สงครามโลกครังที หนึ ง (World War I

)

สงครามโลกครังทีหนึง (World War I หรือ First World War) หรือทีมักเรียกว่า "สงครามโลก" หรือ
"มหาสงคราม (Great War) ก่อน ค.ศ. 1939 เป็ นสงครามใหญ่ทมีี ศนู ย์กลางในยุโรประหว่างวันที 28
กรกฎาคม ค.ศ. 1914 ถึง 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918 ทุกประเทศมหาอํานาจของโลกเกียวพันใน
สงคราม ซึงแบ่งออกเป็ นฝา่ ยสัมพันธมิตร (มีศนู ย์กลางอยูท่ ไตรภาคี

ได้แก่ อังกฤษ ฝรังเศสและรัสเซีย)
และฝา่ ยมหาอํานาจกลาง (มีศนู ย์กลางอยูท่ ไตรพั

นธมิตร ได้แก่ เยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการีและอิตาลี)
พันธมิตรทังสองมีการจัดระเบียบใหม่ และขยายตัวเมือมีชาติเข้าสูส่ งครามมากขึน ท้ายสุด มีทหารกว่า
70 ล้านนาย ซึงเป็ นทหารยุโรปเสีย 60 ล้านนาย ถูกระดมเข้าสู่สงครามใหญ่ทสุี ดสงครามหนึงใน
ประวัตศิ าสตร์นี สงครามโลกครังทีหนึงยังนับว่าเป็ นความขัดแย้งวงกว้างภายในทวีปยุโรปครังใหญ่ทสุี ด

นับตังแต่สงครามนโปเลียน ทหารผูเ้ ข้าร่วมรบเสียชีวติ เกิน 9 ล้านนาย สาเหตุหลักเพราะความร้ายแรง
ของพลังทําลายของอาวุธทีเพิมขึนอย่างมหาศาล เพราะเทคโนโลยีใหม่ ๆ โดยไม่มพี ฒ
ั นาการในการ
คุม้ ครองหรือความคล่องแคล่วในการเคลือนทีทีสอดคล้องกัน สงครามโลกครังทีหนึงเป็ นสงครามทีมี
ผูเ้ สียชีวติ มากทีสุดในประวัตศิ าสตร์อนั ดับทีหก สงครามนีเป็ นผลให้มผี เู้ สียชีวติ บาดเจ็บและสูญหาย
รวมกันไม่ตากว่
ํ า 40 ล้านคน และกรุยทางไปสูก่ ารเปลียนแปลงทางการเมืองหลายอย่าง เช่น การปฏิวตั ิ
ในชาติทเข้
ี าร่วมรบ
สาเหตุระยะยาวของสงครามรวมถึงนโยบายต่างประเทศแบบจักรวรรดินิยมของมหาอํานาจ
ยุโรปทังหลาย อย่างจักรวรรดิเยอรมัน จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี จักรวรรดิออตโตมัน จักรวรรดิรสั เซีย
จักรวรรดิองั กฤษ ฝรังเศสและอิตาลี ส่วนการลอบปลงพระชนม์อาร์ชดยุกฟรานซ์ เฟอร์ดนิ านด์แห่ง
ออสเตรียรัชทายาทแห่งจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี เมือวันที 28 มิถุนายน ค.ศ. 1914 โดยกัฟรีโล ปริน
ซีป นักชาตินิยมยูโกสลาฟ เป็ นชนวนเหตุใกล้ชดิ ของสงคราม ออสเตรีย-ฮังการีจงึ ยืนคําขาดฮับสบูรก์ ต่อ
ราชอาณาจักรเซอร์เบีย พันธมิตรทังหลายซึงก่อตังขึนมาเมือหลายทศวรรษก่อนถูกดึงเข้ามาเกียวข้อง
ดังนันภายในเวลาไม่กสัี ปดาห์ มหาอํานาจทังหลายจึงอยู่ในภาวะสงคราม และความขัดแย้งลุกลามไปทัว
โลกอย่างรวดเร็วผ่านอาณานิคมต่าง ๆ
วันที 28 กรกฎาคม ความขัดแย้งเปิ ดฉากขึนเมือออสเตรีย-ฮังการีรุกรานเซอร์เบีย ตามด้วยการ
รุกรานเบลเยียม ลักเซมเบิรก์ และฝรังเศสของเยอรมนี และการโจมตีเยอรมนีของรัสเซีย หลังการบุก
โจมตีกรุงปารีสของเยอรมนีถกู หยุด แนวรบด้านตะวันตกก็เป็ นการรบแห่งการสูญเสียทีอยู่กบั ทีด้วยแนว
สนามเพลาะซึงเปลียนแปลงน้อยมากกระทัง ค.ศ. 1917 ในทางตะวันออก กองทัพรัสเซียสามารถ
เอาชนะกองทัพออสเตรีย-ฮังการี แต่ถูกกองทัพเยอรมันบีบให้ถอยกลับจากปรัสเซียตะวันออกและ
โปแลนด์ แนวรบใหม่ ๆ เปิดขึนเมือจักรวรรดิออตโตมันเข้าสูส่ งครามใน ค.ศ. 1914 อิตาลีและบัลแกเรีย
ใน ค.ศ. 1915 และโรมาเนียใน ค.ศ. 1916 จักรวรรดิรสั เซียล่มสลายใน ค.ศ. 1917 และรัสเซียถอนตัว
จากสงครามหลังการปฏิวตั เิ ดือนตุลาคมในปีเดียวกัน หลังการรุกตามแนวรบด้านตะวันตกของเยอรมนี
ใน ค.ศ. 1918 กองทัพสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมสงครามและกองทัพสัมพันธมิตรสามารถผลักดันกองทัพ
เยอรมันกลับไปหลังได้รบั ชัยชนะติดต่อกันหลายครัง เยอรมนี ซึงประสบปญั หากับนักปฏิวตั ถิ งึ ขณะนี
ได้ตกลงหยุดยิงเมือวันที 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918 ซึงเป็ นทีรูจ้ กั กันในชือ วันสงบศึก และชัยชนะตก
เป็ นของฝา่ ยสัมพันธมิตร
เมือสงครามยุติ รัฐจักรวรรดิใหญ่สรัี ฐ อันได้แก่ จักรวรดิเยอรมัน ออสเตรีย-ฮังการี รัสเซียและ
ออตโตมัน พ่ายแพ้ทงทางการเมื

องและทางทหารและได้สนสภาพไป

เยอรมนีและรัสเซียสูญเสียดินแดน
ไปมหาศาล ส่วนอีกสองรัฐทีเหลือนันล่มสลายลงอย่างสินเชิง แผนทียุโรปกลางได้ถูกเขียนใหม่โดยมี

ประเทศขนาดเล็กเกิดใหม่หลายประเทศ สันนิบาตชาติถกู ก่อตังขึนด้วยหวังว่าจะป้องกันความขัดแย้ง
เช่นนีมิให้เกิดขึนอีกในอนาคต ลัทธิชาตินิยมยุโรปเกิดขึนหลังสงครามและการล่มสลายของจักรวรรดิ
ทังหลาย ผลสะท้อนจากความพ่ายแพ้ของเยอรมนีและปญั หากับสนธิสญ
ั ญาแวร์ซาย ยอมรับกันทัวไปว่า
ั ยซึงนําไปสูก่ ารปะทุของสงครามโลกครังทีสอง
เป็ นปจจั
เบืองหลัง
ในคริสต์ศตวรรษที 19 ชาติมหาอํานาจยุโรปประสบปญั หากับการรักษาไว้ซงสมดุ

ลของอํานาจ
ทัวทวีปยุโรป ซึงเป็ นผลมาจากเครือข่ายพันธมิตรทางการเมืองและทหารอันซับซ้อนทัวทังทวีปจนถึง
ค.ศ. 1900 พันธมิตรเหล่านีถือกําเนิดขึนใน ค.ศ. 1815 ด้วยพันธมิตรอันศักดิสิทธิระหว่างปรัสเซียรัสเซีย
และออสเตรีย จากนัน ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1873 นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ออตโต ฟอน บิสมาร์ก เจรจา
ตังสันนิบาตสามจักรพรรดิระหว่างพระมหากษัตริยข์ องออสเตรีย-ฮังการี รัสเซียและเยอรมนี ความตกลง
ดังกล่าวล้มเหลวเพราะออสเตรีย-ฮังการีและรัสเซียไม่สามารถตกลงกันได้ในนโยบายเหนือคาบสมุทร
บอลข่าน ทิงให้เยอรมนีและออสเตรีย-ฮังการีจดั ตังพันธมิตรกันสองประเทศใน ค.ศ. 1879 เรียกว่า ทวิ
พันธมิตร ซึงถูกมองว่าเป็ นวิธกี ารตอบโต้อทิ ธิพลของรัสเซียในคาบสมุทรบอลข่านเมือจักรวรรดิออตโต
มันอ่อนแอลงอย่างต่อเนือง ใน ค.ศ. 1882 พันธมิตรนีขยายรวมไปถึงอิตาลีและเกิดเป็ นไตรพันธมิตร
หลัง ค.ศ. 1870 ความขัดแย้งในยุโรปเบียงเบนไปส่วนใหญ่ผ่านเครือข่ายสนธิสญ
ั ญาทีมีการ
วางแผนไว้อย่างระมัดระวังระหว่างจักรวรรดิเยอรมันกับประเทศทีเหลือในยุโรปด้วยฝีมอื ของ
นายกรัฐมนตรีบสิ มาร์ค เขาเน้นการทํางานเพือยึดรัสเซียให้อยู่ฝา่ ยเดียวกับเยอรมนีเพือหลีกเลียง
สงครามสองแนวรบกับฝรังเศสและรัสเซีย เมือจักรพรรดิวลิ เฮล์มที 2 เสด็จขึนครองราชย์เป็ นจักรพรรดิ
เยอรมนี (ไกเซอร์) พันธมิตรของบิสมาร์คค่อย ๆ ถูกลดความสําคัญลง เช่น จักรพรรดิวลิ เฮล์มที 2 ทรง
ปฏิเสธจะต่อสนธิสญ
ั ญาประกันพันธไมตรีกบั รัสเซียใน ค.ศ. 1890 อีกสองปีต่อมา มีการลงนามจัดตัง
พันธมิตรฝรังเศส-รัสเซียเพือตอบโต้อาํ นาจของไตรพันธมิตร ใน ค.ศ. 1904 สหราชอาณาจักร
ประทับตราเป็ นพันธมิตรกับฝรังเศส ซึงเรียกว่า ความตกลงฉันทไมตรี และใน ค.ศ. 1907 สหราช
อาณาจักรและรัสเซียลงนามในอนุ สญ
ั ญาอังกฤษ-รัสเซีย ระบบนีประสานความตกลงทวิภาคีและก่อตัง
ไตรภาคี

อํานาจทางอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของเยอรมนีเติบโตขึนอย่างมากหลังการรวมชาติและการ
สถาปนาจักรวรรดิใน ค.ศ. 1870 นับตังแต่กลางคริสต์ทศวรรษ 1890 เป็ นต้นมา รัฐบาลของจักรพรรดิ
วิลเฮล์มที 2 ได้ใช้ฐานนีในการจัดสรรทรัพยากรทางเศรษฐกิจเพือสร้างกองทัพเรือจักรวรรดิเยอรมัน
ขนานใหญ่ จัดตังขึนโดยพลเรือเอกอัลเฟรด ฟอน ทีรพ์ ทิ ซ์ แข่งขันกับกองทัพเรืออังกฤษเพือชิงความ
เป็ นเจ้านาวิกโลก ผลทีตามมาคือ ทังสองชาติต่างพยายามแข่งขันผลิตเรือรบขนาดใหญ่ระหว่างกัน ด้วย
การปล่อยเอชเอ็มเอส ดรีดนอท ใน ค.ศ. 1906 จักรวรรดิองั กฤษได้ขยายความได้เปรียบเหนือเยอรมนี
คู่แข่งอย่างสําคัญ การแข่งขันอาวุธระหว่างอังกฤษและเยอรมนีได้ลุกลามไปยังส่วนทีเหลือของยุโรปใน
ทีสุด โดยประเทศมหาอํานาจทังหมดทุ่มเทฐานอุตสาหกรรมของตนในการผลิตยุทโธปกรณ์และอาวุธที
จําเป็ นสําหรับความขัดแย้งทัวทวีปยุโรป ระหว่าง ค.ศ. 1908 และ 1913 ค่าใช้จ่ายด้านการทหารของ
ประเทศในยุโรปเพิมขึน 50 เปอร์เซนต์

ออสเตรีย-ฮังการีจุดชนวนเร่งให้เกิดวิกฤตการณ์บอสเนีย ค.ศ. 1908-1909 โดยการผนวก
บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาซึงเป็ นอดีตดินแดนของจักรวรรดิออตโตมัน อย่างเป็ นทางการ หลังได้ยดึ
ครองมาตังแต่ ค.ศ. 1878 สร้างความโกรธแค้นแก่ราชอาณาจักรเซอร์เบียและประเทศผูใ้ ห้การสนับสนุ น
คือ จักรวรรดิรสั เซียซึงมีแนวคิดรวมชาติสลาฟ การดําเนินกลยุทธ์ทางการเมืองของรัสเซียในภูมภิ าคบัน
ทอนเสถียรภาพของสันติภาพควบคู่ไปกับความแตกร้าวทีเกิดขึนแล้วในสิงทีเป็ นทีรูจ้ กั กันว่า "ถังดินปืน
แห่งยุโรป"
ใน ค.ศ. 1912 และ 1913 สงครามบอลข่านครังทีหนึงสูร้ บกันระหว่างสันนิบาตบอลข่านและ
จักรวรรดิออตโตมันทีเสือมอํานาจลง สนธิสญ
ั ญาลอนดอนอันเป็ นผลของสงครามได้ลดขนาดของ
จักรวรรดิออตโตมันไปอีก สถาปนาอัลเบเนียเป็ นรัฐเอกราช ขณะทีเพิมดินแดนให้แก่บลั แกเรีย เซอร์เบีย
มอนเตเนโกรและกรีซ เมือบัลแกเรียโจมตีเซอร์เบียและกรีซเมือวันที 16 มิถุนายน ค.ศ. 1913 บัลแกเรีย
ก็เสียมาซิโดเนียส่วนใหญ่ให้แก่เซอร์เบียและกรีซ และเสียเซาเทิรน์ ดอบรูจาให้แก่โรมาเนียในสงคราม
บอลข่านครังทีสองนาน 33 วัน ซึงยิงบันทอนเสถียรภาพในภูมภิ าคขึนไปอีก
วันที 28 มิถุนายน ค.ศ. 1914 กัฟรีโล ปรินซีป นักศึกษาชาวบอสเนียเซิรบ์ และสมาชิกบอสเนีย
หนุ่ ม ลอบปลงพระชนม์รชั ทายาทแห่งออสเตรีย-ฮังการี อาร์ชดยุกฟรานซ์ เฟอร์ดนิ านด์แห่งออสเตรีย
ในซาราเยโว บอสเนีย อันเป็ นจุดเริมต้นของการดําเนินกลยุทธ์ทางการทูตระหว่างออสเตรีย-ฮังการี
เยอรมนี รัสเซีย ฝรังเศสและอังกฤษ เรียกว่า วิกฤตการณ์เดือนกรกฎาคม โดยต้องการยุตกิ ารเข้า
แทรกแซงของเซอร์เบียในบอสเนีย ออสเตรีย-ฮังการีจงึ ยืนคําขาดเดือนกรกฎาคมแก่เซอร์เบีย ซึงเป็ นข้อ
เรียกร้องสิบประการซึงมีเจตนาทําให้ยอมรับไม่ได้ และเจตนาจุดชนวนสงครามกับเซอร์เบีย เมือ

เซอร์เบียยอมตกลงในข้อเรียกร้องเพียงแปดจากสิบข้อ ออสเตรีย-ฮัฮังการีจงึ ประกาศสงครามเมือวันที 28
กรกฎาคม ค.ศ. 1914
จักรวรรดิรสั เซีย ซึงไม่ตอ้ งการปล่อยให้ออสเตรีย-ฮัฮังการีกาํ จัดอิทธิพลของตนในบอลข่าน และ
เพือให้การสนับสนุ นชาวเซิรบ์ ทีอยูใ่ นความคุม้ ครองเป็ นเวลานานแล้ว จึงออกคําสังระดมพลบางส่วนใน
วันต่อมา[14] เมือจักรวรรดิเยอรมันเริมระดมพลเมือวันที 30 กรกฎาคม ค.ศ. 1914 ฝรังเศส ซึงโกรธ
แค้นจากการยึดครองอัลซาซ-ลอแรนของเยอรมนี
ลอแรนของเยอรมนีระหว่างสงครามฝรังเศส
งเศส-ปรั
ปรัสเซีย จึงสังระดมพล
เช่นกันเมือวันที 1 สิงหาคม เยอรมนีประกาศสงครามต่
ระกาศส
อรัสเซียในวันเดียวกัน สหราชอาณาจักรประกาศ
สงครามต่อเยอรมนีเมือวันที 4 สิงหาคม ค.ศ.
ค 1914 หลัง "คําตอบซึงไม่น่าพอใจ" ต่อคําขาดของอังกฤษ
ทีเรียกร้องให้เเคารพความเป็
คารพความเป็ นกลางของเบลเยียม

เส้นทางของสงคราม

แผนทีแสดงประเทศผูเ้ ข้าร่วมสงครามโลกครังทีหนึง:
ง ฝา่ ยสัมพันธมิตรในสีเขียว,, ฝา่ ย
มหาอํานาจกลางในสีสม้ และประเทศเป็ นกลางในสีเทา

เปิ ดฉากความเป็ นปรปักษ์
ความสับสนภายในฝ่ ายมหาอํานาจกลาง
ยุทธศาสตร์ของฝา่ ยมหาอํานาจกลางเสียหายเพราะความผิดพลาดในการติดต่อสือสารกัน
เยอรมนีให้คาํ มันสนับสนุนออสเตรีย-ฮังการีในการรุกรานเซอร์เบีย แต่ได้มกี ารตีความความหมายนีผิด
ไป แผนการจัดวางกําลังซึงเคยทดสอบมาแล้วในอดีตถูกเปลียนใหม่ในต้น ค.ศ. 1914 แต่ยงั ไม่เคย
ทดสอบในทางปฏิบตั ิ ผูน้ ําออสเตรีย-ฮังการีเชือว่าเยอรมนีจะป้องกันปี กด้านทิศเหนือทีติดกับรัสเซีย
อย่างไรก็ตาม เยอรมนีซงเห็
ึ นว่าออสเตรีย-ฮังการีมงุ่ ส่งกําลังทหารส่วนใหญ่ตอ่ สูก้ บั รัสเซีย ขณะที
เยอรมนีจดั การกับฝรังเศส ความสับสนนีทําให้กองทัพออสเตรีย-ฮังการีตอ้ งแบ่งกําลังเพือไปประจําทัง
แนวรบรัสเซียและเซอร์เบีย
การทัพแอฟริ กา
การปะทะกันครังแรก ๆ ของสงครามเกิดขึนในกองทัพอาณานิคมอังกฤษ ฝรังเศสและเยอรมนี
ในแอฟริกา วันที 7 สิงหาคม กองทัพฝรังเศสและอังกฤษรุกรานโตโกแลนด์ อันเป็ นดินแดนในอารักขา
ของเยอรมนี วันที 10 สิงหาคม กองทัพเยอรมันในแอฟริกาตะวันตกเฉียงใต้โจมตีแอฟริกาใต้ การต่อสู้
ประปรายและปา่ เถือนดําเนินต่อไปกระทังสงครามสินสุด กองทัพอาณานิคมเยอรมันในแอฟริกา
ตะวันออกของเยอรมนี นําโดยพันเอก พอล เอมิล ฟอน เลทโท-วอร์เบค สูร้ บในการทัพสงครามกองโจร
ระหว่างสงครามโลกครังทีหนึงและยอมจํานนสองสัปดาห์หลังสัญญาสงบศึกมีผลใช้บงั คับในยุโรป
การทัพเซอร์เบีย

กองทัพเซอร์เบียสูร้ บในยุทธการเซอร์กบั ออสเตรีย-ฮังการีฝา่ ยรุกราน เริมตังแต่วนั ที 12
สิงหาคม โดยยึดตําแหน่งป้องกันตามด้านใต้ของแม่นําดรินาและซาวา อีกสองสัปดาห์ถดั มา การโจมตี
ของออสเตรียถูกตีโต้ตอบกลับไปโดยประสบความสูญเสียอย่างหนัก นับเป็ นชัยชนะสําคัญครังแรกของ
ฝา่ ยสัมพันธมิตรในสงครามและทําลายความหวังของออสเตรีย-ฮังการีทจะได้
ี รบั ชัยชนะอย่างรวดเร็ว ผล
คือ ออสเตรียจําต้องรักษากําลังขนาดใหญ่พอสมควรบนแนวรบเซอร์เบีย พร้อมกับลดทหารด้านรัสเซีย
ลง

กองทัพเยอรมันในเบลเยียมและฝรังเศส

เมือสงครามโลกครังทีหนึงปะทุขนึ กองทัพเยอรมัน อันประกอบด้วยเจ็ดกองทัพสนามในด้าน
ตะวันตก เริมดําเนินการตามแผนชลีฟเฟินแบบปรับปรุง ซึงถูกออกแบบมาเพือโจมตีฝรังเศสอย่าง
รวดเร็วผ่านดินแดนประเทศเบลเยียมทีเป็ นกลาง ก่อนจะเลียวลงไปทางใต้เพือโอบล้อมกองทัพฝรังเศส
ตามพรมแดนเยอรมนี[8] แผนการดังกล่าวกําหนดให้ปีกขวาตีมาบรรจบกันทีกรุงปารีส ซึงเยอรมนี
ประสบความสําเร็จในช่วงแรก จนถึงวันที 12 กันยายน ฝรังเศสด้วยความช่วยเหลือจากกองทัพอังกฤษ
หยุดยังการรุกของฝา่ ยเยอรมนีได้ทางตะวันออกของกรุงปารีสทียุทธการมาร์นครังทีหนึง (5-12
กันยายน) วันท้าย ๆ ของยุทธการนีนําจุดจบมาสูส่ งครามจรในด้านตะวันตก การรุกเข้าไปในเยอรมนี
ของฝรังเศสซึงเริมเมือวันที 7 สิงหาคม ด้วยยุทธการมุลลูส ประสบความสําเร็จเพียงเล็กน้อย
ส่วนในทางตะวันออก มีเพียงหนึงกองทัพสนามเท่านันทีป้องกันปรัสเซียตะวันออก และเมือ
รัสเซียโจมตีพนท่
ื ดงั กล่าว ทําให้เยอรมนีตอ้ งแบ่งกําลังทีเดิมตังใจจะส่งไปรบในแนวรบด้านตะวันตกมา
ป้องกัน เยอรมนีเอาชนะรัสเซียในการรบหลายครังซึงรวมรูจ้ กั กันในชือ ยุทธการทันเนนแบร์กครังทีหนึง
(17 สิงหาคม - 2 กันยายน) แต่การแบ่งกําลังดังกล่าวทําให้เกิดปญั หาความเร็วทีไม่เพียงพอจาก
จุดสินสุดทางรถไฟซึงเสนาธิการทหารเยอรมันไม่ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า ฝา่ ยมหาอํานาจกลางไม่ได้รบั
ชัยชนะอย่างรวดเร็วและถูกบีบให้ทําสงครามสองแนวรบ เยอรมนีสรู้ บตามรายทางไปจนถึงจุดป้องกันที
ดีในประเทศฝรังเศสและทําให้ทหารฝรังเศสและอังกฤษเสียชีวติ รวมกันมากกว่าทหารเยอรมันถึง
230,000 นาย แต่แม้ว่าจะประสบความสําเร็จดังนีแล้วก็ตาม ปญั หาการสือสารและการตัดสินใจ
บัญชาการทีไม่แน่นอนทําให้เยอรมนีเสียโอกาสทีจะคว้าชัยชนะอย่างรวดเร็ว

เอเชียและแปซิ ฟิก
นิวซีแลนด์ยดึ ครองเยอรมันซามัว (ภายหลังชือ ซามัวตะวันตก) เมือวันที 30 สิงหาคม วันที 11
กันยายน กองทัพรบนอกประเทศทหารและนาวิกออสเตรเลียยกพลขึนบกบนเกาะนอยพอมแมร์น
(ภายหลังชือ นิวบริเตน) ซึงเป็ นส่วนหนึงของเยอรมันนิวกินี เยอรมนียดึ ครองอาณานิคมไมโครนีเซีย
ของเยอรมนี และหลังจากการล้อมชิงเต่า เมืองท่าถ่านหินของเยอรมนีในคาบสมุทรชานตงของจีน
ภายในไม่กเดื
ี อน กองทัพสัมพันธมิตรได้ยดึ ครองดินแดนเยอรมนีทงหมดในแปซิ

ฟิก มีเพียงผูเ้ ข้าปล้น
การค้าทีโดเดียวและดินแดนส่วนน้อยในนิวกินีทยัี งเหลืออยู่
สงครามขันต้น

ยุทธวิธที างทหารทีใช้กนั ช่วงก่อนสงครามโลกครังทีหนึงล้าหลังกว่าความก้าวหน้าทาง
เทคโนโลยีอยูม่ ากนัก ความก้าวหน้าเหล่านีทําให้สามารถพัฒนาระบบป้องกันอันน่าทึง ซึงยุทธวิธที าง
ทหารอันล้าสมัยไม่สามารถเจาะทะลวงได้ตลอดช่วงเวลาส่วนใหญ่ของสงคราม ลวดหนามเป็ นเครืองกีด
ขวางสําคัญในการยับยังคลืนมนุ ษย์ทหารราบ ปื นใหญ่ ซึงมีประสิทธิภาพร้ายแรงถึงตายกว่าในคริสต์
ทศวรรษ 1870 เมือใช้ร่วมกับปืนกลแล้ว ทําให้การเคลือนทัพผ่านพืนทีเปิ ดนันเป็ นไปได้ยากยิง ฝา่ ย
เยอรมนีเริมใช้แก๊สพิษ ซึงต่อมาทังสองฝา่ ยได้นํามาใช้อย่างรวดเร็ว แม้ว่าแก๊สพิษจะไม่เคยถูกพิสจู น์ว่า
ั ยเด็ดขาดในการเอาชนะศึก แต่ผลกระทบของแก๊สพิษนันโหดร้าย ทําให้ผไู้ ด้รบั แก๊สเสียชีวติ
เป็ นปจจั
อย่างช้า ๆ และทรมาน และแก๊สพิษได้กลายมาเป็ นความน่ าสะพรึงกลัวทีเป็ นทีหวาดกลัวกันและเป็ นที

จดจําดีทสุี ดของสงคราม ผูบ้ ญ
ั ชาการทังสองฝา่ ยล้มเหลวทีจะพัฒนายุทธวิธเี จาะทีตังสนามเพลาะโดยไม่
ประสบความสูญเสียอย่างหนัก
อย่างไรก็ตาม ในระยะหลัง เทคโนโลยีเริมผลิตอาวุธเพือการรุกแบบใหม่ อย่างเช่น รถถัง
อังกฤษและฝรังเศสเป็ นผูใ้ ช้หลัก และเยอรมนีวางกําลังรถถังฝา่ ยสัมพันธมิตรทียึดมาได้และรถถังทีตน
ออกแบบเองอีกจํานวนหนึง ภายหลังยุทธการมาร์นครังทีหนึง ทังฝา่ ยไตรภาคีและเยอรมนีเริมอุบายการ
ตีโอบปี กของกองทัพฝา่ ยตรงข้าม ซึงเรียกกันว่า "การแข่งขันสูท่ ะเล" อังกฤษและฝรังเศสพบว่าตัวเอง
กําลังเผชิญหน้ากับกองทัพเยอรมันในสนามเพลาะเป็ นแนวยาวตังแต่แคว้นลอร์เรนของฝรังเศสไปจนถึง

ชายฝงเบลเยี
ยม อังกฤษและฝรังเศสพยายามจะเป็ นฝา่ ยริเริมบุกก่อน ขณะทีเยอรมนีตงรั
ั บอย่างเข้มแข็ง
ในดินแดนยึดครอง ผลทีสุดคือ สนามเพลาะเยอรมันถูกสร้างขึนดีกว่าสนามเพลาะของฝา่ ยตรงข้ามมาก
ขณะทีสนามเพลาะของอังกฤษ-ฝรังเศสมีเจตนาจะใช้เป็ นแนวชัวคราวก่อนทีกองทัพจะตีผ่านแนว
ป้องกันของเยอรมนีเท่านัน ทังสองฝา่ ยต่างก็พยายามทําลายสถานการณ์คมุ เชิงกันอยู่ดว้ ยการนํา
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้มากขึน วันที 22 เมษายน ค.ศ. 1915 ใน
ยุทธการอีแปรครังทีสอง ฝา่ ยเยอรมนีใช้แก๊สคลอรีนเป็ นครังแรกบนแนวรบด้านตะวันตก อันเป็ นการ
ละเมิดอนุสญ
ั ญากรุงเฮก กองทัพอัลจีเรียถอยทัพเมือถูกรมแก๊สและเปิ ดช่องว่างขนาดหกกิโลเมตรใน
แนวรบสัมพันธมิตรซึงฝา่ ยเยอรมนีเข้ายึดครองอย่างรวดเร็ว กองทัพแคนาดาสามารถอุดรอยแตก
ดังกล่าวได้ในยุทธการครังเดียวกัน และในยุทธการอีแปรครังทีสาม กองทัพแคนาดาและแอนแซ็กได้ยดึ
ครองหมูบ่ ้านพาสเชลเดล

วันที 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1916 เป็ นวันทีกองทัพอังกฤษสูญเสียกําลังพลไปมากทีสุดใน
ประวัตศิ าสตร์ คือ สูญเสียรวม 57,470 นาย รวมทังเสียชีวติ 19,240 นาย ในวันแรกของยุทธการแม่นํา
ซอมม์ ความสูญเสียส่วนใหญ่เกิดขึนในชัวโมงแรกของการโจมตี การรุกซอมม์ทาํ ให้กองทัพอังกฤษ
สูญเสียทหารไปทังสินเกือบครึงล้านนาย
ทังสองฝา่ ยนันพิสจู น์แล้วว่าไม่อาจตัดสินผลชีขาดเป็ นเวลากว่าสองปี แม้ว่าการปฏิบตั ยิ ดื เยือ
ของเยอรมนีทปี ้ อมแวร์เดิงตลอด ค.ศ. 1916 ประกอบกับการนองเลือดทีแม่นําซอมม์ ทําให้กองทัพ
ฝรังเศสทีเหนือยล้าใกล้ล่มสลายเต็มที ความพยายามอันไร้ผลในการโจมตีทางด้านหน้าทําให้กองทัพ
อังกฤษและฝรังเศสสูญเสียกําลังพลไปสูงลิบ และนําไปสู่การขัดคําสังอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่าง
ยิงระหว่างการรุกเนวิลล์

ตลอด ค.ศ. 1915-1917 จักรวรรดิองั กฤษและฝรังเศสประสบความสูญเสียหนักกว่ากองทัพ
เยอรมันมากนัก จากสถานะทางยุทธศาสตร์และยุทธวิธที ทัี งสองฝา่ ยเลือก ซึงในทางยุทธศาสตร์ ขณะที
ฝา่ ยเยอรมันโจมตีหลักเพียงครังเดียวทีแวร์เดิง ฝา่ ยสัมพันธมิตรกลับโจมตีผา่ นแนวของฝา่ ยเยอรมัน
หลายครัง ในทางยุทธวิธี หลักการ "การป้องกันยืดหยุ่น" ของผูบ้ ญ
ั ชาการเยอรมนี อีรชิ ลูเดนดอร์ฟ
เหมาะสมกับการสงครามสนามเพลาะ การป้องกันแบบนีมีทมัี นด้านเบาบาง ส่วนทีตังหลักนันอยูห่ ่าง
ออกไปพ้นพิสยั ปื นใหญ่ ทีซึงเป็ นจุดเริมต้นของการตีโต้ตอบอย่างฉับพลันและทรงพลัง

ณ ช่วงใดช่วงหนึง มีทหารจากอังกฤษและเครือจักรภพประจําอยูท่ แนวรบด้

านตะวันตกราว 1.1
ถึง 1.2 ล้านนายตลอดเวลา ทหารกว่าหนึงพันกองพัน ครอบครองพืนทีเป็ นแนวยาวจากทะเลเหนือ
จนถึงแม่นําออร์น และใช้ระบบหมุนเวียนสีขันนานหนึงเดือน เว้นแต่ขณะอยูร่ ะหว่างการโจมตี แนวรบ
นันเป็ นแนวสนามเพลาะยาวกว่า 9.600 กิโลเมตร แต่ละกองพันจะประจําอยูใ่ นพืนทีเป็ นเวลาราวหนึง
สัปดาห์ก่อนจะถูกส่งกลับไปยังเส้นทางส่งกําลังบํารุงและจากนันถอยกลับไปยังแนวสนับสนุนเป็ นเวลา
หนึงสัปดาห์กอ่ นเปลียนเวน ซึงใช้กนั มากในเขตโพเพริงและอแมนส์ของเบลเยียม
ในยุทธการแอเรซ ค.ศ. 1917 ความสําเร็จทางทหารสําคัญของอังกฤษเกิดขึนเพียงครังเดียว คือ
สามารถยึดเนินวีมไี ด้โดยกองทัพแคนาดาภายใต้การบังคับบัญชาของเซอร์อาเธอร์ คูรี และจูเลียน บียง
ฝา่ ยโจมตีสามารถรุกได้สาํ เร็จเป็ นครังแรก จากนันก็ทาํ การเสริมกําลังได้อย่างรวดเร็วและยึดครองสันเขา
ซึงป้องกันทีราบบูไอ ซึงอุดมไปด้วยถ่านหิน
สงครามทางทะเล

เมือสงครามเริมต้น จักรวรรดิเยอรมันมีเรือลาดตระเวนกระจัดกระจายอยู่ทวโลก

ซึงเรือบางลํา
ในจํานวนนีได้ถูกใช้โจมตีการเดินเรือพาณิชย์ฝา่ ยสัมพันธมิตรต่อมา ฝา่ ยราชนาวีองั กฤษได้พยายาม
ตามล่าเรือรบเหล่านีอย่างเป็ นระบบ แต่กย็ งั อับอายจากความไร้ความสามารถในการคุม้ ครองการเดินเรือ
ฝา่ ยสัมพันธมิตร ตัวอย่างเช่น เรือลาดตระเวนเบาเยอรมนี เอสเอ็มเอส เอมเดน อันเป็ นส่วนหนึงของ
กองเรือเอเชียตะวันออก ประจําการอยู่ในเมืองท่าชิงเตา ได้ยดึ หรือทําลายเรือพ่อค้า 15 ลํา ตลอดจนเรือ
ลาดตระเวนเบารัสเซียและเรือพิฆาตฝรังเศสอย่างละลําด้วย อย่างไรก็ตาม กองเรือเอเชียตะวันออกของ
เยอรมนีส่วนใหญ่ ซึงประกอบด้วยเรือลาดตระเวนหุม้ เกราะสองลํา เรือลาดตระเวนเบาสองลํา และเรือ
ขนส่งสองลํา ไม่ได้รบั คําสังให้โจมตีการเดินเรือแต่อย่างใด และกําลังอยูร่ ะหว่างแล่นกลับเยอรมนีเมือ

กองเรือเผชิญกับเรือรบฝรังเศส กองเรือเยอรมัน พร้อมด้วยเรือเดรสเดน จมเรือลาดตระเวนหุม้ เกราะได้
สองลําในยุทธนาวีโคโรเนล หากกองเรือดังกล่าวเกือบถูกทําลายสินทียุทธนาวีหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ใน
เดือนธันวาคม ค.ศ. 1914 โดยมีเพียงเรือเดรสเดนและเรือเล็กอีกไม่กลํี าเท่านันทีสามารถหลบหนีไปได้
หลังสงครามปะทุไม่นาน อังกฤษก็ได้ทาํ การปิ ดล้อมทางทะเลต่อเยอรมนี ซึงเป็ นยุทธศาสตร์เห็น
ผลแล้วว่ามีประสิทธิภาพ โดยการปิดล้อมได้ตดั เสบียงของทังทหารและพลเรือนทีสําคัญของเยอรมนี
แม้ว่าพฤติการณ์ดงั กล่าวจะเป็ นการละเมิดกฎหมายนานาชาติซงได้
ึ รบั การยอมรับและประมวลขึนผ่าน
ความตกลงระหว่างประเทศหลายครังในช่วงสองศตวรรษทีผ่านมาก็ตาม กองทัพเรืออังกฤษยังได้วางทุ่น
ระเบิดในเขตน่านนําสากลเพือป้องกันมิให้เรือลําใดออกสูเ่ ขตมหาสมุทร ซึงเป็ นอันตรายแม้แต่กบั เรือ
ของประเทศทีเป็ นกลาง และเนืองจากอังกฤษได้รบั ปฏิกริ ยิ าจากยุทธวิธดี งั กล่าวเพียงเล็กน้อย เยอรมนี
จึงคาดหวังว่าสงครามเรือดํานําไม่จาํ กัดขอบเขตของตนจะได้รบั ปฏิกริ ยิ าเพียงเล็กน้อยแบบเดียวกัน

ค.ศ. 1916 ยุทธนาวีจตั แลนด์ทวีความรุนแรงขึนเป็ นยุทธนาวีครังใหญ่ทสุี ดในสงคราม และครัง
ใหญ่ทสุี ดครังหนึงในประวัตศิ าสตร์ ซึงเป็ นการปะทะกันเต็มอัตราศึกของกองทัพเรือทังสองฝา่ ย ซึงกิน
เวลาสองวัน คือ 31 พฤษภาคมและ 1 มิถุนายน ค.ศ. 1916 ในทะเลเหนือนอกคาบสมุทรจัตแลนด์ กอง
เรือทะเลหลวงของกองทัพเรือเยอรมัน ภายใต้บงั คับบัญชาของพลเรือโทไรนาร์ด เชร์ ประจัญกับกองเรือ
หลวงของราชนาวีองั กฤษภายใต้การนําของพลเรือเอก เซอร์จอห์น เจลลิโค ผลของยุทธนาวีนีไม่มฝี า่ ย
ใดแพ้หรือชนะ เมือฝา่ ยเยอรมันสามารถหลบหนีจากกองเรืออังกฤษทีมีกาํ ลังเหนือกว่า และสร้างความ
เสียหายแก่กองเรืออังกฤษมากกว่าทีตนได้รบั แต่ในทางยุทธศาสตร์แล้ว ฝา่ ยอังกฤษแสดงสิทธิในการ
ควบคุมทะเล และกองเรือผิวนําส่วนใหญ่ของเยอรมนีถูกกักอยูแ่ ต่ในท่ากระทังสงครามยุต ิ

เรืออูของเยอรมนีพยายามตัดเส้นทางเสบียงระหว่างอเมริกาเหนือกับอังกฤษ ธรรมชาติของ
สงครามเรือดํานํา หมายความว่า การโจมตีมกั มาโดยไม่มกี ารเตือนล่วงหน้า ทําให้ลกู เรือสินค้ามีหวัง
รอดชีวติ น้อยมาก สหรัฐอเมริกาประท้วง และเยอรมนีเปลียนกฎการปะทะ หลังการจมเรือโดยสาร อาร์
เอ็มเอส ลูซติ าเนีย อันฉาวโฉ่ใน ค.ศ. 1915 เยอรมนีสญ
ั ญาว่าจะไม่เลือกโจมตีเรือเดินสมุทรอีก ขณะที
อังกฤษติดอาวุธเรือสินค้าของตน และจัดให้อยูน่ อกเหนือการคุม้ ครองของ "กฎเรือลาดตระเวน" ซึง
กําหนดให้มกี ารเตือนภัยและจัดวางลูกเรือไว้ใน "ทีปลอดภัย" อันเป็ นมาตรฐานซึงเรือช่วยชีวิตไม่เป็ นไป
ตามนี จนในทีสุด ต้น ค.ศ. 1917 เยอรมนีปรับใช้นโยบายสงครามเรือดํานําไม่จํากัดขอบเขต เมือ
ตระหนักว่าสหรัฐอเมริกาจะเข้าสูส่ งครามในทีสุด เยอรมนีพยายามจะจํากัดเส้นทางเดินเรือของฝา่ ย
สัมพันธมิตรก่อนทีสหรัฐอเมริกาจะสามารถขนส่งกองทัพขนาดใหญ่ขา้ มทะเล แต่เยอรมนีสามารถใช้เรือ
อูพสิ ยั ไกลออกปฏิบตั กิ ารได้เพียงห้าลํา จึงมีผลจํากัด
ภัยจากเรืออูนันเริมลดลงใน ค.ศ. 1917 เมือเรือพาณิชย์ของอังกฤษเริมเดินทางในขบวนเรือคุม้
กัน (convoy) ทีมีเรือพิฆาตนํา ยุทธวิธดี งั กล่าวทําให้เรืออูคน้ หาเป้าหมายยาก และทําให้การสูญเสีย
ลดลงอย่างสําคัญ หลังจากเริมมีการใช้ไฮโดรโฟนและระเบิดนําลึก ทําให้เรือพิฆาตทีเสริมเข้ามาอาจ
โจมตีเรือดํานําทีอยู่ใต้นําได้โดยมีหวังสําเร็จอยูบ่ ้าง ขบวนเรือคุม้ กันดังกล่าวทําให้เกิดความล่าช้าในการ
ส่งเสบียง เพราะเรือต้องรอให้ขบวนเรือคุม้ กันมารวมกันครบก่อน ทางแก้ปญั หาความล่าช้านี คือ
โครงการอันกว้างขวางในการสร้างเรือขนส่งสินค้าแบบใหม่ ส่วนเรือขนส่งทหารนันเคลือนทีได้เร็วกว่า
เรือดํานําและไม่เดินทางไปกับขบวนเรือคุม้ กันในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ เรืออูจมเรือฝา่ ย
สัมพันธมิตรมากกว่า 5,000 ลํา โดยมีเรือดํานําถูกทําลายไป 199 ลํา

เขตสงครามใต้

เมือต้องเผชิญหน้ากับรัสเซีย ออสเตรีย-ฮังการีจงึ สามารถแบ่งกองทัพโจมตีเซอร์เบียได้เพียง
หนึงในสาม หลังประสบความสูญเสียอย่างหนัก ออสเตรียก็สามารถยึดครองเมืองหลวงเบลเกรดของ
เซอร์เบียได้ชว่ งหนึง อย่างไรก็ตาม การตีโต้ตอบของเซอร์เบียในยุทธการคอลูบารา ได้ขบั ออสเตรียออก
จากประเทศเมือถึงปลาย ค.ศ. 1914 ในช่วงสิบเดือนแรกของ ค.ศ. 1915 ออสเตรีย-ฮังการีใช้ทหาร
กองหนุ นส่วนใหญ่สรู้ บกับอิตาลี แต่ทูตเยอรมันและออสเตรีย-ฮังการีสามารถชักชวนให้บลั แกเรียเข้าร่วม
โจมตีเซอร์เบีย จังหวัดสโลวีเนีย โครเอเชียและบอสเนียของออสเตรีย-ฮังการีเป็ นพืนทีจัดเตรียมทหาร
ให้แก่ออสเตรีย-ฮังการี ซึงรุกรานเซอร์เบียเช่นเดียวกับสูร้ บกับรัสเซียและอิตาลี มอนเตเนโกรวางตัวเป็ น
พันธมิตรกับเซอร์เบีย
เซอร์เบียถูกยึดครองนานกว่าหนึงเดือนเล็กน้อย เมือฝา่ ยมหาอํานาจกลางเริมโจมตีทางเหนือ
ตังแต่เดือนตุลาคม อีกสีวันถัดมา บัลแกเรียร่วมโจมตีจากทางตะวันออก กองทัพเซอร์เบีย ซึงสูร้ บบน
สองแนวรบและแน่ นอนว่าต้องเผชิญหน้ากับความพ่ายแพ้ ได้ถอยทัพไปยังอัลเบเนีย และหยุดยังเพียง
ครังเดียวเพือป้องกันการโจมตีของบัลแกเรีย ชาวเซิรบ์ ประสบความพ่ายแพ้ในยุทธการโคโซโว มอน

เตเนโกรช่วยคุม้ กันการล่าถอยของเซอร์เบียไปยังชายฝงเอเดรี
ยติกในยุทธการมอยคอแวทส เมือวันที 67 มกราคม ค.ศ. 1916 แต่สดุ ท้ายก็ส่งผลให้ออสเตรียยึดครองมอนเตเนโกรเช่นเดียวกัน กองทัพ
เซอร์เบียถูกอพยพทางเรือไปยังกรีซ

ปลาย ค.ศ. 1915 กองทัพฝรังเศส-อังกฤษยกพลขึนบกทีซาโลนิกาของกรีซ เพือเสนอความ
ช่วยเหลือและกดดันให้รฐั บาลกรีซประกาศสงครามต่อฝา่ ยมหาอํานาจกลาง โชคไม่เข้าข้างฝา่ ย
สัมพันธมิตร เมือพระมหากษัตริยก์ รีกผูท้ รงนิยมเยอรมนี พระเจ้าคอนแสตนตินที 1 ทรงปลดรัฐบาลนิยม
สัมพันธมิตรของเอเลฟเทริออส เวนิเซลอสพ้นจากตําแหน่ง ก่อนทีกองทัพรบนอกประเทศฝา่ ย
สัมพันธมิตรจะมาถึง ความร้าวฉานระหว่างพระมหากษัตริยก์ รีซและฝา่ ยสัมพันธมิตรพอกพูนขึนอย่าง
ต่อเนือง ซึงส่งผลให้กรีซถูกแบ่งแยกเป็ นภูมภิ าคซึงยังจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริยแ์ ละทีจงรักภักดีต่อ
รัฐบาลเฉพาะกาลใหม่ของเวนิเซลอสในซาโลนิกา หลังการเจรจาทางการทูตอย่างเข้มข้นและการ
เผชิญหน้าด้วยอาวุธในกรุงเอเธนส์ระหว่างกองทัพสัมพันธมิตรและฝา่ ยนิยมกษัตริย์ ทําให้
พระมหากษัตริย์กรีซต้องสละราชสมบัติ และพระราชโอรสพระองค์ทสอง
ี อเล็กซานเดอร์ เสด็จขึน
ครองราชย์แทน เวนิเซลอสเดินทางกลับมายังกรุงเอเธนส์เมือวันที 29 พฤษภาคม ค.ศ. 1917 และกรีซ
ซึงรวมเป็นหนึงอีกครัง เข้าร่วมสงครามอย่างเป็ นทางการโดยอยู่ฝา่ ยเดียวกับฝา่ ยสัมพันธมิตร กองทัพ
กรีซทังหมดถูกระดมและเริมเข้าร่วมในปฏิบตั กิ ารทางทหารต่อฝา่ ยมหาอํานาจกลางบนแนวรบ
มาซิโดเนีย

หลังจากถูกยึดครอง เซอร์เบียถูกแบ่งออกระหว่างออสเตรีย-ฮังการีและบัลแกเรีย ใน ค.ศ. 1917
ชาวเซิรบ์ ได้ก่อการกําเริบโทพลิคาขึน และส่งผลให้พนที
ื ระหว่างเทือกเขาโกบาโอนิคและแม่นําเซาท์
โมราวาถูกปลดปล่อยชัวคราว แต่การก่อการกําเริบดังกล่าวถูกบดขยีโดยกองทัพร่วมบัลแกเรียและ
ออสเตรียเมือปลายเดือนมีนาคม ค.ศ. 1917

แนวรบมาซิโดเนียส่วนใหญ่ไม่มพี ฒ
ั นาการ กองทัพเซอร์เบียยึดคืนบางส่วนของมาซิโดเนียโดย
ยึดบิโตลาคืนเมือวันที 19 พฤศจิกายน ค.ศ. 1916 และเฉพาะเมือสงครามใกล้ยุตลิ งแล้วเท่านันทีฝา่ ย
สัมพันธมิตรสามารถโจมตีผ่านได้ หลังกองทัพเยอรมันและออสเตรีย-ฮังการีสว่ นใหญ่ถอนกําลังออกไป
แล้ว กองทัพบัลแกเรียประสบความพ่ายแพ้เพียงครังเดียวในสงครามทียุทธการโดโบรโพล แต่อกี ไม่กวัี น
ให้หลัง บัลแกเรียก็สามารถเอาชนะกองทัพอังกฤษและกรีกได้อย่างเด็ดขาดทียุทธการดอเรียน แต่เพือ
ป้องกันการถูกยึดครอง บัลแกเรียได้ลงนามการสงบศึกเมือวันที 29 กันยายน ค.ศ. 1918 ฮินเดนบูรก์
และลูเดนดอร์ฟสรุปว่าสมดุลทางยุทธศาสตร์และปฏิบตั กิ ารเอียงไปข้างฝา่ ยสัมพันธมิตรแล้วอย่างไม่ม ี
ข้อสงสัย และหนึงวันหลังบัลแกเรียออกจากสงคราม ระหว่างการประชุมกับเจ้าหน้าทีรัฐ ยืนยันให้มกี าร
เจรจาสันติภาพในทันที
การหายไปของแนวรบมาซิโดเนียหมายความว่าถนนสู่บูดาเปสต์และเวียนนาเปิดกว้างสําหรับ
กองทัพขนาดกําลังพล 670,000 นาย ภายใต้การบังคับบัญชาของพลเอกเฟรนเช เดเปเร เมือบัลแกเรีย
ยอมจํานน ทําให้ฝา่ ยมหาอํานาจกลางสูญเสียทหารราบ 278 กองพัน และปืนใหญ่ 1,500 กระบอก ซึง
เทียบเท่ากับกองพลของเยอรมนีราว 25 ถึง 30 กองพล ซึงเคยยึดแนวดังกล่าวไว้ก่อนหน้านี
กองบัญชาการทหารสูงสุดของเยอรมนีตดั สินใจส่ง 7 กองพลทหารราบ และ 1 กองพลทหารม้าไปยัง
แนวหน้า แต่กาํ ลังเหล่านีไม่เพียงพอจะสถาปนาแนวรบขึนมาใหม่ได้อกี
จักรวรรดิ ออตโตมัน

จักรวรรดิออตโตมันเข้าร่วมกับฝา่ ยมหาอํานาจกลางในสงครามโลกครังทีหนึง โดยได้ลงนามเป็ น
พันธมิตรออตโตมัน-เยอรมันอย่างลับ ๆ ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1914 ซึงได้ภยั คุกคามต่อดินแดนคอเค
ซัสของรัสเซีย และการติดต่อคมนาคมของอังกฤษกับอินเดียผ่านทางคลองสุเอซ อังกฤษและฝรังเศสได้

เปิ ดแนวรบโพ้นทะเลด้วยการทัพกัลลิโปลีและการทัพเมโสโปเตเมีย ทีกัลลิโปลี จักรวรรดิออตโตมัน
สามารถขับไล่กองทัพอังกฤษ ฝรังเศสและเหล่ากองทัพออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ได้ แต่การณ์กลับ
ตรงกันข้ามในเมโสโปเตเมีย ซึงจักรวรรดิออตโตมันพ่ายแพ้อย่างหายนะจากการล้อมคุท (ค.ศ. 191516) กองทัพจักรวรรดิองั กฤษรวบรวมทัพใหม่และสามารถยึดกรุงแบกแดดได้ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1917
ห่างไปทางตะวันตก คลองสุเอซได้รบั การป้องกันอย่างเป็ นผลจากการโจมตีของออตโตมันใน
ค.ศ. 1915 และ 1916 ในเดือนสิงหาคม กองทัพเยอรมันและออตโตมันพ่ายแพ้ทยุี ทธการโรมานี หลังชัย
ชนะนี กองทัพจักรวรรดิองั กฤษรุกคืบข้ามคาบสมุทรไซนาย ผลักดันกองทัพออตโตมันให้ถอยกลับไปใน
ยุทธการแมกดาบา (Magdhaba) ในเดือนธันวาคมและยุทธการราฟาตรงชายแดนระหว่างไซนายของ
อียปิ ต์และปาเลสไตน์ของออตโตมันในเดือนมกราคม ค.ศ. 1917 ในเดือนมีนาคมและเมษายน ที
ยุทธการกาซาครังแรกและครังทีสอง กองทัพเยอรมันและออตโตมันหยุดการรุกคืบ แต่ในปลายเดือน
ตุลาคม การทัพไซนายและปาเลสไตน์ดาํ เนินต่อ เมือกองทัพรบนอกประเทศอียปิ ต์ของอัลเลนบีชนะ
ยุทธการเบียร์เชบา สองกองทัพออตโตมันพ่ายแพ้อกี ไม่กสัี ปดาห์ให้หลังทียุทธการสันเขามักอาร์
(Maghar Ridge) และต้นเดือนธันวาคม เยรูซาเลมถูกยึดได้หลังกองทัพออตโตมันอีกกองทัพหนึงพ่าย
แพ้ทยุี ทธการเยรูซาเล็ม พอถึงช่วงนี ฟรีดริช ไฟรแฮร์ เครสส์ ฟอน เครสเซนสไตน์ถูกปลดจากตําแหน่ ง
ผูบ้ ญ
ั ชาการกองทัพที 8 และแทนทีด้วย Cevat Çobanlı และอีกไม่กเดื
ี อนให้หลัง ผูบ้ ญ
ั ชาการกองทัพ
ออตโตมันในปาเลสไตน์ อีรชิ ฟอน ฟลั เคนไฮน์ ถูกแทนทีด้วยออทโท ลีมนั ฟอน ซันเดอร์ส

โดยปกติแล้วกองทัพรัสเซียด้านคอเคซัสเป็ นกองทัพทีดีทสุี ด เอนเวอร์ ปาชา ผูบ้ ญ
ั ชาการทหาร
ั ดครองเอเชียกลางอีกครัง และดินแดนที
สูงสุดของกองทัพออตโตมัน มีความทะเยอทะยานและใฝฝ่ นจะยึ
เคยเสียให้แก่รสั เซียในอดีต แต่เขาเป็ นผูบ้ ญ
ั ชาการทีไม่มคี วามสามารถ เขาออกคําสังโจมตีรสั เซียใน

คอเคซัสในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1914 โดยมีกาํ ลังพล 100,000 นาย เขายืนกรานการโจมตีทางด้านหน้า
ต่อทีตังของรัสเซียทีมีลกั ษณะภูมปิ ระเทศเป็ นภูเขาในฤดูหนาว ซึงทําให้สญ
ู เสียกําลังพลไปถึง 86% ใน
ยุทธการซาริคามิส
ผูบ้ ญ
ั ชาการรัสเซียระหว่าง ค.ศ. 1915-1916 พลเอกนิโคไล ยูเดนนิช สามารถขับไล่พวกเติรก์
ให้ออกไปจากเขตเทือกเขาคอเคซัสตอนใต้ส่วนใหญ่โดยได้รบั ชัยชนะอย่างต่อเนือง ใน ค.ศ. 1917 แก
รนด์ดยุกนิโคลัสเข้าบัญชาการกองทัพรัสเซียแนวรบคอเคซัส เขาวางแผนสร้างทางรถไฟจากจอร์เจียไป
ยังดินแดนยึดครอง เพือทีว่ากองทัพรัสเซียจะมีเสบียงเพียงพอในการรุกครังใหม่ใน ค.ศ. 1917 อย่างไรก็
ตาม เดือนมีนาคม ค.ศ. 1917 พระเจ้าซาร์ถูกโค่นล้มหลังการปฏิวตั เิ ดือนกุมภาพันธ์ และกองทัพรัสเซีย
คอเคซัสเริมแตกออกจากกัน
ด้วยการยุยงของสํานักอาหรับของสํานักงานต่างประเทศและเครือจักรภพของอังกฤษ การปฏิวตั ิ
อาหรับจึงเริมต้นขึนด้วยความช่วยเหลือของอังกฤษในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1916 ด้วย ยุทธการเมกกะ
โดย ชารีฟ ฮัสเซน แห่งเมกกะ และจบลงด้วยการยอมจํานนของจักรวรรดิออตโตมันทีดามัสกัส ฟาครี
ปาชา ผูบ้ ญ
ั ชาการออตโตมันทีเมดินะ ทําการรบต้านทานเป็ นเวลากว่าสองปีครึงระหว่างการล้อมเมดินะ
ั ยงและ
ตามพรมแดนลิเบียของอิตาลีและอียปิ ต์ของอังกฤษ ชนเผ่าเซนุสซี ซึงได้รบั การปลุกปนยุ
ติดอาวุธโดยพวกเติร์ก ทําสงครามกองโจรขนาดเล็กต่อกองทัพสัมพันธมิตร ฝา่ ยอังกฤษถูกบีบให้ตอ้ ง
แบ่งทหาร 12,000 นายมาต่อสูใ้ นการทัพเซนุ สซี จนกระทังกบฏเหล่านีถูกบดขยีในทีสุดเมือกลาง ค.ศ.
1916

การเข้าร่วมของอิ ตาลี

อิตาลีเป็ นพันธมิตรกับเยอรมนีและออสเตรีย-ฮังการีตงแต่
ั ค.ศ. 1882 โดยเป็ นภาคีของไตร
พันธมิตร อย่างไรก็ตาม อิตาลีนนมี
ั เจตนาของตนบนพืนทีของออสเตรียในเตรนตีโน อิสเตรียและดัลมา
เทีย อิตาลีได้แอบทําสนธิสญ
ั ญาอย่างลับ ๆ กับฝรังเศสใน ค.ศ. 1902 ซึงเป็ นการลบล้างพันธมิตรเก่า
อย่างสินเชิง ในตอนต้นของสงคราม อิตาลีปฏิเสธทีจะส่งทําเข้าร่วมรบกับฝา่ ยมหาอํานาจกลาง โดยให้
เหตุผลว่าไตรพันธมิตรเป็ นพันธมิตรป้องกัน แต่จกั รวรรดิออสเตรีย-ฮังการีกลับเป็นผูเ้ ปิ ดฉากสงคราม
ก่อนเสียเอง รัฐบาลออสเตรีย-ฮังการีเริมเจรจาเพือพยายามจะให้อติ าลีวางตัวเป็ นกลางในสงคราม โดย
เสนออาณานิคมตูนิเซียของฝรังเศสให้เป็ นการตอบแทน ซึงทางฝา่ ยสัมพันธมิตรก็ยนข้
ื อเสนอซ้อนโดย
ั ลมาเทียหลังออสเตรีย-ฮังการี
สัญญาว่าจะอิตาลีจะได้ไทรอลใต้ จูเลียนมาร์ช และดินแดนบนชายฝงดั
พ่ายแพ้ ข้อเสนอดังกล่าวทําให้เป็ นทางการในสนธิสญ
ั ญาลอนดอน หลังถูกกระตุน้ จากการรุกรานตุรกี
ของฝา่ ยสัมพันธมิตรเมือเดือนเมษายน ค.ศ. 1915 อิตาลีเข้าร่วมกับไตรภาคีและประกาศสงครามต่อ
ออสเตรีย-ฮังการีเมือวันที 23 พฤษภาคม และประกาศสงครามต่อเยอรมนีอกี สิบห้าเดือนให้หลัง
แม้ว่าในทางการทหาร อิตาลีจะมีความเหนือกว่าด้านกําลังพลก็ตาม แต่ขอ้ ได้เปรียบดังกล่าว
เสียไป ไม่เพียงแต่มสี าเหตุจากลักษระภูมปิ ระเทศสลับซับซ้อนทีเกิดการสูร้ บขึนเท่านัน แต่ยงั เกียวข้อง
กับยุทธศาสตร์และยุทธวิธที ใช้
ี ดว้ ย จอมพลลุยจิ คาดอร์นา ผูเ้ สนอการโจมตีทางด้านหน้าไม่
ั าจะตีเข้าไปสูท่ ราบสู
เปลียนแปลง ใฝฝ่ นว่

งสโลวีเนีย ตีเมืองลูบลิยานา และคุกคามกรุงเวียนนา มันเป็ น

แผนการสมัยนโปเลียน ซึงไม่มโี อกาสสําเร็จแท้จริงเลยในยุคของลวดหนาม ปื นกลและการยิงปื นใหญ่
ทางอ้อม ประกอบกับภูมปิ ระเทศทีเป็ นเนินและภูเขา
บนแนวรบเตรนติโน ออสเตรีย-ฮังการีใช้ประโยชน์จากภูมปิ ระเทศแบบภูเขา ซึงเอือประโยชน์
แก่ฝา่ ยตังรับ หลังจากการล่าถอยทางยุทธศาสตร์ในช่วงแรก ส่วนใหญ่แนวรบก็แทบจะไม่มกี าร
เปลียนแปลงอีกเลย ขณะทีทังสองฝา่ ยสูร้ บในระยะประชิดตัวอันขมขืนตลอดฤดูรอ้ น ออสเตรีย-ฮังการีตี
โต้ตอบทีอัสซิอาโก มุง่ หน้าไปยังเวโรนาและปาดัว ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ค.ศ. 1916 แต่มคี วามคืบหน้า
เพียงเล็กน้อย
เริมตังแต่ ค.ศ. 1915 กองทัพอิตาลีภายใต้การบังคับบัญชาของคาดอร์นา ได้โจมตีประมาณสิบ
เอ็ดครังบนแนวไอซอนโซตามแนวของแม่นําชือเดียวกัน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของตรีเอสเต ซึงการ
โจมตีทงหมดก็

ถูกขับไล่โดยกองทัพออสเตรีย-ฮังการี ซึงยึดภูมปิ ระเทศทีสูงกว่า ในฤดูรอ้ น ค.ศ. 1916
กองทัพอิตาลีสามารถตีเมืองกอร์รซิ เซียได้ หากหลังจากชัยชนะย่อยครังนี แนวรบนีก็ยงั ไม่เปลียนแปลง
เป็ นเวลานานกว่าหนึงปี แม้อติ าลีจะโจมตีอกี หลายครัง เมือถึงฤดูใบไม้รว่ ง ค.ศ. 1917 ทหารออสเตรียฮังการีได้รบั กําลังเสริมขนาดใหญ่จากเยอรมนี ฝา่ ยมหาอํานาจกลางเริมการรุกเด็ดขาดเมือวันที 26
ตุลาคม ค.ศ. 1917 โดยมีทหารเยอรมันเป็ นหัวหอก ฝา่ ยมหาอํานาจกลางได้รบั ชัยชนะทีคาปอร์เรตโต
กองทัพอิตาลีแตกพ่ายและล่าถอยเป็ นระยะทางมากกว่า 100 กิโลเมตร จึงสามารถจัดระเบียบใหม่ได้
และยึดแนวทีแม่นําเปี ยเว และเนืองจากอิตาลีสญ
ู เสียอย่างหนักในยุทธการคาปอร์เรตโต รัฐบาลอิตาลีจงึ
สังให้ชายอายุตากว่
ํ า 18 ปี ทุกคนเข้าประจําการ ใน ค.ศ. 1918 ออสเตรีย-ฮังการีไม่สามารถตีผ่านแนว
ดังกล่าวได้ ในยุทธการหลายครังตามแม่นําเปี ยเว และสุดท้ายก็พา่ ยแพ้ราบคาบในยุทธการวิตโตริโอ วีนี
โตในเดือนตุลาคมปี นัน ออสเตรีย-ฮังการียอมจํานนในต้นเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1918
การเข้าร่วมของโรมาเนี ย
โรมาเนียได้เป็ นพันธมิตรกับฝา่ ยมหาอํานาจกลางตังแต่ ค.ศ. 1882 อย่างไรก็ตาม เมือสงคราม
เริมต้น โรมาเนียได้ประกาศตนเป็ นกลาง โดยให้เหตุผลว่าออสเตรีย-ฮังการีเองทีเป็ นฝา่ ยประกาศ
สงครามต่อเซอร์เบีย และโรมาเนียไม่มขี อ้ ผูกมัดทีจะต้องเข้าสูส่ งคราม เมือฝา่ ยไตรภาคีให้สญ
ั ญาว่าจะ
ยกดินแดนขนาดใหญ่ทางตะวันออกของฮังการี (ทรานซิลเวเนียและบานัท) ซึงมีประชากรโรมาเนีย
ขนาดใหญ่อาศัยอยู่ ให้แก่โรมาเนีย แลกเปลียนกับทีโรมาเนียต้องประกาศสงครามต่อฝา่ ยมหาอํานาจ
กลาง รัฐบาลโรมาเนียจึงสละความเป็ นกลาง และวันที 27 สิงหาคม ค.ศ. 1916 กองทัพโรมาเนียได้เปิ ด
ฉากโจมตีออสเตรีย-ฮังการี โดยได้รบั การสนับสนุนส่วนหนึงจากรัสเซีย การรุกของโรมาเนียประสบ
ความสําเร็จในช่วงต้น โดยสามารถผลักดันทหารออสเตรีย-ฮังการีในทรานซิลเวเนียออกไปได้ แต่การตี

โต้ตอบของฝา่ ยมหาอํานาจกลางขับกองทัพรัสเซีย-โรมาเนีย และเสียกรุงบูคาเรสต์เมือวันที 6 ธันวาคม
ค.ศ. 1916 การสูร้ บในมอลโดวาดําเนินต่อไปใน ค.ศ. 1917 ซึงจบลงด้วยการคุมเชิงกันทีมีราคาแพง
สําหรับฝา่ ยมหาอํานาจกลาง เมือรัสเซียถอนตัวจากสงครามในปลาย ค.ศ. 1917 จากผลของการปฏิวตั ิ
เดือนตุลาคม โรมาเนียถูกบีบให้ลงนามในการสงบศึกกับฝา่ ยมหาอํานาจกลางเมือวันที 9 ธันวาคม ค.ศ.
1917
ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1918 กองทัพโรมาเนียสถาปนาการควบคุมเหนือเบสซาราเบีย เมือ
กองทัพรัสเซียละทิงดินแดนดังกล่าว แม้ว่าสนธิสญ
ั ญาถูกลงนามโดยรัฐบาลโรมาเนียและบอลเชวิค
รัสเซียหลังการประชุมระหว่างวันที 5-9 มีนาคม ค.ศ. 1918 ทีให้กองทัพโรมาเนียถอนกําลังออกจากเบส
ซาราเบียภายในสองเดือน วันที 27 มีนาคม ค.ศ. 1918 โรมาเนียผนวกเบสซาราเบียเข้าเป็ นดินแดนของ
ตน โดยอาศัยอํานาจอย่างเป็ นทางการของมติทผ่ี านโดยสภานิตบิ ญ
ั ญัตทิ อ้ งถินของดินแดนในการ
รวมเข้ากับโรมาเนีย
โรมาเนียยุตสิ งครามกับฝา่ ยมหาอํานาจกลางอย่างเป็ นทางการโดยการลงนามในสนธิสญ
ั ญา
บูคาเรสต์เมือวันที 7 พฤษภาคม ค.ศ. 1918 ภายใต้สนธิสญ
ั ญาดังกล่าว โรมาเนียมีขอ้ ผูกมัดจะยุต ิ
สงครามกับฝา่ ยมหาอํานาจกลางและยกดินแดนบางส่วนให้แก่ออสเตรีย-ฮังการี ยุตกิ ารควบคุมช่องเขา
บางแห่งในเทือกเขาคาร์พาเธียนและยกสัมปทานนํามันแก่เยอรมนี ในการแลกเปลียน ฝา่ ยมหาอํานาจ
กลางจะรับรองเอกราชของโรมาเนียเหนือเบสซาราเบีย สนธิสญ
ั ญาดังกล่าวถูกละทิงในเดือนตุลาคม
ค.ศ. 1918 และโรมาเนียเข้าสู่สงครามอีกครังเมือวันที 10 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918 วันรุ่งขึน สนธิสญ
ั ญา
บูคาเรสต์ถูกทําให้เป็ นโมฆะตามเงือนไขของการสงบศึกทีคองเปี ยญ มีการประเมินว่าชาวโรมาเนียทัง
ทหารและพลเรือนทีเสียชีวติ ระหว่าง ค.ศ. 1914 และ 1918 ภายในพรมแดนปจั จุบนั มีถงึ 748,000 คน
บทบาทของอิ นเดีย
สงครามเริมต้นโดยสหราชอาณาจักรได้รบั ความจงรักภักดีและความปรารถนาดีอย่างทีไม่เคย
ปรากฏมาก่อนจากภายในเหล่าผูน้ ําทางการเมืองกระแสหลัก ตรงข้ามกับอังกฤษซึงหวาดกลัวการปฏิวตั ิ
ของชาวอินเดีย อันทีจริงแล้วกองทัพอินเดียมีกาํ ลังพลเหนือกว่ากองทัพอังกฤษเมือสงครามเริมต้นใหม่
ๆ อินเดียภายใต้การปกครองของอังกฤษสนับสนุนความพยายามของสงครามของอังกฤษอย่างมากโดย
การจัดหากําลังคนและทรัพยากร รัฐสภาอินเดียปฏิบตั เิ ช่นนันด้วยหวังว่าจะได้รบั สิทธิปกครองตนเอง
ขณะทีอินเดียยังอยูภ่ ายใต้การปกครองของอังกฤษอยูม่ าก สหราชอาณาจักรทําให้ชาวอินเดียผิดหวัง
โดยไม่ให้การปกครองตนเอง นําไปสูย่ คุ คานธีในประวัตศิ าสตร์อนิ เดีย ทหารและแรงงานอินเดียกว่า 1.3
ล้านคนถูกส่งไปปฏิบตั ใิ นยุโรป แอฟริกาและตะวันออกกลาง ขณะทีทังรัฐบาลอินเดียและเจ้าชายส่ง

