บทที่ 6

ตัวแปรและสมมติฐาน
จุดประสงค์ บทเรียนนี้มุ่งให้ผู้เรียนสามารถ
1. เขียนความหมาย“ตัวแปร” และ “สมมติฐาน” ด้วยสานวนของตนเองได้
2. อธิบายความแตกต่างระหว่างคาคู่ต่างๆ ได้ เช่น
ตัวแปรต้น
– ตัวแปรตาม
ตัวแปรแทรกซ้อน
– ตัวแปรสอดแทรก
สมมติฐานเชิงบรรยาย
– สมมติฐานเชิงสถิติ
สมมติฐานที่เป็นกลาง
– สมมติฐานที่ไม่เป็นกลาง
สมมติฐานมีทิศทาง
– สมมติฐานไม่มีทิศทาง
3. ยกตัวอย่างสมมติฐานชนิดต่างๆ ได้
4. เขียนสมมติฐานเชิงสถิติจากสมมติฐานเชิงบรรยายได้
5. อธิบายความจาเป็นในการเขียนสมมติฐานเชิงสถิติได้
6. วิเคราะห์ตัวแปรต้นและตัวแปรตาม จากชื่อปัญหาการวิจัยได้
7. วิเคราะห์ตัวแปรต้นและตัวแปรตามจากสมมติฐานได้
ในการวิจัยตัวแปรและสมมติฐานเป็นสิ่งคู่กัน คือเมื่อทราบตัวแปรก็สามารถเขียนเป็น
สมมติฐานได้ หรือเมื่อมีสมมติฐานก็สามารถระบุตัวแปรออกมาได้
ความหมายของตัวแปร
ตัวแปร หมายถึง สิ่งที่มีค่าเปลี่ยนไปไม่คงที่ เช่น เพศ เปลี่ยนได้
2 อย่างคือ เพศชายและเพศ
หญิง ผลการสอบอาจเปลี่ยนได้2 อย่างคือ ผ่านกับไม่ผ่าน อายุอาจเปลี่ยนได้หลายค่าแล้วแต่จะตั้งใจ
แบ่งอย่างไร
ชนิดของตัวแปร
ตัวแปรอาจมีชื่อเรียกต่างกันไปเพื่อบอกคุณลักษณะบางประการของตัวแปรนั้นๆ เช่น
1. ตัวแปรที่มีค่าเปลี่ยนแปรได้เพียง2 ค่า จะเรียกว่า Dichotomous Variables เช่น เพศ คะแนน
ข้อสอบปรนัยรายข้อ เป็นต้น
2. ตัวแปรที่คนทั่วไปรับรู้ได้สอดคล้องตรงกัน เรียกConcept Variables เช่น อายุ ความยาว
เชื้อชาติ ศาสนา เพศ เป็นต้น

3. ตัวแปรที่ต่างคนอาจเข้าใจไม่ตรงกัน เช่น ไอคิว สรรถภาพสมอง ความคิดสร้างสรรค์ ความ
รับผิดชอบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นต้น เรียกตัวแปรประเภทนี้ว่าConstruct Variables ผู้วิจัย
จะต้องเขียนนิยามตัวแปรประเภทนี้ให้ชัดว่า มีโครงสร้างของตัวแปรอย่างไร ในวิจัยต่างเรื่องกัน ตัว
แปรชื่อเดียวกัน อาจมีนิยามต่างกันได้ เช่น สมรรถภาพสมองในงานวิจัย เล่มหนึ่ง หมายถึง
ความสามารถของมนุษย์ในการตอบแบบสอบถามความถนัด8 ด้านของ เธอร์สโตน ในขณะที่งานวิจัย
อีกเล่มหนึ่งสมรรถภาพสมอง หมายถึง คะแนนที่ได้จากการตอบแบบสอบด้านการรู้จักและเข้าใจ
พฤติกรรมตามทฤษฎีโครงสร้างทางสมองของ กิลฟอร์ด6 ฉบับ
4. ตัวแปรต่อเนื่อง (Continuous Variables) คือ ตัวแปรที่มีค่าเป็นตัวเลขจานวนจริงใดๆ เช่น
เป็นเลขทศนิยม เลขเศษส่วน เช่น น้าหนัก ส่วนสูง ความยาว ฯลฯ
5. ตัวแปรไม่ต่อเนื่อง (Discrete or discontinuous Variables) คือ ตัวแปรที่มีค่าเป็นตัวเลข
จานวนเต็มเท่านั้น เช่น จานวนสมาชิกในครอบครัว ย่อมมี2, 3, 7 คน ไม่มี 2.5 คน หรือ 4.8 คน
นอกจากตัวแปรทั้ง
5 ชนิดที่มีชื่อเรียกเพื่อบ่งบอกคุณลักษณะของตัวแปรแล้ว ยังมีตัวแปรที่
บอกหน้าที่ของมันที่มีต่อกระบวนการวิจัยแต่ละเรื่องอีก ดังนี้
1. ตัวแปรต้น (Independent Variables) เป็นตัวแปรที่ผู้วิจัยคิดว่าเป็นตัวต้นเหตุทาให้เกิดการ
เปลี่ยนแปรต่อตัวแปรตามอาจมีชื่อเรียกต่างกันไปขึ้นอยู่กับประเภทของการวิจัย เช่น การวิจัยแบบ
ศึกษาหาสาเหตุ (Expost Facto Study) เรียกว่า ตัวแปรอิสระหรือตัวแปรต้น เหตุในการวิจัยเชิงทดลอง
(Experimental Research) เรียกว่า ตัวแปรทดลอง(Experimental Variable) หรือตัวแปรจัดกระทา
(Active or Manipulated Variable) เป็นต้น
2. ตัวแปรตาม (Dependent Variables) คือตัวแปรที่มีผลมาจากตัวแปรต้น ความสัมพันธ์
ระหว่างตัวแปรต้นและตัวแปรตามจึงเขียนในรูปสมการได้ว่า
y = f(x)
ในเมื่อ
x คือ ตัวแปรต้น
y คือ ตัวแปรตาม
3. ตัวแปรแทรกซ้อน (Extraneous Variables) คือ ตัวแปรที่มีผลกระทบต่อตัวแปรตาม
เช่นเดียวกับตัวแปรต้น แต่ตัวแปรแทรกซ้อนเป็นตัวแปรที่ผู้วิจัยไม่ต้องการศึกษา แต่เพราะมันมี
อิทธิพลต่อตัวแปรตามด้วย ผู้วิจัยจึงต้องออกแบบเพื่อกาจัดหรือควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนให้ดี เพื่อจะ
ได้แน่ใจว่า ผลการวิจัยนั้นมาจากตัวแปรต้นเท่านั้น ไม่ใช่ตัวแปรแทรกซ้อน (วิธีกาจัดหรือควบคุมตัว
แปรแทรกซ้อนได้อธิบายไว้แล้วในเรื่องการวิจัยเชิงทดลองในบทที2)่ เช่น การพัฒนาความคิด
สร้างสรรค์โดยวิธีกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์2 วิธี ตัวแปรต้นคือ กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ ตัวแปรตามคือ
ความคิดสร้างสรรค์ ถ้าในการทดลองครั้งนี้ใช้ครูคนหนึ่งทดลองกิจกรรมสัมพันธ์วิธีหนึ่ง และครูอีก
คนหนึ่งทดลองกิจกรรมสัมพันธ์อีกวิธีหนึ่ง เช่นนี้ บุคลิกภาพของครูทั้ง2 คน ก็เป็นตัวแปรแทรกซ้อน

ได้ สภาพห้องทดลองทั้งสองห้อง อายุของเด็กทั้งสองกลุ่ม อาจเป็นตัวแปรแทรกซ้อน ในการวิจัยแต่
ละเรื่อง ผู้วิจัยจะต้องคิดอย่างรอบคอบว่าอะไรบ้างที่อาจเป็นตัวแปรแทรกซ้อน แล้วหาทางควบคุมตัว
แปรนี้ให้ได้
4. ตัวแปรสอดแทรก (Intervening Variables) คือ ตัวแปรที่มีผลกระทบต่อตัวแปรตามเช่นกัน
แต่เป็นตัวแปรที่ผู้วิจัยจะคาดคิดไม่ถึงว่าจะเกิดขึ้น และไม่สามารถควบคุมได้เหมือนตัวแปรแทรกซ้อน
เช่น การวิจัยเรื่อง การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์โดยวิธีกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์2 วิธี ตัวแปรที่อาจแทรก
ซ้อนได้แก่ สภาพแวดล้อมทางบ้านของเด็ก เด็กบางคนอาจมีผู้ปกครองที่เอาใจใส่คอยซักถามปัญหาใน
ลักษณะความคิดสร้างสรรค์ จะทาให้มีอิทธิพลต่อความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนี้อาจมีตัวแปร
สอดแทรก เช่น ความเต็มใจ หรือความเบื่อหน่ายของกลุ่มตัวอย่างที่ทาการทดลอง เป็นต้น ตัวแปร
เหล่านี้ผู้วิจัยไม่สามารถควบคุมได้
สมมติฐาน (Hypothesis)
ความหมายของสมมติฐาน
สมมติฐาน หมายถึง ข้อความที่ผู้วิจัยเขียนขึ้นในลักษณะคาดเดาคาตอบของปัญหาการวิจัยไว้
ล่วงหน้า ซึ่งสมมติฐานที่ตั้งไว้ล่วงหน้าจะถูกต้องหรือไม่นั้นไม่มีใครทราบ แต่กระบวนการวิจัยจะหา
ข้อมูลมาพิสูจน์สมมติฐานนั้นๆ จึงจะทราบได้ว่า คาตอบที่แท้จริงของปัญหาการวิจัยคืออะไร
สมมติฐานที่ตั้งไว้ข้อใดถูกข้อใดผิด อย่างไรก็ดี สมมติฐานจะตั้งไว้ผิดหรือถูกก็ตาม สมมติฐานก็เป็น
สิ่งที่มีคุณค่าต่อกระบวนการวิจัยมาก
ประโยชน์ของสมมติฐานพอสรุปได้ดังนี้
1. ช่วยกาจัดขอบเขตและทาให้เห็นปัญหาในการวิจัยชัดเจนขึ้น
2. ช่วยทาให้ได้ความจริงที่ตรงประเด็น กล่าวคือ จะช่วยให้ผู้วิจัยเลือกข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้
ถูกต้องเที่ยงตรง
3. ช่วยชี้ให้เป็นแบบการวิจัย คือผู้วิจัยจะออกแบบการวิจัยได้ เหมาะสมและเห็นรูปธรรมว่า
กลุ่มตัวอย่างคือใคร เก็บข้อมูลอย่างไร ใช้เครื่องมือชนิดใด ใช้สถิติอะไรทดสอบ
สมมติฐาน เป็นต้น
4. ช่วยในการเขียนสรุปผลการวิจัยให้ชัดเจนและตรงประเด็น
ดังนั้น การเขียนสมมติฐานจะมีประโยชน์ในทุกๆ เรื่อง ทาให้ประหยัดเวลาและแรงงานใน
การทาวิจัย แต่ถึงกระนั้นก็มีการวิจัยบางเรื่องที่ไม่มีสมมติฐาน เนื่องจากผู้วิจัยไม่มีความรู้หรือข้อมูล
เบื้องต้นพอที่จะเขียนสมมติฐาน ได้แก่ การวิจัยเชิงคุณภาพไม่นิยมตั้งสมมติฐานที่ตายตัว แต่จะใช้
ปัญหาหรือประเด็นที่ต้องการศึกษาและแนวคิดเชิงทฤษฎีกว้างๆ เท่านั้น (สุภางค์ จันทวานิช 2522:
137) ตัวอย่างงานวิจัยที่ไม่มีสมมติฐาน เช่นเรื่อง“สภาพหอสมุด สภาพการให้หอสมุด ความเพียงพอ

ของทรัพยากร ปัญหาการใช้ทรัพยากร ความต้องการบริการ และปัญหาการดาเนินงานของสานัก
หอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลก” (อรุณี อ่อนสวัสดิ์ 2529) เป็นงานวิจัยเชิง
สารวจ และเรื่อง “การสร้างแบบทดสอบอิงเกณฑ์วิชาคณิตศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ ”2(สมถวิล
วิจิตรวรรณา, 2524) เป็นต้น
ชนิดของสมมติฐาน
สมมติฐานแบ่งได้เป็นชนิดใหญ่ๆ ได้ 2 ชนิด คือ
1. สมมติฐานเชิงบรรยาย(General or Descriptive Hypothesis) คือ ข้อความที่ผู้วิจัยเขียน
บรรยายความสัมพันธ์ของตัวแปรที่ศึกษาเพื่อสื่อให้ผู้อ่านผลการวิจัยเข้าใจตรงกับผู้วิจัย โดย
สมมติฐานนั้นผู้วิจัยจะเขียนตามความคาดคิดหรืออนุมานจากผลของการศึกษาเอกสารและงานวิจัย
ต่างๆ เช่น
- ผู้บริหารโรงเรียนที่เป็นสตรีมีบุคลิกภาพแตกต่างจากเกณฑ์ปกติ
- ผู้บริหารโรงเรียนที่เป็นสตรีในโรงเรียนระดับประถมศึกษาและระดับสูงกว่า
ประถมศึกษา มีพฤติกรรมผู้นาและบุคลิกภาพแตกต่างกัน
- พฤติกรรมผู้นามีความสัมพันธ์กับบุคลิกภาพของผู้บริหารโรงเรียนที่เป็นสตรี
- นิสิตชายและนิสิตหญิงมีทัศนคติต่ออาชีพครูไม่แตกต่างกัน
- นิสิตที่เรียนชั้นปีสูงขึ้นจะมีทัศนคติต่ออาชีพครูสูงขึ้น
2. สมมติฐานเชิงสถิติ (Statistical Hypothesis) เป็นสมมติฐานที่ผู้วิจัยเขียนโดยใช้สัญลักษณ์
ทางคณิตศาสตร์ เพื่อความสะดวกในการใช้สถิติตรวจสอบสมมติฐาน สัญลักษณ์ที่ใช้นิยมใช้ให้เป็นที่
ยอมรับหรือเข้าใจกันโดยทั่วไปในหมู่นักวิจัย เช่น
 แทน ค่าเฉลี่ยของประชากร
x
แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง
² แทน ค่าความแปรปรวนของประชากร
S² แทนค่าความแปรปรวนของกลุ่มตัวอย่าง
 แทน ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานของประชากร
S แทน ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่มตัวอย่าง
 แทน ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรของประชากร
r แทน ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรของกลุ่มตัวอย่าง

ในการเขียนสมมติฐานเชิงสถิติ ผู้วิจัยจะต้องเขียนทั้ง 2 ลักษณะคือ
2.1 สมมติฐานที่เป็นกลาง
(Null Hypothesis) คือประโยคคณิตศาสตร์หรือสมการ
คณิตศาสตร์ ที่แสดงถึงความเท่ากันหรือไม่แตกต่างกัน สัญลักษณ์ที่แทนสมมติฐานที่เป็นกลางใช้H0
เช่น
H0 : A , = B หรือ H0 :  A -  B = 0
2.2 สมมติฐานไม่เป็นกลางหรือสมมติฐานทางเลือก(Alternative Hypothesis) ใช้สัญลักษณ์
H1 คือประโยคคณิตศาสตร์ที่แสดงสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสมมติฐานที่เป็นกลาง หรือเป็นแนวอื่นๆ ที่ไม่
ตรงกับสมมติฐานที่เป็นกลาง เช่น
ถ้า H0 คือ  A =  B
H0 คือ  A =  B
หรือ
H1 คือ  A ≠  B
H1 คือ  A >  B
H2 คือ  A <  B
สมมติฐานทางเลือกยังแบ่งย่อยได้อีก 2 ประเภทคือ
2.2.1 สมมติฐานแบบมีทิศทาง คือประโยคหรือข้อความที่เขียนระบุว่าสิ่งใดดีกว่าหรือ
มากกว่า หรือเลวกว่า หรือน้อยกว่า หรือถ้าเป็นสหสัมพันธ์ก็จะระบุว่าความสัมพันธ์เป็นไปใน
ทางบวกหรือลบอย่างใดอย่างหนึ่ง
2.2.2 สมมติฐานแบบไม่มีทิศทาง คือประโยคหรือข้อความที่ไม่ระบุว่าอะไรจะดีกว่า
หรือมากกว่าหรือไม่
ตัวอย่าง
H1 : A ≠  B
เป็นแบบไม่มีทิศทาง
H1 : A >  B
เป็นแบบมีทิศทาง
H1 : A <  B
เป็นแบบมีทิศทาง
H1 : AB ≠ 0 เป็นแบบไม่มีทิศทาง
H1 : AB มีค่าเป็น + เป็นแบบมีทิศทาง
H1 : AB > 0 เป็นแบบมีทิศทาง
ในขั้นการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยจะต้องแปลงสมมติฐานในการวิจัย ซึ่งเขียนเป็นสมมติฐานเชิง
บรรยายให้เป็นสมมติฐานเชิงสถิติ ทั้งสมมติฐานที่เป็นกลางและสมมติฐานทางเลือก โดยสมมติฐาน
ทางสถิติอันใดอันหนึ่งจะต้องตรงกับสมมติฐานในการวิจัย

หลักในการตั้งสมมติฐาน
การตั้งสมมติฐานการวิจัยจะต้องทาอย่างมีเหตุมีผล ซึ่งมักจะเป็นเรื่องยุ่งยากแก่ผู้วิจัยหน้าใหม่
จึงขอเสนอแนะเกณฑ์ในการตั้งสมมติฐานไว้ดังนี้
1. สมมติฐานจะต้องทดสอบได้ หมายถึง สามารถหาข้อมูลมาพิสูจน์ความจริงให้เป็นที่
ประจักษ์ได้
2. สมมติฐานควรมีความเฉพาะเจาะจงไม่กว้างหรือคลุมเครือ
3. ควรเขียนสมมติฐานในรูปความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรโดยระบุตัวแปรให้ชัดเจน
4. ควรเขียนสมมติฐานในรูปประโยคบอกเล่า
5. ควรเขียนสมมติฐานหลังจากได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาอย่างดีแล้ว
ลักษณะของสมมติฐานที่ดี
นักวิจัยสามารถประเมินสมมติฐานในการวิจัยที่เขียนนั้นว่าดีหรือไม่ โดยเกณฑ์ต่อไปนี้
1. สอดคล้องกับความมุ่งหมายของการวิจัย
2. ตอบปัญหาได้ครบถ้วน
3. สมเหตุสมผลตามทฤษฎีหรือสภาพความจริงที่ยอมรับกันทั่วไป
4. ใช้ภาษาที่อ่านเข้าใจได้ง่าย
5. มีอานาจในเชิงพยากรณ์สูงหรือนาไปอธิบายในสภาพการณ์ที่คล้ายคลึงกันได้
ความเกี่ยวข้องระหว่างตัวแปรและสมมติฐาน
ดังที่ทราบแล้วว่า สมมติฐานจะเขียนในรูปความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร ดังนี้ในหนึ่ง
สมมติฐาน ผู้อ่านงานวิจัยควรวิเคราะห์ได้ว่า ตัวแปรคืออะไร และอะไรคือตัวแปรต้น อะไรคือตัวแปร
ตาม นิสิตนักศึกษาที่เรียนวิจัยมักประสบปัญหาที่แยกไม่ออกว่าอะไรคือตัวแปรต้น อะไรคือตัวแปร
ตาม หนทางที่จะขจัดปัญหามีทางเดียวคือ ฝึกแยกแยะบ่อยๆ จนเกิดความเข้าใจและเกิดทักษะ ดังจะ
ยกตัวอย่างต่อไปนี้
1. สมมติฐานในการวิจัย
: ผู้บริหารโรงเรียนที่เป็นสตรีในโรงเรียนระดับประถมศึกษาและ
ระดับสูงกว่าประถมศึกษา มีพฤติกรรมผู้นาและบุคลิกภาพแตกต่างกัน
ตัวแปรต้น คือ ระดับโรงเรียนที่ผู้บริหารทางานอยู่
ตัวแปรตาม คือ พฤติกรรมผู้นาและบุคลิกภาพ
2. สมมติฐานในการวิจัย
: ผู้บริหารโรงเรียนที่เป็นสตรีซึ่งมีประสบการณ์การเป็นผู้บริหาร
โรงเรียนไม่เกิน 4 ปี และตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป มีพฤติกรรมผู้นาและบุคลิกภาพแตกต่างกัน
ตัวแปรต้น คือ ประสบการณ์การเป็นผู้บริการ
ตัวแปรตาม คือ พฤติกรรมผู้นาและบุคลิกภาพ

3. สมมติฐานในการวิจัย
: นักเรียนที่มีผู้ปกครองฐานะทางเศรษฐกิจต่างกัน จะมีผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนต่างกัน
4. สมมติฐานในการวิจัย
: นิสิตชายและนิสิตหญิงมีความรับผิดชอบแตกต่างกัน
ตัวแปรต้น คือ เพศของนิสิต
ตัวแปรตาม คือ ความรับผิดชอบ
5. สมมติฐานในการวิจัย
: ความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนหลังการทดลองดีกว่าก่อนการ
ทดลอง
ตัวแปรต้น คือ ช่วงเวลา
ตัวแปรตาม คือ ความคิดสร้างสรรค์

แบบฝึกหัด
1.
2.
3.
4.
5.

ตัวแปรต้นคืออะไร
ตัวแปรมีกี่ชนิด อะไรบ้าง อธิบายขยายความพอสังเขป
สมมติฐานคืออะไร
สมมติฐานมีกี่ชนิด อะไรบ้าง อธิบาย และยกตัวอย่างแต่ละชนิด
อธิบายความแตกต่างระหว่างคาคู่ต่างๆ ต่อนี้พอเข้าใจ
a. ตัวแปรต้น – ตัวแปรตาม
b. ตัวแปรแทรกซ้อน – ตัวแปรสอดแทรก
c. สมมติฐานเชิงบรรยาย– สมมติฐานเชิงสถิติ
d. สมมติฐานที่เป็นกลาง– สมมติฐานที่ไม่เป็นกลาง
e. สมมติฐานมีทิศทาง – สมมติฐานไม่มีทิศทาง
6. จากสมมติฐานเชิงบรรยายต่อไปนี้ จงเขียนเป็นสมมติฐานเชิงสถิติ
a. ไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างลาดับที่เกิดกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
b. สติปัญญาของนักเรียนเชื้อสายจีนต่างจากนักเรียนเชื้อสายไทย
c. นักเรียนที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตยมีพฤติกรรมความเป็นผู้นา
สูงกว่างนักเรียนที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบเข้มงวดกวดขัน
d. สัดส่วนของนักเรียนที่ผู้ปกครองมีอาชีพต่างกันออกกลางคันแตกต่างกัน
7. จากสมมติฐาน ก– ง ในข้อ 6 ให้ระบุว่า อะไรคือ ตัวแปรต้นและอะไรคือตัวแปรตาม
8. จากชื่อปัญหาการวิจัยต่อไปนี้ จงระบุว่าอะไรคือตัวแปรต้นและอะไรคือตัวแปรตาม
a. ความคล่องแคล่วว่องไวของนักเรียนชายอายุระหว่าง 12– 16 ปี
b. ความคิดเห็นของนิสิตและอาจารย์ที่มีต่อการจัดกิจกรรมในมหาวิทยาลัย
c. ผลการใช้วิธีอภิปรายกลุ่มในการยกระดับเหตุผลเชิงจริยธรรมในเด็กประถมปีที่
5 ที่มาจากสภาพสังคมในโรงเรียนที่ต่างกัน
d. การเปรียบเทียบวิธีสอนแบบไตรสิกขาและธรรมสากัจฉา ในการสอนเบญจศีล
และฆราวาสธรรม ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful