You are on page 1of 6

ทรานสดิวเซอร

( Transducer )

ทรานสดิวเซอร(transducer)เปนอุปกรณที่ทําหนาที่แปลงพลังงานจากรูปแบบหนึ่งไปเปน
อีกรูปแบบหนึ่งซึ่งในทางอิเล็กทรอนิกสแลวก็คือเปนอุปกรณที่เปลี่ยนปริมาณทางฟสิกสเชนความเรง,
ระยะทาง, เสียง, ความรอน, นํ้าหนัก ไปเปนพลังงานไฟฟา หรือสัญญาณไฟฟา เพื่อนําเอาสัญญาณไฟ
ฟาเปนไปประมวลผลตอไป ตัวอยางทรานสดิวเซอร คือ LVDT, LVRT, เทอรโมคัปเปล, โหลดเซลล,
ไมโครโฟน อัลตราโซนิก และฮอลลเอฟเฟกต

Linear Variable Differential Transformer : LVDT


เปนทรานสดิวเซอรที่ใชสําหรับวัดระยะทางสั้น ๆ และมักพบในการนําไปใชวัดการ
เปลีย่ นแปลงตําแหนงในมิเตอรวัดความเรง ลักษณะโครสรางและวงจรใชงานแสดงในรูปที่ 10
ตัว LVDT ประกอบดวยหมอแปลง 3 ขด คือ ขดปฐมภูมิ 1 ขด และขดทุติยภูมิ 2 ขดโดยขด
ทุตยิ ภูมทิ งั้ สองจะมีทิศทางการพันตรงขามกัน ทําใหมีเฟสตรงขามกันดวย และมีแกนที่สามารถเคลื่อน
ทีไ่ ดอกี 1 ตัว จากรูปที่ 10 ถาหากแกนอยูในตําแหนงกึ่งกลาง แรงดันที่ขดทุติยภูมิทั้งสองจะเทากัน
และมีเฟสตรงขาม ทําใหแรงดันรวมมีคาเปนศูนย เมื่อแกนมีการเคลื่อนที่ แรงดันที่ทุติยภูมิขดหนึ่งจะ
เพิม่ ขึน้ ในขณะทีอ่ ีกขดหนึ่งจะลดลง, ทําใหแรงดันรวมขดทุติยภูมิเกิดมีคาขึ้นมาจะเปนบวกหรือลบขึ้น
อยูก บั ทิศทางเคลื่อนที่ของแกน สวนขนาดของแรงดันจะขึ้นอยูกับระยะทางที่แกนเคลื่อนที่ไป
จากรูปถาแกนเคลื่อนที่ขึ้นบน แรงดันอาตพุตจะติดลบ เพราะเกิดการตางเฟสกับอินพุทเครื่อง
หมายลบจะเปนตัวแสดงเฟส แตถาแกนเคลื่อนที่ลงขางลาง แรงดันเอาตพุตจะเปนบวก เอาตพุตของ
LVDT จะตอเขากับวงจรเร็กติไฟรทางเฟส (phase sensitive rectifier) จะไดเปนแรงดันไฟตรงเพื่อนําไป
ประมวลผลตอไป

รูปที่ 10 โครงสรางพื้นฐานของ LVDT


ตัวอยาง วงจรเร็กติไฟรทางเฟสแสดงดังรูปที่ 10 เรียกวา วงจรเร็กติไฟรทางเฟสโคแวน
เปนวงจรเร็กติไฟรแบบครึ่งคลื่น จากวงจรถาหาก Vref เปนลบ ไดโอดทั้งหมดจะไดรับไบแอสกลับ
ทําให Vo มีคาประมาณเทากับ Vin แตถา V ref เปนบวก ไดโอดจะไดรับไบแอสตรง จึงนํากระแสเทากับ
เปนการลัดวงจรอินพุต ไมมีแรงดันเอาตพุตออกมา เอาตพุตจึงมีคาเปนศูนย

รูปที่ 11 วงจรเร็กติไฟรทางเฟสพื้นฐาน

Vo จะมีคาเปนบวก เมื่อ Vref มีเฟสตรงกับ Vin และจะเปนลบเมื่อ Vref มีเฟสตรงขามกับ Vin


ในรูป 12 เปนกราฟแสดงความสัมพันธของ Vo และ Vref สวนตัวตานทานที่อยูในวงจรเร็กติไฟรจะ
ทําหนาที่จํากัดกระแสที่ไหลผานไดโอดทั้ง 4 ตัว

รูปที่ 12 ความสัมพันธของ Vref และ VO

ในรูปที่ 13 เปนวงจรเร็กติไฟรทางเฟสแบบเต็มรูปคลื่น Vref จะควบคุมอิเล็กทรอนิกส


สวิตช ซึง่ จะใชเฟสทําหนาที่นี้ โดยสวิตชจะทําหนาที่เปลี่ยนเครื่องหมายของอัตราขยายของวงจรขยาย
กลาวคือ อัตราขยายของเฟสจะเปนบวก ถา Vref เปนบวก และเปนลบเมื่อ Vref เปนลบ เอาตพุตของวง
จรขยายจะไดเปนแรงดันไฟตรงที่ผานการเร็กติไฟรแบบเต็มคลื่น เครื่องหมายของแรงดันเอาตพุตจะ
ขึน้ อยูกับความสัมพันธของเฟสระหวาง Vin กับ Vref
LVDT เปนทรานสดิวเซอรที่มีความแมนยําในการทํางานคอนขางมาก ทั้งยังแข็งแรงทน
ทาน จึงเปนที่นิยมใชอยางมาก

รูปที่ 13 วงาจรเร็กติไฟรทางเฟส แบบเต็มคลื่น

Linear Variable Reluctance Transducer : LVRT

LVRT จะมีลักษณะคลาย LVDT คือมันจะประกอบดวยขดลวด 2 ขด และมีแกนเคลื่อน


ทีไ่ ดอีก 1 แกน ดังรูปที่ 14 ตางกันตรงที่ LVRT ไมมขี ดปฐมภูมิ จึงไมเปนหมอแปลงเหมือนกับ
LVDT ในภาวะที่แกนอยูที่ตําแหนงศูนย (null position) คาความเหนี่ยวนําของขดลวดทั้งสองจะเทา
กันเมือ่ แกนเกิดการเคลื่อนที่ คาความเหนี่ยวนําของขดลวดหนึ่งจะเพิ่ม สวนอีกขดหนึ่งจะลดลง

รูปที่ 14 โครงสรางพื้นฐานของ LVRT

การใชงาน LVRT ปกติจะใชในการวัดระยะทาง หรือตรวขสอบการเคลื่อนที่เชนเดียวกับ


LVDT แต LVRT จะตรวจจับที่คาความเหนี่ยวนําที่เปลี่ยนไป การตอใชงานมักตอ LVRT เขากับ
หมอแปลง ในรูปแบบของวงจรบริดจสมดุลย ดังในรูปที่ 15 เมื่อคาความเหนี่ยวนําในตัว LVRT เกิด
การเปลีย่ นแปลง ก็จะทําใหบริดจไมสมดุลย ซึ่งนั่นหมายความวาเกิดการเคลื่อนที่ของวัตถุแลวก็จะมี
การออกแบบเพื่อกําหนดความสัมพันธของระยะทางที่เปลี่ยนไปกับแรงดันเอาตไดจากวงจรบริดจตอ
ไป
รูปที่ 15 การตอ LVRT เขากับหมอแปลงในรูปแบบของวงจรบริดจ

เทอรโมคัปเปล (thermocouple)
ถาหากนําเอาโลหะ 2 ชนิดที่แตกตางกันมาตอกันดังในรูป 5-7 ณ จุดตอดานหนึ่งจะ
สามารถตอบสนองกับอุณหภูมิสูง (ซึ่งกําหนดใหเปน T2) ในขณะที่อีกดานหนึ่งจะตอบสนองกับ
อุณหภูมทิ ี่ตํ่ากวา (กําหนดใหเปน T1) กระแสไฟฟาจะสามารถไหลได ขึ้นอยูกับความแตกตางของ
อุณหภูมิตรงปลายทั้งสอง (T2- T1) ลักษณะดังกลาวคือ ปรากฎการณเพลเทียร (Peltier efect) อันเปน
พืน้ ฐานเบื้องตนของตัวตรวจจับอุณหภูมิที่เรียกวา เทอรโมคัปเปล (thermocouple)

รูปที่ 16 ของการเกิดปรากฎการณเพลเทียร อันเปนพื้นฐานของเทอรโมคัปเปล

รูปที่ 17 แสดงการตอมิเตอรเพื่อวัดความแตกตางของอุณหภูมิในเทอรโมคัปเปล

รูปที่ 18 การตอสายไฟธรรมดาเขากับเทอรโมคัปเปล
วงจรเบื้องตนของการใชเทอรโมคัปเปลแสดงดังรูปที่ 5-8 ที่จุด T1 จะมีมิเตอรตอกั้นอยู
เพือ่ เปนตัวแสดงความแตกตางของ T1 และ T2 แตในทางปฏิบัติจริง ที่ตัวมิเตอรนี้จะอยูหางจากเทอร
โมคัปเปลมาก ๆ จึงตองมีการตอสายจากเทอรโมคัปเปลออกมา โดยจําเปนตองใชสายไฟธรรมดา
เพราะถาหากใชสายเทอรโมคัปเปลเองจะสิ้นเปลืองมาก ดังรูปที่ 5-9 เมื่อใชสายไฟธรรมดาจึงจําเปน
ตองมีวงจรเพื่อทําการชดเชยความสูญเสียหรือความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เนื่องจากความตานทานของสาย
ไฟและความยาวของสาย โดยมีไดอะแกรมของวงจรชดเชยดังรูปที่ 5-10 ซึ่งเรียกวา cold junction
compensation

ฮอลลเอฟเฟกต (hall effect)

รูปที่ 25 โครงสรางของฮอลลเอฟเฟกต

เปนทรานสดิวเซอรแบบหนึ่งที่ใชในการตรวจสอบสนามแมเหล็ก มีโครงสรางดังรูปที่
5-16 เมือ่ เกิดสนามแมเหล็กขึ้น แลวมาตกกระทบตัวมัน ฮอลลเอฟเฟกตก็จะกําเนิสัญญาณไฟฟา
ออกมาตามความเขมของสนามแมเหล็กΦที่ตัวมันตรวจจับได ตัวอยางการใช Φ
งานฮอลลเอฟเฟกตแสดง
ดังรูปที่ 5-17 เปนการนําฮอลลเอฟเฟกตไปใชในวัตตมิเตอร สนามแมเหล็กจะถูกผลิตขึ้นโดย
กระแสไลน แรงดันเอาตพุตของฮอลลเอฟเฟกตมีคา KVI cos โดยที่ K คือคาคงที่ สวน
คือ มุมเฟสแรงดันเอาตพุตของฮอลลเอฟเฟกตนี้จะเปนสัดสวนกับกําลังวัตต

รูปที่ 26 ตัวอยางการใชงานฮอลลเอฟเฟกตในวัตตมิเตอร
บทสรุป

ทรานสดิวเซอรเปนอุปกรณทางอิเล็กทรอสิกสที่ทรงคุณคาอนันตเพราะมันเปนเสมือนตัวเชื่อม
ระหวางโลกของปริมาณทางฟสิกสกับโลกของอิเล็กทรอนิกส ทรานสดิวเซอรเปนหัวใจที่สําคัญที่สุดโดย
เฉพาะกับเครื่องมือวัดปริมาณทางฟสิกส ไมวาจะเปนเทอรโมมิเตอร, เครื่องวัดระยะทางเปนตน ความ
เทีย่ งตรงแมนยําของเครื่องมือวัดปริมาณทางฟสิกสจะขึ้นอยูกับทรานสดิวซอรนี้มากที่สุด และนับวันจะมี
ทรานสดิวเซอรแปลก ๆ ใหม ๆ ออกมาใหไดใชงานกันมากขึ้น
อีกสิ่งหนึ่งที่มีความสําคัญมากในการใชงานทรานสดิวเซอรคือ ความรูความเขาใจในเรื่องปริ-
มาณเหลานั้นมาเปนสัญญาณไฟฟา เพื่อจะไดสามารถใชงานทรานสดิวเซอรไดอยางมีประสิทธิภาพสูงสุด