บทที่ ๑

บทนํา
๑.๑ ความนํา
เปนที่ประจักษและเขาใจตรงกันวา ความสงสัยใครรูเปนบอเกิดแหงความรูทาง
ปรัชญา มนุษยตั้งแตอดีตตางมีความสังเกต สงสัยในสรรพสิ่งรอบตัว มนุษยไมเคยอิ่มหรือพอใจ
กับสิ่งที่ประจักษทางประสาทสัมผัส ยังคงตั้งคําถามเอากับสิ่งพบเห็นนั้นวา ทําไมจึงเปนเชนนั้น
ทําไมไมเปนอยางนี้ เกิดจากอะไร เกิดขึ้นไดอยางไร ฯลฯ ลักษณะเชนที่วานี้ จัดเปนคุณสมบัติ
หนึ่งของความเปนปรัชญา คุณสมบัติขอนี้ของปรัชญาจึงเปนธรรมชาติของมนุษย ทําใหเกิดองค
ความรูกลายเปนศาสตรตาง ๆ ใหไดศึกษาและกอคุณประโยชนใหแกโลกมากมาย ทั้งนี้ ขึ้นอยู
กับมนุษยไดพัฒนาสายตอศักยภาพดานนี้มากนอยเพียงใด บางคนมีความสงสัย แตไมเรียนรู
คนควาหาคําตอบในสิ่งที่ตนสงสัย บางคนมีความสงสัย คนควาหาคําตอบบางบางสวน บางคน
อาจไมหยุดอยูเพียงความสงสัยและพอใจในคําตอบบางคําตอบ แตคนควาเพิ่มเติม พัฒนาขึ้น
จากคําถามกลายเปนคําตอบ จากคําตอบกลายเปนคําถาม และจากคําถามกลายเปนคําตอบใน
เรื่องราวตาง ๆ สืบเนื่องโยงในมิติทั้งหลายไปเรื่อย ๆ
ในยุคแหงการศึกษาเนื้อหาปรัชญาที่เปนขุมพลังปญญาของนักปราชญทั้งหลาย
ปรัชญาเองไดถูกธรรมชาติที่เปนตนกําเนิดของปรัชญานี้ตั้งเปนคําถามเอากับการเรียนปรัชญา
วา เรียนปรัชญาไปทําไม เรียนปรัชญาแลวไดประโยชนอะไร โดยนัยนี้ ปรัชญาจึงเปนฝายถูก
สงสัยเสียเอง คําถามเหลานี้ ไมไดเกิดขึ้นแกผูที่ไมไดเรียนปรัชญาเทานั้น แมกระทั่งผูเรียน
นักศึกษาปรัชญาเองยังมีความสงสัยที่วานั้นเชนกัน และอาจกลายเปนความวิตกกังวลถึงความ
ไมมั่นคงดานความคิดที่เกี่ยวโยงกับการทํางานในอนาคตของผูเรียนปรัชญา การที่คนสวนมากมี
ความสงสัยเชนนี้ ไมใชเรื่องแปลกใหมและไรเหตุผล เพราะการสงสัยและถามเชนนี้มีสมมุติฐาน
ทางความคิดอยูที่ความมีประโยชนในดานการประกอบอาชีพเลี้ยงชีวิตที่จะดํารงอยูใหไดในโลก
ยุคปจจุบันอันมีการดิ้นรนตอสูแขงขันกันสูง การถามวาเรียนปรัชญาแลวไดประโยชนอะไร จึง
เทากับวาเรียนปรัชญาแลวจะไปประกอบอาชีพเปนอะไรไดบาง เปนคําถามที่อยูนอกบริบทของ
ปรั ช ญา คํ า ถามที่ ต รงที่ สุ ด ควรจะเป น ว า เรี ย นปรั ช ญาแล ว จะได ค วามรู เ รื่ อ งอะไรมากกว า
กระนั้นก็ตาม หลุมพรางแหงการจําตองมีชีวิตรอดในสังคมปจจุบันยังเปนกับดักทางความคิด
ของมนุษยอยูตลอดเวลา
การทําความเขาใจในเรื่องนี้ไมงายนัก เพราะมนุษยสวนใหญมักตัดสินคุณคาของสิ่ง
ใดสิ่งหนึ่งที่คุณคานอกตัวมากกวาคุณคาในตัว ตัวอยางเชน ตัดสินความมีคุณคาของมีดเลมหนึ่ง

แทนที่จะตัดสินที่ความคมหรือไมคมของมีด กลับตั้งคําถามวา มีดนี้ใชตัดอะไรไดบาง การที่มีด
จะสามารถนําไปใชตัดอะไรตอมิอะไรไดนั้น ตองมีความคมเปนคุณคาในตัวของมันกอนและการ
ที่จะใชนําไปตัดอะไรนั้นขึ้นอยูกับผูใชมันตางหาก หากผูใชนําไปใชไมเปนและใชไมถูกตลอดถึง
การไมรูจักใช แลวมีบทสรุปเปนความไมบรรลุผลสําเร็จตามวัตถุประสงคซึ่งเปนอีกเรื่องหนึ่ง
เชนนี้ไมเกี่ยวกับความคมหรือไมคมของมีดแลว ขณะเดียวกัน การดําเนินชีวิตมีความซับซอน
การจะคํานึงถึงเพียงคุณคาในเพียงอยางเดียว ไมสนใจคุณคาภายนอกเลยนั้นอาจไมสอดคลอง
กับสถานการณโลกปจจุบัน
การศึกษาดานปรัชญา (รวมถึงศาสนาดวย) มีนัยเชนเดียวกัน เมื่อศึกษามีความรู
แลว ความรูนี้เปนคุณคาภายในของปรัชญา สวนจะนําไปใชประกอบอาชีพอะไร หรือจะปรับใช
อยางไรนั้นเปนคุณคาภายนอกของปรัชญาและขึ้นอยูกับผูศึกษาแลวจะนําไปใชในดานไหน
“เราไดใหเงินแกคุณแลว คุณจะใชจายซื้ออะไร จะใชมันหรือไม ขึ้นอยูกับตัวคุณ” หลายคนเสื่อม
ศรัทธาตอปรัชญาและศาสนาเพราะไดคาดหวังวา ผูที่เรียนปรัชญาและศาสนาแลว ยอมเปนคนดี
ตามสิ่งที่เรียน แตปรากฏวา ผูเรียนปรัชญาและศาสนาบางสวน มีพฤติกรรมตรงกันขามกับสิ่งที่
ปรัชญาและศาสนาสอน เชนนี้ เปนตัวอยางชัดเจนที่แสดงใหถึงการตัดสินคุณคาปรัชญาและ
ศาสนาที่คุณคาภายนอก ซึ่งอาจเกิดขึ้นหรือไมก็ได เพราะมีความเชื่อมโยงกับมนุษยวา มนุษย
จะนําสิ่งที่ปรัชญาและศาสนาสอนนั้นไปใชใหเกิดประโยชนไดกี่มากนอย อยางไรก็ตาม เนื้อหา
ปรัชญายังคงสามารถใชประกอบอาชีพไดในสายปรัชญาและที่สัมพันธกับปรัชญา และที่สําคัญ
คือ ไมมีอะไรที่ไมสัมพันธกับปรัชญา เพราะศาสตรทั้งหลายนั้นสวนมากแลวมีรากฐานมาจาก
ปรัชญาทั้งสิ้น ดังนั้น การที่ผูเรียนปรัชญาและศาสนาแลวมีพฤติกรรมที่ตรงกันขามกับสิ่งที่
ปรัชญาและศาสนาเสนอ จึงไมใชเปนขอบกพรองของปรัชญาและศาสนาไปเสียทั้งหมด เฉก
เชนเดียวกับการที่คนไมปฏิบัติตามกฎหมาย จะสรุปวา กฎหมายไมดี การดวนสรุปเชนนี้ดูจะไม
มีเหตุผล
แตอยางไรก็ ตาม การสรุปเชนนั้น ไมใ ชว าจะไมมีเหตุผลเสียทีเดี ยว เพราะเมื่อ
พิจารณาเนื้อหาปรัชญาและศาสนาในรายละเอียดแลว ยั งคงมี เ นื้อหาบางส ว นที่ขัดแยงกัน
กลาวคือ ยังคงมีเนื้อหาดานลบที่มุงใหคนเห็นแกตัวปะปนอยูในปรัชญาบางสํานัก และเนื้อหา
สว นนั้ น ยังคงนํ ามาบรรจุเ ปนเนื้อหาปรัชญาและศาสนาอยู เพราะมุงที่จะให มองเห็นวา มี
แนวความคิดที่หลายหลายของมนุษยที่แตกตางกัน แลวนํามาเสนอใหผูศึกษาไดศึกษาและ
พิจารณาแลวตัดสินใจเลือกแนวคิดปรัชญาไหนไปใชในการดําเนินชีวิต ปรัชญาไมไดผูกขาดให
คนตองเลือกแนวคิดนี้เทานั้น ดังนั้น จุดเปลี่ยนที่สําคัญคือ มนุษย มนุษยแตละคนที่จะเปนผู
ตัดสินใจเลือกแนวคิดแบบไหน นั่นตางหากที่เปนจุดเปลี่ยนของชีวิต สังคม และชะตาชีวิตในอีก
หลายมิติ มีอยูบอยเหมือนกัน ที่มนุษยตัดสินใจเลือกทําตามแนวคิดที่ตรงกันขามกับความดีงาม

ทั้ง ๆ ที่โลกสรางแนวคิดดานตรงขามนั้น เพียงเพื่อมุงชี้ใหเห็นวา ความดีเปนอยางไร เพื่อ
เปรียบเทียบใหเห็นถึงความตางระหวางความดีกับความชั่วเทานั้น และเพื่อใหมนุษยรูจกั วาอะไร
ดี และอะไรไม ดี แล ว ให ดําเนิ นชี วิ ตตามวิถีท างที่ดีงาม ไม ใ ชมุงใหดํา เนิ นชี วิตตามวิถีท างที่
ปราศจากความดีงาม ไมวาจะอยางไรก็ตาม ยังมีมนุษยอีกมากมายที่เลือกแนวคิดปรัชญาดาน
ดีสําหรับการพูด แตเลือกแนวคิดปรัชญาดานลบสําหรับการกระทํา คนที่บอกสังคมเสมอวา
เปนคนเข็มแข็ง อาจทนตอเรื่องเล็กนอยไมได คนที่บอกวาเปนคนดี อาจสรางความเดือดรอนไป
ทั่วก็ได แลวอะไรคือ สิ่งที่เปนปญหาที่แทจริง
จึงมาถึงคําถามที่วา เปนไปไดเพียงไรที่จะคัดเลือกเฉพาะเนื้อหาปรัชญาดานดีอยาง
เดียวมาเสนอใหไดศึกษาเลาเรียน สวนแนวคิดปรัชญาดานลบไมจําเปนตองนํามาใหศึกษาเลา
เรียน การจัดการศึกษาเชนนี้ จะทําใหมนุษยไดรับแนวความคิดแตดานดีและจะผลดีตอการ
กระทํา การพูดและการคิดแตในสิ่งที่ดีในการดําเนินชีวิตตอไปหรือไม? จําเปนมากเพียงใดที่
จะตองใหมนุษยเรียนรูเนื้อหาปรัชญาทั้งสองดาน แลวหาทางออกใหกั บชีวิตตนเองไมได ?
อาจจะตองมีการถกเถียงและโตแยงกันบางในประเด็นนี้
อยางไรก็ตาม เนื้อหาสาระโดยสรุปของปรัชญายังคงมุงศึกษาแสวงหาความจริง
ความถูกตอง ความดีงามที่เกี่ยวกับมนุษยโลกและจักรวาลมากกวา สรรพสิ่งที่ปรากฏแกสายตา
มนุษย ทั้งที่มองเห็นกันอยูอันไมนาจะมีความสงสัยวาเปนจริงหรือไม แตมนุษยยังคงมีความ
สงสัยในสิ่งเหลานั้นอยูวา แทที่จริงแลว มันคืออะไร การไมจบเพียงสิ่งที่เห็น การไมยอมรับสิ่งที่
เกิดขึ้นเฉพาะหนา ไดสรางองคความรูแกโลกมากพอ ๆ กับสรางปญหาใหแกเชนกัน
ตัวอยางเชน มนุษยที่เห็นกันอยูทุกวัน มนุษย บางกลุมยังสงสัยอยูวา ที่เรียกวา
มนุษยนั้น คือ อะไร มาจากไหน หรือ ใครเปนผูสราง มีสวนประกอบอะไรบาง เกณฑตัดสิน
ความเปนมนุษยนั้นอยูตรงไหน แลวคนหาคําตอบเกี่ยวกับมนุษยที่สงสัยและไดนําเสนอคําตอบ
หลากหลายในเนื้อหาปรัชญาทั้งตะวันตกและตะวันออกทั้งมีสวนคลายกันและที่แตกตางกัน การ
ไดคําตอบของคําถามเหลานี้ เปนองคความรูของมนุษยชาติ และขณะเดียวกัน แนวความคิดที่
เปนองคความรูเหลานั้น ก็ไดสรางความแปลกแยกขึ้นในสังคมมนุษยไมนอย เพราะมนุษยอาจ
พึงพอใจกับคําตอบที่ตางกันและตางยึดมั่น ยืนยันเฉพาะคําตอบที่พึงพอใจนั้นเทานั้นที่ถูกตอง
สวนอยางอื่นผิดหมด ปรากฏการณเชนนี้เห็นไดไมยากนักในสภาพแวดลอมรอบตัวมนุษยเชน
ปจจุบัน
ผูที่ไมคุนเคยกับแนวคิดทางปรัชญาเมื่อมาศึกษาปรัชญา อาจจะงง สงสัยและสับสนเพิ่ม
มากขึ้นวา แทที่จริงแลว มนุษยคืออะไรกันแน เมื่อมีคําตอบหลากหลายเชนนั้น คําตอบไหนที่
เสนอความจริงเกี่ยวกับมนุษยไดมากที่สุด ผูเขียนตระหนักถึงขอนี้ดี เพราะเมื่อเริ่มศึกษาปรัชญา

ใหม ๆ ไดมีความรูสึกนี้เกิดขึ้น สับสน สงสัยยิ่งขึ้นและงง เพราะมีหลายความคิดที่ไมลงกับ
ขอมูลที่มีอยูเดิม กอนหนานั้น มีความรูคําตอบในเรื่องนี้เพียงอยางเดียว และลงใจวา นั่นคือ
คําตอบที่ถูกตองแลว แตเมื่อเจอคําตอบหลากหลายในปญหาเดียวกัน เริ่มสับสนและไมแนใจวา
สิ่งที่ฝงใจยอมรับแตแรกนั้นกับสิ่งใหมที่ไดรับ อันไหนเปนความจริงมากกวากัน แตในขณะเรียน
ไมมีเวลาที่จะมาขบคิดปญหาที่วานี้มากนัก เพราะตองเรียนรูทําความเขาใจ จําแนกแยกแยะ
เนื้อหาที่แตกตางกันนั้นใหไดวา ใครมีความคิดวาอยางไร แตละคนแตละสํานักมีแนวคิดแตกตาง
กันอยางไร ความคิดนี้เปนของใคร มีอยูบอยครั้งที่สับสนระหวางความคิดกับเจาของความคิดนั้น
สลับสับเปลี่ยนกัน นําความคิดของคนหนึ่งมาใสใหกับอีกคนหนึ่ง นี่อาจเปนเสนหและสีสันของ
ปรัชญา หากความหลากหลายเปนธรรมชาติหนึ่งของปรัชญา มนุษยก็อยูกับธรรมชาติของ
ปรัชญาตลอดเวลา น อยครั้งนักที่มนุษ ยจะไมมีความสงสัยใครรู นอยครั้งนักที่จะไมมีความ
ขัดแยงดานความเห็นคิดในเรื่องเดียวกัน หากกําลังมีคําถามในใจวา เรียนปรัชญาทําไม แลวได
อะไร คงพอจะมองเห็นคําตอบที่อยูในใจลาง ๆ แลว
๑.๒ ความหมายและคุณคาของปรัชญา
คํ า ว า ปรั ช ญา มี ค วามหมายว า ความรอบรู เป น ศั พ ท บั ญ ญั ติ ขึ้ น เพื่ อ ใช สื่ อ
ความหมายของวา Philosophy ซึ่งมีความหมายวา ความรักในความรู ทั้งสองนี้มีความหมายไม
คอยตรงกันนัก เพราะคําวา ปรัชญา ในภาษาไทยนั้น มุงถึงผลลัพธคือความรูหรือความรอบรูที่
ไดจากการศึกษาคนควา แตคําวา Philosophy นั้นมีความหมายแสดงถึงเหตุใหเกิดความรู
มากกวา เพราะความรูในความรูเปนการจุดประกายแหงแสวงหาความรู ถาจะพูดใหตรงตาม
ความหมายของคําทั้งสองนี้ ก็จะพูดไดวา Philosophy นั้น เปนเหตุทําใหเกิดปรัชญา สวน
ปรัชญานั้นเปนผลที่เกิดจากการรักในการเรียนรูและการแสวงหาความรูอยางเปนระบบ แมทั้ง
สองคํ า จะนั ย ความหมายที่ ไ ม ค อ ยสอดคล อ งกั น นั ก แต ก็ ไ ม เ ป น ที่ ส นใจที่ จ ะหยิ บ ยกขึ้ น มา
อภิปรายกันมากนัก หากแตกลับเปนที่ยอมรับกันในวงการศึกษาปรัชญาในประเทศไทย เมื่อ
เป น เช น นี้ สิ่ ง ที่ ต ามมาคื อ เมื่ อ พู ด ถึ ง ปรั ช ญา จึ ง เป น ภาพที่ ไ ม ชั ด ว า หมายถึ ง อะไรกั น แน
โดยนัยนี้ จะเห็นวา ปรัชญานั้นจะสถานภาพ ๒ ประการที่ซอนทับกันอยู คือ ๑) ในฐานะเปน
เครื่องมือในการศึกษาคนควาอยางเปนระบบ ๒) ในฐานะที่มีเนื้อหาทางปรัชญาที่นักปรัชญา
ตั้งแตไดคนคิดและใหคําตอบในเรื่องตาง ๆ ที่สงสัยใครรูเอาไว ดังนั้น การศึกษาปรัชญาใน
ฐานะที่เปนสาขาวิชาในระบบการศึกษา จึงมีสถานภาพทั้งสองนี้ทับซอนอยูและศึกษาไปพรอมๆ
กัน คือ ไดทั้งวิธีการอันเปนเครื่องมือในการแสวงหาความรูและเนื้อหาความรูทางปรัชญาไปใน
ตัว

หากยอมรับวา มนุษยมีสมองอยูสองซีก คือ ซีกซายและซีกขวา ตามหลักวิชาทาง
วิทยาศาสตร โดยสมองซีกซายเปนเรื่องอารมณและซีกขวาเปนเรื่องเหตุผล มนุษยไดใชสมอง
ทั้งสองสวนนี้ในการดําเนินชีวิตอยูรวมกันในสังคม บางคนบางกลุมใชเหตุผลเปนตัวนําหรือบาง
คนบางกลุมใชอารมณเปนตัวนํา การที่มนุษยใชสมองดานใดดานหนึ่งอยางสุดขั้ว ชีวิตคงหา
ความสุขไดยาก การที่ใชเหตุผลอยางเดียว ทุกอยางตองอธิบายไดดวยเหตุผล การพูด การทํา
การคิดมีแตเหตุผลทั้งสิ้น ชีวิตคงมีแตความเครียด ปราศจากรอยยิ้ม หากทุกคนเปนอยางนี้โลก
คงไมนาอยู จะยิ้ม จะกิน จะมองตองมีเหตุผลกอนเสมอ
บางคนบางกลุม หากใชอารมณอยางเดียวในการดําเนินชีวิต จะเปนอยางไร คงไม
ตางจากคนที่ใชเหตุผลหรืออาจจะมีผลทางรายกวาคนที่ใชเหตุผลดวย โดยเฉพาะอยางยิ่ง
อารมณรัก อารมณโกรธ อารมณหลง จนไมมีขอบเขต หรือไมถูกยับยั้งชั่งใจดวยเหตุผลบาง นึก
ภาพไมออกวา มนุษยโลกจะเปนอยางไร
ปรัชญาและศาสนาจึงเกิดขึ้นและมีความจําเปนที่สําคัญยิ่งเพื่อปรับสมองทั้งสองสวน
ใหมีความสมดุลกัน โดยเฉพาะอยางยิ่งเพื่อใหใชอารมณอยางมีเหตุผลหรือใชเหตุผลเพื่อควบคุม
อารมณและเพื่อพัฒนาอารมณใหเปนไปในแงดี เปนอารมณดานบวก มองโลกในแงดี ซึ่งตอง
ผานกระบวนการคิดอยางมีเหตุผล ในแงปรัชญาชีวิต ปรัชญาจะใหเนื้อหาดานนี้ ซึ่งเปนคุณคาที่
มีอยูในตัวของปรัชญาและปรัชญามีความเชื่อวา หากมนุษยสามารถควบคุมอารมณและความคิด
อยางมีเหตุผลแลว มนุษยจะทําและพูดอยางมีเหตุผล นั่นคือจะทําดีและพูดดีตามไปดวย
หากมนุษยทําไดเชนนี้ทั้งโลก ความสันติสุขแหงโลกเชนที่หวังได ดังนั้น ผูที่ศึกษา
ปรัชญา หากมีคุณสมบัติดังกลาวนี้เกิดขึ้นแสดงวา ไดนับประโยชนจากปรัชญาโดยตรง และหาก
ถายทอดแกผูอื่นตอผูอื่น ๆ จะไดรับประโยชนจากปรัชญาไปดวย
ปรัชญาเปนสิ่งจําเปนสําหรับมนุษยเพื่อเปดขยายพรหมแดนความรูของมนุษยให
กวางออกไปอีก มนุษยยังไมรูในอีกหลายสิ่งมากมาย สิ่งที่มนุษยรูอยูไดขณะนี้เปรียบเทากับแสง
หิงหอย ซึ่งนอยนิดหากเทียบแสงของดวงอาทิตย นอกจากนี้ สิ่งที่เราบอกวาเรารูนั้น เปนความรู
ที่ถูกตองหรือไม หรือเปนความรูบนความเท็จ บนสิ่งสมมุติซึ่งมีอีกหลายชั้น ความจริงแทอาจอยู
ขั้นสุดทาย แตความรูที่เรามีนั้นอาจเปนขั้นแรกขั้นที่สองเทานั้น
ตัวอยางเชน เรามองเห็นขอนไมที่ลอยน้ํามา เราเห็นเพียงสวนที่โผลขึ้นพนน้ํา
เทานั้น ยังมีสวนที่ยังไมเห็นที่ยังจมอยูในน้ําซึ่งเราไมอาจสรุปไดเลยวา ไมที่ลอยมานั้น มีขนาด
ใหญหรือเล็กเพียงใด เชนเกี่ยวกับที่มองเห็นคนกําลังเดินมา เราเห็นเฉพาะดานหนายังไมเห็น
ดานหลัง และยังมีสวนที่ถูกปกปดไวดวย เสื้อผาอาภรณอีกมากที่เราไมเห็น ในสวนที่เปนรูปราง

เชนนี้ เรายังรูเห็นไมหมดจะกลาวใยในเรื่องจิตใจอารมณความรูสึกความคิดตาง ๆ ของคน ๆ
นั้น ดังนั้น การที่เรามองไมเห็นภาพรวมทั้งหมดแลวดวนสรุปเกี่ยวกับคนนั้น ถือวาไมเปนธรรม
และไมถูกตอง การดวนตัดสินเชนนี้ จึงไมควรทําอยางยิ่ง
จากตัวอยางดังกลาว ปรัชญากําลังจะบอกเราวา เราตองเรียนรูอีกมาก และอยา
ทะนงตน จนลืมตนวา เปนผูรูแลว จนกลายเปนความแข็งกระดาง กาวราว เกิดขึ้นภายในจิตใจ
โดยนัยนี้ปรัชญากําลังสอนใหมนุษยมีความออนนอม ถอมตนเพื่อเรียนรูใหมาก และรูคุณตอ
สรรพสิ่งที่ใหความรูเองและทําใหเราไดความรู
ทาทีแบบปรัชญาจึงถือวา สรรพสิ่งที่อยูรอบตัวเรา ทั้งที่มีชีวิตและไมมีชีวิตทั้งหมด
เปนตําราเปนแหลงความรูเปนขอมูลใหศึกษาคนควาไดทั้งนั้น ทาทีแบบปรัชญา จึงเปนการ
เรียนรูตลอดชีวิต เปนการเรียนรูอยูตลอดเวลา ไมมีสิ้นสุด นักปรัชญา คือ ผูใครเรียนรูอยู
ตลอดเวลา สรรพสิ่ง คือ ตําราเปนหองสมุดสําหรับใหศึกษาคนควา
ดวยทาทีและกระบวนการศึกษาคนควา ในรูปแบบตาง ๆ จึงทําใหเกิดองคความรู
ใหมขึ้นมามากมาย และพัฒนาขึ้นจนกลายเปนศาสตรความรูตาง ๆ ที่เปนประโยชนตอมวล
มนุษยชาตินับไมถวน มนุษยหากตั้งใจศึกษาคนควาหาความจริงของธรรมชาติ เมื่อรูความจริง
ของธรรมชาติแลว ธรรมชาตินั้นจะเปนประโยชนตอมนุษยชาติอีกมาก
หลายคนที่อยูในสาขาวิชาอื่น แมจะไมใชเปนสาขาวิชาปรัชญา แตหากมีความสงสัย
สนใจใฝรูอยากไดคําตอบในสิ่งใดสิ่งหนึ่งแลวทําใหเกิดกระบวนการแสวงหาความรูที่หลากหลาย
ทั้งพิสูจนและทดลองหลายรูปแบบแลวไดคําตอบในสิ่งนั้นจนเปนที่พอใจเชนนี้ ถือวามีความเปน
นักปรัชญาอยูในตัว แมจะเรียกในชื่ออื่นก็ตาม ดวยนัยนี้ปรัชญา จึงไดรับยกยองใหเปนศาสตร
แมของศาสตรทั้งหลาย เพราะความรูทั้งหลายที่เกิดขึ้นนี้มีรากฐานมาจากการใฝรูใฝสรางสรรค
ดวยกันทั้งนั้น ผูที่กําลังศึกษาคนควาหาความรูอยู เรียกวา นักปรัชญา เมื่อไดรับคําตอบเปน
ความรูแลวมีความรูเกี่ยวกับเรื่องนั้นดี เรียกวา เปนนักปราชญ คําวา ปรัชญา จึงมีนัยแฝงอยู 2
นัยคือ เปนทั้งองคความรูแ ละเปนวิธีการหาความรู
มนุษย บางทีมักขุดหลุมฝงตัวเองอยูในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยางเหนี่ยวแนนไมปลอย
วาง ไมยอมเปลี่ยนแปลง บางทานเรียกวา หลุมดําทางความคิด เพราะยึดถือและยืนยันวา นี้
เทานั้น จริง อยางอื่น ผิดหมด ไมเปดใจยอมรับทัศนะความคิดเห็นอยางอื่น ทั้งไมรับฟงและ
คัดคาน ซึ่งการอยูในโลกความเปนจริงที่ตองอยูรวมกันเปนกลุม ตางพึ่งผิงอาศัยกันและกันทั้ง
ทางตรงและทางออม จึงจําเปนตองมีการปรับปรุงทัศนะและพฤติกรรม เพื่อการอยูรวมกันได

อยางปกติสุข มิเชนนั้น สังคมมนุษยจะหาความสุขสงบไมไดเลย หากมนุษยแตละคนไมสราง
เหตุสันติสุขขึ้นภายในหัวใจของแตละคน
ธรรมชาติของปรัชญา จึงเกิดขึ้นเพื่อวัตถุประสงคจะสรางโครงสรางทางความคิดแก
มนุษยใหเปดกวางเพื่อรับฟงผูอื่น แลวปรับใหลงกันเปนไปในทางที่สามารถตกลงรวมกัน แมจะ
มีความเห็นแตกตางกันบาง ปรัชญาเสนอใหมนุษยสงวนจุดตางนั้นไวแลวมาแสวงหาจุดที่
ร ว มกั น ได ซึ่ ง จะสร า งสรรค ป ระโยชน ไ ด ม ากกว า ความขั ด แย ง จนเกิ ด ความแตกแยกและ
กลายเปนความทะเลาะวิวาทและรุนแรงในที่สุด
ดังนั้น ลักษณะสําคัญประการหนึ่งของความเปนปรัชญา คือ ความมีใจที่เปดกวาง
พรอมที่จะเรียนรูอยูเสมอ มีใจที่มุงประโยชนสวนรวมมากกวาประโยชนสวนตัว แมจะพยายาม
คิดคนเทาที่ตนจะคิดได แตความคิดนั้น ไมควรคิดเพื่อตนเองเทานั้น ควรคิดเพื่อผูอื่นดวยเพราะ
นั่นคือ เจตนารมณของความเปนปรัชญาที่มุงจะแกปญหาความแตกแยกทางสังคม ซึ่งปรัชญา
มองเห็นแลววา รากเหงาสําคัญของคนแตกแยกทางสังคม คือ การแตกแยกทางความคิด นัก
ปรัชญาแมนําเสนอแนวคิดทางปรัชญาที่ตางกัน แตมีจุดมุงหมายเดียวกัน คือ สันติสุขทางสังคม
มนุษย

บทที่ ๒
ปรัชญาอินเดียกอนพุทธกาล
๒.๑ ความนํา
แนวคิ ด ทางปรั ช ญาได มี ก ารศึ ก ษาค น คว า วิ เ คราะห แ ละเป น ที่ ย อมรั บ ร ว มกั น ว า มี
พัฒนาการมาจากธรรมชาติประการหนึ่งของมนุษย คือ ความรูจักสงสัยใครรูและการรูจักตั้งคําถามตอ
สรรพสิ่งที่อยูรอบตัวแลวพยายามคิดคนหาคําตอบเพื่อคลายความสงสัยในเรื่อง รอบตัวมนุษย ตั้งแต
เรื่องงาย ๆ ที่เปนรูปธรรมอันสามารถมองเห็นได สัมผัสไดดวยสัมผัสที่หยาบ จนถึงเรื่องที่ละเอียด
ลึกซึ้งที่เปนนามธรรมอันไมสามารถมองเห็นได ไมสามารถสัมผัสไดดวยสัมผัสที่หยาบ หากตองใช
ประสาทสัมผัสที่ละเอียดขึ้น โดยสรุป ธรรมชาติของมนุษยมีความสงสัยทั้งในสิ่งที่รูที่มองเห็นและสัมผัส
ได ทั้งในสิ่งที่ไมรูที่ไมสามารถมองเห็นและสัมผัสได
ความสงสัยใครรูของมนุษยมีรากฐานมาจากความไมรูของมนุษยเอง เพราะความไมรูจึง
สงสัย เพราะสงสัยจึงใครรู เพราะใครรูจึงเสาะแสวงหาความรูในสิ่งที่สงสัย เพราะการเสาะแสวงหา
ความรู จึงเกิดมีกระบวนการหาความรูหลากวิธี และดวยวิธีการแสวงหาความรูเหลานั้น มนุษยจึงมี
ความรูในหลายสิ่งทั้งที่อยูใกลตัวและหางไกลออกไปอีก ทั้งที่เปนเรื่องของตนเองและของผูอื่น ทั้งในวง
แคบและวงกวาง แนวคิดความเห็นเกี่ยวกับสิ่งทั้งปวง รวมถึงชีวิตของมนุษยดวย ในทางปรัชญา
เรียกวา โลกทัศน และ ชีวทัศน ทั้งสองคํานี้มักจะใชรวมกัน มีผูใหเหตุผลในการนําสองคํานี้มาใช
รวมกันวา โลกทัศน ชีวทัศน เพราะวาเปนการมุงแสดงถึงความสัมพันธที่แยกไมออกระหวางโลกและ
ชีวิต โดยเฉพาะชีวิตมนุษยที่มีชองทางรับรูและสติปญญาคิดตรึกตรอง พิจารณาในขั้นตน เพื่อแสดงถึง
ความสัมพันธดังกลาว ถึงกับกลาววา “ถาไมมีชีวิตที่รับรูไดแลว การมีอยูของโลก ยอมไมปรากฏ เมื่อ
เชนนั้น ก็ไมมีความคิดเห็นใด ๆ ไมวาในเรื่องของโลกหรือชีวิต ความคิดเห็นเรื่องโลกและเรื่องชีวิตจึง

ควรดําเนินไปพรอมกัน”
แนวคิดทางปรัชญาจึงเปนแนวคิดที่มุงศึกษาเกี่ยวกับโลกและชีวิตของมนุษยที่เชื่อมโยง
กับกาลเทศะ กลาวคือ โลกและชีวิตในอดีตมีอยูหรือไม โลกและชีวิตที่เปนอยู ณ ปจจุบันเปนเชนไร
โลกและชีวิตในอนาคตจะดําเนินตอไปในลักษณะไหน จะเปนอยู ณ ที่ใด ลักษณะไหน และมีอะไรเปน
เหตุปจจัยหรือตัวแปรสําคัญที่ทําใหโลกและชีวิตคงอยูไมเปลี่ยนแปลง หรือทําใหโลกและชีวิตดับสูญ
มลายไป ในคัม ภี รวิ สุ ทธิ ม รรค พระพุ ท ธโฆษาจารย ได ป ระมวลความสงสั ยเกี่ ยวกั บชี วิ ตที่ โ ยงกั บ
กาลเวลาไว ๑๖ ประการ คือ ความสงสัยเกี่ยวกับตัวตนในอดีต ๕ ประการ ไดแก (๑) ในอดีต เราไดมี
ไดเปนมาแลวหรือหนอ (๒) เราไดมีมิไดเปนหรือหนอ (๓) เราไดเปนอะไรหนอ (๔) เราไดเปนอยางไร
หนอ (๕) เราไดเปนอะไรแลวเปนอะไรหนอ
ความสงสัยเกี่ยวกับตัวตนในอนาคต ๕ ประการ ไดแก (๖) ในอนาคตกาล เราจักมีจักเปนหรือ
หนอ (๗) เราจักไมมีไมเปนหรือหนอ (๘) เราจักเปนอะไรหนอ (๙) เราจักเปนอยางไรหนอ (๑๐) เรา
จักเปนอะไรแลวเปนอะไรหนอ


ความสงสัยเกี่ยวกับตัวตนในปจจุบัน ๖ ประการ ไดแก (๑๑) ในปจจุบัน เรามีอยูเปนอยูหรือ
หนอ (๑๒) เราไมมีอยูไมเปนอยูหรือหนอ (๑๓) เราเปนอะไรอยูหนอ (๑๔) เราเปนอยางไรอยูห นอ

(๑๕) สัตวผูนี้มาแตไหนหนอ (๑๖) สัตวผูนั้นจักเปนผูไปที่ไหนหนอ
อยางไรก็ตาม คําตอบที่เปนผลของการศึกษาคนควาที่วานี้ จะมีความตรงกับความเปน
จริงหรือไม เปนสิ่งที่ไมอาจรูได หรืออาจไมสามารถรูไดเลย โดยเฉพาะอยางยิ่ง การรับรูเชิงประจักษที่
ตัดสินดวยประสาทสัมผัสทั้งหาที่จํากัดของมนุษย กระนั้นก็ตาม สิ่งสําคัญไมไดอยูที่คําตอบนั้นเปน
ความจริ ง หรื อ ไม หากแต อ ยู ที่ คํ า ตอบนั้ น เป น ที่ ย อมรั บ และให ค วามพึ ง พอใจแก ผู ส งสั ย หรื อ เป น
คําอธิบายชุดหนึ่งแกผูสงสัยไดตางหาก
ตัวอยาง เชน การสืบคนหาเรื่องราวเกี่ยวกับโลกและชีวิตในอดีต จนเกิดความรูเรื่องราว
ในอดีตทั้งของตนเองและผูอื่นของพระพุทธเจา ที่เรียกวา บุพเพนิวาสานุสติญาณ ๓ ไมเพียงเทานั้น
พระพุทธเจายังทรงสืบคนและหยั่งรูถึงเรื่องราวในอนาคตไดตามประสงค เปนความรูพิเศษอีกประการ
หนึ่งเรียกวา อนาคตังสญาณ ๔ การหยั่งรูเห็นเรื่องราวในอดีตและอนาคตอยางตลอดสายเชนนี้ ทําให
หยั่งรูเห็นความเปนเหตุปจจัยที่เชื่อมโยงอิงอาศัยกันและกันกอใหเกิดวิวัฒนาการของโลกและชีวิต ทั้ง
ทรงรูถึงมรรควิธีที่จะตัดกระแสแหงเหตุปจจัยที่นําไปสูความทุกขของมนุษยได จะอยางไรก็ตาม
พระองคทรงทราบถึงขอจํากัดของมนุษยที่ยังไมไดรับฝกฝนพัฒนาใหมีคุณสมบัติพิเศษดังกลาว จึง
ทรงสอนใหมนุษยเลิกสนใจเรื่องราวในอดีตเสีย ทั้งไมใหคาดหวังอยากรูเรื่องราวในอนาคต เพราะหาก
มัวสงสัยใครรูเรื่องในอดีตและอนาคตทั้งที่ตนไมมีศักยภาพพิเศษ จะทําใหเสียเวลาเปลาและไมมี
ประโยชนอันใดตอชีวิต แตทรงสอนใหตระหนักรูถึงสิ่งที่ควรทําและไมควรทําในปจจุบัน เปนการชี้ให
เขาใจวา การกระทําใดในปจจุบันนั้นจะสงผลในอนาคต ๕
การมุงคนหาคําตอบเพื่อคลายความสงสัยหรือเพื่อใหเกิดความรูในเรื่องที่สงสัย จึงเกิด
องคความรูที่เปนโลกทัศนและชีวทัศนใหไดศึกษาสืบทอดกันมาจากอดีตถึงปจจุบันหลากหลายแนวคิด
มีทั้งแนวคิดที่เหมือนกันและแตกตางกัน และแนวคิดทางปรัชญาไดถูกแบงขั้วออกเปนสองฝายโดย
ถือเอาโคจรของดวงอาทิตยขึ้นและลงเปนเกณฑ คือ ปรัชญาตะวันออกและปรัชญาตะวันตก ใน
การศึกษานี้ มุงศึกษาวิเคราะหแนวคิดทางปรัชญาตะวันออก โดยเฉพาะอยางยิ่ง พุทธปรัชญา แตจะ
อยางไรก็ตาม พุทธปรัชญาไดชื่อวาเปนปรัชญาที่เกิดขึ้นในสังคมอินเดียโบราณที่มีแนวคิดมุงหักลาง
แนวคิดบางอยางในยุคนั้นที่เล็งเห็นวา เปนแนวคิดที่นําไปสูความทุกข สรางปญหาใหแกชีวิตมนุษย
และโลก ฉะนั้น กอนที่จะไดศึกษาวิเคราะหแนวคิดทางพุทธปรัชญา จึงจะศึกษาวิเคราะหถึงแนวคิด
ทางปรั ช ญาก อ นที่ พุ ท ธปรั ช ญาจะเกิ ด ขึ้ น โดยสั ง เขปพอเข า ใจพอเป น แนวทางในการวิ เ คราะห
เปรียบเทียบใหเห็นถึงพัฒนาการของพุทธปรัชญา
๒.๒ ความเปนมาของปรัชญาอินเดียกอนพุทธกาล


ปรัชญาอิ นเดีย หมายถึ ง ปรัช ญาทุกสํ านักหรื อทุกระบบที่เกิ ดขึ้น ในอินเดีย หรือที่คิ ด
สรางสรรคขึ้นไวโดยศาสดาและนักคิดที่เคยมีชีวิตอยูหรือกําลังมีชีวิตอยูในอินเดีย ปรัชญาอินเดียจึง
ไมไดหมายถึงเฉพาะปรัชญาฮินดูเทานั้น หากแตรวมถึงปรัชญาอื่นที่ไมใชปรัชญาฮินดูดวยอันมีพุทธ
ปรัชญา ปรัชญาเชน เปนตน ๖
แนวคิดทางปรัชญาอินเดียกอนพุทธกาล ใหความสนใจปญหาเกี่ยวกับโลกและชีวิตของ
มนุษยเชนกับแนวคิดทางปรัชญาปจจุบัน ปญหาตาง ๆ ที่มนุษยในอดีตใหความสนใจยังคงเปนปญหา
ที่มนุษยในยุคปจจุบันใหความสนใจดวย และยิ่งมีพัฒนาการที่ซับซอนยิ่งขึ้นดวยเครื่องมือเทคโนโลยีที่
แสดงถึงความเจริญทางวิทยาศาสตร โดยเฉพาะแนวคิดดานอภิปรัชญา แนวคิดทางอภิปรัชญาของ
ปรัชญาอินเดียกอนพุทธกาลนั้น เกิดขึ้นเพราะสนใจในมนุษยโดยเฉพาะเรื่องความสุข ความทุกข หรือ
ความไมสุขไมทุกขของชีวิตมนุษยวา ทําไม มนุษยจึงตกอยูในสภาพเชนนั้น เพื่อสืบคนหาตนตอหรือ
สาเหตุของความสุข ความทุกข หรือความไมสุขไมทุกขของมนุษยที่วานี้ การคิดคน สืบหาสาเหตุที่วา
นั้นจึงเปนที่มาของเนื้อหาอภิปรัชญาอินเดียสวนหนึ่ง เชนมีความเชื่อวา มีบางอยางที่อยูเบื้องหลัง
ปรากฏการณตาง ๆ ที่ประจักษในชีวิตประจําวันและปรากฏการณทางธรรมชาติอื่น ๆ ซึ่งทรงพลัง มี
อํานาจดลบันดาลใหสิ่งตาง ๆ เกิดขึ้นและเปนไปโดยประการตาง ๆ ได และยังมีความเชื่ออื่น ๆ อีกซึ่ง
จะไดศึกษาวิเคราะหตอไป
วิธีคิดเพื่อสืบคนหาคําตอบลักษณะนี้ เปนการสืบคนหาสิ่งที่ไมประจักษจากสิ่งที่ประจักษ
หรือสาวจากผลไปหาเหตุ อันเปนลักษณะเดนประการหนึ่งของปรัชญาอินเดีย และลักษณะเชนนี้เปน
ลักษณะรวมที่มีอยูในปรัชญาตะวันตกดวย เชน วิธีการพิสูจนความมีอยูของพระเจา ดังไดยกตัวอยาง
ไวในบทที่ผานมา แมกระทั่งในพุทธปรัชญา จะพบวิธีการเสนอเหตุผลเพื่อพิสูจนหรือยืนยันความจริง
บางอยางเชนกัน เชน การแสดงเหตุผลของพระกุมารกัสสปะเพื่อโตแยงทัศนะของพระเจาปายาสิ ๗
ปรั ช ญาอิ น เดี ย ก อ นพุ ท ธกาลนั้ น มี พั ฒ นาการมาจากการผสมผสานกั น ระหว า ง
แนวความคิดของ ๒ ชนเผา คือ คนพื้นเมืองเดิม เรียกวา มิลักขะบาง ทัสยุบาง ดราวิเดียนบาง กับชน
เผาอารยัน โดยถือวา แนวคิดของคนพื้นเมืองเดิม เปนระบบแนวคิดที่เกิดกอนแนวคิดที่ยึดถือตาม
คัมภีรพระเวทและมีอิทธิพลตอวิถีชีวิตของมนุษยเปนอยางมาก คือ แนวคิดทางปรัชญาและศาสนาของ
คนพื้นเมืองเดิมของอินเดียกอนที่พวกอารยันจะอพยพลงมายึดครองนั้น คือ แนวคิดความเชื่อที่
เคารพนับถือและบูชาโลกธาตุ ๔ คือ ดิน น้ํา ลม ไฟ รวมทั้งตนไมใหญและภูเขา แนวคิดและความเชื่อ
มีลักษณะเปนวิญญาณนิยม (Animism) คือ เชื่อวา มีวิญญาณศักดิ์สิทธิ์สถิตอยูในสิ่งที่ตนนับถือ ซึ่ง
สามารถใหคุณและโทษแกมนุษยได จึงเกิดมีพิธีบูชาเซนสรวงเพื่อเอาใจวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ไมใหดล
บั น ดาลโทษ ภั ย แก ม นุ ษ ย และเพื่ อ ให ด ลบั น ดาลแต คุ ณ ความดี แ ก ม นุ ษ ย จนในที่ สุ ด วิ ญ ญาณ
ศักดิ์สิทธิ์นั้นไดรับการยกยองขึ้นเปนเทพเจา และเชื่อวา ไฟ เปนทูตของเทพเจา ดังนั้น จึงทําการบูชา
เทพเจาดวยการนําเครื่องบูชาทั้งหลายเผาไฟ เพราะเชื่อวา (๑) เทพเจาไดเสวยแลว (๒) ควันไฟที่ลอย
ขึ้นไปนั้นเปนสื่อระหวางเทพเจากับมนุษย นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อวา เทพเจาที่ตนเคารพนับถือนั้น
สถิตอยูบนสวรรคหรือบนยอดเขาสูง เชน ยอดภูเขาหิมาลัย ๘


เมื่อพวกอารยันไดอพยพเขามาตั้งรกรากในดินแดนแถบเดียวกัน คือ เมืองฮารัปปา และ
เมืองโมเหนโจดาโร จึงเกิดการผสมผสานระหวางแนวคิดของพวกอารยันกับคนพื้นเมืองเดิม คือ พวก
อารยัน แรกนั้น นับถือและบูชาพระอาทิตย เมื่อมาพบวาคนพื้นเมืองเดิมนักถือบูชาไฟ จึงพยายาม
ชี้ใหเห็นวา ไฟที่ยิ่งใหญนั้น คือ พระอาทิตย จึงควรนับถือพระอาทิตยอันเปนที่มาของไฟทั้งปวงในโลก
โดยนัยนี้ จนกลายเปนศาสนาและปรัชญาตามแนวคําสอนของคัมภีรพระเวทในยุคตอมา ๙
๒.๓ ปรัชญาอินเดียกอนพุทธกาล
ปรัชญาอินเดียกอนพุทธกาล (รวมถึงหลังพุทธกาลตอมาถึงปจจุบัน) ไดมีระบบแนวคิดที่
แตกตางกัน ๒ สายที่พัฒนาสืบทอดตอมาไมขาดสายและเปนที่ยอมรับรวมกันในวงการปรัชญาอินเดีย
โดยยึดเอาคัมภีรพระเวทเปนเกณฑในการแบงขั้วแนวคิด คือ
๑) อาสติ ก ะ ( Orthodox) หมายถึ ง ระบบแนวคิ ด ที่ ย อมรั บ ความถู ก ต อ งและความ
ศักดิ์สิทธิ์ของพระเวทโดยไมตองพิสูจน ถือวา คัมภีรพระเวทเปนศรุติ คือ ความรู สัจธรรมที่พระฤๅษี
ไดยินมาหรือไดรับการวิวรณมาจากเทพเจา เปนอมตธรรม นิตยธรรมและเปนปราณหรือลมหมายใจ
ของพระผูเปนเจา ดังนั้น คัมภีรพระเวทจึงไมใชผลงานของมนุษย ทั้งไมใชเปนที่คัมภีรที่เทวดาแตงขึ้น
ซึ่งเทากับยอมรับความมีอยูของพระผูเปนเจาสูงสุด เหลาฤาษีที่ไดรับเปดเผยจากพระผูเปนเจาจึงสั่ง
สอนทรงจํานําสืบตอกันมา นักปรัชญาฮินดูในยุคตอมา จึงไมกลาคัดคานความศักดิ์สิทธิ์ของคัมภีรพระ
เวท เนื้อหาของคัมภีรจัดอยูเหนือเหตุผล (ตรรก) เพราะถือวาปญญาขั้นเหตุผลนั้นไมอาจใหความ
แนนอนโดยประการที่เหตุผลอื่นจะขัดแยงไมได โดยมากปญญาขั้นเหตุผลมักถูกหักลางดวยเหตุผลอีก
อยางหนึ่งเสมอ สํานักปรัชญากลุมนี้ ไดแก นยายะ ไวเศษิกะ สางขยะ โยคะ มีมางสา เวทานตะ (บาง
แหงก็เรียกกลุมนี้วา ไวทิกวาท)
๒) นาสติกะ (Heterodox) หมายถึง ระบบแนวคิดที่ไมยอมรับความถูกตองและความ
ศักดิ์สิทธิ์ของคัมภีรพระเวทแบบที่คัดคานไมได ไมเชื่อวา พระเวทเปนคัมภีร ศรุติมาจากเทพเจาที่ดล
บันดาลหรือวิวรณใหแกพวกฤๅษีแตอยางใด หากยอมรับคัมภีรพระเวทเปนผลงานของฤๅษีที่เปน
มนุษย ซึ่งยอมมีผิดมีถูกตามความรูความสามารถของผูรจนาขึ้นได ในคัมภีรทางพระพุทธศาสนามี
ขอความระบุถึงฤๅษีผูเปนบุรพาจารยของพวกพราหมณที่เจนจบไตรเพทและทําหนาที่ถายทอดสอน
เนื้อหาคัมภีรพระเวท คือ ฤๅษีอัฏฐกะ ฤๅษีวามกะ ฤๅษีวามเทวะ ฤๅษีเวสสามิตร ฤๅษียมตัคคี ฤๅษี
อังคีรส ฤๅษีภารทวาชะ ฤาษีวาเสฏฐะ ฤๅษีกัสสปะ และฤๅษีภคุ ไมเพียงเทานั้น ยังคัดคานเนื้อหาที่
คัมภีรพระเวทอีกดวย แนวคิดทางปรัชญาที่จัดอยูในระบบเดียวกันนี้ ไดแก ปรัชญาจารวาก พุทธ
ปรัชญา และปรัชญาแหงศาสนาเชน ๑๐ (บางแหงก็เรียกกลุมนี้วา อไวทิกวาท)
ปรัชญาอินเดีย ๖๒ ลัทธิตามนัยแหงพรหมชาลสูตร


ในคัมภีรทางพุทธปรัชญา ไดมีขอความที่กลาวถึงแนวคิดทางปรัชญาที่มีอยูกอนที่พุทธ
ปรัชญาจะเกิดขึ้น ถึง ๖๒ แนวคิดดวยการจําแนกตามสาเหตุแหงการเกิดแนวคิดแตละอยาง แสดงให
เห็นวา ความคิดเห็นของมนุษยนั้นตองมีเหตุหรือฐานะเปนที่ตั้งแหงทิฐิหรือความคิดเห็น เพราะไมมี
ความสงสัยในสิ่งนี้ เล็งเห็นวา ไมมีโทษ แลวยึดถือตามนั้นวา “นี้เทานั้น จริง อยางอื่น เท็จ” ๑๑ และ
แนวคิดทั้ง ๖๒ ดังกลาวนี้ยังคงมีอิทธิพลตอชาวอินเดียจนถึงปจจุบัน อนึ่ง ในบรรดาแนวคิดทั้ง ๖๒
ลัทธิที่จะกลาวถึงนี้ไดแสดงถึงระบบปรัชญาอินเดียทั้งสองระบบขางตนไวบางดวยเชนกัน นอกจากนั้น
แนวคิด ๖๒ ลัทธิที่วานี้ ยังแบงออกเปน ๒ กลุม คือ ๑๒
๑) ปุ พ พัน ตกัป ป ก วาทะ (ทิ ฐิ) (๑๘) หมายถึ ง กลุม นั กคิ ด ที่ป รารภหรื อ ยกเรื่ อ งราว
เกี่ยวกับชีวิตที่ไดมีประสบการณผานมาแลวในอดีตมาเปนขออางในการเสนอเหตุผลสนับสนุนทัศนะ
ของตนเอง คําวา ปุพพันตกัปปกา แปลโดยพยัญชนะวา พวกที่กําหนดขันธสวนอดีต คัมภีรอรรถกถา
อธิบายวา คือ พวกที่ชอบกําหนดเอาสวนแหงขันธที่ผานไปแลวดวยอํานาจแหงตัณหาและทิฐิ แลว
เสนอแนวคิดและยืนยันแนวคิดนั้นอยู ๑๓ นักคิดกลุมนี้ คือ กลุมที่ไดบุพเพนิวาสานุสติญาณนั่นเอง ๑๔
จึงยึดถือตามความสามารถในการระลึกชาติไดหรือที่เคยพบเห็นหรือเคยมีประสบการณมาแลว และ
ยืนยันเทาที่ตนเคยเห็นเทานั้นผานผลแหงฌานสมาบัติ นักคิดกลุมนี้จําแนกออกเปน ๑๘ พวกที่เสนอ
แนวคิ ด ตามประสบการณ ข องแต ล ะพวก และใน ๑๘ พวกนี้ ยั ง จั ด กลุ ม ได อี ก เป น ๕ กลุ ม ด ว ยกั น
ดังตอไปนี้
กลุ ม ที่ ๑ สั ส สตวาทะ (ทิ ฐิ ) คื อ กลุ ม ที่ เ ห็ น ว า อั ต ตาและโลก เที่ ย ง ยั่ ง ยื น ไม
เปลี่ยนแปลง มี ๔ ลัทธิตามประสบการณ หรือ ความสามารถในการหยั่งรูชีวิตในอดีต คือ
๑. เห็นวา อัตตาและโลกเที่ยง เพราะอาศัยการปฏิบัติเจโตสมาธิจนสามารถระลึกชาติ
ปางหลังไดตั้งแต ๑ ชาติ จนถึงหลายแสนชาติ เปนความสามารถของนักบวชภายนอกพุทธศาสนาที่มี
ปญญานอย
๒. เห็นวา อัตตาและโลกเที่ยง เพราะอาศัยการปฏิบัติเจโตสมาธิจนสามารถระลึกชาติ
ปางหลังไดเปนกัป ๆ ตั้งแต ๑ กัปถึง ๑๐ กัป ของนักบวชภายนอกพุทธศาสนาที่มีปญญาปานกลาง
๓. เห็นวา อัตตาและโลกเที่ยง เพราะอาศัยการปฏิบัติเจโตสมาธิจนสามารถระลึกชาติ
ปางหลังไดตั้งแต ๑๐ กัปถึง ๔๐ กัป ของนักบวชภายนอกพุทธศาสนาที่มีปญญาหลักแหลม ซึ่ง
สามารถระลึกชาติไดไมเกินไปกวานี้
๔. เห็นวา อัตตาและโลกเที่ยง เพราะอาศัยการตรึก นึกคิดดวยเหตุผล (ตักกี) การชั่งใจ
ดวยปญญาจนลงใจ (วิมังสี) แลวยึดถือเปนความเห็นและกลาวทัศนะของตนตามที่คิดคนไดนั้น ๑๕
กลุมที่ ๒ เอกัจจสัสสตวาทะ (ทิฐิ) คือ กลุมที่เห็นวา มีสิ่งที่เที่ยงแท เปนบางอยาง
เทานั้น ไมใชทุกอยางจะเที่ยงแท จึงมีบางอยางที่ไมเที่ยง ดวยเหตุที่สามารถระลึกชาติไดเฉพาะชาติ
ที่เคยเปนเทานั้น นอกจากนี้ระลึกไมได จึงไมรูและยึดถือเอาตามที่ระลึกไดเปนทิฐิ แบงออกเปน ๔
ลัทธิตามประสบการณที่เคยเปนและระลึกได คือ


๑. เห็นวา พรหมเทานั้นเที่ยงแท ยั่งยืน ไมเปลี่ยนแปลง สวนพวกที่พรหมสรางขึ้นนั้น
ไมเที่ยง ไมยั่งยืน มีความเปลี่ยนแปลง เพราะอาศัยการปฏิบัติเจโตสมาธิจนสามารถระลึกชาติปางกอน
ไดวา เคยเกิดในพรหมโลก ไดเห็นพรหมที่มีอยูกอนแลว และตนเกิดเพราะพรหมนั้นสรางขึ้น
๒. เห็นวา เทวดาพวกอื่นจากพวกขิฑฑาปโทสิกา ๑๖ เที่ยง สวนพวกขิฑฑาปโทสิกานั้น
ไมเที่ยง เพราะอาศัยการปฏิบัติเจโตสมาธิจนสามารถระลึกชาติปางกอนไดวา เคยเกิดเปนเทวดา
พวกขิฑฑาปโทสิกาแลวจุติเพราะมัวแตเลนสนุกสนานเพลิดเพลินจนเกินควรจึงขาดสติแลวมาเกิดใน
โลกมนุษย
๓. เห็นวา เทวดาพวกอื่นจากมโนปโทสิกา ๑๗ เที่ยง สวนพวกมโนปโทสิกานั้นไมเที่ยง
เพราะอาศัยการปฏิบัติเจโตสมาธิจนสามารถระลึกชาติปางกอนไดวา เคยเกิดเปนเทวดาพวกมโนปโท
สิกาแลวจุติเพราะมัวแตเพงโทษกันและกันจนเกิดโทสจิตคิดมุงรายแกกัน แลวมาเกิดในโลกมนุษย
๔. เห็นวา อัตตาที่เปนสวนจิตเทานั้น เที่ยง สวนอัตตาที่เปนสวนกาย คือ ตา หู จมูก
ลิ้น กาย ไมเที่ยง ดวยการตรึกตรอง คิดคนดวยเหตุผลเองแลวเสนอแนวคิดตามแตจะคิดได
กลุมที่ ๓ อันตานันติกวาทะ (ทิฐิ) คือ กลุมที่เห็นวา โลกมีที่สุด และไมมีที่สุด มี ๔ ลัทธิ
คือ
๑. เห็ น ว า โลกนี้ มี ที่ สุ ด กลมโดยรอบ เพราะอาศั ย การปฏิ บั ติ เ จโตสมาธิ เ ป น เครื่ อ ง
กําหนดรู
๒. เห็นวา โลกนี้ไมมีที่สุด หาที่สุดมิได เพราะอาศัยการปฏิบัติเจโตสมาธิเปนเครื่อง
กําหนดรู
๓. เห็นวา โลกนี้ ดานบนกับดานลางมีที่สุด ดานกวางไมมีที่สุด เพราะอาศัยการปฏิบัติ
เจโตสมาธิเปนเครื่องกําหนดรู
๔. เห็นวา โลกมีที่สุดก็มิใช ไมมีที่สุดก็มิใช ดวยการนึก ตรึกตรองดวยเหตุผลและการชั่ง
ใจดวยปฏิภาณ
กลุมที่ ๔ อมราวิกเขปกวาทะ (ทิฐิ) คือ กลุมที่มีความเห็นและวาจาดิ้นไดไมตายตัว ซัด
สายไปมา ลื่นไหลเหมือนปลาไหล มี ๔ ลัทธิ คือ
๑. ไมรูชัดวา อะไรถูก อะไรผิด แมถูก ก็ไมกลาตอบ เพราะเกรงวา จะเปนการพูดเท็จ
จึงพูดแบบปฏิเสธแบบดิ้นไดไมตายตัววา อยางนี้ก็ไมใช อยางนั้นก็ไมใช อยางอื่นก็ไมใช ไมใชก็
ไมใช
๒. ไมรูชัดวา อะไรถูก อะไรผิด แมถูก ก็ไมกลาตอบ เพราะกลัววา จะเปนการยึดมั่นถือ
มั่น (อุปาทาน) จึงพูดแบบปฏิเสธแบบดิ้นไดไมตายตัววา อยางนี้ก็ไมใช อยางนั้นก็ไมใช อยางอื่นก็
ไมใช ไมใชก็ไมใช
๓. ไมรูชัดวา อะไรถูก อะไรผิด แมถูก ก็ไมกลาตอบ เพราะเกรงวา จะถูกซักถามจากผูรู
ทั้งหลาย จึงพูดแบบปฏิเสธแบบดิ้นไดไมตายตัววา อยางนี้ก็ไมใช อยางนั้นก็ไมใช อยางอื่นก็ไมใช
ไมใชก็ไมใช


๔. ไมรูชัดวา อะไรถูก อะไรผิด แมถูก ก็ไมกลาตอบ เพราะความเขลา ความไมรูจริง
จึงพูดแบบปฏิเสธแบบดิ้นไดไมตายตัววา อยางนี้ก็ไมใช อยางนั้นก็ไมใช อยางอื่นก็ไมใช ไมใชก็
ไมใช
คัมภีรอรรถกถาอธิบายความคิดเห็นวา “อยางนี้ก็ไมใช อยางนั้นก็ไมใช อยางอื่นก็ไมใช
ไมใชก็ไมใช” เพิ่มเติมดังนี้ คือ (๑) ความเห็นวา อยางนี้ก็ไมใช เปนคําดิ้นไดไมแนนอนตายตัว (๒)
ความเห็ น ว า อย า งนั้ น ก็ ไ ม ใ ช เป น การปฏิ เ สธวาทะว า เที่ ย ง ที่ เ ห็ น ว า อั ต ตาและโลกเที่ ย ง (๓)
ความเห็นวา อยางอื่นก็ไมใช เปนการปฏิเสธวาทะวา เที่ยงบางอยาง ไมเที่ยงบางอยาง ที่กลาวไว
โดยประการอื่นจากความเที่ยง (๔) ความเห็นวา ไมใชก็ไมใช เปนการปฏิเสธวาทะวา ขาดสูญ ที่
เห็นวา หลังจากตายแลว สัตวไมมี (๕) ความเห็นวา มิใชไมใชก็ไมใช เปนการปฏิเสธวาทะของนักตรึก
ที่กลาววา เปนก็ไมใช ไมเปนก็ไมใช ๑๘
กลุ ม ที่ ๕ อธิ จ จสมุ ป ป น นิ ก วาทะ (ทิ ฐิ ) คื อ กลุ ม ที่ มี ค วามเห็ น ว า อั ต ตาและโลก
เกิดขึ้นลอย ๆ ไมมีเหตุ ไมมีปจจัยใด ๆ ทําใหอัตตาและโลกเกิดขึ้นแตอยางใด มี ๒ ลัทธิ คือ
๑. เห็นวา อัตตาและโลก เกิดขึ้นลอย ๆ โดยไมมีเหตุไมมีปจจัยใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะ
อาศัยการปฏิบัติเจโตสมาธิระลึกชาติกอนไดวา เคยเกิดในชั้นอสัญญีสัตว ๑๙ และจุติจากชั้นนั้นมาเกิด
เปนมนุษย เพราะเกิดมีสัญญาขึ้นมาภายหลังอีกหลังจากหมดพลังแหงฌานแลว (ฌานนิยม)
๒. เห็นวา อัตตาและโลกเกิดขึ้นลอย ๆ โดยไมมีเหตุไมมีปจจัยใด ๆ ทั้งสิ้นดวยการตรึก
ตรอง ใครครวญดวยปญญา (ตักกนิยม)
๒) อปรันตกัปปกวาทะ (ทิฐิ) (๔๔) คือ กลุมที่ยึดถือเอาสวนแหงขันธในอนาคต ๒๐ ที่
มองเห็นดวยตาทิพย ไดแก ผูที่ไดทิพยจักษุญาณ ๒๑ และสามารถกําหนดรูหรือมองเห็นความเปนไป
ลวงหนาไดตามกําลังของฌานแตละระดับ แลวสรุปเปนความเห็นและยึดถือตามนั้น ดังนั้น นักคิดใน
กลุมเดียวกันนี้ จึงมีความเห็นตางกันในประเด็นเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องในอนาคตของมนุษยและสัตว
นักคิดกลุมนี้จําแนกออกเปน ๕ กลุม ๔๔ ลัทธิ ดังตอไปนี้ คือ
กลุมที่ ๑ สัญญีวาทะ (ทิฐิ) คือ กลุมที่มีความเห็นวา อัตตาหลังจากตายแลว ยั่งยืน มี
สัญญา คือ มีความจําไดหมายรูอยู มี ๑๖ ลัทธิ คือ
๑. เห็นวา อัตตาที่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแลว มีสัญญา
๒. เห็นวา อัตตาที่ไมมีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแลว มีสัญญา
๓. เห็นวา อัตตาทั้งที่มีรูป ทั้งที่ไมมีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแลว มีสัญญา
๔. เห็นวา อัตตาทั้งที่มีรูปก็ไมใช ไมมีรูปก็ไมใช ยั่งยืน หลังจากตายแลว มีสัญญา
๕. เห็นวา อัตตาที่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแลว มีสัญญา
๖. เห็นวา อัตตาที่ไมมีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแลว มีสัญญา
๗. เห็นวา อัตตาทั้งที่มีที่สุด และไมมีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแลว มีสัญญา
๘. เห็นวา อัตตาที่มีที่สุดก็ไมใช ไมมีที่สุดก็ไมใช ยั่งยืน หลังจากตายแลว มีสัญญา


๙. เห็นวา อัตตาที่มีสัญญาอยางเดียวกัน ยั่งยืน หลังจากตายแลว มีสัญญา
๑๐. เห็นวา อัตตาที่มีสัญญาตางกัน ยั่งยืน หลังจากตายแลว มีสัญญา
๑๑. เห็นวา อัตตาที่มีสัญญาเล็กนอย ยั่งยืน หลังจากตายแลว มีสัญญา
๑๒. เห็นวา อัตตาที่มีสัญญาหาประมาณมิได ยั่งยืน หลังจากตายแลว มีสัญญา
๑๓. เห็นวา อัตตาที่มีสุขอยางเดียว ยั่งยืน หลังจากตายแลว มีสัญญา
๑๔. เห็นวา อัตตาที่มีทุกขอยางเดียว ยั่งยืน หลังจากตายแลว มีสัญญา
๑๕. เห็นวา อัตตาทั้งที่มีสุขและทุกข ยั่งยืน หลังจากตายแลว มีสัญญา
๑๖. เห็นวา อัตตาทั้งมีสุขก็ไมใช มีทุกขก็ไมใช ยั่งยืน หลังจากตายแลว มีสัญญา
คัมภีรอรรถกถาอธิบายวา การที่ทําใหมีความเห็นวา อัตตามีรูป ไมมีรูป เปนตนนั้นวา
(๑) การบัญญัติอัตตาวา มีรูปเพราะยึดถือรูปกสิณ และยึดถือสัญญาที่เปนไปในรูปกสิณนั้น หรือการ
นึกเอาเทานั้น (๒) การบัญญัติอัตตาวา ไมมีรูปเพราะยึดถืออรูปสมาบัติและสัญญาในอรูปสมาบัตินั้น
หรือดวยการนึกเอาเทานั้น (๓) การบัญญัติอัตตาวาทั้งมีรูปและไมมี เปนเพราะการยึดถือระคนกัน (๔)
การบัญญัติอัตตาวา ทั้งที่มีรูปก็ไมใช ไมมีรูปก็ไมใช เปนการยึดถือดวยการนึกเอาเทานั้น (๕) การ
เห็นวา อัตตามีสัญญาอยางเดียวกันเปนเพราะอํานาจของผูไดสมาบัติ (๖) การเห็นวา อัตตามีสัญญา
ตางกัน เพราะอํานาจของผูไมไดสมาบัติ (๗) การเห็นวา อัตตามีสัญญานิดหนอย เพราะอํานาจกสิณ
นิดหนอย (๘) การเห็นวา อัตตามีสัญญาหาประมาณมิได เพราะอํานาจกสิณที่ไพบูลย (๙) การเห็นวา
อัตตามีสุขอยางเดียวกัน เพราะเห็นสัตวที่เกิดในติกฌานภูมิและจตุตถฌานภูมิดวยทิพจักษุ (๑๐) การ
เห็นวา อัตตามีทุกขอยางเดียวเพราะเห็นสัตวที่เกิดในนรกดวยทิพจักษุ (๑๑) การเห็นวา อัตตามีทั้งสุข
และทุกข เพราะเห็นสัตวที่เกิดในหมูมนุษยดวยทิพจักษุ (๑๒) การเห็นวา อัตตามีสุขก็ไมใช มีทุกขก็
ไมใช เพราะเห็นสัตวที่เกิดในชั้นเวหัปผละดวยทิพจักษุ ๒๒
กลุมที่ ๒ อสัญญีวาทะ (ทิฐิ) คือ กลุมที่มีความเห็นวา อัตตาหลังจากตายแลว ไมมี
สัญญา มี ๘ ลัทธิ คือ
๑. เห็นวา อัตตาที่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแลว ไมมีสัญญา
๒. เห็นวา อัตตาที่ไมมีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแลว ไมมีสัญญา
๓. เห็นวา อัตตาทั้งที่มีรูปและไมมีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแลว ไมมีสัญญา
๔. เห็นวา อัตตาที่มีรูปก็ไมใช ไมมีรูปก็ไมใช ยั่งยืน หลังจากตายแลว ไมมีสัญญา
๕. เห็นวา อัตตาที่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแลว ไมมีสัญญา
๖. เห็นวา อัตตาที่ไมมีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแลว ไมมีสัญญา
๗. เห็นวา อัตตาทั้งที่มีที่สุดและไมมีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแลว ไมมีสัญญา
๘. เห็นวา อัตตาทั้งที่มีที่สุดก็ไมใช ไมมีที่สุดก็ไมใช ยั่งยืน หลังจากตายแลว ไมมีสัญญา
กลุมที่ ๓ เนวสัญญีนาสัญญีวาทะ (ทิฐิ) คือ กลุมที่มีความเห็นวา อัตตาหลังจากตาย
แลว มีสัญญาก็ไมใช ไมมีสัญญาก็ไมใช มี ๘ ลัทธิ คือ


๑. เห็นวา อัตตาที่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแลว มีสัญญาก็ไมใช ไมมีสัญญาก็ไมใช
๒. เห็นวา อัตตาที่ไมมีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแลว มีสัญญาก็ไมใช ไมมีสัญญาก็ไมใช
๓. เห็นวา อัตตาทั้งที่มีรูปและไมมีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแลว มีสัญญาก็ไมใช ไมมี
สัญญาก็ไมใช
๔. เห็นวา อัตตาทั้งที่มีรูปก็ไมใช ไมมีรูปก็ไมใช ยั่งยืน หลังจากตายแลว มีสัญญาก็
ไมใช ไมมีสัญญาก็ไมใช
๕. เห็นวา อัตตาที่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแลว มีสัญญาก็ไมใช ไมมีสัญญาก็ไมใช
๖. เห็นวา อัตตาที่ไมมีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแลว มีสัญญาก็ไมใช ไมมีสัญญาก็ไมใช
๗. เห็นวา อัตตาทั้งที่มีที่สุด และไมมีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแลว มีสัญญาก็ไมใช ไมมี
สัญญาก็ไมใช
๘. เห็นวา อัตตาทั้งมีที่สุดก็ไมใชและไมมีที่สุดก็ไมใช ยั่งยืน หลังจากตายแลว มีสัญญา
ก็ไมใช ไมมีสัญญาก็ไมใช
กลุมที่ ๔ อุจเฉทวาทะ (ทิฐิ) คือ กลุมที่มีความเห็นวา สัตวตายแลวสูญ มีสาเหตุที่ทําให
มีความเห็นเชนนี้ ๒ จําพวก คือ พวกที่ไดบุพเพนิวาสานุสติญาณแลวตามระลึกถึงอดีตเห็นแตการจุติ
ไมเห็นการเกิดขึ้น จึงเห็นวา ขาดสูญ กับพวกไมไดบุพเพนิวาสานุสติญาณจึงคิดวา ใครจะรูเรื่องโลก
หนาได จึงเห็นวา ขาดสูญ เพราะตองการกามสุขและนึกเอาวาสัตวทั้งหลายก็เหมือนกับใบไมที่หลน
จากตนไมแลวไมงอกอีกตอไปฉะนั้น ๒๓ กลุมนี้มี ๗ ลัทธิ คือ
๑. เห็นวา อัตตาของสัตวและมนุษย ตายแลวสูญ
๒. เห็นวา แมอัตตาที่เปนทิพย มีรูป กินอาหารหยาบ ตายแลวสูญ
๓. เห็นวา แมอัตตาที่เปนทิพย มีรูป สําเร็จทางใจ ตายแลวสูญ
๔. เห็นวา แมอัตตาที่เขาถึงอากาสานัญจายตนะ (คือมีอารมณวาอากาศหาที่สุดมิได)
ตายแลวสูญ
๕. เห็นวา แมอัตตาที่เขาถึงวิญญาณัญจายตนะ (คือ มีอารมณวาวิญญาณหาที่สุดมิได)
ตายแลวสูญ
๖. เห็นวา แมอัตตาที่เขาถึงอากิญจัญญายตนะ (คือ มีอารมณวา ไมมีอะไร) ตายแลว
สูญ
๗. เห็นวา แมอัตตาที่เขาถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ (คือ มีอารมณวามีสัญญาก็ไมใช
ไมมีสัญญาก็ไมใช หมายถึง มีสัญญาละเอียดมากและไมทําหนาที่จําไดหมายรูอะไร) ตายแลวสูญ
จะเห็นวา ความเห็นเหลานี้ แสดงถึงอัตตาชนิดตาง ๆ ที่แตละคนหรือแตละกลุมยึดถือ ซึง่
ลักษณะรวมกันคือ อัตตาหมายถึงตัวตนของมนุษย เพียงแตมีขอปลีกยอยที่ตางกัน เชน มีสัญญา ไมมี
สัญญา หรือมีสัญญาก็มิใช ไมมีสัญญาก็มิใช หรือแมกระทั่งเปนอัตตาชนิดที่ขาดสูญก็ตาม เมื่อนําเอา
ลักษณะของอัตตาในปรัชญาฮินดูมาเทียบเคียงดู จะพบวา อัตตาตามทัศนะของปรัชญาฮินดูนาจะจัด

๑๐
เขาในทิฐิเหลานี้ดวยโดยเฉพาะสัญญีวาทะที่ ๖ คือ อัตตาที่ไมมีที่สุด มีสัญญา เพราะเปนอัตตาชนิดที่มี
สัญญาเนื่องจากมีความรูสึกนึกคิดและเสพสุขได และเปนอัตตาชนิดที่ไมมีที่สุด เนื่องจากปรัชญาฮินดู
ถือวา อัตตามีลักษณะแผอยูทั่วไป (สรฺวคต) และเพราะลักษณะสัต (Being) จิต (Mind) อานันทะ
(Bliss) ของปรมาตมัน ซึ่งมีลักษณะของอัตตาชนิดที่มีสัญญาดวยเชนกัน ขณะเดียวกันอาจจัดเปน
อั ต ตาแบบมี สั ญ ญาที่ ๗ คื อ อั ต ตาที่ มี ที่ สุ ด ก็ ไ ม ใ ช ไม มี ที่ สุ ด ก็ มิ ใ ช ไ ด เ ช น กั น เพราะลั ก ษณะของ
ปรมาตมันมีลักษณะไมมีที่สุดเนื่องจากแผขยายอยูทั่วไป แตก็สามารถเปนชีวาตมันที่มาอยูในปจเจก
บุคคลที่มีลักษณะจํากัดหรือมีที่สุดไดดวย ๒๔
กลุมที่ ๕ ทิฏฐธรรมนิพพานวาทะ (ทิฐิ) คือ กลุมที่มีความเห็นสภาพบางอยางวาเปน
นิพพานในปจจุบันหรือเปนที่ประจักษ คือ มีความทุกขสงบไปในอัตภาพนี้ มี ๕ ลัทธิ คือ
๑. เห็นวา การเพียบพรอมดวยกามคุณ ๕ ไดแก รูป เสียง กลิ่น รส กายสัมผัส ทั้งที่เปน
ของมนุษยเชนกับกามคุณของพระเจามันธาตุและที่เปนทิพยเชน กามคุณของปรนิมมิตวสวัตติเทพ ๒๕
เปนนิพพานอยางยอดในปจจุบัน
๒. เห็นวา การเพียบพรอมดวยฌานที่ ๑ (ปฐมฌาน) เปนนิพพานอยางยอดในปจจุบัน
๓. เห็นวา การเพียบพรอมดวยฌานที่ ๒ (ทุติยฌาน) เปนนิพพานอยางยอดในปจจุบัน
๔. เห็นวา การเพียบพรอมดวยฌานที่ ๓ (ตติยฌาน) เปนนิพพานอยางยอดในปจจุบัน
๕. เห็นวา การเพียบพรอมดวยฌานที่ ๔ (จตุตถฌาน) เปนนิพพานอยางยอดในปจจุบัน
แนวคิดกลุมที่ ๕ นี้ถือวาเปนแนวคิดที่เปนเกณฑตัดสินทางจริยศาสตร โดยเฉพาะการให
นิยามความหมายของคําวา นิพพาน จะเห็นวา กลุมนี้เห็นตรงกันวา นิพพาน เปนเปาหมายสูงสุดใน
การดําเนินชีวิต และสามารถเขาถึงไดในปจจุบันเชนกัน ซึ่งหากวิเคราะหตามลักษณะความคิดแลวจะมี
๒ กระแส คือ วัตถุนิยมที่เนนความสุขดานรางกายที่เกิดจากการสัมผัสกับสิ่งภายนอก กับจิตนิยมที่
เนนความสุขละเอียดที่เกิดจากการผลการปฏิบัติภายในจิต จะเห็นวา กลุมนี้ก็ยังมีความเห็นตางกันใน
ความหมายของนิพพานหรือมีเกณฑตัดสินความเปนนิพพานตางกัน ซึ่งพุทธปรัชญาเห็นวา ยังไมใช
นิพพานที่แทจริง จึงเสนอนิยามความหมายใหมที่ถือวาสูงกวาที่กลุมนี้เสนอนั้น และเห็นวา สามารถ
เข าถึง ไดใ นปจ จุ บั น เช นกั น การให นิ ย ามความหมายของนิ พ พานในพุ ท ธปรั ช ญาจะไดศึ ก ษาโดย
ละเอียดในบทที่วาดวยเรื่องนี้โดยเฉพาะ อยางไรก็ตาม ความคิดเห็นเกี่ยวกับการใหความหมายวา
อะไรเปนนิพพานของกลุมนี้ ยังแสดงใหเห็นถึงพัฒนาการทางความคิดจากการใหคุณคาแกสิ่งที่หยาบ
อันเปนประสบการณทางกายสูการใหคุณคาแกสิ่งที่ละเอียดยิ่งขึ้นอันเปนประสบการณทางจิต ประการ
หนึ่ง อีกประการหนึ่ง ที่นาสนใจยิ่ง คือ แนวคิดของกลุมนี้ทั้งหาลัทธินี้ ไดแสดงใหเห็นวา ประสบการณ
ทางจิตที่เกิดจากการปฏิบัติสมาธิหรือที่พุทธปรัชญาเรียกวา สมถกรรมฐานนั้นไดปรากฏมีและเปนที่
นิยมปฏิบัติกันอยูกอนที่พระพุทธศาสนาจะเกิดขึ้นแลว และพุทธปรัชญาไมไดปฏิเสธแนวคิดดังกลาว
แตอยางใด ยังคงยอมรับวาเปนความจริงของเปาหมายการปฏิบัติแนวนี้ เพียงแตเสนอตอไปวา ความ
จริงระดับนี้ยังไมใชความสิ้นทุกขอยางแทจริง เปนเพียงความสงบสุขที่เกิดขึ้นในขณะอยูในฌานเทานั้น
และสามารถเสื่อมและแปรเปลี่ยนไดหากประมาทไมระวัง

๑๑
ปรัชญาจารวาก
ปรัชญาจารวาก ถือวาเปนปรัชญาที่เกาแกมากปรัชญาหนึ่งในบรรดาปรัชญาอินเดีย เชื่อ
กันวา มีอยูกอนปรัชญาเชน พุทธปรัชญา และปรัชญาฮินดูบางสํานัก เปนปรัชญาแบบวัตถุนิยมอยาง
สุดขั้วที่มีแนวความคิดใหหาความสุขจากวัตถุรอบตัวที่ตองการ เรียกวา กามสุข อาจจัดอยูในกลุมทิฏฐ
ธรรมนิพพานวาทะดังกลาวขางตนพวกแรก หรือกลุมที่คัมภีรทางพุทธปรัชญาเรียกวา กามสุขัลลิกานุ
โยค ๒๖ คือ พวกที่ใชชีวิตหมกมุนพัวพันอยูแตในกามสุข กลุมที่จะถือวา กามสุขเปนเปาหมายสูงสุด
ของชีวิตปจจุบัน เพราะเห็นวา ชีวิตมนุษยมีเพียงชาตินี้ชาติเดียว มนุษยตายแลวสูญ ไมมีการเวียน
วายตายเกิดอีกตอไป ดังนั้น จงใชชีวิตเสพกามสุขใหคุมคา จงกิน จงดื่ม จงรื่นเริงเสียแตวันนี้ พรุงนี้
เราอาจตายก็ได หากเปนเชนนั้น จะพลาดโอกาสหาความสุขใสตัว แตปรัชญาสํานักนี้ ไมปรากฏวา
ใครเปนผูกอตั้ง และไมมีหลักฐานทางเอกสารหรือคัมภีรเปนของตัวเอง ที่สามารถศึกษาแนวคิดทาง
ปรัชญาจารวากได เพราะอาศัยขอความที่แสดงถึงแนวคิดทางปรัชญาอันปรากฏอยูในคัมภีรของสํานัก
ปรัชญาอื่น ๆ ในลักษณะเปนความคิดที่ขัดแยงกับแนวคิดของสํานักนั้น เชน คัมภีรทางพุทธปรัชญา
ที่กลาวถึงลัทธิที่เห็นวา กามสุข คือ ความสุขที่ไดจากกามคุณ ๕ ไดแก รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทาง
กายเปนเปาหมายสูงสุดของชีวิต ซึ่งเปนลัทธิหนึ่งใน ๖๒ ลัทธิดังกลาวขางตน
ปรัชญาสํานักนี้ จัดวาเปนปรัชญาปากหวาน เพราะเปนหลักปรัชญาที่ฟงแลวรื่นหู ชวน
ใหหลงเชื่อไดงาย เปนปรัชญาแบบชาวบาน เปนไปตามกระแสโลก และเปนที่ถูกใจหรือถูกกับกิเลส
ความตองการของมนุษยมากที่สุด สอนใหตอบสนองความตองการของมนุษยมากกวาการสอนใหสวน
ทางหรือ ให ไ มทํ า ตามความตอ งการ ขั ด ขวางหรือ ขจั ด ความต อ งการ บางทีก็ ถู ก เรีย กว า ปรั ช ญา
โลกายั ต เพราะเชื่ อ ว า ชี วิ ตเกิ ด ครั้ ง เดี ย ว และตายเพี ย งครั้ ง เดี ย ว โลกหน า ไม มี อี กต อ ไป จึ ง ควร
แสวงหาความสุขเสียแตในโลกนี้เทานั้น ไมควรรอคอยความสุขในโลกหนา หรือแมกระทั่งความสุขที่
เกิดจากอํานาจของพระผูเปนเจาดลบันดาลให เพราะโลกหนาก็ดี อํานาจของพระผูเปนเจาก็ดี ไมมีอยู
จริง ๒๗ บางแหงบอกวา คําวา จารวาก นี้เปนชื่อศิษยเอกของพระพฤหัสบดีผูเผยแพรลัทธิวัตถุนิยม
ลัทธินี้จึงถูกเรียกกันวา ลัทธิจารวาก ตามชื่อของผูสอน แตบางแหงกลาววา จารวาก ไมไดเปนชื่อของ
คน แตเปนชื่อเรียกผูนับถือลัทธิวัตถุนิยมที่คติวา “กิน ดื่ม และรื่นเริงสําราญ” โดยใหความหมายของ
คําวา จารวาก วา กิน นอกจากหมายถึงการกินอาหารแลว ยังหมายถึงการกลืนกินศีลธรรมอันดีงาม
ของสังคมดวย เพราะลัทธินี้ไมเอื้อเฟอตอหลักคําสอนเกี่ยวกับศีลธรรมใด ๆ ทั้งสิ้น ๒๘
แนวคิดทางอภิปรัชญา ดวยเหตุที่ปรัชญาจารวากเปนปรัชญาแบบวัตถุนิยม จึงยอมรับ
สิ่งที่มีอยูจริง และเปนความจริงแท คือ วัตถุ มีความเห็นวา โลกประกอบขึ้นดวยวัตถุธาตุ ๔ อยาง
เทานั้น คือ ธาตุดิน ธาตุน้ํา ธาตุไฟ ธาตุลม ไมยอมรับอากาศธาตุและวิญญาณธาตุที่พุทธปรัชญา
ยอมรับ เพราะอากาศธาตุเปนสิ่งที่มองไมเห็น รูไมไดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย วัตถุธาตุทั้ง ๔ นี้ผสม
กันเองโดยบังเอิญ ไมมีใครหรือผูมีอํานาจเหนือธรรมชาติใด ๆ มาบังคับหรือทําใหรวมตัวกัน เมื่อวัตถุ
ธาตุรวมตัวกันแลว มีผลลัพธ ๒ ประเภทตางกัน คือ

๑๒
(๑) กอใหเกิดมีชีวิตขึ้นมา เชน คน สัตว พืช ที่เปนเชนนี้ เพราะเปนการรวมตัวกันอยาง
ถูกสวนของธาตุทั้ง ๔ จึงเกิดชีวิตขึ้นมา และชีวิตนี้ไมใชชีวิตที่มีการสืบตอมาเกิดใหม อุปมาเหมือน
ความแดง ที่เกิดจากการผสมของหมาก พลู และปูนขาว อยางถูกสวน ความแดงไมไดมีอยูกอนการ
ผสมของสิ่งทั้ง ๓ นั้น ความแดงไมไดมีอยูในหมาก พลู หรือปูนมากอน แตเมื่อสิ่งทั้ง ๓ ผสมกันอยาง
ถูกสวน ความแดงจึงเกิดขึ้น ชีวิตก็เชนเดียวกัน ไมไดมีอยูในธาตุดิน ธาตุน้ํา ธาตุไฟ หรือธาตุลมแต
อยางใด หากแตเกิดขึ้นเมื่อธาตุทั้ง ๔ ผสมกันอยางถูกสวน ในทางตรงกันขาม หากเมื่อใดธาตุทั้ง ๔
แยกออกจากกัน ชีวิตก็แตกดับไปดวย โดยนัยนี้ ชีวิตจึงไมใชสิ่งที่มีอยูจริง วิญญาณหรือชีพของคน
และสัตวไมมีจริง เพราะนอกจากจะเปนผลผลิตที่เกิดจากการรวมตัวกันอยางไดสัดสวนของธาตุทั้ง ๔
แลว ยัง พิสูจนทางประสาททั้ง ๕ ไมไดดวย
(๒) ไมกอใหเกิดชีวิต เชน กรวด หิน ดิน ทราย เพราะการรวมตัวของธาตุทั้ง ๔ นั้น
ไมไดสัดสวน จึงไมเกิดชีวิตขึ้น ยังคงเปนวัตถุที่มีสภาพเย็น รอน ออน แข็ง แตกตางกันไป ขึ้นอยูกับ
วาธาตุชนิดมากนอยกวากัน
ในแงของอภิปรัชญา ปรัชญาจารวาก จึงถือวา สิ่งที่มีอยูจริงมีอยางเดียวเทานั้น คือ วัตถุ
สิ่งอื่นนอกจากนี้ไมมีอยูจริง พระเจาไมมีอยูจริง นรก สวรรค และอาตมันไมมีอยูจริง เพราะถามีอยูจ ริง
ตองสามารถพิสูจนดวยประสาทสัมผัสทั้ง ๕ เชิงประจักษได แตความจริง คือ สิ่งดังกลาวเหลานี้ไม
สามารถพิสูจนใหเห็นเปนประจักษไดดวยประสาทสัมผัสทั้ง ๕ แตอยางใด ดังนั้น จึงไมอาจยอมรับ
ความมีอยูของสิ่งเหลานี้ได ๒๙
ในแงของญาณวิทยา ปรัชญาจารวาก จึงถือวา ความรูที่แทจริงนั้น คือ ความรูประจักษที่
ไดมาดวยการพิสูจนทางประสาทสัมผัสทั้ง ๕ เทานั้น เปนความรูตรง ผูรูมีประสบการณโดยตรงกับสิ่ง
ที่ ถู ก รู นั้ น ด ว ยตนเอง และถู ก ต อ งตามความเป น จริ ง เป น ความรู ใ หม ไม ใ ช ค วามจํ า และความคิ ด
โดยเฉพาะอยางยิ่ง จะเนนหนักที่การรับรูทางตา เรียกวา ประจักษประมาณ (perception) สวนความรู
ใดที่พิสูจนไมไดดวยประสาทสัมผัสทั้ง ๕ ถือวา ไมใชความรูที่แทจริง กลาวคือ ความรูใดที่ไดมาจาก
คําบอกเลา หรือโดยอาศัยแหงความรูอยางใดอยางหนึ่ง ซึ่งผูรูไมไดประสบกับสิ่งนั้นโดยตรงดวย
ตนเอง ความรูนั้นไมใชความรูแทจริง เชื่อถือไมได เพราะไมไดประจักษดวยตัวเอง ๓๐ แมความรูที่ได
จากการอนุมาน (Inference) ก็ไมเปนความรูที่ไมถูกตอง การอนุมานเหมือนกับการคลําสิ่งของในที่มืด
เปนเพียงการเดาอยางมีระเบียบเทานั้น การแสวงหาความรูดวยการเริ่มตนจากที่รูแลวไปสูสิ่งที่ยังไมรู
ตามวิธีของการอนุมานนั้น ไมมีความแนนอน ถึงแมวา บางครั้งการอนุมานจะถูกตอง ก็ถือวาเปนเพียง
การบังเอิญเทานั้น ไมมีอะไรเปนเครื่องรับรองไดวา การหาเหตุผลหรือความรูดวยการอนุมานจะทําให
เราไดรับความรูที่แทจริงในทุกกรณีไป เพราะการแสวงหาความรูดวยวิธีการอนุมานนี้ ตองอาศัย
ความสัมพันธระหวางสิ่งสองสิ่งที่ตองไปดวยกันเสมอมาเปนเหตุผลเพื่อใหไดความรูใหม เชน ควันกับ
ไป มีความสัมพันธสิ่งที่ตองไปดวยกัน เปนสิ่งที่รูอยูกอนแลว เมื่อเห็นควันลอยขึ้นจากที่แหงใด จึง

๑๓
อนุมานเอาวา ที่นั้นมีไฟ ความรูที่วา “มีไฟ” นั้นเปนความรูที่ไดมาใหมดวยอาศัยการอนุมาน ซึ่ง
ความรูชนิดนี้ ปรัชญาจารวาทถือวา ไมแนนอนเสมอไป ๓๑
ในแงของจริยศาสตร ปรัชญาจารวาก ถือวา ชีวิตนี้เกิดและตายเพียงครั้งเดียว ดังนั้น
จุดหมายของชีวิต คือ ความสุขสูงสุดในชีวิตนี้เทานั้น สวรรคของชีวิตอยูในโลกนี้ ไมใชสวรรคที่อยูใน
โลกอื่นจากโลกนี้ ปรัชญาจารวากถือวา สวรรคในโลกหนานั้น เปนนิยายปรัมปราที่หาสาระมิได เปน
นิยายที่ใชหลอกคนเขลาเบาปญญาเทานั้น แทที่จริง สวรรคเชนนั้นไมไดมีอยูจริง และความสุขที่
แทจริง นั้น คือ กามสุข จึงเสนอใหแสวงหาความสุขดังกลาวในชีวิตนี้วา “สมบัติที่เรามีนั้น ไมมีคาใน
ตัวเอง หากเราไมใชเปนเครื่องเสริมสรางความสุข ถือวา เปนสิ่งไรคา ทรัพยสมบัติมีไวเพื่อหาความสุข
สําราญใหแกชีวิต ฉะนั้น ทรัพย จึงเปนเพียงอุปกรณใหไดมาซึ่งความสุข (pleasure) เทานั้น ความสุข
ของชีวิตตองเกิดจากการแสวงหาดวยตนเอง ไมใชเกิดจากอํานาจใด ๆ บันดาลให มนุษยจึงไมควร
ออนวอนพระเจา ไมควรทําพิธีทางศาสนา แตจงกิน จงดื่ม จงรื่นเริงดวยทรัพยสมบัติที่พึงหาไดในชีวิต
นี้เถิด อยาคิดวา วันพรุงนี้จะมีเหมือนวันนี้ ผูใดแสวงหาความสุข ความรื่นเริงในวันนี้ไดมากที่สุด ผูนั้น
ชื่ อ ว า ปฏิ บั ติ ถู ก ต อ งแล ว ในทางตรงกั น ข า มกั บ ความสุ ข คื อ ความทุ ก ข ปรั ช ญาจารวากเห็ น ว า
ความสุขกับความทุกขนั้นเปนสิ่งคูกัน ที่ใดมีทุกข ที่นั้นก็มีสุขดวย และที่ใดมีสุข ที่นั้นก็มีทุกขดวย แต
อาจมีมากนอยกวากันเทานั้นเอง ไมมีใครพนทุกขไดเด็ดขาด เพียงแตผูฉลาดยอมหาวิธีลดทุกขให
นอยลงมากที่สุดเทาที่จะทําได แลวพยายามเพิ่มสุขใหมากขึ้นเทาที่จะทําไดเชนกัน ไมควรหนีทุกขจน
ลืมหาความสุข และไมควรกลัวความทุกขจนไมกลาทําสิ่งใดที่ใหความสุขแตตน และทายที่สุด โมกษะ
คือความหลุดพนทุกขแหงชีวิตที่เห็นไดและมีได คือ ความตาย ไมมีโมกษะหรือนิพพานอยางอื่นเลย
ตายแลวคือจบทุกสิ่งทุกอยาง ทั้งความสุขและความทุกข ๓๒
สรุปไดวา ปรัชญาจารวาก ถือวา โลกายัตเปนศาสตรเพียงอยางเดียว ความรูที่ไดรับทาง
ประสาทสัมผัสเทานั้นเปนความรูที่ถูกตอง ธาตุทั้งหลายมีเพียงธาตุดิน ธาตุน้ํา ธาตุไฟ และธาตุลม
เทานั้น ความสนุกสนานเปนจุดหมายปลายทางของชีวิตมนุษย จิตเปนเพียงผลิตผลของวัตถุ โลกอื่น
(โลกหนา) ไมมี ความตายคือ ความหลุดพน รางกาย ประสาทสัมผัส และสิ่งที่รับรูไดดวยประสาท
สัมผัสเปนผลที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของธาตุ ๔ นั้น สัมปชัญญะความรูสึกนึกคิด เกิดมีขึ้นจากการ
รวมตัวอยางถูกสวนของวัตถุ เชนเดียวกับคุณสมบัติที่ทําใหเกิดความมึนเมาของสุราเมรัยซึ่งเกิดขึ้น
จากการหมักดองของวัตถุที่ใชผลิต ฉะนั้น สิ่งที่เรียกวา วิญญาณ หรืออาตมันนั้น มิใชอะไรอื่น ที่แทก็
คือ รางกายที่มีความรูสึกนึกคิดนั่นเอง ๓๓
ปรัชญาเชน หรือ ไชนะ (Jainism)
ปรัชญาเชน ถือวาเปนอีกแนวคิดหนึ่งที่เกิดกอนพุทธปรัชญา โดยสถานภาพที่แทจริงแลว
เปนศาสนาเชนเดียวกับพุทธศาสนา แตเนื่องจากศาสนาและปรัชญาของตะวันออกนั้น ไมสามารถแยก
ออกจากกันไดเด็ดขาด จึงไดรับการศึกษาในฐานะที่เปนปรัชญาดวย คําวา ไชนะ เปนคําสันสกฤตมี

๑๔
รากฐานมาจากคําวา ชินะ แปลวา ผูชนะ (spiritual conqueror) หมายถึง ผูชนะกิเลสตัณหาอันเปน
ธรรมชาติฝายต่ําไดอยางสิ้นเชิงและไดบรรลุถึงความเปนผูสูงสุด ๓๔
ตามประวัติแลว ศาสนาเชน มีศาสดาสืบตอกันมา ๒๔ องค ตําแหนงศาสดา เรียกวา ตีร
ถังกร (the founder of the path) ศาสดาองคแรกมีชื่อวา ฤษภเทพ ผูมีชีวิตอยูหลายศตวรรษกอนหนา
นี้ ดังนั้น ระบบปรัชญา แนวคิด คําสอนของเชน เปนระบบที่ไดรับการจากสืบทอดมาจาก ฤษภเทพ
และมีหลักฐานที่แสดงใหเห็นวา ยอนหลังไปศตวรรษแรกกอนคริสตศักราช ไดมีประชาชนใหความ
เคารพนับถือทานฤษภเทพเปนตีรถังกรองคแรก ภาควตะ ปุราณะบันทึกความเห็นไววา ทานฤษภเทพ
เปนผูกอตั้งลัทธิเชน ในขณะเดียวกัน ยชุรเวทไดกลาวถึงชื่อของตีรถังกร ๓ ทานคือ ฤษภะ, อชิตนาถะ
และ อริษฏเนมิ จากหลักฐานดังกลาวเปนการยืนยันและแสดงใหเห็นวา ปรัชญาเชนนั้นไดเกิดขึ้นมา
แตเกากอนพุทธปรัชญา
อยางไรก็ตาม ผูที่นับถือลัทธิเชนเชื่อวา ระบบปรัชญาเชนไดรับการประกาศโดยผูที่สําเร็จ
เปนบรมครูแตละทานมากอนหนาผานมาหลายยุคสุดที่จะนับได จนกระทั่งถึงยุคของทานปารศวนาถ
ศาสดาองคที่ ๒๓ ซึ่งวากันวา ไดเสียชีวิตเมื่อ ๗๗๖ ปกอนคริสตศักราช และมาถึงศาสนาองคสุดทาย
คือ องคที่ ๒๔ ของลัทธิเชน คือ ทานวรธมาน ลูกคนที่สองของกาศยปะหัวหนากษัตริยในแควนมคธ
เกิดเมื่อ ๕๙๙ ปกอนคริสตศักราช และเสียชีวิตเมื่อป ๕๒๗ กอนคริสตศักราช มีพี่ชายชื่อนันทิวรธน
ภายหลังจากการบําเพ็ญเพียรทรมานตนเองแลว จึงไดนามวา มหาวีระ ไดประกาศคําสอนของทาน
ปารศวนาถสืบตอมา ในปคริสตศักราช ๗๙-๘๒ ลัทธิเชนไดแบงออกเปน ๒ นิกาย คือ
(๑) ทิฆัมพร (skyclad or nude) เปนนิกายที่ยึดถืออยางอุกฤษดิ์ตามมหาวีระที่ตอง
เสียสละทุกอยาง ตองไมมีสมบัติสวนตัว แมกระทั่งเสื้อผา จนกลายเปนอัตตกิลมถานุโยค หรือการ
ทรมานตนใหลําบาก เพราะถือวา การทรมานตนใหลําบากเปนการบําเพ็ญตบะขั้นสูง ซึ่งจะทําใหกิเลส
และกรรมเกาหมดไป อันจะเปนเหตุใหเขาถึงนิรวาณ นอกจากนี้ นักบวชในนิกายนี้จะถือหลักอหิงสา
อยางเครงครัด ตองไมฆาสัตวไมวาจะโดยจงใจหรือไมก็ตาม ดังนั้น เพื่อไมใหเปนการฆาสัตวโดยไม
ตั้งใจ นักบวชนิกายนี้จึงมักมีผาขาวชิ้นเล็ก ๆ ปดจมูกและปากเพราะเกรงวาจะหายใจเอาสัตวเล็ก ๆ
เขาไปดวย บางทีในเวลาเดินทาง จะใชไมกวัดแกวงไปขางหนา เพื่อไลสัตวเล็ก ๆ ใหหนีไป อยางไรก็
ตาม การปฏิบัติเชนนี้ ใชเฉพาะกับนักบวชเทานั้น นิกายนี้ถือวา ผูชายเทานั้นสามารถบรรลุโมกษะได
สวนผูหญิงเปนผูไมมีโอกาสจะบรรลุโมกษะได ถาผูหญิงตองการบรรลุโมกษะตองปรารถนาใหเกิดเปน
ผูชายเสียกอน และผูที่บรรลุโมกษะแลวสามารถมีชีวิตอยูไดโดยไมกินอาหาร

นิกายจะยึดถือตามคําสั่งสอนของทานปารศวนาถที่
ยกเลิกการสละอยางสุดขั้วแลวใหใชเสื้อผาเทาที่จําเปนจึงควรนุงขาวหมขาว มีความเห็นที่ขัดแยง
(๒) เศวตัมพร (white

robed)

กับนิกายทิฆัมพรอีกประการหนึ่ง คือ เห็นวา ผูหญิงก็สามารถบรรลุโมกษะได ไมจําเปนตองปรารถนา
๓๕
ใหเกิดเปนผูชายเสียกอน

๑๕
แนวคิดทางปรัชญาของเชน แมจะมีประวัติเปนที่ยอมรับกันวา เกิดกอนพุทธปรัชญา ก็ไม
ปรากฏวา ชวงกอนหนาที่พุทธปรัชญาจะเกิดขึ้น มีอิทธิพลแพรหลายเหมือนกับแนวคิดทางปรัชญา
พระเวท เพียงแตปรากฏวา ในคัมภีรทางพระพุทธศาสนา ไดมีการกลาวถึงแนวคิดของปรัชญาเชน
เอาไวเปนแนวคิดที่สืบทอดตอกันมาและมีอิทธิพลตอสังคมในยุครวมสมัยกับพุทธปรัชญา ดังนั้น
แนวคิดทางปรัชญาของเชนที่วานี้ จะกลาวถึงในบทที่วาดวยปรัชญาอินเดียรวมสมัยกับพุทธปรัชญา
ขางหนา
อยางไรก็ตาม โดยสรุปแลว แนวคิดทางปรัชญาอินเดียกอนพุทธปรัชญาและมีอิทธิพล
ตอเนื่องมาจนถึงรวมสมัยและพุทธปรัชญา แมจะมีหลากหลายความคิดในรายละเอียดก็ตาม ไดมีการ
แบงนักคิดหรือนักปรัชญา โดยเฉพาะนักปรัชญายุคกอนพุทธกาล ออกเปน ๓ กลุมใหญ ๆ คือ ๓๖
(๑) กลุมดั้งเดิม (Traditionalist)
นักคิดกลุมนี้มีปรากฏในคัมภีรพุทธศาสนา ๓๗ ไดแก กลุมลัทธิอิสสรนิมมานวาท ๓๘ ที่เชื่อ
วา มีอํานาจสูงสุดในการสรางโลกและปรากฏการณตาง ๆ ในโลก สรรพสิ่งเปนการเนรมิตของพระผู
เปนใหญ ซึ่งมีชื่อแตกตางกันออกไปตามการเปลี่ยนแปลงความคิดโดยผานวันเวลามา เชน อิศวร พร
หมัน พระอินทร นักคิดกลุมนี้จัดอยูในยุคพราหมณ ที่ยึดถือคัมภีรเปนแหลงความรู (เวท) ที่ทรงคุณคา
และถือวาเปนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ไดรับมาจากพระพรหม ไมใชเปนความรูของมนุษย หากแตเปนความรูที่
มนุษยไดรับนิวรณหรือเปดเผยมาจากพระพรหม เรียกวา ศรุติ หรือ ศรุตะ แลวมีการรวบรวมไวในรูป
คัมภีรเปนหมวดหมูทรงจํานําสืบทอดวิวัฒนาการมาจนเปนหนังสือรูปเลม เรียกวา คัมภีรพระเวท คือ
ไตรเวท หรือจตุรเวท ลักษณะเดนของนักคิดกลุมนี้ คือ จะยึดถือตามจารีตประเพณีที่สืบทอดตอกันมา
ตามที่ไดยินไดฟง ตามคําบอกเลาสืบตอกันมา หรือแมกระทั่งที่ถือเอาตามตํารา ตามครูอาจารย ที่
ถายทอด และถือปฏิบัติกันมาแตโบราณกาล
(๒) กลุมเหตุผลนิยม (Rationalist)

นักคิดกลุมนี้ ถือวาอยูในยุคอารัณยกะ มีความเชื่อวา ความรูความจริงเกิดขึ้นโดยวิธีการ
ใหเหตุผลและการวิเคราะหเชิงอภิปรัชญา กลุมนี้ไมใหความสําคัญแกประสบการณทางประสาทสัมผัส
เพราะเล็งเห็นวาประสาทสัมผัสสามารถหลอกเราได จึงใหความรูไดไมสมบูรณ ดวยประสาทสัมผัส
ของมนุษยมีศักยภาพที่มีขอบเขตจํากัดในการรับรูแตละอยาง เชน ตาของมนุษยมีหนาที่ในการเห็นรูป
หรือสีตาง ๆ แตมีขีดจํากัดดวยขอจํากัดของตัวมันเอง และมีเงื่อนไขปจจัยอื่น ๆ ประกอบ เชน
ระยะทางที่หางไกล (ความหาง) หรือความใกล แสง เปนตนเหลานี้ ลวนมีผลตอการมองเห็นของมนุษย
ประสบการณในตอนกลางวันที่มีแดดรอน จะมองเห็นวา มีน้ําอยูบนถนน จึงดูเหมือนถนนนั้นเปยก แต
ความจริงหาใชน้ําไม มันเปนพยับแดด และถนนไมไดเปยกอยางที่เห็น หรือ การที่มองเห็นรางรถไฟ
คูขนานที่ทอดยาวไปขางหนาเบนเขาหากัน รางรถไฟนั้น เบนเขาหากันจริง ๆ หรือวา เปนเพราะตา

๑๖
ของมนุษยมีความจํากัดในการเห็นในตัวของมัน ประสาทสัมผัสอื่น เชน หู เปนตน มีนัยเชนเดียวกัน
ดังนั้น นักคิดกลุมนี้ จึงถือวา การจะไดความรูสมบูรณนั้น จะใชประสาทสัมผัสไมได หากตองใชเหตุผล
และวิเคราะหใหถือเอาความจริงเปนประมาณ การใชเหตุผลลักษณะนี้ปรากฏในคัมภีรทางพุทธศาสนา
๓๙
เรียกวา วิตักกี วิมังสี คือ พวกชอบคิด พินิจ พิเคราะห ตามแนวเหตุผลโดยการอนุมาน หรือ
คาดคะเนบาง ตามอาการที่เปนไปไดบางดังกลาวขางตน
(๓) กลุมประสบการณนิยม (Experientialism)
นักคิดกลุมนี้จัดอยูในยุคอุปนิษัทตอนปลาย มีความเชื่อวา การเขาถึงความจริงนั้น ไม
สามารถทําไดดวยเหตุผล หรือเพียงศึกษาคัมภีรเทานั้น แมจะกลาวถึงความจริงอยางมีเหตุผลเพียงใด
ก็ยังไมใชความจริง การจะเขาถึงความจริงไดนั้นตองอาศัยประสบการณตรงที่ผานทางปราสาทสัมผัส
อยางมีกระบวนการที่ชัดเจนเปนรูปธรรม กระบวนการที่วานี้คือ การปฏิบัติโยคะ นอกจากนี้ ยังแฝง
ดวยแนวความคิดที่เชื่อเรื่องพระเจา ที่มีอํานาจสูงสุด การจะรูแจงดวยการปฏิบัตินั้น จะตองอาศัยความ
กรุณาของพระเจาจึงจะสําเร็จได แตยังมีอีกกลุมหนึ่ง แมจะเห็นวา การเขาถึงความจริงตองอาศัย
ประสบการณ แตไมอิงอาศัยพลังอานุภาพของพระเจาเพื่อการรูแจง ไมมีความเชื่อพลังภายนอกตัวของ
มนุษย มีความเชื่อวา ลําพังมนุษยเองมีศักยภาพเพียงพอที่พัฒนาตนและเขาถึงความจริงได ผานการ
ฝกปฏิบัติดวยตนเอง ไมตองอาศัยอํานาจของพระเจา
แนวความคิดทั้ง ๓ กลุมนี้ แมจะมีความแปลกแยกกันอยางชัดเจน แตโดยพัฒนาการที่
สืบเนื่องตอกันมา แนวความคิดทั้ง ๓ ตางพัฒนาอยางผสมกลมกลืนบนพื้นแผนดินแหงแดนภารตะ
ความคิดเห็นแมมีความแตกตางกัน แตผูคนสามารถอยูรวมกันได แมบางครั้งจะมีความขัดแยงจนถึง
ขั้นรุนแรงก็ตาม
เปนที่นาสังเกตวา แนวความคิดทางปรัชญาทั้งตะวันออกและตะวันตก แมจะมีลักษณะ
แตกตางกันบางประการในรายละเอียด แตประเด็นปญหาทางปรัชญา ที่นักคิดทั้งตะวันออกและ
ตะวันตกสนใจ ยังอยูในประเด็นเดียวกัน คือ มนุษย และโลก โดยเฉพาะอยางยิ่ง ประเด็นคําถามทาง
อภิปรัชญา ที่วา มนุษย คือ อะไร มนุษยมาจากไหน ตายแลวจะไปไหน โลกเกิดขึ้นไดอยางไร โลก
เที่ยงหรือไมเที่ยง และที่เปนประเด็นสนใจรวมกัน คือ ประเด็นที่วา อะไรคือ ปฐมเหตุของสรรพสิ่ง ซึ่ง
รวมถึงมนุษยโลกตลอดทุกสิ่งในจักรวาล ปรัชญาตะวันออกกอนยุคพุทธกาลมีลักษณะเชนเดียวกัน
ประเด็นคําตอบทางอภิปรัชญานี้ของแตละคน หรือแตละสํานัก ลวนเชื่อมโยงไปถึงวิธีการที่จะรูหรือ
เขาถึงความจริงเหลานั้นไดอยางไร จากการตั้งคําถามเหลานี้จึงนําไปการสรางรูปแบบการปฏิบัติหรือ
วิธีการหลากหลายเพื่อใหรูหรือเขาถึงความเหลานั้น ตามลําดับ
สํานักที่เห็นวา การเขาถึงความจริงไดนั้น ตองขึ้นอยูกับความโปรดปรานของพระเจา
สูงสุด หากพระเจาไมโปรดไมทรงกรุณาแลว ตอใหมนุษยจะมีความพยายามมากเพียงไร ก็ไมสามารถ
บรรลุความจริงนั้น การบรรลุความจริงจึงตองอาศัยพลังอํานาจของพระเจาชวยดลบันดาลโดยแนวคิด

๑๗
นี้ จึงทําใหเกิดรูปแบบทางพิธีกรรม เพื่อออนวอนใหพระเจาเบื้องบนโปรดปรานตาง ๆ เชน การสวด
มนตออนวอน การบูชายัญดวยสิ่งตาง ๆ ทั้งคน สัตว และสิ่งของ การบําเพ็ญโยคะ อยางไรก็ตาม
แนวคิดในลักษณะนี้ ยิ่งตองอาศัยพลังศรัทธาของมนุษยที่มีตอพระเจาเบื้องบน
นักคิดในกลุมดั้งเดิมที่มีความเชื่อวา สรรพสิ่งในจักรวาล ไมวามนุษย สัตว โลก และอื่นใด
ลวนเปนประติมากรรมของพระเจา หรือเปนการสรางสรรคของพระเจาทั้งสิ้น กลุมนี้เปนที่รูจักและ
ปรากฏในคัมภีรทางพุทธศาสนา คือ ลัทธิอิสสรนิมมานเหตุวาท ซึ่งแปลตามศัพทนี้ คือ ลัทธิความเชื่อ
วา สรรพสิ่งเปนการเนรมิตของพระอิศวร หรือผูเปนใหญ ซึ่งอาจมีชื่อแตกตางกันตามพัฒนาการแหง
กาลเวลา อาทิ พระอินทร พระพรหม หรือพรหมัน
แนวความคิดเรื่องพระพรหมเปนผูสรางมนุษยนี้ มีกลาวไวในคัมภีรฤคเวทของพราหมณ
วา พระพรหมนั้น ทรงสรางมนุษยจากมวนตาง ๆ ของรางกายของพระพรหมเอง กลาวคือ ทรงสราง
พราหมณจากพระโอษฐ (ปาก) ทรงสรางกษัตริยจากแขน ทรงสรางแพศยจากทองหรือบางแหงบอกวา
จากขา และทรงสรางศูทรจากเทาของพราหมณ ๔๐ แนวคิดดังกลาวนี้ นําไปสูการแบงจําแนกคนเปนชน
ชั้น เรียกวา วรรณะในสังคมอินเดียมาแตโบราณกาล กลายเปนเอกลักษณที่โดดเดนของสังคมอินเดีย
สืบมา
นอกจากนี้คัมภีรดังกลาว ยังกําหนดใหแตละวรรณะมีบทบาทและหนาที่แตกตางกัน และ
ใหมีความรับผิดชอบในหนาที่ของแตละวรรณะอยางเครงครัด หากมีการละเมิดออกจากกรอบที่กําหนด
สังคมจะเปนผูลงโทษโดยอางวาเปนการผิดพระประสงคขององคพรหมัน จะกลายเปนบาปติดตัว และ
ดวยวิธีการคิดดังกลาวนําไปสูความคิดคนวิธีการชําระบาปนั้นดวยการอาบน้ําในแมน้ําคงคา เปนตน
อยางไรก็ตาม ตองยอมรับประการหนึ่งวา ระบบการถายทอดความคิดความเชื่อของคน
รุนหนึ่งสูคนอีกรุนหนึ่ง ในแงที่เปนพลังงานชีวิต มีผลตอการดําเนินชีวิตคนอินเดียอยางเปนรูปธรรมใน
แตละยุคที่ผานมา ถือวา ไดรับผลสําเร็จอยางนาอัศจรรย เพราะคนอินเดียแมในปจจุบันยังคงเหนียว
แนนอยูกับความคิดความเชื่อเดิมๆ อยูมาก ลักษณะที่เดนชัดมาก คือ ระบบปรัชญาอินเดีย มีบทบาท
และมีอิทธิพลอยางมาก ไมเพียงในชีวิตประจําวันเทานั้น หากแตมีอิทธิพลตอความคิดทางการเมือง
การปกครองดวย การแบงมนุษยมาเปนชนชั้น เรียกวา “วรรณะ ๔ ” นั้น เปนการบริหารจัดการมนุษย
ในสังคมใหมีบทบาทและหนาที่ที่ตองรับผิดชอบเปนสวน ๆ ไป และการแบงเชนนี้ เปนการแบงตามนัย
ที่กลาวไวคัมภีรเปนการงายตอการบริหารปกครอง แมวาการแบงมนุษยในสังคมออกเปน ๔ กลุม
ดังกลาว จะเปนการแบงแบบหยาบ ๆ ก็ตาม แตเปนการมองมนุษยในฐานะเปนกลไกหลักของสังคม
ตามสภาพสังคมโลกทั่วไป มีลักษณะการเปนชนชั้นวรรณะในลักษณะนี้อยูแลว เพียงแตไมไดเรียก
เหมือนกันและในสังคมอื่นอาจมีขอปลีกยอยมาก โดยเฉพาะ กรอบความคิดในการแบงไมไดผูกโยงกับ
ขอความในคัมภีรทางศาสนาโดยตรง
แนวคิดทางปรัชญาที่มีลักษณะแตกตางกันเชนนี้ พุทธปรัชญาเห็นวาเปนเพราะมนุษยมี

๑๘
ผัสสะที่ตางกัน แมในเรื่องเดียวกัน เพราะผัสสะของมนุษยแตละคนมีขอจํากัดไมเหมือนกันตั้งแตขั้น
หยาบจนถึงขั้นละเอียดที่สุด กลาวคือ ตั้งแตประสบการณทางตา หู จมูก ลิ้น กาย จนถึงประสบการณ
ดวยจิตใจ ดังนั้น มนุษยคิด พูดและทําในขอบขายที่ตนรูเทานั้น คิด พูดและทําเทาที่มีความรูและมี
ประสบการณเทานั้น มนุษยไมสามารถแสดงแนวคิดเกินความรูหรือเกินความสามารถของตนได ผัสสะ
จึงเปนจุดสําคัญแหงการเกิดขึ้นของแนวคิดทางปรัชญา แนวคิดแบบผัสสนิยมดังกลาวนี้ จะเห็นไดจาก
ขอความในคัมภีรทางพุทธศาสนา คือ พรหมชาลสูตร อันเปนพระสูตรแรกของพระสุตตันตปฎกที่ได
อางถึงในตอนหนึ่งกลาวสรุปยืนยันถึงบอเกิดความคิดเห็นตาง ๆ คือ ผัสสะ ในตอนหนึ่งวา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณเหลาใด กําหนดขันธสวนอดีตก็ดี กําหนด
ขันธสวนอนาคตก็ดี กําหนดขันธทั้งสวนอดีตทั้งสวนอนาคตก็ดี มีความเห็นตามขันธ
ทั้งสวนอดีตทั้งสวนอนาคต ปรารภขันธทั้งสวนอดีตทั้งสวนอนาคต กลาวคําแสดงทิฐิ
หลายชนิดดวยเหตุ ๖๒ ประการ เขาเหลานั้น เวนผัสสะแลว จะรูสึกได นั่นไมเปน
ฐานะที่จะมีได ๔๑
จะเห็นไดวา คําวา ผัสสะ ที่พระพุทธเจาตรัสถึงนั้น มิไดจํากัดอยูเพียงการรับรูผานทาง
ประสาทสัมผัสทั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เทานั้น หากแตรวมถึงการรับรูทางใจที่เปนความรูขั้น
พิเศษในระดับญาณ สามารถเล็งเห็นความเปนไปของชีวิตในอดีตและอนาคตได ดังนั้น ผัสสนิยม ใน
ทัศนะของพุทธปรัชญาจึงมีความหมายกวางเกินกวาการรับรูที่เกิดจากประสาทสัมผัสธรรมดาทั่วไป
หรือที่เกิดจากประสาทสัมผัสทั้ง ๕ เทานั้น
๒.๔ ลักษณะรวมกันของปรัชญาอินเดีย
ปรัชญาอินเดียดังที่กลาวมานั้น จะเห็นวา มีหลายระบบแนวคิดที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับ
หลักคําสอนสําคัญและหลักคําสอนปลีกยอยที่แตกตางกันไป กระนั้นก็ตาม ระบบปรัชญาอินเดียเหลานี้
มีลักษณะรวมกันบางประการ ดังตอไปนี้
๑. เปนปรัชญาชีวิต คือ เปนแนวคิดที่มีสาระสําคัญอยูที่สามารถนํามาใชใหเกิดประโยชน
แกชีวิตประจําวันเพื่อมุงเขาสูเปาหมายสูงสุดที่ไดตั้งเอาไว
๒. เปนปรัชญาที่เริ่มตนดวยทุนิยม (Pessimism) และจบลงดวยสุนิยม (Optimism) คือ
เปนแนวคิดที่เกิดจากความรูสึกไมพอใจตอสภาพที่เปนอยูของชีวิต โดยเห็นวา ชีวิตมนุษยนั้น เต็มไป
ดวยความทุกขนานัปการ นักปรัชญาอินเดียจึงพยายามคิดคนแสวงหาทางที่จะทําใหชีวิตนี้หลุดพนไป
จากสภาพที่เปนทุกขเพื่อบรรลุถึงความสุขที่ไมเปลี่ยนแปลง เปนความสุขนิรันดร
๓. เปนปรัชญาที่เชื่อในกฎแหงกรรม คือ เปนแนวคิดที่เชื่อในกฎแหงศีลธรรมของมนุษย
ที่วา มนุษยหากทําดียอมไดรับผลดี หากทําชั่วยอมไดรับผลชั่ว และเชื่อในกฎแหงจักรวาลที่เปนไป
อยางมีเหตุมีผลของมันเอง อยางไรก็ตาม ลักษณะแนวคิดรวมกันนี้ยังมีความเห็นตางกันในเกณฑ
ตัดสินเรื่องความดีและความชั่วก็ตาม

๑๙
๔. เปนปรัชญาที่มีเปาหมายอยูที่ความหลุดพนจากทุกขทั้งปวง โดยถือวา อวิชชาหรืออ
วิทยา ความไมรูจริง เปนสาเหตุแหงความติดของและการเวียนวายตายเกิดในวัฏสงสาร สวนวิชชา
หรื อ วิ ท ยานั้ น เป น สิ่ ง ที่ จ ะทํ า ให ห ลุ ด พ น จากการติ ด ข อ งและการเวี ย นว า ยตายเกิ ด เช น นั้ น ใน
ขณะเดียวกัน การใหความหมายของคําวา อวิชชาและวิชชา หรืออวิทยาและวิทยานั้นแตกตางกันใน
ระบบทั้งหลายของปรัชญาอินเดีย
๕. เปนปรัชญาที่ถือวา การบําเพ็ญสมาธิและวิปสสนาเพื่อใหเห็นสรรพสิ่งตามความเปน
จริง จะเปนหนทางนําไปสูความหลุดพนจากทุกข แมจะมีวิธีการปฏิบัติในรายละเอียดแตกตางกันก็
ตาม
๖. เป น ปรั ช ญาที่ เ ห็ น ว า การควบคุ ม ตนเองหรื อ การควบคุ ม จิ ต ใจไม ใ ห เ ป น ไปตาม
อํานาจของตัณหา เปนหนทางขจัดกิเลส ความเศราหมองในจิตใจใหหมดไปได และนั่นคือ การบรรลุ
โมกษะ เปนความสุขนิรันดร
๗. เปนปรัชญาที่มุงเนนการปฏิบัติอยางจริงจังเพื่อใหเขาถึงเปาหมาย คือ ความหลุดพน
จากความทุกข มิใชเปนเพียงแตการเสนอแนวคิดเทานั้นโดยไมปฏิบัติตาม และเห็นวา มนุษยสามารถ
บรรลุถึงความหลุดพนจากความทุกขนั้นได
อยางไรก็ตาม ลักษณะทั้ง ๗ ประการดังกลาวนี้ แมจะเปนลักษณะที่มีรวมกันของปรัชญา
อินเดียทั้งหลาย แตก็ยังมีแนวคิดทางปรัชญาที่ไมมีลักษณะรวมดังกลาวนี้ คือ ปรัชญาจารวากเพียง
ระบบเดียวเทานั้น เพราะเปนปรัชญาวัตถุนิยมที่มีแนวคิดไมเหมือนกับแนวคิดของปรัชญาระบบอื่น ๆ
ของอินเดีย ๔๒
เชิงอรรถ

ระวี ภาวิไล, โลกทัศนและชีวทัศนเปรียบเทียบวิทยาศาสตรกับพุทธศาสนา, (กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิพุทธ
ธรรม, ๒๕๔๓), หนา ๑.

ม.มู. (บาลี) ๑๒/๔๕๑/๔๘๔., วิสุทฺธิ. (บาลี) ๓/๒๒๑-๒๒๒, วิสุทฺธิ. (แปล) ภาค ๓ ตอน ๒ หนา ๒๖-๒๗.

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมใน วิ.ม. (บาลี) ๑/๓/๖-๗. สยามรัฐ.

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมใน ที.ปา. (บาลี) ๑๑/๓๙๖/๒๙๒. สยามรัฐ., ที.สี.อ. (บาลี) ๑/๓๓๕.

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมใน ม.อุ. (บาลี) ๑๔/๕๒๗-๕๓๔/๓๔๘-๓๕๑. สยามรัฐ.

สุนทร ณ รังษี, ปรัชญาอินเดีย ประวัติและลัทธิ, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพ พิพิธวิทยา, ๒๕๒๑), หนา
(๒).

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมใน ปายาสิราชัญญสูตร ที.สี. (บาลี) ๙/๓๐๑-๓๓๐/๓๔๗-๓๙๑, ปรุตม บุญศรีตัน,
ความสมเหตุสมผลในการตอบปญหาเหนือประสาทสัมผัสทั้งหา: ศึกษาวิเคราะหเฉพาะกรณีขอโตแยงของพระกุมาร
กัสสปะ ตอทัศนะของพระเจาปายาสิ, (online), accessed 20 September 2007. Available from http://www.philcmu.
com.

สุนทร ณ รังษี, ปรัชญาอินเดีย ประวัติและลัทธิ, หนา ๒.
เรื่องเดียวกัน, หนา ๓.
๑๐
ศึกษารายละเอียดใน ที.สี. (บาลี) ๙/๑๖๙/๑๓๔, สุนทร ณ รังษี, เรื่องเดียวกัน, หนา (๔)., อดิศักดิ์ ทองบุญ,
ปรัชญาอินเดีย, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพประยูรวงศ, ๒๕๒๔), หนา ๑๕, ๑๕๘.

๒๐
๑๑

พระสารีบุตรเถระ ไดแสดงเหตุหรือฐานะเปนที่ตั้งแหงทิฐิทั้งหลาย ไว ๘ ประการ คือ (๑) ขันธ (๒) อวิชชา (๓)
ผัสสะ (๔) สัญญา (๕) วิตก (๖) อโยนิโสมนสิการ (๗) ปาปมิตร (๘) การฟงจากคนอื่น (ที.สี.อ. ๑/๑๖๑-๑๖๒)
๑๒
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมใน พรหมชาลสูตร ที.สี. (บาลี) ๙/๒๗-๕๐/๑๖-๕๐, อดิศักดิ์ ทองบุญ, ปรัชญาอินเดีย,
ภาคผนวก หนา ๓๗๑-๓๗๙.
๑๓
ที.สี.อ. (บาลี) ๑/๑๕๖. ตสฺมา ตณฺหาทิฏิวเสน อตีต ขนฺธโกฏาส กปฺเปตฺวา กปฺเปตฺวา ิตาติ ปุพฺพนฺตกปฺป
กาติ เอวเมตฺถ อตฺโถ เวทิตพฺโพ ฯ
๑๔
ที.สี.อ. (บาลี) ๑/๑๗๙.
๑๕
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมใน พระสุตตันตปฎก ทีฆนิกาย สีลักขันธวรรค เลม ๑ ภาค ๑, หนา ๒๔๕, และที.สี.อ.
(บาลี) ๑/๑๕๙.
๑๖
เทวดาที่เสียหายหรือเสื่อมจากความเปนเทวดา เคลื่อนจากสวรรค เพราะหมกมุน ฝกใฝอยูแตในความรื่นรมย การ
สรวลเสเฮฮาและการเลนหัว เปนผูที่ฝกใฝกับความสุขจากการสรวลเส และจากการเลนกีฬาทางกายและทางวาจาจนเพลินเลย
เวลาอาหารหรือจนลืมรับประทานอาหารเมื่อถึงเวลาอาหาร แมรับประทานตามเขาไปในภายหลังอยางไมขาดระยะก็ไมอาจชวย
ใหดํารงอยูได ไดแก เทวดาที่บริโภคกวฬิงการาหาร อาหารที่เปนคํา อาจารยบางกลาววา ไดแก เทวดาชั้นนิมมานรดีและปรนิม
มิตวสวัตตี (ที.สี.อ. ๑/๑๖๙-๑๗๐)
๑๗
เทวดาที่เสื่อมหรือเสียหายจากความเปนเทวดาแลวเคลื่อนจากสวรรค เพราะใจลงโทษ กลาวคือ ใจมีความโกรธ
ตอเพื่อนเทวดาดวยกัน มีความโกรธตอบซึ่งกันและกัน จนทําใหตกสวรรคดวยกันทั้งคู ไดแก เทวดาชั้นจาตุมมหาราช (ที.สี.อ.
๑/๑๗๐-๑๗๑)
๑๘
ที.สี.อ. (บาลี) ๑/๑๗๓-๑๗๔.
๑๙
อรรถกถาอธิบายการเกิดขึ้นอสัญญีสัตว ไววา บางคนบวชในลัทธิเดียรถียแลวทําบริกรรมในวาโยกสิณทําจตุตถ
ฌานใหเ กิดขึ้น ออกจากฌานแลว เล็ งเห็นโทษในจิตว า เมื่ อมี จิต ย อมมีทุ กข เพราะถู ก ตัดมือ เปนตน และมีภั ยทั้ งปวง
พอกันทีดวยจิตนี้ ความไมมีจิต สงบแท ครั้นเล็งเห็นโทษในจิตอยางนี้แลว จึงเปนผูมีฌานไมเสื่อมถอย เสียชีวิตแลว ไปบังเกิด
ในพวกอสัญญีสัตว จิตของบุคคลนั้น ยอมกลับมาในโลกนี้ ดวยความดับแหงจุติจิต ในพวกอสัญญีสัตวนั้น ปรากฏแตเพียงรูป
ขันธเทานั้น ธรรมดาวา ลูกศรที่ถูกยิงขึ้นไปดวยกําลังสายธนู ยอมแลนไปในอากาศเทากับกําลังสายธนูนั้น ฉันใด อสัญญีสัตว
เหลานั้นในชั้นอสัญญีสัตวนั้น ถูกซัดไปดวยกําลังแหงฌาน เกิดขึ้นแลว จะดํารงอยูไดตลอดกาลเทาที่กําลังฌานมีอยูเทานั้น
ฉันนั้น แตเมื่อกําลังฌานเสื่อมถอย รูปขันธในชั้นอสัญญีสัตวนั้น จะอันตรธานไป ปฏิสนธิสัญญา จะเกิดขึ้นในโลกนี้ เพราะ
สัญญาที่เกิดขึ้นในโลกนี้นั้น เปนเหตุใหปรากฏการจุติของอสัญญีสัตวเหลานั้นในชั้นอสัญญีสัตวนั้น (ที.สี.อ. ๑/๑๗๖-๑๗๗)
๒๐
ที.สี.อ. (บาลี) ๑/๑๗๘. อนาคตโกฏาสสงฺขาต อปรนฺต กปฺเปตฺวา คณฺหนฺตีติ อปรนฺตกปฺปกา.
๒๑
ที.สี.อ. (บาลี) ๑/๑๗๙.
๒๒
ที.สี.อ. (บาลี) ๑/๑๗๘-๑๗๙.
๒๓
ที.สี.อ. (บาลี) ๑/๑๘๐.
๒๔
วัชระ งามจิตรเจริญ, “นิพพานในพุทธปรัชญาเถรวาท: อัตตาหรืออนัตตา”, วิทยานิพนธปริญญาอักษรศาสตร
ดุษฎีบัณฑิต, (สาขาวิชาปรัชญา บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย), ๒๕๔๔. หนา ๕๒.
๒๕
ที.สี.อ. (บาลี) ๑/๑๘๒.
๒๖
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมในธัมมจักกัปปวัตนสูตร วิ.ม. (บาลี) ๔/๑๓/๑๘ และ สํ.ม. (บาลี) ๑๙/๑๖๖๔/๕๒๘.
๒๗
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมใน อดิศักดิ์ ทองบุญ, ปรัชญาอินเดีย, หนา ๑๙ – ๒๐.
๒๘
สุนทร ณ รังษี, ปรัชญาอินเดีย ประวัติและลัทธิ, หนา ๔๔.
๒๙
อดิศักดิ์ ทองบุญ, ปรัชญาอินเดีย, หนา ๒๖-๒๘.
๓๐
เรื่องเดียวกัน, หนา ๒๒-๒๖.
๓๑
สุนทร ณ รังษี, ปรัชญาอินเดีย ประวัติและลัทธิ, หนา ๔๖-๔๗.
๓๒
อดิศักดิ์ ทองบุญ, ปรัชญาอินเดีย, หนา ๒๙-๓๑.
๓๓
สุนทร ณ รังษี, ปรัชญาอินเดีย ประวัติและลัทธิ, หนา ๔๖-๔๗.
๓๔

S. Radhakrishnan. Indian Philosophy. (Delhi : Oxford University Press, 1989), pp. 286..

๓๕

S. Radhakrishnan. Indian Philosophy. pp. 287-288.

๒๑
๓๖

พระมหาสมจินต สมฺมาปฺโ, พุทธปรัชญา, (กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๔), หนา

๔.
๓๗

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมใน พรหมชาลสูตร, ที.สี. (บาลี) ๙/๒๗-๓๔/๑๖-๒๙, และกาลามสูตร, องฺ.เอกก. (บาลี)
๒๐/๕๐๕/๒๔๑.
๓๘
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมใน องฺ. ติก. ๒๐/๕๐๑/๒๒๒, พระไตรปฎกฉบับคอมพิวเตอร ชุดภาษาไทย, พระรา
ชวรมุนี (ป.อ.ปยุตฺโต), พุทธธรรม, (กรุงเทพมหานคร : คณะระดมธรรม , ๒๔๒๔), หนา ๒๐๔. องฺ. ติก.อ., พระไตรปฎก
และอรรถกถา แปล, เลม ๑ ภาค ๓, หนา ๒๗๙.
๓๙
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมใน พรหมชาลสูตร, ที.สี. (บาลี) ๙/๒๗-๓๔/๑๖-๒๙, และกาลามสูตร, องฺ.เอกก. (บาลี)
๒๐/๕๐๕/๒๔๑.
๔๐

Ralph T.H. Griffith, Translator, Rigveda. Book 10. Hymn xc. Purusa. 11-12, (Online), accessed 31
August 2005. Available from http://www.sacred-texts. com/hin/index/rv10090.htm. :11. When they divided Purusa how many portions did they make? What do they call his mouth, his arms? What
do they call his thighs and feet?
12. The Brahman was his mouth, of both his arms was the Rajanya made. His thighs became the Vaisya, from
his feet the Sudra was produced.
๔๑

๔๒

ที.สี. (ไทย) ๙/๘๙/๔๓.
สุนทร ณ รังษี, ปรัชญาอินเดีย ประวัติและลัทธิ, หนา (๘).

บทที่ ๑
บทนํา

๑.๑ ความนํา
พุทธปรัชญา เปนปรัชญาระบบหนึ่งในปรัชญาตะวันออก กอกําเนิดขึ้นในประเทศ
อินเดียโบราณ เมื่อ ๒๕๐๐ กวาปกอน สมัยนั้นเรียกวา ชมพูทวีป โดยเจาชายสิทธัตถะแหงกรุง
กบิลพัสดุ แควนสักกะ ผูที่เกิดความสงสัยในสภาพปญหาชีวิตของมนุษย เมื่อเล็งเห็นสภาวะที่
เกิดขึ้นกับมนุษย คือ ความแก ความเจ็บ และความตาย วา ทําไม มนุษยตองตกอยูในสภาพ
เชนนั้นดวย
ปญหาเหลานี้เปนสภาพปญหาที่ประจักษในชีวิต และถูกมองวาเปนเรื่องปกติของ
มนุษยชาติ ไมมีใครตั้งขอสงสัยวา ทําไม จึงเปนเชนนั้น ไมมีใครคิดที่จะแกปญหานี้เพราะไมคิด
วา เปนปญหาชีวิต จึงมองวาเปนเรื่องธรรมดาของชีวิต แตสําหรับเจาชายสิทธัตถะเมื่อไดพบ
เห็นสภาพป ญ หาเหล า นี้ กลั บ ทรงเห็นวา นี่คือ ปญ หาใหญสํา หรับมนุ ษ ย และเมื่ อทรงมอง
ยอนกลับเขาหาพระองควา จะทรงตกอยูในสภาวะเชนนั้นดวยเชนกัน พระองคทรงไมสามารถ
ยอมรับสภาพปญหาเชนนี้ได นอกเหนือจากนี้ ทรงไมตองการใหมวลมนุษยตองตกอยูในสภาวะ
เชนนั้น จึงทรงมีความคิดที่จะหาทางแกไขปญหาที่วานี้วา จะทําอยางไรมนุษย จึงจะไมแก ไม
เจ็บ และไมตาย สภาวะที่ไมมีความแก ความเจ็บ และความตาย มีอยูหรือไม ?
เพื่อจะไขปญหาดังกลาว พระองคไดทรงตั้งสมมุติฐานจากสภาพแวดลอมที่ประจักษ
อันมีภาวะที่ตรงกันขามวา สรรพสิ่งในโลกมีภาวะที่ตรงกันขามกัน เชน มีความรอน มีความเย็น
มีความมืด มีสวาง มีขาว มีดํา ดังนั้น เมื่อมีความเจ็บ ความแก และความตาย จึงตองมีความไม
แก ความไมเจ็บ และความไมตายดวยเชนกัน ในที่สุดทรงเห็นวา หนทางที่จะสามารถขบคิด
แสวงหาคําตอบนี้ได ตองเปนหนทางที่มีสงบ ไมมีภาระหรือพันธะหนาที่ที่จะตองรับผิดชอบมาก
นัก ไมมีความวุนวาย แนวทางแกไขปญหานี้ ตองเอื้ออํานวยดวย และแนวทางที่วานี้ ทรง
ตระหนักชัดวา เพศของความเปนนักบวชเทานั้น ที่จะเอื้อใหทําหนาที่นี้สําเร็จลุลวงไดเพราะ
เสนทางของความเปนฆราวาส หรือคนที่ครองเรือน คับแคบไมเอื้อตอการทําภารกิจนี้๑

ดังนั้น เจาชายสิทธัตถะจึงทรงเลือกเพศสมณะแลวเสด็จออกผนวช ใชเวลาประมาณ
๖ ป ในการคิดคนวิเคราะหคําตอบของโจทกที่ตั้งไว ในที่สุด ทรงพบวา ปญหาชีวิตเรื่องความแก
ความเจ็บ และความตายของมนุษยนั้น มีความเชื่อมโยงถึงกัน การที่มนุษยตองตายนั้น เพราะมี
สภาวะรางกายตกอยูในความเจ็บปวย ที่เกิดขึ้นเมื่อรางกายไดทรุดโทรมไปดวยเงื่อนไขดาน
กาลเวลาและปจจัยอื่น ๆ และความแกทรุดโทรมนี้เกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากการเกิด หากมนุษยมี
การเกิดขึ้น จึงหลีกเลี่ยงไมไดที่จะตองแก เจ็บ และตายในที่สุด ดังนั้น หากมนุษยไมตองการแก
เจ็บ และตายอีกตอไป ตองไมเกิดอีก ไมวาในภพภูมิไหน ๆ
พระพุทธเจา ทรงตรัสย้ําเสมอวา การเกิด เปนความทุกข ๒ ทั้งในตัวของมันเองและ
เหตุปจจัยใหความทุกขอื่นตามมาอีก เชน ความทุกขเพราะความแก ความเจ็บ ความตาย ยิ่ง
การเกิดขึ้นบอยมากเทาไร ชีวิตมนุษยมีความทุกขมากขึ้นเทานั้น ๓ โดยเฉพาะอยางยิ่ง ชีวิตของ
มนุษยปุถุชนที่ไมสํารวมในกามคุณทั้งหลาย ที่ยังมีตัณหาอยู ๔ อยางไรก็ตาม ความเกิดเปน
มนุษยและสัตว ไมใชเปนการเกิดขึ้นลอย ๆ โดยไมมีเหตุไมมีปจจัย และทรงคนพบวา เหตุ
ปจจัยที่ทําใหเกิดชีวิตมนุษยและสัตวนั้น มีทั้งเหตุปจจัยภายใน และเหตุปจจัยภายนอกประกอบ
กันขึ้น เหตุปจจัยภายนอกนั้น ไดแก การมีเพศสัมพันธทุกรูปแบบที่ไมมีการปองกันการเกิดหรือ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร ที่นํากระบวนการธรรมชาติมาดําเนินการในหองทดลองโดยผาน
เครื่องมือทางเทคโนโลยีสมัยใหมประกอบกับวิทยาการที่พัฒนาขึ้นหรือที่เรียนรูกฎเกณฑของ
ธรรมชาติมากขึ้น เหตุปจจัยภายใน ไดแก กระแสความอยาก ความใคร ความกระสันทาง
กามารมณที่อยูในใจของมนุษย ตลอดบุญกุศลที่สะสมอบรมมาใหถือกําเนิดในมนุษย ดวยเหตุ
ปจจัยหลากหลายดังกลาว การเกิดเปนมนุษย จึงเปนเรื่องยาก๕
อยางไรก็ตาม การเกิดเปนมนุษย แมเปนเรื่องยาก ก็จริง แตเมื่อเกิดเปนมนุษยแลว
การจะไมเกิดในภพอื่นอีกตอไป ยิ่งยากกวา เพราะการไมเกิดอีกตอไปนั้น จะตองควบคุม ขจัด
ขัดเกลาเหตุปจจัยทั้งภายนอกและภายในดังกลาวไปพรอม ๆ กัน การควบคุมปองกันเหตุปจจัย
ภายนอกนั้น สามารถทําไดทั้งวิธีการตามธรรมชาติ และวิธีการทางเทคโนโลยีการแพทย
สมัยใหมมีการพัฒนาขึ้นตามลําดับ แตกระนั้นก็ตาม วิธีการที่วานี้ยังไมปลอดภัยรอยเปอรเซ็นต
และตองใชตนทุนทางวัตถุสูง อาจตองเสียทั้งเงินจํานวนมากและความรูสึก ตลอดจนผลกระทบ
ดานรางกาย โดยเฉพาะอยางยิ่ง หากใชวิธีการนี้เปนผลสําเร็จจริง คือ ไมมีการเกิดขึ้นของ
มนุษย แตผลสัมฤทธิ์ที่วานี้ เปนเพียงวิธีการทําไมใหคนอื่นเกิดขึ้นเทานั้น ไมไดทําใหมนุษยผู
เกิดมาแลวหมดสาเหตุแหงการเกิดตอไปแตประการใด วิธีการทางวิทยาศาสตรจึงปองกันได
เฉพาะการเกิดของผูอื่นเทานั้น ไมไดปองกันการเกิดของตนเอง แตเปาหมายสูงสุดของพุทธ
ปรัชญามิไดประสงคเพียงการไมใหผูอื่นเทานั้น แตเปาหมายที่แทจริงคือ การทําใหตนเองไม
ตองเวียนวายตายเกิดในสังสารวัฏอีกตอไปดวย การจะทําใหบรรลุเปาหมายดังกลาวนี้ ไมมีใคร

สามารถทําแทนได ไมวาจะเปนพรหม เทวดา ยักษ หรือมาร นอกจากมนุษยจะทําดวยตนเอง
เทานั้น ดังนั้น การขจัดขัดเกลาปจจัยภายในใจของมนุษยนั้น มนุษยตองกระทําดวยตนเอง แม
พระสัมมาสัมพุทธเจาก็ทรงเปนเพียงผูบอกทางใหเทานั้น การดําเนินตามทางนั้นเปนหนาที่ของ
ผูจะดําเนินตาม๖
ดวยเหตุผลนี้ พระพุทธเจา จึงทรงชี้แนะวิธีการเพื่อบรรลุเปาหมายดังกลาวให
ครอบคลุม ปองกันและจัดการกับเหตุปจจัยทั้งสองอยางไปพรอมๆ กัน เพื่อใหไดผลทั้งตนเอง
และผูอื่น หลังจากพระองคทรงไดขอคิดนี้จากอุปมา ๓ ขอ คือ เปรียบเสมือนไมสดที่แชน้ํา (ชีวิต
ที่ครองเรือน) ไมสามารถนํามาสีไฟได (ไมสามารถทําที่สุดแหงทุกขได) หรือไมสดที่อยูบนบก
(ชีวิตที่ไมครองเรือน) ไมสามารถนํามาสีใหไฟได (เพราะยังมีเหตุภายในที่เปนกิเลสตัณหาอยู)
ไมที่จะนําสีใหเกิดไฟไดนั้น ตองเปนไมแหงและอยูบนบก ลําพังชีวิตนักบวชที่ไมครองเรือนอยาง
เดียวหากยังมียางเหนียวแหงทุกขอยูในใจยอมไมถึงที่สุดทุกขเชนกัน๗ ระบบความคิดแบบพุทธ
ปรัชญาจึงเกิดขึ้นดวยเหตุผลดังกลาว
พุทธปรัชญา จึงเสนอวา สาเหตุที่แทจริงของการเกิด และความทุกขของมนุษย คือ
ตัณหา ดังนั้น การที่มนุษยตองการที่จะไมเกิดอีกตอไป จําตองฝกฝนอบรมตนเพื่อขัดเกลา
ตัณหา ขจัดใหหมดไปจากจิตใจอยางสิ้นเชิง เมื่อทําไดเชนนั้นมนุษยจะปราศจากความทุกข
เพราะการเกิด และความทุกขอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องดวยการเกิดนั้น

การคุมกําเนิด จึงไมใชการคุมการเกิดของตนเอง แตเปนการคุมการเกิดของบุคคล
อื่น การคุมการเกิดของตนเอง มนุษยตองทําดวยตนเอง พุทธปรัชญานําเสนอมรรควิธีในการ
ขจัดตัณหาพาใหเกิดนั้นเรียกวา อริยมรรคมีองค ๘ หากมนุษยไมอยากจะเกิดอีกตอไปดวย
เล็งเห็นชัดดวยปญญาวา การเกิดเปนความทุกข ทั้งของผูทําใหเกิดและของผูเกิดมาเอง จึงควร
อยางยิ่งที่จะดําเนินตามแนวทางแหงอริยมรรคมีองค ๘ ดังกลาว
๑.๒ ลักษณะเดนของพุทธปรัชญา
ลักษณะที่เดนของพุทธปรัชญา คือ การมองชีวิตโลกตามความเปนจริง ไมไดมอง
ดวยความตองการใหมันเปนไปตามที่ประสงค ความเปนจริงที่วานั้น มีเหตุปจจัยที่โยงใยกันอยู
เปนเครือขาย พุทธปรัชญาจึงมุงชี้ใหเห็นความเปนจริงถึงความมีเหตุปจจัยนั้น และวิธีการ
จัดการกับเหตุปจจัยเหลานั้นอยางเทาทัน ๙ พุทธปรัชญาจะเปนระบบปรัชญาที่เสนอความจริง
ความรู และการปฏิบัติเพื่อเขาถึงความจริงนั้นในกระบวนเดียวกัน เปนระบบปรัชญาที่เสนอ

เฉพาะความจริงที่มีประโยชนตอการดําเนินชีวิตพรอมวิธีการทําความเขาใจและการปฏิบัติไป
ดวยในตัว
พุทธปรัชญา มองภาพชีวิตมนุษยตามเปนจริง ๒ ภาพใหญ คือ (๑) ภาพที่เห็นวา
เปนปญหาชีวิต เรียกวา ทุกข (๒) ภาพชีวิตที่เห็นวาเปนสภาวะที่ปราศจากปญหาเรียกวา สุข
ไมวาจะภาพชีวิตในดานไหน พุทธปรัชญาไดแสดงเหตุผลแหงความเปนเชนนั้น เพื่อชี้ใหเห็นวา
ทุกขหรือสุขก็ตาม ไมไดเกิดขึ้นเองโดยไมมีเหตุปจจัยใด ๆ การแสดงเหตุปจจัยแหงความทุกข
และความสุขนี้ จึงเปนการแสดงถึงระบบการปฏิบัติหรือระบบจริยธรรมเพื่อใหบรรลุถึงเปาหมาย
ไวดวย
พุทธปรัชญา จึงมีลักษณะเปนปรัชญาชีวิต ที่มุงสรางสรรคภูมิปญญา เพื่อพัฒนา
คุณภาพชีวิต และแกไขปญหาชีวิตของมนุษยใหมากที่สุด โดยเฉพาะอยางยิ่ง พุทธปรัชญาเถร
วาท จะเนนเรื่องนี้เปนประการสําคัญ ดังนั้น หากมีประเด็นปญหาที่ไมเกี่ยวกับการแกปญหา
ชีวิต เมื่อถกเถียงปญหาใดกันแลว คุณภาพชีวิตไมไดดีขึ้น ปญหานั้น พุทธปรัชญา จะไมให
ความสนใจมากนัก มีหลักฐานในคัมภีรที่บงชี้วา พระพุทธองคทรงปฏิเสธที่จะตอบปญหาที่ไม
ชวยแกไขปญหาชีวิตหรือไมชวยใหมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น เชน อัพยากตปญหา ที่มุงใหยืนยัน
แนวคิดแบบสุดขั้ว๑๐
เนื่องจากพุทธปรัชญา เปนปรัชญาตะวันออก จึงมีลักษณะบางประการที่แตกตาง
จากตะวันตก ประการแรก พุทธปรัชญา จะสนใจศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับมนุษย โดยเฉพาะ
แนวทางที่จะทําใหชีวิตมนุษยมีความสุข ปราศจากความทุกข ประการที่สอง พุทธปรัชญาไมได
มุงเนนแตเพียงทฤษฎีเทานั้น แตมุงใหนําความรูไปปฏิบัติใหไดผลจริงดวย ซึ่งปรัชญาตะวันตก
จะไมเนนใหประพฤติปฏิบัติ แตใหอิสระในการเลือกปฏิบัติ กลาวคือ จะนําไปใชในชีวิตประจําวัน
หรือไมก็ได กระนั้นก็ตาม พุทธปรัชญา แมมีเนื้อหาสาระที่บอกวา อะไรดี อะไรไมดี ควรทําอะไร
ไมควรทําอะไร แตก็ยังใหอิสระในการเลือกปฏิบัติ โดยปลอยเปนหนาที่ของผูฟงหรือสาวกใน
การตัดสินใจ พระพุทธเจาเปนแตเพียงผูบอกชี้แนะเทานั้น๑๑ ลักษณะหลังนี้ ทําใหพุทธศาสนามี
ความเหมือนกับปรัชญาตามแนวคิดทางตะวันตก
อยางไรก็ตาม ลักษณะการใหอิสระในการเลือกถือปฏิบัตินี้ ดูเหมือนในลักษณะที่
เดนของปรัชญา ปรัชญาทุกระบบ แมวาจะไมมีขอผูกมัดในการนําไปปฏิบัติก็ตาม แตหากผู
ศึ ก ษาเกิ ด ความรู ต ามที่ ศึ ก ษาวิ เ คราะห แ ล ว อาจนํ า ไปเป น แนวทางในการดํ า เนิ น ชี วิ ต ได
โดยเฉพาะอยางยิ่ง การถือวามนุษยมีความรู มีเกณฑการตัดสินอยูประการหนึ่ง คือ การ
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใหสอดคลองกับความรูนั้นอยางมีเปาหมายและอยางตั้งใจ ดังนั้น โดยนัย

นี้ หากมนุษยมีความรูมากมายหลายสาขา แตมีพฤติกรรมที่ไมสอดคลองกับความรูนั้น หรือไมมี
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในทางที่ดีที่พึงประสงคแลว ยังไมนับวาเปนผูที่มีความรูสมบูรณ ถือ
ไดวา เปนเพียงผูมีความรูจํามากเทานั้น ยังไมเปนหนึ่งเดียวกับความรูนั้น ขอนี้นาขบคิดมาก
ทีเดียว เพราะมิเชนนั้นแลว โลกจะคาดหวังสันติสุขไมไดจากการมีความรูของมนุษย
ปรัชญาตะวันออกสวนมาก มักจะใหความสําคัญตอการมีประโยชนจริง การนําไปใช
ไดจริง แตไมถึงกับผูกขาด เพราะมีบางสํานักยังคงใหอิสระในการเลือกถือปฏิบัติ ดวยตระหนัก
และใหอิสระแกมนุษยไดเลือกดวยตนเอง จากประเด็นนี้เองที่ทําใหปรัชญามีความแตกตางจาก
ศาสนา เพราะศาสนาสวนมากจะผูกมัดอยูกับการปฏิบัติควบคูกับความเชื่อที่ตองไปดวยกัน การ
ปฏิบัติหรือยอมดําเนินการในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สะทอนใหเห็นถึงความเชื่อในสิ่งนั้น การที่มนุษยมี
ความเชื่อในเรื่องใด มนุษยจะทําพฤติกรรมที่สอดคลองกับความเชื่อนั้น กลาวอีกนัยหนึ่งวา การ
ที่มนุษยไมประพฤติในเรื่องใด แสดงใหเห็นชัดวา มนุษยนั้น ไมมีความเชื่อในเรื่องนั้น เพราะ
ความเชื่อจะแสดงออกเปนการยอมรับและปฏิบัติตาม มักจะไดยินผูใหญพูดกันเสมอวา ใหเชื่อ
ฟง หมายความวา การเชื่อฟงไมไดเปนเพียงการฟงเทานั้น หากตองมีการทําตามดวย ไมใช
เปนเพียงรับรูตามที่ไดยินแลวไมสนใจปฏิบัติ หากเปนเชนนี้ มนุษยมักถูกตําหนิเสมอวา เปนผู
ไมเชื่อฟง มนุษยจะเกี่ยวพันกับความเชื่อมากกวาความรู เพราะถึงแมจะมีความรูมากมาย แตถา
ไมมีความเชื่อถือในความรูนั้นวา ใชใหเกิดประโยชนไดจริง มนุษยจะไมมีการนําความรูนั้นมาใช
คงปลอยใหเปนความรูนอนนิ่งอยูในความทรงจําหรืออาจถูกลืมไปแลวก็ได ตรงกันขาม หาก
มนุษยนําความรูที่มีอยูออกมาใช นั่นแสดงวา มนุษยไดยอมรับ คือ เชื่อในความรูนั้น โดยนัยนี้
จะเห็นวา ความรูกับความเชื่อมีความสัมพันธกันอยางใกลชิด แตถามองจากมุมสูง จะเห็นวา
ความเชื่อจะมีบทบาทมากกวาความรูเพราะความเชื่อมีนัยแหงการยอมรับมาปฏิบัติดวย แมบาง
ท า นจะบอกว า ฉั น เรี ย นรู เ พื่ อ ที่ จ ะเชื่ อ หรื อ ฉั น เชื่ อเพื่ อที่ จ ะรู ก็ ต าม แตท า ยที่ สุ ด เมื่ อ เกิ ด
กระบวนการกระทําขึ้น กระบวนการกระทํานั้นเปนบทสรุปของความเชื่อ เปนความเชื่อที่มี
ความรูและเปนความเชื่อในความรู
พุทธปรัชญา จึงใหความสําคัญทั้งแกศรัทธาและปญญา (ความเชื่อกับความรู) วา
จะตองฝกฝน พัฒนาใหมีในอัตราที่เทาเทียมกัน จะรูกอนแลวจึงเชื่อ หรือ จะเชื่อกอนแลวจึงรู ไม
เปนปญหา แตที่สําคัญ คือ ตองปรับทั้งความเชื่อและความรูใหเกิดขึ้นอยางเทาเทียม ไมควรให
โนมเอียงไปในฝายหนึ่งฝายใด ทั้งในแงการดําเนินชีวิตในสังคมและการปฏิบัติเพื่อบรรลุ
เปาหมายบางอยางในชีวิต เพราะมนุษยหากมีศรัทธามากไป หรือ มีแตศรัทธาแตขาดปญญา จะ
กลายเปนคนงมงายเชื่องาย ไมเปนตัวของตัวเอง หากมีปญญามากไปแตขาดศรัทธา จะ
กลายเปนคนกาวราว ถือดี ซึ่งมีปญหาพอ ๆ กัน โดยนัยนี้ พุทธปรัชญาจึงมีทั้งลักษณะเปน
ศาสนาและปรัชญา อันเปนลักษณะประการหนึ่งของปรัชญาตะวันออก ที่สวนใหญจะไมแยก

ศาสนาและปรัชญาออกจากกันอยางเด็ดขาด แนวคิดและทฤษฎีนั้นตองควบคูไปกับการปฏิบัติ
ดวย
ในความเปนจริง ไมใชเรื่องงายที่จะทําใหความเชื่อกับความรูเทาเทียมกัน และไม
งายที่จะปรับใหมีความเสมอกัน ทั้งยังรูไดไมงายนักวา ทั้งสองนั้นเสมอกันแลวหรือยัง ทั้งของ
ตนเองและของผูอื่น ยิ่งของบุคคลอื่น ยิ่งยากที่จะหยั่งรู ปรากฏการณชีวิตของมนุษยปจจุบันจึงมี
ความเหลื่อมล้ําระหวางศรัทธากับปญญาปรากฏใหเห็นอยูเสมอ เมื่อไหรก็ตาม ที่มนุษยสามารถ
ปรับศรัทธาและปญญาใหสมดุลกันไดแลว การดําเนินชีวิตของมนุษยในโลก จะมีความเกี่ยวพัน
กับศรัทธาและปญญาอยางใกลจริง เพราะทั้งสองเปนพลังภายในที่คอยขับเคลื่อนใหเกิดการ
กระทํากิจกรรมของมนุษยอยางมีประสิทธิภาพ
อย า งไรก็ ต าม ศรั ท ธาและป ญ ญาเป น ธรรมชาติ ป ระการหนึ่ ง ของมนุ ษ ย เ ป น
ธรรมชาติที่เปนนามธรรมอยูภายในจิตใจ ซึ่งพุทธปรัชญา เรียกวา เจตสิก หรือ เจตสิกธรรม
คือ คุณสมบัติหนึ่งของจิตใจที่เกิด ดับพรอมกับจิต มีที่อยูอันเดียวกันกับจิต และมีอารมณ
สําหรับยึดเหนี่ยวอันเดียวกันกับจิต ๑๒ เรียกอีกอยางหนึ่งวา สังขารขันธ อันเปนขันธหนึ่งในขันธ
๕ ที่เปนองคประกอบหนึ่งของมนุษย เปนธรรมชาติอยางหนึ่งของมนุษยที่เปนการปรุงแตงจิต
ในมหาสติปฏฐานสูตร ๑๓ มีขอความกลาวถึงธรรมชาตินี้วา จิตในจิต ในแงปฏิบัติเพื่อขัดเกลา
กิเลส ฝกฝนอบรมตนผูปฏิบัติตองใสใจกับจิตในจิตนี้อยางเครงครัด เฝาระวังและกําหนด
ความคิดตาง ๆ ที่เกิดขึ้นใหเทากัน พูดโดยภาษาสามัญทั่วไป คือ กําหนดรูเทากัน ความคิด
(จิต) ของผูคิด (ในจิต) รูเทาทันความคิดในความคิด
พุทธปรัชญาเถรวาท จะใหความสําคัญแกศรัทธาและปญญาทั้งสองนี้อยางมาก
หากเราศึกษาคนควาดูในพระไตรปฎก โดยเฉพาะพระสุตตันตปฎกจะพบวา ทุกครั้งที่
พระพุทธเจาตรัสสอนคําสอนที่ขึ้นตนดวยศรัทธาและตอดวยคําสอนอื่น ๆ เชน ความเพียร
(วิริยะ) หรืออื่น ๆ ใด เมื่อจบการตรัสสอนในชุดนี้ ทรงลงทายดวยคําสอนเรื่องปญญาเสมอ เชน
พละ ๕ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปญญา) อินทรีย ๕ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปญญา) อิทธิบาท
๔ (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา) พรหมวิหาร ๔ (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) หมวดธรรมที่
ยกเปนตัวอยางนี้ แสดงใหเห็นถึงการใหคุณคาของศรัทธาและปญญา และที่สําคัญหมวดธรรม
ตองดําเนินไปเปนชุด และปฏิบัติใหครบชุด จึงใหผลอยางสมบูรณได ไมใชเนนเฉพาะขอใดขอ
หนึ่งในหมวดธรรมนั้น ๆ แสดงใหเห็นวา หลักการเบื้องตนของพุทธปรัชญาถือวา ชีวิตมนุษย
จะเขาสูภาวะความสมดุลไดตองมีความเพียบพรอมทั้งศรัทธาและปญญา การดําเนินชีวิตของผู
นั้น ยอมเปนแนวทางที่สงบสุขได

ดวยเหตุผลดังกลาวนี้ พุทธปรัชญา จึงเนนทั้งศรัทธาและปญญา ควบคูกันไป ไม
สุดโตงไปในดานใดดานหนึ่ง หากศรัทธาเปนเรื่องศาสนา และปญญาเปนเรื่องปรัชญา ศาสนา
และปรัชญา จึงควรคูกันไป หรือจะกลาวในอีกลักษณะหนึ่งคือ มีทั้งการศึกษาและการปฏิบัติ
ดวย ปรัชญา คือ ภาคการศึกษาภาคทฤษฎีตาง ๆ ศาสนา คือ ภาคปฏิบัติที่ตองรวม
ภาคทฤษฎีเขาไวดวย หากปราศจากทั้งสองอยางหรืออยางใดอยางหนึ่ง การดําเนินชีวิตจะขาด
ความสมดุล ทําใหบรรลุไดไมสมบูรณอยางแทจริง
เนื้อหาสาระสําคัญของพุทธปรัชญา คือ การศึกษาเชิงวิเคราะหถึงคําสอนของ
พระพุทธเจาในแงมุมตาง ๆ ทั้งทางภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ หรือทั้งหลักคําสอนบริสุทธิ์ และ
ที่ประยุกตใชในชีวิตประจําวัน
หรือในการนําไปปรับใชแกปญหาดานจริยธรรมในสังคม
การศึกษาในลักษณะนี้จะเป นการศึ กษาเชิ งวิเคราะหคําสอนของพระพุท ธเจา ใหลุ มลึกดว ย
เหตุผลและสามารถปฏิบัติไดจริงในการแกปญหาชีวิตอยางเปนรูปธรรมได
อยางไรก็ตาม บริบทของพระพุทธศาสนาเถรวาทจะไมนิยมและสนับสนุนการศึกษา
ลักษณะนี้ เพราะเห็นวา ไมเกิดประโยชนตอชีวิต ไดแตความรูที่ไมมีการนําไปปฏิบัติใหไดผล
จริง แตอยางไรก็ตาม การศึกษาลักษณะนี้ มีประโยชนทั้งโดยตรงและโดยออม ตอผูสนใจศึกษา
พุทธศาสนา ที่ไมไดนับถือพระพุทธศาสนา ในฐานะเปนความรูหนึ่งโดยตัดเรื่องความเชื่อถือ
ศรัทธาสวนตนออก แมในกลุมผูนับถือพระพุทธศาสนาก็ตาม การศึกษาเชิงปรัชญาจะทําใหได
ประโยชนโดยออม อยางนอยที่สุด ทําใหเขาใจถึงความมีเหตุผลของพุทธปรัชญา และมั่นใจวา
การกระทําหรือการปฏิบัติตามหลักธรรมจะไมสูญเปลา เพราะมีเนื้อหาเกี่ยวกับความจริงรองรับ
และยืนยันถึงความเปนเหตุเปนผลของสรรพสิ่งที่มีความเชื่อมโยงกัน การศึกษาในลักษณะนี้
กลับจะเปนการเสริมศรัทธาที่มีอยูเดิมใหมากขึ้น ประกอบกับมีความรูในหลักคําสอนมากขึ้น
เปนการเสริมเพิ่มพูนปญญาดวยการศึกษาวิเคราะห คือ สุตมยปญญาและจินตามยปญญา ในแง
ญาณวิทยา การศึกษาวิเคราะห การคิดวิเคราะหเปนบอเกิดความรูระดับหนึ่ง ที่นอกจากเหนือ
จากความรูประจักษที่เกิดจากการปฏิบัติจริง (ภาวนามยปญญา๑๔ ) จะเห็นวา ตามทัศนะพุทธ
ปรัชญา วิธีการที่จะไดมาซึ่งความรูนั้น เกิดไดจากหลายชองทางดังกลาว ดังนั้น การสรุปวา การ
จะมีความรูทางพระพุทธศาสนาตองเกิดจากการปฏิบัติอยางเดียว คงเปนการดวนสรุปจนเกินไป
ตัวอยางเชน พระอัญญาโกณฑัญญะที่ถือวาเปนพระสงฆรูปแรกในพระพุทธศาสนา ไดดวงตา
เห็นธรรมหรือบรรลุธรรมก็ดวยการฟงพระธรรมเทศนาจากพระพุทธเจา ๑๕
อนึ่ง การศึกษาพระพุทธศาสนาเชิงปรัชญานี้ จะมีผูที่เห็นดวย หรือ ไมเห็นดวย ก็
ตาม สิ่งที่ปรากฏในสังคมโลกปจจุบัน คือ ไดมีการศึกษาวิเคราะหพระพุทธศาสนาในลักษณะนี้
อยางกวางขวาง จนทําใหพระพุทธศาสนาเปนที่รูจักในวงวิชาการกวางมากยิ่งขึ้นทั้งในและ

ตางประเทศ หากมองในแงนี้ การศึกษาในลักษณะนี้ยังมีประโยชนอยูมาก และถาหากคนมี
ความรูเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเพิ่มมากขึ้น เปนที่คาดหวังไดเชนกันวา ความรูนั้นอาจจะมี
ประโยชนตอการดําเนินชีวิตประจําวันได และอาจทําใหชีวิตปราศจากปญหาและมีความสุขได
แตอยางไรก็ตาม ยังมีขอควรระวังอยู คือ การศึกษาลักษณะนี้ เปนการตีความ จึง
อาจจะมีสวนที่ไมสอดคลองหรือไมใชคําสอนดั้งเดิมของพระพุทธเจาได ดังนั้น จะเปนตองมี
กรอบการตีความเพื่อไมใหตีความตามอําเภอใจจนกลายเปนการกลาวตูพระพุทธพจน ใน
ประเด็นนี้
พระพรหมคุณาภรณ
ไดใหขอเสนอแนะเปนหลักการตีความคําสอนใน
พระพุทธศาสนาวา ผูตีความ เมื่อศึกษาคําสอนในพระพุทธศาสนาแลว ตองมีความซื่อตรงตอ
คัมภีรพระไตรปฎก เพราะเปนสิ่งเดียวที่เปนตัวแทนของพระศาสดา ที่ยังเหลืออยู เปนที่บรรจุ
พระธรรมวินัยของพระพุทธเจา และไดมีการสืบทอดมาจนถึงปจจุบันอยางเปนระบบ การศึกษา
ตีความจึงไมควรเติมเสริมแตงขอความในคัมภีรดวยความคิดเห็นของตนเอง ขอความในคัมภีร
กลาวไวเชนไร ควรใหเปนอยูอยางนั้น สวนจะเห็นดวยหรือไมขอความนั้น เปนอีกประเด็นหนึ่ง
ควรจะแยกกันอยางชัดเจน๑๖
๑.๓ ความรูกับความเชื่อ
ศาสตรวาดวยความรูและความเชื่อที่เรียกวา ปรัชญาและศาสนา จึงถือกําหนดขึ้น
ตามธรรมชาติของมนุษยดังกลาวขางตน โดยที่ปรัชญาจะสะทอนธรรมชาติดานความสงสัยใฝรู
ของมนุษยที่มีความไมรูแตอยากจะรู จึงนําไปสูกระบวนการศึกษา แสวงหาความรูในเรื่องที่
มนุษยไมรูและอยากรูนั้น กระแสแหงความคิดและองคความรูมากมาย จึงปรากฏขึ้นใน
ประวัติศาสตรของมนุษยชาติ ซึ่งกลาวกันวา ลวนแตกหนอออกผลไปจากปรัชญาทั้งสิ้น ศาสนา
จะสะทอนใหเห็นความเชื่อตอความรูเหลานั้น และนอมรับไปปฏิบัติใหเกิดประโยชนตอชีวิต
อยางแทจริง
ปรัชญาและศาสนา จึงมีจุดแตกตางที่สําคัญที่ยอมรับโดยทั่วไป คือ ปรัชญาเปน
เรื่องของการคิดหาเหตุผลและถกเถียงกันในเรื่องเหตุผลนั้น เพื่อสันนิษฐานความจริง เรื่องที่
ถกเถียงนั้น อาจไมเกี่ยวกับการดําเนินชีวิต และอาจถกเถียงกันเรื่องที่ยังไมรูเพื่อใหเกิดความรู
หรืออาจถกเถียงกันในเรื่องที่รูแลว เพื่อเพิ่มพูนรูใหมากขึ้น หรือหาเหตุผลใหมากขึ้นจากเรื่อง
นั้น ตลอดถึงความตองการใหเรื่องนั้น ๆ ตอบสนองสังคมใหมากขึ้น เชน นักปรัชญาอาจ
ถกเถียงกันวา จักรวาลเกิดขึ้นเมื่อไร และจะไปสิ้นสุดเมื่อไร โลกจะแตกเมื่อไร ชีวิตเกิดขึ้นเมื่อไร
และนักปรัชญาไมจําเปนตองดําเนินชีวิตตามหลักการนั้นก็ได หรือแมแตใหสอดคลองกับสิ่งที่ตน
คิด โดยชีวิตสวนตัวอาจตรงกันขามกับความคิดของตน แตศาสนาเปนเรื่องของการปฏิบัติ การ

ดําเนินชีวิต การนําความคิดมาใชใหเปนประโยชนในชีวิตจริง มีหลักการที่แนนอน และมี
จุดหมายที่ชัดเจน โดยเฉพาะอยางยิ่ง ผูปฏิบัติตางยอมรับหลักการและวิธีการสูจุดหมายนั้นของ
แตละศาสนา ๑๗
นอกจากนี้ ยัง มี เ นื้ อ หาปรัช ญาที่ มี ลั ก ษณะเป น กลาง ๆ ไม ไ ด เ ป น การชี้ ช วนให
ปฏิบั ติต าม แตเ ป นชี้ใ หตระหนั กถึ งความเปนจริงเชนนั้น เนื้อหาที่ว านี้ เปนการรายงานถึง
ปรากฏการณความเปนจริงที่เกี่ยวกับมนุษยและโลก เรียกวา มัชเฌนธรรม ๑๘ เนื้อหาคําสอนที่
เปนมัชเฌนธรรมนี้เอง ที่มีลักษณะเปนปรัชญาในสวนที่เปนอภิปรัชญาและญาณวิทยาในพุทธ
ปรัชญา ปจจุบันเรียกคําสอนชุดนี้วา สัจธรรม
การศึกษาพระพุทธศาสนาเชิงปรัชญา ที่เรียกวา พุทธปรัชญา นั้น สวนใหญจะเปน
นําเอากรอบความคิดทางปรัชญามาเปนกรอบในการศึกษาวิเคราะหในประเด็นปญหาทางพุทธ
ปรัชญานั้น ขอบขายเนื้อหาปรัชญาเทาที่ถือกันวาเปนประเด็นทางปรัชญาที่เหลืออยู คือ
(๑) อภิปรัชญา ที่มุงศึกษาถึงความจริงและความจริงขั้นสูงสุด ที่เกี่ยวกับมนุษยและ
โลก ตลอดถึงจักรวาล วา เปนอยางไร
(๒) ญาณวิทยา ที่มุงศึกษาเกี่ยวกับความรูวา มนุษยสามารถรูความจริงไดหรือไม
อยางไร
(๓) จริยศาสตร ที่พูดความดี ความถูกตอง ความไมดี ความไมถูกตอง คืออะไร มี
เกณฑในการตัดสินอยางไร? สิ่งที่เรียก ดี/ชั่ว นั้นมีอยูจริงหรือไม? ตลอดถึงการพูดถึงเปาหมาย
สูงสุดของชีวิตมนุษยควรจะเปนนั้นคืออะไร ?
(๔) สุนทรียศาสตร ที่เกี่ยวกับความงามคืออะไร มีเกณฑตัดสินอยางไร
(๕) ตรรกศาสตร ที่มุงศึกษาวิเคราะหภาษากับความจริง การใชภาษาเพื่อนําเสนอ
ใหเขาใจถึงความจริงอยางมีเหตุผลนั้น มีวิธีการอยางไรบาง ภาษาสามัญกับภาษาอุดมคติ
อยางไหนจะทําใหมนุษยเขาใจและมองเห็นถึงความจริงไดมากกวากัน
เนื้อหาเหลานี้ ลวนมีความเชื่อมโยงกันในลักษณะที่ความจริง (อภิปรัชญา) เปน
เปาหมายของการเรียนรู (ญาณวิทยา) การปฏิบัติเพื่อเขาถึงความจริง (จริยศาสตร) จะทําใหมี
ชีวิตที่งดงาม (สุนทรียศาสตร) และมีความสมเหตุสมผลในการอธิบายความจริงและการดําเนิน
ชีวิตที่สอดคลองกับความจริง (ตรรกศาสตร) จนทายที่สุดแลว ทั้งหมดกลายเปนหนึ่งเดียว(All in
one)

๑.๔ ความหมายและที่มาของอภิปรัชญา
คําวา “อภิปรัชญา” เปนคําศัพทภาษาสันสกฤตที่นํามาใชในภาษาไทย รากศัพท
ของคํานี้ประกอบดวย อภิ + ปรัชญา โดยที่ อภิ หมายถึง ภาวะที่สูงสุด ใหญสุด เหนือสุด ยิ่ง
สวนคําวา ปรัชญา หมายถึง ความรูหรือดวงปญญา มีความหมายเทากับคําวา ปญญา ในภาษา
บาลี ฉะนั้น คําวา อภิปรัชญา หมายถึง ปรัชญาที่เกี่ยวของกับสิ่งที่อยูเหนือการสัมผัสหรือเหนือ
การรูเห็นทั่วไป ๑๙ คํานี้มีความหมายเทากันคําวา อภิปญญา ในภาษาบาลี ตางแตคําวา อภิ
ปญญา ไมไดถูกนํามาใชในความหมายนี้และไมไดถูกนํามาใชเปนชื่อของเนื้อหาทางปรัชญา
คําวา อภิปรัชญา นั้น เปนศัพทบัญญัติแทนศัพทภาษาอังกฤษวา Metaphysics คํา
ว า Metaphysics ดั ง กล า วนี้ ถื อ ว า เป น คํ า ที่ เ กิ ด ขึ้ น โดยบั ง เอิ ญ
เมื่ อ นายอั น โดรนิ คุ ส
(Andronicus) จัดพิมพผลงานและขอเขียนตางๆ ของอริสโตเติล (Aristotle) ไดพบผลงานนี้ซึ่ง
ยังไมมีชื่อและอยูถัดจากขอเขียนเรื่อง ฟสิกส (Physics) จึงตั้งชื่อใหผลงานเหลานั้นวา
Metaphysics แปลวา ผลงานถัดจากฟสิกส เมื่อประมาณกอน ค.ศ. ๗๐ (พ.ศ. ๔๗๓-๔๘๐) จะ
สังเกตเห็นวา เมื่อพิจารณาตามที่มาและความหายของคํานี้ในภาษาอังกฤษแลว คํานี้ไมไดมี
ความหมายตรงกับความหมายของศัพทบัญญัติแทนคํานี้ที่ใชในภาษาไทย
Metaphysics จึงมีคําแปลวา ผลงานถัดจากฟสิกส เมื่อพิจารณาถึงรากศัพทแลว เปนคํา
ที่มาจากคําในภาษากรีก คือ “Meta ta physika” มีความหมายตรงกับภาษาอังกฤษวา “After the
physics” หมายถึง ภายหลังวิชาฟสิกส
คําวา Meta นี้มีนักปรัชญาไดแนวคิดวิเคราะหความหมายไวเปน ๒ ประเด็นคือ
๑. หมายถึง ประวัติการคนควาของอริสโตเติล
ในชวงแรกอริสโตเติลสนใจคนควาเกี่ยวกับเรื่องกายภาพ (Physics) หมายถึง ผลงาน
จํานวนมากกวา ๔๐๐ เรื่อง เชน เรื่องสัตววิทยา (Zoology) ไดวิจัยเกี่ยวกับสัตวและแบงแยกไวอยาง
เปนระบบ ภายหลังอริสโตเติลมีอายุมากขึ้น เปลี่ยนความสนใจการคนควาทางกายภาพมาคนควาดาน
ความจริงสากล (Abstraction) หรือนามธรรม เพื่อหาทางอธิบาย The world of ideas ของเพลโต
ดังนั้น คําวา Meta จึงอาจหมายถึง งานชวงหลังของอริสโตเติล
๒. หมายถึง ลําดับการจัดประเภทของผลงานของอริสโตเติลออกเปนกอน-หลัง รวบรวม
ไวเปนหมดหมู คือ จัดผลงานที่เปนวิทยาศาสตรกายภาพไวเปนกองแรก และจัดผลงานที่มีลักษณะ
เปนทฤษฎีหรือความคิดเชิงนามธรรมไวถัดไป ๒๐

ดังนั้น คําวา Metaphysics จึงปรากฏครั้งแรกในปรัชญานิพนธของ อริสโตเติล ซึ่ง
ไดวางแนวการนิพนธปรัชญาออกเปน ๒ สวน คือ

๑. สวนที่เกี่ยวกับธรรมชาติทั่วไปและปรัชญาธรรมชาติ เรียกวา TA Physika
๒. สวนที่เกี่ยวกับภาวะที่อยูเหนือธรรมชาติทั่วไป เรียกวา TA META TA Physika ๒๑
อยางไรก็ตาม ยังมีผูสันนิษฐานไวอีกนัยหนึ่งวา คําวา “ฟสิกส” ในภาษากรีก
แปลวา ธรรมชาติ ตางจากสิ่งที่เรียกวา วิทยาศาสตรกายภาพในปจจุบัน ไดมีการสรุปขอเท็จจริง
ไวเปนหลักแนนอนแลว แตเมื่อมีปญหาที่นอกจากความรูทางฟสิกสที่ไดสรุปไวแลวเกิดขึ้น การ
ขบคิด ถกเถียงถึงปญหาดังกลาวนั่นแหละ เรียกวา Metaphysics
๑.๕ ความเปนมาของแนวคิดเรื่องอภิปรัชญา
ตั้งแตโบราณ มนุษยใฝรูเรียนรูสิ่งตางๆ รอบตัว รวมทั้งตัวมนุษยเองดวย ทั้งที่เปน
ปรากฏการณเฉพาะหนาที่สามารถมองเห็นได ทั้งสิ่งที่อยูเหนือภาพปรากฎ มนุษยตางมีความ
ตองการอยางแรงกลาในการอยากรูอยากเห็นสิ่งที่อยูเหนือปรากฏการณที่เขาสัมผัสทั่วไป และมี
ความเชื่อวา สิ่งที่อยูเหนือปรากฏการณ เปนสิ่งที่เที่ยงแท นิรันดรหรือเปนตนกําเนิดของโลก
อภิปรัชญา เปนปรัชญาบริสุทธิ์สวนหนึ่งของเนื้อหาปรัชญา ที่เกิดขึ้นเพราะมนุษยมีความ
สงสัย (Wonder) ความอยากรู (Eagerness) อยากเขาใจปรากฏการณที่มนุษยประจักษอยู เชน
ธรรมชาติรอบตัวเขาเอง อันไดแก แผนดิน โลก หรือจักรวาลทั้งหมด รวมทั้งความกระหายอยากจะรู
ในเรื่องของสิ่งตางๆของมนุษยเอง เชน มนุษย คือ อะไร หรือมีการกอกําเนิดอยางไร ชีวิตคืออะไร
เพื่ออะไร มีจุดมุงหมายอยูที่ไหน
อภิปรัชญาสนใจปญหาตาง ๆ เชน การบอกวา “สิ่งหนึ่ง มีอยู” นั้น หมายความวา
อยางไร มีลักษณะอยางไร จะรูจักมันไดอยางไร การมีอยูของสิ่งทั้งหลายนั้นตางกันหรือไม นัก
อภิปรัชญาไดใหคําตอบตางๆ กัน บางทานเชื่อวา ในแงหนึ่ง โลกที่รูจักโดยประสาทสัมผัสนี้ ไมแทจริง
เปนแตการปรากฏตัวของโลกหนึ่ง ซึ่งเปนโลกแหงความจริงที่แฝงอยู ถาถือวา โลกที่เห็นอยูนี้เปน
ความจริง คือ เปนตัวของเราเอง จะเผชิญกับปญหามากมาย

นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขอื่นที่ทําใหมนุษยตองใชความคิดมากขึ้น จนทําใหเกิดการ
คนพบสิ่งที่เหนือการสัมผัส หรือ สิ่งที่มีลักษณะเปนอภิปรัชญาขึ้น เงื่อนไขที่วานี้ คือ
๑. ความไมพอใจเกี่ยวกับพฤติกรรมชีวิตของตนเองและสังคม ตลอดทั้งภาวะที่
เกี่ยวของอยู
๒. ความอยากรูอยากเห็นในสภาวะอันแทจริงของธรรมชาติ
๓. ความเชื่อถือทางศาสนาเกี่ยวกับภาวะที่เปนบรมศักดิ์ ทิพยอํานาจ ตลอดจน
ภาวะที่อยูเหนือการควบคุม ๒๒

อภิปรัชญา คือ ศาสตรหรือความรูที่สําคัญที่สุดของวิชาปรัชญา เพราะเปนหมวดความรูที่
มุงศึกษาในเรื่อง “เหตุสูงสุด หรือ เหตุอันสุดทาย” (Ultimate Cause) ของสิ่งตางๆ นั่นคือ การคนให
พบคําตอบที่แทจริง เพื่อตอบคําถามที่วา อะไร คือ สาเหตุสําคัญที่ทําใหเกิดสิ่งนั้น หรือการคนใหพบ
คําอธิบายเกี่ยวกับ “ความจริงแทแนนอน หรือ อันติมสัจจะ (Ultimate Reality) คือ การอธิบายเกี่ยวกับ
ธรรมชาติของความจริงขั้นสุดทาย หรือขั้นสูงสุดวา เปนอยางไร
นักปรัชญาไดพยายามศึกษาแงมุมตางๆ ของโลกแหงผัสสะ ไมวาจะเปน เวลา กาล
อวกาศ การเปลี่ยนแปลง สภาพถาวรหรือกฎแหงเหตุผล และตางพยายามชี้ใหเห็นปญหาที่เกิดขึ้น
เมื่อพยายามจะเขาใจโลก มักพบขอความ ๒ ลักษณะ ซึ่งคลายกับวา ตองเปนจริงทั้งคู แตทวา ถา
ขอความอันหนึ่งเปนจริงแลว อีกอันหนึ่งจะเปนจริงไมได แตความจริงตองมีเหตุผล ที่จะขัดแยงกัน
ไมได จึงมีผูสรุปวา โลกแหงผัสสะนี้ไมแทจริง
ดวยลักษณะดังกลาว จึงกลาวสรุปไดวา อภิปรัชญา เปนปรัชญาสาขาที่วาดวยสิ่งที่เปน
จริง เชน พระเปนเจา (God) โลก (World) วิญญาณ (Soul) สาระ (Substance) เจตจํานงเสรี (Free
Will) ๒๓ และเริ่มตนขึ้นในระบบความคิดของมนุษยผูสงสัยและพยายามจะรูความจริงแทของโลก
มนุษยและจักรวาล โดยเฉพาะความจริงที่อยูเหนือประสาทสัมผัสทั้ง ๕ ดวยมีจุดยืนวา โลกที่ปรากฏ
ทางประสาทสัมผัสทั้ง ๕ นั้น หาเปนความจริงแทอยางเพียงพอไม ความจริงแทซึ่งอยูเหนือประสาท
สัมผัสทั้ง ๕ นาจะมีอยู และความจริงแทดังกลาวนั้น เปนตัวปญหาทางอภิปรัชญาที่จะตองถกเถียงกัน
ตลอดไป ดังนั้น อภิปรัชญา จึงเกิดมาพรอมกับมวลมนุษย มนุษยจึงเปนตนกําเนิดของแนวคิดของ
อภิปรัชญาเพื่อทําความเขาใจความจริงแทที่อยูเหนือประสาทสัมผัสทั้ง ๕ นอกเหนือจากความจริงที่
ปรากฏทางประสาทสัมผัสทั้ง ๕

๑.๖ ขอบขายเนื้อหาอภิปรัชญา
เนื้อหาทางอภิปรัชญา เมื่อพูดถึงความจริง มักจะจําแนกความจริงออกเปน ๒ ระดับ คือ
๑. อันติมสัจจะ ไดแก สัจจะขั้นสูงสุดและขั้นสุดทาย ยอมเปนสิ่งที่คงที่และแนนอนตลอด
กาล
๒. สัมพัทธสัจจะ ไดแก สัจจะขั้นตน หรือสัจจะที่คนพบในตอนแรก และมีความไม
แนนอนวาจะเปนจริงตลอดไป เชน สัจจะที่คนพบดวยการใชประสาทสัมผัส หรือสัจจะที่กําหนดใหเปน
จริงดวยการสมมติ หรือการอาศัยขอสมมติฐาน เปนตน

เนื้อหาอภิปรัชญา จะมุงคนควาเกี่ยวกับสัจจะในระดับแรก คือ อันติมสัจจะ ซึ่งถือวา
เปนความรูเกี่ยวกับสาเหตุสุดทายที่ทําใหเกิดสิ่งตางๆ และเปนเหตุใหสิ่งทั้งหลายปรากฏอยู
ตามที่มันเปนจริง
เมื่อศึกษาอภิปรัชญา มีคําอยูหลายคําที่พบเสมออันเปนคําที่มุงสื่อแสดงใหเห็นถึง
ความจริง เชน คําวา Being, to Be, existence, substance, Absolute reality มีความหมายที่
ควรเขาใจในเบื้องตน คือ คําวา Being ในภาษาไทยใชศัพทบัญญัติวา สัต หมายถึง สิ่งที่มีอยู
จริงเปนอยูจริง เปนตนเคาของสิ่งทั้งปวง มีภาวะนิรันดร เปนพระเจา (God) พรหมัน
(Brahman) คําวา Being ยังใชคําแปลอีกอยางหนึ่งวา ภาวะ มีความหมายสองประการ คือ
๑. สิ่งที่มีอยู เปนอยู แตไมใชตนตอของสิ่งทั้งปวง มีเกิดมีดับ มิไดมีภาวะนิรันดร เชน คน
คนนี้
๒. ความมีอยูเปนอยูของสัต
คําวา To be, the แปลวา ภาวะ หมายถึง ความมีอยูเปนอยูของสัต (Being) สัตใน
ปรัชญาตะวันตก หมายถึง ทุกสิ่งที่มีอยูเปนอยู ไมวาจะมีอยูเปนอยูในระดับใดก็ตาม ไดแก
ความหมายที่ ๒ ของคําวา Being นั่นเอง ๒๔
คําวา Existence แปลวา ความมีอยู, การดํารงอยู ในทางอภิปรัชญาหมายถึง การที่สิ่งใด
สิ่งหนึ่งมีอยูหรือดํารงอยู โดยขึ้นอยูกับกาลเทศะหรือไมขึ้นอยูกับกาลเทศะก็ได ๒๕

คําวา
ของสรรพสิ่ง

“Substance”

หมายถึง สิ่งที่เปนสาระ เปนแกนสารของสรรพสิ่ง เปนเนื้อแท

คําวา “Absolute reality” หมายถึง ความเปนจริงขั้นสูงสุด อันติมสัจจะ ความจริง
สมบูรณ
คําเหลานี้ ในทางอภิปรัชญา มักใชเรียกวา ภาวะสูงสุดหรือสิ่งสูงสุดที่เปนความจริงใน
ลักษณะที่เปนสาเหตุของสรรพสิ่ง ไมวาสิ่งนั้น จะเปนอะไรก็ตาม จะมีชื่อเรียกตางกันอยางไร ในทาง
อภิปรัชญาจะใชคําเหลานี้ในการอธิบายถึงสิ่งเหลานั้น

ดังไดกลาวแลววา อภิปรัชญานั้นวาดวยสิ่งที่มีอยู เพื่อใหรูสิ่งที่มีอยูตามความเปน
จริง คือ สิ่งที่มีอยูนั้นอาจไมปรากฏหรือไมเปนที่ประจักษแกประสาทสัมผัส ไดแก สิ่งที่อยูเหนือ
ปรากฏการณ อภิปรัชญา จึงศึกษาเกี่ยวกับสิ่งที่อยูเหนือปรากฏการณ เพื่อใหรูสภาวะอันแทจริง
ของสิ่งทั้งหลาย ในขณะที่วิทยาศาสตรศึกษาเกี่ยวกับปรากฏการณ สวนที่ปรากฏแกประสาท
สัมผัสทั้ง ๕

อภิปรัชญา เปนศาสตรหรือความรูที่สําคัญที่สุดของวิชาปรัชญา เพราะมุงศึกษาถึง
เหตุสูงสุดหรือเหตุอันสุดทาย (Ultimate Cause) ของสิ่งตางๆ คนหาแกนสาระแทของสรรพสิ่ง
(Substance) วา ความจริงแทแนนอนหรืออันติมสัจจะ (Ultimate Reality) ของสรรพสิ่งคืออะไร
เปนอยางไร จะอธิบายเกี่ยวกับธรรมชาติของความจริงขั้นสุดทาย
อยางไรก็ตาม การกําหนดแบงหัวขอสําคัญของเนื้อหา หรือการแบงหมวดหมูของความรู
ในวิชาอภิปรัชญา ยอมมีความเห็นแตกตางออกไปกันบางเล็กนอย เชน วิลล ดูแรนท มีเห็นวา
อภิปรัชญานั้น สามารถแบงเนื้อหาออกเปน ๓ ประเด็น คือ
๑. ภววิทยา (Ontology) หมายถึง ความรูที่วาดวยสภาพที่แทจริง ความมีอยูจริงของ
สรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวง (All matter)
๒. จิตวิทยาเชิงปรัชญา (Philosophical Psychology) หมายถึง อภิปรัชญาที่วาดวย
ธรรมชาติของจิต (Mind) ไดแก การคนควาหาคําตอบในเรื่องธรรมชาติของจิต เพื่อใหรูแนวา จิต คือ
อะไร จิตเปนสสารหรือไม จิตประกอบดวยอะไรบาง ซึ่งอาจจะเรียกวา เปนความรูทางจิตวิทยาเชิง
ปรัชญา
๓. ทฤษฎีความรู (Epistemology) หมายถึง หมวดความรูที่มุงอธิบายเกี่ยวกับธรรมชาติ
ของความรู อาจจะเรียกวา อภิปรัชญาที่วา ญาณวิทยา คือ การคนควาใหเขาใจในผลที่ปรากฏขึ้น เมื่อ
สสารกับจิตมีความสัมพันธรวมกัน (Interrelation) ไดแก การศึกษาใหเขาใจในธรรมชาติของขบวนวิธี
แหงการรับรู (Perception) นั่นคือ การคนควาหาคําตอบเกี่ยวกับคําถามที่วา ความรูและการเรียนรู
ของมนุษยเกิดขึ้นไดอยางไร มีธรรมชาติอยางไร
นอกจากความเห็นดังกลาวของ วิลล ดูแรนท แลวยังมีความเห็นเกี่ยวกับเนื้อหาของ
อภิปรัชญาของนักปรัชญาทานอื่นอีก สวนมากมีความเห็นวา อภิปรัชญาเปนสาขาหนึ่งของวิชา
ปรัชญา ที่มุงศึกษาเกี่ยวกับหลักสําคัญขั้นตน (First principle) และธรรมชาติ (Nature) ของสิ่งที่มีอยู
หรือสัจจะทั้งปวง โดยไดแบงขอบขายเนื้อหาออกเปน ๓ หัวขอ คือ
๑. ภววิทยา (Ontology) กลาวถึง ความรูที่กลาวถึงธรรมชาติของสิ่งตาง ๆ ที่มีอยู หรือ
ธรรมชาติของสัจจะ
๒. จักรวาลวิทยา (Cosmology) กลาวถึง ธรรมชาติของโครงสรางของโลกหรือจักรวาล
หรือสรรพสิ่งทั้งหลายที่ประกอบกันเขาเปนโลกหรือจักรวาล
๓. ญาณวิทยา (Epistemology) กลาวถึง ทฤษฎีหรือหลักความรู แตโดยทั่วไปมักจะ
ยอมรับวา ญาณวิทยาหรือทฤษฎีแหงความรู เปนอีกสาขาหนึ่งของวิชาปรัชญาแยกออกไปจาก
อภิปรัชญา แมญาณวิทยากับอภิปรัชญาจะมีความสัมพันธกันอยางใกลชิดก็ตาม ๒๖
จะเห็นวา ในชวงนี้ ยังคงเห็นพองตองกันวา ภววิทยาและญาณวิทยาหรือทฤษฎีความรู
ตางเปนสวนหนึ่งของอภิปรัชญา ที่มุงศึกษาหาคําตอบเกี่ยวกับความจริงและพยายามสืบคนวิธีการ
เขาถึงและรูความจริงนั้นไปพรอมกันดวย

ในยุคใหม นักปรัชญาชาวเยอรมัน ชื่อ Lotze แบงเนื้อหาปรัชญาออกเปน ๔ สาย คือ
๑. อันติมภาวะวิทยา (Ontology) หมายถึง สภาวะอันเปนตนกําเนิดสูงสุด
๒. จักรวาลวิทยา (Cosmology) หมายถึง ภาวะแหงจักรวาลที่อยูในระบบบแหงเหตุผล
และปจจัยที่เกี่ยวของ
๓. จิตวิทยา (Psychology) หมายถึง สภาวะที่เกี่ยวของกับจิตหรือวิญญาณ
๔. เทววิทยา(Theology) หมายถึง การมุงศึกษาและพิสูจนการมีอยูของพระเจา
ปจจุบัน อภิปรัชญา ไดแบงขอบขายหรือการศึกษาออกเปน ๓ สายดวยกัน คือ
๑. อภิปรัชญาเกี่ยวกับธรรมชาติ (Nature)
๒. อภิปรัชญาเกี่ยวกับอัตตา (Self) จิต (Mind) หรือ วิญญาณ (Soul)
๓. อภิปรัชญาเกี่ยวกับพระเจา (God)
อยางไรก็ตาม อภิปรัชญา ถือวา สภาวะทั้งหมดนี้ มีลักษณะเปนอยูในตัวมันเอง เปนธาตุ
แทและเปนภาวะเหนือประสาทสัมผัสทั่วไป เปนตนกําเนิดของโลกตลอดทั้งเอกภพ ๒๗
๑. อภิปรัชญาเกี่ยวกับธรรมชาติ
เนื้อหาของอภิปรัชญาวาดวยธรรมชาติ คือ ปญหาเรื่องสสารและเรื่องชีวิต และมีเรื่องจิต
เกี่ยวของอยูดวย ในปญหาเกี่ยวกับเรื่องสสาร ชีวิตและจิต มีทฤษฎีมากมายที่กลาวถึง ตัวอยางเชน
ทฤษฎีธรรมชาตินิยม อันเปนทฤษฎีเดียวกันกับสสารนิยม ที่ถือวา สสารเปนความแทจริง ชีวิต คือ
พลังงานทางฟสิกส และทางเคมีที่ซับซอน จิต คือ ปรากฏการณของสมอง สวนธรรมชาตินิยมเนนเรื่อง
พลังงาน ถือวา พลังงานเปนความแทจริงสุดทาย ธรรมชาติประกอบดวยพลังงานอันมีหลายรูปตาง ๆ
กัน เชน ความรู แสงสวาง และไฟฟา พลังงานและสสารสามารถเปลี่ยนรูปกลับไปกลับมาได แต
ปริมาณคงที่ ไมเปลี่ยนแปลง สสารเปนพลังงาน เพราะสสารประกอบดวยปรมาณู และปรมาณู
ประกอบดวยอิเล็คตรอน (Electron) โปรตรอน (Protron) และนิวตรอน (Neutron) อันเปนพลังงาน
ไฟฟา
ทัศนะเกี่ยวกับชีวิต ธรรมชาตินิยม ถือวา ชีวิตวิวัฒนาการมาจากสสารที่ไมมีชีวิต การ
ปรับโครงสรางและอวัยวะตางๆ ของสัตวเปนไปเอง ไมมีวัตถุประสงคใดๆ แฝงอยู และเชื่อวา จิต
วิวัฒนาการมาจากชีวิตหรืออินทรียชั้นสูง อันเปนปรากฏการณของสมอง ถูกควบคุมไวโดยกฎกล
ศาสตร ไมมีอํานาจริเริ่มหรือเปนสิ่งเสรีในตัวเอง ธรรมชาตินิยม จะยึดถือความคิดแบบวิทยาศาสตร
ลวน ๆ ปฏิเสธความมีอยูของพระเจา อมฤตภาพวิญญาณ และสิ่งเหนือธรรมชาติทั้งหลาย

๒. อภิปรัชญาเกี่ยวกับอัตตา (Self) จิต (Mind) หรือ วิญญาณ (Soul)
นักปรัชญาสมัยโบราณสนใจเรื่องวิญญาณ (Soul) โดยพยายามสืบคนวา วิญญาณคือ
อะไร มีคุณลักษณะอยางไร เกี่ยวของกับรางกายอยางไร จุดหมายปลายทางของวิญญาณอยูที่ไหน
วิญญาณเปนมตะ หรืออมตะ อยางไรก็ตาม ไดมีนักปรัชญาหลายคน ที่ไดใหความหมายเกี่ยวกับ
วิญญาณไว เชน เพลโต อริสโตเติล เดสคารต
ตัวอยาง เชน เพลโตถือวา วิญญาณเปนเนื้อสารทางจิต ที่ทําหนาที่ ๓ ประการ คือ การ
คิด การรูสึก และการจงใจ การรูสึกและการจงใจนี้ จะตองแตกสลายไปพรอมกับรางกาย เพราะเมื่อ
รางกายตายแลว วิญญาณทําหนาที่รูสึกโดยผานทางประสาทสัมผัสของรางกายไมได การคิดเปนการ
ทําหนาที่ระดับสูงของวิญญาณ เพราะการคิดยอมประกอบดวยเหตุผล ตองใชสติปญญา เหตุผลหรือ
สติปญญาเปนสิ่งที่ไมตาย ฉะนั้น วิญญาณที่ทําหนาที่คิดจึงไมตาย เปนอมตะ เพราะไมขึ้นอยูกับ
รางกาย เพลโตถือวา วิญญาณที่วานี้ มีกําเนิดมาจากวิญญาณโลก อันอยูในโลกแหงความคิด และจะ
กลับไปสูโลกแหงความคิดนั้นอีก วิญญาณมีกัมมันตภาพในตัวเอง และเปนเหตุใหทุกสิ่งทุกอยาง
เคลื่อนไหว เพราะเหตุที่วิญญาณเปนเหตุแหงความเคลื่อนไหว วิญญาณจึงไมไดถูกสรางขึ้น เพราะ
เหตุที่ไมไดถูกสรางขึ้น วิญญาณจึงเปนสิ่งที่ไมแตกสลาย วิญญาณมีมากอนรางกาย รางกายเปนเพียง
พาหนะของวิญญาณ ตองอาศัยวิญญาณคอยควบคุม และจุดหมายปลายทางของวิญญาณนั้น คือ โลก
แหงความคิด
๓. อภิปรัชญาเกี่ยวกับพระเจา (God)
ตั้งแตยุคโบราณ มีความสงสัยประการหนึ่งเกี่ยวกับปฐมเหตุของสรรพสิ่งซึ่งเปนสาเหตุ
แรกของสิ่งทั้งปวง สิ่งนั้นมีชื่อเรียกวา เหตุผลสากลบาง สิ่งสมบูรณบาง พระเจาบาง เมื่อคริสตศาสนา
สอนวา พระเจาเปนผูสรางสิ่งทั้งปวง นักปรัชญาศาสนาจึงสรางปรัชญาที่ยึดพระเจาเปนหลัก แมแตนัก
ปรัชญาสมัยใหมตางก็ไดรับอิทธิพลจากคริสตศาสนา จึงมีความสนใจศึกษาเกี่ยวกับพระเจาและมุง
พิสูจนความมีอยูของพระเจาดวยเพื่อยืนยันทัศนะของตน
การพิสูจนความมีอยูของพระเจา นักปรัชญาไดเสนอทฤษฎีไว ดังนี้ คือ
๑. ทฤษฎีเชิงเอกภพ ถือวา พระเจามีอยู เพราะมีโลกนี้ไดตองอาศัยพระเจาสรางขึ้น
ดังนั้น เมื่อโลกนี้มีอยู พระเจาซึ่งเปนผูสรางโลก จึงมีอยูดวย
๒. ทฤษฎีเชิงวัตถุประสงค พิสูจนความมีอยูของพระเจาวา พระเจามีอยู เพราะเปนผู
ออกแบบสรางโลกใหเปนระเบียบ เมื่อโลกนี้มีความเปนระเบียบและดําเนินไปอยางมีเปาหมาย จึง
แสดงใหเห็นถึงวาตองมีผูออกแบบโลกใหมีระเบียบดวย และผูออกแบบที่วานี้ คือ พระเจา
๓. ทฤษฎีเชิงภววิทยา ถือวา พระเจามีอยู เพราะเปนผูควบคุมจริยธรรม ใหคนทําดีไดดี
คนทําชั่วไดชั่วในอนาคต

นอกจากนี้ มารติโนยังไดใหเหตุผลเพื่อชี้ใหเห็นถึงความมีอยูของพระเจาในเชิงจริยธรรม
ดังนี้ คือ
๑. กฎศีลธรรมที่ใชบังคับแกมนุษย จะเปนกฎที่ไมมีใครสรางขึ้นไมได หากแตเปนกฎ
ของพระเจา ซึ่งถายทอดมาใหทราบทางมโนธรรม
๒. พันธะทางศีลธรรม ถาบุคคล สังคม หรือรัฐสรางขึ้น อาจยกเลิกไดตามความตองการ
ของบุคคลหรือสถาบันนั้นๆ ได แตเนื่องจากพันธะทางศีลธรรมยกเลิกไมได ฉะนั้น จึงตองมาจากพระ
เจาเทานั้น
๓. ในโลกนี้มีบุคคลที่แตกตางกัน บางคนมีศีลธรรมดีกวาบางคน และมีบางคนที่ดีขึ้นไป
เรื่อยๆ จึงตองเชื่อวา ตองมีบุคคลที่ดีที่สุดและสมบูรณที่สุด และบุคคลที่มุงหมายนั้นคือพระเจา จาก
ทฤษฎีและเหตุผลดังกลาวนี้ พอจะเปนเครื่องพิสูจนไดวา พระเจามีอยูจริง ๒๘
การศึ ก ษาเชิ ง พุ ท ธปรั ช ญาในส ว นของอภิ ป รั ช ญานี้ จึ ง เป น การนํ า กรอบเนื้ อ หาทาง
อภิปรัชญาดังกลาวเปนหลัก แลวศึกษาวิเคราะหนําเสนอเนื้อหาทางพระพุทธศาสนาวา พุทธศาสนา
พูดถึงเรื่องเหลานี้วาอยางไร? การศึกษานี้ มีวัตถุประสงคศึกษาคนควาเกี่ยวกับประเด็นทางอภิปรัชญา
ในพุทธปรัชญา โดยเฉพาะความจริงเกี่ยวกับจักรวาล โลก และชีวิตมนุษย วาพุทธปรัชญามีเนื้อหาพูด
ถึงเรื่องนี้ไวเชนไรบาง เพราะเนื้อหาทางอภิปรัชญาถือวาเปนเปาหมายที่กําหนดเนื้อหาของปรัชญาใน
สวนอื่น ๆ ทั้งระบบ
การเขาใจเรื่องอภิปรัชญาแบบพุทธปรัชญานี้ อาจชวยใหเขาใจระบบปรัชญาดานอื่นทั้ง
ระบบของพุทธปรัชญาไดดียิ่งขึ้น แนวคิดทางอภิปรัชญาสวนใหญมุงเนนถึงความจริงขั้นสูงสุดที่เปน
แกนสาระของสรรพสิ่ง และถือกันวา ตองเปนเรื่องที่พิสูจนไมไดทางประสาทสัมผัสทั้งหา หรือเปนเรื่อง
ที่อยูนอกเหนือจากประสาทสัมผัสทั้งหาของมนุษย แตแนวคิดทางอภิปรัชญาแบบพุทธนั้นไมไดเห็น
เชนนั้น ไมไดมองวาเปนเรื่องที่ไมสามารถพิสูจน

๑.๗ แนวคิดทางอภิปรัชญาในพุทธปรัชญา
แนวคิ ด ทางอภิ ป รั ช ญาในพุ ท ธปรั ช ญานั้ น มี ลั ก ษณะบางประการที่ ต า งไปจาก
แนวคิ ด อภิ ป รั ช ญาทางตะวั น ตก ตรงที่ แ นวคิ ด ทางตะวั น ตกนั้ น มั ก จะมี ค วามเห็ น กั น ว า มี
ลักษณะเหมือนกับปญหาที่พระพุทธเจาไมทรงพยากรณ กลาวคือ เกณฑตัดสินความเปน
อภิปรัชญาทางตะวันตก คือ การพิสูจนไดดวยประสาทสัมผัสทั้งหาของมนุษย เรื่องใดก็ตามที่
ขามพนการพิสูจนหรืออยูเหนือการรับรูดวยประสาทสัมผัสทั้งหา เรื่องนั้น จัดเปนอภิปรัชญา
โดยนัยนี้ จะเห็นวา ขอบขายเนื้อหาของอภิปรัชญาแบบตะวันตกนั้น จะจํากัดอยูเฉพาะสิ่งที่
ไมใชวัตถุ หรือสิ่งที่อยูเหนือขอบเขตของโลกทางกายภาพ หรือโลกทางวัตถุ และไมอาจรับรูดวย

ประสาทสัมผัสทั้งหาของมนุษย การจํากัดความหมายเชนนี้ออกจะแคบเกินไป ขอบขายของ
อภิปรัชญาไมควรจะกําหนดผูกโยงไว กับเรื่อง จิต วิญญาณหรือเรื่ องเหนือธรรมชาติเ ทานั้น
ความจริงใด ๆ ไมวาจะเปนทางจิตวิญญาณหรือทางวัตถุหากเปนความจริงขั้นสุดทาย (อันติม
สัจจะ) ควรอยูในขอบเขตของอภิปรัชญาดวย ๒๙ ดังนั้น เนื้อหาที่ถือวาเปนอภิปรัชญาในพุทธ
ปรัชญาไมไดใชเกณฑดังกลาวเปนเครื่องตัดสิน หากแตเปนความจริงที่สามารถรูไดและไมอยู
เกินวิสัยของมนุษยที่จะรับรู เขาใจและเขาถึงได เพราะพุทธปรัชญาไมไดใชเกณฑตัดสินเพียง
ประสาทสัมผัสทั้งหาเทานั้น ยังใหความสําคัญแกศักยภาพดานจิตใจของมนุษยที่สามารถฝกฝน
ใหเกิดปญญาหยั่งรูถึงความจริงที่วานี้ได โดยเฉพาะความจริงที่รูแลวจะเปนประโยชนตอการ
ดําเนินชีวิต อันมีความเกี่ยวโยงกันระหวางวิถีชีวิตมนุษยกับความจริงนั้น ๆ กลาวใหชัด คือ
ความจริงที่จะตรัสนั้นตองเอื้อตอการหลุดพนจากความทุกขในวัฏสงสารนี้
อย า งไรก็ ต าม พึ ง ทํ า ความเข า ใจเบื้ อ งต น ว า คํ า ว า อภิ ป รั ช ญา นี้ ไม ไ ด มี ใ ช ใ น
พระพุทธศาสนาตามคัมภีรชั้นตนแตอยางใด เมื่อจะศึกษาพระพุทธศาสนาในเชิงปรัชญา จึงได
นําคํานี้มาใชในความหมายใหมแบบพุทธปรัชญา อภิปรัชญาจึงไมไดมีความหมายเหมือนกับ
ความหมายเดิมในภาษาลาตินวา Metaphysics กลาวคือ อภิปรัชญาในพุทธปรัชญาจะกลาวถึง
ความจริงแทในความหมายที่เปนปรมัตถสัจจะ ซึ่งถือวาเปนความจริงชั้นสูงสุด อันเปนฐานของ
ความจริงขั้นสมมติและรองรับความจริงขั้นสมมติ กลาวอีกนัยหนึ่ง ความจริงขั้นสมมตินั้นเปนสิ่ง
แสดงใหเห็น หรือเปนภาพปรากฏของความจริงขั้นปรมัตถ โดยจะเปนเรื่อง ภาษา ที่บัญญัติใช
เพื่ออธิบายทําความเขาใจหรือสื่อใหเขาใจความจริงขั้นปรมัตถใหมากที่สุด แตในขณะเดียวกัน
ภาษาของมนุษยก็มีความจํากัด แมจะพยายามอธิบายถึงสิ่งสิ่งหนึ่งอยางไร ก็จะสื่อใหเห็นเพียง
บางสวน บางแงมุมของสิ่งสิ่งนั้นเทานั้น ยิ่งไปกวานั้น หากพยายามอธิบายสิ่งสิ่งนั้นใหมากยิ่งขึ้น
อีกแคไหน อาจทําใหเกิดความสับสนมากยิ่งขึ้นแคนั้น หรือมิฉะนั้น อาจเกิดการยึดติดวา ชุด
คําอธิบายนี้เทานั้น เปนความจริง สวนชุดคําอธิบายอื่น ไมเปนความจริง ปรากฏการณลักษณะ
นี้มีใหเห็นทั่วไปในสังคมปจจุบันที่มีการศึกษาคนควาเรื่องเดียวกันในหลายสาขาวิชา ซึ่งแตละ
สาขาวิชาตางยืนยันในสิ่งที่ตนเสนอวาเปนความถูกตอง และอาจมองจากมุมนั้นเพียงมุมเดียว
หากมีการยึดถือในลักษณะที่วานี้ นับเปนสัญญาณอันตรายมากทีเดียวเพราะอาจ
นําไปสูการแบงแยก การไมยอมรับซึ่งกันและกัน และจะนําไปสูการทะเลาะวิวาทในที่สุด การที่
เรื่องหนึ่งแมจะมีคําอธิบายตางกัน แตโดยความเปนจริง คําอธิบายเหลานั้นอาจไมไดตางกันจริง
ตามนั้ นก็ ไ ด อาจเปนการมองคนละมุมดว ยมิติ ทางภาษาและวัฒนธรรมที่แ ตกตางกัน หรื อ
แมกระทั่ง ดวยประสบการณที่ตางกันเทานั้น ดังนั้น การยืนยันทัศนะใดทัศนะหนึ่งวาเปนทัศนะ
ที่ถูกตอง อาจผิดไดเชนกันและอาจผลลัพธที่ไมคาดฝนได ตัวอยางเชน ผลไมชนิดหนึ่ง ภาค
กลางเรียกวา มะละกอ ภาคอีสานเรียกวา บักหุง ภาคเหนือเรียกวา บากวยเตด ภาคใตเรียกวา

ลอกอ ภาษาอังกฤษเรียกวา พาพายา (Papaya) เปนตน หรืออาจจะมีการเรียกโดยชื่ออื่นอีกที่
ตางไปจากนี้ หากแตละภาคหรือแตละประเทศตางยืนยันการเรียกผลไมชนิดนี้ของตนเทานั้น
ถูกตอง สวนการเรียกอยางอื่น ผิด ทั้งหมด แลวตางถกเถียงแสดงเหตุผลเพียงเพื่อยืนยันทัศนะ
ของตน เชนนี้ อะไรจะเกิดขึ้น หากตกลงกันไมได และไมยอมรับซึ่งกันและกัน และในทุกเรื่อง
มนุษยตางมีทาทีเชนนี้ตอกัน โลกจะเปนอยางไร มนุษยอาจตกอยูในสถานการณเชนนี้อยูก็
เปนได
จะเห็นวา ภาษามนุษยมีขอจํากัดในการสื่อความจริงอยูไมนอยและอาจเกิดปญหา
ไดหากใชโดยไมระวังและไมรัดกุมพอ กระนั้นก็ตาม ภาษา ยังมีความจําเปนยิ่งในการสื่อสาร
เพื่อทําความเขาใจเรื่องตาง ๆ ทั้งในเชิงวิชาการ หรือ ในฐานะที่ยังเปนผูศึกษาคนควาอยู ยัง
ไมใชเปนผูเขาถึงความจริงเชิงประจักษภายใน ฉะนั้น การเรียนปรัชญา จึงเหมือนกับการมอง
จากมุมสูงเพื่อใหเห็นภาพรวมทั้งหมดของทัศนะเกี่ยวกับสิ่งสิ่งหนึ่ง ไมไดมองเพียงดานใดดาน
หนึ่งแลวสรุ ป การสรุปโดยที่ ยังไมไดศึกษาขอมูลรอบดาน ถือวาเปนการสรุปเกิ นความจริง
ปญหาเกี่ ยวกับการใชภาษาดังกลาว ถือวามีความเกี่ยวของกับ ปญหาทางอภิปรั ชญาอย าง
ใกลชิดทีเดียว เพราะการอภิปรายถึงปญหาทางอภิปรัชญาไมวาเรื่องใด จําตองใชภาษาเปน
เครื่องมือสื่อใหเขาใจภาพของความจริงทางอภิปรัชญา
ทั ศ นะทางอภิ ป รั ช ญาแบบพุ ท ธปรั ช ญานั้ น ถื อ ว า เป น คํ า อธิ บ ายอี ก ชุ ด หนึ่ ง ที่
อภิปรายถึงความจริงเกี่ยวกับจักรวาล โลก และมนุษย ในการศึกษานี้ จะไดนําทัศนะเกี่ยวกับ
จั ก รวาล โลก และมนุ ษ ย ใ นพุ ท ธปรั ช ญามาอภิ ป ราย โดยจะพยายามศึ ก ษาค น คว า จาก
แหลงขอมูลปฐมภูมิใหมากที่สุดและนําทัศนะเกี่ยวกับเรื่องนี้จากแหลงขอมูลทุติยภูมิ โดยเฉพาะ
อย า งยิ่ ง การตี ค วามของนั ก ปราชญ ท างพุ ท ธปรั ช ญาในยุ ค หลั ง มาประกอบในการศึ ก ษา
วิเคราะห อภิปรายเพื่อใหเห็นภาพรวมของทัศนะทางอภิปรัชญาในพุทธปรัชญาใหมากที่สุด
การพิ จ ารณาวิ เ คราะห ถึ ง เนื้ อ หาทางอภิ ป รั ช ญาในพุ ท ธปรั ช ญานั้ น สามารถ
พิจารณาไดจากลักษณะคําสอนในพระพุทธศาสนา ๒ ลักษณะ คือ
๑. มัชเฌนธรรม
มัชเฌนธรรม คือ คําสอนที่มีลักษณะแสดงถึงหลักความจริงเปนกลาง ๆ ตรงตาม
สภาวะ แสดงใหเห็นถึงความจริงตามที่มีอยูในธรรมชาติในลักษณะการรายงานความเปนจริง
ตามที่มันเปนโดยเหตุผลบริสุทธิ์ หรือ ตามกระบวนการของธรรมชาติอันเกี่ยวกับมนุษย โลก
และจักรวาล โดยมีวัตถุประสงคในการนํามาแสดง คือ เพื่อเปนประโยชนในทางปฏิบัติในชีวิต
จริง ไมไดสงเสริมความพยายามที่จะเขาถึงสัจธรรมดวยวิธีการถกเถียงทางปรัชญา หรือสราง

ทฤษฎีตาง ๆ ขึ้นแลวยึดมั่นปกปองทฤษฎีนั้น ๆ ดวยการเก็งความจริงทางปรัชญาแตอยางใด
หลักคําสอนที่มีลักษณะเปนมัชเฌนธรรมที่วานี้ เชน หลักกรรม ขันธ ไตรลักษณ ปฏิจจสมุป
บาท นิยาม เปนตน
๒. มัชฌิมาปฏิปทา
มัชฌิมาปฏิปทา คือ คําสอนที่มีลักษณะแสดงถึงขอปฏิบัตสิ ายกลาง เปนคําสอนที่ชี้
ชวนใหปฏิบตั ิ บงบอกถึงความควร มิควร สงเสริมใหดําเนินตามแนวทางที่ถูกที่ควร เพื่อเปน
หลักการครองตน ครองคน ตลอดถึงครองงาน เพื่อรูเทาทันชีวิต สังคม และโลกจะไดไมหลงงม
งาย โดยเฉพาะอยางยิ่ง เปนหลักการในดํารงชีวิตอยูในโลกอยางรูเทาทัน ไมใชสอนใหหนีโลก
โดยมีเปาหมายมุงผลสัมฤทธิ์ที่สําคัญ คือ ความสะอาด สวาง สงบ เปนอิสระ ที่สามารถมองเห็น
ไดในชีวติ นี้ ๓๐ เชน อริยมรรคมีองค ๘ ประการ กุศลกรรมบถ ๑๐ สติปฏฐาน ๔ เปนตน เปน
ลักษณะของแนวทางที่จะทําใหเขาถึงความจริง หรือคุณคาบางอยางที่ตองการดวยฝกปฏิบตั ิ
อยางมีระบบมีขั้นตอนที่ถกู ตองเหมาะสม
ลักษณะคําสอนที่เปนอภิปรัชญาในพุทธปรัชญา
จะเห็นวา ถาพิจารณาตามลักษณะคําสอนทั้งสองลักษณะขางตน ลักษณะของคําสอน
ที่พอจะนับเนื่องเขาในสวนที่เปนอภิปรัชญาได ก็คือ ลักษณะคําสอนที่กลาวถึงความจริง อัน
ไดแก คําสอนที่เปนมัชเฌนธรรม ที่มุงกลาวแสดงถึงความจริงของชีวิต โลก และจักรวาล อัน
เปนการรายงานตามความเปนจริงของสรรพสิ่งวา มีกระบวนการความเปนมาและความเปนไป
เชนไรบาง แมลักษณะคําสอนดังกลาวนี้จะไมตรงตามเนื้อหาของอภิปรัชญาตามทัศนะทาง
ตะวันตกทีเดียวนัก ดวยเหตุผลดังกลาวขางตนวา เนื้อหาอภิปรัชญาในพุทธปรัชญานั้นมี
ลักษณะที่ตางจากทัศนะแบบตะวันตก ซึ่งไมใชเปนลักษณะการคาดเก็งความจริง หรืออนุมาน
ถึงความนาจะเปนของสรรพสิ่ง หากแตเปนการแสดงถึงความจริงของสรรพสิ่งตามที่มันเปน
เชิงอรรถ

มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก (บาลี) ๑๓/๗๓๘/๖๖๙.
วินัยปฎก มหาวรรค (บาลี) ๔/๑๔/๑๘.

ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ (บาลี) ๒๕/๒๑/๓๕.

อังคุตรนิกาย จตุกกนิบาต (บาลี) ๒๑/๕/๗., ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ (บาลี) ๒๕/๓๔/๖๑.

ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ (บาลี) ๒๕/๔๔/๓๙.

ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ (บาลี) ๒๕/๓๐/๕๑.

มัชฌิมนิกาย มูลปณณาสก (บาลี) ๑๒/๔๑๔/๓๑๖-๓๑๗.

วินัยปฎก มหาวรรค (บาลี) ๔/๑๔/๑๙.

วินัยปฎก มหาวรรค (บาลี) ๔/๖๘/๗๖.
ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค (บาลี) ๙/๒๙๒/๒๓๒.
๑๑
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ (บาลี) ๒๕/๓๐/๕๑.
๑๒
อภิธรรมปฎก กถาวัตถุ ๓๗/๑๑๓๖/๔๖๐-๔๖๑.
๑๓
ทีฆนิกาย มหาวรรค ๑๐/๒๘๙/๒๒๒.
๑๔
ปญญาทั้งสามระดับ ผูสนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมไดใน ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (บาลี) ๑๑/๒๒๘/๒๓๑, อรรถกถา
ทีฆนิกายปาฏิกวรรค (บาลี) ๓/๓๑๐.
๑๕
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมใน วินัยปฎก มหาวรรค (บาลี) ๔/๑๖/๒๒.
๑๖
พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), กรณีธรรมกาย, (กรุงเทพฯ: สหธรรมิก, ๒๕๔๒), หนา ๓๗.
๑๗
เรื่องเดียวกัน, หนา ๑๐-๑๑.
๑๘
สังยุตนิกาย นิทานวรรค (บาลี) ๑๖/๔๔/๒๑.
๑๙
บุณย นิลเกษ, ปรัชญาเบื้องตน, (ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม, ๒๕๒๔),
หนา ๑๓๑.
๑๐

๒๐

เดือน คําดี, ปญหาปรัชญา, (กรุงเทพฯ : สํานักพิมพโอเดี่ยนสโตร, ๒๕๓๐), หนา ๑.

๒๑

บุณย นิลเกษ, ปรัชญาเบื้องตน, หนา ๑๓๑.
เรื่องเดียวกัน, หนา ๑๓๒.
๒๓
ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมศัพทปรัชญาอังกฤษ – ไทย, (กรุงเทพฯ : อมรินทร พริ้นติ้ง กรุพ, ๒๕๓๒), หนา
๒๒

๗๑.
๒๔

เรื่องเดียวกัน, หนา ๑๑๔.
เรื่องเดียวกัน, หนา ๑๓,๓๘.
๒๖
เดือน คําดี, ปญหาปรัชญา, (กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร, ๒๕๓๐), หนา ๓.
๒๗
บุณย นิลเกษ, ปรัชญาเบื้องตน, หนา ๑๓๒-๑๓๔.
๒๘
พระมหาภิญโญ พุทฺธิสาโร, เอกสารประกอบคําบรรยายวิชา อภิปรัชญา, (มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๔ (อัด
สําเนา)), หนา ๗-๘.
๒๙
สนิท ศรีสําแดง, พุทธปรัชญา, (กรุงเทพฯ: นีลนาราการพิมพ, ๒๕๓๕), หนา ๓๗-๓๘.
๓๐
พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต), พุทธธรรม, (กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๒) หนา ๖-๗.
๒๕

บทที่ ๒
แนวคิดเรื่อง จักรวาล
๒.๑ ความนํา
แนวคิดเรื่อง จักรวาล เรียกวา จักรวาลวิทยา (Cosmology) จัดเปนเนื้อหาหนึ่งของ
ปรัชญาทั้งปรัชญาตะวันตกและปรัชญาตะวันออก ที่วาดวยบอเกิดและโครงสรางของจักรวาล ๑
ในพุทธปรัชญาเรียกวา โลกธาตุ ทั้งโดยขอบเขตที่กวางไกล ทั้งในเทศะและในกาละ ๒ แนวคิด
เรื่องนี้ สะทอนใหเห็นถึงความสงสัยใครรูของมนุษยตั้งแตอดีต จากการศึกษาภูมิปญญาของ
มนุษยชาติจะเห็นวา มีคําตอบที่หลากหลาย มีหลายทัศนะเกี่ยวกับจักรวาล จนกระทั่งปจจุบัน ก็
ยั ง ไม มี คํ า ตอบเป น ที่ สิ้ น สุ ด ยิ่ ง มนุ ษ ย พ ยายามค น คว า เรื่ อ งนี้ ม ากเท า ไร ก็ ยิ่ ง จะพบความ
มหัศจรรยของจักรวาลมากขึ้นเทานั้น ความสงสัยเกี่ยวกับเรื่อง จักรวาล จึงมีคําตอบหลายทัศนะ
เชนกันกับวิทยาการโลกยุคใหมที่มีความเจริญทางดานวิทยาศาสตรที่มีความเจริญทันสมัยมาก
ขึ้น ทําใหมนุษยไดรับรูเรื่องราวเกี่ยวกับจักรวาลในมิติตาง ๆ มากขึ้น ทั้งที่สอดคลองกันและทั้ง
ที่ขัดแยงกัน
มนุษย ตั้งแตอดีตกระทั่งป จจุบัน มี ความสงสั ยกันวา จักรวาลนี้เกิดขึ้นไดอยางไร
จักรวาลมีความเปนไปอยางไร มีกําเนิดมาจากอะไร จักรวาลมีเพียงหนึ่งเดียวหรือหลายจักรวาล
จักรวาลมีธรรมชาติเปนจิต หรือ เปนวัตถุ และจักรวาลจะถึงจุดจบหรือไม ตอประเด็นปญหา
เหลานี้ นักปรัชญาทั้งตะวันตกและตะวันออกตางออกความเห็นและใหคําตอบหลากหลาย ใน
ปรัชญาตะวันตก มีจุดเริ่มตนความคิดความสนใจตั้งแตสมัยกรีกโบราณ นักปรัชญาที่กลาวถึง
เรื่องนี้ เชน อริสโตเติล (Aristotle, b.c. 384-322๓ ) ไดชี้ใหเห็นวา โลกมนุษยนั้น มีสัณฐานกลม
มากกวาแบน ซึ่งไดรับการสนับสนุนและสานตอโดย ปโตเลมี (Ptolemy, 83-161 CE. ๔ ) ที่มองวา
โลกเป น ศู น ย ก ลางของจั ก รวาล แต มี นั ก คิ ด อี ก คนหนึ่ ง คื อ นิ โ คลั ส โคเปอร นิ คั ส (Nicholas
Copernicus, 1473-1543 ๕ ) ไดนําทฤษฎีที่แตกตางมาเสนอวา โลกมิไดเปนศูนยกลางจักรวาล
สิ่งที่เปนศูนยกลางจักรวาล คือ ดวงอาทิตยที่หยุดนิ่ง โดยมีโลกและดาวเคราะหตาง ๆ โคจรรอบ
เปนวงกลม ทฤษฏีที่วานี้ไดรับการสานตอโดยนักดาราศาสตร ๒ ทาน คือ โยฮันเนส เคปเลอร
(Johannes Kepler,1571-1630 ๖ ) และ กาลิเลโอ กาลิเลอิ (Galileo Galilei, 1564-1642 ๗ ) ที่ใช
กลองโทรทรรศนสองดูในตอนกลางคืน พบวา ดาวทุกดวงบนทองฟาไมไดโคจรรอบศูนยกลางที่
เปนโลกแตประการใด ตอมา เซอร ไอแซค นิวตัน (Sir Isaac Newton, 1643-1727 ๘ ) ไดเสนอวา
แรงโนมถวงเปนสาเหตุที่ทําใหโลกและดาวเคราะหตาง ๆ โคจรรอบดวงอาทิตย ในขณะเดียวกัน

เซนต ออกัสติน (St. Augustine, 354-430 ๙ ) อาศัยหลักฐานจากคัมภีรเจนิซิสที่วาดวยการกําเนิด
โลกและมนุษย ไดคาดคะเนวา เอกภพถือกําเนิดขึ้นเมื่อประมาณ ๕,๐๐๐ ปกอนคริสตกาล โดย
ชี้ใหเห็นวา พระเจาเปนผูสรางโลกและมนุษย ตอมา เอ็ดวิน ฮับเบิ้ล (Edwin Hubble,18891953 ๑๐ ) ไดพบจุดเปลี่ยนที่สําคัญจากการสังเกต พบวา ไมวาจะมอง ณ จุดใดของทองฟา จะ
พบวา บรรดากาแล็คซี่ที่อยูหางไกลลวนแลวแตกําลังเคลื่อนตัวออกจากโลกทั้งสิ้น เปนนัยบงชี้
วา เดิมทีนั้น กาแล็คซี่เหลานี้จะตองอยูใกลกันมากกวานี้ อันเปนที่มาของทฤษฎีที่อธิบายการ
กําเนิดขึ้นของจักรวาล คือ ทฤษฎีบิ๊กแบง (Big Bang ๑๑ ) หมายความวา โลกหรือสรรพสิ่งใน
จักรวาล เกิดจากการระเบิดครั้งใหญ ผลจากการระเบิดใหญนั้น ทําใหสิ่งตาง ๆ ในจักรวาล
แยกตัวออกจากกัน ในขณะเดียวกัน สสารบางอยางไดรวมตัวกันกลายเปนโลก หรือดาวตาง ๆ
ซึ่งทฤษฏีสัมพันธภาพของไอนสไตนก็ไดชี้ใหเห็นวา กาลและอวกาศมีจุดเริ่มตนมาจากการ
ระเบิดครั้งใหญนี้ และในปจจุบัน สตีเฟน ฮอรวกิ้ง (Stephen William Hawking, 1942- ๑๒ )
คอนขางจะเห็นดวยอยางยิ่งกับทฤษฎีนี้ ๑๓
อยางไรก็ตาม โดยสรุปแลว ในทางปรัชญาจะมีแนวคิดหลัก ๆ อยู ๓ แนวคิดที่ให
ทัศนะเกี่ยวกับจักรวาล คือ แนวคิดแบบจิตนิยม (Idealism) แนวคิดแบบวัตถุนิยม (Materialism)
และแนวคิดแบบธรรมชาตินิยม (Naturalism) ซึ่งพอประมวลแนวคิดโดยภาพรวมดังนี้ คือ ๑๔
แนวคิดแบบจิตนิยม เสนอความเห็นวา จักรวาล คือ จิต นอกจาก จิต แลวไมมีอะไร
อยางอื่นอีก จิตเทานั้น มีอยูจริง จิตเปนตนกําเนิดของจักรวาลและทุกสิ่งในจักรวาล และตอมา
บางทัศนะใชคําวา พระเจา แทนสิ่งที่เรียกวา จิต ที่วานี้ และเสนอทัศนะวา พระเจาเปนสราง
จักรวาลและทุกสิ่งในจักรวาล เปนแนวคิดแบบเทววิทยา ซึ่งแนวคิดในกลุมนี้ ยังมีการเรียกสิ่งที่
ทรงอํานาจในการสรางจักรวาลนี้ตางกันออกไป เชน พระเจา ในปรัชญาคริสต ที่ถือวา ไมใช
วัตถุ ไมใชบุคคล แตเปนวิญญาณที่บริสุทธิ์ที่ทรงอํานาจยิ่งใหญ ทรงรอบรูทุกอยาง, พรหม ใน
ปรัชญาฮินดู ที่ถือวาเปนผูสรางโลก เปนผูรักษา และเปนผูทําลาย เปนตน
แนวคิดแบบวัตถุนิยม จะเห็นตรงกันขามกับจิตนิยมดังกลาว คือ เห็นวา จักรวาล คือ
วัตถุ เกิดมาจากวัตถุ แกนแทของจักรวาล คือ วัตถุ ไมใชจิต สิ่งที่เรียกวา จิต นี้เปนเพียงสมองที่
พรอมดวยระบบประสาท สิ่งที่มีอยูจริงและความเปนจริงแท คือ วัตถุ นอกจากวัตถุแลว ไมมี
อะไรอยางอื่นอีก การเกิดขึ้นและความเปนไปของจักรวาลและสรรพสิ่งในจักรวาลเปนกลไกทาง
วัตถุ (Mechanics)
แนวคิดแบบธรรมชาตินิยม คอนขางประนีประนอมแนวคิดทั้งสองเขาดวยกัน คือ
มองความเปนจริงตามธรรมชาติ ตามที่มันเปนจริง บางทีเรียกวา แนวคิดแบบสัจนิยม มีความ

เชื่อวา จักรวาลและทุกสิ่งในจักรวาล มีกําเนิดมาจากธรรมชาติมากกวาสิ่งที่อยูเหนือธรรมชาติ
ในจั ก รวาลมี ส รรพสิ่ ง ที่ ห ลากหลาย และมี ค วามจริ ง ในอยู ตั ว มั น เอง มี ทั้ ง สิ่ ง ที่ เ ป น วั ต ถุ ห รื อ
รูปธรรมและสิ่งที่เปนจิตหรือเปนนาม
แนวคิดทั้งสามนั้ น เปนสิ่งสะทอนถึงพัฒนาการแหงการพยายามคนหาความจริง
เกี่ยวกับจักรวาลโดยภาพรวมของมนุษย แตละแนวคิดก็จะมีรายละเอียดลึกลงไปอีก ซึ่งในที่นี้จะ
ไมขอกลาวไว หากแตจะมุงศึกษาถึงแนวคิดเรื่อง จักรวาล ในทัศนะของพุทธปรัชญาโดยเฉพาะ
การที่พระพุทธศาสนาเสนอแนวคิดเกี่ยวกับจักรวาล ยอมจะมีเหตุผลอันสมควร เพราะแมวาเรือ่ ง
นี้จะไมใชวัตถุประสงคหลักการสอน แตก็ถือไดวา แนวคิดเรื่องจักรวาลเปนแนวคิดพื้นฐานที่
นําไปสูการปฏิบัติเพื่อความหลุดพน หรือเปนแนวคิดรองรับผลจากการปฏิบัติหรือจากกระทํา
ของมนุษย หรือแมกระทั่งเปนแนวคิดที่เปนแรงกระตุนเราใจใหมีการปฏิบัติตามหลักคําสอนมาก
ขึ้น อยางไรก็ตาม ในขอนี้ ไดมีผูใหขอคิดเห็นวา จักรวาลหรือโลกธาตุที่พุทธปรัชญากลาวถึงนั้น
เปนสวนที่เกี่ยวของการดําเนินชีวิตของมนุษย ไมไดสนใจจักรวาลในสวนที่ไมเกี่ยวของกับ
นามธรรม โลกแหงรูปธรรมที่ไมมีนามธรรมรับรู จึงไมใชเรื่องของจักรวาลวิทยาในพุทธปรัชญา
๑๕

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดที่มองถึงพัฒนาการทางความคิดเกี่ยวกับจักรวาลของคนใน
สังคมอินเดียโบราณและในสังคมกรีกโบราณ อันสะทอนใหเห็นถึงความสนใจใครรูเกี่ยวกับเรื่อง
นี้แลวคิดคนนําเสนอ แนวคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่แตกตางกันมีบันทึกไวในคัมภีรพระไตรปฎก ดัง
บทวิเคราะหเกี่ยวกับเรื่องโลกและจักรวาลในทัศนะของพระพุทธศาสนา ความตอนหนึ่งวา
คนอินเดียและคนกรีกสมัยโบราณไดคิดคนเกี่ยวกับธรรมชาติกําเนิดและขอบเขต
แหงเอกภพมากอนแลว อะแนกซิมันเดอร (Anaximander) นักปราชญกรีกประมาณ
ศตวรรษที่ ๖ กอนคริสตกาล ไดคาดคะแนวา มีโลกตาง ๆ มากมายเกิดขึ้นและกลับ
หายไปในสารที่ไมอาจกําหนดลักษณะได อีกศตวรรษตอมา นักปรมาณูนิยมชาวกรีกส
องทาน คือ เล็วคิปปุส (Leucippus) และเดโมคริตุส (Democritus) ผูตั้งสมมติฐานขึ้นวา
มี ป รมาณู เ หลื อ คณนานั บ และความเวิ้ ง ว า งนั้ น การคาดคะเนดั ง กล า นี้ เกิ ด มาจาก
จินตนาการและการคิดหาเหตุผล อนึ่ง โลกทั้งหลายที่ทานเหลานั้นพูดถึงก็ไมใชสิ่งอื่น
ใด นอกจากเปนดวงอาทิตย ดวงดาว ดวงจันทร โลกเทหวัตถุ และดวงดาวตาง ๆ ที่เรา
สามารถสังเกตเห็นไดเทานั้น การคาดคะเนของชาวอินเดียกอนพุทธกาลก็มีลักษณะ
คลายคลึงกัน นอกจากนี้ ก็มีขอพิเศษตรงที่วา นักคิดอินเดียวบางคนอางวา ตนรูความ
จริงนี้ เพราะบรรลุถึงอภิญญา และดูเหมือนจะมีทัศนะแตกตางกันออกไปมากกวาแนว
ทัศนะที่เราไดจากชาวกรีก

คัมภีรพระไตรปฎกไดสรุปแนวลักษณะของนักคิดเหลานี้ไว ๔ แบบตามนัยแหง
พุทธตรรกที่วาดวยประโยคเลือกดังนี้
ก. ขอบเขตของเอกภพ
๑. ผูที่เห็นวา เอกภพมีที่สุด (คือ จํากัดทุกมิติ)
๒. ผูที่เห็นวา เอกภพไมมีที่สุด (คือ ไมจํากัด)
๓. ผูที่เห็นวา เอกภพมีที่สิ้นสุดในบางสวน และไมสิ้นสุดในบางสวน
๔. ผูที่ปฏิเสธแนวทัศนะทั้ง ๓ ขางตน และมีความเห็นวา เอกภพมีที่สิ้นสุด
ก็ไมใช ไมมีที่สิ้นสุดก็ไมใช
ทัศนะสุดทายนี้ ยืนยันโดยนักคิดผูที่อางวา เอกภพคือ อวกาศเปนสิ่งที่ไมจริง
และเมื่อเปนเชนนี้ คุณศัพทที่ใชขยายอวกาศ เชน มีที่สุด หรือ ไมมีที่สุด ยอมไมอาจใช
กันกับเอกภพได ดวยเหตุนี้ เอกภพจึงมีที่สุดก็ไมใช ไมมีที่สิ้นสุดก็ไมใช
ข. กําเนิดของเอกภพ
๑. ผูที่เห็นวา เอกภพมีที่เริ่มตน คือ มีเวลาเริ่มตน
๒. ผูที่เห็นวา เอกภพไมมีจุดเริ่มตน
๓. ผูที่เห็นวา เอกภพมีจุดเริ่มตนในบางสวน ไมมีจุดเริ่มตนในบางสวน
๔. ผูที่เห็นวา เที่ยงแทก็ไมใช ไมเที่ยงแทก็ไมใช
นักคิดกลุมที่ ๓ ยืนยันวา เอกภพ มีกําเนิดขึ้นคราวตามสมัย สวนสารหรือแกน
แทของเอกภพเปนนิรันดร สวนกลุมที่ ๔ เห็นวา เพราะเหตุที่กาลเปนสิ่งที่ไมจริง จึงไร
ความหมายอยางที่จะพูดวา เอกภพมีเวลาเริ่มตน หรือไมมีเวลาเริ่มตน พอมาถึงยุค
พระพุทธศาสนา ความคิดเห็นเกี่ยวกับเอกภพจึงสามารถไปกันไดกับภาพแหงเอกภพ
ที่ประกาศโดยดาราศาสตรปจจุบัน ขอนี้นาสังเกตอยางยิ่งเพราะไมเคยมีแนวคิดอื่นใดที่
สอเคาหรือมาใกลเคียงการคนพบดาราศาสตรสมัยใหมมากอนเลย ไมวาจะเปนซีกโลก
ตะวันออกหรือตะวันตก...๑๖
จะเห็นวา ความคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่แตกตางกันนั้น มีตนเหตุมาจากประสบการณที่
ไดรับทั้งจากการคิดคาดคะเน และจากการปฏิบัติจนไดฌานสมาบัติเกิดญาณหยั่งรูความเปนไป
ของโลกและจักรวาลได แตเปนการหยั่งรูที่มีขอบเขตจํากัด สามารถกําหนดรูเปนชวง ๆ เทาทีจ่ ะ
สามารถจึงยืนยันและเสนอตามที่หยั่งรูนั้น ความรูความคิดที่เสนอนั้น จึงยังไมถูกตองทั้งหมด
และไมใชวาจะผิดเสียทั้งหมด แตประเด็นที่เปนปญหาก็คือ การยืนยันและยึดถือแนวคิดนั้น
เทานั้นถูกตอง อยางอื่นผิดหมด สวนแนวคิดเรื่องจักรวาลในพระพุทธศาสนาที่ไดรับการเสนอวา
สามารถไปกันไดกับแนวคิดทางดาราศาสตรปจจุบันนั้นจึงเปนประเด็นที่นาสนใจยิ่งวา ความคิด
เกี่ยวกับประเด็นนี้ในพระพุทธศาสนานั้นเปนอยางไร จะไดศึกษาวิเคราะหตอไป

กระนั้นก็ตาม การที่พุทธปรัชญานําเสนอแนวคิดเรื่องจักรวาล เปนการยอมรับความ
จริงที่อยูภายนอกตัวมนุษย ซึ่งเปนนัยบงบอกวา ไมวาจะมีมนุษยอยู หรือไม ก็ตาม ยังมีสิ่งอื่น
อยูในจักรวาล แตในขณะเดียวกันก็ไดคัดสรรเลือกเฉพาะสวนที่เปนประโยชนเกื้อกูลตอการหลุด
พนจากทุกข โดยนัยนี้ สรรพสิ่งที่มีอยูในจักรวาลที่พุทธปรัชญาไมนํามากลาวจึงยังมีอยูอีกมาก
การคนพบสิ่งใหมที่พุทธปรัชญาไมไดพูดถึง จึงไมไดหมายความวา เปนความขัดแยงตอพุทธ
ปรัชญาอยางสิ้นเชิง พระพุทธเจาเคยตรัสกับหมูภิกษุครั้งหนึ่งโดยเปรียบสิ่งที่พระองคนํามาสอน
นั้นเหมือนใบไมในกําพระหัตถ สิ่งที่พระองคมิไดทรงนํามาสอนนั้นยังมีอยูอีกมากเหมือนใบไม
บนต น ไม เหตุ ผ ลที่ ไ ม ไ ด นํ า มาตรั ส สอนคื อ “เพราะสิ่ ง นั้ น ไม ป ระกอบด ว ยประโยชน มิ ใ ช
พรหมจรรยเบื้องตน ยอมไมเปนไปเพื่อความหนาย ความคลายกําหนัด ความดับ ความสงบ
ความรูยิ่ง ความตรัสรู นิพพาน”๑๗
ดั งนั้ น การที่ มีพ ระสู ต รกลา วถึ งจักรวาล ยอ มแสดงใหเ ห็น วา แนวคิ ดเรื่ องนี้ เ ป น
แนวคิดที่เสริมใหเขาใจภาพรวมของหลักคําสอนไดกวางยิ่งขึ้น ทั้งแสดงใหเห็นถึงความเปน
สัพพัญูของพระพุทธเจายิ่งขึ้น โดยเฉพาะอยางยิ่ง ชี้ใหเห็นวา แนวคิดเรื่องจักรวาลไมไดเปน
เรื่องที่ไมเอื้อหรือขัดขวางตอการบรรลุเปาหมายสูงสุดตามทัศนะของพระพุทธศาสนา แตกลับจะ
เปนเสริมใหตระหนักวา การทองเที่ยวไปสังสารวัฏ การเวียนวายตายเกิดในจักรวาลนี้ เปน
ความทุกขที่ไมมีที่สิ้นสุดยิ่งขึ้น แลวเกิดความเบื่อหนายแลวจะหันกลับมาตั้งใจดําเนินตามทาง
อันประเสริฐที่จะนําออกไปจากสังสารวัฏเชนนี้ ดังเชนขอความในติณกัฏฐสูตรวา
ภิกษุทั้งหลาย สังสารวัฏนี้กําหนดที่สุดและเบื้องตนมิได เมื่อสัตวทั้งหลายถูก
อวิชชากางกั้น ถูกตัณหาผูกพันเขาไว ยอมจะทองเที่ยวไปมาโดยที่สุดและเบื้องตน
ยอมไมปรากฏ ... เหมือนบุรุษคนหนึ่งเที่ยวตัดหญา ไม กิ่งไม ใบไมในชมพูทวีปนี้
แลวนํามารวมกันไว ทําเปนมัด ๆ มัดละ ๔ นิ้ว วางไว แลวสมมติวา นี่เปนมารดาของ
เรา นี่เปนมารดาแหงมารดาของเรา สมมติ (เชนนี้) ไปโดยลําดับ มารดาแหงมารดา
ของบุรุษนั้น ไมพึงสิ้นสุดลงได แตวา หญา ไม กิ่งไม ใบไม พึงถึงความหมดสิ้นไป
กอน ขอนี้ เปนเพราะวาสังสารวัฏนี้ กําหนดที่สุดและเบื้องตนมิได เมื่อสัตวทั้งหลาย
ถูกอวิชชากางกั้น ถูกตัณหาผูกพันเขาไว ยอมจะตองทองเที่ยวไปมาอยู โดยที่สุดและ
เบื้องตน ยอมไมปรากฏ เธอทั้งหลายไดเสวยทุกข ความเผ็ดรอน ความพินาศได
เพิ่มพูนปฐพีที่เปนปาชาตลอดกาลนาน ภิกษุทั้งหลาย เหตุเพียงเทานี้ พอทีเดียวเพื่อ
จะเบื่อหนายในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกําหนัด พอเพื่อจะหลุดพน๑๘
จากขอความดังกลาว จะเห็นวา วัตถุประสงคหลักของการกลาวถึงสังสารวัฏที่เปนไป
ในจักรวาลนั้น คือ เพื่อใหเกิดความตระหนักความทุกขที่ไมมีสิ้นสุดหากมนุษยยังอวิชชาและ

ตัณหาครอบงําอยู และเพื่อใหเกิดความเบื่อหนายในสรรพสิ่งที่มีเงื่อนไขมากและลดเงื่อนไขการ
ดําเนินชีวิตลง จนกระทั่งคลายความกําหนัดในสรรพสิ่งและหลุดพนจากความทุกขโดยสิ้นเชิงใน
ที่สุด การชี้ชวนใหมนุษยมาปฏิบัติเพื่อความหลุดพนจากความทุกข จะไมบรรลุวัตถุประสงค ถา
หากไมกลาวถึงความทุกขและสาเหตุแหงความทุกขวามาจากอะไร การเสนอภาพรวมของความ
เปนไปของจักรวาล โดยเฉพาะสวนที่เกี่ยวโยงกับมนุษยนั้น จึงจําเปนในขั้นตนเพื่อใหเขาใจถึง
วัตถุประสงคที่แทจริงและตระหนักชัดถึงเปาหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอยางยิ่ง
หากไมสามารถปฏิบัติเพื่อถึงเปาหมายสูงสุดได ควรมีเปาหมายรองเพื่อยืนยันถึงผลของการ
ปฏิบัติในระดับโลกิยธรรม
ในการศึกษานี้ มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับจักรวาลในพุทธปรัชญา ใน
ประเด็นตอไปนี้ คือ (๑) กําเนิดจักรวาลในพุทธปรัชญา (๒) โครงสรางของจักรวาล (๓) ประเภท
และจํ า นวนของจั ก รวาล (๔) ความพิ น าศและวิ วั ฒ นาการของจั ก รวาล ดั ง จะได ศึ ก ษาใน
รายละเอียดและอภิปรายตอไป
๒.๒ กําเนิดจักรวาลในพุทธปรัชญา
แนวคิดเรื่อง จักรวาล ปรากฏในคัมภีรทางพระพุทธศาสนาหลายแหง โดยเฉพาะจะ
ปรากฏในแนวคิ ด เรื่ อ ง โลก ตามที่ ไ ด มี อ รรถาธิ บ ายพุ ท ธคุ ณ ที่ ว า โลกวิ ทู โดยจํ า แนกโลก
ออกเปน ๓ ประการแรก คือ ๑) สังขารโลก ๒) สัตวโลก ๓) โอกาสโลก การอธิบายถึงโอกาส
โลกในคัมภีรอรรถกถาแสดงใหเห็นถึงแนวคิดเรื่อง จักรวาล ในพุทธปรัชญา จากการกลาว
อธิบายจําแนกโลกออกเปน ๓ ประการดังกลาว ชี้ใหเห็นวา คําวา โลก ตามทัศนะของพุทธ
ปรัชญานั้นมีความหมายกวางมาก เพราะมิเพียงหมายถึงโลกคือแผนดินอันเปนสวนหนึ่งของ
จั ก รวาลแล ว ยั ง มี ค วามหมายรวมถึ ง ตั ว จั ก รวาลเอง และยั ง หมายถึ ง หมู สั ต ว ที่ อ าศั ย อยู ใ น
จักรวาลรวมทั้งมนุษยดวย ในบทนี้จะกลาวถึงโลกในความหมายที่เปนจักรวาล อันเปนหนึ่งของ
ระบบรวมที่เรียกวา โอกาสโลก โอกาสโลกที่วานี้ประกอบดวยจักรวาลจํานวนมากเรียงรายแผ
ขยายไปไมสิ้นสุด ไมมีขอบเขตจํากัด ในขณะที่จักรวาลมีขอบเขตและรูปลักษณที่กําหนดได ๑๙
โลกธาตุ คือ จักรวาล
ในพุทธปรัชญา เมื่อกลาวถึงจักรวาล มีคําหลายคําที่ใช เชน คําวา โลก ดังกลาว ซึ่ง
จําแนกลงเปนการจําเพาะเรื่องจักรวาล เปน โอกาสโลก บางแหงก็ใชคําวา โลกธาตุ บางแหงก็
ใชคําวา จักรวาล หรือ จักรวาฬ คละกันไป โดยเฉพาะอยางยิ่ง คําวา โลก ตองอาศัยบริบทใน

การตีความวา ใชในความหมายไหน เพราะมีการใชคําวา โลก กลาวถึงมิเพียงโลกตามที่เขาใจ
หากแตยังมุงหมายถึงโลกในมิติอื่น ๆ ที่มีความมุงหมายเปนการเฉพาะดวย
คําวา จักรวาล หรือ จักรวาฬ หากพิจารณาตามรูปศัพทมาจากคําวา จักร (ลอ) กับ
วาล (ฝุน,รายกาจ) ผสมกัน มีความหมายวา ภาวะที่หมุนวนไปเหมือนลอ หรือ ภาวะที่สภาพ
กลมเหมือนลอ ๒๐ หรือเพราะมีขอบเสมอกันเหมือนลอรถ และมีการลุมลึกเหมือนแอง ๒๑ หรือ
เปนนัยบงบอกวา เปนภาวะที่รายกาจนาสะพรึงเหมือนกงจักร ซึ่งเต็มไปดวยความทุกขนานัป
ปการ ความหมายเชนนี้ เปนการชี้ใหเห็นถึงสภาพที่เปนปญหาตอชีวิตมนุษยมากกวาจะพูดถึง
ความเปนไปของจักรวาลในตัวมันเอง วา เปนความทุกข เปนภัยตอชีวิต โดยเฉพาะอยางยิ่ง
การเวียนวายตายเกิดอยูในเอกภพหรือสังสารวัฏนี้เปนทุกขอยางยิ่ง หรือหากจักรวาลจะเปน
ทุกขก็ในความหมายวาไมสามารถคงทนอยูในสภาพเดิมไดตองแปรเปลี่ยนไปตามเหตุปจจัย
ในคัมภีรทางพระพุทธศาสนา มีคําที่ใชเรียกและสื่อใหเขาใจเรื่อง จักรวาล คือ คําวา
โลกธาตุ ซึ่งมีปรากฏในพระสูตรแรกที่พระพุทธเจาทรงแสดงคือ ธัมมจักกัปปวัตนสูตร ๒๒ ใน
ตอนทายของพระสูตรนี้ไดกลาวการสั่นสะเทือนของหมื่นโลกธาตุหลังจากที่พระพุทธเจาแสดง
พระสูตรจบแลว คําวา โลกธาตุ ดังกลาวนี้ คัมภีรอรรถกถาอธิบายวา หมายถึง จักรวาล ๒๓
(ศัพทภาษาบาลีใชคําวา จกฺกวาฬ) อยางไรก็ตาม เมื่อพิจารณาตามรูปศัพทของคําทั้งสองนี้
ประกอบการอธิบายในที่อื่น ๆ แลว ดูเหมือนวา คําวา โลกธาตุ นั้นมีความหมายที่กวางกวาคํา
ว า จั ก รวาล ครอบคลุ ม จั ก รวาลทั้ ง หมดไว ไ ม ว า จะมี กี่ จั ก รวาล นั บ เป น โลกธาตุ ห นึ่ ง นั่ น
หมายความวา ในหนึ่งโลกธาตุนั้น มีจักรวาลอีกหลายจักรวาล ดังจะเห็นไดจากขอความในอรรถ
กถาทีฆนิกาย (สุมังคลวิลาสินี) วา
หนึ่งจักรวาลนั่นเอง ชื่อวา หนึ่งโลกธาตุ ในคาถานี้วา
พระจันทรและพระอาทิตยโคจรสองทิศใหสวางไสวมีประมาณเทาใด
โลกมีประการตั้งพันก็ยอมสวางไสว ตลอดที่มีประมาณเพียงนั้น.
อํานาจของทาน ยอมเปนไปในโลกตั้งพันจักรวาลนั้น
พันจักรวาล ชื่อวา หนึ่งโลกธาตุ เชนในที่มาวา พันโลกธาตุไดหวั่นไหวแลว,
ติสหัสสีจักรวาล มหาสหัสสีจักรวาล ชื่อวา หนึ่งโลกธาตุ เชนในที่มาวา อานนท
ตถาคตเมื่อตองการจะพึงใชเสียงใหติสหัสสีโลกธาตุ มหาสหัสสีโลกธาตุเขาใจ ก็ได
และแผรัศมีไปก็ได, หมื่นจักรวาล ชื่อวา หนึ่งโลกธาตุ เชนในที่มาวา และหมื่น
โลกธาตุนี้ พระพุทธเจานั้น ทรงหมายถึง หมื่นโลกธาตุนั้น จึงตรัสวา ในโลกธาตุ
หนึ่ง๒๔

นอกจากนี้ คําวา โลก บางแหงใชในความหมายวา จักรวาล เชน ในขอความวา “บท
วา โลเก (ในโลก) คือ ในหมื่นจักรวาลนั่นเอง” ๒๕ ซึ่งมีความหมายเชนเดียวกับคําวา อากาสโลก
ที่หมายถึงจักรวาลเชนกัน ดังในขอความวา “โลก ในที่มาวา พระจันทรและอาทิตย รุงโรจน
ยอมเวียนสองทิศทั้งหลาย ใหสวางไสวตลอดที่มีประมาณเพียงใด โลกมีประการตั้งพันก็ยอม
สวางไสว ตลอดที่มีประมาณเพียงนั้น. อํานาจของทาน ยอมเปนไปในโลกตั้งพันจักรวาลนี้ ดังนี้
พึงทราบวา เปนโอกาสโลก” ๒๖ โดยนัยนี้ คําวา โอกาสโลก มีความหมายเทากับคําวา โลกธาตุ
ขางตน
จะเห็ น ว า คํ า ว า โลก นั้ น จะมี ค วามหมายกว า งมากและครอบคลุ ม ทั้ ง โลกใน
ความหมายที่เปนโลก ในความหมายที่เปนจักรวาล ในความหมายที่เปนเอกภพ ดังนั้น จึงตอง
ดู บ ริ บ ทที่ใ ช ใ นแตล ะแห ง ไปว า หมายถึง ความหมายไหน การศึก ษาเรื่ อ งโลกและจัก รวาลนี้
สามารถศึกษาไดคําอธิบายบทพุทธคุณที่วา โลกวิทู และจากพระสูตรที่กลาวถึงเรื่องนี้โดยตรง
ดังนั้น พุทธคุณที่วา โลกวิทู ผูรูแจงโลก นั้น จึงเปนแหลงที่มาของขอมูลความรูเกี่ยวกับโลกและ
จั ก รวาลในพุ ท ธปรั ช ญา แม ใ นพระไตรป ฎ กจะไม ไ ด ข ยายความคํ า นี้ ไ ว อ ย า งชั ด เจนว า
หมายความวาอยางไร แตในคัมภีรอรรถกถาไดขยายความหมายของคํานี้ไวอยางสนใจยิ่ง จน
ทําใหกลายเปนฐานขอมูลของความคิดเกี่ยวกับโลกและจักรวาลในพระพุทธศาสนา
อยางไรก็ตาม มีขอสังเกตจากผูศึกษาคนควาทางดาราศาสตรปจจุบันวา การที่คัมภีร
อรรถกถาอธิบายความเพิ่มเติมนี้ เปนการขยายความบนฐานความคิดดั้งเดิมของอินเดียโบราณ
กลาวคือ ไดรับอิทธิพลมาจากความนึกคิด โลกทัศนของพราหมณและฮินดู สมัยยังเชื่อวา โลก
แบน เสริมตอโลกทัศนเหลานั้นใหเปนระบบสมบูรณนาเชื่อถือ กระนั้นก็ตาม แนวคิดดังกลาวนี้
ไมอาจทนตอการพิสูจนขอเท็จจริงที่เกิดจากการคนพบโดยวิทยาการปจจุบันได แมจะมีสวนที่ไม
สอดคลองกับขอเท็จจริงที่ไดจากการสังเกตการณดวยอุปกรณปจจุบันในหลายประการ แตก็มี
หลายประการที่แสดงแนวทัศนะที่สอดคลองกับความเขาใจทางดาราศาสตรและจักรวาลวิทยา
ปจจุบันอยางนาสนเทห๒๗
ขอสังเกตดังกลาวนี้ มีความเปนไปได ๒ ทาง คือ เปนการยืนยันถึงแนวคิดเรื่อง
จักรวาลของพราหมณและฮินดูเดิมตรงกันกับแนวคิดทางพุทธปรัชญา หรือไมก็เปนนําแนวคิด
ของพราหมณและฮินดูมาอธิบายลวน ๆ แตนาจะเปนการผสมผสานแนวคิดทั้งสองเขาดวยกัน
โดยบางส ว นอาจเหมื อ นกั น และบางส ว นอาจไม เ หมื อ นกั น มากกว า เช น ในคั ม ภี ร ท าง
พระพุทธศาสนาไมกลาวถึงปลาอานนทที่เปนตนเหตุของแผนดินไหว แมจะกลาวถึงโครงสราง
จักรวาลอื่น ๆ คลายคลึงกันก็ตาม ไมวาจะอยางไรก็ตาม คําอธิบายเหลานี้เปนการคลายขอ
สงสัยของมนุษยเกี่ยวกับจักรวาลไดระดับหนึ่ง เพราะอยางนอยก็เปนที่พึงพอใจของมนุษยใน

สมัยนั้น ทัศนะตาง ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ขัดแยงกัน มิไดหมายความหมายวา ทัศนะฝายหนึ่งผิด
อีกฝายหนึ่งถูก โดยเฉพาะแนวคิดทางวิทยาศาสตรปจจุบันที่มีทั้งสวนสอดคลองและขัดแยงกัน
ในขณะเดียวกัน หากทัศนะที่ตรงกันก็อาจมิไดหมายความวาจะเปนเชนนั้นจริง ๆ การยืนยัน
ทัศนะใดทัศนะหนึ่งวา ถูกตอง อาจมีโอกาสผิดพลาดพอกัน เพราะสรรพสิ่งในจักรวาลรวมทั้ง
จักรวาลดวยมีธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไปอยูตลอดเวลา การคนพบ ณ เวลาหนึ่งมีคําตอบเปน
อยางนี้ แตอีก ณ เวลาหนึ่ง อาจไดคําตอบเปนอีกอยางหนึ่งในเรื่องเดียวกันก็ได
อากาสธาตุ คือ ที่รองรับความมีอยูของสรรพสิ่งในจักรวาล
อากาสธาตุ ได แ ก สิ่ ง ที่ มี อ ยู จ ริ ง ตามธรรมชาติ คื อ ที่ ว า ง คํ า ว า อากาสะ จึ ง มี
ความหมายเชนเดียวกับคําวา อวกาศ ในภาษาสันสกฤต หรือ Space ในภาษาอังกฤษ ไมไดมี
ความหมายเหมือนกับคําวา อากาศ ในภาษาไทย ซึ่งคําวา อากาส นั้นจะมีความหมายตรงกับคํา
วา วาโยธาตุ ในภาษาบาลี หรือ air ในภาษาอังกฤษ อากาสธาตุ ในที่นี้จึงหมายถึง ที่วาง
ทั้งหมดภายในเอกภพนี้ และคําวา ที่วาง นี้ไมไดหมายความวา ที่ซึ่งไมมีอะไรอยู ที่ซึ่งไมมีอะไร
อยูนั้น แทจริงยังมีความวางอยู คือ มีอากาสธาตุอยู ที่ทําหนาที่เปนที่วางรองรับการดํารงอยูของ
สิ่งตาง ๆ การเปนธาตุเปนสิ่งยืนยันถึงความเปนสิ่งที่มีอยู การที่พระพุทธองคทรงย้ําในที่หลาย
แหงวา อากาสะเปนธาตุ และในที่บางแหงทรงยืนยันวา ความจริงเกี่ยวกับธาตุทั้งหก กลาวคือ
ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ และวิญญาณธาตุ เปนความจริงที่ใคร ๆ ไม
อาจปฏิเสธหรือคัดคานได ก็ดวยจุดประสงคจะปองกันความเขาใจผิดที่วา คําวา อากาสะ (และ
ธาตุที่เหลืออีกหาอยาง) เปนเพียงสิ่งสมมติ ไมมีตัวตนอยูจริง แตอยางไรก็ตาม คําวา อากาส
ธาตุ ในที่นี้มีความหมายกวางกวาคําวา อากาสธาตุ ในอุปาทายรูป ๒๔ ซึ่งมีความหมายเปน
กรอบกําหนดหรืออาณาบริเวณที่วางหรือชองวางภายในมหาภูตรูปที่ประชุมพรอมกันเขา หรือ
เปนคุณลักษณะที่สืบเนื่องมาจากมหาภูตรูป๒๘ เชน รูจมูก และรูหู
อากาสธาตุจึงประกอบดวยคุณสมบัติสองดาน คือ ดานลบกับดานบวก คุณสมบัติ
ดานลบ ไดแก ภาวะที่อากาสะสามารถเปนที่วางรองรับการมีอยูของสรรพสิ่ง คุณสมบัติดาน
บวก คื อ ภาวะที่ อ ากาสะเป น สิ่ ง ที่ มี อ ยู ด ว ยคุ ณ สมบั ติ ทั้ ง สองประการนี้ ทํ า ให อ ากาสะมี
คุณลักษณะแตกตางจากสิ่งที่มีอยูอื่น ๆ คือ เปนสิ่งที่มีอยูแบบวางเปลา และ ไมสามารถถูกทํา
ใหหายไปดวยการแทนที่ของสิ่งที่มีอยูอื่น แมจะมีสสารบรรจุอยูจนเต็มที่วางทั้งหมดในเอกภพนี้
อากาสะก็ไมไดสูญหายไปไหน ๒๙
เอกภพ (Universe) ในที่นี้ หมายถึง สิ่งตาง ๆ ที่มีอยูใน
กรอบของอากาสะ ไมวาสิ่งเหลานั้นทั้งหมดจะกระจัดกระจายกันอยูอยางไร หางไกลกันแคไหน
หรืออยูในรูปลักษณะเชนใด สิ่งเหลานั้นทั้งหมดเรียกวา เอกภพ โดยคํานิยามนี้ สิ่งที่อยูนอกเอก
ภพจึ ง ไม มี จะมี ก็ เ พี ย งอากาสธาตุ ล ว น ๆ เท า นั้ น ๓๐ เอกภพมี ข อบเขต มี ที่ สิ้ น สุ ด เป น สิ่ ง

เคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงอยูเสมอ เพราะเป นองครวมของรูปธรรมทั้ งหลาย ซึ่งสามารถ
สังเกตเห็นไดในอวกาศ เนื่องจากรูปธรรมทั้งหลายเปนสังขตธรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงและการ
เคลื่ อ นไหวตามเหตุ ป จ จั ย ที่ เ ป น เงื่ อ นไข เอกภพจึ ง เป น สั ง ขตธรรมไปด ว ยและมี ค วาม
เปลี่ยนแปลงและเคลื่อนไหวเชนกัน นอกจากนี้ยังไมอาจกําหนดไดวา เอกภพจะตองเปนอยางนี้
อยางนั้นแนนอนตายตัว แตที่แนนอน คือ เอกภพตองมีการเปลี่ยนแปลงและการเคลื่อนไหวอยู
เสมอ ๓๑ อากาสธาตุนี้นาจะมีความหมายเดียวกันกับโอกาสโลก เพราะเปนที่รองรับความมีอยู
ของสรรพสิ่งเชนเดียวกัน
......มีสมัยบางครั้งบางคราว โดยลวงระยะกาลยืดยาวชานานที่โลกนี้จะพินาศ เมื่อโลก
กําลังพินาศอยู โดยมาก เหลาสัตวยอมเกิดในชั้นอาภัสสรพรหม สัตวเหลานั้นไดสําเร็จทางใจ มี
ปติเปนอาหาร มีรัศมีซานออกจากกายตนเอง สัญจรไปไดในอากาศ อยูในวิมานอันงาม สถิต
อยูในภพนั้นสิ้นกาลยืดยาวชานาน
.....มีสมัยบางครั้งบางคราว โดยระยะกาลยืดยาวชานาน ที่โลกนี้จะกลับเจริญ เมื่อโลก
กําลังเจริญอยูโดยมาก เหลาสัตวพากันจุติจากชั้นอาภัสสรพรหมลงมาเปนอยางนี้ (สูความเปน
มนุษย) และสัตวนั้นไดสําเร็จทางใจ มีปติเปนอาหาร มีรัศมีซานออกจากกายตนเอง สัญจรไปได
ในอากาศ อยูในวิมานอันงาม สถิตอยูในภพนั้นสิ้นกาลยืดยาวชานาน
.....สมัยนั้น จักรวาลทั้งสิ้น แลเปนผืนน้ําอันเดียวกัน มีแตความมืดมิด มองไมเห็นอะไร
ดวงจันทรและดวงอาทิตยก็ยังไมปรากฏ ดวงดาวนักษัตรทั้งหลายก็ยังไมปรากฏ กลางวันกลาง
คืนก็ยังไมปรากฏ เดือนหนึ่งและกึ่งเดือนก็ยังไมปรากฏ ฤดูและปก็ยังไมปรากฏ เพศชายและ
เพศหญิงก็ยังไมปรากฏ สัตวทั้งหลาย ถึงอันนับวา สัตว เทานั้น….๓๒
…..ครั้นตอมา โดยลวงระยะกาลยืดยาวชานาน เกิด งวนดิน ลอยอยูบนน้ําทั่วไป ได
ปรากฏแกสัตวเหลานั้นเหมือนนมสดที่บุคคลเคี่ยวใหงวด แลวตั้งไวใหเย็นจับเปนฝาอยูขางบน
งวนดินนั้นถึงพรอมดวยสี กลิ่น รส มีสีคลายเนยใส หรือเนยขนอยางดี มีรสอรอยดุจรวงผึ้งเล็ก
อันหาโทษมิได๓๓
...ในคราวที่พวกสัตวพยายามเพื่อจะปนงวนดินใหเปนคําๆ ดวยมือแลวบริโภคอยูนั้น
รัศมีกายของสัตวเหลานั้นก็หายไปแลว ดวงจันทรและดวงอาทิตยก็ปรากฏขึ้น เมื่อดวงจันทร
และดวงอาทิตยปรากฏแลว ดวงดาวนักษัตรทั้งหลายก็ปรากฏ เมื่อดวงดาวนักษัตรปรากฏแลว
กลางคืนและกลางวันก็ปรากฏ เมื่อกลางคืนและกลางวันปรากฏแลว เดือนหนึ่งและกึ่งเดือนก็
ปรากฏ เมื่อเดือนหนึ่งและกึ่งเดือนปรากฏอยู ฤดูและปก็ปรากฏ...ดวยเหตุเพียงเทานี้แล โลกนี้
จึงกลับเจริญขึ้นมาอีก๓๔

กําเนิดจักรวาล: มนุษย คือ ผูสรางจักรวาล
แนวคิดเกี่ยวกับการกําเนิดจักรวาลในพุทธปรัชญานั้น มีตนเคามาจากอัคคัญญสูตร
ที่ไมไดกลาวถึงเพียงกําเนิดโลกและมนุษยเทานั้น ยังกลาวถึงกําเนิดและวิวัฒนาการของ
จักรวาลดวย โดยเริ่มจากการชี้ใหเห็นวา เดิมนั้น จักรวาลนี้วางเปลา ไมมีสิ่งใด ๆ อยูเลย มี
เพียงอากาศที่เวิ้งวางและมืดมิด โดยที่ความวางเปลานี้เกิดจากการที่จักรวาลไดถูกทําลายลง
ด ว ยไฟ น้ํ า และลม ตามลํ า ดั บ โดยผ า นกาลเวลาที่ ย าวนาน จากข อ ความในอั ค คั ญ ญสู ต ร
ดังกลาวนี้ ตีความไดวา กอนที่สรรพสิ่งจะเกิดขึ้นในเอกภพนี้ สิ่งที่มีอยูกอนแลว คือ ความวาง
หรือที่วาง ที่เรียกวา อากาสธาตุ นี้อยูกอนแลว อากาสธาตุจึงเปนที่รองรับความมีอยูของสรรพ
สิ่ง โดยเฉพาะสิ่งที่เปนวัตถุหรือสสารจะตองอาศัยที่วางและเปนสิ่งที่กินที่ตองอาศัยเนื้อที่วาง
เพื่อรองรับการมีอยู ๓๖ โดยนัยนี้ จึงมีทําใหเกิดแนวคิดที่ถือวา สรรพสิ่งรวมทั้งโลกและจักรวาล
นั้น เกิดมาจากความวางเปลาในเวลาตอมา
๓๕

แตอยางไรก็ตาม ตามความในอัคคัญญสูตรมีนัยบงบอกวา ในที่วางเปลานั้น ตอมา
ไดเกิดผืนน้ําเปนอันเดียวกันจากฝนที่ตกลงจนเต็มทองจักรวาลและความมืดมิดอยู ๓๗ น้ําฝนที่
ตกลงมานั้นยังไมไดมีแผนดินรองรับ สิ่งที่รองรับน้ําในขณะนั้น คือ ลม และดวยพลังลมที่อุมน้ํา
เอาไวนั้น ทําใหน้ํามีความหนาแนน หวดตัวลงและเริ่มตัวแข็งตัวตามลําดับจากนามธรรมสู
รูปธรรม จากละเอียดที่สุดสูหยาบสุด จนกลายเปนแผนดิน กลาวคือ เริ่มจากการกลายเปน งวน
ดิน (รสปฐวี) กระบิดิน (ภูมิปปฺปฏิก ๓๘ ) มีลักษณะเหมือนเห็ด เครือดิน (ปทาลตา) มีลักษณะ
คลายผลมะพราว ทั้งหมดสีเหมือนเนยใสหรือเนยขน มีรสอรอยเหมือนรวงผึ้งที่ไมตัวผึ้งอยู
ตามลําดับและเปนอาหารของมนุษยยุคตนกัปในระยะหนึ่ง ในที่สุด กลายเปนแผนดินเปนที่
รองรับและกอใหเกิดพืชพันธธัญญาหาร เชน ขาวสาลี สําหรับเปนอาหารแทนงวนดิน กระบิดิน
และเครือดินที่หมดไปเพราะถูกกินเปนอาหารและเพราะมีความแข็งหยาบกระดางขึ้นจนไม
สามารถกินไดอีก กลาวไดวา น้ําก็ดี ลมที่รองรับน้ําก็ดี สรรพสิ่งก็ดี ลวนอาศัยที่วาง คือ อากาส
ธาตุ อยูทั้งสิ้น การมีอยูของสรรพสิ่งจึงมีอากาสะรองรับทับซอนอยูเสมอ ดังนั้น อาจสรุปไดวา
สิ่งที่เปนปฐมธาตุ จึงไมใชดิน น้ํา ลม และไฟ หากแตเปนอากาสธาตุที่มีอยูกอนในลักษณะเปน
อสังขตธรรมอยางหนึ่งที่มีอยูเปนอยูเอง ไมมีเหตุปจจัย ไมมีเงื่อนไขของการมีอยู ไมมีการเกิด
ไมมีการเปลี่ยนแปลง ไมมีการดับสลาย เมื่อดวงอาทิตย ๗ ดวงเผาสรรพสิ่งจนหมดสิ้นรวมทั้ง
ตัวมันเอง จึงเหลือแตความวางเปลา คือ อากาสธาตุ นี้อยู จากนั้นเกิดลม น้ํา ดิน ไฟ ตามลําดับ
และไดกลายเปนธาตุที่สวนประกอบหลักของจักรวาล
ตามนัยแหงอัคคัญญสูตร สิ่งแรกที่เกิดขึ้นในจักรวาลหรืออาจกลาวไดมีอยูกอนที่โลก
จะวิวัฒนาการขึ้นมาใหม คือ มนุษย หรือที่เรียกวา สัตว ไมมีเพศชายและเพศหญิงปรากฏ ที่มา

จากอาภัสสรพรหมมีคุณสมบัติพิเศษตางไปจากมนุษยที่เปนอยู ณ ปจจุบันเพราะยังคุณสมบัติ
ของพรหมอยู คือ มีกายทิพยที่ละเอียดสามารถทรงตัวอยูในทามกลางอากาศไดโดยไมตอง
อาศัยพื้นดินรองรับ สามารถทองเที่ยวไปในอากาศได มีแสงสวางในตัว มีอาหารที่ละเอียด คือ
ปติ อันเปนอาหารทางใจ และที่สําคัญคือ ในตอนแรก ๆ มนุษยกลุมนี้นึกคิดปรารถนาสิ่งใดแลว
จะสําเร็จไดดั่งใจเสมือนผูทรงอิทธิฤทธิ์ ขอเพียงคิดตองการเทานั้นก็จะสําเร็จเพราะยังคงความมี
ฤทธิ์ที่เปนผลแหงฌานสมาบัติในอดีตชาติ เรียกวา มโนมยา ๓๙ คัมภีรอรรถกถาอธิบายคําวา
มโนมยา นี้วา เกิดดวยใจเทานั้น (มเนเนว นิพฺพตฺตา) ๔๐ ซึ่งมีความหมายเทากับวา มีเพียงใจ
เทานั้น ไมมีรางกายหยาบดังเชนปจจุบัน
กระนั้นก็ตาม การอธิบายของคัมภีรอรรถกถายังมีนัยบงชี้วา มนุษยเหลานี้มีฤทธิ์ทาง
ใจที่นึกคิดอยากไดสิ่งใดแลวสมปรารถนา จะเห็นไดจากการอธิบายการเกิดขึ้นของดวงอาทิตย
และดวงจันทรวา เกิดขึ้นเพราะเปนความตองการของมนุษยกลุมนี้ที่สูญสิ้นแสงสวางในตัวเอง
หลังจากพากันบริโภคงวนดินแลว เมื่อมีแสงสวาง (แรก) เกิดขึ้น จึงทําใหมนุษยนั้นเกิดความ
กลา จึงเรียกวา สุริยะ และแสงสวางสรางความพึงพอใจ จึงเรียกวา จันทะ จากนั้น ดวงดาว
ทั้งหลาย ก็เกิดขึ้นตาม ความเปนกลางคืนและกลางวัน ความเปนเดือน ป และฤดูก็เกิดขึ้น
จักรวาลไดกําเนิดขึ้ นอยางสมบูรณ ดวยความคิดความตองการและการกระทําของมนุษยที่
หลากหลายทั้งดีและชั่ว ไดเปนเหตุทําใหเกิดภพภูมิเพื่อเปนที่รับผลการกระทําของมนุษยตอไป
หลังความตายในภพนี้ มนุษยจึงถือวาเปนผูสรางจักรวาลและใหกําเนิดภพภูมิตามอํานาจแหง
พลังของการกระทําทางกาย วาจา และใจมนุษยในเวลาตอมา ๔๑
๒.๓ โครงสรางของจักรวาล
โครงสรางจักรวาล
ตามที่ไดกลาวมาตั้งแตตน ทําใหเห็นวา โครงสรางจักรวาลกอกําเนิดมาจากความวาง
เปลาหรือมีอากาสธาตุรองรับอยูแลวเกิดมีสรรพสิ่งขึ้นในจักรวาลภายใตที่วางนั้น จักรวาลเมื่อ
กอกําเนิดขึ้นแลวมีโครงสรางดังตอไปนี้ คือ ๔๒
๑. แผนดิน
แผนดินที่วานี้มีความหนาประมาณ ๒๔๐,๐๐๐ โยชน (สองแสนสี่หมื่นโยชน) บางทีก็
เรียกวา แผนดินใหญ หรือ มหาปฐวี ตั้งอยูบนน้ํา มีลักษณะเปนแผนกลมเหมือนกลองแบน มี
เสนผานศูนยกลาง ๑,๒๐๓,๔๕๐ โยชน ระวี ภาวิไล สรุปวา แผนดินใหญนี้เอง คือ จักรวาล

พื้นผิวขางบนเปนที่อยูอาศัยของมนุษย มีภูเขาพระสุเมรุ หรือภูเขาสิเนรุเปนจุดศูนยกลาง มหา
ปฐวีนี้แบงออกเปนสองชั้นหนาเทากัน คือ ๑๒๐,๐๐๐ โยชน ชั้นบนเรียกวา แผนดินฝุน ชั้นลาง
เรียกวา แผนดินศิลา๔๓
๒. น้ํา
น้ําที่รองรับแผนดินนี้ไว มีประมาณ ๔๘๐,๐๐๐ โยชน (สี่แสนแปดหมื่นโยชน) ความ
หนาของน้ํานี้มีประมาณ ๔๘๐,๐๐๐ โยชน (สี่แสนแปดหมื่นโยชน) เทากัน และน้ําที่วานี้ตั้งอยู
บนลมหรือลมโอบอุมเอาไว
๓. ลม
ลมเปนที่รองรับน้ําไวนั้น พัดพุงขึ้นจดทองฟา สูง ๙๖๐,๐๐๐โยชน (เกาแสนหกหมื่น
โยชน) ลมที่วานี้ตั้งอยูภายในอากาศธาตุ หรืออวกาศ เปนนัยบงชี้วา ลอยอยูในอากาศ ทั้ง
แผนดิน น้ํา และลม ที่มีความสัมพันธกันตางอิงอาศัยกันและกันดวยอาการดังนี้ เปนความดํารง
อยูโลกมนุษย
๔. ภูเขาสิเนรุ
ภูเขาสิเนรุมีความสูงบรรดาภูเขาทั้งหลาย สูงถึง ๘๔,๐๐๐ โยชน (แปดหมื่นสี่พัน
โยชน) และหยั่งลึกลงหวงมหรรณพอีก ๘๔,๐๐๐ โยชน (แปดหมื่นสี่พันโยชน) ยาว ๘๔,๐๐๐
โยชน (แปดหมื่นสี่พันโยชน) ๔๔ ขางทิศปราจีนของภูเขาสิเนรุเปนเงิน ขางทิศทักษิณเปนแกว
มณี ขางทิศปจฉิมเปนแกวผลึก ขางทิศอุดรเปนทอง ขางทิศอุดรนั้นเปนขางที่ดูเพลินเพราะ
เปนทอง ๔๕ ภายใตภูเขาสิเนรุเปนภพที่อยูของพวกอสูรที่ถูกกลลวงของทาวสักกะและเหลาเทพ
จับโยนลงมาจากภพดาวดึงสอันเปนที่อยูเดิม จนตองลงมาอยูใตภูเขาสิเนรุ
ภูเขาสิเนรุกับทวีปทั้ง ๔ พระอรรถกถาจารยกลาวอธิบายลักษณะการดํารงอยูของ
ภูเขาสิเนรุกับทวีปทั้ง ๔ โดยยกตัวอยางวา เหมือนในบึงใหญ มีกอดอกบัวกอหนึ่ง มีใบ ๔ ใบ
เฉพาะตรงกลางกอดอกบัวนี้ มีดอกบัวตูมดอกหนึ่ง ทวีปทั้ง ๔ เปนเสมือนใบบัวทั้ง ๔ ใบ ภูเขา
สิเนรุ ก็เหมือนดอกบัวตูมที่กลางกอ โอกาสวางที่น้ําลอมรอบทวีป ก็เหมือนน้ําที่เหลือ หาก
สามารถมองจากมุมสูงไดจะเห็นวา น้ํานั้นมีมากกวาแผนดิน และจะมองเห็นทวีปทั้ง ๔ ยอม
ปรากฏเหมือนใบบัว ๔ ใบ เขาสิเนรุปรากฏเหมือนดอกบัวตูมอยูตรงกลาง๔๖

๕. ภูเขาสัตตปริภัณฑ
ภูเขาใหญ อีก ๗ ลู ก คื อ ยุ คั น ธร ๑ อิสิน ธร ๑ กรวิกะ ๑ สุทัสสนะ ๑ เนมิน ธร ๑
วินันตกะ ๑ อัสสกัณณะ ๑ เปนของทิพย วิจิตรดวยรัตนะตาง ๆ หยั่งลึกลงในหวงมหรรณพและ
สูงขึ้นไปเบื้องบนตามลําดับโดยประมาณกึ่งหนึ่ง ๆ ตามลําดับจากประมาณแหงภูเขาสิเนรุทั้ง
เบื้องลางและเบื้องบน ตั้งเรียงรายอยูเหมือนวงแหวน รอบภูเขาสิเนรุ คัมภีรโลกบัญญัติกลาว
ขยายความวา ภูเขายุคันธรหยั่งลึกลงในน้ํา สูงขึ้นไปจากผิว น้ํา และกวาง ๔๐,๐๐๐ โยชน
เทากัน ไหลของภูเขายุคันธรสวนหนึ่ง ๔๒,๐๐๐ โยชน วัดโดยรอบ ๙๖๐,๐๐๐ โยชน ภูเขาอิสิน
ธรหยั่งลงในน้ํา สูงขึ้นไปจากผิวน้ําและกวาง ๒๐,๐๐๐ โยชน ไหลของภูเขาอิสินธรสวนหนึ่ง
๖๓,๐๐๐ โยชน วัดโดยรอบ ๑๔,๐๐๐ โยชน ภูเขากรวิกหยั่งลึกลงในน้ํา สูงขึ้นไปจากผิวน้ําและ
กว า ง ๑๐,๐๐๐ โยชน พาหาของภู เ ขากรวิ ก นั้ น แต ล ะส ว น ๔๒๐,๐๐๐ โยชน วั ด โดยรอบ
๑,๖๗๐,๐๐๐ โยชน ภูเขาสุทัสสนะหยั่งลึกลงในน้ํา สูงขึ้นไปจากผิวน้ําและกวาง ๕,๐๐๐ โยชน
พาหาของภูเขาสุทัสสนะแตละสวน ๕,๔๐๐,๐๐๐ โยชน วัดโดยรอบ ๑,๖๘๐,๐๐๐ โยชน ภูเขา
เนมินธรหยั่งลึกลงในน้ํา สูงขึ้นไปจากผิวน้ําและกวาง ๒,๕๐๐ โยชน พาหาของภูเขาเนมินธรแต
ละสวน ๑,๑๖๐,๒๕๐ โยชน วัดโดยรอบ ๑,๙๐๕,๐๐๐ โยชน ภูเขาวินันตกะหยั่งลึกลงในน้ํา
สูงขึ้นไปจากผิวน้ําและกวาง ๑,๒๕๐ โยชน พาหาของภูเขาวินันตกะแตละสวน ๔,๐๗๒,๕๐๐
โยชน วัดโดยรอบ ๑,๘๙๐,๐๐๐ โยชน ภูเขาอัสสกัณณะหยั่งลึกลงในน้ํา สูงขึ้นไปจากผิวน้ําและ
กวาง ๒๕๐,๐๐๐ โยชน ๔๗ พาหาของภูเขาสุทัสสนะแตละสวน ๑๐๕,๐๐๐ โยชน วัดโดยรอบ
๑,๘๖๐,๐๐๐ โยชน ๔๘
ภู เ ขาที่ ร ายล อ มภู เ ขาสิ เ นรุ เ ป น รู ป วงแหวนนี้ ยั ง เป น ที่ อ ยู ข องท า วมหาราชทั้ ง ๔
กลาวคือ ในภูเขาดานทิศตะวันออกของภูเขาสิเนรุ เปนที่อาศัยอยูของทาวธตรฐ ผูเปนหัวหนา
ของเหลาเทพคนธรรพทั้งหลาย มีโอรส ๙๑ องคลวนมีชื่อเหมือนกันหมด คือ อินทะ ทิศใตเปน
ที่อาศัยอยูของทาววิรุฬหก ผูเปนหัวหนาของเหลาเทพกุมภัณฑทั้งหลาย มีโอรส ๙๑ องคและมี
ชื่อ อินทะ เหมือนกันทั้งหมด ทิศตะวันตกเปนที่อาศัยอยูขางทาววิรูปกษ ผูเปนหัวหนาของเหลา
นาคทั้งหลาย มีโอรส ๙๑ องคและมีชื่อ อินทะ เหมือนกันทั้งหมด และทิศเหนือ เปนที่อาศัยอยู
ของทาวกุเวร หรือ ทาวเวสสุวรรณ ผูเปนหัวหนาของเหลายักษทั้งหลาย มีโอรส ๙๑ องคและมี
ชื่อ อินทะ เหมือนกันทั้งหมดเชนกัน๔๙
๖. ภูเขาหิมวันต
ภูเขาหิมวันต หรือ หิมพานตมีความสูง ๕๐๐ โยชน (หารอยโยชน) มีความยาวและ
ความกวางอยางละ ๓,๐๐๐ โยชน (สามพันโยชน) มียอดเขา ๘๔,๐๐๐ ยอด (แปดหมื่นสี่พัน
ยอด) ประดับดวยยอด ๘๔,๐๐๐ ยอด งดงามดวยแมน้ํา ๕๐๐ สายที่ไหลอยูโดยรอบ

ในบริเวณภูเขาหิมวันต มีสระใหญ ๗ สระ คือ ๑) สระอโนดาต ๒) สระกัณณมุณฑ
๓) สระรถการ ๔) สระฉัททันต ๕) สระกุณาล ๖) สระมันทากินี ๗) สระสีหปปาตะ แตละสระมี
ความยาว กวางและลึก ๕๐ โยชน กลม ๒๕๐ โยชน
ในสระทั้ง ๗ นั้น สระอโนดาต ลอมดวยภูเขา ๕ ลูก คือ ๑) สุทัศนกูฏเปนภูเขาทอง
สูง ๒๐๐ โยชน ขางในโคง สัณฐานเหมือนปากกา ตั้งตระหงานปดสระนั้นอยู ๒) จิตรกูฎเปน
ภู เ ขารั ต นะทั้ ง หมด ๓) กาฬกู ฎ เป น ภู เ ขาแร พ ลวง ๔) คั น ธมาทนกู ฏ เป น ยอดเขาที่ มี พื้ น
ราบเรียบ หนาแนนไปดวยคันธชาติทั้ง ๑๐ คือ ๑) ไมรากหอม ๒) ไมแกนหอม ๓) กระพี้หอม
๔) ไมเปลือกหอม ๕) ไมสะเก็ดหอม ๖) ไมรสหอม ๗) ไมใบหอม ๘) ไมดอกหอม ๙) ผลหอม
๑๐) ไมลําตนหอม เต็มไปดวยโอสถนานาประการ วันอุโบสถขางแรมจะเรืองแสงเหมือนถานไฟ
คุ ๕) ไกรลาสกูฏเปนภูเขาเงิน ภูเขาทั้งหมดนั้น มีความสูงและสัณฐานเทากันกับสุทัศนกูฏ ตาง
ตั้งปดสระอโนดาตอยู ภูเขาทั้งหมดนั้น ยังอยูไดดวยอานุภาพเทวดาและนาค แมน้ําทั้งหลาย
ไหลไปสูภูเขาเหลานั้น น้ําทั้งหมดไหลไปสูสระอโนดาตแหงเดียว ดวงจันทรและดวงอาทิตย
โคจรไปทางใตบาง ทางเหนือบาง สองแสงไปที่สระนั้น ไมโคจรไปตรงๆ
ในสระอโนดาตนั้ น ธรรมชาติไดจัดสรรไวเ ปนอยางดี มี แผนมโนศิลาและหรดาล
ปราศจากเตาปลา มีน้ําใสดังแกวผลึก มีทาลงอาบอันเปนที่ ที่พระพุทธเจา พระปจเจกพุทธเจา
พระอรหันตขีณาสพ และเหลาฤษีผูมีฤทธิ์ลงสรงอาบกัน นอกจากนี้ เหลาเทวดาและยักษตาง
พากันมาเลนน้ําที่นี่ ที่ขางของสระอโนดาตนั้นมีปากทาง ๔ ทาง คือ ๑) ปากทางราชสีห ๒)
ปากทางชาง ๓) ปากทางมา ๔) ปากทางโคอุสภะ ซึ่งเปนทางไหลของแมน้ํา ๔ สาย ฝูงราชสีห
จํานวนมากอาศั ยอยู ที่ ริมฝ งแม น้ําที่ไ หลออกจากปากทางราชสีห มี โขลงชาง ฝู งมา ฝูง โค
จํานวนมากอาศัยอยูที่ริมฝงแมน้ําที่ไหลออกจากปากทางชางเปนตนนั้น
แมน้ําที่ไหลออกไปทางทิศตะวันออกเลี้ยวขวาสระอโนดาต ๓ เลี้ยวไมของแวะกับ
แมน้ํ าอี ก ๓ สาย ไหลผ า นถิ่ นอมนุ ษ ย ท างภู เ ขาหิม พานตด า นทิศ ตะวั น ออกลงสู มหาสมุท ร
เรียกวา อาวัฏฏคงคา สวนแมน้ําที่ไหลออกทางทิศใต เลี้ยวขวาสระอโนดาตนั้น ๓ เลี้ยว ไหล
ตรงไปทิศใต ๖๐ โยชน ทางหลังแผนหินเจาะภูเขาทะลุออก มีกระแสน้ําประมาณ ๓๐ คาวุตลอม
ไว เรียกวา กรรณคงคา ที่ไหลผานทางอากาศ ๖๐ โยชน เรียกวา อากาศคงคา ไหลไปตกลงบน
แผนหินชื่อ ติยัคคฬะ แผนหินนั้นแตกดวยความแรงของกระแสน้ํา ไดเกิดเปนสระโบกขรณี
เรียกวา ติยัคคฬโบกขรณี มีประมาณ ๕๐ โยชน กระแสน้ําพังที่ฝงสระโบกขรณีทะลุหินไป ๖๐
โยชน เรียกวา พหลคงคา ตอนั้น ไดพังแผนดินทึบไปทางอุโมงค ๖๐ โยชน เรียกวา อุมมังคคง
คา สวนที่เซาะติรัจฉานบรรพตชื่อ วิชฌะ ไหลไปไดกลายเปนแมน้ําใหญ ๕ สาย คือ ๑) คงคา

๒) ยุมนา ๓) อจิรวดี ๔) สรภู ๕) มหี แมน้ําใหญทั้ง ๕ สายนี้ลวนมีตนน้ํามาแตภูเขาหิมวันต ๕๐
๗. ภูเขาจักรวาล
ภูเ ขาจั ก รวาลหยั่ งลงในหว งมหรรณพ ๒๘,๐๐๐ โยชน (สองหมื่นแปดพันโยชน )
สูงขึ้นไป ๒๘,๐๐๐ โยชน เรียกวา จักรวาลบรรพต เขาจักรวาลนี้ตั้งอยูลอมรอบจักรวาล เปน
กําหนดที่สุดเขตของจักรวาลหนึ่ง ๆ แตในคัมภีรโลกบัญญัติกลาววา ภูเขาจักรวาลนั้นหยั่งลงใน
น้ํา ๓๐๐ โยชนกับ ๒ โยชนกึ่ง ความสูงจากน้ําและความกวางของฐานก็มีจํานวนเทากัน วัด
โดยรอบ ๓,๖๑๐,๕๐๐ โยชน ๕๑ ซึ่งไมสอดคลองกับคัมภีรอรรถกถาดังกลาวนี้
๘. ดวงอาทิตย
ดวงอาทิตยวัดโดยตรง โดยสวนยาว สวนกวาง และสวนสูง มีประมาณ ๕๐ โยชน
วัดโดยรอบวงยาว ๒๕๐ โยชน เกิดขึ้นกอนดวงจันทร ดวงอาทิตยอยูในวิมานที่ภายในทําดวย
ดวยทอง วิมานภายนอกลอมรอบดวยแกวผลึก ทั้งภายในเละภายนอกรอนจัด ดวงอาทิตยอยู
ขางบนดวงจันทร การโคจรของดวงอาทิตยในทางตรงจะเร็ว แตโคจรไปทางขวางจะชา ดวง
อาทิตยนี้โคจรหางดวงจันทรแสนโยชน ในวันแรม ๑ ค่ํา ดวงจันทรปรากฏเหมือนรอยเล็บ ในวัน
แรม ๒ ค่ํา ดวงอาทิตยไดโคจรหางออกไปอีกแสนโยชน และไดโคจรหางออกไปเชนนี้ (วันละ
แสนโยชน) ถึงวันอุโบสถ ดวงจันทรจะปรากฏใหญขึ้นโดยลําดับจนเต็มดวงในวันขึ้น ๑๕ ค่ํา
แลวโคจรหางออกไปอีกวันละแสนโยชนดุจกอนจนถึงวันแรม ๑๕ ค่ํา ดวงจันทรจะอับแสงลงโดย
ลําดับแลวไมปรากฏทั้งดวงในวันแรม ๑๕ ค่ําหรือในวันอุโบสถ ดวงอาทิตยจะลอยอยูบน ดวง
จันทรอยูลาง ดวงอาทิตยจะบังดวงจันทรไว เหมือนภาชนะเล็กถูกถาดใหญปดไว เงาของดวง
จันทรไมปรากฏ เหมือนเงาเรือนไมปรากฏในเวลาเที่ยง ดวงอาทิตยนั้นเมื่อเงาไมปรากฏ แมตัว
มันเองก็ไมปรากฏ เหมือนประทีปในกลางวันไมปรากฏแกหมูชนผูยืนอยูไกล
ดวงจันทรและดวงอาทิตยนั้น โคจรอยูภายนอกภูเขาสิเนรุเปนเวลา ๖ เดือน และ
โคจรอยูภายในภูเขาสิเนรุอีก ๖ เดือน กลาวคือ ดวงจันทรและดวงอาทิตยโคจรเขาไปใกลภูเขา
สิเนรุในเดือน ๘ จากนั้นเคลื่อนออกไปโคจรอยูในภายนอก ๒ เดือนแลวโคจรไปกลางเขาสิเนรุ
ในตนเดือน ๑๒ แลวจึงโคจรมุงหนาสูจักรวาลแลวโคจรอยูใกล ๆ จักรวาลเปนเวลา ๓ เดือน
แลวเคลื่อนออกหางมาอีกไปโคจรอยูตรงกลางจักรวาลในเดือน ๕ ตอแตนั้นในเดือนอื่น ๆ จะ
โคจรมุงหนาไปสูภูเขาสิเนรุแลวไปโคจรอยูใกล ๆ ภูเขาสิเนรุในเดือน ๘ อีก
ดวงจันทรและดวงอาทิตย สองแสงสวางใน ๓ ทวีปพรอมกัน กลาวคือ เวลาพระ

อาทิตยขึ้นในชมพูทวีปนี้จะเปนเวลาเที่ยงในปุพพวิเทหทวีป เวลาที่พระอาทิตยตกในอุตตกุรุ
ทวีปจะเปนมัชฌิยามในอมรโคยานทวีป เวลาที่ดวงอาทิตยขึ้นในปุพพวิเทหทวีปจะเปนเวลา
เที่ยงในอุตตรกุรุทวีป เวลาที่พระอาทิตยตกในอมรโคยานทวีปจะเปนมัชฌิมยามในชมพูทวีป
เวลาที่พระอาทิตยขึ้นในอุตตรกุรุทวีปจะเปนเวลาเที่ยงในอมรโคยานทวีป เวลาที่พระอาทิตยตก
ในทวีปนี้จะเปนเวลามัชฌิมยามในปุพพวิเทหทวีป เวลาที่พระอาทิตยขึ้นในอมรโคยานทวีป จะ
เปนเวลาเที่ยงในชมพูทวีปนี้ เวลาที่พระอาทิตยตกในบุพพวิเทหทวีปเปนในเวลามัชฌิมยามใน
อุตตรกุรุทวีป
๑๐. ดวงจันทร
ดวงจันทรวัดโดยตรง โดยสวนยาว สวนกวาง และสวนสูง มีประมาณ ๔๙ โยชน
วัดโดยรอบวงยาว ๒๔๙ โยชน ดวงจันทรอยูในวิมานภายในทําดวยแกวมณี วิมานภายนอก
ลอมรอบดวยเงิน ทั้งภายในและภายนอกนั้นมีสภาพเย็น ดวงจันทรอยูขางลางดวงอาทิตย ดวง
จันทรและดวงอาทิตยนั้นอยูหางกันหนึ่งโยชน และจากสวนลางของพระจันทรถึงสวนบนของ
ดวงอาทิตย มีระยะทางถึง ๑๐๐ โยชน ดวงจันทรนั้นโคจรไปทางดานตรงจะชา แตโคจรไป
ทางดานขวางจะเร็วกวา ดาวนักษัตรทั้งหลายก็โคจรไปในสองดานของดวงจันทร ทั้งดวงจันทรก็
โคจรไปใกลหมูดาวนั้น เหมือนแมโคเขาไปหาลูกโค สวนหมูดาวก็ไมทิ้งวงโคจรของตน การ
โคจรของดวงจันทรและดวงอาทิตยมีวิถีทางของมันเองและมีอิทธิพลตอจักรวาล โดยเฉพาะตอ
สภาพดิน ฟา อากาศ กลาวคือ วิถีโคจรของดวงจันทรและดวงอาทิตยมี ๓ วิถี คือ ๑) วิถีแพะ
๒) วิถีชาง ๓) วิถีโค เมื่อใด ดวงจันทรและดวงอาทิตยโคจรขึ้นสูวิถีแพะ เมื่อนั้น ฝนจะไมตกแม
สักหยดเดียว เมื่อใด ดวงจันทรและดวงอาทิตยขึ้นสูวิถีชาง เมื่อนั้น ฝนจะตกแรงเหมือนทองฟา
รั่ว เมื่อใด ดวงจันทรและดวงอาทิตยขึ้นสูวิถีโค เมื่อนั้น ความสม่ําเสมอของฤดู ยอมเกิดขึ้น
ทั้งนี้เพราะน้ําเปนสิ่งปฏิกูลสําหรับแพะ แตน้ําเปนที่ชอบใจของชาง และเปนที่สบายของโค
เพราะมีความเย็นและความรอนเสมอกัน
๑๑. ภพดาวดึงส
ภพดาวดึ งส มีอาณาบริเวณประมาณ ๑๐,๐๐๐ โยชน มีตนปาริฉั ตตกะเปนตนไม
ประจําภพ มีทาวสักกะเปนใหญ กลาวกันวา ทาวสักกะนั้นแทจริงมาจากมนุษยที่ทําความดีที่
เปนเหตุใหเปนทาวสักกะ คือ ครั้งเปนมฆมาณพ ชาวอจลคามในแควนมคธ ชักชวนชาย ๓๐
คน ทําความดี คือ การประพฤติวัตตบท ๗ ๕๒ หลังจากตายแลวจึงไดไปเกิดในภพดาวดึงส และ
ไดชิงเอาภพดาวดึงสจากเทพบุตรที่อยูกอนดวยกลอุบายอันแยบยล ตอมา พวกอสูรไดยกทัพมา
ชิงคืนเกิดการสูรับกับระหวางเทพพวกใหมกับเทพเดิมที่ถูบขับไลไป เรียกวา เทวาสูรสงคราม

คือ สงครามระหวางเทพกับอสูร ทั้งสองฝายผลักกันแพผลัดกันชนะ เพื่อเปนการปองกันรักษา
เทพนครของดาวดึงสภพ ทาวสักกะจึงตั้งกองอารักขาไว ๕ แหงรอบภูเขาสิเนรุเปนแนวรบ คือ
นาค ครุฑ กุมภัณฑ ยักษและมหาราชทั้ง ๔ ตามลําดับ อยางไรก็ตาม เทพนครและอสูร
นครทั้งสองนี้ ชื่อวา อยุธยา หมายถึง เมืองที่ไมมีใครรบและยึดเอาไดเพราะเปนเมืองเกิดขึ้นบุญ
กุศล คราวใด พวกอสุรมีกําลังมากกวา คราวนั้น เมื่อประตูเมืองที่ถูกพวกเทวดาหนีเขาไปปด
เสียแลว แมพวกอสูรตั้งแสน ก็ไมอาจจะทําอะไรได ตรงกันขาม คราวใด พวกเทวดามีกําลัง
มากกวา คราวนั้น เมื่อประตูที่ถูกพวกอสูรหนีเขาไปปดเสีย แมพวกทาวสักกะตั้งแสน ก็ไม
อาจจะทําอะไรได ๕๓
๑๒. ภพอสูร
ภพอสูรมีอาณาบริเวณประมาณ ๑๐,๐๐๐ โยชน ตนไมประจําภพอสูรชื่อวา จิตต
ปาฏลิ พวกอสูร เดิมเปนเทพบุตรอยูในภพดาวดึงส เมื่อทาวสักกะกับเหลาสหายมาเกิดรวมเปน
เทพบุตร จึงไดนําสุรามาดื่มฉลองกัน แตถูกทาวสักกะหลอกใหดื่มสุราจนเมาแลวจับโยนลงมา
จากภพดาวดึงสตกลงที่เชิงภูเขาสิเนรุ ในขณะที่ถูกจับโยนลงมาถึงกลางภูเขาสิเนรุจึงมาได
สํานึกวา พวกเรา จะไมดื่มสุรา ละพอ จําเดิมแตนั้นจึงไดชื่อวา อสูร และเกิดเปนภพอสูรอยู
ภายใตเขาสิเนรุนั่นเอง ตอมา ในเวลาที่ตนจิตตปาฏลิบาน พวกอสูรจึงระลึกไดพวกตนเปน
เทวดา ประสงคจะยึดภพดาวดึงสคืนจากทาวสักกะ จึงพากันขึ้นไปยังภพดาวดึงสเหมือนตัว
ปลวกออกไปจากจอมปลวกเวลาฝนตก และไดเกิดสงครามสูรบกันระหวางเทพกับอสูร บาง
คราวพวกเทพชนะ บางคราวพวกอสูรชนะ เมื่อคราวที่พวกเทพชนะ พวกเทพก็จะไลตามพวก
อสูรไปจนถึงหลังสมุทร เมื่อคราวที่พวกอสูรชนะ พวกอสูรก็จะติดตามพวกเทพไปจนถึงนอก
กําแพงเมือง พอทาวสักกะตั้งกองอารักขาไว ๕ แหง โดยตั้งรูปเหมือนพระอินทรมีมือถือวชิระไว
ณ เชิงกําแพงแลว เมื่อพวกอสูรยกทัพกันมาอีกทีไร ก็เห็นรูปเปรียบพระอินทรนั้น จึงพากันกลับ
ดวยสําคัญวาเปนทาวสักกะมาประทับยืนอยูจริง ๆ ภพอสูรดังกลาวนี้ มีทาวเวปจิตติหรือทาวสัม
พรอสูรเปนใหญ ปกครองดานทิศตะวันออก มีไพจิตตอสูรเปนอุปราช ดานทิศใต มีทาวอสัพพร
อสูรเปนผูปกครอง โดยมีทาวสุลิอสูรเปนอุปราช ดานทิศตะวันตก มีทาวเวลอสูรเปนผูปกครอง
โดยทาวปริกอสูรเปนอุปราช และดานทิศเหนือ มีทาวพรหมทัตอสูรเปนผูปกครอง โดยมีทาวอสุ
รินทราหูเปนอุปราช ซึ่งอสุรินทราหูนี้มีรางกายใหญกวาอสูรทั้งหมด มีกําลังมาก กลาหาญ เคย
มาเฝาแลวกลาวคํานมัสการวา ตัสสะ๕๔ ในอนาคตจะไดเปนพระพุทธเจาพระนามวา นารทะ
เพราะไดบําเพ็ญบารมีมามาก
๑๓. อวีจิมหานรก

นรกนี้ที่ไดชื่อวา อวีจิมหานรก เพราะเปนขุมนรกที่กวางใหญมีอาณาบริเวณประมาณ
๑๐,๐๐๐ โยชน และไมมีความวาง คือ ระหวางคั่นของเปลวไฟและทุกขของสัตวในนรกนี้ อวีจิ
มหานรกมีลักษณะเปนหอง ๆ ซึ่งประกอบดวยมุม ๔ มุม ประตู ๔ ประตู มีกําแพงเหล็กเปน
ขอบเขต ครอบดวยฝาเหล็ก มีพื้นปูดวยเหล็ก มีไฟลุกโชน ซึ่งมีเปลวไฟแผไปไกลถึง ๑๐๐
โยชน โดยรอบ ตั้งอยูตลอดเวลา กลาวคือ ในอวีจิมหานรกนั้น เปลวไฟตั้งขึ้นแตฝาดานทิศ
บูรพาเปนตนแลวพุงมากระทบฝาดานทิศปจฉิมเปนตนไกล ๑๐๐ โยชน เปลวไฟจากเบื้องต่ําพุง
ขึ้นกระทบเบื้องบน เปลวไฟจากเบื้องบนพุงลงกระทบเบื้องต่ํา สถานที่ประมาณ ๑๐๐ โยชน
ภายในมหานรกนั้น เต็มไปดวยสัตวนรกทั้งหลายไมมีระหวางคั่น ไมมีชองวาง เหมือนทะนาน
เต็ ม ไปด ว ยน้ํ า นมและแป ง เหล า สั ต ว ผู ห มกไหม อ ยู ไม มี ก ารยื น เดิ น นั่ ง นอน และการไม
เบียดเบียนซึ่งกันและกัน หากแตไหมอยูในที่เฉพาะของตนเทานั้น อวีจิมหานรกนี้ นับรวมทั้งฝา
ทั้งหลาย มีเสนผาศูนยกลางได ๓๑๘ โยชน วัดโดยรอบได ๙๕๔ โยชน นับรวมทั้งอุสสทนรก
๑๖ ขุมที่อยูที่ประตูทั้ง ๔ ของอวีจิมหานรก ประตูละ ๔ ขุมดวย จึงรวมเปนบริเวณประมาณ
๑๐,๐๐๐ โยชน๕๕

๑๔. ชมพูทวีป
ชมพูทวีปตั้งอยูทิศใตของภูเขาสิเนรุ มีขนาด ๑๐,๐๐๐ โยชน เนื้อที่ประมาณ ๔,๐๐๐
โยชนคลุมดวยน้ํา นับไดวาเปนทะเล มีเนื้อที่สําหรับมนุษยอยูอาศัยประมาณ ๓,๐๐๐ โยชน
มนุษยมีอายุขัย ๑๐๐ ป มนุษยมีใบหนารูปไข เปนคนสํารวม ขยัน อดทน ขนาดรางกาย
สันทัดพองาม เปนผูมีความกลา มีสติ ประพฤติพรหมจรรยไดอยางยอดเยี่ยม ๕๖ ความเพียร
ความมั่นคง มีจิต ประกอบดวยคุณอันยอดเยี่ยม ๕๗ มีตนไมประจําทวีป คือ ตนหวาใหญ สูง
๑๐๐ โยชน กิ่งยาว ๕๐ โยชน ลําตนกลม ๑๕ โยชน อยูที่เขาหิมพานตตั้งอยูชั่วกัป ๕๘ พระ
โพธิสัตว พระพุทธเจา พระเจาจักรพรรดิ เลือกมาเกิดที่ชมพูทวีปนี้ ไมไปเกิดในทวีปอีก ๓
ทวีปนอกนี้
๑๕. อมรโคยานทวีป
อมรโคยานทวีปตั้งอยูทิศตะวันตกของเขาสิเนรุ มีขนาด ๗,๐๐๐ โยชน มนุษยมีอายุ
๔๐๐ ป มีใบหนารูปเดือนครึ่งเสี้ยว อยูตามธรรมชาติ ไมมีการสรางบานเรือน มีตนกระทุมเปน
ตนไมประจําทวีป
๑๖. ปุพพวิเทหทวีป

ปุพพวิเทหทวีปตั้งอยูทิศตะวันออกของเขาสิเนรุ มีขนาด ๘,๐๐๐ โยชน ๕๙ มนุษยมี
ใบหนากลมดั่งเดือนเพ็ญ รูปรางสูงโปรง อายุขัย ๑๐๐ ป มีตนไมประจําทวีปคือ ตนซึก (ตน
สีเสียด)
๑๗. อุตตรกุรุทวีป
อุตตรกุรุทวีปตั้งอยูทิศเหนือของเขาสิเนรุ มีขนาด ๘,๐๐๐ โยชน มนุษยในทวีปนี้ มี
ใบหนารูปสี่เหลี่ยม รูปรางงดงามสมสวน ไมอวนไมผอม พอดี ผิวพรรณไมขาวไมดํา ขาวอม
เหลือง รูปรางปรากฏเหมือนอยูในวัยเปนหนุมสาวเสมอ ไมแกเฒา และจะไมลวงละเมิดศีล ๕
ตลอดชีวิต ๖๐ มีอายุที่แนนอน คือ ๑,๐๐๐ ป ชีวิตดําเนินไปอยางไมมีความทุกข ไมมีความหวง
แหน ๖๑ นอนบนแผนดิน เพราะไมจําเปนตองมีบานเรือน ไมตองหวานพืช และไมตองทําไรไถ
นา มนุษยในอุตรกุรุทวีปบริโภคขาวสาลีที่เกิดขึ้นในที่ไมตองไถ ไมมีรํา ไมมีแกลบ สะอาด มี
กลิ่นหอม เปนเมล็ดขาวสารหุงในเตาไมมีควัน มีตนกัลปพฤกษเปนตนไมประจําทวีป สูง ๑๐๐
โยชน แผกวาง ๓๐๐ โยชน มนุษยสามารถไปสอยสิ่งที่ตองการไดทุกอยางจากตนไมนี้
๑๘. ทวีปเล็ก
ทวีปเล็กๆ ที่เปนบริวารรายลอมทวีปใหญทั้ง ๔ อีก ทวีปละ ๕๐๐ ทวีป รวมเปน
๒,๐๐๐ ทวีป
๑๙. โลกันตริกนรก
อาณาเขตที่สุดโดยรอบของจักรวาล ตามพุทธปรัชญา จะกําหนดดวยแสงแหงดวง
อาทิตยที่สองไปจนสุดแสงแลว คือ หนึ่งลานแปดแสนโยชนในแตละทิศ ๖๒ และมีภูเขาจักรวาล
ตั้งอยูรายรอบอันเปนกําหนดอาณาเขตของจักรวาลหนึ่ง การดํารงอยูของจักรวาลทั้งหลายใน
เอกภพนี้จึงมีลักษณะเหมือนลูกฟุตบอลหลายลูกที่บรรจุอยูในตะกราใบใหญ หรือเหมือนกับรัง
ผึ้งที่ชองที่เปนจุดเชื่อมตอกัน หรือเหมือนลอเกวียน ๓ ลอที่วางจดติดกันตรงกลางจะมีที่วาง แต
ละจั ก รวาลมี ว งโคจรไปในทิ ศ ทางเดี ย วกั น ในระหว า งจั ก รวาลทั้ ง หลายนั้ น จะมี ช อ งว า งที่
แสงอาทิตยจากแตละจักรวาลสองไปไมถึง ที่วางบริเวณนั้น เรียกวา โลกันตริก คือ ชองวาง
ระหวางจักรวาล อันจัดเปนนรกขุมหนึ่งซึ่งไมจัดอยูในจักรวาลใดจักรวาลหนึ่ง อันมีแตความมืด
มิด มีความกวางถึง ๘,๐๐๐ โยชน อยูเลยจากภูเขาจักรวาลไป แสงแหงดวงอาทิตยและดวง
จันทรจึงไมพอที่จะสองไปไมถึงชองวางระหวางจักรวาลนั้น ๖๓

๒๐. มหาสมุทร ๔
มหาสมุ ท รทั้ ง ๔ กํ าหนดดว ยรัศ มีภูเ ขาสิเ นรุ กล า วคือ รั ศ มีแ ห งเงิ น และแกว มณี
เปลงออกทางทิศปราจีนและทักษิณ รวมเปนอันเดียวกันแผไปบนหลังมหาสมุทร ตั้งจดจักรวาล
บรรพต นับเปนมหาสมุทรที่ ๑ รัศมีแหงแกวมณีและแกวผลึกที่เปลงออกทางทิศทักษิณและทิศ
ปจฉิมรวมเปนอันเดียวกันแผไปบนหลังมหาสมุทรตั้งจดจักรวาลบรรพตนับเปนมหาสมุทรที่ ๒
รัศมีแหงแกวผลึกและทองที่เปลงออกทางทิศปจฉิมและทิศอุดรรวมเปนอันเดียวกันแผไปบนหลัง
มหาสมุทรตั้งจดจักรวาลบรรพตนับเปนมหาสมุทรที่ ๓ รัศมีแหงทองและเงินเปลงออกทางทิศ
อุดรและทิศปราจีน รวมเปนอันเดียวกันแผไปบนหลังมหาสมุทร ตั้งจดจักรวาลบรรพตนับเปน
มหาสมุ ท ร ๔ ภายในรั ศ มี ที่ม าบรรจบกัน เหล านั้น แตล ะกลุ มรั ศ มีจั ดเป น หนึ่ ง มหาสมุท ร จึ ง
กลายเปนมหาสมุทรทั้ง ๔ ที่รายลอมภูเขาสิเนรุอยู
๒๑. เทวโลกอีก ๕ ชั้นนอกจากชั้นดาวดึงสที่กลาวแลว
๒๒. นรกภูมิที่เหลือจากที่กลาวแลว
๒๓. พรหมโลก ๒๐ ชั้น
จะเห็นวา ตามนัยแหงคัมภีรอรรถกถาที่กลาวมานี้ จะมองโครงสรางจักรวาลในเชิงดิ่ง
คื อ จั ด สรรพสิ่ ง ที่ อ ยู ใ นจั ก รวาลในแนวตั้ ง เป น ลํ า ดั บ ชั้ น สู ง ต่ํ า โดยภู เ ขาสิ เ นรุ เ ป น มาตรวั ด
รายละเอียดเกี่ยวกับเทวโลก พรหมโลกและนรกภูมิที่เหลือจะกลาวไวในบทที่วาดวยแนวคิด
เรื่องโลกขางตน
ขนาดและสัญฐานของจักรวาล : อนันตจักรวาล คือ จักรวาลไมมีที่สิ้นสุด

ขนาดของจักรวาลหนึ่ง ตามนัยแหงคัมภีรอรรถกถาวินัยปฎก กลาววา จักรวาลมี
ความยาวและความกวางประมาณ ๑,๒๐๓,๓๔๐ โยชน (หนึ่งลานสองแสนสามพันสี่รอยหาสิบ
โยชน) ประมาณโดยรอบจักรวาลมีปริมณฑลทั้งหมด ๓,๖๑๐,๓๕๐ โยชน (สามลานหกแสน
หนึ่งหมื่นสามรอยหาสิบโยชน) มีความหนา ๒๔๐,๐๐๐ โยชน ๖๔ ซึ่งความหนานี้ตรงกับความ
หนาของแผนดินใหญขางตน มีน้ํารองรับแผนดินใหญเอาไว ลมโอบอุมน้ําที่วานี้ไว และลมก็พัด
ลอยในอากาศธาตุ หรืออวกาศดังกลาวแลวขางตน โดยนัยนี้ทําใหเขาใจวา แผนดินใหญนี้เอง
คื อ จั ก รวาล อย า งไรก็ ต าม ไม ค วรเข า ใจว า แผ น ดิ น ใหญ ที่ ว า นี้ คื อ โลกมนุ ษ ย เพราะขั ด
ความรูสึกวา จักรวาลนาจะยิ่งใหญกวาโลกมนุษยนี้มากนัก โลกมนุษยนาจะเปนเพียงสวนหนึ่ง

ของจักรวาลเทานั้น

เกี่ยวกับสัณฐานและการดํารงอยูของจักรวาล มีผูตีความวา จักรวาลนั้นมีลักษณะ
สัณฐานกลมแบนเหมือนนําจานสองใบมาประกบเขาดวยกันมีเขาสิเนรุเปนศูนยกลางแลวลอย
เควงควางอยูในอวกาศในทิศทางเดียวกัน ในโอกาสโลก มีจักรวาลลักษณะเดียวกันนี้มากมาย
การดํ ารงอยู ของจั กรวาลเหมื อนล อเกวี ยนที่นํ ามาต อกันหรือเหมื อนรวงผึ้ งที่แ ตล ะช องจะมี
จุดเชื่อมตอกัน และในจุดเชื่อมตอกันนั้น จะมีชองวางระหวางกันและกันอยู ชองวางที่วานี้จะ
ไมไดรับแสงจากพระอาทิตยและพระจันทร เพราะอยูพนขอบภูเขาจักรวาลออกไป ชองวาง
ระหวางจักรวาลนี้เรียกวา โลกันตรนรก หรือ โลกันตริกนรก ๖๕ อยางไรก็ตาม มีขอสังเกตที่ทําให
เห็นวา การหมุนวนไปของจักรวาลหรือการโคจรของจักรวาล อาจเปนไปในลักษณะแบนเหมือน
จานแบนดังกลาว แตก็หลักฐานที่ชี้ใหเห็นวา ลักษณะสัณฐานของจักรวาลนาจะเปนทรงกลม
มากกวา เพราะที่สุดของจักรวาลนั้นกําหนดดวยแสงแหงดวงอาทิตยเปนเกณฑ กลาวคือ แสง
แหงดวงอาทิตยไปสิ้นสุดตรงไหน นั่นคือ ที่สุดของขอบจักรวาลหนึ่ง และดวงอาทิตยมีสัณฐาน
กลม แสงสวางที่สองออกไปจากดวงอาทิตยจึงแผขยายออกไปเปนวงกลมดวย ลักษณะขนาด
ของจักรวาลโดยรัศมีโดยรอบนาจะเปนทรงกลมเหมือนลูกฟุตบอลมากวากลมเหมือนจานแบน
สองใบประกบกัน
อยางไรก็ตาม ในคัมภีรจักรวาลทีปนี มีขอความที่กลาวแสดงถึงลักษณะสัณฐานของ
จักรวาล อันแสดงใหเห็นวา จักรวาลมีสัณฐานกลมโดยเปรียบเทียบกับมณฑลของลอรถ ดัง
ขอความวา
ชื่อวา โลกจักรวาลนั้น คือ โลกธาตุ สมจริงดังคําที่กลาวไวในอรรถกถาทั้งหลาย
วา จัก รวาลหนึ่ ง แม ทั้ง สิ้ น นั้ น คื อ โลกธาตุอั น หนึ่ง แม ใ นฎีก านั้น ๆ ก็ กล าวไว ว า
โลกธาตุ ชื่อวา จักรวาลก็จริง โลกธาตุนั้น ทานเรียกวา จักรวาลอันเปนเชนกับมณฑล
แหงกงรถแวดวงไวโดยรอบ แมในโลกทีปกสารปกรณก็กลาวไววา ชื่อวา จักรวาลอัน
หินแวดวงไวงดงามไปดวยเขาสิเนรุ เขาสัตตบริภัณฑ ทวีปใหญทั้งสี่ทวีป ทวีปนอยสอง
พันทวีป และมหาสมุทร๖๖
๒.๔ ประเภท และ จํานวนของจักรวาล
พุทธปรัชญาไดเสนอทัศนะเกี่ยวกับกําเนิดจักรวาลและโครงสรางจักรวาลเพื่อคลาย
ความสงสัยใครรูของมนุษยดังกลาวขางตนแลว กระนั้นก็ตาม ประเด็นปญหาเกี่ยวกับจักรวาล

ยังคงมีอีกประการหนึ่งที่วา จักรวาลมีจักรวาลเดียวหรือมีหลายจักรวาล ตอประเด็นนี้ พุทธ
ปรัชญามีคําตอบที่ชัดเจนดังขอความในจูฬนีสูตร ๖๗ ที่กลาวถึงประเภทจักรวาลและจํานวนของ
จักรวาลแตละประเภท โดยจําแนกจักรวาลออกเปน ๓ ประเภท คือ จักรวาลขนาดเล็ก จักรวาล
ขนาดกลาง และจักรวาลขนาดใหญ ซึ่งแตละประเภทจะประกอบดวยจักรวาลไมเทากัน ดังนี้ คือ
๒.๔.๑ จั กรวาลขนาดเล็ก เรียกวา สหัสสีจูฬนิกาโลกธาตุ ประกอบด ว ยจั กรวาล
๑,๐๐๐ (หนึ่งพันจักรวาล) ดังนั้น จึงมีโครงสรางจักรวาลอยางละ ๑,๐๐๐ เชนกัน หมายความวา
แตละจักรวาล จะมีสวนประกอบของจักรวาลอยางละ ๑ อยาง กลาวคือ ในจักรวาลขนาดเล็กนี้ มี
พระจันทร ๑,๐๐๐ ดวงอาทิตย ๑,๐๐๐ ดวง ขุนเขาสิเนรุ ๑,๐๐๐ ชมพูทวีป ๑,๐๐๐ อมรโคยาน
ทวีป ๑,๐๐๐ อุตตรกุรุทวีป ๑,๐๐๐ ปุพพวิเทหทวีป ๑,๐๐๐ มหาสมุทร ๔,๐๐๐ ทาวมหาราช
๔,๐๐๐ เทวโลกชั้นจาตุมหาราชิกา ๑,๐๐๐ เทวโลกชั้นดาวดึงส ๑,๐๐๐ เทวโลกชั้นยามา ๑,๐๐๐
เทวโลกชั้นดุสิต ๑,๐๐๐ เทวโลกชั้นนิมมานรดี ๑,๐๐๐ เทวโลกชั้นปรนิมมิตวสวัสตี ๑,๐๐๐
พรหมโลก ๑,๐๐๐
๒.๔.๒ จั ก รวาลขนาดกลาง เรี ย กว า ทวิ ส หั ส สี มั ช ฌิ มิ ก าโลกธาตุ ประกอบด ว ย
จักรวาล ๑,๐๐๐,๐๐๐ (หนึ่งลานจักรวาล) และมีโครงสรางจักรวาลแตละอยาง ๑,๐๐๐,๐๐๐
เชนกัน
๒.๔.๓ จั ก รวาลขนาดใหญ เรี ย กว า ติ ส หั ส สี ม หาสหั ส สี โ ลกธาตุ ประกอบด ว ย
จักรวาลแสนโกฏิจักรวาล และมีโครงสรางจักรวาลแตละอยางแสนโกฏิเชนกัน
ขอสังเกตเกี่ยวกับจํานวนจักรวาลของแตละประเภทที่ควรอภิปราย คือ ในการจําแนก
ประเภทจักรวาลนั้น มีการใชคําในการจําแนก คือ คําวา สหัสสี หรือ สหัสส ที่แปลวา หนึ่งพัน
เปนคําจําแนกความตางของจํานวนจักรวาล โดยประเภทแรกใชคําวา สหัสสี แปลวา มีพัน
จักรวาล ประเภทที่สอง ใชคําวา ทวิสหัสสี แปลวา สองพัน และประเภทที่สามใชคําวา ติสหัสสี
แปลวา สามพัน แตปรากฏวา ในคัมภีรพระไตรปฎกฉบับแปลภาษาไทยแปลคําทั้งสามบอก
จํานวนจักรวาลในแตละประเภทตางไปจากรูปศัพท คือ สหัสสี แปลวา หนึ่งพันจักรวาล ถือวา
แปลตรงตามรูปศัพท แตอีกสองคําในประเภทหลัง คือ ทวิสหัสสี แปลวา หนึ่งลานจักรวาล และ
คําวา ติสหัสสี แปลวา แสนโกฏิจักรวาล
ถาหากพิจารณาดวยสังขยาคูณ จะไดคําตอบ คือ ทวิสหัสสี ไดแก หนึ่งพันคูณดวย
หนึ่งพัน (๑,๐๐๐๒) จะไดเทากับ หนึ่งลาน (๑,๐๐๐ X ๑,๐๐๐ = ๑,๐๐๐,๐๐๐) ซึ่งตรงกับที่แปล
ในคัมภีรพระไตรปฎกภาษาไทย แตสําหรับคําวา ติสหัสสี มีขอควรพิจารณา คือ

(๑) คัมภีรอรรถกถาอธิบายวา ไดแก ๑,๐๐๐๓ คือ จํานวนพันมาคูณกันสามครั้ง จะได
เทากับ หนึ่งพันลาน (๑,๐๐๐ X ๑,๐๐๐ x ๑,๐๐๐ = ๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐) ถึงกระนั้น ก็ยังไดจํานวน
ไมเทากับ แสนโกฏิ ตามที่แปลไวในคัมภีรพระไตรปฎก
(๒) ถานําจํานวน หนึ่งลาน อันจํานวนของจักรวาลขนาดกลางมาเปนตัวตั้งแลวคูณ
ดวยพันโดยหลักการคิดคํานวณเดียวกันกับจักรวาลขนาดกลาง จะไดเทากับ หนึ่งพันลาน ซึ่งก็
คือ ๑,๐๐๐๓ นั่นเอง ยังไมถึงแสนโกฏิ เพราะ หนึ่งแสนโกฏิ จะเทากับ หนึ่งลานลาน กลาวคือ ๑
โกฏิ เทากับ ๑๐ ลาน ถาแสนโกฏิ ก็เทากับ ๑๐ ลาน คูณดวย ๑ แสน จะเทากับ หนึ่งลานลาน
(๑๐,๐๐๐,๐๐๐ x ๑๐๐,๐๐๐ = ๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐)
ในขณะเดียวกันมติของพระคณกปุตตติสสเถระเห็นตางออกไปวา ติสหัสสี มหาสหัสสี
โ ล ก ธ า ตุ นั้ น เ ท า กั บ ห นึ่ ง ล า น โ ก ฏิ จั ก ร ว า ล ( ๑ ๐ , ๐ ๐ ๐ , ๐ ๐ ๐ x ๑ , ๐ ๐ ๐ , ๐ ๐ ๐ =
๑๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ (สิบลานลาน) ซึ่งจํานวนมากเพิ่มขึ้นอีก เกาแสนโกฏิ สรุปวา จํานวน
ตัวเลขยังไมลงตัว ไมวาจะพิจารณาจากฐานสังขยาบวกหรือสังขยาคูณ ๖๘ ขณะเดียวกัน ใน
คัมภีรขุททกนิกาย มหานิเทส มีขอความกลาวถึง โลกธาตุหรือจักรวาล ตั้งแต ๑ จักรวาล ถึง
หลายจักรวาล โดยเฉพาะประเด็นที่กําลังอภิปรายอยูนี้ คําวา ทฺวิสหัสสี แปลวา สองพัน, คําวา
ติ ส หั ส สี แปลว า สามพั น และคํ า ว า มหาสหั ส สี แปลว า หลายพั น ๖๙ อั น เป น การแปลที่ ไ ม
สอดคลองกับคําแปลและความหมายในจูฬนีสูตร
ขอสังเกตเพิ่มเติมจากกรณีคัมภีรขุททนิกาย จูฬนิเทส จะเห็นวา ไดมีการแยก ติสหัสสี
เปนโลกธาตุอีกประเภทหนึ่ง และ มหาสหัสสี เปนโลกธาตุอีกประเภทหนึ่ง หากถือเอาตามนัยนี้
จักรวาลขนาดใหญจะถูกแบงออกเปน ๒ ประเภท คือ ประเภทแรก มี ๓ พันจักรวาล (หรือ ๑
ลานจักรวาล) และประเภทที่สอง คือ หลายจักรวาล (มหาสหัสสี) แตเมื่อสืบคนในคัมภีรอรรถ
กถาขุททกนิกาย พบวา ไดอธิบายรวบเขาดวยเปนประเภทเดียวกัน การอธิบายโดยจัดใหอยู
ประเภทเดียวกันนี้ อาจเปนการอธิบายเพื่อใหสอดคลองกับจูฬนีสูตรดังกลาวหรือไม
อยางไรก็ตาม ในคัมภีรอรรถกถาแหงขุททกนิกายดังกลาว เมื่อยกคําศัพทนี้มาอธิบาย
ไมไดยกคําศัพทตรงตามพระบาลีในพระไตรปฎกมาอธิบาย ดูเหมือนจะเปนย้ําใหเห็นถึงการ
อธิบายใหสอดคลองกับจูฬนีสูตรโดยการรวบติสหัสสีโลกธาตุกับมหาสหัสสีโลกธาตุเขาดวยกัน
กลาวคือ พระบาลีระบุวา ติสหสฺสิมฺป โลกธาตุ ปสฺเสยฺย มหาสหสฺสิมฺป โลกธาตุ ปสฺเสยฺย ซึ่ง
แยกเปน ๒ ประโยคตามบาลีไวยากรณที่จํากัดจําแนกดวยกิริยา แตคัมภีรอรรถกถากลับยกมา
อธิบายแตเพียงวา ติสหสฺสึ มหาสหสฺสิมฺป โลกธาตุ เปนรวบทั้ง ๒ ประโยคเขาดวยกันเปน
ประโยคเดียว จึงเทากับบอกวา ทั้งสองนี้เปนจักรวาลเดียวกัน จากนั้น คัมภีรอรรกถาไดสรุปวา
โดยนัยนี้ เปนอันทรงแสดงจักรวาลไวประมาณแสนโกฏิจักรวาล (เอตฺตาวตา โกฏิสตสหสฺสจกฺ

กวาฬปริมาโณ โลโก ทสฺสิโต โหติ) ๗๐ ดังนั้น ในการแปลบาลีในพระไตรปฎกตอนดังกลาวจึง
อาศัยนัยแหงคัมภีรอรรถกถานี้วา จักรวาลขนาดใหญมีแสนโกฎิจักรวาล เลยทีเดียว
นอกจากนี้ คัมภีรจักรวาลทีปนีกลาวสรุปประเภทจักรวาลดังกลาวนี้วา ชื่อวา โลกธาตุ
มี ๓ อยาง คือ จูฬนิกา (ขนาดเล็ก) มัชฌิมิกา (ขนาดกลาง) ไตรสหัสสี (ขนาดใหญ) บรรดา
โลกธาตุ ๓ ขนาดนั้น จักรวาลพันหนึ่ง ชื่อวา จูฬนิกาโลกธาตุ จูฬนิกาคูณดวยพัน ชื่อวา มัชฌิมิ
กาโลกธาตุ ซึ่งมีประมาณลานจักรวาล มัชฌิมิกาคูณดวยพัน ชื่อวา ไตรสหัสสีโลกธาตุ ซึ่งมี
ประมาณรอยโกฏิจักรวาล (หนึ่งพันลาน) ไตรสหัสสีนั้นแล เรียกวา มหาสหัสสีบาง ๗๑ อันเปน
ตอกย้ําวา โลกธาตุมี ๓ ประเภท และการระบุจํานวนจักรวาลในแตละประเภทนั้นตางออกไป
จากคัมภีรตาง ๆ ที่กลาวขางตนอีก ดังนั้น หากใชสูตรในการคิดคํานวณตามนัยแหงจักรวาล
ทีปนีซึ่งผูเขียนเห็นวาสอดคลองกับหลักเกณฑในจูฬนีสูตรที่ใชจํานวน ๑,๐๐๐ อันเปนปริมาณ
ของจักรวาลประเภทแรก (จูฬนิกา) เปนฐานคิดคํานวณปริมาณของจักรวาลประเภทที่สอง
(มั ช ฌิ มิ ก า) ด ว ยการนํ า เอาจํ า นวน ๑,๐๐๐ มาคู ณ จํ า นวนจั ก รวาลจู ฬ นิ ก า จะได เ ท า กั บ
๑,๐๐๐,๐๐๐ จักรวาลอันเปนปริมาณของจักรวาลขนาดกลาง และใชจํานวนจักรวาลขนาดกลางนี้
เปนตัวตั้งในการคิดคํานวณหาปริมาณของจักรวาลขนาดใหญดวยการคูณดวย ๑,๐๐๐ จะได
ผลลั พธ เ ท ากั บ ๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ จั ก รวาล (หนึ่งพั นลาน) และคัมภีร จัก รวาลทีปนี สรุ ปว า
จักรวาลขนาดใหญมีประมาณรอยโกฏิจักรวาล ซึ่งเทากับ หนึ่งพันลาน พอดี แตการคํานวณนี้
แมจะไดผลลัพธที่ตรงกับโจทกหรือตามสูตรคํานวณ แตในจูฬนีสูตรมิไดสรุปจํานวณจักรวาลใน
จักรวาลขนาดใหญตรงกับสูตรที่ตั้งไวแตอยางใด หากแตสรุปวา จักรวาลขนาดใหญมีประมาณ
แสนโกฎิจักรวาล หรือ หนึ่งลานลานจักรวาล อันเปนคําตอบที่หางจากโจทกที่ตั้งไวมาก
ประเด็นดังกลาวนี้ ฝากผูรูไดชวยวินิจฉัยดวยวา แทจริงแลว จะจําแนกเปนสองขนาด
จักรวาลหรือขนาดจักรวาลเดียวกันและมีจํานวนจักรวาลประมาณเทาไร ตามความเห็นของ
ผูเขียน นาจะเปนแยกเปน ๒ ขนาดจักรวาล ดวยเหตุผลทั้งดานภาษา และหลักฐานการตรัส
แยกตามนัยพระบาลีในขุททกนิกาย จูฬนิเทสดังกลาว ดวยเหตุผลดานภาษา คือ การกําหนด
ดวยคําสังขยาที่ใชเปนแบงประเภทขนาดของจักรวาล คือ ทฺวิ (๒) และ ติ (๓) และคําคุณศัพทที่
บงชี้ถึงความมีจํานวนมาก คือ มหา (มาก, ใหญ) และหลักฐานในคัมภีรขุททกนิกาย จูฬนิเทสที่
ตรัสจําแนกประเภทของจักรวาลดวย ป ศัพทอยางชัดเจน ดังนั้น จึงไดขอสรุปวา จักรวาลแมจะ
แบงออกเปน ๓ ประเภทดังกลาวก็ตาม ในประเภทที่ ๓ นั้น ผูเขียนเห็นวา แบงออกเปนอีก ๒
ประเภท คือ ติสหัสสีโลกธาตุ กับ มหาสหัสสีโลกธาตุ
พระพุทธเจาเกิดในจักรวาลอื่นอีกหรือไม (ในจักรวาลคูขนาน)

การจํ า แนกจั ก รวาลออกเป น ๒ ประเภทพร อ มทั้ ง ระบุ โ ครงสร า งหรื อ สิ่ ง ที่ อ ยู ใ น
จักรวาลนั้นเหมือนกันและมีจํานวนเทากันตามประเภทของแตละจักรวาล ตัวอยาง จักรวาล
ขนาดเล็กจะมีโครงสรางจักรวาลอยางละ ๑,๐๐๐ เชน ทวีป ๔ จะมีอยางละ ๑,๐๐๐ ทวีปดวย ใน
จัก รวาลหนึ่ง มีท วีป ละ ๑ ทวี ป ทา วสั ก กเทวราชมี จํา นวน ๑,๐๐๐ องค เ ทา กับ ภพดาวดึ ง ส
๑,๐๐๐ องคประกอบอื่น ๆ ที่มีอยูในจักรวาลก็มีนัยดุจเดียวกัน โดยนัยนี้ จึงเปนที่มาของคําถาม
วา เมื่อเปนเชนนี้ มนุษยเชนผูเขียนนี้ มีอยูในจักรวาลอื่นที่เปนจักรวาลคูขนานหรือไม ผูเขียนนั่ง
บนเกาอี้สีขาว หนาโตะคอมพิวเตอรสีเดียวกัน กําลังพิมพงานเขียนเรื่องนี้อยูบนคอมพิวเตอร
โนตบุคยี่หอเบนคิว (Benq) มีอุปกรณอื่น ๆ หลายประการ แมกระทั่งแวนสายตาที่สวม จะมี
ผูเขียนพรอมทั้งสิ่งทั้งหลายดังกลาวนี้ในจักรวาลอื่น ๆ อีก ๙,๙๙๙ จักรวาลหรือไม? ถามีมนุษย
เชนเดียวกันนี้อยูจริงในจักรวาลอื่น ๆ มนุษยนั้น มีความรูสึก ความคิด การกระทําเหมือนกัน
หรือไม ? และการกระทําของมนุษยแตละคนที่วานี้เปนอยางเดียวกันหรือทําในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
พรอมกันหรือไม ? ประเด็นปญหาเหลานี้นาคิดและนาสนใจมากทีเดียว มีภาพยนตรจีนเรื่อง
หนึ่งชื่อ The One ๗๒ พยายามเสนอคําตอบประเด็นนี้ โดยเสนอวา ไมไดมีจักรวาลเดียว หากมี
จักรวาลมากมาย มีจักรวาลคูขนานกันอยู ๑๒๔ จักรวาล และสามารถไปมาระหวางจักรวาลได
โดยเครื่องขามจักรวาล ในแตละจักรวาลนั้น จะมีมนุษยคนเดียวกันนี้อยู สมมติเชน ผูเขียนก็จะมี
ผูเขียน ๑๒๔ คนใน ๑๒๔ จักรวาลนั้น จักรวาลละคน ภาพยนตรเรื่องนี้พยายามชี้ใหเห็นถึง
ความเชื่ อ (หรื อ ข อ เท็ จ จริ ง ?) เกี่ ย วกั บ ประเด็ น ที่ กํา ลั ง อภิ ป รายอยู นี้ โดยแตง เสริ ม เพื่ อ ให
ภาพยนตรมีความสนุกมากขึ้นดวยการใสความคิดวา ถาหากขามไปจักรวาลอื่น ๆ แลวไปฆาคน
ที่เหมือนกันแลวจะทําใหพลังของคนที่เหลือเพิ่มมากขึ้นเพราะจะไดรับพลังจากคนที่ถูกฆานั้น
และภาพยนตรไดสรางใหอีกคนหนึ่งในจักรวาลทําหนาที่หยุดนักฆาคนนั้น หลังจากที่ฆามาแลว
จํานวน ๑๒๒ คนภายใน ๒ ป ภาพยนตรจึงจบดวยฉากการตอสูระหวางสองคนสุดทายที่เหลือ
ซึ่งมีพลังแข็งแรงพอ ๆ กัน
นั่นเปนแนวคิดทางวิทยาศาสตรที่จินตนาการเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในประเด็นเดียวกันนี้
พุทธปรัชญาไมไดพูดถึงมนุษยในลักษณะนี้วา ในจักรวาลอื่นมีบุคคลเชนเดียวกันนี้หรือไม? คง
พูดถึงแตเทวดาวา มีเทวดาในชื่อเดียวกันนี้ในเทวโลกและพรหมโลกในจักรวาลอื่นตามนัยแหง
จูฬนีสูตรดังกลาวขางตน การจะตอบปญหานี้ตามทัศนะของพุทธปรัชญาไมงายนักเพราะไมมี
หลักฐานยืนยันถึงขอนี้ไมวาจะบอกมีหรือไมมีบุคคลเชนเดียวกันในจักรวาลอื่น การจะบอกวามี
โดยอาศั ย นั ย ของท า วสั ก กะเป น ต น เป น ข อ เที ย บเคี ย ง หรื อ จะบอกว า ไม มี โดยอาศั ย ไม มี
หลักฐานอางอิงจากคัมภีร ลวนมีสวนผิดพลาดพอกัน อยางไรก็ตาม มีขอความในคัมภีรอรรถ
กถาที่พอใชเปนนัยแหงอภิปรายประเด็นนี้อยูบาง คือ มีการตั้งคําถามวา พระพุทธเจามีอยูใน
จักรวาลอื่นหรือไม ? ขอความในคัมภีรอรรถกถาอธิบายชี้ชัดวา พระพุทธเจาไมมีในจักรวาลอื่น
นอกจากจักรวาลนี้ โดยใหเหตุผลวา ไมมีพระสูตรใดกลาวถึงการเกิดขึ้นของพระพุทธเจาใน

จักรวาลอื่น มีแตพระสูตรที่กลาวถึงการไมเกิดขึ้นในจักรวาลอื่นเทานั้น แมในคัมภีรพระไตรปฎก
ที่พระสังคีติกาจารยทําการสังคายนาทั้ง ๓ ครั้งก็ไมปรากฏเชนกัน ๗๓ อนึ่ง หมื่นโลกธาตุนั้น ที่
ชื่อวา เขตแหงพระชาติ (ชาติเขต)นั้น ยกเวนประเทศสวนกลางของชมพูทวีปในจักรวาลนี้เสีย
แลว พระพุทธเจาทั้งหลายหาไดทรงเกิดขึ้นในประเทศอื่นไม และพนจากเขตแหงพระชาติไป ไม
ปรากฏการเกิดขึ้นของพระพุทธเจาทั้งหลายเลย ๗๔ จะเห็นวา การใหเหตุผลทํานองนี้ เปนการ
ใหเหตุผลโดยยึดหลักฐานตามคัมภีรหรือพระสูตรที่ตรัสไวเปนเกณฑ ดังนั้น จึงมีการอธิบาย
อยางตรงไปตรงมาวา ยังไมพบหลักฐานที่ยืนยันถึงการเกิดในจักรวาลอื่นของพระพุทธเจา พบ
แตหลักฐานที่บงชี้ถึงการเกิดในจักรวาลนี้ อยางไรก็ตาม แมไมพบพระสูตรที่กลาวการเกิดขึ้นใน
จักรวาลอื่นของพระพุทธเจา แตการที่พบพระสูตรที่กลาวถึงการไมเกิดขึ้นในจักรวาลอื่นของ
พระพุทธเจา ก็เปนอันยืนยันแสดงถึงทัศนะนี้ไดอยางชัดเจนในตัว
หากใชเหตุผลเดียวกันนี้อธิบายถึงประเด็นปญหาที่กําลังอภิปรายกันอยูนี้ อาจอางอิง
ความเปนมนุษยของพระพุทธเจา ดวยพระพุทธเจาทรงเปนมนุษยคนหนึ่งและไมทรงเกิดขึ้นใน
จักรวาลอื่น จึงอาจนําไปสูขอสรุปไดวา ไมมีมนุษยคนเดียวกันนี้ในจักรวาลอื่นเชนเดียวกับ
พระพุทธเจาไมมีในจักรวาลอื่น ไมมีผูเขียนอีกคนหนึ่งหรืออีกหลายคนในจักรวาลคูขนานอื่น ๆ
การสรุปเชนนี้อาจไมมีน้ําหนักเพียงพอเพราะไมมีหลักฐานยืนยันที่แนนหนาและบนขอจํากัด
แหงการรับรูสามัญ และอาจทาทายตอวิทยาการสมัยใหม เพราะไดมีการคนพบจักรวาลอื่นที่มี
ลักษณะและระบบเหมือนจักรวาลนี้ คือ เปนระบบสุริยะ เพียงแตยังไมสามารถสืบคนถึงความมี
อยู ของสั ต ว มีชี วิ ต ในระบบสุ ริย ะอื่ นดว ยยังมีข อจํากัดทางเครื่ องมือในการสื บ คน ถาหากใน
อนาคต วิทยาการเจริญกาวหนาไปมากกวานี้จนกระทั่งสามารถรูถึงความเปนไปตาง ๆ ใน
จัก รวาลอื่ น ๆ แล ว พิ สูจน ได ว า มีผู เ ขี ยนอีกคนหนึ่งหรือ หลายคนในจัก รวาลอื่น ๆ ในเวลา
เดียวกันตามสมมติฐานความคิดทางวิทยาศาสตรดังเชนในภาพยนตรเรื่อง The One ดังกลาว
หากเปนเชนนั้นจริง ผูเขียนคิดวา ไมมีผลกระทบตอแนวคิดเรื่องนี้ทางพระพุทธศาสนา เพราะมี
นัยที่พระพุทธเจาทรงใหไวในจูฬนีสูตรที่ยืนยันถึงการมีสิ่งหรือบุคคลที่เหมือนกันในจักรวาล
คูขนานอื่น ๆ ประเด็นที่อภิปรายกันมานี้นาสนใจอยางยิ่ง และคิดวา ยังหาขอสรุปไมไดอยาง
ชัดเจน คงตองอาศัยผูรูดานนี้ชวยกันคิดพิจารณาวิเคราะหกันตอไป

๒.๕ ความพินาศและวิวัฒนาการของจักรวาล
ตามทัศนะของพุทธปรัชญา ถือวา จักรวาลมีการเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา ความ
เปลี่ยนแปลงที่วานี้ มี ๒ ลักษณะ คือ ความเปลี่ยนแปลงไปสูความเสื่อมสูญ เรียกวา สังวัฏฏกัป
และความเปลี่ยนแปลงไปสูความเจริญขึ้นมาใหม เรียกวา วิวัฏฏกัป ความเปลี่ยนแปลงเชนนี้จะ

เกิดขึ้นวนเวียนกันไปนับไมถวนตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบันและยังคงเปนเชนนั้นตอไปอีกไมมีที่
สิ้นสุด จนไมสามารถจะรูไดวา จักรวาลนี้ มีจุดเริ่มตนและจุดสิ้นสุดลงเมื่อไหร เรียกวา อนมตัคค
จักรวาล จนนับไมถวน การที่จักรวาลพินาศไปและเจริญขึ้นมาใหมนี้หนึ่งรอบเชนนี้ จัดเปนหนึ่ง
มหากัป ๗๕ หรือ ๔ อสงไขยกัป จัดเปนหนึ่งมหากัป ๗๖ ขอความที่ยืนยันความจริงขอนี้ดังที่
พระพุทธเจาตรัสถึงการเจริญฌานสมาบัติจนสัมฤทธิ์ผลไดตรัสรูถึงปุพเพนิวาสานุสติญาณจน
สามารถหยั่งรูถึงความเปนไปอันนี้ของจักรวาลตลอดสังวัฏฏกัปและวิวัฏฏกัปเปนอันมาก ๗๗
จักรวาลจึงนับวา เปนสิ่งหนึ่ง ในบรรดาสิ่งที่ไมสามารถนับได ประมาณไมได เรียกวา อสงไขย
ดังขอความในขุททกนิ กาย พุทธวงศ ตอนหนึ่ งวา “อสงไขย ที่มีเ บื้องตน และเบื้ องปลายไม
ปรากฏ มี ๔ คือ หมูสัตว ๑ อากาศ ๑ จักรวาลที่ไมมีที่สุด ๑ พระพุทธญาณที่ประมาณมิได ๑
อสงไขยเหลานั้น ใคร ๆ ไมอาจรูได” ๗๘
แมจักรวาลจะเปนสิ่งที่ไมสามารถกําหนดรูเบื้องตนและจุดจบดังกลาวก็ตาม แตสิ่ง
หนึ่งที่เปนลักษณะตามธรรมชาติของจักรวาล คือ ความเปลี่ยนแปลงทั้งในแงวิวัฒนาการและใน
แงของการเสื่อมสลาย ความเปนไปของจักรวาลในลักษณะดังกลาวนี้ จําแนกออกเปน ๔ ชวง
ตามระยะเวลาแหงความเปลี่ยนแปลง กลาวคือ ความเปลี่ยนแปลงที่เปนไปในแตละชวงนั้น
จัดเปนเวลาชวงหนึ่ง โดยใชคําเรียกหนวยนับเวลาวา อสงไขยกัป เพราะเปนชวงเวลาที่ไมอาจ
นับไดวามีจํานวนกี่ป เกินที่จะคํานวณได๗๙ มี ๔ ชวงเวลา ดังตอไปนี้ ๘๐
๑. สังวัฏฏกัป คือ ชวงเวลาที่จักรวาลกําลังเสื่อมลง เปนชวงเวลาที่มีขอบเขตดาน
เทศะอันถูกทําลายไปถึงจนพรหมโลกสูงสุด ๓ ลําดับ คือ ชั้นอาภัสสรา ชั้นสุภกิณหา และชั้น
เวหัปผลา จนไมมีอะไรเหลือ ซึ่งเขตแดนของการพินาศไปของจํานวนจักรวาลนี้โดยวงกวางจะมี
ขอกําหนดดวยพุทธเขต คือ อาณาเขต ในบรรดาพุทธเขต ๓ ประการ คือ ๑) ชาติเขต ๒) อาณา
เขต และ ๓) วิสยเขต อันถือเอาการหวั่นไหวของจักรวาลทั้งหลายเปนตัวกําหนด คือ ชาติเขต
นั้น เมื่อครั้งพระพุทธเจาทรงประสูติ จักรวาลหมื่นจักรวาลจะสั่นไหว อาณาเขตจะเปนเขตแดนที่
อานุภาพของพระปริตรเหลานี้ คือ รตนปริตร ขันธปริตร ธชัคคปริตร อาฏานาฏิยปริตร โมร
ปริตร แผกวางออกไปถึงแสนโกฏิจักรวาล สวนวิสัยเขตนั้นมีจักรวาลไมสามารถนับได ๘๑ และ
ในระหวางที่จักรวาลกําลังพินาศไปนี้ เหลาสัตวทั้งมนุษย สัตว เทวดา และสัตวนรกจะรีบทํา
ความดีแลวไปเกิดอยูในพรหมโลก แมกระทั้งเดรัจฉานหลังจากตายแลวจะไปเกิดในพรหมโลก
เชนกัน บางทัศนะบอกวา พวกสัตวนรกนั้นจะถูกดวงอาทิตยทั้ง ๗ ดวยเผาไหมไปหมดสิ้น
ในสั ง วั ฏ ฏกั ป นี้ พระพุ ท ธเจ า และพระป จ เจกพุ ท ธเจ า ทั้ ง หลายจะไม อุ บั ติ ขึ้ น อย า งไรก็ ต าม
สังวัฏฏกัปดังกลาวนี้ จําแนกออกเปน ๓ ชวง คือ
๑.๑ เตโชสังวัฏฏกัป หมายถึง ชวงเวลาจักรวาลนี้ถูกทําลายดวยไฟจะกินเนื้อที่ตั้งแต

ชั้นอาภัสสราลงมา สรรพสิ่งภายใตเขตแดนนี้จะถูกเผาไหมเปนจุณจนไมเหลือใหเปนเชื้อติดไป
ตอไปได ดังนั้น หากมองในแนวดิ่ง ก็หมายความวา ตั้งแตโลกมนุษยขึ้นไปจนถึงชั้นอาภัสสรา
พรหมดังกลาว จะถูกทําลายไปดวยไฟ หรือ เตโชธาตุ ที่มาจากดวงอาทิตยเมื่อปรากฏครบ ๗
ดวง โดยเริ่มจากเดิมที่มีดวงอาทิตยเพียงดวงเดียว แลวเกิดมหาเมฆฝนตกอยางหนักแลวไมตก
อีก จากนั้นเพิ่มเปนสองดวง สามดวง จนถึงเจ็ดดวงตามลําดับ ในชวงนี้ สรรพสิ่งในจักรวาลนี้จะ
คอย ๆ ถูกทําลายไปทีละนอยจนหมดสิ้นไมเหลือแมกระทั่งเขมาและขี้เถา ๘๒ ดวงอาทิตย
เหลานั้นเผาผลาญแมกระทั่งตัวมันเองแลวดับไป อากาศเบื้องบนและเบื้องลางมืดมิดเปนอัน
เดียวกัน จนกระทั่งจะวิวัฒนาการขึ้นมาใหม
๑.๒ อาโปสังวัฏฏกัป คือ ชวงเวลาที่จักรวาลนี้ถูกทําลายไปเพราะน้ํา จะกินเนื้อที่
ตั้งแตพรหมโลกชั้นสุภกิณหาลงมา สรรพสิ่งที่อยูภายใตขอบเขตนี้จะถูกน้ําทําลายไปหมดสิ้น
กลาวคือ เริ่มตนดวยมหาเมฆทําลายกัปใหฝนตกเชนกับครั้งทําลายดวยไฟ แตตางกันตรงที่ฝน
นี้เปนฝนกรดที่กัดเซาะทําลายสรรพสิ่งใหละลายหายไปจนไมใหเหลือสักอณูหนึ่ง ทั่วทั้งแสนโกฏิ
จัก รวาลและก็ ห ายไป อากาศทั้ ง เบี้อ งบนและเบื้อ งลา งมืด มิดเป นอั น เดี ย วกัน จนกระทั่ ง จะ
วิวัฒนาการขึ้นมาใหม
๑.๓ วาโยสังวัฏฏกัป คือ ชวงเวลาที่จักรวาลถูกลมทําลายไป กินเนื้อที่ตั้งแตพรหม
โลกชั้ นเวหัป ผลาลงมา สรรพสิ่งที่อยูภายใตขอบเขตนี้จะถูกทําลายไปสิ้นเพราะลมที่พัดให
กระจัดกระจายไปสิ้น เริ่มดวยมหาเมฆตกลงมาเชนกัน จากนั้น จะเกิดลมขึ้นพัดเอาธุลีละเอียด
ขึ้นไปกอนแลวพัดเอาสิ่งหยาบและใหญขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งแผนดิน ภูเขาสิเนรุ ภูเขาจักรวาลทั่วทั่ง
แสนโกฏิจักรวาลขึ้นไปในอากาศไมตกลงมาอีก จักรวาลรวมทั้งสรรพสิ่งในจักรวาลตางกระทบ
ซึ่งกันและกันจนแหลกละเอียดกระทั่งถึงความไมมี อากาศเบื้องบนและเบื้องลางมืดมิดเปนอัน
เดียวกัน จนกระทั่งจะวิวัฒนาการขึ้นมาใหม
นอกจากนี้ การที่จักรวาลถูกทําลายลางไปดวยไฟ น้ํา และลมดังกลาวนี้ ตามทัศนะ
ของพุทธปรัชญาถือวา ยอมมีสาเหตุ สาเหตุที่วานี้ คือ ราคะเปนสาเหตุทําใหจักรวาลพินาศไป
ดวยไฟ โทสะเปนสาเหตุทําใหจักรวาลพินาศไปดวยน้ํา ในสองประเด็นนี้ มีทัศนะที่ไมตรงกันคือ
อาจารยบางพวกบอกวา โทสะเปนสาเหตุทําใหจักรวาลพินาศไปดวยไฟ ราคะเปนสาเหตุทําให
จักรวาลพินาศไปดวยน้ํา สวนโมหะเปนสาเหตุทําใหจักรวาลพินาศไปดวยลม อยางไรก็ตาม
การพินาศไปแหงจักรวาลดวยไฟ น้ํา และลมมีลําดับที่สลับกันดังตอไปนี้ คือ จักรวาลพินาศไป
ดวยไฟ ๗ ครั้งตามลําดับ ครั้งที่ ๘ พินาศไปดวยน้ํา จากนั้นพินาศดวยไฟอีก ๗ ครั้ง ครั้งที่ ๘
พินาศดวยน้ํา โดยนัยนี้ ๗ รอบ ในรอบที่ ๗ เมื่อพินาศดวยไฟ ๗ ครั้งแลว ในครั้งที่ ๘ พินาศ
ดวยลม รวมทั้งหมดเปน ๖๔ กัปหรือมหากัป๘๓ ดังตารางตอไปนี้









ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ

ตารางแสดงลําดับการพินาศแหงจักรวาลดวยไฟ น้ํา และลม






ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ
ไฟ


น้ํา
น้ํา
น้ํา
น้ํา
น้ํา
น้ํา
น้ํา
ลม

๒. สังวัฏฏฐายีกัป คือ ชวงเวลาระหวางที่ไมมีอะไรเหลืออยูจนกระทั่งเริ่มมีสรรพสิ่ง
ถือกําเนิดอีกครั้ง เริ่มตั้งแตเปลวไฟ น้ํา และลม (แตละชวง) ที่ทําลายลางจักรวาลจนหมดสิ้น
แลว อากาศมืดมิดเปนอันเดียวกันทั้งเบื้องบนและเบื้องลาง จากนั้นจึงเกิดมหาเมฆสมบูรณตก
ลงมาทําใหแสนโกฏิจักรวาลเต็มไปดวยน้ํา
๓. วิวัฏฏกัป คือ ชวงเวลาที่สรรพสิ่งกําลังเจริญขึ้นใหมอีกครั้ง จนกระทั่งถึงความ
เจริญเต็มที่ ในชวงเวลานี้ เหลาสัตวจะกลับจากพรหมโลกมาสูโลกนี้ คือ คราวที่จักรวาลถูกไฟ
ทําลาย เหลาสัตวจะลงมาจากอาภัสสรพรหม คราวที่จักรวาลถูกน้ําทําลาย เหลาสัตวมาจากสุภ
กิณหพรหมแลวเกิดในชั้นอาภัสสรพรหมกอนแลวจึงลงมายังโลกมนุษย และคราวที่จักรวาลถูก
ลมทํ าลาย เหล าสั ต วจากชั้ นเวหัปผลพรหมมาเกิดในชั้นสุภกิณหพรหมและอาภัสสรพรหม
ตามลําดับกอนแลวจึงลงมายังโลกมนุษย วิวัฏฏกัปนี้ กําหนดเริ่มตั้งแตมหาเมฆสมบูรณที่ตกเต็ม
แสนโกฏิจักรวาลแลว จากนั้นกําเนิดมนุษยและสรรพสิ่งมาจนถึงการเกิดขึ้นแหงดวงอาทิตยและ
ดวงจันทร
๔. วิวัฏฏฐายีกัป คือ ชวงเวลาระหวางที่กัปเจริญขึ้นมาสมบูรณเต็มที่แลวกลับเขาสู
ชวงเวลาแหงความเสื่อมอีก เริ่มตั้งแตการปรากฏขึ้นแหงดวงอาทิตยและดวงจันทรแลว มนุษย
ไดวิวัฒนาการทั้งพฤติกรรมดานการบริโภค อุปโภค การเมืองการปกครอง ตลอดจนการแบง
ออกเปนชนชั้นวรรณะทางสังคมตามนัยที่กลาวในอัคคัญญสูตร ชวงนี้พระพุทธเจาจะทรงอุบัติ
ขึ้น และพระปจเจกพุทธเจาจะไมเกิดขึ้นในชวงเวลาที่พระพุทธเจาทรงอุบัติขึ้น ๘๔ จนกระทั่งถึง
มหาเมฆที่ทําลายลางกัปอีกรอบหนึ่ง

เชิงอรรถ
หนา ๒๔.
หนา ๒๔.

ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมศัพทปรัชญา อังกฤษ – ไทย, (กรุงเทพฯ: อมรินทร พริ้นติ้ง กรุพ, ๒๕๓๒),

ระวี ภาวิไล, โลกทัศน ชีวทัศน เปรียบเทียบ วิทยาศาสตร กับ พุทธศาสนา, (กรุงเทพฯ: สหธรรมิก, ๒๕๔๓),

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมใน http://en.wikipedia.org/wiki/Aristotle (7/03/2551)
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมใน http://en.wikipedia.org/wiki/Ptolemy (7/03/2551)

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมใน http://en.wikipedia.org/wiki/Nicolaus_Copernicus (7/03/2551)

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมใน http://en.wikipedia.org/wiki/Johannes_Kepler (7/03/2551)
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมใน http://en.wikipedia.org/wiki/Galileo_Galilei (7/03/2551)

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมใน http://en.wikipedia.org/wiki/Isaac_Newton (7/03/2551)

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมใน http://en.wikipedia.org/wiki/Augustine_of_Hippo (7/03/2551)
๑๐
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมใน http://en.wikipedia.org/wiki/Edwin_Hubble (7/03/2551)
๑๑
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมใน http://en.wikipedia.org/wiki/Big_Bang (7/03/2551)
๑๒
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมใน http://en.wikipedia.org/wiki/Stephen_Hawking (7/03/2551)
๑๓
พระมหาหรรษา ธมฺม หาโส (นิ ธิ บุณ ยากร), “จั กรวาลวิ ทยาในพระพุ ท ธศาสนาเถรวาท (Cosmology
in
Theravada Buddhism)”, ใน ดุษฎีบัณฑิต อันดับที่ ๒, (บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖),
หนา ๗๑-๗๓.
๑๔
วิธาน สุชีวคุปต, อภิปรัชญา, ภาควิชาปรัชญา คณะมนุษยศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง, ๒๕๒๙), ๑๖ – ๒๒.
๑๕
ระวี ภาวิไล, “จักรวาลวิทยาในพุทธศาสนา”, ใน พุทธปรัชญาพื้นฐาน, (โครงการตําราปรัชญาและศาสนา
สาขาวิชาปรัชญาและศาสนา ภาควิชามนุษยสัมพันธ คณะมนุษยศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม, ๒๕๒๖), หนา ๒๑๑.
๑๖
เค. เอน. ชยาติเลเก, โลกจักรวาลในทัศนะของพระพุทธศาสนา, แปลโดย จินดา จันทรแกว, อางใน พระมหา
อุไร อาตาปโก (มั่งมี), “การศึกษาวิเคราะหเรื่องโลกในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝายเถรวาท (An Analytical Study of the
Concept of World in Theravada Buddhism)”, วิทยานิพนธปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาพระพุทธศาสนา,
(บัณฑิตวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๐), หนา ๑๗-๑๘.
๑๗
สีสปาสูตร สังยุตนิกาย มหาวารวรรค, ๑๙/๑๗๑๒/๔๓๔
๑๘
สังยุตตนิกาย นิทานวรรค, ๑๖/๔๒๑-๔๒๒/๑๗๗ ติณกัฏฐสูตร.
๑๙
ระวี ภาวิไล, โลกทัศน ชีวทัศน เปรียบเทียบ วิทยาศาสตร กับ พุทธศาสนา, (กรุงเทพฯ: สหธรรมิก, ๒๕๔๓),
หนา ๓๒.
๒๐
พระสิริมังคลาจารย, จักรวาลทีปนี, (กรุงเทพฯ: เซ็นทรัลเอ็กเพรสศึกษาการพิมพ, ๒๕๒๓), หนา ๑.
๒๑
พระสังฆราชเมธังกร, โลกปทีปกสาร, (กรุงเทพฯ: หางหุนสวนสามัญนิติบุคคล, ๒๕๒๙) หนา ๑๖๘-๑๖๙.
๒๒
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมใน วินัยปฎก มหาวรรค, ๔/๑๓–๑๖/๑๗-๒๑
๒๓
อรรถกถามัชฌิมนิกาย อุปริปณณาสก, ๓/๖๓๙.
๒๔
อรรถกถาทีฆนิกาย มหาวรรค, ๒/๔๔๔. (มหาจุฬาฯ)
๒๕
ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เลม ๗ ภาค ๒ หนา ๕๘๔, พระไตรปฎกและอรรถกถา แปล.
๒๖
พระไตรปฎกและอรรถกถา แปล, มหาวิภังค เลม ๑ ภาค ๑ หนา ๑๙๗.
๒๗
ระวี ภาวิไล, โลกทัศน ชีวทัศน เปรียบเทียบ วิทยาศาสตร กับ พุทธศาสนา, หนา ๒๖-๒๗
๒๘
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมใน สมภาร พรมทา, “กาลและอวกาศในพุทธปรัชญาเถรวาท”, วิทยานิพนธปริญญา
อักษรศาสตรมหาบัณฑิต, (ภาควิชา ปรัชญา บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย), ๒๕๓๑.
๒๙
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมใน สมภาร พรมทา, “กาลและอวกาศในพุทธปรัชญาเถรวาท”, วิทยานิพนธปริญญา
อักษรศาสตรมหาบัณฑิต, (ภาควิชา ปรัชญา บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย), ๒๕๓๑, ๒๓.

๓๐

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมใน สมภาร พรมทา, “กาลและอวกาศในพุทธปรัชญาเถรวาท”, วิทยานิพนธปริญญา
อักษรศาสตรมหาบัณฑิต, (ภาควิชา ปรัชญา บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย), ๒๕๓๑, ๔๖.
๓๑
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมใน สมภาร พรมทา, “กาลและอวกาศในพุทธปรัชญาเถรวาท”, วิทยานิพนธปริญญา
อักษรศาสตรมหาบัณฑิต, (ภาควิชา ปรัชญา บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย), ๒๕๓๑, ๕๐.
๓๒
ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (บาลี), ๑๑/๕๖/๙๒.
๓๓
ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (ไทย), ๑๑/๕๖/๖๕.
๓๔
ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (ไทย), ๑๑/๕๖/๖๖. โลก ในที่นี้ หมายรวมเอาทั้งสรรพสิ่งในจักรวาล หรือ หมายถึง
จักรวาล
๓๕
พระไตรปฎกและอรรถกถา แปล, ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค, เลม ๑๕ หนา ๑๔๖.
๓๖
สมภาร พรมทา, “กาลและอวกาศในพุทธปรัชญาเถรวาท”, วิทยานิพนธปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต,
(ภาควิชา ปรัชญา บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย), ๒๕๓๑, หนา ๒๒.
๓๗
เอโกทกีภูต โข ปน วาเสฏา เตน สมเยน โหติ อนฺธกาโร อนฺธการติมิสา (ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค, ๑๑/๕๖/
๙๒) เอโกทกีภูตนฺติ สพฺพ จกฺกวาฬ เอโกทกเมว ภูตํ. (อรรถกถาทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค, ๓/๘๐)
๓๘
กระบิดินที่เกิดขึ้นมีลักษณะเหมือนเห็ด เกิดขึ้นเหมือนแผนเปลือกตมที่แหงอันเกิดขึ้นเมื่อน้ําภายในสระแหงไป
๓๙
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมใน อัคคัญญสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค, ๑๑/๕๖-/๙๒-.
๔๐
อรรถกถาทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค, ๓/๘๐.
๔๑
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมใน อรรถกถาทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค, ๓/๘๑-๘๗.
๔๒
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมใน อรรถกถาวินัยปฎก มหาวิภังค (สมันตปาสาทิกา ๑/๑๔๘-๑๕๐) และอรรถกถาทีฆ
นิกาย ปาฏิกวรรค (สุมังคลวิลาสินี ๓/๘๒-๘๕)
๔๓
ระวี ภาวิไล, โลกทัศน ชีวทัศน เปรียบเทียบ วิทยาศาสตร กับ พุทธศาสนา, หนา ๓๒.
๔๔
อังคุตรนิกาย สัตตกนิบาต, ๒๓/๖๓/๘๔. คัมภีรโลกบัญญัติกลาวถึงความสูง การหยั่งลึกลงในน้ํา ความกวาง และ
ความยาวของภูเขาสิเนรุไมสอดคลองกับขอความในคัมภีรพระไตรปฎกดังกลาวนี้ กลาวคือ คัมภีรโลกบัญญัติกลาววา ภูเขา
สิเนรุนั้นหยั่งลึงลงในน้ํา สูงขึ้นไปจากผิวน้ํา และกวาง อยางละ ๘๐,๐๐๐ โยชน นอยกวาที่คัมภีรพระไตรปฎกและอรรถกถาในที่
อื่น ๆ กลาวไว ๔,๐๐๐ โยชน (กรมศิลปากร, โลกบัญญัติ, ฉบับหอสมุดแหงชาติฐ ๒๕๒๘, หนา ๒๕-๒๖, อางใน พระมหาอุไร
อาตาปโก (มั่งมี), การศึกษาวิเคราะหเรื่องโลกในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝายเถรวาท, (วิทยานิพนธปริญญาพุทธ
ศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ, ๒๕๔๐),
หนา ๕๑)
๔๕
อรรถกถาทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค สุมังคลวิลาสินี ๒๓/๒๔๖.
๔๖
อรรถกถาอังคุตรนิกาย เอกนิบาต มโนรถปูรณี ๑/๖๕๘.
๔๗
ภูเขาอัสสกัณณะถือวาเปนภูเขาที่ลดหลั่นลงมาทีละครึ่งของภูเขากอน ๆ โดยถือเอาภูเขาสิเนรุเปนเกณฑ
ตามลําดับเปนอันดับสุดทาย ดังนั้น ความสูงจากผิวน้ําและการหลั่งลึกลงในน้ําและความกวาง นาจะเปน ๖๒๕ โยชนโดยใช
เกณฑหนึ่งของภูเขาวินันตกะ แตขนาดที่คัมภีรโลกบัญญัติกลาวไวนั้นไมสอดคลองกับขนาดของภูเขาที่คัมภีรอรรถกถาอื่นกลาว
ไว มีความคลาดเคลื่อนกันตั้งแตขนาดของภูเขาสิเนรุเปนตนมา ดังนั้น เมื่อการกําหนดขนาดของภูเขาสัตตปริภัณฑกําหนดเอา
จากขนาดของภูเขาสิเนรุจึงคลาดเคลื่อนไปดวย ถาถือเอาความสูงของภูเขาสิเนรุเปนเกณฑและภูเขาสัตตปริภัณฑลูกแรกลดลง
จากภูเขาสิเนรุครึ่งหนึ่งและลูกอื่น ๆ ก็ลดลงทีละครึ่งตามลําดับ จะไดความสูงที่แตกตางไปจากคัมภีรโลกบัญญัติดังตอไปนี้
ภูเขาสิเนรุ สูง ๘๔,๐๐๐ โยชน ภูเขายุคันธร สูง ๔๒,๐๐๐ โยชน ภูเขาอิสินธรสูง ๒๑,๐๐๐ โยชน ภูเขากรวิกสูง ๑๐,๕๐๐ โยชน
ภูเขาสุทัสสนะ สูง ๕,๒๕๐ โยชน ภูเขาเนมินธรสูง ๒,๖๒๕ โยชน ภูเขาวินันตกะ สูง ๑,๓๑๒.๕ โยชน และอัสสกัณณะ สูง
๖๕๖.๒๕ โยชน
๔๘
กรมศิลปากร, โลกบัญญัติ, ฉบับหอสมุดแหงชาติฐ ๒๕๒๘, หนา ๒๕-๒๖, อางใน พระมหาอุไร อาตาปโก (มั่งมี),
การศึกษาวิเคราะหเรื่องโลกในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝายเถรวาท, (วิทยานิพนธปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ, ๒๕๔๐), หนา ๕๑.
๔๙
อรรถกถาทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เลม ๓ ภาค ๒ หนา ๑๒๖, พระไตรปฎกและอรรถกถา แปล.

๕๐

มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก เลม ๒ ภาค ๑ หนาที่ ๘๙-๙๑.
กรมศิลปากร, โลกบัญญัติ, ฉบับหอสมุดแหงชาติฐ ๒๕๒๘, หนา ๒๕ อางใน พระมหาอุไร อาตาปโก (มั่งมี),
การศึกษาวิเคราะหเรื่องโลกในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝายเถรวาท, (วิทยานิพนธปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ, ๒๕๔๐).
๕๒
วัตตบท ๗ ถือวา เปนคุณธรรมที่ทําใหมนุษยผูประพฤติปฏิบัติตามอยางครบถวนสมบูรณตลอดชีวิตไปเกิดเปน
ทาวสักกะจอมเทพแหงภพดาวดึงส ประกอบดวย ๑) การเลี้ยงดูมารดาบิดาตลอดชีวิต ๒) การประพฤติออนนอมถอมตนตอ
ผูใหญตลอดชีวิต ๓) การพูดออนหวานตลอดชีวิต ๔) การไมพูดสอเสียดตลอดชีวิต ๕) การปราศจากความตระหนี่แลวเสียสละ
แบงปนตลอดชีวิต ๖) การพูดแตความจริงตลอดชีวิต ๗) การไมโกรธตลอดชีวิต (ดู สังยุตตนิกาย สคาถวรรค, ๑๕/๙๐๗/๓๓๖
และอรรถกถาขุททกนิกาย ธรรมบท, ๑/๒๖๗) ทาวสักกะมีฐานะเปนจอมเทพเปนผูนําเหลาเทพในภพดาวดึงสรวมถึงทาว
มหาราชทั้ง ๔ คุณธรรมทั้ง ๗ ประการนี้ จึงเปนคุณธรรมของผูนําที่จะควรมีหรือผูนําอยากเปนผูนําควรมีคุณธรรมเหลานี้จึง
ไดรับการยอมรับและยกใหเปนผูนําได
๕๓
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมใน อรรถถาสังยุตตนิกาย สคาถวรรค สารัตถปกาสินี ๑/๔๕๘-๔๕๙.
๕๔
ที่มาของคํากลาวนมัสการวา นโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ นั้น คือ เปนคํากลาวของ
ทานเหลานี้เปนครั้งแรก ไดแก นะโม เปนคํากลาวของสาตาคิริยักษและเหมวตยักษ ตัสสะ เปนคํากลาวของอสุรินทราหู ภะ
คะวะโต เปนคํากลาวของตปุสสและภัลลิกะมาณพ อะระหะโต เปนคํากลาวของทาวสักกเทวราช สัมมาสัมพุทธัสสะ เปนคํา
กลาวของทาวพกาพรหม (พระพรหมโมลี (วิลาศ าณวโร), โลกทีปนี, (กรุงเทพฯ: ดอกหญา, ๒๕๔๕), หนา ๑๖๓)
๕๕
ขุททกนิกาย อิติวุตตก, พระสุตตันตปฎก เลม ๑ ภาค ๔ หนาที่ ๕๕๔.
๕๖
ฐานสูตร, อังคุตรนิกาย สัตตกนิบาต ๒๒๕/๓๑๙, พระไตรปฎกฉบับคอมพิวเตอร ชุดภาษาไทย.
๕๗
อรรถกถาขุททกนิกาย วิมานวัตถุ (ปรมัตถทีปนี) หนา ๒๓, พระไตรปฎกฉบับคอมพิวเตอร ชุดภาษาไทย.
๕๘
วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒, หนา ๒๖๘.
๕๙
อรรถกถาขุททกนิกาย พุทธวงศ (มธุรัตถวิลาสินี) ๒๕๗-๘ กลาวไววามีประมาณเทานี้ สวนในอรรถกถาขุททก
นิกาย ขุททกปาฐะระบุวา มีขนาด ๗,๐๐๐ โยชน (ปรมัตถโชติกา หนา ๒๓๕) ซึ่งตรงกับขอความในวิสุทธิมรรคที่ระบุวา
ปุพพวิเทหทวีปนี้มีเนื้อที่เทากับอมรโคยานทวีป (วิสุทธิมรรค แปล, ภาค ๑ ตอน ๒, หนา ๒๖๙) ซึ่งสอดคลองกับขอความ
ในอรรถกถาขุททกนิกาย สุตตนิบาต (ปรมัตถโชติกา) ๒/๒๖) จากหลักฐานดังกลาว ความนาจะเปนของขนาดปุพพวิเทห
ทวีปนี้ คือ ๗,๐๐๐ โยชน
๖๐
วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑, หนา ๓๒.
๖๑
ฐานสูตร อังคุตรนิกาย สัตตกนิบาต ๒๒/๕/๓๑๙, พระไตรปฎกฉบับคอมพิวเตอร ชุดภาษาไทย.
๖๒
อรรถกถาทีฆนิกาย มหาวรรค เลม ๒ ภาค ๑ หนา ๑๐๒, พระไตรปฎกและอรรถกถา แปล.
๖๓
อรรถกถาทีฆนิกาย มหาวรรค เลม ๒ ภาค ๑ หนา ๑๐๒, พระไตรปฎกและอรรถกถา แปล.
๖๔
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมใน อรรถกถาวินัยปฎก มหาวิภังค (สมันตปาสาทิกา ๑/๑๔๘-๑๕๐) และอรรถกถาทีฆ
นิกาย ปาฏิกวรรค (สุมังคลวิลาสินี ๓/๘๒-๘๕)
๖๕
ศึกษาเพิ่มเติมใน ระวี ภาวิไล, โลกทัศน ชีวทัศน เปรียบเทียบวิทยาศาสตรกับพุทธศาสนา, (กรุงเทพฯ :
สหธรรมิก, ๒๕๔๓).
๖๖
กรมศิลปากร, จักรวาลทีปนี, ฉบับหอสมุดแหงชาติ, ๒๕๒๓, หนา ๑, อางใน พระมหาอุไร อาตาปโก (มั่งมี),
“การศึกษาวิเคราะหเรื่องโลกในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝายเถรวาท (An Analytical Study of the Concept of World in
Theravada Buddhism)”, วิทยานิพนธปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาพระพุทธศาสนา, (บัณฑิตวิทยาลัย มหา
จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๐), หนา ๑๗.
๖๗
อังคุตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต, ๑๕/๕๒๐/๒๑๖.
๖๘
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมใน อรรถกถาอังคุตรนิกาย ติกนิบาต, ๒/๓๔๘
๖๙
ขุททกนิกาย จูฬนิเทส, ๒๙/๔๙๒/๒๓๖
๗๐
อรรถกถาขุททกนิกาย จูฬนิเทส (สัทธัมมปโชติกา), ๑๐๗
๕๑

๗๑

กรมศิลปากร, จักรวาลทีปนี ฉบับหอสมุดแหงชาติ, ๒๕๓๓, หนา ๒๒๕, อางใน พระมหาอุไร อาตาปโก (มั่งมี),
“การศึกษาวิเคราะหเรื่องโลกในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝายเถรวาท (An Analytical Study of the Concept of World in
Theravada Buddhism)”, วิทยานิพนธปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาพระพุทธศาสนา, (บัณฑิตวิทยาลัย มหาจุฬา
ลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๐), หนา ๕๒.
๗๒
Director: James Wong, Writers (WGA): Glen Morgan (written by) & James Wong (written by), Release
Date: 2 November 2001 (USA), (http://www.imdb.com/title/tt0267804/ (21-4-51))
๗๓

ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เลม ๓ ภาค ๑ หนา ๒๔๘, พระไตรปฎกและอรรถกถา แปล,.
ทีฆนิกาย มหาวรรค เลม ๒ ภาค ๒ หนา ๕๔, พระไตรปฎกและอรรถกถา แปล,.
๗๕
ศึกษาเพิ่มเติมใน อรรถกถาขุททกนิกาย จูฬนิเทส เลม (๖๗) ๖ หนา ๓๔๖, พระไตรปฎกและอรรถกถา แปล.
๗๖
อรรถกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค, เลม (๖๙) ๗ ภาค ๑ หนา ๑๐๑๕, พระไตรปฎกและอรรถกถา แปล.
๗๗
วินัยปฎก มหาวิภังค, ๑/๓/๕
๗๘
ขุททกนิกาย พุทธวงส, ๓๓/๑/๒๙๓.
๗๙
อังคุตรนิกาย จตุกกนิบาต, ๒๑/๑๕๖/๑๔๐-๑๔๑.
๘๐
อรรถกถาวินัยปฎก มหาวิภังค เลม ๑ ภาค ๑ หนา ๒๘๔-๒๘๕, พระไตรปฎกและอรรถกถาแปล.
๘๑
อรรถกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เลม (๖๙) ๗ ภาค ๑ หนา ๑๐๐๕-๑๐๐๖, พระไตรปฎกและอรรถกถา
๗๔

แปล.

๘๒

อังคุตรนิกาย สัตตกนิบาต, ๒๓/๖๓/๘๔-๘๗ [๖๓] สมัยหนึ่ง พระผูมีพระภาคประทับอยู ณ อัมพปาลีวัน ใกลพระ
นครเวสาลี ณ ที่นั้นแล พระผูมีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายวา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหลานั้นทูลรับพระผูมีพระภาคแลว
พระผูมีพระภาคตรัสวา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายไมเที่ยง ไมยั่งยืน ไมนาชื่นชม นี้เปนกําหนดควรเบื่อหนาย ควรคลายกําหนัด ควร
หลุดพน ในสัง ขารทั้ ง ปวง ดูกรภิ ก ษุ ทั้ง หลายขุนเขาสิเนรุ โดยยาว ๘๔,๐๐๐ โยชน โดยกว า ง ๘๔,๐๐๐ โยชน หยั่ ง ลงใน
มหาสมุทร ๘๔,๐๐๐ โยชน สูงจากมหาสมุทรขึ้นไป ๘๔,๐๐๐ โยชน มีกาลบางคราวที่ฝนไมตกหลายป หลายรอยป หลายพันป
หลายแสนป เมื่อฝนไมตก พืชคาม ภูตคามและติณชาติที่ใชเขายา ปาไมใหญ ยอมเฉา เหี่ยวแหง เปนอยูไมได ฉันใด สังขารก็
ฉันนั้น เปนสภาพไมเที่ยง ไมยั่งยืน ไมนาชื่นชม นี้เปนกําหนดควรเบื่อหนาย ควรคลายกําหนัด ควรหลุดพน ในสังขารทั้งปวง ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยลวงไปแหงกาลนาน พระอาทิตยดวงที่ ๒ ปรากฏ เพราะพระ
อาทิตยดวงที่ ๒ ปรากฏ แมน้ําลําคลองทั้งหมด ยอมงวดแหง ไมมีน้ํา ฉันใด สังขารก็ฉันนั้น เปนสภาพไมเที่ยง ...ควรหลุดพน ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยลวงไปแหงกาลนาน พระอาทิตยดวงที่ ๓ ปรากฏ เพราะอาทิตยดวง
ที่ ๓ ปรากฏ แมน้ําสายใหญๆคือ แมน้ําคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี ทั้งหมดยอมงวดแหง ไมมีน้ํา ฉันใดดูกรภิกษุทั้งหลาย
สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เปนสภาพไมเที่ยง ... ควรหลุดพน ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยลวงไปแหงกาลนาน พระอาทิตยดวงที่ ๔ ปรากฏ เพราะพระอาทิตย
ดวงที่ ๔ ปรากฏ แมน้ําสายใหญๆ ที่ไหลมารวมกันเปนแมน้ําใหญ คือแมน้ําคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภูมหี ทั้งหมดยอมงวดแหง
ไมมีน้ํา ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เปนสภาพไมเที่ยง ... ควรหลุดพน ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยลวงไปแหงกาลนาน พระอาทิตยดวงที่ ๕ ปรากฏ เพราะพระอาทิตย
ดวงที่ ๕ ปรากฏ น้ําในมหาสมุทรลึก ๑๐๐ โยชนก็ดี ๒๐๐ โยชนก็ดี ๓๐๐ โยชนก็ดี ๔๐๐ โยชนก็ดี ๕๐๐โยชนก็ดี ๖๐๐ โยชนก็ดี
๗๐๐ โยชนก็ดี ยอมงวดลงเหลืออยูเพียง ๗ ชั่วตนตาลก็มี ๖ ชั่วตนตาลก็มี ๕ ชั่วตนตาลก็มี ๔ ชั่วตนตาลก็มี ๓ ชั่วตนตาลก็มี ๒
ชั่วตนตาลก็มี ชั่วตนตาลเดียวก็มี แลวยังจะเหลืออยู ๗ ชั่วคน๖ ชั่วคน ๕ ชั่วคน ๔ ชั่วคน ๓ ชั่วคน ๒ ชั่วคน ชั่วคนเดียว ครึ่ง
ชั่วคน เพียงเอว เพียงเขา เพียงแคขอเทา เพียงในรอยเทาโค ดูกรภิกษุทั้งหลาย น้ําในมหาสมุทรยังเหลืออยูเพียงในรอยเทาโค
ในที่นั้นๆ เปรียบเหมือนในฤดูแลง เมื่อฝนเมล็ดใหญๆ ตกลงมา น้ําเหลืออยูในรอยเทาโคในที่นั้นๆฉะนั้น เพราะพระอาทิตยดวง
ที่ ๕ ปรากฏ น้ําในมหาสมุทรแมเพียงขอนิ้วก็ไมมี ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เปนสภาพไมเที่ยง ...ควร
หลุดพน ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยลวงไปแหงกาลนาน พระอาทิตยดวงที่ ๖ ปรากฏ เพราะพระอาทิตย
ดวงที่ ๖ ปรากฏ แผนดินใหญนี้และขุนเขาสิเนรุ ยอมมีกลุมควันพลุงขึ้น เปรียบเหมือนนายชางหมอเผาหมอที่ปนดีแลว ยอมมี

กลุมควันพลุงขึ้น ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เปนสภาพไมเที่ยง ... ควรหลุดพน ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยลวงไปแหงกาลนาน พระอาทิตยดวงที่ ๗ ปรากฏ เพราะพระอาทิตย
ดวงที่ ๗ ปรากฏ แผนดินใหญนี้และขุนเขาสิเนรุ ไฟจะติดทั่วลุกโชติชวง มีแสงเพลิงเปนอันเดียวกัน เมื่อแผนดินใหญและขุนเขา
สิเนรุไฟเผาลุกโชน ลมหอบเอาเปลวไฟฟุงไปจนถึงพรหมโลก เมื่อขุนเขาสิเนรุไฟเผาลุกโชนกําลังทะลาย ถูกกองเพลิงใหญเผา
ทวมตลอดแลว ยอดเขาแมขนาด ๑๐๐ โยชน ๒๐๐ โยชน ๓๐๐ โยชน ๔๐๐ โยชน ๕๐๐ โยชน ยอมพังทะลาย เมื่อแผนดินใหญ
และขุนเขาสิเนรุถูกไฟเผาผลาญอยู ยอมไมปรากฏขี้เถาและเขมา เปรียบเหมือนเมื่อเนยใสหรือน้ํามันถูกไฟเผาผลาญ อยู ยอม
ไมปรากฏขี้เถาและเขมา ฉะนั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เปนสภาพไมเที่ยง ไมยั่งยืน ไมนาชื่นชม ควรจะเบื่อหนาย ควรคลาย
กําหนัด ควรหลุดพน ในสังขารทั้งปวง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในขอนั้น ใครจะรูใครจะเชื่อวา แผนดินนี้และขุนเขาสิเนรุจักถูกไฟไหม
พินาศไมเหลืออยู นอกจากอริยสาวกผูมีบทอันเห็นแลว (โสดาบัน) ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแลว ศาสดาชื่อสุเนตตะเปนเจาลัทธิปราศจากความกําหนัดในกาม ก็ศาสดาชื่อสุเนต
ตะนั้น มีสาวกอยูหลายรอย เธอแสดงธรรมแกสาวกทั้งหลายเพื่อความเปนสหายแหงเทวดาชั้นพรหมโลก และเมื่อสุเนตตศาสดา
แสดงธรรมเพื่อความเปนสหายแหงเทวดาชั้นพรหมโลก สาวกเหลาใดรูทั่วถึงคําสอนไดหมดทุกอยาง สาวกเหลานั้น เมื่อตายไป
ก็เขาถึงสุคติ พรหมโลก สวนสาวกเหลาใดยังไมรูทั่วถึงคําสอนไดหมดทุกอยาง สาวกเหลานั้นเมื่อตายไป บางพวกเขาถึงความ
เปนสหายแหงเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัสดี บางพวกเขาถึงความเปนสหายแหงเทวดาชั้นนิมมานรดี บางพวกเขาถึงความเปน
สหายแหงเทวดาชั้นดุสิต บางพวกเขาถึงความเปนสหายแหงเทวดาชั้นยามา บางพวกเขาถึงความเปนสหายแหงเทวดาชั้น
ดาวดึงส บางพวกเขาถึงความเปนสหายแหงเทวดาชั้นจาตุมมหาราช บางพวกเขาถึงความเปนสหายแหงกษัตริยมหาศาล บาง
พวกเขาถึงความเปนสหายแหงพราหมณมหาศาล บางพวกเขาถึงความเปนสหายแหงคฤหบดีมหาศาล ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล สุเนตตศาสดามีความคิดเห็นวา การที่เราจะพึงเปนผูมีสติเสมอกับสาวกทั้งหลายใน
สัมปรายภพไมสมควรเลย ผิฉะนั้นเราควรจะเจริญเมตตาใหยิ่งขึ้นไปอีก ครั้งนั้นแล สุเนตตศาสดาจึงไดเจริญเมตตาจิตตลอด ๗
ป แลวไมมาสูโลกนี้ตลอด ๗ สังวัฏฏวิวัฏฏกัลป เมื่อโลกวิบัติเขาถึงพรหมโลกชั้นอาภัสสระ เมื่อโลกเจริญ เขาถึงวิมานพรหมที่
วาง ในวิมานนั้น สุเนตตศาสดาเปนพรหม เปนทาวมหาพรหม เปนใหญ ไมมีใครยิ่งกวา รูเห็นเหตุการณโดยถองแท เปนผูมี
อํานาจมาก เกิดเปนทาวสักกะจอมเทวดา ๓๖ ครั้ง เปนพระเจาจักรพรรดิผูตั้งอยูในธรรม เปนพระธรรมราชา มีสมุทรทั้ง ๔ เปน
ขอบเขต ผูไดชัยชนะสงคราม สถาปนาประชาชนไวเปนปกแผนมั่นคง พรั่งพรอมดวยรัตนะ ๗ ประการ หลายรอยครั้ง พระราช
โอรสของพระเจาจักรพรรดินั้น ลวนแตองอาจ กลาหาญ ชาญชัย ย่ํายีศัตรูได พระเจาจักรพรรดินั้นทรงปกครองปฐพีมณฑล
อันมีมหาสมุทรเปนขอบเขต ไมตองใชอาชญา ไมตองใชศัสตรา ใชธรรมปกครอง
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุเนตตศาสดานั้นแล มีอายุยืนนานดํารงมั่นอยูอยางนี้ แตก็ไมพนจากชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ
ปริเทวะ ทุกขโทมนัสและอุปายาส เรากลาววา ไมพนจากทุกขได ขอนั้นเพราะเหตุไร เพราะยังไมตรัสรู ไมไดแทงตลอดธรรม ๔
ประการ ๔ ประการเปนไฉน คือ อริยศีล ๑ อริยสมาธิ ๑ อริยปญญา ๑ อริยวิมุติ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยศีลอริยสมาธิ อริยปญญา อริยวิมุติ เราตรัสรูแลว แทงตลอดแลว เราถอนตัณหาในภพไดแลว
ตัณหาอันเปนเครื่องนําไปสูภพสิ้นแลว บัดนี้ภพใหมไมมี ฯ พระผูมีพระภาคผูสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลง
แลว จึงไดตรัสคาถาประพันธตอไปอีกวา
ธรรมเหลานี้ คือ ศีล สมาธิ ปญญาและวิมุติอยางยิ่ง พระโคดมผูมียศตรัสรูแลว พระพุทธเจาผูเปนศาสดา
ผูมีพระจักษุ ทรงรูยิ่งดวยประการดังนี้แลว ตรัสบอกธรรม ๔ ประการแกภิกษุทั้งหลาย ทรงกระทําที่สุดทุกขแลว
ปรินิพพาน ฯ
๘๓
อรรถกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เลม (๖๙) ๗ ภาค ๑ หนา ๑๐๑๘, พระไตรปฎกและอรรถกถา แปล.
๘๔
อรรถกถาขุททกนิกาย อปทาน เลม (๗๐) ๘ ภาค ๑ หนา ๒๗๒, พระไตรปฎกและอรรถกถา แปล.

บทที่ ๓
แนวคิดเรื่อง โลก

๓.๑ ความนํา
ในพุทธปรัชญา แนวคิดเรื่อง โลก จะปรากฏในบทพุทธคุณวา โลกวิทู ดังกลาวแลวใน
บทที่ผานมา อันที่จริง ตามคัมภีรพระไตรปฎกมิไดอธิบายขยายความพุทธคุณบทนี้เปนการ
เฉพาะอยางละเอียดแตประการใด รายละเอียดพุทธคุณบทนี้ปรากฏในคัมภีรชั้นรองลองมาคือ
คัมภีรอรรถกถา ฎีกา และคัมภีรอื่น ๆ เชน ปกรณวิเสส ซึ่งคัมภีรเหลานี้เมื่อกลาวถึงพุทธคุณ
บทนี้จะเชื่อมโยงถึงกันสิ้น ถือไดวา มีรากฐานความคิดที่มีความเปนเอกภาพเชิงคัมภีร แมงาน
เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ในยุคหลังตอมาก็ไดอาศัยฐานขอมูลจากคัมภีรเหลานี้ในการเรียบเรียง
เพิ่มเติม โดยเฉพาะอยางยิ่ง แนวคิดเรื่อง โลก ตามที่ไดมีอรรถาธิบายพุทธคุณดังกลาว ได
จําแนกโลกออกเปน ๓ ประการแรก คือ ๑) สังขารโลก ๒) สัตวโลก ๓) โอกาสโลก ซึ่งโอกาส
โลก ไดอภิปรายแลวในบทที่ผานมา ในบทนี้จะไดอภิปรายถึงโลกที่ ๒ คือ สัตวโลก สวนสังขาร
โลกนั้น จะไดกลาวถึงในบทตอไปขางหนา
๓.๒ ความหมายของคําวา โลก
คําวา โลก ตามทัศนะของพุทธปรัชญาในหลายความหมายในบริบทที่ตางกัน มีนัยที่
ครอบคลุมถึงสิ่งที่เปนรูปธรรมและนามธรรม สิ่งที่มีชีวิตและไมมีชีวิต พอจําแนกเปนประเด็นได
ดังตอไปนี้
๓.๒.๑ โลกในความหมายเชิ ง มนุ ษ ยศาสตร ได แ ก โลก ที่ ห มายถึ ง หมู ม นุ ษ ย
ความหมายนี้จะเห็นไดจากพุทธพจนที่ตรัสไวตอนที่ทรงสงพระสาวกออกไปประกาศพระศาสนา
ของพระองคที่วา “ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเที่ยวจาริกไปเพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข และเพื่อ
อนุเคราะหชาวโลก”๑ คําวา โลก ในคําวา โลกานุกมฺปาย จึงมีความหมายถึง มนุษยโลก
๓.๒.๒ โลกในความหมายเชิงภูมิศาสตร ไดแก โลก ที่หมายถึง แผนดินเปนที่อยู
อาศัยนี้ หรือ โลกที่หมายถึงมิติอื่นที่ไมใชโลกมนุษยนี้ และในความหมายที่เปนภาวะอื่นที่ไมใช
ความเปนมนุษยซึ่งอาจอยูในโลกมนุษยนี้หรือในมิติอื่น อันมีนัยหมายถึง ภพ ภูมิตาง ๆ อาทิ
นรก สัตวเดรัจฉาน เปรต สวรรค โดยที่สุด แมกระทั่งพรหม ดังเชนขอความที่แสดงถึงโลกอื่นที่
ไมใชโลกมนุษยวา “บุญทั้งหลาย ยอมตอนรับแมบุคคลผูทําบุญไว ซึ่งจากโลกนี้ไปสูโลกอื่น ดุจ

ญาติตอนรับญาติที่รักผูมาแลว ฉะนั้น” ๒ และวา
ก็ เ ทพอุ ท ยานชื่ อ ว า นั น ทวั น อั น หาความโศกเศร า มิ ไ ด มี แ ต ค วามรื่ น เริ ง
บันเทิงใจ นับวาเปนเทพอุทยานอันใหญยิ่งของเทวดาชาวไตรทศนี้ ไมเปนที่อยูของ
ผูไมไดทําบุญไว แตเปนที่อยูของผูทําบุญไวเทานั้น ความผาสุกยอมไมมีแกผูไมได
ทําบุญไว ทั้งในโลกนี้และโลกอื่น แตยอมมีแกผูทําบุญไว ทั้งในโลกนี้และโลกอื่น ชน
ผูปรารถนาจะอยูกับเทวดาเหลานั้น ควรทํากุศลไวใหมาก เพราะผูทําบุญไวแลว
ย อ มเพรี ย บพร อ มด ว ยโภคสมบั ติ บั น เทิ ง ใจอยู ใ นสวรรค ทายกทั้ ง หลายได ทํ า
สักการะบูชาในพระตถาคตเจาเหลาใดแลว ยอมบันเทิงใจอยูในสวรรค ๓
๓.๒.๓ โลกในความหมายเชิงจริยศาสตร ไดแก โลก ที่หมายถึง สังขาร อันไดแก
ความคิดปรุงแตงของมนุษย อาจเรียกวา เปนโลกแหงความคิด โลกแหงจินตนาการอันกวางไกล
ที่อยูภายในรางกายมนุษย อันเปนการปรุงแตงทางอารมณในขณะที่ตาเห็นรูป หูฟงเสียง จมูก
ไดกลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายถูกตองสัมผัส และแมกระทั่งใจที่รับรูอารมณแลวนํามาคิดตอ ดังจะเห็นได
จากพุทธพจนที่วา
“ดูกรมาลุงกยบุตร ในธรรมทั้งหลาย คือ รูปที่ไดเห็น เสียงที่ไดฟง อารมณที่ได
ทราบ และธรรมที่จะพึงรูแจง ในรูปที่ไดเห็นแลว เธอจักเปนเพียงแตวาเห็น ในเสียงที่
ไดฟงแลว เธอจักเปนเพียงแตวาไดฟง ในอารมณที่ไดทราบแลว เธอจักเปนเพียงแต
ไดทราบ ในธรรมที่ไดรูแจงแลว เธอจักเปนเพียงแตไดรูแจงแลว ในกาลใด ในกาลนั้น
เธอจักเปนผูไมถูกราคะยอม ไมถูกโทสะประทุษราย ไมหลงเพราะโมหะ เธอจักเปนผู
ไมถูกราคะยอม ไมถูกโทสะประทุษราย ไมหลงเพราะโมหะ ในกาลใด ในกาลนั้น เธอ
จักไมพัวพันในรูปที่ไดเห็น ในเสียงที่ไดฟง ในอารมณที่ไดทราบ หรือในธรรมารมณที่
ได รูแจง ดูกรมาลุงกยบุตร ในโลกนี้ก็ไมมี ในโลกอื่นก็ไมมี ในระหวางโลกทั้งสอง ก็
ไมมี นี้แลเปนที่สุดแหงทุกข” ๔
และ “เราบั ญ ญั ติ โลก ความเกิด แห ง โลก ความดั บ โลก และข อปฏิบั ติ ใ ห ถึง ความดั บ โลกใน
รางกายอันยาวประมาณ ๑ วา ที่มีสัญญาและใจ” ๕
๓.๒.๔ โลกในความหมายเชิงจิตวิทยา ไดแก โลก ที่มีความหมายวา เปนสภาพที่มี
ความแตกสลายเปนธรรมดา ๖ อันเปนการมองโลกตามเปนจริงที่มีความเปลี่ยนแปลงและมี
ความแตกสลายเปนธรรมดา ซึ่งมิเพียงหมายถึง โลก ตามความเขาใจ คือ แผนดิน เทานั้น หาก
ยังมีความมุงหมายถึง สิ่งทั้งปวง อันเปนสังขตธรรมที่มีความเปลี่ยนแปลงไปเปนธรรมดา เพื่อให

มนุษยมีความเขาใจและสามารถยอมรับความเปนจริงของชีวิตไดมากขึ้น ดังพุทธพจนที่วา “สิ่ง
ใดมีความแตกสลายเปนธรรมดา สิ่งนั้น เราเรียกวา โลก ก็อะไรเลา ชื่อวา มีความแตกสลาย
เปนธรรมดา คือ จักขุ...รูป..จักขุวิญญาณ...จักขุสัมผัสมีความแตกสลายเปนธรรมดา แมความ
เสวยอารมณที่เปนสุข หรือ ทุกข หรือ มิใชสุข มิใชทุกข ที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเปนปจจัย ก็มี
ความแตกสลายเปนธรรมดา” ๗
อย า งไรก็ ต าม ด ว ยเหตุ ที่ คํ า ว า โลก ในพุ ท ธปรั ช ญานั้ น มี ค วามหมายหลายนั ย
ดังกลาว ดังนั้น ในที่นี้ จะมุงเฉพาะความหมายที่วา เปนสภาพที่มีธรรมชาติแตกสลายไปเปน
ธรรมดาอั นเป นความหมายที่ ถือวาครอบคลุมความหมายอื่น ๆ เพราะไมวาจะพิจารณาใน
ความหมายไหน โลกในความหมายนั้น ก็ตกอยูในสภาพที่ตองแตกสลายไปดวยกันหมดทั้งสิ้น
โลกในความหมายนี้ ในพุทธปรัชญามีคําที่ใชอธิบายอีกหลายคํา เชน คําวา ภูมิ หรือ คําวา ภพ
หรือแมกระทั่งคําวา มิติ อันเปนการจําแนกอธิบายถึงรายละเอียดของแตละโลกตามสภาพของ
แตละประเภท ฉะนั้น โลก จึงไมไดหมายถึงเฉพาะโลกมนุษยเทานั้น หากแตหมายถึงโลกของ
สัตวอื่น ๆ นอกจากมนุษยดวย ซึ่งโลกของสัตวอื่น ๆ นั้นอาจเปนสภาพซอนอยูภายในโลกทาง
กายภาพเดียวกัน หรือจะใชคําวา มิติ เปนคําอธิบายเพื่อสื่อใหเขาใจก็ได ซึ่งบางมิติอาจเปนการ
ยากที่จะอธิบายใหเห็นถึงโลกทางกายภาพของมิตินั้นวาอยูที่ไหนอยางชัดเจนได แมการระบุถึง
สถานที่ตั้งของโลกบางมิติจะเปนยากเพราะไมสามารถสัมผัสดวยตาได แตก็มีความพยายาม
ระบุและจัดลําดับชั้นเปนชั้นต่ําชั้นสูง กอนที่จะอภิปรายถึงโลกในประเภทตาง ๆ ตามทัศนะของ
พุทธปรัชญา พึงทําความเขาใจในเบื้องตนวา โลกประเภทตาง ๆ ที่จะอภิปรายตอไปนี้เปนสวน
หนึ่งของจักรวาล อันมีอยูภายในจักรวาลแตละจักรวาล
๓.๓ การเกิดขึ้นของโลกตามทัศนะพุทธปรัชญา
โลกเกิดขึ้นไดอยางไร เปนคําถามที่อยูในความสงสัยของมนุษยตั้งแตโบราณ แม
ปจจุบันก็ยังเปนปญหาที่ยังคาใจมนุษยอยู มนุษยเมื่อเริ่มรูเดียงสาจะเริ่มสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้
และเมื่อโตขึ้นก็พยายามจะไมสงสัยใครรูอีกตอไปวา มันจะเกิดขึ้นมาอยางไร อาจเปนเพราะเห็น
วา เกินวิสัยที่จะรูได หรือ อาจเปนเพราะพึงพอใจกับคําตอบที่บรรดาศาสดา นักปรัชญา หรือ
แมกระทั่งนักวิทยาศาสตรไดใหไว หรืออาจเปนเพราะเห็นวาไมใชวิถีทางสูความหลุดพนจาก
ความทุกขของชีวิต ไมวาจะอยางไรก็ตาม ความจริงก็คือ เราไมไดรูจริง ๆ วาโลกเกิดขึ้นได
อยางไรอยูดี แมจะมีคําอธิบายหลากหลายเพียงใด เราทําไดก็แตเพียงเลือกเชื่อคําตอบหรือ
แนวความคิดไหนเทานั้น ยังไมใชเปนความรูที่ประจักษแจงแกใจแตอยางใด พุทธปรัชญาเปน
อีกระบบความคิดหนึ่งที่ใหคําตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ไวอยางนาสนใจยิ่ง และอาจเปนแนวคิดที่ทา

ทายแนวคิดอีกหลายแนวคิดที่ตอบเรื่องนี้ โดยเฉพาะแนวคิดแบบวิทยาศาสตรซึ่งเปนที่ยอมรับ
กันเปนสวนมากในปจจุบัน
ตอประเด็นที่วา โลกเกิดขึ้นไดอยางไร นั้น พุทธปรัชญาไดเสนอแนวคิดในการให
ความหมายและจําแนกโลก โดยสรุป ออกเปน ๒ รูปแบบหรือ ๒ มิติ คือ โลกทางกายภาพ และ
โลกทางจิตภาพ โลกทางกายภาพ หมายถึง โลกที่มีลักษณะเปนวัตถุ เปนพลังงานและสสาร
หรือเปนรูปธรรม ตั้งแตหยาบที่สุดจนละเอียดที่สุด สวนโลกทางจิตภาพนั้น หมายถึง โลกที่มี
ลัก ษณะเป นจิ ต เป นนามธรรมที่รั บ รู ไมไดดว ยประสาทสัมผัสทั้ งหา ซึ่ง ทั้ งสองมิ ตินี้มีค วาม
เกี่ ย วข องกั นโดยเปนที่ อาศั ย ซึ่ งกัน และกัน ในขั้นหยาบที่สุด ก็คือ โลกทางกายภาพ ไดแ ก
แผนดินอันที่เปนอาศัยของมนุษยและสัตว สวนโลกทางจิตภาพ ไดแก มนุษยและสัตวที่มีชีวิตที่
อาศัยอยูบนโลกนี้ และในขั้นที่ละเอียดลงไปอีก คือ โลกของโอปปาติกสัตวทั้งหลายซึ่งจะตองมี
โลกที่เปนที่อยูของโอปปาติกสัตวเหลานั้น ดังนั้น เมื่อถามวา โลกเกิดขึ้นไดอยางไร จึงสามารถ
อภิปรายเปน ๒ ประเด็นตามประเภทของโลกทั้งสองนี้ โดยจะอภิปรายถึงการเกิดขึ้นของโลก
ทางกายภาพของมนุษย หรือ โลกเปนที่อยูมนุษยนี้ในบทนี้กอน สวนโลกทางจิตภาพหรือมุงเอา
ตัวมนุษยจะอภิปรายในบทตอไป
ตามนั ย แห ง อั ค คั ญ ญสู ต ร ๘ ที่ ไ ด อ ภิ ป รายในบทที่ ผ า นมา แสดงให เ ห็ น ว า โลกคื อ
แผนดินนี้เกิดขึ้นมาจากความวาง (อากาสธาตุ) อันจัดเปนธาตุอันหนึ่งดังกลาวแลว เพราะเมื่อ
จักรวาลพินาศไปดวยไฟ ความรอนจากดวงอาทิตย ๗ ดวงแลว สรรพสิ่งถูกเผาจนไมเหลือ
แมกระทั่งเถาถาน แมดวงอาทิตยเองก็เผาตัวเองจนหมดสิ้นและไฟก็ดับลงเพราะไมมีเชื้อใหเผา
ไหมอีกตอไป ไมมีสิ่งใดเหลืออยู จึงมีเพียงความวางอยูอยางเดียวเทานั้น มีแตความมืดมิด
ขณะนั้นมีเวลาอยูเพียง ๒ อยางเทานั้น คือ มหันตกาล และ คิมหันตกาล ทั้งสองกาลมาปะทะ
กันกอใหเกิดธาตุลมขึ้นอยางไมขาดสาย จากนั้น ธาตุลม จึงกอใหเกิดธาตุน้ํา เปนน้ําฝนตกลงมา
จนเต็มทั่วทองจักรวาล ๙ และลมทําหนาที่โอบอุมน้ําเอาไว เพราะขณะนั้นยังไมมีแผนดินที่จะ
รองรับน้ําไว และน้ําไดซะลางสิ่งที่ละเอียดที่ลองลอยในอวกาสมารวมตัวกัน เมื่อน้ําหวดลงจึง
กอใหเกิ ดเปนดิ นออนๆ และแข็งขึ้นตามลําดับกลายเปนแผ นดิน คือ โลกทางกายภาพของ
มนุษยและสัตว โลกมนุษยจึงเกิดขึ้นดวยประการดังกลาวนี้ ในคัมภีรโลกุปปตติมีขอความกลาว
สรุปถึงการเกิดขึ้นของโลกเชนนี้ไวเปน ๒ ประการ คือ ดวยอํานาจเวลาที่เปนเปลี่ยนแปลงไป
และดวยอํานาจการสืบตอจนกลายเปนกลุมกอนขึ้นมา ซึ่งลวนเปนไปตามเหตุปจจัยทั้งสิ้น ๑๐
หากวิเคราะหตามนัยแหงอัคคัญญสูตรหรือแมกระทั่งตามนัยแหงโลกุปปตติที่อธิบาย
ตามนัยอัคคัญญสูตรดังกลาวก็ตาม จะเห็นวา การเกิดขึ้นของโลกและจักรวาล ตามทัศนะพุทธ
ปรัชญา เปนกระบวนการแหงธรรมชาติที่มีความเปลี่ยนแปลงแตกสลายไปตามกาลเวลาและ

ตามเหตุปจจัย โดยมีปฐมธาตุคือ อากาสธาตุ จากนั้น จึงเกิดธาตุลม ธาตุน้ํา ธาตุดิน และธาตุไฟ
ตามลําดับโดยความเปนเหตุเปนปจจัยใหแกกันและกัน และไดกลายเปนธาตุที่เปนแกนสารของ
สรรพสิ่ งในจักรวาลที่ มีความหนาแนนของแตละธาตุแตกตางกั นออกไป หากธาตุทั้ง ๔ นั้น
ประกอบเขาดวยกันอยางไดสัดสวนพอดี จะกอใหเกิดเปนสัตวมีชีวิต เชน มนุษยและสัตวอื่น ๆ
การนําเสนอแนวคิดลักษณะนี้ จึงเปนการนําเสนอตามความเปนจริงตามธรรมชาติของโลก โดย
การยื น ยั น ความถู ก ตอ งของความจริ ง ข อ นี้ ด ว ยการอ า งความเปน สั พพั ญ ู หรื อ โลกวิทู ข อง
พระพุทธเจา โดยนัยนี้ แนวคิดทางพุทธปรัชญา จึงมีลักษณะเปนสัจนิยมตามธรรมชาติ
ประเด็นเดียวกันนี้ นักปราชญทางพระพุทธศาสนาชาวไทยทานหนึ่งไดแสดงทัศนะ
วิเคราะหโดยพยายามเปรียบเทียบกับหลักวิทยาการทางวิทยาศาสตร ซึ่งจะทําใหเล็งเห็นถึง
ความเปนไปไดของวิวัฒนาการของโลกหรือการกําเนิดโลกตามนัยแหงอัคคัญญสูตรไดชัดเจน
ยิ่งขึ้น ขอใหพิจารณาขอความที่ยกมากลาวดังตอไปนี้
พระสู ต รนี้ มี ลี ล าการแสดงความเปนมาของโลก...การแสดงเรื่องความ
เปนไปของโลก อาจวินิจฉัยไดเปน ๒ ประการ คือ ประการแรก เปนการเอาหลักของ
ศาสนาพราหมณมาเลา แตอธิบายหรือตีความเสียใหมใหเขารูปเขารอยกับความคติ
ธรรมทางพระพุทธศาสนา อันนี้ชี้ใหเห็นวา พราหมณเขาใจของเกาผิด จึงหลงยกตัววา
ประเสริฐ อีกอยางหนึ่ง เปนการเลาโดยมิไดอางอิงคติพราหมณ โดยถือวาเปนของ
พระพุทธเจาแท ๆ ... ถาเทียบสวนใหญกับสวนเล็ก ในทางวิทยาศาสตรแลว ปรมาณูที่
มี โ ปรตอนเป น ศู น ย ก ลาง มี อิ เ ล็ ก ตรอนเป น ตั ว วิ่ ง วน รวมทั้ ง มี นิ ว ตรอนเป น
ส ว นประกอบบด ว ยนั้ น มี ลั ก ษณะใกล เ คี ย งกั บ สุ ริ ย ะระบบ ซึ่ ง มี ด วงอาทิ ต ย เ ป น
ศูนยกลาง มีดาวเคราะห (Planets) เชน โลกเรา และดาวศุกร ดาวเสาร เปนตน วนรอบ
คลายอีเล็กตรอน มีบางโอกาสที่ปรมาณูอาจถูกแยก ถูกทําลาย เพราะเหตุผลภายนอก
เชนที่นักวิทยาศาสตรจัดทําฉันใด สุริยะระบบ (Solar System) ก็เชนเดียวกัน อาจถูก
ทําลายหรือสลายตัว แลวเกิดใหมได เพราะมีระบบสุริยะอื่นเขามาใกลหรือมีเหตุอื่น
เกิ ดขึ้ น ในการเกิดเชนเดี ย วกัน เมื่อทํา ลายไดก็รวมตัว ได ในเมื่อธาตุ ไฮโดเยนกั บ
ออกซิเจนรวมตัวกันเปนน้ํา พวกฝุนผงที่แหลกก็เขามารวมตัวกับน้ําไดและขนแข็งขึ้น
ในที่สุด... ๑๑
จะเห็นวา ทัศนะของทานผูนี้พยายามชี้ใหเห็นถึงความเปนไปไดของกําเนิดตามนัย
ที่อัคคัญญสูตรแสดงไว นั่นหมายความวา ทามกลางความวางเปลา หรือ อากาสธาตุที่เกิดขึ้น
ภายหลังจากที่สรรพสิ่งถูกเผาทําลายไปหมดสิ้นแลว ทานกําลังชี้ใหเห็นวา ยอมมีธาตุที่มีอณูเล็ก
ละเอียดที่ไมสามารถมองเห็นดวยตาเนื้อวนเวียนอยู เมื่อถูกน้ําฝนที่ตกลงมาซะลางมารวมอยู

ดวยกันจํานวนมากขึ้น ยอมเกิดเปนกลุมกลายเปนมวลสาร และเมื่อน้ําเหือดแหง หวดลง จึง
เหลือแตธาตุเหลานั้นที่คอย ๆ แข็งตัวกลายเปนแผนดิน พรอม ๆ กับเปนที่รองรับมนุษยที่มี
รางกายหยาบขึ้นตามลําดับซึ่งไมสามารถทรงตัวลอยอยูในอากาศไดอีกตอไป ตามทัศนะของ
พุทธปรัชญาการเกิดขึ้นของโลกคือแผนดินที่อยูในอวกาศหรือเปนสวนหนึ่งของจักรวาล จึงมี
ดวยประการดังกลาวนี้ เพื่อตอกย้ําถึงทัศนะดังกลาวนี้ มีผูใหทัศนะวิเคราะหเกี่ยวกับประเด็น
เดียวกันนี้ในฝายวิทยาศาสตรอันแสดงใหเห็นถึงการใชภาษาอธิบายกระบวนการเกิดของโลกใน
อีกชุดคําอธิบายหนึ่งวา
นับตั้งแตการระเบิดครั้งแรกของจักรวาล อนุภาคแตกสลายกระจายออกจากกัน
ครั้นอนุภาคนิวตรอนรวมตัวกันแลว ตอมาก็เกิดอิเลคตรอนและโปรตอนเกาะกันเกิด
เป น ธาตุ เป น กลุมกอ นของธาตุคือ มวลก าซน้ํา และของแข็งขึ้ นเกิ ดเป น โลก (ดาว
เคราะห) ขึ้น หมุนเหวี่ยงอยู เมื่อดวงอาทิตยเกิดขึ้น จึงดึงดวงดาวเคราะหทั้งหมดนั้น
ใหหมุนไปตามแรงเหวี่ยงออกจากศูนยกลางอยู ซึ่งมีแรงอยูสองแรงเสมอที่กระทําตอ
วัตถุที่มีศูนยกลาง (นิวเคลียส) คือ แรงเหวี่ยงออกจากศูนยกลางหนึ่ง และแรงเหวี่ยง
เขาหาศูนยกลางหรือแรงดึงดูดหนึ่ง๑๒
เมื่อพิจารณาคําอธิบายชุดนี้กับคําอธิบายตามนัยอัคคัญญสูตรขางตน จะเห็นความ
สอดคลองของกระบวนการเกิดขึ้นแหงโลกและจักรวาล ตางกันแตถอยคําทางภาษาที่ใชสื่อใน
การอธิบายปรากฏการณแหงความเปนไปของโลก แตตั้งอยูบนหลักการเดียวกัน การระเบิดครั้ง
ยิ่งใหญที่เรียกวา บิ๊กแบง นั้น หากจะตีความเชิงเปรียบเทียบวา คือ การทําลายลางสรรพสิ่งดวย
ไฟตามทัศนะของพุทธปรัชญา ก็ไมเกินความจริงไปนัก การที่ไฟทําลายสรรพสิ่งจนไมเหลือ
กลายเปนจุณที่ละเอียดจนไมสามารถมองเห็นไดดวยตาเปลาอันปรากฏเปนความวางเปลา แทที่
จริงยังมีสวนธาตุที่ละเอียด ที่เรียกวา อนุภาคกระจายอยูทั่วไป ตอมาเกิดการรวมตัวกันดวย
อํานาจแหงลมกลายเปนฝนตกลงมา อาจกลาวไดวา นั่นคือมวลกาซน้ํา และการที่น้ําไดรวม
อนุภาคตาง ๆ เขาดวยกันในจํานวนที่หนาแนนและแข็งตัวขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อน้ําเหือดแหงไปโดย
ลําดับ จนกลายเปนแผนดินและสิ่งอื่น ๆ ตามมาเปนเอนกประการดังกลาวแลว
๓.๔ ประเภทของโลกในพุทธปรัชญา
คําวา โลก ที่ใชในพุทธปรัชญานั้นมีความหมายกวางและครอบคลุมความหมายถึง
จักรวาลดังกลาวแลว อาศัยนัยความหมายดังกลาว จึงมีการจําแนกโลกออกเปนหลายประเภท
อันความหมายทั้งกวางและแคบ ทั้งที่เปนรูปธรรมที่มองเห็นไดสัมผัสไดดวยประสาทสัมผัสปกติ
ทั้งหาของมนุษยและนามธรรมที่สัมผัสไดดวยประสาทสัมผัสพิเศษของมนุษยที่ตองฝกอบรมให

เกิดขึ้น ดังตอไปนี้ คือ ในคัมภีรอรรถกถาชตุกัณณีมาณวกปญหานิเทสจําแนกโลกออกเปน ๓
ประเภท คือ ๑) สังขารโลก ๒) สัตวโลก ๓) โอกาสโลก แตละประเภทมีคําอธิบายจําแนกใน
รายละเอียดลงไปอีก ในบทนี้จะกลาวเฉพาะสังขารโลกเทานั้น สวนสัตวโลกจะไดกลาวในบท
ที่วามนุษยและบทที่วาดวยสังสารวัฏขางหนา สําหรับโอกาสโลกนั้น ไดกลาวไวแลวในบทที่วา
จักรวาลที่ผานมาแลว
สังขารโลก จําแนกออกเปน ๑๒ ประเภท คือ ๑๓
(๑) โลก ๑ ไดแก หมูสัตวที่ดํารงอยูไดเพราะอาหาร ถือวา เปนโลกอีกประเภทหนึ่ง
ที่มุงถึงเหลาสัตวที่ตองดําเนินชีวิตโดยอาศัยปจจัยแหงการดําเนินชีวิตตาง ๆ คําวา อาหาร ใน
ที่นี้ จึงหมายถึง ปจจัย อันเปนที่อาศัยของสัตวทั้งหลาย ความเปนไปแหงชีวิตของสรรพสัตวจึง
เนื่องดวยปจจัยหลากหลาย เชน ปจจัย ๔ อันมีอาหาร เครื่องนุงหม ที่อยูอาศัย และยารักษาโรค
โดยที่สุดแมกระทั่วอากาศบริสุทธิ์สําหรับหายใจ
(๒) โลก ๒ ไดแก นามและรูป ในที่นี้ นาม ไดแก โลกิยจิต ๘๑ ดวงและเจตสิก ๕๒
ดวง ไมรวมนิพพาน และ รูป ไดแก รูป ๒๘ ประการทั้งมหาภูตรูปละอุปาทายรูป ๑๔
(๓) โลก ๓ ไดแก เวทนา ๓ คือ การรูสึกที่เปนสุข ทุกข และอุเบกขา ความรูสึกที่
ไมใชสุข ไมใชทุกข หรือบางทีก็แปลวา ความรูสึกเฉย ๆ อันไมสามารถบอกไดวา สุขหรือทุกข
(๔) โลก ๔ ไดแก อาหาร ๔ คือ ๑) กวฬิงการาหาร อาหารที่เปนคําขาวทั้งหยาบและ
ละเอียดอันเปนเครื่องหลอเลี้ยงรางกาย ทั้งยังเปนการบรรเทาความหิวเกา ปองกันความหิวที่จะ
เกิดใหม ๒) ผัสสาหาร อาหารคือผัสสะ การกระทบกับระหวางอายตนะภายนอก ๖ คือ รูป
เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ และอายตนะภายใน ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เปนปจจัย
ใหเกิดความรูสึก (เวทนา) ๓) มโนสัญเจตนาหาร อาหารคือ มโนสัญเจตนา ความจงใจ ความ
ตั้งใจในการกระทํา การพูด และการคิด สงผลใหเกิดกรรมสืบตอไป ๔) วิญญาณาหาร อาหาร
คือ วิญญาณ การรับรูผานทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ อันจะกอใหเกิดการปฏิสนธิตอไป
(๕) โลก ๕ ไดแก อุปาทานขันธ ๕ คือ การเขาไปยึดถือขันธ ๕ คือ รูปขันธ เวทนา
ขันธ สัญญาขันธ สังขารขันธ วิญญาณขันธ ดวยอํานาจความพึงพอใจ (ฉันทะ) เปนรากเหงา
ประกอบกับอวิชชาที่ไมรูจริงตามที่มันเปน ๑๕
(๖) โลก ๖ ไดแก อายตนะภายใน ๖ บอเกิดความรู หรือชองรับรูสิ่งตาง ๆ จาก
ภายนอก คือ ตา (จักขวายตนะ) หู (โสตายตนะ) จมูก (ฆานายตนะ) ลิ้น (ชิวหายตนะ) กาย (กา
ยายตนะ) ใจ (มนายตนะ) ๑๖ บางแหง เรียกวา อินทรีย ๑๗ บาง
(๗) โลก ๗ ไดแก วิญญาณฐิติ ๗ คือ ภพเปนที่อยูแหงวิญญาณของสรรพสัตวจําแนก
ตามเหตุปจจัยที่ไดสรางมาอันจะมีผลเปนดังนี้
๑) สัตวที่มีกายตางกัน มีสัญญาตางกัน ไดแก มนุษย เทวดาบางพวกในสวรรค
ชั้นกามาวจร ๖ ที่มีกายสีเขียวบาง สีเหลืองบาง วินิบาตบางพวกที่พนจากอบายภูมิ ๔ แลว

๒) สัตวที่มีกายตางกัน มีสัญญาอยางเดียวกัน ไดแก เทวดาในชั้นพรหมผูเกิดขึ้น
ดวยกําลังแหงปฐมฌาน (พรหมปาริสัชชะ พรหมปุโรหิต และมหาพรหม) และสัตวที่เกิดใน
อบายภูมิ ๔
๓) สัตวที่มีกายอยางเดียวกัน มีสัญญาตางกัน ไดแก เทวดาที่เกิดขึ้นดวยอํานาจ
แหงทุติยฌาน ชั้นปริตตาภา ชั้นอัปปมาณาภา ชั้นอาภัสสรา)
๔) สัตวที่มีกายอยางเดียวกัน มีสัญญาอยางเดียวกัน ไดแก เทวดาที่เกิดขึ้นดวย
อํานาจ ตติยฌาน (ชั้นปริตตสุภา อัปปมาณสุภา และสุภกิณหา) จตุตถฌาน และปญจมฌาน
(ชั้นเวหัปผลา ยกเวนอสัญญีสัตว ๑๘ )
๕) สัตวที่เกิดในชั้นอากาสานัญจายนภูมิ
๖) สัตวที่เกิดในชั้นวิญญาณัญจายตนภูมิ
๗) สัตวที่เกิดในชั้นอากิญจัญญายตนภูมิ
(๘) โลก ๘ ไดแก โลกธรรม ๘ คือ ลาภ เลื่อมลาภ ยศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข
และทุกข อันเปนไปในโลก และโลกยอมเปนไปตามธรรมเหลานี้
(๙) โลก ๙ ไดแก สัตตาวาส ๙ คือ ที่อยูของสัตว
๑) สัตวที่มีกายตางกัน มีสัญญาตางกัน ไดแก มนุษย เทวดาบางพวกในสวรรค
ชั้นกามาวจร ๖ ที่มีกายสีเขียวบาง สีเหลืองบาง วินิบาตบางพวกที่พนจากอบายภูมิ ๔ แลว
๒) สัตวที่มีกายตางกัน มีสัญญาอยางเดียวกัน ไดแก เทวดาในชั้นพรหมผูเกิดขึ้น
ดวยกําลังแหงปฐมฌาน (พรหมปาริสัชชะ พรหมปุโรหิต และมหาพรหม) และสัตวที่เกิดใน
อบายภูมิ ๔
๓) สัตวที่มีกายอยางเดียวกัน มีสัญญาตางกัน ไดแก เทวดาที่เกิดขึ้นดวยอํานาจ
แหงทุติยฌาน ชั้นปริตรตาภา ชั้นอัปปมาณาภา ชั้นอาภัสสรา)
๔) สัตวที่มีกายอยางเดียวกัน มีสัญญาอยางเดียวกัน ไดแก เทวดาที่เกิดขึ้นดวย
อํานาจ ตติยฌาน (ชั้นปริตตสุภา อัปปมาณสุภา และสุภกิณหา) จตุตถฌาน และปญจมฌาน
(ชั้นเวหัปผลา ยกเวนอสัญญีสัตว ๑๙ )
๕) สัตวที่ไมมีสัญญา ไมมีเวทนา ไดแก เทวดาชั้นอสัญญีภพ
๖) สัตวที่เกิดในชั้นอากาสานัญจายนะ
๗) สัตวที่เกิดในชั้นวิญญาณัญจายตนะ
๘) สัตวที่เกิดในชั้นอากิญจัญญายตนะ
๙) สัตวที่เกิดในชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ
(๑๐) โลก ๑๐ ไดแก อายตนะ ๑๐ คือ ตา (จักขวายตนะ) หู (โสตายตนะ) จมูก (ฆา
นายตนะ) ลิ้ น (ชิว หายตนะ) กาย (กายายตนะ) รูป (รู ปายตนะ) เสียง (สัททายตนะ) กลิ่น
(คันธายตนะ) รส (รสายตนะ) สัมผัส (โผฏฐัพพายตนะ)

(๑๑) โลก ๑๒ ไดแก อายตนะ ๑๒ ตา (จักขวายตนะ) หู (โสตายตนะ) จมูก (ฆา
นายตนะ) ลิ้น (ชิวหายตนะ) กาย (กายายตนะ) ใจ (มนายตนะ) รูป (รูปายตนะ) เสียง (สัททายต
นะ) กลิ่น (คันธายตนะ) รส (รสายตนะ) สัมผัส (โผฏฐัพพายตนะ) ธรรมารมณ (ธัมมายตนะ) ๒๐
(๑๒) โลก ๑๘ ไดแก ธาตุ ๑๘ คือ จั กขุธ าตุ รูปธาตุ จั กขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ
สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหา
วิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ๒๑ ธัมมธาตุ มโนวิญญาณ
ธาตุ ๒๒
นอกจากนี้ ในขุ ท ทกนิ ก าย จู ฬ นิ เ ทส ๒๓ ได จํ า แนกประเภทของโลกอี ก ชุ ด หนึ่ ง
จําเพาะที่แตกตางไปจากที่กลาวขางตน คือ
(๑) โลก ๑ ได แก ภพ หมายถึง กรรมภพ คือ ปุญญาภิสัง ขาร อปุญ ญาภิสัง ขาร
และอเนญชาภิสังขาร และปุนภพ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณในปฏิสนธิ
(๒) โลก ๒ ไดแก สมบัติภวโลกและวิบัติภวโลก
(๓) โลก ๑๐ ไดแก อุปกิเลส ๑๐ คือ โอภาส ปติ ปสสัทธิ อธิโมกข ความเพียร สุข
ญาณ อุปฏฐาน (สติ) อุเบกขา และนิกันติ
(๔) โลก ๑๑ ไดแก กามภพ ๑๑ คือ อบายภูมิ ๔ (นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย)
มนุสสภูมิ (โลกมนุษย) เทวภูมิ (จาตุมมหาราช ดาวดึงส ยาม ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัสดี)
อยางไรก็ตาม สังขารโลก ตามที่จําแนกรายละเอียดดังกลาว จะเห็นวา เปนการกลาว
จําแนกโลกทั้งดานกายภาพและจิตภาพ ซึ่งลวนมีความเกี่ยวโยงกันทั้งสิ้น แมจะจําแนกออกเปน
กี่ประเภทก็ตาม โดยสรุปแลว มี ๒ ประเภท คือ โลกทางดานกายภาพและโลกทางดานจิตภาพ
โลกดานกายภาพ เชน มนุษยและสัตว อวัยวะตาง ๆ อันเปนชองทางแหงการรับรูของมนุษย
และสัตว ที่อยูของมนุษยและสัตว สิ่งที่เปนเครื่องหลอเลี้ยงชีวิตมนุษยและสัตว โลกดานจิตภาพ
เชน ธรรมที่เปนขาศึกตอการบรรลุธรรมชั้นสูง เชน อุปกิเลส ๑๐ ประการ อภิสังขาร ๓ ก็ถือวา
เปนอีกโลกหนึ่งสําหรับผูที่มีประสบการณเกี่ยวกับอุปกิเลสเหลานี้และถูกปรุงแตงดวยอภิสังขาร
อยางใดอยางหนึ่ง อีกประการหนึ่ง เมื่อกลาวถึงโลกทางกายภาพอันเปนที่อยูสรรพสัตว จะแสดง
ลักษณะสําคัญ ๒ ลักษณะ คือ (๑) ลักษณะของสรรพสัตวที่แตกตางกันในภพภูมิตาง ๆ (๒) ภพ
หรือภูมิอันเปนที่อยูของสรรพสัตว
การจําแนกสังขารโลกโดยละเอียดดังกลาว จะเห็นวา เปนการจําแนกในสวนยอย
ตามลําดับ หมายรวมเอาสัตวโลกเขาไวดวย โดยเฉพาะ โลก ๗ โลก ๙ และ โลก ๑๑ อันบงบอก
ถึงหมูสัตวประเภทตาง ๆ ที่มีลักษณะทั้งที่เหมือนกันและตางกัน ในโลก ๙ หรือสัตตาวาส ๙ นั้น
จะนับอสัญญีพรหมและพรหมในชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะวาเปนสัตว และภูมิในชั้นดังกลาว

นี้เปนที่อยูของสัตว แตสัตวที่อยูในภูมิทั้งสองนี้ ไมนับวามีวิญญาณ เพราะสัตวในภูมิทั้งสองนี้ไม
จัดอยูในวิญญาณฐิติ ๗ ที่กลาวถึงการดํารงอยูของวิญญาณหรือสัตวที่มีจิต อยางไรก็ตาม โลก
ตาง ๆ ดังกลาวรวมอยูในโอกาสโลก หรืออาศัยอยู หรือมีอยูในโอกาสโลกที่หมายถึงจักรวาล
ตารางเทียบวิญญาณฐิติ ๗ สัตตาวาส ๙ กับ ภพ ๓๑
วิญญาณฐิติ ๗
สัตตาวาส ๙
๑. สัตวที่มีกายตางกัน และ ๑. สัตวที่มีกายตางกัน และ
มีสัญญาตางกัน
มีสัญญาตางกัน
๒. สัตวที่มีกายตางกัน แต ๒. สัตวที่มีกายตางกัน แต
มีสัญญาเหมือนกัน
มีสัญญาเหมือนกัน
๓. สัตวที่มีกายเหมือนกัน
แตมีสัญญาตางกัน
๔. สัตวที่มีกายเหมือนกัน
และมีสัญญาเหมือนกัน

๓. สัตวที่มีกายเหมือนกัน
แตมีสัญญาตางกัน
๔. สัตวที่มีกายเหมือนกัน
และมีสัญญาเหมือนกัน

๕. สัตวในชั้นอากาสานัญ
จายตนภูมิ
๖. สัตวในชั้น
วิญญาณัจายตนภูมิ
๗. สัตวในชั้นอา
กิญจัญญายตนภูมิ

๕. สัตวที่ไมสัญญาและ
เวทนา
๖. สัตวในชั้นอากาสานัญ
จายตนภูมิ
๗. สัตวในชั้น
วิญญาณัจายตนภูมิ
๘. สัตวในชั้นอา
กิญจัญญายตนภูมิ
๙. สัตวในชั้นเนวสัญญานา
สัญญายตนภูมิ

ภพ ๓๑
มนุ ษ ย , เทวดาบางพวกในสวรรค ๖ ชั้ น ,
วินิบาตบางพวกที่พนจากอบายภูมิ
พรหมชั้ น ปฐมฌานภู มิ (พรหมปาริ สั ช ชา,
พรหมปุ โ รหิ ต , มหาพรหมา) และสั ต ว ใ น
อบายภูมิ ๔
พรหมชั้น ทุติยฌานภูมิ (ปริตรตาภา, อัป ป
มาณาภา, อาภัสสรา)
พรหมชั้นตติยฌานภูมิ (ปริตรตาสุภา, อัปป
มาณสุ ภ า, สุ ภ กิ ณ หา) และจตุ ต ถฌานภู มิ
หรือปญจมฌานภูมิ (ยกเวนอสัญญีสัตว)
อสัญญีสัตว
พรหมชั้นอากาสานัญจายตนภูมิ
พรหมชั้นวิญญาณัญจายตนภูมิ
พรหมชั้นอากิญจัญญายตนภูมิ
พรหมชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ

๓.๕ ลักษณะสัณฐานของโลกมนุษย
ลักษณะสัณฐานของโลก ในที่นี้ หมายถึง โลกคือแผนดินอันเปนที่อยูอาศัยของสรรพ
สัตว ตามนัยแหงคัมภีรโลกบัญญัติ กลาววา โลกคือแผนดินนี้มีสัณฐานกลมโดยรอบเหมือนถาด
สําริดหรือเหมือนหมอดินเผา มีภูเขาจักรวาลเปนขอบเขตของแผนดินใหญนี้ เหมือนขอบปาก
ภาชนะสําริด ภูเขาหลวงสิเนรุอยูตรงทามกลางแผนดินใหญนี้เหมือนดุมของภาชนะสําริด ภูเขา
สิเนรุดังกลาวมีสัณฐานดีเปนสี่เหลี่ยมจัตุรัสเหมือนเสาหรือแผนกระดาน ๒๔ การกลาวอธิบาย

ลัก ษณะสั ณฐานของโลกในลัก ษณะนี้เหมื อนกําลั งจะบอกวา โลกนี้ก็คื อจั ก รวาลหนึ่ง ไมไ ด
หมายถึงโลกเฉพาะเปนแผนดินถิ่นอาศัยอยูของมนุษยและสัตวแตอยางใด และกําลังจะบอกวา
โลกนี้เปนศูนยกลางของจักรวาลอีกดวย จะอยางไรก็ตาม โดยนัยนี้ ทําใหทราบวา ตามทัศนะ
ของพุทธปรัชญา มีหลักฐานในคัมภีรยืนยันวา โลกมนุษยมีสัณฐานกลม โลกคือแผนดินที่วานี้มี
ความหนาประมาณ ๒๔๐,๐๐๐ โยชน (สองแสนสี่หมื่นโยชน) บางทีก็เรียกวา แผนดินใหญ หรือ
มหาปฐวี ตั้ ง อยู บ นน้ํ า มี ลั ก ษณะเป น แผ น กลมเหมื อ นกลองแบน มี เ ส น ผ า นศู น ย ก ลาง
๑,๒๐๓,๔๕๐ โยชน แผนดินใหญนี้เอง คือ จักรวาล พื้นผิวขางบนเปนที่อยูอาศัยของมนุษย มี
ภูเขาพระสุเมรุ หรือภูเขาสิเนรุเปนจุดศูนยกลาง มหาปฐวีนี้แบงออกเปนสองชั้นหนาเทากัน คือ
๑๒๐,๐๐๐ โยชน ชั้นบนเรียกวา แผนดินฝุน ชั้นลางเรียกวา แผนดินศิลา ๒๕ คําอธิบายตาม
แนวอรรถกถาดังกลาวนี้ กลายเปนวา จักรวาลไมใชอะไรอื่น หากแตโลกมนุษยนี้เอง การ
ตีความเชนนี้เปนทัศนะหนึ่งซึ่งปรากฏในคัมภีรทางพระพุทธศาสนา ดังนั้น โดยนัยนี้ จึงเปนการ
มุงอธิบายโลกในความหมายของจักรวาลหนึ่ง ไมไดหมายถึงจักรวาลที่มีโลกเปนสวนประกอบ
กระนั้นก็ตาม คําอธิบายเกี่ยวกับการดํารงอยูของโลกเปนอีกประเด็นที่นาสนใจ คือ ที่กลาววา
โลกคือแผนดินนี้ตั้งอยูบนน้ํา น้ําตั้งอยูบนลม และลมตั้งอยูบนอากาศ หมายความวาอยางไร
เปนการบงชี้ถึ งการมีอยู ของโลกในเบื้องลางแผ นดินลงไปหรือวามุ งอธิบายออกไปจากโลก
โดยรอบ อาจเรียกวามองขึ้นเบื้องตนโดยใชศีรษะของมนุษยในแนวตั้งเปนเกณฑ อยางไรก็ตาม
มีผูตั้งสังเกตโดยเทียบเคียงกับแนวความคิดทางวิทยาศาสตรปจจุบันโดยเฉพาะอุตุนิยมวิทยาที่
มีการแบงบรรยากาศเปนชั้น ๆ บรรยากาศชั้นต่ําสุดคือ โทรพอสเฟยร (Troposphere) ซึ่งม
ความสําคัญตอมนุษย เปนชั้นบรรยากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงของอากาศเกิดขึ้น เชน มีฝุน
ละออง ไอน้ํา อยูทั่วไป มีเมฆฝน พายุ ฟาคะนอง เมื่อพันบรรยากาศโทรพอสเฟยรขึ้นไปเบื้อง
บนก็มีเทหวัตถุอื่น ๆ ที่อยูในลักษณะหมุนเวียน มีการโคจรอยางสม่ําเสมอ ๒๖ หากมีการเทียบ
กับแนวคิดทางวิทยาศาสตรดังกลาวนี้ ก็แสดงใหเห็นวา การตีความพุทธพจนดังกลาวเปนการ
มองออกไปจากโลกสูภายนอก ไมใชเปนการมองลึกลงภายในแผนดิน ซึ่งนาจะสอดคลองกับ
สภาพเปนจริงมากกวาการมองวาแผนดินลอยอยูบนน้ําในแนวดิ่งลงไปใตดิน ในขณะเดียวกัน
การมองในแนวดิ่งลงไปใตดินนี้ ก็ใชวาจะไรเหตุผลเสียทีเดียว เพราะเมื่อขุดลงไปใตดิน จะพบวา
มีน้ํารองรับอยูขางลางเชนกัน และเปนที่ประจักษวา หากในพื้นที่ใดมีการเจาะน้ําบาดาลแลวดึง
ขึ้นมาใชมาก พื้นดินในแถบนั้นจะทรุดลงเพราะน้ําที่อุมดินไวนั้นถูกดึงขึ้นมาใชในปริมาณที่มาก
ดังนั้น ไมวาจะตีความโดยมองในแนวดิ่งลงลางหรือขึ้นขางบน ลวนมีเหตุผลที่แสดงใหเห็นความ
เปนไปไดที่สอดคลองกับขอเท็จจริงดวยทั้งสองแนว เพียงแตหากมองในแนวดิ่งลงลาง จะพบ
กับปญหาวาภายใตแผนดินมีน้ํารองรับอยูพอเขาใจได แตลมที่รองรับน้ํา และอากาศที่รองรับลม
อยูในภายใตลงอีก ยากที่จะเขาใจไดเพราะเมื่อขุดลึกลงอีกแทนที่จะพบลมหรืออากาศ แตไมพบ
กลับความรอนแทน ซ้ํายังพบความภาวะที่อากาศมีจํานวนลดลงตามลําดับ การมองในแนวดิ่ง
เชิงลึก จึงมีปญหามากวาการมองในมุมตรงขาม

เชิงอรรถ

วินัยปฎก มหาวรรค, ๔/๓๒/๔๐
ขุททกนิกาย ธรรมบท, ๒๕/๒๖/๓๑.

ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ, ๒๖/๕๐/๗๒.

สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค, ๑๘/๑๓๓/๗๔.

อังคุตรนิกาย จตุกกนิบาต, ๒๑/๔๕.

กรมศิลปากร, โลกทีปกสาร, ฉบับหอสมุดแหงชาติ, (กรุงเทพฯ: หางหุนสวนสามัญนิติบุคคลสหประชาพาณิชย,
๒๕๒๙), หนา ๓. อางใน พระมหาอุไร อาตาปโก (มั่งมี), การศึกษาวิเคราะหเรื่องโลกในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝายเถร
วาท, (วิทยานิพนธปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ในพระบรมราชูปถัมภ, ๒๕๔๐), หนา ๑๐.

สังยุตนิกาย สฬายตนวรรค, ๑๘/๘๔/๗๗.

ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค, ๑๑/๕๖/๙๒.

กรมศิลปากร, โลกุปปตติ, ฉบับหอสมุดแหงชาติ, ๒๕๓๓, หนา ๑๑๘-๑๑๙. อางใน พระมหาอุไร อาตาปโก (มั่งมี),
การศึกษาวิเคราะหเรื่องโลกในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝายเถรวาท, (วิทยานิพนธปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ, ๒๕๔๐), หนา ๑๒.

๑๐

กรมศิลปากร, โลกุปปตติ, ฉบับหอสมุดแหงชาติ, ๒๕๓๓, หนา ๑๙. อางใน พระมหาอุไร อาตาปโก (มั่งมี),
การศึกษาวิเคราะหเรื่องโลกในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝายเถรวาท, (วิทยานิพนธปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ, ๒๕๔๐), หนา ๑๑.
๑๑
สุชีพ ปุญญานุภาพ, พระไตรปฎกสําหรับประชาชน, พิมพครั้งที่ ๗, (กรุงเทพฯ : มหามกุฏราชวิทยาลัย,
๒๕๓๖), หนา ๓๕๕.
๑๒
ไชย ณ พล, พระไตรปฎกฉบับพิเศษ ธรรมธาตุ ธรรมชาติแหงสรรพสิ่ง, ม.ป.ป., หนา ๙๘.
๑๓
อรรถกถาทีฆนิกาย มหาวรรค สุมังคลวิลาสินี ๒/๑๐๕.
๑๔
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมใน กรมศิลปากร, โลกทีปกสาร ฉบับหอสมุดแหงชาติ, หนา ๓
๑๕
มัชฌิมนิกาย อุปริปณณาสก, ๑๔/๘๖/๖๗
๑๖
ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค, ๑๑/๓๐๔/๒๕๕.
๑๗
ศึกษาเพิ่มเติมใน ทีฆนิกาย สีลักขันธวรรค ๙/๑๒๒/๖๗.
๑๘-๑๙
เทวดาพวกอสัญญีสัตว ตามคัมภีรที่พบสวนมาก จะกลาวถึงการปฏิบัติกสิณของนักบวชนอกพระพุทธศาสนาที่
มีความเบื่อหนายในจิต บริกรรมวาโยกสิณจนเกิดฌานที่ ๔ แลวออกจากฌาน ตั้งใจวา ความไมมีสิ่งที่ชื่อวา จิต เปนความดี
เพราะความทุกขตาง ๆ ยอมบังเกิดเพราะอาศัยจิต เมื่อไมมีจิต ความทุกขเชนนั้นก็ไมมี เชนนี้แลว เปนผูมีฌานไมเสื่อม ตายไป
เกิดในอสัญญีภพดวยอํานาจรูปปฏิสนธิ ขณะตาย อยูในอิริยาบถใด จะเกิดดวยอิริยาบถนั้น อยูในอสัญญีภพตลอด ๕๐๐ กัป
พวกอสัญญีสัตว จึงไมจัดเปนวิญญาณฐิติ เพราะไมมีวิญญาณ แมพวกเนวสัญญานาสัญญายตนะก็ไมจัดเปนวิญญาณฐิติ เพราะ
มีวิญญาณที่ละเอียดจนไมอาจเรียกไดวา มีวิญญาณ
๒๐

อภิธรรมปฎก วิภังค, ๓๕/๙๘๐/๔๘๘.
ไดแก ปญจทวาราวัชชนจิต กับ สัมปฏิจฉันทนจิต
๒๒
มัชฌิมนิกาย อุปริปณณาสก, ๑๔/๑๒๕/๑๑๒.
๒๓
ขุททกนิกาย จูฬนิเทส, ๓๐/๕๘๒/๒๘๔-๒๘๕.
๒๔
กรมศิลปากร, โลกบัญญัติ, ฉบับหอสมุดแหงชาติฐ ๒๕๒๘, หนา ๒๕ อางใน พระมหาอุไร อาตาปโก (มั่งมี),
การศึกษาวิเคราะหเรื่องโลกในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝายเถรวาท, (วิทยานิพนธปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ, ๒๕๔๐), หนา ๕๐.
๒๑

๒๕

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมใน อรรถกถาวินัยปฎก มหาวิภังค (สมันตปาสาทิกา ๑/๑๔๘-๑๕๐) และอรรถกถาทีฆ
นิกาย ปาฏิกวรรค (สุมังคลวิลาสินี ๓/๘๒-๘๕), ระวี ภาวิไล, โลกทัศน ชีวทัศน เปรียบเทียบ วิทยาศาสตร กับ พุทธ
ศาสนา, (กรุงเทพฯ: สหธรรมิก, ๒๕๔๓), หนา ๓๒.
๒๖
พระครูโสภณปริยัตยาทร (เชื่อม ชินวํโส สอนรอด), “การศึกษาวิเคราะหความคิดเรื่องจักรวาลวิทยาในพุทธ
ปรัชญาเถรวาท” วิทยานิพนธปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาปรัชญา (บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬา
ลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๒), หนา ๓๔.

บทที่ ๔
แนวคิดเรื่อง มนุษย

๔.๑ ความนํา
ในบทที่ผานมาไดอภิปรายถึงโลกทั้งดานกายภาพอันหมายถึงดินแดนที่อยูอาศัยของ
สัตวและโลกดานจิตภาพอันหมายถึงชีวิตสัตวที่อาศัยอยูในดินแดนที่วานั้น อันชี้ใหเห็นวา สัตวมี
ชีวิตหรือสิ่งที่มีจิตวิญญาณ ยอมตองการสถานที่เพื่อเปนที่อยูอาศัยที่เรียกวา ภพ บาง ภูมิ ทั้ง
สถานที่หรือดิ นแดนที่ เ ปนนามธรรมสําหรั บ เหลาสั ต วที่มีกายทิพยที่ล ะเอี ยด เชน สัต ว นรก
เทวดา และพรหม และสถานที่อันเปนรูปธรรมสําหรับเหลาสัตวที่มีกายหยาบ เชน มนุษย และ
สัตวเดรัจฉาน ภพภูมิเหลานั้นลวนอยูในจักรวาลนี้และเปนสวนประกอบหรือโครงสรางของ
จักรวาล
อยางไรก็ตาม ในพุทธปรัชญา แมจะเสนอแนวคิดเกี่ยวกับภพและภูมิอันเกี่ยวเนื่อง
กับสัตวมีชีวิตทั้งที่มีกายหยาบและกายละเอียดในจักรวาลดังกลาวแลวก็ตาม พุทธปรัชญายัง
เสนออีกวา สรรพสัตวที่อยูในภพภูมิเหลานั้นลวนจัดอยูในกําเนิดอยางใดอยางหนึ่งในบรรดา
กําเนิด ๔ ประการตอไปนี้ คือ
๑. อัณฑชโยนิ คือ กําเนิดของสัตวจําพวกที่เกิดในไขกอน เมื่อฟกตัวสมบูรณแข็งแรง
ในฟองไขแลวจึงออกจากไขมาดําเนินชีวิตอยูขางนอกตอไป สัตวจําพวกนี้สวนมากจะเปนพวก
สัตวเดรัจฉานบางจําพวก เชน ไก เปด
๒. ชลาพุชโยนิ คือ กําเนิดของสัตวจําพวกที่เกิดในครรภ เมื่อครบกําหนดเวลาคลอด
แลวจึงออกจากครรภมาเปนตัว ซึ่งกําหนดเวลาที่อยูในครรภนั้นจะแตกตางกันไปขึ้นอยูกับ
ขนาดสัตว สัตวจําพวกนี้ไดแก มนุษยและสัตวเดรัจฉานบางพวก เชน วัว ควาย
๓. สังเสทชโยนิ คือ กําเนิดของสัตวจําพวกที่เกิดในเถาไคลคือในของที่สกปรก ใน
ปลาเนา ในศพเนา ในขนมบูด สัตวประเภทนี้ไมจําเปนตองอาศัยทองแมเกิด แตอาศัยตนไม
ใบไม ดอกไม ผลไม หรือของโสโครก ที่ชื้นแฉะเกิดขึ้น เชน พวกหนอน เชื้อโรคตาง ๆ ตลอดถึง
สัตวเชลลเดียว เชน พลามีเซียม อมีบา
๔. โอปปาติกโยนิ คือ กําเนิดของสัตวจําพวกที่เกิดผุดขึ้นเปนตัวมีรูปรางสมบูรณดวย
พลังแหงบุญและบาปที่สรางมาแตอดีตชาติ ไมตองอาศัยทองแมเกิด เปนรูปรางเทากับคนที่มี
อายุ ๑๖ ป ๑ สัตวจําพวกนี้แมจะมีรางกายแตก็เปนกายทิพยที่ละเอียดไมสามารถมองเห็นดวยตา
ปกติของมนุษยสามัญได เชน พวกเทวดา เปรต สัตวนรก ๒

อยางไรก็ตาม กําเนิดทั้ง ๔ นั้น โดยยอแลวมี ๒ ประเภทคือ ๑) พวกที่เกิดอยูใน
ครรภของมารดากอนแลวจึงคลอดหรือเกิดออกจากครรภภายหลัง เรียกวา คัพภเสยยกะ ไดแก
อัณฑชะกําเนิดและชลาพุชะกําเนิด ๒) พวกที่ไมเกิดอยูในครรภของมารดาไมตองอาศัยทองแม
เปนที่เกิด เรียกวา อคัพภเสยยกะ ไดแก สังเสทชะกําเนิดและโอปปาติกะกําเนิด ๓ นอกจากนี้
สัตวในกําเนิดทั้ง ๔ นี้ยังจําแนกออกเปนอีก ๒ สถานะ คือ ๑) สัมภเวสี คือ ผูที่แสวงหาภพ หรือ
ที่เกิดอยู ๒) ภูตะ คือ ผูที่เกิดเรียบรอยแลว บรรดาสัตวในกําเนิด ๔ นั้น สัตวที่ถือกําเนิดในไข
ตราบที่ยังอยูในฟองไขยังไมไดออกจากไข จัดเปนสัมภเวสี และหากออกจากไขแลว จัดเปนภูตะ
สัตวที่ถือกําเนิดในครรภ ขณะที่ยังอยูในครรภมารดา จัดเปนสัมภเวสี หากออกจากครรภจึงจะ
จัดเปนภูตะ สวนสัตวที่เปนสังเสทชะกําเนิดและโอปปาติกะกําเนิด ในขณะแหงปฐมจิต คือ จิต
ดวงแรก จัดเปนสัมภเวสี ตั้งแตขณะจิตดวงที่ ๒ เปนตนไป จัดเปนภูตะ อีกประการหนึ่ง เหลา
สัตวที่เกิดแลวในอิริยาบถใด ยังอยูในอิริยาบถนั้น จัดเปนสัมภเวสี นอกจากอิริยาบถนั้นไป
จัดเปนภูตะ ๔
นอกจากนี้ยังมีแนวคิดเกี่ยวกับอันตรภพซึ่งนาสนใจอยางยิ่ง คือ แนวคิดเรื่องการมี
ชีวิตอยูในระหวางภพทั้ง ๓ หรือในระหวางกําเนิดทั้งสี่ ซึ่งไมสามารถจัดอยูในภพใดภพหนึ่งได
แนวคิดนี้เปนการตีความคําวา สัมภเวสี วา คือ ผูที่แสวงหาที่เกิดอยู ยังไมไดถือกําเนิดในภพใด
ภพหนึ่ง เชน นาย กอ เสียชีวิตแลว ยังมีทั้งบุญและบาปเปนพลัง เปนเชื้อทําใหเกิดอยู ดวงจิต
หรือวิญญาณของนาย กอ นั้นไปยังสถานที่หนึ่งเปนที่คัดกรองวา ผูใดสมควรไปเกิดในภพใด
โดยชุดคําถามเกี่ยวกับเทวทูต ๔ ที่นาย กอ ประสบมาเมื่อยังมีชีวิตอยูแลวมีความคิดเชนไรบาง
หากมีความคิดเห็นสัจธรรมของชีวิตแลวทําดี ก็จะถูกสงไปเกิดในสวรรค หากไมมีความคิดอะไร
เลย จะถูกสงลงนรก ดวงจิตของนาย กอ ที่กําลังถูกสอบสวนอยูนั้น ไมสามารถจัดเขาในภพใด
ภพหนึ่งได จะบอกวา เปนมนุษยก็ไมไดเพราะเสียชีวิตแลว จะบอกวา เปนสัตวนรก ก็ไมได จะ
บอกวา เปนเทวดา หรือแมกระทั่งกําเนิดสัตวเดรัจฉานก็ไมไดเชนกัน เชนนี้เรียกวา อยูในอันตร
ภพ๕
แมพุทธปรัชญาจะจําแนกกําเนิดของสัตวออกเปน ๔ กําเนิดดังกลาวก็ตาม แตก็
ปญหาอันเปนที่สงสัยเกี่ยวกับกําเนิดทั้ง ๔ มากมาย กลาวจําเพาะชลาพุชะกําเนิด หรือเฉพาะ
ความสงสัยเกี่ยวกับมนุษย วา มนุษยมาจากไหน ทําไมถึงถือกําเนิดเปนมนุษย มนุษยเกิดขึ้นได
อยางไร จะเปนเชนไรตอในอนาคต ตายแลวจะมาเกิดเปนมนุษยอีกหรือไม หรือตายแลวก็เปน
อันจบสิ้นกันไมตองกลับมาเกิดในโลกนี้อีก เปนตน โดยเฉพาะอยางยิ่ง ความสงสัยเกี่ยวกับ
มนุษยคนแรกวา มนุษยคนแรกที่เปนปฐมเหตุแหงมนุษยนั้นเกิดขึ้นไดอยางไรหรือมาจากไหน
และสืบเผาพันธุมาจนถึงปจจุบันนี้ ความคิดความสงสัยที่ว านี้ ไมใ ชเพิ่งเกิดขึ้นในปจจุบันนี้
เทานั้น แตเปนความคิดที่เกิดขึ้นมาตั้งแตอดีตอันไกลโพน จะเห็นไดจากแนวความคิดความเชื่อ

ที่พยายามตอบปญหานี้มีมากมายทั้งจากศาสนาและวิทยาการสมัยใหม โดยเฉพาะอยางยิ่ง
แนวความคิดความเชื่อทางดานศาสนาตั้งแตโบราณมาไดใหคําตอบของปญหาที่วานี้ เปนที่
พอใจและเปนที่ยอมรับของมนุษยก็มี ไมเปนที่พอใจและไมเปนที่ยอมรับของมนุษยก็มี กลุมที่มี
ความพอใจกับคําตอบใดแลวก็ลงใจที่แคคําตอบนั้น ๆ เชื่อและยอมรับความจริงตามคําตอบนั้น
ส ว นกลุ ม ที่ ยั ง ไม พ อใจกั บ คํ า ตอบที่ ไ ด รั บ ต า งก็ พ ยายามค น หาคํ า ตอบต อ ไป จึ ง ทํ า ให เ กิ ด
ความคิดความเชื่อตอปญหานี้หลากหลายทั้งที่เหมือนกันบาง แตกตางกันบาง คละเคลากันไป
ดังเชนแนวคิดทางศาสนาแบบเทวนิยมตั้งแตโบราณ อาทิ ลัทธิพราหมณ หรือศาสนา
พราหมณ-ฮินดู ถือวา พระพรหมเปนผูสรางมนุษยจากอวัยวะสวนตาง ๆ ของพระองคเอง จึง
เกิดมีมนุษยในวรรณะตาง ๆ และจัดอันดับความสูงความต่ําของวรรณะตามอวัยวะที่นํามาสราง
ของพระพรหมเปนเกณฑ กลาวคือ พราหมณเชื่อกันวาถูกพระพรหมสรางมาจากพระโอษฐของ
พระองค จึงเปนจัดวรรณะที่สูงกวาวรรณะอื่น รองลงมาคือ กษัตริย ที่เชื่อวา ถูกพระพรหมสราง
มาจากพระพาหา แพศย เชื่อวาถูกพระพรหมสรางมาจากทอง หรือบางแหงบอกวาสรางมาจาก
ขาของพระพรหม สวนศูทรถือวาถูกสรางมาจากพระบาทของพระพรหม จึงจัดเปนวรรณะที่
ต่ําสุด แมกระทั่งศาสนาคริสตก็เชื่อวา พระเจาเปนผูสรางมนุษยจากผงธุลีดินโดยสรางมนุษย
เพศชายกอนแลวจึงสรางมนุษยหญิงจากซี่โครงของชายเพื่อใหเปนคูกัน และถือวาเปนมนุษยคู
แรกที่ไดสรางเผาพันธุมนุษยสืบมา แนวคิดในลักษณะนี้เรียกวา อิสสรนิมมานเหตุวาท
นอกจากนี้ วิทยาการยุคใหมไดใหความสนใจที่จะตอบปญหานี้เพื่อคลายความสงสัย
ของมนุษยยุคปจจุบันเชนกัน เชน ทฤษฎีจักรกลนิยม ๖ ที่ถือวา แหลงกําเนิดของชีวิตมนุษยนั้น
คือ กระบวนการของพลังงานฟสิกสและเคมีอันมีระบบ และโครงสรางที่ซับซอนจากซับซอนนอย
ที่สุดแลวพัฒนาขึ้นจนซับซอนที่สุด สรรพสิ่งคือการเคลื่อนที่ของมวลสารในอวกาศ ไมมีความ
แตกตางระหวางสิ่งที่มีชีวิตกับสิ่งที่ไมมีชีวิต เพราะตางพัฒนามาจากอนินทรียสารดวยกันแลว
ตกผลึกกลายเปนอินทรียสารและพัฒนาจนถึงระดับของสิ่งที่มีชีวิตระดับสูง กระบวนการที่วานี้
เป น ไปตามธรรมชาติ และไม จํ า เป น ต อ งมี พ ลั ง ชี วิ ต มาแทรกถื อ ครองแต อ ย า งใด เพราะ
ปรากฏการณทางฟสิกสและเคมีเพียงพอที่จะกอใหเกิดชีวิตอยางเต็มที่อยูแลว
อีกทฤษฎีหนึ่งที่นาสนใจ คือ ทฤษฎีระดับที่เชื่อตรงกันขามกับจักรกลนิยมวา สิ่งที่มี
ชีวิตจะอธิบายดวยกฎของสสารและกฎการเคลื่อนที่เทานั้นไมได
สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายที่
ประกอบดวยโปรโตพลาสซึมนั้น เปนสิ่งที่มีความจริงแบบใหม อันแตกตางไปจากสภาพของ
สสารทั่วไป และอยูพนกฎหรือสูตรทางฟสิกสและเคมี สิ่งที่มีชีวิตจึงเปนผลอันเนื่องมาจาก
วิวัฒนาการที่อาศัยวิธีสังเคราะหสรางสรรค (Creative synthesis) คือ การรวมตัวกันใหมของสิ่ง
ตาง ๆ เมื่อเกิดสิ่งใหมขึ้นจะตองมีกระบวนการพลังอยางใหม หรือสมรรถนะในการประกอบ

หนาที่อันใหมเพิ่มขึ้น ธรรมชาติของชีวิต จึงคือ กระบวนการจัดระเบียบหรือธรรมชาติของ
โครงสราง (Structure) ชีวิต จึงเปนผลของการจัดระเบียบในตัวสิ่งที่มีชีวิตที่วิวัฒนาการขึ้นไป
ตามลําดับ อนินทรียสารดั้งเดิมนั้นหามีชีวิตไม แตเมื่ออนินทรียสารนั้นประกอบกันเปน
โครงสรางใหม คือ เปนอินทรียสารขึ้นมาแลว ยอมมีสมรรถภาพอยางใหมปรากฏออกมา เชน
การเติบโต การสืบพันธุได ความรูสึก การคิด สิ่งเหลานี้เปนผลจากโครงสรางใหมและเปน
สภาวะของสิงที่มีชีวิตสืบตอไปเรื่อย ๆ หรือเพราะวิธีการสังเคราะหสรางสรรคทั้งสิ้น ไมใช
เกิดขึ้นเพราะอาศัยพลังชีวิตแตอยางใด โดยสรุป ทฤษฎีระดับ ก็คือ แนวความคิดในการอธิบาย
เรื่องธรรมชาติของชีวิต โดยอาศัยทฤษฎีวิวัฒนาการสรางสรรค (Creative Evolution) หรือ
วิวัฒนาการปรับปรุงตัว (Emergent Evolution) ซึ่งหมายถึง ความเชื่อที่ถือวา เมื่อโครงสรางทาง
ฟสิกสซับซอนและครบถวนขึ้น กระบวนวิวัฒนาการก็จะกอใหเกิดคุณลักษณะใหม มีวิธีการ
กระทําใหม และมีสิ่งใหมเกิดขึ้น
จะเห็นวา การอธิบายถึงกําเนิดชีวิตมนุษยในยุคหลังจะไมอางอํานาจศักดิ์สิทธิ์ของ
เทพเจาหรือสิ่งอื่นใดในลักษณะเปนผูสรางอยางเชนในอดีต แตเปนการอธิบายดวยเหตุผลในตัว
มันเองในเชิงวิทยาศาสตรอันเปนศาสตรสมัยใหมที่ไดรับการยอมรับและเชื่อถือ เรื่องใดก็ตามที่
วิทยาศาสตรนําเสนอนั้นมักจะยอมรับกันวา ถูกตอง และถือวา เปนความจริงตามที่เสนอนั้นโดย
ปราศจากขอโตแยง การอธิบายในลักษณะเชนนี้เปนการอธิบายปรากฏการณเชิงประจักษที่
เกิดขึ้นในปจจุบันที่ตัดสินกันดวยระบบการตัดสินที่ประสาทสัมผัสทั้ง ๕ ของมนุษยมากกวาจะ
เชื่อมโยงไปถึงอดีตอันไกลโพนหรืออธิบายถึงปฐมชีวิตหรือมนุษยคนแรก คําอธิบายชุดหลังนี้
ในป จ จุ บั น ดู เ หมื อ นจะเป น ยอมรั บ มากกว า คํ า อธิ บ ายชุ ด แรก อย า งไรก็ ดี ไม ว า จะยอมรั บ
คําอธิบายชุดใดก็ตาม ความจริงก็คือ เปนเพียงความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องนี้เทานั้น ยังไมใชเปน
ความรูเชิงประจักษเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรงตอประสาทสัมผัส เพราะทายที่สุดแลว เรายังคงไมมี
ความรูเกี่ยวกับเรื่องนี้อยูดี ความรูที่มีอยูนั้นเปนสุตมยปญญา คือเปนความรูที่เกิดจากการศึกษา
การไดยินไดฟงสืบทอดกันตอมาจากรุนสูรุน เวนเสียแตวา จะฝกหัดฝกฝนจนเกิดการหยั่งรูตาม
อยางถองแท (อนุโพธิ)
ในประเด็นปญหาดังกลาวนี้ จึงนาศึกษาคนควาวา พุทธปรัชญามีทัศนะเกี่ยวกับเรื่อง
นี้อยางไร ดังนั้น ในบทนี้ จึงมีวัตถุประสงคที่จะศึกษาถึงทัศนะเกี่ยวกับประเด็นปญหาดังกลาว
โดยจะแบงออกเปนประเด็นดังตอไปนี้ คือ (๑) ความหมายของมนุษยทั้งในแงของคําศัพทและ
ความเป น มนุ ษ ย (๒) กํ า เนิ ด มนุ ษ ย ใ นพุ ท ธปรั ช ญาทั้ ง มุ ม มองเกี่ ย วกั บ มนุ ษ ย ค นแรกและ
จุดเริ่มตนชีวิตของมนุษย (๓) ธรรมชาติของมนุษยทั้งในแงขององคประกอบและความเปนอยู
ในลักษณะเชนไรของมนุษย

๔.๒ ความหมายของมนุษย
คําวา มนุษย เปนคําศัพทภาษาสันสกฤตที่นํามาใชในภาษาไทย หากเปนภาษาบาลี
จะมีรูปศัพทวา มนุสฺส ตามรูปศัพทแลวมาจากคําวา มนะ ที่แปลวา ใจ บวกกับคําวา อุษยะ ใน
ภาษาสันสกฤต หรือ อุสฺส ในภาษาบาลี ที่แปลวา สูง จึงมีความหมายวา ผูมีใจสูง คือ เปนผูที่มี
จิตใจประกอบดวยคุณธรรมสูง เปนคําที่ใชเรียกมนุษยตนกัปผูซึ่งมาจากพรหมโลกชั้นอาภัสสรา
ผูที่มีคุณธรรมสูง มีจิตใจที่ประกอบคุณธรรมเปนสวนมากในขณะนั้น
คัมภีรอรรถกถาขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ๗ และคัมภีรโลกทีปกสารกลาวตรงกันวา ชื่อ
วา มนุษย เพราะเปนเหลากอของพระมนู ผูเปนมนุษยในตอนตนกัป ผูเปนตนกําเนิดแหงการยึด
ครองโลก ผูจัดสรรผลประโยชนและมิใชประโยชน และดํารงตนอยูในฐานะเปนบิดาของสัตว
ทั้งหลาย ในพุทธปรัชญาเรียกวา พระเจามหาสมมต หรือ พระเจามหาชนสมมต คือ ผูที่หมู
พรอมใจกันยกใหเปนผูนําเปนหัวหนาเพื่อปกครองดูแลชีวิตและทรัพยของพวกตกใหอยูรอด
ปลอดภัยและใหเกิดสันติสุขในสังคมยุคนั้น และเหลาชนที่อยูในโอวาทานุสาสนีของพระมนูนั้น
สืบตอกันมาโดยลําดับ พลอยไดชื่อวา มนุษย ไปดวยเพราะเปนเสมือนบุตรของพระมนูและเปน
พงษเผาของพระมนู ดังกลาว บางทีก็เรียกวา มาณพ บาง อีกนัยหนึ่ง เพราะมโน (ใจ) ของคน
เหลานั้นสูงเพราะการประกอบดวย ๑) ความมีสติ ๒) ความกลาหาญ ๓) พรหมจรรย ความ
เพี ย ร ความมั่ น คง ความมี จิ ต ประกอบดว ยคุ ณ อั น สูง ส ง เพราะเหตุ นั้ น จึ ง มี น ามว า มนุ ษ ย
(มนุสฺสภูตาติ เอตฺถ มนสฺส อุสฺสนฺนตาย มนุสฺสา สติสูรภาวพฺรหฺมจริยโยคฺยตาทิคุณวเสน
อุปจิตมานสา อุกฺกฏคุณจิตฺตา) ๘ นอกจากนี้ พุทธปรัชญายังมีความเห็นย้ําถึงศักยภาพของ
มนุษยวา มนุษยชาวชมพูทวีปมีคุณสมบัติที่สูงสงเหนือกวามนุษยชาวอุตรกุรุทวีปและเหลาเทพ
ชั้นดาวดึงส ๓ ประการ คือ ความกลา ความมีสติ และการประพฤติพรหมจรรย ๙ พระเจามหา
สมมตดังกลาวนี้ คัมภีรอรรถกถาขุททกนิกาย กลาววา ไดแก พระพุทธเจาองคปจจุบันที่ยัง
บําเพ็ญบารมีใ นขณะเป นพระโพธิสัตวอยู พระโพธิสัต วที่วานี้จึงดํารงตําแหน งในฐานะเปน
กษัตริยองคแรก กอนที่วรรณะอื่น ๆ จะเกิดขึ้นในสังคมยุคตนกัป ๑๐

จะเห็นวา ความหมายตามศัพทนั้นจะแฝงดวยความหมายที่เปนเครื่องวัดหรือสิ่ง
แสดงใหเห็นถึงความเปนมนุษยนอกเหนือจากคุณสมบัติดานรางกาย นั่นคือ คุณสมบัติดาน
จิตใจ การใหความหมายในลักษณะเชนที่วานี้แสดงถึงทัศนะของพุทธปรัชญาที่ยอมรับวา มนุษย
นั้นเปนผูมีจิตใจเปนองคประกอบหนึ่งนอกจากองคประกอบดานรางกายอันเปนวัตถุ อีกประการ

หนึ่ง เปนขอบงชี้ถึงเกณฑวัดความเปนมนุษยที่ไมใชตัดสินเพียงแคดานรางกายเทานั้น หากแต
ต อ งพิ จ ารณาด า นจิ ต ใจประกอบด ว ย จากการให ค วามหมายขา งต น จะเห็ นว า คุ ณ ค า หรื อ
คุณธรรมสําคัญที่แสดงใหเห็นถึงความเปนมนุษย มี ๓ ประการ ไดแก ความสามารถ ความกลา
หาญ และพรหมจรรย ดังกลาว มีคําอธิบายเกี่ยวกับความสามารถและความกลาหาญของมนุษย
ไววา มนุษยนั้นเปนผูที่มีความสามารถและความกลาหาญทั้งในการทําความดี เรียกวา กุศล
กรรม และในการทําความชั่ว เรียกวา อกุศลกรรม ไดอยางไมมีสัตวในภพอื่นใดจะเสมอเหมือน
ได เชน ในการทําความดี มนุษยสามารถและอาจหาญฝกฝนพัฒนาตนใหสูงสงไดจนถึงขั้นเปน
พระพุทธเจาได และในการทําความชั่ว มนุษยก็สามารถทําความชั่วตั้งแตเรื่องเล็กนอยจนถึง
เรื่องเลวรายที่สุดขั้นฆาพอ ฆาแม ฆาพระอรหันตและทํารายพระพุทธเจาไดเชนกันดังปรากฏใน
ประวัติศาสตรแหงมนุษยชาติ ๑๑ จะสังเกตเห็นวา คําอธิบายชุดหลังนี้ใหความหมายของคําวา
สติ วาเปนความสามารถ
ความเปนมนุษยจึงมีศักยภาพทั้งสองดานซึ่งตองมีการเฝาระวังไมใหโนมเอียงไปทาง
ความชั่วชา หากแตเฝาระวังฝกฝนพัฒนาใหโนมเอียงในทางที่ดีไมกอโทษใหเกิดความเสียหาย
ขึ้นทั้งแกตนเองและสวนรวม โดยเฉพาะอยางยิ่ง ความเปนมนุษยที่ตัดสินที่ความมีพรหมจรรย
อันแปลวา ความประพฤติที่ประเสริฐนั้น มีนัยความหมายครอบคลุมคุณงามความดีทั้งหลาย ใน
คัมภีรทางพระพุทธศาสนา ไดแสดงคุณธรรมที่ไดชื่อวา พรหมจรรย ไววา ไดแก ธรรม ๑๐
ประการเหลานี้ คือ ๑) ทาน การใหปน ๒) เวยยาวัจจะ ความขวนขวาย ๓) เบญจศีล ๔) อัปป
มัญญา ๕) เมถุนวิรัติ การงดเวนจากการรวมเพศ ๖) สทารสันโดษ ความยินดีในภรรยาของตน
๗) วิริยะ ความเพียร ๘) อุโบสถศีล ๙) อริยมรรคมีองค ๘ ประการ ๑๐) ศาสนา คําสอน ๑๒
ธรรมเหลานี้หากมีในบุคคลใด บุคคลนั้นยอมไดชื่อวา มนุษย คือ ผูมีใจสูงอยางแทจริง โดยนัยนี้
เปนการย้ําใหเห็นวา อยางไรเสียก็ดี มนุษยยังเปนสัตวสามารถฝกฝนพัฒนาตนใหดีที่สุดได พระ
โพธิสัตวผูปรารถนาพุทธภูมิจึงเลือกที่จะมาเกิดเปนมนุษยเพื่อบรรลุเปาหมายตามปณิธานที่ตั้ง
ไว รวมทั้งพระปจเจกพุทธเจาทั้งหลายและพระเจาจักรพรรดิก็มาเกิดในกําเนิดมนุษยนี้
๔.๓ กําเนิดมนุษย
ในประเด็นที่วาดวยกําเนิดมนุษยนี้จะศึกษาในประเด็นปญหาคือ ๑) ปญหาเกี่ยวกับ
มนุษยคนแรกในจักรวาล ขอเรียกวา ปฐมมนุษย ๒) ปญหาเกี่ยวกับเกณฑตัดสินความเปน
มนุษยหรือการถือวาเปนชีวิตแรกของมนุษยเริ่มตั้งแตเมื่อไหรในภพปจจุบัน ขอเรียกวา ปฐม
ชีวิต ประเด็นทั้งสองนี้อาจทําใหเราสามารถตอบคําถามและวินิจฉัยปญหาที่เกิดในยุคปจจุบัน
จากมุมมองของพุทธปรัชญาได เชน ปญหาการทําแทง แมกระทั่งปญหาการทําโคลนนิ่ง

ปฐมมนุษย
ปญหาเกี่ยวกับมนุษยคนแรกมาจากไหนและเกิดไดอยางไรนั้น แมพุทธปรัชญาจะ
ไมไดใหความสําคัญเทาไรนัก หากแตมุงอธิบายใหเขาใจถึงองคประกอบแหงความเปนมนุษย
มากกวาก็ตาม ดังเชนที่พระพุทธองคทรงแสดงเหตุผลหักลางแนวความเชื่อเรื่องพระพรหมเปน
ผูสรางมนุษยวา ตามที่เห็นกันอยู แตมีมนุษยที่คลอดออกมาจากทองของมารดาทั้งสิ้น การที่
พวกพราหมณพากันกลาวอางวาพวกตนเปนวรรณะขาวเพราะเกิดจากพระโอษฐของพระพรหม
พระพรหมสรางขึ้น พวกอื่นเปนวรรณะดํา จึงเปนการกลาวเท็จ ๑๓ อนึ่งยังไมเคยมีใครเห็นพระ
พรหมผูสรางที่วานั้นสักคน ๑๔ การกลาวอางเชนนั้น จึงไมถูกตอง แตกระนั้นก็ตาม คัมภีรทาง
พระพุทธศาสนา ไดกลาวถึงมนุษยคนแรกที่ถือกําเนิดในโลกนี้ในอัคคัญญสูตร
ตามนัยแหงอัคคัญญสูตรดังกลาวนี้ ทําใหสามารถตีความไดวา มนุษยเปนสิ่งแรก
(first thing) ที่เกิดขึ้นกอนที่โลกจะเกิดขึ้น เพียงแตวาในขณะนั้นยังไมจัดวาในอยูกําเนิดมนุษย
จึงไมเรียกวา เปนมนุษย หากแตอยูในกําเนิดโอปปาติกะในอาภัสรพรหม แตอาภัสสรพรหม
กลุมนี้เองที่จะกลายมาเปนมนุษยบนโลกนี้ในโอกาสที่โลกเจริญขึ้นอีกครั้ง โลกคือแผนดินนี้จึง
วิวัฒนาการขึ้นในภายหลังมนุษยที่วานี้ เพราะในคราวที่เอกภพถูกทําลายไปดวยไฟ สรรพสิ่งใน
เอกภพจะถูกทําลายดวยไฟ คงเหลือตั้งแตพรหมโลกชั้นอาภัสรพรหมขึ้นไปที่ไมถูกทําลายครั้งนี้
จักรวาลจึงยังไมถูกทําลายไปทั้งหมด อาภัสรพรหม ดังกลาวนี้ก็ไมใชใครอื่นไกล หากแตคือ
มนุษยโลกที่ทําความดีดวยการบําเพ็ญฌานแลวไปบังเกิด ณ ที่นั้นกอนหนาที่โลกจะถูกทําลาย
ดังกลาว เมื่อจักรวาลถูกปกคลุมไปดวยความมืดมิดเพราะไมมีดวงอาทิตย ดวงจันทร และ
ดวงดาวตาง ๆ หลงเหลืออยู พรหมในชั้นนี้ยังคงดํารงอยูไดดวยแสงสวางที่มีอยูในตัวเอง ลอย
อยูในทามกลางอากาสไดโดยไมตองอาศัยแผนดินอยู และหลังจากโลกวิวัฒนาการขึ้นมากอีก
พรหมกลุมเดียวกันนี้เองลงมาถือเกิดในมนุษยโลกอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้น มนุษยตนกัปหรือมนุษย
คนแรกหรือกลุมแรกนั้น จึงเปนโอปปาติกะกําเนิด คือ อาภัสรพรหม อัคคัญญสูตรจึงพยายาม
อธิบายถึงการถือกําเนิดขึ้นของมนุษย โลก และจักรวาลอีกครั้ง อันเปนอีกชวงเวลาหนึ่งของ
ความเปนไปแหงเอกภพที่มีชวงเวลาแหงความเสื่อมและความเจริญสลับกันไปดังกลาวในบท
ที่วาดวยจักรวาล ๑๕
ปฐมชีวิต = มนุสสวิคคหะ
เมื่อมนุษยตนกัปซึ่งถือวามาจากโอปปาติกะกําเนิดดังกลาว แมมีรางกายที่ละเอียดใน
ตอนแตก็เกิดเปนกายหยาบขึ้นโดยลําดับ เพราะรับประทานอาหารที่หยาบขึ้น แมเคยมีจิตใจที่
สูงสงดวยคุณธรรมก็เสื่อมถอยลงเพราะสัมผัสวัตถุหยาบและเกิดการดูหมิ่นซึ่งกันและกันในเรื่อง

ผิวพรรณ เกิดการเหยียดผิวกันขึ้น จากนั้นไดปรากฏเพศชายและเพศหญิงตามบุพกรรมเดิม
ของแตละคนในเวลาตอมา เขาเหลานั้นเมื่อมีความตองการทางเพศจึงไดมีเพศสัมพันธระหวาง
กันตามความพึงพอใจ จนกอใหเกิดการเผาพันธุมนุษยสืบตอมา กลายเปนชลาพุชะกําเนิด คือ
ถือกําเนิดในครรภในครรภมารดาแลวคลอดออกมาเปนตัวมีรูปรางกายสมบูรณและเจริญเติบโต
ตามวัย การประกอบกิจกรรมทางเพศของมนุษยที่วานี้ใชวาจะกอใหกําเนิดมนุษยเสมอไปไม
หากแตตองการเงื่อนไขหรือองคประกอบพรอมมูลกอนจึงจะกําเนิดขึ้นได ในการเปนมนุษยใชจะ
ตัดสินที่รูปขันธเพียงเดียว หากแตนับรวมถึงนามขันธอีก ๔ ดวย อินทกยักษเคยมีความสงสัยวา
องคประกอบที่เปนรูปขันธและนามขันธนั้นจะประสบกับเขาไดอยางไร กระดูกและเนื้อจะมาจาก
ไหน และสัตวจะอยูในครรภไดอยางไร และไดมาทูลประเด็นนี้กะพระพุทธเจา ๑๖ ในมหาตัณหา
สังขยสูตร ๑๗ และอัสสาลายนสูตร ๑๘ ไดกลาวถึงการถือกําเนิดในครรภมารดา ตองประกอบดวย
เงื่อนไข ๓ ประการ คือ
๑. มาตาปตโร จ สนฺนิปติตา โหนฺติ มารดาบิดาอยูรวมกัน
หมายถึง การมี
เพศสัมพันธกันตามธรรมชาติของหญิงและชาย นอกจากนี้ ยังนัยความหมายถึงการที่นําไข
กับสเปริมสมาผสมกันดวยวิธีใดวิธีหนึ่งนอกเหนือจากธรรมชาติ อันตั้งอยูบนหลักการเดียวกัน
คือ ตองมีหญิงและชายซึ่งเปนสัญลักษณแหงไขและสเปริมสในภาษาทางวิทยาศาสตรปจจุบัน
๒. มาตา จ อุตุนี โหติ มารดามีระดูในขณะที่อยูรวมกันนั้น คือ มารดาหรือหญิงที่อยู
ในวัยเจริญพันธุมีไขสุกพรอมที่ผสมกับน้ําเชื้อของชายไดแลว และไดมีเพศสัมพันธเพียงครั้ง
เดียวภายในเจ็ดวันตอจากนั้น แมไมมีการรวมเพศซ้ําอีก ก็สามารถตั้งครรภไดดวยการสัมผัสลูบ
คลําอวัยวะ เชน จับมือ จับมวยผม หนาทอง เปนตน ๑๙
๓. คนฺธพฺโพ จ ปจฺจุปฏโต โหติ คันธัพพะปรากฏขึ้น คําวา คันธัพพะ หมายถึง
ปฏิสนธิจิต หรือ ปฐมจิต อันเปนจิตดวงแรกที่สืบตอมาจากภพอื่นสูครรภดวยอํานาจแหงบุญ
กุศลและกิเลสที่สะสมมาชักนํามาเกิด ไมใชเปนการมารออยูใกล ๆ เพื่อโอกาสเขาสูครรภเมื่อ
มารดาบิดามีเพศสัมพันธแตอยางใด
อยางไรก็ตาม แมคันธัพพะจะมุงหมายถึง ปฏิสนธิจิต ก็ตาม แตก็ไดมีการตีความ
แตกตางกันออกไป เชน นักวิทยาศาสตรที่ไมเชื่อเรื่องจิต จะพยายามตีความวาคันธัพพะที่วานี้
หมายถึง น้ําเชื้อของชายหรือตัวสเปริมสที่แทรกเขาไปในไขของหญิง ๒๐ การตีความเชนนี้ไม
สอดคลองกันกับองคประกอบทั้ง ๓ และเปนการซ้ําซอน เพราะสเปริมสนั้นไดรวมอยูแลวใน
องคประกอบที่ ๑ แลว การบอกวา คันธัพพะ คือ สเปริมส จึงซ้ําซอน แตอยางไรก็ตาม การ
ตีความลักษณะก็นาสนใจไมนอย เพราะหากตีความวา คันธัพพะคือสเปริมสจริง ๆ มารดามีระดู
จึงความหมายเพียงวา ไขสุกพรอมผสมพันธุไดแลวเทานั้น การอยูรวมกันของมารดาบิดา จึง
ตีความไดวา หมายถึงการนําไขสุกมาผสมกับสเปริมสเทานั้นเอง องคประกอบดานจิตใจของ
มนุษยจึงไมมีตามนัยแหงการตีความเชิงวิทยาศาสตรนี้

อีกประการหนึ่ ง ในมหานิทานสูตร มีข อความบงชี้ชัดเจนวา คั นธั พพะที่วานี้ ไม
ใชสเปริมสตามที่นักวิทยาศาสตรไดตีความไว หากแตหมายถึง วิญญาณที่หยั่งลงสูครรภของ
มารดา ดังขอความที่วา “ดูกรอานนท ก็ถาวิญญาณจักไมหยั่งลงในครรภมารดา นามรูปจะพึง
สถิตมั่นในครรภมารดาไดหรือ? ไมได พระเจาขา ดูกรอานนท ถาวิญญาณ ครั้งหยั่งลงสูครรภ
มารดาแลว จักออกไปเสีย นามรูปจะพึงบังเกิดขึ้นมาเพื่อความเปนอยางนี้ไดหรือ? ไมไดเลย
พระเจาขา” ๒๑ ตามนัยแหงพระสูตรดังกลาวนี้ จึงแสดงใหเห็นวา คันธัพพะที่วานี้ไมใชสิ่งใดอื่น
หากแตเปนวิญญาณที่ทําหนาที่ปฏิสนธิสืบตอตามพลังแหงกรรมนั่นเอง และการตีความเชนนี้
เปนที่ยอมรับกันเปนสวนมากและมีความเห็นคอนขางตรงกัน
องคประกอบทั้ง ๓ คือเงื่อนไขสําคัญที่จะทําใหมนุษยถือกําเนิดขึ้นในครรภมารดาได
หากแต อ งค ป ระกอบใดองค ป ระกอบหนึ่ ง มนุ ษ ย ก็ ไ ม ส ามารถถื อ กํ า เนิ ด ขึ้ น ได จะเห็ น ว า
องค ป ระกอบทั้ ง ๓ นั้ น โดยสรุ ป แล ว มี ๒ องค ป ระกอบคื อ องคป ระกอบดา นรูป ธรรม กั บ
องคประกอบดานนามธรรม กลาวคือ องคประกอบที่ ๑ และ ๒ ถือวาเปนองคประกอบดาน
รูปธรรม ในสวนที่เปนรางกายหรือรูปขันธของมนุษยอันเปนสวนที่พอและแมเปนผูใหมา สวน
องคประกอบที่ ๓ ถือวาเปนองคประกอบดานนามธรรม ในสวนที่เปนจิตใจหรือนามขันธ ๔ ที่
เหลืออันเปนสวนที่ประกอบดวยทั้งบุญและบาปที่ติดตัวมาแตกําเนิด เมื่อองคประกอบทั้ง ๓
พรอมมูลแลว จึงเรียกวา ความเปนสัตวมีชีวิต คือ “ความมีอายุ ความดํารงอยู ความดําเนินไป
ความยั ง อั ต ภาพให ดํ า เนิ น ไปได ความเป น ไป ความหมุ น ไป ความเลี้ ย ง ความเป น อยู แ ห ง
ชีวิตินทรีย” ๑
ทั ศ นะดั ง กล า วนี้ จึ ง เป น พุ ท ธทั ศ นะเกี่ ย วกั บ กํ า เนิ ด มนุ ษ ย ๒ ช ว ง คื อ ช ว งที่ เ ป น
โอปปาติกะกําเนิด และ ชวงที่เปนชลาพุชะกําเนิด โดยเฉพาะอยางยิ่ง พุทธปรัชญาไดชี้ใหเห็น
วา มนุษยยุคตนกัปที่เปนโอปปาติกะกําเนิดนั้นจะประกอบดวยขันธ ๔ เทานั้นยังไมปรากฏรูป
ขันธที่ชัดเจนอยางที่สามารถมองเห็นไดดวยตาเปลา พอมาถึงพัฒนาการชวงที่ ๒ จึงคอยเกิดรูป
ขันธที่หยาบขึ้นจนมีขันธ ๕ ครบบริบูรณ และไดชี้ใหเห็นวา การกําเนิดขึ้นของมนุษยในฐานะ
เปนชลาพุชะกําเนิดแลวตองมีองคประกอบอะไรบางดังกลาวขางตน

อภิธรรมปฎก ธรรมสังคณี ๓๔/๓๔/๓๑., พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร, ป.ธ. ๙), ภูมิวิลาสินี, (กรุงเทพฯ:
ดอกหญา, ๒๕๔๕), หนา ๑๑-๑๒.

พัฒนาการของมนุษยขณะอยูในครรภมารดา
เมื่อองคประกอบทั้ง ๓ ครบถวนสมบูรณแลว พุทธปรัชญาถือวา มนุษยไดชื่อวา ถือ
กําเนิดขึ้นแลว มีความเปนมนุษยสมบูรณแลว มีขันธทั้ง ๕ ครบถวนอันถือเปนรางมนุษยแรกสุด
ที่เกิดในครรภ แมจะยังมีสภาพที่เล็กละเอียดจนไมสามารถมองเห็นดวยตาเปลาไดก็ตาม ชีวิต
แรกของมนุษยที่วานี้ พุทธปรัชญา ถือวา มีขันธ ๕ ครบ คือ จิตดวงแรก (วิญญาณขันธ) ๑ อรูป
ขันธ ๓ (เวทนาขันธ สัญญาขันธ และสังขารขันธ) และกลลรูปที่เกิดพรอมกับจิตดวงแรกนั้น (รูป
ขั น ธ ) ๑ โดยนั ย นี้ กลลรู ป ที่ ว า นี้ จึ ง เป น ฝ า ยรู ป ขั น ธ อั น เป น ถื อ ครองแห ง นามขั น ธ ๔ ซึ่ ง มี
ลักษณะเปนน้ําเมือกใสเหมือนเนยใสหรือน้ํามันงา มีขนาดเทาหยาดน้ํามันงาที่ชอนดวยปลาย
ขนแกะแรกเกิด ๒๒ ตอจากนี้มนุษยจะพัฒนาจากสภาพการเปนกลลรูป เปนฟอง เปนชิ้น เปน
กอน และมีอวัยวะเกิดขึ้นตามลําดับ ดังขอความในอินทกสูตรที่กลาวแสดงถึงวิวัฒนาการของ
มนุษยขณะอยูในครรภไววา
ปมํ กลลํ โหติ
อพฺพุทา ชายเต เปสิ
ฆนา ปสาขา ชายนฺติ
ยฺจสฺส ภุฺชติ มาตา
เตน โส ตตฺถ ยาเปติ

กลลา โหติ อพฺพุทํ
เปสิ นิพฺพตฺตตึ ฆโน
เกสา โลมา นขาป จ
อนฺนํ ปานฺจ โภชนํ
มาตุกุจฺฉิคฺคโต นโร ฯ

รูปนี้เปนกลละกอน จากกลละเกิดเปนอัพพุทะ จากอัพพุทะเกิดเปนเปสิ
จากเปสิเกิดเปนฆนะ จากฆนะเกิดเปน ๕ ปุม (ปญจสาขา) ตอจากนั้น
ก็มีผม ขน และเล็บ (เปนตน) เกิดขึ้น มารดาของทารกในครรภบริโภค
ขาวน้ํา โภชนาหารอันใด ทารกที่อยูในครรภนั้น ยอมมีชีวิตอยูไดดวย
อาหารในครรภมารดานั้น ๒๓
พั ฒ นาการชี วิ ต มนุ ษ ย ใ นขณะอยู ใ นครรภ ม ารดาตามนั ย แห ง อิ น ทกสู ต รดั ง กล า ว
คัมภีรอรรถกถาไดอธิบายขยายความไววา ชีวิตมนุษยที่อยูในรูปของกลละนั้นในสัปดาหที่ ๑
เปนรูปละเอียดกลมใสขนาดเทาหยดน้ํามันที่ติดอยูปลายขนแกะ จากนั้น สัปดาหที่ ๒ จะขนขึ้น
และมีสีเหมือนน้ําลางเนื้อแปรเปลี่ยนเปนอัพพุทะมีลักษณะคลายดีบุกเหลว สัปดาหที่ ๓ จะ
กลายเปนเปสิ คือเปนชิ้นเนื้อเล็ก ๆ มีลักษณะเหมือนออยงบ ขนาดเทาเมล็ดพริกไทย จากนั้น
สัปดาหที่ ๔ พัฒนาการโตขึ้นเปนกอนเนื้อ (ฆนะ) มีขนาดเทาฟองไขไก เปนกอนกลมโดยรอบ
ในสัปดาหที่ ๕ เกิดเปนปุมขึ้น ๕ แหงอันจะพัฒนาเปนมือ ๒ และเทา ๒ และศีรษะ ๑ และ
พัฒนาการขึ้นโดยลําดับจนกระทั่งถึงสัปดาหที่ ๔๒ มีอวัยวะตาง ๆ เชน ผม ขน เล็บ ปรากฏ

ชัดเจนขึ้นตามลําดับ สายสะดือของเด็กนั้น จะเชื่อมโยงกับแผนทองของมารดา สายสะดือที่วานี้
มีลักษณะเปนรูเหมือนกานบัว รสอาหารที่มารดาบริโภคเขาไปจะไปตามสายสะดือนี้ มารดา
รับประทานอาหารชนิดใด ทารกในครรภก็จะดํารงชีวิตดวยอาหารชนิดนั้น เด็กจะอยูในครรภ
มารดาประมาณ ๙ เดือนบาง ๑๐ เดือนบางจึงคลอดออกมา ๒๔ จะเห็นวา ในแงของกายภาพ
อาหารที่มารดารับประทานเขาไปจะมีผลตออุปนิสัยในการชอบหรือไมชอบอาหารประเภทไหน
ในอนาคตหลังจากคลอดออกมาเจริญเติบโตเปนผูใหญ โดยนัยเดียวกันนี้ ในแงของจิตภาพ
ขณะที่ทารกยังอยูในครรภ มารดามีอารมณ ความรูสึก ความนึกคิด มีคุณธรรมเชนไร ก็จะมีผล
ตอคุณภาพจิตของทารกในอนาคตเชนกัน หากศึกษาพุทธประวัติจะเห็นวา ขณะที่พระโพธิสัตว
อยูในครรภมารดานั้น มารดาจะเปนผูมีศีล ๕ สมบูรณ จะดวยพลานุภาพของพระโพธิสัตวหรือ
เปนเพราะความตั้งใจของมารดาเองก็ตาม แตขอสังเกตคือ การกระทําเชนนี้ของมารดามีผลตอ
ทารกในครรภ เปนการสรางอุปนิสัยแหงความเปนผูมีคุณธรรมจริยธรรมใหแกบุตรตั้งแตอยูใน
ครรภ แล ว การที่ บุต รจะเป น คนดี ห รื อคนชั่ ว เมื่อ เกิ ด ออกมาแลว นั้น ป จ จัย หนึ่ งที่ มีอิ ท ธิ พ ล
นอกเหนือจากการสะสมบารมีของแตละคนแลว คือ สภาพแวดลอมที่จะเอื้อหรือกระตุนใหเปน
ฝายไหนระหวางดีหรือชั่ว สภาพแวดลอมจึงเปนเสมือนการเพาะบมทั้งปดกั้นและเอื้ออํานวยให
เปนไปอยางใดอยางหนึ่ง ดังนั้น ครรภมารดาจึงเปนเสมือนแมแบบหรือพิมพเขียวแหงความเปน
มนุษยทั้งทางรางกายและจิตใจ
ขณะปฏิสนธิ ขณะอยูในครรภ และขณะคลอด
นอกจากนี้ พุทธปรัชญา ไดกลาวถึงความแตกตางระหวางขณะปฏิสนธิ ขณะอยูใน
ครรภและความขณะคลอดออกจากครรภของมนุษยที่บุญญาบารมีที่สะสมมาตางกันโดยจําแนก
ออกเปน ๔ จําพวก คือ
๑. มนุษยจําพวกที่ไมรูสึกตัวทั้ง ๓ ขณะที่วานี้ คือ ขณะปฏิสนธิหรือการถือกําเนิดใน
ครรภมารดาก็ไมรูสึกตัว ขณะที่อยูในทองมารดาก็ไมรูสึกตัว และขณะที่คลอดออกมาก็ไมรูสึกตัว
มนุษยจําพวกนี้ ไดแก มนุษยปุถุชนทั่วไปที่ยังหนาแนนไปดวยกิเลสตัณหาทั้งหลาย
๒. มนุษยจําพวกที่รูสึกตัวในขณะที่ปฏิสนธิเพียงอยางเดียว แตไมรูสึกตัวในขณะที่
อยูในทองมารดาและขณะคลอดออกมาจากครรภมารดา มนุษยจําพวกนี้ ไดแก พระมหาสาวก
๘๐ รูปในพระพุทธศาสนา
๓. มนุษยจําพวกที่รูสึกตัวในขณะปฏิสนธิและขณะอยูในทองมารดา แตไมรูสึกตัว
ขณะคลอดออกมาจากท องมารดา มนุษ ยจําพวกนี้ ไดแก พระอัครสาวกทั้ งหลายและพระ
ปจเจกพุทธเจาทั้งหลาย
๔. มนุษยที่รูสึกตัวเปนอยางดีทั้ง ๓ ขณะ คือ ขณะปฏิสนธิ ขณะอยูในครรภและขณะ
คลอดออกมา มนุ ษ ย จํ า พวกนี้ ไ ด แ ก พระโพธิ สั ต ว ที่ จ ะมาตรั ส รู เ ป น พระสั พ พั ญ ู พุ ท ธเจ า

ทั้งหลาย ๒๕
จะเห็นวา แมพุทธปรัชญาจะจําแนกความแตกตางของมนุษยใน ๓ ขณะแหงการถือ
กําเนิดเปนมนุษยดังกลาวก็ตาม แตการหยั่งรูถึงภาวะเชนนั้นได ไมใชทุกคนจะสามารถหยั่งรูได
ถึงความแตกตางดังกลาว ผูที่สามารถหยั่งรูถึงความจริงขอนี้และสามารถบอกตนเองไดคือผูมี
ประสบการณเชนนั้นในขณะทั้ง ๓ นั้น หรือไมก็ผูที่บําเพ็ญเพียรทางใจจนสามารถหยั่งรูถึงภาวะ
ดังกลาวนี้ได สวนปุถุชนทั่วไปที่ไมไดมีคุณพิเศษที่เกิดจากการบําเพ็ญเพียรใด ๆ ยากที่จะหยั่งรู
ภาวะนี้ได และอาจไมสามารถที่จะหยั่งรูได หากฝกฝนพัฒนาตนใหญาณวิเศษอันเปนเหตุใหรูถึง
ภาวะเชนนั้น การถือกําเนิดเปนอยางมีสติรูเทาทันขณะปฏิสนธิในครรภ ขณะอยูในครรภและ
ขณะออกจากครรภ จึงเปนเนื้อหาทางอภิปรัชญาในพุทธปรัชญาประการหนึ่งอันเปนสวนหนึ่ง
ของกระบวนการในสังสารวัฏ การที่พุทธปรัชญาเสนอขอมูลที่เปนความรูดานนี้ สําหรับผูที่ไมมี
คุณวิเศษที่จะสามารถหยั่งรูภาวะนี้เชิงประจักษแกใจตน จึงไมสามารถรูไดหรือไมมีความรูเชิง
ประจักษดังกลาวเลย อยางไรก็ตาม การที่พุทธปรัชญานําเสนอเกี่ยวกับเรื่องนี้ อยางนอยก็ทําให
มีความรูเชิงวิชาการหรือเชิงปริยัติอันเปนความรูแบบสุตมยปญญาไดเชนกัน ความรูในลักษณะ
นี้จึงเปนความรูเชิงความเชื่อมากกวา คือ เปนความเชื่อในขอมูลเรื่องนี้มากกวาจะเปนความรู
เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง ปญหานี้อาจเปนปญหาทางญาณวิทยาในพุทธปรัชญาประการหนึ่งอัน
เนื่องมาจากขอจํากัดบางประการในกระบวนการรับรูของมนุษย แตขอควรสําเหนียกประการ
หนึ่ง คือ การที่เรายังไมมีความรูเชิงประจักษในเรื่องหนึ่งเรื่องใดนั้น จึงยังไมควรดวนสรุปวา
เรื่องนั้นปราศจากความเปนจริง หรือเปนเรื่องไรแกนสาร เพียงเพราะขอจํากัดในการรับรูของ
ตนเอง แลวปฏิเสธเรื่องนั้นโดยสิ้นเชิง การดวนปฏิเสธโดยที่ยังมีขอมูลไมครบหรือบนฐานแหง
ความไมรูของตนเอง อาจทําใหเสียโอกาสที่จะไดรับรูเรื่องนั้นไปอยางนาเสียดายที่สุดในชีวิตก็ได

๔.๔ ธรรมชาติมนุษย
ประเด็นเรื่องธรรมชาติในมุมมองของพุทธปรัชญาเปนอีกประเด็นหนึ่งที่สะทอนถึง
แนวความคิดเกี่ยวกับความจริงของมนุษยผานภาษาของมนุษยในอีกภาษาหนึ่งของอินเดีย
โบราณ คือ ภาษาบาลี จึงอาจเปนการยากยิ่งสําหรับชนชาติที่ไมไดใชภาษานี้ในการสื่อสาร
ประกอบกับเปนภาษาที่กลาวไดวาแทบไมมีการใชสื่อสารพูดคุยกัน แมกระทั่งงานเขียนที่เขียน
ดวยภาษาบาลีก็ไมเปนที่ปรากฏในยุคปจจุบัน การศึกษาเพื่อทําความเขาใจเกี่ยวกับธรรมชาติ
มนุษย (หรือในเรื่องอื่น ๆ ในพุทธปรัชญา) จึงมีความยากสองระดับ คือ ๑) ความยากทางภาษา
บาลี ๒) ความยากในเนื้อหาปรัชญา แมวาปจจุบัน คําสอนในพุทธปรัชญาจะไดรับการแปลออก

สูภาษาอื่น ๆ อีกหลายภาษาในประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาหรือไมนับถือพระพุทธศาสนาก็
ตาม เพื่อใหเกิดประโยชนดานการศึกษาเรียนรูทางพระพุทธศาสนาจึงมีการแปลเปนภาษาที่เปน
ภาษากลางในการสื่อสารทั่วโลก เชน ภาษาอังกฤษ กระนั้นก็ตาม ความยากที่มาจากภาษาแปล
ก็ยังคงมีอยูและยากที่จะความเขาใจเนื้อหาธรรมที่แฝงอยูเบื้องหลังอักษรภาษาเหลานั้นไมนอย
อยางไรก็ดี ภาษา ก็ไดทําหนาที่ของมันไดดีที่สุดเทาที่มนุษยพยายามนํามาใชเปนสื่อถึงหลัก
ปรัชญาตาง ๆ ถายทอดสูอนุชนรุนตอมา
เกี่ ย วกั บ ธรรมชาติ ม นุ ษ ย ในพุ ท ธปรั ช ญาจะใช ภ าษาสื่ อ ความจริ ง เรื่ อ งนี้ อ ย า ง
ตรงไปตรงมาตามสภาวะหรือเทาที่ภาษาพอจะพูดถึงใหเขาใจกันได คือ สื่อธรรมชาติมนุษยตาม
ลักษณะแหงความเปนจริง การที่พุทธปรัชญามองมนุษยในลักษณะนี้ มักถูกเรียกวา สัจนิยม ที่
หลุดพนจากการเปนวัตถุนิยมและจิตนิยมอยางใดอยางหนึ่งอยางสุดขั้วเชนที่มีผูนําเสนอไว
พุทธปรัชญาในฐานะที่เปนสัจนิยมดังกลาวจึงรายงานตามลักษณะขององคประกอบตามที่มัน
เปนอยูนั้น ๆ มิไดใชภาษาซอนภาษา คือ ไมไดใชศัพทที่บัญญัติขึ้นมาใหมเพื่ออธิบายความจริง
เกี่ยวกับมนุษย เพียงแตวา ภาษาที่พุทธปรัชญาใชนั้น ไมใชภาษาไทย หากแตเปนภาษาบาลี
อันเปนภาษาของอินเดียโบราณ ความยุงยากในการศึกษาทําความเขาใจ จึงอยูที่ภาษาบาลี
ดั งกลาว ในพุ ท ธปรั ช ญา เมื่ ออภิ ป รายถึงธรรมชาติม นุษ ย จะจําแนกธรรมชาติ ของมนุ ษ ย
ออกเปนสวน ๆ ๕ กลุมกองตามลักษณะที่มีความสําคัญ เดนชัด และที่แตกตางกันอยางชัดเจน
โดยที่สวนไหนของมนุษยที่มีลักษณะเปนอันเดียวกัน จะจัดไวเปนกองหนึ่ง กองหนึ่ง ๆ ภาษา
บาลีเรียกวา ขันธ แตแมจะแยกอธิบายเชนนี้ก็ตาม พึงทําความเขาใจวา โดยความเปนจริงแลว
ไมสามารถแยกเปนสวนเชนนั้นไดจริง การที่พุทธปรัชญาจําแนกธรรมชาติของมนุษยออกเปน
๕ กองนั้น เปนการจําแนกตามลักษณะที่เดนที่สุดของแตละองคประกอบเพื่อวัตถุประสงคใน
การศึกษาและการฝกปฏิบัติเพื่อพิจารณาถึงธรรมชาติแหงความเปนมนุษยเพื่อใหมนุษยไดรูจัก
ตนเองมากขึ้น ไดเขาใจตนเองมากขึ้น โดยเฉพาะเพื่อเปนประโยชนในการฝกปฏิบัติพิจารณาให
เข า ใจถึ ง ธรรมชาติ แ ห ง ความเป น มนุ ษ ย เช น เดี ย วกั บ วิ ท ยาการทางวิ ท ยาศาสตร ที่ เ รี ย นรู
โครงสราง องคประกอบตาง ๆ ของความเปนมนุษยทางกายภาพก็เพื่อวัตถุประสงคในการ
รักษาพยาบาลและสามารถวินิจฉัยโรคไดถูกตองเมื่อมีการเจ็บไข หรือเกิดความผิดปกติแก
อวัยวะสวนใดสวนหนึ่งในรางกาย เพียงแตในพุทธปรัชญา การตระหนักรูธรรมชาติของมนุษย
เพื่ อ ขั ด เกลา ควบคุ ม อารมณ ค วามรู สึ ก ด า นจิ ต ใจให เ ข า ใจและยอมรั บ ความจริ ง เกี่ ย วกั บ
ธรรมชาติของมนุษยตามความเปนจริง
โดยเฉพาะอยางยิ่ง วัตถุประสงคหลักของพุทธปรัชญาในการจําแนกแยกแยะใหเห็น
ถึงธรรมชาติของความเปนมนุษย คือ การถายทอดความยึดมั่นถือมั่นในอัตตา ความเปนตัวตน
ความมีอัตตา การปฏิเสธความมีอยูของอัตตาที่อยูเบื้องหลังโลกแหงปรากฏการณทั้งหมด และ

อยูเหนืออัตตาหรืออาตมันของสัตวและสิ่งทั้งหลายทั้งปวง เปนอัตตาสูงสุดที่มีอํานาจเหนือทุกสิ่ง
ทุกอยาง เปนผูสรางสรรพสิ่งสรรพชีพ และกําหนดจัดสรรบันดาลบงการทุกสิ่งทุกอยาง ที่ศาสนา
ฮินดูเรียกวา พรหมัน หรือปรมาตมัน โดยสอนใหรูวา อัตตานั้นเปนเพียงภาพที่เกิดจากการ
ยึดถือของมนุษยปุถุชน ที่ไมมองเห็นสภาวธรรมคือสิ่งทั้งหลายตามที่มันเปน แตมนุษยปุถุชน
นั้นไดส ราง(ภาพ)อัตตาหรื อตั ว ตนขึ้ นมาซ อนไวบนสภาวธรรม และ(ภาพ)อัตตาหรื อตัว ตน
นั้นเอง ไดบดบังทําใหมองไมเห็นสภาวธรรม ทั้งนี้ เพื่อชี้ใหเห็นวา ธรรมชาติมนุษยนั้นเปน
อนัตตา คือ ภาวะที่สิ่งทั้งปวงนั้นเปนสภาวธรรม ซึ่งมีอยูเปนอยูและเปนไปตามสภาวะ หรือตาม
ธรรมดาของมันๆ ไมมีอัตตาหรือตัวตนอะไรที่สิงซอนแฝงเปนเจาของครอบครองครอบงําบงการ
บัญชา ไมขึ้นตออํานาจของใคร ไมวาอยูขางใน หรือจากขางนอก เพื่อจะไดเขาใจใหถูกตองและ
ไถถอนความยึดถือนั้น และเพื่อสลาย (ภาพ) อัตตาหรือตัวตนที่ซอนบดบังสภาวธรรม หากแต
ใหรูเห็นสภาวธรรม คือ สิ่งทั้งหลายตามที่มันเปน ๒๖ (Things as they are or things-inthemselves)

ธรรมชาติมนุษย ในทัศนะของพุทธปรัชญา หมายถึง ขันธ ๕ อันประกอบเขาดวยกัน
อยางลงตัว ไดแก
๑) รูปขันธ กองแหงรูป อันประกอบขึ้นดวยธาตุ ๔ คือ ธาตุดิน อันไดแก ลักษณะที่
แขนแข็ง ๒๗ ธาตุน้ํา อันไดแก ลักษณะเอิบอาบหรือดูดซึมหรือซานไป ขยายขนาดได ผนึก พูน
เขาดวยกันเปนธาตุเหลว ๒๘ ธาตุไฟ อันไดแก สภาวะที่ทําใหรอน ใหอบอุนในภายใน ไดแก ไฟที่
ทําใหรางกายอบอุน ไฟที่ทําใหรางกายทรุดโทรม ไฟที่ทําใหรางกายกระวนกระวาย ไฟที่เผา
อาหารให ย อ ย หรื อ แม สิ่ ง อื่ น ใดที่ ทํา ให ร อ นอบอุ น ธาตุ ล ม อั น ได แ ก สภาวะที่ ทํ า ใหสั่ น ไหว
เคลื่อนที่ และค้ําจุนพยุงไว ไดแก ลมพัดขึ้นเบื้องบน ลมพัดลงเบื้องลาง ลมในทอง ลมในไส ลม
พัดไปตามตัว ลมหายใจ หรือสิ่งใดที่พัดผันกําหนดไดในรางกาย ๒๙ ธาตุทั้ง ๔ นี้เมื่อประชุมกัน
เขาอยางไดสัดสว นแลวกอใหเกิดรูปอาศัยแหงความเปนมนุษยขึ้นอีกอันเนื่องอยูกับธาตุ ๔
ดังกลาว เชน ตา หู จมูก เปนตน โดยสรุปก็คือ อวัยวะสวนตาง ๆ นั่นเอง แมจะอธิบายรูปขันธ
หรือสวนที่เปนรางกายวา เปนการประชุมพรอมกันอยางไดสัดสวนของธาตุ ๔ ก็เปนเพียงการ
อธิบายโดยการใชภาษาเทานั้น แตโดยความเปนจริงแลว ธาตุทั้ง ๔ ไมอาจแยกออกจากกันได
อยางเด็ดขาด
๒) เวทนาขันธ กองแหงความรูสึก สวนที่เปนการเสวยรสอารมณ ความรูสึก สุข ทุกข
หรือความรูสึกเฉย ๆ ๓๐ เวทนา ตามศัพทแปลวา การเสวยอารมณ หรือ การเสพรสของอารมณ
คือ ความรูสึกตอสิ่งที่ถูกรับรู ซึ่งจะเกิดขึ้นทุกครั้งที่มีการรับรู เปนความรูสึกสุข สบาย ถูกใจ ชื่น
ใจ หรือทุกข บีบคน เจ็บปวด หรือไมก็เฉย ๆ อยางใดอยางหนึ่ง เปนกิจกรรมของจิตในขั้นรับ
กลาวคือ เกี่ยวของกับผลที่อารมณมีตอจิต เวทนาจึงมีความสําคัญมาก เพราะเปนสิ่งที่มุง
ประสงค เสาะแสวงหา (หมายถึง สุขเวทนา) และเปนสิ่งเกลียดกลัว หลีกหนี (ทุกขเวทนา)

สําหรับสัตวทั้งหลาย เมื่อมีการรับรูเกิดขึ้นแตละครั้ง เวทนาจะเปนขั้วตอและเปนตนทางแยกขึ้น
ชี้แนะหรือสงแรงผลักดันแกองคธรรมขออื่นวา จะดําเนินไปทางใดอยางไร เชน ถารับรูอารมณ
ใดแลวสุขสบาย ก็กําหนดหมายอารมณนั้นมากและในแงหรือแนวทางที่จะสนองตอบเวทนานั้น
และคิดปรุงแตงเพื่อใหไดอารมณมาเสวยตอไปอีก ๓๑
๓) สั ญ ญาขั น ธ กองแห ง ความจํ า ได ห มายรู ส ว นที่ เ ป น ความกํ า หนดหมายให จํ า
อารมณนั้น ๆ ได ความกําหนดไดหมายรูในอารมณ ๖ เชน ขาว เขียว ดํา แดง ๓๒ การหมายรู
หรือกําหนดรูนี้ อาศัยการเทียบเคียงระหวางความรูเกากับความรูใหม ถาความรูใหมตรงกับ
ความรูเกา เชน พบเห็นคนหรือสิ่งของที่เคยรูจักแลว ไดยินเสียงที่เคยไดยินแลว อยางนี้เรียกวา
จําได แตถาความรูใหมไมตรงกับความรูเกา เมื่อเทียบเคียงกันแลวมีความเหมือนกันและไม
เหมือนกันอยางไรบาง แลวหมายรูสิ่งนั้นตามคําบอกเลาหรือตามความรูเกา อยางนี้เรียกวา การ
หมายรู การหมายรูที่วานี้ สามารถแบงออกเปนหลายชั้น คือ ๑) การหมายรูตามขอตกลงดวย
ความรู ส ามั ญ เช น เขี ย ว ขาว ๒) การหมายรู ต ามนิย มของโลก ของสั ง คม ของวั ฒ นธรรม
ประเพณี เชน อยางนี้สุภาพ อยางนั้นสวยงาม ๓) การหมายรูตามนิยมและปรุงแตงจําเพาะตน
เชน อยางนี้สวย อยางนั้นนาชม ๔) การหมายรูสองชั้นแบบสัญลักษณ) เชนวา สีขาว หมายถึง
ศาสนา ๕) การหมายรูตามการศึกษาอบรมในทางธรรม เชน หมายรูในภาวะที่ไมเที่ยง หมายรู
ในภาวะที่เปนอนัตตา ความหมายรูจึงมีทั้งที่เปนความหมายรูแบบสามัญและความหมายรูที่
ละเอียดซับซอน มีทั้งหมายรูเกี่ยวกับรูปธรรมและหมายรูเกี่ยวกับนามธรรม สัญญา จึงคือ
กระบวนการเรียกเก็บ รวบรวม และสั่งสมขอมูลของการเรียนรู และวัตถุดิบสําหรับความคิด โดย
สรุป สัญญาสามารถจําจําแนกออกเปน ๒ ระดับ คือ ๑) สัญญาแบบสามัญ อันกําหนดหมาย
อาการของสิ่งที่เกิดขึ้นตามปกติ ๒) สัญญาแบบทับซอน เรียกวา "ปปญจสัญญา" อันหมายถึง
สัญญาที่ประกอบการคิดปรุงแตงใหซับซอนยิ่งขึ้นดวยอํานาจของตัณหาความอยาก มานะความ
ถือตน และทิฐิ ความเห็นผิด ๓๓
๔) สังขารขันธ กองแหงความคิดปรุงแตง สวนที่เปนความปรุงแตง สภาพที่ปรุงแตง
จิตใหดีหรือชั่ว หรือเปนกลาง ๆ คุณสมบัติตาง ๆ ของจิต มีเจตนาเปนตัวนําที่ปรุงแตงคุณภาพ
ของจิตใหเปนกุศล อกุศล และอัพยากฤตคือไมจัดเปนกุศลหรืออกุศลทั้งสอง ๓๔ อันหมาย
รวมทั้งเครื่องแตงคุณภาพของจิต อันมีเจตนาเปนตัวนําและกระบวนการแหงเจตนจํานงที่ชักจูง
เลือกเอาเครื่องแตงคุณภาพเหลานั้นมาประสมปรุงแตงความคิด การพูด การทํา ใหเกิดกรรม
ทางกาย วาจา ใจ ทางใจ องคธรรมที่เปนเครื่องปรุงแตงที่วานี้มี ศรัทธา สติ เมตตา กรุณา
ปญญา โลภะ โทสะ เจตนา สมาธิ เปนตน อันมีเจตนาเปนตัวนํา บางครั้งใชคําวา เจตนา แทน
อันมีความหมายรวมเอาสังขารทั้งหมดไว ๓๕ ในทางอภิธรรม เรียกสังขารกลุมนี้วา เจตสิก อันมี
ความหมายวา เกิดดับพรอมกับจิต มีอารมณเดียวกันกับจิต มี ๕๒ ประการนับรวมเวทนาและ
สัญญาขางตนเขาดวย ซึ่งความรูสึกนึกคิดของมนุษยอาจมีมากมายหลายอยาง นั่นหมายความ
ถึงการมีสิ่งที่มาปรุงแตงจิตมากมายตามมาดวย อันอาจไมจํากัดเพียงแค ๕๒ ประการดังกลาว

กระนั้นก็ตาม ทางฝายอภิธรรมก็ถือวา แมมนุษยจะมีสิ่งมาปรุงแตงมากมายทั้งฝายดีก็ตาม ชั่วก็
ตาม หรือไมดีไมชั่วก็ตาม แตเมื่อวิเคราะหโดยองคธรรมที่เปนแกนธรรมเปนรากเหงาแลวจะอยู
ภายใน ๕๒ ประการนี้เทานั้น จะเห็นวา เมื่อเจตสิกที่วานี้ไปประกอบกับจิตแลว จะทําใหเกิดเปน
จิตอีกมากมายตามคุณสมบัติหรือตามเจตสิกดังกลาวนี้ ตามนัยแหงอภิธรรมจําแนกจิตออกเปน
๘๙ ดวงหรือ ๑๒๑ ดวงแตในความเปนจริงแลว จิตมีจํานวนมากกวาที่จําแนกเอาไวนั้น๓๖
๕) วิญญาณขันธ กองแหงความรับรู สวนที่เปนความรูแจงอารมณ ความรูอารมณ
ทางอายตนะทั้ง ๖ มีการเห็น การไดยิน การไดกลิ่น การไดลิ้มรส การไดสัมผัส การรับรูอารมณ
ไดแก วิญญาณ ๖ ๓๗ วิญญาณ แปลตามศัพทวา ความรูแจง คือ รูแจงอารมณ หมายถึง ความรู
ประเภทยืนพื้นหรือความรูที่เปนตัวยืน เปนฐานและเปนทางเดินใหแกนามขันธอื่น ๆ ทั้งหมด
เปนทั้งความรูตนและความรูตาม วิญญาณที่เปนความรูตน คือ เปนความรูเริ่มแรก เมื่อเห็น ได
ยิน เปนตน สวนที่เปนความรูตาม คือ รูควบคูไปกับขันธอื่น ๆ เชน รูสึกสุขสบาย (เวทนา) ก็รู
วาเปนสุข (วิญญาณ) วิญญาณ จึงเปนการรูความตางจําเพาะ รูความหมายจําเพาะ หรือรูแยก
ตาง เชน เมื่อเห็นผืนผาลาย แมจะไมไดกําหนดหมายวาอะไรเปนอะไร แตก็ยอมเห็นลักษณะ
อาการเชนสีสัน เปนพื้นอยู นี้เปนความรูขั้นวิญญาณ ๓๘
หากใชภาษารวมสมัยปจจุบัน กลาวไดวา ทั้ง ๕ กองนั้นคือ ศักยภาพ ๕ ดานของ
มนุษยที่เดนชัดและสําคัญอันเปนภาพปรากฏใหเห็นเปนกระบวนการแหงการดําเนินชีวิตและ
การสืบตอชีวิตทั้งที่เปนอดีต ปจจุบัน และอนาคต เพราะการรวมกันเขาของขันธ ๕ ที่วานี้ จึง
เรียกวา มนุษย ถาหากแยกขันธเหลานี้ออกจากกันแลวหรือขันธเหลานี้แยกจากกัน ก็จะไมใช
ภาวะแหงมนุษยอีกตอไป ไมสามารถเรียกวา มนุษยไดอีก ขันธ ๕ นั้น มีทั้งลักษณะที่หยาบ
สามารถมองเห็นจับตองไดดวยประสาทสัมผัสทั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และลักษณะที่
ละเอียดจนไมสามารถมองเห็นรับรูไดดวยประสาทสัมผัสทั้ง ๕ ดังกลาว หากแตสามารถรับรูได
ดวยใจ แนวคิดเรื่องขันธ ๕ ดังกลาวนี้ จึงเปนการแสดงใหเห็นถึงธรรมชาติของมนุษยตามทัศนะ
ของพุทธปรัชญา ธรรมชาติของมนุษยดังกลาวนี้สามารถสรุปลงเปน ๒ คือ
๑. ธรรมชาติในสวนที่หยาบ สามารถมองเห็นไดดวยประสาทสัมผัสทั้ง ๕ อันจัดเปนรูป
(รูปธรรม) หรือสวนที่เปนรางกายทั้งหมด ไดแก รูปขันธ
๒. ธรรมชาติสวนที่ละเอียดจนไมสามารถมองเห็นรับรูไดดวยประสาทสัมผัสทั้ง ๕ อัน
จัดเปนนาม (นามธรรม) หรือสวนที่เปนจิต ไดแก เวทนาขันธ สัญญาขันธ สังขารขันธ และ
วิญญาณขันธ
มนุษย ตามทัศนะของพุทธปรัชญา จึงมีธรรมชาติประกอบดวยสวนประกอบที่เปน
รางกายและจิต กายและจิตที่วานี้ ถือวา เปนสิ่งที่มีอยูจริง เปนความจริง ๒ ประการที่มีลักษณะ
ตางกัน จิตจึงไมใชปรากฏการณอันเกิดจากการทํางานเชิงกลไกระดับสูงของสสาร คือ สมอง

อยางที่ลัทธิสสารนิยม (Materialism) นําเสนอไว อยางไรก็ตาม แมวากายและจิตจะมีลักษณะ
แตกตางกันโดยสิ้นเชิง แตก็ไมไดเปนอยูอยางเปนอิสระตอกันโดยไมเกี่ยวของกัน หากตางก็อิง
อาศัยกันและกัน จิตตองอาศัยกายเปนที่อาศัย กายจะดําเนินไปได ก็ดวยอาศัยจิต เพราะการอิง
อาศัยกันและกันของกายกับจิต นี้ การดําเนินชีวิตจึงเปนไปได ถากายกับจิต แยกกันอยูเมื่อไหร
เมื่อนั้นจะเรียกวา ตาย ๓๙ เปรียบเสมือนการจะเรียกวา รถ ได ก็เพราะมีการประกอบดวย
ชิ้นสวนตาง ๆ ของรถ ถาแยกชิ้นสวนตาง ๆ ของรถออกจากกันหมด ก็จะไมเหลือสภาพความ
เปนรถและไมสามารถเรียกวา รถ ไดอีก ความเปนมนุษยก็ดุจเดียวกันที่ตัดสินที่ความกายและ
จิตประชุมพรอมเขาดวยกัน ๔๐ การที่กายกับจิตอิงอาศัยกันและกันนี้เรียกวา สมังคีภาพ การ
ตัดสินความเปนมนุษย ตามทัศนะของพุทธปรัชญา จึงขึ้นอยูกับธรรมชาติทั้งสองประการนี้
ประกอบเขาดวยกัน หากธรรมชาติทั้งสองนี้ไมไปดวยกัน หมายความวา แมรางกายเปนมนุษย
แตจิตใจไมไดประกอบดวยคุณสมบัติของเปนมนุษย เชนนี้ ถือวา เปนมนุษยครึ่งเดียวเพียงดาน
รางกายเทานั้น แตจิตใจไมใชมนุษยดังจะกลาวในหัวขอตอไป

๔.๕ ประเภทของมนุษยตามพุทธปรัชญา
ตามทัศนะพุทธปรัชญา ไดมีการจําแนกประเภทมนุษยตามพฤติกรรมหรือตามการ
กระทําของแตละกลุมคน โดยเนนที่คุณสมบัติหรือคุณธรรมดานจิตใจเปนหลัก มิไดมองความ
เปนมนุษยอยูที่เพียงรูปรางภายนอกที่บงบอกถึงความเปนมนุษยอยูชัดเจนแลว หากแตใ ห
ความสําคัญอยางยิ่งแกคุณสมบัติดานจิตใจที่ประกอบดวยคุณธรรมหรือโทษธรรมประการใดบาง
เปนเกณฑในการชี้วัด ความมีคุณธรรมตาง ๆ อันเปนองคประกอบภายในจิตใจอาจเปนการ
ยากที่คนอื่นซึ่งไมใชเจาตัวจะรูได แตกระนั้นก็ตาม เกณฑสําหรับชี้วัดถึงความมีคุณธรรมที่วานี้
คือ การแสดงออกเปนการกระทําทางกายและการพูดเจรจาทางวาจา ตลอดถึงรูปราง หนาตา
ฐานะ ครอบครัว การเปนอยูเปนอยางไร อันแสดงใหเห็นถึงความมีคุณธรรมหรือไมมีคุณธรรม
ภายในใจ และเปนผลมาแตเหตุที่อยูภายในจิตใจทั้งที่เปนเหตุอันสืบเนื่องมาแตอดีตและเหตุที่
สรางขึ้นเปนไปอยูในปจจุบัน เพราะพุทธปรัชญาถือวา การกระทําทางกายก็ดี การกระทําทาง
วาจาก็ดี ไมวาในทางที่ดีหรือในทางชั่วก็ตาม ลวนแตเกิดจากใจ มีใจเปนหัวหนา สําเร็จดวยใจ
ทั้งสิ้น ๔๑
การจําแนกประเภทมนุษยตามกรรมในอดีตและในปจจุบัน

มนุษย ตามทัศนะทางพุทธปรัชญา ไดมีการจําแนกประเภทตามพลังกรรมในอดีตที่
สงผลใหเกิดเปนมนุษ ยในภพปจจุบันและพลังกรรมที่กระทําในปจจุบันอันจะสงผลต อไปใน
อนาคตเปนเกณฑวัด ออกเปน ๔ ประเภทดวยกัน คือ
๑. มืดมามืดไป (ตโม ตมปรายโน) ไดแก คนบางคนในโลกนี้เกิดในตระกูลต่ําที่มี
ความยากจนขัดสนดวยขาว น้ํา เครื่องใชสอยที่ฝดเคือง มีผิวพรรณที่หยาบ ไมนาดู เปนคน
แคระ เป น คนง อย เป น คนพิ การ ไมมี แมก ระทั่งที่อ ยูอาศั ย เปน หลัก แหลง ซ้ํ า ยังเป นคนที่ มี
พฤติกรรมที่ไมดีทั้งทางกาย วาจา และใจในการดําเนินชีวิตปจจุบันครั้นตายแลวไปเกิดในอบาย
ทุคติ วินิบาต นรก
๒. มืดมาสวางไป (ตโม โชติปรายโน) ไดแก คนบางคนแมจะเกิดมาในตระกูลต่ํา ขัด
สน รูปชั่ว ตัวดํา เชนเดียวกับประเภทแรก แตตางกันแลวไปในสุคติ โลกสวรรค
๓. สวางมามืดไป (โชติ ตมปรายโน) ไดแก คนบางคนที่เกิดมาในตระกูลสูงดวย
ยศถาบรรดาศักดิ์ มีทรัพยสินเงินทองมากมาย ไมขัดสน มีผิวพรรณ วรรณะที่ดี นาดูนาชื่นชม
แตมีความประพฤติชั่วทั้งทางกาย วาจาและใจ เชนนี้เมื่อตายแลวไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต
นรก
๔. สว า งมาสว า งไป (โชติ โชติ ป รายโน) คนบางคนที่ เ กิ ด มาในตระกู ล สู ง ด ว ย
ยศถาบรรดาศักดิ์ มีทรัพยสินเงินทองมากมาย ไมขัดสน มีผิวพรรณ วรรณะที่ดี นาดูนาชื่นชม
ซ้ํายังเปนคนที่มีความประพฤติเรียบรอย ดีงาม ทั้งทางกาย วาจา และใจ ครั้นตายแลวไปเกิดใน
สุคติ โลก สวรรค ๔๒
จะเห็นวา การจําแนกประเภทของมนุษยในลักษณะนี้ เปนการจําแนกตามพลังกรรม
ทํ า สะสมมาในอดี ต ช ว งหนึ่ ง ที่ ฝ า ยดี แ ละไม ดี อั น สง ผลเป น ปรากฏการณ ท างสั ง คมที่ ต า งกั น
ดังกลาวแลว พลังกรรมที่วานี้เราไมสามารถหยั่งรูไดดวยอายตนะที่จํากัดแบบปุถุชน หากแต
สามารถรูไดดวยการอนุมานดวยเหตุดวยผลจากปรากฏการณที่ประจักษทางอายตนะที่เปน
ภาพลักษณที่ดีและไมดีดังกลาว และวัดดวยการกระทําที่มองเห็นไดในปจจุบันอันเปนการสราง
เหตุใ หม เ พื่ ออนาคต กรรมที่ ทําในปจจุบันนี้จะใหผลในอนาคตในโอกาสอั นเหมาะสมต อไป
ทัศนะนี้ชี้ใหเห็นทาทีที่ชัดเจนของพุทธปรัชญาที่ไมไดตัดสินความเปนมนุษยที่ดีหรือเลวตรงที่
สถานภาพทางสังคมหรือความมีชาติสกุลสูงเพียงอยางเดียว หากแตพยายามชี้ใหเห็นวา ความ
เปนผูมีชาติสกุลสูงนั้น เปนผลมาจากกรรมดีที่ทํามาในอดีต แตก็ไมไดสิ่งยืนยันถึงความเปน
ประเสริฐในปจจุบันได เพราะคนที่เกิดในตระกูลสูงที่วานี้อาจทําในเรื่องไมดีเปนความเดือดรอน
เสียหายไดเชนกัน ดังขอความที่ยืนยันถึงทัศนะเชนนี้วา “สัตวทั้งหลายยอมบริสุทธิ์ดวยกรรม
วิชา ธรรม ศีล และชีวิตที่สูงสง หาใชเพราะโคตรและทรัพยสมบัติไม” ๔๓ นอกจากนี้ยังมีการ
จําแนกประเภทมนุษยในบริบทอื่น ๆ อีกอันเปนการเปรียบเทียบเชิงจริยธรรมซึ่งมีอยูในตัว
มนุษยหรือเปนพฤติกรรมของมนุษยที่แสดงออกแตกตางกัน เชน การจําแนกประเภทมนุษย

ดวยการเปรียบเทียบกับฟารอง แตฝนไมตก ฟาไมรอง แตฝนตก ฟาก็ไมรองและฝนก็ไมตก
และฟาก็รอง และฝนก็ตก เปนตน ๔๔
การจําแนกประเภทมนุษยทางกายภาพและคุณภาพ
นอกจากการจําแนกประเภทมนุษยตามพลังกรรมในอดีตและปจจุบันดังกลาวแลว ใน
คั ม ภี ร อ รรถกถายั ง มี ก ารจํ า แนกประเภทมนุ ษ ย ต ามลั ก ษณะทางร า งกายที่ เ ป น มนุ ษ ย ด ว ย
คุณภาพจิตที่ถือครองรางกายอยู กลาวคือ รางกายหากปรากฏเปนมนุษย แตจิตใจประกอบดวย
กิเลสหรือคุณธรรมอันจะเปนเครื่องจําแนกประเภทมนุษย ประเภทมนุษยตามนัยดังกลาวนี้
จําแนกออกเปน ๔ ประเภท ดังตอไปนี้
๑. มนุษยนรก (มนุสฺสเนรยิโก) ไดแก ผูที่เกิดเปนมนุษยแลว กระทํากรรมที่ไมควรทํา
มีฆาสัตว เปนตนดวยอํานาจแหงโทสะ เปนผูสมควรไดรับโทษ และไดรับโทษมีการตัดมือ ตัด
เทา เปนตนในยุคโบราณจากพระราชาหรือผูปกครองบานเมือง ยอมเสวยทุกขเปนอันมาก
๒. มนุษยเปรต (มนุสฺสเปโต) ไดแก ผูที่เกิดเปนมนุษยแลว มีความขัดสน ไมมีอาหาร
และเครื่องนุงหมพอเพียง เพราะกรรมที่คนทําไวแตอดีตจึงมีความกระหายหิวโหย เปนทุกข
อยางมาก เมื่อไมไดหลักแหลง ก็เที่ยวเรรอนแสวงหาสรรพสิ่งเพื่อเติมเต็มความอยากแหงตนไป
เรื่อย ๆ (โลภะ)
๓. มนุษยดิรัจฉาน (มนุสฺสติรจฺฉาโน) ไดแก ผูที่เกิดเปนมนุษยแลว อาศัยอยูกับผูอื่น
ดําเนินชีวิตดวยการใชแรงทํางานอยางหนัก หรือเปนคนที่ไมมีมรรยาทที่ดีงาม มีความประพฤติ
นารังเกียจ อนาจาร ถูกเขาขมขู จึงกลัวตาย ไดหนีเขาไปอาศัยอยูในปา มีชีวิตอยูเปนทุกขยิ่ง
ตองรอนเรพเนจรไป ไมรูวา อะไรเปนประโยชนและมิใชประโยชน ไดแตบรรเทาทุกข คือ ความ
หิวโหยดวยการนอนบาง นั่งบาง ประคองชีวิตใหดําเนินตอไปอยางยากเข็ญดวยความหลง
(โมหะ) ไมรูวา เปาหมายของชีวิตคืออะไร
๔. มนุษยที่แท (ปรมตฺถโต มนุสฺโส หรือ มนุสฺสภูโต) ไดแก ผูที่รูจักประโยชน มิใช
ประโยชนของตน บาป บุญ คุณ โทษ มีหิริ ละอายบาป มีโอตตัปปะ เกรงกลัวบาป สมบูรณ
พรั่ ง พร อ มด ว ยความเอ็ น ดู ใ นสั ต ว ทั้ ง ปวง มี ค วามสลดใจต อ สั ต ว ที่ ไ ด ย ากทั้ ง หลาย งดเว น
อกุศลกรรมบถ ประพฤติอยูในกุศลกรรมบถ บําเพ็ญบุญกิริยาวัตถุทั้งหลาย ตั้งอยูในมนุษยธรรม
คือ เบญจศีล ๔๕
นอกจากนี้ ยังมีการจําแนกประเภทมนุษยโดยใชเหตุผลเดียวกันนี้เพิ่มขึ้นอีก คือ มนุษย
เทพ (มนุสฺสเทโว) มนุษยพรหม (มนุสฺสพฺรหฺมา) มนุษยอรหันต (มนุสฺสอรหา) มนุษยพุทธะ
(มนุสฺสพุทฺโธ) ตามลําดับขึ้นแหงการพัฒนาใหสูงขึ้นจนถึงที่สุดตามทัศนะของพุทธปรัชญาคือ
ความเป นพระพุ ทธเจา อันถือเปนขึ้นสูงสุดแหงการพัฒนาศักยภาพมนุษย การแบงจําแนก

ประเภทลักษณะนี้ตรง ๆ เหมือนการจําแนกขางตนนั้นยังไมพบหลักฐานในคัมภีรพระไตรปฎก
และอรรถกถา ซึ่งอาจปรากฏในคัมภีรใดคัมภีรหนึ่งนอกเหนือจากนี้ที่ผูเขียนยังหาไมพบก็ได
อยางไรก็ ต าม แมจะไม มีการจํ าแนกประเภทเชนนี้อย างชั ดเจน แตพุ ท ธปรัชญาก็มีแ นวคิด
ลักษณะนี้โดยใชเหตุผลเดียวกันกับขางตน ในคัมภีรทางพระพุทธศาสนา ไดมีขอความกลาวถึง
มนุษยที่มีคุณสมบัติเปนเทพ (มนุสฺสเทว) โดยมากจะมุงไปยังผูที่เปนกษัตริยอันถือวาเปนสมมติ
เทพ ๔๖ มนุษยที่เปนพระอรหันต (มนุสฺสอรหา) นั้น มีกลาวถึงไวในคัมภีรทางพระพุทธศาสนา
หลายแหง ๔๗ สวนมนุษยพรหม (มนุสฺสพฺรหฺมา) กับ มนุษยพุทธะ (มนุสฺสพุทฺโธ) นั้น ยังไมพบ
คํานี้ตรง ๆ ในภาษาบาลี แตหากตีความโดยเทียบเคียงกับหลักการขางตน มนุษยผูมีคุณสมบัติ
เปนพรหมและเปนพระพุทธเจายอมมีไดเชนกัน ตัวอยางเชน พระพุทธเจาก็ทรงเปนมนุษยที่
ตรัสรูเปนพระพุทธเจา มนุษยที่มีคุณสมบัติหรือคุณธรรมแหงพรหมที่เรียกวา พรหมวิหารธรรม
๔ ประการตามแนวคิดแบบพุทธปรัชญาก็นาจะมีเชนกัน และถามี ผูนั้นก็ถือวาเปนมนุษยพรหม
นอกจากนี้ คั ม ภี ร ท างพระพุ ท ธศาสนายั ง ชี้ ใ ห เ ห็ น อี ก ว า พระพุ ท ธเจ า นั้ น และเพระอริ ย เจ า
ทั้งหลายถือวาเปนวิสุทธิเทพและพระพุทธเจาทรงเปนเทพที่ยิ่งกวาเทพ (เทวาติเทโว) เปนเทพ
แหงเทพ (เทวเทโว) ๔๘ เปนพรหมที่ยิ่งกวาพรหม (พฺรหฺมาติพฺรหมา) เปนพระพุทธเจาที่ยิ่งกวา
พระพุทธเจา (พุทฺธาติพุทฺโธ) ๔๙ พระอริยเจาทั้งหลายนอกจากจะถือวาเปนวิสุทธิเทพดังกลาว
แลวยังถือวาเปนวิสุทธิพรหมาดวย และพระพุทธเจาถือวาเปนยอดแหงพรหม (พฺรหฺมุตฺตโม) ๕๐
การจําแนกประเภทมนุษยในลักษณะดังกลาวนี้ แสดงใหเห็นวา ตามทัศนะของพุทธ
ปรั ช ญา ถื อว า มนุ ษ ย มีศั ก ยภาพที่ จะพัฒนาสูงสุดขั้นเป น พระพุท ธเจาที่ยิ่ งกว า เทพ พรหม
ทั้งหลาย และเจาชายสิทธัตถะเปนมนุษยตัวอยางแหงการพัฒนาตนตามทัศนะของพุทธปรัชญา
ในทางตรงกั นข าม หากมนุษ ยไมพัฒนาตน ไมยอมพัฒนาตนใหดีขึ้ น ปล อยใหเ ป น ไปตาม
อํานาจของกิเลสตัณหา ก็จะทําใหมนุษยมีคุณภาพชีวิต คุณภาพจิตตกต่ํา กลายเปนมนุษยเปรต
สัตวนรก อสุรกาย หรือแมกระทั่งมีจิตวิญญาณแหงสัตวเดรัจฉานได การนําเสนอประเภท
มนุษยเชนนี้ เปนการจําแนกตามพฤติกรรมของมนุษยอันเปนผลมาจากคุณภาพจิตเปนเกณฑ
มิไดใชเกณฑทางรางกาย เปนการสะทอนใหเห็นถึงแนวคิดที่วา “สวรรคในอก นรกในใจ” อยาง
ชัดเจน โดยนัย นี้ จึงเป นที่ มาของแนวคิดทางพุทธจริยศาสตรวา มนุษย แตละคนจะตองมั่น
วิเคราะหตรึกตรองตรวจสอบความเปนไปของจิตใจดวยตนเองและพรอมยกระดับจิตของตน
ขึ้นอยูตลอดเวลา ไมใหตกไปในทางที่ไมพึงประสงคและใหรายแกชีวิต ตลอดถึงสังคมสวนรวม
อันหมายถึงการฝกฝนพัฒนาตนอยูตลอดเวลา และการสํานึกรับ ผิดชอบตอการกระทําของ
ตนเอง
การจําแนกประเภทมนุษยออกเปนลักษณะดังกลาวนี้ เปนการตีความโดยการบูรณา
การความหมายของโลกในมิติตาง ๆ เขาดวย ทั้งทางดานมนุษยศาสตร ภูมิศาสตร จริยศาสตร

และทางจิตวิทยา ใหอยูรวมกันในภพนี้ หรือรวมลงในตัวมนุษยทั้งสามความหมาย หลังจากที่ได
จําแนกใหเห็นถึงมิติตาง ๆ ของโลกแลว อยางไรก็ตาม การสรุปรวมเชนนี้เปนการชี้ใหเห็นถึงทั้ง
ทั้งเหตุและผลในมิติเดียว นอกเหนือจากการแยกแสดงใหเห็นเปนสวน ๆ แลว โลกในมิติตาง ๆ
นั้น พุทธปรัชญาก็ถือวาเปนความจริงอีกสวนหนึ่งตามนั้นอีกตางหาก โดยสรุปแลว เปนการ
พยายามที่แสดงใหเห็นถึงความสัมพันธกันระหวางโลกนี้กับโลกอื่นอันเกี่ยวโยงกับมนุษย หรือ
มนุษยมีความสัมพันธที่เชื่อมโยงกันระหวางโลกนี้กับโลกหนาในลักษณะที่โลกนี้เปนที่สรางเหตุ
ใหเกิดขึ้นโลกหนาหรือโลกอื่นจากโลกนี้ สะทอนใหเห็นวา มนุษยมีความสัมพันธกับกาละและ
เทศะอยูตลอดเวลา
เชิงอรรถ

อรรถกถาทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค, เลม ๓ ภาค ๒ หนา ๓๕๕, พระไตรปฎกและอรรถกถา แปล.
มัชฌิมนิกาย มูลปณณาสก, ๑๒ /๑๖๙/๑๔๗, พระไตรปฎกฉบับคอมพิวเตอร ชุดภาษาไทย.

พระมหาอุไร อาตาปโก (มั่งมี), การศึกษาวิเคราะหเรื่องโลกในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝายเถรวาท,
(วิทยานิพนธปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระ
บรมราชูปถัมภ, ๒๕๔๐), หนา ๕๙-๖๐.

อรรถกถาขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เลม ๑ ภาค ๑ หนา ๓๕๐, พระไตรปฎกและอรรถกถา แปล.

ศึกษาเพิ่มเติมใน วัชระ งามจิตรเจริญ, “แนวความคิดเรื่องอันตรภพในพุทธปรัชญาเถรวาท”, (กรุงเทพฯ: ๒๕๕๑),
หนา ๑๗-๓๒.

ทฤษฎีจักรกลนิยมพัฒนามาจากพวกปรมาณูนิยม (Atomists) ในสมัยกรีกโบราณ ผูที่สนับสนุนลัทธินี้ คือ กาลิเลโอ
เดสคารต และนิวตัน ตอมาสเปนเซอร ไดนํามาปรับปรุงและพัฒนาขึ้นจนกลายเปนทฤษฎีวิวัฒนาการ ในปจจุบันลัทธิจักรกล
นิยมมีแนวความคิดที่ใกลเคียงลัทธิธรรมชาตินิยม (Naturalism) และลัทธิสสารนิยม (Materialism)

อรรถกถาขุททกนิกาย วิมานวัตถุ, เลม ๒ ภาค ๑ หนา ๒๘-๒๙, พระไตรปฎกและอรรถกถา แปล.

กรมศิลปากร, โลกทีปกสาร, ฉบับหอสมุดแหงชาติ, ๒๕๒๙, หนา ๕๔, อางใน พระมหาอุไร อาตาปโก (มั่งมี),
การศึกษาวิเคราะหเรื่องโลกในทัศนะของพระพุทธศาสนาฝายเถรวาท, (วิทยานิพนธปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ, ๒๕๔๐), หนา ๕๖., อรรถ
กถาขุททกนิกาย วิมานวัตถุ, เลม ๒ ภาค ๑ หนา ๒๘-๒๙, พระไตรปฎกและอรรถกถา แปล.

อังคุตรนิกาย สัตตกนิบาต, ๒๓/๒๒๕/๔๐๙, อภิธรรมปฎก กถาวัตถุ, ๓๗/๒๗๑/๑๑๖.
๑๐
อรรถกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค, เลม ๗ ภาค ๑ หนา ๑๐๑๔, พระไตรปฎกและอรรถกถา แปล.
๑๑
พระพรหมโมลี (วิลาศ าณวโร, ป.ธ.๙), โลกทีปนี, (กรุงเทพฯ: ดอกหญา, ๒๕๔๕), หนา ๑๒๓-๑๒๖.
๑๒
ศึกษาเพิ่มเติมใน มังคลัตถทีปนี (บาลี) ภาค ๒ ขอ ๔๙๑-๕๐๗ หนา ๓๙๑-๓๙๕.
๑๓
อัคคัญญสูตร ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค, ๑๑/๕๑/๖๒
๑๔
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมใน ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค. (บาลี) ๙/๓๖๙-๓๗๑/๒๙๗-๒๙๙.
๑๕
โปรดดูบทที่ ๒ แนวคิดเรื่องจักรวาล ประกอบดวย
๑๖
สังยุตตนิกาย สคาถวรรค, ๑๕/๒๓๕/๒๔๘.
๑๗
มัชฌิมนิกาย มูลปณณาสก, ๑๒/๔๕๒/๓๔๒.
๑๘
มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก, ๑๓/๕๗๑/๖๒๘.
๑๙
อรรถกถามัชฌิมนิกาย มูลปณณาสก เลม ๑๙ ภาค ๓ หนา ๒๐๒, พระไตรปฎกและอรรถกถา แปล.

๒๐

พี.ซี. ริลลิดสแมน, ศิลปะแท, (เชียงใหม: พุทธนิคม, ม.ป.ป.), หนา ๑๓, อางใน แสง จันทรงาม, “ตายแลวเกิด”
ใน พุ ท ธปรั ช ญาพื้ น ฐาน, (โครงการตํ า ราปรั ช ญาและศาสนา สาขาวิ ช าปรั ช ญาและศาสนา ภาควิ ช ามนุ ษ ยสั ม พั น ธ
มหาวิทยาลัยเชียงใหม, ๒๕๒๖)หนา ๑๐๔.
๒๑
มหานิทานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค, ๑๐/๖๒/๕๗.
๒๒
อรรถกถาวินัยปฎก สมันตปาสาทิกา (บาลี) หนา ๖๔๒.
๒๓
สังยุตตนิกาย สคาถวรรค, ๑๕/๒๓๕/๒๔๘.
๒๔
อรรถกถาสังยุตตนิกาย สคาถวรรค, เลม ๑ ภาค ๒ หนา ๓๘๖-๓๘๗, พระไตรปฎกและอรรถกถา แปล., อดิ
ศักดิ์ ทองบุญ, “วิธีวิเคราะหปญหาทางอภิปรัชญาของพระพุทธเจา” ใน สารนิพนธพุทธศาสตรบัณฑิต ประจําป ๒๕๕๑,
(กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๑), หนา ๑๖๑-๑๖๒.
๒๕
สัมปสาทนียสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ๑๑/๗๗/๑๑๑-๑๑๒, อรรถกถาทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (สุมังคลวิลาสินี) ๓/
๗๓/๑๔๗., อรรถกถามัชฌิมนิกาย อุปริปณณาสก (ปปญจสูทนี) ๔/๒๐๐/๑๒๗.
๒๖
พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต), พุทธธรรม, (กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๒) หนา ๘๙.
๒๗
มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก ๑๓/๑๓๕/๑๑๒, พระไตรปฎกฉบับคอมพิวเตอร ชุดภาษาไทย.
๒๘
มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก ๑๓/๑๓๖/๑๑๒, พระไตรปฎกฉบับคอมพิวเตอร ชุดภาษาไทย.
๒๙
มัชฌิมนิกาย อุปริปณณาสก ๑๔/๖๘๗/๓๓๐, สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส, นวโกวาท,
พิมพครั้งที่ ๓๐, (กรุงเทพฯ: มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๔๖๘) หนา ๔๐.
๓๐
พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร ฉบับประมวลธรรม, (กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย, ๒๕๓๕), หนา ๑๖๒.
๓๑
พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, (กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๘), หนา ๑๙.
๓๒
พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร ฉบับประมวลธรรม, หนา ๑๖๒.
๓๓
พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, หนา ๑๖-๑๗.
๓๔
พระธรรมปฎก (ประยุทธ ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร ฉบับประมวลธรรม, พิมพครั้งที่ ๑๐, (กรุงเทพฯ:
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๕) หนา ๑๖๒.
๓๕
พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, หนา ๒๐.
๓๖
ผูที่สนใจเกี่ยวกับการแบงจําแนกจิตออกเปนประเภทตาง ๆ ตามภูมิ เปนตน สามารถศึกษาเพิ่มเติมไดใน
อภิธัมมัตถสังคหะและอภิธัมมัตถวิภาวินี
๓๗
พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร ฉบับประมวลธรรม, หนา ๑๖๒.
๓๘
พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, หนา ๑๘.
๓๙
ขุททกนิกาย จูฬนิเทศ, ๓๐/๒๐๒/๑๐๖
๔๐
สังยุตนิกาย สคาถวรรค, ๑๕/๕๕๔/๑๙๘
๔๑
ขุททกนิกาย ธรรมบท, ๒๕/๑๑/๑๕.
๔๒
ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค, ๑๑/๒๗๖/๒๔๕, สังยุตนิกาย สคาถวรรค, ๑๕/๓๙๓-๓๙๗/๑๓๖-๑๓๘, อังคุตรนิกาย จตุก
นิบาต, ๒๑/๘๕/๑๐๙, อภิธรรมปฎก ธาตุกถา, ๓๖/๕๒๕/๑๓๕.
๔๓
สังยุตนิกาย สคาถวรรค, ๑๕/๑๔๗/๔๔.
๔๔
ศึกษาเพิ่มเติมใน อังคุตรนิกาย จตุกกนิบาต, ๒๑/๑๐๑-๑๑๐/๑๐๒-๑๑๐.
๔๕
อรรถกถาขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปรมัตถทีปนี (บาลี), หนา ๒๙., อรรถกถาขุททกนิกาย วิมานวัตถุ, เลม ๒ ภาค
๑, พระไตรปฎกและอรรถกถา แปล, หนา ๓๔-๓๕., ศึกษาเพิ่มเติมใน พระพรหมโมลี (วิลาศ าณวโร, ป.ธ.๙), โลกทีปนี,
(กรุงเทพฯ: ดอกหญา, ๒๕๔๕), หนา ๑๒๓-๑๓๖.
๔๖
อรรถกถาขุททกนิกาย เปตวัตถุ ๓/๒๕๖/๑๒๐.
๔๗
ผูสนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมใน เชน คัมภีรอรรถกถวินัยปฎก สมันตปาสาทิกา ๓/๙๘, คัมภีรอรรถกถามัชฌิม
นิกาย ปปญจสูทนี ๔/๑๐๒/๗๗, คัมภีรอรรถกถาอภิธรรมปฎก วิภังค ๕๔/๙๔๑/๕๔๗ คัมภีรกังขาวิตรณีปุราณ-อภินวฎีกา ๘/
๑๘๔.

๔๘

ขุททกนิกาย จูฬนิเทศ ๓๐/๒๑๔/๑๑๒.
อรรถกถาขุททกนิกาย อปทาน วิสุทธชนวิลาสินี ๔๙/๖๒/๑๕๑.
๕๐
มหาฎีกา (ปรมัตถมัญชุสา) ๒/๖/๑๒๙.
๔๙

บทที่ ๕
แนวคิดเรื่อง สังสารวัฏ
๕.๑ ความนํา
แนวคิดเรื่องสังสารวัฏ คือ แนวคิดเรื่องการตายแลวเกิด เปนปญหาทางอภิปรัชญา
เรื่องหนึ่งในพุทธปรัชญา เพราะปญหาที่พิสูจนใหเห็นเชิงประจักษไมได จึงเปนที่สงสัยของ
มนุษยตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบัน แมในยุคปจจุบันนี้ แนวคิดทั้งสองนี้ก็ยังคงปรากฏอยูในสังคม
โลก ยังคงมีความคิดเห็นตางกันอยางสุดขั้วเชนกัน มนุษยในยุคโบราณอันไกลโพนมีความ
สงสัยในเรื่องนี้เชนไร มนุษยในยุคนี้ก็ยังมีความสงสัยเชนนั้นเหมือนกัน การนําเสนอแนวคิด
เรื่อง ปุนภพ หรือสังสารวัฏ นี้เปนการแสดงจุดยืนของพุทธปรัชญาอยางชัดเจนที่จะไมโนมเอียง
ไปฝายใดฝายหนึ่งอยางสุดขั้ว และดูเหมือนวา นักคิดแตละกลุมในครั้งนั้น ตางมีความพยายาม
ที่จะดึงพระพุทธเจาใหอยูในฝายตนโดยการทูลถามคาดคั้นคําตอบในเรื่องนี้ใหสนับสนุนฝายตน
จนนําไปสูอัพยากตปญหา คือ ปญหาที่พระพุทธองคไมทรงตอบตรง ๆ ตามโจทยแหงคําถาม
ในทันที เพราะผูที่มาทูลถามตางฝายตางตั้งโจทยเพื่อดึงเขาเปนฝกฝายของตนเองเทานั้น ไมใช
ทูลถามเพราะความไมรูแลวสงสัยใครรูแตประการใด นอกจากนี้ทรงเห็นวา เรื่องที่ถามกันนั้น
“ไมประกอบดวยอรรถ ไมประกอบดวยธรรม ไมเปนเบื้องตนแหงพรหมจรรย ไมเปนไปเพื่อ
ความหนาย เพื่อความคลายกําหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรูยิ่ง เพื่อความตรัสรู
เพื่อนิพพาน” ๑ อัพยากตปญหาที่วานี้ไดแก “โลกไมเที่ยง นี้เทานั้น จริง สิ่งอื่นไมจริงใชไหม...
โลกมีที่สุด ... โลกไมมีที่สุด ... ชีวะกับสรีระเปนอันเดียวกัน ... ชีวะกับสรีระเปนคนละอยาง ...
สัตวตายแลวเกิด ... สัตวตายแลวสูญ ... สัตวตายแลวมีทั้งเกิดอีกและสูญ ... สัตวตายแลว จะวา
เกิดอีกก็ไมใช จะวาไมเกิดอีกก็มิใช นี้เทานั้น จริง สิ่งอื่นไมจริง ใชไหม?” ๒
อยางไรก็ตาม พระองคทรงใชวิธีตอบปญหาทางอภิปรัชญาดังกลาวนี้ ๒ วิธี คือ
(๑) ถาถามเพื่อชวนโตวาทะทางอภิปรัชญา พระองคไมทรงตอบ เพราะไมเกิดประโยชนในทาง
ปฏิบัติดังกลาว (๒) ถาถามเพื่อหาความรู และทรงเห็นวา ผูถามจะไดรับประโยชนจากคําตอบ
ของพระองค จึงทรงตอบเชิงวิเคราะหอยางลึกซึ้ง ๓ นอกจากนี้ ทาทีของพระพุทธเจาตอปญหา
เรื่องตายแลวเกิด มีผูสรุปไว ๔ แบบตามประเภทของผูฟง คือ ๑) ถาผูฟงมีความเชื่อเรื่องการ
ตายแลวเกิดอยูแลว จะทรงพูดถึงเรื่องนี้ไปเรื่อย ๆ ใหเห็นความตอเนื่องแหงชีวิตในสังสารวัฏ
อยางเปนเหตุเปนผล ๒) ถาผูฟงยังมีความสังสัย ไมเชื่อในเรื่องนี้ จะทรงอนุโลมตามทาทีของ
ผูฟง คือ ทรงแสดงวาจะเชื่อหรือไมเชื่อในเรื่องนี้ก็ไมสําคัญ ที่สําคัญที่สุด คือ ตองเวนชั่ว ทําดี
เขาไว ถาทําความดี แมชาติหนาไมมีจริง ก็จะมีความสุขในชาตินี้ ถาชาติมีจริง ก็จะมีความสุข
ในชาติหนา สรุปวา ไมวาจะเชื่อหรือไมเชื่อเรื่องนี้ หากทําดีแลวจะมีแตไดกับได ๓) ถาผูฟงไม

เชื่อเรื่องตายแลวเกิดเลย แลวมาถามพระองค เพื่อการโตเถียง จะทรงนิ่งเสีย ๔) ถาผูฟงไม
เชื่อเรื่องตายแลวเกิดอยางสุดโตง พระองคจะทรงเตือนใหระวังจะเปนมิจฉาทิฐิอันจะนําไปสู
มิจฉาสังกัปปะ มิจฉาวาจา และความทุกขในที่สุด ๔
๕.๒ สังสารวัฏ
สังสารวัฏ คือ การเวียนวายตามเกิดของสรรพสัตวที่ยังมีบุญและบาปหรือมีเหตุแหง
การเวียนตายเกิดอยู แนวคิดเรื่อง สังสารวัฏ เปนแนวคิดที่ตอเนื่องมาจากแนวคิดเรื่องโลก อัน
แสดงใหเห็นถึงการเชื่อมโยงกันระหวางโลกตาง ๆ เหลานั้น นั่นคือ ความสัมพันธระหวางกาละ
และเทศะ โดยถือเอามนุษยเปนศูนยกลางในการเชื่อมโยง หมายความวา มนุษยเปนผูที่สามารถ
ขามผานไปยังโลกเหลานั้นไดตามเหตุปจจัยอันควรแกโลกนั้น ๆ โดยมิติดานจิตใจ แนวคิดเรื่อง
สังสารวัฏนี้ ก็คือแนวคิดเรื่อง ปุนภพ หรือภพใหมภายหลังตายจากโลกนี้หรือภพนี้ แนวคิด
เรื่อง ปุนภพ นี้ จะเห็นไดจากอาสภิวาจาของสิทธัตถะเมื่อแรกประสูติที่วา นัตถิทานิ ปุนัพภโว ๕
แปลวา บัดนี้ ภพใหม ยอมไมมี อันสะทอนใหเห็นถึงแนวคิดเรื่องสังสารวัฏ หรือแนวคิดเรื่อง
ตายแลวเกิด อันมีอยูในสังคมอินเดียยุคนั้น ควบคูไปกับแนวคิดเรื่อง ตายแลวสูญ ซึ่งมีอยูในยุค
นั้นเชนกัน ๖
การประกาศอาสภิวาจาของสิทธัตถกุมารก็ดี ๗ การบรรลุบุพเพนิวาสานุสติญาณก็ดี
การบรรลุจุตูปปาตญาณก็ดี ๘ การตรัสเลาชาดกอันกลาวถึงการบําเพ็ญบารมีธรรมในอดีตของ
พระพุทธเจาก็ดี ๙ เปนนัยบงชี้ถึงการคนพบสาเหตุและทําลายสาเหตุแหงสังสารวัฏได พรอมทั้ง
เสนอแนวคิดที่ไมโนมเอียงไปในทางแนวคิดเรื่องตายแลวเกิด และไมโนมเอียงในทางความคิด
เรื่องตายแลวสูญ อยางสุดขั้ว อันจะเปนการสนับสนุนฝายใดฝายหนึ่ง แตไดชี้ใหเห็นวา ไมวาจะ
ตายแลวเกิดหรือตายแลวสูญก็ตาม ลวนมีเหตุปจจัยใหมันเปนไป โดยเฉพาะอยางยิ่ง เปาหมาย
สําคัญที่พุทธปรัชญานําเสนอเรื่องนี้ คือ เพื่อชี้ใหเห็นวา สังสารวัฏเปนทุกข การทองเที่ยวไปใน
ภพภูมิตาง ๆ โดยไมมีที่สุดนั้นยิ่งเปนความทุกขของมนุษย การหลุดพนจากวงจรแหงการเวียน
วายตายเกิดในภพภูมิตาง ๆ นั้น เปนความสุขอยางยิ่ง พุทธปรัชญาเรียกวา ภาวะเชนนี้วา
นิพพาน อันเปนดานตรงกันขามกับสังสารวัฏ การแสดงใหเห็นถึงการเวียนวายตายเกิดอันหา
ที่สุดมิไดเพื่อใหมนุษยเกิดความเบื่อหนายในสังสารวัฏแลวหันมาปฏิบัติตามแนวทางที่จะนําไปสู
การหลุดพนจากสังสารวัฏที่พุทธปรัชญาไดนําเสนอเอาไว
๕.๓ สังสารวัฏกับปุนภพ
การอธิบายเรื่องสังสารวัฏนี้ หากปราศจากแนวคิดเรื่องโลกและจักรวาลเสียแลว จะ
ไมสามารถอธิบายถึงการเวียนวายตายเกิดตามพลังแหงกรรมของสรรพสัตวไดเลย โลกหรือใน

อีกชื่อหนึ่งคือ ภพ ภูมิทั้งหลาย จึงเปนสถานที่อันเปนการแสดงใหเห็นถึงผลของการกระทําทาง
จิตของมนุษย แมจะแสดงออกทางกายและวาจาหรือไมก็ตาม การกระทําทางจิตนั้น ยอมสงผล
ใหเกิดการเวียนวายตายเกิดในภพภูมิตาง ๆ หรือในโลกตาง ๆ เสมอ ดังนั้น สังสารวัฏจึงมี
ความสัมพันธกับแนวคิดเรื่องโลกอื่น หรือ ปุนภพ จนอาจถือไดวาแทบจะเปนเรื่องเดียวกัน จาก
ความสัมพันธดังกลาว สังสารวัฏ จึงนิยามไดวา หมายถึง การทองเที่ยวเวียนตายเวียนเกิด หรือ
เวียนวายตายเกิดอยูในโลก (ภูมิ) ตาง ๆ หรือ ปุนภพ อยางไมมีวันจบสิ้นของสรรพสัตวตราบที่
ยังมีเหตุแหงการเวียนวายตายเกิดอยู จะเห็นวา การนําเสนอแนวคิดเรื่องการเวียนวายตายเกิด
ตามทัศนะของพุทธปรัชญานั้น จะไมยืนยันอยางสุดขั้ววา มนุษยตายแลวจะตองเกิดอีกแนนอน
หรือมนุษยตายแลวจะไมเกิดอีกแนนอน อยางตายตัว หากแตจะเสนอโดยมีเงื่อนไขหรือเปน
กลาง ๆ วา หากยังมีเชื้อใหเกิดอีก มนุษยก็จะเกิดอีกตอไป แตถาหากวา ไมมีเชื้อที่ทําใหเกิดอีก
ก็จะไมเกิดอีกตอไป การนําเสนอเหตุผลในลักษณะนี้ทําใหพุทธปรัชญาไมตกเปนฝกฝายของ
แนวคิดใดแนวคิดหนึ่งที่เห็นสุดขั้วไปคนละทาง จึงทําใหพุทธปรัชญามีลักษณะเปนมัชฌิมนิยม
แตจะอยางไรก็ตาม หากมนุษยผูใดยังมีเชื้อที่จะเวียนวายตายเกิดอีก มนุษยผูนั้นก็จะตองเกิดอีก
แนนอนในปุนภพตอไป เปนสิ่งที่แนนอน การยืนยันในขอนี้ ยังเปนการยืนยันของเหตุผลหรือ
ความมีเงื่อนไขแหงการเกิดดังกลาว
สังสารวัฏมีเบื้องตนและที่สุดอันกําหนดไมได
นอกจากนี้ ตามทัศนะของพุทธปรัชญา ถือวา สังสารวัฏที่วานี้ มีเบื้องตนและเบื้อง
ปลายไมสามารถกําหนดนับได แมสัพพัญุตญาณก็ไมสามารถกําหนดได ๑๐ ทั้งนี้การเวียนวาย
ตายเกิดขึ้นอยูกับเหตุปจจัยที่ซับซอนทับถมกันเปนอเนกประการตามสมควรแกภพภูมิหรือโลก
หนาตอไปของมนุษยเอง ไดแก อวิชชา ตัณหา อุปาทาน รวมทั้งเหตุฝายดีที่เปนกุศลที่
ผสมผสานกันอยูตามสัดสวนที่ไดสรางสม การที่สังสารวัฏไมมีเบื้องตนและเบื้องปลายปรากฏนี้
มีพระบาลีพุทธพจนยืนยันหลายแหง โดยเฉพาะในอนมตัคคสังยุต ที่ชี้ใหเห็นความจริงขอนี้โดย
การใชอุปมาเปรียบเทียบใหเขาใจถึงความไมมีที่สิ้นสุดแหงสังสารวัฏ เชน การเปรียบเทียบดวย
การนําเอาหญา ไม กิ่งไม ใบไมมาทําเปนมัด ๆ แลวสมมติเปนบุคคลเพื่อสืบสาวยอนไปหาตน
ตอในอดีต ก็ไมสามารถจะนับไดหมดเพราะหญาก็ดี ไมก็ดีที่ใชเปนเครื่องกําหนดนับจะหมดลง
เสียกอน แตสังสารวัฏยังคงมีตอไปอีก ขอความดังตอไปนี้วา
สังสารวัฏนี้กําหนดที่สุดและเบื้องตนมิได เมื่อสัตวทั้งหลายถูกอวิชชากาง
กั้น ถูกตัณหาผูกพันไว ยอมจะทองเที่ยวไป มา โดยที่สุดและเบื้องตน ยอมไมปรากฏ
... อุปมาเหมือนบุรุษคนหนึ่งตัดหญา ไม กิ่งไม ใบไมในชมพูทวีปนี้ แลวนํามารวมกัน
ไว ทําเปนมัด ๆ มัดละ ๔ นิ้ว วางไว แลวสมมติวา นี่เปนมารดาของเรา นี่เปนมารดา

แหงมารดาของเรา สมมติเชนนี้ไปเรื่อย ๆ โดยลําดับ มารดาแหงมารดาของบุรุษนั้น
ไมพึงสิ้นสุดลงได แตวา หญา ไม กิ่งไม ใบไม พึงหมดสิ้นไปกอน ขอนี้เปนเพราะวา
สังสารวัฏนี้ กําหนดที่สุดและเบื้องตนมิได เมื่อสัตวทั้งหลายถูกอวิชชากางกั้น ถูก
ตัณหาผูกพันไว ยอมจะตองทองเที่ยวไปมาอยู โดยที่สุดและเบื้องตน ยอมไมปรากฏ
เธอทั้งหลายไดเสวยทุกข ความเผ็ดรอน ความพินาศไดเพิ่มพูนปฐพีที่เปนปาชาตลอด
กาลนาน ภิกษุทั้งหลาย เหตุเพียงเทานี้ พอทีเดียวเพื่อจะเบื่อหนายในสังขารทั้งปวง
พอเพื่อจะคลายกําหนัด พอเพื่อจะหลุดพน ๑๑
หรื อ อุ ป มาด ว ยการป น ดิ น ให เ ป น ก อ นเล็ ก ๆ แล ว กํ า หนดนั บ ลํ า ดั บ ญาติ เ ริ่ ม ตั้ ง แต พ อ
ยอนกลับไปเรื่อยจนแผนดินใหญหมดสิ้นไป สังสารวัฏก็ยังไมถึงที่สิ้นสุด ดังขอความวา
สังสารวัฏนี้กําหนดที่สุดเบื้องตนเบื้องปลายไมได เมื่อเหลาสัตวผูมีอวิชชากางกั้น
มีตัณหาผูกพันไว ทองเที่ยวไปมาอยู ที่สุดเบื้องตนยอมไมปรากฏ เหมือนอยางวา
บุรุษปนมหาปฐพีนี้ใหเปนกอน กอนละเทาเม็ดกระเบาแลววางไว สมมติวา นี้เปนบิดา
ของเรา นี้เปนบิดาของบิดาของเรา โดยลําดับ บิดาของบิดาแหงบุรุษนั้นไมพึงสิ้นสุด
ส ว นมหาปฐพี นี้ พึ ง ถึ ง การหมดสิ้ น ไป ข อ นั้ น เพราะเหตุ ไ ร เพราะว า สั ง สารวั ฏ นี้
กําหนดที่สุดเบื้องตนเบื้องปลายไมได ฯลฯ ที่สุดเบื้องตนยอมไมปรากฏ พวกเธอได
เสวยทุกข ความเผ็ดรอน ความพินาศ ไดเพิ่มพูนปฐพีที่เปนปาชา ตลอดกาลนาน
เหมือนฉะนั้ น ดู กรภิกษุ ทั้งหลาย ก็ เ หตุเ พียงเทานี้ พอที เดียวเพื่อจะเบื่ อหน ายใน
สังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกําหนัด พอเพื่อจะหลุดพน ๑๒
หรือเปรียบเทียบกับน้ําตาของบรรดาผูเวียนวายตายเกิด ที่รองไหเสียใจเพราะการพลัด
พรากจากบุคคลหรือสิ่งที่เ ปนที่รักที่พอใจ มี มากกวาน้ําในมหาสมุทรทั้ง ๔ ดังขอความ
ตอไปนี้วา
สังสารวัฏนี้กําหนดที่สุดเบื้องตนเบื้องปลายไมได ฯลฯ พวกเธอจะสําคัญความ
ขอนั้นเปนไฉน น้ําตาที่หลั่งไหลของพวกเธอผูทองเที่ยวไปมา คร่ําครวญรองไหอยู
เพราะประสบสิ่งที่ไมพอใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ โดยกาลนานนี้ กับน้ําใน
มหาสมุทรทั้ง ๔ สิ่งไหนจะมากกวากัน ฯ ภิกษุเหลานั้นทูลวา ขาแตพระองคผูเจริญ
พวกข า พระองค ย อ มทราบธรรมตามที่ พ ระผู มี พ ระภาคทรงแสดงแล ว ว า น้ํ า ตาที่
หลั่งไหลออกของพวกขาพระองค ผูทองเที่ยวไปมา คร่ําครวญรองไหอยู เพราะการ
ประสบสิ่งที่ไมพอใจเพราะการพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ โดยกาลนานนี้แหละ มากกวา
สวนน้ําในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไมมากกวาเลย ... ภิกษุทั้งหลาย ถูกละๆ พวกเธอทราบ
ธรรมที่เราแสดงแลวอยางนี้ ถูกแลว น้ําตาที่หลั่งไหลออกของพวกเธอ ผูทองเที่ยวไปมา

ฯลฯโดยกาลนานนี้แหละ มากกวา สวนน้ําในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไมมากกวาเลย พวกเธอ
ไดประสบมรณกรรมของมารดาตลอดกาลนาน น้ําตาที่หลั่งไหลออกของเธอเหลานั้น ผู
ประสบมรณกรรมของมารดา คร่ําครวญรองไหอยู เพราะประสบสิ่งที่ไมพอใจ เพราะ
พลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ นั่นแหละ มากกวา สวนน้ําในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไมมากกวาเลย
พวกเธอไดประสบมรณกรรมของบิดา ... ของพี่ชายนองชาย พี่สาวนองสาว ... ของบุตร
... ของธิดา ... ความเสื่อมแหงญาติ ...ความเสื่อมแหงโภคะ ... ไดประสบความเสื่อม
เพราะโรค ตลอดกาลนาน น้ําตาที่หลั่งไหลออกของเธอเหลานั้น ผูประสบความเสื่อม
เพราะโรค คร่ําครวญรองไหอยู เพราะประสบสิ่งที่ไมพอใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่
พอใจ นั่นแหละมากกวา สวนน้ําในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไมมากกวาเลย ขอนั้นเพราะเหตุไร
เพราะวาสังสารวัฏนี้กําหนดที่สุดเบื้องตนเบื้องปลายไมได ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็
เหตุเพียงเทานี้ พอทีเดียวเพื่อจะเบื่อหนายในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกําหนัดพอ
เพื่อจะหลุดพน๑๓
หรือเปรียบเทียบกับน้ํานมมารดาที่ผูเวียนวายตายเกิดพากันดื่มกิน มีปริมาณมากกวาน้ําใน
มหาสมุทรทั้ง ๔ ดังขอความตอไปนี้วา
สังสารวัฏนี้กําหนดที่สุดเบื้องตนเบื้องปลายไมได ฯลฯ เธอทั้งหลายจะสําคัญ
ความขอนั้นเปนไฉน น้ํานมมารดาที่พวกเธอผูทองเที่ยวไปมาอยูโดยกาลนานนี้ ดื่มแลว
กับน้ําในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไหนจะมากกวากัน ภิกษุเหลานั้นกราบทูลวา ขาแตพระองค
ผูเจริญ พวกขาพระองคยอมทราบธรรมตามที่พระผูมีพระภาคทรงแสดงแลว น้ํานม
มารดาที่พวกขาพระองคผูทองเที่ยวไปมาอยูโดยกาลนาน ดื่มแลวนั่นแหละ มากกวา
น้ําในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไมมากกวาเลย ภิกษุทั้งหลาย ถูกละๆ พวกเธอทราบธรรมที่เรา
แสดงแลวอยางนี้ ถูกแลว น้ํานมมารดาที่พวกเธอผูทองเที่ยวไปมาอยูโดยกาลนานดื่ม
แลว นั่น แหละ มากกว า น้ํ าในมหาสมุ ท รทั้ง ๔ ไมมากกวา เลย ขอนั้ น เพราะเหตุไ ร
เพราะวา สังสารวัฏนี้กําหนดที่สุดเบื้องตนเบื้องปลายไมได ฯลฯ พอเพื่อจะหลุดพน ๑๔
หรือเปรียบเทียบการเวียนวายตายเกิดในภพภูมิตาง ๆ ของสรรพสัตวเหมือนกับการโยนทอน
ไมขึ้นไปบนอากาศแลว ตกลงมาในอาการที่ตางกัน ไมแนนอน สลับกันไป ดังขอความตอไปนี้
วา
สังสารวัฏนี้กําหนดที่สุดเบื้องตนเบื้องปลายไมได เมื่อเหลาสัตวผูมีอวิชชากางกั้น
มีตัณหาผูกพันไว ทองเที่ยวไปมาอยู ที่สุดเบื้องตนยอมไมปรากฏ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ทอนไมที่บุคคลโยนขึ้นบนอากาศ บางคราวก็ตกลงทางโคน บางคราวก็ตกลงทางขวาง
บางคราวก็ตกลงทางปลาย แมฉันใดสัตวทั้งหลายผูมีอวิชชากางกั้น มีตัณหาผูกพันไว

ทองเที่ยวไปมาอยู ก็ฉันนั้นแล บางคราวก็จากโลกนี้ไปสูปรโลก บางคราวก็จากปรโลก
มาสูโลกนี้ ขอนั้นเพราะเหตุไร เพราะวา สังสารวัฏนี้กําหนดที่สุดเบื้องตนเบื้องปลาย
ไมได ฯลฯ พอเพื่อจะหลุดพน ๑๕
นอกจากนี้ ยังเปรียบเทียบดวยการนําเอากระดูกของคนที่เวียนวายตายเกิดมาตลอดกัปกอง
รวมกันสูงใหญเทากองภูเขาหลวงเวปุลละ กระดูกก็ยังไมหมดสิ้นไป ดังขอความที่วา
สังสารวัฏนี้กําหนดที่สุดเบื้องตนเบื้องปลายไมได ฯลฯ เมื่อบุคคลหนึ่งทองเที่ยว
ไปมาอยูตลอดกัปหนึ่งพึงมีโครงกระดูก รางกระดูก กองกระดูกใหญเทาภูเขาเวปุลละนี้
ถากองกระดูกนั้น พึงเปนของที่จะขนมารวมกันได และกระดูกที่ไดสั่งสมไวแลว ก็ไมพึง
หมดไป ขอนั้นเพราะเหตุไร เพราะวา สังสารวัฏนี้กําหนดที่สุดเบื้องตนเบื้องปลายไมได
ฯลฯ พอเพื่อจะหลุดพน ๑๖ กระดูกของบุคคลคนหนึ่งที่สะสมไวกัปหนึ่ง พึงเปนกองเทา
ภูเขา ก็ภูเขาที่เรากลาวนั้น คือ ภูเขาใหญชื่อเวปุลละ อยูทิศเหนือของภูเขาคิชฌกูฏ
ใกลเมืองราชคฤห อันมีภูเขาลอมรอบ เมื่อใดบุคคลเห็นอริยสัจ คือ ทุกข เหตุเกิดแหง
ทุกข ความลวงพนทุกข และอริยมรรคมีองค ๘ อันยังสัตวใหถึงความสงบทุกข ดวย
ปญญาอันชอบ เมื่อนั้น เขาทองเที่ยว ๗ ครั้งเปนอยางมาก ก็เปนผูทําที่สุดทุกขได
เพราะสิ้นสัญโญชนทั้งปวง ๑๗
จากขอความดังกลาวมา แสดงใหเห็นวา พุทธปรัชญานั้น ในอีกปริยายหนึ่ง
ไมไดปฏิเสธการเวียนวายตายเกิดของสรรพสัตว หากแตยืนยันบนหลักการแหงความมีเหตุ
มีผลในระดับ ปุถุ ชนหรือในระดับโลกี ยวิสัย พรอมทั้ งชี้ใ หเห็นวา มั นเปนความทุกขของ
มนุษย เปนความทุกขตองแกไข และสามารถแกไขไดพรอมทั้งแสดงแนวทางแกไขเอาให
ดวย
๕.๔ ประเภทแหงสังสารวัฏ
สังสารวัฏที่วานี้ ตามทัศนะของพุทธปรัชญา จําแนกออกเปน ๓ ประเภท คือ
๑. เหฏฐิมสังสารวัฏ การทองเที่ยวเวียนตายเวียนเกิดในภูมิชั้นต่ํา มี ๔ ภูมิ ไดแก
๑) นรก ๒) เปตติวิสัย ๓) อสุรกาย ๔) ติรัจฉาน
๒. มัชฌิมสังสารวัฏ การทองเที่ยวเวียนตายเวียนเกิดอยูในภูมิชั้นกลาง มีความสุข
แบบโลกียพอประมาณ หรือมีทั้งสุขทั้งทุกข คละเคลากันไป มี ๗ ภูมิ ไดแก ๑) มนุสสภูมิ โลก
มนุษย ๒) จาตุมหาราชิกา ๓) ตาวดึงส ๔) ยามา ๕) ตุสิด ๖) นิมมานรดี ๗) ปรนิมมิตวสวัตตี
๓. อุปริมสังสารวัฏ การทองเที่ยวเวียนตายเวียนเกิดอยูในภูมิชั้นสูง มีความสุขมาก
แตยังเปนความสุขที่อิงอามิสอยู เปนความสุขที่เจือดวยทุกข มี ๒๐ ภูมิ ไดแก รูปภูมิ ๑๖ คือ

๑) พรหมปาริสัชชา ๒) พรหมปุโรหิตา ๓) มหาพรหม ๔) ปริตตา ๕) อัปปมาณาภา ๖) อา
ภัสรา ๗) ปริตตสุภา ๘) อัปปมาณสุภา ๙) สุภกิณหา ๑๐) เวหัปผลา ๑๑) อสัญญีสัตตา
๑๒) อวิหา ๑๓) อตัปปา ๑๔) สุทัสสา ๑๕) สุทัสสี ๑๖) อกนิฏฐกะ และ อรูปภูมิ ๔ คือ ๑๗) อา
กาสานั ญ จายตนะ ๑๘) วิ ญ ญาณั ญ จายตนะ ๑๙) อากิ ญ จั ญ ญายตนะ ๒๐) เนวสั ญ ญานา
สัญญายตนะ ๑๘
จะเห็นวา การแบงประเภทสังสารวัฏเปนการแบงตามภพภูมิอันเปนที่สรรพสัตวตอง
เวียนวายตายเกิดภายในกําเนิด ๔ หรือที่เปนสุคติภูมิและทุคติภูมิ อันถือวาเปนผลของกรรม
สังสารวัฏหรือภพภูมิ อีกนัยหนึ่ง คือ กระบวนการใหผลแหงกรรมและการเสวยผลแหงกรรม
นั่นเอง ดังที่พระพุทธองคตรัสวา “สัตวทั้งหลายตองไปตามกรรม เขาถึงผลแหงบุญและบาป คือ
ผูมีกรรมเปนบาปจักไปสูนรก สวนผูมีกรรมเปนบุญจักไปสูสุคติ” ๑๙ บรรดาภพภูมิหรือกําเนิด
ที่วานี้ มีทั้งที่ประจักษและไมประจักษ สวนที่ประจักษแจงแลว มนุษยก็ไมมีความสงสัยความมี
อยู สวนที่ยังไมประจักษแจง มนุษยตางมีความสงสัยความมีอยูของสัตวในกําเนิดนั้น ๆ จะ
อยางไรก็ตาม ในพุทธปรัชญา ไดแสดงถึงภพภูมิในกําเนิดตาง ๆ ไวอยางชัดเจน จําแนกตาม
ประเภทจากต่ําสุดถึงสูงสุดดังตอไปนี้
ก. เหฏฐิมสังสารวัฏ คือ สังสารวัฏชั้นต่ํา มี ๔ ภูมิ ไดแก
๑. นิรยภูมิ ๒๐ หรือ โลกนรก คือ โลกที่เต็มไปดวยความทุกขลวน ๆ เปนโลกที่
ปราศจากความสุขโดยสิ้นเชิง โลกที่ไมมีความสุขสบาย มีแตทุกขโดยสวนเดียว มีอาณาเขต
กวางขวาง แบงเปนเขตใหญและเล็กแตกตางกันออกไป เรียกวา ขุม ไดแก (๑) มหานรก ๘ ขุม
(๒) อุสสทนรก ๑๒๘ ขุม (๓) ยมโลกนรก ๓๒๐ ขุม (๔) โลกันตนรก ๑ ขุม เรียงลําดับจาก
ชั้นในสุดขยายวงออกมานอกสุดจนเลยขอบจักรวาลออกไป โดยที่มหานรกแตละขุมจะมีอุสสทน
รกลอมรอบทั้ง ๔ ดาน ดานละ ๔ ขุม รวมเปน ๑๖ ขุม มหานรกมี ๘ ขุม แตละขุมมีอุสสทนรก
ลอมรอบ ๑๖ ขุม อุสสทนรกทั้งหมดจึงมี ๑๒๘ ขุม (๘x๑๖= ๑๒๘) และมหานรกแตละขุมมี
ยมโลกนรกลอมรอบทั้ง ๔ ดานอีกดานละ ๑๐ ขุม รวมเปน ๔๐ ขุม เชนเดียวกันกับอุสสทนรก
โดยใชมหานรกเปนตัวคูณ จึงไดจํานวนยมโลกนรกทั้งหมด ๓๒๐ ขุม ผูที่จะไปเกิดในนรกขุม
ตาง ๆ นั้นขึ้นอยูกับการกระทําของแตละบุคคลที่ประกอบดวยโทสะ คือ ความโกรธ เปนหลัก
ใหญ ๒๑ หรือกลาวโดยรวมคือ กระทําความชั่วทางกาย วาจา และใจ
๑.๑ มหานรก ๒๒ คือ นรกขุมใหญ มี ๘ ขุม ตั้งซอนเรียงกันเปนชั้น ๆ หางจาก
กันแตละชั้น ประมาณ ๑๕,๐๐๐ โยชน ไดแก
๑) สัญชีวมหานรก แปลวา นรกที่ไมมีวันตาย หมายความวา ลักษณะการ
เปนอยูของสัตวนรกที่มาอยูในนรกขุมนี้ แมจะไดรับทุกขโทษจนตายแลวก็กลับฟนคืนชีพขึ้นมา

อีก เรียกวา อยูก็ไมเปนสุข จะตายก็ตายไมได ตองไดรับทุกขโทษจนตาย ๆ เปน ๆ อยูอยางนี้
จนกวาหมดบาปกรรม ชีวิตในนรกไมมีการประกอบอาชีพใด ๆ เพื่อเลี้ยงชีวิต ไดแตกมหนารับ
กรรม เสวยทุกขโทษอันเปนผลของบาปกรรมอยางเดียว การลงโทษหรือการไดรับโทษของสัตว
ในนรกนี้ เชน (๑) ถูกจับมัดใหนอนหงายบนแผนเหล็กที่ลุกแดงดวยไฟนรก แลวใชดาบหรือไม
ก็ ใ ช ข วานนรกฟ นรา งกายใหข าดเป นท อน ๆ หรื อไมก็ ค อย ๆ ถากเฉื อนเนื้ อออกทีล ะนอ ย
จนกระทั่งเนื้อหมดเหลือแตกระดูก สัตวนรกจะไดรับทุกขทรมานแสนสาหัสจนขาดใจตายแลวลม
อัน เกิ ด แต พ ลั ง กรรมพั ด มาต อ งกายทํ าให ฟ น คื น ชี พ มามี ร า งกายเหมื อ นเดิ ม แล ว ถู ก ลงโทษ
เชนเดิมหมุนเวียนไปอยางนี้ (๒) สัตวนรกบางจําพวก มีนิ้วมือเปนอาวุธ เชน หอก ดาบ หลาว
อันคมกริบ แลวทํารายสัตวนรกดวยกันเองจนตายกันไปขางหนึ่งแลวกลับมีชีวิตขึ้นมาอีกแลวก็
ทํารายซึ่งกันและกันอีก บางทีนายนิรยบาลเขาผสมโรงดวยการทุบตี ฟนแทงใหไดรับบาดเจ็บ
เขาไปอีก อายุของสัตวนรกขุมนี้คือ ๕๐๐ ปนรก หากเทียบกับเวลาโลกมนุษยมีเกณฑคํานวณ
คือ เกาลานปของมนุษยโลกเทากับหนึ่งวันหนึ่งคืนของสัญชีวนรก บุรพกรรมของสัตวขุมนี้คือ
เมื่อเปนมนุษยมีจิตไมบริสุทธิ์ หยาบชา มักทําบาปกรรม คือ การฆาสัตวตัดชีวิตผูอื่น ทําราย
สัตวอื่นจนสิ้นชีวิต
๒) กาฬสุตตมหานรก แปลวา นรกดายดํา หมายความวา ลักษณะการ
เปนอยูของสัตวในนรกขุมนี้จะผูกพันอยูกับดายดํา กลาวคือ จะถูกจับมัดนอนหงายบนแผนเหล็ก
แดงที่รอนดวยไฟนรก แลวใชดายดําที่ทําดวยเหล็กเสนโตเทาลําตนตาลมาตีบนรางกายเพื่อให
เกิดเสนรอยแลวจึงนําเลื่อยนรกอันรอนแดงดวยเปลวไฟนรกมาเลี่อยจนขาดเปนทอน บางพวก
มองเห็นนายนิรยบาลถือเลื่อยมาตางพากันหวาดกลัวแลววิ่งหนีกันชุลมุน พอไดยินเสียงนาย
นิรยบาลตวาดย ยิ่งพากันหวาดสะดุงวิ่งหนีตางเหยียบกันและกัน พรอมกับมีแผนกระดานเหล็ก
รอนคมกริบปลิวมาตัดรางกายขาดเปนทอนนอยทอนใหญ ไดรับทุกขเวทนาเปนอยางยิ่ง จนกวา
จะสิ้นบาปกรรมที่ไดทําเอาไวแตครั้งเปนมนุษย กลาวคือ การจับสัตวมาตัดเทา หู จมูก ปาก
หรือจุดไฟเผาปา หรือประทุษรายตอบิดามารดา ครูอาจารย “ชนเหลาใดพยายามกลาววาจา
หยาบคาย บริภาษบุคคลผูเจริญแลว ชนเหลานั้นไมใชเหลากอ ไมใชทายาท เปนเหมือนตนตาล
มีรากอันขาดแลว อนึ่ง ผูใดฆาบรรพชิตผูทํากิจเสร็จแลว ผูแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ ผูนั้น
จะตองหมกไหมอยูในกาฬสุตตนรก ตลอดกาลนาน” ๒๓ อายุของสัตวในกาฬสุตตนรกนี้ คือ
๑,๐๐๐ ปนรก เทียบกับเวลามนุษยโลก คือ สามโกฎิหกลานปของมนุษยโลกเทากับหนึ่งวันหนึ่ง
คืนของกาฬสุตตนรก
๓) สังฆาฏมหานรก แปลวา นรกบดขยี้ หมายความวา ลักษณะการเปนอยู
ของสัตวในนรกนี้ จะถูกบดดวยภูเขาเหล็กรอน มีรางกายวิกลวิการ บางคนมีหนาเปนควาย แต
รางกายเปนมนุษย บางตนมีหนาตาเปนมนุษย แตรางกายเปนชาง บางตนมีหนาเปนมนุษย แต
ร า งกายเป นสั ต ว เดรั จ ฉานนานาชนิด หรือไมก็มีห นา ตาเปนสั ต ว เ ดรัจ ฉานนานาชนิด แต มี
รางกายเปนมนุษย นายนิรยบาลใชโซเหล็กรอนจับสัตวเหลานั้นมัดรวมกันแลวกระชากใหนอน

บนแผนเหล็กรอน ทุบดวยคอนเหล็กจนรางแหลกเหลว ตายแลวกลับฟนคืนชีพตามเดิมวนเวียน
อยูอยางนั้น หรือบางพวกถูกจับมัดแลวใหนอนบนถานรอน บางพวกเกรงกลัวตอนายนิรยบาล
จึงวิ่งหนี ไมวาจะไปทางไหนจะมีกองไฟผุดขึ้นขวางแลวเผาสัตวนรกนั้น ตอจากนั้นจะมีภูเขา
เหล็ก ๒ ลูกกลิ้งมาบดทับสัตวนรกใหแหลกลาญ เหมือนหีบออยที่บดออยใหแหลกฉะนั้น บาง
พวกถูกฝงลงในแผนเหล็กแดงถึงเอว แลวมีภูเขาไฟกลิ้งมาบดขยี้ไดรับทุกขเวทนาแสนสาหัส
ตายแลวฟนขึ้นมาอีกวนกันอยูอยางนี้ อายุของสัตวสังฆาฏนรก คือ ๒,๐๐๐ ปนรก เทียบกับ
เวลาของมนุษยโลกคือ สิบสี่โกฎิกับหาลานปของมนุษยโลก เทากับ หนึ่งวันหนึ่งคืนของนรกนี้
บาปกรรมที่ทําใหมาเกิดในนรกนี้ คือ การลวงละเมิดศีลขอที่ ๑ คือ การทํารายสัตวอยางไร
เมตตาธรรม
๔) โรรุวมหานรก แปลวา นรกที่เต็มไปดวยเสียงรองไห หมายความวา
ลักษณะการเปนอยูของสัตวในนรกขุมนี้จะถูกลงโทษอยางหนักไดรับทุกขเวทนาแสนสาหัสตอง
รองไหครวญครางอยูตลอดเวลา โรรุวมหานรกนี้แบงเปน ๒ ประเภทคือ ชาลโรรุวมหานรก
และธูมโรรุวมหานรก ๒๔ ประเภทแรกจะเต็มไปดวยเปลวไฟในดอกบัวเหล็ก ในดอกบัวเหล็กแต
ละดอกจะสัตวนรกเสวยทุกขเวทนาอยูดวยอาการอันแปลก คือ นอนคว่ําอยูกลางดอกบัวเหล็ก
ศีรษะมิดเขาไปในดอกบัวเหล็กแคคาง สวนเทาจมลงในดอกบัวเหล็กแคขอเทา มือทั้งสองกาง
ออกจมเขาไปในดอกบัวเหล็กแคขอมือ แลวมีเปลวไฟลุกแผดเผาสัตวนรกพรอมดอกบัวเหล็กนัน้
สัตวนรกไดรับทุกขเวทนามาก จะตายก็ตายไมไดจนรองไหครวญครางระงมไปทั่ว สวนประเภท
ที่ ๒ จะเต็มไปดวยควันไฟนรก อายุของสัตวในนรกขุมนี้คือ ๔,๐๐๐ ปนรก เทียบกับเวลาของ
มนุษยโลกดังนี้ คือ ยี่สิบสามโกฎิกับสี่ลานปของมนุษยโลกเทากับหนึ่งวันหนึ่งคืนของนรกขุมนี้
บาปกรรมที่ทําใหมาเกิดในนรกนี้คือ การจับเอาสัตวเปน ๆ มาเผาไฟ ปงใหสุกแลวกินเปน
อาหาร หรือ คนที่ไมมีความยุติธรรมเพราะความลําเอียงดวยความรัก ความโกรธ ความกลัว
และความหลง เห็นแกสินจาง รับสินบน หรือคนที่โกงเอาทรัพยสมบัติของผูอื่นมาเปนของตัว
หรือคนที่เปนชูกับภรรยาหรือสามีของผูอื่นแลวฆาสามีหรือภรรยาเขาแลวเอาภรรยาหรือสามีเขา
มา หรือคนที่ฉอโกงเอาทรัพยสมบัติที่เขาถวายใหแกพระศาสนามาเปนของตน
๕) มหาโรรุวมหานรก แปลวา นรกที่เต็มไปดวยเสียงรองไหอยางมาก
หมายความวา ลักษณะการเปนอยูของสัตวในนรกนี้จะทุกขแสนสาหัสมากจนมีเสียงรองไห
ครวญครางเกิดขึ้นมากมายกวาโรรุวมหานรก กลาวคือ สัตวนรกขุมนี้ตองเขาไปอยูในดอกบัว
เหล็กซึ่งมีกลีบคมเปนกรดและรอนดวยไฟนรกซึ่งคอยเผาสัตวนรกอยูตลอดเวลา นอกจากนี้
นายนิรยบาลยังถือกระบองเหล็กรอนลุกดวยไฟตีศีรษะจนแตกยับ จะตายก็ตายไมไดงาย อยูก็
ไมเปนสุข แมตายก็ฟนมาใหมวนเวียนอยูอยางนี้จนกวาจะหมดบาปกรรม ดวยเหตุนี้ นรกขุมนี้
จึงมีชื่อเรียกอีกอยางหนึ่งวา ชาลโรรุวนรก คือ นรกที่เต็มไปดวยเสียงรองไหเพราะเปลวไฟ อายุ
ของสัตวในมหาโรรุวมหานรก คือ ๘,๐๐๐ ปนรก เทียบกับเวลาของมนุษยโลกดังนี้ คือ เการอยสี่
สิบเอ็ดโกฎิหกลานป ของมนุษยโลกเทากับหนึ่งวันหนึ่งคืนของมหาโรรุวมหานรก บาปกรรมที่

ทําใหมาเกิดในนรกขุมนี้คือ การฆา การทํารายมนุษยและสัตว การโจรกรรมสิ่งของตาง ๆ
ตลอดจนถึงทรัพยสินของพระศาสนา
๖) ตาปนมหานรก แปลวา นรกที่ทําใหเรารอนหรือแผดเผา หมายความวา
ลักษณะการเปนอยูของสัตวในนรกขุมนี้มีความเรารอนเปนทุกขโทษแหงการทําผิดศีลธรรม คือ
ในนรกขุมนี้ มีหลาวเหล็กโตเทาลําตนตาลลุกโชนดวยเพลิงนรกจํานวนมากเต็มพื้นฐานนรก บน
ปลายหลาวเหล็กมีสัตวนรกถูกเสียบอยู มีเปลวไฟพุงขึ้นจากลางสูบนเผาผลาญสัตวนรกนั้นอยู
ตลอดเวลา เนื้อหนังของสัตวนรกนั้นก็ไหมสุกพองอยูที่ปลาวหลาวเหล็กนั้น ๆ เหมือนเนื้อที่
เสียบที่ปลายไมแลวปงไฟฉะนั้น ครั้นเนื้อสุกทั่วตัวแลว มีสุนัขนรกตัวใหญเทาชางสงเสียงรองวิ่ง
มากระชากสัตวนรกไปกินจนเหลือแตกระดูก หากบาปกรรมยังไมสิ้น ก็กลับมีชีวิตขึ้นมาใหมและ
เปนอยูอยางนั้นจนกวาจะสิ้นบาปกรรม ในขุททกนิกาย ชาดกกลาวถึงสภาพการรับโทษในนรก
นี้ไววา “จะตองหมกไหมอยูตลอดแสนปทิพย อันกองเพลิงหอมลอมเสวยทุกขเวทนา เปลวไฟมี
รัศมีซานออกจากกายของสัตวนั้น สรรพางคกายพรอมทั้งปลายขนและเล็บของสัตวผูมีไฟเปน
ภักษา มีเปลวไฟเปนอันเดียวกัน สัตวนรกมีตัวถูกไฟไหม ทั้งขางในและขางนอกอยูเปนนิตย
เป น ผู อั น ทุ ก ข เ บี ย ดเบี ย น ร อ งไห ค ร่ํ า ครวญอยู เ หมื อ นช า งลู ก นายหั ต ถาจารย แ ทงด ว ยขอ
ฉะนั้น” ๒๕ อายุของสัตวในตาปนมหานรกนี้ คือ ๑๖,๐๐๐ ปนรก แตอาจอยูไมครบก็ไดขึ้นอยูกับ
พลังบาปกรรมที่ทําไว หากมีบาปกรรมมาก ก็จะเสวยทุกขเวทนาในนรกขุมนี้ ๑๖,๐๐๐ ปนรกจึง
จะพนบาปกรรม นรกขุมอื่นก็นัยเดียวกัน เมื่อเทียบกับเวลาของมนุษยสามารถคํานวณไดดังนี้
คือ หนึ่งพันแปดรอยสี่สิบสองโกฎิกับสิบสองลานปของมนุษยโลก (หรือหนึ่งพันแปดรอยสี่สิบ
สามโกฎิกับสองลานป) เทากับหนึ่งวันกับหนึ่งคืนของตาปนมหานรก บาปกรรมที่ชักนําสัตวใน
มาเกิดในนรกขุมนี้คือ อกุศลมูล ๓ ประการที่ชักนําใหทําบาปกรรมเชน การประกอบอาชีพเปน
นายพราน เปนตน ที่คอยฆาสัตวทํารายสัตวดวยหอกหลาวแลวนําเนื้อมารับประทานหรือขาย
เลี้ยงชีวิต “อนึ่ง พระราชาพระองคใด ตั้งอยูในอธรรม กําจัดชาวแวนแควน ทําชาวชนบทให
เดือดรอน สิ้นพระชนมไปแลวจะตองหมกไหมอยูในตาปนนรกในโลกหนา” ๒๖ “ภรรยาที่เขาชวย
มาดวยทรัพย แลวดูหมิ่นสามี แมผัวพอผัว หรือพี่ผัวนองผัว” ๒๗
มหาตาปนมหานรก แปลวา นรกที่เต็มไปดวยความเรารอนเหลือ
๗)
ประมาณ หมายความวา ลักษณะการเปนอยูของสัตวในนรกขุมนี้จะเต็มไปดวยความเรารอนอัน
เกิดจากไฟนรกตามพลังบาปกรรมที่ทํามา และความเรารอนที่เหลือประมาณนี้เปนโทษแหง
บาปกรรมนั้น คือ ในนรกขุมนี้ มีความลึกและความกวาง มีกําแพงที่ลุกเปนไฟอยูตลอดเวลา
ภายในมีภูเขาเหล็กลุกเปนไฟตั้งอยูเปนลูก ๆ รอบขางภูเขามีขวากเหล็กแหลมคมปกเรียงราย
ตามพื้นเหล็กลุกแดงดวยไฟจํานวนมากมาย นายนิรยบาลจะทําหนาที่ไลตอนสัตวนรกใหปน
ขึ้นไปบนภูเขาที่วานั้น เมื่อสัตวนรกขึ้นไปแลวจะถูกลมกรดอันรอนแรงพัดตกลงมาถูกขวาก
เหล็กแหลมเหลานั้นเสียบเขาใหอีกไดรับทุกขเวทนาเหลือประมาณ เสียงรองระงมดวยความ
ทุกขทรมานดังไปทั่วทองนรก เปนเชนนี้จนกวาจะหมดบาปกรรม อายุของสัตวในมหาตาปน

มหานรกนี้คือ ครึ่งหนึ่งของอันตรกัป ๒๘ บาปกรรมที่ทําใหมาตกในมหาตาปนมหานรกนี้ คือคนที่
ทําบาปกรรมหนักกวาตาปนมหานรก ไดแก การฆาคน ฆาสัตวใหตายหมูเปนจํานวนมากโดยไร
ความปรานี
๘) อเวจี ม หานรก แปลว า นรกที่ ป ราศจากระหว า งคั่ น ของเปลวไฟ
หมายความวา ลักษณะการเปนอยูของสัตวในนรกขุมนี้ปราศจากชองวางระหวางเปลวไฟและ
ความทุกข ไมมีวางจากเปลงไฟแหงทุกขสักนิดเดียว ไมมีความบางเบา นรกขุมนี้เปนนรกขุม
ใหญกวานรกทั้งหลาย นากลัว นาสยดสยอง เปนเหมือนเมืองใหญ ลอมรอบดวยกําแพงเหล็กที่
ลุกโชนดวยเปลวไฟ “มี ๔ มุม ๔ ประตู แยกออกเปนหอง ๆ มีกําแพงเหล็กเปนขอบเขต ครอบ
ดวยฝาเหล็ก มีพื้นปูดวยเหล็ก ไฟลุกโชนประกอบดวยเปลวแผไปไกล ๑๐๐ โยชนโดยรอบ
ตั้งอยูทุกเมื่อ” ๒๙ เปลวไฟจึงเผาผลาญไหมสัตวนรกอยูตลอดเวลา สัตวที่เกิดในอเวจีมหานรกนี้
มีมากกวาในนรกขุมอื่น ๆ และมีลักษณะการรับโทษทัณฑตางออกไป กลาวคือ คนที่เคยทํา
บาปกรรมในอิริยาบถใด ตองมารับโทษอยูในอิริยาบถนั้น ไมวาจะเปนการนั่ง นอน ยืน หรือเดิน
ทํ า ก็ จ ะรั บ ทุ ก ข โ ทษในอิ ริ ย าบถนั้ น ๆ อายุ ข องสั ต ว ใ นอเวจี ม หานรกนี้ คื อ หนึ่ ง อั น ตรกั ป
บาปกรรมที่ชักนําใหมาเกิดในอเวจีมหานรก คือ อนันตริยกรรม ไดแก กรรมหนักยิ่ง ๕ ประการ
คือ (๑) ฆามารดา (๒) ฆาบิดา (๓) ฆาพระอรหันต (๔) ทํารายพระพุทธเจาจนหอพระโลหิต
(๕) ทําสังฆเภท คือ ทําใหหมูคณะแตกแยกกัน
๑.๒ อุสสทนรก เปนนรกขุมชั้นนอกตั้งลอมรอบมหานรกแตละขุมทั้ง ๔ ทิศ ทิศ
ละ ๔ ขุม มีชื่อเชนเดียวกัน จึงถือวา อุสสทนรก มี ๑๖ ขุมลอมรอบมหานรกแตละขุมอยู เมื่อ
มหานรกมี ๘ ขุม อุสสทนรกทั้งหมดรวมเปน ๑๒๘ ขุม อุสสทนรก ๔ ขุมที่วานี้ คือ
๑) คูถนรก แปลวา นรกคูถ เปนนรกที่อยูใกลมหานรกมากที่สุดเปนอันดับ ๑
หากสัตวนรกที่พนโทษจากมหานรกแลว แตยังไมสิ้นบาปกรรม จะมาตกอยูในนรกขุมนี้ ซึ่งเต็ม
ไปดวยหมูหนอนจํานวนมาก หนอนแตละตัวมีปากแหลมดังเข็ม ตัวอวนโตเทาชาง นาเกลียด
และนากลัว สัตวนรกจะถูกหมูหนอนเหลานี้พากันกัดกินเนื้อจนเหลือแตกระดูก แมแตกระดูกก็
ถูกแทะกินอีก บางตัวเขาไปทางปากกัดกินอวัยวะภายในแลวออกทางทวารหนัก บางตัวเขาทาง
ทวารหนักกัดกินอวัยวะภายในแลวออกทางปาก
๒) กุกกุฬนรก แปลวา นรกเถาถาน เปนนรกที่อยูตอจากคูถนรก อันมีเถา
ถานที่เรารอนสําหรับแผดเผาสัตวนรกที่หลุดพนจากคูถนรกแลวแตยังไมสิ้นบาปกรรมจนไหม
เปนจุณจนกวาจะหมดบาปกรรม
๓) อสิปตตนรก แปลวา นรกใบดาบ เปนนรกถัดจากกุกกุฬนรก ในนรกนี้ มี
ตนมะมวงตนใหญมีใบดกหนารมรื่นดูเหมือนเปนสวนอุทยาน สัตวนรกที่หลุดพนจากกุกกุฬนรก
แลวตางดีใจเมื่อตนมะมวงที่รมรื่นจึงพากันเขาไปนอนใตตนมะมวง ทันใดนั้น ลมอันเกิดแตกรรม
ของพวกเขาก็พัดเอาใบมะมวงหลนลงมากลายเปนดาบเปนหอกถูกรางกายเปนแผล บางก็ขาด

เปนทอน ถูกแขน ขา ขาด ดวยความกลัวจึงพากันวิ่งหนีแตกลับมีกําแพงเหล็กลุกโชนดวยไฟ
ผุดขึ้นขวางไว จากนั้น มีสุนัขนรกโตเทาชางและแรงนรกปากเหล็กโตเทารถ พากันแยงกิน
เนื้อสัตวนรกเหลานั้น
๔) เวตรณีนรก แปลวา นรกที่ขามไดยาก เปนนรกขุมถัดจากอสิปตตนรก ใน
นรกนี้จะเต็มไปดวยน้ํากรด มีเครือหวายหนามเหล็กลอมอยู ตรงกลางมีดอกปทุม ทําใหสัตว
นรกที่รอดพนจากอสิปตตนรกเขาใจวาเปนแมน้ํา จึงพากันดีใจกระโดดลง จึงถูกหนามเหล็กของ
หวายบาดตามรางกายไดรับทุกขเวทนายิ่ง จากนั้นปรากฏเปลวไฟนรกแผดเผาเขาอีก สัตวนรก
จึงรองดิ้นรนตกไปบนดอกปทุมที่มีกลีบคมเปนกรด ซ้ํามีเปลวไฟติดอยูตลอดเวลาทําใหรางกาย
ขาดเปนทอน ดําลึกลงไปในแมน้ําก็เจอคมดาบที่อยูใตน้ํา บางพวกวิ่งถึงแมน้ําเวตรณีแลวเห็น
เพื่อน ๆ ประสบทุกขเวทนาจึงไมกลาลง แตก็ตองถูกนายนิรยบาลบังคับใหลงดวยวิธีที่โหดราย
ทั้งตี แทง เอาเบ็ดนรกเกี่ยวลากขึ้นมา บังคับใหนอนหงายแลวเอาเหล็กงัดปากใสกอนเหล็กแดง
เขาไป สัตวที่จะไปเกิดในเวตรณีนรกนี้ คือ คนที่เคยเผาสัตวทั้งเปนจนสิ้นชีวิต คนที่เคยเปน
ภิกษุสามเณรแลวไมสํารวมระวัง ไมรักษาศีลตามพุทธบัญญัติ ลวงอาบัติแลวไมทําคืน คนที่เคย
ดื่มสุราเมรัย “หญิงผูรีดลูกยอมกาวลวงลําธารนรกอันคมแข็งที่กาวลวงไดแสนยาก ดุจคมมีด
โกน แลวตกไปสูแมน้ําเวตรณีที่ไปไดยาก ตนงิ้วทั้งหลาย ลวนแตเปนเหล็กมีหนาน ๑๖ องคุลี มี
กิ่งหอยยอยปกคลุมแมน้ําเวตรณี ที่ (ขาม) ไปไดยากทั้ง ๒ ฟาก สัตวนรกเหลานั้น มีตัวสูงโยชน
หนึ่ง ลูกไฟที่เกิดเองแผดเผามีเปลวรุงเรืองยืนอยู ดุจกองไฟตั้งอยูที่ไกล ฉะนั้น” ๓๐
ในขุททกนิกาย ชาดก มีขอความกลาวสรุปถึงสาเหตุที่จะไปเกิดในอุสสทนรก
และสภาพความเปนไปในอุสสทนรกไวดังนี้วา
พวกคนฆาแกะ ฆาสุกร ฆาปลาดักเนื้อ พวกโจร คนฆาโค พวกพราน พวกคน
ผูกระทําคุณในเหตุมิใชคุณ (คนสอเสียด) ลูกนายนิรยบาลเบียดเบียนดวยหอกเหล็ก
ฆอนเหล็ก ดาบและลูกศร พุงหัวใหตกลงสูแมน้ําแสบ คนทําคดีโกง ถูกนายนิรยบาล
ทุบตีดวยฆอนเหล็ก ทั้งเวลาเย็นเวลาเชา แตนั้น ยอมกินอาเจียนของสัตวนรกเหลา
อื่น ผูไดรับความทุกขทุกๆ เมื่อฝูงกาบาน ฝูงสุนัข ฝูงแรง ฝูงกาปา ลวนมีปากเหล็ก
ตางพากันรุมจิกกัดกินสัตวนรก ผูกระทํากรรมอันหยาบชา ดิ้นรนอยู ชนเหลาใดเปน
อสัตบุรุษ อันธุลีปกปดใหเนื้อชนกันจนตายก็ดี ใหนกตีกันจนตายก็ดี ชนเหลานั้น
ตองไปตกอุสสทนรก ๓๑
๑.๓ ยมโลกนรก เปนนรกที่ลอมรอบมหานรกถัดจากอุสสทนรกอีกชั้นหนึ่งทั้ง ๔
ทิศ ทิศละ ๑๐ ขุม รวมทั้ง ๔ ทิศ เปน ๔๐ ขุม หากนับทั้ง ๔ ทิศของมหานรก จึงเปนยมโลก
นรก ๓๒๐ ขุม (๘x๔๐) สัตวที่ทําบาปกรรมแตโทษฐานความผิดไมถึงกับไปเกิดในมหานรกทั้ง
๘ หรือแมกระทั่งในอุสสทนรก ก็จะมาตกในยกโลกนรกที่วานี้ ยมโลกนรกทั้ง ๑๐ มีชื่อดังตอไปนี้

คือ
๑) โลหกุมภีนรก แปลวา นรกหมอเหล็ก มีหมอเหล็กขนาดใหญเทาภูเขาเต็ม
ดวยน้ํารอนเดือดพลานอยูตลอดเวลา ตั้งอยูบนเตาไฟใหญ นายนิรยบาลจะจับเทาสัตวนรกให
หัวหอยแลวใสลงในหมอเหล็ก ถูกตมอยูอยางนั้นจนกวาจะหมดบาปกรรม หรือบางครั้ง นาย
นิรยบาลใชเชือกเหล็กลุกโชนดวยไฟรัดคอแลวบิดจนคอขาดแลวศีรษะไปทอดในหมอเหล็กแดง
เมื่อหัวขาดแลว หัวใหมก็เกิดขึ้นมาแทน หาไดตายไม นายนิรยบาลก็ทําเชนเดิมอีก เปนอยางนี้
เปนหมื่น ๆ ปหรือจนกวาจะหมดบาปกรรม คนที่จะไปเกิดในโลกกุมภีนรกนี้ คือ คนที่ฆาบิดา
หญิงผูประพฤตินอกใจสามีก็ดี ชายที่คบหาภรรยาผูอื่นก็ดี ๓๒ แลวกลับสํานึกตนไดพยายาม
ประกอบความดี แทนที่จะไปเกิดในมหานรก ก็มาเกิดในโลหกุมภีนรกแทน ตัวอยางเชน พระเจา
อชาตศัตรู ๓๓
๒) สิมพลีนรก แปลวา นรกตนไมงิ้ว เปนขุมนรกที่อยูถัดจากโลหกุมภีนรก
เปนนรกที่เต็มไปดวยตนไมงิ้วนรก แตละตนมีหนามเหล็กแหลมคมเปนกรดยาว ๑๖ นิ้ว และมี
ไฟติดลุกโชนอยูตลอดเวลา ในนรกนี้เต็มไปดวยสัตวนรกชายและสัตวนรกหญิงที่ตองมารับ
กรรมเปนชูกันเมื่อครั้งเปนมนุษย ตางฝายตางถูกนายนิรยบาลบังคับใหปนตนไมงิ้วเพื่อขึ้นหา
กัน ถูกทั้งหนามเหล็กทิ่มแทง ทั้งไฟแผดเผา ทั้งถูกนายนิรยบาลทิ่มแทงดวยหอกเพื่อกระตุนให
ปนขึ้นไป นอกจากนี้ขณะปนขึ้นไปนั้น ยังมีแรงนรก กานรกมีปากเหล็กคอยจิกกินอวัยวะนอย
ใหญเปนอาหาร และมีสุนัขนรกฝูงใหญรุมกันกัดกิน สัตวที่มาเกิดในสิมพลีนรกนี้ คือ คนที่
ประพฤติผิดศีลขอ ๓ คือ กาเมสุมิจฉาจาร เปนมักมากในกามารมณดวยการคบชูทั้งชายและ
หญิง
๓) อสินขนรก แปลวา นรกเล็บดาบ เปนนรกที่อยูถัดออกจากสิมพลีนรก
สัตวในนรกนี้ จะมีเล็บมือเล็บเทาเปนอาวุธ เชน ดาบ หอก เปนตน ที่คมกริบ แลวนั่งบาง ยืน
บางใชเล็บดาบตะกุย เฉือนเนื้อของตนเองกิน เปนเสมือนคนบาเสียสติ บาปกรรมที่ทําใหมาเกิด
ในอสินขนรกนี้ คือ การผิดศีลขออทินนาทาน การลักขโมย ฉอโกงทรัพยสินของผูอื่นมาเปนของ
ตน
๔) ตามโพทนรก แปลวา นรกน้ําแดง เปนนรกที่อยูถัดจากอสิขนนรก
ออกมา ในนรกนี้ จะมีหมอเหล็กตมน้ําทองแดงตั้งเรียงรายอยูมากมาย ในหมอมีกอนกรวด หิน
ปนอยูทุกหมอ สัตวที่มาเกิดในนรกนี้ จะถูกนายนิรยบาลจับใหนอนหงายบนแผนเหล็กรอนแลว
กรอกน้ําทองแดงพรอมกอนกรวดเขาไปในปาก น้ําไหลเขาไปถึงไหน รางกายก็แตกสลายไปถึง
นั้น ตายแลวก็ฟนขึ้นมาใหม รับบาปกรรมเชนนั้นจนกวาจะหมดพลังกรรม สัตวที่มาเกิดในตาม
โพทนรกนี้ คือ คนที่ชื่นชอบในการร่ําสุราเปนนิตยหรือคนที่ผิดศีลขอที่ ๕ นั่นเอง
๕) อโยคุฬนรก แปลวา นรกกอนเหล็กแดง เปนนรกอยูถัดจากตามโพทนรก
ในนรกนี้เต็มไปดวยกอนเหล็กแดงลวนลุกเปนไฟ สัตวนรกมองเห็นกอนเหล็กแดงดังกลาวเปน
อาหารจึงแยงกันกิน กอนเหล็กนั้นเผาไหมไสพุงตามลําดับ สัตวนรกไดรับทุกขเวทนายิ่ง สัตวที่

จะมาเกิดในอโยคุฬนรกนี้ คือ คนที่มีความละโมบ โลภ ไมรูจักพอ หลอกลวง ฉอฉล คดโกงผูอื่น
แมกระทั่งยักยอกเงินภาษี หรือเงินทําบุญของผูอื่น
๖) ปสสกปพพตนรก แปลวา นรกภูเขาบด อยูถัดจากอโยคุฬนรก มีภูเขา
ใหญตั้งอยูทั้ง ๔ ทิศ สามารถเคลื่อนที่ไดไมหยุดหยอน กลิ้งบดขยี้เหลาสัตวที่มาเกิดในนรกนี้จน
แหลกละเอียด ตายแลวกลับฟนมาใหม และรับผลกรรมเชนนี้จนกวาจะสิ้นพลังกรรม สัตวที่จะมา
เกิดในปสสกปพพตนรกนี้ คือ คนที่กดขี่ ขมเหงประชาราษฎร รีดไถผูอื่น ไมมีความกรุณาปรานี
ใคร
๗) ธุสนรก แปลวา นรกแกลบ อยูถัดจากปสสกปพพตนรก เปนนรกแกลบที่
มีไฟลุกไหมอยูตลอดเวลา แตปรากฏแกสัตวนรกเปนเหมือนสระน้ํา สัตวนรกในนรกนี้ลวนมี
ความหิวกระหายน้ํา จึงพากันดื่มกิน น้ํานั้นกลับกลายเปนแกลบรํารอนเผาไหมทองไสแลวไหล
ออกมาทางทวารหนัก สัตวนรกไดรับความเจ็บปวดทุกขเวทนาแสนสาหัส สัตวที่ตองรัลผล
กรรมเชนนี้เพราะเปนคนคดโกง ไมซื่อสัตย เชน เปนพอคาแมคา ที่ชอบนําของเสียปนของดี
แลวขายแกผูอื่นเพราะความโลภอยากไดกําไรมาก ๆ
๘) สีตโลสิตนรก แปลวา นรกน้ําเย็น อยูถัดจากธุสนรก เปนนรกที่มีน้ําเย็น
ยะเยือกยิ่งกวาความเย็นทั้งหลาย สัตวนรกจะถูกจับโยนลงในน้ําที่วานี้ ตายเพราะความเย็นแลว
กลับมีชีวิตมาใหม เสวยผลบาปกรรมเชนนี้จนกวาจะหมดพลังกรรม สัตวที่จะมาเกิดในสีตโลสิต
นรกนี้ คือ คนที่ชอบจับสัตวโยนลงไปในบอ ในเหว ในสระน้ํา ใหจมน้ําตาย หรือทํารายมนุษย
ดวยกันใหจมน้ําตาย
๙) สุนขนรก แปลวา นรกสุนัข อยูถัดจากสีตโลสิตนรก จะเต็มไปดวยสุนัข
นรก ๕ จําพวก คือ หมาดํา หมาขาว หมาเหลือง หมาแดง และหมาลาย มีรางกายใหญโต นา
กลัว มีเสียงเหาเหมือนเสียงฟารอง จะไลกัดสัตวที่มาเกิดในนรกนี้ตลอดเวลาไมมีหยุดเหมือน
หมาไลเนื้อของนายพราน นอกจากนี้ ยังมีฝูงแรงและฝูงกาที่มีปากและเทาเปนเหล็กแดงลุกเปน
ไฟบินไลจิกดวงตาและแหวกหัวใจของสัตวนรกไป สัตวนรกทั้งหลายตายแลวฟนขึ้นมารับผล
บาปกรรมเชนนี้จนกวาจะสิ้นพลังกรรม สัตวที่จะมาเกิดในสุนขนรกนี้ คือ คนใจหยาบ ปากกลา
ชอบดุดาวามารดาบิดา ปูยา ตายาย พี่สาว พี่ชาย ดวยคําเจ็บแสบ หรือพอโกรธก็จะดาไมเลือก
หนาไมวาผูเฒาผูแก หรือสมณะชีพราหมณ
๑๐) ยันตปาสาณนรก แปลวา นรกเขาหินยนต อยูถัดจากสุนขนรก จะมี
ภูเขาหินดาดอยู ๒ ลูกหมุนกระทบกันอยูตลอดเวลา นายนิรยบาลจะจับสัตวนรกโยนเขาไปใน
ระหวางภูเขาทั้ง ๒ ลูกนั้น สัตวนรกจะถูกภูเขากระแทกแตกละเอียด ตายแลวฟนขึ้นมาอีกเพื่อ
รับผลกรรมเชนนั้นจนกวาจะหมดพลังกรรม สัตวที่จะมาเกิดในยันตปาสาณนรกนี้ คือ คนที่มีใจ
หยาบชา ดุดา ทุบตีคูครองของตนดวยความโกรธแลวประพฤตินอกใจคูครองของตน

๑.๔ โลกันตนรก หรือ โลกันตริกนรก คือ นรกที่อยูในระหวางจักรวาล เปน
ชองวางที่แสงอาทิตยจากแตละจักรวาลสองไปไมถึง ที่วางบริเวณนั้น เรียกวา โลกันตริก คือ
ชองวางระหวางจักรวาล ไมจัดอยูในจักรวาลใดจักรวาลหนึ่ง อันมีแตความมืดมิดและเยือกเย็น
สุดขั้ว มีความกวางถึง ๘,๐๐๐ โยชน อยูเลยจากภูเขาจักรวาลไป แสงแหงดวงอาทิตยและดวง
จันทรจึงไมพอที่จะสองไปไมถึงชองวางระหวางจักรวาลนั้น ๓๔ มีลักษณะการเปนอยูดังขอความ
ในพระสุตตันตปฎกที่วา “... ภิกษุทั้งหลาย โลกันตนรกมีแตความทุกข มืดคลุมมัวเปนหมอก
สัตวในโลกันตนรกนั้น ไมไดรับแสงพระจันทรและพระอาทิตยซึ่งมีฤทธานุภาพมากอยางนี้” ๓๕
“...ไมมีพระจันทรและพระอาทิตย โลกันตนรกมืดมิดอยูทุกเมื่อ นากลัว กลางคืนกลางวันไม
ปรากฏ ... มีสุนัข ๒ เหลา คือ ดางเหลา ๑ ดําเหลา ๑ ลวนมีรางกายกํายําล่ําสันแข็งแรง ยอม
พากันมากัดกินผูที่จุติจากมนุษยโลกนี้ ไปตกอยูในโลกันตนรกดวยเขี้ยวเหล็ก” ๓๖ “...มีหาฝน
ตางๆ ชนิด คือ ฝนหอก ฝนดาบ ฝนแหลม ฝนหลาว มีประกายวาวดังถานเพลิง ตกลงบนศีรษะ
สายอัสนีศิลาอันแดงโชนตกถูกสัตวนรกผูมีกรรมหยาบชา และ...มีลมรอนยากที่จะทนได สัตวใน
นรกนั้น ยอมไมไดรับความสุขแมแตนอย” ๓๗
สัตวที่ไปเกิดในโลกันตนรกนี้มีรางกายใหญโต มีเล็บมือเล็บเทายาวใชเกาะอยูตาม
เชิงเขาจักรวาลดานนอก หอยโหนตัวอยูเหมือนคางคาว เพราะความมืดจึงมองไมเห็นอะไรทําให
เขาใจวาไมมีสัตวอื่นอยูดวย แตเมื่อหอยโหนไปถูกสัตวนรกอื่น ๆ สําคัญวา เปนอาหาร ดวย
ความหิวจึงตางตะครุบกันและกันเลยพลัดตกลงไปขางลางซึ่งเต็มไปดวยน้ํากรดที่เย็นยะเยือก
จนรางกายแหลกสลาย ตายแลวกลับเปนตัวตนขึ้นมาใหมแลวตระเกียกตระกายขึ้นไปเกาะเชิง
เขาจักรวาล แลวดําเนินชีวิตเชนเดิมอีกเปนเชนนี้ชั่วพุทธันดรหนึ่ง หรือจนกวาจะหมดบาปกรรม
คนที่จะไปเกิดในโลกันตนรก คือ คนที่ฆาบิดามารดา ทุบตีดาวามารดาบิดาหรือผูมีคุณ หรือคน
ที่วางเพลิงเผาวัดวาอารามทํารายสมณะชีพราหมณ หรือคนที่ฆาสัตวเปนอาจิณ หรือคนที่เปน
มิจฉาทิฐิที่ดิ่งแกไขไมได
กลาวโดยสรุปแลว การที่จะไปเกิดในนรกทั้งหลาย คือ การกระทําชั่วทั้งทางกาย
ทางวาจา และทางใจ ตัวอยาง เชน การละเมิดศีล ๕ ขอ คือ
๑. คนที่ฆาสัตวตัดชีวิตเปนประจํา จะไปเกิดในสัญชีวมหานรก
๒. คนที่เปนโจร เปนขโมย ลักทรัพยของผูอื่น จะไปเกิดในกาฬสุตตนรก
๓. คนที่ประพฤติผิดในกาม จะไปเกิดในสังฆาฏมหานรก
๔. คนที่ประพฤติทางวาจา มีการพูดเท็จ พูดคําหยาบ พูดสอเสียด พูดเพอเจอ จะ
ไปเกิดในโรรุวมหานรก
๕. คนที่ดื่มสุราเมรัยแลวเกิดความประมาท ขาดสติสัมปชัญญะ จะไปเกิดในมหา
โรรุวมหานรก

นอกจากนี้ กรรมอันหนัก อยางเชน อนันตริยกรรม ๕ ประการดังกลาวขางตน
ก็จัดเปนสาเหตุนําสัตวใหไปเกิดในนรกภูมิตามลําดับแหงพลังบาปกรรมที่หนักเบา โดยเริ่มจาก
การไดรับโทษหนักที่สุดและลดลง การตั้งอยูแหงขุมนรกทั้งหลายจะเรียงลําดับชั้นจากขางในอัน
เปนการลงโทษผูที่ทํากรรมหนักที่สุดขยายวงออกมาขางนอกตามลําดับโทษฐานความผิดที่เบา
บางลงเรื่อย ๆ การแสดงลําดับชั้นนรกภูมิจากมหานรกออกมาจนถึงยมโลกนรกดังภาพดังกลาว
กระนั้นก็ตาม วงรอบนอกสุด คือ โลกันตนรกนั้น มิไดหมายความวา เปนนรกที่มีทุกขเวทนา
นอยกวานรกทั้งปวง หากแตเปนนรกที่ตางจากนรกอื่น ๆ คือ เปนนรกเย็นอยูนอกจักรวาลใน
ระหวางจักรวาล ในขณะที่นรกอื่น ๆ นั้นเปนนรกรอนดวยไฟนรกทั้งสิ้นและยังตั้งอยูภายใน
จักรวาล ดังภาพดังตอไปนี้
มหานรก
อุสสทนรก
ยมโกลนรก
โลกันตนรก

ตารางแสดงลําดับชั้นการขยายของนรกภูมิ
๒. เปตติวิสัยภูมิ คือ แดนที่อดอยาก หิวกระหาย เต็มไปดวยความทุกขทรมาน
ปราศจากความสุขสบาย หรือเรียกวา โลกเปรต ไมมีสถานที่อยูเปนหลักแหลงโดยเฉพาะ เหลา
สัตวที่ไปเกิดในเปตวิสัยนี้ คือ ผูที่มีโลภจิต คือ จิตมีโลภะ ความอยากไดอยางยิ่งยวดเปนเจา
เรือน ๓๘ ในโลกแหงเปรต แมจะมีความทุกขนอยกวาสัตวนรก แตก็ยังหางไกลจากความสุข
เปรตนั้นมีอยูหลายประเภทตามพลังอํานาจแหงบาปกรรมที่ตนสรางไว ดังตอไปนี้ ๓๙
๒.๑ วิชชาตเปรต นับเปนเปรตชั้นดี มีอิทธิฤทธิ์ เปนดุจพญาแหงเปรตทั้งหลาย

เปนเปรตที่พอจะรูอริยสัจ ๔ ได แตไมสนใจปฏิบัติ มีแดนตั้งอยูเหนือแดนนรก อยูกันแตเฉพาะ
พวกเขาเทานั้น จะไมมีเปรตพวกอื่นเขาไปปะปน ตองเสวยผลแหงบาปกรรมเชนนั้น จนกวาจะ
สิ้นพลังกรรม
๒.๒ ขุปปปาสกเปรต คือ เปรตผูมีแตความหิวกระหาย เพราะกอนเคยเปนคนที่
มีแตความโลภ ความตระหนี่ ไมรูจักแบงปนผูอื่น
๒.๓ วันตาสาเปรต คือ เปรตผูมีแตความสิ้นหวัง มีรูปรางนาเกลียด มีแตความ
หิว เมื่อเห็นมนุษยถุยน้ําลาย จะดีใจรีบไปดูดกินน้ําลายนั้น เปนเชนอยางนี้จนกวาจะสิ้นพลัง
กรรม คือ ความตระหนี่ เมื่อมีผูมาขออาหาร ก็โกรธบวนน้ําดวยความรังเกียจ แลวใหอาหารที่
เปนเดนอยางไมเต็มใจ หรือถมน้ําลายบนสถานที่ที่ควรเคารพเชน ลานเจดีย โบสถ วิหาร เปน
ตน
๒.๔ ปรทั ต ตู ป ชี วี เ ปรต คื อ เปรตที่ อ าศั ย ทานที่ ผู อื่ น ให เ ลี้ ย งชี วิ ต เป น เปรต
จําพวกเดียวเทานั้นที่สามารถรับสวนบุญที่เขาอุทิสใหดวยการอนุโมทนาสวนกุศลที่เขาทําอุทิศ
ให เฝารอคอยหมูญาติจะทําบุญแลวอุทิศให คอยติดตามหมูญาติเวลาทําบุญดวยหวังจะไดรับ
สวนบุญที่เขาจะอุทิศให บางทีหมูญาติลืมที่จะอุทิศให ก็ผิดหวังเศราใจทนทุกขอยูอยางนั้นจนสิ้น
พลังกรรม เชน เปรตผูเปนญาติของพระเจาพิมพิสารที่พากันมาเพื่อรอสวนบุญ เปรตเหลานั้น
ไดรับผลแหงความริษยาและความตระหนี่ บางพวกมีหนวดและผมรุมราม มีหนาดํา มีเสนเอ็น
หยอน และอวัยวะใหญนอยหอยยอย ผอม หยาบ และดําเหมือนกับตนตาลที่ถูกไฟปาไหม
บางพวกมีรางกายที่เปลวเพลิงเผาตั้งแตทอง เพราะการเสียดสีแหงไมสีไฟคือความระหายแลว
แลบออกจากปาก บางพวก ไมไดรสอยางอื่น (นอก) จากความหิวระหาย เพราะแมได (น้ําและ
โภชนะ) แลว ก็ไมสามารถกินน้ําและโภชนะไดตามตองการ เพราะมีชองคอเทาปลายเข็มและมี
ทองมีอาการดุจภูเขา บางพวกไดของสกปรกมีเลือด หนอง และไขขอเปนอาทิ อันไหลออกจาก
ปาก (แผล) ฝและตอมซึ่งแตกแลวของกันและกันหรือของสัตวเหลาอื่น ลิ้มเลียอยูปานดังน้ํา
อมฤต ๔๐
๒.๕ นิชฌามตัณหิกเปรต คือ เปรตที่ถูกความอยากแผดเผา พลังกรรมที่ทําให
มาเกิดเปนเปรตประเภทนี้ คือความตระหนี่ การไมเคยใหสิ่งใดแกใครเลย แมจะมีผูมาขอก็ตาม
๒.๖ สูกรเปรต มีรางกายประมาณ ๓ คาวุต คลายสรีระของมนุษย แตศีรษะ
เหมือนศีรษะของสุกร มีหางเกิดที่ปาก มีหมูหนอนไหลออกจากปากอยูตลอด เพราะทํากรรมชั่ว
ดวยการพูดยุยง สอเสียดใหเขาแตกแยกกัน โดยเฉพาะทําผูมีศีลใหแตกแยกกัน หลังจากไหมใน
อเวจีมหานรกแลวมาเกิดเปนสูกรเปรตนี้ ๔๑
๒.๗ อหิเปรต เปรตที่มีศีรษะเปนมนุษย แตรางกายเปนงู ยาวประมาณ ๒๕
โยชน ทั้งรางถูกไฟเผาอยูตลอดเวลา คือ เปลวไฟตั้งขึ้นจากศีรษะลามไปจนถึงหาง จากหางถึง
ศีรษะ จากในทามกลางลามไปทั้ง ๒ ขาง จากขางทั้ง ๒ รวมลงในทามกลาง ที่รับผลกรรมเชนนี้
เพราะเผาบรรณศาลาของพระปจเจกพุทธเจาเมื่อครั้งเปนชาวนาเพื่อตัดปญหาไมใหคนเดินผาน

ที่นาของตนไปหาพระปจเจกพุทธเจา หลังจากตายแลวไปเกิดในอเวจีมหานรกแลวมาเกิดเปน
อหิเปรต ๔๒
๒.๘ กากเปรต คือ เปรตกามีลิ้นยาวประมาณ ๕ โยชน มีศีรษะโตประมาณ ๙
โยชน มีกายสูงประมาณ ๒๕ โยชน เพราะขโมยกลืนกินอาหารที่เขานํามาเพื่อถวายพระสงฆ
เพียง ๓ คําเทานั้น หลังจากไปตกอเวจีมหานรกแลวมาเกิดเปนกากเปรตนี้ ๔๓
๒.๙ สัฏฐิกูฏเปรต มีรางกายประมาณ ๓ คาวุต ถูกตีดวยคอนเหล็ก ๖ หมื่นที่มี
ไฟติดลุกโพลงอยูที่ศีรษะ ศีรษะที่แตกแลว ก็เกิดขึ้นมาอีก ไดรับทุกขเวทนายิ่ง เพราะตนไดทํา
รายพระปจเจกพุทธเจาจนเสียชีวิตเพราะการทดลองศิลปะดวยการดีดกอนกรวดทะลุหูของทาน
หลังจากถูกชาวบานทุบตีจนตายแลวไปเกิดในอเวจีมหานรกจนแผนดินหนาขึ้นหนึ่งโยชนแลว
มาเกิดเปนเปรตที่เขาคิชฌกูฏ ๔๔
๒.๑๐ อชครเปรต มีรางกายประมาณ ๒๕ โยชน เปลวไฟตั้งขึ้นแตศีรษะลามถึง
หาง ตั้งแตหางลามถึงศีรษะ ตั้งขึ้นจากขางทั้ง ๒ ไปรวมอยูที่กลางตัว ที่ไดรับผลกรรมเชนนี้
เพราะผูกอาฆาตในสุมังคลเศรษฐีแลวเผาที่นา เผาเรือน และตัดเทาโคของเศรษฐี ๗ ครั้ง กระทั่ง
เผาคันธกุฎีของพระปจเจกพุทธเจา หลังจากตกอเวจีมหานรกแลวมาเกิดเปนเปรตนี้ ๔๕
๒.๑๑ อัฏฐิเปรต เปรตโครงกระดูก มีแตกระดูก ไมมีเนื้อหนัง แตก็ยังมีชีวิต ผล
กรรมเชนนี้เปนเพราะเคยฆาโค หรือสัตวมีชีวิตมากอน ครั้นตายแลวไปเกิดในนรก พนจากนรก
แลวจึงมาเกิดเปนเปรตที่มีโครงกระดูกลองลอยไป ๔๖
๒.๑๒. เปสิเปรต เปรตชิ้นเนื้อ มีลักษณะรูปรางเปนชิ้นเนื้อลอยอยูในอากาศ ซึ่ง
จะถูกพวกกา พวกแรงรุมจิก รองครวญครางเพราะความเจ็บปวด บุรพกรรมเชนเดียวกับอัฏฐิ
เปรตคือฆาสัตว เชน วัว ควาย ตายไปแลวตกนรก พนจากนรกแลวจึงมาเกิดเปนเปรต ๔๗
๒.๑๓ ปณฑเปรต เปรตกอนเนื้อ มีลักษณะรูปรางเปนกอนเนื้อลอยอยูในอากาศ
ถูกพวกกาและแรงรุมจิกรองครวญคราง และมีบาปกรรมคือ การฆานกขายเลี้ยงชีพเมื่อตอนเปน
มนุษย ดวยบาปกรรมทําใหตกนรกแลวมาเกิดเปนเปรตกอนเนื้อ ๔๘
๒.๑๔ นิจฉวิเปรต เปรตไมมีผิวหนัง ลอยอยูในอากาศ ฝูงกาและแรงตางพากัน
จิก รองครวญครางอยู ที่เปนเชนนี้เพราะเปนคนเคยฆาแกะแลวถลกหนังขาย หลังจากตกนระ
แลวจึงมาเกิดเปนเปรตที่ไมมีผิวหนังนี้ ๔๙
๒.๑๕ อสิเปรต เปรตที่มีขนเปนดาบ ขนที่เปนดาบนี้หลุดลอยขึ้นไปบนอากาศ
แลวตกลงมาที่กายของเปรตผูเปนเจาของ ทําใหไดรับทุกขเวทนา รองครวญครางอยูในอากาศ
อันเปนผลแหงบาปกรรมคือ การฆาสุกรขาย หลังจากตกนรกแลวจึงมาเปนเปรตนี้ ๕๐
๒.๑๖ สั ต ติ เ ปรต เปรตที่ มี ข นเป น หอก ซึ่ ง คอยทิ่ ม แทงกายของเปรตเองอยู
ตลอดเวลาไดรับทุกขเวทนยิ่ง เพราะผลกรรมที่ฆาเนื้อขาย ๕๑
๒.๑๗ อุสุเปรต เปรตที่มีขนเปนลูกศรหรือลูกธนู แลวลูกธนูเหลานั้นก็ลอยขึ้นแลว
ตกลงทิ่มแทงกายของเปรต ดวยผลกรรมแหงการเปนเพชฌฆาต หลังจากตายตกนรกแลวจึงมา

เกิดเปนเปรตที่มีชนเปนลูกศรไดรับทุกขเวทนาจากขนของตน ๕๒
๒.๑๘ สูจิเปรต เปรตที่มีขนเปนปฏัก ขนเหลานั้นหลุดลอยขึ้นอากาศแลวตกลง
มาที่กายของเปรตเองตลอดเวลา เพราะเปนผลกรรมคือ การเปนคนฝกมาและฝกมาดวยการใช
ปฏักทิ่มแทงมา จนมาเสียชีวิตในบางครั้ง หลังจากตายไปตกนรกแลวจึงเกิดเปนเปรตนี้ ๕๓
๒.๑๙ สูจิเปรต เปรตที่มีขนเปนเข็มลอยอยูในอากาศ เข็มเหลานั้นเขาไปในศีรษะ
แลวออกทางปาก เขาไปในปากแลวออกทางอก เขาไปในอกแลวออกทางทอง เขาไปในทองแลว
ออกทางขาออน เขาไปในขาออนแลวออกทางแขง เขาไปในแขงแลวออกทางเทา เปรตนั้นสง
เสียงรองครวญคราง เพราะผลแหงบาปกรรมคือการเปนคนสอเสียด ๕๔
๒.๒๐ อัณฑภารีเปรต เปรตที่มีอัณฑะใหญเทาหมอลอยอยูในอากาศ แมเมื่อเดิน
ไปก็แบกอัณฑะนั้นไวบนบา แมเมื่อนั่งก็ทับอัณฑะ พวกแรง พวกกา พวกนกตะกรุมตางโผลงมา
ตามจิก สัตวที่ไดรับผลกรรมเชนเพราะเคยเปนผูพิพากษาแลวตัดสินคดีความโกง บิดเบือน
ขอเท็จจริงเพราะเห็นผิดเปนชอบ ๕๕
๒.๒๑ กูปนิมุคคเปรต เปรตที่จมอยูในหลุมคูถจนมิดศีรษะเพราะไดเปนคนทําชู
กับภรรยาของผู ๕๖
๒.๒๒ คูถขาทิเปรต เปรตที่จมอยูในหลุมคูถแลวใชมือทั้งสองกอบคูถกิน เพราะ
เคยนําคูถใสจนเต็มรางแลวนิมนตพระภิกษุมาฉัน ๕๗
๒.๒๓ นิจฉวิตถีเปรต เปรตผูหญิงที่ไมมีผิวหนัง เพราะการประพฤตินอกใจสามี
๕๘

๒.๒๔ มังคุฬิตถีเปรต เปรตผูหญิงที่มีกลิ่นเหม็นนาเกลียด เพราะเคยเปนหญิง

แมมดมากอน

๕๙

๒.๒๕ โอกิ ลิ นีเปรต เปรตผูหญิงผูมีน้ํ าเหลืองไหลเยิ้มเต็มไปดว ยถานเพลิ ง
เพราะเคยเปนพระอัครมเหสี ของพระเจากาลิงค ถูกความหึงครอบงําไดนําเตาซึ่งเต็มดวยถาน
เพลิงเทรดหญิงรวมสามี ๖๐
๒.๒๖ สี สัจฉิ นนเปรตเปรตที่ไมมีศี รษะ มีต าและปากอยูที่ อก เพราะเคยเปน
เพชฌฆาตผูคน ๖๑
๒.๒๗ ภิกขุเปรต เปรตที่มีเพศเปนภิกษุมีผาสังฆาฏิ บาตร ประคตเอว รางกายมี
ไฟลุกโชน เพราะเคยเปนภิกษุที่ผิดวินัยในศาสนาของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจา ๖๒
๒.๒๘ ภิกขุนีเปรต เปรตที่มีเพศเปนภิกษุณีมีผาสังฆาฏิ บาตร ประคตเอว และ
รางกายมีไฟติดทั่วเพระเคยเปนภิกษุณีผูชั่วชาในศาสนาของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจาจึง
ไดรับกรรมเชนนี้ ๖๓
๒.๒๙ สิ ก ขมานาเปรต เปรตที่ มี เ พศเป น นางสิ ก ขมานามี ผ า สั ง ฆาฏิ บาตร
ประคตเอวและรางกายมีไฟติดทั่ว เพราะเคยเปนสิกขมานาผูชั่วชาในศาสนาของพระกัสสป
สัมมาสัมพุทธเจา ๖๔

๒.๓๐ สามเณรเปรต เปรตที่มีเพศเปนสามเณรลอยมีผาสังฆาฏิ บาตร ประคต
เอวและรางกายมีไฟติดทั่ว เพราะเคยเปนสามเณรผูชั่วชาในศาสนาของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธ
เจา ๖๕
๒.๓๑ สามเณรีเปรตเปรตที่มีเพศเปนสามเณรีลอยมีผาสังฆาฏิ บาตร ประคตเอว
และรางกายมีไฟติดทั่ว เพราะเคยเปนสามเณรีผูชั่วชาในศาสนาของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจา
ดวยผลของกรรมนั้น ๖๖
ในคัมภีรทางพุทธปรัชญายังมีขอความที่กลาวถึงเปรตประเภทตาง ๆ ตามบุพ
กรรมอีกหลายประเภท แตเมื่อกลาวโดยสรุปแลว เปรตมี ๒ ประเภทจําแนกตามลักษณะเกิด คือ
๑) เปรตประเภทที่มาจากภพอื่น เชน ไดรับการเสวยวิบากกรรมในนรกแลว มา
เกิดเปนเปรต
๒) เปรตประเภทที่ไปจากมนุษยโลกนี้แลวไปเกิดเปนเปรตทันทีดวยวิบากกรรม
๖๗
ชั่วของตน
๓. อสุรกายภูมิ คือ แดนที่มีแตความเศราหมอง ปราศจากความรางเริงสนุกสนาน
คือ พวกอสูรทั้งหลาย มีกัญชิกาสูร เปนตน ซึ่งจัดอยูภายในเปรตเชนกัน มีการเปนอยูลําบาก
และมีรางกายวิกลวิการตางกันไป บางผอม บางสูง บางไมมีเนื้อและเลือด บางมีแตหนังหุม
กระดูก บางเปนสัตวตายซาก บางเหม็นสาบ บางตาเล็กเทากับตาปูและไมตั้งอยูที่ใบหนา แต
กลั ง ไปอยู บ นศี ร ษะ แม ป ากก็ มี ช อ งเล็ ก เท า รู เ ข็ ม ตั้ ง อยู ที่ ก ลางศี ร ษะใกล ด วงตา จะเห็ น ว า
อสุ ร กายจะมี ค วามคล า ยกั บ เปรต กระนั้ น ก็ ต าม ยั ง มี ค วามแตกต า งกั น คื อ เปรตจะประสบ
ทุกขเวทนาเพราะความอดอยากอาหารเปนสวนมากจนกวาจะสิ้นกรรม สวนอสุรกายนั้นจะ
ประสบทุกขเวทนาเพราะกระหายน้ําเปนสวนมาก ไมมีน้ําพอเปยกลิ้นตลอด ๒-๓ พุทธันดร ผูที่
จะเกิดเปนอสุรกายนี้ คือ คนที่มีจิตประกอบดวยโลภและโทสะคือความโกรธเชนเดียวกับผูที่เกิด
ในนรก ๖๘ รายชื่อตาง ๆ ของอสูรเทาที่พอรวบรวมได คือ เวปจิตติอสูร สุจิตติอสูร ปหาราทอ
สูร นมุจีพญามาร ทานเวฆอสูร วชิรหัตถอสูร วาสพอสูร และบุตรของพลิอสูรจํานวน ๑๐๐ ตนมี
ชื่อเดียวกันหมดวา ไพโรจน๖๙ หากจําแนกตามคติ ๕ พวกอสุรกายนี้จะจัดอยูในพวกเปรต
๔. ติรัจฉานภูมิ คือ แดนที่ลําบาก เปนที่อยูอาศัยของสัตวดําเนินชีวิตโดยทางขวาง
หรื อ สั ต ว ที่ ไ ปโดยขวาง มี สั ญ ญาหรื อ การสํ า นึ ก รู เ พี ย ง ๓ ประการคื อ กามสั ญ ญา ได แ ก
ความสําคัญในการเสพกามหรือการสืบพันธุ อาหารสัญญา ความสําคัญหมายในอาหาร และ
มรณสัญญา การสํานึกรูตอความตาย ไมมีธัมมสัญญา ความสํานึกรูในธรรม เหมือนมนุษย
ดังนั้น สัตวเดรัจฉานจึงไมสามารถบรรลุธรรมชั้นสูงเชนนิพพานได อยางดีที่สุด คือ การไปเกิด
ในสวรรค เปนภูมิที่มองเห็นไดงายกวาสัตวนรก เปรตและอสุรกาย หรือแมกระทั่งโอปปาติกะ
เหลาอื่นที่จัดอยูในเหลาเทพ ทั้งเปนภูมิไมตองเสวยทุกขเวทนาอยางยวดยิ่งเพราะยังความ

นายินดีอยูบางอยางนอย ๓ ประการ คือ ๑) การกิน ๒) การนอน ๓) การสืบพันธุ สัตว
เดรัจฉานจะมีสถานที่อยูไมแนนอน ไมเปนหลักแหลงเฉพาะตน ไมเหมือนสัตวที่ไปเกิดในนรก
และมีความเปนอยูที่ลําบากกวามนุษย แมจะมีความเปนอยูที่ดีกวาในนรก แตก็มีความลําบาก
และมี อั น ตรายรอบด า น มี ธ รรมชาติ ที่ ห วาดกลั ว ต อ งคอยระแวงภั ย อั น จะเกิ ด แก ต นอยู
ตลอดเวลา การจะมาเกิ ดในกํ าเนิดสั ต ว เดรัจ ฉานนี้ มีนัย เดี ย วกั นกับ การเกิ ดเป น เปรตและ
อสุรกายคือ ตายจากมนุษยแลวไปเกิดเปนสัตวเดรัจฉานโดยตรง หรือพนจากการรับผลกรรมใน
ภพอื่นที่ไมใชมนุษยแลวถึงมาเปนสัตวเดรัจฉาน โดยทั่วไปถือวา เปนดินแดนสําหรับผูที่มีโมห
จิต คือ จิตที่ประกอบดวยโมหะ ความลุมหลงเปนตัวนําและเปนลักษณะที่เดนเมื่อครั้งเปนมนุษย
ดวยโมหจิตดังกลาวจึงทําใหเกิดในกําเนิดสัตวเดรัจฉานนี้ หนอน แมลง ตั๊กแตน งู นก สุนัข
บานและสุนัขจิ้งจอก เปนตน ๗๐ อยางไรก็ตาม บรรดาสัตวเดรัจฉานทั้งหลาย สามารถจําแนกได
เปน ๔ ประเภท คือ
๔.๑ อปทติรัจฉาน คือ สัตวเดรัจฉานประเภทที่ไมมีเทา ไมมีขา เชน งู ปลา และ
ไสเดือน
๔.๒ ทิวปทติรัจฉาน คือ สัตวเดรัจฉานประเภทที่มีขา ๒ ขา มีเทา ๒ เทา เชน แรง
กา นก ไก เปด
๔.๓ จตุปทติรัจฉาน คือ สัตวเดรัจฉานประเภทที่มีขา ๔ ขา มีเทา ๔ เทา เชน หมา
แมว ชาง มา วัว ควาย
๔.๔ พหุปทติรัจฉาน คือ สัตวเดรัจฉานประเภทที่มีขามาก มีเทามากกวา ๔ เทาขึ้น
ไป เชน มด ปลวก กิ้งกือ ตะขาบ ๗๑
นอกจากนี้ ในพาลบัณฑิตสูตร ๗๒ พระพุทธเจาทรงจําแนกสัตวเดรัจฉานตามลักษณะ
การดําเนินชีวิตออกเปน ๕ ประเภทคือ ๑) ประเภทที่กินหญาเปนอาหาร ๒) ประเภทที่กิน
อุจจาระเปนอาหาร ๓) ประเภทที่เกิดและตายในที่มืด ๔) ประเภทที่เกิดและตายในน้ํา ๕)
ประเภทที่เกิดและตายในของโสโครก
ในสั พพลหุ สู ต ร ๗๓ มี ขอ ความที่แ สดงเหตุ แ ละผลแหง การไปเกิ ด ในอบายภูมิ ต าม
น้ําหนักของการกระทําที่หนักและเบาไวดังตอไปนี้ คือ
๑. โทษแหงการฆาสัตว ถากระทําหนักมาก ตายแลวจะไปเกิดในนรกหรือเปนสัตว
เดรัจฉาน หากเบาที่สุด อาจไดมาเกิดเปนมนุษย แตจะมีอายุสั้น
๒. โทษแหงการลักทรัพย หากมีมาก ตายแลวจะไปเกิดในนรกหรือเปนสัตวเดรัจฉาน
และอยางเบาที่สุด อาจไดเกิดเปนมนุษยแตจะประสบความพินาศไปแหงทรัพยสิน
๓. โทษแหงการประพฤติผิดในกามทั้งหลาย หากมีมาก ตายแลวก็จะไปเกิดในนรก
หรือเปนสัตวเดรัจฉาน และอยางเบาที่สุด อาจไดเกิดเปนมนุษยแตเปนผูมีเวรและมีศัตรูมาก

๔. โทษแหงการกลาวเท็จ อยางหนักจะไปเกิดในนรกหรือเปนสัตวเดรัจฉาน อยาง
เบาที่สุด อาจไดเปนมนุษยแตจะถูกกลาวหาดวยคําที่ไมเปนจริง
๕. โทษแหงการกลาวสอเสียด อยางหนักคือไปเกิดในนรกและเปนสัตวเดรัจฉาน
อยางเบาที่สุด คือ เกิดเปนมนุษยแตจะไมไดรับการยอมรับและไรญาติขาดมิตร
๖. โทษแหงการกลาวคําหยาบ อยางหนัก คือ ไปเกิดในนรกและเปนสัตวเดรัจฉาน
อยางเบาที่สุด คือ เกิดเปนมนุษย แตมีเสียงไมเพราะ
๗. โทษแหงการกลา วเพ อเจอ อยางหนั ก คือ เกิ ด ในนรกและเปนสัต ว เดรั จ ฉาน
อยางเบาที่สุด คือ เกิดเปนมนุษย แตมีคําพูดที่ไมนาเชื่อถือ
๘. โทษแห ง การดื่ ม น้ํ า เมาเป น ประจํ า อย า งหนั ก คื อ เกิ ด ในนรกหรื อ เป น สั ต ว
เดรั จ ฉาน อย า งเบาที่ สุ ด คื อ เกิ ด เป น มนุ ษ ย แ ต มี ค วามวิ ก ลจริ ต หรื อ มี ค วามผิ ด ปกติ ท าง
สติปญญา
ข. มัชฌิมสังสารวัฏ คือ สังสารวัฏชั้นกลาง มีความสุขแบบโลกียพอประมาณ หรือ
มีทั้งสุขทั้งทุกข คละเคลากันไป แบงเปน ๒ ระดับ ๗ ภูมิ ไดแก
๑. มนุสสภูมิ โลกมนุษย ดังไดกลาวแลวในบทที่ผานมา
๒. เทวภูมิ หรือสวรรค เปนที่อยูของทวยเทพทั้งหลายผูมีกายทิพย มีแสงรุงเรือง
ในตัว จัดเปนโอปปาติกะกําเนิด คือ ไมตองเกิดในครรภมารดา หากแตเกิดผุดขึ้นเปนรูปรางเต็ม
ตัวอยูในวัยหนุมวัยสาวทันที การเกิดขึ้นในสวรรคชั้นไหน ระดับไหนขึ้นอยูบุญกุศลที่ตนได
สรางสมมาเมื่อครั้งเปนมนุษยที่ตางกันออกไป บางเปนจอมแหงเทพ บางเปนบุตรแหงเทพ บาง
เปนธิดา บางเปนนางอัปสร มีความเพียบพรอมไปดวยฐานะอันเปนทิพย ๑๐ ประการคือ ๑)
อายุ ๒) วรรณะ ๓) สุข ๔) ยศ ๕) อธิปไตย ๖) รูป ๗) เสียง ๘) กลิ่น ๙) รส และ ๑๐)
โผฏฐัพพะ (ผัสสะที่ละเอียดออน) อันเปนทิพย ๗๔ เทวภูมิหรือสวรรคมี ๖ ชั้น หากนับรวม
เทวดาชั้นภุมมเทวดา หรือเทวดาที่อาศัยบนพื้นโลกมนุษยอันเปนเทวดาชั้นต่ําสุด เชน รุกข
เทวดา จะมีวิมานทิพยอยูบนตนไมใหญดวยบุญกุศลของตนที่สรางแลวปรารถนาความเปนรุกข
เทวดา ก็จะเปน ๗ ชั้นได แตวารุกขเทวดาไมถูกนับวาเปนสวรรคอีกชั้นหนึ่ง ดังนั้น สวรรคจึงมี
๖ ชั้น ดังตอไปนี้
๒.๑ จาตุมหาราชิกา คือ สวรรคอันเปนที่อยูของทาวมหาราชผูเปนบริวารของ
ทาวสักกเทวราช มี ๔ องค คือ
๑) ทาวธตรฐ อยูทางทิศตะวันออก เปนจอมเทพแหงคนธรรพ ผูมีความชํานาญในคีต
ดนตรี เชน สุธรรมา ชํานาญในการตีกลอง พิมพสุรกะ ชํานาญในการตีกลางหนาเดียว ปญจ
สิขะ มีฝมือในการดีดพิณ
๒) ท าววิ รุ ฬ หก อยู ท างทิ ศ ใต เป น จอมเทพแห ง กุม ภัณ ฑ ซึ่ง เป นยั กษ พ วกหนึ่ ง มี
รูปรางสูงใหญ มีทองใหญและมีอัณฑะเหมือนหมอ

๓) ทาววิรูปกษ อยูทางทิศตะวันตก เปนจอมเทพแหงนาค ซึ่งพวกนาคนี้มีฤทธิ์มาก มี
พิษราย สามารถแปลงกายเปนงู เปนเทวดา หรืออื่น ๆ ได ผูจะเกิดเปนนาคเพราะไดตั้งความ
ปรารถนาไวเมื่อตอนทําความดีครั้งเปนมนุษย
๔) ทาวเวสสุวรรณ หรือทาวกุเวร อยูทางทิศเหนือ เปนจอมเทพแหงพวกยักษ เชน
ชนวสภยักษ ซึ่งก็คือ พระเจาพิมพิสาร ผูเปนโสดาบันแตปรารถนามาอยูภพนี้เพราะเคยอยูมา
กอน ถาหากปรารถนาจะไปเกิดในสวรรคชั้นสูงกวาก็ยอมได
ทาวจาตุมหาราช มีบทบาทหรือเกี่ยวของกับประวัติศาสตรทางพระพุทธศาสนา เชน
การถวายบาตรแดพระพุทธเจาเมื่อแรกตรัสรู การเปนอยูในสวรรคชั้นนี้ มีความเพียบพรอมดวย
ผลกรรมดีอันเปนทิพย ๑๐ ประการดังกลาวขางตน ตัวอยางเชน มีอายุยืนยาว ๕๐๐ ปทิพย
(เมื่อคิดเทียบกับเวลาบนโลกมนุษยเปนดังนี้ คือ ๕๐ ปในโลกมนุษยเปน วันกับคืน (๒๔ ชั่วโมง)
ของเทวดาชั้นจาตุมหาราช, ๓๐ วันโดยวันนี้เปน ๑ เดือน, ๑๒ เดือนเปน ๑ ป ปเชนนี้เรียกวา ๑
ปทิพย = ๑๘,๐๐๐ ปของโลกมนุษย ดังนั้น ๕๐๐ ปทิพย จึงเทากับ ๙,๐๐๐,๐๐๐ ปของโลก
มนุษย) ๗๕ อาหารของเทวดาชั้นจาตุมหาราชนี้ละเอียดกวาภุมมเทวดา (เทวดาที่สถิตอยูตาม
ภาคพื้นดิน) ๗๖ ผูจะมาเกิดในสวรรคชั้นนี้ ตองเปนผูมีจิตใจบริสุทธิ์ ยินดีในของตนเอง ทําดีความ
ดีดวยตนเองและชักชวนผูอื่นใหทําตามดวย พรอมตั้งความปรารถนามาเกิดในสวรรคชั้นนี้
๒.๒ ดาวดึงส คือ สวรรคอันเปนที่อยูจอมเทพ ๓๓ องค ตั้งอยูเหนือภูเขาสิเนรุ
ประกอบไปดวย (๑) ปราสาทไพชยนตสูง ๑๐๐ ชั้นเปนประทับของทาวสักกเทวราช ซึ่งมีหอง
๗๐๐ หอง แตละหองมีนางเทพอัปสรดูแลอยู (๒) สวนอุทยานทิพย ๔ อุทยานลอมรอบ คือ ๑)
นันทวัน อยูทางทิศตะวันออก ๒) จิตรลดาวัน อยูทางทิศตะวันตก ๓) มิสกวัน อยูทางทิศเหนือ
๔) ปารุสกวัน อยูทางทิศใต (๓) มีสระโบกขรณี (๔) แผนศิลา (๕) จุฬามณีเจดียอันเปนที่บรรจุ
พระเกศโมลีและพระบรมธาตุเขี้ยวแกเบื้องขวาของพระพุทธเจา ประดับดวยรัตนะ ๗ ประการ
ตั้งอยูทางทิศตะวันออกเฉียงใตแหงนครดาวดึงส สูง ๘๐,๐๐๐ วา ลอมรอบดวยกําแพงทองคําทั้ง
๔ ดาน ยาวดานละ ๑๖๐,๐๐๐ วา (๖) ทางดานทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีตนปาริชาตหรือตน
ทองหลางอยูในปุณฑริกวัน ซึ่ง ๑๐๐ ปจะออกดอกครั้งหนึ่ง เหลาทวยเทพจะดีใจและเอิบอิ่มดวย
กามคุณทั้ง ๕ ตลอด ๔ เดือนอยูที่ใตตนปาริชาต (๗) ภายใตตนปาริชาตมีบัณฑุกัมพลสิลา
อาสน อันเปนที่ ประทั บของท าวสักกเทวราช (๘) เทวสภาชื่อ สุธ รรมา ตั้งอยูไมไกลจากตน
ปาริชาต เปนที่ประชุมฟงธรรมของเหลาเทพ (๙) ดอกอสาพติ ซึ่ง ๑,๐๐๐ ป จะบานครั้งหนึ่ง ๗๗
สวรรคชั้นมีกามสุขที่ละเอียดกวาชั้นจาตุมมหาราชิกาโดยฐานะอันเปนทิพยทั้ง ๑๐ เปนทวีคุณ
ตัวอยางเชน มีอายุ ๑,๐๐๐ ปทิพย (เทียบกับเวลาบนโลกมนุษยดังนี้ คือ ๑๐๐ ปในโลกมนุษย
เปน วันกับคืน, ๓๐ วันนี้เปน ๑ เดือน, ๑๒ เดือนเปน ๑ ป, ปเชนนี้เรียกวา ๑ ปทิพยของเทวดา
ชั้นดาวดึงส เทากับ ๓๖,๐๐๐ ป ดังนั้น ๑,๐๐๐ ปทิพยเทากับ ๓๖,๐๐๐,๐๐๐ ปของมนุษย (๓
โกฎิ ๖ ลานป) ๗๘ ผูที่จะมาเกิดในสวรรคชั้นนี้ คือ ผูที่ประพฤติวัตตบท ๗ ประการ คือ ๑) เลี้ยง
ดูบิดามารดาโดยเคารพ ๒) มีความเคารพยําเกรงในผูหลักผูใหญ ๓) กลาวถอยคําที่ไพเราะ

ออนหวาน ๔) ไมกลาวคําสอเสียดผูอื่นใหเขาใจผิดกัน ๕) ไมตระหนี่ถี่เหนียว ๖) ตั้งอยูใน
ความซื่อสัตยสุจริต ๗) ไมฟุงซานดวยความโกรธ มากัณฐกะหนึ่งในสหชาติ ๗ ก็มาเกิดใน
สวรรคชั้นนี้
๒.๓ ยามา เปนแดนสวรรคที่ปราศจากควาลําบากมีแตความสุขอันเปนทิพย มี
ทาวสุยามเทวราชเปนผูปกครอง มีปราสาทเงินและปราสาททองเปนวิมานที่สวยกวาชั้นดาวดึงส
สวรรคชั้นนี้มองไมเห็นดวงอาทิตยและดวงจันทร เพราะอยูสูงกวามาก คงมีเฉพาะแสงจาก
รางกายของหมูเทพและรัศมีจากกําแพงแกว สัญลักษณแหงการกําหนดรูกลางวันและกลางคืน
คือ การบานและการหุบของดอกไมทิพย เทวดาชั้นนี้มีอายุ ๒,๐๐๐ ปทิพย (เทียบกับเวลา
บนโลกมนุษยดังนี้ คือ ๒๐๐ ปของมนุษยเปนวันกับคืน, ๓๐ วันนั้นเปน ๑ เดือน, ๑๒ เดือนเปน
๑ ป, ปเชนนี้เรียกวา ๑ ปทิพยของเทวดาชั้นยามา ซึ่งเทากับ ๗๒,๐๐๐ ปของมนุษย ดังนั้น
๒,๐๐๐ ปทิพยจึงเทากับ ๑๔๔,๐๐๐,๐๐๐ ปของมนุษย) ๗๙ อาหารของเทวดาชั้นยามาละเอียด
กวาของเทวดาชั้นดาวดึงส ผูที่ทําความดีดวยใจบริสุทธ ไมไดแสรงแกลงทํา ในการใหทาน
รักษาศีล และเจริญภาวนามิไดขาด
๒.๔ ดุสิต เปนแดนสวรรคอันเปนที่อยูของเทวดาผูมีความยินดีและความแชม
ชื่นอยูเสมอ มีทาวสันดุสิตเทวราชเปนผูปกครอง ประกอบดวยวิมานแกว วิมานทอง และวิมาน
เงิน ที่งดงาม มีกําแพงแกวลอมรอบสวยงามและประณีตกวาชั้นยามา มีอายุ ๔,๐๐๐ ปทิพย
(เทียบกับเวลาบนโลกมนุษยดังนี้ คือ ๔๐๐ ป ของมนุษยเปน ๑ วันของชั้นดุสิต, ๓๐ วันนี้เปน ๑
เดือน, ๑๒ เดือนเปน ๑ ป, ปเชนนี้เรียกวา ๑ ปทิพยของสวรรคชั้นนี้ ซึ่งเทากับ ๑๔๔,๐๐๐ ป
ของมนุษย ดังนั้น ๔,๐๐๐ ปทิพย จึงเทากับ ๕๗๖,๐๐๐,๐๐๐ ปของมนุษย) ๘๐ อาหารของเทวดา
ชั้นดุสิตละเอียดกวาของเทวดาชั้นยามา พระนางมหามายา พุทธมารดาก็ไดมาเกิดยังสวรรคชั้น
นี้ หลังจากฟงพระธรรมเทศนาจากพระพุทธเจาแลวก็บรรลุโสดาบัน นอกจากนี้ยังเปนที่เกิดของ
พระโพธิ สั ต ว ใ นชาติ สุ ด ท า ยก อ นจะตรั ส รู เช น เสตุ เ กตุ เ ทพบุ ต ร แม พ ระศรี อ าริ ย เมตไตรย
พระพุทธเจาองคตอไปในภัททกัปนี้ ปจจุบันยังคงอยูในสวรรคชั้นนี้
๒.๕ นิมมานรดี สวรรคอันเปนที่อยูของเหลาเทวดาผูมีความยินดีเพลิดเพลิน
ในกามคุ ณ ที่ เ นรมิ ต ขึ้น ตามความพอใจของตนเอง มี ทา วนิม มิ ต เทวราชเปน ผู ป กครอง มี
ปราสาทแกว ปราสาททอง และปราสาทเงิน ทั้งมีกําแพงแกวลอมรอบเชนกัน แตประณีตกวา มี
อายุ ๘,๐๐๐ ปทิพย (เทียบกับเวลาบนโลกมนุษยดังนี้ คือ ๘๐๐ ปของมนุษยเปน ๑ วันของชั้น
ดุสิต ๓๐ วันนั้นเปน ๑ เดือน, ๑๒ เดือนเปน ๑ ป, ปเชนนี้เรียกวา ๑ ปทิพยของสวรรคชั้น
นิ ม มานรดี ซึ่ ง เท า กั บ ๒๘๘,๐๐๐ ป ข องมนุ ษ ย ดั ง นั้ น ๘,๐๐๐ ป ทิ พ ย จึ ง เท า กั บ
๒,๓๐๔,๐๐๐,๐๐๐ ปของมนุษย) ๘๑ อาหารของเทวดาชั้นนิมมานรดีละเอียดกวาของเทวดาชั้น
ดุสิต
๒.๖ ปรนิมมิตวสวัตตี สวรรคอันเปนที่อยูของเหลาเทวดาผูมีกามคุณที่เทวดา
อื่นเนรมิตใหตามประสงคของตน มีทาวปรนิมมิตเทวราชเปนผูปกครอง มีทิพยสมบัติที่ประณีต

ชั้นที่ผานมา เทวดาในสวรรคชั้น จําแนกออกเปน ๒ คือ ฝายเทพมีทาวปรนิมมิตเทวราชเปน
หัวหนา กับ ฝายมาร มีทาวปรนิมมิตวสวัตตีมารเปนหัวหนา มีเขตแดนกั้นระหวางทั้งสองฝาย
ตางไมเกี่ยวของกัน ทาวปรนิมมิตวสวัตตีมารดังกลาวนี้แมจะจัดอยูในเทพฝายมาร แตก็ถือวา
เปนพระโพธิสัตวองคหนึ่งซึ่งบําเพ็ญบารมีเพื่อเปนพระพุทธเจาเชนกัน ไดรับพยากรณจาก
พระกัสสปะพุทธเจาครั้งเมื่อเปนโพธิอํามาตยเพราะถวายทานโดยไมคํานึงถึงชีวิต แตเพราะยัง
ไมสิ้นกิเลสจึงเวียนวายตายเกิดและมาเกิดเปนเทพฝายมาร ผูมีจิตคิดทดลองพระบารมีพระโค
ดมพุทธเจาตามประจญดวยประการตาง ๆ แตก็มิไดลวงเกินทําบาปหนักประการใด สุดทายมี
ความเสียใจถึงออกปากเอยความปรารถนาถึงพุทธภูมิอีกครั้งหนึ่ง เมื่อลุ ๒๐๐ ปหลังพุทธกาลที่
ตนไมสามารถเอาชนะพระกีสนาอุปคุตเถระได พรอมเนรมิตกายใหเหมือนพระพุทธเจามีพระ
อัครสาวกทั้งสองแกพระกีสนาอุปคุตเถระพรอมพุทธบริษัทดู จากนั้น จึงไดมีจิตออนนอมเลื่อมใส
ในพระพุทธศาสนา และจักไดเปนพระพุทธเจาพระนามวา พระพุทธธรรมสามี ในอนาคต ๘๒
เทวดาในชั้นนี้ มีอายุ ๑๖,๐๐๐ ปทิพย (เทียบกับเวลาบนโลกมนุษยดังนี้ คือ ๑,๖๐๐ ปของ
มนุษยเปน ๑ วันของชั้นปรนิมมิตวสวัตตี, ๑๒ วันนั้นเปน ๑ เดือน, ๑๒ เดือนเปน ๑ ป, และป
เชนนี้เรียกวา ปทิพยของสวรรคชั้นปรนิมมิตวสวัตตี ซึ่งเทากับ ๕๗๖,๐๐๐ ปของมนุษย ดังนั้น
๑๖,๐๐๐ ปทิพย จึงเทากับ ๙,๒๑๖,๐๐๐,๐๐๐ ปของมนุษย)๘๓ อาหารของเทวดาชั้นปรนิมมิตว
สวัตตีละเอียดยิ่งกวาของเทวดาชั้นนิมมานรดี ๘๔
ค. อุปริมสังสารวัฏ คือ สังสารวัฏชั้นสูง มีความสุขมาก แตยังเปนความสุขที่อิง
อามิสอยู เปนความสุขที่เจือดวยทุกข มี ๒๐ ภูมิ แบงเปนรูปภูมิ ๑๖ และอรูปภูมิ ๔ ดังนี้
๑. รูปภูมิ ๑๖ สถานที่เปนที่อยูของผูที่สําเร็จรูปฌาน ๔ หรือ ฌาน ๔ คือ รูปฌาน
กุศลจิต ที่มีกําลังออนเรียกวา ปริตตฌาน อยางกลางเรียกวา มัชฌิมฌาน และอยางเขมแข็ง
เรียกวา ปณีตฌาน ซึ่งมีกําลังสูงต่ํากวากัน เมื่อบังเกิดในพรหมโลกจึงทําใหมีผลแตกตางกัน รูป
ภูมินี้เรียกเต็ม ๆ วา รูปาวจรภูมิ หรือ รูปาวจรภพ ถือวา เปนสวรรคชั้นพรหมโลกที่ยังมีรูป
ละเอียดตามเหตุปจจัย เทวดาชั้นพรหมจะมีเสียงไพเราะอันประกอบดวยลักษณะ ๘ ประการ
ไดแก แจมใส ชัดเจน นุมนวล นาฟง กลมกลอม ไมแตกพรา ลึก และกังวาน คือ๘๕
๑.๑ พรหมปาริสัชชาภูมิ เปนพรหมโลกชั้นที่ ๑ เปนที่อยูของเหลาพรหมที่เปน
บริวารของพระพรหมที่อยูในชั้นมหาพรหม พรหมโลกนี้อยูสูงกวาสวรรคชั้นปรนิมมติวสวัตตีและ
ไกลจากโลกมนุษยมาก มีอุปมาเปรียบเทียบกับหินกอนโตเทาโลหปราสาทตกลงมาจากพรหม
โลกกวาจะถึงมนุษยโลกเปนเวลานานถึง ๔ เดือน ในพรหมโลกนี้มีปราสาทแกวเปนวิมาน มี
เครื่องประดับอันประณีตสวยงามกวาของเหลาเทพเบื้องลางหลายพันเทา ผูมาเกิดในพรหมโลก
จะมีเพศคลายบุรุษเพศทั้งสิ้น ไมตองกินไมตองบริโภคเหมือนสัตวในภูมิอื่น มีฌานสมาบัติเปน
อาหาร ไมมีการถายอุจจาระและปสสาวะ มีรางกายและผิวพรรณเกลี้ยงเกลาสวยงาม มีรัศมีพุง
ออกจากกายรุงเรื่องกวาพระอาทิตยและพระจันทร ขอตอในรางกาย เชน ขอเขา ไมปรากฏ

กลมเกลี้ยงเรียบงาม เกศาเกลาเปนชฎาเหมือนพวกฤๅษี มีกายผึ่งผาย และมีอายุสูงสุดประมาณ
๓ สวนของกัป ผูที่จะมาเกิดในพรหมโลกชั้นนี้ คือ ผูไดปฐมฌานชั้นที่มีกําลังออน
๑.๒ พรหมปุโรหิตาภูมิ เปนพรหมโลกชั้นที่ ๒ มีฐานะสูงกวาพรหมปาริสัชชา
ทุกประการ อยูในฐานะเปนปุโรหิต เปนผูนําในกิจการของมหาพรหม มีสถานที่อยูระดับเดียวกัน
กับพรหมปาริสัชชา เพียงแตแยกเขตแดนกันอยูเทานั้น มีกายผึ่งผายกวาพรหมปาริสัชชา และ
มีอายุสูงสุดประมาณครึ่งกัปของวิวัฏฏฐายีอสงไขยกัปซึ่งมี ๖๔ อันตรกัป ครึ่งหนึ่งจึงเปน ๓๒
อันตรกัป ผูที่จะมาเกิดในพรหมโลกชั้นนี้ จะเปนพวกโยคีฤๅษี ที่เบื่อหนายในโลกียวิสัยแลวออก
บําเพ็ญสมถภาวนาจนไดปฐมฌานชั้นกลาง
๑.๓ มหาพรหมาภูมิ เปนพรหมโลกชั้นที่ ๓ เปนที่อยูของพรหมผูยิ่งใหญกวา
พรหมปาริสัชชาและพรหมปุโรหิต มีความเปนอยูที่ประณีตกวา มีกายผึ่งผายอยางยิ่งกวาสอง
ชั้นขางตน มีอายุสูงสุด ๑ กัป ๘๖ เพราะการมีอายุยืนนานเชนนี้จึงทําใหเขาใจผิดคิดวาตนเปนผู
ยิ่งใหญ เชน พกาพรหม ที่คิดวา ตนเปนอมตะ ไมแกไมเจ็บและไมตาย จนเขาใจไปวา ไมมี
นิพพานอยูจริง ทายที่สุดพระพุทธเจาทรงสอนใหพกาพรหมละทิ้งความเห็นผิดอันนั้นเสียได ๘๗
พรหมโลกทั้ง ๓ นี้ ตั้งอยูในระดับเดียวกัน แตแยกออกเปน ๓ เขตตามกําลัง
แหงปฐมฌานระดับตน (ปริตตะ) ระดับกลาง (มัชฌิมะ) และระดับสูง (ปณีตะ) จัดเปนสัตวที่มี
กายต างกั น แต มีสั ญญาเหมือนกัน และพรหมโลกระดับนี้จะถู กทําลายไปด ว ยไฟในคราวที่
จักรวาลถูกทําลายดวยไฟ
๑.๔ ปริตตาภาภูมิ เปนพรหมโลกชั้น ๔ เปนที่อยูพรหมที่มีแสงสวางนอยกวา
พรหมที่อยูเหนือตนขึ้นไปเพราะมีกําลังแหงทุติยฌานนอยกวาหรืออยางออน คือ ปริตตะ มีอายุ
สูงสุดประมาณ ๒ กัป
๑.๕ อัปปมาณาภาภูมิ เปนพรหมโลกชั้น ๕ เปนที่อยูของพรหมที่มีแสงสวาง
ประมาณมิได แตก็จัดอยูในระดับปานกลางเมื่อเทียบกันระหวางปริตตาภากับอาภัสรา เพราะมี
กําลังแหงทุติยฌานปานกลาง คือ ชั้นมัชฌิมะ มีอายุสูงสุดประมาณ ๔ กัป
๑.๖ อาภัสราภูมิ เปนพรหมโลกชั้นที่ ๖ เปนที่อยูข องพรหมที่มีรัศ มีหลากสี
แผซานออกจากกายเปนลํา ๆ ขาดเปนชวง ๆ เหมือนสายฟาแลบ เปนประกายเพราะมีกําลัง
แหงทุติยฌานแรงกลา คือ ชั้นปณีตะ มีอายุสูงสุดประมาณ ๘ กัป ๘๘
พรหมโลกทั้ ง ๓ ชั้ น นี้ ตั้ ง อยู ใ นพื้ น ที่ ร ะดั บ เดี ย วกั น เพี ย งแต แ ยกสถานที่
ออกเปน ๓ เขตแดนตามกําลังแหงทุติ ยฌานระดับตน ระดับกลาง และระดับ สูง ตามลําดับ
จัดเปนกลุมที่มีกายเหมือนกัน แตมีสัญญาตางกัน และในคราวที่จักรวาลถูกทําลายดวยน้ํา จะ
ถูกทําลายมาถึงพรหมโลกระดับนี้
๑.๗ ปริตตสุภาภูมิ เปนพรหมโลกชั้น ๗ เปนที่อยูของพรหมที่มีความงดงาม
แหงรัศมีนอยกวาพรหมที่อยูระดับสูงกวาตน คือ พวกอัปปมาณสุภาและสุภกิณหา ดวยกําลัง
แหงตติยฌานที่กําลังออนอยู มีอายุสูงสุดประมาณ ๑๖ กัป

๑.๘ อัปปมาณสุภาภูมิ เปนพรหมโลกชั้น ๘ เปนที่อยูของพรหมที่มีความงาม
แหงรัศมีอันมิประมาณได แตก็จัดอยูในระดับปานกลางเมื่อเทียบกับปริตตสุภาและสุภกิณหา
เพราะมีกําลังแหงตติยฌานระดับปานกลาง คือ มัชฌิมะ มีอายุสูงสุดประมาณ ๓๒ กัป
๑.๙ สุภกิณหาภูมิ เปนพรหมโลกชั้น ๙ เปนที่อยูของพรหมที่มีความงามพรั่ง
พราวไปด ว ยรั ศ มี ที่ เ ปล ง ออกสลั บ กั น ไปมาทั่ ว ร า งกาย เพราะอานุภ าพแห ง กํ า ลั งตติ ย ฌาน
ระดับสูง คือ ชั้นปณีตะ มีอายุสูงสุดประมาณ ๖๔ กัป ๘๙
พรหมโลกทั้ง ๓ ชั้นนี้ ตั้งอยูในพื้นที่ระดับเดียวกัน เพียงแตแยกสถานที่เปน ๓
เขตตามกําลังแหงตติยฌานระดับตน ระดับกลาง และระดับสูง จัดเปนสัตวจําพวกที่มีรางกาย
เหมือนกันและมีสัญญาเหมือนกัน และในคราวที่จักรวาลถูกทําลายดวยลม จะถูกทําลายมาถึง
พรหมโลกระดับนี้ พรหมโลกทั้ง ๙ ชั้นที่กลาวมาจึงมีขอจํากัดดานอายุขัยและถูกทําลายลงไดใน
คราวที่จักรวาลดําเนินไปสูความพินาศดวยไฟ ดวยน้ํา และดวยลมตามลําดับ จึงไมมีโอกาส
เสวยผลแหงความดีหรือมีชีวิตอยูครบตามกําหนด เวนเสียแตพรหมที่เกิดพรหมที่เกิดขึ้นพรอม
กับโลกวิวัฒนาการขึ้นเทานั้น ถาเกิดหลังจากนั้น ยอมมีอายุนอยลงตามลําดับไมไดผลเต็มที่
หรือเต็มตามอายุขัย เพราะพรหมโลกชั้นตติยฌานภูมินี้จะตองถูกทําลายทุก ๆ รอย ๖๔ กัป
เสมอ
๑.๑๐ เวหัปผลาภูมิ เปนพรหมโลกชั้น ๑๐ เปนที่อยูของพรหมที่ไดรับผลแหง
ฌานอยางไพบูลย คือ ไดรับผลแหงความดีเต็มที่ตามอายุขัยเพราะไมไดถูกทําลายดวยลมใต
คราวที่จักรวาลลมสลาย และยังมีพรหมสมบัติที่ประเสริฐกวาทุกชั้นที่ผานมา อันเปนมาจาก
กําลังแหงจตุตถฌาน มีอายุสูงสุดประมาณ ๕๐๐ กัป
๑.๑๑ อสั ญ ญี สั ต ตาภู มิ เป น พรหมโลกชั้ น ที่ ๑๑ เป น ที่ อ ยู ข องพรหมที่ ไ ม มี
สัญญา หรื อไม มีจิต มี แต ร างกาย กลา วคือ เป นพรหมที่มีเ พียงรูปขันธ ไมมีนามขั นธทั้ง ๔
หรือไมมีจิตและเจตสิก อันเปนผลมาจากกําลังแหงจตุตถฌาน บางทีเรียกวา พรหมลูกฟก พวก
อสั ญ ญี สั ต ว ตามคั ม ภี ร ที่ พ บส ว นมาก จะกล า วถึ ง การปฏิ บั ติ ก สิ ณ ของนั ก บวชนอก
พระพุทธศาสนาที่มีความเบื่อหนายในจิต บริกรรมวาโยกสิณจนเกิดฌานที่ ๔ แลวออกจากฌาน
ตั้งใจวา ความไมมีสิ่งที่ชื่อวา จิต เปนความดี เพราะความทุกขตาง ๆ ยอมบังเกิดเพราะอาศัยจิต
เมื่อไมมีจิต ความทุกขเชนนั้นก็ไมมี เชนนี้แลว เปนผูมีฌานไมเสื่อม ตายไปเกิดในอสัญญีภพ
ดวยอํานาจรูปปฏิสนธิ ขณะตาย อยูในอิริยาบถใด จะเกิดดวยอิริยาบถนั้น บางองคนั่ง บางองค
นอน บางองคยืน ไมเคลื่อนไหว เปนอยูเชนนี้ในอสัญญีภูมิตลอด ๕๐๐ กัป พวกอสัญญีสัตว จึง
ไมจัดเปนวิญญาณฐิติ เพราะไมมีวิญญาณ แมพวกเนวสัญญานาสัญญายตนะภูมิก็ไมจัดเปน
วิญญาณฐิติ เพราะมีวิญญาณที่ละเอียดจนไมอาจเรียกไดวา มีวิญญาณ มีอายุสูงสุดประมาณ
๕๐๐ กัป เมื่อหมดอายุขัยแลว ก็จะมีจิตใจกลับคืนมาเปนปกติเหมือนดังเดิมและจุติไปเกิดตาม
อํานาจกุศลที่ตนทําไวตราบที่ยังไมหมดกิเลสทั้งหลาย

พรหมโลกทั้ง ๒ ชั้น ตั้งอยูบนพื้นที่ระดับเดียวกัน เพียงแตแยกอาณาเขตออก
จากกันและตั้งอยูหางไกลกันมากตามพลังแหงจตุตถฌาน สําหรับพรหมโลกชั้นเวหัปผลานั้น
จัดเปนผูที่กายเหมือนกันและมีสัญญาอยางเดียวกัน สวนอสัญญีสัตวนั้นจัดเปนพวกที่ไมมี
สัญญาและไมมีเวทนา
๑.๑๒ อวิ ห าภู มิ เป น พรหมโลกชั้ น ที่ ๑๒ ตั้ ง อยู ห า งจากอสั ญ ญี สั ต ตาภู มิ
ประมาณ ๕ ลาน ๕ แสน ๘ พันโยชน เปนที่อยูของพรหมผูเปนพระอนาคมีบุคคลที่ไมเสื่อม
คลายในสมบัติของตน ไมละทิ้งที่อยูของตนแมเพียงชั่วเวลานิดหนอย มีอายุสูงสุดประมาณ
๑,๐๐๐ กัป และจะไมบรรลุนิพพานจนกวาจะมีชีวิตอยูจนครบอายุขัย เพราะมีสัทธาดีกวาธรรม
ขออื่นในขณะปฏิบัติวิปสสนากรรมฐาน ซึ่งแปลกจากพรหมในสุทธาวาสที่เหลืออีก ๔ ชั้น คือ
อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี และอกนิษฐา ซึ่งพรหมโลกทั้ง ๔ นี้ ไมจําเปนตองอยูจนครบตามอายุขัย
ของแตละชั้น สามารถบรรลุนิพพานกอนได
๑.๑๓ อตัปปาภูมิ เปนพรหมโลกชั้นที่ ๑๓ ตั้งอยูหางจากอวิหาภูมิประมาณ ๕
ลาน ๕ แสน ๘ พันโยชน เปนที่อยูของพรหมผูเปนอนาคามีบุคคลที่ไมมีความสะดุงกลัวตอสิ่งใด
ไมมีความเดือดรอนทั้งทางกาย วาจา และใจ เพราะเขาฌานสมาบัติอยูเสมอ นิวรณทั้งหลายจึง
ไมมีโอกาสทําใหจิตเดือดรอนได จิตของทานจึงบริสุทธิ์ สงบเย็น มีอายุสูงสุดประมาณ ๒,๐๐๐
กัป และเสวยทิพยสมบัติจนกวาจะหมออายุขัยแลวจุติไปเกิดในชั้นสูงขึ้นไปหรือจนกวาจะสําเร็จ
เปนพระอรหันตแ ละดับ ขั นธ ผู จะมาเกิ ดในชั้นนี้คือ ผู ปฏิบัติวิป สสนากรรมฐานจนบรรลุชั้น
อนาคามีบุคคล และเปนผูมีวิริยะแกกลากวาอยางอื่น
๑.๑๔ สุทัสสาภูมิ เปนพรหมโลกชั้นที่ ๑๔ ตั้งอยูหางจากอตัปปาภูมิประมาณ ๕
ล าน ๕ แสน ๘ พันโยชน เ ป นที่อยูของพรหมผูเ ปนพระอนาคามีบุ ค คลที่มีค วามเห็ นแจมใส
มองเห็นสภาวธรรมไดแจงชัด มีใจสงบเยือกเย็น มีกิเลสเหลือนอย มีรูปงามยิ่ง มีอายุสูงสุด
ประมาณ ๔,๐๐๐ กัป และเสวยทิพยสมบัติจนกวาจะหมออายุขัยแลวจุติไปเกิดในชั้นสูงขึ้นไป
หรื อ จนกว า จะสํ า เร็ จ เป น พระอรหั น ต แ ละดั บ ขั น ธ ผู จ ะมาเกิ ด ในชั้ น นี้ คื อ ผู ป ฏิ บั ติ วิ ป ส สนา
กรรมฐานจนบรรลุชั้นอนาคามีบุคคล และเปนผูมีสติแกกลากวาอยางอื่น
๑.๑๕ สุทัสสีภูมิ เปนพรหมโลกชั้นที่ ๑๕ ตั้งอยูหางจากสุทัสสาภูมิประมาณ ๕
ลาน ๕ แสน ๘ พันโยชน เปนที่อยูของพรหมผูเปนอนาคมีบุคคลบุคคลทรงไวซึ่งความเห็นอยาง
แจมใสมากกวาพรหมชั้นสุทัสสา คือ มีประสาทจักษุ ทิพยจักษุ และปญญาจักษุ ดีกวา สวน
ธรรมจักษุนั้นมีเทากัน มีอายุสูงสุดประมาณ ๘,๐๐๐ กัป และเสวยทิพยสมบัติจนกวาจะหมอ
อายุขัยแลวจุติไปเกิดในชั้นสูงขึ้นไปหรือจนกวาจะสําเร็จเปนพระอรหันตและดับขันธ ผูจะมาเกิด
ในชั้นนี้คือ ผูปฏิบัติวิปสสนากรรมฐานจนบรรลุชั้นอนาคามีบุคคล และเปนผูมีสมาธิแกกลากวา
อยางอื่น
๑.๑๖ อกนิฏฐกภูมิ เปนพรหมโลกชั้นที่ ๑๖ ตั้งอยูหางจากสุทัสสีภูมิประมาณ ๕
ลาน ๕ แสน ๘ พันโยชน เปนที่อยูของพรหมผูเปนพระอนาคามีบุคคลที่ไมมีความต่ําตอยกวา

ใคร ไมเปนรองใคร เพราะมีสมาบัติขั้นสูงสุด มีกิเลสเบาบางมาก เปนผูไมต่ํากวางทั้งในความสุข
และความรู มีอายุสูงสุดประมาณ ๑๖,๐๐๐ กัป ๙๐ และเสวยทิพยสมบัติจนกวาจะสําเร็จเปนพระ
อรหันตและดับขันธ ผูจะมาเกิดในชั้นนี้คือ ผูปฏิบัติวิปสสนากรรมฐานจนบรรลุชั้นอนาคามีบุคคล
และเปนผูมีปญญาแกกลากวาอยางอื่น พรหมในชั้นนี้จะตองไดสําเร็จเปนพระอรหันตและดับ
ขันธในชั้นนี้ดวยกันทุกองค ซึ่งตางจากพรหมโลกทั้ง ๔ ชั้นที่กลาวมา คือ พรหมชั้นเหลานั้น
หากยังไมไดสําเร็จเปนพระอรหันตและนิพพานในชั้นนั้นๆ เมื่อสิ้นอายุขัยจากชั้นนั้นแลวมาเกิด
ในชั้นอกนิษฐภูมินี้แลวไมไปเกิดในชั้นไหนอีก หากแตจะสําเร็จเปนพระอรหันตในชั้นนี้ พรหม
ชั้นอกนิฏฐะนี้จึงประเสริฐกวาพรหมโลกชั้นอื่น ๆ ทั้งหมดดวยศีล สมาธิและปญญา ที่สําคัญคือ
ในพรหมโลกชั้นนี้ มีทุสสเจดีย คือ เจดียผาขาวของเจาชายสิทธัตถะที่เหลาพรหมนํามาจากโลก
มนุษยในขณะที่ทรงอธิษฐานเพศเปนนักบวช
พรหมโลกทั้ง ๕ ชั้นนี้ เรียกวา สุทธาวาสภูมิ คือ ชั้นอันเปนที่อยูของผูบริสุทธิ์
ในที่นี้หมายถึง พระอนาคามีบุคคลและพระอรหันต พระอรหันตในที่นี้ ก็คือ พระอนาคามีที่ได
สําเร็จเปนพระอรหันตในพรหมโลกชั้นนี้ ไมใชพระอรหันตที่เสียชีวิตจากโลกมนุษยแลวมาเกิด
ในที่นี้แตอยางใด สุทธาวาสภูมินี้ตั้งอยูทามกลางอากาศและตั้งอยูเปนชั้น ๆ ชั้นไปตามลําดับ
ภูมิ ไมไดตั้งอยูในระดับเดียวกันเหมือนพรหมโลกตั้งแตปฐมฌานภูมิจนถึงจตุตถฌานภูมิ
๒. อรูปภูมิ ๔ อันเปนที่อยูของเหลาอรูปพรมหทั้งหลาย คือ พรหมที่ไมมีรูป ซึ่ง
เกิดขึ้นดวยอานุภาพของรูปวิราคภาวนา คือ การเจริญเพื่อเบื่อหนายคลายความกําหนัดในรูป
สวนมากจะเปนนักบวช เชน ดาบส ฤๅษี ซึ่งเปนนักบวชนอกพระพุทธศาสนาที่ไดบําเพ็ญพรต
ภาวนาจนกระทั่งสําเร็จจตุตถฌานแลว ยังไมพอใจ ประสงคจะไดบรรลุฌานชั้นสูงขึ้นไปอีก โดย
คิดวา รางกายนี้ไมดี มีทุกขโทษมากมาย เพราะมีตัวตนจึงมีการยึดถือและการประหัตประหาร
ตอกัน จึงไมปรารถนาจะมีตัวตนอีกตอไป จึงฝกปฏิบัติฌานในระดับสูงขึ้นโดยใชสิ่งที่ไมมีรูปเปน
อารมณในฝกปฏิบัติตามลําดับ ๙๑ ดังตอไปนี้ คือ
๒.๑ อากาสานัญจายตนภูมิ เปนพรหมโลกชั้นที่ ๑๗ ตั้งอยูหางจากอกนิษฐก
ภูมิประมาณ ๕ ลาน ๕ แสน ๘ พันโยชน เปนที่อยูของพรหมพวกหนึ่งที่มีจิตและเจตสิกเทานั้น
ไมมีรูปพรรณสัณฐาน มีอายุสูงสุดประมาณ ๒๐,๐๐๐ กัป เกิดจากฌานที่อาศัยการเพงอากาศ
อันไมมีที่สุดเปนอารมณ ดวยการบริกรรมวา อากาโส อนนฺโต อากาโส อนนฺโต อากาศไมมี
ที่สุด ๆ จนสําเร็จอากาสานัญจายตนฌาน ๙๒
๒.๒ วิญญาณัญจายตนภูมิ เปนพรหมโลกชั้นที่ ๑๘ ตั้งอยูหางจากอากาสานัญ
จายตนภูมิประมาณ ๕ ลาน ๕ แสน ๘ พันโยชน เปนที่อยูของพรหมพวกหนึ่งที่มีจิตและเจตสิก
เชนกัน มีอายุสูงสุดประมาณ ๔๐,๐๐๐ กัป เกิดจากฌานที่อาศัยการเพงวิญญาณอันไมมีที่สุด
เปนอารมณ ดวยการบริกรรมวา วิฺาณํ อนนฺตํ วิฺาณํ อนนฺตํ วิญญาณไมมีที่สุด ๆ จน
สําเร็จวิญญาณัญจายตนฌาน มีความละเอียดยิ่งกวาอากาศอีก ๙๓

๒.๓ อากิญจัญญายตนภูมิ เปนพรหมโลกชั้นที่ ๑๙ ตั้งอยูหางจากวิญญาณัญ
จายตนภูมิประมาณ ๕ ลาน ๕ แสน ๘ พันโยชน เปนที่อยูของพรหมพวกหนึ่งที่มีแตจิตและ
เจตสิกเทานั้น ไมมีรางกาย มีอายุสูงสุดประมาณ ๖๐,๐๐๐ กัป เกิดจากฌานที่อาศัยการเพง
อารมณ ว า นตฺ ถิ กิ ฺ จิ แปลว า ไม มี อ ะไรเหลื อ อยู เป น นั ต ถิ ภ าวบั ญ ญั ติ จนสํ า เร็ จ อา
กิญจัญญายตนฌาน เปนฌานที่ละเอียดประณีตกวาวิญญาณัญจายตนฌานอีก ๙๔
๒.๔ เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ เปนพรหมโลกชั้นที่ ๒๐ ตั้งอยูหางจากอา
กิญจั ญญายตนภู มิประมาณ ๕ ลาน ๕ แสน ๘ พันโยชน เปนที่อยูของพรหมพวกหนึ่งที่ จะ
เรียกวามีสัญญาก็ไมได เพราะไมมีสัญญาอยางหยาบ จะเรียกวาไมมีสัญญาก็ไมได เพราะยังมี
สัญญาที่ละเอียดประณีตอยู มีอายุสูงสุดประมาณ ๘๔,๐๐๐ กัป ๙๕ เกิดจากฌานที่อาศัยการเพง
อารมณวา เนวสฺญานาสฺญา ภวิสฺสามิ ขอใหขามีจิตใจเหลือนอยเปนเหมือนไมมีบริกรรมวา
เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณี