You are on page 1of 32

ศัพท์+ตรรกะวิบัติวันละคำ

โดย สฤณี อำชวำนันทกุล


www.fringer.org | www.facebook.com/SarineeA
สิงหาคม 2558

งานนี้เผยแพร่ภายใต้ลิขสิทธิ์ Creative Commons แบบ Attribution Non-commercial Share Alike (by-nc-sa) โดยผู้สร้างอนุญาตให้
ท้าซ้้า แจกจ่าย แสดง และสร้างงานดัดแปลงจากส่วนใดส่วนหนึ่งของงานนี้ได้โดยเสรี แต่เฉพาะในกรณีที่ให้เครดิตผู้สร้าง ไม่น้าไปใช้
ในทางการค้า และเผยแพร่งานดัดแปลงภายใต้ลิขสิทธิ์เดียวกันนี้เท่านั้น | เผยแพร่ครั้งแรกบนเพจเฟซบุ๊ก
http://www.facebook.com/SarineeA

การ์ตูนภาพปก : “Calvin & Hobbes” โดย Bill Watterson ที่มา:


http://cperiod2010.wikispaces.com/file/view/calvin_and_hobbes.jpg/88582925/calvin_and_hobbes.jpg
- เกริ่นนำ -

“ตรรกะวิบัติ” หรือ “เหตุผลวิบัติ” (fallacy) หมายถึงการถกเถียงที่ ใช้เหตุผลผิดพลาด


โดยที่ตัวข้อถกเถียงนั้นเองอาจจะถูกหรือผิดก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น นาย ก. พูดว่า “โลกร้อน
ขึ้นเพราะน้า้ มือมนุษย์” นาย ข. เถียงว่า “แต่พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกนะ” แบบนี้
นาย ข. ก้าลังใช้ตรรกะวิบัติ เพราะพระอาทิตย์จะขึ้นทางทิศไหน ก็ไม่เชื่อมโยงเป็นเหตุเป็น
ผลแต่อย่างใดกับประเด็นที่ นาย ก. ตั้ง ถึงแม้ว่าสิ่งที่ นาย ข. พูดจะถูกต้อง คือ พระ
อาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกจริงๆ ก็ตาม
เราทุกคนสุ่มเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อของตรรกะวิบัตินานาชนิดด้วยกันทั้งนัน้ ผู้เขียนซีรีสน์ ี้ก็
ไม่เว้น ด้วยความที่เป็นปุถุชนธรรมดา บ่อยครั้งเราถกเถียงโดยไม่ตระหนักว่าก้าลังใช้
ตรรกะวิบัติอยู่ หรือตกเป็นเหยื่อของอารมณ์รัก/ชอบ/เกลียด/แค้นตัวบุคคล จนถกเถียง
ด้วยอารมณ์ไม่ใช่เหตุผล แต่ผู้เขียนเชื่อว่า ยิ่งเราศึกษาตรรกะวิบัติประเภทต่างๆ อย่างเป็น
ระบบ เราก็มีโอกาสที่จะมองเห็นและหลีกเลี่ยงการใช้ตรรกะวิบตั ิได้มากขึ้น
ตัวอย่างต่างๆ ในซีรีสน์ ี้ มาจากประสบการณ์ของผู้เขียนเองในโลกออนไลน์ ภายหลังจากที่
ขึ้นป้าย “ไม่เอารัฐประหาร” บนหน้าเพจ ในคืนวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ฉะนั้นจึงเป็น
เรื่องธรรมดาที่ตรรกะวิบัติส่วนใหญ่จะมาจากฝ่ายกองเชียร์รัฐประหาร ซึ่งเป็นคนทีผ่ ู้เขียน
ถกเถียงด้วยมากที่สุด อย่างไรก็ดี พึงระลึกว่าตรรกะวิบัติเหล่านีเ้ กิดขึ้นได้กับทุกคนทุกฝ่าย
ผู้เขียนขออภัยความไม่หลากหลายของตัวอย่างมา ณ ที่นี้
อนึ่ง ผู้สนใจสามารถหาซื้อหนังสือ “ทางสายเกรียน” รวบรวมตรรกะวิบัติแบบไทยๆ
(อย่างเป็นวิชาการน้อยกว่าซีรีสน์ ี้มาก) ได้ตามร้านหนังสือทั่วไป หรือสั่งซื้อจากส้านักพิมพ์
แซลมอน: http://minimore.com/b/trollway
ขอพลังแห่งเหตุผลจงสถิตอยูก่ ับทุกท่าน.
สฤณี อาชวานันทกุล
สิงหาคม 2558
-1-

เผด็จการ = การใช้อ้านาจบริหารเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียว มีอ้านาจไม่จา้ กัด

category mistake (สับสนประเภท) = ค้าเรียกตรรกะวิบัติชนิดที่จัดหมวดหมู่ผิดว่าของ


บางอย่างอยู่อีกประเภท ทั้งที่มนั อยู่ประเภทเดียวกัน

ตัวอย่าง: “ถ้าเป็นเผด็จการจริง ป่านนี้คงโดนปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานยิงเป้าแล้ว” และ


“ถ้าเป็นเผด็จการจริง ป่านนี้ไม่ได้มาด่าในเฟซบุ๊กหรอก” เป็นตรรกะวิบัติแบบ category
mistake เพราะผู้พูดเข้าใจผิดว่า เผด็จการ = ยิงเป้าคนด้วยปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน และ
เผด็จการ = ไม่ให้ด่าในเฟซบุ๊ก ทั้งที่นิยาม “เผด็จการ” หมายถึงการมีอ้านาจเด็ดขาด มี
แล้วจะใช้อ้านาจนั้นอย่างไร จับใคร ลงโทษใคร เป็นเรื่องพฤติกรรมของเผด็จการแต่ละ
คณะ ไม่ใช่นิยาม

ตัวอย่างเทียบเคียง: “นกทุกตัวบินได้ ฉะนัน้ นกกระจอกเทศจึงไม่ใช่นก” เกิดจากความ


เข้าใจผิดว่า "นกทุกตัวบินได้" จึงจัดประเภทของนกกระจอกเทศผิด
-2-

ประชาธิปไตย (ประชา+อธิปไตย) = ระบอบการปกครองที่ประชาชนปกครองตนเอง ปกติ


ผ่านการเลือกตั้งผู้แทน

nirvana fallacy / perfect solution fallacy (เห็นแต่นิพพาน) = ค้าเรียกตรรกะวิบัติ


ชนิดทีบ่ ิดข้อถกเถียงไปเป็นเวอร์ชั่นสมบูรณ์แบบ/ในอุดมคติที่ไม่มีวันเป็นไปได้จริง เพื่อมา
ปฏิเสธข้อถกเถียงนั้นว่ามันไม่จริง

ตัวอย่าง: “ประชาธิปไตยในไทยไม่เคยมีเลยตลอด 80 ปีที่ผา่ นมา เพราะไม่เคยมีพรรค


การเมืองที่ตอบสนองประชาชน ท้างานอย่างซื่อสัตย์สุจริต มีแต่พวกที่เข้ามาโกงกินเพื่อ
ตัวเองทั้งนั้น” เป็นตรรกะวิบัติแบบ nirvana fallacy เพราะบิดความหมายของ
“ประชาธิปไตย” จากนิยามพืน้ ๆ (ระบอบทีป่ ระชาชนปกครองตนเอง) ให้เป็นเวอร์ชั่น
สมบูรณ์แบบซึ่งไม่มที างเป็นไปได้ (“ประชาธิปไตย=ระบอบที่ไม่มีนักการเมืองโกง”) แล้ว
เอาเวอร์ชั่นสมบูรณ์แบบเป็นไปไม่ได้นั้นมาเป็นฐานในการปฏิเสธความจริง (ประชาธิปไตย
ไม่เคยมีจริง)

ตัวอย่างเทียบเคียง: “เข็มขัดนิรภัยในรถไม่เห็นจ้าเป็นเลย มีแล้วคนก็ยังเจ็บหรือตายจาก


อุบัติเหตุบนถนนอยู่ดี” เกิดจากการบิดเป้าหมายของเข็มขัดนิรภัยไปเป็นเวอร์ชั่นสมบูรณ์
แบบและไม่มีทางเป็นไปได้ นั่นคือ “ท้าให้ทุกคนไม่เจ็บไม่ตายจากอุบัติเหตุบนท้องถนน”
ทั้งที่เป้าหมายจริงๆ ของเข็มขัดนิรภัยคือ ช่วย ลด อัตราการบาดเจ็บและตายจากอุบัติเหตุ
บนท้องถนนต่างหาก
-3-

ประชาชน = คนที่อยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่ง บางทีก็ใช้ในความหมายว่า ใครก็ตามที่


ไม่ใช่ข้าราชการและผู้กุมอ้านาจรัฐ

ad hominem (โจมตีตัวบุคคล) = ค้าเรียกตรรกะวิบัติชนิดทีม่ ุ่งโจมตีตัวบุคคล แทนที่จะ


พิจารณาเนื้อหาข้อถกเถียงของเขา

ตัวอย่าง: โจมตี 14 นักศึกษาขบวนการประชาธิปไตยใหม่ว่า “เป็นนักศึกษา ท้าไมไม่ไป


เรียนหนังสือ” “เป็นนักศึกษาจริงเหรอเนี่ย หน้าแก่จัง” “ตอนนิรโทษกรรมไปอยูไ่ หน ท้า
ไม่ไม่ออกมา” “ตัวเองยังรับผิดชอบตัวเองไม่ได้เลย จะมารับผิดชอบอนาคตของชาติได้
ยังไง” ฯลฯ โดยทีท่ ั้งหมดนีไ้ ม่เกี่ยวอะไรเลยกับข้อถกเถียงหลักของกลุ่มนักศึกษา นั่นคือ
เผด็จการก้าลังลิดรอนสิทธิประชาชน

ad hominem ชนิดที่เลวร้ายทีส่ ุด คือ ชนิดที่แปะป้ายแล้วด่ากราดอย่างสาดเสียเทเสีย


โดยไม่สนใจจะศึกษาหาข้อเท็จจริงว่าคนผูน้ ั้นเป็นอย่างที่ด่าหรือไม่ กลับชักจูงให้คนอื่น
เข้าใจผิดและมาผสมโรงด่าด้วย

พึงสังเกตว่า การโจมตีตัวบุคคลนั้นอาจไม่ใช่ตรรกะวิบัติ ad hominem ก็ได้ ในกรณีการ


โจมตีตัวบุคคลส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของข้อถกเถียงที่ผู้ถูกโจมตียกขึ้นมาอ้าง ยกตัวอย่าง
เช่น ค้ากล่าวหาว่านักศึกษา "รับจ้างมาป่วน มีกลุ่มการเมืองหนุนหลัง" นั้น ถ้าหากรับเงิน
จริง ก็อาจท้าให้ข้อถกเถียงหลักของกลุ่มฟังไม่ขึ้น เพราะแสดงเจตนาแอบแฝง (แต่ใน
ความเห็นส่วนตัว "เผด็จการก้าลังลิดรอนสิทธิประชาชน" เป็นข้อเท็จจริงที่ประจักษ์ชัดแจ้ง
ลบล้างมิได้ ต่อให้ผู้พูดบางส่วนรับเงินมาพูดก็ตาม ดังนั้นจึงน่าจะเป็น ad hominem อยู่ดี)

ตัวอย่างเทียบเคียง: “เป็นคนไทยหรือเปล่า ไม่ชอบก็ออกไป!”


-4-

คอร์รัปชั่น = การทุจริตหรือคดโกงในต้าแหน่ง ทัง้ ทางตรงหรือทางอ้อมอย่างเช่นการออก


นโยบายหรือกฎหมายเอื้อตนเอง (“คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย”) อีกความหมายหนึ่งของค้าค้า
นี้ในภาษาอังกฤษ (corruption) คือ การบั่นทอนหรือบิดเบือนสาระของสิ่งใดสิ่งหนึง่ ไป
ในทางที่เสื่อมทรามลง

non sequitur (ข้อสรุปไม่โยง, แปลว่า “it does not follow” ในภาษาละติน) = ค้า
เรียกตรรกะวิบัติชนิดที่สรุปข้อถกเถียงอะไรสักอย่างจากข้อตั้ง (premise) แต่ข้อสรุปไม่
เชื่อมโยงอย่างเป็นเหตุเป็นผลกับข้อตั้ง ซึ่งอาจเกิดจากการใช้เหตุผลผิดๆ ใช้ตรรกะวิบัติข้อ
อื่น หรือไม่ใช้เหตุผลเลย

ตัวอย่าง: “แกไม่เอารัฐประหาร แปลว่าแกอยากให้พวกนักการเมืองโกงชาติกลับมา” เป็น


ตรรกะวิบัติแบบ non sequitur เพราะข้อสรุป (อยากให้นักการเมืองโกงกลับมา) ไม่อาจ
สรุปจากข้อตั้ง (ไม่เอารัฐประหาร) ได้ เพราะเป็นคนละเรื่องกัน (ที่จริง non sequitur ใน
กรณีนี้อาจเกิดจากการใช้ตรรกะวิบัติอีกข้อ คือ false dilemma - ความเข้าใจผิดว่ามีเพียง
สองทางเลือกเท่านัน้ – ดูตรรกะวิบัติข้อ 6. ประกอบ)

ตัวอย่างเทียบเคียง: “คนเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม หลินฮุย่ เลี้ยงลูกด้วยนม ฉะนัน้ หลินฮุ่ย


เป็นคน”
-5-

อารยะขัดขืน = การท้าในสิง่ ที่ตนรู้อยู่แล้วว่าขัดต่อกฎหมายหรือค้าสั่งของผู้มีอ้านาจ แต่


กระท้าอย่างเปิดเผยต่อสาธารณะ และประกาศล่วงหน้า เพื่อแสดงเจตนารมณ์ที่จะต่อต้าน
ผู้มีอ้านาจอย่างสันติวิธี

straw man (หุ่นฟาง) = ค้าเรียกตรรกะวิบัติชนิดที่บิดเบือนข้อถกเถียงคนอื่นเพื่อน้ามา


โจมตีง่ายๆ ท้าให้ดูประหนึ่งว่าตนเองมีเหตุมีผลมากกว่า ปัดตกข้อถกเถียงได้ราบคาบ ทั้งที่
สิ่งที่ตนโจมตีไม่ใช่ข้อถกเถียงของคนอื่นแม้แต่น้อย เป็นเพียง 'หุ่นฟาง' ที่ตนตัง้ ขึ้นมายิงเอง
เท่านั้น

ตัวอย่าง: “หากประชาธิปไตยคือความเท่าเทียม นักศึกษาเมื่อท้าแล้ว จะผิดจะถูกก็ต้องว่า


กันไป ปล่อยตัวโดยไม่มีเงื่อนไข มันเท่าเทียมกับคนอืน่ ตรงไหน? หรือกิจกรรมทางการเมือง
ได้รับการยกย่องเหนือการกระท้าในกรณีอื่น?” เป็นตรรกะวิบัตแิ บบหุ่นฟาง เพราะคนพูด
พูดเสมือนหนึ่งว่าผู้ที่เรียกร้องให้ปล่อยตัวนักศึกษาอย่างไม่มีเงือ่ นไขก้าลังเรียกร้องอภิสิทธิ์
บางอย่าง ก้าลังไม่เคารพกติกา ทั้งที่ข้อถกเถียงจริงๆ ของผู้เรียกร้องคือ นักศึกษาไม่ได้ท้า
อะไรผิด คสช. จับกุมด้วยค้าสั่งเผด็จการที่ไม่ชอบธรรม ถ้าเป็นกติกามันก็เป็นกติกาที่เผด็จ
การเขียนเอง ไม่ควรมีใครยอมรับตั้งแต่แรก

ตัวอย่างเทียบเคียง: “นักศึกษาไม่ได้ถูกจับเพราะเห็นต่าง ถูกจับเพราะขัดค้าสั่งรัฐบาล อย่า


หลงประเด็น” เป็นการตั้งหุ่นฟางเช่นกัน เพราะ "ประเด็น" ของผู้ที่คัดค้านการจับนักศึกษา
คือ ค้าสั่งรัฐบาลนัน้ ไม่ชอบธรรม ไม่ใช่ว่าผู้คัดค้านไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ว่านักศึกษาขัดค้าสั่งของรัฐ
-6-

การประท้วง = การแสดงออกด้วยการกระท้าอะไรสักอย่างเพื่อแสดงให้เห็นว่าคัดค้าน
หรือไม่เห็นด้วย มีหลากหลายวิธี เช่น การอดข้าวประท้วง การชุมนุมประท้วง ส่วนใหญ่
เป็นการแสดงออกทางสังคมและการเมือง การประท้วงที่ใช้ความรุนแรงก่อให้เกิดความ
วุ่นวายจะกลายเป็นการจลาจล

false dilemma (มองโลกขาว-ด้า) = ค้าเรียกตรรกะวิบัติชนิดที่บิดเบือนลดรูปทางเลือก


ต่างๆ ให้ดูราวกับว่าสถานการณ์นั้นๆ มีเพียงสองทางเลือกเท่านัน้ ทั้งที่ในความเป็นจริงมี
ทางเลือกอื่นๆ อีกอย่างน้อยหนึง่ ทาง หรือมี ‘เฉดสีเทา’ มากมายนอกเหนือจากทางเลือก
แบบ “ไม่ขาวก็ดา้ ” ที่ผู้ใช้ตรรกะวิบัติอ้าง

ตัวอย่าง: “จะเอาเผด็จการดีๆ หรือจะเอาประชาธิปไตยเลวๆ” เป็นตรรกะวิบัติแบบ false


dilemma เพราะมองว่าทางเลือกมีแต่ “เผด็จการดี” กับ “ประชาธิปไตยเลว” เท่านัน้ ทั้ง
ที่ในความเป็นจริง ‘คุณภาพ’ ของระบอบการปกครองแตกต่างกันได้มากมาย ท้าให้ไม่ได้มี
เพียงสองตัวเลือก แต่มีตั้งแต่ ประชาธิปไตยกึ่งดีกึ่งเลว เผด็จการคุ้มดีคุ้มร้าย ประชาธิปไตย
ซ่อนรูปเผด็จการ เผด็จการเลวสุดขีด ฯลฯ

พึงสังเกตว่า บ่อยครั้งผู้ใช้ตรรกะวิบัตชิ นิดนี้นอกจากจะ “ตีกรอบ” ทางเลือกให้ดูว่าเหลือ


เพียงสองทางแล้ว ยังจะตีกรอบในทางทีท่ างเลือกหนึ่งอยู่ในรูปที่ดูแย่ที่สุด (เช่น
“ประชาธิปไตยเลว”) อีกทางเลือกอยู่ในรูปที่ดูดีที่สุด (“เผด็จการดี”) เพื่อโน้มน้าวให้คน
เลือกทางที่ตัวเองอยากเลือก

ตัวอย่างเทียบเคียง: “ถ้าไม่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ก็ต้องทนไม่มไี ฟฟ้าใช้” เป็น false


dilemma เพราะทางเลือกของการจัดการพลังงานมีมากมายนอกเหนือจากการสร้าง
โรงไฟฟ้าถ่านหิน
-7-

กฎอัยการศึก = กฎหมายส้าหรับประกาศใช้เมื่อมีเหตุจ้าเป็น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย


ในบ้านเมือง เช่น กรณีเกิดสงคราม หรือเหตุจลาจล ในเขตทีป่ ระกาศใช้กฎอัยการศึก
เจ้าหน้าที่ฝา่ ยทหารมีอ้านาจหน้าที่เหนือเจ้าหน้าทีฝ่ ่ายพลเรือนในส่วนที่เกี่ยวกับการระงับ
ปราบปรามและการรักษาความสงบเรียบร้อย และศาลทหารมีอ้านาจพิจารณาพิพากษา
คดีอาญาบางอย่างแทนศาลพลเรือน

post hoc ergo propter hoc (เห็นล้าดับเป็นสาเหตุ มักย่อสั้นๆ ว่า “post hoc”) =
ค้าเรียกตรรกะวิบัติชนิดที่อาศัยเพียง ลาดับ การเกิดเหตุเท่านั้นในการสรุปความเป็น
สาเหตุ (causality) กล่าวคือ บอกว่า ในเมื่อเหตุการณ์ ข. เกิดหลังเหตุการณ์ ก. แปลว่า
เหตุการณ์ ข. จะต้อง เกิดจาก เหตุการณ์ ก. แน่ๆ ทั้งที่ในความเป็นจริง สองเหตุการณ์มิได้
สัมพันธ์กันเช่นนัน้

ตัวอย่าง: “ม๊อบสองฝ่ายจะฆ่ากัน จะเกิดสงครามกลางเมือง จึงเกิดรัฐประหาร” และ “เกิด


รัฐประหารเพราะมีนักการเมืองโกง” เป็นตรรกะวิบัติแบบ post hoc เพราะผู้พูดสรุปราว
กับว่าการท้ารัฐประหารเป็นผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของการชุมนุมที่เกิดความรุนแรง หรือ
การที่มีนักการเมืองโกง ทั้งที่ลา้ พังการประกาศกฎอัยการศึก (ซึ่งคณะทหารก็ประกาศก่อน
รัฐประหารไม่กี่วัน) ก็เพียงพอแล้วที่จะจับกุมผู้ใช้อาวุธในทีช่ ุมนุมทุกฝ่าย ส่วนกรณี
นักการเมืองโกงนั้นก็จัดการในระบบได้ด้วยการเรียกร้องให้หน่วยงานปราบปรามคอร์รัปชัน่
ท้างานอย่างแข็งขันและเป็นธรรมมากขึ้น ประชาชนเข้าชื่อกันเสนอแก้กฎหมาย
ปราบปรามคอร์รัปชั่น เสนอกฎหมายเพิ่มความโปร่งใสของรัฐ ฯลฯ

ปกติแล้ว การพูดถึง การกระทา ของคนบางคนราวกับว่ามันเป็น “ปรากฎการณ์


ธรรมชาติ” ซึ่งจ้าเป็นจะต้องเกิด เป็นเบาะแสอย่างหนึ่งให้เรามองเห็น post hoc

ตัวอย่างเทียบเคียง: “ไก่ขันก่อนพระอาทิตย์ขึ้นแป๊บเดียว แสดงว่าไก่ทา้ ให้พระอาทิตย์ขึ้น”


-8-

กปปส. = “คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็น
ประชาธิปไตยทีส่ มบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทาง
การเมือง มีเป้าหมายขจัด “ระบอบทักษิณ” และจัดตั้งสภาประชาชนที่มิได้มาจากการ
เลือกตั้ง แกนน้าประกาศยุติการเคลื่อนไหวทันที หลัง คสช. ยึดอ้านาจในวันที่ 22
พฤษภาคม 2557

argument to moderation / false compromise (กลางปลอม) = ค้าเรียกตรรกะ


วิบัติชนิดที่อาจมองว่าเป็นมุมกลับของ false dilemma กล่าวคือ ผู้ใช้ตรรกะวิบัติเชื่อว่า
“ความจริง” หรือ “สิ่งที่ถูกต้อง” คือจุดที่อยู่ตรงกลางระหว่างสองขั้วตรงข้าม และเมื่อเป็น
จุดกึ่งกลางแล้วย่อมถูกต้องเสมอ ทั้งที่จุดกึ่งกลางไม่ใช่สิ่งที่ถูก หรือไม่มีอยูจ่ ริงในกรณีนั้นๆ

ตัวอย่าง: “คนส่วนหนึ่งเชียร์ กปปส. อีกส่วนเชียร์เสื้อแดง ดังนัน้ เราต้องเป็นกลางคืออยู่


เฉยๆ ไม่พูดอะไร” และ “นักวิทยาศาสตร์ 97% บอกหลักฐานชัดว่าโลกร้อนขึ้นเพราะ
น้้ามือมนุษย์ อีก 3% บอกว่าไม่ใช่ ฉะนั้นเราต้องท้าข่าวอย่างเป็นกลาง ด้วยการสัมภาษณ์
สองคนจากกลุ่มแรก สองคนจากกลุ่มหลัง เท่าๆ กัน” เป็นตรรกะวิบัติแบบ false
compromise เพราะกรณีแรกการ “ไม่พูดอะไร” ไม่ได้แปลว่า “เป็นกลาง” เพราะผู้พูด
ถ้าไตร่ตรองรายประเด็นแล้ว อาจเห็นด้วยกับ กปปส. เรื่องหนึ่ง เห็นด้วยกับเสื้อแดงเรื่อง
อื่นก็ย่อมได้ ส่วนกรณีหลังเป็นการพยายามเป็นกลางอย่างผิดๆ ด้วยการให้น้าหนักเท่ากัน
ระหว่าง “ข้อมูลที่มีแนวโน้มสูงมากว่าถูก” กับ “ข้อมูลที่มีแนวโน้มสูงมากว่าผิด”

พึงสังเกตว่าสื่อไทยและคนไทยจ้านวนไม่น้อยมักตกเป็นเหยื่อของตรรกะวิบัติข้อนี้ เวลา
พยายามอ้างว่าตน “เป็นกลาง”

ตัวอย่างเทียบเคียง: “เธออยากซื้อลูกหมามาเลี้ยง ฉันไม่อยากซือ้ ฉะนั้นเราไปซื้อลูกหมา


ครึ่งตัวก็แล้วกัน”
-9-

คณะราษฎร = กลุ่มบุคคลที่ดา้ เนินการการปฏิวตั ิสยาม พ.ศ. 2475 ยึดอ้านาจจาก


พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศสยาม
จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ (constitutional
monarchy ชื่อในสมัยนัน้ ปัจจุบันเราเรียกระบอบแบบนี้วา่ “ประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”) อาจได้ชื่อว่าเป็นพรรคการเมืองพรรคแรกของไทย

fallacy of the single cause / causal oversimplification / reduction


fallacy (เห็นสาเหตุเดียว) = ค้าเรียกตรรกะวิบัติชนิดที่อ้างว่าเหตุการณ์หรือปัญหาที่มี
ความสลับซับซ้อนเกิดจาก “สาเหตุ” หนึ่งข้อเท่านั้น ทั้งที่มนั อาจไม่ใช่สาเหตุ หรือเป็นเหตุ
ปัจจัยเพียงข้อเดียวในบรรดาเหตุปัจจัยมากมายที่สง่ ผลต่อเหตุการณ์หรือสภาพปัญหานัน้ ๆ

ตัวอย่าง: “คณะราษฎรชิงสุกก่อนห่าม วันนี้ประชาธิปไตยไทยถึงได้แย่” และ


“คณะราษฎรสั่งปิดโรงเรียน ม.ปลาย ทั่วประเทศเป็นสิบปี การศึกษาไทยจึงพังยาวตั้งแต่
นั้น” เป็นตรรกะวิบัติชนิด fallacy of the single cause เนื่องจากกล่าวอ้างราวกับว่า
การกระท้าของคณะราษฎร เมื่อ 80 ปีที่แล้ว เป็นสาเหตุหนึ่งเดียวที่ท้าให้ “ประชาธิปไตย
ไทยแย่” และ “การศึกษาไทยพัง” ในปัจจุบนั ทั้งที่มีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายที่น่าจะมีส่วน
สร้างและตอกตรึงปัญหามากกว่า เช่น รัฐประหารซ้้าซ้อน และวัฒนธรรมอ้านาจนิยม

(ข้อตั้งหรือ premise ที่ยกมาอ้างว่าเป็นสาเหตุนั้นอาจไม่ใช่ข้อเท็จจริงก็ได้ เช่น การอ้างว่า


คณะราษฎร ‘ชิงสุกก่อนห่าม’ ในตัวอย่างข้างต้น แต่การพิสูจน์มูลความจริง (truth
content) ของข้อตั้งเป็นเรื่องที่จะต้องหาข้อพิสูจน์กันต่างหาก ไม่ใช่เรื่องของตรรกะวิบัติ)

ตรรกะวิบัติข้อนี้มักถูกใช้เพื่อดิสเครดิตคนหรือกลุ่มคน ว่าเป็นต้นตอของปัญหาทั้งมวล

ตัวอย่างเทียบเคียง: “พ่อเคยตีเขาแรงๆ ครั้งหนึ่งตอนอายุ 5 ขวบ สี่สบิ ปีต่อมาเขาเลย


กลายเป็นผู้ร้ายฆ่าคน”
- 10 -

รัฐประหาร = การใช้ก้าลังยึดอ้านาจและเปลี่ยนแปลงรัฐบาล พิจารณาว่าส้าเร็จแล้วเมื่อ


คณะผู้ก่อการสามารถยึดอ้านาจรัฐได้ส้าเร็จ แตกต่างจาก “ปฏิวตั ิ” (Revolution) ซึ่ง
หมายถึงการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองทั้งหมด ที่ผา่ นมาไทยมีการปฏิวัติเพียงครั้ง
เดียว คือ การอภิวัฒน์สยาม พ.ศ. 2475

two wrongs make a right (ผิดซ้้าเท่ากับถูก / ไอ้นั่นก็ทา้ ) = ค้าเรียกตรรกะวิบัติชนิดที่


ยกการกระท้าแย่ๆ ของคนอื่นขึ้นมาเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการกระท้าแย่ๆ ของ
ตัวเอง ราวกับว่าความแย่ของคนอื่นจะสามารถเล่นแร่แปรธาตุ เปลี่ยนความแย่ของตัวเอง
ให้กลับกลายเป็นดีขนึ้ มาได้ อาจจัดเป็นชนิดย่อยของ non sequitur (ข้อสรุปไม่โยง, ดูข้อ
4.) เนื่องจากข้อสรุปไม่เชื่อมโยงอย่างเป็นเหตุเป็นผลกับข้อตั้ง (premise)

ตัวอย่าง: “โครงการจ้าน้าข้าวของรัฐบาลประชาธิปไตยเสียหายหลายแสนล้าน รัฐบาลจาก


รัฐประหารซื้อเรือด้าน้้าไม่กี่หมื่นล้าน ดีกว่ากันเยอะ” และ “คนผิวด้าในอเมริกาเพิ่งได้สิทธิ
เลือกตั้งไม่ถึงหกสิบปีนี้เอง จะอยากเลือกตั้งอะไรกันนักหนา” เป็นตรรกะวิบัติแบบ two
wrongs make a right เพราะเป็นการยกตัวอย่างที่เห็นชัดว่า “แย่” จากอดีต มาสร้าง
ความชอบธรรมให้กับการกระท้าของเผด็จการทหาร (อนุมัติซื้อเรือด้าน้้า / ยังไม่ก้าหนดวัน
เลือกตั้งที่ชัดเจน) แทนที่จะอธิบายเหตุผลว่า การซื้อเรือด้าน้้าหรือการที่ยังไม่คืนสิทธิ
เลือกตั้งในปัจจุบนั นัน้ “ดี” หรือ “ถูกต้อง” อย่างไรในตัวของมันเอง

ตัวอย่างเทียบเคียง: “ต้ารวจมาจับผมท้าไม ท้าไมไม่ไปจับคันแดงข้างหน้าโน่น มันก็ฝา่ ไฟ


แดงเหมือนกัน”
- 11 -

การรับจ้าน้าข้าว = วิธีการแทรกแซงกลไกตลาดวิธีหนึ่ง กลไกปกติคือ ถ้าข้าวในตลาดมี


มากเกินไป รัฐก็จะเปิดรับจ้าน้าข้าวจากชาวนาในราคาและในปริมาณที่ก้าหนด ชาวนาจะ
ได้รับเงินจากรัฐไปจ้านวนหนึง่ เพื่อใช้หมุนเวียน เมื่อรัฐรับจ้าน้าข้าว ปริมาณข้าวที่อยู่ใน
ตลาดมีน้อยลง ราคาข้าวจะสูงขึน้ ตามกลไกตลาด เมื่อราคาเพิ่มถึงระดับที่นา่ พอใจ
เกษตรกรก็จะมาไถ่ถอนข้าวนั้นไปขาย แต่ลักษณะโครงการรับจ้าน้าข้าวสมัยรัฐบาลยิ่ง
ลักษณ์เป็นการรับจ้าน้าข้าวทุกเม็ด และก้าหนดราคาจ้าน้าสูงกว่าราคาตลาดถึงร้อยละ 50
ส่งผลให้เกษตรกรน้าข้าวมาจ้าน้ากับรัฐทั้งหมด และไม่มาไถ่ถอน กลายเป็นโครงการ “รับ
ซื้อข้าวทุกเม็ด” และรัฐกลายเป็น “ผู้ขายแต่เพียงผู้เดียว”

slippery slope (วาดภาพนรก) = ค้าเรียกตรรกะวิบัติชนิดทีว่ าดภาพเหตุการณ์แย่ๆ ใน


อนาคตติดกันเป็นชุด ราวกับเป็นข้อพิสูจน์วา่ ข้อเสนอหรือข้อตั้งเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ โดยไม่ได้
อธิบายเชื่อมโยงให้เห็นอย่างเป็นเหตุเป็นผลว่า เหตุการณ์เหล่านั้นมีแนวโน้มจะเกิดจาก
ข้อเสนอหรือข้อตั้งเพียงใด และอย่างไร

ตัวอย่าง: “ถ้าทหารไม่ออกมายึดอ้านาจ ป่านนี้เราต้องขาดทุนจ้าน้าข้าวเป็นล้านล้าน การ


คลังเจ๊งสนิท นักการเมืองชั่วเอาสมบัติชาติไปขาย คนไทยต้องเช่าแผ่นดินอยู่แล้ว” เป็น
slippery slope เพราะผู้พูดมิได้อธิบายว่า เหตุใดเหตุการณ์ทั้งหมดนับจาก “ขาดทุนจ้าน้า
ข้าวเป็นล้านล้าน” จนถึง “คนไทยต้องเช่าแผ่นดินอยู่” จึงน่าจะเกิดขึ้น “ถ้าทหารไม่
ออกมายึดอ้านาจ”

ตัวอย่างเทียบเคียง: “ถ้าเราออกกฎหมายให้กัญชาถูกกฎหมาย ไม่นานกัญชาก็จะเกลื่อน


เมือง คนจะติดกัญชาจนไม่ท้ามาหากิน ประเทศไทยล่มจมเพราะกฎหมายบ้าๆ ฉบับเดียว”
- 12 -

ประชามติ = กระบวนการให้ประชาชนลงคะแนนออกเสียงเพื่อตัดสินใจว่าจะให้ความ
เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ในเรื่องที่มีความส้าคัญระดับชาติหรือกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพ
ของประชาชน ก่อนที่จะน้ามติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบไปตรากฎหมายหรือน้าไปปฏิบัติ
เพื่อบังคับใช้เป็นการทั่วไป แตกต่างจาก “ประชาพิจารณ์” ซึ่งเป็นเพียงกระบวนการรับฟัง
ความคิดเห็นของประชาชนที่จะได้รับผลกระทบจากการด้าเนินการของรัฐ

false analogy / false comparison (ผิดฝาผิดตัว) = ค้าเรียกตรรกะวิบัติชนิดที่ยก


กรณีอื่น (ข.) มาเปรียบเทียบเพือ่ เพิ่มน้้าหนักให้กับข้อถกเถียงของตัวเอง (ก.) แต่เลือกมา
อย่างไม่ถูกต้องเพราะตั้งสมมุติฐานผิดๆ ว่า ก. เหมือนกับ ข. ทุกประการ ลักษณะใดๆ ของ
ข. ย่อมเป็นลักษณะของ ก. ด้วย ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่ใช่เช่นนัน้

ตัวอย่าง: “ในศตวรรษที่ 5 ชนเผ่าโกล (ปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศฝรั่งเศส) เหลืออดกับ


ประชาธิปไตย เรียกร้องให้น้าระบอบกษัตริย์กลับมา วันนี้คนไทยหลายคนก็เหลืออด
เหมือนกัน” และ “เวลาเจ็บไข้ได้ป่วย เราอยากไปหาหมอที่เก่งที่สุดใช่ไหม แล้วท้าไมเราถึง
โอเคกับการให้ใครก็ได้ที่มีบัตรประชาชนและอายุ 18 ปี ไม่รู้วา่ รูเ้ รื่องหรือเปล่า สามารถ
เลือกคนที่จะเข้าไปบริหารประเทศ” เป็น false analogy ทั้งคู่ กรณีแรกยกความคิดของ
คนฝรั่งเศสเมื่อ 1,500 ปีที่แล้ว มาเทียบกับความคิดของคนไทยบางคนในวันนี้ แทนที่จะ
เทียบปัจจุบันกับปัจจุบัน นั่นคือ ยกความคิดของคนฝรั่งเศสส่วนใหญ่ในวันนี้ว่าคิดอย่างไร
ส่วนกรณีหลังเอาเรื่องสิทธิขั้นพืน้ ฐานที่เท่าเทียมกัน (สิทธิในการเลือกผู้แทน) มาเทียบกับ
ประสิทธิผลของการรักษาพยาบาล (เทียบ “โอกาส” กับ “ผลลัพธ์” ทั้งที่เป็นคนละเรื่อง
น้ามาเทียบกันไม่ได้)

ตัวอย่างเทียบเคียง: “รัฐบาลก็เหมือนกับธุรกิจ ธุรกิจต้องท้าก้าไรสูงสุด รัฐบาลก็ต้องท้า


ก้าไรสูงสุดเหมือนกัน” (ที่จริงรัฐบาลกับธุรกิจมีเป้าหมายคนละอย่าง)
- 13 -

นักการเมือง = ชื่อเรียกคนที่ ‘เล่นการเมือง’ เป็นอาชีพ โดยเฉพาะผู้ดา้ รงต้าแหน่งจากการ


เลือกตั้ง นักการเมืองในประเทศที่ระบอบประชาธิปไตยลุ่มๆ ดอนๆ อย่างไทยมักถูกมองว่า
เป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งมวล หากแต่ในความเป็นจริง ผู้ที่ดา้ รงต้าแหน่งทางการเมืองจาก
การแต่งตั้ง และผู้ที่ไม่ได้ดา้ รงต้าแหน่งทางการเมืองใดๆ อีกจ้านวนมากก็ ‘เล่นการเมือง’
เช่นกัน เพราะต้องอาศัยคะแนนนิยมส้าหรับการท้างาน สร้างฐานเสียงส้าหรับการผลักดัน
วาระของตน

denying the antecedent / inverse error (“ตรงข้ามแปลว่าจริง)” ) = ค้าเรียก


ตรรกะวิบัติชนิดที่อนุมานเองว่าประโยคบอกเล่าเป็นความจริง ฉะนั้นประโยคที่อยู่ตรงกัน
ข้ามจะต้องเป็นความจริงเช่นกัน ทั้งที่ความเป็น “ขั้วตรงข้าม” ในกรณีนี้ไม่ใช่เหตุผลที่
เพียงพอต่อการสรุปว่าประโยคตรงข้ามเป็นความจริง

ตัวอย่าง: “นักการเมืองหลายคนขี้โกง คสช. ไม่ใช่นักการเมือง ดังนั้นเขาจึงไม่โกง” และ


“คนไม่รวยหลายคนขีโ้ กง นักการเมืองคนนี้รวยแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่โกง” เป็นตรรกะวิบัติ
แบบ denying the antecedent เพราะล้าพังการอ้างว่า “นักการเมืองหลายคนขี้โกง”
และ “คนไม่รวยหลายคนขี้โกง” ไม่ใช่เหตุผลที่ดีพอส้าหรับการเสนอว่า “คนไม่ใช่
นักการเมือง” หรือ “คนไม่รวย” ไม่โกง เพราะก็เป็นที่รู้กันอย่างกว้างขวางมานานว่า การ
โกงเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลาและกับทุกคน ไม่เกี่ยงว่าใครจะรวยหรือไม่รวย เล่นการเมืองเป็น
อาชีพหรือไม่เล่น การใช้ตรรกะวิบัติแบบนี้ทา้ ให้เรานิ่งนอนใจและไว้ใจคนโดยใช่เหตุ
แทนที่จะยังไม่ฟนั ธงลงไป ตามติดตรวจสอบเพื่อดูว่าเขาโกงหรือไม่โกง

ตัวอย่างเทียบเคียง: “ถ้ามันเห่า มันต้องเป็นหมา ตัวนี้ไม่เห่า แปลว่ามันไม่ใช่หมา” (ทั้งที่


ตัวนี้อาจเป็นหมา แต่มีเหตุผลทีม่ ันไม่เห่า เช่น ไม่สบาย หรือเป็นใบ้)
- 14 -

นิติรัฐ = การปกครองโดยกฎหมาย มิใช่การปกครองโดยอ้าเภอใจของผู้ปกครอง ประเทศที่


เป็นนิติรัฐต้องมีหลักการพื้นฐานที่มุ่งจ้ากัดอ้านาจของผูป้ กครอง กฎหมายต่างๆ ต้อง
บัญญัติในทางที่รบั รองสิทธิและเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน ต่อมาขยายความหมายไป
ถึงหลักที่ว่า กฎหมายต้องออกอย่างเป็นธรรม เคารพหลักความเสมอภาค ห้ามมีผล
ย้อนหลังเอาโทษกับบุคคล เคารพหลักการแบ่งแยกอ้านาจ ความเป็นอิสระของผู้พิพากษา
ฯลฯ พึงสังเกตว่าบางประเทศอาจมีกฎหมายแต่ไร้ซึ่งนิติรัฐก็ได้ เพราะกฎหมายออกโดย
อ้านาจเผด็จการที่ไม่รับรองสิทธิและเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน

begging the question / circular reasoning (วนเป็นวงกลม) = ค้าเรียกตรรกะวิบัติ


ชนิดที่ให้เหตุผลอธิบายว่าข้อสรุปเป็นจริง โดยที่ตัวเหตุผลนั้นเองตั้ง “ธง” อยู่ก่อนแล้วว่า
ข้อสรุปเป็นจริง จึงเท่ากับว่ามันไม่ได้อธิบายอะไรเลย

ตัวอย่าง: “ถ้าผู้ประท้วงไม่ท้าอะไรผิดกฎหมาย กฎหมายก็ไม่หา้ มท้าหรอก” และ “เขาเป็น


คนดี มั่นใจอย่างไรเหรอ? ก็เพราะเขาเป็นคนดีไง” เป็นการให้เหตุผลเป็นวงกลมหรือ
begging the question เพราะในกรณีแรกผู้พูดเพียงแต่ยกนิยามของกฎหมายมาเป็น
เหตุผลว่าผูป้ ระท้วงท้าผิด (แน่นอนว่าการท้าในสิ่งที่กฎหมายห้าม โดยนิยามคือการกระท้า
ที่ผิดกฎหมาย) ทั้งที่กฎหมายนัน้ อาจไม่ชอบธรรมก็เป็นได้ ส่วนกรณีหลังเป็นการยืนยัน
ข้อสรุป “เขาเป็นคนดี” ด้วยการยก “เขาเป็นคนดี” ขึ้นมาเป็นหลักฐานยืนยันตัวมันเอง
ทั้งที่จริงต้องยกข้อถกเถียงอื่นขึ้นมาเป็นเหตุผล

ตัวอย่างเทียบเคียง: “พระเจ้ามีจริง เพราะคัมภีร์ไบเบิลบอกว่ามีจริง และเราก็ควรเชื่อ


คัมภีร์ไบเบิล เพราะพระเจ้าเป็นผู้เขียน”
- 15 -

ซื้อเสียง = การแจกเงินหรือผลประโยชน์โดยผู้สมัครรับเลือกตัง้ ให้ผู้มีสิทธิออกเสียง


เลือกตั้ง ไปกาบัตรเลือกตั้งให้กับตน การกระท้าดังกล่าวถูกมองว่าเป็นปัญหา เนื่องจาก
บิดเบือนแรงจูงใจของผู้มีสทิ ธิออกเสียงเลือกตั้งให้มองเพียงผลตอบแทนเฉพาะหน้าแทนที่
จะพิจารณาจากคุณสมบัติหรือนโยบายของผู้สมัคร และผู้สมัครที่ซื้อเสียงอาจจะอยาก
‘ถอนทุน’ ด้วยการคอร์รัปชั่น ด้วยเหตุนี้การซื้อเสียงจึงผิดกฎหมายเลือกตั้งทุกประเทศ

anecdotal fallacy / mistaken vividness (ตู่จากความจ้า) = ค้าเรียกตรรกะวิบัติ


ชนิดที่ตีความผิดๆ ว่า ประสบการณ์เฉพาะตัว (ของตัวเองหรือคนอื่น) คือข้อเท็จจริงใน
ภาพใหญ่ด้วย

ตัวอย่าง “หัวคะแนนแถวบ้านฉันเดินแจกเงินตอนเลือกตั้ง พรรคนี้มันชนะได้เป็นรัฐบาลก็


เพราะซื้อเสียงมา ถ้าไม่แก้ปัญหานี้อย่าคิดเลยว่าจะมีประชาธิปไตยที่ดี” เป็นตรรกะวิบัติ
ชนิด anecdotal fallacy เพราะผู้พูดตีความประสบการณ์ส่วนตัว (เห็นหัวคะแนนแจก
เงิน) ราวกับว่าเป็นข้อเท็จจริง (ซื้อเสียงทั้งประเทศ) ทีส่ นับสนุนบทสรุป (พรรคชนะ
เลือกตั้งได้เป็นรัฐบาลก็เพราะซือ้ เสียง) ทั้งที่งานวิจยั หลายชิ้นได้ข้อสรุปตรงกันว่า “การซื้อ
สิทธิขายเสียงไม่ได้เป็นตัวชี้ขาดในการเลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้งและพรรคการเมืองที่ใช้
จ่ายเงินมากที่สุดไม่ได้เป็นผูช้ นะในการเลือกตั้งอีกต่อไป สอดคล้องกับทัศนคติของ
ประชากรกลุ่มตัวอย่าง ... เกินกว่าร้อยละ 80 ต่างไม่ให้ความส้าคัญกับการซื้อสิทธิขาย
เสียงในการตัดสินใจเลือกตั้ง [โดย]มีความเห็นว่า “ไม่จ้าเป็นต้องเลือก” ผู้ให้ผลประโยชน์”
(ข้อความอ้างอิงจากรายงานวิจยั เรื่อง “การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2554”
โดย รศ. สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดาวน์โหลดได้
จาก http://www.tdw.polsci.chula.ac.th/?q=Elected_members_of_parliament)

ตัวอย่างเทียบเคียง: “ฉันยังขายของได้นี่นา แปลว่าเศรษฐกิจยังโตอยู่แน่ๆ”


- 16 -

อ้านาจนิยม (authoritarianism) = รูปแบบการจัดระเบียบทางสังคมซึ่งมีลักษณะของการ


อ่อนน้อมต่ออ้านาจหน้าที่ มักตรงข้ามกับเสรีนิยม อ้านาจทางการเมืองกระจุกตัวอยู่กับ
นักการเมืองกลุ่มเล็กที่ใช้อ้านาจเพื่อประโยชน์ของตนและพวกพ้อง มักจะปิดกั้นการแสดง
ความคิดเห็นที่เป็นปฏิปักษ์ ควบคุมหรือแทรกแซงสื่อมวลชน และจ้ากัดการตรวจสอบ
อ้านาจนิยมทีไ่ ด้รับการกล่าวถึงในปัจจุบันมากที่สุดคือ “อ้านาจนิยมที่มาจากการเลือกตั้ง”
(electoral authoritarianism) ซึ่งมีเปลือกนอกฉาบด้วยผู้นา้ ทีม่ าจากการเลือกตั้ง อาศัย
กระบวนการเลือกตั้งเป็นเครื่องมือ ใช้อ้านาจแบบเบ็ดเสร็จเพื่อประโยชน์สว่ นตนโดยอ้างว่า
ได้เสียงสนับสนุนข้างมาก น้าไปสู่ข้อเสนอว่า การเลือกตั้งเป็นปัจจัยที่ “จ้าเป็น” แต่ไม่
“เพียงพอ” ต่อการส่งเสริมระบอบเสรีประชาธิปไตย (liberal democracy)

appeal to majority / appeal to popularity / bandwagon fallacy (ข้างมาก


คือถูกต้อง / ใครๆ ก็ท้า) = ค้าเรียกตรรกะวิบัติชนิดที่อา้ ง “เสียงข้างมาก” หรือ “ใครๆ ก็
ท้า” มาเป็นหลักฐานว่าสิง่ ที่พูดเป็นความจริง ในกรณีที่เสียงข้างมากบอกไม่ได้วา่ จริง
หรือไม่ บอกได้แต่เพียงว่ามีคนนิยมหรือเชื่อจ้านวนมาก

ตัวอย่าง: “นายกฯ มาจากการเลือกตั้ง ฉะนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่เธอจะโกง” และ “โพลบอก


ว่าประชาชนส่วนใหญ่ชอบนโยบายนี้ ดังนัน้ มันจึงเป็นนโยบายที่ดี” เป็นตรรกะวิบัติแบบ
appeal to majority เพราะผูพ้ ูดอ้างเสียงข้างมาก (ชนะเลือกตั้ง / คนส่วนใหญ่ชอบ) มา
เป็นเหตุผลที่นายกฯ จะไม่โกง และนโยบายเป็นนโยบายที่ดี ทัง้ ที่การโกงไม่เกี่ยวอะไรกับ
ผลการเลือกตั้ง และการประเมินนโยบายสาธารณะว่า “ดี” หรือไม่ดีนั้นก็ต้องดูหลายมิติ
นอกเหนือจากความนิยม เช่น ประสิทธิผล ประสิทธิภาพ โอกาสในการเกิดการรั่วไหลหรือ
คอร์รัปชั่น ความคุม้ ค่าโดยเปรียบเทียบ (cost-benefits) เมื่อเทียบกับทางเลือกอื่นๆ

ตัวอย่างเปรียบเทียบ: “โพลบอกคนส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าโลกร้อน ดังนั้นโลกร้อนจึงเป็นเรื่อง


โกหกพกลมทั้งเพ”
- 17 -

ค่าแรงขั้นต่้า = ค่าตอบแทนระดับต่้าสุดที่นายจ้างจะต้องจ่ายแก่ลูกจ้างเป็นรายชั่วโมง
รายวันหรือรายเดือน ตามที่กฎหมายก้าหนด

quoting out of context / quote mining (ไม่ดบู ริบท) = ค้าเรียกตรรกะวิบัติชนิดที่


ตัดตอนค้าพูดของคนอื่นมาอ้างโดยไม่รักษาสาระส้าคัญเอาไว้ ส่งผลให้คนฟังเข้าใจผู้พูด
ดั้งเดิมผิดเพี้ยนไป (ปกติในทางลบ) เพราะมองไม่เห็นบริบทของค้าพูด

ตัวอย่าง: ปาฐกถาของ นพ. ประเวศ วะสี ในงานประชุมประจ้าปี พ.ศ. 2554 ของ


สภาพัฒน์ฯ ถูกคนน้าไปอ้างอิงอย่างกว้างขวางว่า นพ. ประเวศ พูดว่า “ค่าแรงวันละ 150
บาทก็อยู่ได้” ซึ่งอาจมองได้วา่ ไม่เข้าใจหัวอกของผู้ใช้แรงงาน การตัดตอนแบบนี้เป็นตรรกะ
วิบัติแบบ quote mining เพราะบริบทเต็มๆ ของข้อความนี้คือ “ถ้าค่าแรงอยู่ที่วันละ 150
บาท แต่มีแนวทางเชื่อมโยงให้ผใู้ ช้แรงงานมีที่อยู่อาศัย มีอาหารการกิน เป็นแบบเศรษฐกิจ
พอเพียง จะสามารถอยู่ได้” (จากข่าว นสพ. ไทยรัฐ
http://www.thairath.co.th/content/eco/184725) ต่อมาอธิบายเพิ่มเติมว่า “ต้อง
เชื่อมโยงธุรกิจมหภาคเข้ากับเศรษฐกิจชุมชนให้เกื้อกูลกัน ถ้าผู้ใช้แรงงานสามารถอยู่ใน
ชุมชน มีที่อยู่ มีอาหาร ท้าการเกษตรไปด้วย และท้าโรงงานไปด้วย จัดสวัสดิการ มีรถ
รับส่งก็จะไม่เป็นอุปสรรค ธุรกิจก็ได้ คนงานก็ได้ เชื่อมโยงชุมชนกับเศรษฐกิจมหภาคเข้า
ด้วยกัน ถ้าท้าได้ ค่าแรง 150-200 บาทก็เป็นเงินเหลือ” (จากข่าว นสพ. มติชน
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1310546913)

ตัวอย่างเทียบเคียง: “เหยียบให้มิดเลยพี่ ไฟแดงช่างมัน” ฟังเท่านี้จะคิดว่าผูพ้ ูดเป็นคนไม่


เคารพกฎจราจร ชอบซิ่งหรือชอบความเร็ว แต่ถ้าฟังประโยคเต็มๆ คือ “เมียฉันเจ็บท้อง
ใกล้คลอดเต็มทีแล้ว เหยียบให้มิดเลยพี่ ไฟแดงช่างมัน ถ้าไปไม่ถึงโรงพยาบาลภายในสิบห้า
นาทีต้องแย่แน่ๆ เดือนก่อนก็เลือดออกทีนึงแล้ว” ก็จะเข้าใจว่าผู้พูดต้องการจะสื่ออะไร
(เข้าใจแล้วจะเห็นด้วยหรือไม่ก็อีกเรื่อง)
- 18 -

แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.; ชื่อเดิม นปก.) = กลุ่มเคลื่อนไหว


ทางการเมือง ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2550 เพื่อต่อต้านรัฐประหาร พ.ศ. 2549 ยุติการชุมนุมเมื่อ
26 ธันวาคม พ.ศ. 2550 หลังจากที่พรรคพลังประชาชนได้รบั เลือกตั้งเป็นเสียงข้างมากใน
สภาผู้แทนราษฎร ต่อมาในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2551 ได้กลับมารวมตัวกันอีกเพื่อ
ต่อต้านพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จนเกิดเหตุการณ์ปะทะกัน โดยมีผู้เสียชีวติ
และบาดเจ็บ ในปี พ.ศ. 2553 นปช.จัดชุมนุมใหญ่ในกรุงเทพมหานคร เพื่อเรียกร้องให้
รัฐบาลอภิสิทธิย์ ุบสภา ตั้งแต่วนั ที่ 14 มีนาคม จนกระทัง่ ถูกสลายการชุมนุมในวันที่ 10
เมษายน และ 19 พฤษภาคม หลังจากนัน้ ยังคงมีการชุมนุมอยู่เป็นระยะจนเกิดรัฐประหาร
พ.ศ. 2557

guilt by association (ไม่ชอบจึงไม่ใช้เหตุผล) = ค้าเรียกตรรกะวิบัติชนิดที่ปฏิเสธข้อ


ถกเถียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เพียงเพราะคนที่เราไม่ชอบสนับสนุนข้อถกเถียงนั้นๆ แทนที่จะ
วิเคราะห์ความเป็นเหตุเป็นผลของข้อถกเถียงก่อนตัดสินใจ

ตัวอย่าง: “ฉันไม่มีวนั เห็นดีเห็นงามกับการปฏิรปู ระบบยุติธรรม เพราะแกนน้า นปช.


หลายคนชอบพูดเรื่องนี้ เกลียดพวกมันมาก” และ “เห็น กปปส. ออกมาค้านเขื่อนแม่วงก์
ถ้างั้นฉันจะไปสนับสนุนให้รัฐบาลสร้างเขื่อนเร็วๆ เลย หมั่นไส้พวกนกหวีด” เป็นตรรกะ
วิบัติแบบ guilt by association ทั้งคู่ เพราะปฏิเสธข้อถกเถียง (“ควรปฏิรูประบบ
ยุติธรรม” และ “ไม่ควรสร้างเขื่อนแม่วงก์”) เพียงเพราะผู้พูดไม่ชอบ นปช. ในกรณีแรก
และ กปปส. ในกรณีหลัง

ตัวอย่างเทียบเคียง: “พรุ่งนี้เลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ แล้ว ฉันไม่มีทางกาเบอร์ 1 เด็ดขาด


เพราะเพื่อนบ้านที่ฉันไม่ชอบจะไปเลือกมัน ฉันรู้วา่ เพื่อนบ้านนิสัยไม่ดี คนที่มันเลือกก็ต้อง
นิสัยไม่ดีเหมือนมันแน่ๆ”
- 19 -

กูรู = ผู้เชี่ยวชาญช่า้ ชองในสาขาใดสาขาหนึ่งจนเป็นที่ยอมรับในวงการนัน้ ๆ แต่ปจั จุบนั คน


จ้านวนไม่น้อยโฆษณาประชาสัมพันธ์ตัวเองว่าเป็น “กูรู”

appeal to authority (อ้างกูรโู ดยไม่คิด) = ค้าเรียกตรรกะวิบัติชนิดที่อ้างว่า ในเมื่อ


ผู้เชี่ยวชาญเป็นคนพูด สิง่ ที่เขาพูดย่อมเป็นความจริง โดยไม่ไตร่ตรองในเนื้อหาของผู้พูด
และไม่พิจารณาว่าเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนัน้ ๆ จริงหรือไม่

ตัวอย่าง: “อาจารย์ของฉันเองบอกว่าโลกร้อนไม่มีจริง ฉันต้องเชื่ออาจารย์สิ” และ “หมอ


โรคหัวใจเมื่อวานบอกว่ารัฐมนตรีกระทรวงเกษตรมันโกงไปเป็นหมื่นล้าน ฉันว่าหมอพูดจริง
แน่ๆ เพราะเป็นถึงด็อกเตอร์” เป็นตรรกะวิบัติแบบ appeal to authority เพราะเชื่อมั่น
ว่าสิ่งทีไ่ ด้ยนิ มาคือข้อเท็จจริง เพียงเพราะผู้พูดฟังดูนา่ เชื่อถือ (เป็นอาจารย์ / จบปริญญา
เอก) โดยที่ไม่ได้ถามหรือศึกษาเหตุผลของผู้พูด ไม่ได้ลองศึกษาหาข้อมูลเองประกอบ

พึงระวังว่า การอ้างค้าพูดของผู้เชี่ยวชาญอาจไม่ใช่ตรรกะวิบัติในตัวมันเอง การอ้างค้าพูด


ของผู้เชี่ยวชาญอาจเป็นเหตุผลที่ดีก็ได้ ในกรณีที่ผู้เชี่ยวชาญรายนั้นมีความเชี่ยวชาญจริงๆ
ในเรื่องนั้นๆ และไม่เคยแสดงตัวว่ามีอคติหรือทิฐิในระดับที่จะบิดเบือนวิจารณญาณ
ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่เราไปพบแพทย์และแพทย์บอกว่าเราป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ เราก็มี
เหตุมีผลที่จะยอมรับในข้อสรุปของแพทย์ หรือสมมุติว่าคอมพิวเตอร์เรามีปัญหา เพื่อนที่
ท้างานในร้านซ่อมคอมพิวเตอร์มาตรวจดูแล้วบอกว่าเราต้องเปลี่ยนฮาร์ดดิสก์ใหม่ เราก็มี
เหตุมีผลที่จะเชื่อเพื่อน

ตัวอย่างเทียบเคียง: “นาซ่าไม่เคยส่งคนไปลงดวงจันทร์นะ โกหกทั้งเพ หนังสือที่บ้านบอก


คนเขียนเป็นนักเขียนชื่อดังเชียว”
- 20 -

โรดแม็ป หรือ โรดแม็พ = ทับศัพท์ค้าว่า “roadmap” ในภาษาอังกฤษ แปลว่า “แผนที่


การเดินทาง” ปัจจุบนั ใช้ในความหมายว่า วิธีการและขั้นตอนในการแก้ไขใดปัญหาหนึ่ง
หรือขั้นตอนไปสู่เป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่ง โดยน้าเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาหรือมุ่ง
หน้าไปสู่เป้าหมายนัน้ อย่างเป็นล้าดับขัน้ เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน

noble effort / notable effort / “E” for effort (ขยันคือถูกต้อง) = ค้าเรียก


ตรรกะวิบัติชนิดที่ตีความผิดๆ ว่า อะไรสักอย่างย่อมถูกต้อง ดีงาม จริงแท้ หรือมีคุณค่า
เพียงเพราะใครสักคนทุ่มเทแรงกายแรงใจ หรือแม้แต่เสียสละเวลา ทรัพย์สิน หรือความสุข
สบาย มาพากเพียรท้าสิ่งนั้นๆ ด้วยเจตนาทีด่ ี

ตัวอย่าง: “แกวิพากษ์วิจารณ์นโยบาย คสช. ท้าไม เขาตั้งใจเข้ามาท้างานช่วยชาติ อยู่เฉยๆ


หุบปากไป ให้เวลาเขาท้างานก่อนสิ” และ “ฉันว่ารัฐบาลท้างานคืบหน้าตามโรดแม็ปนี่
เพราะมีแต่คนดีๆ ร่วมแรงร่วมใจมาท้างานเพื่อชาติ” ต่างเป็นตรรกะวิบัติชนิด noble
effort เพราะการที่ใครจะเข้ามาท้างานช่วยชาติหรือเพื่อชาติ ไม่ใช่เหตุผลที่คนอื่นไม่ควร
วิพากษ์วิจารณ์ หรือยกมาอ้างเป็นเหตุผลว่าโรดแม็ปก้าลังเดินหน้า เพราะการจะดูว่า
นโยบายดีหรือไม่ ใครท้างานดีเพียงใด ก็ต้องไปวิเคราะห์ที่ตัวนโยบายและการท้างานจริง
มิใช่มัวแต่เคลิบเคลิ้มไปกับความพยายามของคนท้า

(และแท้จริงแล้ว ไม่มีกรณีใดเลยที่คน “ไม่ควร” จะวิพากษ์วิจารณ์การท้างานของบุคคล


หรือกลุ่มคนสาธารณะ โดยเฉพาะผู้มีอ้านาจทางการเมือง)

ตัวอย่างเทียบเคียง: “ดูสิ เพื่อนฉันอุตส่าห์ใช้เวลาตั้งสามปี เขียนหนังสือหนาเตอะออกมา


อธิบายว่าท้าไมเขาถึงคิดว่าเรื่องนี้จริง ดังนัน้ มันต้องจริงแน่ๆ”
- 21 -

ศาลทหาร = ศาลที่มีอา้ นาจพิจารณาคดีอาญาของทหาร นักเรียนทหาร ข้าราชการหรือ


ลูกจ้างในสังกัดกระทรวงกลาโหมที่กระท้าผิดอาญาในบริเวณทีต่ ั้งหน่วยทหาร บุคคลที่อยู่
ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ฝา่ ยทหารโดยชอบด้วยกฎหมาย เช่น พยานที่ถูกศาลทหาร
ออกหมายจับมาเพื่อเบิกความ และบุคคลที่เป็นเชลยศึกในช่วงเวลาที่มีศึกสงคราม อย่างไร
ก็ดี ตั้งแต่รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา ถือว่าเป็น “ภาวะไม่ปกติ” คดีที่
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศว่าต้องขึ้นศาลทหาร ได้แก่ (1) ความผิดฐาน
หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 107 – 112 (2) ความผิดต่อ
ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 - 118 และ (3)
ความผิดตามประกาศหรือค้าสั่ง คสช. โดยในรอบ 1 ปีของการรัฐประหาร สิ้นสุด 22
พฤษภาคม 2558 มีพลเรือนถูกน้าตัวขึ้นศาลทหารเพราะแสดงความคิดเห็นทางการเมือง
ในที่สาธารณะอย่างน้อย 131 คน (สถิติจากเว็บไซต์ iLaw)

avoiding the issue / avoiding the question / red herring (เบี่ยงประเด็น) =


ค้าเรียกตรรกะวิบัติชนิดที่ไพล่ไปพูดเรื่องอื่น แทนที่จะถกประเด็นที่ก้าลังคุยกันอยู่

ตัวอย่าง: ผู้พูดเสนอว่า “พลเรือนไม่ควรขึ้นศาลทหาร” ผู้อภิปรายตอบว่า “ยอมรับค้า


ตัดสินของศาลพลเรือนก่อนสิ” เป็นตรรกะวิบัติแบบ avoiding the issue เพราะการจะ
ยอมรับหรือไม่ยอมรับค้าตัดสินของศาลพลเรือนในคดีใดก็ตาม ก็ไม่เกี่ยวอะไรเลยกับ
ข้อเสนอของผู้พูด พึงสังเกตว่า วิธีเบี่ยงประเด็นที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในสังคมออนไลน์
ไทย คือการ “ย้อนถาม” ผู้พูด เช่น “ตอนรัฐบาลที่แล้วโกง พูดอะไรบ้าง” ซึ่งนอกจากจะ
เป็นการเบี่ยงประเด็น ยังมักจะเป็นการแสดงอาการดูถูกคนอื่น ยกตนข่มท่านอีกด้วย

ตัวอย่างเทียบเคียง: ต่อค้าถาม “โครงการสร้างแลนด์มาร์คริมเจ้าพระยาไม่เห็นมีดี


ตรงไหน” ตอบว่า “แล้วโครงการจัดการน้้าสามแสนล้านของรัฐบาลที่แล้วล่ะ”
- 22 -

ยุคทอง = ช่วงเวลาในอดีตที่คนมองย้อนกลับไปว่า เป็นยุคทีส่ ังคมรุ่งเรืองกว่าปัจจุบัน

good old days / golden age (โหยหายุคทอง) = ค้าเรียกตรรกะวิบัติชนิดที่ผู้พูด


“เลือกจ้า” เฉพาะเหตุการณ์ดีๆ จากช่วงเวลาใดเวลาหนึง่ ในอดีต เพื่อบอกว่ามันเป็น
ช่วงเวลาที่สังคมรุ่งโรจน์ โชติชว่ งชัชวาล ผู้คนมีศีลธรรม มีความสุข ฯลฯ โดยไม่แยแสหรือ
ลืมนึกไปว่า ช่วงเวลานัน้ ก็มีเรื่องแย่ๆ เกิดขึ้นมากมายเช่นกัน

ตัวอย่าง: “คิดถึงสมัยจอมพลสฤษดิ์ ยุคทองแท้ๆ ดูสิเศรษฐกิจไทยเติบโตตั้งเท่าไหร่ เผด็จ


การดีๆ ก็มีเห็นไหม” และ “ยุคทักษิณนี่เป็นยุคทองของประชาธิปไตยเลยนะ รากหญ้าได้
ลืมตาอ้าปาก ประชาธิปไตยกินได้จริงๆ” อาจนับเป็นตรรกะวิบตั ิแบบ golden age เพราะ
กรณีแรกผู้พูดไม่ประเมินการใช้อ้านาจเบ็ดเสร็จในการปราบปรามผู้เห็นต่าง ลิดรอนสิทธิ
เสรีภาพอย่างรุนแรง และการคอร์รัปชั่นขนานใหญ่ของจอมพลและพวกพ้อง ส่วนกรณีหลัง
ผู้พูดก็ไม่ประเมินกรณีฆ่าตัดตอนยาเสพติด การสังหารหมู่ที่กรือเซะ ตากใบ คอร์รัปชั่นเชิง
นโยบาย หรือการผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมเหมาเข่ง ซึ่งล้วนแต่เป็น “จุดด่าง” ที่ทา้ ให้
เกิดข้อกังขาว่า ควรมองว่าเป็น “ยุคทอง” จริงๆ หรือไม่

พึงสังเกตว่าข้อนี้ไม่ใช่ตรรกะวิบตั ิเท่ากับเป็น “สันดาน” ของมนุษย์ เราจึงมักจะไม่รู้ตัว


เวลาใช้มัน นักจิตวิทยาอธิบายว่าเป็น selective memory (การเลือกจ้า) ที่เกิดจาก
affect heuristic (ฮิวริสติก หมายถึง “ทางลัดทางความคิด” ทีส่ มองเราใช้ในการตัดสินใจ
อย่างรวดเร็ว กรณีนี้หมายถึง affect หรืออารมณ์ความรู้สึก) – ในเมื่อการจ้าประสบการณ์
แย่ๆ ท้าให้เรารู้สึกแย่ สมองของเราจึงมักจะหวนนึกถึงแต่ประสบการณ์ดีๆ ในอดีตเท่านัน้
ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับทัศนคติ รสนิยม และความคิดความเชื่อส่วนบุคคลของเรานั่นเอง

ตัวอย่างเทียบเคียง: “คนสมัยนีศ้ ีลธรรมเสื่อมโทรม สมัยสุโขทัยคนมีศีลมีธรรมกว่านี้เยอะ”


- 23 –

นักโทษทางความคิด (prisoner of conscience) = บุคคลที่ถกู คุมขังหรือถูกจ้ากัดเสรีภาพ


ทางร่างกายเพียงเพราะการแสดงความคิด และ/หรือมีความเชื่อทางการเมือง ศาสนา ของ
ตนที่แตกต่าง หรือเพียงเพราะมีชาติพนั ธุ์ เพศ สีผิว ภาษา ความเป็นมาด้านเชื้อชาติหรือ
สังคม สถานะทางเศรษฐกิจ ชาติก้าเนิด อัตลักษณ์ทางเพศ หรือสถานะอื่น ๆ ที่แตกต่าง
โดยไม่ได้ใช้ความรุนแรงหรือสนับสนุนความรุนแรงหรือความเกลียดชัง พวกเขาถูกควบคุม
ตัวเพียงเพราะความเชื่อของตนเองหรือเพียงเพราะอัตลักษณ์ของตนเอง โดยมิใช่เป็น
เพราะอาชญากรรมที่ก่อขึ้น (นิยามจาก แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย)

argument from ignorance (ไม่รู้จึงจริง/ไม่รู้จึงไม่จริง) = ค้าเรียกตรรกะวิบัติชนิดที่ใช้


เหตุผลผิดๆ ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งจริงเพียงเพราะมันไม่เคยถูกพิสูจน์วา่ ไม่จริง หรือไม่จริงเพียง
เพราะมันไม่เคยถูกพิสูจน์ว่าจริง ตรรกะวิบัติข้อนี้มักเกิดจากความทะนงตนหรือทิฐิ ถูก
อวิชชาบังตา ส้าคัญตนผิดว่า “ฉันรู้ทุกเรื่อง”

ตัวอย่าง: “เขาไม่เคยโกงสักหน่อย เห็นเหรอว่าโกง” และ “นักโทษทางความคิดถูกกลั่น


แกล้งในคุกเนี่ยนะ ไม่จริง ไม่เคยเห็นข่าวทีวีเลย” เป็นตรรกะวิบัติแบบ argument from
ignorance เพราะเป็นการตีความว่า การที่เรา “ไม่เคยเห็น” (กับตา หรือข่าวในทีวี)
แปลว่าคนคนนี้ไม่ได้โกง หรือนักโทษทางความคิดไม่ได้ถูกกลั่นแกล้ง ทั้งที่เราเพียงแต่ “ไม่
รู”้ เท่านั้น (และหลายเรื่องก็รู้ยาก เช่น คนทีโ่ กงเก่งๆ มักจะหลบรอดสายตาผู้คนได้หลาย
ปี และข่าวทีวีก็ไม่ได้ไปท้าข่าวทุกเรื่องที่ควรจะเป็นข่าว)

ตรรกะวิบัติข้อนี้สอนให้เรา “เผื่อใจ” อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ว่าหลายเรื่องอาจจะจริง


หรือไม่จริงก็ได้ เราเพียงแต่ยัง “ไม่ร”ู้ เท่านั้น

ตัวอย่างเทียบเคียง: “ไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่ามนุษย์ตา่ งดาวไม่เคยมาเยือนโลก แปลว่ามนุษย์


ต่างดาวมีอยู่จริงในจักรวาล”
- 24 –

สื่อมวลชน = สื่อชนิดทีส่ ามารถกระจายข้อมูลข่าวสารอย่างรวดเร็วไปยัง ‘มวลชน’ จ้านวน


มากโดยเฉพาะคนทั้งประเทศ อาทิ หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ เมื่อครั้งที่อินเทอร์เน็ตยัง
ไม่ได้รับความนิยมแพร่หลาย สือ่ มวลชนสามช่องทางเหล่านี้มักถูกเรียกว่า “สื่อกระแส
หลัก” ขณะที่สื่อออนไลน์ถูกเรียกว่า “สื่อกระแสรอง” แต่ปัจจุบนั เส้นแบ่งนี้เลือนรางลง
เรื่อยๆ ในยุคที่การเสพสื่อออนไลน์กลายเป็นพฤติกรรมกระแสหลัก และสื่อมวลชนทุกค่าย
ต่างเข้ามาใช้โลกออนไลน์เป็นพืน้ ที่ท้างานและช่องทางการเผยแพร่ข่าวของตน

appeal to emotion (โน้มน้าวอารมณ์) = ค้าเรียกตรรกะวิบัติชนิดที่พยายามโน้มน้าว


อารมณ์ความรู้สึกของผู้ฟังให้คล้อยตามผู้พูด แทนที่จะอาศัยข้อมูลหลักฐานและความมีเหตุ
มีผลมาเพิ่มน้า้ หนักให้กับข้อถกเถียง

ตัวอย่าง: “ขอร้องสื่อมวลชนว่า อย่าจัดรายการที่วิจารณ์การท้างานของ คสช. และรัฐบาล


เพราะส่วนตัวรับไม่ได้ ขอความเห็นใจ” และ “ฉันเลี้ยงลูกตัวคนเดียว อัตคัดคัดสนมาก
หย่ากับสามีหลายสิบปีแล้ว พูดก็ไม่เก่ง ขอร้องให้โหวตเลือกลูกชายฉันเป็น ส.ส. เถอะนะ”
เป็นตรรกะวิบัติแบบ appeal to emotion เพราะ “ความเห็นใจ” ไม่เกี่ยวอะไรกับการท้า
หน้าที่ของสื่อ และความทุกข์ทรมานของคนเป็นแม่ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณสมบัติของลูกชาย
ในการเป็นผูส้ มัคร ส.ส.

ตรรกะวิบัติข้อนี้ใช้กันแพร่หลายในสังคมไทย เนื่องด้วยวัฒนธรรม “ขี้สงสาร” โดยเฉพาะ


ถ้าเห็นน้้าตาแล้วก็มักจะใจอ่อน อย่างไรก็ดี ตรรกะวิบัติข้อนี้ไม่ได้แปลว่าเราไม่ควรเห็นใจ
ใครเลย เพียงแต่เตือนสติเราว่า ความรู้สึกต่างๆ ไม่ว่า “เห็นใจ” “โดนใจ” “สะใจ” หรือ
อื่นๆ ไม่ควรถูกน้ามาใช้แทน “เหตุผล” ในการประเมินข้อถกเถียง

ตัวอย่างเทียบเคียง: “ฉันควรจะได้รับรางวัลนี้ เพราะฉันต้องหัวใจสลายแน่ๆ ถ้าไม่ได้”


- 25 –

ความสุข = "ความสบายกายสบายใจ" (นิยามในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.


2542) มีหลายระดับตั้งแต่ความสบายใจเล็กๆ น้อยๆ หรือความพอใจ ความเพลิดเพลิน ไป
จนถึงความอิ่มใจหรือความเบิกบานใจ แนวคิดทางปรัชญาและศาสนามักก้าหนดนิยามของ
ความสุขในความหมายของชีวิตที่ดี มิใช่เพียงอารมณ์ประเภทหนึ่งเท่านั้น ส่วนนัก
เศรษฐศาสตร์ความสุขและนักจิตวิทยาก็แยกแยะระหว่าง “ความรู้สึกพึงพอใจในชีวิต”
(life satisfaction) กับ “ความอยู่ดีมีสุข” (well-being) ซึ่งเป็นความสุขระยะยาวกว่า

cherry picking (หยิบข้อมูลตามใจ) = ค้าเรียกตรรกะวิบัติชนิดที่เลือกหยิบเอาเฉพาะ


ข้อมูลส่วนน้อยทีส่ นับสนุนความคิดของตนเองมาใช้ โดยละเลยหลักฐานจ้านวนมากทีบ่ ่งชี้
ในทางตรงกันข้าม บ่อยครั้งจัดเป็นตรรกะวิบัตปิ ระเภท anecdotal fallacy (ตู่จาก
ความจ้า) ด้วย และมักจะเกิดขึ้นโดยทีผ่ ู้ใช้ไม่ตั้งใจ เพราะคนเรามีแนวโน้มที่จะเลือกจ้าและ
ตีความเฉพาะข้อมูลที่ตรงกับความคิดความเชื่อของเราอยู่แล้ว เป็นอคติที่เรียกว่า
confirmation bias ฉะนั้นการหลีกเลี่ยงตรรกะวิบัติข้อนี้จึงต้องอาศัยการฝึก “เผื่อใจ” ว่า
เราอาจจะคิดผิดก็ได้

ตัวอย่าง : “เศรษฐกิจไม่ดีตรงไหน ก๊วนหุ้นของฉันยังเล่นหุน้ ได้ก้าไร” และ “คนไทยส่วน


ใหญ่มีความสุขกว่าเดิมตั้งแต่มี คสช. เพื่อนฉันทุกคนบอกเป็นเสียงเดียว” เป็นตรรกะวิบตั ิ
แบบ cherry picking เพราะเอาประสบการณ์ของคนกลุ่มเดียวมาใช้เป็นหลักฐานว่า
“เศรษฐกิจยังดี” และ “คนไทยส่วนใหญ่มีความสุขกว่าเดิม” ทัง้ ที่หลักฐานอีกมากมายบ่งชี้
ในทางตรงกันข้าม

ตัวอย่างเทียบเคียง : “เชอร์รี่นี้หวานทั้งพวงเลย แสดงว่ามันต้องหวานทั้งต้นแน่ๆ” (ใน


ความเป็นจริง เชอร์รี่หวานทัง้ ต้นมีอยู่หยิบมือเดียว ที่เหลือคาต้นล้วนแต่เปรี้ยว คนเลยไม่
เก็บมาให้กิน)
- 26 –

ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 = “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาต


มาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สา้ เร็จราชการแทนพระองค์ ต้อง
ระวางโทษจ้าคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี” จัดเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ คนไทยหรือ
คนต่างด้าวไม่ว่ากระท้าในหรือนอกราชอาณาจักรก็ต้องรับโทษ ในปี 2556 ศาลฎีกา
วินิจฉัยว่า ค้าว่า “พระมหากษัตริย์” หมายความรวมถึงพระมหากษัตริย์ในอดีตด้วย ส่วน
ธานินทร์ กรัยวิเชียร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็เคยตีความว่า กฎหมายครอบคลุมถึงการห้าม
วิจารณ์โครงการอันเนื่องมาจากพระราชด้าริ ปัจจุบันมาตรา 112 เป็นกฎหมายว่าด้วยการ
หมิ่นประมาทราชวงศ์ซึ่งระวางโทษรุนแรงที่สุดในโลก

argumentum ad baculum / appeal to force (ขู่แทนเหตุผล) = ค้าเรียกตรรกะ


วิบัติชนิดที่ใช้วธิ ีข่มขู่แทนเหตุผลในการถกเถียง หรือยกความเสียหายบางอย่างที่จะเกิดขึ้น
ในกรณีที่ข้อถกเถียงจริงหรือไม่จริง มาเป็นเหตุผลว่ามันจริงหรือไม่จริง

ตัวอย่าง: “ถ้าแกวิจารณ์เรื่องนี้วา่ ไม่จริง แกต้องโดน 112 แน่ๆ ดังนั้นแกต้องเชื่อว่าเรื่องนี้


จริง” เป็นตรรกะวิบัติแบบ appeal to force เพราะการจะถูกหรือไม่ถูกฟ้อง ถูกหรือไม่
ถูกลงโทษ ไม่เกี่ยวอะไรเลยกับระดับความจริง (truth value) ของข้อถกเถียง (แต่ตรรกะ
วิบัติข้อนี้ก็มักจะหยุดการถกเถียงได้ชะงัด เนื่องจากกฎหมายนี้รนุ แรงจริง)

พึงระวังว่า การยกความเสียหายในอนาคต โทษ หรือค้าขู่ ไม่ใช่ตรรกะวิบัติในกรณีที่สิ่ง


เหล่านี้สัมพันธ์อย่างเป็นเหตุเป็นผลกับข้อถกเถียง เช่น การพูดว่า “ถ้าแกเมาแล้วขับ แกจะ
ถูกต้ารวจจับ ดังนั้นอย่าเมาแล้วขับจะดีกว่า” ไม่ใช่ตรรกะวิบัติ เพราะผู้พูดไม่ได้กา้ ลัง
น้าเสนอว่าพฤติกรรมเมาแล้วขับดีหรือไม่ดีต่อสังคม แต่พูดถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นกับตัว
คนขับ ดังนัน้ การชีว้ ่า “จะถูกต้ารวจจับ” จึงเป็นเหตุเป็นผลแล้ว

ตัวอย่างเทียบเคียง: “ถ้าแกไม่เชื่อว่าเวรกรรมมีจริง แกต้องตกนรกแน่ๆ”


- 27 –

การก่อการร้าย = พฤติการณ์รุนแรงซึ่งมีเจตนาก่อให้เกิดความกลัว กระท้าการเพื่อ


จุดประสงค์ทางศาสนา การเมืองหรืออุดมการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง จงใจหรือไม่ใส่ใจต่อ
ความปลอดภัยของพลเรือน ถึงแม้จะมีความชัดเจนระดับหนึ่ง แนวคิดและนิยาม “การก่อ
การร้าย” อาจเป็นหัวข้อโต้เถียงในตัวของมันเองก็ได้ เนื่องจากบางครั้งถูกใช้โดยหน่วยงาน
ของรัฐเพื่อลดความชอบธรรมของศัตรูการเมืองหรือฝ่ายอื่น และมีศักยภาพที่จะเพิ่ม
ความชอบธรรมให้แก่รัฐในการใช้ก้าลังกับผู้ต่อต้าน

loaded question (ค้าถามชีน้ ้า) = ค้าเรียกตรรกะวิบัติประเภทค้าถาม (ซึ่งบ่อยครั้งก็


ไม่ได้ตั้งใจจะถาม) ที่ตั้งหรือซ่อนสมมุติฐานบางอย่างในค้าถามนั้นๆ ซึ่งเป็นสมมุตฐิ านที่ไม่มี
หลักฐานรองรับหรือยังเป็นที่โต้เถียงไร้ข้อสรุป ค้าถามแบบนี้มักใช้ในการ “หลอก” ให้
ผู้ตอบสื่อนัยบางอย่างที่เขาไม่ได้เจตนา เพียงเพราะนัยนัน้ แฝงอยู่ในค้าถาม

ตัวอย่าง: “คุณรับได้หรือไม่กับคอร์รัปชั่นที่ทา้ ให้ประเทศเจริญ” และ “ต้ารวจจับได้แล้ว


เหรอไอ้ดาราออสเตรเลียที่ก่อการร้ายวันก่อน” เป็น loaded question เพราะค้าถามข้อ
แรกแฝงสมมุติฐานว่า “คอร์รัปชั่นบางอย่างท้าให้ประเทศเจริญ” ซึ่งยังไม่มีข้อพิสูจน์และ
ผู้ตอบอาจไม่เห็นด้วย ส่วนค้าถามหลังก็แฝงสมมุตฐิ านว่าดาราออสเตรเลียคือผู้ก่อการร้าย
ทั้งที่ยังไม่มีข้อสรุป

พึงระวังค้าถามของบริษัทท้าโพลหลายแห่งที่ชอบตั้งค้าถามแบบ loaded question

ตัวอย่างเทียบเคียง: “แกรูต้ ัวไหมว่าก้าลังสร้างความแตกแยก” (ไม่ว่าผู้ตอบจะตอบว่า “รู”้


หรือ “ไม่ร”ู้ ก็เท่ากับยอมรับสมมุติฐานว่า “สร้างความแตกแยก” ทั้งที่มันไม่จริง)
- 28 –

เล่นลิ้น = การพูดยอกย้อนวกวน ไม่ตรงไปตรงมา บ่อยครั้งสื่อนัยเชิงลบว่า ผู้พูดใช้


ส้าบัดส้านวนหรือวาทศิลป์กลบเกลื่อนความไม่มีเหตุผลหรือความผิดของตนเอง

equivocation fallacy (บิดความหมายค้า) = ค้าเรียกตรรกะวิบัติชนิดทีบ่ ิดความหมาย


ของค้าในข้อถกเถียงไปเป็นความหมายอื่นที่ไม่สอดคล้องกับข้อถกเถียง ความหมายแคบ
ของตรรกะวิบัติข้อนี้ คือ การใช้ค้าค้าเดียวกันในข้อตั้ง (premise) และข้อสรุป
(conclusion) แต่ใช้คนละความหมายกัน ความหมายกว้างรวมถึงการ ‘เล่นลิ้น’ กับค้าที่มี
หลายความหมายเพื่อชักจูงให้คนฟังเข้าใจผิด

ตัวอย่าง: อดีตเอเจนซีที่ผันตัวมาเป็น ‘นักสร้างแรงบันดาลใจ’ และที่ปรึกษาธุรกิจ ถูกจับ


ได้ว่าลอกบทความคนอื่นมาทัง้ ดุ้นหลายครั้งโดยไม่ให้เครดิต เพียงแต่น้ามาแปลไทยค้าต่อ
ค้า จึงท้าให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นงานเขียนและความคิดของตัวเอง และอาศัยความคิด
เหล่านั้นสร้างจุดขายของคอร์สอบรมราคาแพง สุดท้ายเมื่อออกมาอธิบายก็พูดว่า “คนท้า
ผิด คือคนที่ท้า ส่วนคนที่ไม่ได้ทา้ ผิดคือคนทีไ่ ม่ได้ทา้ อะไรเลย” เป็นตรรกะวิบัติแบบ
equivocation เพราะใช้ค้าว่า “ผิด” ในความหมายเดียวกับ “ผิดพลาด” คือพลาดโดยไม่
ตั้งใจ (ซึ่งแบบนัน้ ทุกคนที่ทา้ ก็มสี ิทธิพลาดจริงๆ) ทั้งที่ในความเป็นจริง ตัวเองเจตนา
“กระท้าผิด” อย่างโจ่งแจ้งและต่อเนื่อง มิใช่ผิดพลาดโดยไม่ได้ตั้งใจแต่อย่างใด

ตัวอย่างเทียบเคียง: “เธอบอกว่าศรัทธาในตัวคนคนนั้นมาก ศรัทธาแปลว่าเชื่อโดยไม่ใช้


เหตุผล เธอจึงเป็นคนไม่มีเหตุผล” (เอาความหมาย “ความเชื่อมั่น” มาปนกับ “ความ
เชื่อ”)
- 29 –

ตรรกศาสตร์ = การศึกษาเชิงปรัชญาว่าด้วยการให้เหตุผล เป็นส่วนส้าคัญของวิชาปรัชญา


คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ รวมถึงภาษาศาสตร์ ตรรกศาสตร์เป็นการตรวจสอบข้อโต้แย้งที่
สมเหตุสมผล (valid argument) หรือการให้เหตุผลแบบผิดๆ (fallacies) (นิยามจากวิกิ
พีเดียไทย)

affirming the consequent / converse error (เห็นปัจจัยเดียว) = ค้าเรียกตรรกะ


วิบัติชนิดที่สรุปอย่างผิดพลาดจากข้อตั้ง เพราะเข้าใจผิดว่ามีเพียงข้อตั้งเท่านั้นที่อธิบาย
หรือน้าไปสู่ข้อสรุปได้

ตัวอย่าง: “กปปส. บอกว่าต้องปฏิรูปประเทศ แกเคยพูดเรื่องเดียวกัน แสดงว่าแกเป็น


กปปส.” และ “เสื้อแดงเรียกร้องประชาธิปไตย แกเรียกร้องประชาธิปไตย แสดงว่าแกเป็น
เสื้อแดง” เป็นตรรกะวิบัติแบบ affirming the consequent เพราะคนที่พดู เรื่องปฏิรูปไม่
จ้าเป็นจะต้องเป็น กปปส. และคนที่เรียกร้องประชาธิปไตยก็ไม่จ้าเป็นจะต้องเป็นเสื้อแดง
ตรรกะวิบัติข้อนี้มักเกิดกับผู้ที่มองโลกแบบขาว-ด้า ใช้ตรรกะวิบัติแบบ false dilemma
(ความเข้าใจผิดว่ามีเพียงสองทางเลือกที่เป็นขั้วตรงข้ามกัน – ดูตรรกะวิบัติข้อ 6.
ประกอบ) มองไม่เห็นปัจจัยต่างๆ ที่สามารถน้าไปสู่ข้อสรุปได้เช่นกัน มิได้มีเพียงปัจจัยเดียว
ที่ตนปักใจเชื่อ (“ต้องเป็น กปปส. / เสื้อแดง”)

ตัวอย่างเทียบเคียง: “ถ้าแกเป็นเจ้าของทีมฟุตบอลได้ แกต้องรวยจริง วันนี้แกรวยจริง


แสดงว่าแกเป็นเจ้าของทีมฟุตบอล” (มีพฤติกรรมอีกจ้านวนมากที่บ่งชี้ความร่้ารวย ไม่
จ้าเป็นจะต้องมีทีมฟุตบอล)
- 30 –

ตรรกะวิบัติ = การถกเถียงที่ ใช้เหตุผลผิดพลาด ในการสรุป โดยตัวข้อสรุปนั้นเองอาจจะ


ถูกหรือผิดก็ได้ พูดอีกอย่างคือ ความเป็นเหตุเป็นผลในการอธิบายข้อสรุป เป็นคนละเรื่อง
กันกับระดับความจริงหรือเท็จในข้อสรุป แต่คนมักเข้าใจข้อนี้ผดิ

fallacy fallacy / fallacist’s fallacy (วิบัติจากตรรกะวิบตั ิ) = ค้าเรียกตรรกะวิบัติ


ชนิดทีส่ รุปผิดๆ ว่า ข้อสรุปเรื่องใดเรื่องหนึ่งผิดหรือไม่จริง เพียงเพราะพบตรรกะวิบัติใน
การอธิบายข้อสรุปนัน้ ๆ

ตัวอย่าง: “ประโยค“คนไม่รวยหลายคนขี้โกง นักการเมืองคนนีร้ วยแล้ว ดังนัน้ เขาจึงไม่


โกง” เป็นตรรกะวิบัติแบบ denying the antecedent (ข้อ 13) ดังนั้นแปลว่า
นักการเมืองคนนี้โกงแน่ๆ” เป็นตรรกะวิบัติชนิด fallacy fallacy เพราะข้อถกเถียงที่ยกมา
นั้นเป็นตรรกะวิบัติก็จริง แต่การเป็นตรรกะวิบัติในตัวมันเองไม่อาจเป็นข้อพิสูจน์วา่ ข้อสรุป
(“นักการเมืองคนนี้ไม่โกง”) ผิด ในตัวอย่างนีจ้ ะต้องพิจารณาจากข้อมูลหลักฐานต่างๆ
ต่อไปว่านักการเมืองคนนี้โกงหรือไม่โกง

ตัวอย่างเทียบเคียง: “ที่แกบอกฉันว่า “ถ้าแกวิจารณ์เรื่องนี้ว่าไม่จริง แกต้องโดน 112 แน่ๆ


ดังนั้นแกต้องเชื่อว่าเรื่องนี้จริง” เป็นตรรกะวิบัติ ฉะนั้นเรื่องนี้ต้องไม่จริงแน่ๆ” (ประโยคที่
ยกมานั้นเป็นตรรกะวิบัติแบบ argumentum ad baculum (ดูข้อ 26) แต่ “เรื่องนี้” ที่
พูดถึงอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้ ไม่เกี่ยวกับตรรกะวิบัติ)

Rate