ประมวลข้อเสนอปฏิรปู การศึกษา

โดย สมัชชาเครือข่ายปฏิรปู การศึกษา
https://www.facebook.com/EducationReformAssemblyTH?ref=hl

1 ปฏิ รปู การกระจายอานาจ/ โครงสร้าง
1.1 คืนสิทธิ กระจายอานาจหน้าทีใ่ นการจัดการศึกษา ให้กบั ชุมชน/ท้องถิน่ /ผูจ้ ดั การศึกษาและองค์กรที่ จัด
การศึกษาโดยตรงอย่างต่อเนื่อง บนฐานการจัด การเรียนรูแ้ บบเฉพาะกลุ่มเฉพาะพืน้ ที่
1.2 ภาครัฐปรับบทบาทเป็นผูส้ นับสนุ นทาหน้าทีก่ ากับด้านนโยบาย และการติดตามผลแทนทีก่ ารผูกขาด
การกากับ การจัดการศึกษา ลดการกาหนดโครงการจากส่วนกลางให้พน้ื ทีท่ าตาม เป็นการเปิดโอกาสให้
พืน้ ทีเ่ ป็ นผูจ้ ดั การศึกษาอย่างอิสระ
1.3 ให้โรงเรียนมีการบริหารจัดการ/ ระบบการศึกษาทีม่ สี ภาพคล่องมากทีส่ ุด โดยมีการกระจายอานาจไม่
ขึน้ กับส่วนกลาง ให้การจัดการศึกษาขึน้ อยูก่ บั ท้องถิน่ เอาการศึกษาออกนอกระบบ
1.4 แยกการเมืองออกจากการศึกษา ปฏิรปู อานาจการจัดการศึกษาทีส่ ่วนกลาง ด้วยการลดขนาดส่วนกลาง
เช่น สพฐ.ให้เล็กลงและกระจายบุคลากร กระจายงบประมาณลงไปยังโรงเรียนต่างๆ
1.5 ให้ชุมชนสามารถเป็นผูจ้ ดั การศึกษาได้ ด้วยการระดมทรัพยากร ภายในชุมชน/ท้องถิน่ เข้ามาใช้ในการ
จัดการเรียนรู้
1.6 ให้ทุกพรรคการเมืองมาร่วมกันจัดทาแผนทางการศึกษา และมีการทาสัตยาบันร่วมกันเพื่อให้นโยบาย
ทางการศึกษา เป็นไปอย่างต่อเนื่องและไม่ถูกแทรกแซงจากทางการเมือง
1.7 การกระจายอานาจการบริหารจากส่วนกลางสู่จงั หวัด เช่น การสรรหาและเลือกตัง้ คณะกรรมการส่งเสริม
การศึกษาเอกชน (สช.) โดยการมีส่วนร่วมของอปจ.
1.8 รัฐมนตรีผรู้ บั ผิดชอบกระทรวงศึกษาธิการจะต้องเป็นผูท้ ม่ี คี วามรูค้ วามสามารถและความเข้าใจด้าน
การศึกษา ไม่ใช่ใครก็ได้ทพ่ี รรคการเมืองตัง้ ขึน้ มารับตาแหน่ง
1.9 กระจายอานาจในการจัดการลงไปสู่ระดับต่างๆ เช่น ระดับจังหวัด ให้จงั หวัดจัดการตนเอง เป็นต้น
1.10 รัฐต้องเปลีย่ นบทบาทจากผูจ้ ดั การศึกษาเป็ นผูส้ นับสนุนการจัดการศึกษา ทีเ่ ชื่อมต่อทุกภาคส่วนของ
สังคมให้เข้ามาร่วมพัฒนาการศึกษา
1.11 เปลีย่ นบทบาทจากเผด็จการทางการศึกษาทีผ่ กู ขาด/ครอบงาการจัดการเรียนรูแ้ ละความรู้ มาเป็ น
ผูส้ นับสนุ นส่งเสริม
1.12 กระจายอานาจให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการกาหนด/ออกแบบการเรียนรูใ้ นรูปแบบต่างๆ