เสบียงอาหาร เงินและเครืองกระสุนให้เป็ นปริมาณมาก จากทหารทีปฏิบตั หิ น้าทีในแนวรบด้านตะวันตก
140,000 นาย และอีกเกือบ 700,000 นายในตะวันออกกลาง ทหารอินเดียเสียชีวติ 47,476 นาย และ
ได้รบั บาดเจ็บ 65,126 นายระหว่างสงคราม
แนวรบด้านตะวันออก

ขณะทีสถานการณ์ในแนวรบด้านตะวันตกยังคุมเชิงกันอยู่ สงครามยังดําเนินต่อไปในแนวรบ
ด้านตะวันออก แผนเดิมของรัสเซียกําหนดให้รกุ รานกาลิเซียของออสเตรียและปรัสเซียตะวันออกของ
เยอรมนีพร้อมกัน แม้ว่าการรุกขันต้นเข้าไปในกาลิเซียของรัสเซียจะประสบความสําเร็จใหญ่หลวง แต่
กองทัพทีส่งไปโจมตีปรัสเซียตะวันออกถูกขับกลับมาโดยฮินเดนบูรก์ และลูเดนดอร์ฟทีทันเนนแบร์กและ
ทะเลสาบมาซูเรียนในเดือนสิงหาคมและกันยายน ค.ศ. 1914 ฐานอุตสาหกรรมทีด้อยพัฒนาของรัสเซีย
ั ยทีทําให้เกิดเหตุการณ์ดงั นี เมือถึงฤดูใบไม้ผลิ ค.ศ.
และผูน้ ําทางทหารทีไม่มปี ระสิทธิภาพเป็นปจจั
1915 รัสเซียล่าถอยเข้าไปในกาลิเซีย และในเดือนพฤษภาคม ฝา่ ยมหาอํานาจกลางสามารถตีผา่ นแนว
รบทางใต้ของโปแลนด์ครังใหญ่ วันที 5 สิงหาคม ฝา่ ยมหาอํานาจกลางยึดวอร์ซอและบีบให้รสั เซียถอย
ออกจากโปแลนด์

การปฏิ วตั ิ รสั เซี ย

แม้ความสําเร็จในกาลิเซียตะวันออกระหว่างการรุกบรูซลิ อฟเมือเดือนมิถนุ ายน ค.ศ. 1916 แต่
ความไม่พอใจกับการชีนําสูส่ งครามของรัฐบาลรัสเซียเพิมมากขึน ความสําเร็จถูกบ่นทอนโดยความไม่
เต็มใจของนายพลคนอืนทีส่งกําลังของตนเข้าไปสนับสนุนให้ได้รบั ชัยชนะ กองทัพสัมพันธมิตรและ
รัสเซียฟืนฟูชวคราวเฉพาะเมื

อโรมาเนียเข้าสูส่ งครามเมือวันที 27 สิงหาคม กองทัพเยอรมันเข้า
ช่วยเหลือกองทัพออสเตรีย-ฮังการีพร้อมรบในทรานซิลเวเนียและบูคาเรสต์เสียให้แก่ฝา่ ยมหาอํานาจ
กลางเมือวันที 6 ธันวาคม ขณะเดียวกัน ความไม่สงบเกิดขึนในรัสเซีย ระหว่างทีซาร์ยงั คงประทับอยูท่ ี
แนวหน้า การปกครองอย่างขาดพระปรีชาสามารถของจักรพรรดินีอเล็กซานดรานําไปสูก่ ารประท้วง
และการฆาตกรรมคนสนิทของพระนาง รัสปูตนิ เมือปลายปี ค.ศ. 1916
เมือเดือนมีนาคม 1917 การชุมนุมประท้วงในเปโตรกราด ลงเอยด้วยการสละราชบัลลังก์ของ
ั านาจกับ
ซาร์นิโคลัสที 2 แห่งรัสเซียและการแต่งตังรัฐบาลชัวคราวของรัสเซียซึงอ่อนแอ และแบ่งปนอํ
กลุ่มสังคมนิยมเปโตรกราดโซเวียต การจัดการดังกล่าวนําไปสูค่ วามสับสนและความวุ่นวายทังทีแนว
หน้าและในรัสเซีย กองทัพรัสเซียยิงมีประสิทธิภาพด้อยลงกว่าเดิมมาก
สงครามและรัฐบาลได้รบั ความนิยมน้อยลงเรือย ๆ ความไม่พอใจทําให้พรรคบอลเชวิค ทีนําโดย
วลาดีมรี ์ เลนิน ได้รบั ความนิยมเพิมขึนอย่างมาก เขาให้สญ
ั ญาว่าจะดึงรัสเซียออกจากสงครามและทําให้
รัสเซียกลับมายิงใหญ่อกี ครัง ชัยชนะของพรรคบอลเชวิคในเดือนพฤศจิกายนนัน ตามมาด้วยการสงบศึก
และการเจรจากับเยอรมนี ในตอนแรก พรรคบอลเชวิคปฏิเสธข้อเสนอของเยอรมนี แต่เมือกองทัพ

เยอรมันทําสงครามต่อไปและเคลือนผ่านยูเครนโดยไม่ชา้ ลง รัฐบาลใหม่จงึ ต้องยอมลงนามใน
สนธิสญ
ั ญาเบรสต์-ลีตอฟสก์ เมือวันที 3 มีนาคม ค.ศ. 1918 ซึงทําให้รสั เซียออกจากสงคราม แต่ตอ้ ง
ยอมยกดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาล รวมไปถึงฟินแลนด์ รัฐบอลติก บางส่วนของโปแลนด์และยูเครนแก่
ฝา่ ยมหาอํานาจกลาง อย่างไรก็ตาม ดินแดนทีเยอรมนีได้รบั จากรัสเซียทําให้ตอ้ งแบ่งกําลังพลไปยึด
ครองและอาจเป็ นปจั จัยนําสูค่ วามล้มเหลวของการรุกฤดูใบไม้ผลิ และสนับสนุ นอาหารและยุทธปจั จัยอืน
ค่อนข้างน้อย
ด้วยการลงมติยอมรับสนธิสญ
ั ญาเบรสต์-ลีตอฟสก์ ไตรภาคีจงึ ไม่คงอยู่อกี ต่อไป ฝา่ ย
สัมพันธมิตรนํากําลังขนาดเล็กรุกรานรัสเซีย ส่วนหนึงเพือหยุดมิให้เยอรมนีใช้ประโยชน์จากทรัพยากร
ของรัสเซีย และในขอบเขตทีเล็กกว่า เพือให้การสนับสนุ น "รัสเซียขาว" (ตรงข้ามกับ "รัสเซียแดง") ใน
สงครามกลางเมืองรัสเซีย กองทัพสัมพันธมิตรยกพลขึนบกทีอาร์ชอันเกลและวลาดิวอสตอก
ข้อเสนอริ เริ มการเจรจาสันติ ภาพของฝ่ ายมหาอํานาจกลาง
ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1916 หลังจากการสูร้ บอย่างดุเดือดสิบเดือนของยุทธการแวร์ดงั และการ
รุกโรมาเนียทีประสบความสําเร็จ เยอรมนีพยายามจะเจรจาสันติภาพกับฝา่ ยสัมพันธมิตร ไม่นานหลัง
จากนัน ประธานาธิบดีสหรัฐ วูดโรว์ วิลสันพยายามเข้าแทรกแซงเป็ นผูป้ ระนีประนอม โดยร้องขอในโน้ต
แก่ทงสองฝ

า่ ยให้ระบุขอ้ เรียกร้องของแต่ละฝา่ ย คณะรัฐมนตรีสงครามของอังกฤษมองว่าข้อเสนอ
สันติภาพของเยอรมนีเป็ นแผนการสร้างความแตกแยกในฝา่ ยสัมพันธมิตร หลังจากพิจารณาอย่าง
รอบคอบแล้ว อังกฤษถือโน้ตของวิลสันเป็ นอีกความพยายามหนึง โดยส่งสัญญาณว่าสหรัฐใกล้จะเข้าสู่
สงครามกับเยอรมนีหลัง "การทําลายล้างด้วยเรือดํานํา" ขณะทีฝา่ ยสัมพันธมิตรโต้เถียงกันเรืองการตอบ
ข้อเสนอของวิลสัน เยอรมนีเลือกจะบอกปดั และสนับสนุน "การแลกเปลียนมุมมองโดยตรง" มากกว่า
เมือทราบถึงการตอบสนองของเยอรมนี รัฐบาลฝา่ ยสัมพันธมิตรเป็ นอิสระจะระบุขอ้ เรียกร้องทีชัดเจนใน
วันที 14 มกราคม โดยเรียกร้องค่าชดเชยความเสียหาย การอพยพประชากรจากดินแดนยึดครอง
ค่าเสียหายแก่ฝรังเศส รัสเซียและโรมาเนีย และการยอมรับหลักการแห่งเชือชาติ ซึงรวมไปถึงการให้
เสรีภาพแก่ชาวอิตาลี สลาฟ โรมาเนีย เชโกสโลวัก และการสถาปนา "โปแลนด์ทมีี อสิ ระและรวมเป็ น
หนึง" ว่าด้วยปญั หาความมันคง ฝา่ ยสัมพันธมิตรเรียกร้องคํายืนยันทีจะป้องกันหรือจํากัดสงครามใน
อนาคต และยกเลิกการลงโทษ เป็ นเงือนไขของทุกการเจรจาสันติภาพ การเจรจาล้มเหลวและไตรภาคี
ปฏิเสธข้อเสนอของเยอรมนี เพราะเยอรมนีไม่ได้กล่าวถึงข้อเสนอใดเจาะจง วิลสันและไตรภาคีว่าจะไม่
เริมการเจรจาสันติภาพจนกว่าฝา่ ยมหาอํานาจกลางจะอพยพประชากรในดินแดนยึดครองทีเคยเป็นของ
ฝา่ ยสัมพันธมิตรและค่าชดใช้ความเสียหายทีเกิดขึนทังหมด

ความคืบหน้ าใน ค.ศ. 1917
เหตุการณ์ใน ค.ศ. 1917 นันได้พสิ จู น์แล้วว่ามีความเด็ดขาดในการยุตสิ งคราม แม้ว่าผลจะยังไม่
อาจสัมผัสได้กระทังปลาย ค.ศ. 1918 การปิ ดล้อมทางทะเลของกองทัพเรืออังกฤษได้ทําให้เกิดผล
กระทบใหญ่หลวงต่อเยอรมนี เยอรมนีได้โต้ตอบด้วยการออกปฏิบตั กิ ารเรือดํานําแบบไม่จาํ กัดขอบเขต
เมือเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1917 โดยมีเป้าหมายเพือให้องั กฤษขาดแคลนอาหารและต้องออกจาก
สงคราม นักวางแผนชาวเยอรมันประเมินว่า สงครามเรือดํานําแบบไม่จาํ กัดขอบเขตจะทําให้องั กฤษ
สูญเสียเรือไปกว่า 600,000 ตันต่อเดือน ขณะทีอังกฤษตระหนักว่านโยบายดังกล่าวมีแนวโน้มจะดึงให้
สหรัฐอเมริกาเข้าสูค่ วามขัดแย้ง การสูญเสียเรือของอังกฤษจะสูงมากเสียจนอังกฤษถูกบีบให้เรียกร้อง
สันติภาพหลังเวลาผ่านไป 5 ถึง 6 เดือน ก่อนทีการเข้าแทรกแซงของสหรัฐจะมีผลกระทบ ในความเป็ น
จริง เรืออังกฤษถูกยิงจมไปคิดเป็ นนําหนักมากกว่า 500,000 ตันต่อเดือนระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถงึ
กรกฎาคม และสูงทีสุด 860,000 ตันในเดือนเมษายน หลังเดือนกรกฎาคม ได้มกี ารนําระบบขบวนเรือ
คุม้ กันกลับมาใช้ใหม่ ซึงมีประสิทธิภาพในการลดภัยคุกคามจากเรืออูลงอย่างยิง อังกฤษปลอดภัยจาก
การขาดแคลนอาหาร ขณะทีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีลดลง และทหารสหรัฐเข้าร่วมสงคราม
เป็ นจํานวนมากกว่าทีเยอรมนีเคยคาดไว้ก่อนหน้านีมาก

วันที 3 พฤษภาคม ค.ศ. 1917 ระหว่างการรุกเนวิลล์ กองพลอาณานิคมที 2 ของฝรังเศสทีเหน็ด
เหนือย ทหารผ่านศึกยุทธการแวร์เดิง ปฏิเสธคําสังทีได้รบั มาถึงโดยเมาและปราศจากอาวุธ นายทหาร
ไม่อาจหาวิธกี ารมาลงโทษทหารทังกองพลได้ และไม่มกี ารดําเนินมาตรการรุนแรงในทันที จากนัน การ
ขัดขืนคําสังได้ลุกลามไปยังอีก 54 กองพลของฝรังเศส และมีทหารหนีหน้าที 20,000 นาย กองทัพ
สัมพันธมิตรอืนโจมตีแต่ประสบความสูญเสียมหาศาล อย่างไรก็ตาม ด้วยการดึงดูดสูค่ วามรักชาติและ

หน้าที เช่นเดียวกับการจับกุมและการพิจารณาครังใหญ่ กระตุน้ ให้ทหารกลับมาป้องกันสนามเพลาะของ
ตน แม้ว่าทหารฝรังเศสปฏิเสธจะเข้าร่วมในการปฏิวตั กิ ารรุกต่อไป โรเบร์ต เนวิลล์ถูกปลดจากตําแหน่ง
บัญชาการในวันที 15 พฤษภาคม และแทนทีด้วยพลเอกฟิลปิ เปแตง ผูย้ กเลิกการรุกขนาดใหญ่อนั นอง
เลือดชัวคราว
ชัยชนะของออสเตรีย-ฮังการีและเยอรมนีทยุี ทธการกาปอเรตโต นําให้ฝา่ ยสัมพันธมิตรทีการ
ั ดตังสภาสงครามสูงสุดเพือประสานการวางแผน โดยก่อนหน้านัน กองทัพอังกฤษและ
ประชุมราปลโลจั
ฝรังเศสได้ดาํ เนินการบังคับบัญชาแยกกัน
ในเดือนธันวาคม ฝา่ ยมหาอํานาจกลางลงนามสงบศึกกับรัสเซีย ทําให้ทหารเยอรมันจํานวนมาก
สามารถถูกส่งมาปฏิบตั หิ น้าทีในทางตะวันตกได้ ด้วยกําลังเสริมเยอรมนีและทหารสหรัฐทีไหลบ่าเข้ามา
ใหม่ ทําให้แนวรบด้านตะวันตกจะเป็ นการตัดสินผลของสงคราม ฝา่ ยมหาอํานาจกลางทราบว่าตนไม่อาจ
เอาชนะสงครามยืดเยือ แต่พวกเขาตังความหวังไว้สงู สําหรับความสําเร็จโดยขึนอยูก่ บั การรุกอยาง
รวดเร็วครังสุดท้าย ยิงไปกว่านัน ผูน้ ําฝา่ ยมหาอํานาจกลางและฝา่ ยสัมพันธมิตรต่างเริมรูส้ กึ กลัวต่อ
ความไม่สงบในสังคมและการปฏิวตั ใิ นยุโรป ดังนัน ทังสองฝา่ ยต่างก็มงุ่ ได้รบั ชัยชนะขันเด็ดขาดอย่าง
รวดเร็ว
ค.ศ. 1917 จักรพรรดิคาร์ลที 1 แห่งออสเตรีย ทรงพยายามเจรจาแยกต่างหากอย่างลับ ๆ กับ
คลูมองโซ โดยมีน้องชายของพระมเหสี ซิกตัส ในเบลเยียม เป็ นคนกลาง โดยเยอรมนีไม่รบั รูด้ ว้ ย เมือ
การเจรจาล้มเหลว และความพยายามดังกล่าวทราบถึงเยอรมนี ส่งผลให้เกิดหายนะทางการทูตระหว่าง
สองประเทศ
สหรัฐอเมริกาเข้าสู่สงคราม
สหรัฐอเมริกาเดิมดําเนินนโยบายไม่แทรกแซง เพือหลีกเลียงการเผชิญหน้ากับความขัดแย้ง
ระหว่างประเทศและเป็ นนายหน้าสันติภาพ เมือเรืออูเยอรมันจมเรือโดยสารลูซทิ าเนียของอังกฤษ ใน
ค.ศ. 1915 ทีมีชาวอเมริกนั อยู่บนเรือ 128 คน ประธานาธิบดีวลิ สันได้สาบานว่า "อเมริกามีทฐิ มิ ากเกิน
กว่าจะสู"้ และเรียกร้องให้ยกเลิกการโจมตีเรือพลเรือน ซึงเยอรมนีกย็ อมตาม วิลสันพยายามเป็ นผูไ้ กล่
เกลียระงับข้อพิพาทแต่ลม้ เหลว เขาเตือนยําว่าสหรัฐอเมริกาจะไม่ทนต่อสงครามเรือดํานําไม่จํากัด
ขอบเขต วิลสันได้รบั แรงกดดันธีโอดอร์ รูสเวลต์ ผูป้ ระณามพฤติการณ์ของเยอรมนีว่าเป็ น "การกระทํา
อันเป็ นโจรสลัด" ความปรารถนาของวิลสันทีจะได้เข้าร่วมในการเจรจาสันติภาพเมือสงครามยุตเิ พือ
พัฒนาแนวคิดสันนิบาตชาติเองก็เป็ นส่วนสําคัญ รัฐมนตรีต่างประเทศของวิลสัน วิลเลียม เจนนิงส์ ไบร
อัน ซึงความคิดเห็นของเขาได้ถกู เพิกเฉย ได้ลาออกเพราะไม่อาจสนับสนุนนโยบายของประธานาธิบดี

