You are on page 1of 10

เซ็นเซอรและทรานสดิวเซอร

ระบบควบคุมที่ดีมีความแมนยําและทํางานอยางอัตโนมัตินั้นไมไดเกิดจากการควบคุมเพียง
อยางเดียวคงตองพึ่งพาอุปกรณตรวจจับ(Sensor Element) และการสงผานสัญญาณที่ถูกตองดวยจึงจะ
สามารถทําใหระบบทํางานไดอยางแมนยํา จะทําใหเกิดการคุมคาในระบบงานอุตสาหกรรม
เซ็นเซอร (Sensor) ในความหมายคือ การตรวจรูถึงการเปลี่ยนแปลงจากบางสิ่งบางอยาง ซึ่ง
ตรวจจับไดโดยทางธรรมชาติ หรือมนุษยประดิษฐขึ้นมาใช เชน การเปลี่ยนความยาวของโลหะเมื่อ
อุณหภูมเิ ปลีย่ นไป ดังรูป 1 หรือคาความตานทานเปลี่ยนไปตามอุณหภูมิของเทอริมิสเตอร (Thermister)
ดังรูป 2
l1

ICE

โลหะ A มีคา l2 >l1


T1 : Temp 0 C

T2 > T1
l2

T1 : Temp 100 C

รูปที่ 1 แสดงความยาว ( l ) ของโลหะขึ้นกับอุณหภูมิ ( T )


T1
ICE T2

Rth
คาความตานทานThermistor
Rth

Rth2 > Rth1


T 2 > T1
0 0
8

R R

รูปที่ 2 แสดงคาความตานทาน ( Rth ) แปรตามอุณหภูมิ ( T )


คาทีต่ รวจจับไดดังกลาวมาแลวนั้นเปนคาทางพิสิกตอาจพบวาเปนคาการเปลี่ยนแปลงของความ
ยาวของเสนโลหะ หรือการเปลี่ยนแปลงความตานทานของเทอรมิสเตอร ซึ่งอุปกรณที่ทําหนาที่ตรวจจับ
นีเ้ ราจะเรียกวา เซนเซอร (Sensor) ซึ่งเซนเซอรนี้อาจจะเปนสวนเล็ก ๆ ที่อยูในอุปกรณที่ใชงานอยูใน
ปจจุบนั นี้ คาการเปลี่ยนแปลงที่ไดนี้จะตองถูกแปรเปลี่ยนอยางแมนยําเพื่อสงตอไปยังระบบควมคุมอีกที
ซึง่ การเปลี่ยนแปลงนี้จะเปนหนาที่ของอุปกรณแปรงสัญญาณ (Transducer)ดังกลาวตอไป
ทรานสดิวเซอร (Transduce) หรือเรียกวาตัวแปรงมีหนาที่เปลี่ยนแปรงคาที่ไดจากการตรวจจับ
(Sensor)ใหเปนพลังงานไฟฟาในรูปของสัญญาณที่ตองการอยูในรูปของสัญญาณแบบพอใจ (มี) ไมพอ
ใจ (ไมมี) หรืออยูในรูปของสัญญาณที่มีความตอเนื่อง เพื่อความสะดวกในการควบคุมและอานคา เชน
การตรวจจับระดับของนํ้าในถังดังรูปที่ 3

5V OFF Hi Level-Full 5V 100%

Water 4V
Trausduer
Sennor

3V
or 2V
Liquid 1V
0V
0V ON Low Level -Emtry 0%
พอใจ/ไมพอใจ ตอเนือ่ ง
Water Case

รูปที่ 3 แสดงการวัดระดับและใหคาสัญญาณทั้ง 2 ลักษณะ

โดยสรุปแลวทรานสดิวเซอร (Tranedrrcer)เปนอุปกรณที่ทําหนาที่แปลงพลังงานที่อยูในรูป
แบบหรือปริมาณทางพิสิกส เปลี่ยนไปเปนพลังงานไฟฟาหรือสัญญาณไฟฟา เชนพลังงานเสียง
ความรอน นํ้าหนัก ความเร็ว ระยะทาง แสง และอื่น ๆ รวมถึงปฏิกริยาทางเคมีที่ไดรับมา เปลี่ยนเปน
สัญญาณไฟฟาเพื่อสงไปประมวลผลตอไป ทรานสดิวเซอรอาจรวมถึงเซนเซอรไวในตัวเองดวยก็ได
ทรานสดิวเซอรมอี ยูดวยกันหลายแบบหลายชนิด ในที่นี้จะขอยกตัวอยางโดยหลักการพื้นฐานในการ
แปรงคาออกมาเปนสัญญาณทางไฟฟาดังนี้

สิ่งที่ตองการ S/U
Sensor Phisical Transducer Eleetrial 1
ตรวจจับการ
Element Element Singanal 2 Continious
เปลี่ยนแปลง Value

รูปที่ 4 แสดงสวนประกอบภายในของทรานสดิวเซอร
สิ่งที่ตองการ
ตรวจจับการ Transducer Eleetrical Signal
เปลี่ยนแปลง
Triggering
รูปที่ 5 แสดงแผนผังการทํางานของทรานสดิวเซอร

การทํางานของทรานสดิวเซอรในการตรวจจับและแปรงคาเปนสัญญาณทางไฟฟามีอยูหลายวิธี
พอสรุปได 5 วิธีดงั ตอไปนี้
1. อาศัยการเปลี่ยนแปลงคาความตานทาน (Resistance change)
2. อาศัยการเปลี่ยนแปลงคาความเหนียวนํา (Inductance change)
3. อาศัยการเปลี่ยนแปลงคาความจุ (Capacitance change)
4. อาศัยการเปลี่ยนแปลงทาง แสง (Photo) และคลื่นความถี่ (Wave)
5. อาศัยหลักการอื่น ๆ

1. ทรานสดิวเซอรชนิดอาศัยหลักการเปลี่ยนแปลงคาความตานทาน (Resistance Dependently)


ทรานสดิวเซอรชนิดนีจ้ ะอาศัยผลของคาความตานทานที่เปลี่ยนไปทุก ๆ ขณะเปนตัวบงชี้คาของสิ่งที่
ตองการตรวจสอบคาหรือตรวจจับ
1.1 ตัวแปรงตําแหนงแบบความตานทาน (Position Transducer of Resistive) คือการ
เปลี่ยนแปลงคาทางกายภาพของความตานทานเพราะการเปลี่ยนแปลงของชิ้นสวน ซึ่งประกอบดวยชิ้น
สวนความตานทานและหนาสัมผัสแบบเลื่อน (Sliding Contact)หรือตัวแทนสัมผัส (Wiper) เชื่อมตอกับ
วัตถุทตี่ อ งการตรวจจับระยะทาง ดังนั้นคาที่ไดจากความตานทาน คือระยะทางของการเปลี่ยนแปลงของ
วัตถุทรานสดิวเซอรแบบนี้เปนการแปลงแบบการแทนที่ (Displacement) มีรูปแบบและโครงสรางดังรูป
ที่ 6
แทนตัวนํา

การเคลื่อนที่ของ + R1
W
Vt
แกนเพลา ตัวแตะสัมผัส - R2
V0

B
B A W
ก. ตัวแปรแบบการแทนที่ ข.วงจรตัวแปรง

รูปที่ 6 ตัวแปรงตําแหนงแบบความตานทานและการทํางาน
จากรูปที่ 6 ข แรงดันเอาทพุต (Vo) จะเปลี่ยนไปตามตําแหนงของหนาสัมผัสที่เปนผลมา
จากการเคลื่อนที่ของวัตถุ โดยแรงดัน Vo นีจ้ ะนําไปแสดงคาโดยโวลทมิเตอรหรือนําไปประมวลผลใน
ระบบควบคุมตอไป อาจปรับแตงคาที่แสดงผลออกมาเปนระยะทางของการเคลื่อนที่เปนนิ้ว
(Incher) หรือเซ็นติเมตร (Centimeter) ซึ่งสามารถคํานวณหาคาไดดังนี้
ในสภาวะ Vo ไมมีโหลด จะไดความสัมพันธ คือ
VO R2
= ..............(1)
VT R1 + R2
เมื่อ Vo = แรงดันเอาทพุท หนวยเปน โวลท (Volt)
VT = แรงดันที่จายใหตัวแปลง หนวยเปน โวลท (Volt)
R1 = คาความตานทานสวนบน หนวยเปนโอหม (Ohm) , Ω
R2 = คาความตานทานสวนลาง หนวยเปนโอหม (Ohm) , Ω

ตัวอยางที่ 1 ตัวแปรงแบบการแทนที่ (Displacement Transducer) มีระยะทางการเคลื่อนที่ของ


เพลาทั้งหมด 3.0 นิ้ว ความตานทานรวม (RT) = 5 k Ω และมีแรงดัน (VT ) = 5.0 Volt เมื่อ
ตําแหนงของตัวสัมผัสมีระยะ 0.9 นิ้ว จากตําแหนง B อยากทราบวาคาแรงดัน Vo จะมีคาเทาไร
0.9" A
R1 3"
+ W X"
- R2 VT= ? 0"

B
B A W

วิธีทํา จากสมาการที่ 1
VO R2
=
VT R 1R+2R 2
เมื่อ V0 = x Vt
R1 + R 2
0.9 นิ้ว
V0 = x 5V
3.0 นิ้ว
V0 = 1.5V.

แรงดันเอาทพุทหมายความวา
แกนเพลา เคลื่อนที่ทําให Vo มีคาเทากับ O Volt มีระยะทาง O นิ้ว
ถา แกนเพลาเคลื่อนที่ทําให Vo มีคาเทากับ 1.5 Volt มีระยะทาง 0.9 นิ้ว
แลว แกนเพบาเคลื่อนที่ทําให Vo มีคาเทากับ 5 Volt มีระยะทาง 3.0 นิว้
ตัวอยางที่ 2 ตัวแปรงตําแหนงแบบความตานทานมีคาความตานทาน 5 kΩ มีระยะทางการ
เลือ่ นที่ 3.0 นิ้ว ตอใชงานรวมกับโพเทนชิโอมิเตอร คา 5 k Ω และจายแรงดัน ( VT ) ใหกับวงจรมีคา
เทากับ 5 โวลท เมื่อ R1 = R2 ทําการปรับคา R3 ,R4 จนวงจรสมดุลย ( VE = oV ) ถาวัตถุที่ตองการ
ตรวจสอบทําใหเพลาเคลื่อนที่ได 0.5 นิ้ว ไปทางตําแหนง A.จงคํานวณหาคาแรงดัน (VE) ที่ไดขณะนี้
A A

+ R1 + R1 R3
VT W VT
W C
VE = 0V
- R2 V0 R2 R4
-

B B

รูปที่ 7 วงจรแปรงตอแบบบริดจ
วิธีทํา เมือ่ บริดจสมดุลยจะได (ตามโจทยกําหนด) R1 = R2 ;

เพลาเคลื่อนที่ไป 0.5 นิ้วจากจุดกึ่งกลางไปยังตําแหนง A จะทําให


R1 = R 2 =
5000
= 2500
Ω มีคาเทากับ 1.5 นิ้ว
2
5000 Ω
R3 = R4 = = 2500
2
R2 = 1.5 + 0.5 นิ้ว
= 2 นิ้ว
จากสมการที่ 1
Vo
R2 = x ( R1 + R2 )
VT
2
= x 5000
3
= 3,333 Ω

หาแรงดัน VE = VR2 - VR4


R2 R4
= ( xVT ) - ( xV )
RT RT T
3,333 2,500
= ( x 5) - ( x 5)
5000 5000
หาแรงดิน VE = 0.83 V.
ในขณะที่เพลาเคลื่อนที่ไป 0.5 นิ้ว จากสภาวะ R1 = R2 ; R3 = R4 จะไดแรงดัน VB ,มีคาเปน
0.83 V.

1.2 สเตรนเกจ (Strain Gage) เปนตัวแปรงแบบเฉื่อยงาน (Passive Transducer) ใชหลักการของ


การเปลี่ยนแปลงคาความตานทานภายในเสนลวดเพือ่ การตรวจวัดความเครียด (Strain) ที่เกิดขึ้นจากแรง
ทีม่ ากระทําบนเสนลวด สเตรนเกจมีการนําไปตรวจจับไดอยางกวางขวาง เชน การวัดนํ้าหนัก (Load
cell) ความดัน (Pressure) แรงเชิงกล (Force) หรือการแทนที่ (Displacement).โดยเสตรนเกจมีใหเลือก
ใช 2 แบบ คือ
1. แบบยึดติด (Bonded Strain Gage)
2. แบบไมยึดติด (Unbounded Strain Gage)
โดยสเตรนเกจทั้ง 2 ชนิด มีลกั ษณะของโครงสราง และการทํางานที่คลายกันคือ ทําดวย
เสนลวดเล็ก ๆ ขดไปมา ดังรูป 8 และนําไปยึดติดกับวัตถุที่ตองการตรวจวัดความเครียด

ฐานเคลื่อนที่
เสนลวด
ทิศทางของสเตรน

ความยาวของเกจ ฉนวน ทิศทางของสเตรน

ฐานอยูกับที่

เสนลวดความไว
ขาตอ

(ก) แบบยึดติด (ข) แบบไมยึดติด


รูปที่ 8 สเตรนเกจ (Strain Gage)

การทํางานของสเตรนเกจ เมื่อสเตรนเกจถูกดึงใหยืดออก ความยาว(l) ของเสนลวดจะเพิ่มขึ้นใน


ขณะทีห่ นาตัด(A) จะลดลง ผลทําใหความตานทานของเสนลวดมีคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากความตานทานของ
โลหะตัวนําจะแปรคาโดยตรงกับความยาวและแปรคาผกผันกับพื้นที่หนาตัด ดังสมาการ (2)
l
R = R .....................(2)
A
เมื่อ R = ความตานทานของสเตรนเกจ หนวย โอหม (Ω)
P = คาความตานทานคงที่ของตัวนําโลหะ หนวย โอหม-เมตร (Ω)
L = ความยาวของเนนลวด หนวย เมตร (m)
A = พื้นที่หนาตัดของตัวนํา หนวย ตารางเมตร (m2 )
จากรูปที่ 8(ก) แสดงโครงสรางของสเตรนเกจ แบบยึดติดที่ทํามาจากเสนลวดเล็ก ๆ ขดไปมา
ยึดติดไวบนแผนกระดาษหรือพลาสติกบาง ๆ โดยทัว่ ไป เสนลวดนี้จะมีขนาดเสนผาศูนยกลางโดย
ประมาณ 0.001 นิ้ว และมีคาความตานทาน 120 โอหม และรูปที่ 8(ข) เปนแบบไมยึดติด ลวดตัวนําเปน
แบบเดียวกัน แบบไมยดึ ติดแตจะมีสวนของฐานที่เคลื่อนที่ (Movable) และยูกับที่ (Fixedable) ติดอยูกับ
วัตถุที่ตองการตรวจจับ
การใชสเตรนเกจ ในการตรวจวัดความเครียดวัตถุนั้น จะตองพิจารณาถึงปริมาณทางกายภาพ
ของสองสิ่งคือ คาความตานทานของเกจ (Gage Resistance) ทีเ่ ปลีย่ นแปลงและคาความยาวที่เปลี่ยน
แปลง ซึ่งความสัมพันธของตัวแปรทั้งสองนี้จะแสดงในรูปอัตราสวนที่เรียกวา “เกจเฟกเตอร (Gage
Factor) “ ดังสมการตอไปนี้
∆R
R
K = .....................(3)
∆L
L
ในเทอมของ AL เราสามารถกําหนดเปนหนวยของความเครียด (Unit Strain) ใชอักษรแทน
ดวย G ดังนั้นจึงเขียนสมการไดใหมคือ
∆R
R
K = .....................(3)
G
เมื่อ K = เกจแฟกเตอร อาจมองวาเปนความไวของเกจก็ได
R = ความตานทานเริ่มตน หนวย โอหม (Ω)
R = ความตานทานที่เปลี่ยนแปลง หนวย โอหม (Ω)
L = ความยาวเริ่มตน หนวย โอหม (m)
L = ความยาวที่เปลี่ยนแปลง หนวย โอหม (m)

Hook คนพบวา วัตถุที่มีขนาดจํากัดซึ่งมีอัตราสวนคงที่ระหวางความเคน(Stress) และ


ความเครียด(Strain)อยู ความเคน(Stress)เปนแรงภายในตอหนวยพื้นที่มีสมาการความเคนคือ
F
S = .....................(5)
A
เมื่อ S = ความเคน (Stress) หนวย กิโลกรัม (kg)
เมื่อ F = แรง หนวย กิโลกรัม (kg)
เมื่อ A = พื้นที่ หนวย ตารางเมตร (m2 )
คาคงที่ของสัดสวนระหวางความเคนและความเครียดตามกฏของฮุค (Hook’s Law) นีเ้ รียกวา “
ดัชนีการยึดหดตัวของวัตถุ” (Modulus of Elasticity of the Material) หรืออาจจะเรียกวา “ยังโมดูลัส”
(Young’s Modulus) มีสมาการดังนี้
S
E = .......... .......... ..... ( 6 )
G
เมื่อ E = ดัชนีการยึดหดตัวของวัตถุ หนวย กิโลกรัม (kg)
S = ความเคน หนวย กิโลกรัม (kg)
G = ความเครียด

สเตรนเกจแบงตามโครงสรางได 2 แบบ คือ


1. สเตรนเกจ ชนิดโลหะ ทํามาจากวัสดุที่เปนเสนลวดความตานทานบาง ๆ ขนาดเล็กมาก หรือ
ทํามาจาก ฟอยลโลหะ (Metal Foil) บาง ๆมาดัดเปนรูปซิกแซกคลาย ๆ กับเสนลวดของสเตรนเกจ เสรน

เกจชนิดนี้สมารถใชงานในอุณหภูมิสูงได ซึ่งมีโครงสรางดังรูปที่ 9

รูปที่ 9 สเตรนเกจแบบฟอยลโลหะ

1. สเตรนเกจ ชนิดสารกึ่งตัวนํา เปนสเตรนเกจที่ทํามาจากผลึกซิลิกอนที่มีเกจแฟกเตอรสูง


ประมาณ 50 – 200 สเตรนเกจชนิดนี้จะมีความไวสูงมาก ประมาณ 10 เทา ของสเตรนเกจ

แบบเสนลวด แตมีความเปนเชิงเสนตํ่ามาก
การนําสเตรนเกจไปใชงานในการวัดความยึดหรือหดตัวของวัตถุไดเปนอยางดี เชน การวัด
ความเครียดในคานเสาของงานโยธา โดยจะนําสเตรนเกจไปติดกับคาน หรือเสาที่ตองการตรวจ
สอบ และตองานเขากับวงจรบริดจ เพื่อตรวจจับความตานทานที่เปลี่ยนแปลงไป โดยปกติแลว
คา k ที่ R =100 Ω จะมีคาเทากับ 2

RS คาน/เสา/วัตถุที่ยึดหดตัว

R1 R1

VT

V0 R1

ตัวอยาง 3 สเตรนเกจ มีคา k = 2 นําไปตัดกับเหล็กกอสรางซึ่งมีความตานทานที่เปลี่ยนแปลงไป


∆R ∆R
วิธีทํา จากสมาการ k = R = R
∆L G
L

∆R = KGR
= 2 x 1 x 10–6 x 130
= 260 µΩ
∴ เหล็กมีความเครียด 1x10-6 จะทําใหมีความตานทานเปลี่ยนไป 260 µ Ω
ตัวอยางที่ 4 แทงเหล็กกลมเสนผาศูนยกลาง 0.02 เมตร ยาว 0.40 เมตร เมื่อมีแรงดึงวัตถุ
33,000 kg และการยึดหดตัวของวัตถุ E =2x1010 kg/m2 จงคํานวณหาความยาวที่เปลี่ยนแปลง
D2
วิธีทํา เมื่อ A = ( )
2
2
 1.02m 
= π  
 2 
= 3.14 x 10 − 4 m2
D = 0.02 m F
∆L S A
จากสมาการ E = =
G ∆L
L
L = 0.4 m FL
=
AE
33,000 x 0.40 kg .m
=
∆L = 0.4 m 3.14 x 10 x 2x 10 m kg / m 2
−4 10 2

∆L = 2.1x 10 −3 m
F =33,000 kg

วัตถุยึดตัวออก 2.1x10-3 m เมื่อรับนํ้าหนัก 33,000 kg



การตอใชงานของสเตรนเกจมักจะใชวงจรบริคจโดยจะทําการตรวจสอบแรงดันเอาตพุตที่
เปลีย่ นปไตามการเปลี่ยนแปลงของความตานทานสเตรนเกจซึ่งมีความสัมพันธดังสมาการ
Vo = 2EKV

*************