2 ปฏิ รปู นโยบาย/กฎหมายการศึกษา
2.1 สนับสนุ นการศึกษาทางเลือกอย่างต่อเนื่อง
2.2 แก้กฎหมายให้คณะกรรมการสถานศึกษามีอานาจมากขึน้
2.3 มีการยกระดับ ระเบียบ สพฐ.ว่าด้วยเรือ่ งเครือข่าย ผูป้ กครองให้ชดั เจนมากขึน้
2.4 แก้ไขพระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแห่งชาติไม่ให้แยกส่วน แต่ให้มแี นวทาง การจัดการศึกษาทีเ่ ชื่อมร้อยกัน
ตัง้ แต่ระดับปฐมวัยจนถึงมหาวิทยาลัย
2.5 แก้ไขให้ทอ้ งถิน่ เข้ามาสนับสนุนการจัดการศึกษาในสัดส่วนทีช่ ดั เจน เพราะทีผ่ ่านมาท้องถิน่ สนับสนุ น
งบประมาณอาหารเสริมเท่านัน้ ควรจะมีกฎหมายเสริมหนุนให้ชดั เจนว่า สนับสนุนเท่าไหร่ในแต่ละปี
2.6 แยกการศึกษาออกจากการเมือง
2.7 ให้มกี ารปรับนโยบายให้เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์ปญั หา โดยต้องจัดทาตัวนโยบายในรูปแบบ
white paper ทีใ่ ห้ทุกภาคส่วนสามารถนาไปใช้ปฏิบตั ไิ ด้ตามสภาพจริง
2.8 ต้องมีการจัดทาแผนการศึกษาชาติโดยให้กาหนดนโยบายตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
เพื่อให้มกี ารนานโยบายไปปฏิบตั อิ ย่างต่อเนื่องและเป็ นรูปธรรม
2.9 จัดทาธรรมนูญการศึกษาทีท่ ุกภาคส่วนมีส่วนร่วมและให้พรรคการเมืองลงสัตยาบันร่วมกันเพื่อแก้ปญั หา
การเปลีย่ นแปลงนโยบายการศึกษาทีไ่ ม่ต่อเนื่อง
2.10 ต้องมีกฎหมายทีเ่ กีย่ วข้องกับการจัดการศึกษาของท้องถิน่ ทีม่ กี ารกาหนดชัดเจนว่าด้วยงบประมาณ
โอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร โอกาสของครูทจ่ี ะได้รบั การพัฒนาด้านต่างๆ(ทักษะ ความรู)้
2.11 แยกการเมืองออกจากการศึกษา ผลักดันให้การศึกษาเป็นวาระแห่งชาติทม่ี นี โยบาย/ แผนการศึกษา
ซึง่ ทุกพรรคการเมือง ทุกรัฐบาลจะต้องปฏิบตั ใิ ช้ ห้ามเปลีย่ นแปลงยกเลิกหรือแสวงประโยชน์ทางการเมือง

3 ปฏิ รปู การบริ หารจัดการ
3.1 สถานศึกษาเป็ นนิตบิ ุคคล มีการจัดสรรงบประมาณให้พน้ื ทีด่ าเนินการตามบริบท และความต้องการที่
แตกต่างกัน
3.2 การศึกษาไม่ควรบริหารด้วยระบบราชการ ไม่ควรเป็นธุรกิจ แต่ควรบริหารจัดการตามความต้องการ
ของผูเ้ รียน
3.3 มีคณะกรรมการการศึกษาเพื่อชุมชนท้องถิน่ / สภาการศึกษาชุมชน เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในระดับทีม่ ี
การจัดการศึกษา ทีม่ ตี วั แทนจากทุกภาคส่วน
3.4 จัดให้มกี ารบูรณาการแหล่งเรียนรูท้ ส่ี ่งเสริมให้เด็กได้เรียนรูจ้ ริง โดยผูป้ กครองและชุมชนเข้ามามีส่วน
ร่วมในการจัดการทัง้ ใน การช่วยดาเนินการ เป็ นครูอาสาช่วยสอนหรือระดมทุนหาครูมาสอนเสริม
3.5 ในระยะสัน้ โรงเรียนทุกโรงเรียนจะต้องมีผบู้ ริหาร ส่วนในระยะยาวนัน้ งานบริหารงานบุคคล ของ
โรงเรียนขนาดเล็กต้องมีการปรับเปลีย่ นด้านอัตรากาลัง ให้มอี ตั รากาลังทีส่ อดคล้อง กับบริบทโรงเรียน ไม่ใช่
หลักเกณฑ์เดียวกับโรงเรียนขนาดใหญ่ ต้องจัดครูให้ครบชัน้ เรียน
3.6 คืนครูให้กบั ชัน้ เรียน ด้วยการลดงานของครู
3.7 ในการพัฒนาวิชาชีพ วิทยาฐานะ ควรส่งเสริมให้มศี ูนย์ฝึกพัฒนาตนเอง ทีท่ าให้การพัฒนาเป็นส่วนหนึ่ง
ของงานในหน้าที่ รวมทัง้ มีการติดตาม ประเมิน
3.8 ต้องมีการบริหารจัดการด้วยระบบธรรมาภิบาลในองค์กร ผลักดันให้มกี ารจัดตัง้ สานักงานคณะกรรมการ
ส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ให้ครบทุกจังหวัด
3.9 จะต้องมีการจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ให้ครูอย่างเหมาะสม ทัง้ ครูภาครัฐและภาคเอกชนอย่างเท่า
เทียมกัน
3.10 ต้องมีการออกกฎกระทรวงว่าด้วยการเรียกบรรจุครู ทีค่ วรให้การบรรจุครูตอ้ งเกิดขึน้ ภายในสิน้ ปี
การศึกษาไม่ใช่ระหว่างภาคเรียน
3.11 สร้างทัศนคติกบั ผูบ้ ริหารให้เกิดแนวคิดการบริหารจัดการแบบใหม่ มีความรูใ้ นการพัฒนา
3.12 มีระบบในการพัฒนาคุณภาพทัง้ ครูและผูบ้ ริหาร รวมทัง้ มีความชัดเจน ในการจัดสวัสดิการให้บุคลากร
และการจัดการเงินวิชาชีพทีเ่ ท่าเทียม
3.13 สถานศึกษาต้องมีอสิ ระในการจัดการ

4 ปฏิ รปู ระบบการผลิ ตบุคลากรทางการศึกษา
4.1 กระบวนการคัดเลือก ให้มกี ารกาหนดเกรดสาหรับผูท้ จ่ี ะเรียนครู ตัง้ แต่ ๓.๐๐ ขึน้ ไป
4.2 มีการจัดทุนการศึกษาสาหรับนักศึกษาครูตลอดหลักสูตร
4.3 พัฒนาหลักสูตรการผลิตครู ให้ครูมคี วามสามารถสอนได้หลายวิชา
4.4 ให้มกี ารจัดตัง้ “มหาวิทยาลัยครูแห่งชาติ” ทีผ่ ลิตและพัฒนาครูทงั ้ ภาครัฐและเอกชนด้วยการมุ่งเน้น
คุณภาพมากกว่าปริมาณ
4.5 มีการจัดตัง้ วิทยาลัยครูเพื่อสอนการเป็นครูโดยเฉพาะ เพื่อผลิตครูทม่ี จี ติ วิญญาณความเป็นครู มี
คุณภาพ มีจติ วิทยาในการสอน โดยทีม่ กี ารให้ทุนครู ทีม่ หี ลักประกันว่าเรียนจบแล้วจะมีงานทาทีส่ ามารถ
ชาระคืนทุนการศึกษาได้

5 ปฏิ รปู การสื่อสารเพื่อการศึกษา
5.1 สร้างสานักสื่อเพื่อการศึกษา ให้ทอ้ งถิน่ พัฒนาสร้างเพื่อการเรียนรู้
5.2 สร้างการเรียนรู้ ความเข้าใจให้ชุมชนเข้าใจการศึกษาในเชิงคุณภาพ ทีท่ ุกภาคส่วนต้องเข้ามามีส่วนร่วม
จัดการศึกษา ดึงทรัพยากรภายในชุมชนท้องถิน่ ออกมาใช้
5.3 สื่อต้องมีบทบาทในการรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการให้ขอ้ มูลข่าวสาร เผยแพร่ความรูท้ ท่ี าให้สงั คมตื่นตัว
และมองเห็นปญั หาของการศึกษา
5.4 จุดประกายให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนปฏิรปู การศึกษา พัฒนาคน/พลเมืองทีม่ ี
คุณภาพร่วมกัน

6 ปฏิ รปู บุคลากรทางการศึกษา
6.1 มีระบบการนิเทศก์ ส่งเสริมความรู้ การวัดผล การประเมินทีพ่ ่อแม่/ผูก้ ครองเข้ามามีส่วนร่วม
6.2 จัดให้มบี ุคลากรเพียงพอต่อการเรียนการสอน และมีบุคลากรตรงกับแผนการเรียนการสอน
6.3 ในการคัดเลือกครู การผลิตครูนนั ้ ชุมชนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วม โดยบุคลากรครูไม่จาเป็ นจะต้องมีใบ
ประกอบวิชาชีพ เพื่อเปิดโอกาสให้บุคลากรในชุมชนสามารถเป็นผูจ้ ดั การศึกษาได้
6.4 ให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการบุคลากรสถานศึกษา เช่น การคัดเลือกเข้า/ให้ออก
ให้เป็นสิทธิของผูบ้ ริหารและบุคลากรครูภายในโรงเรียนนัน้ ๆ
6.5 ปรับเปลีย่ นวิธกี ารเป็นการประเมินวิทยฐานะเชิงประจักษ์ทแ่ี ท้จริง จากตัวผูเ้ รียน ทัง้ ในเชิงคุณธรรม
จริยธรรมและวิชาการ
6.6 พัฒนาบุคลากรให้เป็นผูบ้ ริหารมืออาชีพ ครูมอื อาชีพ โดยทีผ่ บู้ ริหารน่ าจะมีการพัฒนาเป็นลาดับเพื่อ
พัฒนามุมมองการจัดการ
6.7 ปฏิรปู ครูเก่าและสร้างหลักสูตรผลิตครูใหม่ ให้ครูมหี ลักสูตรการสอนทีม่ งุ่ เน้นการโค้ช(แนะนา/ ปรึกษา)
ทีจ่ ะพัฒนาคนได้
6.8 สร้างระบบพัฒนาคุณภาพประเมินครูโดยดูทค่ี ุณภาพของตัวเด็กไม่ใช่ดทู ว่ี ทิ ยฐานะ
6.9 จัดระบบสวัสดิการและเงินวิชาชีพทีม่ นคงเพื
ั่
่อสร้างความมันคงทางจิ

ตใจให้แก่ครูลดปญั หาครูรบั จ้างที่
ขาดจิตวิญญาณของความเป็นครู
6.10 เปลีย่ นครูจากการเป็นผูส้ อน/ ผูจ้ ดั การเรียนการสอน ให้เป็นครูทเ่ี ป็นผูจ้ ดุ ประกายและดึงศักยภาพของ
ผูเ้ รียนออกมา

7 ปฏิ รปู กลไกการจัดการศึกษา
7.1 จัดตัง้ กองทุนเพื่อการศึกษา ทีร่ ฐั สนับสนุ นงบประมาณ และเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่างๆ เข้ามา
สนับสนุ น
7.2 กาหนดให้มกี ารจัดตัง้ องค์กรกลาง ทีร่ ฐั จะต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุ นกิจกรรมของ พ่อแม่/
ผูป้ กครอง เช่น งบประมาณพัฒนาผูป้ กครอง เป็ นต้น
7.3 ให้มกี ารเชื่อมร้อยเครือข่ายโรงเรียนขนาดเล็กให้ม ี กิจกรรมทีจ่ ะสร้างความเข้มแข็งอย่างต่อเนื่อง
7.4 สร้างร่วมมือระหว่างผูบ้ ริหาร ครู นักเรียน ชุมชน คณะกรรมการสถานศึกษา และพ่อแม่/ผูป้ กครอง ให้
เข้ามามีบทบาท มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
7.5 จัดตัง้ ศูนย์ฝึกอบรมความรูเ้ กีย่ วกับบทบาทการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
7.6 มีองค์กรจัดตัง้ ในระดับท้องถิน่ เพื่อขับเคลื่อนแผนการศึกษาท้องถิน่ (อบต. อบจ. เทศบาล) ทีส่ อดคล้อง
กับแผนการศึกษาชาติ

8 ปฏิ รปู หลักสูตรการศึกษา ตัวชี้วดั ประเมิ นผล
8.1 มีหลักสูตรชุมชน ทีม่ เี นื้อหาเกีย่ วกับวิถชี วี ติ ความเชื่อ การจัดการทรัพยากรฯ องค์ความรูภ้ มู ปิ ญั ญา
8.2 ควรมีการปฏิรปู หลักสูตรให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากยิง่ ขึน้
8.3 ให้มกี ารประเมินทุกระดับอย่างมีส่วนร่วม นักเรียน ครู โรงเรียน ผูป้ กครอง โดยต้องทาให้ทุกภาคส่วน
ตระหนักถึงบทบาทหน้าทีท่ ม่ี ตี ่อการจัดการศึกษา
8.4 ปรับการเรียน เปลีย่ นการสอน ด้วยการจัดทาหลักสูตร ทีท่ ุกภาคส่วน เข้ามา มีส่วนร่วม เชื่อมร้อย
ชุมชน ผูป้ กครอง ศาสนสถาน และบุคลากร ส่วนต่างๆ
8.5 ต้องเป็นหลักสูตรทีส่ อดคล้องกับท้องถิน่ สอดคล้องกับเด็กนักเรียนรายบุคคล ไม่ใช่หลักสูตรเดียวสอน
ทัวประเทศ

8.6 ทลายกาแพงเรือ่ งของชัน้ เรียน เพราะทีผ่ ่านมาระบบชัน้ เรียนเป็นอุปสรรค สกัดกัน้ ความก้าวหน้าของ
เด็กทีม่ คี วามสามารถ
8.7 ต้องปรับวิธกี ารประเมินเป็นรายบุคคลมีการประเมินทีห่ ลากหลาย ทัง้ เรือ่ งทักษะชีวติ คุณธรรมไม่เฉพาะ
วิชาการเท่านัน้

8.8 การทดสอบ ONET GAT PAT ควรใช้เนื้อหาเดียวกับการเรียนการสอนในห้องเรียน
8.9 ปรับลักสูตรให้เอือ้ ต่อการเรียนทีใ่ ห้ผเู้ รียนเป็นสาคัญ
8.10 การประเมินผลต้องปรับให้สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียน
8.11 ต้องมีการปรับระบบการวัดผลประเมินผลของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน(สพฐ.)
สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(สทศ.) สานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพ การศึกษา
(สมศ.)ให้มกี ารประเมินภายนอกทีส่ อดคล้องตามบริบทของสถานศึกษา และนา ไปสู่การยกระดับคุณภาพ
การศึกษาได้อย่างแท้จริง
8.12 มีหลักสูตรทีท่ าให้เด็กเยาวชนมีความรูค้ วามเข้าใจเรือ่ งชุมชน ทักษะอาชีพทีจ่ ะเอาไปใช้ประโยชน์ได้
8.13 ปรับเปลีย่ นระบบชัน้ เรียน ให้เป็นห้องเรียนทีม่ คี วามหลากหลายของเด็กลักษณะต่างๆ ทัง้ เก่งไม่เก่ง
เพื่อสร้างการเรียนรูร้ ว่ มกันทีห่ ลากหลายร่วมกัน
8.14 สร้างการเรียนรูใ้ หม่ ปรับการเรียน เปลีย่ นการสอน ใช้กจิ กรรมเป็นฐานในการเรียนรู้
8.15 มีการประเมินทีห่ ลากหลายสอดคล้องตามสภาพความเป็นจริง
8.16 คืนหลักสูตรไปทีช่ ุมชน ท้องถิน่ โรงเรียน เปลีย่ นหลักสูตรใหม่หมดให้เป็ นหลักสูตรการศึกษาทีม่ คี วาม
หลากหลายสอดคล้องตามบริบทพืน้ ที่
8.17 ให้ทุกภาคส่วน(เด็ก ผูป้ กครอง ชุมชน โรงเรียน) เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบหลักสูตร
8.18 ยกเลิกการวัดผลโดยใช้คะแนนเป็ นตัวชีว้ ดั แต่ให้วดั ผลด้วยศักยภาพและรูปธรรมการเรียนรูก้ ารปรับ
ใช้ความรูท้ ห่ี ลากหลาย
8.19 คืนครูให้กบั ห้องเรียน ยกเลิกการประเมินทีอ่ งิ กับเอกสาร วิทยฐานะ ปรับให้มเี กณฑ์ทเ่ี ป็นมาตรฐาน มี
เทคนิคการประเมินทีเ่ ท่าทันและสอดคล้องกับบริบทพืน้ ที่

9 ปฏิ รปู เป้ าหมายทางการศึกษา/ กระบวนทัศน์
9.1 กาหนดเป้าหมายใหม่ของการศึกษาให้มงุ่ เน้นการพัฒนาเด็กและเยาวชนที่ คิดเป็ น ทาเป็ น แก้ปญั หา
เป็น เรียนรูด้ ว้ ยตนเองเป็น
9.2 มีความรัก และเข้าใจในชุมชนท้องถิน่ และมีกระบวนการในการสืบสาน องค์ความรูภ้ ูมปิ ญั ญาท้องถิน่
9.3 มีการสร้างความรู้ ความเข้าใจถึงสิทธิทางการศึกษา ทีเ่ ป็นสิทธิธรรมชาติทท่ี ุกคนพึงมี พึงเลือก
การศึกษา ทีส่ อดคล้องกับความชอบ ศักยภาพ
9.4 ปรับเปลีย่ นกระบวนทัศน์ทางการศึกษาใหม่ทเ่ี ชื่อมันในการเรี

ยนรูท้ ห่ี ลากหลายตลอดชีวติ
9.5 เน้นการเรียนรูด้ ว้ ยตนเอง เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ ทีม่ ที กั ษะชีวติ คิดวิเคราะห์เป็ น ทาเป็น มีเหตุผล มี
คุณธรรม จริยธรรม จิตสาธารณะ และสามารถปรับตัวเข้ากับบริบทของสังคมโลกได้
9.6 ต้องการการศึกษาทีม่ คี ุณภาพ เน้นการสร้างคนทีห่ ลากหลาย
9.7 ไม่เน้นชิงดีชงิ เด่น ค้นเจอความถนัด ความสนใจ
9.8 มีความภาคภูมใิ จในตัวเอง เคารพตัวเอง และมีจติ สานึกของความเป็ นพลเมือง
9.9 มีความสุขและสนุกในการเรียนรูต้ ลอดชีวติ
9.10 การเรียนรูท้ พ่ี ฒ
ั นาผูเ้ รียนให้คดิ เป็ น วิเคราะห์เป็ น ทาเป็ น แก้ปญั หาเป็ น เรียนรูด้ ว้ ยตนเองเป็ น
9.11 มีทกั ษะการเข้าใจตนเอง ทักษะการพึง่ ตนเอง ทักษะการทางานร่วมกับผูอ้ ่นื
9.12 มีความรักและเข้าใจในชุมชนท้องถิน่ มีจติ สานึกสาธารณะ และมีสานึกของความเป็ นพลเมือง

10 ปฏิ รปู การจัดสรรงบประมาณทางการศึกษา
10.1 มีระบบการจัดสรรงบประมาณใหม่ทส่ี อดคล้องกับ สภาพพืน้ ที่
10.2 มีหลักเกณฑ์ในการจัดสรรงบประมาณ ทีช่ ดั เจน และมีผรู้ บั ผิดชอบในการจัดการ
10.3 กระจายให้ผจู้ ดั การศึกษา 80% ลดงบประมาณพัฒนาบุคลากรให้เหลือ 20%
10.4 งบประมาณการจัดการศึกษาก็ให้ขน้ึ ตรงกับท้องถิน่ ให้ทุกภาคส่วนในระดับท้องถิน่ เข้ามามีส่วนร่วม
ในการบริหารัดการงบประมาณการศึกษา ทีจ่ ะทาให้ได้งบประมาณเพิม่
10.5 ต้องจัดสรรให้สอดคล้องกับสภาพพืน้ ที่ ยกเลิกการจัดสรร งบประมาณรายหัว ให้เป็นการอุดหนุ น
งบประมาณ ภาคครัวเรือนแทน
10.6 ต้องทาให้การจัดสรรงบประมาณสอดคล้องกับสภาพจริง และสนับสนุ นส่งเสริมให้มากในพืน้ ทีท่ ่ี
ต้องการการดูแล