ได้อกี ต่อไป มติมหาชนรูส้ กึ โกรธกับเหตุวนิ าศกรรมแบล็กทอมในนครเจอร์ซยี ์ รัฐนิวเจอร์ซยี ์ ซึงสงสัยว่า
เยอรมนีอยูเ่ บืองหลัง และเหตุระเบิดคิงส์แลนด์
ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1917 เยอรมนีทําสงครามเรือดํานําไม่จาํ กัดขอบเขตอีกครัง รัฐมนตรี
ต่างประเทศบอกแก่เม็กซิโก ผ่านโทรเลขซิมแมร์มนั น์ ว่า สหรัฐอเมริกามีแนวโน้มเข้าสูส่ งครามหลัง
สงครามเรือดํานําไม่จํากัดขอบเขตเริมขึน และเชิญเม็กซิโกเข้าสู่สงครามเป็ นพันธมิตรของเยอรมนีต่อ
สหรัฐอเมริกา เพือเป็ นการแลกเปลียน เยอรมนีจะส่งเงินให้เม็กซิโกและช่วยให้เม็กซิโกได้รบั ดินแดนเท็ก
ซัส นิวเม็กซิโกและแอริโซนาทีเม็กซิโกเสียไประหว่างสงครามเม็กซิโก-อเมริกาเมือ 70 ปี ก่อน วิลสัน
เปิ ดเผยโทรเลขดังกล่าวให้แก่สาธารณชน และชาวอเมริกนั มองว่าเป็ นเหตุแห่งสงคราม

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะเข้าสู่สงครามโดยอยู่ขา้ งเดียวกับฝา่ ยพันธมิตร แต่ไม่เคย
เป็ นสมาชิกอย่างเป็ นทางการของฝา่ ยพันธมิตรเลย โดยเรียกตัวเองว่าเป็ น "ประเทศผูใ้ ห้ความ
ช่วยเหลือ" (Associated Power) สหรัฐอเมริกามีกองทัพขนาดเล็ก แต่หลังรัฐบัญญัตคิ ดั เลือกทหาร
(Selective Service Act) สหรัฐก็มที หารเกณฑ์มากถึง 2.8 ล้านนาย และภายในฤดูรอ้ น ค.ศ. 1918 ก็ม ี
การส่งทหารใหม่กว่า 10,000 นายไปยังฝรังเศสทุกวัน ใน ค.ศ. 1917 รัฐสภาสหรัฐให้สถานะพลเมืองแก่
ชาวเปอร์โตริโก เมือพวกเขาถูกเกณฑ์ให้เข้าร่วมสงครามโลกครังทีหนึง จากรัฐบัญญัตโิ จนส์ เยอรมนี
คํานวณผิด โดยเชือว่าจะใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าสหรัฐอเมริกาจะมาถึง และการขนส่งทหารข้าม
มหาสมุทรสามารถถูกหยุดยังได้โดยเรืออู

กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาได้ส่งกองเรือรบไปยังสกาปาโฟลว์ (Scapa Flow) เพือเข้าร่วมกับกอง
เรือหลวง (Grand Fleet) อังกฤษ, เรือพิฆาตไปยังควีนส์ทาวน์, ไอร์แลนด์ และเรือดํานําไปช่วยคุม้ กัน
ขบวนเรือ นาวิกโยธินหลายกรมของสหรัฐอเมริกาถูกส่งไปยังฝรังเศส ด้านอังกฤษและฝรังเศสต่าง
ต้องการให้หน่วยทหารอเมริกนั เข้าเสริมกําลังบนแนวรบทีมีทหารของตนอยู่ก่อนแล้ว และไม่สนเปลื
ิ อง
จํานวนเรือทีมีอยู่น้อยเพือขนย้ายเสบียง และไม่ตอ้ งการใช้เรือเพือเป็ นการขนส่งเสบียง ซึงสหรัฐปฏิเสธ
ความต้องการแรก แต่ยอมตามความต้องการข้อหลัง พลเอกจอห์น เจ. เพอร์ชงิ ผูบ้ ญ
ั ชาการกองกําลัง
รบนอกประเทศอเมริกา (AEF) ปฏิเสธทีจะแบ่งหน่วยทหารออกเพือใช้เป็ นกําลังหนุนแก่หน่ วยทหาร
อังกฤษและฝรังเศส โดยยกเว้นให้กรมรบแอฟริกนั -อเมริกนั ถูกใช้ในกองพลฝรังเศสได้ หลักนิยมของ
AEF กําหนดให้ใช้การโจมตีทางด้านหน้า ซึงผูบ้ ญ
ั ชาการอังกฤษและฝรังเศสเลิกใช้ไปนานแล้ว เพราะ
สูญเสียกําลังพลมหาศาล
การรุกฤดูใบไม้ผลิ ค.ศ. 1918
พลเอกเยอรมัน อิรชิ ลูเดนดอร์ฟ ได้ร่างแผนซึงใช้ชอรหั
ื สว่า ปฏิบตั กิ ารมิคาเอล ขึนสําหรับการ
รุกบนแนวรบด้านตะวันตกใน ค.ศ. 1918 การรุกฤดูใบไม้ผลิมจี ุดประสงค์เพือแยกกองทัพอังกฤษและ
ฝรังเศสออกจากกันด้วยการหลอกหลวงและการรุกหลายครัง ผูน้ ําเยอรมนีหวังว่าการโจมตีอย่างเด็ดขาด
ก่อนทีกองกําลังสหรัฐขนาดใหญ่จะมาถึง ปฏิบตั กิ ารดังกล่าวเริมขึนเมือวันที 21 มีนาคม ค.ศ. 1918 โดย

โจมตีกองทัพอังกฤษทีอเมนส์ และสามารถรุกเข้าไปได้ถงึ 60 กิโลเมตรอย่างทีไม่เคยเกิดขึนมาก่อน
ตลอดสงคราม

ส่วนแนวสนามเพลาะของอังกฤษและฝรังเศสถูกเจาะผ่านด้วยยุทธวิธแี ทรกซึมทีเป็ นของใหม่
ซึงถูกตังชือว่า ยุทธวิธฮี เู ทียร์ (Hutier tactics) ตามชือพลเอกชาวเยอรมันคนหนึง ก่อนหน้านัน การ
โจมตีเป็ นรูปแบบการระดมยิงปื นใหญ่อย่างยาวนานและการบุกโจมตีโดยใช้กาํ ลัพลมหาศาล อย่างไรก็
ตาม ในการรุกฤดูใบไม้ผลิ ค.ศ. 1918 ลูเดนดอร์ฟได้ใช้ปืนใหญ่เฉพาะเป็นเวลาสัน ๆ และแทรกซึมกลุ่ม
ทหารราบขนาดเล็กไปยังจุดทีอ่อนแอ พวกเขาโจมตีพนที
ื สังการและพืนทีขนส่ง และผ่านจุดทีมีการ
ต้านทานอย่างดุเดือด จากนัน ทหารราบทีมีอาวุธหนักกว่าจะเข้าบดขยีทีตังทีถูกโดดเดียวนีภายหลัง
ความสําเร็จของเยอรมนีนีอาศัยความประหลาดใจของข้าศึกอยู่มาก
แนวหน้าเคลือนเข้าไปในระยะ 120 กิโลเมตรจากกรุงปารีส ปื นใหญ่รถไฟหนักของครุพพ์ยงิ
กระสุน 183 นัดเข้าใส่กรุงปารีส ทําให้ชาวปารีสจํานวนมากหลบหนี การรุกในช่วงแรกประสบ
ความสําเร็จอย่างงดงามกระทังจักรพรรดิวลิ เฮล์มที 2 ทรงประกาศให้วนั ที 24 มีนาคมเป็ น
วันหยุดราชการ ชาวเยอรมันจํานวนมากคิดว่าชัยชนะของสงครามอยูใ่ กล้แค่เอือมแล้ว อย่างไรก็ตาม
หลังการต่อสูอ้ ย่างหนัก ปรากฏว่าการรุกของเยอรมนีหยุดชะงักไป การขาดแคลนรถถังหรือปื นใหญ่
เคลือนทีทําให้ฝา่ ยเยอรมันไม่สามารถรวมกําลังกันรุกต่อไปได้ สถานการณ์ดงั กล่าวยังเลวร้ายลงไปอีก
เมือเส้นทางส่งกําลังบํารุงตอนนีถูกยืดออกไปอันเป็ นผลจากการรุก การหยุดกะทันหันนียังเป็ นผลมาจาก
กําลังจักรวรรดิออสเตรเลีย (AIF) จํานวนสีกองพลทีถูกกวดไล่ และสามารถกระทําในสิงทีไม่มกี องทัพใด

สามารถทําได้ และหยุดยังการรุกของเยอรมนีตามเส้นทางได้ ระหว่างช่วงเวลานี กองพลออสเตรเลียที
หนึงถูกส่งขึนเหนืออย่างเร่งรีบอีกครังเพือหยุดยังการเจาะผ่านครังทีสองของเยอรมนี
พลเอกฟอคกดดันให้ใช้กาํ ลังอเมริกาทีมาถึงแล้วเป็ นการเข้าสวมตําแหน่งแทนโดยลําพัง แต่
เพอร์ชงิ มุง่ ให้จดั วางหน่วยของสหรัฐอเมริกาเป็ นกองกําลังอิสระ หน่วยเหล่านีถูกมอบหมายให้อยู่ในการ
บังคับบัญชาของฝรังเศสและจักรวรรดิองั กฤษทีทหารร่อยหรอลง เมือวันที 28 มีนาคม สภาสงคราม
สูงสุดของกองกําลังฝา่ ยสัมพันธมิตรถูกจัดตังขึนทีการประชุมดูล็อง (Doullens) เมือวันที 5 พฤศจิกายน
ค.ศ. 1917 พลเอกฟอคถูกแต่งตังเป็ นผูบ้ ญ
ั ชาการกองกําลังฝา่ ยสัมพันธมิตรสูงสุด เฮก เปแตง และเพอร์
ชิงยังคงมีการควบคุมทางยุทธวิธใี นส่วนของตนอยู่ ฟอครับบทบาทประสานงาน มากกว่าบทบาทชีนํา
และกองบัญชาการอังกฤษ ฝรังเศสและสหรัฐดําเนินการส่วนใหญ่เป็ นอิสระต่อกัน
หลังปฏิบตั กิ ารมิคาเอล เยอรมนีเริมปฏิบตั กิ ารเกออร์เกทเทอ (Operation Georgette) ต่อเมือง
ท่าช่องแคบอังกฤษทางเหนือ ฝา่ ยสัมพันธมิตรหยุดยังการผลักดันโดยเยอรมนีได้รบั ดินแดนเพิมน้อย
มาก กองทัพเยอรมันทางใต้เริมปฏิบตั กิ ารบลอแชร์และยอร์ค ซึงพุ่งเป้าไปยังกรุงปารีส ปฏิบตั กิ ารมาร์น
เริมขึนเมือวันที 15 กรกฎาคม โดยพยายามจะล้อมแรมส์และเริมต้นยุทธการแม่นํามาร์นครังทีสอง การตี
ตอบโต้ทเป็
ี นผลนัน เป็ นจุดเริมต้นของการรุกร้อยวัน นับเป็ นการรุกทีประสบความสําเร็จครังแรกของ
ฝา่ ยสัมพันธมิตรในสงคราม
จนถึงวันที 20 กรกฎาคม กองทัพเยอรมันถูกผลักดันข้ามแม่นํามาร์นทีแนวเริมต้นไกแซร์ชลัชท์
[99] โดยทีไม่บรรลุจุดประสงค์ใด ๆ เลย หลังขันสุดท้ายของสงครามในทางตะวันตกแล้ว กองทัพ
เยอรมันจะไม่อาจเป็ นฝา่ ยริเริมได้อกี ความสูญเสียของเยอรมนีระหว่างเดือนมีนาคมและเมษายน ค.ศ.
1918 อยู่ที 270,000 คน รวมทังสตอร์มทรุปเปอร์ทได้
ี รบั การฝึกอย่างดี ขณะเดียวกัน ในประเทศกําลัง
แตกออกเป็ นเสียง การรณรงค์ต่อต้านสงครามเกิดบ่อยครังขึน และขวัญกําลังใจในกองทัพถดถอย
ผลผลิตทางอุตสาหกรรมทรุดลงอย่างหนัก โดยคิดเป็ น 53% ของผลผลิตทางอุตสาหกรรมใน ค.ศ. 1913

ฝ่ ายสัมพันธมิ ตรได้ชยั : ฤดูร้อนและใบไม้ร่วง ค.ศ. 1918

การตีตอบโต้ของฝา่ ยสัมพันธมิตร ซึงรูจ้ กั กันว่า การรุกร้อยวัน เริมขึนเมือวันที 8 สิงหาคม ค.ศ.
1918 ในยุทธการอาเมียง กองทัพน้อยที 3 กองทัพอังกฤษที 4 อยูท่ างปี กซ้าย กองทัพฝรังเศสที 1 อยู่
ทางปีกขวา และกองทัพน้อยออสเตรเลียและแคนาดาเป็ นหัวหอกโจมตีตรงกลางผ่าน Harbonnières
ยุทธการครังนันมีรถถังมาร์ก 4 และมาร์ก 5 กว่า 414 คัน และทหารกว่า 120,000 นายเข้าร่วม ฝา่ ย
สัมพันธมิตรรุกเข้าไป 12 กิโลเมตรในดินแดนทีเยอรมนีถอื ครองในเวลาเพียงเจ็ดชัวโมง อีรชิ ลู
เดนดอร์ฟ เรียกวันนีว่า "วันอันมืดมนของกองทัพเยอรมัน"
หัวหอกออสเตรเลีย-แคนาดาทีอาเมียง ยุทธการซึงเป็ นจุดเริมต้นแห่งความล่มจมของเยอรมนี
ช่วยดึงให้กองทัพอังกฤษคืบหน้าไปทางเหนือและกองทัพฝรังเศสไปทางใต้ ขณะทีการต้านทานของ
เยอรมนีบนแนวรบกองทัพอังกฤษที 4 ทีอาเมียงเป็ นไปอย่างแข็งแกร่ง หลังฝา่ ยสัมพันธมิตรรุกเข้าไป
14 กิโลเมตรจากอาเมียง กองทัพฝรังเศสที 3 ขยายความยาวของแนวรบอาเมียงเมือวันที 10 สิงหาคม
เมือกองทัพถูกส่งไปทางปี กขวาของกองทัพฝรังเศสทรา 1 และรุกเข้าไป 6 กิโลเมตร ซึงกําลังปลดปล่อย
Lassigny กระทังการสูร้ บดําเนินไปจนถึงวันที 16 สิงหาคม ทางใต้ของกองทัพฝรังเศสที 3 พลเอก
Charles Mangin เคลือนกองทัพฝรังเศสที 10 ไปข้างหน้าที Soissons เมือวันที 20 สิงหาคม เพือจับกุม
เชลยศึกแปดพันคน ปื นใหญ่สองร้อยกระบอก และทีราบสูง Aisne ทีมองเห็นและคุกคามทีตังของ
เยอรมนีทางเหนือของ Vesle อีรชิ ลูเดนดอร์ฟบรรยายว่านีเป็ น "วันอันมืดมน" อีกวันหนึง
ขณะเดียวกัน พลเอก Byng แห่งกองทัพอังกฤษที 3 รายงานว่าข้าศึกบนแนวรบของเขากําลังมี
จํานวนลดลงจากการจํากัดการล่าถอย ถูกออกคําสังให้โจมตีดว้ ยรถถัง 200 คัน ไปยัง Bapaume เปิ ด
ฉากยุทธการอัลแบร์ (Albert) ด้วยคําสังเฉพาะให้ "เจาะแนวรบข้าศึก เพือทีจะตีโอบปี กข้าศึกทีอยูบ่ น

แนวรบ" (ตรงข้ามกองทัพอังกฤษที 4 ทีอาเมียง) การโจมตีเป็ นไปอย่างรวดเร็วเพือทีจะชิงความ
ได้เปรียบจากการรุกทีประสบความสําเร็จตรงปีก แล้วจากนันจึงยุตเิ มือการโจมตีสญ
ู เสียแรงผลักดัน
เริมต้นไป
แนวรบยาว 24 กิโลเมตรของกองทัพอังกฤษ ทางเหนือของอัลแบร์ มีความคืบหน้า หลังหยุดไป
วันหนึงเมือเผชิญกับแนวต้านทานหลักซึงข้าศึกได้ถอนกําลังไปแล้ว กองทัพอังกฤษที 4 ของรอว์ลนิ สัน
สามารถสูร้ บต่อไปทางปีกซ้ายระหว่างอัลแบร์และซอมม์ ซึงยืดแนวระหว่างตําแหน่งอยูห่ น้าของกองทัพ
ที 3 และแนวรบอาเมียง ซึงส่งผลให้ยดึ อัลแบร์กลับคืนได้ในขณะเดียวกัน วันที 26 สิงหาคม กองทัพ
อังกฤษที 1 ซึงอยูท่ างปีกซ้ายของกองทัพที 3 ถูกดึงเข้าสูก่ ารสูร้ บซึงยืดกองทัพไปทางเหนือจนพ้นอารัส
เหล่าทหารแคนาดาซึงกลับอยูท่ เดิ
ี มในทัพหน้าของกองทัพที 1 สูร้ บจากอารัสไปทางตะวันออก 8
กิโลเมตร คร่อมพืนทีอารัส-กองเบร์ ก่อนจะถึงการป้องกันชันนอกของแนวฮินเดนบูรก์ ก่อนจะเจาะแนว
ดังกล่าวเมือวันที 28 และ 29 สิงหาคม วันเดียวกัน เยอรมนีเสีย Bapaume ให้แก่กองพลนิวซีแลนด์แห่ง
กองทัพที 3 และกองทัพออสเตรเลีย ซึงยังนําการรุกของกองทัพที 4 สามารถผลักดันแนวรบไปข้าง
หน้าทีอาเมียงและยึดเปรอนน์ (Peronne) และมงแซ็ง-เกียงแต็ง (Mont Saint-Quentin) เมือวันที 31
สิงหาคม ห่างไปทางใต้ กองทัพฝรังเศสที 1 และที 3 รุกคืบอย่างช้า ๆ ขณะทีกองทัพที 10 ซึงข้ามแม่นํา
Ailette มาแล้ว และอยูท่ างตะวันออกของ Chemin des Dames ปจั จุบนั อยู่ใกล้กบั ตําแหน่ งอัลเบริชของ
แนวฮินเดนแบร์ก ระหว่างช่วงสัปดาห์สดุ ท้ายของเดือนสิงหาคม แรงกดดันตามแนวรบยาว 113
กิโลเมตรต่อข้าศึกนันเป็นไปอย่างหนักหน่วงและต่อเนือง แม้กระทังทางเหนือในฟลานเดอร์ กองทัพ
อังกฤษที 2 และที 5 มีความคืบหน้าจับกุมเชลยศึกและยึดทีมันได้ซงก่
ึ อนหน้านีไม่ประสบความสําเร็จ
ระหว่างเดือนสิงหาคมและกันยายน
วันที 2 กันยายน เหล่าแคนาดาโอบล้อมแนวฮินเดนแบร์กด้านข้าง ด้วยการเจาะตําแหน่งโวทัน
(Wotan) ทําให้กองทัพที 3 สามารถรุกคืบต่อไปได้ ซึงส่งผลสะท้อนกลับตลอดแนวรบด้านตะวันตก วัน
เดียวกันโอแบร์สเตอ เฮเรสไลทุง (OHL) ไม่มที างเลือกนอกจากสังให้หกกองทัพล่าถอยเข้าไปสู่แนวฮิน
เดนแบร์กทางใต้ หลังกานัลดูนอร์ดบนแนวรบกองทัพที 1 ของแคนาดา และถอนกลับไปยังแนวทาง
ตะวันออกของลิส (Lys) ในทางเหนือ ซึงถูกยึดครองโดยปราศจากการต่อสู้ ส่วนทียืนออกมาถูกยึดใน
เดือนเมษายนทีผ่านมา ตามข้อมูลของลูเดนดอร์ฟฟ์ "เราจําต้องยอมรับความจําเป็ น ... ทีจะล่าถอยทัง
แนวรบจากสการ์ป (Scarpe) ถึงเวสเล (Vesle)"
เวลาเกือบสีสัปดาห์หลังการต่อสูเ้ ริมขึนเมือวันที 8 สิงหาคม มีเชลยศึกเยอรมันถูกจับกุมได้เกิน
100,000 นาย อังกฤษจับได้ 75,000 นาย และทีเหลือโดยฝรังเศส จนถึง "วันอันมืดมนของกองทัพ
เยอรมัน" กองบัญชาการทหารสูงสุดเยอรมนีตระหนักว่าพ่ายสงครามแล้วและพยายามบรรลุจุดจบอันน่า

พอใจ วันหลังการสูร้ บ ลูเดนดอร์ฟฟ์บอกพันเอกแมร์ทซ์ว่า "เราไม่อาจชนะสงครามได้อกี ต่อไป แต่เรา
จะต้องไม่แพ้เช่นกัน" วันที 11 สิงหาคม เขาเสนอลาออกจากตําแหน่งต่อไกเซอร์ ผูท้ รงปฏิเสธ โดยทรง
ตอบว่า "ฉันเห็นว่าเราต้องทําให้เกิดสมดุล เราได้เกือบถึงขีดจํากัดอํานาจการต้านทานของเรา สงคราม
ต้องยุต"ิ วันที 13 สิงหาคม ทีสปา (Spa) ฮินเดนแบร์ก ลูเดนดอร์ฟฟ์ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี
ต่างประเทศฮินทซ์ตกลงว่าสงครามไม่อาจยุตลิ งได้ในทางทหาร และในวันรุง่ ขึนสภาราชสํานักเยอรมัน
ตัดสินใจว่า ชัยชนะในสนามรบขณะนียากทีจะเกิดขึนเป็ นส่วนใหญ่ ออสเตรียและฮังการีเตือนว่า ทังสอง
สามารถทําสงครามได้ถงึ เดือนธันวาคมเท่านัน และลูเดนดอร์ฟฟ์เสนอการเจรจาสันติภาพทันที แด่ไก
เซอร์ผทู้ รงสนองโดยทรงแนะนําให้ฮนิ ทซ์มองหาการไกล่เกลียจากสมเด็จพระราชินีแห่งเนเธอร์แลนด์
เจ้าชายรุพเพรชท์เตือนเจ้าชายมักซ์แห่งบาเดนว่า "สถานการณ์ทางทหารของเราบันทอนลงอย่าง
รวดเร็วเสียใจฉันไม่เชือว่าเราสามารถยือได้ตลอดฤดูหนาวอีกต่อไป และเป็ นไปได้ว่าหายนะจะมาเร็ว
กว่านัน" วันที 10 กันยายน ฮินเดนแบร์กกระตุน้ ท่าทีสนั ติภาพต่อจักรพรรดิชาลส์แห่งออสเตรีย และ
เยอรมนีรอ้ งต่อเนเธอร์แลนด์ขอการไกล่เกลีย วันที 14 กันยายน ออสเตรียส่งบันทึกถึงคูส่ งครามและ
ประเทศเป็ นเลางทังหมดเสนอการประชุมสันติภาพในประเทศทีเป็ นกลาง และวันที 15 กันยายน
เยอรมนียนข้
ื อเสนอสันติภาพต่อเบลเยียม ข้อเสนอสันติภาพทังสองถูกปฏิเสธ และวันที 24 กันยายน
OHL แจ้งต่อผูน้ ําในเบอร์ลนิ ว่าการเจรจาสงบศึกหลีกเลียงไม่ได้
เดือนกันยายนเป็ นเดือนทีฝา่ ยเยอรมันยังคงสูร้ บการปฏิบตั กิ องระวังหลังอย่างเข็มแข้งและเริม
การตีโต้ตอบหลายครังต่อตําแหน่งทีเสียไป แต่ประสบผลสําเร็จเพียงเล็กน้อย และเพียงชัวคราวเท่านัน
เมือง หมูบ่ ้าน ทีสูงและสนามเพลาะในตําแหน่ งและกองรักษาด่านทีมีการป้องกันของแนวฮินเดนแบร์ก
ยังเสียแก่ฝา่ ยสัมพันธมิตรอย่างต่อเนือง โดยกองทัพอังกฤษเพียงชาติเดียวก็สามารถจับเชลยศึกได้ถงึ
30,441 นายในช่วงสัปดาห์ทผ่ี านมา การรุกต่อไปทางตะวันออกขนาดเล็กจะเกิดขึนหลังชัยชนะของ
กองทัพที 3 ทีอีวนิ กูร์ (Ivincourt) ในวันที 12 กันยายน กองทัพที 4 ทีอีเฟอนี (Epheny) ในวันที 18
กันายน และกองทัพฝรังเศสยึดได้แอซซีญเี ลอก็อง (Essigny-le-Grand) อีกวันหนึงให้หลัง วันที 24
กันยายน การโจมตีครังสุดท้ายของทังอังกฤษและฝรังเศสบนแนวรบ 6.4 กิโลเมตรจะเข้ามาในระยะ 3.2
กิโลเมตรของแซ็งก็องแต็ง (St. Quentin) ด้วยกองรักษาด่านและแนวป้องกันขันต้นของตําแหน่งซีกฟรีด
และอัลเบริชถูกทําลายหมดไป ฝา่ ยเยอรมันขณะนีอยูห่ ลังแนวฮินเดนแบร์กทังหมด ด้วยตําแหน่ งโวทัน
ของแนวนันได้ถูกเจาะไปแล้วและตําแหน่งซีกฟรีดอยูใ่ นอันตรายจะถูกโอบจากทางเหนือ เวลานีฝา่ ย
สัมพันธมิตรสบโอกาสโจมตีตลอดทังความยาวแนวรบ
การโจมตีตรงแนวฮินเดนแบร์กของฝา่ ยสัมพันธมิตร ซึงเริมขึนเมือวันที 26 กันยายน รวมทหาร

สหรัฐด้วย ทหารอเมริกนั ทียังอ่อนประสบการณ์ประสบปญหาเกี
ยวกับรถไฟเสบียงสําหรับหน่วยขนาด

ใหญ่บนภูมปิ ระเทศทุรกันดาร สัปดาห์หนึงให้หลังหน่วยฝรังเศสและอเมริกนั เจาะผ่านในช็องปาญ
(Champagne) ทียุทธการเนินบลังก์มง (Blanc Mont) บีบให้ฝา่ ยเยอรมันถอยไปจากทีสูงทีควบคุมอยู่
และรุกคืบเข้าใกล้ชายแดนเบลเยียม เมืองเบลเยียมแห่งสุดท้ายทีได้รบั การปลดปล่อยก่อนการสงบศึกคือ
เกนต์ (Ghent) ซึงฝา่ ยเยอรมันยึดไว้เป็ นจุดหลังกระทังฝา่ ยสัมพันธมิตรนําปืนใหญ่ขนมา
ึ กองทัพ
เยอรมันได้ย่นระยะแนวรบของตนและใช้พรมแดนดัตช์เป็ นสมอเพือสูร้ บการปฏิบตั กิ องหลัง
เมือบัลแกเรียลงนามการสงบศึกแยกต่างหากเมือวันที 29 กันยายน ฝา่ ยสัมพันธมิตรได้รบั การ
ควบคุมเซอร์เบียและกรีซ ลูเดนดอร์ฟฟ์ ซึงอยู่ภายใต้ความเครียดใหญ่หลวงหลายเดือน มีอาการคล้าย
กับปว่ ย เป็ นทีแน่ชดั แล้วว่าเยอรมนีไม่อาจป้องกันได้อย่างสําเร็จอีกต่อไป
ขณะเดียวกัน ข่าวความพ่ายแพ้ทางทหารทีกําลังเกิดขึนในไม่ชา้ ของเยอรมนีแพร่สะพัดไปทัว
กองทัพเยอรมัน ภัยคุกคามการขัดขืนคําสังนันสุกงอม พลเรือเอกไรนาร์ด เชร์และลูเดนดอร์ฟฟ์ตดั สินใจ
เริมความพยายามครังสุดท้ายเพือฟืนฟู "ความกล้าหาญ" ของกองทัพเรือเยอรมัน โดยทราบว่ารัฐบาล
ของเจ้าชายมาซีมลี นั แห่งบาเดนจะยับยังการปฏิบตั เิ ช่นนี ลูเดนดอร์ฟฟ์ตดั สินใจไม่ถวายรายงาน
อย่างไรก็ดี ข่าวการโจมตีทีกําลังเกิดขึนในไม่ชา้ มาถึงหูกะลาสีทคีี ล กะลาสีหลายคนปฏิเสธจะเข้าร่วม
การรุกทางทะเลซึงพวกเขาเชือว่าเป็ นการฆ่าตัวตาย ก่อกบฏและถูกจับกุม ลูเดนดอร์ฟฟ์รบั ผิดชอบ
ความผิดพลาดนี ไกเซอร์ปลดเขาในวันที 26 ตุลาคม การล่มสลายของบอลข่านหมายความ่วา เยอรมนี
กําลังเสียเสบียงอาหารและนํามันหลักของตน ปริมาณสํารองได้ใช้หมดไปแล้ว ขณะเดียวกับทีกองทัพ
สหรัฐมาถึงยุโรปด้วยอัตรา 10,000 นายต่อวัน
โดยได้รบั ความสูญเสียถึง 6 ล้านชีวติ เยอรมนีได้หนั ไปหาสันติภาพ เจ้าชายมาซีมลี นั แห่งบา
เดนมีหน้าทีในรัฐบาลใหม่เป็ นนายกรัฐมนตรีเยอรมนีในการเจรจากับฝา่ ยสัมพันธมิตร การเจรจาทางโทร
เลขกับประธานาธิบดีวลิ สันเริมขึนทันที ในความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าเขาจะได้รบั ข้อเสนอทีดีกว่ากับ
อังกฤษและฝรังเศส แต่วลิ สันกลับเรียกร้องให้ไกเซอร์สละราชสมบัติ ไม่มกี ารต่อต้านเมือฟีลพิ พ์ ไชเด
มันน์แห่งพรรคสังคมประชาธิปไตย ประกาศให้เยอรมนีเป็ นสาธารณรัฐเมือวันที 9 พฤศจิกายน
จักรวรรดิเยอรมันล่มสลายลง และเยอรมนีใหม่ คือ สาธารณรัฐไวมาร์ ได้เกิดขึนแทน

การสงบศึกและการยอมจํานน
ในภาพ จอมพลฟอคเป็ นคนทีสองนับจากทางขวา ด้านหลังเป็ นตูโ้ ดยสารรถไฟในปา่ คองเปี ยญ
อันเป็ นสถานทีลงนามการสงบศึก ตูร้ ถไฟนีภายหลังถูกใช้เชิงสัญลักษณ์ในการสงบศึกของเปแตงใน
เดือนมิถนุ ายน ค.ศ. 1940 มันถูกย้ายไปยังกรุงเบอร์ลนิ เป็ นรางวัล แต่เนืองจากการทิงระเบิดของฝา่ ย
สัมพันธมิตรได้ยา้ ยไปยังคราวินเคล ธูรนิ เกีย ทีซึงมันถูกทําลายอย่างเจตนาโดยกําลังเอสเอสใน ค.ศ.
1945
การล่มสลายของฝา่ ยมหาอํานาจกลางมาเยือนอย่างรวดเร็ว บัลแกเรียเป็ นประเทศแรกทีลงนาม
การสงบศึก เมือวันที 29 กันยายน ค.ศ. 1918 ทีซาโลนิกิ วันที 30 ตุลาคม จักรวรรดิออตโตมันยอม
จํานนทีมูโดรส
วันที 24 กันยายน อิตาลีเริมการผลักดันซึงทําให้ได้รบั ดินแดนทีสูญเสียไปคืนหลังยุทธการคาปอ
เร็ตโต จนลงเอยในยุทธการวิตโตริโอ เวเนโต อันเป็ นจุดจบทีกองทัพออสเตรีย-ฮังการีไม่อาจเป็ นกําลัง
รบทีมีประสิทธิภาพได้อกี ต่อไป การรุกนียังกระตุน้ การสลายตัวของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ระหว่าง
สัปดาห์สดุ ท้ายของเดือนตุลาคม มีการประกาศเอกราชขึนในกรุงบูดาเปสต์, ปราก และซาเกร็บ วันที 29
ตุลาคม ทางการออสเตรีย-ฮังการีขอสงบศึกกับอิตาลี แต่อติ าลีรุกคืบต่อไป โดยไปถึงเทรนโต, ยูดนี และ
ตรีเอสเต วันที 3 พฤศจิกายน ออสเตรีย-ฮังการีสง่ ธงพักรบขอการสงบศึก เงือนไข ซึงจัดการโดยโทร
เลขกับทางการฝา่ ยสัมพันธมิตรในกรุงปารีส มีการสือสารไปยังผูบ้ ญ
ั ชาการออสเตรียและยอมรับ การ
สงบศึกกับออสเตรียมีการลงนามในวิลลา กิอุสติ ใกล้กบั พาดัว เมือวันที 3 พฤศจิกายน ออสเตรียและ
ฮังการีลงนามการสงบศึกแยกกันหลังการล้มล้างราชวงศ์ฮบั ส์บูรก์
หลังการปะทุของการปฏิวตั เิ ยอรมัน มีการสถาปนาสาธารณรัฐขึนเมือวันที 9 พฤศจิกายน องค์
ไกเซอร์ได้ทรงหลบหนีไปยังเนเธอร์แลนด์ วันที 11 พฤศจิกายน มีการลงนามการสงบศึกกับเยอรมนีขนึ
ในตู้โดยสารรถไฟในคองเปี ยญ เมือเวลา 11 นาฬิกา ของวันที 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918 หรือ "ชัวโมง
ทีสิบเอ็ด ของวันทีสิบเอ็ด ของเดือนทีสิบเอ็ด" การหยุดยิงมีผลบังคับ กองทัพซึงประจัญกันอยู่บนแนวรบ
ด้านตะวันตกนันเริมถอนจากตําแหน่ งของตน พลทหารแคนาดา จอร์จ ลอว์เรนซ์ ไพรซ์ ถูกยิงโดยพล
แม่นปื นชาวเยอรมันเมือเวลา 10.57 น. และสินชีวติ เมือเวลา 10.58 น. เฮนรี กึนเธอร์ชาวอเมริกนั ถูก
สังหาร 60 วินาทีก่อนการสงบศึกมีผลบังคับขณะเข้าตีกาํ ลังพลเยอรมันทีรูส้ กึ ประหลาดใจ เพราะทราบ
ข่าวว่า กําลังจะมีการสงบศึกขึน ทหารอังกฤษคนสุดท้ายทีเสียชีวติ คือ พลทหารจอร์จ เอ็ดวิน เอลลิสนั
ผูเ้ สียชีวติ คนสุดท้ายในสงคราม คือ ร้อยโทโธมัส ผูซ้ งึ หลังเวลา 11 นาฬิกา กําลังเดินไปยังแนวรบเพือ
แจ้งข่าวแก่ทหารอเมริกนั ซึงยังไม่ถกู แจ้งข่าวการสงบศึกว่า พวกเขาจะละทิงอาคารเบืองหลังพวกเขา

สถานะสงครามอย่างเป็ นทางการระหว่างทังสองฝา่ ยดํารงอยูเ่ ป็ นเวลาอีกจนเดือน กระทังการลง
นามสนธิสญ
ั ญาแวร์ซายกับเยอรมนีเมือวันที 28 มิถุนายน ค.ศ. 1919 สนธิสญ
ั ญากับออสเตรีย ฮังการี
บัลแกเรียและจักรวรรดิออตโตมันมีการลงนามภายหลัง อย่างไรก็ดี การเจรจากับจักรวรรดิออตโตมันนัน
ตามมาด้วยการขัดแย้งกัน และสนธิสญ
ั ญาสันติภาพสุดท้ายระหว่างฝา่ ยสัมพันธมิตรกับประเทศซึงอีก
ต่อมาไม่นานจะได้ชอว่
ื า สาธารณรัฐตุรกี มีการลงนามเมือวันที 24 กรกฎาคม ค.ศ. 1923 ทีโลซาน
ในทางกฎหมาย สนธิสญ
ั ญาสันติภาพอย่างเป็ นทางการไม่เสร็จสมบูรณ์กระทังมีการลงนามใน
สนธิสญ
ั ญาโลซานฉบับสุดท้าย ภายใต้เงือนไขนัน กองทัพฝา่ ยสัมพันธมิตรถอนออกจากคอนสแตนติโน
เปิ ลเมือวันที 23 สิงหาคม ค.ศ. 1923
ความได้เปรียบของฝ่ ายสัมพันธมิตรและตํานานแทงข้างหลัง พฤศจิ กายน ค.ศ. 1918
ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1918 ฝา่ ยสัมพันธมิตรมีกาํ ลังบํารุงทีเป็ นคนและยุทโธปกรณ์มาก
พอทีจะรุกรานเยอรมนี กระนัน เมือมีการสงบศึกนัน ไม่มกี าํ ลังฝา่ ยสัมพันธมิตรใดข้ามพรมแดนเยอรมนี
ได้เลย แนวรบด้านตะวันตกยังอยูห่ ่างจากกรุงเบอร์ลนิ เกือบ 1,400 กิโลเมตร และกองทัพเยอรมันยังล่า
ถอยจากสนามรบอย่างเป็ นระเบียบดี ปจั จัยเหล่านีส่งผลให้ฮนิ เดนบูรก์ และผูน้ ําเยอรมันอาวุโสคนอืน ๆ
เผยแพร่เรืองเล่าว่า กองทัพของพวกเขามิได้ถูกเอาชนะอย่างแท้จริง ซึงต่อมาได้เกิดเป็ นตํานานแทงข้าง
หลัง คือ ถือว่าความพ่ายแพ้ของเยอรมนีนันมิได้เกิดจากการขาดความสามารถในการสูร้ บต่อไป (แม้
ทหารมากถึงหนึงล้านนายกําลังเจ็บปว่ ยจากการระบาดของไข้หวัดใหญ่ ค.ศ. 1918 และไม่พร้อมรบ) แต่
เป็ นเพราะสาธารณชนขาดการสนองต่อ "การเรียกด้วยความรักชาติ" และการก่อวินาศกรรมอย่างเจตนา
ต่อความพยายามของสงคราม โดยเฉพาะอย่างยิง พวกยิว สังคมนิยมและบอลเชวิค
เทคโนโลยี
สงครามโลกครังทีหนึงเริมต้นขึนเป็นการปะทะของเทคโนโลยีในคริสต์ศตวรรษที 20 กับยุทธวิธี
ในคริสต์ศตวรรษที 19 โดยได้เกิดความสูญเสียเลือดเนืออย่างใหญ่หลวงตามมา อย่างไรก็ดี เมือถึงปลาย
ค.ศ. 1917 กองทัพของประเทศใหญ่ ๆ ซึงมีกาํ ลังพลหลายล้านนาย ได้ถูกปรับปรุงให้ทนั สมัยและมีการ
ใช้โทรศัพท์ การสือสารไร้สาย รถหุม้ เกราะ รถถัง และอากาศยาน ขบวนทหารราบมีการจัดใหม่ ดังนัน
กองร้อยทีมีทหาร 100 นายจึงมิใช่หน่ วยหลักในการดําเนินกลยุทธ์อกี ต่อไป และหมูท่ มีี ทหารประมาณ
10 นาย ภายใต้บญ
ั ชาของนายทหารประทวนอ่อนอาวุโสกลายเป็ นได้รบั ความนิยม
ปืนใหญ่เองก็ได้เกิดการปฏิวตั ขิ นเช่
ึ นกัน ใน ค.ศ. 1914 ปื นใหญ่ประจําอยูใ่ นแนวหน้าและยิงไป
ยังเป้าหมายโดยตรง จนถึง ค.ศ. 1917 การยิงเล็งจําลองด้วยปื น (เช่นเดียวกับปืนครกหรือแม้กระทังปื น

กล) พบแพร่หลาย โดยใช้เทคนิคใหม่สาํ หรับการกําหนดตําแหน่ งและการตังระยะ ทีโดดเด่นคือ อากาศ
ยานและโทรศัพท์สนามทีตกค้างบ่อยครัง ภารกิจต่อสูก้ องร้อยทหารปื นใหญ่กไ็ ด้กลายมาแพร่หลาย
เช่นกัน และการตรวจจับเสียงได้ถูกใช้เพือค้นหาปื นใหญ่ของข้าศึก
เยอรมนีนําหน้าฝา่ ยสัมพันธมิตรไกลในการใช้การเล็งยิงจําลองหนัก กองทัพเยอรมันติดตัง
ฮาวอิตเซอร์ขนาด 150 และ 210 มม. ใน ค.ศ. 1914 ขณะทีปื นใหญ่ตามแบบของฝรังเศสและอังกฤษมี
ขนาดเพียง 75 และ 105 มม. อังกฤษมีฮาวอิตเซอร์ 152 มม. แต่มนั หนักเสียจนต้องลําเลียงสูส่ นามเป็ น
ชิน ๆ และประกอบใหม่ ฝา่ ยเยอรมันยังประจําปื นใหญ่ออสเตรีย 305 มม. และ 420 มม. และเมือ
สงครามเริมต้นขึนนัน ได้มรี ายการมีเนนเวอร์เฟอร์ (Minenwerfer) หลายขนาดลํากล้องแล้ว ซึงเหมาะ
สําหรับการสงครามสนามเพลาะตามทฤษฎี[126]
การสูร้ บมากครังข้องเกียวกับการสงครามสนามเพลาะ ซึงทหารหลายร้อยนายเสียชีวติ ใน
แผ่นดินแต่ละหลาทียึดได้ ยุทธการครังนองเลือดทีสุดในประวัตศิ าสตร์จาํ นวนมากเกิดขึนระหว่าง
สงครามโลกครังทีหนึง ยุทธการเหล่านันเช่น อีแปร มาร์น คัมไบร ซอมม์ แวร์เดิง และกัลลิโปลี ฝา่ ย
เยอรมันนํากระบวนการฮาเบอร์ซงเป็
ึ นการตรึงไนโตรเจนมาใช้ เพือให้กาํ ลังมีเสบียงดินปืนอย่างต่อเนือง
แม้ฝา่ ยอังกฤษจะทําการปิ ดล้อมทางทะเลก็ตาม ปื นใหญ่เป็ นเหตุททํี าให้มผี เู้ สียชีวติ มากทีสุด[128] และ
บริโภควัตถุระเบิดปริมาณมหาศาล การบาดเจ็บทีศีรษะจํานวนมากเกิดขึนจากกระสุนปื นใหญ่ทระเบิ
ี ด
และการแตกกระจาย ทําให้ชาติทเข้
ี าร่วมสงครามต้องพัฒนาหมวกเหล็กกล้าสมัยใหม่ นําโดยฝรังเศส ซึง
นําหมวกเอเดรียนมาใช้ใน ค.ศ. 1915 และต่อมาไม่นานอังกฤษและสหรัฐได้ใช้หมวกโบรดี และใน ค.ศ.
1916 โดยหมวกสทาลเฮล์มทีมีเอกลักษณ์ของเยอรมนี ซึงการออกแบบและการปรับปรุง ยังใช้เรือยมา
ั บนั
ถึงปจจุ
การใช้การสงครามเคมีอย่างแพร่หลายเป็นคุณลักษณะเด่นเฉพาะของความขัดแย้งนี แก๊สทีใช้ม ี
คลอรีน แก๊สมัสตาร์ดและฟอสจีน มีผเู้ สียชีวติ จากแก๊สในสงครามเพียงเล็กน้อย เพราะมีวธิ กี ารรับมือการ
โจมตีดว้ ยแก๊สทีมีประสิทธิภาพในเวลาอันรวดเร็ว เช่น หน้ากากกันแก๊ส ทังการใช้สงครามเคมีและการ
ทิงระเบิดทางยุทธศาสตร์ขอบเขตเล็กนันถูกบัญญัตหิ า้ มโดยอนุสญ
ั ญากรุงเฮก ค.ศ. 1907 และทังสอง
พิสจู น์แล้วว่ามีประสิทธิภาพจํากัด แม้จะจับจินตนาการของสาธารณะก็ตาม
อาวุธติดตังภาคพืนทีทรงอานุภาพทีสุด คือ ปื นใหญ่รถไฟ (railway gun) ซึงแต่ละกระบอกหนัก
หลายร้อยตัน ปื นใหญ่เหล่านีมีชอเล่
ื นว่า บิกเบอร์ธา เยอรมนีได้พฒ
ั นาปื นใหญ่ปารีส ซึงสามารถยิงถล่ม
กรุงปารีสจากพืนทีซึงห่างออกไปกว่า 100 กิโลเมตรได้ แม้กระสุนปื นใหญ่จะค่อนข้างเบา โดยมีนําหนัก

94 กิโลกรัม แม้ฝา่ ยสัมพันธมิตรจะมีปืนใหญ่รถไฟเช่นเดียวกับเยอรมนี แต่แบบของเยอรมันมีพสิ ยั ไกล
กว่าและเหนือชันกว่าของฝา่ ยสัมพันธมิตรอย่างมาก
การบิ น
อากาศยานปี กตรึงมีการใช้ในทางทหารครังแรกโดยอิตาลีในลิเบียเมือวันที 23 ตุลาคม ค.ศ.
1911 ระหว่างสงครามอิตาลี-ตุรกีเพือการลาดตระเวน ตามมาด้วยการทิงระเบิดมือและการถ่ายภาพทาง
อากาศในปี ต่อมา เมือถึง ค.ศ. 1914 ประโยชน์ใช้สอยทางทหารของอากาศยานนันปรากฏชัด อากาศ
ยานเหล่านีเดิมทีใช้เพือการลาดตระเวนและโจมตีภาคพืนดิน ในการยิงเครืองบินฝา่ ยข้าศึก จึงได้มกี าร
พัฒนาปื นต่อสูอ้ ากาศยานและเครืองบินขับไล่ขนึ เครืองบินทิงระเบิดทางยุทธศาสตร์ถูกผลิตขึน โดย
เยอรมนีและอังกฤษเป็ นหลัก แม้เยอรมนีจะใช้เซพเพลินด้วยเช่นกัน เมือสงครามใกล้ยุติ เรือบรรทุก
เครืองบินจึงได้ถูกนํามาใช้เป็ นครังแรก
บอลลูนสังเกตการณ์ทมีี คนขับ ลอยสูงเหนือสนามเพลาะ ถูกใช้เป็ นแท่นตรวจตราอยูก่ บั ที คอย
รายงานการเคลือนไหวของข้าศึกและชีเป้าให้ปืนใหญ่ โดยทัวไปบอลลูนมีลูกเรือสองคน และมีรม่ ชูชพี
ติดตัว เผือหากมีการโจมตีทางอากาศของข้าศึก ร่มชูชพี จะสามารถกระโดดร่มออกมาได้อย่างปลอดภัย
เมือมีการตระหนักถึงคุณค่าของบอลลูนในฐานะแท่นสังเกตการณ์ บอลลูนจึงตกเป็ นเป้าสําคัญ
ขออากาศยานข้าศึก ในการป้องกันบอลลูนจากการโจมตีทางอากาศ บอลลูนจึงได้รบั การป้องกันอย่าง
แน่นหนาโดยปืนต่อสูอ้ ากาศยานและมีอากาศยานฝา่ ยเดียวกันลาดตระเวน ในการโจมตี ได้มกี ารทดลอง
ใช้อาวุธไม่ธรรมดาอย่างจรวดอากาศสูอ่ ากาศ ดังนัน คุณค่าการสังเกตการณ์ของเรือเหาะและบอลลูนจึง
ได้มสี ว่ นต่อการพัฒนาการสูร้ บแบบอากาศสู่อากาศระหว่างอากาศยานทุกประเภท และต่อภาวะคุมเชิง
กันในสนามเพลาะ เนืองจากเป็ นไปไม่ได้ทจะเคลื

อนย้ายกําลังขนาดใหญ่ได้โดยไม่ถูกสังเกตพบ เยอรมนี
ดําเนินการตีโฉบฉวยทางอากาศต่ออังกฤษระหว่าง ค.ศ. 1915 และ 1916 ด้วยเรือบิน โดยหวังว่าจะบัน
ทอนขวัญกําลังใจของอังกฤษและส่งผลให้อากาศยานถูกเบียงเบนไปจากแนวหน้า และทีจริง ความตืน
ตระหนกทีเกิดขึนตามมาได้นําไปสูก่ ารเบียงเบนฝูงเครืองบินขับไหล่หลายฝูงจากฝรังเศส[131][133]
เทคโนโลยีนาวิ ก
เยอรมนีวางเรืออู (เรือดํานํา) หลังสงครามอุบตั ิ โดยเปลียนไปมาระหว่างการสงครามเรือดํานํา
จํากัดและไม่จาํ กัดในมหาสมุทรแอตแลนติก ไกเซอร์ลเี ชอมารีนจัดวางเพือตัดทอนเสบียงสําคัญมิให้ไป
ถึงหมู่เกาะอังกฤษ การเสียชีวติ ของกะลาสีเรือพาณิชย์องั กฤษและการทีเรืออูดเู หมือนอยู่คงกระพัน
นําไปสูก่ ารพัฒนาทุ่นระเบิดนําลึก (ค.ศ. 1916), ไฮโดรโฟน (โซนาร์เชิงรับ, ค.ศ. 1917), เรือเหาะ

(blimp), เรือดํานําล่าสังหาร (เรือหลวงอาร์-1, ค.ศ. 1917), อาวุธต่อสูเ้ รือดํานําโยนไปด้านหน้า และ
ไฮโดรโฟนจุ่ม (สองอย่างนีถูกยกเลิกไปใน ค.. 1918) เพือขยายขอบเขตการปฏิบตั ิ เยอรมนีได้เสนอเรือ
ดํานําเสบียง (ค.ศ. 1916) เทคโนโลยต่าง ๆ เหล่านีจะถูกลืมไปหลังสงครามยุติ ก่อนได้รบั การรือฟืนใหม่
หลังสงครามโลกครังทีสองอุบตั ิ
เทคโนโลยีการสงครามภาคพืน
สนามเพลาะ ปื นกล การสอดแนมทางอากาศ รัวลวดหนามและปื นใหญ่สมัยใหม่ซงมี
ึ กระสุนลูก
ปรายมีส่วนให้แนวสูร้ บของสงครามโลกครังทีหนึงไม่อาจเอาชนะกันได้เด็ดขาด อังกฤษมองหาทางออก
ด้วยการสร้างการสงครามรถถังและยานยนต์ขนึ รถถังคันแรก ๆ ถูกใช้ระหว่างยุทธการซอมม์เมือวันที
15 กันยายน ค.ศ. 1916 ความน่าเชือถือยานยนต์นนเป็
ั นปญั หา แต่การทดลองพิสจู น์ถงึ คุณค่าของมัน
ภายในหนึงปี อังกฤษส่งรถถังเข้าสูส่ นามรบหลายร้อยคัน และพวกมันได้แสดงแสงยานุภาพระหว่าง
ยุทธการคัมไบรในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1917 ด้วยการเจาะแนวฮินเดนบูรก์ ขณะทีกําลังผสมจับกุม
ทหารข้าศึกเป็ นเชลยได้ 8,000 นาย และยึดปื นใหญ่ได้ 100 กระบอก สงครามยังได้มกี ารนําอาวุธกลเบา
และปืนกลมือ เช่น ปื นลิวอิส ไรเฟิลอัตโนมัตบิ ราวนิง และเบิร์กทันน์ เอ็มเพ 18

ขอขอบคุณข้ อมูลจากวิกพิ ีเดีย สารานุกรมเสรี

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful