วารสารราชบัณฑิตยสถาน

ปีที่ ๓๖ ฉบับที่ ๓ ก.ค.-ก.ย. ๒๕๕๔

พุทธปรัชญา : อัตถิตา นัตถิตา สู่ศูนยตา

เดือน ค�ำดี

ภาคีสมาชิก ส�ำนักธรรมศาสตร์และการเมือง
ราชบัณฑิตยสถาน

บทคัดย่อ

บทความนี้เป็นความพยายามที่จะน�ำเสนอพุทธปรัชญา เรื่องอัตถิตา นัตถิตา สู่ศูนยตาเพื่อแสดงให้เห็นว่า
ก่อนพุทธกาล บรรดาทิฏฐิทงั้ หลายในการมองโลกและชีวติ ทีม่ นุษย์ได้น�ำมาถกเถียงโต้ตอบกันทัง้ ในอดีตและปัจจุบนั
แสดงออกมาเป็นทัศนะต่าง ๆ นั้นสรุปลงได้ ๒ อย่างคือ อัตถิตา ที่มองโลกว่าเที่ยงน�ำไปสู่การยึดถือว่ามีอัตตา
นิรันดร และ นัตถิตาที่เห็นว่าโลกขาดสูญน�ำไปสู่การยึดถือว่าไม่มีปรโลก การกระท�ำกรรมทุกอย่างไร้ผลตอบแทน
พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในธัมมจักกัปปวัตนสูตรว่าทัศนะทั้งสองอย่างนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นความเห็นที่สุดโต่ง
ไม่เป็นทางน�ำผู้ปฏิบัติให้พ้นทุกข์ได้ ทรงแสดงมัชฌิมาปฏิปทา ว่าเป็นทางที่ถูกเป็นทางน�ำผู้ปฏิบัติไปสู่ความพ้น
ทุกข์ได้

หลังพุทธปรินพิ พาน ๑๐๐ ปี คณะสงฆ์เกิดความแตกแยกทางความคิดเพราะการตีความพุทธพจน์แตกต่าง
กันในเรื่องนี้ ท�ำให้เกิดนิกายแตกแยกถึง ๑๘ นิกายโต้แย้งกันเรื่องอัตตา อนัตตาและปรมัตถธรรม ต่อมาในพุทธ
ศตวรรษที่ ๗ ท่านนาคารชุนในนิกายมหายานได้ใช้ วิภาษวิธี มาอธิบายพุทธพจน์ ตีความหลักธรรมในขั้นปรมัตถ์
สัจแสดงให้เห็นความหมายของพุทธมติ เรื่องอนัตตาและนิพพาน ว่าเป็นสภาวะศูนยตาโลกนี้ปรากฏแก่เราไม่ได้
เป็นทั้ง “สัต” และ “อสัต” เพราะสรรพสิ่งเป็นศูนยตา “สรฺวมฺ ศูนยมฺ” โดยได้แสดงคาถา เป็นหัวใจของค�ำสอนที่
ได้ชื่อว่า มาธยมิก เพื่อท�ำลายทัศนะทั้งอัตถิตาและนัตถิตา และท�ำลายอุปาทานทั้งที่หยาบ (กามุปาทาน) และที่
ละเอียด (ทิฏฐปาทาน) กล่าวคือ เป็นการท�ำลายอหังการ มมังการและปรมังการ อีกด้วยว่า

อนุตปาทะ อนิโรธะ
อเนการถะ อนานารถะ

อฺศาสวตะ อนุจฺเฉทะ
อนาคมะ อนิรคมะ ฯ

ท่านนาคารชุนได้ใช้วิภาษวิธี (Dialectic Method) เป็นเครื่องมืออธิบายปรมัตถธรรมตามหลักปฏิจจสมุปบาทว่า
“สิง่ ทัง้ ปวงมีความสูญเป็นลักษณะ โดยปฏิเสธความเป็นอยูม่ อี ยูใ่ นตัวมันเองของสภาวธรรมทัง้ หลายด้วยวิธปี ฏิเสธ
ความเกิดว่า อนุตปาทะก่อน เพราะเมื่อความเกิดไม่มีแล้ว ความดับ ฯลฯ ก็พลอยหมดความหมาย การปฏิเสธ
ความเกิดขึ้นนี้จึงเท่ากับการปฏิเสธสิ่งมีอยู่ ที่มีอยู่โดยตัวของมันเอง ฉะนั้น ท่านนาคารชุนจึงกล่าวว่า ธรรมทั้ง
หลายไม่อุบัติขึ้นเอง ไม่อุบัติจากสิ่งอื่น ทั้งไม่อุบัติขึ้นเองด้วย ไม่อุบัติขึ้นจากสิ่งอื่นด้วยรวมกันและไม่ใช่ปราศจาก
เหตุ เพราะฉะนั้นจึงรู้ว่าไม่มีการอุบัติขึ้นเลย” ทัศนะนี้เรียกอีกอย่างว่า ศูนยตา

ค�ำส�ำคัญ : อัตถิตา, นัตถิตา, ศูนยตา

เดือน ค�ำดี

411

-Sep. 3 Jul. 2011 ความน�ำ มนุษย์แสวงหาค�ำตอบเรื่องโลก และชีวิตด้วยการถกเถียงกันด้วยปัญหา ต่าง ๆ มีมาตั้งแต่สมัยโบราณกาลแล้ว เช่นปัญหาว่า โลกคืออะไร เกิดขึ้นได้ อย่างไร ใครเป็นผู้สร้าง อนาคตของโลก จะเป็นอย่างไร มนุษย์มาจากไหน ใคร เป็นผู้สร้าง ตายแล้วจะไปไหน เป็นต้น การถกเถียงตอบโต้ด้วยความรู้เรื่องโลก หรื อ เอกภพอย่ า งนี้ ท� ำ ให้ ไ ด้ ค วามรู ้ เกี่ ย วกั บ โลก คื อ ศาสตร์ ทั้ ง หลาย มี วิทยาศาสตร์สาขาต่าง ๆ เป็นต้นและการ โต้ตอบกันเรื่องมนุษย์ท�ำให้ได้ค�ำตอบ ทางศาสนา เบื้องแรกในการถกเถียงกัน นั้นเป็นไปในทางหาค�ำตอบเรื่องความ จริง (Reality) ของโลกและชีวิตร่วมกัน ต่อมาก็ถกเถียงกันในเรื่องเป็นไปในทาง หาค�ำตอบด้วยเหตุผลหรือความรู้เกี่ยว กั บ โลกและชี วิ ต ซึ่ ง แสดงให้ เ ห็ น ว่ า มนุษย์ก่อนที่จะมีปฏิบัติการอะไรลงไป นั้นต้องใช้ความคิด ความสงสัยโดยวิธี การตั้งกระทู้ขึ้นแล้วก็อภิปรายโต้ตอบ กันซักไซ้ไล่เลียงด้วยเหตุและผล เป็น วาทกรรมที่เรียกว่า “โต้วาที” (Debate) บ้างเสวนากันบ้าง เป็นการปะทะคารม กันก่อน จากนั้นจึงถึงขั้นการให้คุณค่า (Value) ค�ำตอบพิสจู น์ดว้ ยการปฏิบตั ติ าม สิ่งที่ยอมรับว่าจริงและมั่นใจในความรู้ ที่ได้มานั้น จากนั้นก็แสวงหาค�ำตอบใน รายละเอียดต่อไป การพิสจู น์คณ ุ ค่าความ รู ้ เ รื่ อ งโลกท� ำให้ ม นุษย์ได้ค� ำ ตอบผ่าน การทดลองกลายเป็นวิทยาศาสตร์สาขา ต่าง ๆ ในลักษณะทิฏฐิหรือทฤษฎี หรือ ทัศนะเรื่องโลก (View of the world) หรือวิทยาศาสตร์ ส่วนการพิสูจน์เรื่อง ชี วิ ต ได้ ค� ำ ตอบผ่ า นการปฏิ บั ติ อ อกมา เป็นสัจธรรม ที่เรียกว่าศาสนาต่าง ๆ ใน ลักษณะเป็นค�ำสั่งและค�ำสอนกลายเป็น วิถีชีวิต (way of life) การถกเถียงตอบโต้กนั ในทุกเรือ่ ง นี้ เบือ้ งต้นยังคงตอบโดยใช้สญ ั ชาตญาณ แต่ต่อมามนุษย์ได้สั่งสมประสบการณ์ มากยิ่ ง ขึ้ น ไม่ พ อใจค� ำ ตอบในระดั บ สั ญ ชาตญาณหรื อ การเดา จึ ง ยกระดั บ การตั้งค�ำถามและหาค�ำตอบโดยการใช้ เหตุผล (Reasoning) ซับซ้อนยิง่ ขึน้ อย่างมี กฎเกณฑ์มากยิง่ ขึน้ กระบวนการแสวงหา ค�ำตอบในเรื่องต่าง ๆ ด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ได้ค�ำตอบที่ สมเหตุสมผลและ สมจริง พัฒนาด้านความคิดเชิงเหตุผล ของมนุษย์ ในที่สุดก็มีการสร้างสรรค์ได้ กลายเป็นผลงานที่เรียกว่า “อารยธรรม” ลั ก ษณะแห่ ง ความเจริ ญ ด้ ว ยวิ ธี ก ารใช้ เหตุผลก็กลายเป็น “วัฒนธรรม” ในการ แสวงหาความรู้ของมนุษย์ตราบเท่าทุก วันนี้ ในสมั ย พุ ท ธกาลถื อ ว่ า เป็ น ยุ ค ทองแห่งการใช้เหตุผลและปัญญาของ มนุษยชาติ ในทางตะวันออกโดยเฉพาะ ในชมพูทวีปได้แสดงความคิดว่าด้วยโลก และชีวิตในหลายรูปแบบเพื่อแสวงหา ความเข้าใจ ด้วยการตัง้ ค�ำถามและตอบโต้ กันอย่างแพร่หลาย จนกลายเป็นวิธเี ผยแผ่ ค�ำสอนของศาสดาหรือเจ้าลัทธิต่าง ๆ ค�ำสอนหรือทิฏฐิเหล่านั้นในยุคนั้น เมื่อ รวมแล้วได้ ๖๒ ทิฏฐิ ในทางพระพุทธศาสนามีหลักฐานปรากฏในพระไตรปิฎก เป็นอันมากว่าด้วยการตอบโต้กนั ระหว่าง พระพุทธเจ้าและเจ้าลัทธิต่าง ๆ อยู่ตลอด เวลา มี ก ารยกปั ญ หาขึ้ น และตอบโต้ 412 หักล้างกันด้วยเหตุด้วยผล ยอมแพ้หรือ จ�ำนนกันด้วยเหตุผล กลายเป็นวัฒนธรรม ของการโต้วาทีกันในการประกาศทฤษฎี ของศาสดา นักปราชญ์และเจ้าลัทธิตา่ ง ๆ ในยุคนั้น พระพุทธเจ้าก็ตอบโต้ปัญหา กับพราหมณ์และสาวกของศาสดามหา วีระ เช่น สัจจกนิครนถ์และอุบาลีคฤหบดี ที่ศาสดามหาวีระส่งมาถามปัญหา ใน ที่สุดก็จ�ำนนประกาศตนเป็นพุทธสาวก เป็นต้น หรือพุทธสาวิกา วชิราภิกษุณี หรื อ เสลาภิ ก ษุ ณี ต อบโต้ กั บ มารนอก ศาสนาหรือศิษย์เอกของเจ้าลัทธิต่าง ๆ ในยุคนั้นเป็นต้น ก็มีปรากฏอยู่ทั่วไป แสดงให้เห็นซึง่ ความหลายหลากในทิฏฐิ ทั้งหลายในสมัยนั้น ในบรรดาปั ญ หาการตอบโต้ กั น โดยเฉพาะปั ญ หาที่ มี ผู ้ น� ำ ไปถาม พระพุทธเจ้า บางปัญหาพระองค์ทรงตอบ ให้อย่างละเอียด บางปัญหาที่ทรงเห็นว่า ไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้ถามก็ทรงยกเสีย ปัญหาทีพ่ ระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบ หรือไม่ ทรงอธิบาย เรียกว่าอัพยากฤตปัญหา ทีไ่ ม่ ทรงตอบเพราะนอกจากไร้ประโยชน์แก่ ผู้ถามแล้วยังอาจจะก่อให้เกิดความเห็น ผิ ด กลายเป็ น เรื่ อ งมิ จ ฉาทิ ฏ ฐิ ไ ป ทั้ ง นี้ เพราะพระพุทธเจ้าย่อมตรัสแต่ความจริง ที่เป็นประโยชน์ในกาลเวลาที่เหมาะสม ในโปฏฐปาทสู ต ร ฑี ฆ นิ ก าย กล่าวว่า ปัญหาทีพ่ ระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบ ได้แก่ปัญหาว่า โลกเที่ยงหรือไม่เที่ยง โลกมีที่สุดหรือไม่มีที่สุด ชีวะกับสรีระ เป็นอันเดียวกันหรือเป็นคนละอัน สัตว์ ตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด หรือว่าเกิดก็ไม่ใช่ ไม่เกิดก็ไม่ใช่ หรือ ในอัคคี วัชฉโคตตสูตร มัชฌิมนิกาย เป็นต้น แสดงกล่าวถึงเรื่อง พุทธปรัชญา : อัตถิตา นัตถิตา สู่ศูนยตา .The Journal of the Royal lnstitute of Thailand Volume 36 No.

วารสารราชบัณฑิตยสถาน ปีที่ ๓๖ ฉบับที่ ๓ ก.ค. ๒๕๕๔ เช่นนี้มีมากมาย นอกจากนี้ยังมีค�ำถาม ในเรื่องภาวะของพระพุทธองค์ภายหลัง ปรินพิ พานว่ามีอยูห่ รือไม่มอี ยู่ ปัญหาเหล่า นี้ พ ระพุ ท ธองค์ ท รงนิ่ ง เฉยเมื่ อ ถู ก ถาม เนื่องจากไม่ช่วยให้ผู้ฟังพ้นทุกข์ ถือว่า ไม่มปี ระโยชน์ กระนัน้ ก็เป็นทีส่ นใจของ นั ก คิ ด ทุ ก สมั ย โดยเฉพาะเหล่าสมณพราหมณ์ เมื่อไม่มีค�ำตอบที่ชัดเจนจาก พระพุทธองค์ ต่างคนต่างก็คิดไปต่าง ๆ นานา บรรดาเจ้าทิฏฐิหรือทัศนะทัง้ หลาย เหล่านัน้ สามารถแบ่งออกได้เป็น ๔ พวก ๒ กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มที่ยืนยันการมีอยู่ ของภาวะบางอย่าง เช่น พราหมณ์ที่เห็น ว่าโลกเที่ยงหรืออัตตามีอยู่ และกลุ่มที่ ปฏิเสธการมีอยู่ของภาวะบางอย่าง เช่น ลัทธิจารวาก ในสังฆมณฑลหลังพุทธปรินพิ พาน ๑๐๐ ปี เกิดความแตกแยกทางความคิด เริ่ ม จากภิ ก ษุ วั ช ชี บุ ต รได้ ตี ค วามพุ ท ธ พจน์แตกต่างกันในเรื่องการปฏิบัติธรรม วินัย ท�ำให้สังฆมณฑลเกิดรอยร้าวและ แตกแยกทางความคิดในเรื่องกถาวัตถุ จนกระทั่ ง หลั ง พุ ท ธปริ นิ พ พาน ๕๐๐ ปี สังฆมณฑลก็แยกออกเป็น ๒ นิกาย คือ นิกายฝ่ายเหนือ เรียก อุตตรนิกาย หรือ มหายาน ใช้ภาษาสันสกฤตเป็นภาษา บันทึกพระไตรปิฎก นิกายฝ่ายใต้ เรียกว่า ทักษิณนิกาย หรือ หินยาน หรือ สาวกยาน ซึ่งปัจจุบันนิยมเรียก “นิกายเถรวาท” ใช้ ภาษาบาลีเป็นภาษาพุทธพจน์อย่างชัดเจน ส่วนมูลเหตุให้เกิดนิกายมหายาน มีหลายประการโดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่อง มาจากอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งเป็นคู่แข่งส�ำคัญได้พยายามดูดกลืน และปลอมปนค�ำสอนศาสนาพุทธให้เป็น เดือน ค�ำดี ของตนเช่นพราหมณ์สร้างทฤษฎีนารายณ์ อวตารอ้างว่าพระพุทธเจ้าเป็นอวตารปาง ที่เก้าของพระวิษณุ หรือ กษัตริย์อินเดีย บางยุ ค เบี ย ดเบี ย นศาสนาพุ ท ธ เช่ น พระเจ้าบุษยมิตรนับถือศาสนาพราหมณ์ นิกายสามเวท แห่งราชวงศ์สงุ คะประกาศ ให้รางวัล ๑๐๐ ดินา แก่ผู้ตัดคอพระ สงฆ์ได้หนึ่งรูป เป็นต้น พุทธบริษัททั้ง บรรพชิตและคฤหัสถ์ จึงร่วมกับพระสงฆ์ ที่เห็นอันตรายและความเสื่อมของพระ ศาสนาในขณะนั้นได้ร่วมมือกันปฏิรูป ค�ำสอนศาสนาให้เข้ากับสถานการณ์ ได้มี การปรับเปลีย่ นและถอนสิกขาบทบางข้อ ทีพ่ ระพุทธเจ้าตรัสไว้กอ่ นกาลปรินพิ พาน ว่าทรงอนุญาตให้ปรับถอนสิกขาบทบาง ข้อทีไ่ ม่ขดั กับหลักการใหญ่ทเี่ รียกว่ามหา ปเทส ๔ และสัตถุศาสน์ได้ ฉะนั้น นิกายมหายานจึงเกิดขึ้น เพื่ อ เผยแผ่ พ ระพุ ท ธศาสนาให้ เ ข้ า ถึ ง ประชาชนทุกหมูเ่ หล่า พุทธบริษทั ทัง้ สีใ่ น ยุคนั้นจึงปรับถอนสิกขาบทบางข้อ เพื่อ ให้เข้ากับกาลและเทศะเพื่อเผยแผ่และ กอบกู้พระศาสนาให้พ้นจากวิกฤตการณ์ ทีถ่ กู ครอบง�ำโดยศาสนาฮินดู ดังนัน้ นิกาย มหายานจึงอธิบายหลักธรรมบางข้อให้ พิ เ ศษพิ ส ดารยิ่ ง ขึ้ น เช่ น เรื่ อ ง ตรี ก าย เรื่องโพธิจิต หรือพุทธภาวะ เรื่องตถาคต ครรภ์ เรื่องโพธิสัตว์ เรื่องพุทธภูมิ เรื่อง โพธิสตั วปารมิตา และเรือ่ งศูนยตา เป็นต้น ทัง้ นีก้ เ็ พือ่ เผยแผ่พระพุทธศาสนาให้กว้าง ขวางอย่างไพศาล และเพื่อยับยั้งการดูด กลืนปลอมปนพระศรัทธรรม กล่าวโดย สรุป ก็คือแม้จะนับถือพระศาสดาองค์ เดียวกันหลักพุทธธรรมจุดหมายสูงสุด คือนิพพานอย่างเดียวกัน แต่ภายหลังทั้ง 413 ๒ นิ ก ายก็ ตี ค วามพุ ท ธพจน์ แ ละเน้ น การปฏิ บั ติ ต ามหลั ก ธรรมแตกต่ า งกั น กล่าวคือนิกายหินยานเน้นหลักอริยสัจ ๔ มุ่งอรหัตผลเป็นที่สุด แต่นิกายมหายาน เน้นหลักโพธิสัตว์เพื่อพุทธภูมิ ปัญหาการตีความพุทธพจน์ แม้พระพุทธศาสนาทุกนิกายสอน ว่าสรรพสิ่งเป็นอนัตตา และถือว่าวิมุติ ความหลุดพ้นจากอัตตา คืออหังการและ มมังการเป็นจุดหมายสูงสุดเป็นเอกรส แม้ทั้งนิกายเถรวาทและนิกายมหายาน เห็นตรงกันก็ตาม แต่ฝา่ ยมหายานอธิบาย อนัตตาเพิม่ เติมให้พสิ ดารออกไป และแม้ ทุกนิกายถือว่ารสแห่งพุทธธรรมมีรสเดียว คือความหลุดพ้น แต่ฝ่ายมหายานแบ่ง ความหลุดพ้นออกเป็น ๒ ชนิด ชนิดแรก คือหลุดพ้นรสเพื่อตัวเอง เป็นวิมุติหรือ ธรรมรส ของฝ่ายหินยานนัน้ คือ อรหัตผล ชนิดหลังคือ ความหลุดพ้นเพื่อมหาชน เพราะการปณิธานเป็นพระโพธิสัตว์เพื่อ พุ ท ธภู มิ ดั ง นั้ น นิ ก ายมหายานจึ ง เน้ น เรื่องโพธิสัตว์และพุทธภูมิเพื่อมหาชน เป็นพิเศษ นิ ก ายมหายานเกิ ด ขึ้ น ในพุ ท ธศตวรรษที่ ๖ ได้แสดงหลักการและหลัก ธรรมใหม่ขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นว่านิกาย มหายานมีความพิเศษยิง่ ใหญ่กว่าหินยาน โดยได้อธิบาย “ยาน” หรือพาหนะที่จะ ช่วยให้สรรพสัตว์ข้ามพ้นทุกข์หรือโอฆกันดารในพระพุทธศาสนาว่า มี ๓ ยาน คือ ๑.ย. สาวกยาน ยานของพระสาวก ที่มุ่งเพียงอรหันตภูมิ ซึ่งรู้แจ้งในอริยสัจ ๔ ด้วยการสดับจากพระพุทธเจ้า .-ก.

ปัจเจกยาน ยานของพระปัจเจก พุทธเจ้า ได้แก่ ผู้รู้แจ้งในปฏิจจสมุป บาทด้วยตนเอง แต่ไม่สามารถจะแสดง ธรรมเพื่อสอนสัตว์ได้ ๓. 2011 ๒. 3 Jul. โพธิสัตวยาน ยานของพระ โพธิสัตว์ ได้แก่ ผู้มีจิตประกอบด้วยมหา กรุณาในสรรพสัตว์ ไม่ต้องการอรหัตภูมิ ปัจเจกภูมิ แต่ปรารถนาพุทธภูมิ เพื่อ โปรดสัตว์ได้กว้างขวางกว่าอรหัตภูมแิ ละ ปัจเจกภูมแิ ละเป็นผูร้ แู้ จ้งในศูนยตาธรรม ในเรือ่ งพระพุทธเจ้า พระโพธิสตั ว์ และหลักธรรมทัง้ ปวงว่า มหายานอธิบาย ว่าพระพุทธเจ้ามีจำ� นวนมากมายดุจทราย ในแม่ น�้ ำ คงคา และในจั ก รวาลนี้ ก็ มี พระพุทธเจ้ามาจุติแสดงธรรมเทศนาอยู่ ทัว่ ไปนับประมาณมิได้ทงั้ ในอดีต ปัจจุบนั และอนาคต โลกธาตุ ที่ มี พ ระพุ ท ธเจ้ า มาจุตินั้นเรียกว่า “พุทธเกษตร” ซึ่งเป็น ที่ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือสุขาวดีพุทธเกษตร ของพระอมิตาภะ นิกายมหายาน ทุ ก นิ ก ายสอนเรื่ อ งการตรั ส รู ้ ธ รรมว่ า มี ๒ ทาง คือ การพึ่งอ�ำนาจแห่งศีล สมาธิ ปัญญา ตามล�ำพังตนเองและการ ขอพึ่งอานุภาพของพระพุทธองค์ พระ โพธิสตั ว์ให้ชว่ ยเหลือคุม้ ครองปลอดจาก การรบกวนของหมู่มารกิเลสและให้ถึง โพธิญาณได้งา่ ย ฝ่ายหินยานใช้อย่างแรก ส่วนฝ่ายมหายานใช้ทั้ง ๒ วิธี นิกายมหายานกล่าว่า เนื่องจาก หินยานเป็นยานคับแคบ จึงมุ่งความรอด เฉพาะตน แต่มหายานเป็นยานใหญ่เพราะ อุ ด มคติ พ ระโพธิ สั ต ว์ เ พื่ อ ขนมหาชน ทุกหมู่เหล่าให้พ้นโอฆสงสารอันกันดาร เกี่ยวกับการตรัสรู้ธรรมนั้น ฝ่ายมหายาน อธิบายว่า หินยานหรือสาวกยานเข้าถึง การตรัสรู้ได้ก็เพียงเห็นแจ้งในศูนยตา ขั้นต�่ำที่เรียกว่า บุคคลศูนยตา การท�ำลาย การยึดถือในเรื่องอัตตาได้ แต่ไม่เห็น แจ้ ง ในธรรมศู น ยตา เพราะแม้ จ ะละ อัตตวานุปาทานได้แต่ก็ยังมีธัมมุปาทาน อยู่ ยังยึดถือในเรื่องขันธ์ ธาตุ อายตนะ และสภาวธรรมอยู่ ซึง่ เป็นการหลุดพ้นใน ทางลบ แต่การหลุดพ้นของมหายานนั้น เป็นไปในทางบวก เพราะไม่รีบด่วนไป สู่นิพพานเสียก่อนจนกว่าจะขนรื้อสรรพ สัตว์ให้พ้นทุกข์หมดเสียก่อน ตนเองจะ เป็นคนสุดท้าย เนื่ อ งจากฝ่ า ยสาวกยานอธิ บ าย ความมีความเป็นของพระพุทธเจ้าหลัง ปริ นิ พ พานว่ า เป็ น การดั บ ขั น ธ์ แ ละดั บ กิเลสโดยสิ้นเชิง ไม่เกี่ยวข้องกับการรับ รู้เรื่องในโลกียวิสัยอีก มหายานเห็นว่า แท้จริงพระพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพาน นั้น เป็นเพียงมายาซึ่งพระองค์แสดงให้ เห็นเพื่อโปรดเวไนยสัตว์ด้วยมหาอุปายโกศล พระพุทธองค์ยงั อยูท่ รงรับเรือ่ งราว ต่าง ๆ ของสัตว์โลกอยู่เสมอ และอาจจะ เสด็จมาสู่โลกนี้อีกเพื่อโปรดสรรพสัตว์ และพุทธภาวะอันปริสุทธินั้นก็ย่อมมีอยู่ ในสัตว์ทั้งหลาย ดังนั้นทุกคนจึงมีเชื้อ แห่งพระโพธิสัตว์ หรือพุทธภาวะอัน บริสทุ ธิอ์ ยูเ่ สมอ ฝ่ายมหายานถือว่า สาวก ยานเน้นหลักการตรัสรู้ด้วยหลักอริยสัจ ๔ ส่วนมหายานถือการบรรลุศูนยตาว่า เป็นการท�ำลายอหังการ มมังการ และ ปรังการอย่างเด็ดขาด เกี่ยวกับกาลแห่งการแสดงธรรม ของพระพุทธเจ้า ฝ่ายมหายานแบ่งเป็น ๓ ยุค คือ ยุคต้น พระพุทธองค์ทรงเทศนา สาวกธรรมแสดงถึงความมีอยู่แห่งนาม 414 ธาตุและรูปธาตุ ทรงแสดงแก่ผู้มีอินทรีย์ อ่อน และยุคกลาง ทรงเทศนาพระธรรม ฝ่ายมหายาน มีหลักธรรมของฝ่ายโยคาจารหรือ วิชญาณวาทิน เป็นต้น แสดงถึง ความมีอยูแ่ ห่งนามรูปแต่ปฏิเสธต่อความ ด�ำรงแห่งวิสัย ทรงแสดงส�ำหรับพวกมี อินทรียป์ านกลาง ส่วนยุคสุดท้าย ส�ำหรับ ผู้มีอินทรีย์แก่กล้า ทรงแสดงธรรม ฝ่า ยมาธยมิกวาทิน แสดงถึงความสูญแห่ง นามธาตุ และปวงวิสยั และถือหลักศูนยตา เป็นมติวา่ ทัง้ สังขตธรรมและอสังขตธรรม ไม่มอี ะไรทีจ่ ะเป็นตัวยืนให้สมมติบญ ั ญัติ เลย ซึ่งกลายเป็นทิฏฐิแย้งต่อทัศนะของ ฝ่ายสรวาสติวาทิน จิตตภูตตถตาวาทิน หรือโยคาจาร และหลักนิพพานในเถรวาท อีกด้วย เหล่านี้ล้วนแต่เนื่องมาจากการ ตีความพุทธพจน์แตกต่างกัน ความเข้าใจเรื่องทิฏฐิหรือทัศนะ โดยทั่วไป การถกเถียงกันย่อม แสดงให้เห็นทิฏฐิหรือความเห็นขัดแย้ง กั น อั น เป็ น ที่ ม าแห่ ง การแบ่ ง ฝ่ า ย แต่ อย่างไรก็ตาม ทิฏฐิหรือความเห็น หรือ ทฤษฎีเป็นค�ำกลาง ๆ ซึ่งอาจจ�ำแนกได้ ๒ ทาง คือ มิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิด คือ เห็นต่างไปจากลัทธิของตน ในพระพุทธ ศาสนา มิจฉาทิฏฐิ หมายถึง ความเห็น ว่า โลกและชีวิตมีอยู่ เป็นอยู่ เที่ยงแท้ นิรันดรในความหมายของค�ำว่า อัตถิตา หรือ สัสสตาทิฏฐิ ในทางปรัชญาทั่วไป เห็นว่า ทัศนะนี้มีรากฐานอยู่บนจิตนิยม ในทางศาสนาคื อ เทวนิ ย มสั ม มาทิ ฏ ฐิ ความเห็นชอบ คือ เห็นสอดคล้องตรงกับ อุดมคติหรือวัตถุประสงค์ในลัทธิของตน ความเห็นชอบ ในทางพระพุทธศาสนา พุทธปรัชญา : อัตถิตา นัตถิตา สู่ศูนยตา .The Journal of the Royal lnstitute of Thailand Volume 36 No.-Sep.

๒๕๕๔ คือเห็นในอริยสัจ ๔ หรือเห็นชอบตาม คลองธรรมว่า ท�ำดีได้รบั ผลดี ท�ำชัว่ ได้รบั ผลชั่ว มารดา บิดา มีพระคุณ ฯลฯ กล่าว คือ เห็นถูกต้องตามที่เป็นจริงว่า ขันธ์ ๕ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา ซึ่ง เป็ น ข้ อ ปฏิ บั ติ ข ้ อ แรกในอริ ย มรรคมี องค์ ๘ ประการ แม้ทิฏฐิหรือทัศนะจะมี ปรากฏอยู่มากมายในพระไตรปิฎก เช่น ในพรหมชาลสูตรแห่งทีฆนิกายสีล ขัน ธวัคค์ พระพุทธองค์ทรงจ�ำแนกมิจฉา ทิ ฏ ฐิ เ หล่ า นั้ น ออกเป็ น รายละเอี ย ดได้ ๖๒ ประการ ดังนี้ ๑. เห็ น ว่ า เทวดาพวก อื่นเที่ยง พวกที่มีโทษเพราะคิดร้ายผู้อื่น (มโนปโทสิกา) ไม่เที่ยง ๔. เพราะโง่เขลา จึงพูด ปฏิเสธแบบข้อ ๑ และไม่ยอมรับหรือ ยืนยันอะไรเลย (๕) หมวดเห็นว่าสิ่งต่าง ๆ มี ขึ้นเองโดยไม่มีเหตุ เรียก อธิจจสมุปปัน นะมี ๒ ทัศนะ คือ ๑. เกรงว่าจะยึดถือ จึง 415 พูดปฏิเสธแบบข้อ ๑ ๓. เห็นว่าโลกมีที่สุด ๒. เห็นว่า ตัวตน และ โลกเที่ยง เพราะระลึกชาติได้เป็นกัปป์ ตั้งแต่กัปป์เดียวถึงสิบกัปป์ ๓. มิใช่อะไร ก็ไม่ใช่ ๒. เห็ น ว่ า โลกมี ที่ สุ ด เฉพาะด้านบนกับด้านล่าง ส่วนด้านกว้าง หรือด้านขวาง ไม่มีที่สุด ๔. นักเดา เดาตามความ คิดคาดคะเนว่า ตัวตนฝ่ายกายไม่เที่ยง ตัวตนฝ่ายจิตเที่ยง (๓) หมวดเห็นว่ามีทสี่ ดุ และ ไม่มที สี่ ดุ เรียก อันตานันติกะมี ๔ ทัศนะ คือ ๑.วารสารราชบัณฑิตยสถาน ปีที่ ๓๖ ฉบับที่ ๓ ก. ตนไม่มีรูป ๓. เกรงว่าจะพูดปด จึง พูดปฏิเสธว่า อย่างนี้ก็ไม่ใช่ อย่างนั้นก็ ไม่ใช่. เกรงว่าจะถูกซักถาม จึงพูดปฏิเสธแบบข้อ ๔ ๔. เห็นว่า ตัวตน และ โลกเที่ยง เพราะระลึกชาติได้มากกัปป์ ตั้งแต่สิบกัปป์ถึงสี่สิบกัปป์ เดือน ค�ำดี ๔.ย. เห็นว่า เทวดาพวกอืน่ เที่ยง พวกที่มีโทษเพราะเล่นสนุกสนาน (ขิฑฑาปโทสิกา) ไม่เที่ยง ๓. ทัศนะปรารภเบื้องต้น เรียก ปุพพันตกัปปิกะมี ๑๘ ทัศนะ ความเห็นประเภทนี้แบ่งออก เป็น ๕ หมวด คือหมวดทีเ่ ห็นว่าเทีย่ ง เรียก ว่าสัสสตวาทะ ๔ เห็นว่าบางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง เรียกว่าเอกัจจสัสสติ กะ เอกัจจสัสสติกะ ๔ เห็นว่ามีที่สุดและ ไม่มีที่สุด เรียกว่าอันตานันติกะ ๔ พูด ชัดส่ายไม่ตายตัวเหมือนปลาไหล เรียก ว่า อมราวิกเขปิกะ ๔ เห็นว่าสิ่งต่าง ๆ มีขึ้นเองโดยไม่มีเหตุ เรียกว่าอธิจจสมุปปันนะ ๒ รวมเป็น ๑๘ ดังนี้ (๑) หมวดเห็นว่าเที่ยง เรียก สัสสตวาทะ มี ๔ ทัศนะ คือ ๑. ตนมี ๒. นักเดา เดาตามความ คิดคาดคะเนว่า โลกมีที่สุดก็ไม่ใช่ ไม่มี ที่สุดก็ไม่ใช่. เห็นว่าโลกไม่มีที่สุด ๓. เห็นว่า พระพรหมเทีย่ ง แต่พวกเราที่พระพรหมสร้างไม่เที่ยง ๒. เห็นว่าสิง่ ต่าง ๆ มีขนึ้ เองไม่มีเหตุ เพราะเคยเกิดเป็นอสัญญี สัตว์ ๒. นักเดา เดาตามความ คิดคาดคะเนว่าโลกเที่ยง (๒) หมวดเห็ น ว่ า บางอย่ า ง เทีย่ ง และ บางอย่างไม่เทีย่ ง เรียก เอกัจจสัสสติกะ และ เอกัจจอสัสสติกะมี ๔ ทัศนะ คือ ๑. เห็นว่า ตัวตน (อัตตา) และโลกเที่ยง เพราะระลึกชาติได้ ตั้งแต่ ชาติเดียวจนถึงแสนชาติ ๒.ค. อย่างอืน่ ก็ไม่ใช่. ทัศนะปรารภเบือ้ งปลาย เรียก อปรันตกัปปิกะมี ๔๔ ทัศนะ ความเห็นปรารภเบื้องปลายที่ มี ๔๔ ทัศนะนั้น แบ่งออกเป็น ๕ หมวด คือ หมวดทีเ่ ห็นว่า มีสญ ั ญา ความ จ�ำได้หมายรูเ้ รียก สัญญีวาทะมี ๑๖ หมวด ที่เห็นว่าไม่มีสัญญาเรียก อสัญญีวาทะมี ๘ หมวดที่เห็นว่ามีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มี สัญญาก็ไม่ใช่เรียก เนสัญญี นาสัญญีวาทะ หมวดทีเ่ ห็นว่าขาดสูญ เรียก อุจเฉทวาทะ มี ๗ หมวด ที่เห็นสภาพบางอย่างเป็น นิพพานในปัจจุบัน เรียก ทิฏฐธัมมนิพพานวาทะมี ๕ รวมเป็น ๔๔ ดังราย ละเอียด ต่อไปนี้ (๑) หมวดเห็ น ว่ า มี สั ญ ญา เรียก สัญญีวาทะ คือ ๑. นั ก เดา เดาเอาตาม ความคิดคาดคะเนว่าสิ่งต่าง ๆ มีขึ้นเอง โดยไม่มีเหตุ ๒.-ก. (๔) หมวดพูดซัดส่ายไม่ตาย ตัวเหมือนปลาไหล เรียก อมราวิกเขปิกะ มี ๔ ทัศนะ คือ ๑. ตนทัง้ มีรปู ทัง้ ไม่มรี ปู .

ตนไม่มที กุ ข์ไม่มสี ขุ ตนทัง้ ๑๖ ประเภทนี้ ตาย ไปแล้ว ก็มีสัญญา คือความจ�ำได้หมายรู้ ทั้งสิ้น (๒) หมวดเห็นว่าไม่มีสัญญา เรียกว่า อสัญญีวาทะ ๘ ทัศนะ คือ เห็นว่าตั้งแต่ข้อ ๑ ถึงข้อ ๘ ข้างต้น คือตนมีรูปจนถึงตนมีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ทั้ง ๘ ประเภทนี้ตาย ไปแล้วก็ไม่มีสัญญา คือไม่มีความจ�ำได้ หมายรู้ (๓) หมวดเห็ น ว่ า มี สั ญ ญาก็ มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เรียกว่า เนวสัญญี นาสัญญาวาทะมี ๘ ทัศนะ คือ เห็นว่าตั้งแต่ข้อ ๑ ถึงข้อ ๘ ข้างต้น คือ ตนมีรปู จนถึงตนมีทสี่ ดุ ก็มใิ ช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ทั้ง ๘ ประเภทนี้ ตายไป แล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ทั้ง ๓ หมวดนี้ รวมเรียกว่า อุทธมาฆตนิกา คือ พวกที่มีความเห็น เกี่ยวกับสภาพเมื่อตายไปแล้ว จะเป็น อย่างไร (๔) หมวดเห็ น ว่ า ขาดสู ญ เรียกว่า อุจเฉทวาทะ มี ๗ ทัศนะ คือ ๑. เห็ น ว่ า การ เพียบพร้อมด้วยฌาน ที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ เป็นนิพพานอย่างยอดในปัจจุบัน พระพุ ท ธเจ้ า ตรั ส ถึ ง เจ้ า ลัทธินอกพุทธศาสนาเหล่านี้ว่า “สมณ- 416 พราหมณ์ทกุ พวกทีม่ ที ฏิ ฐิความเห็นต่าง ๆ รวม ๖๒ ประการเหล่านี้ ย่อมได้เสวย อารมณ์ เพราะอาศัยอายตนะ ส�ำหรับ ถูกต้อง ๖ อย่าง (คือ ตา.The Journal of the Royal lnstitute of Thailand Volume 36 No. ตนที่เป็นทิพย์ มีรูป ส�ำเร็จจากใจ ๔. ตนมีทั้งสุขทั้งทุกข์ ๑๖.๕. ตนมีรปู ก็มใิ ช่ ไม่มรี ปู ก็มิใช่ ๕. ตนมี สั ญ ญา หา ประมาณมิได้ ๑๓. หู. ตนมีทุกข์โดยส่วน เดียว ๑๕. ตนมีสัญญา ความจ�ำ ได้หมายรู้ เป็นอันเดียวกัน ๑๐. ตนที่เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนะ ทั้ง ๗ ประเภทนี้ เมื่อ สิ้นชีพแล้วก็ขาดสูญ ไม่เกิดอีก (๕) หมวดเห็นสภาพบางอย่าง เป็นนิพพานในปัจจุบัน เรียกว่า ทิฏฐิธัมมนิพพาน มี ๕ ทัศนะ คือ ๑. 2011 ๔. กาย. เห็นว่าการพร้อมด้วย กามคุ ณ ๕ เป็ น นิ พ พานอย่ า งยอดใน ปัจจุบัน ๒.-Sep. ตนมี สุ ข โดยส่ ว น เดียว ๑๔. ตนทีเ่ ป็นอากาสานัญจายตนะ ๕. ตนที่เ ป็ นอากิ ญ จัญ ญายตนะ ๗. ตนที่เป็นทิพย์ มีรูป กินอาหารหยาบ ๓.๔. 3 Jul. ตนที่เป็นของมนุษย์ และสัตว์ ๒. ตนทัง้ มีทสี่ ดุ ทัง้ ไม่มี ที่สุด ๘. จมูก. ใจ) เพราะเหตุที่เสวยอารมณ์จึงเกิด ตัณหาความทะยานอยาก เพราะเหตุที่มี ความทะยานอยาก จึงมีความยึดมัน่ ถือมัน่ เพราะเหตุที่มีความยึดมั่นถือมั่น จึงมีภพ คือความมีความเป็น เพราะเหตุที่มีความ เป็น (ภพ) จึงมีชาติคอื ความเกิดเพราะเหตุ ทีม่ คี วามเกิด จึงมีความแก่ความตายความ เศร้าโศก คร�่ำครวญ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ และความคับแค้นในบุคคล ผู้ติดอยู่ในข่ายแห่งความเห็น ทั้ง ๖๒ นี้ ย่อมเป็นเหมือนปลาติดข่ายฉะนั้น” แต่ พระพุทธองค์แสดงสัมมาทิฏฐิคือ ความ เห็นชอบในอริยสัจ ๔ ว่าเป็นทางสายกลาง ที่หลีกเลี่ยงจากทิฏฐิสุดโต่งทั้งหมดไม่ว่า จะเป็นอัตถิตาหรือนัตถิตาก็ตาม อนัตตา ในเถรวาท ในทางเถรวาทแสดงทัศนะค�ำว่า “อนั ต ตา” กั บ “ศู น ยตา” ที่ ท างฝ่ า ย มหายานใช้เรียกนิพพานหรือ ปรมัตถธรรมนั้นว่ามีความหมายตรงกัน ในพระ ไตรปิฎกฝ่ายบาลีของนิกายเถรวาทและ มีค�ำว่า สุญญตา คือความว่าง ปรากฏอยู่ เป็นอันมากเช่น ในวิหารธรรมที่ประทับ จิ ต ของพระพุ ท ธเจ้ า คื อ สุ ญ ญตสมาบั ติ ในเรื่องวิโมกข์ ๓ มีสุญญตวิโมกข์ ที่ อธิบายว่าเป็นความหลุดพ้นโดยเห็นความ ว่าง หมดความยึดมัน่ ได้แก่ความหลุดพ้น ทีเ่ กิดจากปัญญาพิจารณาเห็นนามรูปโดย ความเป็นอนัตตา ในมัชฌิมนิกาย มีพระ สูตรที่ว่าด้วยศูนยตาคือ จูฬสุญญตาสูตร พุทธปรัชญา : อัตถิตา นัตถิตา สู่ศูนยตา . ตนมีสัญญาต่างกัน ๑๑. ลิ้น.๓. ตนมีที่สุดก็มิใช่ ไม่มี ที่สุดก็มิใช่ ๙. ตนที่เป็นวิญญาณัญจายตนะ ๖. ตนมีสญ ั ญาเล็กน้อย ๑๒. ตนมีที่สุด ๖. ตนไม่มีที่สุด ๗.

วารสารราชบัณฑิตยสถาน ปีที่ ๓๖ ฉบับที่ ๓ ก.ย. ธรรมทัง้ ปวง เป็นอนัตตา” ดังนี้ ไตรลักษณะนี้ เรียกอีกอย่างหนึ่ง ว่า สามัญลักษณะ แปลว่าลักษณะทีท่ วั่ ไป หรือเสมอเหมือนกันแก่สิ่งทั้งปวงรวม ลงในอนัตตา คือ ๑) อนิจจตา ความไม่ เทีย่ ง ไม่คงที่ ไม่คงตัว ภาวะทีเ่ กิดขึน้ แล้ว เสือ่ มและสลายไป ๒) ทุกข์ตา ความเป็น ทุกข์ ภาวะทีถ่ กู บีบคัน้ ด้วยการเกิดขึน้ และ สลายตัวคือ ภาวะทีก่ ดดัน ฝืนและขัดแย้ง ในตัว เพราะปัจจัยที่ปรุงแต่งให้มีสภาพ เป็นอย่างนั้นเปลี่ยนแปลงไป จะท�ำให้ คงอยู่ในสภาพนั้นไม่ได้ และ ๓) อนัตตา ความไม่มีตัวตนที่แท้จริงของมันเอง ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค แสดง ความหมายของอนัตตาไว้ว่า “ชื่อว่าเป็น อนัตตา คือความไม่มสี าระ (อสารกฏเฐน)” ที่ว่าไม่มีสาระก็คือ ไม่มีแก่นสารหมาย ความว่า ไม่มสี งิ่ ซึง่ เป็นตัวแท้ทยี่ นื ยงคงอยู่ ตลอดไป ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัส ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ก็ถ้ารูปนี้ จักได้เป็น 417 อัตตาแล้วไซร้รปู นีก้ ไ็ ม่พงึ เป็นเพือ่ อาพาธ มีความบีบคัน้ ขัดแย้งข้องขัดต่าง ๆ” ดังนี้ เป็นต้น ดังนัน้ ความหมายทีว่ า่ ไม่มสี าระ คืออัตตานีใ้ นทีน่ มี้ สี มั พันธ์กบั ความหมาย ว่า ดลบันดาลไม่ได้หรือไม่มอี ำ� นาจในตัว ทั้งนี้เพราะถ้ามีอัตตาคงที่ยั่งยืนอยู่เป็น แก่ น เป็ น แกนจริ ง แล้ ว ก็ ย ่ อ มขื น ย่ อ ม ฝืนความเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ต้องเป็น ไปตามเหตุปัจจัยนั้น ยิ่งถ้าเป็นผู้ครอบ ครอง ก็ย่อมต้องมีอ�ำนาจบังคับสิ่งที่ถูก ครอบครองให้เป็นไปอย่างไร ๆ ก็ได้ตาม ปรารถนา แต่ตามความเป็นจริงหาเป็น เช่นนั้นไม่ เพราะสรรพสิ่งเป็นอนัตตา กระบวนความเป็นไปทัง้ หลาย ในสภาวะ เช่นนี้ มีสิ่งที่ควรก�ำหนดอยู่ ๔ ประการ คือ ๑)ไม่มตี วั ตนทีแ่ ท้จริงของสิง่ นัน้ ยืดตัว เป็นแก่นเป็นแกนอยู่ ๒) สภาพทีป่ รากฏ นัน้ เกิดจากองค์ประกอบต่าง ๆ มาประชุม กันปรุงแต่งขึ้น ๓) องค์ประกอบเหล่า นั้นเกิดขึ้นแล้วเสื่อมสลายอยู่ตลอดเวลา และสัมพันธ์เป็นปัจจัยแก่กันประมวล ขึน้ เป็นกระบวนธรรม ๔) ถ้าก�ำหนดแยก ออกเป็นกระบวนธรรมย่อย ๆ มากหลาย ก็มคี วามส�ำพันธ์เป็นปัจจัยต่อกันระหว่าง ต่างกระบวนธรรมเหล่านั้นด้วย กระบวนธรรมมี อ งค์ ป ระกอบ ต่าง ๆ ซึ่งเกิดสลายและสั ม พั น ธ์ เ ป็ น ปั จ จั ย แก่ กั น ประมวลขึ้ น นี้ ด� ำ เนิ น ไป เรื่อย ๆ ปรากฏภาพและกลายไปต่าง ๆ ทั้งนี้จะปรากฏภาพและกลายไปอย่างไร ก็สุดแต่องค์ประกอบและความเป็นเหตุ ปัจจัยแก่กันนั่นนั้นเอง ส่วนความหมาย ของอนั ต ตาที่ ว ่ า สิ่ ง ทั้ ง หลายเกิ ด จาก องค์ประกอบต่าง ๆ มาประชุมกันเข้า สัมพันธ์กนั เป็นไปตามเหตุปจั จัย ว่างเปล่า .ค.-ก. สังขารทัง้ ปวง เป็นทุกข์. ๒๕๕๔ และมหาสุญญตาสูตร นอกจากนี้แล้วใน คัมภีร์ปฏิสัมภิทามัคค์ ที่อธิบายศูนยตา โดยพระอานนท์เถระ ได้กราบทูลถาม พระพุทธเจ้าว่า ที่ว่าโลกว่างนั้นด้วยเหตุ เพียงเท่าไร พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า “เพราะที่ ว ่ า งจากตนและว่ า งจากสิ่ ง ที่ เนื่องด้วยตน จึงชื่อว่าโลกว่าง (สุญญตโลโก) และทรงจ�ำแนกอายตนะภายในมี ตาเป็นต้น อายตนะภายนอกมีรปู เป็นต้น รวมทั้งวิญญาณ ผัสสะ เวทนา ล้วนสูญ คือ ว่างจากตนและสิ่งที่เนื่องจากตน” ในการอธิบายนัน้ ได้ตรัสถึงความว่างจาก สังขาร ความว่างเพราะปรวนแปร ภาวะ ตรัสสุดท้ายว่า ความว่างที่เลิศนั้น คือ นิพพาน และมีค�ำอื่น ๆ นอกจากค�ำว่า สุญญตาทีแ่ ปลว่า “ว่าง” หรือมีความหมาย เช่นเดียวกับศูนยตาเป็นอันมาก แต่ทั้ง ๒ ฝ่ายอาจฟังค�ำของแต่ละฝ่ายไม่คุ้น ก็ อาจตี ค วามและเข้าใจแตกต่างกันไป กล่าวอีกอย่างก็คอื ค�ำว่า สุญญตา เป็นศัพท์ ภาษาบาลีที่ฝ่ายเถรวาทใช้เรียกปรมัตถธรรมคืออนัตตา ส่วนค�ำว่า ศูนยตาเป็นค�ำ ภาษาสันสกฤตทีใ่ ช้ในนิกายมหายานเรียก นิพพาน มีความหมายอย่างเดียวกันแต่ถา้ ศูนย์ หมายถึงความว่างเปล่าที่ไม่มีอะไร เลยท่านใช้ศัพท์ว่า “นัตถิตา” ในเรื่องสามัญลักษณะของสรรพสิ่งก็อธิบายตรงกันว่า “ว่าง” ในความ หมายว่า มีความไม่เที่ยง (อนิจจัง) ความ เป็นทุกข์ (ทุกขัง) และความเป็นสภาวะ หาตัวตนมิได้ ก็คืออนัตตา ทั้ง ๓ สภาวธรรมนี้ มีความเป็นเอกลักษณ์กล่าวคือ สรรพสิ่งมีความเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป ตามเหตุปจั จัย การเข้าใจเรือ่ งอนิจจังก็บง่ ถึงความเข้าใจในเรื่องทุกข์ ความเข้าใจ เดือน ค�ำดี ทุ ก ข์ ก็ คื อ ความเข้ า ในอนั ต ตา ในทาง กลับกันความเข้าใจในเรื่องอนัตตาก็คือ ความเข้าใจในเรื่องทุกข์และอนิจจังนั้น เอง เพราะทัง้ ๓ ลักษณะมีสภาวะร่วมกัน คือในที่สุดก็เป็นอนัตตา ดังพุทธพจน์ ในอังคุตตรนิกายติกนิบาตว่า “ตถาคต (พระพุทธเจ้า) ทั้งหลายจะอุบัติหรือไม่ ก็ตาม ธาตุ (หลัก) นั้นก็ยังคงมีอยู่ เป็น ธรรมฐิติ เป็นธรรมนิยามว่า สังขารทัง้ ปวง ไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรม ทั้งปวงเป็นอนัตตา ตถาคตตรัสรู้ เข้าถึง หลักนั้นแล้ว จึงบอก แสดง วางเป็นแบบ ตั้งเป็นหลัก เปิดเผยแจกแจง ท�ำให้เข้าใจ ง่ายกว่า “สังขารทัง้ ปวงไม่เทีย่ ง.

สังขตธรรม คือธรรมทีถ่ กู ปรุง แต่ง ได้แก่ ธรรมที่มีปัจจัย สภาวะที่เกิด จากปัจจัยปรุงแต่งขึ้น สภาวะที่ปัจจัยทั้ง หลายมาร่วมกันแต่งสรรค์ขึ้น สิ่งที่ปัจจัย ประกอบเข้า หรือสิ่งที่ปรากฏและเป็น ไปตามเงื่อนไขของปัจจัย เรียกอีกอย่าง หนึ่งว่าสังขาร ซึ่งมีรากศัพท์และค�ำแปล เหมือนกัน หมายถึง สภาวะทุกอย่างทั้ง ทางวัตถุและทางจิตใจ ทั้งรูปธรรมและ นามธรรม ทัง้ ทีเ่ ป็นโลกียะและโลกุตตระ ทั้ ง ที่ ดี ที่ ชั่ ว และที่ เ ป็ น กลางกลาง ๆ ทั้งหมด เว้นแต่นิพพาน ๒. 3 Jul. อสังขตธรรม คือธรรมทีไ่ ม่ถกู ปรุงแต่ง ได้แก่ ธรรมที่ไม่มีปัจจัย หรือ พุทธปรัชญา : อัตถิตา นัตถิตา สู่ศูนยตา . 2011 จากตั ว ตนที่ เ ป็ น แกนอั น ยื น ยงคงตั ว ปราศจากตัวการที่สร้างสรรค์บันดาลนี้ เป็นความหมายพื้นฐาน ในพระบาลี มั ช ฌิ ม นิ ก ายมู ล ปัณณาสก์ กล่าวว่า “อาศัยเครื่องไม้ เถา เชือก ดินฉาบ หญ้ามุง มีชอ่ งว่างแวดล้อม ย่ อ ยเรี ย กกั น ว่ า เป็ น เรื อ นฉั น ใด อาศั ย กระดูก เส้นเอ็น เนื้อ หนัง มีช่องว่าง แวดล้อมย่อมเรียกกันว่าและเป็นตัวคน รูป ฉันนั้น” และในสังยุตตนิกายสคา ถวัคค์ มารถามพระวชิราภิกษุณี “สัตว์ ตัวนี้ (ตัวบุคคลนี้) ใครสร้าง ผู้สร้างสัตว์ อยู่ที่ไหน สัตว์ดับที่ไหน? พระวชิรา ภิกษุณีตอบว่า“นี่แน่ะมาร ท่านเชื่อหรือ ว่าเป็นสัตว์ (ตัวบุคคลนี)้ ท่านมีความเห็น (อย่างนั้น) หรือ? นี้คือกองแห่งสังขาร ล้วน ๆ จะหาตัวสัตว์ในนีไ้ ม่ได้เลย เพราะ ประชุมส่วนประกอบเข้าด้วยกัน ย่อมมี ศัพท์เรียกว่า รถฉันใด เมือ่ ขันธ์ (กองแห่ง รูปธรรมและนามธรรม) ทั้งหลายมีอยู่ ก็ มีสมมติเรียกว่า สัตว์ฉันนั้น แท้จริงทุกข์ (สภาพไม่คงตัว) เท่านั้นเกิดมี และทุกข์ ก็ตั้งอยู่และเสื่อมสลายไป นอกจากทุกข์ (สภาพไม่คงตัว) ไม่มีอะไรเกิด นอกจาก ทุกข์ ไม่มอี ะไรดับ” และในสังยุตตนิกาย นัน้ เองพระเสลภิกษุณกี ต็ อบมารว่า “ร่างนี้ ไม่ มี ใ ครสร้ า ง ตั ว นี้ ไ ม่ มี ใ ครบั น ดาล. เพราะเหตุสลายมันก็ ดับ. เม็ดพืชอย่างใดอย่างหนึ่งที่เขาหว่าน ในนา อาศั ย รสในแผ่ น ดิ น และยางใน เมล็ดพืชทัง้ สองอย่างนี้ ก็ยอ่ มงอกงามขึน้ ได้ฉันใด ฉันนั้นเหมือนกัน ประดาขันธ์ ธาตุทั้งหลาย และอายตนะทั้ง ๖ เหล่า นี้ อาศัยเหตุย่อมเกิดมี เพราะเหตุสลาย ก็ย่อมดับไป” ดังนี้ ศูนยตา ในมหายาน มหายานเสนอทัศนะศูนยตาขึน้ มา เพือ่ แย้งหลักการคิดในส�ำนักอัสติกวาทิน หรื อ อภิ ธ รรมวาททิ น ที่ ถื อ ว่ า สภาวะ หรือแก่นแท้ของธรรมทั้งหลายเช่นธาตุ สี่ รูป จิต เจตสิกรวมทั้งนิพพานว่ามีอยู่ จริง นามรูปเป็นความจริงเพียงสมมติ เมื่อทอนนามรูปลงไปก็จะไม่มีอะไรเป็น แก่นสารให้ยึดถือ มีเพียงขันธ์ ๕ มา ประชุมกัน ไม่ว่าจะเป็นโลกหรือตัวเรา หรือสิง่ ทัง้ หลายทีแ่ วดล้อมเราอยู่ มีสภาพ เป็นมายา คือไม่มอี ยูจ่ ริง แต่ธรรมทีก่ อ่ ให้ เกิดมายาภาพทั้งหลายเหล่านี้ ธาตุทั้งสี่ หรือจิตที่เป็นตัวรู้จ�ำเป็นต้องมีอยู่ เพราะ ถ้าไม่มีอยู่เราก็ไม่อาจจะรับรู้ว่าไม่จริง ได้อย่างไร ธรรมเป็นความจริงปรมัตถ์ที่ มีอยู่จริงเป็นฐานรองรับมายาภาพทั้งปวง มาธยมิกหรือศูนยตวาทินแย้งว่า ธรรม ทั้งปวงรวมทั้งนามรูปล้วนเป็นความจริง สมมติเป็นภาพมายาไม่ต่างกันไม่มีสาระ หรือแก่นแท้ในตัวเองสรรพสิ่งเป็นไป ตามเหตุปจั จัยไม่มตี วั การหรืออะไรทีม่ อี ยู่ เป็นอยู่เป็นอิสระด้วยตัวเองหรือเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้แก่ตวั เองได้ ดังนัน้ เมือ่ ธรรม ทั้งหลายปราศจากแก่นแท้เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ด้วยตัวเองไม่ได้ มันจึงเป็นศูนยตา ฝ่าย อัสติกวาทินหรืออภิธรรมวาทินอธิบาย ว่า นามรูปเป็นสภาพว่างเปล่าหรือสุญญะ ส่วนธรรมทีเ่ ป็นฐานของนามรูปมีอยูจ่ ริง นิพพานมีอยู่จริงไม่ว่าใครจะรับรู้หรือ ไม่ก็ตาม แต่ศูนยตวาทินก็แย้งว่านามรูป เป็นสุญญะ ส่วนธรรมที่เป็นนามรูปก็ ว่างเปล่าไร้แก่นสารเช่นเดียวกัน เพราะ เมือ่ สัตความมีความเกิดไม่มจี ริงเป็นมายา สิง่ ทีต่ รงกันข้ามกับการเกิดการมีคอื ความ 418 ไม่เกิดไม่มีหรืออสัต จึงพลอยสุญญะไป ด้วย ถ้าถือว่านิพพานมีอยู่อย่างสัตก็จะ กลายเป็นอัตถิตา หรือสัสสตทิฏฐิไป เพื่ อ ความเข้ า ใจในความหมาย ของศูนยตาให้สะดวกยิ่งขึ้นจ�ำเป็นต้อง เข้าใจเรื่องศัพท์ที่แสดงทัศนะต่าง ๆ ที่ พระอาจารย์ทางฝ่ายมหายานน�ำมาอธิบาย ทิฏฐิของตนในแต่ละเรื่องและในแต่ละ ประเด็นหรือในแต่ละระดั บ ของความ หมาย เช่นค�ำว่า สวลักษณา สรรพธรรม อัตถิตา นัตถิตา ภาวะ อภวะ สัต อสัต หรือ ค�ำว่า อหังการ มมังการ และมานานุสัย เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่ที่ฝ่ายเถรวาทไม่คุ้น เคย จ�ำเป็นต้องท�ำความเข้าใจก่อน ว่ามี ความหมายเหมือนกันหรือแตกต่างกัน อย่างไร เพราะในทางพระพุทธศาสนา ความพิสดารของธรรมอยูใ่ นรูปของศัพท์ โดยเฉพาะ ค�ำว่า “สรรพธรรม” ที่ท่าน หมายถึงสังขตธรรมและอสังขตธรรม ซึง่ เป็นเนื้อหาส�ำคัญที่ใช้อธิบาย สัจจธรรม หรือ ศูนยตา ดังนี้ ๑.-Sep.The Journal of the Royal lnstitute of Thailand Volume 36 No. อาศัยเหตุมนั ก็เกิดมี.

ค.วารสารราชบัณฑิตยสถาน ปีที่ ๓๖ ฉบับที่ ๓ ก.-ก. ระดับปรมัตถสัจจะ หมายถึง การปฏิเสธวาทะทุกรูปแบบที่ใช้อธิบาย ความจริงสูงสุด โดยถือว่าไม่มีภาวะจริง แท้ใด ๆ อยู่เหนือความแตกต่างทั้งหลาย หรือไม่มีภาวะลอย ๆ ที่อยู่เหนือปัญญา ขั้นเหตุผลและใช้ตรรกะอนุมานเอาไม่ ได้ ดังนั้น ทฤษฎีใด ๆ ที่สร้างขึ้นเพื่อ อธิบายความจริงแบบนี้ ทฤษฎีนนั้ ๆ เป็น ศูนยตาคือ ภาวะแท้จริงของสิ่งทั้งหลาย ซึ่งต่างกับลักษณะที่ปรากฏของมันหรือ อยูเ่ หนือภาวะบัญญัตทิ งั้ หลาย ความแตก ต่างระหว่างสมมติสจั จะกับปรมัตถ์สจั จะ นั้น มองเห็นได้ยากเพราะเป็นความแตก เดือน ค�ำดี ต่างกันทางความคิดอันจ�ำกัดของปุถุชน ดังที่ท่านจึงกล่าวว่า ความแตกต่างดังนี้ จะมีอยูใ่ นโลกแห่งปรากฏการณ์นเี้ ท่านัน้ ผูท้ ไี่ ม่รคู้ วามแท้จริงย่อมเห็นไปว่า สมมติ จะเป็นภาวะจริงย่อมไม่เห็นว่าเป็นภาวะ หลอกลวงเพราะเข้าใช้ปญ ั ญาและเหตุผล อันสามัญพิจารณา เหมือนคนก�ำลังฝัน ย่อมเห็นว่า เรื่องราวในฝันเป็นจริงทุก อย่าง เพราะเขาใช้ความรู้สึกนึกคิดใน ขณะนั้ น มาพิ จ ารณาตั ด สิ น แต่ พ อเขา ตื่นขึ้น เขาใช้ปัญญาอีกขั้นหนึ่งพิจารณา จึงรูว้ า่ เรือ่ งในฝันไม่จริง ข้อนีฉ้ นั ใด เรือ่ ง ราวในชีวติ ของปุถชุ นเราก็ฉนั นัน้ จะต้อง ตัดสินด้วยปัญญาขั้นสูง จึงรู้ว่าเป็นเรื่อง มายาทั้งสิ้น ส่วนสังขารคือสังขตธรรม เป็น เพียงส่วนหนึง่ ของธรรม แต่ธรรมทัง้ ปวง กินความหมายกว้างกว่า มีทั้งสังขารและ นอกเหนือจากสังขาร คือทั้งสังขตธรรม และอสังขตธรรม ทัง้ สังขารและ วิสงั ขาร หรือทั้งสังขารและนิพพาน สังขตลักษณะ คือเครื่องก�ำหนด หมายให้รู้ว่าเป็นสังขตะว่าเป็นสภาวะที่ มีปัจจัยทั้งหลายมาร่วมกันแต่สรรค์ขึ้น ของสังขตธรรมมี ๓ อย่างคือ ๑) ความ เกิดขึ้นปรากฏ ๒) ความแตกดับหรือ ความสลายปรากฏ ๓) เมือ่ ด�ำรงอยู่ ความ ผันแปรปรากฏ ส่วน อสังขตลักษณะ คือ เครื่องหมายที่ท�ำให้ก�ำหนดรู้ หรือเครื่อง ก�ำหนดหมายให้รวู้ า่ เป็นอสังขตะ (ว่ามิใช่ สภาวะที่ปัจจัยทั้งหลายมาร่วมกันท�ำขึ้น แต่งขึ้น) ของอสังขตธรรม ก็มี ๓ อย่าง คือ ๑) ไม่ปรากฏความเกิด ๒) ไม่ปรากฏ ความสลาย ๓) เมื่อด�ำรงอยู่ ไม่ปรากฏ ความผันแปร 419 จึงอาจกล่าวโดยย่อว่า อสังขตธรรม หรือวิสงั ขาร คือนิพพาน พ้นจากภาวะไม่ เที่ยงและเป็นทุกข์ แต่ก็เป็นอนัตตา ไร้ ตัวมิใช่ตน ส่วนธรรมอื่นนอกจากนั้นคือ สังขารหรือสังขตธรรมทัง้ หมดทัง้ ไม่เทีย่ ง เป็นทุกข์และเป็นอนัตตา อัตถิตา นัตถิตา และอัตตา ความเห็นเรื่อง อัตถิตา และนัตถิตา คือ ทิฏฐิทแี่ ล่นจากทีส่ ดุ โต่งแห่งทัศนะ ด้านหนึ่งไปยังสุดโต่งอีกด้านหนึ่งนั้นก็ คือ คนพวกหนึ่งยึดติดถือมั่นในตัวตน (อัตตา) ว่า มีอยู่เป็นของจริงแท้ คงที่ ถาวร สัตว์ บุคคล เป็นตัวตนอย่างนัน้ ซึง่ มีจริง มิใช่สงิ่ สมมติ สัตว์ บุคคล มีตวั จริง ตัวแท้ที่ยั่งยืนคงอยู่ตลอดไป ไม่ว่าคน จะตาย ชีวิตจะสิ้นสุด ตัวสัตว์ ตัวบุคคล ตัวตน ดวงชีวะนี้ ก็จะคงอยู่อย่างเดิม ไม่ เ ปลี่ ย นแปลง ไม่ สู ญ สลายไปด้ ว ย บ้างก็ว่าอัตตาตัวนี้ไปเวียนว่ายตายเกิด บ้างก็ว่าอัตตาตัวนี้รออยู่เพื่ อ ไปสู ่ น รก หรือสวรรค์นิรันดรสุดแต่ค�ำตัดสินของ เทพสูงสุด ความเห็นของคนพวกนี้เรียก ว่า สัสสตทิฏฐิหรืออัตถิตา คือเห็นว่ามี สัตว์บคุ คลตัวตนหรืออัตตาเทีย่ งแท้ยงั่ ยืน ตลอดไป ส่วนคนอีกพวกหนึ่งก็เห็นว่า มีตัวตนเช่นนั้นอยู่ คือยึดถือสัตว์ บุคคล เป็นตัวแท้ตัวจริง แต่สัตว์ บุคคลนั้น ไม่ เทีย่ งแท้ถาวร สูญสลายไปได้ เมือ่ คนตาย ชีวติ จบสิน้ สัตว์ บุคคล ก็ขาดสูญ ตัวตนก็ หมดไป ความเห็นของคนพวกนี้ เรียกว่า อุจเฉททิฏฐิ หรือนัตถิตา แปลว่า ความ เห็นว่าขาดสูญ คือเห็นว่าสัตว์บุคคลตัว ตนหรืออัตตาไม่เที่ยงแท้ถาวร ด�ำรงอยู่ ชั่วคราวแล้วก็สูญสิ้นไป ความแตกต่าง . ระดับสมมติสัจจะ คือ ความ ว่างมีนยั ยะเป็นเชิงปฏิเสธ คือถือว่าสมมติ สัจจะว่างจาก สภาวะหรือลักษณะแท้ของ มัน หมายความว่าสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ ไม่มีลักษณะแท้ ต่างเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดย อาศั ย เหตุ ป ั จ จั ย เป็ น ดุ จ มายา คื อ ภาวะ ปกปิดความจริงท�ำให้เห็นลักษณะไม่แท้ เป็นลักษณะแท้ ในขณะเดียวกันก็ปกปิด ลักษณะแท้เอาไว้ ความจริงสมมติจึงเป็น ความจริงสมมติบัญญัติในชีวิตประจ�ำวัน ของเรา สิ่งทั้งหลายที่เราตั้งชื่อเรียกกัน อย่างนี้อย่างนั้น เพื่อประโยชน์ในการ ปฏิบตั กิ จิ นัน้ ล้วนเป็นสมมติสจั จะทัง้ นัน้ เมือ่ พิจารณาให้ลกึ ซึง้ ถึงแก่นของมันแล้ว เราจะพบว่าหาเป็นภาวะแท้จริงไม่ ๒. ๒๕๕๔ สภาวะทีไ่ ม่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง ไม่เป็น ไปตามเงื่อนไขของปัจจัย เรียกอีกอย่าง หนึง่ ว่า วิสงั ขาร ซึง่ แปลว่า สภาวะปลอด สังขารหรือสภาวะที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง หมายถึง นิพพาน ส่วนศูนยตามี ๒ ระดับ คือ ๑.ย.

