You are on page 1of 38

บทที 2

แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยทีเกียวข้ อง
การพัฒนาบทเรี ยนสําเร็ จรู ปกลุ่ มสาระการเรี ยนรู ้ สังคมศึ กษา ศาสนา และวัฒนธรรม
สํา หรั บ นัก เรี ย นชั$นประถมศึ ก ษาปี ที& 3 ได้ศึ ก ษาเอกสาร บทความและงานวิ จยั ที& เ กี& ย วข้อ ง
เพื&อนําหลักการ ทฤษฎีและแนวคิดที&สาํ คัญมาใช้ในการดําเนินงาน ดังนี$
1. หลักสู ตรแกนกลางการศึกษาขั$นพื$นฐาน พุทธศักราช 2551
1.1 วิสัยทัศน์
1.2 หลักการ
1.3 สมรรถนะสําคัญของผูเ้ รี ยน
1.4 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผูเ้ รี ยน
2. กลุ่ มสาระการเรี ยนรู ้ สั ง คมศึ ก ษา ศาสนา และวัฒ นธรรม ตามหลัก สู ต รแกนกลาง
การศึกษาขั$นพื$นฐาน พุทธศักราช 2551
2.1 ความสําคัญ
2.2 วิสัยทัศน์
2.3 เป้ าหมาย
2.6 สาระและมาตรฐานการเรี ยนรู ้
2.7 คุณภาพของนักเรี ยน
2.8 สื& อการเรี ยนรู ้
2.9 การวัดผลและประเมินผลการเรี ยนรู ้
2.10 การประเมิ นผลการเรี ย นรู ้
2.11การประเมิ นคุ ณ ลัก ษณะอันพึ ง ประสงค์
3. การจัดการเรี ยนรู ้กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
3.1 แนวการจัดการเรี ย นรู ้
4. บทเรี ยนสําเร็ จรู ป
4.1 ความหมายของบทเรี ยนสําเร็ จรู ป
4.2 ลักษณะสําคัญของบทเรี ยนสําเร็ จรู ป
4.3 ประเภทบทเรี ยนสําเร็ จรู ป
4.4 หลักจิตวิทยาของบทเรี ยนสําเร็ จรู ป
4.5 ส่ วนประกอบของบทเรี ยนสําเร็ จรู ป

9
4.6 หลักการของบทเรี ยนสําเร็ จรู ป
4.7 ประโยชน์ ข องบทเรี ย นสํา เร็ จรู ป
4.8 การสร้างบทเรี ยนสําเร็ จรู ป
4.9 การหาประสิ ทธิ ภาพบทเรี ยนสําเร็ จรู ป
4.10 วิธีคาํ นวณหาประสิ ทธิ ภาพ
4.11 ข้อดีของบทเรี ยนสําเร็ จรู ป
4.12 ข้อจํากัดของบทเรี ยนสําเร็ จรู ป
5. ความพึงพอใจ
5.1 ความหมายของความพึงพอใจ
5.2 ทฤษฎีความพึงพอใจ
6. งานวิจยั ที&เกี&ยวข้อง
6.1 งานวิจยั ต่างประเทศ
6.2 งานวิจยั ในประเทศ
หลักสู ตรแกนกลางการศึกษาขั#นพืน# ฐาน พุทธศักราช 2551
วิสัยทัศน์
หลักสู ตรแกนกลางการศึ กษาขั$นพื$นฐาน มุ่งพัฒนาผูเ้ รี ยนทุกคน ซึ& งเป็ นกําลังของชาติ
ให้เป็ นมนุ ษย์ที&มีความสมดุลทั$งด้านร่ างกาย ความรู ้ คุณธรรม มีจิตสํานึ กในความเป็ นพลเมืองไทย
และเป็ นพลโลก ยึ ด มั&น ในการปกครองตามระบอบประชาธิ ป ไตยอัน มี พ ระมหากษัต ริ ย์
ทรงเป็ นประมุ ขมีความรู ้ และทักษะพื$นฐาน รวมทั$งเจตคติ ที&จาํ เป็ นต่อการศึ กษาต่อ การประกอบ
อาชี พและการศึกษาตลอดชี วิต โดยมุ่งเน้นผูเ้ รี ยนเป็ นสําคัญบนพื$นฐานความเชื& อว่าทุกคนสามารถ
เรี ยนรู ้และพัฒนาตนเองได้เต็มศักยภาพ (กระทรวงศึกษาธิการ. 2553 ก : 4 - 6)
หลักการ
หลักสู ตรแกนกลางการศึกษาขั$นพื$นฐาน มีหลักการที&สาํ คัญ ดังนี$
1. เป็ นหลัก สู ต รการศึ ก ษาเพื& อ ความเป็ นเอกภาพของชาติ มี จุด หมายและมาตรฐาน
การเรี ยนรู ้ เป็ นเป้ าหมายสําหรั บพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู ้ ทักษะ เจตคติ และคุ ณธรรม
บนพื$นฐานของความเป็ นไทยควบคู่กบั ความเป็ นสากล
2. เป็ นหลัก สู ต รการศึ ก ษาเพื& อ ปวงชน ที& ป ระชาชนทุ ก คนมี โ อกาสได้รั บ การศึ ก ษา
อย่างเสมอภาคและมีคุณภาพ
3. เป็ นหลัก สู ตรการศึ กษาที& ส นองการกระจายอํา นาจ ให้สัง คมมี ส่ วนร่ วมในการจัด
การศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ&น

10
4. เป็ นหลักสู ตรการศึ กษาที& มีโครงสร้ างยืดหยุ่นทั$งด้านสาระการเรี ยนรู ้ เวลา และการ
จัดการเรี ยนรู ้
5. เป็ นหลักสู ตรการศึกษาที&เน้นผูเ้ รี ยนเป็ นสําคัญ
6. เป็ นหลัก สู ต รการศึ ก ษาสํ า หรั บ การศึ ก ษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธ ยาศัย
ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้ าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรี ยนรู ้ และประสบการณ์
หลักสู ตรแกนกลางการศึกษาขั$นพื$นฐาน มุ่งพัฒนาผูเ้ รี ยนให้เป็ นคนดี มีปัญญา มีความสุ ข
มี ศ ัก ยภาพในการศึ ก ษาต่ อ และประกอบอาชี พ จึ ง กํา หนดเป็ นจุ ด หมาย เพื& อ ให้เ กิ ด กับ ผูเ้ รี ย น
เมื&อจบการศึกษาขั$นพื$นฐาน ดังนี$
1. มี คุ ณ ธรรม จริ ย ธรรม และค่า นิ ย มที& พ& ึ งประสงค์ เห็ นคุ ณ ค่า ของตนเอง มี วินัย และ
ปฏิบตั ิตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรื อศาสนาที&ตนนับถือ ยึดหลีกปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียง
2. มีความรู ้อนั เป็ นสากลและมีความสามารถในการสื& อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้
เทคโนโลยี และมีทกั ษะชีวติ
3. มีสุขภาพกายและสุ ขภาพจิตที&ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกําลังกาย
4. มี ค วามรั ก ชาติ มี จิ ตสํ า นึ ก ในความเป็ นพลเมื องไทยแลพลโลก ยึ ดมั&น ในวิ ถี ชี วิ ต
และการปกครองตามระบอบประชาธิ ปไตยอันมีพระมหากษัตริ ยท์ รงเป็ นประมุข
5. มีจิตสํานึ กในการอนุ รักษ์วฒั นธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุ รักษ์และการพัฒนา
สิ& งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที&มุ่งทําประโยชน์และสร้างสิ& งที&ดีงามในสังคม และอยูร่ ่ วมกันในสังคม
อย่างมีความสุ ข
สมรรถนะสํ าคัญของผู้เรียน
1. ความสามรถในการสื& อสาร หมายถึง ผูเ้ รี ยนมีความรู ้และเข้าใจในการใช้ภาษาและวิธีการ
ที&เหมาะสม เพื&อติดต่อสื& อสารและสื& อความหมายให้ผอู ้ ื&นมีความเข้าใจกับตนเองได้
2. ความสามารถในการคิด หมายถึง ผูเ้ รี ยนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ได้อย่างมี
เหตุผล
3. ความสามารถในการแก้ปัญหา หมายถึง ผูเ้ รี ยนสามารถแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องและ
เหมาะสม
4. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวติ หมายถึง ผูเ้ รี ยนมีความรู ้ ความเข้าใจในการดําเนิ นชี วิต
แบบเศรษฐกิจพอเพียงและนํามาใช้ในชีวติ ประจําวันได้
5.. ความสามารถในการเทคโนโลยี หมายถึง ผูเ้ รี ยนมีความรู ้ความเข้าใจเกี&ยวกับเทคโนโลยี
และนวัตกรรม สามารถนํามาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและส่ วนรวมได้

2553 ข : 5) . มุ่งมัน& ในการทํางาน หมายถึ ง มี ความขยันหมัน& เพียร รั กการทํางาน และทํางานอย่างมี ความสุ ขให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที&ได้ต$ งั ไว้ 7. มี วิ นัย หมายถึ ง ปฏิ บ ัติ ต นอยู่ ใ นกรอบของสั ง คมตามบรรทัด ฐานและกฎหมาย ของสังคมไทย 4. ซื& อสัตย์สุจริ ต หมายถึง การปฏิบตั ิตนให้ตรงต่อความเป็ นจริ ง ทั$งกาย วาจา ใจ ทั$งต่อ ตนเองและผูอ้ ื&น 3. รักความเป็ นไทย หมายถึ ง รักษาขนบธรรมเนี ยมประเพณี และความเป็ นอยู่ของไทย ด้วยความภาคภูมิใจ 8. อยู่อย่า งพอเพีย ง หมายถึ ง ปฏิ บ ตั ิ ตนอยู่ในทางสายกลาง พึ ง พอใจในสิ& ง ที& ตนมี อยู่ มีความพอประมาณและสร้างภูมิคุม้ กันในตัวเอง 6.11 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ของผู้เรียน 1. มีจิตสาธารณะ หมายถึง มีจิตใจที&มุ่งมัน& รู ้จกั ทําคุณประโยชน์เพื&อส่ วนรวม สรุ ปได้ว่า หลักสู ตรแกนกลางการศึกษาขั$นพื$นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาผูเ้ รี ยนให้ เป็ นมนุ ษย์ที&มีความสมดุลทั$งด้านร่ างกาย ความรู ้ คุ ณธรรม มีจิตสํานึ กในความเป็ นพลเมืองไทย และ พลโลก ยึดมัน& ในการปกครองตามระบอบประชาธิ ป ไตยอันมี พ ระมหากษัตริ ยท์ รงเป็ นประมุ ข เป็ นการศึกษาเพื&อความเป็ นเอกภาพ มีความเสมอภาคทางการศึกษา มีการกระจายอํานาจ มีความยืดหยุน่ เน้นผูเ้ รี ย นเป็ นสํา คัญ จัดการศึ ก ษาทั$ง ในระบบ นอกระบบ และตามอัธ ยาศัย มุ่ ง พัฒ นาผูเ้ รี ย น ให้เป็ นคนดี มี ปั ญญา มี ความสุ ข มี ศ กั ยภาพในการศึ กษาต่อ การประกอบอาชี พ มี สมรรถนะครบ ทั$ง 5 ด้าน หลักสู ตรได้กาํ หนดให้ผูเ้ รี ยนต้องมี คุณลักษณะอันพึงประสงค์ที&สําคัญ 8 ด้าน ทั$งนี$ กําหนดให้จดั การศึกษาผ่าน 8 กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้ โดยได้กาํ หนดตัวชี$ วดั ไว้ 2 ตัวชี$ วดั คือ ตัวชี$ วดั ชั$นปี และตัวชี$วดั ช่วงชั$น กลุ่มสาระการเรี ยนรู้ สังคมศึ กษา ศาสนา และวัฒนธรรม ตัวชี# วัดและสาระการเรี ยนรู้ แกนกลาง ตามหลักสู ตรแกนกลางการศึกษาขั#นพืน# ฐาน พุทธศักราช 2551 ความสํ าคัญ กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้ สังคมศึ กษา ศาสนา และวัฒนธรรม ได้กล่าวถึ ง ความสําคัญไว้ดงั นี$ (กระทรวงศึกษาธิ การ. รั ก ชาติ ศาสน์ กษัต ริ ย ์ หมายถึ ง การปฏิ บ ัติ ต นในการรั ก หวงแหน ภาคภู มิ ใ จ ในความเป็ นชาติไทย ปฏิบตั ิตนตามหลักศาสนา รักเคารพและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริ ย ์ 2. ใฝ่ เรี ยนรู ้ หมายถึ ง รักในการเรี ยนรู ้ ในทุกสิ& งทุ กอย่างอย่างต่อเนื& องซึ& งจะส่ งผลให้ มีความรู ้ความสามารถในการดํารงชีวติ ได้อย่างมีความสุ ข 5.

12 สังคมโลกมีการเปลี& ยนแปลงอยางรวดเร็ วตลอดเวลา กลุ มสาระการเรี ยนรู สังคมศึ กษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชวยใหผูเรี ยนมีความรู ความเขาใจ วามนุ ษยดํารงชี วิตอยางไร ทั$งในฐานะ ปจเจกบุ คคล และการอยูรวมกันในสังคม การปรั บตัวตามสภาพแวดลอม การจัดการทรั พยากร ที&มีอยูอยางจํากัด นอกจากนี$ ยงั ชวยใหผูเรี ยนเขาใจถึงการพัฒนา เปลี&ยนแปลงตามยุคสมัย กาลเวลา ตามเหตุ ป จจัย ตาง ๆ ทํา ใหเกิ ดความเข าใจในตนเอง และผูอื& น มี ค วามอดทน อดกลั$น ยอมรั บ ในความแตกตาง และมี คุณธรรม สามารถนําความรู ไปปรั บใชในการดําเนิ นชี วิต เปนพลเมื องดี ของประเทศชาติ และสังคมโลก สั ง คมศึ ก ษา ศาสนา และวัฒ นธรรมเป็ นกลุ่ ม สาระการเรี ยนรู ้ ที& ต้ อ งเรี ยนตลอด 12 ปี การศึกษาตั$งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเป็ นกลุ่มสาระการเรี ยนรู ้ ที&ประกอบมาจากหลายแขนงวิชา จึงมีลกั ษณะเป็ นสหวิทยาการโดยนําวิทยาการจากแขนงวิชาต่าง ๆ ในสาขาสัง คมศาสตร์ ม าหลอมรวมเข้า ด้วยกัน ได้แก่ ภู มิ ศ าสตร์ ประวัติศ าสตร์ เศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์ จริ ยธรรม ประชากรศึกษา สิ& งแวดล้อมศึกษา รัฐศาสตร์ สังคมวิทยา ปรัชญา และศาสนา กลุ่ มสาระการเรี ยนรู ้ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม จึงเป็ นกลุ่มสาระการเรี ยนรู ้ ที&ออกแบบ มาเพื&อส่ งเสริ มศักยภาพการเป็ นพลเมื องดี ให้แก่นักเรี ยนโดยมี เป้ าหมายของการพัฒนาความเป็ น พลเมืองดี ซึ& งถือเป็ นความรับผิดชอบของทุกกลุ่มสาระการเรี ยนรู ้ กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม จึงมีความสําคัญที&จะช่วยพัฒนา นักเรี ยนให้เกิดความเจริ ญงอกงามในด้านต่างๆ ดังนี$ (กระทรวงศึกษาธิ การ. ด้า นเจตคติ และค่ า นิ ย ม กลุ่ ม สาระการเรี ย นรู ้ สั ง คมศึ ก ษา ศาสนา และวัฒ นธรรม จะช่วยพัฒนาเจตคติ และค่านิยมเกี&ยวกับประชาธิ ปไตยและความเป็ นมนุ ษย์ เช่น รู ้จกั ตนเอง พึ&งตนเอง ซื& อสัตย์สุจริ ต มีวินยั มีความกตัญKู รักเกี ยรติภูมิแห่ งตน มีนิสัยในการเป็ นผูผ้ ลิ ตที&ดี มีความพอดี ในการบริ โภค เห็ นคุ ณค่าของการทํางาน รู ้ จกั คิ ดวิเคราะห์ รู ้ จกั การทํางานเป็ นกลุ่ ม เคารพสิ ท ธิ ของผูอ้ ื&นและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม มีความผูกพันกับกลุ่ม รักท้องถิ&น รักประเทศชาติ เห็นคุณค่า อนุ รักษ์และพัฒนาศิลปวัฒนธรรมและสิ& งแวดล้อม ศรัทธาในหลักธรรมของศาสนาและการปกครอง ระบอบประชาธิ ปไตยอันมีพระมหากษัตริ ยท์ รงเป็ นประมุข . 2553 ข : 6 . ด้านทักษะกระบวนการ นักเรี ยนจะได้รับการพัฒนาให้เกิ ดทักษะและกระบวนการ ต่าง ๆ เช่น ทักษะทางวิชาการ ทักษะทางสังคม ทักษะทางการสื บสวนสอบสวน ทักษะการสื& อสาร ทักษะการแสวงหาความรู ้ การสื บค้น เป็ นต้น 3. ด้านความรู ้ จะให้ความรู ้ แก่นักเรี ยนในเนื$ อหาสาระ ความคิดรวบยอดและหลักการ สําคัญของวิชาต่าง ๆ ในสาขาสังคมศาสตร์ ได้แก่ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ จริ ยธรรม สั ง คมวิ ท ยา เศรษฐศาสตร์ กฎหมาย ประชากรศึ ก ษา สิ& ง แวดล้อ มศึ ก ษา ปรั ช ญา และศาสนา ตามขอบเขตที&กาํ หนดไว้ในแต่ละระดับชั$นในลักษณะบูรณาการ 2.7) 1.

บูรณาการสรรพความรู ้ กระบวนการและปั จจัยต่าง ๆ เพื&อการเรี ยนรู ้ ตามเป้ าหมาย ของท้อ งถิ& น และประเทศชาติ การจัด การเรี ยนรู ้ ต้ อ งใช้ ข ้ อ มู ล ความรู ้ ท$ ัง ในระดับ ท้อ งถิ& น ประเทศชาติ และระดับโลกเชื&อมโยงเข้าด้วยกัน 3.3 นําความรู ้ เรื& องการเมื อ งการปกครองมาตัด สิ นใจเกี& ย วกับ การปกครอง ชุ ม ชน ท้องถิ&น และประเทศชาติของตน 1.5 นําความรู ้เกี& ยวกับคุณค่าของจริ ยธรรม ศาสนา มาตัดสิ นใจในการประพฤติปฏิบตั ิตน และการอยูร่ ่ วมกับผูอ้ ื&น 1.4 นําความรู ้ เรื& องการผลิ ต การแจกจ่าย การบริ โภคสิ นค้า และบริ การมาตัดสิ นใจ ในการใช้ทรัพยากรที&มีอยูจ่ าํ กัด เพื&อการดํารงชีวติ เพื&อการประกอบอาชีพ และการอยูใ่ นสังคม 1. นักเรี ยนอภิปรายประเด็นปั ญหาร่ วมสมัยร่ วมกับเพื&อนและผูใ้ หญ่ สามารถแสดงจุดยืน ในค่านิยม จริ ยธรรมของตนเอย่างเปิ ดเผยและจริ งใจ ขณะเดียวกันก็รับฟังเหตุผลของผูอ้ ื&น ที&แตกต่างจากตนอย่างตั$งใจ 4. 2553 ข : 8) 1. การจัดการเรี ย นรู ้ เป็ นบรรยากาศของการส่ ง เสริ ม การคิ ด ขั$นสู ง ในประเด็ น หัวข้อ ที& ลึกซึ$ ง ท้าทาย นักเรี ย นมี ส่วนร่ วมในกิ จกรรมการเรี ยนรู ้ อย่างมี ความหมาย ได้รับ การประเมิ น ที& เ น้ น การนํ า ความรู ้ ม าประยุ ก ต์ ใ ช้ ทุ ก มาตรฐานการเรี ยนรู ้ ข องกลุ่ ม สั ง คมศึ ก ษา ศาสนา และวัฒนธรรม มีการจัดเตรี ยมโครงงานที&สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมเป็ นจริ งของสังคมที&ให้นกั เรี ยน ได้นาํ สิ& งที&เรี ยนไปใช้ได้จริ งในการดําเนินชีวติ .13 วิสัยทัศน์ กลุ่ ม สาระการเรี ย นรู ้ สั ง คมศึ ก ษาศาสนาและวัฒ นธรรม ได้ก ํา หนดวิ สั ย ทัศ น์ ดัง นี$ (กระทรวงศึกษาธิ การ.2 นําความรู ้ เ กี& ย วกับ โลกของเรามาสร้ า งความเข้า ใจในกระบวนการก่ อ ให้ เ กิ ด สภาพแวดล้อมของมนุษย์ เพื&อการตัดสิ นใจในการดํารงชีวติ ในสังคม 1.1 นําความรู ้ จ ากอดี ต มาสร้ า งความเข้า ใจในมรดกทางวัฒ นธรรมของประเทศ เพื&อการตัดสิ นใจในการเป็ นพลเมืองดี 1. เป็ นศาสตร์ บูรณาการที& มุ่งให้นักเรี ยนเป็ นผูม้ ี การศึ กษาพร้ อมที& จะเป็ นผูน้ าํ เป็ นผูม้ ี ส่ วนร่ วมและเป็ นพลเมืองที&ดี มีความรับผิดชอบ ดังนี$ 1.6 นําวิ ธี การทางสั ง คมศาสตร์ ม าค้น หาคํา ตอบเกี& ย วกับ ประเด็ น ปั ญ หาในสั ง คม และกําหนดแนวทางประพฤติปฏิบตั ิที&สร้างสรรค์ต่อส่ วนรวม 2.

2 การคิ ด และนํา เสนอแนวคิ ด ต่ า ง ๆ ทัก ษะด้ า นนี$ กลุ่ ม สาระการเรี ยนรู ้ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม จะส่ งเสริ มให้นกั เรี ยนมีความสามารถในการคิด การจัดระบบข้อมูล การตี ความ วิเคราะห์ สรุ ป ประเมิ นและนําเสนอข้อมูล ความคิ ดเห็ นต่าง ๆ โดยสื& อสารออกมา ในรู ป แบบต่ า ง ๆ โดยเฉพาะการเขี ย น การพูด ที& สื& อ ความหมายกับ ผูอ้ ื& นบนพื$ น ฐานที& มี เ หตุ ผ ล และหลักการ เพื&อจะใช้สนับสนุ นและประกอบการพิจารณาตัดสิ นใจใด ๆ ของบุคคลและสังคม ได้อย่างฉลาดและมีประสิ ทธิ ภาพ . ทัก ษะและกระบวนการ กลุ่ ม สาระการเรี ย นรู ้ สั งคมศึ ก ษา ศาสนา และวัฒนธรรม ที& จ ํา เป็ นสํ า หรั บ การพัฒ นาบุ ค ลิ ก ภาพของนั ก เรี ยนให้ เ ป็ นผู ้ร อบรู ้ มี บุ ค ลิ ก ภาพที& เ หมาะสม และสามารถอยูร่ ่ วมกับผูอ้ ื&นในสังคมได้อย่างมีความสุ ข ดังนี$ 2.1 การแสวงหาและจัด การกับ ข้อ มู ล ความรู ้ ต่ า ง ๆ ทัก ษะด้า นนี$ กลุ่ ม สาระ การเรี ยนรู ้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม จะส่ งเสริ มให้นกั เรี ยนมีความสามารถในการอ่าน ศึกษา สื บค้นข้อมูล ความรู ้ ใช้กระบวนการศึ กษาค้นคว้าทางสังคมศาสตร์ การสื บค้นความรู ้ รวมทั$ง ความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์ และสื& ออิเล็กทรอนิกส์ 2.1.14 เป้าหมาย กลุ่ ม สาระการเรี ยนรู ้ สั ง คมศึ ก ษา ศาสนา และวัฒ นธรรม มี เ ป้ าหมายที& สํ า คั ญ คือ ให้นกั เรี ยนเป็ นพลเมื องดี ในวิถีชีวิตประชาธิ ปไตยภายใต้การปกครองระบอบประชาธิ ปไตย อั น มี พ ระมหากษั ต ริ ย์ ท รงเป็ นประมุ ข การที& จ ะบรรลุ ต ามเป้ าหมายดั ง กล่ า วนั$ นจํ า เป็ น ต้องมีองค์ประกอบสําคัญ 3 ประการ ดังนี$ (กระทรวงศึกษาธิ การ.1 ทักษะทางวิชาการ ได้แก่ ทักษะในการฟั ง พูด อ่าน เขียน และการคิด ซึ& งนักเรี ยน ต้องนํามาใช้ในการแสวงหาความรู ้ จดั การกับความรู ้ การนําความรู ้ไปใช้ในการสร้ างองค์ความรู ้ใหม่ ประกอบด้วย 2. 2553 ข : 9 .10) 1.1. ความรู ้ ความรู ้ ใ นกลุ่ ม สาระการเรี ยนรู ้ สั ง คมศึ ก ษา ศาสนา และวัฒ นธรรม มีการผสมผสานการศึกษาศาสตร์ ต่าง ๆ เช่ น มนุ ษยวิทยา เศรษฐศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ รั ฐ ศาสตร์ นิ ติ ศ าสตร์ ปรั ช ญา และศาสนาเข้า ด้ว ยกัน ไม่ เ พี ย งเท่ า นั$น กลุ่ ม สาระการเรี ย นรู ้ สั ง คมศึ ก ษา ศาสนา และวัฒ นธรรม ยัง รวมถึ ง การศึ ก ษาคุ ณ ลัก ษณะการเป็ นคนดี ข องสั ง คม การเป็ นพลเมื องที& มีส่วนร่ วมในการศึ กษา ความเป็ นไปของโลก พหุ วฒั นธรรม กฎหมายศึ กษา อาชี พ ศึ ก ษา และประเด็ น ปั ญ หาร่ ว มสมัย ต่ า ง ๆ นอกจากนี$ ยัง จะต้อ งบู ร ณาการสาระความรู ้ จากกลุ่ ม สาระการเรี ย นรู ้ อื& น ๆ เช่ น ภาษาไทย ภาษาต่ า งประเทศ คณิ ต ศาสตร์ วิ ท ยาศาสตร์ และเทคโนโลยีอีกด้วย 2.

2 เข าใจ ตระหนัก และปฏิ บ ัติ ต นเป นศาสนิ ก ชนที& ดี และธํา รงรั ก ษา พระพุทธศาสนาหรื อศาสนาที&ตนนับถือ .1 รู และเขาใจประวัติ ความสําคัญ ศาสดา หลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรื อ ศาสนา ที& ต นนับ ถื อ และศาสนาอื& น มี ศ รั ท ธาที& ถู ก ต อง ยึ ด มั&น และปฏิ บ ัติ ต ามหลัก ธรรม เพื&ออยูร่ ่ วมกันอยางสันติสุข มาตรฐาน ส 1.3 การสร้ า งองค์ค วามรู ้ ใ หม่ กลุ่ ม สาระการเรี ย นรู ้ สั ง คมศึ ก ษา ศาสนา และ วัฒ นธรรม จะส่ ง เสริ ม ให้ นัก เรี ย นสามารถสร้ า งความรู ้ ที& เ ป็ นความคิ ด รวบยอดและหลัก การ ได้สามารถอธิ บายความสัมพันธ์และความเป็ นเหตุเป็ นผลของเรื& องราวต่าง ๆ ได้ สามารถคิดอย่างมี วิจารณญาณ คิ ดสร้ า งสรรค์ ศึ กษาค้นคว้า เพื& อสร้ า งองค์ค วามรู ้ ใ หม่ ที& จะมี ส่ วนช่ วยให้นักเรี ย น เกิดความเข้าใจในเรื& องราวต่าง ๆ ของบุคคลและสังคมที&เราดํารงชี วิตอยู่ และนําไปสู่ การนําความรู ้ ไปใช้ในการวางแผนแก้ปัญหา ตัดสิ นใจและการดําเนินชีวติ ได้อย่างเหมาะสม 2.15 2.2 ทักษะทางสังคม ได้แก่ การร่ วมมื อและการมี ส่วนร่ วมในสังคม การดู แลรั กษา การเอาใจใส่ ให้บริ การ การมีส่วนร่ วมในสังคม ทักษะและกระบวนการกลุ่ม พัฒนาความเป็ นผูน้ าํ ผูต้ ามในการทํางานกลุ่ม เห็นคุณค่า เคารพตนเองและผูอ้ ื&น ยอมรับในความคล้ายคลึง และความแตกต่าง ของตนและของผูอ้ ื&น เคารพในทรัพย์สินและสิ ทธิ ของผูอ้ ื&น เคารพในกฎ กติกาของกฎหมาย เคารพ ในความเป็ นมนุษยชาติ และสรรพสิ& งที&มีชีวติ ทั$งหลาย 3. คุณธรรม จริ ยธรรม และค่านิยม กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม จะช่ ว ยพัฒ นาทัก ษะเกี& ย วกับ เจตคติ จริ ย ธรรม และค่ า นิ ย ม โดยผ่า นประสบการณ์ ก ารเรี ย นรู ้ และทัก ษะต่ า ง ๆ อย่า งหลากหลาย นัก เรี ย นจะได้รั บ การพัฒ นาเกี& ย วกับ ความเป็ นสมาชิ ก ที& ดี ในสังคมประชาธิ ปไตย เช่ น การรู ้ จกั ตนเอง พึ&งตนเอง ซื& อสัตย์สุจริ ต มีวินัย กตัญKู รั กเกี ยรติภูมิ ของตน เคารพเหตุ ผ ล มี ค วามยุ ติ ธ รรม ห่ ว งใยในสวัส ดิ ภ าพของผูอ้ ื& น ยอมรั บ ความแตกต่ า ง ขจัดข้อขัดแย้งด้วยสันติวธิ ี ยึดมัน& ในความยุติธรรม ความเสมอภาคและเสรี ภาพ มีนิสัยในการเป็ นผูผ้ ลิต และผูบ้ ริ โภคที&ดี เห็นคุณค่าของการทํางาน การทํางานเป็ นกลุ่ม การเคารพสิ ทธิ ของผูอ้ ื&น เสี ยสละ เห็ น แก่ ป ระโยชน์ ส่ ว นรวม มี ค วามผูก พัน กับ กลุ่ ม รั ก ท้องถิ& น รั ก ประเทศชาติ เทิ ดทู นสถาบัน พระมหากษัตริ ย ์ ภูมิใจในความเป็ นไทย เห็นคุณค่า อนุ รักษ์ พัฒนาศิลปวัฒนธรรม และสิ& งแวดล้อม และศรัทธาในหลักธรรมของศาสนา สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที& 1 ศาสนา ศีลธรรม จริ ยธรรม มาตรฐาน ส 1.1.

2 เข าใจระบบการเมื องการปกครองในสั ง คมป จจุ บ นั ยึดมัน& ศรั ท ธา และธํารงรักษาไวซึ& งการปกครองระบอบประชาธิ ปไตยอันมีพระมหากษัตริ ยทรงเปนประมุข สาระที& 3 เศรษฐศาสตร มาตรฐาน ส 3. ไดเรี ยนรู เรื& องเกี& ยวกับตนเองและผูท้ ี&อยู่รอบข้าง ตลอดจนสภาพแวดล้อมในท้องถิ&น ที&อยูอ่ าศัย และเชื&องโยงประสบการณ์ไปสู่ โลกกว้าง .1 เขาใจความหมาย ความสําคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร สามารถใชวิธีการทางประวัติศาสตรมาวิเคราะหเหตุการณตาง ๆ อยางเปนระบบ มาตรฐาน ส 4.16 สาระที& 2 หนาที&พลเมือง วัฒนธรรม และการดําเนินชีวติ ในสังคม มาตรฐาน ส 2.1 เขาใจลักษณะของโลกทางกายภาพ และความสัมพันธของสรรพสิ& ง ซึ& งมีผลตอกันและกันในระบบของธรรมชาติ ใชแผนที& และเครื& องมือทางภูมิศาสตรในการคนหา วิเคราะห สรุ ป และใชขอมูลภูมิสารสนเทศอยางมีประสิ ทธิ ภาพ มาตรฐาน ส 5.1 เขาใจและสามารถบริ หารจัดการทรัพยากรในการผลิ ตและการบริ โภค การใชทรัพยากรที&มีอยูจํากัดไดอยางมีประสิ ทธิ ภาพและคุมคา รวมทั$งเขาใจหลักการของเศรษฐกิจ พอเพียงเพื&อการดํารงชีวติ อยางมีดุลยภาพ มาตรฐาน ส 3. 2553 ข : 11) 1.2 เขาใจปฏิสัมพันธระหวางมนุ ษยกับสภาพแวดลอมทางกายภาพที&กอให เกิดการสรางสรรควัฒนธรรม มีจิตสํานึ ก และมีสวนรวมในการอนุ รักษ ทรัพยากรและสิ& งแวดลอม เพื&อการพัฒนาที&ยงั& ยืน คุณภาพของนักเรียน นักเรี ยนจบชั$นประถมศึกษาปี ที& 3 จะต้องมีความรู ้ ดังนี$ (กระทรวงศึกษาธิ การ.2 เขาใจระบบ และสถาบันทางเศรษฐกิจตาง ๆ ความสัมพันธทางเศรษฐกิ จ และความจําเปนของการรวมมือกันทางเศรษฐกิจในสังคมโลก สาระที& 4 ประวัติศาสตร มาตรฐาน ส 4.2 เข าใจพัฒ นาการของมนุ ษ ยชาติ จ ากอดี ต จนถึ ง ป จจุ บ ัน ในด าน ความสั ม พันธ และการเปลี& ย นแปลงของเหตุ ก ารณ อย างต อเนื& อง ตระหนัก ถึ ง ความสํา คัญและ สามารถวิเคราะหผลกระทบที&เกิดขึ$น มาตรฐาน ส 4.3 เขาใจความเปนมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปญญาไทย มีความรั ก ความภูมิใจและธํารงความเปนไทย สาระที& 5 ภูมิศาสตร มาตรฐาน ส 5.1 เขาใจและปฏิบตั ิตนตามหนาที&ของการเปนพลเมืองดี มีคานิ ยมที&ดีงาม และธํารงรั ก ษาประเพณี และวัฒนธรรมไทย ดํารงชี วิตอยูรวมกันในสั ง คมไทย และสั งคมโลก อยางสันติสุข มาตรฐาน ส 2.

ได้รับการพัฒนาแนวคิดพื$นฐานเกี& ยวกับศาสนา ศีลธรรม จริ ยธรรม หน้าที& พลเมือง เศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และภูมิปัญญา เพื&อเป็ นพื$นฐานในการทําความเข้าใจในขั$นที&สูงต่อไป สื อการเรียนรู้ การจัดการศึกษาตามหลักสู ตรการศึกษาขั$นพื$นฐานและหลักสู ตรสถานศึกษามุ่งส่ งเสริ ม ให้นักเรี ยนเรี ยนรู ้ ดว้ ยตนเอง เรี ยนรู ้ อย่างต่อเนื& องตลอดชี วิตและใช้เวลาอย่างสร้ างสรรค์ รวมทั$ง มีความยืดหยุ่น สนองความต้องการของนักเรี ยน ชุ มชน สังคมและประเทศชาติ นักเรี ยนสามารถ เรี ย นรู ้ ไ ด้ทุ กเวลา ทุ ก สถานที& และเรี ย นรู ้ ไ ด้จากสื& อการเรี ย นรู ้ และแหล่ ง การเรี ย นรู ้ ทุ ก ประเภท รวมทั$งจากเครื อข่ายการเรี ยนรู ้ ต่าง ๆ ที&มีอยู่ในท้องถิ& น ชุ มชน และแหล่งอื& น ๆ เน้นสื& อที&นกั เรี ยน และผูส้ อนใช้ศึกษาค้นคว้าหาความรู ้ ดว้ ยตนเอง นักเรี ยน ผูส้ อนสามารถจัดทําและพัฒนาสื& อการเรี ยนรู ้ ขึ$นเองหรื อนําสื& อต่าง ๆ ที&มีอยูร่ อบตัว และในระบบสารสนเทศมาใช้ในการเรี ยนรู ้ โดยใช้วิจารณญาณ ในการเลือกใช้สื&อและแหล่งความรู ้โดยเฉพาะหนังสื อเรี ยน ควรมีเนื$อหาสาระครอบคลุมตลอดช่วงชั$น สื& อ สิ& ง พิ ม พ์ค วรจัด ให้ มี อ ย่ า งเพี ย งพอ ทั$ง นี$ ควรให้ นัก เรี ย นสามารถยื ม ได้จ ากห้ อ งสมุ ด ของ สถานศึกษา (กระทรวงศึกษาธิ การ. 2553 ข : 17) การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลการเรี ยนรู ้เป็ นกระบวนการที&ให้ผูส้ อนใช้พฒั นาคุ ณภาพนักเรี ยน เพราะจะช่วยให้ได้ขอ้ มูลสารสนเทศที&แสดงพัฒนาการความก้าวหน้า และความสําเร็ จทางการเรี ยน . ไดศึกษาเรื& องราวเกี&ยวกับตนเอง ครอบครัว โรงเรี ยน และชุ มชนในลักษณะการบูรณาการ ผูเ้ รี ยนได้เข้าใจแนวคิดเกี& ยวกับปั จจุบนั และอดี ต มีความรู ้ พ$ืนฐานทางเศรษฐกิ จได้ขอ้ คิดเกี& ยวกับ รายรั บ-รายจ่ายของครอบครั ว เข้าใจถึ งการเป็ นผูผ้ ลิ ต ผูบ้ ริ โภค รู ้ จกั การออมขั$นต้นและวิธีการ เศรษฐกิจพอเพียง 4.17 2. ผูเ้ รี ยนไดได้รับการพัฒนาให้มีทกั ษะกระบวนการ และมีขอ้ มูลที&จาํ เป็ นต่อการพัฒนา ให้ เ ป็ นผู ้มี คุ ณ ธรรม จริ ยธรรม ประพฤติ ป ฏิ บ ัติ ต ามหลัก คํา สอนของศาสนาที& ต นนั บ ถื อ มี ค วามเป็ นพลเมื องดี มี ค วามรั บ ผิ ดชอบ การอยู่ร่ วมกันและการทํา งานกับ ผูอ้ ื& น มี ส่ ว นร่ ว ม ในกิจกรรมของห้องเรี ยน และได้ฝึกหัดในการตัดสิ นใจ 3. 2553 ข : 16) ลัก ษณะของสื& อการเรี ย นรู ้ ที& จะนํา มาใช้ใ นการจัด การเรี ย นรู้ ควรมี ค วามหลากหลาย ทั$งสื& อธรรมชาติ สื& อสิ& งพิมพ์ สื& อเทคโนโลยี และสื& ออื&น ๆ ซึ& งช่วยส่ งเสริ มให้การเรี ยนรู ้เป็ นไปอย่าง มีคุณค่า น่าสนใจ ชวนคิด ชวนติดตาม เข้าใจได้ง่าย และรวดเร็ วขึ$น รวมทั$งกระตุน้ ให้นกั เรี ยนรู ้จกั วิธีการแสวงหาความรู ้ เกิดการเรี ยนรู ้อย่างกว้างขวาง ลึกซึ$ งและต่อเนื& องตลอดเวลาเพื&อให้การใช้สื&อ การเรี ยนรู ้ เป็ นไปตามแนวการจัดการเรี ยนรู ้ และพัฒนานักเรี ยนให้เกิ ดการเรี ยนรู ้ อย่างมีคุณภาพ (กระทรวงศึกษาธิ การ.

กํา หนดผลการเรี ย นรู ้ ที& ค าดหวัง รายปี หรื อ รายภาค โดยวิ เ คราะห์ จ ากมาตรฐาน การเรี ยนรู ้ช่วงชั$นของแต่ละกลุ่มสาระการเรี ยนรู ้ 2. กําหนดเกณฑ์สาํ หรับตัดสิ นการประเมินการผ่านผลการเรี ยนรู ้ที&คาดหวังรายข้อ 3. 2553 ก : 23) 1. ดําเนิ นการประเมิ นการแสดงคุ ณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรี ยนตามแนวทาง และวิธีการที&สถานศึกษากําหนด 5. กําหนดแนวทางและวิธีการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของสถานศึกษา 4. ประเมินตัดสิ นคุณลักษณะอันพึงประสงค์ผา่ นช่วงชั$น . กําหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เกี&ยวกับคุณธรรม จริ ยธรรม และค่านิ ยมตามหลักสู ตร แกนกลาง 2. กําหนดเกณฑ์การประเมินให้ระดับผลการเรี ยนสาระการเรี ยนรู้รายปี หรื อรายภาค 4.18 ของนักเรี ยน รวมทั$งข้อมูลที&จะเป็ นประโยชน์ต่อการส่ งเสริ มให้นกั เรี ยนเกิ ดการพัฒนาและเรี ยนรู ้ อย่างเต็มตามศักยภาพ (กระทรวงศึกษาธิ การ. ประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์รายภาค 6. 2553 ข : 19) การประเมินผลการเรียนรู้ การประเมิ น ผลการเรี ย นรู ้ ข องนัก เรี ย นในการเรี ย นกลุ่ ม สาระการเรี ย นรู ้ ท$ งั 8 กลุ่ ม สาระตามหลัก สู ตรของสถานศึ กษาแต่ ล ะช่ วงชั$น ภารกิ จที& ส ถานศึ ก ษาจะต้องดํา เนิ นการ ดัง นี$ (กระทรวงศึกษาธิ การ. ประเมินสรุ ปผลการเรี ยนสาระการเรี ยนรู ้ผา่ นช่วงชั$น การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เป็ นการประเมิ นคุ ณ ลัก ษณะอันพึง ประสงค์เกี& ย วกับ คุ ณ ธรรม จริ ย ธรรม และค่า นิ ย ม เพื&อแก้ปัญหาหรื อสร้ างค่านิ ยมอันดี ให้แก่นักเรี ยนตามจุ ดเน้นของหลักสู ตรภารกิ จที& สถานศึกษา จะต้องดําเนินการ ดังนี$ (กระทรวงศึกษาธิ การ. กําหนดเกณฑ์สาํ หรับตัดสิ นการผ่านคุณลักษณะอันพึงประสงค์แต่ละประการ 3. ประเมินผลการเรี ยนระหว่างเรี ยน ซึ& งเป็ นการประเมินผลระดับห้องเรี ยน 5. 2553 ข : 18) สถานศึกษาในฐานะผูร้ ับผิดชอบการจัดการศึกษาจะต้องจัดทําหลักเกณฑ์และแนวปฏิบตั ิ ในการวัดและประเมิ นผลการเรี ยนของสถานศึ กษา เพื&อให้บุคลากรที&เกี& ยวข้องทุ กฝ่ ายถื อปฏิ บตั ิ ร่ วมกัน และเป็ นไปในมาตรฐานเดี ยวกัน สถานศึกษาต้องมีผลการเรี ยนรู ้ ของนักเรี ยนจากการวัด และประเมินทั$งในระดับชั$นเรี ยน ระดับสถานศึกษา และระดับชาติ ตลอดจนการประเมินภายนอก เพื&อใช้เป็ นข้อมูลสร้ างความมัน& ใจเกี& ยวกับคุ ณภาพของนักเรี ยนแก่ผเู ้ กี& ยวข้องทั$งภายในและภายนอก สถานศึกษา (กระทรวงศึกษาธิ การ. 2553 ก : 24) 1. ประเมินตัดสิ นผลการเรี ยนสาระการเรี ยนรู ้รายภาค 6.

19 สรุ ปได้วา่ การจัดการเรี ยนการสอนกลุ่มสาระการเรี ยนรู ้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม มุ่งเน้นให้นกั เรี ยนมีความรู ้ ทักษะกระบวนการ และคุณธรรม จริ ยธรรม และค่านิ ยม การเปลี&ยนแปลง ตามยุคสมัย กาลเวลา ตามเหตุปจจัยตาง ๆ ทําใหเกิ ดความเขาใจในตนเอง และผูอื&น มีความอดทน อดกลั$น ยอมรับในความแตกตาง สามารถนําความรู ไปปรับใชในการดําเนิ นชี วิต เป็ นพลเมืองดี ของประเทศชาติ การจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม แนวการจัดการเรียนรู้ การจั ด การเรี ยนรู ้ ต ามหลั ก สู ต รการศึ ก ษาขั$น พื$ น ฐานยึ ด หลั ก ว่ า นั ก เรี ยนทุ ก คน มี ค วามสามารถเรี ย นรู ้ แ ละพัฒนาตนเองได้และถื อว่า นัก เรี ย นมี ค วามสํ า คัญที& สุ ด ซึ& ง ครู ผูส้ อน และผูจ้ ดั การศึกษาจะต้องเปลี&ยนแปลงบทบาทจากการเป็ นผูช้ $ ี นาํ ผูถ้ ่ายทอดความรู ้เป็ นผูช้ ่วยเหลื อ ส่ งเสริ มและสนับสนุ นนักเรี ยนในการแสวงหาความรู ้จากสื& อและแหล่งการเรี ยนรู ้ต่าง ๆ ให้ขอ้ มูล ที&ถูกต้องแก่นกั เรี ยน เพื&อนําข้อมูลเหล่านั$นไปใช้สร้ างสรรค์ความรู ้ของตน (กระทรวงศึกษาธิ การ. 2553 ข : 14) การเรี ยนรู ้ในสาระการเรี ยนรู ้ต่าง ๆ มีกระบวนการและวิธีการที&หลากหลาย ครู ตอ้ งคํานึ งถึง พัฒนาการทางด้านร่ างกาย และสติปัญญา วิธีการเรี ยนรู ้ ความสนใจและความสามารถของนักเรี ยน เป็ นระยะ ๆ อย่างต่ อเนื& อง ดัง นั$นการจัดการเรี ย นรู ้ ใ นแต่ ละช่ วงชั$น ควรใช้รูป แบบหรื อวิธี ก าร ที&หลากหลาย เน้นการจัดการเรี ยนรู ้ตามสภาพจริ ง การเรี ยนรู ้ดว้ ยตนเองการเรี ยนรู ้ร่วมกัน การเรี ยนรู ้ จากธรรมชาติ การเรี ยนรู ้ จากการปฏิ บ ตั ิ จริ งและการเรี ยนรู ้ แบบบูรณาการ การใช้ก ารวิจยั เป็ นส่ วนหนึ& ง ของกระบวนการเรี ยนรู ้ การเรี ยนรู ้คู่คุณธรรม ทั$งนี$ ตอ้ งพยายามนํากระบวนการจัดการกระบวนการ อนุ รักษ์และพัฒนาสิ& งแวดล้อม กระบวนการคิดและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ไปสอดแทรก ในการจัดการเรี ยนรู ้ทุกกลุ่มสาระการเรี ยนรู ้ เนื$อหาและกระบวนการต่าง ๆ ข้ามกลุ่มสาระการเรี ยนรู ้ ซึ& งการเรี ยนรู ้ในลักษณะองค์รวม การบูรณาการ เป็ นการกําหนดเป้ าหมายการเรี ยนรู ้ร่วมกัน ยึดนักเรี ยน เป็ นสําคัญโดยนํากระบวนการเรี ยนรู ้จากกลุ่มสาระเดี ยวกันหรื อต่างกลุ่มสาระการเรี ยนรู ้มาบูรณาการ ในการจัดการเรี ย นรู ้ ซึ& งจัดได้หลายลัก ษณะ เช่ น การบู รณาการแบบครู คนเดี ยว การบู รณาการ แบบคู่ ข นาน การบู ร ณาการแบบสหวิ ท ยาการหรื อการบู ร ณาการ แบบโครงงาน เป็ นต้ น (กระทรวงศึกษาธิ การ. 2553 ข : 15) กลุ่ ม สาระการเรี ยนรู ้ สั ง คมศึ ก ษา ศาสนา และวัฒ นธรรมช่ ว ยให้ ผู ้เ รี ยนมี ค วามรู ้ ความเข้า ใจการดํา รงชี วิ ต ของมนุ ษ ย์ ทั$ง ในฐานะปั จ เจกบุ ค คลและการอยู่ร่ ว มกัน ในสั ง คม การปรับตัวตามสภาพแวดล้อม การจัดการทรัพยากรที&มีอยูอ่ ย่างจํากัด เข้าใจถึงการพัฒนาเปลี&ยนแปลง .

2) สาระที& 1 ศาสนา ศีลธรรม จริ ยธรรม แนวคิดพื$นฐานเกี& ยวกับศาสนา ศีลธรรม จริ ยธรรม หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรื อ ศาสนาที& ตนนับถื อ การนํา หลัก ธรรมคํา สอนไปปฏิ บ ตั ิ ใ นการพัฒนาตนเอง และการอยูรวมกัน อยางสันติสุข เปนผูกระทําความดี มีคานิ ยมที&ดีงาม พัฒนาตนเองอยูเสมอ รวมทั$งบําเพ็ญประโยชน์ ตอสังคมและสวนรวม สาระที& 2 หน้าที&พลเมือง วัฒนธรรมและการดําเนิ นชีวติ ในสังคม ระบบการเมื อ งการปกครองในสั ง คมป จจุ บ ัน การปกครองระบอบประชาธิ ป ไตย อันมี พระมหากษัตริ ยทรงเปนประมุ ข ลักษณะและความสําคัญ การเปนพลเมื องดี ความแตกตาง และความหลากหลายทางวัฒ นธรรม ค านิ ย ม ความเชื& อ ปลู ก ฝ งค านิ ย มด านประชาธิ ป ไตย อัน มี พ ระมหากษัต ริ ย ทรงเป นประมุ ข สิ ทธิ หน าที& เสรี ภาพการดํา เนิ น ชี วิ ต อย างสั น ติ สุ ข ในสังคมไทยและสังคมโลก สาระที& 3 เศรษฐศาสตร์ การผลิ ต การแจกจาย และการบริ โภคสิ นคาและบริ การ การบริ หารจัดการทรั พยากร ที&มีอยูอยางจํากัดอยางมีประสิ ทธิ ภาพ การดํารงชี วิตอยางมีดุลยภาพ และการนําหลักเศรษฐกิจพอเพียง ไปใชในชีวติ ประจําวัน สาระที& 4 ประวัติศาสตร์ เวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร วิธีการทางประวัติศาสตรพัฒนาการของมนุ ษยชาติ จากอดีตถึงปจจุบนั ความสัมพันธและเปลี&ยนแปลงของเหตุการณตาง ๆ ผลกระทบที&เกิดจากเหตุการณ สําคัญในอดีต บุคคลสําคัญที&มีอิทธิ พลตอการเปลี&ยนแปลงตาง ๆ ในอดีต ความเปนมาของชาติไทย วัฒนธรรมและภูมิปญญาไทย แหลงอารยธรรมที&สาํ คัญของโลก สาระที& 5 ภูมิศาสตร์ ลัก ษณะของโลกทางกายภาพ ลัก ษณะทางกายภาพ แหล งทรั พ ยากร และภู มิ อากาศ ของประเทศไทย และภูมิภาคตาง ๆ ของโลก การใชแผนที&และเครื& องมือทางภูมิศาสตรความสัมพันธกัน ของสิ& งตาง ๆ ในระบบธรรมชาติ ความสัมพันธของมนุ ษยกับสภาพแวดลอมทางธรรมชาติ และ สิ& งที&มนุษยสรางขึ$น การนําเสนอขอมูลภูมิสารสนเทศ การอนุรักษสิ& งแวดลอมเพื&อการพัฒนาที&ยง&ั ยืน .20 ตามยุคสมัย กาลเวลา ตามเหตุปัจจัยต่าง ๆ เกิดความเข้าใจในตนเองและผูอ้ ื&นมีความอดทน อดกลั$น ยอมรั บ ในความแตกต่ า งและมี คุ ณ ธรรม สามารถนํา ความรู ้ ไ ปปรั บ ใช้ใ นการดํา เนิ น ชี วิ ต มี ค วามรั บ ผิ ด ชอบ มี ความรู ้ ท กั ษะ คุ ณธรรม และค่ านิ ยมที& เหมาะสม เป็ นพลเมื องดี ข องประเทศชาติ และสังคมโลก โดยได้กาํ หนดสาระต่าง ๆ ไว้ดงั นี$ (กระทรวงศึกษาธิ การ. 2553 ข : 1 .

21 สรุ ปได้ว่า กลุ่ มสาระการเรี ยนรู ้ สังคมศึ กษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที& 1 ศาสนา ศีลธรรม จริ ยธรรม สาระนี$ เป็ นสาระหลักที&เป็ นความคิดเกี& ยวข้องกับศาสนา ศีลธรรมจริ ยธรรม ปรัชญา ประวัติศาสตร์ สังคมวิทยา มานุ ษยวิทยา ที&มุ่งศึกษาความประพฤติของพลเมืองและ การยกระดับ ภาวะทางจิ ต ซึ& งผูเ้ รี ย นต้องมี ค วามรู ้ ป ระสบการณ์ แ ละทัก ษะเกี& ย วกับ จริ ย ธรรม คุณธรรมมาพัฒนาตนเองและสังคม ทําให้สามารถดํารงชีวติ อยูใ่ นสังคมได้อย่างมีความสุ ข บทเรียนสํ าเร็จรู ป ความหมายของบทเรียนสํ าเร็จรู ป บทเรี ยนสําเร็ จรู ปนั$นได้มีนกั วิชาการได้ให้ความหมายไว้ ดังนี$ สุ วิทย์ มูลคํา และอรทัย มูลคํา (2545 : 35) ได้กล่าวว่า บทเรี ยนโปรแกรมหรื อบทเรี ยน สําเร็ จรู ป ว่าเป็ นบทเรี ยนที&นาํ เนื$อหาสาระที&จะให้ผเู ้ รี ยนได้เรี ยนรู ้มาแบ่งเป็ นหน่วยย่อยหลาย ๆ กรอบ (Frames) เพื&อให้ง่ายต่อการเรี ยนรู ้ ในแต่ละกรอบจะมี เนื$ อหาคําอธิ บายและคําถามที& เรี ยบเรี ยงไว้ ต่อเนื&องกันจากง่ายไปหายาก สานิ ตย์ กายาผาด (2547 : 2) ได้กล่าวว่า บทเรี ยนสําเร็ จรู ป หมายถึง บทเรี ยนที&เหมือนกับ จําลองสถานการณ์ การเรี ยนกับการสอนมาไว้ในรู ปของวัสดุ หรื อสิ& งพิมพ์ ซึ& งทําหน้าที&เหมื อนครู โดยเปิ ดโอกาสให้ ผู ้เ รี ยนทํา กิ จ กรรมร่ ว มบทเรี ยน เพื& อ ให้ เ กิ ด การเรี ยนรู ้ ข$ ึ นมาด้ ว ยตนเอง เพราะมีการเสริ มแรงให้ผเู ้ รี ยนได้รับทราบทันทีวา่ กิ จกรรมที&ผเู ้ รี ยนทํานั$นถูกหรื อผิดเป็ นบทเรี ยน ที&ผเู ้ รี ยนสามารถเรี ยนรู ้ดว้ ยตนเองและก้าวไปตามความสามารถของแต่ละบุคคล สุ นันทา สุ นทรประเสริ ฐ (2547 : 53) ได้ก ล่ า วว่า บทเรี ย นสํา เร็ จรู ป ว่า เป็ นบทเรี ย น ที&สร้ างขึ$ น โดยกําหนดเนื$ อหา วัตถุ ประสงค์ที&ตอ้ งการ วิธีการ ตลอดจนวัสดุ อุปกรณ์ ไว้ล่วงหน้า ผู ้เ รี ยนสามารถศึ ก ษาค้น คว้า และประเมิ น ผลการเรี ยนด้ว ยตนเองตามขั$น ตอนที& ก ํา หนดไว้ และมี แรงเสริ ม แก่ ผูเ้ รี ยนเป็ นระยะ ๆ จึ งถื อว่าเป็ นบทเรี ยนที& ผูเ้ รี ยนสามารถเรี ยนรู ้ ด้วยตนเอง และเป็ นไปตามความสามารถของแต่ละบุคคล ถวัลย์ มาศจรั ส (2548 : 17) ได้กล่ า วว่า บทเรี ยนสําเร็ จรู ป หมายถึ ง บทเรี ยนที& ผูส้ อน จัดทําขึ$ นเพื&อใช้เป็ นเครื& องมื อในการจัดกิ จกรรมในการเรี ย นรู ้ ให้ผูเ้ รี ยนเกิ ดกระบวนการเรี ยนรู ้ ในแต่ละสาระการเรี ยนรู ้ที&กาํ หนดไว้ในบทเรี ยนแต่ละบทเรี ยนด้วยตนเอง โดยเริ& มจากเนื$ อหาสาระ ง่ า ย ๆ ไปสู่ เนื$ อหาที& ย ากขึ$ นเป็ นลําดับ เป็ นบทเรี ย นที& สร้ างขึ$น โดยกํา หนดเนื$ อหาวัตถุ ป ระสงค์ วิธีการ และสื& อการเรี ยนการสอนไว้ล่วงหน้า ผูเ้ รี ยนสามารถศึกษาค้นคว้าและประเมินการเรี ยน ด้วยตนเองตามขั$นตอนที&กาํ หนดไว้ .

ผูเ้ รี ยนมีโอกาสเรี ยนรู ้เนื$อหาและทักษะจากกิจกรรมต่าง ๆ ที&กาํ หนดไว้ ในกรอบ 5. จัดเรี ย งลํา ดับ กรอบบทเรี ย นให้ต่ อเนื& องกัน เริ& ม จากง่ า ยไปหายาก และเหมาะสม กับความสามารถของผูเ้ รี ยน มีการทบทวนให้ผเู ้ รี ยนทดสอบการเรี ยนรู ้ของตนเองตลอดเวลา 4. เนื$ อหาหรื อเรื& องที& อยากให้ เรี ย นรู ้ แบ่ ง เป็ นหน่ วยย่อย ๆ เรี ย กว่า กรอบ การเรี ย ง ความสั$นยาวของแต่ละกรอบแตกต่างกันไปตามความเหมาะสม 3.22 ฉวีลกั ษณ์ บุณยะกาญจน (2551 : 21) ได้กล่าวว่า บทเรี ยนสําเร็ จรู ป หมายถึ ง บทเรี ยน ที& ล าํ ดับเนื$ อหาจากง่ า ยไปยากนําเสนอในรู ปแบบของกรอบ ซึ& ง จะมี ค าํ ถามและเฉลยไว้ เพื& อให้ นัก เรี ย นได้เรี ย นรู ้ ด้วยตนเองตามความถนัดและความสามารถของนัก เรี ย นโดยนัก เรี ย นต้องมี ความซื& อสัตย์ในการเรี ยนจึงจะบรรลุจุดประสงค์ของการเรี ยนรู ้ ทิศนา แขมมณี (2552 : 16) ได้กล่าวว่า บทเรี ยนสําเร็ จรู ป หมายถึง สื& อการจัดการเรี ยนรู ้ ที&สร้ างขึ$น โดยกําหนดเนื$ อหา วัตถุ ประสงค์วิธีการตลอดจน อุปกรณ์ การสอนที&นกั เรี ยนสามารถ เรี ยนรู ้ ได้ดว้ ยตนเองโดยแบ่งเนื$ อหาออกเป็ นส่ วนย่อย ๆ เรี ยกว่า กรอบ โดยลําดับเนื$ อหาจากง่าย ไปหายาก แต่ละกรอบมีคาํ ถามและคําตอบเพื&อให้นกั เรี ยนสามารถเรี ยนรู ้ได้ตามศักยภาพของตนเอง ธี รชัย ปรู ณโชติ (2552 : 4) ได้กล่าวว่า บทเรี ยนสําเร็ จรู ป หมายถึง สื& อการเรี ยนรู ้ที&เน้นให้ นักเรี ยนสามารถเรี ยนรู ้ได้ดว้ ยตนเอง โดยเรี ยงลําดับเนื$ อหาจากง่ายไปยาก ซึ& งบทเรี ยนสําเร็ จรู ปนี$ มีแบบทดสอบวัดความรู ้ ความเข้าใจของนักเรี ยนทั$งก่อนเรี ยนและหลังเรี ยนทําให้ทราบความก้าวหน้า ในการเรี ยนรู ้ของนักเรี ยน กุศยา แสงเดช (2552 : 3) ได้กล่าวว่า บทเรี ยนสําเร็ จรู ป หมายถึง บทเรี ยนที&สร้างขึ$นให้ นัก เรี ย นเรี ย นรู ้ ด้วยตนเอง โดยจัดเป็ นกรอบที& เรี ย งลํา ดับ เนื$ อหาจากง่ า ยไปหายาก แต่ ล ะกรอบ มีคาํ อธิ บาย คําถาม และเฉลยให้นกั เรี ยนได้เรี ยนรู ้ได้ดว้ ยตนเอง สรุ ปได้วา่ บทเรี ยนสําเร็ จรู ป หมายถึง บทเรี ยนที&ครู จดั ทําขึ$นเพื&อให้ผเู ้ รี ยนเรี ยนรู ้ดว้ ยตนเอง โดยบทเรี ยนสําเร็ จรู ปจะนําเสนอเนื$ อหาบทเรี ยนทีละน้อยจากง่ายไปหายาก โดยเสนอเป็ นกรอบ หรื อแฟรม ในแต่ละกรอบหรื อแฟรมจะมี คาํ ถามและคําเฉลยอยู่ โดยคํา ถามจะเป็ นคําถามที& ง่า ย ไปหายากและนักเรี ยนสามารถประเมินผลความก้าวหน้าของนักเรี ยนได้ทนั ที เพื&อเป็ นการเสริ มแรง ให้ผเู ้ รี ยนมีความตั$งใจที&จะศึกษาบทเรี ยนต่อไป ลักษณะสํ าคัญของบทเรียนสํ าเร็จรู ป สุ วทิ ย์ มูลคํา และอรทัย มูลคํา (2545 : 35) ได้กล่าวไว้วา่ องค์ประกอบและลักษณะของ บทเรี ยนสําเร็ จรู ปที&สาํ คัญ ดังนี$ 1. เป็ นการเรี ยนรู ้ ที&ให้ขอ้ มูลย้อนกลับจากผลการทดสอบทันที โดยสามารถตรวจสอบ คําตอบจากคําเฉลยด้วยตนเองซึ& งในบ้างข้ออาจมีคาํ อธิ บายเพิ&มเติมให้ดว้ ย . กําหนดจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมที&สามารถวัดได้ 2.

กําหนดจุดประสงคเชิงพฤติกรรมที&สามารถวัดได 2. ไม จํา กัด เวลาเรี ย น ผูเรี ย นสามารถใช เวลาในการเรี ย นรู ตามความสามารถของ แต่ละบุคคล 8. มีการวัดประเมินผลแน่ นอน ซึ& งมีการทดสอบก่อนเรี ยน ทดสอบระหว่างเรี ยน และ ทดสอบหลังเรี ยน เพื&อวัดความก้าวหน้าในการเรี ยนรู ้ กุศยา แสงเดช (2552 : 8) ได้กล่าวว่า ลักษณะสําคัญของการจัดการเรี ยนรู โดยใช้บทเรี ยน สําเร็ จรู ป มีดงั นี$ 1. เปนการเรี ยนรู ที&ใหขอมูลยอนกลับ จากผลการทดสอบทันที โดยสามารถตรวจสอบ คําตอบ จากคําเฉลยดวยตนเอง ซึ& งในบางขออาจมีคาํ อธิ บายเพิ&มเติมใหดวย 6. ไม่จาํ กัดเวลาเรี ยน ผูเ้ รี ยนสามารถใช้เวลาในการเรี ยนรู ้ ตามความสามารถของแต่ละ บุคคล 8. ภายในกรอบแต่ละกรอบจะต้องให้นักเรี ยนมี การตอบสนอง เช่ น ตอบคําถามหรื อ เติมข้อความลงในช่องว่าง ทําให้นกั เรี ยนแต่ละคนเกิดความเข้าใจในเนื$อหาที&ได้จากการมีส่วนร่ วม ในกิจกรรมต่าง ๆ ของบทเรี ยน . มีการวัดประเมินผลแนนอน ซึ& งมีท$ งั การทดสอบยอยระหวางเรี ยน ทดสอบกอนเรี ยน และทดสอบหลังเรี ยน เพื&อวัดความกาวหนาในการเรี ยนรู ธี ร ชัย ปรู ณ โชติ (2552 : 56) ได้ก ล่ า วถึ ง ลัก ษณะสํ า คัญ ของบทเรี ย นสํ า เร็ จ รู ป ไว้ว่า มีลกั ษณะที&สาํ คัญ คือ 1. มีการเสริ มแรงผูเ้ รี ยนในขั$นตอนสําคัญเป็ นระยะ เช่นคําชมจากการที&ผเู ้ รี ยนรู ้วา่ ตนเอง ทําได้ถูกต้องแล้ว 7. เนื$อหาหรื อเรื& องที&จะใหเรี ยนรู แบงเปนหนวยยอย ๆ เรี ยกวา กรอบการเรี ยนความสั$นยาว ของแตละกรอบแตกตางกันไปตามความเหมาะสม 3.23 6. มีการเสริ มแรง แกผูเรี ยนในขั$นตอนสําคัญเปนระยะ เชน คําชม จากการที&ผเรีู ยนรู ้ วา ตนเองทําไดถูกตองแลว 7. เนื$ อหาวิชาถูกแบ่งออกเป็ นขั$นตอนย่อยๆ เรี ยกว่า กรอบ (Frame) และกรอบเหล่านี$ จะเรี ยงลําดับจากง่ายไปหายากโดยมีขนาดแตกต่างกัน ตั$งแต่ประโยคหนึ& งจนถึงข้อความเป็ นตอน ๆ เพื&อให้นกั เรี ยนได้ไปทีละน้อยจากสิ& งที&รู้ แล้วไปสู่ ความรู ้ใหม่ เป็ นการเร้าความสนใจไปในตัว 2. ผูเรี ยนมีโอกาสเรี ยนรู เนื$อหา และทักษะจากกิจกรรมตาง ๆ ที&กาํ หนดไวในกรอบ 5. จัดเรี ย งลํา ดับ กรอบการเรี ย นใหต อเนื& องกัน เริ& ม จากง ายไปหายาก และเหมาะสม กับความสามารถของผูเรี ยน มีการทบทวนใหผูเรี ยนทดสอบการเรี ยนรู ของตนเองตลอดเวลา 4.

บทเรี ยนสําเร็ จรู ปแบบเส้นตรง (Linear Programmed) เนื$ อหาจะถูกจัดเรี ยงเป็ นกรอบ (Frame) ตามลําดับจากง่ายไปหายาก ผูเ้ รี ยนจะต้องเริ& มเรี ยนจากกรอบแรก และเรี ยงลําดับจนกระทัง& กรอบสุ ดท้ายของบทเรี ยน จะข้ามกรอบใดกรอบหนึ& งไม่ได้ส&ิ งที&เรี ยนจากกรอบแรกจะเป็ นพื$นฐาน ของกรอบถัด ๆ ไป 2.140) 1. นักเรี ยนค่อย ๆ เรี ยนเพิ&มเติมขึ$นเรื& อย ๆ ทีละขั$น 7. Crowdow เป็ นผูพ้ ฒ ั นาจากสกิ นเนอร์ (Skinner) โดยบทเรี ยนจะไม่ ด ําเนิ นการตามลําดับ แต่ จะจัดให้ มี การ เรี ยงลําดับเนื$อหาย่อยโดยอาศัยคําตอบของผูเ้ รี ยนเป็ นเกณฑ์ ถ้าผูเ้ รี ยนตอบคําถามของข้อความย่อย ๆ ที&เป็ นหลักของบทเรี ยนได้ถูกต้อง บทเรี ยนอาจจะมีคาํ แนะนําให้ผเู ้ รี ยนปฏิบตั ิต่อไปโดยให้ขา้ มกรอบนี$ ไปกรอบต่อไป แต่ถา้ ผูเ้ รี ยนตอบคําถามไม่ถูกต้องก็อาจจะมีขอ้ ความย่อย ๆ เพิ&มเติมให้ศึกษาก่อน .24 3. นักเรี ยนที&ได้รับการเสริ มแรงย้อนกลับทันทีคือ จะได้รับทราบคําตอบที&ถูกต้องทันที ซึ& งทําให้นักเรี ยนทราบว่าคําตอบของตนถู กหรื อผิด และสามารถแก้ไขความเข้าใจผิดของตนเอง ได้ทนั ที 4. บทเรี ยนสําเร็ จรู ปได้ต$ งั จุ ดมุ่งหมายเฉพาะไว้แล้ว มีผลทําให้สามารถวัดได้ว่าบทเรี ยน นั$น ๆ ได้บรรลุเป้ าหมายหรื อไม่ 9. 2549 : 139 . การจัดเรี ยงลําดับหน่วยย่อย ๆ ของบทเรี ยนต่อเนื&องกันไปตามลําดับจากง่ายไปหายาก การนํา เสนอเนื$ อ หาในแต่ ล ะกรอบ ควรลํา ดับ ขั$น ตอนเรื& อ งให้ ชัด เจนเพื& อ ให้ ง่ า ยต่ อ การเข้า ใจ และทําให้นกั เรี ยนตอบสนองเรื& องนั$นโดยตรง 5. บทเรี ยนสําเร็ จรู ปแบบแยกกิ&งหรื อสาขา (Branching Programmed) Noman H. นักเรี ยนปฏิบตั ิหรื อตอบคําถามแต่ละกรอบไปตามวิธีที&กาํ หนดให้ 6. บทเรี ยนสํา เร็ จรู ป ยึดนัก เรี ย นเป็ นศู นย์ก ลาง คื อ ต้องคํา นึ ง ถึ ง นัก เรี ย น เป็ นเกณฑ์ จุดบกพร่ องและปรับปรุ งให้สมบูรณ์ก่อนที&จะนําไปใช้จริ ง สรุ ปได้ว่า ลักษณะสําคัญของบทเรี ยนสําเร็ จรู ปนั$นจะมีจุดประสงค์การเรี ยนรู ้ สาระสําคัญ เนื$ อหาหรื อเรื& องที&จะใหเรี ยนรู แบงเปนหนวยยอย ๆ เรี ยกวา กรอบ ความสั$นยาวของแตละกรอบ แตกตางกันไปตามความเหมาะสม มีคาํ ถามและเฉลยคําถามแต่ละกรอบและมีแบบทดสอบก่อนเรี ยน และหลังเรี ยน ประเภทบทเรียนสํ าเร็จรู ป ประเภทของบทเรี ยนสําเร็ จรู ป แบ่งออกเป็ น 3 ลักษณะ คือ (วิมลรัตน์ สุ นทรโรจน์. นักเรี ย นมี โอกาสเรี ยนด้วยตนเอง โดยไม่จาํ กัดเวลา การใช้เวลาศึ ก ษาบทเรี ยนนั$น ขึ$นอยูก่ บั ความสามารถของนักเรี ยน 8.

Pressey) โดยเมื& อผูเ้ รี ยนเลื อกคําตอบที& ถูกต้องแล้ว จะมี ส&ิ งเราตัวถัดไปเสนอมาให้ แต่ถา้ ผูเ้ รี ยนเลื อกข้อผิดก็ตองกลั ้ บไปอ่านและทําความเข้าใจเนื$ อหาในกรอบเดิ มอีกครั$งหนึ& งแลว จึงเลือกคําตอบใหม่จนกว่าจะถูกต้อง 2. บทเรี ยนสําเร็ จรู ปแบบไม่แยกกรอบ เป็ นบทเรี ยนที&เสนอเนื$ อหาทีละน้อยตามลําดับ ขั$นตอน มีคาํ ถามและเฉลย หรื อแนวในคําตอบไว้ให้ตรวจสอบทันที แต่ไม่เสนอเนื$ อหาในลักษณะ ของกรอบ แต่เสนอเนื$ อหาเป็ นลําดับต่อเนื& องกัน เช่นเดี ยวกับการเขียนบทความหรื อตําราแตกต่างกัน เพียงแต่วา่ บทเรี ยนประเภทนี$จะต้องมีคาํ ตอบหรื อแนวคําตอบไว้ให้นกั เรี ยนเพื&อเป็ นข้อมูลย้อนกลับ แก่นกั เรี ยนว่าคําตอบของตนถูกหรื อผิด . บทเรี ยนผสม (Combination Programmed) เป็ นบทเรี ยนที&ให้โอกาสการตอบสนอง ของผูเ้ รี ยน โดยมีท$ งั แบบเส้นตรงและแบบแตกกิ&งในเนื$อหาเดียวกัน กุศยา แสงเดช (2552 : 10) ได้กล่าวถึง ประเภทของบทเรี ยนสําเร็ จรู ป ไว้ดงั นี$ 1.1 แบบสร้ างคําตอบ (Constructs) ในช่ องว่างที& ให้ไว้ เป็ นบทเรี ยนที&ให้ผูเ้ รี ยน สร้างคําตอบเอง ซึ& งเป็ นผลมาจากการศึกษาของสกินเนอร์ (Burrhus F. บทเรี ยนสําเร็ จรู ปแบบสาขา (Branching Program) เป็ นแนวความคิดของโครเดอร์ (Crowder) ซึ& งลัก ษณะของบทเรี ย นจะคล้ายกันกับ แบบเลื อกตอบของเพรสซี& แตมี ขอแตกต่ าง ตรงที&วา่ ตัวเลือกในแตต่ละตัวจะนําผูเรี้ ยนได้ไปศึกษาในกรอบหรื อหน้าอื&น ๆ ต่อไป การเรี ยงลําดับขั$น หรื อกรอบจะไม่เป็ นไปตามลําดับ โดยถ้าผูเ้ รี ยนตอบคําถามของเนื$ อหาในกรอบนั$นได้ อาจข้าม กรอบบางกรอบไป เพื& อ เรี ย นในกรอบของเนื$ อ หาที& ก ํา หนด แต่ ถ้า ผู ้เรี ย นตอบผิ ด ก็ จ ะได รั บ การอธิ บ ายเหตุ ผลหรื อสาเหตุ ที&ผิด และอาจไดรั บ บทเรี ย นเพิ&ม เติ ม จากหน่ วยย่อย ดัง นั$นผูเ้ รี ย น จึงต้องทําตามคําแนะนําในแต่ละกรอบอย่างเคร่ งครัด ธี รชัย ปรู ณโชติ (2552 : 7) ได้แบ่งบทเรี ยนสําเร็ จรู ปออกเป็ น 3 ประเภท ดังนี$ 1. บทเรี ยนสําเร็ จรู ปแบบเส้นตรง (Linear Program) ในการสร้างบทเรี ยนจะยึดหลักการ แบ งเนื$ อ หาเป็ นขั$น ตอนเล็ ก ๆ ในแต่ ละกรอบ พร้ อมด้ วยคํา ถาม แต่ มี ก ารให้ นั ก เรี ยนตอบ เป็ น 2 ลักษณะ ดังนี$ 1.2 แบบเลือกตอบ (Multiple Choices) เป็ นการสร้างบทเรี ยนตามหลักการของเพรสซี& (Sydney L. Skinner) เนื$ อหาจะแบ่งเป็ น ขั$นตอนเล็ก ๆ สั$น ๆ โดยขนาดของกรอบจะต้องมีขนาดใหญ่ พอที&จะอธิ บายเนื$ อหาทั$งหมดนั$น ๆ เพื&อช่วยให้ผเู ้ รี ยนตอบคําถามได้ถูกต้อง เป็ นการช่วยมิให้ตอบผิด ซึ& งจะทําให้เกิดการจดจําไปนาน และถ้านักเรี ยนตอบถูกก็จะทําให้นกั เรี ยนเกิดกําลังใจ เปรี ยบเสมือนเป็ นรางวัลที&พึงได้รับ 1.25 เพื&อเข้าใจและก้าวต่อไป การเรี ยนจะไม่ดาํ เนิ นตามลําดับขั$นจากกรอบแรกไปจนถึ งกรอบสุ ดท้าย แต่อาจจะย้อนไปย้อนมาในกรอบต่าง ๆ ทั$งนี$ข$ ึนอยูก่ บั ความสามารถของผูเ้ รี ยน 3.

ทฤษฎีสัมพันธ์เชื& อมโยงของธอร์ นไดค์ (S .19) ได้กล่าวว่า นวัตกรรมบทเรี ยนสําเร็ จรู ปเกิดขึ$น จากแนวคิดทฤษฎีจิตวิทยา 2 ทฤษฎี ได้แก่ 1.26 2. บทเรี ยนสําเร็ จรู ปแบบแตกกิ& งหรื อสาขา (Branching Programming) เป็ นวิธีการเขียน บทเรี ยนแบบลํ า ดั บ แตกต่ า งจากการเขี ย นแบบเส้ น ตรง การเขี ย นโปรแกรมแบบสาขา มี ก ารเรี ย งลํา ดับ ข้อความย่อย โดยอาศัย คํา ตอบของนัก เรี ย นเป็ นเกณฑ์ ถ้านัก เรี ย นตอบคํา ถาม ข้อความย่อยได้ถูกต้อง นักเรี ยนจะได้รับคําสั&งให้ขา้ มไปหน่วยย่อยได้จาํ นวนหนึ& งแต่ถา้ ตอบไม่ถูกต้อง อาจจะได้รับคําสั&งให้ยอ้ นไปเรี ยนข้อความย่อยต่าง ๆ เพิ&มเติมก่อนที&จะก้าวหน้าต่อไป สรุ ปได้วา่ บทเรี ยนสําเร็ จรู ปแบ่งได้สามประเภทคือ บทเรี ยนสําเร็ จรู ปแบบไม่แยกกรอบ บทเรี ย นสํ า เร็ จ รู ป แบบเส้ น ตรง และบทเรี ย นสํ า เร็ จ รู ป แบบแตกกิ& ง หรื อ สาขา แต่ ล ะประเภท มี ล ักษณะแตกต่ างกันขึ$ นอยู่ก ับ ผูเ้ ลื อกใช้ ซึ& ง ในการสร้ างบทเรี ย นสํา เร็ จรู ป ในครั$ง นี$ ไ ด้เลื อกใช้ ประเภทบทเรี ยนสําเร็ จรู ปแบบเส้นตรงที&มีลกั ษณะการนําเสนอเนื$ อหาทีละน้อยบรรจุลงในกรอบ หรื อเฟรมต่อเนื& องกันตามลําดับ จากกรอบหนึ& ง ไปยังกรอบที& สอง จนถึ งกรอบสุ ดท้ายตามลําดับ โดยเรี ย งลําดับ เนื$ อหาจากง่ า ยไปหายาก สิ& ง ที& เรี ยนจากหน่ วยย่อยหรื อกรอบแรกจะเป็ นพื$ นฐาน สํา หรั บ กรอบถัดไป นัก เรี ย นจะต้องเรี ย นตามลํา ดับ ที ล ะกรอบต่ อ เนื& องกันไปตั$ง แต่ ก รอบแรก จนถึงกรอบสุ ดท้าย โดยไม่ขา้ มกรอบใดกรอบหนึ&งเลย หลักจิตวิทยาของบทเรียนสํ าเร็จรู ป หลัก จิ ต วิ ท ยาที& นํา มาเป็ นพื$ น ฐานของการเรี ยนการสอนกับ บทเรี ยนสํ า เร็ จ รู ป นั$น มีผกู ้ ล่าวถึงทฤษฎีทางจิตวิทยาที&เป็ นพื$นฐานของบทเรี ยนสําเร็ จรู ป ดังนี$ ถวัลย์ มาศจรัส และคณะ (2546 :18 .R Bond Theory) ซึ& งเน้นและให้ความสําคัญ ในเรื& องความสัมพันธ์ระหว่างสิ& งเร้ากับการตอบสนอง (Response) ธอร์ นไดค์ (Thorndike) เป็ นนักการศึกษาและจิตวิทยา ชาวอเมริ กาได้ศึกษาค้นคว้า เรื& องการเรี ยนรู ้ โดยอาศัยวิธีการวิทยาศาสตร์ จนค้นพบและสรุ ปเป็ นทฤษฎีสัมพันธ์เชื& อมโยงที&เป็ น ความสั ม พัน ธ์ ร ะหว่ า งสิ& ง เร้ า (Stimulus) กับ การตอบสนอง (Response) นํา มาใช้ เ ป็ นพื$ น ฐาน ของการจัดบทเรี ยนสําเร็ จรู ปนั$น ธอร์ นไดค์กล่าวถึงทฤษฎีการเรี ยนรู ้ที&สาํ คัญไว้ 3 ประการ ได้แก่ . บทเรี ยนสําเร็ จรู ปแบบเส้นตรง (Linear Programming) เป็ นบทเรี ยนแบบเส้นตรง ที& นํา เสนอเนื$ อ หาที ล ะน้ อ ยบรรจุ ล งในกรอบหรื อ เฟรมต่ อ เนื& อ งกัน ตามลํา ดับ จากกรอบหนึ& ง ไปยังกรอบที&สอง จนถึ งกรอบสุ ดท้ายตามลําดับโดยเรี ยงลําดับเนื$ อหาจากง่ายไปหายาก สิ& งที&เรี ยน จากหน่ วยย่อยหรื อกรอบแรกจะเป็ นพื$นฐานสําหรั บกรอบถัดไป นักเรี ยนจะต้องเรี ยนตามลําดับ ทีละกรอบต่อเนื&องกันไปตั$งแต่กรอบแรกจนถึงกรอบสุ ดท้าย โดยไม่ขา้ มกรอบใดกรอบหนึ&งเลย 3.

Skinner) สกินเนอร์ แห่ งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ ด สนใจศึกษา เรื& องราวพฤติกรรมของมนุ ษย์ โดยอาศัยพื$นฐานทางธรรมชาติและลักษณะของมนุ ษย์เสริ มต่อจาก ทฤษฎี S-R ของธอร์ น ไดค์ ไ ว้ 3 เรื& องด้ ว ยกั น ได้ แ ก่ เงื& อ นไขของการตอบสนอง (Operant Conditioning) การเสริ มแรง (Reinforcement) และความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual Differences) นํามาใช้บทเรี ยนสําเร็ จรู ปที&สาํ คัญ 3 ประการ ได้แก่ 2.3 ความแตกต่ างระหว่า งบุ คคล (Individual Differences) เป็ นการเปิ ดโอกาสให้ ผูเ้ รี ยนได้เรี ย นรู ้ ได้เร็ ว สามารถนําเวลาที& เหลื อนําไปทํากิ จกรรมอื& นโดยไม่ ตอ้ งรอผูเ้ รี ยนรู ้ ได้ช้า ในขณะเดี ยวกันผูเ้ รี ยนรู ้ ได้ชา้ ก็สามารถจะเรี ยนรู ้เรื& องต่าง ๆ จากบทเรี ยนสําเร็ จรู ปได้คามศักยภาพ ของตนเอง โดยไม่ถูกบีบคั$นว่าจะต้องเรี ยนจบเนื$อหาสาระที&ผสู ้ อนกําหนดพร้อมกับผูเ้ รี ยนที&เรี ยนรู ้ ได้เร็ ว โดยที&ตนเอง “ไม่เกิดการเรี ยนรู ้” อย่างแท้จริ ง .2 การเสริ ม แรง (Reinforcement) ได้แ ก่ สิ& ง เร้ า ที& ท ํา ให้ อ ัต ราการแสดงออกของ พฤติ ก รรมเปลี& ย นแปลงไปในทางที& ต้องการ และตัด หรื อ กํา จัด พฤติ ก รรมบางอย่า งออกไปได้ ซึ& งจะทําให้ผเู ้ รี ยนเกิดความกระตือรื อร้นที&จะศึกษาเรี ยนรู ้ดว้ ยความเต็มใจ 2.1 เงื& อนไขการตอบสนอง (Operant Conditioning) ได้แ ก่ พ ฤติ ก รรมของมนุ ษ ย์ ที&แสดงออกจะเกิดขึ$นบ่อยแค่ไหนนั$น ขึ$นอยูก่ บั การตอบสนองอัตราการแสดงออกของพฤติกรรม 2. ทฤษฎี ของสกินเนอร์ (B.3 กฎแห่ งผล (Law of Effect) กฎแห่ ง ผลหรื อผลลัพธ์ ที&ไ ด้ ได้แก่ รางวัล หรื อ ความสมหวังจะช่วยส่ งเสริ มให้ผเู ้ รี ยนมีกาํ ลังใจเรี ยนมากขึ$น เป็ นกฎที&เกี&ยวกับการเชื& อมโยงระหว่าง สิ& งเร้ ากับการตอบสนองที& สร้ างความพึงพอใจให้แก่ ผูเ้ รี ยน ซึ& งได้มาจากการเสริ มแรง เช่ น การที& ผูเ้ รี ยนตอบคําถามได้ถูกต้อง จะทําให้รู้สึกภาคภูมิใจ กระตือรื อร้นที&จะศึกษาเนื$อหาสาระอื&น ๆ ต่อไป หรื อการได้รับรางวัลจากการทํากิจกรรมการเรี ยนรู ้ก็เป็ นแรงเสริ มที&สาํ คัญให้ผเู ้ รี ยนเกิดการใฝ่ รู ้ใฝ่ เรี ยน 2.2 กฎแห่ งการฝึ กหัด (Law of Exercise) กฎแห่ งการฝึ กหัด ได้แก่ การกระทําซํ$า ทํา บ่ อย ๆ ซึ& ง จะก่ อให้เ กิ ด ทัก ษะความชํา นาญการ การฝึ กปฏิ บ ตั ิ ซ$ ํา ๆ จะทํา ให้เ กิ ด การเรี ย นรู ้ และเกิดทักษะที&แม่นยํา ชัดเจน และมีทกั ษะคล่องแคล่ว 1.27 1. F.1 กฎแห่ งความพร้ อม (Law of Readiness) กฎแห่ งความพร้ อมเป็ นความสําคัญ ของการตั$งใจและจูงใจการเรี ยนรู ้ เช่ น การเตรี ยมตัวผูเ้ รี ยน การเตรี ยมบทเรี ยน ซึ& งมนุ ษย์จะทํางาน ได้ดีเมื& อมี ความพร้ อมเรื& องของความพร้ อม ถ้าผูเ้ รี ย นมี ความพร้ อมที& จะเรี ยนรู ้ เมื& อเขาได้เรี ยนรู ้ จะมี ความพึงพอใจ สุ ขใจ ตรงกันข้าม ถ้าไม่มีความพร้ อม แต่ถูกแรงกดดันให้ตอ้ งมี ความพร้ อม ก็จะเกิ ดความไม่พอใจความพร้ อมทําให้การเรี ยนรู ้ มีความสุ ขและเกิ ดผลสัมฤทธิo ความไม่พร้ อม ทําให้การเรี ยนรู ้ไปด้วยความทุกข์และผลสัมฤทธิoลม้ เหลว 1.

9) ได้กล่าวว่าหลักการทางจิตวิทยาที&มีบทบาทสําคัญ ต่อการจัดการเรี ยนรู ้โดยใช้บทเรี ยนสําเร็ จรู ป ได้แก่ 1. ทฤษฎี สั ม พันธ์ เชื& อมโยงของธอร์ นไดค์ (S-R Bond Theory) ซึ& ง เน้นและให้ ความสั ม พัน ธ์ ร ะหว่ า งสิ& ง เร้ า กับ การตอบสนอง (Response) ธอร์ น ไดค์ (Thorndike) เป็ นนัก การศึ ก ษา และนัก จิ ต วิ ท ยาชาวอเมริ กัน ได้ ศึ ก ษาค้น คว้า เรื& องการเรี ยนรู ้ โ ดยอาศัย วิ ธี ก าร วิทยาศาสตร์ จนค้นพบและสรุ ปเป็ นทฤษฎีสัมพันธ์เชื& อมโยงเป็ นความสัมพันธ์เชื& อมโยงระหว่างสิ& ง เร้า (Stimulus) กับการตอบสนอง (Response) 1.2 กฎแห่ งการฝึ กหัด (Law of Exercise) กฎแห่ งการฝึ กหัด ได้แก่ การกระทําซํ$า ๆ ทําบ่อย ๆ ซึ& งจะก่อให้ทกั ษะความชํานาญ การฝึ กปฏิบตั ิซ$ าํ ๆ จะทําให้เกิดการเรี ยนรู ้ และเกิดทักษะ ที&แม่นยํา ชัดเจน และมีทกั ษะคล่องแคล่ว . การเสริ มแรงทันที ทนั ใด (Immediate of Reinforcement) สิ& งเร้ าที& ดีตวั เสริ มแรง จะต้องเกิดขึ$นทันที หลังจากมีการตอบสนองหรื อไม่ได้คาํ ตอบ 4. เงื& อนไขการตอบสนอง (Operant Conditioning) พฤติกรรมที&แสดงส่ วนมากของมนุ ษย์ ประกอบด้วย การตอบสนองที&แสดงออกมา พฤติกรรมเหล่านี$ จะเกิดขึ$นบ่อยเป็ นความถี&ที&เรี ยกว่า อัตราการตอบสนองหรื ออัตราการแสดงออกของพฤติ ก รรมการเรี ย นรู ้ จาํ เป็ นต่ อการทําให้เกิ ด การเปลี&ยนแปลงการตอบสนองและการเปลี&ยนแปลงจะเกิดขึ$นได้เพราะมีการเสริ มแรง 2.28 กุศยา แสงเดช (2552 : 13) ได้กล่าวว่า นักจิตวิทยาที&มีบทบาทสําคัญต่อการสอนโดยใช้ บทเรี ยนสําเร็ จรู ปคือ สกินเนอร์ (Skinner) ซึ& งมีหลักการสําคัญ ดังนี$ 1. การยุ ติ ก ารตอบสนอง (Extinction) ถ้ า ตอบสนองนั$ น มี ก ารเสริ มแรงแล้ ว และ มี ก ารตอบสนองในอัตราที& สู ง เราอาจลดอัต ราการตอบสนองลงมาอยู่ใ นระดับ เดิ ม ของมันได้ โดยไม่มีการเสริ มแรงของการตอบสนองนั$น 5. การเสริ ม แรง (Reinforcement) เมื& อ สิ& ง มี ชี วิ ต มี ก ารเปลี& ย นแปลง ผูฝ้ ึ กสามารถให้ สิ& งเร้าใหม่ ซึ& งอาจทําให้อตั ราการตอบสนองเปลี&ยนแปลงหรื อไม่เปลี&ยน ถ้าสิ& งเร้านั$นสามารถทําให้ อัตราการตอบสนองเปลี&ยนแปลง เราเรี ยกสิ& งนั$นว่า ตัวเสริ มแรง 3.1 กฎแห่ งความพร้ อม (Law of Leadiness) กฎแห่ งความพร้ อมเป็ นความสําคัญ ของการตั$งใจและจูงใจในการเรี ยนรู ้ เช่น การเตรี ยมตัวนักเรี ยน การเตรี ยมบทเรี ยน มนุ ษย์จะทํางาน ได้ดีเมื&อมีความพร้ อม เรื& องของความพร้ อม ถ้านักเรี ยนมีความพร้ อมที&จะเรี ยนรู ้ เมื&อเขาได้เรี ยนรู ้ ก็จะมีความพึงพอใจ สุ ขใจ ความพร้อมทําให้การเรี ยนรู ้ มีความสุ ข และเกิดผลสัมฤทธิo ที&ดี 1. การคัดรู ป พฤติ ก รรม (Shaping) พฤติ ก รรมการเรี ยนรู ้ บ างอย่ า งที& ซั บ ซ้ อ นมาก ประกอบด้วย ขั$นตอนต่าง ๆ ต่อเนื&องกันไป ซึ& งการเรี ยนรู ้จะบรรลุผลได้ดีเพราะการทํามาเป็ นขั$น ๆ ธี รชัย ปรู ณโชติ (2552 : 8 .

4 ความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual Differences) เป็ นความแตกต่างของ นักเรี ยนแต่ละคน แต่ทุกคนมี โอกาสแสวงหาความรู ้ ได้ด้วยตนเอง ส่ วนจะช้าหรื อเร็ วขึ$ นอยู่ก ับ ศักยภาพ และความสามารถในการเรี ยนรู ้ของแต่ละบุคคล สรุ ปได้วา่ บทเรี ยนสําเร็ จรู ปได้ใช้พ$นื ฐานของหลักจิตวิทยามาช่วยในการจัดกระบวนการ เรี ยนรู ้ ได้แก่ สกิ นเนอร์ (Skinner) ซึ& งมี หลักการสําคัญ คื อ เงื& อนไขการตอบสนองการเสริ มแรง การเสริ มแรงทัน ที ท ั น ใด การยุ ติ แ ละการคัด รู ปพฤติ ก รรม และทฤษฎี สั ม พัน ธ์ เ ชื& อ มโยง ของธอร์ นไดค์ (Thorndike) คือ กฎแห่งความพร้อม กฎแห่งการฝึ กหัด กฎแห่ งผลและความแตกต่าง ระหว่างบุคคล ส่ วนประกอบของบทเรียนสํ าเร็จรู ป กุศยา แสงเดช (2552 : 15) ได้กล่าวถึง บทเรี ยนสําเร็ จรู ปประกอบด้วยส่ วนประกอบ ดังนี$ 1. กรอบสรุ ปหรื อกรอบส่ ง ท้าย (Terminal Frame) กรอบนี$ นักเรี ยนจะต้องรวบรวม ข้อมูลที&ได้เรี ยนจากกรอบต้น ๆ แล้วเขียนตอบสนองออกมาเอง นักเรี ยนจะพบว่ามีการชี$ ช่องไว้บา้ ง หรื อไม่มีเลย .3 กฎแห่ งผล (Law of Effect) กฎแห่ งผล หรื อผลลัพธ์ที&ได้ ได้แก่ รางวัล หรื อ ความสมหวัง จะช่วยส่ งเสริ มให้นกั เรี ยนมีกาํ ลังใจในการเรี ยนมากขึ$น เป็ นกฎที&เกี& ยวกับการเชื& อมโยง ระหว่างสิ& งเร้ ากับการตอบสนองที&สร้ างความพึงพอใจให้แก่ นกั เรี ยน ซึ& งได้มาจากแรงเสริ ม เช่ น การที&นกั เรี ยนตอบคําถามได้ถูกต้อง จะทําให้มีความรู ้สึกภาคภูมิใจ กระตือรื อร้นที&จะศึกษา เนื$อหา สาระอื& น ๆ ต่ อไปหรื อการได้รับ รางวัล จากการทํา กิ จกรรมการเรี ย นรู ้ ก็ เป็ นแรงเสริ ม ที& สํา คัญ ให้นกั เรี ยนเกิดการใฝ่ รู ้ใฝ่ เรี ยน 1. กรอบตั$งต้น (Set Frame) คื อ กรอบใดก็ตามที& มีอยู่ตอนหนึ& งให้นักเรี ยนสร้ างการ ตอบสนองลงไป การตอบสนองจะเป็ นอะไรนั$น นักเรี ยนสามารถทําได้จากข้อมูลในกรอบเดียวกัน โดยนักเรี ยนไม่มีความจําเป็ นต้องมีความรู ้สาํ หรับใช้ตอบมาก่อน 2. กรอบรองส่ งท้าย (Sub Terminal Frame) เป็ นกรอบที&ให้ความรู ้ที&จาํ เป็ นแก่นกั เรี ยน เพื&อให้นกั เรี ยนสนองตอบในกรอบสรุ ปได้ถูกต้อง กรอบรองส่ งท้ายแรกควรจะมีความรู ้ อยู่ส่วนหนึ& ง ที&จะนําไปใช้ในกรอบส่ งท้ายที&อยู่ถดั ไป จะสะสมความรู ้ เพิ&มขึ$นเรื& อย ๆ จนกว่านักเรี ยนบรรลุ ถึง ความสามารถที& จะตอบสนองในกรอบส่ งท้ายได้อย่างถูกต้อง การสร้ างบทเรี ยนสําเร็ จรู ป จึ งมัก สร้างกรอบส่ งท้าย หรื อกรอบสรุ ปก่อนกรอบรองท้าย 4.29 1. กรอบฝึ กหัด (Practice Frame) เป็ นกรอบที&นกั เรี ยนได้ใช้ฝึกหัดเกี&ยวกับสิ& งที&ได้เรี ยน มาแล้วจากกรอบตัว ต้น หลัก การสํา คัญ จะต้อ งให้ นัก เรี ย นได้ฝึ กหัด เฉพาะสิ& ง ที& เ ขาได้รั บ จาก กรอบตัวต้นเท่านั$น 3.

หลักการเรี ยนรู ้ เพิ&มขึ$นทีละน้อย (Gradual Approximation) การเรี ยนรู ้ ที&เกิ ดขึ$นได้ดี ถ้ามี การแบ่งขั$นตอนของกิ จกรรมการเรี ยนการสอนให้เป็ นขั$นตอนสั$น ๆ พอสมควร เพื&อให้เป็ น พื$นฐานเสริ มหรื อเชื& อมโยงให้เกิ ดการเรี ยนรู ้ ข$ นั ต่อ ๆ ไป การสร้างบทเรี ยนสําเร็ จรู ปจึงมีการแบ่ง เนื$อหาการเรี ยนออกเป็ นตอน ๆ เป็ นกรอบ ผูเ้ รี ยนจะค่อยเรี ยนรู ้สะสมไปเรื& อย ๆ เมื&อเรี ยนรู ้หลาย ๆ กรอบจนจบบทเรี ยนก็จะบรรลุจุดประสงค์การเรี ยนรู ้ตามต้องการ 2. เนื$ อหาวิชาถูกแบ่งออกเป็ นแต่ละสังกัป ซึ& งเรี ยกว่า บท แต่ละบทจะถูกแบ่งออกเป็ น ชั$นเล็ก ๆ ตามลําดับ เรี ยกว่า กรอบ (Frame) แต่ละกรอบจะมีคาํ อธิ บายเนื$อหา ตัวอย่าง และมีคาํ ถาม ให้นกั เรี ยนตอบ เมื&อนักเรี ยนตอบเสร็ จแล้วก็ตรวจคําตอบได้จากเฉลยที&มีอยูใ่ นกรอบถัดไป 3. จุดประสงค์เชิ งพฤติกรรม (Behavioral Objectives) หมายถึง จุดประสงค์ที&กาํ หนดไว้ เป็ นเกณฑ์สํา หรั บ พฤติ ก รรมของนักเรี ย น หลังจากที& เรี ยนเนื$ อหาวิช าจนจบแล้วว่ามี ผลสัม ฤทธิo ทางการเรี ยนเพียงใด 2. หลักการรู ้ ผล (Feedback) การเรี ยนรู ้ จะเกิ ดขึ$นได้ดีถ้าผูเ้ รี ยนได้รู้ผลของการกระทํา ของตนรู ้ว่าสิ& งที&ทาํ ไปนั$นถูกหรื อผิด ถ้าผิดที&ถูกควรเป็ นอย่างไร จากหลักการดังกล่าวในการสร้าง บทเรี ยนสําเร็ จรู ปจึ งมี การเฉลยตําตอบที& ถูกต้องให้ผูเ้ รี ยนทราบว่าที& ได้ตอบสนองไปนั$นถู กต้อง หรื อไม่ โดยเทียบกับคําตอบที&เฉลยไว้แล้ว . หลักการมีส่วนร่ วมอย่างจริ งจัง (Active Participation) การเรี ยนรู ้จะเกิดขึ$นได้ดี เมื&อผูเ้ รี ยน ทํากิจกรรม เช่น คิดแก้ปัญหา ค้นหาความสัมพันธ์ระลึกถึ งความรู ้เดิม ผูเ้ รี ยนจึงต้องมีส่วนจะต้อง ตอบสนองออกมาโดยเติมข้อความลงในช่องว่างหรื อเลือกคําตอบที&เหมาะสมโดยจะต้องตอบสนอง อยูบ่ ่อย ๆ แทบทุกกรอบ บางกรอบอาจตอบมากกว่า 1 ครั$ง ลักษณะดังกล่าว จะทําให้ผเู ้ รี ยนติดตาม บทเรี ยนตลอดเวลา 3.30 ธี รชัย ปรู ณโชติ (2552 : 10) ได้กล่าวถึง ส่ วนสําคัญของบทเรี ยนสําเร็ จรู ปไว้ 3 ประการ ดังนี$ 1. แบบทดสอบท้ายบท เป็ นแบบทดสอบที& ใช้สอบเพื&อวัดผลสัมฤทธิo ทางการเรี ยนว่า เมื& อนักเรี ยนได้เรี ยนเนื$ อหาวิชานั$นในแต่ ละบทแล้ว นัก เรี ย นมี ค วามรู ้ ความเข้าใจในเนื$ อหาวิช า มากน้อยเพียงใด นักเรี ยนได้บรรลุตามเกณฑ์ที&ได้กาํ หนดไว้ในจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมหรื อไม่ สรุ ป ได้ว่า ส่ วนประกอบของบทเรี ย นสํา เร็ จรู ป ควรจะประกอบไปด้วยจุ ด ประสงค์ เชิ งพฤติกรรม เนื$ อหาในแต่ละกรอบสําหรับเรี ยนรู ้ พร้ อมทั$งมีคาํ ถามและเฉลยคําถามให้นกั เรี ยน ตรวจสอบได้ดว้ ยตนเอง และมีแบบทดสอบท้ายบทสําหรับวัดผลสัมฤทธิoทางการเรี ยน หลักการสร้ างบทเรียนสํ าเร็จรู ป บุญชม ศรี สะอาด (2545 ก : 77) อธิ บายถึง การสร้างบทเรี ยนสําเร็ จรู ปจะต้องยึดหลักการ ที&สาํ คัญของการสอน ดังนี$ 1.

pacing) 3. หลักของความสําเร็ จ (Success Experience) การเรี ยนรู จะเกิดขึ$นไดดีถาผูเรี ยนรู สึ กวา ไดรับความสําเร็ จ ทําไดถูกตอง จากหลักการดังกลาวนี$ จึงมีการปูพ$ืนฐานเริ& มจากงาย ๆ มีการเขียนยํ$า ความรู และที&สําคัญคือ ในการตอบสนองบทเรี ยนจะพยายามใหตอบโดยที&มน&ั ใจวา ถาผูเรี ยนติดตาม อยางตั$งใจก็จะสามารถตอบไดถูกตอง ธี รชัย ปรู ณโชติ (2552 : 11) กล่าวถึง หลักการของบทเรี ยนสําเร็ จรู ป ดังนี$ 1. นักเรี ยนร่ วมกิจกรรมมากที&สุด (Activity Participation) โดยในแต่ละกรอบจะใช้หลัก ของความสั มพันธ์ ข องสิ& ง เร้ า กับ การตอบสนองนัก เรี ย นจะต้องตอบคํา ถามในแต่ ละกรอบ จึ ง มี ส่ วนร่ วมกิจกรรมมากที&สุด .31 4. หลักการมีสวนรวมอยางจริ งจัง (Active Participation) การเรี ยนรู จะเกิดขึ$นไดดี ถาผูเรี ยน ทํากิ จกรรม เชน คิ ดแกปญหา คนหาความสัมพันธ ระลึ กถึ งความรู เดิ ม ผูเรี ยนจึ งมีสวนที& จะตอง ตอบสนองออกมา โดยเติมขอความลงในชองวางหรื อเลื อกคําตอบที&เหมาะสม โดยจะตองตอบสนอง อยูบอย ๆ แทบทุกกรอบ บางกรอบอาจตอบมากกวา 1 ครั$ง ลักษณะดังกลาวจะทําให้ผเู ้ รี ยนเรี ยนติดตาม บทเรี ยนตลอดเวลา 3. แบ่งเนื$อหาเป็ นข้อย่อย ๆ (Small Step) ในการแบ่งเนื$ อหาออกเป็ นหน่วยหรื อข้อย่อย ๆ นี$ ทําให้นกั เรี ยนสามารถเรี ยนรู ้ได้อย่างเหมาะสมกับความสามารถของนักเรี ยน 2. หลักการเรี ยนรู เพิ&มทีละนอย (Gradual Approximation) การเรี ยนรู จะเกิดขึ$นไดดี ถามี การจัดแบงขั$นของกิจกรรมการเรี ยนการสอน ใหเปนขั$นตอนสั$น ๆ พอสมควร เพื&อใหเปนพื$นฐาน เสริ ม หรื อเชื& อมโยงใหเกิ ดการเรี ย นรู ขั$นตอ ๆ ไป การสรางบทเรี ย นสํา เร็ จรู ปจึ ง การแบงเนื$ อหา การเรี ยนออกเปนตอน ๆ เปนกรอบ ผูเรี ยนจะคอยเรี ยนรู สั&งสมขึ$นไปเรื& อย ๆ เมื&อเรี ยนรู หลาย ๆ กรอบ จนจบบทเรี ยนก็จะบรรลุจุดประสงคการเรี ยนรู ครบตามตองการ 2. หลักของการรู ผล (Feedback) การเรี ยนรู จะเกิดขึ$นไดดี ถาผูเรี ยนไดรู ผลของการกระทํา ของตนรู วาสิ& งที&ทาํ ไปนั$นถูกหรื อผิด ถาผิดที&ถูกควรเปนอยางไร จากหลักการดังกลาวในการสราง บทเรี ยนสําเร็ จรู ป จึงมีการเฉลยคําตอบที&ถูกตอง ใหผูเรี ยนไดทราบว่าที&ไดตอบคําถามไปนั$นถูกตอง หรื อไม โดยเทียบกับคําตอบที&เฉลยไวให้แลว 4. หลักการของความสําเร็ จ (Success Experience) การเรี ยนรู ้ จะเกิ ดขึ$ นได้ดีถา้ ผูเ้ รี ยน รู ้ สึ ก ว่า ได้รับ ความสํา เร็ จ ทําได้ถูก ต้อง จากหลัก การดัง กล่ า วนี$ จึงมี ก ารปู พ$ื นฐานเริ& ม จากง่ า ย ๆ มีการเขียนยํ$าความรู ้ และที&สําคัญคือในการตอบสนองบทเรี ยนจะพยายามให้ตอบโดยที&มน&ั ใจว่า ถ้าผูเ้ รี ยนติดตามอย่างตั$งใจก็จะสามารถตอบได้ถูกต้อง กุศยา แสงเดช (2552 : 17) ได้กล่าวถึง หลักการของเรี ยนสําเร็ จรู ปจะตองยึดหลักที&สําคัญ ดังนี$ 1. เป็ นบทเรี ยนที&มุ่งเน้นให้นกั เรี ยนเรี ยนด้วยตนเอง (Self .

เด็ ก สามารถทํา งานได้ต ามลํา พัง พ้น การดู ถู ก ถู ก ว่ า กล่ า วจากครู ไ ม่ ต้อ งฟั ง คํา วิพากษ์วจิ ารณ์หรื อเยาะเย้ยจากเพื&อน ๆ ซึ& งก่อให้เกิดความสบายใจและความเป็ นอิสระ 2.32 4. ทําให้เกิดความพึ&งตนเอง และมีความเชื&อมัน& ในตนเองมากขึ$น 3. สามารถใช้เป็ นองค์ประกอบของกิจกรรมเสริ มการเรี ยนรู ้ของนักเรี ยนได้เป็ นอย่างดี การสร้ างบทเรียนสํ าเร็จรู ป การสร้างบทเรี ยนสําเร็ จรู ปแบ่งออกเป็ น 4 ขั$นตอน (บุญชม ศรี สะอาด. สามารถพิ สู จน์ ค วามไม่ รู้ข องนัก เรี ย นโดยการให้นัก เรี ย นได้รู้ผ ลการกระทํา หรื อ การตอบคําถามของตนเอง 4. มี ข ้อมูล ย้อนกลับ หรื อประเมิ นผลตนเองได้ทนั ที (Immediate Feedback) คํา ตอบ ที&นกั เรี ยนสามารถตรวจดูวา่ ถูกต้องหรื อไม่น$ นั ทําให้นกั เรี ยนเกิดการเสริ มแรงในทางบวกในการเรี ยนรู ้ ในกรอบต่อไป 5. 2545 ก : 80) ขั$นที& 1 ขั$นเตรี ยมเป็ นการศึกษาหลักสู ตร กําหนดจุดประสงค์วิเคราะห์ ภารกิ จการเรี ยน และสร้างแบบทดสอบ ขั$นที& 2 ขั$นดําเนินการเขียนเป็ นการเขียนบทเรี ยน พร้อมทั$งทบทวนและแก้ไข ขั$น ที& 3 ขั$น ทดลองและปรั บ ปรุ ง โดยทดลองใช้ บ ทเรี ย นสํ า เร็ จ รู ป แบบรายบุ ค คล แบบกลุ่มเล็ก และใช้ในห้องเรี ยน ขั$นที& 4 ขั$นพิมพ์บทเรี ยน เพื&อนําบทเรี ยนฉบับจริ งไปใช้ ในการสร้างบทเรี ยนสําเร็ จรู ป ผูส้ ร้างจะต้องวิเคราะห์เนื$ อหาที&จะสอน และนําเนื$อหาสาระ มาแตกย่ อ ยและเรี ยงลํา ดับ ให้ เ หมาะสม เพื& อ ให้ ง่ า ยต่ อ การเรี ยนรู ้ หลัง จากนั$ น จึ ง นํา เสนอ เนื$อหาสาระนั$นทีละน้อยไปตามลําดับ และมีขอ้ คําถามที&ทา้ ทายความคิดของผูเ้ รี ยนและมีคาํ ตอบเฉลย ให้ไว้ดว้ ย จากนั$นนํามาใช้กบั กลุ่มใหญ่ เพื&อหาประสิ ทธิ ภาพของบทเรี ยน . การทดสอบหาประสิ ทธิ ภาพของบทเรี ยน (Testing) บทเรี ยนสําเร็ จรู ปเมื&อสร้างเสร็ จแล้ว จะมีประสิ ทธิ ภาพของบทเรี ยนอย่างมีระบบเพื&อให้เกิ ดความมัน& ใจว่า บทเรี ยนช่ วยทําให้นกั เรี ยน เกิดการเรี ยนรู ้ได้มากที&สุด สรุ ปได้วา่ หลักการของบทเรี ยนสําเร็ จรู ปควรจะใช้หลักการเรี ยนรู เพิ&มทีละนอย หลักการ มีสวนรวมอยางจริ งจัง หลักของการรู ผล และหลักของความสําเร็ จ เพื&อส่ งเสริ มการจัดการเรี ยนรู ้ ให้มีประสิ ทธิ ภาพมากยิง& ขึ$น ประโยชน์ ของบทเรียนสํ าเร็จรู ป สุ คนธ์ สิ นธุ พานนท์ และคณะ (2545 : 115) ได้กล่าวถึงคุณค่าและประโยชน์ของบทเรี ยน สําเร็ จรู ป สรุ ปได้ดงั นี$ 1.

33 กุศยา แสงเดช (2552 : 20 .25) ได้กล่าวถึ ง ขั$นตอนในการสร้ างบทเรี ยนสําเร็ จรู ปนั$น มีข$ นั ตอน ดังนี$ ขั$น ที& 1 ศึ ก ษาวิ ธี ก ารเขี ย นบทเรี ย นสํ า เร็ จรู ป แบบต่ า ง ๆ จนเข้า ใจแจ่ ม แจ้ง ทั$ง ศึ ก ษา จากตําราและการสอบถามจากผูร้ ู ้ ขั$นที& 2 กําหนดและเลือกวิชาที&จะเขียนและระดับชั$นสําหรับที&จะใช้บทเรี ยนสําเร็ จรู ปนั$น ขั$นที& 3 เลือกหน่วยการเรี ยนรู ้วา่ จะเขียนในเรื& องใด ขั$นที& 4 กําหนดหัวข้อต่างๆที&จะเขี ยน โดยศึกษาจากหลักสู ตรประมวลการสอน โครงการสอน คู่มื อครู และหนัง สื อเรี ย นว่า หลัก สู ตรกําหนดให้นัก เรี ย นเรี ย นอะไรบ้า ง แล้วเลื อกหัวข้อเรื& อง ที&จะเขียน ขั$นที& 5 ศึกษาลักษณะของนักเรี ยน ได้แก่ อายุ ระดับชั$น พื$นฐาน ความรู ้ เดิ มและทักษะ ที&นกั เรี ยนเคยได้รับการฝึ กฝนมาก่อน ทั$งนี$ เพราะบทเรี ยนสําเร็ จรู ปมีหลักการสนองความแตกต่าง ระหว่างบุคคลของนักเรี ยนในด้านต่าง ๆ ขั$นที& 6 ตั$งจุดมุ่งหมายสําหรับบทเรี ยนสําเร็ จรู ปที&จะเขียนโดยจะต้องตั$งจุดมุ่งหมายทัว& ไป และจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ซึ& งเป็ นจุดมุ่งหมายเฉพาะอันจะเป็ นแนวทางในการเขียนกรอบต่าง ๆ ในบทเรี ยนเป็ นอย่างดี และยังเป็ นประโยชน์ต่อการสร้างแบบทดสอบ ซึ& งจะทําให้ทดสอบนักเรี ยน ก่อนเรี ยนและหลังเรี ยน การเขียนวัตถุ ประสงค์ของการเรี ยนการสอน ควรแยกเป็ นข้อ ๆ เพื&อให้ วัตถุประสงค์เด่นชัดขึ$น และต้องบรรยายด้วยถ้อยคําที&ทาํ ให้ดี ความหมายได้ชดั เจน รัดกุม สามารถ มองเห็ นภาพการแสดงออกของนักเรี ยนได้ เช่ น เขี ยนบอก อธิ บาย จําแนก เปรี ยบเที ยบ ทดลอง เป็ นต้น ขั$นที& 7 วางโครงเรื& องที& จะเขี ยนเป็ นลําดับ เรื& องราวก่ อน หลัง จากง่ ายไปหายาก ทั$งนี$ เพราะบทเรี ยนสําเร็ จรู ป จะต้องแบ่งเนื$ อหาออกเป็ นตอน ๆ ย่อย และแต่ละตอนจะต้องต่อเนื& อง สัมพันธ์กนั ขั$นที& 8 ลงมือเขียนบทเรี ยนสําเร็ จรู ปตามจุดประสงค์ที&วางไว้ โดยแบ่งบทเรี ยนออกเป็ น ตอน ๆ หรื อบท ทั$งนี$ เพื&อสะดวกในการเรี ยนรู ้ เป็ นการแบ่งหมวดหมู่เพื&อนักเรี ยนจะได้เข้าใจและ จดจํา ได้ง่ าย แล้วดําเนิ นการเขี ยนกรอบต่ าง ๆ ในบทเรี ย นตามหลัก การเขี ย นบทเรี ยนสําเร็ จรู ป การเขี ยนกรอบในบทเรี ยนจะเริ& มต้นด้วยกรอบให้ความรู ้ แล้วติ ดตามด้วยกรอบแบบฝึ กหัดและ กรอบทดสอบเป็ นตอน ๆ ไป จํานวนกรอบจะมากหรื อน้อยเพียงใดขึ$นอยู่กบั ผูเ้ ขียน ถ้าบทเรี ยน สําหรับเด็กเก่งจํานวนกรอบอาจน้อยกว่าบทเรี ยนสําหรับเด็กไม่เก่งก็ได้ ขั$น ที& 9 ควรนํา บทเรี ย นสํ า เร็ จ รู ป ที& เ สร็ จ แล้ว ไปให้ เ พื& อ นครู ที& ส อนวิ ช านั$น ๆ หรื อ ผูท้ รงคุณวุฒิ อ่าน และให้ติชม เพื&อนํามาแก้ไขปรับปรุ งกรอบต่าง ๆ ในบทเรี ยนให้ดียง&ิ ขึ$น .

34 ขั$นที& 10 นําบทเรี ยนสําเร็ จรู ปที&ปรับปรุ งจนเห็ นว่าเรี ยบร้ อยดี แล้ว มาพิมพ์โดยยังไม่ใส่ คําตอบของคําถามต่าง ๆ เพื&อที&จะนําบทเรี ยนนี$ ไปทดลองใช้กบั นักเรี ยนในชั$นทดลองหนึ& งต่อหนึ& ง หรื อการทดลองที&เรี ยกว่า การทดลองขั$นหนึ&งคน ขั$นที& 11 สร้ างแบบทดสอบชั$นหนึ& งตามจุดมุ่งหมายที&วางไว้ให้ครบถ้วนและครอบคลุ ม ทุกเรื& องตามบทเรี ยน บทเรี ยนตอนใดมี เนื$ อหามากก็ออกมาก บทเรี ยนใดน้อยก็ออกน้อย สําหรั บ แบบทดสอบที& สร้ า งขึ$ นนั$น จะต้องนํา ไปวิเคราะห์ รายข้อเพื& อหาค่ า ความยาก ค่ าอํา นาจจํา แนก และปรั บ ปรุ งแก้ ไ ข ให้ มี ค่ า ความยากที& เ หมาะสมคื อ 0.0.80 และมี ค่ า อํา นาจจํา แนก และปรับปรุ งแก้ไขให้มีค่าความยากที&เหมาะสม คือ 0.20 ขึ$นไป ขั$นที& 12 นําบทเรี ยนสําเร็ จรู ปที&เขียนเสร็ จตามข้อ 10 ไปทดลองใช้กบั นักเรี ยนหนึ& งคน โดยเริ& ม ทํา แบบทดสอบก่ อน แล้ว จับ เวลาไว้เ พื& อจะได้ท ราบว่า แบบทดสอบดัง กล่ า วนัก เรี ย น สามารถทําเสร็ จภายในเวลาประมาณกี&นาที เมื&อนักเรี ยนทําแบบทดสอบเสร็ จแล้ว ก็ให้นกั เรี ยนเรี ยน บทเรี ยนสําเร็ จรู ปที&สร้ างขึ$น โดยผูส้ อนจะต้องอธิ บายให้นกั เรี ยนเข้าใจความมุ่งหมายและวิธีเรี ยน เสี ย ก่ อน นัก เรี ย นจะต้อ งอ่ า นบทเรี ย นไปที ล ะกรอบ ที ล ะตอนและตอบคํา ถามไปที ล ะคํา ถาม เมื& อนักเรี ยนตอบแต่ละคําถามผูส้ อนจะเฉลยคําตอบที& ถูกให้ทนั ที ผูส้ อนจะอภิปรายกับนักเรี ย น เพื&อหาทางปรับปรุ งแก้ไขบทเรี ยนในกรอบนั$น หรื อคําถามให้ดีข$ ึน แล้วนํามาปรับปรุ งแก้ไขภายหลัง หลังจากเรี ยนบทเรี ยนเสร็ จแล้ว ก็ให้นกั เรี ยนทําแบบทดสอบหลังเรี ยน เพื&อเปรี ยบเทียบคะแนนจาก การทําแบบทดสอบทั$งสองครั$งว่า นักเรี ยนมีความรู ้ ความเข้าใจเพิ&มขึ$นหรื อไม่ ผลการเปรี ยบเทียบ ควรแสดงให้นกั เรี ยนเห็นว่า มีความก้าวหน้าขึ$นหลังจากเรี ยนบทเรี ยน ขั$นที& 13 นําบทเรี ยนสําเร็ จรู ปไปทดลองกับนักเรี ยนกลุ่มเล็กที&เรี ยนอยูใ่ นระดับปานกลาง จํานวน 20 คน ซึ& งวิธีการเหมือนกับการทดลองในขั$นหนึ& งคนแต่ละบทเรี ยน จะมีคาํ ตอบของคําถาม ไว้ให้เสร็ จ นักเรี ยนจะต้องเรี ยนทีละกรอบ และตรวจคําตอบของตนเองกับคําเฉลยคําตอบที&ให้ไว้ ในบทเรี ยน ข้อมูลที&ตอ้ งการในขั$น 10 คน ได้แก่ คะแนนเฉลี& ย (ของนักเรี ยนทั$ง 10 คน) ในการตอบคําถามในบทเรี ยนสํ าเร็ จรู ปคิ ดเป็ นร้ อยละ เกณฑ์มาตรฐานในการตอบคําถามในบทเรี ยนโดยถูกต้อง ร้อยละ 90 คะแนนเฉลี& ย (ของนั กเรี ยนทั$ง 10 คน) ของการทําแบบทดสอบหลั งเรี ยนคิ ดเป็ นร้ อยละ เกณฑ์มาตรฐานในการทําแบบทดสอบคือ ร้อยละ 90 คะแนนเฉลี&ย (ของนักเรี ยนทั$ง 10 คน) ของการทําแบบทดสอบก่อนเรี ยนคิดเป็ นร้อยละ 9 ขั$นที& 14 การทดลองภาคสนามโดยนํา บทเรี ยนที& ผ่านการทดลองในขั$นกลุ่ ม เล็ก และ ปรั บ ปรุ ง แก้ไ ขแล้ว โดยมี ว ัต ถุ ป ระสงค์ เ พื& อ จะทราบว่ า บทเรี ย นสํ า เร็ จ รู ป ที& ส ร้ า งขึ$ น แล้ว นี$ มีประสิ ทธิ ภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน .20 .

กําหนดหัวข้อต่าง ๆ ที&จะเขี ยน โดยศึ กษาจากหลักสู ตรประมวลการสอนโครงการ สอนคู่มือครู และหนังสื อเรี ยน ว่าหลักสู ตรกําหนดให้นักเรี ยนเรี ยนอะไรบ้าง แล้วเลื อกหัวเรื& อง ที&จะเขียน 5.35 ธี รชัย ปรู ณโชติ (2552 : 21 . ศึ ก ษาวิ ธี เขี ย นบทเรี ย นสํ า เร็ จ รู ป แบบต่ า ง ๆ จนเข้า ใจแจ่ ม แจ้ง ทั$ง ศึ ก ษาจากตํา รา และสอบถามจากผูร้ ู ้ 2.24) ได้กล่าวถึง การสร้างบทเรี ยนสําเร็ จรู ปนั$นว่ามีข$ นั ตอน ในการสร้าง ดังนี$ 1. กําหนดและเลือกวิธีที&เขียน และลําดับชั$นสําหรับที&จะใช้บทเรี ยนสําเร็ จรู ป 3. วางโครงเรื& องที& จะเขี ย นเป็ นลํา ดับเรื& องราวก่ อนหลังจากง่ า ยไปหายาก ทั$ง นี$ เพราะ บทเรี ยนสําเร็ จรู ปจะต้องแบ่งเนื$อหาออกเป็ นตอน ๆ ย่อย ๆ และแต่ละตอนจะต้องต่อเนื&องสัมพันธ์กนั 8. นําบทเรี ยนที&สร้ างขึ$นไปเสนอต่ออาจารย์ที&ปรึ กษาเพื&อตรวจสอบและแนะนําแก้ไข ควรนําบทเรี ยนสําเร็ จรู ปที&เขียนแล้วไปให้ผเู ้ ชี& ยวชาญอ่าน และให้ขอ้ ติชม เพื&อนํามาแก้ไข ปรับปรุ ง กรอบรู ปภาพ และภาษาที&ใช้ในบทเรี ยนสําเร็ จรู ปให้ดียง&ิ ขึ$น . ลงมือเขียนบทเรี ยนสําเร็ จรู ปตามจุดหมายที&วางไว้ โดยแบ่งบทเรี ยนออกเป็ นตอน ๆ หรื อบท ทั$งนี$ เพื&อความสะดวกในการเรี ยนรู ้ เป็ นการแบ่งหมวดหมู่เพื&อนักเรี ยนจะได้เข้าใจและ จดจํา ได้ง่ าย แล้วดําเนิ นการเขี ยนกรอบต่ าง ๆ ในบทเรี ย นตามหลัก การเขี ย นบทเรี ยนสําเร็ จรู ป การเขี ย นกรอบในบทเรี ย นจะเริ& ม ต้น ด้ว ยกรอบให้ ค วามรู ้ แล้ว ติ ด ตามด้ว ยกรอบแบบฝึ กหั ด และกรอบทดสอบเป็ นตอน ๆ ไป จํานวนกรอบจะมากหรื อน้อยเพียงใดขึ$นอยูก่ บั นักเรี ยนถ้าบทเรี ยน สําหรับเด็กเก่ง จํานวนกรอบอาจน้อยกว่าบทเรี ยนสําหรับเด็กเรี ยนอ่อนก็ได้ 9. เลือกหน่วยการเรี ยนว่าจะเขียนในเรื& องใด 4. ตั$งจุ ดมุ่ งหมายสํ า หรั บ บทเรี ย นสํ า เร็ จ รู ป ที& เ ขี ย น โดยจะต้อ งตั$ง จุ ดมุ่ ง หมายทั&ว ไป และจุดประสงค์เชิ งพฤติกรรม ซึ& งเป็ นจุดมุ่งหมายเฉพาะ อันเป็ นแนวทางในการเขียนกรอบต่าง ๆ ในบทเรี ยนเป็ นอย่างดี และยังเป็ นประโยชน์ต่อการสร้ างแบบทดสอบซึ& งจะใช้ทดสอบนักเรี ยน ก่อนเรี ยนและหลังเรี ยน การเขียนวัตถุ ประสงค์ของการเรี ยนการสอน ควรแยกเป็ นข้อ ๆ เพื&อให้ วัตถุ ประสงค์เด่ นชัดขึ$น และต้องบรรยายด้วยถ้อยคําที&ดี สื& อความหมายได้ชดั เจนรัดกุม สามารถ มองเห็นการแสดงออกของนักเรี ยนได้ เช่น เขียน บอก อธิ บาย จําแนก เปรี ยบเทียบ ทดลอง เป็ นต้น 7. ศึ กษาลัก ษณะของนัก เรี ย น ได้แ ก่ อายุ ระดับ ชั$น พื$ น ฐานความรู ้ เ ดิ ม และทัก ษะ ที& นักเรี ย นได้รับการฝึ กฝนมาก่ อน ทั$ง นี$ เพราะบทเรี ยนสํา เร็ จรู ปมี หลักการสนองความแตกต่ า ง ระหว่างบุคคลของนักเรี ยนในด้านต่าง ๆ 6.

36 10. นําบทเรี ยนสําเร็ จรู ปที&เขียนเสร็ จตามข้อ 10 ไปทดลองใช้กบั นักเรี ยน 9 คน โดยเลือก เอานัก เรี ย นที& เ รี ย นอ่ อ น 3 คน นัก เรี ย นที& เ รี ย นปานกลาง 3 คน นัก เรี ย นเก่ ง 3 คน โดยให้ เ ริ& ม ทําแบบทดสอบก่อนเรี ยน แล้วจับเวลาไว้เพื&อจะได้ทราบว่าแบบทดสอบดังกล่าวนักเรี ยนสามารถ ทําได้เสร็ จภายในเวลาประมาณกี& นาที โดยผูส้ อนจะต้องอธิ บายให้นักเรี ยนเข้าใจความมุ่งหมาย และวิ ธี เ รี ย นเสี ย ก่ อ น นัก เรี ย นจะต้อ งอ่ า นบทเรี ย นไปที ล ะกรอบ ที ล ะตอน และตอบคํา ถาม ไปทีละคําถาม เมื&อนักเรี ยนตอบแต่ละคําถาม ผูส้ อนจะเฉลยคําตอบที&ถูกให้ทนั ที ผูส้ อนจะอธิ บาย กับนักเรี ยน เพื&อหาทางปรับปรุ งแก้ไขบทเรี ยนในกรอบนั$น หรื อปรับปรุ งคําถามให้ดีข$ ึน แล้วนํามา ปรับปรุ งแก้ไขภายหลัง หลังจากเรี ยนบทเรี ยนสําเร็ จรู ปแล้วก็ให้นกั เรี ยนทําแบบทดสอบหลังเรี ยน เพื&อเปรี ยบเทียบคะแนนจากการทําแบบทดสอบทั$งสองครั$งว่า นักเรี ยนมีความรู ้ความเข้าใจเพิ&มขึ$น หรื อไม่ ผลการเปรี ยบเทียบควรแสดงให้นกั เรี ยนเห็ นว่ามีความก้าวหน้าขึ$นหลังจากเรี ยนบทเรี ยน คะแนนเฉลี&ย (ของนักเรี ยน 9 คน) ของการทําแบบทดสอบหลังเรี ยน คิดเป็ นร้อยละ 90 12.31) กล่าวถึงขั$นตอนของการทดสอบเพื&อหาประสิ ทธิ ภาพ ของสื& อว่าต้องนําเครื& องมือไปใช้ทดลองใช้ (Try Out) เพื&อปรับปรุ งแล้วนําไปทดสอบใช้จริ ง (Trial Rum) นําผลที&ได้มาปรับปรุ งแก้ไข เสร็ จแล้วจะดําเนิ นการผลิตเป็ นจํานวนมากและนําไปใช้จดั การ เรี ยนรู ้ในชั$นเรี ยนตามปกติได้ การทดลองมีข$ นั ตอน ดังนี$ . การทดลองภาคสนาม โดยนําบทเรี ยนที&ผา่ นการทดลองในขั$นกลุ่มเล็ก และปรับปรุ ง แก้ไ ขแล้ว โดยมี ว ตั ถุ ป ระสงค์เ พื& อ จะทราบว่า บทเรี ย นสํ า เร็ จ รู ป ที& ส ร้ า งขึ$ น นี$ มี ป ระสิ ท ธิ ภ าพ ตามเกณฑ์มาตรฐาน สรุ ปได้ว่า ในการสร้ างบทเรี ยนสําเร็ จรู ป ผูส้ ร้ างจะต้องวิเคราะห์ เนื$ อหาที&จะสอน และ นํา เนื$ อหาสาระมาแตกย่อยและเรี ย งลํา ดับ ให้เ หมาะสม เพื& อ ให้ง่ า ยต่ อ การเรี ย นรู ้ หลัง จากนั$น จึงนําเสนอ เนื$ อหา สาระนั$นทีละน้อยไปตามลําดับ และมี ขอ้ คําถามที&ทา้ ทายความคิ ดของผูเ้ รี ยน และมีคาํ ตอบเฉลย ให้ไว้ดว้ ย จากนั$นนํามาใช้กบั กลุ่มใหญ่ เพื&อหาประสิ ทธิ ภาพของบทเรี ยน การหาประสิ ทธิภาพบทเรียนสํ าเร็จรู ป การทดสอบประสิ ทธิ ภาพเครื& องมื อเป็ นกระบวนการที&สําคัญเมื&อผลิ ตสื& อการสอนแล้ว ต้องนําสื& อไปทดสอบหาประสิ ทธิ ภาพเพื&อที&จะให้ทราบว่าเมื&อใช้สื&อกับนักเรี ยนแล้วเกิดประสิ ทธิ ผล ในการเรี ยนมากน้อยเพียงใด กุศยา แสงเดช (2552 : 28 . นํา บทเรี ย นสํ า เร็ จรู ป ที& ป รั บ ปรุ ง จนเห็ น ว่า เรี ย บร้ อยดี แล้วมาพิ ม พ์ โดยยัง ไม่ ใ ส่ คํา ตอบของคํา ถามต่ า ง ๆ เพื& อที& จะนํา บทเรี ย นนี$ ไปทดลองใช้ก ับ นัก เรี ย น 3 คน ในขั$นทดลอง หนึ&งต่อหนึ&ง คือ เลือกนักเรี ยนเก่ง 1 คน ปานกลาง 1 คน และอ่อน 1 คน 11.

นักเรี ยนได้เรี ยนรู ้เป็ นขั$นตอน ทีละน้อยและทราบผลการเรี ยนรู ้ของตนเองทุกขั$นตอน 6. นักเรี ยนสามารถศึกษาบทเรี ยนเวลาใดก็ได้ ตามความพอใจ 7.30/85. ช่ วยประหยัดเวลาในการสอนของครู ทาํ ให้ครู มีโอกาสให้ความสนใจดูแลนักเรี ยน เป็ นรายบุคคลได้มากขึ$น 3. การทดลองแบบกลุ่มย่อย (1 : 10) เป็ นการทดลองกับนักเรี ยน 6 . การทดลองแบบเดี&ยว (1 : 1) เป็ นการทดลองกับนักเรี ยน 1 คน โดยใช้เด็กอ่อน ปานกลาง และเด็กเก่ ง คํานวณหาประสิ ทธิ ภาพแล้วปรับปรุ งให้ดีข$ ึน โดยปกติ คะแนนที&ได้จากการทดลอง แบบเดี&ยวนี$ จะได้คะแนนตํ&ากว่าเกณฑ์มากแต่ไม่ตอ้ งวิตก เมื&อปรับปรุ งแล้วจะสู งขึ$นมาก ก่อนนําไป ทดลองแบบกลุ่มในขั$นนี$ E1/E2 ที&ได้จะมีค่าประมาณ 60/60 2.37 1.5% ก็ ย อมรั บ หากแตกต่ า งกัน มากผูส้ อนต้อ งกํา หนดเกณฑ์ ป ระสิ ท ธิ ภ าพ ของเครื& องมื อ ใหม่ โดยยึ ด สภาพความจริ งเป็ นเกณฑ์ สมมติ ว่ า เมื& อ ทดสอบประสิ ท ธิ ภ าพ ได้เกณฑ์ 85/85 ที&ต$ งั ไว้ แต่ถา้ เกณฑ์ 75/75 เมื&อผลทดลองเป็ น 85. นักเรี ยนสามารถแก้ไขความเข้าใจผิดของตนเองได้ จากการดูคาํ ตอบในบทเรี ยน 8. 85/85 ส่ วนเนื$ อหาที& เป็ นทักษะหรื อ เจตคติศึกษา อาจตั$งไว้ต&าํ กว่านี$ เช่น 75/75 เป็ นต้น วิธีคํานวณหาประสิ ทธิภาพ การคํานวณหาประสิ ทธิ ภาพโดยใช้ E1/E2 ข้ อดีของบทเรียนสํ าเร็จรู ป กุศยา แสงเดช (2552 : 33) ได้กล่าวถึง ข้อดีของบทเรี ยนสําเร็ จรู ป ดังนี$ 1. ผูท้ ี&ขาดเรี ยนมีโอกาสเรี ยนด้วยตนเอง เพื&อให้ตามผูอ้ ื&นได้ทนั .10 คน (คละนักเรี ยน ที& เก่ งกับอ่ อน) คํานวณหาประสิ ท ธิ ภาพแล้วปรั บปรุ ง ในคราวนี$ คะแนนของนักเรี ยนจะเพิ&มขึ$ น อีกเกื อบเท่าเกณฑ์ โดยเฉลี& ยจะห่ างจากเกณฑ์ประมาณ 10 % นั$นคื อ E1/E2 ที&ได้จะมีค่าประมาณ 70/70 3. การทดลองแบบกลุ่มใหญ่ (1 : 100) เป็ นการทดลองกับนักเรี ยนทั$งชั$น 30 .100 คน คํานวณหาประสิ ทธิ ภาพแล้วทําการปรับปรุ ง ผลลัพธ์ที&ได้ควรใกล้เคียงกับเกณฑ์ที&ต$ งั ไว้หากตํ&ากว่า เกณฑ์ ไ ม่ เ กิ น 2. ส่ งเสริ มนักเรี ยนให้รู้จกั แสวงหาความรู ้ดว้ ยตัวเอง 4. นัก เรี ย นมี โ อกาสเรี ย นรู ้ ด้วยตนเอง และดํา เนิ น ไปตามความสามารถของตนเอง เป็ นการตอบสนองต่อความแตกต่างระหว่างบุคคลเป็ นอย่างดี 2.40 ก็อาจเลื& อนเกณฑ์ ขึ$นมาเป็ น 85/85 ได้ การกํา หนดเกณฑ์ E1/E2 ให้มีค่าเท่าใดนั$นให้ผูส้ อนเป็ นผูพ้ ิจารณาตามความพอใจ โดยปกติ เนื$ อหาที& เป็ นความรู ้ ความจํามักจะตั$งไว้ 80/80. ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนครู ได้ 5.

ทําให้นกั เรี ยนขาดทักษะการเขียนหนังสื อ เพราะนักเรี ยนจะเขียนเฉพาะคําตอบเท่านั$น 4. นักเรี ยนสามารถเรี ยนรู ้ได้ดว้ ยตัวเอง 2. นักเรี ยนได้เรี ยนรู ้เป็ นขั$นตอนทีละน้อย และได้ทราบผลการเรี ยนรู ้ของตนทุกขั$นตอน เกิดแรงเสริ ม (Reinforcement) 3. นักเรี ยนสามารถศึกษาบทเรี ยนในเวลาใดเมื&อไรก็ตาม ตามความพอใจของนักเรี ยนเอง แม้แต่จะเป็ นที&บา้ นของนักเรี ยนเอง สรุ ปได้ว่า บทเรี ยนสําเร็ จรู ปนั$นมีขอ้ ดี คื อ การส่ งเสริ มให้นักเรี ยนเรี ยนรู ้ ได้ดว้ ยตัวเอง นักเรี ยนได้เรี ยนรู ้เป็ นขั$นตอน ทีละน้อยและทราบผลการเรี ยนรู ้ของตนเองทุกขั$นตอน สนองความ แตกต่างระหว่างบุ คคลของนักเรี ยน เพราะนักเรี ยนสามารถศึ กษาบทเรี ยนในเวลาใดเมื& อไรก็ได้ ตามความพอใจของนั ก เรี ยนเอง ทั$ง ยัง เป็ นวิ ธี ส อนที& ช่ ว ยลดภาระครู และช่ ว ยแก้ ปั ญ หา การขาดแคลนครู ข้ อจํากัดของบทเรียนสํ าเร็จรู ป กุศยา แสงเดช (2552 : 35) ได้กล่าวถึง ข้อจํากัดของบทเรี ยนสําเร็ จรู ป สรุ ปได้ดงั นี$ 1. เป็ นวิธีสอนที&ช่วยให้นกั เรี ยนได้เรี ยนเป็ นรายบุคคล สามารถเรี ยนรู ้ได้ตามความสามารถ ของตน เป็ นการตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล 3. การใช้บ ทเรี ย นสํ า เร็ จ รู ป ในชั$น เรี ย น ผูท้ ี& เ รี ย นได้ร วดเร็ ว จะเสร็ จ ก่ อ นและมี เ วลา อาจมี พ ฤติ ก รรมที& ร บกวนผู ้อื& น ส่ ว นผู ้ที& เ รี ย นช้ า บางคนอาจทํา ไม่ เ สร็ จ ต้อ งให้ ท ํา นอกเวลา หรื อให้ไปทําที&บา้ นซึ& งยากแก่การควบคุม . เป็ นวิธีสอนที&ส่งเสริ มให้นกั เรี ยนศึกษาด้วยตนเอง 2.38 ฉวีลกั ษณ์ บุญยะกาญจน (2551 : 23) ได้กล่าวถึง ข้อดีของบทเรี ยนสําเร็ จรู ป ดังนี$ 1. การใช้บทเรี ยนสําเร็ จรู ปอย่างเดี ยวตลอด ทําให้นกั เรี ยนขาดการติดต่อซึ& งกันและกัน ไม่ส่งเสริ มการเรี ยนรู ้ซ& ึ งกันและกัน 2. ภาษาที&ใช้อาจเป็ นปั ญหาในบางท้องถิ&น 6. มีส่วนที&ทาํ ให้เด็กเรี ยนเก่งเบื&อง่าย โดยเฉพาะบทเรี ยนสําเร็ จรู ปแบบเชิงเส้น 7. การใช้บทเรี ยนสําเร็ จรู ปในชั$นเรี ยน จะมีลกั ษณะเป็ นผูช้ ่วยครู มากกว่าที&จะใช้แทนครู 5. บทเรี ยนสําเร็ จรู ปเหมาะสมสําหรับเนื$อหาที&เป็ นความจริ ง หรื อความรู ้พ$ืนฐานมากกว่า ที&ตอ้ งการความคิดเห็นและริ เริ& ม 3. เป็ นวิธีสอนที&ช่วยลดภาระครู และช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนครู ธี รชัย ปรู ณโชติ (2552 : 26) ได้กล่าวถึงข้อดีของบทเรี ยนสําเร็ จรู ป ดังนี$ 1. สนองความแตกต่างระหว่างบุคคลของนักเรี ยน ทําให้นกั เรี ยนได้เรี ยนรู ้ตามเอกัตภาพ ของตน เช่น ความสนใจ สติปัญญา วุฒิภาวะ ฯลฯ 4.

บทเรี ยนสํ า เร็ จ รู ปที& ดี ย ัง มี ป ริ มาณน้ อ ย บทเรี ยนสํ า เร็ จ รู ปที& มี คุ ณ ภาพไม่ ดี พ อ จะไม่น่าสนใจ และจะไม่สามารถดึงดูดความสนใจของนักเรี ยน และทําให้นกั เรี ยนเบื&อหน่ายได้ สรุ ปได้วา่ การจัดการเรี ยนรู ้โดยใช้บทเรี ยนสําเร็ จรู ปนั$นต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมโดยเนื$อหา จัดการเรี ยนรู ้ ให้นกั เรี ยนนั$นควรจะทําให้นักเรี ยนง่ายต่อการอ่านทําความเข้าใจด้วยตนเอง เพื&อที& นักเรี ยนจะสามารถเรี ยนรู ้ได้ดว้ ยตนเองตามศักยภาพของแต่ละบุคคล ความพึงพอใจ ความหมายของความพึงพอใจ นักวิชาการได้ให้ความหมายของความพึงพอใจ ไว้ดงั นี$ นัยนา ตรี เนตรสัมพันธ์ (2551 : 30) ได้กล่าวว่าความพึงพอใจ หมายถึง ความรู ้สึกในทางบวก หรื อ ความรู ้ สึ ก ในทางที& ดี ต่ อ สิ& ง ต่ า ง ๆ ที& ท าํ ให้ ค วามต้อ งการของบุ ค คลได้รั บ การตอบสนอง ทั$งทางด้านร่ างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และความเชื&อที&เหมาะสม สักริ นทร์ อยู่ผอ่ ง (2552 : 28) ได้กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง การแสดงความรู ้สึก หรื อการแสดงออกในทางบวกที&มีต่อองค์กร บุคคลผูร้ ่ วมงานและงานที&ทาํ ได้แก่ การแสดงความยินดี ชื&นชม การคิด สร้างสรรค์ การร่ วมมือ ร่ วมแรงร่ วมใจและการมีความสุ ขในการทํางานเป็ นต้น อัมรั ตน์ อนวัช (2552 : 49) ได้กล่าวไว้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึ งความรู ้ สึกเชิ งบวก ของบุ ค คลที& มี ต่ อสิ& ง ใดสิ& ง หนึ& ง หรื อเรื& องใดเรื& อ งหนึ& ง แล้ว ส่ ง ผลต่ อการกระทํา หรื อ พฤติ ก รรม ของบุคคลนั$น วงเดือน เจริ ญ (2553 : 13) ได้กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง สภาวะจิตใจที&ปราศจาก ความเครี ยด ทั$งนี$ เพราะธรรมชาติของมนุ ษย์มีความต้องการ ถ้าความต้องการนั$นได้รับการตอบสนอง ทั$ง หมดหรื อ บางส่ วน ความเครี ย ดก็ จะน้อ ยลงความพึ ง พอใจก็ จ ะเกิ ด ขึ$ น และในทางกลับ กัน ถ้าความต้องการนั$นไม่ได้รับการตอบสนอง ความเครี ยดและความไม่พึงพอใจก็จะเกิดขึ$น .39 8. เป็ นวิธี ส อนที& พ& ึ ง บทเรี ย นสํ า เร็ จรู ป หากไม่ มี บ ทเรี ย น หรื อ บทเรี ย นไม่ มี คุ ณ ภาพ ก็ยอ่ มส่ งผลต่อการเรี ยนของนักเรี ยน 2. การสร้างบทเรี ยนสําเร็ จรู ปให้มีคุณภาพที&ดี เป็ นเรื& องที&ตอ้ งใช้เวลา และมีความยุง่ ยาก ในการจัดทํา ผูส้ ร้างจําเป็ นต้องมีความเข้าใจในการสร้างบทเรี ยน 3. เด็กที&ขาดความซื& อสัตย์ต่อตนเอง อาจเป็ นการฝึ กให้มีลกั ษณะนิ สัยที&ไม่ดีบางอย่างได้ เช่น การโกงตัวเอง เป็ นต้น ธี รชัย ปรู ณโชติ (2552 : 28) ได้กล่าวถึง ข้อจํากัดของวิธีสอนโดยใช้บทเรี ยนสําเร็ จรู ป ดังนี$ 1.

ความต้องการความมัน& คงปลอดภัยหรื อสวัสดิภาพ (Safety Needs) หมายถึง ความต้องการ ความมัน& คงปลอดภัย ทางด้า นร่ า งกายและจิ ตใจ เป็ นอิ ส ระจากความกลัว ขู่เข็ญบัง คับ จากผูอ้ ื& น และสิ& งแวดล้อม เป็ นความต้องการที&จะได้รับการปกป้ องคุ ม้ กัน ความต้องการประเภทนี$ เริ& มตั$งแต่ วัยทารกจนกระทัง& วัยชรา ความต้องการที&จะมีงานทําเป็ นหลักแหล่งก็เป็ นความต้องการเพื&อสวัสดิภาพ ของผูใ้ หญ่อย่างหนึ&ง 3. 2551 : 48 . ความต้องการที&จะรู ้สึกว่าตนเองมีค่า (Esteem Needs) ความต้องการนี$ประกอบด้วย ความต้องการที& จะประสบความสําเร็ จมีความสามารถ ต้องการที&จะให้เห็ นว่าตนมีความสามารถ มี คุ ณ ค่ า และมี เ กี ย รติ ต้ อ งการได้ รั บ ความยกย่ อ งนั บ ถื อ จากผู ้อื& น ผู ้ที& มี ค วามสมปรารถนา ในความต้องการนี$ จะเป็ นผูม้ ีความมัน& ใจในตนเองเป็ นคนมีประโยชน์และมีค่าตรงข้ามกับผูท้ ี&ขาด ความต้องการประเภทนี$ จะรู ้สึกว่าตนไม่มีความสามารถและมีปมด้อยมองโลกในแง่ร้าย 5. ความต้อ งการรู ้ จ ัก ตนเองอย่า งแท้จ ริ ง และพัฒ นาตนเต็ ม ที& ต ามศัก ยภาพของตน (Self Actualization Needs) เป็ นความต้องการที&จะรู ้จกั ตนเองตามสภาพที&แท้จริ งของตนกล้าที&จะ ตัดสิ นใจเลือกทางเดิ นของชี วิต รู ้ จกั ค่านิ ยมของตนเอง มีความจริ งใจต่อตนเอง ปรารถนาที&จะเป็ น .40 สรุ ปได้วา่ ความพึงพอใจ หมายถึง ผลการเรี ยนที&มีความสัมพันธ์กนั ทางบวก ทั$งนี$ ข$ ึนอยูก่ บั กิจกรรมที&นกั เรี ยนได้ปฏิบตั ิทาํ ให้นกั เรี ยนได้รับการตอบสนองความต้องการด้านร่ างกาย และจิตใจ ซึ& งเป็ นส่ วนสําคัญที&จะทําให้เกิ ดความสมบูรณ์ ของชี วิตมากน้อยเพียงใด นัน& คือสิ& งที&ตอ้ งคํานึ งถึ ง องค์ประกอบต่าง ๆ ในการส่ งเสริ มความพึงพอใจในการเรี ยนรู ้ให้กบั นักเรี ยน ทฤษฎีความพึงพอใจ ทฤษฎี ลาํ ดับความต้องการของมาสโลว์ (Maslow’s Theory of Growth Motivation) มาสโลว์ (Maslow) เป็ นนักจิตวิทยาที&ได้ศึกษาเรื& องความต้องการของมนุ ษย์ในทฤษฎีความต้องการ โดยแบ่งออกเป็ น 5 ประเภท ดังนี$ (มธุ รส สว่างบํารุ ง. ความต้องการทางสรี ระ (Physiological Needs) หมายถึง ความต้องการพื$นฐานของร่ างกาย เช่ น ความหิ ว ความกระหาย ความต้องการทางเพศและการพักผ่อน เป็ นต้น ความต้องการเหล่านี$ เป็ นความต้องการที& จาํ เป็ นสํา หรั บ การมี ชีวิตอยู่ มนุ ษย์ทุ กคนมี ความต้องการทางสรี ระอยู่เสมอ จะขาดเสี ยไม่ได้ 2.51) 1. ความต้องการความรักหรื อความเป็ นส่ วนหนึ& งของกลุ่ม (Love & Belonging Needs) มนุ ษ ย์ทุ ก คนมี ค วามปรารถนาจะให้ เ ป็ นที& รั ก ของผู ้อื& น ต้อ งการมี ค วามสั ม พัน ธ์ ก ับ ผู ้อื& น และ เป็ นส่ วนหนึ& งของกลุ่ม ต้องการให้ทุกคนยอมรับตนเป็ นสมาชิ ก คนที&รู้สึกว่าเหงาไม่มีเพื&อนมีชีวิต ที& ไม่สมบูรณ์ เป็ นผูท้ ี& ตอ้ งการเพื&อนจะต้องทําให้รู้สึกว่าตนเป็ นที& รัก และยอมรั บของกลุ่ มเพื&อให้ เป็ นที&สมปรารถนาในความต้องการความรักและเป็ นส่ วนหนึ&งของกลุ่ม 4.

4 ความรั บ ผิ ดชอบ (Responsibility) หมายถึ ง การที& ผูบ้ งั คับ บัญ ชาให้ โอกาสแก่ ผูท้ าํ งานได้รับผิดชอบต่อการทํางานของตนอย่า งเต็มที& ไ ม่จาํ เป็ นต้องตรวจตราหรื อควบคุ มมาก จนเกินไป 1. 2553 : 32 . ปั จจัยสุ ขอนามัย (Hygiene Factors) เป็ นปั จจัยที&ป้องกันไม่ให้เกิดความไม่พึงพอใจ ในงานที&ปฏิบตั ิอยู่ ซึ& งปั จจัยเหล่านี$ประกอบด้วย 2.1 นโยบายการบริ หาร (Policy and Administration) หมายถึง แนวทางในการปฏิบตั ิงาน และการใช้กระบวนการบริ หารเพื&อปฏิบตั ิงาน .3 ลักษณะของงาน (Work Itself) หมายถึ ง ลักษณะของงานที&น่าสนใจและท้าทาย ความสามารถงานที&ตอ้ งประดิษฐ์คิดค้นหาสิ& งใหม่ ๆ ทําให้เกิดความพึงพอใจ 1.1 ความสําเร็ จในงาน (Achievement) เป็ นปั จจัยที& ก่อให้เกิ ดความพึงพอใจและ ความปลาบปลื$มในผลสําเร็ จของงาน เมื&อได้ทาํ งานหรื อแก้ไขปั ญหาต่าง ๆ ได้เป็ นผลสําเร็ จ ปั จจัยนี$ นับว่ามีความสําคัญมากที&สุด 1.41 คนดีที&สุดเท่าที&จะมีความสามารถทําได้ท$ งั ทางด้านสติปัญญา ทักษะและอารมณ์ ความรู ้สึก ยอมรับ ตนเอง ทั$งส่ วนดี และส่ วนเสี ยของตน ที&สําคัญที&สุดก็คือ การมี สติที&จะยอมรับว่าตนใช้กลไกในการ ป้ องกันตนในการปรับตัวและพยายามที&จะเลิกใช้ เปิ ดโอกาสให้ตนเองเผชิ ญกับความจริ งของชี วิต เผชิ ญกับสิ& งแวดล้อมใหม่ ๆ โดยคิดว่าเป็ นสิ& งที&ทา้ ทาย น่ าตื&นเต้นและมีความหมาย กระบวนการ ที&จะพัฒนาตนเองเต็มที& ตามศักยภาพของตนเป็ นกระบวนการที& ไม่มีจุดจบตลอดเวลาที& มีชีวิตอยู่ มนุษย์ทุกคนมีความต้องการที&จะพัฒนาตนเองเต็มที&ตามศักยภาพของตน ทฤษฎีการจูงใจของเฮอร์ ซเบิร์ก (Herzberg’s Two Factor Theory) การจู ง ใจทํา ให้ เ กิ ด ความพึ ง พอใจเมื& อ การจู ง ใจได้รั บ การตอบสนองผลที& ไ ด้จ ะเป็ น ความพึงพอใจ ซึ& งเฮอร์ ซเบิร์กได้คน้ พบทฤษฎีในการสร้างความพึงพอใจให้เพิ&มขึ$นในการปฏิบตั ิงาน เรี ยกว่า The Motivation Hygiene Theory ทฤษฎีน$ ี กล่าวถึง ปั จจัยที&ก่อให้เกิดแรงจูงใจใน 2 ปั จจัย (Two Factors Theory of Motivation) (ปรี ยาพร วงศ์อนุตรโรจน์.5 ความก้าวหน้า (Advancement) หมายถึ ง การได้รับการเลื& อนขั$นเงิ นเดื อนหรื อ ตํา แหน่ ง ให้ สู ง ขึ$ น รวมถึ ง โอกาสที& จะได้เพิ& ม พู นความรู ้ ความสามารถในการทํา งานหรื อเพิ& ม ความเจริ ญก้าวหน้าในการทํางานด้วย 2.37) ดังนี$ 1.2 ความยอมรับนับถื อ (Recognition) หมายถึ ง การได้รับการยกย่องชมเชย ยอมรับ นับ ถื อหรื อได้รั บ การแสดงความยิ นดี จากผูบ้ ัง คับ บัญชา ผูร้ ่ วมงานหรื อบุ ค คลอื& น ๆ ทํา ให้ เกิ ด ความภาคภูมิใจ ซึ& งจะเกิดควบคู่กบั ความสําเร็ จในงาน 1. ปั จจัยแรงจูงใจ (Motivation) เป็ นปั จจัยที&ก่อให้เกิดความพึงพอใจในการทํางานกระตุน้ ให้บุคคลทํางานดีข$ ึน ได้แก่ 1.

3 สัมพันธภาพกับเพื&อนร่ วมงาน (Relationship with Peers) หมายถึ ง ความสัมพันธ์ ระหว่างผูป้ ฏิบตั ิงานกับเพื&อนร่ วมงาน 2.42 2.05 .4 สั มพัน ธภาพกับ ผูบ้ งั คับ บัญ ชา (Relationship with Supervisor) หมายถึ ง ความสัมพันธ์ระหว่างผูป้ ฏิบตั ิงานกับผูบ้ ริ หาร 2.2 วิธีการบังคับบัญชา (Supervision) หมายถึง พฤติกรรมในการบริ หารของผูบ้ ริ หาร ตามกระบวนการบริ หาร 2.A) ได้ศึกษาเปรี ยบเทียบผลสัมฤทธิo ทางการเรี ยนวิชาสังคมศึกษา และทัศ นคติ ข องนัก เรี ย น เกรด 3 ที& อ ยู่ใ นเขตเมื อ งที& มี ต่ อ การเรี ย นโดยใช้ บ ทเรี ย นสํ า เร็ จ รู ป แบบเส้ นตรง กับการสอนตามปกติ ผลการวิจยั พบว่า นักเรี ยนที& เรี ยน โดยใช้บทเรี ยนสําเร็ จรู ป แบบเส้ น ตรง มี ผ ลสั ม ฤทธิo ทางการเรี ย นสู ง กว่า การเรี ย นด้ว ยวิธี ส อนปกติ ผลการเปรี ย บเที ย บ การสอนทั$ง 2 วิธี มี ความสัมพันธ์ กนั ด้านความรั บผิดชอบ อย่างมี นัยสําคัญทางสถิ ติที&ระดับ . 1998 : 1891 .5 สภาพการทํางาน (Working Conditions) หมายถึง สิ& งแวดล้อมต่าง ๆ ในการทํางาน เช่น ทําเลที&ต$ งั อุปกรณ์ สิ& งอํานวยความสะดวกในการทํางานและปริ มาณงาน ความสั ม พัน ธ์ ร ะหว่ า งความพึ ง พอใจ และการจู ง ใจถู ก เชื& อ มโยงด้ ว ยปั จ จัย อื& น ๆ ผลการปฏิ บ ตั ิ ง านที& ดีจะนํา ไปสู่ ผ ลตอบแทนที& เ หมาะสม ซึ& ง ในที& สุ ดจะนํา ไปสู่ ก ารตอบสนอง ความพึ ง พอใจ ผลการปฏิ บ ตั ิ ง านย่อมได้รับ การตอบสนองในรู ป ของรางวัล หรื อผลตอบแทน ซึ& งแบ่งออกเป็ น ผลตอบแทนภายใน (Intrinsic Rewards) และผลตอบแทนภายนอก (Extrinsic Rewards) โดยผ่า นการรั บ รู ้ เกี& ย วกับความยุติธ รรมของผลตอบแทน ซึ& ง เป็ นตัวบ่ง ชี$ ป ริ มาณของ ผลตอบแทนที& ผู ้ป ฏิ บ ัติ ที& ไ ด้รั บ นั&น คื อ ความพึ ง พอใจในของผู ้ป ฏิ บ ัติ ง านจะถู ก กํา หนดโดย ความแตกต่างระหว่างผลตอบแทนที& เกิดขึ$น และการรับรู ้เรื& องเกี&ยวกับความยุติธรรมของผลตอบแทน ที&รับรู ้แล้ว ความพึงพอใจย่อมเกิดขึ$น สรุ ปได้ว่า ผูป้ ฏิ บตั ิ งานจะเกิ ดความพึงพอใจต่อการทํางานมากน้อย ขึ$นอยู่กบั สิ& งจูงใจ ในการทํางาน ในการดําเนิ นกิจกรรมการเรี ยนการสอน การที&ผเู ้ รี ยนเกิดความพึงพอใจในการเรี ยนนั$น ผูเ้ รี ยนจะต้องมีแรงจูงใจที&อยากเรี ยน ซึ& งผูส้ อนต้องคํานึ งถึ งสิ& งที&ก่อให้เกิ ดแรงจูงใจหลาย ๆ ด้าน เช่ น การจัดบรรยากาศ สถานการณ์ เทคนิ คการสอน การยกย่องชมเชย การให้รางวัล การทําให้ ผูเ้ รี ยนเกิ ดความภาคภูมิใจในตนเอง การได้รับการยอมรั บจากผูอ้ ื&น มีผลสัมฤทธิo ทางการเรี ยนที& ดี จะทําให้ผเู ้ รี ยนมีความพึงพอใจในการเรี ยนหรื อการปฏิบตั ิงาน งานวิจัยทีเกียวข้ อง งานวิจัยต่ างประเทศ ลิสที& (Listi.

189) ไดศึกษาบทเรี ยนสําเร็ จรู ปดวยวิธีการสอนโดยการใช้ เม าส คอมพิ วเตอร เพื& อการพัฒนาเด็ ก นัก เรี ย นอนุ บ าลบทเรี ย นสํา เร็ จรู ป ถู ก นํา มาใช ทดสอบกับ กลุ มตัวอยาง ทางดานกายภาพ เสี ยง และทาทาง ดวยวิธีการสอนใหกลุ มตัวอยางใชเมาสคอมพิวเตอร ผลการวิจยั พบว่า บทเรี ยนสําเร็ จรู ปทําใหเด็กนักเรี ยนอนุ บาลไดทักษะที&ไดเรี ยนมาจากทั$ง 3 ขั$นตอน สําหรับการประเมินครั$งที& 2 แสดงใหเห็ นวาเด็กนักเรี ยนอนุ บาลทั$งหมดไดเรี ยนรู การชี$ ดวยเมาส ภายหลังจากที&แทรกรู ปแบบการสอนนี$ ในชัว& โมงเรี ยน รู ปแบบการสอนนี$ ประกอบ ดวยบทเรี ยน สําเร็ จรู ปและกระตุนกลุมตัวอยางไดทันทีซ& ึ งมีประสิ ทธิ ภาพตอการสอน โดยใหมีการใชมือ สายตา เพื&อบังคับ และชี$เมาสใหได โมเลนดา (Molenda. 2008 : 52 .43 แต่ดา้ นรู ปแบบการเรี ยนรู ้ท$ งั 2 แบบ ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ ผลการทดลองครั$งนั$น ยังพบว่า นักเรี ยนที&เรี ยนโดยใช้บทเรี ยนสําเร็ จรู ปแบบเส้นตรง มีทศั นคติที&ดีต่อวิชาสังคมศึกษา ชิ มิซุ (Shimizu.01 . 2006 : 175 .01 2) ความเชื& อมัน& ในตนเองของนักเรี ยนที& เรี ยนโดยการสอน แบบนาฏการสู งกว่านักเรี ยนที&เรี ยนโดยการสอนตามปกติ อย่างมีนยั สําคัญทางทางสถิติที& .01 สุ วรรณี จุ สมใจ (2549 : 98) ได้ศึกษาผลของการใช้วรรณกรรมท้องถิ& นสุ พรรณบุ รี เป็ นสื& อประกอบการสอนที&มีต่อผลสัมฤทธิo ทางการเรี ยน วิชาภาษาไทยของนักเรี ยนชั$นต้นปี ที& 1 วิทยาลัยนาฏศิลปะสุ พรรณบุรี ผลการวิจยั พบว่า 1) ผลสัมฤทธิo ทางการเรี ยนวิชาภาษาไทย ท31101 หลังเรี ยนของนักเรี ยนที&เรี ยนโดยการสอนแบบนาฏการสู งกว่านักเรี ยนที&เรี ยนโดยการสอนตามปกติ อย่างมี นัยสําคัญทางสถิ ติที& 0.58) ไดศึกษายุคของบทเรี ยนสําเร็ จรู ป ประสิ ทธิ ผลที&ได ซึ& งบทเรี ยนสําเร็ จรู ป ถู กพัฒนาขึ$ นมาเพื&อนํา มาใชในกระบวนการเรี ยนการสอน ผลจากการวิจยั ใชบทเรี ยนสําเร็ จรู ปเปนที& นาพอใจสําหรั บครู และสําหรั บคนอื& นที& ตองการใชบทเรี ยนสําเร็ จรู ป ในสถาบันของเขาในปจจุบนั บทเรี ยนสําเร็ จรู ปยังคงไดรับความนิ ยมอยูเพราะเปนหลักการทํางาน ที&สาํ คัญของความรวมมือ และการฝกอบรมที&มีประสิ ทธิ ภาพและประสิ ทธิ ผลเพราะเมื&อนําบทเรี ยน สําเร็ จรู ปไปใชในชัว& โมงเรี ยนนั$นมีผลตอสถาบันที&นาํ ไปใชในเรื& องของตนทุนบทเรี ยนสําเร็ จรู ป ซึ& ง ในวันนี$ อาจเปนตนทุ นการเรี ย นที& เพิ&ม ขึ$ นมา และเปนวิชาที& ควรมี ก ารนํา ไปพิ จารณาสําหรั บ การศึกษาในโรงเรี ยนเอกชนและมหาวิทยาลัยดวย งานวิจัยในประเทศ อัญชลา ศาสตร์ สุภาพ (2549 : 68) ได้ศึกษาการเปรี ยบเทียบความสามารถในการอ่าน และแรงจู ง ใจในการเรี ย นวิ ช าภาษาไทยของนัก เรี ย นชั$น มัธ ยมศึ ก ษาปี ที& 3 ผลการวิ จ ัย พบว่ า ความสามารถ และแรงจูงใจในการอ่านภาษาไทยของนักเรี ยนกลุ่มทดลองที&ได้รับการสอน โดยใช้ บทเรี ยนสําเร็ จรู ปการ์ ตูนกับนักเรี ยนกลุ่มควบคุมที&ได้รับการสอนแบบปกติแตกต่างกันอย่างมีนยั สําคัญ ทางสถิติที&ระดับ .

64 และนัก เรี ย นมี ค วามคิ ด เห็ น เกี& ย วกับ แผนการจัด กิ จ กรรมการเรี ย นรู ด วยเพลงประกอบภาพ เรื& อ งวัน สํ า คัญ ทางพระพุ ท ธศาสนา โดยภาพรวมอยู ในระดับมาก นวลจันทร วิเศษ (2552 : 86 .66/89.68) ได้พฒั นาบทเรี ยนสําเร็ จรู ปประกอบการ์ ตูนเรื& อง อริ ย สั จ 4 กลุ่ ม สร้ า งเสริ ม ประสบการณ์ ชี วิต ชั$นประถมศึ ก ษาปี ที& 4 พบว่า บทเรี ย นสํ า เร็ จ รู ป ประกอบการ์ ตูน เรื& อง อริ ยสัจ 4 กลุ่มสร้างเสริ มประสบการณ์ชีวิต ชั$นประถมศึกษาปี ที& 5 มีคุณภาพ อยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี& ย 3.01 และนัก เรี ย นมี ค วามพึง พอใจ อยูใ่ นระดับมาก รุ งทิพย กลินทะ (2551 : 102 .01 เสงี&ยม แสนสุ ด (2551 : 74) ได้สร้างบทเรี ยนโปรแกรมวิชาสังคมศึกษาเรื& อง ประวัติศาสตร์ สมัยอยุธยา สําหรั บนักเรี ยนชั$นประถมศึกษาปี ที& 2 พบว่า บทเรี ยนสําเร็ จรู ปที& สร้ างขึ$นมี คุณภาพ อยูใ่ นระดับมาก โดยมีค่าเฉลี&ย 4.66/ 95.20/85.33 ซึ& งสู ง กว าเกณฑ 80/80 ที& ต$ ัง ไว ดัช นี ป ระสิ ท ธิ ผ ลมี ค่ า เท่ า กับ 0.91 มีประสิ ทธิ ภาพเท่ากับ 87.08 2) ผลสัมฤทธิo ทางการเรี ยน ของนักเรี ยนชั$นมัธยมศึกษาปี ที& 3 หลังเรี ยนด้วยบทเรี ยนสําเร็ จรู ปสู งกว่าก่อนเรี ยนอย่างมีนยั สําคัญ ทางสถิติที&ระดับ .27/82.01 ทองคูณ หนองพราว (2552 : 79) ไดศึกษาการพัฒนาแผนการจัดกิ จกรรมการเรี ยนรู และบทเรี ย นสํา เร็ จรู ป เรื& อง จัง หวัดของเรา (บุ รีรัมย ) กลุ มสาระการเรี ยนรู สั งคมศึ ก ษา ศาสนา .51 ผลสัมฤทธิo ทางการเรี ยน ของนัก เรี ย นที& เรี ย นด้วยบทเรี ย นสํา เร็ จรู ป หลัง เรี ย นสู ง กว่า ก่ อนเรี ย นอย่า งมี นัย สํา คัญทางสถิ ติ ที&ระดับ .40 ผลสัมฤทธิo ทางการเรี ยน หลัง เรี ย นสู ง กว่า ก่ อนเรี ย นอย่า งมี นัย สํา คัญ ทางสถิ ติ ที& ระดับ .02 มีประสิ ทธิ ภาพ เท่ากับ 87.87) ไดศึกษาการพัฒนาบทเรี ยนสําเร็ จรู ปการตูนประกอบ กิ จ กรรมการเรี ยนการสอน เรื& อง การประหยัด กลุ มสาระการเรี ยนรู สั ง คมศึ ก ษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั$นประถมศึ กษาปที& 6 พบวา บทเรี ยนสําเร็ จรู ปการตู นประกอบกิ จกรรมการจัด การเรี ยนรู ้ มีประสิ ทธิ ภาพ 84.12 นักเรี ยนชั$นประถมศึ กษาปที& 6 มีผลสัมฤทธิo ทางการเรี ยน หลังเรี ยนดวยบทเรี ยนสําเร็ จรู ปสู งกวากอนเรี ยน อยางมีนยั สําคัญทางสถิติที&ระดับ .7964 ซึ& งหมายความว า นัก เรี ย นมี ค วามรู เพิ& ม ขึ$ น ร อยละ79.106) ไดศึกษาการพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรี ยนรู ดวยเพลงประกอบภาพ เรื& อง วันสําคัญทางพระพุท ธศาสนา กลุ มสรางเสริ มประสบการณชี วิต ชั$นประถมศึกษาปที& 2 พบวา แผนการจัดกิจกรรมการเรี ยนรู ดวยเพลงประกอบภาพ เรื& อง วันสําคัญ ทางพระพุ ทธศาสนา กลุ มสรางเสริ ม ประสบการณชี วิต ชั$นประถมศึ กษาป ที& 2 มี ประสิ ทธิ ภาพ เท ากับ 81.01 และนักเรี ยนที&เรี ยนด้วยบทเรี ยนสําเร็ จรู ปมีความพึงพอใจอยูใ่ นระดับมาก อาภาภรณ์ อินเสมียน (2551 : 67 .44 เกษมศรี บุญพอ (2550 : 74) ได้พฒั นาบทเรี ยนสําเร็ จรู ป เรื& องกฎหมายน่ารู ้ ชั$นมัธยมศึกษา ปี ที& 3 พบว่า บทเรี ยนสําเร็ จรู ปที&สร้างขึ$นมีประสิ ทธิ ภาพ 93.24/88.

30 นักเรี ยนมีความพึงพอใจ โดยรวมอยูในระดับมาก วัฒนา ภิญญมิตร (2552 : 79 .01 โดยมี ผลสัม ฤทธิo ทางการเรี ยนสู งกวาก อนเรี ย น นัก เรี ย น มีความพึงพอใจโดยรวมอยูในระดับมากที&สุด ธมนวรรณ พรหมจันทร (2552 : 90) ไดศึกษาการพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรี ยนรู ้ โดยใชบทเรี ยนสําเร็ จรู ป เรื& อง จังหวัดอุบลราชธานี กลุ มสาระการเรี ยนรู สังคมศึกษาศาสนา และ วัฒนธรรม ชั$นประถมศึกษาปที& 6 การจัดกิ จกรรมการเรี ยนรู ้ มีกระบวนการเรี ยนรู ้ที&ทาํ ให้นกั เรี ยน เกิ ดความรู ้ ความเข้าใจ ความสนุ กสนาน มีการค้นหาคําตอบได้และสามารถเรี ยนรู ้ ด้วยการปฏิ บตั ิ จริ ง ด้วยตนเอง พบวา แผนการจัดกิจกรรมการเรี ยนรู มีประสิ ทธิ ภาพ 84.85 คาดัชนี ประสิ ทธิ ผลเทากับ 0.75 มีความพึงพอใจในการเรี ยนรู โดยรวมระดับมากที&สุด จากเอกสารและงานวิจยั ที&เกี& ยวข้อง สรุ ปได้ว่ากลุ่มสาระการเรี ยนรู ้ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โดยเฉพาะวันสําคัญทางพระพุทธศาสนามีความสําคัญและจําเป็ นอย่างยิ&ง สําหรับ นักเรี ยน จึงได้สร้ างและพัฒนาบทเรี ยนสําเร็ จรู ป กลุ่ มสาระการเรี ยนรู ้ สังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม ชั$นประถมศึ กษาปี ที& 3 เรื& อง วันสําคัญทางพระพุทธศาสนา ได้นาํ หลักการ ทฤษฏี เอกสาร และผลการวิจยั ที&เกี& ยวข้องมาใช้ในการดําเนิ นงานสร้ างและพัฒนานวัตกรรม เพื&อเป็ นสื& อ ในการจัดการเรี ยนรู ้ให้กบั นักเรี ยนอย่างมีประสิ ทธิ ภาพ .87/84.08 นักเรี ยนมีผลสัมฤทธิo ทางการเรี ยนหลังเรี ยนและกอนเรี ยนแตกตางกัน อย างมี นัย สํา คัญทางสถิ ติที&ระดับ .80) ไดศึกษาการพัฒนาแผนการจัดการเรี ยนรู และบทเรี ยน สํ า เร็ จ รู ป เรื& อ ง อาณาจัก รสุ โ ขทัย กลุ มสาระการเรี ย นรู้ สั ง คมศึ ก ษา ศาสนา และวัฒ นธรรม ชั$นประถมศึกษาปี ที& 4 พบวา แผนการจัดการเรี ยนรู และบทเรี ยนสําเร็ จรู ปมีประสิ ทธิ ภาพ เทากับ 85.26/84.00/81.60 นักเรี ยน มีความพึงพอใจอยูในระดับมากที&สุด เมตตา ภูนาวัน (2553 : 80) ไดศึ ก ษาการจัดการเรี ยนรู โดยใชบทเรี ยนสํา เร็ จรู ป เรื& องจังหวัดกาฬสิ นธุ กลุ มสาระการเรี ยนรู สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั$นประถมศึ กษา ปที& 4 พบว่า แผนการจัดการเรี ยนรู มีประสิ ทธิ ภาพ เทากับ 82.45 และวัฒนธรรม ชั$นประถมศึกษาปที& 4 พบวา แผนการจัดกิจกรรมการเรี ยนรู และบทเรี ยนสําเร็ จรู ป มีประสิ ทธิ ภาพ 83.15/84.72 ความคิ ดเห็ นของผูเรี ยนที& ใชแผนแสดงวา ผูเรี ยน มีความสามารถในการเรี ยนรู เพิ&มขึ$นรอยละ 72 นักเรี ยนมีความพึงพอใจโดยรวมอยูในระดับมาก ศมาภรณ สี เนา (2552 : 81) ไดศึกษาการพัฒนาบทเรี ยนสําเร็ จรู ปประกอบการตูน เรื& อง มรรค 8 ชั$นประถมศึกษาปที& 4 พบวา แผนการจัดการเรี ยนรู มีประสิ ทธิ ภาพ 82.97/82.