You are on page 1of 18

แนวคิดวัฒนธรรมองค์ กร

พรรัตน์ รัตนศิริวงศ์ *
หากกล่าวถึงองค์กรแล้ว คําว่า “วัฒนธรรม” มักจะเชื่อมโยงกับพฤติกรรมองค์กร
กระบวนการทํางานในองค์กร หรื อ ความเป็ นผูน้ าํ ในองค์กร จะเห็นได้วา่ วัฒนธรรมมิได้หมาย
รวมถึงทุกๆอย่างที่เกิดขึ้นในองค์กร ในอดีตมีการแปลความหมายของคําว่าวัฒนธรรมออกมา อย่าง
มากมาย ขึ้นอยูก่ บั มุมมองของแต่ละบุคคลว่าจะมองในรู ปแบบใด เช่น นักมานุษยวิทยาอาจมองว่า
วัฒนธรรมเป็ นขนบธรรมเนียมประเพณี ที่มีการปฏิบตั ิสืบต่อกันมาภายในกลุ่มชนกลุ่มหนึ่ง
นัก
สังคมวิทยา อาจมองว่าเป็ นความเชื่อ ค่านิยม และบรรทัดฐานของสังคมหนึ่งๆ ที่มีผลต่อการกําหนด
พฤติกรรมของสมาชิกในสังคม ส่ วนนักบริ หารและจัดการ อาจมองว่า วัฒนธรรม คือ กลยุทธ์
ลักษณะโครงสร้างขององค์กร และการควบคุมภายในองค์กร ในโลกปัจจุบนั มีความจําเป็ นที่
จะต้องเรี ยนรู ้ถึงเทคโนโลยีต่างๆ สิ่ งแวดล้อมที่ได้เปลี่ยนแปลงไป องค์กรต่างๆต้องมีการพัฒนา
ความสามารถของตนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
โดยที่ทุกคนในองค์กรต้องมีความ
กระตือรื อร้นในการหาวิธีการที่จะมาปรับเปลี่ยนในการพัฒนาการทํางานของตน
ตลอดจน
พฤติกรรมที่คนในองค์กรยึดถือเพื่อเป็ นแนวทางในการปฏิบตั ิงาน ซึ่งแบบแผนพฤติกรรมที่บุคคล
ในองค์กรยึดถือเป็ นแนวทางในการประพฤติปฏิบตั ิที่มีพ้ืนฐานมาจากความเชื่อ ค่านิยม นัน่ ก็คือ
วัฒนธรรมองค์กร
สําหรับบทความเรื่ องแนวคิดวัฒนธรรมองค์กรนี้ จะกล่าวถึงแนวคิดของ
วัฒนธรรมองค์กรในลักษณะต่างๆที่สามารถนํามาปฏิบตั ิได้ในองค์กร คือ วัฒนธรรมลักษณะ
สร้างสรรค์ วัฒนธรรมองค์กรการเรี ยนรู ้ วัฒนธรรมองค์กรอัจฉริ ยะ วัฒนธรรมองค์กรการ
เปลี่ยนแปลง และ วัฒนธรรมองค์กรแห่งการตื่นรู ้ ดังนั้นก่อนที่จะกล่าวถึงรายละเอียดของ
วัฒนธรรมดังกล่าวข้างต้น ยังมีนกั วิชาการที่มีการแบ่งรู ปแบบวัฒนธรรมองค์กรไว้หลายลักษณะ
ซึ่งความสัมพันธ์และส่ วนประกอบของวัฒนธรรมองค์กรทําให้เกิดรู ปแบบวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน
เหมือนกับบุคลิกภาพที่เป็ นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล
ซึ่งมีนกั วิชาการได้กล่าวถึงรู ปแบบของ
วัฒนธรรมองค์กรในลักษณะต่างๆ เป็ นการแบ่งประเภทตามพื้นฐานของตัวแปรที่แตกต่างกันไว้
หลายรู ปแบบ ได้แก่ รู ปแบบวัฒนธรรมตามพื้นฐานค่านิยม รู ปแบบวัฒนธรรมตามพื้นฐานของการ
ควบคุม รู ปแบบวัฒนธรรมตามวิถีชีวิตและพฤติกรรม โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1.แบบวัฒนธรรมตามพื้นฐานของค่านิยม การแบ่งรู ปแบบวัฒนธรรมองค์กรประเภทนี้
เป็ นการแบ่งค่านิยมขององค์กรที่อยูบ่ นพื้นฐานของจุดมุ่งหมายและแหล่งที่มา ซึ่งชี้ให้เห็นถึง
* พยาบาลวิชาชีพ 7 ศูนย์บาํ บัดรักษายาเสพติดสงขลา

1 วัฒนธรรมแบบเครื่ องจักร (Mechanistic Culture) คือ องค์การที่มีวฒั นธรรม แบบเครื่ องจักรนี้จะถูกการควบคุมอย่างเข้มงวด ค่านิยมและความเชื่อร่ วมกันจะเป็ นการทําตามกัน การอนุรักษ์นิยม การเชื่อฟังต่อกฎ ความเต็มใจในการทํางานเป็ นทีมและความจงรักภักดีต่อระบบ มักขาดการเสี่ ยงภัย เป้าหมายวัฒนธรรมแบบนี้ คือ ประสิ ทธิภาพ มุ่งปรับปรุ งคุณภาพและการลด ต้นทุน งานส่ วนใหญ่ถูกกําหนดโดยโครงสร้าง และการดําเนินการตามกฎระเบียบวิธีปฏิบตั ิงานจะ สําคัญมาก วัฒนธรรมแบบนี้จะเหมาะกับสภาพแวดล้อมที่ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง สมาชิกในองค์กรที่ พอใจกับการเปิ ดกว้างต่อการเปลี่ยนแปลงและความเป็ นอิสระอาจจะไม่มีความสุ ขภายใน วัฒนธรรมรู ปแบบนี้ นอกจากนี้อาจแสดงให้เห็นถึงระดับความไว้วางใจตํ่าภายในองค์กรด้วย 2.2 วัฒนธรรมองค์กร โดยทัว่ ไปเป็ น 4 รู ปแบบ ดังนี้ (สมยศ นาวีการ.1 วัฒนธรรมที่มุ่งผูป้ ระกอบการ (Entrepreneurial Culture) เป็ นวัฒนธรรมที่มี แหล่งที่มาของค่านิยมร่ วมอยูท่ ี่ผนู ้ าํ ที่มีบารมี หรื อผูก้ ่อตั้งองค์กรและเป็ นค่านิยมที่มุ่งหน้าที่ คือ การ สร้างคุณค่าแก่ผใู ้ ช้บริ การ ผูม้ ีส่วนได้ส่วนเสี ยอื่น ซึ่งวัฒนธรรมที่มุ่งผูป้ ระกอบการอาจจะไม่มน่ั คง และเสี่ ยงภัยเพราะเป็ นวัฒนธรรมที่ข้ ึนอยูก่ บั ผูก้ ่อตั้งเพียงคนเดียว 1.3 วัฒนธรรมที่มุ่งตนเอง (Chauvinistic Culture) เป็ นวัฒนธรรมที่สะท้อนให้เห็น ถึงการมุ่งภายใน ความจงรักภักดีต่อการเป็ นผูน้ าํ องค์กรอย่างตาบอด และการให้ความสําคัญกับ ความเป็ นเลิศของสถาบัน วัฒนธรรมองค์การรู ปแบบนี้อาจแสดงให้เห็นถึงคุณลักษณะทางพิธี ศาสนาหลายอย่าง ความจงรักภักดีและความผูกพันต่อค่านิยมของผูน้ าํ บารมีอย่างเข้มแข็งและการ มุ่งภายใน มุ่งพวกเราและมุ่งพวกเขา จะกระตุน้ ความพยายามให้ม่งุ ที่การรักษาความเป็ นเลิศของ สถาบันเอาไว้โดยไม่คาํ นึงถึงค่าใช้จ่าย 1. 2541) 1.4 วัฒนธรรมที่มุ่งการเลือกสรร (Exclusive Culture) เป็ นวัฒนธรรมที่มุ่งการ เลือกสรร ในฐานะที่คล้ายคลึงกับสโมสรที่เลือกสรรสมาชิก ซึ่งภายในสถานการณ์บางอย่างการ เลือกสรรจะเพิม่ คุณค่าแก่ผลิตภัณฑ์หรื อบริ การขององค์กร ซึ่งองค์การจะทุ่มเทอย่างหนักเพื่อที่จะ สร้างภาพพจน์ของความเหนือกว่าและการเลือกสรรขึ้นมา 2.2 วัฒนธรรมที่มุ่งกลยุทธ์ (Strategic Culture) เป็ นวัฒนธรรมที่มีแหล่งที่มาของ ค่านิยมร่ วมที่มุ่งหน้าที่และได้กลายเป็ นขนบธรรมเนียมและเปลี่ยนแปลงไปสู่ ประเพณี ขององค์กร เป็ นค่านิยมที่มน่ั คงและมุ่งภายนอกระยะยาว 1.2 วัฒนธรรมแบบคล่องตัว (Organic Culture) วัฒนธรรมแบบนี้เกี่ยวข้องกับ การเปิ ดโอกาสในระดับสู งให้กบั ความหลากหลาย กฎและข้อบังคับจะมีนอ้ ย มีการเผชิญหน้ากับ ความขัดแย้งอย่างเปิ ดเผย มีลกั ษณะอดทนกับความหลากหลาย มีความไว้วางใจกัน และเคารพต่อ . 2543) คือ 2. รู ปแบบวัฒนธรรมตามพื้นฐานของการควบคุม เป็ นการแบ่งวัฒนธรรมองค์กรบน พื้นฐานของการควบคุมภายในมือของผูบ้ ริ หารระดับสู ง การมุ่งความเสี่ ยงภัยขององค์กร และความ โน้มเอียงของการเปลี่ยนแปลง แบ่งเป็ น 2 รู ปแบบ (สมยศ นาวีการ.

3 ความเป็ นเอกบุคคล มีความคล่องตัวและความเปลี่ยนแปลง ข้อเสี ยของวัฒนธรรมแบบนี้ คือ การ สู ญเสี ยการควบคุมพนักงานที่สามารถเผชิญกับความไม่แน่นอนและความเสี่ ยงภัย 3. รู ปแบบวัฒนธรรมตามวิถีชีวิตและพฤติกรรม ซึ่งสอดคล้องกับคุณลักษณะต่างๆของเทพ เจ้ากรี กโบราณ แบ่งเป็ น 4 รู ปแบบ ดังนี้ 3.3 วัฒนธรรมที่เน้นบทบาทอิสระเฉพาะตัวบุคคล (Dionysus หรื อ Existential) ผู ้ ที่ปฏิบตั ิงานในองค์กรที่มีวฒั นธรรมแบบนี้ จะกําหนดกฎเกณฑ์ของตนเองมีความเป็ นอิสระสู ง ความรู ้ความสามารถของบุคคลที่หลากหลายจําเป็ นและมีผลต่อประสิ ทธิภาพและชื่อเสี ยงของ องค์กรเป็ นอย่างยิง่ มหาวิทยาลัยหรื อสถาบันวิจยั ที่มุ่งเน้นความเป็ นเลิศทางวิชาการจะสะท้อนให้ เห็นวัฒนธรรมองค์กรแบบนี้อย่างชัดเจน 3.1 วัฒนธรรมที่เน้นบทบาท (Apollo หรื อ Role Culture) เป็ นวัฒนธรรมที่มุ่งเน้น ตําแหน่ง บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบที่กาํ หนดไว้ชดั เจนเป็ นลายลักษณ์อกั ษร มีลกั ษณะที่ ชอบด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ โครงสร้างขององค์กรกําหนดไว้ชดั เจนตามลําดับขั้นทางการ บริ หารที่ลดหลัน่ กันไป และมีกฎระเบียบข้อบังคับในกระบวนการปฏิบตั ิงานต่างๆชัดเจนทัว่ องค์กร ซึ่งวัฒนธรรมแบบนี้จะปรากฏชัดทัว่ ไปในหน่วยงานใหญ่ท้ งั ภาครัฐและเอกชน ซึ่งค่อนข้างล่าช้าต่อ การปรับเปลี่ยนตนเองเพื่อความเจริ ญ ความมีประสิ ทธิภาพประสิ ทธิผลและความอยูร่ อดต่อไปของ องค์กร มักใช้การประชุมเป็ นส่ วนใหญ่ในการทํางานร่ วมกัน การตัดสิ นใจแก้ไขปัญหาหรื อพัฒนา งานใดๆ 3. 2545) คือ .2 วัฒนธรรมเน้นที่งาน (Athena หรื อ Task Oriented Culture) เป็ นวัฒนธรรมที่ สนับสนุนและส่ งเสริ มให้สมาชิกแต่ละคนพัฒนาและใช้ความรู ้ เน้นการทํางานร่ วมกันเป็ นทีม ความสามารถอย่างเต็มที่ เพือ่ ผลงานและการพัฒนาที่ริเริ่ มใหม่อยูเ่ สมอ งานที่ปฏิบตั ิกนั เป็ นทีมจะ ถูกจัดเป็ นโครงการ โดยไม่ยดึ ติดกับโครงสร้างขององค์กร วัฒนธรรมองค์กรแบบนี้เหมาะสมกับ หน่วยงานที่ตอ้ งเร่ งรี บพัฒนาปรับปรุ ง โดยเฉพาะในสภาวะที่ตอ้ งแข่งขัน 3. 1989 (อ้างถึงในจารุ วรรณ ประดา.4 วัฒนธรรมแบบเป็ นผูน้ าํ (Zeus หรื อ Leader Culture) รู ปแบบวัฒนธรรมที่ผนู ้ าํ จะมีกลุ่มผูบ้ ริ หารที่สามารถเป็ นที่ปรึ กษา หรื อเป็ นผูส้ นองรับหรื อนําการตัดสิ นใจ นโยบาย แนวทางและแผนงานไปปฏิบตั ิให้บรรลุผล ความสําเร็ จของทีมบริ หารเกิดจากความสามารถของ ผูน้ าํ ที่พฒั นาและสร้างระบบการติดต่อสัมพันธ์ที่ก่อให้เกิดความไว้วางใจ (Trust) โครงสร้างองค์กร มีขนาดกะทัดรัดแต่ครอบคลุม มีความรวดเร็ วในการตอบสนองต่อข่าวสารและการเปลี่ยนแปลง ต่างๆ ผูบ้ ริ หารที่มีความสามารถมักมีประสบการณ์ผา่ นงานในองค์กรที่มีวฒั นธรรมอย่างนี้มาก่อน เสมอ ซึ่งวัฒนธรรมองค์กรที่กล่าวมาในข้างต้นเป็ นวัฒนธรรมที่แบ่งตามพื้นฐานของตัวแปรที่ แตกต่างกันไป และผูเ้ ขียนจะกล่าวถึงลักษณะของวัฒนธรรมองค์กรลักษณะสร้างสรรค์ตามแนวคิด ของ Cooke and Lafferty.

2 มิติมุ่งสัจการแห่งตน (Self.actualizing) คือ องค์กรที่มีค่านิยม และพฤติกรรมการ แสดงออกของการทํางานในทางสร้างสรรค์ โดยเน้นความต้องการของสมาชิกในองค์กรตามความ คาดหวัง เป้าหมายการทํางานอยูท่ ี่คุณภาพงานมากกว่าปริ มาณงานโดยที่เป้าหมายของตนสอดคล้อง กับเป้าหมายขององค์กร รวมทั้งความสําเร็ จของงานมาพร้อมๆกับความก้าวหน้าของสมาชิกใน องค์กร ทุกคนมีความเต็มใจในการทํางานและภูมิใจในงานของตน สมาชิกทุกคนได้รับการ สนับสนุนในการพัฒนาตนเองจากงานที่ทาํ อยู่ รวมทั้งมีความอิสระในการพัฒนางานของตน ลักษณะเด่น คือ สมาชิกในองค์กรมีความยึดมัน่ ผูกพันกับงานและมีบุคลิกภาพที่มีความพร้อมใน การทํางานสู ง 1.4 วัฒนธรรมลักษณะสร้ างสรรค์ (The Constructive Culture) เป็ นองค์กรที่มีลกั ษณะของการให้ความสําคัญกับค่านิยมในการทํางาน โดยมุ่งส่ งเสริ มให้ สมาชิกในองค์กรมีปฏิสมั พันธ์และสนับสนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทํางานมีลกั ษณะที่ส่งผลให้ สมาชิกภายในองค์กรประสบความสําเร็ จในการทํางาน และมุ่งที่ความพึงพอใจของบุคคลเกี่ยวกับ ความต้องการความสําเร็ จในการทํางาน และมุ่งที่ความพึงพอใจของบุคคลเกี่ยวกับความต้องการ ความสําเร็ จ และความต้องการไมตรี สมั พันธ์ ซึ่งลักษณะพื้นฐานของวัฒนธรรมองค์กรเชิง สร้างสรรค์ แบ่งเป็ น 4 มิติ คือ 1.4 มิติมุ่งไมตรี สมั พันธ์ (Affiliative) คือ องค์กรที่มีลกั ษณะที่มุ่งให้ความสําคัญกับ สัมพันธภาพระหว่างบุคคล สมาชิกทุกคนในองค์กรมีความเป็ นกันเอง เปิ ดเผย จริ งใจ และไวต่อ ความรู ้สึกของเพื่อนร่ วมงานและเพื่อนร่ วมทีม ได้รับการยอมรับและเข้าใจความรู ้สึกซึ่งกันและกัน ลักษณะเด่น คือ ความเป็ นเพือ่ นและความจริ งใจต่อกัน .3 มิติมุ่งบุคคล (Humanistic-encouraging) คือ องค์กรที่มีค่านิยมและพฤติกรรมการ แสดงออกของการทํางานที่มีรูปแบบการบริ หารจัดการแบบมีส่วนร่ วมและมุ่งบุคคลเป็ นศูนย์กลาง ให้ความสําคัญกับสมาชิกในองค์กร โดยถือว่าสมาชิกคือ ทรัพยากรที่มีค่าที่สุดขององค์กร การ ทํางานมีลกั ษณะติดต่อสื่ อสารที่มีประสิ ทธิภาพ สมาชิกมีความสุ ขและภูมิใจในการทํางาน มี ความสุ ขต่อการสอน การนิเทศงานและการเป็ นพี่เลี้ยงให้แก่กนั ทุกคนในองค์กรได้รับการ สนับสนุนความก้าวหน้าในการทํางานอย่างสมํ่าเสมอ ลักษณะเด่น คือ ทรัพยากรบุคคลเป็ นสิ่ ง สําคัญที่สุดขององค์กร 1.1 มิติมุ่งความสําเร็ จ (Achievement) คือ องค์กรที่มีค่านิยมและพฤติกรรมการแสดงออก ในการทํางานของสมาชิกภายในองค์กรที่มีภาพรวมของลักษณะการทํางานที่ดี มีการตั้งเป้าหมาย ร่ วมกัน พฤติกรรมการทํางานของทุกคนเป็ นแบบมีเหตุมีผล มีหลักการและการวางแผนที่มี ประสิ ทธิภาพ มีความกระตือรื อร้นและมีความสุ ขในการทํางาน รู ้สึกว่างานมีความหมายและมีความ ท้าทาย ลักษณะเด่นคือสมาชิกในองค์กรมีความกระตือรื อร้น และรู ้สึกว่างานท้าทายความสามารถ อยูต่ ลอดเวลา 1.

Team Learning การเรี ยนรู ้ร่วมกันเป็ นทีม องค์การมุ่งเน้นให้ทุกคนในทีมมีสาํ นึก ร่ วมกันว่า เรากําลังทําอะไรและจะทําอะไรต่อไป ทําอย่างไรจะช่วยเพิม่ คุณค่าแก่ลูกค้า การเรี ยนรู ้ ร่ วมกันเป็ นทีมขึ้นกับ 2 ปัจจัย คือ IQ และ EQ ประสานกับการเรี ยนรู ้ร่วมกันเป็ นทีม และการสร้าง ภาวะผูน้ าํ แก่ผนู ้ าํ องค์กรทุกระดับ 5.5 ดังนั้น วัฒนธรรมลักษณะสร้างสรรค์จะเน้นการทํางานอย่างสร้างสรรค์ สร้างค่านิยมใน การทํางานที่ม่งุ ความสําเร็ จและความพึงพอใจในการทํางานของผูป้ ฏิบตั ิงาน มีความกระตือรื อร้น ในการทํางาน เน้นการทํางานเป็ นทีม สัมพันธภาพระหว่างผูร้ ่ วมงาน และมีความรู ้สึกว่างานท้าทาย ความสามารถอยูต่ ลอดเวลา ต่อไปก็จะขอกล่าวถึงวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรี ยนรู ้ซ่ ึงเป็ น วัฒนธรรมองค์กรอีกรู ปแบบหนึ่งที่มีความสําคัญที่จะทําให้บุคลากรในองค์กรเกิดการพัฒนาในการ เรี ยนรู ้ การทํางานร่ วมกันจนบรรลุเป้าหมายขององค์กร วัฒนธรรมองค์ กรแห่ งการเรียนรู้ (Learning Organization) Peter Senge (1990) เชื่อว่าหัวใจของการสร้าง Learning Organization อยูท่ ี่การสร้างวินยั 5 ประการในรู ปของการนําไปปฏิบตั ิของบุคคล ทีม และองค์กรอย่างต่อเนื่อง วินยั 5 ประการที่เป็ น แนวทางสนับสนุนการปฏิบตั ิเพื่อสร้างกระบวนการเรี ยนรู ้ท้ งั องค์กรมีดงั นี้ 1. Personal Mastery : มุ่งสู่ ความเป็ นเลิศ และรอบรู ้ โดยมุ่งมัน่ ที่จะพัฒนาตนเองให้ไปถึง เป้าหมาย ด้วยการสร้างวิสยั ทัศน์ส่วนตน (Personal Vision) เมื่อลงมือกระทําและต้องมุ่งมัน่ สร้างสรรค์ จึงจําเป็ นต้องมี แรงมุ่งมัน่ ใฝ่ ดี (Creative Tended) มีการใช้ขอ้ มูลข้อเท็จจริ งเพื่อคิด วิเคราะห์และตัดสิ นใจ (Commitment to the Truth) ที่ทาํ ให้มีระบบการคิดตัดสิ นใจที่ดี รวมทั้งใช้ การฝึ กจิตใต้สาํ นึกในการทํางาน (Using Subconciousness) ด้วยการดําเนินไปอย่างอัตโนมัติ 2. Mental Model มีรูปแบบวิธีการคิดและมุมมองที่เปิ ดกว้าง ผลลัพธ์ที่จะเกิดจากรู ปแบบ แนวคิดนี้ จะออกมาในรู ปของผลลัพธ์ 3 ลักษณะคือ เจตคติ หมายถึง ท่าที หรื อความรู ้สึกของบุคคล ต่อสิ่ งใดสิ่ งหนึ่ง เหตุการณ์ หรื อเรื่ องราวใด ๆ ทัศนคติแนวความคิดเห็น และกระบวนทัศน์ กรอบ ความคิด แนวปฏิบตั ิที่เราปฏิบตั ิตาม ๆ กันไป จนกระทัง่ กลายเป็ นวัฒนธรรมขององค์กร 3. System Thinking มีความคิดความเข้าใจเชิงระบบ ทุกคนควรมีความสามารถในการ เข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่ งต่าง ๆ ที่เป็ นองค์ประกอบสําคัญของระบบ นอกจากมองภาพรวม แล้ว ต้องมองรายละเอียดของส่ วนประกอบย่อยในภาพนั้นให้ออกด้วย วินยั ข้อนี้สามารถแก้ไข ปัญหาที่สลับซับซ้อนต่าง ๆ ได้เป็ นอย่างดี และการพัฒนาองค์กรให้เป็ นองค์กรแห่ งการเรี ยนรู ้น้ นั . Shared Vision การสร้างและสานวิสยั ทัศน์ วิสยั ทัศน์องค์กรเป็ นความมุ่งหวังของ องค์กรที่ทุกคนต้องร่ วมกันบูรณาการให้เกิดเป็ นรู ปธรรมในอนาคต ลักษณะวิสยั ทัศน์องค์กรที่ดี คือ กลุ่มผูน้ าํ ต้องเป็ นฝ่ ายเริ่ มหันเข้าสู่ กระบวนการพัฒนาวิสยั ทัศน์อย่างจริ งจัง วิสยั ทัศน์น้ นั จะต้องมี รายละเอียดชัดเจนเพียงพอที่จะนําไปเป็ นแนวทางปฏิบตั ิได้ วิสยั ทัศน์องค์กรต้องเป็ นภาพบวกต่อ องค์กร 4.

6 จะต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการในการคิดและปฏิสมั พันธ์ของบุคลากรในองค์กร ความมุ่งมัน่ หรื อ ทุ่มเทของบุคลากรในองค์กร การที่จะองค์กรก้าวสู่ การเป็ นองค์กรแห่งการเรี ยนรู ้น้ นั ซึ่งพสุ เดชะริ นทร์. ตั้งอยูใ่ นความไม่ประมาท (อปมาโท มีสติ & ปัญญา) มีความเชื่อในความเปลี่ยนแปลง (ตั้งอยูใ่ นความไม่ประมาท) ต้องตั้งสติอยูใ่ นการ เปลี่ยนแปลง ต้องทํา Change Management ทั้งภายในและภายนอก โดยต้องใช้การจัดการเชิงบวก (Positive Change Management) . 2550 กล่าวว่า เป็ นองค์กรที่เน้นความรู ้เป็ นสิ่ งสําคัญ แต่การเรี ยนรู ้และการ สร้างความรู ้สาํ คัญที่สุด ดังนั้นเป้าหมายขององค์กรนี้ คือ สามารถในการเผชิญกับสภาพอนาคตที่ไม่ แน่นอนได้ และต้องมีขีดความสามารถ 12 ประการในการเป็ นองค์กรอัจฉริ ยะ คือ 1. 2549 กล่าวว่าประกอบด้วย 1) Openness to Experience คือ การที่บุคคลในองค์กรมีการเปิ ดใจ หรื อยอมรับต่อ ประสบการณ์ต่างๆ ทั้งประสบการณ์จากภายนอกและภายในองค์กร เนื่องจากปัญหาของ หลาย ๆ องค์กร คือ ความไม่พร้อมหรื อไม่อยากจะเรี ยนรู ้ 2) Encourage of responsible risk – taking ซึ่งวัฒนธรรมองค์กรจะต้องเอื้อให้บุคลากร ในองค์กรพร้อมและยอมรับต่อความเสี่ ยงในการทําสิ่ งใหม่ ๆ เนื่องจากการที่เราริ เริ่ มหรื อทําสิ่ ง ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทํามาก่อน ก็จะทําให้เราเกิดการเรี ยนรู ้เกิดขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ ยง ที่มากับสิ่ งใหม่ ๆ นั้นด้วย ดังนั้น การยอมรับต่อความเสี่ ยงที่เกิดขึ้นก็เป็ นสิ่ งที่สาํ คัญต่อการ กระตุน้ ให้เกิดการเรี ยนรู ้ 3) ความกล้าที่จะยอมรับต่อความสําเร็ จและล้มเหลว ทั้งนี้เนื่องจากการเรี ยนรู ้ที่สาํ คัญคือ การเรี ยนรู ้จากประสบการณ์ในอดีต ซึ่งประสบการณ์ในอดีตนั้นมีท้ งั สําเร็ จและล้มเหลว และถ้าเรา ยอมรับต่อความสําเร็ จและล้มเหลวได้ เราก็พร้อมที่จะเรี ยนรู ้จากความสําเร็ จและล้มเหลวที่เราได้ ประสบมา ดังนั้น การที่เป็ นองค์กรแห่งการเรี ยนรู ้น้ นั บุคคลในองค์กรต้องมีการเปิ ดใจยอมรับเรี ยนรู ้ ในสิ่ งใหม่ๆ กล้าเผชิญกับความเสี่ ยงในการทําสิ่ งใหม่ๆที่เกิดขึ้นทั้งนี้เพื่อเป็ นการกระตุน้ ให้เกิดการ เรี ยนรู ้ สู่ การเป็ นองค์กรแห่งการเรี ยนรู ้ ดังที่กล่าวมาแล้ว วัฒนธรรมองค์ กรอัจฉริยะ (Intelligence Culture) วิจารณ์ พานิช. มีความมุ่งหมาย มุ่งมัน่ ที่ชดั เจน การเป็ นเบอร์ ๑ ขององค์กรคือ ต้องมีการ Manage Share Vision ทุกคนในองค์กรร่ วมคิด และเป็ นเจ้าของเป้าหมาย แต่เป็ นเป้าหมายในระดับคุณค่า มีความมุ่งมัน่ (Passion) สิ่ งเหล่านี้จะ เกิดขึ้นได้ตอ้ งมีกระบวนการBuild Shared Vision ต้องมีการ Manage และต้องมี Share Vision ร่ วมกันทุกวัน 2.

Task Force คณะทํางานเฉพาะกิจ. อิสรภาพ บรรยากาศเชิงบวก บางหน่วยงานมี Talent Management ต้องให้คนทํางานสามารถลองผิดลองถูกได้เอง และทําให้คนทํางานได้เป็ นผูน้ าํ ตัวเล็กๆ กล้าคิดที่จะเปลี่ยนวิธีการทํางานของตนอยูต่ ลอดเวลา ทํา ให้คนทํางานมีความสุ ข . ไร้กาํ แพง กําแพงไม่ใช่กาํ แพงจริ งแต่เป็ นกําแพงใจ ปฏิสมั พันธ์ระหว่างคนทําให้เกิดการเรี ยนรู ้ อุปสรรคที่สาํ คัญคือต่างคนต่างอยูเ่ ป็ นหน่วย ไม่มีเวลามาพูดคุย การทํางานต้องไม่เริ่ มจากศูนย์ เพราะเพื่อนร่ วมงานบางคนอาจมีความรู ้น้ นั อยูแ่ ล้ว มีประสบการณ์ของเพื่อนมาช่วยแก้ปัญหา เครื่ องมือทลายกําแพงเช่น CFT (Cross Function Team: กลุ่มของบุคลากรที่มาจากหลายหน่วยงาน ภายในองค์กรมีความรู ้และทักษะหลากหลายมารวมกัน เพื่อวัตถุประสงค์ของการแก้ปัญหาเรื่ องใด เรื่ องหนึ่ง) ของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ. Job Rotation ทํางานโดยหมุน ความรู ้ให้เพื่อนร่ วมงานด้วย. CoP: Community of Practice เป็ นเครื อข่ายชุมชนแนวปฏิบตั ิ เป็ น เครื่ องมือทรงพลัง ต่อการแลกเปลี่ยนเรี ยนรู ้ประสบการณ์ในการปฏิบตั ิเรื่ องใดเรื่ องหนึ่งระหว่าง สมาชิกชุมชน เป็ นต้น 9. จัดการความสัมพันธ์ระหว่างคน องค์กรอัจฉริ ยะเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างคน เพราะความสัมพันธ์ระหว่างคนจะ ทําให้องค์กรมีพลังมากขึ้น 6. OM (Outcome Mapping) เป็ นต้น 8. มีและใช้ภาวะผูน้ าํ และแกนนํา (Leadership) ผูบ้ ริ หารสู งสุ ดต้องบริ หารกระบวนทัศน์ ภาวะผูน้ าํ ต้องมีอยูท่ ว่ั ทั้งองค์กร อยูใ่ นทุกคน ทุกคนเป็ นผูน้ าํ นําการเปลี่ยนแปลง ณ จุดที่ตนเองรับผิดชอบ หาวิธีการใหม่ๆ สร้างนวัตกรรม สร้าง การเปลี่ยนแปลงกับเพื่อนร่ วมงาน มีการทํา CQI (Continuous Quality Improvement) ร่ วมกันสร้าง Organizational Knowledge จาก Individual Knowledge 5.7 3. ทักษะพื้นฐานของพนักงาน เป็ นทักษะในระดับวิธีคิดและให้คุณค่า เป็ นการปฏิบตั ิ การคิด การแลกเปลี่ยนเรี ยนรู ้ ทักษะที่สาํ คัญที่สุดคือทักษะการฟัง ทักษะในการเข้าใจ Mental Model ของตนเองและของผูอ้ ื่น เป็ นการพัฒนาองค์กร 7. มีและใช้แผนยุทธศาสตร์ KM (Knowledge Management) ต้องมีแผน KM เป็ นส่ วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์องค์กร 4. ทักษะในการใช้ “ตัวช่วย” (Enablers) KM Enabler คือ เครื่ องมือที่เป็ นตัวช่วยให้เกิดการเรี ยนรู ้อย่างมีพลัง ใช้เท่าที่จาํ เป็ น ตัวอย่าง ตัวช่วย เช่น BAR (Before Action Review).

8 10. มีและใช้ การจัดการคนเก่ง การจัดการขุมทรัพย์ทางปัญญา หัวใจอยูท่ ี่การเสาะ Resources ซึ่งก็คือ ทรัพยากรทางปั ญญา Intellectual Capital (IC) เป็ นสิ่ งที่จบั ต้องได้และไม่ได้ เช่น เป็ นคน เป็ นความสัมพันธ์ เป็ นวัฒนธรรมเป็ นความรู ้ใหม่เป็ นต้น 11. มีและใช้ระบบ ICT (Information Communication Technology) ดังนั้น องค์กรอัจฉริ ยะ คือ องค์กรที่มีความรู ้ความสามารถมากกว่าปกติ CIA: Central Intelligence Agency เป็ นองค์กรที่มีนกั คิด นักวิเคราะห์ นักสื บค้น นักปฏิบตั ิทาํ งานอยู่ เป็ นองค์กรที่ มีฐานความรู ้ ภูมิปัญญา ฉลาดคิด ฉลาดฟัง ฉลาดทํา ทั้งนี้ ต้นกําเนิดขององค์กรอัจฉริ ยะเกิดมาจาก องค์ความรู ้เดิมและองค์ความรู ้ใหม่ ทักษะและรู ปแบบความคิด เกิดสารสนเทศใหม่ ก่อให้เกิด ทางเลือกที่หลากหลาย ฉลาดเลือกและฉลาดทํา อันเป็ นฐานของพลังความรู ้ (Knowledge Power) ที่ จะเป็ นพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์เพื่อสู่ การปฏิบตั ิ โดยมีความเป็ นเลิศหรื อเก่งจริ งใน 3 ประการ คือ 1) ความเป็ นเลิศในวิชาการ (Academic Excellence) โดยอาศัยฐานความรู ้ (Knowledge-Base) ความรู ้ที่สาํ คัญควรมาจากความรู ้ความสามารถของบุคลากรในองค์กร โดย พัฒนาให้เป็ นองค์กรแห่ งการเรี ยนรู ้ (Learning Organization) ทั้งนี้ ผูบ้ ริ หารหรื อผูน้ าํ จะเป็ นผูท้ าํ หน้าที่เป็ นผูเ้ ชื่อมโยงเพื่อการถ่ายโอนทางสติปัญญา กล่าวคือ ลดช่องว่างการถ่ายโอนทางสติปัญญา ของบุคลากรในองค์กร (Intelligence Transfer Gap : ITP) จัดให้มีการแลกเปลี่ยนความรู ้กนั ให้มาก ที่สุด ก่อให้เกิดการประสานทั้งองค์ความรู ้เดิมและองค์ความรู ้ใหม่ 2) ความเป็ นเลิศในวิชาชีพอย่ างมืออาชีพ (Professional Excellence) บุคลากรในองค์กร จะต้องมีความเป็ นมืออาชีพ นั้นคือ ผูบ้ ริ หารจะต้องเป็ นผูบ้ ริ หารมืออาชีพ คือ จะต้อง เก่งคิด เก่งคน และเก่งงาน บุคลากรในองค์กรปฏิบตั ิงานอย่างมืออาชีพ ถ้าเป็ นครู กต็ อ้ งเป็ นครู มืออาชีพ ทั้งนี้ จะต้องสร้างและพัฒนาบุคลากรในองค์กรให้เป็ นผูป้ ฏิบตั ิงาน มีการเรี ยนรู ้งานและรับผิดชอบงาน อย่างมืออาชีพนัน่ เอง 3) ความเป็ นเลิศในวิถีการดําเนินชีวติ (Life Excellence) โดยการให้ความสําคัญกับบุคคล เข้าใจในวิถีชีวติ และการดําเนินชีวิตของบุคลากรในองค์กรเป็ นอย่างดี ส่ งเสริ มให้บุคลากรดําเนิน ชีวิตได้อย่างมีความสุ ข ฉะนั้น การบริ หารองค์กรจึงต้องใช้ฐานของการบริ หารการจัดการความรู ้เพื่อให้เกิดเป็ น องค์กรแห่ งการเรี ยนรู ้ ถือเป็ นการพัฒนาบุคลากรอย่างสมบูรณ์ เป็ นการบริ หารภูมิปัญญาเพื่อเพิ่ม พลังและศักยภาพอํานาจในการปฏิบตั ิของบุคลากรอย่างเต็มที่ สู่ ความเป็ นอัจฉริ ยะขององค์กร และ . มีและใช้ ระบบบันทึก ขุม/คลัง ความรู ้ ในองค์กรต้องสนับสนุนให้คนทํางานจดบันทึก จดในสิ่ งที่ตนสนใจขึ้นจากการทํางาน บันทึกการเรี ยนรู ้จากหน้างาน แล้วนํามา ทําความเข้าใจ ยกระดับความรู ้ร่วมกัน และมีการจัดการ เรื่ องเล่าให้เป็ นหมวดหมู่ 12.

ปรับเปลี่ยนกระบวนการคัดเลือกและกระบวนการเรี ยนรู ้ทางสังคม การประเมินผล และ ระบบรางวัลจูงใจที่จะช่วยสนับสนุนค่านิยม และปรัชญาใหม่ ๆ เพื่อสร้างวัฒนธรรม ใหม่ให้เกิดขึ้น องค์กรไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรื อกลุ่มบุคคลใดกลุ่มบุคคล หนึ่ง แต่จะเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบ ๆ โดยวัฒนธรรมในองค์กรอย่างมีระเบียบแบบแผน อย่างไรก็ ตาม การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในองค์กรหรื อการบริ หารงานถือเป็ นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อ การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ดังตัวอย่างเช่น องค์กรจะมีการเปลี่ยนแปลงแนวทางในการคัดเลือก บุคลากรหรื อสวัสดิการสําหรับบุคลากร ก็จะกระทําอย่างค่อยเป็ นค่อยไปเหมือนกับการเบน เป้าหมาย จนในที่สุดก็ได้รับการยอมรับในข้อตกลงต่าง ๆ ซึ่งเป็ นธรรมชาติ จนเกิดเป็ นวัฒนธรรม ในองค์กร ในที่สุด ทิศทางการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมในองค์กรล้วนมาจากความคิดสร้างสรรค์. เริ่ มจากทําการวิเคราะห์สภาพวัฒนธรรมองค์กรที่เป็ นอยู่ เพื่อให้เข้าใจในองค์ประกอบ ต่าง ๆ ที่ควรจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง 2. แต่งตั้งผูน้ าํ ที่มีวิสยั ทัศน์ใหม่ ๆ เข้ามาทําหน้าที่ผลักดันการเปลี่ยนแปลง 4.9 ยังมีวฒั นธรรมองค์กรที่มีความสําคัญต่อการเปลี่ยนแปลงจากวัฒนธรรมหนึ่งไปยังอีกวัฒนธรรม หนึ่งนัน่ ก็คือ วัฒนธรรมองค์ กรการเปลีย่ นแปลง ในปัจจุบนั นี้ความก้าวหน้าของโลกเทคโนโลยีต่างๆ สิ่ งแวดล้อมที่ได้เปลี่ยนแปลงไป องค์กรต่างๆต้องมีการพัฒนาความสามารถของตนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นดังนั้น องค์กรที่ตอ้ งรองรับการเปลี่ยนแปลง มีแนวทางดังนี้ 1. สร้างสื่ อใหม่ ๆ ที่จะช่วยสื่ อวิสยั ทัศน์น้ นั ออกมาให้คนอื่นได้ทราบ 6. ทําความเข้าใจกับผูป้ ฏิบตั ิงาน เพื่อให้เห็นความจําเป็ นที่วา่ องค์กรจะอยูร่ อดไม่ได้หาก ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น 3. ทําการปรับโครงสร้างและปรับองค์กรให้เหมาะสม 5. การต้องการความเปลี่ยนแปลง และปั ญหาต่าง ๆ ภายในองค์การรวมทั้งปัจจัยเสริ มทางสิ่ งแวดล้อม อื่น ๆ ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรื อกลุ่มบุคคลใดกลุ่มบุคคลหนึ่ง แต่ เป็ นบุคคลทั้งองค์กร และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็ นค่อยไป อย่างมีระเบียบแบบแผน วัฒนธรรมองค์ กรแห่ งการตื่นรู้ (Awakening Culture) ธรรมชาติขององค์กรมีลกั ษณะคล้ายกับธรรมชาติของชีวิตทัว่ ไป คือเมื่อมีการกําเนิดขึ้น จะต้องมีการเติบโต มีการพัฒนา การพัฒนานั้นจะต้องเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องสมํ่าเสมอ และมีการ พัฒนาที่ยง่ั ยืนจึงจะทําให้องค์การอยูร่ อดได้อย่างมัน่ คง ซึ่งการอยูร่ อดอย่างมัน่ คงนั้น หมายถึง องค์กรต้องสามารถปรับตัวสอดรับกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคม และสิ่ งแวดล้อมได้อย่างมี .

10 คุณภาพ มีลกั ษณะของการเรี ยนรู ้อย่างไม่หยุดนิ่ง มีการตื่นตัวที่จะเรี ยนรู ้อยูต่ ลอดเวลา เพือ่ ให้เกิด การพัฒนาอย่างต่อเนื่องดังที่กล่าวมาแล้ว องค์กรที่มีลกั ษณะเช่นนี้กค็ ือ องค์กรแห่ งการตื่นรู ้ “Awakening Organization” (เกศรา รักชาติ. มีวฒั นธรรมองค์กรแบบสร้างสรรค์ (Constructive Culture) ผูน้ าํ ในองค์กรทุกระดับมี ความเชื่อในค่านิยมร่ วม (Share Value) และแสดงออกทางพฤติกรรมถึงการปฏิบตั ิตามค่านิยมร่ วม นั้น 7. ผูค้ นในองค์กรส่ วนใหญ่มีการตื่นตัว มีความเชื่อในสิ่ งที่พวกเขาต้องการร่ วมกัน มีการ ร่ วมแรงร่ วมใจกันสู ง 3. ผูค้ นในองค์กรมองเห็นความสําคัญของการเป็ นส่ วนหนึ่งขององค์กร มีความมุ่งมัน่ ใน การทํางานร่ วมกับผูอ้ ื่นอย่างสร้างสรรค์ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน 4. ระดับความตื่นเต้น การตื่นตัว ความฮึกเหิ ม ความกระตือรื อร้นของคนในองค์กรจะอยูใ่ น ระดับสู ง 2. 2549) ขณะเดียวกันองค์กรแห่ งการตื่นรู ้กม็ ีลกั ษณะเป็ น “องค์กรซึ่งสามารถปลดปล่อยศักยภาพของผูป้ ฏิบตั ิงานออกมา ทําให้ผปู ้ ฏิบตั ิเกิดความมุ่งมัน่ ทุ่มเท เพื่อให้การทํางานขององค์กรบรรลุเป้าหมายที่วางไว้” ลักษณะขององค์กรแห่ งการตื่นรู ้ องค์กรแห่ งการตื่นรู ้น้ นั จะมีลกั ษณะสําคัญที่ทาํ ให้เกิดการเรี ยนรู ้ที่โดดเด่น ดังที่ เกศรา รักชาติ (2549) ได้สรุ ปไว้ดงั นี้ 1. มีพ้นื ฐานการเรี ยนรู ้ซ่ ึงกันและกัน ไว้เนื้อเชื่อใจกันสูง ทําให้มีการตัดสิ นใจที่รวดเร็ ว มี การยอมรับและเคารพในการตัดสิ นของกันและกัน 5. ปลุกจิตวิญญาณองค์กร หมายถึง การทําให้พนักงานขององค์กรมีพลังเต็มเปี่ ยม มี .บุคลากรในองค์กรมีการเจริ ญเติบโต มีความก้าวหน้า จะเห็นได้วา่ องค์กรแห่งการตื่นรู ้ นั้นจะมีพ้ืนฐานของการมีวฒั นธรรมแบบสร้างสรรค์ เน้นในเรื่ องภาวะผูน้ าํ ทุกระดับจะสะท้อนให้ เห็นผลงาน หรื อ Performance ขององค์กรที่ชดั เจน ทําให้องค์กรมีการเจริ ญเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีพ้ืนฐานเป็ นองค์กรแห่งการเรี ยนรู ้ (Learning Organization) ที่แข็งแกร่ งขึ้นนัน่ เอง การที่องค์กรจะเข้าสู่ องค์กรแห่งการตื่นรู ้ได้น้ นั จําเป็ นอย่างยิง่ ที่ผบู ้ ริ หารองค์กรจะต้องมี ความมุ่งมัน่ และเห็นความสําคัญ ดังที่กล่าวมาแล้วโดยจะต้องกําหนดแนวทางการพัฒนาไปสู่ เป้าหมายการเป็ นองค์กรแห่งการตื่นรู ้ ดังที่ สุ รพงษ์ มาลี (2550)ได้เสนอแนวคิดการพัฒนาองค์กร แห่งการตื่นรู ้ดว้ ยการปลุกจิตวิญญาณขององค์กร ปลุกภาวะผูน้ าํ ในตัวคน และปลุกคนอื่นๆที่ทาํ งาน ร่ วมกัน ดังนี้ 1. คนในองค์กรมีความไว มีความยืดหยุน่ พร้อมที่ตอบสนองต่อสัญญาณแห่ งการ เปลี่ยนแปลงจากสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก 6.

การสร้างและพัฒนาบุคลากรสําหรับองค์กรแห่งการตื่นรู ้ การบริ หารความรู ้และการให้ ความสําคัญต่อกลุ่มคนที่ปฏิบตั ิงานบนฐานความรู ้ มีความสําคัญอย่างยิง่ ในการพัฒนาองค์กรไปสู่ การเป็ นองค์กรแห่งการตื่นรู ้ ต้องมีการปลุกหรื อจูงใจผูป้ ฏิบตั ิงาน เพื่อให้พวกเขาเปลี่ยนและนํา ความรู ้รวมทั้งประสบการณ์ที่สะสมในตัวออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์เพื่อการบรรลุเป้าประสงค์ของ องค์กร จากการศึกษาแนวคิดวัฒนธรรมองค์กรต่างๆข้างต้น จะพบว่าในวัฒนธรรมองค์กรนั้นมี ลักษณะและองค์ประกอบที่มีท้ งั ความคล้ายคลึงกันและต่างกันในบางมุม ดังนั้นเพื่อให้เกิดการ เรี ยนรู ้และสามารถนําแนวคิดต่างๆมาใช้ในการพัฒนาองค์กรต่อไป จึงขอนําเสนอจุดเด่น. ปลุกภาวะผูน้ าํ หมายถึง การปลุกจิตวิญญาณของภาวะผูน้ าํ ให้ตื่นตัวโดยการปลุกภาวะ ผูน้ าํ ให้ตื่นตัวขึ้นมานั้น มีองค์ประกอบที่สาํ คัญ 10 ประการ คือ เป็ นผูม้ ีความอ่อนน้อมถ่อมตน รู ้จกั ตนเอง การทําในสิ่ งที่ตนเองมีความสุ ข การเป็ นผูม้ ีความฝันที่ยง่ิ ใหญ่ สภาพแห่งความสําเร็ จใน อนาคต หรื อมีวิสยั ทัศน์ มีความอดทน เป็ นคนรักษาคําพูด เรี ยนรู ้ประสบการณ์จากผูท้ ี่ประสบ ความสําเร็ จ มีความเป็ นตัวของตัวเอง และเป็ นผูน้ าํ ที่เป็ นผูใ้ ห้ ซึ่งคุณลักษณะของการเป็ นผูน้ าํ ทั้ง 10 ประการ นี้จะช่วยให้เกิดแรงบันดาลใจให้ผตู ้ ามเกิดความเชื่อมัน่ ในตัวผูน้ าํ ซึ่งจะนําพาให้องค์กรเกิด ความก้าวหน้านัน่ เอง 3. ปลุกคนรอบข้าง แม้วา่ ผูน้ าํ จะเป็ นปัจจัยสําคัญที่จะนําพาองค์กรสู่ องค์กรแห่ งการตื่นรู ้ แต่ผบู ้ ริ หารต้องมีการจูงใจและกระตุน้ เตือนให้คนอื่นๆในองค์กรมีความมุ่งมัน่ ทุ่มเทและผูกพันกับ องค์กร 4.ข้อจํากัด ของวัฒนธรรมองค์กรด้านต่างๆ ดังนี้ .11 การกระตือรื อร้น มีแรงบันดาลใจ มีความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนตระหนักรู ้ในความหมายและ ความสําคัญของงานไม่ใช่ทาํ งานตามหน้าที่ไปวันๆหนึ่ง ดังนั้นเมื่อจิตวิญญาณในองค์กรถูกปลุก ผลงานขององค์กรก็จะได้รับการพัฒนาถึงขีดสุ ด สะท้อนออกมาในรู ปแบบของผลผลิตที่มีคุณภาพ มีความสร้างสรรค์ 2.

ผู ้นํ า ในองค์ ก รทุ ก ระดั บ มี ค ว าม เชื่ อ ใน ค่ านิ ยม ร่ ว ม (Share Value) .สมาชิกในองค์กรมีความเป็ น เพื่อนและความจริ งใจต่อกัน วัฒนธรรมการเปลีย่ นแปลง Black and Porter. 1989 จุดเด่ น .ท รั พ ยากรบุ คคลเป็ น สิ่ ง สําคัญที่สุดขององค์กร .12 เปรียบเทียบจุดเด่ น . 2549 จุดเด่ น . 2000 จุดเด่ น เน้นความสามารถของ บุคลากรในการปรับตัวต่อการ เป ลี่ ย น แ ป ล ง ที่ เกิ ด ขึ้ น ตลอดเวลา บุ ค ลากรมี ค วาม ตื่นตัวต่องานที่ทา้ ทาย ข้ อจํากัด -การเปลี่ ย นแปลงในองค์ก ร เ ป็ น เ รื่ อ ง ที่ ย า ก ต้ อ ง เปลี่ ย นแปลงอย่ า งค่ อ ยเป็ น ค่ อ ยไป โดยเฉพาะในเรื่ อง ความคิ ด ความเชื่ อ ค่ า นิ ย ม และวิ ธี ก ารประพฤติ ป ฏิ บ ั ติ ของสมาชิ กในองค์กร ดังนั้น ก า ร ส ร้ าง วั ฒ น ธ ร ร ม ใ น ลั ก ษณ ะนี้ อาจต้ อ งใช้ เ วลา วัฒนธรรมแห่ งการตื่นรู้ เกศรา รักชาติ. 2550 จุ ด เด่ น บุ คลากรที่ อยู่ ใ น องค์ ก รนี้ มี ค วามเป็ นเลิ ศ ทางด้านวิชาการ บุคลากรใน อ ง ค์ ก ร มี ค ว า ม รู ้ ค วาม ส าม ารถ ม าก เป็ น องค์กรที่สามารถสร้างสรรค์ สิ่ งให ม่ ๆ ที่ ท้ า ท าย โด ย ประยุกต์เอาความรู ้ เดิ มและ ความรู ้ใหม่มาพัฒนาในงาน ได้อย่างสร้างสรรค์ ข้ อจํ า กั ด หากองค์ ก รขาด ผูน้ าํ ที่มีการบริ หารงานแบบ มื อ อาชี พ หรื อ บุ ค ลากรใน องค์กรนี้ไม่มีความเป็ นเลิศ วัฒนธรรมลักษณะสร้ างสรรค์ Cooke and Lafferty. 1990 จุดเด่ น การเรี ยนรู ้และการนําความรู ้ ม า ใ ช้ ใ น ง าน จ ะ ช่ ว ย ใ ห้ ง า น มี ประสิ ทธิ ภาพ เน้นการใช้องค์ความรู ้ ที่ มี อ ยู่ใ นตัว บุ ค คลและแหล่ ง อื่ น ๆ ตลอดจนสามารถสร้างให้บุคลากรมี “นิสัยใฝ่ รู้ ” หรื อ “รักการเรียนรู้ ” มี ก าร พั ฒ น าต น เอ ง ใ ห้ รู ้ จั ก ก าร ปรับปรุ งอย่างต่อเนื่อง ข้ อจํากัด .สมาชิ กในองค์กรมีความยึด มั่ น ผู ก พั น กั บ ง าน แ ล ะ มี บุคลิกภาพที่ มีความพร้อมใน การทํางานสู ง .ข้ อจํากัดของวัฒนธรรมองค์ กรต่ างๆ วัฒนธรรมองค์ กรแห่ งการเรียนรู้ Peter Senge.มี พ้ื นฐานจากวัฒ นธรรม องค์ ก รแห่ งการเรี ยนรู ้ แ ละ วัฒนธรรมลักษณะสร้างสรรค์ .บุ ค ลากรในองค์ก รมี ค วาม กระตือรื อร้นในระดับสู ง -บุ ค ลากรในองค์ ก รมี ค วาม ร่ ว มแรงร่ ว มใจในเป้ า หมาย เดียวกัน .หากบุ คลากรในองค์ก รไม่ มี ความ มุ่ ง มั่น ในการพัฒ นาตนเอง หรื อ มี นิสัยที่จะใฝ่ รู ้หรื อนําความรู ้ที่มีอยูใ่ น ตัวบุคคล วัฒนธรรมองค์ กรอัจฉริยะ วิจารณ์ พานิช.สมาชิ ก ในองค์ ก รมี ค วาม กระตือรื อร้น และรู ้สึกว่างาน ท้ า ท าย ค ว าม ส าม ารถ อ ยู่ ตลอดเวลา .มุ่ งป ร ะ โ ย ช น์ ส่ ว น รว ม มากกว่าประโยชน์ส่วนตน .

13 วัฒนธรรมองค์ กรแห่ งการเรียนรู้ หรื อจากแหล่งอื่นมาพัฒนางาน ก็จะ ไม่เกิดการเรี ยนรู ้ในองค์กรได้ .ผู ้นํ า และบุ ค ลากรในองค์ก รต้อ ง ร่ วมกันกําหนดวิสยั ทัศน์ อย่างชัดเจน รวมทั้ง นโยบายในการเป็ นองค์ก ร แห่งการเรี ยนรู ้ วัฒนธรรมองค์ กรอัจฉริยะ ใ น ด้ า น วิ ช า ก า ร ก็ ไ ม่ สามารถเป็ นองค์กรอัจฉริ ยะ ได้ วัฒนธรรมลักษณะสร้ างสรรค์ ข้ อจํากัด การสร้ า งทั ศ นคติ ค่ า นิ ยม ความเชื่ อของบุ คลากรใน องค์กรเพื่อการเป็ นวัฒนธรรม องค์ ก รลัก ษณะสร้ า งสรรค์ ต้องเริ่ มจากผูน้ ําในทุ ก ระดับ และเป็ น แบ บ อย่ า งให้ กั บ บุคลากรในการทํางาน ค่อนข้างนาน วัฒนธรรมการเปลีย่ นแปลง .ผูน้ าํ จะต้องสร้างแรงจูงใจใน การสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อ เป็ นแรงกระตุ ้น ให้ บุ ค ลากร เกิ ด ค ว า ม มุ่ ง มั่ น ที่ จ ะ เปลี่ยนแปลง วัฒนธรรมแห่ งการตื่นรู้ ข้ อจํากัด -อ งค์ ก รต้ อ งมี วั ฒ น ธรรม องค์กรแบบสร้างสรรค์ และมี พื้ น ฐานของการเป็ นองค์ก ร แห่ ง การเรี ย นรู ้ ม าก่ อ นจึ ง จะ ก้าวสู่ การเป็ นองค์การแห่ งการ ตื่นรู ้ได้ .

14 .

15 สรุ ป วัฒ นธรรมแต่ ล ะแบบสามารถสร้ างความสํ า เร็ จ ให้ แ ก่ อ งค์ก รได้ท้ ัง สิ้ น การยึ ด วัฒนธรรมแบบใดหรื อผสมผสานมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กบั จุดเน้นด้านกลยุทธ์ขององค์กร และ ความจําเป็ นของเงื่อนไขแวดล้อมภายนอกเป็ นสําคัญ จึงเป็ นความรับผิดชอบโดยตรงของผูน้ าํ ที่ตอ้ ง มิให้องค์กรหยุดชะงักอยูก่ บั วัฒนธรรมเดิม ซึ่งอาจเหมาะสมกับอดีต แต่ไม่อาจทําให้องค์กรประสบ ความสําเร็ จได้อีกต่อไป .

e-apic. ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะเชิงวิชาชีพ วัฒนธรรมองค์กรลักษณะ สร้างสรรค์ คุณภาพชีวิตการทํางาน กับความยึดมัน่ ผูกพันในองค์กรของพยาบาล ประจําการ โรงพยาบาลศูนย์. การพัฒนาองค์การแห่งการเรี ยนรู ้.16 รายการอ้ างอิง เกศรา รักชาติ. สุ รพงษ์ มาลี. การศึกษาวัฒนธรรมองค์การของฝ่ ายการพยาบาล โรงพยาบาล รัฐบาล กรุ งเทพมหานคร. (2549). วรนุช เนตรพิศาลวนิช. (2541).com/article/Seven. จุฑา เทียนไทย. กรุ งเทพมหานคร: ธรรกมลการพิมพ์. พิมพ์ครั้งที่ 4. (2548). (2543). กรุ งเทพมหานคร: สํานักพิมพ์แมคกรอ-ฮิล. ทฤษฎีองค์การ. Available From: http://www. วิทยานิพนธ์ ปริ ญญามหาบัณฑิต สาขา การบริ หารการพยาบาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วิทยานิพนธ์ ปริ ญญามหาบัณฑิต สาขาการบริ หาร การพยาบาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. องค์กรแห่ งการตื่นรู ้. การบริ หารและพฤติกรรมองค์การ. สมยศ นาวีการ. รังสรรค์ ประเสริ ฐศรี . การบริ หารเชิงกลยุทธ์และนโยบายเชิงธุรกิจ. การพัฒนาองค์การแห่ งการเรี ยนรู ้. กรุ งเทพมหานคร: โรงพิมพ์ตะวันออก. พิมพ์ครั้งที่ 5. พสุ เดชะริ นทร์. ทองใบ สุ ดจารี . พฤติกรรมองค์การ. วีระวัฒน์ ปั นนิตามัย. วิจารณ์ พานิช. อุบลราชธานี: คณะวิทยาการจัดการ สถาบันราชภัฎอุบลราชธานี. (2545). (2550). กรุ งเทพมหานคร: ธีระป้อมวรรณกรรม. (2538). (2547). การจัดการมุมมองนักบริ หาร. วัฒนธรรมแห่ งการเป็ นองค์กรแห่งการตื่นรู ้: แนวทางใหม่ในการบริ หารและ พัฒนาทรัพยากรบุคคล. กรุ งเทพมหานคร: โรงพิมพ์ กรุ งเทพมหานคร. (2549). วารสารข้าราชการ. 40-45. (2545). จุลสารอุตสาหกรรมสัมพันธ์. (2550). จารุ วรรณ ประดา.htm [11 กรกฎาคม 2551] เพ็ญผกา พุม่ พวง. 2-3. 73. วีรวุธ มาฆะศิรานนท์. ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่ วนบุคคล วัฒนธรรมองค์การลักษณะ สร้างสรรค์ ความพร้อมขององค์การกับความยึดมัน่ ผูกพันขององค์การ ตามการรับรู ้ของ พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลจิตเวช. วิทยานิพนธ์ ปริ ญญามหาบัณฑิต สาขาการบริ หาร การพยาบาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. กรุ งเทพมหานคร: ธรรมสาร. (2544). พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุ งเทพมหานคร: บริ ษทั เนชัน่ มัลติมีเดีย กรุ๊ ป จํากัด. วิถีแห่ งองค์กรอัจฉริ ยะ. (2548). สมยศ นาวีการ. องค์กรอัจฉริ ยะ (Online). 4. . (2550).

(2004). Grffin.17 Ricky W. Organization behavior: managing people and organizations. . Boston: Houghton Miffin Company.

18 .