โครงงานวิทยาศาสตร์

เรื่อง เกษตรปราณีต “หลุ่มอ่อม”
ผู้จดั ทาโครงงาน
นางสาวน้ องสตางค์ รุ่งสมทรัพย์ เลขที่ 34
นางสาวนวพร

โพธิ์อาพร เลขที่ 40

นางสาวเพ็ญนภา

เนตรรักษา เลขที่ 43

ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 4/2
ครูทปี่ รึกษาโครงงาน
นายสิ ปป์ แสง สุ ขผล
รายงานนีเ้ ป็ นส่ วนหนึ่งของวิชาวิทยาศาสตร์ สาขา ชีววิทยา
โรงเรียนรัตนโกสิ นทร์ สมโภชบวรนิเวศศาลายา ในพระสั งฆราชูปถัมภ์
ตาบลศาลายา อาเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม
ภาคเรียนที่ 2 ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 4 ปี การศึกษา 2556

ชื่อเรื่อง

เกษตรปราณี ตหลุมแกงอ่อม

ผู้จัดทา

1.นางสาวน้องสตางค์ รุ่ งสมทรัพย์ เลขที่ 34 ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 4/2

อาจารย์ ทปี่ รึกษา

2.นางสาวนวพร

โพธิ์อาพร

เลขที่ 40 ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 4/2

3.นางสาวเพ็ญนภา

เนตรรักษา เลขที่ 43 ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 4/2

อาจารย์สิปป์ แสง สุขผล

ภาคเรี ยนที่ 2 ปี การศึกษาที่2556 โรงเรี ยนรัตน์โกสินทร์สมโภชบวรนิเวศศาลายา ในพระสังฆราชูปถัมภ์

บทคัดย่ อ
โครงงานเรื่ องเกษตรปราณี ต หลุมอ่อม เป็ นการศึกษาการเจริ ญเติบโตของพืชแต่ละชนิดที่ปลูกใน
พื้นที่ 1×1 ตารางเมตร โดยที่กลุ่มของข้าพเจ้าได้เลือกที่จะปลูกหลุมอ่อมโดยใช้พืชพันธุ์ ดังนี้ พริ ก ผักชีลาว
ผักชีฝรั่ง ตะไคร้ ใบมะกรู ด มะเขือ โพระพา ข่า จากการศึกษาและได้ทดลองปลูกแล้วเป็ นระยะเวลา 6 เดือน
ที่ผา่ นมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2556-เดือนมกราคม พ.ศ.2557 พบว่าความสูงของต้นไม้แต่ละต้นเป็ น
ดังนี้ ผักชีลาว 152 ซม. ตะไคร้ 131 ซม. กล้วย 122 ซม. ข่า 64 ซม. พริ ก 56 ซม. มะเขือ 44 ซม. มะกูด 34 ซม.
ผักชีฝรั่ง 4 ซม.
พบว่าพืชแต่ละชนิดมีการเจริ ญเติบโตที่แตกต่างกัน อย่างเช่น ผักชีฝรัง่ หยุดการเจริ ญเติบโตและ
ค่อยๆตายลง เนื่องจากผักชีฝรั่งต้องการน้ าและไม่ชอบแสงแดดมากนัก ส่วนพืชชนิดอื่นก็มีการเจริ ญเติบโต
ขึ้นเรื่ อยๆเพราะไม่ตอ้ งการน้ ามากและสามารถทนกับสภาพแวดล้อมที่เป็ นอยูไ่ ด้
และยังสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตจากหลุมอ่อมไปทาอาหารได้อีกมากมาย เช่น น้ าตะไคร้ น้ าพริ กผัก
ต้ม และน้ าพริ กปลากระป๋ องกับผักต้มได้อีกด้วย

กิตติกรรมประกาศ
โครงงานชิ้นนี้จะสาเร็ จไปไม่ได้เลยถ้าขาดความรวมมือกันของสมาชิกในกลุ่มที่สามัคคีกนั และ
ช่วยกันทางานมาโดยตลอด ถึงแม้ในบางครั้งอยากจะมีปัญหาเข้ามาบ้างแต่กลุ่มของข้าพเจ้าก็ยงั คงร่ วมมือกัน
มาเสมอ นอกจากนี้ยงั ต้องขอขอบคุณผูป้ กครองของคณะผูจ้ ดั ทาทุกๆท่านที่คอยช่วยเหลือมาโดยตลอด และ
ต้องขอขอบคุณอาจารย์สิปป์ แสง สุขผล ซึ่งเป็ นที่ปรึ กษาโครงงานนี้ที่ช่วยให้คาแนะนาในการทาโครงงาน
ซึ่งคณะผูจ้ ดั ทาของขอบคุณพระคุณทุกๆท่านมา ณ โอกาสนี้
คณะผูจ้ ดั ทา

สารบัญ
เรื่อง

หน้ า

บทคัดย่อ
กิตติกรรมประกาศ
สารบัญ
บทที่ 1 บทนา
- ที่มาและความสาคัญของโครงงาน
- วัตถุประสงค์ของโครงงาน
- สมมิติฐานของโครงงาน
- ตัวแปรในการทดลอง
- นิยามศัพท์เฉพาะของโครงงาน
- ขอบเขตการศึกษาของโครงงาน

1-3
1
1
1
1
2
3

บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้ อง
- เศรษฐกิจพอเพียง
- แกงอ่อม
- พริ ก
- มะกรู ด
- ฝรั่งชีฝรั่ง
- ผักชีลาว
- กล้วย
- ตะไคร้
- ข่า

4-28
4-6
6-7
8-12
13-15
16-18
19-20
21-24
25-26
27-28

บทที่ 3 วิธีการดาเนินงาน
- เครื่ อง วัสดุ อุปกรณ์
- ขั้นตอนการดาเนินงาน

29
29
29

สารบัญ(ต่ อ)
เรื่อง
บทที่ 4 ผลการดาเนินการ
- กราฟการเจริ ญเติบโตของพืช
- ตารางแสดงส่วนสูงที่เปลี่ยนไปของพืชพันธ์แต่ละชนิด
-รู ปภาพแสดงอาหารที่ทาจากผลผลิตจาก “หลุมอ่อม”

หน้ า
30-32
30
31
31-32

บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้ อเสนอแนะ

33

- สรุ ปและอภิปายผลการศึกษา

33

- ข้อเสนอแนะ

33

บรรณานุกรม

34-35

ภาคผนวก

36-42

ตารางการเจริ ญเติบโตของพืชพันธุ์
ภาพการดาเนินการงาน

37
37-42

สารบัญภาพ
ภาพที่

หน้ า

ภาพที่ 1 แผนภาพการปลูกพืชแต่ละชนิด
ภาพที่ 2 ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง
ภาพที่ 3 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ภาพที่ 4 แกงอ่อม
ภาพที่ 5 พริ กชีฟ้า
ภาพที่ 6 ต้นมะกรู ด
ภาพที่ 7 ผักชีฝรั่ง
ภาพที่ 8 ผักชีลาว
ภาพที9่ ต้นกล้วย
ภาพที่ 10 ตะไคร้
ภาพที่ 11 ต้นข่า
ภาพที่ 12 กราฟแสดงการเจริ ญเติบโต

2
4
5
6
8
13
16
19
21
25
27
30

ภาพที่ 13 วัสดุในการทาแกงอ่อม

31

ภาพที่ 14 แกงอ่อม
ภาพที่ 15 วัสดุในการทาน้ าตะไคร้
ภาพที่ 16น้ าตะไคร้
ภาพที่ 17 วัสดุในการทาน้ าพริ กปลากระป๋ องกับผักต้ม
ภาพที่ 18 น้ าพริ กปลากระป๋ องกับผักต้ม
ภาพที่ 19 วัสดุในการทาน้ าพริ กผักต้ม
ภาพที่ 20 น้ าพริ กผักต้ม

31
31
31
32
32
32
32

สารบัญตาราง
ตารางที่

หน้ า

ตารางที่ 1ตารางแสดงส่วนสูงที่เปลี่ยนไปของพืชพันธ์แต่ละชนิด

31

ตารางที่ 2 การเจริ ญเติบโตของพืชพันธุ์

37

บทที1่
บทนา
ที่มาและความสาคัญ
เกษตรปราณี ต คือ การปลูกพืชที่ทาจากเล็กไปหาใหญ่ จากง่ายไปหายาก โดยใช้ระบบปลูกพืชอย่าง
ต่อเนื่องและพอเพียง โดยมีแนวคิด “ย่อส่วน” แปลงเกษตรผสมผสานให้มีขนาดเล็กลงมาเป็ นเกษตรปราณี ต
1 ตารางเมตร เกษตรปราณี ตนี้เหมาะสาหับผูท้ ี่มีเวลาน้อย มีความรู ้ทางการเกษตรน้อย เราจึงทาให้มีพน้ื ที่
น้อยๆให้เกิดประโยชน์สูงสุดในพื้นที่เพียง 1 ตารางเมตร
แกงอ่อมเป็ นอาหารพื้นบ้านของภาคอีสาน ประกอบด้วยผักพื้นบ้านหลากหลายชนิด ได้แก่ พริ ก
ผักชีลาว ผักชีฝรั่ง ตะไคร้ ใบมะกรู ด กระเทียม ต้นหอม มะเขือ โพระพา และข่า เป็ นต้น
ดังนั้นกลุ่มของข้าพเจ้าจึงทาการศึกษาการปลูกพืชแบบเกษตรประณี ตหลุมอ่อมเพือ่ ศึกษาการ
เจริ ญเติบโตแต่ละชนิดของพืชเป็ นระยะเวลา 3 สัปดาห์
วัตถุประสงค์ของโครงงาน
- เพือ่ ศึกษาและปฏิบตั ิการปลูกหลุมเกษตรประณี ต “หลุมอ่อม”
- เพือ่ ศึกษาการเจริ ญเติบโตของพืชแต่ละชนิด
- เพือ่ ให้คนในสังคมรู ้จกั การใช้พน้ื ที่ให้มีประโยชน์
สมมติฐานของโครงงาน
ถ้าการปลูกพืชแบบเกษตรปราณี ต 1 ตารางเมตร “หลุมอ่อม” พืชทุกชนิดสามารถเจริ ญเติบโตได้
ตามแผนภาพที่กาหนดไว้ ดังนั้นพืชทุกชนิดที่อยูใ่ นแปลงเกษตรปราณี ต 1 ตารางเมตร “หลุมอ่อม” จะ
สามารถวัดการเจริ ญเติบโตได้
ตัวแปรในการทดลอง
- ตัวแปรต้ น

การปลูกพืชแบบเกษตรปราณี ต 1 ตารางเมตร “หลุมอ่อม”

- ตัวแปรตาม

การเจริ ญเติบโตของพืชแต่ละชนิด

- ตัวแปรควบคุม สถานที่และปริ มาณน้ าที่รด

นิยามศัพท์ เฉพาะ
เกษตรประณี ต หมายถึงการปลูกพืชที่ทาจากเล็กไปหาใหญ่ จากง่ายไปหายาก โดยใช้ระบบปลูกพืช
อย่างต่อเนื่องและพอเพียง โดยมีแนวคิด “ย่อส่วน” แปลงเกษตรผสมผสานให้มีขนาดเล็กลงมาเป็ น
เกษตรปราณี ต 1 ตารางเมตร เกษตรปราณี ตนี้เหมาะสาหับผูท้ ี่มีเวลาน้อย มีความรู ้ทางการเกษตรน้อย เราจึง
ทาให้มีพ้นื ที่นอ้ ยๆให้เกิดประโยชน์สูงสุดในพื้นที่เพียง 1 ตารางเมตร
หลุมอ่อม หมายถึง แปลงผักที่มีขนาด 1 ตารางเมตรที่นาพืชสวนครัวชนิดต่างๆมาปลูก ได้แก่ พริ ก
ผักชีลาว ผักชีฝรั่ง ตะไคร้ ใบมะกรู ด กระเทียม ต้นหอม มะเขือ โพระพา ข่า ดังแผนภาพดังต่อไปนี้

ภาพที่ 1 แผนภาพการปลูกพืชแต่ละชนิด

ขอบเขตของการศึกษา
ศึกษาการเจริ ญเติบโตของพืชในพืชที่ 1 ตารางเมตร โดยใช้พืชดังต่อไปนี้ พริ ก
ผักชีลาว ผักชีฝรั่ง ตะไคร้ ใบมะกรู ด กระเทียม ต้นหอม มะเขือ โพระพา ข่า

บทที2่
เอกสารทีเ่ กีย่ วข้ อง
เศรษฐกิจพอเพียง

ภาพที่ 2 ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง

“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็ นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ ัวทรงมีพระราชดารัสชี้แนะ
แนวทาง การดาเนินชีวติ แก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 25 ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติการณ์ทาง
เศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้า แนวทางการแก้ไขเพือ่ ให้รอดพ้น และสามารถดารงอยูไ่ ด้อย่าง
มัน่ คงและยัง่ ยืนภายใต้กระแสโลกาภิวตั น์และความเปลี่ยนแปลง
มีหลักพิจารณา ดังนี้
กรอบแนวคิด เป็ นปรัชญาที่ช้ ีแนะแนวทางการดารงอยูแ่ ละปฏิบตั ิตนในทางที่ควรจะเป็ นโดยมี
พื้นฐานมาจากวิถีชีวติ ดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถนามาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา และเป็ นการมองโลกเชิง
ระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยูต่ ลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัยและวิกฤติ เพือ่ ความมัน่ คงและความยัง่ ยืน
ของการพัฒนาคุณลักษณะ เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนามาประยุกต์ใช้กบั การปฏิบตั ิตนได้ในทุกระดับ โดย
เน้นการปฏิบตั ิบนทางสายกลาง และการพัฒนาอย่างเป็ นขั้นตอน

คานิยามความพอเพียงจะต้ องประกอบด้ วย 3 คุณลักษณะพร้ อม ๆ กัน ดังนี้

ภาพที่ 3 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

1. ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีทไี่ ม่นอ้ ยเกิดไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและ
ผูอ้ ื่น เช่น การผลิตและการบริ โภคที่อยูใ่ นระดับพอประมาณ
2. ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้นจะต้องเป็ นไปอย่างมีเหตุผล โดย
พิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องตลอดจนคานึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทานั้น ๆ อย่างรอบคอบ
3. การมีภูมิค้มุ กันที่ดใี นตัว หมายถึง การเตรี ยมตัวให้พร้อมรับผลกระทบ และการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่
จะเกิดขึ้นโดยคานึงถึงความเป็ นไปได้ของสถานการณ์ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล
เงื่อนไข การตัดสินใจและการดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยูใ่ นระดับพอเพียงนั้น ต้องอาศัยทั้ง
ความรู ้ และคุณธรรมเป็ นพื้นฐาน กล่าวคือ
1. เงื่อนไขความรู ้ ประกอบด้วย ความรอบรู ้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบที่
จะนาความรู ้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพือ่ ประกอบการวางแผนและความระมัดระวังในขั้นปฏิบตั ิ
2. เงื่อนไขความธรรม ที่จะต้องเสริ มสร้างประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความชื่อสัตย์สุจริ ต
และมีความอดทน มีความพากเพียร ใช้สติปัญญาในการดาเนินชีวติ

แนวทางปฏิบตั ิ/ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการนาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ คือ การ
พัฒนาที่สมดุลและยัง่ ยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมสิ่งแวดล้อม
ความรู ้และเทคโนโลยี
แกงอ่ อม

ภาพที่ 4 แกงอ่อม

คาว่า “อ่ อม” นั้น หมายถึง การที่เราตั้งไฟไว้ให้นาน ๆ จะทาให้เนื้อมันเปื่ อย
สรรพคุณของแกงอ่ อมหมู
เครื่ องแกงอ่อม ที่ทาให้อร่ อยนั้นมาจากสมุนไพรที่เป็ นเหมือนยารักษาโรคหลายอย่าง เช่น
พริก : ประกอบด้วยวิตามิน C E B1 B2 และ B3 ช่วยป้ องกันระบบหายใจ หมุนเวียนโลหิต
หอมหัวแดง : ช่วยป้ องกันหวัด
กระเทียม : ช่วยการย่อยอาหารและแก้โรคผิวหนัง
ตะไคร้ : ช่วยขับลมในลาไส้และดับกลิ่นคาว
ผักชีลาว : ใบสดและใบแห้งใช้โรยบนอาหารประเภทปลาเพือ่ ดับกลิ่นคาว ใบใส่แกงอ่อมแกงหน่อไม้ห่อ
หมกแกล้มแกงเนื้อน้ าพริ กปลาร้าผักใส่ไข่ยอดใบรับ ประทานกับลาบเมล็ด และใบช่วยชูรสเมล็ดมีน้ ามัน
หอมระเหยใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เมล็ดแห้งที่แก่เต็มที่ใช้เป็ นยาบารุ งกาลังชัว่ คราวและขับลมในท้อง

เมล็ดก่อนนามาประกอบอาหารควรบดก่อน โดยนิยมโรยบนสลัดผักและมันฝรั่งบดเพือ่ เพิม่ รสชาติ
ผักชีฝรั่ง :มีคุณค่าทางโภชนาการคือประกอบด้วย เส้นใย แคลเซี ยม เหล็ก โพแทสเซี ยม ไอโอดีน วิตามินเอ
วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินซี ไนอาซิน มีสารคลอโรฟิ ลล์สูง มีน้ ามันหอมระเหย เช่น เอพิออล (apiol)
เบอแกบทีน (bergaptein) ไมรี สทิซิน (myristicin) ฟูราโนคิวมารี น (furanocumarin) ฟลาโนวอยด์
(flavonoids) นอกจากนี้ยงั มีกรดโฟลิกและเมือก"มูซิเลจ" (mucilage) ที่รากอีกด้วย
ใบมะกรู ด : ขับลม แก้จุกเสียด
ต้ นหอม : ต้นหมอมีคุณค่าทางอาหารเหมือนผักทัว่ ๆ ไป ที่ให้แคลเซียมและฟอสฟอรัส ในสัดส่ วนที่
เหมาะสมต่อการดูดซึมของร่ างกายและมีเบต้า-แคโรทีน ปานกลางช่วยเป็ นเกราะกันมะเร็งได้
มะเขือ : ช่วยขับพยาธิ ลดการอักเสบ ช่วยให้ระบบย่อยและระบบขับถ่ายทางานดี
โพระพา : แก้ปวดหัว หวัด ปวดกระเพาะอาหาร จุกเสียดแน่น ท้องเสี ย ประจาเดือนผิดปกติ
ข่ า : เป็ นยาแก้ทอ้ งขึ้น ท้องอืดเฟ้ อ ขับลม แก้อาหารเป็ นพิษ เป็ นยาแก้ลมพิษ เป็ นยารักษากลากเกลื้อน โรค
ผิวหนัง ติดเชื้อแบคทีเรี ย เชื้อรา

พริก

ภาพที่ 5 พริ กชี้ฟ้า

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ ว่า : Capsicum frutescens L.
ชื่อภาษาอังกฤษว่ า : Chilli peppers, chili, chile หรื อ chilli
เป็ นพืชในตระกูล : Solanaceae
การปลูกพริก
ขั้นตอนการเตรี ยมดินในการปลูกนับว่าเป็ นเรื่ องสาคัญมากในการปลูกพริ กเนื่องจาก ถ้าเกษตรกร
ไม่สามารถเตรี ยมดินให้ดีต้งั แต่เริ่ มต้นแล้วจะมีปัญหามากมายหรื อ อาจจะทาให้ขาดทุนได้ เกษตรกรจึงไม่
ควรมองข้ามในเรื่ องนี้
ขั้นตอนการไถและปรับสภาพดิน
ควรมีการไถเพือ่ ปรับสภาพดินและทาการตากดินไว้ประมาณ 5-7 วัน เพือ่ ทาการฆ่าเชื้อรา
การ รองพื้นโดยปุ๋ ยอินทรี ย ์ (ปุ๋ ยมูลสัตว์) หลังจากตากดินไว้ 5-7 วันแล้ว ก่อนที่จะทาการไถในรอบที่ 2ให้ใช้
สาร ที-เอส-3000ผสมกับปุ๋ ยอินทรี ยใ์ นอัตรา สารที-เอส-3000 15 ก.ก (1กระสอบ) ผสมปุ๋ ยอินทรี ย ์ 100 ก.ก
หว่านในอัตรา 50 -100 ก.ก ต่อไร่ เพือ่ ปรับสภาพดินและความเป็ นกรดเป็ นด่างของดิน
การรองพื้นโดยปุ๋ ยเคมี หลังจากตากดิน 5-7 วันแล้ว ให้ใช้ สารที-เอส-3000 ผสมปุ๋ ยสูตร 15-15-15 ในอัตรา
สารที-เอส-3000 15 ก.ก (1กระสอบ) ปุ๋ ยสูตร 15-15-15 จานวน 50 ก.ก (1กระสอบ) หว่านอัตรา 25 ก.ก ต่อ
ไร่ สาร ที-เอส-3000 จะช่วยกระตุน้ ระบบรากให้มีมากขึ้นและช่วยให้ตา้ นทานโรคและแมลงได้ดีเนื่อง จาก
สาร ที-เอส-3000จะมี ซิลิกา้ ซึ่งจะทาให้ลดต้นของพืชแข็งแรงพร้อมด้วยธาตุอาหารอื่นๆซึ่งจะทาให้แข็งแรง

ต้านทานโรคและได้รับธาตุอาหารที่ครบถ้วนหลังจากนั้นให้ทาการคราดกลบ และรดน้ าเพือ่ เตรี ยมการปลูก
ต่อไป
ขั้นตอนการปลูก
หลังจากเพาะเลี้ยงต้นกล้าให้ได้อายุ 2-3 สัปดาห์ ก่อนย้ายลงแปลงจริ งให้ตดั ยอดจนเหลื่อแต่ใบแก่ พร้อมกับ
รากแก้วให้เหลือเพียง 1-1 นิ้วครึ่ ง เมื่อพริ กโตขึ้นจะไม่สูงชะลูด แต่จะแตกพุม่ กลมมีกิ่งแขนงมากส่งผลให้มี
ดอกและผลมากด้วยส่วนรากจะเกิดรากฝอย ใหม่จานวนมากแผ่กระจายรอบทรงพุม่ สามารถหาอาหารไป
เลี้ยงลาต้นได้ง่าย
การเตรียมต้ นกล้าก่ อนปลูก
หลังจากนาต้นกล้าขึ้นมาจากแปลงเพาะเตรี ยมที่จะลงแปลงปลูก ให้นาต้นกล้าที่เตรี ยมไว้ลงแช่น้ าที่ผสมทีเอส-3000หรื อไฮแม็ก อย่างไดอย่างหนึ่ง
-ที-เอส-3000 ประมาณ 3 ขีด ต่อน้ า 20 ลิตร เพือ่ ให้ตน้ กล้าได้รับ ซิลิกา้ ซึ่งจะทาให้ลาต้นแข็งแรง กระตุน้
การแตกรากดี ทาให้ตน้ พริ กฟื้ นตัวได้เร็ว
- ไฮ-แม็ก ประมาณ 30-50 ซีซี (2-3 ฝา) เพือ่ ให้ตน้ กล้าได้รับ ธาตุอาหาร ซึ่งจะทาให้ลาต้นแข็งแรง กระตุน้
การแตกรากดี ทาให้ตน้ พริ กฟื้ นตัวได้เร็ว การปลูกไม่ควรปลูกลงลึกเกินไปเพราะจะทาให้พริ กโตช้า
การใส่ ปุ๋ย
หลังจากปลูกได้ประมาณ 20-25 วันหรื อให้สงั เกตดูตน้ พริ กมีความพร้อมที่ตอ้ งการปุ๋ ยให้ใส่ปุ๋ยเพื่อเร่ งการ
เจริ ญเติบโตดังนี้
กรณี ใส่ปุ๋ยอินทรี ย(์ ปุ๋ ยมูลสัตว์)ถ้าต้องการใสปุ๋ ยอินทรี ยใ์ ช้สารที-เอส-3000 ชนิดผง 15 กก.ผสมปุ๋ ยอินทรี ย ์
ในอัตราปุ๋ ยอินทรี ย ์ 200-300 กก. หว่านในอัตรา 1 ไร่ ที-เอส-3000 มีสารอาหารที่ครบถ้วนช่วยให้พชื ได้รับ
ธาตุอาหารที่ครบถ้วน ช่วยลดปั ญหาการเกิดเชื้อรา ลดปั ญหาการเกิดโรครากเน่า โคนเน่า จะช่วยปรับสภาพ
ความเป็ นกรด-ด่าง ของปุ๋ ยอินทรี ยใ์ ห้มีค่าเป็ นกลางเพือ่ ไม่ให้เป็ นอันตรายต่อพืช
วิธีการให้ ปยและการฉี
ดพ่ นธาตุอาหารทางใบ
ุ๋
หลังจากปลูกได้ประมาณ 20-25 วันหรื อให้สงั เกตดูตน้ พริ กมีความพร้อมที่ตอ้ งการปุ๋ ย ให้ใส่ปุ๋ยสู ตร15-1515 ,18-12-6,16-20-0 เลือกใช้สูตรไดสูตรหนึ่ง ผสมด้วย สาร ที-เอส-3000 ในอัตรา สาร ที-เอส-3000 15 กก.
(1กระสอบ) ปุ๋ ยเคมี จานวน 50 กก. (1กระสอบ) หว่านประมาณ 15 -20 กก. ต่อไร่ การใส่ปุ๋ยควรใส่ประมาณ
10-15 วันต่อครั้ง หลังจากหว่านปุ๋ ยเรี ยบร้อยแล้วประมาณ 2-3 วัน ฉีดพ่นทางใบดังนี้

เร่ งการเจริญเติบโตทางใบ
ไฮ-แม็ก 20-30 ซีซี + ซุปเปอร์-บีม 20-30 ซีซี + ซุปเปอร์-บีม 3 พลังครึ่ งช้อนชา ต่อน้ า 20 ลิตร
(ตัวเสริ ม โปรแท็ป 1-2 ขีด)
ประโยชน์ เร่ งการเจริ ญเติบโต แตกกิ่ง แตกทรงพุม่ สร้างลาต้นให้แข็งแรง ใบใหญ่ ใบหนา สีเข้ม ฉีดพ่นทุก
7-15 วัน ในเวลาเช้าหรื อตอนเย็น ในเวลาที่อากาศไม่ร้อนฉีดพ่นไปจนกว่าพริ กมีความพร้อมที่จะออกอกให้
เปลี่ยนมา ใช้สูตรเร่ งดอกดังนี้
สู ตรเร่ งดอก-บารุงดอก
ซุปเปอร์-แบม30-40 ซีซี + เอ็ม-เร็ตต้า 3-4 ช้อนแกง
ประโยชน์ สะสมสมแป้ ง เร่ งการออกดอก บารุ งดอก ลดการหลุดร่ วงของดอก ฉีดพ่น 7-15 วัน /ครั้งเมื่อ
พริ กมีความพร้อมที่จะออกดอก ปุ๋ ยทางดินให้เปลี่ยนมาใช้สูตร 13-13-21 ผสมด้วย สาร ที-เอส-3000 ใน
อัตรา สาร ที-เอส-3000 15 ก.ก (1กระสอบ) ปุ๋ ยเคมี จานวน 50 ก.ก (1กระสอบ) หว่านประมาณ 15 -20 ก.ก
ต่อไร่ การใส่ปุ๋ยควรใส่ประมาณ 10-15 วันต่อครั้ง หลังจากหว่านปุ๋ ยได้ประมาณ 1-2 วัน ให้ฉีดพ่นด้วย
ซุปเปอร์-แบม30-40 ซีซี + เอ็ม-เร็ตต้า 3-4 ช้อนแกง (ตัวเสริ ม ไฮ-แม็ก 20-30 ซีซี หรื อ โปรแท็ป 1-2 ขีด)
เพือ่ เร่ งการออกดอก ทาการรดน้ าใส่ปุ๋ยบารุ งรักษาดูแลไปเรื่ อยๆหลังจากเก็บผลผลิตแล้วให้ทาการ บารุ งต้น
ให้พร้อมที่จะออกดอกรอบต่อไปโดยการฉีดพ่นทางใบ 1 ครั้ง ด้วย ไฮ-แม็ก 20-30 ซีซี + ซุปเปอร์-บีม 20-30
ซีซี + ซุปเปอร์-บีม 3 พลังครึ่ งช้อนชา ต่อน้ า 20 ลิตร (ตัวเสริ ม โปรแท็ป 1-2 ขีด) เพือ่ บารุ งต้นให้มีความ
สมบูรณ์พร้อมที่จะออกดอกในรอบต่อไปหลังจากบารุ งต้น เรี ยบร้อยแล้วให้ฉีดพ่นด้วยสูตรเร่ งการออกดอก
1-2 ครั้ง ต่อไปหลังจากทาการเก็บผลผลิตแล้วก็ให้ทาการฉีดพ่นเหมือนครั้งแรกสลับกันไป เรื่ อย
การให้ นา้
ช่วงย้ายกล้าให้น้ าทุก ๆ 3 วัน จนต้นพริ กมาอายุได้ 15 วัน จึงเปลี่ยนเป็ น การให้น้ าสัปดาห์ 1 ครั้ง

ประโยชน์ ของ การปลูกพริก
1.พริ กช่วยลดการอุดตันของเส้นเลือดหรื อการเสียชีวติ อันเนื่องมาจากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง
อุดตัน การบริ โภคพริ กเป็ นประจาจะช่วยลดอัตราความเสี่ยงจากการอุดตันของเส้นเลือด นับเป็ นสาเหตุ
สาคัญของการเกิดโรคหัวใจล้มเหลว เนื่องจากพริ กช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีข้ นึ และช่วยลดความดัน
เพราะว่าในพริ กมีสารจาพวกเบตาแคโรทีนและวิตามินซี ซึ่งช่วยเสริ มสร้างผนังหลอดเลือดให้แข็งแรงเพิม่
การยืดตัวของผนังหลอดเลือด ทาให้ปรับตัวเข้ากับแรงดันระดับต่างๆได้ดียงิ่ ขึ้น
2. พริ กช่วยลดปริ มาณสารคอเลสเตอรอล สารแคปไซซินช่วย ป้ องกันมิให้ตบั สร้างคอเลสเตอรอลชนิด
ไม่ดี (LDL-Low density lipoprotein) ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริ มให้มีการสร้างคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDLhigh density lipoprotein) มากขึ้น ทาให้ปริ มาณของไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือดต่าลง เป็ นผลดีต่อสุขภาพ
ของผูบ้ ริ โภค
3.พริ กช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง เนื่องจาก พริ กเป็ นพืชผักที่มีวติ ามินซีสูง การ
บริ โภคอาหารที่มีวติ ามินซีมากๆ จะช่วยปกป้ องการเกิดโรคมะเร็งได้ วิตามินซียบั ยั้งการสร้างไนโตรซามีน
ซึ่งเป็ นสารก่อมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร วิตามินซีช่วยเสริ มสร้างคอลลาเจนซึ่งเป็ นส่วนประกอบของ
กระดูกอ่อน รวมถึงเป็ นส่วนประกอบของผิวหนัง กล้ามเนื้อและปอด คอลลาเจนเป็ นโปรตีนที่สามารถหยุ
ดกแพร่ กระจายของเซลล์เนื้อร้ายได้ นอกจากนี้ วิตามินซียงั เป็ นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) คือ
สามารถยุติหรื อขัดขวางบทบาทของอนุมูลอิสระ (free radicals) ที่จะก่อให้เกิดการกลายพันธุข์ องเซลล์จน
เป็ นเซลล์มะเร็งในที่สุด สารเบตาแคโรทีนในพริ กช่วยลดอัตราการเสี่ยงของโรคมะเร็งในปอด และในช่อง
ปากคนที่รับประทานผักที่มีสารเบตาแคโรทีนน้อย จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งมากกว่าคนที่
รับประทานผักที่มีเบตาแคโรทีนสูงถึง 7 เท่า คุณสมบัติของสารเบตาแคโรทีนจะช่วยลดอัตราการกลายพันธุ์
ของเซลล์และทาลาย เซลล์มะเร็ง สาหรับพริ กบางชนิดที่มีสีม่วงจะมีสารพวกแอนโทไซยานิน ซึ่งสารนี้มี
คุณสมบัติเป็ นสารต้านอนุมูลอิสระ คือ สามารถทาลายอนุมูลอิสระได้เช่นกัน
4.พริ กช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด เช่น ลดอาการปวดฟัน บรรเทาอาการเจ็บคอ และการอักเสบของ
ผิวหนัง เป็ นต้น ในปั จจุบนั มีการใช้สารแคปไซซิ นเป็ นส่วนประกอบของขี้ผ้ งึ ใช้บรรเทาอาการปวดอัน
เนื่องมาจากผดผืน่ คันและอาการผืน่ แดงบริ เวณผิวหนัง รวมทั้งอาการปวดที่เกิดจากเส้นเอ็น โรคเกาต์ หรื อ
โรคข้อต่ออักเสบ เป็ นต้น นอกจากนี้ผลการทดลองใหม่ๆยังบ่งชี้วา่ สารแคปไซซินช่วยลดอาการปวดศีรษะ
และไม เกรนลงได้

5.พริ กช่วยเสริ มสร้างสุขภาพและอารมณ์ดี เนื่องจากสารแคปไซซินมีส่วนในการส่งสัญญาณให้
ต่อมใต้สมองสร้างสาร เอนดอร์ฟินขึ้นสารเอนดอร์ฟินเป็ นเปปไทด์ขนาดเล็ก (โปรตีนสายสั้นๆ) มี
คุณสมบัติคล้ายมอร์ฟีน คือ บรรเทาอาการเจ็บปวด ในขณะเดียวกันก็สร้างอารมณ์ให้ดีข้ นึ ยิง่ รับประทานเข้า
ไปมากเท่าใด ร่ างกายก็จะสร้างเอนดอร์ฟินขึ้นมามากขึ้นเท่านั้น ปกติร่างกายของคนเราจะสร้างสารเอนดอร์
ฟิ นขึ้นภายหลังการออกกาลังกาย ดังนั้นการออกกาลังกายแม้จะทาให้ร่างกายเมื่อยล้า แต่ผอู ้ อกลังกายจะรู ้สึก
สดชื่นแจ่มใส ถ้าต้องการบรรเทาความเผ็ดของอาหารในปากควรดื่มแอลกอฮอล์ หรื อรับประทานอาหารที่มี
ไขมันเป็ นส่วนประกอบมากกว่าการดื่มน้ า เพราะการดื่มน้ ามีผลเพียงช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนได้เท่านั้น
แต่ความเผ็ดก็ยงั ไม่ได้ลดลง เนื่องจากว่า น้ า ละลายสารดังกล่าวได้ไม่ดีนนั่ เอง
สรรพคุณ
พริ กมีวติ ามินซี สูง เป็ นแหล่งของกรด ascorbic ซึ่งสารเหล่านี้ ช่วยขยายเส้นโลหิตในลาไส้และ
กระเพาะอาหารเพือ่ ให้ดูดซึมอาหารดีข้ นึ ช่วยร่ างกายขับถ่าย ของเสียและนาธาตุอาหารไปยังเนื้อเยือ่ ของ
ร่ างกาย (tissue) สาหรับพริ กขี้หนูสดและพริ กชี้ฟ้าของไทย มีปริ มาณวิตามิน ซี 87.0 - 90 มิลลิกรัม / 100 g
นอกจากนี้พริ กยังมีสารเบต้า - แคโรทีนหรื อวิตามินเอ สูง (พริ กขี้หนูสด 140.77 RE )
พริ กยังมีสารสาคัญอีก 2 ชนิด ได้แก่ Capsaicin และ Oleoresinโดยเฉพาะสาร Capsaicin ที่ นามาใช้
ในอุตสาหกรรมอาหาร และผลิตภัณฑ์รักษาโรค ในอเมริ กามีผลิตภัณฑ์จาหน่ายในชื่อ Cayenne สาหรับฆ่า
เชื้อแบคทีเรี ยในกระเพาะอาหาร สาร Capsaicin ยังมีคุณสมบัติทาให้เกิดรสเผ็ด ลดความเจ็บปวดของ
กล้ามเนื้อ หัวไหล่ แขน บั้นเอว และส่วนต่าง ๆ ของร่ างกาย และมีผลิตภัณฑ์จาหน่ายทั้งชนิดเป็ นโลชัน่ และ
ครี ม ( Thaxtra - P Capsaicin) แต่การใช้ในปริ มาณที่มากเกินไป อาจมีผลกระทบต่ออาการหยุดชะงักการ
ทางานของกล้ามเนื้อได้เช่นกัน เพือ่ ความปลอดภัย USFDA ได้กาหนดให้ใช้สาร capsaicin ได้ ที่ความ
เข้มข้น 0.75 % สาหรับเป็ นยารักษาโรค

มะกรู ด

ภาพที่ 6 ต้นมะกรู ด

ชื่อไทย : มะกรู ด
ชื่อสามัญ :Kiffir lime, Leech lime
ชื่อพฤกษศาสตร์ : Citrus hystrix DC.
ชื่อวงศ์ :

RUTACEAE

แหล่ งกาเนิดและการกระจายพันธุ์ :เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ไม้ตน้ ขนาดเล็ก กิ่งก้านอ่อนเป็ นเหลี่ยม หนามตั้งตรง ใบเดี่ยว เรี ยงสลับ รู ปใบหอก โคนใบกลมหรื อแหลม
ปลายใบเว้า ก้านใบแผ่ออกเป็ นปี ก รู ปไข่กลับถึงรู ปช้อนแกมรู ปขอบขนาน ดอกมีขนาดเล็ก สีขาว กลีบเลี้ยง
5 กลีบดอก 5 มีกลิ่นหอม ผลรู ปผลแพร์ มีน้ าน้อย รสเปรี้ ยว สุกสีเหลืองหรื อเหลืองปนเขียว เมล็ดใหญ่แข็ง
การปลูกมะกรู ด
มะกรู ดปลูกได้ดีในดินทุกชนิด ระยะปลูกมะกรู ดนั้นปลูกได้หลายระยะ ขึ้นอยูก่ บั วัตถุประสงค์และ
พื้นที่ของผูป้ ลูก ซึ่งระยะปลูกไม่ควรติดกันเกิน 1 เมตร โดยทัว่ ไปนิยมปลูกมะกรู ดระยะชิด คือ 2x2 เมตร 1
ไร่ จะได้มะกรู ด 400 ต้น หากปลูกระยะ 1.5 x 1.5 เมตร 1 ไร่ จะได้ 1067 ต้น ในการปลูกระยะชิดนี้จะเป็ นการ
ปลูกมะกรู ดเพือ่ จาหน่ายใบ เนื่องจากมีการตัดใบจาหน่ายทุกๆ 3 – 4 เดือน พุม่ มะกรู ดก็จะไม่ชิดกันมาก หาก
ต้องการปลูกเพือ่ จาหน่ายเป็ นลูกมะกรู ด ผูป้ ลูกอาจปลูกระยะห่าง 4 x 4 เมตร 1 ไร่ จะได้ 200 ต้น หรื อ 5 x 5
เมตร 1 ไร่ จะได้ 65 ต้น เป็ นต้น

การปลูกมะกรู ดตัดใบ ต้องเลือกสภาพพื้นที่ปลูกให้เหมาะสม โดยเลือกพื้นที่เป็ นสภาพดินร่ วน
ปนทราย หรื อพืน้ ที่ที่มีการระบายน้ าที่ดีเพราะมะกรู ดเป็ นพืชที่ไม่ชอบน้ าขัง ที่สาคัญการปลูกมะกรู ดเพือ่ ตัด
ใบขายนั้นจะต้องมีสภาพแหล่งน้ าที่สมบูรณ์ ถึงแม้มะกรู ดจะเป็ นพืชทนแล้งและไม่ตอ้ งการน้ ามาก แต่หาก
เราต้องการจาหน่ายใบมะกรู ดทั้งปี การให้น้ ามีความจาเป็ นในการแตกใบของมะกรู ดเป็ นอย่างยิง่ โดยเฉพาะ
ในฤดูแล้ง ตั้งแต่เดือน พ.ย. ไปจนถึงเดือน พ.ค.
การเตรี ยมเดิน ก็เหมือนการปลูกไม้ผลทัว่ ไป ขุดหลุม ขุดหลุมกว้าง x ยาว x ลึก ประมาณ 50 x 50 x
50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยขี้ววั ผสมดิน กรี ดถุงดาออก น้ าต้นกล้าลงปลูก กลบดิน รดน้ า คลุมฟาง และ
ทาหลักปั กกับต้นเพือ่ กันโยกเวลาลมพัด
ในการปลูกปี แรกนั้น บางท่านก็แนะนาว่าควรทาที่พรางแสง หรื ออาจจะปลูกต้นกล้วยระหว่างแถว
ซึ่งทั้งนี้ข้ นึ อยูก่ บั ลักษณะการปลูกของผูป้ ลูกแต่ละราย หากปลูกระยะชิดมาก การปลูกกล้วยแทรกอาจไม่
เหมาะสม ผูป้ ลูกอาจปลูกข้าวโพดแทรกระหว่างแถวได้ในปี แรก หรื อใช้ผา้ ซาแลนในการพรางแสง ซึ่ง
ขึ้นอยูก่ บั ความสะดวกและความเหมาะสมแต่ละพื้นที่
ประโยชน์ ของ การปลูกมะกรู ด
มะกรู ด เป็ นพืชที่อยูค่ ู่ครัวไทยมานานและจัดได้วา่ เป็ นพืชที่มีประโยชน์มากมายมหาศาล เลยก็วา่
ได้ เมื่อเอ่ยชื่อ มะกรู ด แทบไม่มีใครเลยที่จะไม่รู้จกั เป็ นที่ทราบกันมาแต่โบร่ าโบราณแล้วว่ามะกรู ด
ไม่เพียงแต่ทาให้ผมดาเงางามเท่านั้น แต่มะกรู ดยังกาจัดรังแค แก้คนั ศีรษะ แก้ผมแตกปลาย ป้ องกันผมร่ วง
และหงอกช้าอีกด้วย กรรมวิธีในการนามะกรู ดมาสระผมนั้นก็มีดว้ ยกันหลายวิธี แต่ที่นิยมมากเห็นจะเป็ น
การนาลูกมะกรู ดไปเผาไฟแล้วนาน้ ามายีที่ศีรษะแล้ว ล้างออก แต่ดว้ ยวิวฒั นาการที่ทนั สมัยมากขึ้นใน
ปั จจุบนั จึงเห็นมะกรู ดเป็ นส่วนประกอบในแชมพูสระผม ครี มนวด หลายยีห่ อ้
นอกจากนี้แล้วมะกรู ดยังได้อยูค่ ู่ครัวไทยมานานแสนนาน ดังจะเห็นได้จากอาหารขึ้นชื่อหลายชนิด
เลยทีเดียวที่มีส่วนผสมของมะกรู ด ที่มองไม่เห็นว่าใช้มะกรู ดเป็ นส่วนผสมก็ได้แก่ พริ กแกงต่างๆ ของไทยที่
ใช้ผวิ จากลูกมะกรู ดเป็ นส่วนผสม น้ ามะกรู ดใช้ปรุ งรสเปรี้ ยวในแกงเทโพ แกงส้ม เพราะมีกลิ่นหอม รส
เปรี้ ยวอมหวานกลมกล่อม อาหารบางอย่างที่เห็นชัดเจนว่ามีมะกรู ดเป็ นส่วนผสม ได้แก่ ต้มยา ต้มข่า ต้ม
แซบ หรื อซอยโรยหน้าห่อหมก ฉู่ฉี่ พะแนง และใส่เป็ นส่วนผสมทอดมัน เป็ นต้น
มะกรู ดมีการใช้ประโยชน์อย่างมาก เป็ นได้ท้งั เครื่ องเทศและยาสมุนไพร และเนื่องจาก ใน
มะกรู ดมีน้ ามันหอมระเหยอยูม่ าก จึงถูกนาไปสกัดเป็ นน้ ามันหอมระเหย บางครั้งกลิ่นฉุนของ มะกรู ดยัง
สามารถไล่แมลงบางชนิดได้เป็ นอย่างดี

สรรพคุณทางยาของมะกรู ดนั้นได้แก่ ผลสด ผิวมะกรู ด หอมร้อน แก้ลมหน้ามืด บารุ งหัวใจ ขับ
ระดู ขับลม ส่วนผลที่มีรสเปรี้ ยว ก็ใช้ขบั เสมหะ ฟอกเลือด สระผมขจัดรังแค รากใช้แก้พษิ ฝี ภายใน ใบ แก้
ช้ าใน ดับกลิ่นคาว เป็ นต้น
ทางด้านความเชื่อ มะกรู ดเป็ นไม้มงคลที่ควรปลูกไว้ในบ้านโดยปลูกทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
เชื่อกันว่าจะทาให้ผอู ้ ยูอ่ าศัย มีความสุข

ผักชีฝรั่ง

ภาพที่ 7 ผักชีฝรั่ง

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Eryngium foetidum L.
ชื่อภาษาไทย : ผักชีฝรั่ง
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ไม้ลม้ ลุก อายุสองฤดูกาลหรื อสองปี ต้นมีกลิ่นเฉพาะตัว ไม่มีขน สีเขียวอ่อนถึงเขียวเข้ม สูงถึง 80
เซนติเมตร ปกติมีกิ่งเดียว รากหลักรู ปกระสวยยาว ลาต้นสั้น เป็ นร่ อง ยืดยาวก่อนออกดอก ใบกระจุก
แบบกุหลาบซ้อน เรี ยงเวียน มีกา้ นใบสั้นหรื อไม่มี ใบรู ปใบหอกถึงรู ปไข่หรื อหัวกลับยาว ขนาดกว้าง 1-4
เซนติเมตร ยาว 5-30 เซนติเมตร ขอบใบจักฟันเลื่อย ปลายจักมีหนามแหลมเล็ก ๆ ช่อดอกแบบซี่ร่ม รู ปคล้าย
แบบเชิงลด ออกเป็ นกระจุกบนก้านที่ยนื่ ยาวจากกลางยอดของกลุ่มใบ ดอกย่อยมีจานวนมาก เรี ยงเป็ นช่อ
กระจุกซ้อน ที่ปลายช่อหรื อแขนง กลีบดอกมี 5 กลีบ รู ปขอบขนานแกมรี ปลายโค้ง สีขาวแกม
การขยายพันธุ์ : การเพาะเมล็ด
การปลูก : ปลูกได้ 2 วิธี คือ
1. การหว่ านเมล็ด กาจัดวัชพืชแล้วไถพรวนดิน 2 ครั้ง เสร็จแล้วย่อยดินและปรับพื้นที่ให้เสมอ
ใส่ปุ๋ยคอกหรื อปุ๋ ยหมัก ประมาณ1,000 กิโลกรัม/ไร่ นาเมล็ดผักชีฝรั่งมาพรมน้ าแล้วหว่านให้ทวั่ แปลง ควร
ให้น้ า 3 - 5 วัน/ครั้ง ระวังอย่าให้มีน้ าขังหรื อท่วม เมื่อผักชีฝรั่งอายุได้2 เดือนครึ่ งเริ่ มใส่ปุ๋ย 20 - 20 - 0 ผสม

กับปุ๋ ยสูตร 46 - 0 - 0 อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่ เมื่อเริ่ มมีช่อดอกให้เด็ดช่อดอกออกเพือ่ ให้ตน้ เจริ ญเติบโตได้ดี
2. การแยกกอ ไถพรวนดินแล้วยกแปลงปลูกกว้าง ประมาณ 1 เมตร ยาวประมาณ 20 เมตร ขุด
หลุมโดยใช้ระยะปลูก 20 X 20เซนติเมตร นาต้นพันธุท์ ี่เตรี ยมไว้มาปลูกลงในหลุมแล้วรดน้ าให้ชุ่ม เมื่อต้น
ตั้งตัวได้จึงใส่ปุ๋ยคอกและทาการพรวนดินกาจัดวัชพืช การปลูกผักชีฝรั่ง ทั้ง 2 วิธี จะต้องมีการพรางแสง
โดยใช้ตาข่ายพรางแสง 60 - 80 % หรื อใช้ทางมะพร้าว แต่ตาข่ายพรางแสงจะมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า
โรคแมลงที่สาคัญ : มีอยู่ 4 ชนิด คือ
1. โรคไหม้ เกิดในฤดูร้อน ป้ องกันโดยใช้สารเคมีพวกเบนเลท อัตรา 6 - 12 กรัม/น้ า 20 ลิตร พ่น
บริ เวณที่เกิดโรค
2. โรคโคนเน่ า มักเกิดในฤดูฝน ป้ องกันโดย ยกร่ องให้สูง เพือ่ ระบายน้ า หลังคาควรโปร่ งเพือ่ ให้
แสงส่องได้ถึงใช้สารเคมีพวก แอนติโกร 2.1 % อัตรา 30 - 60 กรัม/ น้ า 20 ลิตร ฉีดให้ทวั่ บริ เวณที่เกิดโรค
3. หนอนกินใบ หนอนชนิดนี้จะกัดกินใบจนเหลือแต่กา้ นใบ ถ้าระบาดมากาจะทาความเสียหาย
ทั้งแปลง โดยตัวเต็มวัยเป็ นผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็กลาตัวยาวประมาณ 1.2 เซนติเมตร เมื่อกางปี กเต็มที่กว้าง
ประมาณ 2.0 เซนติเมตร หัวสีน้ าตาล ลาตัวสีน้ าตาลอ่อน ปลายปี กหน้าและปี กหลังสีน้ าตาลอมเทาป้ องกัน
กาจัด โดย นาเมล็ดลางสาดบด 1/2 กิโลกรัม ผสมน้ า 1 ปี๊ บ แช่ 12 ชัว่ โมง กรองเอาแต่น้ านาไปพ่น
4. หอยทาก ป้ องกันโดยใช้ปูนขาวโรยแปลง หรื อบริ เวณโคนต้น ถ้าระบาดมาก ให้ใช้เหยือ่ พิษ
สาเร็จรู ปพวกเมรู โวลวางบริ เวณหอยระบาด ส่วนผสมเหยือ่ พิษ ประกอบด้วย แคลเซียมอาซีเนท 8 ส่วน ปูน
ดิบ 11 ส่วน ปูนซีเมนต์ 1 ส่วน ผสมเข้าด้วยกันเติมน้ าพอปั้ นเป็ นก้อนได้
การเก็บเกีย่ ว : ผักชีฝรั่งเริ่ มเก็บเกี่ยวเมื่ออายุประมาณ 120 วัน หลังเมล็ดงอก หรื อ 30 วันนับจากย้าย
ลง ปลูก การเก็บจะถอนทั้งต้นมีรากติด หรื อตัดทีละต้น
ส่ วนที่ใช้ บริโภค : ใบ
ประโยชน์
นิยมใช้ใบผักชีฝรั่งมาซอยใส่อาหาร เพือ่ เพิม่ กลิ่นหอม และรสชาติที่กล่อมกล่อมขึ้น มักซอยใส่ในต้ม
ยา หรื อลาบ เป็ นต้น หรื อไม่ก็นิยมกินเป็ นผักแกล้มกับขนมจีน หรื อแกงเผ็ดต่างๆ เมื่อกินผักชีฝรั่งเข้าไปจะ
มีคุณสมบัติช่วยบารุ งสายตา และภูมิคุม้ กันให้แข็งแรงขึ้น

วิธีปลูก
เตรี ยมดินที่มีสภาพร่ วนซุย หรื อดินเหนียวก็ได้ แล้วผสมกับปุ๋ ยคอกและขุยมะพร้าวไถพรวนไว้ จากนั้นนา
เมล็ดพันธุ์ โรยลงไปในแปลงหรื อกระถางปลูก หรื อไม่ก็ใช้ตน้ ที่แข็งแรง ที่ช้ือมาจากตลาดก็ได้ แล้วเลือกใช้
แต่ใบที่ติดโคนต้นอยู่ มาปั กลงดินที่ทาไว้เสร็จแล้วรดน้ าให้ชุ่มวันละ 2 ครั้ง พร้อมให้แสงแดดส่ องถึง
จนกระทัง่ ผักชีฝรั่งโตขึ้นแตกใบอ่อน ก็สามารถดึงใบล่าง ๆ มาปรุ งอาหารได้แล้ว

ผักชีลาว

ภาพที่ 8 ผักชีลาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Anethum graveolens Linn.
ชื่อวงศ์ : Umbelliferae
ชื่อสามัญ : Dill
ชื่อพืน้ เมือง : เทียนข้าวเปลือก ,เทียนตาตัก๊ แตน (ภาคกลาง), ผักชี (ขอนแก่น,เลย) ผักชีตกั๊ แตน, ผักชี
เทียน (พิจิตร), ผักชีเมือง(น่าน)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ผักชีลาวเป็ นพืชล้มลุกตระกูลเดียวกับผักชี ลาต้นมีสีเขียวเข้มขนาดเล็ก
ลักษณะใบเป็ นใบประกอบแบบขนนกมีสีเขียวสดออกเรี ยงสลับกัน ดอกมีขนาดเล็กสีเหลืองออกเป็ นช่อ
ก้านช่อดอกมีลกั ษณะคล้ายกับซี่ร่ม ผลแก่เป็ นรู ปไข่แบนมีสีน้ าตาลอมเหลือง ถ้านาไปใช้เป็ นเครื่ องเทศจะ
เก็บได้กต็ ่อเมื่อดอกเริ่ มเปลี่ยนเป็ นสีน้ าตาล แต่ส่วนใหญ่จะพบในรู ปของการทานสดเป็ นผักมากกว่า ซึ่งควร
เก็บก่อนที่จะออกดอก ผักชีลาวมีสองชนิด คือ ชนิดที่มาจากยุโรป (Dill) และชนิดที่มีกาเนิดในเอเชียเขต
ร้อน (Indian Dill) ในประเทศไทยมีการปลูกเพือ่ ใช้ทานเป็ นผักมากกว่าปลูกเพือ่ ใช้ผลมาทาเครื่ องเทศเพราะ
มีคุณภาพน้อยกว่าประเทศอินเดีย
การขยายพันธุ์ : ใช้เมล็ดในการขยายพันธุ์
ระยะเวลาปลูก : มีระยะเวลาในการปลูกประมาณ 60 วัน ก็สามารถนามาประกอบอาหารหรื อกินสดๆ ก็ได้
การเตรียมดินในการปลูก : มีการฟื้ นดิน ตากแดดให้แห้งเพือ่ ทาลายเชื้อโรคและวัชพืชที่อยูใ่ นดิน ทิง้ ไว้
ประมาณ 10 วัน หลังจากนั้นก็ทาการ พรวนดิน เก็บเศษวัชพืชต่างๆ และนาปุ๋ ยคอกหรื อปุ๋ ยหมักที่สลายตัวดี

แล้วมาใส่คลุกเคล้าให้เข้ากับดิน ทั้งนี้เพือ่ ความอุดมสมบูรณ์ของดิน ถ้าพบว่าดินเป็ นกรด ควรนาปูนขาวมา
คลุกกับดินเพือ่ ปรับสภาพของดินให้เหมาะในการเพาะปลูก
คุณประโยชน์
น้ ามันผักชีลาว (Dill seed oil) ได้จากการนาผลแก่แห้งไปกลัน่ ด้วยไอน้ า สารสาคัญที่พบคือ คาริ โวน
ดี-ไลโมนีน และอัลฟ่ า-เฟลเลนดรี น สารอื่นที่มีปริ มาณรองลงมาคือ ไดไฮโดรคาร์โวน ยูจีนอล ไพนีน
และอะนีโทล เป็ นต้น
สรรพคุณทางยา : นาผลแก่แห้งของผักชีลาวบดให้เป็ นผง ชงกับน้ าดื่มวันละ 4-5 แก้ว แก้อาการปวด
ท้อง แน่นท้อง ท้องอืดท้องเฟ้ อ ช่วยขับลมหรื อใช้ตน้ สดของผักชีลาวผสมกับนมให้เด็กอ่อนดื่มแก้ทอ้ งอืด
ท้องเฟ้ อได้เช่นกัน ส่วนน้ ามันมักใช้ผสมในยาย่อยอาหาร ยาแก้ทอ้ งอืดท้องเฟ้ อ
ประโยชน์ทางอาหาร : ใบสดและใบแห้งใช้โรยบนอาหารประเภทปลาเพือ่ ดับกลิ่นคาว ใบใส่แกง
อ่อมแกงหน่อไม้ห่อหมกแกล้มแกงเนื้อน้ าพริ กปลาร้าผักใส่ไข่ยอดใบรับประทานกับลาบเมล็ด และใบช่วยชู
รสเมล็ดมีน้ ามันหอมระเหยใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เมล็ดแห้งที่แก่เต็มที่ใช้เป็ นยาบารุ งกาลังชัว่ คราวและ
ขับลมในท้อง เมล็ดก่อนนามาประกอบอาหารควรบดก่อน โดยนิยมโรยบนสลัดผักและมันฝรั่งบดเพือ่ เพิม่
รสชาติ นอกจากนี้น้ ามันผักชีลาวยังใช้แต่งกลิ่นผักดอง น้ าซอส สตู ขนมหวาน เครื่ องดื่มและเหล้า
ผักชีลาวเป็ นพืชที่มีฤทธิ์ทางอัลลีโลพาที สารสกัดด้วยเอทานอลจากผลและเมล็ดยับยั้งการเจริ ญและ
การงอกของถัว่ เขียวผิวดาได้
วิธีการปลูก
การเตรี ยมดินในการปลูก ผักชีลาว (Dill) : มีการฟื้ นดิน ตากแดดให้แห้งเพือ่ ทาลายเชื้อโรคและ
วัชพืชที่อยูใ่ นดิน ทิ้งไว้ประมาณ 10 วัน หลังจากนั้นก็ทาการ พรวนดิน เก็บเศษวัชพืชต่างๆ และนาปุ๋ ยคอก
หรื อปุ๋ ยหมักที่สลายตัวดีแล้วมาใส่คลุกเคล้าให้เข้ากับดิน ทั้งนี้เพือ่ ความอุดมสมบูรณ์ของดิน ถ้าพบว่าดิน
เป็ นกรด ควรนาปูนขาวมาคลุกกับดินเพือ่ ปรับสภาพของดินให้เหมาะในการเพาะปลูก
วิธีปลูก ผักชีลาว (Dill) : มี 2 วิธี
วิธีที่ 1 เตรี ยมเมล็ดพันธุท์ ี่จะใช้ในการปลูก แล้วหว่านเมล็ดพันธุใ์ ห้ทวั่ แปลง
วิธีที่ 2 วัดระยะห่างของหลุมประมาณ 15 x 15 เซนติเมตร ใช้ไม้ขีดเป็ นตารางให้เท่าๆ กัน ใช้ไม้หรื อนิ้วจิ้ม
แล้ว หยอดเมล็ดลงตามตารางที่ขีดไว้ เสร็จแล้วจึงใช้ดินกบแล้วรดน้ าด้วยบัวรดน้ า

กล้ วย

ภาพที่ 9 ต้ นกล้ วย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Musa ABB cv. Kluai 'Namwa'
ชื่อสามัญ : Banana
วงศ์ : Musaceae
ชื่ออื่น : กล้วยมะลิอ่อง (จันทบุรี) กล้วยใต้ (เชียงใหม่, เชียงราย) กล้วยอ่อง (ชัยภูมิ) กล้วยตานีอ่อง
(อุบลราชธานี)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ลม้ ลุก สูงประมาณ 3.5 เมตร ลาต้นสั้นอยูใ่ ต้ดิน กาบเรี ยงเวียนซ้อนกันเป็ นลา
ต้นเทียม สีเขียวอ่อน ใบ เป็ นใบเดี่ยวขนาดใหญ่ ออกเรี ยงสลับ รู ปขอบขนาน กว้าง 25-40 ซม. ยาว 1-2 เมตร
ปลายใบมน ขอบใบเรี ยบ แผ่นใบเรี ยบ สีเขียว ด้านล่างมีนวลสีขาว เส้นใบขนานกันในแนวขวาง ก้านใบเป็ น
ร่ องแคบ ดอก ออกเป็ นช่อที่ปลายยอดห้อยลง เรี ยกว่า หัวปลี มีใบประดับขนาดใหญ่หุม้ สีแดงเข้ม เมื่อบาน
จะม้วนงอขึ้น ด้านนอกมีนวล ด้านในเกลี้ยง ผล รู ปรี ยาว 11-13 ซม. ผิวเรี ยบ ปลายเป็ นจุก เนื้อในมีสีขาว
พอสุกเปลือกผลเป็ นสีเหลือง เนื้อมีรสหวาน รับประทานได้ หวีหนึ่งมี 10-16 ผล บางครั้งมีเมล็ด เมล็ดกลม
สีดา
ส่ วนที่ใช้ : หัวปลี เนื้อกล้วยน้ าว้าดิบ หรื อห่าม กล้วยน้ าว้าสุกงอม ราก ต้น ใบ ยางจากใบ

เคล็ดลับในการปลูกกล้วย
1. การปลูกกล้วยในฤดูฝนควรพูนดินกลบโคนต้นให้สูงไว้เพือ่ ป้ องกันน้ าขัง ส่วนในการปลูกใน
ฤดูอื่น ๆ ไม่ควรพูนดินกลบโคนให้สูงนัก เพราะไม่ตอ้ งการให้น้ าไหลออก
2. ถ้าต้องการให้กล้วยออกปลีไปทิศทางเดียวกันควรหันรอยแผลที่เกิดจากการแยก
กล้ วยขยายพันธุ์โดยใช้ หน่ อ
หน่อมีอยู่ 3 ชนิด ได้แก้
1. หน่ออ่อน เป็ นหน่อที่มีอายุนอ้ ยมาก ยังไม่มีใบ
2. หน่อใบแคบ เป็ นหน่อที่มีใบบ้าง แต่ใบเรี ยวเล็ก ชาวบ้านเรี ยกว่า หน่อดาบ
3. หน่อใบกว้าง เป็ นหน่อที่มีใบบาง เป็ นใบโตกว้างคล้ายใบจริ งส่วนมากเป็ นหน่อที่ เกิดจากตา
ของเหง้าที่อยูใ่ กล้ผวิ ดิน
การใส่ ปุ๋ย
การใส่ปุ๋ยมีผลต่อการเจริ ญเติบโตของกล้วยมาก กล่าวคือจะช่วยให้ลาต้นอวบแข็งแรงตกเครื อ
เร็วและได้ผลโต การเจริ ญเติบโตของกล้วยแบ่งออกเป็ น 3 ระยะ คือ
ระยะที่ 1 เริ่ มนับตั้งแต่ตน้ กล้วยตั้งตัวหลังการปลูก ระยะนี้เป็ นเวลาที่ตน้ กล้วยต้องการอาหาร
มากเครื อหนึ่ง ๆ จะมีกล้วยกี่ผลนั้น อยูท่ ี่ความสมบูรณ์ของดินระยะนี้
ระยะที่ 2 อยูใ่ นระหว่างหลังตั้งตัวได้จนถึงก่อนตกเครื อเล็กน้อย ระยะนี้กล้วยไม่ใช้อาหาร
มากอาหารต่าง ๆ จะถูกใช้โดยหน่อที่แตกขึ้นมา
ระยะที่ 3 เป็ นระยะที่แก่ เป็ นที่ระยะที่กล้วยต้องการมากเหมือนกัน เพือ่ นาไปบารุ งผล ให้
โตขึ้น
ดังนั้น ต้นกล้วยจึงต้องมีอาหารสารองอยูม่ าก ๆ จึงจะสามารถให้กล้วยเครื อโต ๆ ได้จากระยะการ
เจริ ญเติบโตดังกล่าว การใส่ปุ๋ยจึงควรใส่ครั้งแรก 1 อาทิตย์ หลังจากปลูก ครั้งที่ 2 ใส่หลังจากครั้งแรก
ประมาณ 1 เดือน และครั้งที่ 3 ใส่หลังจากครั้งที่ 2 ประมาณ 1 เดือน ปุ๋ ยที่ใช้จะเป็ นปุ๋ ยคอกหรื อปุ๋ ยหมัก
ก็ได้หรื ออาจจะใช้ปุ๋ยเคมีชนิดที่ใช้กบั ไม้ผลทัว่ ไป เช่น สู ตร 15 – 15- 15, 13 - 13 -21 ฯลฯ โดยใส่ตน้ ละ 1
กิโลกรัม โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง คือเมื่อกล้วยมีอายุได้ 2 เดือน และ 5 เดือน ตามลาดับ

การตัดแต่ งหน่ อกล้ วย
เมื่อปลูกกล้วยได้ประมาณ 5 – 6 เดือน หน่อใหม่จะเกิดขึ้นมาก่อนหน้าที่กล้วยจะตกเครื อเล็กน้อยควร
เลือกไว้เพียง 2 หน่อแรกก็พอ เพือ่ แทนต้นแม่เดิม หน่อที่เลือกควรอยูต่ รงข้ามกันของลาต้นเดิมหน่อพวกนี้
มีรากลึกและแข็งแรง ถือว่าดีที่สุด ส่วนหน่อที่เกิดมาทีหลังเรี ยกว่า “หน่อตาม” ไม่ควรปล่อยให้เกิด
ขึ้นมาจะทาให้กล้วยเครื อเล็กลงจึงควรทาลายเสีย การทาลายหน่อกล้วย สามารถกระทาได้โดยใช้มีด
คว้านลาไส้ตรงกลางต้นออกแล้วหยอดน้ ามันก๊าดประมาณครึ่ งช้อนชาลงไปจะทาลายหน่อนั้นได้ แต่หน่อ
ที่เล็กมากยังไม่มีใบ ปุ่ มเจริ ญยังอยูใ่ ต้ดิน น้ ามันก๊าดลงไปไม่ถึงอาจทาลายไม่หมด หรื ออาจใช้วธิ ีขดุ หน่อ
ออก ซึ่งควรกระทาเฉพาะตอนที่กล้วยยังไม่ตกเครื อเท่านั้น เพราะถ้ากล้วยตกเครื อแล้วจะทาให้
กล้วย “งัน” ผลกล้วยจะเล็กลงได้ นอกจากการดูแลรักษาต่างๆ ดังกล่าวแล้ว ควรตัดแต่งกิ่งเอาใบ
กล้วยที่แห้งเหลืองหรื อเป็ นโรคออกให้หมด เว้นไว้ตน้ ละไม่นอ้ ยกว่า 7 – 8 ใบ และเมื่อเครื อจวนแก่เก็บไว้
เพียง 4 – 5 ใบ ก็พอ
การคา้ กล้วย
เครื อกล้วยที่หนักอาจดึงลาต้นให้โค้งงอจนถึงขั้นเป็ นอันตรายแก่ลาต้น อาจถูกลมพัดทาให้เครื อและ
ก้านเครื อหักได้ ด้วยเหตุน้ ีจึงควรค้ าก้านเครื อด้วยไม้เนื้ออ่อนที่เป็ นง่ามในสวนขนาดใหญ่ควรมีไม้ค้ า
จานวนมากเตรี ยมไว้ให้พร้อม และถ้าหากมีการปลูกไม้เป็ นแนวกันลมไว้ก่อน จะตัดกิ่งมาทาเป็ นไม้ค้ าก็ได้
การกาจัดวัชพืช
การกาจัดวัชพืชเป็ นสิ่งจาเป็ นต่อการปลูกกล้วยมาก โดยเฉพาะพืชใบแคบจะแย่งอาหารเก่ง ทาให้กล้วย
ได้รับอาหารไม่เต็มที่ การเจริ ญเติบโตจะไม่ดี แต่ในการกาจัดวัชพืชโดยวิธีการพรวนดิน ไม่สมควร
กระทาเพราะรากกล้วยมีระบบการแผ่กระจายอยูใ่ กล้กบั ผิวดินมาก จึงควรเลี่ยงมาใช้การถากหรื อถางวัชพืช
จะดีกว่า ในการปลูกกล้วยเป็ นส่วนใหญ่หากมีการปลูกพืชแซมในระหว่างแถว หรื อพืชคลุมดินตระกูลถัว่
เช่น ถัว่ เขียว เป็ นพืชคลุมดินระหว่างแถวกล้วยแล้ว นอกจากจะช่วยลดปั ญหาเรื่ องวัชพืช ยังเป็ นการบารุ ง
ดินอีกทางหนึ่งด้วย
การรดน้า
ให้รดน้ าทุก 2-3 วัน แต่ถา้ ฝนตกเราก็งดการรดน้ า นอกจากนี้กล้วยก็ยงั เป็ นพืชที่เจริ ญเติบโตในเขตภูมิ
ประเทศบ้านเราได้ดีอยูแ่ ล้ว หากขาดการดูแลรักษา หรื อ จะไปธุระสักอาทิตย์สองอาทิตย์ ก็ยงั อยูไ่ ด้สบาย
โดยไม่ตอ้ งห่วง

สรรพคุณ :





ราก - แก้ขดั เบา
ต้ น - ห้ามเลือด แก้โรคไส้เลื่อน
ใบ - รักษาแผลสุนขั กัด ห้ามเลือด
ยางจากใบ - ห้ามเลือด สมานแผล
ผล - รักษาโรคกระเพาะ แก้ทอ้ งเสีย ยาอายุวฒั นะ แก้โรคบิด รักษาแผลไฟไหม้ น้ าร้อนลวก แก้
ริ ดสีดวง
กล้ วยนา้ ว้ าดิบ - มีฤทธิ์ฝาดสมาน ใช้แก้อาการท้องเดิน แก้โรคกระเพาะ และอาหารไม่ยอ่ ย
กล้ วยนา้ ว้ าสุ กงอม - เป็ นอาหาร ยาระบาย สาหรับผูท้ ี่อุจจาระแข็ง หรื อเป็ นริ ดสีดวงทวารขั้นแรก
จนกระทัง่ ถ่ายเป็ นเลือด
หัวปลี - (ช่อดอกของต้นกล้วย จานวนไม่จากัด) ขับน้ านม

สรรพคุณเด่ น :

แก้ โรคกระเพาะ ท้ องผูก
1. แก้ โรคกระเพาะ - นากล้วยน้ าว้าดิบ (ถ้าเป็ นกล้วยกักมุกดิบจะดีกว่า) มาปอกเปลือก แล้วนาเนื้อมา
ฝานเป็ นแผ่นบางๆ ตากแดด 2 วันให้แห้งกรอบ บดเป็ นผงให้ละเอียด ใช้รับประทาน ครั้งละ 1-2
ช้อนโต๊ะ ละลายน้ าข้าว น้ าผึ้ง (น้ าธรรมดาก็ได้) รับประทานก่อนอาหารครึ่ งชัว่ โมง และก่อนนอน
ทุกวัน
2. แก้ ท้องผูก - ให้รับประทานกล้วยน้ าว้าสุกงอม ครั้งละ 2 ผล วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร 1/2 ชัว่ โมง
เวลารับประทานควรเคี้ยวให้ละเอียดที่สุด
3. แก้ ท้องเดิน - ใช้เนื้อกล้วยน้ าว้าห่ามรับประทาน หรื อใช้กล้วยน้ าว้าดิบ ฝานเป็ นแว่น ตากแห้ง
รับประทาน

สารเคมีที่พบ :

หัวปลี มีธาตุเหล็กมาก
หัวปลี และราก มี Triterpene หรื อ Steroid
ผลกล้วย ทุกชนิดประกอบด้วย น้ า แป้ ง โปรตีน ไขมัน เส้นใย เกลือแร่ ต่างๆ (โดยเฉพาะแคลเซียม
เหล็ก และโปรแตสเซี ยมในกล้วยหอมมีมาก) วิตามิน และเอนไซม์ต่างๆ นอกจากนี้ยงั มี Serotonin
Noradrenaline และ Dopamine
ผลดิบ มีแป้ ง Tannin acid, Gallic acid และ Pectin มาก

ตะไคร้

ภาพที่ 10 ตะไคร้

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cymbopogon citratus Stapf.
ชื่อสามัญ : Lemon Grass, Lapine
วงศ์ : Poaceae (Gramineae)
ชื่ออื่น : จะไคร้ (ภาคเหนือ) ไคร (ภาคใต้) คาหอม (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน) ห่อวอตะไป่ (กะเหรี่ ยง-แม่ฮ่องสอน)
หัวสิงโต (เขมร-ปราจีนบุรี) ตะไคร้แกง (ทัว่ ไป)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :
ส่ วนที่ใช้ :

ทั้งต้ น เก็บได้ตลอดปี ล้างให้สะอาด ใช้สดหรื อผึ่งให้แห้งในที่ร่ม เก็บไว้ใช้
ราก เก็บได้ตลอดปี ล้างให้สะอาด ใช้สด ใบสด

การปลูก การดูแล และการขยายพันธุ์
ปลูกได้การปั กชาต้นเหง้า โดยตัดใบออกให้เหลือตอนโคนประมาณหนึ่งคืบ นามาปั กชาไว้สกั หนึ่ง
สัปดาห์ก็จะมีรากงอกออกมา แล้วนาไปลงแปลงดินที่เตรี ยมไว้ หรื ออาจใช้วธิ ีเอาโคนปั กลงไปที่ดินซึ่ง
เตรี ยมไว้เลย ให้ห่างประมาณหนึ่งศอก ถ้าปลูกในกระถางใช้วธิ ีปักโคนลงในกระถางๆละ 2-3 ต้นก็ได้ แล้ว
หมัน่ รดน้ าให้ชุ่มเช้าเย็น ตั้งไว้ให้โดนแดดตลอดวันจะทาให้โตได้เร็ว ตะไคร้ชอบดินร่ วนซุย เป็ นพืชที่ชอบ
น้ า ชอบแดด ดูแลรดน้ าเสมอและโดนแดดได้ตลอดวัน เจริ ญได้ในดินแทบทุกชนิด เวลาจะใช้ก็ให้ตดั ที่โคน
สุดส่วนรากเลย แล้วถอนออกมาทั้งต้นตามต้องการ ต้องคอยตรวจดูเมื่อตะไคร้มีกอเจริ ญเติบโตได้เต็มที่แล้ว
ต้องถอนทิง้ หรื อแยกออกไปปลูกใหม่บา้ งหรื อเอาไปใช้บา้ ง จานามาหัน่ เป็ นฝอยๆ ตากลมไว้ให้แห้งสนิท
แล้วแพ็คเก็บไว้ใช้ได้นานๆ เพือ่ ให้ตน้ อ่อนโตขึ้นมาใหม่ ถ้าไม่แยกออกไปต้นจะเล็กและลีบลงเรื่ อยๆ และ

บางที่ก็แคระแกร็น ต้นและกอก็จะโทรม ต้องล้างและปลูกใหม่ท้งั หมดเปลี่ยนเป็ นการแตกหน่อทาให้การ
ปลูกและการขยายพันธ์ได้ง่าย
สรรพคุณ :


ทั้งต้ น
1. รสฉุน สุมขุม แก้หวัด ปวดศีรษะ ไอ
2. แก้ทอ้ งอืดท้องเฟ้ อ แน่นจุกเสียด ขับลมในลาไส้ บารุ งไฟธาตุ
3. ทาให้เจริ ญอาหาร แก้ปวดกระเพาะอาหาร แก้ทอ้ งเสีย
4. แก้ปวดข้อ ปวดเมื่อย ฟกช้ าจากหกล้ม ขาบวมน้ า
5. แก้โรคทางเดินปั สสาวะ นิ่ว ขับปั สสาวะ ประจาเดือนมาผิดปกติ
6. แก้ปัสสาวะเป็ นเลือด แก้โรคหืด
ราก
1. แก้เสียดแน่น แสบบริ เวณหน้าอก ปวดกระเพาะอาหารและขับปั สสาวะ
2. บารุ งไฟธาตุ ขับปั สสาวะ แก้นิ่ว แก้ปัสสาวะพิการ
3. รักษาเกลื้อน แก้อาการขัดเบา
ใบสด - มีสรรพคุณช่วยลดความดันโลหิตสูง แก้ไข้
ต้ น - มีสรรพคุณเป็ นยาขับลม แก้ผมแตกปลาย เป็ นยาช่วยให้ลมเบ่งขณะคลอดลูก ใช้ดบั กลิ่นคาว
แก้เบื่ออาหาร บารุ งไฟธาตุให้เจริ ญ แก้โรคทางเดินปั สสาวะ นิ่วปั สสาวะพิการ แก้หนองใน
คุณค่าทางด้ านอาหาร :
ตะไคร้ยงั มีประโยชน์ต่อร่ างกาย เพราะช่วยเพิม่ เกลือแร่ ที่จาเป็ นหลายชนิด เช่น แคลเซี ยม
ฟอสฟอรัส เหล็ก และยังมีวติ ามินเอ รวมอยูด่ ว้ ย
สารเคมี :
ใบ - มีน้ ามันหอมระเหย 0.4-0.8% ประกอบด้วย Citral 75-85 % Citronellal, Geraniol
Methylheptenone เล็กน้อย , Eugenol และ Methylheptenol
ราก - มี อัลคาลอยด์ 0.3%

ข่ า

ภาพที่ 11 ต้นข่า

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Alpinia galanga (L.) Willd.
ชื่อสามัญ : Galanga
วงศ์ : Zingiberaceae
ชื่ออื่น : ข่าหยวก ข่าหลวง (ภาคเหนือ), กฏุกกโรหินี (ภาคกลาง)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ลม้ ลุก สูง 1.5-2 เมตร เหง้ามีขอ้ และปล้องชัดเจน ใบเดี่ยว เรี ยงสลับ รู ปใบ
หอก รู ปวงรี หรื อเกือบขอบขนาน กว้าง 7-9 ซม. ยาว 20-40 ซม. ดอก ช่อ ออกที่ยอด ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบ
ดอกสีขาว โคนติดกันเป็ นหลอดสั้นๆ ปลายแยกเป็ น 3กลีบ กลีบใหญ่ที่สุดมีริ้วสีแดง ใบประดับรู ปไข่ ผล
เป็ นผลแห้งแตกได้ รู ปกลม
การปลูกและการดูแล
- ปลูกโดยใช้เหง้า
- พรวนดินให้ร่วนซุย แล้วจึงขุดหลุมลึกประมาณ 50 เซนติเมตร มีตา 2-3 ตา ตัดรากเก่าออกเพือ่ ให้รากใหม่
เจริ ญเติบโตได้เต็มที่ ขุดหลุมลึกประมาณ 50 เซนติเมตร วางเหง้าลงในหลุมๆละ 2-3 เหง้า กลบดินและรดน้ า
ให้ชุ่ม
- ตอนเริ่ มปลูกควรรดน้ าวันละ 1-2ครั้ง และหมัน่ ดูแลความชุ่มชื้นของดินอยูเ่ สทอ เมื่อข่าเจริ ญเติบโตดีแล้ว
จึงรดน้ า 2-3 วันครั้งก็ได้

- ข่า (อายุ 3เดือน) เก็บเป็ นหน่อข่า (อายุ 6-8 เดือน) เก็บเป็ นข่าอ่อน (อายุ 1 ปี ขึ้นไป) เก็บเป็ นข่าแก่ในช่วงนี้
ข่าจะให้ผลผลิตดีมีน้ าหนัก ถ้าดินแห้งควรมีการรดน้ าเพือ่ สะดวกต่อการขุด หรื อถอนและลดความเสียหาย
ต่อเหง้าข่า
สรรพคุณ :
1.
2.
3.
4.

เป็ นยาแก้ทอ้ งขึ้น ท้องอืดเฟ้ อ ขับลม
แก้อาหารเป็ นพิษ
เป็ นยาแก้ลมพิษ
เป็ นยารักษากลากเกลื้อน โรคผิวหนัง ติดเชื้อแบคทีเรี ย เชื้อรา
สารเคมี
1 - acetoxychavicol acetate น้ ามันหอมระเหย ซึ่งประกอบด้วย monoterene 2 - terpineol,
terpenen 4 - ol, cineole, camphor, linalool, eugenol

บทที่ 3
อุปกรณ์ และวิธีการทดลอง
เครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์
1) พืชพันธ์ มีจานวน 8 ต้น คือ
-ต้นพริ ก
-มะเขือ
-ตะไคร้
-มะกรู ด
-ผักชีลาว
-ผักชีฝรั่ง
-ต้นข่า
-ต้นกล้วย
2) พลัว่
3) จอม
4) บัวรดน้ า
5) ปุ๋ ย
6) ดิน
7) ตลับเมตร
ขั้นตอนในการดาเนินงาน
1) ศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับการทาเกษตรประณี ต และพืชผักต่างๆที่ใช้ในการทาแกงอ่อม
2) หาต้นพันธ์ที่ใช้ในการทาแกงอ่อมตามชนิดและจานวนที่วางแผนไว้ในภาพ
3) ขุดดินเตรี ยมพื้นที่ 1 ตารางเมตร
4) นาพืชผักมาปลูกในแปลงตามตาแหน่งในแผนภาพ
5) รดน้ าผักที่ปลูกไว้อย่างสม่าเสมอ
6) วัดการเจริ ญเติบโตของพืชแต่ละชนิด

บทที่ 4
ผลการดาเนินงาน
ผลการเจริ ญเติบโตของพื้นแต่ละชนิดเป็ นไปดังกราฟนี้
140
120
พริก
100
มะเขือ
80

ตะไคร้
มะกูด

60

ผักชีลาว
40

ผักชีฝรั่ง
ต้ นข่า

20
0
สัปดาห์ 1

สัปดาห์ 2

ภาพที่ 12 กราฟแสดงการเจริ ญเติบโต

สัปดาห์ 3

ตารางแสดงส่วนสูงที่เปลี่ยนไปของพืชพันธ์แต่ละชนิด
ชนิดของพืช

ก่อนนาไปปลูก

หลังนาไปปลูกเป็ นระยะเวลา 6 เดือน

ความสูงที่เพิม่ ขึ้น

พริ ก

28

56

28

มะเขือ

24

44

20

ตะไคร้

68

131

63

มะกรู ด

35

34

-1

ผักชีลาว

40

152

112

ผักชีฝรั่ง

21

4

-17

ข่า

60

64

4

รู ปภาพแสดงอาหารที่ทาจากผลผลิตจาก “หลุมอ่อม”
1.แกงอ่อมหมู

ภาพที่ 13 วัสดุในการทาแกงอ่อม

ภาพที่ 14 แกงอ่อม

2.น้ าตะไคร้

ภาพที่ 15 วัสดุในการทาน้ าตะไคร้

ภาพที่ 16 น้ าตะไคร้

3.น้ าพริ กปลากระป๋ องกับผักต้ม

ภาพที่ 17 วัสดุในการทาน้ าพริ กปลากระป๋ อง

ภาพที่ 18 น้ าพริ กปลากระป๋ องกับผักต้ม

กับผักต้ม

4.น้ าพริ กผักต้ม

ภาพที่ 19 วัสดุในการทาน้ าพริ กผักต้ม

ภาพที่ 20 น้ าพริ กผักต้ม

บทที5่
สรุป อภิปรายผล และข้ อเสนอแนะ
สรุปผลการศึกษา
จากการที่กลุ่มของข้าพเจ้าได้ลองปลูกเกษตรปราณี ต “หลุมอ่อม” และได้วดั ผลการเจริ ญเติบโตของ
พืชแต่ละชนิดพืชที่เจริ ญเติบโตได้ดี คือ ต้นกล้วย ตะไคร้ ผักชีลาว ต้นมะเขือ ต้นมะกรู ด ต้นข่า ต้นพริ ก
เพราะพืชที่กล่าวมานั้นสามารถทนกับสภาพแวดล้อมของประเทศเราได้และยังไม่ตอ้ งรดน้ าบ่อยมากนักก็
สามารถเจริ ญเติบโตได้แต่อาจจะช้าลงกว่าปกติ ส่วนพืชที่มีการเจริ ญเติบโตที่ลดลงเรื่ อยๆ คือ ต้นผักชีฝรั่ง
เพราะต้นผักชีฝรั่งนั้นต้องการน้ าที่มากพอสมควรและๆไม่สามารถทนกับแดดที่ร้อนได้มากนัก

อภิปรายผล
โครงงานที่กลุ่มของข้าพเจ้าได้ทดลองทาเกษตรปราณี ต “หลุมอ่อม” มีผลดีต่อผูท้ ี่อยากจะปลูกพืช
ได้หลายๆอย่างในพื้นที่ๆจากัด ตามรอยเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ ัวฯ
ผลที่ได้จากการทาโครงงานเกษตรปราณี ต “หลุมอ่อม” คือ ได้ทาให้พ้นื ที่ที่มีอยูอ่ ย่างจากัดให้เป็ น
ประโยชน์มากที่สุด
ผลการเจริ ญเติบโตของพืชแต่ละชนิดนั้นมีการเจริ ญเติบโตที่แตกต่างกันไป เพราะสภาพแวดล้อม
และขาดการดูแลเอาใจใส่รดน้ า ใส่ปุ๋ยอย่างสม่าเสมอ

ข้ อเสนอแนะ
1.ศึกษาการปลูกพืชอย่างละเอียด
2.รดน้ าและใส่ปุ๋ยอย่างสม่าเสมอ
3.วางแผนการปลูกพืชแต่ละชนิดให้ดีวา่ ต้นไหนควรอยูท่ ี่ใด

บรรณานุกรม
เศรษฐกิจพอเพียง
แหล่งที่มา : http://www.rtafa.ac.th/admin/economics_philosophy/economicsphilosophy.htm วันที่สืบค้น
10 กันยายน พ.ศ.2556
สรรพคุณของแกงอ่ อม
แหล่งที่มา : www.cnxwalkingstreet.com/cnxwp/?p=1144 วันที่สืบค้น 10 กันยายน พ.ศ.2556
พริก
แหล่งที่มา:http://myveget.com/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A5
%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81.html
วันที่สืบค้น 10 กันยายน พ.ศ.2556
มะกูด
แหล่งที่มา:http://myveget.com/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A5
%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B9%
E0%B8%94.html วันที่สืบค้น 10 กันยายน พ.ศ.2556
ผักชีฝรั่ง
แหล่งที่มา : http://easy-vegetables.blogspot.com/2010/05/fennel.html วันที่สืบค้น 10 กันยายน พ.ศ.2556
ผักชีลาว
แหล่งที่มา:http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%8A%E0%
B8%B5%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A7 วันที่สืบค้น 10 กันยายน พ.ศ.2556
กล้ วย
แหล่งที่มา: http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_13_1.htm วันที่สืบค้น 10 กันยายน พ.ศ.2556
ตะไคร้
แหล่งที่มา:http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%84%E0%B
8%A3%E0%B9%89 วันที่สืบค้น 10 กันยายน พ.ศ.2556

ข่ า
แหล่งที่มา : http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_02_1.htm

ภาคผนวก

ตารางการเจริญเติบโตของพืชพันธุ์
สัปดาห์ที่

การเจริ ญเติบโต (ความสูง ซม.)
พริ ก

มะเขือ

ตะไคร้

มะกูด

ผักชีลาว

ผักชีฝรั่ง

ต้นข่า

1

28

24

68

35

40

21

64

2

45

37

105

29

62

11.5

66

3

41

45

118

32

65

13

60

ภาพการทาเกษตรประณีต “หลุมอ่อม”