คูมือ

การแปลไทยเปนมคธ

โดย

ผศ.ดร. ปรุตม บุญศรีตัน

ภาควิชาปรัชญาและสาสนา
คณะมนุษยศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม
๒๕๕๑

สวนที่หนึ่ง
ขอควรรูเกี่ยวกับการแปลไทยเปนมคธ
รวบรวม โดย ปรุตม บุญศรีตัน ∗

๑. ความนํา
วิชา แปลไทยเปนมคธ ถือวา เปนวิชาใหมที่เพิ่มเขามาในหลักสูตรในชั้นประโยค ป.ธ. ๔ จึงเปน
วิชาที่สรางความหนักใจใหแกนักเรียนใหม อาจกลาวไดวา วิชา แปลไทยเปนมคธ นี้ จะตองใชความรู
เกี่ยวกับบาลีทั้งหมดมาใช คือ หลักบาลีไวยากรณ หลักสัมพันธ หลักการเรียงตาง ๆ ตลอดถึงศัพทภาษา
บาลีตา ง ๆ ที่ไดเลาเรียนมาในชั้นประโยค ๑-๒ และประโยค ป.ธ.๓ นอกจากนั้น ยังตองใชความเพียร
พยายามหาทักษะความชํานาญดวยฝกหัดแตง ฝกหัดเรียงใหมาก โดยเฉพาะอยางยิ่ง โครงสรางของประโยค
ในภาษาบาลี
ในการเรียนวิชา แปลไทยเปนมคธ นี้ ถาจะใหไดผลนั้น พระเมธีปริยัตยาภรณ (ประชุม อคฺคธมฺ
โม ป.ธ. ๙) ไดใหคําแนะนําไววา นักเรียน จะตองมีพื้นานสําคัญเหลานี้ คือ
๑. มีความรู เรื่องหลักบาลีไวยากรณดีพอสมควร
๒. มีความรูเกีย่ วกับศัพทและความหมายของแตละศัพทมากพอสมควร
๓. มีความรูเรื่องหลักเกณฑการแปลไทยเปนมคธ และสํานวนนิยมตาง ๆ
๔. มีประสบการณในการฝกหัดเขียนแปลไทยเปนมคธมากพอสมควร
ฉะนั้น เพื่อใหนักเรียนมีเครื่องมือใชในการฝกหัดการแปลไทยเปนมคธ จึงไดรวบรวมหลักการเรียง
ที่จํางาย ๆ ทําความเขาใจไดโดยไมยากนัก จะเรียกวา เปนการสรุปหลักการใหสั้นเขาก็วาได หลักการหรือ
สูตรตาง ๆ ผูรวบรวมไดรวบรวมจากความรูและประสบการณที่ไดรับการถายทอดจากครู อาจารยมาอีกทอด
หนึ่ง แลวไดจดบันทึกไวตามกําลังสติปญญา บางทีก็ไดศึกษาจากตําราที่ครูอาจารยทั้งหลายไดจัดทําขึ้น จด
บันทึกเอาไวแตกอนโดยไมไดระบุที่มาในตอนเปนนักเรียน เมื่อมาถึงคราวที่รวบรวมนี้ จึงนึกไมออกจําไมได
วา เปนความรูข องอาจารยทานไหนบาง เพราะฉะนั้น ผูรวบรวมจึงขออภัยตอทานอาจารยทานนั้น ๆ ดวย
ที่เปนเจาของทรัพยสินทางปญญา และขออนุญาตตออาจารยทานนั้น เพื่อนํามาเผยแพรใหเปนประโยชนแก
นักเรียนในอนาคตตอไป
๒. การเรียงศัพทนิบาต
๒.๑ ศัพทนิบาตที่นิยมเรียงไวเปนตัวที่ ๑ ของประโยค คือ
อถ กีว ยาว ตาว (เพียงนั้น) ยาวเทว ตาวเทว ยาวตา ตาวตา กิตฺตาวตา เอตฺตาวตา
ยถา เสยฺยถา ตถา เอวํ (ฉันนั้น) กถํ ยทิ สเจ อปฺเปวนาม ยนฺนูน กึ กจฺจิ นนุ
อุทาหุ หนฺท อปจ อถวา อฺทตฺถุ อโถ กิฺจาป

เปรียญธรรม ๙ ประโยค (ขณะเปนสามเณร), พ.ม. (ภาษาไทย) กรมฝกหัดครู, พธ.บ.(ปรัชญา) ม.มจร.,
ศษ.บ.(ภาษาไทย) ม.สุโขทัยธรรมาธิราช, อ.ม.(จริยศาสตร) มหิดล, พธ.ด. (พระพุทธศาสนา) ม.มจร.

๒.๒ ศัพทนิบาตที่นิยมเรียงไวเปนตัวที่ ๒ ของประโยค คือ
กิร ขลุ สุทํ เจ นุ หิ จ ปน อป เว โว โน โข วต หเว ตาว (กอน)
๒.๓ นิบาตพวก หิ จ ปน ตุ เมื่อวางหลังบทนามที่ลงทายดวย ( -˚ ) นิคคหิต นิยมสนธิเขากับ
บทนั้น ๆ เชน อหมฺปน น ปสฺสามิ ฯ กถฺจ ปน เม ภนฺเต……..ฯ
เอวฺหิ โน สิกฺขิตพฺพํ ฯ ตนฺตุ กมฺมํ ตสฺส สมฺปชฺชติเยว ฯ
๒.๔ นิบาตคือ สเจ และ เจ มีวิธีเรียงตางกัน คือ
๒.๔.๑ สเจ ศัพท จะนิยมเรียงเปนตัวที่ ๑ ของประโยค และนิยมใชกิริยาหมวดสัตตมี
วิภัตติ ภวิสสันติ และวัตตมานา โดยมาก เชน
สเจ โย กมฺมํ กโรติ โส กมฺมวิปากํ ลภติ ฯ
๒.๔.๒ เจ ศัพท จะนิยมเรียงเปนตัวที่ ๒ ของประโยค และนิยมใชกิริยาวิภัตติหมวดเดียว
กัน เชน ปุฺฺเจ ปุริโส กยิรา กยิราเถนํ ปุนปฺปุนํ ฯ
๒.๕ การเรียงนิบาต น ศัพทและ มา ศัพท
๒.๕.๑ ถาปฏิเสธทั้งประโยค ใหเรียงไวหนาประโยคนั้น ๆ “เรียงตนประโยค” เชน
มา มม เคหํ ปวิสติ ฺวา ภตฺตํ ภฺชิ ฯ
๒.๕.๒ ถาปฏิเสธบทใดบทหนึ่งโดยเฉพาะ ใหเรียงไวหนาบทนั้น ๆ เชน
โส วินา มํเสน ภตฺตํ น ภุฺชติ ฯ
๒.๕.๓ น ศัพท ถาปฏิเสธกิริยาอาขยาต จะแปลงเปน อ หรือ อน ไมไดเด็ดขาด
น กโรติ เปน อกโรติ อยางนี้ ถือวา ผิด (อยางรายแรง)
๒.๕.๔ ถากิริยาอาขยาตนั้น ๆ มี อ อาคมตนธาตุ มักสนธิ น กับ อ อาคมตนธาตุนั้น ๆ
เชน โส สามเณโร เอวํ กาตุ˚ นาสกฺขิ ฯ (น + อสกฺขิ)
๒.๕.๕ ถาปฏิเสธกิริยากิตก สามารถจะแปลงเปน อ หรือ อน ได
เชน น + กโต = อกโต
น + อภิรโต = อนภิรโต
๒.๕.๖ น ศัพท ถามาปฏิเสธคู น ศัพทตัวหนานิยมใส เอว ศัพท เขามาดวย เชน
กสฺมา อาวุโส ตฺวํ เนว อมฺหากํ สนฺติกํ อาคจฺฉติ น กิฺจิ มาเตสิ ฯ
๒.๖ การเรียงนิบาต สห กับ สทฺธึ
๒.๖.๑ สห ศัพท นิยมใชกับนามธรรม และนิยมเรียงไวหนาบทสหัตถตติยา เชน
สห ปฏิสมฺภิทาหิ อรหตฺตํ ปาปุณิ ฯ
๒.๖.๒ สทฺธึ นิยมใชกับรูปธรรม และเรียงไวหลังบทสหัตถตติยา เชน มยา สทฺธึ คโต ฯ
๒.๗ การเรียงนิบาต จ ศัพทควบพากย
๒.๗.๑ วางไวเปนตัวที่ ๒ ของแตละประโยค เชน
เอกจฺโจ อตฺตนา เจว ทานํ เทติ ปรฺจต สมาทเปติ ฯ
๒.๗.๒ วางไวเปนตัวที่ ๒ ของประโยคที่ ๒ เชน
เอกจฺโจ อตฺตนา ทานํ เทติ ปรฺจ สมาทเปติ ฯ
๒.๗.๓ วางไวเปนตัวสุดทายของแตละประโยค เชน
เอกจฺโจ อตฺตนา ทานํ เทติ เจว ปรํ สมาทเปติ จ ฯ
๒.๗.๔ วางไวเปนตัวสุดทายของประโยคแรก และตัวที่ ๒ ของประโยคที่ ๒ เชน

เอกจฺโจ อตฺตนา ทานํ เทติ เจว ปรฺจ สมาทเปติ ฯ
๒.๗.๕ สังเกตวา จ ศัพทที่ใชควบบทหรือควบพากยดังกลาว จ ศัพทตัวแรกนิยมใส
เอว ศัพทเขามาดวย
๒.๗.๖ กิริยาคุมพากยในประโยคที่มีประธาน ๒ ตัวและควบดวย จ ศัพท ตองประกอบ
เปน พหุวจนะ เสมอ
๒.๘ การเรียงศัพทวา “เวน” “เพียงไร” “ไกล”
๒.๘.๑ วินา ยาว อฺตฺร อารา เรียงไวหนาปญจมีวิภัตติ เชน
วินา = โคฆาตโก วินา มํเสน ภตฺตํ น ภุฺชติ ฯ
ยาว = ยาว มมาคมนา เอตฺตกํ นาม ธมฺมํ เทเสตุ ฯ
อฺตฺร = อชฺชตคฺเคทานาหํ อาวุโส อานนฺท อฺตฺเรว ภควตา อฺตฺร
ภิกขฺ ุสงฺเฆน อุโปสถํ กริสฺสามิ สงฺฆกมฺมานิ จ ฯ
อารา = อารา กิเลเสหิ ฯ อารา โส อาสวยกฺขยา ฯ
๒.๘.๒ เปตฺวา วชฺเชตฺวา เรียงไดทั้งหนาและหลังทุติยาวิภัตติ เชน
สหายกสฺส เต นิกฺขิตฺตํ มํสขณฺฑํ เปตฺวา อฺ˚ มํสํ นตฺถิ ฯ
ยถาวุตฺเตสุ ปน วชฺเชตฺวา เตจีวริกงฺคํ เสสานิ ทฺวาทส สามเณรานํ สตฺต
สิกฺขมานาสามเณรีนํ เวทิตพฺพานิ ฯ
๓. การเรียงอาลปนะ
๓.๑ การเรียงอาลปนะทั้งอาลปนะนามและนิบาตถามีเพียงตัวเดียวในประโยคมีวิธีเรียง ๓ วิธี คือ
๓.๑.๑ ถาเปนประโยคบอกเลาสั้น ๆ ใหเรียงไวเปนตัวที่ ๑ ของประโยค เชน
ภนฺเต อหํ คามํ คมิสฺสามิ ฯ
๓.๑.๒ ถาเปนประโยคตอบรัสั้น ๆ ใหเรียงไวเปนตัวสุดทายของประโยค เชน
อาม ภนฺเต ฯ ขมนียํ ภนฺเต ฯ
๓.๑.๓ ถาเปนประโยคยาว ๆ ใหเรียงเปนตัวที่ ๒ หรือ ๓ ก็ไดในประโยค เชน
อนจฺฉริยํ ภิกฺขเว เอตํ, ยํ สกฺโก เทวราชา มยิ สิเนหํ กโรติ ฯ
๓.๒ ถาในประโยคนั้น ๆ มีทั้งอาลปนะนามและอาลปนะนิบาตมาคูกัน ใหเรียงอาลปนะนิบาตไว
หนาอาลปนะนาม คือ เรียงอาลปนะนิบาตเปนวิเสสนะของอาลปนะนาม เชน อาวุโส
อานนฺท เปนตน

๔. บทประธาน
๔.๑ นามนามแท เชน ภิกฺขุ ปุริโส อิตฺถี ธนํ เปนตน
๔.๒ นามนามผสมคือ ศัพทสมาส หรือศัพทตัทธิตที่ผสมกันตั้งแตสองศัพทขึ้นไป และใชเปนนามได
เชน สทฺทสฺา ธมฺมสฺา สหายตา เปนตน
๔.๓ ปุริสสัพพนาม เชน โส อหํ มยํ ตฺวํ ตุมฺเห
๔.๔ คุณนามที่ใชดุจนามนาม เชน ปณฺฑิโต ทนฺธา เปนตน
๔.๕ กิริยานามหรือ ภาวนาม คือ ศัพทที่ปรุงมาจากนามกิตกทั้งหมด และมาจากกิริยากิตกบางตัว

คือ อนีย ตพฺพ ต ปจจัย เชน กรณํ อุปสมฺปทา พุทฺโธ มตามตํ ขาทนียํ หสิตํ
มริตพฺพํ เชนในประโยควา ปสฺสถาวุโส อายุวฑฺฒนกามาเรน กิร สตฺตมทิวเส มริตพฺพํ อภวิสฺส

๔.๖
๔.๗
๔.๘
๔.๙

ศัพทตัทธิตที่เปนนาม เชน นาวิโก เมธาวี กาสาวํ เปนตน
ปกติสังขยาตั้งแต เอกูนสตํ (๙๙) ถึง สตํ, สหสฺสํ
อัพยศัพทบางตัว เชน สาธุ อลํ อิทานิ อชฺช ตถา
กิริยาสมาส คอื กิริยาที่เขาสมาสกับคํานาม เชน นตฺถปูโว อตฺถิปูโว อโหสิกมฺมํ เปนตน

๕. บทกิริยา
๕.๑ กิริยาคุมพากย ไดแก
๕.๑.๑ ศัพทที่ประกอบดวยวิภัตติอาขยาตตัวใดตัวหนึ่งใน ๘ หมวด เรียกวา กิริยา
อาขยาต
๕.๑.๒ ศัพทที่ประกอบดวยปจจัยในกิริยากิตกบางตัว คือ ต อนีย ตพฺพ ปจจัย
๕.๑.๓ ศัพทที่ประกอบดวยปจจัยในนามกิตกบางตัว คือ ณฺย
๕.๑.๔ ศัพทที่ประกอบดวย ตูนาทิ ปจจัย ในประโยคกิริยาปธานนัย
๕.๒ กิริยาในระหวาง
๕.๒.๑ ศัพทที่ประกอบดวยปจจันในกิริยากิตก เชน อนฺต มาน และตูนาทิ ปจจัย
๕.๓ ประโยคทีน่ ิยมเรียงกิริยาคุมพากยไวตนประโยค เชน
๕.๓.๑ ประโยคคําถาม เชน อตฺถิ นุ โข คนฺธชาตํ ยสฺส ปฏิวาตํ คนฺโธ วายติ ฯ
๕.๓.๒ ประโยคบังคับ เชน เอหิ ตฺวํ ฯ นิวตฺต โภ ฯ
๕.๓.๓ ประโยคออนวอน เชน ติฏถ ภนฺเต ฯ ติฏถ ตาว ภนฺเต ฯ
๕.๓.๔ ประโยคชักชวน เชน คจฺฉาม มยํ ภนฺเต ฯ
๕.๓.๕ ประโยคเนนความ เชน ปพฺพชิสฺสาเมวาหํ ตาต ฯ
๕.๔ การเรียงประโยคที่มีกิริยาทํารวมกัน
๕.๔.๑ ใหถือเอากิริยาที่เปนอิริยาบถ ๔ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน เปนหลักคือ ใชเปน
กิริยาคุมพากย และจะประกอบเปนอดีตกาลเสมอ
๕.๔.๒ กิริยาที่ทํารวมกันนั้น ใหประกอบดวย อนฺต หรือ มาน ปจจัย เสมอ เชน
ยืน = สา อิตฺถี วีชมานา ตา ฯ สา ภริยา สามิกํ วีชมานา ตา ฯ
เดิน = อุปาสโก ธมฺมสฺสวนกิจฺจํ อุคฺโฆเสนฺโต นิสีทึสุ ฯ
นั่ง = มนุสฺสา ภควโต ธมฺมกถํ สุณนฺตา นิสีทึสุ ฯ
นอน = คิลาโน พฺราหฺมโณ มรณุปายํ จินฺเตนฺโต นิปฺปชฺชิ ฯ
๕.๔.๓ ถาไมมกี ิริยา ยืน เดิน นั่ง นอน แตวา มีกิริยาที่เปนอกัมมธาตุและสกัมมธาตุ
มาคูกัน ใหเรียง อกัมมธาตุ ไวหลัง สกัมมธาตุ หรือ ใช อกัมมธาตุ เปนกิริยา
คุมพากย
๕.๔.๔ ถากิรยิ าเปนอกัมมธาตุ มาคูกัน ใหเรียงตามความเปนจริง เชน โส เถโน
กตภตฺตกิจฺโจ หุตฺวา นิปชฺชิตฺวา นิทฺทายติ ฯ

๕.๕ ขอควรจําเกี่ยวกับปจจัยในกิริยากิตก ต อนีย ตพฺพ ปจจัย
๕.๕.๑ ต ปจจัย ถาใชกับธาตุที่เรียกหากรรม ใชเปนกัมมวาจก เชน กโต คหิโต วุตฺตํ
๕.๕.๒ ต ปจจัย ถาใชกับธาตุที่เรียกหากรรมและลง อิ อาคมดวย เปน กรรมวาจก เชน
คหิตํ เปนตน
๕.๕.๓ อนีย ตพฺพ ปจจัย เปนได ๓ วาจก คือ กัมมวาจก ภาววาจก เหตุกัมมวาจก
๕.๕.๔ อนีย ตพฺพ ปจจัย ถาประกอบกับธาตุที่เรียกหากรรม เปน กัมมวาจก และเหตุ
กัมมวาจก เชน กรณียํ กาตพฺพํ กาเรตพฺพํ
๕.๕.๕ อนีย ตพฺพ ปจจัย ถาประกอบกับธาตุที่ไมเรียกหากรรม เปน ภาววาจก ตอง
ประกอบเปน เอกวจนะ นปุงสกลิงค เทานั้น เชน ภวิตพฺพํ ขมนียํ เปนตน
๕.๕.๖ ต ปจจัย ถาประกอบกับธาตุที่ไมเรียกหากรรมเปน กัตตุวาจก เชน คโต
๕.๖ การใชปจจัยกิริยากิตกในวาจกทั้ง ๕ วาจก
๕.๖.๑ กัตตุวาจก = อนฺต (ปุํ) = กโรนฺโต, คณฺหนฺโต
อนฺตี (อิตฺ.) = กโรนฺตี, คณฺหนฺตี
มาน (ปุํ) = กุรุมาโน
มานา (อิตฺ) = กุรุมานา
ตฺวา
= กตฺวา กริตฺวา
ต + อกัมม. = คโต, นิปนฺโน
๕.๖.๒ กัมมวาจก = อนีย + สกัมม. = กรณียํ
ตพฺพ + สกัมม. = กาตพฺพํ
อิยมาน + สกัมม. = กริยมาโน
ต +สกัมม.
= กโต, วหิโต
๕.๖.๓ ภาววาจก = ตพฺพ + อกัมม. = ภวิตพฺพํ (นปุงสกลิงค เอกวจนะ)
อนีย + อกัมม. = ขมนียํ
(นปุงสกลิงค เอกวจนะ)
ต + อกัมม.
= หสิตํ, คตํ (นปุงสกลิงค เอกวจนะ)
๕.๖.๔ เหตุกัตต. = ณาเป + อนฺต = อาเปนฺต
เชน การาเปนฺโต
ณาเป + ตฺวา = อาเปตฺวา เชน สิกฺขาเปตฺวา
เณ + ตฺวา
= อาเอตฺวา เชน กาเรตฺวา
เณ + อนฺต
= อาเอนฺต เชน กาเรนฺโต
ณาปย + มาน = อาปยมาน เชน ปติฏาปยมาโน
๕.๖.๕ เหตุกัมม. = ณาเป + ตพฺพ = อาเปตพฺพ เชน ปาจาเปตพฺโพ
ณาเป + อิ อาคม + ต = อาปต เชน การาปตํ
เณ + อิ อาคม+ ต = อาปต เชน คาหิตํ
ณาเป+อิ อาคม+ย ปจจัย+มาน = อาปยมาน เชน ปติฏาปยมาโน
๕.๗ การเรียงกิริยาบทภาววาจก “สกฺกา”
๕.๗.๑ เรียงไวหนา ตุํ ปจจัย เชน น สกฺกา กาตุํ ฯ น สกฺกา เอเตน สทฺธึ เอก
โต ภวิตุํ
๕.๗.๒ เรียงไวหลัง ตุํ ปจจัย เชน ปาลิเลยฺยก อิโต ปฏาย ตยา คนฺตุํ น สกฺกา ฯ

๕.๗.๓ บทอนภิหิตกัตตา นิยมเรียงไวหนา ตุํ ปจจัย
๕.๗.๔ บางครั้งใชเปนบทวิกติกัตตา เมื่อมีกิริยาวามี วาเปน คุมพากย และสัมพันธเขา
กิริยานั้น ๆ เชน โลกุตฺตรธมฺโม นาม น สกฺกา โหติ ถเนตฺวา คณฺหิตุํ ฯ
๕.๘ กิริยากิตกเขาสมาส
ศัพทเหลานี้ คือ กาล เวลา าน ปจฺจย ภาว และภาวปจจัยในภาวตัทธิต
ยกเวน มตฺต และ ปุพฺพ ศัพท เมื่อตองการเขาสมาสเพื่อเชื่อมเขากับเนื้อความ มีหลัก
คือ
๕.๘.๑ แปลงตัวประธานของประโยคนั้น ๆ เปน ฉัฏฐีวิภัตติ
๕.๘.๒ นํากิริยาคุมพากยที่เปนกิริยากิตกสมาสกับศัพทเหลานี้
๕.๘.๓ ดังตัวอยางตอไปนี้
๑. สตฺถา นิสินฺโน + ขเณ = สตฺถุ นิสินฺนกฺขเณ
๒. ภิกฺขุ คามํ คโต +กาเล = ภิกฺขุโน คามํ คตกาเล
๓. ภิกฺขุนา ธมฺโม เทสิโต + เวลายํ = ภิกฺขุนา ธมฺมสฺส เทสิตเวลายํ
๔. สามเณโร โต + าเน = สามเณรสฺส ตฏาเน
๕. อิทานิ เม สุขํ ชาตํ + ภาโว = อิทานิ เม สุขสฺส ชาตภาโว
๖. ปณฺฑิโต สคฺเค นิพฺพตฺโต + ปจฺจโย = ปณฺฑิตสฺส สคฺเค นิพฺพตฺตปฺปจฺจโย
๖. โครงสรางการแปลไทยเปนมคธ
๖.๑ การเรียงตัวขยายวิภัตติเดียวกัน
ทุติยา. = ตลอด ←กะ←เฉพาะ← สิ้น ←ยัง ← ซึ่ง← สู ←ใหเปน ←วาเปน ← คําที่ถูกขยาย
ตติยา. = มี ←เพราะ ← ตาม ← อัน ←โดย ← ดวย ← คําที่ถูกขยาย
จตุตถี. = ตอ ← เพื่อ ← แก ← คําที่ถูกขยาย
ปญจมี. = เหตุ ← กวา ←จาก ← แต ←คําที่ถูกขยาย
ฉัฏฐี. = เมื่อ ← ของ ← แหง ←คําที่ถูกขยาย
สัตตมี. = ในเพราะ ←ใน ← ครั้นเมื่อ ← ที่ ←ใกล ← ใน ←คําที่ถูกขยาย
๖.๒ การเรียงวิภัตติทั้งในประโยคเดียวกัน
ปมา. ←สัตตมี. ← ฉัฏฐี. ←ปญจมี. ←จตุตถี. ←ตติยา. ←ทุติยา. ← กิริยา
โครงสรางนี้ สามารถใชไดในการแปลไทยเปนมคธในประโยคทั่ว ๆ ไป ยกเวน ประโยคแบบ
๖.๓ การเรียงกิริยา
ประธาน

กิริยาในระหวาง

กิริยาในระหวาง ← กิริยาคุมพากย

บทที่ทําหนาที่ขยายกิริยา ใหเรียงไวหนากิริยานั้น ๆ

๖.๔ การเรียงคําวิเสสนะ มีวิธีเรียง ๒ วิธีสําคัญ ๆ ดังนี้
๖.๔.๑ อนิยม

เย
เต

นิยม

๖.๔.๒ อนิยม

เย

นิยม

เต

สังขยา
สามัญ


จตฺตาโร
อารทฺธวิริยา ภิกฺขู
สามัญ

วนฺตโทสา

สังขยา

เทฺว

คํานาม

คํานาม

โยคาวจรา

๖.๕ การเรียงครบทั้งประโยค
๖.๕.๑ ประโยคกัตตุวาจก และเหตุกัตตุวาจก :
ประธานอยูหนา กิริยาอยูทาย ตัวขยาย อยูหนา ตัวที่ถูกขยาย ลดหลั่นกันไปตาม
ลําดับความสําคัญของแตละบท
๖.๕.๒ ประโยคกัมมวาจก และ เหตุกัมมวาจก :
ตัวกัตตาอยูหนา กิริยาอยูทาย ตัวขยายอยูหนาตัวที่ถูกขยายลดหลั่นกันไปตาม
ลําดับความสําคัญของแตละบท
๖.๖ โครงสรางของวาจกทั้ง ๕
๖.๖.๑ กัตตุวาจก = สยกัตตา + อวุตตกัมม + กัตตุกิริยา
เชน
ทหรา ปาลิ อุคฺคณฺหนฺติ ฯ
๖.๖.๒ กัมมวาจก = อนภิหิตกัตตา + วุตตกัมม + กัมมกิริยา
เชน
ทหเรหิ ปาลิ อุคฺคณฺหิยเต ฯ
๖.๖.๓ ภาววาจก = อนภิหิตกัตตา + ภาวกิริยา
เชน เตน ภูยเต ฯ
๖.๖.๔ เหตุกัตตุวาจก = เหตุกัตตา + การิตกัมม + อวุตตกรรม + เหตุกัตตุกิริยา
เชน เถโร ทหเร ปาลึ อุคฺคณฺหาเปติ ฯ
๖.๖.๕ เหตุกัมมวาจก = อนภิหิตกัตตา + การิตกัมม + วุตตกัมม + เหตุกัมมกิริยา
เชน เถเรน ทหเร ปาลิ อุคฺคณฺหาปยเต ฯ
๖.๗ การเรียงประโยคตั้งเอตทัคคะ ประกอบดวย ๒ ประโยค
๖.๗.๑ ประโยค ต = เอตทคฺคํ ภิกฺขเว มม + สาวกานํ + ภิกฺขูนํ (อุปาสกาน ํ) + ตน.
สาวิกานํ + ภิกฺขุนีนํ (อุปาสิกานํ) + ตน.
๖.๗.๒ ประโยค ย = ยทิทํ + ชื่อเดิม + อิติ เอตทคฺเค เปสิ ฯ
๖.๗.๓ ประโยคแบบ = สตฺถา ขุชฺชุตฺตรํ “เอตทคฺคํ ภิกฺขเว มม สาวิกานํ อุปาสิกานํ
ธมฺมกถิกานํ ยทิทํ ขุชฺชุตฺตราติ เอตทคฺเค เปสิ ฯ

๖.๘ การเรียงประโยค อนาทร และ ลักขณะ
๖.๘.๑ ประโยคอนาทร เปนประโยคที่มีเนื้อความไมเอื้อเฟอแกเนื้อความของประโยคหลัก
มี ค วามขั ด แย ง กั น กล า วคื อ ความในประโยคอนาทรเป น อย า งหนึ่ ง ความใน
ประโยคใหญเปนอีกอยางหนึ่ง
๑. อนาทรกิริยา ประกอบดวย ต อนฺต มาน ปจจัยตัวหนึ่งตัวใด และตอง
ประกอบใหลิงค วจนะ วิภัตติ เสมอกันกับบทอนาทร ซึ่งประกอบเปนฉัฏฐี
วิภัตติทั้งคู
๒. มีวิธีเรียง ๒ วิธี คือ
๒.๑ เรียงหนาประโยค = สําหรับขอความเชื่อมโยงใหตอเนื่องกัน เชน
ตสฺส วิรวนฺตสฺเสว สตฺถุ สนฺติกํ คนฺตฺวา……..ฯ
๒.๒ เรียงไวในระหวางประโยคใหญ = สําหรับขอความที่ตองการบอกให
ทราบในตอนนั้น ๆ ซึ่งแทรกผุดขึ้นมาตรงไหน ใหเรียงไวตรงนั้นเชน
สาวตฺถี กิเรโก กุฏมฺพิโก ภริยาย กาลกตาย ปพฺพชิ ฯ
๖.๘.๒ ประโยคลักขณะ เปนประโยคที่มีเนื้อความคลอยตามเนื้อความของประโยคหลัก มี
เนื้อความเนื่องเปนอันเดียวกัน กลมกลืน หรือเปนเงื่อนไขใหแกกันและกัน ใน
ลักษณะที่วา เมื่อมีเหตุการณอยางนี้เกิดขึ้นมาแลว จะตองมีเหตุการณอีกอยาง
หนึ่งเกิดตามมา
๑. ลักขณกิริยา ประกอบดวย ต อนฺต มาน ปจจัยตัวหนึ่งตัวใด มีลิงค วจนะ
วิภัตติ เสมอกันกับบทลักขณะ และประกอบเปนสัตตมีวิภัตติครั้งคู
๒. มีวิธีเรียง ๒ วิธี คือ
๒.๑ เรียงหนาประโยค เชน เทว ตยิ รชฺชํ กาเรนฺเต อรุโณ น อุฏาติ
๒.๒ เรียงไวในระหวางประโยคเชน ตุมฺเห นาม ตาทิสสฺส พุทฺธสฺส สนฺติเก
ปพฺพชิตฺวา มยิ สามคฺคึ กโรนฺเต มา วจนํ น กริตฺถ ฯ
๖.๙ การเรียงประโยคติ - ชม
ในขอความที่ผูกลาวมุงจะเนนความใหมีน้ําหนักมากกวาปกติ เชน การติ-ชม สวนมากจะยก
เอากรรมเปนตัวชูโรง คือ ยกใหเปนประธานในประโยค นั่นก็คือวา ตองแตกเปนประโยค
กรรมวาจก ในกรณีนี้ การเรียงบทอนภิหิตกัตตาตลอดถึงบทอื่นๆที่มาขยาย มีขอแตกตางกัน
คือ
การติ = บางทีเรียงบทวุตฺตกมฺม คือ บทประธานในประโยคกรรมวาจกคั่นไวในระหวาง
บทอนภิหิตกัตตา กับ บทขยาย เชน อตฺตโน อนนุจฺฉวิกํ วีตราคานํ อนุจฺฉวิกํ
วตฺถํ ปริทหิตฺวา เอวรูป ปาปกมฺมํ กโรนฺเตน ภาริยํ ตยา กตํ ฯ
การชม =บางทีเรียง บทขยายอนภิหิตกัตตา ไวหลังบทอนภิหิตกัตตา และ กิริยาคุมพากย
เชน ภทฺทนฺเต สามิ กตํ มม อาโรเจนฺเตน ฯ
บางทีก็เรียงบทอนภิหิตกัตตาไวหลังกิริยาคุมพากย เชน เตน โข ปน สมเยน
กปลวตฺถูนํ สกฺยานํ นวํ สนฺถาคารํ อจิรการิตํ โหติ อนชฺฌาวุฏปุพฺพํ สมเณน
วา พฺราหฺมเณน วา เกนจิ วา มนุสฺสภูเตน ฯ

๗. การเรียงวิกติกัตตา
๙.๑ วิกติกัตตาที่มาจากนามโดยกําหนด ไมตองเปลี่ยนรูปไปตามตัวนามที่เปนตัวที่ถูกขยาย เชน
สจฺจํ เว อมตา วาจา ฯ พุทฺโธ เม สรณํ วรํ ฯ
๙.๒ ที่เปนคุณนามแท จะตองประกอบใหมี ลิงค วจนะ และวิภตั ติ ใหเหมือนกับนามที่ไปขยาย เชน
โส ปตุ ปโย โหติ ฯ สา อภิรูปา โหติ ทสฺสนียา ฯ
๙.๓ ที่เปนนาม เชน พุทโธ วา โหตุ ราชา วา ฯ
๙.๔ ที่มาจากกิริยากิตกที่แจกวิภัตติใหมีคติเหมือนคุณนาม เชน
ปาโป ชาโตสิ ฯ ตฺวํ นฏาสิ อมฺม ฯ
๙.๕ วิกติกัตตา ถามีเพียงบทเดียว ใหเรียงไวหลังประธาน หนากิริยาวามีวาเปน เชน
สา วฺฌา อโหสิ ในบางกรณีที่ตองการจะเนนความ เรียงไวตนประโยคไดบาง เชน
ทีฆายุโก โหตุ มหาราชา ฯ
๙.๖ วิกติกัตตา ถามีตั้งแต ๒ บทขึ้นไป มีบทนามที่เปนเจาของบทเดียว ใหเรียงไวหนากิริยา ๑
บท
นอกจากนั้น ใหเรียงไวหลังกิริยานั้น ๆ เชน เอกสฺมึ หิ สมเย เวสาลี อิทฺธา โหติ ผีตา
พหุชนา อากิณฺณมนุสฺสา ฯ
๙.๗ วิกติกัตตาที่มีประธานเปนเอกวจนะ แตควบดวย จ ศัพทหรือ ป ศัพท ตัววิกติกัตตาและ
กิริยาคุมพากย ตองประกอบเปนพหุวจนะ เชน พิมฺพิสาโร เจว ปเสนฺทิโกสโล จ โสตาปนฺ
นา อเหสุํ
๙.๘ วิกติกัตตา ในประโยคกัมมวาจก และภาววาจก ตองประกอบเปนตติยาวิภัตติเทานั้น เชน
สเน มายาวินา หุตฺวา กลฺยาณชฺฌาเยน ภวิตพฺพํ ฯ อกุสิเตน ภวิตพฺพํ อารทฺธวิริเยน ฯ
๙.๑๐ วิกติกัตตา ตองประกอบดวยกิริยาที่สําเร็จมาจาก หุ ธาตุ ภู ธาตุ อสฺ ธาตุ แลุ ชา ธาตุ
๙.๑๑ วิกติกัตตา บางครั้งในานะที่เขาใจกัน ก็ทิ้งกิริยาวามีวาเปนบางก็ได เชน
อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ฯ อมฺหากํ เอส ปตฺโต อนุจฺฉวิโก ฯ
๙.๑๒ ถาบทนามที่เปนประธานมีหลายบท ตางลิงค หรือ ตางวจนะกัน บทที่เปนวิเสสนะ ก็ดี กิริยา
กิตก็กด็ ี ใหประกอบลิงค หรือวจนะ เหมือนกับนามที่อยูใกลที่สุด เชน
อาวุโส เทวทตฺเตน เอวํ อุปนิสฺสยสมฺปนฺนโน กุมารกสฺสโป จ เถรี จ นาสิตา
๑๐. การใช หุ ภู อสฺ ชา และ ปูรฺ ธาตุ ประกอบเปนกิริยา
๑๐.๑ หุ ภู อสฺ ธาตุ นิยมใชในรูปของกิริยาอาขยาตโดยมาก เชน โหติ ภวติ อตฺถิ ภวตุ โหตุ
อเหสุํ อโหสิ
๑๐.๒ หุ ธาตุ ใชในรูปของกิริยากิตก จะประกอบดวย
๑๐.๒.๑ ตฺวา ปจจัย เชน หุตฺวา
๑๐.๒.๒ อนฺต ปจจัย เชน โหนฺโต
๑๐.๒.๓ ตุํ ปจจัย เชน โหตุํ
๑๐.๓ ภู ธาตุ ประกอบดวย
๑๐.๓.๑ ต ปจจัย เชน ภูโต ภูตํ
๑๐.๓.๒ ตพฺพ ปจจัย เชน ภวิตพฺพํ

๑๐.๔

๑๐.๕
๑๐.๖

๑๐.๗

๑๐.๘
๑๐.๙

๑๐.๓.๓ มาน ปจจัย เชน ภวมาโน
๑๐.๓.๔ ตุํ ปจจัย เชน ภวิตุํ
อสฺ ธาตุ ประกอบดวย
๑๐.๔.๑ อนฺต ปจจัย เชน สนฺโต สนฺเต
๑๐.๔.๒ มาน ปจจัย เชน สมาโน
ชา ธาตุ ประกอบกับ ต ปจจัย เชน ชาโต เปนสวนมาก
กิริยาที่ประกอบขึ้นมาจาก อสฺ ธาตุ
๑๐.๖.๑ ไดแก กิริยาจําพวกนี้ คือ อสิ อตฺถ อมฺหิ อมฺเหสุ อหุ อาสิ
๑๐.๖.๒ ที่จะตองขึ้นมาเปนกิริยาคุมพากยในประโยคที่ยังไมมีกิริยาคุมพากย
๑๐.๖.๓ กิริยาเหลานี้ ใชในประโยคที่มี มัธยมบุรุษ และ อุตมบุรุษ เปนประธานเทานั้น
๑๐.๖.๔ กิริยาเหลานี้ จะไมนิยมวางไวโดด ๆ ในขอความทั่วไป (เวนในคาถา บางกรณี)
ตองนําไปสนธิเขากับบทนามอื่น ๆ ตามสมควร จะทําใหประโยคสละสลวยยิ่งขึ้น
เชน
กุโต อาคโตสิ ภนฺเต ฯ = อาคโต + อสิ
กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนา ฯ = นุ + อตฺถ
นาสิตมฺหิ ตยา ฯ = (อิตฺ.) นาสิตา + อมฺหิ
นาสิโตมฺหิ ตยา ฯ = (ปุํ.) นาสิโต + อมฺหิ
นฏมฺหาวุโส ฯ = (พหุ.) นฏา + อมฺห + อาวุโส
๑๐.๖.๕ จะนิยมรัสสะ อา เปน อ ทั้งที่เปน อิตถีลิงค และ พหุวจนะ
ปูรฺ ธาตุ มีอํานาจหักฉัฏฐีวิภัตติ เปน ตติยาวิภัตติ ศัพทที่สัมพันธเขากับ ปูรฺ ธาตุ จะตอง
ประกอบเปน ฉัฏฐีวิภัตติ ออกสําเนียงแปลวา ดวย และวางไวหนากิริยานั้น ๆ
ภาชนํ อุทกสฺส ปูเรสิ ฯ สา อุกฺขลิ โธวิตาป ภตฺตสฺส ปูเรสิเยว ฯ
ศัพทที่นําดวยสระ เชน อป เอว อตฺถิ มักนิยมสนธิกับศัพทอื่นที่ใกล ๆ เชน
ปุริโสป ภตฺตํเยว นิจฺจเมว ปริภุฺชติ ฯ ปุตฺโต เม นตฺถิ ฯ (น + อตฺถิ ฯ)
การใช อา อี อู การันต
๑๐.๙.๑ อา อี อู การันตที่เปนปุงลิงค เวลาเขาสมาสกับศัพทอื่น ตองรัสสะ เชน
เสฏี + ปุตฺโต = เสฏปุตฺโต
วิฺู + ภาวํ = วิฺุภาวํ
อาคตา + อมฺห = อาคตมฺห
๑๐.๙.๒ อา อี อู การันต ที่เปนอิตถีลิงค เวลาเขาสมาส ไมตองรัสสะ เชน
ภิกฺขุนี + อุปสฺสยํ = ภิกฺขุนีอุปสฺสยํ
คพฺภินี + ภาวํ = คพฺภินีภาวํ
พาราณสี + ราชา = พาราณสีราชา
อฏวี + มุเข
= อฏวีมุเข
นารี + ภาโว
= นารีภาโว
กรุณา + ภาโว = กรุณาภาโว
วธู + ภาโว
= วธูภาโว

๑๑. การเรียงวิกติกัมม (ใหเปน) และ สัมภาวน (วาเปน)
๑๑.๑ การเรียงวิกติกัมม
๑๑.๑.๑ นิยมสัมพันธเขากับกิริยาวา “กระทํา” บาง เชน ตํ ชามาตรํ อกาสิ ฯ
๑๑.๑๒ นิยมสัมพันธเขากับกิริยาวา “ประพฤติ” บาง เชน ธมฺมํ จเร สุจริตํ ฯ
๑๑.๒ การเรียงสัมภาวน
๑๑.๒.๑ นิยมสัมพันธเขากับกิริยาวา “ถึง” บาง เชน พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ฯ
๑๑.๒.๒ นิยมสัมพันธเขากับกิริยาวา “กลาว” บาง เชน ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ฯ
๑๑.๓ ในประโยคกัตตุวาจก จะประกอบเปน ทุติยาวิภัตติ ใหเรียงไวหลัง อวุตตกัมม (ซึ่ง) หนา
กิริยานั้น ๆ เชน
เอวํ สนฺเตป ธุรํ อนิกฺขิปตฺวา เมธาวี ปุคฺคโล ตํ กิจฺจํ วุตฺตนเยเนว อุชุํ กมฺมนียํ กโร
ติฯ
สตฺถา กุฏมฺพิกํ โลกุตฺตรธนสฺส สามิกํ อกาสิ ฯ
๑๑.๔ ในประโยคกัมมวาจก ประกอบเปน ปมาวิภัตติ ใหเรียงไวหลัง วุตตกัมม (อ.) และหนา
กิริยานั้น ๆ เชน
อิทํ อฏนํ นครํ กตํ ฯ
น จ อิทาเนว มยา กาณา วจนการิกา กตา ปุพฺเพป กตาเยว ฯ
สตฺถารา กุฏมิ ฺพิโก โลกิยธนสฺส สามิโก กโต ฯ
๑๒. การเรียงบทกาลสัตตมี
๑๒.๑ กาลสัตตมี ที่เปนนามก็ดี นิบาตก็ดี เมื่อบอกกาลครอบคลุมทั้งประโยค หรือบอกกาลที่ใหญสุด
มีวิธีเรียง ๒ วิธี
๑๒.๑.๑ เรียงไวตนประโยค เชน ตสฺมึ สมเย กามาวจรํ กุสลํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯ
๑๒.๑.๒ เรียงไวเปนที่ ๒ ของประโยคเชน สตฺถา อาสาฬฺหปุณฺณมีทิวเส อนฺโต ปาวิสิ ฯ
(การเรียงลักษณะที่นี้ นิยมเฉพาะที่เปนนามเทานั้น แตที่เปนนิบาตไมนิยม)
๑๒.๒ ถาบอกกาลเปนตอนๆ บอกกาลตอนไหนหรือเขากับบทไหน ก็ใหเรียงไวหนาบทนั้น ๆ เชน
อถ นํ ทหรกาเล คนฺตวฺ า ปรุฬฺหเกสมสฺสุกาเล อาคตตฺตา น โกจิ สฺชานิ ฯ
๑๒.๓ ถากาลสัตตมี ที่เปนนาม และ นิบาต มารวมกันในประโยคเดียวกัน เรียงนิบาติไวหนา เชน
อถ เนสํ อปรภาเค มาตาปตโร กาลมกํสุ ฯ
๑๒.๔ ถากาลสัตตมี มารวมกันหลายบท ใหเรียงกาลสัตตมีที่มีระยะเวลาใหญกวา ไวหนา กาลยอย
เชน ตํ ทิวสํ ภควา พลวปจฺจูสสมเย มหากรุณาสมาปตฺติโก วุฏาย อุปนิสฺสยํ อทฺทส ฯ
โส กิร เอกทิวสํ ปุพฺพณฺหสมเย ธนุํ อาทาย …….ฯ
๑๒.๕ การใช คําวา เสฺว และ ปุนทิวเส
๑๒.๕.๑ คําวา เสฺว ในวันพรุงนี้ ใชสําหรับอนาคต ที่ยังมาไมถึงอยางเดียว
๑๒.๕.๒ คําวา ปุนทิวเส ในวันรุงขึ้น ใชสําหรับเนื้อความที่กลาวมาในอดีตกาล
๑๒.๖ การใช สมย ศัพท ในพระไตรปฎก มีขอตางกันคือ
๑๒.๖.๑ ในพระวินัย ใชเปนตติยาวิภัตติ เชน เตน สมเยน สตฺถา………
๑๒.๖.๒ ในพระสูตร ใชเปนทุติยาวิภัตติ เชน ตํ สมยํ สตฺถา……..

๑๒.๖.๓ ในพระอภิธรรม ใชเปนสัตตมีวิภัตติ เชน ตสฺมึ สมเย สตฺถา …….
๑๒.๖.๔ ในธรรมบท ใชไดทั่วไปทุกวิภัตติ
๑๓. การเรียง เต เม โว โน
๑๓.๑ สัพพนามทั้ง ๔ ตัวนี้ นิยมเรียงไวเปนที่ ๒ ของประโยคเทานั้น จะเรียงในตําแหนงอื่น
มิได
๑๓.๒ ตัวอยาง เชน
ปตฺตจีวรนฺเต อตฺถิ ฯ
ปุตฺโต เม อตฺถิ ฯ
โจโร โว คหิโต ฯ
อุปชฺฌาโย โน ภนฺเต โหหิ ฯ
๑๓.๓ โว โน เนสํ ที่เปนนิทธารณะ มีวิธีเรียง ดังนี้
๑๓.๓.๑ ถามีบทนามอื่นนําหนาอยูแลว ใหเรียงธรรมดา คือ เปนที่ ๒ ของประโยค เชน
ยํ โย รุจฺจติ, ตํ กเรยฺยาถ ฯ สเจ ปน โว เอโกป อปฺปมตฺโต อภวิสฺส ฯ
๑๓.๓.๒ ถาไมมีบทนามอื่นมานําหนา ใหเรียงหลังบทที่เปนนิทธารณียะ เชน
โก นีธ กนฺทตํ พาลฺยตโร ฯ นีธ = โน + อิธ
เอโกป จ เนสํ อปฺปมาทํ นาปชฺชิ ฯ
๑๓.๓.๓ แตโดยทั่วไป นิยมเรียง นิทธารณะ ไวหนา นิทธารณีย เชน เตสุ ตีสุ ราชกุมาเร
สุ ปเสนฺทิกุมาโร สิปฺป ทสฺเสตฺวา ปสนฺเน ปตรา รชฺเช อภิสิตฺโต
อมฺเหสุ โย ปมํ อมตํ อธิคจฺฉติ, โส อาโรเจตุ ฯ
๑๔. การใชสํานวนบาลีกับสํานวนไทย
๑๔.๑ สํานวนวา “แสดง” มี ๒ ลักษณะ คือ
๑๔.๑.๑ ถาแสดงสิ่งที่เปนรูปธรรม ใช ทสฺเสติ
๑๔.๑.๒ ถาแสดงสิ่งที่เปนนามธรรม ใช เทเสติ หรือ ทีเปติ
๑๔.๒ สํานวนวา “สงไป” หรือ “ใชไป” มี ๓ ลักษณะ คือ
๑๔.๒.๑ ถาสงคนหรือสิ่งของไป จากที่แหงหนึ่งไปอีกแหงหนึ่ง ซึ่งอยูไกล ใช ป บทหนา
หิ ธาตุ หรือ ปส ธาตุ เชน ปหิณิ เปเสสิ เปสยึสุ ฯ
๑๔.๒.๒ ถาสงของใหกันในที่ใกลพอยื่นใหกันได เชน สามีสงบุตรใหมารดา ใหใช ทา
ธาตุ เชน สามิโก ภริยาย หตฺเถ ปุตฺตํ อทาสิ ฯ
๑๔.๒.๓ ถาสงไปแบบมีเกียรติยศ หรือ ดวยความเอื้อเฟอของเจาพื้นที่ ใช อุ บทหนา
ยุช ธาตุ เชน อุยฺโยเชสิ อุยฺโยเชตฺวา
๑๔.๓ สํานวนวา “อยู” ในภาษาบาลี มี ๒ ลักษณะ คือ
๑๔.๓.๑ ถาคนอยู สัตวอยู ใช วิ บทหนา หรฺ ธาตุ หรือ วสฺ ธาตุ เชน วิหรติ วสติ
๑๔.๓.๒ ถาเปนสิ่งของที่ไมมีวิญญาณ เชน แกวแหวน เงินทอง เปนตน อยูในหีบ กลอง
หอง ใช า ธาตุ เชน ติฏติ และ หุ ธาตุ เชน โหติ
๑๔.๔ สํานวนวา “นํา” มี ๒ ลักษณะ คือ
๑๔.๔.๑ ถานําสิ่งที่มีชีวิตไปหรือนํามา ใช นี ธาตุ เชน เนติ นําไป หรือ อาเนติ นํามา
๑๔.๔.๒ ถานําสิ่งที่ไมมีชีวิตไปหรือนํามา ใช หรฺ ธาตุ เชน หรติ นําไป หรือ อาหรติ นํามา

๑๔.๕ สํานวนวา “พรอมกัน” = เอกปฺปหาเรน เชน
๑๔.๕.๑ นั่งพรอมกัน
= เอกปฺปหาเรน นีสีทิตฺวา, นิสีทติ, นิสีทึสุ
๑๔.๕.๒ ไปพรอมกัน = เอกปฺปหาเรน คนฺตฺวา, คจฺฉติ, คมึสุ, คโต
๑๔.๕.๓ ฉันพรอมกัน = เอกปฺปหาเรน ปริภุชฺ ิตฺวา, ปริภุฺชติ, ปริภุฺชึสุ
๑๔.๖ สํานวนวา “รวมกัน” = เอกโต เชน
๑๔.๖.๑ นั่งรวมกัน
= เอกโต นิสีทิตฺวา……..
๑๔.๖.๒ ไปรวมกัน
= เอกโต คนฺตฺวา………
๑๔.๖.๓ ฉันรวมกัน
= เอกโต ปริภุฺชิตฺวา…..
๑๔.๖.๔ รวมกันเปน ๘ คนบาง ๑๐ คนบาง = อฏป ทสป เอกโต หุตฺวา
๑๔.๗ สํานวนวา “เขาแลนเรือไปออกทะเล”
บาลีวา โส นาวาย สมุทฺทํ ปกฺขนฺทิ ฯ
๑๔.๘ สํานวนวา “มารดาบิดา ยอมเลี้ยงดูธิดาประคบประหงมอวัยวะทุกสวน”
บาลีวา มาตาปตโร ธีตรํ องฺคปฺปจฺจงฺคานิ สณฺเปตฺวา โปเสนฺติ ฯ
๑๔.๙. สํานวนวา “ตีกลองปาวประกาศ”
บาลีวา เภริฺจาราเปสิ
๑๔.๑๐ สํานวนวา “มารดามอบฉันไวในความรับิดชอบของทานทั้งหลาย”
บาลีวา มาตา มํ ตุมฺหากํ หตฺเถ เปสิ ฯ

สวนที่สอง
ขอควรสังเกตเกี่ยวกับการแปลไทยเปนมคธ
๑. ความนํา
การเรียงความหรือการกลับภาษาไทยเปนภาษาบาลี เหมือนกับภาพยนตร ภาพยนตรที่เราดูเราชม
นั้น เริ่มแรกตองมีการแนะนําบอกวาใครเปนผูแสดงนํา ใครเปนพระเอก ใครเปนนางเอก เปนตน
การแปลไทยเปนมคธก็เชนกัน ไมวาปญหานั้นจะตัดตอนมาจากไหน (ซึ่งเปนลักษณะการออก
ปญหาของการศึกษาภาษาบาลี ) การตอบปญหาจึงมีขอกําหนดดังนี้
๑. ในประโยคแรก ๆ โดยเฉพาะ ๒ ประโยคแรก จะตองระบุตัวนามที่เปนผูแสดง ในประโยคนั้น ๆ
ใหชัดเจนวา ใครเปนใคร ที่เปนตัวดําเนินเรื่องอยู พรอมกิริยาคุมพากยดวย
๒. ถาเปนสรรพนามที่ใชแทนบุคคล สัตว สิ่งของ ตองระบุบุคคล สัตว สิ่งของที่ใชแทนนั้นไวใน
วงเล็บ ( ) และใหมีลิงควจนะ วิภัตติ เหมือนกับสรรพนามนั้น ๆ ตัวอยาง เชน
อถสฺส (ราชภฏสฺส ) ปุริสา “ มณิรตนํ สามิ โจเรหิ คหิตนฺติ อาโรเจสุํ ฯ โส (ราชภโฎ) “ คามทฺ
วาเรสุ อารกฺขํ เปตฺวา อนฺโตคามโต นิกฺขมนฺเต อาห ฯ ( ธ.อ. ๖/๑๒ เรื่อง มหากาลอุปาสก )
๓. ในกรณีที่ตองวงเล็บ ( ) ตัวนามไวในตอนเริ่มตนเนื้อเรื่องนั้น ถามีนิบาตหรือนามอื่นใดที่มี
หลักการเรียงเปนตัวที่ ๒ ของประโยค นามในวงเล็บก็ตองเรียงถัดจากนิบาตหรือนามนั้น ๆ ขอสําคัญอยา
วางตัวนามที่วงเล็บนั้นไวเปนที่สองของประโยคในขณะที่มีนิบาตหรือนามอื่นใด ที่มีกฏการเรียงไวเปนที่ ๒
ของประโยคอยูดวย ตัวอยางเชน
ก. โส กิร ( สุปฺปพุทฺโธ ) “อยํ มม ธีตรํ ฉฑฺเฑตฺวา นิกฺขนฺโต มม ปุตฺตํ ปพฺพาเชตฺวา ตสฺส
เวริฏาเน ิโต จาติ อิเมหิ ทฺวีหิ การเณหิ สตฺถริ อาฆาตํ พนฺธิตฺวา เอกทิวสํ “นทานิสฺส นิมนฺตนฏ
านํ คนฺตฺวา ภุฺชิตํุ ทสฺสามีติ คมนมคฺคํ ปทหิตฺวา อนฺตรวีถิยํ สุรํ ปวนฺโต นิสีทิ ฯ (ธ.อ. 5/41) อยางนี้
ถูก
ข. โส (สุปฺปพุทฺโธ) กิร “อยํ มม………นิสีทิ ฯ อยางนี้ ถือวา ผิดหลัก เพราะเทากับวา กิร
ศัพทนั้นวางเปนตัวที่ ๓ ของประโยค
๒. ความตอเนื่องของเนื้อเรื่อง
ในเรื่องนี้ ตองสําเหนียกไวใหมาก เพราะเปนความกลมกลืนของเนื้อหา ที่ตอเนื่องกันอยู ซึ่ง
เนื้อความทอนหนากับทอนหลังตองรับกัน คือ ไมขัดแยงกัน ตัวอยาง เชน

อิตโรป ( มนุสฺโส ) ปาโตว ยานกํ โยเชตฺวา ปายาสิ ฯ อถสฺส ยานกํ โสเธนฺตา อตฺตนา ิตํ
มณิรตนํ ทิสฺวา สนฺตชฺเชตฺวา “ ตฺวํ มณึ คเหตฺวา ปลายสีติ โปเถตฺวา “ คหิโต โน สามิ โจโรติ คามโภชกสฺส
ทสฺเสสุํ ฯ ( ธ .อ. ๖/๑๒ เรื่อง มหากาลอุบาสก )

ความสัมพันธกันของเนื้อความสองทอนนี้ คือ ระหวาง อิตโรป กัป อสฺส ที่ อถสฺส ที่ตองรับกันคือ
เปนเอกวจนะเหมือนกัน เพราะเปนการบงถึงบุคคลเดียวกัน ถาแตงเปนอยางนี้ คือ อปเรป ปาโตว ยานกํ
โยเชตฺวา ปาเยสุํ ฯ อถสฺส ฯลฯ คามโภชกสฺส ทสฺเสสุํ ฯ
เชนนี้ ถือวาเปนความขัดแยงระหวางเนื้อความทั้งสอง คือ เนื้อความทอนหนาเปนพหุจจนะ คือ
อปเรป แตเนื้อความทอนหลังกลับเปนเอกวจนะ คือ อสฺส ซึ่งทําใหผิดเนื้อความเปนคนละเรื่องกัน ทั้งที่ใน
เนื้อเรื่องนั้น หมายถึงบุคคลคนเดียวกัน หรือ กลุมคนเดียว แตถาแตงเปน “ อถ เนสํ” ในประโยคหลังก็ยัง
พออนุโลมไดบาง เพราะในเนื้อเรื่องนั้น เกวียนหรือยานนั้น เปนของสองสามีภรรยา คือใหเปนพหุวจนะ แตที่
ไมควรลืมคือ เนื้อความของเรื่องตั้งแตตน พูดถึงเรื่องอะไร ใคร มีกี่คน
๓. การเปลี่ยนวาจก
การเปลี่ยนวาจกเปนสิ่งที่สามารถกระทําไดในการแปลไทยเปนมคธ สิ่งที่ไมควรลืม คือ ตําแหนงของ
แตละบท ของนามและกิริยา ตองเปนไปตามหลักเกณฑทางไวยากรณ และที่สําคัญ คือ กิริยา ในประโยคที่
จะแปลงนั้น เปนกาลอะไร เปนอดีต ปจจุบัน หรือ อนาคต ตองรักษารูปกาลเอาไว ตัวอยาง เชน
“ ภฏกสฺส วต เม เคเห นิวาสํ ทตฺวา ภตฺตํ ทินฺนํ” ( ธ.อ. ๖/๑๒ เรื่องมหากาลอุบาสก )
ความตอเนื่องของเรื่องก็คือ พูดถึงเรื่องที่ผานมาแลว หรือ เหตุการณที่ผานมาแลว ( อดีต ) กลับมา
เลาทบทวนความหลัง หรือ ทวงบุญคุณ ถาจําแบบไมได จะแปลงเปนประโยคกัตตุวาจก ( ซึ่งเปนประโยค
ถนัด) ก็ได แตตองรักษารูปประโยคของเขาไวใหถูกกาลและโครงสรางของวาจกนั้นดวย โดยเฉพาะอยางยิ่ง
ลงวิภัตติ อาขยาต ใหถูกกับตัวประธาน ประโยคขางตนอาจแปลงไดเปนวา
“ ภฏโก วตาหํ เคเห นิวาสํ ทตฺวา ภตฺตํ เทสึ”
ปญหาที่พบบอย ๆ ที่มักแตงผิดเปนอาจิณอยูที่ กิริยาคุมพากษ คือ เทสึ มักใช วิภัตติ อาขยาต
หมวดถนัด คือ วัตตมานา เปน เทมิ ซึ่งก็ทําใหเนื้อความคลาดเคลื่อน เพราะเปน อดีตกาล แตกลับแตงเปน
ปจจุบันกาล ซึ่งผิดความมุงหมายในที่นั้น ๆ
๔. การใช ต สัพพนาม
๑. ต สัพพนาม ที่ประกอบวิภัตตินาม ตั้งแต ทุติยาวิภัตติ ถึง สัตตมีวิภัตติ ถาวางเปนตัวที่ ๒ ของ
ประโยค นิยมที่จะเปลี่ยนรูปตัวเอง หรือ ใชอีกรูปแบบของ ต ศัพท เชน
ตํ
จะนิยมใช
นํ

เตน

อเนน
ตสฺส

อสฺส
เตสํ

เนสํ
ตสฺมา

อสฺมา
ตมฺหา

อมฺหา
ตสฺมึ

อสฺมึ
๒. ต ศัพท เฉพาะจตุตถีวิภัตติหรือฉัฏฐีวิภัตติ ที่ แปลงเปน อสฺส นั้นจะวางไวโดด ๆ ไมได ตอง
นําไปสนธิกับศัพทที่อยูขางหนาเสมอ
๓. ถามาคูกับ อถ ศัพท ไมวาจะสัมพันธเขากับตัวไหนในประโยคก็ตาม ตองเรียงคูกับ อถ
ศัพทนั้นเสมอ จะไดรูปเปนดังนี้ “อถสฺส” “อถสฺสา”
๔. ต ศัพทและ สพฺพ ศัพท มาคูกันในประโยคเดียวกัน นิยมเรียง ต ศัพทไวหนา สพฺพ ศัพท
เชน ตา สพฺพาป อิตฺถี ฯเปฯ ฯ เต สพฺเพ ชนา กมฺมํ กโรนฺติ ฯ
ก) ทุติยาวิภัตติ
๑. อถ นํ (ธมฺมกถิกํ) เอกสฺมึ วิหาเร ทหรสามเณรา ธมฺมกถิกปฺเปเมน ภนฺเต อิธ วสฺส ํ อุเปตา
ติ วทึสุ ฯ ( ธ.อ. ๖/๖ อุปนันทศากยบุตร )
๒. คณฺหถ นํ ปาปปุริสํ - ( ธ.อ. ๖/๑๗ -เรื่อง มหากาลอุบาสก )
ข) จตุตฺถีวิภัตติ
๑. อถสฺสา (เปสการธีตุยา) เอตทโหสิ “ปตา มํ ตสเร อนาหริยมาเน โปเถยฺยป ปหเรยฺยป,…...
ปจฺฉา ธมฺมํ โสสฺสามีติ ปเก นิสีทิตฺวา ตสรํ วฏเฏสิ ฯ ( ธ.อ. ๖/๔๐ เรื่อง ธิดาชางหูก )
๒. เอวํ กิรสฺส (สตฺถุโน) อโหสิ “เอสา เอตฺโตว คจฺฉมานา ปุถุชฺชนกาลกิริยํ กตฺวา อนิยตคติ
กา ภวิสฺสติ, มม สนติกํ อาคนฺตวา คจฺฉมานา ปน โสตาปตติผลํ ปตฺวา นิยตคติกา หุตวา ตุสิต
วิมาเน นิพฺพตฺติสฺสตีติ ฯ (ธ.อ. ๖/๔๑ เปสการธีตา )
๓. อถสฺสา (เปสการธีตุยา) สตฺถา “มยา ปุจฺฉิตปฺโหเยว ตยา วิสฺสชฺชิโตติ จตุตฺถํ สาธุการํ
ทตฺวา ปริสํ อามนฺเตตฺวา “เอตฺตกํ นาม ตุมเห อิมาย กถิตํ น ชานาถ, เกวลํ อุชฺฌายเถว, เยสฺหิ ปฺ
าจกฺขุ นตฺถิ, เต อนฺธาเยว, เยสํ ปฺาจกฺขุ อตฺถิ, เตเยว จกฺขุมนฺโตติ วตฺวา อิมํ คาถมาห
อนฺธภูโต อยํ โลโก
ตนุเกตฺถ วิปสฺสติ
สกุโณ ชาลมุตฺโตว
อปฺโป สคฺคาย คจฺฉตีติ
(ธ.อ. ๖/๔๓ เปสการธีตา )
ค) ฉฏฐีวิภัตติ
๑. อถสฺสา (อิตฺถิยา) น จิรสฺเสว กุจฺฉิสฺมึ คพฺโภ ปติฏหิ ฯ สา ปนสฺส (ปุตฺตสฺส) ปติฏิตภาวํ
อชานิตฺวา ว สามิกํ อาราเธตฺวา ปพฺพชฺชํ ยาจิ ฯ ( ธ.อ. ๖/๑๑ เรื่อง กุมารกัสสปเถรมาตา )

๕. วัตตมานา : ความจริงตลอดกาล ( ทุกยุคทุกสมัย )
วิภัตติหมวดวัตตมานา มีขอบงใชที่พิเศษ นอกจากแสดงถึงเหตุการณที่เกิดขึ้นในปจจุบันแลว ยังใช
ประกอบกิริยาที่แสดงถึงขอเท็จจริง ที่เกิดขึ้นเหมือนกันทั้งในอดีต ปจจุบัน และ อนาคต ไมวาเหตุการณนั้น ๆ
จะเกิดขึ้นเมื่อใดก็ตาม ก็ตองเปนเชนนั้น ตัวอยาง เชน
๑. อภิสมาจาริกวตฺตํ หิ ปูเรนฺโตว อริยผลาทีนิ สจฺฉิกโรติ ฯ (ธ.อ ๖/๒๖ อัตตทัตถเถระ )
๒. เปตฺวา กิร สมฺมาสมฺพุทธํ อฺโ สารีปุตฺตตฺเถรสฺส ปฺํ ปาปุณิตุํ สมตฺโถ นาม นตฺถิ ฯ
( ธ.อ. ๖/๔๓ ยมก )
๓. พุทฺธานํ กิร ปทเจติยํ อิทํ อสุโก นาม ปสฺสตูติ อธิฏหิตฺวา อกฺกนฺตฏาเนเยว ปฺายติ ฯ
เสสฏาเน ตํ ปสฺสนฺโต นาม นตฺถิ ฯ ( ธ.อ. ๖/๖๒ เรื่อง มารธีตา)
๔. ตํ ทิวสํ สตฺถา จงฺกมิตฺวา ปาฏิหาริยํ กโรนฺโต อนฺตรนฺตรา มหาชนสฺส ธมฺมกถํ กเถสิ,
กเถนฺโต จ ชนํ นิรสฺสาสํ อกตฺวา อสฺสาสตรํ เทติ ฯ (ธ.อ. ๖/๘๑ : ยมก)
๕. อุชุโต ปน ติโยชนสตายาเม อาวฏฏโต นวโยชนสตปฺปมาเณ มชฺฌิมเทสฏาเน อุปฺปชฺชติ ;
อุปฺปชฺชนฺโต จ น ยสฺมึ วา ตสฺมึ วา กุเล อุปฺปชฺชติ, ขตฺติยมหาสาลพฺราหฺมณมหาสาลกุลานํ อฺ
ตรสฺมึเยว อุปฺปชฺชติ ฯ (ธ.อ. ๖/๑๑๒ อานนฺทตฺเถรสฺส ปฺหวตฺถุ)
๖. กิฺจาป หิ อนมตคฺเค สํสาเร ชายา วา ปติ วา อภูตปุพฺโพ นาม นตฺถิ ฯ (ธ.อ. ๕/๓๘
ตโยชนวตฺถุ)
๖. คาถาและแกอรรถ
ตามมติของแมกองบาลีสนามหลวง หลักสูตรวิชาแปลไทยเปนมคธใหเพิ่มคาถาและแกอรรถเขามา
เปนหลักสูตร เพราะฉะนั้น การเรียนวิชา แปลไทยเปนมคธ ในระดับชั้นประโยค ป.ธ.๔,๕,๖,๗ จึงตองทอง
คาถาที่เปนพุทธพจนที่สําคัญ วัตถุประสงค คือ
๑. เพื่อเปนประโยชนในการสอบอยางหนึ่ง
๒. ทําใหมีความรูและจําคาถาพุทธพจนได
๓. สามารถทรงจําพุทธพจนที่เปนคาถานี้ได สามารถใชเปนประโยชนในการเทศนาสั่งสอน
เปนประโยชนในการเผยแพรพุทธธรรมสืบตอไป
ในสวนของแกอรรถ ก็คือ การอธิบายความและศัพทในคาถาพุทธพจนนั้น ๆ เปนหลัก ใหมคี วาม
กระจางชัดยิ่งขึ้น อธิบายในสวนเขายากใหงายขึ้นซึ่งเปนงานของอรรถกถาจารยทั้งหลาย ความยากในการ
แตงแกอรรถในกรณีที่จําแบบไมได ก็คือ
๑) ไมไดศัพทหรือรูศัพทที่มีความหมายเหมือนกันหรือใกลเคียงกัน แตมีรูปศัพทตางกัน
๒) ไมรูจักวิธีพลิกแพลงในการใชความรูไวยากรณมาใชในการประกอบศัพท (นอกเหนือจาก
ความจํา)
วิธีการที่พอเปนขอกําหนดในการแตงแกอรรถงาย ๆ ที่จะเสนอใหนี้ นาจะแกปญหาไดในระดับ
หนึ่งคือ

๑) การประกอบศัพทอธิบายความของศัพทหรือบท ที่อยูในคาถานั้น นอกจากจะใชคําศัพทหรือ
ธาตุที่มีความหมายเหมือนกันแลว ตองประกอบดวยวิภัตติ วจนะ ลิงค เหมือนกับบทตั้ง หรือบทที่มาจาก
คาถา เชน
ตตฺถ หีนํ ธมฺมนฺติ ปฺจกามคุณธมฺมํ ฯ (ธ.อ. ๖/๒๙ ทหรภิกษุ)
๒) ถาบทตั้งนั้น เปนกิริยาคุมพากยที่ประกอบดวยวิภัตติอาขยาตทั้ง ๘ หมวดตัวใดตัวหนึ่งของ
หมวดหนึ่งหมวดใด กิริยาศัพทจะนํามาอธิบายกิริยาคุมพากยที่เปนบทตั้งนั้น ก็ตองประกอบดวยวิภัตติหมวด
นั้น ๆ ดวย คือ จะตองมีกาล บท วจนะ บุรุษ วาจก เหมือนกัน แตธาตุและปจจัยอาจแตกตางกัน แตมี
ความหมายเดียวกัน อาจจําเปนสูตรงาย ๆ วา
“บทที่อยูในคาถาประกอบดวยวิภัตติหมวดใด ในอรรถกถาก็ประกอบดวยวิภัตติหมวดนั้น”
ตัวอยาง เชน
๑. น เสเวยฺยาติ มิจฺฉาทิฏฐึ น คณฺเหยฺย ฯ (ธ.อ. ๖/๓๐ ทหรภิกษุ)
๒. ตตฺถ อภิตฺถเรถาติ ตุริตตุริตํ สีฆสีฆํ กเรยฺยาติ อตฺโถ ฯ (ธ.อ. ๕/๔ จูเฬกสาฏก)
๓. เอวํ ชายมาโน จ ยตฺถ โส ชายติ ธีโร อุตฺตมปฺโ สมฺมาสมฺพุทฺโธ, ตํ กุลํ สุขเมธติ
สุขปฺปตฺตเมว โหตีติ ฯ (๖/๑๑๓ อานนฺทตฺเถรสฺส ปฺหวตฺถุ)
๓) ถาบทตั้ง เปนกิริยากิตก คือ ประกอบดวย ต อนฺต มาน และตูนาทิ ปจจัย บทที่มาขยายความ
ที่ตองประกอบดวยปจจัยเหลานี้ ก็เชนเดียวกัน โดยเฉพาะ ต อนฺต มาน ปจจัย ก็ตองประกอบใหมีลิงค
วจนะ และวิภัตติเสมอกับบทตั้งดวย เชน
๑. ปูชารเห ปูชยโตติ อภิวาทนาทีหิ จ จตูหิ ปจฺจเยหิ ปูเชนฺตสฺส ฯ (ธ.อ. ๖/๑๑๖
เจดียทอง) บทตั้งประกอบดวย อนฺต ปจจัย
๒. ตณฺหกฺขยรโตติ อรหตฺเต เจว นิพฺพาเน จ อภิรโต โหติ ตํ ปฏยมาโน วิหรติ
ฯ (ธ.อ. ๖/๑๐๕ อนภิรตภิกฺขุ) บทตั้งประกอบดวย ต ปจจัย สวน โหติ ที่ใสเขามาดวยเพราะในคาถามี โห
ติ คือ ตณฺหกฺขยรโต โหติ และ ตํ ปฏยมาโน วิหรติ นั้นเปนความขยายทั้งหมด
๓. สทตฺถปฺปสุโต สิยาติ ตสฺมึ สเก อตฺเถ อุยฺยุตฺตปฺปยุตฺโต ภเวยฺยาติ ฯ (ธ.อ. ๖/๒๗
อตฺตทตฺถตฺเถร)
๔) บทตั้งที่เปนประธานในคาถา หรือ แกบทประธานซึ่งในการแปลนิยมแปลเขา โดยแปล “อิติ”
วา “ชื่อวา” (สัญญาโชตกะ เขากับบทตั้ง) นั้น บทที่มาขยายความบทนั้น ๆ ตองมีความหมายใกลเคียงหรือ
เหมือนกัน มีลิงค วจนะ วิภัตติ เหมือนกัน เชน
๑. สมฺมาสมฺพุทฺธสาวโกติ สมฺมาสมฺพุทฺเธน เทสิตสฺส ธมฺมสฺส สวนนฺเต ชาโต
โยคาวจโร ภิกฺขูติ ฯ (ธ.อ. ๖/๑๐๕ อนภิรตภิกฺขุ)
๒. สามคฺคีติ สมจิตฺตตา ฯ (ธ.อ. ๖/๑๑๔ สมฺพหุลภิกขุ)
๓. อุปสมฺปทาติ นิกฺขมนโต ปฏาย ยาว อรหตฺตมคฺคา กุสลสฺส อุปฺปาทนฺเจว อุปฺปาทิตสฺส
จ ภาวนา ฯ (ธ.อ. ๖/๑๐ อานนฺทปฺหา)

๔. มตฺตฺุตาติ มตฺตฺุภาโว ปมาณชานนํ ฯ (ธ.อ. ๖/๑๐๒ อานนฺทปฺหา)
๕) บทวิเคราะห คือการวิเคราะหบทใดบทหนึ่ง เปนการตั้งวิเคราะหศัพทนั้น ๆ หรือบทนั้น ๆ
ตองจําไวอยางหนึ่ง ก็คือวา
“ศัพททุกศัพทที่อยูในบทปลง (หรือบทสําเร็จ) จะตองมีอยูในรูปวิเคราะหนั้น ๆ ดวย แต
ศัพททุกศัพทที่อยูในรูป วิเคราะห ไมจําเปนตองอยูในบทปลงทั้งหมด” เชน
๑. ธีโร จ สุขสํวาโสติ เอตฺถ “สุโข สํวาโส เอเตนาติ สุขสํวาโส,
ปณฺฑิเตน สทฺธึ
เอกฏาเน วาโส สุโขติ อตฺโถ ฯ (ธ.อ. ๖/๑๓๗ สกฺก)
๒. ตตฺถ “อนฺโต อุปฺปนฺน ํ อกุสลวิตกฺกํ หิริยา นิเสเธตีติ หิรินิเสโธ ฯ ( ธ.อ. ๕/๗๗ ปโล
ติกตฺเถร)
๓. โย นิทฺทนฺติ โย อปฺปมตฺโต สมณธมฺมํ กโรนฺโต อตฺตโน อุปฺปนฺนํ นิทฺทํ อปหรนฺโต
พุชฺฌตีติ อปโพเธติ ฯ (ธ.อ. ๕/๗๘ ปโลติกตฺเถร)
๖) การแกอรรถ ก็คือ การทําสิ่งที่ยากใหงายขึ้น สิ่งที่ไมชัดใหชัดขึ้น ตองใชศัพทที่งายตอความ
เขาใจมาใชอธิบายความหรือศัพทนั้น ๆ เชน
๑. กลีติ โทเสน สโม อปราโธป นตฺถิ ฯ ขนฺธสมาติ ขนฺเธหิ สมา ฯ (ธ.อ. ๖/๑๒๖ อฺ
ตฺรกุลทาริกา)
๒. น ตํ ทุจฺจริตนฺติ เวสิยาทิเภเท อโคจเร จรนฺโต ภิกฺขาจริยธมฺมํ ทุจฺจริตํ จรติ นาม ฯ
เอวํ อจริตฺวา ตํ ธมฺมํ จเร สุจริตํ , น ตํ ทุจฺจริตํ จเร ฯ (ธ.อ. ๖/๓๒ สุทฺโธทนวตฺถุ)

๗. การใช กึ-อุทาหุ ศัพท
กึ และ อุทาหุ (หรือ-หรือวา) เปนเครื่องหมายคําถามใหเลือกอยางใดอยางหนึ่งระหวางของสองสิ่ง
หรือ สองสถานการณ มีวิธีการเรียง คือ
๑. “กึ” ศัพทใชเรียงตนประโยคของประโยคหนา
๒. “อุทาหุ” ศัพทใชเรียงตนประโยคของประโยคหลัง
๓. “กึ” ศัพท บางครั้งนิยมเรียง นุ โข สองศัพทนี้เปนวจนลังการเขามาดวย ตัวอยาง เชน
ก) โภติ ธมฺมสฺสวนํ โฆสิตํ , กึ ทิวา ธมฺมสฺสวนํ คมิสฺสสิ, อุทาหุ รตฺตึ ? (ธ.อ. ๕/๑
จุเฬกสาฏก)
ข) กินฺนุ โข เม ภนฺเต ทาตพฺพยุตฺตกํ ทานํ น ทินฺนํ, อุทาหุ ทานานุรูป กปฺปยภณฺฑํ
อทตฺวา อกปฺปยภณฺฑเมว ทินฺนนฺติ ฯ (ธ.อ ๖/๕๕ อสทิสทาน)

๘. ประโยคทิ้งความ (ประโยคนักเลง)
ประโยคในลักษณะเชนนี้ เปนประโยคที่มีเนื้อความเหมือนกันเปนสวนมากทั้งในประโยคหนาและ
ประโยคหลัง เปนเนื้อความตอเนื่องกัน หรือเชิงเปรียบเทียบ ตางกันแตบทบางบทเทานั้น ซึ่งสวนมากจะใช
กิริยาคุมพากยหรือเนื้อความรวม/เนื่องกับกิริยาคุมพากย
๑. ใหเรียงบทตาง ๆ ที่เหมือนกันไวในประโยคหนาหรือประโยคหลัง ประโยคหนึ่งประโยคใด เปน
นิทัสสนะก็พอ
๒. ถาวางไวเปนตัวอยางในประโยคหนาแลว ก็ไมตองวางไวในประโยคตอ ๆ ไปอีก
๓. ในขณะเดียวกัน ถาจะวางไวในประโยคทายสุด ก็ไมตองวางไวในประโยคขางหนาเชนกัน”
๔. ประโยคหนา หรือประโยคหลัง ใหเรียงเฉพาะบทที่มีนัยตางกัน
ตัวอยางเชน
ก) เนว พฺราหฺมณิยา, น มยฺหํ ปารุปนํ ภวิสฺสติ ฯ (ธ.อ. ๕/๑ จูเฬกสาฏก)
ข) กากณิกมตฺโตป หิสฺส อตฺตทตฺโถว ขาทนียํ วา โภชนียํ วา นิปฺผาเทติ, น ปรตฺโถ ฯ
(ธ.อ. ๖/๒๖ อตฺตทตฺถตฺเถร)
ค) อุจฺจาวโจ โข ปุริสานํ อธิปฺปาโย, เกสฺจิ กุมาริเกสุ เปมํ โหติ, เกสฺจิ ปมวเย ิตาสุ,
เกสฺจิ มชฺฌิมวเย ิตาสุ, เกสฺจิ ปจฺฉิมวเย ิตาสุ, นานปฺปกาเรหิ ตํ ปโลภิสฺสามาติ ฯ (ธ.อ. ๖/๖๔
มารธีตา)
ง) เอกํ พุทฺธนฺตรํ เนว มนุสฺสตฺตํ ลภามิ, น สทฺธมฺมสฺสวนํ, น ตุมฺหาทิสสฺส พุทฺธสฺส
ทสฺสนํ ฯ (ธ.อ. ๖/๙๘ เอรกปตฺตนาคราช)
จ) บางครั้งใช ตถา ศัพทแทนความนั้น ๆ เชน มหาราช มนุสฺสตฺตํ นาม ทุลฺลภเมว , ตถา
สทฺธมฺมสฺสวนํ, ตถา พุทฺธุปฺปาโท ฯ (ธ.อ ๖/๙๘ เอรกปตฺตนาคราช)
๙. การเรียง วิย ศัพทในประโยคใหญ
การเรียง วิย ศัพทในประโยคใหญที่มีการเปรียบเทียบ มักเรียงไวหนาขอความที่ตนไปเปรียบเทียบ
เปนความนิยม (ดู ประโยคอุปมาอุปไมย ในอรรถกถาธรรมบทภาค ๕-๘ ประกอบดวย) ซึ่งอาจสรุปไดดังนี้คือ
๑. เรียงไวหนาขอความที่ตนไปขยายนั้น เชน
อิติสฺส พลวมจฺเฉรํ พนฺธิตฺวา คณฺหนฺตํ วิย สทฺธาจิตฺตํ ปฏิพาหติเยว ฯ (ธ.อ. ๕/๒
จูเฬกสาฏก)
๒. เฉพาะความที่ยกมาเปรียบเทียบ ถามีเพียงศัพทเดียวใหเรียง วิย ศัพทไวหลังศัพทนั้น ๆ เชน
ก. โคปาลโก วิย หิ ชรา จ มจฺจุ จ, โคคโณ วิย ชีวิตินฺทริยํ, โคจรภูมิ วิย มรณํ ฯ
(ธ.อ. ๕/๕๔ อุโปสถกมฺม )
ข. อพฺพณํ หิ ปาณึ วิสํ วิย นาสฺส จิตฺตํ ปาป อนุคจฺฉตีติ ฯ (ธ.อ. ๕/๒๖ กุกฺกุฏมิตฺต)
๓ ถาขอความเปรียบเทียบนั้น มีตั้งแตสองขึ้นไป นิยมวาง วิย ศัพทไวกลางศัพททั้งสอง หรือ
ตอทายพากยางคนั้น ๆ เชน
ก. เอกสาฏกสฺส วิย มจฺเฉรสหสฺสํ ปาป โอกาสํ ลภติ ฯ (ธ.อ. ๕/๔ จูเฬกสาฏก)
ข. จิกฺขลมคฺเคน คจฺฉนฺโต วิย ทนฺธํ ปุฺํ กโรติ ฯ (ธ.อ. ๕/๔ จูเฬกสาฏก)

๑๐. ประโยคกัตตุนอก กัมมใน
ประโยคดังกลาว เรามักจะพบบอยมากในวรรณคดีทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะการศึกษาภาษา
บาลีในระดับตาง ๆ ซึ่งจะขอสรุปลักษณะของประโยคที่วานี้ ตามที่ปรากฏในคัมภีรตําราเรียน เปน ๒ ลักษณะ
เพื่อเปนหลักในการศึกษาและความเขาใจ คือ
๑. ประโยคคําพูดที่บงบอกถึงการเนนย้ํา วา ไดทําสิ่งนั้นสิ่งนี้แลวจริง ๆ หรือมุงหมายใหเปน
เรื่องราวที่ประสงคใหเปนเชนนั้นจริง ๆ ซึ่งการกระทํานั้นไดผานมาแลว แตนํามาพูดถึงใหมใหมีความหมาย
ย้ําความทรงจําหรือใหประจักษถึงความแนนอน จริงจัง ซึ่งมีโครงสราง ดังนี้
ประธาน + ...............+ (สกรรมธาตุ + ต ปจจัย) + (วัตตมานา หรือ ปญจมี)
ตัวอยางเชน
ก) สพฺพฺุตาณํ ปฏิวิชฺฌนฺเตเนว มยา อิทานิ ทิฏโ อสิ ฯ (ธ.อ. ๕/๑๑๖ ปมโพธิวตฺถุ)
ข) อนิจฺจโต ทิฏตฺตาเอว ปน ทุกฺขโต อนตฺตโต ทิฏโเยว โหติ ฯ (ธ.อ.๕/๑๐๕ รูปนนฺทตฺ
เถรีวตฺถุ)
ค) ยํ เต มยา ทินฺนํ ตํ ทินฺนเมว โหตุ ฯ (ธ.อ. ๖/๕๖ อสทิสทานวตฺถุ)
๒. ประโยคคําพูดที่บงบอกถึงความไมแนใจหรือคาดคะเนสงสัย ตอเหตุการณใดเหตุการณ
หนึ่ง ที่ไดทําลงไปแลว เปนความคิดคํานึงสงสัยในใจกับเหตุการณนั้น ที่มีผลลัพธไมเปนไปเหมือนที่ไดตั้งใจ
ไว จึงมีสมมติานในใจไปตาง ๆ นานา จะมีโครงสรางประโยค ดังนี้
ประธาน + .................+ (สกรรมธาตุ + ต ปจจัย) + (ธาตุ + ปจจัย + ภวิสสันติ)
ตัวอยางเชน
ก) มยา สตฺถุ อนุจฺฉวิกํ ทานํ อกตฺวา อนนุจฺฉวิกํ กตํ ภวิสฺสติ, กปฺปยภณฑํ อทตฺวา อกปฺปยภณฺฑ
เมว ทินฺนํ ภวิสฺสติ, สตฺถารา เม กุปเตน ภวิตพฺพํ ฯ (ธ.อ. ๖/๕๕ อสทิสทานวตฺถุ)
ข) ภนฺเต อิธ อฺโ นตฺถิ, ตุมฺเหหิเยว (มณิ) คหิโต ภวิสฺสติ, เทถ เม มณิรตนนฺติ ฯ (ธ.อ.
๕/๓๓ มณิการกุลุปกติสฺสตฺเถรวตฺถุ)
ค) โส.....จินฺเตสิ “เถเรน คหิโต ภวิสฺสตีติ ฯ (ธ.อ. ๕/๓๒ มณิการกุลุปกติสฺสวตฺถุ)
ง) อิทานิ คนฺธกุฏีป เตเนว ฌาปตา ภวิสฺสตีติ ฯ (ธ.อ. ๕/๕๗ อชครเปตวตฺถุ)
๑๑. ประโยคแสดงถึงเจตนา
ประโยคคําพูดลักษณะนี้ มีโครงสรางของรูปประโยคเชนเดียวกับประโยคกัตตุนอก กัมมใน ขางตน
ตางกันเพียงแตประโยคที่วานี้เปนประโยคกัตตุวาจกธรรมดา ไมมีกัมมอยูภายในเทานั้นเอง แบงเปน ๒
ลักษณะเชนกันคือ
๑. ประโยคคําพูดที่มีเจตนามุงเนนย้ําความจริงและจริงจังตอสิ่งที่เปนอยูนั้น ๆ มีโครงสราง
ดังนี้

ประธาน + .........+ (อกรรมธาตุ+ต ปจจัย) + (ธาตุ+ปจจัย+วัตตมานา)
ตัวอยางเชน
ก) อาวุโส อาจริเยน สทฺธึ สํสคฺเค สติ คโตมฺหิ, อิทานิ ปน เม ฉินฺโน สํสคฺโค, เตนสฺส สนฺ
ติกํ น คจฺฉามิ ฯ ( ธ.อ. ๕/๗๗ ปโลติกตฺเถรวตฺถุ)
๒. ประโยคคําพูดที่มีความสงสัยหรือคาดคะเนเหตุการณในอนาคต โครงสรางดังนี้
ประธาน + ........+ (อกรรมธาตุ+ต ปจจัย) + (ธาตุ+ปจจัย+ภวิสสันติ)
ตัวอยางเชน
ก) สตฺถา นาม วิเวกรโต, โส เอวรูปาย เม ปริสาย เอวรูป ปาฏิเหรํ กตนฺติ ลชฺชาย อฺํ
รฏํ วา ชนปทํ วา คโต ภวิสฺสติ, นทานิ ตํ ทกฺขิสฺสามาติ ..(ธ.อ. ๖/๘๓ ยมก.)
๑๒. อนาคตในอดีต : เงื่อนไขที่เปนไปไมได
อนาคตในอดีต หมายถึง ประโยคคําพูดที่กลาวถึงเรื่องราวที่ผานมาแลว ซึ่งไมสามารถจะแกไขใหม
ได แตพูดถึงในลักษณะที่เปนการสรางเงื่อนไขขึ้นมาใหม (เหตุ) ซึ่ง (ผล) เปนไปไมไดแลว ประโยคคําพูด
เชนนี้ จะมีอยู ๒ สวน คือ
๑. สวนที่เปนเงื่อนไขใหมที่สรางขึ้น เปนประโยคหนึ่ง ซึ่งจะใช สเจ หรือ เจ ศัพทในการสราง
เงื่อนไข กิริยาคุมพากยประกอบดวยวิภัตติหมวดกาลาติปตติเทานั้น มีโครงสรางดังนี้
๑. สเจ + ประธาน +….+ กิริยาคุมพากย (อ อาคม +ธาตุ+ปจจัย+อิ อาคม+กาลาติปตติ)
หรือ
๒. ประธาน + เจ +…..+ กิริยาคุมพากย (ธาตุ +ปจจัย+อิ อาคม+ กาลาติปตติ)

๒. สวนที่เปนผลรองรับเงื่อนไข (ผล) นั้นอีกประโยคหนึ่ง กิริยาคุมพากย ประกอบดวยวิภัตติ
หมวดกาลาติปตติเชนกัน มีโครงสรางดังนี้
๑. ประธาน +............+ กิริยาคุมพากย (ธาตุ+ปจจัย+ อิ อาคม + กาลาติปตติ)
หรือ
๒. ประธาน + ….…..+ กิริยาคุมพากย (อ อาคม+ธาตุ+ปจจัย+อิ อาคม+กาลาติปตติ)
ตัวอยางเชน
ก) (๑) สเจ ปน โว เอโกป อปฺปมตฺโต อภวิสฺส ฯ (๒) ตํ ปฏิจฺจ ปุตฺโต วา ธีตา วา
อุปฺปชฺชิสฺส ฯ ( ธ.อ. ๖/๔ โพธิราชกุมารวตฺถุ)

ข) (๑) ภิกฺขเว สจายํ เอกสาฏโก ปมยาเม มยฺหํ ทาตุํ อสกฺขิสฺส, (๒) สพฺพโสฬสกํ
อลภิสฺส,
(๑) สเจ มชฺฌิมยาเม ทาตุํ อสกฺขิสฺส, (๒) สพฺพฏกํ อลภิสฺส ฯ ธ.อ. ๕/๓
จูเฬกสาฏกวตฺถุ)
ค) (๑) สเจ หิ อยํ ปมวเย โภเค อเขเปตฺวา กมฺมนฺเต ปโยชิสฺส, (๒) อิมสฺมึเยว นคเร
อคฺคเสฏี อภวิสฺส,
(๑) สเจ ปน นิกฺขมิตฺวา ปพฺพชิสฺส, (๒) อรหตฺตํ ปาปุณิสฺส, ภริยาปสฺส อนาคามิผเล
ปติฏหิสฺส,
(๑) สเจ มชฺฌิมวเย โภเค อเขเปตฺวา กมฺมนฺเต ปโยชิสฺส, (๒) ทุติยเสฏฐี อภวิสฺส,
นิกฺขมิตฺวา ปพฺพชนฺโต อนาคามี อภวิสฺส, ภริยาปสฺส สกทาคามิผเล ปติฏหิสฺส,
(๑) สเจ ปจฺฉิมวเย โภเค อเขเปตฺวา กมฺมนฺเต ปโยชิสฺส, (๒) ตติยเสฏี อภวิสฺส,นิกฺขมิตฺ
วา ปพฺพชนฺโตป สกทาคามี อภวิสฺส, ภริยาปสฺส โสตาปตฺติผเล ปติฏหิสฺส ฯ (ธ.อ. ๕/๑๑๙ มหาธน
เสฏิปุตฺตวตฺถุ)
๑๓. สังกรประโยค (ย.ต.)
สังกรประโยค ก็คือ ประโยคสองประโยคขึ้นไปที่มีความเกี่ยวโยงกันโดยความเปนเหตุเปนผลใหแก
กันและกัน หรือโดยความเปนตัวขยายความใหแจมชัดขึ้น โดยที่ประโยคหนึ่งเปนประโยค ย และอีกประโยค
หนึ่งเปนประโยค ต ซึ่งมีขอ สังเกตุ คือ
๑. ในความภาษาไทยจะมีคําแปลเชื่อมประโยคทั้งสองนั้น วา ผู ผูซึ่ง ผูเปนที่ ถาเปนการกลาวถึง
บุคคล และวา ที่ ที่ซึ่ง อัน อันเปนที่ อันเปนแดน อันเปนที่อันเขา…ถาเปนการกลาวถึงวัตถุสิ่งของ
๒. ประโยค ย มักเรียงเปนประหนึ่งวา เปนตัวขยายของบทใดบทหนึ่งในประโยค ต
๓. ประโยค ย มักจะเรียงไวหนาประโยค ต เปนสวนมาก
๔. ประโยค ย ที่เรียงไวหลังประโยค ต นัน้ มีปรากฏบาง แตก็สวนนอย
๕. ในประโยค ย และ ประโยค ต นั้น ทั้ง ย ศัพทและ ต ศัพท อาจประกอบวิภัตติแตกตาง
กัน หรืออาจจะเหมือนกันก็ได คือ ประกอบไดตั้งแต ปมาวิภัตติถึงถึงสัตตมีวิภัตติ
๖. ขอควรจําในการวาง ย ศัพทและ ต ศัพทนั้น คือ “ย ศัพทวางเปนตัวที่เทาไหรของประโยค ต
ศัพทก็ใหวางเปนตัวที่เทานั้นเชนกัน”
๗. การกําหนดความของประโยค ย วา กินความถึงไหนนั้น ไมงายนัก ตองใชทักษะการสังเกต
ใหมากจนเกิดความชํานาญ เพราะถาไมอยางนั้น อาจจะตัดขอความผิดพลาดได
๘. บทนามนามที่สัมพันธกับ ย ศัพทและ ต ศัพทนั้น ใหเรียงไวในประโยคใดประโยคหนึ่ง ถา
เรียงไวในประโยค ย แลวไมตองวางไวในประโยค ต ทํานองเดียวกัน ถาเรียงไวประโยค ต แลวก็ไม
ตองวางไวในประโยค ย อีก
๙. ยสฺมา…….ตสฺมา สังเกตไดจากคําแปลวา “เพราะ……..ฉะนั้น” ตรงนี้ประโยค ย สังเกตงาย
เพราะถาขอความถึง ฉะนั้น เมื่อไหร แสดงวา ขอความของประโยค ย กินความมาถึงแคตรงนี้ ตัวอยาง เชน

ก. ปมาวิภัตติ
๑) ยํ ปน กตตฺตา อตฺตโน หิตฺจ อนวชฺชตฺเถน สาธุฺจ สุคติสํวตฺตนิกฺเจว นิพฺพานสํวตฺต
นิกฺจ กมฺม,ํ ตํ ปาจีนนินฺนาย คงฺคาย อุพฺพตฺเตตฺวา ปจฺฉามุขกรณํ วิย อติทุกฺกรนฺติ ฯ (ธ.อ. ๖/๒๑
สงฺฆเภทปริสกฺกนวตฺถุ)
“ก็กรรม ที่ชื่อวา เปนประโยชนเกื้อกูลสําหรับตน เพราะคาที่ตนไดกระทําแลว และที่ชื่อวา ดี เพราะ
หมายความวาไมมีโทษ ทั้งเปนกรรมทําใหสัตวเปนไปในสุคติและนิพพาน กระทําไดยากยิ่ง เหมือนกับการ
ทดแมน้ําที่ไหลไปทางทิศใตใหไหลยอนกลับฉะนั้น”
๒) โย อิมสฺมึ โลเก อรหา, โส อากาเสนาคนฺตฺวา อิมํ ปตฺตํ คณฺหาตูติ (ธ.อ. ๖/๖๘ ยมก.)
“บุคคล ผูเปนพระอรหันตในโลกนี้ จึงเหาะมาทางอากาศแลวถือเอาบาตรนี้”
๓) โย ทุมฺเมโธ ปุคคฺ โล อตฺตโน สกฺการหานิภเยน ปาปกํ ทิฏึ นิสฺสาย ธมฺมํ วา โสสฺสาม,
ทานํ วา ทสฺสามาติ วทนฺเต ปฏิกฺโกสนฺโต อรหตํ อริยานํ ธมฺมชีวินํ พุทฺธานํ สาสนํ ปฏิกฺโกสติ ฯ
ตสฺส ตํ ปฏิกฺโกสนํ สา จ ปาปกา ทิฏิ เวฬุสงฺขาตสฺส กณฺฏกสฺส ผลานิ วิย โหติ ฯ (ธ.อ. ๖/๒๓
กาลตฺเถรวตฺถุ)
บุคคลผูมีปญญาทรามใด อาศัยความเห็นอันลามก คัดคานชนผูกลาวอยูวา พวกเราจักฟงธรรมหรือ
พวกเราจักถวายทาน ดังนี้ เพราะความกลัวความเสื่อมสักการะของตนชื่อวา คัดคานคําสอนของพระอรหันต
ทั้งหลาย คือของพระพุทธเจาทั้งหลายผูประเสริคือผูเปนอยูโดยธรรม ฯ การคัดคานนั้น และความเห็นอัน
ลามกนั้น ของบุคคลนั้น ยอมเปนเหมือนขลุยทั้งหลายของไมที่มีหนาม คือ ไมไผ ฉะนั้น
อีกสํานวนหนึ่งวา “ การคัดคานและความเห็นลามกของบุคคลที่มีปญญาทราม ผูที่อาศัยความเห็น
ลามก คัดคานชนผูกลาวอยูวา พวกเราจักฟงธรรมหรือพวกเราจักถวายทาน ดังนี้ เพราะความกลัวความเสื่อม
สักการะของตนชื่อวา คัดคานคําสอนของพระอรหันตทั้งหลาย คือของพระพุทธเจาทั้งหลายผูประเสริคือผู
เปนอยูโดยธรรม ยอมเปนเหมือนขลุยทั้งหลายของไมที่มีหนาม คือ ไมไผ ฉะนั้น”
๔) โย ปน อจฺจารทฺธวิปสฺสโก อชฺช อชฺเชวาติ ปฏิเวธํ ปตฺถยมาโน วิจรติ เตน อุปชฺฌายาทิวตฺตา
นิป หาเปตฺวา อตฺตโน กิจฺจเมว กาตพฺพํ ฯ (ธ.อ. ๖/๒๗ อตฺตทตฺถเถรวตฺถุ)
“ อนึ่ง ผูใด ปรารภวิปสสนาโดยยิ่งแลว เที่ยวปรารถนาการรูแจงวา เราจักรูแจงในวันนี้ ๆ ผูนั้น แม
ยังวัตรมีอุปชฌายวัตรเปนตนใหเสียหายไปได พึงกระทํากิจของตนเองแท”
อีกสํานวนหนึ่งวา “อนึ่ง บุคคลที่ปรารภวิปสสนาโดยยิ่งแลว ผูซึ่งเที่ยวปรารถนาการรูแจงวา เรา
จักรูแจงในวันนี้ ๆ แมยังวัตรมีอุปชฌายวัตรเปนตนใหเสียหายไปได พึงกระทํากิจของตนเองแท”
๕)

โย จ ปุพฺเพ ปมชฺชิตฺวา
โสมํ โลกํ ปภาเสติ

ปจฺฉา โส นปฺปมชฺชติ
อพฺภา มุตฺโตว จนฺทิมาติ ฯ
(ธ.อ. ๖/๓๗ สมฺมชฺชนตฺเถรวตฺถุ)
“อนึ่ง เมื่อกอนผูใดประมาทแลว ภายหลัง ผูนั้น ไมประมาท เขายอม
ทําใหโลกนี้รุงเรือง ดุจพระจันทรที่ลอยพนจากเมฆหมอกฉะนั้น”

๖) ภนฺเต ยํ อิมสฺมึ ทานคฺเค กปฺปยภณฑํ วา อกปฺปยภณฺฑํ วา, สพฺพนฺตํ ตุมฺหากเมว เทมีติ
ฯ (ธ.อ. ๖/๕๓ อสทิสทานวตฺถุ)
“ขาแตทานผูเจริญ ขาพเจาขอถวายกัปปยภัณฑหรืออกัปปยภัณฑที่มีอยูในโรงทานนี้ทั้งหมดแกทาน
นั่นแล”
๗) อถ นํ ทิสฺวา อกามกาป อาสเน นิสีทาเปตฺวา ยาคุอาทีสุ, ยํ อตฺถิ, ตํ เทนฺติ ฯ (ธ.อ. ๗/
๑๘ จูฬสาริภิกฺขุวตฺถุ)
“ทีนั้น ชนผูมีไมปรารถนาเห็นบุคคลนั้นแลวก็เชิญใหนั่งบนอาสนะ ถวายสิ่งที่มีอยู ในบรรดาสิ่งของมี
ขาวยาคุเปนตน”
๘) นาหํ ภิกฺขเว, โย พหุํ อุคฺคณฺหาติ า ภาสติ วา, ตํ ธมฺมธโรติ วทามิ, โย ปน เอกํป
คาถํ อุคฺคณฺหิตฺวา สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌติ, อยํ ธมฺมธโร นาม ฯ (ธ.อ. ๗/๔๕ เอกุทานตฺเถรวตฺถุ)
“ภิกษุทั้งหลาย เรา (ตถาคต) ยอมไมตรัสเรียกผูที่เลาเรียนมามากหรือพูดมาก วา เปนผูทรงธรรม
สวนผูที่เลาเรียนคาถาแมหนึ่งเดียวแลว แจมแจงถึงความจริงทั้งหลาย จึงจะชื่อวา ผูทรงธรรม”
๙) โย ปน สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌิตฺวา มหาชนสฺส อหึสกภาเวน ิโต, อยํ เถโร นาม ฯ (ธ.อ. ๗/
๔๖ ลกุณฺฏกภทฺทิยตฺเถรวตฺถุ)
“ก็ผูที่กระทําใหแจงซึ่งสัจจะทั้งหลายแลวดํารงอยูโดยความเปนไมเบียดเบียนมหาชน ชื่อวา เถระ”
๑๐) โย ปน อณูนิ วา ถูลานิ วา ปาปานิ สเมตฺวา ิโต, อยเมว สมโณ ฯ (ธ.อ. ๗/๔๙ หตฺ
ถกวตฺถุ)
“บุคคลผูยังบาปทั้งหลายทั้งละเอียดหรือหยาบใหสงบไปแลวดํารงอยู ชื่อวาเปนสมณะ”
๑๑) โย ปน สพฺพสงฺขาเร สงฺขเย สงฺขาย จรติ, โส ภิกฺขุ นาม ฯ
อฺตรพฺราหฺมณวตฺถุ)
อนึ่ง ผูที่พิจารณาในความสิ้นไปในสังขารทั้งปวงแลวเที่ยวไปอยู ชื่อวา ภิกษุ ฯ

(ธ.อ. ๗/๕๑

๑๒) โย เม คีตสฺส ปฏิคีตํ อาหรติ, ตสฺส มหนฺเตน นาควิภเวน สทฺธึ ธีตรํ ทสฺสามีติ ฯ (ธ.อ.
๖/๙๕ เอรกปตฺตนาคราชวตฺถุ)
“เราจักใหลูกสาวพรอมทั้งภพนาคที่ใหญแกผูที่นําเพลงขับแกเพลงขับของเรามาได”
๑๓) เตนหิ ภนฺเต เย โว นิมนฺเตตุํ อาคจฺฉนฺติ, เต อมฺหากํ สนฺติเก ปหิเณยฺยาถ ฯ (ธ.อ.
๖/๑๗๘ ภิกฺขูหิ ปุฏปฺหวตฺถุ)
“ทานผูเจริญ ถาอยางนั้น ทานจงสงบุคคลผูมาเชิญทานไปในสํานักของพวกเรา”

ข. ทุติยาวิภัตติ
๑) ยํ โส อปฺโปเตฺวา สตฺตรตนวสฺสํ วสฺสาเปสิ, ตํ อิธ “กหาปณวสฺสนฺติ วุตฺตํ ฯ (ธ.อ. ๖/
๑๐๔ อนภิรตภิกฺขุวตฺถุ)
“ฝนคือรตนะทั้ง ๗ ที่มหาเมฆนั้นคํารามแลวทําใหตกลงมา ทานเรียกวา ฝนกหาปณะ ในที่นี้”
๒) ยํ นิสฺสาย อหํ ตึสโชนมคฺคํ อาคโต, โส โคณํ ปริเยสิตุํ อรฺํ ปวิฏโ; ตสฺมึ อาคเตเยว
ธมฺมํ เทเสสฺสามีติ ฯ (ธ.อ. ๖/๑๒๗ อฺตรอุปาสกวตฺถุ)
“บุคคลผูที่เราอาศัยแลวเดินทางมาตั้ง ๓๐ โยชน เขาปาไปเพื่อเสาะหาโค เมื่อเขามาแลวเทานั้น เรา
จึงจักแสดงธรรม”
๓) น อิทาเนว สารีปุตฺโต, ยํ ปฺหํ มหาชโน วิสฺสชฺเชตุํ นาสกฺขิ, ตํ วิสฺสชฺเชสิ ฯ ปุพฺเพป
เตน วิสฺสชฺชิโตติ ฯ (ธ.อ. ๖/๙๔ ยมก.)
“สารีบุตรไมเพียงวิสัชนาปญหาที่มหาชนไมอาจวิสัชนาไดในบัดนี้เทานั้น แมในกาลกอน เธอก็
วิสัชนาแลวเชนกัน”
ค. ตติยาวิภัตติ
๑) ภนฺเต เยน นนฺทิเยน นาม คหปติปุตฺเตน อิสิปตเน สตฺถุ วิหาโร กาเรตฺวา ทินฺโน ,
ตสฺสตฺถาย เอตํ วิมานํ นิพฺพตฺตนฺติ ฯ (ธ.อ. ๖/๑๕๖ นนฺทิยวตฺถุ)
“วิมานนั้น บังเกิดแลว เพื่อประโยชนแกคฤหบดีบุตรชื่อวา นันทิยะผูส รางวิหารถวายแดพระศาสดาที่
ปาอิสิปตนะเจาขา”
๒) ตาตา เยน โว อนุตีเร จริตํ, โส นงฺคุฏํ คณฺหาตุ, เยน คมฺภีเร จริตํ , ตสฺส สีสํ โหตุ
ฯ (ธ.อ. ๖/๘ อุปนนฺทสกฺยวตฺถุ)
“พอเอย บรรดาทานทั้งหลาย นากตัวที่เที่ยวไปตามริมผั่ง จงถือเอาหางไป ศีรษะจงเปนของนาก
ตัวที่เที่ยวไปในน้ําลึก...”
๓) เยน อตฺตา กุสลกมฺมํ กตํ โหติ, โส จตูสุ อปาเยสุ ทุกฺขํ อนุภวนฺโต อตฺตนาว สงฺกิลิสฺสติ,
เยน ปน อตฺตนา อกตํ ปาป, โส สุคติฺเจว นิพฺพานฺจ คจฺฉนฺโต อตฺตนาว วิสุชฌ
ฺ ติ ฯ (ธ.อ. ๖/๒๕
จุลฺลอุปาสกวตฺถุ)
“บุคคลผูกระทําความดีดวยตนเอง เมื่อเสวยความทุกขในอบาย ๔ ชื่อวาเศราหมองดวยตนเองแท
(เพียงลําพัง) แตบุคคลผูที่ไมกระทําความความชั่วดวยตนเอง เมื่อไปสูคติภพที่ดีและนิพพาน ชื่อวา บริสุทธิ์
ดวยตตนเอง”
๔) ติฏตุ ปรโลโก, เอโส ปน อิธ โลกสฺมึเยว เยน เขตฺตวตฺถุอาทินา มูเลน ปติฏเหยฺย,
ตํป อฏเปตฺวา วา วิสฺสชฺเชตฺวา วา สุรํ ปวนฺโต อตฺตโน มูลํ ขนติ อนาโถ กปโณ หุตฺวา วิจรติ ฯ
(ธ.อ. ๗/๒๑ ปฺจอุปาสกวตฺถุ)

“โลกหนา จงยกไวกอน อันในโลกนี้นั่นแหละผูนั้น พึงดํารงอยูไดดวยมูลคาใดมีนา สวน เปนตน ไม
เก็บหรือสละมูลคานั้นเสีย ดื่มเหลา ชื่อวาขุดรากของตัวเอง เปนคนไรที่พึ่ง คือ เปนคนกําพรา ทองเที่ยวไป”
อีกสํานวนหนึ่งวา “บุคคลนั้น ผูไมเก็บหรือสละมูลคามีนา สวน เปนตน อันเปนเครื่องดํารงได (แหง
ตน) เสียแลว ดื่มเหลา ชื่อวาขุดรากของตัวเอง เปนคนไรที่พึ่ง คือ เปนคนกําพรา ทองเที่ยวไป”
๕) มาตา วา โหตุ ปตา วา, เยน สทฺธึ วิสฺสาโส นตฺถิ, โส อฺาตโกว, เยน ปน สทฺธึ วิสฺ
สาโส อตฺถิ, โส อสมพทฺโธป ปรโม อุตฺตโม าติ ฯ (ธ.อ. ๖/๑๓๒ ปเสนทิโกสลวตฺถุ)
“ ยก(เวน)แมหรือพอเสีย ไมมีความคุนเคยกับผูใด ผูนั้น ก็ไมใชญาติ แต(ถา)มีความคุนเคยกับ
ผูใด ผูนั้นแมไมเกี่ยวของกัน ก็เปนญาติที่ดีเยี่ยม”
๖) เยหิ เทวา ตาวตึสา น ทิฏปุพฺพา, เต อิเม โอโลเกนฺตุ ฯ (ธ.อ. ๖/๑๔๕ ลิจฺฉวิวตฺถุ)
“บุคคลที่ไมเคยเห็นเทวดาชั้นดาวดึงส จงดูเจาลิจฉวีเหลานี้”
จ. จตุตฺถีวิภัตติ
๑) ภิกฺขเว ยสฺส มยิ สิเนโห อตฺถิ, เตน อตฺตทตฺถตฺเถเรน วิย ภวิตุํ วฏฏติ ฯ (ธ.อ. ๖/๒๖
อตฺตทตฺถตฺเถรวตฺถุ)
“ ภิกษุทั้งหลาย ผูท ี่มีความรักในเรา ควรเปนเหมือนอัตตทัตถเถระ”
๒) เยสํ ปยํ นตฺถิ , เตสํ อภิชฺฌา กายคนฺโถ ปหียติ, เยสํ อปฺปยํ นตฺถิ, เตสํ พฺยาปาโท
กายคนฺโถ ปหียติ ฯ (ธ.อ. ๖/๑๔๑ ตโยปพฺพชิตวตฺถุ)
“ บุคคลผูไมมีสิ่งที่เปนที่รัก ยอมละกิเลสที่รัดตัวอยางอภิชฌาได บุคคลผูที่ไมมีสิ่งที่ไมเปนที่รัก ก็
ยอมละกิเลสรัดตัวอยางความพยาบาทได”
๓) ตาตา ยสฺส โว กามวิตกฺกาทโย อุปฺปชฺชนฺติ ฯ โส นทิโต เอเกกํ วาลุกาปุฏํ อุทธฺ ริตฺวา
อิมสฺมึ าเน โอกิรตูติ ฯ (ธ.อ. ๖/๑๐๖ อคฺคิทตฺตปุโรหิตวตฺถุ)
“พอทั้งหลาย บรรดาทานทั้งหลาย ผูเปนที่เกิดแหงความวิตกมีกามวิตกเปนตน (ผูเกิดความวิตกมี
กามวิตกเปนตน) จงทูนกระบุงขนทรายครั้งละหนึ่งกระบุงจากแมน้ํามาเทลงในที่นี้”
๔) ยสฺส ธุวภาโว วา ิติภาโว วา นตฺถิ, เอกนฺเตน เภทนวิกฺกีรณวิทฺธํสนธมฺมเมว ตํ อิทํ
ปสฺสถ ฯ (ธ.อ. ๕/๙๙ สิริมาวตฺถุ)
“ทานทั้งหลาย จงดูสรีระนี้ที่ไมมีความยั่งยืนหรือความดํารงมั่น ซึ่งมีแตความแตกสลาย เกลื่อนกลน
และกระจัดกระจายเปนธรรมดานั่นแล โดยสวนเดียว”

ฉ. ปญจมีวิภัตติ
๑) ยสฺมา คิหิสฺส วา ปพฺพชิตสฺส วา โกสชฺชวเสน สรีรปฏิชคฺนํ วา ปริกฺขารปฏิชคฺคนํ วา อก
โรนฺตสฺส กาโย ทุพฺพณฺโณติ ตสฺมา “มลํ วณฺณสฺส โกสชฺชนฺติ วุตฺตํ ฯ (ธ.อ. ๗/๑๔ โลฬุทายิตฺ
เถรวตฺถุ)
“เพราะ กายของคฤหัสถ หรือ บรรพชิต ผูไมทําการชําระสรีระ หรือ การชําระบริขาร ดวยอํานาจ
ความเกลียดคราน ยอมมีผิวพรรณเศราหมอง ฉะนั้นแล พระผูมีพระภาคเจาจึงตรัสวา “ความเกลียดคราน
เปนมลทินของผิวพรรณ”
ช. ฉัฏฐีวิภัตติ
๑) เยสํ หิ มรณํ อภาวิตํ, เต ปจฺฉิเม กาเล อาสีวิสํ ทิสฺวา ภีตปุริโส วิย สนฺตาสํ ปตฺตา
เภรวํ รวนฺตา กาลํ กโรนฺติ, เยสํ ปน มรณํ ภาวิตํ , เต ทูรโตว อาสีวิสํ ทิสฺวา ทณฺฑเกน คเหตฺวา
ฉฑฺเฑตฺวา ิตปุริโส วิย ปจฺฉิเม กาเล น สนฺตสนฺติ ฯ (ธ.อ. ๖/๓๙ เปสการธีตาวตฺถุ)
“ก็นรชนทั้งหลายผูที่ไมไดอบรมมรณะ (สติ) ในวาระสุดทาย ถึงความหวาดสะดุง รองเสียงหลงทํากา
ละเสมือน บุรุษผูเห็นอสรพิษรายแลวสะดุงกลัว ฉะนั้น แตวา นรชนผูอบรมมรณะ(สติ)แลว ยอมไมหวาดสะดุง
ในวาระสุดทาย เสมือนบุรุษ ผูเห็นอสรพิษราย (มา)แตไกลเทียว จับดวยทอนไมแลวทิ้งไปยืนอยูแลวฉะนั้น”
๒) ยสฺส ปุคฺคลสฺส เอตํ เอเตสุ าเนสุ มงฺกุภาวสงฺขาตํ อกุสลํ สมุจฺฉินฺนํ มูลฆจฺฉํ กตฺ
วา อรหตฺตมคฺคาเณน สมูหตํ ฯ โส วุตฺตปฺปการํ สมาธึ อธิคจฺฉตีติ ฯ (ธ.อ. ๗/๒๔ ติสฺสทหรวตฺถุ)
“บุคคลผูซึ่งตัดอกุศลกลาวคือความเปนผูเกอในานะเหลานี้เสียได คือถอนขึ้นดวยญาณที่สัมปยุต
ดวยอรหัตมรรคใหมีรากขาดแลว ยอมบรรลุสมาธิที่มีประการดังกลาว”
๓)

ยสฺส ปาป กตํ กมฺมํ
โสมํ โลกํ ปภาเสติ

กุสเลน ปหียติ
อพฺภา มุตฺโตว จนฺทิมาติ
(ธ.อ. ๖/๓๘ องฺคุลิมาลตฺเถรวตฺถุ)
“นรชนผูทํากรรมชั่วแลว ละไดดวยกรรมดี
ยอมทําใหโลกนี้รุงเรือง เปรียบประดุจพระ
จันทรที่พนจากเมฆหมอกแลวฉะนั้น”

๔) ยสฺส ปเนเต อิสฺสาทโย ธมฺมา อรหตฺตมคฺเคน สมุจฺฉินฺนา, เอโสเอว สาธรูโป ฯ (ธ.อ. ๗/
๔๘ สมฺพหุลภิกฺขุวตฺถุ)
“นรชนผูตัดธรรมมีความริษยาเปนตนโดยเด็ดขาดดวยอรหัตมรรคนั่นแล ชื่อวาเปนคนดี”
ญ. สัตตมีวิภัตติ
๑) โย โย ยสฺมึ ธมฺเม ยสฺมิฺจ ปาฏิหาริเย ปสนฺโน, ตสฺส ตสฺส อชฺฌาสยวเสน (ตํ) ธมฺมฺจ
กเถสิ (ตํ) ปาฏิหาริยฺจ อกาสิ ฯ (ธ.อ. ๖/๘๒ ยมก.)
“ ชนใด ๆ เลื่อมใสในธรรมและในปาฏิหาริยใด พระศาสดา ทรงกลาวธรรมและไดทําปาฏิหาริยนั้น
ดวยสามารถแหงอัธยาศัยของชนนั้น ๆ”

อีกสํานวนหนึ่งวา “พระศาสดาทรงกลาวธรรมและไดทําปาฏิหาริยดวยสามารถแหงอัธยาศัยของชนผู
เลื่อมใส”
๒) โส, เยสุ ปฏิสนฺธิคฺคหณ ตจชหน วิสฺสฏนิทฺโทกฺกมนสชาติยาเมถุนเสวน จุติสงฺขาเตสุ ปฺจสุ
าเนสุ นาคา นาคสรีรเมว คเหตฺวา กิลมนฺติ, เตสุ อกิลมน ภาวํ ปตฺวา มาณวรูเปเนว วิจริตุ ลภตีติ
ฯ (ธ.อ. ๖/๙๙ อเรกปตฺตนาคราชวตฺถุ)
“นาคราชนั้น ถึงความไมลําบากในานะทั้ง ๕ คือ การถือปฏิสนธิ ๑ การลอกคราบ ๑ การวางใจ
กาวลงสูความหลับ ๑ การเสพเมถุนนางนาคที่มีชาติเสมอกัน ๑ การจุติ ๑ อันเปนที่ลําบากของนาคทั้งหลายที่
ยังครองรางเปนนาคอยู ยอมไดเพื่ออันเที่ยวไปดวยรูปแหงมาณพแล”
อีกสํานวนหนึ่งวา “นาคทั้งหลาย ยังถือเอารางเปนนาคอยูนั่นแล ยอมถึงความลําบากในานะ ๕ คือ
การถือปฏิสนธิ ๑ การลอกคราบ ๑ การวางใจกาวลงสูความหลับ ๑ การเสพเมถุนนางนาคที่มีชาติเสมอกัน ๑
การจุติ ๑ เหลาใด นาคราชนั้น ยอมถึงไมลําบากในานะเหลานั้นแลว ไดเพื่อที่จะเที่ยวไปดวยรูปของ
มาณพ”
๓)

ยสฺมึ มโน นิวีสติ
อทิฏปุพฺพเก โปเส
ปุพฺเพว สนฺนิวาเสน
เอวนฺตํ ชายเต เปมํ

จิตฺตฺจาป ปสีทติ
กามํ ตสฺมึป วิสฺสเส
ปจฺจุปฺปนฺนหิเตน วา
อุปฺปลํว ยโถทเกติ ฯ
(ธ.อ. ๖/๑๗๙ ภิกฺขูหิ ปุฏปฺหวตฺถุ)
“ใจตั้งมั่นและจิตก็เลื่อมใส ในบุรุษใดผูที่ตนไมเคยพบเห็นเลย นรชนพึง
คุนเคยในบุรุษนั้น โดยแท เพราะเหตุวา ความรักนั้นเมื่อจะเกิด ยอมเกิด
ดวยเหตุผลสองประการคือ ๑. เพราะเคยอยูดวยกันมากอน ๒. เพราะเกื้อ
กูลตอกันในปจจุบัน เฉกเชนดอกอุบล เมื่อเกิดในน้ํา ยอมเกิดเพราะอาศัย
น้ําและเปอกตม ฉะนั้น”

๔) เอวเมว ภิกฺขเว, อากาสาทีสุป (โส) เอกปเทโสป นตฺถิ, ยตฺร ปาปกมฺมโต มุจฺเจยฺยาติ ฯ
(ธ.อ. ๕/๔๐ ตโยชนวตฺถุ)
“อยางนั้นนั่นเอง ภิกษุทั้งหลาย ถึงบรรดาประเทศทั้งหลายมีอากาศเปนตน แมประเทศหนึ่งที่เปนที่
พนจากกรรมชั่วของบุคคลผูดํารงอยูแลว ยอมไมมี”
๕) ยสฺมึ ปเทเส ิตํ มรณํ นปฺปสเหยฺย นาภิภเวยฺย, เกสคฺคมตฺโตป โส ปวิปฺปเทโส นตฺถิ ฯ
(ธ.อ. ๕/๔๒ สุปฺปพุทฺธสกฺกวตฺถุ)
“ ความตาย ไมพึงย่ํายี่ คือไมพึงครอบงําบุคคลผูดํารงอยูแลวในประเทศใด ประเทศนั้นคือประเทศ
คือแผนดิน แมประมาณเทาปลายเสนผม ก็ไมมี”
อีกสํานวนหนึ่งวา “ประเทศคือแผนดิน ซึ่งเปนที่ดํารงอยูของบุคคลแลว ความตายไมพึงย่ํายี่คือไม
พึงครอบงํา แมประมาณเทาปลายเสนผม ก็ไมมี”

" การแตงเอกัตถประโยคใหเปนสังกรประโยค
ในประโยคที่มีเนื้อความเดียว หรือประโยคธรรมดาทั่วไป ถานามนามบทหนึ่งบทใด ที่มีตัวขยาย
(วิเสสนะ) ที่เปนขอความยาว หรือหลายบทพอที่จะเปนประโยคอีกประโยคหนึ่งได ในลักษณะเชนนี้ สามารถ
แตงเปนสังกรประโยค คือ ประโยค ย.ต.ได และจะทําใหเนื้อความมีความสละสลวยตามหลักไวยากรณของ
ภาษา อีกทั้งยังเปนการแสดงใหเห็นถึงความเขาใจในหลักไวยากรณของภาษาเปนอยางดีดวย
วิธีการก็คือ
๑. นําเอาเนื้อความที่เปนตัวขยายทั้งหมดมาแตงเปนประโยค ย.
๒. นําเอาเนื้อความที่เหลือหรือสวนที่เปนประโยคหลักนั้น แตงเปนประโยค ต.
๓. เรียงหรือวางประโยค ย. ไวเปนประโยคแรก คือวางไวหนาประโยค ต
๔. บทนามนามที่ถูกขยายนั้น ใหวางไวในประโยคใดประโยคหนึ่ง ถาวางไวในประโยค ย แลวไม
ตอ งวางไว ใ นประโยค ต อีก ทํ า นองเดี ย วกั น ถ า วางไว ใ นประโยค ต ก็ไ ม ต อ งวางไวใ นประโยค ย อี ก
ตัวอยางเชน
เอกัตถประโยค =
องฺคุลิยา ภูมึ วิลิขนฺโต นิสินฺนปุริโสป ปฏิปาฏิยา ปฺจ ชาติสตานิ คณฺฑุปาทโยนิยํ นิพฺพตฺติตฺวา
ภูมึ ขนิ ฯ (ธ.อ. ๗/๒๕ ปฺจอุปาสก)
สามารถแตงเปนสังกรประโยคได รูปประโยคจะเปนดังนี้
โย ปุริโส องฺคุลิยา ภูมึ วิลิขนฺโต นิสินฺโน, โสป ปฏิปาฏิยา ปฺจ ชาติสตานิ องฺคุลิยา คณฺฑุ
ปาทโยนิยํ นิพฺพตฺติตฺวา ภูมึ ขนิ ฯ
สังเกต : เอกัตถประโยคที่จะนํามาแตงเปนสังกรประโยคนั้น ควรเปนประโยคที่มีเนื้อ ความขยายยาว ๆ พอ
เปนประโยคหนึ่งได ถามีเนื้อความสั้นจนเกินไป จะดูไมสละสลวยซึ่งอาจทําใหรูปประโยคไมสวยได
" การแตงสังกรประโยค ใหเปน เอกัตถประโยค
ในทางตรงกันขาม เราก็สามารถที่ยอสังกรประโยค ใหเปนเอกัตถประโยคไดเชนกัน แตไมเปนที่
นิยมนัก เพราะเปนความไมสละสลวยของภาษา (แตมักเปนที่นิยม)
วิธีการก็คือ
๑. ตัด ย และ ต ในประโยคทั้งสองออก คงเหลือแตเนื้อความแท
๒. เรียงขอความที่เปนตัวขยายไวหนาบทหนาถูกขยาย
๓. กิริยาคุมพากยของประโยค ย มีวิธีใชอยู ๒ วิธี คือ
๓.๑ นํามาสมาสกับบทที่ตนไปขยาย
ก. ถากิริยาคุมพากยของประโยค ย เปน ต ปจจัย เพียงแตลบ วิภัตติออกแลวสมาสกัน
ไดเลย
ข. ถากิริยาคุมพากยของประโยค ย เปนวิภัตติอาขยาต ที่เปนปจจุบันกาลใหนํามา
ประกอบดวย ยุ ปจจัย เชน คมนกาเล = ยทา คจฺฉติ, ตทา
๓.๒ ประกอบเปนตัววิเสสนะ ใหมีลิงค วจนะ วิภัตติ เสมอกับตัวที่ตนขยาย
ก. ถากิริยาคุมพากยเปน ต ปจจัย ก็ยังคงวางไวตามเดิม ใหมี ลิงค วจนะ วิภัตติ
เสมอกับตัวนามนามนั้น

ข. ถากิริยาคุมพากยของประโยค ย เปนกิริยาอาขยาตปจจุบันกาล ใหประกอบดวย
อนฺต หรือ มาน ปจจัย
ตัวอยางเชน
สังกรประโยค
เอเตสุ หิ โย เอส นิทฺทายนฺโต นิสินฺโน, เอส ปฺจ ชาติสตานิ สปฺปโยนิยํ นิพฺพตฺติตฺวา
โภเคสุ สัสํ เปตฺวา นิทิทายิ ฯ (ธ.อ. ๗/๒๕ ปฺจอุปาสก)
เอกัตถประโยค
เอเตสุ หิ เอส นิทฺทายนฺโต นิสินฺนปุริโส (นิสินฺโน ปุริโส) ปฺจ ชาติสตานิ สปฺปโย
นิยํ นิพฺพตฺติตฺวา โภเคสุ สีสํ เปตฺวา นิทฺทายิ ฯ
๑๔. ประโยค ยํ กิริยาปรามาส
ประโยค ยํ กิริยาปรามาส คือ ประโยคที่มี ย ศัพทเปนตัวขยายทั้งประโยค ไมไดเจาะจงขยาย
เพียงบทใดบทหนึ่งในประโยคนั้น ๆ ซึ่งสวนมาก จะเปนประโยคคําพูดในลักษณะที่พิเศษ ย้ําเนนถึง
เจตนารมณของผูพูด หรือแสดงถึงความอัศจรรยใจแปลกใจตอเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือตอตัวบุคคลที่ผูพูดพบเห็น
ประโยคที่วานี้ ประกอบสวนที่ควรกําหนดรูเอาไว คือ
๑. สวนที่เปนประโยค ย และ สวนที่เปนประโยค ต
๒. ประโยค ย นั้น ย ศัพทจะประกอบดวย เอกวจนะ นปุงสกลิงค เสมอ คือ “ยํ” มี
ชื่อทางสัมพันธวา “ยํ กิริยาปรามาส”
๓. “ยํ” จะเรียงไวตนประโยคของประโยค ย เสมอ
๔. ประโยค ย ทั้งหมดนั้น นิยมเรียงไวหลังประโยค ต เสมอ
๕. ประโยคที่วานี้ จะสังเกตไดจากคําแปลภาษาไทย ที่เชื่อมประโยควา “ขอที่”
๖. มีโครงสรางการเรียงดังนี้ คือ
ประโยค ต (ป. + ....?.... + กิริยา. ) + ประโยค ย (ป +.....?.....+กิริยา.)
ตัวอยางเชน
ก) น โข ปน เม ตํ ปฏิรูป, ยํ มยิ ปสฺสนฺเต มม ปุตฺโต นิรยํ คจฺเฉยฺย ฯ (ตํ มม ปุตฺตสฺส
นิรยสฺส คมนํ) (ธ.อ. ๖/๕๗ อนาถปณฺฑิกปุตฺตกาลวตฺถุ)
“ก็ขอที่บุตรของเรา เมื่อเรายังเห็นอยู พึงไปสูนรกนั้น ไมควรแกเราเลย”
ข) อนจฺฉริยํ ภิกฺขเว เอตํ, ยํ สกฺโก เทวราชา มยิ สิเนหํ กโรติ ฯ (เอตํ สกฺกสฺส เทวราชสฺส
มยิ สิเนหสฺส กรณํ) (ธ.อ. ๖/๑๓๕ สกฺกวตฺถุ)
“ภิกษุทั้งหลาย ขอที่ทาวสักกะเทวราช ทําความสิเนหาในเรานั้น ไมนาอัศจรรย

ค) อนจฺฉริยฺเจตํ, ยํ อิทานิ มม ธุรํ วหิตุ สมตฺโถ น ภเวยฺย ฯ ( เอตํ อิทานิ มม ธุรํ วหิตุ
อสมตฺถตฺตํ) (ธ.อ. ๖/๗๙ ยมก.)
“ก็ขอที่บุคคลผูสามารถนําธุระของเราไมพึงมีในกาลบัดนี้นั้น ไมนาอัศจรรย”
๑๕. การใช ปุพฺพ ศัพท
ปุพฺพ ศัพทที่วานี้ หมายถึง ปุพฺพ ศัพทที่แปลวา “เคย” ตามสํานวนไทยที่เราคุนเคยเชน เคย
เห็น เคยไดยิน เคยไป เคยมา เปนตน
๑. เปนการบงชี้ถึงความเปนมาที่ผานไปแลว เปนนิยามของอดีตกาล
๒. นิยมประกอบกับ ต ปจจัย เปนสวนมาก
๓. ทําหนาที่เปน วิเสสนะ หรือ เปนวิกติกัตตา เปนสวนใหญ
๔. ต ปจจัยที่ประกอบกับ ปุพฺพ ศัพท จะใชเปนกิริยาคุมพากยไมได
ดังประโยคตัวอยางที่เราพบมากในอรรถกถาธรรมบท ตอไปนี้
๑. อิโต ปุพฺเพ ยาว สตฺตมา ราชปริวฏฏา เอวรูป ภยํ นาม น อุปฺปนฺนปุพฺพํ ฯ (ธ.อ. ๗/
๘๗ อตฺตโนปุพฺพกมฺม)
๒. อมฺเหหิ เอตฺตกํ กาลํ ภทนฺตานํ กิฺจิ ขลิตํ นาม น ทิฏปุพฺพํ ฯ (ธ.อ.๗/๖๘ โปิลวตฺถุ)
๓. อป น เม กายทฺวาราทีสุ ตุมฺเหหิ กิฺจิ อสารุปฺป ทิฏปุพฺพนฺติ ฯ
น ทิฏปุพฺพํ
อาวุโสติ ฯ (ธ.อ. ๗/๖๙ โปิลวตฺถุ)
๔. อานนฺท พุทฺโธติ วา ธมฺโมติ วา สงฺโฆติ วา ปทํ อิเมหิ สตฺเตหิ อเนเกสุป กปฺปสตสหสฺเสสุ
อสฺสุตปุพฺพํ ฯ (ธ.อ. ๗/๒๖ ปฺจอุปาสก)
๕. น เม เอวรูโป สตฺโต ทิฏปุพโฺ พ ฯ (ธ.อ. ๗/๖๖ สูกรเปต )
๖. มยา เอตสฺส เอตฺตกํ กาลํ อคุโณ ทิฏปุพฺโพ นตฺถิ ฯ (ธ.อ. ๗/๖๗ สูกรเปต)
๗. กินฺเต โมฆปุริส หตฺถิยาเนน วา อฺเน วา ทนฺเตน, น หิ เอเตหิ ยาเนหิ อคตปุพฺพํ
านํ คนฺตุ สมตฺโถ นาม อตฺถิ, อตฺตนา ปน สุทนฺเตน สกฺกา อคตปุพฺพํ านํ คนฺต,ุ ตสฺมา อตฺตาน
เมว ทเมหิ , กินฺเต เอเตสํ ทมเนน ฯ (ธ.อ. ๗/๑๘๙ หตฺถาจริยาปุพฺพภิกฺขุ)

สวนที่สาม
ประโยครูปวิเคราะห
ในมังคลัตถปทีปนี ภาค ๑
๑. ปุพฺเพ สวตฺถสฺส นาม อิสิโน นิวาสนฏานตฺตา สาวตฺถีติ ลทฺธนามเก. ... ฯ (มงฺคล. ๑/๗/
๗)
๑. ใกลเมืองอันไดนามวา “สาวัตถี” เพราะเปนสถานที่อยูของฤษีชื่อ สาวัตถะมากอน…ฯ
๒. อนาถานํ ปณฺโฑ เอตฺถ อตฺถีติ อนาถปณฺฑิโกติ ลทฺธนามกสฺส คหปติโน…ฯ (มงฺคล. ๑/๗/
๗)
๒. ของคฤหบดีอันไดนามวา อนาถปณฑิกะ เพราะมีกอนขาวเพื่อคนอนาถา..ฯ
๓. มงฺคนฺติ อิเมหิ สตฺตาติ มงฺคลานิ อิทฺธึ วุฑฺฒิฺจ ปาปุณนฺตีติ อตฺโถ ฯ (มงฺคล. ๑/๑๒/๑๑)
๓. สัตวทั้งหลาย ยอมถึง อธิบายวา ยอมบรรลุซึ่งความสําเร็จและความเจริญดวยเหตุเหลานั้น
เหตุนั้น เหตุเหลานี้ จึงชื่อวา มงคล ฯ
๔. อวชฺชํ ฉาเทตีติ ฉนฺทํ นาม ภเว ฯ (มงฺคล. ๑/๑๑/๑๐)
๔. พึงชือ่ วาฉันท เพราะอรรถวิเคราะหวา ปดเสียซึ่งโทษ ฯ
๕. วุจฺจติ เอตายาติ วตฺติ นาม ภเว ฯ (มงฺคล. ๑/๑๑/๑๐)
๕. พึงชื่อวา พฤทธิ เพราะอรรถวิเคราะหวา เปนเครื่องกลาว (คาถา) ฯ
๖. ปิตพฺพโต ปยา จ สา จตุราวตฺเตน ปริวตฺตพฺพโต วตฺตฺจาติ ปยาวตฺตํ ฯ
(มงฺคล. ๑/๑๔/๑๒)
๖. คาถานั้น ชื่อวา ปยา เพราะเปนวาจาที่จะตองกลาว และชื่อวา วัตร เพราะจะตองราย
โดยจตุราวัตร เพราะฉะนั้น จึงชื่อวา ปยาวัตร ฯ
๗. พลนฺตีติ พาลา อสฺสสิตปฺปสฺสสิตมตฺเตน ชีวนฺติ น เสฏเน ปฺาชีวิเตนาติ อธิปฺปาโย ฯ
(มงฺคล. ๑/๑๗/๑๔)
๗. ชนเหลาใด เปนอยู อธิบายวา ดํารงชีพอยู ดวยอาการสักวา ลมหายใจเขาออก หาใช
เปนอยู ดวยปญญาอันประเสริไม เหตุนั้น ชนเหลานั้น จึงชื่อวา พาล ฯ
๘. พลติ อสฺสสติ เจว ปสฺสสติ จาติ พาโล อสฺสสิตปฺปสฺสสิตมตฺเตน ชีวติ น เสฏเน
ปฺาชีวิเตนาติ วุตฺตํ โหติ ฯ (มงฺคล. ๑/๑๗/๑๔)

๘. ผูใด ยอมเปนอยู คือ ยังหายใจเขาและหายใจออกอยู มีคําที่ทานกลาวไววา ดํารงชีพอยูดวย
อาการสักวาลมหายใจเขาออก หาใชเปนอยูดวยปญญาอันประเสริไม เหตุนั้น ผูนั้น จึงชื่อวา พาล ฯ
๙. พาโล ลกฺขิยติ ายติ เอเตหีติ พาลลกฺขณานิ, พาลสฺส สฺชานนการณโต พาลนิมิตฺตานิ,
พาลสฺส จริตาปทานโต พาลาปทานานีติ จ วุจฺจนฺติ ฯ (มงฺคล. ๑/๑๗/๑๔)
๙. ทานเรียกวา พาลลักษณะ เพราะคนพาลเปนเหตุดันบุคคลกําหนด คือรูกันได, เรียกวา
พาลนิมิต เพราะเปนเหตุแหงการหมายคนพาล, เรียกวา พาลาปทาน เพราะคนพาลประพฤติไมขาด ฯ
๑๐. ปณฺฑนฺตีติ ปณฺฑิตา ทิฏธมฺมิกสมฺปรายิเกสุ อตฺเถสุ าณคติยา คจฺฉนฺตีติ อธิปฺปาโย ฯ
(มงฺคล. ๑/๑๘/๑๕)
๑๐. เหลาชนที่ชื่อวา บัณฑิต เพราะดําเนิน อธิบายวา ไปในประโยชนอันเปนไปในภพนี้และภพ
หนาดวยญาณคติ ฯ
๑๑. สุขุเมสุป อตฺเถสุ ปณฺฑติ คจฺฉติ ทุกฺขาทีนํ ปฬนาทิกํป อาการํ ชานาตีติ ปณฺฑา ฯ
(มงฺคล. ๑/๑๘/๑๕)
๑๑. ปญญาใด ยอมดําเนิน คือ ไปไนประโยชนทั้งหลายแมอันสุขุม คือ ทราบอาการแมเปนตนวา
ความบีบคั้นแหงอริยสัจมีทุกขเปนตน เหตุนั้น ปญญานั้น จึงชื่อวา ปณฑา ฯ
๑๒. อถวา สฺชาตา ปณฺฑา เอตสฺสาติ ปณฺฑิโต ฯ (มงฺคล.๑/๑๘/๑๕)
๑๒. อีกอยางหนึ่ง ปญญาชื่อวา ปณฑาของผูนี้ เกิดพรอมแลว เหตุนั้น ผูนี้ จึงชื่อวา บัณฑิต ฯ
๑๓. ปณฺฑาย อิโต คโต ปวตฺโตติ ปณฺฑิโต ฯ (มงฺคล.๑/๑๘/๑๕)
๑๓. ผูไป คือ ดําเนินไป ไดแก เปนไป ดวยปญญาที่ชื่อวา ปณฑา เหตุนั้น จึงชื่อวา บัณฑิต ฯ
๑๔. ปณฺฑติ าณคติยา คจฺฉตีติ ปณฺฑิโต ฯ (มงฺคล.๑/๑๘/๑๕)
๑๔. ผูชื่อวา บัณฑิต เพราะดําเนิน คือ ไป ดวยญาณคติ ฯ
๑๕. เต หิ เทฺว อนตฺเถ ลนฺตีติ พาลา, เทฺว อตฺเถ ลุนนฺตีติ พาลาติ จ วุจฺจนฺติ ฯ
(มงฺคล. ๑/๑๙/๑๕)
๑๕. ความจริง ทานเรียกชนจําพวกนั้นวา พาล ก็เพราะวา ถือเอาสิ่งอันมิใชประโยชนทั้ง ๒
และเรียกวา พาล ก็เพราะวาตัดเสียซึ่งประโยชนทั้ง ๒ ฯ
๑๖. สุข สํวาโส เอเตนาติ สุขสํวาโส ธีโร ปรฺฑิเตน สทฺธึ เอกฏาเน วาโส สุโขตฺยตฺโถ ฯ
(มงฺคล. ๑/๓๑/๒๕)
๑๖. การอยูรวมดวยบัณฑิตนั้นเปนสุข เหตุนั้น บัณฑิต จึงชื่อวา มีการอยูรวมเปนสุข อธิบายวา
การอยูในสถานที่เดียวกันกับบัณฑิต เปนเหตุนําสุขมา ฯ

๑๗. ภยนฺติ ภีตเจตโส พฺยโถติ อาห จิตฺตุตฺราโสติ ฯ (มงฺคล. ๑/๓๕/๒๙)
๑๗. ความสะดุงแหงใจของบุคคลผูกลัว ชื่อวา ภัย เพราะเหตุนั้น พระอรรถกถาจารยจึงกลาววา
“ความสะดุงแหงจิต” ฯ
๑๘. เต สพฺเพ สตํ ธมฺมํ สมาทานวเสน อุลฺลเปตฺวา สคฺคกาเย นิพฺพตฺตตา สตุลฺลปกายิ
กาติ วุตฺตา ฯ (มงฺคล. ๑/๔๙/๔๖)
๑๘. เทพบุตรเหลานั้นทั้งหมด ทานเรียกวา “สตุลฺลปกายิกา” เพราะเปนผูยกยองธรรมของ
สัตบุรุษดวยอํานาจสมาทานแลว บังเกิดในหมูชาวสวรรค ฯ
๑๙. ตตฺถ ปูชิยเต ปูชนํ ปูชา ภาเว ยุ ฯ (มงฺคล. ๑/๕๙/๕๔)
๑๙. ในบทวา ปูชเนยฺยา นั้น พึงทราบอรรถวิเคราะหดังนี้ อันเขายอมบูชา ชื่อวา ความบูชา
ลง ยุ ปจจัยในภาวสาธนะ แตหนา ปูชฺ ธาตุ ฯ
๒๐. ปูชนํ อรหนฺติ ปูชาย อนุจฺฉวิกา โหนฺตีติ ปูชเนยฺยา ปูชารหา ปูชานุจฺฉวิกาติ อตฺโถ ฯ
(มงฺคล. ๑/๕๗/๕๔)
๒๐. ชนเหลาใด ยอมควรซึ่งการบูชา คือ เปนผูเหมาะแกการบูชา เหตุนั้น ชนเหลานั้น ชื่อ
วา ปูชไนยะ, อธิบายวา เปนผูสมควรซึ่งการบูชา คือ เหมาะแกการบูชา ฯ
๒๑. นตฺถิ กุโต ภวโต วา อารมฺมณโต วา เอเตสํ ภยนฺติ อกุโตภยา ฯ (มงฺคล. ๑/๖๐/๕๙)
๒๑. บูชารหาบุคคลมีพระพุทธเจาเปนตนเหลานั้น ชื่อวา หาภัยแตที่ไหนมิได เพราะ ไมมีภัยแต
ที่ไหน คือ แตภพหรือแตอารมณ ฯ
๒๒. ตทงฺเค ตสิส สตฺถุ องฺเค ธาตุยา มโน เอติสฺสาติ ตทงฺคมนสา ฯ (มงฺคล. ๑/๖๒/๖๒)
๒๒. ใจของหมอมฉันนี่ ไปในองคแหงพระสถูปนั้น คือ ในพระสรีระ ไดแก พระธาตุ แหงพระ
ศาสดานั้น เหตุนั้น หมอมฉันนี่ ชื่อวา มีใจสงไปในองคพระศาสดานั้น ฯ
๒๓. มนสิ ภโวติ มานโส อชฺฌาสโย มโนรโถ ฯ (มงฺคล. ๑/๖๒/๖๒)
๒๓. ก็ฉันทะมีในใจ เหตุนั้น ชื่อวา มานัส คือ อัธยาศัย ไดแก มโนรถ ฯ
๒๔. ตตฺถ ทฏพฺพโต ทสฺสนํ สตฺถุ รูปกาโย ฯ (มงฺคล. ๑/๘๗/๙๔)
๒๔. รูปกายของพระศาสดา ชื่อวา ทัสสนะ ในบทวา ทสฺสนานุตฺตริยํ นั้น เพราะเปนพระรูปที่พึง
เห็น
๒๕. นตฺถิ อิโต อุตฺตรนฺติ อนุตฺตรํ ฯ (มงฺคล. ๑/๘๗/๙๔)
๒๕. ทัสสนะอื่นเยี่ยมกวานี้ ไมมี เหตุนั้น ทัสสนะนี้ ชื่อวา อนุตตระ ฯ
๒๖. สุยฺยตีติ สวนํ สตฺถุ วจนํ ฯ (มงฺคล. ๑/๘๗/๙๔)

๒๖. ที่ชื่อวา สวนะ เพราะอรรถวา อันเขาฟง คือ พระดํารัสของพระศาสดา ฯ
๒๗. ลพฺภตีติ ลาโภ สตฺถริ สทฺธา ฯ (มงฺคล. ๑/๘๗/๙๔)
๒๗. ที่ชื่อวา ลาภะ เพราะอรรถวา อันเขาได คือ ศรัทธาในพระศาสดา ฯ
๒๘. สิกฺขิตพฺพโต สิกฺขา สีลสมาธิปฺา ฯ (มงฺคล. ๑/๘๗/๙๔)
๒๘. ทีช่ ื่อวา สิกขา เพราะอรรถวา อันเขาศึกษา คือ ศีล สมาธิ และปญญา ฯ
๒๙. ปริจรณํ ปาริจริยา อุปฏานํ ฯ (มงฺคล. ๑/๘๗/๙๔)
๒๙. การปรนนิบัติ ชื่อวา ปาริจริยา คือ การบํารุง ฯ
๓๐. อนุสฺสรณํ อนุสฺสติ สตฺถุ คุณานุสฺสรณํ ฯ (มงฺคล. ๑/๘๗/๙๔)
๓๐. ความระลึกถึง ชื่อวา อนุสสติ ไดแก ระลึกถึงคุณของพระศาสดา ฯ
๓๑. มนุสฺสานํ อยนฺติ มานุสี สา เอว มานุสิกา ฯ (มงฺคล. ๑/๑๐๓/๑๑๔)
๓๑. สมบัตินี้ ของมนุษยทั้งหลาย เหตุนั้น ชื่อวา มานุสี มานุสีนั้นแล ชื่อวา มานุสิกา ฯ
๓๒. รมนฺติ เอตาย อชฺฌตฺตํ อุปฺปนฺนาย พหิทฺธา วา อุปกรณภูตายาติ รติ สุขํ สุขวตฺถุ จ ฯ
(มงฺคล. ๑/๑๐๓/๑๑๔)
๓๒. ทวยเทพและมนุษยยอมยินดีดวยสมบัตินั้นที่เกิดขึ้นภายในก็ตาม ที่เปนอุปกรณํในภายนอกก็
ตาม เหตุนั้น สมบัตินั้น ชื่อวา รติ (เปนเครื่องยินดีแหงทวยเทพและมนุษย) ไดแก ความสุขและสิ่งซึ่ง
เปนที่ตั้งแหงความสุข ฯ
๓๓. สมฺปชฺชติ เอตาย คุณวิภูตึ ปาปุณนฺตีติ สมฺปทา ฯ (มงฺคล. ๑/๑๐๔/๑๑๔)
๓๓. บุคคลยอมถึงพรอม คือ บรรลุความเจริญแหงคุณ ดวยสมบัตินั้น เหตุนั้น สมบัตินั้น ชื่อวา
สัมปทา ฯ
๓๔. มหา อตฺโถ อสฺสาติ มหตฺถิกา มหโต อตฺถาย สํวตฺตตีติ อตฺโถ ฯ (มงฺคล. ๑/๑๐๕/๑๑๕)
๓๔. ประโยชนมาก มีอยู แกบุญสัมปทานั้น เหตุนั้น บุญสัมปทานั้น ชื่อวา มีประโยชนมาก
อธิบายวา เปนไปเพื่อประโยชนใหญ ฯ
๓๕. ตทุภยฺหิ อตฺตติ ภวาภวํ ธาวนฺโต ชาติชราทิเภทํ สํสารทุกฺขํ สตตํ คจฺฉติ ปาปุณา
ตีติ อตฺตาติ วุจฺจติ ฯ (มงฺคล. ๑/๑๐๖/๑๑๗)
๓๕. จริงอยู จิตและอัตภาพทั้ง ๒ นั้น เรียกวา ตน เพราะอรรถวา ไป ไดแก แลนไป สูภพ
นอยภพใหญ ถึง คือ ประสบทุกขในสงสารตางโดยชาติและชราเปนตน ติดตอกัน ฯ

๓๖. อตฺถนฺตรวเสน ปน อาหิโต อหนฺติ มาโน เอตฺถาติ จ อทติ สุขทุกฺขํ อนุภวตีติ จ
อตฺตาติ วุจฺจติ ฯ (มงฺคล. ๑/๑๐๖/๑๑๗)
๓๖. อนึ่ง ดวยสามารถความอื่น จิตและอัตภาพทั้ง ๒ นั้น เรียกวา ตน เพราะอรรถวา มานะ
วา เรา ตั้งลงแลวในอัตภาพนี้ และเพราะอรรถวา กิน ไดแก เสวย สุขและทุกข ฯ
๓๗. เตหิ เตหิ อุปาเยหิ สิกฺขิตพฺพตฺเถน สิปฺป หตฺถโกสลฺลํ ฯ (มงฺคล. ๑/๑๑๕/๑๓๔)
๓๗. ความเปนผูฉลาดในหัตถกรรม ชื่อวา ศิลปะ เพราะอรรถวา อันบุคคลตองศึกษาดวยอุบาย
นั้น
๓๘. กายิกวาจสิกอชฺฌาจารนิเสธนโต เจส กายฺจ วาจฺจ วิเนตีติ วินโย ฯ (มงฺคล. ๑/
๑๑๕/๑๓๔)
๓๘. ก็ อุบายนั่น ยอมฝกกายดวย วาจาดวย เพราะเกียดกันเสียซึ่งอัชฌาจารทางกายและทาง
วาจา เหตุนั้น อุบายนัน่ จึงชื่อวา วินัย ฯ
๓๙. วาจาติ คิรา พฺยปโถ ฯ (มงฺคล. ๑/๑๑๕/๑๓๔)
๓๙. คําเปลง คือ คําเปนทาง ชื่อวา วาจา ฯ
๔๐. วินโยติ กายวาจาจิตฺตวินยนํ เตสํ ยถานุรูป อาปตฺติโต วา ทุสฺสีลฺยโต วา อกุสลกมฺมปถ
โต วา นิเสธนํ นิวารณนฺตฺยตฺโถ ฯ (มงฺคล. ๑/๑๑๕/๑๓๔)
๔๐. กฎสําหรับฝกกายวาจาและจิต อธิบายวา เครื่องกัน เครื่องหามกายวาจาและจิตนั้น จาก
อาบัติบาง จากโทษเรื่องทุศีลบาง จากอกุศลกรรมบถบาง ตามสมควร ชื่อวา วินัย ฯ
๔๑. วุจฺจตีติ วาจา ฯ คิริยตีติ คิรา ฯ พฺยปโถติ วากฺยเภโท ฯ (มงฺคล. ๑/๑๑๕/๑๓๔)
๔๑. สัททชาติใด อันเขาพูดกัน เหตุนั้น สัททชาตินั้น ชื่อวา วาจา ฯ สัททชาติใด อันเขาเปลง
เหตุนั้น สัททชาตินั้น ชื่อวา คิรา ฯ การเปลงถอยคํา ชื่อวา คําเปนทาง ฯ
๔๒. วากฺยฺจ ตํ ปโถ จ อตฺถํ าตุกามานํ าเปตุกามานฺจาติป พฺยปโถ ฯ (มงฺคล. ๑/
๑๑๕/๑๓๔)
๔๒. ถอยคํานั้นดวย เปนทางดวย แหงเหลาชนผูประสงคจะทราบเองและประสงคจะใหผูอื่นทราบ
เนื้อความ แมเพราะเหตุนั้น ชื่อวา พฺยปโถ ฯ
๔๓. วาจาเยว หิ อฺเสมฺป ทิฏานุคตึ อาปชฺชนฺตานํ ปถภูตา พฺยโถติ วุจฺจติ ฯ (มงฺคล.
๑/๑๑๕/๑๓๔)
๔๓. จริงอยู วาจาเทานั้น เปนทางของชนทั้งหลายผูถึงทิฏานุคติ (คือเปนตัวอยาง) แมของชน
เหลาอื่น ทานจึงเรียกวา พฺยปโถ ฯ

๔๔. พหุสฺสุโตติ พหุ อสฺส สุตํ นวงฺคสตฺถุสาสนํ ปาลิอนุสนฺธิปุพฺพาปรวเสน อุคฺคหิตํ
โหตีตฺยตฺโถ ฯ (มงฺคล. ๑/๑๑๗/๑๓๕)
๔๔. สุตะ คือ นวังคสัตถุศาสนของภิกษุนั้นมาก อธิบายวา เปนอันเธอเรียนแลว ดวยสามารถ
อักขระเบื้องตนและเบื้องปลายแหงบาลีและอนุสนธิ ฯ
๔๕. วฏฏทุกฺขนิสฺสรณตฺถิเกหิ โสตพฺพโต สุตํ ปริยตฺติธมฺโม ตํ ธาเรตีติ สุตธโร ฯ (มงฺคล.
๑/๑๑๗/๑๓๖)
๔๕. พระปริยัติธรรม ชื่อวา สุตะ เพราะเปนธรรมอันผูมีความตองการออกจากวัฏฏทุกขควรฟง
ภิกษุใด ทรงสุตะนั้น เหตุนั้น ภิกษุนั้น ชื่อวา ผุทรงสุตะ ฯ
๔๖. เอกปทํ เอกกฺขรมฺป อวินฏ ํ หุตฺวา สนฺนิจินาตีติ สนฺนิจโย ฯ สุตํ สนฺนิจโย
เอตสฺมินฺติ สุตสนฺนิจโย ฯ (มงฺคล. ๑/๑๑๗/๑๓๖)
๔๖. สุตะ มีบทเดียว ไมตกหลนไปแมอักษรเดียว สั่งสมอยู เหตุนั้น สุตะนั้น ชือ่ วา สิ่งที่สั่งสมอยู
สุตะเปนที่สั่งสม มีในภิกษุนั้น เหตุนั้น ภิกษุนั้น ชื่อวา มีสุตะเปนที่สั่งสมอยู ฯ
๔๗. โสตนฺติ ปสาทโสตนฺติ อาห ตฺหิ สวนาย โอทหิตพฺพนฺติ ฯ (มงฺคล. ๑/๑๒๔/๑๔๑)
๔๗. พระอรรถกถาจารย กลาววา บทวา โสตํ ไดแก โสตประสาท ดวยความประสงควา ก็โสต
ประสาทนั้น อันบุคคลควรเงี่ยเพื่อสดับ ฯ
๔๘. ภิกฺขุ ธมฺมสรณตาย ธมฺเมเนว นาถติ อีสติ อภิภวตีติ นาโถติ วุจฺจติ ฯ (มงฺคล. ๑/๑๒๙/
๑๔๙)
๔๘. ภิกษุทานเรียกวา นาถ เพราะอรรถวา ปกปก รักษา คุมครอง (ซึ่งตน) ดวยธรรมนั่นเอง
เพราะมีธรรมเปนที่ตั้ง ฯ
๔๙. ตจฺฉกาทโย หิ กโรนฺติ นิมฺมินนฺติ ตจฺฉกาทิกนฺติ การโว สิปฺปเมเตสมตฺถีติ สิปฺปโนติ จ
วุจฺจนฺติ ฯ (มงฺคล. ๑/๑๔๔/๑๖๓)
๔๙. แทจริง ชางถากเปนตน ทานเรียกวา ชาง เพราะทํา คือ สราง สิง่ กอสรางมีการงานชอง
ชางถากเปนตน และเรียกวา ผูมีศิลปะ เพราะคนเหลานี้ มีศิลปะ ฯ
๕๐. สคฺคโมกฺขานํ อนฺตรายํ กโรนฺตีติ อนฺตรายิกา ฯ (มงฺคล. ๑/๑๔๗/๑๖๙)
๕๐. ธรรมเหลาใด ยอมทําอันตรายตอสวรรค และพระนิพพาน (โมกษะ) เหตุนั้น ธรรมเหลานั้น
ชื่อวา อันตรายิกธรรม ( ธรรมอันทําอันตราย) ฯ
๕๑. ตนฺตํสมฺปตฺติยา วิพนฺธนวเสน สตฺตสนฺตานสฺส อนฺตเร เวมชฺเฌ เอติ อาคจฺฉตีติ อนฺตราโย
ทิฏธมฺมิกาทิอนตฺโถ ฯ (มงฺคล. ๑/๑๔๘/๑๗๐)

๕๑. สภาพใด ยอมถึง คือ ยอมมา ในระหวาง คือ ในทามกลางสันดานของสัตวดวยสามารถ
ขัดขวางตอสมบัตินั้น เหตุนั้น สภาพนั้น ชื่อวา อันตราย คือ อนัตถะ (ความฉิบหาย) อันเปนไปในทิฏ
ธรรม (ปจจุบัน) เปนตน ฯ
๕๒. สุชฺฌติ เอตายาติ สุทฺธิ ยถาธมฺมํ เทสนาว สุทฺธิ เทสนาสุทฺธิ ฯ (มงฺคล. ๑/๑๕๙/๑๗๗)
๕๒. ศีลยอมบริสุทธิ์ได ดวยคุณชาตินั้น เหตุนั้น คุณชาตินนั้ ชื่อวา เครือ่ งบริสุทธิ์, คุณชาติ
เครื่องบริสุทธิ์ คือ การแสดงตามธรรม ชื่อวา เทศนาสุทธิ ฯ
๕๓. วิสํวาทนาธิปฺปาเยนสฺส
ปรวิสํวาทกกายวจีปโยคสมุฏปกา เจตนา
มุสาวาโท
ยถาวุตฺตปฺปโยคภูตํ มุสา วทติ วิฺาเปติ สมุฏเปติ วา เอตายาติ กตฺวา ฯ (มงฺคล. ๑/๒๐๙/๒๐๗)
๕๓. เจตนาของเขา อันนังกายประโยคและวจีประโยค ซึ่งเปนเครื่องกลาวใหคลาดเคลื่อนตอผูอื่น
ใหตั้งขึ้น ดยประสงคจะกลาวใหคลาดเคลื่อน ชื่อวา มุสาวาท เพราะวิเคราะห็วา บุคคลยอมกลาวมุสา อัน
เปนประโยคตามที่กลาวแลว คือ ใหผูอื่นรูแจงมุสา หรือ ยังมุสา ใหตั้งขึ้นดวยเจตนานั่น ฯ
๕๔. อตฺถํ วตฺถุ ตถโต ปรํ วิฺาเปตุกามสฺส ปน ตถาวิฺตฺติสมุฏาปกา เจตนา มุสาวาโท
มุสา วาทิยติ วุจฺจติ เอตายาติ กตฺวา ฯ (มงฺคล. ๑/๒๑๐/๒๐๗)
๕๔. ก็ เจตนาที่ยังวิญญัติ (การเปลงถอยคํา) อยางนั้นใหตั้งขึ้นของบุคคลผูประสงคจะยังผูอื่นให
ทราบเรื่องอันไมจริโดยความเปนเรื่องจริง ชื่อวา มุสาวาท เพราะอรรถวิเคราะหวา มุสาวาทีบุคคล ยอม
กลาวคําเท็จดวยเจตนานั้น ฯ
๕๕. สงฺกิลิฏจิตฺตสฺส ปเรสํ วา เภทาย อตฺตโน ปยกมฺยตาย วา กายวจีปโยคปสมุฏาปกา
เจตนา ปสุณวาจา ปสุณํ วตติ เอตายาติ กตฺวา ฯ (มงฺคล. ๑/๒๑๒/๒๐๙)
๕๕. เจตนาของผูมีจิตเศราหมอง อันยังการประโยคและวจีประโยคใหตั้งขึ้น เพื่อทําลายชนเหลาอื่น
ก็ดี เพื่อประสงคจะทําตนใหเปนที่รัก (ของผูอื่น) ก็ดี ชื่อวา ปสุณวาจา เพราะวิเคราะหวา ปสุณวาจีบุคคล
ยอมกลาวคําสอเสียด ดวยเจตนานั่น ฯ
๕๖. ปรสฺส มมฺมจฺเฉทกกายวจีปโยคสมุฏาปกา เอกนฺตผรุสเจตนา ผรุสวาจา ผรุสํ วตติ เอตา
ยาติ กตฺวา ฯ (มงฺคล. ๑/๒๑๓/๒๐๙)
๕๖. เจตนาหยาบโดยสวนเดียวที่ยังกายประโยคและวจีประโยคอันเปนเหตุตัดเสียซึ่งคํารักของชน
อื่นใหตั้งขึ้น ชื่อวา ผรุสวาจา เพราะวิเคราะห็วา ผรุสวาจีบุคคล ยอมกลาวคําหยาบ ดวยเจตนานั่น ฯ
๕๗. อนตฺถวิฺาปกกายวจีปโยคสมุฏาปกา อกุสลเจตนา สมฺผปฺปลาโส สมฺผํ นิรตฺถกํ ปลปติ
เอเตนาติ กตฺวา ฯ (มงฺคล. ๑/๒๑๗/๒๑๑)
๕๗. อกุศลเจตนาที่ยังกายประโยคและวจีประโยคซึ่งเปนเครื่องยังผูอื่นใหรูสิ่งที่มิใชประโยชนให
ตั้งขึ้น ชื่อวา สัมผัปปลาป เพราะวิเคราะหวา สัมผัปปลาปบุคคล ยอมเจรจาคําเพอเจอ หาประโยชนมิได
ดวยเจตนาธรรมนั่น ฯ

๕๘. อภิชฺฌายตีติ อภิชฺฌา ปรภณฺฑาภิมุขี หุตฺวา ตนฺนินฺนตาย ปวตฺตตีติ อตฺโถ ฯ (มงฺคล.
๑/๒๑๙/๒๑๒)
๕๘. ธรรมชาติที่ชื่อวา อภิชฌา เพราะอรรถวา เพงเล็ง อธิบายวา เปนไปโดยความเปนผูมุง
หนาตอภัณฑะของผูอื่นแลวนอมไปในภัณฑะนั้น ฯ
๕๙. หิตสุขํ พฺยาปาทยตีติ พฺยาปาโท ฯ (มงฺคล. ๑/๒๒๐/๒๑๓)
๕๙. สภาพที่ชื่อวา พยาบาท เพราะอรรถวา ยังประดยชนสุขใหถึงความพินาศไป ฯ
๖๐. ยถาภุจฺจคฺคหณาภาเวน มิจฺฉา ปสฺสตีติ มิจฺฉาทิฏิ ฯ ฯ (มงฺคล. ๑/๒๒๑/๒๑๔)
๖๐. ธรรมชาติใด ยอมเห็นผิด เพราะไมมีการถือเอาตามความเปนคริง เหตุนั้น ธรรมชาตินั้น
ขื่อวา ผูเห็นผิด ฯ
๖๑. เวรเหตุตาย เวรํ วุจฺจติ ปาณาติปาตาทิปาปธมฺโม ฯ ฯ (มงฺคล. ๑/๒๔๗/๒๓๒)
๖๑. บาปธรรมมีปาณาติบาตเปนตน ทานเรียกวา เวร เพราะเปนเหตุแหงเวร ฯ
๖๒. ตํ มณติ มยิ อิธ ิตาย กถมาคจฺฉสีติ ตชฺเชนฺตี วิย นีหรตีติ เวรมณี ฯ ฯ (มงฺคล. ๑/
๒๔๗/๒๓๒)
๖๒. คุณชาติใด ยอมขับไล คือ เปนดังคุกคามอยูวา เมื่อเราตั้งอยู ณ ที่นี้ เจาจะมาไดอยางไร
ดังนี้ กําจัดเวรนั้นเสีย เหตุนั้น คุณชาตินั้น ชื่อวา เวรมณี ฯ
๖๓. ตโต วา ปาปธมฺมโต วิรมติ เอตายาติ วิรมณีติ วตฺตพฺเพ ฯ ฯ (มงฺคล. ๑/๒๔๗/๒๓๒)
๖๓. อีกอยงหนึ่ง เมื่อพระอาจารยพึงกลาววา วิรมณี เพราะวิเคราะหวา บุคคลยอมเวน จากบาป
ธรรมนั้น ดวยคุณชาตินั้น ฯ
๖๔. เวรํ มณตีติ เวรมณี เวรํ ปชหตีติ อตฺโถ ฯ (มงฺคล. ๑/๒๔๘/๒๓๓)
๖๔. คุณชาติใด ยอมขับไลเวร อธิบายวา ยอมละเวร เหตุนั้น คุณชาตินั้น ชื่อวา เวรมณี ฯ
๖๕. วิรมติ วา เอตาย การณภูตาย เวรมฺหา ปุคฺคโลติ วิการสฺส เวการํ กตฺวาป เวรมณี ฯ
(มงฺคล. ๑/๒๔๘/๒๓๓)
๖๕. อีกอยางหนึ่ง บุคคลยอมเวนจากเวร ดวยคุณชาตินั้น อันเปนเหตุ เหตุนั้น คุณชาตินั้น ชื่อ
วา เวรมณี แมเพราะวิการ วิ อักษรเปน เว อักษร ฯ
๖๖. วตฺติ เอตายาติ วาจา วจนสมุฏาปกา เจตนา ฯ (มงฺคล. ๑/๒๖๐/๒๔๑)
๖๖. บุคคล ยอมกลาวดวยเจตนานั่น เหตุนั้น เจตนานั่น ชื่อวา วาจา ไดแก เจตนา อันยัง
ถอยคําใหตั้งขึ้น ฯ
๖๗. เจตนา ปสุณวาจา ปสุณํ วตติ เอตายาติ ฯ (มงฺคล. ๑/๒๖๐/๒๔๑)

๖๗. เจตนา ชื่อวา ปสุณวาจา เพราะอรรถวิเคราะหวา บุคคลยอมกลาวคําสอเสียดดวยเจตนา
นั่น ฯ
๖๘. องฺคิยนฺติ เหตุภาเวน ายนฺตีติ องฺคานิ การณานิ ฯ (มงฺคล. ๑/๒๖๓/๒๔๓)
๖๘. ธรรมชาตเหลาใด อันบุคคล ยอมกําหนด คือ ยอมรูดวยความเปนเหตุ เหตุนั้น ธรรมชาต
เหลานั้น ชื่อวา องค ไดแก การณ ฯ
๖๙. อาเนตฺวา หุนิตพฺพํ ทูรโตป อาหริตฺวา ผลวิเสสํ อากงฺขนฺเตน คุณวนฺเตสุ ทาตพฺพนฺติ
อาหุนํ อนฺนปานาทิ ฯ ตํ อุปการกฺเขตฺตตาย อรหนฺตีติ อาหุเนยฺยา ฯ (มงฺคล. ๑/๒๙๕/๒๗๑)
๖๙. วัตถุใด อันบุคคลพึงนํามาบูชา คือ เมื่อหวังผลวิเศษ พึงนํามาแมแตที่ไกลแลว ใหในมารดา
บิดาผูมีคุณ เหตุนั้น วัตถุนั้น ชื่อวา อาหุนะ คือ ขาวและน้ําเปนตน มารดาบิดายอมควรซึ่งวัตถุอันบุตร
พึงนํามาบูชานั้น เพราะเปนเขตอุปการะ เหตุนั้น ชื่อวา อาหุไนยบุคคล ฯ
๗๐. เอวํ อกตฺวา โปสิตตฺตา เนสํ ตมารมฺมณทสฺสนํ มาตาปตโร นิสฺสาย ชาตนฺติ เต อิมสฺส
โลกสฺส ทสฺเสตาโร นาม ฯ (มงฺคล. ๑/๒๙๖/๒๗๒)
๗๐. การที่บุตรเหลานั้น เห็นอารมณนั้นได อาศัยมารดาบิดา เพราะมารดาบิดา ไมทําอยางนั้น
เลี้ยงดูไว เหตุนั้น มารดาบิดานั้น จึงชื่อวา ผูแสดงโลกนี้ ฯ
๗๑. อนามฏปณฺฑปาโตติ อปฺปพฺพชิตสฺส หตฺถโต ลทฺโธ อตฺตนา อฺเน วา อคฺคหิตอคฺโค
ปณฺฑปาโต ฯ (มงฺคล. ๑/๓๐๓/๒๗๗)
๗๑. บิณฑิบาต อันภิกษุไดแลว จากมือของผูไมใชบรรพชิต (คฤหัสถ) มียอดอันตนหรือภิกษุอื่น
ยังไมไดถือเอาแลว ชื่อวา อนามัฏบิณฑบาต ฯ
๗๒. ติฏติ เอตฺถ ผลํ ตทายตฺตวุตฺติตายาติ านํ เหตุ ฯ (มงฺคล. ๑/๓๓๕/๓๑๒)
๗๒. ผลยอมตั้งอยูในการณนั้น เพราะความที่ผลนั้น เปนไปเนื่องดวยการณนั้น เหตุนั้น การณ
นั้น จึงชื่อวา านะ (เปนที่ตั้ง ) คือ เหตุ ฯ
๗๓. สนฺธิโยติ จตุกฺโกณรจฺฉาโย วุจฺจนฺติ ฆรสนฺธิภิตฺติสนฺธิอาโลกสนฺธโย จาป สิงฺฆาฏโกติ ติ
โกณรจฺฉา ฯ (มงฺคล. ๑/๓๓๙/๓๒๐-๓๒๑)
๗๓. ตรอกมีมุม ๔ พระผูมีพระภาคเจา ตรัสวา สนฺธิ, แมที่ตอแหงเรือน ที่ตอแหงฝาและที่ตอ
แหงหนาตาง (กรอบหนาตาง ) พระผูมีพระภาคเจา ก็ตรัสวา สนฺธิ, ตรอกมีมุม ๓ ชื่อวา สิงฺฆาฏก ฯ
๗๔. ททิตพฺพาติ ทชฺชา ฯ (มงฺคล. ๑/๓๔๗/๓๒๖)
๗๔. สมบัติใด อันเขาพึงให เหตุนั้น สมบัตินั้น ชื่อวา ทชฺชา (สมบัติอันเขาพึงให) ฯ
๗๕. ฉกฺกามสคฺคสงิขาตาสุ อุปรุปริภูมีสุ ผลทานวเสน อุทฺธมคฺคมสฺสาติ อุทฺธคฺคา ฯ (มงฺคล. ๑/
๓๖๑/๓๓๖)

๗๕. ผลแหงทักษิณานั้น (ไป) ในเบื้องบน ดวยสามารถการใหผลในภูมิสูง ๆ ขึ้นไป กลาวคือ กาม
สวรรค ๖ ชั้น เหตุนั้น ทักษิณานั้น ชื่อวา มีผลในเบื้องบน ฯ
๗๖. ยาจกานํ วจนํ ชานนฺติ เตสํ มุขาการทสฺสเนเนว อตฺถํ ชานนฺตีติ วทฺู ฯ (มงฺคล. ๑/
๓๗๗/๓๔๗)
๗๖. บุตรเหลาใด รูคําพูดของพวกยาจก คือ ทราบความประสงคของพวกยาจกเหลานั้น ดวยการ
เห็นอาการแหงหนา (หรือ) เทานั้น เหตุนั้น บุตรเหลานั้น ชื่อวา วทัญู ฯ
๗๗. เตสํ วา เทหีติ วจนํ สุตฺวา อิเม ปุพฺเพ ทานํ อทตฺวา เอวํ ภูตา มยา ปน น เอวํ
ภวิตพฺพนฺติ เตสํ ปริจฺจาเคน ตทตฺถํ ชานนฺตีติ วทฺู ฯ (มงฺคล. ๑/๓๗๗/๓๔๗)
๗๗. อีกอยางหนึ่ง บุตรเหลาใด ไดยินคําพูดของพวกยาจกเหลานั้นวา “โปรดให (ทาน)” แลวคิด
วา “ชนเหลานั้น ไมใหทานในกาลกอน จึงเปนอยางนี้” สวนเราไมควรเปนอยางนี้ ดังแลว ยอมทราบความ
นั้น ดวยการบริจาคแกยาจกเหลานั้น เหตุนั้น บุตรเหลานั้น ชื่อวา วทัญู ฯ
๗๘. ปณฺฑิตานํ วา กมฺมสฺสกตาทิทีปกํ วจนํ ชานนฺตีติ วทฺู ฯ (มงฺคล. ๑/๓๗๗/๓๔๗)
๗๘. อีกอยางหนึ่ง บุครเหลาใด ยอมทราบคําพูด อันแสดงคุณมีความที่สัตวเปนผูมีกรรมเปนของ
ตน เปนตน ของบัณฑิตทั้งหลาย เหตุนั้น บุตรเหลานั้น ชื่อวา วทัญู ฯ
๗๙. อปฺเปน วา พหุนา วา ธเนน กีตา ธนกฺกีตา ฯ (มงฺคล. ๑/๓๘๓/๓๕๐)
๗๙. สตรีที่เขาซื้อมาดวยทรัพยนอยบาง มากบาง ชื่อวา ธนักกีตา ฯ
๘๐. ฉนฺเทน อตฺตโน รุจิยา วสตีติ ฉนฺทวาสินี ฯ (มงฺคล. ๑/๓๘๓/๓๕๐)
๘๐. สตรีใด ยอมอยูดวยความพอใจ คือ ความยินดีของตน เหตุนั้น สตรีนั้น ชื่อวา ฉันทวาสินี

๘๑. โภเคน วสตีติ โภควาสินี ฯ (มงฺคล. ๑/๓๘๓/๓๕๐)
๘๑. สตรีใด ยอมอยูดวยโภคะ เหตุนั้น สตรีนั้น ชื่อวา โภควาสินี ฯ
๘๒. ปเฏน วสตีติ ปฏวาสินี ฯ (มงฺคล. ๑/๓๘๓/๓๕๐)
๘๒. สตรีใด ยอมอยู ดวยแผนผา เหตุนั้น สตรีนั้น ชื่อวา ปฏวาสินี ฯ
๘๓. โอภฏํ โอโรปตํ จุมฺพฏมสฺสาติ โอภฏจุมฺพฏา ฯ (มงฺคล. ๑/๓๘๓/๓๕๐)
๘๓. เทริด (ของเทินบนศีรษะ) ของสตรีนั้น อันบุรุษนําลง คือ ปลงลงแลว เหตุนั้น สตรีนั้น ชื่อ
วา โอภฏจุมฺพฏา ฯ
๘๔. วิคตา มานนา วิมานนา น วิมานนา อวิมานนา วิมานนาย อกรณํ ฯ (มงฺคล. ๑/๓๘๖/
๓๕๒)

๘๔. ความนับถือ ไปปราศแลว ชื่อวา ความดูหมิ่น, ความดูหมิ่น หามิได ชื่อวา ความไมดูหมิ่น
คือ ไมทําความดูหมิ่น ฯ
๘๕. อาทเรน หุนนํ ปูชนํ อาหุนํ สกฺกาโร ฯ (มงฺคล. ๑/๓๙๔/๓๕๗)
๘๕. ของคํานับ คือ ของบูชา โดยเอื้อเฟอ ชื่อวา อาหุนะ ไดแก สักการะ ฯ
๘๖. อาหุนํ อรหนฺตีติ อาหุเนยฺยา ฯ (มงฺคล. ๑/๓๙๔/๓๕๗)
๘๖. ชนเหบลาใด ยอมควรซึ่งของคํานับ เหตุนั้น ชนเหลานั้น ชื่อวา อาหุไนยะ ฯ
๘๗. วหิตพฺพภาเวน ธุโร วิยาติ ธุโร ภาโร ฯ (มงฺคล. ๑/๔๐๓/๓๖๒)
๘๗. ที่ช่อื วา ธุระ เพราะเปนดังแอก โดยความเปนของอันบุคคลพึงนําไป ไดแก ภาระ ฯ
๘๘. อิธ ปน ธุรํ สมฺปคฺคหโต ตทุทฺธรเณน ธุโร วิริยํ ฯ (มงฺคล. ๑/๔๐๓/๓๖๒)
๘๘. แตในบทวา ธุรวา นี้ ความเพียร ชื่อวา ธุระ เพราะเปนเครื่องชวยธุระนั้นของผูรับธุระอยู ฯ

สวนที่สี่
ประโยคที่ควรทําความเขาใจ
ในมังคลัตถทีปนี ภาค ๑
๑. โย ยาจติ โส อปฺปโย โหติ ฯ
บุคคลผูขอ ยอมไมเปนที่รัก ฯ
๒. อหํ วา ตว ตฺวํ วา มม เทสฺโส อปฺปโย มา อโหสิ ฯ
ขาพเจา อยาไดเปนที่เกลียดชัง คือ ไมเปนที่รักของทาน หรือวา ทานอยาไดเปนที่เกลียดชัง คือ
ไมเปนที่รัก ของขาพเจาเลย ฯ
๓.

พฺรหฺมาติ มาตาปตโร
อาหุเนยฺยา จ ปุตฺตานํ

ปุพฺพาจริยาติ วุจฺจเร
ปชาย อนุกมฺปกาติ ฯ
(มงฺคล. ๑/๒๙๕/๒๗๑)
มารดาบิดา ผูอนุเคราะหประชา (บุตร) ทานเรียกวา “พรหม บุรพาจารย
และอาหุไนยบุคคล ของบุตรทั้งหลาย ฯ

๔.

ทิฏเ ธมฺเม จ โย อตฺโถ
โย อตฺโถ สมฺปรายิโก
อตฺถาภิสมยา ธีโร
ปณฺฑิโตติ ปวุจฺจตีติ
เอวํ โกสลสํยุตฺเต อุโภอตฺถสุตฺเต วุตฺตตฺตา เย เทฺว อตฺเถ ปฏิลภนฺติ ตทตฺถปฺปฏิลาภาย ปฏิปชฺชนฺต
เต ปณฺฑิตา นาม ฯ เย เทฺว อตฺเถ ฉินฺทนฺติ เทฺว อนตฺเถ อาทิยนฺติ เต พาลา นาม ฯ (มงฺคล. ๑/
๑๙/๑๕)
ชนเหลาใด ยอมไดรับประโยชนทั้ง ๒ คือ ปฏิบัติเพื่อไดรับประโยชนนั้น ชนเหลานั้น ชื่อวา
บัณฑิต เพราะพระผูมีพระภาคเจาตรัสไวในอุโภอัตถสูตรในโกสลสังยุตอยางนี้วา
“ธีรชน ทานเรียกวา “บัณฑิต” เพราะยึดไวไดซึ่งประโยชน
(ทั้ง ๒) คือ ประโยชนในปจจุบันและประโยชนในภพหนา”
ชนจําพวกใด ตัดเสียซึ่งประโยชนทั้ง ๒ ถือเอาแตสิ่งที่มิใชประโยชนทั้ง ๒ ชนจําพวกนั้น ชื่อวา
พาล ฯ
๕. อิทานิ ยตฺถ อปฺปกํ กตํ ปุฺํ มหปฺผลํ โหติ ตํ ปากฏํ กตฺวา ทสฺเสนฺโต นตฺถิ
จิตฺเตติ คาถมาห ฯ (มงฺคล. ๑/๖๓/๖๓)
บัดนี้ ทาวสักกะ เมื่อจะทรงแสดง เขตบุญที่บุคคลทํานอยมีผลมาก ใหปรากฏ จึงตรัสคาถาวา
นตฺถิ จิตฺเต เปนตน ฯ
๖. อามิสปูชโก หิ คหฏโ โย อตฺตโน ทินฺโน โอวาโท ตํ กโรติ นาม โอวาทการโก จ
ปูเชติ ฯ (มงฺคล. ๑/๗๓/๘๐)

ก็ คฤหัสถ ผูบูชาดวยอามิส ชื่อวา ทํา (ตาม) โอวาทที่พระศาสดาประทานไวแกตน และผูทํา
ตามโอวาท ชื่อวา บูชา ฯ
๗. ยตฺถ ตฺวา สตฺถารํ ปสฺสติ ตตฺถ ิโต …..ฯ (มงฺคล. ๑/๘๘/๙๕)
…ยืนอยูในที่ ๆ ยืนอยูแลว จะเห็นพระศาสดาได….ฯ
๘. เอวํ ภควา โส เตสํ ยํ ผลํ เทติ ตํ เอส เทวมนุสฺสานํ ฯเปฯ นิธีติ สงฺเขปโต ทสฺเสตฺ
วา อิทานิ ยสฺมา ปฏนาย ตํ ตสฺส สพฺพกามททตฺตํ โหติ น วินา ปฏนํ ตสฺมา ตํ ตสฺส สพฺพกา
มททตฺเต เหตุ ปฏนํ ทสฺเสนฺโต……ฯ (มงฺคล. ๑/๑๐๐/๑๑๒)
พระผูมีพระภาคเจา
ครั้นทรงแสดงผลที่ บุญนิธินั้น
ใหแกทวยเทพและมนุษยเหลานั้น
โดยสังเขปวา “(บุญ) นิธินั่น ใหสมบัติอันนาใครทุกอยางแกทวยเทพและมนุษย” ดวยประการนี้แลว บัดนี้
เมื่อทรงแสดงความปรารถนานั้นวา เปนเหตุในความที่บุญนิธินั้น จะใหสมบัตินาใครทุกอยางได ก็ดวยความ
ปรารถนา เวนความปรารถนาเสีย หาใหไดไม…..ฯ
๙. อิทานิ

ยนฺตํ สพฺพํ เอเตน ลพฺภติ, ตํ โอธิโส โอธิโส ทสฺเสนฺโต…..ฯ (มงฺคล. ๑/๑๐๐/

๑๑๒)
บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงผลทุกอยางที่ไดดวยบุญนิธินั้น โดยเฉพาะอยาง ๆ….ฯ
๑๐. อิมินา เย เต ทิวิภวา ทิพฺพาติ วุจฺจนฺติ เตสุ ทิพพฺ าสุ กาเยสุ อุปฺปนฺนานํป
เทวรชฺชํ ทสฺเสติ ฯ (มงฺคล. ๑/๑๐๐/๑๑๒)
ดวยบทนี้ ทรงแสดง ความเปนเทพยดาผูพระราชาแมแหงเทพทั้งหลาย ผูเกิดขึ้นในหมูที่
เรียกวา “ทิพย” เพราะมีในโลกทิพย ฯ
๑๑. เอวํ ภควา ยนฺต ํ ยํ ยํ เทวาภิปฏเนฺติ สพฺพเมเตน ลพฺภตีติ วุตฺตํ ตํ อิมาหิ
ปฺจหิ คาถาหิ โอธิโส โอธิโส ทสฺเสตฺวา…….ฯ (มงฺคล. ๑/๑๐๕/๑๑๕)
พระผูมีพระภาคเจา ครั้นทรงแสดงผลที่พระองคตรัสไวในกึ่งคาถาวา “ทวยเทพและมนุษย
ปรารถนาผลใด ๆ ผลนั้น ๆ ทั้งปวงยอมไดดวยบุญนิธินั้น” โดยเฉพาะเจาะจง ดวย ๕ คาถานี้ ดังพรรณนามา
ฉะนแลว…ฯ
๑๒. อิโต ปฏาย มม อาโลปโต อุปฑฺฒุปฑฺฒมฺป อเทยฺยํ นาม นตฺถิ อุทกํ ปสตมตฺตมฺป
จาหํ ลภิตฺวา อทตฺวาน ปวิสฺสามิ….ฯ (มงฺคล. ๑/๑๐๙/๑๒๘)
ตั้งแตวันนี้ไป ของแมครึ่งหนึ่ง ๆ จากคําขาวของเรา ชื่อวา ไมเคยให ไมมี อนึ่ง เราไดน้ํา
แมประมาณซองมือหนึ่ง ไมให (แกใคร ๆ) แลวจักไมดื่ม (น้ํานั้นกอน) ฯ
๑๓. นนฺติ เยน มิจฺฉาปตํ จิตฺตํ ตํ ปุคฺคลํ ฯ (มงฺคล. ๑/๑๑๒/๑๓๑)
บทวา นํ ไดแก บุคคลผูที่ตั้งจิตไวผิด ฯ

๑๔. ยา ปฺา สหชาตนามกาเยน สมฺปาเปติ ตเทว สจฺฉิกริยมานํ นิพฺพานํ เตเนว สา
สจฺฉิกิริยาภิสมเยน วิภูตํ ปากฏํ กโรนฺตี ปสฺสติ ปจฺจกฺขํ กโรตีติ ฯ (มงฺคล. ๑/๑๒๔/๑๔๒)
ปญญา ยังนิพพานใหถึงพรอมไดดวยสหชาตนามกาย ทํานิพพานที่ตนกําลังใหแจงนั้นนั่นให
แจมแจง คือ ทําใหปรากฏ ชื่อวา เห็นอยู คือ ทําใหประจักษอยู ดวยสัจฉิกิริยาสมัยนั่นแล ฯ
๑๕. อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ยานิ ตานิ สพฺรหฺมจารีนํ อุจฺจาวจานิ กิงฺกรณียานิ ตตฺถ ทกฺโข
โหต อนลโส ..ฯ (มงฺคล. ๑/๑๒๘/๑๔๙)
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้ เปนผูขยันไมเกียจคราน ในการงานอะไรที่จะพึงชวยกันทํา
ทั้งสูงทั้งต่ําของเพื่อนพรหมจารีดวยกัน … ฯ
๑๖. เต ปน ยาว อริเย น ขมาเปนฺติ ตาวเทว น ตโต ปรํ ฯ (มงฺคล. ๑/๑๔๗/๑๖๙)
ก็ อุปวาทันตรายิกธรรมเหลานั้น ยอมทําอันตรายตลอดเวลาที่ผูวารายทั้งหลาย ยังไมให
พระอริยเจาทั้งหลายอดโทษเทานั้น เบื้องหนาแตใหพระอริยเจาทั้งหลายอดโทษแลวนั้น หาทําอันตรายไม ฯ
๑๗. ยาหิ อริเย อุปวทติ ตา เจตนา อริยุปวาทา ฯ (มงฺคล. ๑/๑๔๗/๑๗๐)
เจตนา เปนเครื่องวารายพระอริยเจาทั้งหลาย ชื่อวา อริยุปวาท ฯ
๑๘. ภิกฺขุภาวํ ปฏิชานาติ ปาราชิกํ อาปนฺโน น วุฏ าติ เสสครุกาปตฺตึ อาปนฺโน น
เทเสติ ลหุกาปตฺตึ น อาปนฺโน ฯ (มงฺคล. ๑/๑๔๘/๑๗๐)
อาณาวีติกกมันตรายิกธรรม ยอมทําอันตรายตลอดเวลาที่
ภิกษุตองอาบัติปาราชิกแลว
ยังปฏิญญาความเปนภิกษุอยู ตองครุกาบัตินอกนั้นแลว ยังไมอยูกรรม ตองลหุกาบัติแลว ยังไมแสดงเสีย
เทานั้น เบื้องหนาแตแวลาที่อาบัติ อันภิกษุทําคืนแลวตามปจจัยนั้น หาทําอันตรายไม ฯ
๑๙. านเมตํ วิชฺชติ ยํ ทฺวินฺนํ คตีนํ อฺตรํ คตึ คจฺเฉยฺย นิรยํ วา ติรจฺฉานโยนึ วา ฯ
(มงฺคล. ๑/๑๖๔/๑๘๐)
ขอที่เธอพึงถึงคติ ๒ อยาง คือ นรกรือกําเนิดสัตวเดรัจฉานอยางใดอยางหนึ่ง มีานะอยู ฯ
๒๐. วุตฺตฺหิ ปุพฺเพ วสฺส โหติ มุสา ภณิสฺสนฺติ ภณนฺตสฺส โหติ มสา ภณามิ ฯ (มงฺ
คล. ๑/๒๐๙/๒๐๗)
จริงอยู พระอุบาลีเถระกลาวคํานี้ไววา “กอน (แตจะพูด) ภิกษุยอมมีความรูตัววา เราจะพูด
มุสา เมื่อกําลังพูด ยอมมีความรูตัววา เราพูดมุสาอยู ดังนี้ ฯ
๒๑. โส
ยมตฺถํ ภฺชติ ตสฺส อปฺปตาย อปฺปสาวชฺโช มหนฺตตาย มหาสาวชฺโช ฯ
อปจ ยสฺส อตฺถํ ภฺชติ ตสฺส อปฺปคุณตาย อปฺปสาวชฺโช มหาคุณตาย มหาสวชฺโช ฯ (มงฺคล. ๑/
๒๑๐/๒๐๘)

มุสาวาทนั้น ชื่อวา มีโทษนอย เพราะประโยชนที่มุสาวาทีบุคคลหักรานนอย ชื่อวา มีโทษ
มาก เพราะประโยชนที่มุสาวาทีบุคคลหักรานมาก ฯ อีกอยางหนึ่ง ชื่อวา มีโทษนอย เพราะผูที่มุสาวาที
บุคคลหักรานนั้น มีคุณนอย ชื่อวา มีโทษมาก เพราะผูนั้นมีคุณมาก ฯ
๒๒. สา ยสฺส เภทํ กโรติ ตสฺส อปฺปคุณตาย อปฺปสาวชฺโช มหาคุณตาย มหาสาวชฺโช ฯ
อปจ ยสฺส ยโต เภทํ กโรติ เตสุ อภินฺเนสุ อปฺปสาวชฺชา ภินฺเนสุ มหาสาวชฺชา ฯ (มงฺคล. ๑/๒๑๒/
๒๐๘)
ปสุณวาจานั้น ชื่อวา มีโทษนอย เพราะบุคคลผูถูกปสุณวาจีบุคคลทําความแตกกัน มีคุณ
นอย ชื่อวา มีโทษม าก เพราะผูนั้น มีคุณมาก ฯ อีกอยางหนึ่ง ปสุณวาจีบุคคล ทําชนใด ใหแตกจาก
ชนใด, เมื่อชนทั้ง ๒ ฝายนั้น ยังไมแตกกัน ปสุณวาจานั้น ชื่อวา มีโทษนอย เมื่อชนทั้ง ๒ ฝายนั้น แตกกัน
ชื่อวา มีโทษมาก ฯ
๒๓. มมฺมานิ วิสมานิ เยสุ ผรุสวาจาย ฉุปตมตฺเตสุ ทุฏรุจิยฆฏิตํ จิตฺตํ อธิมตฺต
ทุกฺขปฺปตฺตํ โหติ ฯ (มงฺคล. ๑/๒๑๓/๒๐๙)
เมื่อคําเหลื่อมล้ําเหลาใด พอถูกผรุสวาจาแตะตอง จิตที่โทสะประทุษรายและความไมพอใจ
กระทบเขาแลว ประสบทุกขเหลือประมาณ คําเหลื่อมล้ําเหลานั้น ชื่อวา คํารัก ฯ
๒๔. สา ยํ สนฺธาย ปวตฺติตา ตสฺส อปฺปคุณตาย อปฺปสาวชฺชา มหาคุณตาย มหาสาวชฺชา
ฯ (มงฺคล. ๑/๒๑๕/๒๑๐)
ผรุสวาจานั้น ชื่อวา มีโทษนอย เพราะคนผูถูกผรุสวาจีบุคคล มุงหมายใหเปนไปมีคณ
ุ นอย
ชื่อวา มีโทษมาก เพราะผูนั้น มีคุณมาก ฯ
๒๕. อปจ ยํ คาหยิตุ ปวตฺติโต เตน อคฺคหิเต อปฺปสาวชฺโช คหิเต มหาสาวชฺโช ฯ (มงฺ
คล. ๑/๒๑๗/๒๑๒)
อีกอยางหนึ่ง สัมผัปปลาปนั้น อันสัมผัปปลาปบุคคลใหเปนไปแลว เพื่อใหผูใดถือเอา เมื่อ
ผูนั้นไมถือเอา ชื่อวา มีโทษนอย เมื่อผูนั้นถือเอา ชื่อวา มีโทษมาก ฯ
๒๖. ยํ อุทฺทิสฺส ผรุสวาจา ปยุชฺชติ ตสฺส สมฺมุขา ว สีสํ เอตีติ ….ฯ (มงฺคล. ๑/๒๑๖/๒๑๑)
ผรุสวาจาที่ประกอบตอหนาบุคคลผูที่ตนมุงหมายใหเปนไปอยางเดียว จึงถึงที่สุด…ฯ
๒๗. สา ยสฺส ภณฺฑํ อภิชฺฌายติ ตสฺส อปฺปคุณตาย อปฺปสาวชฺชา มหาคุณตาย มหาสาวชฺโช
(มงฺคล. ๑/๒๑๙/๒๑๓)
อภิชฌานัน้ มีโทษนอย ในเพราะคนผูที่อภิชฌาลุบุคคลเพงเอาภัณฑะมีคุณนอย ชื่อวา มี
โทษมาก เพราะผูนั้นมีคุณมาก ฯ
๒๘. โส ยสฺส หิตสุขํ พฺยาปาทยติ
ตาย มหาสาวชฺโช ฯ (มงฺคล. ๑/๒๒๐/๒๑๓)

ตสฺส อปฺปคุณตาย อปฺปสาวชฺโช

มหาคุณ

พยาบาทนั้น ชื่อวา มีโทษนอย ในเพราะคนที่วิปนนจิตบุคคลยังประโยชนสุขใหพินาศไป มี
คุณนอย ชื่อวา มีโทษมาก เพราะผูนั้น มีคุณมาก ฯ
๒๙. ยถา จ ตํ คณฺหาติ ตถาภาเวน ตสฺสุปฏานํ ฯ (มงฺคล. ๑/๒๒๑/๒๑๔)
ความปรากฏแหงวัตถุนั้น ดวยไมเปนโดยประการที่มิจฉาทิฏฐิถือเอา ฯ
๓๐. อโห วต ยํ ปรสฺส ตํ มมสฺสาติ…ฯ (มงฺคล. ๑/๒๒๒/๒๑๕)
ไฉนหนอ ของ ๆ ผูอื่นจะพึงเปนของ ๆ เรา ฯ
๓๑. อุภยปฺปฏิพาหกาติ วิสุห ติธา ทิฏิทีปกภาเวน ปาลิยํ อาคตาติ ปจฺเจกํ ติวิธทิฏิยาเอว
อุภยปฺปฏิพาหกตฺตา ฯ (มงฺคล. ๑/๒๓๐/๒๒๑)
บทวา อุภยปฺปฏิพาหกา ความวา เพราะวาทะทั้งหลายมาในบาลี โดยความเปนวาทะ
แสดงทิฏฐิ ๓ อยางตาง ๆ กัน เหตุนั้น ทิฏฐิ ๓ อยางนั้นแล แตละอยาง ชื่อ หามกรรมและวิบากทั้ง ๒ ฯ
๓๒. ตฺเจ คาหํ น วิสชฺเชติ ตสฺส ปุนป ตพฺภาวาวหตฺตา วุตฺตํ ภวโต วุฏานํ นตฺถีติ ฯ
(มงฺคล. ๑/๒๓๖/๒๒๖)
พระอรรถกถาจารยกลาววา “การออกจากภพ ยอมไมมี ดังนี้ เพราะถาวา นิยตมิจฉาทิฏฐิ
บุคคลยังไมสละความยึดถือนั้น ๆ ก็เปนเหตุนําความเปนนิยตมิจฉาทิฏฐินั้น มาแมอีกได ฯ
๓๓. มุสาวาโท ยสฺส มุสา ภณติ ตํ อารภิตฺวา ปวตฺตนโต สตฺตารมฺมโณ ฯ (มงฺคล. ๑/๒๔๒/
๒๒๙)
มุสาวาท ชื่อวา มีสัตวเปนอารมณ เพราะปรารภผูที่มุสาวาทีบุคคลพูดเท็จเปนไป ฯ
๓๔. อุปสคฺโคติ อุปสชฺชนํ เทวโตปปฬาทินา อปฺปฏิการวิฆาตาปตฺติ สา ปน ยสฺมา ปฏิการ
ภาเวน วิหฺมานสฺส กิฺจิ กาตุ อสมตฺถสฺส โอสีทนการณํ ฯ (มงฺคล. ๑/๓๕/๒๙)
ความขัดของ คือ ความประสบความคับแคนเพราะทําตอบแทนไมได ดวยเหตุมีถูกเทพยดา
เบียดเบียน เปนตน ชื่อวา อุปสัค ก็ความประสบความคับแคนนั้น เปนเหตุทอแทแหงบุคคลผูเดือดรอนอยู
ไมสามารถจะทําอะไร ๆ เพราะแกแคนไมได ฯ
๓๕. ตสฺมา เตสํ จตุปฺปจฺจยํ อาหราเปนฺตสฺส อกตวิฺตฺติ วา เภสชฺชํ กโรนฺตสฺส เวชฺชกมฺมํ
วา กุลสงฺคหตฺถาย เทนฺตสฺส กุลทูสนาปตฺติ วา น โหติ ฯ (มงฺคล. ๑/๑๗๘/๑๙๐)
เพราะฉะนั้น ภิกษุใหนําจตุปจจัยของญาติเหลานั้นมา ไมเปนอกตวิญญัติ ทําเภสัชก็ไมเวช
กรรม หรือใหของเพื่อตองการสงเคราะหสกุล ก็ไมเปนอาบัติ เพราะประทุษรานสกุล ฯ
๓๖. อิติ เตสํ พหุการตฺตํ พฺรหฺมาทิภาวสฺส การณํ ทสฺสิตํ เยน ปุตฺโต เตสํ โลกิเยน อุปกาเรน
เกนจิ ปริยาเยน ปริยนฺตํ ปฏิกาตุ น สกฺโกติเยว ฯ (มงฺคล. ๑/๒๙๗/๒๗๓)

ดังนั้น ความที่มารดาบิดานั้น เปนผูมีอุปการะมาก พระผูมีพระภาคเจา ทรงแสดงวา เปน
เหตุแหงความเปนพรหมเปนตน
อันเปนเหตุที่บุตรไมอาจทําตอบแทนแกมารดาบิดานั้น ใหสิ้นสุดโดย
ประการไร ๆ ดวยอุปการะอันเปนโลกิยะไดเลย ฯ
๓๗. อิมินาป มยา มาตรํ ปหริตฺวา อาคเตน ภวิตพฺพํ ฯ (มงฺคล. ๑/๓๐๖/๒๘๐)
บุรุษแมคนนี้ พึงตีมารดาเหมือนอยางเรามาแลว ฯ
๓๘. เย เต ตฺวํ ภิกฺขุ โปเสสิ กินฺเต ตุยฺหํ โหนฺติ ฯ (มงฺคล. ๑/๓๐๙/๒๘๓)
ภิกษุ คนทั้งหลายที่เธอเลี้ยง เปนอะไรแกเธอ ? ฯ

สวนที่หา
คาถา ในมงคลัตถทีปนี ภาค ๑
(๓๗) ∗

น ภเช ปาปเก มิตฺเต
น ภเช ปุริสาธเม
ภเชถ มิตฺเต กลฺยาเณ
ภเชถ ปุริสุตฺตเมติ ฯ
บุคคลผูมีปญญา ไมพึงคบพวกบาปมิตร ไมพึงคบพวกบุรุษต่ําทราม
พึงคบกัลยาณมิตร พึงคบบุรุษสูงสุด ฯ

(๔๐)

พาลํ น ปสฺเส น สุเณ
น จ พาเลน สํวเส
พาเลนลฺลาปสลฺลาป
น กเร น จ โรจเยติ ฯ
ขอขาพเจา อยาพึงไดเห็น อยาพึงไดยินคนพาล และอยาพึงอยูรวมกับคนพาล
อยาพึงทํา และอยาวพึงพอใจในการสนทนาปราศรัยกับคนพาล ฯ

(๕๖)

อสนฺตสฺส ปยา โหนฺติ
สนฺเต น กุรุเต ปยํ
อสตํ ธมฺมํ โรเจติ
ตํ ปราภวโต มุขนฺติ ฯ
พวกอสัตบุรุษ ยอมเปนที่รักของเขา เขาไมทําพวกสัตบุรุษใหเปนที่รัก
เขา พอใจธรรมของพวกอสัตบุรุษ ขอนั้น เปนทางของผูเสื่อมโทรม ฯ

(๖๗)

ปุฺฺเจ ปุริโส กยิรา
กยิราเถนํ ปุนปฺปุนํ
ตมฺหิ ฉนฺทํ กยิราถ
สุโข ปุฺสฺส อุจฺจโยติ ฯ
ถาบุรุษ พึงทําบุญไซร พึงทําบุญนั้น บอย ๆ พึงทําความพอใจในบุญนั้น
เพราะการสั่งสมบุญนําสุขมาให ฯ

(๗๑)

ปวิเวกรสํ ปตฺวา
นิทฺทโร โหติ นิปฺปาโป
พระขีณาสพ ดื่มรสวิเวกและรสแหงความสุข
ยอมเปนผูหมดความกระวนกระวาย ไมมีบาป

(๗๖)

อสนฺตํ โย ปคฺคณฺหาติ
อสนฺตมุปเสวติ
ตเมว ฆาสํ กุรุเต
พฺยคฺโฆ สชีวโก ยถาติ ฯ
ผูใด ยกยองอสัตบุรุษ สองเสพอสัตบุรุษ อสัตบุรุษกลับทําผูนั้นนั่นแล
ใหเปนเหยื่อ เหมือนเสือโครง กลับมีชีวิตทําสัญชีวมาณพใหเปนเหยื่อ ฯ

(๗๗)

เอวํ โส นิหโต เสติ

รสํ อุปสมสฺส จ
ธมฺมปฺปติรสํ ปวนฺติ ฯ
ดื่มรสคือปติในธรรมอยู

โย อปูชํ ปสํสติ

ตัวเลขที่อยูในวงเล็บ ( ) หมายถึง "ขอ" ที่คาถาปรากฏอยูในมังคลัตถทีปนี ภาค ๑

ยถาหมชฺช ปหโฏ
หโต เมณฺเฑน ทุมฺมตีติ ฯ
ผูใด สรรเสริญผูที่ไมควรบูช ผูนั้น ก็กลับถูกผูไมควรบูชาฆานอนอยู
เหมือนเรา ผูโฉดเขลา ถูกแพะขวิดจะตายในวันนี้ ฉะนั้น ฯ
(๘๒)

น เตน อริโย โหติ
เยน ปาณานิ หึสติ
อหึสา สพฺพปาณานํ
อริโยติ ปวุจฺจตีติ ฯ
บุคคล เบียดเบียนสัตวทั้งหลาย ดวยเหตุใด จะเปนผูชื่อวา อริยะ ดวย
เหตุนั้น หามิได เราเรียกวา อริยะ เพราะไมเบียดเบียนสัตวทั้งปวง ฯ

(๘๘)

ปาโมชฺชพหุโล ภิกฺขุ
ปสนฺโน พุทฺธสาสเน
อธิคจฺเฉ ปทํ สนฺตํ
สงฺขารูปสมํ สุขนฺติ ฯ
ภิกษุ เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา มากดวยความปราโมทย พึงบรรลุบท
อันสงบ เปนที่ระงับสังขาร อันเปนสุข ฯ

(๑๑๑)

น ตํ มาตา ปตา กยิรา
อฺเ วา ปน าตกา
สมฺมปณิหิตํ จิตฺตํ
เสยฺยโส นํ ตโต กเรติ ฯ
มารดาบิดา ก็หรือญาติเหลาอื่น พึงทําเหตุนั้นไมได จิตที่บุคคลตั้งไวโดยชอบ
พึงทําผูนั้น ใหประเสริกวาเหตุนั้น ฯ

(๑๐๙)

อปฺปมฺหา อปฺปกํ ทชฺชา
อนุมชฺฌโต มชฺฌกํ
พหุมฺหา พหุกํ ทชฺชา
อทานํ นุปปชฺชติ
ตํ ตํ วทามิ โกสิย
เทหิ ทานานิ ภุฺช จ
อริยมคฺคํ สมารุยฺห
เนกาสี ลภเต สุขนฺติ ฯ
บุคคล พึงใหของนอยแตของนอย พึงใหของทามกลาง แตสวนทามกลาง
อันนอย พึงใหของมากแตของมาก การไมใหเลย ไมสมควร โกสิย เหตุนั้น
เราจะบอกทาน ทานจงใหทาน จงบริโภค และจงขึ้นสูทางของพระอริยะ
ผูกินคนเดียว ยอมไมไดความสุข ฯ

(๑๑๒)

ทิโส ทิสํ ยนฺตํ กยิรา
เวรี วา ปน เวรินํ
มิจฺฉาปณิหิตํ จิตฺตํ
ปาปโย นํ ตโต กเรติ ฯ
โจรเห็นโจร หรือ คนมีเวรเห็นคนมีเวร พึงทํา ความวอดวาย นั้นใด
จิตที่บุคคลตั้งไวผิด พึงทําบุคคลนั้น ใหเลวกวาความวอดวายนั้น ฯ

(๑๑๓)

น หิ เอเตหิ ยาเนหิ
คจฺเฉยฺย อคตํ ทิสํ
ยถาตฺตนา สุทนฺเตน
ทนฺโต ทนฺเตน คจฺฉตีติ ฯ
บุคคล ผูฝกแลว มีตนทรมานแลว ฝกฝนดีแลว ยอมไปสูทิศที่ไมเคยไปได

ฉันใด บุคคล (สามัญ) พึงไปสูทิศที่ไมเคยไปดวยยานเหลานั้น ฉันนั้น ฯ
(๑๒๖)

ปฺาย ปวิจินนฺโต
พฺราหฺมณํ โมจยึ ทุกฺขา
ปฺาย เม สโม นตฺถิ
เอสา เม ปฺาปารมีติ ฯ
เรา เมื่อพิจารณาดวยปญญา จึงเปลื้องพราหมณจากทุกขได ผูอื่นที่จะเสมอ
กับเราดวยปญญาไมมี นี้ เปนปญญาบารมีของเรา ฯ

(๑๔๑)

สาธุ โข สิปฺปกํ นาม
อป ยาทิสิกีทิสํ
ปสฺส อชปฺปหาเรน
ลทฺธา คามา จตุทฺทิสาติ ฯ
ขึ้นชื่อวา ศิลปะ แมอยางใดอยางหนึ่ง ก็ยังประโยชนใหสําเร็จได ของพระองค
จงทอดพระเนตรดูเถิด บุรุษเปลี้ย ไดหมูบานทั้ง ๔ ทิศ เพราะดีดมูลแพะ ฯ

(๑๖๑)

ปาฏิโมกฺขํ วิโสเธนฺโต
อปฺเปว ชีวิตํ ชเห
ปฺ ตฺตํ โลกนาเถน
น ภินฺเท สีลสํวรนฺติ ฯ
เมื่อจะทําปาฏิโมกขสังวรศีลใหบริสุทธิ์ พึงยอมเสียสละชีวิต ไมพึงทําลาย
ศีลสังวร อันพระโลกนาถทรงบัญญัติไว ฯ

(๑๗๑)

ตฺวํ โขสิ สมฺม อุมฺมตฺโต
ทุมฺเมโธ อวิจกฺขโณ
โย ตฺวํ มตาลยํ กตฺวา
อกาเลน วิเปกฺขสีติ ฯ
เพื่อน แกลวงวาตายแลว มองดู (นางแพะฉ ในเวลาไมสมควร ชางบา
โฉดเขลา ไรปญญารอบคอบเสียจริง ๆ ฯ

(๑๗๑)

น อกาเล วิเปกฺเขยฺย
กาเล เปกฺเขยฺย ปณฺฑิโต
ปูติมํโสว ฌายติ
โย อกาเล วิเปกฺขสีติ ฯ
ภิกษุผูบัณฑิต ไมควรเพงดูในเวลาไมควร พึงเพงดู ในเวลาอันควร ภิกษุใด
เพงดูในเวลาไมควร ภิกษุนั้น ยอมซบเซาเหมือนสุนัขจิ้งจอก ชื่อวา ปูติมังสะ ฯ

(๒๓๗)

ตสฺมา อกลฺยาณชนํ
อาสีวิสมิโวรคํ
อารกา ปริวชฺเชยฺย
ภูติกาโม วิจกฺขโณติ ฯ
เพราะฉะนั้น กุลบุตผูปรารถนาความเจริญ มีปญญาเห็นประจักษ
ควรเวนอกัลยาณชนเสียใหไกล ดุจบุคคลเวนงูซึ่งมีพิษที่เขี้ยว ฉะนั้น ฯ

(๒๖๑)

วาจาย เจ กตํ กมฺมํ
วจีกมฺมนฺติ วุจฺจติ
วจี จ วจีกมฺมฺจ
อฺมฺ ววตฺถิตาติ ฯ
ถา กรรม อันบุคคลทําดวยวาจา กรรมนั้น ทานเรียกวา “ วจีกรรม ”
วจีและวจีกรรม ทานกําหนดซึ่งกันและกัน (คือเปนอันเดียวกัน) ฯ

(๒๗๓)

มนุฺเมว ภาเสยฺย
นามนุฺ กุทาจนํ
มนุฺํ ภาสมานสฺส
ครุการํ อุทพฺพหิ
ธนฺจ นํ อลาเภสิ
เตน จิตฺตมโน อหูติ ฯ
บุคคล พึงกลาววาจาเปนที่เจริญใจเทานั้น ไมพึงกลาววาจาไมเปนที่เจริญใจ
ในกาลไหน ๆ เมื่อพราหมณ กลาววาจาเปนที่เจริญใจ โคนันทิวิศาล
จึงเข็นภาระที่หนักไปได ทั้งยังพราหมณนั้นหใไดทรัพย และดวยการนั้น
โคนันทิวิศาลไดมีใจเบิกบานแลว ฯ

(๒๘๕)

ปาตผุลฺลํ โกกนุทํ
สุริยาโลเกน ตชฺชิยเต
เอวํ มนุสฺสตฺตคตา สตฺตา
ชราภิเวเคน มิลายนฺตีติ ฯ
ดอกปทุม ชื่อ โกกนุท บานแลวในเวลาเชา ถูกแสงพระอาทิตยแผดเผาฉันใด
สัตวทั้งหลาย ผูถึงความเปนมนุษย ยอมเหี่ยวแหงไปดวยกําลังชรา ฉันนั้น ฯ

(๓๑๘)

ทานํ สีลํ ปริจฺจาคํ
อาชฺชวํ มทฺทวํ ตป
อกฺโกธํ อวิหึสฺจ
ขนฺตึ จ อวิโรธนํ
อิจฺเจเต กุสเล ธมฺเม
ิเต ปสฺสาหิ อตฺตนิ
คโต เต ชายเต ปติ
โสมนสฺสฺจนปฺปกนฺติ ฯ
ขอพระองค จงพิจารณาเห็นธรรมอันเปนกุศล ซึ่งตั้งอยูในพระองคเหลานี้
คือ ทาน ๑ ศีล ๑ บริจาค ๑ ความซื่อตรง ๑ ความเปนผูออ นโยน ๑
ความเพียร ๑ ความไมโกรธ ๑ ควมไมเบียดเบียน ๑ ความอดทน ๑
ความไมยินราย ๑ แคนั้น ปตแิ ละโสมนัสไมนอยยอมเกิดแดพระองค ฯ

(๓๓๙)

ติโรกุฑฺเฑสุ ติฏนฺติ
สนฺธิสิงฺฆาฏเกสุ จ
ทฺวารพาหาสุ ติฏนฺติ
อาคนฺตฺวาน สกํ ฆรนฺติ ฯ
เปรตทั้งหลาย พากันมราสูเรื่องของตน ๆ ยืนอยู ณ ภายนอกฝาบาง ที่ทาง
๔ แพรงและ ๓ แพรงบาง ที่บานประตูบาง ฯ

(๔๐๒)

ปฏิรูปการี ธุรวา
อุฏาตา วินฺทเต ธนํ
โย จ สีตฺจ อุณฺหฺจ
ติณา ภิยฺโย น มฺตีติ ฯ
บุคคล ผูมีธุระ ผูหมั่น ทําสมควร ยอมหาทรัพยได ผูใด ไมสําคัญหนาวและ
รอนยิ่งไปกวาหญา ฯ

(๔๑๑)

อติสีตํ อติอุณฺหํ
อติสายมิทํ อหุ
อิติ วิสฺสฏกมฺมนฺเต
อตฺถา อจฺเจนฺติ มาณเวติ ฯ
ประโยชนทั้งหลาย ยอมลวงเลยมาณพ ผูสละการงาน ดวยอางกิจอยางนี้วา
เวลานี้ หนาวนัก เวลานี้ รอนนัก เวลานี้ เย็นนัก ฯ

(๔๑๔)

โย จ สีตฺจ อุณฺหฺจ
ติณา ภิยฺโย น มฺติ
กรํ ปุริสกิจฺจานิ
โส สุขา น วิหายตีติ ฯ
ก็ ผูใด เมื่อทํากิจแหงบุรุษ ไมสําคัญหนาวและรอน ยิ่งไปกวาหญา ผูนั้น
ยอมไมเสื่อมไปจากความสุข ฯ

(๔๑๕)

โภเค สํหรมานสฺส
ภมรสฺเสว อิรียโต
โภคสฺส นิจยํ ยนฺติ
วมฺมิโกวุปจียตีติ ฯ
เมื่อบุคคลรวบรวมโภคะทั้งหลาย เพิ่มขึ้นอยู ดุจแมลงผึ้ง โภคทรพัยทั้งหลาย
ของเขา ยอมถึงความพอกพูน ดุจจอมปลวก อันปลวกทั้งหลาย กอเพิ่มขึ้นอยูฉะนั้น ฯ

(๒๘๑)

สตํ สหสฺสาน ทุพฺภาสิตานํ
กลมฺป นาคฺฆติ สุภาสิตสฺส
ทุพฺภาสิตํ สงฺกมาโน กิเลเส
ตสฺมา ตุณฺหี กิมฺปุริโส น พาลฺยาติ ฯ
คําที่เปนทุพภาษิตตั้งแสน ก็ไมถึงแมเสี้ยวแหงคําที่เปนสุภาษิต
กินนร รังเกียจคําทุพภาษิต หมนหมองอยู เพราะเหตุนั้น กินนร
จึงนิ่งไมขับ หาใชเพราะความเขลา ไม ฯ

สวนที่หก
คาถาธรรมบท
ธัมมปทัฏกถา ภาค ๑
มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา
มโนเสฏา มโนมยา
มนสา เจ ปทุฏเน
ภาสติ วา กโรติ วา
ตโต นํ ทุกฺขมเนฺวติ
จกฺกํว วหโต ปทนฺติ ฯ
ธรรมทั้งหลาย มีใจเปนหัวหนา มีใจเปนใหญ สําเร็จแลวดวยใจ
ถาบุคคลมีใจราย พูดอยูก็ดี ทําอยูก็ดี ทุกขยอมไปตามเขา
เพราะเหตุน้นั ดุจลออันหมุนไปตามรอยเทาโค ผูนําแอกไปอยูฉะนั้น ฯ
(ธ.อ. ∗ ๑/๑ จกฺขุปาลตฺเถรวตฺถุ)
ชราชชฺชริตา โหนฺติ
หตฺถปาทา อนสฺสวา
ยสฺส, โส วิหตตฺถาโม
กถํ ธมฺมํ จริสฺสติ ฯ
มือและเทาของผูใด ทรุดโทรมไปเพราะชรา วาไมฟง ผูนั้น
มีเรี่ยวแรงอันชรากําจัดเสียแลว จักประพฤติธรรมอยางไรได ฯ
(ธ.อ. ๑/๖ จกฺขุปาลตฺเถรวตฺถุ)
ปฏิกฺขิตฺโต ติกิจฺฉาย
เวชฺเชนาสิ วิวชฺชิโต
นิยโต มจฺจุราชสฺส
กึ ปาลิต ปมชฺชสีติ ฯ
ปาลิตะ ทานถูกหมอเขาบอกเลิกจากการรักษา ทิ้งเสียแลว
เที่ยงตอมัจจุราช ไฉนจึงยังประมาทอยูเลา ? ฯ
(ธ.อ. ๑/๑๑ จกฺขุปาลตฺเถรวตฺถุ)
น หิ ธมฺโม อธมฺโม จ อุโภ สมวิปากิโน
อธมฺโม นิรยํ เนติ
ธมฺโม ปาเปติ สุคฺคตินฺติ ฯ
ธรรมและอธรรม ๒ ประการ ใหผลเหมือนกันหามิได
อธรรม ยอมนําไปสูนรก ธรรม ยอมใหถึงสุคติ ฯ
(ธ.อ. ๑/๒๐ จกฺขุปาลตฺเถรวตฺถุ)
มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา
มนสา เจ ปสนฺเนน

คําวา ธ.อ. ยอมาจากคําวา ธัมมปทัฏกถา

มโนเสฏา มโนมยา
ภาสติ วา กโรติ วา

ตโต นํ สุขมเนฺวติ
ฉายาว อนุปายินีติ ฯ
ธรรมทั้งหลาย มีใจเปนหัวหนา มีใจเปนใหญ สําเร็จแลว
ดวยใจ ถาบุคคลมีใจผองใสแลว พูดอยูก็ดี ทําอยูก็ดี
ความสุข ยอมไปตามเขาเพราะเหตุนั้น เหมือนเงาไปตามตัว ฯ
(ธ.อ. ๑/๓๓ มฏกุณฺฑลิวตฺถุ)
สหสฺสรํสิ สตเตโช
สุริโย ตมวิโนทโน
ปาโต อุทยนฺเต สุริเย
มุทฺธา เต ผลตุ สตฺตธาติ ฯ
พระอาทิตย มีรัศมีตั้ง ๑,๐๐๐ มีเดชตั้ง ๑๐๐ มีปกติกําจัดความมืด
พอพระอาทิตยขึ้นมาในเวลาเชา ของศีรษะของทานจงแตกออก ๗ เสี่ยง ฯ
(ธ.อ. ๑/๓๘ ติสฺสตฺเถรวตฺถุ)
น หิ เวเร เวรานิ
สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ
อเวเรน จ สมฺมนฺติ
เอส ธมฺโม สนนฺตโนติ ฯ
ในกาลไหน ๆ เวรทั้งหลายในโลกนี้ ไมระงับดวยเวรเลย ๆ ก็แตยอม
ระงับไดดวยความไมมีเวร ธรรมนี้ เปนของเกา ฯ
(ธ.อ. ๑/๔๘ กาลียิกขินิยาอุปฺปตฺติวตฺถุ)
ปเร จ น วิชานนฺติ
มยเมฺตถ ยมาม เส
เย จ ตตฺถ วิชานนฺติ
ตโต สมฺมนฺติ เมธคาติ ฯ
ก็ชนเหลาอื่นไมรูตัววา พวกเราพากันยอยยับอยูในทามกลางสงฆนี้
ฝายชนเหลาใดในหมูนั้นยอมรูชัด ความหมายมั่นกันและกันยอมสงบ
เพราะการปฏิบัติของชนพวกนั้น ฯ
(ธ.อ. ๑/๖๐ โกสมฺพิกวตฺถุ)
อนิจฺจา วต สงฺขารา
อุปฺปาทวยธมฺมิโน
อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ เตสํ วูปสโม สุโขติ ฯ
สังขารทั้งหลายไมเที่ยงหนอ มีอันเกิดขึ้นและเสื่อมไปเปนธรรมดา
เกิดขึ้นแลวยอมดับไป ความสงบแหงสังขารนั้นเปนสุข ฯ
(ธ.อ. ๑/๖๔ จุลฺลกาลมหากาลวตฺถุ)
นิพฺพุตา นูน สา มาตา นิพฺพุโต นูน โส ปตา
นิพฺพุตา นูน สา นารี ยสฺสายํ อีทิโส ปตีติ ฯ
พระราชกุมารผูเชนนี้ เปนพระราชโอรสแหงพระชนนีพระชนก
และเปนพระสวามีของพระนางใด ๆ พระชนนีพระชนกและพระ
นางนั้น ๆ ดับ (เย็นใจ) แนแลว ฯ
(ธ.อ. ๑/๗๗ สฺชยวตฺถุ)

อปฺป วา พหุ วา ภาสสฺสุ อตฺถฺเว เม พฺรูหิ
อตฺเถเนว มา อตฺโถ
กึ กาหสิ พฺยฺชนํ พหุนฺติ ฯ
จะนอย หรือ มากก็ตาม ขอพระผูเปนเจา จงกลาวเถิด จงบอกแก
ขาพเจาแตใจความเทานั้น ขาพเจาตองการใจความ จะตองทํา
พยัญชนะใหมากไปทําไม ?
(ธ.อ. ๑/๘๔ สฺชยวตฺถุ)
เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เตสํ เหตุ ตถาคโต
เตสฺจ โย นิโรโธ จ
เอวํวาที มหาสมโณติ ฯ
ธรรมเหลาใด มีเหตุเปนแดนเกิด พระตถาคตตรัสเหตุแหงธรรม
เหลานั้น และเหตุแหงความดับแหงธรรมเหลานั้น พระมหาสมณะ
มีปกติตรัสอยางนี้ ฯ
(ธ.อ. ๑/๘๔ สฺชยวตฺถุ)
ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารี
ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ
เอสานิสํโส ธมฺโม สุจิณฺเณ
น ทุคฺคตึ คจฺฉติ ธมฺมจารีติ ฯ
ธรรมแล ยอมรักษาผูมีปกติประพฤติธรรม
ธรรมที่ประพฤติดีแลว ยอมนําสุขมาให
นี้ เปนอานิสงสในธรรมที่เขาประพฤติดี
ผูประพฤติธรรมเปนปกติ ยอมไมไปสูทุคติ ฯ
(ธ.อ. ๑/๘๙ สฺชยวตฺถุ)
อสาเร สารมติโน
สาเร จาสารทสฺสิโน
เต สารํ นาธิจฺคจฺฉนฺติ
มิจฺฉาสงฺกปฺปโคจรา
สารฺจ สารโต ตฺวา อสารฺจ อสารโต
เต สารํ อธิคจฺฉนฺติ
สมฺมาสงฺกปฺปโคจราติ ฯ
ชนเหลาใด มีปกติรูในสิ่งที่ไมเปนสาระวาเปนสาระ และเห็น
ในสิ่งอันเปนสาระวา ไมเปนสาระ ชนเหลานั้น มีความดําริ
ผิดเปนโคจร ยอมไมประสบสิ่งอันเปนสาระ ชนเหลาใด รูสิ่ง
เปนสาระโดยความเปนสาระ และ สิ่งที่ไมเปนสาระโดยความ
ไมเปนสาระ ชนเหลานั้น มีความดําริชอบเปนโคจร ยอมประสบ
สิ่งเปนสาระ ฯ
(ธ.อ. ๑/๑๐๔ สฺชยวตฺถุ)

ยสฺส ติณโณ กามปงฺโก มทฺทิโต กามกณฺฏโก
โมหกฺขยมนุปฺปตฺโต
สุขทุกฺเข น เวธตีติ ฯ
เปอกตมคือ กาม อันผูใดขามไดแลว หนามคือ กาม อันผูใด
ย่ํายีไดแลว ผูนั้น บรรลุความสิ้นไปแหงโมฆะ ยอมไมหวั่นไหว
ในเพราะสุขและทุกข ฯ
(ธ.อ. ๑/๑๑๒ นนฺทตฺเถรวตฺถุ)
ยถา อคารํ ทุจฺฉนฺนํ
วุฏิ สมติวิชฺฌติ
เอวํ อภาวิตํ จิตฺตํ
ราโค สมติวิชฺฌติ
ยถา อคารํ สุจฺฉนฺนํ
วุฏิ น สมติวิชฺฌติ
เอวํ สุภาวิตํ จิตฺตํ
ราโค น สมติวิชฺฌตีติ ฯ
ฝนยอมรั่วรดเรือนที่มุงไมดี ฉันใด ราคะ ยอมเสียดแทงจิตที่
ไมไดอบรมแลวได ฉันนั้น ฝนยอมรั่วรดเรือนที่มุงดีแลวไมได
ฉันใด ราคะ ก็ยอมเสียดแทงจิตที่อบรมดีแลวไมได ฉันนั้น ฯ
(ธ.อ. ๑/ ๑๑๓ นนฺทตฺเถรวตฺถุ)
อิธ โสจติ เปจฺจ โสจติ
ปาปการี อุภยตฺถ โสจติ
โส โสจติ โส วิหฺติ
ทิสฺวา กมฺมกิลิฏมตฺตโนติ ฯ
ผูทําบาปเปนปกติ ยอมเศราโศกในโลกนี้ ละไปแลว
ยอมเศราโศก ยอมเศราโศกในโลกทั้ง ๒ เขาเห็นกรรม
อันเศราหมองของตนแลวยอมเศราโศก เขายอมเดือดรอน ฯ
(ธ.อ. ๑/๑๑๙ จุนฺทสูกริกวตฺถุ)
อิธ โมหติ เปจฺจ โมทติ
กตปุฺโ อุภยตฺถ โมทติ
โส โมทติ โส ปโมทติ
ทิสฺวา กมฺมวิสุทฺธิมตฺตโนติ ฯ
ผูทําบุญไวแลว ยอมบันเทิงในโลกนี้ ละไปแลว ก็ยอม
บันเทิง ยอมบันเทิงในโลกทั้ง ๒ เขาเห็นความหมดจด
แหงกรรมของตน ยอมบันเทิง เขายอมรื่นเริง ฯ
(ธ.อ. ๑/๑๒๓ ธมฺมิกอุปาสกวตฺถุ)
สุกรานิ อสาธูนิ
อตฺตโน อหิตานิ จ
ยํ เว หิตฺจ สาธุฺจ
ตํ เว ปรมทุกฺกรนฺติ ฯ
กรรมทั้งหลายที่ไมดี และ ไมเปนประโยชนแก ทําไดงาย

กรรมใดแล เปนประโยชนดวย ดีดวย กรรมนั้นแล ทําได
ยากอยางยิ่ง ฯ
(ธ.อ. ๑/๑๓๒ เทวทตฺตวตฺถุ)
สุกรํ สาธุนา สาธุ
ปาป ปาเปน สุกรํ
กรรมดี คนดีทําไดงาย
กรรมชั่วคนชั่วทําไดงาย

สาธุ ปาเปน ทุกฺกรํ
ปาปมริเยหิ ทุกฺกรนฺติ ฯ
กรรมดีคนชั่วทําไดยาก
กรรมชั่วชั่วอริยเจาทําไดยาก ฯ
(ธ.อ. ๑/๑๓๓ เทวทตฺตวตฺถุ)

วธเก เทวทตฺตมฺหิ
โจเร องฺคุลิมาลเก
ธนปาเล ราหุเล จ
สพฺพตฺถ สมมานโสติ ฯ
ทรงมีพระทัยสม่ําเสมอ ในบุคคลทั่วไป คือ ในนายขมังธนู
ในพระเทวทัต ในโจรองคุลิมาล ในชางธนบาลและในพระราหุล ฯ
(ธ.อ. ๑/๑๓๖ เทวทตฺตวตฺถุ)
อิเมหิ อฏฐีหิ ตมคฺคปุคฺคลํ
เทวาติเทวํ นรทมฺมสารถี
สมนฺตจกฺขุ สตปุฺลกฺขณํ
ปาเณหิ พุทฺธํ สรณํ คโตสฺมีติ ฯ
ขาพระองคของถึงพระพุทธเจาพระองคนั้น ผูเปนบุคคลเลิศ
เปนเทพยิ่งกวาเทพ เปนสารถีฝกนรชน มีพระจักษุรอบคอบ
มีพระลักษณะ (แตละอยาง) เกิดดวยบุญตั้งรอย วาเปนที่พึ่ง
ดวยกระดูกเหลานี้ พรอมดวยลมหายใจ ฯ
(ธ.อ. ๑/๑๓๗ เทวทตฺตวตฺถุ)
อกตฺุสฺส โปสสฺส
นิจฺจํ วิวรทสฺสิโน
สพฺพฺเจ ปวึ ทชฺชา
เนว นํ อภิราธเยติ ฯ
หากจะใหแผนดินทั้งหมดแกคนอกตัญูผูเพงโทษเปนนิตย
ก็ไมยังเขาใหยินดีไดเลย ฯ
(ธ.อ. ๑/๑๓๘ เทวทตฺตวตฺถุ)
อิธ ตปฺปติ เปจฺจ ตปฺปติ
ปาปการี อุภยตฺถ ตปฺปติ
ปาป เม กตนฺติ ตปฺปติ
ภิยฺโย ตปฺปติ ทุคฺคตึ คโตติ ฯ
ผูมีปกติทําบาปยอมเดือดรอนในโลกนี้ ละไปแลว

ยอมเดือดรอน เขายอมเดือดรอนในโลกทั้ง ๒
เขายอมเดือดรอนวา กรรมชั่วเราทําแลว ไปสูทุคติ
ยอมเดือดรอนยิ่งขึ้น ฯ
(ธ.อ. ๑/๑๔๐ เทวทตฺตวตฺถุ)
อิธ นนฺทติ เปจฺจ นนฺทติ
กตปุฺโ อุภยตฺถ นนฺทติ
ปุฺ เม กตนฺติ นนฺทติ
ภิยฺโย นนฺทติ สุคฺคตึ คโตติ ฯ
ผูมีบุญอันทําไวแลว ยอมเพลิดเพลินในโลกนี้
ละไปแลว ยอมเพลิดเพลิน เขายอมเพลิดเพลิน
ในโลกทั้ง ๒ เขายอมเพลิดเพลินวา ‘เราทํา
บุญไวแลว’ ไปสูสุคติ ยอมเพลิดเพลินยิ่ง ๆ ขึ้นไป ฯ
(ธ.อ. ๑/๑๔๓ สุมนาเทวีวตฺถุ)

ธัมมปทัฏกถา ภาค ๒
ปุพฺเพว สนฺนิวาเสน
เอวนฺตํ ชายเต เปมํ

ปจฺจุปฺปนฺนหิเตน วา
อุปฺปลํว ยโถทเกติ ฯ
(ธ.อ. ๒/๒๑ สามาวตีวตฺถุ)

อิจฺฉิตํ
สพฺเพ
อิจฺฉิตํ
สพฺเพ

ขิปฺปเมว สมิชฺฌตุ
จนฺโท ปณฺณรโส ยถา ฯ
ขิปฺปเมว สมิชฺฌตุ
มณิ โชติรโส ยถาติ ฯ
(ธ.อ. ๒/๓๗ สามาวตีวตฺถุ)

ปตฺถิตํ
ปูเรนฺตุ
ปตฺถิตํ
ปูเรนฺตุ

ตุยฺหํ
สงฺกปฺปา
ตุยฺหํ
สงฺกปฺปา

รตฺตสฺส หิ อุกฺกุฏิกํ ปทํ ภเว
ทุฏสฺส โหติ สหสานุปฬิตํ
มูฬฺหสฺส โหติ อวกฑฺฒิตํ ปทํ
วิวฏจฺฉทสฺส อิทมีทิสํ ปทนฺติ ฯ
(ธ.อ. ๒/๔๐ สามาวตีวตฺถุ)
ทิสฺวาน ตณฺหํ อรติฺจ ราคํ
นาโหสิ ฉนฺโท อป เมถุนสฺมึ
กิเมวิทํ มุตฺตกรีสปุณฺณํ
ปาทาปมํ สมฺผสุ ิตุ น อิจฺเฉติ ฯ

(ธ.อ. ๒/๔๑ สามาวตีวตฺถุ)
สมฺมุยฺหามิ ปมุยฺหามิ
สามาวติ มํ ตายสฺสุ

สพฺพา มุยฺหนฺติ เม ทิสา
ตฺวฺจ เม สรณํ ภวาติ ฯ
(ธ.อ. ๒/๕๔ สามาวตีวตฺถุ)

โมหสมฺพนฺธโน โลโก
อุปธิพนฺธโน พาโล
สสฺสตี วิย ขายติ

ภพฺพรูโปว ทิสฺสติ
ตมสา ปริวาริโต
ปสฺสโต นตฺถิ กิฺจนนฺติ ฯ
(ธ.อ. ๒/๕๘ สามาวตีวตฺถุ)

อปฺปมาโท อมตํ ปทํ
อปฺปมตฺตา น มียนฺติ

ปมาโท มจฺจุโน ปทํ
เย ปมติตา ยถา มตา ฯ
(ธ.อ. ๒/๖๓ สามาวตีวตฺถุ)

อุฏานวโต สตีมโต
สุจิกมฺมสฺส นิสมฺมการิโน
สฺตสฺส จ ธมฺมชีวิโน
อปฺปมตฺตสฺส ยโสภิวฑฺฒตีติ ฯ
(ธ.อ. ๒/๗๓ กุมฺภโฆสกวตฺถุ)
ปทุมํ ยถา โกกนุทํ สุคนฺธํ
ปาโต สิยา ผุลฺลมวีตคนฺธํ
องฺคีรสํ ปสฺส วิโรจมานํ
ตปนฺตมาทิจฺจมิวนฺตลิกฺเขติ ฯ
(ธ.อ. ๒/๗๘ จูฬปนฺถกตฺเถรวตฺถุ)
สหสฺสกฺขตฺตุมตฺตานํ
นิสีทิ อมฺพวเน รมฺเม
อปฺปเกนป เมธาวี
สมุฏาเปติ อตฺตานํ

อุฏเนนปฺปมาเทน
ทีป กยิราถ เมธาวี

นิมฺมินิตฺวาน ปนฺถโก
ยาว กาลปฺปเวทนาติ ฯ
(ธ.อ. ๒/๘๑ จูฬปนฺถกตฺเถรวตฺถุ)
ปาภเตน วิจกฺขโณ
อณุ อคฺคึว สนฺธมนฺติ ฯ
(ธ.อ. ๒/๘๗ จูฬปนฺถกตฺเถรวตฺถุ)
สฺเมน ทเมน จ
ยํ โอโฆ นาภิกีรตีติ ฯ
(ธ.อ. ๒/๘๘ จูฬปนฺถกตฺเถรวตฺถุ)

ปมาทมนุยุฺชนฺติ
อปฺปมาทฺจ เมธาวี
มา ปมาทมนุย
ุ ฺเชถ
อปฺปมตฺโต หิ ฌายนฺโต

พาลา ทุมฺเมธิโน ชนา
ธนํ เสฏฐํว รกฺขติ
มา กามรติสนฺถวํ
ปปฺโปติ วิปุลํ สุขนฺติ ฯ
(ธ.อ. ๒/๙๐ พาลนกฺขตฺตวตฺถุ)

ปมาทํ อปฺปมาเทน
ปฺาทาสาทมารุยฺห
ปพฺพตฏโว ภุมฺมฏเ

ยทา นุทติ ปณฺฑิโต
อโสโก โสกินึ ปชํ
ธีโร พาเล อเวกฺขตีติ ฯ
(ธ.อ. ๒/๙๒ มหากสฺสปตฺเถรวตฺถุ)

อปฺปมตฺโต ปมตฺเตสุ
อพลสฺสํว สีฆสฺโส

สุตฺเตสุ พหุชาคโร
หิตฺวา ยาติ สุเมธโสติ ฯ
(ธ.อ. ๒/๙๔ เทฺวสหายกภิกฺขุวตฺถุ)

มาตาเปติภรํ ชนฺตุ
สณฺหํ สขิลสมฺภาสํ
มจฺเฉรวินเย ยุตฺตํ
ตํ เว เทวา ตาวตึสา

กุเล เชฏาปจายินํ
เปสุเณยฺยปฺปหายินํ
สจฺจํ โกธาภิภุ นรํ
อาหุ สปฺปุริโส อิตีติ ฯ
(ธ.อ. ๒/๙๗ สกฺกวตฺถุ)

อปฺปมาเทน มฆวา
อปฺปมาทํ ปสํสนฺติ

เทวานํ เสฏตํ คโต
ปมาโท ครหิโต สทาติ ฯ
(ธ.อ. ๒/๑๑๐ สกฺกวตฺถุ)

อปฺปมาทรโต ภิกฺขุ
สฺโยชนํ อณุ ถูลํ

ปมาเท ภยทสฺสิ วา
ฑหํ อคฺคีว คจฺฉตีติ ฯ
(ธ.อ. ๒/๑๑๑ อฺตรภิกฺขุวตฺถุ)

สนฺติ รุกฺขา หริตปตฺตา ทุมาเนกผลา พหู
กสฺมา นุ สุกฺเข โกลาเป สุวสฺส นิรโต มโนติ ฯ
(ธ.อ. ๒/๑๑๔ นิคมวาสิติสฺสตฺเถรวตฺถุ)
ผนฺทนํ จปลํ จิตฺตํ
อุชุ กโรติ เมธาวี

ทุรกฺขํ ทุนฺนิวารยํ
อุสุกาโร ว เตชนํ

วาริโชว ถเล ขิตฺโต
ปริผนฺทติทํ จิตฺตํ

โอกโมกตอุพฺภโต
มารเธยฺยํ ปหาตเวติ ฯ
(ธ.อ. ๒/๑๑๖ เมฆิยตฺเถรวตฺถุ)

ทุนฺนิคฺคหสฺส ลหุโน
จิตฺตสฺส ทมโถ สาธุ

ยตฺถ กามนิปาติโน
จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหนฺติ ฯ
(ธ.อ. ๒/๑๒๔ อฺตรภิกฺขุวตฺถุ)

สุทุทฺทสํ สุนิปุณํ
จิตฺตํ รกฺเขถ เมธาวี

ยตฺถกามนิปาตินํ
จิตฺตํ คุตฺตํ สุขาวหนฺติ ฯ
(ธ.อ. ๒/๑๒๘ อุกฺกณฺิตภิกฺขุวตฺถุ)

ทูรงฺคมํ เอกจรํ
อสรีรํ คุหาสยํ
เย จิตฺตํ สฺเมสฺสนฺติ โมกฺขนฺติ มารพนฺธนาติ ฯ
(ธ.อ. ๒/๑๓๒ ภาคิเนยฺยสงฺฆรกฺขิตตฺเถรวตฺถุ)
อนวฏิตจิตฺตสฺส
ปริปฺลวปสาทสฺส
อนวสฺสุตจิตฺตสฺส
ปุฺปาปปหีนสฺส

สทฺธมฺมํ อวิชานโต
ปฺา น ปริปูรติ
อนนฺวาหตเจตโส
นตฺถิ ชาครโต ภยนฺติ ฯ
(ธ.อ. ๒/๑๓๖ จิตฺตหตฺถตฺเถรวตฺถุ)

น ตํ ชิตํ สาธุ ชิตํ
ตํ โข ชิตํ สาธุ ชิตํ

ยํ ชิตํ อวชียติ
ยํ ชิตํ นาวชียตีติ ฯ
(ธ.อ. ๒/๑๓๙ จิตฺตหตฺถตฺเถรวตฺถุ)

กรณียมตฺถกุสเลน
สกฺโก อุชู จ สุหุชู จ

ยนฺตํ สนฺตํ ปทํ อภิสเมจฺจ
สุวโจ จสฺส มุทุ อนติมานีติ ฯ
(ธ.อ. ๒/๑๔๒ อารทฺธวิปสฺสกภิกฺขุวตฺถุ)

กุมฺภูปมํ กายมิมํ วิทิตฺวา
นครูปมํ จิตฺตมิทํ ถเกตฺวา
โยเธถ มารํ ปฺาวุเธน
ชิตฺจ รกฺเข อนิเวสโน สิยาติ ฯ
(ธ.อ. ๒/๑๔๓ อารทฺธวิปสฺสกภิกฺขุวตฺถุ)
อจิรํ วตยํ กาโย

ปวึ อธิเสสฺสติ

ฉุฑฺโฑ อเปตวิฺาโณ

นิรตฺถํว กลิงครนฺติ ฯ
(ธ.อ. ๒/๑๔๗ ปูติคตฺตติสฺสตฺเถรวตฺถุ)

ทิโส ทิสํ ยนฺตํ กยิรา
มิจฺฉาปณฺหิตํ จิตฺตํ

เวรี วา ปน เวรินํ
ปาปโย นํ ตโต กเรติ ฯ
(ธ.อ. ๒/๑๕๐ นนฺทโคปาลกวตฺถุ)

น ตํ มาตา ปตา กยิรา อฺเ วาปจ าตกา
สมฺมาปณิหิตํ จิตฺตํ
เสยฺยโส นํ ตโต กเรติ ฯ
(ธ.อ. ๒/๑๕๗ โสเรยฺยตฺเถรวตฺถุ)

ธัมมปทัฏกถา ภาค ๓
เผณูปมํ กายมิมํ วิทิตฺวา
มรีจิธมฺมํ อภิสมฺพุธาโน
เฉตฺวาน มารสฺส ปปุปฺผกานิ
อทสฺสนํ มจฺจุราชสฺส คจฺเฉติ ฯ
(ธ.อ. ๓/๔ มรีจิกมฺมฏานิกตฺเถรวตฺถุ)
อนิมิตฺตมนฺาตํ
กสิรฺจ ปริตฺตฺจ

มจฺจานํ อิธ ชีวิตํ
ตฺจ ทุกฺเขน สํยุตฺตนฺติ ฯ
(ธ.อ. ๓/๑๙ วิฑูฑภวตฺถุ)

ปุปฺผานิ เหว ปจินนฺตํ
สุตฺตํ คามํ มโหโฆว

พฺยาสตฺตมนสํ นรํ
มจฺจุ อาทาย คจฺฉตีติ ฯ
(ธ.อ. ๓/๒๔ วิฑูฑภวตฺถุ)

ปุปฺผานิ เหว ปจินนฺตํ
อติตฺตํเยว กาเมสุ

พฺยาสตฺตมนสํ นรํ
อนฺตโก กุรุเต วสนฺติ ฯ
(ธ.อ. ๓/๒๙ ปติปูชิกาวตฺถุ)

ยถาป ภมโร ปุปฺผํ
ปเลติ รสมาทาย

sวณฺณคนฺธํ อเหยํ
เอวํ คาเม มุนี จเรติ ฯ
(ธ.อ. ๓/๓๖ มจฺฉริยโกสิยเสฏิวตฺถุ)

น ปเรสํ วิโลมานิ
อตฺตโน ว อเวกฺเขยฺย

น ปเรสํ กตากตํ
กตานิ อกตานิ จาติ ฯ

(ธ.อ. ๓/๔๐ ปาฏิกาชีวกวตฺถุ)
ยถาป รุจิรํ ปุปฺผํ
เอวํ สุภาสิตา วาจา
ยถาป รุจิรํ ปุปฺผํ
เอวํ สุภาสิตา วาจา

วณฺณวนฺตํ อคนฺธกํ
อผลา โหติ อกุพฺพโต
วณฺณวนฺตํ สคนฺธกํ
สผลา โหติ สุกุพฺพโตติ ฯ
(ธ.อ. ๓/๔๔ ฉตฺตปาณิอุปาสกวตฺถุ)

โสหํ อชฺช ปชานามิ
อตฺถาย วต เม ภทฺทา

ยตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ
สุณิสา ฆรมาคตาติ ฯ
(ธ.อ. ๓/๖๖ วิสาขาวตฺถุ)

ยถาป ปุปฺผราสิมฺหา
เอวํ ชาเตน มจฺเจน

กยิรา มาลาคุเณ พหู
กตฺตพฺพํ กุสลํ พหุนฺติ ฯ
(ธ.อ. ๓/๗๖ วิสาขาวตฺถุ)

น ปุปฺผคนฺโธ ปฏิวาตเมติ
น จนฺทนํ ตครมลฺลิกา วา
สตฺจ คนฺโธ ปฏิวาตเมติ
สพฺพา ทิสา สปฺปุริโส ปวายติ ฯ
(ธ.อ. ๓/๗๙ อานนฺทตฺเถรปฺหวตฺถุ)
อโห ทานํ ปรมทานํ
กสฺสเป สุปติฏิตนฺติ ฯ
(ธ.อ. ๓/๘๓ มหากสฺสปตฺเถรปณฺฑปาตทานวตฺถุ)
ยถา สงฺการธานสฺมึ
ปทุมํ ตตฺถ ชายเถ
เอวํ สงฺการภูเตสุ
อติโรจติ ปฺาย

อุชฺฌิตสฺมึ มหาปเถ
สุจิคนฺธํ มโนรมํ
อนฺธภูเต ปุถุชฺชเน
สมฺมาสมฺพุทฺธสาวโกติ ฯ
(ธ.อ. ๓/๙๘ ครหทินฺนวตฺถุ)

กามํ ปตามิ นิรยํ
นานริยํ กริสฺสามิ

อุทฺธํปาโท อวํสิโร
หนฺท ปณฺฑํ ปฏิคฺคหาติ ฯ
(ธ.อ. ๓/๙๙ ครหทินฺนวตฺถุ)

ทุชฺชีวิตมชีวิมฺหา
วิชฺชมาเนสุ โภเคสุ

เยสนฺโน น ททามฺห เส
ทีป นากมฺห อตฺตโนติ ฯ

(ธ.อ. ๓/๑๐๘ อฺตรปุริสวตฺถุ)
สฏฐี วสฺสสหสฺสานิ
นิรเย ปจฺจมานานํ

ปริปุณฺณานิ สพฺพโส
กทา อนฺโต ภวิสฺสติ ฯ
(ธ.อ. ๓/๑๐๘ อฺตรปุริสวตฺถุ)

นตฺถิ อนฺโต กุโต อนฺโต น อนฺโต ปฏิทิสฺสติ
ตทา หิ ปกตํ ปาป
มม ตุยฺหฺจ มาริสา
(ธ.อ. ๓/๑๐๘ อฺตรปุริสวตฺถุ)
โสหํ นูน อิโต คนฺตฺวา
วทฺู สีลสมฺปนฺโน

โยนึ ลทฺธาน มานุสึ
กาหามิ กุสลํ พหุนตฺ ิ ฯ
(ธ.อ. ๓/๑๐๘ อฺตรปุริสวตฺถุ)

ทีฆา ชาครโต รตฺติ
ทีโฆ พาลาน สํสาโร

ทีฆํ สนฺตสฺส โยชนํ
สทฺธมฺมํ อวิชานตนฺติ ฯ
(ธ.อ. ๓/๑๐๙ อฺตรปุริสวตฺถุ)

เอกิสฺสา กณฺฐํ ฉินฺทิตฺวา โลมคณนาย ปจฺจิสํ
พหุนฺนํ กณฺเ เฉตฺวาน กถํ กาหสิ ขตฺติยาติ ฯ
(ธ.อ. ๓/๑๑๔ อฺปุริสวตฺถุ)
อฺชนานํ ขยํ ทิสฺวา
มธูนฺจ สมาหารํ

อุปจิกานฺจ อาจยํ
ปณฺฑิโต ฆรมาวเสติ ฯ
(ธ.อ. ๓/๑๒๐ อานนฺทเสฏิวตฺถุ)

ปุตฺตา มตฺถิ ธนมตฺถิ
อตฺตา หิ อตฺตโน นตฺถิ

อิติ พาโล วิหฺติ
กุโต ปุตฺตา กุโต ธนนฺติ ฯ
(ธ.อ. ๓/๑๒๒ อานนฺทเสฏิวตฺถุ)

โย พาโล มฺตี พาลฺยํ ปณฺฑิโต วาป เตน โส
พาโล จ ปณฺฑิตมานี
ส เว พาโลติ วุจฺจตีติ ฯ
(ธ.อ. ๓/๑๒๔ คณฺิเภทกโจรวตฺถุ)
ยาวชีวมฺป เจ พาโล
น โส ธมฺมํ วิชานาติ

ปณฺฑิตํ ปยิรปุ าสติ
ทพฺพิ สูปรสํ ยถาติ ฯ
(ธ.อ. ๓/๑๒๖ อุทายิตฺเถรวตฺถุ)

มุหุตฺตมป เจ วิฺู
ขิปฺป ธมฺมํ วิชานาติ

ปณฺฑิตํ ปยิรุปาสติ
ชิวฺหา สูปรสํ ยถาติ ฯ
(ธ.อ. ๓/๑๒๗ ปาเยฺยกภิกฺขุวตฺถุ)

สทฺธาธนํ สีลธนํ
สุตธนฺจ จาโค จ
ยสฺส เอตา ธนา อตฺถิ
อทลิทฺโทติ ตํ อาหุ

หิรี โอตฺตปฺปยํ ธนํ
ปฺา เว สตฺตมํ ธนํ
อิตฺถิยา ปุริสสฺส วา
อโมฆํ ตสฺส ชีวิตนฺติ ฯ
(ธ.อ. ๓/๑๒๙ สุปฺปพุทฺธกุฏิวตฺถุ)

จรนฺติ พาลา ทุมฺเมธา
กโรนฺตา ปาปกํ กมฺมํ

อมิตฺเตเนว อตฺตนา
ยํ โหติ กฏกปฺผลนฺติ ฯ
(ธ.อ. ๓/๑๓๐ สุปฺปพุทฺธกุฏิวตฺถุ)

น ตํ กมฺมํ กตํ สาธุ
ยสฺส อสฺสมุ ุโข โรทํ

ยํ กตฺวา อนุตปฺปติ
วิปากํ ปฏิเสวตีติ ฯ
(ธ.อ. ๓/๑๓๓ กสกวตฺถุ)

กปฺปานํ สตสหสฺสํ
ตฺวา เทวมนุสฺเสสุ
ปจฺฉา ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ

ทุคฺคตึ น คมิสฺสติ
ผลํ เอตสฺส กมฺมุโน
สุมโน นาม ภวิสฺสตีติ ฯ
(ธ.อ. ๓/๑๓๙ สุมนมาลาการวตฺถุ)

ตฺจ กมฺมํ กตํ สาธุ
ยสฺส ปตีโต สุมโน

ยํ กตฺวา นานุตปฺปติ
sวิปากํ ปฏิเสวตีติ ฯ
(ธ.อ. ๓/๑๓๙ สุมนมาลาการวตฺถุ)

มธุวา มฺตี พาโล
ยทา จ ปจฺจตี ปาป

ยาว ปาป น ปจฺจติ
อถ (พาโล) ทุกฺขํ นิคจฺฉตีติ ฯ
(ธ.อ. ๓/๑๔๒ อุปฺปลวณฺณาเถรีวตฺถุ)

วาริ โปกฺขรปตฺเตว
โย น ลิปฺปติ กาเมสุ

อารคฺเคริว สาสโป
ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณนฺติ ฯ
(ธ.อ. ๓/อุปฺปลวณฺณาเถรีวตฺถุ)

มาเส มาเส กุสคฺเคน

พาโล ภุฺเชถ โภชนํ

น โส สงฺขาตธมฺมานํ

กลํ อคฺฆติ โสฬสินฺติ ฯ
(ธ.อ. ๓/๑๕๓ ชมฺพุกาชีวกวตฺถุ)

น หิ ปาป กตํ กมฺมํ
ฑหนฺตํ พาลมนฺเวติ

สชฺชุขีรํว มุจฺจติ
ภสฺมาจฺฉนฺโนว ปาวโกติ ฯ
(ธ.อ. ๓/๑๕๗ อหิเปตวตฺถุ)

สฏฐี กูฏสหสฺสานิ
สีเส ตุยฺหํ นิปตนฺติ

ปริปุณฺณานิ สพฺพโส
โอภินฺทนฺเตว มตฺถกนฺติ ฯ
(ธ.อ. ๓/๑๕๙ สฏิกูฏเปตวตฺถุ)

สาธุ โข สิปฺปกนฺนาม
ปสฺส ขฺชปฺปหาเรน

อป ยาทิสกีทิสํ
ลทฺธา คามา จตุทฺทิสาติ ฯ
(ธ.อ. ๓/๑๖๑ สฏิกูฏเปตวตฺถุ)

ยาวเทว อนตฺถาย
หนฺติ พาลสฺส สุกฺกํสํ

ตฺตํ พาลสฺส ชายติ
มุทฺธมสฺส วิปาตยนฺติ ฯ
(ธ.อ. ๓/๑๖๓ สฏิกูฏเปตวตฺถุ)

สทฺโธ สีเลน สมฺปนฺโน
ยํ ยํ ปเทสํ ภชติ

ยโสโภคสมปฺปโต
ตตฺถ ตตฺเถว ปูชิโตติ ฯ
(ธ.อ. ๓/๑๗๑ สุธมฺมตฺเถรวตฺถุ)

จตูสุ สมุทฺเทสุ ชลํ ปริตฺตกํ
ตโต พหุ อสฺสุชลํ อนปฺปกํ
ทุกฺเขน ผุฏสฺส นรสฺส โสจโต
กึการณา สมฺม ตุวํ ปมชฺชสีติ ฯ
(ธ.อ. ๓/๑๘๕ วนวาสิติสฺสตฺเถรวตฺถุ)
อฺา หิ ลาภูปนิสา
เอวเมตํ อภิฺาย
สกฺการํ นาภินนฺเทยฺย

อฺา นิพฺพานคามินี
ภิกฺขุ พุทฺธสฺส สาวโก
วิเวกมนุพฺรูหเยติ ฯ
(ธ.อ. ๓/๑๘๙ วนวาสิติสฺสตฺเถรวตฺถุ)

ธัมมปทัฏกถา ภาค ๔
นิธีนํว ปวตฺตารํ
นิคฺคยฺหวาทึ เมธาวึ
ตาทิสํ ภชมานสฺส

ยํ ปสฺเส วชฺชทสฺสินํ
ตาทิสํ ปณฺฑิตํ ภเช
เสยฺโย โหติ น ปาปโยติ ฯ
(ธ.อ. ๔/๓ ราธตฺเถรวตฺถุ)

โอวเทยฺยานุสาเสยฺย
สตํ หิ โส ปโย โหติ

อสพฺภา จ นิวารเย
อสตํ โหติ อปฺปโยติ ฯ
(ธ.อ. ๔/๖ อสฺสชิปุนพฺพสุกวตฺถุ)

น ภเช ปาปเก มิตฺเต
ภเชถ มิตฺเต กลฺยาเณ

น ภเช ปุริสาธเม
ภเชถ ปุริสุตฺตเมติ ฯ
(ธ.อ. ๔/๗ ฉนฺนตฺเถรวตฺถุ)

ธมฺมปติ สุขํ เสติ
อริยปฺปเวทิเต ธมฺเม

วิปฺปสนฺเนน เจตสา
สทา รมติ ปณฺฑิโตติ ฯ
(ธ.อ. ๔/๒๐ มหากปฺปนตฺเถรวตฺถุ)

อุทกํ หิ นยนฺติ เนตฺติกา
อุสุการา นมยนฺติ เตชนํ
ทารุ นมยนฺติ ตจฺฉกา
อตฺตานํ ทมยนฺติ ปณฺฑิตาติ ฯ
(ธ.อ. ๔/๓๘ ปณฺฑิตสามเณรวตฺถุ)
เสโล ยถา เอกฆโน
เอวํ นินฺทาปสํสาสุ

วาเตน น สมีรติ
น สมิฺชนฺติ ปณฺฑิตาติ ฯ
(ธ.อ. ๔/๔๐ ลกุณฺฏกภทฺทิยตฺเถรวตฺถุ)

ยตฺเถโก ลภตี พพฺพุ
ตติโย จ จตุตฺโถ จ

ทุติโย ตตฺถ ชายติ
อิทนฺเต พพฺพุกา พิลนฺติ ฯ
(ธ.อ. ๔/๔๓ กาณมาตาวตฺถุ)

ยถาป รหโท คมฺภีโร
เอวํ ธมฺมานิ สุตฺวาน

วิปฺปสนฺโน อนาวิโล
วิปฺปสีทนฺติ ปณฺฑิตาติ ฯ
(ธ.อ. ๔/๔๓ กาณมาตาวตฺถุ)




อตฺตเหตุ น ปรสฺส เหตุ
ปุตฺตมิจฺเฉ น ธนํ น รฏฐํ
อิจฺเฉยฺย อธมฺเมน สมิทฺธิมตฺตโน
สีลวา ปฺวา ธมฺมิโก สิยาติ ฯ
(ธ.อ. ๔/๔๘ ธมฺมิกตฺเถรวตฺถุ)

คตทฺธิโน วิโสกสฺส
สพฺพคนฺถปฺปหีนสฺส

วิปฺปมุตฺตสฺส สพฺพธิ
ปริฬาโห น วิชฺชตีติ ฯ
(ธ.อ. ๔/๕๔ ชีวกวตฺถุ)

อุยฺยุฺชนฺติ สตีมนฺโต
หํสาว ปลฺลลํ หิตฺวา

น นิเกเต รมนฺติ เต
โอกโมกํ ชหนฺติ เตติ ฯ
(ธ.อ. ๔/๕๗ มหากสฺสปตฺเถรวตฺถุ)

เยสํ สนฺนิจโย นตฺถิ
สุฺโต อนิมิตฺโต จ
อากาเสว สกุนฺตานํ

เย ปริฺาตโภชนา
วิโมกฺโข เยส โคจโร
คติ เตสํ ทุรนฺวยาติ ฯ
(ธ.อ. ๔/๕๙ เพฬฏสีสตฺเถรวตฺถุ)

ยสฺสาสวา ปริกฺขีณา
สุฺโต อนิมิตฺโต จ
อากาเสว สกุนฺตานํ

อาหาเร จ อนิสฺสิโต
วิโมกฺโข ยสฺส โคจโร
ปทนฺตสฺส ทุรนฺวยนฺติ ฯ
(ธ.อ. ๔/๖๒ อนุรุทฺธตฺเถรวตฺถุ)

ยสฺสินฺทฺริยานิ สมถงฺคตานิ
อสฺสา ยถา สารถินา สุทนฺตา
ปหีนมานสฺส อนาสวสฺส
เทวาป ตสฺส ปหยนฺติ ตาทิโนติ ฯ
(ธ.อ. ๔/๖๔ มหากจฺจายนตฺเถรวตฺถุ)
ปวีสโม โน วิรุชฺฌติ
อินฺทขีลูปโม ตาทิ สุพฺพโต
รหโทว อเปตกทฺทโม
สํสารา น ภวนฺติ ตาทิโนติ ฯ
(ธ.อ. ๔/๖๗ สารีปุตฺตตฺเถรวตฺถุ)

สนฺตนฺตสฺส มนํ โหติ
สมฺมทฺา วิมุตฺตสฺส

สนฺตา วาจา จ กมฺเม จ
อุปสนฺตสฺส ตาทิโนติ ฯ
(ธ.อ. ๔/๗๒ โกสมฺพีวาสิติสฺสตฺเถรวตฺถุ)

อสฺสทฺโธ อกตฺู จ
หตาวกาโส วนฺตาโส

สนฺธิจฺเฉโท จ โย นโร
ส เว อุตฺตมโปริโสติ ฯ
(ธ.อ. ๔/๗๓ สารีปุตฺตตฺเถรวตฺถุ)

คาเม วา ยทิวารฺเ
ยตฺถ อรหนฺโต วิหรนฺติ

นินฺเน วา ยทิ วา ถเล
ตํ ภูมิรามเณยฺยกนฺติ ฯ
(ธ.อ. ๔/๘๐ ขทิรวนิยเรวตตฺเถรวตฺถุ)

รมณียานิ อรฺานิ
วีตราคา รเมสฺสนฺติ

ยตฺถ น รมตี ชโน
น เต กามคเวสิโนติ ฯ
(ธ.อ. ๔/๘๕ อฺตริตฺถีวตฺถุ)

สุภาสิตํ สุณิตฺวาน
นคเร โจรฆาตโก
อนุโลมขนฺตึ ลทฺธาน
โมทติ ติทิวงฺคโตติ ฯ
(ธ.อ. ๔/๙๑ ตมฺพทาิกโจรฆาตกวตฺถุ)
สหสฺสมป เจ วาจา
อนตฺถปทสฺหิตา
เอกํ อตฺถปทํ เสยฺโย
ยํ สุตฺวา อุปสมฺมตีติ ฯ
(ธ.อ. ๔/๙๑ ตมฺพทาิกโจรฆาตกวตฺถุ)
อิเม สุวณฺณเกยูรา
สพฺเพ เวฬุริยามยา
สพฺพฺจ คณฺห ภทฺทนฺเต มมํ ทาสิฺจ สาวยาติ ฯ
(ธ.อ. ๔/๑๐๑ กุณฺฑลเกสีเถรีวตฺถุ)
มา พาฬฺหํ ปริเทเวสิ
น ตุยฺหํ ชีวิตํ อตฺถิ
น โส สพฺเพสุ าเนสุ
อิตฺถีป ปณฺฑิตา โหติ

ขิปฺป พนฺธาหิ ภณฺฑกํ
สพฺพํ คณฺหามิ ภณฺฑกนฺติ ฯ
ปุริโส โหติ ปณฺฑิโต
ตตฺถ ตตฺถ วิจกฺขณาติ ฯ
(ธ.อ. ๔/๑๐๒ กุณฺฑลเกสีเถรีวตฺถุ)

อุสฺสูรเสยฺยํ อาลสฺยํ
เอกสฺสทฺธานคมนํ
เอตํ พฺราหฺมณ เสวสฺสุ

จณฺฑิกฺกํ ทีฆโสตฺติยํ
ปรทารูปเสวนํ
อนตฺถํ เต ภวิสฺสตีติ ฯ

(ธ.อ. ๔/๑๐๕ อนตฺถปุจฺฉกพฺราหฺมณวตฺถุ)
มาเส มาเส สหสฺเสน
โย ยเชถ สตํ สมํ
เอกฺจ ภาวิตตฺตานํ
มุหุตฺตมป ปูชเย
สาเยว ปูชนา เสยฺโย
ยฺเจ วสฺสสตํ หุตนฺติ ฯ
(ธ.อ. ๔/๑๐๘ สารีปุตฺตตฺเถรสฺส มาตุลพฺราหฺมณวตฺถุ)
โย จ วสฺสสตํ ชนฺตุ
อคฺคึ ปริจเร วเน
เอกฺจ ภาวิตตฺตานํ
มุหุตฺตมป ปูชเย
สาเยว ปูชนา เสยฺโย
ยฺเจ วสฺสสตํ หุตนฺติ ฯ
(ธ.อ. ๔/๑๑๑ สรีปุตฺตตฺเถรสฺส ภาคิเนยฺยพฺราหฺมณวตฺถุ)
ยงฺกิฺจิ ยิฏฺจ หุตฺจ โลเก
สํวจฺฉรํ ยเชถ ปุฺเปกฺโข
สพฺพมฺป ตํ น จตุภาคเมติ
อภิวาทนา อุชฺชุคเตสุ เสยฺโยติ ฯ
(ธ.อ. ๔/๑๑๒ สารีปุตฺตตฺเถรสฺส สหายพฺราหฺมณวตฺถุ)
อภิวาทนสีลิสฺส
นิจฺจํ วุฑฺฒาปจายิโน
จตฺตาโร ธมฺมา วฑฺฒนฺติ อายุ วณฺโณ สุขํ พลนฺติ ฯ
(ธ.อ. ๔/๑๑๖ อายุวฑฺฒนกุมารวตฺถุ)
ตาโส เต นตฺถิ น ภยํ
กสฺมา น ปริเทเวสิ

ภิยฺโย วณฺโณ ปสีทติ
เอวรูเป มหพฺภเยติ ฯ
(ธ.อ. ๔/๑๒๕ สงฺกิจฺจสามเณรวตฺถุ)

โย จ วสฺสสตํ ชีเว
เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย

ทุสฺสีโล อสมาหิโต
สีลวนฺตสฺส ฌายิโนติ ฯ
(ธ.อ. ๔/๑๒๗ สงฺกิจฺจสามเณรวตฺถุ)
ทุปฺปฺโ อสมาหิโต
ปฺวนฺตสฺส ฌายิโนติ ฯ
(ธ.อ. ๔/๑๓๐ ขานุโกณฺฑฺตฺเถรวตฺถุ)

โย จ วสฺสสตํ ชีเว
เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย

โย จ วสฺสสตํ ชีเว
เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย

กุสีโต หีนวีริโย
วิริยํ อารภโต ทฬฺหนฺติ ฯ
(ธ.อ. ๔/๑๓๔ สปฺปทาสตฺเถรวตฺถุ)

อุโภ ปุตฺตา กาลกตา
ปนฺเถ มยฺหํ ปตี มโต
มาตา ปตา จ ภาตา จ เอกจิตกมฺหิ ฑยฺหเรติ ฯ
(ธ.อ. ๔/๑๓๙ ปฏาจาราวตฺถุ)
จตูสุ สมุทฺเทสุ ชลํ ปริตฺตกํ
ตโต พหุ อสฺสุชลํ อนปฺปกํ
ทุกฺเขน ผุฏสฺส นรสฺส โสจโต
กึการณา อมฺม ตุวํ ปมชฺชสีติ ฯ
(ธ.อ. ๔/๑๔๑ ปฏาจาราวตฺถุ)
โย จ วสฺสสตํ ชีเว
เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย

อปสฺสํ อุทยพฺพยํ
ปสฺสโต อุทยพฺพยนฺติ ฯ
(ธ.อ. ๔/๑๔๒ ปฏาจาราวตฺถุ)

ตํ ปุตฺตปสุสมฺมตฺตํ
สุตฺตํ คามํ มโหโฆว

พฺยาสตฺตมนสํ นรํ
มจฺจุ อาทาย คจฺฉตีติ ฯ
(ธ.อ. ๔/๑๔๖ กิสาโคตมีวตฺถุ)

โย จ วสฺสสตํ ชีเว
เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย

อปสฺสํ ธมฺมมุตฺตมํ
ปสฺสโต ธมฺมมุตฺตมนฺติ ฯ
(ธ.อ. ๔/๑๔๙ พหุปุตฺติกาเถรีวตฺถุ)

ธัมมปทัฏกถา ภาค ๕
อภิตฺถเรถ กลฺยาเณ
ปาปา จิตฺตํ นิวารเย
ทนฺธํ หิ กรโต ปุฺ
ปาปสฺมึ รมตี มโนติ ฯ
บุคคล พึงรีบขวนขวายในความดี พึงหามจิตจากความชั่วเสีย
เพราะวาเมื่อบุคคลทําความดีชาอยู ใจยอมยินดีในความชั่ว ฯ
(ธ.อ. ๕/๔ จูเฬกสาฏกวตฺถุ)
ปาปฺเจ ปุริโส กยิรา
น นํ กยิรา ปุนปฺปุนํ
น ตมฺหิ ฉนฺทํ กยิราถ ทุกฺโข ปาปสฺส อุจฺจโยติ ฯ
ถาบุรุษ พึงทําบาปไซร
ไมพึงทําบาปนั้นบอย ๆ
ไมควรทําความพอใจในบาปนั้น ความสั่งสมบาปเปนเหตุใหเกิดทุกข ฯ
(ธ.อ. ๕/๕ เสยฺยกตฺเถรวตฺถุ)
ปุฺฺเจ ปุรโิ ส กยิรา

กยิราเถนํ ปุนปฺปุนํ

ตมฺหิ ฉนฺทํ กยิราถ

ถาบุรุษ พึงทําบุญไซร
พึงทําความพอใจในบุญนั้น

สุโข ปุฺสฺส อุจฺจโยติ ฯ
พึงทําบุญนั้นบอย ๆ
ความสั่งสมบุญทําใหเกิดสุข ฯ
(ธ.อ. ๕/๙ ลาชเทวธีตาวตฺถุ)

ปาโปป ปสฺสตี ภทฺรํ
ยาว ปาป น ปจฺจติ
ยทา จ ปจฺจตี ปาป
อถ (ปาโป) ปาปานิ ปสฺสติ
ภทฺโรป ปสฺสตี ปาป
ยาว ภทฺรํ น ปจฺจติ
ยทา จ ปจฺจตี ภทฺรํ
อถ (ภทฺโร) ภทฺรานิ ปสฺสตีติ ฯ
แมคนผูทําบาป ยอมเห็นบาปวา ดี ตลอดเวลาที่บาปยังไมเผล็ดผล
แตเมื่อใด บาปเผล็ดผล
เมื่อนั้น เขายอมเห็นบาปวา ชั่ว
ฝายคนทําดี ยอมเห็นกรรมดีวา ชั่ว ตลอดเวลาที่กรรมดียังไมเผล็ดผล
แตเมื่อใด กรรมดีเผล็ดผล
เมื่อนั้น เขายอมเห็นกรรมดีวา ดี ฯ
(ธ.อ. ๕/๔๑๓ อนาถปณฺฑิกวตฺถุ)
มาวมฺเถ ปุฺสฺส
น มตฺตํ อาคมิสฺสติ
อุทพินฺทุนิปาเตน
อุทกุมฺโภป ปูรติ
ปูรติ ธีโร ปุฺสฺส
โถกํ โถกํป อาจินนฺติ ฯ
บุคคไมควรดูหมิ่นบุญวา นิดหนอยจักไมมาถึง แมหมอน้ํายังเต็มดวย
หยาดน้ําที่ตกลงมา (ทีละหยาด) ไดฉันใด ธีรชน (คนมีปญญา) สั่งสม
บุญแมทีละนอย ๆ ยอมเต็มดวยบุญได ฉันนั้น ฯ
(ธ.อ. ๕/๑๘ พิฬาลปทกเสฏิวตฺถุ)
วาณิโชว ภยํ มคฺคํ
อปฺปสตฺโถ มหทฺธโน
วิสํ ชีวิตุกาโมว
ปาปานิ ปริวชฺชเยติ ฯ
บุคคล พึงเวนกรรมชั่วทั้งหลายเสีย เหมือนพอคามีทรัพยมาก
มีพวกนอย เวนทางอันพึงกลัว (และ) เหมือนผูตองการจะเปน
อยู เวนยาพิษเสีย ฉะนั้น ฯ
(ธ.อ. ๕/๒๑ มหาธนวาณิชวตฺถุ)
ปาณิมฺหิ เจ วโณ นาสฺส หเรยฺย ปาณินา วิสํ
นาพฺพณํ วิสมนฺเวติ
นตฺถิ ปาป อกุพฺพโตติ ฯ
ถาแผล ไมพึงมีในฝามือไซร บุคคลพึงนํายาพิษไปดวยมือได
เพราะวา ยาพิษ ยอมไมซึมเขาไป สูฝามือที่ไมมีแผล ฉันใด
บาป ยอมไมมีแกผไู มทําอยู ฉันนั้น ฯ
(ธ.อ. ๕/๒๖ กุกฺกุฏมิตฺตวตฺถุ)

ปุพฺเพว สนฺนิวาเสน
ปจฺจุปฺปนฺนหิเตน วา
เอวนฺตํ ชายเต เปมํ
อุปฺปลํว ยโถทเกติ ฯ
ความรักนั้น ยอมเกิดไดเพราะอาศัยเหตุ ๒ ประการ อยางนี้
คือ เพราะการอยูรวมกันในกาลกอน ๑ เพราะการเกื้อกูลกัน
ในปจจุบนั ๑ ดุจดอกบัวเกิดในน้ํา (เพราะอาศัยเปอกตมและ
น้ํา) ฉะนั้น ฯ
(ธ.อ. ๕/๒๘ กุกฺกุฏมิตฺตวตฺถุ)
โย อปฺปทุฏสฺส นรสฺส ทุสฺสติ
สุทฺธสฺส โปสสฺส อนงฺคณสฺส
ตเมว พาลํ ปจฺเจติ ปาป
สุขุโม รโช ปฏิวาตํว ขิตฺโตติ ฯ
ผูใด ประทุษรายตอนรชนผูไมประทุษราย ผูบริสุทธิ์ ผูไมมี
กิเลสดุจเนิน บาปยอมกลับถึงผูนั้น ซึ่งเปนคนพาลนั้นเอง
เหมือนธุลีอันละเอียด ที่เขาซัดไปทวนลม ฉนั้น ฯ
(ธ.อ. ๕/๓๑ โกกสุนขลุทฺทกวตฺถุ)
ปจฺจติ มุนิโน ภตฺตํ
โถกํ โถกํ กุเล กุเล
ปณฺฑิกาย จริสฺสามิ
อตฺถิ ชงฺฆพลํ มมาติ ฯ
ภัตรในทุกสกุล สกุลละนิดหนอยอันเขาหุงไว เพื่อพระมุนี
เราจักเที่ยวไปดวยปลีแขง กําลังแขงของเรายังมีอยู ฯ
(ธ.อ. ๕/๓๔ มณิการกุลุปกติสฺสวตฺถุ)
คพฺภเมเก อุปฺปชฺชนฺติ
นิรยํ ปาปกมฺมโิ น
สคิคํ สุคติโน ยนฺติ
ปรินิพฺพนฺติ อนาสวาติ ฯ
ชนทั้งหลายบางพวก ยอมเขสถึงสวรรค ผูมีกรรมลามก ยอมเขาถึงนรก
ผูมีกรรมเปนเหตุแหงสุคติ ยอมไปสวรรค ผูไมมีอาสวะ ยอมปรินิพพาน ฯ
(ธ.อ. ๕/๓๔ มณิการกุลุปกติสฺสวตฺถุ)
น อนฺตลิกฺเข น สมุทฺทมชฺเฌ
น ปพฺพตานํ วิวรํ ปวิสฺส
น วิชฺชเต โส ชคติปฺปเทโส
ยตฺรฏิโต มุจฺเจยฺย ปาปกมฺมาติ ฯ
คนที่ทํากรรมชั่ไว หนีไปแลวในอากาศ ก็ไมพึงจากความชั่วได
หนีไป ในทามกลางมหาสมุทร ก็ไมพึงพนจากกรรมชั่วได
หนีเขาไปสูซอกแหงภูเขา ก็ไมพึงพนจากกรรมชั่วได (เพราะ)
เขาอยูแลวในประเทศแหงแผนดินใด พึงพนจากกรรมชั่วได

ประเทศแหงแผนดินนั้น หามีอยูไม ฯ
(ธ.อ. ๕/๔๐ ตโยชนวตฺถุ)
น อนฺตลิกฺเข น สมุทฺทมชฺเฌ
น ปพฺพตานํ วิวรํ ปวิสฺส
น วิชฺชเต โส ชคติปฺปเทโส
ยตฺรฏิตํ นปฺปสเหยฺย มจฺจูติ ฯ
บุคคล จงอยูในกลางหาว เขาไปสูทามกลางสมุทร เขาไปสู
ซอกเขา ก็ไมพน ประเทศคือแผนดินที่ความตายไมพึงครอบงํา
ผูสถิตยอยู ยอมไมมี ฯ
(ธ.อ. ๕/๔๒ สุปฺปพุทฺธสกฺกวตฺถุ)
สพฺเพ ตสนฺติ ทณฺฑสฺส สพฺเพ ภายนฺติ มจฺจุโน
อตฺตานํ อุปมํ กตฺวา
น หเนยฺย น ฆาตเยติ ฯ
สัตวท้ังหมด ยอมหวาดหวั่นตออาชญา สัตวทั้งหมด ยอมกลัวตอ
ความตาย บุคคลทําตนใหเปนอุปมาแลว ไมควรฆาเอง ไมควร
ใชใหฆา (ผูอื่น) ฯ
(ธ.อ. ๕/๔๔ ฉพฺพคฺคิยภิกฺขุวตฺถุ)
มาโวจ ผรุสํ กฺจิ
วุตฺตา ปฏิวเทยฺยุ ตํ
ทุกฺขา หิ สารมฺภกถา
ปฏิทณฺฑา ผุเสยฺยุ ตํ
สเจ เนเรสิ อตฺตานํ
กํโส อุปหโต ยถา
เอส ปตฺโตสิ นิพฺพานํ
สารมฺโภ เต น วิชฺชตีติ ฯ
เธฮ อยาไดกลาวคําหยาบกะใคร ๆ ชนเหลาอื่น ถูกเธอวาแลว
จะพึงวาตอบเธอ เพราะการกลาวแขงขันกันใหเกิดทุกข
อาชญาตอบ พึงถูกตองเธอ ผิวา เธอ อาจยังตนไมใหหวั่นไหวได
ดังกังสดาลที่ถูกกําจัดแลวไซร เธอนั่น ยอมเปนผูบรรลุนิพพาน
การกลาวแขงขันกัน ยอมไมมีแกเธอ ฯ
(ธ.อ. ๕/๕๒ โกณฺฑธานตฺเถรวตฺถุ)
ยถา ทณฺเฑน โคปาโล คาโว ปาเชติ โคจรํ
เอวํ ชรา จ มจฺจุ จ
อายุ ปาเชนฺติ ปาณินนฺติ ฯ
นายโคบาล ยอมตอนโคทั้งหลายไปสูที่หากินดวยทอนไม ฉันใด
ชราและมัจจุ ยอมตอนอายุของสัตวทั้งหลายไป ฉันนั้น ฯ
(ธ.อ. ๕/๕๔ อุโปสถกมฺมวตฺถุ)
หิริโอตปฺปสมฺปนฺนา

สุกฺกธมฺมสมาหิตา

สนฺโต สปฺปุริสา โลเก
เทวธมฺมาติ วุจฺจเรติ ฯ
นักปราชญ เรียกคนผูถึงพรอมดวยหิริและโอตตัปปะ ตั้งมั่นดีแลว
ในธรรมอันขาว เปนผูสงบ เปนสัตบุรุษในโลกวา ผูทรงธรรม ฯ
(ธ.อ. ๕/๖๘ พหุภณฺฑิกภิกฺขุวตฺถุ)
น นคฺคจริยา น ชฏา น ปงฺกา
นานาสกา ตณฺฑิลสายิกา วา
รโชชลฺลํ อุกฺกฏิกปฺปธานํ
โสเธนฺติ มจฺจํ อวิติณฺณกงฺขนฺติ ฯ
การประพฤติเปนคนเปลือย ก็ทําสัตวใหบริสุทธิ์ไมได
การเกลาชฎาก็ทําสัตวใหบริสุทธิ์ไมได การนอนเหนือ
เปอกตม ก็ทําสัตวใหบริสุทธิ์ไมได การไมกินขาวก็ดี
การนอนบนแผนดินก็ดี ความเปนผูมีกายหมักหมม
ดวยธุลีก็ดี ความเพียรดวยนั่งกระหยงก็ดี (แตละอยาง)
หาทําสัตวผูยังไมลวงสงสัยใหบริสุทธิ์ได ฯ
(ธ.อ. ๕/๗๐ พหุภณฺฑิกภิกฺขุวตฺถุ)
ยํ ปุพฺเพ ตํ วิโสเสหิ
ปจฺฉา เต มาหุ กิฺจนํ
มชฺเฌ เจ โน คเหสฺสติ อุปสนฺโต จริสฺสสีติ ฯ
กิเลสเครื่องกังวลใด มีอยูในกาลกอน เธอจงยังกิเลสเครื่องกังวล
นั้นใหเหือดแหงไป กิเลสเครื่องกังวล จงอยามีแกเธอในภายหลัง
ถา เธอจักไมยึกถือขันธ ในทามกลาง จักเปนผูสงบระงับเที่ยวไป ฯ
(ธ.อ. ๕/๗๒ สนฺตติมหามตฺตวตฺถุ)
อลงฺกโต เจป สมฺจเรยฺย
สนฺโต ทนฺโต นิยโต พฺรหฺมจารี
สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํ
โส พฺราหฺมโณ โส สมโณ ส ภิกฺขูติ ฯ
แมถาบุคคลประดับแลว พึงประพฤติสม่ําเสมอ เปนผูสงบ
ฝกแลว เที่ยงธรรม มีปกติประพฤติประเสริ วางเสียซึ่ง
อาชญาในสัตวทุกจําพวก บุคคลนั้น เปนพราหมณ เปนสมณะ
เปนภิกษุ ฯ
(ธ.อ. ๕/๗๕ สนฺตติมหามตฺตวตฺถุ)
หิรินิเสโธ ปุริโส
โกจิ โลกสฺมิ วิชฺชติ
โย นิทฺทํ อปโพเธติ
อสฺโส ภทฺโร กสามิว ;
บุรุษ ผูหามอกุศลวิตกดวยหิริได นอยคนจะมีในโลก บุคคลใด

กําจัดความหลับตื่นอยู เหมือนมาดี หลบแสไมใหถูกตน ฉะนั้น ฯ
(ธ.อ. ๕/๗๗ ปโลติกตฺเถรวตฺถุ)
อุทกํ หิ นยนฺติ เนตฺติกา
อุสุการา นมยนฺติ เตชนํ
ทารุ นมยนฺติ ตจฺฉกา
อตฺตานํ ทมยนฺติ สุพฺพตาติ ฯ
อันคนไขน้ําทั้งหลาย ยอมไขน้ํา ชางศรทั้งหลาย ยอมดัดศร
ชางถากทั้งหลาย ยอมถากไม ผูสอนงายทั้งหลาย ยอมฝกตน ฯ
(ธ.อ. ๕/๙๐ สุขสามเณรวตฺถุ )
โก นุ หาโส กิมานนฺโท นิจฺจํ ปชฺชลิเต สติ
อนฺธกาเรน โอนทฺธา
ปทีป น คเวสถาติ ฯ
เมื่อโลกสันนิวาสอันไฟลุกโพลงอยูเปนนิตย พวกเธอยังจะราเริง
บันเทิงอะไรกันหนอ เธอทั้งหลายอันความมืดปกคลุมแลว ทําไม
จึงไมแสวงหาแสงสวางกันเลา ฯ
(ธ.อ. ๕/๙๓ วิสาขาย สหายิกาวตฺถุ)
อกฺโกเธน ชิเน โกธํ
อสาธุ สาธุนา ชิเน
ชิเน กทริยํ ทาเนน
สจฺเจนาลิกวาทินนฺติ ฯ
พึงชํานะคนโกระธ ดวยความไมโกรธ พึงชํานะคนไมดี ดวยความดี
พึงชํานะคนตระหนี่ ดวยการใหปน พึงชํานะคนพูดพลอย ๆ ดวยคําจริง ฯ
(ธ.อ. ๕/๙๕ สิริมาวตฺถุ)
ปสฺส จิตฺตกตํ พิมฺพํ
อรุกายํ สมุสฺสิตํ
อาตุรํ พหุสงฺกปฺป ยสฺส นตฺถิ ธุวํ ิตีติ ฯ
เธอจงดูอัตภาพที่ไมมีความยั่งนืน ความมั่นคง (อันกรรม)
ทําใหวิจิตร มีกายเปนแผล กันกระดูก ๓๐๐ ทอน ยกขึ้นแลว
อันอาดูรที่มหาชนครุนคิดแลวโดยมาก ฯ
(ธ.อ. ๕/๙๘ อุตฺตรตฺเถรีวตฺถุ)
ปริชิณฺณมิทํ รูป
โรคนิทฺธํ ปภงฺคุณํ
ภิชฺชติ ปูติ สนฺเทโห
มรณนฺตํ หิ ชีวิตนฺติ ฯ
รูปนี้ แกหงอมแลว เปนรังของโรค เปอยพัง กายของตน
เปนของเนา จักแตก เพราะชีวิตมีความตายเปนที่สุด ฯ
(ธ.อ. ๕/๑๐๐ อุตฺตรตฺเถรีวตฺถุ)

ยานีมานิ อปตฺถานิ

อลาพูเนว สารเท
กาโปตกานิ อฏฐีนิ
ตานิ ทิสฺวาน กา รตีติ ฯ
กระดูกเหลานี้ใด อันเขาทิ้งเกลื่อนกลาด ดุจน้ําเตา ในสารทกาล
มีสีเหมือนนกพิราบ ความยินดีอะไรเลา (จักมี) เพราะเห็นกระดูกนี้ ฯ
(ธ.อ. ๕/๑๐๑ อธิมานิกภิกฺขุวตฺถุ )
อาตุรํ อสุจึ ปูตึ
ปสฺส นนฺเท สมุสฺสยํ
อุคฺฆรนฺตํ ปคฺฆรนฺตํ
พาลานํ อภิปตฺถิตํ
ยถา อิทํ ตถา เอตํ
ยถา เอตํ ตถา อิทํ
ธาตุโย สุฺโต ปสฺส
มา โลกํ ปุนราคมิ
ภเว ฉนฺทํ วิราเชตฺวา
อุปสนฺตา จริสฺสสีติ ฯ
นันทา เธอ จงดู กายอันกรรมยกขึ้น อันอาดูร ไมสะอาด เปอยเนา
ไหลอยูขางบน ไหลออกอยูขางลาง ทีพ่ าลชนทั้งหลายปรารถนากันนัก
สรีระของเธอนี้ ฉันใด สรีระของหญิงนั้น ก็ฉันนั้น สรีระของหญิงนั่น
ฉันใด สรีระของเธอนี้ ก็ฉันนั้น เธอจงเห็นธาตุทั้งหลายโดยความเปน
ของสูญ อยากลับมาสูโลกนี้อีก เธอคลี่คลายความพอใจในภพเสีย
แลวจักเปนผูสงบเที่ยวไป ฯ
(ธ.อ. ๕/ ๑๐๖ รูปนนฺทตฺเถรีวตฺถุ)
อฏฐีนํ นครํ กตํ
มํสโลหิตเลปนํ
ยตฺถ ชรา จ มจฺจุ จ
มาโน มกฺโข จ โอหิโตติ ฯ
สรีระ อันกรรมทําใหเปนนครแหงกระดูกทั้งหลาย ฉาบดวยเนื้อและ
โลหิต เปนตั้งลงแหงชรา มรณะ มานะ และมักขะ ฯ
(ธ.อ. ๕/๑๐๖ รูปนนฺทตฺเถรีวตฺถุ)
ชีรนฺติ เว ราชรถา สุจิตฺตา
อโถ สรีรมฺป ชรํ อุเปติ
สตฺจ ธมฺโม น ชรํ อุเปติ
สนฺโต หเว สพฺภิ ปเวทยนฺตีติ ฯ
ราชรถ ที่วิจิตรดี ยังคร่ําคราไดแล อนึ่งถึงสรีระ ก็ยอมถึงความ
คร่ําครา ธรรมของสัตบุรุษ หาเขาถึงความคร่ําคราไม สัตบุรุษ
ทั้งหลายแล ยอมปราศรัยกันดวยสัตบุรุษ ฯ
(ธ.อ. ๕/๑๑๐ มลฺลิกาเทวีวตฺถุ)
เทฺว เม โคณา มหาราช เยหิ เขตฺตํ กสาม เส
เตสุ เอโก มโต เทว
ทุติยํ เทหิ ขตฺติยาติ ฯ
ขอเดชะฝาละอองธุลีพระบาทปกเกลา ฯ โค สําหรับไถนาของขาพระ

พุทธเจา ๒ ตัว ในโค ๒ ตัวนั้น ตัวหนึ่งลมตายเสียแลว ขอใตฝาละ
อองธุลีพระบาท จงทรงพระกรุณาโปรดเกลา ฯ พระราชทานตัวที่ ๒ เถิด ฯ
(ธ.อ. ๕/๑๑๓ โลฬุทายิตฺเถรวตฺถุ)
อปฺปสฺสุตายํ ปุริโส
พลิพทฺโทว ชีรติ
มํสานิ ตสฺส วฑฺฒนฺติ
ปญา ตสฺส น วฑฺฒนฺตีติ ฯ
คนมีสุตะนอยนี้ ยอมแกเหมือนโคถึก เนื้อของเขายอมเจริญ แต
ปญญาของเขา หาเจริญไม ฯ
(ธ.อ. ๕/๑๑๔ โลฬุทายิตฺเถรวตฺถุ)
อจริตฺวา พฺรหฺมจริยํ
อลทฺธา โยพฺพเน ธนํ
ชิณฺณโกฺจาวฌายนฺติ
ขีณมจฺเฉ ว ปลฺลเล
อจริตฺวา พฺรหฺมจริยํ
อลทฺธา โยพฺพเน ธนํ
เสนฺติ จาปาติขีณาว
ปุราณานิ อนุตฺถุนนฺติ ฯ
พวกคนเขลา ไมประพฤติพรหมจรรย ไมไดทรัพยในคราวยังเปนหนุม
ยอมซบเซาดังนกกะเรียนแกซบเซาอยูในเปอกตมที่หมดปลา ฉะนั้น
พวกคนเขลา ไมประฑฟติพรหมจรรย ไมไดทรัพยในคราวเปนหนุม
ยอมนอนทอดถอนถึงทรัพยเกา เหมือนลูกศรที่ตกจากแหลง ฉะนั้น ฯ
(ธ.อ. ๕/๑๑๙ มหาธนเสฏปุตฺตวตฺถุ)
อเนกชาติสํสารํ
คหการํ คเวสนฺโต
คหการก ทิฏโสิ
สพฺพา เต ผาสุกา
วิสงฺขารคตํ จิตฺตํ

สนฺธาวิสฺสํ อนิพฺพิสํ
ทุกฺขา ชาติ ปุนปฺปุนํ
ปุน เคหํ น กาหสิ
ภคฺคา คหกูฏํ วิสงฺขตํ
ตณฺหานํ ขยมชฺฌคาติ ฯ
(ธ.อ. ๕/๑๑๕ ปมโพธวตฺถุ)

ธัมมปทัฏกถา ภาค ๖
อตฺตานฺเจ ปยํ ชฺา รกฺเขยฺย นํ สุรกฺขิตํ
ติณฺณมฺตรํ ยามํ
ปฏิชคฺเคยฺย ปณฺฑิโตติ ฯ
ถาบุคคลทราบตนวาเปนที่รัก พึงรักษาตนนั้น ใหเปนที่รักดวยดี
บัณฑิตพึงประคับประคอง (ตน) ตลอดยามทั้ง ๓ ยามใดยามหนึ่ง ฯ
(ธ.อ. ๖/๔ โพธิราชกุมารวตฺถุ)
อนุตีรจาริโน นงฺคุฏฐํ

สีสํ คมฺภีรจาริโน

อถายํ มชฺฌิโน ขณฺโฑ
ธมฺมฏสฺส ภวิสฺสตีติ ฯ
หางเปนของนากตัวเที่ยวหากินตามริมฝง ศีรษะเปนของนากตัวที่
เที่ยวหากินในน้ําลึก สวนทอนกลางนี้ จักเปนของเรา ผูตั้งอยูในธรรม ฯ
(ธ.อ. ๖/๘ อุปนนฺทสกฺยปุตฺตวตฺถุ)
อตฺตานเมว ปมํ
ปฏิรูเป นิเวสเย
อถฺมนุสาเสยฺย
น กิลิสฺเสยฺย ปณฺฑิโตติ ฯ
บัณฑิตพึงตั้งตนนั่นแล ในคุณอันสมควรกอน พึงสั่งสอนผูอื่น
ในภายหลัง จะไมพึงเศราหมอง ฯ
(ธ.อ. ๖/๘ อุปนนฺทสกฺยปุตฺตวตฺถุ)
นิโคฺรธเมว เสเวยฺย

น สาขมุปสํวเส
นิโคฺรธสฺมึ มตํ เสยฺโย
ยฺเจ สาขสฺมึ ชีวิตนฺติ ฯ
เจาหรือคนอื่น พึงคบเนื้อชื่อวา นิโครธผูเดียว อยาเขาไปคบเนื้อ
ชื่อวา สาขะ ความตายในสํานักเนื้อชื่อวา นิโครธประเสริกวา
ความเปนอยูในสํานักของเนื้อชื่อวา สาขะนั้น จะประเสริอะไร ฯ
(ธ.อ. ๖/๑๕ กุมารกสฺสปตฺเถรวตฺถุ)
อตฺตานฺเจ ตถา กยิรา ยถฺมนุสาสติ
สุทนฺโต วต ทเมถ
อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโมติ ฯ
ถาบุคคลพร่ําสอนผูอื่นอยู ฉันใด พึงทําตนฉันนั้น บุคคลผูมีตน
ฝกดีแลว (จึง) ควรฝก (ผูอื่น) เพราะวา ไดยินวา ตนฝกฝนไดยาก ฯ
(ธ.อ. ๖/๑๐ ปธานิกติสฺสตฺเถรวตฺถุ)
อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ โก หิ นาโถ ปโร สิยา
อตฺตนา หิ สุทนฺเตน
นาถํ ลภติ ทุลฺลภนฺติ ฯ
ตนแล เปนที่พึ่งแหงตน บุคคลอื่นใครเลา พึงเปนที่พึ่งได เพราะวา
บุคคล มีตนฝกดีแลว ยอมไดที่พึ่งที่บุคคลไดโดยยาก ฯ
(ธ.อ. ๖/๑๕ กุมารกสฺสปตฺเถรวตฺถุ)
อตฺตนา หิ กตํ ปาป
อตฺรชํ อตฺตสมฺภวํ
อภิมตฺถติ ทุมฺเมธํ
วชิรํ วมฺหยํ มณินฺติ ฯ
บาปอันตนทําไวเอง เกิดในตน มีตนเปนแดนเกิด ยอมย่ํายี
บุคคลผูมปี ญญาทราม ดุจเพชรย่ํายีแกวมณีอันเกิดแตหิน ฉะนั้น ฯ
(ธ.อ. ๖/๑๘ มหากาลอุปาสกวตฺถุ)
ยสฺส อจฺจนฺตทุสฺสีลฺยํ

มาลุวา สาลมิโวตฺถตํ

กโรติ โส ตถตฺตานํ
ยถา นํ อิจฺฉตี ทิโสติ ฯ
ความเปนผูทุศีลลวงสวน รวบรัด (อัตภาพ) ของบุคคลใด
ดุจเถายานทราย รักรึงตนสาละ ฉะนั้น บุคคลนั้นยอมทําตน
อยางเดียวกันกับที่โจรหัดโจก ปรารถนาทําใหตนฉะนั้น ฯ
(ธ.อ. ๖/๑๙ เทวทตฺตวตฺถุ)
สุกรํ สาธุนา สาธุ
ปาป ปาเปน สุกรํ
ความอันคนดีทํางาย
ความชั่วคนชั่วทํางาย

สาธุ ปาเปน ทุกฺกรํ
ปาปมริเยหิ ทุกฺกรนฺติ ฯ
ความดีอันคนชั่วทํายาก
ความชั่วอริยบุคคลทําไดยาก ฯ
(ธ.อ. ๖/๒๑ สงฺฆเภทปริสกฺกนวตฺถุ)

สุกรานิ อสาธูนิ

อตฺตโน อหิตานิ จ
ยํ เว หิตฺจ สาธุฺจ
ตํ เว ปรมทุกฺกรนฺติ ฯ
กรรมอันไมดีและไมเปนประโยชนแกตน คนทํางาย กรรมใดแล
เปนประโยชนแกตนและดี กรรมนั้นแลทํายากอยางยิ่ง ฯ
(ธ.อ. ๖/๒๑ สงฺฆเภทปริสกฺกนวตฺถุ)
โย สาสนํ อรหตํ
อริยานํ ธมฺมชีวินํ
ปฏิกฺโกสติ ทุมฺเมโธ
ทิฏฐึ นิสฺสาย ปาปกํ
ผลานิ กณฺฏกสฺเสว
อตฺตฆฺาย ผลฺลตีติ ฯ
บุคคลใด ปญญาโฉด อาศัยทิฏิอันชั่วชาคัดคานคําสั่งสอนของ
พระอริยบุคคล ผูอรหันต มีปกติเปนอยูโดยธรรม บุคคลนั้นยอม
เกิดมาเพื่อฆาตน เหมือนขุยแหงไมไผ ฉะนั้น ฯ
(ธ.อ. ๖/๒๓ กาลตฺเถรวตฺถุ)
อตฺตนา ว กตํ ปาป
อตฺตนา สงฺกิลิสฺสติ
อตฺตนา อกตํ ปาป
อตฺตนา ว วิสุชฺฌติ
สุทฺธิ อสุทฺธิ ปจฺจตฺตํ
นาฺโ อฺ วิโสธเยติ ฯ
บาปอันผูใดทําแลวดวยตนเอง ผูนั้นยอมเศราหมองดวยตน บาป
อันผูใดไมทําดวยตน ผูนั้น ยอมบริสุทธิ์ดวยตนเอง ความบริสทุ ธิ์
ไมบริสุทธิ์ เปนของเฉพาะตน คนอื่นทําคนอื่นใหบริสุทธิ์ ไมได ฯ
(ธ.อ. ๖/๒๔ จุลฺลกาลอุปาสกวตฺถุ)
อตฺตทตฺถํ ปรตฺเถน
พหุนาป น หาปเย
อตฺตทตฺถมภิฺาย
สทตฺถปฺปสุโต สิยาติ ฯ
บุคคลไมพึงยังประดยชนของตน ใหเสื่อมเสียเพราะประโยชน

ของคนแมมาก รูจักประโยชนของตนแลว พึงเปนผูขวนขวาย
ในประโยชนของตน ฯ
(ธ.อ. ๖/๒๖ อตฺตทตฺถตฺเถรวตฺถุ)
หีนํ ธมฺมํ น เสเวยฺย
ปมาเทน น สํวเส
มิจฺฉาทิฏฐึ น เสเวยฺย
น สิยา โลกวฑฺฒโนติ ฯ
บุคคลไมพึงเสพธรรมอันเลว ไมพึงอยูรวมดวยความประมาท
ไมพึงเสพความเห็นผิด ไมพึงเปนคนรกโลก ฯ
(ธ.อ. ๖/๒๙ ทหรภิกฺขุวตฺถุ)
อุตฺติฏเ นปฺปมชฺเชยฺย ธมฺมํ สุจริตํ จเร
ธมฺมจารี สุขํ เสติ
อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ
ธมฺมํ จเร สุจริตํ
น ตํ ทุจฺจริตํ จเร
ธมฺมจารี สุขํ เสติ
อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จาติ ฯ
บรรพชิต ไมพึงประมาทในกอนขาว อันตนพึงลุกขึ้นยืนรับ บุคคล
พึงประพฤติธรรมใหสุจริต ผูมีปกติประพฤติธรรม ยอมอยูเปน
สุขในโลกนี้และในโลกหนา บุคคลพึงประพฤติธรรมใหสุจริต ไม
พึงประพฤติธรรมนั้นใหสุจริต ผูมีปกติประพฤติธรรม ยอมอยูเปน
สุขในโลกนี้และในโลกหนา ฯ
(ธ.อ. ๖/๓๒ สุทฺโธทนวตฺถุ)
ยถา พุพฺพุฬกํ ปสฺเส
ยถา ปสฺเส มรีจิกํ
เอวํ โลกํ อเวกฺขนฺตํ
มจฺจุราชา น ปสฺสตีติ ฯ
พระยามัจจุ ยอมไมเปนบุคคลผูพิจารณาเห็นอยูซึ่งโลก เหมือน
บุคคลพึงเห็นน้ํา (และ) เหมือนบุคคลพึงเห็นพยับแดด ฯ
(ธ.อ. ๖/๓๓ วิปสฺสกภิกฺขุวตฺถุ)
เอถ ปสฺสถิมํ โลกํ
จิตฺตํ ราชรถูปมํ
ยตฺถ พาลา วิสีทนฺติ
นตฺถิ สงฺโค วิชานตนฺติ ฯ
ทานทั้งหลาย จงมาดูโลกนี้ อันตระการดุจราชรถที่พวกคนเขลา
หมกอยู (แต) ผูรูหาของอยูไม ฯ
(ธ.อ. ๖/๓๕ อภยราชกุมารวตฺถุ)
โย จ ปุพฺเพ ปมชฺชิตฺวา ปจฺฉา โส นปฺปมชฺชติ
โสมํ โลกํ ปภาเสติ
อพฺภา มุตฺโตว จนฺทิมาติ ฯ
ก็ผูใด ประมาทในกาลกอน ภายหลังไมประมาท ผูนั้นยอมยังโลก
นี้ใหสวางได เหมือนดวงจันทรพนแลวจากหมอก ฉะนั้น ฯ

(ธ.อ. ๖/๓๗ สมฺมชฺชนตฺเถรวตฺถุ)
อนฺธภูโต อยํ โลโก
ตนุเกตฺถ วิปสฺสติ
สกุโณ ชาลมุตฺโตว
อปฺโป สคฺคาย คจฺฉตีติ ฯ
สัตวโลกนี้ เปนเหมือนคนบอด ในโลกนี้นอยคน จะเห็นแจงได
นอยคนจะไปในสวรรค เหมือนนกหลุดแลวจากขาย (มีนอย)ฉะนั้น ฯ
(ธ.อ. ๖/๔๓ เปสการธีตุวตฺถุ)
นาทิฏา ปรโต โทสํ
อณุ ถูลานิ สพฺพโส
อิสฺสโร ปณเย ทณฺฑํ
สามํ อปฺปฏิเวกฺขิยาติ ฯ
ผูเปนใหญไมเห็นโทษนอยใหญของผูอื่นโดยประการทั้งปวงแลว
ไมทันพิจารณาเห็นเอง ไมพึงลงอาชญา ฯ
(ธ.อ. ๖/๔๙ จิฺจมาณวิกาวตฺถุ)
เอกธมฺมมตีตสฺส
วิติณฺณปรโลกสฺส

มุสาวาทิสฺส ชนฺตุโน
นตฺถิ ปาป อการิยนฺติ ฯ

บาปอันชนผูกาวลวงธรรมอยางเอกเสีย ผูม กั พูดเท็จ ผูมีปรโลกอัน

ลวงเลยเสียแลว ไมพึงทํายอมไมมี ฯ
(ธ.อ. ๖/๕๐ จิฺจมาณวิกาวตฺถุ)
อุสภํ ปวรํ วีรํ
มเหสึ วิชิตาวินํ
อเนชํ นฺหาตกํ พุทฺธํ
ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณนฺติ ฯ
เรากลาวบุคคลผูองอาจ ผูประเสริ ผูแกลวกลา ผูแสวงหาคุณอัน
ใหญ ผูชนะโดยวิเศษ ผูไมหวั่นไหว ผูลางแลว ผูตรัสรูแลวนั้นวา
เปนพราหมณ ฯ
(ธ.อ. ๖/๕๕ อสทิสทานวตฺถุ)
น เว กทริยา เทวโลกํ วชนฺติ
พาลา หเว นปฺปสํสนฺติ ทานํ
ธีโร จ ทานํ อนุโมทมาโน
เตเนว โส โหติ สุขี ปรตฺถาติ ฯ
พวกคนตระหนี่จะไปสูเทวโลกไมไดเลย พวกชนพาล
ยอมไมสรรเสริญทาน สวนนักปราชญอนุโมทนาอยู
เพราะเหตุนั้นนั่นเอง นักปราชญจึงเปนผูมีสุขในโลกหนา ฯ
(ธ.อ. ๖/๕๖ อสทิสทานวตฺถุ)
ปพฺยา เอกรชฺเชน

สคฺคสฺส คมเนน วา

สพฺพโลกาธิปจฺเจน
โสตาปตฺติผลํ วรนฺติ ฯ
โสดาปตติผล ประเสริกวาความเปนเอกราชในแผนดิน กวาการ
ไปสูสวรรค และกวาความเปนใหญในโลกทั้งปวง ฯ
(ธ.อ. ๖/๕๙ อนาถปณฺฑิกปุตฺตกาลวตฺถุ)
รตฺตสฺส หิ อุกฺกุฏิกํ ปทํ ภเว
ทุฏสฺส โหติ สหสานุปฬิตํ
มุฬหฺ สฺส โหติ อวกฺฑฺฒิตํ ปทํ
วิวฏจฺฉทสฺส อิทมีทิสํ ปทนฺติ ฯ
ก็ คนเจาราคะ พึงมีรอยเทากระโหยง (เวากลาง)
คนเจาโทษะ ยอมมีรอยเทาอันสนบีบ (หนักสน)
คนเจาโมหะ ยอมมีรอยเทาจิกลง (หนักทางปลายเทา)
คนมีกิเลสเครื่องมุงบังอันเปดแลว มีรอยเทาเชนนี้ นี้ ฯ
(ธ.อ. ๖/๖๒ มารธีตาวตฺถุ)
ยสฺส ชิตํ นาวชิยติ
ชิตมสฺส โนยาติ โกจิ โลเก
ตํ พุทฺธมนนฺตโคจรํ
อปทํ เกน ปเทน เนสฺสถ
ยสฺส ชาลินี วิสตฺติกา
ตณฺหา นตฺถิ กุหิฺจิ เนตเว
ตํ พุทฺธมนนฺตโคจรํ
อปมํ เกน ปเทน เนสฺสถาติ ฯ
กิเลสชาตมีราคะเปนตน อันพระสัมมาสัมพุทธเจาพระองคใด
ชนะแลว อันพระองคยอมไมกลับแพ กิเลสหนอยหนึ่งในโลก
ยอมไปหากิเลสชาตที่พระพุทธเจาพระองคนั้นชนะแลวไมได
พวกเจาจักนําพระพุทธเจาพระองคนั้น ผูมีอารมณไมมีที่สุด
ไมมีรองรอยไปดวยรองรอยอะไร ๆ ตัณหามีขายซานไปตาม
อารมณตาง ๆ ไมมีแกพระพุทธเจาพระองคใด เพื่อนําไปใน
ภพไหน ๆ พวกเจาจักนําพระพุทธเจาพระองคนั้น ผูมีอารมณ
ไมมีที่สุด ไมรองรอยไป ดวยรองรอยอะไร ?
(ธ.อ. ๖/๖๕ มารธีตาวตฺถุ)
ทิสฺวาน
นาโหสิ
กิเมวิทํ
ปาทาป

ตณฺหํ อรติฺจ ราคํ
ฉนฺโท อป เมถุนสฺมึ
มุตฺตกรีสปุณฺณํ
นํ สมฺผุสิตุ น อิจฺเฉติ ฯ

แมความพอใจในเมถุน ไมไดมีแลว เพราะเห็นนางตัณหา
นางอรดี และนางราคา เพราะเห็นสรีระแหงธิดาของทาน
นี้ ซึ่งเต็มไปดวยมูตรและกรีส (เราจักมีความพอใจใน เมถุน) อยางไรได ? เรายอมไมปรารถนาเพื่อจะแตะตอง
สรีระธิดาของทานนั้นแมดวยเทา ฯ
(ธ.อ. ๖/๖๖ มารธีตาวตฺถุ)
คโต นุ จิตฺตกูฏํ วา
เกลาสํ วา ยุคนฺธรํ
น โน ทกฺเขมุ สมฺพุทฺธํ โลกเชฏฐํ นราสภนฺติ ฯ
พระศาสดา เสด็จไปสูเขาจิตรกูฏ หรือสูเขาไกรลาส หรือสูเขายุคันธร
เราทั้งหลาย จึงไมเห็นพระสัมพุทธเจา ผูโลกเชฏฐ ผูประเสริกวานระ ฯ
(ธ.อ. ๖/๗๓ ยมกปฺปาฏิหาริยวตฺถุ)
ปวิเวกรโต ธีโร
นิมํ โลกํ ปุเนหิติ
น โน ทกฺเขมุ สมฺพุทฺธํ โลกเชฏฐํ นราสภนฺติ ฯ
พระองคผูเปนปราชญ ทรงยินดีแลวในวิเวก จักไมเสด็จกลับมาโลก
นี้อีก เราทั้งหลายจะไมเห็นพระสัมพุทธเจา ผูโลกเชษฐผูประเสริ กวานระ ฯ
(ธ.อ. ๖/๗๓ ยมกปฺปาฏิหาริยวตฺถุ)
น เม ทิฏโ อิโต ปุพฺเพ น สุโต อุท กสฺสจิ
เอวํ วคฺคุคโท สตฺถา
ตุสิตา คณิมาคโตติ ฯ
พระศาสดา ผูมีถอยคําอันไพเราะ ทรงเปนอาจารยแหงคณะ เสด็จ
มาจากดุสิตอยางนี้ เรายังไมเห็น หรือไมไดยินตอใคร ๆ ในกาลกอน
แตนี้ ฯ
(ธ.อ. ๖/๙๐ ยมกปฺปาฏิหาริยวตฺถุ)
เย ฌานปฺปสุตา ธีรา
เนกฺขมฺมูปสเม รตา
เทวาป เตสํ ปหยนฺติ
สมฺพุทฺธานํ สตีมตนฺติ ฯ
พระสัมพุทธเจาเหลาใด เปนปราชญ ขวนขวายในฌาน ยินดีแลว
ในธรรมที่เขาไปสงบดวยสามารถแหงการออก
แมเทวดาและ
มนุษยทั้งหลาย ก็ยอมกระหยิ่มตอพระสัมพุทธเจาเหลานั้นผูมีสติ ฯ
(ธ.อ. ๖/๙๑ ยมกปฺปาฏิหาริยวตฺถุ)
เย จ สงฺขาตธมฺมา เส เย จ เสขา ปุถู อิธ
เตสํ เม นิปโก อิริยํ
ปุฏโ ปพฺรูหิ มาริสาติ ฯ
ดูกอนทานผูบริสุทธิ์ เธอมีปญญารักษาตน อันเราถามถึงความเปน

ไปของทานผูมีธรรมอันนับพรอมแลวทั้งหลายและพระเสขะทั้งหลาย
ซึ่งมีอยูมากในโลกนี้ จงบอกความเปนไปนั้นแกเรา ฯ
(ธ.อ. ๖/๙๒ ยมกปฺปาฏิหาริยวตฺถุ)
กึสุ อธิปตี ราชา
กึสุ ราชา รชสฺสิโร
กถํสุ วิรโช โหติ
กถํ พาโลติ วุจฺจตีติ ฯ
ผูเปนใหญอยางไรเลา ชื่อวา พระราชา อยางไรเลา พระราชาชื่อวา
มีธุลีบนพระเศียร อยางไรเลา ชื่อวา ปราศจากธุลี อยางไร ทานจึง
เรียกวา “คนพาล”
(ธ.อ. ๖/๙๕ เอรกปตฺตนาคราชวตฺถุ)
ฉทฺวาราธิปตี ราชา
รชมาโน รชสฺสิโร
อรชํ วิรโช โหติ
รชํ พาโลติ วุจฺจตีติ ฯ
ผูเปนใหญในทวารหก ชื่อวา เปนพระราชา พราะราชาผูกําหนัดอยู
ชื่อวา มีธุลีพระบนเศียร ผูไมกําหนัดอยู ชื่อวา ปราศจากธุลี
ผูกําหนัดอยู ทานเรียกวา “คนพาล” ฯ
(ธ.อ. ๖/๙๖ เอรกปตฺตนาคราชวตฺถุ)
เกนสฺสุ วุยฺหตี พาโล
กถํ นุทติ ปณฺฑิโต
สพฺพโยควิสํยุตฺโต
โยคกฺเขมีติ วุจฺจตีติ
คนพาลอันอะไรเอย ยอมพัดไป บัณฑิตยอมบรรเทาอยางไร
อยางไร จึงเปนผูมีความเกษมจากโยคะ ทานอันเราถามแลว
โปรดบอกขอนั้น แกเรา ฯ
(ธ.อ. ๖/๙๗ เอรกปตฺตนาคราชวตฺถุ)
โอเฆน วุยฺหตี พาโล
โยคา นุทติ ปณฺฑิโต
สพฺพโยควิสํยุตฺโต
โยคกฺเขมีติ วุจฺจตีติ ฯ
คนพาลอันหวงน้ํา (คือกามโอฆะเปนตน) ยอมพัดดไป บัณฑิต
ยอมบรรเทาเสียดวยความเพียร บัณฑิตผูไมประกอบดวยโยคะ
ปวง ทานเรียกวา ผูมีความเกษมจากโยคะ ฯ
(ธ.อ. ๖/๙๗ เอรกปตฺตนาคราชวตฺถุ)
กิจฺโฉ มนุสฺสปฺปฏิลาโภ กิจฺฉํ มจฺจานชีวิตํ
กิจฺฉํ สทฺธมฺมมสฺสวนํ
กิจฺโฉ พุทฺธานมุปฺปาโทติ ฯ
ความไดอัตภาพเปนมนุษย เปนการยาก ชีวิตของสัตวทั้งหลาย
เปนอยูยาก การฟงพระสัทธรรม เปนของยาก การอุบัติขึ้นแหง
พระพุทธเจา เปนการยาก ฯ

(ธ.อ. ๖/๙๙ เอรกปตฺตนาคราชวตฺถุ)
สพฺพปาปสฺส อกรณํ
กุสลสฺสูปสมฺปทา
สจิตฺตปริโยทปนํ
เอตํ พุทฺธานสาสนํ ฯ
ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา
นิพพฺานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา
น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี
สมโณ โหติ ปรํ วิเหยนฺโต ฯ
อนูปวาโท อนูปฆาโต ปาฏิโมกฺเข จ สํวโร
มตฺตฺุตา จ ภตฺตสฺมึ ปนฺตฺจ สยนาสนํ
อธิจิตฺเต จ อาโยโค
เอตํ พุทฺธานสาสนนฺติ ฯ
ความไมทาํ บาปทั้งสิ้น ความยังกุศลใหถึงพรอม ความทําจิตของ
ตนใหผองใส นี่เปนคําสอนของพระพุทธเจาทั้งหลาย ฯ
ความอดทน คือ ความอดกลั้น เปนธรรมเผาบาปอยางยิ่ง
ทานผูรูทั้งหลาย ยอมกลาวพระนิพพานวาเปนเยี่ยม
ผูทํารายผูอื่น ไมชื่อวา บรรพชิต
ผูเบียดเบียนผูอื่นอยู ไมชื่อวา เปนสมณะ ฯ
ความไมกลาวราย ๑ ความไมทําราย ๑ ความสํารวมในพระ
ปาฏิโมกข ๑ ความเปนผูร ูประมาณในภัตตาหาร ๑ ที่นอนที่
นั่งอันสงัด ๑ ความประกอบโดยเอื้อเฟอในอธิจิต ๑ นี่เปน
คําสอนของพระพุทธเจาทั้งหลาย ฯ
(ธ.อ. ๖/๑๐๐ อานนฺทตฺเถรสฺส ปฺหวตฺถุ)
ยาวตา จนฺทิมาสุริยา (ปริหรนฺติ) ทิสา ภนฺติ วิโรจนา
สพฺเพ ว ทาสา มนฺธาตุ เย ปาณา ปวินิสฺสิตาติ ฯ
พระจันทรและพระอาทิตย (ยอมหมุนเวียนไป) สองทิศใหสวาง
ไสวอยู กําหนดเพียงใด สัตวทั้งหลายผูอาศัยแผนดินทั้งหมดเทียว
ยอมเปนทาสของพระเจามันธาตุกําหนดเพียงนั้น ฯ
(ธ.อ. ๖/๑๐๔ อนภิรตภิกฺขุวตฺถุ)
น กหาปณวสฺเสน
ติตฺติ กาเมสุ วิชฺชติ
อปฺปสฺสาทา ทุกฺขา กามา อิติ วิฺาย ปณฺฑิโต
อิป ทิพฺเพสุ กาเมสุ
รตึ โส นาธิคจฺฉติ
ตณฺหกฺขยรโต โหติ
สมฺมาสมฺพุทฺธสาวโกติ ฯ
ความอิ่มในการทั้งหลาย ยอมไมมีเพราะฝนคือกหาปณะ กาม
ทั้งหลาย มีรสอรอยนอย มีทุกขมาก บัณฑิตรูแจงดังนี้แลว ทาน
ยอมไมถึงความยินดีในกามทั้งหลายแมที่เปนทิพย พระสาวก

ของพระสัมมาสัมพุทธเจา เปนผูยินดีในความสิ้นไปแหงตัณหา ฯ
(ธ.อ. ๖/๑๐๔ อนภิรตภิกฺขุวตฺถุ)
พหุ เว สรณํ ยนฺติ
ปพฺพตานิ วนานิ จ
อารามรุกฺขเจติยานิ
มนุสฺสา ภยตชฺชิตา ฯ
มนุษยเปนอันมาก ถูกภัยคุกคามแลว ยอมถึงภูเขา ปา อารามและ
รุกขเจดียวาเปนที่พึ่ง ฯ
(ธ.อ. ๖/๑๐๙ อคฺคิทตฺตปุโรหิตวตฺถุ)
เนตํ โข สรณํ เขมํ
เนตํ สรณมุตฺตมํ
เนตํ สรณมาคมฺม
สพฺพทุกฺขา ปมุจฺจติ ฯ
สรณะนั้นแล ไมเกษม สรณะนั้นไมอุดม เพราะบุคคลอาศัยสรณะ
นั่น ยอมไมพนจากทุกขทั้งปวงได ฯ
(ธ.อ. ๖/๑๐๙ อคฺคิทตฺตปุโรหิตวตฺถุ)
โย จ พุทฺธฺจ ธมฺมฺจ สงฺฆฺจ สรณํ คโต
จตฺตาริ อริยสจฺจานิ
สมฺมปฺปฺาย ปสฺสติ
ทุกฺขํ ทุกฺขสมุปฺปาทํ
ทุกฺขสฺส จ อติกฺกมํ
อริยฺจฏงฺคิกํ มคฺคํ
ทุกฺขูปสมคามินํ
เอตํ โข สรณํ เขมํ
เอตํ สรณมุตฺตมํ
เอตํ สรณมาคมฺม
สพฺพทุกฺขา ปมุจฺจตีติ ฯ
สวนบุคคลใด ถึงพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ วา เปนที่พึ่ง
ยอมเห็นอริยสัจ ๔ (คือ) ทุกข เหตุใหเกิดทุกข ความกาวลวง
ทุกข และมรรคมีองค ๘ อันประเสริ ซึ่งยังสัตวใหถึงความสงบ
แหงทุกข ดวยปญญาชอบ สรณะนั่นแล ของบุคคลนัน้ เกษม
สรณะนั่นอุดม เพราะบุคคลอาศัยสรณะนั่น ยอมพนจากทุกข
ทั้งปวงได ฯ
(ธ.อ. ๖/๑๑๐ อคฺคิทตฺตปุโรหิตวตฺถุ)
ทุลฺลโภ ปุริสาชฺโ
น โส สพฺพตฺถ ชายติ
ยตฺถ โส ชายติ ธีโร
ตํ กุลํ สุขเมธตีติ ฯ
บุรุษอาชาไนยหาไดยาก (เพราะวา) บุรษุ อาชาไนยนั้น ยอมไม
เกิดในที่ทั่วไป บุรุษอาชาไนยนั้น เปนนักปราชญ ยอมเกิดใน
ตระกูลใด ตระกูลนั้น ยอมถึงความสุข ฯ
(ธ.อ. ๖/๑๑๓ อานนฺทตฺเถรสฺสปฺหวตฺถุ)
สุโข พุทฺธานมุปฺปาโท

สุขา สทฺธมฺมเทสนา

สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี
สมคฺคานํ ตโป สุโขติ ฯ
ความเกิดขึ้นแหงพระพุทธเจาทั้งหลาย เปนเหตุนําสุขมา
การแสดงธรรมของสัตบุรุษ เปนเหตุนําสุขมา ความพรอม
เพรียงของหมู เปนเหตุนําสุขมา ความเพียรของชนผูพรอมเพรียงกัน เปนเหตุนําสุขมา ฯ
(ธ.อ. ๖/๑๑๓ สมฺพหุลภิกขฺ ุวตฺถุ)
ปูชารเห ปูชยโต
พุทฺเธ ยทิจ สาวเก
ปปฺจสมติกฺกนฺเต
ติณฺรโสกปริทฺทเว
เต ตาทิเส ปูชยโต
นิพฺพุเต อกุโตภเย
น สกฺกา ปุฺ สงฺขาตํ อิเมตฺตมป เกนจีติ ฯ
ใคร ๆ ไมอาจเพื่อจะนับบุญของบุคคลผูบูชาอยู ซึ่งทานผูควรบูชา
คือ พระพุทธเจา หรือ พระสาวกทั้งหลายดวย

ผูกาวลวงปปญจ-

ธรรมเครื่องเนิ่นชาไดแลว ผูมีความเศราโศกและความคร่ําครวญ
อันขาพนแลว (หรือวา) ของบุคคลผูบูชาอยู ซึ่งทานผูควรบูชาเชนนั้น
เหลานั้น ผูนิพพานแลว ไมมีภัย แตที่ไหน ๆ ดวยการนับแมวิธีไร ๆ
ก็ตาม วา บุญนี้มีประมาณเทานี้ ดังนี้ ฯ
(ธ.อ. ๖/๑๑๖ สุวณฺณเจติยวตฺถุ)
สุสุขํ วต ชีวาม
เวริเนสุ อเวริโน
เวริเนสุ มนุสฺเสสุ
วิหราม อเวริโน ฯ
ในมนุษยทั้งหลายผูมีเวรกัน พวกเราไมมีเวร เปนอยูสบายดีหนอ
ในมนุษยทั้งหลายผูมีเวรกัน พวกเรา ไมมีเวรอยู ฯ
(ธ.อ. ๖/๑๒๑ กลหวูปสมนวตฺถุ)
สุสุขํ วต ชีวาม
เยสนฺโน นตฺถิ กิฺจนํ
ปติภกฺขา ภวิสฺสาม
เทวา อาภสฺสรา ยถาติ ฯ
เรา ผูซึ่งไมมีกิเลสเครื่องกังวล ยอมเปนอยูสบายดีหนอ เรา
จักเปนผูมปี ติเปนภักษา เหมือนเหลาเทวดาชั้นอาภัสระ ฯ
(ธ.อ. ๖/๑๒๓ กลหวูปสมนวตฺถุ)
ชยํ เวรํ ปสวติ
ทุกฺขํ เสติ ปราชิโต
อุปสนฺโต สุขํ เสติ
หิตฺวา ชยปราชยนฺติ ฯ
ผูชนะยอมกอเวร ผูแพ ยอมอยูเปนทุกข ผูสงบระงับ ละความ
ชนะและความแพไดแลว ยอมอยูเปนสุข ฯ
(ธ.อ. ๖/๑๒๔ ปราชยวตฺถุ)

นตฺถิ ราคสโม อคฺคิ
นตฺถิ โทสสโม กลิ
นตฺถิ ขนฺธสมา ทุกฺขา
นตฺถิ สนฺติปรํ สุขนฺติ ฯ
ไฟเสมอดวยราคะ ยอมไมมี โทษเสมอดวยโทสะ ยอมไมมี
ทุกขทั้งหลายเสมอดวยขันธ ยอมไมมี สุขอื่นจากความสงบ
ยอมไมมี ฯ
(ธ.อ. ๖/๑๒๖ อฺตรกุลทาริกาวตฺถุ)
ชิฆจฺฉา ปรมา โรคา
สงฺขารา ปรมา ทุกฺขา
เอตํ ตฺวา ยถาภูตํ
นิพฺพานํ ปรมํ สุขนฺติ ฯ
ความหิวเปนโรคอยางยิ่ง
สังขารทั้งหลายเปนทุกขอยางยิ่ง
บัณฑิตทราบเนื้อความนั่นตามความจริงแลว (กระทําใหแจงซึ่งพระ
นิพพาน) เพราะพระนิพพานเปนสุขอยางยิ่ง ฯ
(ธ.อ. ๖/๑๒๘ อฺ ตรอุปาสกวตฺถุ)
อาโรคฺยปรมา ลาภา
สนฺตุฏิปรมํ ธนํ
วิสฺสาสปรมา าตี
นิพฺพานํ ปรมํ สุขนฺติ ฯ
ลาภทั้งหลาย มีความไมมโี รคเปนอยางยิ่ง ทรัพยมีความสันโดษ
เปนอยางยิ่ง ญาติมีความคุนเคย เปนอยางยิ่ง พระนิพพานเปน
สุขอยางยิ่ง ฯ
(ธ.อ. ๖/๑๓๑ ปเสนทิโกสลวตฺถุ)
มิทฺธี ยทา โหติ มหคฺฆโส จ
นิทฺทายิตา สมฺปริวตฺตสายี
มหาวราโหว นิวาปปุฏโ
ปุนปฺปุนํ คพฺภมุเปติ มนฺโทติ ฯ
ในกาลใด บุคคล เปนผูกินจุ มักงวง และมักนอนหลับ
กระสับกระสาย เปนดุจสุกรใหญที่เขาเลี้ยงดวยอาหาร
ในกาลนั้น เขาเปนคนมึนซึม ยอมเขาหองบอย ๆ ฯ
(ธ.อ. ๖/๑๓๐ ปเสนทิโกสลวตฺถุ)
ปุจฺฉ วาสว มํ ปฺหํ
ยงฺกิฺจิ มนสิจฺฉสิ
ตสฺส ตสฺเสว ปฺหสฺส
อหํ อนฺตํ กโรมิ เตติ ฯ
ดูกอนทาววาสวะ ทานจงถามปญหากะเรา ทานปรารถนาปญหา
ขอใดขอหนึ่งในพระหฤทัย เราจะทําที่สุดแหงปญหานั้น ๆ ของทาน
ไดแน ฯ
(ธ.อ. ๖/๑๓๖ สกฺกวตฺถุ)

อโยเค ยุฺชมตฺตานํ
โยคสฺมิฺจ อโยชยํ
อตฺถํ หิตฺวา ปยคฺคาหี
ปเหตฺตานุโยคินํ ฯ
บุคคล ประกอบตนไวในสิ่งอันไมควรประกอบ และไมประกอบ
ไวในสิ่งอันควรประกอบ ละเสียแลวซึ่งประโยชน ถือเอาอารมณ
อันเปนที่รัก ยอมทะเยอทะยาน ตอบุคคลผูตามประกอบตน ฯ
(ธ.อ. ๖/๑๓๙ ตโยปพฺพชิตวตฺถุ)
ปยโต ชายเต โสโก
ปยโต ชายเต ภยํ
ปยโต วิปฺปมุตฺตสฺส
นตฺถิ โสโก กุโต ภยนฺติ ฯ
ความโศก ยอมเกิดแตของที่รัก
ภัยยอมเกิดแตของที่รัก
ความยอมไมมีแดผูปลดเปลื้องจากของที่รัก ภัยจักมีแตไหน ฯ
(ธ.อ. ๖/๑๔๓ อฺ ตรกุฏมฺพิกวตฺถุ)
เปมโต ชายเต โสโก
เปมโต ชายเต ภยํ
เปมโต วิปฺปมุตตฺ สฺส
นตฺถิ โสโก กุโต ภยนฺติ ฯ
ความโศก ยอมเกิดแตความรัก
ภัยยอมเกิดแตความรัก
ความโศก ยอมไมมีแกผคู นวิเศษจากความรัก ภัยจักมีแตไหน ฯ
(ธ.อ. ๖/๑๔๔ วิสาขอุปาสิกาวตฺถุ)
กามโต ชายเต โสโก
กามโต ชายเต ภยํ
กามโต วิปฺปมุตฺตสฺส
นตฺถิ โสโก กุโต ภยนฺติ ฯ
ความโศก ยอมเกิดแตกาม ภัย ยอมเกิดแตกาม
ความโศก ยอมไมมีแกผูพนวิเศษแลวจากกาม ภัยจักมีแตไหน ฯ
(ธ.อ. ๖/๑๔๘ อนิตฺถิคนฺธกุมารวตฺถุ)
ตณฺหาย ชายเต โสโก ตณฺหาย ชายเต ภยํ
ตณฺหาย วิปฺปมุตฺตสฺส
นตฺถิ โสโก กุโต ภยนฺติ ฯ
ความโศก ยอมเกิดเพราะตัณหา
ภัย ยอมเกิดเพราะตัณหา
ความโศกยอมไมมีแกบุคคลผูพนวิเศษแลวจากตัณหา ภัยจักมีแตไหน ฯ
(ธ.อ. ๖/๑๕๐ อฺตรพฺราหฺมณวตฺถุ)
สีลทสฺสนสมฺปนฺนํ
ธมฺมฏฐํ สจฺจวาทินํ
อตฺตโน กมฺมกุพฺพานํ
ตํ ชโน กุรุเต ปยนฺติ ฯ
ชน ยอมทําทานผูสมบูรณดวยศีลและทัศนะ ผูตั้งอยูในธรรม
ผูม ีปกติกลาวแตวาจากสัตย
ผูกระทําการงาน ของตนนั้น
ใหเปนที่รกั ฯ
(ธ.อ. ๖/๑๕๒ ปฺจสตทารกวตฺถุ)

ฉนฺทชาโต อนกฺขาเต
มนสา จ ผุโฏ สิยา
กาเมสุ อปฺปฏิพทฺธจิตฺโต อุทฺธํโสโตติ วุจฺจตีติ ฯ
ภิกษุ ผูมีฉันทะเกิดแลว ในพระนิพพานอันใคร ๆ บอกไมได พึง
เปนผูอันใจถูกตองแลวก็ดี ผูมีจิตไมเกี่ยวเกาะในกามทั้งหลาย
ก็ดี ทานเรียกวา ผูมีกระแสในเบื้องบน ฯ
(ธ.อ. ๖/๑๕๔ อนาคามิตฺเถรวตฺถุ)
จิรปฺปวาสึ ปุริสํ
ทูรโต โสตฺถิมาคตํ
าตี มิตฺตา สุหชฺชา จ อภินนฺทนฺติ อาคตํ
ตเถว กตปุฺป
อสฺมา โลกา ปรํ คตํ
ปุฺานิ ปฏิคคฺ ณฺหาติ ปยํ าตีว อาคตนฺติ ฯ
ญาติ มิตร และคนมีใจดีทั้งหลาย เห็นบุรุษ ผูอยูตางถิ่นมานาน
มาแลวแตที่ไกลโดยสวัสดี
ยอมยินดียิ่งวา มาแลว ฉันใด
บุญทั้งหลาย ก็ยอมตอนรับแมบุคคลผูกระทําบุญไว ซึ่งไปจาก
โลกนี้สูโลกหนา ดุจพวกญาติเห็นญาติที่รัก มาแลว ตอนรับอยู
ฉะนั้นแล ฯ
(ธ.อ. ๖/๑๕๗ นนฺทิยวตฺถุ)
โกธํ ชเห วิปฺปชเหยฺย มานํ
สํโยชนํ สพฺพมติกฺกเมยฺย
ตํ นามรูปสฺมิมสชฺชมานํ
อกิฺจนํ นานุตปนฺติ ทุกฺขาติ ฯ
บุคคล พึงละความโกรธ สละความถือตัว ลวงสังโยชน
ทั้งสิ้นได ทุกขทั้งหลาย ยอมไมตกตองบุคคลนั้น ผูไม
ของในนามรูป ไมมีกิเลสเครื่องกังวล ฯ
(ธ.อ. ๖/๑๖๑ โรหิณีขตฺติยกฺาวตฺถุ)
โย เว อุปฺปติตํ โกธํ
รถํ ภนฺตํว ธารเย
ตมหํ สารถึ พฺรูมิ
รสฺมิคฺคาโห อิตโร ชโนติ ฯ
ผูใดแล พึงสกดความโกรธที่พลุงขึ้น เหมือนคนหามรถที่กําลังได
เราเรียกผูนั้นวา สารถี สวนคนนอกนี้ เปนเพียงผูถือเชือก ฯ
(ธ.อ. ๖/๑๖๔ อฺตรภิกฺขุวตฺถุ)
สจฺจํ ภเณ น กุชฺเฌยฺย ทชฺชา อปฺปป ยาจิโต
เอเตหิ ตีหิ าเนหิ
คจฺเฉ เทวาน สนฺติเกติ ฯ
บุคคล ควรกลาวคําสัตย ไมควรโกรธ ถึงถูกเขาของนอย ก็พึงให

บุคคลพึงไปในสํานักของเทพดาทั้งหลายไดดวยานะ ๓ นั่นฯ
(ธ.อ. ๖/๑๗๖ โมคฺคลฺานตฺเถรปฺหวตฺถุ)
ยสฺมึ มโน นิวีสติ
จิตฺตฺจาป ปสีทติ
อทิฏปุพฺพเก โปเส
กามํ ตสฺมึป วิสฺสเส ฯ
ใจยอมจดจอ ถึงจิตก็เลื่อมใสในบุคคใด เขายอมสนิทสนมใน
บุคคลแมนั้น ซึ่งตนไมเคยเห็นโดยแท ฯ
(ธ.อ. ๖/๑๗๙ ภิกฺขูหิ ปุฏปฺหวตฺถุ)
อปฺป วต ชีวิตํ อิทํ
โอรํ วสฺสสตาป มียติ
โย เจป อติจฺจ ชีวติ
อถโข โส ชรสาป มียตีติ ฯ
ชีวิตนี้ นอยหนอ สัตวยอมตายหยอนแมกวา ๑๐๐ ป แมหากผูใด
เปนอยูเกินไป ผูนั้น ยอมตาย แมเพราะชราโดยแท ฯ

(ธ.อ. ๖/๑๗๙ ภิกฺขูหิ ปุฏปฺหวตฺถุ)
อหึสกา เย มุนโย
นิจฺจํ กาเยน สํวุตา
เต ยนฺติ อจฺจุตํ านํ
ยตฺถ คนฺตฺวา น โสจเรติ ฯ
มุนีเหาใด เปนผูไมเบียดเบียน สํารวมแลว ดวยการเปนนิตย มุนี
เหลานั้น ยอมไมสูานะอันไมจุติ ซึ่งเปนที่คนทั้งหลายไปแลว ไม
เศราโศก ฯ
(ธ.อ. ๖/๑๗๙ ภิกฺขูหิ ปุฏปฺหวตฺถุ)
สทา ชาครมานานํ
อโหรตฺตานุสิกฺขินํ
นิพฺพานํ อธิมุตฺตานํ
อฏฐํ คจฺฉนฺติ อาสวาติ ฯ
อาสวะทั้งหลาย ของผูตื่นอยูทุกเมื่อ มีปกติตามศึกษาทั้งกลางวัน
กลางคืน นอมไปแลวสูพระนิพพาน ยอมถึงความตั้งอยูไมได ฯ
(ธ.อ. ๖/๑๘๓ ปุณฺณทาสีวตฺถุ)
โปราณเมตํ อตุล
นินฺทนฺติ ตุณฺหีมาสีนํ
มิตภาณึป นินฺทนฺติ
น จาหุ น จ ภวิสฺสติ
เอกนฺตํ นินฺทิโต โปโส
ยฺเจ วิฺู ปสํสนฺติ
อจฺฉิทฺทวุตฺตึ เมธาวึ
นิกฺขํ ชมฺโพนทสฺเสว
เทวาป นํ ปสํสนฺติ

เนตํ อชฺชตนามิว
นินฺทนฺติ พหุภาณินํ
นตฺถิ โลเก อนินฺทิโต
น เจตรหิ วิชฺชติ
เอกนฺตํ วา ปสํสิโต
อนุวิจฺจ สุเว สุเว
ปฺาสีลสมาหิตํ
โก ตํ นินฺทิตุมรหติ
พฺรหฺมุนาป ปสํสิโตติ ฯ

อตุละ การนินทาหรือสรรเสริญนั่น เปนของเกา นั่นไมใชเปน
เหมือนมีในวันนี้ ชนทั้งหลาย ยอมนินทาผูนั่งนิ่งบาง ยอม
นินทาผูพูดมากบาง ยอมนินทาผูพูดพอประมาณบาง ผูไมถูก
นินทา ไมมีในโลก คนผูถูกนินทาโดยสวนเดียว หรือวา อันเขา
สรรเสริญโดยสวนเดียว ไมไดมีแลว จักไมมี และไมมีอยูในบัดนี้
หากวา วิฺูบนใครครวญแลวทุก ๆ วัน สรรเสริญผูใด ซึ่งมีความ
ประพฤติ ไมขาดสาย มีปญญ า ผูตั้งมั่นดวยปญญาและศีล ใคร
เลา ยอมควรเพื่อติเตียนผูนั้น ผูเปนดังแทงทองชมพูนุท แมเทพดา
ทั้งหลาย ก็สรรเสริญเขา ถึงพรหม ก็สรรเสริญแลว ฯ
(ธ.อ. ๖/๑๘๖ อตุลอุปาสกวตฺถุ)

ธัมมปทัฏกถา ภาค ๗
ปณฺฑุปลาโสว ทานิสิ
ยมปุริสาป จ เต อุปฏิตา
อุยฺโยคมุเข ปติฏสิ
ปาเถยฺยํป จ เต น วิชฺชติ ฯ
บัดนี้ ทานเปนดุจใบไมเหลือง อนึ่ง บุรุษแหงพระยายม
(คือ ความตาย) ปรากฏแกทานแลว ทานตั้งอยูใกลปาก
แหงความเสื่อม อนึ่งแมเสบียงทางของทานก็ยังไมมี ฯ
(ธ.อ. ๗/๓ โคฆาตกปุตฺตวตฺถุ)
โส กโรหิ ทีปมตฺตโน
ขิปฺป วายม ปณฺฑิโต ภว
นิทฺธนฺตมโล อนงฺคโณ
ทิพฺพํ อริยภูมิเมหิสีติ ฯ
ทานนั้น จงทําที่พึ่งแกตน จงรีบพยายาม เปนบัณฑิต
ทานกําจัดมลทินไดแลว ไมมีกิเลสเพียงดังเนิน จักถึง
อริยภูมิอันเปนทิพย ฯ
(ธ.อ. ๗/๔ โคฆาตกปุตฺตวตฺถุ)
อนุปุพฺเพน เมธาวี
โถกํ โถกํ ขเณ ขเณ
กมฺมาโร รชตสฺเสว
นิทฺธเม มลมตฺตโนติ ฯ
ผูมีปญญา (ทํากุศลอยู) คราวละนอย ๆ ทุก ๆ ขณะ โดยลําดับ
พึงกําจัดมลทินของตนได เหมือนชางทองปดเปาสนิมทองฉะนั้น ฯ
(ธ.อ. ๗/๘ อฺตรพฺราหฺมณวตฺถุ)

อยสา ว มลํ สมุฏาย
ตทุฏาย ตเมว ขาทติ
เอวํ อติโธนจารินํ
สานิ กมฺมานิ นยนฺติ ทุคฺคตินฺติ ฯ
สนิม ตั้งขึ้นแตเหล็ก ครั้นตั้งขึ้นแตเหล็กแลว ยอมกัด
เหล็กนั่นเองฉันใด กรรมทั้งหลายของตนยอมนําบุคคล
ผูมักประพฤติลวงปญญาชื่อวา โธนา ไปสูทุคติ ฉันนั้น ฯ
(ธ.อ. ๗/๑๑ ติสฺสตฺเถรวตฺถุ)
อสชฺฌายมลา มนฺตา
อนุฏานมลา ฆรา
มลํ วณฺณสฺส โกสชฺชํ
ปมาโท รกฺขโต มลนฺติ ฯ
มนตทั้งหลาย มีอันไมทองบนเปนมลทิน เรือนมีความไมหมั่น
เปนมลทิน ความเกียจคราน เปนมลทินของผิวพรรณ ความประ
เปนมลทินของผูรักษา ฯ
(ธ.อ. ๗/๑๔ โลฬุทายีตฺเถรวตฺถุ)
ยถา นที จ ปนฺโถ จ
ปานาคารํ สภา ปปา
เอวํ โลกิตฺถิโย นาม
เวลา ตาสํ น วิชฺชตีติ ฯ
ธรรมดา สตรีในโลก เปนเหมือนแมน้ํา หนทาง โรงดื่ม ที่พักและ
บอน้ํา เวลา (กําหนด,เขตแดน) ยอมไมมแี กสตรีเหลานั้น ฯ
(ธ.อ. ๗/๑๕ อฺ ตรกุลปุตฺตวตฺถุ)
มลิตฺถิยา ทุจฺจริตํ
มจฺเฉรํ ททโต มลํ
มลา เว ปาปกา ธมฺมา อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ
ตโต มลา มลตรํ
อวิชฺชา ปรมํ มลํ
เอตํ มลํ ปหนฺตฺวาน
นิมฺมลา โหถ ภิกฺขโวติ ฯ
ความประพฤติชั่ว เปนมลทินของสตรี ความตระหนี่ เปนมลทิน
ของผูให ธรรมอันลามกทั้งหลาย เปนมลทินแล ทั้งในโลกนี้และ
ในโลกหนา เราจะบอกมลทินอันยิ่งกวามลทินนั้น อวิชชา
เปนมลทินอยางยิ่ง ภิกษุทั้งหลาย ทานทั้งหลาย ละมลทินนั่นได
แลว ยอมเปนผูหมดมลทิน ฯ
(ธ.อ. ๗/๑๕ อฺ ตรกุลปุตฺตวตฺถุ)
สุชีวํ อหิริเกน
ปกฺขนฺทินา ปคพฺเภน
หิริมตา จ ทุชชฺ ีวํ

กากสูเรน ธํสินา
สงฺกิลิฏเน ชีวิตํ
นิจฺจํ สุจิคเวสินา

อลีเนนาปคพฺเภน
สุทฺธาชีเวน ปสฺสตาติ ฯ
อันบุคคลผูไมมีความละอาย กลาเพียงดังกา มีปกติกําจัด(คุณผูอื่น)
มักแลนไป (เอาหนา) ผูคะนอง ผูเศราหมอง เปนอยูงาย
สวนบุคคลผูมีความละอาย ผูแสวงหากรรมอันสะอาดเปนนิตย
ไมหดหู ไมคะนอง มีอาชีวะหมดจดเห็นอยู เปนอยูยาก ฯ
(ธ.อ. ๗/๑๗ จูฬสาริภิกฺขุวตฺถุ)
พหุป โส วิกตฺเถยฺย
อฺ ชนปทํ คโต
อนฺวาคนฺตฺวาน ทูเสยฺย ภุฺช โภเค กฏาหกาติ ฯ
นายกฏาหกนั้น ไมสูชนบทอื่น พึงพูดอวดซึ่งทรัพยแมมาก นายมา
ตามแลว พึงประทุษราย กฏาหก ทานจงบริโภคโภคะทั้งหลายเถิด ฯ
(ธ.อ. ๗/๒๓ ติสฺสทหรวตฺถุ)
ททาติ เว ยถาสทฺธํ
ยถาปสาทนํ ชโน
ตตฺถ โย มงฺกุโต โหติ ปเรสํ ปานโภชเน
น โส ทิวา วา รติตึ วา สมาธึ อธิคจฺฉตีติ ฯ
ชน ยอมให (ทาน) ตามศรัทธา ตามความเลื่อมใสแล
ชนใด ยอมเปนผูเกอเขินในเพราะน้ําและขาวของชนเหลา
เหลาอื่นนั้น ชนนั้น ยอมไมบรรลุสมาธิ ในกลางวันหรือใน
กลางคืน ฯ
(ธ.อ. ๗/๒๓ ติสฺสทหรวตฺถุ)
ยสฺส เจตํ สมุจฺฉินฺนํ
มูลฆจฺฉํ สมูหตํ
ส เว ทิวา วา รตฺตึ วา สมาธึ อธิคจฺฉตีติ ฯ
ก็ อกุศลอันบุคคลใดตัดขาดแลว ถอนขึ้นทําใหรากขาดแลว
บุคคลนัน้ แล ยอมบรรลุสมาธิในกลางวันหรือในกลางคืน ฯ
(ธ.อ. ๗/๒๓ ติสฺสทหรวตฺถุ)
นตฺถิ ราคสโม อคฺคิ
นตฺถิ โทสสโม คโห
นตฺถิ โมหสมํ ชาลํ
นตฺถิ ตณฺหาสมา นทีติ ฯ
ไฟ เสมอดวยราคะ ไมมี
ผูจับ (เคราะห) เสมอดวยโทสะไมมี
ขาย เสมอดวยโมหะ ไมมี แมน้ํา เสมอดวยตัณหา ไมมี ฯ
(ธ.อ. ๗/๒๗ ปฺจอุปาสกวตฺถุ)
สุทสฺสํ วชฺชมฺเสํ
ปเรสํ หิ โส วชฺชาหิ
อตฺตโน ปน ฉาเทติ

อตฺตโน ปน ทุทฺทสํ
โอปุนาติ ยถา ภุสํ
กลึว กิตวา สโติ ฯ

โทษ ของบุคคลเหลาอื่นเห็นไดงาย ฝายโทษของตนเห็นไดยาก
เพราะวา บุคคลนั้น ยอมโปรยโทษของบุคคลเหลาอื่น เหมือน
บุคคลโปรยแกลบ แตวายอมปกปด (โทษ)ของตนเหมือนพราน
ปกปดอัตภาพดวยเครื่องปกปด ฉะนั้น ฯ
(ธ.อ. ๗/๓๗ เมณฺฑกเสฏิวตฺถุ)
ปรวชฺชานุปสฺสิสฺส
นิจฺจํ อุชฺฌานสฺิโน
อาสวา ตสฺส วฑฺฒนฺติ อารา โส อาสวกฺขยาติ ฯ
อาสวะทั้งหลาย ยอมเจริญแกบุคคลนั้น ผูคอยดูโทษของบุคคล
อื่น ผูมีความมุงหมายในอันยกโทษเปนนิตย บุคคลนั้น เปนผู
ไกลจากความสิ้นไปแหงอาสวะ ฯ
(ธ.อ. ๗/๓๘ อุชฌ
ฺ านสฺตฺเถรวตฺถุ)
อากาเสว ปทํ นตฺถิ
สมโณ นตฺถิ พาหิโร
ปปฺจาภิรตา ปชา
นิปฺปฺจา ตถาคตาติ ฯ
รอยเทาในอากาสทั่นเทียวไมมี สมณะภายนอกไมมี สังขาร
ทั้งหลาย (ชื่อวา) เที่ยง ไมมี กิเลสชาตเครื่องหวั่นไหว ไมมีแก
พระพุทธเจาทั้งหลาย ฯ
(ธ.อ. ๗/๓๙ สุภทฺทวตฺถุ)
น เตน โหติ ธมฺมฏโ เยนตฺถํ สหสา นเย
โย จ อตฺถํ อนตฺถฺจ อุโภ นิจฺเฉยฺย ปณฺฑิโต
อสาหเสน ธมฺเมน
สเมน นยตี ปเร
ธมฺมสฺส คุตฺโต เมธาวี
ธมฺมฏโติ ปวุจจฺ ตีติ ฯ
บุคคลไมชื่อวา ตั้งอยูในธรรม เพราะเหตุที่นําคดีไปโดยความ
ผลุนผลัน สวนผูใดเปนบัณฑิต วินิจฉัยคดีและไมใชคดีทั้ง ๒
ยอมนําบุคคลเหลาอื่นไป โดยความละเอียดลออ โดยธรรม
สม่ําเสมอ ผูนั้นอันธรรมคุมครองแลว เปนผูมีปญญา เรา
กลาววา ตั้งอยูในธรรม ฯ
(ธ.อ. ๗/๔๑ วินิจฺฉยมหามตฺตวตฺถุ)
น เตน ปณฺฑิโต โหติ
ยาวตา พหุ ภาสติ
เขมี อเวรี อภโย
ปณฺฑิโตติ ปวุจฺจตีติ ฯ
บุคคลไมชื่อวา เปนบัณฑิต เพราะเหตุเพียงพูดมาก (สวน)
ผูมีความเกษม ไมมีเวร ไมมีภัย เรากลาววา เปนบัณฑิต ฯ
อธิเจตโส อปฺปมชฺชโต

มุนิโน โมนปเถสุ สิกฺขโต
โสกา น ภวนฺติ ตาทิโน
อุปสนฺตสฺส สทา สตีมโตติ ฯ
ความโศกทั้งหลาย ยอมไมมีแกบุคคลผูมจี ิตมั่นคง
ไมประมาท เปนมุนี ศึกษาในทางแหงโมนปฏิบัติ
ผูคงที่ ระงับแลว มีสติทุกเมื่อ ฯ
(ธ.อ. ๗/๔๔ เอกุทานตฺเถรวตฺถุ )
น ตาวตา ธมฺมธโร
ยาวตา พหุ ภาสติ
โย จ อปฺปป สุตฺวาน
ธมฺมํ กาเยน ปสฺสติ
ส เว ธมฺมธโร โหติ
โย ธมฺมํ นปฺปมชฺชตีติ ฯ
บุคคล ไมชื่อวา ทรงธรรม เพราะเหตุที่พูดมาก สวนบุคคลใด
ฟงแมนดิ หนอย ยอมเปนธรรมดวยนามกาย บุคคลใด ไม
ประมาทธรรม บุคคลนั้นแล เปนผูทรงธรรม ฯ
(ธ.อ. ๗/๔๕ เอกุทานตฺเถรวตฺถุ)
น เตน เถโร โหติ
เยนสฺส ปลิตํ สิโร
ปริปกฺโก วโย ตสฺส
โมฆชิณฺโณติ วุจฺจตีติ ฯ
บุคคล ไมชื่อวา เปนเถระ เพราะมีผมหงอกบนศีรษะ ผูมีวัยแก
รอบแลวนั้น เราเรียกวา แกเปลา ฯ
(ธ.อ. ๗/๔๖ ลกุณฺฏกภทฺทิยตฺเถรวตฺถุ)
ยมฺหิ สจฺจฺจ ธมฺโม จ อหึสา สฺโม ทโม
ส เว วนฺตมโล ธีโร
โส เถโรติ ปวุจฺจตีติ ฯ
ผูใด มีสัจจะ ธรรม อหิงสา สัญญมะและทมะ ผูนั้นแล ผูมีมลทิน
อันคายแลว ผูมีปญญา เรากลาววา เปนเถระ ฯ
(ธ.อ. ๗/๔๗ ลกุณฺฏกภทฺทิยตฺเถรวตฺถุ)
น วากฺกรณมตฺเตน
วณฺณโปกฺขรตาย วา
สาธุรูโป นโร โหติ
อิสฺสุกี มจฺฉรี สโ ฯ
นระผูมีความริษยา มีความตระหนี่ โออวด จะชื่อวา คนดี
เพราะเหตุสักวา ทําการพูดจัดจานหรือเพราะมีผิวกายงาม
ก็หาไม ฯ
(ธ.อ. ๗/๔๘ สมฺพหุลภิกฺขุวตฺถุ)
ยสฺส เจติ สมุจฺฉินฺนํ
ส วนฺตโทโส เมธาวี

มูลฆจฺฉํ สมูหตํ
สาธุรูโปติ วุจฺจตีติ ฯ

สวนผูใด ตัดโทสชาต มีความริษยาเปนตรนี่ไดขาด ถอนขึ้น
ใหรากขาด ผูนั้น มีโทสะดันคายแลว มีปญญา เราเรียกวา
“คนดี”
(ธ.อ. ๗/๔๘ สมฺพหุลภิกฺขุวตฺถุ)
น มุณฺฑเกน สมโณ
อพฺพโต อลิกํ ภณํ
อิจฺฉาโลภสมาปนฺโน
สมโณ กึ ภวิสฺสติ
โย จ สเมติ ปาปานิ
อณุ ถูลานิ สพฺพโส
สมิตตฺตา หิ ปาปานํ
สมโณติ ปวุจฺจตีติ ฯ
ผูไมมีวัตร พูดเหลาะแหละ ไมชื่อวา สมณะ เพราะศีรษะโลน
ผูประกอบดวยความอยากและความโลภ จะเปนสมณะอยาง
ไรได สวนผูใด ยังบาปนอยหรือใหญใหสงบโดยประการทั้ง
ปวง ผูน ั้น เรากลาววา “เปนสมณะ” เพราะยังบาปใหสงบแลว ฯ
(ธ.อ. ๗/๕๐ หตฺถกวตฺถุ)
น เตน ภิกฺขุ โส โหติ ยาวตา ภิกฺขเต ปเร
วิสํ ธมฺมํ สมาทาย
ภิกฺขุ โหติ น ตาวตา
โยธ ปุฺฺจ ปาปฺจ วาเหตฺวา พฺรหฺมจริยวา
สงฺขาย โลเก จรติ
ส เว ภิกฺขูติ วุจฺจตีติ ฯ
บุคคลชื่อวา เปนภิกษุ เพราะเหตุที่ขอกะคนพวกอื่นหามิได
บุคคลสมาทานธรรมอันเปนพิษ ไมชื่อวาเปนภิกษุ ดวยเหตุ
เพียงเทานั้น ผูใดในศาสนานี้ลอยบุญและบาปแลว ประพฤติ
พรหมจรรย (รูธรรม) ในโลก ดวยการพิจารณาเที่ยวไป ผูนั้น
แล เราเรียกวา ภิกษุ ฯ
(ธ.อ. ๗/๕๑ อฺตรพฺราหฺมณวตฺถุ)
น โมเนน มุนิ โหติ
มุฬฺหรูโป อวิทฺทสุ
โย จ ตุลํว ปคฺคยฺห
วรมาทาย ปณฺฑิโต
ปาปานิ ปริวชฺเชติ
ส มุนิ เตน โส มุนิ
โย มุนาติ อุโภ โลเก
มุนิ เตน ปวุจฺจตีติ ฯ
บุคคลเขลา ไมรูโดยปกติ ไมชื่อวาเปนมุนี เพราะความเปนผูนิ่ง
สวนผูใด เปนบัณฑิตถือธรรมอันประเสริ ดุจบุคคลประคอง
ตราชั่ง เวนบาปทั้งหลาย ผูนั้น เปนมุนี ผูนั้นเปนมุนี เพราะเหตุ
นั้น, ผูใดรูอรรถทั้ง ๒ ในโลก ผูนั้น เรากลาววา เปนมุนี เพราะเหตุนั้น ฯ
(ธ.อ. ๗/๕๓ ติตฺถิยวตฺถุ)
น เตน อริโย โหติ

เยน ปาณานิ หึสติ

อหึสา สพฺพปาณานํ
อริโยติ ปวุจิจตีติ ฯ
บุคคลไมชื่อวา เปนอริยะ เพราะเหตุที่เบียดเบียนสัตว บุคคลที่เรา
กลาววา เปนอริยะ เพราะไมเบียดเบียนสัตวทั้งปวง ฯ
(ธ.อ. ๗/๕๔ อิรยพาลิสิกวตฺถุ)

น สีลพฺพตมตฺเตน
พาหุสจฺเจน วา ปน
อถวา สมาธิลาเภน
วิวิตฺตสยเนน วา
ผุสามิ เนกฺขมฺมสุขํ
อปุถุชฺชนเสวิตํ
ภิกฺขุ วิสฺสาสมาปาทิ
อปฺปตฺโต อาสวกฺขยนฺติ ฯ
ภิกษุ ภิกษุยังไมถึงอาสวักขัย อยาเพิ่งถึงความวางใจ ดวยเหตุสักวา
ศีลและวัตร ดวยความเปนพหุสุต ดวยอันไดสมาธิ ดวยอันนอนในที่
สงัด หรือ (ดวยเหตุเพียงรูวา) เราถูกตองสุขในเนกขัมมะซึ่งปุถุชนเสพ
ไมไดแลว ฯ
(ธ.อ. ๗/๕๖ สมฺพหุลภิกฺขุวตฺถุ)
สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ ยทา ปฺาย ปสฺสติ
อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข
เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา ฯ
เมื่อใด บัณฑิต ยอมเห็นดวยปญญาวา สังขารทั้งปวงไมเที่ยง
เมื่อนั้น ยอมหนายในทุกข ความหนายในทุกขนั่น เปนทางแหง
ความหมดจด ฯ
(ธ.อ. ๗/๖๑ อปรํ ปฺจสตภิกฺขุวตฺถุ)
สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ ยทา ปฺาย ปสฺสติ
อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข
เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา ฯ
เมื่อใด บัณฑิต ยอมเห็นดวยปญญาวา สังขารทั้งปวงเปนทุกข
เมื่อนั้น ยอมหนายในทุกข ความหนายในทุกขนั่น เปนทางแหง
ความหมดจด ฯ
(ธ.อ. ๗/๖๒ อปรํ ปฺจสตภิกฺขุวตฺถุ)
สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ ยทา ปฺาย ปสฺสติ
อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข
เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา ฯ
เมื่อใด บัณฑิต ยอมเห็นดวยปญญาวา ธรรมทั้งปวงไมเที่ยง
เมื่อนั้น ยอมหนายในทุกข ความหนายในทุกขนั่น เปนทางแหง
ความหมดจด ฯ
(ธ.อ. ๗/๖๒ อปรํ ปฺจสตภิกฺขุวตฺถุ)

โย ปุพฺเพ กรณียานิ
ปจฺฉา โส กาตุมิจฺฉติ
วรุณกฏฐํ ภฺโชว
ส ปจฺฉา อนุตปฺปตีติ ฯ
บุคคลใด ยอมปรารถนาจะทํากิจที่ควรทํากอน ไว (ทํา) ภายหลัง
บุคคลนั้น ยอมเดือดรอนภายหลังเหมือนมาณพผูหักกิ่งไมกุมฉะนั้น ฯ
(ธ.อ. ๗/๖๔ ปธานกมฺมติสฺสตฺเถรวตฺถุ)
อุฏานกาลมฺหิ อนุฏหาโน
ยุวา พลึ อาลสิยํ อุเปโต
สํสนฺนสงฺกปฺปมโน กุสีโต
ปฺาย มคฺคํ อลโส น วินฺทตีติ ฯ
ก็บุคคลยังหนุมแนนมีกําลัง (แต) ไมขยันในการที่ควรขยัน
เจาถึงความเปนผูเกียจคราน มีใจประกอบดวยความดําริ
อันจมแลว ขี้เกียจ เกียจคราน ยอมไมประสบทางดวยปญญา ฯ
(ธ.อ. ๗/๖๔ ปธานกมฺมิกติสฺสตฺเถรวตฺถุ)
วาจานุรกฺขี มนสา สุสํวุโต
กาเยน จ อกุสลํ น กยิรา
เอเต ตโย กมฺมปเถ วิโสธเย
อาราธเย มคฺคมิสิปฺปเวทิตนฺติ ฯ
บุคคลผูมีปกติรักษาวาจา สํารวมดีแลวดวยใจ และไมควรทํา
อกุศล ดวยกาย พึงยังกรรมบถทั้ง ๓ เหลานี้ใหหมดจด พึงยิน
ดีทางที่ทานผูแสวงหาคุณประกาศแลว ฯ
(ธ.อ. ๗/๗๐ สูกรเปตวตฺถุ)
โยคา เว ชายเต ภูริ
อโยคา ภูริสงฺขโย
เอตํ เทฺวปถํ ตฺวา
ภวาย วิภวาย จ
ตถตฺตานํ นิเวเสยฺย
ยถา ภูริ ปวฑฺฒตีติ ฯ
ปญญายอมเกิดเพราะการประกอบแล ความสิ้นไปแหงปญญาเพราะ
การไมประกอบ บัณฑิต รูทาง ๒ แพรงแหงความเจริญ และความเสื่อม
นั่นแลว พึงตั้งตนไวโดยประการที่ปญญาจะเจริญขึ้นได ฯ
(ธ.อ. ๗/๗๓ โปิลตฺเถรวตฺถุ)
อป นุ หนุกา สนฺตา
โอรมาม น ปาเรม
เออก็ คางของพวกเราลาแลว
พวกเรา (วิดตอไปก็) ไมสําเร็จ

มุขฺจ ปริสุสฺสติ
ปูเรตฺวา มโหทธีติ ฯ
และปากซีด พวกเรา จงงดเสียเถิด
เพราะหวงน้ําใหญ ยังเต็มอยูอยางเดิม ฯ
(ธ.อ. ๗/๗๕ มหลฺลกตฺเถรวตฺถุ)

วนํ ฉินฺทถ มา รุกฺขํ
วนโต ชายเต ภยํ
เฉตฺวา วนํ วนฏฺจ
นิพฺพนา โหถ ภิกฺขโว
ทานทั้งหลาย จงตัดกิเลสดุจปา อยาตัดตนไม ภัยยอมเกิดแตกิเลส
ดุจปา ภิกษุทั้งหลาย ทานทั้งหลาย จงตัดกิเลสดุจปา และ
ดุจหมูไมตั้งอยูในปาแลว เปนผูไมมีกิเลสดุจปาเถิด ฯ
(ธ.อ. ๗/๗๕ มหลฺลกตฺเถรวตฺถุ)
ยาวฺหิ วนฏโ น ฉิชฺชติ
อณุมตฺโตป นรสฺส นาริสุ
ปฏิพทฺธมโนว ตาว โส
วจฺโฉ ขีรปโกว มาตรีติ ฯ
เพราะกิเลสดุจหมูไมตั้งอยูในปา ถึงมีประมาณนิดหนอย
ของนรชนยังไมขาดในนารีทั้งหลายเพียงใด เขาเปนเหมือน
ลูกโคที่ยังน้ํานม มีใจปฏิพัทธในมารดาเพียงนั้น ฯ
(ธ.อ. ๗/๗๕ มหลฺลกตฺเถรวตฺถุ)
อชฺเชว กิจฺจํ อาตปฺป
โก ชฺา มรณํ สุเว
น หิ โน สงฺครนฺเตน
มหาเสเนน มจฺจุนา
เอวํ วิหารึ อาตาป
อโหรตฺตมตนฺทิตํ
ตํ เว ภทฺเทกรตฺโตติ
สนฺโต อาจิกฺขเต มุนีติ ฯ
ความเพียรเครื่องเผากิเลส ควรทําในวันนี้ทีเดียว ใครพึงรูไดวา
ความตายจะมีในวันพรุงนี้ เพราะวา ความผัดเพี้ยนดวยความ
ตาย ซึ่งมีเสนาใหญนั้น ไมมีเลย มุนีผูสงบ ยอมเรียกบุคคลผูมี
ปกติอยูอยางนั้น มีความเพียร ไมเกียจครานตลอดกลางวันและ
กลางคืน นั้นแลวา ผูมีราตรีเดียวเจริญ ฯ
(ธ.อ. ๗/๘๑ มหาธนวาณิชวตฺถุ)
อิธ วสฺสํ วสิสฺสามิ
อิธ เหมนฺตคิมฺหิสุ
อิติ พาโล วิจินฺเตติ
อนฺตรายํ น พุชฺฌตีติ ฯ
คนพาล ยอมคิดวา เราจักอยูในที่นี้ตลอดฤดูฝน จักอยูในที่นี้
ในฤดูหนาวและฤดูรอน หารูอันตรายไม ฯ
(ธ.อ. ๗/๘๒ มหาธนวาณิชวตฺถุ)
โย จ วสฺสสตํ ชีเว
อปสฺสํ อมตํ ปทํ
เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย
ปสฺสโต อมตํ ปทนฺติ ฯ
ก็ ผูใด ไมเห็นบทอันไมตาย พึงเปนอยูสิ้น ๑๐๐ ป ความเปนอยู
วันเดียว ของผูเห็นอมตะ ยังประเสริกวาความเปนอยูของผูนั้น ฯ

(ธ.อ. ๗/๘๓ กิสาโคตีวตฺถุ)
ตํ ปุตฺตปสุสมฺมตฺตํ
พฺยาสตฺตมนสํ นรํ
สุตฺตํ คามํ มโหโฆว
มจฺจุ อาทาย คจฺฉตีติ ฯ
มัจจุ พานระนั้น ผูมัวเมาในบุตรและปสุสัตว ผูมีใจของในอารมณ
ตาง ๆ ไป เหมือนหวงน้ําใหญพัดเอาชาวบานผูหลับไป ฉะนั้น ฯ
(ธ.อ. ๗/๘๓ กิสาโคตีวตฺถุ)
มตฺตาสุขปริจฺจาคา
ปสฺเส เจ วิปุลํ สุขํ
จเช มตฺตาสุขํ ธีโร
สมฺปสฺสํ วิปุลํ สุขนฺติ ฯ
ถาบุคคลพึงเห็นสุขอันไพบูลย เพราะสละสุขพอประมาณเสีย
ผูมีปญญา เมื่อเห็นสุขอันไพบูลย ก็พึงสละสุขพอประมาณเสีย
(จึงจะไดพบสุขอันไพบูลย) ฯ
(ธ.อ. ๗/๙๗ อตฺตโนปุพฺพกมฺมวตฺถุ)
ปรทุกฺขูปธาเนน
เวรสํสคฺคสํสฏโ
ผูใด ยอมปรารถนาสุข เพื่อตน
ผูระคนดวยเครื่องระคนคือ เวร

โย อตฺตโน สุขมิจฺฉติ
เวรา โส น ปริมุจฺจตีติ ฯ
เพราะกอทุกขในผูอื่น ผูนั้นเปน
ยอมไมพนจากเวรได ฯ
(ธ.อ. ๗/๙๙ ภทฺทิยภิกฺขุวตฺถุ)

ยํ หิ กิจฺจํ ตทปวิทฺธํ
อกิจฺจํ ปน กยีรติ
อุนฺนฬานํ ปมตฺตานํ
เตสํ วฑฺฒนฺติ อาสวา
เยสฺจ สุสมารทฺธา
นิจฺจํ กายคตา สติ
อกิจฺจํ เต น เสวนฺติ
กิจฺเจ สาตจฺจการิโน
สตานํ สมฺปชานานํ
อตฺถํ คจฺฉนฺติ อาสวาติ ฯ
ก็ ภิกษุละทิ้งสิ่งที่ควรทํา
แตกลับทําสิ่งที่ไมีควรทํา
อาสวะทั้งหลาย ยอมเจริญแกภิกษุเหลานั้น ผูมีมานะประดุจ
ไมอออันยกขึ้นแลว ผูประมาทแลว สวนสติอันไปในกาย อัน
ภิกษุเหลาใด ปรารภดวยดีเปนนิตย ภิกษุเหลานั้น มีปกติทํา
เนือง ๆ ในกิจที่ควรทํา ยอมไมเสพสิ่งที่ไมควรทํา อาสวะทั้ง
หลายของภิกษุเหลานั้น ผูมีสติ มีสัมปชัญญะ ยอมถึงความตั้ง
อยูไมได ฯ
(ธ.อ. ๗/๑๐๐ ภทฺทิยภิกฺขุวตฺถุ)
มาตรํ ปตรํ หนฺตฺวา
รฏฐํ สานุจรํ หนฺตฺวา

ราชาโน เทฺว จ ขตฺติเย
อนีโฆ ยาติ พฺราหฺมโณติ ฯ

บุคคลฆามารดาบิดา ฆาพระราชาผูกษัตริย ๒ พระองค และฆา
แวนแควนพรอมดวยเจาพนักงานเก็บสวยแลว เปนพราหมณ ไมมี
ความทุกข ไมอยู ฯ
(ธ.อ. ๗/๑๐๒ ลกุณฺฏกภทฺทิยตฺเถรวตฺถุ)
มาตรํ ปตรํ หนฺตฺวา
ราชาโน เทฺว จ โสตฺถิเย
เวยฺยคฺฆปฺจมํ หนฺตฺวา อนีโฆ ยาติ พฺราหฺมโณติ ฯ
บุคคล ฆามารดาบิดา ฆาพระราชาผูเปนพราหมณทั้ง ๒ ไดแลว
และฆาหมวด ๕ แหงนีวรณ มีวิจิกิจฉานีวรณ เชนกับหนทางที่
เสือโครงเที่ยวไปเปนที่ ๕ แลว เปนพราหมณไมมีทุกข ไปอยู ฯ
(ธ.อ. ๗/๑๐๓ ลกุณฺฏกภทฺทิยตฺเถรวตฺถุ)
สุปฺปพุทฺธํ ปพุชฺฌนฺติ
สทา โคตมสาวกา
เยสํ ทิวา จ รตฺโต
นิจฺจํ พุทฺธคตา สติ ฯ
……………………..
นิจฺจํ ธมฺมคตา สติ ฯ
……………………..
นิจฺจํ สงฺฆคตา สติ ฯ
……………………..
นิจฺจํ กายคตา สติ ฯ
……………………..
อหึสาย รโต มโน ฯ
……………………..
ภาวนาย รโต มโนติ ฯ
สติของชนเหลาใด ไปแลวในพระพุทธเจาเปนนิตย….ไปแลวใน
พระธรรมเปนนิตย…..ไปแลวในพระสงฆเปนนิตย…..ไปแลวใน
กายเปนนิตย……….ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน ชนเหลานั้น เปน
สาวกของพระโคดม ตื่นอยูดวยดี ในกาลทุกเมื่อ ฯ ใจของชน
เหลาใดยินดีแลวในอันไมเบียดเบียน…….. ยินดีแลวในภาวนา
ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน ฯ ชนเหลานั้น เปนสาวกของพระโคดม
ตื่นอยูดวยดี ในกาลทุกเมื่อ ฯ
(ธ.อ. ๗/๑๐๕ ทารุสากฏิกวตฺถุ)
เอกกา มยํ อรฺเ วิหราม
อปวิทฺธํว วนสฺมึ ทารุกํ
เอตาทิสิกาย รตฺติยา
โก สุ ทานิ อมฺเหหิ ปาปโยติ ฯ
พากเราผูเดียว ยอมอยูในปา เหมือนไมที่เขาทิ้งไวแลว
ในปา ในราตรีเชนนี้ บัดนี้ใครเลาที่เลวกวาพวกเรา ฯ
(ธ.อ. ๗/๑๐๘ วชฺชีปุตฺตกภิกฺขุวตฺถุ)
เอกโก ตฺวํ อรฺเ วิหรสิ

อปวิทฺธํ วนสฺมึ ทารุกํ
ตสฺส เต พหุกา ปหยนฺติ
เนรยิกา วิย สคฺคคามินฺติ ฯ
ทานผูเดียว อยูในปาเหมือนไมที่เขาทิ้งในปา ชนเปน
อันมาก ยอมกระหยิ่มตอทานนั้น ราวกะวา พวกสัตว
นรกกระหยิ่ม ตอชนทั้งหลายผูไปสูสวรรค ฉะนั้น ฯ
(ธ.อ. ๗/๑๐๘ วชฺชีปุตฺตกภิกฺขุวตฺถุ)
ทุปฺปพฺพชฺชํ ทุรภิรมํ
ทุราวาสา ฆรา ทุกฺขา
ทุกฺโข สมานสํวาโส
ทุกฺขานุปติตทฺธคู
ตสฺมา น จทฺธคู สิยา น จ ทุกฺขานุปติโต สิยาติ ฯ
การบวชก็ยาก การยินดีก็ยาก เรือนที่ปกครองไมดี ใหเกิดทุกข
การอยูรวมกับผูเสมอกัน เปนทุกข ผูเดินทางไกล ก็ถูกทุกขติดตาม
เพราะฉะนั้น ไมพึงเปนผูเดินทางกล และไมพึงเปนผูอันทุกขติดตาม ฯ
(ธ.อ. ๗/๑๐๙วชฺชีปุตฺตกภิกฺขุวตฺถุ)
สทฺโธ สีเลน สมฺปนฺโน ยโสโภคสมปฺปโต
ยํ ยํ ปเทสํ ภชติ
ตตฺถ ตตฺเถว ปูชิโตติ ฯ
ผูมีศรัทธา สมบูรณดวยศีล เพียบพรอมดวยยศและโภคะ จะไป
ประเทศใด ๆ ยอมเปนผูอันเขาบูชาแลวในประเทศนั้น ๆ ทีเดียว ฯ
(ธ.อ. ๗/๑๑๑ จิตฺตคหปติวตฺถุ)
ทูเร สนฺโต ปกาเสติ
หิมวนฺโตว ปพฺพโต
อสนฺเตตฺถ น ทิสฺสนฺติ
รตฺตึ ขิตฺตา ยถา สราติ ฯ
สัตบุรุษทั้งหลาย ยอมปรากฏในที่ไกล เหมือนภูเขาหิมาพานต
(สวน) อสัตบุรุษ ยอมไมปรากฏในที่นี้ เหมือนลูกศรอันเขาซัด
(ยิง) ไปในราตรี ฉะนั้น ฯ
(ธ.อ. ๗/๑๑๖ จูฬสุภทฺทาวตฺถุ)
เอกาสนํ เอกเสยฺยํ
เอโก จรมตนฺทิโต
เอโก ทมยมตฺตานํ
วนนฺเต รมิโต สิยาติ ฯ
ภิกษุพึงเสพที่นั่งคนเดียว ที่นอนคนเดียว พึงเปนผูเดียว ไมเกียจ
คราน เที่ยวไป เปนผูเดียว ทรมานตน เปนผูยินดียิ่งในราวปา ฯ
(ธ.อ. ๗/๑๑๗ เอกวิหาริตฺเถรวตฺถุ)
อภูตวาที นิรยํ อุเปติ
โย วาป กตฺวา น กโรมิจฺจาห

อุโภป เต เปจฺจ สมา ภวนฺติ
นิหีนกมฺมา มนุชา ปรตฺถาติ ฯ
ผูมักพูดคําไมจริง ยอมเขาถึงนรก หรือแมผูใดทําแลว

กลาววา ขาพเจามิไดทํา ชนแมทั้ง ๒ นั้น เปนมนุษย
มีกรรมเลวทราม ละไปในโลกอื่นแลว ยอมเปนผูเสมอกัน ฯ
(ธ.อ. ๗/๑๒๑ สุนฺทรีปริพฺาชิกาวตฺถุ)
กาสาวกณฺา พหโว
ปาปธมฺมา อสฺตา
ปาปา ปาเปหิ กมฺเมหิ นิรยํ เต อุปปชฺชเรติ ฯ
ชนเปนอันมาก มีคอพันดวยผากาสาวะ เปนผูมีธรรมลามก ไมสํารวม
ชนผูลามกเหลานั้น ยอมเขาถึงนรก เพราะกรรมลามกทั้งหลาย ฯ
(ธ.อ. ๗/๑๒๓ ทุกฺขปฬิตสตฺตวตฺถุ)
เสยฺโย อโยคุโฬ ภุตฺโต ตตฺโต อคฺคิสิขูปโม
ยฺเจ ภุฺเชยฺย ทุสฺสีโล รฏปณฺฑํ อสฺ โตติ ฯ
กอนเหล็กอันรอนประหนึ่งเปลวไฟ ภิกษุบริโภคยังดีกวาภิกษุผูทุศีล
ไมสํารวมบริโภคกอนขาวของชาวแวนแควน จะประเสริอะไร ฯ
(ธ.อ. ๗/๑๒๔ วคฺคุมุทาตีริยภิกฺขุวตฺถุ)
จตฺตาริ านานิ นโร ปมตฺโต
อาปชฺชตี ปรทารูปเสวี
อปุฺญลาภํ นนิกามเสยฺยํ
นินฺทํ ตติยํ นิรยํ จตุตฺถํ
นระผูประมาท ชอบเสพภรรยาของคนอื่น ยอมถึงานะ
๔ อยาง คือ การไดสิ่งที่มิใชบุญ (เปนที่หนึ่ง) การนอน
ไมไดตามความปรารถนา (เปนที่สอง) การนินทาเปนที่
สาม นรกเปนที่สี่ ฯ
(ธ.อ. ๗/๑๒๖ เขมกเสฏิปุตฺตวตฺถุ)
อปุฺ ลาโภ จ คตี ปาปกา
ภีตสฺส ภีตาย รตี จ โถกิกา
ราชา จ ทณฺฑํ ครุกํ ปเณติ
ตสฺมา นโร ปรทารํ น เสเวติ ฯ
การไดสิ่งที่มิใชบุญอยางหนึ่ง คติลามกอยางหนึ่ง
ความยินดี ของบุรุษผูกลัวกับดวยหญิงผูกลัว มี
ประมาณนอยอยางหนึ่ง พระราชายอมลงอาชญา
อันหนักอยางหนึ่ง เพราะฉะนั้น นระไมควรเสพ

ภรรยาของคนอื่น ฯ
(ธ.อ. ๗/๑๒๖ เขมกเสฏิปุตฺตวตฺถุ)
กุโส ยถา ทุคฺคหิโต
หตฺเถวานุกนฺตติ
สามฺ ทุปฺปรามฏฐํ
นิรยายูปกฑฺฒติ
หญาคา ที่บุคคลจับไมดี ยอมตามบาดมือนั่นเอง ฉันใด
คุณเครื่องเปนสมณะ ที่บุคคลลูบคลําไมดี ยอมคราเขาไป
ในนรก ฉันนั้น ฯ
(ธ.อ. ๗/๑๒๗ ทุพฺพจภิกฺขุวตฺถุ)
ยงฺกิฺจิ สิถิลํ กมฺมํ
สงฺกิลิฏฺจ ยํ วตํ
สงฺกสฺสรํ พฺรหฺมจริยํ
น ตํ โหติ มหปฺผลํ ฯ
กยิรา เจ กยิราเถนํ
ทฬฺหเมนํ ปรกฺกเม
สิถิโล หิ ปริพฺพาโช
ภิยฺโย อากิรเต รชนฺติ ฯ
การงานอยางใดอยางหนึ่งที่ยอหยอน วัตรในที่เศราหมอง
พรหมจรรยที่ระลึกดวยความรังเกียจ กรรมทั้ง ๓ อยางนั้น
ยอมไมมผี ลมาก หากวาบุคคลพึงทํา (กรรมใด) ควรทํากรรม
นั้น (จริง ) ควรบากบั่นทํากรรมนั่นใหมั่น เพราะวาสมณธรรม
เครื่องละเวนที่ยอหยอน ยิ่งเกลี่ยธุลีลง ฯ
(ธ.อ. ๗/๑๒๘ ทุพฺพจภิกฺขุวตฺถุ)
อกตํ ทุกฺกฏํ เสยฺโย
ปจฺฉา ตปฺปติ ทุกฺกฏํ
กตฺจ สกตํ เสยฺโย
ยํ กตฺวา นานุตปฺปตีติ ฯ
กรรมชั่ว ไมทําเสียเลยดีกวา (เพราะ) กรรมชั่ว ยอมเผาผลาญ
ในภายหลัง สวนบุคคลทํากรรมใดแลว ไมตามเดือดรอน กรรม
นั้น เปนกรรมดี อันบุคคลทําแลวดีกวา ฯ
(ธ.อ. ๗/๑๓๐ อิสฺสาปกตอิตฺถีวตฺถุ)
นครํ ยถา ปจฺจนฺตํ
คุตฺตํ สนฺตรพาหิรํ
เอวํ โคเปถ อตฺตานํ
ขโณ โว มา อุปจฺจคา
ขณาตีตา หิ โสจนฺติ
นิรยมฺหิ สมปฺปตาติ ฯ
ทานทั้งหลาย ควรรักษาตน เหมือนกับพวกมนุษยปองกันปจจันต
นครทั้งภายในและภายนอก ฉะนั้น ขณะอยาเขาไปลวงทั่านทั้งหลาย
เสีย เพราะวา ชนทั้งหลายผูลวงเสียซึ่งขณะ เปนผูเบียดเสียดกันใน
นรก เศราโศกอยู ฯ
(ธ.อ. ๗/๑๓๑ อาคนฺตุกภิกฺขุวตฺถุ)

อลชฺชิตาเย ลชฺชนฺติ
ลชฺชิตาเย น ลชฺชเร
มิจฺฉาทิฏิสมาทานา
สตฺตา คจฺฉนฺติ ทุคฺคตึ
อภเย ภยทสฺสิโน
ภเย จ อภยทสฺสิโน
มิจฺฉาทิฏิสมาทานา
สตฺตา คจฺฉนฺติ ทุคฺคตินฺติ ฯ
สัตวทั้งหลาย ยอมละอายเพราะสิ่งอันไมควรละอาย ไมละอายเพราะ
สิ่งที่อันควรละอาย สมาทานมิจฉาทิฏฐิ ยอมถึงทุคติ สัตวทั้งหลาย มี
ปกติเห็นในสิ่งอันไมควรกลัววาควรกลัว และมีปกติเห็นในสิ่งอันควร
กลัววาไมควรกลัว สมาทานมิจฉาทิฏฐิ ยอมถึงทุคติ ฯ
(ธ.อ. ๗/๑๓๓ นิคฺคณฺวตฺถุ)
อวชฺเช วชฺชมติโน
วชฺเช อวชฺชทสฺสิโน
มิจฺฉาทิฏิสมาทานา
สตฺตา คจฺฉนฺติ ทุคฺคตึ
วชฺชฺจ วชฺชโต ตฺวา อวชฺชฺจ อวชฺชโต
สมฺมาทิฏิสมาทานา
สตฺตา คจฺฉนฺติ สุคฺคตินฺติ ฯ
สัตวทั้งหลาย ผูมีความรูวา มีโทษในธรรมที่หาโทษมิได มีปกติเห็นวา
หาโทษมิไดในธรรมที่มีโทษ เปนผูถือดวยดีซึ่งมิจฉาทิฏฐิ ยอมไปสูทุคติ
สัตวทั้งหลาย รูธรรมที่มีโทษโดยความเปนธรรมมีโทษ รูธรรมที่หาโทษ
มิได โดยความเปนธรรมหาโทษมิได เปนผูถือดวยดีซึ่งสัมมาทิฏฐิ ยอม
ไปสูสุคติ ฯ
(ธ.อ. ๗/๑๓๕ ติตฺถิยสาวกวตฺถุ)
น หิ เอเตหิ ยาเนหิ
คจฺเฉยฺย อคตํ ทิสํ
ยถาตฺตนา สุทนฺเตน
ทนฺโต ทนฺเตน คจฺฉตีติ ฯ
ก็ บุคคลพึงไปสูทิศที่ยังไมเคยไป ดวยยานเหลานี้เหมือนคนผูฝก
(ตน) แลว ไปสูทิศที่ยังไมเคยไปไดดวยตนที่ฝกแลว ทรมานดีแลว
ฉะนั้น ไมได ฯ
(ธ.อ. ๗/๑๓๙ หตฺถาจริยปุพฺพกภิกฺขุวตฺถุ)
ธนปาลโก นาม กุฺชโร
กฏิกปฺปเภทโน ทุนฺนิวารโย
พทฺโธ กพฬํ น ภุฺชติ
สุมรติ นาควนสฺส กุฺชโรติ ฯ
กุญชรนามวา ธนปาลกะ ตกมันจัด หามไดยาก ถูกขังไว
ไมบริโภคฟอนหญา กุญชรระลึกถึง (แต) นาควัน ฯ
(ธ.อ. ๗/๑๕๔ ปริชิณฺณพฺราหฺมณปุตฺตวตฺถุ)
อิทํ ปุเร จิตฺตมจาริ จาริกํ

เยนิจฺฉกํ ยตฺถกามํ ยถาสุขํ
ตทชฺชหํ นิคฺคหิสฺสามิ โยนิโส
หตฺถึ ปภินฺนํ วิย องฺกุสคฺคาโหติ ฯ
เมื่อกอน จิตนี้ไดเที่ยวจาริกไป ตามอาการที่ปรารถนา ตาม
อารมณที่ใคร (และ) ตามความสบาย วันนี้ เราจักขมมัน
ดวยโยนิโสมนสิการ ประหนึ่งนายควาญชาขมชางที่ซับมันฉะนั้น ฯ

(ธ.อ. ๗/๑๕๓ สานุสามเณรวตฺถุ)
อปฺปมาทรตา โหถ
สจิตฺตมนุรกฺขถ
ทุคฺคา อุทฺธรถตฺตานํ
ปงฺเก สนฺโนว กุฺชโรติ ฯ
ทานทั้งหลาย จงยินดีในความไมประมาท จงตามรักษาจิตของตน
จงถอนตนขึ้นจากหลมประหนึ่งชางที่จมลงในเปอกตมถอนตนขึ้นได ฉะนั้น ฯ
(ธ.อ. ๗/๑๕๔ ปาเวรกหตฺถิวตฺถุ)
สเจ ลเภถ นิปกํ สหายํ
สทฺธึจรํ สาธุวิหาริธีรํ
อภิภุยฺย สพฺพานิ ปริสฺสยานิ
จเรยฺย เตนตฺตมโน สตีมา ฯ
ถาวา บุคคลถึงไดสหาย ผูมีปญญาเครื่องรักษาตัว
มีธรรมเครื่องอยูอันดี เปนนักปราชญ ไวเปนผูเ ที่ยว
ไปดวยกันไซร เขาครอบงําอันตรายทั้งสิ้นเสียแลว
พึงเปนผูมีใจยินดี มีสติ เที่ยวไปกันสหายนั้น ฯ
(ธ.อ. ๗/๑๕๗ สมฺพหุลภิกฺขุวตฺถุ)
โน เจ ลเภถ นิปกํ สหายํ
สทฺธึจรํ สาธุวิหาริธีรํ
ราชาว รฏฐํ วิชิตํ ปหาย
เอโก จเร มาตงฺครฺเว นาโค
หากวา บุคคลไมพึงไดสหายผูมีปญญาเครื่องรักษาตัว
มีธรรมเครื่องอยูอันดี เปนนักปราชญไว เปนผูเที่ยวไปดวย
กันไซร เขาพึงเที่ยวไปคนเดียว เหมือนพระราชาทรงละ
แวนแควน ที่ทรงชนะเด็ดขาดแลว (หรือ) เหมือนชางชื่อวา
มาตังคะ ละโขลงแลวเที่ยวไปในปาตัวเดียวฉะนั้น ฯ
(ธ.อ. ๗/๑๕๗ สมฺพหุลภิกฺขุวตฺถุ)
เอกสฺส จริตํ เสยฺโย
นตฺถิ พาเล สหายตา
เอโก จเร น จ ปาปานิ กยิรา

อปฺโปสฺสุโก มาตงฺครฺเว นาโคติ ฯ
ความเที่ยวไปแหงบุคคลผูเดียว ประเสริกวา เพราะคุณเครื่อง
เปนสหาย ไมมีอยูในชนพาล บุคคลนั้น พึงเปนผู ๆ เดียวเที่ยว
ไป เหมือนชางชื่อวา มาตังคะ ตัวมีความขวยขวายนอยเที่ยวไป
อยูในปาฉะนั้น และไมพึงทําบาปทั้งหลาย ฯ
(ธ.อ. ๗/๑๕๗ สมฺพหุลภิกฺขุวตฺถุ)
ปพฺพตสฺส สุวณฺณสฺส
ชาตรูปสฺส เกวลี
ทฺวิตา นาลเมกสฺส
อิติ วิทฺธา สมํ จเร ฯ
โย ทุกฺขมทฺทกฺขิ ยโตนิทานํ
กาเมสุ โส ชนฺตุ กถํ นเมยฺย
อุปธึ วิทิตฺวา สงฺโคติ โลเก
ตสฺเสว ชนฺตุ วินยาย สิกฺเขติ ฯ
(ธ.อ. ๗/๑๖๐ มารวตฺถุ)
อตฺถมฺหิ ชาตมฺหิ สุขา สหายา
ตุฏฐี สุขา ยา อิตรีตเรน
ปุฺํ สุขํ ชีวิตสงฺขยมฺหิ
สพฺพสฺส ทุกฺขสฺส สุขํ ปหานํ ฯ
สุขา มตฺเตยฺยตา โลเก อโถ เปตฺเตยฺยตา สุขา
สุขา สามฺตา โลเก อโถ พฺรหฺมฺตา สุขา
สุขํ ยาว ชรา สีลํ
สุขา สทฺธา ปติฏิตา
สุโข ปฺาปฏิลาโภ
ปาปานํ อกรณํ สุขนฺติ ฯ
(ธ.อ. ๗/๑๖๐ มารวตฺถุ)

ธัมมปทัฏกถา ภาค ๘
มนุชสฺส ปมตฺตจาริโน
ตณฺหา วฑฺฒติ มาลุวา วิย
โส ปริปฺลวติ หุราหุรํ
ผลมิจฺฉํว วนสฺมึ วานโร ฯ
ตัณหาดุจเถายานทราย ยอมเจริญแกคนผูมีปกติประพฤติ
ประมาท เขายอมเรรอนไปสูภพนอยใหญ ดังวานรตัว
ปรารถนาผลไมอยู โลดไปในปา ฉะนั้น ฯ
(ธ.อ. ๘/๕ กปลมจฺฉวตฺถุ)

ยถาป มูเล อนุปทฺทเว ทฬฺเห
ฉินฺโนป รุกฺโข ปุนเรว รูหติ
เอวมฺป ตณฺหานุสเย อนูหเต
นิพฺพตฺตตี ทุกขมิทํ ปุนปฺปุนํ ฯ
ตนไม เมื่อรากไมมีอันตราย ยังมั่นคง ถึงบุคคลตัดแลว
ยอมงอกขึ้น ไดอีกทีเดียว แมฉันใด ทุกขนี้เมื่อตัณหานุสัย
อันบุคคลยังขจัดไมไดแลว ยอมเกิดขึ้นร่ําไป แมฉันนั้น ฯ
(ธ.อ. ๘/๙ สูกรโปติกาวตฺถุ)
โย นิพฺพนฏโ วนาธิมุตฺโต
วนมุตฺโต วนเมว ธาวติ
ตํ ปุคฺคลเมว ปสฺสถ
มุตฺโต พนฺธนเมว ธาวตีติ ฯ
บุคคลใด มีอาลัยดุจหมูไมอันตั้งอยูในปาออกแลว
นอมไปในปา (คือ ตปธรรม) พนจากปาแลว ยัง
แลนไปสูปาตามเดิม ทานทั้งหลาย จงดูบุคคลนั้น
นั่นแล เขาพนแลว (จากเครื่องผูก) ยังแลนไปสู
เครื่องผูกตามเดิม ฯ
(ธ.อ. ๘/๑๕ วิพฺภนฺตกวตฺถุ)
อาตุรํ อสุจึ ปูตึ
ปสฺส เขเม สมุสฺสยํ
อุคฺฆรนฺตํ ปคฺฆรนฺตํ
พาลานํ อภิปตฺถิตนฺติ ฯ
เขมา เธอ จงดูรางกาย อันอาดูร ไมสะอาด เนา ไหลออกทั้งขาง
บน ไหลออกทั้งขางลาง อันคนพาลทั้งหลายปรารถนายิ่งนัก ฯ
(ธ.อ. ๘/๒๑ เขมาวตฺถุ)
เย ราครตฺตานุปตนฺติ โสตํ
สยํ กตํ มกฺกฏโกว ชาลํ
เอตมฺป เฉตฺวาน วชนฺติ ธีรา
อนเปกฺขิโน สพฺพทุกฺขํ ปหายาติ ฯ
สัตว ผูกําหนัดแลวดวยราคะ ยอมตกไปสูกระแสแหงตัณหา
เหมือนแมลงมุม ตกไปยังใยที่ตนเองทําไว ฉะนั้น ธีรชนทั้งหลาย
ตัดกระแสตัณหาแมนั้นแลว เปนผูหมดหวงใย ละเวนทุกขทั้งปวงไป ฯ
(ธ.อ. ๘/๒๑ เขมาวตฺถุ)
อิงฺฆ ปสฺส นฏปุตฺต

อุคฺคเสน มหพฺพล

กโรหิ ราคํ ปริสาย
หาสยสฺสุ หมาชนนฺติ ฯ
เชิญเถิด ทานอุคคเสน บุตรคนฟอน ผูมีกําลังมาก มีฤทธิ์
มาก เชิญทานดูเถิด เชิญทานทําความยินดีแกบริษัทเถิด
เชิญทาน ทําใหมหาชนราเริง เถิด ฯ
(ธ.อ. ๘/๒๕ อุคฺคเสนเสฏิปุตฺตวตฺถุ)
อิงฺฆ ปสฺส มหาปฺ
โมคฺคลฺลาน มหิทฺธิก
กโรหิ ราคํ ปริสาย
หาสยามิ หมาชนนฺติ ฯ
เชิญเถิด ทานโมคคัลานะ ผูมีปญญามาก มีฤทธิ์มาก เชิญทาน
ดู กระผมจะทําความยินดีแกบริษัท จะยังมหาชนใหราเริง ฯ
(ธ.อ. ๘/๒๕ อุคฺคเสนเสฏิปุตฺตวตฺถุ)
มุฺจ ปุเร มุฺจ ปจฺฉโต
มชฺเฌ มุฺจ ภวสฺส ปารคู
สพฺพตฺถ วิมุตฺตมานโส
น ปุน ชาติชรํ อุเปหิสีติ ฯ
ทานจงเปลื้อง (อาลัย) ในกอนเสีย จงเปลื้อง (อาลัย) ขางหลัง
เสีย จงเปลื้อง (อาลัย) ในทางกลางเสีย จงเปนผูถึงฝงแหงภพ
มีใจหลุดพนในธรรมทั้งปวง จะไมเขาถึงชาติ และชราอีก ฯ
(ธ.อ. ๘/๒๖ อุคฺคเสนเสฏิปุตฺตวตฺถุ)
สพฺพาภิภู สพฺพวิทูหมสฺมิ
สพฺเพสุ ธมฺเมสุ อนูปลิตฺโต
สพฺพฺชโห ตณฺหกฺขเย วิมุตฺโต
สยํ อภิฺาย กมุทฺทิเสยฺยนฺติ ฯ
เราเปนผูครอบงําธรรมไดทั้งหมด รูธรรมทุกอยาง ไมติดอยูใน
ธรรมทั้งปวง ละธรรมไดทุกอยาง พนแลวในเพราะธรรมเปนที่
สิ้นไปแหงตัณหา รูแจงแลว จะพึงอางใครเลา (วาเปนอุปชฌาย
อาจารย ) ฯ
(ธ.อ. ๘/๓๖ อุปกาชีวกวตฺถุ)

สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ
สพฺพรสํ ธมฺมรโส ชินาติ
สพฺพรตึ ธมฺมรตึ ชินาติ
ตณฺหกฺขโย สพฺพทุกฺขํ ชินาตีติ ฯ
ธรรมทาน ยอมชนะทานทั้งปวง รสแหงธรรม ยอมชนะรสทั้งปวง

ความยินดีในธรรม ยอมชนะความยินดีทั้งปวง ความสิ้นไปแหง
ตัณหา ยอมชนะทุกขทั้งปวง ฯ
(ธ.อ. ๘/๓๙ สกฺกเทวราชวตฺถุ)
หนนฺติ โภคา ทุมฺเมธํ
โน จ ปารคเวสิโน
โภคตณฺหาย ทุมฺเมโธ
หนฺติ อฺเว อตฺตนาติ ฯ
โภคะทั้งหลาย ยอมฆาคนทรามปญญา แตไมฆาคนผูแ สวง
หาฝงโดยปกติ คนทรามปญญา ยอมฆาตนเหมือนฆาผูอื่น
เพราะความทะยานอยากในโภคะ ฯ
(ธ.อ. ๘/๔๕ อปุตฺตกเสฏิวตฺถุ)
วิเจยฺย ทานํ ทาตพฺพํ
ยตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ
วิเจยฺย ทานํ สุคตปฺปสตฺถํ
เย ทกฺขิเณยฺยา อิธ ชีวโลเก
เอเตสุ ทินฺนานิ มหปฺผลานิ
วีชานิ วุตฺตานิ ยถา สุเขตฺเตติ ฯ
บุคคลควรเลือกใหทาน ในเขตที่ตนใหแลวจะมีผลมาก เพราะ
การเลือกให พระสุคตทรงสรรเสริญแลว ทานที่ใหในทานผูเปน
ทักขิไณยบุคคลในชีวโลกนี้ เปนของมีผลมาก เหมือนพืชที่หวาน
ในนาดี ฉะนั้น ฯ
(ธ.อ. ๘/๔๖ องฺกุรเทวปุตฺตวตฺถุ)
กุสลูปเทเส ธิติยา ทฬฺหาย
อวฏิตตฺตา ภยภีรุตาย จ
น รกฺขสีนํ วสมาคมิมฺห เส
ส โสตฺถิภาโว มหตา ภเยน เมติ ฯ
เราทั้งหลาย ไมไดถึงอํานาจแหงรากษสทั้งหลายเลย เพราะความ
เปนผูตั้งมั่นดวยความเพียรอันมั่น ในอุบายเครื่องแนะนําของทาน
ผูฉลาด และเพราะความเปนผูขลาดตอภัย ความสวัสดี จากภัย
ใหญน้นั ไดมีแลวแกเรา ฯ
(ธ.อ. ๘/๔๙ ปฺจภิกฺขุวตฺถุ)
จกฺขุนา สํวโร สาธุ
ฆาเนน สํวโร สาธุ
กาเยน สํวโร สาธุ
มนสา ส ํวโร สาธุ
สพฺพตฺถ สํวุโต ภิกฺขุ

สาธุ โสเตน สํวโร
สาธุ ชิวฺหาย สํวโร
สาธุ วาจาย สํวโร
สาธุ สพฺพตฺถ สํวโร
สพฺพทุกฺขา ปมุจฺจตีติ ฯ

ความสํารวมทางตา เปนคุณยังประโยชนใหสําเร็จ ความสํารวม
ทางหู เปนคุณยังประโยชนใหสําเร็จ ความสํารวมทางจมูก เปน
คุณยังประโยชนใหสําเร็จ ความสํารวมทางลิ้น เปนคุณยังประ
โยชนใหสําเร็จ ความสํารวมทางกาย เปนคุณยังประโยชนใหสําเร็จ
ความสํารวมทางวาจา เปนคุณยังประโยชนใหสําเร็จ ความสํารวม
ทางใจ เปนคุณยังประโยชนใหสําเร็จ ความสํารวมในทวารทั้งปวง
เปนคุณประโยชนใหสําเร็จ ภิกษุผูสํารวมแลว ในทวารทั้งปวง
ยอมพนจากทุกขทั้งปวงได ฯ
(ธ.อ. ๘/๔๙ ปฺจภิกฺขุวตฺถุ)
ตว สทฺธฺจ สีลฺจ
วิทิตฺวาน ชนาธิป
วณฺณํ อฺชนวณฺเณน
กาลิงฺคสฺมึ วินิมฺหเสติ ฯ
ขาแตพระองคผูเปนใหญแหงชน ขาพระพุทธเจาทั้งหลาย ทราบ
ศรัทธาและศีลของพระองคแลว ขอพระราชทานแลกทองดวย
ชางซึ่งมีสีดุจดอกอัญชัญ ไปในแควนกาลิงค ฯ
(ธ.อ. ๘/๕๓ หํสฆาตกภิกฺขุวตฺถุ)
อวธี วต อตฺตานํ
กจฺฉโป วฺยาหรํ คิรํ
สุคฺคหีตสฺมึ กฏสฺมึ
วาจายา สกิยา วธิ ฯ
เตา เปลงวาจา ไดฆาตนแลวหนอ เมื่อทอนไมที่ตนคาบไวดีแลว
ก็ฆา (ตน) ดวยวาจาอันเปนของ ๆ ตน ฯ
(ธ.อ. ๘/๕๗ โกกาลิกวตฺถุ)
โย มุขสฺโต ภิกฺขุ
มนฺตภาณี อนุทฺธโต
อตฺถํ ธมฺมฺจ ทีเปติ
มธุรนฺตสฺส ภาสิตนฺติ ฯ
ภิกษุใด สํารวมปาก มีปกติกลาวดวยปญญา ไมฟุงซาน แสดง
อรรถและธรรม ภาษิตของภิกษุนั้น ยอมไพเราะ ฯ
(ธ.อ. ๘/๕๗ โกกาลิกวตฺถุ)
ธมฺมาราโม ธมฺมรโต
ธมฺมํ อนุวิจินฺตยํ
ธมฺมํ อนุสฺสรํ ภิกฺขุ
สทฺธมฺมา น ปริหายนฺตีติ ฯ
ภิกษุ มีธรรมเปนที่มายินดี ยินดีแลวในธรรม ใครครวญอยูซึ่ง
ธรรม ระลึกถึงธรรมอยู ยอมไมเสื่อมจากพระสัทธรรม ฯ
(ธ.อ. ๘/๕๙ ธมฺมารามตฺเถรวตฺถุ)
ปุราณโจราน วโจ นิสมฺม
มหิลามุโข โปถยมานุจารึ

สุสฺตานํ หิ วโจ นิสมฺม
คชุตฺตโม สพฺพคุเณสุ อฏาติ ฯ
ชางชื่อ มหิลามุข ฟงคําของพวกโจรกอนแลว เที่ยวไปฟาด
บุคคลผูไปตามอยู แตพอฟงคําของสมณะผูสํารวมดีแลว
ตั้งอยูแลว ในคุณทั้งปวง ฯ

(ธ.อ. ๘/๖๑ อฺ ตรวิปกฺขเสวกภิกฺขุวตฺถุ)
สลาภํ นาติมฺเยฺย
นาฺเสํ ปหยํ จเร
อฺเสํ ปหยํ ภิกฺขุ
สมาธึ นาธิคจฺฉติ
อปฺปลาโภป เจ ภิกฺขุ
สลาภํ นาติมฺติ
ตํ เว เทวา ปสํสนฺติ
สุทฺธาชีวมตนฺทิตนฺติ ฯ
ภิกษุไมควรดูหมิ่นลาภของตน ไมควรเที่ยวปรารถนาลาภของผูอ่นื
ภิกษุเมื่อปรารถนาลาภของผูอื่น ยอมไมประสบสมาธิ ถาภิกษุแม
เปนผูมีลาภนอย ก็ไมดูหมิ่นลาภของตน เทพดาทั้งหลาย ยอม
สรรเสริญภิกษุนั้นแล (วา) ผูมีอาชีพหมดจด ไมเกียจคราน ฯ
(ธ.อ. ๘/๖๑ อฺตรวิปกฺขเสวกภิกฺขุวตฺถุ)
ยทคฺคโต มชฺฌโต เสสโต วา
ปณฺฑํ ลเภถ ปรทตฺตูปชีวี
นาลํ ถุตุ นาป นิปจฺจขาที
ตํ วาป ธีรา มุนิ เวทยนฺตีติ ฯ
ภิกษุผูอาศัยอาหารที่บุคคอื่นใหเลี้ยงชีพ ไดกอนภัตรอันใดจากสวนที่
เลิศก็ตาม จากสวนปานกลางก็ตาม จากสวนที่เหลือก็ตาม ภิกษุนั้น
เปนผูไมควรเพื่อชมกอนภัตรนั้น และ ไมเปนผูติเตียนแลวขบฉันกอน
ภัตรนั้น ธีรชนทั้งหลายยอมสรรเสริญ แมซึ่งภิกษุนั้นวา เปนมุนี ฯ
(ธ.อ. ๘/๖๕ ปฺจคฺคทายกพฺราหฺมณวตฺถุ)
สพฺพโส นามรูปสฺมึ
ยสฺส นตฺถิ มมายิตํ
อสตา จ น โสจติ
ส เว ภิกฺขูติ วุจฺจตีติ ฯ
ความยึดถือในนามรูปวา เปนของ ๆ เรา ไมมีแกผูใดโดยประการทั้งปวง
อนึ่ง ผูใดไมเศราโศก เพราะนามรูปนั้น ไมมีอยู ผูนั้นแลเราเรียกวา ภิกษุ ฯ
(ธ.อ. ๘/๖๕ ปฺจคฺคทายกพฺราหฺมณวตฺถุ)
ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารี
ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ
เอสานิสํโส ธมฺเม สุจิณเฺ ณ
น ทุคฺคตึ คจฺฉติ ธมฺมจารีติ ฯ

ธรรมแล ยอมรักษาบุคคลผูประพฤติธรรม ธรรมที่บุคคลประพฤติแลว
ยอมนําความสุขมาให นี้เปนอานิสงสในธรรมที่บุคคลประพฤติดีแลว
ผูมีปกติประพฤติธรรม ยอมไมไปสูทุคติ ฯ
(ธ.อ. ๘/๗๑ สมฺพหุลภิกฺขุวตฺถุ)
สนฺตกาโย สนฺตวาโจ
สนฺตมโน สุสมาหิโต
วนฺตโลกามิโส ภิกฺขุ
อุปสนฺโตติ วุจฺจตีติ ฯ
ภิกษุผูมีกายสงบ มีวาจาสงบ มีใจสงบ ผูตั้งมั่นดีแลว มีอามิสในโลก
อันคายเสียแลว เราเรียกวา ผูสงบระงับ ฯ
(ธ.อ. ๘/๗๙ สนฺตกายตฺเถรวตฺถุ)
อตฺตนา โจทยตฺตานํ
ปฏิมํเสตมตฺตนา
โส อตฺตคุตฺโต สติมา
สุขํ ภิกฺขุ วิหาหิสิ
อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ อตฺตาว อตฺตโน คติ
ตสฺมา สํยม อตฺตานํ
อสฺสํ ภทฺรํว วาณิโชติ ฯ
เธฮ จงเตือนตนดวยตน จงพิจารณาดูตนนั้นดวยตน ภิกษุ เธอนั้น
มีสติ ปกครองตนไดแลว จักอยูสบาย ตนแหละ เปนนาถะของตน
ตนแหละเปนคติของตน เพราะฉะนั้น เธอจงสงวนตนใหเหมือน
อยางพอคามา สงวนมาตัวเจริญ ฉะนั้น ฯ
(ธ.อ. ๘/๘๑ นงฺคลกูฏตฺเถรวตฺถุ)
ปาโมชฺชพหุโล ภิกฺขุ
ปสนฺโน พุทฺธสาสเน
อธิคจฺเฉ ปทํ สนฺตํ
สงฺขารูปสมํ สุขนฺติ ฯ
ภิกษุผูมากดวยปราโมทย เลื่อมใสแลวในพระพุทธศาสนา พึงบรรลุ
บทเปนที่เขาไปสงบสังขาร เปนสุข ฯ
(ธ.อ. ๘/๘๓ วกฺกลิตฺเถรวตฺถุ)
อิมินา ปน ทาเนน
มา เม ทาลิทฺทิยํ อหุ
นตฺถีติ วจนํ นาม
มา อโหสิ ภวาภเว ฯ
ก็ ดวยทานอันนี้ ความเปนผูขัดสนอยาไดมีแลว แกขาพเจา ชื่อวา
คําวา ไมมี อยามีแลวในภพนอยภพใหญ ฯ
(ธ.อ. ๘/๘๖ สุมนสามเณรวตฺถุ)
อโห ทาน ปรมทานํ
อุปริฏเ สุปฺปติฏิตนฺติ ฯ
นาชื่นใจจริง ทานเปนทานเยี่ยม อันนภาระตั้งไวดีแลว ในพระอุปริฏะ
ปจเจกพุทธะ ฯ
(ธ.อ. ๘/๘๖ สุมนสามเณรวตฺถุ)

ปุพฺเพนิวาสํ ชานามิ
ทิพฺพจกฺขุ วิโสธิตํ
เตวิชฺโช อิทฺธิปตฺโตมฺหิ กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ
เรายอมระลึกไดซึ่งปุพเพนิวาส ทิพยจักษุเราก็ชําระแลว เราเปนผูได
วิชชา ๓ เปนถึงฤทธิ์ คําสอนของพระพุทธเจา อันเราทําแลว ฯ
(ธ.อ. ๘/๙๑ สุมนสามเณรวตฺถุ)
โย หเว ทหโร ภิกฺขุ
ยุฺชติ พุทฺธสาสเน
โสมํ โลกํ ปภาเสติ
อพฺภา มุตฺโตว จนฺทิมาติ ฯ
ภิกษุใดแล ยังหนุม พากเพียรอยูในพระพุทธศาสนา ภิกษุนั้น ยอมยัง
โลกนี้ ใหสวาง ดุจพระจันทรที่พนแลวจากหมอก (เมฆ) สวางอยูฉะนั้น ฯ
(ธ.อ. ๘/๙๙ สุมนสามเณรวตฺถุ)
ฉินฺท โสตํ ปรกฺกมฺม
กาเม ปนูท พฺราหฺมณ
สงฺขารานํ ขยํ ตฺวา
อกตฺูสิ พฺราหฺมณาติ ฯ
พราหมณ ทานจงพยายามตัดกระแสตัณหา จงบรรเทากามทั้งหลายเสีย
ทานรูความสิ้นไปแหงสังขราทั้งหลายแลว เปนผูรูพระนิพพาน อันอะไร ๆ
ทําไมไดนะ พราหมณ ฯ
(ธ.อ. ๘/๑๐๒ ปสาทพหุลพฺราหฺมณวตฺถุ)
ทิวา ตปติ อาทิจฺโจ
รตฺติมาภาติ จนฺทิมา
สนฺนทฺโธ ขตฺติโย ตปติ ฌายี ตปติ พฺราหฺมโณ
อถ สพฺพมโหรตฺตึ
พุทฺโธ ตปติ เตชสาติ ฯ
พระอาทิตย ยอมสองแสงในกลางวัน พระจันทร ยอมรุงเรืองใน
กลางคืน กษัตริย ทรงเครื่องรบแลว ยอมรุงเรือง พราหมณผูมี
ความเพง ยอมรุงเรือง สวนพระพุทธเจา ยอมรุงเรืองดวยเดช
ตลอดกลางวันและกลางคืน ฯ
(ธ.อ. ๘/๑๐๖ อานนฺทตฺเถรวตฺถุ)
พาหิตปาโป หิ พฺราหฺมโณ
สมจริยาย สมโณติ วุจฺจติ
ปพฺพาชยมตฺตโน มลํ
ตสฺมา ปพฺพชิโตติ วุจฺจตีติ ฯ
บุคคลมีบาปอันลอยแลว แล เราเรียกวา พราหมณ บุคคลที่เราเรียก
วา สมณะ เพราะความประพฤติเรียบรอย บุคคลขับไลมลทินของตน
อยู เพราะเหตุนั้น เราเรียกวา บรรพชิต ฯ
(ธ.อ. ๘/๑๐๘ อฺตรปพฺพชิตวตฺถุ)

น พฺราหฺมณสฺส ปหเรยฺย
นาสฺส มุฺเจถ พฺราหฺมโณ
ธิ พฺราหฺมณสฺส หนฺตารํ
ตโต ธิ ยสฺส มุฺจติ ฯ
น พฺราหฺมณสฺเสตทกิฺจิ เสยฺโย
ยทานิเสโธ มนโส ปเยหิ
ยโต ยโต หึสมโน นิวตฺตติ
ตโต ตโต สมฺมติเมว ทุกฺขนฺติ ฯ
พราหมณ ไมควรประหารแกพราหมณ ไมควรจอง (เวร) แกเขา
นาติเตียนพราหมณ ผูประหารพราหมณ นาติเตียนพราหมณผูจอง
(เวร) ยิ่งกวาพราหมณผูประหารนั้น ฯ
ความเกียดกันใจ จากอารมณอันเปนที่รัก
ทั้งหลายใด ความเกียดกันนั่น ยอมเปน
ความประเสริไมนอยแกพราหมณ ใจอัน
สัมปยุตดวยความเบียดเบียน ยอมกลับได
จากวัตถุใด ๆ ความทุกข ยอมสงบไดเพราะ
วัตถุนั้น ๆ นั่นแล ฯ
(ธ.อ. ๘/๑๑๐ สารีปุตฺตตฺเถรวตฺถุ)
ยสฺส กาเยน วาจาย
มนสา นตฺถิ ทุกฺกฏํ
สํวุตํ ตีหิ าเนหิ
ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณนฺติ ฯ
ความชั่วทางกาย วาจา และใจ ของบุคคลใด ไมมี เราเรียกบุคคล
นั้น ผูสํารวมแลวโดยานะ ๓ วา เปนพราหมณ ฯ
(ธ.อ. ๘/๑๑๒ มหาปชาปตีโคตีวตฺถุ)
ยมฺหา ธมฺมํ วิชาเนยฺย สมฺมาสมฺพุทฺธเทสิตํ
สกฺกจฺจํ ตํ นมสฺเสยฺย
อคฺคิหุตฺตํว พฺราหฺมโณติ ฯ
บุคคล พึงรูแจงธรรมอันพระสัมสัมพุทธเจา ทรงแสดงแลว จาก
อาจารยใด พึงนอบนอมอาจารยนั้น โดยเคารพเหมือนพราหมณ
นอบนอมการบูชาเพลิงอยูฉะนั้น ฯ
(ธ.อ. ๘/๑๑๔ สารีปุตฺตตฺเถรวตฺถุ)
สมณํ ตํ มฺมาโน
อุปคฺฉึ อสฺตํ
โส มํ ทณฺเฑน ปาหาสิ ยถา อสฺสมโณ ตถา
กินฺเต ชฏาหิ ทุมฺเมธ
กินฺเต อชินสาฏิยา
อพฺภนฺตรนฺเต คหนํ
พาหิรํ ปริมชฺชสีติ ฯ
ขาพเจา สําคัญทานผูไมสํารวมวา เปนสมณะ จึงเขาไปหาแลว
ทานนั้น ยอมไมเปนสมณะ โดยประการที่ทานเอาไมประหาร

ขาพเจา ทานผูมีปญญาทราม ประโยชนอะไรดวยชฎาทั้งหลาย
ของทาน ประโยชนอะไรดวยผาที่ทําดวยหนังเนื้อชื่อวา อชินะ
ของทาน ภายในของทานรกรุงรัง ทานยอมเกลี้ยงเกลาแตภายนอก ฯ
(ธ.อ. ๘/๑๑๗ กุหกพฺราหฺมณวตฺถุ)
กึสุ ฆตฺวา สุขํ เสติ
กึสุ ฆตฺวา น โสจติ
กิสฺสสฺสุ เอกธมฺมสฺส
วธํ โรเจสิ โคตมาติ ฯ
บุคคลฆาแลวซึ่งอะไรไดสิ จึงอยูเปนสุข ฆาอะไรไดสิ จึงไมเศราโศก
ขาแตพระโคดม พระองคยอมชอบใจซึ่งการฆาธรรมอะไรสิ ซึ่งเปน
ธรรมอันเอก ฯ
(ธ.อ. ๘/๑๒๓ อกฺโกสกภารทฺวาชวตฺถุ)
โกธํ ฆตฺวา สุขํ เสติ
โกธํ ฆตฺวา น โสจติ
โกธสฺส วิสมูลสฺส
มธุรคฺคสฺส พฺราหฺมณสฺส
วธํ อริยา ปสํสนฺติ
ตฺหิ ฆตฺวา น โสจตีติ ฯ
บุคคลฆาความโกรธไดแลว จึงอยูเปนสุข ฆาความโกรธไดแลว จึง
ไมเศราโศก พราหมณ พระอริยเจาทั้งหลาย ยอมสรรเสริญการฆา
ความโกรธ อันมีรากเปนพิษ มียอดหวาน เพราะบุคคลนั้น ฆาความ
โกรธนั้นไดแลว ยอมไมเศราโศก ฯ
(ธ.อ. ๘/๑๒๓ อกฺโกสกภารทฺวาชวตฺถุ)
อกฺโกสํ วจพนฺธฺจ
อทุฏโ โย ติติกฺขติ
ขนฺติพลํ พลานีกํ
ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณนฺติ ฯ
ผูใด ไมประทุษราย อดกลั้นซึ่งคําดาและการตีและการจําจองได
เราเรียกผูนั้น ซึ่งกําลังคือขันติ มีหมูพลวา เปนพราหมณ ฯ
(ธ.อ. ๘/๑๒๔ อกฺโกสกภารทฺวาชวตฺถุ)
อกฺโกธนํ วตฺตวนฺตํ
สีลวนฺตํ อนุสฺสทํ
ทนฺตํ อนฺติมสารีรํ
ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณนฺติ
เราเรียกผูไมโกรธ มีวัตร มีศีล ไมมีตัณหาเครื่องฟูขึ้น ผูฝกแลว มี
สรีระในที่สุดนั้นวา เปฯพราหมณ ฯ
(ธ.อ. ๘/๑๒๖ สารีปุตฺตตฺเถรวตฺถุ)
วาริ โปกฺขรปตฺเตว
อารคฺเคริว สาสโป
โย น ลิปฺปติ กาเมสุ
ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณนฺติ ฯ
ผูใด ไมตดิ อยูในกามทั้งหลาย เหมือนน้ําไมติดอยูบนใบบัว เหมือน
เมล็ดพรรณผักกาด ไมตั้งอยูปลายเหล็กแหลมฉะนั้น เราเรียกผูนั้น

วา เปนพราหมณ ฯ
(ธ.อ. ๘/๑๒๗ อุปฺปลวณฺณาเถรีวตฺถุ)
วิสุทฺโธ วา เม วาโส
นิมฺมลํ มํ ตปสฺสินํ
มา ตฺวํ วิสุทฺธํ ทูเสสิ
นิกฺขม ปวนา ตุวนฺติ ฯ
การอยูของเราบริสุทธิ์แลวหนอ ทานอยาประทุษรายเราผูไมมีมลทิน
ผูมีตบะ ผูบริสุทธิ์แลว ทานจงออกไปปาใหญเสียเถิด ฯ
(ธ.อ. ๘/๑๓๒ ปพฺภารวาสิติสฺสตฺเถรวตฺถุ)
อสํสฏฐํ คหฏเหิ
อนาคาเรหิ จูภยํ
อโนกสารึ อปฺปจฺฉํ
ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณนฺติ ฯ
เราเรียกบุคคลผูไมเกี่ยวของดวยชน ๒ จําพวก คือ คฤหัสถ ๑ บรรพชิต ๑
ผูไมมีอาลัยเที่ยวไป ผูปรารถนานอยนั้นวา เปนพราหมณ ฯ
(ธ.อ. ๘/๑๓๓ ปพฺภารวาสิติสฺสตฺเถรวตฺถุ)
นิธาย ทณฺฑํ ภูเตสุ
ตเสสุ ถาวเรสุ จ
โย น หนฺติ น ฆาเตติ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณนฺติ ฯ
ผูใด วางอาชญาในสัตวทั้งหลาย ผูสะดุงและผูมั่นคง ไมฆาเอง ไมใช
ใหผูอื่นฆา เราเรียกผูนั้นวา เปนพราหมณ ฯ
(ธ.อ. ๘/๑๓๕ อฺตรภิกฺขุวตฺถุ
อวิรุทฺธํ วิรุทฺเธสุ
อตฺตทณฺเฑสุ นิพฺพุตํ
สาทาเนสุ อนาทานํ
ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณนฺติ ฯ
เรายอมเรียกบุคคลผูไมเคียดแคนในบุคคลผูเคียดแคน ผูดับเสียไดใน
บุคคผูมีอาชญาในตน ผูไมถือมั่นในบุคคลผูถือมั่นนั้นวา เปนพราหมณ ฯ
(ธ.อ. ๘/๑๓๙ สามเณรวตฺถุ)
ยสฺส ราโค จ โทโส จ มาโน มกฺโข จ ปาติโต
สาสโปริว อารคฺคา
ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณนฺติ ฯ
ราคะ โทสะ มานะและมักขะ อันผูใดใหตกไปแลว เหมือนเมล็ดพรรณ
ผักกาด ตกไปจากปลายเหล็กแหลม ฉะนั้น เราเรียกผูนั้นวา เปนพราหมณ ฯ
(ธ.อ. ๘/๑๔๐ มหาปนฺถกตฺเถรวตฺถุ)
อกกฺกสํ วิฺาปนึ
คิรํ สจฺจํ อุทีรเย
ยาย นาภิสเช กฺจิ
ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณนฺติ ฯ
ผูใด พึงกลาวถอยคําอันไมระคายหู อันใหรูกันได เปนคําจริง อันเปนเหตุ
ไมยังใคร ๆ ใหขัดใจ เราเรียกผูนั้นวา เปนพราหมณ ฯ

(ธ.อ. ๘/๑๔๑ ปลินฺทวจฺฉตฺเถรวตฺถุ)
โยธ ทีฆํ วา รสฺสํ วา อณุ ถูลํ สุภาสุภํ
โลเก อทินฺนํ นาทิยติ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณนฺติ ฯ
ผูใด ไมถอื เอาของยาวหรือสั้น นอยหรือใหญ งานหรือไมงาม อันเขา
ไมใหแลวในโลกนี้ เราเรียกผูน้นั วา เปนพราหมณ ฯ
(ธ.อ. ๘/๑๔๓ อฺตรภิกฺขุวตฺถุ)
อาสา ยสฺส น วิชฺชนฺติ อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ
นิราสาสํ วิสํยุตฺตํ
ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณนฺติ ฯ
ความหวังของผูใด ไมมีในโลกนี้ และในโลกหนา เราเรียกผูนั้นซึ่งไม
มีความหวังพรากจากกิเลสไดแลว วา เปนพราหมณ ฯ
(ธ.อ. ๘/๑๔๔ สารีปุตฺตตฺเถรวตฺถุ)
จนฺทํว วิมลํ สุทฺธํ
วิปฺปสนฺนมนาวิลํ
นนฺทิภวปริกฺขีณํ
ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณนฺติ ฯ
เราเรียกผูบริสุทธิ์ ผองใส ไมขุนมัว มีภพเครื่องเพลิดเพลินสิ้นแลว
เหมือนพระจันทรที่ปราศจากมลทิน นั้นวา เปนพราหมณ ฯ
(ธ.อ. ๘/๑๕๐ จนฺทาภตฺเถรวตฺถุ)
โย อิมํ ปลิปถํ ทุคฺคํ
สํสารํ โมหมจฺจคา
ติณฺโณ ปารคโต ฌายี อเนโช อกถํกถี
อนุปาทาย นิพฺพุโต
ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณนฺติ ฯ
ผูใด ลวงทางออม หลม สงสาร และโมหะนี้ไปแลว เปนผูขามไปได
ถึงผั่ง มีปกติเพงกิเลสเครื่องหวั่นไหวมิได ไมมีความสงสัยเปนเหตุ
กลาววา อยางไร ไมถือมั่น ดับแลว เราเรียกผูนั้นวา เปนพราหมณ ฯ
(ธ.อ. ๘/๑๕๒ สีวลิตฺเถรวตฺถุ)
อลฺลตฺตกกตา ปาทา
ปาทุการุยฺห เวสิยา
ตฺวฺจาป ทหโร มม
อหํป ทหรา ตว
อุโภป ปพฺพชิสฺสาม
ชิณฺณา ทณฺฑปรายนาติ ฯ
หญิงแพศยาผูมีเทายอมแลวดวยน้ําครั่ง สวมเขียงเทา (กลาววา) แม
ทานก็เปนชายหนุมสําหรับดิฉัน และแมดิฉันก็เปนหญิงสาวสําหรับ
ทาน แมเราทั้ง ๒ แกแลว มีไมเทากรานไปขางหนา จึงจักบวช ฯ
(ธ.อ. ๘/๑๕๖ สุนฺทรสมุทฺทตฺเถรวตฺถุ)
โยธ กาเม ปหนฺตฺวาน

อนาคาโร ปริพฺพเช

กามภวปริกฺขีณํ
ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณนฺติ ฯ
บุคคลใด ละกามทั้งหลายในโลกนี้แลว เปนผูไมมีเรือน งดเวนเสียได
เราเรียกบุคคลนั้น ผูมีกามและภพสิ้นแลววา เปนพราหมณ ฯ
(ธ.อ. ๘/๑๕๗ สุนฺทรสมุทฺทตฺเถรวตฺถุ)
น กิรตฺถิ รเสหิ ปาปโย
อาวาเสหิ วา สนฺถเวหิ วา
วาตมิคํ คหนนิสฺสิตํ
วสมาเนติ รเสหิ สฺชโยติ ฯ
ไดยินวา สภาพอื่นที่เลวกวารสทั้งหลาย คือ การเคยชินกัน
หรือการสนิทสนมกัน ยอมไมมี นายอุยยาบาลชื่อสญชัย
ยอมนําเนื้อสมัน ตัวอาศัยอยูในรกชัฏมาสูอํานาจได ก็เพราะ
รสทั้งหลาย ฯ
(ธ.อ. ๘/๑๕๗ สุนฺทรสมุทฺทตฺเถรวตฺถุ)
โยธ ตณฺหํ ปหนฺตฺวาน อนาคาโร ปริพฺพเช
ตณฺหาภวปริกฺขีณํ
ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณนฺติ
ผูใด ละตัณหาในโลกนี้ไดแลว เปนผูไมมีเรือน เวนเสียได เราเรียก
ผูนั้นซึ่งตัณหาและภพอันสิ้นแลววา เปนพราหมณ ฯ
(ธ.อ. ๘/๑๗๙ โชติกตฺเถรวตฺถุ)
จุตึ โย เวทิ สตฺตานํ
อุปปตฺตติฺจ สพฺพโส
อสตฺตํ สุคตํ พุทฺธํ
ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ
ยสฺส คตึ น ชานาติ
เทวา คนฺธพฺพมานุสา
ขีณาสวํ อรหนฺตํ
ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณนฺติ ฯ
ผูใด รูจุติและอุบัติของสัตวทั้งหลาย โดยประการทั้งปวง เราเรียกผู
นั้น ซึ่งไมของ ไปดีแลว รูแลวา เปนพราหมณ ฯ เทพดา คนธรรพและ
หมูมนุษย ยอมไมรูคติของผูใด เราเรียกผูนั้นซึ่งมีอาสวะสิ้นแลว ผู
ไกลกิเลสวา เปนพราหมณ ฯ
(ธ.อ. ๘/๑๘๖ วงฺคีสตฺเถรวตฺถุ)
ยสฺส ปุเร จ ปจฺฉา จ มชฺเฌ จ นตฺถิ กิฺจนํ
อกิฺจนํ อนาทานํ
ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณนฺติ ฯ
ความกังวลในกอน ในภายหลัง และในทามกลาง ของผูใด ไมมี
เราเรียกผูนั้น ซึ่งไมมีความกังวล ไมความยึดมั่นวา เปนพราหมณ ฯ
(ธ.อ. ๘/๑๘๘ ธมฺมทินฺนาเถรีวตฺถุ)

อุสภํ ปวรํ วีรํ
มเหสึ วิชิตาวินํ
อเนชํ นหาตกํ พุทฺธํ
ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณนฺติ ฯ
เราเรียกบุคคลผูองอาจ ประเสริ แกลวกลา แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ
ผูชนะโดยวิเศษ ไมหวั่นไหว ผูลางแลว ผูรูนั้นวา เปนพราหมณ ฯ
(ธ.อ. ๘/๑๘๙ องฺคุลิมาลตฺเถรวตฺถุ)
กตฺถ ทชฺชา เทยฺยธมฺมํ กตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ
กถํ หิ ยชมานสฺส
กถํ อิชฺฌนฺติ ทกฺขิณาติ ฯ
บุคคล ควรใหไทยธรรมในบุคคลไหน ไทยธรรมวัตถุอันบุคคลใหใน
บุคคลไหน จึงมีผลมาก ทักษิณาของบุคคลผูบูชาอยูอยางไรเลา
จะสําเร็จไดอยางไร ฯ
(ธ.อ. ๘/๑๙๑ เทวหิตพฺราหฺมณวตฺถุ)
ปุพฺเพนิวาสํ โย เวทิ
สคฺคาปายฺจ ปสฺสติ
อโถ ชาติกฺขยํ ปตฺโต
อภิฺา โวสิโต มุนิ
สพฺพโวสิตโวสานํ
ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณนฺติ ฯ
บุคคลใด รูขันธที่อาศัยอยูในกอน ทั้งเห็นสวรรคและอบาย อนึ่ง
บรรลุความสิ้นไปแหงชาติ เสร็จกิจแลว เพราะรูยิ่ง เปนมุนี เราเรียก
บุคคลนั้น ซึ่งมีพรหมจรรยอันอยูเ สร็จสรรพแลววาเปนพราหมณ ฯ
(ธ.อ. ๘/๑๙๑ เทวหิตพฺราหฺมณวตฺถุ)

สวนที่เจ็ด
ประโยคแบบฝกหัด วิชา แปลไทยเปนมคธ
ธัมมปทัฏกถา ภาค ๑
ที่
๑.
๒.
๓.
๔.
๕.
๖.
๗.
๘.
๙.
๑๐.
๑๑.
๑๒.
๑๓.
๑๔.
๑๕.
๑๖.
๑๗.
๑๘.
๑๙.
๒๐.
๒๑.
๒๒.
๒๓.
๒๔.

หนา
๔-๕
๖-๗
๑๔-๑๕
๒๕-๒๖
๓๑-๓๒
๓๘
๔๕-๔๖
๕๐-๕๒
๕๓-๕๔
๕๘-๖๐
๖๒-๖๓
๖๕-๖๗
๗๒-๗๓
๘๐-๘๑
๘๒-๘๔
๘๘-๘๙
๙๙-๑๐๑
๑๐๕-๑๐๗
๑๐๙-๑๑๐
๑๑๘-๑๑๙
๑๒๖-๑๒๘
๑๓๐-๑๓๓
๑๓๗-๑๓๙
๑๔๕-๑๔๖

ตั้งแต
ตสฺมึ สมเย สตฺถา
โส สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา
สามเณโร เถรํ ยฏิโกฏิยา
ตสฺมึ ขเณ มฏกุณฺฑลี
พฺราหฺมโณป เคหํ คนฺตฺวา
อุโภป สาราณียํ กถํ กเถตฺวา
เวสฺสวณสฺส หิ ยกฺขินิโย
อเถโก ภิกฺขุ ตถาคตํ
สตฺถา ปน เตน หตฺถินา
โกสมฺพิกา ภิกฺขู สตฺถา
อเถกา สุสานโคปกา กาลี
ตสฺมึ อรหตฺตํ ปตฺเต
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต
อนุปฺปนฺเนเยว หิ พุทฺเธ
เอวํ เตสุ กติกํ กตฺวา
ภิกฺขเว อิโต เอกนวุติกปฺเป
เอวํ นิสินฺเน สตฺถริ
สตฺถา หิ ปวตฺติตปวรธมฺมจกฺโก
เอวํ สตฺถริ เชตวเน วิหรนฺเตเยว
นาคเสนตฺเถเรน ปนสฺส
เอกทิวสํ หิ ติณฺณํ ขตฺติยานํ
อถสฺส ภควา ราชคเห
อิทํ กิร านํ ทิสฺวา
เอวํ เถเร ปุนปฺปุนํ

ถึง
ธมฺมเทสนํ กเถสิเยว ฯ
สปริวาโร ปณฺฑาย ปาวิสิ ฯ
คมนํ นาม นตฺถีติ วตฺวา (อาห) ฯ
กหํ เอกปุตฺตกาติ ฯ
วนฺทิติวา เอกมนฺตํ อฏาสิ ฯ
ตํ อภิสปเยว ฯ
เอส ธมฺโม สนนฺตโนติ ฯ
สมคฺเค กาตุ อสกฺขิ ฯ
คนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทติ ฯ
ตโต สมฺมนฺติ เมธคาติ ฯ
ตุยฺหํ ทสฺเสตฺวา ฌาเปสฺสามีติ ฯ
อิมา คาถาโย อภาสิ ฯ
ภาริยํ ตยา กตนฺติ ฯ
กสฺส สนฺติเก ปพฺพชามาติ ฯ
เอวํวาที มหาสมโณติ คาถมาห ฯ
น ทุคฺคตึ คจฺฉนฺติ ธมฺมจารีติ ฯ
ภเวยฺยนฺติ ปตฺถนํ อกาสิ ฯ
อยฺยปุตฺต อาคจฺเฉยฺยาสีติ อาห ฯ
อนฺตรหิโต เชตวเนเยว ปาตุรโหสิ ฯ
ทิสฺวา กมฺมกิลิฏมตฺตโนติ ฯ
กมฺปนาการปฺปตฺตา วิย อโหสิ ฯ
โลหิตํ มุขโต อุคฺคฺฉิ ฯ
จุลฺลธมฺมปาลชาตกฺจ กเถสิ ฯ
อิมา คาถา อภาสิ ฯ

ธัมมปทัฏกถา ภาค ๒
ที่
๑.
๒.
๓.
๔.
๕.
๖.
๗.
๘.
๙.
๑๐.
๑๑.
๑๒.
๑๓.
๑๔.
๑๕.

หนา
๑-๕
๒๗-๒๙
๓๕-๓๗
๕๖-๕๘
๗๐-๗๑
๘๔-๘๗
๑๐๐-๑๐๑
๑๐๘-๑๐๙
๑๑๒-๑๑๔
๑๒๘-๑๒๘
๑๓๐-๑๓๒
๑๓๘-๑๓๙
๑๔๒-๑๔๓
๑๔๕-๑๔๗
๑๕๒-๑๕๓

ตั้งแต
อปฺปมาโท อมตํ ปทนฺติ
ตสฺมึ ปน กาเล กทฺทวตีนคเร
รฺโ ปน ปฺจ วาหนานิ
มาคนฺทิยา ยมหํ กโรมิ
สา กติปาหจฺจเยน รฺโ
ตทา พาราณสีราชา
มฆสฺส ปน เคเห
สาป ตโต จวิตฺวา
เอกสฺมึ ห สาวตฺถิโต
อถ น ทหรสามเณรา
เอว โส วีชยมาโน ิโตว
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต
เต สตฺถาร วนฺทิตฺวา
เอโก กิร สาวตฺถีวาสี
สมฺมาสมฺพุทฺเธ สาวตฺถิยํ

ถึง
อุเทโนติ นามมกาสิ ฯ
เชฏธีตุฏาเน เปสิ ฯ
อนุโมทนํ อกาสิ ฯ
ปสฺสโต นตฺถิ กิฺจนนฺติ ฯ
ปริกฑฺฒิตฺวา อานยึสุเยว ฯ
ชาตก สโมธาเนสิ ฯ
น ปฺายติ ฯ
ปฏิฺ อทาสิ ฯ
สุวสฺส นิรโต มโนติ ฯ
จิตฺต คุตฺต สุขาวหนฺติ ฯ
โมกฺขนฺติ มารพนฺธนาติ ฯ
ยํ ชิตํ นาวชียตีติ ฯ
อนิเวสโน สิยาติ ฯ
นิรตฺถํ ว กลิงฺครนฺติ ฯ
อิตฺถีภาวํ ปฏิลภิ ฯ

ธัมมปทัฏกถา ภาค ๓
ที่
๑.
๒.
๓.
๔.
๕.
๖.
๗.
๘.
๙.
๑๐.
๑๑.
๑๒.
๑๓.
๑๔.
๑๕.

หนา
๑๓-๑๔
๒๑-๒๓
๒๗-๒๙
๔๑-๔๒
๕๕-๕๖
๖๖-๖๗
๘๑-๘๓
๙๐-๙๑
๑๐๑-๑๐๒
๑๒๐-๑๒๒
๑๒๙-๑๓๐
๑๓๔-๑๓๖
๑๔๔-๑๔๕
๑๕๙-๑๖๑
๑๗๙-๑๘๑

ตั้งแต
โส กิร สตฺถุ สนฺติเก
สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ปน าตกา
อิตราป เอตฺตกํ กาลํ เทวปุตฺตํ
สาวตฺถิยํ หิ ฉตฺตปาณิ นาม
เอวํ มหาเสฏี จตูหิ มาเสหิ
วิสาขาป ตโต ปฏาย
เถโรป ทุคฺคตานํ
สาวตฺถิยํ หิ สิริคุตฺโต จ
ธนกฺกีตาทโย หิ ทาสา
โส อปเรน สมเยน
อถ นํ ภควา สมเยน
ภควา หิ เอกทา
เนวาสิโก ตสฺส สกฺการํ
อตีเต กิร พาราณสิยํ
ตสฺส เชตวเน วิหรนฺตสฺส

ถึง
มจฺจุราชสฺส คจฺเฉติ ฯ
มจฺฉกจฺฉปภกฺขา อเหสุ ฯ
อนฺตโก กุรุเต วสนฺติ ฯ
จิตฺตํ มุทุกํ ชาตํ ฯ
อนุพนฺธา อเหสุs ฯ
โสตฺถินา เคหํ อคมาสิ ฯ
อุทานํ อุทาเนสิ ฯ
มหนฺตํ นิเวสนํ ฯ
อรุณวตีมตฺติกํ อทาสิ ฯ
กุโต ธนนฺติ ฯ
ยํ โหติ กฏกปฺปผลนฺติ ฯ
เคหํ อคมาสิ ฯ
ปณฺฑปาตํ ทเทยฺยาถาติ อาห ฯ
ลทฺธา คามา จตุทฺทิสาติ ฯ
อรหตฺตํ ปาปุณิ ฯ

ธัมมปทัฏกถา ภาค ๔
ที่
๑.
๒.
๓.
๔.
๕.
๖.
๗.
๘.
๙.
๑๐.
๑๑.
๑๒.

หนา
๑๔-๑๖
๒๔-๒๖
๕๓-๕๔
๕๖-๕๗
๖๖-๖๗
๗๐-๗๒
๘๙-๘๙
๑๐๒-๑๐๓
๑๐๙-๑๐๙
๑๒๔-๑๒๕
๑๔๐-๑๔๑
๑๔๘-๑๔๙

ตั้งแต
สตฺถาป ตํทิวสํ
ตํ สุตฺวา เสฏี
เอกสฺมึ หิ สมเย เทวทตฺโต
ภิกฺขู อุชฺฌายึสุ
ตสฺมึ ขเณ
เถโร สุตฺวาว
ตสฺมึ ขเณ
สาป โจรํ ปปาเต
เถโร กิร ตสฺส สนฺติกํ
กิจฺจปริโยสาเน
ตํ เอวํ ปตฺถิตปฺปตฺถนํ
สาวตฺถิยํ กิเรกสฺมึ

ถึง
วนฺทิตฺวา นิสีทึสุ ฯ
เต ตสฺส อทาสิ ฯ
ปริฬาโห น วิชฺชตีติ ฯ
โอกโมก ชหนฺติ เตติ ฯ
น ภวนฺติ ตาทิโนติ ฯ
อุปสนฺตสฺส ตาทิโนติ ฯ
อชฺฌาสโย อโหสิ ฯ
ปริวาเรตฺวา อฏํสุ ฯ
วสฺสสตํ หุตนฺติ ฯ
เอวรูเป มหพฺภเยติ ฯ
ตวํ ปมชฺชสีติ ฯ
ปสฺสโต ธมฺมมุตฺตมนฺติ ฯ

ธัมมปทัฏกถา ภาค ๕
ที่
๑.
๒.
๓.
๔.
๕.
๖.
๗.
๘.
๙.
๑๐
๑๑
๑๒
๑๓

หนา
๑๒

๒๕
๓๐
๔๑
๕๕
๗๒
๗๖
๘๓
๘๕
๙๕
๑๐๓
๑๐๔

ตั้งแต
“คจฺฉ เสฏิโน อายุตฺตก
หีโยป ปเรป ตยาเวตํ านํ
อถ นํ อานนฺทตฺเถโร
เถรสฺส สรีรํ อุกฺกาหิ
โส กิร อยํ มม ธีตรํ
เอกสฺมึ หิ สมเย
สาป อิตฺถี รงฺคมชฺเฌ
เอกสฺมึ หิ ทิวเส
โส ปจฺเจกพุทฺธํ ทิสฺวา
จตสฺโส หิ สมฺปทา นาม
อเถโก ภิกฺขุ ตสฺสา
จตุปฺมาณิกา หิ เอกสนฺนิวาเส
สา ตํ โอโลเกตฺวา

ถึง
ภทฺรา ปสฺสตีติ ฯ
อากาเส อฏาสิ ฯ
นตฺถิ ปาป อกุพฺพโตติ ฯ
ปฏิวาตํว ขิตฺโตติ ฯ
ยตฺรฏิตํ นปฺปสเหยฺย มจฺจูติ ฯ
นิปนฺนมนุสฺโส ภวิสฺสตีติ ฯ
อุปสนฺโต จริสฺสสีติ ฯ
อสฺโส ภทฺโร กสามิว ฯ
นิรวเสสเมว ทสฺสามีติ ฯ
สนฺติกา สมฺปตฺตึ ลภติ ฯ
โส ฉินฺนภตฺโต อโหสิ ฯ
อิทฺธิพเลน อภินิมฺมินิ ฯ
สนฺนิปติตฺวา วิลุมปสุ ฯ

ธัมมปทัฏกถา ภาค ๖
ที่
๑.
๒.
๓.
๔.
๕.
๖.
๗.
๘.
๙.
๑๐.
๑๑.
๑๒.
๑๓.
๑๔.
๑๕.
๑๖.
๑๗.
๑๘.
๑๙.

หนา
๑๒
๒๖
๓๙
๕๕
๖๓
๘๙
๑๐๓
๑๓๕
๑๕๖
๑๗๑
๗-๘
๒๒-๒๓
๕๔-๕๕
๗๔-๗๖
๙๑-๙๒
๑๑๙-๑๒๐
๑๓๘
๑๖๐-๑๖๑
๑๖๒-๑๘๒

ตั้งแต
สตฺถา ตสฺสา คิหิกาเล
สตฺถา ตสฺส สาธุการํ
เอกทิวสํ หิ อาฬวีวาสิโน
ราชาป โทมนสฺสปฺปตฺโต
ตสฺมึ สมเย มาโร
เถโร สาธุ ภนฺเตติ
โส ทหรสฺสาคตกาเล
ภนฺเต อหํป จตุราสีติโยชน…
อเถกทิวสํ มหาโมคฺคลฺลานตฺเถโร
อถสฺสา สามิโก เสฺว
อเถกสฺมึ วิหาเร เทฺว ภิกฺขู
สา เอกทิวสํ ปาโตว
สตฺถุ สพฺเพสฺจ อิตฺถีเยว
สกฺโก วาตวลาหกเทวปุตฺตํ
สพฺพพุทฺธานํ กิร
สากิยา จ โกลิยา จ
อถสฺเสกทิวสํ ปตริ
เถโร อาสนสาลํ
เทวตา สกลจกฺกวาฬคพฺเภ

ถึง
ภิกฺขุนีอุปสฺสยา อานีโตติ ฯ
อุยฺยุตฺตปฺปยุตฺโต ภเวยฺยาติ ฯ
ภาเวตพฺพาติ อาห ฯ
ปหารํ อทาสีติ ฯ
โนยาติ โกจิ โลเก ฯ
อตฺตโน ตุฏ ปกาเสตฺวา ฯ
กาลมกํสูติ อาห ฯ
สพฺพเมตํ ทุกฺขนฺติ อาห ฯ
ปยํ าตีว อาคตนฺติ ฯ
สีตุทกํ วิย อโหสิ ฯ
เต สฺาเปนฺโต ฯ
ฆาตาย ผลฺลตีติ ฯ
ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณนฺติ ฯ
นิกฺขิปตฺวา ปมุเข อฏาสิ ฯ
สมนุปสฺสหีติ อาห ฯ
อมฺหากํ กึ กริสฺสนฺตีติ ฯ
อิมา คาถา อภาสิ ฯ
โรหิณี อโหสิ ฯ
จบคาถา ฯ

ธัมมปทัฏกถา ภาค ๗
ที่
๑.
๒.
๓.
๔.
๕.
๖.
๗.
๘.
๙.
๑๐.
๑๑.
๑๒.
๑๓.
๑๔.
๑๕.
๑๖.

หนา

๒๘
๔๔
๗๘
๙๕
๑๐๗
๑๓๘
๑๔๒

๓๖
๕๒
๖๖
๙๐
๑๐๔
๑๓๒
๑๕๖

ตั้งแต
อถสฺส สหายโก เคหํ
กึ ปนสฺส ปุพฺพกมฺมนฺติ ฯ
เตสุ เอโก เตปฏกตฺเถโร
อถสฺส ตํ ขณํเยว
โส สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา
ทุปฺปพฺพชฺชํ ทุรภิรมนฺติ อิมํ
วตฺถุ อปฺปมาทวคฺคสฺส
โส ภควโต สนฺติเก
อถ นํ มาตา อาห
สุณิสาปสฺส สพฺพาลงฺกาเรหิ
เต กิร ภุตฺตฏาเน
กสฺสปพุทฺธกาเล กิเรกสฺมึ
สตฺถา สายํ นครทฺวาเร
ราชคหํ ปน ปกติยาป
เอกสฺมึ หิ ทิวเส ภิกฺขู
เถโร เต ภิกฺขู

ถึง
กมฺมสริกฺขกํ วิปากํ ลภิ ฯ
สหสฺสคฺฆนิกํ ปาปุณิ ฯ
โย ธมฺมํ นปฺปมชฺชตีติ ฯ
อนิจฺจลกฺขณาทีนิ อทฺทส ฯ
พนฺธิตฺวา ปกฺกามิ ฯ
อนภิรติยา ปฬิโต เอวมาห ฯ
มยฺหํ ภาโรติ วตฺวา ฯ
อาจริยธนนฺติ อาห ฯ
มา พาโลติ วตฺวา ฯ
กลึว กิตฺวา สโติ ฯ
อิมา คาถา อภาสิ ฯ
สทฺธึ วิสภาโคติ ฯ
สตฺถารํ อาเนสิ ฯ
อหํ ชานามีติ อาห ฯ
สตฺตา คจฺฉนฺติ ทุคฺคตินฺติ ฯ
นาควคฺเค อิมา คาถา อภาสิ ฯ

ธัมมปทัฏกถา ภาค ๘
ที่
๑.
๒.
๓.
๔.
๕.
๖.
๗.
๘.
๙.
๑๐.
๑๑.
๑๒.
๑๓.
๑๔.
๑๕.
๑๖.
๑๗.
๑๘.
๑๙.
๒๐.

หนา

๒๙
๔๘
๗๘
๘๗
๑๑๕
๑๓๐
๑๕๑
๑๗๗
๑๘๗
๑๓
๒๒
๔๓
๗๐
๙๒
๑๐๙
๑๒๕
๑๕๙
๑๗๒
๑๙๐

ตั้งแต
กนิฏโ อหํ ตาว
สตฺถา สจฺจํ กิร ตฺวํ
สตฺถา เอกํ ภิกฺขุป
ตสฺส กิร หตฺถปาทกุกฺกุจฺจนฺนาม
โส ยาว สหสฺสํ วฑฺเฒสิ ฯ
นาคราป อยํ ปาโต
เทวตา ตํ อาคจฺฉนฺตํ
เอกสฺมึ หิ สมเย
อถ นํ เถโร
โส สาธุ ภทฺเทติ
อถ นํ โกฏิปพฺพตมหาวิหารวาสี
อเถกา ลงฺฆธีตา วํสํ
เตน วุตฺตํ ยํ โข
สา ทาสี โจเร ทิสฺวา
อถสฺส เอตทโหสิ
มนุสฺสา กุชฺฌิตฺวา
ตทา กิร เถโร
ปจฺเจกพุทฺโธปสฺส
ตํ เอกทิวสํ วาตปานํ
เอกสฺมึ ห สมเย

ถึง
ปริยตฺติสาสนํ โอสกฺกาเปสิ ฯ
คมนภาวฺจ อาวิกตฺวา ฯ
ปมุจฺจตีติ วตฺวา ฯ
อุปสนฺโตติ วุจฺจตีติ ฯ
สนฺติกา คณฺหาหีติ อาห ฯ
ตาปสํ อาห ฯ
เลนทฺวาเร อฏาสิ ฯ
จบคาถา ฯ
อุทเก ปาตนํ ลภิ ฯ
ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณนฺติ ฯ
สํเวเชตฺวา ปรินิพฺายีติ ฯ
อชานนกสฺส ปุตฺตาติ วทติ ฯ
มหาโรรุเว นิรเย ปจฺจตีติ ฯ
น ทุคฺคตึ คจฺฉติ ธมฺมจารีติ ฯ
น เม อิมินา อตฺโถติ ฯ
อิมา คาถา อภาสิ ฯ
ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณนฺติ ฯ
กนิฏสฺส อปราชิโตติ ฯ
ชฏิโลเตฺวว นามํ กรึสุ ฯ
พฺราหฺมณํ วทามีติ ฯ

มังคลัตถทีปนี ภาค ๑
ที่
๑.
๒.
๓.
๔.
๕.
๖.
๗.
๘.
๙.
๑๐.
๑๑.
๑๒.
๑๓.
๑๔.
๑๕.
๑๖.
๑๗.
๑๘.
๑๙.
๒๐.
๒๑.
๒๒.
พิเศษ

ขอ

๑๗-๑๙
๓๕-๓๗
๖๙-๗๐
๗๘-๗๙
๑๐๑-๑๐๕
๑๑๖-๑๑๘
๑๒๘-๑๓๐
๑๔๗-๑๔๘
๑๙๑-๑๙๕
๒๐๐-๒๐๓
๒๑๒-๒๑๓
๒๑๙-๒๒๒
๒๓๕-๒๓๗
๒๖๒-๒๖๕
๒๙๔-๒๙๖
๓๓๔-๓๓๕
๓๓๘ (หนา ๓๑๙ เตป เปตา อป นาม ) - ๓๓๙
๓๔๗-๓๕๐
๓๘๙
๔๐๑-๔๐๓
๔๑๔-๔๑๕
(๑) ประโยคบาลีพุทธพจนที่อางอิงมาจากพระไตรปฎก
(๒) คาถาตาง ๆ ประโยครูปวิเคราะห และ ประโยคแบบอื่น ๆ

สวนที่แปด
ปกิณณกะ : คําบอกศักราชเทศนา
อิทานิ ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ปรินิพฺพานโต ปฏาย เอกูนจตฺตาฬี
สุตฺตรปฺจสตาธิกานิ เทฺวสํวจฺฉรสหสฺสานิ อติกฺกนฺตานิ ฯ ปจฺจปุ ฺปนฺนกาลวเสน ปุสสฺ มาสสฺส ปมํ
ทินํ ฯ วารวเสน ปน สุกฺกวาโร โหติ ฯ เอวํ ตสฺส ภควโต ปรินิพฺพานา สาสนายุกาลคณนา สลฺลกฺ
เขตพฺพาติ ฯ
ศุ ภ มั ส ดุ พระพุ ท ธศาสนายุ ก าล จํ า เดิ ม แต ป ริ นิ พ พานแห ง องค ส มเด็ จ พระผู มี พ ระภาคอรหั น ต
สัมมาสัมพุทธเจานั้น บัดนี้ ลวงแลว ๒๕๓๙ พรรษา ปจจุบันสมัย มกราคมมาส สุรทินที่ ๑ สุกกวาร
พระพุทธศาสนายุกาลจําเดิมปรินิพพาน แหงองคสมเด็จพระผูมีพระภาคเจานั้น มีนัยอันจะพึงกําหนดนับดวย
ประการฉะนี้

คําเปลี่ยน พ.ศ. เดือน วันที่ และวัน
พ.ศ. ๒๕๔๐
พ.ศ. ๒๕๔๑
พ.ศ. ๒๕๔๒
พ.ศ. ๒๕๔๓
พ.ศ. ๒๕๔๔
พ.ศ. ๒๕๔๕

เปลี่ยนวา




จตฺตาฬีสุตฺตรปฺจสตาธิกานิ
เอกจตฺตาฬีสุตฺตรปฺจสตาธิกานิ
เทฺวจตฺตาฬีสุตฺตรปฺจสตาธิกานิ
เตจตฺตาฬีสุตฺตรปฺจสตาธิกานิ
จตุจตฺตาฬีสุตฺตรปฺจสตาธิกานิ
ปฺจจตฺตาฬีสุตฺตรปฺจสตาธิกานิ

เปลี่ยนวา










ปุสฺสมาสสฺส (ปุสฺสมาโส)
มาฆามาสสฺส (มาฆมาโส)
ผคฺคุณมาสสฺส (ผคฺคุณมาโส)
จิตฺตมาสสฺส (จตฺตมาโส)
วิสาขมาสสฺส (วิสาขมาโส)
เชฏมาสสฺส (เชฏมาโส)
อาสาฬฺหมาสสฺส (อาสาฬฺหมาโส)
สาวนมาสสฺส (สาวนมาโส)
โปฏปท หรือ ภทฺทปทมาสสฺส (โปฏปท หรือ ภทฺทปทมาโส)
อสฺสยุชมาสสฺส (อสฺสยุชมาโส)
กตฺติกมาสสฺส (กตฺติกมาโส)
มิคสิรมาสสฺส (มิคสิรมาโส)

เปลี่ยนวา

ปมํ ทินํ
ทุติยํ ทินํ

ชื่อเดือนในหนึ่งป
มกราคม
กุมภาพันธ
มีนาคม
เมษายน
พฤษภาคม
มิถุนายน
กรกฎาคม
สิงหาคม
กันยายน
ตุลาคม
พฤศจิกายน
ธันวาคม

วันที่ในหนึ่งเดือน
วันที่ ๑
วันที่ ๒

คูมือการเรียนการสอน วิชา แปลไทยเปนมคธ
วันที่ ๓
วันที่ ๔
วันที่ ๕
วันที่ ๖
วันที่ ๗
วันที่ ๘
วันที่ ๙
วันที่ ๑๐
วันที่ ๑๑
วันที่ ๑๒
วันที่ ๑๓
วันที่ ๑๔
วันที่ ๑๕
วันที่ ๑๖
วันที่ ๑๗
วันที่ ๑๘
วันที่ ๑๙
วันที่ ๒๐
วันที่ ๒๑
วันที่ ๒๒
วันที่ ๒๓
วันที่ ๒๔
วันที่ ๒๕
วันที่ ๒๖
วันที่ ๒๗
วันที่ ๒๘
วันที่ ๒๙
วันที่ ๓๐
วันที่ ๓๑





























ตติยํ ทินํ
จตุตฺถํ ทินํ
ปฺจมํ ทินํ
ฉฏฐํ ทินํ
สตฺตมํ ทินํ
อฏมํ ทินํ
นวมํ ทินํ
ทสมํ ทินํ
เอกาทสมํ ทินํ
ทฺวาทสมํ ทินํ
เตรสมํ ทินํ
จตุทฺทสมํ ทินํ
ปณฺณรสมํ ทินํ
โสฬสมํ ทินํ
สตฺตรสมํ ทินํ
อฏารสมํ ทินํ
อูนวีสติมํ ทินํ
วีสติมํ ทินํ
เอกวีสติมํ ทินํ
ทฺวาวีสติมํ ทินํ
เตวีสติมํ ทินํ
จตุวีสติมํ ทินํ
ปฺจวีสติมํ ทินํ
ฉพฺพีสติมํ ทินํ
สตฺตวีสติมํ ทินํ
อฏวีสติมํ ทินํ
อูนตึสติมํ ทินํ
ตึสติมํ ทินํ
เอกตึสติมํ ทินํ

วันในหนึ่งสัปดาห
วันอาทิตย
วันจันทร
วันอังคาร
วันพุธ
วันพฤหัสบดี
วันศุกร
วันเสาร

เปลี่ยนวา





รวิวาโร
จนฺทวาโร
ภุมมวาโร
วุธวาโร
ครุวาโร
สุกฺกวาโร
โสรวาโร

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful