พุทธประวัติ

จาก

พระโอษฐ

www.buddhadasa.info

พุทธประวัติจากพระโอษฐ
โดย

อ.ป.

www.buddhadasa.info
ธรรมทานมูลนิธิ จัดพิมพดวยดอกผลทุนพระยาลัดพลีธรรมประคัล
เปนหนังสืออันดับที่หนึ่ง ในหนังสือชุด “ลัดพลีธรรมประคัลอนุสรณ”
เปนการพิมพครั้งที่ ๘ ของหนังสือเลมนี้
จํานวน ๑,๐๐๐ เลม

(ลิขสิทธิ์ไมสงวนสําหรับการพิมพแจกเปนธรรมทาน, สงวนเฉพาะการพิมพจาํ หนาย)
พิมพที่ หางหุนสวนจํากัด การพิมพพระนคร
๙๒ - ๙๔ ถนนบุญศิริ นครหลวง ฯ โทร. ๒๑๒๓๓๗, ๒๒๑๖๗๔
นายบุญธรรม สุนทรวาที ผูพิมพและโฆษณา ๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๕

คณะธรรมทานไชยา
จัดพิมพ
พิมพครั้งที่แรก
พิมพครั้งที่สอง
พิมพครั้งที่สาม
พิมพครั้งที่สี่
พิมพครั้งที่หา
พิมพครั้งที่หก
พิมพครั้งที่เจ็ด
พิมพครั้งที่แปด

๑ พฤษภาคม ๒๔๗๙
๑ มกราคม
๒๔๙๕
๑๔ มกราคม ๒๔๙๘
๒๗ ตุลาคม
๒๕๐๓
๑๐ ตุลาคม
๒๕๐๘
๒๓ มกราคม ๒๕๑๓
๓ ธันวาคม
๒๕๑๓
๓ พฤศจิกายน ๒๕๑๕

www.buddhadasa.info

www.buddhadasa.info

www.buddhadasa.info

www.buddhadasa.info

การรอยกรองหนังสือเลมนี้

อุทิศ
เปนถามพลี แดพระผูมีพระภาคเจา
และ
เพื่อเปนรอยพระพุทธบาท แดเพื่อนสัตวผูเดินคนหาพระองค

www.buddhadasa.info

(๓)

ใจความสําคัญ
เป น พระประวั ติ ต รั ส เล า ไม มี คํา เรี ย บเรี ย งของผู แ ต ง คละปน
เพราะเปนที่รวบรวมเฉพาะพระพุทธภาษิตที่ตรัสถึงประวัติของ
พระองค เ อง, จากคั ม ภี ร พ ระไตรป ฏ กล ว น เลื อ กเก็ บ เอามา
ร อ ยกรองให เ ป น หมวดหมู ติ ด ต อ กั น เป น ลํา ดั บ , มุ ง แสดง
หลั ก ธรรมที่ แ นบอยู ใ นพระชนม ชี พ ของพระองค แทนการมุ ง
ทางตํา นานประวั ติ หรื อ นิ ย ายประวั ติ เพื่ อ ให เ ป น หนั ง สื อ
สงเสริมปฏิบัติธรรมเลมหนึ่ง เปนสวนใหญ รวมทั้งเปนแกน
แหงเรื่องพุทธประวัติดวย, เปนสวนพิเศษ.
-ผูรวบรวม-

www.buddhadasa.info
มีปทานุกรมคําสําคัญ, , ลําดับหมวดธรรม อยูทายเลม

(๔)

พุ ท ธประวั ติ จ ากพระโอษฐ

www.buddhadasa.info
(๕)

อักษรยอ
(เพื่อความสะดวกแกผูที่ยังไมเขาใจในเรื่องอักษรยอที่ใชหมายเลขแทนคัมภีร ซึ่งมีอยูโดยมาก )
มหาวิ.วิ. มหาวิภังค
วินัยปฏก.
ฉกฺ.อํ.
ฉักกนิบาต อังคุตตรนิกาย
ภิกขุนี.วิ. ภิกขุนีวิภังค

สตฺ.อํ.
สัตตกนิบาต

มหา.วิ
มหาวัคค

อฏ.อํ
อัฏฐกนิบาต

จุลล.วิ.
จุลลวัคค

นว.อํ
นวกนิบาต

ปริวาร.วิ ปริวารวัคค

ทส.อํ.
ทสกนิบาต

สีล.ที.
สีลักขันธวัคค ทีฆนิกาย
เอกาทส.อํ.
เอกาทสกนิบาต

มหา.ที.
มหาวัคค

ขุ.ขุ.
ขุ ททกปาฐ
ขุ ททก
นิกาย
ปา.ที.
ปาฏิกวัคค

ธ.ขุ.
ธัมมบท

มู.ม.
มูลปณณาสก มัชฌิมนิกาย
อุ.ขุ.
อุทาน

ม.ม.
มัชฌิมปณณาสก ”
อิติ.ขุ.
อิติวุตตก

อุปริ.ม.
อุปริปณณสก

สุตฺต.ขุ.
สุตตนิบาต

สคาถ.สํ สคาถวัคค สังยุตตนิกาย
วิมาน.ขุ.
วิมานวัตถุ

นิทาน.สํ. นิทานวัคค

เปต.ขุ.
เปตวัตถุ

ขนฺธ.สํ.
ขันธวารวัคค

เถร.ขุ.
เถรคาถา

สฬ.สํ.
สฬายตนวัคค

เถรี.ขุ.
เถรีคาถา

มหาวาร.สํ. มหาวัคค

ชา.ขุ.
ชาดก

เอก.อํ
เอกนิบาต
อังคุตตรนิกาย
นิท.ขุ.
นิทเทส

ทุก.อํ.
ทุกนิบาต

ปฏิสมฺ.ขุ.
ปฏิสัมภิทา

ติก.อํ.
ติกนิบาต

อปทาน.ขุ.
อปทาน

จตุก.อํ.
จตุกกนิบาต

พุทธว.ขุ.
พุทธวงค

ปญจ.อํ. ปญจกนิบาต. ”
จริยา.ขุ.
จริยาปฏก

ตัวอยาง: ๑๔/๑๗๑/๒๔๕ ใหอานวา ไตรปฏก เลม ๑๔ หนา ๑๗๑ ขอที่ ๒๔๕
(พ.ม.)
= เรื่องเพิ่มใหม เมื่อพิมพครั้งที่สอง
(พ.ม.อ.) = เรื่องเพิ่มใหม เมื่อพิมพครั้งที่สาม
ท.
= ทั้งหลาย

www.buddhadasa.info

(๖)

คํานํา
(เมื่อพิมพครั้งที่ ๑ )
____________
พระประวัติตรัสเลา หรือพุทธประวัติจากพระพุทธโอษฐนี้
เลื อ กเก็ บ
จากบาลี พ ระไตรป ฎ ก รวบรวมเอามาเฉพาะตอนที่ พ ระองค ต รั ส เล า ถึ ง ป ร ะ วั ติ
ของพระองค เอง.
พระประวั ติ ของพระองค ทุ กๆ
ตอน ทั้ งที่ ทรงเล าเอง และเป น คํ า ของ
พระสัง คีติก าจารยผูรอ ยกรองบาลีพ ระไตรปฎ ก ยอ มมีอ ยูเ ปน แห ง ๆ
ตอนๆ
ไมติดตอกันไปจนตลอดเรื่องเปนการลําบากแกผูศึกษา.
สมเด็จพระมหาสมณะเจา
กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เคยทรงพบเหตุแหงความไมสะดวกขอนี้
ดั ง ที่ ต รั ส ไว
ในตอนคํา ปรารภ ที่หนาหนังสือพุทธประวัติเลม ๑ ของพระองควา :“…น า เสี ย ดายว า เรื่ อ งพุ ท ธพระวั ติ นั้ น ไม ป รากฏในบาลี ที่ ขึ ้น สูส ั ง คี ติ
จนตลอดเรื่ องสั กแห งเดี ยว มี มาในบาลี ประเทศนั้ นๆ เพี ยงเป นท อนๆ เช นเรื ่อ งประสูติ
มาในมหาปทานสู ต รแห ง ที ฆ นิ ก ายมหาวรรค เรื่ อ งครั้ ง ยั ง ทรงพระเยาว ม าในติก นิบ าต
อั ง คุ ต ตรนิ ก าย เรื่ อ งตั้ ง แต ป รารภเหตุ ที่ เ สด็ จ ออกบรรพชา จนภิ ก ษุ ป ญ จวัค คีย สํ า เร็จ
พระอรหั ต ตผล มาในปาสราสิ สู ต รแห ง มั ช ฌิ ม นิ ก ายมู ล ป ณ ณาสก เรื่ อ งเสด็จ ออก
บรรรพชาแล ว บํ าเพ็ ญทุ กกรกริ ยาจนได ตรั สรู มาในมหาสั จจกสู ตร แห งมั ชฌิ มนิ ก า ย มู ล
ป ณ ณาสก เรื่ อ งตั้ ง แต ต รั ส รู แ ล ว จนถึ ง อั ค รสาวกบรรพชา มาในมหาวรรคแหง วิน ัย
การทรงบํ าเพ็ ญพุ ทธกิ จนั้ นๆ มาในพระสู ตรต างๆ หลายสถาน, ตอนใกล จ ะปริน ิพ พาน
จนถึ งปริ นิ พพานแล ว มั ลลกษั ตริ ย ในกุ สิ นาราทํ าการถวายพระเพลิ งพระพุท ธสรีร ะแลว
แบ ง พระสารี ริ ก ธาตุ ไ ว บ า ง แจกไปในนครอื่ น บ า ง มาในมหาปริ นิ พ พานสู ต ร แ ห ง
ที ฆ นิ ก าย มหาวรรค.เป น อย า งนี้ เข า ใจว า พระคั น ถรจนาจารย มุ ง จะกลา ว เ ท ศ น า
บางอยาง จึงชักเรื่องมากลาวพอเปนเหตุปรารภเทศนา ที่เรียกวา “อัตถุปปตติ”.

www.buddhadasa.info

(๗)

(๘)

พุ ท ธประวั ติ จ ากพระโอษฐ - คํา นํา

อีกอยางหนึ่ง ไดเรื่องมาเพียงใด ก็รจนาไวเพียงนั้นเปนคราวๆ
เพราะเหตุ นี้
ในปกรณ เ ดี ย วควรจะเรียงเรื่องไวในสูตรเดียวกัน ก็ยังเรียงกระจายกันไว…”
แต ในหนั งสื อพุ ทธประวั ติ ที่ พะรมหาสมณะเจ าพระองค นี้ ทรงเรีย บเรีย ง
นั ้น ทรงเก็บ ความในบาลีม าคละปนกัน ไป ทั ้ง ที ่ต รัส เลา โดยพ ร ะ โ อ ษ ฐ เ อ ง
และที่ เ ป น คํ า ของสั ง คี ติ ก าจารย บางแห ง ก็ ร วมทั้ ง อรรถกถา ทั้ ง ไม ไ ด ท รงหมาย
เหตุไวใหชัดวาตอนไหนเปนคําตรัสเลา ตอนไหนเปนคําของรจนา
เพราะทรง
แตง ใหเ ปน หนัง สือ เลม ใหมขึ ้น ตา งหาก พรอ มทั ้ง มีอ ธิบ ายและค ว า ม เ ห็ น
สันนิษฐาน.
สวนเรื่องจากพระโอษฐ ที่ขาพเจารวบรวมมานี้ เลือกเก็บและแปล
ออกเฉพาะตอนที่ พ ระศาสดาตรั ส เล า เรื่ อ งของพระองค เ อง จากบาลี อ ย า ง เ ดี ย ว
ไม มี คํ า ของพระสั ง คี ติ ก าจารย ห รื อ คั น ถรจนาจารย ป นอยู เ ลย เพื่ อ ไม ใ ห ค ละกั น
ด วยหวั งว าจะเป นการสะดวกแก ผู ที่ จะศึ กษา และสั นนิ ษฐานคั มภี ร พุ ทธประวัต ิส ืบ ไป,
แม เ มื่ อ ไปอ า นคั ม ภี ร พุ ท ธประวั ติ อื่ น ๆ ที่ ท า นรวบรวมขึ้ น ใหม เช น ปฐมสมโพธิ
เป นต นก็ ดี ตลอดจนพุ ทธประวั ติ ต างประเทศก็ ดี จะเข าใจได ง ายว า อะไรเปน แกน
และอะไรเปนเกร็ดของเรื่อง.
เพราะฉะนั้ น เรื่ อ งพุ ท ธประวั ติ จ ากพระโอษฐ ก็ ห มายความว า เรื ่ อ งที่
ทรงเล า เอง มี น้ํ า หนั ก ยิ่ ง กว า บาลี ธ รรมดาทั่ ว ไป เพื่ อ ให ไ ด ห ลั ก แห ง พุ ท ธประวั ติ
แทๆ สําหรับศึกษาในขั้นแรกเสียกอน.
ในลําดับตอไปจึงจะไดศึ ก ษาส ว นที่
เป น คํ า ของพระสั ง คี ติ ก าจารย ตลอดมาจนถึ ง อรรถกถา และเรื่ อ งเล า กั น ปรั ม ปรา
อัน เกี่ย วดว ยพุทธประวัติทุก อยาง.
เมื่อ เปน เชน นี้ เราจะรูเรื่อ งพุ ท ธประวั ติ
ไดอ ยา งทั่ว ถึง เปน หลัก ฐานมั่น คง,
และรูวา ไหนเปน แกน ไหนเป น กะพี้
ไหนเปนเปลือกเพียงไรดวย, ซึ่งถามีโอกาสก็ควรจะไดศึกษากันใหค รบทุ ก ชนิ ด

www.buddhadasa.info

คํา นํา

(๙ )

จากที่เปนหลักฐานที่สุด ไปหาที่มีหลักฐานเบาบาง. ในบัดนี้ ขอเชิญทา นผูอา น
ศึกษาแกนแทของพุทธประวัติ คือบาลีจากพระพุทธโอษฐเปนขั้นแรก.
ขออุทิศกุศลเกิดแตการเผยแผธรรมอันนี้ เปนปฏิบัติบูชาแดพ ระผู มี
พระภาคเจ า ใจอภิลักขิตสมัยตรงกับวันประสูติ - ตรัสรู - นิพพานนี้ดวย.

อ.ป. เปรียญ และ น.ธ. เอก
ไชยา ๑ พฤษภาคม ๒๔๗๗

www.buddhadasa.info

คํานํา
(เมื่อพิมพครั้งที่ ๒)
___________
ข า พเจ า เห็ น ว า เป น การสมควรอย า งยิ่ ง ที่ จ ะกล า วไว เ สี ย ในคราวนี้
ถึงมูลเหตุที่จะเกิดหนังสื อเลมนี้ขึ้น.
ในชั้นแรกที่สุ ด เนื่องจากข า พเจ า มี ค วาม
สนใจในการค น หาร อ งรอยแห ง การศึ ก ษาค น คว า การปฏิ บั ติ และการเ ป น อ ยู
ประจํ า วั น ตลอดจนถึ ง วิ ธี ก ารอบรมสั่ ง สอน และการแก ป ญ หาเฉพาะห น า ต า ง ๆ
ของสมเด็ จ พระผู มี พ ระภาคเจ า โดยประสงค จ พนํ า เอาหลั ก เกณฑ เ หล า นั้ น มามาใชใ น
การที่ จ ะทํ า ความเข า ใจในพระองค และทํ า ตามรอยพระยุ ค ลบาท หรื อ ที ่ เ รี ย ก
ต า ม ค ว า ม ห ม า ย อัน ก วา ง ข ว า ง อ ยา ง ห นึ ่ง วา ก า ร ต า ม ร อ ย พ ร ะ อ ร หั น ต
ข า พเจ า จึ ง พยายามเลื อ กเก็ บ เรื่ อ งราวต า ง ๆ ที่ จ ะเป น ประโยชน แ ก ค วามมุ ง หมายอั น นี้
เสมอมาจากที่ทุกแหง.
ครั้นไดมีการพยายามลองเก็บเรื่องราวจากพระไตรป ฎ ก
โ ด ย ต ร ง ก็ ไ ด พ บ เ รื ่ อ ง ร า ว อั น มี ค  า ม า ก ใ น ท า ง ที ่ จ ะ แ ส ด ง แ น ว ก า ร ป ฏิ บ ั ติ
และยังแถมอยูในพระพุทธภาษิตโดยตรงดวย,
ขาพเจาจึงไดตั้งใจใหม
คือ ในชั้น นี้
จะเลื อ กเก็ บ เอาเฉพาะที่ เ ป น พระพุ ท ธภาษิ ต ล ว น ๆ ก อ นพวกหนึ่ ง เว น คํ า พ ร ะ สั ง คี ติก าจารยเ สีย .
ในที่สุด ก็ไ ดเ รื่อ งราวตา งๆ ที่อ ยูใ นรูป ตรัส เองพอแกค วามต อ ง
การจริ ง ๆ .
สํ า หรั บ ผู ที่ อ ยู น อกวั ด ไม คุ น กั บ พระไตรป ฏ กนั้ น ควรจะท ร า บ เ สีย กอ น
ว า พระไตรป ฏ กนั้ น พระสั ง คี ติ ก าจารย ผู ร อ ยกรอง ท า นเรี ย งเป น คํ า สอนของทา นเอ ง
เล า เรื่ อ งราวต า ง ๆ อั น เกี่ ย วกั บ พระผู มี พ ระภาคเจ า ว า เมื่ อ ประทั บ อยู ที่ นั ่น ไ ดมี
เหตุ ก ารณ เ กิ ด ขึ้ น อย า งนั้ น ๆ และได ต รั ส ถ อ ยคํ า อย า งนั้ น ๆ เป น เ รื ่ อ ง ๆ ไ ป
เปนสวนใหญ.
ที่กลาวถึงพระสาวกหรื อคนสําคัญบางคนโดยเฉพาะนั้ น มี เ ป น
สวนนอย และนอกจากนั้นก็มีขอความพวกที่เปนคําอธิบายศัพทลึกซึ้งตาง ๆ คือพวกคัมภีร
นิเทศ. ในบรรดาสูตรตาง ๆ ที่พระสังคีติกาจารยเลาเรื่ อ งพระผู มี

www.buddhadasa.info

(๑๐)

คํา นํา

(๑๑ )

พระภาคเจาโดยตรงนั้น ก็มีนอยสูตรที่ไดเลาถึงเรื่องที่พระผูมีพระภาคเจา
ตรัส เลา
ถึงพระประวัติ หรือการกระทําของพระองคเอง โดยพระองคเอง
และยั ง
แถมเป น การมี ที่ ก ระจั ด กระจายอยู ทั่ ว ไป แห ง ละเล็ ก ละน อ ย ที่ นั้ น บ า ง ที่ นี้ บ  า ง
เลยกลายเปนของที่ยังเรนลับ.
ฉะนั้นเมื่อใครอยากทราบวา ถอยคําเฉพาะที่
พระองคไ ดต รัส เลา ถึง เรื ่อ งราวของพระองคเ อง มีอ ยู อ ยา งไรและเทา ไรแลว
ผู นั้ น จะต อ งทํ า การสํ า รวจพระไตรป ฎ ก ผ า นไปที ล ะหน า ทุ ก ๆ หน า ด ว ยความ
ระมั ด ระวั ง และเลื อ กเก็ บ เอาออกมารวบรวมไว จนกว า การสํ า รวจจะทั ่ ว ตลอด
พระไตรปฎ ก แลว จึง เอาเรื ่อ งทั ้ง หมดนั ้น มาพิจ ารณาดูว า เรื ่อ งอะไรเกิ ด ก อ น
เกิด หลัง หรือ คาบเกี ่ย วกัน อยา งไร อีก ตอ หนึ ่ง จึง จะไดเ รื ่อ งราวเหล า นั ้ น ต า ม
ความประสงค.
ความยากลําบากอยูตรงที่เรื่องราวเหลานี้มิไดรวมอยูที่ต อนใด
ตอนหนึ่ ง ของพระไตรป ฎ กด ว ยกั น ทั้ ง หมด แต ไ ปมี แ ทรกอยู ที่ นั้ น บ า งที่ นี ้ บ  า ง
และบางแหง ก็ม ีนิด หนอ ยและเรน ลับ ตอ งตั้ง อกตั้ง ใจเลือ กเก็บ กัน จริง ๆ
:
เรื่องจึงตองใชเวลาแรมปในการเลือกเก็บ มารอยกรองใหติดตอ กัน.
ในชั้ นแรกที เดี ยว ข าพเจ ามิ ได มี ความตั้ งใจจะรวบรวมพระประวัต ิต รัส
เองเหลา นี ้ เพราะไมไ ดน ึก คิด วา จะมีอ ยู โ ดยคิด เสีย วา พระประวัต ิต  า ง ๆ นั ้ น
มี เท าที่ มี ผู นํ ามาร อยกรองและศึ กษากั นอยู แล วเท านั้ น,และอี กอย างหนึ่ งในขณะนั ้น
ขา พเจา มุง มายแตจ ะคน หารอ งรอยของการปฏิบัติธ รรมที่ยัง เรน ลับ
เป น
ปญ หาอยู อ ยา งเดีย ว,การคน เรื ่อ งจากพระไตรปฎ ก จึง มุ ง เลือ กเ ก็ บ เ ฉ พ า ะ
เรื่องที่แสดงรองรอยของการปฏิบัติธรรมเรื่อยมา.
เรื่องไดเปนไปเอง ในการที่
ได พ บเรื่ อ งการปฏิ บั ติ ธ รรมที่ ป ระสงค จ ะพบ จากบางตอนของคํ า ตรั ส เล า ถึ ง การ
ปฏิ บั ติ ข องพระองค เ องในระยะต า ง ๆ ทั้ ง ในระยะที่ ท รงทํ า ความเพี ย รเพื ่ อ ตรั ส รู
เรื่องที่ตรัสเลาถึงพระองค เ อง
และตรัสรูแลวทําการสั่งสอนคนนานาชนิด.

www.buddhadasa.info
ในขณะที่ทรงทําความเพียร เพื่อตรัสรูนั้น เผอิญมีมากมาย เกินกว า ที่

คํา นํา

(๑๒ )

www.buddhadasa.info

(๑๒ )

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - คํานํา

ข า พเจ า เคยนึ ก ฝ น และได เ กิ ด เป น เรื ่ อ งที ่ เ ป น ประโยชน อ ย า ง ยิ ่ ง
แก บุ ค คลที่ ป ระสงค จะ “ตามรอยพระยุ ค ลบาท” ห รื อ ต า ม
รอยพระอรหั น ต ;
และได ทํา ให เ กิ ด ความอิ่ ม ใจแก ข า พ เ จ า
เปน ลน พน จนหายเหนื่อ ย.
และขา พเจา กลา ยืน ยัน เฉพาะในส ว นนี้ ว า
ยั ง ไม เ คยมี ใ ครที่ ไ ด แ ต ง หนั ง สื อ พุ ท ธประวั ติ เ ล ม ใด ได นํ า เอาเรื่ อ งราวตอนที ่เ ปน
การคนควาทดลองกอนการตรัสรู ของพระผูมี พระภาคเจา มาแสดงไวอ ย า งครบถ ว น
เหมือ นที่ขา พเจา นํา มาแสดงไวใ นหนัง สือ เลม นี้เ ลย.
ทั้ง นี้ไ ดแ ก ข อ ความ
ตั้งแตหนา ๔๙ ถึงหนา ๑๐๔ แหงหนังสือเลมนี้, และเปนขอความที่ต รั ส เ อ ง ล ว น
โดยไม มี คํ า ของพระสั ง คี ติ ก าจารย และอรรถกาเข า รวมอยู ด วย เหมื อ นหนัง สือ
พุท ธประวัต ิทั ้ง หลาย ที ่ม ีอ ยู แ ตก อ นๆ โดยเฉพาะเรื ่อ งราวภายใตห ั ว ข อ
วา “การทรงกําหนดสมาธิ นิมิตกอนตรัสรู”, “การทรงพยายามในญาณทัสนะ

เปนขั้น ๆ กอนการตรัสรู”,

“การทรงทําลายความขลาดกอนตรัสรู ” ฯลฯ

เหล า นี ้ ปรากฏว า เป น ที ่ ส บใจละอนุ โ มทนาแก เ พื ่ อ นั ก ป ฏิ บ ั ต ิ ด  ว ย กั น
เปนอยางสูง ถึงกับใชเปนคูมือ.
ถึงแมเรื่องราวที่กลาวถึงเหตุการณหลังจากการ
ตรั ส รู แ ล ว เช น การทรมานเจ า ลั ท ธิ ต า ง ๆ ในการสั่ ง สอน หรื อ อุ บ ายวิ ธ ี แ ห ง การ
สั ่ง สอน ก็ล ว นแตเ ปน เรื ่อ งแสดงรอยแหง การปฏิบ ัต ิธ รรมอยู ไ มน อ ย อยา ง
เดียวกัน.และยังมีเรื่องประเภทที่แสดงใหเราทราบถึง “ชีวิตประจําวั น ”
ของพระองค
จนถึงกั บทํ าให เรารู สึ กว า เราไดอยูใกลชิ ดกับพระองค ชนิดที่ได เห็ นการเคลื่อ นไหวเป น
ประจําวันของพระองคดวย
การที ่ห นัง สือ เลม นี ้เ ต็ม ไปดว ยขอ ธรรมะ มากกวา เรื ่อ งราวที ่ เ ป น
ประวั ติ นั้ น ก็ เป นเพราะมู ลเหตุ ที่ มี การค นเพื่ อหาร องรอยแห ง การปฏิ บ ั ต ิ ธ รรมใน
พระชีว ประวัต ิด ัง กลา วแลว นั ่น เอง แลอีก ประการหนึ ่ง ซึ ่ง ขา พเจา เพิ ่ ง จะ
ตัดสินใจลงไปในภายหลังเมื่อไดพบความจริงอันนี้แลว ก็คือ การตั้งใจว า จะให

www.buddhadasa.info

คํา นํา

(๑๓ )

หนังสือเลมนี้เปน “พุทธประวัติแหงการปฏิบัติธรรม”
หรือ “พุทธประวัติที่มุ ง
แสดงไปในทางธรรม” นั้นเอง.
การรอ ยกรองหนัง สือ พุท ธประวัต ิ เมื ่อ สัง เกตดูเ ปน อ ย า ง ดี แ ล ว
ปรากฏวา มีท างที ่จ ะรอ ยกรองหนัง สือ พุท ธประวัต ิไ ดถ ึง ๓ แนวด ว ยกั น เป น
อยางนอย. แนวที่หนึ่ง เปนหนังสือมุงโดยตรง ในการที่จะชักชวนคนใหเ ลื่อ มใส
และโดยเฉพาะคนสวนใหญที่ไมใชนักศึกษา ไดแกคนชาวบานทั่วๆ ไป
ซึ่ ง ต อ ง
หนั ก ไปในทางปาฏิ ห าริ ย เช น หนั ง สื อ ปฐมสมโพธิ แ ละลลิ ต วิ ศ ตระเป น ตั ว อย า ง
จัด เปน หนัง สือ สรรเสริญ พระคุณ หรือ Gospel
ไปพวกหนึ่ง ซึ่ง นับ ว า เป น ผล
ดี เ ลิ ศ ไปทางหนึ่ ง คื อ ยึ ด เหนี่ ย วน้ํ า ใจคนให ติ ด แน น ในศาสนาของตนไ ด นั ้ น เ อ ง .
แต เนื่ องจากมุ งหนั กไปในทางปาฏิ หาริ ย เกิ นไปนั่ นเอง ทํ าให เกิ ดความเบื ่อ หนา ยขึ ้น
แก พ วกนั ก ศึ ก ษาหรื อ นั ก ปฏิ บ ั ต ิ ธ รรมโดยตรง การมี ห นั ง สื อ พุ ท ธป ร ะ วั ติ
แตป ระเภทนี ้ป ระเภทเดีย วจึง ไมเ ปน หารเพีย งพอ ทํ า ใหต อ งมีป ระเภทอื ่น ดว ย.
แนวที่สอง
มุงแสดงไปในทางตํานานหรือประวัติศาสตร ซึ่งมุงแสดงแต เ รื่ อ งราว
ที ่ใ หค นทั ้ง หลายเห็น วา เปน ความจริง และมีห ลัก ฐานตามกฎเกณฑแ หง วิ ช า
ประวั ติ ศ าสตร ห รื อ วิ ท ยาศาสตร อั น เป น ที่ ส บใจของนั ก ศึ ก ษาแห ง สมั ย ป จ จุ บ ั น นี้
ซึ่ ง มี ห นั งสื อ พุ ท ธประวั ติ ของสมเด็ จ พระมหาสมณเจ า กรมพระยาวชิ ร ญาณวโรส
หรือหนังสือ Life of Buddha ของ ดร. E.J. Thomas เปนตัวอยาง แตอยางไรก็ตาม
ทั้ งสองแนวนี้ ยั งไม เ ป นที่ สบใจของคนอี กพวกหนึ่ ง คื อพวกนั กปฏิ บั ติ ธรรมที ่ใ ครจ ะ
ทราบว าพระองค ทรงมี ชี วิ ตแห งการปฏิ บั ติ ธรรมเป นมาตั้ งแต ออกผนวช จนถึง ตรัส รู
ประกาศพระศาสนาและกระทั่ ง ถึ ง วาระสุ ด ท า ยคื อ การปริ นิ พ พาน เป น อย า งไร
โดยไมม ีค วามสนใจในเรื ่อ งการปาฏิห าริย  หรือ ขอ เท็จ จริง ทางป ร ะ วั ต ิ ศ า ส ต ร
เหตุนี้จึงเปนความจําเปน ตามธรรมชาติที่จะตองมีหนังสือพุทธประวัติแ นวอื่ น จาก

www.buddhadasa.info

(๑๔ )

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - คํานํา

สองแนวนี้ตอไปอีก อันไดแก แนวที่สาม.
แนวที่สาม
มุงแสดงแตใ นทาง
ธรรมลว น ๆ คือ แสดงขอ ธรรมะใหป รากฏชัด อยู ท ุก ๆ อากัป กิร ิย าของพระองค
เพื่อ เปน หลัก การแกผูห วัง จะดํา เนิน ตาม เราจะเห็น ไดชัด เจนวา
หนั ง สื อ
พวกที่ มุ งแสดงทางปาฏิ หาริ ย ก็ แสดงหรื อเลื อกแสดงให ละเอี ยดแต ตอนที ่ จ ะจู ง ใจคน
ได ด ว ยปาฏิ ห าริ ย แ สดงคร า ว ๆ หรื อ กระโดดข า มไปในตอนที่ จ ะแสดงเป น ธรรมบรรยาย และไมแสดงสวนที่เปนแงคิดทางตํานานหรือประวัติศาสตรเลย.
และ
หนั งสื อพวกที่ แสดงทางตํ านานหรื อประวั ติ ศาสตร นั้ นเล า ก็ วิ นิ จฉั ยแต ในแงที ่จ ะเปน
ไปได ในทางตํ านานหรื อประวั ติ ศาสตร ไม แสดงทางปาฏิ หาริ ย หรื อทางธรรมบรรยายเลย.
อั นนี้ เป นการชี้ ชั ดถึ งความต างออกไปของหนั งสื อพุ ทธประวั ติ ประเภทที่ มุ งแสดงใน
ทางธรรม หรื อชี้ ร องรอยแห งการปฏิ บั ติ ธรรมโดยตรง ซึ่ งข าพเจ าปรารถนาอย างยิ่ ง
ในระยะที่ ทํ าการค นควา และได ตั ดสิ นใจทําทั นที ในเมื่ อได พบว ามี อยู มากพอที่ จ ะทํ า ขึ ้น
เปนหนังสื อพุทธประวัติ สักเลมหนึ่ ง และก็ได ปรากฏขึ้ นจริ ง ๆ ดังที่ ทานไดเห็นอยูในบัดนี้ .
ขาพเจายังไมอาจยืนยันวา หนั งสือเลมนี้ เปนหนังสือที่ควรจะถื อไดว าเปนพุท ธประวัติ
ที่ มุ งแสดงในทางธรรมโดยสมบู รณ เพราะเหตุ ว าข าพเจ าทํ าได เพี ยงในวงจํ ากั ด คื อ

เท าที่ มี อ ยู ในรู ป แห ง คํ า ตรั ส เล า และเท าที่ จ ะเลื อ กเก็ บ เอามาจากพระไตรปฎ ก
โดยเฉพาะเท านั้น เพราะหลั กการในการทํ า หนั งสื อเล มนี้ มี ความจํ ากั ดไว เ พีย งเทา นี ้.

www.buddhadasa.info
ถ าจะให สมบู รณ ก็ ต องไม จํ ากั ดว าเท าที่ ตรั สไว จากพระโอษฐ แต ต องรวบรวมเอา
ชั้ น ที่ เ ป น คํ า สั ง คี ติ ก าจารย ทั่ ว ไป และอรรถกถาและฎี ก าทั่ ว ไปเข า มาด ว ย ซึ่ ง จะมี
เรื่องราวมากกวาหนังสือเลมที่ทานถือ อยูนี้หลายเทานัก,
แตอ ย า งไรก็ ต าม
ขาพเจาพอจะยืนยันไดวา สวนที่เปนคําตรัสเลาไวดวยพระองคเองนั้น
ข า พเจ า
ไดพยายามรวบรวมมาจนหมดสิ้น,
และพอใจที่จะยืนยันวา ดวยความมุงหมาย
ที่ จ ะให เปนหนังสือที่มุงแสดงไปในทางธรรม ดังที่กลาวแลว.

คํา นํา

(๑๕ )

แม ว า ในหนั ง สื อ เล ม นี้ มี เ รื่ อ งราวบางตอนไปในทํ า นองป า ฏิ ห า ริ ย
ติดเจืออยูบาง เชนตอนอันวาดวยการอยูในชั้นดุสิต การจุติลงสูครรภ
และการ
ประสู ติ เป นต นนั้ น ท านย อมเห็ นได อยู เองแล ว ว าเป นจํ านวนเ พี ย ง ๗ -๘ ห น า
ในหนั งสื อ ๓๕๗ หน า และยิ่ งกว านั้ นท านยั งจะเห็ นได สื บไปอี กว า ข อความที่ เ ป น
ปาฏิ หาริ ย ตอนนี้ ถ าใครพิ จารณาดู ให ดี แล วจะเห็ นว า เป นสิ่ งที่ เราไม จํ าเปน จะตอ ง
ถื อ เอาตามตั ว หนั ง สื อ เหล า นั้ น เพราะเป น สิ่ ง ที่ อ ธิ บ ายให เ ห็ น เป น ธรรมาธิ ษ ฐาน
ไดโดยงาย; เชนการที่พอประสูติออกมาก็ดําเนินได ๗ กาว ไปทางทิ ศ เหนื อ
เปลงคํายืนยันไดวาเปนผูชนะโลกทั้งปวง และไมมีการเกิดอีก; นี้เราเห็ น ได ว า
ผู กล าวมุ งจะกล าวถึ งการที่ พระองค เกิ ดขึ้ นเป นพระพุ ทธเจ า ซึ่ งเป นการเกิ ดทางใจ
ตางหาก หาใชการเกิดทางเนื้อหนังไม, จํานวน กาว ๗ กาวนั้น พระอรรถกถาจารย
ให คํ าอธิ บายว า เป นการแสดงถึ งข อปฏิ บั ติ ๗ ขั้ นที่ ทํ าคนให ตรั สรู (เช นโพชฌงค ๗)
ก็มี,
หรือนักวินิจฉัยบางทาน วาหมายถึงชนบทใหญ ๗ ชนบท ที่พระองค ท รง
ที่วาเดินไปทางทิ ศ เหนื อ
จาริกไปทําการประกาศคําสั่งสอนของพระองคก็มี,

ย อมหมายถึ งการกล ามุ งหน าเข าไปประกาศตามกลุ มศาสดาต าง ๆ ที่ ม ีค นนับ ถือ
อยูกอนแลวในสมัยนั้น,
ที่วาเปนผูชนะโลกทั้งหมด นี้เปนการยืนยั น ถึ ง ข อ ที่
คํ า สอนนี้ เป น คํ า สอนสุ ด ท า ยของโลก ที่ ใ คร ๆ ไม อ าจขุ ด ค น คํ า สอนอั น ใด
มาสอนโลกใหสูงยิ่งขึ้นกวานี้ไดอีกตอไป,
และที่วาพระองคไมมีการเกิดอีก นั้น

www.buddhadasa.info
ยอมหมายถึ งขอที่พระองค ไดทรงพบความจริ งขอที่ว า ที่แทไม มีคนเกิ ดคนตาย เพราะ
ไมมีคน, มีแตสังขารที่เกิดดับอยูตามธรรมดาเทานั้น. (สําหรับผูที่สนใจและวินิจฉัย
เรื่ องปาฏิ หาริ ย ต าง ๆ ทํ านองนี้ ข าพเจ าขอแนะให อ านหนั งสื อพุ ทธประวั ติ เ ลม หนึ ่ง
ของสมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส.
สําหรับขาพเจาเองเห็นวา
ปาฏิ หาริ ย นั้ น เป นสิ่ งที่ จํ าเป นจะต องวิ นิ จฉั ย เพราะท านผู ร อยกรองทา นมุ ง หมาย
จะจูงใจคนดวยอุบายวิธีเชนนั้น ทานจึงไดดัดแปลง หรือรอยกรองขึ้ น เช น นั้ น

(๑๖ )

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - คํานํา

ผู ที่ ต อ งการจะปฏิ บั ติ ธ รรม ไม ต อ งเอาใจใส ก็ ไ ด โดยข า มไปเอาใจใส ใ นเรื ่อ งการ
ปฏิบัติธรรมเสียทีเดียว.
เรื่องปาฏิหาริยตาง ๆ ก็เพื่อจูงคนเขามาหาการปฏิ บั ติ
ธรรมนี่ เ อง ก็ เ มื่ อ เราเข า ถึ ง ตั ว การปฏิ บั ติ ธ รรมเสี ย ที่ เ ดี ย วแล ว จะมี ป  ญ หาอะไร
ดวยเรื่องอันเกี่ยวกับปาฏิหาริย.
ขืนไปวินิจฉัย ก็มีแตจะเสียเวลาจนหมดอายุ
แล วมิ หนํ ายั งจะมี ทางวิ นิ จฉั ยผิ ดมากกว าถู ก เพราะเป นเรื่ องที่ ท านมี ค วามมุ ง หมาย
อีกอยางหนึ่งดังกลาวแลว.
ฉะนั้น หนังสือพุทธประวัติเลมใด มุงแสดงไปในทาง
ปาฏิหาริย ก็ขอใหไดทําหนาที่ของหนังสือเลมนั้น ใหยิ่ง ๆ ขึ้นไปก็แลวกัน).
แต ยั ง มี ข อ พิ เ ศษอยู ข อ หนึ่ ง สํ า หรั บ ข อ ความที่ เ ป น ทํ า นองป า ฏิ ห า ริ ย
๗ - ๘ หนาที่พลัดเขามาอยูในหนังสือเลมที่ขาพเจารวบรวมขึ้นมานี้ ซึ่งทานผูอานควรจะ
สังเกตไวดวย.
ความแปลกอยูที่วา ขอความอันวาดวยเรื่องการอยูใ นสวรรค
การจุ ติ และการประสู ติ อย า งมี ป าฏิ ห าริ ย นี้ มี ร วมอยู ใ นบาลี อั จ ฉริ ย ภู ต ธัม มสูต ร
มัชฌิมนิกาย,
แตเปนถอยคําของพระอานนทกลาว ทานกลาววาไดฟงขอความเชน นี้
มาจากพระพุท ธโอษฐเ อง แลว นํา มาเลา อีก ตอ หนึ่ง ,
ไมเ หมือ นกับ เรื่ อ งราว
ตอนอื่ น ๆ จากนี้ ซึ่ งเป นถ อยคํ าที่ พระสั งคี ติ กาจารย ทั้ งหลาย ระบุ ลงไปวา พระผู มี
พระภาคเจาไดตรัสเลาเองโดยตรง.
ทําไมพระสังคีติกาจารยทั้งหลายจึงรอยกรอง
ให เ รื่ อ งที่ มี ป าฏิ ห าริ ย รุ น แรงเช น นั้ น อยู ใ นถ อ ยคํ า ของพระอานนท เ สี ย ชั ้น หนึ ่ง กอ น
(ซึ่ งตามธรรมดาเราก็ ทราบกั นอยู แล วว าในจํ านวนพระสั งคี ติ กาจารย ทั้ งหลายนั ้น ก็มี
พระอานนทรวมอยูดวยองคหนึ่ง)
แทนที่จะกลาวใหเปนคําที่พระองคตรัสโดยตรง
เหมือนสูตรอื่น ๆ ,
หรือยิ่งขึ้นไปกวานั้น เมื่อทานลองอานบาลีอัจฉริยภูต ธัม มสูต ร
ตอนนี้ ดู ท า นจะสงสั ย ต อ ไปว า ทํ า ไมเรื่ อ งจึ ง ต อ งถู ก จั ด ให เ ป น ว า ให พ ระอานนท
มากราบทู ลเรื่ องที่ ท านได ฟ งมาจากพระองค ต อหน าภิ กษุ ทั้ งหลาย และต อพระพั กตร
พระผูมีพระภาคเจาดวยพรอมกันอีกครั้งหนึ่ง. ปญหาขอนี้ ไดเกิดแกขาพเจาแลว

www.buddhadasa.info

คํา นํา

(๑๗ )

ในเมื่อไดพบเรื่องราวตอนนี้ และจะนํามารวมไวในหนังสือเลมนี้.
เมื่ อ ข า พเจ า
ยัง คิด ไมต กและเห็น วา เปน เรื ่อ งไมม ากมาย ก็ต ัด สิน ใจในการที ่จ ะรวบรวมเอา
มาแตก็ไดบันทึกไวใหทานผูอานไดตั้งขอสังเกตไวเปนพิเศษ
เฉพาะตอนนี้ แ ล ว
ดังปรากฏอยูเชิงอรรถแหงเรื่องนั้นเอง.
และใหสังเกตไวดวยวา เรื่อ งตอนนี้
จั ดเป นเรื่ องจากพระโอษฐ โดยอ อม ดั งที่ ถ อยคํ าในตั วเรื่ องตอนนั้ น ก็ บ งใหเ ห็น ชัด
มีเรื่องจากพระพุทธโอษฐ
อยูแลว. รวมความวาในหนังสือเลมนี้ซึ่งมี ๓๕๗ หนา ๑
โดยออมเสีย ๗ หนาเศษ
ที นี้ ก็ มาถึ งเรื่ องบางเรื่ อง ที่ ควรผนวกเข าไว ในพุ ทธประวั ติ จากพระโอษฐ
คือเรื่องตางๆ ที่คนภายนอกศาสนาเปนผูกลาว.
ขาพเจาถือวาเรื่องที่ค นนอก
หรื อ คนที่ เ ป น ปฏิ ป ก ษ ต อ กั น กล า วนั้ น เป น เรื่ อ งที่ มี ค วามจริ ง อั น จะพึ ง เชื ่ อ ถื อ ได
ไมนอยกวาที่พระองคตรัสเอง.
ขอนี้โดยเหตุที่วา คนภายนอกที่เ ป น ปฏิ ป ก ษ
ต อกั น ย อมลํ าเอี ยงเพื่ อละโอกาสแต ในทางที่ จะสรรเสริ ญ ย อมไม ลํ าเอี ยงในทางที่ จ ะ
ตําหนิ.
เมื่อมีความจําเปนที่จะกลาวออกมา ยอมไมลําเอียงไปในทางที่ จ ะยกยอ
ใหเลิศลอย มีแตจะเพงตําหนิ เมื่อหาชองตําหนิไมได ก็ไดแตกลาวตามตรง.
เราพอ
ที่ จะถื อเป นหลั กไดว า เสี ยงสรรเสริ ญลั บหลั งของศั ตรู นั้ น มี ความจริ งอยา งน อ ย
๑๐๐ เปอรเซ็นต.
ดวยเหตุนี้ขาพเจาจึงถือวาเสียงจากคนนอกที่กลาวถึงพระองคนั้น
มี น้ํ าหนั กพอที่ จะเชื่ อถื อได เท ากั บที พระองค ตรั สเอง จึ งได นํ ามารวมไว ใ นหนั ง สื อ
เล ม นี้ แต เพราะมิ ใ ช เป นเรื่ องออกจากพระโอษฐ จึ ง จั ดไว ในฐานะเป นเรื ่อ งผนวก
ของพุทธประวัติจากพระโอษฐดังที่กลาวแลว.
ทั้งหมดมีอยู ๒๗ หนาดว ยกัน .
เฉพาะตอนนี้ มีเรื่องที่แสดงถึงพุทธอิริยาบถตาง ๆ อยางนาสนใจที่สุด
และบาง
เรื่องจะหาไมไดจากผูอื่น, จึงขอใหนักศึกษาทําการศึกษาดวยความสนใจเปนพิเศษ.

www.buddhadasa.info

๑. ในการพิมพครั้งที่สาม หนังสือเพิ่มขึ้นเปน ๓๙๖ หนา

(๑๘ )

พุทธประวัติจากพระโอษฐ-คํานํา
รวมความวา หนัง สือ เลม นี ้ เกิด ขึ ้น เพราะมุ ง หมายจะรวบรวม

หลักแหงการปฏิบัติ อันจะพึงหาไดจากตัวอยางที่แสดงอยูที่พ ระวรกาย
ของพระพุ ท ธองค ,
และถื อ เอาเฉพาะที่ พ ระพุ ท ธภาษิ ต ตรั ส เล า ถึ ง
พระองคเอง เทาที่ปรากฏอยูในพระไตรปฏก,
มีเรื่องปาฏิหาริยแทรกอยู เ พี ย ง
๗ สวน ในเรื่องราว ๓๕๗ สวน, มีเรื่องราวที่เปนคํากลาวของคนนอก ซึ่ง มีน้ํา หนัก
ควรเชื่อถือไดไมนอยไปกวาที่พระองคตรัสเองรวมอยูดวย ๒๗ สวน ใน ๓๕๗ สวนนั้น.
หนังสือเรื่องนี้ พิมพครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.
๒๔๗๙ มีเรื่องรวมทั้ ง หมด
๑๕๑ เรื่อง,
ในการพิมพครั้งนี้ ไดเพิ่มใหมอีก ๔๘ เรื่อง รวมทั้งหมดเป น
๒๓๖ เรื่อง, เรื่องที่นํามาเพิ่มเติมเขามาใหมในการพิมพครั้งหลังนี้ เป น เรื่ อ งที่
เพิ่งคนพบหลังจากการพิมพครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๙ บาง, เปน เรื่ อ งปลี ก ย อ ย
ซึ่งในการพิมพครั้งแรกเห็นวายังไมจําเปนจะตองนํามาใสไว แตในครั้งนี้นํา มาใสไ ว
ทั้ง หมด เพื่อ ความสมบูร ณข องเรื่อ งบา ง,
รวมทั้ง เรื่อ งซึ่ง เปน พุท ธประวั ติ
เรื่องใด
จากพระโอษฐโดยออม คือบาลีอัจฉริยภูตธัมมสูตรที่กลาวขางตนนั้นดวย.

เพิ่มเขาใหมในการพิมพคราวนี้ ไดทําเครื่องหมาย (พ.ม.)
ท า ยชื่ อ เรื่ อ งนั้ น ๆ แลว.

ไวที่สารบาญ

www.buddhadasa.info
ในการพิ มพ ครั้ งนี้ ได ทํ าปทานุ กรมท ายเรื่ องอย างละเอี ยดทั่ วถึ งยิ่ งกว า
ครั้งกอน จึงมีทั้งหมดดวยกันถึง ๑๘๘๘ คํา มีลักษณะแยกเปนพวก ๆ ในตัว คือ
คําที่เปนชื่อของบุคคลและสถานที่ นี้พวกหนึ่ง.
คําที่เปนชื่อของเหตุก ารณ ต อนที่
สําคัญ ๆ ในพระชนมชีพ พวกหนึ่ง, ศัพทธรรมะตามปรกติพวกหนึ่ง,
ศั พ ท
ธรรมะพิเศษ โดยเฉพาะคือคําบัญญัติของการปฏิบัติธรรมทางจิต
ส ว นมาก
เกี่ยวกับสมาธิ และวิปสสนา อีกพวกหนึ่ง ซึ่งเปนที่สบใจของนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย.

คํา นํา

(๑๙ )

จากข อสั งเกตที่ ได จากการพิ มพ ครั้ งที่ หนึ่ งนั่ นเอง ทํ าให ข าพเจ าได ทราบความสํ า คัญ
ของลํ า ดั บ คํ า หรื อ ปทานุ ก รมท า ยเล ม ว า มี อ ยู ม ากเพี ย งไร ในการพิ ม พ ค รั ้ ง นี้
จึงได จั ดให ช วยกั นทํ าอย างละเอี ยด เท าที่ จะทํ าได ซึ่ งหวั งวานั กศึ กษา จะไดพ ยายาม
ใชปทานุกรมทายเลมนี้ใหเปนประโยชนมาก เทากับความยากลําบากของผูทํา. ในการ
พิมพครั้งแรก มีเพียง ๖๕๓ คํา
สํ า หรั บ หมวดธรรม ที่ เ ป น พวก ๆ ได เ พิ่ ม ขึ้ น จากที่ เ คยมี ใ นการพิ ม พ
ครั้งแรกเพียง ๖๙ หมวด เปน ๑๕๗ หมวด,
ทั้งนี้เนื่องจากการเพิ่มเนื้ อ เรื่ อ ง
มากขึ้น และสํารวจเก็บเอามาอยางทั่วถึงยิ่งกวาในการพิมพคราวกอนดวย.
สารบาญเรื่ อง ได จั ดตามลํ าดั บภาค และเรื่ องในภาค ที่ จั ดเปลี ่ย นแปลง
และเพิ่มเติมเขามาใหม เพื่อความสมบูรณ และสะดวกแกการศึกษา.
ในการ
พิมพคราวนี้ ไดเพิ่มภาคนําขึ้นอีกภาคหนึ่ง เปนภาคพิเศษ,
และในตั ว เรื่ อ ง
ก็ไดเพิ่มภาคขึ้นอีกภาคหนึ่ง จากที่เคยมีเพียง ๕ ภาค เปนมีขึ้น ๖ ภาค, โดยที่
จั ดเรื่ องอั นเกี่ ยวกั บการปริ นิ พพานแยกออกไปเป นอี กภาคหนึ่ ง เพราะรวบรวมเรื ่อ ง
มาไดมากขึ้น.
และในภาคตาง ๆ ก็ไดโยกยายเรื่องบางเรื่อง ใหไปอยูในภาคซึ่งควร
จะรวมอยู, และเรื่องภาคผนวกอันวาดวยเรื่องตามเสียงคนภายนอกนั้น ก็ไ ดย กเอามา
ไวกอนหนาภาคอันวาดวยปรินิพพาน.
ผูศึกษาจะตองทําความเขาใจเสี ย ใหม
กั น ความสั บ สน.
ในการจั ด ทํ า ต นฉบั บ พุ ท ธประวั ติ จ ากพระโอษฐ ฉบั บ แก ไ ขเพิ ่ ม เติ ม นี้
ขาพเจารูสึกวา เปนการสมควรที่จะตองกลาวถึงความเหน็ดเหนื่อย
ของเพื่ อ น
สหธรรมิก ๒-๓ รูปที่อาศัยอยูดวยกัน ในการชวยคัดลอกตนฉบับ,
การทํา
ปทานุกรมทายเลม,
การจัดลําดับหมวดธรรมและอื่น ๆ ไวในที่นี้ดวย.
ขอให
กําลังศรัทธาปสาทะ และความเสียสละเหน็ดเหนื่อยรวมแรงกันในคราวนี้, จงเปน

www.buddhadasa.info

(๒๐ )

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - คํานํา

อุปนิสัยแหงความเปน “สหายธรรมทาน” อันยิ่งขึ้นไปในอนาคตกาลนานไกล
และอุปนิสัยแหงความเสียสละเพื่องานเผยแพรพระศาสนา ยิ่งขึ้นในอนาคตอันใกล
นี้ ด ว ย.
ในที่สุดนี้ ขาพเจาขออุทิศสวนกุศลอันเกิดแตความตรากตรําในงานชิ้น นี้
เปนถามพลีบูชาพระคุณแหงสมเด็จพระผูมีพระภาคเจา ดงที่เคยตั้งเปนปณิธานไวแลว
แตหนหลัง ทุกประการ.

อ.ป. เปรียญ และ น.ธ. เอก.
ไชยา ๑ ธันวาคม ๒๔๔๙

www.buddhadasa.info

คํานํา
(เมื่อพิมพครั้งที่ ๓)
_________________

ในการพิ ม พ ค รั้ ง ที่ ๓ นี้ ไม มี อ ะไรที่ จ ะต อ งบอกกล า วเป น พิ เ ศษ
นอกจากการเพิ่มเรื่องเขามาใหมอีก ๑๒ เรื่อง เทาที่เพิ่งคนพบในระยะสุ ด ท า ย.
ด ว ยเหตุ นี้ ปทานุ กรมและหมวดธรรมท า ยเล ม จึ ง เพิ่ ม ขึ้ นตามส วน ตามหน า
หนังสือที่เพิ่มขึ้นจาก ๓๕๗ หนา เปน ๓๙๖ หนา โดยไมนับรวมปทานุ ก รม
และอื่ น ๆ .
ขาพเจามีความสนใจที่จะกลาววา พุทธประวัติจากพระโอษฐ เท า ที่
จะเลือ กเก็บ ขึ ้น มาได จากพระไตรปฏ กฝา ยเถรวาทเรานั ้น มีค วามสมบู ร ณ
เพียงเทานี้, เปนอันยุติการทําหนังสือพุทธประวัติจากพระโอษฐ ซึ่งทํามาเรื่ อ ย ๆ
เทาที่เวลาวางจะอํานวยให เปนเวลานานถึง ๒๒ ป กันเสียที.
คําปรารภความสําคัญอยางอื่น ๆ ปรากฏชัดแจงอยูแลวในคํา นํา แห ง
การพิมพครั้งที่หนึ่ง และครั้งที่สอง, ขอใหนํามาใชในโอกาสนี้ดวยโดยครบถว น.
ขาพเจาขอโอกาสปดฉากแหงการทําหนังสือพุทธประวัติจากพระโอษฐลง ด ว ยการ
ขอรองตอผูศึกษาทั้งหลาย ใหชวยกันทําการคนหารอยพระพุทธบาท สํา หรั บ สั ต ว
ผูปรารถนาจะเดินตามรอยพระพุทธองค โดยวิธีที่ไดกลาวมาแลวในที่นั้น ๆ ใหเ ต็ม
ตามความปรารถนาของตน ๆ สืบไป โดยเฉพาะในสมัยที่เราสมมติกันวา เปน ยุค
กึ่งพุทธกาลนี้เปนพิเศษ.

www.buddhadasa.info
อ.ป.
๑ เมษายน ๒๔๙๘

(๒๑)

คํานํา
(เมื่อพิมพครั้งที่ ๖)
_________
การพิ ม พ ห นั ง สื อ พุ ท ธประวั ติ จ ากพระโอษฐ เ ป น ครั้ ง ที่ ห กนี้ ได เ ปลี ่ย นไป
เปนการพิมพดวย “ทุนพระยาลัดพลีธรรมประคัลภ”
เปนเรื่องอั น ดั บ ที่ ห นึ่ ง
ของหนั ง สื อ ชุ ด
“ลัดพลีธรรมประคัลภอนุสรณ”
มีรายละเอียดดังกลาวไวใน
คําปรารภตอนตนของหนังสือนี้แลว.
ในการพิมพครั้งนี้ มิไดมีการแกไขเพิ่มเติมแตประการใด
เพี ย งแต มี
การตรวจสอบการพิม พผ ิด พลาดตกหลน ของตัว เลขที ่บ อกหนา แหง ที ่ ม า ใ น
พระไตรปฏก อยางทั่วถึงอีกครั้งหนึ่ง เทานั้น.
ดังนั้น ถาทานผูใดสังเกตเห็น ความ
เปลี่ ย นแปลงอั น นี้ อย า ได เ ข า ใจเป น อย า งอื่ น ขอให ถื อ เอาการแก ไ ขใหม ใ นครั ้ ง นี้
ว า เป น การถูกตอง.

กองตําราคณะธรรมทาน, ไชยา

www.buddhadasa.info
๒๓ มกราคม ๒๕๑๓

(๒๒)

วิ ธี ใ ช ห นั ง สื อ เล ม นี้
(ก) มี วิ ธี ลั ด และไม ช วนเบื่ อ สํา หรั บ ผู ที่ เ ป น นั ก ธรรม หรื อ นั ก เทศน
อยูกอ นแลว ในการที่จ ะใหไดรับ ประโยชนจ ากหนัง สือเลมนี้ ใหยิ่ง ขึ้น
ไป คือ:(๑)

อา นเรื่อ งที่มีอ ยูใ นเลม เฉพาะตอนที่รูสึก วา ไมเ คยไดยิน มากอ น
อยางสนใจ ใหตลอดเสียเที่ยวหนึ่งกอน.
(๒) แลวใชเวลาครั้ง ตอ ๆ ไป เพียงแตเปดดูเฉพาะปทานุกรมทายเลม
ไปทีละคําตามลําดับของปทานุกรม เมื่อดูถึงคําใด ตองใหเนื้อความ
หรือความหมายของคํา ๆ นั้นปรากฏแจมแจงแกทานทั้งหลาย อยาง
ทั่วถึงและถูกตองทันที, เพราะทานเคยศึกษาธรรมะมามากแลว.
ถาเนื้อความไมปรากฏแจมแจงออกมาได ซึ่งจะเปนในตอนแรก ๆ
ก็หมายความวาทาน ยังไมคุนเคยกับหนังสือเลมนี้ก็ได หรือเพราะ
ทานยังไมรูความหมายแหงคํา ๆ นั้นก็ได ทานตองเปดดูเนื้อเรื่อง
ในเลม ตามตัวเลขซึ่งบอกหนาหนังสืออยูทายคํานั้นแลว. บางคํา
จะถึงกับทําใหทานฉงน คิดไมออก เชนคําวา การไถนา, เครื่อง

www.buddhadasa.info
ดักปลา, ความมีขนตกราบแลว, ปู, ปูกามหัก, รองเจี๊ยบ ๆ,

ดังนี้เปนตน, ทานไมควรคิดเสียวาเปนเรื่องไมสําคัญสําหรับทาน.
ทา นจะตอ งศึก ษาจนทราบความหมายอัน เรน ลับ ของคํา ใหจ นได,
เชน คํา วา ปู หมายถึง คนเจา ทิฏ ฐิอ วดดีดว ยลัท ธิข องตน ไดแ ก
เดียรถียอื่นบางคนที่มีทิฏฐิยักไปยักมา เหมือนปูชูกาม ดังนี้เปนตน.
ซึ่ง สรุป ความไดวา คํา วา ปู นั้น พระองคต รัส ใชเ ปน คํา เปรีย บ
เรียกคนเจาทิฏฐิอวดดี. ถาทานดูปทานุกรมไปตามลําดับ แลวไมมี

พุทธประวัติจากพระโอษฐ – วิธีใชหนังสือเลมนี้
อะไรที่ร บกวนประสาทหรือ รบกวนความสงสัย ของทา นเลย ก็แ ปลวา
ทา นมีค วามรู ธ รรมะในแนวนี ้อ ยา งลึก ซึ ้ง และทั ่ว ถึง ชนิด ที ่ผู ร วบรวม
ขอยอมเปนศิษย.
(๓)
เมื่อทานจะเทศน หรือจะเขียนบทความบรรยายธรรมะ ทานอาจจะ
ไปติด อยู ที ่ค วามหมายของคํ า บางคํ า ซึ ่ง ไมแ นใ จวา จะมีค วามหมาย
อัน แทจ ริง อยา งไร ทา นอาจใชก ารคน ดูไ ดง า ย ๆ จากปทานุก รมนี ้,
หรือเมื่อทานสงสัยวาคํา ๆ นั้น หรือเรื่องเรื่อง ๆ นั้น มีที่มาในเรื่องอะไร
หรือสูตรใดกันแน ทั้งที่ทานเขาใจความหมายดีแลว แตอยากจะไดที่มา
อัน เปน หลัก ฐาน หรือ อยากทราบวา พระองคไ ดต รัส ไวเ องอยา งไร
ทา นสมควรที ่จ ะเปด ดูจ นพบที ่ม า หรือ พบพระพุท ธภาษิต เรื ่อ งนั ้น ๆ,
ไมนานเทาใด ทานจะมีความคลองแคลว ตอการเทศน หรื อการเขียน
ที่มีหลักฐาน.

(ข) สํ า หรับ ผู ที ่เ ปน นัก ปฏิบ ัต ิธ รรมทางใจโดยเฉพาะ ทา นมีว ิธ ีใ ช
หนัง สือ เลม นี ้ ชนิด ที ่เ พื ่อ นฝูง ของทา นไดเ คยใชเ ปน ประโยชนม าแลว
ดังนี้คือ:-

www.buddhadasa.info
(๑)

เลือกอานเฉพาะเรื่องที่ทานเห็นวาเปนเรื่องการปฏิบัติธรรม ตามรอย
พระยุ ค ลบาทโดยตรง ให ทั่ ว ถึ ง ทุ ก เรื่ อ ง ด ว ยความสนใจเป น พิ เ ศษ
เสี ยเที่ ยวหนึ่ งก อน เพราะอย างน อ ย จะต องมี เ รื่ องที่ ท านไม เคยได ยิ น
ไดฟงอยูบางเรื่อง
(๒)
ใชเ วลาเปน ประจํา วัน ทบทวนความจํา และความเขา ใจของทา น
โดยใชคํ า ในปทานุก รมเปน หลัก แตต อ งเปน คํ า เฉพาะของเรื ่อ งที่
เกี่ ย วกั บ การเจริ ญ ภาวนาโดยตรง. ซึ่ ง อาจจะจั ด ทํา ในรู ป การ

วิธีใชหนังสือเลมนี้ ๓

สากัจ ฉา หรือ ใหผูอื่น ชว ยตั้ง คํา ถาม แลว ใหทา นตอบ. เชน เขา
จะเปดปทานุกรมแลวเลือกคําขึ้นถามทานวา คําเหลานี้หมายความวา
อยางไร : การกําหนดรูกามสัญญา, ขอปฏิบัติเพื่อความเจริญ

แหงอิทธิบาท, ความปรากฏแหงแสงสวางอันใหญหลวง, ความ
เพ ง รู ป จนเกิ น ไป, ความมี อํา นาจเหนื อ จิ ต ในคลองแห ง วิ ต ก
ทั้งหลาย, จงกรมแกความขลาด, จําแสงสวางไดแตไมเห็นรูป,
จับนกกระจาบหลวมมือเกิน, ตรึกตามตรองตามนานเกินไปนัก,
“จั บ นกตายในมื อ ”, สมาธิ เ คลื่ อ น, สมาธิ น อ ย, อุ พ พิ ล ะ,
ฉัมภิตัตตะ, ฯลฯ.
(๓) เลือกอานเฉพาะเรื่อง ที่อาจตอบปญหา ทางภาวนาไดเปนอยางดี
อยูเสมอ ๆ โดยเฉพาะคือเรื่องตาง ๆ ที่ทรงขวนขวายกอนหนาการตรัสรู
และเรื่อ งคุณ ธรรมตา ง ๆ ที่เ กิดมีใ นพระองค. คํา บัญญัติบางคํา
เชนคําวา ปฐมฌาน เปนตน ตองอานคํา ที่เปนคําอธิบายดวยการ
ขบคิดไปอยางละเอียดทีละคํา ๆ ทุก ๆ คํา จนกวาจะหมดคําอธิบาย
ของคําบัญญัติคําเดียวนั้น. มีผูอานหนังสือเลมนี้ ตามปาตามเขา
ไดผลดีกวาการอานตามบานเมือง

www.buddhadasa.info
(ค) สําหรับนักศึกษาทั่วไป โดยเฉพาะพวกที่ไมคุนกับวัด หรือไมเคย
บวชเรียน จะตองศึกษาดวยวิธีดังนี้คือ:-

(๑) ศึกษาเลาความเรื่องราวแหงพุทธประวัติทั่ว ๆ ไป จากหนังสือชั้นตน ๆ
เลมอื่นเสียกอนพอสมควร, เพราะในหนังสือเลมนี้ เรียงไวแตเรื่อง
ที่เปนการตรัสเลาประเภทเดียวเทานั้น ถาทานไมเคยศึกษาพุทธประวัติ
มากอนเลย ทานอาจจะงงไปบางในที่บางแหง. แตก็ไมเหลือวิสัย

พุทธประวัติจากพระโอษฐ – วิธีใชหนังสือเลมนี้
ที่ทานจะเขาใจ ถ าพยายามตอไปอีกเพียงเล็กนอย ในการสั งเกตข อความ
ที่เนื่องกันอยู, หรือไตถามผูที่เคยเรียนพุทธประวัติชั้นตน ๆ มาแลวก็ได.
(๒)

อานหนังสือเลมนี้อยางคราว ๆ เสียชั้นหนึ่งกอน เพื่อใหรูแนวความ
ของเรื ่อ ง เฉพาะสว นที ่เ ปน ทอ งเรื ่อ ง หรือ ประวัต ิ วา มีอ ยู อ ยา งไร
วิธ ีที ่ส ะดวกก็ค ือ อา นสารบาญเรื ่อ งดูห ลาย ๆ เที ่ย วกอ น แลว จึง
เปดอานเรื่องบางเรื่องที่ชวนสงสัย ดูเรื่อย ๆ ไป.
(๓)
ใชป ทานุก รมทา ยเลม เปน การออกปญ หาถามทา นเองอยูเ สมอ
คํ า ใดสงสัย หรือ ชวนคิด ก็เ ปด ดูบ อ ย ๆ จนไมม ีคํ า ที ่ช วนสงสัย
มากเกินไป.

(ง) สํา หรับ อุบ าสกอุบ าสิก า ที่เ คยชิน กับ การฟง เรื่อ งปฐมสมโพธิ
มามากแลว จะตอ งอา นดว ยใจที ่เ ปน อิส ระพอที ่จ ะฟง เรื ่อ งที ่แ ปลกไปจาก
ที่ ต นเคยได ยิ น ได ฟ ง ไม ป ด ประตู ขั ง ตั ว เองอยู แ ต ใ นห อ งที่ มี อ ะไรซ้ํ า ซาก
เพียงอยางเดียว.

www.buddhadasa.info
(จ)
สํา หรั บ นั ก ประพั น ธ ที่ จ ะต อ งบรรยายชี วิ ต คนในแง ต า ง ๆ
จะตอ งอา นดว ยความระมัด ระวัง เพื่อ จะไดไ มร ะบายสีที่ผ ิด พลาดลงไปใน
ชีวประวัติของพระพุทธองค ในเมื่อจะมีการเปรียบเทียบหรืออางถึง เมื่อทํา
ไดด ีที ่ส ุด ในเรื ่อ งนี ้แ ลว นัก ประพัน ธจ ะเปน พวกที ่ทํ า คํ า สอนหรือ เรื ่อ งราว
ของพระองคใหแพรหลายไดดีที่สุดกวาพวกอื่น.

….

….

….

ภาคนํา
ขอความใหเกิดความสนใจในพุทธประวัติ.

www.buddhadasa.info

ภาคนํา
มี เ รื่ อ ง:- โลกธาตุ ห นึ่ ง มี พ ระพุ ท ธเจ า เพี ย งองค เ ดี ย ว - -การ
ปรากฏของพระตถาคตมี ไ ด ย าก -- โลกที่ กํา ลั ง มั ว เมา ก็ ยั ง สนใจ
ในธรรมของพระตถาคต -- การมี ธ รรมของพระตถาคตอยู ใ นโลกคื อ
ความสุ ข ของโลก -- พระตถาคตเกิ ด ขึ้ น เพื่ อ ความสุ ข ของโลก
-พระตถาคตเกิ ด ขึ้ น ในโลก เพื่ อ แสดงแบบแห ง การครองชี วิ ต
อัน ประเสริฐ แกโ ลก - - พระตถาคตเกิด ขึ้น แสดงธรรมเพื่อ ความรํา งับ
ดั บ , รู -- ผู เ ชื่ อ ฟ ง พระตถาคตจะได รั บ ประโยชน สุ ข สิ้ น กาลนาน
-- ทรงขนานนามพระองค เ องว า “พุ ท ธะ” --เรื่ อ งย อ ๆ ที่ ค วร
ทราบกอน - - เรื่องสั้น ๆ ที่ควรทราบกอน.

www.buddhadasa.info

พุทธประวัติจากพระโอษฐ

ภาคนํา
ขอความใหเกิดความสนใจในพระพุทธประวัติ.
---------------

โลกธาตุ ห นึ่ ง มี พ ระพุ ท ธเจ า เพี ย งองค เ ดี ย ว ๑
อานนท! ภิกษุผูฉลาดในฐานะและอฐานะนั้น ยอมรูวา ขอนี้มิใช
ฐานะ ขอนี้มิใชโอกาสที่จะมี คือขอที่ในโลกธาตุอันเดียว จะมีพระตถาคต
ผูอรหันตสัมมาสัมพุทธะ สององค เกิดขึ้นพรอมกัน ไมกอน ไมหลังกัน.
นั่นมิใชฐานะที่จะมีได.

www.buddhadasa.info
สวนฐานะ อันมีไดนั้น คือใน โลกธาตุอันเดียว มีพระตถาคต
ผูอรหันตสัมมาสัมพุทธะองคเดียว เกิดขึ้น. นั่นเปนฐานะที่จะมีได.

๑.

บาลี พหุธาตุกสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๑๗๑/๒๔๕.

พุทธประวัติจากพระโอษฐ – ภาคนํา

การปรากฏของพระตถาคต มี ไ ด ย ากในโลก ๑
ภิก ษุ ท.! การมาปรากฏของ บุค คลเอก (ไมมีใ ครซ้ํา สอง)
มีไดยากในโลก. ใครเลา เปนบุคคลเอก? ตถาคต ผูเปนพระอรหันตตรัสรู
ชอบเอง เปนบุคคลเอก (ไมมีใครซ้ําสอง). การปรากฏของบุคคลเอกนี้แล
มีไดยากในโลก.

โลกที่กําลังมัวเมา ก็ยังสนใจในธรรมของพระตถาคต๒
ภิกษุ ท.! เพราะเหตุที่ตถาคต ผูอรหันตสัมมาสัมพุทธะเกิดขึ้น
จึงเกิดมีของ นาอัศจรรยไมเคยมี สี่อยางนี้ปรากฏขึ้น. สี่อยางอะไรเลา?
๑. ภิกษุ ท.! ประชาชนทั้งหลาย พอใจในกามคุณ ยินดีในกามคุณ
บันเทิงอยูในกามคุณ, ครั้นตถาคตแสดง ธรรมที่ไมเกี่ยวของกับกามคุณ
ประชาชนเหลานั้นก็ฟง เงี่ยหูฟง ตั้งใจฟง เพื่อใหเขาใจทั่วถึง. ภิกษุ ท.! นี่คือ
ของนาอัศจรรย ไมเคยมี อยางที่หนึ่ง, มีขึ้นมา เพราะการบังเกิดของตถาคต
ผูอรหันตสัมมาสัมพุทธะ.
๒. ภิกษุ ท.! ประชาชนทั้งหลาย พอใจในการถือตัว ยินดีในการ
ถือตัว บันเทิงอยูในการถือตัว, ครั้นตถาคตแสดง ธรรมที่กําจัดการถือตัว
ประชาชนเหลานั้นก็ฟง เงี่ยหูฟง ตั้งใจฟง เพื่อใหเขาใจทั่วถึง . ภิกษุ ท.!
นี่คือของนาอัศจรรย ไมเคยมี อยางที่สอง, มีขึ้นมา เพราะการบังเกิดของ
ตถาคต ผูอรหันตสัมมาสัมพุทธะ.

www.buddhadasa.info

๑. บาลี เอก, อํ. ๒๐/๒๙/๑๔๐. ตรัสแกภิกษุทั้งหลาย.
๒. บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๗๗/๑๒๘. ตรัสแกภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

ขอความใหเกิดความสนใจในพุทธประวัติ

๓. ภิกษุ ท.! ประชาชนทั้งหลาย พอใจในความวุนวายไมสงบ
ยินดีในความวุนวายไมสงบ บันเทิงอยูในความวุนวายไมสงบ,
ครั้นตถาคตแสดง
ธรรมที่เ ปน ไปเพื่อ ความสงบ
ประชาชนเหลา นั้น ก็ฟง เงี่ย หูฟง ตั้ง ใจฟง
เพื่อใหเขาใจทั่วถึง.
ภิกษุ ท.!
นี่คือของนาอัศจรรย ไมเคยมี อยางที่สาม,
มีขึ้นมา เพราะการบังเกิดของตถาคต ผูอรหันตสัมมาสัมพุทธะ.
๔. ภิกษุ ท.! ประชาชนทั้งหลาย ประกอบอยูดวยอวิชชา เปน
คนบอด ถูกความมืดครอบงําเอาแลว,
ครั้นตถาคตแสดง ธรรมที่กําจัดอวิชชา
ประชาชนเหลานั้นก็ฟง เงี่ยหูฟง ตั้งใจฟง
เพื่อใหเขาใจทั่วถึง .
ภิกษุ ท.!
นี่คือของนาอัศจรรย ไมเคยมี อยางที่สี่,
มีขึ้นมา เพราะการบังเกิดของตถาคต
ผูอรหันตสัมมาสัมพุทธะ.

การมีธรรมของพระตถาคตอยูในโลก คือความสุขของโลก๑
ภิกษุ ท.!
เมื่อพระสุคตก็ดี ระเบียบวินัยของพระสุคตก็ดี ยังคงมีอยู
ในโลกเพี ยงใด อั นนั้ นก็ ยั งเป นไปเพื่ อความเกื้ อกู ลแก ชนเป นอั นมาก เพื่ อความสุ ข
ของชนเปนอันมาก เพื่ออนุเคราะหแกโลก,
เพื่อประโยชน เพื่อความเกื้อ กูล
เพื่อความสุข แกเทวดาและมนุษยทั้งหลาย, อยูเพียงนั้น.
ภิกษุ ท.! พระสุคตนั้นคือใครเลา? คือตถาคต บังเกิดขึ้นในโลกนี้
เป นพระอรหั นต ผู ตรั สรู ชอบเอง ถึ งพร อมด วยวิ ชชาและจรณะ เป นผู ไปดี รู แจ งโลก
เปน สารถีฝ ก คนควรฝก ไมม ีใ ครยิ ่ง กวา เปน ครูข องเทวดาและมนุษ ย เปน ผู
เบิกบานแลว จําแนกธรรมออกสอนสัตว. นี้คือ พระสุคต.
ภิกษุ ท.! ระเบียบวินัยของพระสุคตนั้นคืออะไรเลา? คือตถาคตนั้น
แสดงธรรมไพเราะในเบื้องตน ทามกลาง และที่สุด, ประกาศพรหมจรรย

www.buddhadasa.info

๑. บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๙๗/๑๖๐.

๑๐

พุทธประวัติจากพระโอษฐ – ภาคนํา

พรอมทั้งอรรถะ พรอมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณสิ้นเชิง. ธรรมที่ตถาคต
แสดง พรหมจรรยที่ตถาคตประกาศ นี้แล คือ ระเบียบวินัยของพระสุคต.
ภิกษุ ท.! เมื่อพระสุคตก็ดี ระเบียบวินัยของพระสุคตก็ดี ยังคงมีอยู
ในโลกเพียงใด อันนั้น ก็ยังเปนไปเพื่อความเกื้อกูลแกชนเปนอันมาก
เพื่อ
ความสุขของชนเปนอันมาก เพื่ออนุเคราะหแกโลก, เพื่อประโยชน เพื่อความ
เกื้อกูล เพื่อความสุข แกเทวดาและมนุษยทั้งหลาย, อยูเพียงนั้น.

พระตถาคตเกิ ด ขึ้ น เพื่ อ ความสุ ข ของโลก ๑
พราหมณเอย! มีสมณพราหมณพวกหนึ่ง กลางคืนแท ๆ ก็เขาใจ
ไปวากลางวัน๒ กลางวันแท ๆ ก็เขาใจไปวากลางคืน. ขอนี้ เรากลาววา
เปนเพราะสมณพราหมณเหลานั้น เปน ผูอยูดวยความหลง.
พราหมณเอย! สวนเราตถาคต ยอมเขาใจกลางคืนเปนกลางคืน
กลางวันเปนกลางวัน.
พราหมณเอย! เมื่อใครจะเรียกผูใดใหเปนการถูกตองวา เปนสัตวผู
มีค วามไมห ลงอยู เ ปน ปรกติ และเกิด ขึ ้น เพื ่อ ความเกื ้อ กูล แกช นเปน อัน มาก
เพื่อความสุขแกชนเปนอันมาก เพื่ออนุเคราะหโลก, เพื่อประโยชน เพื่อความ
เกื้อกูล เพื่อความสุข ของเทวดาและมนุษยทั้งหลายแลว; เขาเมื่อจะเรียก
ใหถูกตองเชนนั้น พึงเรียกเราตถาคตนี้แล วาเปน สัตวผูมีความไมหลงอยูเปน
ปรกติ เกิดขึ้นเพื่อความเกื้อกูลแกชนเปนอันมาก เพื่อความสุขแกชนเปนอันมาก
เพื่ออนุเคราะหโลก. เพื่อประโยชน เพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุข ของเทวดา
และมนุษยทั้งหลาย.

www.buddhadasa.info

๑. บาลี ภยเภรวสูตร มู.ม. ๑๒/๓๗/๔๖. ตรัสแกชาณุสโสณีพราหมณ ที่เชตวัน.
๒. คําวา กลางคืน กลางวัน ในที่นี้ มิไดมีความหมายตามตัวหนังสือ.

ขอความใหเกิดความสนใจในพุทธประวัติ

๑๑

พระตถาคตเกิ ด ขึ้ น ในโลก
เพื่ อ แสดงแบบแห ง การครองชี วิ ต อั น ประเสริ ฐ แก โ ลก ๑
ภิกษุ ท.! ตถาคตเกิดขึ้นในโลก นี้ เปนพระอรหันต ผูตรัสรูชอบ
ดว ยตนเอง สมบูร ณดวยวิช ชาและจรณะ ดํา เนินไปดี รูแจง โลก เปนสารถี
ฝกคนควรฝกไมมีใครยิ่งกวา เปนครูของเทวดาและมนุษย เปนผูเบิกบานแลว
จําแนกธรรมออกสั่งสอนสัตว.
ภิกษุ ท.! ตถาคตนั้น ไดทําใหแจงซึ่งโลกนี้ กับทั้งเทวดา มาร พรหม
ซึ่งหมูสัตวกับทั้งสมณพราหมณ พรอมทั้งเทวดาและมนุษย ดวยปญญาอันยิ่ง
เองแลว ประกาศใหผูอื่นรูแจงตาม.
ตถาคตนั้ น แสดงธรรมไพเราะในเบื้อ งต น ทา มกลาง และที่ สุ ด
ประกาศพรหมจรรยพรอมทั้งอรรถะ พรอมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณสิ้นเชิง.

www.buddhadasa.info
คฤหบดี หรือลูกคฤหบดี หรือคนที่เกิดในตระกูลอื่นใดในภายหลัง
ย อ มฟ ง ธรรมนั้ น . ครั้ น ฟ ง แล ว ย อ มเกิ ด ศรั ท ธาในตถาคต. กุ ล บุ ต รนั้ น
ผู ประกอบอยูดวยศรัทธา ยอมพิจารณาเห็นวา เพศฆราวาสนี้ เปนทางมา
แหงธุลี; สวน การบรรพชา เปนโอกาสวาง. มันไมเปนไปไดโดยงายที่เรา
ผู อ ยูค รองเรือ นเชน นี้ จะประพฤติพ รรหมจรรยนั้น ใหบ ริสุท ธิ์บ ริบูร ณโ ดย
สวนเดียว เหมือนสังขที่เขาขัดสะอาดดีแลว. ถากระไร เราพึงปลงผมและหนวด
ครองผายอมฝาด ออกจากเรือนไป, บวชเปนผูไมมีเรือนเถิด....

๑. บาลี มู.ม. ๑๒/๔๘๙/๔๕๔. ตรัสแกภิกษุ ท. ที่เชตวัน, และบาลีอื่น ๆ อีกเปนอันมาก.

๑๒

พุทธประวัติจากพระโอษฐ – ภาคนํา

พระตถาคตเกิ ด ขึ้ น แสดงธรรมเพื่ อ ความรํา งั บ , ดั บ , รู . ๑
ภิกษุ ท.! ตถาคต เกิดขึ้นแลว ในโลกนี้ เปนพระอรหันต ผูตรัสรู
ชอบดวยตนเอง สมบูรณดวยวิชชาและจรณะ ดําเนินไปดี รูแจงโลก เปนสารถี
ฝกคนควรฝก ไมมีใครยิ่งกวา เปนครูของเทวดาและมนุษย เปนผูเบิกบานแลว
จําแนกธรรมออกสั่งสอนสัตว.

ธรรมที่ตถาคตแสดง

นั้น เปนธรรมที่เปนไปเพื่อความสงบ รํางับ,
เปนธรรมที่เปนไปเพื่อความดับเย็นสนิท, เปนธรรมที่เปนไปเพื่อความรูครบถวน,
เปนธรรมที่ประกาศไวโดยพระสุคต.

ผู เ ชื่ อ ฟ ง พระตถาคต จะได รั บ ประโยชน สุ ข สิ้ น กาลนาน ๒
ภิกษุ ท.! เราแล เปนผูฉลาดในเรื่องโลกนี้ ฉลาดในเรื่อง โลกอื่น,
เปน ผูฉ ลาดตอ วัฏ ฏะอัน เปนที่อ ยูของมาร ฉลาดตอ วิวัฏ ฏะอัน ไมเปน ที่อ ยู
ของมาร,เปนผูฉลาดตอ วัฏฏะอันเปนที่อยูของมฤตยู ฉลาดตอ วิวัฏฏะ
อันไมเปนที่อยูของมฤตยู. ชนเหลาใดถือวาเรื่องนี้ควรฟงควรเชื่อ ขอนั้น
จักเปนไปเพื่อประโยชนเกื้อกูล เพื่อความสุข แกชนทั้งหลายเหลานั้นสิ้นกาลนาน.

www.buddhadasa.info
(ครั้นพระผูมีพระภาคไดตรัสคํานี้แลว พระสุคตไดตรัสคําอื่นอีกดังนี้วา :-)

ทั้ ง โลกนี้ แ ลโลกอื่ น ตถาคตผู ท ราบดี อ ยู ได ป ระกาศไว
ชั ด แจ ง แล ว . ทั้ ง ที่ ที่ ม ารไปไม ถึ ง และที่ ที่ ม ฤตยู
ไปไมถึง ตถาคตผูรูชัดเขาใจชัด ไดประกาศไวชัดแจง

๑. บาลี อัฏฐก. อํ. ๒๓/๒๒๙/๑๑๙. ตรัสแกภิกษุ ท. ที่ปามะมวงของหมอชีวก ใกลกรุงราชคฤห.
๒. บาลี จูฬโคปาลสูตร มู.ม ๑๒/๔๒๑/๓๙๑. ตรัสแกภิกษุ ท. ที่ฝงแมน้ําคงคาใกลเมืองอุกกเวลา.

ขอความใหเกิดความสนใจในพุทธประวัติ

๑๓

แลว เพราะความรูโ ลกทั้ง ปวง.
ประตูน ครแหง ความ
ไม ต าย ตถาคตเป ด โล ง ไ ว แ ล ว เพื ่ อ สั ต ว ทั ้ ง หลาย
เขาถึงถิ่นอันเกษม.
กระแสแหงมารผูมีบาป ตถาคต
ปด กั ้น เสีย แลว กํ า จัด เสีย แลว ทํ า ใหห มดพิษ สงแลว .
ภิกษุ ท.!
เธอทั้งหลายจงเปนผูมากมูนดวยปราโมทย
ปรารถนาธรรมอันเกษมจากโยคะเถิด.

ทรงขนานนามพระองค เ องว า “พุ ท ธะ” ๑
( ก า ร ส น ท น า ดั บ โ ท ณ พ ร า ห ม ณ , เ ริ่ ม ใ น ที่ นี้ ด ว ย พ ร า ห ม ณ ทู ล ถ า ม )
“ทานผูเจริญของเรา ! ทานเปนเทวดาหรือ ?”

“พราหมณเอย ! เราไมไดเปนเทวดาดอก”.
“ทานผูเจริญของเรา ! ทานเปนคนธรรพหรือ ?”

“พราหมณเอย ! เราไมไดเปนคนธรรพดอก”.
“ทานผูเจริญของเรา ! ทานเปนยักษหรือ ?”

“พราหมณเอย ! เราไมไดเปนยักษดอก”.

www.buddhadasa.info
“ทานผูเจริญของเรา ! ทานเปนมนุษยหรือ ?”

“พราหมณเอย ! เราไมไดเปนมนุษยดอก”.

“ทานผูเจริญของเรา !
ทานเปนอะไรเลา?”

เราถามอยางไร ๆ ทานก็ตอบวามิไดเปนอยางนั้น ,ถาเชนนั้น

“พราหมณเ อย !
อาสวะ เหลาใด ที่จะทําใหเราเปน เทวดา
เพราะยัง ละมัน ไมไ ด,
อาสวะเหลา นั้น เราละไดข าด ถอนขึ้น ทั้ง รากแลว
ทําใหเหมือนตาลยอดดวน ไมใหมี ไมใหเกิดขึ้น อีกตอไปแลว, พราหมณเอย

๑. บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๔๙/๓๖. ตรัสแกโทณพราหมณ ที่โคนไมระหวางทางแหงหนึ่ง.

๑๔

พุทธประวัติจากพระโอษฐ – ภาคนํา

อาสวะเหลา ใดที่จะทํา ใหเ ราเปน คนธรรพ เปน ยัก ษ เปน มนุษ ย เพราะยัง
ละมันไมได,
อาสวะเหลานั้น เราละไดขาด ถอนขึ้นทั้งรากแลว ทําใหเหมือน
ตาลยอดดวน ไมใหมีไมใหเกิดขึ้น อีกตอไปแลว.
พราหมณ ! เปรียบเหมือนดอกบัวเขียว บัวหลวง หรือบัวขาว,
มันเกิดในน้ํ าเจริญในน้ําโผล ขึ้นพนน้ํ าตั้ งอยู น้ําไมเปยกติดมันได ฉั นใดก็ฉั นนั้ น
นะพราหมณ !
เรานี้เกิดในโลก เจริญในโลก ก็จริง แตเราครอบงําโลกเสีย
ไดแลว และอยูในโลก โลกไมฉาบทาแปดเปอน เราได.
พราหมณ ! ทานจงจําเราไววา เปน “พุทธะ” ดังนี้เถิด.

เรื่ อ งย อ ที่ ค วรทราบก อ น ๑
“บัดนี้ เราผู โคตมโคตร เจริญแลวใน สากยตระกูล เคยตั้งความ
เพียรไวไดบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณอันสูงสุด เปนพระสัมมาสัมพุทธเจา ....
นครของเราชื่อ กบิลพัสดุ,
บิดาของเราเปนราชาชื่อ สุทโธทนะ,
มารดาผูใหกําเนิดเราชื่อ มายาเทวี,
เราอยูครองเรือน ๒๙ ป มี ปราสาท
สูง สุด ๓ หลัง ชื ่อ สุจ ัน ทะ โกกนุท ะ และโกญจะ มีห ญิง ประดับ ดีแ ลว
สี่ ห มื่ น นาง, นารีผูเปนชายาชื่อ ยโสธรา, ลูกเราชื่อ ราหุล.
เพราะได เ ห็ น นิ มิ ต ทั้ ง สี่ เราจึ ง ออกด ว ยม า เป น พาหนะ ทํ า ความ
เพียรถึงหกป,
เราไดทําสิ่งที่ใคร ๆ ทําไดโดยยาก.
เราเปน ชินะ (ผูชนะ)
ประกาศ ธรรมจักร ที่ปา อิสิปตนะ เมือง พาราณสี, เปนสัมมาสัมพุทธเจา
ชื่อ โคตมะเปนที่พึ่งของสัตวทั้งหลาย.

www.buddhadasa.info

๑. บาลี พุทธว. ขุ. ๓๓/๕๔๓/๒๖.

ขอความใหเกิดความสนใจในพุทธประวัติ

๑๕

ภิกษุผูเปนอัครสาวกสองรูป ชื่อ โกลิตะ และ อุปติสสะ, อุปฏฐาก
ผูใกลชิดของเราชื่อ อานนท,
ภิกษุณีผูเปนอัครสาวิกาสองรูป ชื่อ เขมา และ
อุบลวัณณา, อุบาสกผูเปนอัครอุปฎฐากสองคน ชื่อ จิตตะ และ หัตถาฬวกะ,
อุบาสิกาผูเปนอัครอุปฎฐายิกาสองคนชื่อ นันทมาตา และ อุตตรา. เราไดบรรลุ
สัมมาสัมโพธิณาณอันสูงสุด ณ ควงแหงไมอัสสัตถะ....”

เรื่ อ งสั้ น ๆ ที่ ค วรทราบก อ น (อี ก หมวดหนึ่ ง )

ภิกษุ ท.! ในภัททกัปปนี้ ในบัดนี้ เราผูเปนอรหันตสัมมาสัมพุทธะ ไดบังเกิด
ขึ้นแลวในโลก.
ภิกษุ ท.! ในบัดนี้ เราผูอรหันตสัมมาสัมพุทธะ เปนกษัตริยโดยชาติ
บังเกิดแลวในขัตติยสกุล.
ภิกษุ ท.!
ในบัดนี้ เราผูอรหันตสัมมาสัมพุทธะ โดยโคตร เปน
โคตมโคตร.
ภิกษุ ท.! ในบัดนี้ ประมาณอายุขัย (แหงสัตวในยุค) ของเรา
สั้น มาก : ผูที่เปนอยูไดนาน ก็เพียงรอยปเปนอยางยิ่ง, ที่เกินรอยปขึ้นไปมี
นอยนัก.
ภิกษุ ท.!
ในบัดนี้ เราผูอรหันตสัมมาสัมพุทธะไดตรัสรู ณ ควงแหง
ไม อัสสัตถะ.๒

www.buddhadasa.info
๑ . บาลี มหาปทานสูตร มหา. ที. ๑๐/๒/๑ ตรัสแกภิกษุ ท. ณ กุฎีใกลไมกุม ในอารามเชตวัน.
เปนขอความที่ตรัสเปรียบเทียบเรื่องราวของพระองคเอง กับ พระพุทธเจาองคอื่นบางองค
๒. คือ ไม Ficus religiosa ซึ่งเรียกกันในบัดนี้ ตามมูลเหตุที่พุทธองคไดตรัสรูใตโคนของมัน วา
“ตนโพธิ์” ในที่นี้ ที่ทรงเรียกวาไมอัสสัตถะนั้น เรียกชื่อพื้นเมืองเดิม. ตนไมจะเปนไมประเภท
ใดก็ตาม หากมีพระพุทธเจาองคใด ใชเปนตนตรัสรูแลว ไมประเภทนั้นพลอยได เกียรตินามใหม
ในพุทธกาลของพระพุทธเจาองคนั้น วา “ไมโพธิ์” ทั้งสิ้น. ในพุทธกาลนี้ ไมอัสสัตถะ
ซึ่ง เปน ไมตระกูลมะเดื่อชนิดหนึ่ง, มีเกียรติไดนามใหมวา “ไมโพธิ์” มาจนบัดนี้.

๑๖

พุทธประวัติจากพระโอษฐ – ภาคนํา

ภิกษุ ท.! ในบัดนี้ สาวกสองรูปมีนามวา สารีบุตร และ โมคคัลลานะ
เปนอัตรสาวกคูเลิศของเรา.
ภิกษุ ท.! ในบัดนี้ สาวกสันนิบาตของเรา มีเพียงครั้งเดียว และ
มี ภิ ก ษุ ถึ ง ๑๒๕๐ รู ป .สั ง ฆสั น นิ บ าตแห ง สาวกของเราในครั้ ง นี้ ผู เ ข า ประชุ ม
ลวนแตเปนพระขีณาสพทั้งสิ้น.
ภิกษุ ท.! ในบัดนี้ ภิกษุผูเปนอุปฎฐากใกลชิดของเรา คือ อานนท
จัดเปนอุปฏฐากอันเลิศ.
ภิกษุ ท.! ในบัดนี้ พระราชานามวา สุทโธทนะ เปนบิดาของเรา,
นครชื่อ กบิล พัส ดุ
พระเทวีน ามวา มายา เปน มารดาผูใ หกํา เนิด แกเ รา,
เปนราชธานี (แหงบิดาของเรา).

จบภาคนํา.

www.buddhadasa.info

ภาค ๑
เริ่มแตการเกิดแหงสากยวงศ
เรื่องกอนประสูติ จนถึงออกผนวช.

www.buddhadasa.info

๑๗

ภาค ๑

มีเรื่อง :- การเกิดแหงวงศสากยะ - - พวกสากยะอยูใตอํานาจ
พระเจาโกศล - - แดนสากยะขึ้นอยูในแควนโกศล - - การอยูในดุสิต
- - การจุติจากดุสิต - - เกิดแสงสวางเนื่องดวยการจุติ - - แผนดิน
ไหวเนื่องดวยจุติ - - การลงสูครรภ - - การอยูในครรภ - - การ
ประสูติ - - เกิดแสงสวางเนื่องดวยการประสูติ - - แผนดินไหว
เนื่องดวยการประสูติ - - ทรงประกอบดวยมหาปุริสลักษณะสาม
สิบสอง - - บุรพกรรมของการไดมหาปุริสลักษณะ - - ประสู ติ
ได เ จ็ ด วั น พระชนนี ทิ ว งคต ทรงได รั บ การบํา เรอในราชสํา นั ก
- - กามสุขกับความหนาย - - หลงกามและหลุดกาม - - ความรูสึก
ที่ถึงกับทําใหออกผนวช - - การออกผนวช - - ออกผนวช เมื่อ
พระชนมายุยี่สิบเกา.

www.buddhadasa.info

๑๘

พุทธประวัติจากพระโอษฐ

ภาค ๑
เริ่ มแตก ารเกิ ด แห ง วงศ ส ากยะ,
เรื่ องก อ นประสู ติ , จนถึง ออกผนวช.
การเกิ ด แห ง วงศ ส ากยะ ๑
อัมพัฏฐะ! เรื่องดึกดําบรรพ, พระเจา อุกการาช ปรารถนาจะยก
ราชสมบัต ิป ระทานแกโ อรสของพระมเหสีที ่โ ปรดปรานตอ งพระทัย จึง ไดท รง
ขับ ราชกุม ารผูมีช นมายุแ กก วา คือ เจา อุก กามุข , กรกัณ ฑุ, หัต ถินีก ะ,
สินีปุระ,
ออกจากราชอาณาจักร ไปตั้งสํานักอยู ณ ปาสากใหญ ใกลสระ
โบกขรณีขางภูเขาหิมพานต.
เธอเหลานั้น กลัวชาติจะระคนกัน จึงสมสูกับ
พี ่น อ งหญิง ของเธอเอง.ตอ มาพระเจา อุก การาชตรัส ถามอํ า มาตยว า “บัด นี้
กุมารเหลานั้นอยูที่ไหน?” กราบทูลวา บัดนี้กุมารเหลานั้นเสด็จอยู ณ ปาสากใหญ
ซึ่ ง อยู ใ กล ส ระโบกขรณี ข า งภู เ ขาหิ ม พานต พ ระกุ ม ารทั้ ง หลายกลั ว ชาติ ร ะคนกั น
จึงสมสูกับภคินีของตนเอง.

www.buddhadasa.info

๑. ความตอนนี้ ตรัสแกอัมพัฏฐะมาณพ ศิษยพราหมณโปกขรสาติ ที่ปาอิจฉานังคละ. บาลี
อัมพัฏฐสูตรที่ ๓ สี. ที.๙/๑๒๐/๑๔๙

๑๙

๒๐

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๑

ขณะนั้ น พระเจ าอุ กกากราชทรงเปล งพระอุ ทานว า “กุ มารผู อาจหาญ
หนอ, กุมารผูอาจหาญอยางยิ่งหนอ”. เพราะเหตุนั้นเปนเดิม จึงเปนพวก
ที่ไดชื่อวา “สากยะ”๑ สืบมา.... .

พวกสากยะอยู ใ ต อํา นาจพระเจ า โกศล ๒
“....วาเสฏฐะ!
พระราชา ปเสนทิโกศล ยอมทราบวา “พระสมณ
โคดมผูยอดเยี่ยม บวชแลวจากสากยตระกูล”. วาเสฏฐะ! ก็แหละพวกสากยะ ท.
เปนผู อยูใกลชิด และอยูในอํานาจของพระราชาปเสนทิโกศล. วาเสฏฐะ! ก็พวก
สากยะ ท. ยอมทําการตอนรับ, ทําการอภิวาท ลุกขึ้นยืนรับทําอัญชลีกรรม
และสามีจิกรรม ในพระราชาปเสนทิโกศล. วาเสฏฐะ ! พวกสากยะกระทําการ
ตอ นรับ เปน ตน แกพ ระราชาปเสนทิโ กศลอยา งไร,
พระราชาปเสนทิโ กศล
ยอมกระทําการตอนรับเปนตนแกตถาคต (เมื่อออกบวชแลว) อยางนั้น”๓

www.buddhadasa.info
๑.ชื่อนี้มีมูลมาจากตนสากก็ได,แหงคําวากลาหาญก็ได,เพราะสักก-กลาหาญ, สักกเราเรียกใน
เสียงภาษาไทยกันวา สากยะ, เรื่องเกิดวงศสากยะมีกลาวไวอยางพิสดารในอรรถกถาของอัมพัฎฐสูตรนี้เอง
เชนเรื่องไมกะเบาเปนตน จะกลาวในโอกาสหลัง.
๒.บาลี อัคคัญญสูตร ปา. ที. ๑๑/๙๑/๕๔. ตรัสแกวาเสฎฐะ.
๓.ความขอนี้เราไมอยากจะเชื่อกันโดยมากวาจะเปนอยางนี้โดยที่เราไมอยากใหตระกูลของพระองค
เปนเมืองขึ้นของใคร แตพระองคเองกลับตรัสตรงไปทีเดียววาเปนเมืองขึ้นของโกศล, ตองนอบนอมตอ
พระเจาปเสนทิ. แตเมื่อพระองคออกบวชเปนพระพุทธเจาแลว. พระเจาปเสนทิโกศลกลับทําตรงกันขาม
คือนอบนอมตอพระองค เชนเดียวกับที่พวกสากยะเคยนอบนอมตอพระเจาปเสนทิ. บาลีตรงนี้ คือ รฺโ
ปเสนทิสฺส โกสลสฺส อนนฺตรา อนุยนฺตา. คําวา อนุยนฺตา อรรถกถาแกดังนี้ อนุยนฺตาติ วสวตฺติโน.
(สุมัง. ๑,๖๒), แปลวาอยูในอํานาจ.

การเกิดแหงวงศสากยะ – ออกผนวช

๒๑

แดนสากยะขึ้ น อยู ใ นแคว น โกศล ๑
ตรั ส ตอบแก พ ระเจ า พิ ม พิ ส ารว า :-

“ราชะ! ชนบทตรงขางภูเขาหิมพานต สมบูรณดวยความเพียรเครื่อง
หาทรัพย เปนเมืองขึ้น๒
แหงโกศล มีพวกชื่อ อาทิตยโดยโคตร ชื่อ สากยะ
โดยชาติ. อาตมาภาพออกบวชจากตระกูล นั้น จะปรารถนากามก็หามิได...ฯ…”

การอยู ใ นหมู เ ทพชั้ น ดุ สิ ต ๓
ขาแตพระองคผูเจริญ !
ขอนี้ ขาพระองคไดฟงมาเฉพาะพระพักตร
พระผูมีพระภาคเจาไดจํามาแตที่เฉพาะพระพักตรพระผูมีพระภาคเจาวา “ดูกอน
อานนท !
โพธิสัต ว มีส ติ รูตัว ทั่ว พรอ ม บัง เกิด ขึ้น ในหมู เทพชั้น ดุสิต ”
ดั ง นี้ , ข า แต พ ระองค ผู เ จริ ญ ! ข อ ที่ พ ระโพธิ สั ต ว มี ส ติ รู ตั ว ทั่ ว พร อ ม

www.buddhadasa.info
๑. บาลี ปพพชาสูตร มหาวัคค สุ.ขุ. ๒๕/๔๐๗/๓๕๔.
๒. ศัพทนี้วา นิเกติโน, พระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เคยทรงแปลไวในพุทธประวัติ
เลม ๑ วา “เปนถีน”, ในอรรถกถาแกศัพทนี้ไว สอความวาเปนเมืองขึ้นนั้นเอง.
คําวาถิ่นก็คือ
เมืองขึ้นเหมือน
๓. บาลี อัจฉริยอัพภูตธัมมสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๒๔๗/๓๖๐-๑-๒, เปนคําที่พระอานนทเลาแกภิกษุ
ทั้งหลาย ตอพระพักตรพระผูมีพระภาคถึงเรื่องที่เคยไดฟงมาจากพระผูมีพระภาคเอง, นับวาเปน
ขอความจากพระโอษฐ เฉพาะตอนที่อยูในอัญญประกาศ.
บาลีอัจฉริยอัพ ภูตธั มมสูตรอัน วา ดวยเรื่อ งอยูใ นดุสิต เรื่ อ งจุติ เรื่ อ งประสู ติ เหลา นี้ ลว นแต
เปนปาฎิหาริย, จะเปนเรื่องที่ควรถือเอาตามนั้นตรงตามตัวอักษรไปทั้งหมด หรือวาเปนเรื่องที่ทาน
แฝงไวในปุคคลาธิษฐานจะตองถอดใหเปนธรรมาธิษฐานเสียกอนแลวจึงถือเอาเปนเรื่องที่ตองวินิจฉัย
กันอีกตอหนึ่ง, ขาพเจาผูรวบรวมสังเกตเห็นความแปลกประหลาดของเรื่องเหลานี้ ตอนที่ไมตรัสเลา
เสียเอง ยกใหเปนหนาที่ของพระอานนท เปนผูเลายืนยันอีกตอหนึ่ง ขอใหวินิจฉัยกันดูเถิด. ที่นํามา
รวมไวในที่นี้ดวย ก็เพราะมีอยูในบาลี เปนพุทธภาษิตเหมือนกัน แมจะโดยออม โดยผานทางปาก
ของพระอานนทอีกตอหนึ่ง ซึ่งลักษณะ เชนนี้มีแตเรื่องตอนนี้เทานั้น.

๒๒

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๑

บัง เกิด ขึ ้น ในหมู เ ทพชั ้น ดุส ิต นี ้ ขา พระองคย อ มถือ ไวว า เปน ของนา อัศ จรรย
ไมเคยมี เกี่ยวกับพระผูมีพระภาค.
ขาแตพระองคผูเจริญ !
ขอนี้ ขาพระองคไดฟงมาเฉพาะพระพักตร
พระผูมีพระภาคเจา ไดจํามาแตที่เฉพาะพระพักตรพระผูมีพระภาคเจาวา “ดูกอน
อานนท ! โพธิสัตวมีสติ รูตัวทั่วพรอม ดํารงอยูในหมูเทพชั้นดุสิต” ดังนี้.
ขาแตพระองคผูเจริญ ! ขอที่พระโพธิสัตว มีสติ รูตัวทั่วพรอม ดํารงอยูในหมู
เทพชั้นดุสิต นี้ ขาพระองคยอมถือไววา เปนของนาอัศจรรย ไมเคยมี เกี่ยวกับ
พระผูมีพระภาค.
ขาแตพระองคผูเจริญ !
ขอนี้ ขาพระองคไดฟงมาเฉพาะพระพักตร
พระผูมีพระภาคเจาไดจํามาแตที่เฉพาะพระพักตรพระผูมีพระภาคเจาวา “ดูกอน
อานนท!
โพธิสัตวมีสติ รูตัวทั่วพรอม ดํารงอยูในหมูเทพชั้นดุสิต จนกระทั่ง
ตลอดกาลแหงอายุ” ดังนี้.ขาแตพระองคผูเจริญ! ขอที่พระโพธิสัตว มีสติ
รู ต ัว ทั ่ว พรอ ม ดํ า รงอยู ใ นหมู เ ทพ ชั ้น ดุส ิต จนกระทั ่ง ตลอดกาลแหง อายุนี้
ขาพระองคยอมถือไววา เปนของนาอัศจรรย ไม เคยมีเกี่ยวกับพระผูมีพระภาค.

www.buddhadasa.info
การจุ ติ จ ากดุ สิ ต ลงสู ค รรภ ๑

ขาแตพระองคผูเจริญ!
ขอนี้ ขาพระองคไดฟงมาเฉพาะพระพัก ตร
พระผูมีพระภาคเจา ไดจํามากแตที่เฉพาะพระพักตรพระผูมีพระภาคเจาวา “ดูกอน
อานนท!
โพธิสัตว มีสติ รูตัวทั่วพรอม จุติจากหมูเทพชั้นดุสิต กาวลงสูครรภ
แหงมารดา” ดังนี้. ขาแตพระองคผูเจริญ! แมขอนี้ ขาพระองคยอมถือไววา
เปนของนาอัศจรรย ไมเคยมี เกี่ยวกับพระผูมีพระภาค.

๑.

บาลี อัจฉริยอัพภูตธัมมสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๒๔๘/๓๖๓.

การเกิดแหงวงศสากยะ – ออกผนวช

๒๓

เกิ ด แสงสว า งเนื่ อ งด ว ย การจุ ติ จ ากดุ สิ ต ๑
ขาแตพระองคผูเจริญ ! ขอนี้ ขาพระองคไดฟงมาเฉพาะพระพักตร
พระผูมีพระภาคเจา ไดจํามาแตที่เฉพาะพระพักตรพระผูมีพระภาคเจาวา “ดูกอน
อานนท!
โพธิสัตว มีสติ รูตัวทั่วพรอม จุติจากหมูเทพชั้นดุสิตแลว กาวลงสู
ครรภแหงมารดา ในขณะนั้น แสงสวางอันโอฬารจนหาประมาณมิได ยิ่งใหญ
กวาอานุภาพของเทวดาทั้งหลายจะบันดาลได,
ไดปรากฏขึ้นในโลกพรอมทั้ง
เทวโลก มารโลก.พรหมโลก ในหมู สั ตว พร อมทั้ งสมณพราหมณ พร อมทั้ งเทวดา
แลมนุษย ถึงแมใน โลกันตริกนรก อันโลงโถงไมมีอะไรปดกั้น แตมืดมน หาการ
เกิด แหง จัก ขุว ิญ ญาณมิไ ด อัน แสงสวา งแหง พระจัน ทรแ ละพระอาทิต ย อัน มี
ฤทธิ อ านุ ภ าพอย า งนี้ ส อ งไปไม ถึ ง นั้ น แม ใ นที่ นั้ น แสงสว า งอั น โอฬารจนหา
ประมาณมิได ยิ่งใหญกวาอานุภาพของเทวดาทั้งหลายจะบันดาลได ก็ไดปรากฏ
ขึ้น เหมื อ นกั น สั ต ว ที่ เ กิด อยู ณ ที่ นั้ น รูจั ก กั น ได ด ว ยแสงสวา งนั้ น พากั น ร อ งว า
’ท านผู เจริ ญทั้ ง หลายเอ ย ผู อื่ นอั นเกิ ดอยู ในที่ นี้ นอกจากเรา ก็ มี อ ยู เหมื อนกั น ’
ดังนี้ และหมื่นโลกธาตุนี้ ก็หวั่นไหว สั่นสะเทือนสะทาน. แสงสวางอันโอฬาร
จนหาประมาณมิ ได ได ปรากฏขึ้ นในโลก เกิน กวาอานุ ภ าพของเทวดาทั้ ง หลาย
จะบันดาลได”. ดังนี้. ขาแตพระองคผูเจริญ! แมขอนี้ ขาพระองคยอมถือไววา
เปนของนาอัศจรรยไมเคยมี เกี่ยวกับพระผูมีพระภาค.

www.buddhadasa.info
(ขอความเชนนี้ ที่อยูในรูปพุทธภาษิตลวน ๆ ก็มี คือ บาลีสัตตมสู ตร ภยวั คค จตุกฺก.
อํ.
๒๑/๑๗๖/๑๒๗, เปนอัศจรรยครั้งที่ ๑ (จุติ), ครั้งที่ ๒ (ประสูติ), ครั้งที่ ๓ (ตรัสรู), ฯลฯ
ไปตามลําดับ, สังเกตดูไดที่ตอนตรัสรูเปนตนไป, ในที่นี้ไมนํามาใสไว เพราะใจความซ้ํากัน
ทุกตัวอักษร)

๑. บาลี อัจฉริยอัพภูตธัมมสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๒๔๘/๓๖๔, และ จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๗๖/๑๒๗.

๒๔

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๑

แผ น ดิ น ไหว เนื่ อ งด ว ยการจุ ติ ๑
ดูกอนอานนท!
หลวง มีอยูแปดประการ.

เหตุปจจัยที่ทําใหปรากฏการไหวแหงแผนดินอันใหญ

ดูกอนอานนท !
เมื่อใดโพธิสัตว จุติจากหมูเทพชั้นดุสิต มีส ติ
สัมปชัญญะ กาวลงสูครรภแหงมารดา ,
เมื่อนั้น แผนดินยอมหวั่นไหว ยอม
สั่นสะเทือน ยอมสั่นสะทาน. อานนท ! นี้เปนเหตุปจจัยคํารบสามแหงการ
ปรากฏการไหวของแผนดินอันใหญหลวง.

การลงสู ค รรภ ๒
ขาแตพระองคผูเจริญ ! ขอนี้ ขาพระองคไดฟงมาเฉพาะพระพักตร
พระผูมีพระภาคเจาไดจํามาแตที่เฉพาะพระพักตรพระผูมีพระภาคเจาวา
“ดูกอน
อานนท!
ในกาลใด โพธิสัตวกําลังกาวลงสูครรภแหงมารดา ในกาลนั้นเทพบุตร
ทั ้ง หลาย ยอ มทํ า การอารัก ขาในทิศ ทั ้ง สี ่ แกโ พธิส ัต ว โดยประสงคว า มนุษ ย
หรื อ อมนุ ษ ย หรื อ ใครๆ ก็ ต าม อย า ได เ บี ย ดเบี ย นโพธิ สั ต ว หรื อ มารดาแห ง
โพธิสัตวเลย” ดังนี้.ขาแตพระองคผูเจริญ! แมขอนี้ ขาพระองคยอมถือไววา
เปนของนาอัศจรรย ไมเคยมีเกี่ยวกับพระผูมีพระภาค.

www.buddhadasa.info
การอยู ใ นครรภ ๓
ขาแตพระองคผูเจริญ! ขอนี้ ขาพระองคไดฟงมาเฉพาะพระพักตร

๑. บาลี อัฏฐก. อํ. ๒๓/๓๒๒,๓๒๓/๑๖๗. ตรัสแกพระอานนท ที่ปาวาลเจดีย เมืองเวสาลี.
๒. บาลี อัจฉริยอัพภูตธัมมสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๒๔๙/๓๖๕.
๓. บาลี อัจฉริยอัพภูตธัมมสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๒๔๙/๓๖๖-๗-๘-๙, ๓๗๑.

การเกิดแหงวงศสากยะ – ออกผนวช

๒๕

พระผู ม ีพ ระภาคเจา ไดจํ า มาแตที ่เ ฉพาะพระพัก ตรพ ระผู ม ีพ ระภาคเจา วา
“ดูกอ นอานนท!
ในกาลใด โพธิสัต วกา วลงสูค รรภแ หง มารดา ในกาล
นั ้น มารดาแห ง โพธิ สั ต ว ย อ มเป น ผู มี ศี ล อยู โ ดยปกติ เป น ผู เ ว น จาก
ปาณาติบาตเวนจากอทินนาทาน เวนจากกาเมสุมิจฉาจาร เวนจากมุสาวาท
เวนจากสุราและเมรัยอันเปนที่ตั้งของความประมาท” ดังนี้.
ฯลฯ “ดูกอนอานนท! ในกาลใด โพธิสัตวกาวลงสูครรภแหงมารดา
ในกาลนั้ น มารดาแหง โพธิสั ตว ยอ มไม มีความคิ ดอั นเจือ ด วยกามคุ ณ ในบุ รุ ษ
ทั้งหลาย,
อนึ่ง มารดาแหงโพธิสัตว ยอมเปนผูที่บุรุษใดๆ ไมคิดจะลวงเกิน
ดวยจิตอันกําหนัด” ดังนี้.
ฯลฯ “ดูกอนอานนท! ในกาลใด โพธิสัตวกาวลงสูครรภแหงมารดา
มารดาแหง
ในกาลนั้น มารดาแหงโพธิสัตว เปนผูมีลาภ ดวยกามคุณทั้งหา,๑
โพธิ สั ต ว นั้ น อิ่ ม เอิ บ ด ว ยกามคุ ณ ทั้ ง ห า เพี ย บพร อ มด ว ยกามคุ ณ ทั้ ง ห า ให เ ขา
ประคบประหงมอยู” ดังนี้.
ฯลฯ “ดูกอนอานนท! ในกาลใด โพธิสัตวกาวลงสูครรภแหงมารดา
ในกาลนั้น มารดาแหงโพธิสัตว ยอมไมมีอาพาธไร ๆ มีความสุข ไมออนเพลีย,
อนึ่ง มารดาแหงโพธิสัตว ยอม แลเห็นโพธิสัตว ผูอยูในครรภมารดา มีอวัยวะ
น อ ยใหญ ส มบู ร ณ มี อิ น ทรี ย ไ ม ท ราม.
เหมื อ นอย า งว า แก ว ไพฑู ร ย
อัน งดงามโชติช ว งสดใสเจีย ระไนดีแ ลว มีด า ยรอ ยอยู ใ นแกว นั ้น สีเ ขีย ว
เหลือ งแกมเขีย วแดง ขาว หรือ เหลือ ง ก็ต าม บุร ุษ ที ่ต ายัง ดี เอาแกว นั ้น วาง
บนฝ า มื อ แล ว ย อ มมองเห็ น ชั ด เจนว า นี้ แ ก ว ไพฑู ร ย อั น งดงามโชติ ช ว งสดใส
เจียระไนดีแลว,
นี้ดาย ซึ่งรอยอยูในแกวนั้น จะเปนสีเขียว เหลืองแกมเขียว
แดง ขาวหรือเหลืองก็ตาม, ฉันใดก็ฉันนั้น ที่มารดาแหงโพธิสัตว เปนผู

www.buddhadasa.info

๑. กามคุณหา ในที่นี้ หมายเพียงเครื่องบํารุงตามธรรมดา มิไดหมายถึงที่เกี่ยวกับกามารมณโดยตรง
เพราะมีปฏิเสธอยูในขอตนจากนี้อยูแลว.

๒๖

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๑

ไม มี อาพาธมี ความสบายไม อ อนเพลี ย แลเห็ นโพธิ สั ตว ผู นั่ งอยู ในครรภ มี อ วั ยวะ
นอยใหญสมบูรณ มีอินทรียไมทราม” ดังนี้.
ฯลฯ “ดูกอนอานนท!
หญิงอื่น ๆ อุมครรภไวเกาเดือนบาง สิบเดือน
บาง จึงจะคลอด, สวนมารดาแหงโพธิสัตว ไมเปนเชนนั้น, ยอมอุมครรภ
ไวสิบเดือนเต็ม ทีเดียว แลวจึงคลอด” ดังนี้.
ขาแตพระองคผูเจริญ!
แมขอนี้ ๆ ขาพระองคยอมถือไววา เปนของ
นาอัศจรรย ไมเคยมี, เกี่ยวกับพระผูมีพระภาค.

การประสู ติ ๑
ขาแตพระองคผูเจริญ !
ขอนี้ ขาพระองคไดฟงมาเฉพาะพระพัก ตร
พระผู มี พ ระภาคเจ า ได จํ า เอามาแต ที่ เ ฉพาะพระพั ก ตร พ ระผู มี พ ระภาคเจ า ว า
“ดูกอนอานนท! หญิงอื่น ๆ ยอมนั่งคลอดบาง นอนคลอดบาง. สวนมารดา
แหง โพธิสัต ว หาเปน อยา งนั้น ไม,
มารดาแหง โพธิสัต ว ยอ ม ยืน คลอด
โพธิสัตว” ดังนี้.
ฯลฯ “ดูกอ นอานนท!
ในกาลใด โพธิสัต วอ อกมาจากทอ งแห ง
มารดา ในกาลนั้ น เทวดาย อ มเข า รั บ ก อ นส ว นมนุ ษ ย ทั้ ง หลาย ย อ มเข า รั บ ต อ
ภายหลัง” ดังนี้.
ฯลฯ “ดูกอนอานนท!
ในกาลใด โพธิสัตวออกมาจากทองแห ง
มารดายั ง ไม ทั น ถึ ง แผ น ดิ น เทพบุ ต รทั้ ง สี่ ย อ ม รั บ เอามาวางตรงหน า แห ง มารดา
ทูลวาแมเจาจงพอพระทัยเถิด บุตรอันมีศักดาใหญของแมเจา เกิดแลว”
ดังนี้.
ฯลฯ “ดู ก อ นอานนท !
ในกาลใด โพธิ สั ต ว อ อกมาจากท อ งแห ง มารดา
ในกาลนั้นเปนผูสะอาดหมดจด ไมเปอนดวยเมือก ไมเปอนดวยเสมหะ ไมเปอน

www.buddhadasa.info

๑. บาลี อัจฉริยอัพภูตธัมมสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๒๕๑/๓๗๒-๓-๔-๕-๖-๗.

การเกิดแหงวงศสากยะ – ออกผนวช

๒๗

ด ว ยเลื อ ด ไม เ ป อ นด ว ยหนอง ไม เ ป อ นด ว ยของไม ส ะอาดอย า งใด ๆ เป น ผู
บริสุทธิ์สะอาดหมดจดมาทีเดียว.เหมือนอยางวา แกวมณีที่วางอยูบนผาเนื้อเกลี้ยง
อันมาแตแควนกาสี, แกวก็ไมเปอนผา ผาก็ไมเปอนแกว, เพราะเหตุใด,
เพราะเหตุวามันเปนของสะอาดหมดจดทั้งสองอยาง; ฉันใดก็ฉันนั้น ที่โพธิสัตว
ออกมาจากทองแหงมารดา เปนผูสะอาดหมดจด ไมเปอนดวยเมือก ไมเปอน
ดวยเสมหะ ไมเปอนดวยเลือด ไมเปอนดวยหนอง ไมเปอนดวยของไมสะอาด
อยางใด ๆ เปนผูบริสุทธิ์สะอาดหมดจดมาทีเดียว” ดังนี้.
ฯลฯ “ดูกอนอานนท! ในกาลใด โพธิสัตวออกมาจากทองแหงมารดา
ในกาลนั้น ทอธารแหงน้ําสองทอ ปรากฏจากอากาศ เย็นทอหนึ่งรอนทอหนึ่ง,
อันเขาใชในกิจอันเนื่องดวยน้ํา แกโพธิสัตว และแกมารดา”. ดังนี้.
ฯลฯ “ดูกอนอานนท!
โพธิสัตวผูคลอดแลวเชนนี้ เหยียบพื้น ดิน
ดวยฝาเทาอันสม่ําเสมอ มีพระพักตรทางทิศเหนือ กาวไป ๗ กาว, มีฉัตร
สีขาวกั้นอยู ณ เบื้องบน, ยอมเหลียวดูทิศทั้งหลาย และกลาว อาสภิวาจา๑ วา
“เราเปนผูเลิศแหงโลก, เราเปนผูเจริญที่สุดแหงโลก, เราเปนผูประเสริฐสุด
แหงโลก. ชาตินี้ เปนชาติสุดทาย. บัดนี้ ภพใหมยอมไมมี”. ดังนี้.

www.buddhadasa.info

๑. อาสภิวาจา คือวาจาอันประกาศความสูงสุด
ภาษาบาลีมีวา อตฺโคหมสฺมิ โลกสฺส เชฏโหมสฺมิ โลกสฺส เสฏโหมสฺมิ โลกสฺส. อยมนฺติมาชาติ.
นตฺถิทานิ ปุนพภฺโว. อคฺโค หมายถึงเปนยอดคน. เชฏโ หมายถึงพี่ใหญ กวาเขาทั้งหมด.
เสฏโ หมายถึงสูงดวยคุณธรรม กวาเขาทั้งหมด. คําทั้งสามนี้นาคิดดู.

๒๘

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๑

เกิ ด แสงสว า ง เนื่ อ งด ว ยการประสู ติ ๑
ฯลฯ “ดูกอนอานนท !
ในกาลใด โพธิสัตวคลอดจากทองแหงมารดา
ในกาลนั้ น แสงสว า งอั น โอฬาร จนหาประมาณมิ ไ ด ยิ่ ง ใหญ ก ว า อานุ ภ าพของ
เทวดาทั้ ง หลายจะบั น ดาลได ได ป รากฏขึ้ น ในโลก พร อ มทั้ ง เทวโลก มารโลก
พรหมโลกในหมูสัตว พรอมทั้งสมณพราหมณ พรอมทั้งเทวดาและมนุษย.
ถึงแม
ในโลกั นตริ กนรก อั นโล งโถงไม มี อะไรป ดกั้ น แต มื ดมนหาการเกิ ดแห งจั กขุ วิ ญญาณ
มิไ ด อัน แสงสวา งแหง พระจัน ทร แลพระอาทิต ย อัน มีฤ ทธิ ์อ านุภ าพอยา งนี้
สองไปไมถึงนั้น แมในที่นั้น แสงสวางอันโอฬาร จนหาประมาณมิได ยิ่งใหญกว า
อานุภาพของเทวดาทั้งหลายจะบันดาลได ก็ไดปรากฏขึ้นเหมือนกัน.
สัตวที่เกิดอยู
ในที ่นั ้น รู จ ัก กัน ไดด ว ยแสงสวา งนั ้น พากัน รอ งวา “ทา นผู เ จริญ ทั ้ง หลายเอย
ผูอื่นอันเกิดอยูในที่นี้นอกจากเราก็มีอยูเหมือนกัน” ดังนี้. และหมื่นโลกธาตุนี้
ก็หวั่นไหวสั่นสะเทือนสะทาน.
แสงสวางอันโอฬารจนหาประมาณมิได ไดปรากฏ
ขึ้นในโลก เกินกวาอานุภาพของเทวดาทั้งหลายจะบันดาลได” ดังนี้.
ขาแตพระองคผูเจริญ ! แมขอนี้ ๆ ขาพระองคยอมถือไววา
เปน
ของนาอัศจรรย ไมเคยมี, เกี่ยวกับพระผูมีพระภาค.

www.buddhadasa.info
แผ น ดิ น ไหว เนื่ อ งด ว ยการประสู ติ ๒

ดูกอนอานนท !
หลวง มีอยูแปดประการ.

เหตุปจจัยที่ทําใหปรากฏการไหวแหงแผนดินอันใหญ

๑. บาลี อัจฉริยอัพภูตธัมมสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๒๕๓/๓๗๘, และ จตุกฺก. อํ.๒๑/๑๗๖/๑๒๗.
๒. บาลี อัฏฐก. อํ. ๒๓/๓๒๒, ๓๒๓/๑๖๗. ตรัสแกพระอานนท ที่ปาวาลเจดีย เมืองเวสาลี.

การเกิดแหงวงศสากยะ – ออกผนวช

๒๙

ดูกอนอานนท ! เมื่อใด โพธิสัตว มีสติสัมปชัญญะ ออกจากทอง
แห ง มารดา; เมื่อนั้น แผนดินยอมหวั่นไหว ยอมสั่นสะเทือน ยอมสั่นสะทาน.
อานนท !
นี้เปนเหตุปจจัยคํารบสี่ แหงการปรากฏการไหวแหงแผนดินอัน
ใหญหลวง.

ประกอบดวยมหาปุริ สลั กขณะ ๓๒ ๑
“....ภิกษุ ท. ! มหาบุรุษ (คือพระองคเองกอนผนวช) ผูประกอบดวย
มหาปุริสลักขณะ ๓๒ ประการ ยอมมีคติเปนสอง หาเปนอยางอื่นไม คือ:ถาเปนฆราวาส ยอมเปนจักรพรรดิผูประกอบดวยธรรม เปนพระราชา
โดยธรรม มีแวนแควนจดมหาสมุทรทั้งสี่เปนที่สุด มีชนบทอันบริบูรณ ประกอบ
ดวยแกว ๗ ประการ. แกว ๗ ประการ ยอมเกิดแกมหาบุรุษนั้นคือ จักรแกว
ชางแกว มาแกว แกวมณี นางแกว คหบดีแกว และปริณายกแกว เปนที่ ๗.
มีบุตรผูกลาหาญ มีแววแหงคนกลาอันใคร ๆ จะย่ํายีมิได ตามเสด็จกวา ๑๐๐๐. หนึ่ง
มหาบุรุษนั้นชนะแลวครอบครองแผนดินมีสาครเปนที่สุดโดยรอบ, ไมมีหลักตอ
เสี้ยนหนาม มั่งคั่ง เบิกบาน เกษม รมเย็น ปราศจากเสนียดคือโจร, ทรง
ครอบครองโดยธรรมอันสม่ําเสมอ มิใชโดยอาญาและศาสตรา.

www.buddhadasa.info
ถา ออกบวชจากเรื่อน เปนผูไมมีประโยชนเกือกูลดวยเรือน ยอมเปน
พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจา มีกิเลสเครื่องปกปดอันเปดแลว ในโลก.
ภิกษุ ท.! มหาปุริสลักขณะ ๓๒ ประการนั้น เหลาไหนเลา? คือ:๑. มหาบุรุษ มีพื้นเทาสม่ําเสมอ.
๒. มหาบุรุษ ที่ฝาเทามีจักรเกิดแลว, มีซี่ตั้งพัน พรอมทั้งกงและดุม.

๑. บาลี ลักขณสูตร ปา. ที. ๑๑/๑๕๗/๑๓๐. ตรัสแกภิกษุ ที่เชตวัน.

๓๐

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๑
๓. มหาบุรุษ มีสนเทายาว.
๔. มหาบุรุษ มีขอนิ้วยาว.
๕. มหาบุรุษ มีฝามือฝาเทาออนละมุน.
๖. มหาบุรุษ มีลายฝามือฝาเทาดุจตาขาย.
๗. มหาบุรุษ มีขอเทาอยูสูง.
๘. มหาบุรุษ มีแขงดุจแขงเนื้อทราย.
๙. มหาบุรุษ ยืนไมยอตัวลง แตะเขาไดดวยมือทั้งสอง.
๑๐. มหาบุรุษ มีองคชาตตั้งอยูในฝก.
๑๑. มหาบุรุษ มีสีกายดุจทอง คือมีผิวหนังดุจทอง.
๑๒. มหาบุรุษ มีผิวหนังละเอียด ละอองจับไมได.
๑๓. มหาบุรุษ มีขนขุมละเสน เสนหนึ่ง ๆ อยูขุมหนึ่ง ๆ.
๑๔. มหาบุรุษ มีปลายขนชอนขึ้น สีดุจดอกอัญชัน ขึ้นเวียนขวา
๑๕. มหาบุรุษ มีกายตรงดุจกายพรหม.
๑๖. มหาบุรุษ มีเนื้อนูนหนาในที่ ๗ แหง (คือหลังมือหลังเทาบาคอ).
๑๗. มหาบุรุษ มีกายขางหนา ดุจราชสีห.
๑๘. มหาบุรุษ มีหลังเต็ม (ไมมีรองหลัง).
๑๙. มหาบุรุษ มีทรวดทรงดุจตนไทย กายกับวาเทากัน.
๒๐. มหาบุรุษ มีคอ กลมเกลี้ยง.
๒๑. มหาบุรุษ มีประสาทรับรสอันเลิศ.
๒๒. มหาบุรุษ มีคางดุจคางราชสีห.
๒๓. มหาบุรุษ มีฟน ๔๐ ซี่บริบูรณ.
๒๔. มหาบุรุษ มีฟนเรียบเสมอ.
๒๕. มหาบุรุษ มีฟนสนิท (ชิด).
๒๖. มหาบุรุษ มีเขี้ยวสีขาวงาม.
๒๗. มหาบุรุษ มีลิ้น (ใหญและยาว) เพียงพอ.

www.buddhadasa.info

การเกิดแหงวงศสากยะ – ออกผนวช
๒๘.
๒๙.
๓๐.
๓๑.
๓๒.

มหาบุรุษ
มหาบุรุษ
มหาบุรุษ
มหาบุรุษ
มหาบุรุษ

๓๑

มีเสียงดุจเสียงพรหม พูดเหมือน นกการวิก.
มีตาเขียวสนิท (สีนิล).
มีตาดุจตาวัว.
มีอุณาโลมหวางคิ้ว ขาวออนเหมือนสําลี.
มีศีรษะรับกับกรองหนา.

ภิกษุ ท. ! นี้เปนมหาปุริสลักขณะ ๓๒ ประการ ของมหาบุรุษ.

บุ ร พกรรมของการได ม หาปุ ริ ส ลั ก ขณะ ๑
.....“ภิกษุ ท.!
พวกฤาษีภายนอก จํามนตมหาปุริสลักขณะไดก็จริง
แตหารูไมวา การที่มหาบุรุณไดลักขณะอันนี้ ๆ เพราะทํากรรมเชนนี้ ๆ :
ก.
ภิกษุ ท.!
เมื่อตถาคตเกิดเปนมนุษยในชาติกอน ในภพที่อยู
อาศัยกอน ไดเปนผูบากบั่นในกุศล ถือมั่นในการสุจริต วจีสุจริต
มโนสุจริต,
ในการบริ จ าคทาน การสมาทานศี ล การรั ก ษาอุ โ บสถการปฏิ บั ติ ม ารดา บิ ด า
การปฏิ บั ติ สมณพราหมณ การอ อนน อมต อผู เจริ ญในตระกู ล และในอธิ กุ ศลธรรม
อื่น. เพราะไดกระทํา ไดสรางสม ไดพอกพูน ไดมั่วสุมกรรมนั้น ๆ ไว, ภายหลัง
แตการตาย เพราะกายแตก ยอมเขาถึงสุคติโลกสวรรค.
ตถาคตนั้นถือเอาใน
เทพเหล า อื่ น โดย ฐานะ ๑๐ คื อ อายุ ทิ พ ย วรรณะทิ พ ย สุ ข ทิ พ ย ยศทิ พ ย
อธิบดีทิพย รูปทิพย เสียงทิพย กลิ่นทิพย รสทิพย สัมผัสทิพย; ครั้นจุติจากภพนั้น
มาสู ความเป นมนุ ษย อย างนี้ จึ งได มหาปุ ริ สลั กขณะข อนี้ คื อ มี ฝ าเท าเสมอ จดลง
ก็เสมอ ยกขึ้นก็เสมอฝาเทาถูกตองพื้นพรอมกัน...ลักขณะที่๑, ยอมเปน

www.buddhadasa.info

๑. บาลี ลักขณสูตร ปา. ที. ๑๑/๑๕๙-๑๙๓/๑๓๐,๑๗๑.

๓๒

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๑

ผู ไ ม ห วาดหวั่ น ต อ ข า ศึ ก ทั้ ง ภายในและภายนอก คื อ ราคะ โทสะ โมหะ ก็ ต าม
สมณะ พราหมณ เทวดามาร พรหม หรือใคร ๆ ก็ตาม ในโลก ที่เปนศัตรู.
ข. ภิกษุ ท.! เมื่อตถาคตเกิดเปนมนุษยในชาติกอน....๑ ไดเปนผูนํา
สุข มาให แ ก ม หาชนเป น ผู บ รรเทาภั ย คื อ ความสะดุ ง หวาดเสี ย ว จั ด การคุ ม ครอง
รั ก ษาโดยธรรม ได ถ วายทานมี เ ครื ่ อ งบริ ว าร.เพราะได ก ระทํ า ....กรรม
นั ้น ๆ ไว..ครั ้น มาสู ค วามเปน มนุษ ยอ ยา งนี ้ จึง ไดม หาปุร ิส ลัก ขณะขอ นี ้ค ือ
ภายใตฝ า เทา มีจ ัก รทั ้ง หลายเกิด ขึ ้น มีซี ่ตั ้ง พัน พรอ มดว ยกงและดุม บริบ ูร ณ
ดวยอาการทั้งปวง มีระยะอันจัดไวดวยดี....(ลักขณะที่ ๒), ยอมเปนผูมีบริวาร
มาก, ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกอุบาสิกา เทวดามนุษย อสูร นาค คนธรรพ
ยอมเปน บริวารของตถาคต.
ค. ภิกษุ ท.! เมื่อตถาคตเกิดเปนมนุษยในชาติกอน..ไดเปนผูเวน
จากปาณาติบาต วางแลวซึ่งศาสตราและอาชญา มีความละอาย เอ็นดู กรุณา
เกื้อ กูลแกสัตวมีชีวิตทั้งปวง.
เพราะ...กรรมนั้น ๆ ครั้นมาสูความเปนมนุษ ย
อย า งนี้ จึ ง ได ม หาปุ ริ ส ลั ก ขณะทั้ ง ๓ ข อ นี้ คื อ มี ส น ยาว มี ข อ นิ้ ว ยาว มี ก าย
ตรงดุจกายพรหม.... ลักขณะที่ ๓,๔,๑๕, ยอมเปนผูมีชนมายุยืนยาวตลอด
กาลนาน;สมณะหรื อ พราหมณ เ ทวดา มาร พรหม ก็ ต าม หรื อ ใคร ๆ
ที่เปนศัตรู ไมสามารถปลงชีวิตตถาคตเสียในระหวางได.
ง. ภิกษุ ท.! เมื่อตถาคตเกิดเปนมนุษยในชาติกอน ไดเปนผูใหทาน
ของควรเคี้ยวควรบริโภค ควรลิ้ม ควรจิบ ควรดื่ม มีรสอันประณีต.
เพราะ
…กรรมนั ้น ๆ..ครั ้น มาสู ค วามเปน มนุษ ยอ ยา งนี ้แ ลว จึง ไดม หาปุร ิส ลัก ขณะ
ข อ นี้ คื อ มี เนื้ อนู นหนาในที่ ๗ แห ง คื อ ที่ มื อ ทั้ งสอง ที่ เท าทั้ งสอง ที่ บ าทั้ ง สอง
และที่ ค อ…ลั ก ขณะที่ ๑๖,
ย อ มได ข องควรเคี้ ย ว ควรบริ โ ภค ควรลิ้ ม
ควรจิ บ ควรดื่ม อันมีรสประณีต.

www.buddhadasa.info

๑. ที่ละไวดวยจุด....ดังนี้ ทุกแหงหมายความวา คําที่ละไวนั้นซ้ํากันเหมือนในขอ (ก)
เติมเอาเองก็ได แมไมเติมก็ไดความเทากัน.

ขางบน.

การเกิดแหงวงศสากยะ – ออกผนวช

๓๓

จ. ภิกษุ ท.! เมื่อตถาคตเกิดเปนมนุษยในชาติกอน....ไดสงเคราะห
ผู อื่ น ด ว ย สั ง คหวั ต ถุ ทั้ ง สี่ คื อ การให สิ่ ง ของ วาจาที่ ไ พเราะ การประพฤติ
ประ-โยชนผูอื่น และความมีตนเสอมกัน.
เพราะ..กรรม นั้น ๆ....ครั้นมาสู
ความเป น มนุ ษ ย อ ย า งนี้ แ ล ว จึ ง ได ม หาปุ ริ ส ลั ก ขณะ ๒ ข อ นี้ คื อ มี มื อ และเท า
ออนนุม มีลายฝามือฝาเทาดุจตาขาย....(ลักขณะที่ ๕,๖),
ยอมเปนผูสงเคราะห
บริษ ัท คือ ภิก ษุ ภิก ษุณ ี อุบ าสกอุบ าสิก า เทวดา มนุษ ย อสูร นาค
คนธรรพ ยอมไดรับความสงเคราะหจากตถาคต.
ฉ. ภิกษุ ท.! เมื่อตถาคตเกิดเปนมนุษยในชาติกอน....ไดเปนผูกลาว
วาจาประกอบด ว ยอรรถด ว ยธรรม แนะนํ า ชนเป น อั น มาก เป น ผู นํ า ประโยชน สุ ข
มาให แ ก ช นทั้ ง หลาย ตนเองก็ เ ป น ผู บู ช าธรรม.
เพราะ....กรรมนั้ น ๆ....
ครั้นมาสูความเป นมนุษยอยางนี้ จึงไดมหาปุริสลักขณะ ๒ ขอนี้ คือ มีขอเทาสู ง
มีปลายขนชอนขึ้น....ลักขณะที่ ๗,๑๔,
ยอมเปนผูเลิศประเสริฐเยี่ยมสูงกวา
สัตวทั้งหลาย.
ช. ภิกษุ ท.! เมื่อตถาคตเกิดเปนมนุษยในชาติกอน....ไดเปนผูบอก
ศิ ล ปวิ ท ยา ข อ ประพฤติ ด ว ยความเคาพร ด ว ยหวั ง ว า สั ต ว เ หล า นั้ น พึ ง รู ไ ด ร วด
เร็วพึงปฏิบัติไดรวดเร็ว ไมพึงเศราหมองสิ้นกาลนาน.
เพราะ....กรรมนั้น ๆ
....ครั ้น มาสู ค วามเป น มนุ ษ ย อ ย า งนี้ จึ ง ได ม หาปุ ริ ส ลั ก ขณะข อ นี้ คื อ มี แ ข ง ดั ง
แขง เนื้อ …ลัก ขณะที่ ๘,
ยอ มไดวัต ถุอัน ควรแกส มณะ เปน องคแ หง สมณะ
เปนเครื่องอุปโภคแกสมณะ โดยเร็ว.
ซ. ภิกษุ ท.! เมื่อตถาคตเกิดเปนมนุษยในชาติกอน.. ไดเปนผูเขาไป
หาสมณพราหมณแลวสอบถามวา “ทานผูเจริญ !
อะไรเปนกุศล อะไรเปน
อกุศ ล อะไรมีโ ทษ อะไรไมม ีโ ทษ อะไรควรเสพ อะไรไมค วรเสพ ทํ า อะไร
ไม มี ป ระโยชน เป น ทุ ก ข ไ ปนาน ทํา อะไรมี ป ระโยชน เป น สุ ข ไปนาน.

www.buddhadasa.info

๓๔

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๑

เพราะ....กรรมนั้น ๆ....
ครั้นมาสูความเปนมนุษยอยางนี้ จึงไดมหาปุริสลักขณะ
ขอนี้คือมีผิวละเอียดออน ธุลีไมติดอยูได....ลักขณะที่ ๑๒,
ยอมเปนผูมีปญญา
ใหญ มี ปญญาหนาแนน มีป ญญาเครื่ องปลื้ มใจ ป ญญาแลนปญญาแหลม ปญญา
แทงตลอด,ไมมีสัตวอื่นเสมอ หรือยิ่งไปกวา.
ฌ. ภิกษุ ท.! เมื่อตถาคตเกิดเปนมนุษยในชาติกอน....ไดเปนผูไม
มั กโกรธ ไม มากไปด วยความแค น แม ชนเป นอั นมาก ว ากล าวเอา ก็ ไม เอาใจใส
ไม โ กรธ ไม พ ยาบาท ไม คุ ม แค น ไม แ สดงความโกรธ ความร ายกาจ ความเสี ย
ใจใหปรากฏ.
ทั้งเปนผูใหทานผาเปลือกไม ผาดาย ผาไหม ผาขนสัตว สําหรับ
ลาดและนุงหม อันมีเนื้อละเอียดออน. เพราะ....กรรมนั้น ๆ.... ครั้นมาสูความ
เปน มนุษ ยอ ยา งนี ้ จึง ไดม หาปุร ิส ลัก ขณะขอ นี ้ค ือ มีก ายดุจ ทอง มีผ ิว ดุจ ทอง.
ลัก ขณะที่ ๑๑,
ยอ มเปน ผูไ ดผา เปลือ กไม ผา ดา ย ผา ไหม ผา ขนสัต ว
สําหรับลาดและหม มีเนื้อละเอียดออน.
ญ. ภิกษุ ท.! เมื่อตถาคตเกิดเปนมนุษยในชาติกอน....ไดเปนผูสมาน
ญาติมิตร สหายชาวเกลอ ผูเ หิน หา งแยกกันไปนาน,
ไดส มานไมตรีม ารดา
กับ บุต ร บุต รกับ มารดา บิด ากับ บุต ร บุต รกับ บิด า พี ่น อ งชายกับ พี ่น อ งหญิง
พี่นอ งหญิง กับพี่นองชาย,
ครั้นทําความสามัคคีแลว พลอยชื่นชมยินดีดวย.
เพราะ....กรรมนั้ น ๆ....ครั้ น มาสู ค วามเป น มนุ ษ ย อ ย า งนี้ จึ ง ได ม หาปุ ริ ส ลั ก ขณะ
ขอนี้คือ มีคุยหฐาน(อวัยวะที่ลับ)ซอนอยูในฝก.... (ลักขณะที่ ๑๐), ยอมเปน
ผูมีบุตร (สาวก)
มากมีบุตรกลาหาญ มีแววแหงคนกลาอันเสนาแหงบุคคลอื่น
จะย่ํายีมิได หลายพัน.
ฎ. ภิกษุ ท.! เมื่อตถาคตเกิดเปนมนุษยในชาติกอน ไดเปนผูสังเกต
ชั ้น เชิง ของมหาชน รู ไ ดส ม่ํ า เสมอ รู ไ ดเ อง รู จ ัก บุร ุษ ธรรมดา และบุร ุษ พิเ ศษ
วาผูนี้ ควรแกสิ่งนี้ ๆ, ไดเปนผูทําประโยชนอยางวิเศษในชนชั้นนั้น. เพราะ....
กรรมนั้น ๆ.... ครั้นมาสูความเปนมนุษยอยางนี้ จึงไดมหาปุริสลักขณะ ๒ ขอนี้

www.buddhadasa.info

การเกิดแหงวงศสากยะ – ออกผนวช

๓๕

คือมีทรวดทรงดุจตนไทร,
ยืนตรงไมยอกาย ลูบถึงเขาไดดวยมือทั้งสอง....
ลักขณะที่ ๑๙-๙, ยอมมั่งคั่งมีทรัพยมาก มีโภคะมาก. ทรัพยของตถาคต
เหลา นี ้คือ ทรัพ ยค ือ ศรัท ธา ทรัพ ยค ือ ศีล ทรัพ ยค ือ หิร ิท รัพ ยค ือ โอตตัป ปะ
ทรัพยคือการศึกษา (สุตะ) ทรัพยคือจาคะ ทรัพยคือปญญา.
ฐ. ภิกษุ ท.! เมื่อตถาคตเกิดเปนมนุษยในชาติกอน....ไดเปนผูใคร
ตอประโยชน ใครตอความเกื้อกูล ใครตอความผาสุข ใครตอความเกษมจากโยคะ
แกชนเปนอันมาก วา “ไฉนชนเหลานี้พึงเปนผูเจริญดวยศรัทธา ดวยศีล ดวยการ
ศึกษา ดวยความรู ดวยการเผื่อ แผ ดวยธรรม ดวยปญญา ดวยทรัพย และ
ขาวเปลือก ดวยนาและสวน ดวยสัตวสองเทาสี่เทา ดวยบุตรภรรยา ดวยทาส
กรรมกรและบุรุษ ดวยญาติมิตรและพวกพอง”. เพราะ....กรรมนั้น ๆ....ครั้นมาสู
ความเปนมนุษยอยางนี้ จึงไดมหาปุริสลักขณะ ๓ ขอนี้ คือมีกึ่งกายเบื้องหนา
ดุ จ สี ห ะ, มี ห ลั ง เต็ ม , มี ค อกลม.. ลั ก ขณะที่ ๑๗-๑๘-๒๐, ย อ มเป น ผู
ไมเสื่อมเปนธรรมดาคือไมเสื่อมจากศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปญญา, ไมเสื่อม
จากสมบัติทั้งปวง.
ฑ. ภิกษุ ท.! เมื่อตถาคตเปนมนุษยในชาติกอน.... ไดเปนผูไมเบียด
เบีย นสัต วทั ้ง หลายดว ยฝา มือ ก็ต าม กอ นดิน ก็ต าม ทอ นไมก็ต าม ศาสตรา
ก็ต าม.เพราะ....กรรมนั้น ๆ....ครั ้น มาสู ค วามเปน มนุษ ยอ ยา งนี ้ จึง ไดม หาปุริส ลัก ขณะขอนี้คือมีประสาทรับรสอันเลิศ มีปลายขึ้นเบื้องบน เกิดแลวที่คอ
รับรสโดยสม่ําเสมอ....ลักขณะที่ ๒๑, ยอมเปนผูมีอาพาธนอย มีโรคนอ ย
มีวิบากอันสม่ําเสมอ ไมเย็นเกินรอนเกิน พอควรแกความเพียร.
ฒ. ภิกษุ ท.! เมื่อตถาคตเกิดเปนมนุษยในชาติกอน ....ไดเปนผู
ไมถลึงตา ไมคอนควักไมจองลับหลัง,
เปนผูแชมชื่นมองดูตรง ๆ มองดูผูอื่น
ดว ยสายตาอันแสดงความรัก.
เพราะ....กรรมนั้น ๆครั้นมาสูความเปนมนุษย
อยางนี้ จึงไดมหาปุริสลักขณะ ๒ ขอนี้ คือมีตาเขียวสนิท, มีตาดุจตาโค....

www.buddhadasa.info

www.buddhadasa.info

การเกิดแหงวงศสากยะ – ออกผนวช

๓๗

จึ ง ได ม หาปุ ริ ส ลั ก ขณะ ๒ อย า งนี้ คื อ มี ฟ น ครบ ๔๐ ซี่ มี ฟ น สนิ ท ไม ห า งกั น
ยอมเปนผูมีบริษัทไมกระจัดกระจาย คือภิกษุ ภิกษุณี
....ลักขณะที่ ๒๓-๒๕,
อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย อสูร นาค คนธรรพ
ถ. ภิกษุ ท.! เมื่อตถาคตเกิดเปนมนุษยในชาติกอน....ไดเปนผูละเวน
การกลาวคําหยาบ,
กลาวแตวาจาที่ไมมีโทษ เปนสุขแกหู เปนที่ตั้งแหงความรัก
ซึม ซาบถึง ใจ เปน คํ า พูด ของชาวเมือ ง เปน ที ่พ อใจและชอบใจของชนเปน
อันมาก.
เพราะ....กรรมนั้น ๆ....
ครั้นมาสูความเปนมนุษยอ ยางนี้ ยอ ม
ไดม หาปุริส ลัก ขณะ๒ ขอ นี้ คือ มีลิ้น อัน เพีย งพอ,
มีเ สีย งเหมือ นพรหม
ยอมเปนผูมีวาจาที่ผูอื่นเอื้อเฟอ
พูดเหมือนนกการวิก....ลักขณะที่ ๒๗-๒๘,
เชื่อ ฟง ,
คือ ภิก ษุ ภิก ษุณีอุบ าสก อุบ าสิก า เทวดา มนุษ ย อสูร นาค
คนธรรพ เอื้อเฟอเชื่อฟง.
ธ. ภิกษุ ท.! เมื่อตถาคตเกิดเปนมนุษยในชาติกอน....ไดเปนผูละเวน
การพูด เพอ เจอ ,เปน ผู ก ลา วควรแกเ วลา กลา วคํ า จริง กลา วเปน ธรรม
กลา วมีอ รรถ กล า วเป น วิ นั ย กล า วมี ที่ ตั้ ง มี ห ลั ก ฐาน มี ที่ สุ ด ประกอบด ว ย
ประโยชน. เพราะ....กรรมนั้น ๆ.... ครั้นมาสูความเปนมนุษยอยางนี้แลว ยอมได
ยอมเปนผูที่
มหาปุริสลักขณะขอนี้ คือมีคางดุจคางราชสีห....ลักขณะที่ ๒๒,
ศัตรูทั้งภายในและภายนอกกําจัดไมได : ศัตรู คือ ราคะ โทสะ โมหะ หรือ สมณะ
พราหมณเทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆในโลก กําจัดไมได.
น. ภิกษุ ท.! เมื่อตถาคตเกิดเปนมนุษยในชาติกอน....ไดเปนผูละ
มิจ ฉาชีพ มีก ารเลี ้ย งชีพ ชอบ เวน จากการฉอ โกงดว ยตาชั ่ง ดว ยของปลอม
ดวยเครื่ องตวงเครื่ องวั ด จากการโกงการลวง เว นจากการตั ด การฆ า การผู กมั ด
การร ว มทํา ร า ย การปล น การกรรโชก.
เพราะ.กรรมนั้ น ๆ.
ครั้ น มาสู
ความเปนมนุษยอยางนี้ จึงไดมหาปุริสลักขณะ ๒ ขอนั้น คือมีฟนอันเรียบเสมอ,

www.buddhadasa.info

๓๘

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๑

มีเขี้ยวขาวงาม....ลักขณะที่ ๒๔-๒๖, ยอมเปนผูมีบริวารเปนคนสะอาด คือมีภิกษุ
ภิก ษุณ ี อุบ าสก อุบ าสิก า เทวดา มนุษ ย อสูร นาค คนธรรพ เปน บริว าร
อันสะอาด.

ประสู ติ ไ ด ๗ วั น พระชนนี ทิ ว งคต ๑
“....ถูกแลวอานนท ! ถูกแลวอานนท ! จริงเทียว มารดาแหงโพธิสัตว
มีช นมายุน อ ย.เมื ่อ ประสูต ิพ ระโพธิส ัต วแ ลว ได ๗ วัน มารดาแหง โพธิส ัต ว
ยอมสวรรคต, ยอมเขาถึงเทวนิกาย ชั้นดุสิต”ฯ..

ทรงได รั บ การบํา เรอ ๒
ภิกษุ ท.!
เราเปนผูละเอียดออน ละเอียดออนอยางยิ่ง ละเอียดออน
อยางที่สุด ดังเราจะเลาใหฟง, ภิกษุ ท.! เขาขุดสระ ๓ สระในวังแหงบิดา
ของเรา,ในสระหนึ ่ง ปลูก อุบ ล (บัว เขีย ว),สระหนึ ่ง ปลูก ปทุม (บัว หลวง)
สระหนึ่งปลูกบุณฑริกะ (บัวขาว), เพื่อประโยชนแกเรา.
ภิกษุ ท.!
มิใ ชวา จันทนที่เราใชอ ยางเดีย ว ที่มาแตเมืองกาสี,
ถึงผาโพก, เสื้อ, ผานุงผาหม, ก็ลวนมาแตเมืองกาสี. ภิกษุ ท.! เขาคอย
กั้น เศวตฉัต รใหเ รา ดว ยหวัง วา ความหนาว, ความรอ น, ละออง, หญา ,
หรือ น้ําคาง อยาไดถูกตองเรา ทั้งกลางวันและกลางคืน.
ภิกษุ ท.! มีปราสาทสําหรับเรา ๓ หลัง ; หลังหนึ่งสําหรับฤดูหนาว

www.buddhadasa.info

๑. ความตอนนี้ ตรัสแกพระอานนท. บาลี อัปปายุกสูตร โสณัตเถรวรรค อุ.ขุ.๒๕/๑๔๕/๑๑๑.
๒. บาลี นามสูตร เทวทูตวรรค ป.๑ ติก. อํ. ๒๐/๑๘๓/๔๗๘.

การเกิดแหงวงศสากยะ – ออกผนวช

๓๙

หลัง หนึ่ง สํา หรับ ฤดูรอ น, และหลัง หนึ่ง สํา หรับ ฤดูฝ น. เราอยูบ นปราสาท
สําหรั บฤดูฝ น ตลอดสี่เ ดือ นฤดู ฝนให เขาบํ าเรออยูด วยดนตรี อั นปราศจากบุร ุษ ,
ไมลงจากปราสาท.
ภิกษุ ท.! ในวังของบิดาเรา, เขาใหขาวสุกแหงขาวสาลีเจือดวยเนื้อ
แกทาสและคนงาน(ดาษดื่น )
เชนเดียวกับที่ที่อื่นเขาใหขาวปลายเกรียนกับ
น้ําสมแกพวกทาสและคนใช๑ ฯ.
ภิกษุ ท.!
เมื่อเราเพียบพรอมไปดวยการไดตามใจตัวถึงเพียงนี้ มี
การได รั บความประคบประหงมถึ งเพี ยงนี้ ความคิ ดก็ ยั งบั งเกิ ดแก เราว า “บุ ถุ ชน
ที่มิไ ดยิน ไดฟง ทั้ง ที่ตัว เองจะตอ งแก ไมลว งพน ความแกไ ปได,
แตค รั้น
เห็นคนอื่นแก ก็นึกอิดหนาระอาใจสะอิดสะเอียน ไมนึกถึงตัวเสียเลย.
ถึงเรา
เองก็เหมือ นกัน จะตองแก ไมขามพนความแกไ ปได,
แตวาเมื่อ จะตอ งแก
ไม พ น ความแก ไ ปได แ ล ว จะมาลื ม ตั ว อิ ด หนาระอาใจ สะอิ ด สะเอี ย นเมื่ อ เห็ น
คนอื่นแกนั้น ไมเปนการสมควรแกเรา.” ภิกษุ ท.! เมื่อเราพิจารณาไดเชนนี้
ความมัวเมาในความหนุม ของเรา ไดหายไปหมดสิ้น.
ภิกษุ ท.!
บุถุชนที่ไมไดยินไดฟง ทั้งที่ตัวเองจะตองเจ็บไข ไมลวง
พนความเจ็บไขไปได,
ครั้นเห็นคนอื่นเจ็บไข ก็นึกอิดหนาระอาใจสะอิดสะเอียน
ไมนึกถึงตัวเสียเลย.
ถึงเราเองก็เหมือนกัน จะตองเจ็บไข ไมลวงพนความเจ็บ
ไขไปได,
แตวาเมื่อจะตองเจ็บไข ไมลวงพนความเจ็บไขไปไดแลว จะมาลืมตัว
อิ ด หนาระอาใจ สะอิ ด สะเอี ย นเมื่ อ เห็ น คนอื่ น เจ็ บ ไข นั้ น ไม ก ารสมควรแก เ รา.
ภิกษุ ท.! เมื่อเราพิจารณาไดเชนนี้ ความมัวเมาในความไมมีโรค ของเรา
ก็หายไปหมดสิ้น
ภิกษุ ท! บุถุชนที่ไมไดยินไดฟง ทั้งที่ตัวเองจะตองตาย ไมลวงพน
ความตายไปได, ครั้นเห็นคนอื่นตาย ก็อิดหนาระอาใจสะอิดสะเอียน ไมนึกถึง

www.buddhadasa.info

๑. สํานวนเชนนี้ เปนการสอความบริบูรณดวยอาหาร ในภาษาบาลี

๔๐

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๑

ตัวเสียเลย. ถึงเราเองก็เหมือนกัน จะตองตาย ไมลวงพนความตายไปได,
แตวา เมื่อ จะตอ งตาย ไมลว งพน ความตายไปไดแ ลว จะมาลืม ตัว อิด หนา
ระอาใจ สะอิด สะเอีย นเมื ่อ เห็น คนอื ่น ตายนั ้น ไมเ ปน การสมควรแกเ รา.
ภิกษุ ท.! เมื่อเราพิจารณาไดเชนนี้ ความมัวเมาในชีวิตความเปนอยู ของเรา
ไดหายไปหมดสิ้น.

กามสุ ข กั บ ความหน า ย ๑
“…มาคัณฑิยะ! ครั้งเมื่อเรายังเปนคฤหัสถ ประกอบการครองเรือน
ไดอิ ่ม พรอ มไปดว ยกามคุณ ทั ้ง หา ใหเ ขาบํ า เรอตนดว ยรูป ที ่เ ห็น ไดด ว ยจัก ขุ,
ดวยเสียงที่ฟงไดดวยหู,
ดวยกลิ่นอันดมไดดวยจมูก,ดวยรสอันลิ้มไดดวยลิ้น,
ดวยโผฏฐัพพะอันสัมผัสไดดวยกาย ลวนแตที่สัตวอยากได รักใครพอใจ ยวนใจ
เขาไปตั้งไวซึ่งความใคร เปนที่ตั้งแหงราคะ.
มาคัณฑิยะ! ปราสาทของเรานั้น มีแลว ๓ แหง ปราสาทหนึ่งเปนที่
อยูในฤดูฝน, ปราสาทหนึ่งเปนที่อยูในฤดูหนาว, ปราสาทหนึ่งสําหรับฤดูรอน.
มาคัณ ฑิย ะ!
เราใหบํา เรอตนอยูดว ยดนตรี ลว นแตส ตรี ไมมีบุรุษ เจือ ปน
ณ ปราสาที่เปนที่อยูในฤดูฝนสี่เดือน ไมลงจากปราสาท. ครั้นลวงไปถึงสมัย
อื่ น มามองเห็ น เหตุ เ ป น ที่ บั ง เกิ ด , และ ความที่ ตั้ ง อยู ไ ม ไ ด , และ
ความอรอย, และ โทษอันต่ําทราม, และอุบายเปนเครื่องออกไปพน,

www.buddhadasa.info
๑. บาลี มาคัณฑิยสูตร ปริพพาชกวรรค ม.ม. ๑๓/๒๗๔/๒๘๑. ครั้งหนึ่งประทับอยู ณ บาน
กัม มาสธัม มะ ในหมูช นชาวกุรุ พัก อยูก ะพราหมณภ ารทวาชโคตร ที่โ รงบูช าไฟ มีเ ครื่อ งลาด
ลวนไปดวยหญา. มาคัณฑิยปริพพาชกเพื่อนของภารทวาชพราหมณไดมาเยี่ยม ในที่สุดไดเฝา
พระผูมีพระภาค เมื่อไดตรัสความที่พระองคทําลายความยินดีใน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
ใหปริพพาชกนั้นเลื่อมใสแลว ไดตรัสเลาพระประวัติตอนนี้เพื่อแสดงความที่ไดเคยเสวยกามสุขมาแลว
อยางมาก และความรูสึกหนายในกามนั้น.

การเกิดแหงวงศสากยะ – ออกผนวช

๔๑

แหงกาม ท.

ตามเปนจริง,จึงละความอยากในกามเสีย บรรเทาความเดือดรอ น
เพราะกาม ปราศจากความกระหายในกาม มีจิตสงบ ณ ภายใน.
เรานั้น เห็น
สั ต ว เหล าอื่ น ยั ง ไม ปราศจากความกํ า หนั ด ในกาม ถู กตั ณหาในกามเคี้ ยวกิน อยู
ถูก ความกระวนกระวายในกามรุม เผาเอาอยู แตก็ยัง ขืน เสพกาม,
เรามิไ ด
ทะเยอทะยานตามสัตวเหลานั้น ไมยินดีในการเสพกามนั้นเลย.
ขอนั้นเปนเพราะ
เหตุใด? มาคัณฑิยะ! เพราะวาคนเรา ถึงแมยินดีดวยความยินดี ที่ปราศจากกาม
หรือปราศจากอกุศลแลว๑ ก็ยังจัดเปนสัตวที่เลวทรามอยู, เราจึงไมทะเยอทะยาน
ตามสัตวเหลานั้น ขืนเสพกามอีกเลย.
มาคัณฑิยะ!
คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีผูมั่งคั่ง มีทรัพยสมบัติมาก
พรอมเพรียบดวยกามคุณหา ใหเขาบําเรอตนดวย รูป, เสียง, กลิ่น, รส,
และโผฏฐัพพะ อันสั ตว ปรารถนารักใคร ชอบใจ ยั่ วยวน,เข าไปตั้งอยูด วยความใคร
เปนที่ตั้งแหงราคะ.
ถาหากเขานั้นประพฤติสุจริตดวยกาย วาจา ใจ เบื้องหนา
แต กายแตกตายไป พึ งเข าถึ งสุ คติ โลกสวรรค เป นสหายกั บเหล าเทพในดาวดึ งส ,
เทพบุ ต รนั้ น มี น างอั ป สรแวดล อ มอยู ใ นนั น ทวั น อิ่ ม หนํ า เพี ย บพร อ มด ว ยกาม
ใหนางอัปสรบําเรอตนดวยกามคุณหาอันเปนทิพยในดาวดึงสนั้น.
เทวบุต รนั้น
หากไดเห็นคฤหบดี หรือบุตรของคฤหบดี (ในมนุษยโลกนี้)
อิ่มหนําเพียบพรอม
ดวยกาม ใหเขาบําเรอตนดวยกามอยู. มาคัณฑิยะ! ทานจะเขาใจวาอยางไร,
เทพบุต รนั ้น จะทะเยอทะยานตอ กามคุณ ของคฤหบดี หรือ บุต รของคฤหบดีนั ้น
บางหรือ หรือจะเวียนมาเพื่อกามอันเปนของมนุษยนี้บาง?

www.buddhadasa.info
“พระโคดม !
กว า กามของมนุษ ย.”

หามิไดเลย เพราะวากามที่เปนทิพย นารักใครกวา ประณีตกวา

๑. เชนยินดีในรูปฌาน อันจัดเปนภวตัณหาเปนตน.

๔๒

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๑

ทรงหลงกามและหลุ ด จากกาม

ดูกอนมหานาม !
ครั้งกอนแตการตรัสรู เมื่อเรายังไมไดตรัสรู
ยังเปนโพธิสัตวอยู แมเปนผูมีสติระลึกไดวา “กามทั้งหลาย มีรสที่นายินดีนอย
มีทุกขมาก, มีความคับแคนมาก, โทษอันแรงรายมีอยูในกามนั้นอยางยิ่ง” ก็ดี
แตเรานั้นยังไมไดบรรลุสุขอันเกิดแตปติ หรือธรรมอื่นที่สงบยิ่งไปกวาปติสุขนั้น,
นอกจากไดเสวยแตกาม และอกุศลธรรมอยางเดียว; เราจึงเปนผูหมุนกลับจาก
กามไมได, ไมรูอยางแจมแจงในกามทั้งหลาย อยูเพียงนั้น.
ดูกอนมหานาม ! เมื่อใด เปนอันวาเราไดเห็นขอนี้อยางดี ดวย
ปญญาอันชอบตามเปนจริง วา “กามทั้งหลาย มีรสที่นายินดีนอ ย มีทุกขมาก
มีความคับแคนมาก, โทษอันแรงราย มีอยูในกามนั้นอยางยิ่ง” แลว; เมื่อนั้น
เราก็เปนผูไมหมุนกลับมาสูกามทั้งหลาย รูจักกามทั้งหลายอยางแจมแจงได.

ความรู สึ ก ที่ ถึ ง กั บ ทํา ให อ อกผนวช

ภิกษุ ท. ! ในโลกนี้ ครั้งกอนแตการตรัสรู เมื่อเรายังไมไดตรัสรู
ยัง เปน โพธิสั ตว อยู ตนเองมีค วามเกิด เป นธรรมดาอยู แล ว ก็ ยัง มัว หลงแสวง
หาสิ่งที่มีความเกิดเปนธรรมดาอยูนั่นเอง, ตนเองมีความแก เปนธรรมดาอยูแลว
ก็ยังมัวหลงแสวงหาสิ่งที่มีความแกเปนธรรมดาอยูนั่นเอง, ตนเองมีความเจ็บ ไข
เปนธรรมดาอยูแลว ก็ยังมัวหลงแสวงหาสิ่งที่มีความเจ็บไขเปนธรรมดาอยูนั่นเอง,
ตนเองมีความตาย เปนธรรมดาอยูแลว ก็ยังมัวหลงแสวงหาสิ่งที่มีความตาย

www.buddhadasa.info

๑. บาลี จูฬทุกขักขันธสูตร สีหนาทวรรค มู.ม. ๑๒/๑๘๐/๔๑๑ ตรัสแกทาวมหานาม ที่นิโครธาราม
กรุงกบิลพัสดุ
๒. บาลี ปาสราสิสูตร โอปมมวรรค มู.ม. ๑๒/๓๑๖/๓๑๖ ตรัสแกภิกษุทั้งหลาย ที่อาศรมของ
รัมมกพราหมณ ใกลเมืองสาวัตถี.

การเกิดแหงวงศสากยะ – ออกผนวช

๔๓

เปนธรรมดาอยูนั่นเอง,
ตนเองมีความโศก เปนธรรมดาอยูแลว ก็ยังมัวหลง
แสวงหาสิ่งที่มีความโศกเปนธรรมดาอยูนั่นเอง,
ตนเองมีความเศราหมองโดย
รอบดา น เปน ธรรมดาอยู แ ลว ก็ย ัง มัว หลงแสวงหาสิ ่ง ที ่ม ีค วามเศรา หมอง
โดยรอบดานเปนธรรมดาอยูนั่นเอง อีก.
“ภิกษุ ท. ! ก็อะไรเลา เปนสิ่งที่มีความเกิด (เปนตน) ฯลฯ มีความ
เศราหมองโดยรอบดาน (เปนที่สุด) เปนธรรมดา?
“ภิกษุ ท. ! บุตรและภรรยา มีความเกิดเปนธรรมดา ฯลฯ มีความ
เศรา หมองโดยรอบดา นเปน ธรรมดา ทาสหญิง ทาสชาย มีค วามเกิด เปน
มี
ธรรมดาฯลฯ มีค วามเศรา หมองโดยรอบดา นเปน ธรรมดา.แพะ แกะ
ไก
ความเกิดเปนธรรมดา ฯลฯ มีความเศราหมองโดยรอบดานเปนธรรมดา.
สุกร มีความเกิดเปนธรรมดา ฯลฯ มีความเศราหมองโดยรอบดา นเปน ธรรมดา.
ชาง โค มา ลา มีความเกิดเปนธรรมดา ฯลฯ มีความเศราหมองโดยรอบดาน
เปนธรรมดา. ทองและเงิน เปนสิ่งที่มีความเกิดเปนธรรมดา ฯลฯ มีความ
เศราหมองโดยรอบดานเปนธรรมดา. สิ่งที่มนุษยเขาไปเทิดทูนเอาไว เหลานี้แล
ที่ชื่อ วา สิ่ง ที่มีค วามเกิด เปน ธรรมดา ฯลฯ มีค วามเศรา หมองโดยรอบดา นเปน
ธรรมดา
ซึ่ง คนในโลกนี้ พากัน จมติด อยู พากัน มัว เมาอยู พากัน สยบอยู
ในสิ่ งเหล านี้ จึง ทํา ให ตนทั้ง ที่มี ความเกิ ดเป นธรรมดา ฯลฯ มีความเศร าหมอง
โดยรอบด า นเป น ธรรมดาอยู เ องแล ว ก็ ยั ง มั ว หลงแสวงหาสิ่ ง ที่ มี ค วามเกิ ด เป น
ธรรมดา ฯลฯ ที่มีความเศราหมองโดยรอบดานเปนธรรมดา อยูนั่นเอง อีก.๑

www.buddhadasa.info

๑. การจําแนกวาอะไรบางเปนสิ่งที่มีความเกิดเปนธรรมดานี้ อยูกอนตรัสปรารถพระองคเอง แตในที่นี้
เรียงไวหลัง เพื่อเขาใจงาย. ของเดิมก็อยูติดกันเชนนี้. สําหรับในสมัยพุทธกาลทรงจําแนกสิ่งที่ค น
ในโลกพากัน “เทิดทูน” ไวเชนนี้. แตสําหรับสมัยนี้จะจําแนกเปนอะไรได บางนั้น ผูอานทุกคน
นึกเอาไดเอง.

๔๔

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๑

“ภิกษุ ท. ! ความคิดอันนี้ ไดเกิดขึ้นแกเราวา “ทําไมหนอ เราซึ่งมี
ความเกิด ฯลฯ ความเศราหมองโดยรอบดาน เปนธรรมดาอยูเองแลว จะตอ ง
ไปมัวแสวงหาสิ่งที่มีความเกิด ฯลฯ ความเศราหมองโดยรอบดานเปนธรรมดาอยูอีก.
ไฉนหนอ เราผู มี ค วามเกิ ด ฯลฯ ความเศร า หมองโดยรอบด า น เป น ธรรมดา
อยู เ องแลว ครั ้ง ไดรู ส ึก ถึง โทษอัน ต่ํ า ทรามของการมีค วามเกิด ฯลฯ ความ
เศรา หมองโดยรอบดา นเปน ธรรมดานี ้แ ลว เราพึง แสวงหา นิพ พาน อัน ไมมี
ความเกิด อันเปนธรรมที่เกษมจากเครื่องรอยรัด ไมมีธรรมอื่นยิ่งกวาเถิด.
ภิกษุ ท. ! เรานั้นโดยสมัยอื่นอีก ยังหนุมเทียว เกสายังดําจัด บริบูรณ
ดวยความหนุมที่กําลังเจริญ ยังอยูในปฐมวัย, เมื่อมารดาบิดาไมป รารถนาดว ย
กําลังพากันรองไหน้ําตานองหนาอยู, เราไดปลงผมและหนวด ครองผายอมฝาด
ออกจากเรือน บวชเปนผูไมมีเรือนแลว.
(ในบาลี สคารวสู ต ร ๑ มี ที่ ต รั ส ไว ส รุ ป แต สั้ น ๆ ว า

:-

www.buddhadasa.info
ภารทวาชะ !
ในโลกนี้ ครั้งกอนแตการตรัสรู เมื่อเรายังไมไดตรัสรู
ยัง เปน โพธิส ัต วอ ยู ,ความคิด นี ้เ กิด มีแ กเ รา วา “ฆารวาสคับ แคบ เปน
ทางมาแหง ธุลี, สว นบรรพชาเปน โอกาสวา ง; ผูอ ยูค รองเรือ นจะประพฤติ
พรหมจรรยใหบริสุทธิ์บริบูรณดวยดี เหมือนสังขที่เขาขัดดีแลวนั้นใชไมได. ถาไฉน
เราพึงปลงผมและหนวด ครองผายอมฝาดออกจากเรือน บวชเปนผูไมมีประโยชน
เกี่ ย วข อ งด ว ยเรื อ น เถิ ด ” ดั ง นี้ ภารทวาชะ ! เรานั้ น โดยสมั ย อื่ น อี ก
ยั ง หนุ ม เทียว….

๑. บาลี สคารวสูตร พราหมณวรรค ม.ม. ๑๓/๖๖๙/๗๓๘. ตรัสแกพราหมณหนุม ชื่อสคารวะ,
ที่ห มูบา นปจจลกั ป ป.

การเกิดแหงวงศสากยะ – ออกผนวช

๔๕

การออกผนวช๑
“….ราชกุมาร ! ครั้งกอนแตการตรัสรู เมื่อเรายังไมไดตรัสรู ยังเปน
โพธิสัตวอยู,
ไดเกิดความรูสึกขึ้นภายในใจวา “ชื่อวาความสุขแลว ใคร ๆ
จะบรรลุไดโดยงายเปนไมมี” ดังนี้ ราชกุมาร ! ครั้นสมัยอื่นอีก เรานั้น
ยังหนุมเทียว เกสายังดําจัด บริบูรณดวยเยาวอันเจริญในปฐมวัย, เมื่อมารดา
บิดาไมปรารถนาดวย, กําลังพากันรองไห น้ําตานองหนาอยู,เราไดปลงผม
และหนวด ครองผายอมฝาด ออกจากเรือน บวชเปนผูไมมีเรือนแลว....”

ออกผนวชเมื่อพระชนม ๒๙

“….ดูกอนสุภัททะ ! เรามีอายุได สามสิบหยอนหนึ่งโดยวัย, ไดออก
บรรพชา แสวงหาวา “อะไรเปนกุศล อะไรเปนกุศล” ๓ ดังนี้”

www.buddhadasa.info
จบภาค ๑.

----------------------

๑. บาลี โพธิราชกุมารสูตร ราชวรรค ม.ม. ๑๓/๔๔๓/๔๘๙
๒. ตรัสแกสุภัททะ ในมหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ๑๐/๑๗๖/๑๓๘.
๓. ออกผนวชในเพศแหงนักจาริกแสวงบุญ ซึ่งเปนธรรมเนียมอยูในครั้งนั้น.

www.buddhadasa.info

ภาค ๒
เริ่มแตออกผนวชแลว
เที่ยวเสาะแสวงหาความรู ทรมานพระองค จนไดตรัสรู

www.buddhadasa.info

๔๗

ภาค ๒
มี เ รื่ อ ง:- เสด็ จ สํา นั ก อาฬารดาบส -เสด็ จ สํา นั ก อุ ท ก
ดาบส -- เสด็ จ อุ รุ เ วลาเสนานิ ค ม -- ทรงประพฤติ อั ต ตกิ ล มถานุ โ ยค
-- อุ ป มาปรากฎ -- ทุ ก รกิ ริ ย า -- กลั บ พระทั ย ฉั น อาหารหยาบ
ป ญ จวั ค คย ห ลี ก -- ทรงตริ ต รึ ก เพื่ อ ตรั ส รู ก อ นตรั ส รู -- ทรง
เที่ ย วแสวงเพื่ อ ตรั ส รู ก อ นตรั ส รู -ทรงคอยควบคุ ม วิ ต ก ก อ นตรั ส รู - ทรงกํา หนดสมาธิ นิ มิ ต ก อ นตรั ส รู -- ทรงคอยกั้ น จิ ต จากกามคุ ณ
ก อ นตรั ส รู -- ทรงคิ ด ค น ในอิ ท ธิ บ าท ก อ นตรั ส รู -- ทรงคิ ด เรื่ อ ง
เบญจขั น ธ ก อ นตรั ส รู -ทรงแสวงเนื่ อ งด ว ยเบญจขั น ธ ก อ นตรั ส รู
-- ทรงค น ลู ก โซ แ ห ง ทุ ก ข ก อ นตรั ส รู – ทรงพยายามในญาณทั ส นนะ
ก อ นตรั ส รู -ทรงทํา ลายความขลาด ก อ นตรั ส รู -ธรรมที่ ท รง
อบรมมาก ก อ นตรั ส รู -วิ ห ารธรรมที่ ท รงอยู ม ากที่ สุ ด ก อ นตรั ส รู
-ทรงพยายามในเนกขั ม มจิ ต และปนุ ปุ พ พวิ ห ารสมาบั ติ ก อ นตรั ส รู
-ทรงอธิ ษ ฐานความเพี ย ร ก อ นตรั ส รู -ความฝ น ครั้ ง สํา คั ญ ก อ น
ตรั ส รู -อาการแห ง การตรั ส รู -สิ่ ง ที่ ต รั ส รู เกิ ด แสงสว า ง
เนื่ อ งด ว ยการตรั ส รู -- แผ น ดิ น ไหวเนื่ อ งด ว ยการตรั ส รู -- รู สึ ก
พระองค วาไดตรัสรูแลว.

www.buddhadasa.info

๔๘

พุทธประวัติจากพระโอษฐ

ภาค ๒
เริ่ ม แต อ อกผนวชแล ว
เที่ ย วเสาะแสวงหาความรู ทรมานพระองค จนได ต รั ส รู .
---------------

เสด็ จ สํา นั ก อาฬารดาบส ๑
“เรานั้น ครั้นบวชอยางนี้แลว แสวงหาอยูวาอะไรเปนกุศล คนหาแต
สิ่งที่ประเสริฐสันติชนิดที่ไมมีอะไรยิ่งไปกวา; ไดเขาไปหาอาฬารดาบสผูก าลามโคตร
ถึงที่สํานักแลวกลาววา “ทานกาลามะ !
เราอยากประพฤติพรหมจรรยในธรรม
วินัยนี้ดวย”. ราชกุมาร ! ครั้นเรากลาวดังนี้แลว อาฬารดาบสผูกาลามโคตรได
ตอบวา “อยูเถิดทานผูมีอายุ ! ธรรมนี้เปนเชนนี้ ๆ. ถาบุรุษเขาใจความแลว
ไมน านเลยคงทํ า ใหแ จง บรรลุไ ดด ว ยปญ ญาอัน ยิ ่ง เอง ทั ่ว ถึง ลัท ธิข อง
อาจารยตน.”

www.buddhadasa.info

๑. ตรัสแก โพธิราชกุมาร, บาลี โพธิราชกุมารสูตร ราชวรรค ม.ม. ๑๓/๔๔๓/๔๘๙, และใน
สคารวสูตร พราหมณวรรค ม.ม. ๑๓/๖๗๐/๗๓๘, ปาสราสิสูตร โอปมมวรรค มู.ม. มียอมาก,
มหาสัจจกสูตร มหายมกวรรค มู.ม.

๔๙

๕๐

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๒

ราชกุมาร ! เราเลาเรียนธรรมนั้นไดฉับไวไมนานเลย. ราชกุมาร !
เรานั้นกลาวไดทั้ง ญาณวาท และ เถรวาท ดวยอาการมาตรวาทองดวยปาก และ
ดว ยเวลาชั ่ว ที ่เ จรจาตอบตลอดกาลเทา นั ้น .อนึ ่ง เราและศิษ ยอื ่น ๆ ปฏิญ ญา
ไดวาเรารูเราเห็น ดัง นี้. ราชกุมาร ! ความรูสึกเกิดขึ้นแกเราวา “อาฬาร
ผู ก าลามโคตรประกาศใหผูอื่นทราบวา “เราทํ าใหแจงธรรมนี้ ดวยปญญาอันยิ่ ง
เองแลว แลอยู” ดว ยคุณ สัก วา ศรัท ธาอยา งเดีย วก็ห ามิไ ด”, ที่แ ทอ าฬารผู
กาลามโคตรคงรูอ ยูเห็น อยูซึ่ง ธรรมนี้เ ปนแน”ราชกุมาร !
ครั้ง นั้นเราเขา ไป
หาอาฬารผูกาลามโคตรถึง ที่อยู แลวกลาววา “ทานกาลามะ !
ทานทําให
แจงธรรมนี้ดวยปญญาอันยิ่งเองแลวประกาศไดเพียงเทาไรหนอ?”
ครั้นเรา
กลาวอยางนี้ อาฬารผูกาลามโคตรไดประกาศใหรูถึง อากิญจัญญายตนะ แลว.
ราชกุมาร ! ความรูสึกไดเกิดขึ้นแกเราวา “ศรัทธา, วิริยะ, สติ,
สมาธิ, ปญญา จักมีแตของอาฬารผูกาลามโคตรผูเดียวก็หาไม. ศรัทธา, วิริยะ,
สติ,สมาธิ,
ปญญา ของเราก็มีอยู ;อยางไรก็ตาม เราจักตั้งความเพียรทําให
แจงธรรมที่ทานกาลามะประกาศแลว จนกลาวไดวาเราบรรลุถึง ทําใหแจงดวย
ปญญาอันยิ่งเองแลวแลอยูใหจงได” ราชกุมาร ! เราไดบรรลุ ทําใหแจง
ธรรมนั้น ดว ยปญ ญาอัน ยิ่ง เองไมน านเลย. ราชกุม าร ! ครั้ง นั้น เราเขา ไป
หาอาฬารผู ก าลามโคตร ถึง ที ่อ ยู  แลว กลา ววา “มีเ ทา นี ้ห รือ ที ่ท า นบรรลุถ ึง
ทํา ให แจงดวยปญญาอันยิ่งเองแลวประกาศแกผูอื่นอยู?”.
“เทานี้ เองผูมีอายุ
ที่ เ ราบรรลุ ถึ ง ทํา ให แ จ ง ด ว ยป ญ ญาอั น ยิ่ ง เอง
แลประกาศแก ผู อื่ น อยู ” .
“ท า นกาลามะ ! แมเราทําใหแจงถึงเพียงนั้นเหมือนกัน”.

www.buddhadasa.info
ราชกุมาร ! อาฬารผูกาลามโคตรไดกลาวกะเราวา “ลาภของเราแลว
ทานผูมีอายุ ! เราไดดีแลว, ทานผูมีอายุ ! มิเสียแรงที่ไดพบเพื่อนรวมพรหมจรรย

ออกผนวช - จนไดตรัสรู

๕๑

เชนกับทานผูทําใหแจงธรรมที่เรารูดวยปญญาอันยิ่งเอง.
แมเราก็ทําใหแจงธรรม
ที่ทานทําใหแจงดวยปญญาอันยิ่งเองนั้นอยางเดียวกัน. เรารูธรรมใด ทานรู
ธรรมนั้น, ทานรูธรรมใด เรารูธรรมนั้น, เราเปนเชนใด ทานเปนเชนนั้น,
ทานเปนเชนใด เราเปนเชนนั้น, มาเถิดทานผูมีอายุ ! เราสองคนดวยกัน
จักชวยกันปกครองคณะนี้ตอไป.
ราชกุมาร !
อาฬารกาลามโคตรผูเปนอาจารยของเรา ไดตั้งเราผู
เปน ศิษยใหเสมอดวยตนแลว, ไดบูชาเราดวยการบูชาอยางยิ่ง. ราชกุมาร !
(เมื่อ เราไดเ สมอดว ยอาจารย ไดก ารบูช าที่ยิ่ง ดัง นั้น )
ไดเ กิด ความรูสึก นี้
วา “ก็ ธ รรมนี้ จ ะได เ ป นไปพร อ มเพื่ อ เบื่ อ หน า ย เพื่ อ คลายกํ าหนั ด เพื่ อ รํ า งั บ เพื่ อ
สงบเพื่อ รูยิ่ง เพื่อ รูพ รอ ม เพื่อ นิพ พาน ก็ห าไม,
แตเ ปน ไปพรอ ม เพีย ง
เทานั้นเอง”.
ราชกุมาร !
เพื่อ การบังเกิดใน อากิญจัญญายตนภพ ๑
ตถาคต(เมื่อเห็นโทษในสมาบัติทั้งเจ็ด) จึงไมพอใจ เบื่อจากธรรมนั้น หลีกไปเสีย”. ฯ

www.buddhadasa.info
เสด็ จ สํา นั ก อุ ท กดาบส

“ราชกุมาร !
เรานั้นแสวงหาอยูวาอะไรเปนกุศล คนหาแตสิ่งที่
ประเสริฐชนิดที่ไมมีอะไรยิ่งกวา ;
ไดเขาไปหาอุทกดาบสผูรามบุตร ถึงที่สํานัก
แลวกลาววา “ทานรามะ ! เราอยากประพฤติพรหมจรรยในธรรมวินัยนี้ดวย”.
ราชกุมาร !
ครั้นเรากลาวดังนี้ ทานอุทกผูรามบุตรไดกลาวตอบวา “อยูเถิด
ทา นผูมีอ ายุ ! ธรรมนี้เ ปน เชน นี้ ๆ ; ถา บุรุษ เขา ใจความแลว ไมน านเลย
คงทํา ให แจง บรรลุไดดวยปญญาอันยิ่งเอง ทั่วถึงลัทธิของอาจารยตน”.

๑. อรูปพรหมชั้นที่ ๓; สมาบัติทั้งเจ็ดในที่นี้ คือรูปฌาน ๔ และอรูปฌาน ๓.
๒. ที่มาเหมือนกันกับอาฬารดาบส. บาลี โพธิราชกุมารสูตร ๑๓/๔๔๖/๔๙๐.

๕๒

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๒

ราชกุมาร ! เราเลาเรียนธรรมนั้นไดฉับไวไมนานเลย. ราชกุมาร !
เรากลาวไดทั้งญาณวาท และเถรวาท ดวยอาการมาตรวาทองดวยปาก ดวยเวลา
ชั ่ว ที ่เ จรจาตอบตลอดกาลเทา นั ้น .อนึ ่ง เราและศิษ ยอื ่น ปฏิญ ญาไดว า เรารู
เราเห็น ดังนี้. ราชกุมาร ! ความรูสึกไดเกิดขึ้นแกเราวา “อุทกผูรามบุตร
ไดประกาศวาเราทําใหแจงธรรมนี้ดวยปญญาอันยิ่งเองแลวแลอยู”
ดวยสักวา
ศรัท ธาอยา งเดีย วก็ห ามิไ ด,
ที่แ ทอุท กผูร ามบุต รคงรูอ ยูเ ห็น อยู ซึ่ง ธรรมนี้
เปนแน”.
ราชกุมาร !ครั้งนั้นเราเขาไปหาอุทกผูรามบุตรถึงที่อยูแลวกลาววา
“ทานรามะ !
ทานทําธรรมนี้ใหแจงดวยปญญาอันยิ่งเองแลวและประกาศได
เพีย งเทา ไรหนอ?”
ครั้น เรากลา วอยา งนี้ อุท กรามบุต รไดป ระกาศใหรูถึง
เนวสัญญานาสัญญายตนะ แลว.
ราชกุมาร ! ความรูสึกไดเกิดขึ้นแกเราวา “ศรัทธา, วิริยะ, สติ,
สมาธิ, ปญญา จักมีแตของอุทกรามบุตรผูเดียวก็หาไม. ศรัทธา, วิริยะ, สติ,
สมาธิ, ปญญา ของเราก็มีอยู อยางไรก็ตาม เราจักตั้งความเพียงทําใหแจง
ธรรมที่ทานอุทกประกาศแลวา จนกลาวไดวา - เราบรรลุถึง ทําใหแจงดวยปญญา
อันยิ่งเองแลวแลอยูใหจงได”. ราชกุมาร ! เราไดบรรลุทําใหแจงซึ่งธรรมนั้น
ดว ยปญ ญาอัน ยิ่ง เองไมน านเลย. ราชกุม าร ! ครั้ง นั้น เราเขา ไปหาอุท ก
ผู ร ามบุต รถึง ที ่อ ยู แ ลว กลา วา “มีเ ทา นี ้ห รือ ที ่ท า นบรรลุถ ึง ทํ า ใหแ จง ดว ย
ปญญาอันยิ่งแลวประกาศแกผูอื่นอยู?” “เทานี้เองผูมีอายุ ! ที่รามะบรรลุถึง
ทํา ใหแ จง แลว ประกาศแกผูอื่น ”. “ทา นรามะ ! ถึง เราก็ไ ดบ รรลุทํา ใหแ จง
ดวยปญญาอันยิ่งเองเทานั้นเหมือนกัน”.
ราชกุมาร ! อุทกผูรามบุตรไดกลาวกะเราวา “ลาภของเราแลวทาน
ผูมีอายุ ! เราไดดีแลว, ทานผูมีอายุ ! มิเสียแรงที่ไดพบเพื่อนรวมพรหมจรรย
เชนกับทานผูทําใหแจงธรรมที่รามะรูดวยปญญาอันยิ่งเอง, แมรามะก็ทําใหแจง
ธรรมที่ทานทําใหแจงดวยปญญาอันยิ่งเองนั้น อยางเดียวกัน.รามะรูทั่วถึงธรรมใด

www.buddhadasa.info

ออกผนวช - จนไดตรัสรู

๕๓

ทา นรูธ รรมนั้น , ทา นรูธ รรมใด รามะรูทั่ว ถึง ธรรมนั้น , รามะเปน เชน ใด
ทานเปนเชนนั้น, ทานเปนเชนใด รามะเปนเชนนั้น, มาเถิดทานผูมีอายุ !
เราสองคนดวยกัน จักชวยกันปกครองคณะนี้ตอไป”
ราชกุมาร ! อุทกรามบุตรเมื่อเปนอาจารยของเราก็ไดตั้งเราผูเปนศิษย
ใหเสมอดวยตนเสียแลว. ใหบูชาเราดวยการบูชาอันยิ่ง. ราชกุมาร ! (เมื่อเรา
ไดเสมอดวยอาจารย ไดการบูชาที่ยิ่งดังนั้น)
ไดเกิดความรูสึกนี้วา “ธรรมนี้
จะไดเ ปน ไปพรอ มเพื ่อ เบื ่อ หนา ย เพื ่อ คลายกํ า หนัด เพื ่อ รํ า งับ เพื ่อ สงบ
เพื่อรูยิ่ง เพื่อรูพรอม เพื่อนิพพาน ก็หาไม, แตเปนไปพรอม เพียงเพื่อการ
บังเกิดใน เนวสัญญานาสัญญายตนภพ๑ เทานั้นเอง”. ราชกุมาร ! ตถาคต
(เมื่ อ เห็ น โทษในสมาบั ติ ทั้ ง แปด)
จึ ง ไม พ อใจในธรรมนั้ น เบื่ อ หน า ย
จากธรรมนั้ น หลีกไปเสีย”. ฯ

เสด็ จ ไปอุ รุ เ วลาเสนานิ ค ม

ราชกุมาร ! เรานั้นเมื่อหลีกไปจากสํานักอุทกผูรามบุตรแลว แสวงหา
อยูวาอะไรเปนกุศล คนหาแตสิ่งที่ประเสริฐฝานสันติอันไมมีอื่นยิ่งกวา, เที่ยวจาริกไป
ตามลําดับหลายตําบลในมคธรัฐ จนบรรลุ ถึงตําบล อุรุเวลาเสนานิคม พักแรม
อยู ณ ตําบลนั้น. ณ ที่นั้น เราไดพบภาคพื้นรมณียสถาน มีชัฎปาเยือกเย็น
แมน้ํ า ไหลใสเย็ น จื ด สนิ ท มี ท า น้ํ า ราบเรี ย บเป น อั น ดี น า เพลิ น ใจ มี บ า นสํ า หรั บ
โคจรตั้ ง อยู โ ดยรอบ. ราชกุ ม าร ! เราได เ ห็ น แล ว เกิ ด ความรู สึ ก ว า

www.buddhadasa.info

๑. อรูปพรหมชั้นที่ ๔; สมาบัติแปด คือ รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔.
๒. บาลี โพธิราชกุมารสูตร ราชวรรค ม.ม. ๑๓/๔๔๘/๔๙๑, และสคารวสูตร พราหมณวรรค ม.ม.,
ปาสราสิสูตร, มหาสัจจกสูตร มู.ม.

๕๔

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๒

ภูมิภาคนี้นารื่นรมยจริง ชัฏปาเย็นเยือก แมน้ําไหลใสเย็นจืดสนิท มีทาน้ําราบเรียบ
เปนอันดีนาเพลินใจ ทั้งที่โคจรก็ตั้งอยูโดยรอบ,
ที่นี้สมควรเพื่อจะตั้งความเพียร
ของกุลบุตรผูตองการดวยความเพียร” ดังนี้. ราชกุมาร ! เรานั่งพักอยู ณ ตําบล
นั้นเองดวยคิดวาที่นี้สมควรแลวเพื่อการตั้งความเพียร ดังนี้.

ทรงประพฤติ อั ต ตกิ ล มถานุ โ ยค
(วั ต รของเดี ย รถี ย ) ๑
สารีบุตร !
เราตถาคตรูเฉพาะซึ่ง พรหมจรรยอันประกอบดวยองค ๔
ที่ไดประพฤติแลว ตบสีลวัตร เราก็ไดประพฤติอยางยิ่ง, ลูขวัตร เราก็ได
ประพฤติอยางยิ่ว, เชคุจฉิวัตร เราก็ไดประพฤติอยางยิ่ง| ปวิวิตตวัตร เราก็ได
ประพฤติอยางยิ่ง.
ในวัตร ๔ อยางนั้น นี้เปน ตปสสีวัตร (วัตรเพื่อมีตบะ) ของเรา คือเรา
ได ประพฤติ เปลื อยกาย มี มรรยาทอั นปล อยทิ้ งเสี ยแล ว เป นผู ประพฤติ เช็ ดอุ จจาระ
ของตนด ว ยมื อ ถื อ เป น ผู ไ ม รั บ อาหารที่ เ ขาร อ งเชิ ญ ว า ท า นผู เ จริ ญ จงมา ไม รั บ
อาหารที่ เ ขาร อ งนิ ม นต ว า ท า นผู เ จริ ญ จงหยุ ด ก อ น ไม ยิ น ดี ใ นอาหารที่ เ ขานํ า มา
จํ าเพาะ ไม ยิ นดี ในอาหารที่ เขาทํ าอุ ทิ ศเจาะจง ไม ยิ นดี ในอาหารที่ เขาร องนิ มนต
เราไม รั บ อาหารจากปากหม อ ไม รั บ อาหารจากปากภาชนะ ไม รั บ อาหารคร อ ม
ธรณีประตู ไมรับอาหารครอมทอนไม ไมรับอาหารครอมสาก ไมรับอาหาร

www.buddhadasa.info

๑. ตรัสเลาแกพระสารีบุตร, บาลี มหาสีหนาทสูตร สีหนาทวรรค มู.ม.๑๓. ๑๒/๑๕๕/๑๗๗ วัตร
เหลานี้ในบาลีไมแสดงไวชัดวา ทรงทํากอนหรือหลังการ ไปสํานัก ๒ ดาบส หรือคราวเดี ยวกั บทุกรกิริยา
อดอาหาร.

ออกผนวช - จนไดตรัสรู

๕๕

ของชนสองคนผู บ ริโ ภคอยู  ไมร ับ อาหารของหญิง มีค รรภ ไมร ับ อาหารของ
หญิงที่กําลังใหบุตรดื่มนมอยู
ไมรับอาหารของหญิงผูไปในระหวางแหงบุรุษ
ไมร ับ อาหารในอาหารที ่ม นุษ ยช ัก ชวนรว มกัน ทํ า ไมร ับ อาหารในที ่ที ่ม ีส ุน ัข
เขา ไปยืน เฝา อยู  ไมร ับ อาหารในที ่ที ่เ ห็น แมลงวัน บิน ไปเปน หมู  ๆ ไมร ับ ปลา
ไมรับ เนื้อ ไมรับสุร า ไมรับ เมรัย ไมดื่ม น้ํา อัน ดองดว ยแกลบ เรารับ เรือ นเดีย ว
ฉันคําเดียวบาง รับสองเรือนฉันสองคําบางรับสามเรือนฉันสามคําบาง ฯลฯ.
รับเจ็ดเรือนฉันเจ็ดคําบาง, เราเลี้ยงรางกายดวยอาหารในภาชนะนอย ๆ ภาชนะ
เดี ย วบ า ง เลี้ ย งร า งกายด ว ยอาหารในภาชนะน อ ย ๆ สองภาชนะบ า ง ฯลฯ...
เลี้ยงรางกายดวยอาหารในภาชนะนอย ๆ เจ็ดภาชนะบาง เราฉันอาหารที่เก็บไว
วันเดียวบาง ฉันอาหารที่เก็บไวสองวันบาง.ฯลฯ. ฉันอาหารที่เก็บไวเจ็ดวันบาง,
เราประกอบความเพีย รในภัต รและโภชนะมีป ริย ายอยา งนี ้ จนถึง กึ ่ง เดือ น
ดวยอาการอยางนี้.
เรานั้น มีผักเปนภักษาบาง มีสารแหงหญากับแกเปนภักษา
บาง มีลูกเดือยเปนภักษาบาง มีเปลือกไมเปนภักษาบาง มีสาหรายเปนภักษาบาง
มีรําขาวเปนภักษาบาง มีขาวตังเปนภักษาบาง มีขาวสารหักเปนภักษาบาง มีหญา
เปนภักษาบาง มีโคมัย (ขี้วัว) เปนภักษาบาง มีผลไมและรากไมในปาเปนอาหารบาง
บริโภคผลไมอันเปนไป (หลนเอง) ยังชีวิตใหเปนไปบาง. เรานั้นนุงหมดวยผาปาน
บาง นุงหมผาเจือกันบาง นุงหมผาที่เขาทิ้งไวกับซากศพบาง นุงหมผาคลุกฝุนบาง
นุ ง ห ม เปลื อ กไม บ า ง นุ ง ห ม หนั ง สั ต ว บ า ง นุ ง ห ม หนั ง สั ต ว ทั้ ง เล็ บ บ า ง นุ ง ห ม
แผน หญา คากรองบา ง นุ ง หม แผน ปอกรองบา ง นุ ง หม แผน กระดานกรองบา ง
นุ ง หม ผา กัม พลผมคนบา ง นุ ง หม ผา กัม พลทํ า ดว ยขนหางสัต วบ า ง นุ ง หม
เราตัดผมและหนวด ประกอบตาม
ปกนกเคาบาง (ศัพทนี้แปลกที่ไมมีคําวากัมพล)
ซึ่งความเพียรในการตัดผมและหนวด,
เราเปนผูยืนกระหยงหามเสียซึ่งการนั่ง,
เปนผูเดินกระหยงประกอบตามซึ่งความเพียรในการเดินกระหยงบาง,
เราประกอบ
การยืนการเดินบนหนาม สําเร็จการนอนบนที่นอนทําดวยหนาม, เราประกอบตาม

www.buddhadasa.info

๕๖

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๒

ซึ่งความเพียรในการลงสูน้ํา เวลาเย็นเปนครั้งที่สามบาง,
เราประกอบตาม
ซึ่ง ความเพียรในการทํา (กิเลสใน)
กายในเหือดแหงดวยวิธีตาง ๆ เชนนี้ ดวย
อาการอยางนี้.สารีบุตร ! นี่และปนวัตรเพื่อความเปนผูมีตบะ ของเรา.
สารีบุตร ! ในวัตรสี่อยางนั้น นี้เปน ลูขวัตร (วัตรในการเศราหมอง)
ของเรา คือธุลีเกรอะกรังแลวที่กาย สิ้นปเปนอันมากเกิดเปนสะเก็ดขึ้น. สารีบุตร !
เปรี ย บเหมื อ นตอตะโกนานป มี ส ะเก็ ด ขึ้ น แล ว ฉั น ใดก็ ฉั น นั้ น ธุ ลี เ กรอะกรั ง แล ว
ที่กาย สิ้นปเปนอันมากจนเกิดเปนสะเก็ดขั้น. สารีบุตร ! ความคิดนึกวา
โอหนอเราพึงลูบธุลีนี้ออกเสียดวยฝามือเถิด ดังนี้ ไมมีแกเรา, แมความคิดนึกวา
ก็หรือชนเหลาอื่นพึงลูบธุลีนี้ออกเสียดวยฝามือเถิด ดังนี้ ก็มิไดมีแกเรา. ดูกอน
สารีบุตร ! นี้แล เปนวัตรในความเปนผูเศราหมองของเรา. ฯ
สารีบุตร ! ในวัตรสี่อยางนั้น นี้เปน เชคุจฉิวัตร (วัตรในความเปน
ผูรังเกียจ) ของเราคือ ดูกอนสารีบุตร ! เรานั้นมีสติกาวขาไป มีสติกาวขากลับ
โดยอาการเทา ที ่ค วามเอ็น ดูอ อ นโยนของเราพึง บัง เกิด ขึ ้น แมใ นหยาดแหง น้ํ า
วาเราอยางทําสัตวนอย ๆ ทั้งหลายที่มีคติไมเสมอกันใหลําบากเลย.สารีบุตร ! นี้แล
เปนวัตรในความเปนผูรังเกียจของเรา.

www.buddhadasa.info
สารีบุตร !
ในวัตรสี่อยางนั้น นี้เปน ปวิวิตตวัตร (วัตรในความเปน
ผูสงัดทั่วแลว) ของเราคือ ดูกอนสารีบุตร ! เรานั้นเขาสูราวปาแหงใดแหงหนึ่ง
แลวแลอยู เมื่อเห็นคนเลี้ยงโค หรือคนเลี้ยงปศุสัตว หรือคนเกี่ยวหญา หรือ
คนหาไม หรือ คนทํ า งานในปา มา เราก็ร ีบ ลัด เลาะจากปา นี ้ไ ปปา โนน จาก
รกชั ฏ นี้ สู ร กชั ฏ โน น จากลุ ม นี้ สู ลุ ม โน น จากดอนนี้ สู ด อนโน น เพราะเหตุ คิ ด ว า
ขอคนพวกนั้น อยา เห็น เราเลยและเราก็อ ยา ไดเ ห็น ชนพวกนั้น .
สารีบุต ร !
เปรียบเหมือนเนื้ออันอยูในปา เห็นมนุษยแลวยอมเลาะลัดจากปานี้สูปาโนน จาก

ออกผนวช - จนไดตรัสรู

๕๗

รกชัฏนี้สูรกชัฏโนน จากลุมนี้สูลุมโนน จากดอนนี้สูดอนโนน, ฉันใดก็ฉัน
นั้น ที่เราเมื่อเห็นคนเลี้ยงโคหรือคนเลี้ยงปศุสัตวหรือคนเกี่ยวหญา คนหาไม
คนทํางานในปามาก็รีบเลาะลัดจากปานี้สูปาโนน จากรกชัฏนี้สูรกชัฏโนน จาก
ลุม นี้สูลุม โนน จากดอนนี้สูด อนโนน ดว ยหวัง วา คนพวกนี้อ ยา เห็น เราเลย
และเราก็อยาไดเห็นคนพวกนั้น. สารีบุตร ! นี้แล เปนวัตรในความเปนผูสงัด
ทั่วของเรา.
สารีบุตร ! เรานั้น โคเหลาใดออกจากคอกหาคนเลี้ยงมิได, เรา
ก็คลานเขาไปในที่นั้น ถือเอาโคมัยของลูกโคนอย ๆ ที่ยังดื่มนมแม เปนอาหาร.
สารีบุตร ! มูตรและกรีส (ปสสาวะและอัจจาระ) ของตนเอง ยังไมหมดเพียงใด
เราก็ถือมูตรและกรีสนั้นเปนอาหารตลอดกาลเพียงนั้น. ดูกอน สารีบุตร ! นี้แล
เปนวัตรใน มหาวิกฏโภชนวัตร ของเรา.ฯ
สารีบุตร ! เราแลเขาไปสูชัฏแหงปานาพึงกลัวแหงใดแหงหนึ่งแลว
แลอยู. เพราะชัฏแหงปานั้นกระทําซึ่งความกลัวเปนเหตุ ผูที่มีสันดานยังไม
ปราศจากราคะ เขาไปสูชัฏปานั้นแลว โลมชาติยอมชูชันโดยมาก. สารีบุตร !
เรานั้นในราตรีทั้งหลายอันมีในฤดูหนาวระหวางแปดวัน เปนสมัยที่ตกแหงหิมะ
อันเย็นเยือก กลางคืนเราอยูที่กลางแจง กลางวันเราอยูในชัฏแหงปา. ครั้น
ถึงเดือนสุดทายแหงฤดูรอน กลางวันเราอยูในที่แจง กลางคืนเราอยูในปา.
สารีบุตร ! คาถานาอัศจรรยนี้ อันเราไมเคยฟงมาแตกอน มาแจงแกเราวา :“เรานั้นแหง (รอน) แลวผูเดียว, เปยกแลวผูเดียว, อยูในปา
นาพึงกลัวแตผูเดียว, เปนผูมีกายอันเปลือยเปลา ไมผิงไฟ,
เปนมุนีขวนขวายแสวงหาความบริสุทธิ์.” ดังนี้.
สารีบุตร ! เรานั้นนอนในปาชา ทับกระดูกแหงซากศพทั้งหลาย
ฝูงเด็กเลี้ยงโคเขามาใกลเรา โหรองใสหูเราบาง ถายมูตรรดบาง ซัดฝุนใสบาง
เอาไมแหลม ๆ ทิ่มชองหูบาง. สารีบุตร ! เราไมรูสึกซึ่งจิตอันเปนบาปตอเด็ก

www.buddhadasa.info

๕๘

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๒

เลี้ยงโคทั้งหลายเหลานั้นแมดวยการทําความคิดนึกใหเกิดขึ้น. สารีบุตร ! นี้เปน
วัตรในการอยูอุเบกขาของเรา. ฯ
สารีบุตร ! สมณพราหมณบางพวกมักกลาวมักเห็นอยางนี้วา “ความ
บริสุท ธิ์มีไ ดเ พราะอาหาร”,
สมณพราหมณพ วกนั้น กลา วกัน วา พวกเรา
ทั้งหลายเถิด.สมณพราหมณเหลานั้น
จงเลี้ยงชีวิตใหเปนไปดวยผลกะเบา ๑
จึงเคี้ ยวกิ นผลกะเบาบ าง เคี้ ยวกิ นกะเบาตําผงบ าง ดื่มน้ํ าคั้ นจากผลกะเบาบ าง
ยอมบริโภคผลกะเบาอันทําใหแปลก ๆ มีอยางตาง ๆ บาง. สารีบุตร ! เราก็
ไดใชกะเบาผลหนึ่งเปนอาหารสารีบุตร !
คําเลาลืออาจมีแกเธอวา ผลกะเบา
ในครั้งนั้น ใหญมาก ขอนี้เธออยาเห็นอยางนั้น ผลกะเบาในครั้งนั้น ก็โตเทานี้
เปนอยางยิ่งเหมือนในครั้งนี้เหมือนกัน. สารีบุตร ! เมื่อเราฉันกะเบาผลเดียว
เปนอาหาร รางกายไดถึงความซูบผอมอยางยิ่ง .
เถาวัลยอาสีติกบรรพและ
เถากาฬบรรพมี สั ณ ฐานเช น ไรอวั ย วะน อ ยใหญ ข องเรา ก็ เ ป น เหมื อ นเช น นั้ น
เพราะความเปนผูมีอาหารนอย.
รอยเทาอูฐมีสัณฐานเชนไร รอยตะโพกนั่งทับ
ของเราก็มีสัณฐานเชนนั้น เพราะความเปนผูมีอาหารนอย.
เถาวัฏฏนาวฬีมี
สัณฐานเชนใด กระดูกสันหลังของเราก็เปนขอ ๆ มีสัณฐานเชนนั้น เพราะความ
เปนผูมีอาหารนอย. กลอน(หรือจันทัน) แหงศาลาที่คร่ําคราเกะกะมีสัณฐานเชนไร
ซี่โครงของเราก็เกะกะมีสัณฐานเชนนั้น เพราะความเปนผูมีอาหารนอย. ดวงดาว
ที ่ป รากฏในน้ํ า ในบอ น้ํ า อัน ลึก ปรากฏอยู ล ึก ฉัน ใด ดวงดาวคือ ลูก ตาของเรา
ปรากฏอยู ล ึก ในเบา ตาฉัน นั ้น เพราะความเปน ผู ม ีอ าหารนอ ย.น้ํ า เตา ที ่เ ขาตัด
แตยังออน ครั้นถูกลมและแดดยอมเหี่ยวยูยี่ มีสัณฐานเปนเชนไร หนังศีรษะแหงเรา
ก็เหี่ยวยูมีสัณฐานเชนนั้น เพราะความเปนผูมีอาหารนอย. สารีบุตร ! เราตั้งใจ
วาลูบทอง ก็ลูบถูกกระดูกสันหลังดวย, ตั้งใจวาลูบกระดูกสันหลังก็ลูบถูกทองดวย.
สารีบุตร ! หนังทองกับกระดูกสันหลังของเราชิดกันสนิท เพราะความเปนผู

www.buddhadasa.info

๑. ศัพท โกล นี้ แปลวา พุทราก็ได, โกเลหีติ พทเรหิ, ปปฺ. ๒/๖๕.

ออกผนวช - จนไดตรัสรู

๕๙

มีอาหารนอย. สารีบุตร ! เรา เมื่อคิดวาจักถายอุจจาระปสสาวะก็ลมพับอยูตรงนั้น
เพราะความเปนผูมีอาหารนอย. สารีบุตร ! เรา เมื่อจะบรรเทาซึ่งกายนั้นใหมี
ความสุข บา ง จึง ลูบ ตัว ดว ยฝา มือ ,เมื่อ เราลูบ ตัว ดว ยฝา มือ ขนที่มีร ากเนา แลว
ไดหลุดออกจากกายรวงไป เพราะความเปนผูมีอาหารนอย.
(ตอจากนี้ มีเรื่องการบริสุทธิ์เพราะอาหารอยางเดียวกับการบริโภคผลกะเบา ตางกันแตแทน
ผลกะเบา กลายเปน ถั่วเขียว, งา, ขาวสาร เทานั้น. พระองคไดทดลองเปลี่ยนทุก ๆ อยาง.
เรื่องตั้งแตตนมา แสดงวาพระองคไดทรงเคยประพฤติวัตรของเดียรถียที่เรียกวาอัตตกิลมถานุโยคแลว
ทุก ๆ อยาง สรุปเรียกไดวาสวนสุดฝายขางตึง ที่พระองคสอนใหเวน ในยุคหลัง. วัตรเหลานี้สันนิษฐานวา
ทําทีหลังการไปสํานัก ๒ ดาบส. ถาทีหลังก็ตองกอนเบญจวัคคียไปอยูดวย ยุติเปนอยางไรแลวแตจะวินิจฉัย
เพราะระยะทําความเพียรนานถึง ๖ ป ไดเหตุผลเปนอยางไรโปรดเผยแผกันฟงดวย).

อุ ป มาปรากฏแจ ม แจ ง

ราชกุมาร ! เรื่องประหลาดเกิดมีแกเรา : อุปมาสามขอ เปนอัศจรรย
ที่ไมเคยไดยินมาแลว มาแจมแจงแกเรา.
(๑) ราชกุมาร ! อุปมาขอหนึ่ง วา เหมือนไมสดชุมดวยยาง ทั้งเขา
ตัดลงแชน้ําไว, ถาบุรุษตั้งใจวาเราจะนําไมสีไฟอันบน มาสีกับไมนั้นใหไฟเกิด
ปรากฏดังนี้, ราชกุมาร ! ทานจะเขาใจวาอยางไร บุรุษนั้นจักถือไมสีไฟอันบน
มาสีไฟใหเกิดปรากฏขึ้นไดหรือไม ?” “พระองคผูเจริญ ! ไมไดเลย, เพราะเหตุวาโนนเปน
ไมสดชุมดวยยาง ทั้งยังแชอยูในน้ํา เขาสีตลอดกาลเพียงใด จักตองเหน็ดเหนื่อยคับแคนเปลาเพียงนั้น”.
ราชกุมาร ! ฉันใดก็ฉันนั้น สมณะหรือพราหมณพวกใด กายยังไมหลีกออกจาก

www.buddhadasa.info

๑. บาลี โพธิราชกุมารสูตร ราชวรรค ม.ม. ๑๓/๔๔๘/๔๙๒. และ สคารวสูตร พราหมณวรรค ม.ม.
มหาสัจจกสูตร มหายมกวรรค มู.ม

๖๐

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๒

วัตถุกาม ใจก็ยังระคนดวยกิเลสกามอันทําความพอใจ ความเยื่อใยความเมาหมก
ความกระหาย ความรุมรอน ในวัตถุกามทั้งหลาย, เขายังละไมไดยังรํางับไมได
ซึ่งกิเลสกามเหลานั้น, ทานสมณะหรือพราหมณเหลานั้น ถึงจะไดเสวยทุกขเวทนา
อันกลาแข็งเผ็ดรอน เพราะการทําความเพียรก็ดี หรือไมไดเสวยก็ดี ยอมไมควร
เพื่อเกิดปญญารูเห็นอันไมมีปญญาอื่นยิ่งไปกวาไดเลย.ราชกุมาร ! นี่เปนอุปมา
ทีแรกที่เปนอัศจรรยที่เราไมเคยไดยินมาแลวแตกอน ไดมาแจมแจงแกเราแลว.
(๒) อุปมาขอสอง เปนอัศจรรยที่เราไมเคยไดยินมาแลว ไดม า
แจมแจงแกเรา. ราชกุมาร ! อุปมาวาไมสดชุมดวยยาง วางอยูบนบก หาก
บุรุษตั้งใจวา เราจักนําไมสีไฟอันบนมาสีกับไมนั้นใหไฟเกิดปรากฏดังนี้, ทานจัก
เขา ใจวา อยา งไร บุร ุษ นั ้น จัก ถือ เอาไมส ีไ ฟอัน บนมาสีใ หเ กิด ไฟปรากฏขึ ้น ได
หรือไม? “พระองคผูเจริญ ! ไมไดเลย, เพราะเหตุวาโนนเปนไมสดชุมดวยยาง แมวางอยูบนบก
ก็จริง เขาจะสีไปตลอดกาลเพียงใด ก็จะเหน็ดเหนื่อยคับแคนเปลา ตลอดกาลเพียงนั้น” ราชกุมาร !
ฉัน ใดก็ฉ ัน นั ้น สมณะหรือ พราหมณพ วกใด มีก ายหลีก ออกจากวัต ถุก ามแลว
แตใ จยัง ระคนดว ยกิเ ลสกามอัน ทํ า ความพอใจ ความเยื ่อ ใย ความเมาหมก
ความกระหายความรุมรอน ในวัตถุกามทั้งหลาย, เขายังละไมได ระงับไมได
ซึ่งกิเลสกามนั้น, สมณะหรือพราหมณเหลานั้นจะไดเสวยทุกขเวทนาอันกลาแข็ง
เผ็ดรอน เพราะทําความเพียรก็ดี หรือไมไดเสวยก็ดี ก็ไมควรเพื่อจะเกิดปญญารู
เห็นอันไมมีปญญาอื่นยิ่งไปกวาไดเลย. ราชกุมาร ! นี่เปนอุปมาที่สอง ที่เปน
อัศจรรย อันเราไมเคยไดยินมาแลวแตกอน ไดมาแจมแจงแกเราแลว.

www.buddhadasa.info
(๓) ราชกุมาร ! อุปมาขอสาม ที่เปนอัศจรรยอันเราไมเคยไดยินมาแลว
มาแจ ม แจ ง แก เ รา. ราชกุ ม าร ! อุ ป มาว า ไม แ ห ง สนิ ท ทั้ ง วางไว บ นบก

ออกผนวช - จนไดตรัสรู

๖๑

ไกลจากน้ํา,
หากบุรุษตั้งใจวาเราจักนําไมสีไฟอันบนมาสีกับไมนั้น ใหไฟเกิด
ปรากฏขึ้น ดังนี้, ราชกุมาร ! ทานจะเขาใจวาอยางไร บุรุษนั้นจักนําไมสีไฟ
อันบนมาสีกับไมนั้นใหไฟเกิดปรากฏขึ้นไดหรือไม? “พระองคผูเจริญ ! ไดโดยแท,
เพราะเหตุวาโนนเปนไมแหงเกราะ ทั้งอยูบนบกไกลจากน้ําดวย”.ราชกุมาร ! ฉันใดก็ฉันนั้น
สมณะหรือพราหมณพวกใด มีกายละจากวัตถุกามแลว ทั้งใจก็ไมระคนอยูดวย
กิเลสกาม อันทําความพอใจ ความเยื่อใย ความเมาหมก ความกระหาย ความ
รุมรอน ในวัตถุกามทั้งหลาย, เขาเปนผูละได ระงับไดซึ่งกิเลสกามนั้น. สมณะ
หรือพราหมณเหลานั้น จะไดเสวยทุกขเวทนาอันกลาแข็งเผ็ดรอนเพราะทําความเพียรก็ดี
หรือไมไดเสวยก็ดี ยอมควรเพื่อเกิดปญญารูเห็นอันไมมีปญญาอื่นยิ่งไปกวา ได.
ราชกุมาร ! นี่เปนอุปมาที่สาม ที่เปนอัศจรรยอันเราไมเคยไดยินมาแลวแตกอน ไดมา
แจมแจงกะเราแลว.

ทุ ก รกิ ริ ย า ๑
ราชกุมาร ! ความคิดขอนี้ไดเกิดขึ้นแกเราวา ถากระไร
เราพึง ขบฟน ดว ยฟน อัด เพดานดว ยลิ ้น ขม จิต ดว ยจิต บีบ ใหแ นน จนรอ นจัด
ดูที. ราชกุมาร ! ครั้นเราคิดดังนั้นแลว จึงขบฟนดวยฟง อัดเพดานดวยลิ้น
ขม จิต ดว ยจิต บีบ ใหแ นน จนรอ นจัด แลว เหงื ่อ ไหลออกจากรัก แรทั ้ง สอง,
ราชกุม าร !เปรีย บเหมือ นคนที ่แ ข็ง แรงจับ คนกํ า ลัง นอ ยที ่ศ ีร ษะหรือ ที ่ค อ บีบ
ใหแนนจนรอนจัดฉะนั้น.ราชกุมาร !
แตความเพียรที่เราปรารภแลว จะได
ยอ หย อ นก็ ห าไม สติ จ ะฟ น เฟ อ นไปก็ ห าไม ,เป น แต ก ายกระสั บ กระส า ยไม ส งบ
เพราะกําลังความเพียรที่ทนไดยากเสียดแทงเอา.
(วาระที่ ๑)

www.buddhadasa.info

๑. บาลี โพธิราชกุมารสูตร ราช. ม.ม. ๑๓/๔๕๒/๔๙๕; สคารวสูตร ม.ม. ความตอนนี้ ปาสราสิสูตร
ไมมี.

๖๒

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๒

ราชกุมาร ! ความคิดขอนี้ไดเกิดขึ้นแกเราวา ถากระไร
เราพึงเพงฌานเอาการไมหายใจเปนอารมณเถิด. ราชกุมาร ! ครั้นคิดดังนั้นแลว
เราจึงกลั้นลมหายใจออกเขาทั้งทางจมูกและทางปาก.
ครั้นเรากลั้นลมหายใจ
ทั้งทางจมูกและทางปาก เสียงลมออกทางชองหูทั้งสองดังเหลือประมาณ เหมือน
เสียงลมในสูบแหงนายชองทองที่สูบไปสูบมาฉะนั้น. ราชกุมาร ! แตความเพียร
ที่เราปรารภแล ว จะได ยอหย อนก็ หาไม สติ จะฟ นเฟอ นไปก็หาไม เปนแตกาย
กระสับกระสายไมสงบ เพราะกําลังแหงความเพียรที่ทนไดยากเสียดแทงเอา.
(วาระที่ ๒)

ราชกุมาร ! ความคิดขอนี้ไดเกิดขึ้นแกเราวา ถากระไร
เราพึง เพง ฌาน มีก ารไมห ายใจนั่น แหละ (ใหยิ่ง ขึ้น )๑
เปน อารมณเ ถิด .
ราชกุมาร !ครั้นคิดดังนั้นแลว เราจึงกลั้ นลมหายใจออกเขา ทั้งทางจมูกทางปาก
และทางชองหูทั้งสองแลว. ราชกุมาร ! ครั้นเรากลั้นลมหายใจออกเขาทั้งทางจมูก
ทางปากและทางชองหูทั้งสองแลว ลมกลาเหลือประมาณ แทงเซาะขึ้นไปทางบน
กระหม อ มเหมื อ นถู ก บุ รุ ษ แข็ ง แรง เชื อ ดเอาที่ แ สกกระหม อ มด ว ยมี ด โกนอั น คม
ฉะนั้น. ราชกุมาร ! แตความเพียรที่เราปรารภแลวจะไดยอหยอ นก็หาไม
สติจะไดฟนเฟอนไปก็หาไม เปนแตกายกระสับกระสายไมสงบ เพราะความเพียร
ที่ทนไดแสนยากเสียดแทงเอา.
(วาระที่ ๓)

www.buddhadasa.info
ราชกุมาร ! ความคิดขอนี้ไดเกิดขึ้นแกเราวา ถากระไร
เราพึงเพงฌาน มีการไมหายใจนั่นแหละ (ใหยิ่งขึ้นไปอีก)
เปนอารมณเถิด.
ราชกุม าร !
ครั้น คิด ดัง นั้น แลว เราไดก ลั้น ลมหายใจออกเขา ทั้ง ทางจมูก
ทางปากและทางชองหูทั้งสองแลว. ราชกุมาร ! ครั้นเรากลั้นลมหายใจออกเขา
ทั้งทางจมูกทางปากและทางชองหูทั้งสองแลว รูสึกปวดศีรษะทั่วไปทั้งศีรษะ
(วาระที่ ๔)

๑. แปลกจากวาระที่สองดวย เอว ศัพท ๆ ทีเดียว.

ออกผนวช - จนไดตรัสรู

๖๓

เหลือ ประมาณเปรีย บปานถูก บุรุษ แข็ง แรง รัด ศีร ษะเขา ทั้ง ศรีษ ะดว ยเชือ ก
มีเ กลีย วอัน เขม็ง ฉะนั้น .ราชกุม าร ! แตค วามเพีย รที่เ ราปรารภแลว จะได
ยอ หยอนก็หาไม สติจะฟนเฟอนไปก็หาไม เปนแตกายกระสับกระสายไมสงบ
เพราะความเพียรที่ทนไดแสนยากเสียดแทงเอา.
(วาระที่ ๕) ราชกุมาร ! ความคิดขอนี้ไดเกิดขึ้นแกเราวา ถากระไร
เราพึงเพงฌานมีการไมหายใจนั่นแหละ (ใหยิ่งขึ้นไปอีก)
เปนอารมณเถิด.
ราชกุมาร ! ครั้นคิดดังนั้นแลว เราไดกลั้นลมหายใจออกเขา ทั้งทางจมูกและทางปาก
และทางชองหูทั้งสอง. ราชกุมาร ! ครั้นเรากลั้นลมหายใจออกเขาทั้งทางจมูก
และทางปากและทางชองหูทั้งสองแลว ลมกลาเหลือประมาณหวนกลับลงแทงเอา
พื้ น ท อ ง ดุ จ ถู ก คนฆ า โคหรื อ ลู ก มื อ ตั ว ขยั น ของเขา เฉื อ นเนื้ อ พื้ น ท อ งด ว ยมี ด
สํา หรับ เฉือ นเนื้อ โคอัน คมฉะนั้น .ราชกุม าร !
แตค วามเพีย รของเราจะได
ยอหยอนก็หาไม สติจะไดฟนเฟอนไปก็หาไม เปนแตกายกระสับกระสายไมสงบ
เพราะกําลังแหงความเพียรที่ทนไดแสนยากเสียดแทงเอา.
(วาระที่ ๖) ราชกุมาร ! ความคิดอันนี้ไดเกิดขึ้นแกเราวา ถากระไร
เราพึงเพงฌานมีการไมหายใจนั่นแหละ (ใหยิ่งขึ้นไปอีก) เปนอารมณเถิด.
ราชกุมาร ! ครั้นคิดดังนั้นแลว เราไดกลั้นลมหายใจออกเขาไวทั้งทางจมูกและทาง
ปากและทางชอ งหูทั้ง สอง. ราชกุมาร ! ครั้นเรากลั้นลมหายใจออกเขาไว
ทั้งทางจมูกทางปากและทางชองหูทั้งสอง ก็เกิดความรอนกลาขึ้นทั่วกาย ดุจถูก
คนแข็ง แรงสองคนชว ยกัน จับ คนที ่กํ า ลัง นอ ยที ่แ ขนขา งละคนแลว ยา งรมไว
เหนือหลุมถานเพลิงอันระอุฉะนั้น. ราชกุมาร !แตความเพียรที่เราปรารภแลว
จะไดยอหยอนก็หาไม สติจะฟนเฟอนไปก็หาไม เปนแตกายกระวนกระวายไมสงบ
เพราะกําลังแหงความเพียรที่ทนไดแสนยากเสียดแทงเอา.
โอ ราชกุมาร ! พวกเทวดาเห็นเราแลวพากันกลาววา พระสมณโคดม
ทํากาละเสียแลว,บางพวกกลาววา พระสมณโคดมไมใชทํากาละแลว เปนแต

www.buddhadasa.info

๖๔

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๒

กํา ลัง ทํา กาละอยู,
บางพวกกลา ววา ไมใ ชเ ชน นั้น จะวา พระสมณโคดม
ทํา กาละแล ว หรื อกํ า ลั ง ทํ า กาละอยู ก็ ไ ม ช อบทั้ ง สองสถาน พระสมณโคดมเป น
พระอรหันต นั่นเปนการอยูของทาน, การอยูเชนนั้นเปนการอยูของพระอรหันต
ดังนี้.
ราชกุมาร ! ความคิดอันนี้ไดเกิดขึ้นแกเราวา ถากระไร
เราพึงปฏิบัติการอดอาหารโดยประการทั้งปวงเสีย.
ราชกุมาร !
ครั้งนั้น
พวกเทวดาเขามาหาเราแลวกลาววา “ทานผูนิรทุกข !
ทานอยาปฏิบัติการอด
อาหารโดยประการทั้งปวงเลย ถาทานจักปฏิบัติการอดอาหารโดยประการทั้งปวงไซร
พวกขาพเจาจักแทรกโอชาอันเปนทิพยลงตามขุมขนของทาน ทานจักมีชีวิตอยูได
ดวยโอชาทิพยนั้น”. ราชกุมาร ! ความคิดนี้ไดเกิดขึ้นแกเราวา เราปฏิญญา
การไม บริ โภคอาหารด วยประการทั้ งปวงด วยตนเอง ถ าเทวดาเหล านี้ แทรกโอชา
อัน เปน ทิพ ยล งตามขุม ขนแหง เราแลว ถา เราจะมีช ีว ิต อยู ด ว ยโอชานั ้น ขอ นั ้น
จักเปนมุสาแกเราไปดังนี้. ราชกุมาร ! เราบอกหามกะเทวดาเหลานั้นวาอยาเลย.
(วาระที่ ๗)

www.buddhadasa.info
ราชกุมาร !
ความคิดอันนี้ไดเกิดมีแกเราวา ถากระไรเราบริโภค
อาหารผ อ นให น อ ยลงวั น ละฟายมื อ บ า ง เท า เยื่ อ ถั่ ว เขี ย วบ า ง เท า เยื่ อ ถั่ ว พู บ า ง
เทาเยื่อถั่วดําบาง เทาเยื่อในเมล็ดบัวบางดังนี้. ราชกุมาร ! เราไดบริโภค
อาหารผอ นนอ ยลง วัน ละฟายมือ บา ง เทา เยื ่อ ถั ่ว เขีย วบา ง เทา เยื ่อ ถั ่ว พูบ า ง
เทาเยื่อถั่วดําบาง เทาเยื่อในเมล็ดบัวบาง แลว. ราชกุมาร ! เมื่อเปนเชนนั้น
รางกายของเราไดถึงการซูบผอมลงยิ่งนัก. เพราะโทษที่เรามีอาหารนอย อวัยวะ
ใหญนอยของเราเปนเหมือนเถาวัลยอาสีติกบรรพ หรือเถากาฬบรรพ,
เนื้อ
ที่ตะโพกที่นั่งทับของเรา มีสัณฐานดังเทาอูฐ, ขอกระดูกสันหลังของเรา

ออกผนวช - จนไดตรัสรู

๖๕

ผุด ขึ้น ระกะราวกะเถาวัลยวัฏฏนาวลี.
ซี่โครงของเราโหรงเหรงเหมือนกลอน
ศาลาอันเกาคร่ําครา. ดาวคือดวงตาของเรา ถลมลึกอยูในกระบอกตา ดุจเงา
แหงดวงดาวที่ปรากฏอยูในบอน้ําอันลึกฉะนั้น, ผิวหนังศีรษะของเรา เหี่ยวยน
เหมือนน้ําเตาออนที่ตัดมาแตยังสด ถูกแดดเผาเหี่ยวยนเชนเดียวกัน. ราชกุมาร !
เราคิดวาจะจับพื้นทองครั้นจับเขาก็ถูกกึงกระดูกสันหลังตลอดไป, คิดวาจะจับ
กระดูกสันหลัง ครั้นจับเขาก็ถูกถึงพื้นทองดวย. ราชกุมาร ! ตถาคตคิดจะถาย
ปสสาวะหรืออุจจาระ ก็เซลมราบอยู ณ ที่นั้นเอง. ราชกุมาร ! ตถาคตหวังจะ
ใหก ายมี ค วามสุ ข บ า ง จึ ง ลู บ ไปตามตั ว ด ว ยฝ า มื อ ขนมี ร ากอั น เน า หลุ ด ตกลง
จากกาย.
โอ ราชกุมาร ! มนุษยทั้งหลายเห็นเราแลวกลาววา พระสมณโคดม
ดูดําไป, บางพวกกลาววา พระสมณโคดมไมดํา เปนแตคล้ําไป, บางพวก
กลาววา จะดําก็ไมเชิง จะคล้ําก็ไมเชิง พระสมณโคดมมีผิวเผือดไปเทานั้น.
ราชกุม าร !ผิว พรรณที่เ คยบริสุท ธิ์ผ ุด ผอ งของตถาคต มากลายเปน ถูก ทํา ลาย
ลงแลว เพราะความที่ตนมีอาหารนอยนั้น.

www.buddhadasa.info
ทรงกลั บ พระทั น ฉั น อาหารหยาบ ๑

ราชกุมาร ! ความคิดอันนี้ไดเกิดขึ้นแกเราวา ในอดีตกาลอันยาวยืดก็ดี
…ในอนาคตกาลอันยาวยืดก็ดี...แมในปจจุบันนี้ก็ดี, สมณะหรือพราหมณเหลาใด
ที่ไดเสวยทุกขเวทนากลาแข็งเผ็ดรอนอันเกิดจากการทําความเพียร อยางสูงสุด
ก็เทาที่เราไดเสวยอยูนี้ ไมยิ่งไปกวานี้ได, ก็แตวาเราหาอาจบรรลุธรรมอันยิ่ง
ของมนุษย หรืออลมริยญาณทัศนวิเศษ ดวยทุกขเวทนาอันกลาแข็งแสบเผ็ดนี้ไม.
ชะรอยหนทางแหงการตรัสรูจักพึงมีโดยประการอื่น.

๑. โพธิราชกุมารสูตร ราช ม.ม. ๑๓/๔๕๘/๕๐๔, และสคารวสูตร พราหมณวรรค ม.ม. มหาสัจจกสูตร
มหายมกวรรค มู.ม.; ปาสราสิสูตร ไมมี.

๖๖

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๒

ราชกุมาร !
ความระลึกอันนี้ไดเกิดขึ้นแกเราวา เออก็เรายังจําไดอยู
เมื ่อ งานแรกนาแหง บิด า เรานั ่ง ณ รม ไวห วา มีเ งาเย็น สนิท มีใ จสงัด แลว
จากกามและอกุศ ลธรรมทั ้ง หลาย บรรลุป ฐมฌานมีว ิต กวิจ าร มีป ต ิแ ละสุข
อัน เกิด แตว ิเ วกแลว แลอยู  ชะรอยนั ่น จัก เปน ทางแหง การตรัส รู บ า ง ดัง นี ้.
ราชกุมาร !
วิญญาณอันแลนไปตามความระลึก ไดมีแลวแกเราวา นี่แล แนแลว
หนทางแหงการตรัสรูดังนี้.
ราชกุมาร !
ความสงสัยอันนี้ไดเกิดขึ้นแกเราวา เราควรจะกลัวตอ
ความสุขชนิดที่เวนจากกามและอกุศลธรรมหรือไมหนอ? ราชกุมาร ! ความแนใจ
อั นนี้ ไ ด เกิ ดขึ้ นแก เราว า เราไม ควรกลั วต อ สุ ขอั นเว นจากกามและอกุ ศ ลทั้ งหลาย.
ราชกุมาร !
ความคิดไดมีแกเราสืบไปวา ก็ความสุขชนิดนั้น คนที่มีรางกาย
หิว โหยเกิ น กว า เหตุ เ ช น นี้ จะบรรลุ ไ ด โ ดยง า ยไม ไ ด เ ลย ถ า ไฉนเราพึ ง กลื น กิ น
อาหารหยาบคือขาวสุกและขนมสดเถิด. ราชกุมาร ! เราไดกลืนกินอาหารหยาบ
คือขาวสุกและขนมสดแลว.

ภิ ก ษุ ป ญ จวั ค คี ย ห ลี ก

www.buddhadasa.info
ราชกุมาร !
เรานั้นไดกลืนกินอาหารหยาบ คือขาวสุกและขนมสดแลว.
ราชกุมาร ! ก็ครั้งนั้นมีภิกษุผูเปนพวกกัน ๕ รูป (ปญจวัคคีย) เปนผูคอยบํารุงเรา
ด วยหวั ง อยู ว า พระสมณโคดมได บรรลุ ธรรมใด จั กบอกธรรมนั้ นแก เราทั้ งหลาย.
ราชกุม าร !
ครั้น ตถาคตกลืน กิน อาหารหยาบ คือ ขา วสุก และขนมสดแลว
ภิกษุผูเปนพวกกัน ๕ รูปนั้น พากันหนายในเรา หลีกไปเสีย ดวยคิดวา

๑. โพธิราชกุมารสูตร ราช. ม.ม. ๑๓/๔๕๙/๕๐๕,และสคารวรสูตร พราหมณวรรค ม.ม. มหาสัจจกสูตร
มหายมกวรรค มู.ม. ปาสราสิสูตรไมมี.

ออกผนวช - จนไดตรัสรู

๖๗

พระสมณโคดมเปนคนมักมาก คลายความเพียรเวียนมาเปนคนมักมากเสียแลว
ดังนี้.

ทรงตริ ต รึ ก เพื่ อ ตรั ส รู

ภิกษุ ท. ! ครั้งกอนแตการตรัสรู เมื่อเรายังเปน โพธิสัตว ยังไมได
ตรัส รู นั ่น เทีย ว ไดเ กิด ความปริว ิต กขึ ้น วา อะไรหนอเปน รสอรอ ยในโลก?
อะไรเปนโทษในโลก? อะไรเปนอุบายเครื่องออกไปจากโลก?
ภิกษุ ท. ! ความรูสึกไดเกิดขึ้นแกเราวา สุขโสมนัสที่ปรารภโลกเกิด
ขึ้น นี่เ อง เปน รสอรอ ยในโลก. โลกที่ไ มเ ที่ย ง ทรมาน มีก ารเปลี่ย นแปลง
เปนธรรมดานี่เอง เปนโทษในโลก.
การนําออกเสียสิ้นเชิงซึ่งความกําหนัด
ดวยอํานาจความเพลินในโลกนี่เอง เปนอุบายเครื่องออกไปจากโลกได.
ภิกษุ ท. ! ตลอดเวลาเพียงไร ที่เรายังไมรูจักรสอรอยของโลกวาเปน
รสอรอย, ยังไมรูจักโทษของโลกวาเปนโทษ, ยังไมรูจักอุบายเครื่องออกวา
เปนอุบายเครื่องออก ตามที่เปนจริง, ตลอดเวลาเพียงนั้น เรายังไมรูสึกวาไดตรัสรู
พรอมเฉพาะซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลก พรอมทั้งเทวดา มาร พรหม
หมูสัตว พรอมทั้งสมณพราหมณ เทวดา พรอมทั้งมนุษย.
ภิกษุ ท. ! เมื่อใดแล เราไดรูจักรสอรอยของโลกวาเปนรสอรอย
รู จ ัก โทษของโลกวา เปน โทษ รู จ ัก อุบ ายเครื ่อ งออกวา เปน อุบ ายเครื ่อ งออก
ตามที่เปนจริงดวยอาการอยางนี้แลว เมื่อนั้นเรารูสึกวาไดตรัสรูพรอมเฉพาะ ซึ่งอนุตตร
สัมมาสัมโพธิญาณ ในโลก พรอมทั้งเทวดา มาร พรหม หมูสัตว พรอมทั้ง
สมณพราหมณ เทวดา พรอมทั้งมนุษย.

www.buddhadasa.info

๑. ปฐมสูตร สัมโพธิวรรค ตติยปณณาสก ติก. อํ. ๒๐/๓๓๒/๕๔๓.

๖๘

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๒

ก็แหละญาณทัศนะเครื่องรูเครื่องเห็นเกิดขึ้นแลวแกเราวา ความหลุดพน
ของเราไมกลับกําเริบ ชาตินี้เปนชาติสุดทาย บัดนี้ภพเปนที่เกิดใหมมิไดมีอีก ดังนี้.

ทรงเที่ ย วแสวงเพื่ อ ความตรั ส รู ๑
ภิกษุ ท. ! เราไดเที่ยวไปแลวเพื่อแสวงหา รสอรอย (คือเครื่องลอ
ใจสัตว) ของโลก. เราไดพบรสอรอยนั้นแลว. รสอรอยในโลกมีประมาณเทาใด,
เราเห็นมันอยางดีดวยปญญาของเรา เทานั้น.
ภิกษุ ท. ! เราไดเที่ยวไปแลวเพื่อแสวงหา (ใหพบ) โทษ (คือความ
รายกาจ) ของโลก.เราไดพบโทษของโลกนั้นแลว. โทษในโลกมีเทาใด, เรา
เห็นมันอยางดีดวยปญญาของเรา เทานั้น.
ภิกษุ ท. ! เราไดเที่ยวไปแลวเพื่อแสวงหาอุบายเครื่องออกจากโลก
ของโลก. เราไดพบอุบายเครื่องออกนั้นแลว. อุบายเครื่องออกจากโลกมีอยูเทาใด
เราเห็นมันอยางดีดวยปญญาของเรา เทานั้น.
ภิกษุ ท. ! ตลอดเวลาเพียงไร ที่เรายังไมรูเทารสอรอยของโลก
วาเปนรสอรอย (เครื่องลอใจสัตว), ไมรูจักโทษของโลกโดยความเปนโทษ, ไมรูจัก
อุบ ายเครื่อ งออกวา เปน อุบ ายเครื่อ งออกตามที่เ ปน จริง ,
ตลอดเวลาเพีย ง
นั้นแหละ เรายังไมเปนผูตรัสรูพรอมเฉพาะ ซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลก
พร อมทั้งเทวดา มาร พรหม ในหมู สัตวพรอมทั้ งสมณพราหมณ เทวดา พรอม
ทั้งมนุษย.

www.buddhadasa.info

๑. บาลี ทุติยสูตร สัมโพธิวรรค ป.๓ ติก. อํ.. ๒๐/๓๓๓/๕๕๔, บาลีนี้และบาลีตอไปที่ทรงเลา
นี่เอง แสดงชัดเจนวาทําไมจึงออกผนวช. คือทรงเห็นวาถาไมออก ก็ไมมีโอกาสแสวงสิ่งที่ทรงประสงค
จะรู.

ออกผนวช - จนไดตรัสรู

๖๙

ภิกษุ ท !
เมื่อใดแล เราไดรูยิ่งซึ่งรสอรอยของโลกวาเปนรสอรอย,
รูโทษของโลกโดยความเปน โทษ,
รูอุบายเครื่อ งออกของโลก วาเปนอุบาย
เครื่อ งออก ตามที่เปนจริง, เมื่อนั้นแหละ เรารูสึกวาเปนผูตรัสรูพรอมเฉพาะซึ่ง
อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลกพรอมทั้งเทวดา มาร พรหม หมูสัตว พรอ ม
ทั้งสมณพราหมณ เทวดา พรอมทั้งมนุษย.
ก็ แหละญาณทั ศนะเครื่ องรู เครื่ องเห็ นเกิ ดขึ้ นแก เราว า ความหลุ ดพ น
ของเราไมกลับกําเริบ,ชาตินี้เปนชาติสุดทาย,
บัดนี้ภพเปนที่เกิดใหมไมมีอีก,
ดังนี้. ฯ

ทรงคอยควบคุมวิ ตก กอนตรัสรู

ภิกษุ ท. ! ครั้งกอนแตการตรัสรู เมื่อเรายังไมไดตรัสรู ยังเปน
โพธิสัตวอยู,
ไดเกิดความรูสึกอันนี้ขึ้นวา เราพึงทําวิตกทั้งหลายใหเปนสอง
สวนเถิด. ภิกษุ ท. ! เราไดทํา กามวิตก พยาปาทวิตก วิหิงสาวิตก สามอยางนี้
ใหเ ปน สว นหนึ่ง ,
ไดทํา เนกขัม มวิต ก อัพ ยาปาทวิต ก อวิหิง สาวิต ก
สามอยางนี้ใหเปนอีกสวนหนึ่งแลว.
ภิกษุ ท. ! เมื่อเราเปนผูไมประมาท มีเพียร มีตนสงไปอยูอยางนี้
กามวิตกเกิดขึ้น เราก็รูชัดอยางนี้วา กามวิตกเกิดแกเราแลว,
กามวิตกนั้น
ยอ มเปนไปเพื่อเบียดเบียนตนบาง เบียดเบียนผูอื่นบาง เบียดเบียนทั้งสองฝาย
(คือทั้งตนและผูอื่น) บาง, เปนไปเพื่อความดับแหงปญญา เปนฝกฝายแหง
ความคับแคน ไมเปนไปพรอ มเพื่อ นิพ พาน. ภิก ษุ ท. ! เมื่อ เราพิจ ารณา
เห็นอยู ฯลฯ๒ อยางนี้ กามวิตกยอมถึงซึ่งอันตั้งอยูไมได. ภิกษุ ท. ! เราไดละ
และบรรเทากามวิตกอันบังเกิดขึ้นแลวและบังเกิดแลว กระทําใหสิ้นสุดไดแลว.

www.buddhadasa.info

๑. เทวธาวิตักกสูตร สีหนาทวรรค มู.ม. ๑๒/๒๓๒/๒๕๒, ตรัสที่เชตวัน.
๒. เห็นอยางนี้ คือเห็นอยางวามาแลว เชนมีการเบียดเบียนตนเปนตน.

๗๐

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๒

ภิกษุ ท. ! เมื่อเราเปนผูไมประมาท มีเพียร มีตนสงไปอยูอยางนี้
พยาปาทวิต ก
เกิด ขึ้น เราก็รูชัด อยา งนี้วา พยาปาทวิต กเกิด แกเ ราแลว ,
ก็พยาปาทวิตกนั้นยอมเปนไปเพื่อเบียดเบียนตนบาง เบียดเบียนผูอื่นบาง เบียดเบียน
ทั้งสองฝายบาง, เปนไปเพื่อความดับแหงปญญา เปนฝกฝายแหงความคับแคน
ไมเปนไปพรอมเพื่อนิพพาน. ภิกษุ ท. ! เมื่อเราพิจารณาเห็นอยู ฯลฯ อยาง
นี้พยาปาทวิตกยอมถึงซึ่งอันตั้งอยูไมได. ภิกษุ ท. ! เราไดละและบรรเทาพยาปาทวิตก อันบังเกิดขึ้นแลวและบังเกิดแลว กระทําใหสิ้นสุดไดแลว.
ภิกษุ ท. ! เมื่อเราเปนผูไมประมาท มีเพียร มีตนสงไปอยูอยางนี้
วิ ห ิ ง สาวิ ต กเกิ ด ขึ ้ น เราก็ รู  ช ั ด อย า งนี ้ ว  า วิ ห ิ ง สาวิ ต กเกิ ด ขึ ้ น แก เ ราแล ว ,
ก็วิหิงสาวิตกนั้นยอมเปนไปเพื่อเบียดเบียนตนบาง เบียดเบียนผูอื่นบาง เบียดเบียน
ทั้งสองฝายบาง, เปนไปเพื่อความดับแหงปญญา เปนฝกฝายแหงความคับแคน
ไมเปนไปพรอมเพื่อนิพพาน. ภิกษุ ท. ! เมื่อเราพิจารณาเห็นอยู ฯลฯ อยางนี้
วิหิงสาวิตกยอมถึงซึ่งอันตั้งอยูไมได. ภิกษุ ท. ! เราไดละและบรรเทาวิหิงสาวิตก
อันบังเกิดขึ้นแลวและบังเกิดแลวกระทําใหสิ้นสุดไดแลว.

www.buddhadasa.info
ภิกษุ ท. ! ภิกษุตรึกตามตรองตามถึงอารมณใด ๆ มาก จิตยอมนอม
ไปโดยอาการอยา งนั ้น ๆ ถา ภิก ษุต รึก ตามตรองตามถึง กามวิต กมาก ก็เ ปน
อัน วาละเนกขัมมวิตกเสีย กระทําแลวอยางมากซึ่งกามวิตก;
จิตของเธอนั้น
ยอมนอมไปเพื่อความตรึกในกาม.
ถาภิกษุตรึกตรองตามถึงพยาปทวิตกมาก
ก็เปนอันวาละอัพยาปาทวิตกเสีย กระทําแลวอยางมากซึ่งพยาปาทวิตก, จิตของ
เธอนั้นยอมนอมไปเพื่อความตรึกในการพยาบาท.
ถาภิกษุตรึกตามตรองตามถึง
วิหิงสาวิตกมาก ก็เปนอันวาละอวิหิงสาวิตกเสีย กระทําแลวอยางมากซึ่งวิหิงสาวิตก,
จิตของเธอนั้นยอมนอมไปเพื่อความตรึกในการทําสัตวใหลําบาก.

ออกผนวช - จนไดตรัสรู

๗๑

ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนในคราวฤดูสารท คือเดือนสุดทายแหงฤดูฝน
คนเลี้ ยงโคต องเลี้ยงฝู งโคในที่แคบเพราะเต็มไปด วยขาวกล า เขาต องตีต อนห ามกั น
ฝู ง โคจากข า วกล า นั้ น ด ว ยท อ นไม เพราะเขาเห็ น โทษคื อ การถู ก ประหาร การถู ก
จับ กุม การถูก ปรับ ไหม การติเ ตีย น เพราะมีข า วกลา นั ้น เปน เหตุ ขอ นี ้ฉ ัน ใด,
ภิกษุ ท. !
ถึงเราก็ฉันนั้น ไดเห็นแลวซึ่งโทษความเลวทรามเศราหมองแหง
อกุศลธรรมทั้งหลาย, เห็นอานิสงสในการออกจากกาม ความเปนฝกฝายของความ
ผองแผวแหงกุศลธรรมทั้งหลาย.
ภิกษุ ท. !
เมื่อเราเปนผูไมประมาท มีเพียร มีตนสงไปอยูอยางนี้
เนกขัมมวิตกยอมเกิดขึ้น.๑ อัพยาปาทวิตกยอมเกิดขึ้น.... อวิหิงสาวิตกยอม
เกิดขึ้น. เรายอมรูแจงชัดวา อวิหิงสาวิตกเกิดขึ้นแกเราแลว, ก็อวิหิงสาวิตกนั้น
ไมเ ปน ไปเพื่อ เบีย ดเบีย นตน
เบีย ดเบีย นผูอื่น หรือ เบีย ดเบีย นทั้ง สองฝา ย,
แตเ ป น ไปพร อ มเพื่ อ ความเจริ ญ แห ง ป ญ ญา ไม เ ป น ฝ ก ฝ า ยแห ง ความคั บ แค น
เปนไปพรอมเพื่อนิพพาน.
แมเราจะตรึกตามตรองตามถึงอวิหิงสาวิตกนั้น
ตลอดคืน ก็มองไมเห็นภัยที่จะเกิดขึ้นเพราะอวิหิงสาวิตกนั้นเปนเหตุ.
แมเราจะ
ตรึกตามตรองตามถึงอวิหิงสาวิตกนั้นตลอดวัน,
หรือตลอดทั้งกลางคืนกลางวัน
ก็มองไมเห็นภัยอันจะเกิดขึ้นเพราะอวิหิงสาวิตกนั้นเปนเหตุ.
ภิกษุ ท. ! เพราะเราคิดเห็นวา เมื่อเราตรึกตามตรองตามนานเกินไปนัก

www.buddhadasa.info
กายจะเมื่อยลา , เมื่อ กายเมื่อ ยลา จิต ก็ออ นเพลีย , เมื่อจิต ออ นเพลีย
จิตก็หางจากสมาธิ,
เราจึงไดดํารงจิตใหหยุดอยูในภายใน กระทําใหมีอารมณ

อันเดียวตั้งมั่นไว ดวยหวังอยูวา จิตของเราอยาฟุงขึ้นเลย ดังนี้.

๑. ที่ละดวยจุดนี้ หมายความวาตรัสทีละวิตก แตคําตรัสเหมือนกันหมด ผิดแตชื่อเทานั้น, ทุก ๆ วิตก
มีเนื้อความอยางเดียวกัน.

๗๒

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๒

ภิกษุ ท. ! ภิกษุตรึกตามตรองตามถึงอารมณใด ๆ มาก จิตยอมนอมไป
โดยอาการอยางนั้น ๆ.
ถาภิกษุตรึกตามตรองตามถึงเนกขัมมวิตกมาก ก็เปนอันวา
ละกามวิตกเสีย กระทําแลวอยางมากซึ่งเนกขัมมวิตก ;
จิตของเธอนั้นยอมนอมไป
เพื่อความตรึกในการออกจากกาม. ฯ
ถาภิกษุตรึกตามตรองตามถึงอัพยาปาทวิตกมาก
ก็เปนอันวาละพยาปาทวิตกเสีย กระทําแลวอยางมากในอัพยาปาทวิตก
จิตของเธอนั้นยอมนอมไปเพื่อความตรึกในการไมพยาบาท.
ถาภิกษุตรึกตาม
ตรองตามถึงอวิหิงสาวิตกมาก ก็เปนอันวาละวิหิงสาวิตกเสีย
กระทําแลวอยางมากใน
อวิหิงสาวิตก. จิตของเธอนั้นยอมนอมไปเพื่อความตรึกในการไมยังสัตวใหลําบาก.
ภิกษุ ท. !
เปรียบเหมือนในเดือนสุดทายแหงฤดูรอน ขาวกลาทั้งหมด
คนเลี้ยงโคพึงเลี้ยงโคได.
เมื่อเขาไปพักใตรมไม
เขาขนนําไปในบานเสร็จแลว๑
หรือไปกลางทุงแจง ๆ พึงทําแตความกําหนดวา นั่นฝูงโคดังนี้ (ก็พอแลว)
ฉันใด,
ภิกษุ ท. !
ถึงภิกษุก็เพียงแตทําความระลึกวา นั่นธรรมทั้งหลายดังนี้ (ก็พอแลว)
ฉันนั้นเหมือนกัน.
ภิกษุ ท. !
ความเพียรเราไดปรารภแลวไมยอหยอน สติเราไดดํารง
ไ วแ ลว ไ มฟ น เ ฟอ น ก า ย ส ง บ ร ะ งับ ไ มก ร ะ สับ ก ร ะ สา ย จิต ตั ้ง มั ่น มีอ า ร ม ณ
อั น เดี ย วแลว. ภิกษุ ท. ! เรานั้น เพราะสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย
ไ ด เ ข า ถึ ง ป ฐ ม ฌ า น มี ว ิ ต ก วิ จ า ร มี ป  ต ิ แ ล ะ สุ ข เ กิ ด แ ต ว ิ เ ว ก แ ล ว แ ล อ ยู  .

www.buddhadasa.info
(คํา ตอไปนี้เหมือนในตอนที่กลาวดวยการตรัสรู ขางหนา ). ฯ

๑.
คํ า แปลตรงนี้ ข า พเจ า ถื อ เอาตามที่ ไ ด สอบสวนสั น นิ ษ ฐานแล ว คื อ ฉบั บ บาลี เ ป น สพฺ พ ปสฺ เ สสุ
คามนฺ ตสมฺ ภเวสุ มี ผู แปลกั นต าง ๆ ตามแต จะให คล ายรู ปศั พท เพี ยงใด.
ข าพเจ าเห็ นว าต องแก บาลี
นั ้น เปน สพฺพ สสฺเ สสุ จึง จะ ไ ดค วาม เพราะอรรถกถาแกคํ า หลัง ไวด ัง นี ้ คามนฺต สมฺภ เวสติ
คามนฺตอาหเฎสุ ฯ ปปญจ. ๒/๑๑๑. ขอจงใครครวญดวย. บาลีคือพระไตรปฎกเลม ๑๒ หนา ๒๓๖
บรรทัด ๖ นับลง.

ออกผนวช - จนไดตรัสรู

๗๓

ทรงกํา หนดสมาธิ นิ มิ ต ก อ นตรั ส รู ๑
อนุรุทธะ ท. ! นิมิตนั้นแหละ เธอพึงแทงตลอดเถิด. แมเราเมื่อ
ครั้ง กอ นแตการตรัสรูยังไมไดตรัสรู ยังเปนโพธิสัตวอยู ก็จําแสงสวางและการ
เห็นรูปทั้งหลายได.
ตอมาไมนาน แสงสวางและการเห็นรูปของเรานั้น ๆ ได
หายไป.เกิดความสงสัยแกเราวา อะไระเปนเหตุ อะไรเปนปจจัย ที่ทําใหแสงสวางและ
การเห็นรูปนั้นหายไป? อนุรุทธะ ท. ! เมื่อคิดอยู ก็เกิดความรู (ดังตอไปนี้) วา : -

วิจิกิจฉา (ความลังเล) แล เกิดขึ้นแกเราแลว, สมาธิของเราเคลื่อนแลว,
ก็เพราะมีวิจิกิจฉาเปนตนเหตุ. ครั้นสมาธิเคลื่อนแลว แสงสวางและการเห็นรูป
ยอมหายไป. เราจักกระทําโดยประการที่วิจิกิจฉาจะไมบังเกิดขึ้นแกเราไดอีก… ฯลฯ.
(มีคําระหวางนี้เหมือนทอนตน ไมมีผิด ทุกตอน ตั้งแตคําวาอนุรุทธะ ท ! มา )

อมนสิการ (ความไมทําไวในใจ คือไมใสใจ) แล เกิดขึ้นแกเราแลว,
สมาธิของเราเคลื่อนแลว ก็เพราะมีอมนสิการเปนตนเหตุ. ครั้นสมาธิเคลื่อนแลว
แสงสวางและการเห็นรูป ยอมหายไป.เราจักกระทําโดยประการที่วิจิกิจฉาและ
อมนสิการจะไมเกิดขึ้นแกเราไดอีก.
ถีนมิทธะ (ความเคลิ้มและงวงงุน) แล เกิดขึ้นแกเราแลว,
สมาธิของเราเคลื่อนแลวเพราะมีถิ่นมิทธะเปนตนเหตุ. ครั้นสมาธิเคลื่อนแลว
แสงสวา งและการเห็นรูปยอมหายไป. เราจักกระทําโดยประการที่วิจิกิจฉาและ
อมนสิการ, และถิ่นมิทธะ จะไมบังเกิดขึ้นแกเราไดอีก.

www.buddhadasa.info

๑. บาลี อุปกกิเลสสูตร สุญญตวรรค อุปริ. ม. ๑๔/๓๐๒/๔๕๒. ตรัสแกพระเถระ ๓ รูป คืออนุรุทธะ
นันทิยะ กิมพิละ, ทรงอาลปนะวา อนุรุทธทั้งหลาย ! พระบาลีตอนนี้ผูศึกษาควรใครครวญเปนพิเศษ,
เฉพาะอยางยิ่งสําหรับนักศึกษาสมาธิภาวนา.

๗๔

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๒

ฉัมภิตัตตะ

(ความสะดุงหวาดเสียว) แล บังเกิดขึ้นแกเราแลว,
สมาธิ ข องเราเคลื่อนแลวเพราะมีฉัมภิตัตตะเปนตนเหตุ. ครั้นสมาธิเคลื่อนแลว
แสงสวางและการเห็นรูปยอมหายไป. เหมือนบุรุษเดินทางไกล เกิดผูมุงหมาย
เอาชีวิตขึ้นทั้งสองขางทาง ความหวาดเสียวยอมเกิดแกเขาเพราะขอนั้นเปนเหตุ
ฉะนั้น. เราจักกระทําโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, และ
ฉั ม ภิ ตั ต ตะ จะไมเกิดแกเราไดอีก.

อุพพิละ (ความตื่นเตน) แล เกิดขึ้นแกเราแลว, สมาธิของเรา
เคลื่อนแลว เพราะมีอุพพิละนั้นเปนตนเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแลว แสงสวางและ
การเห็นรูปยอมหายไป.
เหมือนบุรุษแสวงหาอยูซึ่งขุมทรัพยขุมเดียว เขาพบ
พรอมกันคราวเดียวตั้งหาขุม ความตื่นเตนเกิดขึ้นเพราะการพบนั้นเปนเหตุ ฉะนั้น
เราจักกระทําโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ และ
อุพพิละ จะไมเกิดแกเราไดอีก.

ทุฏุลละ (ความคะนองหยาบ) แล เกิดขึ้นแกเราแลว, สมาธิของเรา

www.buddhadasa.info
เคลื่อนแลว เพราะมีทุฏุลละนั้นเปนตนเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแลว แสงสวาง
และการเห็นรูปยอมหายไป. เราจักกระทําโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ,
ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, และทุฏุลละ จะไมเกิดแกเราไดอีก.
อัจจารัทธวิริยะ (ความเพียรที่ปรารภจัดจนเกินไป) แล เกิดขึ้น
แกเราแลว, สมาธิของเราเคลื่อนแลว เพราะมีอัจจารัทธวิริยะนั้นเปนตนเหตุ. เมื่อ
สมาธิเคลื่อนแลว แสงสวางและการเห็นรูปยอมหายไป. เปรียบเหมือนบุรุษจับนก
กระจาบดวยมือทั้งสองหนักเกินไป นกนั้นยอมตายในมือ ฉะนั้น. เราจักกระทํา
โดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, ทุฏุลละ,
และอัจจารัทธวิริยะ จะไมเกิดแกเราไดอีก.

ออกผนวช - จนไดตรัสรู

๗๕

อติลีนวิริยะ (ความเพียรที่ยอหยอนเกินไป) แล เกิดขึ้นแกเราแลว,
สมาธิของเราเคลื่อนแลว เพราะมีอติลีนวิริยะนั้นเปนตนเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแลว
แสงสวางและการเห็นรูปยอมหายไป.เปรียบเหมือนบุรุษจับนกกระจาบหลวมมือ
เกินไป นกหลุดขึ้นจากมือบินหนีเสียได ฉะนั้น. เราจักกระทําโดยประการที่
วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, ทุฏุลละ, อัจจารัทธวิริยะ
และอติลีนวิริยะ จะไมเกิดแกเราไดอีก.
อภิชัปปา (ความกระสันอยาก) แล เกิดขึ้นแกเราแลว, สมาธิของเรา
เคลื่อนแลว เพราะมีอภิชัปปาเปนตนเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแลว แสงสวางและ
การเห็นรูปยอมหายไป. เราจักกระทําโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ,
ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, ทุฏุลละ, อัจจารัทธวิริยะ, อติลีนวิริยะและอภิชัปปาจะ
ไมเกิดขึ้นแกเราไดอีก.
นานัตตสัญญา (ความใสใจไปในสิ่งตาง ๆ) แล เกิดขึ้นแกเราแลว,
สมาธิของเราเคลื่อนแลว เพราะมีนานัตตสัญญานั้นเปนตนเหตุ. เมื่อสมาธิ
เคลื่อนแลว แสงสวางและการเห็นรูปยอมหายไป.
เราจักกระทําโดยประการที่
วิ จิ กิ จ ฉา, อมนสิ ก าร, ถี น มิ ท ธะ, ฉั ม ภิ ตั ต ตะ, อุ พ พิ ล ะ, ทุ ฏ ุ ล ละ,
อัจจารัทธวิริยะ, อติลีนวิริยะ,อภิชัปปา, และนานัตตสัญญา จะไมเกิดแกเรา
ไดอีก.
รูปานํ อตินิชฌายิตัตตะ (ความเพอตอรูปทั้งหลายจนเกินไป) แล
เกิดขึ้นแกเราแลว, สมาธิของเราเคลื่อนแลว เพราะมีอตินิชฌายิตัตตะเปนตนเหตุ.
เมื่อสมาธิเคลื่อนแลว แสงสวางและการเห็นรูปยอมหายไป.
เราจักกระทํา
โดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, ทุฏุลละ,
อั จ จารั ท ธวิ ริ ย ะ, อติ ลี น วิ ริ ย ะ, อภิ ชั ป ปา, นานั ต ตสั ญ ญา, และ รู ป านํ
อติ นิ ช ฌายิ ตัตตะ จะไมเกิดแกเราไดอีก.

www.buddhadasa.info

๗๖

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๒

ดูกอนอนุรุทธะ ท. ! เรารูแจงชัดวิจิกิจฉา (เปนตนเหลานั้น) วาเปน
อุปกิเลสแหงจิตแลว จึงละแลวซึ่งวิจิกิจฉา (เปนตนเหลานั้น) อันเปนอุปกิเลส
แหงจิต เสีย.
ดูกอนอนุรุทธะ ท. ! เรานั้นเมื่อไมประมาท มีเพียร มีตนสงไปอยู
ยอมจําแสงสวางได แตไมเห็นรูป (หรือ) ยอมเห็นรูป แตจําแสงสวางไมได
เปน ดั ง นี้ ทั้ ง คื น บ า ง ทั้ ง วั น บ า ง ทั้ ง คื น และทั้ ง วั น บ า ง.ความสงสั ย เกิ ด แก เ ราว า
อะไรเปนเหตุเปนปจจัย ที่เราจํา แสงสวางได แตไมเห็นรูป (หรือ )
เห็นรูป
แตจําแสงสวางไมได ทั้งคืนบาง ทั้งวันบาง ทั้งคืนและทั้งวันบาง?
ดูกอนอนุรุทธะ ท. ! ความรูไดเกิดแกเราวา สมัยใดเราไมทํา รูปนิมิต
ไวใ นใจ แตทํ า โอภาสนิม ิต ไวใ นใจ สมัย นั ้น เรายอ มจํ า แสงสวา งได แตไ ม
เห็นรูป.สมัย ใดเราไมทํา โอภาสนิมิตไวใ นใจแตทํา รูป นิมิต ไวในใจ,
สมัย นั้น
เรายอมเห็นรูปแตจําแสงสวางไมได ตลอดทั้งคืนบาง ตลอดทั้งวันบางตลอดทั้งคืน
และทั้งวันบาง.
ดูกอนอนุรุทธะ ท. !
เราเปนผูไมประมาท มีเพียร มีตนสงไปอยู
ยอมจําแสงสวางไดนิดเดียวเห็นรูปก็นิดเดียวบาง, จําแสงสวางมากไมมีประมาณ
เห็นรูปก็มากไมมีประมาณบาง ความสงสัยเกิดแกเราวา อะไรเปนเหตุเปนปจจัย ที่
เราจําแสงสวางไดนิดเดียงเห็นรูปก็นิดเดียวบาง, จําแสงสวางไดมากไมมีประมาณ
เห็น รูป ก็ม ากไมม ีป ระมาณตลอดทั ้ง คืน บา งตลอดทั ้ง วัน บา ง ตลอดทั ้ง คืน
และทั้งวันบาง?
ดูกอนอนุรุทธะ ท. ! ความรูไดเกิดแกเราวา สมัยใดสมาธิของเรานอย
สมัยนั้นจักขุก็มีนอย, ดวยจักขุอันนอย เราจึงจําแสงสวางไดนอย เห็นรูปก็นอย.
สมัยใดสมาธิของเรามากไมมีประมาณ สมัยนั้นจักขุของเราก็มาก ไมมีประมาณ,
ดวยจักขุอันมากไมมีประมาณนั้น เราจึงจําแสงสวางไดมากไมมีประมาณ เห็นรูป
ไดมากไมมีประมาณ, ตลอดคืนบาง ตลอดวันบาง ตลอดทั้งคืนทั้งวันบาง.

www.buddhadasa.info

ออกผนวช - จนไดตรัสรู

๗๗

ดูกอ นอนุรุท ธะ ท. ! ในกาลที่เ รารูแ จง วา (ธรรมมี) วิจิกิจ ฉา
(เปนตนเหลานั้น)
เปนอุปกิเลสแหงจิตแลว และละมันเสียไดแลว กาลนั้นยอม
เกิด ความรู ส ึก ขึ ้น แกเ ราวา อุป กิเ ลสแหง จิต ของเราเหลา ใด อุป กิเ ลสนั ้น ๆ
เราละไดแลว, เดี๋ยวนี้ เราเจริญแลวซึ่ง สมาธิโดยวิธีสามอยาง.
ดูกอนอนุรุทธะ ท. ! เราเจริญแลว ซึ่งสมาธิอันมีวิตกวิจาร, ซึ่งสมาธิ
อันไมมีวิตก แตมีวิจารพอประมาณ, ซึ่งสมาธิอันไมมีวิตกไมมีวิจาร, ซึ่งสมาธิ
อัน มีปติ,
ซึ่ง สมาธิอัน หาปติมิไ ด,
ซึ่ง สมาธิอัน เปน ไปกับ ดว ยความยิน ดี,
และสมาธิอันเปนไปกับดวยอุเบกขา. ดูกอนอนุรุทธะ ท. ! กาลใดสมาธิอันมีวิตก
มีวิจาร (เปนตนเหลานั้นทั้ง ๗ อยาง) เปนธรรมชาติอันเราเจริญแลว, กาลนั้น
ญาณเป น เครื่ อ งรู เ ครื่ อ งเห็ น เกิ ด ขึ้ น แล ว แก เ ราว า “วิ มุ ติ ข องเราไม ก ลั บ กํ า เริ บ ,
ชาตินี้เปนชาติสุดทาย, บัดนี้ภพเปนที่เกิดใหมไมมีอีก” ดังนี้.๑ ฯ

ทรงกั้นจิตจากกามคุณในอดีต กอนตรัสรู๒
ภิกษุ ท. ! ครั้งกอนแตการตรัสรู เมื่อเรายังไมไดตรัสรู ยังเปนโพธิสัตว
อยู มีความรูสึกเกิดขึ้นวา กามคุณหาที่เปนอดีต ที่เราเคยสัมผัสมาแลวแตกอน

www.buddhadasa.info
๑.
สมาธิเจ็ดอยางในที่นี้ คงเปนของแปลกและยากที่จะเขาใจสําหรับนักศึกษาทั่ว ๆ ไป เพราะแมแตใน
อรรถกถาของพระบาลีนี้ ก็แกไวไมละเอียด ทานแก ไว ดังนี้ :- (สมาธิที่ มีทั้งวิตกและวิจารทานไมแ ก
เพราะไดแกปฐมฌานนั้นเอง จะโดยจตุกกนัยหรือปญจกนัยก็ตาม). สมาธิ ที่ไมมีวิตก แตมีวิจารพอประมาณ
ไดแก ทุติยฌาน สมาธิในปญจกนัย. สมาธิที่ไมมีวิตกไมมีวิจาร ไดแกฌานทั้งสามเบื้องปลายทั้งในจตุกกนัย
และปญจกนัย. สมาธิมีปติ ไดแกทุกติกฌานสมาธิ. สมาธิไมมีปติ ไดแกทุกทุกฌานสมาธิ. สมาธิ
เปนไปกับดวยความยินดีไดแกติกจตุกกฌานสมาธิ.
สมาธิเปนไปกับดวยอุเบกขา ไดแกจตุตถฌานแหง
จตุกกนัย หรือปญจมฌานแหงปญจกนัย. --ปปญจ. ภ. ๓. น. ๖๑๔.
ผูปรารถนาทราบรายละเอียด พึงศึกษาจากตําราหรือผูรูสืบไป.
สมาธิเหลานี้ตามอรรถกถา
กลาววาทรงเจริญในคืนวันตรัสรูที่มหาโพธิ.
๒. บาลี จตุตถสูตร โลกกามคุณวรรค สฬา, สํ. ๑๘/๑๒๑/๑๗๓.

๗๘

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๒

ได ดั บไปแล วเพราะความแปรปรวนก็ จริ งแต โดยมากจิ ตของเราเมื่ อจะแล น ก็ แ ล น
ไปสูกามคุณเปนอดีตนั้น, นอยนักที่จะแลนไปสูกามคุณในปจจุบันหรืออนาคต ดังนี้.
ภิกษุ ท. ! ความตกลงใจไดเกิดขึ้นแกเราสืบไปวา ความไมประมาทและสติ เปนสิ่ง
ซึ ่ง เราผู ห วัง ประโยชนแ กต นเองพึง กระทํ า ใหเ ปน เครื ่อ งปอ งกัน จิต ในเพราะ
กามคุณหาอันเปนอดีต ที่เราเคยสัมผัสมาและดับไปแลวเพราะความแปรปรวนนั้น.
ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, แมจิตของพวกเธอทั้งหลาย
เมื ่อ จะแล น ก็ ค งแล น ไปในกามคุ ณ ห า อั น เป น อดี ต ที่ พ วกเธอเคยสั ม ผั ส มาและ
ดับไปแลวเพราะความแปรปรวน (เหมือนกัน)โดยมาก,
นอ ยนักที่จะแลนไป
สูก ามคุณ ในปจ จุบัน หรือ อนาคต.
ภิก ษุ ท. ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่อ งนี้
ความไม ประมาทและสติ จึ งเป นสิ่ งที่ พวกเธอผู หวั งประโยชน แก ตั วเอง พึ งกระทํ าให
เป นเครื่ องป องกั นจิ ต ในเพราะเหตุ กามคุ ณห าอั นเป นอดี ต ที่ พวกเธอเคยสั ม ผั ส มา
และดับไปแลว เพราะความแปรปรวนนั้น.

ทรงค น วิ ธี แ ห ง อิ ท ธิ บ าท ก อ นตรั ส รู

www.buddhadasa.info
ภิกษุ ท. !
ครั้งกอนแตการตรัสรู เมื่อเรายังไมไดตรัสรู ยังเปน
โพธิส ัต วอ ยู  มีค วามสงสัย เกิด ขึ ้น วา อะไรหนอ เปน หนทาง เปน ขอ ปฏิบ ัติ
เพื่อความเจริญแหงอิทธิบาท?
ภิกษุ ท. ! ความรูขอนี้เกิดขึ้นแกเราวา ภิกษุ๒ นั้น ๆ ยอมเจริญ

๑. ปฐมสูตร อโยคุฬวรรค มหาวาร. สํ.๑๙/๓๖๒/๑๒๐๕.
๒. นักบวชชนิดภิกษุนั้น มีอยูกอนพระองคอุบัติ.

ออกผนวช - จนไดตรัสรู

๗๙

อิทธิบาท อันประกอบพรอมดวยธรรมเครื่องปรุงแตงอันมี
สมาธิสัมประยุตตดวย
ฉัน ทะเปนประธาน วา ดวยอาการอยา งนี้ ๆ ฉันทะของเรายอมมี ความ
หดเหี่ยวจักไมมี ความหยุดนิ่ง,
ความหดอยูในภายใน และความฟุงไปในภายนอก
ก็จักไมมี,
และเราเปนผูมีสัญญาในกาลกอนและเบื้องหนาอยูดวย
ก อ นนี้
เปน เชน ใด ตอ ไปก็เ ชน นั้น ,
ตอ ไปเปน เชน ใด กอ นนี้ก็เ ชน นั้น เบื้อ งลา ง
เชนใด เบื้องบนก็เชนนั้น, เบื้องบนเชนใด เบื้องลางเชนนั้น. กลางคื น เหมื อ น
กลางวัน กลางวันเหมือนกลางคืน:
เธอยอมอบรมจิตอันมีแสงสวางดวยทั้งจิต
อันเปดแลว ไมมีอะไรพัวพัน ใหเจริญอยูดวยอาการอยางนี้.
(ข อต อไปอี ก ๓ ข อก็ เหมื อนกั น แปลกแต ชื่ อแห งอิ ทธิ บาท เป นวิ ริ ยะ
จิตตะ วิมัง สา,
เทานั้น พระองคทรงพบการเจริญ อิท ธิบาท ดวยวิธีคิด คน
อยางนี้).

ทรงคิ ด ค น เรื่ อ งเบญจขั น ธ ก อ นตรั ส รู ๑
ภิกษุท ท. !
ครั้งกอนแตการตรัสรู เมื่อเรายังไมไดตรัสรู ยังเปน
โพธิส ัต วอ ยู  ความสงสัย ไดเ กิด ขึ ้น แกเ ราวา อะไรหนอ เปน รสอรอ ยของรูป ,
อะไรเปนโทษของรูป,
อะไรเปนอุบายเครื่องพนไปไดจากรูป?
อะไรหนอเปน
รสอรอ ยของเวทนา...สัญ ญา...สัง ขาร...วิญ ญาณ,
อะไรเปน โทษของเวทนา
สัญญา...สังขาร...วิญญาณ,
อะไรเปนอุบายเครื่องพนไปไดจากเวทนา...
สัญญา...สังขาร...วิญญาณ?
ภิกษุ ท. !
ความรูขอนี้ไดเกิดขึ้นแกเราวา สุขโสมนัสใด ๆ ที่อาศัย
รูปแลวเกิดขึ้น สุขและโสมนัสนั้นแลเปน รสอรอยของรูป; รูปไมเที่ยงเปน

www.buddhadasa.info

๑. บาลี ปญจมสูตร ภารวรรค ขนฺธ. สํ. ๑๗/๓๔/๕๙.

๘๐

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๒

ทุ ก ข มี ก ารแปรปรวนเป น ธรรมดา ด ว ยอาการใด อาการนั้ น เป น โทษของรู ป ,
การนําออกเสียได ซึ่ งความกําหนัดดวยอํานาจความพอใจ การละความกําหนั ด
ดวยอํานาจความพอใจ ในรูปเสียได นั้นเปน อุบายเครื่องออกไปพนจากรูปได.
(ในเวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณ ก็นัยเดียวกัน).
ภิกษุ ท. ! ตลอดเวลาเพียงไร ที่เรายังไมรูจักรสอรอยของอุปาทานขัน ธทั ้ง หา วา เปน รสอรอ ย ไมรู จ ัก โทษวา เปน โทษ ไมรู จ ัก อุบ ายเครื ่อ งออกวา
เปนอุบายเครื่องออก ตามที่เปนจริง, ตลอดเวลาเพียงนั้น เรายังไมรูสึกวาไดตรัสรู
พรอมเฉพาะซึ่ งอนุตตรสัมมาสั มโพธิญาณ ในโลกนี้พรอมทั้งเทวดา มาร พรหม
หมูสัตวพรอมทั้งสมณพราหมณ เทวดา พรอมทั้งมนุษย.
ภิกษุ ท. ! เมื่อใดแล เรารูจักรสอรอยของอุปาทานขันธทั้งหาวาเปน
รสอรอ ย รู จ ัก โทษวา เปน โทษ รู จ ัก อุบ ายเครื ่อ งออกวา เปน อุบ ายเครื ่อ งออก
ตามเปนจริง,
เมื่อนั้น เราก็ไดตรัสรูพรอมเฉพาะซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
ในโลกพรอมทั้งเทวดา มาร พรหม หมูสัตว พรอมทั้งสมณพราหมณ เทวดา
พรอมทั้งมนุษย.
ก็ แ หละญาณทั ศ นะเครื่ อ งรู เ ครื่ อ งเห็ น เกิ ด ขึ้ น แล ว แก เ ราว า ความ
หลุดพนของเราไมกลับกําเริบ, ชาตินี้เปนชาติสุดทาย, บัดนี้ภพเปนที่เกิดใหม
มิไดมีอีก, ดังนี้.

www.buddhadasa.info
ทรงแสวงเนื่ อ งด ว ยเบญจขั น ธ ก อ นตรั ส รู ๑

ภิกษุ ท. ! เราไดเที่ยวแสวงหาแลวซึ่ง รสอรอยของรูป, เราไดพบ
รสอรอ ยของรูป นั้น แลว ,
รสอรอ ยของรูป มีป ระมาณเทา ใด เราเห็น มัน แลว
เปนอยางดี ดวยปญญาของเรา มีประมาณเทานั้น.

๑. บาลี ฉัฏฐสูตร ภารวรรค ขนฺธ. สํ.๑๗/๓๖/๖๑.

ออกผนวช - จนไดตรัสรู

๘๑

ภิกษุ ท. ! เราไดเที่ยวแสวงหาใหพบ โทษของรูป, เราไดพบโทษ
ของรูปนั้นแลว. โทษของรูปมีประมาณเทาใด เราเห็นมันแลวเปนอยางดีดวยปญญา
ของเรา เทานั้น.
ภิกษุ ท. ! เราไดเที่ยวแสวงหาแลว ซึ่งอุบายเปนเครื่องออกจากรูป,
เราไดพบอุบายเครื่องออกจากรูปนั้นแลว. อุบายเครื่องออกจากรูปมีประมาณเทาใด
เราเห็นมันแลวเปนอยางดี ดวยปญญาของเรา เทานั้น.
(ในเวทนาและสัญญา สังขาร วิญญาณ ก็มีนัยอยางเดียวกัน. และ
ตอนทายก็มีวา ยังไมพบโทษของรูปเปนตนเพียงใด ยังไมชื่อวาไดตรัสรูเพียงนั้น.
ตอเมื่อทรงพบแลวจึงชื่อวาตรัสรู
และมีชาติสิ้นแลว ภพใหมไมมีอีกตอไป
เหมือ นกัน ทุก ๆ สิ่ง ที่พ ระองคท รงคน ซึ่ง ยัง มีอ ีก ๓ อยา งคือ เรื่อ งธาตุ ๔,
เรื่อง อายตนะ ๖, เห็นวาอาการเหมือนกันหมดตางกันแตเพียงชื่อจึงไมนํามาใสไว
ในที่นี้ดวย).

ทรงค น ลู ก โซ แ ห ง ทุ ก ข ก อ นตรั ส รู

ภิกษุ ท. !
ครั้งกอนแตการตรัสรู เมื่อเรายังไมไดตรัสรู ยังเปน
โพธิสัต วอ ยู,
ไดเ กิด ความรูสึก อัน นี้ขึ้น วา “สัต วโ ลกนี้ห นอ ถึง ทั่ว แลว ซึ่ง
ความยากเข็ญ ยอมเกิด แก ตาย จุติ และบังเกิดอีก,
ก็เมื่อสัตวโลกไมรูจัก
อุบายเครื่องออกไปพนจากทุกขคือชรามรณะแลว การออกจากทุกข คือชรามรณะ
นี้จักปรากฏขึ้นไดอยางไร”.
ภิก ษุ ท. !
ความฉงนนี้ไ ดเ กิด ขึ้น แกเ ราวา “เมื่อ อะไรมีอ ยูห นอ
ชรามรณะจึงไดมี : ชรามรณะมีเพราะปจจัยอะไรหนอ”.

www.buddhadasa.info

๑. ทสมสูตร พุทธวรรค อภิสมยสํยุตต นิทาน. สํ. ๑๖/๑๑/๒๖.

๘๒

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๒

ภิกษุ ท. ! ไดเกิดความรูสึกดวยปญญา, เพราะการคิดโดยแยบคาย,
แกเราวา “เพราะชาติ นี่เองมีอยู ชรามรณะจึงไดมี :
ชรามรณะมีเพราะชาติ
เปนปจจัย ;
- เพราะ ภพ นี่เองมีอยู ชาติจึงไดมี : ชาติมีเพราะภพเปนปจจัย;
- เพราะ อุปาทาน นี่เอง มีอยู ภพจึงไดมี :
ภพมีเพราะอุปาทาน
เปนปจจัย ,
- เพราะ ตัณหา นี่เองมีอยู อุปาทานจึงไดมี : อุปาทานมีเพราะตัณหา
เปนปจจัย ,
- เพราะ เวทนา นี่เองมีอยู ตัณหาจึงไดมี : ตัณหามีเพราะเวทนา
เปนปจจัย ,
- เพราะ ผัสสะ นี่เองมีอยู เวทนาจึงไดมี : เวทนามีเพราะผัสสะ
เปนปจจัย ,
- เพราะ สฬายตนะ นี่เองมีอยู ผัสสะจึงไดมี : ผัสสะมีเพราะสฬายตนะ
เปนปจจัย ,
- เพราะ นามรูป นี่เองมีอยู สฬายตนะจึงไดมี :
สฬายตนะมี
เพราะนามรูปเปนปจจัย ,
- เพราะ วิญญาณ นี่เองมีอยู นามรูปจึงไดมี : นามรูปมีเพราะ
วิญญาณเปนปจจัย ,
- เพราะ สังขาร นี่เองมีอยู วิญญาณจึงไดมี : วิญญาณมีเพราะ
สังขารเปนปจจัย ,
- เพราะ อวิชชา นี่เองมีอยู สังขารจึงไดมี :
สังขารมีเพราะอวิชชา
เปนปจจัย; ดังนี้ : เพราะอวิชชาเปนปจจัย จึงเกิดสังขาร , เพราะสังขาร
เปนปจจัย จึงเกิดวิญญาณ, เพราะวิญญาณเปนปจจัย จึงเกิดนามรูป, เพราะ
นามรูปเปนปจจัย จึงเกิดสฬายตนะ. เพราะสฬายตนะเปนปจจัย จึงเกิดผัสสะ,

www.buddhadasa.info

ออกผนวช - จนไดตรัสรู

๘๓

เพราะผัสสะเปนปจจัย จึงเกิดเวทนา,
เพราะเวทนาเปนปจจัย จึงเกิดตัณหา.
เพราะตัณหาเปนปจจัย จึงเกิดอุปาทาน,
เพราะอุปาทานเปนปจจัย จึงเกิดภพ,
เพราะภพเปน ปจ จัย จึง เกิด ชาติ,
เพราะชาติเ ปน ปจ จัย จึง มีช รามารณะ
โสกปริเ ทวทุก ขโทมนัส อุป ายาส.
ความเกิด ขึ้น พรอ มแหง กองทุก ขทั้ง สิ้น
ยอมมีไดดวยอาการอยางนี้.
ภิกษุ ท. ! ดวงตา ญาณ ปญญา วิชชา แสงสวาง ในสิ่งที่เรา
ไมเ คยฟง มาแตก อ น ไดเ กิด ขึ ้น แลว แกเ ราวา ความเกิด ขึ ้น พรอ มแหง ทุก ข !
ความเกิดขึ้นพรอม ! ยอมมีดวยอาการอยางนี้.
.... .... ....
ภิกษุ ท. ! ความฉงนไดมีแกเราอีกวา “เมื่ออะไรไมมีหนอ ชรามรณะ
จึงไมมี : เพราะอะไรดับไปหนอ ชรามรณะจึงดับไป”.
ภิกษุ ท. ! เพราะการคิดโดยแยบคาย, ไดเกิดความรูสึกดวยปญญา
แกเราวา “เพราะชาตินี่เองไมมี ชรามรณะจึงไมมี : ชรามรณะดับ เพราะ
ชาติดับ,
- เพราะภพ นี่เองไมมี ชาติจึงไมมี : ชาติดับเพราะภพดับ,
- เพราะอุปาทาน นี่เองไมมี ภพจึงไมมี : ภพดับเพราะอุปาทานดับ,
- เพราะตัณหา นี่เองไมมี อุปาทานจึงไมมี :
อุปาทานดับ เพราะ
ตัณหาดับ,
- เพราะเวทนา นี่เองไมมี ตัณหาจึงไมมี : ตัณหาดับเพราะเวทนาดับ,
- เพราะผัสสะ นี่เองไมมี เวทนาจึงไมมี : เวทนาดับเพราะผัสสะดับ,
- เพราะสฬายตนะ นี่เองไมมี ผัสสะจึงไมมี :
ผัสสะดับ เพราะ
สฬายตนะดับ,
- เพราะนามรูป นี่เองไมมี สฬายตนะจึงไมมี : สฬายตนะดับ เพราะ
นามรูปดับ,

www.buddhadasa.info

๘๔

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๒

- เพราะวิญญาณ นี่เองไมมี นามรูปจึงไมมี :
นามรูปดับ เพราะ
วิญญาณดับ ,
- เพราะสังขาร นี่เองไมมี วิญญาณจึงไมมี : วิญญาณดับ เพราะ
สังขารดับ,
- เพราะอวิชชา นี่เองไมมี สังขาร ท. จึงไมมี : สังขารดับเพราะอวิชชา
ดับ; ดังนี้ :เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ, เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ,
เพราะวิญ ญาณดับ นามรูป จึง ดับ ,
เพราะนามรูป ดับ สฬายตนะจึง ดับ ,
เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ,
เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ,
เพราะ
เวทนาดับ
ตัณ หาจึง ดับ ,
เพราะตัณ หาดับ อุป าทานจึง ดับ ,
เพราะ
อุป าทานดับ ภพจึงดับ, เพราะภพดับ ชาติจึงดับ, เพราะชาติดับ ชรามรณะ
โสกปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาสจึงดับ,
ความดับไมเหลือแหงกองทุกขทั้งสิ้น
ยอมมีไดดวยอาการอยางนี้.
ภิกษุ ท. !
ดวงตา ญาณ ปญญา วิชชา แสงสวาง ในสิ่งที่เรา
ไมเคยฟงมาแตกอน ไดเกิดขึ้นแลวแกเราวา ความดับไมเหลือแหงทุกข ! ความดับ
ไมเหลือ !ยอมมีดวยอาการอยางนี้.

www.buddhadasa.info
ทรงพยายามในญาณทัศนะเปนขั้น ๆ
กอนตรัสรู๑

ภิกษุ ท ! ครั้งกอนแตการตรัสรู เมื่อเรายังไมไดตรัสรู ยังเปน
โพธิสัตว เรายอมจําแสงสวางได แตไมเห็นรูปทั้งหลาย

๑. ตรัสแกภิกษุทั้งหลาย ที่ตําลบคยาสีสะ, บาลีจาลวรรค อฏ.อํ. ๒๓/๓๑๑/๑๖๑

ออกผนวช - จนไดตรัสรู

๘๕

ภิกษุ ท. ! ความรูสึกไดเกิดขึ้นแกเราวา ถาเราจะจําแสงสวางไดดวย
เห็นรูปไดดวย ขอนั้นจักเปนญาณทัศนะที่บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ของเรา.
ภิกษุ ท. !
โดยสมั ยอื่ นอี ก เราเป นผู ไม ประมาท มี เพี ยรมี ตนส ง ไปอยู ก็ จํ าแสงสว างได ด ว ย
เห็น รูป ท.ไดดว ย,
แตไ มไ ดตั้ง อยูรว ม ไมไ ดเ จรจารว ม ไมไ ดโ ตต อบรว ม
กับเทวดาทั้งหลายเหลานั้น ๆ.
ภิกษุ ท. ! ความรูสึกไดเกิดขึ้นแกเราวา ถาเราจะจําแสงสวางเปนตน
ก็ไดดวย ตลอดถึงการโตตอบรวมกับเทวดา ท.เหลานั้น ๆ ก็ไดดวย.
ขอนั้น
จักเปนญาณทัศนะที่บริสุทธิ์ยิ่งของเรา. ภิกษุ ท. ! โดยสมัยอื่นอีก เราเปนผู
ไม ป ระมาท มี เ พี ย ร มี ต นส ง ไปอยู ก็ ...โต ต อบกั บ เทวดา ท.เหล า นั้ น ๆ ได ด ว ย
แตไมรูไดวา เทวดาเหลานี้ ๆ มาจากเทพนิกายไหน ๆ.
ภิกษุ ท. ! ความรูสึกไดเกิดขึ้นแกเราวา ถาเราจะจําแสงสวางเปนตน
ก็ ได ด วย ตลอดถึ งการรู ได ว า เทวดาเหล านี้ ๆ มาจากเทพนิ กายนั้ น ๆ ด วยแล ว
ขอนั้นจักเปนญาณทัศนะที่บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ของเราภิกษุ ท. !
โดยสมัยอื่นอีก
เราเปน ผู ไ มป ระมาท มีเ พีย ร มีต นสง ไปอยู  ก็...รู ไ ดว า เทวดาเหลา นี ้ มาจาก
เทพนิ ก ายนั้ น ๆ แต ไ ม รู ไ ด ว า เทวดาเหล า นี้ ๆ เคลื่ อ นจากโลกนี้ ไ ปอุ บั ติ ใ นโลก
นั้น ๆ ดวยวิบากแหงกรรมอยางไหน.
ภิกษุ ท. ! ความรูสึกไดเกิดขึ้นแกเราวา ถาเราจะจําแสงสวางเปนตน
ก็ไดดวย
ตลอดจนถึงรูไดดวยวา เทวดาเหลานี้ ๆ เคลื่อนจากโลกนี้ไปอุบัติ
ในโลกนั ้น ไดด ว ยวิบ ากของกรรมอยา งนี ้ ๆ แลว ขอ นั ้น จัก เปน ญาณทัศ นะ
ที่บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ของเรา. ภิกษุ ท. ! โดยสมัยอื่นอีก เราเปนผูไมประมาท
มีเพียร
มีตนสงไปแลวแลอยู ก็...รูไดวา เทวดาเหลานี้ ๆ เคลื่อนจากโลกนี้
ไปอุ บั ติ ใ นโลกนั้ น ได ด ว ยวิ บ ากของกรรมอย า งนี้ ๆ แต ไ ม รู ไ ด ว า เทวดาเหล า นี้ ๆ
มีอ าหารอยา งนี้ ๆ
มีป รกติเ สวยสุข และทุก ขอ ยา งนี้ ๆ …เทวดาเหลา นี้ ๆ
มีอายุยืนเทานี้ ๆ ตั้งอยูไดนานเทานี้ ๆ ...เราเองเคยอยูรวมกับเทวดา ท.

www.buddhadasa.info

๘๖

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๒

เหล า นี้ หรื อ ไม เ คยอยู ร ว มหนอ. ภิ ก ษุ ท. ! โดยสมั ย อื่ น อี ก เราเป น ผู
ไมป ระมาท มีเ พีย ร มีต นสง ไปแลว แลอยูก็...รูไ ดต ลอดถึง ขอ วา เราเคยอยู
รวมกับเทวดา ท.เหลานี้ ๆ หรือไม แลว.
ภิกษุ ท. ! ตลอดเวลาเพียงไร ที่ ญาณทัศนะที่เปนไปทับซึ่งเทวดา
อั น มี ป ริ วัฏฏแปดอยางของเรา ยังไมบริสุทธิ์หมดจดดวยดีแลว;
ตลอดเวลา
เพียงนั้น เรายังไมปฏิญญาวา ตรัสรูพรอมเฉพาะซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
ในโลกพรอมทั้งเทวดา มาร พรหม ในหมูสัตวพรอมทั้งสมณพราหมณ เทวดา
พรอมทั้งมนุษย.
ภิกษุ ท. ! เมื่อใดแล ญาณทัศนะที่เปนไปทับซึ่งเทวดา อันมีปริวัฏฏ
แปดอยา งของเรา บริสุท ธิ์ห มดจดดว ยดีแ ลว ,
เมื่อ นั้น เราก็ป ฏิญ ญาวา
ตรัสรูพรอมเฉพาะแลวซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลกพรอมทั้งเทวดา มาร
พรหม ในหมูสัตวพรอมทั้งสมณพราหมณ เทวดาพรอมทั้งมนุษย.
ก็แหละ ปญญาเครื่องรูเครื่องเห็นเกิดขึ้นแกเราวา ความหลุดพน
ของเราไมกลับกําเริบ ชาตินี้เปนชาติสุดทาย บัดนี้ภพเปนที่เกิดใหมไมมีอีกตอไป
ดังนี้.

www.buddhadasa.info
ทรงทําลายความขลาด ก อนตรัสรู๑

พราหมณ ! ครั้งกอนแตการตรัสรู เมื่อเรายังไมไดตรัสรู ยังเปน
โพธิสัตวอยู มีความรูสึกวา เสนาสนะอันสงัด คือปาและปาเปลี่ยว เปนเสนาสนะ
ยากที่จะเสพได ความสงัดยากที่จะทําได ยากที่จะยินดีในการอยูผูเดียว ปาทั้งหลาย
เปนประหนึ่งวานําไปเสียแลวซึ่งใจแหงภิกษุผูยังไมไดสมาธิ.

๑. ภยเภรวสูตร มูลปริยายวรรค มู.ม. ๑๒/๒๙/๓๐. ทรงเลาแกชาณุสโสณีพราหมณ ที่เชตวัน.

ออกผนวช - จนไดตรัสรู

๘๗

พราหมณ !
สมณะหรือพราหมณเหลาใด มี กรรมทางกายไมบริสุทธิ์
เสพเสนาสนะสงัดคือปาและปาเปลี่ยวอยู,
เพราะโทษคือกรรมทางกาย อันไม
บริ สุ ทธิ์ ของตนแล สมณพราหมณ ผู เจริ ญเหล านั้ นย อมเรี ยกร องมาซึ่ งความขลาด
และความกลัวอยางอกุศล.
สวนเราเอง หาไดเปนผูมีกรรมทางกายอันไมบริสุทธิ์
แลวเสพเสนาสนะสงัดคือปาและปาเปลี่ยวไม : เราเปนผูมีกรรมทางกายอันบริสุทธิ์.
ในบรรดาพระอริ ย เจ า ทั้ ง หลายผู มี ก รรมทางกายอั น บริ สุ ท ธิ์ และเสพเสนาสนะ
อั น สงั ด คื อ ป า และป า เปลี่ ย ว เราเป น อริ ย เจ า องค ห นึ่ ง ในพระอริ ย เจ า เหล า นั้ น .
พราหมณ !
เรามองเห็นความเปนผูมีกรรมทางกายอันบริสุทธิ์ในตนอยู จึงถึง
ความมีขนอันตกสนิทแลว (ไมขนพอง) อยูในปาได.
พราหมณ !
สมณะหรือพราหมณเหลาใด มี วจีกรรม ไมบริสุทธิ์,
....มีมโนกรรม ไมบริสุทธิ์, ...มี อาชีวะ ไมบริสุทธิ์, ...มี อภิชฌามาก มีความ
กําหนัดแกกลาในกามทั้งหลาย, ...มีจิตพยาบาท มีดําริชั่วในใจ, ...มีถีนมิทธะ
กลุ ม รุ ม จิ ต ,...มี จิ ต ฟุ ง ขึ้ น ไม ส งบ,
...มี ค วามระแวงมี ค วามสงสั ย ,
...เป น ผู ย กตนข ม ท า น,
...เป น ผู มั ก หวาดเสี ย ว มี ช าติ แ ห ง คนขลาด,
...มี ค วามปรารถนาเต็ ม ที่ ใ นลาภสั ก การะและสรรเสริ ญ ,
...เป น คน
เกีย จครา น มีค วามเพีย รเลวทราม,
...เปน ผูล ะสติป ราศจาก สัม ปชัญ ญะ,
...มี จิ ต ไม ตั้ ง มั่ น มี จิ ต หมุ น ไปผิ ด ,
...มี ป ญ ญาเสื่ อ มทรามเป น คน
พู ด บ า น้ําลาย, .(อยางหนึ่ง ๆ)๑ ...เสพเสนาสนะสงัดคือปาและปาเปลี่ยวอยู
เพราะโทษ (อยา งหนึ่ง ๆ)
นั้น ของตนแล สมณพราหมณผูเ จริญ เหลา นั้น
ยอ มเรีย กรอ งมาซึ่ง ความขลาด และความกลัว อยา งอกุศ ล.
สว นเราเอง
หาไดเปนผู (ประกอบดวยโทษนั้น ๆ อยางใดอยางหนึ่ง)
มีวจีกรรมไมบริสุทธิ์
(เปนตน) ไม : เราเปนผูมีวจีกรรมอันบริสุทธิ์ (และปราศจากโทษเหลานั้น

www.buddhadasa.info

๑. บาลีกลาวทีละอยาง ๆ ซ้ํากันถึง ๑๖ ครั้ง ในที่นี้ใชละ คราวเดียวกัน.

๘๘

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๒

ทุกอยาง). ในบรรดาพระอริยเจาทั้งหลายผูมีวจีกรรมอันบริสุทธิ์ (เปนตน) และ
เสพเสนาสนะสงั ด คื อ ป า และป า เปลี่ ย วเราเป น อริ ย เจ า องค ห นึ่ ง ในพระอริ ย เจ า
เหลานั้น. พราหมณ ! เรามองเห็นความเปนผูมีวจีกรรมอันบริสุทธิ์ (เปนตน)
ในตนอยูจึงถึงความเปนผูมีขนตกสนิทแลว แลอยูในปาได.
พราหมณ !
ความตกลงใจอันนี้ไดมีแกเราวา ถากระไรในราตรี
อันกําหนดไดแลววา เปนวัน ๑๔, ๑๕ และ ๘ ค่ํา แหงปกข สวนอันถือกันวา
ศัก ดิ ์ส ิท ธิ ์ ปา อัน ถือ กัน วา ศัก ดิ ์ส ิท ธิ ์ ตน ไมอ ัน ถือ กัน วา ศัก ดิ ์ส ิท ธิ ์ เหลา ใดเปน
ที่น า พึง กลัว เปน ที ่ช ูชัน แหง โลมชาติ เราพึง อยู ใ นเสนาสนะเชน นั ้น เถิด บางที
เราอาจเห็นตัวความขลาดและความกลัวได. พราหมณ ! เราไดอยูในเสนาสนะ
เชนนั้น ในวันอันกําหนดนั้นแลว.
พราหมณ !
เมื่อเราอยูในเสนาสนะเชนนั้น สัตวปาแอบเขามา
หรือวานกยูงทํากิ่งไมแหงใหตกลงมา หรือวาลมพัดหยากเยื่อใบไมใหตกลงมา :
ความตกใจกลั ว ได เ กิด แกเ ราว า นั่น ความกลั ว และความขลาดมาหาเราเป นแน .
ความคิด คน ไดม ีแ กเ ราวา ทํ า ไมหนอ เราจึง เปน ผู พ ะวงแตใ นความหวาดกลัว
ถาอยางไร เราจะหักหามความขลาดกลัวนั้น ๆ เสีย โดยอิริยาบถที่ความขลาด
กลัวนั้น ๆ มาสูเรา.
พราหมณ ! เมื่อเราจงกรมอยู ความกลัวเกิดมีมา เราก็ขืน จงกรม
แกความขลาด นั้น,ตลอดเวลานั้น เราไมยืน ไมนั่ง ไมนอน.
เมื่อเรายืนอยู
ความกลัวเกิดมีมา เราก็ขืน ยืนแกความขลาดนั้น, ตลอดเวลานั้น เราไมจงกรม
ไมนั่ง ไมนอน. เมื่อเรานั่งอยู ความกลัวเกิดมีมา เราก็ขืน นั่งแกความขลาด นั้น,
ตลอดเวลานั้น เราไมจงกรม ไมยืน ไมนอน. พราหมณ ! เมื่อเรานอนอยู
ความขลาดเกิ ด มี ม า เราก็ ขื น นอนแก ค วามขลาดนั้ น .
ตลอดเวลานั้ น
เราไม จงกรม ไมยืน ไมนั่งเลย.

www.buddhadasa.info

ออกผนวช - จนไดตรัสรู

๘๙

ธรรมที่ ท รงอบรมอย า งมาก ก อ นตรั ส รู ๑
ภิกษุ ท. !
ครั้งกอนแตการตรัสรู เมื่อเรายังไมไดตรัสรู ยังเปน
โพธิสัต วิ์อ ยู,
เราไดอ บรมทํา ใหม ากแลว ซึ่ง ธรรมหา อยา ง.
ธรรมหา อยาง
อะไรบ า ง ธรรมห า อย า งคื อ เราได อ บรม อิ ท ธิ บ าทอั น ประกอบพร อ มด ว ยธรรม
เครื ่อ งปรุง แตง ซึ ่ง ไดแ กธ รรมที ่ม ี สมาธิส ัม ปยุต ตด ว ย ฉัน ทะ...วิร ิย ะ ...
จิตตะ...วิมังสา…เปนประธาน และความเพียรมีประมาณโดยยิ่งเปนที่หา.
ภิกษุ ท. ! เพราะความที่เราไดอบรมทําใหมากในธรรม มีความเพียร
มีประมาณโดยยิ่งเปนที่หา,
เราไดนอมจิตไปเฉพาะตอธรรมใด ๆ ซึ่งควรทํา
ใหแจงโดยปญญาอันยิ่ง เพื่อทําใหแจงดวยปญญาอันยิ่งแลว,
ในธรรมนั้น ๆ
เราไดถึงแลวซึ่งความสามารถทําไดจนเปนสักขีพยาน ในขณะที่อายตนะยังมีอยู.
ภิกษุ ท. ! ถาเราหวังวา เราพึงมี อิทธิวิธีมีประการตาง ๆ : ผูเดียว
แปลงลงรูปเปนหลายคน,
หลายคนเปนคนเดียว,
ทําที่กําบังใหเปนที่แจง,
ทําที่แจง,ใหเปนที่กําบัง, ไปไดไมขัดของ ผานทะลุฝาทะลุกําแพง ทะลุภูเขา
ดุจไปในอากาศวาง ๆ, ผุดขึ้นและดําลงในแผนดินได เหมือนในน้ํา, เดินได
เหนื อ น้ํา เหมื อ นเดิ น บนดิ น ,
ไปได ใ นอากาศเหมื อ นนกมี ป ก
ทั้ ง ที่ ยั ง
นั่งขัดสมาธิคูบัลลังก. ลูบคลําพระจันทรและพระอาทิตย อันมีฤทธิ์อานุภาพมาก
อยางนี้ได
ดวยฝามือ,
และแสดงอํานาจทางกายเปนไปตลอดถึงพรหมโลกได
ดังนี้ก็ตาม,
ในอิทธิวิธีนั้น ๆ เราก็ถึงแลวซึ่งความสามารถทําไดจนเปนสักขีพยาน
ในขณะที่อายตนะยังมีอยู.

www.buddhadasa.info

๑. บาลี อัฏฐมสูตร สัญญาวรรค ปฺจ. อํ. ๒๒/๙๔/๖๘.

๙๐

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๒

ภิกษุ ท. ! หรือถาเราหวังวา เราพึงทําใหแจงซึ่ง...ฯลฯ...เจโตวิมุติ
ปญญาวิมุติ อันไมมีอาสวะ เพราะหมดอาสวะ ดวยปญญาอันยิ่งเองในทิฏฐธรรมนี้
เขาถึงแลวแลอยู ดังนี้ก็ตาม. ในวิชชานั้น ๆเราก็ถึงแลวซึ่งความสามารถทําได
จนเปนสักขีพยาน ในขณะที่อายตนะยังมีอยู.

วิ ห ารธรรมที่ ท รงอยู ม ากที่ สุ ด ก อ นตรั ส รู ๑
ภิกษุ ท. ! ความหวั่นไหวโยกโคลงของกาย หรือความหวั่นไหว
โยกโคลงของจิตก็ตาม ยอมมีขึ้นไมไดดวยอํานาจแหงการเจริญทําใหม าก
ซึ่ง สมาธิใดสมาธินั้น ภิกษุยอมจะไดโดยไมหนักใจ ไดโดยไมยาก โดยไม
ลําบากเลย.
ภิกษุ ท. ! ความหวั่นไหวโยกโคลงของกาย หรือความหวั่นไหวโยก
โคลงของจิต ก็ต าม ยอ มมีขึ้น ไมไ ด ดว ยอํา นาจแหง การเจริญ ทํา ใหม ากซึ่ง
สมาธิไหนกันเลา? ภิกษุ ท. ! ความหวั่นไหวโยกโคลงของกาย หรือความ
หวั่นไหวโยกโคลงของจิตก็ตาม ยอมมีขึ้นไมได ดวยอํานาจแหง การเจริญทําใหมาก
ซึ่งอานาปานสติสมาธิ.
ภิกษุ ท. ! เมื่อบุคคลเจริญอานาปานสติสมาธิอยูอยางไรเลา ความ
หวั่นไหวโยกโคลงของกาย หรือความหวั่นไหวโยกโคลงของจิตก็ตาม ยอมมีขึ้น
ไมได?
ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ ไปสูปา หรือโคนไม หรือเรือนวางก็ตาม
แลวนั่งคูขาเขามาโดยรอบ ตั้งกายตรง ดํารงสติเฉพาะหนา. ภิกษุนั้นหายใจออกเขา
ก็มีสติ หายใจออก ก็มีสติ.

www.buddhadasa.info

๑. บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๓๙๙, /๑๓๒๔,. ตรัสแกภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน ปรารภพระมหากัปปนะ
เขาสมาธินั่งนิ่งไมไหวติงจนเปนปรกตินิสัย.

ออกผนวช - จนไดตรัสรู

๙๑

เมื่อหายใจออกยาว ก็รูชัดวาเราหายใจออกยาว,
เมื่อหายใจเขา
ยาวก็รูชัดวาเราหายใจเขายาว.
เมื่อหายใจออกสั้น ก็รูชัดวาเราหายใจออกสั้น,
เมื่อหายใจเขาสั้น
ก็รูชัดวาเราหายใจเขาสั้น.
เธอย อ มทํ า การสํ า เหนี ย กฝ ก ฝน โดยหลั ก ว า “เราจั ก เป น ผู รู พ ร อ ม
เฉพาะซึ่งกายทั้งปวง หายใจออกอยู”,
วา “เราจักเปนผูรูพรอมเฉพาะซึ่งกาย
ทั้งปวงหายใจเขาอยู”.
เธอยอมทําการสําเหนียกฝกฝน โดยหลักวา “เราจักเปนผูทํากายสังขาร
ใหสงบรํางับอยู หายใจออกอยู”, วา “เราจักเปนผูทํากายสังขารใหสงบรํางับอยู
หายใจเขาอยู”.
เธอยอมทํ าการสํ าเหนี ยกฝ กฝน โดยหลักว า “เราจั กเป นผูรู สึ กพร อม
เฉพาะซึ่งปติ หายใจออกอยู”,
วา “เราจักเปนผูรูสึกพรอมเฉพาะซึ่งปติหายใจ
เขาอยู”.
เธอยอมทํ าการสํ าเหนี ยกฝ กฝน โดยหลักว า “เราจั กเป นผูรู สึ กพร อม
เฉพาะซึ่ง สุข หายใจออกอยู”,
วา “เราจัก เปน ผูรูสึก พรอ มเฉพาะซึ่ง สุข
หายใจเข า อยู”.
เธอยอมทํ าการสํ าเหนี ยกฝ กฝน โดยหลักว า “เราจั กเป นผูรู สึ กพร อม
เฉพาะซึ่งจิตตสังขาร หายใจออกอยู”,
วา “เราจักเปนผูรูสึกพรอมเฉพาะซึ่ง
จิตตสังขาร หายใจเขาอยู”.
เธอยอมทําการสําเหนียกฝกฝน โดยหลักวา “เราจักเปนผูทําจิตตสังขาร
ใหสงบรํางับอยูหายใจเขาอยู”, วา “เราจักเปนผูทําจิตตสังขาร ใหสงบรํางับอยู
หายใจเขาอยู”.

www.buddhadasa.info

๙๒

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๒

เธอยอมทํ าการสํ าเหนี ยกฝ กฝน โดยหลักว า “เราจั กเป นผูรู สึ กพร อม
เฉพาะซึ่งจิต หายใจออกอยู”, วา “เราจักเปนผูรูสึกพรอมเฉพาะซึ่งจิต หายใจ
เขาอยู”.
เธอย อ มทํ า การสํ า เหนี ย กฝ ก ฝน โดยหลั ก ว า “เราจั ก เป น ผู ทํ า จิ ต ให
ปราโมทยบันเทิงอยู หายใจออกอยู”,
วา “เราจักเปนผูทําจิตใหปราโมทย
บันเทิงอยู หายใจเขาอยู”.
เธอยอมทําการสําเหนียกฝกฝน โดยหลักวา “เราจักเปนผูดํารงจิตให
ตั้งมั่นอยู หายใจออกอยู”, วา “เราจักเปนผูดํารงจิตใหตั้งมั่นอยู หายใจเขาอยู”.
เธอย อ มทํ าการสํ าเหนี ยกฝ กฝน โดยหลั ก ว า “เราจั กเป นผู ทํ า จิ ต ให
ปลดปลอ ยอยู หายใจออกอยู”,
วา “เราจัก เปน ผูทํา จิต ใหป ลดปลอ ยอยู
หายใจเขาอยู”.
เธอย อ มทํ า การสํ า เหนี ย กฝ ก ฝน โดยหลั ก ว า “เราจั ก เป น ผู ม องเห็ น
ความไมเที่ยง หายใจออกอยู”, วา “เราจักเปนผูมองเห็นความไมเที่ยง หายใจเขาอยู”.
เธอย อ มทํ า การสํ า เหนี ย กฝ ก ฝน โดยหลั ก ว า “เราจั ก เป น ผู ม องเห็ น
ธรรมเปนความจางคลาย หายใจออกอยู”,
วา “เราจักเปน ผูมองเห็นธรรม
เปนเครื่องจางคลาย หายใจเขาอยู”.
เธอย อ มทํ า การสํ า เหนี ย กฝ ก ฝน โดยหลั ก ว า “เราจั ก เป น ผู ม องเห็ น
ธรรมเปนความดับสนิท หายใจออกอยู”,
วา “เราจักเปนผูมองเห็นธรรมเปน
เครื่องดับสนิท หายใจเขาอยู”.
เธอย อมทําการสํ าเหนี ยกฝกฝน โดยหลักวา “เราจักเปนผูมองเห็ นธรรม
เปนเครื่องสลัดกลับหลัง หายใจออกอยู”,
วา “เราจักเปนผูมองเห็นธรรม
เปนเครื่องสลัดกลับหลัง หายใจเขาอยู”. ดังนี้.

www.buddhadasa.info

ออกผนวช - จนไดตรัสรู

๙๓

ภิกษุ ท. ! เมื่อบุคคลเจริญทําใหมากซึ่งอานาปานสติสมาธิ อยูอยาง
นี้แล ความหวั่นไหวโยกโคลงแหงกาย หรือความหวั่นไหวโยกโคลงแหงจิตก็ตาม
ยอมมีขึ้นไมได. ฯลฯ

ภิ ก ษุ ท. ! แม เ ราเองก็ เ หมื อ นกั น ในกาลก อ นแต ก าร
ตรั ส รู ยั ง ไม ไ ด ต รั ส รู ยั ง เป น โพธิ สั ต ว อ ยู ย อ มอยู ด ว ยวิ ห ารธรรม คื อ อานาปานสติ ส มาธิ นี้ เป น ส ว นมาก. เมื่ อ เราอยู ด ว ย
วิ ห ารธรรมนี้ เ ป น ส ว นมาก กายก็ ไ ม ลํา บาก ตาก็ ไ ม ลํา บาก
และจิตของเราก็ห ลุ ดพนจากอาสวะ เพราะไมมีอุปาทาน.
ภิกษุ ท. ! เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ ถาภิกษุหวังวา กายของเรา
ก็อยาลําบาก ตาของเราก็อยาลําบาก และจิตของเราก็จงหลุดพนจากอาสวะเพราะ
ไมมีอุปาทานเถิด ดังนี้แลว; ภิกษุนั้นจงทําในใจ ในอานาปานสติสมาธินี้
ใหเปนอยางดี.
ภิกษุ ท. ! ในเรื่องนี้ ถาภิกษุหวังวา ความครุนคิดอันเกี่ยวของไป
ทางเหยาเรือนของเรา จงหายไปอยางหมดสิ้น ดังนี้แลว; ภิกษุนั้นจงทําในใจ
ในอานาปานสติสมาธินี้ ใหเปนอยางดี.
ภิกษุ ท. ! ในเรื่องนี้ ถาภิกษุหวังวา เราพึงเปนผูอยูดวยความรูสึก
วาปฏิกูล ตอสิ่งที่ไมปฏิกูล ดังนี้แลว; ภิกษุนั้นจงทําในใจ ในอานาปานสติสมาธินี้ ใหเปนอยางดี.
ภิกษุ ท. ! ในเรื่องนี้ ถาภิกษุหวังวา เราพึงเปนผูอยูดวยความรูสึก
วาไมปฏิกูล ตอสิ่งที่ปฏิกูล ดังนี้แลว; ภิกษุนั้นจงทําในใจ ในอานาปานสติสมาธินี้ ใหเปนอยางดี.
ภิกษุ ท. ! ในเรื่องนี้ ถาภิกษุหวังวา เราพึงเปนผูอยูดวยความรูสึก
วาปฏิกูล ทั้งตอสิ่ง ที่ ปฏิกูล และตอ สิ่งที่ไ มปฏิกูล ดังนี้ แล ว ; ภิกษุ นั้ น
จงทํา ในใจ ในอานาปานสติสมาธินี้ ใหเปนอยางดี.

www.buddhadasa.info

๙๔

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๒

ภิกษุ ท. ! ในเรื่องนี้ ถาภิกษุหวังวา เราพึงเปนผูอยูดวยความรูสึก
วา ไมป ฏิกูล ทั้ง ตอ สิ่ง ที่ป ฏิกูล และตอ สิ่ง ที่ไ มป ฏิกูล ดัง นี้แ ลว ;
ภิก ษุนั้น
จงทําในใจ ในอานาปานสติสมาธินี้ ใหเปนอยางดี.
ภิกษุ ท. ! ในเรื่องนี้ ถาภิกษุหวังวา เราพึงเปนผูไมใสใจเสียเลย
ทั้ ง ต อ สิ่ ง ที่ ไ ม ป ฏิ กู ล และต อ สิ่ ง ที่ ป ฏิ กู ล ทั้ ง สองอย า ง แล ว เป น ผู อ ยู อุ เ บกขามี ส ติ
สัม ปชัญ ญะเถิด ดัง นี้แ ลว ;
ภิก ษุนั้น จงทํา ในใจ ในอานาปานสติส มาธินี้
ใหเปนอยางดี.
(ตอแต นี้ มี ตรั สทํ านองนี้ เรื่อยไปจนถึง ความหวั งจะได ปฐมฌาน ทุติ ยฌาน คติ ยฌาน
จตุ ตถฌาน อากาสานั ญจายตนะ วิ ญญาณั ญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสั ญ ญายตนะ
และสัญญาเวทยิตนิโรธเปนที่สุด วาผูตองการพึงทําในใจ ในอานาปานสติสมาธินี้ใหเปนอยางดี).

ทรงพยายามในเนกขั ม มจิ ต
และอนุ ปุ พ พวิ ห ารสมาบั ติ ก อ นตรั ส รู ๑
อานนท !
ครั้งกอนแตการตรัสรู เมื่อเรายังไมไดตรัสรู ยังเปน
โพธิสัตวอยู,
ความรูไดเกิดขึ้นแกเราวา เนกขัมมะ (ความหลีกออกจากกาม)

www.buddhadasa.info
เปนทางแหงความสําเร็จ, ปวิเวก (ความอยูสงัดจากกาม) เปนทางแหง
ความสํา เร็จ ดัง นี้, แตแ มก ระนั้น จิต ของเราก็ยัง ไมแ ลน ไป ไมเลื่อ มใส
ไม ตั้ ง อยู ได ไมหลุดออกไป ในเนกขัมมะ ทั้งที่เราเห็นอยู วานั่นสงบ.

๑. บาลี นวก. อํ. ๒๓/๔๕๗/๒๔๕. ตรัสแกพระอานนท ที่อุรุเวลกัสสปนิคม ของชาวมัลละ
ในมัลลกรัฐ. เนื่องจาก ตปุสสคหบดี ไดเขาเผาและกราบทูลถึงขอที่พวกฆราวาสยอมมัวเมาติดในกาม
อยูเปนปรกติ,
เนกขัมมะคือการหลีกออกมาเสียจากกามนั้น ปรากฏแกพวกเขาดุจถ้ําหรือเหวลึก
ที่มืดยิ่ง เปนที่นาหวาดกลัวยิ่ง.

ออกผนวช - จนไดตรัสรู

๙๕

อานนท !
ความคิดไดเกิดขึ้นแกเราสืบไปวา อะไรหนอ เปนเหตุ
เปนปจจัย ที่ทําใหจิตของเรา เปนเชนนั้น. อานนท ! ความรูสึกไดเกิดขึ้น
แก เราว า เพราะว าโทษในกามทั้ งหลาย เป นสิ่ งที่ เรายั งมองไม เห็ น ยั งไม ได นํ ามา
ทําการคิดนึกใหมาก และทั้งอานิสงสแห งการออกจากาม เราก็ยั งไม เคยไดรั บเลย
ยังไมเคยรูรสเลย; จิตของเราจึงเปนเชนนั้น. อานนท ! ความคิดไดเกิดขึ้น
แกเราสื บไปว า ถ ากระไร เราได เห็ นโทษในกามทั้ งหลาย แล วนํ ามาทํ าการคิ ดนึ ก
ในข อ นั้ นให มาก ได รั บ อานิ ส งส ใ นการหลี ก ออกจากกามแล ว พึ ง เสพในอานิ ส งส
นั้นอยางทั่วถึงไซร,
ขอนั้นแหละ จะเปนฐานะที่จะทําใหจิตของเราพึงแลนไป
พึ ง เลื่ อ มใส ตั้ ง อยู ไ ด หลุ ด ออกไป ในเนกขั ม มะ โดยที่ เ ห็ น อยู ว า นั่ น สงบ.
อานนท !
โดยกาลตอมา เราไดทําเชนนั้นแลวอยางทั่วถึง จิตของเราจึงแลนไป
จึงเลื่อมใส ตั้งอยูได หลุดออกไป ในเนกขัมมะ โดยที่เห็นอยูวานั่น สงบ. อานนท !
เมื่อเปนเชนนั้น,
เราแล เพราะสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย จึง
บรรลุฌานที่ ๑
อันมีวิตกวิจาร มีปติและสุขอันเกิดแตวิเวกแลวแลอยู.
อานนท ! แมเมื่อเราอยูดวยวิหารธรรม คือฌานที่ ๑ นี้ การทําในใจตามอํานาจ
แหง สัญ ญาที่เ ปน ไปในทางกามก็ยัง เกิด แทรกแซงอยู.
ขอ นั้น ยัง เปน อาพาธ
(ในทางจิต)
แกเรา,
เหมือนผูมีสุข แลวยังมีทุกขเกิดขึ้นขัดขวาง เพราะ
อาพาธฉันใดก็ฉันนั้น.

www.buddhadasa.info
อานนท !
ความคิดไดเกิดขึ้นแกเราสืบไปวา เพื่อ กําจัดอาพาธ
ขอ นั ้น เสีย ถา กระไรเรา เพราะสงบวิต กวิจ ารเสีย ได พึง บรรลุฌ านที ่ ๒

เปน เครื ่อ งผอ งใสแหง จิต ในภายใน นํ า ใหเ กิด สมาธิม ีอ ารมณอ ัน เดี ย ว
ไม มี วิ ต กวิ จ ารมี แ ต ป ติ แ ละสุ ข อั น เกิ ด แต ส มาธิ แ ล ว แลอยู เ ถิ ด ดั ง นี้ .

๙๖

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๒

อานนท !
แมก ระนั้น จิต ของเราก็ยัง ไมแ ลน ไป ไมเ ลื่อ มใส ไมตั้ง อยูไ ด
ไมหลุดออกไป ในอวิตกธรรม (คือฌานที่ ๒) นั้น ทั้งที่เราเห็นอยู วานั่น สงบ.
อานนท !
ความคิดไดเกิดขึ้นแกเราสืบไปวา อะไรหนอ เปนเหตุ
เปน จัจ จัย ที่ทํา ใหจิต ของเราเปน เชน นั้น . อานนท ! ความรูสึก ไดเ กิด ขึ้น
แกเ ราวา เพราะวา โทษในวิต กธรรม เปน สิ่ง ที ่เ รายัง มองไมเ ห็น ยัง ไมไ ดนํ า
มาทําการคิดนึกใหมาก และทั้งอานิสงสแหงอวิตกธรรม เราก็ยังไมเคยไดรับเลย
ยังไมเคยรูรสเลย; จิตของเราจึงเปนเชนนั้น. อานนท ! ความคิดไดเกิดขึ้น
แกเ ราสื บ ไปว า ถ า หากเราไดเ ห็ น โทษในวิ ต ก แล ว นํ า มาทํ า การคิ ด นึ ก ในข อ นั้ น
ใหมาก ไดรับอานิสงสในอวิตกธรรมแลว พึงเสพในอานิสงสนั้นอยางทั่วถึงไซร,
ขอ นั้ นแหละ จะเป นฐานะที่จ ะทํา ให จิตของเราพึ งแล นไป พึง เลื่ อ มใส ตั้ ง อยูไ ด
หลุดออกไป ในอวิตกธรรม โดยที่เห็นอยูวานั่น สงบ. อานนท ! โดยกาลตอมา
เราไดทํ า เชน นั ้น แลว อยา งทั ่ว ถึง จิต ของเราจึง แลน ไป จึง เลื ่อ มใส ตั ้ง อยู ไ ด
หลุดออกไป ในอวิตกธรรม (คือ ฌานที่ ๒)
นั้น โดยที่เห็น อยูวานั่น สงบ.
อานนท ! เมื่อเปนเชนนั้น, เราแล เพราะสงบวิตกวิจารเสียได จึง บรรลุฌานที่

เปน เครื่อ งผอ งใสแหง จิต ในภายใน นํา ใหเ กิด สมาธิมีอ ารมณอัน เดีย ว
ไมมีวิตกวิจาร มีแตปติและสุขอันเกิดแตสมาธิแลวแลอยู. อานนท ! แมเมื่อเรา
อยูดวยวิหารธรรม คือ ฌานที่ ๒ นี้ การทําในใจตามอํานาจแหงสัญญาที่เปนไป
ในวิตกก็ยังเกิดแทรกแซงอยู. ขอนั้น ยังเปนอาพาธ (ในทางจิต) แกเรา, เหมือน
ผูมีสุข แลวยังมีทุกขเกิดขึ้นขัดขวาง เพราะอาพาธ ฉันใดก็ฉันนั้น.
อานนท ! ความคิดไดเกิดขึ้นแกเราสืบไปวา เพื่อกําจัดอาพาธขอนั้นเสีย
ถ า กระไรเรา เพราะความจางไปแห ง ป ต ิ พึ ง อยู  อ ุ เ บกขา มี ส ติ แ ล

www.buddhadasa.info
สั มปชั ญญะ และพึ งเสวยสุ ขด วยนามกาย บรรลุ ฌานที่ ๓ อั นเป นฌานที่
พระอริยเจากลาววา ผูไดฌานนี้เปนผูอยูอุเบกขา มีสติอยูเปนสุขแลวแล

ออกผนวช - จนไดตรัสรู

๙๗

อยูเ ถิด ดัง นี้.
อานนท !แมก ระนั้น จิต ของเราก็ยัง ไมแ ลน ไป ไมเ ลื่อ มใส
ไม ตั้ ง อยู ไ ด ไม ห ลุ ด ออกไปในนิ ป ป ติ ก ฌาน(คื อ ฌานที่ ๓)นั้ น ทั้ ง ที่ เ ราเห็ น อยู
วานั่น สงบ.
อานนท !
ความคิดไดเกิดขึ้นแกเราสืบไปวา อะไรหนอ เปนเหตุ
เปน ปจ จัย ที่ทํา ใหจิต ของเราเปน เชน นั้น . อานนท ! ความรูสึก ไดเ กิด ขึ้น
แกเราวา เพราะวาโทษในปติเปนสิ่งที่เรายังมองไมเห็น ยังไมไดนํามาทําการคิดนึก
ใหมาก และทั้งอานิสงสแหงนิปปตกฌาน เรายังไมเคยไดรับเลย ยังไมเคยรูรสเลย;
จิตของเราจึงเปนเชนนั้น. อานนท ! ความคิดไดเกิดขึ้นแกเราสืบไปวา ถาหาก
เราไดเ ห็น โทษในปต ิ แลว นํ า มาทํ า การคิด นึก ในขอ นั ้น ใหม าก ไดร ับ อานิส งส
ในนิป ปติก ฌานแลว พึง เสพในอานิส งสนั้น อยา งทั่ว ถึง ไซร,
ขอ นั้น แหละ
จะเปน ฐานะที่จะทําใหจิตของเราพึงแลนไป พึงเลื่อ มใส ตั้งอยูได หลุด ออกไป
ในนิปปติกฌาน โดยที่เห็นอยูวานั่น สงบ. อานนท ! โดยกาลตอมาเราไดทํา
เชนนั้นแลวอยางทั่วถึง จิตของเราจึงแลนไป จึงเลื่อมใส ตั้งอยูได หลุดออกไป
ในนิปปติกฌาน (คือฌานที่ ๓) นั้น โดยที่เห็นอยูวานั่น สงบ. อานนท !
เมื่อ เปน เชนนั้น,
เราแล เพราะความจางไปแหงปติ จึงเกิดอุเบกขา มีสติแล
สัมปชัญญะ และยอมเสวยสุขดวยนามกาย บรรลุฌานที่ ๓ อันเปนฌานที่
พระอริ ย เจ า กล า วว า ผู ไ ด ฌ านนี้ เ ป น ผู อ ยู อุ เ บกขา มี ส ติ อ ยู เ ป น สุ ข แล ว แลอยู .
อานนท ! แมเมื่อเราอยูดวยวิหารธรรมคือฌานที่ ๓ การทําในใจตามอํานาจแหง
สัญญา ที่เปนไปในปติก็ยังเกิดแทรกแซงอยู. ขอนั้นยังเปนอาพาธ (ในทางจิต)
แกเรา, เหมือนผูมีสุขแลวยังมีทุกขเกิดขึ้นขัดขวาง เพราะอาพาธ ฉันใดก็ฉันนั้น.

www.buddhadasa.info
อานนท ! ความคิดไดเกิดขึ้นแกเราสืบไปวา เพื่อกําจัดอาพาธขอนั้น
เสีย ถากระไรเรา เพราะละสุขและทุกขเสียได เพราะความดับหายไป

๙๘

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๒

แห ง โสมนัส แลโทมนั ส ในกาลก อ น พึ ง บรรลุ ฌ านที่ ๔ อั น ไม มี ทุ ก ข แ ละสุ ข
มีแตความที่สติเปนธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา แลวแลอยูเถิด
ดังนี้.
อานนท ! แมกระนั้น จิตของเราก็ยังไมแลนไป ไมเลื่อมใส ไมตั้งอยู ไมหลุดพน
ออกไป ในอทุกขมสุข (คือญาณที่ ๔ ) นั้น ทั้งที่เราเห็นอยูวานั่น สงบ.
อานนท !
ความคิด ไดเ กิด แกเ ราสืบ ไปวา อะไรหนอ เปน เหตุ
เปนปจจัย ที่ทําใหจิตของเราเปนเชนนั้น อานนท !
ความรูสึกไดเกิดแกเราวา
เพราะวา โทษในอุเ บกขาสุข เปน สิ ่ง ที ่เ รายัง มองไมเ ห็น ยัง ไมไ ดนํ า มาทํ า การ
คิด นึก ใหม าก และอานิส งสแ หง อทุก ขมสุข เรายัง ไมเ คยไดร ับ เลย ยัง ไมเ คย
รูร สเลย ; จิต ของเราจึง เปนเชนนั้น. อานนท ! ความคิด ไดเกิดขึ้นแกเ รา
สืบ ไปวา ถาหากเราได เห็นโทษในอุเปกขาสุข แลวนํ ามาทําการคิดนึกในขอ นั้ น
ให ม าก ได รับ อานิ ส งส ใ นอทุ กขมสุ ข แล ว พึ ง เสพในอานิ ส งส นั้ น อยา งทั่ ว ถึง ไซร ,
ขอ นั้ นแหละ จะเป นฐานะที่จ ะทํา ให จิตของเราพึ งแล นไป พึง เลื่ อ มใส ตั้ ง อยูไ ด
หลุดออกไป ในอทุกขมสุขโดยที่เห็นอยูวานั่น สงบ. อานนท ! โดยกาลตอมา
เราไดทํ า เชน นั ้น แลว อยา งทั ่ว ถึง จิต ของเราจึง แลน ไป จึง เลื ่อ มใส ตั ้ง อยู ไ ด
หลุด ออกไป ในอทุกขมสุข (คือฌานที่ ๔)
นั้น โดยที่เ ห็นอยูวานั่น สงบ.
อานนท ! เมื่อเปนเชนนั้น, เราแล เพราะละสุขและทุกขเสียได เพราะความ
ดับหายไปแหงโสมนัสและโทมนัสในกาลกอน จึง บรรลุฌานที่ ๔ อันไมทุกข
ไมสุข มีแตความที่สติเปนธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา แลวแลอยู. อานนท !
แมเมื่อ เราอยูดวยวิหารธรรมคือฌานที่ ๔ นี้ การทําในใจตามอํานาจแหงสัญญา
ที่ เ ป น ไปในอุ เ บกขา ก็ ยั ง เกิ ด แทรกแซงอยู .
ข อ นั้ น ยั ง เป น การอาพาธ
(ในทางจิต) แกเรา, เหมือนผูมีสุข แลวยังมีทุกขเกิดขึ้นขัดขวาง เพราะอาพาธ
ฉันใดก็ฉันนั้น.

www.buddhadasa.info

ออกผนวช - จนไดตรัสรู

๙๙

อานนท ! ความคิดไดเกิดขึ้นแกเราสืบไปวา เพื่อกําจัดอาพาธขอนั้น
เสีย ถา กระไรเรา เพราะผา นพน รูป สัญ ญา (ความกํ า หนดหมายในรูป )

โดยประการทั้งปวงได,
เพราะความตั้งอยูไมไดแหงปฏิฆสัญญา (ความ
กําหนดหมายอารมณที่กระทบใจ), เพราะไมไดทําในใจซึ่งความกําหนดหมาย
ในภาวะตาง ๆ (นานัตตสัญญา)
พึงบรรลุอากาสานัญจายตนะ อันมีการ
ทํา ในใจว า “อากาศไม มี ที่ สิ้ น สุ ด ” แล ว แลอยู เ ถิ ด ดั ง นี้ . อานนท !
แม ก ระนั้ น จิ ต ของเราก็ยั ง ไมแ ลน ไป ไมเ ลื่อ มใส ไมตั้ ง อยูไ ด ไมห ลุด ออกไป
ในอากาสานัญจายตนะนั้น ทั้งที่เราเห็นอยูวานั่น สงบ.
อานนท !
ความคิดไดเกิดขึ้นแกเราสืบไปวา อะไรหนอ เปนเหตุ
เปนปจจัย ที่ทําใหจิตของเราเปนเชนนั้น. อานนท ! ความรูสึกไดเกิดขึ้นแกเราวา
เพราะวา โทษในรูป ทั ้ง หลาย เปน สิ ่ง ที ่เ รายัง มองไมเ ห็น ยัง ไมไ ดนํ า มาทํ า การ
คิด นึกใหมาก และทั้งอานิสงสแหงอากาสนัญจายตนะ เราก็ยังไมเคยไดรับเลย
ยังไมเคยรูรสเลย; จิตของเราจึงเปนเชนนั้น. อานนท ! ความคิดไดเกิดขึ้น
แกเ ราสืบ ไปวา ถา หากเราไดเ ห็น โทษในรูป ทั้ง หลาย แลว นํา มาทํ า การคิด นึก
ในขอนั้นใหมาก ไดรับอานิสงสในอากาสนัญจายตนะแลว พึงเสพในอานิสงสนั้น
อยา งทั่ว ถึง ไซร,
ขอ นั้น แหละ จะเปน ฐานะที่จ ะทํา ใหจิต ของเราพึง แลน ไป
พึง เลื่อมใส ตั้งอยูได หลุดออกไป ในอากาสานัญจายตนะ โดยที่เห็นอยูวานั่น
สงบ. อานนท ! โดยกาลตอมา เราไดทําเชนนั้นแลวอยางทั่วถึง จิตของเรา
จึง แลน ไป จึง เลื ่อ มใส ตั ้ง อยู ไ ด หลุด ออกไป ในอากาสนัญ จายตนะนั ้น
โดยที่เ ห็น อยูวานั่น สงบ.
อานนท !เมื่อ เปนเชน นั้น เราแล เพราะผานพน
รูป สั ญ ญาโดยประการทั้ ง ปวงเสี ย ได เพราะความตั้ ง อยู ไ ม ไ ด แ ห ง ปฏิ ฆ สั ญ ญา
เพราะไมไ ดทํ า ในใจซึ ่ง นานัต ตสัญ ญา จึง บรรลุอ ากาสานัญ จายตนะ
อันมีการทําในใจวา “อากาศไมมีที่สิ้นสุด” แลวแลอยู. อานนท ! แมเมื่อเรา
อยูดวยวิหารธรรม คืออากาสานัญจายตนะนี้ การทําในใจตามอํานาจแหงสัญญา

www.buddhadasa.info

๑๐๐

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๒

ที่เ ปน ไปในรูป ทั้ง หลายก็ยัง เกิด แทรกแซงอยู.
ขอ นั้น ยัง เปน การอาพาธ
(ในทางจิต) แกเรา, เหมือนผูมีสุข แลวยังมีทุกขเกิดขึ้นขัดขวาง เพราะอาพาธ
ฉันใดก็ฉันนั้น.
อานนท !
ความคิดไดเกิดขึ้นแกเราวา เพื่อกําจัดอาพาธขอนั้นเสีย
ถ ากระไรเรา เพราะผ านพ นอากาสานั ญจายตนะโดยประการทั้ งปวงเสี ยแล ว

พึงบรรลุวิญญาณั ญ จายตนะ อัน มี การทํา ในใจว า “วิ ญญาณไม มีที่ สิ้ น สุ ด ”
แลวแลอยูเถิดดังนี้. อานนท ! แมกระนั้นจิตของเราก็ยังไมแลนไป ไมเลื่อมใส
ไมตั้งอยูไดไมหลุดออกไป ในวัญญาณัญจายตนะนั้น ทั้งที่เราเห็นอยูวานั่น สงบ.
อานนท !
ความคิดไดเกิดขึ้นแกเราสืบไปวา อะไรหนอ เปนเหตุ
เปนปจจัย ที่ทําใหจิตของเราเปนเชนนั้น. อานนท ! ความรูสึกไดเกิดขึ้นแกเราวา
เพราะวา โทษในอากาสานัญ จายตนะ เปน สิ ่ง ที ่เ รายัง มองไมเ ห็น ยัง ไมไ ดนํ า
มาทําการคิดนึกใหมาก และทั้งอานิสงสแหงวิญญาณัญจายตนะ เราก็ยังไมเคย
ไดรับเลย ยังไมเคยรูรสเลย; จิตของเราจึงเปนเชนนั้น. อานนท ! ความคิด
ไดเ กิด ขึ ้น แกเ ราสืบ ไปวา ถา หากเราไดเ ห็น โทษในอากาสานัญ จายตนะ แลว
นํ า มาทํ า การคิ ด นึ ก ในข อ นั้ น ให ม าก ได รั บ อานิ ส งส ใ นวิ ญ ญาณั ญ จายตนะแล ว
พึงเสพในอานิสงสนั้นอยางทั่วถึงไซร,
ขอนั้นแหละ จะเปนฐานะที่จะทําใหจิต
ของเราพึง แลน ไป พึง เลื่อ มใส ตั ้ง อยูไ ด หลุด ออกไป ในวิญ ญาณัญ จายตนะ
โดยที่เ ห็น อยูวา นั่น สงบ. อานนท ! โดยกาลตอ มา เราไดทํา เชน นั้น แลว
อยา งทั ่ว ถึง จิต ของเราจึง แลน ไป จึง เลื ่อ มใส ตั ้ง อยู ไ ด หลุด ออกไป ใน
วิญญาณัญจายตนะนั้น โดยที่เห็นอยูวานั่น สงบ. อานนท ! เราแล ผานพน
อากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวงเสียแลว จึง บรรลุวิญญาณัญจายตนะ
อันมีการทําในใจวา” “วิญญาณไมมีที่สิ้นสุด" แลวแลอยู. อานนท ! แมเมื่อเรา

www.buddhadasa.info

ออกผนวช - จนไดตรัสรู

๑๐๑

อยูดวยวิหารธรรมคือวิญญาณัญจายตนะนี้ การทําในใจตามอํานาจ แหงสัญญา
ที่เปนไปในอากาสานัญจายตนะ ก็ยังเกิดแทรกแซงอยู. ขอนั้นยังเปนการอาพาธ
(ในทางจิต)
แกเรา,
เหมือนผูมีสุข แลวยังมีทุกขเกิดขึ้นขัดขวาง เพราะ
อาพาธฉันใดก็ฉันนั้น.
อานนท ! ความคิดไดเกิดขึ้นแกเราสืบไปวา เพื่อกําจัดอาพาธขอ
นั้ น เสี ย ถ า กระไร เพราะผ า นพ น วิ ญ ญาณั ญ จายตนะโดยประการทั้ ง ปวง

เสียแลว พึงบรรลุอากิญจัญญายตนะ อันมีการทําในใจวา “อะไร ๆ ไมมี”
แลวแลอยูเถิด ดังนี้. อานนท ! แมกระนั้นจิตของเราก็ยังไมแลนไป ไมเลื่อมใส
ไมตั้งอยูได ไมหลุดออกไป ในอากิญจัญญายตนะนั้น ทั้งที่เราเห็นอยูวานั่น สงบ.
อานนท ! ความคิดไดเกิดขึ้นแกเราสืบไปวา อะไรหนอ เปนเหตุ
เปนปจจัย ที่ทําใหจิตของเราเปนเชนนั้น. อานนท ! ความรูสึกไดเกิดขึ้นแกเราวา
เพราะวาโทษในวิญญญาณัญจายตนะ เปนสิ่งที่เรายังมองไมเห็น ยังไมไดนํามา
ทําการคิดนึกใหมาก และทั้งอานิสงสแหงอากิญจัญญายตนะ เราก็ยังไมเคยไดรับเลย
ยังไมเคยรูรสเลย; จิตของเราจึงเปนเชนนั้น. อานนท ! ความคิดไดเกิดขึ้น
แกเราสืบไปวา ถาหากเราไดเห็นโทษในวิญญาณัญจายตนะ แลวนํามาทําการคิดนึก
ในขอนั้นใหมาก ไดรับอานิสงสในอากิญจัญญายตนะแลว พึงเสพในอานิสงสนั้น
อยางทั่วถึงไซร,
ขอนั้นแหละ จะเปนฐานะที่จะทําใหจิตของเราพึงแลนไป
พึงเลื่อมใส ตั้งอยูได หลุดออกไป ในอากิญจัญญายตนะ โดยที่เห็นอยูวานั่น สงบ.
อานนท ! โดยกาลตอมา เราไดทําเชนนั้นแลวอยางทั่วถึง จิตของเราจึงแลนไป
จึงเลื่อมใส ตั้งอยูได หลุดออกไป ในอากิญจัญญายตนะนั้น โดยที่เห็นอยูวานั่น
สงบ. อานนท ! เราแล ผานพนวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวงเสียแลว
จึง บรรลุอากิญจัญญายตนะ อันมีการทําในใจวา “อะไร ๆ ไมมี" แลวแลอยู.

www.buddhadasa.info

๑๐๒

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๒

อานนท ! แมเมื่อเราอยูดวยวิหารธรรมอากิญจัญญายตนะนี้ การทําในใจตามอํานาจ
แหงสัญญาที่เปนไปในวิญญาณัญจายตนะ ก็ยังเกิดแทรกแซงอยู. ขอนั้นยังเปน
การอาพาธ (ในทางจิต) แกเรา, เหมือนผูมีสุข แลวยังมีทุกขเกิดขึ้นขัดขวาง
เพราะอาพาธ ฉันใดก็ฉันนั้น.
อานนท ! ความคิดไดเกิดขึ้นแกเราสืบไปวา เพื่อกําจัดอาพาธขอนั้น
เสีย ถากระไรเรา เพราะผานพนอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวงเสียแลว
พึงบรรลุเ นวสัญ ญานาสัญ ญายตนะ ๑ แลว แลอยูเ ถิด ดัง นี้. อานนท !
แมก ระนั้นจิต ของเราก็ยัง ไมแ ลน ไป ไมเ ลื่อ มใส ไมตั้ง อยูได ไมหลุด ออกไป
ในเนวสัญญานาสัญญายตนะนั้น ทั้งที่เราเห็นอยูวานั่น สงบ.
อานนท ! ความคิดไดเกิดขึ้นแกเราสืบไปวา อะไรหนอ เปนเหตุ
เปนปจจัย ที่ทําใหจิตของเราเปนเชนนั้น. อานนท ! ความรูสึกไดเกิดขึ้นแกเราวา
เพราะวาโทษในอากิญจัญญายตนะ เปนสิ่งที่เรายังมองไมเห็น ยังไมไดนํามา
ทําการคิดนึกใหมาก และทั้งอานิสงสแหงเนวสัญญานสัญญายตนะ เราก็ยัง
ไมเคยไดรับเลย ยังไมเคยรูรสเลย; จิตของเราจึงเปนเชนนั้น. อานนท !
ความคิดไดเกิดขึ้นแกเราสืบไปวา ถาหากเราไดเห็นโทษในอากิญจัญญายตนะ
แลวนํามาทําการคิดนึกในขอนั้นใหมาก ไดรับอานิสงสในเนวสัญญานาสัญญายตนะ
แล ว พึ ง เสพในอานิ ส งส นั้ น อย า งทั่ ว ถึ ง ไซร , ข อ นั้ น แหละ จะเป น ฐานะ
ที่ จ ะทํา ให จิ ต ของเราพึ ง แล น ไป พึ ง เลื่ อ มใส ตั้ ง อยู ไ ด หลุ ด ออกไป ใน
เนวสัญญานาสัญญายตนะ โดยที่เห็นอยูวานั่น สงบ. อานนท !โดยกาลตอมา

www.buddhadasa.info

๑. เนวสัญญานาสัญญายตนะ คืออรูปฌานขั้นที่สงบ ถึงขนาดที่เรียกวา มีความรูสึก ก็ไมใชไมมีความ
รูสึก ก็ไมใช เปนความสงบในขั้นที่ยากที่คนธรรมดาจะเขาใจไดขึ้นไปแลว.

ออกผนวช - จนไดตรัสรู

๑๐๓

เราไดทํ า เชน นั ้น แลว อยา งทั ่ว ถึง จิต ของเราจึง แลน ไป จึง เลื ่อ มใส ตั ้ง อยู ไ ด
หลุดออกไป ในเนวสัญญานาสัญญายตนะนั้น โดยที่เห็นอยูวานั่น สงบ. อานนท !
เราแล ผา นพน อากิญ จัญ ญายตนะโดยประการทั้ง ปวงเสีย แลว จึง บรรลุ
เนวสัญญานาสัญญายตนะ แลวแลอยู. อานนท ! แมเมื่อเราอยูดวยวิหารธรรมคือเนวสัญานาสัญญายตนะนี้ การทําในใจตามอํานาจแหงสัญญาที่เปนไปใน
อากิญจัญญายตนะก็ยังเกิดแทรกแซงอยู. ขอนั้นยังเปนการอาพาธ (ในทางจิต)
แกเรา, เหมือนผูมีสุข แลวยังมีทุกขเกิดขึ้นขัดขวาง เพราะอาพาธ ฉันใดก็ฉันนั้น.
อานนท ! ความคิดไดเกิดขึ้นแกเราสืบไปวา เพื่อกําจัดอาพาธขอ
นั้น เสีย ถา กระไรเรา ผา นพน เนวสัญ ญานาสัญ ญายตนะโดยประการทั้ง ปวง
เสี ย แล ว พึ ง บรรลุ สั ญ ญาเวทยิ ต นิ โ รธ แล ว แลอยู เ ถิ ด ดั ง นี้ .
อานนท !
แมก ระนั้น จิต ของเราก็ยัง ไมแ ลน ไป ไมเ ลื่อ มใส ไมตั้ง อยู ไ ด ไมห ลุด ออกไป
ในสัญญาเวทยิตนิโรธนั้น ทั้งที่เราเห็นอยูวานั่น สงบ.
อานนท ! ความคิดไดเกิดขึ้นแกเราสืบไปวา อะไรหนอ เปนเหตุ
เปนปจจัย ที่ทําใหจิตของเราเปนเชนนั้น. อานนท ! ความรูสึกไดเกิดขึ้นแกเราวา
เพราะวาโทษในเนวสัญญานาสัญญายตนะ เปนสิ่งที่เรายังมองไมเห็น ยังไมไดนํา
มาทําการคิดนึกใหมาก และทั้งอานิสงสแหงสัญญาเวทยิตนิโรธ เราก็ยังไมเคย
ไดรับเลย ยังไมเคยรูรสเลย; จิตของเราจึง เปนเชนนั้น. อานนท ! ความ
คิดไดเกิดขึ้นแกเราสืบไปวา ถาหากเราไดเห็นโทษในเนวสัญญานาสัญญายตนะ
แลวนํามาทําการคิดนึกในขอนั้นใหมาก ไดรับอานิสงสในสัญญาเวทยิตนิโรธแลว
พึงเสพในอานิสงสนั้นอยางทั่วถึงไซร, ขอนั้นแหละ จะเปนฐานะที่จะทําใหจิต
ของเราพึง แลน ไป พึง เลื่อ มใส ตั้ง อยูไ ด หลุด ออกไป ในสัญ ญาเวทยิต นิโ รธ
โดยที่เห็นอยูวานั่น สงบ. อานนท ! โดยกาลตอมา เราไดทําเชนนั้นแลว

www.buddhadasa.info

๑๐๔

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๒

อยา งทั ่ว ถึง จิต ของเราจึง แลน ไป จึง เลื ่อ มใส ตั ้ง อยู ไ ด หลุด ออกไปใน
สัญญาเวทยิตนิโรธนั้น โดยที่เห็นอยูวานั่น สงบ.
อานนท เราแล ผานพน
เนวสัญญานาสัญญายตนะโดยประการทั้งปวงเสียแลว จึง บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ แลวแลอยู (ไมมีอาพาธอะไร ๆ อีกตอไป). อนึ่ง อาสวะทั้งหลาย
ไดถึงความสิ้นไปรอบ เพราะเราเห็น (อริยสัจจสี่) ไดดวยปญญา.

ทรงอธิ ษฐานความเพียร

ภิกษุ ท. ! เราไดรูถึงธรรมสองอยาง คือ ความไมรูจักพอ ในกุศลธรรม
ทั้งหลาย และความเปนผูไมถอยหลัง ในการตั้งความเพียร.
เราตั้งความเพียรคือความไมถอยหลังวา “หลัง เอ็น กระดูก จักเหลืออยู
เนื้ อ และเลื อ ดในสรี ร ะจั ก เหื อ ดแห ง ไปก็ ต ามที เมื่ อ ยั ง ไม ลุ ถึ ง ประโยชน อั น บุ ค คล
จะลุไดดวยกําลังบุรุษ ดวยความเพียรของบุรุษ ดวยความบากบั่นของบุรุษแลว
จักหยุดความเพียรนั้นเสีย เปนไมมีเลย" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เรานั้นไดบรรลุ
ความตรั สรูเพราะความไมประมาท ได บรรลุโ ยคักเขมธรรมอัน ไมมีอื่นยิ่ งไปกว า
เพราะความไมประมาทแลว.

www.buddhadasa.info
ความฝ น ครั้ ง สํา คั ญ ก อ นตรั ส รู ๒

ภิกษุ ท. ! ความฝนครั้งสําคัญ (มหาสุบิน) ๕ อยางไดปรากฏแก
ตถาคตผูอรหันตสัมมาสัมพุทธเจาครั้งเมื่อกอนแตการตรัสรู ยังไมไดตรัสรู ยังเปน
โพธิสัตวอยู. ๕ อยาง คืออะไรบางเลา? คือ:-

๑. บาลี ปญจมสูตร กัมมกรณวรรค ทุก. อํ. ๒๐/๖๔/๒๕๑..
๒. บาลี ฉัฎฐสูตร พราหมณวรรค ปฺจก. อํ. ๒๒/๒๖๗/๑๙๖.

ออกผนวช - จนไดตรัสรู

๑๐๕

มหาปฐพี นี้ เ ป น ที่ น อนอั น ใหญ ข องตถาคต จอมเขาหิ ม วั น ต เ ป น หมอน
มื อ ข างซ ายพาดลงที่ สมุ ทรด านตะวั นออก มื อ ข างขวาพาดลงที่ สมุ ทรด านตะวั นตก
เทาทั้งสองหยอนลงที่สมุทรดานทักษิณ. ภิกษุ ท. ! นี้เปนมหาสุบินขอที่ ๑
ได มี แล วแก ต ถาคตผู อ รหั นตสั ม มาสั ม พุ ท ธเจ า ครั้ ง เมื่ อ ก อ นแต การตรั ส รู ยั ง ไม ไ ด
ตรัสรู ยังเปนโพธิสัตวอยู.
ขออื่นอีก. หญาคา๑ งอกขึ้นจากสะดือ ขึ้นไปสูงจดฟา. ภิกษุ ท. !
นี้ เ ป น มหาสุ บิ น ข อ ที่ ๒ ได มี แ ล ว แก ต ถาคตผู อ รหั น ตสั ม มาสั ม พุ ท ธเจ า ครั้ ง เมื่ อ
กอนแตการตรัสรู ยังไมไดตรัสรู ยังเปนโพธิสัตวอยู.
หนอนทั้งหลาย มีสีขาวหัวดํา คลานขึ้นมาตามเทา
ขออื่นอีก.
จนถึงเขา. ภิกษุ ท. ! นี้เปนมหาสุบินขอที่ ๓ ไดมีแลวแกตถาคตผูอรหันตสัมมาสัมพุทธเจา เมื่อครั้งกอนแตการตรัสรู ยังไมไดตรัสรู ยังเปนโพธิสัตวอยู.
ขออื่นอีก. นกทั้งหลาย สี่จําพวก มีสีตาง ๆ กัน มาแลวจากทิศทั้งสี่
หมอบลงที่ใกลเทาแลวกลายเปนสีขาวหมด. ภิกษุ ท. ! นี้เปนมหาสุบินขอที่ ๔
ได มี แล วแก ตถาคตผู อรหั นตสั มมาสั มพุ ทธเจ า ครั้ งก อนแต การตรั สรู ยั งไม ได ตรั สรู
ยังเปนโพธิสัตวอยู.
ขออื่นอีก.
ตถาคตได เดินไปบนอุจจาระกองใหญ เหมือนภูเขา อุจจาระ
มิไดเปอนเลย. ภิกษุ ท. ! นี้เปนมหาสุบินขอที่ ๕ ไดมีแลวแกตถาคตผูอรหันตสัมมาสัมพุทธเจา ครั้งกอนแตการตรัสรู ยังไมตรัสรู ยังเปนโพธิสัตวอยู.
ภิกษุ ท. !
ขอวามหาปฐพีนี้เปนที่นอนใหญของตถาคต จอมเขา
หิมวันตเปนหมอน มือขางซายพาดลงที่สมุทรดานตะวันออก มือขางขวาพาด

www.buddhadasa.info

๑. ศัพทนี้ บาลีเปน ติริยา นาม ติณชาติ แปลวาหญาแพรกก็เคยแปลกัน.

๑๐๖

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๒

ลงที่สมุทรดานตะวันตก เทาทั้งสองหยอนลงในสมุทรดานทักษิณนั้น เปนมหาสุบิน
ข อ ที่ ๑ เพื่ อ ให รู ข อ ที่ ต ถาคตผู อ รหั น ตสั ม มาสั ม พุ ท ธเจ า ได ต รั ส รู อ นุ ต ตรสั ม มา
สัมโพธิญาณ. ขอวาหญาคางอกจากสะดือ ขึ้นไปสูงจดฟา เปน มหาสุบินขอที่ ๒
เพื่อใหรูขอที่ตถาคตผูอรหันตสัมมาสัมพุทธเจา ไดตรัสรูพรอมเฉพาะซึ่งอริยอัฏฐังคิกมรรค แลวประกาศเพียงไร แกมนุษยและเทวดา (ขึ้นไปถึงพรหม).
ขอวา
หนอนทั้งหลายมีสีขาวหัวดําคลานขึ้นมาตามเทาจนถึงเขานั้น เปน มหาสุบินขอที่ ๓
เพื่อใหรูขอที่คฤหัสถผูนุงขาวเปนอันมาก ถึงตถาคตเปนที่พึ่งตลอดชีวิต.
ขอวา
นกสี่จําพวกมีสีตาง ๆ กัน มาจากทิศทั้งสี่ หมอบลงที่เทาแลวกลายเปนสีขาวหมด
นั้ น เป น มหาสุ บิ น ข อ ที่ ๔ เพื่ อ ให รู ข อ ที่ วรรณะสี่ จํ า พวก เหล า นี้ คื อ กษั ต ริ ย
พราหมณ เวสส ศูทร ได ออกจากเรื อนมาบวชในธรรมวิ นั ยที่ ตถาคตประกาศแล ว
อยางไมเกี่ยวของดวยเรือน ยอมทําใหแจงซึ่งวิมุตติอันไมมีอื่นยิ่งไปกวา ได. ขอวา
ตถาคตเดิ น ไปบนกองอุ จ จาระใหญ เ หมื อ นภู เ ขา อุ จ จาระไม เ ป อ นเลยนั้ น เป น
มหาสุบินขอที่ ๕ เพื่อใหรูขอที่ตถาคตเปนผูมีลาภในบริกขาร คือจีวรบิณฑบาต
เสนาสนะ และคิลานปจจยเภสัชทั้งหลาย แตตถาคตไมติดจมไมหมกใจในลาภนั้น,
เมื่อบริโภค ก็บริโภคดวยความเห็นโทษ มีปญญาเปนเครื่องออกไปพนจากทุกขได ฯ.

www.buddhadasa.info
อาการแห ง การตรั ส รู

ราชกุมาร !
ครั้นเรากลืนกินอาหารหยาบ ทํากายใหมีกําลังไดแลว,
เพราะสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย จึงบรรลุ ฌานที่ ๑ มีวิตกวิจาร

๑. โพธิราชกุมารสูตร ราชวรรค ม.ม.๑๓/๔๕๗/๕๐๕, สคารวสูตร พราหมณวรรค ม.ม.๑๓/๖๘๕๖/
๗๕๔,. ตอนนี้ปาสราสิสูตร ไมมี, ตอไปในสคารวสูตรสูตรก็ไมมี.

ออกผนวช - จนไดตรัสรู

๑๐๗

มีปติและสุขอันเกิดแตวิเวกแลวแลอยู.
เพราะสงบวิตกวิจารเสียได จึงบรรลุ
ฌานที ่ ๒ เปน เครื่อ งผอ งใสในภายใน เปน ที ่เ กิด สมาธิแ หง ใจ ไมมีว ิต กวิจ าร
มีแตปติและสุขอันเกิดแตสมาธิแลวแลอยู.
เพราะความจางไปแหงปติ ยอมอยู
อุเบกขา มี สติ สัมปชั ญญะ เสวยสุ ขด วยนามกาย บรรลุ ฌานที่ ๓ อั นเปนฌาน
ที่พระอริยเจากลาววาผูไดฌานนี้ เปนผูอยูอุเบกขา มีสติอยูเปนสุข.
และเพราะ
ละสุ ข และทุ ก ข เ สี ย ได เ พราะความดั บ หายไปแห ง โสมนั ส และโทมนั ส ในกาลก อ น
จึง ไดบ รรลุ ฌานที ่ ๔ อัน ไมท ุก ขไ มส ุข มีแ ตค วามที ่ส ติเ ปน ธรรมชาติบ ริส ุท ธิ์
เพราะอุเบกขาแลวแลอยู.
เรานั้น ครั้นเมื่อจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผองใสไมมีกิเลส ปราศจากกิเลสเปน
ธรรมชาติออนโยนควรแกการงาน ถึงความไมหวั่นไหวตั้งอยูเชนนี้แลว ไดนอมจิต
ไปเฉพาะตอบุพเพสิวาสานุสสติญาณ. เรานั้นระลึกถึงขันธที่เคยอยูอาศัยใน
ภพกอนไดหลายประการ คือระลึกไดชาติหนึ่งบาง สองชาติ สามชาติ สี่ชาติ หาชาติ,
สิบชาติ ยี่สิบชาติ สามสิบชาติ สี่สิบชาติ หาสิบชาติ, รอยชาติ พันชาติ แสน
ชาติบาง, ตลอดหลายสังวัฏฏกัปป หลายวิวัฏฏกัปป หลายสังวัฏฏกัปปและวิวัฏฏกัปป
บาง, วาเมื่อเราอยูในภพโนน มีชื่ออยางนั้น มีโคตร มีวรรณะ มีอาหาร อยางนั้น, ๆ
เสวยสุ แ ละทุ ก ข เ ช น นั้ น ๆ มี อ ายุ สุ ด ลงเท า นั้ น ;
ครั้ น จุ ติ จ ากภพนั้ น แล ว
ไดเ กิด ในภพโนน มีชื่อ โคตร วรรณะ อาหาร อยา งนั้น ๆ,
ไดเ สวยสุข
และทุกขเชนนั้น ๆ มีอายุสุดลงเทานั้น;
ครั้นจุติจากภพนั้น ๆ ๆ ๆ แลว มาเกิด
ในภพนี้. ฯ เรานั้นระลึกถึงขันธที่เคยอยูอาศัยในภพกอนไดหลายประการ พรอม
ทั้งอาการและลักขณะดังนี้. ราชกุมาร ! นี่เปน วิชชาที่ ๑ ที่เราไดบรรลุแลว
ในยามแรกแหงราตรี. อวิชชาถูกทําลายแลว วิชชาเกิดขึ้นแลว, ความมืด
ถูก ทําลายแลว ความสวางเกิดขึ้นแทนแลว,
เชนเดียวกับที่เกิดแกผูไมประมาท
มีเพียรเผาบาป มีตนสงไปแลวแลอยู, โดยควร. ฯ

www.buddhadasa.info

๑๐๘

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๒

เรานั้น ครั้นเมื่อจิตตั้ งมั่นบริสุ ทธิ์ผอ งใสไมมี กิเลส ปราศจากกิเลส
เปนธรรมชาติออนโยนควรแกการงาน ถึงความไมหวั่นไหวตั้งอยูเชนนี้แลว ได
เรามีจักขุทิพย บริสุทธิ์กวาจักขุของ
นอมจิตไปเฉพาะตอ จุตูปปาตญาณ.
สามัญมนุษย, ยอมแลเห็นสัตวทั้งหลายจุติอยู บังเกิดอยู, เลวทรามประณีต,
มีวรรณะดี มีวรรณะเลว, มีทุกข มีสุข. เรารูแจงชัด หมูสัตวผูเขาถึงตามกรรมวา
“ผูเจริญทั้งหลาย ! สัตวเหลานี้หนอ ประกอบกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต
พูด ติ เ ตี ย นพระอริ ย เจ า ทั้ ง หลาย เป น มิจ ฉาทิ ฏ ฐิ ประกอบการงานด ว ยอํ า นาจ
มิจฉาทิฏฐิ, เบื้องหนาแตกายแตกตายไป ลวนพากันเขาสูอบายทุคติวินิบาตนรก. ฯ
ทานผูเจริญทั้งหลาย ! สวนสัตวเหลานี้หนอ ประกอบกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต
ไมติเตียนพระอริยเจา, เปนสัมมาทิฏฐิ ประกอบการงานดวยอํานาจสัมมาทิฏฐิ,
เบื้องหนาแตกายแตกตายไป ยอมพากันเขาสูสุคติโลกสวรรค. เรามีจักขุทิพย
บริสุท ธิ์ลวงจัก ขุส ามัญ มนุษย เห็นเหลา สัต วผูจุติอ ยู บัง เกิด อยู เลว ประณีต
มีวรรณะดี วรรณะทราม มีทุกข มีสุข. รูชัดหมูสัตวผูเขาถึงตามกรรมไดฉะนี้. ฯ
ราชกุมาร ! นี้เปน วิชชาที่ ๒ ที่เราไดบรรลุแลวในยามกลางแหงราตรี. อวิชชา
ถูกทําลายแลว วิชชาเกิดขึ้นแลว, ความมืดถูกทําลายแลว ความสวางเกิดขึ้น
แทนแลว, เชนเดียวกับที่เกิดแกผูไมประมาท มีเพียรเผาบาป มีตนสงไปแลวแลอยู,
โดยควร.
เรานั้น ครั้นจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผองใสไมมีกิเลส ปราศจากกิเลสเปน
ธรรมชาติออนโยนควรแกการงาน ถึง ความไมห วั่นไหวตั้ง อยูเชนนี้แ ลว ก็นอ ม
จิต ไปเฉพาะตอ อาสวัก ขยญาณ , เรายอ มรูชัด ตามเปน จริง วา “นี่ทุก ข,
นี่ เ หตุ แหงทุกข, นี่ความดับไมเหลือแหงทุกข, นี่ทางใหถึงความดับไมมีเหลือ
แหงทุกข; และเหลานี้เปนอาสวะทั้งหลาย, นี้เหตุแหงอาสวะทั้งหลาย, นี้ความ
ดับไมมีเหลือแหงอาสวะทั้งหลาย, นี้เปนทางใหถึงความดับไมมีเหลือแหงอาสวะ

www.buddhadasa.info

ออกผนวช - จนไดตรัสรู

๑๐๙

ทั้งหลาย.
เมื่อเรารูอยูอยางนี้ เห็นอยูอยางนี้ จิตก็พนจากกามาสวะ ภวาสวะ
และอวิชชาสวะ. ครั้นจิตพนวิเศษแลวก็เกิดญาณหยั่งรูวา จิตพนแลว, วิชชา
เกิดขึ้นแลว, ความมืดถูกทําลายแลว ความสวางเกิดขึ้นแทนแลว, เรารูชัด
วาชาติสิ้นแลว พรหมจรรยจบแลว กิจที่ตองทําไดทําสําเร็จแลว กิจอื่นที่จะตองทํา
เพื่อความ(หลุดพน)เปนอยางนี้ มิไดมีอีก. ราชกุมาร ! นี่เปน วิชชาที่ ๓
ที่เราไดบรรลุแลวในยามปลายแหงราตรี.
อวิชชาถูกทําลายแลว เชนเดียวกับที่
เกิดแกบุคคลผูไมประมาท มีเพียรเผาบาป มีตนสงไปแลวแลอยู, โดยควร. ฯ

สิ่งที่ตรัสรู๑
ภิกษุ ท. ! มีสิ่งที่แลนดิ่งไปสุดโตงอยูสองอยาง ที่บรรพชิตไมควร
ของแวะดวย. สิ่งที่แลนดิ่งไปสุดโตงนั้นคืออะไร? คือ การประกอบตนพัวพัน
อยู ด ว ยความใคร ใ นกามทั้ ง หลาย อั น เป น การกระทํ า ที่ ยั ง ต่ํ า เป น ของชาวบ า น
เปนของคนชั้นบุถุชน ไมใชของพระอริยเจา ไมประกอบดวยประโยชน, และการ
ประกอบความเพียรในการทรมานตนใหลําบาก อันนํามาซึ่งความทุกข ไมใชของ
พระอริยเจา ไมประกอบดวยประโยชน, สองอยางนี้แล.
ภิกษุ ท. !
ขอปฏิบัติเปนทางสายกลาง ที่ไมไปหาสิ่งสุดโตงสอง
อยางนั้น เปนขอปฏิบัติที่ตถาคตไดตรัสรูเฉพาะแลว เปนขอปฏิบัติทําใหเกิดจักษุ
เปนขอปฏิบัติทําใหเกิดญาณ เปนไปเพื่อความสงบ เพื่อความรูอันยิ่ง เพื่อความ
ตรัสรูพรอม เพื่อนิพพาน.

www.buddhadasa.info

๑. บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๒๘/๑๖๖๔. ตรัสแกภิกษุทั้งหา ทิ่อิสิปตนมฤคทายวัน.

๑๑๐

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๒

ภิกษุ ท. ! ขอปฏิบัติที่เปนทางสายกลาง ที่ไมดิ่งไปหาที่สุดโตง สอง
อยางนั้น เปนอยางไรเลา? ภิกษุ ท. ! ขอปฏิบัติอันเปนทางสายกลางนั้น
คือ ขอ ปฏิบ ัต ิอ ัน เสมือ นหนทางอัน ประเสริฐ ประกอบอยู ด ว ยองคแ ปดประการ
นี่เอง. แปดประการคืออะไรเลา? คือความเห็นที่ถูกตอง ความดําริที่ถูกตอง
การพู ดจาที่ ถู กต อง การทํ าการงานที่ ถู กต อง การอาชี พที่ ถู กต อง ความพากเพี ยร
ที่ถูกตอง ความรําลึก ที่ถูกตองความตั้งใจมั่นคงที่ถูกตอ ง ภิกษุ ท. !
นี้แ ล
คือ ขอ ปฏิบ ัต ิที ่เ ปน ทางสายกลาง ที ่ต ถาคตไดต รัส รู เ ฉพาะแลว เปน ขอ ปฏิบ ัติ
ทํ า ใหเ กิด จัก ษุ ทํ า ใหเ กิด ญาณ เปน ไปเพื ่อ ความสงบ เพื ่อ ความรู อ ัน ยิ ่ง
เพื่อความตรัสรูพรอม เพื่อนิพพาน.
ภิกษุ ท. !
นี้แลคือความจิรงอันประเสริฐ เรื่องความทุกข คือ
ความตาย
ความเกิดก็เปนทุกข ความแกก็เปนทุกข ความเจ็บไขก็เปนทุกข๑
ก็เ ปน ทุก ข,
ความประจวบกับ สิ่ง ที่ไ มรัก เปน ทุก ข ความพรากจากสิ่ง ที่รัก
เป น ทุ ก ข ความปรารถนาสิ่ ง ใดแล ว ไม ไ ด สิ่ ง นั้ น เป น ทุ ก ข ,กล า วโดยย อ ขั น ธ ห า
ที่ประกอบดวยอุปาทาน เปนทุกข.
ภิกษุ ท. ! นี้แลคือความจริงอันประเสริฐ เรื่องแดนเกิดของความทุกข
คือตัณหา
อันเปนเครื่องทําใหมีการเกิดอีก อันประกอบอยูดวยความกําหนัด
ดวยอํานาจความเพลิน อันเปนเครื่องใหเพลิดเพลินอยางยิ่งในอารมณนั้น ๆ, ไดแก
ตัณหาในกาม ตัณหาในความมีความเปน ตัณหาในความไมมีไมเปน.
ภิกษุ ท. ! นี้แลคือความจริงอันประเสริฐ เรื่องความดับไมเหลือของ
ความทุกข คือ ความดับสนิทเพราะจางไปโดยไมมีเหลือของตัณหานั้นนั่นเอง

www.buddhadasa.info

๑. ในบาลีพระไตรปฎกสยามรัฐ มีคําวา พฺยาธิป ทุกฺขา ดวย, ซึ่งฉบับสวดมนต ไมมี, แตไปมี
บทวา โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสาป ทุกฺขา, ซึ่งในพระไตรปฏกไมมี.

ออกผนวช - จนไดตรัสรู

๑๑๑

คือความสลัดทิ้ง ความสละคืน ความปลอย ความทําไมใหมีที่อาศัย ซึ่งตัณหานั้น.
ภิกษุ ท. ! นี้แลคือความจริงอันประเสริฐ เรื่องขอปฏิบัติอันทําสัตว
ใหลุถึงความดับไม เหลือของความทุ กข คือ ขอปฏิบัติ อันเปนหนทางอันประเสริ ฐ
อันประกอบดวยองคแปดประการนี้ ไดแกความเห็นที่ถูกตอง ความดําริที่ถูกตอง
การพูดจาที่ถูกตอง การทําการงานที่ถูกตอง การอาชีพที่ถูกตอง ความพากเพียร
ที่ถูกตอง ความรําลึกที่ถูกตอง ความตั้งใจมั่นคงที่ถูกตอง.
ภิกษุ ท. ! จักษุเกิดขึ้นแลว ญาณเกิดขึ้นแลว ปญญาเกิดขึ้นแลว
วิช ชาเกิด ขึ ้น แลว แสงสวา งเกิด ขึ ้น แลว เกิด ขึ ้น ในสิ ่ง ที ่เ ราไมเ คยไดย ิน ไดฟ ง
มาแตกอน เกิดขึ้นแกเราวา นี้คือความจริงอันประเสริฐคือความทุกข,
เกิดขึ้น
แกเราวา ก็ความจริงอันประเสริฐคือความทุกขนี้ เปนสิ่งที่ควรกําหนดรู, เกิดขึ้น
แกเราวา ก็ความจริงอันประเสริฐคือความทุกขนี้ เราตถาคตกําหนดรูรอบแลว.
ภิกษุ ท. ! จักษุเกิดขึ้นแลว ญาณเกิดขึ้นแลว ปญญาเกิดขึ้นแลว
วิ ช ชาเกิ ด ขึ้ น แล ว แสงสว า งเกิ ด ขึ้ น แล ว เกิ ด ขึ้ น ในสิ่ ง ที่ เ ราไม เ คยได ยิ น ได ฟ ง มา
แตก อ น เกิด ขึ ้น แกเ ราวา นี ้ค ือ ความจริง อัน ประเสริฐ คือ แดนเกิด ของทุก ข,
เกิด ขึ้น แกเ ราวา ก็ค วามจิร งอัน ประเสริฐ คือ แดนเกิด ของทุก ขนี้ เปน สิ่ง ที่ค วร
ละเสีย,
เกิดขึ้นแกเราวา ก็ความจริงอันประเสริฐ คือแดนเกิดของความทุกขนี้
เราตถาคตละไดแลว.
ภิกษุ ท. ! จักษุเกิดขึ้นแลว ญาณเกิดขึ้นแลว ปญญาเกิดขึ้นแลว
วิ ช ชาเกิ ด ขึ้ น แล ว แสงสว า งเกิ ด ขึ้ น แล ว เกิ ด ขึ้ น ในสิ่ ง ที่ เ ราไม เ คยได ยิ น ได ฟ ง มา
แต ก อ น เกิ ด ขึ้ น แก เ ราว า นี้ คื อ ความจริ ง อั น ประเสริ ฐ คื อ ความดั บ ไม เ หลื อ ของ
ความทุกข,
เกิดขึ้นแกเราวา ก็ความจริงอันประเสริฐคือความดับไมเหลือของ
ความทุกขนี้ เปนสิ่งที่ควรทําใหแจง,
เกิดขึ้นแกเรา ก็ความจริงอันประเสริฐ
คือความดับไมเหลือของความทุกขนี้ เราตถาคตไดทําใหแจงแลว.

www.buddhadasa.info

๑๑๒

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๒

ภิกษุ ท. ! จักษุเกิดขึ้นแลว ญาณเกิดขึ้นแลว ปญญาเกิดขึ้นแลว
วิชชาเกิดขึ้นแลว แสงสวางเกิดขึ้นแลว เกิดขึ้นในสิ่งที่เราไมเคยไดยินไดฟงมา
แตกอ น เกิด ขึ้น แกเ ราวา นี้คือ ความจริง อัน ประเสริฐ คือ ขอ ปฏิบัติที่ทํา สัต ว
ใหลุถึงความดับไมเหลือของความทุกข, เกิดขึ้นแกเราวา ก็ความจริงอันประเสริฐ
คือขอปฏิบัติที่ทําสัตวใหลุถึงความดับไมเหลือของความทุกขนี้ เปนสิ่งที่ควรทําให
เกิดมี, เกิดขึ้นแกเราวา ก็ความจริงอันประเสริฐ คือขอปฏิบัติที่ทําสัตวใหลุถึง
ความดับไมเหลือของความทุกขนี้ เราตถาคตไดทําใหเกิดมีแลว.
ภิกษุ ท. ! ตลอดกาลเพียงไร ที่ญาณทัศนะเครื่องรูเห็นตามเปนจริง
ของเรา อันมีปริวัฏฏสาม มีอาการสิบสอง ในอริยสัจจทั้งสี่ เหลานี้ยังไมเปน
ญาณทัศนะที่บริสุทธิ์สะอาดดวยดี; ตลอดกาลเพียงนั้น เรายังไมปฏิญญาวา
ไดตรัสรูพรอมเฉพาะแลวซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลกพรอมทั้งเทวโลก
มารโลก พรหมโลก ในหมูสัตวพรอมทั้งสมณพราหมณ พรอมทั้งเทวดาแลมนุษย.
ภิกษุ ท. !เมื่อใด ญาณทัศนะเครื่องรูเห็นตามเปนจริงของเรา อันมี
ปริวัฏฏสาม มีอาการสิบสอง ในอริยสัจจทั้งสี่ เหลานี้เปนญาณทัศนะที่บริสุทธิ์
สะอาดดวยดี; เมื่อนั้น เราก็ปฏิญญาวาเปนผูไดตรัสรูพรอมเฉพาะแลว ซึ่งอนุตตร
สัมมาสัมโพธิญาณ ในโลก พรอมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมูสัตว
พรอมทั้งสมณพราหมณ พรอมทั้งเทวดาแลมนุษย.

www.buddhadasa.info
เกิ ด แสงสว า งเนื่ อ งด ว ยการตรั ส รู ๑

ภิกษุ ท. ! เมื่อใด ตถาคตไดตรัสรูอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ, ใน

๑. บาลี สัตตมสูตร ภยวรรค จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๗๗/๑๒๗.

ออกผนวช - จนไดตรัสรู

๑๑๓

ขณะนั้ น แสงสว างอั นโอฬารจนหาประมาณมิ ได ยิ่ งใหญ กว าอานุ ภาพของเทวดา
ทั้ง หลายจะบัน ดาลได,
ไดป รากฏขึ้น ในโลกพรอ มทั้ง เทวโลก มารโลก
พรหมโลก ในหมู ส ัต ว พรอ มทั ้ง สมณพราหมณ พรอ มทั ้ง เทวดาและมนุษ ย.
ถึง แมใ น โลกัน ตริก นรก อัน โลง โถงไมม ีอ ะไรปด กั ้น แตม ืด มนหาการเกิด แหง
จั กขุ วิ ญญาณมิ ได อั นแสงสว างแห งพระจั นทร และพระอาทิ ตย อั นมี ฤทิ ธิ์ อ านุ ภ าพ
อยา งนี ้ สอ งไปไมถ ึง นั ้น แมใ นที ่นั ้น แสงสวา งอัน โอฬารหาประมาณมิไ ด
ยิ่ งใหญ กว าอานุ ภาพของเทวดาทั้ งหลายจะบั นดาลได ก็ ได ปรากฏขึ้ นเหมื อ นกั น .
สั ต ว ที่ เ กิ ด อยู ณ ที่ นั้ น รู จั ก กั น ได ด ว ยแสงสว า งนั้ น พากั น ร อ งว า “ท า นผู เ จริ ญ
ทั้งหลายเอย ! ผูอื่นอันเกิดอยูในที่นี้นอกจากเราก็มีอยูเหมือนกัน” ดังนี้.
ภิกษุ ท. ! นี้แลเปน อัศจรรยครั้งที่สาม ที่ยังไมเคยมี ไดบงั เกิดมีขึ้น
เพราะการบังเกิดแหง ตถาคต ผูอรหันตสัมมาสัมพุทธเจา.

แผ น ดิ น ไหว เนื่ อ งด ว ยการตรั ส รู ๑
ดูกอนอานนท !
เหตุปจจัยที่ทําใหปรากฏการไหวแหงแผนดินอันใหญ
หลวง มีอยูแปดประการ.
ดูกอนอานนท !
เมื่อใด ตถาคตไดตรัสรูพรอมเฉพาะ ซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ;
เมื่อนั้น แผนดินยอมหวั่นไหว ยอมสั่นสะเทือน ยอมสั่น
สะทาน. อานนท ! นี้เปนเหตุปจจัยที่คํารบหา แหงการปรากฏการไหวของแผนดิน
อันใหญหลวง.

www.buddhadasa.info

๑. บาลี อัฏ. อํ. ๒๓/๓๒๓/๑๖๗. ตรัสแกพระอานนท ที่ปาวาลเจดีย เมืองเวสาลี.

๑๑๔

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๒

การรู สึ ก พระองค ว า ได ต รั ส รู แ ล ว ๑
ภิกษุ ท. ! ก็เมื่อเราเปนผูมีความเกิด ความแก ความเจ็บ ความตาย
เป น ธรรมดา มี ค วามโศกเป น ธรรมดา มี ค วามเศร า หมองเป น ธรรมดา ด ว ยตน,
ก็รูจักสิ่งที่มีความเกิด แก เจ็บ ตาย โศก เศราหมองเปนธรรมดา.
ครั้นรูแลว
จึ ง ได แ สวงหานิ พ พาน อั น ไม เ กิ ด ไม แ ก ไม เ จ็ บ ไม ต าย ไม โ ศก ไม เ ศร า หมอง
เปนธรรมดา อันไมมีสิ่งอื่นยิ่งไปกวา อันเกษมจากโยคธรรม.
เราก็ไดบรรลุ
พระนิพพานนั้น.
อนึ่ง ปญญาเครื่องรูเครื่องเห็นไดเกิดแกเราวา “ความหลุดพน
ของเราไม ก ลั บ กํ า เริ บ การเกิ ด ครั้ ง นี้ เ ป น ครั้ ง สุ ด ท า ย ภพเป น ที่ เ กิ ด ใหม มิ ไ ด มี อี ก ”
ดังนี้. ฯ

จบภาค ๒.

www.buddhadasa.info
----------------

๑. ปาสราสิสูตร โอปมมวรรค ม.ม. ๑๒/๓๒๓/๓๒๐.

ภาค ๓
เริ่มแตตรัสรูแลวทรงประกอบดวยพระคุณธรรมตาง ๆ
จนเสด็จไปโปรดปญจวัคคยบรรลุผล.

www.buddhadasa.info

๑๑๕

ภาค ๓
มีเรื่อง :- ทรงเปนลูกไกตัวพี่ที่สุด - ทรงเปนผูขมอินทรียได- ทรงมี
ตถาคตพลญาณสิบ --ทรงมีเวสารัชชญาณ-ทรงมีวิธี “รุก”
ขาศึกใหแพภัยตัว
-ทรงมีธรรมสีหนาทที่ทําเทวโลกใหสั่นสะเทือน – ทรงมีธรรมสีหนาทอยางองอาจ
-สิ่ ง ที่ ใ คร ๆ ไม อ าจท ว งติ ง ได -ไม ท รงมี ค วามลั บ ที่ ต อ งช ว ยกั น ปกป ด -ทรงเป น
อัจฉริย-มนุษยในโลก -ทรงตางจากมนุษยธรรมดา – ทรงบังคับใจไดเด็ดขาด
-ไมท รงติด แมใ นนิพ พาน – ทรงมีค วามคงที่ ไมมีใ ครยิ่ง กวา --ทรงยืน ยัน
ในคุณ ธรรมของพระองค ไ ด -ทรงยื น ยั น พรหมจรรย ข องพระองค ว า บริ สุ ท ธิ์ เ ต็ ม ที่
-สิ่ งที่ ไ ม ต องทรงรั กษาอี กต อ ไป -ทรงฉลาดในเรื่ องที่ พ นวิ สั ยโลก -ทรงทราบทิ ฏ ฐิ
วัตถุอันลึกซึ้งหกสิบสอง -ทรงทราบสวนสุดและมัชฌิมาปฏิปทา –
ทรงทราบ
พราหมณสัจ จ -ทรงทราบพรหมโลก -ทรงทราบคติหา และนิพพาน ทรง
แสดงฤทธิ์ไดเพราะอิทธิบาท -ทรงมีอิทธิบาทเพื่อยูไดถึงกัปป - ทรงเปลงเสียง
คราวเดียวไดตลอดทุกโลกธาตุ - ทรงมีปาฎิหาริยสาม - เหตุที่ใหไดนามวา ตถาคต
-เปน สัม มาสัม พุท ธะเมื่อ คลอ งแคลว ในอนุปุพ พวิห ารสมาบัติ เปน สัม มา
สัมมาสัมพุทธะเมื่อทราบอริยสัจจสิ้นเชิง – ไมทรงเปนสัพพัญูทุกอิริยาบถ - ทรงยืนยัน
ความเปน มหาบุรุษ - ไมมีใ ครเปรีย บเสมอ – ไมท รงอภิว าทใคร - ทรงเปน
ธรรมราชา - ทรงเป น ธรรมราชาที่ เ คารพธรรม - ทรงคิ ด หาที่ พึ่ ง สํา หรั บ
พระองคเอง - ถูกพวกพราหมณตัดพอ - มารทูลใหนิพพาน – ทรงทอพระทัย
ในการแสดงธรรม – พรหมอาราธนา - ทรงเห็นปวงสัตวเปรียบดวยบัวสามเหลา
- ทรงแสดงธรรมเพราะเห็นความจําเปนของสัตวบางพวก - ทรงเห็นลูทางที่จะ
ช ว ยเหลื อ ปวงสั ต ว - ทรงระลึ ก หาผู  ค วรรั บ ปฐมเทศนา -เสด็ จ พาราณสี
พบอุปกาชีวก-การแสดงปฐมเทศนา – การประกาศธรรมจักรที่อิสิปตนมฤคทายวัน
-แผน ดิน ไหวเนื ่อ งดว ยการแสดงธรรมจัก ร -เกิด แสงสวา งเนื ่อ งดว ยการ
แสดงธรรมจัก ร -จัก รของพระองคไ มม ีใ ครตอ ตา นได -ทรงหมุน แตจ ัก รที ่มี
ธรรมราชา (เปนเจาของ) - การปรากฏของพระองคคือการปรากฏแหงดวงตา
ของโลกอันใหญหลวง
๑๑๖

www.buddhadasa.info

พุทธประวัติจากพระโอษฐ
ภาค ๓
เริ่ ม แต ต รั ส รู แ ล ว ทรงประกอบด ว ยพระคุ ณ ธรรมต า ง ๆ
จนเสด็จไปโปรดปญจวัคคียบรรลุผล.

ทรงเปนลูกไกตัวพี่ที่สุด ๑
พราหมณ !
เปรียบเหมือนฟองไขของแมไกอันมีอยู ๘ ฟอง หรือ
๑๐ ฟอง หรือ๑๒ ฟอง, เมื่อไมไกนอนทับ กก ฟกดวยดีแลว, บรรดาลูกไก
ในไขเหลานั้น ตัวใดเจาะแทงทําลายเปลือกไขดวยจะงอยเล็บเทา หรือจะงอยปาก
ออกมาได ก อ นตั ว อื่ น โดยปลอดภั ย เราควรเรี ย กลู ก ไก ตั ว นั้ น ว า อย า งไร คื อ จะ
เรียกวาตัวพี่ผูแกที่สุด หรือตัวนองผูนอยที่สุด ?

www.buddhadasa.info
“พระโคดมผูเจริญ! ใคร ๆ ก็ควรเรียกมันวา ตัวพี่ผูเจริญที่สุด เพราะมันเปนตัวที่แกที่สุด
ในบรรดาลูกไกเหลานั้น" พราหมณทูลตอบ.

พราหมณ ! ฉันใดก็ฉันนั้น : เรานี้, ขณะเมื่อหมูสัตวกําลังถูก
อวิชชาซึ่งเปนประดุจเปลือกฟองไขหอหุมอยูแลว, ก็ทําลายเปลือกหุม คือ

๑. บาลี มหาวิภังค วินัยปฎก ๑/๕/๓ . ตรัสแกเวรัญชพราหมณ.

๑๑๗

๑๑๘

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๓

อวิช ชาออกมาไดกอ นใคร ๆ เปน บุค คลแตผูเ ดีย วในโลกไดรูพ รอ มเฉพาะแลว
ซึ่ง สัม มาสัม โพธิญ าณ อัน ไมมีญ าณอะไรยิ่ง ไปกวา . พราหมณ ! เรานั้น ,
เปนผูเจริญที่สุดประเสริฐที่สุดของโลก.
ความเพียรเราไดปรารภแลว ไมยอ
หยอน, สติเราไดกําหนดมั่นแลวไมลืมหลง, กายก็รํางับแลวไมกระสับกระสาย,
จิ ต ตั้ ง มั่ น แล ว เป น หนึ่ ง , เราได บ รรลุ ป ฐมฌาน ฯลฯ ๑ ทุ ติ ย ฌาน ฯลฯ
ตติ ย ฌาน ฯลฯ จตุ ตถฌานแล ว ก็ น อ มจิ ต ไปเฉพาะตอ ปุ พ เพนิ ว าสานุ ส สติ ญาณ ฯลฯ เปนการทําลายเปลือกฟองไขของลูกไกออกจากฟองไข ครั้งแรก,
ก็นอ มจิตไปเฉพาะตอ จุตูปปาตญาณ ฯลฯ เปนการทําลายเปลือ กฟองไขของ
ลูกไกออกจากฟองไขครั้งที่สอง,
ก็นอมจิตไปเฉพาะตออาสวักขยญาณ ฯลฯ
เปนการทําลายเปลือกฟองไขของลูกไกออกจากฟองไขครั้งที่สาม, ดังนี้.

ทรงเปนผูขมอินทรียได

มาคัณฑิยะ ! จักขุเปนสิ่งซึ่งมีรูปเปนที่ยินดี กําหนัดแลวในรูป อันรูป
ทําใหบันเทิงพรอมแลว, จักขุนั้น อันตถาคตทรมาน ควบคุม รักษา สํารวม
ไวไดแลว และตถาคตยอมแสดงธรรมเพื่อการสํารวมจักขุนั้นดวย.

www.buddhadasa.info
มาคัณฑิยะ ! โสตะเปนสิ่งซึ่งมีเสียงเปนที่ยินดี ฯลฯ ๓, ฆานะ เปนสิ่ง
ซึ่งมีกลิ่นเปนที่ยินดี ฯลฯ, ชิวหาเปนสิ่งซึ่งมีรสเปนที่ยินดี ฯลฯ,กายะเปนสิ่งซึ่ง

๑. คําที่ละดวย ฯลฯ ดังนี้ ดูเนื้อความเต็มที่ไดจากในภาค ๒ ตอนวาดวยการตรัสรู คือฌาน ๔
และวิชชา๓ เหมือนกันไมมีแปลก, ในที่นี้จึงยกมาแตชื่อ ใหสะดวกแกผูศึกษา, ไมตองอานคําซ้ํา ๆ
กันอีกตั้งยาว ๆ ใหยืดยาด.
๒. บาลี มาคัณฑิยสูตร ม.ม. ๑๓/๒๗๒/๒๗๙. ตรัสแกมาคัณฑิยปริพพาชก ที่โรงบูชาไฟแหงหนึ่ง.
๓. ที่ละ ฯลฯ เชนนี้ เติมใหเต็มเหมือนในขอจักขุเอาเองได.

ไดตรัสรูแลว - โปรดปญจวัคคีย

๑๑๙

มีโผฎฐัพพะเปนที่ยินดี ฯลฯ, ใจเปนสิ่งซึ่งมีธรรมารมณเปนที่ยินดี กําหนัดแลว
ในธรรมารมณ อันธรรมารมณทําใหบันเทิงพรอมแลว,
ใจนั้นอันตถาคต
ทรมาน
ควบคุม รักษา สํารวม ไวไดแลว และ ตถาคตยอมแสดงธรรมเพื่อ
สํารวมใจนั้นดวย.

ทรงมีตถาคตพลญาณสิบอยาง
ภิกษุ ท.!
ตถาคตเปนผูประกอบดวยพลญาณ ๑๐ อยาง และ
ประกอบดวยเวสารัชชญาณ ๔ อยาง จึง ปฏิญญาตําแหนงจอมโลก บันลือสีหนาท
ประกาศพรหมจักร ในทามกลางบริษัททั้งหลาย.๑
สารีบุตร ! เหลานี้เปนตถาคตพล ๑๐ อยาง ของตถาคต ที่ตถาคต
ประกอบพรอมแลวปฏิญญาตําแหนงจอมโลก บันลือสีหนาทประกาศพรหมจักร
ในทามกลางบริษัททั้งหลายได, สิบอยางคือ:-๒
(๑) ตถาคต ยอมรูตามเปนจริง ซึ่งสิ่งเปนฐานะ (คือมีไดเปนได)
โดยความเปนสิ่งมีฐานะ,ซึ่งสิ่งไมเปนฐานะ (คือไมมีไดไมเปนได) โดยความ
เปนสิ่งใชฐานะ : นี้เปนตถาคตพลของตถาคต.

www.buddhadasa.info
(๒) ตถาคต ยอมรูตามเปนจริง ซึ่งวิบาก (คือผล) ของการทํากรรม
ที่เปนอดีต อนาคต ปจจุบัน ไดทั้งโดยฐานะและโดยเหตุ : นี่ก็เปนตถาคตพล
ของตถาคต.

(๓) ตถาคต ยอมรูตามเปนจริง ซึ่งปฏิปทาเครื่องทําผูปฏิบัติใหไปสู
ภูมิทั้งปวงได : นี่ก็เปนตถาคตพลของตถาคต.

๑ บาลี นิทาน. สํ. ๑๖/๓๓/๖๕. ตถาคตพลสิบ เรียกกันวา ทสพลญาณ.
๒ บาลี มหาสีหนาทสูตร มู.ม. ๑๒/๑๔๐/๑๖๖. ตรัสแกพระสารีบุตร ที่ชัฎปา นอกนครเวสาลี.

๑๒๐

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๓

(๔)
ตถาคต ยอมรูตามเปนจริง ซึ่งโลกนี้อันประกอบดวยธาตุมิใช
อยางเดียว ดวยธาตุตาง ๆ กัน๑ : นี่ก็เปนตถาคตพลของตถาคต.
(๕)
ตถาคต ยอมรูตามเปนจริง ซึ่งอธิมุติ (คือฉันทะและอัธยาศัย)
อันตาง ๆ กัน ของสัตวทั้งหลาย : นี่ก็เปนตถาคตพลของตถาคต.
(๖)
ตถาคต ยอมรูตามเปนจริง ซึ่งความยิ่งและหยอน แหงอินทรีย
ของสัตวเหลาอื่น ของบุคคลเหลาอื่น : นี่ก็เปนตถาคตพลของตถาคต.
(๗)
ตถาคต ยอมรูตามเปนจริง ซึ่งความเศราหมอง ความผองแผว
ความออก แหงฌานวิโมกข สมาธิ และสมาบัติทั้งหลาย :
นี่ก็เปนตถาคตพล
ของตถาคต.
(๘)
ตถาคต ยอมระลึกได ซึ่งขันธอันตนเคยอยูอาศัยในภพกอน
มี ช นิ ด ตาง ๆ กัน คือระลึกไดชาติหนึ่งบาง สองชาติบาง๒…ฯลฯ, : นี่ก็เปน
ตถาคตพลของตถาคต.
(๙) ตถาคต ยอมเห็นสัตว ท. ดวยทิพยจักขุอันหมดจด กาวลวง
จักขุม นุษ ย : เห็น สัต วทั้ง หลายผูเ คลื่อ นอยูบัง เกิด อยู ๓ …ฯลฯ, : นี่ก็เ ปน
ตถาคตพลของตถาคต.
(๑๐)
ตถาคต ยอมทําใหแจง เจโตวิมุติ ปญญาวิมุติ อันไมมีอาสวะ
เพราะความสิ้นไปแหงอาสวะ ท. ได๔…ฯลฯ : นี่ก็เปนตถาคตพลของตถาคต.
สารีบุตร!
เหลานี้แล เปนตถาคตพลสิบอยาง ของตถาคต ที่ตถาคต
ประกอบแลว ยอมปฏิญญาตําแหนงจอมโลก บันลือสีหนาทประกาศพรหมจักรให
เปนไปในทามกลางบริษัททั้งหลาย.

www.buddhadasa.info

๑ เชนรูปธาตุ นามธาตุ เปนตน ซึ่งแยกกระจายออกไดอีกมาก.
๒ ดูที่จําแนกพิสดารในภาค ๒ ตอนการตรัสรู วาดวยวิชชาที่หนึ่ง.
๓ ดูที่จําแนกพิสดารในภาค ๒ ตอนการตรัสรู วาดวยวิชชาที่สอง.
๔ ดูที่จําแนกพิสดารในภาค ๒ ตอนการตรัสรู วาดวยวิชชาที่สาม.

ไดตรัสรูแลว - โปรดปญจวัคคีย

๑๒๑

ทรงมีเวสารัชชญาณสี่อย าง๑
ภิกษุ ท. ! เหลานี้เปนเวสารัชชญาณสี่อยางของตถาคต ที่ตถาคต
ประกอบพรอมแลว ปฏิญญาตําแหนงจอมโลก บันลือสีหนาทประกาศพรหมจักร
ในทามกลางบริษัท ท.ได, สี่อยางคือ :(๑). ตถาคตไมมองเห็นวี่แวชองทางที่จะมีวา สมณะหรือพราหมณ,
เทพ, มาร, พรหม, หรือใคร ๆ ในโลก จักโจททวงเราไดดวยทั้งเหตุผลวา
“ธรรมเหลา นี ้ ๆ อัน ทา นผู ป ฏิญ ญาตนเปน สัม มาสัม พุท ธะอยู  ไมไ ดรู
พรอมเฉพาะแลว” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ตถาคตเมื่อมองหาไมเห็นวี่แววอันนั้น
จึงเปนผูถึงความเกษม ถึงความไมกลัว ถึงความเปนผูกลาหาญอยูได.
(๒). ตถาคต ไมมองเห็นวี่แวชองทางที่จะมีวา สมณะหรือพราหมณ,
เทพ, มาร, พรหม,หรือ ใคร ๆ ในโลก จัก โจททว งเราไดดว ยทั้ง เหตุผ ลวา

“อาสวะเหลานี้ ๆ อันทานผูปฏิญญาตนเปนขีณาสพผูสิ้นอาสวะอยู ยังไม
สิ้น รอบแลว ” ดัง นี้. ภิกษุ ท. ! ตถาคต เมื่อ มองหาไมเห็นวี่แววอันนั้น
จึ ง เป น ผู ถึงความเกษม ถึงความไมกลัว ถึงความเปนผูกลาหาญอยูได.
(๓). ตถาคตไมมองเห็นวี่แวชองทางที่จะมีวา สมณะหรือพราหมณ,
เทพ, มาร, พรหม,หรือ ใคร ๆ ในโลก จัก โจททว งเราไดดว ยทั้ง เหตุผ ลวา

www.buddhadasa.info
“ธรรมเหลาใด ที่ทานกลาววาเปนธรรมทําอันตรายแกผูเสพ, ธรรมเหลานั้น
ถึงเมื่อบุคคลเสพอยู ก็หาอาจทําอันตรายไม” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ตถาคต
เมื่อมองหาไมเห็นวี่แววอันนั้น จึงเปนผูถึงความเกษม ถึงความไมกลัว ถึงความ
เปนผูกลาหาญอยูได.
(๔). ตถาคตไมมองเห็นวี่แววชองทางที่จะมีวา สมณะหรือพราหมณ,
เทพ, มาร, พรหม,หรือใคร ๆ ในโลก จักโจททวงเราไดดวยทั้งเหตุผลวา

๑. บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๐/๘ และ มหาสีหนาทสูตร มู.ม. ๑๒/๑๔๔/๑๖๗.

๑๒๒

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๓

“ทา นแสดงธรรมเพื ่อ ประโยชนอ ยา งใด ประโยชนนั ้น ไมเ ปน ทางสิ ้น ทุก ข
โดยชอบแกทําอันตรายแกผูประพฤติธรรมเหลานั้น “ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ตถาคต
เมื่อมองหาไมเห็นวี่แววอันนั้น จึงเปนผูถึงความเกษม ถึงความไมกลัว ถึงความ
เปนผูกลาหาญอยูได.
ภิกษุ ท. ! เหลานี้แล เปนเวสารัชชญาณสี่อยางของตถาคต อัน
ตถาคตประกอบพร อ มแล ว ปฏิ ญ ญาตํ า แหน ง จอมโลก บั น ลื อ สี ห นาทประกาศ
พรหมจักรใหเปนไปในทามกลางบริษัททั้งหลาย.

ทรงมี วิ ธี "รุ ก " ข า ศึ ก ให แ พภั ย ตั ว ๑
(เรื่ องในชั้ นแรกมี อยู ว า ปริ พพาชกชื่ อสรภะ เคยบวชอยู ในธรรมวิ นั ยนี้ แล วละทิ้ งไปบวช
เปนปริพพาชก เที่ยวรองประกาศอยูวา คนรูถึงธรรมวินัยของพวกสมณสากยบุตรทั่วถึงแลว ไมเห็นดีอะไร
จึงหลีกมาเสีย. ครั้นความนี้ทราบถึงพระผูมีพระภาคเจา ไดเสด็จไปสูอารามของปริพพาชกพวกนั้น และ
สนทนากันในกลางที่ประชุมปริพพาชก. ทรงถามเฉพาะสรภะปริพพาชก ใหบรรยายออกไปวา ธรรมวินัย
ของพวกสมณสากยบุตรนั้นเปนอยางไร). ตรัสวา:-

www.buddhadasa.info
ดูกอนสรภะ ! ไดยินวาทานกลาวดังนี้จริงหรือวา “ธรรมของพวก
สมณสากยบุ ต รนั้ น ท า นรู ทั่ ว ถึ ง แล ว เพราะรู ทั่ ว ถึ ง นั่ น เอง จึ ง หลี ก มาเสี ย จาก
ธรรมวินัยนั้น” ดังนี้. (ไมมีคําตอบ, จึงตรัสถามเปนครั้งที่สอง :-)

ดูกอนสรภะ ! ทานจงพูดไปเถิดวา เรารูทั่วถึงธรรม – วินัยของพวก
สมณสากยบุตรอยางไร.
ถาทานพูดไดครบถวน เราจะชวยพูดเติมใหครบถวน.
ถาคําของทานครบถวนถูกตองดีแลว เราจักอนุโมทนา (นิ่งไมมีคําตอบอีก จึงตรัสถาม
เปนครั้งที่สาม : -)

ดูกอนสรภะ ! ทานจงพูดเถิด. ธรรมวินัยของพวกสมณสากยบุตรนั้น
เราเปนผูบัญญัติเอง เรายอมรูดี. ถาทานพูดไมบริบูรณ เราจะชวยพูดเติม
๑.

บาลี ติก. อํ. ๒๐/๒๓๘/๕๐๔. ตรัสแกปริพพาชกทั้งหลาย ริมฝงแมน้ําสัปปนี.

ไดตรัสรูแลว - โปรดปญจวัคคีย

๑๒๓

ใหบริบูรณ, ถาทานพูดไดบริบูรณ เราก็จักอนุโมทนา. (นิ่งไมมีคําตอบ, ในที่สุด
พวกปริพพาชกดวยกัน ชวยกันรุมขอรองใหสรภะปริพพาชกพูด.
มีพระภาคเจาจึงตรัสขอความนี้ :-)

สรภะก็ยังคงนิ่งตามเดิม.

พระผู

ดูกอนปริพพาชกทั้งหลาย ! ถาผูใดกลาวหาเราวา “ทานอวดวาทาน
เปนสัมมาสัมพุทธะ แตธรรมเหลานั้น ทานยังไมรูเลย" ดังนี้. เราก็จักซักไซ
เขานั้น
สอบถามไลเลียงเขาใหเปนอยางดี (ถึงขอธรรมที่เขาวาเราไมรู แตเขารู).
ครั ้น ถู ก เราซั ก ไซ ส อบถามไล เ ลี ย งเป น อย า งดี แ ล ว ย อ มหมดหนทาง ย อ มเป น
อยางอื่นไมได นอกจากจะตกอยูในฐานะลําบาก ๓ ประการอยางใดอยางหนึ่ง คือ
ตอบถลากไถลนอกลูนอกทางบาง, แสดงความขุนเคืองโกรธแคน นอยอกนอยใจ
ออกมาใหปรากฏบาง,
หรือตองนิ่งอั้น หมดเสียง เกอเขิน คอตก กมหนา
ซบเซา ไมมีคําพูดหลุดออกมาได เหมือนอยางสรภะปริพพาชกนี้บาง.
ดูกอนปริพพาชกทั้งหลาย ! ถาผูใดกลาวหาเราวา "ทานอวดวาทาน
สิ้นอาสวะ.แตอาสวะเหลานี้ ๆ ของทานยังมีอยู" ดังนี้. เราก็จักซักไซสอบถาม
ไลเลียงเขาใหเปนอยางดี (ถึงอาสวะที่เขาวายังไมสิ้น). เขานั้น ครั้นถูกเราซักไซ
สอบถามไลเลียงเปนอยางดีแลว ยอมหมดหนทาง ยอมเปนอยางอื่นไมไดนอกจาก
จะตกอยูในฐานะลําบาก ๓ ประการอยางใดอยางหนึ่ง คือตอบถลากไถลนอกลู
นอกทางบาง, แสดงความขุนเคือง โกรธแคน นอยอกนอยใจ ออกมาใหปรากฏ
บาง, หรือตองนิ่งอั้น หมดเสียง เกอเขิน คอตก กมหนา ซบเซา ไมมีคําพูด
หลุดออกมาได เหมือนอยางสรภะปริพพาชกนี้บาง.

www.buddhadasa.info
ดูกอนปริพพาชกทั้งหลาย ! ถาผูใดกลาวหาเราวา “ทานแสดงธรรม
เพื ่อ ประโยชนอ ัน ใด ประโยชนอ ัน นั ้น ไมเ ปน ทางสิ ้น ทุก ขโ ดยชอบแกบ ุค คล
ผูประพฤติตาม” ดังนี้. เราก็จักซักไซสอบถามไลเลียงเขาใหเปนอยางดี (ถึงประโยชน
ที่เขาวาจะเปนทางสิ้นทุกขโดยชอบแกบุคคลผูประพฤติตาม). เขานั้น ครั้นถูกเราซักไซ

๑๒๔

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๓

สอบถามไลเ ลีย งเปน อยา งดีแ ลว ยอ มหมดหนทาง ยอ มเปน อยา งอื ่น ไมไ ด
นอกจากจะตกอยูในฐานะลําบาก ๓ ประการอยางใดอยางหนึ่ง คือตอบถลากไถล
นอกลูนอกทางบาง, แสดงความขุนเคือง โกรธแคน นอยอกนอยใจ ออกมาให
ปรากฏบาง,
หรือตองนิ่งอั้น หมดเสียง เกอเขิน คอตก กมหนา ซบเซาไม
มีคําพูดหลุดออกมาได เหมือนอยางสรภะปริพพาชกนี้บาง.

ทรงมี ธ รรมสี ห นาทที่ ทํา เทวโลกให สั่ น สะเทื อ น ๑
ภิกษุ ท. ! พญาสัตวชื่อสีหะ ออกจากถ้ําที่อาศัยในเวลาเย็น เหยียดกาย
แล วเหลี ยวดู ทิ ศทั้ งสี่ โดยรอบ บั นลื อสี หนาทสามครั้ งแล วก็ เที่ ยวไปเพื่ อหาอาหาร.
บรรดาสัตวเดรัจฉานเหลาใดที่ไดยินสีหนาท สัตวเหลานั้นก็สะดุงกลัวเหี่ยวแหงใจ,
พวกที่อาศัยโพรงก็เขาโพรง ที่อาศัยน้ําก็ลงน้ํา พวกอยูปาก็เขาปา ฝูงนกก็โผขึ้น
สูอากาศ, เหลาชางของพระราชาในหมูบาน นิคมและเมืองหลวง ที่เขาผูกลามไว
ดวยเชือกอันเหนียว ก็พากันกลัว กระชากเชือกใหขาด แลวถายมูตรและกรีสพลาง
แลน หนีไ ปพลางทั้ง ขา งโนน และขา งนี้. ภิก ษุ ท. ! พญาสัต วชื่อ สีห ะ เปน
สัตวมีฤทธิ์มาก มีศักดิ์มาก มีอานุภาพมากกวาบรรดาสัตวเดรัจฉาน ดวยอาการอยาง
นี้แล.

www.buddhadasa.info
ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น : ในกาลใดตถาคตอุบัติขึ้นในโลก เปนพระ
อรหันตตรั สรูชอบโดยตนเอง สมบูรณด วยวิ ชชาและจรณะ ไปดี รูแจงโลกเปนผู
ฝก บุร ุษ ที ่พ อฝก ไดไ มม ีใ ครยิ ่ง ไปกวา เปน ครูส อนเทวดาและมนุษ ย เปน ผู
ปลุก สัต วใ หตื่น เปน ผูจํา แนกธรรม.
ตถาคตนั้น แสดงธรรมวา สัก กายะ
(คือ ทุกข)
เปนเชน นี้ เหตุใหเกิดสักกายะเปนเชนนี้ ความดับ ไมเหลือ แหง
สักกายะเปนเชนนี้ ทางใหถึงความดับไมเหลือแหงสักกายะเปนเชนนี้.พวกเทพ

๑. บาลี จุตกฺก. อํ. ๒๑/๔๒/๓๓.

ไดตรัสรูแลว - โปรดปญจวัคคีย

๑๒๕

เหลาใดเปนผูมีอายุยืนนาน มีวรรณะ มากไปดวยความสุข ดํารงอยูนมนานมาแลว
ในวิมานชั้นสูง,
พวกเทพนั้น ๆ โดยมาก ไดฟงธรรมเทศนาของตถาคตแลว
ก็ส ะดุง กลัว เหี่ยวแหง ใจ สํานึกไดวา “ทานผูเจริญเอย ! พวกเราเมื่อ เปน ผู
ไมเที่ยง ก็มาสําคัญวาเปนผูเที่ยง เมื่อไมยั่งยืน ก็มาสําคัญวายั่งยืน เมื่อไมมั่นคง
ก็มาสําคัญวาเราเปนผูมั่นคง. พวกเราทั้งหลายเปนผูไมเที่ยง ไมยั่งยืนไมมั่นคง
และถึงทั่วแลวซึ่งสักกายะ คือความทุกข” ดังนี้.
ภิกษุ ท. ! ตถาคตเปนผูมีฤทธิ์มาก ศักดิ์มาก อานุภาพมาก กวา
สัตวโลก พรอมทั้งเทวโลก ดวยอาการอยางนี้แล.

ทรงมี ธ รรมสี ห นาทอย า งองอาจ ๑
กัสสปะ !
นี้เปนเรื่องที่อาจมีไดเปนได คือเหลาปริพพาชกผูเปน
เดียรถียเหลาอื่นจะพึงกลาววา "พระสมณโคดม บันลือสีหนาทก็จริงแล แตบันลือ
ในที่วางเปลา หาใชบันลือในทามกลางบริษัทไม"
ดังนี้สวนทานอยาพึงกลาว
เชนนั้นแตพึงกลาว (ตามที่เปนจริง) อยางนี้วา “พระสมณโคดมยอมบันลือสีหนาท
ในทามกลางบริษัท ท. หาใชบันลือในที่วางเปลาไม”.

www.buddhadasa.info
กัสสปะ ! นี้ก็เปนเรื่องที่อาจมีได เปนได คือเหลาปริพพาชกผูเปน
เดียรถียเหลาอื่นจะพึงกลาววา “พระสมณโคดม บันลือสีหนาทในทามกลางบริษัท
ก็จริง แตหาไดบันลืออยางองอาจไม” ดังนี้. สวนทานอยาพึงกลาวเชนนั้น
แตพึงกลาว(ตามที่เปนจริง)
อยางนี้วา “พระสมณโคดมยอมบันลือสีหนาทใน
ทามกลางบริษัท และบันลืออยางองอาจดวย”.

๑. บาลี สี.ที. ๙/๒๑๙/๒๗๒. ตรัสแกอเจลกัสสปะ ที่อุชุญญา.เรื่องตอนนี้ที่จริงควรนําไป
จัดไว ในตอนที่ไดประกาศพระศาสาแลว,
แตเปนเพราะเห็นวา เปนจําพวกคุณสมบัติของพระ
พุทธเจาสวนหนึ่ง จึงกลาวเสียในตอนนี้ดวยกัน ทั้งมีเนื้อความเนื่องกันอยูดวย.... –

ผูรวบรวม.

๑๒๖

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๓

กัสสปะ ! นี้ก็เปนเรื่องที่อาจมีไดเปนได คือ เหลาปริพพาชกผูเปน
เดี ยรถี ย เหล าอื่ นจะพึ งกล าวว า “พระสมณโคดม บั นลื อสี หนาทในท า มกลางบริ ษั ท
อยางองอาจก็จริงแล แตวาหาไดมีใครถามปญหาอะไรกะเธอ (ในที่นั้น) ไม, และ
ถึงจะถูกถาม เธอก็หาพยากรณไดไม,
และถึงจะพยากรณก็ไมทําความชอบใจ
ใหแกผูฟงได, และถึงจะทําความชอบใจใหแกผูฟงได เขาก็ไมสําคัญถอยคํานั้น ๆ
วาเปนสิ่งควรฟง,และถึงจะสําคัญวาเปนสิ่งควรฟง ก็ไมเลื่อมใส,
และถึงจะ
เลื่อมใส ก็ไมแสดงอาการของผูเลื่อมใส,
และถึงจะแสดงอาการของผูเลื่อมใส
ก็ไมปฏิบัติตามคําสอนนั้น,
และถึงจะปฏิบัติตามคําสอนนั้น ก็ไมปฏิบัติอยาง
อิ่มอกอิ่มใจ”
ดังนี้.
สวนทานอยาพึงกลาวเชนนั้น แตพึงกลาวอยางนี้วา
“พระสมณโคดมบันลือสีหนาททามกลางบริษัทอยางแกลวกลา มีผูถามปญหา,ถูกถาม
แลวก็พยากรณ,
ดวยการพยากรณ ยอมทําจิตของผูฟงใหชอบใจ,
ผูฟง
ยอ มสํา คัญ ถอ ยคํา นั้น ๆ วา เปน สิ่ง ควรฟง ฟง แลว ก็เ ลื่อ มใส,
เลื่อ มใสแลว
ก็แสดงอาการของผูเลื่อมใส, และปฏิบัติตามคําสอนนั้น, ปฏิบัติแลว ก็เปนผูอิ่มอกอิ่ม
ใจได” ดังนี้.

www.buddhadasa.info
กัสสปะ ! ครั้งหนึ่งเราอยูที่ภูเขาคิชฌกูฎใกลกรุงราชคฤห. ปริพพาชก
ผูเปนสพรหมจารีของทานคนหนึ่ง ชื่อวา นิโครธะ ไดถามปญหาเรื่องการเกียดกัน
บาปอยางยิ่งกะเรา ณ ที่นั้น. เราไดพยากรณแกเขา. ในการพยากรณนั้น
เขาไดรับความพอใจยิ่งกวาประมาณ( คือยิ่งกวาที่เขาคาดไวกอน).

สิ่ ง ที่ ใ คร ๆ ไม อ าจท ว งติ ง ได ๑
ภิกษุ ท. ! ตถาคตเปนผูที่ใคร ๆ ไมอาจทวงติงไดดวยธรรม ๓ อยางคือ :-

๑. บาลี สตฺตก. อํ. ๒๓/๘๔/๕๕.

ไดตรัสรูแลว - โปรดปญจวัคคีย

๑๒๗

ภิกษุ ท. ! (๑) ตถาคตมีธรรมอันตนกลาวไวดีแลว, ในธรรมนั้น ๆ
ตถาคตไมมองเห็นวี่แววชองทางที่จะมีวา สมณะหรือพราหมณ, เทพ, มาร, พรหม,
หรือ ใคร ๆ ในโลก จัก ทว งติง เราไดดว ยทั ้ง เหตุผ ลวา “ทา นไมใ ชเ ปน ผู มีธ รรม
อันตนกลาวไวดีแลว เพราะเหตุเชนนี้ ๆ ” ดังนี้.
ภิกษุ ท. ! (๒) ปฏิปทาเครื่องทําผูปฏิบัติใหถึงพระนิพพาน เปนสิ่งที่
เราบัญญัติไวดีแลว แกสาวกทั้งหลาย, -โดยอาการที่สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติ
แลวยอมกระทําใหแจงซึ่งเจโตวิมุตติ ปญญาวิมุตติ อันไมมีอาสวะ เพราะความ
สิ้นไปแหงอาสวะ ท.
ไดดวยปญญาอันยิ่งเอง ในธรรมอันตนเห็นแลวนี่เอง
เขาถึงวิมุตตินั้นแลวแลอยู. ในปฏิปทานั้น ๆ ตถาคตไมมองเห็นวี่แววชองทางที่จะ
มีวาสมณะหรือพราหมณ, เทพ, มาร, พรหม, หรือใคร ๆ ในโลก จักทวงติงเรา
ไดดวยทั้งเหตุผลวา “ปฏิปทาเครื่องทําผูปฏิบัติใหถึงพระนิพพาน เปนสิ่งที่ทาน
บัญญัติไวดีแลว แกสาวกทั้งหลาย, โดยอาการที่ ฯลฯ แลวแลอยู ก็หาไม” ดังนี้.
ภิกษุ ท. ! (๓) สาวกบริษัทของเรา นับดวยรอยเปนอเนก ที่ไดทํา
ใหแจง เจโตวิมุตติ ปญญาวิมุตติ๑ ฯลฯ. ในขอนั้น เราไมมองเห็นวี่แววชองทาง
ที่ จ ะมี ว า สมณะหรื อ พราหมณ , เทพ, มาร,พรหม, หรื อ ใคร ๆ ในโลก
จักทวงติงเราได ดวยทั้ งเหตุผลว า “สาวกบริษัทของท าน มีนับด วยรอยเปนเอนก
ก็หามิได ที่ไดทําใหแจงเจโตวิมุตติ ปญญาวิมุตติ ฯลฯ” ดังนี้.

www.buddhadasa.info
ภิกษุ ท. ! เมื่อเรามองไมเห็นวี่แววชองทางนั้น ๆ ก็เปนผูถึงความเกษม
ถึงความไมกลัว ถึงความเปนผูกลาหาญอยูได. นี้แล เปนสิ่งที่ใครไมทวงติง
ตถาคตได ๓ อยาง.

๑. คือเปนพระอรหันต.

๑๒๘

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๓

ไมทรงมีความลั บ ที่ ตองใหใครชวยปกปด๑
โมคคัลลานะ ! ตถาคตเปนผูที่มี ศีลบริสุทธิ์ อยูเสมอ จึงปฏิญญาวา
เราเปนผูมีศีลบริสุทธิ์แลว.
ศีลของเรา บริสุทธิ์ ขาวผอง ไมเศราหมองเลย,
สาวกทั้ งหลาย จึ งไม ต องช วยกั นทํ าการปองกั นใหตถาคต ในเรื่ องอั นเกี่ ยวกั บศี ล ,
ทั้งตถาคตก็ไมหวังการปองกันจากสาวกทั้งหลาย ในเรื่องอันเกี่ยวกับศีลเลย.
โมคคัลลานะ ! ตถาคตเปนผูที่มี อาชีวะบริสุทธิ์ ดีอยูเสมอ จึงปฏิญญาวา
เราเปนผูมีอาชีวะบริสุทธิ์แลว. อาชีวะของเราบริสุทธิ์ ขาวผอง ไมเศราหมองเลย,
สาวกทั้งหลาย จึงไมตองชวยการทําการปองกันใหตถาคต ในเรื่องอันเกี่ยวกับอาชีวะ,
ทั้งตถาคตก็ไมหวังการปองกันจากสาวกทั้งหลาย ในเรื่องอันเกี่ยวกับอาชีวะเลย.
โมคคัลลานะ ! ตถาคตเปนผูที่มี การแสดงธรรมบริสุทธิ์ ดีอยูเสมอ
จึงปฏิญญาวา เราเปนผูมีการแสดงธรรมบริสุทธิ์.
การแสดงธรรมของเราบริสุทธิ์
ขาวผอง ไมเศราหมองเลย, สาวกทั้งหลายจึงไมตองชวยการทําการปองกันใหตถาคต
ในเรื่องอันเกี่ยวกับการแสดงธรรม,
ทั้งตถาคตก็ไมหวังการปองกันจากสาวก
ทั้งหลาย ในเรื่องอันเกี่ยวกับการแสดงธรรมเลย.

www.buddhadasa.info
โมคคัลลานะ ! ตถาคตเปนผูที่มี การตอบคําถามบริสุทธิ์ ดีอยูเสมอ
จึงปฏิญญาวา เราเปนผูมีการตอบคําถามบริสุทธิ์. การตอบคําถามของเราบริสุทธิ์
ขาวผอง ไมเศราหมองเลย, สาวกทั้งหลายจึงไมตองชวยการทําการปองกันใหตถาคต
ในเรื่องอันเกี่ยวกับการตอบคําถาม,
ทั้งตถาคตก็ไมหวังการปองกันจากสาวก
ทั้งหลาย ในเรื่องอันเกี่ยวกับการตอบคําถามเลย.

๑ บาลี ปฺจก. อํ. ๒๒/๑๔๒/๑๐๐. ตรัสแกพระมหาโมคคัลลานะ ที่โฆสิตาราม ใกลเมืองโกสัมพี

ไดตรัสรูแลว - โปรดปญจวัคคีย

๑๒๙

โมคคั ลลานะ !
ตถาคตเป นผู มี ญาณทั สสนะบริ สุ ทธิ์ ดี อยู เสมอ จึ ง
ปฏิญญาวา เราเปนผูมีญาณทัสสนะบริสุทธิ์แลว.
ญาณทัสสนะของเราบริสุทธิ์
ขาวผอง ไมเศราหมองเลย,
สาวกทั้งหลายจึงไมตองชวยการทําการปองกันใหแกตถาคต
ในเรื่องอันเกี่ยวกับญาณทัสสนะ,
ทั้งตถาคตก็ไมหวังการปองกันจากสาวกทั้งหลาย
ในเรื่องอันเกี่ยวกับณาณทัสสนะเลย, ดังนี้.

ทรงเป น อั จ ฉริ ย มนุ ษ ย ใ นโลก ๑
ภิกษุ ท. ! บุคคลเอก เมื่อเกิดขึ้นมาในโลก ยอมเกิดขึ้น เปนอัจฉริย มนุษ ย.
ใครกัน เลา เปน บุค คลเอก?
ตถาคต ผูเ ปน อรหัน ตต รัส รูช อบเอง
นี้ แ ลเป น บุคคลเอก.
ภิกษุ ท. !
เปนอัจฉริยมนุษย ดังนี้.

นี่แล บุคคลเอก ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นมาในโลก ยอมเกิดขึ้น

ทรงต า งจากมนุ ษ ย ธ รรมดา ๒

www.buddhadasa.info
ภิกษุ ท. ! เทวดาแลมนุษยทั้งหลาย มีรูปเปนทียินดี กําหนัดแลว
ในรูป บันเทิงดวยรูป.เทวดาแลมนุษย ท.
ยอมทนทุกขอยู เพราะความแปรปรวน
ความกระจัดกระจาย ความแตกทําลาย ของรูป.
ภิกษุ ท. ! เทวดาแลมนุษย
ทั้ ง หลาย มี เ สี ย ง ๓ ฯลฯ, มี ก ลิ่ น ฯลฯ, มี ร ส ฯลฯ, มี โ ผฏฐั พ พะ ฯลฯ,
มี ธ รรมารมณ เ ป น ที่ ยิ น ดี กํ า หนั ด แล ว ในธรรมารมณ บั น เทิ ง ด ว ยธรรมารมณ .
เทวดาแลมนุษย ท.
ยอมทนทุกขอยู เพราะความแปรปรวน ความกระจัดกระจาย
ความแตกทําลาย ของธรรมารมณ.

๑. บาลี เอก. อํ. ๒๐/๒๙/๑๔๑. ตรัสแกภิกษุทั้งหลาย.
๒. บาลี สฬา. สํ. ๑๘/๑๕๙/๒๑๖.
๓. มีขอความเต็มเหมือนในขอตนที่วาดวยรูปเปนที่ยินดีจนตลอด,
ไมรกตา.

แตในที่นี้ยอไวใหสะดวกแกการอาน

๑๓๐

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๓

ภิกษุ ท. ! สวนตถาคตผูเปนอรหันตสัมมาสัมพุทธะ รูแจงตามเปนจริง
ซึ ่ง เหตุเ ปน เครื ่อ งเกิด ขึ ้น ซึ ่ง ความตั ้ง อยู ไ มไ ด ซึ ่ง รสอรอ ย ซึ ่ง โทษคือ ความ
ต่ําทราม และอุบายเครื่องหลุดพนออกไปได แหงรูปทั้งหลายแลว ; ไมเปนผูมีรูป
เปนที่ยินดี ไมกําหนัดในรูป ไมบันเทิงดวยรูป. ภิกษุ ท. ! ตถาคตยอมอยูเปนสุข
เพราะความแปรปรวน ความกระจัด กระจาย ความแตกทํ า ลาย ของรูป ,
ภิกษุ ท. ! ตถาคตรูแจงตามเปนจริง ซึ่งเหตุเปนเครื่องเกิดขึ้น ซึ่งความตั้งอยูไมได
ซึ ่ง รสอรอ ย ซึ ่ง โทษคือ ความต่ํ า ทราม และอุบ ายเครื ่อ งหลุด พน ออกไปไดแ หง
เสียง ท. แหงกลิ่น ท. แหงรส ท. แหงโผฏฐัพพะ ท. และแหงธรรมารมณ ท.
แลว; ไมเปนผูมีเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณเปนที่ยินดี ไมกําหนัดไม
บันเทิงดวยเสียงเปนตนภิกษุ ท. ! ตถาคตยอมอยูเปนสุข เพราะความแปรปรวน
ความกระจัดกระจาย ความแตกทําลาย แหงธรรมมีเสียงเปนตนนั้นๆ. (พระผูมีพระภาค
ไดทรงกลาวคํานี้แลว, พระสุคตครั้นตรัสคํานี้แลว พระศาสดาไดภาษิตคําอื่นอีกที่ผูกเปนคาถาดังนี้วา :-)

รูป ท. เสียง ท. กลิ่น ท. รส ท. ผัสสะ ท. ธรรม ท. ทั้งสิ้น
อันนาปรารถนา นารักใคร นาชอบใจ ยังเปนสิ่งกลาวไดวามีอยูเพียงใด
มนุษยโลกพรอมดวยเทวโลก ก็ยังสมมติวา “นั่นสุข”อยูเพียงนั้น. ถาเมื่อ
สิ่งเหลานั้นแตกดับลงในที่ใด, สัตวเหลานั้น ก็สมมติวา “นั่นทุกข”
ในที่นั้น. สิ่งที่พระอริยเจา ท.เห็นวาเปนความสุข ก็คือความดับสนิทแหง
สักกายะทั้งหลาย,แตสิ่งนี้กลับปรากฏเปนขาศึกตัวรายกาจ แกสัตว ท.
ผูเห็นอยูโดยความเปนโลกทั้งปวง. สิ่งใด ที่สัตวอื่นกลาวแลวโดยความ
เปนสุข, พระอริยเจา ท. กลาวสิ่งนั้น โดยความเปนทุกข. สิ่งใดที่สัตวอื่น
กลาวแลว โดยความเปนทุกข, พระอริยะผูรู กลาวสิ่งนั้นโดยความเปน
สุข, ดังนี้.

www.buddhadasa.info

ไดตรัสรูแลว - โปรดปญจวัคคีย

๑๓๑

ทรงบั ง คั บ ใจได เ ด็ ด ขาด ๑
พราหมณ ! เราเปนผูปฏิบัติแลวเพื่อความเกื้อกูลแกชนมาก เพื่อความ
สุ ข แก ช นมาก.เราได ป ระดิ ษ ฐานมหาชนไว แ ล ว ในอริ ย ญายธรรม คื อ ในความ
เปนผูมีธรรมอันงดงาม มีธรรมเปนกุศล.พราหมณ ! เราอยากตริตรึก (วิตก)
ไปในวิตกเรื่องใด ก็ตริตรึกในวิตกนั้นได, เราไมอยากตริตรึกไปในวิตกเรื่องใด
ก็ไมตริตรึกไปในวิตกนั้นได๒. เราอยากดําริ (สังกัปปะ) ไปในความดําริอยางใด
ก็ดําริในความดํารินั้นได,
เราไมอยากดําริในความดําริอยางใด ก็ไมดําริไปใน
ความดําริอยางนั้นได. พราหมณ ! เราเปนผูบรรลุแลวซึ่งความมีอํานาจเหนือ
จิตในคลองแหงวิตกทั้งหลาย, เราจึงมีธรรมดาไดฌานทั้งสี่ อันเปนการอยูอยาง
ผาสุก ยิ่ง ในชาตินี้, เราไดโ ดยงา ยดาย ไมย าก ไมลํา บาก. พราหมณ !
เราแล, เพราะความสิ้นอาสวะ ท., ไดทําใหแจงแลวซึ่งเจโตวิมุตติ ปญญาวิมุตติ
อันปราศจากอาสวะเขาถึงวิมุตตินั้นแลว แลอยู.

ไม ท รงติ ด แม ใ นนิ พ พาน ๓
ภิกษุ ท. ! แมตถาคต ผูเปนพระอรหันตตรัสรูชอบเอง ก็รูชัดซึ่ง
นิพพานตามความเปนนิพพาน. ครั้นรูนิพพานตามความเปนนิพพานชัดแจงแลว

www.buddhadasa.info

๑. บาลี จุตกฺก. อํ. ๒๑/๔๗/๓๕. ตรัสแกวัสสการพราหมณ สวนไผ, ราชคฤห.
๒. คือทรงบังคับจิตใหคิดหรือไมใหคิดก็ได หรือใหคิดเฉพาะเรื่องใดก็ได.
๓ . บาลี มูลปริยายสูตร มู.ม. ๑๒/๑๐/๘๙. ตรัสแกภิกษุทั้งหลาย ที่โคนตนสาละ ในปาสุภวัน ใกลเมือง
อุกกัฏฐะ.

๑๓๒

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๓

ก็ไมทําความมั่นหมายซึ่งนิพพาน ไมทําความมั่นหมายในนิพพาน ไมทํา
ความมั่นหมายโดยความเปนนิพพานไมทําความมั่นหมายวา “นิพพาน
เปนของเรา”, ไมเพลิดเพลินลุมหลงในนิพพาน. ขอนี้เพราะเหตุไรเลา ?
เพราะเหตุวา นิพพานนั้นเปนสิ่งที่ตถาคตกําหนดรูทั่วถึงแลว.
ภิกษุ ท. ! แมตถาคต ผูเปนพระอรหันตตรัสรูชอบเอง ก็รูชัดซึ่ง
นิพพานตามความเปนนิพพาน.ครั้นรูนิพพานตามความเปนนิพพานชัดแจงแลว

ก็ไมทําความมั่นหมายซึ่งนิพพาน ไมทําความมั่นหมายในนิพพานไมทํา
ความมั่นหมายโดยความเปนนิพพาน ไมทําความมั่นหมายวา “นิพพาน
เปนของเรา”, ไมเพลิดเพลินลุมหลงในนิพพาน. ขอนี้เพราะเหตุไรเลา ?
เรากลาววา เพราะรูวาความเพลิดเพลินเปนมูลแหงทุกขและเพราะมีภพจึง
มีชาติ, เมื่อเกิดเปนสัตวแลวตองมีแกและตาย. เพราะเหตุนั้นตถาคตจึงตรัสรู
อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เพราะตัณหาทั้งหลายสิ้นไป ปราศไป ดับไป สละไป
ไถถอนไป โดยประการทั้งปวงดังนี้.

www.buddhadasa.info
ทรงมี ค วามคงที่ ต อ วิ สั ย โลก
ไม มี ใ ครยิ่ ง กว า ๑

ภิกษุ ท. ! สิ่งใด ๆ ที่ชาวโลกรวมทั้งเทวดา มาร พรหม หมูสัตว
พรอมทั้งสมณพราหมณเทวดารวมกับมนุษย ไดพากันเห็นแลว ไดยินแลว
รูรสแลว รูสึกแลว รูแจงแลว พบปะแลว แสวงหากันแลว คิดคนกันแลว, สิ่งนั้น ๆ

เราก็ รู จัก.

๑. บาลี จตุกฺก.อํ.๒๑/๓๑/๒๔. ตรัสแกภิกษุทั้งหลาย ที่กาฬการาม ใกลเมืองสาเกต.

ไดตรัสรูแลว - โปรดปญจวัคคีย

๑๓๓

ภิกษุ ท . ! สิ่งใด ๆ ที่ชาวโลกรวมทั้งเทวดา มาร พรหม หมูสัตว
พรอ มทั ้ง สมณพราหมณ เทวดารว มกับ มนุษ ย ไดพ ากัน เห็น แลว ไดย ิน แลว
รูรสแลว รูสึกแลว รูแจงแลว พบปะแลว แสวงหากันแลว คิดคนกันแลว, สิ่งนั้น ๆ

เราไดรูแ จง แลว ดว ยปญ ญาอัน ยิ่ง .สิ่ง นั้น ๆ เปน ที่แ จม แจง แกต ถาคต,
สิ่งนั้น ๆ ไมอาจเขาไป (ติดอยูในใจของ) ตถาคต.
ภิกษุ ท. ! สิ่งอันเปนวิสัยโลกตางๆ ที่ชาวโลกรวมทั้งเทวดา มาร
พรหม หมูสัตว พรอมทั้งสมณพราหมณ เทวดารวมกับมนุษย ไดพากันเห็นแลว
ไดยินแลว รูรสแลว รูสึกแลว รูแจงแลว พบปะแลว แสวงหากันแลว คิดคนกันแลว
นั้นๆ เราพึงกลาวไดวา เรารูจักมันดี. มันจะเปนการมุสาแกเรา ถาเราจะพึง
กลาววา เรารูจักบาง ไมรูจักบาง.
และมันจะเปนการมุสาแกเราเหมือนกัน
ถาเราจะพึงกลาววา เรารูจักก็หามิได, ไมรูจักก็หามิได, ขอนั้นมันเปนความ
เสียหายแกเรา,
ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนี้แล ตถาคตเห็นสิ่งที่ตองเห็นแลว ก็ไมทํา
ความมั่นหมายวา เห็นแลว,ไมทําความมั่นหมายวา ไมไดเห็น,
ไมทําความ
มั่นหมายวา เปนสิ่งที่ตองเห็น,
ไมทําความมั่นหมายวาตนเปนผูหนึ่งที่ไดเห็น,
(ในสิ่งที่ไดฟง, ไดรูสึก, ไดรูแจง ก็มีนัยอยางเดียวกัน).

www.buddhadasa.info
ภิกษุ ท. ! ดวยเหตุนี้แล ตถาคตชื่อวาเปนผูคงที่เปนปรกติอยูเชนนั้น
ไดใ นสิ่ง ทั้ง หลาย ที่ไ ดเ ห็น ไดยิน ไดรูร ส และไดรูสึก แลว ,
และเรายัง
กล าวว า จะหาบุ คคลอื่ นที่ เป นผู คงที่ ซึ่ งยิ่ งไปกว าประณี ตกว าตถาคตผู คงที่ นั้ น
เปนไมมีเลย.

ทรงยื น ยั น ในคุ ณ ธรรมของพระองค เ องได ๑
(๑) กัสสปะ ! สมณพราหมณบางพวกเปน สีลวาที, เขากลาว
๑. บาลี สี. ที. ๙/๒๑๘/๒๗๑. ตรัสแกอเจลกัสสปะ ที่สวนกัณณกถล อุชุญญา

๑๓๔

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๓

พรรณาคุณแหงศีลโดยอเนกปริยาย. กัสสปะ ! ปรมศีลอันประเสริฐ (อริยะ)
มีไดดวยเหตุมีประมาณเทาใด เราไมมองเห็นใครจะเสมอดวยเรา ในสวนปรมศีล
อัน ประเสริฐ นั้น :ผูที่ยิ่ง ไปกวา เรา จะมีม าแตไ หนเลา . เราแล, ที่แ ทเ ปน
ผู ยิ่ ง ใน อธิศีล.
(๒) กัสสปะ ! สมณพราหมณบางพวกเปน ตโปชิคุจฉวาที, เขา
กลาวพรรณนาคุณแหงการเกลียดกั้นกิเลสดวยตบะโดยอเนกปริยาย. กัสสปะ !
การเกลียดกั้นกิเลสดวยตบะ อันอยางยิ่งและประเสริฐมีไดดวยเหตุมีประมาณเทาใด
เราไมมองเห็นใครจะเสมอดวยเรา ในสวนการเกียดกั้นกิเลสดวยตบะอันอยางยิ่ ง
และประเสริฐนั้น : ผูที่ยิ่งไปกวาเรา จะมีมาแตไหนเลา. เราแล, ที่แทเปน
ผูยิ่งใน อธิเชคุจฉะ(คืออธิจิต).
(๓) กัสสปะ ! สมณพราหมณบางพวกเปน ปญญาวาที, เขากลาว
พรรณาคุณแหงปญญาโดยอเนกปริยาย. กัสสปะ ! ปรมปญญาอันประเสริฐ
มีไดดวยเหตุมีประมาณเทาใด เราไมมองเห็นใครจะเสมอดวยเรา ในสวนปรมปญญา
อันประเสริฐนั้น : ผูที่ยิ่งไปกวาเรา จะมีมาแตไหนเลา. เราแล, ที่แทเปน
ผูยิ่งใน อธิปญญา.
(๔) กัสสปะ ! สมณพราหมณบางพวกเปน วิมุตติวาที, เขากลาว
พรรณาคุณแหงวิมุตติโดยอเนกปริยาย. กัสสปะ ! ปรมวิมุตติอันประเสริฐ มีได
ดวยเหตุมีประมาณเทาใด เราไมมองเห็นใครจะเสมอดวยเรา ในสวนปรมวิมุตติ
อันประเสริฐนั้น : ผูที่ยิ่งไปกวาเรา จะมีมาแตไหน ?. เราแล, ที่แทเปน
ผูยิ่งใน อธิวิมุตติ.

www.buddhadasa.info
ทรงยืนยันพรหมจรรยของพระองควาบริสุทธิ์เต็มที่๑
พราหมณ ! เมื่อผูใดจะกลาวใหถูกตอง วาใครประพฤติพรหมจรรย
บริสุทธิ์ บริบูรณ ไมขาดไมทะลุ ไมดาง ไมพรอยแลว เขาควรกลาวเจาะ

๑.
พราหมณ.

บาลี สัตตัพพิธเมถุนสํโยคสูตร สตฺตก.

อํ.

๒๓/๕๕/๔๗.

ตรัสแกชานุสโสณี

ไดตรัสรูแลว - โปรดปญจวัคคีย

๑๓๕

จงเอาเราตถาคต. พราหมณ ! เรานี่แหละ ยอมประพฤติพรหมจรรยบริสุทธิ์
บริบูรณ ไมขาด ไมทะลุ ไมดาง ไมพรอยแลว.
“ขาแตพระโคดม ! ความขาด ความทะลุ ความดาง ความพรอย ของพรหมจรรย นั้น
เปนอยางไรเลา?”

พราหมณ !
มี สมณะหรื อพราหมณ บางคนในโลกนี้ ปฏิ ญาณตั วว าเป น
พรหมจารีโ ดยชอบ เขาไมเ สพเมถุน ธรรมกับ ดว ยมาตุค ามก็จ ริง แล แตว า

เขายิ น ดี ก ารลู บ คลํา การประคบ การอาบ การนวดฟ น ที่ ไ ด รั บ
จากมาตุค าม .
เขาปลาบปลื้ม ยิน ดีดว ยการบํา เรอเชน นั้น จากมาตุค าม.
ดูกอ นพราหมณ ! นี่แล คือความขาด ความทะลุ ความดาง ความพรอยของ
พรหมจรรย เรากลา ววา ผู นี ้ป ระพฤติพ รหมจรรยไ มบ ริส ุท ธิ ์ย ัง ประกอบดว ย
การเกี่ยวพันดวยเมถุน,
ไมพนจากชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะ ทุกขโทมนัส
และอุปายาส ไปได, ยังไมพนจากทุกข.
พราหมณ ! สมณะหรือพราหมณบางพวกในโลกนี้ ปฏิญาณตัววา เปน
พรหมจารี โดยชอบ ไม เสพเมถุ นธรรมกั บมาตุ คาม และไม ยิ นดี การลู บคลํ า การ
ประคบ การอาบ การนวดฟ  น จากมาตุ ค ามก็ จ ริ ง แตเ ขายั ง พู ด จาซิ ก ซี้
เลน หัวสัพยอกกับมาตุคาม,
เขาปลาบปลื้มยิน ดี ดวยการบําเรอเชนนั้น
จากมาตุค าม.ดูกอ นพราหมณ ! นี่แ ลคือ ความขาด ความทะลุ ความดา ง
ความพรอย ของพรหมจรรย.
เรากลาววาผูนี้ประพฤติพรหมจรรยไมบริสุทธิ์
ยังประกอบดวยการเกี่ยวพันดวยเมถุน,
ไมพนจากชาติ ชรา มรณะโสกะปริเทวะ
ทุกขโทมนัสและอุปายาส ไปได, ยังไมพนจากทุกข.

www.buddhadasa.info
พราหมณ !
สมณะหรือพราหมณบางคนในโลกนี้ ปฏิญาณตัววา
เปนพรหมจารีโดยชอบ ไมเสพเมถุนธรรมกับดวยมาตุคาม ไมยินดีการลูบคลํา

๑๓๖

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๓

การประคบ การอาบ การนวดฟน จากมาตุคาม ทั้งไมยินดีในการพูดจาซิกซี้เลน
หั ว สั พ ย อ ก กั บ ม า ตุ ค า ม ก็ จ ริ ง แ ต เ ข า ยั ง ช อ บ ส บ ต า ด ว ย ต า ข อ ง
มาตุ ค าม , แลวปลาบปลื้มยินดีดวยการทําเชนนั้น. ดูกอนพราหมณ ! นี่ก็คือ
ความขาด ความทะลุ ความดาง ความพรอย ของพรหมจรรย. เรากลาววา
ผูนี้ประพฤติพรหมจรรยไมบริสุทธิ์ ยังประกอบการเกี่ยวพันดวยเมถุน, ยังไมพน
จากชาติ ชรา มรณะโสกะปริเทวะ ทุกขโทมนัส และอุปายาส ไปได, ยังไมพนจากทุกข.
พราหมณ ! สมณะหรือพราหมณบางคนในโลกนี้ ปฏิญาณตัววา
เปนพรหมจารีโดยชอบ แลวไมเสพเมถุนธรรมกับดวยมาตุคาม ไมยินดีการลูบคลํา
การประคบ การอาบ การนวดฟ น จากมาตุ ค าม ไม ยิ น ดี ใ นการพู ด จากซิ ก ซี้
เลน หัวสัพยอกกับมาตุคาม ทั้งไมยินดีในการสบตาตอตากับมาตุคามก็จริง แต

เขายั ง ชอบฟ ง เสี ย งของมาตุ ค าม ที่ หั ว เราะอยู ก็ ดี พู ด จาอยู ก็ ดี
ขับ รอ งอยูก็ดี รอ งไหอยูก็ดี ขา งนอกฝาก็ต าม นอกกํา แพงก็ต าม,
แลว ปลาบปลื้มยินดีดวยการไดฟงเสียงนั้น. ดูกอนพราหมณ ! นี่คือความขาด
ความทะลุ ความดาง ความพรอย ของพรหมจรรย. เรากลาววาผูนี้ประพฤติ
พรหมจรรยไมบริสุทธิ์ ยังประกอบการเกี่ยวพันดวยเมถุน, เขายังไมพนจากชาติ
ชรา มรณะ โสกะปริเทวะทุกขโทมนัส และอุปายาส ไปได,ยังไมพนจากทุกข.

www.buddhadasa.info
พราหมณ ! สมณะหรือพราหมณบางคนในโลกนี้ ปฏิญาณตัววา
เปน พรหมจารีโ ดยชอบ แลว ไมเ สพเมถุน ธรรมกับ ดว ยมาตุค าม ไมยิน ดีก าร
ลูบคลํา การประคบ การอาบ การนวดฟน จากมาตุคาม ไมยินดีในการพูดจาซิกซี้
เลนหัวสัพยอกกับมาตุคาม ไมยินดีในการสบตาตอ ตากับมาตุคาม ทั้งไมยินดี
ในการฟงเสียงมาตุคามก็จริง แตเขาชอบตามระลึกถึงเรื่องเกา ที่เคย

ไดตรัสรูแลว - โปรดปญจวัคคีย

๑๓๗

หั ว เราะเล า โลมเล น หั ว กั น กั บ มาตุ ค าม
แล ว ก็ ป ลาบปลื้ ม ยิ น ดี ด ว ยการ
เฝาระลึกเชนนั้น. ดูกอนพราหมณ ! นี่แล คือความขาด ความทะลุ ความดาง
ความพรอ ย ของพรหมจรรย.เรากลา ววา ผู นี ้ป ระพฤติพ รหมจรรยไ มบ ริส ุท ธิ์
ยังประกอบดวยการเกี่ยวพันดวยเมถุน,
ยังไมพนจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ
ปริเทวะ ทุกขโทมนัส และอุปายาส ไปได, ยังไมพนจากทุกข.
พราหมณ ! สมณะหรือพราหมณบางคนในโลกนี้ ปฏิญาณตัววา
เปน พรหมจารี โดยชอบ แลว ไมเ สพเมถุน ธรรมกับ ดว ยมาตุค าม ไมย ิน ดีก าร
ลูบ คลํ า การประคบ การอาบ การนวดฟ น จากมาตุค าม ไมย ิน ดีก าร
พูดจาซิกซี้เลนหัวสัพยอกกับมาตุคาม ไมยินดีการสบตาตอตากับมาตุคาม ไมยินดีการฟง
เสี ยงมาตุคาม และทั้ ง ไมช อบตามระลึ กถึ ง เรื่อ งเกา ที่เ คยหัวเราะเล าโลมเล นหั ว
กั บ มาตุ ค ามก็ จ ริ ง แต เขาเพี ย งแต เ ห็ น พวกคฤหบดี หรื อ ลู ก คฤหบดี

อิ่ ม เอิ บ ด ว ยกามคุ ณ ได รั บ การบํา เรออยู ด ว ยกามคุ ณ ก็ ป ลาบปลื้ ม
ยิ น ดี ด ว ยการได เ ห็ น การกระทํา เช น นั้ น . ดู ก อ นพราหมณ ! นี่ แ ล
คือความขาด ความทะลุ ความดาง ความพรอย ของพรหมจรรย. เรากลาววา
ผู นี ้ป ระพฤติพ รหมจรรยไ มบ ริส ุท ธิ ์ ยัง ประกอบดว ยการเกี ่ย วกัน ดว ยเมถุน ,
ยังไมพนจากชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะ ทุกขโทมนัสและอุปายาส ไปได, ยังไม
พนจากทุกข.

www.buddhadasa.info
พราหมณ ! สมณะหรือพราหมณบางคนในโลกนี้ ปฏิญาณตัววา
เปนพรหมจารี โดยชอบ แลวไมเสพเมถุนธรรมกับดวยมาตุคาม ไมยินดีการลูบคลํา
การประคบ การอาบ การนวดฟน จากมาตุคาม ไมยินดีการฟงการพูดจาซิกซี้เลนหวัว
สัพยอกกับมาตุคาม ไมยินดีการสบตา ตอตากับมาตุคาม ไมยินดีการฟงเสียงมาตุคาม
ไมยินดีตามระลึกถึงเรื่องเกาที่ตนเคยหัวเราะเลาโลมเลนหวัวกับมาตุคาม และทั้งไม

๑๓๘

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๓

ยิ น ดี ที่ จ ะเห็ น พวกคฤหบดี ห รื อ บุ ต รคฤหบดี อิ่ ม เอิ บ ด ว ยกามคุ ณ แล ว ตนพลอย
นึก ปลื ้ม ใจดว ยก็ต าม แต เขาประพฤติพ รหมจรรยโ ดยตั ้ง ความปราถนา
เพื่ อ ไปเป น เทพยาดาพวกใดพวกหนึ่ ง . ดู ก อ นพราหมณ ! นี่ แ ล คื อ
ความขาด ความทะลุ ความดาง ความพรอย ของพรหมจรรย.
เรากลาววา
ผูนี้ประพฤติพรหมจรรยไมบริสุทธิ์ ยังประกอบดวยการเกี่ยวพันดวยเมถุน,
ยังไม
พนจากชาติ ชรา มรณะโสกะปริเทวะ ทุกขโทมนัสและอุปายาส ไปได,
ยังไม
พนจากทุกข.
พราหมณเอย ! ตลอดกาลเพียงใด ที่เรายังเห็นการเกี่ยวพันดวยเมถุน
อยางใดอยางหนึ่งใน ๗ อยางนั้น ที่เรายังละมันไมได, ตลอดกาลเพียงนั้น
เรายังไมปฏิ ญญาตัวเอง วาเปนผู ตรั สรู อนุ ตตรสั มมาสัมโพธิ ญาณ ในโลกพรอมทั้ ง
เทวดา มาร พรหม หมูสัตว พรอมทั้งสมณะและพราหมณ เทวดาแลมนุษย
พราหมณเอย ! เมื่อใด เราไมมองเห็นการเกี่ยวพันดวยเมถุนอยางใด
อยางหนึ่ง ใน ๗ อยางนั้น ที่เรายังละมันไมได,
เมื่อนั้น เรายอมปฏิญญาตัวเอง
วา เปน ผู ต รัส รู อ นุต ตรสัม มาสัม โพธิญ าณ ในโลกพรอ มทั ้ง เทวดา มาร พรหม
หมูสัตว พรอมทั้งสมณะและพราหมณ เทวดาแลมนุษย, ญาณและทัสสนะไดเกิด

www.buddhadasa.info
ขึ้นแกเราแลว. ความหลุดพนของเรา ไมกลับกําเริบ.
บัดนี้การเกิดใหมไมมีอีกอีกตอไป.

ชาตินี้เปนชาติสุดทาย.

สิ่ ง ที่ ไ ม ต อ งทรงรั ก ษาอี ก ต อ ไป ๑
ภิกษุ ท. ! ธรรมสี่อยางเหลานี้ เปนสิ่งที่ตถาคตไมตองสํารวมรักษา
(ดวยเจตนางดเวนอีกตอไป). สี่อยางเหลาไหนเลา ?

๑. บาลี สตฺตก. อํ. ๒๓/๘๔/๕๕.

ไดตรัสรูแลว - โปรดปญจวัคคีย

๑๓๙

(๑) ภิกษุ ท. ! ตถาคต มีมรรยาททางกาย บริสุทธิ์สะอาด, กาย ทุจริตที่ตถาคตตองรักษา(คือปดบัง) วา “ใคร ๆ อื่น อยาลวงรูถึงกายทุจริตขอนี้
ของเรา” ดังนี้ ยอมไมมีแกตถาคต.
(๒) ภิก ษุ ท. ! ตถาคต มีมรรยาททางวาจา บริสุทธิ์ส ะอาด,
วจีทุจริตที่ตถาคตตองรักษาวา “ใคร ๆ อื่นอยาลวงรูถึงวจีทุจริตขอนี้ของเรา” ดัง
นี้ยอมไมมีแกตถาคต.
(๓) ภิกษุ ท. ! ตถาคต มีมรรยาททางใจ บริสุทธิ์สะอาด, มโน ทุจริตที่ตถาคตตองรักษาวา “ใคร ๆ อื่นอยาลวงรูถึงมโนทุจริตขอนี้ของเรา” ดังนี้
ยอมไมมีแกตถาคต.
(๔) ภิกษุ ท. ! ตถาคต มีการเลี้ยงชีพ บริสุทธิ์สะอาด, มิจาฉาชีพที่
ตถาคตตองรักษาวา “ใคร ๆ อื่น อยาลวงรูถึงมิจฉาชีพขอนี้ของเรา” ดังนี้ ยอม
ไมมีแกตถาคตเลย.

www.buddhadasa.info
ทรงฉลาดในเรื่ อ งซึ่ ง พ น วิ สั ย โลก ๑

ภิกษุ ท. ! เราแล เปนผูฉลาดในเรื่อง โลกนี้ ฉลาดในเรื่อง โลกอื่น,
เปนผูฉลาดตอวัฏฏะอันเปนที่อยูของมาร ฉลาดตอ วิวัฏฏะอันไมเปนที่อยูของมาร.
เปนผูฉลาดตอวัฏฏะอันเปนที่อยูของมฤตยูฉลาดตอ วิวัฏฏะอันไมเปนที่อยูของ
มฤตยู.ชนเหลาใดถือ วาเรื่ องนี้ ควรฟ งควรเชื่อ ข อนั้น จักเปนไปเพื่ อประโยชน
เกื้อกูลเพื่อความสุข แกชนทั้งหลายเหลานั้นสิ้นกาลนาน.
ทั้งโลกนี้และโลกอื่น ตถาคตผูทราบดีอยู ไดประกาศไวชัดแจงแลว

ทั้งที่ที่มารไปไมถึง และที่ที่มฤตยูไปไมถึง ตถาคตผูรูชัดเขาใจชัด

๑. บาลี จูฬโคลปาลสูตร มู.ม. ๑๒/๔๒๑/๓๘๑. ตรัสแกภิกษุทั้งหลาย ที่ฝงน้ําคงคา ใกลเมืองอุกกเวลา
(เฉพาะสูตรนี้ มีอยูในภาคนําดวยแลว).

๑๔๐

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๓
ไ ด ป ร ะ ก า ศ ไ ว ชั ด แ จ ง แ ล ว เ พ ร า ะ ค ว า ม รู โ ล ก ทั้ ง ป ว ง .
ป ร ะ ตู น ค ร
แ ห ง ค ว า ม ไ ม ต า ย ต ถ า ค ต เ ป ด โ ล ง ไ ว แ ล ว เ พื ่ อ สั ต ว ทั ้ ง ห ล า ย เ ข า ถึ ง
ถิ่ น อั น เกษม.
กระแสแห ง มารผู มี บ าป ตถาคตป ด กั้ น เสี ย แล ว กํา จั ด
เ สี ย แ ล ว ทํา ใ ห ห ม ด พิ ษ ส ง แ ล ว .

ภิ ก ษุ ท . !

เ ธ อ ทั้ ง ห ล า ย จงเปนผู

มากมูนดวยปราโมทย ปรารถนาธรรมอันเกษมจากโยคะเถิด.

ทรงทราบทิ ฏ ฐิ วั ต ถุ ที่ลึ ก ซึ้ ง ๑
(ทิฏฐิ ๖๒)๒
ภิกษุ ท .! มีธรรมที่ลึก ที่สัตวอื่นเห็นไดยาก ยากที่สัตวอื่นจะรูตาม
เปนธรรมเงียบสงบ
ประณีต ไมเปนวิสัยที่จะหยั่งลงงายแหงความตรึก เปน
ของละเอียด รูไดเฉพาะบัณฑิตวิสัย, ซึ่งเราตถาคตไดทําใหแจงดวยปญญาอันยิ่ง
เองแล ว สอนผู อื่ น ให รู แ จ ง ,เป น คุ ณ วุ ฒิ เ ครื่ อ งนํ า ไปสรรเสริ ญ ของผู ที่ เ มื่ อ จะพู ด
สรรเสริญเราตถาคตใหถูกตองตรงตามที่เปนจริง. ภิกษุ ท.! ธรรมเหลานั้นเปน
อยางไรเลา?
ภิก ษุ ท.! ฯลฯ สมณะหรือ พราหมณบ างพวกในโลกนี้ ฯลฯ (ตา ง
ก็บัญญัติ):

www.buddhadasa.info
๑. เพราะระลึกชาติของตนเองไดหลายแสนชาติ จึงบัญญัติตนและโลกวา เที่ยงทุกอยาง.
๒. เพราะ

,, ,, ๑๐ สังวัฏฏกัปป-วิวัฏฏกัปป (เปนอยางสูง) ,,
,, ( ,, ) ,,
๓. เพราะ ,, ,, ๔๐ ,,

,, เที่ยงทุกอยาง.
,, เทีย่ งทุกอยาง.

๔. เพราะอาศัยความตริตรึกเสมอ แลวคะเนเอา
,,
(๔ อยางขางบนนี้ เปน พวกสัสสตวาม - เที่ยงทุกอยาง)

,, เที่ยงทุกอยาง

๑. บาลี สี.ที. ๙/๑๖/๒๖. ตรัสแกภิกษุทั้งหลาย ที่สวนอัมพลัฏฐิกา.
๒. ทิฏ ฐิวัตถุ คือ ต น เหตุเดิมอัน จะใหเกิดทิฏ ฐิตา ง ๆ ขึ้น มี อ ยู ๖๒ วัตถุ. แตเรา
เรียกกันวาทิฏฐิ ๖๒ เฉย ๆ. ในที่นี้ยอเอามาแตใจความ จากพรหมชาลสูตร สี.ที.

ไดตรัสรูแลว - โปรดปญจวัคคีย
๕. เพราะระลึกไดเพียงชาติที่ตนเคยจุติไปจากหัวหนา จึงบัญญัตติ นและโลกวา เที่ยงแตบางอยาง.
๖. เพราะ “ “
เคยเปนเทพพวกขิฑฑาปโทสิกา “

เที่ยงแตบางอยาง.
๗. เพราะ “

มโนปโทสิกา “

เที่ยงแตบางอยาง.
๘. เพราะอาศัยความตริตรึกอยูเสมอ แลวคะเนเอาเอง


เที่ยงแตบางอยาง.
(๔ อยางขางบนนี้ เปน พวกเอกัจจสัสสตวาท - เที่ยงแตบางอยาง)
๙. เพราะอาศัยความเพียรบางอยางบรรลุเจโตสมาธิ ทําความมั่นใจแลวบัญญัติตนและโลกวามีที่สุด.
๑๐. เพราะ



ไมมีที่สุด.
๑๑. เพราะ


“ มีที่สุดบางดาน, ไมมีบางดาน.
๑๒. เพราะอาศัยความหลงใหลของตนเองแลวบัญญัติสายวาจาวา โลกมีที่สุดก็ไมใช ไมมีก็ไมเชิง.
(๔ อยางขางบนนี้ เปน พวกอันตานันติกวาท - เกี่ยวดวยมีที่สุดและไมมีที่สุด)
๑๓. เพราะกลัวมุสาวาท จึงสายวาจา พูดคําที่ไมตายตัว แลวบัญญัติวา ขาพเจาเห็นอยางนั้นก็ไมใช,
--อยางนี้ก็ไมใช ฯลฯ (เกี่ยวดวยกุศล, อกุศล).
๑๔. เพราะกลัวอุปาทาน “

ฯลฯ “


๑๕. เพราะกลัวการถูกซักไซ “

ฯลฯ “


๑๖. เพราะหลงใหลฟนเฟอนในใจเอง จึงสายวาจาไมใหตายตัว (เกี่ยวกับโลกิยทิฏฐิ เชน
--โลกหนามี ฯลฯ ผลกรรมมี เปนตน).
(๔ อยางขางบนนี้ เปน พวกอมราวิกเขปกวาท - พูดไมใหตายตัว)
๑๗. เพราะระลึกไดเพียงชาติที่ตนเคยเปนอสัญญีสัตว แลวตองจุติเพราะสัญญาเกิดขึ้น---จึงบัญญัติตนและโลกวา เกิดเองลอย ๆ.
๑๘. เพราะอาศัยการตริตรึกอยูเสมอ แลวคาดคะเนเอา “

เกิดเองลอย ๆ.
(๒ อยางขางบนนี้ เปน พวกอธิจจสมุปปนนิกวาท - เกิดเองลอย ๆ )
(ทั้ง ๕ หมวด มีรวมทั้งหมด ๑๘ ทิฏฐิ ขางบนนี้ จัดเปนพวกปรารภขันธในอดีตกาล)
--------๑๙. บัญญัติอัตตาวา อัตตาที่มีรูป, เปนอัตตตาที่ไมมีโรค ตายแลว
เปนสัตวมีสัญญา.
“ ที่ไมมีรูป


“ มีสัญญา.
๒๐. “
“ ที่มีรูปและไมมีรูป


“ มีสัญญา.
๒๑. “
“ ที่มีรูปก็มิใช ไมมีก็ไมใช “

“ มีสัญญา.
๒๒. “
“ ที่มีที่สุด


“ มีสัญญา.
๒๓. “
“ ที่ไมมีที่สุด


“ มีสัญญา.
๒๔. “
“ ที่มีที่สุดและที่ไมมีที่สุด “

“ มีสัญญา.
๒๕. “
“ ที่มีที่สุดก็มิใชไมมีก็มิใช “

“ มีสัญญา
๒๖. “

๑๔๑

www.buddhadasa.info

๑๔๒

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๓
๒๗. บัญญัติอัตตาวา อัตตามีสัญญาเดียวกัน, เปนอัตตาไมมีโรค หลังจากตายแลว เปนสัตวมีสัญญา.
“ ที่มีสัญญาตางกัน


“ มีสัญญา.
๒๘. “
“ ที่มีสัญญานอย


“ มีสัญญา.
๒๙. “
“ ที่มีสัญญามากไมมีประมาณ “

“ มีสัญญา.
๓๐. “
“ ที่มีสุขอยางเดียว


“ มีสัญญา.
๓๑. “
“ ที่มีทุกขอยางเดียว


“ มีสัญญา.
๓๒. “
“ ที่ทั้งมีสุขและทุกข


“ มีสัญญา.
๓๓. . “
“ ที่ไมมีทุกขไมมีสุข


“ มีสัญญา.
๓๔. “
(๑๖ อยางขางบนนี้ เปนพวกสัญญีวาท - มีสัญญา)
๓๕. บัญญัติอัตตาวา อัตตาที่ มีรูป, เปนอัตตาไมมีโรค ตายแลว เปนสัตว
ไมมีสัญญา.
“ ไมมีรูป



ไมมีสัญญา.
๓๖. “
“ มีรูปและไมมีรูป “


ไมมีสัญญา.
๓๗. “
“ มีรูปก็มิใช ไมมีก็มิใช “
“ “
ไมมีสัญญา.
๓๘. “
“ มีที่สุด

“ “
ไมมีสัญญา.
๓๙. “
“ ไมมีที่สุด.



ไมมีสัญญา.
๔๐. “
“ มีที่สุดและไมมีที่สุด “
“ “
ไมมีสัญญา.
๔๑. “
“ มีที่สุดก็มิใช ไมมีก็มิใช “ “

ไมมีสัญญา.
๔๒. “
(๘ อยางขางบนนี้ เปน พวกอสัญญีวาท - ไมมีสัญญา)
๔๓. ฯลฯ อัตตาที่มีรูป เปนอัตตาไมมีโรค ตายแลว
เปนสัตวมีสัญญาก็มิใช ไมมีก็มิใช.
“ ไมมีรูป


มีสัญญาก็มิใช
ไมมีก็มิใช.
๔๔.
“ มีรูปและไมมีรูป “

มีสัญญาก็มิใช
ไมมีก็มิใช.
๔๕.
“ มีรูปก็มิใช ไมมีก็มิใช “

มีสัญญาก็มิใช
ไมมีก็มิใช.
๔๖.
“ มีที่สุด


มีสัญญาก็มิใช
ไมมีก็มิใช.
๔๗.
“ ไมมีที่สุด


มีสัญญาก็มิใช
ไมมีก็มิใช.
๔๘.
“ มีที่สุดและไมมีที่สุด “

มีสัญญาก็มิใช
ไมมีก็มิใช.
๔๙.
“ มีที่สุดก็มิใชไมมีก็มิใช”

มีสัญญาก็มิใช
ไมมีก็มิใช.
๕๐.
(๘ อยางขางบนนี้ เปน พวกเนวสัญญีนาสัญญีวาท - มีสัญญาก็ไมเชิง)
๕๑. บัญญัติวา
กายที่เกิดดวยมหาภูตรูป
ตายแลวขาดสูญ.

กายทิพย พวกกามาวจร
ตายแลวขาดสูญ.
๕๒.

“ พวกสําเร็จดวยใจคิด
ตายแลวขาดสูญ.
๕๓.

สัตวพวก อากาสานัญจายตนะ
ตายแลวขาดสูญ.
๕๔.

www.buddhadasa.info

๕๕.

วิญญาณัญจายตนะ

ตายแลวขาดสูญ.

ไดตรัสรูแลว - โปรดปญจวัคคีย
๕๖. บัญญัติวา สัตวพวก อากิญจัญญายตนะ
๕๗.

๑๔๓
ตายแลวขาดสูญ.

“ เนวสัญญานาสัญญายตนะ

ตายแลวขาดสูญ.
(๗ อยางขางบนนี้ เปน พวกอุจเฉทวาท - ตายแลวสูญ)
๕๘. บัญญัติวา ความอิ่มเอิบดวยกามคุณหา เปน
นิพพานในปจจุบัน.ชาติ


๖๐ “
๖๑. “
๖๒. “
๕๙.

ความสุขของ



ปฐมฌาน

เปน

นิพพานในปจจุบันชาติ.

ทุติยฌาน

เปน

นิพพานในปจจุบันชาติ.

ตติยฌาน

เปน

นิพพานในปจจุบันชาติ.

จตุตถฌาน
เปน
นิพพานในปจจุบันชาติ.
(๕ อยางขางบนนี้ เปน พวกทิฏฐธัมมนิพพานวาท - นิพพานในปจจุบัน)
[ทั้ง ๕ หมวดมีรวมทั้งหมดอีก ๔๔ ทิฏฐิขางบนนี้ เปนพวกปรารถขันธในอนาคตกาล]

ภิกษุ ท.! สมณะหรือพราหมณก็ดี เหลาใด กําหนดขันธสวนอดีตก็ดี
ส ว นอนาคตก็ ดี หรื อ ทั้ ง อดี ต อนาคตก็ ดี มี ค วามเห็ น ดิ่ ง เป น ส ว นหนึ่ ง แล ว กล า ว
คําแสดงทิฏฐิตาง ๆ ประการ, ทั้งหมดทุกเหลา ยอมกลาวเพราะอาศัยวัตถุใด
วัตถุห นึ่ง ในวัต ถุ ๖๒ อยางนี้ ไมนอกจากนี้ไ ปไดเ ลย--- เขาเหลา นั้น ถูกวัต ถุ
๖๒ อยางนี้ครอบทับทําใหเปนเหมือนปลาติดอยูในอวน ถูกแวดลอมใหอยูไดเฉพาะ
ภายในวงนี้ เมื่อผุด ก็ผุดไดในวงนี้ เชนเดียวกับนายประมง หรือลูกมือนายประมง
ผูฉลาด ทอดครอบหวงน้ํานอยทั้งหมดดวยอวนโดยตั้งใจวา สัตวตัวใหญทุก ๆ ตัว
ในหวงน้ํานี้ เราจักทําใหอยูภายในอวนทุกตัว ฯลฯ ฉะนั้น.
ภิกษุ ท.! เราตถาคตรูชัดวัตถุ ๖๒ อยางนี้ชัดเจนวา มันเปนฐานที่ตั้ง
ของทิฏฐิ, ซึ่งเมื่อใครจับไว ถือไวอยางนั้น ๆ แลว, ยอมมีคติ มีภพเบื้องหนา
เปน อยางนั้น ๆ ตถาคตรูเห็นเหตุนั้นชัดเจนยิ่งกวาชัด, เพราะรูชัดจึงไมยึดมั่น,
เพราะไมยึดมั่นยอมสงบเยือกเย็นในภายในเฉพาะตน, เพราะเปนผูรูแจงความเกิด
ความตั้งอยูไมได ความเปนสิ่งยั่วใจ ความต่ําทราม และอุบายเครื่องหลุดพนไปได
แหงเวทนาทั้งหลาย ตถาคตจึงเปนผูหลุดพน ไมถือมั่นดวยอุปาทาน.

www.buddhadasa.info

๑๔๔

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๓

ทรงทราบสวนสุดและมัชฌิมา๑
---บุคคล๒ ไมพึงประกอบตนดวยความมัวเมาในกามสุข อันเปนสุข
ที่ ต่ํ า ทราม เป น ของชาวบ า น บุ ถุ ช น มิ ใ ช ข องพระอริ ย ะ ไม ป ระกอบด ว ย
ประโยชน, และบุคคลไมพึงประกอบตนในความเพียรเครื่องยังตนใหลําบาก
อัน เปน ไปเพื่อ ทุก ข มิใ ชข องพระอริย ะ ไมป ระกอบดว ยประโยชน ขอ ปฏิบัติ
ที่เปนมัชฌิมาปฏิปทา ไมเอียงไปหาสวนสุดทั้งสอง (ดั่งกลาวมาแลว) นี้ เปนสิ่ง
ที่ต ถาคตไดต รัส รูแ ลว ไดเ ห็น แจง กระทํา ใหเ ปน จัก ษุแ ลว ไดรูแ จง กระทํา ให
เปน ญาณแลว เปน ไปพรอ มเพื ่อ ความสงบ เพื ่อ ความรู ยิ ่ง เพื ่อ ความรู พ รอ ม
เพื่อนิพพาน.
ภิกษุ ท.! ธรรมใดไมเปนเครื่องประกอบตามซึ่งความโสมนัส ของผู
มีส ุข แนบเนื ่อ งอยู ใ นกามอัน เปน สุข ต่ํา ทราม เปน ของชาวบา น บุถ ุช น ไมใ ช
ของพระอริย ะ ไมป ระกอบดว ยประโยชน, ธรรมนั้น ไมเ ปน ทุก ข ไมทํา ความ
คับแคน ไมทําความแหงผากในใจ ไมเผาลน แตเปนสัมมาปฏิปทา, เพราะเหตุนั้น
ธรรมนั้นชื่อวา ไมเปนขาศึก.

www.buddhadasa.info
ภิกษุ ท.! ธรรมใดไมเปนเครื่องประกอบตามซึ่งความประกอบที่ยัง
ตนใหลํ า บาก อัน เปน ทุก ขไ มใ ชข องพระอริย ะ ไมป ระกอบดว ยประโยชน,
ธรรมนั้นไมเ ปนทุกข ไมทําความคับแคน ไมทําความแหง ผากในใจ ไมเผาลน
แตเปนสัมมาปฏิปทา; เพราะเหตุนั้น ธรรมนั้น ชื่อวา ไมเปนขาศึก.
ภิกษุ ท.! ในบรรดาธรรมเหลานั้น ธรรมใดเปนมัชฌิมาปฏิปทาที่
ตถาคตไดตรัสรูแลว ไดเห็นแจงกระทําใหเปนจักษุแลว ไดรูแจงกระทําใหเปน

๑. บาลี อุปริ. ม. ๑๔/๔๒๓/๖๕๔ และ ๖๖๓,๖๖๔,๖๕๖. ตรัสแกภิกษุ ท. ที่เชตวัน.และ ๑๙/๕๒๙/๑๖๖๖.
๒. บุคคลในที่นี้ คือบุคคลผูมุงนิพพาน.

ไดตรัสรูแลว - โปรดปญจวัคคีย

๑๔๕

ญาณแล ว ย อ มเป น ไปพร อ มเพื่ อ ความสงบ ความรู ยิ่ ง ความรู พ ร อ ม และเพื่ อ
นิพ พาน,
ธรรมนั้น ไมเ ปน ทุก ข ไมทํา ความคับ แคน ไมทํา ความแหง ผากใน
ใจไมเผาลน แตเปนสัมมาปฏิปทา; เพราะเหตุนั้น ธรรมนั้น ชื่อวา ไมเปนขาศึก.
ก็คําที่ตถาคตกล าวแลวว า มิ ชฌิ มาปฏิปทา ไมเอียงไปหาส วนสุ ดทั้ง สอง
ที่ต ถาคตได ต รัส รู แ ลว ฯลฯ นั้ น หมายเอาอะไรเล า ?
นี้ห มายเอาอริ ย มรรค
ประกอบด ว ยองค ๘ ประการ คื อ สั ม มาทิ ฏ ฐิ สั ม มาสั ง กั ป ปะ สั ม มาวาจา
สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ.

ภิก ษุ ท.! จัก ขุ ญาณ ปญ ญา วิช ชา แสงสวา ง ของเราไดเ กิ ด
ขึ ้น แลว ในธรรมที ่เ ราไมเ คยไดฟ ง มาแตก อ น วา “นี ่เ ปน ความจริง อัน ประเสริฐ
คือ ทุก ข,
…ความจริง อัน ประเสริฐ คือ ทุก ขนี่นั้น เปน สิ่ง ที่ค วรกํา หนดรอบรู,
…ความจริง อัน ประเสริฐ คือ ทุก ขนี่นั้น เราไดกํา หนดรอบรูแ ลว ”,
และวา
“นี่เ ปน ความจริง อัน ประเสริฐ คือ เหตุใ หเ กิด ทุก ข,
…ความจริง คือ เหตุใ ห
เกิด ทุก ขนี่นั้น ควรละเสีย ,
…ความจริง อัน ประเสริฐ คือ เหตุใ หเ กิด ทุก ขนี่นั้น
เราละเสีย ไดแ ลว ”,
และวา “นี่เ ปน ความจริง อัน ประเสริฐ คือ ความดับ ทุก ข,
…ความดับ ทุก ขนี้ค วรทํา ใหแ จง ,
…ความดับ ทุก ขนี้ เราทํา ใหแ จง ไดแ ลว ”,
และวา “นี่เปนความจริงอันประเสริฐ คือทางใหถึงความดับทุกข,
…ทางใหถึง
ความดับทุกขนี้ ควรทําใหเจริญ, ---ทางใหถึงความดับทุกขนี้ เราทําใหเจริญได
แลว” ดังนี้.

www.buddhadasa.info
ทรงทราบพราหมณสั จ จ ๒
ปริพพาชกทั้งหลาย! พราหมณสัจจ ๔ อยางนี้ เราทําใหแจงดวย

๑. ตอไปนี้เปนบาลี มหาวาร.สํ. ๑๙/๕๒๙/๑๖๖. ตรัสแกปญจวัคคียภิกษุ ที่มฤคทายวัน พาราณสี.
๒. บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๒๓๙/๑๘๕. ตรัสแกที่ประชุมปริพพาชกซึ่งกําลังสนทนากันอยูดวยเรื่อง
พราหมณสัจจ ที่ปริพพาชการาม ริมฝงแมน้ําสัปปนี, แตนี่พราหมณสัจจอยางพุทธศาสนา

๑๔๖

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๓

ปญญาอันยิ่งเองแลวประกาศใหทั่วกัน. พราหมณสัจจ ๔ คืออะไรเลา
ปริ พ พาชก ท.!
ในธรรมวิ นั ย นี้ พราหมณ ไ ด พู ด กั น อย า งนี้ ว า
“สัต วทั้ง ปวง ไมค วรฆา ” พราหมณที่พูด อยูอ ยา งนี้ ชื่อ วา พูด คํา สัจ จ ไมใ ช
กลาวมุสา. และพราหมณนั้น ไมถือเอาการที่พูดคําสัจจนั้นเปนเหตุสําคัญตัววา
“เราเปน สมณะ, เราเปน พราหมณ, เราดีก วา เขา, เราเสมอกับ เขา, เราเลว
กวา เขา”.
เปน แตวา ความจริง อัน ใดมีอ ยู ใ นขอ นั้น ครั้น รูค วามจริง นั ้น
ดว ยปญ ญาอั น ยิ่ ง เองแล ว ก็ เ ป น ผู ป ฏิ บั ติ เ พื่ อ ความเอ็ น ดู ส งสารสั ต ว ทั้ ง หลาย
เทานั้นเอง.
ปริพ พาชก ท.! อีก ขอ หนึ่ง พราหมณไ ดพูกัน อยา งนี้วา
“กาม
ทุ ก ชนิ ด ไม เ ที่ ย ง เป น ทุ ก ข มี อั น แปรปรวนเป น ธรรมดา”.
พราหมณ
ที่ พู ด อยู อ ย า งนี้ชื่อวาพูดคําสัจจ ไมใชกลาวมุสา. และพราหมณนั้นไมถือเอา
การที่พูดคําสัจจนั้นขึ้นเปนเหตุสําคัญตัววา “เราเปนสมณะ, เราเปนพราหมณ,
เราดีก วา เขา,เราเสมอกับ เขา, เราเลวกวา เขา”. เปน แตวา ความจริง อัน ใด
มีอ ยู ใ นข อ นั้ น ครั้ น รู ค วามจริ ง นั้ น ด ว ยป ญ ญาอั น ยิ่ ง เองแล ว ก็ เ ป น ผู ป ฏิ บั ติ เ พื่ อ
หนายกาม เพื่อคลายกําหนัดในกาม เพื่อดับกามทั้งหลายเสียเทานั้นเอง.

www.buddhadasa.info
อีก ขอ หนึ่ง พราหมณไดพูด กันอยางนี้วา “ภพทุก
ภพ ไม เ ที่ ย ง เป น ทุ ก ข มี อั น แปรปรวนเป น ธรรมดา ”. พราหมณ ที่ ก ล า ว
อยูอยางนี้ ชื่อวาพูดคําสัจจ ไมใชกลาวมุสา. และพราหมณนั้น ไมถือเอาการ
ที่พูด คํา สัจ จนั้น ขึ้น เปน เหตุสํา คัญ ตัว วา “เราเปน สมณะ, เราเปน พราหมณ,
เราดีกวาเขา, เราเสมอกับเขา, เราเลวกวาเขา". เปนแตวาความจริงอันใด
ปริพพาชก ท.!

ไดตรัสรูแลว - โปรดปญจวัคคีย

๑๔๗

มีอ ยูในขอนั้น ครั้นรูความจริงนั้นดวยปญญาอันยิ่งเองแลว ก็เปนผูปฏิบัติเพื่อ
หนายภพ เพื่อคลายกําหนัดในภพ เพื่อดับภพเสียเทานั้นเอง.
ปริพพาชก ท.! อีกขอหนึ่ง พราหมณไดพูดกันอยางนี้วา “เราไม

เปนความกังวลแกสิ่งใดๆ แกใครๆ. และความกังวลของเราในสิ่งใหน ๆ
ในใครๆ ก็ไมมี.” พราหมณที่พูดอยางนี้ ชื่อวาพูดคําสัจจ ไมใชกลาวมุ ส า.
และพราหมณนั้น ก็ไ มถือ เอาการที่พูด คํา สัจ จนั้น ขึ้น เปน เหตุสํา คัญ ตัว วา
“เราเปน สมณะ, เราเปน พราหมณ, เราดีก วา เขา,เราเสมอกับ เขา, เราเลว
กวาเขา”. เปนแตวาความจริงอันใดมีอยูในขอนั้น ครั้นรูความจริงนั้นดวยปญญา
อันยิ่งเองแลว ก็เปนผูป ฏิบัติใหเขาแนวทางที่ไมมีกังวลใดๆ เทานั้นเอง
ปริพ าชก ! นี้แ ล พราหมณสัจ จ ๔ ประการ ที่ทํา ใหแ จง
ดวยปญญาอันยิ่งเองแลว ประกาศใหรูทันกัน.

ทรงทราบพรหมโลก ๑

www.buddhadasa.info
วาเสฏฐะ ! บุรุษผูที่เกิดแลวและเจริญแลวในบานมนสากตคามนี้
เมื่อถูกถามถึงหนทางของบานมนสากตคาม บางคราวอาการอึกอักตอบไดชา หรือ
ตอบไมรูเรื่อง ; ก็ยังมีไดบาง ; สวนเรา, เมื่อถูกใครถามถึงพรหมโลก หรือ.
ปฏิปทาเครื่องทําผูปฏิบัติใหถึงพรหมโลก ก็ไมมีอาการอึกอัก หรือตอบไมไดเรื่อง
เชนนั้นเลย. วาเสฏฐะ ! เรารูจักพวกพรหม รูจักพรหมโลก และรูจักปฏิปทา
ทําบุคคลผูปฏิบัติตาม ใหเขาถึงพรหมโลกนั้น.

๑. บาลี สี. ที. ๙/๓๐๙/๓๘๒. ตรัสแกวาเสฏฐะมาณพ ที่บานมนสากตคาม

๑๔๘

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๓

“ขา แตพ ระโคดมผู เ จริญ !
ขา พเจา ไดฟ ง แลว วา พระสมณโคดม แสดงหนทางเพื ่อ
ความเปนผูอยูรวมกับพวกพรหม ท. ได. ดังขาพเจาขอโอกาส, ขอพระโคดมผูเจริญจงแสดงทาง
เพื่อความเปนผูอยูรวมกับพวกพรหม ท. นั้น. ขอพระโคดมผูเจริญจงชวยยกฐานะชนชาติพราหมณ”
วาเสฏฐมาณพ ทูลขอ.

วาเสฏฐะ ! ถาเชน นั้น ทานจงฟง จงทําในใจใหดี เราจักกลาว.
วาเสฏฐะ ! ตถาคตเกิดขึ้นในโลก เปนอรหันตสัมมาสัมพุทธะ ฯลฯ๑ แสดงธรรม
ไพเราะในเบื้องตน - ทามกลาง - เบื้องปลาย,ประกาศพรหมจรรยพรอมทั้ง
อรรถะพยัญ ชนะ บริสุท ธิ์ บริบูร ณสิ้น เชิง . คฤหบดี หรือ บุต รคฤหบดี ฯลฯ
ไดฟ ง ธรรมนั้นแลว ฯลฯ ออกจากเรือ นบวชเปนคนไมมี เรือ น ฯลฯ เขาถึ ง พรอ ม
ดวยศีล ฯลฯ มีทวารอันสํารวมแลวในอินทรียทั้งหลาย ฯลฯ มีสติสัมปชัญญะ ฯลฯ
เป น ผูสั นโดษ ฯลฯ เสพเสนาสนะอั นสงั ด ละนิว รณ เมื่ อ เธอพิ จ ารณาเห็ นนิ ว รณ
ทั้งหาอันตนละไดแลวในตน ก็เกิดปราโมทย, เมื่อปราโมทยยอมเกิดปติ, เมื่อใจ
ปติ กายก็สงบ, ผูมีกายสงบ ยอมเสวยสุขเวทนา, ผูเสวยสุขเวทนา ยอมยัง
จิต ใหตั้ง มั่น ได.
เธอนั้น ดว ยจิต อัน เปน ไปกับ ดว ยเมตตา ยอ มแผไ ปสูทิศ
(ที่) หนึ่ง และทิศ ที่สอง ที่สาม ที่สี่ ก็เหมือ นอยางนั้น, เธอแผไปตลอดโลก
ทั้งสิ้น ในที่ทั้งปวง ทั้งเบื้องบนเบื้องต่ําและเบื้องขวาง ดวยจิตอันเปนไปกับดวย
เมตตา เปนจิตไมมีเวร ไมมีพยาบาท กวางขวาง ประกอบดวยคุณอันใหญหลวง
ไมมีขีด จํา กัด แลว แลอยู. วาเสฏฐะ ! คนเปา สัง ขที่แ ข็ง แรง อาจเปา สัง ข
ให ไ ด ยิ น ไดทั้งสี่ทิศโดยไมยาก ฉันใด; ในเมตตาเจโตวิมุตติ๒ ที่เจริญแลวอยาง

www.buddhadasa.info

๑. ที่ละ ฯลฯ เชนนี้ คือมีเนื้อความพิสดารกวานี้ แตไดตัดมาแตพอสมควร เพราะไมใชตอนสําคัญ
ของในที่นี้. ผูปรารถนาดูพิสดาร ดูไดในสามัญญผลสูตร, หนังสือพิมพพุทธสาสนเลม ๑
ปที่ ๑. ภาคสงเสริม (บุรพภาคของการตามรอยพระอรหันต)
๒. เมตตาเจโตวิมุตติ คืออัปปนาสมาธิ ที่ประกอบดวยเมตตา.

ไดตรัสรูแลว - โปรดปญจวัคคีย

๑๔๙

(ขางบน) นี้ กรรมชนิดที่ทําอยางมีขีดจํากัด๑ ยอมไมมีเหลืออยู ไมตั้งอยูใน(เมตตา
เจโตวิมุตติอันเปนกรรมที่ไมมีขีดจํากัด) นั้น, ก็ฉันนั้น. วาเสฏฐะ ! นี้แล เปนทาง
เพื่อความเปนผูอยูรวมกับพรหม ท.
(ตอไปนี้ ทรงแสดง ขอ กรุณา, มุทิตา, อุเบกขา, อีก โดยเนื้อความ
อยางเดียวกัน. ทุก ๆขอเปนหนทางเหมือนกัน โดยพระบาลีวา แมนี้ ๆ ก็เปน
หนทางเพื่อความอยูรวมกับพรหม ท.)

ทรงทราบคติ ห า และนิ พ พาน ๒
สารีบุต ร ! เหลา นี้เ ปน คติ (คือ ที่เ ปน ที่ไ ป) หา อยา ง. คือ นรก
กําเนิดเดรัจฉาน เปรตวิสัยมนุษย เทพ.
สารีบุตร! เรายอมรูจักนรก รูจักทางไปสูนรก๓ รูจักขอปฏิบัติที่ทํา
บุคคลใหไปสูนรก และรูจักบุคคลผูปฏิบัติแลวอยางใด จึงเมื่อสมัยอื่นจากการตาย
เพราะการแตกทําลายแหงกาย ยอมเขาถึงอบายทุคติ วินิบาต นรก.

www.buddhadasa.info
สารีบุตร ! เรายอมรูจักกําเนิดเดรัจฉาน รูจักทางไปสูกําเนิดเดรัจฉาน
รูจักขอปฏิบัติที่ทําบุคคลใหไปสูกําเนิดเดรัจฉาน และรูจักบุคคลผูปฏิบัติแลวอยางใด
จึ ง เมื่ อ สมั ย อื่ น จากการตาย เพราะการแตกทํ า ลายแห ง กาย ย อ มเข า ถึ ง กํ า เนิ ด
เดรัจฉาน.
สารีบุต ร! เรายอ มรูจัก เปรตวิสัย รูจัก ทางไปสูเ ปรตวิสัย รูจั ก
ขอปฏิบัติที่ทําบุคคลใหไปสูเปรตวิสัย และรูจักบุคคลผูปฏิบัติแลวอยางใด จึงเมื่อ
สมัยอื่นจากการตาย เพราะการแตกทําลายแหงกายยอมเขาถึงเปรตวิสัย.

๑. ที่มีขีดจํากัด หมายเอาเมตตา ที่จํากัดที่, และยังเปนกามาวจรกุศล, ยังไมเปนรูปาวจรกุศล
เหมือนที่กลาวมา. สุมงฺ. ๑/๔๖๓.
๒. บาลี มหาสีหนาทสูตร มู.ม. ๑๒/๑๔๘/๑๗๐. ตรัสแกพระสารีบุตร ที่ราวปานอกเมืองเวสาลี.
๓. นรก หรือเปรตเปนตนนั้น จะเปนโลกอื่นจากโลกมนุษย หรือเปนแตชั้นเชิงหรือสถานะ
(condition) พวกหนึ่ง ๆ ในโลกมนุษยเทานั้น นาคิดอยู.

๑๕๐

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๓

สารีบุตร ! เรายอมรูจักมนุษย รูจักทางไปสูมนุษยโลก รูจักขอปฏิบัติ
ที ่ทํ า บุ ค คลให ไ ปสู ม นุ ษ ย โ ลก รู จั ก บุ ค คลผู ป ฏิ บั ติ แ ล ว อย า งใด จึ ง เมื่ อ สมั ย อื่ น
จากการตาย เพราะการแตกทําลายแหงกาย ยอมเขาถึงมนุษยโลก.
สารีบุต ร ! เรายอ มรูจัก พวกเทพ,
รูจัก ทางไปสูเ ทวโลก รูจัก ขอ
ปฏิบ ัต ิที่ ทํ า บุ ค คลให ไ ปสู เ ทวโลก และรู จั ก บุ ค คลผู ป ฏิ บั ติ แ ล ว อย า งใด จึ ง เมื่ อ
สมัยอื่นจากการตาย เพราะการแตกทําลายแหงกายยอมเขาถึงสุคติ โลกสวรรค.
สารีบุต ร ! เรายอ มรูจัก นิพ พาน รูจัก ทางไปนิพ พาน และขอ ปฏิบัติ
ที่ทํา บุค คลใหไ ปนิ พพานและรูจัก ตัว บุคคลผู ปฏิ บัติ แลว อย างใด จึ งทํ าให แจ ง ได
ดวยปญญาอันยิ่งเอง ซึ่งเจโตวิมุตติ ปญญาวิมุตติอันไมมีอาสวะ เพราะความสิ้นไป
แหงสวะทั้งหลาย, ในธรรมอันตนเห็นแลว (คือปจจุบันนี้) เขาถึงแลวแลอยู.

ทรงแสดงฤทธิ์ ไ ด เพราะอิ ท ธิ บ าทสี่ ๑

www.buddhadasa.info
ภิกษุ ท. ! พวกเธอจะสําคัญความขอนี้วาอยางไร คือ เพราะไดเจริญ
หรือทําใหมากซึ่งธรรมเหลาไหนเลา ตถาคตจึงเปนผูมีฤทธิ์มากอยางนี้ มีอานุภาพ
มากอยางนี้ ?
“พระองคผูเจริญ ! ขาพระองคทั้งหลายมีพระผูมีพระภาคเปนมูล มีพระผูมีพระภาค
เปน ผูนํา ขอพระผูมีพ ระภาคจงแสดงเนื้อ ความนั้น เถิด ,
ภิก ษุทั้ง หลาย จัก ไดท รงจํา ไว ”
ภิ ก ษุ ทั้ ง หลาย ทูลตอบ

ภิกษุ ท !
เพราะไดเจริญ และทําใหมากซึ่งอิทธิบาทสี่ประการ,
ตถาคตจึงเปนผูมีฤทธิ์มากอยางนี้ มีอานุภาพมากอยางนี้. อิทธิบาทสี่ประการ

๑. บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๓๗๒/๑๒๔๕. ตรัสแกภิกษุทั้งหลาย.

ไดตรัสรูแลว - โปรดปญจวัคคีย

๑๕๑

อยางไหนเลา ? ภิกษุ ท. ! ในเรื่องนี้ตถาคต ยอมเจริญอิทธิบาท อันประกอบ
พรอมดวยธรรมเครื่องปรุงแตง ซึ่งสมาธิ สัมปยุตต ดวย ฉันทะเปนประธานวา ;
ดว ยอาการอยา งนี้,
ฉัน ทะของเรายอ มได,
ความแหง เหี่ย วจัก ไมมีขึ้น ได
ความกวดขันเกินขีดก็จักไมมี, ความกวัดแกวงในภายในก็จักไมมี, ความฟุงซาน
ไปในภายนอก ก็จักไมมี,
ตถาคตยอมเปนผูมีความรูสึกทั้งในสวนที่จะมีมา
และสวนที่ลวงมาแลวแตกาลกอน : กาลกอนก็เหมือนภายหลัง ภายหลัง ก็เ หมือ น
กาลกอน,
เบื้องลางก็เหมือนเบื้องบน เบื้องบนก็เหมือนเบื้องลาง,
กลางวัน
เหมือนกลางคืน กลางคืนเหมือนกลางวัน:
ยอมเจริญจิตอันประกอบดวยแสง
สวาง ดวยจิตอันตนเปดแลว ดวยอาการอยางนี้ ไมมีอะไรหุมหอ.
(ตอไปนี้ทรงแสดงดวยสมาธิอันอาศัย วิริยะ...จิตตะ...วิมังสา เปนปธานกิจ โดยเนื้อความ
อยางเดียวกัน แปลกกันแตชื่อของอิทธิบาท, จนครบทั้ง ๔ อยาง)

ภิกษุ ท. ! เพราะเจริญทําใหมากซึ่งอิทธิบาทสี่อยางเหลานี้แล ตถาคต
จึงเปนผูมีฤทธิ์มากอยางนี้ มีอานุภาพมากอยางนี้.
ตถาคตยอมแสดงอิทธิวิธี
มีอยางตาง ๆ ได : ผูเดียวแปลงรูปเปนหลายคน หลายคนเปนคนเดียว, ทําที่
กํา บัง ใหเ ปน ที่แ จง ทํา ที่แ จง ใหเ ปน ที่กํา บัง ,
ไปไดไ มขัด ขอ ง ผา นทะลุฝ า
ทะลุกํา แพง ทะลุภูเ ขา ดุจ ไปในอากาศวา ง ๆ,
ผุด ขึ้น และดํา ลงในแผน ดิน
ไดเหมือนในน้ํา,
เดินไดเหนือน้ํา เหมือนเดินบนแผนดิน,
ไปไดในอากาศ
เหมือนนกมีปก ทั้งที่ยังนั่งขัดสมาธิคูบัลลังก,
ลูบคลําดวงจันทรและพระอาทิตย
อั น มี ฤ ทธิ์ อ านุ ภ าพมาก ได ด ว ยฝ า มื อ และแสดงอํ า นาจด ว ยกาย เป น ไปตลอด
ถึงพรหมโลกได.

www.buddhadasa.info
ทรงมีอิท ธิบาทเพื่ ออยูไดถึง กัปป๑
อานนท! อิทธิบาทสี่ประการ อันบุคคลใดเจริญ ทําใหมาก ทําให

๑. บาลี อายุสมโอสัชชสูตร อุ.ขุ. ๒๕/๑๗๐/๑๒๗. ตรัสแกพระอานนท ที่ปาวาลเจดีย เมืองเวสาลี.

๑๕๒

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๓

เปน ดุจ ยาน ทํ า ใหเ ปน ดุจ ที ่ร องรับ ใหเ กิด ขึ ้น มั ่น คงแลว อบรมทั ่ว ถึง ดีแ ลว
ปรารภหนักแนนแลว. เมื่อบุคคลนั้นปรารถนา เขาก็พึงตั้งอยูไดกัปปหนึ่ง หรือ
ยิ่งขึ้นไปกวากัปป.
อานนท!
อิทธิบาทสี่ประการนั้น อันตถาคตนี้แล ไดเจริญ ทําให
มากแลว ทํา ใหเ ปน ดุจ ยานทํ า ใหเ ปน ดุน ที ่ร องรับ ใหเ กิด ขึ้น มั่น คงแลว อบรม
ทั่วถึงดีแลว ปรารถหนักแนนแลว, ถาตถาคตปรารถนา ตถาคตก็พึงตั้งอยูได
กัปปหนึ่ง หรือยิ่งขึ้นไปกวากัปป ดังนี้.

ทรงเปล ง เสี ย งคราวเดี ย ว ได ยิ น ตลอด
ทุกโลกธาตุ๑
อานนท!
ดวงจัทรดวงอาทิตยแผรัศมีสองแสงใหสวางไปทั่วทิศ
กินเนื้อที่ประมาณเทาใด โลกมีเนื้อที่เทานั้น มีจํานวนพันหนึ่ง. ในพันโลกนั้น
มีด วงจัน ทรพ ัน ดวง ดวงอาทิต ยพ ัน ดวง ภูเ ขาสิเ นรุพ ัน ลูก ชมพูท วีป พัน ทวีป
อมรโคยานพั น ทวี ป อุ ต รกุ รุ พั น ทวี ป ปุ พ พวิ เ ทหะพั น ทวี ป มหาสมุ ท รสี่ พั น
มหาราชสี่พัน จาตุมมหาราชพันหนึ่ง ดาวดึงสพันหนึ่ง ยามาะพันหนึ่ง ดุสิตพันหนึ่ง
นิม มานรดีพัน หนึ่ง ปรนิม มิต วสวัต ตีพัน หนึ่ง พรหมพัน หนึ่ง นี้เ รีย กวา สหัส สี
จูฬนิกาโลกธาตุ.
สหัสสีจูฬนิกาโลกธาตุมีขนาดเทาใด โลกธาตุขนาดเทานั้น คํานวณทวี
ขึ้นโดยสวนพัน นั้นเรียกวา ทวิสหัสสีมัชฌิมิกาโลกธาตุ.

www.buddhadasa.info
ทวิสหัสสีมัชฌิมิกาโลกธาตุมีขนาดเทาใด โลกธาตุขนาดเทานั้น
ทวีขึ้นโดยสวนพัน นั้นเรียกวา ติสหัสสีมหาสหัสสีโลกธาตุ.

๑. บาลี ติก. อํ. ๒๐/๒๙๒/๕๒๐. ตรัสแกพระอานนท.

คํานวณ

ไดตรัสรูแลว - โปรดปญจวัคคีย

๑๕๓

อานนท ! ตถาคต เมื่อมีความจํานง ก็ยอมพูดใหติสหัสสีมหาสหัสสี
โลกธาตุ ไดยินเสียงทั่วกันได, หรือวาจํานงใหไดยินเพียงเทาใด ก็ได.
"ขาแตพระผูมีพระภาคเจา! เปนไปไดดวยวิธีอยางใด พระเจาขา?"

อานนท ! ตถาคตอยูที่นี่ จะพึงแผรัศมี มีโอภาสสวางไปทั่วติสหัสสี มหาสหัสสีโลกธาตุ เสียกอน,
เมื่อสัตวเหลานั้น รูสึกตอแสงสวางอันนั้นแลว
ตถาคตก็จะบันลือเสียง ใหสัตวเหลานั้นไดยิน. อยางนี้แลอานนท! ตถาคตจะพูด
ใหติสหัสสีมหาสหัสสีโลกธาตุ ไดยินเสียงทั่วกันได, หรือจํานงใหไดยินเพียง
เทาใด ก็ได

ทรงมี ป าฎิห าริ ย ส ามอย า ง ๑
เกวัฏฏะ ! นี่ปาฎิหาริยสามอยาง ที่เราไดทําใหแจงดวยปญญาอันยิ่งเอง
แลวประกาศใหผูอื่นรูได. สามอยางอะไรเลา? สามอยางคือ อิทธิปาฎิหาริย อาเทส
นาปาฎิหาริย และ อนุศาสนีปาฎิหาริย.
(๑) เกวัฏฏะ ! อิทธิปาฎิหาริย นั้นเปนอยางไรเลา? เกวัฏฏะ !
ภิก ษุในศาสนานี้ กระทําอิทธิวิธีมีอยางตาง ๆ : ผูเดียวแปลงรูปเปนหลายคน,
หลายคนเปนคนเดียว, ทําที่กําบังใหเปนที่แจง ทําที่แจงใหเปนที่กําบัง, ไปได
ไมขัดของ ผานทะลุฝา ทะลุกําแพง ทะลุภูเขา ดุจไปในอากาศวาง ๆ, ผุดขึ้น
และดําลงในแผนดินไดเหมือนในน้ํา, เดินไปไดเหนือน้ํา เหมือนเดินบนแผนดิน,
ไปไดในอากาศเหมือนนกมีปก ทั้งที่ยังนั่งสมาธิคูบัลลังก. ลูกคลําพระจันทร
และพระอาทิตยอันมีฤทธิ์อานุภาพมาก ไดดวยฝามือ. และแสดงอํานาจทางกาย
เปนไปตลอดถึงพรหมโลกได. เกวัฏฏะ ! กุลบุตรผูมีศรัทธาเลื่อมใสไดเห็น
การแสดงนั้นแลว เขาบอกเลาแกกุลบุตรอื่นบางคน ที่ไมศรัทธาเลื่อมใส วานา

www.buddhadasa.info

๑. บาลี สี. ที. ๙/๒๗๓/๓๓๙. ตรัสแกเกวัฎฎคหบดี ที่ปาวาริกัมพวัน

๑๕๔

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๓

อัศจรรยนัก. กุลบุตรผูไมมีศรัทธาเลื่อมใสนั้น ก็จะพึงตอบวา วิชาชื่อคันธารี๑
มีอยู ภิกษุนั้นแสดงอิทธิวิธีดวยวิชานั่นเทานั้น (หาใชมีปาฎิหาริยไม), เกวัฏฏะ !
ทานจะเขาใจวาอยางไร : ก็คนไมเชื่อ ไมเลื่อมใส ยอมกลาวตอบผูเชื่อผูเลื่อมใส
ไดอยางนั้น มิใชหรือ ?
“พึงตอบได, พระองค!”

เกวัฏฏะ ! เราเห็นโทษในการแสดงอิทธิปาฎิหาริยดังนี้แล จึงอึด
อัดขยะแขยง เกลียดชังตออิทธิปาฎิหาริย
(๒) เกวัฏฏะ ! อาเทสนาปาฎิหาริย นั้น เปนอยางไรเลา? เกวัฏฏะ !
ภิก ษุใ นศาสนานี ้ย อ มทายจิต ทายความรู ส ึก ของจิต ทายความตรึก ทาย
ความตรอง ของสัต วเ หลา อื่น ของบุค คลเหลา อื่น ได วา ใจของทา นเชน นี้
ใจของทานมีประการนี้ ใจของทานมีดวยอาการอยางนี้. ฯลฯ กุลบุตรผูไมเชื่อ
ไมเลื่อมใส ยอมคานกุลบุตรผูเชื่อผูเลื่อมใส วา วิชา ชื่อ มณิกา มีอยู ภิกษุนั้น
กลาวทายใจไดเชนนั้น ๆ ก็ดวยวิชานั้น (หาใชมีปาฏิหาริยไม), เกวัฏฏะ ! ทานจะ
เขาใจวาอยางไร : ก็คนไมเชื่อไมเลื่อมใส ยอมกลาวตอบผูเชื่อผูเลื่อมใสไดอยางนั้น
มิใชหรือ ?

www.buddhadasa.info
“พึงตอบได, พระองค !”

เกวัฏฏะ ! เราเห็นโทษในการแสดงอาเทสนาปาฏิหาริยดังนี้แล จึง
อึดอัด ขยะแขยง เกลียดชัง ตออาเทสนาปาฏิหาริย.

(๓) เกวัฏฏะ! อนุศาสนียปาฏิหาริย นั้น เปนอยางไรเลา ? เกวัฏฏะ !
ภิก ษุใ นศาสนานี้ ยอ มสั ่ง สอนวา ทา นจงตรึก อยา งนี้ ๆ อยา ตรึก อยา งนั ้น ๆ,
จงทําไวในใจอยางนี้ ๆ อยาทําไวในใจอยางนั้น ๆ จงละสิ่งนี้ ๆ เสีย, จงเขาถึง
สิ่งนี้ ๆ แลวแลอยู ดังนี้ นี้เราเรียกวา อนุศาสนีปาฎิหาริย.

๑. คันธารี ชื่อมนต แตงโดยฤษี นามคันธาระ, อีกอยางหนึ่งในแควนคันธาระ

ไดตรัสรูแลว - โปรดปญจวัคคีย

๑๕๕

เกวัฏฏะ ! ฯลฯ๑
เหลานี้แล เปนปาฎิหาริย ๓ อยาง ที่เราไดทําใหแจง
ดวยปญญาอันยิ่งเอง แลวประกาศใหผูอื่นรูตามดวย.
เหตุ ที่ ทํา ให ไ ด ท รงพระนามว า ตถาคต ๒
ภิกษุ ท.! โลก๓ เปนสภาพที่ตถาคตไดรูพรอมเฉพาะแลว ตถาคต
จึงเปนผูถอนตนจากโลกไดแลว.
เหตุใหเกิดโลก เปนสภาพที่ตถาคตไดรูพรอม
เฉพาะแลว ตถาคตจึงละเหตุใหเกิดโลกไดแลว.
ความดับไมเหลือของโลกเปน
สภาพที่ตถาคตรูพรอมเฉพาะแลว ตถาคตจึงทําใหแจงความดับไมเหลือของโลก
ไดแลว.
ทางใหถึงความดับไมเหลือของโลกเปนสิ่งที่ตถาคตรูพรอมเฉพาะแลว
ตถาคตจึงทําใหเกิดมีขึ้นไดแลว ซึ่งทางใหถึงความดับไมเหลือของโลกนั้น.
ภิกษุ ท. ! อายตนะอันใด ที่พวกมนุษยโลก พรอมทั้งเทวโลก มาร,
พรหม, ที่หมูสัตวพรอมทั้งสมณพราหมณ พรอมทั้งเทวดาและมนุษย ไดเห็นได
ฟ ง ได ด ม -ลิ ้ ม -สั ม ผั ส ได รู  แ จ ง ได บ รรลุ ได แ สวงไ ด เ ที ่ ย วผู ก พั น ติ ด
ตามโดยน้ําใจ, อายตนะนั้น ตถาคตไดรูพรอมเฉพาะแลวทั้งสิ้น เพราะเหตุนั้นจึงได
นามวา “ตถาคต”.
ภิกษุ ท.!
ในราตรีใด ตถาคตไดตรัสรู และในราตรีใด ตถาคต
ปริ นิ พ พาน, ในระหว า งนั้ น ตถาคตได ก ล า วสอน พร่ํา สอน แสดงออก
ซึ่ง คํา ใด,
คํา นั้น ทั้ง หมด ยอ มมีโ ดยประการเดีย วกัน ทั้ง สิ้น ไมแ ปลกกัน
โดยประการอื่น เพราะเหตุนั้น จึงไดนามวา “ตถาคต”.

www.buddhadasa.info

๑. ระหวางนี้ ทรงแสดงขอปฏิบัติ เรื่องศีล สันโดษ สติสัมปชัญญะ ฯลฯ วาเปนอนุศาสนีปาฎิหาริย
ของพระองค อันหนึ่ง ๆ ทุกอัน.
๒. บาลี. อิติวุ. ขุ. ๒๕/๓๒๑/๒๙๓, และ จตุกฺก. อํ. ๒๑/๓๐/๒๓. ตรัสแกภิกษุทั้ง หลาย.
๓. โลก ในที่นี้ คือทุกข.

๑๕๖

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๓

ภิก ษุ ท. ! ตถาคต กลา วอยา งใด ทํา อยา งนั้น ทํา อยา งใด
กลาวอยางนั้น, เพราะเหตุอยางนั้น จึงไดนามวา “ตถาคต”
ภิกษุ ท. ! ในโลก พรอมทั้งเทวโลก มาร, พรหม, ในหมูสัตว
พรอ มทั้ง สมณพราหมณ พรอมทั้งเทวดาและมนุษย ตถาคตเปนผูเปนยิ่ง ไมมี
ใครครอบงํา เปนผูเห็นสิ่ งทั้งปวงโดยเด็ดขาด เปนผูมี อํานาจสูงสุด (โดยธรรม)
แตผูเดียว, เพราะเหตุนั้น จึงไดนามวา “ตถาคต”.

ทรงเป น สั ม มาสั ม พุ ท ธะ เมื่ อ ทรงคล อ งแคล ว
ใน อนุ ปุ พ พวิ ห ารสมาบั ติ ๑
อานนท ! ตลอดกาลเพียงใด ที่เรายังไมอาจเขาออกอยางคลองแคลว
ซึ่งอนุปุพวิหารสมาบัติเกา๒ ทั้งโดยอนุโลมและปฏิโลมแลว, ตลอดกาลเพียงนั้น
เรายังไมปฏิญญาวาไดตรัสรูพรอมเฉพาะซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลก พรอม
ทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมูสัตว พรอมทั้งสมณพราหมณเทวดาและมนุษย.

www.buddhadasa.info
อานนท ! ก็แตวาในกาลใดแล เราไดเขา-ไดออก อยางคลองแคลว
ซึ่งอนุปุพพวิหารสมาบัติเกา ทั้งโดยอนุโลมและปฏิโลมแลว,
ในกาลนั้น เรา
จึง ปฏิ ญ ญาว า เป น ผู ไ ด ต รั ส รู พ ร อ มเฉพาะซึ่ ง อนุ ต ตรสั ม มาสั ม โพธิ ญ าณ ในโลก
พรอ มทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมูสั ตว พรอ มทั้งสมณพราหมณเทวดา
และมนุษย. อนึ่ง ปญญาเครื่องรูและปญญาเครื่องเห็น ไดเกิดขึ้นแลวแกเรา

๑. บาลี นวก. อํ. ๒๓/๔๖๙/๒๔๕. ตรัสแกพระอานนท.
๒. อนุปพพวิหารเกา มีอะไรบาง ดูตอนที่วาดวย “การทรงพยายามในเนกขัมมจิตและอนุปุพพวิหาร
สมาบัติ กอนตรัสรู” ภาค ๒ หนา ๙๔

ไดตรัสรูแลว - โปรดปญจวัคคีย
วา “ความหลุดพนแหงใจของเราไมกลับกําเริบ ชาตินี้เปนชาติสุดทาย,
ภพใหมมิไดมีอีกตอไป” ดังนี้.

๑๕๗
บัดนี้

ทรงปฏิ ญ ญาเป น อภิ สั ม พุ ท ธะ เมื่ อ ทรงทราบอริ ย สั จ จ
หมดจดสิ้ น เชิ ง ๑
ภิกษุ ท. ! ตลอดกาลเพียงไร ที่ญาณทัสสนะ (เครื่องรูเห็น) ตาม
เปนจริงของเรา อันมีปริวัฏฏสาม มีอาการสิบสอง ในอริยสัจจทั้งสี่ ยังไมเปนญาณ ทัสสนะที่บริสุทธิ์สะอาดดวยดี, ตลอดกาลเพียงนั้น เรายังไมปฏิญาณวาเปนผูตรัสรู
พรอมเฉพาะแลว ซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลกกับทั้งเทวโลก
มารโลก
พรหมโลก หมูสัตว พรอมทั้งสมณพราหมณ พรอมทั้งเทวดาและมนุษย.
ภิกษุ ท. ! เมื่อใด ญาณทัสสนะตามเปนจริงของเรา อันมีปริวัฏฏสาม
มีอาการสิบสอง ในอริยสัจจทั้งสี่ เปนญาณทัสสนะที่บริสุทธิ์สะอาดดวยดี, เมื่อนั้น
เราก็ ปฏิ ญญาว าเป นผู ตรั สรู พร อมเฉพาะแล วซึ่ งอนุ ตตรสั มมาสั มโพธิ ญาณในโลก
กั บ ทั้ ง เทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู สั ต ว พร อ มทั้ ง สมณพราหมณ พร อ มทั้ ง
เทวดาและมนุษย.

www.buddhadasa.info
ไม ท รงเป น สั พ พั ญ ู ทุ ก อิ ริ ย าบถ ๒

วัจฉะ ! พวกชนเหลาใด ที่กลาววา "พระสมณโคดม เปนผูสัพพัญู

๑. บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๓๐/๑๖๗๐. ตรัสแกปญจวัคคียภิกษุ ที่พาราณสี.
๒. บาลี ม.ม. ๑๓/๒๓๗/๒๔๑. ตรัสแกวัจฉโคตตปริพพาชก ที่อารามเอกบุณฑริก.

๑๕๘

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๓

รู สิ ่ง ทั ้ง ปวงอยู เ สมอเปน ธรรมดา เปน ผู ส ัพ พทัส สาวี เห็น สิ ่ง ทั ้ง ปวงอยู เ สมอ
เปนธรรมดา และปฏิญญาความรู ความเห็นทั่วทุ กกาลไมมี สวนเหลือวา เมื่อเรา
เที่ยวไป ๆ ก็ดี หยุดอยูก็ดี หลับอยูก็ดี ตื่นอยูก็ดี ความรู ความเห็นนั้น ยอม
ปรากฏแกเราติดตอเนื่องกันอยูเสมอ"
ดังนี้ ชนพวกนั้นไมไดกลาวตรงตามที่
เรากลาว, แตเขากลาวตูเราดวยคําอันไมมีจริง ไมเปนจริง.
วัจฉะ ! ตอเราตองการจะนอมจิตไปเฉพาะเพื่อบุพเพนิวาสานุสสติญาณ
เราจึงตามระลึกถึงขันธที่เคยอยูอาศัยในภพกอน ฯลฯ.๑ ตอเราตองการจะนอมจิต
ไปเฉพาะเพื่อทิพพจักขุญาณ เราจึงนอมจิตไปเพื่อทิพพจักขุญาณ ฯลฯ. เราทําให
แจงเจโตวิมุตติ ปญญาวิมุตติ ฯลฯ แลวแลอยู.
วัจฉะ ! เมื่อผูใดกลาวใหชัดวา “พระสมณโคดม มีวิชชาสาม” ดังนี้
จึงจะชื่อวา ไมกลาวตูเราดวยคําไมจริง, เปนการกลาวถูกตองตามธรรม และผู
ที่กลาวตามเขาตอ ๆ ไป ก็จะไมตกไปในฐานะอันใครจะพึงติเตียนได.

www.buddhadasa.info
ทรงยื น ยั น ความเป น มหาบุ รุ ษ

วัสสการพราหมณ ไดเขาเฝาพระผูมีพระภาคเจาทูลวา :-

พระโคดมผูเจริญ ! พวกขาพเจายอมบัญญัติบุคคลที่มีธรรม ๔ ประการ
วาเปนมหาบุรุษมหาปราชญ. ธรรม ๔ ประการเหลาไหนเลา ?
พระโคดมผูเจริญ ! คือคนในโลกนี้ เปนพหุสูต มีเรื่องที่ควรสดับอัน
ตนไดสดับแลวมาก. เปนคนรูเนื้อความแหงขอความที่มีผูกลาวแลวนั้น ๆ วานี้เปน

๑. คําที่ละดวย ...ฯลฯ... ดูเต็มที่ไดในตอนตรัสรู วิชชาวาม, ในภาค ๒.
๒. บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๔๕/๓๕. ตรัสแกวัสสการพราหมณที่เวฬุวัน ใกลเมืองราชคฤห.

ไดตรัสรูแลว - โปรดปญจวัคคีย

๑๕๙

ความหมายแหงภาษิตนี้,
เปนคนมีสติระลึกสืบสาวการที่ทําคําที่พูดแลวแมนานได,
และเป น คนฉลาดในกิ จ การของคฤหั ส ถ ที่ ต อ งจั ด ต อ งทํ า ขยั น ไม เ กี ย จคร า นในกิ จ การ
เหล า นั้ น มี ป ญ ญาพิ จ ารณาสอบสวนอั น เป น อุ บายวิ ธี ที่ จ ะให กิ จ การนั้ น สํ าเร็ จ ได ด ว ยดี
สามารถทําเอง
และสามารถที่จะจัดใหผูอื่นทํา ในกิจการเหลานั้น,
พระโคดม
ผูเจริญ ! พวกขาพเจาบัญญัติบุคคลผูมีธรรม๔ ประการเหลานี้แล วาเปนมหาบุรุษ
มหาปราชญ.
ถาคําของขาพเจาควรอนุโมทนา ก็ขอจงอนุโมทนา,
ถาควรคัดคาน
ก็ขอจงคัดคานเถิด.
พระผูมีพระภาคเจาไดตรัสตอบวา :-

พราหมณ !
เราไมอ นุโ มทนาของทา น,
เราไมคัด คา นของทา น.
เราเอง ก็บ ัญ ญัต ิบ ุค คลที ่ม ีธ รรม ๔ ประการ วา เปน มหาบุร ุษ มหาปราชญ.
ธรรม ๔ ประการเหลาไหนเลา ?
พราหมณ !
คื อ คนในโลกนี้ เป น ผู ป ฏิ บั ติ เ กื้ อ กู ล แก ม หาชน เพื่ อ
ความสุ ข ของมหาชน ยั ง ประชุ ม ชนเป น อั น มากให ป ระดิ ษ ฐานอยู ใ นอริ ย ญายธรรม
คือความเปนผูมีธรรมงาม มีธรรมเปนกุศล.
อนึ่ง เขาเปนผูจํานงจะตรึกเรื่องใด ก็ตรึกเรื่องนั้นได,
ไมจํานงจะตรึก
เรื่องใด ก็ไมตรึกเรื่องนั้นได,
จํานงจะดําริเรื่องใด ก็ดําริเรื่องนั้นได,
ไมจํานงจะ
ดํ า ริ เ รื่ อ งใด ก็ ไ ม ดํ า ริ เ รื่ อ งนั้ น ได เ พราะเขาเป น ผู มี อํ า นาจเหนื อ จิ ต ในคลองแห ง
ความตรึกทั้งหลาย.
อนึ่ ง เขาเป น ผู ไ ด ต ามต อ งการได โ ดยไม ย าก ได โ ดยไม ลํ า บากซึ่ ง ฌาน
ทั้ ง ๔ อั น เป น ธรรมเครื่ อ งอยู เ ป น สุ ข ในภพป จ จุ บั น นี้ อั น เป น ธรรมเป น ไปในทาง
จิตขั้นสูง.
อนึ่ง เขานั้นยอมกระทําใหแจงได ซึ่งเจโตวิมุตติ ปญญาวิมุตติ อันไมมีอาสวะเพราะ
สิ้ น อ า ส ว ะ แ ล ว ด ว ย ป ญ ญ า อั น ยิ่ ง เ อ ง เ ข า ถึ ง แ ล ว แ ล ะ อ ยู ใ น วิ ห า ร ธ ร ร ม นั้ น
ในภพอันเปนปจจุบันนี้.

www.buddhadasa.info

๑๖๐

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๓

พราหมณ ! เราไมอนุโมทนาของทาน, เราไมคัดคานของทาน, แต
เราบัญญัติบุคคลที่มีธรรม ๔ ประการนี้แล วาเปนมหาบุรุณ มหาปราชญ.
วัสสการพราหมณ ไดอนุโมทนาสรรเสริญคําของพระผูมีพระภาคเจาเปนอันมาก ในที่สุด
พระผูมีพระภาคเจาไดตรัสคํานี้วา :-

พราหมณ ! ทานกลาวคําพาดพิงถึงเรา. เอาเถิดเราจะพูดใหแจงชัด
ทีเ ดีย ววา เราและเปน ผู ป ฏิบ ัต ิเ กื ้อ กูล แกม หาชน เพื ่อ ความสุข ของมหาชน
ยังประชุมชนใหตั้งอยูในอริยญายธรรม กลาวคือความเปนผูมีธรรมงาม เปนผูมี
ธรรมเปน กุศ ล.
เราแล เปน ผูจํา นงจะตรึก ในเรื่อ งใด ก็ต รึก ในเรื่อ งนั้น ได
ไมจํา นงจะตรึกในเรื่องใด ก็ไมตรึกในเรื่องนั้นได, จํานงจะดําริในเรื่องใดก็ดําริ
ในเรื่องนั้นได ไมจํานงจะดําริในเรื่องใด ก็ไมดําริในเรื่องนั้นได เพราะเราเปนผูมี
อํานาจเหนือจิต ในคลองแหงความตรึกทั้งหลาย. เราแล เปนผูไดตามตองการ
ไดโดยไมยาก ไดโดยไมลําบาก วึ่งฌานทั้ง ๔ อันเปนธรรมเครื่องอยูเปนสุขในภพ
เปนปจจุบันนี้ อันเปนธรรมเปนไปในทางจิตขั้นสูง. เราแล เปนผูทําใหแจงได
ซึ่งเจโตวิมุตติ ปญญาวิมุตติ อันไมมีอาสวะ เพราะสิ้นอาสวะแล ว ดวยปญญา
อันยิ่งเอง เขาถึงแลวและอยูในวิหารธรรมนั้น ในภพอันเปนปจจุบันนี้ ดังนี้.

www.buddhadasa.info
ไมมีใครเปรียบเสมอ๑
ภิกษุ ท. ! บุคคลเอก เมื่อเกิดขึ้นมาในโลก ยอมเกิดขึ้น เปนผูซึ่งไมมี
ใครซ้ํ า สอง ไมม ีใ ครรว มเปน สหายดว ยได ไมม ีคู เ ปรีย บ ไมม ีผู เ ทา ทัน ไมมี
ผูคลายดวย ไมมีคนเทียบได ไมมีผูเสมอ ไมมีใครที่จะเปรียบใหเหมือนได

๑. บาลี เอก. อํ. ๒๐/๒๙/๑๔๓. ตรัสแกภิกษุทั้งหลาย.

ไดตรัสรูแลว - โปรดปญจวัคคีย

๑๖๑

และเปนผูเลิศกวาบรรดาสัตว ๒ เทาทั้งหลายแล.
ใครกันเลาเปนบุคคลเอก ?
ตถาคต ผูเปนอรหันต ตรัสรูชอบเอง นี้แลเปนบุคคลเอก.
ภิกษุ ท. ! นี่แล บุคคลเอก ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นมาในโลก ยอมเกิดขึ้น
เปนผูซึ่งไมมีใครซ้ําสองไมมีใครรวมเปนสหายดวยได ไมมีคูเปรียบ ไมมีผูเทาทัน
ไม มี ผู ค ล า ยด ว ย ไม มี ค นเที ย บได ไม มี ผู เ สมอไม มี ใ ครที่ จ ะเปรี ย บให เ หมื อ นได
และเปนผูเลิศกวาบรรดาสัตว ๒ เทาทั้งหลายแล.

ไม ท รงอภิ ว าทผู ใ ด

พราหมณ ! ในโลกนี้ กับ ทั้ง เทวโลก มารโลก พรหมโลก, ใน
หมูสัตว พรอมทั้งสมณพราหมณพรอมทั้งเทวดาแลมนุษย,
เราไมมองเห็นใคร
ที่ เ ราพึ ง อภิ ว าท พึ ง ลุ ก ขึ้ น ยื น รั บ พึ ง ต อ นรั บ ด ว ยตั้ ง อาสนะให เ พราะว า ตถาคต
อภิวาท ลุกรับ ตั้งอาสนะใหผูใด ศีรษะของผูนั้นจะพึงแตกกระจายออก.๒

ทรงเปนธรรมราชา ๓

www.buddhadasa.info
เสละ ! เราเปนธรรมราชา ไมมีราชาอื่นยิ่งไปกวา. เราหมุนจักร
โดยธรรมใหเปนไป.เปนจักรซึ่งใครๆ จะตานทางใหหมุนกลับมิไดเลย.

๑. บาลี อัฏฐก. อํ. ๒๓/๑๗๔/๑๐๑. ตรัสแกเวรัญชพราหมณ เมืองเวรัญชา.
๒. คํานี้เปนโวหารพูด เชน เมื่อครูบาอาจารยของเรา มาไหวเรา ๆ รูสึกเปนทุกขรอน, หรือวา
เปนตรงตามอักษร แลวแตจะสันนิษฐาน.
๓. บาลี เสลสูตร ม.ม. ๑๓/๕๕๔/๖๐๙. ตรัสแกเสลพราหมณ ที่อาปณนิคมแควนอังคุตตราปะ.

๑๖๒

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๓

ขาแตพระโคดม ! พระองคทรงปฏิญญาวาเปนสัมพุทธะ เปนธรรมราชาที่ไมมีราชาอื่นยิ่งกวา,
และหมุนจักรโดยธรรมใหเปนไป.
แลวก็ไหนเลา เสนาบดีของพระองค,ในบรรดาสาวกของพระองคนั้น
ใครเลาสามารถหมุนจักรที่พระองคใหเปนไปแลว ใหเปนไปตามได?

เสละ!
จักรที่เราใหเปนไปแลว เปนธรรมจักรไมมีจักรอื่นยิ่งไปกวา.
สารีบุตรเปนผูเกิดตามตถาคต ยอมหมุนจักรนั้นใหเปนไปตามเราได.
เสละ !
สิ่งควรรู เราก็รูแลวดวยปญญาอันยิ่ง.
สิ่งควรทําใหเกิดมี เราก็ไดทําใหเกิดมีแลว.
สิ่งควรละ เราก็ละเสร็จแลว. เพราะเหตุนั้นแหละพราหมณ เราจึงเปนสัมพุทธะ.

ทรงเปนธรรมราชาที่ เคารพธรรม

ดูกอนภิกษุ ! จักรพรรดิราชผูประกอบในธรรม เปนธรรมราชา
อาศัย
ธรรมอยา งเดีย วสัก การะธรรม เคารพธรรม นอบนอ มธรรม มีธ รรมเปน ธงชัย
มีธรรมเปนยอด มีธรรมเปนอธิบดี ยอมจัดการอารักขาปองกัน
และคุมครอง
โดยชอบธรรม ในหมู ช น ในราชสํ า นัก ในกษัต ริย ที ่เ ปน เมือ งออกในหมู พ ล
ในพราหมณ และคฤหบดี ในราษฎรชาวนิ ค ม และชนบท ในสมณะและพราหมณ
และในเนื้อ และนก,ทั้ง หลาย;
ชื่อ วา เปน ผูยัง จัก รใหเ ปน ไปโดยธรรม และ
เปนจักรที่มนุษยใด ๆ ผูเปนขาศึก ไมอาจใหหมุนกลับไดดวยมือ ; นี้ฉันใด ;

www.buddhadasa.info
ดูกอนภิกษุ ! ตถาคตก็ฉันนั้นเหมือนกัน : ตถาคตเปนอรหันตสัมมา สั ม พุ ท ธะ เป น ธรรมราชาผู ป ระกอบด ว ยธรรม อาศั ย ธรรมอย า งเดี ย ว สั ก การะ
ธรรม เคารพธรรม นอบน อ มธรรม มี ธ รรมเป น ธงชั ย มี ธ รรมเป น ยอด

๑. บาลี ติก. อํ. ๒๐/๑๓๘/๔๕๓

ไดตรัสรูแลว - โปรดปญจวัคคีย

๑๖๓

มีธรรมเปนอธิบดี ยอมจัดการอารักขา ปองกัน และคุมครอง โดยธรรม ในกายกรรม,
วจีกรรม, และมโนกรรม วา อยางนี้ๆ ควรเสพ อยางนี้ๆ ไมควรเสพ ดังนี้,
ได ย ั ง ธรรมจั ก รอัน ไม มีจั ก รอื่น ยิ่ ง ไปกว า ใหเ ป น ไปโดยธรรมนั่ น เทีย ว.และเป น
จักรที่สมณะหรือพราหมณ, เทพ, มาร, พรหม, หรือใครๆ ในโลกไมอาจตาน
ใหหมุนกลับได, ฉะนั้น.
เมื่อไดประมวลขอความอันเปนเรื่องแวดลอมภาวะของการตรัสรู เปนพระสัมมา สัม พุท ธเจา ของพระองคม าจนหมดจดแลว จะไดเ ริ ่ม เนื ้อ ความที ่เ ปน ทอ งเรื ่อ ง
ติ ด ต อ เป น ลํา ดั บ กั น สื บ ไปอี ก ดั ง นี้ :-

ทรงคิ ด หาที่ พึ่ ง สํา หรั บ พระองค เ อง ๑
ภิกษุ ท.! เมื่อเราอยูที่ตําบลอุรุเวลา ใกลฝงแมน้ําเนรัญชรา, ที่
ตนไทรเปนที่พักรอนของเด็กเลี้ยงแพะ คราวเมื่อตรัสรูใหมๆ, ภิกษุ ท.! เมื่อ
เราเรนอยู ณ ที่สงัด เกิดปริวิตกขึ้นในใจวา “ผูอยูไมมีที่เคารพ ไมมีที่พึ่งพํานัก
ยอมเปนทุกข, เราจะพึงสักการะเคารพสมณะหรือพราหมณคนไหนหนอแลว
แลอยู ?”
ภิกษุ ท. ! ความรูสึกอันนี้ไดเกิดแกเราวา “เรามองไมเห็น สมณ พราหมณอื ่น ที ่ไ หนในโลกนี ้แ ละเทวโลก มารโลก พรหมโลก และหมู ส ัต ว
พรอมทั้งสมณพราหมณ, เทวดาพรอมทั้งมนุษย ซึ่งสมบูรณดวยศีล ดวยสมาธิ
ดวยปญญา ดวยวิมุตติ ยิ่งกวาเรา ซึ่งเราควรสักการะเคารพ แลวเขาไปอาศัยอยู”.

www.buddhadasa.info
ภิกษุ ท. ! ความคิดอันนี้ไดเกิดขึ้นแกเราวา “ถาไฉน ธรรมอันใด
ที่เราไดตรัสรูแลว. เราพึงสักการะเคารพธรรมนั้น เขาไปอาศัยแลวแลอยูเถิด”.

๑. บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๒๕/๒๑. ตรัสแกภิกษุสงฆ ที่เชตวัน.

๑๖๔

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๓

สหัมบดีพรหม รูความคิดในใจของเรา อันตรธานจากพรหมโลก มาปรากฏอยู
เฉพาะหนาเรา
ในชั่วเวลาที่คนแข็งแรง เหยียดแขนออก แลวคูเขา เทานั้น.
ภิกษุ ท. ! สหัมบดีพรหม ทําผาหมเฉวียงบาขางหนึ่ง จดเขาขางขวาที่พื้นดิน๑
นอมอัญชลีเขามาหาเราแลวกลาวกะเราวา “อยางนั้นแหละ พระผูมีพระภาค !
อยางนั้นแหละ พระสุคต ! ขาแตพระองค! แมพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจา
ที่ล ว งไปแลว ในอดีต ก็ไ ดส ัก การะเคารพธรรมนั่น เอง เขา ไปอาศัย แลว แลอยู ,
แมที่จักมาตรัสรูขางหนา ก็จักสักการะเคารพธรรมนั่นเอง จักเขาไปอาศัยแลวแลอยู.
ข า แต พ ระองค ! แม พ ระผู มี พ ระภาคอรหั น ตสั ม มาสั ม พุ ท ธเจ า ในบั ด นี้
ก็ขอจงสักการะเคารพธรรมนั่นแหละเขาไปอาศัยแลวแลอยูเถิด”. สหัมบดีพรหม
ไดกลาวคํานี้แลว; ไดกลาวคําอื่นอีก(ซึ่งผูกเปนกาพย) วา :“พระสั ม พุ ท ธเจ า เหล า ใดในอดี ต ด ว ย พระสั ม พุ ท ธเจ า
เหลาใดในอนาคตดวย และพระสัมพุทธเจาผูทําความโศกแหงสัตวโลก
เปน อัน มากใหฉิบ หายไปดว ย,
พระสัม พุท ธเจา ทั้ง หมดนั้น ลว น
แลวแตเคารพพระสัทธรรมแลวแลอยูแลว, อยูอยู, และจักอยู ; ขอนี้
เปนธรรมดาแหงพระพุทธเจาทั้งหลาย, เพราะเหตุนั้นแล คนผูรักตน
หวัง อยู ต อ คุณ อัน ใหญ ระลึก ถึง ซึ ่ง พระพุท ธศาสนาอยู  จงเคารพ
พระสัทธรรมเถิด”

www.buddhadasa.info
ภิกษุ ท. ! สหัมบดีพรหมไดกลาวคํานี้แลว, อภิวาทเราแลวกระทํา
ประทักษิณหายไปในที่นั้น.ภิกษุ ท.! เราเขาใจในการเชื้อเชิญของพรหม และ
การกระทําที่สมควรแกตน : เราไดตรัสรูธรรมใดก็ สักการะเคารพธรรมนั้น เขาไป
อาศัยธรรมนั้น อยูแลว.

๑. ขอใหสังเกตบาลีตอนนี้ อันแสดงใหเห็นวาการนั่งทาพรหมนั้นเปนอยางไร.

ไดตรัสรูแลว - โปรดปญจวัคคีย

๑๖๕

ภิกษุ ท. ! อนึ่ง ในกาลใดแล หมูสงฆประกอบพรอมดวยคุณอันใหญ,
ในกาลนั้น เรามีความเคารพ แมในสงฆ๑, ดังนี้.

ทรงถู ก พวกพราหมณ ตั ด พ อ ๒
ภิกษุ ท.!
เมื่อเราอยูที่ตําบลอุรุเวลา ที่ตนไทรเปนที่พักรอนของ
พวกคนเลี้ยงแพะ(อชปาลนิโครธ) ใกลฝงแมน้ําเนรัญชรา คราวแรกตรัสรูใหม ๆ.
ภิก ษุ ท. ! พราหมณเ ปน อัน มาก ลว นแกเ ปน คนแก คนเฒา เปน ผูใ หญ
เกิดนาน ถึงวัยแลว เขาไปหาเราถึงที่ที่เราพักอยู ทําความปราศรัยพอคุนเคยแลว.
ภิก ษุ ท. ! พราหมณเ หลา นั้น ไดก ลา วคํา นี้ก ะเราวา “พระโคดมผูเ จริญ !
ข อ นี ้ ข า พเจ า ได ฟ ง มาแล ว ว า “พระสมณโคดม ไม อ ภิ ว าท ไม ลุ ก รั บ ไม เ ชื้ อ
เชิญดว ยอาสนะ กะพราหมณผูแ ก ผูเ ฒา เปน ผูใ หญเ กิด นาน ถึง วัย
แลว.ขอนี้จริงอยางนั้นหรือพระโคดม? ขอนี้ไมสมควรมิใชหรือ?” ดังนี้.
ภิกษุ ท. ! ความคิดไดเกิดขึ้นแกเราวา “พราหมณมีอายุพวกนี้ ไม
รูจักเถระ (ผูแกจริง),หรือธรรมที่ทําคนเราใหเปนเถระ”. ภิกษุ ท.! คนเราแม
เปนผูเฒา มีอายุ ๘๐,๙๐,๑๐๐ ป โดยกําเนิดก็ดี,
แตเขามีคําพูดไมเหมาะ
แกกาล, พูดไมจริง, พูดไมมีประโยชน, พูดไมเปนธรรม, ไมเปนวินัย, กลาว
วาจาไมมีที่ตั้ง ไมมีที่อิง ไมมีที่สิ้นสุด ไมประกอบดวยประโยชน,
คนผูนั้น
ถึงการนับวาเปน “เถระผูพาล” โดยแท.

www.buddhadasa.info
ภิกษุ ท. ! คนผูใดแมยังออน ยังหนุม ยังรุน มีผมยังดํา ประกอบดวย
วัยกําลังเจริญอยูในปฐมวัย, แตเขาเปนผูมีคําพูดเหมาะแกกาล, พูดจริง, พูดมี

๑. พระสงฆ โปรดระลึกถึงพระพุทธภาษิตนี้ ใหจงหนัก. ... ผูแปล.
๒ . บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๒๘/๒๒. ตรัสแกภิกษุทั้งหลาย.

๑๖๖

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๓

ประโยชน, พูดเปนธรรม, เปนวินัย, กลาววาจามีที่ตั้ง มีหลักฐาน มีที่สิ้นสุด
ประกอบดวยประโยชนแลว,
คนนั้น ถึงการควรนับวาเปน “เถระผูบัณฑิต”
นั้นเทียว.ฯ

มารทูลให นิพพาน

อานนท ! ครั้งหนึ่งเมื่อเราอยูที่ตําบลอุรุเวลา ใกลฝงแมน้ําเนรัญชรา,
ที่ตนไทรเปนที่พักรอนของเด็กเลี้ยงแพะ เมื่อไดตรัสรูใหมๆ, มารผูมีบาปไดเขามา
หาเราถึง ที ่นั ้น ยืน อยู ใ นที ่ค วรแลว กลา วกะเราวา “ขอพระผู ม ีพ ระภาคเจา
จงปรินิพพานเถิด ขอพระสุคตจงปรินิพพานเถิด, บัดนี้เปนเวลาสมควรปรินิพพาน
ของพระผูมีพระภาคแลว”. เราไดกลาวกะมารนั้นวา :“ทานผูมีบาป ! เราจักไมปรินิพพานกอน,
ตลอดกาลที่ ภิกษุ...
ภิกษุณี...อุบาสก..อุบาสิกาผูเปนสาวก (และสาวิกา) ของเรา ยังไมเปนผูฉลาด
ยั ง ไ ม ไ ด ร ั บ คํ า แ น ะ นํ า ยั ง ไ ม แ ก ล ว ก ล า ยั ง ไ ม เ ป น พ หุ ส ู ต ท ร ง ธ ร ร ม
ปฏิบัติธรรมควรแกธรรม ปฏิบัติถูกตอง ปฏิบัติตามธรรม, ยังตองเรียนความรู
ของอาจารยตนตอไปกอน จึงจักบอก แสดง บัญญัติ แตงตั้ง เปดเผย จําแนก
กระทํ า ให ตื้ น ซึ่ ง พระสั ท ธรรม จนข ม ขี่ ป รั ป วาทที่ เ กิ ด ขึ้ น ให ร าบเรี ย บโดยธรรม
แลวแสดงธรรมประกอบดวยความนาอัศจรรยได.

www.buddhadasa.info
ทรงท อ พระทั ย ในการแสดงธรรม ๒
ราชกุมาร ! ความคิดขอนี้ไดเกิดขึ้นแกเราวา “ธรรมที่เราบรรลุแลวนี้
เปนธรรมอันลึก สัตวอื่นเห็นไดยาก ยากที่สัตวอื่นจะรูตาม, เปนธรรมระงับ

๑. บาลี มหา.ที่ ๑๐/๑๓๑/๑๐๒, ตรัสแกพระอานนท ที่ปาวาลเจดีย
๒. บาลี ม.ม. ๑๓/๔๖๑/๕๐๙. ตรัสแกโพธิราชกุมาร.

ไดตรัสรูแลว - โปรดปญจวัคคีย

๑๖๗

และประณีต ไมเ ปน วิส ัย ที ่จ ะหยั ่ง ลงงา ย ๆ แหง ความตรึก เปน ของละเอีย ด
เปนวิสัยรูไดเฉพาะบัณฑิต,
ก็สัตวเหลานี้ มีอาลัยเปนที่ยินดี ยินดีแลวในอาลัย
เพลิดเพลินแลวในอาลัย,
สําหรับสัตวผูมีอาลัยเปนที่ยินดี ยินดีเพลิดเพลิน
ในอาลัยนั้น, ยากนักที่จะเปนปฏิจจสมุปบาทอันมีสิ่งนี้ (คือมีอาลัย) เปนปจจัย,
ยากนัก ที ่จ ะเห็น ธรรมเปน ที ่ส งบระงับ แหง สัง ขารทั ้ง ปวง,คือ ธรรมอัน ถอนอุป ธิ
ทั้ ง สิ้ น ความสิ้ นตั ณหา ความคลายกํ า หนั ด ความดั บ โดยไม เ หลื อ และนิ พ พาน.
หากเราพึ ง แสดงธรรมแล ว สั ต ว อื่ น ไม พึ ง รู ทั่ ว ถึ ง ข อ นั้ น จั ก เป น ความเหนื่ อ ยเปล า
แกเรา, เปนความลําบาก แกเรา.” โอ, ราชกุมาร ! คาถาอันอัศจรรยเหลานี้
ที่เราไมเคยฟงมาแตกอน ไดปรากฏแจมแจงแกเราวา :“กาลนี้ ไมควรประกาศธรรมที่เราบรรลุไดแลวโดยยาก.
ธรรมนี้,
สัตวที่ถูกราคะโทสะรวบรัดแลว ไมรูไดโดยงายเลย.
สัตวที่กําหนัด
ดว ยราคะ ถูก กลุ ม มืด หอ หุ ม แลว จัก ไมเ ห็น ธรรมอัน ใหถ ึง ที ่ท วน
กระแส, อันเปนธรรมละเอียดลึกซึ่ง เห็นไดยากเปนอณู”. ดังนี้.
ราชกุมาร ! เมื่อเราพิจารณาเห็นดังนี้,
ขวนขวายนอย ไมนอมไปเพื่อการแสดงธรรม.

จิตก็นอมไปเพื่อความ

www.buddhadasa.info
พรหมอาราธนา๑

ราชกุมาร !
ครั้งนั้น ความรูสึกขอ นี้ ไดบังเกิดขึ้นแกสหัมบดีพรหม
เพราะเธอรูความปริวิตกในใจของเราดวยใจ. ความรูสึกนั้นวา “ผูเจริญ !

๑. บาลี ม.ม. ๑๓/๔๖๒/๕๑๐. ตรัสแกโพธิราชกุมาร.

๑๖๘

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๓

โลกจักฉิบหายเสียแลวหนอ ผูเจริญ ! โลกจักพินาศเสียแลวหนอ, เพราะเหตุ
ที่จิตแหงพระตถาคต ผูอรหันตสัมมาสัมพุทธเจา นอมไปเพื่อความขวนขวายนอย,
ไมนอมไปเพื่อแสดงธรรม” ดังนี้. ลําดับนั้น สหัมบดีพรหมไดอันตรธานจาก
พรหมโลก มาปรากฏอยู เ ฉพาะหนา เรา รวดเร็ว เทา เวลาที ่บ ุร ุษ แข็ง แรง
เหยียดแขนออกแลวงอเขาเทานั้น.
ราชกุมาร ! ครั้งนั้น สหัมบดีพรหม หมผาเฉวียงบา ประคองอัญชลี
เขามาหาเราถึงที่อยูแลวกลาวคํานี้กะเราวา “พระองคผูเจริญ ! ขอพระผูมีพระภาค
จงแสดงธรรมเพื่อเห็นแกขาพระองคเถิด,ขอพระสุคตจงแสดงธรรมเถิด, สัตวที่มี
ธุลีในดวงตาแตเล็กนอย ก็มีอยู, เขาจักเสื่อมเสียเพราะไมไดฟงธรรม. สัตว
ผู รู ทั่ ว ถึ ง ธรรม จั ก มี โ ดยแท ” ดั ง นี้ . ราชกุ ม าร ! สหั ม บดี พ รหมได ก ล า ว
คํา นี้ แ ล ว ยังไดกลาวคําอื่นสืบไปอีก (เปนคาถา) วา:“ธรรมไมบ ริสุท ธิ์ ที่ค นมีม ลทิน ไดคิด ขึ้น ,
ไดมีป รากฏอยูใ น
แควนมคธแลว, สืบมาแตกอน; ขอพระองคจงเปดประตูนิพพานอัน
ไมตาย.
สัตวทั้งหลายจงฟงธรรมที่พระองคผูปราศจากมลทินไดตรัสรู
แลวเถิด. คนยืนบนยอดชะงอนเขา เห็นประชุมชนไดโดยรอบ ฉันใด ;
ขาแตพระผูมีเมธาดี ! ผูมีจักษุเห็นโดยรอบ ! ขอพระองคจงขึ้นสู
ปราสาท อันสําเร็จดวยธรรม, จักเห็นหมูสัตวผูเกลื่อนกลนดวยโศก
ไมหางจากความโศก ถูกชาติชราครอบงํา, ไดฉันนั้น. จงลุกขึ้นเถิด
พระองคผูวีระ ! ผูชนะสงครามแลว! ผูขนสัตวดวยยานคือเกวียน !
ผูไมมีหนี้สิน ! ขอพระองคจงเที่ยวไปในโลกเถิด.
ขอพระผูมีพระ
ภาคทรงแสดงธรรม สัตวผูรูทั่วถึงธรรม จักมีเปนแน” ดังนี้.

www.buddhadasa.info

ไดตรัสรูแลว - โปรดปญจวัคคีย

๑๖๙

ทรงเห็นสัตวดุจดอกบัว ๓ เหลา๑
ราชกุม าร ! ครั้ง นั้น เรารูแ จง คํา เชื้อ เชิญ ของสหัม บดีพ รหมแลว ,
และเพราะอาศัยความกรุณาในสัตว ท. เราตรวจดูโลกดวยพุทธจักขุแลว. เมื่อ
เราตรวจดูโลกดวยพุทธจักขุอยู, เราไดเห็นสัตว ท. ผูมีธุลีในดวงตาเล็กนอยบาง,
มีม ากบา ง,
ผูมีอิน ทรียแ กก ลา บา ง ออ นบา ง,
มีอ าการดีบา ง เลวบา ง,
อาจสอนใหรูไดงายบาง ยากบาง;
และบางพวกเห็นโทษในปรโลก โดยความ
เปนภัยอยูก็มี; เปรียบเหมือนในหนองบัวอุบล บัวปทุม บัวบุณฑริก, ดอกบัว
บางเหลาเกิดแลวในน้ํา เจริญในน้ํา อันน้ําพยุงไวยังจมอยูในน้ํา,
บางเหลาเกิด
แลวในน้ํา เจริญในน้ํา อันน้ําพยุงไว ตั้งอยูเสมอพื้นน้ํา,
บางเหลาเกิดแลวในน้ํา
เจริญในน้ํา อันน้ําพยุงไว โผลขึ้นพนน้ํา อันน้ําไมถูกแลว, มีฉันใด, ราชกุมาร !
เราไดเห็นสัตวทั้งหลายเปนตางๆ กันฉันนั้น. ราชกุมาร! ครั้งนั้น เราไดรับรอง
กะสหัมบดีพรหมดวยคํา (ที่ผูกเปนกาพย) วา:“ป ร ะ ตู แ ห ง นิ พ พ า น อั น เ ป น อ ม ต ะ เ ร า เ ป ด ไ ว แ ล ว แ ก ส ั ต ว
เหลา นั้น ,
สัต วเ หลา ใดมีโ สตประสาท สัต วเ หลา นั้น จงปลงศรัท ธา
ลงไปเถิด , ดูกอ นพรหม! เรารูสึก วา ยาก จึง ไมก ลา วธรรมอัน ประณีต
ที่เราคลองแคลวชํานาญ ในหมูมนุษย ท.” ดังนี้.

www.buddhadasa.info
ราชกุม าร ! ครั้ง นั้น สหัม บดีพ รหม รูวา ตนเปน ผูไ ดโ อกาสอัน
พระผูมีพระภาค ทรงกระทําแลวเพื่อแสดงธรรม,
จึงไหวเรากระทําอันประทักษิณ
แลว อันตรธานไปในที่นั้น นั่นเอง.

๑. บาลี. ม.ม. ๑๓/๔๖๓/๕๑๑. ตรัสแกโพธิราชกุมาร.

๑๗๐

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๓

ทรงแสดงธรรมเพราะเห็ นความจําเปน
ของสัตวบางพวก๑
ภิกษุ ท. ! บุคคลบางคนในโลกนี้ ไดเห็นหรือไมไดเห็นตถาคตก็ตาม
ได ฟ งหรื อไม ได ฟ งธรรมวิ นั ยที่ ตถาคตประกาศแล วก็ ตาม ก็ หาเข ามาสู คลองแหง
กุศลธรรมไดไม. แตบุคคลบางคนในโลกนี้ ไดเห็นหรือไมไดเห็นตถาคตก็ตาม
ไดฟ งหรื อไม ไดฟ งธรรมวิ นัยที่ ตถาคตประกาศแลวก็ ตาม ย อมเขามาสูคลองแห ง
กุศลธรรมทั้งหลายไดโดยแท. สวนบุคคลบางคนในโลกนี้ ตอเมื่อไดเห็นตถาคต
หรือ ไดฟ ง ธรรมวิน ัย ที ่ต ถาคตประกาศแลว จึง เขา มาสู ค ลองแหง กุศ ลธรรม
ทั ้ง หลายได ถ า ไม ไ ด เ ห็ น ตถาคต หรื อ ไม ไ ด ฟ ง ธรรมวิ นั ย ที่ ต ถาคตประกาศแล ว
ยอมไมเขามาสูคลองแหงกุศลธรรมทั้งหลายไดเลย.
ภิกษุ ท. ! ในบุคคล ๓ ประเภทนั้น มีบุคคลอยูประเภทหนึ่ง ซึ่ง
ตอเมื่อไดเห็นตถาคตหรือไดฟงธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแลว จึงจะเขามาสูคลอง
แหงกุศลธรรมทั้งหลายได,
ถาไมไดเห็นตถาคตหรือไมไดฟงธรรมวินัยที่ตถาคต
ประกาศแลว ยอมไมเขามาสูคลองแหงกุศลธรรมทั้งหลายไดเลย. เราเพราะเห็น
แกบุคคลประเภทนี้แหละ จึงอนุญาตใหมีการแสดงธรรม. และเพราะอาศัยบุคคล
ประเภทนี้เปนหลักอีกเหมือนกัน จึงจําตองแสดงธรรมแกบุคคลประเภทอื่นดวย.

www.buddhadasa.info
ทรงเห็ น ลู ท างที่ จ ะช ว ยเหลื อ ปวงสั ต ว ๒

ภิกษุ ท. ! ครั้งหนึ่ง ที่ตําบลอุรุเวลา ใกลฝงแมน้ําเนรัญชรา,

๑. บาลี ติก. อํ. ๒๐/๑๕๒/๔๖๑. ตรัสแกภิกษุทั้งหลาย.
๒. บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๒๒ - ๒๒๔/๗๕๔ – ๗๕๗. ตรัสแกภิกษุทั้งหลาย.

ไดตรัสรูแลว - โปรดปญจวัคคีย

๑๗๑

ที่ตนไทรเปนที่พักรอนของเด็กเลี้ยงแพะ เมื่อเราแรกตรัสรูไดใหม ๆ, ความปริวิตก
แหงใจไดเกิดขึ้นแกเรา ขณะเขาสูที่พักกําบังหลีกเรนอยู,
วา “นี่เปนหนทาง
เครื่องไปทางเดียว เพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของสัตวทั้งหลาย,
เพื่อกาวลวงเสีย
ซึ่ ง ความโศกและปริ เ ทวะ เพื่ อ ความตั้ ง อยู ไ ม ไ ด แ ห ง ทุ ก ข แ ละโทมนั ส เพื่ อ บรรลุ
ญายธรรม เพื่อทําพระนิพพานใหแจง ทางนี้ คือ สติปฏฐานสี่. สี่เหลาไหนเลา ?
คือ ภิกษุเปนผูมีธรรมดาตามเห็นกายในกาย,เห็นเวทนาในเวทนา ท., เห็นจิตในจิต,
เห็นธรรมในธรรม ท. อยู, เปนผูมีเพียรเผาบาป มีสติสัมปชัญญะ นําอภิชฌาและ
โทมนัสในโลก ออกได : นี้แหละทางทางเดียว” ดังนี้.
ภิกษุ ท. ! ลําดับนั้น สหัมบดีพรหมรูปริวิตกในใจของเราจึงอันตรธาน
จากพรหมโลก มาปรากฏอยู เ ฉพาะหนา เรา รวดเร็ว เทา เวลาที ่บ ุร ุษ แข็ง แรง
เหยีย ดแขนออกแลวงอเขา เทานั้น.
ครั้งนั้นสหัมบดีพรหมทําผาหมเฉวียงบา
น อ มอั ญ ชลี เ ข า มาหาเรา แล ว กล า วกะเราว า “อย า งนั้ น แล พระผู มี พ ระภาค !
อยางนั้นแล พระสุคต ! ฯลฯ นั่นเปนทาง ๆ เดีย ว เพื่อความบริสุทธิ์หมดจด
ของสัตวทั้งหลาย,เพื่อกาวลวงเสียไดซึ่งความโศกและปริเทวะ ฯลฯ
เพื่อ ทํา
นิพพานใหแจง”, แลวและไดกลาวคํา(อันผูกเปนกาพย) วา:-

www.buddhadasa.info
“พระสุค ต ผูมีธ รรมดาเห็น ที่สุด คือ ความสิ้น ไปแหง ชาติ.
ผูมี
พระทัย อนุเ คราะหส ัต วด ว ยความเกื ้อ กูล ยอ มทรงทราบทางเอก
ซึ่ ง เหล า พระอรหั น ต ไ ด อ าศั ย ข า มแล ว ในกาลก อ น และกํ า ลั ง ข า มอยู
และจักขาม ซึ่งโอฆะได”, ดังนี้.

ทรงระลึ ก หาผู รั บ ปฐมเทศนา ๑
ราชกุมาร ! ความคิดขอนี้ไดมีแกเราวา “เราควรแสดงธรรมแกใคร

๑. บาลี ม.ม. ๑๓/๔๖๔/๕๑๒. ตรัสแกโพธิราชกุมาร.

๑๗๒

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๓

กอนหนอ ? ใครจักรูทั่วถึงธรรมนี้โดยพลันหนอ?”
ความรูสึกไดเกิดแกเราวา
“อาฬารผู ก าลามโคตรนี้ แ ล เป น บั ณ ฑิ ต ผู ฉ ลาด มี เ มธา มี ช าติ แ ห ง สั ต ว ผู มี ธุ ลี
ในดวงตาแตเ ล็ก นอ ย มานานแลว ,
ถา กระไร เราควรแสดงธรรมแกอ าฬาร
ผู ก าลามโคตร นี้ ก อ นเถิ ด ,
เธอจั ก รู ทั่ ว ถึ ง ธรรมนี้ เ ป น แน " .
ราชกุ ม าร !
ครั้งนั้น เทวดาไดเขามากลาวคํานี้กะเราวา “พระองคผูเจริญ ! อาฬารผูกาลามโคตร
ไดกระทํากาละ ๗ วันมาแลว”.
และความรูสึกก็ไดเกิดแกเราวา “อาฬารผู
กาลามโคตรได กระทํ ากาละเสี ย ๗ วั นแล ว อาฬารผู กาลามโคตรได เสื่ อ มจากคุ ณ
อันใหญเสียแลว,
เพราะหากวา ถาเธอไดฟงธรรมนี้ไซร จักรูทั่วถึงธรรมนี้ได
โดยพลัน” ดังนี้.
ราชกุม าร !
ความคิด ขอ นี้ไ ดเ กิด มีแ กเ ราวา “อุท กผูร ามบุต รนี้แ ล,
เป นบั ณฑิ ตผู ฉลาด มี เมธา มี ชาติ แห งสั ตว ผู มี ธุ ลี ในดวงตาแต เล็ กน อยมานานแล ว,
ถากระไรเราควรแสดงธรรมแกอุทกผูรามบุตรนั้นกอ น,
เธอจักรูทั่วถึงธรรมนี้
เปนแน”.
ราชกุมาร ! เทวดาไดเขามากลาวคํานี้กะเราวา "พระองคผูเจริญ !
อุทกผูรามบุตร ไดกระทํากาละเสียเมื่อตอนดึกคืนนี้แลว”.
และความรูสึกอันนี้
ไดเ กิด แกเ ราวา “อุท ก ผู ร ามบุต ร ไดก ระทํ า กาละเสีย เมื ่อ ตอนดึก คืน นี ้แ ลว
อุท กผูรามบุตรไดเสื่อมจากคุณอันใหญ เสียแลว,
เพราะหากวา ถาเธอไดฟง
ธรรมนี้ไซร เธอจักรูทั่วถึงธรรมโดยพลันทีเดียว ! เราจักแสดงธรรมแกใครกอน
เลาหนอ? ใครจักรูทั่วถึงธรรมนี้โดยพลัน?” ดังนี้.

www.buddhadasa.info
ราชกุม าร !
ความคิด อัน นี้ไ ดเ กิด แกเ ราวา “ภิก ษุป ญ จวั ค คี ย ไ ด
อุปฏฐากเรา เมื่อบําเพ็ญความเพียร, เปนผูมีอุปการะมากแกเรา, ถากระไรเรา
ควรแสดงธรรมแกภิก ษุปญ จวัค คียกอ นเกิด ”.
ราชกุม าร ! ความสงสัย
เกิด แกเ ราวา “บัด นี้ ภิก ษุปญ จวัค คียอ ยูที่ไ หนหนอ?”
ดว ยจัก ขุเ ปน ทิพ ย
หมดจดลวงจักขุสามัญมนุษย เราไดเห็นภิกษุปญจวัคคีย ผูอยูแลวที่เมือง

ไดตรัสรูแลว - โปรดปญจวัคคีย

๑๗๓

พาราณสีณ ปาอิสิปตนมฤคทายวัน. ราชกุมาร ! ครั้งนั้น ครั้นเราอยูที่ตําบล
อุรุเวลาตามพอใจแลว, ไดหลีกไปโดยทางแหงเมืองพาราณสี.

เสด็จพาราณสี - พบอุปกาชีวก๑
ราชกุมาร ! เรา, ครั้นอยูที่ตําบลอุรุเวลาตามพอใจแลว, ไดหลีกไป
โดยทางแหงเมืองพาราณสี. ราชกุมาร ! อาชีวกชื่ออุปกะ ไดพบกะเราที่ระหวาง
ตําบลคยาและโพธิ. เขาไดกลาวคํานี้กะเราผูเดินทางไกลมาแลววา “ผูมีอายุ !
อิน ทรียข องทา นผอ งใสนัก ,
ผิว พรรณของทา นหมดจดขาวผอ ง,ผูมีอ ายุ !
ทา นบวชเจาะจงกะใคร, หรือ วา ใครเปน ครูข องทา น, หรือ วา ทา นชอบใจ
ธรรมของใคร? ดังนี้.
ราชกุมาร ! เมื่ออุปกาชีวกถามแลวอยางนี้ เราไดตอบอุปกาชีวกดว ย
คํา (ที่ผูกเปนกาพย ท.) วา:-

www.buddhadasa.info
“เราเปนผูครอบงําไดหมด, เปนผูรูจบหมด,
ไมเขาไปเกี่ยวของในสิ่งทั้งหลาย, ละไดแลวซึ่ง
สิ่ ง ทั้ง ปวง, หลุ ดพน แลว เพราะธรรมเป น ที่สิ้น
ตัณหา, รูยิ่งเองแลว จะตองเจาะจงเอาใครเลา!

อาจารยข องเราไมมี,
ผูที่เ ปน เหมือ นเราก็ไ มมี,
ผูจ ะเปรีย บ
กั บ เราก็ ไ ม มี ในโลกและทั้ ง เทวโลก.
เราเป น อรหั น ต ใ นโลก,
เราเปน ครูไ มมีใ ครยิ่ง ไปกวา .
เราผูเ ดีย วเปน สัม มาสัม พุท ธะ,
เราเป น ผู ดั บ แล ว เย็ น สนิ ท , จะไปสู เ มื อ งแห ง ชาวกาสี เ พื่ อ แผ

๑. บาลี ม.ม. ๑๓/๔๖๖/๕๑๓.

๑๗๔

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๓
ธรรมจักร.
ในเมื่อโลกเปนราวกะตาบอด เราไดกระหน่ําตีกลอง
แหงอมตธรรมแลว." ดังนี้.

อุปกะ :- “ผูมีอายุ ! ทานเปนพระอรหันต ผูชนะไมมีที่สุด เหมือนอยางที่ทานปฏิญญานั้น เชียวหรือ ? ”

เรา :-

“ผูที่เปนผูชนะเชนเดียวกับเรา ก็คือผูที่ถึงความสิ้น
อาสวะแลว, เราชนะธรรมอันลามกแลว. แนะอุปกะ !
เหตุนั้นเราจึงเปนผูชนะ”, ดังนี้.

ราชกุมาร ! ครั้นเรากลาวดังนี้ อุปกาชีวกไดกลาววา "เห็นจะเปนได๑
ผูมีอายุ !” ดังนี้แลว สายศีรษะไปมา แลบลิ้น ถือเอาทางสูง๒ หลีกไปแลว.

การโปรดป ญ จวั ค คี ย ๓
หรื อ
การแสดงปฐมเทศนา
ราชกุ มาร !
ลํ า ดับ นั้ น เราจาริ กไปโดยลํา ดั บ ไปสู เมื อ งพาราณสี
ถึง ที่อ ยูแหงภิกษุปญจวัคคีย ณ อิสิปตนมฤคทายวัน แลว.
ภิกษุปญจวัคคีย
เห็นเรามาแตไกล ไดตั้งกติกาแกกันและกันวา “ผูมีอายุ!พระสมณโคดมนี้

www.buddhadasa.info
๑.

คํา นี้เ ห็น จะเปน คํา เยาะ บาลีต อนนี้มีแ ต “หุเ วยฺย าวุโ ส" เทา นั้น ไมไ ดใ สป ระธานอะไรไว
คงหมายวาประธานของประโยคนี้ คือคําที่พระองคตรัสนั่นเอง อรรถกถาแกวา "ชื่อแมเชนนั้นพึงมีได”
๒. บาลีเปน อุมฺมคฺโค. ตามตัววา ทางขึ้น. มีบางทานแปลวา ทางผิด, ที่จริงเขานาจะเดิน สวน
ทางขึ้นไปทางเหนือ สวนพระองคลงไปพาราณสี เปนทางใต, ถาเรามัวมุงแตจะติคนภายนอกอยาง
เดียว คําแปลตางๆ อาจคอนไปขางแรงก็ไดกระมัง? ...ผูแปล
๓. บาลี ม.ม. ๑๓/๔๖๗/๕๑๔. ตรัสแกโพธิราชกุมาร.

ไดตรัสรูแลว - โปรดปญจวัคคีย

๑๗๕

กําลังมาอยู,
เธอเปนผูมักมาก สลัดความเพียร เวียนมาเพื่อความเปนคนต่ํา
เสีย แลว .เชน นั้น เราอยา ไหว, อยา ลุก รับ , อยา พึง รับ บาตร จีว รของเธอ
เป น อั น ขาด แตจักตั้งอาสนะไว ๑ถาเธอปรารถนา จักนั่งได” ดังนี้.
ราชกุมาร ! เราเขาไปใกลภิกษุปญจวัคคียดวยอาการอยางใด, เธอไม
อาจถือตามกติกาของตนไดดวยอาการอยางนั้น, บางพวกลุกรับและรับบาตรจีวร
แลว, บางพวกปูอาสนะแลว, บางพวกตั้งน้ําลางเทาแลว แตเธอรองเรียกเรา
โดยชื่อ (วาโคดม) ดวย และโดยคําวา ทานผูมีอายุ ดวย.ครั้นเธอกลาวอยางนั้น
เราไดกลาวคํานี้กะภิกษุปญจวัคคียนั้นวา “ภิกษุ ท. ! เธออยางเรียกรองเราโดยชื่อ
และโดยคําวา “ผูมีอายุ!” ภิกษุ ท. ! เราเปนอรหันตสัมมาสัมพุทธเจา, ทานจง
เงี่ยโสตลง เราจักสอนอมตธรรมที่เราไดบรรลุแลว, เราจักแสดงธรรม, เมื่อ
ทา นปฏิบัติอยูตามที่เราสอน,
ในไมนานเทียวจักกระทําใหแจงซึ่งประโยชนอัน
ยอดเยี่ ย ม อั น เป น ยอดแห ง พรหมจรรย ได ด ว ยป ญ ญาอั น ยิ่ ง เองในทิ ฏ ฐธรรมนี้
เขาถึง แลว แลอยู,
อันเปนประโยชนที่ปรารถนาของกุล บุตรผูออกจากเรือ น
บวชเปนผูไมมีเรือนโดยชอบ” ดังนี้.

www.buddhadasa.info
ราชกุมาร ! ครั้นเรากลาวดังนี้แลว, ภิกษุปญจวัคคียกลาวคํานี้กะเรา
วา “ผูมีอ ายุ โคดม!แมดว ยทุก รกิริย า ปฏิป ทาอัน ประเสริฐ นั้น ทา นยัง ไมอ าจ
บรรลุอ ุต ตริม นุส สธัม มอ ลมริย ญาณทัส สนวิเ ศษไดเ ลย ก็ใ นบัด นี ้ ทา นเปน คน
มักมาก สลัดความเพียรเวียนมาเพื่อความเป นคนมักมากแล ว ทํ าไมจะบรรลุ อุตตริมนุสสธัมม อลมริยญาณทัสสนวิเศษไดเลา ?"

“ภิกษุ ท. ! ตถาคตไมไดเปนคนมักมาก สลัดความเพียร เวียนมา
เพื่อ ความเปน คนมัก มากดอก, ภิก ษุ ท. ! ตถาคตเปน พระอรหัน ต ตรัส รู
ชอบด ว ยเอง. ภิ ก ษุ ท. ! พวกเธอจงเงี่ ย โสตลง เราจะสอนอมตธรรม
๑. ศัพท เอว.

๑๗๖

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๓

ที่ เ ราได บ รรลุ แ ล ว เราจั ก แสดงธรรม. เมื่ อ เธอปฏิ บั ติ อ ยู ต ามที่ เ ราสอน,

www.buddhadasa.info

๑๗๖

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๓

ในไม นานเทียว,
จักกระทําใหแจงซึ่งประโยชนอันยอดเยี่ยมอันเปนยอดแหง
พรหมจรรยไดดวยปญญาอันยิ่งเองในทิฏฐธรรมนี้ เขาถึงแลวแลอยู,
อันเปน
ประโยชนที ่ป รารถนาของเหลา กุล บุต รผู อ อกจากเรือ นบวช เปน ผู ไ มม ีเ รือ น
โดยชอบ”. ดังน
ราชกุมาร ! ภิกษุปญจวัคคีย ไดกลาวคํานี้ กะเราอีก แมครั้งที่สอง
(อยางเดียวกับครั้งแรก)
ราชกุม าร ! เราก็ไ ดก ลา วคํา นี้ก ะภิก ษุปญ จวัค คียแ มค รั้ง ที่ส าม
(วาอยางเดียวกับครั้งแรก).
ราชกุมาร ! ภิกษุปญจวัคคีย ไดกลาวคํานี้ กะเราอีก แมครั้งที่สาม
(อยางเดียวกับครั้งแรก)
ราชกุมาร ! ครั้นภิกษุปญจวัคคียกลาวอยางนี้แลว, เราไดกลาวคํานี้
กะพวกเธอวา “ภิกษุ ท. ! เธอจําไดหรือ? คําอยางนี้นี่เราไดเคยกลาวกะเธอ ท.
ในกาลกอนแตนี้บางหรือ? เธอตอบวา “หาไมทานผูเจริญ !”๑ เรากลาวอีกวา
ภิกษุ ท. ! คถาคตเปนพระอรหันตตรัสรูชอบดวยตนเอง. พวกเธอจงเงี่ยโสตลง
ราจะสอน อมตธรรมที่เราไดบรรลุแลว, เราจักแสดงธรรม, เมื่อเธอปฏิบัติอยู
ตามที่เราสอน,
ในไมนานเทียว จักกระทําใหแจง ซึ่งประโยชนอันยอดเยี่ยม
อันเปนยอดแหงพรหมจรรยได ดวยปญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมนี้ เขาถึงแลว
แลอยู, อันเปนประโยชนที่ปรารถนาของเหลากุลบุตรผูออกจากเรือน บวชเปนผู
ไมมีเรือนโดยชอบ"ดังนี้.
ราชกุมาร ! เราไดสามารถ เพื่อให ภิกษุปญจวัคคีย เชื่อแลวแล.
ราชกุ ม าร ! เรากล า วสอนภิ ก ษุ ๒ รู ป อยู .
ภิ ก ษุ ๓ รู ป เที่ ย วบิ ณ ฑบาต
เราหกคนดวยกันเลี้ยงชีวิตใหเปนไป ดวยอาหารที่ภิกษุ ๓ รูปนํามา. บางคราว

www.buddhadasa.info

๑. เปลี่ยน อาวุโส เปน ภฺนเต ตรงนี้.

ไดตรัสรูแลว - โปรดปญจวัคคีย

๑๗๗

เรากลาวสอนภิ กษุ ๓ รูปอยู ภิกษุ ๒ รู ป เที่ ยวบิ ณฑบาต เราหกคนเลี้ยงชีวิ ตให
เปนไปดวยอาหารที่ภิกษุ ๒ รูปนํามา.๑
ราชกุมาร ! ครั้งนั้น,
เมื่อเรากลาวสอน พร่ําสอนภิกษุปญจวัคคีย
อยู ด ว ยอาการอยา งนี ้๑ เธอกระทํ า ใหแ จง ซึ ่ง ประโยชนอ ัน ยอดเยี ่ย ม อัน เปน
ยอดแหง พรหมจรรย ดว ยปญ ญาอัน ยิ ่ง เองในทิฏ ฐธรรมนี ้ เขา ถึง แลว แลอยู
อั นเป นประโยชน ที่ ปรารถนาของเหล ากุ ลบุ ตรผู ออกจากเรื อนบวช เป นผู ไม มี เรื อน
โดยชอบ ไดแลว.ฯ
ขอความในบาลี ปาสราสิสูตร มู.ม.
ในตอนนี้ ดังนี้ :-

๑๒/๓๓๒/๓๒๖,

มีแปลกออกไปบางเล็กนอย

ภิกษุ ท. ! ครั้งนั้น เมื่อเรากลาวสอน พร่ําสอนภิกษุปญจวัคคีย
อยู ด ว ย ๑ อาการอยา งนี ้ เธอนั ้น ทั ้ง ที ่เ ปน ผู ม ีก ารเกิด เปน ธรรมดาอยู ด ว ยตน
ก็รูแจงแลว ซึ่งโทษอันต่ําทรามในความเปนผูมีการเกิดเปนธรรมดา.
เธอแสวง
หาอยู ซึ่ ง นิ พ พานอั น เป น ธรรมที่ ป ลอดภั ย จากเครื่ อ งผู ก รั ด ไม มี ธ รรมอื่ น ยิ่ ง กว า
เปน ธรรมที่ไมมีการเกิด,
ก็ไดเขาถึงแลวซึ่งนิพพานอันเปนธรรมที่ปลอดภัยจาก
เครื่องผูกรัด ไมมีธรรมอื่นยิ่งกวา เปนธรรมไมมีการเกิด.

www.buddhadasa.info
เธอนั้ น ทั้ ง ที่ เ ป น ผู มี ค วามแก เ ป น ธรรมดาอยู ด ว ยตน ก็ รู แ จ ง ชั ด แล ว
ซึ่ง โทษอันต่ําทรามในความเปนผูมีความชราเปนธรรมดา.
เธอแสวงหาอยูซึ่ง
นิพ พานอัน เปน ธรรมที ่ป ลอดภัย จากเครื ่อ งผูก รัด ไมม ีธ รรมอื ่น ยิ ่ง กวา เปน
ธรรมที่ไมมีความชรา,
ก็ไดเขาถึงแลวซึ่งนิพพาน อันเปนธรรมที่ปลอดภัยจาก
เครื่องผูกรัด ไมมีธรรมอื่นยิ่งกวา เปนธรรมไมมีความชรา.

๑.ในที่ นี้ ได แก การตรั สธั มมจั กกั ปปวั ตตนสู ตร และเบ็ ดเตล็ ด และอนั ตตลั กขณสู ตรเป นครั้ งสุ ดท าย,
แตสําหรับคําตรัสเลา ไมมีที่ระบุชื่อชัด จึงไมนํามาใสไวในที่นี้. ทั้งทราบกันไดดีอยูแลว ในบาลีแหงอื่น ๆ
ก็มีเพียงทรงเลาวาไดแสดงอริยสัจจ, ดังไดยกมาเรียงตอทายบทนี้ไวเปนตัวอยางแลว

๑๗๘

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๓

เธอนั้น ทั้งที่เปนผูมีความเจ็บไขเปนธรรมดาอยูดวยตน ก็รูแจงชัดแลว
ซึ่งโทษอันต่ําทรามในความเปนผูมีความเจ็บไขเปนธรรมดา.
เธอแสวงหาอยู
ซี ่ง นิพ พาน อัน เปน ธรรมที ่ป ลอดภัย จากเครื ่อ งผูก รัด ไมม ีธ รรมอื ่น ยิ ่ง กวา
เป น ธรรมไม มี ค วามเจ็ บ ไข ,
ก็ ไ ด เ ข า ถึ ง แล ว ซึ่ ง นิ พ พาน อั น เป น ธรรม
ที่ ป ลอดภั ย จากเครื่องผูกรัด ไมมีธรรมอื่นยิ่งกวา เปนธรรมไมมีความเจ็บไข.
เธอนั้น ทั้งที่เป นผูมี ความตายเป นธรรมดาอยูดวยตน ก็ รูแจ งชัดแล ว
ซึ่ง โทษอันต่ําทรามในความเปนผูมีความตายเปนธรรมดา.
เธอแสวงหาอยูซึ่ง
นิพ พาน อัน เปน ธรรมที ่ป ลอดภัย จากเครื ่อ งผูก รัด ไมม ีธ รรมอื ่น ยิ ่ง กวา เปน
ธรรมที่ไมตาย,
ก็ไดเขาถึงแลวซึ่งนิพพาน อันเปนธรรมที่ปลอดภัยจากเครื่อง
ผูกรัด ไมมีธรรมอื่นยิ่งกวา เปนธรรมไมตาย.
เธอนั้ น ทั้ งที่ เป นผู มี ความเศร าหมองเป นธรรมดาอยู ด วยตน ก็ รู แจ ง
ชัดแลวซึ่งโทษอันต่ําทราม ในความเปนผูมีความเศราหมองเปนธรรมดา.
เธอ
แสวงหาอยูซึ่งนิพพานอันเปนธรรมที่ปลอดภัยจากเครื่องผูกรัดไมมีธรรมอื่นยิ่งกวา
เปน ธรรมที่ไมมีความเศราหมอง,
ก็ไดเขาถึงแลวซึ่งนิพพาน อันเปนธรรม
ที่ปลอดภัยจากเครื่องผูกรัด ไมมีธรรมอื่นยิ่งกวา เปนธรรมไมเศราหมอง.

www.buddhadasa.info
ญาณ และ ทัสสนะ ไดเกิดขึ้นแลวแกเธอเหลานั้นวา ความหลุดพน
ของเราไมกลับกําเริบชาตินี้เปนชาติสุดทาย ภพใหมไมมีอีกตอไป ดังนี้.

ทรงประกาศธรรมจั ก รที่ อิ สิ ป ตนมฤคทายวั น ๑
ภิกษุ ท. ! ตถาคตผูอรหันตสัมมาสัมพุทธเจาไดประกาศอนุตตรธรรม จักรใหเปนไปแลว ที่ปา อิสิปตนมฤคทายวัน ใกลนครพาราณสี, เปนธรรมจักร

๑. บาลี อุปริ. ม. ๑๔/๔๔๙/๖๙๙. ตรัสแกภิกษุทั้งหลาย ที่อิสิปตนมฤคทายวัน ใกลเมืองพาราณสี

ไดตรัสรูแลว - โปรดปญจวัคคีย

๑๗๙

ที่ส มณะหรือ พราหมณ, เทพ มาร พรหม หรือ ใครๆในโลก จะตา นทาน
ใหหมุนกลับมิได ๑ ขอนี้คือ การบอก การแสดง การบัญญัติ การแตงตั้ง
การเปดเผยการจําแนก และการทําใหตื้น ซึ่งความจริงอันประเสริฐสี่ประการ :
สี่ประการไดแก ความจริงอันประเสริฐคือความทุกข, ความจริงอันประเสริฐ
คือเหตุใหเกิดทุกข, ความจริงอันประเสริฐ คือความดับไมเหลือแหงทุกข, และ
ความจริงอันประเสริฐคือทางทําผูปฏิบัติใหลุถึงความดับไมเหลือแหงทุกข.

แผ น ดิ น ไหวเนื่ อ งด ว ยการแสดงธรรมจั ก ร ๒
ดูกอนอานนท ! เหตุปจจัยที่ทําใหปรากฏการไหว แหงแผนดินอัน
ใหญหลวง มีอยูแปดประการ.
ดูกอนอานนท ! เมื่อใด ตถาคตยอมยังธรรมจักร อันไมมีจักรอื่น
ยิ่งกวาใหเปนไป, เมื่อนั้นแผนดินยอมหวั่นไหว ยอมสั่นสะเทือน ยอมสั่นสะทาน.
อานนท ! นี้แล เปนเหตุปจจัยคํารบหก แหงการปรากฏการไหวของแผนดิน
อันใหญหลวง.

www.buddhadasa.info
เกิ ด แสงสว า งเนื่ อ งด ว ยการแสดงธรรมจั ก ร

ภิกษุ ท. ! เมื่อใดตถาคตประกาศอนุตตรธรรมจักร, เมื่อนั้นในโลกนี้
และเทวโลก มารโลกพรหมโลก ในหมูสัตวพรอมทั้งสมณพราหมณ เทวดา

๑ . คํานี้ แปลกันโดยมากวา "ที่ใคร ๆ ประกาศใหเปนไปมิได, แตตามรูปศัพทแปลเชนขางบนนี้
ก็ได ขอทานผูรูพิจารณาดวย.
๒ . บาลี อัฏฐก. อํ. ๒๓/๓๒๒, ๑๖๗. ตรัสแกพระอานนท ที่ปาวาลเจดีย เมืองเวสาลี.
๓ .บาลี สัตตมสูตร ภยวรรค ตติยปณณาสก จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๗๗/๑๒๗.

๑๘๐

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๓

พรอ มทั ้ง มนุษ ย ยอ มเกิด แสงสวา งอัน ยิ ่ง หาประมาณมิไ ดยิ ่ง กวา เทวนุภ าพ
ของเทวดา. ในโลกันตริกนรกอันเปดโลงเปนนิจ แตมืดมิดอันหาจักขุวิญญาณมิได
อันแสงแหงพระจันทรและพระอาทิตยที่มีฤทธิ์อานุภาพอยางนี้สองไปไมถึง ณ ที่นั้น
แสงสวางอันยิ่งจนประมาณมิได ยิ่งกวาเทวานุภาพ ยอมบังเกิดขึ้น.สัตวที่เกิดอยู
ณ ที ่นั ้น จะรู จ ัก กัน ไดด ว ยแสงสวา งนั ้น รอ งขึ ้น วา “ทา นผู เ จริญ ทั ้ง หลาย !
ไดยินวาสัตวอื่นอันเกิดอยูในที่นี้ นอกจากเราก็มีอยู” ดังนี้.
ภิกษุ ท. ! นี่เปนอัศจรรยครั้งที่สี่ ที่ยังไมเคยมี ไดบังเกิดมีขึ้น เพราะ
การบังเกิดแหงตถาคตผูอรหันตสัมมาสัมพุทธเจา.

จั ก รของพระองค ไ ม มี ใ ครต า นทานได

ภิกษุ ท. ! จักรพรรดิราชที่ประกอบไปดวยองค ๕ ประการ ยอมอาจ
หมุนจักร๒ โดยธรรมใหเปนไปได. และจักรนั้น เปนจักรที่มนุษยไรๆ ผูเปน
ขาศึกไมอาจตานทานใหหมุนกลับไดดวยมือ. องค ๕ ประการ คืออะไรบางเลา ?
องค ๕ ประการ คือจักรพรรดิราชนั้น เปนคนผูรูจักเหตุ รูจักผล รูจักประมาณ
ที่พ อเหมาะ รูจัก กาละ รูจัก บริษัท . ภิก ษุ ท.! จัก รพรรดิที่ป ระกอบดว ย
องคหาเหลานี้แล ที่สามารถหมุนจักรโดยธรรมใหเปนไปได และเปนจักรที่ใคร ๆ
ผูเปนขาศึก ไมอาจตานทานใหหมุนกลับไดดวยมือ, ขอนี้ฉันใด.

www.buddhadasa.info

๑. บาลี ปฺจก. อํ. ๒๒/๑๖๖/๑๓๑. ตรัสแกภิกษุทั้งหลาย.
๒. คําวาจักร ยอมหมายถึงอํานาจครอบงํา ซึ่งจะเปนทางกายหรือทางจิต ยอมแลวแตกรณี.

ไดตรัสรูแลว - โปรดปญจวัคคีย

๑๘๑

ภิกษุ ท. ! ตถาคตผูเปนอรหันตตรัสรูชอบเอง ก็เปนฉันนั้น. ตถาคต
ประกอบดว ยธรรม ๕ ประการแลว ยอ มหมุน ธรรมจัก รอัน ไมมีจัก รอื่น ยิ่ง
ไปกวา ใหเปนไปไดโดยธรรม. และจักรนั้น เปนจักรที่สมณะหรือพราหมณ
เทวดา มาร พรหม หรือ ใคร ๆ ในโลก ไมส ามารถตา นทานใหห มุน กลับ ได.
ธรรม ๕ประการนั้นเปนอยางไรเลา? ภิกษุ ท.! ตถาคตผูอรหันตตรัสรูชอบเอง
ย อ มเป น ผู รู จั ก เหตุ รู จั ก ผล รู จั ก ประมาณที่ พ อเหมาะ รู จั ก กาละ รู จั ก บริ ษั ท .
ตถาคตประกอบด วยธรรม ๕ ประการเหลานี้แล จึ งหมุ น ธรรมจั กรอันไม มีจั กรอื่ น
ยิ่งกวา ใหเปนไปไดโดยธรรม,
และจักรนั้นเปนจักรที่สมณะ หรือพราหมณ
เทวดา มารพรหม หรือใครๆ ในโลกไมสามารถตานทานใหหมุนกลับได ดังนี้.

ทรงหมุ น แต จั ก รที่ มี ธ รรมราชา (เป น เจ า ของ) ๑
ดูกอนภิกษุ ท. ! แมพระเจาจักรพรรดิราชผูทรงธรรมเปนธรรมราชา
อยูแลว พระองคก็ยังไมทรงหมุน จักรอันไมมีพระราชา ใหเปนไป.

www.buddhadasa.info
ครั้นพระผูมีพระภาคเจาตรัสอยางนี้ ภิกษุรูปหนึ่งไดทูลถามขึ้นวา “ขาแตพระองคผูเจริญ !
ก็ใครเลาจะมาเปนพระราชาใหแกพระเจาจักรพรรดิ์ ผูทรงธรรมเปนธรรมราชาอยูเองแลว”.
ตรัส
ตอบวา :-

ภิ ก ษุ ! ธรรมนะซิ เป น พระราชาให แ ก พ ระเจ า จั ก รพรรดิ ร าช
ผูทรงธรรมเปนธรรมราชาอยูเองแลว.
ดูกอ นภิก ษุ ! จัก รพรรพิร าชผูป ระกอบในธรรม เปน ธรรมราชา
ยอ มอาศัย ธรรมอย า งเดี ย วสั ก การะธรรม เคารพธรรม นอบน อ มธรรม มี ธ รรม
เปน ธงชัย มีธ รรมเปน ยอด มีธ รรมเปน อธิป ไตย ยอ มจัด การอารัก ขาปอ งกัน
และคุมครองโดยชอบธรรม ในหมูชนในราชสํานัก ในกษัตริยที่เปนเมืองออก

๑. บาลี ปฺจ. อํ. ๒๒/๑๖๘/๑๓๓. ตรัสแกภิกษุรูปหนึ่ง.

๑๘๒

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๓

ในหมู พ ล ในพราหมณ แ ละคฤหบดี ในราษฎรขาวนิ ค มและชนบท ในสมณะและ
พราหมณ ทั้งในเนื้อและนก,ทั้งหลาย. ดูกอนภิกษุ ! จักรพรรดิราชผูประกอบ
ในธรรม เป น ธรรมราชา ผู เ ป น เช น นี้ แ ลชื่ อ ว า เป น ผู ห มุ น จั ก รให เ ป น ไปโดยธรรม
จั กรนั้ น เป นจั กรที่ มนุ ษย ใดๆ ผู เป นข าศึ ก ไม อาจต านทานให หมุ นกลั บได ด วยมื อ,
ขอนี้ฉันใด.
ดูกอนภิกษุ ! ตถาคตก็ฉันนั้นเหมือนกัน, ตถาคตเปนอรหันต ตรัสรู
ชอบเอง เป น ธรรมราชาผู ป ระกอบด ว ยธรรม อาศั ย ธรรมอย า งเดี ย ว สั ก การะ
ธรรม เคารพธรรม นอบนอ มธรรม มีธ รรมเปน ธงชัย มีธ รรมเปน ยอดธง
มี ธรรมเป นอธิ ปไตย ย อมจั ดการอารั กขาป องกั นและคุ มครองโดยธรรม ในหมู ภิ ก ษุ
ภิ ก ษุ ณี อุ บ าสก อุ บ าสิ ก าโดยการให โ อวาทว า กายกรรม วจี ก รรม มโนกรรม
อยางนี้ ๆ ควรประพฤติ,
อยางนี้ ๆ ไมควรประพฤติ;
วา อาชีวะ อยางนี้ ๆ
ควรดํา เนิน , อยา งนี้ ๆ ไมค วรดํา เนิน ; และวา คามนิค มเชน นี้ ๆ ควรอยู
อาศัย, เชนนี้ ๆ ไมควรอยูอาศัย ดังนี้. ดูกอนภิกษุ! ตถาคตผูเปนอรหันต
ตรัส รู ช อบเอง เป น ธรรมราชาผู ป ระกอบในธรรม ผู เ ป น เช น นี้ แ ล ชื่ อ ว า ย อ มยั ง
ธรรมจักรอันไมมีจักรอื่นยิ่งไปกวาใหเปนไปโดยธรรมนั่นเทียว.
จักรนั้นเปน
จั กรที่ สมณะหรื อพราหมณ เทวดา มาร พรหม หรื อใคร ๆ ในโลกไม อาจต านทาน
ใหหมุนกลับไดฉะนั้น.

www.buddhadasa.info
การปรากฏของพระองค คื อ การปรากฏ
แห ง ดวงตาอั น ใหญ ห ลวงของโลก ๑
ภิกษุ ท. ! ความปรากฏแหงบุคคลเอก ยอมเปนความปรากฏแหง
ดวงตาอั น ใหญ ห ลวง เป น ความปรากฏแห ง ความสว า งอั น ใหญ ห ลวง เป น ความ
ไดตรัสรูแลว - โปรดปญจวัคคีย ๑๘๓

๑. บาลี เอก. อํ. ๒๐/๓๐/๑๔๔. ตรัสแกภิกษุทั้งหลาย.

ไดตรัสรูแลว - โปรดปญจวัคคีย

๑๘๓

ปรากฏแห งความสุ กใสอั นใหญ หลวง เป นความปรากฏแห งอนุ ตตริ ยธรรม ๖ เป น
การทํ าให แจ งซึ่ ง ปฏิ สั มภิ ท า ๔ เป นการแทงตลอดอเนกธาตุ เป นการแทงตลอด
นานาธาตุ เปนการทําให แจงซึ่ งธรรมมีวิ ชชาและวิ มุ ตติ เปนผล เปนการทําใหแจ ง
ซึ่งโสดาปตติผล เปนการทําใหแจงซึ่งสกทาคามิผล เปนการทําใหแจงซึ่งอนาคามิผล
เปนการทําใหแจงซึ่งอรหัตตผล.
ใครกันเลาเปนบุคคลเอก?
ตถาคตผูเปน
อรหันต ตรัสรูชอบเอง นี้แล เปนบุคคลเอก.
ภิกษุ ท.!
นี่แล ความปรากฏแหงบุคคลเอก อันเปนความปรากฏ
แห งดวงตาอั นใหญ หลวง เป นความปรากฏแห งความสว างอั นใหญ หลวง เป นความ
ปรากฏแห งความสุ กใสอั นใหญ หลวง เป นความปรากฏแห งอนุ ตตริ ยธรรม ๖ เป น
การทํ าให แจ งซึ่ ง ปฏิ สั มภิ ท า ๔ เป นการแทงตลอดอเนกธาตุ เป นการแทงตลอด
นานาธาตุ เปนการทําให แจงซึ่ งธรรมมีวิ ชชาและวิ มุ ตติ เปนผล เปนการทําใหแจ ง
ซึ่ ง โสดาป ต ติ ผ ล เป น การทํ า ให แ จ ง ซึ่ ง สกทาคามิ ผ ล เป น การทํ า ให แ จ ง ซึ่ ง
อนาคามิผล เปนการทําใหแจงซึ่งอรหัตตผล แล.

www.buddhadasa.info
จบภาค ๓

________________

www.buddhadasa.info

ภาค ๔
เรื่องเบ็ดเตล็ดใหญนอยตาง ๆ
ตั้งแตโปรดปญจวัคคียแลว ไปจนถึงจวนจะ
ปรินิพพาน.

www.buddhadasa.info

๑๘๕

ภาค ๔
มีเรื่อง:-

ก. เกี่ยวกับการประกาศศาสนา
ข. เกี่ยวกับคณะสาวกของพระองค
ค. เกี่ยวกับความเปนอยูสวนพระองคเอง
ง. เกี่ยวกับลัทธิอื่น
จ. เกี่ยวกับการที่มีผูเขาใจผิด
ฉ. เกี่ยวกับเหตุการณพิเศษบางเรื่อง

๔๘
๓๐
๓๑
๑๖
๒๓
๒๒

เรื่อง
เรื่อง
เรื่อง
เรื่อง
เรื่อง
เรื่อง

www.buddhadasa.info

๑๘๖

พุทธประวัติจากพระโอษฐ
เรื่องเบ็ดเตล็ดใหญนอยตาง ๆ
ตั้งแตโปรดปญจวัคคียแลว ไปจนถึงจวนจะเสด็จปรินิพพาน
และ

เรื่องบางเรื่องที่ควรผนวกเขาไวในภาคนี้.
______________________
(ก. เกี่ยวกับการประกาศพระศาสนา ๒๓ เรื่อง)

การประกาศพระศาสนา๑
ภิกษุ ท. ! เราเปนผูพนแลวจากบวงทั้งปวง ทั้งที่เปนของทิพยและ
เปน ของมนุษ ย, แมพ วกเธอทั้ง หลาย ก็พน แลว จากบว งทั้ง ปวง ทั้ง ที่เ ปน
ของทิ พ ย แ ละของมนุ ษ ย . ภิ ก ษุ ท.! พวกเธอ ท. จงเที่ ย วจาริ ก ไป

www.buddhadasa.info
เพื่ อ ประโยชน เพื่ อ ความสุ ข แก ม หาชน เพื่ อ ความเอ็ น ดู แ ก โ ลก ;
เพื่ อ ประโยชน เพื่ อ ความเกื้ อ กู ล เพื่ อ ความสุ ข แก เ ทวดา
และมนุษย ท., อยาไปทางเดียวกันถึงสองรูป.

๑. บาลี มหาวรรค วิ. ๔/๓๙/๓๒. ตรัสแกพระอรหันต ๖๐ รูป ชุดแรกที่อิสิปตนมิคทายวัน.

๑๘๗

๑๘๘

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๔

ภิกษุ ท. ! พวกเธอจงแสดงธรรมใหงดงามในเบื้องตน ใหงดงามใน
ทามกลาง ใหงดงามในที่สุดลงรอบ,
จงประกาศพรหมจรรยใหเปนไปพรอม
ทั ้ง อรรถะทั ้ง พยัญ ชนะ ใหบ ริส ุท ธิ ์บ ริบ ูร ณสิ ้น เชิง :สัต วทั ้ง หลายที ่เ ปน พวกมี
ธุลีในดวงตาแตเล็กนอยก็มีอยู.
สัตวพวกนี้ ยอมเสื่อมจากคุณที่ควรได เพราะ
ไมไดฟงธรรม, สัตวผูรูทั่วถึงธรรม จักมีเปนแน.
ภิกษุ ท. ! แมเราเอง ก็จักไปสูตําบลอุรุเวลาเสนานิคม เพื่อ
แสดงธรรม.

หลักที่ทรงใชในการตรัส๑
(๖ อยาง)
ราชกุมาร ! (๑) ตถาคตรูชัดซึ่งวาจาใด อันไมจริงแท ไมประกอบ
ดวยประโยชนและไมเปนที่รัก ที่พึงใจของผูอื่น ตถาคตยอม ไมกลาว วาจานั้น.
(๒) ตถาคตรูชัดซึ่งวาจาใด อันจริงแท แต ไมประกอบดวยประโยชน
และไมเปนที่รักที่พึงใจของผูอื่น ตถาคตยอมไมกลาว วาจานั้น.
(๓)
ตถาคตรูชัดซึ่งวาจาใด อันจริงแท ประกอบดวยประโยชน
แต ไมเปนที่รักที่พึงใจของผูอื่น ตถาคตยอมเลือกใหเหมาะกาล เพื่อกลาววาจานั้น.
(๔)
ตถาคตรูชัดซึ่งวาจาใด อันไมจริงแท ไมประกอบดวยประโยชน
แตเปนที่รักที่พึงใจของผูอื่น ตถาคตยอมไมกลาว วาจานั้น.
(๕) ตถาคตรูชัดซึ่งวาจาใด อันจริงอันแท แตไมประกอบดวยประโยชน
แตก็เปนที่รักที่พึงใจของผูอื่น ตถาคตยอมไมกลาว วาจานั้น.

www.buddhadasa.info

๑. บาลี ม.ม. ๑๓/๙๑/๙๔, ตรัสแกอภยราชกุมาร ที่เวฬุวัน.

โปรดปญจวัคคียแลว - จวนจะปรินิพพาน

๑๘๙

(๖)
ตถาคตรูชัดซึ่งวาจาใด อันจริงแท และประกอบดวยประโยชน
และ เปนที่ รัก ที่ พึงใจของผู อื่น ตถาคตยอมเปนผู รูจักกาละที่ เหมาะ เพื่ อกลาว
วาจานั้น.
ขอนี้เพราะเหตุไรเลา ? ราชกุมาร ! เพราะตถาคตมีความเอ็นดูในสัตว
ทั้งหลาย.

อาการที่ ท รงแสดงธรรม

ภิกษุ ท. ! เรายอมแสดงธรรมเพื่อความรูยิ่ง มิใชเพื่อไมรูยิ่ง, เรายอม
แสดงธรรมมีเหตุผลพรอม มิใชไมมีเหตุผลพรอม,
เรายอมแสดงธรรมมีความ
นาอัศจรรย (นาทึ่ง) มิใชไมมีอัศจรรย.
ภิกษุ ท. ! เมื่อเราแสดงธรรมเพื่อความรูยิ่ง มีเหตุผลพรอม มีความ
นาอัศจรรย,
มิใชแสดงเพื่อความไมรูยิ่ง ไมมีเหตุผล ไมมีความนาอัศจรรย
อยู ด ัง นี ้ โอวาท ก็เ ปน สิ ่ง ที ่ใ คร ๆ ควรทํ า ตาม,อนุส าสนี ก็เ ปน สิ ่ง ที ่ใ คร ๆ
ควรทําตาม.

www.buddhadasa.info
ภิกษุ ท. ! พอละ เพื่อความยินดี ความอิ่มเอิบใจ ความโสมนัสแก
พวกเธอทั้งหลาย วา “พระผูมีพระภาค เปนองคสัมมาสัมพุทธเจา, พระธรรม
เปนสิ่งที่พระผูมีพระภาค ตรัสดีแลว, พระสงฆคือผูปฏิบัติดีแลว” ดังนี้.

ทรงแสดงธรรมด ว ยความระมั ด ระวั ง อย า งยิ่ ง ๒
ภิกษุ ท. ! พญาสัตวชื่อ สีหะ ออกจากถ้ําที่อาศัยในเวลาเย็น เหยียด

๑. บาลี ติก. อํ. ๒๐/๓๕๖/๕๖๕. ตรัสแกภิกษุทั้งหลาย ที่โคตมกเจดีย เวสาลี.
๒. บาลี ปญจ. อํ. ๒๒/๑๓๗/๙๙. ตรัสแกภิกษุทั้งหลาย

๑๙๐

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๔

ยืดกาย แลวเหลียวดูทิศทั้งสี่โดยรอบ บันลือสีหนาทสามครั้งแลว ก็เที่ยวไปเพื่อ
หาอาหาร.
ราชสีหนั้น เมื่อตะครุบชาง ก็ตะครุบดวยความระมัดระวังอยางยิ่ง
ไมหละหลวม.
เมื่อตะครุบควายปา ก็ตะครุบดวยความระมัดระวังอยางยิ่ง
ไม ห ละหลวม.
เมื่ อ ตะครุ บ วั ว ก็ ต ะครุ บ ด ว ยความระมั ด ระวั ง อย า งยิ่ ง
ไมห ละหลวม.
เมื่อ ตะครุบ เสือ ดาวก็ต ะครุบ ดว ยความระมัด ระวัง อยา งยิ่ง
ไม ห ละหลวม.
แม ที่ สุ ด แต เ มื่ อ ตะครุ บ สั ต ว เ ล็ ก ๆ เช น กระต า ยและแมว
ก็ตะครุบดวยความระมัดระวังอยางยิ่ง ไมหละหลวม. เพราะเหตุไรเลา ? เพราะ
ราชสีหนั้นคิดวา เหลี่ยมคูของราชสีหอยาไดเสื่อมเสียไปเสียเลย ดังนี้. ภิกษุ ท. !
ก็ คําวา ราชสีห ๆ นี้เปนคําแทนชื่อตถาคตผูอรหันตตรัสรูชอบดวยตนเอง
ดวยเหมือนกัน การแสดงธรรมแกบริษัทนั่นแหละ คือการบันลือสีหนาทของ
ตถาคต.
ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตแสดงธรรมแกภิกษุทั้งหลาย ก็แสดงดวยความ
ระมัดระวังอยางยิ่ง ไมหละหลวม. เมื่อแสดงแกภิกษุณีทั้งหลาย ก็แสดงดวยความ
ระมัดระวังอยางยิ่ง ไมหละหลวม. เมื่อแสดงแกอุบาสกทั้งหลาย ก็แสดงดวยความ
ระมัดระวังอยางยิ่ง ไมหละหลวม.
เมื่อแสดงแกอุบาสิกาทั้งหลาย ก็แสดง
ดวยความระมัดระวังอยางยิ่ง ไมหละหลวม. แมที่สุดแตเมื่อแสดงแกปุถุชนชั้นต่ํา
ทั่วไปเชนแกคนขอทานหรือพวกพรานทั้งหลาย ก็ยอมแสดงดวยความระมัด ระวัง
อยางยิ่งไมหละหลวมเลย. เพราะเหตุไรเลา ? ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุวา
ตถาคตเปนผูหนักในธรรม เปนผูเคารพตอธรรม ดังนี้.

www.buddhadasa.info
อาการที่ ท รงบั ญ ญั ติ วิ นั ย ๑
สารีบุต ร : ! เธอจงรอกอ น,
บัญญัติวินัย.

ตถาคตเอง จัก เปน ผูรูเ วลาที่ค วร

๑. บาลี มหาวิ. วิ. ๑/๑๕/๘. ตรัสแกพระสารีบุตร ที่เมืองเวรัญชา.

โปรดปญจวัคคียแลว - จวนจะปรินิพพาน

๑๙๑

สารีบุตร ! ศาสดายอมไมบัญญัติสิกขาบท แสดงขึ้นซึ่งปาติโมกขแก
เกิดขึ้นในหมูสงฆ.
สาวกทั้งหลาย ตลอดเวลาที่ยังไมมีอาสวฐานิยะะธรรม๑
สารีบุตร!
เมื่อใด อาสวฐานิยะธรรมบางเหลาปรากฏขึ้นในหมูสงฆ เมื่อนั้น
ศาสดายอมบัญญั ติสิ กขาบทแสดงปาติ โมกขแก สาวกทั้ งหลาย เพื่ อกํ าจัดเสียซึ่ ง
อาสวฐานิยะธรรมเหลานั้น.
สารีบุตร ! อาสวฐานิยะธรรม จะยังไมปรากฏขึ้นในหมูสงฆตลอดเวลา
ที่หมูสงฆยังไมใหญโตเพราะตั้งมานาน. สารีบุตร ! เมื่อใด สงฆเปนหมูใหญโต
เพราะตั้งมานาน เมื่อนั้นอาสวฐานิยะธรรมบางเหลายอมปรากฏขึ้นในหมูสงฆ,
เมื่อนั้น ศาสดายอมบัญญัติสิกขาบทแสดงปาติโมกขแกสาวกทั้งหลาย เพื่อกําจัดเสีย
ซึ่งอาสวฐานิยะธรรมเหลานั้น.
สารีบุตร ! อาสวฐานิยะธรรม จะยังไมปรากฏขึ้นในหมูสงฆตลอด
เวลาที่หมูสงฆยังไมใหญโตเพราะแผไปเต็มที่. สารีบุตร! เมื่อใด สงฆเปนหมูใหญโต
เพราะแผ ไปเต็ มที่ เมื่อ นั้นอาสวฐนิ ยะธรรมบางเหลา ยอ มปรากฏขึ้ นในหมูส งฆ ,
เมื่อนั้น ศาสดายอมบัญญัติสิกขาบทแสดงปาติโมกขแกสาวกทั้งหลาย เพื่อกําจัดเสีย
ซึ่งอาสวฐานิยะธรรมเหลานั้น.

www.buddhadasa.info
สารีบุตร ! อาสวฐานิยะธรรม จะยังไมปรากฏขึ้นในหมูสงฆตลอดเวลา
ที่หมูสงฆยังไมใหญโตเพราะเจริญดวยลาภ. สารีบุตร! เมื่อใด สงฆเปนหมูใหญโต
เพราะเจริ ญดวยลาภเมื่อนั้นอาสวฐานิยะธรรมบางเหลายอมปรากฏขึ้นในหมูสงฆ ,
เมื่อนั้น ศาสดายอมบัญญัติสิกขาบทแสดงปาติโมกขแกสาวกทั้งหลาย เพื่อกําจัดเสีย
ซึ่งอาสวฐานิยะธรรมเหลานั้น.
สารีบุตร ! ก็สงฆหมูนี้ ยังประกอบดวยคุณอันสูง ไมมีความต่ําทราม
ไม มี จุ ด ดํา ยั ง บริ สุ ท ธิ์ ขาวผ อ ง ตั้ ง มั่ น อยู ใ นสาระ. สารี บุ ต ร เอย !
๑. อาสวฐานิยะธรรม คือความเสื่อมเสีย, หรือการกระทําอันเปนที่ตั้งแหงความเสื่อมเสีย.

๑๙๒

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๔

ในบรรดาภิ กษุ ห าร อยรู ปเหล านี้ รู ปที่ ล าหลั งเขาที่ สุ ด ก็ ยั งเป นโสดาบั น เที่ ยงแท
ตอการตรัสรู มีอันไมตกต่ําเปนธรรมดา, ดังนี้.

หั ว ใจพระธรรมในคํา “บริ ภ าส” ของพระองค

“สุทินน! จริงหรือ ไดยินวาเธอเสพเมถุนธรรมดวยภรรยาเกา?”
“ขาแตพระผูมีพระภาคเจา! เปนความจริงพระเจาขา”

โมฆบุรุษ !
นั่น ไมส มควร ไมเ หมาะสม ไมเ ขา รูป ไมใ ชเ รื่ อ ง
ของสมณะ ไมสําเร็จประโยชนไมนาทําเลย.
โมฆบุรุษ ! อยา งไรกัน เลา ที่เ ธอบวชเขา มาในธรรมวินัย อัน เรา
กลาวดีแลวเชนนี้ ไมสามารถประพฤติพรหมจรรยใหบริสุทธิ์บริบูรณจนตลอดชีวิต.
โมฆบุรุ ษ !
เราแสดงธรรมแลวโดยหลายแงหลายมุ ม เพื่ อ ความ
หนา ย หาใชเ พื่อ ความกํา หนัด ไมเ ลย,
เราแสดงธรรมแลว โดยหลายแง
หลายมุมเพื่อความคลาย หาใชเพื่อความรัดรึงไมเลย,
เราแสดงธรรมแลว
โดยหลายแงห ลายมุม เพื ่อ ความไมย ึด ถือ หาใชเ พื ่อ ความยึด ถือ ไมเ ลย,
มิใ ชห รือ .
โมฆบุรุษ !ในธรรมนี้เ อง เมื่อ เราแสดงธรรมเพื่อ หนา ย เธอก็ก ลับ
คิดไปในทางกําหนัด,
เมื่อเราแสดงธรรมเพื่อความคลาย เธอกลับคิดไปในทาง
ที่รัดรึง, เมื่อเราแสดงธรรมเพื่อไมยึดถือ เธอกลับคิดไปในทางยึดถือ.

www.buddhadasa.info
โมฆบุ รุ ษ ! เราได แ สดงธรรมแล ว
โดยหลายแง ห ลายมุ ม
เพื ่ อ ความหน า ยแห ง ราคะ เพื ่ อ ความสร า งจากเมาของความเมา
เพื่ อ ดั บ เสี ย ซึ่ ง ความกระหาย เพื่ อ ถอนเสี ย ซึ่ ง ความอาลั ย เพื่ อ

๑. บาลี มหาวิ. วิ. ๑/๓๕/๒๐, ตรัสแกภิกษุชื่อสุทินน ผูทําผิดเปนคนแรกในปฐมปาราชิก สิกขาบท,
ที่ปามหาวัน ใกลเมืองเวสาลี.

โปรดปญจวัคคียแลว - จวนจะปรินิพพาน

๑๙๓

ตั ด เสี ย ซึ ่ ง วงกลมคื อ วั ฏ ฏะ เพื ่ อ ความหมดตั ณ หา เพื ่ อ ความจาง
เพื่ อ ความดับ เพื่อนิพพาน มิใชหรือ.
โมฆบุ รุ ษ !
อุ บ ายเครื่ อ งละกาม โดยวิ ธี ห ลายแง ห ลายมุ ม เราได
บอกแล ว มิใชหรือ.
การกําหนดรูกามสัญญา โดยวิธีหลายแงหลายมุม เราได
บอกแลว มิใ ชห รือ .
อุบ ายเครื่อ งดับ เสีย ซึ่ง ความกระหายในกาม โดยวิธี
หลายแงหลายมุม เราไดบอกแลว มิใชหรือ.
อุบายเครื่องถอนเสียซึ่งกามวิตก
โดยวิธีหลายแงหลายมุม เราไดบอกแลวมิใชหรือ.
อุบายเครื่องสงบรํางับความ
แผดเผาของกาม โดยวิธีหลายแงหลายมุม เราไดบอกแลวมิใชหรือ ?.
โมฆบุรุษ!
มันเปนการดีสําหรับ เธอ ที่จะใสอ งคชาตของเธอเข า
ในปากของงูที่มีพิษรายดีกวาที่จะใสเขาในองคชาตแหงมาตุคาม.
โมฆบุรุษ !
มั น เป น การดี สํ า หรั บ เธอ ที่ จ ะใส อ งคชาตของเธอเข า ในปากของงู เ ห า ดํ า ดี ก ว า
ที่จะใสเขาในองคชาตของมาตุคาม. โมฆบุรุษ! มันเปนการดีสําหรับเธอในการที่
จะหย อ นองคชาตของเธอลงในหลุ ม ถ า นเพลิ ง ที่ กํ า ลั ง ลุ ก โชติ ช ว ง ดี ก ว า ที่ จ ะใส เ ข า
ในองคชาตแหงมาตุคาม. เพราะเหตุไรเลา? เพราะการตายเสียดวยเหตุนั้น ก็ยัง
ไมเขาถึงอบายทุคติวินิบาตนรก. โมฆบุรุษ! ขอที่เธอพึงเขาถึงอบายทุคติวินิบาต
นรกภายหลั ง แต ก ารตายนั้ น ย อ มมาจากการที่ เ ธอเสพอสั ท ธรรมอั นเป น การกระทํ า
สํ าหรั บคนชาวบ าน เป นการกระทํ าชั้ นต่ํ าทราม หยาบคายลึ กลั บ เพราะต องปกป ด
เปนการกระทําของสัตวที่ยังตองอยูกันเปนคู ๆ.
โมฆบุ รุ ษ !
เธอเป นผู ริ เริ่ มการประกอบอกุ ศลมากหลาย.
โมฆบุ รุ ษ !
การทํ า เช น นี้ ไม ทํ า ให เ กิ ด ความเลื่ อ มใสแก ผู ที่ ยั ง ไม เ ลื่ อ มใส ไม ทํ า ผู ที่ เ ลื่ อ มใสแล ว
ใหเ ลื่อ มใสยิ่ง ขึ้น ไป;
มีแ ตจ ะทํา ผูไ มเ ลื่อ มใสไมใ หเ ลื่อ มใส และทํา ผูที่เ คย
เลื่อมใสบางคน ใหเปลี่ยนไปเปนอยางอื่นเทานั้น.

www.buddhadasa.info

๑๙๔

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๔

(พระผู มี พระภาคตรั สตํ าหนิ ภิ กษุ ชื่ อสุ ทิ นน โดยประการต าง ๆ แล ว ได ตรั สชี้ โทษของความ
เป นคนเลี้ ยงยาก ความเป นคนเอาใจยาก ความมั กใหญ ความไม สั นโดษ ความคลุ กคลี กั นเป นหมู
ความเกี ยจคร าน แล วตรัสชี้คุ ณของความเป นคนเลี้ยงงาย ความปรารถนาน อย ความสั นโดษความขั ดเกลา
เปนตนแลว ไดตรัสธรรมิกถาโดยสมควรแกเหตุการณ แลวตรัสแกภิกษุทั้งหลาย:-)

ภิกษุ ท. ! เมื่อเปนเชนนี้ เราจักบัญญัติสิกขาบท เพราะอาศัยอํานาจ
แหง ประโยชน ๑๐ประการคือ เพื ่อ ความตั ้ง อยู ด ีข องหมู ส งฆ เพื ่อ ความ

อยู เ ปน ผาสุก ของหมู ส งฆ เพื ่อ ขม คนดื ้อ ดา น เพื ่อ ความอยู ผ าสุก ของ
ภิก ษุที ่ร ัก ศีล เพื ่อ ปด กั ้น อาสวะในชาตินี ้ เพื ่อ กํ า จัด อาสวะในชาติต อ ไป
เพื ่อ ใหเ ปน ที ่เ ลื ่อ มใสแกผู ที ่ย ัง ไมเ ลื ่อ มใส เพื ่อ ใหค นที ่เ ลื ่อ มใสอยู แ ลว
เลื ่อ มใสยิ ่ง ๆ ขึ ้น ไป เพื ่อ ความตั ้ง มั ่น แหง พระสัท ธรรมเพื ่อ อนุเ คราะห
วินัยอันเปนระเบียบสําหรับหมู....ดังนี้.
ทรงเป น ยามเฝ า ตลิ่ ง ให ป วงสั ต ว ๑
ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนมีบุรุษผูหนึ่ง วายลองกระแสน้ําลงไป
เพราะเหตุจะไดสิ่งนารักนาเพลินใจ.

www.buddhadasa.info
มี บุ รุ ษบั ณฑิ ตผู หนึ่ ง ยื นอยู บนฝ ง เห็ นบุ รุ ษผู ว ายน้ํ านั้ นแล ว ร องบอก
ไปวา “ทา นผู เ จริญ !ทา นยอ มวา ยลอ งตามกระแสน้ํ า เพราะเหตุจ ะไดสิ ่ง นา รัก
นาเพลินใจโดยแท.
แตวา ทางเบื้องลางนั้นมีหวงน้ําลึก มีคลื่น มีน้ําวน มียักษ
มีรากษส ซึ่งเมื่อทานไปถึงที่นั่นแลว จักตองตาย หรือไดรับทุกขเจียนตาย”.
ภิกษุ ท. ! บุรุษผูวายลองตามกระแสน้ํา นั้น ครั้นไดฟงดังนั้นแลว
ก็พยายามวายทวนกระแสน้ํากลับมา ดวยกําลังมือและเทาทั้งหมดของเขา.

๑. บาลี อิติวุ. ชุ. ๒๕/๓๑๖/๒๘๙. ตรัสแกภิกษุทั้งหลาย.

โปรดปญจวัคคียแลว - จวนจะปรินิพพาน

๑๙๕

ภิกษุ ท. ! คําอุปมานี้ ตถาคตผูขึ้น เพื่อใหรูเนื้อความ. เนื้อความ
ในเรื่องนั้น ดังนี้ : คําวา ‘กระแสน้ํา' เปนชื่อแหงตัณหา. คําวา ‘สิ่งนา
รักนาเพลินใจ' เปนชื่อแหงอายตนะภายในหก. คําวา`หวงน้ําลึก' เปนชื่อแหง
สัญโญชนเบื้องต่ําหาอยาง. คําวา `คลื่น' เปนชื่อแหงความโกรธ และความ
คั บ แค น . คํา ว า ‘น้ํา วน' เป น ชื่ อ แห ง กามคุ ณ ห า . คํา ว า ‘ยั ก ษ ' และ
’รากษส' เปน ชื่อ แหง เพศตรงขา ม.คํา วา ‘วา ยทวนกระแสกลับ มา' เปน
ชื่อ แหง เนกขัม มะ.คํา วา ‘พยายามดว ยกํา ลัง มือ และเทา ทั้ง หมด
'เปน ชื่อ
แหง การปรารภความเพีย ร.
คํา วา ‘บุรุษ บัณ ฑิต ผูยืน อยูบ นฝง '
เปน ชื่อ
แห ง ตถาคต ผูเปนพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจา นี้แล.

ทรงสอนเช น เดี ย วกั บ พระพุ ท ธเจ า ทั้ ง ปวง ๑
กันทรกะ ! บรรดาพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจา ที่ไดมีแลวในกาล
ยืดยาวสวนอดีต, พระผูมีพระภาคเจาเหลานั้น ลวนแตไดสอนใหภิกษุสงฆปฏิบัติ
ชอบแลว มีอยางนี้เปนอยางยิ่ง คือเหมือนอยางที่เราสอนใหแกภิกษุสงฆในบัดนี้ให
ปฏิบัติชอบอยู.

www.buddhadasa.info
กันทรกะ ! บรรดาพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจา ที่จักมีมาในกาล
ยืดยาวสวนอนาคต,
พระผูมีพระภาคเจาเหลานั้น ก็ลวนแตจักไดสอนใหภิกษุสงฆ
ปฏิ บั ติ ชอบ มี อย างนี้ เป นอย างยิ่ ง คื อเหมื อนอย างที่ เราสอนให ภิ กษุ สงฆ ในบั ดนี้
ให ปฏิบัติชอบอยู.

๑. บาลี ม.ม. ๑๓/๒๒. ตรัสแกกันทรกปริพพาชก, ที่สระคัคครา นครจัมปา.

๑๙๖

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๔

กัน ทรกะ !
เหลา ภิก ษุผูเ ปน อรหัน ต สิ้น อาสวะ จบพรหมจรรย
หมดกิจ ควรทํ า ปลงภาระลงไดผู ม ีป ระโยชนข องตัว เองอัน ตามบรรลุไ ดแ ลว
มี สั ญ โญชน ใ นภพสิ้ น รอบแล ว พ น วิ เ ศษแล ว เพราะรู ทั่ ว ถึ ง โดยชอบมี อ ยู ใ นภิ ก ษุ
สงฆหมูนี้; และเหลาภิกษุผูเปนเสขะ (คือพระโสดา สกิทาคา อนาคา) ผูมีศีล
ทุก เมื ่อ มีว ัต รทุก เมื ่อ มีป ญ ญา มีช ีว ิต อยู ด ว ยปญ ญาเครื ่อ งรัก ษาตน ก็ม ีอ ยู
ในภิกษุสงฆ หมูนี้.

ทรงสามารถในการสอน ๑
นิโครธะ ! เรากลาวอยูอยางนี้วา จงมาเถิด บุรุษผูเปนวิญูชน
ไมโ อ อ วด ไมมีม ารยา มีสัญ ชาติ แ ห ง คนตรง,
เราพร่ํา สอนอยู แสดง
ธรรมอยูเธอปฏิบั ติ ตามอยู อย างที่ เราสอน ก็จั กทําให แจง ซึ่ งที่ สุ ดแห งพรหมจรรย
(คืออรหัตตผล)อันไมมีอะไรยิ่งไปกวา อันเปนสิ่งที่กุลบุตร ท. ผูออกจากเรือนบวช
เปนผูไมเกี่ยวของดวยเรือนโดยชอบ ปรารถนาอยู,
ไดอยูในภพอันตนเห็นแลวนี้
ดวยปญญาอันยิ่งของตนเอง เขาถึงแลวแลอยูได, ในชั่วเวลา ๗ ป.
นิโครธะ ! ๗ ปยกไวก็ได ...ฯลฯ...๒ ได, ในชั่วเวลา ๖ ป.
นิโครธะ ! ๖ ป, -๕ ป, -๔ ป, -๓ ป, -๒ ป, -๑ ป, ยกไวก็ได.
ฯลฯ...
นิโครธะ ! ๗ เดือน, -๖ เดือน, -๕ เดือน, -๔ เดือน, -๓ เดือน
-๒ เดื อ น, -๑ เดือน, -กึ่งเดือน ยกไวก็ได.
นิโ ครธะ ! จงมาเถิด บุรุษ ผูเ ปน วิญ ูช น ไมโ ออ วด ไมมีม ารยา
มีสัญชาติแหงคนตรง, เราพร่ําสอนอยู, แสดงธรรมอยู, เธอปฏิบัติ

www.buddhadasa.info

๑. บาลี อุทุมพริกสูตร ปา.ที. ๑๑/๕๘/๓๑. ตรัสแกนิโครธปริพพาชก ที่ฝงแมน้ําสุมาคธา
ใกลกรุงราชคฤห.
๒. ตามสํานวนภาษาบาลีเต็ม: ตรัสทีละอยางซ้ํากัน ตางกันแตลดจํานวนเวลาลงมาเทานั้น.

โปรดปญจวัคคียแลว - จวนจะปรินิพพาน

๑๙๗

ตามอยู อ ยา งที ่เ ราสอน ก็จ ัก ทํ า ใหแ จง ซึ ่ง ที ่ส ุด แหง พรหมจรรย(คือ อรหัต ตผล)
อันไมมีอะไรอื่นยิ่งไปกวา อันเปนสิ่งที่ปรารถนาของกุลบุตร ท. ผูออกจากเรือน
บวชไมเกี่ยวของดวยเรือนโดยชอบ, ไดอยูในภพอันตนเห็นแลวนี้ ดวยปญญา
อันยิ่งของตนเอง เขาถึงแลวแลอยูได ชั่วเวลา ๗ วัน.

ทรงสามารถยิ่ ง ในการสอน ๑
ราชกุมาร ! องคอันควรแกการประกอบความเพียร ๕ องค คืออะไร
บางเลา ? ๕ องคคือราชกุมาร! ภิกษุในธรรมวินัยนี้,
(๑) เปน ผูมีศรัทธา ยอมเชื่อความตรัสรูของตถาคต วา “แมเพราะ
เหตุนี ้ ๆ พระผู ม ีพ ระภาคเจา นั ้น เปน พระอรหัน ต ตรัส รู ช อบเอง สมบูร ณ
ดว ยวิช ชาและจรณะ ดํา เนิน ไปดี รูแ จง โลก เปน สารถีฝ ก คนควรฝก อยา ง
ไมม ีใ ครยิ ่ง ไปกวา เปน ครูข องเทวดาและมนุษ ย เปน ผู เ บิก บานแลว จํ า แนก
ธรรมออกสอนสัตว” ดังนี้.
(๒)
เปน ผูมีอาพาธนอย มีโรคนอย มีไฟธาตุสําหรับยอยอาหาร
ที่ ย อ ยได ส ม่ํ า เสมอ ปานกลาง ไม ร อ นเกิ น ไม เ ย็ น เกิ น พอควรแก ก ารบํ า เพ็ ญ
เพียร.
(๓) เปน ผูไมโออวด ไมมารยา เปนผูเปดเผยตนเองตามที่เปนจริง
ในพระศาสดา, ในทานผูรู, หรือในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย ก็ตาม.
(๔) เปน ผูปรารภความเพียร เพื่อการละสิ่งอันเปนอกุศล เพื่อถึง
พรอ มดว ยสิ ่ง อัน เปน กุศ ลมีกํ า ลัง มีค วามบากบั ่น หนัก แนน ไมท อดทิ ้ง ธุร ะ
ในสิ่งทั้งหลายอันเปนกุศล.

www.buddhadasa.info

๑. บาลี โพธิราชกุมารสูตร ม.ม. ๑๓/๔๗๒/๕๑๘. ตรัสแกโพธิราชกุมาร ที่ปาเภสกฬาวัน,
แควนภัคคะ.

๑๙๘

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๔

(๕) เปนผูมีปญญา ประกอบดวยปญญาซึ่งสามารถกําหนดความเกิด
ขึ ้น และความดับ หายไปเปน ปญ ญาอัน ประเสริฐ เปน เครื ่อ งเจาะแทงกิเ ลส
เปนเครื่องใหถึงความสิ้นทุกขไดโดยชอบ. ราชกุมาร! เหลานี้แล เปนองค
อันควรแกการประกอบความเพียร ๕ องค.
ราชกุมาร ! ภิกษุผูประกอบดวยองค ๕ องคเหลานี้, เมื่อไดตถาคต
เปน ผูนํ า ก็พ ึง ทํ า ใหล ุแ จง ซึ ่ง ที่ส ุด แหง พรหมจรรยอ ัน เปน สิ ่ง ไมม ีอ ะไรอื ่น ยิ ่ง
ไปกวา อัน เปน ที่ป รารถนาของกุล บุต รทั้ง หลาย ผูอ อกจากเรือ นบวช เปน ผู
ไมเกี่ยวของดวยเรือนโดยชอบ, ไดในภพอันตรเห็นแลวนี้ ดวยปญญาอันยิ่ง
ของตนเอง เขาถึงแลวแลอยูได, ชั่วเวลา ๗ ป.
ราชกุมาร ! ๗ ปจงยกไวก็ได ...ฯลฯ...
ราชกุมาร ! ๖ ปจงยกไวก็ได ...ฯลฯ...
ราชกุมาร ! ๕ ปจงยกไวก็ได ...ฯลฯ...
ราชกุมาร ! ๔ ปจงยกไวก็ได ...ฯลฯ...
ราชกุมาร ! ๓ ปจงยกไวก็ได ...ฯลฯ...
ราชกุมาร ! ๒ ปจงยกไวก็ได ...ฯลฯ...
ราชกุมาร ! ๑ ปจงยกไวก็ได ...ฯลฯ...
ราชกุมาร ! ๗ เดือนจงยกไวก็ได ...ฯลฯ...
ราชกุมาร ! ๖ เดือนจงยกไวก็ได ...ฯลฯ...
ราชกุมาร ! ๕ เดือนจงยกไวก็ได ...ฯลฯ...
ราชกุมาร ! ๔ เดือนจงยกไวก็ได ...ฯลฯ...
ราชกุมาร ! ๓ เดือนจงยกไวก็ได ...ฯลฯ...
ราชกุมาร ! ๒ เดือนจงยกไวก็ได ...ฯลฯ...
ราชกุมาร ! ๑ เดือนจงยกไวก็ได ...ฯลฯ...
ราชกุมาร ! กึ่งเดือนจงยกไวก็ได ...ฯลฯ...

www.buddhadasa.info

โปรดปญจวัคคียแลว - จวนจะปรินิพพาน

๑๙๙

ราชกุมาร! ๗ วัน ๗ คืน จงยกไวก็ได ...ฯลฯ...
ราชกุมาร! ๖ วัน ๖ คืน จงยกไวก็ได ...ฯลฯ...
ราชกุมาร! ๕ วัน ๕ คืน จงยกไวก็ได ...ฯลฯ...
ราชกุมาร! ๔ วัน ๔ คืน จงยกไวก็ได ...ฯลฯ...
ราชกุมาร! ๓ วัน ๓ คืน จงยกไวก็ได ...ฯลฯ...
ราชกุมาร! ๒ วัน ๒ คืน จงยกไวก็ได ...ฯลฯ...
ราชกุมาร!
๑ วัน ๑ คืน จงยกไว,
ภิกษุผูประกอบดวยองค
ควรแกก ารประกอบความเพีย ร ๕ องคเ หลา นี ้แ ลว ไดต ถาคตเปน ผู นํ า ,
อัน เรากล า วสอนแล ว ในตอนเย็ น รุ ง เช า ก็ จั ก บรรลุ คุ ณ วิ เ ศษ,อั น
เรากลาวสอนแลวในตอนเชาเย็นลง ก็จักไดบรรลุคุณวิเศษ.
“อโห ! พุทโธ, อโห! ธัมโม, อโห! ความที่พระธรรมเปนสิ่งที่พระผูมีพระภาคตรัสไว
อยางดีแลว,
ในเพราะเหตุที่กุลบุตร ซึ่งเมื่อพระผูมีพระภาคกลาวสอนในตอนเย็น เชาขึ้นก็จักบรรลุ
คุณวิเศษ,พระผูมีพระภาคกลาวสอนในตอนเชา เย็นลงก็จักบรรลุคุณวิเศษ”
โพธิราชกุมาร ทูลสนอง
ดวยความอัศจรรยใจตนเอง.

www.buddhadasa.info
สิ่ ง ที่ ต รั ส รู แ ต ไ ม ท รงนํา มาสอน
มี ม ากกว า ที่ ท รงนํา มาสอนมากนั ก ๑

พระผูมีพระภาคเจาทรงกําใบไมสีสปา ที่รวงอยูตามพื้นดินขึ้นมาหนอยหนึ่งแลว
ภิกษุทั้งหลายวา:-

ตรัสแก

๑. บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๔๘/๑๗๑๒. ตรัสแกภิกษุทั้งหลาย ที่ปาไมสีสปา ใกลเมืองโกสัมพี.
ไมสีสปานี้แปลกันมาวาไมประดูลาย. ปทานุกรมสันสกฤตแปลวาไมอโศก, และบางฉบับใหคําแปล
ไววา Dalbergia Sissoo

๒๐๐

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๔

ภิกษุ ท. ! เธอทั้งหลายเขาใจวาอยางไร : ใบไมสีสปาที่เรากําขึ้น
หนอยหนึ่งนี้มาก หรือวาใบไมสีสปาที่ยังอยูบนตนเหลานั้นมาก?
“ขาแตพระองคผูเจริญ!
ใบไมที่พระผูมีพระภาคทรงกําขึ้นดวยฝามือนั้นเปนของ
นอย สวนใบไมที่ยังอยูบนตนสีสปาเหลานั้นยอมมีมาก.”

ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น ธรรมะสวนที่เรารูยิ่งดวยปญญาอันยิ่งแลว
ไมกลาวสอน นั้น มีมากกวาสวนที่นํามากลาวสอน. ภิกษุ ท. ! เหตุไรเลา
เราจึงไมกลาวสอนธรรมะสวนนั้น ๆ ? ภิกษุ ท.! เพราะเหตุวา ธรรมะสวนนั้น ๆ
ไมป ระกอบอยูดว ยประโยชน ที่เ ปน เงื่อ นตน แหง พรหมจรรย,
ไมเ ปน ไป
เพื ่อ ความหนา ย ไมเ ปน ไปเพื ่อ ความคลายกํ า หนัด ไมเ ปน ไปเพื ่อ ความดับ
ไมเ ปน ไปเพื ่อ ความสงบ ไมเ ปน ไปเพื ่อ ความรู ยิ ่ง ไมเ ปน ไปเพื ่อ ความรู พ รอ ม
ไมเปนไปเพื่อนิพพาน, ฉะนั้น เราจึงไมกลาวสอน.
ภิกษุ ท .! ธรรมะอะไรเลา เปนธรรมะที่เรากลาวสอน ? ภิกษุ ท. !
ธรรมะที่เรากลา วสอนคือ ขอ ที่วา ความทุกขเปนอยา งนี้ ๆ,
เหตุเ ปน ที่เ กิด
ขอปฏิบัติเพื่อถึงความดับสนิทของความทุกข เปนอยางนี้ ๆ.
ภิกษุ ท. !
เพราะเหตุไรเลา ธรรมะสวนนี้เราจึงนํามากลาวสอน? ภิกษุ ท.! เพราะวาธรรมะ
ส ว นนี้ ประกอบอยู ด ว ยประโยชน เป น เงื่ อ นต น แห ง พรหมจรรย

www.buddhadasa.info
เป น ไปเพื่ อ ความหน า ย เป น ไปเพื่ อ ความคลายกํา หนั ด เป น ไป
เพื่ อ ความดั บ เป น ไปเพื่ อ ความสงบเป น ไปเพื่ อ ความรู ยิ่ ง เป น ไป
เพื่อความรูพรอม เปนไปเพื่อนิพพาน,
เพราะเหตุนั้นแล เราจึงนํามา
กลาวสอน.

โปรดปญจวัคคียแลว - จวนจะปรินิพพาน

๒๐๑

คํา ของพระองค ตรงเป น อั น เดี ย วกั น หมด ๑
ภิกษุ ท.! นับตั้งแตราตรี ที่ตถาคตไดตรัสรูอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
จนกระทั่งถึงราตรี ที่ตถาคตปรินิพพาน ดวยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ,
ตลอด
เวลาระหวา งนั ้น ตถาคตไดก ลา วสอน พร่ํา สอน แสดงออก ซึ่ง ถอ ยคํา ใด
ถอ ยคํา เหลา นั้น ทั้ง หมด ยอ มเขา กัน ไดโ ดยประการเดีย วทั้ง สิ้น ไมแ ยง กัน เปน
ประการอื่นเลย.
ภิกษุ ท. ! (อนึ่ง) ตถาคตกลาวอยางใด ทําอยางนั้น, ทําอยางใด
กลาวอยางนั้น.

ทรงสอนเฉพาะแต เ รื่ อ งทุ ก ข
กั บ ความดั บ สนิ ท ของทุ ก ข ๒
ภิกษุ ท.!
ทั้งที่เรามีถอยคําอยางนี้ มีการกลาวอยางนี้ สมณะและ
พราหมณบ างพวก ยัง กลา วตู เ ราดว ยคํา เท็จ เปลา ๆ ปลี้ ๆ ไมมีจ ริง เปน จริง วา
“พระสมณโคดมซึ่งเปนคนจูงคนใหเดินผิดทางไปสูความฉิบหาย; ยอมบัญญัติลัทธิ
ความสูญเปลา ความวินาศ ความไมมี ของสัตว คน ตัวตนเราเขา ขึ้นสั่งสอน”
ดังนี้.

www.buddhadasa.info
ภิกษุ ท. ! สมณะและพราหมณบางพวกเหลานั้น กลาวตูเราดวยคําเท็จ
เปลา ๆ ปลี้ ๆ ไมมีจริงเปนจริง โดยประการที่เรามิไดกลาว หรือจะกลาวอยางนั้น
ก็หามิได.

๑. บาลี อิติวุ. ขุ. ๒๕/๓๒๑/๒๙๓. ตรัสแกภิกษุทั้งหลาย.
๒. บาลี อลคัททูปมสูตร มู.ม. ๑๒/๒๗๘/๒๘๖. ตรัสแกภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

๒๐๒

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๔
ภิก ษุ ท. ! ในกาลกอ นก็ต าม ในบัด นี้ก็ต าม เราบัญ ญัติ

ขึ ้ น สอนแต เ รื ่ อ งความทุ ก ข และความดั บ สนิ ท ไม ม ี เ หลื อ ของ
ความทุ ก ข เทานั้น.
ภิกษุ ท. ! ในการกลาวแตเรื่องความทุกขและความดับสนิทของ
ความทุ ก ข เ ช น นี้ แม จ ะมี ใ ครมาด า ว า ถากถางกระทบกระเที ย บเสี ย ดสี ตถาคต
ก็ไมมีความโกรธแคนขุนเคืองเดือดรอนใจเพราะเหตุนั้นแตประการใด. ภิกษุ ท. !
ในเรื่องเดียวกันนั้นเอง แมจะมีใครมาสักการะเคารพสรรเสริญบูชา, ตถาคต
ก็ไมมีความรูสึกเพลิดเพลินชื่นชม หรือเคลิ้มใจไปตาม.
ถามีใครมาสักการะ
เคารพสรรเสริญบูชา ตถาคตยอมมีความคิดอยางนี้วา กอนหนานี้เรามีความรูสึก
ตัวทั่วถึงอยางไร บัดนี้เราก็ตองทําความรูสึกตัวทั่วถึงอยางนั้น, ดังนี้.

ทรงมี ห ลั ก เกณฑ ก ารฝ ก ตามลํา ดั บ (อย า งย อ ) ๑
ดูกอนพราหมณ ! ในธรรมวินัยนี้ เราสามารถบัญญัติกฎเกณฑแหง
การศึกษาตามลําดับ การกระทําตามลําดับ และการปฏิบัติตามลําดับ ไดเหมือน
กัน (กับที่ทานวิธีฝกสอนศิษยของทานใหนับตามลําดับ)
ดูกอนพราหมณ ! เปรียบเหมือนผูชํานาญการฝกมา ไดมาชนิดที่อาจฝกได
มาแลว ในขั้นแรกยอมฝกใหรูจักการรับสวมบังเหียนกอน แลวจึงฝกอยางอื่น ๆ
ใหยิ่ง ขึ้น ไป ฉัน ใด; พราหมณเอย! ตถาคตครั้น ไดบุรุษ ที่พ อฝกไดม าแลว
ในขั้ น แรกย อ มแนะนํา อย า งนี้ ก อ นว า “มาเถิ ด ภิ ก ษุ ! ท า นจงเป น

www.buddhadasa.info

๑. บาลี คณกโมคคัลลานสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๘๒/๙๔. ตรัสแกพราหมณ ชื่อคณกโมคคัลลานะ
ที่บุพพาราม ใกลกรุงสาวัตถี.

โปรดปญจวัคคียแลว - จวนจะปรินิพพาน

๒๐๓

ผูมีศีล สํา รวมดว ยดีใ นปาติโ มกข ถึง พรอ มดว ยมรรยาทและโคจร มีป รกติ
เห็นเปนภัยแมในโทษที่เล็กนอย จงสมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลายเถิด” ดังนี้.
พราหมณ ! ในกาลใด ภิกษุนั้นเปนผูมีศีล (เชนที่กลาวแลว) ดีแลว
ตถาคตย อ มแนะนํา ให ยิ่ ง ขึ้ น ไปว า “มาเถิ ด ภิ ก ษุ ! ท า นจงเป น ผู สํา รวม
ในอิ น ทรี ย ทั้ ง หลาย :
ได เ ห็ น รู ป ด ว ยตาแล ว จั ก ไม ถื อ เอาโดยนิ มิ ต
(คือ รวบถือ ทั้ง หมดว า งามหรือ ไมง ามแลว แตก รณี),
จัก ไมถือ เอาโดยอนุพ ยัญ ชนะ
(คือแยกถือเอาแตบางสวนวาสวนใดงามหรือไมงามแลวแตกรณี), บาปอกุศลกลาวคืออภิชฌา
และโทมนัส มักไหลไปตามอารมณเพราะการไมสํารวมจักขุอินทรียใดเปนเหตุ
(ในโสติน ทรียคือ หู
เราจักสํารวมอินทรียนั้นไวเปนผูรักษาสํารวมจักขุอินทรีย.
ฆานินทรียคือจมูก ชิวหาอินทรียคือลิ้น กายินทรียคือกาย และมนินทรียคือใจ ก็มีขอความนัยเดียวกัน).
พราหมณ ! ในกาลใด ภิกษุนั้นเปนผูสํารวมอินทรีย (เชนที่กลาวนั้น)
ดีแ ลว ตถาคตยอมแนะนําใหยิ่งขึ้นไปอีกวา “มาเถิดภิกษุ! ทานจงเปนผูรู
ประมาณในโภชนะอยูเ สมอ จงพิจ ารณาโดยแยบคายแลว จึง ฉัน ไมฉัน
เพื่อเลนเพื่อมัวเมา เพื่อประดับตกแตง,
แตฉันเพียงเพื่อใหกายนี้ตั้งอยูได
เพื ่อ ใหช ีว ิต เปน ไปเพื ่อ ปอ งกัน ความลํ า บาก เพื ่อ อนุเ คราะหพ รหมจรรย,
เราจักกําจัดเวทนาเกา (คือหิว) เสียแลวไมทําเวทนาใหม (อิ่มจนอึดอัด) ใหเกิดขึ้น.
ความที่อายุดําเนินไปได ความไมมีโทษเพราะอาหารและความอยูผาสุกสํา ราญ
จักมีแกเรา” ดังนี้.

www.buddhadasa.info
พราหมณ ! ในกาลใด ภิกษุนั้นเปนผูรูประมาณในโภชนะ (เชนที่กลาวนั้น)
ดีแลว ตถาคตยอมแนะนําใหยิ่งขึ้นไปอีกวา “มาเถิดภิกษุ! ทานจงประกอบ
ความเพียรในธรรมเปนเครื่องตื่น (ไมหลับ ไมงวง ไมมึนชา). จงชําระจิต

๒๐๔

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๔

ใหหมดจดสิ้นเชิงจากอาวรณิยธรรมทั้งหลาย ดวยการเดิน การนั่งตลอดวันยังค่ํา
ไปจนสิ้นยามแรกแหงราตรี.
ครั้นยามกลางแหงราตรี สําเร็จการนอนอยาง
ราชสีห (คือ) ตะแคงขวา เทาเหลื่อมเทา มีสติสัมปชัญญะในการลุกขึ้น. ครั้นถึง
ยามทายแหงราตรี ลุกขึ้นแลว ชําระจิตใหหมดจดจากอาวรณิยธรรมดวยการเดิน
การนั่ง อีกตอไป” ดังนี้.
พราหมณ ! ในกาลใด ภิกษุนั้นเปนผูประกอบความเพียรในธรรม
เปนเครื่องตื่น (เชนที่กลาวนั้น) ดีแลว ตถาคตยอมแนะนําใหยิ่งขึ้นไปอีกวา “มาเถิด
ภิกษุ ! ท า นจงเป น ผู ป ระกอบพร อ มด ว ยสติ สั ม ปชั ญ ญะ รู ตั ว รอบคอบ
ในการกาวไปขางหนา การถอยกลับไปขางหลัง,
การแลดู การเหลียวดู,การคู
การเหยียด, การทรงสังฆาฏิบาตรจีวร, การฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม การถาย
อุจจาระปสสาวะ, การไป การหยุด, การนั่ง การนอน, การหลับ การตื่น, การพูด
การนิ่ง” ดังนี้.
พราหมณ ! ในกาลใด ภิกษุนั้นเปนผูประกอบพรอมดวยสติสัมปชัญญะ
(เชน ที่ก ลา วนั้น )
ดีแ ลว ตถาคตยอ มแนะนํา ใหยิ่งขึ้นไปอีก วา “มาเถิดภิกษุ !
ท า นจงเสพเสนาสนะอั น สงั ด
คื อ ป า ละเมาะ โคนไม ภู เ ขา ลํา ธาร
ทองถ้ํา ปาชาปาชัฏ ที่แจง ลอมฟาง (อยางใดอยางหนึ่ง). ในกาลเปนปจฉาภัตต
กลับจากบิณฑบาตแลว นั่งคูบัลลังกตั้งกายตรงดํารงสติเฉพาะหนา, ละอภิชฌา
ในโลก มีจิต ปราศจากอภิช ฌาคอยชํา ระจิต จากอภิช ฌา ; ละพยาบาท
มีจิตปราศจากพยาบาท เปนผูกรุณามีจิตหวังความเกื้อกูลในสัตวทั้งหลาย คอย
ชําระจิตจากพยาบาท;
ละถีนะมิทธะมุงอยูแตความสวางในใจ มีจิตปราศจาก
ถีนะมิทธะมีสติสัมปชัญญะรูสึกตัว คอยชําระจิตจากถีนะมิทธะ;
ละอุทธัจจะ
กุกกุจจะ ไมฟุงซานมีจิตสงบอยูในภายในคอยชําระจิตจากอุทธัจจะกุกกุจจะ ;

www.buddhadasa.info

โปรดปญจวัคคียแลว - จวนจะปรินิพพาน

๒๐๕

ละวิจิกิจ ฉา ขา มลว งวิจิกิจ ฉาเสีย ได ไมตอ งกลา ววา ‘นี่อ ะไร นี่อ ยา งไร’
ในกุศลธรรมทั้งหลาย (เพราะความสงสัย) คอยชําระจิตจากวิจิกิจฉา” ดังนี้.
ภิก ษุนั ้น ครั ้น ละนิว รณห า ประการ อัน เปน เครื ่อ งเศรา หมองจิต
ทําปญญาใหถอยกําลังเหลานี้ ไดแลว, เพราะสงัดจากกามและสงัดจากอกุศล ธรรมทั้ง หลาย จึง บรรลุฌ านที่ ๑ มีวิต กวิจ ารมีปติแ ละสุข อัน เกิด แตวิเ วก
แลวแลอยู. เพราะสงบวิตกวิจารเสียได จึงบรรลุฌานที่ ๒ เปนเครื่องผองใส
ในภายใน เปนที่เกิดสมาธิแหงใจ ไมมีวิตกวิจาร มีแตปติและสุขอันเกิดแตสมาธิอยู.
เพราะความจางแหงปติ ยอมอยูอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขดวยนามกาย
บรรลุฌานที่ ๓ อันเปนฌานที่พระอริยเจากลาววาผูไดฌานนี้ เปนอยูอุเบกขา
มีส ติอ ยูเ ปน สุข . และเพราะละสุข และทุก ขเ สีย ได เพราะความดับ หายไป
แหง โสมนัส และโทมนัส ในกาลกอ น จึง ไดบ รรลุฌ านที่ ๔ อัน ไมทุก ขไ มสุข
มีแตความที่มีสติเปนธรรมชาติบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขา แลวแลอยู.
พราหมณเอย! ภิกษุเหลาใดที่ยังเปนเสขะ (คือยังตองทําตอไป) ยัง ไม
บรรลุอ รหัต ตมรรค ยัง ปรารถนานิพ พานอัน เปน ที่เ กษมจากโยคะ ไมมีอื่น ยิ่ง
ไปกวา อยู, คํา สอน ที่ก ลา วมานี้แ หละ เปน คํา สอนสํา หรับ ภิก ษุทั้ง หลาย
เหลา นั้น . สว นภิก ษุเ หลา ใด เปน อรหัน ตสิ้น อาสวะแลว จบพรหมจรรยแ ลว
ทํา กิจ ที ่ตอ งทํ า สํ า เร็จ แลว มีภ าระอัน ปลงไดแ ลว มีป ระโยชนต นอัน ไดบ รรลุ
ถึง แลว มีสัญ โญชนใ นภพสิ้น ไปรอบแลว หลุด พน แลว เพราะรูโ ดยชอบแลว ,
ธรรมทั้ง หลาย (ในคํา สอน) เหลา นี้ เปน ไปเพื่อความอยูเปนสุขในทิฏ ฐธรรม
และเพื่อสติสัมปชัญญะ แกภิกษุทั้งหลายเหลานี้ดวย.

www.buddhadasa.info

๒๐๖

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๔

ทรงฝ ก สาวกเป น ลํา ดั บ ๆ ๑
อัคคิเวนสะ ! เมื่อใด๒ชางที่ถูกฝกรูจักทําตามคําของคนฝกในการลุกขึ้น
และการทรุด ลงแลว ตอ จากนั ้น ผู ฝ ก ก็ฝ ก ใหรู จ ัก อาการที ่เ รีย นวา อาเนญชะ
(คือ ไมห วั ่น ไหว), เขาผูก โลไ วที ่ง วง มีผู ถ ือ หอกซัด นั ่ง บนคอคนหนึ ่ง และ
หลายคนลอ มรอบ ๆ คนฝก ถือ หอกซัด ขนาดยาวยืน หนา ชา งนั ้น แหละสอนให
ทํา อาการที่เ รีย กวา อาเนญชะ, ชา งนั้น มิไ ดทํา เทา หนา ใหไ หวมิไ ดทํา เทา หลัง ,
กายตอนหนา , กายตอนหลัง , ศรีษ ะ, ใบหู, งา, หาง, งวง ใหไ หวเลย
เป นช างควรทรงสํ าหรับพระราชา, ย อมทนการประการด วยหอก, ดาบ, ลู กศร,
การประหารของขา ศึก , ทนตอ เสีย งบัน ลือ ลั ่น ของกลอง บัณ เฑาะว สัง ข
และเปง มางทั ้ง หลาย, มีค วามบิด เบือ น ดุร า ย เมามัน อัน สิ ้น แลว ควรแก
พระราชา เปนของใชสอยของพระราชา เรียกไดวาเปนองคอวัยวะของพระราชา
ดังนี้, นี่ฉันใด.
อัคคิเวสนะ ! อันนี้ก็ฉันนั้น : ตถาคตเกิดขึ้นในโลกนี้ เปนพระอรหันต
ตรัส รูช อบเอง สมบูร ณดว ยวิช ชาและจรณะ ดํา เนิน ไปดี รูแ จง โลก เปน สารถี
ฝกคนควรฝกไมมีใครยิ่งไปกวา เปนครูของเทวดาและมนุษย เปนผูเบิกบานแลว
จํ า แนกธรรมออกสอนสั ต ว . ตถาคตนั้ น ทํ า ให แ จ ง ซึ่ ง โลกนี้ กั บ ทั้ ง เทวดา มาร
พรหม หมู ส ัต วพ รอ มทั ้ง สมณพราหมณ เทวดาพรอ มทั ้ง มนุษ ย ดว ยปญ ญา
อัน ยิ่ง เองแลว สอนผูอื่น ใหรูแ จง ตาม.ตถาคตนั้น แสดงธรรมไพเราะในเบื้อ งตน
ท า มกลาง ที ่ ส ุ ด , ประกาศพรหมจรรย พ ร อ มทั ้ ง อรรถะและพยั ญ ชนะ
บริ สุ ท ธิ์ บ ริ บู ร ณ สิ้ น เชิ ง . คหบดี ห รื อ บุ ต รคหบดี หรื อ ผู เ กิ ด ในตระกู ล ใด

www.buddhadasa.info

๑. บาลี ทันตภู มิสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๒๖๖/๓๙๕. ตรัสแกสามเณร อจี รวตะ ผูอัคคิเวสนโคตร,
ที่สวนไผ ใกลกรุงราชคฤห.
๒. ตรัสเรื่องการฝกชางเปนลําดับ ๆ มาแลว ตั้งแตนําออกจากปามาเปนลําดับเพื่อเปรียบเทียบกับ
การฝกภิกษุ.

โปรดปญจวัคคียแลว - จวนจะปรินิพพาน

๒๐๗

ตระกูล หนึ่ง ในภายหลัง ก็ดี ไดฟง ธรรมนั้น แลว เกิด ศรัท ธา ในตถาคต.
เขาผู  ป ระกอบด ว ยศรั ท ธา ย อ มพิ จ ารณาเห็ น ว า “ฆราวาสคั บ แคบ
เป น ทางมาแหง ธุลี, (คือ กิเ ลส) บรรพชาเปน โอกาส (คือ ที่โ ปรง โลง ) อัน ยิ่ง ;
การที่คนอยูครองเรือน จะประพฤติพรหมจรรยใหบริบูรณโดยสวนเดียวเหมือนสังข
ที่เขาขัดแลวนั้น ไมทําไดโดยงาย. ถากระไร เราจะปลงผมและหนวด ครองผา
กาสายะ ออกจากเรือนบวชเปนผูไมเกี่ยวของดวยเรือนเถิด”, ดังนี้.
โดยสมัยอื่นตอมา เขาละกองสมบัตินอยใหญ และวงศญาตินอยใหญ
ปลงผมและหนวด ออกจากเรือ นบวช เปน ผูไ มเ กี่ย วขอ งดว ยเรือ นแลว .
อั ค คิ เ วสนะ! เพี ย งเท า นี้ ย อ มชื่ อ ว า เขาได ไ ปถึ ง ที่ โ ล ง โปร ง แล ว ,
(ดุ จ ช า งที่ นําออกมาจากปาแลว).
อัคคิเวสนะ ! ก็เทวดาและมนุษย ท. มีเครื่องยั่วยวนคือ กามคุณหา.
ตถาคตจึง แนะนํ า กุล บุต รผูบ วชแลว นั ้น ใหยิ่ง ขึ ้น วา “แนะ ภิก ษุ ! ทา นจงมา,
ทานจงเปนผู มี ศี ล สํ ารวมด วยดี ในปาติโมกข ถึงพร อมด วยมรรยาทและโคจร
เห็นเปนภัยในโทษแมเล็กนอย จงสมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลาย”.
อัคคิเวนสะ ! ในกาลใด ภิกษุนั้นเปนผูมีศีล ฯลฯ๑ แลว ตถาคตจึง
แนะนํา ใหยิ่ง ขึ้น ไปวา “แนะ ภิก ษุ! ทา นจงมา, ทา นจงเปน ผูสํา รวมทวาร
ในอินทรีย ท. ไดเห็นรูปดวยตาแลว จักไมถือเอาโดยนิมิต โดยอนุพยัญชนะ
บาปอกุศ ลคือ อภิช ฌาและโทมนัส มัก ไหลไปตาม เพราะการไมสํา รวมจัก ขุ
อินทรียใดเปนเหตุ เราจักปดกั้นอินทรียนั้นไว เปนผูรักษาสํารวมจักขุอินทรีย” .

www.buddhadasa.info
(ใน หู จมูก ลิ้น กายใจ ก็มีนัยเดียวกัน).

อัคคิเวนสะ ! ในกาลใด ภิกษุนั้นเปนผูสํารวมทวารในอินทรีย ท. ฯลฯ
แลว, ตถาคตจึงแนะนําใหยิ่งขึ้นไปวา “แนะภิกษุ! ทานจงมา, ทานจงเปน

๑. ที่ละเปยยาล หมายความวาซ้ํากับขางบนทุกแหง อานเลยไปก็ได.

๒๐๘

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๔

เปน ผู รู ป ระมาณในโภชนะ อยู เ สมอ, จัก พิจ ารณาโดยแยบคายแลว จึง ฉัน
ไม ฉั น เพื่ อ เล น เพื่ อ มั ว เมา เพื่ อ ประดั บ ตกแต ง แต ฉั น เพี ย งเพื่ อ ให ก ายนี้ ตั้ ง อยู ไ ด
เพื ่อ ใหช ีว ิต เปน ไป เพื ่อ ปอ งกัน ความลํ า บาก เพื ่อ นุเ คราะหพ รหมจรรย,
เราจัก กํ า จัด เวทนาเกา (คือ หิว ) เสีย แลว ไมทํ า เวทนาใหม (คือ อิ ่ม จนหมดสุข )
ใหเ กิด ขึ ้น . ความที ่อ ายุดํ า เนิน ไปได ความไมม ีโ ทษเพราะอาหาร ความอยู
ผาสุกสําราญจักมีแกเรา” ดังนี้.
อั คคิ เวสนะ ! ในกาลใด ภิ กษุ นั้ นเป นผู รู ประมาณในโภชนะ ฯลฯ แล ว,
ตถาคต ก็แ นะนํ า ใหยิ ่ง ขึ ้น ไปวา “แนะ ภิก ษุ! ทา นจงมา, ทา นจงตาม
ป ร ะ ก อ บ ใ น ธ ร ร ม เ ป น เ ค รื ่ อ ง ตื ่ น , จั ก ชํ า ร ะ จิ ต ใ ห ห ม ด จ ด สิ ้ น เ ชิ ง จ า ก
อาวรณิ ย ธรรม ด ว ยการเดิ น การนั่ ง ตลอดวั น ยั ง ค่ํ า จนสิ้ น ยามแรกแห ง ราตรี,
ครั ้น ยามกลางแหง ราตรีน อนอยา งราชสีห  (คือ ) ตะแคงขวา เทา เหลื ่อ มเทา ,
มี ส ติ สั ม ปชั ญ ญะในการลุ ก ขึ้ น ,ครั้ น ยามสุ ด ท า ยแห ง ราตรี ลุ ก ขึ้ น แล ว ชํ า ระจิ ต
ใหหมดจดจากอาวรณิยธรรมดวยการจงกรม และการนั่งอีก” ดังนี้.
อั ค คิ เ วสนะ ! ในกาลใด ภิ ก ษุ นั้ น เป น ผู ต ามประกอบในธรรมเปน
เครื ่อ งตื ่น ฯลฯ แลว ,ตถาคต ก็แ นะนํ า ใหยิ ่ง ขึ ้น ไปวา “แนะ ภิก ษุ! ทา นจงมา,
ทา นจงเปน ผู ป ระกอบพรอ มดว ยสติส ัม ปชัญ ญะ, จัก รู ต ัว รอบคอบในการ
ก า วไปข า งหน า การถอยกลั บ ไปข า งหลั ง , การแลดู การเหลี ย วดู , การคู แ ขน
การเหยีย ดแขน,การทรงสัง ฆาฎิ บาตร จีว ร, การฉัน การดื ่ม การเคี ้ย ว
การลิ ้ม , การถา ยอุจ จาระ ปส สาวะ,การไป การหยุด , การนั ่ง การนอน
การหลับ การตื่น,การพูด การนิ่ง” ดังนี้.
อัค คิเ วสนะ ! ในกาลใดแล ภิก ษุนั ้น เปน ผู ป ระกอบพรอ มดว ย สติ
สั ม ปชั ญ ญะ ฯลฯ แล ว , ตถาคตก็ แ นะนํ า ให ยิ่ งขึ้ น ไปว า “แน ะ ภิ ก ษุ ! ท า นจงมา,
ทานจงเสพเสนาสนะอันสงัด คือปาละเมาะ โคนไม ภูเขาลําธาร ทองถ้ํา

www.buddhadasa.info

โปรดปญจวัคคียแลว - จวนจะปรินิพพาน

๒๐๙

ป าช า ป าชั ฏ ที่ แ จ ง ลอมฟาง. ในกาลเป น ป จฉาภั ต ต กลั บจากบิ ณฑบาตแล ว
นั่ งคู บั ลลั งก ตั้ งกายตรง ดํ ารงสติ เฉพาะหน า, ละอภิ ชฌาในโลก มี จิ ตปราศจาก
อภิช ฌา คอยชํ า ระจิต จากอภิช ฌา; ละพยาบาท มีจ ิต ปราศจากพยาบาท
เป นผู กรุ ณามี จิ ตหวั งเกื้ อกู ลในสั ตว ท. คอยชํ าระจิ ตจากพยาบาท; ละถี นะมิ ทธะ
มุ ง อยู แ ต ค วามสว า งในใจ มี จิ ต ปราศจากถี น มิ ท ธะ มี ส ติ สั ม ปชั ญ ญะรู สึ ก ตั ว
คอยชํ า ระจิต จากถีน มิท ธะ; ละอุท ธัจ จะ กุก กุจ จะ ไมฟุ ง ซา น มีจ ิต สงบ
อยู ใ นภายใน คอยชํ า ระจิ ต จาก อุ ท ธั จ จะ กุ ก กุ จ จะ; ละวิ จิ กิ จ ฉา ข า มล ว ง
วิจ ิก ิจ ฉาเสีย ได ไมต อ งกลา ววา ‘นี ่อ ะไร, นี ่อ ยา งไร' ในกุศ ลธรรมทั ้ง หลาย
คอยชําระจิตจากวิจิกิจฉา” ดังนี้.
อัค คิเ วนสะ ! ในกาลใด ภิก ษุนั ้น ละนิว รณห า อยา ง อัน เป น
เครื่องเศราหมองจิตทําปญญาใหถอยกําลังเหลานี้ไดแลว เปนผูมีปรกติ เห็น กาย
ใ น ก า ย , . . . เ ห็ น เ ว ท น า ใ น เ ว ท น า ท , . . . เ ห็ น จิ ต ใ จ จิ ต ,
...เห็ น ธรรมในธรรม ท. มี ค วามเพี ย รเผาบาป รู ตั ว รอบคอบ มี ส ติ
นํา อภิ ช ฌาและโทมนั ส ในโลกออกได ในกาลนั ้ น เปรี ย บเหมื อ นคน
ผู ฝ ก ชา ง ฝง เสาใหญล งในแผน ดิน แลว ผูก ชา งปา เขา ที ่ค อเพื ่อ ย่ํ า ยีกํ า จัด เสีย
ซึ่งปรกตินิสัยที่ เปนปาเถื่อน เพื่อย่ํายีกําจัดเสียซึ่งความคิดครุนอยางนิสัยปา เถื่อ น,
และความกระวนกระวายดิ้นรนเรารอน อยางนิสัยปาเถื่อนนั้นเสีย;
เพื่อใหยินดี
ตอ บา น ชวนใหคุ น เคยในปรกติน ิส ัย อัน เปน ที ่พ อใจของมนุษ ย ; นี ้ฉ ัน ใด.
อั ค คิ เ วนสะ ! สติ ป  ฏ ฐานทั ้ ง สี ่ นี ้ ก็ เ ป น ที ่ เ ข า ไปผู ก แห ง ใจของอริ ย สาวก
เพื่ อ ย่ํ า ยี กํ า จั ด เสี ย ซึ่ ง ปรกติ นิ สั ย อย า งบ า น ๆ เรื อ น ๆ เพื่ อ ย่ํ า ยี กํ า จั ด เสี ย ซึ่ ง
ความคิด ครุ น อยา งบา น ๆ เรือ น ๆ และความกระวนกระวายดิ ้น รนเรา รอ น
อยา งบา น ๆ เรือ น ๆ นั ้น เสีย ; เพื ่อ ใหถ ึง ทับ ญายธรรม เพื ่อ ทํ า นิพ พาน
ให แจง ฉันนั้นเหมือนกัน.

www.buddhadasa.info

๒๑๐

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๔

(ตอจากนี้ทรงกลาวถึงการที่สาวกนั้น บรรลุฌานทั้งสี่ และวิชชาสามอยาง ยืดยาวโดยนัย
ดังที่กลาวไวแลวในเรื่องการตรัสรูของพระองคเอง จงดูในที่นั้น จักไดกลาวเนื้อความอื่นที่สืบตอจากนั้นไป).

...ฯลฯ... ภิก ษุนั ้น รู ช ัด วา ชาติสิ ้น แลว พรหมจรรยจ บแล ว
กิ จ ค ว ร ทํ า ไ ด ทํ า เ ส ร็ จ แ ล ว กิ จ อื ่ น ที ่ ต  อ ง ทํ า เ พื ่ อ ค ว า ม เ ป น อ ย า ง นี้
มิ ไ ด มี อี ก .
อัคคิ เวนสะ
! ภิกษุนั้น ยอมเป นผู อดทนต อความเย็ น ความรอน
ความหิว ความกระหาย และสัม ผัส อัน เกิด จากเหลือ บยุง ลมแดด และ
สั ต ว เ ลื ้อ ยคลานทั ้ง หลาย เปน ผู ม ีช าติแ หง บุค คลผู อ ดกลั ้น ไดต อ ถอ ยคํ า ที่
กลา วรา ย กลา วมาไมด ี, อดทนไดต อ ทุก ขเวทนาทางกายอัน เกิด ขึ ้น แลว
อยา งกลา แข็ง แสบเผ็ด หมดความสํ า ราญเบิก บานใจ ปลิด เสีย ไดซึ ่ง ชีว ิต .
ภิก ษุนั ้น เปน ผู ม ีร าคะ โทสะ โมหะ อัน กํ า จัด เสีย สิ ้น แลว มีก ิเ ลสอัน ยอ มใจ
ดุ จ น้ํ า ฝาด อั น ตนสํ า รอกออกเสี ย ได แ ล ว , เป น อาหุ เ นยยบุ ค คล เป น
ป า หุ เ น ย ย บุ ค ค ล เ ป น ทั ก ขิ เ ฌ ย ย บุ ค ค ล เ ป น ผู  ค ว ร แ ก ก า ร
กราบไหว เป น เนื้ อ นาบุญของโลก ไมมีนาบุญอื่นใดยิ่งไปกวา.

www.buddhadasa.info
อัค คิเ วสนะ ! ถา ภิก ษุผูเ ถระ หรือ ภิก ษุปูน กลาง หรือ ภิก ษุใ หม
ที่ยังไมเปนขี ณาสพ ทํากาละลงไป, ก็ ยอมถึงซึ่งการนั บวาตายแล ว ทํากาละแลว
ทั้ ง ที่ ยั ง ฝ ก ไม เ สร็ จ ดุ จ ดั่ ง ช างแก หรื อ ปู น กลาง หรื อ หนุ ม ของพระราชาที่ ยั ง ฝ ก
ไม ไ ด ต ายลง ก็ ถ ึ ง ซึ ่ ง การนั บ ว า ตายแล ว ทั ้ ง ที ่ ย ั ง ฝ ก ไม เ สร็ จ ฉั น ใด
ก็ฉันนั้น.
อัคคิเวนสะ ! ถาภิกษุผูเถระ หรือภิกษุปูนกลาง หรือภิกษุใหมก็ตาม
เปนขีณาสพแลว ทํากาละลงไป, ก็ยอมถึงซึ่งการนับวาตายแลว ทํากาละแลว

โปรดปญจวัคคียแลว - จวนจะปรินิพพาน

๒๑๑

อยา งเสร็จ สิ ้น การฝก แลว ดุจ ดั ่ง ชา งแก หรือ ปูน กลางหรือ หนุ ม ก็ต าม ของ
พระราชา ที ่เ ขาฝก ดีแ ลว ตายลง ก็ถ ึง ซึ ่ง การนับ วา ตายไปอยา งไดร ับ
การฝกสําเร็จแลว ฉันใดก็ฉันนั้นเหมือนกัน.

เรื่ อ งที่ ไ ม ท รงพยากรณ

มาลุงกยบุตร ! ไดยินเธอวา (เอง) วา ตถาคตมิไดพูดไวกะเธอวา
’ทานจงมาประพฤติพรหมจรรย ในสํานักเราเถิด เราจะพยากรณทิฏฐิ ๑๐ ประการ
แ ก ท  า น ' อ นึ ่ ง เ ธ อ ก็ ม ิ ไ ด พ ู ด ว า ` ข า พ ร ะ อ ง ค จ ั ก ป ร ะ พ ฤ ติ พ ร ห ม จ ร ร ย
ในสํานักพระผูมีพระภาคเจา ถาพระผูมีพระภาคเจาจักพยากรณทิฏฐิ ๑๐ ประการ
แกขาพระองค' ดังนี้เลย. ดูกอนโมฆบุรุษ ! เมื่อเปนดังนี้ จักบอกคืนพรหมจรรย
กะใครเลา.
มาลุ งกยบุ ตร ! ถึ งผู ใดจะกล าวว า `พระผู มี พระภาคยั งไม ทรงพยากรณ
ทิฏฐิ ๑๐ ประการแก เราเพี ยงใด เราจั กไม ประพฤติ พรหมจรรย ในพระผู มี พระภาค
เพีย งนั ้น . ตอ เมื ่อ ทรงพยากรณแ ลว เราจึง จะประพฤติพ รหมจรรยใ นพระผู มี
พระภาค' ดังนี้ก็ตาม ทิฏฐิ ๑๐ ประการ ก็ยังเปนสิ่งที่ตถาคตไมพยากรณอยูนั่นเอง
และผูนั้นก็ตายเปลา.
มาลุ งกยบุ ตร ! เปรี ยบเหมื อนบุ รุ ษ ต องศรอั นอาบด วยยาพิ ษอย างแก .
มิ ตร อมาตย ญาติ สายโลหิ ตของเขา ก็ ตระเตรี ยมศั ลยแพทย สํ าหรั บการผ าตั ด,
บุร ุษ นั ้น กลา วเสีย อยา งนี ้ว า `เราจัก ไมใ หผ า ลูก ศรออก จนกวา เราจะรู จ ัก ตัว
บุรุษผูยิงเสียกอน วาเปนกษัตริย หรือ พราหมณ, เวสส, สูทท, เปนผูมีชื่อ

www.buddhadasa.info

๑ . บาลี จูฬมาลุงกโยวาทสูตร ม.ม. ๑๓/๑๔๗/๑๔๙. ตรัสแกพระภิกษุมาลุงกยะ ที่เชตวัน.

๒๑๒

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๔

อยา งนี้ ๆ มีส กุล อยา งนี้ ๆ, รูป รา งสูง ต่ํา หรือ ปานกลางอยา งไร, มีผิว ดํา ขาว
หรือ เรื ่อ อยา งไร, อยู ใ นหมู บ า น, นิค ม, หรือ นครไหน, และคัน ศรที ่ใ ชย ิง เรา
นั ้ น เป น หน า ไม หรื อ เกาทั ณ ฑ , สายทํ า ด ว ยปอ,เอ็ น , ไม ไ ผ , หรื อ ป า น
อยางไร, ฯลฯ' ดังนี้ มงลุงกยบุตร ! เรื่องเหลานี้ อั นบุรุษนั้น ยังไมทราบไดเลย
เขาก็ทํากาละเสียกอน, นี้ฉันใด; บุคคลผูกลาววา `พระผูมีพระภาคยังไมพยากรณ
ทิฏฐิ ๑๐ ประการแกเราเพียงใด, เราจักไมประพฤติพรหมจรรยในพระผูมีพระภาค
เพี ยงนั้ น ฯลฯ' ดั งนี้ ทิ ฏฐิ ๑๐ ประการก็ ยั งเป นเรื่ องที่ ตถาคตไม พยากรณ อ ยู
นั่นเอง, และบุคคลนั้น ก็ตายเปลาเปนแท.
มาลุงกยบุตร ! ตอเมื่อมีทิฏฐิเที่ยงแทลงไปวา “โลกเที่ยง” (เปนตนอยางใด
อยางหนึ่งลงไปแลวในบรรดาทิฏฐิทั้งสิบ) หรือ, คนเราจึงจักประพฤติพรหมจรรยได ?
“หามิได พระองค !”
มาลุ ง กยบุ ต ร ! ในเมื่ อ มี ทิ ฏ ฐิ ว า `โลกเที่ ย ง ' (เป น ต น อย า งใดอย า งหนึ่ ง
ในบรรดาทิ ฏ ฐิ สิ บ ) อยู , ก็ ยั ง มี ค วามเกิ ด ความแก ความตาย ความโศก ความ
คร่ํ า ครวญ ทุก ขก าย ทุก ขใ จ และความแหง ผากในใจ อัน เปน ความทุก ข
ซึ่งเราบัญญัติการกําจัดเสียได ในภพที่ตนเห็นแลวนี้ อยูนั่นเอง. มาลุงกยบุต ร !
เพราะฉะนั้น พวกเธอจงจําสิ่งที่เราไมพยากรณ โดยความเปนสิ่งที่เราไมพยากรณ,
และจําสิ่งที่เราพยากรณ โดยความเปนสิ่งที่เราพยากรณแลว.

www.buddhadasa.info
มาลุง กยบุต ร! ก็อ ะไรเลา ที่เราไมพยากรณ? สิ่งที่ เราไมพ ยากรณ
คือ (ทิฏฐิขอใดขอหนึ่งในบรรดาทิฏฐิทั้งสิบ) วา:โลกเที่ยง,
โลกไมเที่ยง,

โปรดปญจวัคคียแลว - จวนจะปรินิพพาน

๒๑๓

โลกมีที่สิ้นสุด,
โลกไมมีที่สิ้นสุด,
ชีวะก็ดวงนั้น รางกายก็รางนั้น,
ชีวะก็ดวงอื่น รางกายก็รางอื่น,
ตายแลว ยอมเปนอยางที่เปนมาแลวนี้ อีก,
ตายแลว ไมเปนอยางที่เปนมาแลวนี้ อีก,
ตายแลว ยอมเปนอยางที่เปนมาแลวนี้อีกก็มี ไมเปนก็มี,
ตายแลว ยอ มเปน อยา งที ่เ ปน มาแลว นี้อ ีก ก็ไ มใ ช ไมเ ปน ก็ไ มใ ช.
เพราะเหตุไ ร เราจึง ไมพ ยากรณ? มาลุง กยบุต ร! เพราะเหตุว า นั ่น ไม
ประกอบด ว ยประโยชน ไม ใ ช เ งื่ อ นต น ของพรหมจรรย , ไม เ ป น ไปพร อ ม
เพื ่อ ความหนา ย ความคลายกํ า หนัด ความดับ ความรํ า งับ ความรู ยิ ่ ง
ความรู พรอม และนิพพาน, เหตุนั้นเราจึงไมพยากรณ.

เรื่ อ งที่ ท รงพยากรณ ๑

www.buddhadasa.info
มาลุงกยบุตร ! ก็อะไรเลาที่เราพยากรณ? สิ่งที่เราพยากรณ คือ
นี้ ทุกข, นี้เหตุใหเกิดทุกข,นี้ความดับไมเหลือของทุกข, และนี้หนทางใหถึง
ความดับ ไมเหลือ ของทุกข.
ก็สิ่งนี้ เหตุไรเลา เราจึงพยากรณ, เพราะนั่น
ประกอบดว ยประโยชน เปน เงื ่อ นตน ของพรหมจรรย นั ่น เปน ไปพรอ มเพื ่อ
ความหนา ย ความคลายกํ า หนัด ความดับ สนิท ความรํ า งับ ความรู ยิ ่ง
ความรูพรอม และนิพพาน, เหตุนั้น เราจึงพยากรณแลว.
มาลุงกยบุตร ! เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ เธอจงจําสิ่งที่เราไมพยากรณ

๑. บาลี จูฬมาลุงกโวาทสูตร ม.ม. ๑๓/๑๕๒/๑๕๒. ตรัสแกพระภิกษุมาลุงกยะ ที่เชตวัน.

๒๑๔

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๔

โดยความเปนสิ่งที่ เราไมพยากรณ,
ที่เราพยากรณแลวเถิด.

และจําสิ่งที่เราพยากรณ โดยความเปนสิ่ง

ผู ฟ ง พอใจคํา พยากรณ ข องพระองค

กัสสปะ ! คราวหนึ่ง เราอยูที่ภูเขาคิชฌกูฏใกลกรุงราชคฤห, เพื่อน
สหพรหมจารีข องทา นคนหนึ่ง ณ. ที่นั้น เปน ปริพ พาชก นามวา นิโ ครธะ
ไดถามปญหาในเรื่องการเกลียดบาป. เราถูกถามปญหาในเรื่องการเกลียดบาป
แลว ก็พยากรณ ครั้นเราพยากรณแลว เพื่อนของทานผูนั้น ไดเปนผูพอใจเกินความ
คาดหมาย
“พระองคผูเจริญ ! ก็ใครเลา ฟงธรรมของพระองคแลว จักไมพอใจเกินความคาดหมาย.
แมขาพระองค ฟงธรรมของพระองคแลว ก็พอใจเกินความคาดหมาย.พระองคผูเจริญ ! ไพเราะนัก ,
ไพเราะนัก, เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ําอยู เปดของที่ปดอยูบอกทางใหแกคนหลงทาง หรือตั้งประทีป
ไวในที่มืด โดยคิดวา ผูมีตาจักไดเห็นรูป ดังนี้. ขาแตพระองคผูเจริญ! ธรรมที่พระองคแสดงแลว
โดยปริยายเปนอันมาก ก็มีอุปมัยฉันนั้น. ขาแตพระองคผูเจริญ! ขาพระองค ขอถึง พระผูมีพระภาค
กับทั้งพระธรรม กับทั้งพระสงฆวาเปนที่พึ่ง. ขอขาพระองคพึงไดบรรพชาอุปสมบท ในสํานักพระผูมี
พระภาคเจาเถิด.”

www.buddhadasa.info
ไม ไ ด ท รงพยากรณ เ พื่ อ ให ช อบใจผู ฟ ง

อนุรุทธ ท. ! อุบาสิกาในศาสนานี้ ไดฟงขาววา “อุบาสิกาชื่ออยางนี้
ตายแลว. เธอเปนผูที่พระผูมีพระภาคทรงพยากรณใหวา เธอเปนโอปปาติกสัตว
(พระอนาคามี) เพราะความสิ้นสัญโญชนในเบื้องต่ํา หาอยาง เปนผูจักปรินิพพาน

๑. บาลี มหาสีหนาทสูตร สี.ที. ๙/๒๒๐/๒๗๒. ตรัสแกอเจลกัสสปะ ที่กัณณกลนิคม.
๒. บาลี นฬกปานสูตร ม.ม. ๑๓/๒๑๒/๒๐๒. ตรัสแกพระอนุรุทธกับพวก ในปาทองกวาว ใกล
บานนฬกะ เขตโกศล.

โปรดปญจวัคคียแลว - จวนจะปรินิพพาน

๒๑๕

ในภพที่เกิดใหมนั้น ไมเวียนกลับมาจากโลกนั้น” ดังนี้.๑ ก็เธอนั้น เมื่อยังมี
ชี วิ ตอยู เป นผู ที่ อุ บาสิ กาผู นั้ นได เคยเห็ นอยู ด วยตาตนเอง ได ฟ งอยู เองเนื อง ๆ ว า
พี ่น อ งหญิง คนชื ่อ นี ้เ ธอมีศ ีล มีธ รรม มีป ญ ญา มีค วามเปน อยู ต ามปรกติ
มีความละวาง อยางนี้ๆ”
ดังนี้.
อุบาสิกาผูนั้น เมื่อระลึกถึงสัทธา ศีล สุตะ
จาคะ ป ญ ญา ของอุ บ าสิ ก าผู ล ว งลั บ ไปแล ว นั้ น อยู ก็ ย อ มน อ มจิ ต ไปเพื่ อ ความ
เปนเหมือนเชนนั้นบาง. อนุรุทธ ท.! ดวยอาการอยางนี้แล ความอยูเปนผาสุก
ยอมมีแกอุบาสิกาผูระลึกอยูนั้น. ...ฯลฯ...
อนุรุทธ ท. ! ตถาคตจะไดพยากรณสาวกที่ทํากาละลวงลับไปแลว
วา “ผูนี้เกิดแลวในภูมิโนนผูโนนเกิดแลวในภูมินี้”
ดังนี้ เพื่อลอลวงมหาชน
ก็ห าไม เพื ่อ เกลี ้ย กลอ มมหาชนก็ห าไ ม เพื ่อ ผลคือ ล าภสัก การะเสีย ง
สรรเสริญ ก็ห าไม เพื ่อ หวัง วา มหาชนจะไดรู จ ัก เรา ดว ยการทํ า อยา งนี ้ก ็ห าไม.
อนุรุทธ ท. ! กุลบุตรผูมีสัทธา รูจักคุณอันยิ่งใหญ ปราโมทยในคุณอันยิ่งใหญ
ก็มีอยู,
กุลบุตรเหลานั้น ครั้นฟงคําพยากรณนั้นแลว ยอมนอมจิตไปเพื่อความ
เปนเหมือนอยางนั้นบาง.
ขอนั้นยอมเปนไปเพื่อประโยชนสุข แกกุลบุตรเหลานั้น
สิ้นกาลนาน.

www.buddhadasa.info
คํา พยากรณ นั้ น ๆ ไม ต อ งทรงคิ ด ไว ก อ น ๒

อภยราชกุมารไดทูลถามพระผูมีพระภาคเจาวา “ขาแตพระองคผูเจริญ! กษัตริยบัณฑิตบา ง
พราหมบัณฑิตบาง คหนบดบัณฑิตบาง สมณบันฑิตบาง ยอมผูกป ญหาขึ้นแลวนํ ามาทูลถามพระองค,
คําตอบของปญหาเหลานั้น พระองคไดคิดไวในพระทัยกอนวา ถาเขาถามเราอยางนี้ เราจะตอบอยางนี้
ดังนี้หรือ หรือวาคําตอบนั้น ๆ ปรากฏแจมแจงแกพระองคในขณะที่ถูกถามนั้นเลา พระเจาขา ?”

๑. ในบาลีนี้ มีทรงพยากรณสาวกทั้งที่เปนโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี. แตยกมาเฉพาะ
พวกสุดทายพวกเดียว.
๒. บาลี อภยราชกุมารสูตร ม.ม. ๑๓/๙๒/๙๕. ตรัสแกอภยราชกุมาร ที่นิเวศนของกุมารนั้น.

๒๑๖

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๔

ราชกุม าร !
ในเรื ่อ งนี ้ เราขอถามกลับ ตอ ทา นกอ น ทา นเห็น วา
ควรตอบอยางใด ก็จงตอบอยางนั้น.
ราชกุมาร! เราถามทานวา ทานมีความ
เขาใจรอบรูในสวนประกอบตาง ๆ ของรถหรือ?
“ขาแตพระองคผูเจริญ ! พระเจาขา ขาพระองค มีความเขาใจรอบรูอยู”.

ราชกุมาร!
แลวทานคิดอยางไร เมื่อมีใครเขาไปถามทานวา สวน
ประกอบของรถส ว นนี้ เ รี ย กว า อะไร ดั ง นี้ ท า นต อ งคิ ด ล ว งหน า ไว ก อ นว า ถ า เขา
ถามอย างนี้ ก็ จะตอบอย างนี้ หรื อ หรื อ ว าคํ าตอบย อมปรากฏแจ มแจ งแก ท านใน
ขณะที่ถูกถามนั้น?”
“ขาแตพระองคผูเจริญ! ขาพระองคเปนนักเลนรถ รอบรูเชี่ยวชาญในเรื่องสวนประกอบของรถ
ขาพระองคเขาใจแจมแจงในสวนประกอบของรถ ทุกชิ้นทุกอัน, คําตอบนั้น ๆ ยอมปรากฏแจมแจงแกขา
พระองคในขณะนั้นเอง ไมตองคิดไวกอนเลย”.

ราชกุมาร!
ฉันใดก็ฉันนั้น ที่กษัตริยบัณฑิตบาง พราหมณบัณ ฑิต
บาง คหบดีบัณฑิตบาง สมณบัณฑิตบาง ผูกปญหาขึ้นแลวมาถามเรา.
คําตอบ
ย อ มปรากฏแจ ม แจ ง แก เ ราในขณะที่ ถู ก ถามนั้ น เอง.
เพราะเหตุ ไ รเล า ?
ราชกุมาร!
เพราะเหตุวา ธรรมธาตุนั้นเปนสิ่งที่ตถาคตแทงตลอดเฉพาะดวย

ดีแ ลว เพราะความเปน ผู แ ทงตลอดเฉพาะดว ยดี ตอ ธรรมธาตุนั ่น เอง
คํา ตอบจึงปรากฏแจมแจงแกตถาคตในขณะนั้น

www.buddhadasa.info
ทรงฆ า ผู ที่ ไ ม รั บ การฝ ก ๑
นี่แน เกสิ!
ทานเปนคนเชี่ยวชาญาการฝกมา มีชื่อดัง เราอยาก
ทราบวาทานฝกมาของทานอยางไรกัน?

๑. บาลี เกสีวรรค จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๕๐/๑๑๑. ตรัสแกคนฝกมาชื่อเกสีผูเชี่ยวชาญ.

โปรดปญจวัคคียแลว - จวนจะปรินิพพาน

๒๑๗

“ขาแตพระองคผูเจริญ! ขาพระองคยอมฝกมาชนิดที่พอฝกได ดวยวิธีละมุนละไมบาง,
ดวยวิธีรุนแรงบาง, ดวยวิธีทั้งลุมุนละไมและรุนแรงรวมกันบาง. (แลวแตวามานั้นเปนมามีนิสัยเชนไร).”

เกสิ!
ถามาของทานไมรับการฝก ทั้งดวยวิธีที่ละมุนละไม ทั้งดวย
วิธ ีที ่ร ุน แรง และทั ้ง ดว ยวิธ ีที ่ล ะมุน ละไมรุน แรงรวมกัน เลา ทา นทํ า อยา งไร
กับมานั้น?
“ขาแตพระองคผูเจริญ! ขาพระองคยอมฆามานั้นเสีย เพื่อมิใหเสียชื่อเสียงแกสกุลแหง
อาจารยของขาพระองค พระเจาขา. ก็พระผูมีพระภาคเจาเลา ยอมเปนสารถีฝกบุรุษที่ควรฝกไมมีใ คร
ยิ่งไปกวา, พระผูมีพระภาคเจา ทรงฝกบุรุษที่ควรฝกดวยวิธีเชนไรพระเจาขา?”

เกสิ!
เรายอมฝกบุรุษที่ควรฝก ดวยวิธีละมุนละไมบาง ดวยวิธี
รุ น แรงบาง ดวยวิธีทั้งละมุนละไมและรุนแรงรวมกันบาง เหมือนกัน.
เกสิ!
ในสามวิธีนั้น วิธีฝกที่ละมุนละไม คือเราพร่ําสอนเขาวา
กายสุจริต เปนอยางนี้ ๆ ผลของกายสุจริต เปนอยางนี้ๆ,
วจีสุจริต เปน
อยางนี้ ๆ ผลของวจีสุจ ริต เปน อยา งนี้ๆ ,
มโนสุจ ริต เปน อยา งนี้ๆ ผลของ
มโนสุจริต เปนอยางนี้ๆ, เทวดา เปนอยางนี้ๆ, มนุษย เปนอยางนี้ๆ ดังนี้.

www.buddhadasa.info
เกสิ !
ในสามวิธีนี้น วิธีฝกที่รุนแรงคือเราพร่ําบอกเขาวา กายทุจริต
เปน อยา งนี้ ๆ ผลของกายทุจ ริต เปน อยา งนี้ๆ ,
วจีทุจ ริต เปน อยา งนี้ๆ
ผลของวจีทุจริต เปนอยางนี้ๆ,
มโนทุจริต เปนอยางนี้ๆ ผลของมโนทุจริต
เป น อย า งนี้ ๆ , นรก เป น อย า งนี้ ๆ , กํา เนิ ด เดรั จ ฉาน เป น อย า งนี้ ๆ ,
เปรตวิ สั ย เปนอยางนี้ๆ.
เกสิ !
ในสามวิธีนั้น วิธีฝกทั้งละมุนละไมและรุนแรงรวมกันนั้น
คือ เราพร่ํ า บอกพร่ํา สอนเขาวา กายสุจ ริต ผลของกายสุจ ริต เปน อยา งนี้ๆ ,
กายทุจ ริต ผลของกายทุจ ริต เปน อยา งนี้ ๆ ;
วจีสุจ ริต ผลของวจีสุจ ริต
เปนอยางนี้ๆ, วจีทุจริต ผลของวจีทุจริต เปนอยางนี้ๆ มโนสุจริต ผลของ

๒๑๘

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๔

มโนสุ จ ริ ต เป น อ ย ง นี ้ ๆ , มโนทุ จ ริ ต ผลของมโนทุ จ ริ ต เป น อย า งนี ้ ๆ
เทวดาเปนอยางนี้ๆ, มนุษยเปนอยางนี้ๆ, นรกเปนอยางนี้ๆ, กําเนิดเดรัจฉาน
เปนอยางนี้ๆ, เปรตวิสัยเปนอยางนี้ๆ.
“ขาแตพระองคผูเจริญ!
ถาบุรุษที่ควรฝกนั้นไมรับการฝก ทั้งโดยวิธีละมุนละไม ทั้งโดย
วิธีที่รุนแรง และทั้งโดยวิธีที่ละมุนละไมและรุนแรงรวมกันเลา พระผูมีพระภาคเจาจะทรงทําอยางไร?”

เกสิ!
เราก็ ฆ า เขาเสีย.

ถา บุรุษ ที่ค วรฝก ไมย อมรับ การฝก โดยวิธีทั้ง สามแล ว

“ขาแตพระองคผูเจริญ!
ก็ปาณาติบาต ยอมไมสมควรแกพระผูมีพระภาคมิใชหรือ?
แลวพระผูมีพระภาคก็ยังตรัสวา เกสิ! เราก็ฆาเขาเสีย?”

เกสิเอย!
ปาณาติบาตยอมไมสมควรแกเราจริง แตวาเมื่อบุรุษที่ควรฝก
ไม ย อมรั บ การฝ ก โดยวิ ธี ทั้ ง สามแล ว ตถาคตก็ ไ ม ถื อ ว า คนคนนั้ น เป น คนที่ ค วร
วากลาวสั่งสอนอีกตอไป;
ถึงแมเพื่อนผูประพฤติพรหมจรรยรวมกันซึ่งเปนผูรู
ก็จ ะไมถือ วา คนคนนน เปน คนที่ค วรวา กลา วสั่ง สอนอีก ตอ ไปดว ย.
เกสิ!
นี่แ หละคือ วิธีฆา อยา งดี ในวินัย ของพระอริย เจา ,
ไดแ กก ารที่ต ถาคตและ
เพื ่อ นผู ป ระพฤติพ รหมจรรยร ว มกัน พากัน ถือ วา บุร ุษ นี ้เ ปน ผู ที ่ไ มค วรวา กลา ว
สั่งสอนอีกตอไป ดังนี้.

www.buddhadasa.info
เหตุ ที่ ส าวกบางคนไม ไ ด บ รรลุ ๑
“ก็ สาวกของพระโคดมผู เจริ ญ เมื่ อพระโคดมกล าวสอน พร่ํ าสอนอยู อย างนี้ ทุ กๆ องค
ไดบรรลุนิพพานอันเปนผลสําเร็จถึงที่สุดอยางยิ่งหรือ หรือวาบางองคไมไดบรรลุ?”พราหมณ
คณกโมคคัลลานะทูลถาม.

๑. บาลีคณกโมคคัลลานสูตร อุปริ.
ที่บุพพาราม ใกลกรุงสาวัตถี.

ม.

๑๔/๘๕/๑๐๑.

ตรัสแกพราหม ชื่อคณกโมคคัลลานะ

โปรดปญจวัคคียแลว - จวนจะปรินิพพาน

๒๑๙

พราหมณ !
สาวกของเรา แมเรากลาวสอน พร่ําสอนอยูอยางนี้
นอยพวก ที่ไดบรรลุนิพพานอันเปนผลสําเร็จถึงที่สุดยิ่ง, บางพวกไมไดบรรลุ.
“พระโคดมผูเจริญ! อะไรเลาเปนเหตุ อะไรเลาเปนปจจัย, ที่พระนิพพานก็ยังตั้งอยู,
หนทางเปนที่ยังสัตวใหถึงนิพพาน ก็ยังตั้งอยู, พระโคดม ผูชักชวน (เพื่อการดําเนินไป) ก็ยังตั้งอยู,
ทําไมนอยพวก ที่บรรลุ และบางพวกไมบรรลุ?”

พราหมณ!
เราจัก ยอ นถามทา นในเรื่อ งนี้ ทา นจงตอบตามควร
ทา นเปน ผูเ ชี่ย วชาญในหนทางไปสูเ มือ งราชคฤห มิใ ชห รือ ,
มีบุรุษ ผูจ ะไป
เมื ่อ งราชคฤห เขา มาหาและกลา วกะทา นวา “ทา นผู เ จริญ !ขา พเจา ปรารถนา
จะไปเมือ งราชคฤห ขอทา นจงชี ้บ อกทางไปเมือ งราชคฤห แกข า พเจา เถิด ”
ทานก็จะกลาวกะบุรุษนั้นวา “มาซิทาน,
ทางนี้ไปเมืองราชคฤห ไปไดครูหนึ่ง
จั ก พบบ า นชื ่ อ โน น และจั ก เห็ น นิ ค มชื ่ อ โน น จั ก เห็ น สวนและป า น า สนุ ก
จักเห็นภูมิภาคนาสนุก สระโบกขรณีนาสนุก ของเมืองราชคฤห”
ดังนี้. บุรุษนั้น
อัน ทา นพร่ํ า บอก พร่ํ า ชี ้ใ หอ ยา งนี ้ ก็ย ัง ถือ เอาทางผิด กลับ หลัง ตรงขา มไป.
ไปถึง เมือ งราชคฤหไ ด
สว นบุรุษ อีก คนหนึ่ง(อัน ทา นพร่ํา บอกพร่ํา ชี้อ ยา งเดีย วกัน )
โดยสวัสดี. พราหมณ ! อะไรเลาเปนเหตุ, อะไรเลาเปนปจจัย ที่เมือ ง
ราชคฤหก็ยังตั้งอยู, หนทางสําหรับไปเมืองราชคฤห ก็ยังตั้งอยู, ทานผูชี้บอก
ก็ยังตั้งอยู, แตทําไม บุรุษผูหนึ่งกลับหลังผิดทาง, สวนบุรุษอีกผูหนึ่งไปถึง
เมืองราชคฤหไดโดยสวัสดี?

www.buddhadasa.info
“พระโคดมผูเจริญ!
แต ผู บอกทางเทานั้น”.

ในเรื่องนี้ ขาพเจาจักทําอยางไรไดเลา,

เพราะขาพเจาเปน

พราหมณ !
ฉันใดก็ฉันนั้น,
ที่พระนิพพาน ก็ยังตั้งอยู ทางเปน
เครื่ อ งถึ ง พระนิ พ พาน ก็ ยั ง ตั้ ง อยู เราผู ชั ก ชวน ก็ ยั ง ตั้ ง อยู แต ส าวก แม เ รา
กล า วสอนพร่ํ า สอนอยู อ ย า งนี้ น อ ยพวก ได บ รรลุ นิ พ พานอั น เป น ผลสํ า เร็ จ ถึ ง ที่
สุดยิ่ง, บางพวกไมไดบรรลุ.พราหมณ! ในเรื่องนี้ เราจักทําอยางไรไดเลา,
เพราะเราเปนแตผูบอกทางเทานั้น.

๒๒๐

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๔

ทรงบั ญ ญั ติ โ ลกุ ต ตรธรรมสํา หรั บ คนทั่ ว ไป ๑
“พระโคดมผู เจริ ญ! พราหมณ ทั้ งหลายย อมบั ญญั ติ ทรั พย ๔ ประการ แก พวกกษัต ริย
พราหมณ เวสส และสูทร, คือบัญญัติการเที่ยวภิกขาจารเปนทรัพยของพราหมณ,คันศรและกลองลูกศร
เปนทรัพยของกษั ตริ ย, ไถและโครักขกรรมเปนทรั พยของเวสส , เคียวและไม คานเปนทรั พยข องสูท ร.
เมื่อพราหมณเหยียดการภิกขาจาร กษัตริยเหยียดคันศรและกลองลูกศร เวสสเหยียดไถและโครัก ขกรรม
สูท รเหยีย ดเคีย วกับ ไมค าน ซึ ่ง แตล ะอยา งๆเปน ทรัพ ยข องตนๆเสีย ยอ มชื ่อ วา ทํ า กิจ นอกหนา ที่
เชนเดียวกับเด็กเลี้ยงโคเที่ยวถือเอาสิ่งของอันเจาของมิไดใหเหมือนกัน. พระโคดมผูเ จริญ ! พราหมณ
ทั้งหลายยอมบัญญัติทรัพย ๔ ประการ อยางนี้แล; สวนพระโคดมเลา กลาวอยางไรในเรื่องนี้ ?”

พราหมณ! ก็โ ลกทั ้ง ปวงยอมรับ รู ก ารบัญ ญัต ิท รัพ ย ๔ ประการนี้
ของพราหมณ เหล านั้ น ว าพราหมณ ทั้ งหลายจงบั ญญั ติ ทรั พย ๔ ประการเหลา นี ้เ ถิด
ดังนี้หรือ?
“หามิได พระโคดม!”

พราหมณ ! ถ า อย า งนั้ น มั น ก็ เ หมื อ นกั บ คนยากจนเข็ ญ ใจไม มี ท รัพ ย
ติดตัว ทั้งไมปรารถนาจะไดเนื้อ แตมีคนถือเนื้อสวนหนึ่งชูขึ้นให วา บุรุษผูเ จริญ !
เนื้อนี้นากินสําหรับทาน และคาของเนื้อทานจะตองใช ดังนี้ฉันใด; พราหมณ !
ย อมเป นฉั นเดี ยวกั นแท ที่ พราหมณ ทั้ งหลายไม ได รั บปฏิ ญญาจากสมณะและพราหมณ
ทั้ ง หลาย, แล ว ยั ง บั ญ ญั ติ ท รั พ ย ๔ ประการเหล า นี้ ขึ้ น . พราหมณ เ อย
!
เราบั ญ ญั ติ โ ลกุ ต ตรธรรมอั น ประเสริ ฐ ว า เป น ทรั พ ย ข องคน .
ตอเมื่ อระลึ กถึ งสกุลวงศทางมารดาหรื อบิดาของเขาแต กาลก อน อั ตตภาพของเขา
เกิ ด ขึ้ น ในวรรณะใดเขาจึ ง ถู ก นั บ เข า ไว โ ดยวรรณะนั้ น ๆ. ถ า อั ต ตภาพของเขา
เ กิ ด ใ น ส กุ ล ก ษั ต ริ ย  ก ็ ถ ู ก นั บ ว า เ ป น ก ษั ต ริ ย  , ถ า อั ต ต ภ า พ ข อ ง เ ข า เ กิ ด ขึ ้ น
ในสกุ ล พราหมณ ก็ ถู ก นั บ ว า เป น พราหมณ , ถ า อั ต ตภาพของเขา

www.buddhadasa.info

๑ .บาลี เอสุการีสูตร ม.ม. ๑๓/๖๑๔/๖๖๕. ตรัสแกเอสุการีพราหมณ ที่เชตวัน.

โปรดปญจวัคคียแลว - จวนจะปรินิพพาน

๒๒๑

เกิ ดขึ้ นในสกุ ลเวสส ก็ ถู กนั บว าเป นเวสส ,ถ าอั ตตภาพของเขาเกิ ดขึ้ นในสกุล สูท ร
ก็ถูกนับวาเปนสูทร.
พราหมณ ! เชนเดียวกับไฟ ถาอาศัยอะไรเกิดขึ้น ก็ถูกนับวาเปน ไฟ
ที่ เ กิ ด ขึ้ น แต สิ่ ง นั้ น ๆ :ถ า ไฟอาศั ย ไม ฟ น โพลงขึ้ น ถู ก นั บ ว า เป น ไฟที่ เ กิ ด จากฟน ,
ถาไฟอาศยสะเก็ดไมโพลงขึ้น ก็ถูกนับวาเปนไฟสะเก็ดไม, ถาไฟอาศัยหญาแหง
เกิด ขึ ้น ก็ถ ูก นับ วา เปน ไฟหญา แหง , ถา ไฟอาศัย ขี ้ว ัว เกิด ขึ ้น ก็ถ ูก นับ วา เปน ไฟ
ขี้ ว ั ว , นี ้ ฉ ั น ใด; พราหมณ เ อย! เราบั ญ ญั ต ิ โ ลกุ ต ตรธรรมอั น ประเสริ ฐ
ว า เปน ทรัพ ยข องคน , ตอ เมื ่อ เขาระลึก ถึง สกุล วงศท างมารดาหรือ บิด าแต
เกากอนของ
เขาเขาจึงจะถูกนับวาเปนพวกนั้นๆ ตามแตที่อัตตภาพของเขา
เกิดขึ้นในสกุลใด ๆ ฉันนั้นเหมือนกัน.
พราหมณ ! ถากุลบุตรออกบวชจากสกุลกษัตริย และเขาไดอาศัยธรรม
และวินัย อันตถาคตประกาศแลว เปนผูเวนขาดจากปาณาติบาต จากอทิน นาทาน
จากเมถุ น ธรรม, เป นผู เ ว นขาดจากมุ ส าวาท จากป สุ ณ าวาท จากผรุ ส วาท จาก
สัม ผัป ปลาปวาท, เปน ผู ไ มม ีอ ภิช ฌา ไมม ีจ ิต พยาบาท เปน ผู ม ีส ัม มาทิฏ ฐิ,
ก็ย อมประสบความสํ าเร็ จ เป นความปลื้ มใจจากผลแหงกุ ศลธรรม อั นเป นเครื ่อ ง
นําสัตวออกจากทุกขได.
พราหมณ ! แมก ุล บุต รออกบวชจากสกุล พราหมณ. ..สกุล เวสส. ..
สกุลสูทร (ก็ยอมเปนอยางเดียวกัน).

www.buddhadasa.info
พราหมณ ! ท า นเข า ใจว า อย า งไร : พราหมณ พ วกเดี ย วเท า นั้ น หรือ
ที่สมควรเจริญเมตตาจิตอันไมมีเวร ไมมีความเบียดเบียน ในธรรมลัทธินั้น ๆ ?
กษัตริยไมควรหรือ ? เวสสไมควรหรือ ? สูทรไมควรหรือ ?
“ขาแตพระองคผูเจริญ! ขอนั้นหามิได. กษัตริยก็สมควร เวสสก็สมควร สูทรก็ส มควร,
คนทั้งปวงสมควรแผเมตตาจิต อันไมมีเวร ไมมีความเบียดเบียน ในธรรมลัทธินั้น ๆ ทั่วกัน”.

๒๒๒

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๔

อยางเดียวกันแหละพราหมณ ! กุลบุตรออกบวชจากสกุลกษัตริยก็ต าม
จากสกุ ลพราหมณ ก็ตาม จากสกุลเวสสก็ ตาม จากสกุลสู ทรก็ตาม และได อ าศัย
ธรรมและวิ นั ย อั น ตถาคตประกาศแล ว เป น ผู เ ว น จากปาณาติ บ าต ฯลฯ (เปน ตน
กระทั่งมีสัมมาทิฏฐิ เปนที่ สุด) ได แล ว ย อมประสบความสําเร็ จเป นความปลื้มใจจากผล
แหงกุศลธรรม อันเปนเครื่องนําสัตวออกจากทุกขได ทั้งนั้น.
พราหมณ ! ท านเข าใจว าอย างไร : พราหมณ พวกเดี ยวเท านั ้น หรือ
ที่สมควรจะถือเกลียวผาสําหรับการอาบ ไปสูแมน้ํา และขัดสีตัวใหสะอาด? กษัต ริย
ไมควรหรือ? เวสสไมควรหรือ? สูทรไมควรหรือ?
“ขาแตพระโคดมผูเจริญ! ขอนั้นหามิได. กษัตริยก็สมควร เวสสก็สมควรสูทรก็ส มควร
คนทั้งปวงสมควรถือเอาเกลียวผาสําหรับการอาบไปสูแมน้ําและขัดสีตัวใหสะอาดดวยกันทั้งนั้น”.

อยางเดี ยวกันแหละพราหมณ! กุลบุตรออกบวชจากสกุลกษัตริยก ็ต าม
จากสกุลพราหมณก็ตามจากสกุลเวสสก็ตาม จากสกุลสูทรก็ตาม และไดอ าศัย ธรรม
และวินัยอันตถาคตประกาศแลว เปนผูเวนจากปาณาติบาต ฯลฯ (เปนตน กระทั่งมี
สัมมาทิฏฐิเปนที่สุด)ได แลว ยอมประสบความสํ าเร็ จเปนความปลื้มใจจากผลแหง กุศ ล
ธรรม อันเปนเครื่องนําสัตวออกจากทุกขได ทั้งนั้น.
พราหมณ ! ท า นเข า ใจว า อย า งไรในเรื่ อ งนี้ , คื อ ขั ต ติ ย ราชาผู ไ ด
มุ ร ธาภิ เ ษกแล ว รั บ สั่ ง ให ป ระชุ ม บุ รุ ษ จํ า นวนหลายร อ ย มี ช าติ ส กุ ล ต า งกั น โดย
ทรงบังคับวา “มาเถิดทานทั้งหลาย ! ทานผูใดเกิดจากสกุลกษัตริย สกุลพราหมณ
และสกุลที่เกี่ยวเนื่องกับราชสกุล ทานผูนั้นจงถือเอาไมสากะ หรือไมสาละ หรือ
ไมสลฬะ หรือไมปทุมกะ หรือไมจันทนะ (อยางใดอยางหนึ่ง) มาทําไมสีไฟอัน บน
แลวจงสีใหเกิดไฟทําเตโชธาตุใหปรากฏ. สวนทานผูใดเกิดแลวจากสกุลจัณ ฑาล
สกุ ลพวกพราน สกุ ลจักสาน สกุลทํ ารถ สกุ ลเทหยากเยื่อ ทานเหล านั้นจงถือเอา
ไมรางอาหารสุนัข ไมรางอาหารสุกร ไมรางยอมผา หรือทอนไมละหุง (อยางใดอยา งหนึ่ง )
มาทําไมสีไฟอันบน แลวจงสีใหเกิดไฟ ทําเตโชธาตุใหปรากฏเถิด” ดังนี้.

www.buddhadasa.info

โปรดปญจวัคคียแลว - จวนจะปรินิพพาน

๒๒๓

พราหมณ ! ทา นเขา ใจวา อยา งไร : ไฟที ่เ กิด ขึ ้น จากไมส ีไ ฟที ่ทํ า ดว ยไมส ากะ
หรือ ไมส าละ หรือ ไมส ละฬะ ไมป ทุม กะ หรือ ไมจ ัน ทนะของพวกที ่เ กิด จาก
สกุล กษัต ริย  พราหมณ หรือ สกุล ที ่เ กี ่ย วเนื ่อ งกับ ราชสกุล นั ้น เปน ไฟที ่ม ีเ ปลว
มีส ี มี รั ศมี และใช ทํ ากิ จต าง ๆ ที่ ต องการทํ าเนื่ องด วยไฟได ; ส วนไฟที่ เกิ ดจากไม
รางอาหารสุน ัข ไมร างอาหารสุก ร ไมร างยอ มผา ไมล ะหุ ง ของพวกที ่เ กิด จาก
สกุ ลจั ณฑาล สกุ ลพวกพราน สกุ ลจั กสาน สกุ ลทํ ารถ สกุ ลเทหยากเยื่ อนั้ น เป น
ไฟที ่ไ มม ีเ ปลว ไมม ีส ี ไมม ีร ัศ มี และไมอ าจใชทํ า กิจ ตา งๆ ที ่ต อ งทํ า ดว ย
ไฟได เชนนั้นหรือ ?
“พระโคดมผูเจริญ ! ขอนั้นหามิได.”

พราหมณ อย างเดี ยวกั นนั้ นแหละ ! กุ ลบุ ตรออกบวชจากสกุ ลกษัต ริย
ก็ ตาม สกุ ลพราหมณ ก็ ตาม สกุ ลเวสส ก็ ตาม สกุ ลสู ทรก็ ตาม และได อาศั ยธรรม
และวินัย อัน ตถาคตประกาศแลว เปน ผูเ วน จากปาณาติบ าต ฯลฯ (เปน ตน กระทั่ง
มี สั ม มาทิ ฏ ฐิ เ ป น ที่ สุ ด ) ได แ ล ว ย อ มประสบความสํ า เร็ จ เป น ความปลื้ ม ใจจากผล
แหงกุศลธรรมอันเปนเครื่องนําสัตวออกจากทุกขได ทั้งนั้น.

www.buddhadasa.info
(ข. เกี่ ย วกั บ สาวกของพระองค ๑๕ เรื่ อ ง)
ทรงบริ ห ารสงฆ จํา นวนร อ ย ๑

ภิ ก ษุ ท.! เมื่ อ มนุ ษ ย ทั้ ง หลายมี อ ายุ (ยื ด ยาวออกถึ ง ) แปดหมื่ น ป,
พระผู ม ีพ ระภาคนามวา เมตเตยยะ จัก บัง เกิด ขึ ้น ในโลก เปน พระอรหัน ต
ตรัส รู ช อบเอง สมบูร ณด ว ยวิช ชาและจรณะ ดํ า เนิน ไปดี รู แ จง โลก เปน ผู ฝ ก
บุร ุษ ที ่ค วรฝก ไมม ีใ ครยิ ่ง ไปกวา เปน ผู เ บิก บาน จํ า แนกธรรมสั ่ง สอนสัต ว
เชนเดียวกับเราในบัดนี้.

๑ . บาลี จักกวัตติสูตร ปา. ที. ๑๑/๘๓/๔๘. ตรัสแกภิกษุทั้งหลาย ที่แควนมคธ.

๒๒๔

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๔

พระผู มี พ ระภาคเจ า เมยเตยยะนั้ น จั ก ทํ า ให แ จ ง ซึ่ ง โลกนี้ พร อ มทั ้ง
เทวโลก มารโลกพรหมโลก หมู ส ัต วพ รอ มทั ้ง สมณพราหมณ เทวดาพรอ มทั ้ง
มนุษ ย ดว ยพระปญ ญาอัน ยิ ่ง เอง แลว ประกาศใหผู อื ่น รู ด ว ย, เชน เดีย วกับ เรา
ในบัดนี้.
พระผู มี พ ระภาคเจ า เมยเตยยะนั้ น จั ก แสดงธรรมไพเราะในเบื ้อ งตน
ทา มกลาง เบื ้อ งปลาย,จัก ประกาศพรหมจรรย พรอ มทั ้ง อรรถะ พยัญ ชนะ
บริสุทธิ์บริบูรณสิ้นเชิง, เชนเดียวกับเราในบัดนี้.
พระผู ม ีพ ระภาคเจา เมตเตยยะนั ้น จัก บริห ารภิก ษุส งฆจํ า น ว น
พั น เ ป น อ เ น ก ( ห ล า ย พั น ) , เ ช น เ ดี ย ว กั บ เ ร า ใ น บั ด นี ้ บ ริ ห า ร ภิ ก ษุ ส ง ฆ
จํา นวนรอยเปนเอนก (คือหลายรอย) อยู. ๑

ทรงรับรองภิกษุแ ตบางรูป วาเป นคนของพระองค ๒
ภิก ษุ ท.
! ภิก ษุเ หลา ใดเปน คนหลอกลวง กระดา ง พูด พล า ม
ยกตัว จองหอง ใจฟุ ง เฟอ ภิก ษุเ หลา นั ้น ไมใ ชเ ปน คนของเรา. ภิก ษุ ท. !
ภิ ก ษุ เ หล า นั้ น ได อ อกไปนอกธรรมวิ นั ย นี้ เ สี ย แล ว ย อ มไม ถึ ง ความเจริ ญ งอกงาม
ไพบูลย ในธรรมวินัยนี้ไดเลย.
ภิกษุ ท. ! ภิกษุเหลาใด ไมเปนคนหลอกลวง ไมพูดพลาม มีปญญา
เป น เครื ่ อ งทรงตั ว ไม ก ระด า ง ใจคอมั ่ น คงดี . ภิ ก ษุ เ หล า นั ้ น ชื ่ อ ว า เป น
คนของเรา.ภิก ษุ ท.! ภิก ษุเ หลา นั้น ไมไ ดอ อกไปนอกธรรมวินัย นี้ และยอ ม
เจริญงอกงามไพบูลยในธรรมวินัยนี้.

www.buddhadasa.info

๑. เปนเครื่องวัดวา พระอรหันตในศาสนานี้ จักมีมากนอยเทาใด, โดยประมาณ
๒. บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๓๓/๒๖. ตรัสแกภิกษุทั้งหลาย.

โปรดปญจวัคคียแลว - จวนจะปรินิพพาน

๒๒๕

ทรงมี ศิ ษ ย ทั้ ง ที่ ดื้ อ และไม ดื้ อ ๑
อุทายิ ! ในธรรมวินัยนี้ เหลาโมฆบุรุษบางพวก เมื่อเรากลาวอยูวา
“พวกทา นจงละความชั ่ว อัน นี ้เ สีย ”, ก็ก ลา วอยา งนี ้วา “ทํ า ไมกะความชั่ว ชนิด นี้
ซึ ่ง เปน ของเล็ก นอ ยต่ํ า ตอ ย, พระสมณะนี ้ ขูด เกลาเกิน ไปแลว ละ” ดัง นี ้.
โมฆบุรุษเหลานั้น ไมละความชั่วนั้นดวย และทั้งตั้งไวซึ่งความเคียดแคนในเราดว ย
ในภิก ษุทั ้ง หลายผู ร ัก การศึก ษาดว ย. อุท ายิ! ความชั ่ว อัน นั ้น ของโมฆบุร ุษ
เหลา นั ้น ยอ มเปน เครื ่อ งผูก รัด ที ่ม ีกํ า ลัง มั ่น คง เหนีย วแนน ไมรู จ ัก ผุเ ป อ ย
เปนเหมือนทอนไมแกนแข็ง, ฉะนั้น.
อุ ทายิ ! ส วนว ากุ ลบุ ตรบางพวก ในธรรมวิ นั ยนี้ , เมื่ อเรากล าวอยู ว า
“พวกท านจงละความชั่ วอั นนี้เสี ย”, ก็ กลาวอย างนี้ ว า “ทํ าไมจะตองให ว ากล าว
ด ว ยความชั่ ว ชนิ ด นี้ ซึ่ ง เป น ของเล็ กน อ ยต่ํ าต อ ยซึ่ ง พระผู มี พ ระภาคของพวกเรา
กลา วการละ กลา วการสลัด คืน ไวแ ลว ดว ยเลา ” ดัง นี ้. กุล บุต รเหลา นั ้น
ก็ละความชั่วนั้นเสีย และทั้งไมตั้งไวซึ่งความเคียดแคนในเราดวย ในภิกษุทั้งหลาย
ผูใ ครต อสิ กขาด วย. กุ ลบุ ตรเหล านั้ น ละความชั่ วนั้ นแล ว เปน ผูขวนขวายนอ ย
มีข นตกราบ (คือ ไมต อ งขนพองเพราะความกลัว ) มีช ีวิต อยูด ว ยของที่ผู อื่น ให มีจ ิต
เหมือนเนื้อ (คือถูกตีครั้งหนึ่งแลวยอมไมเปดโอกาสใหถูกตีอีก) อยู.อุทายิ ! ความชั่วอันนั้น
ของกุ ลบุ ตรเหล านั้ น ย อมเป นเครื่ องผู กรั ดที่ ไม มี กํ าลั ง หย อ นกํ าลั ง ผุ เป อยไม มี
แกนแข็ง, ฉะนั้น.

www.buddhadasa.info

๑. บาลี ลฑุกิโกปมสูตร ม.ม. ๑๓/๑๘๑/๑๗๗. ตรัสแกพระอุทายี ที่อาปณนิคม แควนอังคุตตราปะ

๒๒๖

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๔

สาวกของพระองค ห ลุ ด พ น เพราะพิ จ ารณาความเป น
อนั ต ตาในเบญจขั น ธ ๑
พระโคดมผูเจริญ ! ดวยการปฏิบัติอยางไร สาวกของพระโคดมจึงจะไดชื่อวาเปนผูป ฏิบัติ
ตามคํา สอน ปฏิบัติต รงตอ โอวาท ขา มพน ความสงสัย ไปได ไมตอ งเที่ย วถามใครวา นี่ อยา งไร
นี่อยางไรมีความกลาหาญ ไมตองเชื่อตามบุคคลอื่นในคําสอนแหงศาสดาตน ?

อัคคิเวสนะ ! สาวกของเรา ในศาสนานี้ พิจารณาเห็นดวยปญญา
อันชอบ ตรงตามที่เปนจริงอยางนี้วา รูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญ ญาณ ๒
อยางใดอยางหนึ่งก็ตาม ทั้งที่ลวงไปแลว ทั้งที่ยังไมมา ทั้งที่เกิดอยูในบัดนี้ก็ตาม
ที่เปนภายในก็ตาม ภายนอกก็ตาม หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม เลวก็ตามดีก็ตาม
ในที่ไกลก็ตาม ในที่ใกลก็ตาม ทั้งหมดนั้น เปนแตสักวา รูป...เวทนา...สัญ ญา
...สัง ขาร...วิญ ญาณ, นั้น ไมใ ชข องเรา, ไมใ ชเ ปน เรา, ไมใ ชอัต ตาของเรา
ดังนี้.
อั คคิ เวสนะ ! ด วยการปฏิ บั ติ เพี ยงเท านี้ สาวกของเราย อมได ชื่ อวา
เปน ผูป ฏิบ ัติต ามคํา สอนเปน ผู ป ฏิบัต ิต รงตอ โอวาท ขา มพน ความสงสัย ไปได
ไมตอ งเที่ย วถามใครวา นี่อ ยา งไร นี่อ ยา งไร มีค วามกลา หาญ ไมตอ งเชื่อ ตาม
บุคคลอื่นในคําสอนแหงศาสดาตน ดังนี้.

www.buddhadasa.info
สาวกของพระองค เ สี ย ชี พ ไม เ สี ย ศี ล ๓

ภิก ษุ ท.! เชน เดีย วกับ ที ่ม หาสมุท ร ยอ มมีน้ํ า หยุด อยู ที ่ร ะดับ ใด
ระดับหนึ่งเปนธรรมดา หากลนฝงไปไม นี้ฉันใด; ภิกษุ ท.! เราบัญญัติสิกขาบท

๑. บาลี จูฬสัจจกสูตร มู.ม. ๑๒/๔๓๓/๔๐๑. ตรัสแกนิครนถสัจจกะ, ที่ปามหาวัน ใกลเมืองเวสาลี.
๒. ในบาลีแยกกลาวทีละอยาง ความเหมือนกันทั้งหาอยาง, ในที่นี้กลาวรวม.
๓. บาลี โสณวรรค อุ.ขุ. ๒๕/๑๕๕/๑๑๘. ตรัสแกภิกษุ ท. ที่บุพพาราม ใกลเมืองสาวัตถี.

โปรดปญจวัคคียแลว - จวนจะปรินิพพาน

๒๒๗

ใด ๆ แก ส าวกทั ้ ง หลายของเราแล ว สาวกทั ้ ง หลายของเราย อ มไม ก  า ว
ล ว งสิกขาบทนั้น ๆ แมจะตองเสียชีวิต.
ภิ กษุ ท.! ข อที่ เราบั ญญั ติ สิ กขาบทใด ๆ แก สาวกทั้ งหลายของเราแลว
สาวกทั้งหลายของเรายอมไมกาวลวงสิกขาบทนั้น ๆ แมจะตองเสียชีวิต นั้นแลเปนสิ่ง
นาอัศจรรย ไมนาจะมีได เปนสิ่งที่ส องในธรรมวินัยนี้, ซึ่งเมื่อ ภิกษุทั้งหลายไดเห็น
แลวๆ ซึ่งขอนี้ ยอมเกิดความพอใจอยางยิ่งในธรรมวินัยนี้.

ทรงขอใหสาวกเปนธรรมทายาท
อยาเปนอามิสทายาท๑
ภิก ษุ ท. ! เธอทั ้ง หลายจงเปน ธรรมทายาท (คือ รับ มรดกธรรม)
ของเราเถิ ด , อย า เป น อามิ ส ทายาท (คื อ รั บ มรดกสิ่ ง ของ) เลย. ความเป น ห ว ง
ข อ ง เ ร า ใ น เ ธ อ ทั ้ ง ห ล า ย มี อ ยู  ว  า “ ทํ า อ ย า ง ไ ร เ สี ย ส า ว ก ทั ้ ง ห ล า ย
ของเราก็ คงจะเปนธรรมทายาท, ไมเปนอามิสทายาท” ดังนี้.

www.buddhadasa.info
ภิ กษุ ท.! ถ าพวกเธอเป นอามิ สทายาทไม เป นธรรมทายาทของเราแล ว ,
เธอทั ้ง หลายก็จ ะถูก เขาตราหนา วา “สาวกทั ้ง หลายของพระศาสดา เปน
อามิส ทายาทอยู โ ดยปรกติ หาไดเ ปน ธรรมทายาทไมเ ลย” ดัง นี ้. แมเ ราเอง
ก็จะถูกเขาพากั นโทษวา “สาวกทั้งหลายของพระศาสดา ลวนแต เปนอามิ สทายาท
กันเปนปรกติหาไดเปนธรรมทายาทไมเลย” ดังนี้.

๑. บาลี ธัมมทายาทสูตร มู.ม. ๑๒/๒๑/๒๑. ตรัสแกภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน

๒๒๘

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๔

ภิก ษุ ท. ! ถา พวกเธอพากัน เปน ธรรมทายาทของเรา และไมเ ปน
อามิสทายาทแลวไซร, เธอทั้งหลายก็จะไดรับการยกยองวา “สาวกของพระศาสดา
ลว นแตเ ปน ธรรมทายาทกัน อยูโ ดยปรกติ หาไดเ ปน อามิส ทายาทไม” ดัง นี ้.
แมเราเอง ก็จะไดรับการยกยองวา “สาวกของพระศาสดา ลวนแตพากันเปนธรรม
ทายาทั้งนั้น หาไดเปนอามิสทายาทไมเลย” ดังนี้ดวยเหมือนกัน.
ภิก ษุ ท. ! เพราะฉะนั ้น ในเรื ่อ งนี ้ เธอทั ้ง หลายจงพากัน เปน
ธรรมทายาทของเราเถิด อยา ไดเ ปน อามิส ทายาทเลย. ความเปน หว งของเรา
ในเธอทั้ง หลายมีอ ยูวา “ทํา อยา งไรเสีย สาวกทั้ง หลายของเรา จงเปน ผู
เปนธรรมทายาทเถิด อยาไดเปนอามิสทายาทเลย” ดังนี้.

ทรงถือวา ภิกษุสาวกทุกวรรณะ เปนสมณสากยปุตติยะ
โดยเสมอกัน๑
ภิก ษุ ท.! เชน เดีย วกับ ที ่แ มน้ํ า ใหญ ๆ เชน แมน้ํ า คงคา ยมุน า
อจิร วตี สรภู มหี, แมน้ํา ทั้ง หมดนี้ ครั้น ไหลไปถึง มหาสมุท รแลว ยอ มทิ้ง
ชื่อ เดิม ของตน ยอมถึงการเรียกชื่อใหมวา “มหาสมุทร”เหมือนกันหมดฉันใด,
ภิกษุ ท. ! วรรณะทั้งสี่นี้ก็อยางเดียวกัน จะเปนกษัตริย พราหมณ เวสส หรือ
สูทท ก็ตาม, เมื่อคนเหลานั้น ออกบวชในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแลวยอม
ละทิ ้ง ชื ่อ เดิม ชื ่อ สกุล เดิม ของตนสิ ้น ยอ มถึง การเรีย กชื ่อ ใหมว า “พวก
สมณสากยปุตติยะ เหมือนกันหมดโดยแท”. ขอที่ถึงการเรียกชื่อใหมวา “สมณะ

www.buddhadasa.info

๑. บาลี โสณวรรค อุ.ขุ. ๒๕/๑๕๗/๑๑๘. ตรัสแกภิกษุทั้งหลาย ที่บุพพาราม ใกลเมืองสาวัตถี.

โปรดปญจวัคคียแลว - จวนจะปรินิพพาน

๒๒๙

สากยปุต ติย ะ” เสมอกัน หมดนี ้แ ล เปน สิ ่ง ที ่น า อัศ จรรย ไมน า จะเปน ได
เปน สิ ่ง ที ่ ๔ในธรรมวิ นั ย นี้ , ซึ่ ง เมื่ อ ภิ ก ษุ ทั้ ง หลายเห็ น แล ว ๆ ซึ่ ง ข อ นี้ ย อ มเกิ ด
ความพอใจอยางยิ่ง ในธรรมวินัยนี้.

ทรงมี ค ณะสาวกซึ่ ง มี ป าฏิ ห าริ ย ๑
พราหมณ ! ปาฏิ ห าริ ย ๓ อย า งมี อ ยู . ๓ อย า งคื อ อะไรบ า ง ? คื อ
อิทธิปาฏิหาริยอาเทสนาปาฏิหาริย อนุสาสนีปาฏิหาริย.
พราหมณ ! อิท ธิป าฏิห าริย เ ปน อยา งไร? คือ คนบางคนในโลกนี้
กระทําอิทธิวิธีมีอยางตาง ๆ: ผูเดียวแปลงรูปเปนหลายคน หลายคนเปนคนเดียว,
ทําที่กํา บัง ใหเ ปน ที่แ จง ทําที่แจงใหเปนที่กํา บัง , ไปไดไ มขัดขอ ง ผานทะลุฝ า
ทะลุกํ า แพง ทะลุ ภู เ ขา ดุ จ ไปในอากาศว า ง ๆ, ผุ ด ขึ้ น และดํ า ลงในแผ น ดิ น ได
เหมือ นในน้ํ า , เดิน ไปไดเ หนือ น้ํ า เหมือ นเดิน บนแผน ดิน , ไปไดใ นอากาศ
เหมือนนกมีปก ทั้งที่ยังนั่ง สมาธิคูบัล ลังก, ลูบคลํา พระจันทรและพระอาทิต ย
อันมีฤทธิ์อานุภาพมาก ไดดวยฝามือ, และแสดงอํานาจทางกายเปนไปตลอดถึง
พรหมโลกได. พราหมณ ! นี้แล อิทธิปาฏิหาริย.

www.buddhadasa.info
พราหมณ ! อาเทสนาปาฏิหาริยเปนอยางไร ? คือคนบางคนในโลกนี้
โดยอาศัยนิมิต ยอมทายใจคนวา “ใจของทานเปนอยางนี้, ใจของทานมีประการ
อยา งนี้, ความคิด ของทา นมีอ ยูดว ยอาการอยา งนี้ ๆ”, แมเ ขาทายมากเทา ไร
ก็ถูกหมดไมมีผิดเลย. บางคนฟงเสียงของมนุษยหรือของอมนุษยหรือของเทวดา

๑. บาลี ติก. อํ. ๒๐/๒๑๗/๕๐๐. ตรัสแกสังคารวพราหมณ, ณ ที่แหงหนึ่ง

๒๓๐

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๔

แลวทายใจคนวา “ใจของทานเปนอยางนี้,
ใจของทานมีประการอยางนี้, ความคิด
ของทานมีอยูดวยอาการอยางนี้ ๆ”, แมเขาทายมากเทาไร ก็ถูกหมดไมมีผิดเลย.
บางคนฟ ง เสี ย งแห ง วิ ต กวิ จ ารของบุ ค คลที่ กํ า ลั ง วิ ต กวิ จ ารอยู แล ว ทายใจคนว า
“ใจของทา นเปน อยา งนี้, ใจของทา น มีป ระการอยา งนี้,
ความคิด ของทา น
มีอยูดวยอาการอยางนี้ ๆ”. แมเขาทายมากเทาไร ก็ถูกหมดไมมีผิดเลย. บางคน
กําหนดใจของผูเขาสมาธิอันไมมีวิตกวิจาร ดวยใจของตนแลวรูวา “มโนสังขาร
อันทานผูนี้ตั้งไวเชนใด, ในลําดับแหงจิตนี้ จักเกิดวิตกชื่อโนน” ดังนี้, แมเขา
ทายมากเทาไรก็ถูกหมด ไมมีผิดเลย. พราหมณ ! นี้แล อาเทสนาปาฏิหาริย.
พราหมณ ! อนุสาสนีปาฏิหาริยเปนอยางไร ? คือคนบางคนยอมทํา
การพร่ําสอนวา “ทานทั้งหลายจงตรึกอยางนี้ ๆ อยาตรึกอยางนั้น ๆ, จงทําในใจ
อยางนี้ ๆ อยาทําในใจอยางนั้น ๆ, จงเวนสิ่งนี้ๆเสีย, จงทําสิ่งนี้ ๆ อยูเปนประจํา”
ดังนี้. พราหมณ ! นี้แล อนุสาสนีปาฏิหาริย.
พราหมณ ทู ลถามว า “ข าแต พระโคดมผู เจริ ญ ! เว นพระโคดมเสี ย, ภิ กษุ อื่ นสั กรู ปหนึ่ ง
ซึ่งเปนผูประกอบดวยปาฏิหาริยสามนี้ มีอยูหรือ ?

พราหมณ ! มีไมใชรอยเดียว ไมใชสองรอย ไมใชสามรอย
สี่รอย ไมใชหารอย มีมากกวานั้นอีกที่ประกอบดวยปาฏิหาริยสามนี้.

ไมใช

www.buddhadasa.info
“ขาแตพระโคดมผูเจริญ ! ก็เดี๋ยวนี้ ภิกษุเหลานั้นอยูที่ไหนเลา?”

พราหมณ ! อยูในภิกษุสงฆหมูนี้เอง.

ทรงเป น พี่ เ ลี้ ย งให แ ก ส าวก ชั่ ว ระยะจํา เป น ๑
ภิกษุ ท.! เปรียบเหมือนเด็กที่ยังออน ยังไดแตนอนหงาย เมื่อ

๑. บาลี ปฺจ. อํ. ๒๒/๖/๗. ตรัสแกภิกษุทั้งหลาย

โปรดปญจวัคคียแลว - จวนจะปรินิพพาน

๒๓๑

พี่เลี้ ยงเผลอ ไดคว าชิ้ นไม หรือเศษกระเบื้ องกลืนเขาไป พี่เลี้ ยงเห็นแลวก็จะพยายาม
หาวิธีเอาออกโดยเร็ว, เมื่อเอาออกไมไดโดยงาย
ก็จะประคองศีรษะเด็กดวย
มื อซ าย งอนิ้ วมื อขวาล วงลงไปเกี่ ยวขึ้ นมา แม ว าจะถึ งโลหิ ตออกก็ ต องทํ า, ข อ นี้
เพราะเหตุไรเลา ? เพราะเหตุวา แมเด็กนั้น จะไดรับความเจ็บปวดก็จริง แต
พี่เลี้ยง ที่หวังการปลอดภัยแกเด็ก หวังจะชวยเหลือเด็ก มีความเอ็นดูเด็ก ก็ตอง
ทํา เช น นั้ น
เพราะความเอ็ น ดู นั่ น เอง.
ครั้ น เด็ ก นั้ น เติ บ โตขึ้ น มี ค วามรู
เดียงสาพอควรแลว พี่เลี้ยงก็ปลอยมือไมจ้ําจี้จ้ําไชในเด็กนั้นเกินไป ดวยคิดวา
บัดนี้เด็กนี้คุมครองตัวเองไดแลว ไมอาจจะไรเดียงสาอีกแลวดังนี้, ขอนี้ฉันใด.
ภิกษุ ท. ! ขอนี้ก็เชนนั้น : ตราบใดที่ภิกษุยังมิไดทํากิจในกุศลธรรม
ทั้งหลายอันตนจะตองทําดวยศรัทธา
ดวยหิริ ดวยโอตตัปปะ ดวยวิริยะ และ
ดวยปญญา, ตราบนั้น เรายังจะตองตามคุมครองภิกษุนั้น. แตเมื่อใดภิกษุนั้น
ไดทํากิจในกุศลธรรมทั้งหลาย อันตนจะตองทําดวยศรัทธา ดวยหิริ ดวยโอตตัปปะ
ด ว ยวิ ริ ย ะ ด ว ยป ญ ญา สํ า เร็ จ แล ว เราก็ ห มดห ว งในภิ ก ษุ นั้ น โดยคิ ด ว า บั ด นี้
ภิกษุนี้คุมครองตนเองไดแลว ไมอาจจะประพฤติหละหลวมอีกตอไปแลว. ดังนี้.

www.buddhadasa.info
ทรงมี พ ระสาริ บุ ต รเป น ผู ร องลํา ดั บ ๑

เสละ ! เราเปนพระราชาผูธรรมราชา ไมมีราชาอื่นยิ่งไปกวา เรายอม
ประกาศธรรมจักรใหเปนไปโดยธรรม เปนจักรที่ใคร ๆ จะตานทานใหหมุนกลับ
มิได.

๑. บาลี เสลสูตร ม.ม. ๑๓/๕๕๔/๖๐๙, ตรัส แกเ สลพราหมณ ที่ร าวปา แหง อาปณนิค มแขวงอัง
คุตตราปะ.

๒๓๒

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๔

“ขาแตพระโคดม ! พระองคปฏิญญาวาเปนสัมพุทธะ เปนธรรมราชา ไมมีราชาอื่นยิ่งกวา.
กลาวอยูวา “เรายอมประกาศธรรมจักรใหเปนไปโดยธรรม” ดังนี้, ก็ใครเลาหนอเปนเสนาบดีของพระองค
เปนผูรองลําดับของศาสดา? ใครยอมประกาศตามไดซึ่งธรรมจักรที่พระองคประกาศแลว ?”เสล พราหมณ ทูลถาม.

เสละ ! สารีบุตรเปนผูรองลําดับตถาคต ยอมประกาศตามเราได ซึ่ง
อนุต ตรธรรมจัก ร อัน เราประกาศแลว . พราหมณ ! สิ่ง ที่ค วรรูเ ราไดรูแ ลว ,
สิ่งควรทําใหเจริญ เราไดทําใหเจริญแลว,สิ่งควรละ เราไดละแลว เพราะเหตุนั้น
เราจึงเปน “พุทธะ”. ทานจงหมดความกังขาในเรา จงวางใจเราเถิด พราหมณ !
การไดพบเห็นพระสัมพุทธเจาเนือง ๆ นั้น ยอมเปนของยาก : ทานเหลานั้นเปน
ผูที่ยากที่จะปรากฏขึ้นเนือง ๆ ในโลก. พราหมณ ! เราเปนสัมพุทธะผูถอนลูกศร
(คือความทุกขอันเสียบแทงสัตว) อยางไมมีใครยิ่งกวา, เราเปนพรหม ไมมีใคร
เทียบได, เปนผูเหยียบย่ําเสียซึ่งมารและเสนามาร ทําศัตรูหมูอมิตรทั้งสิ้น
ใหอยูในอํานาจไดแลว เปนผูไมมีภัยแตที่ไหน ๆ บันเทิงอยู.

ทรงมีพระสารีบุ ตรเปนผูประกาศธรรมจักร
เสมอดวยพระองค๑

www.buddhadasa.info
ภิกษุ ท. ! โอรสแหงพระเจาจักรพรรดิ ที่เปนเชฏฐโอรส (หัวป)
เปนผูประกอบดวยองคคุณ ๕ ประการแลว ยอมสามารถหมุนจักรที่บิดาหมุน แลว
ใหห มุน ไปตามไดโ ดยธรรมแท. และทั ้ง จัก รนั ้น เปน จัก รที ่ม นุษ ยด ว ยกัน
ผูเ ปน ขา ศึก มิอ าจตา นทานใหห มุน กลับ ไดด ว ยมือ . องคคุณ ๕ ประการ
นั้นอยางไรเลา ? องคคุณ ๕ ประการ คือ เชฏฐโอรสแหงพระเจาจักรพรรดินั้น

๑. บาลี ปฺจ. อํ. ๒๒/๑๖๗/๑๓๒. ตรัสแกภิกษุทั้งหลาย.

โปรดปญจวัคคียแลว - จวนจะปรินิพพาน

๒๓๓

เปน ผู รู จ ัก เหตุ รู จ ัก ผล รู จ ัก ประมาณ รู จ ัก กาล รู จ ัก บริษ ัท . ภิก ษุ ท.!
เชฏฐโอรสของพระเจาจักรพรรดิ ประกอบดวยองคคุณ ๕ ประการ เหลานี้แล
จึงสามารถหมุนจักรที่บิดาหมุนแลว ใหหมุนไปตามไดโดยธรรมและทั้งเปนจักร
ที่ใคร ๆ ผูเปนมนุษยดวยกัน ที่เปนขาศึก มิอาจตานทานใหหมุนกลับไดดวยมือ.
ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น: สารีบุตรก็เปนผูประกอบดวยคุณธรรม

๕ ประการ จึงสามารถยังธรรมจักรอันไมมีจักรอื่นยิ่งกวา อันตถาคตหมุน
ไปแลว ใหห มุน ไปตามไดโ ดยชอบแท, และทั้ง จัก รนั้น เปน จัก รที่ส มณะ
หรื อ พราหมณ หรื อ เทวดา มาร พรหม หรื อ ใคร ๆ ในโลก ไม ส ามารถ
ต า นทานใหห มุน กลับ ได. ภิก ษุ ท. ! สารีบุต รเปน ผูรูจัก เหตุ รูจัก ผล รูจัก
ประมาณ รูจัก กาล รูจัก บริษัท . ภิก ษุ ท. ! สารีบุต รประกอบดว ยคุณ ธรรม
๕ ประการเหลานี้แล จึงสามารถหมุนธรรมจักร อันไมมีจักรอื่นยิ่งกวา ที่ต ถาคต
หมุน ไปแลว ใหห มุน ไปตามไดโ ดยชอบแท, และทั้ง เปน จัก รที่ส มณะ หรือ
พราหมณ เทวดา มาร พรหมหรื อ ใคร ๆ ในโลก ไม ส ามารถต า นทาน
ให ห มุ น กลับได.

www.buddhadasa.info
มหาเถระผูมีสมาบัติ
และอภิญญาเทียมพระองค

ภิกษุ ท. ! เราหวังเพียงใด ก็ยอมสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย
แลวเขาถึงฌานที่ ๑ มีวิตกวิจาร มีปติและสุขอันเกิดจากวิเวกแลว และอยูได
ตลอดกาลเพี ย งนั้ น . ภิ ก ษุ ท. ! แม กั ส สปะ(ก็ ดุ จ กั น ) เธอหวั ง เพี ย งใด

๑. บาลี กัสสปสํยุตต นิทาน. สํ. ๑๖/๒๔๘/๔๙๗. ตรัสแกภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

๒๓๔

พุทธประวัติจากพระโอษฐ - ภาค ๔

ก็ยอมสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย แลวเขาถึงฌานที่ ๑ มีวิตกวิจาร มีปติ
และสุขอันเกิดแตวิเวกแลว และอยูได ตลอดกาลเพียงนั้น.
ภิ ก ษุ ท. ! เราหวั ง เพี ย งใด, ก็ ย อ ม...ฯลฯ... เข า ถึ ง ฌานที่ ๒,...
ฯลฯ ฌานที ่ ๓,...ฯลฯ ฌานที ่ ๔,...ฯลฯ อากาสานั ญ จายตนฌาน,...
วิ ญญาณั ญจายตนฌาน, ...อากิ ญจั ญญายตนฌาน,เนวสั ญญานาสั ญญายตนฌาน,
...ฯลฯ สัญ ญาเวทยิต นิโ รธ แลว แลอยู ไ ดต ลอดกาลเพีย งนั ้น . ๑ ภิก ษุ ท.!
แมกัสสปะ (ก็ดุจกัน) เธอหวังเพียงใด ก็ยอม...ฯลฯ...เขาถึงฌานที่ ๒... ที่ ๓...
ที่ ๔...อากาสานัญจายตนฌาน ...วิญญาณัญจายตนฌาน ...อากิญจัญญายตนฌาน...
เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน.สัญญาเวทยิตนิโรธ แลวแลอยูไดตลอดกาลเพียงนั้น.
(ตอจากนี้ ตรัสอภิญญาหก คือ อิทธิวิธี ทิพพโสต เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญ าณ
จุตูปปาตญาณ และอาสวักขยญาณ วา พระมหากัสสป สามารถเทาเทียมพระองคโดยทํานองเดียวกันอีก.
สวนคําอธิบายของอภิญญาเหลานี้ คนดูไดตามชื่ออภิญญานั้น ๆ จากตอนวาดวยการตรัสรูในภาค ๒ ของ
เรื ่อ งนี ้ หรือ จากะรรมวิภ าคปริเ ฉท ๒, ในที ่นี้ ไมต อ งการกลา วใจความสว นนี้ นอกจากสว นที่
พระมหากัสสปมีสมาบัติ และอภิญญาเทียมกับพระองคเทานั้น)

www.buddhadasa.info
ส ว นที่ ส าวกเข ม งวดกว า พระองค ๒

อุ ทายิ ! สาวกของเรา ฉั นอาหารเพี ย งโกสะหนึ่ ง บ า ง (โกสะ - ขั น จอก
ขนาดเล็ก ) ครึ ่ ง โกสะบ า ง เท า ผลมะตู ม บ า ง เท า ครึ ่ ง ผลมะตู ม บ า ง ก็ ม ี อ ยู  .
สวนเรา, อุทายิ ! บางคราวฉันเต็มบาตรเสมอของปากบาง ยิ่งขึ้นไปกว