1

2

โลกใหม่ ทุนนิยมใหม่?

3

โลกใหม่ ทุนนิยมใหม่?

พิมพ์ครั้งแรก
สิงหาคม 2555
ผู้เขียน
เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร
บรรณาธิการ
วิทยากร บุญเรือง
จัดพิมพ์โดย
ประชาไทบุค๊ คลับ
www.prachatai.com
หนังสือเล่มนีใ้ ช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ
แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดดั แปลง 3.0 ประเทศไทย

4

คำนำผู้เขียน
ผู้ เขี ย นกลับ มานั่ ง อ่ า นบทความของตนเองที่ เ ขี ย นเอาไว้ ใน
คอลัมน์ “มุมมองบ้ า นสามย่ าน” อีกครัง้ เมื่อ บทความเหล่านี ้ถูกรวบรวม
เข้ า ด้ ว ยกัน เพื่ อเผยแพร่ ในรู ปแบบของหนัง สือ ออนไลน์ โดยสานักพิ ม พ์
ประชาไท ผู้เขียนเองเพิ่งได้ สงั เกตว่าบทความชิ ้นที่เก่าที่สดุ ถูกเขียนเอาไว้
ตั ้งแต่ปลายปี 2551 หรือเกือบ 4 ปี ที่แล้ ว
นอกจากความผิดพลาดด้ านภาษาที่ปรากฏให้ เห็นอยู่เนืองๆ ใน
การพิ ม พ์ ค รั ง้ แรกและความตื น้ เขิ น ของการวิ เ คราะห์ ที่ เ กิ ด จากความ
เร่ งด่ วนในการรี บ ส่งต้ นฉบับ บางตอนแล้ ว ผู้เ ขียนคิดว่า การกลับไปอ่ า น
บทความเหล่านี ้ช่วยให้ ตนเองได้ พบข้ อสังเกต 2-3 ประการ
ในฐานะที่บทความเหล่านี ้ถูกเขียนขึ ้นสนองตอบต่อเหตุการณ์ ที่
เกิดขึ ้นในขณะนั ้น การอ่านบทความเหล่านี ้อาจมีคุณค่าอยู่บ้างในแง่ของ
การสังเกตการณ์แนวโน้ มเชิงประวัติศาสตร์ ของวิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤต
เชิงคุณค่าของระบบทุนนิยมที่เกิดขึ ้นในกึง่ ทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะที่มี
แกนกลางคือ ระบบทุนนิยมเสรี แบบอเมริ กัน ข้ อสังเกตประการแรกก็คือ
คากล่าวที่ว่า “เป็ นเรื่ องง่ายที่จะจินตนาการถึงจุดจบของโลกมากกว่าการ
จิน ตนาการถึง จุดจบหรื อทางออกจากระบบทุนนิ ยม” มี ความจริ ง อยู่ไ ม่
น้ อย

5

ไม่ว่าวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ ้นจากวิกฤตซับไพรม์ ในปี 25502551 นั ้นจะส่งผลกระทบรุนแรงเพียงใด และกระตุ้นให้ เกิดความตระหนัก
และความพยายามในการทบทวนข้ อ ผิ ดพลาดและปั ญหาของกระบวน
ทัศน์เรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมาในระดับไหน แต่สิ่งที่เกิดขึ ้นทั่วโลก
ก็ ท าให้ เห็ น ว่ า ระบบทุ น นิ ย มได้ ฝั งรากลึก ในสัง คมจนถึ ง ขนาดท าให้
จินตนาการที่จะนึกถึงทางเลือกอื่นนั ้นเป็ นไปได้ ยากมาก
หากผู้อ่านจะถามหาสาเหตุหรื อรากเหง้ าของจินตนาการที่จากัด
นี ้ บทความหลายชิ ้นคงได้ สะท้ อนคาตอบในตัวเองว่า ตามความเห็นของ
ผู้เขียน มาจากวิชาเศรษฐศาสตร์ กระแสหลักแบบที่เรี ยนและสอนกันอยู่ใน
ปั จ จุบัน เป็ นสาคัญ นอกจากนี ้ การสร้ างความเป็ นนักวิ ช าชี พ ให้ กับ นัก
เศรษฐศาสตร์ ก็มีสว่ นสาคัญทาให้ พวกเขาได้ ผูกขาดการเสนอ “ความจริ ง”
เรื่องเศรษฐกิจและปั ญหาเศรษฐกิจตลอดมา
ในแง่ ห นึ่ ง บทความชุ ด นี จ้ ึ ง มี ลัก ษณะร่ ว มกั น อย่ า งหนึ่ ง คื อ
พยายามตัง้ ค าถามกับ การครอบง าของเศรษฐศาสตร์ กระแสหลักและ
สะท้ อนให้ เห็นถึงลักษณะที่เป็ นวาทกรรมหลักของลัทธิ เสรี นิยมใหม่ (neoliberalism)
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าการครอบงาเชิงอุดมการณ์ ของเศรษฐศาสตร์
กระแสหลักจะเกิดขึน้ อย่ างหมดจดหรื อ ปราศจากการต่อต้ านโดยสิ ้นเชิ ง
การติดตามประวัติศาสตร์ ของวิกฤตทุนนิยม โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ในช่วง

6

เวลาดังกล่าวได้ ช่วยให้ ผ้ เู ขี ยนค้ นพบว่า คนกลุ่มที่ มองเห็ นถึงปั ญหาของ
ระบบทุนนิยม รวมทั ้งกลุ่มคนที่มีจินตนาการเกี่ยวกับทางเลือกของระบบ
ทุน นิ ยมมี ปรากฏอยู่ไ ม่ น้อ ย หากแต่ พวกเขามักไม่มี เ สียงดัง เพียงพอใน
ระบบเศรษฐกิจและการเมืองที่ฝ่ายทุนและรัฐทาหน้ าที่เป็ นสถาบันหลักใน
การผลิตซ ้าวาทกรรมเสรีนิยมใหม่อย่างเข้ มข้ น
นั่ น จึ ง น ามาสู่ ข้ อสั ง เกตประการต่ อ มาว่ า ข้ อบกพร่ อ งของ
ประชาธิปไตยระบบตัวแทน (representative democracy) และวัฒนธรรม
การเมืองที่ปิดกั ้นการมีสว่ นร่วมของคนส่วนใหญ่ เป็ นอีกปั จจัยสาคัญที่เป็ น
อุป สรรคต่อ การเปลี่ยนแปลงในเชิ งอุดมการณ์ เ ศรษฐกิ จ ที่ กล่าวไปแล้ ว
ข้ างต้ น นอกจากนี ้ ยังซ า้ เติม ปั ญหาความเหลื่อ มล ้าและความอยุติธรรม
ทางเศรษฐกิจและสังคมให้ รุนแรงมากยิ่งขึ ้น
กล่าวคือ ถึงแม้ วิกฤตเศรษฐกิจ ที่รุนแรงและมีความถี่มากขึ ้นใน
สเกลของโลกจะทาให้ คนจ านวนมากขึ ้นมองเห็นถึงปั ญหาเชิงโครงสร้ า ง
ของระบบทุนนิยมและพยายามเรี ยกร้ องระบบเศรษฐกิจและสังคมที่เป็ น
ธรรมมากขึน้ แต่ ก ารเมื อ งแบบเก่ า ที่ มี ส่ว นสร้ างระบบเศรษฐกิ จ และ
ความสัมพันธ์ ทางสัง คมแบบที่เ ป็ นอยู่ก็เป็ นอุป สรรคสาคัญสาหรับ “การ
เปลี่ย นแปลง (Change)” ที่ ผ้ ู คนคาดหวั ง ในกรณี ข องสหรั ฐ ฯ ระบบ
การเมืองดังกล่าวทาให้ ประธานาธิ บดีโอบามาไม่สามารถผลักดันนโยบาย
ที่ มี ลัก ษณะคล้ า ยกั บ นโยบายแบบรั ฐ สวั สดิ การอย่ า งที่ ห าเสี ยงเอาไว้

7

ในทางกลับกัน ความกลัวอันเกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจกลับหยิบยื่นโอกาส
ให้ พรรคการเมืองฝ่ ายอนุรักษ์ ที่ไม่ใช่เพียงแต่ในสหรัฐฯ แต่ทั่วโลก กลับเข้ า
มาเสนอวาระเสรีนิยมใหม่อีกครั ้งในนามของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและ
ความมั่น คงของชาติ ดัง จะเห็ นได้ จากการเกิ ดขึ ้นของขบวนการทีป าร์ ตี ้
และชัยชนะของพรรคการเมืองฝ่ ายขวาในสเปนและกรีซ เป็ นต้ น
หัน กลับ มามองที่ สัง คมไทย ภาพแทนของระบบทุน นิ ยมแบบ
อเมริ กันกลับทางานได้ อย่ างสมบูรณ์ เสียยิ่งกว่ าต้ น ฉบับ ความงมงายใน
เศรษฐศาสตร์ กระแสหลักและการครอบงาของลัทธิ เสรี นิยมใหม่ไปไกลถึง
ขนาดท าให้ กลไกตลาดและการแข่ง ขันเสรี มีความหมายเดียวกับ “ความ
เป็ นธรรม” นักเศรษฐศาสตร์ เองผูกขาดความเป็ นเจ้ า ของความจริ งเรื่ อ ง
เศรษฐกิจอย่างเบ็ดเสร็จ โดยไม่ตระหนักว่าตนเองตกเป็ นเครื่ องมือแห่งการ
ผลิตซ ้าความรุนแรงดังกล่าวอย่างไร้ เดียงสา ฝ่ ายนายทุนก็กลับสามารถใช้
ประโยชน์จากระบบการเมืองที่เป็ นมิตรกับทุนอย่างถึงที่สดุ ถ่ายโอนความ
เสีย หายที่ เ กิ ดจากวิ กฤตเศรษฐกิ จ ไปให้ กับ ภาคแรงงานอย่ า งอิ สระไร้
ขอบเขต ไม่ ว่ า จะเป็ นคนงานไทยหรื อ คนงานข้ ามชาติ ขณะที่ ค วาม
ตระหนักรู้ เท่าทันเกี่ยวกับระบบทุนนิยมและกลไกการทางานของมันผ่า น
ระบบการเมืองแบบตัวแทนในสังคมไทยนั ้นแทบจะยังไม่ปรากฏให้ เห็น
ถึงกระนั ้นก็ตาม ผู้เขียนคิดว่าเราไม่อาจมองข้ ามความพยายาม
ของคนจานวนไม่น้อ ยที่กาลังต่ อสู้ดิ ้นรนเพื่อเอาชนะอุปสรรคอันเกิดจาก

8

โลกทุนนิยมใบเก่าตามที่ต่างๆ ทัว่ โลก การเกิดขึ ้นของขบวนการเคลื่อนไหว
อย่าง Occupy Wall Street และ Indignados จากใจกลางของวิกฤตทุน
นิยมนั ้นที่พยายามผลักดันการปฏิ รูประบบการเมื องเพื่อเป็ นก้ าวแรกไปสู่
การเปลี่ยนแปลงที่ ใ หญ่ ขึ ้น เป็ นสิ่ง ที่ แ สดงให้ เ ห็น ว่ า แรงบัน ดาลใจและ
จินตนาการต่อโลกใบใหม่ยงั ไม่สญ
ู สิ ้นไปโดยสิ ้นเชิง คนจานวนมากขึ ้นและ
มากขึ ้นเริ่ มเชื่อว่าโลกอื่น ที่เราไม่เคยคิดว่าจะเป็ นไปได้ นั ้นมีอ ยู่จริ ง ไม่ว่ า
โลกใหม่ใบนั ้นจะเป็ นเพียงทุนนิยมใหม่หรื อระบบเศรษฐกิจแบบใดก็ตาม
ผู้เขียนคิดว่า ย่อมเป็ นเรื่ องดีทีเดียวหากเราจะร่ วมกันใฝ่ ฝั นถึงโลกใหม่ใ บ
นั ้นร่วมกันตั ้งแต่ตอนนี ้.
เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร
สิงหาคม 2555

9

สารบัญ
วิพากษ์ เศรษฐศาสตร์ กระแสหลัก
(หน้ า 11 )
ทุนนิยมต้ านทุนนิยม
(หน้ า 19 )
มือที่เราแกล้ งทาเป็ นมองไม่เห็น ?
(หน้ า 25)
โลกใหม่ ทุนนิยมใหม่?
(หน้ า 33 )
อย่ามองข้ าม Normative Economics ของสติกลิตซ์
เศรษฐกิจ-การเมืองอเมริ กัน
(หน้ า 41)
ใช่.. เราทาได้ (จริงหรือ?)
(หน้ า 47) กระแสต้ าน “การเปลีย่ นแปลง” ความท้ าทายล่าสุดของ
โอบามา
(หน้ า 53) การโต้ กลับของฝ่ ายอนุรักษ์ นิยม (1) : เมื่อสหภาพพนักงานของ
รัฐถูกจับเป็ นตัวประกัน
(หน้ า 60) การโต้ กลับของฝ่ ายอนุรักษ์ นิยม (2) : สมรภูมิวิสคอนซิน
(หน้ า 67)
การโต้ กลับของฝ่ ายอนุรักษ์ นิยม (จบ) : เศรษฐศาสตร์
เพื่อนายทุนของรีพบั ลิกนั
ปั ญหาแรงงานไทย
(หน้ า 76)
วิกฤตเศรษฐกิจกับแรงงานไทย
(หน้ า 83)
เศรษฐกิจฟื น้ ตัวหรื อไม่ อยู่ที่การมีงานทา
(หน้ า 90)
ช่วยกันทาลายอคติเรื่ องค่าจ้ างขั ้นตา่ ในสังคมไทย
สิทธิมนุษยชน
(หน้ า 97)

ทาไมความยากจนจึงถือเป็ นการละเมิดสิทธิ มนุษยชน!
(หน้ า 102)
"สิทธิชมุ ชน แปลว่า บ้ านกู"

10

วิพากษ์เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก

11

ทุนนิยมต้านทุนนิยม
เผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์ มมุ มองบ้านสามย่าน

กรุงเทพธุรกิ จ

13 พ.ย. 2551
วิกฤติภาคการเงินของสหรัฐ ที่สง่ แรงสัน่ สะเทือนไปทัว่ ใน
ขณะนี ้ อาจก าลังเตื อนพวกเราอีก ครัง้ ถึ งความเปราะบางของ
ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม
ความเปราะบางนี ไ้ ม่ใ ช่ สิ่ ง ลี ล้ ับ และไม่ ใ ช่ เ รื่ อ งใหม่
ส าหรั บ นั ก เศรษฐศาสตร์ เราต่ า งตระหนั ก ดี ว่ า วิ ก ฤติ เ ป็ น
คุณสมบัติภายในของระบบ หรือจะเรียกว่าเป็ นธรรมชาติของทุน
นิ ยมก็ อ าจจะไม่ ผิ ด อย่ า งที่ โจเซฟ ชุ ม ปี เตอร์ (Joseph
Schumpeter) นักเศรษฐศาสตร์ ชาวออสเตรี ย เคยกล่าวว่า ทุน
นิยมดารงอยู่และเติบโตได้ เพราะมีลกั ษณะทาลายเพื่อสร้ างใหม่
ตามที่เขาใช้ คาว่า "creative destruction" เมื่อการขยายตัวทาง
เศรษฐกิ จ มัก เกิ ด ขึ น้ ตามหลัง การชะงั ก งั น และหดตัว ทาง
เศรษฐกิจในลักษณะเป็ นวัฏจักร
อย่ า งไรก็ ต าม ในยุ ค โลกาภิ วั ต น์ ที่ เ ชื่ อ มกั บ ระบบ
เศรษฐกิจของโลกเข้ าไว้ ด้วยกัน ภายใต้ การติดต่อสื่อสารและรับรู้

12

ข่าวสารระหว่างแต่ละมุมโลกในเวลาไม่กี่ วินาที ทาให้ เรามักจะ
พูดถึงระบบทุนนิยมกันในแบบเอกพจน์ ราวกับว่าทุนนิยมมีความ
เป็ นหนึ่งเดีย ว และมีเ พี ย งแบบจ าลองเดี ย ว ในความเป็ นจริ ง
ระบบทุนนิยมมีพลวัต ความหลากหลายและความเฉพาะเจาะจง
ในแต่ละพื ้นที่ ทุนนิยมโมเดลต่างๆ ย่อมเปิ ดตัวเองต่อความเสี่ยง
และวิกฤติเศรษฐกิจในลักษณะและระดับความรุนแรงที่ตา่ งกัน
ในทางทฤษฎี เราสามารถพิ จารณาพลวัตของทุน นิย ม
โดยใช้ มมุ มองที่แตกต่างกันสองมุม คือ มุมมองเชิงประวัติศาสตร์
และมุมมองเชิงสถาบัน โดย มุมมองเชิงประวัติศาสตร์ พิจารณา
ระบบทุนนิยมในฐานะผลผลิตของวิวฒ
ั นาการในระยะยาว การ
มองระบบทุนนิย มแบบนี ้ ทาให้ เชื่อว่าระบบเศรษฐกิจ ในแต่ละ
ประเทศต่างกันเพียงเพราะอยู่ในขันตอนของการพั

ฒนาที่ต่างกัน
เท่านัน้ อาทิเ ช่น ทุนนิ ยมแบบไทยต่างจากทุน นิย มของไต้ หวัน
เกาหลี ญี่ปนุ่ หรือกระทั่งสหรัฐ เพราะอยู่ในขันของการพั

ฒนาที่
ต่ากว่าและมีโ อกาสพัฒ นาไปสู่ร ะดับ และรู ป แบบเดีย วกัน ใน
อนาคต การพิ จ ารณาพลวัต ของทุน นิ ย มในลัก ษณะนี ้ อยู่บ น
ความเชื่อที่ว่ามีรูปแบบของทุนนิยมที่เป็ นสากล มีประสิทธิภาพ
สูงสุด และเป็ นรู ป แบบที่ ระบบเศรษฐกิ จ ในแต่ละประเทศ จะ
พัฒ นาไปสู่ใ นขัน้ ตอนสุด ท้ าย ขณะที่ ม องว่า ความแตกต่า ง

13

หลากหลาย และความเฉพาะเจาะจงในระดับท้ องถิ่นเป็ นเพียง
ลักษณะปลีกย่อยเท่านัน้
ส่วนมุมมองที่สอง คือ มุมมองเชิ งสถาบันเปรี ย บเทีย บ
เชื่อว่าความแตกต่างในแต่ละสังคมมีค วามสาคัญอย่างยิ่งยวด
และความหลากหลายที่ ปรากฏให้ เห็ น เป็ นผลจากการ
ประนีประนอมเชิงสถาบัน หรือดุลยภาพทางสังคมและการเมือง
ในแต่ละพื ้นที่ กล่าวคือ เศรษฐกิจในยุโรปภาคพืน้ ทวีปที่มีระบบ
สวัสดิการสังคมดี เป็ นผลมาจากลักษณะเชิงสถาบันที่อนุญาตให้
มีสหภาพแรงงานที่เข้ มแข็งและตลาดแรงงานที่เอื ้อประโยชน์ต่อ
ฝ่ ายแรงงานมากกว่านายจ้ าง เป็ นต้ น
หรื อในทางกลับ กัน รู ปแบบการระดมทุนจากตลาดหุ้น
แทนที่ จ ะเป็ นระบบธนาคารของโมเดลอเมริ กัน ท าให้ เ กิ ดการ
แข่งขันสูงระหว่างธุรกิจและธุรกิจอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงใน
ตลาดมาก ดังนัน้ ลัก ษณะของตลาดแรงงานในโมเดลนี ้ จึ ง
จาเป็ นต้ องมีความคล่องตัว เพื่อให้ ธุรกิจสามารถปรับตัวกับการ
เปลี่ยนแปลงของตลาดได้ รวดเร็ว ความหลากหลายในระบบทุน
นิย ม จึงเป็ นผลจากความสัมพันธ์ ระหว่างภาคส่วน ซึ่งเรี ยกว่า
Institutional Complementarities ผมขอใช้ ค าว่ า "ความ
สอดคล้ องเติมเต็มกันระหว่างสถาบัน"

14

มุมมองอย่ างหลัง นี ้ เป็ นมุมมองที่ เ กิ ดขึน้ ไม่น าน และ
ได้ รั บ ความสนใจจากนัก วิ ช าการจ านวนมากขึน้ หลัง จากที่
มุมมองเชิงประวัติศาสตร์ เคยมีอิทธิพลอย่างมากในการกาหนด
ประเด็น การศึก ษาวิ จัย โดยเฉพาะหลัง จากความสาเร็ จ ของ
รู ป แบบการผลิ ต และการจัด การในโรงงานแบบฟอร์ ด ดิ ส ม์
(Fordism-ที่ ตงั ้ ชื่ อตามนายเฮนรี ฟอร์ ด Henry Ford เจ้ าของ
ธุร กิ จ รถยนต์ ฟอร์ ด ) หรื อ ที่ ร้ ู จัก กัน ดี ใ นรู ป แบบการผลิต แบบ
สายพาน สามารถเข้ าแทนที่ รูปแบบการผลิตแบบเทเลอร์ ลิสม์
(Taylorism) ที่ เ คยมี อิ ท ธิ พ ลในยุ โ รปตะวัน ตก จนท าให้
นัก วิช าการต่า งเชื่ อ ว่า โมเดลของทุน นิ ย มทั่วโลก มี โอกาสจะ
ปรับเปลี่ยนเข้ ามาเป็ นแบบจาลองเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม การศึกษาความหลากหลายของทุนนิยมก็
มีความหลากหลาย และไม่ได้ เป็ นหนึ่งเดียวเช่นกัน เมื่อนักวิจัย
ต่างให้ ความสาคัญกับปั จจัยที่มีส่วนกาหนดโครงสร้ าง และการ
ทางานของระบบเศรษฐกิจต่างกันไป โดยงานวิจัยในระยะแรก
มุ่ง ความสนใจไปที่ ค วามสัม พั น ธ์ ร ะหว่ า งประสิ ท ธิ ผ ลทาง
เศรษฐกิจ (economic performance) กับ นโยบายเศรษฐกิ จ
ข ณ ะ ที่ นั ก วิ จั ย ก ลุ่ ม ต่ อ ม า ใ ห้ ค ว า ม ส า คั ญ กั บ ป ร ะ เ ด็ น
เศรษฐศาสตร์ ก ารเมืองในแต่ละประเทศ อาทิเ ช่น อิทธิ พลของ
กลุ่ม ตัว แทนผู้ผลิต ในการต่อรองค่าจ้ างและก าหนดนโยบาย

15

เศรษฐกิจ การจัดองค์กรของตลาดแรงงานและตลาดทุน รวมทัง้
รูปแบบของรัฐ เป็ นต้ น
ในบรรดางานเขียนที่พยายามอธิบายความหลากหลาย
ของระบบทุนนิยม งานที่ไม่ได้ เป็ นวิชาการมากนัก แต่ได้ รับความ
สนใจในวงกว้ าง คือ "Capitalism against capitalism" (1991)
โดย อัลแบร์ มิเชล (Albert Michel) ในภาษาฝรั่งเศส และได้ รับ
การแปลเป็ นภาษาอังกฤษในปี ต่อมา
เนื่องจากนโยบายเศรษฐกิจตามแบบเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) ที่โรนอล เรแกน (Ronald Regan) และมาร์ กาเร็ ต
แธตเชอร์ (Margaret Thatcher) นามาใช้ กับสหรัฐ และอังกฤษ
ในช่วงทศวรรษ 1980s ทาให้ ระบบเศรษฐกิจของทัง้ สองประเทศ
มีความโดดเด่นอย่างมากในขณะนัน้ ผู้เขียนจึงได้ แยกทุนนิย ม
แบบนีโอ-อเมริกนั ออกจากทุนนิยมแบบไรน์ (Rhine model-ตังชื
้ ่อ
ตามแม่นา้ ในภูมิภาค) ที่ป ระกอบด้ วย ประเทศสวิตเซอร์ แลนด์
เยอรมนี เนเธอร์ แลนด์ ลักเซมเบิ ร์ก เบลเยี ยม ยุโรปตอนเหนื อ
และบางส่วนของญี่ปนุ่
ผู้เขียนกล่าวว่าถึ งแม้ ระบบคอมมิวนิสต์จะล่มสลายไป
แล้ ว และดูเหมือนระบบทุนนิยมจะได้ รับชัยชนะ แต่ทุนนิยมกลับ
กลายเป็ นความสุม่ เสี่ยงและภัยคุกคามสาหรับสังคมปั จจุบัน ใน
ที่สุดแล้ ว อนาคตของเราอาจขึ ้นอยู่กับ ผลลัพธ์ของการแข่งขัน

16

ระหว่างทุน นิ ยมสองแบบ คือ แบบนี โอ-อเมริ กัน ที่ มีฐ านอยู่บ น
ความสาเร็จส่วนบุคคล และกาไรในภาคการเงินระยะสัน้ กับแบบ
ไรน์ที่อยู่บนฐานของทางานเป็ นทีม ความเห็นพ้ องต้ องกันและใส่
ใจกับผลสาเร็จในระยะยาว
หนังสือเล่มนี ้ ได้ รับการวิจ ารณ์ว่าเน้ นหนักไปที่ด้านลบ
ของระบบเสรี นิ ยม และเต็ ม ไปด้ วยความกั ง วลต่ อ การ
เปลี่ ย นแปลงที่ ก าลัง เกิ ด ขึ น้ ในยุ โ รปตะวัน ตก อัน เกิ ด จาก
วัฒนธรรมเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม อาทิเช่น การย้ ายฐานการผลิต
ไปในประเทศที่ ค่า แรงต่ า กว่า การปลดคนงานและเลิ ก จ้ าง
รวมทัง้ การเปลี่ย นแปลงความสัมพั น ธ์ ท างสังคมจากลัก ษณะ
พึ่งพากันไปเป็ นแบบตัวใครตัวมัน
อย่างไรก็ตาม ผมถือว่าหนังสือเล่มนี ้ คือ ความพยายาม
ที่น่าสนใจในการทัดทานต่อการแผ่อิทธิพลของทุนนิยมแบบเสรี
นิยม ที่ผ้ เู ขียนสามารถทาได้ อย่างเป็ นระบบ และเป็ นตัวอย่างที่ดี
ในการดึงจุดแข็งที่เป็ นลักษณะเฉพาะทางสังคมและวัฒนธรรม
ขึ ้นมาต่อสู้กบั สิ่งแปลกปลอมจากภายนอก
ในประเทศไทยเอง ดูเ หมื อ นว่ า ความวิ ต กกั ง วลใน
ลัก ษณะเดี ย วกัน ก็ ป รากฏให้ เห็ น อย่ า งต่อ เนื่ อ ง โดยเฉพาะ
หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 เพียงแต่เราอาจไม่มีทางเลือก
อื่นนอกจากคิดวิตกกังวล เพราะความเชื่อเรื่องในความเป็ นสากล

17

และเป็ นหนึ่งเดียวของระบบทุนนิยมดูเหมือนจะครอบงาความคิด
ของนักการเมือง นักธุรกิจและคนชันกลางของไทยอย่

างฝั งแน่น
หนั ง สื อ เล่ ม นี ้ อาจท าให้ เราต้ องกลับ มาตัง้ ค าถาม
เกี่ยวกับระบบทุนนิยมในแบบของเราเอง ในเมื่อประเทศไทยไม่
สามารถหันหลังให้ กับระบบทุน นิย ม เพราะเราเดินมาไกลบน
เส้ นทางนี ้ อย่างน้ อยที่ สดุ ผู้ที่เรี ยกตัวเองว่า "นักเศรษฐศาสตร์ "
อาจจะต้ องปิ ดตารา เลิกท่องคาถาเสรี นิยมใหม่ และหันกลับมา
มองว่า อะไรคือจุดแข็งทางสังคมและวัฒนธรรมของประเทศไทย
ระบบทุนนิยมแบบไหนที่จะสร้ างความเข้ มแข็งจากสิ่งที่เรามี และ
สร้ างภูมิค้ มุ กันต่อวิกฤติที่กาลังคุกคามโลกในขณะนี.้

18

19

มือที่เราแกล้งทาเป็นมองไม่เห็น?
เผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์มมุ มองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิ จ
10 ธ.ค. 2552
นอกจากเราจะพบเห็นชุมชนขนาดใหญ่ของแรงงานข้ าม
ชาติใน จังหวัดตามแนวพรมแดนอย่างตากหรือระนอง ในจังหวัด
ท่องเที่ยวอย่างพังงาหรือภูเก็ต
รวมทังในเขตอุ

ตสาหกรรมของกรุงเทพฯ และปริ มณฑล
อย่ างเช่น สมุท รปราการหรื อสมุท รสาครแล้ ว ในเขตเมืองของ
กรุ งเทพฯ ก็ มีแ รงงานข้ ามชาติ จ านวนมากทัง้ หญิ งและชายที่
ทางานตามบ้ าน ร้ านอาหารและทางานก่อสร้ าง แรงงานข้ ามชาติ
เหล่านี ้จึงถือเป็ นสมาชิกกลุม่ หนึ่งของสังคมไทยอย่างแยกไม่ออก
ไม่ว่า จะด้ วยความตัง้ ใจหรื อ ไม่ ข้ อ เท็ จ จริ งนี ก้ ลับ ถูก
ละเลยในสังคมไทยและนโยบาย รวมทัง้ มาตรการด้ านความ
มัน่ คงก็แสดงความลักลัน่ กับข้ อเท็จจริงทางเศรษฐกิจ และสังคม
ที่ว่าแรงงานเหล่านีม้ ีส่วนอย่างมากในการขับ เคลื่อนเศรษฐกิ จ
ไทย และช่วยไม่ให้ ค วามสามารถในการแข่งขันด้ านต้ นทุนของ
สินค้ าไทยลดต่าลงไป มากกว่าที่เป็ น

20

อย่ างไรก็ ต าม สิ่งที่ แรงงานเหล่านี ไ้ ด้ รับตอบแทนกลับ
เป็ นค่าแรงที่ไม่เป็ นธรรม สภาพการทางานและคุณภาพชีวิตที่ไม่
ต่างจากทาส รวมทัง้ มีชีวิต อยู่ท่ามกลางความหวาดกลัว ไม่ว่า
พวกเขาจะมีเอกสารรับรองการทางานหรือไม่ก็ตาม
ยกตัวอย่างที่ผ้ เู ขียนได้ เ คยสัมผัสด้ วยตนเอง พนัก งาน
เสิร์ฟอาหารในเขตอาเภอแม่สอด จะได้ รับ ค่าตอบแทนคิดเป็ น
รายเดือนเฉลี่ยประมาณ 800-1,000 บาท บางรายอาจจะได้ 700
หรื อในบางกรณี อาจจะสูงถึ ง 1,500 บาท ขึน้ อยู่กับ ขนาดของ
กิจการและปั จจัยอื่นๆ อาทิเช่น ทักษะของคนงาน ความพึงพอใจ
และระดับของ "มนุษยธรรม" ของผู้ประกอบการแต่ละราย โดยไม่
เกี่ยวข้ องกับปริมาณงานและผลกาไรที่คนงานเหล่านี ้ผลิตขึ ้น
ส่วนคนงานในโรงงานที่ ผ้ เู ขีย นได้ สอบถาม ส่วนใหญ่
ตอบว่า ได้ รั บ ค่าจ้ า งเฉลี่ย ประมาณวัน ละ 70-80 บาท ขณะที่
อัตราค่าจ้ างขันต
้ ่าของจังหวัดตากในปั จจุบนั คือ 151 บาทต่อวัน
จะเห็นว่าแรงงานเหล่านี ้ได้ รับค่าตอบแทนไม่ถึงครึ่งหนึ่งของอัตรา
ที่กฎหมาย กาหนด ไม่ต้องพูดถึงจานวนชั่วโมงการทางานที่เกิน
เวลาโดยไม่มีค่าชดเชย และการไม่ได้ รับสวัสดิการต่างๆ รวมทัง้
วันหยุดตามที่กฎหมายกาหนด
สาหรับนักธุรกิจ อาจมองว่าการแข่งขันในด้ านอุปทาน
แรงงานนี ้ทาให้ เกิดประโยชน์สงู สุดต่อกิจการและระบบเศรษฐกิจ

21

โดยรวม เพราะผู้ประกอบการสามารถเลือกใช้ ปัจ จัยการผลิตที่
ต้ นทุนต่าที่สดุ เท่าที่ ต้ องการ!
วิธีคิด ดังกล่าวแลดูสมเหตุผลและตรงกับ หลักการของ
กลไกตลาด หรื อ "มื อ ที่ ม องไม่เ ห็น " ของ อดัม สมิท ที่ มัก ถูก
ลดทอนลงเหลือเพียงใจความว่า "การเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวใน
ระดับปั จเจก ทาให้ เกิดประโยชน์สงู สุดในระดับสังคม!"
ผู้ที่ ค้ นุ เคยกับ วิช าเศรษฐศาสตร์ อยู่บ้าง ก็ อาจหยิ บ ยก
ประโยคที่โด่งดังของสมิทจาก The Wealth of Nation มาเสริ มว่า
"ไม่ใช่เพราะความใจดีของพ่อค้ าหมู คนหมักเบียร์หรือคนทาขนม
ปั ง หรอก ที่ ท าให้ เรามี อ าหารเย็ น รั บ ประทาน แต่เ ป็ นเพราะ
ความเห็นแก่ป ระโยชน์ส่วนตนของคนเหล่านีต้ ่างหาก พวกเรา
ไม่ได้ พดู ถึงมนุษยธรรมกับพวกเขาแต่เป็ นความ รักตัวเอง และเรา
ไม่เ คยบอกกับ พวกเขาให้ มองถึ งความจ าเป็ นของเรา แต่เ ป็ น
ประโยชน์ที่เขาจะได้ รับ"
ในความเป็ นจริง เราไม่สามารถทาความเข้ าใจความคิด
ของอดัม สมิท อย่างถ่องแท้ หากไม่ศึกษางานเขียนหลักของเขา
สองเล่มควบคู่กัน เล่มแรก คือ An Inquiry into the Nature and
Causes of the Wealth of Nation (การศึกษาคุณลักษณะและ
สาเหตุของความมัง่ คัง่ ของชาติ ) หรื อที่เราเรี ยกกันง่ายๆ ว่า The

22

Wealth of Nation ส่วนอีก เล่ม คื อ The Theory of Moral
Sentiments (ทฤษฎีของความรู้สกึ ทางศีลธรรม)
ขณะที่สมิท มุ่งเน้ นถึ งบทบาทของประโยชน์ ส่วนตัว ใน
The Wealth of Nation ในฐานะพลังขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจใน
ระดับ จุลภาค และเขาพยายามฉายภาพให้ เ ห็น กลไกการจัด
ระเบียบภายใน "ตลาด" ใน The Theory of Moral Sentiments
เขากลับ พูด ถึ ง ด้ า นที่ ต รงกัน ข้ า มของธรรมชาติม นุษ ย์ นั่น คื อ
ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และความรู้สึก ร่วมของสังคม สาหรับ ส
มิทแล้ ว ประโยชน์ของชาติและปั จเจกบุคคลจะผสานกลมกลืน
กัน เมื่อกลไกทังสองท

างานทางานควบคูก่ นั ไป
ตรงข้ ามกับความเข้ าใจทัว่ ไป ในมโนทัศน์ของอดัม สมิท
มนุษย์จึงไม่ได้ เป็ นเพียงสัตว์เศรษฐกิจที่หิวโหยและบริ โภคได้ ทุก
อย่ า งแม้ กระทั่ง ซากของเสี ย หากแต่ ม นุษ ย์ คื อ ผู้ที่ แ สวงหา
ความสุขและสวัสดิการ ทัง้ ในฐานะปั จเจกและในฐานะสมาชิ ก
ของครอบครัว ของรัฐและของสังคมที่เป็ นสุข ดังนัน้ จึงเป็ นความ
เข้ าใจผิดที่อนั ตรายหากคิดว่า "มือที่มองไม่เห็น" ก็เพียงพอแล้ ว
สาหรับการทางานของระบบเศรษฐกิจ
เมื่ อ ระบบสัง คมเป็ นมากกว่ า พื น้ ที่ ท างเศรษฐกิ จ ที่
ขับเคลื่อนด้ วยประโยชน์ ส่วนตัว ยิ่งไปกว่านัน้ ในระบบเศรษฐกิจ
แบบทุนนิยมนัน้ ความเชื่อมโยงระหว่างการตัดสินใจและกระทา

23

ในระดับปั จเจก ชุดของจริ ยธรรมในระดับสังคมและการทางาน
ของระบบเศรษฐกิจนันเชื
้ ่อมโยงและ สัมพันธ์สง่ ผลต่อกันเป็ นโยง
ใย กระบวนการวางแผนและก าหนดนโยบายทางเศรษฐกิจ จึง
ไม่ได้ เ ป็ นทางเลือกระหว่างประโยชน์ ส่วนตนหรื อจริ ย ธรรมใน
ระดับสังคม แต่ต้องคานึงถึงทังสองระดั

บควบคูก่ นั ไป
การใช้ เพียงวิธีคิดแบบกลไกตลาด ที่วางอยู่บนฐานของ
แนวความคิดเรื่ องการแข่งขัน หรื อประโยชน์ ส่วนตัวที่แยก ส่วน
และบิดเบี ้ยวมากาหนดพฤติกรรมทางเศรษฐกิจนัน้ กาลังทาให้
เกิดการละเมิดสิทธิ ขนพื
ั ้ น้ ฐานของคนจานวนมากในสังคมไทย
และกาลังส่งผลให้ สงั คมไทยกลายเป็ นสังคมแห่งความเกลียดชัง
และความหวาดกลัว
มื อ ของคนงานเหล่า นี ท้ ี่ ฝื นทนท างาน เพื่ อ ให้ คุณ ได้
กอบโกยกาไรและได้ บริ โภคสินค้ าราคาถูกต่างหาก ที่คณ
ุ น่าจะ
เหลือบตามองดูบ้าง!

24

25

โลกใหม่ ทุนนิยมใหม่?
เผยแพร่ ครั้งแรกในคอลัมน์ มุมมองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิ จ
23 เม.ย. 2552
ภาวะเศรษฐกิจตกต่าทัว่ โลกตังแต่
้ ปลายปี ที่ผา่ นมาทาให้
เกิ ดกระแสวิพากษ์ วิจ ารณ์ ระบบทุน นิ ย ม โดยเฉพาะระบบทุน
นิยมเสรีแบบอเมริ กันอย่างรุนแรง ทัง้ จากกลุ่มนักวิชาการและผู้
กาหนดนโยบายทัว่ โลก
เกือบทุกเวทีของการประชุมระดับผู้นา จะต้ องปรากฏข้ อ
เรี ยกร้ องให้ มีการทบทวนและถอดบทเรี ยนจากระบบการเงิน ที่
ล้ มเหลวในการควบคุมตรวจสอบการให้ สินเชื่อ การเก็งกาไรและ
การจัดการความเสี่ยง
ผู้นาประเทศอุตสาหกรรมบางคนถึงกับเรี ยกร้ องให้ มีการ
ปฏิวตั ิทางความคิดเกี่ยวกับระบบทุนนิยมอย่างถึงราก ตัวอย่างที่
ส าคัญ คื อ ประธานาธิ บ ดี นิ โ กลา ซาร์ โ กซี ข องฝรั่ ง เศส ซึ่ ง ได้
ประกาศอย่างท้ าทายในระหว่างการประชุม “โลกใหม่, ทุนนิยม
ใหม่ (New World, New Capitalism)” ที่ปารีสเมื่อเดือนมกราคม

26

ที่ผ่านมาว่า “ทุนนิยมเสรี (laisser-faire capitalism) ได้ ตายไป
แล้ ว!”
การประชุมชื่อเต็มว่า โลกใหม่, ทุนนิยมใหม่: คุณค่า การ
พั ฒ นาและการก าหนดกฎเกณฑ์ (New World, New
Capitalism: Values, Development and Regulation) เกิดจาก
ความคิดริเริ่มของประธานาธิบดีซาร์ โกซีและอดีตนายกรัฐมนตรี
โทนี แบลร์ของอังกฤษที่ต้องการช่วงชิงฐานะผู้กาหนดวาทกรรม
เกี่ ย วกั บ แบบจ าลองที่ ค วรจะเป็ น ของระบบเศรษฐกิ จ โลก
(global economy) ซึ่งถูกผูกขาดโดยสหรัฐฯมาเป็ นเวลานาน
ในการประชุมดังกล่าว ประเด็นเกี่ย วกับทุนนิ ยม “เก่า”
และ “ใหม่” จึงกลายเป็ นหัวใจหลักในการสนทนาซึ่งเน้ นหนักไปที่
ผลกระทบเชิงลบของโลกาภิวฒ
ั น์ (เช่น ความเหลื่อมล ้าและขาด
เสถี ย รภาพทางเศรษฐกิ จ ) วิ ก ฤตภาคการเงิ น ซึ่ ง เป็ นผลจาก
ธรรมชาติ ข องระบบทุน นิ ย มอเมริ กัน ที่ ถื อ ก าไรระยะสัน้ เป็ น
แรงจูง ใจและมี ระบบควบคุมตรวจสอบ (governance) การ
ดาเนินธุรกิจที่บกพร่อง
ทังนี
้ ้ ยังมีข้อเสนอให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับกรอบ
ความคิด เพื่อก้ าวออกจากทุนนิยมที่กาลังครอบงาเศรษฐกิจโลก
ไปสูท่ นุ นิยมที่มี “จริยธรรม” นัน่ คือระบบเศรษฐกิจซึ่งรัฐและธุรกิจ

27

มีจิตสานึกและรับผิดชอบต่อสังคม รวมทัง้ เคารพข้ อจากัดด้ าน
สิ่งแวดล้ อม
ในเอกสารก าหนดประเด็น การสนทนาซึ่ งเตรี ยมโดย
สถาบันวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ ของฝรั่งเศส (Centre d’analyse
stratégique) ยังได้ อ้างถึงทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่เสนอให้ นากลไก
เชิงสถาบันที่นอกเหนือจากกลไกตลาด เช่น กลไกการรวมกลุ่ม
ต่อรองทางสังคมมาช่วยจัด สรรทรัพยากรและแทรกแซงให้ เกิ ด
สังคมที่เสมอภาคยิ่งขึ ้น
แนวทางที่ถูกหยิ บยกขึ ้นมาหารื อเพื่ อเป็ นทางเลือก จึง
ไม่ใ ช่แค่แนวนโยบายแบบเคนส์เ ซี ย น (Keynesianism) ที่ เ รา
คุ้น เคย ซึ่ ง เสนอเพี ย งให้ รั ฐ แสดงบทบาทน าในการกระตุ้น
เศรษฐกิจโดยผ่านการใช้ จ่าย เพื่อแก้ ปัญหาการว่างงานในภาวะ
ที่เศรษฐกิจชะลอตัวหรื อตกต่า แต่เป็ นการปรับเปลี่ยนกระบวน
ทัศน์เรื่ องการพัฒนา โดยเสนอให้ นาตัวแปรเช่น “Capabilities”
(ขีดความสามารถ: ผู้เขียน) มาใช้ เป็ นดัชนีวดั ทังรายได้

และความ
เป็ นอยู่ของคนแทนรายได้ ประชาชาติตอ่ หัวของประชากร
ทัง้ นี ้ “ขีดความสามารถ (capabilities)” เป็ นหนึ่งในตัว
แปรที่ ได้ รับ การเสนอจากอมาตยา เซ็น (Amartya Sen) นัก
เศรษฐศาสตร์ ร างวัล โนเบลตัง้ แต่สิ บ ปี ที่ แ ล้ ว และได้ รั บ การ

28

พัฒนาขึ ้นเป็ นลาดับ จนเป็ นที่ร้ ูจักในฐานะกรอบความคิดใหม่ที่
เรียกว่า Capabilities Approach
เซ็นอธิบายว่าขีดความสามารถ (capabilities) สะท้ อน
ถึงความสามารถของบุคคลที่จะดาเนินกิจกรรมต่างๆ ซึ่งบุคคล
นัน้ ปรารถนาที่จะทาหรื อจะเป็ น (things that a person may
value doing or being) โดยครอบคลุมตัง้ แต่ความจ าเป็ น
พื ้นฐานในชีวิตประจาวัน เช่น ได้ บริ โภคอาหารที่ถูกสุขลักษณะ
หรื อได้ อปุ โภคเสื ้อผ้ าและเครื่ องนุ่งห่มที่สะอาด ไปจนถึงการท า
กิจกรรม/ดารงสถานะ/อยู่ในสภาวะที่ซับซ้ อนมากขึ ้น เช่น มีส่วน
ร่วมในกิจกรรมทางการเมือง เป็ นต้ น
ในบทความล่าสุด ของเซ็น เกี่ ย วกับ ระบบทุน นิ ย มและ
วิกฤต ที่ชื่อว่า Capitalism Beyond the Crisis (25 กุมภาพันธ์
2552, เผยแพร่ใน New York Review of Books, 26 มีนาคม
2552) เซนได้ ตงค
ั ้ าถามที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า จริ งๆ แล้ ว สิ่งที่เรา
ต้ องการในขณะนี ้ คือระบบทุนนิยม “ใหม่” ที่มีรูปแบบและวิธีการ
ท างานแตกต่า งไปจากเดิ ม หรื อ ว่า ระบบเศรษฐกิ จ ที่ มี ค วาม
ยื ด หยุ่น หลากหลายและเคารพระบบคุณ ค่า ทางสัง คมและ
สถาบันที่แตกต่างกันไปในแต่ละสังคมกันแน่
เซ็นกล่าวว่าวิกฤตเศรษฐกิจคราวนี ท้ าให้ เราหวนกลับมา
ตังค
้ าถามตัวเองเกี่ ยวกับ เศรษฐศาสตร์ ที่เ ราต้ องการ กล่าวคือ

29

วิชาเศรษฐศาสตร์แบบไหนที่เราจะสามารถนามาใช้ เป็ นเครื่องมือ
ทาความเข้ าใจวิกฤตเศรษฐกิจ ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งที่เรา
อาจต้ องทาอันดับแรก คือประเมินเศรษฐศาสตร์ที่ถกู สอนและถูก
ใช้ กั น อยู่ใ นปั จ จุบั น ในฐานะคู่มื อ ชี น้ าและก าหนดนโยบาย
เศรษฐกิจ
นอกจากนี ้ เขายังพยายามชีใ้ ห้ เห็น ว่าความเข้ าใจที่ไม่
แตกฉานในระบบตลาดและแยกแยะไม่ออกว่ากลไกตลาดนัน้
“จาเป็ น” หรือ “พอเพียง” ก็เป็ นอีกปั ญหาสาคัญซึ่งทาให้ เกิดการ
ตีค วาม “มื อ ที่ มองไม่เ ห็ น ” ของอดัม สมิ ท (Adam Smith)
ผิดเพี ้ยนไป
สาหรับเซ็นแล้ ว อดัม สมิทคือนักเศรษฐศาสตร์คนสาคัญ
ที่ชี ้ให้ เห็นว่า “ผลประโยชน์ส่วนบุคคล” สามารถทางานได้ อย่าง
น่าทึ่งเพียงใดในการจัดสรรทรัพยากรและเพิ่มความมัง่ คัง่ ให้ กับ
สังคมส่วนรวม และที่สาคัญ สมิทสนับสนุนกลไกตลาดในบริ บท
ของสังคมเศรษฐกิจช่วงศตวรรษที่ 18 ซึ่งการค้ าเสรี โดยเอกชน ที่
ปราศจากการแทรกแซงจากรัฐ ได้ ก่อให้ เกิดผลได้ ในแง่ของการ
ปรับปรุงสภาพความเป็ นอยู่ของประชากร ลดความยากจนและ
ความอดอยากลงอย่ างที่ ไม่เ คยเกิ ด ขึน้ มาก่ อน อย่ างไรก็ ตาม
พวกที่บูชาตลาดอย่างสุดโต่ง (market fundamentalists) มักจะ
กล่าวอ้ าง “มือที่มองไม่เห็น” ของสมิทอย่างพร่าเพรื่อ

30

นอกจากนี ้ สิ่ ง ที่ นั ก เศรษฐศาสตร์ ยุค หลัง มัก ไม่ค่อ ย
ตระหนักเกี่ยวกับงานของอดัม สมิทก็คือ สมิทเห็นว่าตลาดและ
กลไกตลาดสามารถทางานได้ ดีก็เพียงในปริมณฑลทางเศรษฐกิจ
เท่านัน้ สังคมที่ พึง ปรารถนายังคงต้ อ งการการสนับ สนุน จาก
สถาบัน อื่น เช่น บริ การสาธารณะ โรงเรี ยน ฯลฯ นอกจากนี ้ ใน
งานเขียนหลายชิ ้นของเขา สมิทได้ ให้ ความสาคัญกับคุณค่าอื่นๆ
ที่ไม่ใช่กาไร ไม่วา่ จะเป็ นความยุติธรรมและมนุษยธรรม
การอธิ บ ายความคิ ด และความเชื่ อ ของอดัม สมิ ท ใน
บทความของเซ็น ท าให้ เ ราเห็น ว่าเศรษฐศาสตร์ นัน้ ไม่ได้ ขาด
แคลนองค์ความรู้ เกี่ ย วกับ ทุน นิ ย มแม้ แ ต่น้ อ ย นอกจากนี ้ นัก
เศรษฐศาสตร์ตงแต่
ั ้ ยคุ ของอดัม สมิทก็ได้ เตือนให้ เราตระหนักถึง
ข้ อจากัดของกลไกตลาดและระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาเพียงกลไก
ตลาดโดยลาพังมาเป็ นเวลานานแล้ ว
การพิจารณาถึง “โลกใหม่ ทุนนิยมใหม่” อาจไม่สาคัญ
เท่าไรนัก หากเราสามารถเข้ าใจโลก “เก่า” ที่เรายืนอยู่ได้ อย่างดี
เพียงพอ คาถามที่ผมอยากจะเสนอให้ เราพิจารณาดูก็คือ เป็ นไป
ได้ ห รื อไม่ว่าวิกฤตที่ เราก าลังเผชิญ อยู่นีอ้ าจมีสาเหตุสาคัญมา
จากปั ญ หาเรื่ อง “ความรู้ ความเข้ าใจ” ของเราเองต่อวิธีก าร
ทางานของระบบทุนนิยมมากกว่าส่วนที่มาจากความบกพร่องที่
เกิดขึ ้นจากตัวระบบเอง

31

สุดท้ ายแล้ ว เราอาจตกใจระคนทึ่งหากได้ ค้น พบว่าเรา
เข้ าใจสิ่งที่เกิดขึ ้นกับ “โลกเก่า ทุนนิยมเก่า” คลาดเคลื่อนไปมาก
แค่ไหน !

32

33

อ ย่ า ม อ ง ข้ า ม Normative
Economics ของสติกลิตซ์
เผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์มมุ มองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิ จ
27 ส.ค. 2552
การเดินทางมาบรรยายในประเทศไทยของโจเซฟ สติก
ลิตซ์ (Joseph Stiglitz) นักเศรษฐศาสตร์ เจ้ าของโนเบล ปี 2544
เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาทาให้ หลายคนอดจับตามองไม่ได้ ว่า
“ที่ปรึกษาเศรษฐกิจ ” กิ ตติมศักดิ์ของนายกฯ อภิสิท ธิ์คนนีจ้ ะมี
ข้ อเสนออะไรที่น่าสนใจให้ กบั ประเทศไทยบ้ าง
ในงานสัมมนา “เอเชีย: เส้ นทางสู่เศรษฐกิจใหม่” ซึ่งจัด
โดยกลุม่ สื่อเนชัน่ ร่วมกับกระทรวงต่างประเทศ ศาสตราจารย์สติก
ลิ ต ซ์ ซึ่ ง เป็ นผู้ กล่ า วคนส าคั ญ (keynote speaker) ได้
วิพากษ์ วิจ ารณ์ ความคิด กระแสหลัก อย่ างถึงราก เมื่อกล่าวว่า
วิก ฤตภาคการเงิ น ทั่ว โลกนี เ้ ป็ นภาพแทนความล้ ม เหลวของ
เศรษฐกิจระบบตลาดสไตล์อเมริกนั และลัทธิเสรี นิยมที่มีรากฐาน
บนการบริโภคไม่สิ ้นสุดหรือความโลภนันก
้ าลังทาลายตัวเองและ
สร้ างปั ญหาให้ กบั เราผ่านทางปั ญหาสังคมและสิ่งแวดล้ อม

34

อย่ า งไรก็ ต าม การกล่า วโทษระบบทุน นิ ย มอเมริ กั น
รวมทังพาดพิ

งว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติหรือจีดีพีนนไม่
ั ้ ได้
เป็ นตัวชี ้วัดที่ดี ทาให้ สติกลิตซ์ถกู ตาหนิอยู่บ้างว่าไม่ได้ เสนออะไร
แปลกใหม่ไปกว่าที่ มีก ารพูด กัน มา ยิ่ งไปกว่า นัน้ ข้ อเสนอให้
ประเทศกาลังพัฒนาอย่างประเทศไทยลดการพึ่ งพาการส่งออก
ไปประเทศตะวันตกยังทาให้ เขาถูกโจมตีว่าเสนออะไรที่เ ป็ นไป
ไม่ได้ ???
ภายหลังจากเกิ ดวิก ฤตเศรษฐกิจโลก ถึงแม้ จะมีฉันทา
มติเกี่ยวกับการยอมรับความล้ มเหลวของระบบทุนนิยมอเมริ กัน
แต่นิ ้วทังหลายมั

กพุ่งเป้าชี ้ไปที่ความหละหลวมและผิดพลาดของ
ภาคการเงิ นและสถาบัน การเงิ นเป็ นสาคัญ บทสนทนากระแส
หลักก็ มกั วนเวียนอยู่แต่ประเด็นของระบบการกากับตรวจสอบ
“ระบอบการเงิน” (financial regime) ที่มีประสิทธิภาพมากขึ ้น
โดยไม่ได้ ตงค
ั ้ าถามอย่างจริงจังถึงโครงสร้ างระบบเศรษฐกิจที่ควร
จะเป็ นในอนาคตเพื่ อ ลดความขัด แย้ งภายในความสัม พัน ธ์
ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน รวมทังระหว่

างมนุษย์และสิ่งแวดล้ อม
อย่างไรก็ตาม ข้ อเสนอในช่วงหลังของสติกลิตซ์กลับให้
ความสาคัญกับเรื่ อง “ความเป็ นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม”
(economic and social justice) อย่างมาก ในการบรรยายพิเศษ
เกี่ ย วกั บ บทบาทของสหประชาชาติ กั บ วิ ก ฤตเศรษฐกิ จ ที่

35

สานักงานของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสาหรับเอเชีย
และแปซิฟิกของสหประชาชาติหรื อยูเอ็นเอสเคป (UNESCAPE)
ที่กรุงเทพฯ ก่อนหน้ าการสัมมนา “เอเชีย” เพียงหนึ่งวัน ดร. สติก
ลิตซ์ได้ เน้ นประเด็นเรื่องความเป็ นธรรมและการมีสว่ นร่วมของคน
จานวนมากขึ ้นในการจัดการกับวิกฤตเศรษฐกิจ เขาได้ เสนอให้
ประชาคมโลกร่วมกันสร้ างสถาปั ตยกรรมทางเศรษฐกิจของโลก
(global financial architecture) ที่สามารถตอบสนองความ
ต้ องการของประเทศทังหมด

ไม่ใช่แค่ประเทศที่ร่ ารวยเพียงหยิบ
มือเดียวอย่างกลุม่ ประเทศ G8 หรือ G20
เขาได้ เสนอให้ กลุ่มประเทศร่ ารวยอย่าง G20 โอนเงิน 1
เปอร์ เซ็น ต์ของชุด แผนกระตุ้น เศรษฐกิ จ (stimulus package)
ให้ กบั ประเทศกาลังพัฒนาเพื่อใช้ จัดการกับปั ญหาความยากจน
เนื่องจากที่ผา่ นมา ความมัง่ คัง่ ของเศรษฐกิจโลกตกอยู่ในมือของ
ประเทศหยิ บ มื อเดี ย ว ขณะที่ ป ระเทศต่า งๆ ทั่วโลกกลับ ต้ อ ง
มาร่ ว มแบกรั บ ผลกระทบของวิ ก ฤตเศษฐกิ จ ที่ มี ต้ น ตอจาก
ประเทศกลุ่มเล็ก ๆ นอกจากนี ้ ปั ญหาความยากจนก็ถูกซา้ เติม
อย่างรุนแรงจากวิกฤตเศรษฐกิจ ทาให้ คนเหล่านีถ้ ูก ลิดรอนสิทธิ
และโอกาสในการเข้ าถึงความจาเป็ นขันพื
้ น้ ฐานในชีวิต ไม่ว่าจะ
เป็ นการได้ บริ โภคนา้ สะอาดหรื ออาหารที่ถูกสุขลักษณะ สิทธิใน
การมีสขุ ภาพที่ดีและการเข้ าถึงศึกษา

36

ในฐานะประธานของคณะกรรมาธิการผู้เชี่ยวชาญด้ าน
การปฏิรูประบบการเงินระหว่างประเทศของสหประชาชาติ (UN
Commission of Experts on Reforms of International
Monetary and Financial System) ต้ องถื อว่าสติก ลิตซ์เ ป็ น
กระบอกเสีย งที่ ดี ของนายมิเกล เดสโคโต บร็ อคแมน ประธาน
สมัชชาแห่งสหประชาชาติ (UN General Assembly) ซึ่งมีภูมิ
หลัง การท างานด้ า นสิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนและการพัฒ นาในหลาย
ประเทศ ทังนี
้ ้ ในการประชุมสมัชชาแห่งสหประชาชาติเมื่อเดือน
มี น าคม 2552 นายบร็ อ คแมนได้ แ ถลงว่ า “ท่ า มกลางวิ ก ฤต
เศรษฐกิจและการเงินของโลก สมาชิกทัง้ หมดของสมัชชาฯ หรือที่
เรี ย กว่ า กลุ่ม G192 เท่ า นัน้ ที่ จ ะสามารถน าการปฏิ รู ป มาสู่
ศตวรรษที่ 21 ได้ ”
ดร. สติกลิตซ์ได้ ให้ สมั ภาษณ์เกี่ยวกับวิกฤตภาคการเงิน
กับ บรรณาธิ ก ารของหนังสือพิ มพ์ ลอสแองเจลิสไทม์เ มื่อเดือน
กันยายน ปี 2551 มีใ จความตอนหนึ่งว่าวิก ฤตทุกครัง้ ย่อมต้ อง
ผ่านไป แต่สิ่งที่จะหลงเหลือจากวิกฤตที่รุนแรงระดับนีก้ ็คือ การ
ต่อสู้ทางความคิดในระดับโลกเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจในอนาคต
ที่ จ ะเป็ นประโยชน์ ที่ สุด กับ คนจ านวนมากที่ สุด ดัง นัน้ เขาจึ ง
เชื่อมัน่ ว่าการเปลี่ยนแปลงไปสู่สงั คมที่ดีก ว่าจะเกิดขึ ้นก็ต่อเมื่อ
คนจานวนมากได้ รับโอกาสให้ เข้ าไปมีสว่ นร่วมในการตัดสินใจ ใน

37

การสัมมนาที่กระทรวงต่างประเทศ เขาจึงพยายามเสนอให้ มีการ
จัดความสัมพันธ์ใ หม่ใ นเรื่ องบทบาทของตลาด รัฐและทุกภาค
ส่วนในสังคม
ข้ อมูลอีกชิน้ ที่น่าสนใจก็คือบทบาทในปั จจุบันของสติก
ลิ ต ซ์ ใ นฐานะประธานของคณะกรรมาธิ ก ารว่ า ด้ ว ยการวัด
ประสิ ท ธิ ภ าพทางเศรษฐกิ จ และความก้ าวหน้ าทางสัง คม
(Commission on the Measurement of Economic
Performance and Social Progress) ซึ่งทาหน้ าที่ค้นหาดัช นี
ทางเลือกที่จะใช้ แทนผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) โดยมี
แนวทางการศึกษาที่ครอบคลุม 3 ประเด็นสาคัญคือ แนวคิดของ
จีดีพีในอดีต แนวคิดเรื่องคุณภาพชีวิตและความยั่งยืนทางสังคม
และสิ่งแวดล้ อม คณะทางานชุดนี ้ถูกตังขึ
้ ้นโดยประธานาธิบดีซาร์
โกซีของฝรั่งเศสเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2551 และน่าจับตามอง
อย่ า งยิ่ ง เมื่ อ อมาตยา เซน นัก เศรษฐศาสตร์ ร างวัล โนเบล
ผู้สนับ สนุนแนวทางการพัฒนาที่เ คารพสิท ธิ และเสรี ภาพได้ มา
เป็ นที่ ปรึ ก ษาให้ สติ ก ลิ ต ซ์ รวมทั ง้ ยั ง มี ส มาชิ กที่ เป็ นนั ก
เศรษฐศาสตร์ และนักวิชาการหัวก้ าวหน้ าจากหลายประเทศ จึง
ไม่น่าแปลกใจที่ศาสตราจารย์สติกลิตซ์จะหยิบยกประเด็นของจีดี
พีที่เป็ นปั ญหาขึ ้นมากล่าวถึงในการสัมมนาครัง้ นี ้

38

ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียท่านนีอ้ าจทา
ให้ คนไทยหลายคนผิดหวังที่ไม่ได้ ยินคาตอบแบบสาเร็จรูปสาหรับ
เศรษฐกิ จ ไทย แต่ นั่น ก็ เ พราะเขาก าลัง ให้ ความส าคัญ กั บ
เศรษฐศาสตร์ เ ชิ งปทัส ถาน (Normative Economics) หรื อ
เศรษฐศาสตร์ที่ควรจะเป็ น ซึ่งมุง่ เน้ นการค้ นหารูปแบบของสังคม
ที่พึงปรารถนา และไม่อาจตัดค่านิยมหรื อความเชื่อออกจากการ
วิเคราะห์ได้
สติกลิตซ์ได้ เคยกล่าวเอาไว้ อย่างน่าสนใจว่า ถึงแม้ ระบบ
เศรษฐกิ จ จะโลกาภิวฒ
ั น์ แต่ค วามรู้ นัน้ ยังคงเป็ นเรื่ องท้ องถิ่ น
เพราะคุณย่อมรู้ดีกว่าคนอื่นเกี่ยวกับสังคมของตัวคุณเอง ดังนัน้
คงไม่มีใครรู้จกั เศรษฐกิจไทยดีไปกว่าคนไทยหรอกครับ.

39

40

เศรษฐกิจ-การเมืองอเมริกัน

41

ใช่.. เราทาได้ (จริงหรือ?)
เผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์มมุ มองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิ จ 1
เม.ย. 2553
แผนปฏิรูประบบประกันสุขภาพ (Health Care Reform)
ของประธานาธิบดีโอบามาได้ ผา่ นการรับรองจากทังสองสภาและ

นายโอบามาได้ จรด ปากกาเซ็นผ่านเป็ นกฎหมายไปสดๆ ร้ อนๆ
ในวันอังคารที่ 23 มีนาคมผ่านมา
เรี ย กได้ ว่าเป็ นชัย ชนะทางการเมืองที่ พรรคเดโมแครต
ภาคภูมิใจและถือเป็ นการ ตัดสินใจเชิงนโยบายที่เปลี่ย นแปลง
โฉมหน้ าของระบบสวัสดิการด้ านสุขภาพ ของอเมริ กันครัง้ สาคัญ
ก็วา่ ได้ เพราะทันทีที่กฎหมายนี ้มีผลบังคับใช้ ชาวอเมริกนั จานวน
มหาศาลที่ เ คยถู ก กี ด กั น และเลื อ กปฏิ บั ติ โ ดยข้ อ บัง คับ และ
เงื่อนไขของบริษัทประกันจะได้ รับการคุ้มครองและสิทธิประโยชน์
ในด้ านภาษี เพิ่มขึ ้น
หลังจากนายโอบามาและพรรคเดโมแครตได้ พักผ่อนให้
หายเหนื่อยและหายจากอาการ “แฮงค์โอเวอร์ ” ในการฉลองชัย
ชนะครั ง้ นี ้ ก้ าวต่อ ไปของเขาก็ จ ะเป็ นการผลัก ดัน เรื่ องการรื อ้

42

กฎระเบียบของตลาดเงินตลาด ทุน ที่เป็ นต้ นตอให้ เกิดวิกฤติภาค
การเงินในปี 2551
จึงน่าจะเป็ นโอกาสที่ดีที่จะได้ ประเมินผลการดาเนินการ
ตามแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ของประธานาธิบดีโอบามาในช่วงปี ที่
ผ่านมาเพราะมาตรการชุดดังกล่าวเพิ่งจะมีอา ยุครบ 1 ปี ในเดือน
กุมภาพันธ์ ก่อนที่ความสนใจของสังคมจะมุง่ ไปสูแ่ ผนปฏิรูปด้ าน
สุขภาพและการเงินต่อไป
กฎหมายสร้ างการลงทุ น และฟื ้ น ตัว ทางเศรษฐกิ จ
อเมริ กัน (ARRA) หรื อกฎหมายการฟื ้น ตัวทางเศรษฐกิจ มีผล
บังคับใช้ ตงแต่
ั ้ วนั ที่ 17 กุมภาพันธ์ปี 2552 และมีหลักการพื ้นฐาน
3 ประการ คือ ช่วยเหลือ, ฟื ้นตัว และสร้ างการลงทุน (Rescue,
Recovery, Reinvestment) โดยใช้ ประโยชน์ จากงบประมาณ
จานวนกว่า 787 พันล้ านดอลลาร์ สหรัฐ เพื่อบรรเทาปั ญหาและ
สร้ างการเติบ โตทางเศรษฐกิ จ ให้ กับสหรัฐ ทัง้ ในระยะสัน้ และ
ระยะยาว
ในแง่ข องวัต ถุป ระสงค์ เงิ น งบประมาณ 787 พัน ล้ า น
ดอลลาร์ สหรัฐ ถูกจัด สรรออกเป็ นสามส่วนที่มีขนาดพอกัน โดย
หนึ่งในสามส่วนของงบประมาณทัง้ หมดจะถูกใช้ ในรูปของการ
ลดหย่อนภาษี สาหรับ บุคคลและธุรกิจ อีกหนึ่งในสามส่วนเป็ น
งบประมาณในรูปของการลดภาษี ที่จ่ายช่วยเหลือให้ กับผู้ ได้ รับ

43

ผลกระทบโดยตรงจากเศรษฐกิจถดถอย รวมถึงให้ กับรัฐบาลมล
รัฐและท้ องถิ่นเพื่อให้ สามารถคงการจ้ างงานเดิมไว้ ได้ ขณะที่สว่ น
สุดท้ ายจะเป็ นส่วนของการลงทุน โดยตรงของรัฐ บาล สาหรั บ
สร้ างสาธารณูป โภค การศึก ษา สาธารณสุข และลงทุน ด้ า น
พลังงาน
ในแง่ ข องการใช้ จ่ า ยงบประมาณ กฎหมายฉบั บ นี ้
กาหนดให้ มีก ารใช้ จ่ายงบประมาณจานวนดังกล่าวให้ เสร็จสิน้
ภายใน ระยะเวลาถึ ง 10 ปี แต่ด้วยความจ าเป็ นเร่งด่วนในการ
กระตุ้น กิจ กรรมทางเศรษฐกิ จเพื่อชดเชยกับ การ ลดลงของอุป
สงค์รวม (aggregate demand) ระหว่างที่เกิดภาวะเศรษฐกิ จ
ถดถอย ชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฉบับนีจ้ ึงออกแบบให้ เกิด
การใช้ มาตรการทางการคลัง ตลอดช่ ว ง 2 ปี แรกหลัง จากที่
กฎหมายการฟื ้น ตัว ทางเศรษฐกิ จ ประกาศใช้ หรื อ ระหว่า งปี
2552-2553 ในปริ มาณเงิ นที่เ ท่ากัน ขณะที่ งบประมาณอีก กว่า
100 พัน ล้ านดอลลาร์ ส หรั ฐ ที่ เ หลื อ จะถูก ใช้ จ่ า ยเพื่ อ กระตุ้น
เศรษฐกิจในปี ถัดไป คือ หลังจากปี 2554 เป็ นต้ นไป
ณ สิ ้นปี 2552 รัฐบาลสหรัฐได้ ดาเนินการทางการคลังไป
แล้ วคิดเป็ นเงินงบประมาณกว่า 263 พันล้ านดอลลาร์ สหรัฐหรื อ
ประมาณหนึ่งในสามส่วนของแผนการใช้ งบประมาณทัง้ สิ ้น 787
พันล้ านดอลลาร์ สหรัฐในรูปของภาษี ที่ลดลงให้ แก่ครัวเรื อนและ

44

ภาคธุรกิจ รวมทัง้ ได้ ใช้ จ่ายงบประมาณในรูปของการลงทุนโดย
ผ่านรัฐบาลท้ องถิ่นในโครงการ และกิจกรรมต่างๆ คิดเป็ นเงินกว่า
150 พันล้ านดอลลาร์สหรัฐ
การประเมินผลการดาเนินงานตามแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ
ชุดนี ้ โดยเฉพาะในแง่ข องการใช้ จ่า ยงบประมาณ รายงานที่
ส านั ก งานงบประมาณของสภาคองเกรส (Congressional
Budget Office) ร่ ว มกั บ สภาที่ ป รึ ก ษาเศรษฐกิ จ ของ
ประธานาธิบดี (Council of Economic Advisers) เปิ ดเผยว่า
ภายหลังจากครบรอบ 1 ปี ของการใช้ ก ฎหมายการฟื ้น ตัวทาง
เศรษฐกิจ ผลที่เกิดขึ ้นคือ มีการสร้ างงานหรือรักษาตาแหน่งงานที่
อาจจะสูญ เสี ย ไปเพราะเศรษฐกิ จ ถดถอยไว้ ได้ ก ว่า 2 ล้ า น
ตาแหน่ง เนื่ องจากการจ้ างงานในภาคเอกชนที่ เกิ ดขึ ้นจากการ
ลงทุนโดยรัฐ บาลท้ องถิ่ นและ มลรัฐ รวมทัง้ องค์ก รไม่แสวงหา
กาไร
รายงานการประเมิน ผลการด าเนิ น การตามกฎหมาย
สร้ างการลงทุ น และการฟื ้ น ตัว ทาง เศรษฐกิ จ อเมริ กัน ของ
หน่วยงานต่างๆ ต่างชีไ้ ปในทางเดียวกันว่าชุดมาตรการกระตุ้น
เศรษฐกิจได้ ทาให้ เกิดผลกระทบใน แง่บวกอย่างมีนัยสาคัญต่อ
การปรั บ ตัว ของเศรษฐกิ จ สหรั ฐ ทั ง้ นี ้ ผลิ ต ภัณ ฑ์ ม วลรวม
ภายในประเทศที่แท้ จริ งได้ เ ริ่ มขยับสูงขึน้ ในไตรมาสที่ 3 ของปี

45

2552 ขณะที่การเพิ่มขึ ้นของจานวนงานที่เกิดจากการเลิกจ้ างลด
เหลือเพียงหนึ่งในสิบ ส่วนของจานวนที่เคยเกิดขึ ้นในไตรมาสแรก
ถึงแม้ ว่าโอบามาจะประสบความสาเร็จ ในการผลักดัน
กฎหมายสาคัญสองฉบับ ภายหลังจากการเข้ ารับตาแหน่งเพียง
หนึ่งปี เศษ และความเชื่อมัน่ ต่อเศรษฐกิจอเมริ กันก็เริ่ มมีมากขึ ้น
อย่างไรก็ตาม ความท้ าทายที่แท้ จริ งที่ยังรอคอยการพิสจู น์จาก
เขา น่ า จะเป็ นความท้ าทายในเชิ ง อุด มการณ์ แ ละแนวคิ ด
เศรษฐกิ จ การเมือง ซึ่งนายโอบามาจะต้ องผลัก ดันให้ เ กิ ดการ
ทบทวนและปฏิรูปกระบวนทัศน์เกี่ยวกับ “ระบบเศรษฐกิจ” ที่เป็ น
ธรรมยิ่งขึ ้นในสังคมอเมริกนั อย่างแท้ จริงให้ ได้ .

46

47

กระแสต้ า น “การเปลี่ ย นแปลง”
ความท้าทายล่าสุดของโอบามา
เผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์มมุ มองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิ จ
16 ก.ย. 2553
28 สิงหาคม พ.ศ. 2506 มาร์ ติ น ลูเ ธอร์ คิง จูเ นี ย ร์ ไ ด้
กล่ า วสุน ทรพจน์ ป ระวัติ ศ าสตร์ ที่ ลิ น คอลน์ เ มมโมเรี ย ล ใน
วอชิงตัน ดีซี ซึ่งทุกคนยังจดจาวลีอมตะที่วา่ “ผมเองมีความฝั น (I
have a dream)”
47 ปี ต่อมา คนอเมริ กันร่วมแสนมาชุมนุมใน
วั น และสถานที่ เ ดี ย วกั น เพื่ อประกาศ “ฟื ้ น ฟู เ กี ย รติ ภู มิ ”
(Restoring Honor) ของอเมริ ก ากลับ คื น มา ในงานนี ้ มีแขก
ส าคัญ อย่ า งซาราห์ เพ-ลิ น อดี ต ผู้ลงสมัค รชิ ง ต าแหน่ ง รอง
ประธานาธิบดี ครัง้ ที่ ผ่านมาจากพรรครี พับลิกัน และมีผ้ จู ัดและ
พิธีกรหลักคือ นายเกลน เบ็ค นักจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ช่อง
“ฟ็ อกซ์นิวส์” ซึ่งเป็ นที่ร้ ูจกั ดีจากจุดยืนแบบอนุรักษ์ นิยม
ที่เป็ นตลกร้ ายก็คือ ฝูงชนที่มาชุมนุมกันในนามของ “Tea
Party Patriots” (คาแปลตรงตัวคือ ผู้รักชาติงานเลี ้ยงนา้ ชา) เพิ่ง

48

ถูกโจมตีจากองค์กรพิทักษ์ สิทธิคนผิวสีในสหรัฐฯ NAACP ว่ามี
รูปแบบของการเหยียดสีผิวในขบวนการเคลื่อนไหว แต่กลับน า
มรดกของมาร์ติน ลูเธอร์ คิงมาใช้ เป็ นสัญลักษณ์อ้างอิงอันหนึ่งใน
การชุมนุม
ทังนี
้ ้ ชื่อ “ทีปาร์ตี ้” อ้ างอิงกลับไปถึงเหตุการณ์ “บอสตัน
ทีปาร์ตี ้” ในปลายศตวรรษที่ 18 ขณะที่อเมริกายังเป็ นอาณานิคม
ของอังกฤษ ในขณะนัน้ ประชาชนได้ ประท้ วงการเก็บภาษี ชาจาก
อังกฤษโดยโยนถุงชาจานวนมากลงในอ่าวบอสตัน เหตุการณ์นนั ้
กลายเป็ นสัญ ลัก ษณ์สาคัญ ของการประท้ วงการเก็บ ภาษี จ าก
รัฐบาลที่ ไม่ได้ เป็ นตัวแทนของประชาชน เนื่องจากชาวอเมริ กัน
ไม่มีผ้ แู ทนของตนในสภาของอังกฤษที่ เป็ นเจ้ าอาณานิคมและ
ออกกฎหมายบังคับเก็บภาษี จากสินค้ าต่างๆ
เว็บไซต์ของเครื อข่ายทีปาร์ ตี ้ได้ นิยามขบวนการของตน
ไว้ ว่า “ที ปาร์ ตี ้ คื อ ขบวนการเคลื่ อนไหวในระดับ รากหญ้ าที่
ต้ องการสร้ างความตระหนัก ต่อประเด็น ต่างๆ ที่ ท้ าทายความ
มัน่ คง อธิป ไตยหรื อความสงบเรี ยบร้ อยภายในชาติอนั เป็ นที่รัก
นั่น คื อ สหรั ฐ อเมริ ก า” ส่ว นในถ้ อยแถลงภารกิ จ (Mission
Statement) ของกลุ่มผู้รักชาติทีปาร์ ตี ้ ได้ ระบุว่าแรงผลัก ดันให้
เกิดการเคลื่อนไหวที่สาคัญคือ การใช้ จ่ายและการเก็บภาษี ที่สงู
เกินไปของรัฐบาล ภารกิจของขบวนการนัน้ จึ งเป็ นการเรี ยกร้ อง

49

ให้ ความรู้ จัดตังและขั

บเคลื่อนให้ ผ้ คู นได้ ร่วมกันกากับนโยบาย
สาธารณะเพื่อให้ สอดคล้ อง กับคุณค่าหลัก 3 ประการคือ ความ
รับผิดชอบทางการคลัง รัฐบาลที่ ถูก จากัดโดยรัฐ ธรรมนูญ และ
ตลาดเสรี !
สมาชิ ก ของที ป าร์ ตีเ้ ชื่ อ ว่า รัฐ ธรรมนูญ ของสหรั ฐ ฯ ได้
คุ้มครองปั จเจกชนจากการถูกรัฐบาลเก็บภาษี สงู เพื่อให้ แต่ละคน
มี “เสรีภาพส่วนบุคคล” ในการใช้ จ่ายรายได้ หรื อเงินที่หามาจาก
น ้าพักน ้าแรงของตนเอง พวกเขาจึงคัดค้ านการจัดทางบประมาณ
แบบขาดดุลของรัฐบาลที่ จะนาไปสู่การเก็บ ภาษี ในอัตราสูงใน
อนาคต รวมถึ ง ปฏิ เ สธการจัด หาสวัสดิ ก ารทุก ประเภทให้ แก่
ประชาชน
การชุม นุม ในนามของที ป าร์ ตี เ้ ริ่ มต้ น ขึน้ ครั ง้ แรกในปี
2552 และค่อยๆ ขยายตัวจนกลายเป็ นเครื อ ข่ายทั่วประเทศ
ปั จ จุบัน เครื อข่ายมีกิจ กรรมทัง้ เล็ก และใหญ่ ไม่ว่าจะเป็ นการ
อบรม การจัดตังและรวมตั

วอย่างต่อเนื่อง การชุมนุมเรี ยกร้ องที่
ผ่า นมาคื อ การคัด ค้ า นโครงการจั ด การสิ น ทรั พ ย์ ที่ มี ปั ญ หา
(Troubled Asset Relief Program) ของอดีตประธานาธิบดีจอร์จ
บุช ซึ่งเป็ นมาตรการช่วยเหลือสถาบันการเงิ น ที่ป ระสบปั ญ หา
การคัดค้ านแผนกระตุ้นเศรษฐกิจหรื อกฎหมายสร้ างการลงทุน
และฟื ้น ตัวทางเศรษฐกิจ อเมริ กัน (American Recovery and

50

Reinvestment Act) ของประธานาธิบดีโอบามา รวมถึงปฏิเสธ
การปฏิรูประบบสวัสดิการสาธารณสุข
เราสามารถพูด ได้ ว่า แก่ น กลางของข้ อ เรี ย กร้ องของ
ขบวนการคือ การลดบทบาทของรัฐบาลทัง้ ในทางเศรษฐกิจและ
สังคมลงให้ เหลือเพีย งบทบาทของ “ผู้คมุ กฎ” และรักษาความ
สงบเรียบร้ อย นอกจากนี ้ สาวกของทีปาร์ ตี ้ก็เชื่ออย่างบริ สทุ ธิ์ใจ
ว่า เสรีภาพส่วนบุคคลคือรากฐานของสังคมประชาธิปไตยขณะที่
ตลาดเสรีเป็ นผลผลิตของ เสรีภาพส่วนบุคคลดังกล่าว
คาสัมภาษณ์ผ้ เู ข้ าร่วมชุมนุมในวัน ที่ 28 สิงหาคมตาม
หน้ าสื่อ อเมริ กัน ท าให้ ได้ เ ห็น สิ่ง ที่ น่าตกใจก็ คื อ ผู้สนับ สนุน ที
ปาร์ ตี ้ต่างสะท้ อนทัศนคติที่ ตรงกันในทานองว่าคนรวยคือคนที่
ทางานหนัก ส่วนคนจนคือคนขี ้เกียจ ดังนัน้ การกระจายรายได้
โดยรัฐจึงเป็ นเรื่องไม่ยตุ ิธรรม!
ถึงแม้ “ความฝั น” ของมาร์ติน ลูเธอร์ คิงที่เคยอยากเห็น
ลูกหลานชาวอาฟริกนั อเมริกนั ได้ ดาเนินชีวิตอยู่ใน สังคมอย่างมี
เกียรติและศักดิ์ศรีเฉกเช่นเดียวกับพลเมืองผิวขาวจะเป็ นจริ ง ขึ ้น
มาแล้ วก็ตาม (ถึงขันที
้ ่มีประธานาธิบดีผิวสีเป็ นคนแรกด้ วย!) แต่
เราต้ องไม่ลืมว่าคนอเมริกนั จานวนมากก็ยงั คงวิ่งไล่ตามความฝั น
ในแบบ “อเมริกนั ดรีม” ทังที
้ ่ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนนัน้
มีแต่จะเขยิบห่างออกไปเรื่อยๆ

51

ถ้ าหากวิกฤตเศรษฐกิจ ครัง้ หลังสุดได้ กระตุกให้ เ ราหัน
หลัง กลั บ มาทบทวนระบบ เศรษฐกิ จ ที่ ตั ง้ อยู่ บ นฐานของ
อุดมการณ์เสรีนิยมในระดับโลกแล้ วละก็ ในสังคม ไทยเอง สังคม
อเมริ กันน่าจะเป็ นตัวแบบสุด โต่งที่ เราสามารถนามาตังค
้ าถาม
และถกเถียง อย่างกว้ างขวางว่านี่คือ คุณค่าที่เราอยากจะปลูกฝั ง
ในสังคมไทยหรื อไม่? ผมคิ ด ว่าน่าจะมีใ ครรับเป็ นเจ้ าภาพใน
ประเด็น สาคัญเช่นนี ้ โดยเฉพาะในขณะที่สังคมกาลังตื่นตัวกับ
ปั ญหาความเหลื่อมล ้าและความไม่เป็ น ธรรมทางเศรษฐกิจและ
สังคมอย่างที่ไม่เคยเป็ นมาก่อน.

52

53

การโต้ ก ลั บ ของฝ่ า ยอนุ รั ก ษ์ นิ ย ม
(1): เมื่อสหภาพพนักงานของรัฐถูก
จับเป็นตัวประกัน
เผยแพร่ ครั้งแรกในคอลัมน์ มุมมองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิ จ
28 เม.ย. 2554

ถึ งแม้ ก ฎหมายที่ เ ป็ นต้ น ตอของความขัดแย้ งและการ
ชุมนุมยืดเยื ้อในเมืองเมดิสนั วิสคอนซิน จะผ่านสภาของรัฐไปเมื่อ
เดือนมีนาคมที่ผ่านมาแต่กฎหมายดังกล่าวก็ถูกระงับอย่างไม่มี
ก าหนดโดยผู้พิ พ ากษาของมณฑลเดน (เดนเคาน์ ตี -้ Dane
County) ในวิสคอนซิ น หลังจากอัย การได้ ยื่ นเรื่ องว่าเกิ ดการ
ละเมิดขันตอนในระหว่

างผ่านกฎหมาย
ภายหลังจากกฎหมายที่ เ สนอโดยผู้ว่า การรัฐ สกอตต์
วอล์คเกอร์ ผ่านการลงมติ ปรากฏว่ามีการฟ้องร้ องจากบุคคลถึง
3 กลุ่ม ได้ แก่ อัยการของเคาน์ตี ้ ผู้บริ หารเคาน์ตี ้จากเดโมแครต
และพนักงานของรัฐที่นาโดยกลุม่ พนักงานดับเพลิง ความคืบหน้ า

54

ล่า สุด คือ ผู้พิ พ ากษาได้ ต ัด สิ น ว่า ผู้บ ริ ห ารจากเดโมแครตไม่
สามารถฟ้ องร้ องได้ เพราะขัด กับ หลัก การที่ ห้ ามกลไกของรั ฐ
ฟ้องร้ องการออกกฎหมายของรัฐเอง
ดูเหมือนว่าความพยายามยับยัง้ กฎหมายฉบับนีไ้ ม่ให้ มี
ผลบังคับใช้ จะเป็ นได้ เพียงแค่การซื ้อเวลา ขณะที่กระแสสนับสนุน
การลดบทบาทของรัฐจากฝ่ ายอนุรักษนิยมโดยการนาของกลุ่มที
ปาร์ตี ้ นับวันก็ยิ่งแรงขึ ้นเมื่อใกล้ การเลือกตังประธานาธิ

บดีที่จะมี
ขึ ้นในปี หน้ า วัน เสาร์ ที่ ผ่านมา (16 เม.ย.) ซาราห์ เพ-ลิน อดีต
ผู้สมัครรองประธานาธิบดีจากรี พับลิกันเดินทางมาปราศรัยถึงที่
ทาการของรัฐวิสคอนซิน ซึ่งเป็ นที่ปักหลักชุมนุมยืดเยือ้ ของกลุ่ม
ต่อ ต้ านกฎหมายฉบั บ ดัง กล่ า ว พร้ อมกั บ ประกาศกั บ ก ลุ่ม
ผู้สนับสนุนจากทีปาร์ตี ้ที่มาให้ กาลังใจเธอว่า "การเลือกตัง้ 2012
เริ่มต้ นขึ ้นที่นี่!"
วิ ส คอนซิ น จึ ง เป็ นเสมื อ นสัญ ลัก ษณ์ ข องการต่อ สู้ใ น
หลายระดับ สาหรับการเมืองระบบสองพรรค วิสคอนซินเป็ นจุด
ยุทธศาสตร์ที่ทงพรรครี
ั้
พบั ลิกนั และเดโมแครตใช้ ประกาศศึกก่อน
สงครามที่แท้ จริง ส่วนในมุมมองของขบวนการเคลื่อนไหว เช่น ที
ปาร์ ตีแ้ ละฝ่ ายแรงงานแล้ ว วิสคอนซิ น สะท้ อนภาพการช่วงชิ ง
ระหว่างฝ่ ายที่สนับสนุนแนวคิดเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ ซึ่งต้ องการ

55

ลดบทบาทของรัฐกับฝ่ ายที่สนับสนุนความเป็ นธรรมภายในระบบ
ทุนนิยม
สาหรั บ กลุ่มพนัก งานของรั ฐ ความไม่พ อใจเกิ ด จาก
กฎหมายฉบับ นี ต้ ัด สิ ท ธิ ใ นการเจรจาต่อรองร่ ว ม (Collective
bargaining rights) ของคนงานที่ มีอยู่เกื อบทัง้ หมดและมีผล
อย่ างสาคัญ ในการลดทอนอานาจของสหภาพแรงงาน ที่ เ ป็ น
กลไกสาหรับต่อรองกับรัฐ
กฎหมายใหม่ห้ ามไม่ใ ห้ พนัก งานรัฐ น าค่าสมาชิ ก ของ
สหภาพในรายปี มาหักลดหย่อนจากเงินเดือนอีกต่อไป เท่ากับว่า
รัฐ เลิก ทาการอุด หนุน กิจ กรรมของสหภาพโดยตรงอย่างที่ เ คย
เป็ นมา นอกจากนี ้ ยังกาหนดให้ พนักงานของรัฐต้ องลงคะแนน
ทุกปี ว่าจะต้ องการให้ มีสหภาพแรงงานเป็ นตัวแทนของตนต่อไป
หรือไม่
ขณะที่ ก ฎหมายมีผลในการลดทอนสิท ธิ ใ นการเจรจา
ต่อรองร่วมและสิทธิ ป ระโยชน์ของพนัก งานของรัฐ โดยรวม แต่
พนักงานของรัฐ แต่ละกลุ่มก็ได้ รับผลกระทบในระดับที่แตกต่าง
กัน ไป เช่ น กลุ่ม พนัก งานของมหาวิ ท ยาลัย วิ ส คอนซิ น เช่ น
อาจารย์และเจ้ าหน้ าที่นนถู
ั ้ กตัดสิทธิในการเจรจาต่อรองร่วมที่มี
อยู่ทัง้ หมด (ทัง้ ที่ เ พิ่ งได้ รับ มาเมื่อ 2 ปี ก่ อน หลังจากพนัก งาน
มหาวิทยาลัยเรียกร้ องสิทธินี ้มาเป็ นเวลาถึง 40 ปี ) ส่วนพนักงาน

56

ของรัฐที่ไม่ได้ สงั กัดมหาวิทยาลัยนัน้ หากกฎหมายมีผลบังคับใช้
ข้ อต ก ล ง ส ภา พ ก า ร จ้ า ง ง า น ( collective bargaining
agreement) จะครอบคลุมเฉพาะเรื่ องค่าจ้ างเพีย งอย่างเดีย ว
โดยไม่ครอบคลุมถึงเรื่องชัว่ โมงการทางาน สภาพการทางาน ฯลฯ
ที่คนงานเคยมีสว่ นร่วมกาหนดโดยผ่านกระบวนการเจรจาต่อรอง
ของสหภาพ
ขณะที่ สิ ท ธิ ใ นการเจรจาต่อ รองร่ วมนัน้ เป็ นที่ ย อมรั บ
โดยทั่ ว ไปว่ า เป็ นสิ ท ธิ ขั น้ พื น้ ฐานที่ ส าคั ญ ของแรงงานใน
ภาคเอกชน เพราะเป็ นกลไกในการถ่วงดุลระหว่างนายจ้ างและ
คนงาน เพื่อคุ้มครองคนงานที่ต้องการเรียกร้ องสิทธิในเรื่องค่าแรง
ฯลฯ จากการถูกเลิกจ้ างอย่ างไม่เ ป็ นธรรม แต่สาหรับ พนัก งาน
ของรัฐ ฝ่ ายที่สนับสนุนกฎหมายฉบับนี ้กลับเห็นว่า สิทธิดงั กล่าว
เป็ นเพียง "อภิสิทธิ์" ที่ได้ มาจากการใช้ อิทธิพลทางการเมืองกดดัน
ผ่านกลุม่ ผลประโยชน์ของตนเท่านัน้
ในระบบกฎหมายแรงงานของสหรัฐ สิทธิ ในการเจรจา
ต่อรองร่วมของแรงงานภาคเอกชนได้ รับการคุ้มครองเป็ นครัง้ แรก
เมื่อประธานาธิ บดีแฟรงคลิน ดี รู สเวลท์ ผ่านกฎหมายแรงงาน
สัมพันธ์แห่งชาติ (National Labor Relations Act) ในปี 1935
โดยหลักการ กระบวนการที่คนงานรวมตัวกันต่อรองกับนายจ้ าง
เกี่ ย วข้ องกับ 3 เรื่ องหลัก คื อ กฎเกณฑ์ ที่ ก ากับ ความสัมพัน ธ์

57

ระหว่า งสองฝ่ าย ค่า จ้ างค่า แรงและประเด็น ที่ เ กี่ ย วข้ อ งกั บ
ประโยชน์ของทังคู
้ ่ เช่น ลักษณะงาน ชัว่ โมงการทางาน สภาพการ
ทางาน ความปลอดภัยในการทางาน การยุติสญ
ั ญาการจ้ าง เป็ น
ต้ น กระบวนการเจรจาต่ อ รองร่ ว มนั น้ ยั ง เกี่ ย วข้ องกั บ การ
ปรึ ก ษาหารื อ และการแลกเปลี่ย นข้ อ มูล ซึ่ ง กัน และกัน โดยมี
เป้าหมาย คือ สัญ ญาสภาพการจ้ างงานที่ก าหนดรายละเอีย ด
ต่างๆ อันเป็ นผลจากการเจรจาต่อรองร่วมเอาไว้ ทัง้ นี ้ กฎหมาย
ในแต่ละประเทศกาหนดขอบเขตของประเด็นที่นายจ้ างหรื อฝ่ าย
บริหารต้ องเจรจากับตัวแทนลูกจ้ างแตกต่างกันไป
สาหรับ หลัก การเรื่ องสิท ธิใ นการเจรจาต่อรองร่ วมของ
พนั ก งานรั ฐ นั น้ ได้ รั บ การรั บ รองจากค าสั่ง ทางบริ ห ารของ
ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี ้ ในปี 1962 ซึ่งมีศกั ดิ์และสิทธิ
ต่า งจากกฎหมายแรงงานสัม พัน ธ์ แ ห่ง ชาติ ที่ รับ รองสิ ท ธิ ข อง
แรงงานในภาคเอกชน ในทางปฏิบัติ รัฐแต่ละรัฐจึงกาหนดสิทธิ
ในการเจรจาต่อรองร่วมและสิทธิในการนัดหยุดงานของพนักงาน
รัฐแตกต่างกันไป เช่น ในบางรัฐ คนงานไม่สามารถนัดหยุดงาน
ได้ ต้ องใช้ กระบวนการไกล่เกลี่ยเมื่อเกิดข้ อพิพาทเท่านัน้
สิทธิในการเจรจาต่อรองร่วมของพนักงานในแต่ละรัฐจึง
ได้ มาจากการเรี ย กร้ อง กดดัน และใช้ อิท ธิ พลทางการเมืองใน
ระดับ ที่ แ ตกต่างกัน ดัง นัน้ จึง ไม่ใ ช่เ รื่ องแปลกที่ พลัง ต้ านการ

58

เปลี่ ย นแปลงจะเกิ ด ขึน้ แตกต่า งกัน ไปในแต่ล ะรั ฐ ด้ ว ย เช่ น
กฎหมายซึ่งได้ รับการเสนอแก้ ไขโดยผู้วา่ การรัฐโอไฮโอนันมี
้ ความ
รุนแรงกว่าที่วิสคอนซินมาก ทัง้ ในแง่ของการลดอานาจสหภาพ
แรงงานและกระทบสิท ธิและสวัสดิ ก ารของพนักงานรัฐ แต่ก าร
ต่อต้ านกลับน้ อยกว่าและกฎหมายก็ผา่ นไปได้ อย่างไม่มีปัญหา
หลายคนอาจมองว่าความขัดแย้ งที่ กาลังเกิดขึ ้นนี ้ เป็ น
เพียงภาพสะท้ อนอิทธิพลทางการเมืองที่เพิ่มขึ ้นของพรรครี พับลิ
กันภายหลังจากชัยชนะในการเลือกตังกลางสมั

ยในสองสภา แต่
หากมองให้ ลึก ซึง้ ไปกว่า นัน้ มัน ก็ เ ป็ นภาพสะท้ อนความเชื่ อ
พืน้ ฐานและมุมมองที่ แตกต่างกันของเดโมแครตและรี พับลิกัน
เกี่ ย วกับ บทบาทและหน้ าที่ ของสหภาพแรงงาน รวมทัง้ สิ ท ธิ
แรงงานในระดับรวมกลุม่ และปั จเจก
ในแง่หนึ่ง อาจจะพูดได้ วา่ ความพยายามทาลายสิทธิใน
การเจรจาต่อรองร่วมของพนักงานของรัฐครัง้ นี ้ เป็ นเพียงการส่ง
สัญญาณถึงการกลับมาของฝ่ ายที่เชื่อมัน่ ในระบบเสรี นิยมแบบ
สุดโต่ง ที่เ ชื่อเหมือนกับมาร์ กาเร็ ต แธตเชอร์ ว่า "there is no
such thing as society (ไม่มีหรอก สิ่งที่เรียกว่าสังคม)"

59

60

การโต้ ก ลั บ ของฝ่ า ยอนุ รั ก ษ์ นิ ย ม
(2): สมรภูมิวิสคอนซิน
เผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์มมุ มองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิ จ
24 มี.ค. 2554
หนึ่งวันหลังจากกฎหมาย 2011 Wisconsin Act 10 ผ่าน
สภาของรัฐ วิสคอนซิน ในวัน ที่ 11 มีนาคม 2554 ประชาชนนับ
แสนคนเข้ าร่วมการเดินขบวนบนถนนครัง้ ใหญ่ (massive rally)
ไปยัง ที่ ท าการของเมื อ งแมดิ สัน (Madison) เมื อ งหลวงของ
วิสคอนซิ น เพื่ อแสดงความเป็ นน า้ หนึ่งใจเดีย วร่ วมกับ บรรดา
"คนงาน" ซึ่งปั กหลักชุมนุมคัด ค้ านกฎหมายฉบับนีม้ าเป็ นเวลา
กว่า 2 สัปดาห์แล้ ว
การเดิ นขบวนใหญ่ ครัง้ นี ถ้ ือเป็ นการชุมนุมที่ใ หญ่ ที่สุด
เท่าที่เคยเกิดขึ ้นในเมือง ที่มีประวัติศาสตร์การต่อสู้ของขบวนการ
แรงงานมาอย่ า งยาวนานที่ สุ ด แห่ ง หนึ่ ง ของสหรั ฐ เพราะ
วิสคอนซิน คือ รัฐแรกที่ให้ สวัสดิการการว่างงาน เงินชดเชยการ
บาดเจ็บจากการทางาน และก็เป็ นแห่งแรกที่ยอมรับสิ ทธิในการ
จัดตังสหภาพแรงงานของพนั

กงานของรัฐ

61

แมดิสนั วิสคอนซิน จึงกลายเป็ นสมรภูมิที่สาคัญและเป็ นที่จับตา
มองของนักสหภาพและนักกิจกรรมแรงงานทัว่ ประเทศ หลังจากที่
"ฝ่ ายขวา" ได้ เริ่มเปิ ดฉากการต่อสู้รอบใหม่ภายหลังการเลือกตัง้
กลางสมัย (midterm) ที่ครัง้ นีม้ ีสหภาพแรงงานพนักงานของรัฐ
เป็ นเป้าหมายสาคัญ
ตรงข้ ามกับความเข้ าใจทั่วไปที่ว่าประเทศต้ นแบบ "เสรี
นิ ย มใหม่" อย่ า งสหรัฐ อเมริ ก านัน้ แรงงานสัม พัน ธ์ ไม่ไ ด้ เ ป็ น
ประเด็นทางการเมืองในระดับ ชาติ รวมทัง้ สหภาพแรงงานไม่มี
บทบาทสาคัญในการเจรจาต่อรองกับทุนและรัฐ ความจริ งแล้ ว
สหภาพแรงงานพนัก งานของรัฐ ถื อ เป็ นกลุ่ม ผลประโยชน์ ที่ มี
อิท ธิ พ ลมากที่ สุด กลุ่ม หนึ่ งในปั จ จุบัน เนื่ องจาก สัด ส่ว นของ
แรงงานที่เป็ นสมาชิกสหภาพแรงงานนันมี
้ สงู ถึงร้ อยละ 36% ของ
กาลังแรงงานทังหมด

นอกจากนี ้ ลักษณะการผูกขาดของบริ การ
สาธารณะทาให้ สหภาพแรงงานพนักงานของรัฐมีอานาจต่อรองที่
สูง การผละงานแต่ละครัง้ ทาให้ เกิดผลสะเทือนในวงกว้ างในแง่
ของการทาให้ กิจกรรมในชีวิตประจาวันหยุดชะงัก
ในช่ ว ง 30 ปี ที่ ผ่ า นมา สัด ส่ว นของสมาชิ ก สหภาพ
แรงงานในภาคเอกชนนันลดลงจากร้

อยละ 33 ของกาลังแรงงาน
เป็ นร้ อยละ 15 ขณะที่สดั ส่วนในภาครัฐกลับเพิ่มขึ ้นอย่างต่อเนื่อง
ยิ่งไปกว่านัน้ ขณะที่คนงานในภาคเอกชนมีมากกว่าคนงานใน

62

ภาครัฐถึงกว่าห้ าเท่า จานวนสมาชิ กสหภาพแรงงานในภาครัฐ
ของสหรัฐ กลับมีจานวนถึง 7.6 ล้ านคน เมื่อเทียบกับ 7.1 ล้ านใน
ภาคเอกชน
นี่คือ แนวโน้ มที่กาลังเกิดขึ ้นกับประเทศอุตสาหกรรมทั่ว
โลก ในญี่ ปุ่นและเยอรมนี ช่องว่างระหว่างจานวนสมาชิ กของ
สหภาพแรงงานในสองภาคนีแ้ ตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญและก็
ถ่างขึ ้นเรื่อยๆ ขณะที่เศรษฐกิจขนาดใหญ่จานวนมาก ไม่เพียงแต่
สหรัฐ และญี่ปนก
ุ่ าลังเผชิญกับความเสี่ยงจากหนีส้ าธารณะเกิน
ตัว เราจึงได้ เห็นการเผชิญหน้ าระหว่างรัฐบาลกับสหภาพแรงงาน
พนักงานของรัฐอย่างต่อเนื่อง ตังแต่
้ ที่ฝรั่งเศสและกรีซ
ในสหรั ฐ "การปฏิ รู ป " ที่ พุ่ง เป้ าไปที่ ส หภาพแรงงาน
ภาครัฐรอบนี ้ ก็ถูกน าไปโยงกับ ปั ญ หาการขาดดุลงบประมาณ
และถูกอธิบายว่าเป็ นส่วนหนึ่งของความพยายามลดขนาดของรัฐ
อย่ างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ จานวนมากตังข้
้ อสังเกตว่า "การโต้
กลับของฝ่ ายทุน" โดยการนาของวุฒิสมาชิกจากพรรครี พับลิกัน
ในฝั่ งมิดเวสต์นนั ้ ไม่น่าจะเกี่ยวข้ องกับเรื่ องงบประมาณมากไป
กว่าความพยายามจะทาลายสหภาพแรงงานพนักงานของรัฐ ที่
เปรี ย บเสมือน "ก้ างชิ น้ ใหญ่ " ที่ ขวางคอฝ่ ายทุน ซึ่งต้ องการให้
ตลาดแรงงานมีความ "ยืดหยุ่น" อย่างเต็มที่ เมื่อการจ้ างงานใน
ภาคเอกชนถูกทาให้ "ยืดหยุ่น" และ "แข่งขันได้ " ไปราบคาบแล้ ว

63

แต่แรงงานในภาครัฐยังคงได้ รับการปกป้องสิทธิและสวัสดิการใน
ระดับที่ ดีและมีแต่จะเพิ่มอิทธิ พลทางการเมืองเพิ่ มมากขึน้ เรา
ต้ องไม่ลืมว่าแรงงานในสหภาพเหล่านี ม้ ีบทบาทอย่างสาคัญ ที่
ช่วยส่งให้ น ายโอบามาขึน้ มาเป็ นประธานาธิ บดีคนปั จจุบัน ได้
สถิติที่น่าสนใจอีกอัน ก็คือ ตัวแทนอาชีพครูนนั ้ มีจานวนมากถึง
ร้ อยละ 10 ของผู้เข้ าร่วมประชุมประจาปี ของพรรคเดโมแครตในปี
2008 ทีเดียว
พอล ครุกแมน (Paul Krugman) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปี
2008 ได้ วิจารณ์ว่าการใช้ วิกฤติหนีส้ าธารณะเป็ นข้ ออ้ างในการ
ออกกฎหมายเพื่อปฏิรูปโครงสร้ าง ซึ่งมีวาระซ่อนเร้ นเพื่อทาลาย
กลุม่ ผลประโยชน์ทางการเมืองที่เป็ นอุปสรรคขัดขวางของฝ่ ายทุน
บรรษั ท (Corporation) ตามที่ น ายสก็ อตต์ วอล์คเกอร์ (Scott
Walker) ผู้วา่ การรัฐวิสคอนซินและวุฒิสมาชิกจากรีพบั ลิกนั กาลัง
ทานัน้ สอดคล้ องกับสิ่งที่นักเขียนนาโอมิ ไคลน์ (Naomi Klein)
ใช้ เรี ย กสิ่ ง ที่ ส หรั ฐ เคยท ากับ อิ รั ก ในปี 2003 หรื อ "ลัท ธิ ช็ อ ก
(Shock Doctrine)"
ทังครุ
้ กแมนและไคลน์ออกมาแสดงความเห็นว่าการต่อสู้
ที่วิสคอนซิ น สะท้ อนความพยายามของฝ่ ายทุน ในการผลัก ดัน
โครงสร้ างทางเศรษฐกิ จและการเมืองที่จ ะเอือ้ ประโยชน์ ให้ กับ
ฝ่ ายทุนมากขึ ้น โดยใช้ เรื่ องวิกฤติการคลังเป็ นเพียงข้ ออ้ าง ครุ ก

64

แมนยังชี ้ว่ากฎหมายที่เสนอโดยนายวอล์คเกอร์ มีผลเกินกว่าการ
ยกเลิ ก สิ ท ธิ ใ นการเจรจาต่ อ รองแบบรวมกลุ่ ม (collective
bargaining rights) ของสหภาพแรงงาน หากพิจารณาเนือ้ หา
ของกฎหมายนีอ้ ย่างถี่ถ้วนแล้ ว จะพบว่ากฎหมายฉบับนีย้ ังเปิ ด
โอกาสให้ เจ้ าหน้ าที่ฝ่ายบริหารตัดสินใจตัดหรือลดสวัสดิการด้ าน
การรักษาพยาบาลของคนงานโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทาง
นิ ติ บั ญ ญั ติ รวมถึ ง ให้ อ านาจการตัด สิ น ใจแปรรู ปบริ ก าร
สาธารณะ เช่น โรงไฟฟ้ากับผู้ว่าการรัฐ โดยไม่ต้องปรึกษาหารื อ
กับสหภาพแรงงานก่อน
ในช่วงที่มีการลงมติผ่านกฎหมายฉบับนี ใ้ นวิสคอนซิ น
ผู้แทนจากพรรคเดโมแครต 14 คน ท าการประท้ วงโดยเดินทาง
ออกจากวิสคอนซินไปพักในรัฐข้ างเคีย ง คือ อิลลิน อยส์ เพื่อให้
การลงมติ ใ นกฎหมายดัง กล่า วไม่ส ามารถด าเนิ น ไปได้ ต าม
ข้ อกาหนดในเรื่ององค์ประชุม อย่างไรก็ตาม นายวอล์คเกอร์ ก็แก้
ลาโดยการแยกส่วนที่เป็ นงบประมาณออกไป และผ่านกฎหมาย
ส่ ว นที่ เ กี่ ย วกั บ การจ ากั ด สิ ท ธิ ข องพนั ก งานของรั ฐ โดยไม่
จาเป็ นต้ องพึ่งการลงคะแนนเสียง ซึ่งก็ยิ่งเป็ นการตอกยา้ ความ
เชื่อของฝ่ ายแรงงานและผู้สนับสนุนว่ากฎหมายฉบับนีเ้ ป็ นเพียง
จุดเริ่มต้ นของความพยายามทาลายขบวนการแรงงาน และการ
เปิ ดฉากโต้ กลับรอบใหม่ของฝ่ ายทุนในสหรัฐ

65

ขณะที่ ก าลัง เขี ย นบทความชิ น้ นี ้ กฎหมายลัก ษณะ
เดีย วกัน ก าลังเกิ ด ขึน้ ในหลายรัฐ เช่น โอไฮโอและอิน เดี ย นา
ขณะที่ผ้ วู า่ การวอล์คเกอร์เองก็ได้ รับการสรรเสริญจากกลุ่มทุนว่า
เป็ น "ฮีโร่ " คนใหม่ของสหรัฐในอีกฝั่ งหนึ่ง ผู้คนจากหลากหลาย
อาชีพ ตัง้ แต่เกษตรกร ครู นักศึกษาไปจนถึ งผู้กากับ และดารา
ภาพยนตร์ ก็เข้ าชุมนุมร่วมกับคนงานในวิสคอนซิ น รวมทัง้ การ
ชุ ม นุ ม ในแบบเดี ย วกั น ก็ ก าลั ง เกิ ด ขึ น้ ตามเมื อ งต่ า งๆ ทั่ ว
วิสคอนซินจนทาให้ สมรภูมิวิสคอนซินได้ ถูกยกระดับขึ ้นเป็ นที่จับ
ตามองของทัว่ โลก เป็ นที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่าการต่อสู้ระหว่างทุน
และขบวนการแรงงานรอบนี ้จะดาเนินต่อไปอย่างไร.

66

67

การโต้ ก ลั บ ของฝ่ า ยอนุ รั ก ษ์ นิ ย ม
(จบ): เศรษฐศาสตร์ เ พื่ อ นายทุ น
ของรีพับลิกัน
เผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์มมุ มองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิ จ 1
มิ .ย. 2554
ปฏิกิริยาของคนอเมริกนั ที่มองเห็นข้ อบกพร่องของระบบ
ทุนนิยมหลังจากวิกฤติซบั ไพร์ มและเศรษฐกิจตกต่าในสหรัฐ ทา
ให้ เกิดการ
เคลื่อนไหวเพื่อผลักดันให้ เกิดสวัสดิการสังคมมากยิ่งขึ ้น
ตัวอย่ างที่สาคัญ คื อ การปฏิรูป ระบบประกัน สุขภาพโดยผ่าน
กฎหมาย Affordable Care Act ในปี ที่ แ ล้ ว ที่ ต้อ งการเพิ่ ม
ประสิท ธิ ภาพและความครอบคลุมให้ กับ เมดิแคร์ (Medicare)
โครงการประกันสุขภาพสาหรับผู้ที่มีอายุสงู กว่า 65 และคนพิการ
รวมทังเพิ
้ ่มเติมสิทธิและประโยชน์ของคนกลุม่ อื่นภายในช่วงเวลา
4 ปี

68

ถึงแม้ ประธานาธิบดีโอบามาต้ องใช้ ความพยายามอย่าง
สูงในการผ่านกฎหมายดังกล่าว แต่ "วิกฤติหนี ้สาธารณะ" ที่กาลัง
เป็ นประเด็นร้ อนสาหรับรัฐบาลขณะนี ้กาลังเป็ นปั จจัยสาคัญที่ทา
ให้ เกิ ด การหัน หลัง กลับ ของนโยบายแบบรั ฐ สวัส ดิ ก าร ร่ า ง
ข้ อเสนองบประมาณสาหรับปี งบประมาณหน้ าจากฝ่ ายรี พับลิกัน
ถึ งกับ เสนอให้ แ ปรรู ป โปรแกรมเมดิ แคร์ ไปสู่ผ้ ูใ ห้ บ ริ ก ารที่ เ ป็ น
เอกชน
ภายใต้ ระบบทุนนิยมที่ชคู ณ
ุ ค่า "ปั จเจกชนนิยม" นัน้ เมดิ
แคร์ เป็ นหนึ่งในไม่กี่โปรแกรมที่มีเค้ าโครงใกล้ เคียงกับ โครงการ
ภายใต้ ระบบรัฐสวัสดิการมากที่สดุ ความจริง การเกิดขึ ้นของเมดิ
แคร์นนมี
ั ้ เหตุผลเชิงประวัติศาสตร์ที่คอ่ นข้ างเฉพาะเจาะจง เพราะ
โครงการนี ้เกิดขึ ้นในสมัยของประธานาธิบดีลินดอน จอห์นสัน ซึ่ง
ถื อว่า มีอานาจทางการเมือ งสูงที่ สุด คนหนึ่ง ในประวัติศ าสตร์
หลังจากได้ รับ คะแนนเสีย งอย่ างท่วมท้ นในการเลือกตัง้ ไม่ว่า
ประธานาธิบดีจอห์นสัน จะมีเจตจานงในการสร้ างระบบประกัน
สุข ภาพทั่วหน้ าหรื อ ไม่ ในที่ สุด เขาก็ ท าให้ เกิ ด ระบบประกัน
สาหรับคน 2 กลุม่ คือ เมดิแคร์สาหรับผู้สงู อายุ คนพิการและเมดิ
เคด (Medicaid) สาหรับคนยากจนที่สดุ ทังนี
้ ้ ความพยายามที่จะ
ผลักดันให้ เกิดระบบประกันสุขภาพทัว่ หน้ าขึ ้นมาจากสองระบบนี ้

69

ก็ ล้ม เหลวมาตลอดช่ว ง 40 ปี ที่ ผ่านมาด้ ว ยเหตุผลสาคัญ คื อ
ข้ ออ้ างในเรื่องของต้ นทุนมหาศาลในแง่ของการบริหารจัดการ
จากมุมมองของผู้ที่ ส นับ สนุน นโยบายแนวสวัสดิ ก าร
ข้ อเสนอให้ ลดบทบาทของรัฐในระบบประกันสุขภาพขณะนีเ้ ป็ น
เพียงจิ๊กซอว์เพียงตัวเดีย วของภาพใหญ่ นั่นคือ ความพยายาม
ของฝ่ ายอนุรักษนิยมที่จะผลักดันนโยบายแนวเสรี นิยมใหม่ โดย
ใช้ ปัญหาหนี ้สาธารณะเป็ นข้ ออ้ าง
อันที่จริ ง ภายใต้ การบริ หารของประธานาธิ บดีโอบามา
หลังวิกฤติเศรษฐกิจ เราอาจมองความแตกต่างระหว่างนโยบายที่
เสนอโดยเดโมแครตและรี พับลิกันจากแว่นอุดมการณ์เศรษฐกิจ
ได้ ชดั เจนขึ ้น ขณะที่การจัดการปั ญหาเศรษฐกิจของนายโอบามา
ได้ รับ อิท ธิ พลจากเศรษฐศาสตร์ สานัก เคนส์เ ซี ย นที่ เน้ น การใช้
เครื่ องมือทางการคลังอย่ างภาษี และงบประมาณรายจ่ายเป็ น
หลัก ข้ อเสนอจากตัวแทนของรี พับลิกันกลับได้ รับ อิทธิ พลจาก
สานัก การเงิ น นิย ม (Monetarism) ที่มองว่าเป้ าหมายของการ
แทรกแซงควรจะเป็ นการควบคุมอัตราเงินเฟ้อ ไม่ใช่การจ้ างงาน
อย่างที่ฝ่ายเคนส์เซียนให้ ความสาคัญ
นโยบายแบบเคนส์เซียนเกิ ดขึ ้นจากข้ อเสนอเชิงทฤษฎี
ของจอห์ น เมย์ น าร์ ด เคนส์ (John Maynard Keynes) นัก
เศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษที่เห็นว่ารัฐบาลควรเข้ าแทรกแซงระบบ

70

เศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่ างยิ่งในช่วงที่เกิ ดเศรษฐกิ จตกต่าเพื่ อ
เพิ่ มอุป สงค์ที่ แท้ จ ริ งให้ แก่ ต ลาด แนวนโยบายที่ ป ระยุก ต์จ าก
ข้ อเสนอของเคนส์มีส่วนอย่ างมากในการฟื ้น ฟูเ ศรษฐกิ จ ของ
ประเทศอุตสาหกรรมหลังจากวิกฤติ เ ศรษฐกิจ โลกในทศวรรษ
1930 จนถึงหลังสงครามโลกครัง้ ที่สอง ส่วน นักเศรษฐศาสตร์ ที่ มี
อิ ท ธิ พ ลอย่ า งสูง ต่อ ส านัก การเงิ น นิ ย ม คื อ มิ ล ตัน ฟริ ด แมน
(Milton Friedman) ซึ่งเชื่อว่านโยบายการเงิน เป็ นเครื่ องมือที่
สาคัญ ในการใช้ ป้ องกัน ภาวะเศรษฐกิ จ ตกต่ า ซึ่ ง ขัด แย้ งกับ
แนวความคิดของเคนส์ที่เชื่อว่าในระหว่างที่เกิดเศรษฐกิจตกต่า
นัน้ การใช้ นโยบายการเงินจะไม่ก่อให้ เกิดผลใดๆ รัฐบาลจึงควร
ใช้ งบประมาณแบบขาดดุล เพื่อสร้ างการลงทุนและการจ้ างงาน
เอง
ถึงแม้ ฟริ ดแมนจะเสียชีวิตไปแล้ วในปี 2549 แต่แนวคิด
ของฟริ ดแมนยั ง คงมี อิ ท ธิ พ ลอย่ า งสู ง ต่ อ นายทุ น และกลุ่ ม
อนุรักษนิยมที่สนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรี นิยม ฟริ ดแมนมี
ความเชื่ อส่วนตัวว่าเสรี ภาพส่วนบุคคลรวมถึง "เสรี ภาพในการ
ประกอบการ" นัน้ เป็ นคุณค่าที่สาคัญที่สดุ เหนือกว่าความเสมอ
ภาคหรื อความเป็ นธรรม นอกจากนี ้ แนวคิดของฟริ ดแมนที่ ว่า
ตลาดมีกฎเกณฑ์ที่คล้ าย "กฎธรรมชาติ" ของตนเองควบคุมอยู่
ยังสอดคล้ องกับอุดมการณ์เศรษฐกิจของฝ่ ายอนุรักษ์ ที่ต้องการ

71

ลดบทบาทของรัฐลงให้ น้อยที่สดุ และปล่อยให้ เอกชนดาเนินการ
เองทุกอย่าง
แนวคิดของฟริดแมนเรื่องเสรีภาพของเอกชนนันถู
้ กนามา
ประยุกต์เป็ นรูปธรรมในร่างงบประมาณของสภาผู้แทนที่ผ่านการ
ลงคะแนนของสภาล่างไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผา่ นมา ภายในร่าง
งบประมาณที่ เ สนอโดยนายพอล ไรอัน ผู้ แทนวิสคอนซิ น จาก
พรรครี พั บ ลิ กั น และประธานคณะกรรมการพิ จ ารณาร่ า ง
งบประมาณของสภาคนปั จ จุบัน มีข้อเสนอสาคัญ 4 เรื่ อง คือ
ประการแรก ลดงบประมาณรายจ่ายของรัฐ บาลลง โดยเน้ น ที่
รายจ่ายบริหารของหน่วยงานรัฐและการปรับลดพนักงานของรัฐ
ลง ประการที่สอง กาจัดกฎระเบี ยบที่ค วบคุมธนาคารและภาค
ธุรกิจ ประการต่อมา คือ การปฏิรูประบบภาษี และสุดท้ าย แปร
รูประบบสวัสดิการของรัฐ
ในข้ อเสนอที่นายไรอันเป็ นผู้ร่างและตังชื
้ ่อว่า "เส้ นทางสู่
ความมัง่ คัง่ (Path to Prosperity)" นัน้ มีฐ านคิดว่ากฎเกณฑ์
ข้ อบังคับรวมทังภาษี
้ จานวนมากที่เกิดขึ ้นภายหลังการบริหารของ
นายโอบามานันมี
้ ความซับซ้ อน ทาให้ นกั ลงทุนสับสนและมีอิสระ
ในการดาเนินการต่างๆ น้ อยลง จึงต้ องกาจัดกฎระเบียบเหล่านี ้
ออกไปและปฏิรูประบบภาษี เสียใหม่ นอกจากนี ้ ในมุมมองของ
นายไรอัน สิ่งที่น่ากลัวมากกว่าการว่างงาน คือ เงินเฟ้อ!

72

วิกฤติหนี ้สาธารณะเป็ นอุปสรรคสาคัญที่ประธานาธิบดี
โอบามากาลังเผชิญหน้ าและวิธีการจัดการกับหนีส้ าธารณะเป็ น
เงื่อนไขสาคัญที่อาจมีผลตัดสิน ใจว่าเขาจะได้ กลับมาท าหน้ าที่
ประธานาธิ บ ดี ใ นสมัย ที่ สองอีก หรื อไม่ ทัง้ นี ้ ประธานาธิ บ ดีโ อ
บามาเสนอแผนที่จะลดภาระหนีส้ าธารณะภายในระยะเวลา 12
ปี โดยใช้ การหัน่ งบประมาณในด้ านต่างๆ ร่วมกับการเพิ่มภาษี ไป
พร้ อมกัน ขณะที่ทางข้ อเสนอจากขัวรี
้ พับลิกันนัน้ สุดโต่งกว่า คือ
ใช้ เวลาเพียง 10 ปี โดยไม่มีการปรับเพิ่มภาษี แต่ใช้ การตัดลดและ
โอนถ่ายภาระต่างๆ ออกไปจากภาครัฐแทน
ถึ ง แม้ ผลส ารวจที่ เ พิ่ ง เผยแพร่ อ อกมาในวั น ที่ 21
พฤษภาคม ได้ แสดงให้ เห็นว่าคนอเมริกันจานวนถึง 78% ไม่เห็น
ด้ วยกับ การลดการอุด หนุน ของรัฐ ในโครงการเมดิแคร์ รวมทัง้
โครงการอื่นๆ เพื่อแก้ ปัญหาหนี ้สาธารณะ แต่ข้อเสนอแบบสุดโต่ง
จากฝ่ ายอนุรัก ษนิย มกลับ ผ่านความเห็น ชอบของสภาล่างและ
ได้ รับเสียงสนับสนุนถึง 40% จากสภาสูง เป็ นอย่างผู้เขียนได้ อ้าง
คาพูดของพอล ครุกแมน และนาโอมิ ไคลน์ ไว้ ในตอน (1) ของ
บทความชุดนี ้ว่า ฝ่ ายอนุรักษ์ ไม่เคยลังเลที่จะใช้ ยาขนานแรง เพื่อ
ยัดเยียดการปฏิรูปขนานใหญ่ให้ กบั สังคม เมื่อใดก็ตาม ที่เกิดสิง่ ที่
พอจะเรียกว่าได้ วา่ "วิกฤติ"

73

พวกเขาไม่เคยรีรอที่จะโน้ มน้ าวใจเราว่าถึงเวลาแล้ วที่จะ
"พลิกวิกฤติให้ เป็ นโอกาส" แต่คาถาม ก็คือ โอกาสสาหรับใคร?

74

75

ปัญหาแรงงานไทย

76

วิกฤตเศรษฐกิจกับแรงงานไทย
เผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์มมุ มองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิ จ 1
ม.ค. 2552
ถึงแม้ ป ระเด็น การเลิก จ้ างคนงานจะถูก พูดถึ งมากขึน้
ตามสื่อต่างๆ ในขณะนี ้ แต่ข้อมูลที่ป รากฎส่วนใหญ่ยังสะท้ อน
มุม มองแบบราชการที่ ยึ ด ติ ด อยู่กับ ตัวเลขเชิ งมหภาคและให้
ความสาคัญกับข้ อห่วงใยจากภาคธุรกิจหรื อฝ่ ายผู้ประกอบการ
แต่ละเลยสภาพปั ญ หาและความต้ องการของแรงงานผู้ได้ รั บ
ผลกระทบโดยตรงอีกกลุม่ หนึ่ง
ในมุมมองของคนงานจานวนไม่น้อย การโหมกระแสข่าว
วิกฤตเศรษฐกิจโดยสื่อกระแสหลักอย่างต่อเนื่อง (แต่ผิวเผินและ
ฉาบฉวย) กลับทาให้ ข่าวการเลิกจ้ างกลายเป็ นเรื่ อง “พอเข้ าใจ
ได้ ” ในสามัญ สานึก ของคนทั่วไป และกลายเป็ นข้ ออ้ างให้ กับ
นายจ้ างสามารถลดคนงานหรือเลิกจ้ างเพื่อ “เพลย์เซฟ” ในระยะ
ไม่ปลอดภัย
ในอี ก มุมหนึ่ ง ข้ อ โต้ แ ย้ ง ของฝ่ ายนายจ้ างอาจฟั ง ดูมี
นา้ หนัก เมื่อกล่าวว่าไม่มีใ ครต้ องการประสบปั ญหาจนกระทั่ง

77

ต้ องปิ ดกิ จการ รวมทัง้ สิ่งที่ กาลังเกิด ขึ ้นกับ คนงานนัน้ เป็ นสิ่งที่
หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม แนวโน้ มที่กาลังเกิดขึ ้นในช่วงครึ่ง
หลัง ปี 2551 กลับ แสดงให้ เห็น ว่าโรงงานหลายแห่ง ก าลังอ้ า ง
เหตุผ ลในเรื่ อ งวิ ก ฤตเศรษฐกิ จ เพื่ อ น ามาตรการบางอย่ า งที่
กฏหมายเปิ ด ช่ อ งให้ มาใช้ เพื่ อ รั ก ษากิ จ การของตนบน
ผลประโยชน์ของคนงาน
เช่ น กรณี ที่ น ายจ้ างจ านวนมากใช้ ประโยชน์ จ าก
กฎหมายคุ้มครองแรงงานมาตรา 75 ที่ เ ปิ ดโอกาสให้ น ายจ้ าง
สามารถหยุด กิ จ การชั่วคราวได้ โดยไม่ต้องจ่า ยค่าแรงให้ กับ
คนงานเต็มจานวน
กฎหมายคุ้มครองแรงงาน มาตรา 75 ตาม พ.ร.บ. แก้ ไข
ฯ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2551 ก าหนดให้ นายจ้ างที่มีความจาเป็ นต้ อง
หยุดกิจ การทัง้ หมดหรื อบางส่วนเป็ นการชั่วคราว ต้ องจ่ายเงิ น
ให้ กบั ลูกจ้ างไม่น้อยกว่าร้ อยละ 75 ของค่าจ้ างตลอดระยะเวลาที่
นายจ้ างมิได้ ให้ ลกู จ้ างทางาน และจะต้ องทาการแจ้ งให้ ลกู จ้ าง
และพนักงานตรวจทราบล่วงหน้ าไม่น้อยกว่า 3 วันทาการ
ในทางปฏิบตั ิ นายจ้ างจานวนมากให้ คนงานบางคนหรื อ
บางกลุม่ หยุดงานชัว่ คราวอย่างสม่าเสมอ โดยละเลยข้ อกาหนด
ต่างๆ โดยเฉพาะการขออนุญาตจากเจ้ าหน้ าที่ หรือในบางกรณี ก็
ขอร้ องให้ คนงานตกลงหยุดงานชั่วคราวในลักษณะสมัครใจเพื่อ

78

แลกเปลี่ยนกับการจ่ายค่าชดเชยให้ แต่ต่ากว่าที่กฏหมายกาหนด
(เช่น เสนอว่าจะจ่ายให้ 50 เปอร์เซ็นต์ของค่าแรง) โดยให้ เหตุผล
ว่าเศรษฐกิจไม่ดี ถ้ าไม่ช่วยกันโรงงานก็อาจอยู่ไม่รอด
ข้ อสังเกตของผมก็คื อ เจตนารมณ์ ของผู้ร่างกฎหมายฯ
คงไม่ได้ ต้องการให้ ฝ่ายนายจ้ างใช้ มาตรา 75 เป็ นเครื่ องมือใน
การผ่อนปรนภาระต้ น ทุน เนื่ อ งมาจากปั ญ หาเศรษฐกิ จ ตกต่ า
อย่ างแน่น อน การใช้ วิธีก ารนี จ้ ึงน่าจะเข้ าข่ายละเมิดสิท ธิ ของ
คนงาน
นอกจากเรื่ อ งการใช้ วิ ธีก ารตามมาตรา 75 แล้ ว ฝ่ าย
แรงงานเองยังได้ แสดงความวิตกต่อพฤติการณ์อีกหลายลักษณะ
ของนายจ้ างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเช่น การคัดคนงานออกโดย
ไม่ชีแ้ จงหลักเกณฑ์ให้ ทราบ การเลิกจ้ างที่พ่งุ เป้าไปที่กรรมการ
ลูกจ้ างหรื อกรรมการสหภาพ รวมทัง้ การพยายามโยกย้ ายการ
ผลิตออกไปจ้ างเหมาช่วง เนื่องจากแรงงานเหมาช่วงเป็ นกลุ่มที่
ไม่มีอานาจต่อรอง เพราะไม่ถือว่าเป็ นพนักงานของบริษัทจึงไม่ได้
รับสวัสดิการตามกฏหมาย
อาจกล่าวได้ ว่ากระแส “ความเชื่อมัน่ ” ว่าเศรษฐกิจไทย
จะซบเซาอย่ างหนัก ในปี หน้ าได้ ก ลายเป็ นปั จ จัย หลัก ที่ เ อือ้ ให้
แรงงานสุม่ เสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิมากยิ่งขึ ้น

79

สาหรับขบวนการแรงงานเอง ปั ญหาที่น่าวิตกกังวลอีก
ประการคือ คนงานส่วนใหญ่โดยเฉพาะในโรงงานที่ไม่มีสหภาพ
แรงงานหรือที่ไม่ได้ เป็ นสมาชิกของสหภาพฯ ยังขาดความรู้ความ
เข้ าใจเกี่ยวกับสิทธิที่ตนควรได้ รับจากนายจ้ างเมื่อถูกเลิกจ้ าง
ในสภาพเศรษฐกิจและบรรยากาศเช่นปั จจุบนั นี ้จึงถือว่า
แรงงานตกอยู่ในสภาวะที่เปราะบางและไร้ ความมัน่ คงอย่างสูง
ยิ่งไปกว่านัน้ อานาจต่อรองของฝ่ ายแรงงานที่ มีไม่มากอยู่แล้ ว
กลับลดลงและแทบสูญเสียความสามารถในต่อสู้เรียกร้ องสิทธิไป
อย่างสิ ้นเชิงเมื่อเกิดข้ อพิพาทด้ านแรงงานขึ ้น เพราะการณ์กลับ
ปรากฏว่า กระบวนการไต่ส วนของศาลแรงงานกลับ ยื ด เยื อ้
ยาวนานหลายปี จนคนงานไม่สามารถแบกรับต้ นทุนของเวลาและ
ค่าใช้ จ่ายได้ ข้ อเท็จจริงนี ้กลับกลายเป็ นผลดีกบั ฝ่ ายนายจ้ างและ
อาจเป็ นแรงจูงใจให้ นายจ้ างเลือกที่จะฝ่ าฝื นกฏหมายแรงงาน
ดังนัน้ สังคมโดยเฉพาะอย่ างยิ่ ง ภาคส่วนที่ มีบ ทบาท
เกี่ยวข้ องโดยตรงอย่างหน่วยงานของรัฐ สื่อมวลชนและขบวนการ
แรงงานเองจะต้ องช่วยกันสอดส่องดูแลการเลิกจ้ างที่กาลังเกิดขึ ้น
เพื่ อไม่ใ ห้ เ กิ ด การเอาเปรี ย บคนงานอย่ างที่ ฝ่ายแรงงานก าลัง
หวาดวิตก
เจ้ าหน้ าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้ องอย่างกรมสวัสดิการ
และคุ้มครองแรงงานจะต้ องข้ ามให้ พ้นจากกรอบความคิดแบบ

80

สาเร็จรูป ที่ถูกเสนอตามหน้ าหนังสือพิมพ์ และจะต้ องพิจารณา
กรณีการเลิกจ้ างเป็ นรายกรณี ไม่ยึดติดอยู่กับตัวเลขในลักษณะ
มหภาคที่ไม่ได้ สะท้ อนความเป็ นจริงในระดับคนงาน
ส่วนนักข่าวที่ตงใจดี
ั ้ และพยายามจะเสนอข่าวคนงานถูก
เลิกจ้ าง ก็จะต้ องไปไกลเกินกว่าการเสนอข่าวแบบ “วงเวียนชีวิต”
ที่เน้ นสะท้ อนภาพความทุก ข์ยากของคนงานเพียงคนเดียวหรื อ
ครอบครัวเดียวและผู้บ ริ โภคสื่อก็ไม่ได้ เ ข้ าใจต้ น ตอของปั ญ หา
อย่ า งแท้ จริ ง สื่ อ จะต้ อ งหัน มาเพิ่ ม บทบาทการให้ ความรู้ กับ
แรงงานเรื่ องสิท ธิ สะท้ อนปั ญหาเชิงโครงสร้ างหรื อเชิงระบบให้
สัง คมรั บ ทราบ รวมทัง้ เป็ นกระบอกเสี ย งให้ กับ แรงงานเพื่ อ
ผลักดันข้ อเรียกร้ องเชิงนโยบายไปสูร่ ัฐบาล
สุดท้ าย ขบวนการแรงงานเช่นสหภาพแรงงานในโรงงาน
ต่างๆ จะต้ องเป็ นกาลังสาคัญเพื่อสอดส่องติดตามการเลิกจ้ างใน
โรงงานของสมาชิ ก อย่ างใกล้ ชิ ด ในเบื อ้ งต้ น สหภาพจะเป็ นผู้
ตรวจสอบที่ดีเยี่ยมว่านายจ้ างได้ ปฏิบัติต ามขันตอนที

่กฎหมาย
กาหนดหรือไม่ นอกจากนี ้ สหภาพจะต้ องมีบทบาทสาคัญในการ
ให้ ความรู้กบั สมาชิกคนงานเกี่ยวกับสิทธิและการปฏิบัติที่ตนพึง
ได้ รับจากนายจ้ าง
ที่ ส าคัญ ที่ สุด การรวมตัวเชื่ อ มโยงเครื อ ข่า ยระหว่า ง
สหภาพแรงงานจะช่วยสร้ างอานาจต่อรองและทาให้ การผลักดัน

81

ข้ อเรียกร้ องในระดับนโยบายเข้ มแข็งมากขึ ้น อย่างน้ อยวันนี ้ เราก็
รู้แล้ วว่าหน้ าตาของรัฐบาลเป็ นอย่างไรและจะต้ องต่อรองกับใคร.

82

83

เศรษฐกิจฟื้นตัวหรือไม่ อยู่ที่การมี
งานทา
เผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์มมุ มองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิ จ 1
ต.ค. 2552

เมื่อประมาณกลางเดื อ นกัน ยายนที่ ผ่า นมา นายเบน
เบอร์ นัน เก้ ประธานเฟดของสหรัฐ ได้ ก ล่า วอย่ า งระมัดระวัง
เกี่ ย วกับ การฟื ้น ตัว ของเศรษฐกิ จ สหรั ฐ ว่า "จากมุม มองทาง
เทคนิ ค พบว่าเศรษฐกิ จสหรัฐมีแนวโน้ มขยายตัวขึน้ ในขณะนี ้
และมีความเป็ นไปได้ อย่างมากว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง
ที่สดุ นับตังแต่
้ ช่วง ทศวรรษที่ 1930 จะสิ ้นสุดลง แต่ในอีกมุมมอง
หนึ่ง ก็พบว่าเศรษฐกิจยังคงอยู่ในภาวะที่เปราะบางและอ่อนแอ
...เนื่องจากอัตราว่างงานพุ่งขึ ้นอย่างต่อเนื่อง..."
รายงานการวิเคราะห์วิกฤติภาคการธนาคารของกลุ่มนัก
เศรษฐศาสตร์ จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ
เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2552 ก็สอดคล้ องกับท่าทีที่ระมัดระวังของ
นายเบน เบอร์ นันเก้ เมื่อกล่าวถึ งการฟื ้นตัวของเศรษฐกิ จโลก

84

และชี ใ้ ห้ เห็ น ว่า การฟื ้น ตัว นัน้ อาจต้ องใช้ ระยะเวลาพัก ใหญ่
เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ ทาให้ เกิดการลดลงของการ
ผลิต การจ้ างงาน รวมถึงผลกาไรหรื อการลงทุนในอนาคต ส่ง ผล
ให้ การฟื น้ ตัวที่จะเกิดขึ ้นอาจเป็ นไปอย่างเชื่องช้ ากว่าที่คาดการณ์
กัน
ในบริ บ ทของสหรัฐ อุป สรรคสาคัญ ของการฟื ้น ตัวทาง
เศรษฐกิจ ก็คื อ อัตราว่างงานที่สูง สานัก งานสถิ ติแรงงานของ
สหรัฐ ระบุวา่ ในเดือนสิงหาคมที่ผา่ นมา ประชากรกว่า 7.5 แสน
คน ต้ องกลายเป็ นแรงงาน "ที่ถกู บัน่ ทอนกาลังใจ" (discouraged
worker) คือ เลิกล้ มความตังใจที
้ ่จะหางาน เพราะเชื่อว่าไม่มีงาน
เพียงพอสาหรับตน ดังนัน้ รัฐจาเป็ นต้ องออกมาตรการ เพื่อสร้ าง
งานใหม่และการฟื ้นฟูขวัญและกาลังใจของคนงานเหล่านีอ้ ย่าง
เร่งด่วน
สาหรับประเทศไทย ผู้บริหารนโยบายและนักวิจัยอาวุโส
ส่วนใหญ่ พ่งุ เป้าไปที่ปั จจัย ทางด้ านนโยบาย การเงิ น การคลัง
และสถานการณ์การส่งออกเมื่อถูกถามถึงโอกาสที่เศรษฐกิจไทย
จะฟื ้นตัว อาทิเช่น นายโอฬาร ไชยประวัติ ที่ปรึกษากิตติมศัก ดิ์
สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง กล่าวเมื่อต้ นเดือนนี ้ ว่า
เศรษฐกิจไทยได้ ผ่านจุดต่าสุดไปแล้ ว! และการฟื ้นตัวจะเป็ นรูป

85

ตัว U แต่ก็มีความเสี่ยงจะเป็ นรูปตัว L ได้ หากดาเนินนโยบาย
การเงินผิดพลาด
นายธนวรรธน์ พลวิ ชั ย ผู้อ านวยการศูน ย์ พ ยากรณ์
เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้ าไทย กล่าวในทานอง
เดียวกัน ว่า ปั ญหาวิกฤติเศรษฐกิจไทยในขณะนี ้ น่าจะผ่านจุ ด
ต่าสุดไปแล้ ว! และคาดว่าเศรษฐกิจไทยอาจฟื ้นตัวเป็ นรูปตัว U
ทังนี
้ ้ การฟื น้ ตัวจะขึ ้นอยู่กับปั จจัยอย่างเช่นเศรษฐกิจโลก ความ
คล่อ งตัวในการเบิ ก จ่ า ยงบไทยเข้ ม แข็ง รวมทัง้ สถานการณ์
ทางการเมือง
ในมุมมองของภาครัฐ และภาคธุรกิ จ เอกชนนัน้ เป็ นที่
เข้ าใจได้ วา่ การสร้ างความเชื่อมัน่ ให้ กลับคืนมาใหม่คงจะเป็ นสิ่ง
สาคัญลาดับต้ น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ลอ่ แหลมและอันตรายมาก ก็
คือ ความพยายามสร้ างความเชื่อมัน่ มากเกินไปจนละเลย "ความ
เป็ นจริง" ทางเศรษฐกิจและสังคม อาจทาให้ เศรษฐกิจไทยฟื ้นตัว
บนโครงสร้ างที่บิดเบี ้ยวมากยิ่งขึ ้น
"ความเป็ นจริง" ดังกล่าว ก็คือ สถานการณ์การเลิกจ้ างที่น่าเป็ น
ห่วง สภาพการทางานที่ส่มุ เสี่ย งและไร้ ความมัน่ คงของแรงงาน
โดยเฉพาะกลุม่ แรงงาน "นอกระบบ"
ในภาคอุต สาหกรรมของไทย การปิ ดตัวลงของสถาน
ประกอบการที่มีการจ้ างงานขนาดใหญ่ยงั คงปรากฏให้ เห็นอย่าง

86

ต่อ เนื่ อ ง กรณี ล่ า สุด คื อ บริ ษั ท ผู้ ผลิ ต กรอบประตู หน้ าต่า ง
อะลูมิเนียมและผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียมส่งออกแห่งหนึ่งในนิคมอุต
สาหกรร มนวนคร (ซึ่งได้ รับ การสนับ สนุน จากคณะกรรมการ
ส่ง เสริ ม การลงทุน หรื อ บี โ อไอเป็ นระยะเวลากว่า 20 ปี ) ได้
ประกาศเมื่อไม่กี่วนั ก่อนหน้ านีว้ ่าจะหยุดกิจการและจาเป็ นต้ อง
เลิกจ้ างคน งานจานวนมากกว่า 5,500 คน!
จากรายงานสถานการณ์ แ รงงานรายไตรมาสของ
กระทรวงแรงงาน ถึงแม้ สถิติการปิ ดกิจการและเลิกจ้ างคนงานใน
ไตรมาสที่ 2 (เดือนเมษายนถึงมิถุนายน) ของปี 2552 จะลดลง
เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสแรก (มกราคมถึงมีนาคม) กล่าวคือ
จากจานวนสถานประกอบการที่เลิกกิจการ 272 แห่ง หรือจานวน
ลูกจ้ างถูกเลิกจ้ าง 23,712 คน ลดลงเป็ น 101 แห่ง หรื อจานวนผู้
ถูกเลิกจ้ าง 10,199 คน แต่เมื่อรวมตัวเลขของคนงานที่ถกู เลิกจ้ าง
ในช่วง 6 เดือนเข้ าด้ วยกัน พบว่าสถานการณ์ยงั อยู่ในขันที
้ ่น่าเป็ น
ห่วงมาก
เมื่อพิจารณาในเชิงสาขา คนงานส่วนใหญ่ หรือประมาณ
ร้ อยละ 70 ของคนงานที่ถูกเลิกจ้ างเป็ นแรงงานในภาคการผลิต
ซึ่งไม่สามารถปรับตัวในแง่ของการฝึ กทักษะเพิ่มเติมและหางาน
ใหม่ได้ ดีเท่ากับ แรงงานในภาคบริ การ อาทิเช่น การเงินหรื อการ
ท่องเที่ยว ซึ่งมีสดั ส่วนของการปิ ดกิจการต่ากว่ามาก นอกจากนี ้

87

สถานประกอบการที่ปิดกิจการและเลิกจ้ างคนงานกว่าร้ อยละ 60
อ้ างสาเหตุก ารขาดทุน และขาดสภาพคล่องในการดาเนิ น งาน
รองลงมา คือ เลิกกิจการเพราะมีคาสัง่ ซื ้อลดลง คิดเป็ นประมาณ
ร้ อยละ 28.71
จึงน าไปสู่ค าถามว่า "จุด ต่าที่ สดุ ที่ผ่านไปแล้ ว" สาหรับ
เศรษฐกิ จ ไทย ที่ แท้ จ ริ งแล้ ว คื ออะไร? หรื อว่าการฟื ้น ตัวทาง
เศรษฐกิ จ ที่ ก ล่าวถึ ง กัน นัน้ จะมีต ัว ตนอยู่แ ต่ใ นมุม มอง "ทาง
เทคนิค" ในความหมายเดียวกับที่ประธานเฟดของสหรัฐใช้ และ
กล่าวถึงในตอนต้ นบทความ
สาหรับ แรงงานไทยในปั จ จุบัน จุดที่ ต่าที่ สุดของวิก ฤติ
สาหรับพวกเขายังคงไม่ผ่านพ้ นไปอย่างแน่นอน ตราบใดที่พวก
เขายังต้ องประสบกับความสุม่ เสี่ยงต่างๆ ไม่วา่ จะเป็ นความเสี่ยง
ที่ น ายจ้ างของตนจะหยุด กิ จ การชั่ว คราวตามอ าเภอใจและ
ต่อ รองให้ รั บ ค่า ตอบแทนที่ ต่ า กว่า 75% โดยอ้ า งปั ญ หาทาง
เศรษฐกิจ หรื อแย่ก ว่านัน้ ก็อาจจะถูก เลิกจ้ างโดยที่นายจ้ างไม่
บอกกล่าวล่ว งหน้ า หรื อ ไม่ไ ด้ รั บ ค่า จ้ า งและค่า ชดเชยตามที่
กฎหมายกาหนด ซึ่งหมายถึงต้ นทุนทัง้ เวลาและตัวเงินที่จะต้ อง
เพิ่มขึ ้นเพื่อใช้ ตอ่ สู้เรียก ร้ องสิทธิที่ตนควรได้ รับตามกฎหมาย
ยังไม่ต้องกล่าวถึงคนงานอีกจานวนกว่า 24 ล้ านคน หรือ
คิ ด เป็ นร้ อยละ 62.8 ของก าลัง แรงงานทัง้ หมดที่ ถู ก เรี ย กว่ า

88

แรงงาน "นอกระบบ" ซึ่งเป็ นกลุม่ ที่ไม่สามารถเข้ าถึงสิทธิและการ
คุ้มครองสวัสดิการตามที่กฎหมาย กาหนด ที่กาลังเพิ่มจานวนขึ ้น
เนื่องจากการปรับตัวของภาคธุรกิจ เพื่อลดภาระต้ นทุนท่ามกลาง
สภาวะการแข่ง ขัน รุ น แรง ไม่ว่า การตี ค วาม "การฟื ้น ตัว ทาง
เศรษฐกิ จ " จะแตกต่างกัน ไปอย่ างไรสาหรับผู้กาหนดนโยบาย
นักการเมืองและนักวิชาการ สาหรับคนงานที่หาเช้ ากินค่า ดัชนีชี ้
วัดการฟื น้ ตัวทางเศรษฐกิจมีเพียงตัวเดียวที่แม่นยาที่สดุ นั่นคือ
การมีงานที่มนั่ คงทา
เหตุผลนีเ้ องละมัง้ คนไทยจึงมักไม่เ ชื่อถือนัก การเมือง
และนักเศรษฐศาสตร์ แต่ใช้ วิธีสอบถามเอาจากคนขับแท็กซี่ หรื อ
ตรวจสอบจากราคาไข่ไก่ในตลาดใกล้ บ้าน!

89

90

ช่วยกันทาลายอคติเรื่องค่าจ้างขั้น
ต่าในสังคมไทย
เผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์มมุ มองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิ จ
28 ก.ค. 2554

เป็ นเรื่ องดีที่ก ารหาเสียงของหลายพรรคใหญ่อย่างเพื่ อ
ไทยและประชาธิปัตย์ ทาให้ เกิดบรรยากาศตื่นตัวและความสนใจ
ของผู้คนที่จะถกเถียงและหาความรู้เกี่ยวกับผลดีและผลเสียของ
นโยบายต่างๆ โดยเฉพาะเรื่ อ งที่ ไ ด้ รั บ ความสนใจในวงกว้ า ง
ในตอนนี ้คือ การขึ ้นค่าจ้ างขันต
้ ่าเป็ น 300 บาทต่อวัน ถึงแม้ พืน้ ที่
ส่วนใหญ่ของสื่อจะถูก ฝ่ ายทุนช่วงชิ งไปและทาให้ เรามักได้ ยิ น
และได้ อ่านความคิดเห็นในลัก ษณะที่คดั ค้ านกับนโยบายนีเ้ ป็ น
ส่วนใหญ่ก็ตาม
ในความเป็ นจริ ง เรื่ องผลกระทบของการเพิ่มค่าจ้ างขัน้
ต่าเป็ นประเด็นที่ทาให้ เกิดวิวาทะในสังคมอุตสาหกรรมมานาน
แล้ วและก็ยังคงเกิดขึ ้นสม่าเสมอ อย่างในสหรัฐอเมริ กา ก็มีวิวา
ทะเกี่ยวกับการเพิ่มค่าจ้ างขันต
้ ่าตลอดช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา

91

ในช่วงปลายปี 2549 เมื่อผู้แทนจากพรรคเดโมแครตเสนอให้ ขึ ้น
อัตราค่าจ้ างขันต
้ ่าของรัฐบาลกลางจาก 5.15 เป็ น 7.25 ดอลลาร์
สหรัฐ ก็ทาให้ เกิดการถกเถี ยงในวงกว้ างเกี่ยวกับผลกระทบต่อ
การจ้ างงาน แต่ ใ นที่ สุด ก็ เ กิ ด การแก้ ไขกฎหมาย The Fair
Labour Standard Act ที่กาหนดค่าจ้ างขันต
้ ่าทัว่ ประเทศ โดยใช้
ระยะเวลาทังหมดในการขึ

้นค่าจ้ างรวม 2 ปี คือระหว่างปี 2550 –
2552 และทาเป็ นลาดับขันตอนถึ

ง 3 ครัง้
ในวงการเศรษฐศาสตร์ เ อง การอภิปรายถึงผลกระทบ
ของการขึน้ ค่า จ้ างขัน้ ต่ า ก็ ยัง ไม่น าไปสู่ข้ อ สรุ ป ที่ แ น่ ชัด ว่า จะ
ก่อให้ เกิดการจ้ างงานลดลงหรือไม่ ถึงแม้ นกั เศรษฐศาสตร์ในอดีต
มักจะปั กใจเชื่อว่าการเพิ่มค่าจ้ างขันต
้ ่าจะทาให้ เกิดการจ้ างงาน
ลดลง เช่น ในช่วงปลายทศวรรษ 1970s หรื อทศวรรษ 2510
การส ารวจนั ก เศรษฐศาสตร์ วิ ช าชี พ ในวารสาร American
Economic Review ชี ้ให้ เห็นว่านักเศรษฐศาสตร์ ร้อยละ 90 เชื่อ
ว่าการเพิ่มค่าจ้ างขันต
้ ่าจะทาให้ การว่างงานเพิ่มขึ ้น โดยเฉพาะ
กั บ คนงานที่ เ รี ยกว่ า “ไร้ ฝี มื อ ” ซึ่ ง จะถู ก กี ดกั น ออกจาก
ตลาดแรงงาน แต่ในระยะหลัง นักเศรษฐศาสตร์ จานวนมากขึ ้นก็
พยายามหาข้ อพิสจู น์ว่าการขึ ้นค่าจ้ างขันต
้ ่าอาจไม่ได้ ทาให้ การ
จ้ างงานลดลงเสมอไป ขึ ้นอยู่กบั บริบทเช่น พื ้นที่และอุตสาหกรรม

92

ข้ อโต้ แย้ งของนักเศรษฐศาสตร์ กระแสหลักที่เชื่อว่าการ
เพิ่ มค่า จ้ างขัน้ ต่ าจะท าให้ เ กิ ด การว่างงานเพิ่ ม ขึน้ นัน้ มาจาก
ตรรกะของพวกเขาว่าการขึ ้นค่าจ้ างขันต
้ ่าทาให้ คนงานไร้ ฝีมือมี
ค่าจ้ างหรื อ “ราคา” สูงกว่าที่ ค วรจะเป็ น เมื่อเปรี ย บเที ย บกับ
คนงานที่ มี ทัก ษะสูงกว่า จะว่า ไปแล้ ว นี่ เ ป็ นตรรกะที่ สะท้ อ น
แนวคิดที่หมกมุน่ กับผลิตภาพการผลิตจนเกินไปและมองคนงาน
เป็ น “ปั จจัย การผลิต” แทนที่จ ะเป็ นมนุษย์ที่ มีชีวิต มีครอบครัว
และมีศกั ดิ์ศรีไม่ตา่ งจากนายจ้ างและมนุษย์เงินเดือนคนอื่น
คงจะไม่ เ ป็ นการกล่า วเกิ น จริ ง เลย ถ้ าจะพูด ว่ า นั ก
เศรษฐศาสตร์ กระแสหลักมักไม่สนับสนุนการกาหนดค่าจ้ างขัน้
ต่าอยู่แล้ ว เพราะขัดกับหลักการพื ้นฐานเรื่องการแข่งขันเสรีที่พวก
เขาเชื่อ เมื่อใดก็ตามที่มีการเสนอให้ ขึ ้นค่าจ้ าง นักเศรษฐศาสตร์ก็
มักหยิบยกทฤษฎีก ารกาหนดราคาสินค้ าว่า “ผู้ประกอบการจะ
จ่ายค่าจ้ างไม่มากไปกว่ามูลค่าของงานที่ได้ รับจากชั่วโมงทางาน
ที่เพิ่มขึ ้น” สาหรับพวกเขา ระดับค่าจ้ างในตลาดจึงเป็ นค่าจ้ างที่
“ถูกต้ องเหมาะสม” อยู่แล้ วเพราถูกกาหนดมาจากตลาด อย่างไร
ก็ตาม หากพิจารณาให้ ลกึ ซึ ้งแล้ ว ข้ อโต้ แย้ งดังกล่าวนีไ้ ม่มีความ
สมเหตุสมผลเลย เนื่องจากระดับค่าจ้ างที่ใช้ อยู่ในปั จจุบันเองก็
ไม่ได้ เกิดขึ ้นจากกลไกตลาดแต่อย่างใด แต่เป็ นผลผลิตของชุด
การควบคุม แทรกแซงและการกากับของรัฐหรื อกฎหมายจานวน

93

มาก ในกรณี ของประเทศไทย ค่าจ้ างที่ ใช้ อยู่ก็ ถูก กาหนดจาก
คณะกรรมการไตรภาคีหรือคณะกรรมการค่าจ้ างกลาง ซึ่งเกิดขึ ้น
จากกฎหมายและระเบียบต่างๆ ที่ให้ อานาจคณะกรรมการชุดนี ้
รวมถึงอานาจต่อรองระหว่างฝ่ ายนายจ้ างและลูกจ้ าง การกล่าว
ว่านโยบายเพิ่มค่าจ้ างขันต
้ ่าซึ่งเป็ นการตัดสินใจโดยฝ่ ายบริ หาร
นัน้ เป็ นการบิ ดเบื อนกลไกตลาดจึงเป็ น “คาโกหกที่แนบเนี ยน”
ของผู้ที่คดั ค้ านการขึ ้นค่าแรงเท่านัน้
จะเห็ น ว่ า อคติ ใ นเรื่ อ งค่ า จ้ างขัน้ ต่ า นัน้ ตัง้ บนฐานที่
แข็งแกร่ งและยากจะทาลายของมายาคติเรื่ อง “กลไกตลาดใน
ฐานะราคาที่เป็ นธรรม” ซึ่งถื อเป็ นมายาคติที่ ฝังรากลึกที่สดุ ใน
ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ และแพร่หลายจนกลายเป็ น “ความจริ ง” ที่
คนจานวนมากแม้ กระทัง่ นักวิชาการสายก้ าวหน้ าที่มีแนวโน้ มจะ
สนับสนุนฝ่ ายแรงงานก็ตามยังอ้ างถึงโดยไม่ต้องพิสจู น์ ตราบใดก็
ตามที่ผ้ คู นจานวนมากยังเชื่อได้ อย่างสนิทใจว่าค่าจ้ างค่าแรง ซึ่ง
เป็ นผลตอบแทนของการทางานของคนงานควรที่จะถูกกาหนด
จากความเต็มใจที่จะจ่ายของผู้ผลิตและกลไกตลาดแล้ วละก็ ก็
เป็ นเรื่ องที่เ ข้ าใจได้ ไม่ยากว่าทาไมวิวาทะเกี่ ย วกับนโยบายขึน้
ค่าจ้ างขันต
้ ่าเป็ นวันละ 300 บาทในปั จจุบนั แล้ ว จึงเต็มไปด้ วยข้ อ
โต้ แย้ งในทางคัดค้ านต่อนโยบายนี ้ ไม่ว่าจะเป็ นความกั งวลเรื่ อง
“ความสามารถในการแข่งขัน ” ของผู้ประกอบการหรื อเรื่ องเงิ น

94

เฟ้อของพวกมนุษ ย์ เ งิ น เดื อ น แต่แทบจะไม่มีใ ครพูดถึ ง ความ
จาเป็ นที่จะต้ องสร้ างหลักประกันคุณภาพชีวิตขันพื
้ น้ ฐานให้ กับ
คนงานเลย ทั ง้ ที่ เ ราทุ ก คนก็ ท ราบดี (โดยไม่ ต้ องมี ค วามรู้
เศรษฐศาสตร์แม้ แต่น้อย) ว่าระดับค่าจ้ างขันต
้ ่าที่เป็ นอยู่นนยั
ั ้ งไม่
สะท้ อนค่าครองชีพที่เป็ นจริงในชีวิตประจาวันในปั จจุบนั
สุดท้ าย สิ่งที่เป็ นเรื่องเศร้ าที่สดุ ก็คือ สังคมเราปล่อยให้ วิ
วาทะเรื่องค่าจ้ างขันต
้ ่า ถูกฝ่ ายทุนเบี่ยงเบนจากเรื่ อง “ค่าจ้ างที่
เป็ นธรรม” ไปเป็ นประเด็นเรื่ องความอยู่รอดของธุรกิ จและโยน
คาถามกลับมายังคนงานว่าจะเลือกงานที่แย่หรือตกงาน ? สังคม
แบบไหนกันที่เสนอทางเลือกประเภทนี ้ให้ กบั คนทางาน?

95

96

ประเด็นสิทธิมนุษยชน

97

ท าไมความยากจนจึ ง ถื อ เป็ น การ
ละเมิดสิทธิมนุษยชน!
เผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์มมุ มองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิ จ
17 มีนาคม 2553

กัลยาณมิตรท่านหนึ่งเคยบ่นให้ ฟังว่าเขาเองไม่ส้ จู ะเห็น
ด้ วยนัก ที่องค์กรพัฒนาเอกชนมักกล่าวว่า ความยากจนเป็ นการ
ละเมิดสิทธิมนุษยชนรูปแบบหนึ่ง
ประสบการณ์จากการทางานทาให้ ผมมัน่ ใจว่าปฏิกิริยา
เช่นนี ้ ไม่ได้ เ ป็ นเป็ นเรื่ องเฉพาะตัวบุคคล แต่มีรากฐานมาจาก
ความเข้ าใจเรื่องสิทธิมนุษยชน กับการพัฒนาในสังคมไทยที่ยงั ไม่
เป็ นไปในทิศทางเดียวกัน
ถ้ าจะกล่าวอย่ างอุป มาอุป ไมย ก็คือ สาเหตุที่ ป ระเด็น
ความยากจนไม่เคยถูกพิจารณาในมุมมองสิทธิมนุษยชนนัน้ เกิด
จาก ข้ อต่อของสายโซ่ที่ขาดหายไป 2 ชิน้ นั่นคือ ห่วงโซ่ที่ผกู พัน
รัฐ กับ ภารกิ จในการส่งเสริ มและคุ้มครองสิท ธิ ในมิติต่างๆ ของ

98

ประชาชน รวมทังห่
้ วงโซ่ที่ร้อยรัดการพัฒนาในมิติทางเศรษฐกิจ
เข้ ากับมิติทางสังคมและ วัฒนธรรม
จนกระทัง่ ปั จจุบนั รัฐบาลไทยได้ ลงนามและให้ สตั ยาบัน
ในกติการะหว่างประเทศและอนุสญ
ั ญาเกี่ยวกับ สิทธิต่างๆ รวม
6 ฉบับ ซึ่งฉบับที่เกี่ยวข้ องกับ "เรื่องปากท้ อง" โดยตรง คือ กติกา
ระหว่างประเทศว่าด้ วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม
(International Covenant of Economic, Social and Cultural
Rights - ICESCR) ซึ่งไทยได้ เข้ าเป็ นภาคีในปี 2542 และมีผล
บังคับใช้ ตงแต่
ั ้ เดือนธันวาคมของปี นัน้
ตามหลัก การ รั ฐ บาลจึ ง มี พัน ธกรณี ที่ จ ะต้ อ งด าเนิ น
มาตรการอย่ างเหมาะสม เพื่อทาให้ สิทธิใ นการมีงานท าและมี
เงื่อนไขการทางานที่เหมาะสมเป็ นธรรม สิทธิที่จะก่อตังสหภาพ

แรงงานและสิทธิที่จะหยุดงาน สิทธิที่จะได้ รับสวัสดิการ และการ
ประกันด้ านสังคม สิทธิที่จะมีมาตรฐานชีวิตที่ดีเพียงพอ สิทธิใน
สาธารณสุข การศึกษาและวัฒนธรรม ฯลฯ เกิดขึ ้นเป็ นจริ งอย่าง
เต็มที่ โดยเริ่มจากระดับของทรัพยากรที่มีอยู่ และดาเนินการให้
เกิดความคืบหน้ าขึ ้นไปเป็ นลาดับขัน้ อย่างไม่มีการเลือกปฏิบตั ิ
อย่ า งไรก็ ต าม ในทางปฏิ บัติ เป้ าหมายของนโยบาย
เศรษฐกิ จ มหภาคของไทยยัง ถูก ก าหนดจากฐานคิด ด้ านการ
พัฒนาที่ คับแคบ และละเลยที่จะส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิต่างๆ

99

แม้ ก ระทั่งสิท ธิ ท างเศรษฐกิ จ อย่ างสิท ธิ ใ นการมีงานท า และมี
เงื่อนไขการทางานที่เป็ นธรรม
นี่ ไ ม่ ใ ช่ ปั ญ ห า ข อ ง ผู้ ก า ห น ด น โ ย บ า ย ห รื อ นั ก
เศรษฐศาสตร์ในประเทศไทยเป็ นการเฉพาะ แต่เกิดขึ ้นในหลาย
ประเทศที่กระบวนการกาหนดนโยบายถูกครอบงา โดยความคิด
แบบกระแสหลัก ที่ ห มกมุ่น กับ ตัว เลขอัต ราเจริ ญ เติ บ โตทาง
เศรษฐกิจและ บูชากลไกตลาดมากเกินไป เพราะหลงในมายาคติ
ว่าการแข่งขันเสรีของระบบตลาดนันเป็
้ นข้ อเท็จจริง แทนที่จะเป็ น
เพียงสมมติฐานในทางทฤษฎี
จะว่าไปแล้ ว ความล้ มเหลวของรัฐในการดาเนินนโยบาย
เพื่ อ ลดความเหลื่ อ มล า้ และประกัน ความเป็ นอยู่ ที่ ดี ใ ห้ กั บ
ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนชายขอบที่มีฐานะยากจนในแต่ละ
ประเทศ ไม่ว่าจะเป็ นเด็กยากจน ผู้หญิ งในชนบท คนพิการและ
ชนกลุม่ น้ อย ถูกหยิบยกขึ ้นมาเป็ นประเด็นเรื่ องธรรมาภิบาลของ
การดาเนินนโยบายของรัฐในด้ าน การพัฒนา ภายหลังเกิดวิกฤติ
เศรษฐกิจทัว่ โลกครัง้ ล่าสุด
ผลการศึก ษาล่าสุด ของสหประชาชาติเ กี่ ย วกับ วิก ฤติ
เศรษฐกิจกับการศึกษา ที่เปิ ดเผยอย่างเป็ นทางการ เมื่อวันที่ 19
มกราคมที่ผา่ นมา ได้ แสดงให้ เห็นว่าช่องว่างระหว่างงบประมาณ
ที่ต้องการสาหรับด้ านการศึกษากับ จานวนที่รัฐบาลจัดให้ จริ งนัน้

100

ก าลัง ขยายกว้ างขึน้ เรื่ อยๆ ทั่ว โลก โดยเฉพาะช่วงหลัง วิก ฤติ
เศรษฐกิจ ซึ่งทาให้ เด็กจานวนมากไม่มีโอกาสได้ เข้ าเรียน
นัก วิ ช าการและนัก เคลื่อนไหวด้ านสิท ธิ จึง เกิ ด ความ
ตื่นตัวอย่างมากในช่วงหลังวิกฤติ ในการทบทวนกรอบความคิด
ของการพัฒนาทางเศรษฐกิจของรัฐ ทัง้ นี ้ งานวิจัยใหม่ชิน้ หนึ่งที่
น่าสนใจ คือ Rethinking Macro Economic Strategies from a
Human Rights Perspective - Why MES with Human Rights
(ทบทวนยุทธศาสตร์ เศรษฐกิจมหภาคจากมุมมองทางด้ านสิทธิ
มนุ ษ ยชน) ซึ่ ง เป็ นการท างานร่ ว มกั น ของนั ก วิ ช าการด้ าน
เศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยาและสิทธิมนุษยชน รวมทัง้ การพัฒนา
จากมหาวิทยาลัยในสหรัฐ อังกฤษ และแอฟริกาใต้ ตามลาดับ
รายงานนี ้ได้ เสนอการวิเคราะห์ที่ใหม่และรอบด้ านอย่าง
ยิ่ง ในแง่ของการประเมินและตรวจสอบนโยบายเศรษฐกิจ มห
ภาค จากมุมมองของการคุ้มครองสิทธิทางด้ านเศรษฐกิจ สังคม
และวัฒนธรรมโดยการดาเนินนโยบายและมาตรการของรัฐ ตาม
กรอบของกติการะหว่างประเทศ โดยในรายงานวิจยั นี ้ มีบทหนึ่งที่
แนะน าแนวคิ ด พื น้ ฐานเกี่ ย วกั บ สิ ท ธิ ม นุ ษยชนให้ กั บ นั ก
เศรษฐศาสตร์ และอีกบทที่แนะนาศัพท์วิชาการในการวิเคราะห์
เศรษฐกิจมหภาคให้ กบั นักสิทธิ มนุษยชน ที่สาคัญ ทีมนักวิจัยได้
นาเสนอเครื่ องมือที่ พัฒนาขึ ้น เพื่ อใช้ ใ นการวิเ คราะห์ ปั ญหาที่

101

เกิดขึ ้นในปริมณฑล ซึ่งประเด็นทางเศรษฐกิจและสิทธิมนุษยชน
มาพบกัน
ผมจึงได้ แนะนาให้ กัลยาณมิตรคนดังกล่าวกลับไปอ่าน
รายงานวิจัยฉบับนี ้ อย่างไรก็ต าม ก่อนจากกัน ผมได้ ทิ ง้ ท้ ายไว้
แบบทีเล่นทีจริ ง ว่า ผมเห็นด้ วยอย่างยิ่งกับเขา เพราะที่ถูกต้ อง
ควรจะเป็ น "ความยากจนถื อ เป็ นการละเมิดสิ ท ธิ ม นุษ ยชนที่
รุนแรงที่สดุ รูปแบบหนึ่ง ที่รัฐบาลมีหน้ าที่รับผิดชอบ"

102

"สิทธิชุมชน แปลว่า บ้านกู"
เผยแพร่ ครั้ งแรกในคอลัมน์ มมุ มองบ้ านสามย่าน กรุ งเทพธุรกิจ 26
มิ.ย. 2552

หลายคนคงจ าได้ ว่า เมื่ อไม่น านมานี ห้ ลัง จากที่ ศ าล
ปกครองจังหวัดระยองได้ ประกาศ ให้ พื ้นที่รอบนิคมอุตสาหกรรม
มาบตาพุด อันได้ แก่ ตาบลเนินพระ ตาบลมาบข่า ตาบลทับมา
ซึ่งตังอยู
้ ่ในอาเภอเมืองและตาบลบ้ านฉาง ในอาเภอบ้ านฉางเป็ น
เขตควบคุมมลพิ ษ นัน้ ค าตัด สิ น ดังกล่าวได้ ก่ อให้ เ กิ ดกระแส
สนับสนุนและคัด ค้ านเป็ นคลื่นสองระลอก คือ เกิดความปิ ติใ น
กลุม่ ผู้ได้ รับผลกระทบโดยตรงจากมลพิษ กลุ่มต่อสู้เรี ยกร้ องเพื่อ
สิทธิชมุ ชนและนักอนุรักษ์ สิ่งแวดล้ อม ก่อนจะตามมาด้ วยกระแส
คัดค้ านของธุรกิจท่องเที่ยว ผู้ป ระกอบการในนิคมอุตสาหกรรม
และกลุม่ ทุนขนาดใหญ่
ในช่วงนัน้ เสียงต่อต้ านจากฝ่ ายหลังดูเ หมือนจะได้ รับ
การประสานอย่างดีจากนักการเมือง-เจ้ าของธุรกิจ ผู้บริ หารบาง
คนของสภาอุต สาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยเฉพาะจากกลุ่ม
อุตสาหกรรมเหล็ก รวมทัง้ “ม็อบ” ของประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง จน

103

ทาให้ ดูเหมือนว่าการพิ จารณาของศาลปกครองยังไม่รอบด้ าน
เพี ย งพอและหน่วยงานของรัฐ จ าเป็ นจะต้ องเข้ ามาอุท ธรณ์ คา
ตัดสินครัง้ นี ้
จะเป็ นเพราะกระแสทัด ทานการยื่ น อุท ธรณ์ จ ากภาค
ประชาชนหรือไม่ก็มิอาจทราบได้ แต่ผลที่สดุ ปรากฏว่าที่ประชุม
คณะกรรมการสิ่งแวดล้ อมเห่งชาติ (สวล.) ซึ่งมีน ายกรัฐมนตรี
เป็ นประธานนันมี
้ มติให้ อทุ ธรณ์คาตัดสินเพียงประเด็นที่ศาลระบุ
ว่าคณะกรรมการฯ ละเว้ นปฏิบตั ิหน้ าที่เท่านัน้
สาหรับสื่อมวลชนเองพบว่ามีจ านวนไม่น้อยที่ นาเสนอ
ความขัดแย้ ง นี ใ้ นลัก ษณะ “เหรี ย ญสองด้ าน” เข้ าท านองว่า
“ผลกระทบจากนโยบายการพัฒนาย่อมมีทงั ้ ได้ และเสีย ” เท่านัน้
ซึ่งต้ องถือเป็ นเรื่องที่อนั ตรายมาก เพราะนอกจากสื่อกาลังปฏิเสธ
ที่จะทาหน้ าที่ตรวจสอบนโยบายรัฐแล้ ว สื่อยังช่วยตอกย ้าคาตอบ
แบบขอไปที ข องนัก ธุร กิ จ และผู้ก าหนดนโยบายที่ ข าดความ
รับผิดชอบ ซึ่งนิยมใช้ คาถารักษาทุกโรคว่า “ทุกอย่างในโลกมีสอง
ด้ านเสมอ มีได้ ต้องมีเสีย ” โดยไม่สนใจว่าใครคือคนได้ และใคร
เสีย จานวนเท่าใด
ผมคิ ด ว่า เราไม่ส ามารถน าจ านวนเสีย งสนับ สนุน มา
เปรี ยบเทียบแบบง่ายๆ กับเสีย งคัดค้ านได้ แต่จาเป็ นต้ องมีการ
แยกแยะให้ ชดั เจนว่ากลุ่มต่างๆ ที่ เข้ ามาเกี่ยวข้ อง มีกลุ่มใดบ้ าง

104

เป็ น “ผู้มีสว่ นได้ เสีย (stakeholders)” ซึ่งจะต้ องมีสว่ นร่วมในการ
ตัดสินใจเกี่ยวกับปั ญหาโดยตรง และกลุม่ ใดบ้ างเป็ นเพียง “กลุ่ม
ผลประโยชน์ (interest groups)” ที่พยายามสร้ างแรงกดดันเพื่อ
ปรั บ เปลี่ย นนโยบายให้ เ ป็ นประโยชน์ กับ ตนหรื อป้ องกัน การ
สูญ เสียในอนาคต ซึ่งความสับ สนในการแยกแยะ “ผู้มีส่วนได้
เสีย” ออกจาก “กลุม่ ผลประโยชน์ ” ในกรณีของมาบตาพุดทาให้
สังคมสับสนประเด็นของผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรม
กับเรื่องการท่องเที่ยวและการลงทุนของจังหวัดระยอง ข้ อเท็จจริ ง
ที่สาคัญที่เราต้ องตระหนักคือผลกระทบด้ านลบทางสิ่งแวดล้ อม
ทางสังคมและสุขภาพของผู้คนได้ เกิดขึ ้นจริ ง ไม่มีใครปฏิเสธได้
และผู้ที่ก่อให้ เกิดผลกระทบเหล่านี ้ต้ องรับผิดชอบ
เมื่ อ พูด ถึ ง ประเด็ น นี ม้ ี ง านวิ จัย ที่ ชื่ อ “อนาคตระยอง
เส้ นทางสู่ สั ง คมสุ ข ภาพ” ซึ่ ง สนั บ สนุ น โดยส านั ก งาน
คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ได้ ทาการประเมินผลกระทบของ
การพัฒนาอุตสาหกรรมที่มาบตาพุดและจังหวัดระยองอย่างรอบ
ด้ านแสดงให้ เห็นว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมที่ผ่านมาจนกระทั่ง
ปั จ จุบัน ได้ ก่ อให้ เ กิ ด ผลกระทบอย่ า งรุ น แรงต่อปั จ จัย ก าหนด
สุข ภาพ 4 ด้ า น คื อ ด้ านสิ่ ง แวดล้ อ ม ทรั พ ยากร สัง คมและ
เศรษฐกิจ

105

ในด้ านสิ่งแวดล้ อม ประชาชนในเขตมาบตาพุดต้ องรับ
ผลกระทบของปั ญหามลพิษอย่างรุนแรงทังด้
้ านอากาศ น ้า ความ
เสี่ยงจากอุบัติ ภยั สารเคมีและกากของเสีย ที่ถูกน ามาทิ ง้ ตามที่
สาธารณะ ในส่ ว นของมลภาวะทางอากาศ อัน ตรายจาก
สารอิน ทรี ย์ก่อมะเร็ งนัน้ ถือว่าเข้ าขัน้ วิก ฤต อย่างที่เ ห็น ในกรณี
ตัว อย่ า งของคุณ ลุงน้ อย ใจตัง้ ชาวมาบตาพุด ที่ ต้อ งสูญ เสี ย
สมาชิ กในครอบครัวหลายคนไปด้ วยโรคมะเร็ง ขณะที่ภรรยาก็
กาลังป่ วยด้ วยโรคนี ้ในปั จจุบนั
ในด้ านทรัพยากร ชาวระยองที่ได้ รับผลกระทบประสบกับ
ปั ญหาขาดแคลนนา้ และความเสื่อมโทรมของทรัพยากรชายฝั่ ง
อย่างรุ นแรง ขณะที่ ในด้ านสังคม การพัฒนาอุตสาหกรรมและ
เมืองได้ ทาลายความเป็ นชุมชนท้ องถิ่นและสถาบันครอบครัวลง
รวมทังมี
้ ปัญหาต่างๆ ที่มากับการขยายเมืองตามมา ไม่วา่ จะเป็ น
ปั ญหายาเสพติด การติดเชื ้อเอดส์ การล่วงละเมิดทางเพศ ฯลฯ
สุดท้ าย ในทางเศรษฐกิจ การพัฒนาเศรษฐกิจที่ ม่งุ แต่
สนองความต้ องการของภาคอุตสาหกรรมได้ ท าลายโครงสร้ าง
ทางเศรษฐกิจที่เคยสมดุลของระยองลง กล่าวคือ จากในปี 2524
ที่ภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม เหมืองแร่ การค้ าและบริ การเคย
สร้ างผลผลิตได้ ในสัด ส่วนที่ใ กล้ เ คีย งกัน ประมาณ ร้ อยละ 36,
ร้ อยละ 35 และร้ อยละ 29 ตามล าดับ ปรากฏว่า ในปี 2549

106

สัดส่วนดังกล่าวได้ เปลี่ยนไปเป็ นร้ อยละ 3, ร้ อยละ 79 และร้ อย
ละ 18 ซึ่งกลายไปเป็ นโครงสร้ างที่บิดเบี ้ยวมาก
งานวิจัย นี ย้ ังชี ใ้ ห้ เห็น ข้ อมูลที่ น่ าตกใจในแง่ของความ
เหลื่อมล ้า และการกระจุกตัวของรายได้ รวมทัง้ ระบบการจัดเก็บ
และจัดสรรภาษี ที่ไม่เป็ นธรรม เพราะการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
เกิดขึ ้นในอุต สาหกรรมหลักเพีย งไม่กี่ ประเภท ซึ่งส่วนใหญ่เป็ น
อุตสาหกรรมที่พึ่งพาการนาเข้ า จากนันปั
้ ญหาการกระจุกตัวของ
รายได้ ยังถูก ซา้ เติมจากระบบภาษี ที่เ งินภาษี กว่าร้ อยละ 80 ถูก
จัดเก็บเข้ ากรุงเทพฯ เพราะบริษัทเหล่านี ้จดทะเบียนในกรุงเทพฯ
ดังนัน้ หากเปรียบเทียบสัดส่วนของผลผลิตที่เกิดขึ ้นในระยองกับ
งบประมาณที่ได้ รับการจัดสรรแล้ ว ปรากฏว่า ระยองได้ รับจัดสรร
งบประมาณคิด เป็ นเพี ย งร้ อยละ 2.71 ของผลิ ตภัณ ฑ์ มวลรวม
ภายในจังหวัดเท่านัน!

ประสบการณ์และบทเรียนจากมาบตาพุดและระยองนัน้
ไม่ได้ เป็ นเรื่องใหม่สาหรับประวัติศาสตร์ การพัฒนาของประเทศ
ไทยแต่อย่างใด การพัฒนาเศรษฐกิจที่ม่งุ เน้ นแต่ผลิตภัณฑ์มวล
รวมประชาชาติและให้ ความสาคัญกับค่าเฉลี่ยของรายได้ ต่อหัว
ได้ พิสูจ น์ ใ ห้ เ ห็น นับ ครัง้ ไม่ถ้ ว นแล้ วว่าผิ ด พลาดและอัน ตราย
เพราะไม่ได้ สนใจชุมชนและมนุษย์ รวมทังไม่
้ เคารพวิสยั ทัศน์และ
ความต้ องการของชุมชนผู้เป็ นเจ้ าของท้ องถิ่น ในกรณีของมาบตา

107

พุด สิ่งที่ภาครัฐเรียกว่า “ความเจริ ญ” เกิดขึ ้นบนต้ นทุนมหาศาล
นั่น คือ การล่มสลายของภาคเกษตรกรรม ความยากจน การ
ท าลายชุมชนและลดค่าความเป็ นมนุษ ย์ ของคนในเขตนิ ค ม
อุตสาหกรรมให้ กลายเป็ นเพียงปั จจัยการผลิต
ในเมื่อภาครัฐอ่อนแอและเชื่องช้ าเกินกว่าที่จะเรียนรู้ และ
แก้ ไขความผิดพลาดอันเกิดจากแนวทางการพัฒนาของตน ผม
คิดว่าเป็ นหน้ าที่ ของชุมชนซึ่งเป็ นเจ้ าของพื น้ ที่ และเป็ นผู้ได้ รับ
ผลกระทบของการพัฒนาโดยตรงที่จะต้ องต่อสู้และเรี ยกร้ องเพื่อ
สิทธิในการกาหนดชะตาชีวิตตนเอง อย่างเช่น ที่ชาวมาบตาพุด
แสดงให้ เราเห็น
สุดท้ ายนี ้ผมขออนุญาตจบบทความโดยอ้ างอิงประโยค
ง่ายๆ แต่ได้ ใจความ ซึ่งตัดมาจากสุทรพจน์อนั คาคายและลึกซึง้
ของคุณ “กรณ์อมุ า พงษ์ น้อย” ภรรยาของคุณเจริ ญ วัดอักษร ที่
ได้ กล่าวเอาไว้ ในโอกาสครบรอบ 5 ปี การเสียชีวิตของคุณเจริ ญ
วัดอักษร “นักต่อสู้เ พื่อสิทธิชุมชนบ่อนอก” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21
มิถนุ ายน 2552 ว่า ”สิทธิชมุ ชน แปลง่ายๆ ว่า “บ้ านกู” และ สิทธิ
มนุษยชนก็แปลว่า “มึงก็คน กูก็คน”

108