You are on page 1of 55

LOGO

คณิตศาสตรเพื่อชีวิตประจําวัน
คณตศาสตรเพอชวตประจาวน

หลักสูตรเสริมความพรอมนักศึกษา
27 กุมภาพันธ 2553
การเรียน
วันนี้

1. ทฤษฎี 2. กิจกรรม/เกมส
วันนี้มีอะไร ?

1 คณิตศาสตรเปนมาอยางไร ?

2 กิจกรรม “ทบทวนความรูกันหนอย”

3 คณิตศาสตรพื้นฐานทีค
คณตศาสตรพนฐานทควรรู่ วรร

4 กิจกรรม “สนกคิ
กจกรรม สนุกคดกบคณตศาสตร
ดกับคณิตศาสตร”
คณิตศาสตรเปนมาอยางไร?
บาบิโิ ลน •เขียนสัญลักษณแทนจํานวน
อียิปต •รูจักตัวเลข เศษสวน ใชลูกคิด + - x /
•รูจักใชมาตรฐานเกี่ยวกับเวลา (ค.ศ. 2144-2343)
5,000 ป •ความรูทางเรขาคณิต เชน การวัดระยะทาง การวัด คณิต
ิ ฯ
มุม นํามาใชในการกอสรางและการรังวัดที่ดิน สมัยใหม
กรกก
กรี
(พ.ศ. 1980-2143)
โรมัน
2,600 - 2,300 ป ฟนฟู
ศิลปวิทยา
(พ.ศ. 1072-1979)
(พ.ศ. 2344-ปจจุบัน )
สมัย
กลาง ปจจุบนั
คณิตศาสตรเปนมาอยางไร?

เปรี
ป ยี บเทียี บตัวั เลขไทยกั
ไ บั ตัวั เลขอียี ปิ ตแ ละบาบิโสน
คณิตศาสตรเปนมาอยางไร?
บาบิโิ ลน •เขียนสัญลักษณแทนจํานวน
อียิปต •รูจักตัวเลข เศษสวน ใชลูกคิด + - x /
•รูจักใชมาตรฐานเกี่ยวกับเวลา (ค.ศ. 2144-2343)
5,000 ป •ความรูทางเรขาคณิต เชน การวัดระยะทาง การวัด คณิต
ิ ฯ
มุม นํามาใชในการกอสรางและการรังวัดที่ดิน สมัยใหม
กรกก
กรี
(พ.ศ. 1980-2143)
โรมัน
2,600 - 2,300 ป ฟนฟู
•รับความรูมาจากอียิปต-บาบิโลน ศิลปวิทยา
•มีการวางกฎเกณฑทําใหคณิตศาสตร (พ.ศ. 1072-1979)
กลายเปนวิชาที่มีเหตุผล (พ.ศ. 2344-ปจจุบัน )
สมัย
กลาง ปจจุบนั
คณิตศาสตรเปนมาอยางไร?
กรีก
เธลีส อารคีมีดสี
•คํานวณหาความสูงของพีระมิด
โรมัน
โรมน •การหาพื้นทีว่ งกลม
ในอียิปตโดยใชเงา •ปริมาตรของทรงกระบอกและกรวย
•พิสูจนทฤษฎีบททางเรขาคณิต เชน •รูจักคํานวณอตรรกยะ เชน และ (พาย)
เสนผานศูนยกลางจะแบงครึง่ •คํานวณคาโดยประมาณไดโดยใชเศษสวน
วงกลม มุมที่ฐานของรูปสามเหลี่ยม •คนพบวิชาแคลคูลสั
หนาจั่วเทากัน และมุมในครึ่งวงกลม •ประดิษฐระหัดทดน้ํา
เปปนมุมฉาก •พบกฎการลอยตัวและกฎเกณฑข องคานงัด

ยูคลิด
ไ ร วบรวมเรขาคณิติ ขึนึ้ เปปนตําํ ราทีีม่ ีชือ่ เสียี งมาก
•ได
•เปนการวางพื้นฐานการเรียนเรขาคณิต กลาวถึงจุด เสนและรูป เชน รูปสามเหลี่ยม
และวงกลม จากขอความที่ยูคลิดถือวาเปนจริงแลวประมาณ 10 ขอความ เชน
"มีมเสนตรงเพยงเสนเดยวเทานนทลากผานจุ
เสนตรงเพียงเสนเดียวเทานั้นทีล่ ากผานจดสองจดได ดสองจุดได" เปนตน
เปนตน

เลขโรมัน I II III IV V VI VII VIII IX X C


ปทาโกรัส ตัง้ โรงเรียนสอนวิชาคณิตศาสตร
และปรัชญา (สนใจเรื่องจํานวนมาก) เลขฮินดูอารบิค 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 100
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
คณิตศาสตรเปนมาอยางไร? แหงกรุงศรีอยุธยาจนถึงแผนดิน
สมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก
บาบิโิ ลน •เขียนสัญลักษณแทนจํานวน มหาราช แหงกรุงรัตนโกสินทร
อียิปต •รูจักตัวเลข เศษสวน ใชลูกคิด + - x / แคลคูลสั กฎทางวิทยของนิวตัน
•รูจักใชมาตรฐานเกี่ยวกับเวลา (ค.ศ. 2144-2343)
5,000 ป •ความรูทางเรขาคณิต เชน การวัดระยะทาง การวัด คณิต
ิ ฯ
มุม นํามาใชในการกอสรางและการรังวัดที่ดิน สมัยใหม
กรกก
กรี
(พ.ศ. 1980-2143)
โรมัน
2,600 - 2,300 ป ฟนฟู
•รับความรูมาจากอียิปต-บาบิโลน ศิลปวิทยา
•มีการวางกฎเกณฑทําใหคณิตศาสตร (พ.ศ. 1072-1979)
กลายเปนวิชาที่มีเหตุผล (พ.ศ. 2344-ปจจุบัน )
หลังั สงครามครูเสดมีีการฟฟน ฟูฟการศึกึ ษา
สมัย ชาวยุโรปไดศึกษาวิชาคณิตศาสตรจากตํารา
กลาง ของชาวอาหรับ ตําราคณิตศาสตรจึงแพร ปจจุบนั
รบการถายทอดความรู
ั  ทางคณิติ ศาสตรจากกรี
 กี หลายทั่วไป เริ
หลายทวไป เรมมการคาขายระหวาง
่มมีการคาขายร หวาง
ไดรับความรูเรื่องจํานวนศูนย และวิธีเขียนตัวเลขแบบใหม ประเทศมีการใชเครือ่ งหมาย + และ -
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลา
จากอินเดีย ตัวเลข 1 2 3 4 5 6 7 8 9 0 ตําราเกี่ยวกับเลขาคณิต อธิบายวิธี+ - x
นภาลัย รากฐานของวิชา
ที่เราใชกันทกวั
ทเราใชกนทุ กวนนนนี้ จงมชอวา
จึงมีชื่อวา ฮนดู
ฮินดอารบิ
อารบคค / จานวนโดยไมตองใชลู
จํานวนโดยไมตองใชลกกคิคดด การหารยาวก
การหารยาวก็
เริ่มตนมาจากสมัยนี้ และยังคงใชกันอยูตราบ คณิตศาสตร และตรรกศาสตร
เทาปจจุบัน
คณิตศาสตรเปนมาอยางไร?
ปจจุบนั

นิโคไล อิวาโนวิช โลบาเชฟสกี


(Nikolai Iwanowich Lobacheviski ค.ศ. อัลเบิรต ไอนสไตน (Albert Einstein ค.ศ. ๑๘๗๙-๑๙๕๕)
นั ฟสิ ส ย มัน ใชคณตศาสตรสรางทฤษฎสมพนธภาพ
นกฟสกสชาวเยอรมน ใ  ติ สต ส  ฎีสัม ัน
1792-1856) นักคณิตศาสตรชาวรุสเซีย และ จา
เปนเหตุใหความคิดเห็นเกี่ยวกับเอกภพและสสารซึ่งเชื่อกันมาแตเดิม
โนส โบลไย (Janos Bolyai ค.ศ. 1802- เปลี่ยนแปลงไป ทฤษฎีทางวิทยาศาสตรสมัยปจจุบัน เชน
1860)) นักคณิตศาสตรชาวฮังการี ไดรับการยก แขนงอิเล็กทรอนิกส ฟสกสนวเคลยรและอวกาศ
แขนงอเลกทรอนกส ฟสิกสนิวเคลียรและอวกาศ ตองใชความรู
ตองใชความร
ยองใหเปนผูใหกาํ เนิดวิชาเรขาคณิตนอกระบบ ทางคณิตศาสตรประยุกตแบบใหม
ยูคลิดในสวนเรขาคณิตแบบไฮเพอรโบลิก
กิจกรรม “ทบทวนความรูก ันหนอย”

™ปจจุบุ นั และที่ผานมาคุณ
ุ ไดใชคณิตศาสตรเกีย่ วกับอะไรบางเอย?

™คณิตศาสตรที่คุณอยากรู ?
คณิตศาสตรพื้นฐานที่ควรรู

เลขคณิต
เลขคณต เรขาคณิต พีชคณิต สมการ

ตัวเลข บวก ลบ รูปทรงเรขา ฟงกชั่นแบบ ซายเทากับขวา ,


คููณ หาร รอยละ คณิต เชน งายๆ (เสนตรง แนะนําสมการลีเนีย
สัดสวน ตัวแปร 3-4 ตัว) (Linear) เอ็กโปเนนเชียล
เลขทศนิยม (Exponential) อสมการ

การยกกําลัง และ การเสริมพลัง


(Synergy หรือ 1+1=3)
คณิตศาสตรพื้นฐานที่ควรรู

เครื่องหมาย × สามารถเขยนแทนดวย
เครองหมาย สามารถเขียนแทนดวย
เครื่องหมาย .
(อยูตรงจุดชวงกลางของตััวเลขหรืือตััวแปร)

สมบัติของ
จํจานวนเตม
านวนเต็ม หรือเขียนดวยเครื่องหมายวงเล็บที่เขียนติดกัน
เชน 2×3 มีความหมายเหมือนกับ 2.3 หรือ
(2)(3)
)( ) หรือ 2(3)
( )
กรณีตัวแปร ใหเขียนติดกัน
เชน a×b×c มความหมายเหมอนกบ
เชน มีความหมายเหมือนกับ
abc หรือ a.b.c

เลขคณิต
คณิตศาสตรพื้นฐานที่ควรรู

1 สมบัติการสลับที่ ของการบวก และการคูณ

2 สมบัติการเปลี่ยนหมู ของการบวกและการคูณ
สมบัติของ
จํจานวนเตม
านวนเต็ม 3 สมบัต
ั ิการแจกแจง ของการบวกและการคูณ

4 สมบัติของหนึ่ง ( 1 )

5 สมบัติของศูนย ( 0 )

เลขคณิต
คณิตศาสตรพื้นฐานที่ควรรู
1 สมบัติการสลับที่ ของการบวก และการคูณ

การสลับที่ของการบวก ทําใหผลลัพธคงเดิม
สมบัติของ 7+(-2) = (-2)+7 = 5
จํจานวนเตม
านวนเต็ม
การสลับที่ของการคูณ ทําใหผลลัพธคงเดิม
4×(-5) = (-5)×4 = -20

เลขคณิต
คณิตศาสตรพื้นฐานที่ควรรู
2 สมบัติการเปลี่ยนหมูู ของการบวกและการคููณ

[(-2)+3]+5 = (-2)+[3+5]
[1] 5
[1]+5 = (-2)+8
( 2) 8
สมบัติของ 6 = 6
จํจานวนเตม
านวนเต็ม สามารถรวมจํานวนในกลมแรก หรื
สามารถรวมจานวนในกลุ หรอกลุ
อกลมหลง
หลัง ผลลพธ
ผลลัพธ
สุดทายเทากัน
5(7.4)
( ) = ((5.7).4 )
5.28 = 35.4
140 = 140
สามารถคูณจํํานวนในกลุ
ใ มแรก หรือื กลุมหลังั ผลลัพ
ั ธ
สุดทายเทากัน
เลขคณิต
คณิตศาสตรพื้นฐานที่ควรรู
3 สมบัติการแจกแจง ของการบวกและการคููณ
ถา a , b , c แทนจํานวนเต็มใด ๆ
a×(b+c) = ab+ac
สมบัติของ เชน (แจกแจงจากทางดานซาย)
จํจานวนเตม
านวนเต็ม 3(4+(-2))
( ( )) = 3.4+(3.(-2))
( ( ))
= 12+(-6)
= 6
(แจกแจงจากทางดา
 นขวา)
((-5)+4)×6 = (-5)(6)+4(6)
= -30+24
30+24
= -6

เลขคณิต
คณิตศาสตรพื้นฐานที่ควรรู
4 สมบัติของหนึ่ง ( 1 )

1. การคูณจํานวนใด ๆ ดวยหนึง่
หรือ คู
หรอ คณหนึ
ณหนงดวยจานวนใด
ง่ ดวยจํานวนใด ๆ จะไดผลคู
จะไดผลคณเท
ณเทากบจานวน
ากับจํานวน
สมบัติของ นั้น
จํจานวนเตม
านวนเต็ม เชน 6×1 =6 , (-7)×1=-7 , 1×8=8 , 1×(-2)=-2

2. การหารจํานวนใดๆ ดวยหนึง่ จะไดผลหารเทากับจํานวน


นั้น
เชน 15 ÷1=15 , −122 =-22 , 241 =24

เลขคณิต
คณิตศาสตรพื้นฐานที่ควรรู
5 สมบัติของศููนย ( 0 )
1. การบวกจํานวนใด ๆ ดวยศูนย หรือการบวกศูนยดวย
จํานวนใด ๆ จจะได
จานวนใด ไดผลบวกเทากบจานวนนน
ผลบวกเทากับจํานวนนั้น
สมบัติของ เชน 5+0 = 5 หรือ 0+5 = 5
จํจานวนเตม
านวนเต็ม (-17)+0=-17 หรือ 0+(-17)=-17
2. การคูณจํานวนใด ๆ ดวยศูนย หรือการคูณศูนยดวย
จํานวนใด ๆ จะไดผลคูณเทากับศูนยเสมอ
ช 0×2 = 0 หรอื 2×0 = 0
เชน
3. การหารศูนยดวยจํานวนใด ๆ ที่ไมใชศูนย จะไดผลหาร
เทากับศนย
ู เสมอ 0
0 0
เชน 9 = 0 , −6 = 0 , − 12 = 0
4. ในทางคณิตศาสตร ไมใชศูนยเปนตัวหาร ถา a แทน
เลขคณิต จํานวนใด ๆ ดังนั้น a ไมมีความหมายทางคณิตศาสตร
0
สนุกคิดกับคณิตศาสตร

มีเี ลข 9 อยู 4 ตัวั คําํ นวณยังั ไงก็


ไ ไ็ ดใ หค
 ําตอบเทา กับั
กิจกรรม 10 ตองนํา 9 มาใชใหครบ 4 ตัวเลยนะและหามนํา
ตัวั เลขอืน่ื มาใช
ใ ร ว มในการคํ
ใ าํ นวณ อนุญาตให ใ ใช
เครื่องหมายในการคํานวณได 3 ครั้งเทานั้นนะคะ.......

9 :99
เฉลย 9* 9 99/9=
9+9
9 10
= 10
สนุกคิดกับคณิตศาสตร

มีเี ลข 9 อยู 4 ตัวั คําํ นวณยังั ไงก็


ไ ไ็ ดใ หค
 ําตอบเทา กับั
กิจกรรม 10 ตองนํา 9 มาใชใหครบ 4 ตัวเลยนะและหามนํา
ตัวั เลขอืน่ื มาใช
ใ ร ว มในการคํ
ใ าํ นวณ อนุญาตให ใ ใช
เครื่องหมายในการคํานวณได 3 ครั้งเทานั้นนะคะ.......

เฉลย : 9
9* 9
9+9
9 /9 = 10
สนุกคิดกับคณิตศาสตร

พอ สูงกวา แม 20 ซม. แมส ูง 155 ซม. อาตํา่ํ กวา พอ
กิจกรรม 10 ซม. นองสาวสูงเปนครึ่งหนึ่งของอา พี่ชายต่าํ กวา
อา 5 ซม. อยากทราบวา สว นสูงของนองสาวรวมกับั
พี่ชายเทากับเทาไหรคะ

e
สนุกคิดกับคณิตศาสตร

พอ สูงกวา แม 20 ซม. แมส ูง 155 ซม. อาตํา่ํ กวา พอ
กิจกรรม 10 ซม. นองสาวสูงเปนครึ่งหนึ่งของอา พี่ชายต่าํ กวา
อา 5 ซม. อยากทราบวา สว นสูงของนองสาวรวมกับั
พี่ชายเทากับเทาไหรคะ

เฉลย : พอ = แม+20 อา = พอ-10


= 155+20
155 20 = 175-10
175 10
= 175 = 165
นองสาว
นองสาว = อา/22 พี่ชาย = อา-25
พชาย 25
= 165/2 = 165-25
= 82.5
82 5 = 140
ดังนั้น นองสาว+พี่ชาย = 82.5+140 = 222.5
คณิตศาสตรพื้นฐานที่ควรรู

1 รอยละ

ความหมาย 2 อัตราสวน / สดสวน


อตราสวน สัดสวน

3 การยกกําลัง

เลขคณิต
คณิตศาสตรพื้นฐานที่ควรรู
1 รอยละ

จํานวนสวนในรอยสวน
เชน รอยล 10 คอ
เชน รอยละ คือ
10 ตอ 100
ความหมาย หรือ 10 สวนใน
หรอ สวนใน 100 สวน
สวน

เลขคณิต
คณิตศาสตรพื้นฐานที่ควรรู
1 รอยละ
การเขียนอัตราสวนใดใหอยูในรูปรอยละ จะตอง
เขียนอัตราสวนนั้นใหอยููในรูปู ที่มจี ํานวนหลัง
อัตราสวนเปน 100 เชน
ตั
ตวอยาง
วอยาง

เลขคณิต
คณิตศาสตรพื้นฐานที่ควรรู
1 รอยละ
การเขียนรอยละใหเปนอัตราสวนทําไดโดยเขียน
ออัตราส
ร ววนนทีม
มจ
่ ีจาํ นวนหลั
นวน งเปน 100 เชน

ตั
ตวอยาง
วอยาง

เลขคณิต
คณิตศาสตรพื้นฐานที่ควรรู
1 รอยละ
25% ของ 60 เทากับเทาไร?
หมายความวา ถาม
หมายความวา ถามี 25 สวนใน
สวนใน 100 สวนแลวจ
สวนแลวจะ
มีกี่สว นใน 60 สวน
ตั
ตวอยาง
วอยาง

เลขคณิต
คณิตศาสตรพื้นฐานที่ควรรู
1 รอยละ
9 เปนกี่เปอรเซ็นตของ 45
หมายความวาา ถาม
หมายความว ถามี 9 สวนใน
สวนใน 45 สวนแลวจ
สวนแลวจะมี

กี่สว นใน 100 สวน
ตั
ตวอยาง
วอยาง

เลขคณิต
คณิตศาสตรพื้นฐานที่ควรรู
1 รอยละ
8 เปน 25% ของจํานวนใด
หมายความวา ถาม
หมายความวา ถามี 25 สวนใน
สวนใน 100 สวนแลวจ
สวนแลวจะ
มี 8 สวนในกีส่ วน
ตั
ตวอยาง
วอยาง

เลขคณิต
คณิตศาสตรพื้นฐานที่ควรรู
2 อัตราสวน / สัดสวน

อัตราสวน คือ ขอความทีแ่ สดงถึงการ


เปรี
ป ยี บเทียี บปริ
ป มาณทีเ่ี กียี่ วขอ งกัันสองปริ
ป มาณ
เชน จํานวนขาเปด : จํานวนขาแมว = 2:4
ความหมาย หรือื 4:8
48

สัด
ั สว น คือื ขอ ความทีีแ่ สดงถึงึ การเทากันั ของ
อัตราสวน
เชน 9:27
9 27 = 3:9 39

เลขคณิต
คณิตศาสตรพื้นฐานที่ควรรู
2 อัตราสวน / สัดสวน

ตั
ตวอยาง
วอยาง

เลขคณิต
คณิตศาสตรพื้นฐานที่ควรรู
2 อัตราสวน / สัดสวน

ตั
ตวอยาง
วอยาง

เลขคณิต
คณิตศาสตรพื้นฐานที่ควรรู
3 การยกกําลัง

ความหมาย

เลขคณิต
คณิตศาสตรพื้นฐานที่ควรรู
3 การยกกําลัง
การคูณเลขยกกําลัง
เมื่อเลขชี้กาํ ลังเปนจํานวนเต็มบวก
เมอเลขชกาลงเปนจานวนเตมบวก
ในการคูณเลขยกกําลังกับเลขยกกําลัง ผลคูณที่
ความหมาย ไดจะไมอยในรปเลขยกกํ
ไดจะไมอยู นรูปเลขยกกาลงทมเลขชกาลงเปน
าลังที่มีเลขชีก้ าํ ลังเปน
จํานวนเต็มที่มากกวา 1 แตในบางกรณี เรา
สามารถเขียนผลคณของเลขยกกํ
สามารถเขยนผลคู ณของเลขยกกาลงใหอยู
าลังใหอยใน
รูปเลขยกกําลังไดเลย

เลขคณิต
คณิตศาสตรพื้นฐานที่ควรรู
3 การยกกําลัง
จากตัวอยาง

ความหมาย

เลขคณิต
คณิตศาสตรพื้นฐานที่ควรรู
3 การยกกําลัง

ตั
ตวอยาง
วอยาง

เลขคณิต
คณิตศาสตรพื้นฐานที่ควรรู
3 การยกกําลัง
การหารเลขยกกําลัง เมื่อเลขชีก้ าํ ลังเปนจํานวนบวก
ทํานองเดียวกับการคณเลขยกกํ
ทานองเดยวกบการคู ณเลขยกกาลง าลัง

ความหมาย

เลขคณิต
คณิตศาสตรพื้นฐานที่ควรรู
3 การยกกําลัง

ตั
ตวอยาง
วอยาง

เลขคณิต
คณิตศาสตรพื้นฐานที่ควรรู
3 การยกกําลัง

ตั
ตวอยาง
วอยาง

เลขคณิต
คณิตศาสตรพื้นฐานที่ควรรู
3 การยกกําลัง
ดังนั้นการคูณและหารเลขยกกําลัง

ความหมาย

เลขคณิต
คณิตศาสตรพื้นฐานที่ควรรู
3 การยกกําลัง
สมบัตอิ ื่นๆ ของเลขยกกําลัง

ความหมาย

เลขคณิต
สนุกคิดกับคณิตศาสตร
ถาสุรยี ขยายกิจการพรอมทั้งเพิ่มชนิดสินคาให
กิกจกรรม
จกรรม หลากหลายขึ้นอีก 2 ประเภทรายไดของสุ
หลากหลายขนอก ประเภทรายไดของสรีรยเพมขน
ยเพิ่มขึ้น
เปน 10 % จะไดเงินเพิ่มขึ้น 5000 บาท จงหารายได
เดิมของสรีรย
เดมของสุ
เฉลย : สมมติใหรายไดเดิมของสุรียเทากับ 10
x
10 x
บาท
รายไดเพิ่มขึ้น 10 % คิดเปนเงิน × x = บาท
100 100
จากโจทย เขามีรายไดเพิ่มขึน้ 5,000 บาท
จะไดสมการดังนี้ 10 x
= 5 , 000
100
10 x = 5,000 ×100
5 , 000 × 100
x=
10
x = 50,000
ดังนัน้ รายไดเดิมของชายคนนี้ คือ 50,000 บาท
สนุกคิดกับคณิตศาสตร
ถารัฐบาลประกาศเพิ่มราคาพืชผลการเกษตร ทําให
กิกจกรรม
จกรรม 3 เทาของราคามะมวงเมอบวกดวย
เทาของราคามะมวงเมือ่ บวกดวย 8 จะไดผลลพธ
จะไดผลลัพธ
เปน 53 อยากทราบวามะมวงมีราคากิโลกรัมละ
เทาใด
เทาใด

เฉลย : สมมตใหราคามะมวง
สมมติใหราคามะมวง ก.ก.ละเทากบ
ก ก ละเทากับ x บาท
3 เทาของราคามะมวงบวกดวย 8 เขียนเปนประโยคสัญลักษณได 3x + 8
ดังนั้นจะไดสมการ 3x + 8 = 53
นํา – 8 บวกทัง้ สองขางของสมการ จะได 3x + 8 – 8 = 53 – 8
3x = 45
นํา 1 คูณทั้งสองขางชองสมการจะได 1
(3 x ) = 1 (45 )
3 3 3
x = 15
ดังนั้น มะมวงมีราคากิโลกรัมละ 15 บาท
คณิตศาสตรพื้นฐานที่ควรรู

จุดไมมีมิติ เสนตรงมี 1 มิติ

มิติรูปทรง
เรขาคณิต

ระนาบมี 2 มิติ กลองมี 3 มิติ


เรขาคณิต
คณิตศาสตรพื้นฐานที่ควรรู

ดานเทา หนาจั่ว ดานไมเทา


ชนิดรูป

มุมฉาก มุมปาน มุมแหลม


เรขาคณิต
คณิตศาสตรพื้นฐานที่ควรรู
รูปสามเหลีย่ มทีป่ ระกอบดวย
• จุจดยอด
ดยอด
• ดาน
• มุุมที่กาํ กับสัญลักษณ
ขอเท็จจริง ในเรขาคณิตแบบยุคลิด ผลรวมของมุม α + β + γ จะเทากับ
สองมุมฉาก (180° หรือ π เรเดียน) ซึ่งทําใหเรารูขนาดของมุม
ื้
พนฐาน ที่สามได เมื่อรูขนาดของมุมเพียง 2 มุม
ทฤษฎีบทพีทาโกรัส (Pythagorean theorem)
ก า าใ ปสา
กลาววาในรู ปสามเหลยมมุี่ มฉากใดๆ
ากใ
พื้นที่ของรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสบน
ดานนตรงขามมมฉากุ จะเทากับ
ผลรวมของพื้นที่ของรูปสี่เหลีย่ ม
จัตุรัสบนดานอีกสองดานที่เหลือ
เรขาคณิต ถาจุดยอด C เปนมุมฉาก จะไดวา
c2 = a2 + b2
คณิตศาสตรพื้นฐานที่ควรรู
ทฤษฎี
ฤ ฎบทพีทาโกรัสสามารถทําใหอยููในรููปทั่วไปโดย
กฎโคไซน (law of cosines) ไดวา

ขอเท็จจริง
ซึซงใชไดกบทุ
่งใชไดกับทกรปสามเหลี
กรูปสามเหลยม ย่ ม แม
แมวา วา γ จจะไม
ไมเปนมุ
เปนมมฉาก
มฉาก
พืนื้ ฐาน กฎโคไซนใชคํานวณความยาวของดานและขนาดของ
มมของรปสามเหลี
ุ ู ย่ มได เมื่อรูคววามยาวของด
ว านทั
น ง้
สามดาน หรือ รูความยาวของดานทั้งสองที่อยูติดกับ
มมที
มุ มทรู่รข นาด
กฎไซน (law of sines) กลาววา
เรขาคณิต
คณิตศาสตรพื้นฐานที่ควรรู
เมื่อ d คือเสนผานศูนยกลางของวงกลมลอม (วงกลมที่
เล็กที่สดุ ที่สามารถบรรจุรปู สามเหลีย่ มไวภายในได
พอดี) กฎไซนใชคํานวณความยาวของดานของรูป
สามเหลี่ยมได เมื่อรูขนาดของมุม 2 มุมและดาน 1
ขอเท็จจริง ดาน ถารูความยาวของดาน 2 ดานและขนาดของมุมที่
พืนื้ ฐาน ไมอยูต ิดกัน กฎไซนก็สามารถใชไดเชนเดียวกัน
อยางไรก็ตาม ในกรณีนี้อาจมีไมมีคําตอบ หรืออาจมี 1
หรือ 2 คําตอบ

เรขาคณิต
คณิตศาสตรพื้นฐานที่ควรรู

สมการของดานแตละดานของสามเหลี่ยมมม
สมการของดานแตละดานของสามเหลยมมุ ม
ฉากที่เปนไปตามกฎของพิทาโกรัส
ดา นประกอบมุ
ป มฉากดานสนั้ : 2n
2 +1
ขอเท็จจริง ดานประกอบมุมฉากดานยาว : (2n + 1)n + n
พืนื้ ฐาน = 2n2 + 2n
ดานตรงขามมุมฉาก : (2n + 1)n + (n + 1)
= 2n2 + 2n + 1
2n++1

เรขาคณิต 2n2+2n
คณิตศาสตรพื้นฐานที่ควรรู
ตัวอยางเชน
1
พนท
ื้ ี่ มุมฉาก = x ผลคูณของดาน

2
ประกอบมุมฉาก

การหาพื้นที่
1
รูปรางตางๆ เชน พท. = x (3x4)
2
=6
3 5

4
เรขาคณิต
คณิตศาสตรพื้นฐานที่ควรรู
ตัวอยางเชน
พนท
ื้ ี่ ั รสั = ดาน
จตุ  x ดาน

= ดาน2

การหาพื้นที่ 4
รูปรางตางๆ
4

จากรปป
จากรู พท
พท. = 4x4
= 16
เรขาคณิต
คณิตศาสตรพื้นฐานที่ควรรู
ตัวอยางเชน
พนท
ื้ ี่ = πr2
เสนรอบรูป = 2πr

หาปริมาตร เมื่อ π = 22/7 = 3.1428


รูปทรง r = รัศมี
20

จากรูป พท. = 3.14(102)


เรขาคณิต
= 314
คณิตศาสตรพื้นฐานที่ควรรู
ตัวอยางเชน

ปทรงลูกบาศก = ดาน
ปริมาตรรปทรงลกบาศก
ปรมาตรรู ดาน3
จากรูป
การหาพื้นที่
ป ิ
ปรมาตร = 103
รูปรางตางๆ
= 1,000
,

เรขาคณิต
คณิตศาสตรกับโครงงาน
ชื่อ ประเมนผล
ประเมินผล เลขคณิต
โครงงาน
พีชคณิต

เปาหมาย/ โครงงาน ประโยชน


วัตถประสงค
วตถุ ประสงค ผลทีไ่ ดรับ
ผลทไดรบ
เลขคณิต

วิธีปฏิบัติ/ งบประมาณ
ดําเนินงาน คํานวณเงินก
คานวณเงนกู
เลขคณิต, เรขาคณิต ระยะเวลา เลขคณิต
พีชคณิต, สมการ เลขคณิต
LOGO