เอโส เม อตฺตาติ การยึดถือตัวเราของเราหรือ ตัวกูของกูในแง่ที่เป็นสักกายทิฏฐิ คือ อหังการ บุคคลผู้เห็นแจ้งในธรรมระดับ โสดาบันย่อมละได้ ส่วนการยึดถือตัว เราหรื อ ตั ว กู (อหั ง การ) ในแง่ ที่ เ ป็ น มานานุสัยและความผูกพันในตัวของกู (มมังการ) จะหมดไปต่อเมื่อบรรลุอรหัต ผล จึงกล่าวได้ว่าบ่อเกิดของ อหังการ มมังการ ก็คืออวิชชา พระนาคารชุนกับศูนยตา พระอาจารย์นาคารชุน ปฐมาจารย์ แห่ ง นิ ก ายมาธยมิ ก ที่ มี ชื่ อ เสี ย งโด่ ง ดั ง ทีส่ ดุ ในพุทธศตวรรษที่ ๗ เป็นชาวอินเดีย ภาคใต้เกิดในตระกูลพราหมณ์ มีชีวิตอยู่ ในระหว่าง พ. ๖๐๔-๗๐๓ ท่านได้ รจนาคัมภีรพ์ ทุ ธปรัชญาไว้เป็นอันมาก ที่ มีชื่อที่สุดคือคัมภีร์ มาธยมิกศาสตร์และ มหาปรัชญาปารมิตาศาสตร์ เป็นภาษา สันสกฤตด้วยโศลกประมาณ ๔๐๐ โศลก อธิบายลักษณะแห่งศูนยตาอย่างพิสดาร ถือว่าเป็นปฐมคัมภีร์ ที่อธิบายปรัชญา ศูนยตาได้อย่างอุดมไปด้วยเหตุและผล อย่างยิ่ง ต่อมาได้มีผู้แปลเป็นภาษาไทย ไว้เป็นบางส่วน คือพระสารประเสริฐ (ตรี นาคประทีป) ให้ชื่อว่า รัตนวลี อนึ่ง แม้ชื่อของคัมภีร์นี้ที่ผู้แปล ถ่ายทอดจากภาษาสันสกฤตออกมาเป็น ค�ำ บาลี-ไทย ว่า “รัตนวลี” แล้วนี้ ก็ยัง ยากต่อความเข้าใจความหมายที่แท้จริง ของท่านผู้รจนาอยู่ แต่ก็ขอยกบางโศลก มาเพือ่ เป็นบทตัง้ แห่งค�ำอธิบายต่อไปดังนี้ เบญจขันธ์ และแว่นส่องหน้า ในโศลกที่ ๒๘ พระอาจารย์นาคารชุน แสดงให้เห็นว่าเพราะส�ำคัญผิด คือไม่รู้สภาวธรรมตามความเป็นจริงไม่เห็น ไตรลักษณะ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาแล้ว อหังการ มมังการ จึงมี ถ้าบุคคลรู้แจ้งในเรื่องขันธ์ ๕ ตามเป็นจริง อหังการ มมังการ ก็ไม่มี ว่า อสฺตฺยหํ มม จาสฺตีติ อตฺถิหํ มม จตุถีติ มิถฺไยตตฺ ปรมารุถตะฯ มิจฺเฉตํ ปรมตฺถโต ยถาภูตปริชฺญานานุ ยถาภูตปริญฺญาณ น ภวตฺภยํ ยตะ ฯ๒๘ฯ น โหติ อุภยํ ยโตฯ 420 พุทธปรัชญา : อัตถิตา นัตถิตา สู่ศูนยตา . 3 Jul. 2011 กันของทิฎฐิสดุ โต่งทัง้ ๒ อย่าง ก็คอื ทิฏฐิ แรกเห็นว่า อัตถิตา มีสัตว์ บุคคลที่เป็น ตัวแท้ตัวจริง แต่พวกหนึ่งยึดถือว่า สัตว์ บุ ค คล ตั ว ตนนั้ น คงตั ว อยู ่ ยั่ ง ยื น ตลอด ไป (สัสสตทิฏฐิ) ส่วนทิฏฐิอย่างหลัง เห็ น ไปว่ า สั ต ว์ บุ ค คล ตั ว ตนที่ มี อ ยู ่ นั้นมาถึงจุดหนึ่งตอนหนึ่ง โดยเฉพาะ เมื่อกายแตกสลาย ชีวิตนี้สิ้นสุด สัตว์ บุคคล ตัวตน หรืออัตตา ก็ถูกตัดขาด สูญสิ้นไปด้วย นอกจากนี้ ยังมีอีกพวก หนึ่งที่เห็นเลยเถิดดังนั้น ไปอีกทางหนึ่ง ว่า ความไม่มีตัวตนก็คือ ไม่มีอะไรเลย (นัตถิกทิฏฐิ) ความไม่มีสัตว์ บุคคล ก็ คือไม่มีผู้รับผล เมื่อไม่มีใครรับผล การ กระท�ำใด ๆ ก็ไม่มีผลท�ำก็ไม่เป็นอันท�ำ (อกิริยทิฏฐิ) ไม่มีความรับผิดชอบต่อ กรรมที่กระท�ำไว้ อหังการ มมังการ และมานานุสัย การยึดว่าตัวเรา (อหังการ) ว่า ของเรา (มมังการ) ว่าของเขา (ปรังการ) เป็นเจตสิกความรู้สึกที่ฝังแน่นอยู่ในจิต ของมนุษย์ มีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อการ ด�ำเนินชีวิตของบุคคลแต่ละคนต่อความ สุขความทุกข์ของเขา ต่อความสัมพันธ์ ระหว่างบุคคลและต่อการเกิดปัญหาแทบ ทุกอย่างทางสังคม ในทางธรรมถือว่าเป็น กิเลสอย่างละเอียดที่เรียกว่าอนุสัย หรือ อวิชชา คือไม่รู้ความเป็นจริงแห่งขันธ์ ๕ ในพระไตรปิฎกบาลี ได้พบศัพท์ทที่ า่ น ใช้สอนให้พิจารณาแยกสัตว์ บุคคล ออก เป็นขันธ์ ๕ หรือเป็นส่วนประกอบอย่าง อื่น เช่น อายตนะ ๑๒ สัมผัส ๖ หรือ พิจารณาไตรลักษณ์ จนเข้าใจสภาพที่ไม่ อาจยึดถือได้ว่า นี่เรานี่ของเรา เราเป็น นี่ นี่เป็นตัวของเรา เช่น ในพระวินัยปิฎก โดยเฉพาะในธัมมจักกัปปวัตนสูตร ท่าน แสดงไว้ว่า เอตฺํ มม.ศ. เอโสหมสฺมิ.The Journal of the Royal lnstitute of Thailand Volume 36 No.-Sep.

๓๓ ท่านกล่าวว่า ยถาทรฺศมุปาทาย ยถาทาสมุปาทาน สฺวมุขปฺรติพิมฺพกํ ฯ สมุขปฏิพิมฺพกํ ทฤศฺยเต นาม ตจฺไจวํ ทิสฺสติ นาม ตญฺเจวํ น กิญฺจิทปิ ตตฺตฺวตะ ฯ๓๑ฯ น กิญฺจิ อปิ ตตฺตโตฯ เหตุยกแว่นส่องดู เงาหน้าของตนจึ่งนับว่าปรากฏ ฯ แต่ตัวเงาไม่มีจริงเช่นนั้นแม้น้อยหนึ่ง ฉันใด ฯ อหํการสฺ ตถา สฺกนฺธา- อหํกาโร ตถา ขนฺเธ นุปาทาโยปลภฺยเตฯ อุปาทายูปลพฺภติ น จ กศฺจิตฺ ส ตตฺเตฺวน น จ ตตฺเตน โส โกจิ สฺวมุขปฺรติพิมฺพวตฺ ฯ๓๒ฯ สมุขปฏิพิมฺพิว ฯ อหังการก็ฉันนั้น อาศัยขันธ์จึงปรากฏ ฯ แต่ตัวอหังการไม่มีจริงสักน้อยเลย เสมือนกับเงาหน้าของตน ฯ ยถาทรฺศมนาทาย ยถาทาสมนาทาย สฺวมุขปฺรติพิมฺพกมฺฯ สมุขปฏิพิมฺพกํ น ทฤศฺยเต ตถา สฺกนุธา- นฺ ทิสฺสติ ตถา ขนฺเธ นนาทายาหมิตฺปิ ฯ๓๓ฯ อนาทายาหมิจฺจปิฯ เหตุไม่ถือแว่นส่องดู ย่อมไม่ปรากฏเงาหน้าของตนฉันใดฯ เมื่อไม่ยึดถือขันธฺ์ ความส�ำคัญว่าตัวเราก็ไม่ปรากฏฉันนั้นฯ ในโศลกที่ ๓๕ ท่านพระอาจารย์นาคารชุน กล่าวว่า เมื่อยึดถือขันธ์ ๕ ว่าเป็นความจริงแท้ ก่อให้เกิดอหังการ ความคิดว่า กรรมและการเกิดใหม่จึงเกิดขึ้นต่อ ๆ ไป สฺกนฺธคฺราโห ยาวทสฺติ ขนฺธคฺคาโห ยาว อตฺถิ ตาวเทวาหมิตฺย ปิฯ ตาวเทวาหมิจฺจปิ อหํกาเร สติ ปุนะ อหํกาเร สติ ปุน กรฺม ชนฺม ตตะ ปุนะ ฯ๓๕ฯ กมฺมํ ชาติ ตโต ปุน มีการยึดขันธ์อยู่ตราบใด ความส�ำคัญว่าตัวเราก็มีถึงตราบนั้นทีเดียวฯ เมื่อมีอหังการอยู่อีก กรรมและชาติก็ออกจากนั้นไป ใหม่ฯ เดือน ค�ำดี 421 .ค. ๓๒.ย.วารสารราชบัณฑิตยสถาน ปีที่ ๓๖ ฉบับที่ ๓ ก. ๒๕๕๔ ข้อว่า “มีตัวเรา และเป็นของเรา” นี้ เป็นความส�ำคัญผิดโดยปรมัตถ์ฯ เพราะว่าประชุมทั้ง ๒ นี้ ย่อมมีไม่ได้ หากรู้รอบคอบ ตามที่ปรากฏและในโศลกที่ ๓๐ ท่านกล่าวว่า เมื่อเห็นขันธ์ ๕ ที่เป็นแดนเกิดของอหังการว่าไม่เป็นจริงก็ย่อมละอหังการเสียได้ การยึดถือในเบญจขันธ์ก็ไม่ปรากฏ ดังนี้ สฺกนฺธานสตฺยานฺ ทฤษฺ ไฏวว- ขน์เธ อสจฺเจ ทิเสฺววํ มหํการะ ปฺรหียเตฯ อหํกาโร ปหิยฺยติ อหํการปฺรหาณาจฺ จ อหํการปฺปหานา จ น ปุนะ สฺกนฺธสมฺภวะ ฯ๓๐ฯ น ปุน ขนฺธสมฺภโวฯ เมื่อเห็นขันธ์ (ทั้งห้า) ว่าไม่จริงฉะนี้แล้ว ก็ย่อมละอหังการเสียได้ฯ และเพราะประหารอหังการนั้น ขันธสมภพ หาปรากฏ อีกไม่เลยฯ แต่เพราะไม่พิจารณาขันธ์ ๕ โดยแยบคายหรือไม่ยกกระจกส่องดูหน้าตัวเอง จึงหลงผิด คิดว่าขันธ์ ๕ เป็นอัตตาตัวจริง นิรันดร ดังโศลกที่ ๓๑.-ก.

2011 ศูนยตาและวิมุติธรรม ในโศลกที่ ๔๖. 3 Jul. ๔๙.-Sep. ๕๔ ท่านได้แสดงความเป็นจริงของโลกว่าเป็นมายาเปรียบด้วยพยับแดด เป็นต้นว่า ทูราทาโลกิตํ รูป- ทูรา อาโลกิตํ รูปํ มาสนฺไนรฺ ทฤศฺยเต สฺผุฏมฺฯ อาสนุเนหิ ทิสฺสตี ผุฏํ มรีจิรฺ ยทิ วาริ สฺยา มรีจิ ยทิ สิยา วาริ ทาสนฺไนะ กึ น ทฤศฺยเต ฯ๕๒ฯ อาสนฺเนหิ กึ น ทิสฺสติฯ ธรรมดารูปที่มองเห็นแต่ไกล อันคนเข้าใกล้ย่อมเห็นชัดขึ้น ๆ แต่ถ้าพยับแดดเป็นจริงไซร้ ไฉนคนเข้าใกล้จึงไม่เห็น (ซึ่งน่าจะเห็นเป็นน�้ำชัดขึ้น)ฯ ทูรีภูไตรฺ ยถาภูโต ทูรีภูเตหิ ยถาภูโต โลโก ‘ยํ ทฤศฺยเต ตถา ฯ โลโลยํ ทิสฺสตี ตถา น ทฤศฺยเต ตทาสนฺไน- น ทิสฺสติ ตทาสนฺเนหิ รนิมิตฺโต มรีจิวตฺ ฯ๕๓ฯ อนิมิตฺโต มรีจิว ฯ โลกนี้ก็เช่นเดียวกัน ผู้อยู่ไกลจึ่งเห็นเป็นจริงจัง อันผู้เข้าใกล้มันแล้วไม่เห็นเลย ไม่มีนิมิตต์ (เครื่องหมายที่ให้รู้ว่าเป็นจริง) เหมือนพยับแดด ไม่มีนิมิตต์ (เครื่องหมายที่ให้รู้ว่าเป็นน�้ำ)ฯ มรีจิสฺ โตยสทฤศี มรีจิ โตยสทิสี ยถา นามฺพุรฺ น จารฺถตะฯ ยถา นมฺพุ น จตฺถโต สฺกนฺธาสฺ ตถาตฺมสทฤศา ขนฺธา ตถ อตฺตลทิสา นาตฺมาโน นาปิ เต’รฺถตะ ฯ๕๔ฯ น อตฺตา นาปิเต อตฺถโต ฯ 422 พุทธปรัชญา : อัตถิตา นัตถิตา สู่ศูนยตา . ๕๐ ท่านได้แสดงลักษณะแห่งปฏิจจสมุปบาทว่าเพราะสรรพสิ่งอิงอาศัยกัน สัมพันธ์กัน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป และผู้เห็นตามความเป็นจริงจึงพ้นจากนัตถิกทิฏฐิเสียได้โดยนัยว่าเป็นการเห็นศูนยตา ว่า เอวํ เหตุผโลตฺปาทํ เอวํ เหตุผลุปฺปาหํ ทฤษฺฏวา โนไปติ นาสฺติกฺยมฯ ทิสฺวา โนเปติ นตฺถิกฺกํ อภฺยุเปตฺยาสฺย โลกสฺย อพฺภุเปจฺจสฺส โลกสฺส ยาถาภูตฺยํ ปุรปญิจชมฺ ฯ๕๐ฯ ยถาภุจฺจํ ปปญฺจชํ ฯ เมื่อเห็นการเกิดแห่งเหตุและผลฉะนี้แล้ว ใคร ๆ ก็จะไม่เข้าไปสู่นัตถิกทิฐิ โดยที่ยอมว่าสภาพตามที่เป็นอยู่แห่งโลกนี้ เกิดจากประปัญจะ (การส�ำแดงออกเป็นสิ่งต่าง ๆ)ฯ นิโรธํ ปฺรปญฺโจตฺถํ นิโรธญฺจ ปปญฺจุฏฐํ ยาถาภูตฺยาทุปาคตะฯ ยถาภุจฺจา อุปาคโต โนปยาตฺยสฺติต�ำ ตสฺมานุ โนปยาติ อตฺถิตํ ตสฺมา มุจฺยเต ‘ทฺวยนิสฺสิโต ฯ๕๑ฯ มุจฺจติ อทฺวยนิสฺสิโตฯ และประการเดียวกัน อุปาคตะ (ผู้เข้ามาถึงแล้ว คือ ทราบแล้ว) ซึ่งนิโรธอันตั้งขึ้นจากประปัญจะ (คือการแสดงออกเป็นสิ่ง ต่าง ๆ แล้วดับลง) ตามที่เป็นอยู่ ย่อมไม่เข้าไปสู่อัตถิกทิฐิฯ เพราะฉะนั้น ท่านผู้ไม่อาศัยทิฐิทั้งสอง คือ อัตถิกะและนัตถิกะ จึ่งย่อม วิมุติฯ อีกความหนึ่ง ฯลฯ เพราะฉะนั้น ผู้อาศัยอัทวัย (คือความไม่มีธรรมทั้งสองอย่าง ได้แก่ นิโรธและประปัญจะ) จึ่งย่อมวิมุติ ฯ โลก พยับแดด และมายา ในโศลกที่ ๕๒. ๕๓.The Journal of the Royal lnstitute of Thailand Volume 36 No.

วารสารราชบัณฑิตยสถาน ปีที่ ๓๖ ฉบับที่ ๓ ก. ๒๕๕๔ พยับแดดเห็นเป็นน�้ำ แต่ความจริงไม่ใช่น�้ำ ทั้งไม่ใช่ตัวพยับ แต่ความจริงไม่ใช่อัตตา ทั้งไม่ใช่ตัวขันธ์ฯ มริจึ โตยมิตเยต- ทิติ มตฺวาคโต ‘ตุร สนฺ ยทิ นาสฺตีติ ตตฺ โตยํ คฤหฺณียานุ มูฒ เอว สะ ฯ๕๕ฯ ฉันใด ๆ ขันธ์ทั้งหลายก็ฉันนั้น เห็นเป็นอัตตา (อาตมัน) มรีจึ โตยมิจฺเจตํ อิติ มตฺวาคโต อตฺร (สํ) ยฺทิ นตฺถีติ ตํ โตยํ คณฺเหยฺย มูฬฺโห เอว โสฯ บุคคล (เห็นแต่ไกลซึ่งพยับแดด) ส�ำคัญพยับแดดว่านั่นคือน�้ำ แล้วเข้ามาใกล้ที่นั่น.ค. ครั้นเข้าไปใกล้เห็นชัดว่าไม่ใช่น�้ำ. เขาก็โง่หนักลง ๆ มรีจิปฺรติมํ โลก- มรีจิปฏิมํ โลกํ เมวมสฺตีติ คฤหฺณตะฯ เอวํ อตฺถีติ คณุหโต นาสตีติ จาปิ โมโห ‘ยํ นตฺถีติ จาปิ โมโหย สติ โมเห น มุจฺยเต ฯ๕๖ฯ สติ โมเห น มุจฺจติฯ เมื่อเห็นพยับแดดที่นั่นส�ำคัญว่าน�้ำ.ย. หากยังพึงยึดถือว่า น�้ำนั้นไม่มีอยู่ไซร้. ฝ่ายอัตถิกะ ไป สู่สุคติฯ ผู้ไม่อาศัยทิฐิทั้งสองนั้น เพราะ รู้รอบคอบตามที่เป็นอยู่ ย่อมไปโมกษะนิรพาณฯ ตามที่ ไ ด้ น� ำ โศลกแสดงศู น ยตา ของท่านนาคารชุนมาอ้างไว้โดยย่อนี้จะ เห็นว่า พุทธปรัชญาในนิกาย มาธยมิก เป็นทัศนะที่ละเอียดสุขุมล�้ำลึกมากอย่าง ยิ่งซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเข้าใจถึงแก่น แห่งพุทธธรรมอย่างแท้จริงในเชิงทฤษฎี การตี ค วาม กล่ า วคื อ ปรั ช ญานี้ ชี้ ใ ห้ ชาวโลกรู้ว่า นิพพาน หรือ นิรุวาณ ที่ เดือน ค�ำดี พระพุทธองค์ตรัสสอนนั้นว่า คืออะไร นิ ก ายมาธยมิ ก หรื อ นิ ก ายตรี ศาสตร์ ก็ เ รี ย ก เนื่ อ งจากนิ ก ายนี้ อ าศั ย ศาสตร์ ๓ ปกรณ์ คือ มาธยมิกศาสตร์ ศตศาสตร์ และทวาทสนิ ก ายศาสตร์ รวมกันเข้าแสดงทัศนะเรื่องศูนยตาตั้ง อยู่บนหลัก ปฏิกิจสมุปบาท ที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา หรือ ทางสายกลาง หลัก ไตรลักษณ์เป็นพื้นฐานในการด�ำเนินการ จึงได้ชื่อว่า “มาธยมิก” และเหตุผลที่ กล่าวถึงศูนยตา เป็นเรื่องส�ำคัญ จึงมีชื่อ ว่า “ศูนยตวาทิน” 423 ในคั ม ภี ร ์ ม าธยมิ ก ศาสตร์ ซึ่ ง เป็นคัมภีร์ส�ำคัญที่สุดในบรรดาปกรณ์ ต่าง ๆ ของฝ่ายมหายาน เริ่มต้นขึ้นด้วย บทประณามคาถาที่ เ ป็ น การนมั ส การ พระพุ ท ธเจ้ า ก่ อ นจะแสดงธรรมของ พระอาจารย์นาคารชุนด้วยบาทคาถาว่า “อนุตปาทะ ไม่มีความอุบัติ อนิโรธะ ไม่มีความดับ อศาศวตะ ไม่มีความเที่ยง อนุ จ เฉทะ ไม่ มี อ รรถนานาประการ อนาคมะ ไม่มีการเข้ามา อนิรคถะ ไม่มี อรรถนานาประการ อนาคมะ ไม่มีการ ออกไป ผู้ที่สามารถกล่าวได้ว่าเป็นเหตุ .-ก. ก็เป็นความเขลาแต่เดิมทีชั้นเดียว. เพราะเมื่อเห็น ไม่ใช่น�้ำ ก็เป็นอันไม่ต้องคิดต่อไปว่าจะมีน�้ำหรือไม่มี แต่ถ้าซ�้ำเห็นว่าน�้ำไม่มี ก็เป็นความเขลาทวีคูณ คือ แต่เดิมไม่ใช่ตัวน�้ำแล้ว ยังเอาน�้ำ มาคิดอีกว่าไม่มีน�้ำฯ ในโศลกที่ ๕๗ ท่านสรุปให้เห็นว่าผู้อาศัยทิฏฐิทั้งสองคือ อัตถิตาและนัตถิตาแตกต่างกัน อัตถิตาสู่สุคติและนัตถิตาสู่ทุคติ แต่ผู้พ้นจากทิฏฐิทั้งสองย่อมบรรลุนิพพานว่า นาสฺติโก ทุรฺคตึ ยาติ นตฺถิโก ทุคฺคติ ยาติ สุคตึ ยาติ จาสฺติกะฯ สุคตึ ยาติ จตฺถิโก ยาถาภูตปรชฺญานานุ ยถาภูตปริชฺญฺญาณา โมกฺษมทฺวยนิศฺริยะ ฯ๕๗ฯ โมกฺขํ อทฺวยนิสฺสิโตฯ นัตถิกะ ไปทุคคติ.

อาศัยสิ่งอื่นเกิดขึ้น ๓.The Journal of the Royal lnstitute of Thailand Volume 36 No.-Sep. 3 Jul. 2011 ปัจจัย ดับเสียได้ซงึ่ ปัญจมายาธรรมทัง้ ปวง ข้าพเจ้าขออภิวันทานาการแด่พระพุทธ องค์ผู้เป็นเอกในบรรดาวาทะทั้งหลาย” บาทคาถานี้เป็นหัวใจส�ำคัญของปรัชญา ฝ่ายมาธยมิก เหตุผลทีต่ งั้ ทฤษฎีเชิงปฏิเสธ นี้ขึ้นมาเพื่อท�ำลายอุปาทานทั้งหลายและ แสดงลักษณะที่แท้จริง ในทัศนะของนิกายมาธยมิกเห็น ว่า โลกที่ปรากฏแก่เรามิได้เป็นทั้ง “สัต” หรือ “อสัต” “ภาวะ” หรือ “อภาวะ” เพราะฉะนั้ น มาธยมิ ก จึ ง ปฏิ เ สธสิ่ ง นั้ น โดยเฉพาะค�ำแรกคือ ค�ำว่า อนุตปาท ไม่มี ความเกิดขึน้ ท่านนาคารชุนให้เหตุผลว่า ธรรมดาย่อมถือเอาว่า ความเกิดมาจาก กรณี ๔ อย่างคือ ๑. เกิดขึ้นอย่างไม่มีเหตุ พระอาจารย์นาคารชุนค้านทั้ง ๔ ข้อว่า หากมีผกู้ ล่าวว่า โลกนีเ้ ป็นสัตไซร้ ธรรมดาสิ่งมี มีอยู่เองไม่จ�ำเป็นต้องมีการ เกิดขึ้น ค�ำว่า เกิดขึ้น ต้องใช้กับสิ่งซึ่งไม่ เคยมีมาก่อน ภายหลังมีขึ้นเรียกว่าเกิด ขึ้นก็เมื่อมีผู้ถืออยู่ว่าโลกเป็น คือมีอยู่ เอง แล้ ว ยั ง กล่ า วว่า สิ่งที่มีอยู่เกิดขึ้น จึงเป็นการขัดต่อเหตุผลเหล่านั้น คือว่า สภาวธรรมจะเกิดขึ้นไม่ได้เอง ตัวเองจะ ให้ตัวเองเกิดมาไม่ได้ เมื่อนิกายมาธยมิกอธิบายว่า โลก ไม่เป็นทั้งสัตและอสัตเช่นนี้ ฝ่ายอัสติกวาทิน จึงถามต่อไปว่า ถ้าอย่างนัน้ โลกจะ เป็นอย่างไร พระอาจารย์นาคารชุนตอบ ว่าโลกเป็น ปฏิจจสมุปบาท คือ ธรรม อันอาศัยเหตุพร้อมทั้งผลเกิดขึ้น เมื่อเป็น ปฏิจจสมุปบาทจึงชื่อว่า ศูนยตา ดังนั้น ศูนยตาในที่นี้จึงหมายถึง ความว่างจาก สังขตธรรมและอสังขตธรรม ผิดกับค�ำ ว่า นัตถิตา หรือ อุจเฉททิฏฐิ ซึ่งเป็น ค�ำปฏิเสธเด็ดขาด ดังนั้นค�ำว่า “ศูนยตา” ของท่าน พระอาจารย์นาคารชุน หมายถึง ความไม่มี สวลักษณะหรือสวภาวะ เท่านั้น เพราะ ว่า ไม่มีสิ่งใดในโลกที่จะอยู่ด้วยตัวมัน เองโดยไม่มีความสัมพันธ์กับสิ่งอื่น ๆ อีก ท่านอธิบายต่อไปอีกว่า ทุกสิ่งเป็น ความสั ม พั น ธ์ กั น หมด เพราะเหตุ นั้ น ปฏิ จ จสมุ ป บาทธรรมอั น ใด ศู น ยตาก็ อันนั้น ศูนยตาอันใด มัชฌิมาปฏิปทาก็ อันนัน้ พระอาจารย์นาคารชุนได้ยกพุทธภาษิตในสังยุตตนิกาย มาอ้างว่า “ดูก่อน กัจจจานะ เมื่อพิจารณาโลกโดยสายดับ แล้ว ความยึดถือในอัตถิตาก็หมดไป เมื่อ พิจารณาโลกในสายเกิดแล้ว ความยึดถือ ในนัตถิตาก็หมดไป ตถาคตก็ย่อมแสดง ธรรมเป็นท่ามกลาง ไม่ยึดติดในส่วนสุด ทั้งสองข้าง” ดังนั้นจึงเป็นการยากที่จะ ปฏิเสธว่า โลกไม่เป็นทั้งสัตและอสัตนั้น มีข้อเปรียบเทียบที่เห็นได้ง่ายคือ ความ ยาวกับความสั้น ในความรู้สึกของสามัญ ชน ย่อมถือว่า สภาวะความยาวมีอยูจ่ ริง ๆ สภาวะความสั้นก็มีอยู่จริง แต่ข้อเท็จจริง นั้นที่เรารู้ว่า ยาวเพราะความรู้ว่า สั้นมา เป็นเครื่องเทียบ เมื่อเป็นเช่นนี้ ยาวกับ สั้นมีได้เพราะเปรียบเทียบกันด้านความ สัมพันธ์ ถ้าปราศจากความสัมพันธ์แล้ว ยาวสั้ น ก็ ห ามี ไ ม่ นั่ น คื อ สวลั ก ษณะ ของความยาวนั้นไม่มี ของความสั้นก็ ไม่มี เมื่อสวลักษณะไม่มีเช่นนี้จึงเรียก 424 ว่า “ศูนยตา” เมื่อสรรพธรรมไม่มีสวลักษณะ เช่นนี้ สรรพธรรมจึงเป็นปฏิจจสมุปบาท โลกกับนิพพานเมือ่ ว่าโดยปรมัตถโวหาร ก็เป็นมายาธรรม ทั้งนี้เพราะเหตุว่าเมื่อ โลกไม่มีสวลักษณะ เปรียบเหมือนพยับ แดด เหมือนฟองน�้ำ ความดับไปแห่ง โลกกล่าวคือ นิพพานจะมีสวลักษณะ อยู่ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นเมื่อโลกเป็น มายา ความดับไปแห่งความเป็นมายา นั้นจึงพลอยเป็นมายาไปด้วย เพราะเนื้อ แท้ไม่มีอะไรดับโลกกับนิพพานจึงไม่ใช่ หนึ่ง ไม่ใช่สอง ทั้งนี้ เพราะเหตุว่าใน ปฏิจจสมุปบาทนัน่ เองเมือ่ พิจารณาสมุทยั วารแล้ว คืออวิชชาเกิดสังขารเกิดเป็น ล�ำดับ สมุทัยก็เกิดขึ้นในปฏิจจสมุปบาท อันเดียวกันนั้น ครั้นพิจารณาตามนิโรธวารแล้ว คืออวิชชาดับสังขารตามล�ำดับ ไซร้ โลกนิโรธกล่าวคือนิพพานย่อมอยู่ ณ ที่นี้เอง ผู้ใดเห็นว่า โลกกับนิพพาน เป็นหนึง่ ผูน้ นั้ เป็นฝ่ายข้างสัสสตฏฐิหรือ อั ต ถิ ต า ผู ้ ใ ดเห็ น ว่ า โลกกั บ นิ พ พาน เป็ น สองผู ้ นั้ น เป็ น ฝ่ า ยนั ต ถิ ก ะทิ ฏ ฐิ โดยแท้จริงนิพพานไม่เป็นทั้งภาวะและ อภาวะ ผูเ้ ห็นนิพพานเป็นภาวะ ผูน้ นั้ เป็น ผู้ถือเอาส่วนสุดฝ่ายอัตถิตา ผู้เห็นนิพพานเป็นอภาวะ ผูน้ นั้ เป็นผูถ้ อื เอาส่วนสุด ฝ่ายนัตถิตา โดยความจริงแล้ว นิพพาน พ้นจากความมีความเป็น ความไม่มี ซึ่งนี้ เป็นวาทะของพระอาจารย์นาคารชุน เมื่ อ ฝ่ า ยอั ส ติ ว าทิ น โต้ แ ย้ ง พระ อาจารย์นาคารชุนว่า “ถ้าเช่นนัน้ ทิฏฐิของ ท่านก็เป็นอุจเฉทะ พระพุทธองค์จะสอน ให้บุคคลเจริญมรรคผลไปท�ำไม ในเมื่อ ทุกสิ่งทุกอย่างว่างเปล่าเช่นนั้นวาทะของ พุทธปรัชญา : อัตถิตา นัตถิตา สู่ศูนยตา . เกิดขึ้นเอง ๒. เกิดขึ้นเองด้วย อาศัยสิ่งอื่น ด้วยรวมกัน ๔.

ย. ฝ่ายอุภย - รับรองทั้ง ๒ อย่าง (ทัง้ ยืนยัน ทั้งปฏิเสธ) ๔. ฝ่ายสัต - ยืนยัน ๒.วารสารราชบัณฑิตยสถาน ปีที่ ๓๖ ฉบับที่ ๓ ก.ไม่ รั บ ทั้ ง สอง (ไม่ รั บ รองทั้ ง ๒ อย่าง) ในเรื่องนี้มาธยมิกอธิบายว่าการ ปฏิเสธอย่างหนึ่งไม่ได้หมายความว่าจะ ยอมรับอย่างหนึง่ หลักวิภาษวิธใี ช้ไล่เลียง ให้ ลั ท ธิ คู ่ ป ฏิ ป ั ก ษ์ จ นมุ ม เท่ า นั้ น และ เป็นหลักการวิพากษ์แนวความคิ ด เพื่ อ เอาชนะต่อสู้ อย่างเช่น ความรู้แจ้งความ จริงขั้นปรมัตถ์ ความจริงขั้นปรมัตถ์อยู่ เหนือความคิดเป็นศูนย์ พ้นจากความเป็น จริงทั้ง ๒ อย่าง คือ ทั้งเป็นและไม่เป็น ดังที่ท่านแสดงไว้ในวัชรปารมิตาสูตรว่า “สุภูติเอย สิ่งที่เรียกว่าพุทธธรรมนั้นโดย ความจริงแล้วไม่มีสภาวะพระพุทธธรรม นั้น” และอีกตอนหนึ่งว่า “ข้าแต่พระผู้มี พระภาค ตามความเข้าใจของข้าพระองค์ ในธรรมอรรถอันพระองค์ได้ตรัสไว้ ก็ ไม่ มี ส ภาวะใดแน่ น อนเรี ย กว่ า พระ อนุตตรสัมมาสัมโพธิ และก็ไม่มีสภาวะ อั นแน่น อนซึ่ งพระองค์ ท รงแสดง วิ ธี ดังกล่าว อาจแสดงค่าได้ดังนี้ ข้อนั้นเป็น ไฉน? เพราะว่ า ธรรมซึ่ ง พระผู ้ มี พ ระ ภาคตรัสทั้งหมดไม่ควรยึดถือ ไม่ควร กล่ า วว่ า ไม่ ใ ช่ ธ รรมและไม่ ใ ช่ อ ธรรม ทั้ ง นี้ ด ้ ว ยเหตุ อั น ใด? ด้ ว ยเหตุ ว ่ า พระ อริยบุคคลทั้งหลายอาศัยสังขตธรรมนี้ แล้วจึงมีความแตกต่างกัน” ดังนี้ ความไม่เป็น (อภาวะ) . ๒๕๕๔ ท่านเป็นนัตถิกะ ท�ำลายกุศลทั้งปวง” ดังนี้ พระอาจารย์นาคารชุนก็ตอบว่า วาทะของท่านไม่ใช่อุจเฉทวาท เพราะ ท่านแบ่งวาทะออกเป็น ๒ นัย คือ โดย โลกิยนัยเรากล่าวว่า ธรรมทั้งปวงมีอยู่ อย่างมายา เช่นเดียวกับความฝัน เราไม่ ได้ปฏิเสธเหตุการณ์ในความฝันว่าเป็น ของไม่มีอยู่ เรากล่าวว่า ความฝันมีอยู่ แต่มีอยู่อย่างไม่จริง เรารับสมมติบัญญัติ ตามโลกโวหาร ไม่ได้ปฏิเสธกรรมกิริยา เหมือนกับเราไม่ได้ปฏิเสธความฝันว่า ไม่มี แต่เมือ่ ว่าโดยปรมัตถ์ สิง่ ทัง้ ปวงเป็น ศูนยตาเหมือนเรากล่าวว่า ความฝันไม่ใช่ ของจริง เราจึงไม่ใช่พวกนัตถิตาตรงกัน ข้ามพวกท่านนั้นแหละกลับจะเป็นฝ่าย ปฏิเสธบุญกรรมกริยาเสียเองเพราะพวก ท่านยึดถือว่า สิ่งทั้งปวงมีสวลักษณะเมื่อ เป็นเช่นนี้คนท�ำบาปก็ต้องท�ำบาปวันยัง ค�่ำไม่มีทางกลับตัวเป็นคนดีเพราะคนท�ำ บาปมีสวลักษณะ การท�ำก็มีสวลักษณะ บาปก็มีสวลักษณะ สิ่งใดเป็นสวลักษณะ สิ่งนั้นเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นอยู่ด้วยตัว มันเอง ไม่อาศัยสิ่งอื่น เพราะฉะนั้นฝ่าย ท่านจึงปฏิเสธบุญกรรมกริยา ฝ่ายเรา ถือว่า สวลักษณะไม่มีเป็นศูนยตา คนชั่ว จึงกลายเป็นคนดีได้ ปุถุชนจึงกลายเป็น พระอรหันต์ได้ เด็กจึงเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ได้ ถ้าเด็กเปลี่ยนเป็นผู้ใหญ่ ย่อมแสดง ว่าเด็กคนนั้นไม่มีสวลักษณะเป็นศูนยตา เพราะฉะนัน้ เราจึงกล่าวว่า เพราะมีศนู ยตา นี่เองอุบัติกาลของโลกจึงได้เป็นไปตาม ระเบียบ พระอาจารย์นาคารชุนย�้ำต่อไป อีกว่า บุคคลใดที่มีทัศนะในเรื่องศูนยตา บุคคลนัน้ จะต้องมีศลี สมาธิ เป็นปทัสถาน ถ้าปราศจากศีลรวมถึงปราศจากสมาธิ แล้วทัศนะของผู้ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ ดังนั้น มาธยมิก จึงหมายถึง ทางสายกลางหรือ มัชฌิมาปฏิปทา กล่าวโดยสรุปได้วา่ “ศูนยตา” คือ สภาวะศูนยตา ความว่างจากสภาวะ หรือ ลักษณะแท้ของมัน หมายถึง สิง่ ทีป่ รากฏ ทั้งหลายในโลกนี้ ซึ่งไม่มีลักษณะแท้ขั้น ปรมัตถ์เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยอาศัย เหตุปจั จัย (อิทปั ปัจจยตา) และศูนยตา คือ ความแท้จริง (นิพพาน) ซึง่ อยูเ่ หนือความ ต่างทั้งหลาย อยู่เหนือพุทธิปัญญา หรือ ปัญญาขั้นเหตุผล เข้าถึงได้ด้วยการเจริญ ศีล สมาธิ ปัญญา วิภาษวิธี และศูนยตา การใช้วิภาษวิธี (Dialectic) ต่อ หลักธรรมส�ำคัญ ๆ เช่น หลักปฏิจจสมุปบาท หลักอริยสัจ ๔ และหลักอนัตตา เป็นต้น แสดงถึงความเข้าถึงสภาวธรรมและเป็น เอกลักษณ์ของมาธยมิกโดยเฉพาะ นิกาย มาธยมิกได้วางท่าทีของตนเองต่อหลัก ธรรมที่ส�ำคัญของพระพุทธศาสนาแบบ ดัง้ เดิมด้วยหลักวิภาษวิธี ซึง่ อาจจัดทัศนะ แห่งท่าทีดังกล่าวได้ดังนี้ ๑. ฝ่ายอนุภย .-ก.ค. ฝ่ายอสัต - ปฏิเสธ อนึ่ง วิภาษวิธี ดังกล่าวมีหลักการที่อาจแสดงได้ ดังนี้ ความเป็น (ภาวะ) ศูนย์ เดือน ค�ำดี 425 ๓.

The Journal of the Royal lnstitute of Thailand Volume 36 No.-Sep. 3 Jul. ทาน การให้มีทั้งวัตถุทาน คือ การให้วตั ถุภายนอกและอภัยทาน คือ การ ให้อภัย ซึง่ กินความถึงเมตตา และ มุทติ า ธรรมด้วย ๒. ขันติ ความอดทนไม่ให้มโี ทสะ เกิดขึ้น ผู้บ�ำเพ็ญบารมีทั้งสามประการ นี้ให้บริบูรณ์ จะบรรลุบุญสัมภาวะ คือ การสั่งสมบุญ ๔. ศีล ความประพฤติ ละชั่วให้ หมด โดยมุ่งผล คือ ไปเกิดภพใหม่ที่ดี เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป ๓. ธฺยาน การฝึกจิตให้ตงั้ มัน่ แน่ว แน่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง เพื่อให้เกิด ปัญญาอันบริสทุ ธิส์ ำ� หรับท�ำลายอัตสมมติ และปรสมมติ เข้าสู่ความเหมือนหรือ สมัตรา กล่าวโดยสรุป คือ เพื่อท�ำลาย โมหะซึ่งออกมาในรูปของอหังการและ มมังการ พุทธปรัชญา : อัตถิตา นัตถิตา สู่ศูนยตา . 2011 พระอาจารย์นาคารชุนได้ใคร่ครวญ ตรวจสอบความนิ่งเงียบของพระองค์ต่อ อัพยากตปัญหา แล้วสรุปว่า ความเงียบ นั่นแหละอยู่เหนือความคิดแล้ว จึงใช้ วิภาษวิธนี ใี้ นการอภิปรายปัญหาทุกอย่าง เรี ย กวิ ธี นี้ ว ่ า จตุ ก โกติ ห รื อ จตุ ก โกณะ แปลว่า สี่มุม มีโครงสร้างดังนี้ โกฏิที่ ๑ เป็นบทตั้งยืนยัน โกฏิที่ ๒ เป็นบทตัง้ แย้งปฏิเสธ โกฏิที่ ๓ เป็ น บทตั้ ง โดยรวม โกฏิที่ ๑ และ โกฏิที่ ๒ เพือ่ สร้างข้อเลือกที่ ๓ โกฏิที่ ๔ เป็ น บทตั้ ง ที่ ป ฏิ เ สธ ทั้ ง หมด เพื่ อ สร้ า ง ข้อเลือกที่ ๔ โดยทั่วไป จตุกโกฏิ ในฐานะเป็น วิถสี ามารถสัมพันธ์กบั ทางสายกลางหรือ พุ ท ธภาวะซึ่ ง เป็ น สั จ ภาวะได้ โ ดยตรง กล่าวคือโกฏิแรก พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า สิ่งทั้งหลายมีอยู่เพื่อประสงค์จะบ่มเพาะ ศรัทธา ซึ่งเป็นอุบายอย่างหนึ่ง จากนั้น ก็ทรงสอนว่าสิ่งทั้งหลายไม่มีอยู่ เพื่อให้ บุคคลเลิกยึดถือ เป็นอุบายอีกอย่างหนึ่ง ต่อมาก็ทรงสอนว่าสิง่ ทัง้ หลายทีม่ อี ยูแ่ ละ ไม่มีอยู่เพื่อขยายกรอบมองโลกิยธธรรม คือความมีให้เชือ่ มโยงสัมพันธ์กบั โลกุตตร ธรรมคือความไม่มี สุดท้ายทรงสอนว่า สิ่งทั้งหลายจะว่ามีก็ไม่ใช่จะว่าไม่มีอยู่ก็ ไม่ใช่ทั้งนี้ก็เพื่อให้บุคคลเข้าถึงอิสรภาพ สูงสุด แต่ ม าธยมิ ก วาทิ น อธิ บ ายว่ า จตุกโกฏิ เป็นการน�ำเสนอให้เห็นภาพ โดยรวมของทิฏฐิทงั้ หลายทีป่ รากฏอยูใ่ น โลกไม่ว่าในโลกนี้จะมีทิฏฐิมากเพียงไร ทิฏฐิเหล่านั้นสามารถสรุปรวมลงในข้อ ใดข้อหนึ่งในจตุกโกฏิ เปรียบเหมือน มุมสี่มุมของสี่เหลี่ยมรูปหนึ่ง แต่ละมุมก็ คือแต่ละข้อในจตุกโกฏิ ศูนยตาคือภาวะ ที่หลุดพ้นไปจากมุมทั้งสี่ หลุดพ้นไป จากทัศนะ ๒ ขั้ว คือยืนยันภาวะเที่ยง (อัตถิตา) กับปฏิเสธกับทุกภาวะ (นัตถิตา) เป็นความหลุดพ้นไปจากพันธนาการทาง ความคิดในทุกแง่มุม เป็นความหลุดพ้น ไปจากการยืนยันอะไรทุกอย่าง อัสติกวาทิน ก็เป็นพวกยืนยัน ฝ่ายจิตตภูตตถตาวาทินก็เป็นพวกยืนยัน นัตถิกวาทิน ก็เป็นพวกยืนยัน เพราะการปฏิเสธก็คือ การยืนยันว่าเราไม่ยอมรับอะไรบางอย่าง แม้แต่กลุ่มของมาธยมิกวาทินที่เห็นว่า ศูนยตามีจริงก็เป็นพวกยืนยัน ดังนัน้ วิธที ี่ จะท�ำให้ศูนยตาไม่ใช่เรื่องของการยืนยัน เนื้อหาอะไรบางอย่าง ก็คือการใช้วิภาษ วิธโี ต้แย้งแนวคิดต่าง ๆ ให้เห็นว่าแนวคิด เหล่านั้นเอียงไปขั้วใดขั้วหนึ่งไม่มีจตุกโกฏิ ใดเป็นที่ยอมรับได้เพราะเชื่อว่าการ ยอมรับน�ำไปสู่การยึดถืออย่างหลีกเลี่ยง ไม่ได้ จากนัน้ ก็ประกาศว่า แนวคิดเหล่านี้ เป็นอัตถิตาหรือไม่ก็เป็นนัตถิตา แต่หลัก การศูนยตาในมาธยมิกเป็นวิธกี ารทีถ่ กู น�ำ มาใช้เพื่อช่วยให้คนคลายความยึดมั่นถือ มั่นในอหังการและมมังการ ซึ่งเป็นการ เปิดเผยให้เห็น “สิ่งที่ไม่มีอยู่” มากกว่า “สิ่งที่มีอยู่” การเผยให้เห็นสิ่งที่ไม่มีอยู่ นี้ใช้ในรูปแบบของการปฏิเสธเป็น “วิธี การ” ทีจ่ ะน�ำไปสูค่ วามเป็นอิสรภาพจาก ขั้วทั้งหลาย 426 โพธิสัตวปามิตาและพุทธภูมิ ในฝ่ายมหายานมีอดุ มคติมงุ่ พุทธภู มิ ซึ่ ง จะต้ อ งบ� ำ เพ็ ญ สั่ ง สมคุ ณ ธรรม ให้เป็นเหตุเพียงพอนั้นก็คือ การบ�ำเพ็ญ คุณธรรมที่เป็นให้บรรลุพุทธภูมิ “นิรวาณ” เรียกว่า ปารมิตา มี ๖ ปารมิตา คือ ทาน ศีล ขันติ วิริยะ ธฺยาน (สมาธิ) และ ปัญญาซึ่งอธิบายได้ดังนี้ ๑. วิรยิ ะ ความเพียร ความพยายาม เป็ น คุ ณ ธรรมขั้ น ต้ น ส� ำ หรั บ ผู ้ บ� ำ เพ็ ญ ความดีที่สูง ๆ ขึ้นไปอีก ความหมายของ วิรยิ ะรวมไปถึงการละความอ่อนแอความ เกียจคร้าน ไม่มวั หลงติดอยูก่ บั ความสนุก เพลิดเพลินชั่วแล่น และการท�ำใจให้เข้ม แข็งกล้าหาญ ๕.

๒๕๕๔ ๖. ปัญญา ความรู้อันบริสุทธิ์จาก สมาธิ ๒ อย่าง คือ ๑.ย.-ก. ศูนยตวาทิน ถือว่า สังขตธรรม ก็ดี อสังขตธรรมก็ดี โดยสภาพปรมัตถ์ แล้วย่อมมีภาวะอันเดียว คือ ศูนยตา แต่ ส่วนโลกียสมมติรับรองตามบัญญัติว่า มีนั่นมีนี่ บุญ บาป สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา แม้กระนั้น นิพพานว่าโดยโลกิยบัญญัติแตกต่างกันก็จริง แต่เมื่อว่าโดย ปรมัตถ์แล้วมีสภาพเท่ากันหมดคือเป็น ศูนยตา ดังนั้น ศูนยตวาทิน ไม่กล่าวถือ .วารสารราชบัณฑิตยสถาน ปีที่ ๓๖ ฉบับที่ ๓ ก.ค. ผลภูตะ คือ ปัญญาที่เป็น เหตุให้บรรลุโพธิสตั วภูมิ และเมือ่ บ�ำเพ็ญ ไปก็บรรลุถึงพุทธภูมิในที่สุด เมื่อจัดเป็นคู่เพื่อปราบกิเลส แล้วจะเห็นว่า ทานกับศีลเป็นคู่ปรับกับ โลภะ ขันติกับวิริยะเป็นคู่ปรับกับโทสะ ธฺยานหรือสมาธิและปัญญาเป็นคู่ปรับ กับโมหะ ภายหลังฝ่ายมหายานจ�ำแนก ข้อปฏิบัติหรือปารมิตานี้ออกเป็น ๑๐ ปารมิตา คือเพิม่ อุปายปารมิตา ประณิธาน ปารมิตา พลปารมิตา และ ญาณปารมิ ตาซึ่งอธิบายว่า อุปายปารมิตา คือการ รู้จักอุบายที่ฉลาด บ�ำเพ็ญประโยชน์เพื่อ สรรพสัตว์ เป็นปารมิตาคู่กับทาน ศีล ขันติ ประณิธานปารมิตา ความตัง้ ใจมุง่ มัน่ เด็ดเดี่ยวในพุทธภูมิมาคู่กับวิริยะ ส่วน พลปารมิตาแยกออกเป็น ๒ คือ จินตามัยพละ และภาวนามัยพละ จินตามัยพละ คือ ก�ำลังแห่งความเข้าใจในธรรมตามเหตุผล ภาวนมัยพละ คือ พลังแห่งความเข้าใจ ตามที่บ�ำเพ็ญธรรมมา ส่วนญาณปารมิตา คือ ญาณเกิดจากปารมิตา ๖ เบื้องต้น ที่เป็นสภาพก่อให้เกิดโลกุตตระปัญญา ซึ่ ง มาคู ่ กั บ ปั ญ ญาปารมิ ต า ส่ ว นปารมิตาอีก ๔ คือ อุปายปารมิตา ประณิธาน ปารมิตา พลปารมิตา และญาณปารมิตา สงเคราะห์ลงในปัญญาปารมิตาทั้งหมด คุณธรรมทั้ง ๖ และ ๑๐ ปารมิตานี้เป็น พื้นฐานและองค์ประกอบที่เป็นเหตุให้ เกิดปัญญาและกรุณาอย่างแรงกล้าขึ้นใน การปฏิบัติธรรมปารมิตา พระโพธิสัตว์ เดือน ค�ำดี ปรารถนาพุ ท ธภู มิ เ พื่ อ ช่ ว ยมนุ ษ ยโลก ขนรือ้ สัตว์ให้ขา้ มพันโอฆกันดาร อย่างไม่ โดดเดี่ยว ไม่ย่อท้อต่อทุกข์ในวัฏสงสาร พหุภาพในเอกภาพและศูนยตา ตามที่ ก ล่ า วมาแสดงให้ เ ห็ น ว่ า ทัศนะว่าด้วยศูนยตาในมหายานอาจสรุป ลงได้ ๒ ทัศนะ คือ อัสสติวาทิน และ มัธยามิกวาทิน ซึ่งอาจอธิบายโดยย่อได้ ดังนี้ ๑. เหตุภตู ะ คือ ปัญญาทีเ่ ป็น เหตุให้บรรลุอธิมุกตจริต ๒. อั ส สติ ก วาทิ น มี ทั ศ นะว่ า ศู น ยตาหมายถึ ง ความเป็ น จริ ง แท้ มี อ ยู ่ อย่ า งปรมั ต ถ์ เ รี ย กจิ ต สากลบ้ า ง เรี ย ก อาลยวิญญาณบ้าง แยกออกไปอีก ๒ ทัศนะ คือ จิตตภูตตถตาวาทิน และ จิตตนิจจตาวาทิน แต่ละทัศนะตีความลักษณะแห่ง ศูนยตาแตกต่างกัน เนือ่ งจากฝ่ายมหายาน แสดงหลักศูนยตาอยู่บนหลักศูนยตา ๒ ระดับ คือ ระดับบุคคลศูนยตา ความเห็น แจ้งในบุคคลและท�ำลายความยึดถือใน เรือ่ งอัตตา แต่กย็ งั ติดยึดถือในเรือ่ งขันธ์ ๕ ธาตุ ๔ อายตนะ ๑๒ สภาวธรรมทัง้ หลาย อยู่ และระดับธัมมศูนยตา คือ ความเห็น แจ้งทั้งในบุคคลศูนยตาและธรรมศูนยตา จิตตภูตถตาวาทิน กล่าวถึง มูล การณะของโลกและชีวิตว่าเป็นภาวะที่มี อยู่ โดยตัวมันเอง ซึง่ เรียกว่า จิตสากล อัน เป็นสภาวะที่ทรงอยู่ทั่วไปของในสรรพ สัตว์ เรียกชื่อต่าง ๆ กัน เช่น พุทธภาวะ ตถาคตครรภ์ หรือ ธรรมกาย เป็นต้น ซึง่ แสดงให้เห็นว่า ปรากฏการณ์ต่าง ๆ เป็น เพียงพฤติภาพของจิตสากลอันนี้เท่านั้น วิชญาณวาทินหรือ บางครั้งเรียก โยคาจารวาทิน กล่าวถึงจิต หรือ อาลย วิญญาณว่า เป็น มูลการณะของสรรพสิ่ง 427 มีภาวะเป็นอัพยากฤต ถ้าไร้อาลยวิญญาณ นี้แล้ว สรรพสิ่งก็ไม่มีไม่ปรากฏ จิตนี้มี สภาวะเกิดดับ เป็นสันตติธรรมสืบเนื่อง ตั้งแต่กาลไม่ปรากฏ ปรากฏการณ์ทั้ง หลายเป็นเงาสะท้อนของจิต แต่สภาพ ความเกิดดับเนื่องกันตลอดจนเหตุปัจจัย ของปรากฏการณ์ที่เรียกว่า พลังงานบ้าง พีชะบ้าง อันเก็บอยู่ในจิตธาตุนั้นมีอยู่ โดยปรมัตถ์ ดังนั้นความหลุดพ้นจึงเป็น ภาวะตรงกันข้ามของสังสารวัฏเช่นเดียว กับที่กระบวนการเกิดของภาวะต่าง ๆ มี ด้านตรงกันข้ามคือกระบวนการดับ แต่ การดับในที่นี้มิได้หมายถึงจิตหรืออาลยวิ ญ ญาณที่ ส ร้ า งโลกภายนอกดั บ หรื อ สู ญ สลายไปและไม่ ไ ด้ ห มายความว่ า ประสบการณ์ตา่ ง ๆ สิน้ สุดลง แต่การดับ หมายถึงการสิ้นสุดแห่งอัตตาตัวตน การ แบ่งแยกทวิภาวะ เมื่อจิตเข้าถึงความเป็น ตถตา คือเห็นว่าสรรพสิ่งเกิดขึ้นและมี อยู่ได้เพราะจิตสร้างจึงไม่ควรยึดถือว่า เป็นสัจจะ เพราะถ้าวิญญาณต่าง ๆ ดับ ไปหมด พระพุทธเจ้ารวมทัง้ พระโพธิสตั ว์ ทัง้ หลายจะรับรูค้ วามทุกข์ของสรรพสัตว์ ได้อย่างไร เป็นการปฏิเสธมูลภารณะของ โลกที่เป็นอมตภาวสากลแผ่ซ่านไปทั่ว อย่างที่จิตตภูตตถตาวาทินแสดงไว้ ๒.

กรุงเทพมหานคร : สภา การศึ ก ษามหามกุ ฏ ราชวิ ท ยาลั ย . บรรณาธิการ โดยทรงวิทย์ แก้วศรี กรุงเทพมหานคร. ๒๕๓๑. ๒๕๒๙. กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย. ทรงวิทย์ แก้วศรี. มูรติ. ๒๕๓๘. พจนา นุ ก รมพุ ท ธศาสน์ ฉบั บ ประมวล ธรรม. กรุงเทพ มหานคร : มหาจุ ฬ าลงกรณราช วิทยาลัย. พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). กรุงเทพมหานคร : กรมการศาสนา. ปรัชญามาธยมิกะ. ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรมศัพท์ปรัชญา อั ง กฤษ-ไทย. ๒๕๔๐. วิสุทธิมัคค์. เล่มที่ ๔ วินัยปิฎก มหาวรรค เล่มที่ ๙ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่มที่ ๑๒ สังยุตตนิกาย มูลปัณณาสก เล่มที่ ๑๓ มั ช ฌิ ม นิ ก า ย มั ช ฌิ ม ปัณณาสก์ เล่มที่ ๑๔ มัชฌิมนิกาย อุปริปณ ั ณาสก์ เล่มที่ ๑๕ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่าที่ ๑๗ สังยุตตนิกาย ขันวารวรรค เล่มที่ ๒๐ อังคุตตรนิกาย ตักนิบาต เล่มที่ ๓๑ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทา มรรค พระไตรปิ ฎ กฉบั บ ส�ำ หรั บ ประชาชน โดย สุชพี ปญ ุ ญานุภาพ. ๒๕๓๑. กรุงเทพมหานคร : มูลนิธสิ งั ฆประชานุเคราะห์. ที. จินดา จันทร์แก้ว. พุทธปรัชญา : อัตถิตา นัตถิตา สู่ศูนยตา . มหามกุฏราชวิทยาลัย. แปลโดยเสถี ย ร โพธินันทะ. ดร. ๔๕ เล่ม. ๒๕๐๕. เซ็น วิธีท�ำชาเซ็น หินยาน มหายาน. ๒๕๔๕. พุทธวิภาษวิธี. พระพุทธเจ้าและพระ โพธิสตั ว์มหายาน. กรุงเทพมหานคร : ธรรมสภา. ๒๕๓๙. ๒๔๙๔. 2011 มูลการณะของโลกและชีวติ ในฐานะเป็น สภาวะอันมีอยู่เป็นอยู่ด้วยตัวมันเอง และ ปฏิเสธภาวะความมีอยูโ่ ดยตัวมันเองอย่าง เด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นโลกิยธรรมหรือ โลกุตตรธรรม ซึง่ ตรงกันข้ามกับทัศนะทัง้ สอง คือ จิตตภูตตถตาวาทินและจิตนิจจตาวาทินที่กล่าวแล้ว ในขณะเดียวกัน ทั้ง ๒ ทัศนะก็ถือว่า ทัศนะศูนยตาของ นิกายมาธยามิก เป็นนัตถิกทิฏฐิ เพราะ ทั้ง ๒ ทัศนะเห็นว่าสิ่งทั้งปวงไม่ควร จะสูญทั้งหมดเพราะเป็นการล้มล้างหลัก ปฏิจจสมุปบาท อัสสติกวาทิน โดยทัว่ ไปยอมรับว่า สังสารวัฏและนิพพานมีอยู่อย่างศูนยตา ถึงแม้กระนั้นจิตตภูตตถตาวาทินก็แสดง ทัศนะว่า พฤติภาพการมีกเิ ลสและอวิชชา ต่าง ๆ เป็นของไร้สาระและสูญได้ แต่ จิตสากลจะพลอยสูญไปด้วยไม่ได้ ต้อง เป็นตัวยืนโรงอยูต่ ลอดอนันตกาล แต่ฝา่ ย จิตตนิจจตาวาทิน หรือ โยคาจารวาทิน ถือว่าเป็นความรู้ผิดไป ที่ไปยึดถือว่ามี ปรากฏการณ์อยู่ต่างหากนอกเหนือจาก เงาสะท้อนของจิต ความรู้ผิดนี้เท่านั้น ที่ควรจัดเป็นสูญถือว่าพีชะต่าง ๆ ใน อาลยวิญญาณอันเป็นเหตุเป็นปัจจัยของ ปรากฏการณ์โดยตรงพลอยไร้สาระและ สูญไปด้วยไม่ได้ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น การละกิเลสและการบรรลุนิพพานก็ไม่มี ความหมาย นิพพานก็ยังคงด�ำรงอยู่และ เป็นอารมณ์แห่งใจได้ และทีฝ่ า่ ยมาธยามิก ถือว่า นิพพานเป็นความว่างจากภาวะ และอภาวะ ดุจดอกฟ้า เขากระต่ายหรือ นางหินมีครรภ์ เพราะไม่มีการเกิดขึ้น นั้น ฝ่ายโยคาจารก็ยังยืนยันว่า หามิได้ นิพพานที่ชื่อว่าว่างนั้น เพราะสูญจาก อัตตา ตัวตน สัตว์ บุคคล เรา เขา หรือ อหังการ มมังการ ปรมังการ และกิเลส ทั้งปวงต่างหาก นิพพานมีอยู่จริงเป็น อารมณ์แห่งมรรคจิตและผลจิตที่บุคคล ผูแ้ ทงทะลุในไตรลักษณ์แล้ว ก็จกั ปรากฏ แก่เขาผู้นั้น แม้กระนั้นฝ่ายโยคาจารก็ยัง ยืนว่าศูนยตาหรือความว่างคือความไม่มี ทวิภาวะไม่แบ่งแยก บางสิ่งหรือภาวะ อาจมีอยูจ่ ริงได้ในสภาพว่างหรือในอาลยวิญญาณ บรรณานุกรม (เอกสารประกอบการเรียบเรียงเรือ่ ง “ศูนยตา”) ก. ๒๕๔๐. คณะสงฆ์จีนนิกาย. พุทธทาสภิกขุ. ๒๕๓๔. พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตโต). มหาจุฬาฯ วิชาการ : ปรัชญาบุรพทิศ. กรุงเทพมหานคร : มหามกุฏราชวิทยาลัย. อภิธรฺมโกศศาสตฺตร คั ด จากฉบั บ ญี่ ป ุ่ น โดยโกษากร ประภาศิริ. กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬา ลงกรณราชวิทยาลัย. รัตนวลีของพระนาคารชุน แปลจากภาษา สั น สกฤต โดยพระสารประเสริ ฐ (ตรี นาคะประทีป) กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. พุทธธรรม กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย. 3 Jul. พุทธปรัชญามหายาน. ๒๕๒๒. อาร์. มปป. 428 วิม ลเกี ย รติ นิ ท เทสสู ต ร. ๒๕๑๔. พจนานุกรม พุ ท ธศาสน์ ฉบั บ ประมวลศั พ ท์ .The Journal of the Royal lnstitute of Thailand Volume 36 No. วี. ภาษาไทย พระไตรปิฎก ภาษาไทย ฉบับหลวง. กรุ ง เทพมหานคร : ๒๕๔๐. พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตโฺ ต). กรุงเทพ มหานคร. มหามกุฏราชวิทยาลัย.-Sep. กรุงเทพมหานคร กองค้นคว้ามูลนิธิ อภิ ธ รรมมหาธาตุ วิ ท ยาลั ย (แปล) พิมพ์เป็นบรรณาการงานพระราชทาน เพลิงศพ.

-ก. ๒๕๔๑. not as they appear : All things are No. by the negative way. ปฏิจจสมุปบาท. วั ช รปารมิ ต าสู ต ร. อดิศักดิ์ ทองบุญ. พุทธศาสนามหายาน. ๒๕๑๖. เสฐี ย ร พั น ธรั ง ษี . รวมบทความทางวิชาการ พระพุทธศาสนาและปรัชญา. the Buddha taught that all of the world views as false views can be concluded in to two parts : one is extreme of sensual indulgence (kãmasukhallikãnuyolga) and extreme of self . สุมาลี มหณรงค์ชัย. . . กรุงเทพมหานคร : ส�ำนักพิมพ์สยาม. ๒๕๕๐. ส. ชุมนุมพระสูตรมหายาน กรุงเทพ- มหานคร : ส�ำนักพิมพ์บรรณาคาร. กรุงเทพ มหานคร : ราชบั ณ ฑิ ต ยสถาน. กรุงเทพ มหานคร : ศูนย์ไทยธิเบต. ปรัชญาอินเดีย. .mortification (Attakilamathãnuyaga). (Anattã) After death of the Buddha. ปรัชญามาธย มิ ก ะ : โลกและชี วิ ต จากมุ ม ของ นาคารชุน. In Mahãyãna Nãgãrachuna.ค. พระมหาสมจินต์ สมฺมาปญฺโญ. มปป. ๒๕๒๒. กรุงเทพมหานคร : ธรรมสภา. making them separate in to 18 sections. ๒๕๔๐. It has been shown that Nãgãrachuna’s dialectic method. Thailand A study of the views as eternalism (Atthitãã) and annihilationism (Natthitãã) to No-self (Suññatã) in Buddhist Philosophy were to present the world Buddhist views according to Nãgãrachuna’s Dialectic method . ๒๕๔๒. พุ ท ธประวัติ ม หายาน. the most famous monk. showing how to destroy Atthitã and Natthitã and at the same time presenting the characteristics of the realities as they really are. ความเข้าใจในเรื่องยาน. Buddhist disciples interpreted the Buddha’s words into different dimensions.ย. This is explanation of ultimate truth according to the dependent origination (Paticcasamuppãda) by the verse : Anutapãtha (No birth) Anirotha (No cease) Ashãshavata ( No Enternity) Anuchetha (No Annihilation) Anegãratha (No one meaning) Anãnãratha (No many meaning) Anãgama (No coming in) Aniragama (No going out). ๒๕๔๐. ศิวรักษ์. this verse is the most important essence of Mathyamikavãda. ๒๕๔๒. กรุงเทพมหานคร : ส�ำนักพิมพ์บรรณา คาร. ๒๕๔๖. Buddhist Philosophy: Atthitã Natthitã to Suññatã Duan Kamdee Associate Fellow of The Academy of Moral and Political Sciences. at that time had tried to present the Buddha’s words of suññatã by dialectic method. กรุงเทพมหานคร : มหามกุฏราช วิทยาลัย.โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย. ๒๕๓๒. ตัวกูของกู ฉบับสมบูรณ์.กรุงเทพ มหานคร. Key words : Atthitãã Natthitãã and Suññatã เดือน ค�ำดี 429 . The Royal Institute. denying the two extremes for the sake of getting rid of sensual clinging (Kãmupãdãna) and clinging to attachment to views (Ditthupãdãna).ประวั ติ ศ าสตร์ พ ระพุ ท ธศาสนา. .วารสารราชบัณฑิตยสถาน ปีที่ ๓๖ ฉบับที่ ๓ ก. In the Dhammacakkappavattanasutta. กรุงเทพ มหานคร : มหาจุ ฬ าลงกรณราช วิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร : ศยาม. ๒๕๕๔ . ปรัชญามหายาน กรุงเทพมหานคร : มหามกุฏราชวิทยาลัย. unable to lead man to Nibbãna : all things are selflessness. Abstract เสถี ย ร โพธิ นั น ทะ.self (Suññata).

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful