ขายแต่ละรายจะกำาหนดราคาสินค้าเองได้ มีการแข่งขันใน
ด้านโฆษณาและการบรรจุหีบห่อล่อตาล่อใจผู้ซื้อ เช่น ตลาดขนมมันฝรั่งทอดกรอบ ตลาดลูกอม (ของอุปโภคบริโภค)

การบริหารจัดสรรทรัพยากร
B
B

ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ ได้แก่ ผลิตอะไร (What-อะไร เท่าไหร่) ผลิตอย่างไร (How-ต้นทุนตำ่า) ผลิตเพื่อใคร (For whom)
 กิจกรรมทางเศรษฐกิจ ประกอบด้วยการผลิต การบริโภค การแลกเปลี่ยน และการกระจาย
 การผลิต คือ การเอาปัจจัยการผลิตมาแปรสภาพเป็นผลผลิต จะเรียกว่าการผลิตได้ผลผลิตนั้นจะต้องมีอรรถประโยชน์ (Unility) ก็คือ

มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจ = ผูบ้ ริโภคพอใจในสินค้า ก็แปรสภาพให้เกิดอรรถประโยชน์แบ่งออกเป็น 5 ประการได้แก่ เปลี่ยนแปลงรูป
เปลี่ยนแปลงสถานที่ เปลี่ยนแปลงเวลา เปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ และเปลี่ยนแปลงการบริการ
- การผลิต แบ่งออกเป็น 2 แบบ
 การผลิตระยะสัน
้ คือทำาแปปๆเดียวก็ไป เพราะฉะนั้นผู้ผลิตจำาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงปัจจัยการผลิตบางอย่างได้ เช่น ที่ดิน
เครื่องจักร (เพราะโอกาสปรับตัวน้อย หรือไม่คุ้ม) ส่วนพวกวัตถุดิบเราสามารถเปลี่ยนได้อย่างอิสระเลย
- พวกที่ดิน และเครื่องจักร ในการผลิตระยะสั้นเราเรียกว่า ต้นทุนคงที่
- พวกวัตถุดิบ แรงงาน ในการผลิตระยะสั้นเราเรียกว่า ต้นทุนแปรผัน
 การผลิตระยะยาว คือการผลิตที่ผู้ผลิตมีโอกาสปรับตัวมากและประกอบกิจการระยะยาวพอสมควร ทำาให้ปัจจัยการผลิตทุก
อย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้หมดทั้งสิ้น
- ไม่วา่ จะที่ดิน เครื่องจักร วัตถุดิบ หรือแรงงานก็เป็น ต้นทุนแปรผัน ทั้งสิ้น
- ขัน
้ ตอนการผลิตมี 3 ขั้นตอน คือ ขั้นปฐมภูมิ (เกษตรกรรม) ขั้นทุติยภูมิ (อุตสาหกรรม) ชัน้ ตติยภูมิ (บริการ,ส่งขาย,หมอ,ครู)
- ปัจจัยการผลิต ได้แก่ ที่ดิน แรงงาน ทุน ผูป
้ ระกอบการ
- การผลิตคราวละมากๆ (Mass Production) เกิดจากการแบ่งงานกันทำาซึ่งทำาให้ได้ผลผลิตในปริมาณที่มากและรวดเร็ว
ทำาให้ช่วยบำาบัดความต้องการของมนุษย์ได้ และเกิดความชำานาญเฉพาะอย่างอีกด้วย
* การแบ่งงานการทำา คือ การที่แต่ละคนทำางานตามความสามารถของตนทำาให้ผลงานออกมามากและเร็ว ประหยัดต้นทุน
และที่สำาคัญมากๆ ก็คือทำาให้เกิดความชำานาญเฉพาะอย่าง (Specialization)
- การเพิ่มผลผลิตทางเทคนิค จะอาศัยการใช้เทคโนโลยีในการผลิต ทำาให้ได้สินค้าในปริมาณมาก มีคุณภาพที่ดี ราคาสินค้าตำ่าลง
คนที่ได้ผลดีคือผู้บริโภค
- คุณธรรมของผู้ผลิต ทรัพยากรมีจำากัดต้องคำานึงเสมอ และไม่ก่อให้เกิดมลพิษอันเป็นต้นทุนทางสังคม (คนหรือกิจการต่อให้เกิด
ความเสียหายแก่ส่วนรวม เช่นปล่อยนำ้าเน่า ปล่อยควัน)
- การมีความสามารถในการผลิตสูง = การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
 การบริโภค คือ การใช้ประโยชน์จากสินค้าและการบริการ เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์
- พฤติกรรมผู้บริโภค เราต้องคำานึงถึงประโยชน์ ความจำาเป็น และความประหยัดเป็นหลัก
- การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค เกิดจากค่านิยม วัฒนธรรม สภาพแวดล้อม
- หน้าทีข
่ องผู้บริโภค ควรตรวจสอบฉลากสินค้าทุกครั้ง หรือตรวจสอบความชัดเจนของสัญญาเสมอ หากมีการละเมิดผู้บริโภคให้
ทำาการแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- สิทธิผู้บริโภค มีทั้งหมด 5 ประการได้แก่
 สิทธิในการได้รับข่าวสารรวมทั้งคำาพรรณนาที่ถูกต้องและเพียงพอ
 สิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าและบริการโดยความสมัครใจ มีความอิสระในการตัดสินใจซื้อหรือบริโภคสินค้า
 สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าและบริการ เหมาะแก่การใช้

 สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำาสัญญาโดยไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบธุรกิจ
 สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยค่าเสียหาย เมื่อมีการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค
-

-

-

กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคของไทย
 พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 (แก้ไขเพิ่มเติม 2541) กม.ทีก่ ำาหนดเกี่ยวกับสิทธิผู้บริโภค หน้าที่ของผู้ประกอบธุรกิจ
และได้มีการจัดตั้งองค์กรของรัฐเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคอีกด้วย
 พ.ร.บ. อาหาร พ.ศ. 2522 กม. ที่คุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับคุณภาพอาหาร การบรรจุ ฉลาก การผลิต การจำาหน่าย ดูแลเรื่อง
ดูแลไม่ให้มีอาหารปลอม อาหรไม่ได้รับมาตรฐาน อาหารไม่บริสุทธิ์
 พ.ร.บ. ยา พ.ศ. 2510 กม. ที่คุ้มครองผู้บริโภคจาก ยาปลอม ยาผิดมาตรฐาน ยาเสื่อมคุณภาพ ยาที่โฆษณาเกินจริง
 พ.ร.บ. เครื่องสำาอาง พ.ศ. 2535 กม.ที่ปกป้องผู้บริโภคจากเครื่องสำาอางที่มีอันตรายรุนแรง ผู้ผลิตจะต้องขึ้นทะเบียน
เครื่องสำาอาง และผู้บริโภคต้องรู้จักระมัดระวังในการใช้เครื่องสำาอางให้มากขึ้น
หน่วยงานของรัฐบาลที่ให้การคุ้มครองผู้บริโภค
 สำานักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) คุ้มครองผู้บริโภค รับเรื่องราวร้องทุกข์ ดำาเนินคดีเรียกร้องค่าเสียหาย
 สำานักคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ดูแลกำากับผลิตภัณฑ์ ติดตามตรวจสอบผลิตภัณฑ์ เฝ้าระวังผลิตภัณฑ์
เผยแพร่ความรู้
 กรมการค้าภายใน รับรองและพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นในประเทศ
 สำานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) มีหน้าที่รับรองและพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์ในประเทศ มี
- เครื่องหมายมาตรฐานทั่วไป = ผูผ้ ลิตยื่นขอรับรองเอง
- เครื่องหมายมาตรฐานบังคับ = กม. กำาหนดไว้ว่าต้องได้รับการตรวจสอบมาตรฐานนี้ถึงจะได้
- เครื่องหมายมาตรฐานด้านความปลอดภัย = พวกเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์
- เครื่องหมายมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม = รับรองว่ารักษาสิ่งแวดล้อม
- เครื่องหมายมาตรฐานเฉพาะด้านความเข้ากันด้านแม่เหล็กไฟฟ้า = ไม่สง่ คลื่นรบกวนให้กับเครื่องมืออื่นๆ
- การรับรองฉลากเขียว = รับรองสินค้าและบริการ ยกเว้นยา เครื่องดื่ม และอาหารที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสิ่งแวดล้อม
- การรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมนุม = หนึ่งตำาบลหนึ่งผลิตภัณฑ์
แหล่งร้องเรียนปัญหาในการบริโภค
 สำานักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสินค้าและบริการ โทร 1166
 สำานักคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ปัญหาเกี่ยวกับอาหาร ยา เครื่องสำาอาง โทร 1556
 กรมการค้าภายใน ราคาสินค้าไม่เป็นธรรม โทร 1569
 สำานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) คุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ โทร 0-2202-3428-31

การเงิน

เงิน คือ อะไรก็ได้ที่สังคมยอมรับให้เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยน
-

คุณสมบัติของเงิน คือ สังคมยอมรับ มีความคงทน สึกกร่อนยาก พกพาง่าย สะดวก
 เป็นสิ่งหายาก มีมูลค่าสูง ปลอมแปลงได้ยาก มีเสถียรภาพในมูลค่า คือมีค่าค่อนข้างคงที่ เปลี่ยนแปลงน้อย
ประเภทของเงิน ได้แก่ เหรียญกษาปณ์ (โดยกองกษาปณ์ กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง)  ธนบัตร (โดยธนาคารแห่ง
ประเทศไทย)  เงินฝากกระแสรายวัน หรือเช็ค (โดยธนาคารพาณิชย์)
หน้าทีข่ องเงิน เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน เป็นเครื่องวัดมูลค่าของสินค้า เป็นมาตรฐานการชำาระหนี้
ปริมาณเงิน คือ ปริมาณเงินที่หมุนเวียนในประชาชน และหน่วยธุรกิจ ปริมาณเงินมีอยู่ 3 ลักษณะ
 ความหมายแคบ คือ เหรียญกษาปณ์ ธนบัตร เงินกระแสรายวัน

 ความหมายกว้าง คือ เหรียญกษาปณ์ ธนบัตร เงินฝากทั้งหมด
 ความหมายกว๊างกว้าง คือ เหรียญกษาปณ์ ธนบัตร เงินฝากทั้งหมด เงินฝากสถาบันการเงินอื่น เงินฝากที่เป็นเงินตราต่างประเทศ
-

-

ผลกระทบของราคาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงปริมาณเงิน
ถ้าปริมาณเงินมาก >>> อำานาจการซื้อก็จะมีมาก >>> อุปสงค์ก็จะมากกว่าอุปทาน >>> ของขาดตลาด >>> ราคาสินค้าเลยสูง
ถ้าปริมาณเงินน้อย >>> อำานาจการซื้อก็จะน้อยตาม >>> อุปสงค์จะน้อยกว่าอุปทาน >>> ของล้นตลาด >>> ราคาสินค้าถูกลง
ค่าของเงิน ก็คืออำานาจการซื้อ มีผลเปรียบเทียบกับดัชนีราคา คือ
ถ้าดัชนีราคาสูง >>> ค่าเงินก็จะตำ่า (ราคาสินค้าโดยรวมของประเทศมันสูงคนซื้อไม่ค่อยได้)
ถ้าดัชนีราคาตำ่า >>> ค่าของเงินก็จะสูง (ราคาสินค้าโดยรวมของประเทศมันตำ่าคนซื้อได้)

สภาวะเงิน
-

-

-

-

เงินตึงมือ ภาวะที่กระแสเงินชะงักงันเนื่องจากปริมาณเงินที่หมุนเวียนในเศรษฐกิจมีจำากัด (ธนาคารไม่มีเงินให้เรากู้)
ภาวะเงินเฟ้อ ภาวะที่ระดับราคาสินค้าสูงเรื่อยๆ ทำาให้อำานาจซื้อของประชาชนลดลง
ในแง่ดีหากภาวะเงินเฟ้ออยู่ในระดับทั่วๆไป จะช่วยทำาให้ประเทศมีเสถียรภาพเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ มีการผลิต+จ้างงานมากขึ้น
ในแง่ไม่ดีหากภาวะเงินเฟ้อมากเกินไป เราเสียดุลการค้าและดุลการชำาระเงินมากขึ้น การออมของประเทศลดลง(ประชาชนใช้เงินมาก)
เงินเฟ้อ เงินอยู่ในมือของประชาชนมาก ทำาให้ค่าเงินตำ่า คนสามารถเอาเงินไปจับจ่ายใช้สอยได้เยอะ พอเอาเงินไปซื้อของเยอะๆ
สินค้าก็เลยขาดตลาด แล้วราคาสินค้าก็เลยสูงขึ้น ณ ตอนนี้จะเริ่มมีการเก็งกำาไร ซึ่งทำาให้ราคาสินค้ามันสูงขึ้นเรื่อยๆ มาถึง ณ จุดนี้
ถือว่าค่าครองชีพของประชาชนก็สูงตามไปด้วย
คนที่เสียเปรียบ คนที่มีรายได้ประจำา และเจ้าหนี้ คนที่ได้เปรียบ ลูกหนี้ เจ้าของธนาคาร และพ่อค้า
วิธกี ารแก้ไข คือการเอาเงินออกจากระบบ โดยการ เพิ่มอัตราดอกเบี้ย เพิ่มอัตราเงินสดสำารองธนาคารพาณิชย์ (เพื่อลดการ
ปล่อยสินเชื่อ)  เพิ่มภาษี จัดงบประมาณแบบเกินดุล
ภาวะเงินฝืด ภาวะที่ระดับสินค้าลดตำ่าลงๆ ปริมาณการผลิตลดลง ปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจน้อย
ในแง่ดีก็จะเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาน เศรษฐกิจจึงขยายตัว (เพราะของถูก อุปสงค์เพิ่ม)
ในแง่ไม่ดีทำาให้ประชาชนมีรายได้ลดลง การผลิตลดลง การจ้างงานก็ลดลง
เงินฝืด เงินอยู่ในมือประชาชนน้อย ทำาให้ค่าเงินสูง คนเอาเงินไปจับจ่ายใช้สอยได้น้อย ก็เลยซื้อของได้น้อย ของล้นตลาด ทำาให้ราคา
สินค้าถูก มักจะเกิดควบคู่กันเมื่อเศรษฐกิจตกตำ่า เกิดภาวะว่างงาน
คนที่เสียเปรียบ ลูกหนี้ พ่อค้า เจ้าของธนาคาร คนที่ได้เปรียบ เจ้าหนี้ และผู้มีรายได้ประจำา
วิธกี ารแก้ไข คือการเอาเงินเข้าสู่ระบบ โดยการ ลดอัตราดอกเบี้ย ลดอัตราเงินสดสำารองธนาคารพาณิชย์ (เพื่อเพิ่มการปล่อย
สินเชื่อ)  ลดภาษี จัดงบประมาณแบบขาดดุล

สถาบันการเงิน
สถาบันการเงิน คือ องค์กรธุรกิจทางการเงินที่เป็นตัวกลางระดมเงินออมจากผู้ออมไปสู่ผู้ที่ต้องการกู้ยืมไปใช้ประโยชน์อื่นๆ
 หน้าที่ของสถาบันการเงิน
เป็นแหล่งกลางทางการเงิน ให้ความปลอดภัยแก่ผู้ออม สร้างสภาพคล่อง
 ประเภทของสถาบันการเงิน

-

-

ธนาคารกลาง (ธนาคารแห่งชาติ) หน้าที่คือ ออกธนบัตร (ดูจากทุนสำารอง)  เก็บรักษาทุนสำารอง เป็นนายธนาคารพาณิชย์
ดำาเนินนโยบายส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ แลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ กำาหนดอัตราเงินสดสำารองตาม กม. 
กำาหนดอัตราซื้อช่วงลดกับธนาคารพาณิชย์ การซื้อขายหลักทรัพย์ของรัฐบาล
ธนาคารพาณิชย์ (ที่แรกคือ ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ ที่แรกของไทยคือ แบงก์สยามกัมมาจล) เป็นที่ๆเน้นหากำาไรมากกว่ามีหน้า
ที่คือ รับฝากเงิน ให้เงินกู้และการขยายเครดิต บริการอื่นๆ ได้แก่ซื้อขายหุ้น เก็บเงินตามเช็ค ซื้อขายเงินตราระหว่างประเทศ
รับโอน ฝากของมีค่า

-

-

ธนาคารเฉพาะกิจ ดำาเนินธุรกรรมเฉพาะอย่าง ธนาคารออมสิน (ระดมเงินฝากแล้วให้รัฐกู้ยืม)  ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (
ให้กู้ยืมเงินไปซื้อบ้าน)  ธนาคารการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ให้เกษตรกรกู้ยืมเงิน)  ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำาเข้า
แห่งประเทศไทย (EXIM Bank)  ธนาคารเพื่อพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (SMEs Bank)
ไม่ใช่ธนาคาร เช่น บริษัทเงินทุน (ให้ฝากเงินระยะยาว ดอกเบี้ยสูงแต่เสี่ยง)  โรงรับจำานำา (เอกชน) สถานธนานุเคราะห์
(กรมประชาสงเคราะห์) สถานธนานุบาล (เทศบาล)  ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (แหล่งซื้อหุ้น)

การบริหารจัดการด้านคลัง

การคลังภาครัฐ คือกิจกรรมทางเศรษฐกิจของภาครัฐในด้านรายรับรายจ่าย ซึ่งการบริหารการคลังประกอบด้วย

รายรับ รายจ่าย งบประมาณแผ่นดิน หนี้สาธารณะ ระบบภาษี นโยบายการคลัง เครื่องมือของภาครัฐในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
 รายรับ
>>> งบประมาณรายรับ = รายได้ + เงินกู้ภายในประเทศ + เงินคงคลัง
- รายได้ของรัฐบาล ได้แก่ ภาษีอากร ขายสิ่งของและบริการ รัฐพาณิชย์ (กำาไรจากองค์กรรัฐ = สลากกินแบ่ง ธนาคาร
ออมสิน โรงงานยาสูบ)  อื่นๆ เช่นค่าปรับ อากรแสตมป์
- รายได้จากส่วนราชการท้องถิ่น จากภาษีโรงเรือน ภาษีที่ดิน ภาษีบำารุงท้องที่ ภาษีป้าย เงินอุดหนุน ค่าเช่า ค่าปรับ
- เงินกู้หรือหนี้สาธารณะ ทั้งเงินกู้ในประเทศ(ธนาคารกลา ออมสิน พาณิชย์) และนอกประเทศ (ธนาคารโลก IMF ธนาคารพัฒนา
เอเชีย ADB)
- เงินคงคลัง เป็นเครื่องแสดงฐานะการคลังของรัฐได้ดี เราจะเอาออกมาใช้ยามจำาเป็น
 รายจ่าย
>>> การเพิ่มรายจ่ายของภาครัฐทำาให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวขึ้น
- รายจ่ายด้านเศรษฐกิจ (คมนาคม เกษตรกรรม อุตสาหกรรม เหมืองแร่ พลังงาน พาณิชย์ ท่องเที่ยว เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม)
- รายจ่ายด้านการศึกษา
- รายจ่ายด้านสาธารณสุขและสาธารณูปโภค
- รายจ่ายด้านการบริการสังคม (ความมั่นคงของสังคม สวัสดิการสังคม ตอบสนองความต้องการพื้นฐานของสังคม)
- รายจ่ายด้านความมั่นคง (อาวุธ การปราบปรามอาชญากรรม)
- รายจ่ายด้านการบริหารทั่วไป
- รายจ่ายด้านการชำาระหนี้
 งบประมาณแผ่นดิน คือแผนการแสดงรายรับรายจ่ายของรัฐใน ออกเป็น พรบ. ผ่านรัฐสภา งบประมาณแผ่นดินของประเทศไทย
จะเริ่มวันที่ 1 ตุลาคม – 30 กันยายนของปีถัดไป การจัดงบประมาณแบ่งเป็น
- งบประมาณเกินดุล = รายรับมากกว่ารายจ่าย รัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจชะลอตัว สิ่งที่เกิดตามมาคือเงินคงคลัง
- งบประมาณขาดดุล = รายจ่ายมากกว่ารายรับ รัฐบาลต้องการกระตุน
้ เศรษฐกิจ สิง่ ที่ตามมาคือหนี้สาธารณะ
หนี้สาธารณะ = หนี้สินที่รัฐหรือรัฐวิสาหกิจไปกู้ยืมเนื่องจากมีรายได้ไม่พอกับรายจ่าย กู้มาลงทุน หรือไว้รักษาเสถียรภาพ
เมื่องบประมาณขาดดุลและรัฐก่อหนี้สาธารณะ ทำาให้รัฐบาลต้องเสนออัตราดอกเบี้ยเงินฝากให้สูงขึ้นเพื่อแข่งกับเอกชนและให้รัฐมี
เงินหมุนเวียนมากขึ้น (ก็คือตอนนี้เศรษฐกิจมันตกตำ่า นโยบายการเงินก็คือลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากให้เอาเงินออก รัฐบาลมันก็แย่
เหมือนกันช่วงนี้ ถ้าอยากได้เงินไปหมุนในส่วนของภาครัฐ รัฐบาลก็เลยต้องเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝากแข่งกับมัน คนจะได้เอาเงินมา
ให้รัฐบาลหมุน)
 ภาษี แบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่
- ภาษีทางตรง คือ ภาษีที่เราต้องเสียเอง ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมรดก ภาษีดอกเบี้ย ภาษีที่ดิน
- ภาษีทางอ้อม คือภาษีที่เราผลักภาระให้คนอื่นเสียแทน ได้แก่ ภาษีศุลกากร (ขาเข้า+ออก) ภาษีสรรพสามิต(นำ้ามัน สุรา ไพ่ สำาอาง)

ภาษีสรรพากร(มูลค่าเพิ่ม = มูลค่าเพิ่มในสินค้าของธุรกิจที่ไม่ใช่เกษตรที่มีวงเงินการค้า 600,000 บาทขึ้นไป ปัจจุบันใช้ VAT
7%)
อัตราการเก็บ ได้แก่ อัตราก้าวหน้า (มีมากเสียมาก)  อัตราคงที่ (ทุกคนเสียเท่ากัน)  อัตราถอยหลัง (รายได้มากเสียน้อย)
 นโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นคนประกาศใช้นโยบาย
กำาหนดอัตราดอกเบี้ย กำาหนดเงินสดสำารองกฎหมาย
กำาหนดอัตราซื้อ – ลด การซื้อขายพันธบัตรรัฐบาล การให้เครดิตเงินกู้แก่ธนาคารพาณิชย์ (การปล่อยสินเชื่อ)
 นโยบายการคลัง กระทรวงการคลังจะ เก็บภาษี
จัดงบประมาณแผ่นดิน

เศรษฐกิจระหว่างประเทศ

ดุลการชำาระเงิน คือ บันทึกการรับและการจ่ายเงินตราต่างประเทศ ในระยะเวลา 1 ปี ซึ่งประกอบด้วย
-

บัญชีเดินสะพัด ได้แก่ ดุลการค้า (แสดงมูลค่าสินค้านำาเข้า ส่งออก)  ดุลบริการ ดุลเงินโอนหรือดุลบริจาค (ให้เปล่า)
บัญชีทุน = แสดงการลงทุนและการกู้ยืมเงินระหว่างประเทศ
*** การคิดดุลการชำาระเงิน = ดุลบัญชีเดินสะพัด + บัญชีทุนเคลื่อนย้าย – ค่าคลาดเคลื่อนสุทธิ = ดุลการชำาระเงินรวม
บัญชีทุนสำารองระหว่างประเทศ = บัญชีแสดงฐานะทางการเงิน เป็นยอดสรุปของดุลการชำาระเงิน
ส่วนประกอบสำาคัญก็ต้องมีทองคำา เงินตราสกุลสำาคัญ หลักทรัพย์ในกองทุน I.M.F
มีความสำาคัญในการรักษาระดับเงินตราระหว่างประเทศ เป็นทุนในการผลิตธนบัตร
ทุนหมุนเวียนการชำาระเงินให้ต่างประเทศ และบ่งบอกถึงเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ
*** ทุนสำารองสร้างความน่าเชื่อทางด้านเศรษฐกิจและการเงินของประเทศนั้นๆ

วิเคราะห์

ดุลการชำาระเงินเป็นประโยชน์ต่อการวิเคราะห์เศรษฐกิจ และชี้ฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศ
• ปีที่รายรับมากกว่ารายจ่าย แสดงได้ว่า ดุลการชำาระเงินเกินดุล ส่งผลให้บัญชีทุนสำารองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น พอมีมากก็ทำาให้ค่า
เงินแข็ง มีทุนหนุนหลังพิมพ์ธนบัตรมากขึ้น ทำาให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ แต่โดยรวมแล้วประเทศดูดี มีเสถียรภาพ
• ปีที่รายจ่ายมากกว่ารายรับ แสดงได้ว่า ดุลการชำาระเงินขาดดุล ส่งผลให้บัญชีทุนสำารองระหว่างประเทศลดลง พอมีน้อย ค่าเงินก็อ่อน
เกิดภาวะเงินฝืด ไม่มีเงินชำาระเงินต่างประเทศเกิดหนี้สาธารณะ ประเทศไม่มีเสถียรภาพ
การแก้ไข : ลดการนำาเข้า เพิ่มการส่งออก / ส่งเสริมการท่องเที่ยว / ชักชวนให้ประชาชนประหยัด / ใช้มาตรการส่งเสริมการลงทุน / รัฐ
ลดค่าใช้จ่าย / ลดค่าเงิน / ปรับอัตราดอกเบี้ย / กู้ยืมเงินระหว่างประเทศ
• ดุลการค้าขาดดุล >>> ดุลการชำาระเงินไม่จำาเป็นต้องขาดดุล / ดุลการชำาระเงินเกินดุล >>> ดุลการค้าก็ไม่จำาเป็นต้องเกินดุล
 การลงทุนระหว่างประเทศ มักจะดำาเนินในรูปของ “บรรษัทข้ามชาติ”
 การแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ มีการกำาหนดมาตรฐานเงินตราโดยให้อยู่ในมาตรฐานภายใต้กองทุนการเงินระหว่าง
ประเทศ จากเดิมที่ใช้มาตรฐานทองคำา อัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ คือ การเทียบเงินสกุลหนึ่งกับอีกสกุลหนึ่ง โดยเทียบค่า
เงินตัวเองกับเงินสกุลดอลล่าร์ (ให้$คงที่) ระบบการแลกเปลี่ยนมี 2 ระบบใหญ่ๆ ได้แก่ ระบบแลกเปลี่ยนคงที่ และระบบแลกเปลี่ยนแบบ
ลอยตัว (ไทยใช้หลัง 2 ก.ค. 40 เราใช้ลอยตัวแบบจัดการ คือ มีการแทรกแซงโดยภาครัฐบ้างเมื่อจำาเป็น)
การลดค่าเงินบาท คือการลดอำานาจซื้อของเงินของราคาเงินสกุลเงินหนึ่งต่อเงินอีกสกุลหนึ่ง ก็คือการเพิ่มค่าเงินของต่างประเทศนั่นเอง
ทำาให้เค้าแลกเป็นเงินไทยได้มากขึ้น (เพราะว่าค่าเงินของเราถูกลงนั่นเอง) ซึ่งการลดค่าเงินบาทเป็นมาตรการแก้ปัญหาการขาดดุลการค้า
เพราะทำาให้ราคาสินค้าส่งออกถูกลง ทำาให้เราส่งออกได้มากขึ้น และราคาสินค้าเข้าแพงขึ้นทำาให้เรารับเข้ามาน้อยลง ซึ่งทั้งนี้การเพิ่มหรือลด
ค่าเงินบาทอยู่ที่ IMF

ผลกระทบ

ผลกระทบจากการเพิ่ม-ลด
ค่าเงินบาท
ใช้แว่นขยายด้วยนะ

1
2
3
4
5
6

ค่าของเงิน
ราคาสินค้าส่งออกต่อหน่วย
ราคาสินค้านำาเข้าต่อหน่วย
ราคาสินค้าของประเทศในต่างประเทศ
ราคาสินค้าของต่างประเทศในประเทศ
ชาวต่างประเทศจะเข้ามาลงทุนในประเทศ

ลดค่าเงิน
ลดลง
ลดลง
แพงขึ้น
ถูกลง
แพงขึ้น
มากขึ้น

เพิม่ ค่าเงิน
เพิ่มขึ้น
แพงขึ้น
ถูกลง
แพงขึ้น
ถูกลง
น้อยลง

7
8
9
10
11
12
13
14
15
16

คนในประเทศจะไปลงทุนในต่างประเทศ
ชาวต่างประเทศจะมาเที่ยวในประเทศ
คนในประเทศจะไปเที่ยวต่างประเทศ
คนในประเทศมีหนี้สินในต่างประเทศ
คนต่างประเทศมีหนี้สิน
ภาระหนี้สินที่ประเทศเราติดต่างประเทศ
ภาระหนี้สินที่ต่างประเทศติดเรา
ปริมาณแลกเงินต่างประเทศได้
ดุลการค้า
ทุนสำารองระหว่างประเทศคิดเป็นเงินไทย

น้อยลง
มากขึ้น
น้อยลง
เท่าเดิม
เท่าเดิม
มากขึ้น
น้อยลง
น้อยลง
เกินดุล
มากขึ้น

มากขึ้น
น้อยลง
มากขึ้น
เท่าเดิม
เท่าเดิม
น้อยลง
มากขึ้น
มากขึ้น
ขาดดุล
น้อยลง

เป้าหมายหลักของการรวมการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ เพื่อกระจายผลประโยชน์ระหว่างประเทศสมาชิก ให้ประเทศในกลุ่ม

ได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน การรวมกลุ่มสามารถคานอำานาจต่างๆ ของกลุ่มใหญ่ๆได้
 มาตรการทางการค้าและนโยบายการค้าระหว่างประเทศ มี 2 แบบ คือ
- นโยบายการค้าแบบเสรี (FTA : Free Trade Area) ไม่มีการเก็บภาษี เน้นการแบ่งงานการทำา >>> เกิดความชำานาญเฉพาะ
- นโยบายการค้าแบบกีดกัน ยังแบ่งออกเป็น ตั้งกำาแพงภาษี กำาหนดโควตาสินค้า อุดหนุนผู้ผลิต และผู้ส่งออกควบคุมการแลกเปลี่ยน
 ขั้นตอนการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ มีทงั้ หมด 5 ขัน
้ ด้วยกัน ได้แก่
- เขตการค้าเสรี (FTA : Free Trade Area) ไม่เก็บภาษีหรือเก็บก็เก็บน้อยมากเช่น AFTA นอกกลุม
่ จะเก็บภาษีเท่ากันหรือไม่ก็ได้
- สหภาพศุลกากร ไม่เก็บภาษีเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นประเทศนอกกลุ่มในกลุ่มต้องปรึกษากันก่อนว่าจะเก็บพวกนอกกลุ่ม ประเทศ
นี้เสียเท่าไหร่ แล้วก็ต้องปรับให้เสียเท่าๆกัน
- ตลาดร่วม ในกลุ่มไม่เก็บภาษี นอกกลุ่มเก็บเหมือนๆกัน และมีการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตได้อย่างเสรี
- สหภาพเศรษฐกิจ ในกลุ่มไม่เก็บภาษี นอกกลุ่มเก็บเหมือนๆกัน และมีการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตได้อย่างเสรี มีการกำาหนด
นโยบายร่วมกัน เช่น E.U.
- สหภาพเหนือชาติ คือรวมเป็นชาติเดียวไปเลย มีรัฐบาลกลางร่วมกัน อนาคต E.U.อาจจะทำาแบบนี้

การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระดับโลก

- ธนาคารโลก (world Bank/ IBRD) ปล่อยเงินกู้ระยะยาว แก้ไขปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ให้คำาแนะนำาทางวิชาการ
- กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปล่อยเงินกู้ระยะสั้น แก้ปัญหาการขาดดุลการชำาระเงิน ให้คำาแนะนำาทางวิชาการ

รักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ ***ถ้าเราไปกู้มา IMF บอกให้เราทำาอะไร เราต้องทำาตาม
- องค์การค้าโลก (WTO) เป็นองค์กรระหว่างประเทศด้านการค้าที่สำาคัญที่สุด พัฒนามาจาก ”ข้อตกลงทั่วไปว่าดวยพิกัดอัตราภาษี
ศุลกากรและการค้า (GATT) WTO ส่งเสริมการค้าเสรี และขจัดของพิพาททางการค้าระหว่างประเทศ
- การประชุมว่าด้วยการค้าและการพัฒนาระหว่างประเทศ (UNCTAD) อริกับ WTO ที่คุ้มครองแต่ประเทศอุตสาหกรรม จริงตั้งมา
ช่วยประเทศที่กำาลังพัฒนา โดยกลุ่มนี้ผลักดันให้เกิด สิทธิพเิ ศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP)
คนที่ได้รับ GSP คือประเทศที่กำาลังพัฒนา ประเทศที่ให้คือประเทศที่พัฒนาแล้ว ถ้าเรามีเค้าจะลดภาษีให้ทำาให้เรา ทำาให้เราเอาของ
ไป
ตีตลาดเค้าได้

การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

- สหภาพยุโรป (E.U.) เป็นกลุ่มที่กำาหนดนโยบายการค้าเดียวกัน ใช้นโยบายการค้าแบบกี ดกันสินค้าโดยการกำาหนด ISO

ใช้สกุลเงินเดียวกัน มีการรวมตัวกันทั้งทางเศรษฐกิจ การเงิน และการเมือง และมีการตั้งธนาคารกลางยุโรป (ECB)
- ข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) มี 3 ประเทศ ได้แก่ อเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก
- กลุ่มประเทศอุตสาหกรรม (G8) ได้แก่ อเมริกา แคนาดา เยอรมัน อิตาลี ฝรั่งเศส อังกฤษ ญี่ปุ่น รัสเซีย
- สมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ บรูไน
เวียดนาม เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา ก่อตั้งแทนสมาคมอาสา (ASA) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางศรษฐกิจ
วิทยาศาสตร์

-

-

เทคโนโลยี สังคมและการเมือง ระหว่างประเทศ โครงการก็เช่น โครงการอุตสาหกรรมอาเซียน (Asean Industrial Project -AIP)
 ข้อตกลงสิทธิพิเศษทางการค้าอาเซียน (APTA)  แผนงานสนับสนุนอุตสาหกรรมอาเซียน (AIC)  เขตการค้าเสรี (AFTA)
เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ตั้งขึ้นเพื่อลดภาษีนำาเข้าที่มาจากประเทศสมาชิก ภายในระยะเวลา 15 ปี ตั้งแต่ปี 36 เสนอโดย
อานันท์ ปันยารชุน เป็นคนเสนอใน Asean Summit ครั้งที่ 4 ที่สงิ คโปร์
องค์การประเทศผู้ส่งออกนำ้ามัน (OPEC) ได้แก่ อิหร่าน อิรัก คูเวต กาตาร์ ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อินโดนีเซีย
แอลจีเรีย ลิเบีย ไนจีเรีย เวเนซุเอลา ตั้งขึ้นเพื่อเจรจาต่อรองนำ้ามันให้ได้ราคา+เงื่อนไขที่ดี
องค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจแห่งเอเชียและแปซิปิก (APEC) ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ บรูไน
ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน ไต้หวัน ฮ่องกง อเมริกา แคนาดา เม็กซิโก ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี ชิลี เปรู รัสเซีย ตั้งขึ้นเพื่อกีดกัน
การค้าของ E.U. ลดปัญหาและอุปสรรคการค้า สนับสนุน WTO
การประชุมเอเชียยุโรป (ASEM) กลุ่มที่เชื่อมโยงความร่วมมือด้านต่างๆ ระหว่างเอเชีย(ASEAN)-ยุโรป(E.U.) สนับสนุน WTO
ทั้ง 2 กลุ่มมีกองทุนร่วมพัฒนาด้วยนะ ประเทศที่อยู่ในกลุ่มนี้ ได้แก่ อาเซียน+จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ +E.U.
การเจรจาเพื่อความร่วมมือในเอเชีย (ACD) เน้นให้ภูมภิ าคพึ่งพาตนเองได้ โดยการจัดตั้งพันธบัตรเอเชีย ริเริ่มโดยทักษิณ
สมาชิกมี อาเซียน + จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มองโกเลีย + บาห์เรน อิหร่าน คูเวต โอมาน กาตาร์ อาหรับ + คาซัดสถาน + บังคลาเทศ
ภูฏาน อินเดีย ปากีสถาน ศรีลังกา

การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย
การพัฒนาเศรษฐกิจ คือ การทำาให้กิจกรรมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ตอบสนองความต้องการของมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบันการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมมีความจำาเป็นมาก เนื่องจากทรัพยากรมีอย่างจำากัด และโครงสร้างเศรษฐกิจมีลักษณะผูกขาด

ดัชนีชี้วัดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

-

รายได้ประชาชาติ (Nation Income : NI) หมายถึง มูลค่ารวมของสินค้าและบริการของประชากรในชาติในระยะเวลา 1 ปี
หรือผลรวมของรายได้ทุกประเภท หรือตอบแทนปัจจัยการผลิตในระยะเวลา 1 ปี *** ภาษี ของเถื่อน เงินนอกระบบ ไม่รวม
ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GNP) หมายถึง มูลค่าสินค้าและบริการของประชากรประเทศนั้น GNP = GDP + ไทยไปนอก - นอกมาไทย
ผลิตภัณฑ์รวมในประเทศ (GDP) หมายถึง มูลค่าสินค้าและบริการที่ผลิตขึ้นในประเทศนั้น
*** ประเทศที่พัฒนาแล้วจะใช้ GNP แต่ประเทศที่ด้อยพัฒนาจะใช้ GDP (มีการลงทุนต่างประเทศน้อย)

ปัญหาการพัฒนาประเทศที่ผ่านมา

ปัญหาความไม่สมดุลของภาคเศรษฐกิจ รัฐบาลส่งเสริมการลงทุนเพื่ออุตสาหกรรม ทำาให้บทบาทภาคเกษตรลดลง แรงงานภาค
เกษตรหันไปทำางานในด้านอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น
ปัญหาการกระจายรายได้
ปัญหาทรัพยากรเสื่อมโทรม เกิดมาจากการเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมนั่นเอง

วิกฤตเศรษฐกิจ 2540

สาเหตุ
- เอกชนใช้เงินเกินตัว
- เอกชนไปก่อหนี้กับชาวต่างชาติไว้ กู้มาลงทุนกับอสังหาริมทรัพย์เพื่อเก็งกำาไร แต่เศรษฐกิจตกตำ่า เอกชนเลยไม่มีเงินคืน เกิด NPL
- มาตรการวิเทศธนกิจ (BIBF) พ.ศ. 2536 สนับสนุนให้นำ้าเงินมาลงทุนโดยการปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยตำ่า
- ค่าเงินบาทแข็งตัว ส่งออกได้น้อยลง ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจกลายเป็นกองสบู่แตก
- มีการโจมตีค่าเงินบาท รัฐบาลเอาเงินทุนสำารองของไทย (ดอลลาร์) ไปปกป้องค่าเงินบาท
- ขาดเสถียรภาพทางการเงิน เนื่องจากธนาคารบางแห่ง บริหารงานไม่ดีและต้องปิดตัวลง ทำาให้ขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง
ผลกระทบ
- ค่าเงินบาทตำ่าลง (1 Dollar : 40-60 Baht)

- เงินในประเทศแทบไม่เหลือเลยต้องไปกู้ IMF
- ธุรกิจปิดตัวลงไปมาก >>> คนว่างงานเยอะ

- แรงงานที่เคยอยู่ชนบทมาทำางานในเมือง ต้องย้ายกลับชนบท
- ตัวเลข NPL สูงมาก บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ปิดตัวลง ธนาคารพาณิชย์ก็แย่ คนล้มละลายเยอะมาก
- เป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตการณ์ต้มยำากุ้ง แพร่กระจายไปทั่วเอเชีย

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

- แผนฯ 1 (2504-2509) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ไฟฟ้า ประปา เพื่อเตรียมพัฒนาประเทศเข้าสู่ประเทศอุตสาหกรรม
- แผนฯ 2 (2510-2514) ต่อจากแผนฯ 1 แต่เพิ่มพัฒนาสังคม (ครั้งแรกที่ใช้ชื่อว่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ)
- แผนฯ 3 (2515-2519) รักษาเสถียรภาพทางการเงิน เริ่มให้มีการวางแผนครับครับ (2513)
- แผนฯ 4 (2520-2524) เน้นการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม สร้างสวัสดิภาพและสวัสดิการทางสังคม
- แผนฯ 5 (2525-2529) พัฒนาพื้นที่ชุมชน และพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก
- แผนฯ 6 (2530-2534) มุ่งเน้นให้เอกชนมีบทบาท ส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
- แผนฯ 7 (2535-2539) รักษาคุณภาพและสิ่งแวดล้อม
- แผนฯ 8 (2540-2544) พัฒนาทรัพยากรมนุษย์
- แผนฯ 9 (2545-2549) พัฒนาเศรษฐกิจแบบยั่งยืน SME สหกรณ์
- แผนฯ 10 (2550-2554) พั ฒ นาทุ ก ภาคส่ ว นของสั ง คม + พั ฒ นาทุ น 3 ทุ น ได้ แ ก่ ทุ น ทางสั ง คม ทุ น เศรษฐกิ จ และทุ น วั ฒ นธรรม

สรุปลักษณะเด่นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจแต่ละช่วง
- แผน 1-3 เน้นไปทางอุตสาหกรรมมากเกินไป เร่งพัฒนาเศรษฐกิจจนทำาให้ทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรม
- แผนฯ 4 เป็นต้นมา เริ่มเน้นการกระจายรายได้ ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม เน้นพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
ผลที่ตามมาของแผน 1-7 คือ เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว รายได้เฉลี่ยของคนไทยเพิ่มขึ้นจาก 2100 เป็น 77,000 บาท/ปี (04-39)

แนวคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจ

- ส่งเสริมเศรษฐกิจขั้นพื้นฐาน ให้มีการทำาเกษตรแบบผสมผสาน ทำาอุตสาหกรรมชุมชน ธุรกิจชาวบ้าน ศูนย์การแพทย์แผนไทย ตั้ง

กองทุนชุมชน ผลิตสินค้าหัตถกรรมและศิลปกรรม
- เศรษฐกิจแห่งการพึ่งตนเอง ชุมชนคิดค้นด้วยตนเองจากทรัพยากรที่มีอยู่ในสังคม
- เศรษฐกิจวัฒนธรรม พัฒนาเศรษฐกิจจากรากฐานของวัฒนธรรมไทย
- เศรษฐกิจบูรณาการ มุง่ เน้นให้สร้างรายได้ และมีการพัฒนาจิตใจ ครอบครัว ชุมชน วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมและการเมืองเข้าด้วยกัน
 สหกรณ์ คือองค์การปกครองตัวเองของบรรดาบุคคลที่รวมตัวกันเพื่อสนองความต้องการของตนเองโดยดำาเนินรัฐวิสาหกิจร่วมกัน
และควบคุมด้วยหลักประชาธอปไตย
- บิดาของสหกรณ์ คือ โรเบิร์ต โอเวน วิธีการสำาคัญของเค้าคือ ให้คนงานช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ชมรมสหกรณ์แห่งแรกที่
โอเวนตั้งขึ้นตั้งที่ USA ชื่อว่า New Harmony ซึ่งมีองค์การ
- สหกรณ์ในประเทศไทย เริ่มต้นโดยพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ ได้ทดสอบตั้งสหกรณ์แห่งแรกชื่อว่า “สหกรณ์วัดจันทร์ไม่
จำากัดสินใช้” อยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก มีจุดเปลี่ยนที่ทำาให้สหกรณ์ทันสมัยขึ้นคือ ครั้งที่มีการออก พ.ร.บ.สหกรณ์ 2511
- หลักการประชาธิปไตย ได้แก่สมัครใจเปิดกว้าง / ควบคุมตามหลักประชาธิปไตย / มีสว่ นร่วม / ปกครองตนเองอย่างอิสระ / ศึกษา
ฝึกฝน อบรมสารสนเทศ / มีการร่วมมือระหว่างสหกรณ์ / เอื้ออาทรชุมชน
- ลักษณะสำาคัญของสหกรณ์ เป็นธุรกิจการค้า / ไม่แสวงหาผลกำาไร / สมาชิกเป็นเจ้าของ / มีผลประโยชน์ร่วมกัน / มีผลประโยชน์ตาม
ส่วน / ควบคุมด้วยหลักประชาธิปไตย / มีความสมัครใจ

- ประเภทของสหกรณ์ สหกรณ์การเกษตร (มีมากที่สุด) สหกรณ์การประมง สหกรณ์นิคม (จัดสรรที่ดินให้ราษฎร) สหกรณ์ร้านค้า

สหกรณ์ออมทรัพย์ (ส่งเสริมให้ฝากเงินและมีเงินกู้ให้-ไทยก็มีมาก) สหกรณ์บริการ (สหกรณ์ Taxi มากที่สุด)

เศรษฐกิจพอเพียง คือการอยู่อย่างพอประมาณ ซื่อตรง ไม่โลภมาก ไม่เบียดเบียนผู้อื่น เป็นการนำาพระราชดำาริของพระบาทสมเด็จ

พระเจ้าอยู่หัวมาใช้ซึ่งเริ่มใช้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9
- ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มี 5 ประการได้แก่ ยึดทางสายกลาง / ความสมดุลและยั่งยืน / ความพอประมาณมีเหตุผล / ภูมิคุ้มกัน รู้เท่า
ทันโลก / การสร้างเสริมคุณภาพคน
- การนำาไปประยุกต์ใช้ ประหยัด ประกอบอาชีพสุจริต ไม่แก่งแย่งผลประโยชน์และแข่งกันกัน หารายได้เพิ่มพูน ไม่กระทำาชั่ว
- ทฤษฎีใหม่ คือพระราชดำาริที่เน้นแนวทางในการจัดสรรทรัพยากรที่ดินและนำ้า เพื่อการเกษตรในที่ดินเพื่อประโยชน์สูงสุด
ขั้นตอนแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) จัดสรรที่อยู่อาศัยและที่ทำากิน (30:30:30:10 = นำ้า:นาข้าว:พืชผสมผสาน:ที่อยู่)
2) การร่วมกันพัฒนา (ช่วยกัน ร่วมมือ หาปัจจัยที่ต้องการ) 3) ติดต่อสื่อสารเพื่อจัดการทุนปละพัฒนาคุณภาพชีวิต
 พัฒนาศักยภาพเทคโนโลยีการผลิต คือการมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยี ทักษะแรงงาน และระบบจัดการที่ดี เพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่ง
องค์ประกอบสำาคัญในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน คือ ต้องมีความรู้ความชำานาญ สิ่งทีว่ ัดระดับความสามารถก็ได้แก่ 1)ปัจจัยแวดล้อม
ทางเศรษฐกิจ 2)สถาบันภาครัฐ 3)ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
สำาหรับประเทศไทย ความสามารถในการแข่งขันยังอยู่ในระดับของเศรษฐศาสตร์จุลภาคมากกว่า ปริมาณการจดสิทธิบัตรมีน้อย ขาด
วัฒนธรรมทางเทคโนโลยีเลียนแบบอย่างเดียวเลย
ปัจจุบันการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันปัจจุบนั คือสร้างเครือข่ายวิสาหกิจและอุตสาหกรรมที่เรียกว่า “Cluster”

….จบแล้วจ้า….