You are on page 1of 19

ปราโมช.......

ธรรม
จิตผู้รู้

คำาว่า จิตผู้รู้ นั้น ประกอบดูวยธรรมะฝ่ าย


กุศลจำานวนมาก
แต่ตัวที่เป็ นพระเอกนั้นก็คือ การมีสติ การมี
สัมมาสมาธิ มีใจตั้งมัน

คนทัว่ ๆ ไปนั้น ไม่มีใจที่ต้ งั มัน
่ มีแต่ใจที่ไหล
ๆ ไปทั้งวัน
หลงไปคิดเรื่องโนูน หลงไปคิดเรื่องนี้ ลืมตัว
เองทั้งวัน
จิตใจไม่ต้ งั มัน
่ ขาดสัมมาสมาธิ ถูาจิตใจอย่้
กับเนื้ อกับตัว ไม่ลืมตัว
เรียกว่ามี สัมมาสมาธิ จิตใจตั้งมัน
่ และมี สติ
หากใจเรามีสัมมาสมาธิมันก็ไม่ลืมตัวเอง
อะไรเกิดขึ้นในกาย
สติก็ระลึกไดู อะไรเกิดขึ้นในจิตใจ สติก็ระลึก
ไดู
ถูามีสติรู้สึกกาย รู้สึกใจ ท่านเรียก สติปัฏฐาน
ถูาเจริญสติปัฏฐานอย่้ มรรคผลนิพพานก็อย่้
ไม่ไกล
เมื่อไหร่ลืมกาย ลืมใจ ก็เรียกว่า หลงไป ลืม
เนื้ อลืมตัว
ถูาไหลไปในอารมณ์กุศล มันก็มีสติเหมือน
กันนะ
แต่เป็ นสติออกนอก ถูาจิตใจอย่้กับเนื้ อกับ
ตัว มีสติข้ น
ึ มา
ร่างกายเคลื่อนไหวคอยรู้สึก จิตใจเคลื่อนไหว
คอยรู้สึก
นีจ
่ ด
ั เป็ น สติ อย่างดี
เชียว................................................
สติปัฏฐาน เป็ น สติ - รู้ - ร้ป รู้ - นาม
ของตัวเอง
พยายามมาเรียนอย่้ที่กาย ที่ใจตัวเอง
รู้ภายในกาย ภายในใจของตัวเอง
การที่ใจมันมาอย่้กับเนื้ อกับตัวสำาคัญที่สุด
เลย
จิตใจของคนทั้งโลกนั้น ใจมันไหลไป
ทั้งหมดเลย
มันลืมตัวเองทั้งวัน ตอนหัดปฏิบัติภาวนา
จะรู้สึกว่า นาน ๆกว่าจะรู้สึกตัวไดูครั้งหนึง่
นอกจากนั้น ก็หลงไปยาวๆ บางคนหลงยาว
มาก
คือ ตั้งแต่ต่ น
ื จนหลับ พอหัดนาน ๆ เขูา
หลงไป 3 นาที รูส
้ ึกไดูครั้งหนึง่
หลงไป 1 นาที รูส
้ ึกไดูครั้งหนึง่
ต่อไป ใน 1 นาที ก็จะรู้สึกไดูเนือง ๆ
เพราะฉะนั้น ใหูคอยรู้สึกตัวบ่อย ๆไวู อย่า
ลืมตัวเอง
เวลาที่ จิต จะลืมตัวเองแลูว จิตมันจะหลง
ไปหาอารมณ์ภายนอก
หลงไปทางตา อย่างเราเห็นสาวสวยเดินมา
ใจเราไหลไปอย่้ที่เขา
เพราะเราลืมตัวเอง หรือเราเป็ นสาว เห็น
หนุ่มหล่อ ๆ เดินมา
ใจไหลไปอย่้ที่หนุ่ม ก็เพราะลืมตัวเอง มัน
เห็นแต่คนอื่น
ขั้นแรก พยายามฝึ กรู้สึกตัวเขูาไวู อย่า
ใจลอย
ใจลอยไปแลูว รู้ทัน ฝึ กอย่างนี้บ่อยๆ
พยายามอย่้กับเนื้ อกับตัวไวู
อย่าลืมตัวเอง รู้สึกตัวใหูเป็ น จิตใจตั้งมัน

อย่้กับเนื้ อกับตัว
เรียกว่า มีสมาธิ พอเรารู้สึกตัวไดูแลูว ต่อไป
เรามาหัดเดินปั ญญา
ถัดจากมีสมาธิแลูว ไม่ใช่รู้ตัวอย่้เฉย ๆ ไม่
ไดูประโยชน์เท่าที่ควร
เพราะรู้ตัวอย่้เฉย ๆแลูว มีความสุข แต่มัน
ไม่มีปัญญาอะไรเกิดขึ้นนะ
ศาสนาพุทธนั้นเป็ นศาสนาของปั ญญา
พุทธะแปลว่า รู้ ตื่น เบิกบาน
ฉะนั้น..................ถูาใครมาถามว่า อะไรคือ
ตัวศาสนาพุทธแทูจริง
ก็ตูองตอบใหูถ้กว่า คือ ตัวสัมมาทิฐิ คือตัวรู้
ถ้ก ตัวเขูาใจถ้ก
ตัวรู้ถ้ก เขูาใจถ้กนี้ก็คือ ตัวปั ญญา
มีปัญญาเขูาใจความเป็ นจริงของ อริยสัจ 4
หากเขูาใจความเป็ นจริงของอริยสัจแลูว ก็
ถึงที่สุดแห่งทุกข์ไดู
เขูาใจตัวรองลงมา ไม่ถึงแจูงอริยสัจเต็มรูอย
คือ
การเขูาใจตัวร้ปธรรม นามธรรม ที่ประกอบ
กันเป็ น ตัวเรา
เขูาใจว่า สิ่งที่เรียกว่าตัวเรานั้น ที่จริงแลูว
เป็ นการรวมกัน
ของสิ่งที่เรียกว่าร้ปธรรม นามธรรม หลายๆ
อย่างมารวมกันขึ้นมา
เรียกว่า ตัวเรา ขึ้นมา ฉะนั้น ถูาเราจะมี
ปั ญญา
ก็ตูองเห็นความจริง ความจริงของสิ่งที่รวม
กันเป็ น ตัวเรา ขึ้นมา
ใหูเห็นความจริงว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่ ตัวเรา
เป็ นเพียงวัตถุกูอนธาตุ
มารวมกันชัว่ ครั้งชัว่ คราว แลูวไม่นานธาตุน้ ี
ก็แตกสลายไป
ในความเป็ นจริงแลูว ธาตุน้ ไี ม่ไดูคงที่ มีการ
เคลื่อนไหว
เปลี่ยนแปลงอย่้ตลอด
เวลา....................................
ธาตุดิน คือ ส่วนซึ่งแข็ง - อ่อน
ส่วนที่ซึมซ่านไป เรียกว่า ธาตุน้ าำ
ส่วนที่เคลื่อนไหวไป เรียกว่า ธาตุลม
ส่วนที่เย็นที่รูอน เรียกว่า ธาตุไฟ
การที่เรามาด้ความเปลี่ยนแปลงของ
นามธรรม นั้น
มันไม่มีอะไรที่ซับซูอน เนื่องจาก นามธรรม
ทั้งหลาย
เป็ นสิ่งที่เรารู้จักกันง่าย ๆ อย่้แลูว ตัวอย่าง
เช่น ความสุข
ทุกคนรู้จักความสุขว่ามันเป็ นอย่างนี้ ๆ มัน
รู้สึกแบบนี้ ๆ
แต่สิ่งที่ผิดคือ เวลาความสุขเกิดขึ้น มันรู้สึก
ขึ้นมาว่า เราสุข
คือ มันมีเราขึ้นมา เวลาความทุกข์เกิดขึ้น
เราก็รู้สึกว่าเราทุกข์
เวลาความโกรธเกิดขึ้น ก็รู้สึกว่าเราโกรธ
มันมี เราแทรกเขูาไป ถูาหัดด้ นามธรรม
เป็ น ก็จะรู้ว่า
มันไม่มีตัวเราตั้งแต่แรกแลูว ถูาเราแยก
ความสุขออกมา
เป็ นตัวเดียวแลูว มันจะไม่รู้สึกว่า ความสุข
เป็ นตัวเรา
แต่ถูาจิตกับความสุขมันไหลไปอย่้ดูวยกัน
ใจมันคิดปรุงไปเรื่อย
มันก็จะรู้สึกว่าเราสุขฉะนั้น.................เรา
สุข....................เกิดขึ้นมา
ก็เพราะใจมันหลงคิดไปนัน
่ เอง พอเรารู้สึก
ตัวขึ้นมาไดู
เราจะหลุดออกจากโลกของความคิด พอเรา
หลุดออกจาก
โลกของความคิดไดู เราจะเห็น สภาวะ เห็น
ขันธ์
แต่ละขันธ์มันทำางานไป เห็นสภาวะแต่ละ
สภาวะมันทำางานไป
แต่ละอย่างๆ ร้ปก็ส่วนร้ป ไม่ใช่เรา ธาตุดิน
ก็ไม่ใช่เรา
ธาตุน้ าำ ก็ไม่ใช่เรา ธาตุดิน ธาตุลม ก็ไม่ใช่
เรา................
นามธรรมแต่ละอัน ๆ ก็จะไม่เป็ นเราขึ้นมา
ถูาไม่ไปหลงอย่้
หลงไปในความคิด อย่างเรานัง่ สมาธิเราเกิด
ความรู้สึกปวดขาขึ้นมา
หากจิตใจเราตั้งมัน
่ เป็ นผู้รู้ ผู้ด้ ขึ้นมาเรา
จะเห็นว่า………….
ร่างกายมันนัง่ มาตั้งนานแลูว “ความ
ปวด”นั้นเป็ นสิ่งแปลกปลอม
เขูามาทีหลัง ความปวดนั้นมันแทรกเขูามา
ในร่างกาย
เพราะฉะนั้น ความปวด กับ ร่างกาย นั้น
มันเป็ นคนละสิ่งกัน
อย่างเรานัง่ สมาธิอย่้ เราเห็นร่างกายมันนัง่
ใจมันเป็ นคนด้
ทีแรกก็ฝึกอย่างนี้ก่อน
ร่างกาย มันนัง่ ............................ใจเป็ นคน
ด้
ร่างกาย มันยืน............................ใจเป็ นคน
ด้
ร่างกาย มันนอน..........................ใจเป็ นคน
ด้
ร่างกาย มันเดิน...........................ใจเป็ นคน
ด้
เห็นร่างกายนี้เคลื่อนไหว เหมือนเห็นคนอื่น
เคลื่อนไหว
จะมีความรู้สึก เหมือนเห็นหุ่นยนต์ตัวหนึง่
เท่านั้นเอง
มันขยับเขยื่อนเคลื่อนไหวอย่้
ใจเราเพียงแค่เขูามาอาศัยอย่้ในกายนี้
แลูวก็คอยรู้ทันมันดูวยจิต มันอาศัยอย่้ใน
กาย
ค่อย ๆ ฝึ กไป นัง่ ไป เดินไป แลูวก็ค่อยๆ
สังเกต
ร่างกายก็อย่้ส่วนหนึ่ง จิตใจที่เป็ นผูร้ ู้ ก็อย่้
ส่วนหนึง่
พอนัง่ ไปนาน ๆ พอเดินไปนาน ๆ ก็มี
ความปวดความเมื่อยขึ้นมา
ก็ด้ต่อไปอีก ทีแรกนั้น นัง่ อย่้ เดินอย่้ เห็น
ร่างกายกับจิต
มันคนละอย่างกัน ยังไม่มีความเมื่อยเกิด
ขึ้น
แต่พอความเมื่อยมันเกิดขึ้นมา
ความเมื่อยนั้นมันแทรกเขูามาในกาย
เราจะเห็นทันทีว่าความปวดความเมื่อยกับ
ร่างกายนั้น
มันคนละส่วนกัน และเป็ นเพียงสิ่งที่จิตมัน
เขูาไปรู้ดูวย.............
ฉะนั้นจะเห็นว่า ร่างกาย ก็อย่้ส่วนหนึ่ง
ความปวด ความเมื่อย ก็อย่้ส่วนหนึง่
จิตที่ไปรู้ ความปวด ความเมื่อย ก็อย่้คนละ
ส่วนกัน
ถูาจิตเราตั้งมัน
่ ขันธ์มันจะค่อยๆแยกออก
มาใหูด้
เมื่อเกิดความปวดเมื่อยมากๆแลูว สิ่งใดจะ
กระสับกระส่ายบูาง ?
จิตกระสับกระส่าย เมื่อจิตมันกระสับ
กระส่าย เราก็ค่อยๆสังเกต
ค่อย ๆ ด้ว่า ตอนนัง่ ใหม่ ๆ จิตมันไม่กระ
สับกระส่ายและขณะนี้
ใจมันกระสับกระส่าย ความกระสับกระส่ายนี้
เรียกว่า‘สังขารขันธ์’
มันจะค่อยๆแยกออกไป จะเห็นว่ากายก็
ส่วนกาย
เวทนาก็ส่วนเวทนา คือความสุข - ทุกข์ท้ งั
หลาย ก็อย่้ส่วนหนึง่
ความปรุงดี ปรุงชัว่ ทั้งหลาย ก็ส่วนหนึง่
จิตที่เป็ นธรรมชาติรู้ ก็เป็ นธรรมชาติรู้ ทำา
หนูาที่รู้ไป
แต่หากขาดสติเมื่อไหร่ จิตจะไม่ไดูทำาหนูาที่
เดียวแลูว
คือจะทำาหนูาที่ฟูุงซ่าน ทำาหนูาที่คิดขึ้นมา
มันจะเริ่มมีตัวเราขึ้นมา เราทุกข์ เราสุข เรา
โลภ เราโกรธ เราหลง
ในความป็ นจริงแลูว ตัวเราไม่มีหรอก ความ
เป็ นตัวเรานั้น
มันเป็ นเพียงความคิด พอหลุดออกจากโลก
ของความคิดไดูเมื่อไหร่
เราก็จะเห็นแต่สภาวะธรรม เห็นแต่ขันธ์
เห็นแต่ร้ปธรรม
เห็นแต่นามธรรม ซึ่งมันไม่มีตัวเรามาแต่
ไหนแต่ไรแลูว.................
การที่เราสามารถแยกสิ่งที่เรียกว่าเป็ นตัวเรา
ออกเป็ นส่วนเล็กส่วนนูอย ค่อย ๆ แยก
ออกมา ก็จะเห็นความเป็ น
จริง…………………….
ความ ไม่มีตัวเรา เป็ นวิธีลูางความเห็นผิดว่า
มีตัวเรา
วิธีน้ เี รียกว่า วิภัชวิธี คลูาย ๆ กับ การที่มี
รถยนต์ 1 คัน
จับรถยนต์น้ น
ั มาแยกออกจากกันเป็ นชิ้น ๆ
อันนี้ล้กลูอ
อันนี้ฝาครอบลูอ อันนี้ตัวถังรถ จะเห็นไดูว่า
ฝาครอบลูอก็ไม่ใช่รถยนต์ ตัวถังรถ ก็ไม่ใช่
รถยนต์
เมื่อถอดออกมาเป็ นชิ้นๆนั้น ก็จะไดูเพียง
จำานวนเศษเหล็ก
ไม่เห็นเป็ นรถยนต์ สิ่งที่เรียกว่า รถยนต์
นั้น เกิดจากภาพลวงตา
ที่ประกอบดูวยสิ่งปรุงแต่งเป็ นจำานวนมาก
ทำานองเดียวกัน เรามาเรียนรู้สิ่งที่เรียกว่า
ตัวเรา
แยกมันออกมาเป็ นชิ้นเล็ก ชิ้นนูอย ร้ปส่วน
ร้ป เวทนาส่วนเวทนา
ค่อยๆแยกออกเป็ นชิ้นเล็กชิ้นนูอย แลูวเรา
ก็จะพบว่า
แต่ละชิ้นนั้นก็ไม่ใช่ตัวเรา แต่ถูาแต่ละชิ้นมา
ประกอบมารวมกัน
มีสัญญาเขูาไปหมาย เขูาไปรู้เอาว่า นีแ
่ หละ
ตัวเรา
มันก็เกิดเป็ น ตัวเรา ขึ้นมา
วิธีที่จะเดินวิปัสสนาก็คือ การถอดสิ่งที่เรียก
ว่า‘ตัวเรา’ขึ้นมา
เป็ นส่วนๆเป็ นกองๆแยกไป ๆ จะเห็นว่า
ไม่มีเรา...................ตัวเราไม่มี
เมื่อไม่มี ตัวเรา.........แลูวใครจะทุกข์ ?
ความทุกข์น้ น
ั มันอย่้ที่ขันธ์ ความทุกข์ทาง
กาย มันก็อย่้กับกาย
ความทุกข์ทางใจนั้น มันก็อย่้ที่ใจมันปรุงขึ้น
มา จนกระทัง่
ใจ มันไม่ใช่ เรา กายมันทุกข์ ใจมันทุกข์
แต่มันไม่มีเราทุกข์
ฝึ กไป ฝึ กไป จนกระทัง่ ใจเรา มันไม่มี
อะไรมายูอมมันไดู
ต่อไปจะมีแต่ ความทุกข์ทางกาย ไม่เหลือ
ความทุกข์ที่ใจ
ปั ญหามีอย่้ตลอดเวลา แต่ความทุกข์ทางใจ
นั้นไม่มี
ค่อยๆฝึ กต่อไปเราจะเขูามาถึงตรงนี้ไดู
มันจะค่อย ๆถอดถอนความทุกข์ที่ใจนี้ไดู
ประโยคทิ้งทูาย
สู้ไหว หรือ สู้ไม่ไหว ก็ตูอง สู้ มันเหมือน
ไฟไหมูบูานนะ
ไฟกำาลังไหมู วิ่งไม่ไหว ก็ตูองคลาน การ
ภาวนาก็เหมือนกัน
ไหวไม่ไหว ก็ตูองสู้ ก็ตูองทำา ตอนนี้ยังลุก
ขึ้นวิ่งยังไม่ว่องไว
อย่างคนอื่นเขา กระเสือกกระสนไป เลื้ อย
คลานไป ก็ตูองเอา…................
ตูองสู้ตายนะ ตูองตั้งใจไวูเลยว่า วันนี้ตูองดี
กว่าเมื่อวานใหูไดู
สติปัญญาตูองพอกพ้นขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ตูอง
ถึงขนาดตูองหวังว่า
จะตูองไดูมรรคผลนิพพานวันนั้นวันนี้ เจริญ
สติ เจริญสมาธิ
เจริญปั ญญา ทำาเหตุใหูสมควร แลูวผลมัน
จะตามมาเอง
ขออนุโมทนากับผู้ถอด
เทป............อุบาสิกา................ณชเล......
ณ.โอกาสนี้ วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ.
2553

อุทิศใหูบิดา - มารดา คร้ - อาจารย์ ผู้มี


พระคุณและเหล่าสรรพสัตว์