สําหรับขอมูลที่ไดมีนี้ เราไดนํามาเพื่อจะไดเปน ความรูห รือมีประโยชน

สําหรับผูที่ตอการหาขอมูลเกี่ยวกับชนเผาปกาเกอะญอครับ
ประวัติศาสตรชนเผาปกาเกอะญอ
1. ประวัติศาสตรที่อางจากเอกสาร
ก. ลําดับเหตุการณกอนคริสตศตวรรษ
B.C. 2617 ชนชาติกะเหรี่ยงอพยพถอยรนลงมาจากมองโกเลีย
B.C. 2013 ชนชาติกะเหรี่ยงอพยพมาถึงปากีสถานตะวันออก
B.C. 1866 อพยพออกจากปากีสถานตะวันออก
B.C. 1385 ชนชาติกะเหรี่ยงอพยพมาถึงยูนาน ประเทศจีน

g

B.C. 1864 ชนชาติกะเหรี่ยงอพยพจากธิเบต

. or

B.C. 1128 กะเหรี่ยงรุนแรกอพยพจากยูนานมาเอเชียตะวันออกเฉียงใต

ib e

B.C. 1125 กะเหรี่ยงรุนแรกมาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต

B.C. 741 กะเหรี่ยงรุนสองอพยพจากยูนานมาเอเชียตะวันออกเฉียงใต

w. h

il t r

B.C. 739 ชนชาติกระเหรี่ยงรุนที่สองไดมาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต (ประเทศพมาปจจุบัน)[1]

ww

ข. ประวัติศาสตรเกี่ยวกับการอพยพจากประเทศจีน
ในดานประวัติศาสตร ชาวกะเหรี่ยงสืบเชื้อสายมาจากเผามองโกล ชนกะเหรี่ยงเปนเผาแรกสุด ที่ตั้งรกรากอยู
ในพื้นที่ติดกับตนแมน้ําแยงซีเกียงในทะเลทรายโกบีซึ่งรูจักกันวา Land or the Flowing sand (ดินแดนแหงทราย
ไหล)
จากสถานที่ดังกลาวนี้เอง ชนชาวกะเหรี่ยงไดอพยพสูทางใต เขามาตั้งแหลงพํานักอาศัยอยูในพื้นที่ในชัยภูมิ
ซึ่งเปนสหภาพพมาขณะนี้ ประมาณป พ.ศ. 739 หรือประมาณ 1788 ป มาแลว
นักประวัติศาสตรสวนใหญ มีความเห็นสอดคลองกันวา ชนชาติกะเหรี่ยงคือชนเผาแรกสุด
ที่อพยพ โยกยายถิ่นทํามาหากินรนลงสูตอนใต มาตั้งรกรากใหม
กะเหรี่ยง ไดขนานนามผืนแผนดินใหมนี้วา KOW – LAH (กอลาห) หมายถึงดินแดนที่
เขียวขจี มีความชุมชื้น ชนชาติกะเหรี่ยงจึงไดเริ่มตนหักรางถางพง ไถพรวนพื้นดิน ลงมือเพาะปลูกโดยไมมี
อุปสรรคใด ๆ ขัดขวางทั้งสิ้น

ผลิตผลจากหยาดเหงื่อแรงงาน ไดใหผลตอบแทนตอพวกเขาอยางนาชื่นชม ดวยสาเหตุอันนี้ชนชาติกะเหรี่ยง
จึงไดเปลี่ยนแปลงชื่อของแผนดินที่ใหความอุดมสมบูรณตอเขาวา “กอทูเล” รัฐที่สลัดทิ้งสิ้นซึ่งความชั่วชาเลว
ทราม-ความอดอยากยากแคน-สลดสังเวชและการโกลาหลอลหมาน ซึ่งความชั่วชา เลวทรามทั้งหลายทั้งปวง
จะไมมี ณ ดินแดนแหงนี้ เปนดินแดนใหมที่แสนสะดวกสบาย พรั่งพรอมอุดมสมบูรณ โดยไมรูจัก
ความยุงยาก ชนชาติกะเหรี่ยง ไดดํารงชีพอยูกันมาชานานหลายศตวรรษ ตราบจนการเขาแทรกแซงกอกวน
ของชาวพมาเกิดขึ้น จึงมีการเขนฆาทําลายวิถีชีวิตที่ใฝแสวงหาแตสันติของ
ชนชาติกะเหรี่ยงจนพินาศพังทะลายลง
คีรีมาตชื่อจริงวา พุงเลียงเฮและมิชชั่นนารีชาวตะวันตกเชื่อวา บานเมืองเดิมของชาวกะเหรี่ยงอยูทางตะวันตก
ของจีน ในกวางสีกอนที่พวกเขาจะอพยพสูดินนแดนที่พวกเขาอาศัยอยูในปจจุบัน ชาวจีนเชื่อวาแมน้ําแยงซี

g

เกียงนั้นเปน “แมน้ําของพวกกะเหรี่ยง”

. or

ชนชาวกะเหรี่ยงเขาสูดินแดนอินโดจีนตามสายน้ําสําคัญ 3 สายคือ พวกแรกเมื่อ 1128 ปกอนคริสตกาล กลุมที่
2 เขามาเมื่อ 799 ป กอนคริสตกาล กลุมสุดทายเขามาเมื่อ 741 ป กอนคริสตกาล การอพยพเขามาในเสนทางที่

ib e

1 ชาวกะเหรี่ยงกลุมนี้อพยพเขาไปในดินแดนที่เปนประเทศพมาในปจจุบัน ตามสายน้ํา อิรวดี ลงไปตามที่ราบ

il t r

ลุมปากแมน้ํา อิรวดี หรือเดลตา ในพื้นที่ เมืองแปร เฮนซาดะ พะสิม หรือบะเสง เมือง ละเกิง หรือ ยางกุง ชาว
กะเหรี่ยงฟนที่แหงนี้เปนกลุมที่ไดรับการศึกษาสูงในสมัยที่อังกฤษปกครองพมา ซอ บา อู ยี ผูนําชาวกะเหรี่ยง

w. h

เปนคนที่พะสิม การอพยพเขามาในเสนทางที่ 2 ชาวกะเหรี่ยงกลุมนี้อพยพเขามาตามสายน้ํา สาละวิน แมน้ํา
สะโตง สายน้ําเมย และแมน้ําตะนาวศรี โดยมีชุมชนที่หนาแนนอยูที่เมือง ตองอู ผาปูน ผาอาง ทาตอน

ww

เมาะละแหมง พะโค (หงสาวดี) กะเหรี่ยงกลุมนี้อยูปะปนกับชาวมอญ จึงถูกเรียกวา “บามากะยิน” เมืองที่สําคัญ
ที่เปนที่กลาวถึงของชาวกะเหรี่ยง คือ เมืองตองอู ซึ่งเปนเมืองเกาดั้งเดิมของ
ชาวกะเหรี่ยงสกอ สวนกะเหรี่ยงโพลง นั้นมีเมืองดั้งเดิมที่บรรพบุรุษของพวกเขาไดตั้งหลักฐานมั่นคงเรียก
เมืองนั้นวา “ กวยเกอบอง” เมืองดูยอ ณ ที่เมืองนี้เปนพื้นที่ราบ มีภูเขาหินตั้งอยูเดน เปนสงาทามกลางที่ราบ
เปนที่นาเวิ้งวาง พวกเขาถูกพมา มอญ และคนไทย กวาดตอนกระจัดกระจายไปตามที่ตาง ๆ พวกเขามีความ
เชื่อวา สักวันหนึ่งพวกเขาจะไดกลับมารวมตัวกันอีกครั้งที่เมือง
กวยเกอบอนี้
การอพยพเขามาในเสนทางที่ 3 ชาวกะเหรี่ยงกลุมนี้อพยพเขามาตามสายน้ํา แมโขง แมน้ําเจาพระยา เขามา
อยูในอินโดจีน คือในดินแดนกัมพูชา และถอยรนกลับขึ้นมาทางเหนืออีกครั้ง ในพงศาวดารพมา โดยพระเจา
บรมวงศเธอ กรมพระนราธิปประพันธพงศ กลาววา “พวกตองซู” (กะเหรี่ยงเผาปะโอ)นี้ เปนคนที่มนุษยตาง
แดนขางเคียงรูจักกันมาก รูจักกันทั่วกรุงสยามและเมืองเขมรจนกระทั่งแถบแมโขงตอนลาง ราวเมืองนครจําปา

ศักดิ์และแกงพันเกาะ ในหัวเมืองไทยใหญ[2]
ค. ประวัติศาสตรที่เกี่ยวกับประเทศไทย
ชนชาติกะเหรี่ยง ซึ่งชนชาติไตยในรัฐฉานและชาวมณฑลพายัพรวมกันเรียกพวกเขาวา
“ยาแดง” อีกชนเผาหนึ่งเราเรียกพวกเขาวา “ยางขาว” และพวกเขาเองซึ่งเปนยางแดง เรียกชนชาติของเขาเอง

วา กะยา พวกยางขาวเรียกชนชาติของเขาวา “กอทูเล” กะเกรี่ยงยางแดง และกะเหรี่ยงยางขาว แบงออกเปน
สองพวกดวยกัน
ความสัมพันธระหวางชนชาติกะเหรี่ยงขาวกับกะเหรี่ยงแดงนั้น ไดมีปรากฏขึ้นในประวัติศาสตรและ
พงสาวดารของเมืองเชียงใหม ในตนรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1)
แหงกรุงรัตนโกสินทร

g

ในรัชสมัยดังกลาวนี้ ตรงกับปเถาะ พ.ศ. 2326 ขณะนั้นเมืองเชียงใหมไดตกอยูในความ

. or

ปกครองของพระมหากษัตริยไทย แหงกรุงสยาม ในสมัยดังกลาวนี้ พระเจาบรมราชาธิบดีกาวิละยังทรงมี
บรรดาศักดิ์เปนพระยาวชิรปราการ เจาผูครองนครเชียงใหมอยูในขณะนั้น พระอนุชาของ

ib e

พระองค มีสองพระองคคือ พระเจาเชียงใหมชางเผือกธรรมาลังกา (พระเจาผูครองนครเชียงใหม

il t r

องคที่ 2 ) ยังมีบรรดาศักดิ์เปนพระยาอุปราชเมืองเชียงใหมและเจาเศรษฐีคําฝน ซึ่งยังมีบรรดาศักดิ์เปน พระ

ww

w. h

ยารัตนหัวเมือง เมืองเชียงใหม
พระเจากาวิละ ไดออกจากเมืองนครลําปาง เพื่อมารับตําแหนงเจาเมืองเชียงใหม ซึ่งในขณะนั้นเมืองเชียงใหม
ยังเปนปารก มีปาไมเคลือบคลุมหนาแนน อีกทั้งกําลังผูคนก็มีนอย ไมมากพอที่จะรักษาพื้นที่อันกวางใหญของ
ตั้งเมืองได จึงไดหยุดกําลังทัพจัดตั้งเมืองอยูที่บานปาซางเมืองลําพูน ซึ่งมีสภาพเปนปาเชนเดียวกับเมือง
เชียงใหมในขณะนั้นเชนกัน
ในกาลครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกที่มหาราช ทรงโปรดเกลาแตงตั้งใหพระ
อนุชาทั้งสองพระองคของพระเจากาวิละ มารับตําแหนงเปนพระยาอุปราชและ
พระยารัตนหัวเมืองในเมืองเชียงใหมรวมกับพระเชษฐาดวย
ในปเถาะ พ.ศ. 2326 พระเจากาวิละกับพระอนุชาทั้งสองพระองคไดทรงสืบทราบวาทางดานเหนือขึ้น
ไปนั้นเปนดินแดนที่อุดมไปดวยปาไมสักซึ่งขึ้นอยูอยางหนาแนนตลอดสองแนวฝงแมน้ําคง (สาละวิน) โดยมี
ชนชาติเผากะเหรี่ยงยางแดง อยูทางดานฝงตะวันออกของแมน้ําทางดานทิศตะวันตกมีชนชาติเผากะเหรี่ยง
ขาวอาศัยอยูอยางหนาแนน แตกะเหรี่ยงยางแดงและกะเหรี่ยงยางขาวทั้งสองชนชาตินี้มิไดขึ้นกับชนชาติพมา
แตอยางใด ไดตั้งเมืองเปนอิสระปกครองตนเองเรื่อยมา
ภูมิประเทศของเมืองยางแดงนี้ เคลือบคลุมไปดวยปาไมสัก ซึ่งเปนการยากตอการรุกรานของชนชาติ

พมา ประกอบกับดินแดนของชนสองเผานี้เปนชัยภูมิดานหนาของเชียงใหม ซึ่งถาพมาจะยกทัพเขามาตีเมือง
เชียงใหม จะขามน้ําสาละวินมาไดอยางรวดเร็ว
จากแผนการปองกันชาติบานเมืองดังกลาวพี่นองทั้งสามองคไดนําปญหานี้มาปรึกษาหารือกันและ
ไดตกลงกันวา จะตองเจริญสัมพันธไมตรี ผูกมิตรตอกันไวดีกวา ทั้งนี้จะไดพึ่งพาชนชาติ
กะเหรี่ยงแดง ทางดานฝงตะวันออกของแมน้ําสาละวิน ซึ่งเปนดินแดนผืนเดียวกันกับอาณาจักรลานนาไทย ให
เปนเมืองหนาดานของเมืองเชียงใหมดวย จึงไดตกลงมอบใหพญาสามลาน ผูเปนทั้งนักการฑูตและนักการ
ทหาร โดยนําถวยชาม 60 ชิ้น ผาแพรและหนังสือ เปนฑูตสันถวไมตรี เดินทางออกจากเมืองเชียงใหมพรอม
คณะ ถึงบานหัวตาดเปนอันดับแรก ซึ่งตอมาภายหลังบริเวณบานเหลานี้ ไดกลายเปนแหลงชุมชนที่หนาแนน
และไดกลายเปนเมือง กันตะระวดี บรรดาเมืองเล็กเมืองนอยในบริเวณใหลเคียงตางมีความเจริญขึ้นตามลําดับ
เจาแสนตาดดํา ประมุขกะเหรี่ยงแดงในขณะนัน้ ไดตอนรับคณะฑูตจากเมืองเชียงใหมดวยอัธยาศัย

. or

g

ไมตรีอันดียิ่ง พรอมกับรับของที่ระลึกจากพระเจากาวิละแหงเมืองเชียงใหม ที่มอบฝากคณะฑูตสันถวไมตรีมา
ให ไดแก ถวยชาม ผาแพร และของใชที่จําเปนอีกจํานวนหนึ่ง จากนั้นไดกรุณา

ib e

แนะนําหัวหนาชาวเมืองเชียงใหม, ลําพูน ซึ่งอพยพลี้ภัยมาตั้งรกรากในถิ่นกะเหรี่ยงแดงจํานวนหลายรอย
ครอบครัว ตามบริเวณฝงแมน้ําสาละวินหลายแหงดวยกัน พรอมกันนั้นไดจัดกําลังทหารกะเหรี่ยงแดงใหเขา

il t r

รวมในการเดินทางไปเกลี้ยงกลอมนายบาน นายแขวงบานตองโผะ( ตองปุ) ซึ่งเดิม ทีมีรกรากอยูใ นเมือง

ww

w. h

เชียงใหม ขอใหอพยพกลับไปยัง ถิ่น เดิม พรอมกับรับรองใหความปลอดภัยและความอบอุน แกพวกเขา
เหลานั้นเปนอยางดี หัวหนาชาวบานตองโผะก็ไดรวบรวมพรรคพวกเดินทางอพยพมาแตโดยดี โดยกลับมาตั้ง
ถิ่นฐานที่บานปาซาง จึงเปนการเพิ่มพลเมืองเปนอันดับแรก ตามแบบฉบับของพระเจากาวิละที่มีนโยบาย เก็บ
ผักใสซา เก็บขาใสเมือง
เจาแสนหลวงไดถือโอกาสชักชวน เจาอุปราชธรรมลังกา และคณะใหเดินทางไปพบ เจาฟานอยระภา
ผอ พอเมืองทลาง (ผาปูน) เพื่อสนับสนุนในการปลูกสัมพันธไมตรีตอกันดวย
เมื่อเดินทางมาถึงทลางแลว เจาฟานอยระภาผอไดทราบเจตจํานงทางเมืองเชียงใหม ขึ้นมาเชื่อม
สัมพันธไมตรีดวย มีความปรีดาปราโมทยเปนอยางมาก ไดจัดอาหารเลี้ยงตอนรับเจาอุปราชธรรมลังกาและ
คณะอยางเต็มที่ตลอดจนที่พักในคุมหลวงดวย
เมื่อไดกลาวถึงเมืองจนเปนที่เขาใจกันดีแลว เจาอุปราชธรรมลังกาและเจารัตนเมือง
แกวคําฝนไดจัดพิธีมอบสิ่งของกํานัลอันเปนที่ระลึกจากเจาเมืองเชียงใหมเปนถวยชาม 30 ชิ้น ผาแพรหลาย
พับใหกับเจาฟานอยระผอพอเมืองทลาง(ผาปูน)
เมืองทลาง (ผาปูน) นี้เปนเมือง ๆ หนึ่งที่มีผูคนจากเชียงใหม ลําพูน อพยพหลบหนีภัยพมาขาศึก

เปนจํานวนมากและไดรับความอยูเย็นเปนสุขโดยถวนหนา ซึ่งเจาฟานอยระภาผอไดใหความเมตตาปราณีเชน
คนชาติกะเหรี่ยงเหมือนกัน
วันตอมา เจาฟานอยระภาผอ พอเมืองทลาง ไดจัดพิธีรวมน้ําสาบานเปนมิตรไมตรีตอกัน ตามธรรม
เนียมของเขาระหวางเมืองกะเหรี่ยงและเมืองเชียงใหมขึ้น โดยไดปลูกประรําพิธีขึ้นหลังหนึ่งที่ทาน้ําเมืองทลาง
เรียกวา ทาสะยา พิธีไดเริ่มขึ้นโดยเจาฟานอยระภาผอไดสั่งใหลมกระบือตัวใหญที่สุด อวนพีสมบูรณที่สุด ที่มี
ในเมือง 1 ตัวเพื่อเขาพิธี ไดชําแหละตัดเขากระบือผาออกเปน 2 ซีกดวยกัน แลวยื่นซีกหนึ่งใหเจาอุปราชธรรม
ลังกาถือเอาไวซีกหนึ่ง เพื่อแทนชาวเชียงใหมทั้งมวล เจาฟาระภาผอไดขอใหเจาอุปราชธรรมลังกา และที่
ประชุมไดกลาวสัจจะปฏิญาณตอกันไววา
“ตราบใดแมน้ําคงไมหาย เขาควายไมซื่อ ถ้ําชางเผือกไมยุบ

g

เมืองยางแดงกับเมืองเชียงใหม ยังเปนไมตรีกันตราบนั้น…”

ib e

. or

ทั้งสองฝายไดกลาวเปนภาษาของตนและตางเก็บเขากระบือรักษาไว ถือเปนวาจาสัตยที่มีตอกันสืบตอไปใน
ภายภาคหนา
ตอมาเจารัตนเมืองแกวคําผั้น อนุชาของเจาอุปราชธรรมลังกา ซึ่งไดเดินทางไปในครั้งนี้ไดเกิดมีใจ

il t r

สมัครผูกพันธรักใครเปนน้ําหนึ่งใจเดียวกับเจานางตาเวยบุตรีของเจาฟานอยระภาผอและตางตกลงปลงใจเปน
คูชีวติตอกัน หลังจากเสร็จพิธีการแลวไดเดินทางกลีบเมืองเชียงใหม

w. h

นับเปนครั้งแรกที่เจานายฝายเหนือของเมืองเชียงใหม ไดทําการสมรสกับเจาหญิงกะเหรี่ยง บุตรีเจา
ฟาเมืองยางแดง ซึ่งมีศักดิ์และมีฐ านันดรเปน เชนเดียวกันและเจานางตาเวยองคนี้ ตอมาภายหลัง ไดรับ

ww

พระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) วา “เนตรนารีไวย”
ภายหลังตอมาไดมีราชบุตรและธิดากับเจารัตนเมืองแกวคําฝนนหรือเจาหลวงเศรษฐีคําฝนถึง 5 องค
ดวยกัน ราชบุตรองคใหญชื่อ เจามหาพรมคําคง ไดเขารับราชการในแผนดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลา
เจาอยูหัว เปนรัชกาลที่ 3 ตอมาไดเปนเจาราชวงศของเมืองเชียงใหม ในแผนดิน พระจอมเกลาเจาอยูหัว
รัชกาลที่ 4 เจาราชวงศทรงเปนพระบิดา พระเจาอินทวิไชยยานนท (อิทนนท ณ เชียงใหม) เจาผูครองนคร
เชียงใหมองคที่ 7
แมเจาเนตรนารีไวยเปนทายาทเจาของปาไมสัก ซึ่งทําความมั่งคั่งใหกับเจาหลวงเศรษฐี
คําฝนและบุตรหลานในสกุล ณ เชียงใหม ผูสืบสายตรงจากแมเจาเนตรนารีไวยและสืบสายจาก
เจาฟานอยระภาผอ
ครั้นตอมา พระเจากาวิละไดถึงแกพิราลัยแลว เจามหาอุปราชธรรมลังกาไดขึ้นเสวยเมืองแทนเปน
พระเจาเชียงใหมสืบตอมา ทรงมีพระนามวา พระเจาชางเผือกธรรมลังกา ที่ขนานนามนี้เพราะวาในสมัยของ

ทานไดทรงนําชางเผือก ซึ่งไดพบในเมืองเชียงใหมไปถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่
2) ณ กรุงรัตนโกสินทร จนถือไดวาสยาม – กะเหรี่ยง เปนทั้งญาติสนิท เปนทั้งมิตรสหายกันมาชานาน และมี

เชื้อสายสืบทอดกันมาแตโบราณกาล ดังที่กลาวมาแลว[3]
2. ประวัติศาสตรจากคําบอกเลา

ก. ตํานานจากการสรางเมืองเชียงใหม
ตํานานเรื่องเมืองเชียงใหมเปนที่เลาขานของชนเผาปกาเกอะญอมาแตโบราณ เลาขานกันมาตั้งแตอดีตจนถึง
ปจจุบัน ตํานานกลาวถึงเจาฟาเมืองเชียงใหมกับเมืองสุนัขเกงของทาน ตํานานไดถูกจดจําเอาไวในบทลํานํา
สองบทที่มีใจความวา
ครั้งกระโนนสุนัขไลตามเลียงผา

หยอ ถอ เลอะ หลอ โอะ ดี

ยังมีรอยเทาติดอยูที่ผาตราบจนทุกวันนี้

g

เลอ เปลอ ฉวี่ ลู ตา พะ มี

. or

ชนปกาเกอะญอเลาขานกันวาเจาฟาเชียงใหมและสุนัขของทานไดไลเลียงผาตัวหนึ่งจากฝงตะวันตก

il t r

ib e

ของแมน้ําสาละวินเขามายังฝงตะวันออก จนกระทั่งไลมาถึงที่ราบแหงหนึ่ง เจาฟาเชียงใหมทรงทอดพระเนตร
สุนัขของพระองคกินอาหารที่นั่นเนื่องจากหิวโซ พอเจาฟาทรงตามมาทันจึงทําเสียงดุและดาตะเพิดดวยความ
ไมสุภาพวา
“เจาไลเลียงผามิใชหรือ ทําไมมัวกินและกลืนอะไรอยู” ดวยเหตุดังกลาวที่ราบแหงนี้จึงมีชื่อวา “หมื่อ อยู ปู” ซึ่ง

w. h

แปลวา “เมืองกลืน” (ปจจุบันคือแมสะเรียง) มาจนถึงทุกวันนี้ หลังจากกินอาหารแลวเจาฟาเชียงใหมก็ทรงไล
สุนัขของพระองคใหลาเลียงผาตอไป ระหวางทางสุนัขไดปสสาวะลงที่ลําธารหนึ่ง จึงถูกเรียกชื่อภายหลังวา

ww

“หวยสุนัขเยี่ยว” (อยูระหวางอําเภอแมสะเรียงและอําเภอฮอด) จนถึงทุกวันนี้ จากนั้นสุนัขก็ลาเลียงผาตอไป

จนกระทั่งถึงที่ราบอีกแหงหนึ่ง ณ ที่ราบแหงนี้สุนัขก็ห ายไปอยางไรรองรอย เจาฟาเชียงใหมทรงตามหา
อยางไรก็ไมทรงพบ ถึงกับทรงกรรแสง ดังนั้นที่ราบแหงนี้จึงถูกเรียกชื่อภายหลังวา “มือ ฮอ ปู” แปลวา “เมือง
รองให” ซึ่งตอมาไดเพี้ยนไปเปน “เมืองฮอด” (ปจจุบันคืออําเภอฮอด) จนถึงทุกวันนี้
เจาฟาเชียงใหมทรงพักผอนที่นั่นจนกระทั่งสุนัขของพระองคกลับมาหาเอง จากนั้นทั้งสองก็พากัน
ออกเดินทางลาเลียงผาตอไป การเดินทางมุงสูทิศตะวันออก แลวก็ไปถึงถ้ําแหงหนึ่งและทรงนั่งพักผอนในถ้ํา
แหงนั้น ถ้ําแหงนี้และบริเวณที่ราบรอบ ๆ ถูกเรียกวา “เมืองเหลอปู” แปลวา “เมืองถ้ํา” และตอมาไดเพี้ยนไป
เปน “เมืองลําพูน” (ปจจุบันคือจังหวัดลําพูน) มาจนถึงทุกวันนี้
หลังจากหายเหนื่อยแลวก็เริ่มลาเลียงผาตอไป จนกระทั่งมาถึงหนาผาแหงหนึ่ง สุนัขตามลาเลียงผา
ตามซอกผาซอกหินแตก็ไมพบ ณ สถานที่แหงนี้ไดกลายเปนเมืองที่มีชื่อวา “เมืองเลปา” แปลวา “เมืองหนา
ผา” ซึ่งทีหลังเพี้ยนไปเปน “เมืองลําปาง” (ปจจุบันคือจังหวัดลําปาง) จนถึงทุกวันนี้

การลาเลียงผาไมไดผลสําเร็จเพราะรองรอยหายไป ณ ผาแหงนี้ ดังนั้นเจาฟาเชียงใหมจึงหันกลับมุง
หนาขึ้นสูที่ราบลุมแมน้ําปงและไดตั้งรกรากอยูที่นั่น สุนัขตัวเกงของเจาฟาเชียงใหมก็สิ้นลมหายใจ ณ ที่แหงนี้
เลาขานกันวากอนสุนัขตัวนั้นจะสิ้นใจตาย เทาสี่ขางเหยียบลงบนหลังเตาขางละหนึ่งตัว หางสอดเจารูลิ่ม ปาก
คาบตะกวด ตาเหลือบไปยังรังผึ้ง เจาฟาเชียงใหมไดฝงศพของสุนัขของทานตัวนี้ ณ บริเวณที่ตั้งวัดเจดียหลวง
ในปจจุบัน
จากนั้นเจาฟาเชียงใหมก็ทรงสรางบานเรือนที่นั่น ภายหลังมีผูคนเขามาตั้งรกรากสมทบมากขึ้นจน
กลายเปนเมืองใหญ เจาฟาเชียงใหมทรงตั้งชื่อเมืองวา “เหวกี่แม” แปลวา “เมืองหมาย” ตอมามีคนตางแดนซึ่ง
เปนพวกคนจีน (เจก) เขามาคาขายและสามารถยึดครองที่ดินอยางกวางขวางและกลายเปนกลุมที่มีอิทธิพล
ทางดานเศรษฐกิจอยางสูง ถึงกับเปลี่ยนชื่อเมืองจาก “เหวกี่แม” ไปเปน “เมืองเจกใหม” ซึ่งตอมาเพี้ยนไปเปน

g

“เมืองเชียงใหม” มาจนถึงปจจุบัน

. or

ตํานานเมืองเชียงใหม (เหวกี่แม) ถูกบันทึกไวในบทลํานําของชนเผาปกาเกอะญอมากมายดัง
ตัวอยางทีย่ กมาดังนี้

บานสะพรั่งที่สุดก็เปนของคนอื่น

il t r

พะ ลอ หลา แก เลอ ปกา แว

ib e

- พอ เจ โบะ พะ เลอ กี่ แม ดอกไมบานที่เมืองเชียงใหม
- เหว เล กี่ แม อะ หนา บอ

เมืองหนาผาแลดูเหลืองอราม (กําแพงเมืองสีทอง)

เลอ

w. h

เปลอ เหม ยวา หลอ เฉ นอ เปนที่ประทับของพระเจาในอดีต[4]
ถิ่นที่อยูอาศัยของชนเผากปาเกอะญอ

ww

1. หมูบาน

ชนปกาเกอะญอสวนใหญในเมืองไทยตั้งถิ่นฐานบานเรือนอยูตามชายเขาที่ต่ําลุมกวาเผาอื่น ๆ และมี
ชื่อเสียงในการทําเกษตรกรรมแบบแผวแลวเผาโดยมีแบบแผนที่ทํากันมาดังนี้
-

ทํานา ทําไร เพียงฤดูเดียว แลวพักดินหาถึงสิบสองป

-

แผวถางดินแลวเผาตนไมใบหญาโดยกันมิใหลุกลามไหมปาโดยรอบอยางพิถีพิถัน

-

รักษาปาบนดอยเหนือบริเวณที่เพาะปลูกอยางดี ไมตัดไมหรือทําลายกลาใหมเลย

-

ถอนวัชพืชและไมไถนา (ไมพลิกหนาดิน) กอนเพาะปลูก

ดวยวิธีการนี้จึงสามารถรักษาคุณภาพของดินใหอุดมอยูไดนานและเมื่อพักดินก็มักไมมีปญหาเรื่องหญาคาขึ้น
ในนา นาเสียดายที่ปจจุบันปญหาเรื่องจํานวนประชากรที่เพิ่มขึ้นและที่ดินทํากินนอยลงทําใหชนปกาเกอะญ
อหมดโอกาสเปลี่ยนบริเวณเพาะปลูกและพักดินนาน ๆ จึงไมไดดินที่อุดมเชนแตกอน
หมูบานปกาเกอะญอบนดอยเติบโตขยายบริเวณออกไปทุกทีเริ่มจากหนึ่งไปสอง เพราะจํานวนพลเมืองในแต

ละหมูบานเพิ่มเปนสองเทาทุกระยะ 24 ป ขณะที่พลเมืองเพิ่มผูคนก็ตองออกไปหาที่ทํากินไกลออกไปจาก
หมูบานทุกขณะจนเดินไปกลับไมไหวตองยายบานชองไปอยูใ กลที่ทํากินจึงเกิดเปนหมูบานยอยลอมรอบ
หมูบานใหญและโยงใยขายการปกครองกับหมูบานใหญ นอกจากพวกที่ทํานาดําอยูในที่ลุมซึ่งจะตั้งระบบบ
การปกครองของเองไมขึ้นกับใคร
บางครั้งก็มีเหตุที่หมูบานตองยาย เชน พระประจําหมูบานสิ้น ชีวิต แตก็ไ มยายไปไกลจากที่เดิม นัก บางที
กระเถิบไปสองสามเมตร เอาเปนพิธีเทานั้น เมื่อไมตองยายไปไกล ก็ไมตองสละละทิ้งสมบัติพัสสถานที่สะสม
ไว จึงสามารถทําเกษตรถาวรเชน ทําสวนขนุน มะมวงหรือผลไมตระกูลสม สามารถทําสวนครัวใหญพอเก็บ
ของขาย ทําไรยาสูบซึ่งผิดกันไกลกับสภาพของชาวเขาเผาอื่น ๆ
การเขาไปเปนสมาชิกใหมของหมูบานนั้น ตองไดรับอนุญาตจากพระและผูเฒาผูแกประจําหมูบานที่เรียกวา “ฮี
โข” เสียกอนแลวจึงทําพิธีเซนไหวเจาที่ แตกอนจะชื่นชมตอนรับสมาชิกใหมของหมูบานเพราะยิ่งมีคนมากก็ยิ่ง

. or

g

อุนหนาฝาคั่ง แตหลายปลวงมานี้ที่ดินทํากินชักไมพอ ทั้งพระและผูเฒาจึงไมคอยปลื้มกับการรับสมาชิกใหม
เหมือนเมื่อกอน[5]

ib e

2. บานและครัวเรือน

il t r

ชนปกาเกอะญอสรางบานใตถุนสูงแบบตาง ๆ พื้นและฝาฟากหลังคามุงจากหรือตองตึง ใต

w. h

ถุนนั้นเปนที่นั่งเลนและทํากิจวัตรเชน ตําขาว ผาฟน เลื่อยไม ในเวลากลางวัน กลางคืนก็จะตอน หมู ไก และ
วัว ควายเขาลอมไวที่ใตถุนนี้ พอบานที่ดีก็มักจะผูกชิงชาไวใตถุนใหลูกเลน
บานชนปกาเกอะญอแทมีหองเดียว สมาชิกของครอบครัวปูเสื่อนอนกันรอบเตาผิง ซึ่งอยูกลางหอง

ww

อาจมีการกั้นบังตาเปนสัดสวนใหลูกสาววัยกําดัดอยูรวมกันมุมหนึ่งของหอง
ยุงฉางเก็บขาวเปลือกและพืชผลสรางตางหากจากตัวบานแตจะตองอยูต่ํากวาตัวบานแตจะตองไมอยู
หนาหรือหลังบาน หากอยูเยื้องกันและหากบานอยูบนไหลเขา ยุงฉางก็จะตองอยูต่ํากวาตัวบาน ถาสรางผิดไป
จากธรรมเนียมที่วานี้เชื่อวาจะทําใหเกิดการเจ็บปวยขึ้นในครอบครัวได
การสรางบานเรือนมีธรรมเนียมอยูวาญาติขางมารดาจะอยูรวมกลุมกัน ไมควรมีคนอื่นมา
สรางบานแทรกกลางบานใหผีบานผีเรือนขัดใจ จะตองไมสรางบานสามหลังในลักษณะสามเสา หากฝาฝนขอ
หามนี้ก็จะมีเหตุเพทภัยอัปมงคลตาง ๆ เกิดขึ้น
แตละบานไมจําเปนตองมีครกตําขาวของตนเองอาจใชรวมกันหลาย ๆ ครอบครัวได และเปนชุมชน
อีกแหงหนึ่ง
แตละครัวเรือนก็พยายามรักษาเอกสิทธิ์ในที่ดินทรัพยสินของตนไมเบียดเบียนและไมพึ่งพาผูอื่น
ครอบครัวประกอบดวยสามี ภรรยาและบุตรธิดาซึ่งยังโสดเทานั้น ผิดกับเผาอื่น ๆ ซึ่ง

ครอบครัวมักมีสมาชิกสามชั่วคน สําหรับชนปกาเกอะญอสตรีที่มิไดเปนญาติกับภรรยาเจาของบานจะเขามา
อยูรวมชายคาในครอบครัวมิได ถือวาผิดผี มีตัวอยางหญิงหมายซึ่งอาศัยอยูกับครอบครัวของลูกชายแมจะ
สรางบานอยูตางหากเพียงไปรวมกินอาหารกับบานลูกชายเทานั้น เมื่อลูกสะใภเสียชีวิตในการคลอดบุตรใน
เวลาตอมา ชาวบานก็ลงความเห็นวาเปนเพราะ “แพผ”ี แมผัวนั่นเอง
เพราะความกลัวผีนั่นเองชนปกาเกอะญอจึงไมกลามีภรรยานอยหรือแมแตแตงงานใหม จนกวาลูกจะ
โตออกเหยาออกเรือนไปแลว ซึ่งลําบากมากสําหรับพอหมายลูกออนที่จะตองออกไรและเลี้ยงดูลูกเล็ก ๆ ใน
เวลาเดียวกัน
ชนปกาเกอะญอถือธรรมเนียมเครงครัดเรื่องจะใหใครนอนในบาน หากครอบครัวมีทั้ง
ลูกชายและลูกสาววัยรุน ลูกชายก็จะตองยายสํามะโนครัวไปนอนชานบานเพื่อนที่ไมมีพี่นองวัยเดียวกัน ผูที่
มิใชสมาชิกของครอบครัวที่มาพักอยูดวยจะตองนอนนอกชานเสมอ[6]

. or

g

พิธีกรรมที่สําคัญของชนปกาเกอะญอ

พิธีกรรมมีความสําคัญตอวิถีชีวิตของชนปกาเกอะญอ เปนการสืบทอดทางวัฒนธรรม เพื่อกําหนด

w. h

ธรรมชาติ[7]

il t r

ib e

บรรทัดฐานและควบคุมพฤติกรรมทางสังคม ตลอดจนแสดงถึงความสัมพันธของ
ชนปกาเกอะญอ กับสิ่งแวดลอม
ธรรมชาติที่มีผ ลตอการดํารงชีพในกระบวนการผลิต และความสัมพัน ธกับระบบความเชื่อของสิ่ง ที่เหนือ
1. พิธีกรรมหลักในรอบชีวิต

ww

ก. การเกิด(ดึ ตา เบล)

เมื่อทารกเกิดสายรกที่ตัดออกแลวก็จะไปแลวผูเปนบิดาของทารกก็จะบรรจุลงกระบอก
ไมไผปดฝาดวยเศษผาแลวนําไปผูกไวตามตนไมในปารอบหมูบานพรอมกับอธิษฐานใหเด็กนอยโต แข็งแรง
ดังตนไมยืนตนนี้ ตนไมตนนั้นเรียกชื่อวา “เด ปอ ทู” แปลวาตนสายรก และตนไมตนนี้จะหามตัดโดยเด็ดขาด
เพราะเชื่อวาขวัญของทารกจะอาศัยอยูที่นั่น หากตัดทิ้งจะทําใหขวัญของทารกหนีไปและทําใหทารกลมปวยลง
หากวาผูใดตัดไมตนนี้โดยเจตนาหรือไมเจตนาจะตองถูกปรับดวยไกหนึ่งตัว พอแมก็จะนําไกตัวนี้ไปทําพิธี
เรียกขวัญทารกกลับคืนมา
วันที่ไปผูกสายรกของทารกติดกับตนไมนั้นเพื่อนบานทุกคนจะไมออกไปทํางาน ซึ่งถือเปนขอหาม เรียกขอ
หามนี้วา “ดึ ตา เบล” เปนประเพณีที่สืบทอดกันมาตั้งแตอดีต เมื่อถึงเวลาขั้วสายทารกหลุดออกไปผูเปนพอก็
จะไปทําพิธีผูกมือเรียกขวัญทารก โดยไปทําพิธีที่ใตตนไมที่ผูกติดสายรกตนนั้น เพื่อใหขวัญกลับมาอยูที่บาน
เรียกวา “กี่เบลจือ” คือพิธีผูกขวัญครั้งแรกของบุคคลผูนี้ที่เกิดมาลืมตาอยูบนโลก ชนปกาเกอะญอเชื่อวาขวัญ

ของคนมีอยู 37 ขวัญ
ข. การแตงงาน (ดึ เทาะ โค เบล)
เรื่องราวของการสูขอจะเปน ดังนี้ เมื่อเปน ที่รับรูแลววาชายหญิงชอบพอกัน พอแมและญาติพี่นอง (ญาติ
ผูใหญ) ของฝายหญิงก็จะสงคนไปหาฝายชายเพื่อสอบถามใหแนใจวาฝายชายรักและยินดีที่จะแตงงานกับฝาย
หญิงจริง ๆ หรือไม หากฝายชายรักชอบพอและยินยอมที่จะแตงงานกับฝายหญิงก็จะมีการนัดหมายวันเวลา
ทําพิธีแตงงานกันในเวลานั้น (ประเพณีปกาเกอะญอฝายหญิงจะไปสูขอฝายชาย)
การหมั้น (เตอะ โหล) เมื่อฝายชายตกลงปลงใจวาจะแตงงานกับหญิงและนัดหมายวันเวลาแตงงานที่แนนอน

g

แลวฝายชายก็สงเถาแกไปทําพิธีหมั้นหมายฝายหญิงกอนวันแตงงาน ในพิธีฝายหญิงจะฆาไกหนึ่งคูทําอาหาร
เพื่อเลี้ยงรับเถาแกฝายชาย วันรุงขึ้นก็จะนัดหมายวันเวลาที่ฝายชายและเพื่อน ๆ จะมาหาฝายหญิงเพื่อทําพิธี
แตงงานตอไป

. or

หมูแรกทําพิธี (เทาะเตาะ) เทาะเตาะคือหมูตัวแรกที่ฆาในพิธีแตงงาน เนื้อหมูตัวนี้จะเอาไวเปนเครื่องบูชาเพื่อ
ขอเทพยดามาอวยพรเจ า บ า วเจ าสาวและผู ม าร ว มงานทุก คน เมื่อ ถึ ง เวลาออกเดิ น ทางไปสู ห มู บ า น

ib e

เจาสาว เถาแกฝายเจาบาวและเพื่อนเจาบาวจะลงไปอยูพรอมกันที่พิงพักหนาบานที่สรางไวชั่วคราว เถาแก

il t r

จะทําพิธีรินหัวเหลาและอธิษฐานขอพร เสร็จพิธีก็จะออกเดินทางโดยมีเจาบาวและเพื่อน ๆ รวมเดินทางอยาง

w. h

พรอมเพรียงกัน
เมื่อเดินทางมาถึงบานเจาสาว เถาแกฝายเจาสาวและเพื่อนบานก็จะคอยตอนรับโดยจะไปพักที่เพิงพักชั่วคราว
หนาบานเพื่อทําพิธีดื่มหัวเหลา (เดะ ซิ โข) เสร็จพิธีดื่มหัวเหลาก็จะขึ้นไปสูบานเจาสาว เพื่อพักผอนและมีการ

ww

เลี้ยงสังสรรคกัน ดื่มเหลาพรอมกับขับลํานําโตตอบกันระหวางกลุมเถาแก เพื่อนเจาบาวที่เปนคนตางถิ่นและ
กลุมเถาแก เพื่อนเจาสาวที่เปนคนในถิ่น เวลาเดียวกันนี้ญาติพี่นองเจาสาวก็จะฆาหมูทําอาหารสําหรับเลี้ยง
แขกที่มางาน เมื่อทําอาหารเสร็จแลวเขาก็จะใหเถาแกทั้งฝายเจาบาวและะเจาสาวทําพิธีถวายขาวแดเทพยดา
เพื่อขอพร จากนั้นก็เรียกแขกทุกคนโดยเฉพาะอยางยิ่งเพื่อนเจาบาวที่มาจากแดนไกลมารับประทานอาหาร
เสร็จแลวก็จะเปนเวลาสวนตัวของแตละคนที่จะพักผอนนอนหลับหรือเยี่ยมเยียนเพื่อนบานอื่น ๆ และขับลํานํา
โตตอบกัน ซึ่งบางคนบางหมูบานก็จะเที่ยวขับลํานําตลอดทั้งคืน
ไกเริ่มตนพิธีบกะ (ชอเกาะเก) ชวงหนึ่งของพิธีแตงงานจะมีการฆาไก 2 ตัวตมใหสุกโดยไมปรุงอะไรลงไปทั้งสิ้น
ผูเฒาผูแกจะเลือกเด็กหญิงและเด็กชายฝายละคน โดยที่เด็กทั้งสองคนตองเปนเด็กที่มีครอบครัวครบสมบูรณ
คือทั้งพอและแมยังมีชีวิตอยู เด็กทั้งสองคนนี้จะมีหนาที่จัดคําขาวและเนื้อไก 2 ตัวนั้นแลวมอบใหเจาบาวและ
เจาสาวรับประทาน โดยเด็กหญิงจะจัดใหเจาสาวและเด็กชายจะจัดใหเจาบาว ฝายเจาบาวและเจาสาวก็จะให
สรอยลูกปดหนึ่งสายและเงินหนึ่งบาทแกเด็กหญิงและชายตามลําดับ เปนการตอบแทนน้ําใจที่มาชวยเหลือ

ขันหมาก (เกอะเนอ) ชนปกาเกอะญอมีวัฒนธรรมขันหมากเปนของผูหญิงหรือผูหญิงมีขันหมาก ฝายชายจะ
เปนฝายนําขันหมากมาให ขันหมากของชนปกาเกอะญอประกอบดวยผาซิ่นทอ 1 ผืน เสื้อทอผูชาย 1 ตัวผา
โพกศีรษะ 1 ผืน เสียม 1 ดาม เสื้อแมบาน (เช โหม ซู) 1 ตัว และเกลือ 1 หอ แตผูหญิงบางคนอาจจะมีขันหมาก
มากกวานี้ก็ได ในวันที่เจาบาวและเพื่อน ๆ เดินทางมาที่บานเจาสาวนั้น จะมีแมบานคนหนึ่งถือขันหมากมา
ดวย แมบานคนนี้ตองเปนแมบานที่มีครอบครัวที่สมบูรณคือสามียังมีชีวิตอยู วัน รุงขึ้นก็จะมีการทําพิธีขอ
ขันหมาก การทําพิธีจะทําโดยเถาแกฝายหญิงและฝายชาย ฝายหญิงจะเปนผูขอ สวนฝายชายจะเปนผูให โดย
ที่การขอจะตองขอดวยการขับลํานําโตตอบกันทั้งสิ้น การทําพิธีขอขันหมากใชเวลามาก เพราะตองขับลํานํา
ผานขั้นตอนและมีลีลาของการออยอิ่ง เบี่ยงบายเปนพิธี
ไกขอพรระระหวางเดินทางกลับ (ชอโจลอ) การเดินทางกลับของเถาแกและเพื่อนเจาบาว ฝายหญิงจะฆาไก 2

ib e

. or

g

ตัวตมใหสุกแลวหอใหเพื่อนเจาบาวนํากลับไปดวยเพื่อเปนอาหารระหวางเดินทาง เมื่อถึงเวลาอาหารกอน
รับประทานเถาแกจะทําพิธีถวายหัวอาหารแดเทพยดาเพื่ออวยพระผูรวมเดินทางใหไดรับความปลอดภัยจาก
ภยันตรายทั้งหลายและกลับถึงบานดวยความสวัสดิภาพ พอกลับถึงบานแลวทุกคนก็จะมารวมกันที่เพิงพัก
หนาบานเจาบาวกอนที่จะแยกยายกันกลับบานของตน และที่เพิงพักนี้เถาแกก็จะทําพิธีดื่มหัวเหลาอีกครั้งหนึ่ง

ค. การตาย

w. h

เบล” แปลวา “ขอหามหัวหมู”

il t r

เปนครั้งสุดทาย วันรุงขึ้นวันหนึ่งเพื่อนบานทุกคนจะหยุดงาน ซึ่งถือเปนขอหาม เรียกขอหามนี้วา “ดึ เทาะ โค

ww

การเตรียมศพ ในหมูบานหากผูหนึ่งเสียชีวิตลง เพื่อนบานทุกคนจะหยุดงานเพราะถือเปนขอหามซึ่งเรียกวา
“ดึ ปกา ซะ ลอ หมา” หมายความวา ขอหามสําหรับวิญญาณที่หลุดหายไป แมแตตําขาวซึ่งปกติจะทํากันทุก
วันเชาและเย็นก็จะงดทําทั้งสิ้น ขั้นแรกญาติพี่นองก็จะอาบน้ําศพ นําเสื้อผาใหม ๆ มาสวมใสให เสร็จแลวก็จะ
หอศพดวยเสื่อตีขาว
การเตรียมสัมภาระใหศพ หลังจากหอศพแลวจะหาไมไผทอนหนึ่งยาวประมาณ 5 ศอก ผาออกเปน 4 ซีกเทา ๆ
กันครึ่งทอนแลวงามลงบนศพเพื่อยึดศพใหมั่น เรียกไมไผทอนนี้วา “ไมงามศพ” จากนั้นจะนําเสื้อผาของศพที่
ญาติพื่นองมอบใหแขวนไวที่ปลายทอนไมไผ เสื้อผาและขาวของศพนี้เรียกวา “ตา ซี อะ จกื่อ” มีความหมายวา
“สัมภาระศพ” เปาหมายการเตรียมสัมภาระของศพเพื่อทําความรม รื่น อยูเย็นเปนสุข ใหผู ตายได ใชขณะ

เดินทางกลับไปยังโลกหนา
การขับลํานํา ตกเย็นจะเปนเวลาแหงการขับลํานําสงวิญญาณศพ โดยชายหนุมและพอบานจะขึ้นมาขับลํานํา
ลํานําที่ขับในชวงแรกนี้จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับคนตาย ลํานําสําหรับศพนี้ผูขับจะจํากัดเฉพาะแตผูช ายเทานั้น
ผูหญิงจะขับลํานํานี้ไมได ถือเปนสิ่งตองหาม ผูหญิงที่กําลังตั้งทองและเสียชีวิตลงจะมีการขับลํานําสงวิญญาณ

เชนเดียวกัน แตผูมาขับลํานําจะเปนเฉพาะผูชายเทานั้น
ลํานําที่ขับมีชื่อวา “ทา โหร ควา” มีความหมายวา “บทลํานํารวบรวมชาย” หรือ “บทลํานํา
ชุมชุมชาย” ผูเสียชีวิตที่เปนหนุมสาวจะมีการไปสรางกระตอบหลังเล็กที่กิ่วดอยแหงใดแหงหนึ่งใกลหมูบาน
และเปนทางเดินที่ผูเสียชีวิตเคยเดินไปมา และนําเสื้อผาและขาวของตาง ๆ ไปวางไวใหในกระตอบหลังนั้น สิ่ง
นี้เรียกวา “เสอะ เล” ผูเสียชีวิตกลุมนี้มีลํานําสงวิญญาณโดยเฉพาะเชนกันซึ่งเรียกวา “ทา เยอ ลอ” แปลวา ลํา
นําคนึงหา หรือลํานําอาลัยอาวรณ
ขอหามหลังปลงศพ คือจะไมใหคนในหมูบานออกไปทํามาหากินนอกบาน สวนจะหามกี่วันนั้นขึ้นอยูกับวาศพ
นั้นมีการเก็บไวกี่วัน หากเก็บไว 1 วันก็จะหามออกไปทํางาน 1 วัน เปนตน ขอหามนี้เรียกวา “ดึ นา เกอะ
เกราะ” หมายความวา ขอหามผีผูตาย เพราะปกาเกอะญอเชื่อวาหลังจากปลงศพผีของผูตายยังเดินไปมา

ib e

. or

g

ภายในบริเวณรอบ ๆ หมูบานอยูจนกวาจะพนจํานวนวันที่เก็บศพไว เพราะฉะนั้นหากผูใดออกนอกหมูบาน
ในชวงนี้ผีผูตายอาจจะเห็นเขาและจับขวัญของผูนั้นแลวจะทําใหลมปวยลงได
พืชผักของผูตาย หากมีผูเสียชีวิตลงในกลางปและผูเสียชีวิตไมมีโอกาสไดรับประทานพืชผักที่ตนปลูกไว ใน
กรณีหลังจากการเก็บเกี่ยวแลวญาติพี่นองก็จะนําผลผลิตของพืชผักตาง ๆ ในรอบปนั้นไปฝากไวที่ไรหรือใต
ตนไมบริเวณของผูตาย ทั้งนี้เพื่อใหวิญญาณผูตายจะไดกลับมารับประทานผลผลิตของพืชผักเหลานั้นแลวจะ

w. h

2. พิธีกรรมระดับครอบครัว

il t r

ไดกลับไปสู สุขคติดวยความสงบสุข จะไดไมกลับมารบกวนขอญาติพี่นองอีกตอไป[8]
ก. เลี้ยงหมูแรกไกแรก (เทาะ โข ทิ ชิ โข ทิ)

ww

ชนปกาเกอะญอจะมีสัตวเลี้ยง 2 ชนิดที่จําเปนและเกี่ยวของกับพิธีกรรมในระดับครอบครัวเสมอคือไกและหมู
ไกและหมูคูแรกที่เลี้ยงเรียกวา “ เทาะ โข ทิ ชอ โข ทิ” มีความหมายวา หมูแรกไกแรก หมูคูแรกและไกคูแรกนี้
ก็จะทําลงไปหลังจากการออกเหยาออกเรือนแลวไมนาน การทําพิธีกรรมเลี้ยงหมูและไกคูแรกนี้เรียกวา “บึ โถ
ตา” หมายความการเลี้ยงใหสงบราบรื่น หรือเลี้ยงใหยั่งยืน
ข. การขึ้นบานใหม (ถอ เดอะ ซอ)
หลังจากปลูกบานเสร็จแลวก็จะถึงเวลาทําพิธีขึ้นบานใหมเจาของบานตองเตรียมเหลา 1 คู และไก 1 คู (หรือหมู
1 ตัว) และเชิญผูอาวุโสคนใดคนหนึ่งในหมูบานมาทําพิธีเรียกขวัญเจาของบาน เสร็จพิธีเรียกขวัญก็จะฆาไก

หรือหมูทําอาหาร จากนั้นก็จะเรียกญาติพี่นองทุกคนมาที่บานมาผูกขอมือเรียกขวัญเจาของบาน การผูกขอมือ
เรียกขวัญนี้จะมีการอวยพรใหครอบครัวเจาของบานมีความสุขในชีวิตที่จะอยูอาศัยบานใหมหลังนี้ จากนั้นก็จะ
รวมรับประทานอาหารอยางพรอมเพรียงกัน
ค. พิธีกินเชื่อมความสัมพันธ ( เอาะ บกะ)

พิธีจะเริ่มตนดวยสามีภรรยาจะฆาไกคูแรกที่เลี้ยงไว เรียกพอแมของตน (ฝายหญิง) มาขอพรให เนื้อไกนั้นสามี
ภรรยาจะรับประทานเล็กนอยพอเปนพิธีกอน จากนั้นพอแมจะนําสํารับเนื้อไกและขาววางลงบนพื้นบานและ
เริ่มอธิษฐานขอพร โดยเรียกขานชื่อบรรพบุรุษ ที่ลวงลับไปแลวใหมารวมรับประทานอาหารที่ลูกหลานได
เตรียมใหนี้ เสร็จการอธิษฐานก็จะรวมรับประทานอาหารรวมกัน วันรุงขึ้นอีกหนึ่งวันก็จะเปนการทําพิธีกรรม
ของฝายชายซึ่งมีขั้นตอนเหมือนกับฝายหญิงทุกประการ
ง. พิธีผูกขวัญ (กี่ จือ)
ผูกขวัญนี้ในพิธีจะใชหมูหรือไกก็ได พอแมจะเรียกบุตรหลานทุกคนทั้งยังโสดและแตงงานแลว หากแตงงาน
แลวที่เปนผูหญิงก็จะเรียกมาพรอมกับลูกทุกคน แตหากเปนผูชายก็จะมาตัวคนเดียวเทานั้น หามพาลูกมาดวย
จากนั้นก็จะผูกขวัญใหและอวยพรใหอยูดีมีสุข พนจากโรคภัยไขเจ็บทั้งปวงและขั้นสุดทายก็จะคั่วขาวเปลือก
แลวไปโปรยลงใตตนไมตนใดตนหนึ่ง
ก. พิธีผูกขอมือเรียกขวัญขึ้นปใหม (กี่ จือ นี่ ซอ โค)

. or

g

3. พิธีกรรมระดับหมูบาน

ib e

เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตจากไรเสร็จราวตนเดือนมกราคม ผูนําหมูบานหรือฮี่โขจะแจงใหลูกบานทราบวาถึงเวลาที่
จะตองทําพิธีขึ้นปใหมแลว ลูกบานทุกครอบครัวจะตมเหลาสําหรับทําพิธี กอนทําพิธีหนึ่งวันชาวบานจะทํา

il t r

ขนมและของคบเคี้ยวซึ่งประกอบดวย ขาวปุก(ขาวเหนียวตําคลุก) ขาวตมและขาวหลามเพื่อเปนของถวายแต

ww

w. h

เทพเจาและเปนอาหาร ขนมกินเลนในวันทําพิธีขึ้นปใหมนี้ วันรุงขึ้นทุกครอบครัวจะทําพิธีผูกมือเรียกขวัญ
และวัน นั้นจะไมมีผูใดออกนอกบาน ทุกคนตองอยูรวมงานปใหม ถือเปนวันพักผอนประจําป หลัง จากพิธี
ผูกขวัญของแตละครอบครัวและรับประทานอาหารเสร็จแลว ผูนําหมูบานก็จะออกตระเวนไปตามบานของ
ลูกบานแตละครอบครัวเพื่อทําพิธีรินหัวเหลาเพื่ออธิษฐานและอวยพรใหครอบครัวทุกคนมีความสุข ความ
เจริญ พิธีกรรมวันขึ้นปใหมนี้เรียกวา “กี่ จือ นี่ ซอ โค” แปลวา ผูกขอมือเรียกขวัญวันขึ้นปใหมนั่นเอง
ข. พิธีผูกขอมือเรียกขวัญเดือนสิงหาคมกลางป (กี่ จือ ลา คุ)
ราวตนเดือนสิงหาคม ผูนําหมูบานจะแจงใหลูกบานทราบอีกครั้งวาถึงเวลาที่จะตองทํา
พิธีกลางปอีกแลว พิธีกรรมกลางปนี้เรียกวา “กี่ จือ ลา คู” หมายความวา พิธีผูกขอมือเรียกขวัญเดือนสิงหาคม
หรือพิธีกลางป รูปแบบและขั้นตอนจะเหมือนกับพิธีปใหมทุกขั้นตอน จะตางกันตรงที่ความหมาย กลาวคือ พิธี
ปใหมจะเปนพิธีขอพรจากเทพยดาใหลงมาอวยพรพืชผลใหเจริญ
งอกงามดี สวนพิธีกลางปจะเปนพิธีขอบคุณเทพยดาที่ประทานความอุดมสมบูรณทุกอยางที่ขอจากพิธีปใหม
ในตนปนั้น
ค. ตา หลื่อ หี่ (การสืบชะตาหมูบาน)

พิธีเลี้ยงหมูบานเปน หนาที่ของผูนําหมูบานที่เรียกวา “อี่ โข” แตตองอาศัยความรวมมือจากลูกบานดวย
กลาวคือ หากจําเปนตองทําพิธีเลี้ยงหมูบานผูนําหมูบานตองแจงใหลูกบานทราบ ลูกบานครอบครัวหนึ่งตอง
นําขาวสารหนอยหนึ่งและไก 1 ตัว นําไปใหผูนําหมูบานเพื่อเปนเครื่องเซนไหวในพิธีผูที่รวมพิธีกรรมนี้ไดคือ
ผูชายเทานั้น
เมื่อถึงสถานที่ประกอบพิธีก็จะสรางหอเซนไหวแลวผูนําหมูบานจะอธิษฐานภาวนาขอพรจากเทพยดา จากนั้น
ก็จะบอกใหลูกบานฆาไกที่เปนเครื่องเซนไหวเพื่อทําอาหาร เมื่อทําอาหารเสร็จ
แลวจะนําอวัยวะสวนตาง ๆ ทุกสวน สวนละหนอยหนึ่งมาทําเปนเครื่องเซนไหวผูนําหมูบานจะนําเครื่องเซน
ไหวไปไวบนหอเซนไหวแลวยกมือไหวอธิษฐานภาวนาอีกครั้งหนึ่ง สวนลูกบานทุกคนที่มารวมงานจะยกมือ
ไหวตามดวย หลังจากอธิษฐานภาวนาก็จะทําพิธีเสี่ยงทายดูวา ณ เวลานี้เปนฤกษงามยามดีที่จะรับประทาน
แลวหรือยัง หากฤกษงามยามดีแลวก็จะรวมรับประทานอาหาร แตกอนรับประทานอาหารแลวผูนําหมูบานจะ

. or

g

ทําพิธีรินหัวเหลา(เหลาขวดแรก) จากนั้นแลวก็จะรวมรับประทานอาหารดวยกัน เมื่อรับประทานอาหารเสร็จ
แลวผูนําหมูบานจะทําพิธีรินกนเหลา

ib e

(เหลาขวดสุดทาย) ทุกคนจะตองชวยกันดื่มกนเหลาจนหมด ก็เปนอันวาเสร็จพิธี และทุกคนจะแยกยายกัน

กลับบานได

il t r

การที่จะตองทําพิธีนี้เปนประจําทุกป (หรือทุก 2 ป หรือทุก 3 ป แลวแตแตละหมูบานจะกําหนด) ก็

ww

w. h

เพราะชนปกาเกอะญอมีประสบการณวาไมส ามารถมองเห็น ลวงหนาวาจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต และสัง คม
หมูบาน แตเชื่อวาเทพเจาสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะรูและสามารถปกปองคุมครองได จึงตองทําพิธีเลี้ยงหมูบานเพื่อขอ
เทพยดามาปกปองคุมครองและฝากชีวิตความเปนอยูทั้งหมดไวกับเทพยดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุด
ง. การขอขมา (ตา มา เง)

ตา เก ตา หรือพิธีขอขมาเปนบทบาทที่ของผูนําหมูบานเชน หากเกิดกรณีหนุมสาวผิดประเวณีก็จะตองใหผูนํา
หมูบานทําพิธีขอขมาตามกฎหมายประเพณีของหมูบาน คูหนุมสาวจะตองไปที่เชิงบันไดของผูนําหมูบานและ
ขอผูนําหมูบานทําพิธีขอขมาใหที่นั่น ฝายหญิงจะตองตมเหลาและสมปอย ฝายชายตองหาซื้อหมูหรือวัวหรือ
ควาย 1 ตัว (แลวแตขอกําหนดของหมูบาน) แลวนําไปรวมกันที่เชิงบันไดผูนําหมูบาน ที่เชิงบันไดนี้จะตองขุด
หลุมไวหนึ่งหลุม ขางในหลุมจะปูดวยใบตอง ผูนําหมูบานจะนําขาวสุกวางลงในหลุมพรอมกับรินเหลาลงไป
จากนั้น ผูหญิง จะจับขาหมูสวนผูชายจะเชือดคอและเทเลือดลงในหลุม ในขณะเดียวกันนั้นผูนําหมูบานจะ
อธิษฐานภาวนา
ขอขมาตอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใหกับทั้งสองดวย
จ. พิธีการคืนดี หรือพิธีกินสันติ (เอาะ ขื่อ ตา)

เอาะ ขื่อ ตา หรือพิธีคืนดีจะเปนพิธีที่กระทําตอเนื่องจากพิธีขอขมา กลาวคือเมื่อทําพิธี
ขอขมาซึ่งมีความหมายถึงผูกระทําความผิดขอโทษตอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผูนําหมูบานและเพื่อนบานแลวก็จะทํา
พิธีเอาะขื่อตาหรือพิธีคืนดี ซึ่งมีความหมายถึงการคืนดีตอกันระหวางผูกระทําผิดกับเพื่อนบาน และระหวางสิ่ง
สูงสุด พิธีคนื ดีนี้ก็เพื่อใหทุกสิ่งทุกอยางในหมูบานกลับเขาสูภาวะปกติสุขเหมือนปกติ ไมตองมีการบาดหมาง
ผิดใจกันและมีความทุกขรอนตอกันอีกตอไป ขอใหความชั่วผานพนไปสิ้นสุดลงเพียงเทานี้และเริ่มตนชีวิตใหม
กันอีกครั้งหนึ่ง
ผูทํ าพิ ธีก็ คือ ผูนํ าหมูบ านเช น กั น คูก ระทํา ผิด ประเวณี ตอ งช วยกัน หาซื้อ วัว หรื อควายหนึ่ง ตัว เพื่ อเป น
สัญญลักษณแหงการคืนดีกัน กอนฆาทําอาหารจะตองใหผูทําความผิดฝายชายเปนผูจูงและฝายหญิงเปนผู
ตอนโดยจูงไปรอบหมูบาน พรอมกับใหทั้ง สองตะโกนดวยเสียงดังทํานองวาเพื่อน ๆ ทั้งหลายจงอยาเอา
เยี่ยงอยางเพราะเปนสิ่งไมดี หลังจากนั้นเพื่อนบานก็จะชวยกันฆาวัวตัวนั้นและแบงเนื้อใหกับทุกครอบครัว

. or

g

ยกเวนผูกระทําความผิดและครอบครัวญาติพี่นองทั้งฝายหญิงและฝายชาย จะไมกินเนื้อนี้[9]
ระบบคุณคาทางคุณธรรมและจริยธรรม

ib e

สุภาษิต คําพังเพย และคําสอน เปนขอคิดและสิ่งเตือนใจเปนสิ่งที่หลอหลอมจิตใจใหคนประพฤติ
ปฎิ บั ติ ต ามแบบแผนวิ ถี ชี วิ ต อั น ดี ง ามของชนปกาเกอะญอตลอดจนการปฎิ บั ติ ต นในการอนุ รั ก ษ

w. h

1. สุภาษิต

il t r

ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมไดอยางสมดุลยั่งยืน[10]
ก. สุภาษิตสอนความมีใจอดทน

น้ําขุนยอมไมชนะน้ําใส, ตกไฟไมไหม ตกน้ําไมไหล

ww

อดเปรี้ยวไดกินหวาน,

ข. สุภาษิตสอนความมีใจกวาง

เห็นคนรวยอยางยิ้ม เห็นคนจนอยางทําหนาบึ้ง,
น้ําหยด ทีจะจนเร็วดั่งน้ําหก,

ทายทอยของตนเองจะมองไมเห็น, ทีจะรวยชาดั่ง

แมหมายอยารังแก กําพราอยาเขนฆา

ค. สุภาษิตความมีใจเอื้อเฟอเผื่อแผ
ลูกก็จิตภรรยาก็ใจ เวลานอนทั้งสองก็ขนาบขาง,

มารดาคือเจดีย บิดาคือวัด

ปาคือมารดา ลุงคือบิดา
ง. สุภาษิตสอนการมีใจสํารวม
อยาปลนบานเขา อยาลงหลังยุงผูอื่น,
เปดฝายุงเขา อยาตักกนยุงผูอื่น
จ. สุภาษิตสอนความมีใจถอมตน

อยาลาดื่มหัวเหลาเขา, อยาลากินหัวขาวผูอื่น,

อยา

มีดคมจะอยูในฝก หอกคมจะอยูในฝก,

เชื่อแมไดเปนใหญ เชื่อพอไดเปนเจา,

เชื่อผูเฒาไดแหวน เชื่อผูแกไดเพชร,

คนฉลาดจะลมที่ราบ คนโงจะลมที่ชัน

ช. สุภาษิตสอนความมีใจไกลเกลี่ย
หลงทางใหหันกลับ ผิดพลาดใหยอมรับ,

ฟาไมพนเมฆ คนไมพนผิด,

อยูในกระบุงไมสามารถยกตัวเองออกได[11]
2. บทสอน

ทํากับดักหนูไดกินหนูกิน ทําไรทํานาไดขาวกิน,
ทํางานอยางทาส กินอยางราชา,

คอย ๆ ทํา คอย ๆ กิน,

หวยกลายเปนบึง บึงกลายเปนหวย,

งานใหทําเอาไว อยาเอางานไวทํา, โงไมหมด ฉลาดไมสิ้น,
ไกดีที่กระดูก คนดีที่ตระกูล,

g

ชางดีเพราะควาญ สตรีดีเพราะสามี,

. or

คนใจโหดยอมพบกับคนใจเหี้ยม, แมตายเฉือนหูไว พอตายเฉือนลิ้นไว,
ผูห ญิง ขึ้นตอผูช าย ผูช ายขึ้นตอราชา,

อยูในบานตองเขาขางหมูบาน,

หากรวยก็รวยอยางสัตยซื่อ(อิสระ) หากจนก็จนอยางสัตยสัตยซื่อ(อิสระ),

สอนลูกหลานใหเขม งวดเพราะความชั่วหมุน ดั่ง วงลอ,
ของใหญแบงกันกิน ของเล็กจิ้มกิน (ใหกินอยาง

w. h

,

แมเสือลาย ลูกเสือก็ลายตาม
ประหยัด)

แข็งเกินไปจะหัก ออนเกินไปจะงอยเปลี้ยปวกเปยก(งอนเปลี้ย),

ww

ตอไม

กินหนูแตไมเห็นกับดัก กินขาวแตไมเห็นไร,

3. คําพังเพย

ของฟรีราคาแพง

ib e

,

ปองกันไวดีกวาคาถา,

il t r

,

มามีพลัง ที่กีบเทา คนมีพลัง ที่บุต รหลาน

ตัวแมลงกูหนีไมพน

ไผอยูที่ลําปลอง คนอยูที่ตระกูล[12]

ไมมีใครกลาตัดนิ้วตนเอง, จะดีก็พี่นอง จะเลวก็พี่นอง,

สิ่งอรอยคือขาว สิ่งดีงามคือคน

, แมบุญธรรมพอบุญธรรมไมเหมือนพอแมแท, หามขายเหลาที่ทําพิธี, แมสอนไมฉลาด

ใหสอนตนเองเถิด,

ผูที่ไมเชื่อฟงคําแม ก็จะพบแตทางตันเรื่อยไป, ลูกเอยอยาขัดคําแม

เลย แมเคยขัดและถูกไมเรียวมาแลว,

อยาสาปแชงเวลาเดินในปาใหญทึบ,

หามไป

นอนคางคืนวันที่มีพิธีบกะ, หามออกไปคางคืนเมื่อมีงานศพในหมูบาน, หมูแรกไกแรกหาม
ขาย, ลูกของลูกชายหามมารวมพิธีบกะของปูยา[13]
ขอหามและขอปฏิบัติตามจารีตประเพณี
การอยูรวมกัน ในสัง คมจะตองยึดถือระเบียบขอบัง คับ กฎจารีต ประเพณี และเห็น คุณ คาของ

ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อใหชุมชนดําเนินชีวิตอยูรวมกันอยางมีความสุข[14]
1. ขอหามระหวางคนกับธรรมชาติ

ปาชา ปาชาจะเปนปาหวงหามสําหรับหมูบาน หามการเขาไปตัดไมและทําประโยชนใดทุกคนตอง
เคารพขอหามนี้ เพราะถือเปนแหลงพักพิงของเหลาวิญญาณบรรพบุรุษ ซึ่ง พวกทานก็ตองการความสงบ
รมเย็นเชนเดียวกัน
ไรเหลา กอนถางไรเหลา หามผูใดเขาไปตัดไมบริเวณนี้ เพราะเชื่อวาดินจะเสื่อมคุณภาพและเสียความ
สม่ําเสมอดานความอุดมสมบูรณ หามเผาปาบริเวณไรเหลาดวยเหตุผลเชนเดียวกัน
สัตวปา ชะนี นกกก และสัตวปาขนาดใหญหลายชนิดจะหามลา และเมื่อถึง
ฤดูวางไข

การลาในชวงนี้ก็จะทําใหสัตวปาสูญพันธุไปไดงาย

g

มี

ผสมพันธุและเลี้ยงลูกออนจะหามลาสัตวปาทุกชนิด เพราะเปนชวงที่สัตวปาขยายพันธุ หาก

. or

แมน้ําลําธาร บริเวณตนน้ําลําธาร โดยเฉพาะตาน้ําผุดจะหามการตัดไมทําลายปา ปลา

ที่อยูในตาน้ําผุด

ib e

หรือถ้ําลอดจะหามจับ เพราะเชื่อกัน วาปลาเหลานี้มีเจาของเลี้ยงไว หากผูใดฝาฝนขอหามผูนั้น เจาของ
ธรรมชาติเหลานี้จะลงโทษ โดยการทําใหเจ็บปวยตาง ๆ นานาไดงาย
ขณะขณะยังลูก

ออน พืชผักและตนไมทุกชนิดหามตัดทิ้ง โดยเปลาประโยชน หามกาตนไม เพราะ

ตนไมก็มีชีวิต รูจักเจ็บ รูจักรองไห เชนเดียวกับมนุษย ตนไมที่ใหผลเปนอาหารแกมนุษยหาม

w. h

เชื่อวา

il t r

พืชผักตนไม ผลไมจะตองรอใหมันสุกถึงจะเก็บมากินได เวลาเก็บผลไมไมใชวิธีโคนตนลงทั้งหมด หามเก็บกิน

ww

นํามาสรางบาน
ดิน ที่ดินบริเวณใดหรือตนน้ําลําธารที่มีสนิมเหล็กขึ้น บริเวณนั้นจะหามการทําลายไมวาดวยวิธีใด ๆ ทั้งสิ้น
เชน ขุดบอน้ํา เบิกนา เปนตน ดินบริเวณรอบ ๆ โปงจะหามการขุด และหามถมโปง[15]
2. ขอหามระหวางคนกับชุมชน

ในสัง คมชนปกาเกอะญอ จะมีกฎของชุมชนเพื่อใหคนในหมูบานยึดถือปฏิบัติใ นทิศทางเดียวกัน
เพื่อใหสังคมอยูไดอยางปาติสุข ดังนั้นจึงมีกฎขอหามหลายประการดังนี้
-

ขอหามเกี่ยวกับกาลเวลา

-

ขอหามเกี่ยวกับการยายเขา ยายออกของคนในชุมชน[16]

กระบวนการผลิตและการพิธีกรรมที่เกี่ยวของ
การเกษตรกรรมและหัตถกรรมของชุมชน มีกระบวนการผลิตเปนขั้นตอนและมีพิธีกรรมความเชื่อ
เพื่อใหไดผลผลิตที่สมบูรณ สอดคลองกับวิถีชีวิตของชุมชนในการอนุรักษสิ่งแวดลอม[17]
1. การทําไรหมุนเวียน

ก.

แนวคิดระบบความเชื่อที่เกี่ยวกับการทําไรหมุนเวียน

ระบบการทําไรของชนปกาเกอะญอ เปนระบบการทําไรใ นลักษณะหมุนเวียน โดยมีการหมุนเวียนใชเวลา
ประมาณ 7 –10 ป ทําใหระบบนิเวศที่ถูกทําลายไปเหลานั้นมีการฟนตัวกลับสูสภาพเดิมมีการปลูกพืชผัก หลาย
ชนิดในไร เชน พันธุขาวประมาณ 2 – 3 ชนิด ถั่ว แตงกวา ฟกทอง ฟกเขียว และเครื่องเทศอีกหลายชนิด
ข.

ขั้นตอนและวัฏจักรการทําไรหมุนเวียน

กระบวนการเลือกที่ทําไรมีดังนี้ ตองไมเปนพื้นที่ปาตองหามตามประเพณี ตองไมเปนขอหามประเพณีในการ
เลือกพื้นที่ทําไร และตองไมมีลางรายบอกเหตุ ในระหวางรอการฟนไร
การปลูกขาว มีวิธีปลูกและการดูแลรักษาดังนี้ คือการเตรียมพื้นที่ปลูกขาว การถางไร
รางกิ่ง การทําแนวกันไฟ การเผา การสะสมพันธุพืช การปดกวาดเศษไม การปลูกขาว พิธีแมขาว 7 หลุม(9
พิธีกรรมที่เกี่ยวของ

. or

ค.

g

หลุม) พิธีเซน บูชาเทพตาง ๆ พิธีมัดมือ[18]

ib e

พิธีกินเชื้อพันธุขาว พิธีเลี้ยงผีไร พิธีเลี้ยงผีไรขอพร พิธีเลี้ยงไรปดรังคราญ พิธีเลี้ยงเทพอัคคี
พิธีเลี้ยงเทพขวัญขาว พิธีไลความชั่วในไร พิธีกินหัวขาว พิธีนวดขาว พิธีขอขาว พิธีเรียกขวัญขาว

il t r

พิธีเลี้ยงนกขวัญขาว(โถ บือ ฆา) พิธีกินขาวกนเพิงนวด พิธีกินขาวกนยุง พิธีกรรมชวงการเก็บเกี่ยวผลผลิต
2. การทําสวน

w. h

[19]

ระบบการทําสวนของสัง คมปกาเกอะญอ มีดวยกันหลยประเภทซึ่งแตละประเภทนั้นจะมีการใช
ก.

ww

ประโยชนที่แตกตางกัน สวนในสังคมปกาเกอะญอ ประกอบดวย
สวนครัว

เปนสวนที่อยูในหมูบานโดยปกติแลวชนปกาเกอะญอ ทุกครอบครัวจะมีไวสําหรับปลูกพืชผักสวนครัว เชน
พริก มะเขือ ออย เผือก ฟก บวบ มะระ และอื่น ๆ
ข.

สวนในไร ปลายนา

เปนสวนที่อยูหางไกลจากหมูบาน แตจะอยูใกลกับพื้นที่ทํากิน เชน นา ไรเหลา สวนประเภทนี้ชนปกาเกอะญอ
ไมสามารถมีไดทุกครอบครัว พืชที่ปลูกในสวนเชน กลวย มะละกอ มะมวง ขนุน เปนตน
ค.

สวนในหมูบานราง

เปนสวนที่เกิดจากการตั้งถิ่นฐานในพื้นที่นั้นมากอนโดยคนยุคนั้นไดปลูกพืชผัก ผลไมยืนตนเอาไว ดังนั้น
หลังจากการละทิ้งหมูบานหรือการอพยพไปตั้งหมูบานที่อื่นไมวาดวยสาเหตุอะไรก็ตาม พันธุพืชเหลานี้จะ
ยัง คงอยูและมนุษ ยจะใชเปน อาหารไดต ลอดไป โดยทั่วไปแลวสวนบานรางนี้ถือเปน สวนสวนรวมหรื อ

สวนสาธารณะ ซึ่งทุกคนมีสิทธิในการเก็บผลผลิตไดโดยไมมีใครแสดงความเปนเจาของ[20]
3. การทํานา

ระบบการผลิตของชนปกาเกอะญอ นาถือเปนสิ่งพึงปรารถนาของทุกคนเพราะนาเปนพื้นที่ทํากินที่มีความ
แนนอนดานการใหผลผลิต และถาใครมีนาถือไดวาบุคคลนั้นมีฐานะที่มั่นคงพอกินพอใช และเปนคนมีหนามีตา
ในชุมชน สําหรับลักษณะการทํานาในสังคมปกาเกอะญอ เปนนาแบบขั้นบันได จะอยูตามที่ราบลุมหุบเขา ริม
แมน้ํา ลําธาร ที่สามารถผันน้ําเขาไปในพื้นที่นาได
ก.

พิธีกรรมที่เกี่ยวของกับการทํานา

พิธีเลี้ยงผีเหมือง-ฝาย การผูกขวัญควาย พิธีผูกขวัญชาง[21]

1. การอนุรักษทรัพยากรปาไม

ปาหวงหามที่มีวิญญาณชั่วสิงสถิต

ib e

ก.

. or

g

การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ
ความเชื่อแนวคิดของชุมชนทําใหเกิดการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติโดยปฏิบัติตาม
กฎระเบียบขอควรปฏิบัติและขอหามของชุมชนทําใหเกิดการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติตอชุมชนตลอดไป

ww

w. h

il t r

ปาหวงหามประเภทนี้เชื่อวามีจิตชั่วสิงสถิตหรือเปนทางเดินผานของภูตผี ลักษณะปาจะมีตนไมที่ขนาดเทา ๆ
กันจํานวนมากและเปนตนไมที่โตเต็มที่แลวไมใหญขึ้นและเล็กลง คงขนาดไวเทานั้น มักเปนปาตนน้ําลําธาร
สัตวเลี้ยงเชนวัวและควายมักไมเดินเขาไป บริเวณปานี้จะไมมีใครกลาเขาไปทําไรหรือแมแตตัดตนไมสราง
บานประโยชนอื่น หากหมูบานใดเคารพยําเกรงปาประเภทนี้อยางเครงครัดเชื่อกันวาจะทําใหมูบานนั้นมีความ
รมเย็นเปนสุข แตหากหมูบานใดที่ฝาฝนขอหาม เขาไปทําไรหรือตัดตนไมเพื่อใชประโยชนอยางอื่นก็จะทําให
หมูบานนั้น ไดรับความทุกขรอน หรือครอบครัวใดที่มีส มาชิกฝาฝน ก็จะทําใหส มาชิกคนใดคนหนึ่ง ของ
ครอบครัวนัน้ เจ็บปวยหรือเสียชีวิตลง
ข.

ปาเขาน้ําลอม (เดะ หมื่อ เบอ)

ปาเขาน้ําลอมเปนปาที่อยูบนเนินเขาที่มีลําหวยสองสายไหลลอมรอบและบรรจบกัน เชื่อกันวาบนเนินเขาที่
เปนปาประเภทนี้จะเปนที่อยูอาศัยของภูต ผี ไมมีผูใดกลาเขาใกลและเขาไปทําประโยชนในบริเวณนี้ บาง
หมูบานจะมีปาประเภทนี้หลายแหง แตบางหมูบานไมมีเลย มีขอหามวาหามเขาไปทําประโยชนและใชสอยใด
ๆ ทั้งสิ้น โดยเฉพาะอยางยิ่งการตั้งหมูบานจะไมสามารถ
ทําไดเลยถือเปนขอหามอยางเด็ดขาด
ค.

ปาที่ราบเขาลอม (เดะ หมื่อ วอ)

ปาตนน้ําลําธารก็ดี ปาที่ราบลุม ลําหวยที่มีเขาลอมรอบก็ดีชนปกาเกอะญอถือเปนเขต

ปาหวงหามดวยเชน กัน เปน ปาที่มีภูต ผีเปน เจาของ ไมมีใ ครกลาเขาไปแตะตอง จึง มีการหามเขาไปทํา
กิจกรรมใด ๆ ทั้งสิ้น เชน หามทําไร หามสรางหมูบาน หามเบิกนาและหามนอนคางคืน เปนตน
ง.

ตนโพธิ์ ตนไทร

. or

g

ชนปกาเกอะญอ เชื่อวาตนโพธิ์ตนไทรเปนตนไมของภูตผี โดยเฉพาะตนโพธิ์ตนไทรที่มีขนาดใหญและมีโพรง
เพราะมักจะมีการนําศพทารกไปเก็บไวในโพรงโดยเชื่อวาวิญญาณบรรพบุรุษคอยอยูที่นี่ ตนโพธิ์ตนไทรเปน
ตนไมที่ไมเคยตายเลย เพราะกอนตนแมจะตายก็จ ะลงรากบนดินและแตกหนอใหมเสียกอน ตอเมื่อหนอ
เจริญเติบโตไดเองแลว ตนแมจะเหี่ยวเฉาและตายไป เชื่อกันวาหากตนโพธิ์ตนไทรโคนลงจะยังความวิเวก
วังเวงแกลูกหลานยิ่งนัก ลูกหลานทั้งที่เปนภูตผีและสัตวปานานาพันธุ เพราะสัตวปาเหลานี้อาศัยตนโพธิ์ตน
ไทรเปนแหลง อาหารและความรม เย็น เปน สุข ดวยเหตุนี้ชนปกาเกอะญอจะหามตัดตนโพธิ์ตน ไทรอยาง
เด็ดขาดเพราะหากตัดจะถือวาไดทําบาปตอลูกหลานผูอาศัย เชื่อกันวาผูใดฝาฝนขอหามจะไมมีลูกหลานสืบ
ตระกูลตอไป
ตนโพธิ์ตนไทรจะอยูทุกหมูบานและทุกแผนดิน หมูบานใดแผนดินใดมีตนโพธิ์ตนไทรมากและผูคนเคารพนับ

ib e

ถืออยางดีจะทําใหหมูบานหรือแผนดินนั้นมีความสงบและรมเย็นอยางแทจริง[22]
ก.

แมน้ําลําธาร

il t r

2. การอนุรักษทรัพยากรน้ํา

w. h

แมน้ําลําธารทุกสายจะมีเจาของ ชนปกาเกอะญอเรียกวา “นา ที” หมายความวา
“วิญญาณน้ํา” หรือ “ผีน้ํา” มนุษยตองเคารพยําเกรงหากผูใดไมเคารพยําเกรงแมน้ํา อุจจาระปสวะลงไปหรือตัด

ww

ตนไมบริเวณตนน้ําลําธาร “นาที” จะลงโทษผูนั้นโดยใหลมปวยลง และผูนั้นตองทําพิธีขอขมาลาโทษตอนาที
ดวยการฆาหมูหรือไกมาเลี้ยง แตตรงกันขามหากเราเคารพยําเกรงทาน ทานก็จะคอยปกปกษคุมครองชีวิตเรา
ใหมีความรมเย็นเปนสุขเชนเดียวกัน
ข.

น้ําลอด (ที หนึ)

ลักษณะน้ําลอดคือลําหวยหรือแมน้ําที่ลอดเขาถ้ําหรือภูเขาเขาไป เชือ่ กันวาน้ําลอดนี้มีเจาของที่เปนงูหรือภูตผี
ก็ได เจาของที่เปนงูไดแกงูเหลือมและพญานาคเปนตน หากเขาไปในน้ําลอดแมจะกลาวคําหยาบหรือสาปแชง
อะไรเล็ก ๆ นอย ๆ ก็ไมสามรารถทําไดเพราะถือเปนขอหามโดยเด็ดขาด
ค.

ตาน้ําผุด (นา อุ หรู)

ตาน้ําผุดเปนแหลงกําเนิดของน้ําตามธรรมชาติอยางหนึ่งที่มีขนาดใหญ บางแหงใหญจนสามารถไหลลงมาเปน
ลําหวยไดเลย เปนแหลงกําเนิดของน้ําที่ชนปกาเกอะญอใหความเคารพ
ยําเกรงเปนอยางยิ่ง บริเวณรอบ ๆ จะมีตนไมขึ้นมากมาย ซึ่งทําใหมีความรมเย็นและชุมชื้นตลอดทั้งป หาม

ผูใดมารบกวนและทําลายตนไมในบริเวณนี้ หากผูใดฝาฝนจะไดรับความเจ็บไขไ ดปวยหรือลมตายอยาง
แนนอน
ง.

โปง (มอ)

โปง เปนแหลง ธาตุอาหารประเภทเกลือของสัตวปาหลายชนิด โดยเฉพาะอยางยิ่งสัตวปาขนาดใหญ เชน
กระทิง ควายปา กวาง เกง และแรด เปนตน ชนปกาเกอะญอจะเคารพยําเกรงและอนุรักษโปงไวอยางดี หาม
การตัดไมบริเวณรอบ ๆ โปง ผูใดฝาฝนก็ถือวาผูนั้นจะทําบาปตอสัตวปาที่มากินโปงเหลานั้น[23]
3. การอนุรักษสัตวปา

. or

g

สัตวปาทุกชนิดเชื่อวามีเจาของคอยติดตามตัวและคอยคุมครองดูแล เจาของสัตวปาเหลานี้จะมีทั้งดุรายและไม
ดุรายทั้งที่ตระหนี่และใจดี โดยเฉพาะสัตวปาขนาดใหญเจาของจะดูแลคุมครองเปนพิเศษไมใหมนุษยลาเนื้อ
เชนยิงไมออกแมยิงออกแตไมถูก เชื่อกันวาเจาของคือภูตผีที่ขี่หลังติดตามตัวตลอดทุกเมื่อเชื่อวัน สัตวปา
เหลานี้ ตัวอยางเชน หมูปาตัวผู หมี เสือ แรด ชางปา เกง กวาง เลียงผาและหมี เปนตน เจาของสัตวปาเหลานี้
ชนปกาเกอะญอเชื่อวามนุษยเคารพทานและทานก็จะเคารพมนุษยดวยเชนเดียวกัน[24]

ib e

การดูแลรักษาสุขภาพ
การใชสมุนไพร การเสี่ยงทาย การทํานายและการใชคาถา เปนภูมิปญญาพื้นบานที่ใชในการตรวจวินิจฉัยโรค

il t r

ปองกันและการรักษาโรควิธีหนึ่งของชนปกาเกอะญอ[25]

w. h

1. ระบบความเชื่อที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ

ชนปกาเกอะญอ เชื่อวาคนเราจะมีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณไดนั้นขึ้นอยูกับสภาพของขวัญ ซึ่งมีอยูทั้งหมด 37

ไป[26]

ww

ขวัญ คือถาคนใดมีขวัญอยูกับเนื้อกับตัวหรือขวัญแข็ง จะทําใหมีสุภาพที่แข็งแรงสมบูรณสวนคนที่มีขวัญออน
หรือขวัญหนีไปไมอยูกับตัว หรือทําผิดกฎทําใหเจาที่เจาทาง หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ลงโทษทําใหเกิดการเจ็บปวยลง
2. ระบบความเชื่อที่เกี่ยวกับการเจ็บปวย

สาเหตุของการเจ็บปวยทุกชนิดเชื่อวาเกิดจากสาเหตุ 2 ประการ ประการแรกเกิดจากการทําของผีซึ่งเปนผีราย
ผีตายโหง ผีหิวโหย จับเอาขวัญไปเปนตัวประกันเพื่อแลกเปลี่ยนกับอาหารของเครื่องเซนไหวของตน ประการ
ที่สองเกิดจากการพฤติกรรมของมนุษยเอง เชน การบริโภคอาหารที่มีพิษทําใหเกิดโรคได การผิดกฎจารีต
ของสังคม ครอบครัว ทําใหสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุมครองหมูบ านลงโทษ ดังนั้นชนปกาเกอะญอื ปกาเกอะญะ ไดแบง
สาเหตุการเจ็บปวยออกเปน 2 ประเภท
2.1 การเจ็บปวยสาเหตุมาจากการกระทําของผี

ก. การเจ็บปวยแบบฉับพลัน

การเจ็บปวยประเภทนี้เชื่อวาเปนการทําของผีรายประเภทตาง ๆ ซึ่งมีวิธีการรักษาโดยการไปหาผูเสี่ยงทาย
(คนทรง) เรียกวา “เซอะ หระ กา ตา” เพื่อดูเมื่อวาถูกผีตนไหนกระทําจับขวัญไปเมื่อไร ที่ไหน ตองการอะไร

หลังจากนั้นจะเลือกวิธีการรักษา ซึ่งมีวิธีการรักษาดังนี้
หวี่ ตา เชื่อวาผีกะปาออกไปหากินและจับขวัญของผูปวยไว ดังนั้นจะตองนําอาหารไปแลกเพื่อใหขวัญกลับมา
อยูกับตัวดังเดิม
เซอ ตา (การสงสะตวง) เชื่อวาผีตายโหงชนปกาเกอะญอเชื่อวาเปนวิญญาณหิวโซ ตองการอาหารและจับขวัญ

ข.

การเจ็บปวยแบบคอยเปนคอยไป

. or

g

คนปวยไป ดังนั้นก็ตองเอาของตาง ๆ ไปไหวผี
เคลาะ แกวะ ตา เชื่อวาผีชางผีมา จับขวัญคนปวยตองไปแลกดวยขาวเปลือก ขาวสารขมิ้น สมปอย เศษหมอ
ดิน ขนไก เปลือกไข
ตา ตอ เส เชื่อวาผีกะปาจับขวัญของคนปวยไปดังนั้นตองนําอาหารสิ่งของไปแลกหรือ
ไถคืนมา

il t r

ib e

การเจ็บปวยในลักษณะนี้เชื่อวา เปนการกระทําของผีเชนกัน แตอาการนั้นจะไมปรากฏทันทีทันใด แตอาการ
จะเกิดขึ้นทีละนอย เชนเจ็บตา เจ็บขอมือขอเทา รวมทั้ง อาการไมเปนปกติของสภาพจิตใจ เชน ไมอยาก
กลับไปอยูบาน พูดเพอเจอ นอนละเมอ เลอะเลือน เบื่ออาหาร ออนเพลีย ไมมีแรงทํางานเปนตน การรักษานั้น

w. h

เริ่มจากการไปหาเซอะ หระ กา ตา (คนทรง) ในหมูบานเพื่อคนหาสาเหตุและมีวิธีการรักษาดังนี้
แบล ถอ ที (การโรยขาวสารทิ้งไขลงในน้ํา) เปนวิธีการรักษาตามความเชื่อวาที่เชื่อวาเปนการกระทําของผีน้ําที่

ww

เรียกวา นา ที ซึ่งสาเหตุนั้นมาจากผูปวยไปรบกวนนาทีทําใหนาทีไมสบายดังนั้นนาทีก็ทําใหผูปวยไมสบาย
ดวย
กี่ ฉู จือ (การมัดมือ) เชื่อวาผีปาจับขวัญไปโดยผูปวยจะมีอาการในสภาพขวัญหนีจิตใจไมปกติ ฟุงซาน ละเมอ
อาการออนเพลีย จึงทําการมัดมือเพื่อใหขวัญกลับมาอยูกับผูปวยหรือทําใหขวัญแข็งขึ้น (มีความมั่นใจมากขึ้น)
ตา แกวะ พือ เชื่อวาวิญญาณของพอแมที่ตายแลวจับเอาขวัญไปอยูในปลือกอ
(โลกแหงวิญญาณ) ดังนั้นจะตองเตรียมเหลา ขาวตม เหล็กงอ ลูกปด ไก 1 คู (ตัวผู – ตัวเมีย) ไปทําพิธีที่เส ฆะ

ทิ (ตนไมที่ตายแลว) หลังจากนั้นกลับไปมัดมือผูปวยที่บานวิธีการรักษาแบบนี้จะทําใหสําหรับคนอายุตั้งแต 50
ปขึ้นไป
2.2 การเจ็บปวยจากเชื้อโรค ของมีพิษ และอุบัติเหตุ

การเจ็บปวยประเภทนี้เชื่อวาสาเหตุจากพฤติกรรมของมนุษยโดยแยกออกไดดังนี้
เกิดจากการรับประทานอาหารโดยรูเทาไมถึงการณหรืออาหารที่มีพิษทําใหเกิดการเจ็บปวยขึ้น

เจ็บทอง แนนทอง เกิดจากการรับประทานอาหารที่ผิดเวลา
ทองรวง ( ลู ) เชื่อวาเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีเชื้อโรค เชน อาหารบูด อาหารที่เสียแลว
(แจวะ) เชื่อวาเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีพิษรายแรง เชน เห็ด อาการของคนปวยอาเจียนและ

ทองรวงอยางรุนแรง
ก.

เกิดจากการทําผิดกฎของหมูบาน สังคม

เชน การผิดลูกเมียผูอื่น ทําใหผูปวยหรือญาติพี่นองผูปวยเองไมสบายหรือแมคนในชุมชนเองเจ็บปวยก็เปนได
ข.

เกิดจากการกระทําผิดกฎของระบบทํามาหากินที่เรียกวา “ ถิ”

“ถิ” แปลวา หนีบหรือทับ ทําใหเจาของไร นา ไมสบายซึ่งในบางรายถึงกับชีวิต

ค.

เกิดจากการกระทําผิดกฎบรรพบุรุษ

g

เชื่อวา ซิ โข หมื่อ ฆา หรือผีบรรพบุรุษถูกกระตุนจากผีรายญาติ (นาจิ๊ นา จิ๊ เทาะ)ใหไปรบกวนทําใหลูกหลาน

. or

เจ็บปวยลง จึงตองทําพิธีเอาะ บกะ[27]
3. วิธีการรักษาอาการเจ็บปวย

il t r

ib e

ประเภทของหมอพื้นบาน
คําวาหมอในภาษาชนปกาเกอะญอ นั้นจะไมมีคําแปลโดยตรง แตจะมีความหมายที่ตรงกับผูรู ผูชํานาญหรือผู
มีญ าณพิเศษ ในแตละดานเรียกวา “เซอะ หระ” ซึ่ง แปลวา ครูห รืออาจารย ในที่นี้ห มายถึง ผูมีความรู
ก.

w. h

ความสามารถที่จะรักษาผูปวยได ดังนั้นจาการศึกษาสามารถจําแนกออกไดดังนี้
กลุมเซอะ หระ กา ตา

ww

เปนกลุมคนที่มีความรูความสามารถในการเสี่ยงทาย ทํานายทายทัก หาสาเหตุของการเจ็บปวยที่เชื่อวามา
จากภูตผี เชน อาการปวดหัว เจ็บขอมือขอเทาอาการหนามืดตาลาย ดังนั้นคนไขหรือญาติจะไปหา เซอะ หระ
กา ตา ในหมูบานเพื่อทํานายหาสาเหตุ โดยใชเทคนิควิธีการ
หลายอยาง เชน ขาวสารหรือขาวหรือผา
ข.

เซอะ หระ แก เลาะ ตา

เปนกลุมคนที่มีความรูความสามารถในดาน การรักษาอาการของคนไข ประกอบดวย
กลุมหมอยาสมุนไพร กลุมนี้จะมีความรู ความสามารถในการใชยาสมุนไพร บางคนก็มีความรูดานคาถาอาคม
ดวย เพราะในการรักษาคนไขนั้นจะใหยาสมุนไพร และคาถาอาคมควบคูไปดวยกัน
กลุมหมอประเภทบีบ นวด จับชีพจร (จือ เซ) กลุมนี้แบงออกเปน 3 กลุมยอย คือ หมอตําแย
จะมีความสามารถในการทําคลอดทารก หมอจับเสนบีบนวด เปนผูรูดานการบีบนวดเสนเอ็น อาการเคล็ดขัด
ยอก และหมอจับชีพจร เปน กลุมที่มีความสามารถในการจับชีพจรแตใ ชควบคูไ ปกับคาถาอาคมในการ

วินิจฉัยโรคหรืออาการเจ็บปวย
ค.

หมอผี (คนเขาทรง)

เปนผูมีที่มีความรูความสามารถดานการใชคาถาอาคมโดยเฉพาะ ประกอบดวย
เซอะ หระ ปะ ตา จะรักษาคนไขที่ผีจับเอาขวัญไป
เซอะ หระ หวี่ โดะ ตา จะรักษาคนไขที่มีสุขภาพออนแอที่เชื่อวาผีปาจับขวัญคนปวยไป[28]
4. การวินิจฉัยโรค

g

การวินิจฉัยอาการโรคของกลุมหมอตาง ๆ นั้นขึ้นอยูกับประสบการณความรูความสามารถที่ไดร่ําเรียนมา จะ
เห็นไดวากลุมหมอพื้นบานที่มีความรูดานการจับเสนเอ็น บีบนวด จะวินิจฉัยโรคโดยอาศัยการสังเกตอาการ
ของโรค หมอผีจะวินิจฉัยโรค โดยอาศัยคาถาอาคม การจับชีพจรผูปวยและเครื่องมือ อุปกรณพื้นบานชวย
หมอสมุนไพรจะวินิจฉัยโรคโดยการสังเกตอาการของผูปวยวาเปนอะไรที่ผานมาไดทําอะไรบาง และอาศัย

. or

ประสบการณของหมอพื้นบาน[29]
5. วิธีดูแลรักษาสุขภาพ

ก.

ww

w. h

il t r

ib e

การรักษาอาการเจ็บปวยของหมอพื้นบานแตละคน แตละประเภทจะใชความรู ความสามารถ ประสบการณ
และระบบความเชื่อที่มีฝมือการปรุงยาซึ่งชนปกาเกอะญอเอามารักษากับอาการการเจ็บ ปวย ซึ่งวาคนเราแต
ละคนจะมีโชคชะตาราศีที่ไมตรงกันไมเหมือนกัน ดังนั้นหมอพื้นบานแตละคนไมสามารถรักษาคนไขใหหายได
ทุกคน คือหมอพื้นบานคนหนึ่งอาจรักษาคนปวยคนหนึ่งใหหายไดก็ได แตกับคนปวยอีกคนหนึ่งอาจรักษาไม
หาย ดังนั้นวิธีการรักษาอาจจะมี
หลายรูปแบบหลายวิธีการดังนี้
การรักษาดานรางกาย

การรักษาดานรางกาย หมายถึง การรักษาอาการของโรคของคนปวยที่เกิดจากทั้งภายนอกภายใน ซึ่งสาเหตุ
ของโรคมาจากหลายสาเหตุ เชน เชื้อโรค อุบัติเหตุ และอื่น ๆ วิธีการรักษานั้น
หมอพื้นบานใชหลายรูปแบบ ทั้งนี้ขึ้นอยูกับความรูความสามารถและระบบความเชื่อของหมอพื้นบานซึ่ง
สามารถแยกวิธีออกเปนดังนี้
การรักษาดวยยาสมุนไพร ตัวยาสมุนไพรที่ใชไดมาจากพืช สัตว แรธาตุ และพลังงาน การรักษาจะมีความ
หลากหลาย ขึ้นอยูกับลักษณะและรูปแบบของการเจ็บปวยดังตัวอยาง
ก. อาการช้ําใน รักษาโดยการตมยาใหดื่ม
ข.

อาการฟกช้ํา เคล็ดขัดยอก รักษาโดยการนวด การพอกยา

ค.

อาการทองเสีย กินอาหารพิษ รักษาโดยใหรับประทานยาสมุนไพร

ง.

อาการฟนไข ผูหญิงหลังคลอดลูก รักษาโดยการอบไอน้ําสมุนไพร เปนตน

สมุนไพรที่รักษาการเจ็บไขไดปวยไดมาจาก ทั้งสัตว แรธาตุ และพลังงานการักษา ตัวอยางเชน
จ.

สมุนไพรที่ไดจากพืช เชน วานชนิดตาง ๆ ขิง ขมิ้น

ฉ. สมุนไพรที่ไดจากสัตว เชน เขากวาง กางปลา กระเพาะตัวนิ่ม
ช. สมุนไพรที่ไดจากแรธาตุ เชน ดิน จอมปลวก
ซ. สมุนไพรที่ไดจากพลังงาน เชน การเผากอนหินใหรอน

g

การรักษาโดยการใชคาถาอาคม หมอพื้นบานบางคนมีความสามารถดานคาถาอาคมโดยเฉพาะ ดังนั้น กลุมนี้
จะใชคาถาอาคมในการรักษาโรค ซึ่งสามารถรักษาโรคที่เกิดจากทั้งภายนอกและภายในรางกายดังตัวอยาง
ดังนี้
ก. คาถาใชรักษาอาการปวดหัว
คาถาใชรักษาอาการโรคงูสะหวัด

ค.

คาถาใชรักษาแผลสด จากอุบัติเหตุ

ง.

คาถาใชรักษาอาการช้ําใน เลือดตกในจากอุบัติเหตุ เปนตน

ib e

. or

ข.

การรักษาดานจิตใจ

ww

ข.

w. h

il t r

การรักษาโดยใชคาถาอาคมและยาสมุนไพร โดยปกติแลวคนที่เปนหมอพื้นบานที่เปนผูชายทุกคนจะมีความรู
ความสามารถทั้งตัวยาสมุนไพร และคาถาอาคม ดังนั้นหลายครั้งจะมีการรักษาโดยใชทั้งสองแบบควบคูกันไป
เชนกระดูกหัก จะมีการใชยาสมุนไพรและคาถาอาคมพรอม ๆ กันไปกับการรักษาโดยการจับเสน บีบนวดซึ่ง
เปนการรักษา อาการเคล็ด ขัดยอก ปวดเมื่อยตามรางกาย
การรักษาดานจิตเปนการรักษาอาการของคนไขที่ใชภูมิปญญาองคความรูและความเชื่อเพื่อเปนกําลังใจใหแก
คนไข เพื่อใหสามารถตอสูกับโรคภัยได ในระบบหมอพื้นบานของชน
ปกาเกอะญอ พอสรุปไดดังนี้
ก. ตา กี่ จือ (การมัดมือ) เปนการรักษาคนไขที่มีอาการออนเพลีย การฟนไขหรือสภาพ
จิตใจที่ไมปกติ
ข. ตา เกาะ เก อ ลา (การเรียกขวัญ ) เปน การักษาคนไข ต ามความเชื่อวาขวัญ ไม
อยู

กับ เนื้อกับตัว หนีไป เนื่องจากสาเหตุ การตกใจ การสะดุงอยางรุนแรง
ค.

ตา แกวะ พือ เปนการรักษาคนไขที่มีอายุมากแลวที่อาการออนเพลีย เบื่ออาหารและ
สภาพจิตใจไมปกติ ซึ่งเชื่อวาพอแมที่ตายแลวนํา เกอ ลา ไปที่ยมโลก หมายถึง “ปลือกอ”

ง.

ตา เดาะ หลื่อ เปนการรักษาคนไขที่มีอาการหนักมาก โดยเชือ่ วาวิญญาณของคนไขไป

อยูที่ ปลือ กอ แลว
จ.

การลงผีเจานายและการเซนไหวดวยวิธีตาง ๆ

ฉ. ขอหามและขอปฏิบัติ
ขณะรักษาดวยหมอสมุนไพรหรือหมอพื้นบานบางคนจะมีการหามและขอปฏิบัติสําหรับผูปวยที่ตองอดอาหาร
บางประเภท เชน เนื้อสัตวบางชนิดที่มีกลิ่นแรง (ตา เนอ ปกา) เชน เนื้อวัว เนื้อควาย เนื้อแพะ เปนตน พืช
บางชนิด เชน ฟกทอง สวนขอปฏิบัติหลังรักษาเสร็จแลวนั้น ผูปวยทุกคนตองมาดําหัวใหหมอพื้นบาน อันเปน
ความกตัญู ความเคารพ
ค.

ภูมิหลังของการดูแลรักษาสุขภาพ

ib e

. or

g

จากความเชื่อที่วาการเจ็บปวยเกิดจากการกระทําของผี คือผีจับเอาขวัญมนุษยไปหรือมาจากการละเมิดกฎ
จารีตของสังคม ถูกเจาที่เจาทางลงโทษทําใหมีการเจ็บปวยเกิดขึ้น ดังนั้นการรักษาคนไขหมอพื้นบานอาจมี
วิธีการรักษาหลายวิธี และคนไขบางคนอาจใชหมอรักษาหลายคนการเจ็บปวยจึงหาย ทั้งนี้ชนปกาเกอะญอ
เชื่ออีกวา คนเราแตละคนจะมีจิตผูกพันธในระดับที่แตกตางกัน
ง. การดูแลรักษาสุขภาพของผูหญิงตั้งครรภ

ก.

w. h

il t r

ในดานการดูแลรักษาสุขภาพใหมีความแข็งแรงนั้นไดรับการถายทอดองคความรูจาก
บรรพบุรุษเดิมเชนเดียวกับชนเผาอื่น ๆ คือเริ่มตั้งแตเด็กที่อยูใ นทองมารดาจนถึงวัยชราภาพ ซึ่งจะเห็นไดจาก
จะมีขอหามและขอพึงปฏิบัติทั้งบิดา มารดาจะมีขอหามและขอปฏิบัติดังนี้
ขอหามของมารดาชวงขณะตั้งครรถ

ww

หามกินตัวออนของตัวตอ
หามกินอาหารที่มียาง เชน เผือก ขนุน
หามกินเนื้อหมูปาและสัตวที่ถูกเสือกัดตาย
หามนอนหลับมากเกินไปและทํางานหนักเกินไป

ข.

ขอหามสําหรับบิดา
หามทะเลาะกับผูอื่น
หามมีคดีความฟองรอง
หามดุดาลูกเมีย
หามลาสัตวบางชนิดและกินเนื้อสัตวปาที่คนลาได
หามเขาใกลเตาตีเหล็ก

ค.

ขอสําหรับบิดามารดา

มารดาใหกินผักบํารุงรางกาย รักษาความสะอาด ทํางานใหมีความพอเหมาะ และรักษาอารมณใหดีอยู
เสมอ สําหรับบิดาใหรักษาอารมณ จิตใจใหแจมใสอยูเสมอ และจัดอาหารใหเหมาะสมแกภรรยา[30]
6. ความหมายและประโยชนของการเสี่ยงทาย

การดูดวงชะตาหมายความวาหลายครั้งชีวิตการทํามาหากินและความเปนอยูไมเปนไปตามที่เรา
คาดหวังเอาไว และซ้ํารายไปกวานั้นชีวิตตองพบกับอุปสรรคเกินกวาที่เราแกปญหาและ
ทําใจยอมรับได เมื่อเปนเชนนี้เราจะตองหาทางออกดวยการไปหาผูที่เคยมีประสบการณมากอน และผูนั้นก็ให
คําแนะนําหรือเตือนเราใหระวังสิ่งนั้นสิ่งนี้ที่จะเกิดขึ้น การปฏิบัติเชนนี้หลายครั้งและหลายคนมีชีวิตที่ดีขึ้นได
การเสี่ยงทายแยกไดหลายประเภทตามวัตถุประสงค เชน การเสี่ยงทายสําหรับคนปวย การเสี่ยงทาย

. or

g

สําหรับการทํามาหากิน การเสี่ยงทายสําหรับสัตวเลี้ยงหาย การเสี่ยงทายสําหรับลาสัต วปา การสี่ยงทาย
สําหรับการเดินทาง และการเสี่ยงทายเพื่อดูขวัญวาออนหรือแข็ง เปนตน เรื่องราวจะเปนเปนอยางไรหรือจะ
เกิดอะไรขึ้นในอนาคตก็จะปรากฏออกมาในการเสี่ยงทายทั้งสิ้น
นอกจากการเสี่ยงทายจะแยกตามวัตถุประสงคแลวยังสามารถแยกไดตามวัสดุอุปกรณที่ใชในการ

ib e

เสี่ยงทายไดดวย

il t r

7.ประเภทของการเสี่ยงทาย

ww

w. h

การเสี่ยงทายดวยกระดูกไก การเสี่ยงทายดวยกระดูกไกสามารถเสี่ยงทายไดทั้งสําหรับการเจ็บปวย ทรัพย
สมบัติหรือสิ่งของใด ๆ หาย การทํามาหากินและอื่น ๆ อีกหลายอยางหรืออาจจะเรียกไดวาใชในพิธีเสี่ยงทาย
ไดเกือบทุกประเภทชนปกาเกอะญอเชื่อวาไกเปนสัตวที่มีญาณมองเห็นการณไกลกวาสัตวอื่น ๆ การเสี่ยงทาย
ดวยกระดูกไกนั้นจะนํากระดูกโคนขาไกสองขางมาขูดพอเปนรู จากนั้นก็จะนําซี่ไมไผเล็ก ๆ สองอันเสียบลง
ไปที่รูกระดูกไกนั้น วางลงบนพื้นใหอยูใ นระดับเดียวกัน และสัง เกตความลาดเอียงของซี่ไ มไ ผจะมีความ
แตกตางกันไป ผูทําพิธีก็จะใชความลาดเอียงนี้เปนเกณฑในการทํานาย
การเสี่ยงทายดวยไขไก การเสี่ยงทายดวยไขไกสวนใหญจะใชกับคนเจ็บปวย โดยเฉพาะอยางยิ่งคนปวยที่มี
อาการหนัก ๆ การทําพิธีเพื่อดูวาสาเหตุของอาการปวยนี้มาจากไหน ขั้นตอน
การทําพิธีไมยุงยากมากนัก ผูทําพิธีจะนําไขมาหนึ่งฟอง เปาโดยใชคาถา จากนั้นก็จะทุบแตกและหยอดลงใน
ถวย และจะสังเกตวาลักษณะของไขเปนเชนไร ผิดปกติหรือไม เชน มีเลือดปนอยู มีกอนเนื้อปนอยู ไขขาว
และไขแดงคลุกเคลากันทั้งฟอง เปนตน ซึ่งผูทําพิธีก็จะรูวาลักษณะไขที่ผิดปกติเหลานี้ไดบงบอกถึงอะไร
การเสี่ยงทายดวยขาวสาร การเสี่ยงทายดวยขาวสารเปนการเสี่ยงทายเพื่อหาหมอที่ถูก
ชะตากรรมกับคนปวยและสามารถรักษาคนปวยใหหายจากโรคได เพราะเชื่อวาคนแตละคนจะมีหมอประจํา
ของตนเอง หมอคนอื่นจะไมสามารถรักษาใหหายจากโรคได ดวยเหตุนี้คนทํา
พิธีเสี่ยงทายมักจะรูจักหมอหลาย ๆ คน หลักการก็คือหมอคนใดที่ผูทําพิธีเรียกชื่อขณะหยิบเม็ดขาวสารขึ้นมา

และไดเปนคูทั้งสามครั้งแสดงวาหมอผูนั้นจะรักษาคนปวยใหหายจากโรคได หากไมเปนไปตามนี้ก็จะหยิบ
ขาวสารและเรียกชื่อหมออื่นจนกวาจะไดหมอที่เขาหลักการดังกลาวมาแลวขางตน
การเสี่ยงทายดวยดวยใบไม การเสี่ยงทายดวยใบไมสวนใหญจะเสี่ยงทายสําหรับการเลือกสถานที่ที่จะไปหา
ของปา เชน จับปลา ลาสัตว เปนตน หากการเสี่ยงทายบงชี้วาสถานที่ใดเมื่อไป
แลวจะไดอาหารกลับมาก็จะเลือกไปที่นั่น ขั้นตอนการทําพิธีคือผูทําพิธีจะเด็ดใบไมมาแลวยื่นออกไปทางทิศใด
ทิศหนึ่งและสังเกตวาใบไมมีลักษณะอาการเชนไรและไดบงชี้อะไร หากบงชี้วาไปแลวดีก็จะไปที่นั่น แตหาก
บงชี้วาไปแลวไมดีก็จะเด็ดใบไมใหมและยื่นไปในทิศใหม จะกระทําเชนนี้จนกวาจะไดสถานที่ที่นาพอใจ
การเสี่ยงทายดวยการจับชีพจร คือจับชีพจรเพื่อตรวจลักษณะการเตนของหัวใจของผูปวย ผูปวยบาง
คนจะมีอาการออนเพลีย เหนื่อยออน เมื่อยลาหรือเบื่อหนายอาหาร โดยไมทราบสาเหตุ ผูทําพิธีจะจับชีพจร
ของผูปวยและสามารถบอกไดวาอาการเหลานี้มีสาเหตุมาจากอะไร และจะตองรักษาดวยวิธีใด เชน ผูกเรียก

. or

g

ขวัญ สะเดาะเคราะห เปนตน[31]
ศิลป - วัฒนธรรม - วรรณกรรม

ib e

ศิลปะวัฒนธรรมและวรรณกรรมเปนภูมิปญญาของบรรพบุรุษ ที่เปนเอกลักษณของชนเผาซึ่ง มี

1. ภาษา

w. h

การแตงกายและดนตรี[32]

il t r

คุณคาและมีความสําคัญตอวิถีชีวิต ควรมีการอนุรักษไวสบื ไป ในที่นี้จะกลาวถึง ภาษา

ชนปกาเกอะญอ เปนกลุมชนเผาที่มีภาษาพูดและภาษาเขียนเปนของตนเองนอกจากนี้แลวยัง มี

ww

ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมเปนของตนเองซึ่งไดรับการถายถอดจากบรรพบุรุษในอดีตในรูปแบบ
ของการเลาขานกันมา และจากประสบการณในการใชชีวิตประจําวัน สําหรับการจดบันทึกประวัติศาสตรหรือ
สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตนั้น ชนปกาเกอะญอใชตัวอักษรตระกูลเดียวกับตัวหนังสือพมา โดยเรียกตัวหนังสือประเภท
นี้วา “ลิ วา” สวนในประเทศไทยมีมิสชันนารีชาว
ผรั่งเศสไดพัฒนารูปแบบภาษาเขียนจากตัวอักษรโรมันประเภทนี้เรียกวา “ลิ โร เหม” [33]
2. การแตงกาย

ชนปกาเกอะญอ ในแตละกลุมจะมีเครื่องแตงกายที่เปนลักษณะเฉพาะตัวในดานสีสัน แตรูปแบบ
ลักษณะการแตงกายจะเหมือนกันคือผูชายจะนิยมใสเสื้อทอสีแดงเรียกวา “เช กอ” ใสกางเกงขาทรงกระบอก
สวนผูหญิงที่เปนโสดจะใสเสื้อทอทรงกระบอกสีขาวเรียกวา “เช วา”
ชนปกาเกอะญอทางฝงพมาจะมีหลากสีมากกวา จะมีทั้งสีขาวและสีแดง สวนผูหญิงที่แตงงานแลวจะใสผาซิ่น
ทอใสเสื้อทอสีดําหรือสีแดง ซึ่งจะใสสีที่กลมกลมกัน บนเสื้อจะมีการประดับดวย

ลูกเดือยหรือปกดวยดายหลากสีในลวดลายชนิดตาง ๆ ซึ่งแตละชนิดจะเลียนแบบจากธรรมชาติ ซึ่งมีการ
เรียกชื่อเฉพาะโดยจะใหความรูสึกและอารมณที่แตกตางกันไป[34]
3. ดนตรี

ก.

ซอ ระนาด (เสอะ เลาะ ปอกุ)

ซอ ระนาดเปนเครื่องดนตรีตั้งเดิมของชนปกาเกอะญอชนิดหนึ่ง ทําขึ้นมาเองดวยกระบอกไมไผหรือกะลา
น้ําเตา คันซอทําดวยไมไผ สายซอทําดวยใยกาบกลวย และสีทําดวยเสนผมของผูหญิงหรือหางมา ชนปกา
เกอะญอจะมีซอและขับลํานําไปดวย ผูที่เชี่ยวชาญการสีซอนั้น เสียงซอของเขาจะคลอยตามบทลํานําที่ขับเมื่อ
ไดยินแลวจะมีความไพเราะยิ่งนัก
ข.

กลองมโหระทึก (โกละ)

ค.

พิณเตหนา (เตหนา)

ib e

. or

g

โกละ เปนเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งที่มีราคาคอนขางแพง จะใชในงานประเพณีตาง ๆ เชน ประเพณีขึ้นปใหม
ประเพณีงานศพ เปนตน เมื่อตีเสียงจะกองดังทั่วหมูบาน ไมนิยมตีอยางพร่ําเพรื่อ แตจะตีในโอกาสสําคัญและ
จําเปนเทานั้น สามารถตีไดทั้งเด็กและผูใหญ หากหมูบานใดมีกลองมโหระทึกประจําอยู เชื่อกันวาหมูบานนั้น
จะมีความรมเย็นเปนสุข

il t r

เตหนา เปนเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งของชนปกาเกอะญอที่มีมาแตโบราณเชนกันมีลักษณะคลายพิณ ฐานทําดวย

w. h

ขอนไมที่แกะเปนรูกลวง คันจะมีลักษณะโคงงอเขาหาตัวเอง ระหวางฐานและคันก็จะขึงสายซึ่งมีทั้งหมด 6 เสน
แตบางคนทํา 7 เสน หรือ 9 เสนหรือ 12 เสนก็มี การดีดจะดีดรวมกับการขับลํานํา ผูที่มีความเชี่ยวชาญการดีด

ww

พิณเสียงของเขาจะมีหลากหลาย ซึ่งมีความไพเราะเปนอยางยิ่ง เตหนาสามารถเลนไดในทุกโอกาส ไมจํากัด
เฉพาะโอกาสงานประเพณีสําคัญ ๆ เทานั้น
ง.

ฆอง ฉิ่ง กลอง (โม จวะ เดอ)

ฆอง (โม) เปนเครื่องดนตรีที่ไมใชชนปกาเกอะญอทําขึ้นเอง แตรับเอามาจากพวกมอญ เพราะพวกมอญและ
ชนปกาเกอะญอเปนชนชาติที่สายเลือดใกลเคียงกันและอาศัยอยูในถิ่นแดนเดียวกัน และเคยชวยเหลือเกื้อกูล
กันมากอน
ฉิ่ง ฉาบ (จวะ) เปนเครื่องดนตรีประเภทตีกระทบกัน ฉาบหนึ่งชุดจะมีอยูสองขาง ทํามาจากทองแดงผสมเหล็ก
เปนเครื่องดนตรีที่มาจากพวกมอญเชนกัน
กลอง (เดอ) เปนเครื่องดนตรีที่ทํามาจากไมแกะเปนรูปกลวง และขึงหนังกลองดวยหนังวัว หรือแพะ เปนตน
เปนเครื่องดนตรีประเภทตี ชนปกาเกอะญอสามารถผลิตขึ้นมาดวยตนเอง มีลักษณะกลมกลวง เรียงลงไปใน
สวนหางและบานออกที่สุดปลายหาง สวนหัวจะขึงดวยหนังสัตว ซึ่งเปนสวนที่ใชตีใหมีเสียงดัง

โม จวะ เดอ ปกติจะใชเลนในวงเดียวกัน เรียกไดวาเปนเครื่องดนตรีที่ตองผสมโรงเลนดวยกันตลอดไป จะขาด
ประเภทใดประเภทหนึ่งไมได ใชเลนบางโอกาสในงานประเพณีสําคัญ ๆ เชน ประเพณีขึ้นปใหม พิธีเลี้ยงเจดีย
เปนตน แตที่นิยมเลนกันมากที่สุดคือประเพณีมงคลสมรส
จ.

แตร ป ไมทําเสียง (แกว ป สอ เฆ)

. or

g

แกว ป เปนเครื่องดนตรีประเภทเปา แกว อาจทํามาจากเขาหรืองาหรือสัตว ไม เชน งาชาง เขาควาย เขาวัว
เขาเลียงผาก็ได เชื่อกันวาแกวที่ทําดวยเขาควายแมที่ตายขณะตั้งครรภอยูนั้น เมื่อเดินเปาวนรอบไรสามรอบ
ควายจะไมลอดรั้วเขาไปกินขาวในไรเลย โดยปกติแลวจะใชเปาขณะเดินทางไปทํางานตามทองไรทองนา ใน
ฤดูเก็บเกี่ยวขาวระหวางเดือนพฤศจิกายน หากไดยินเสียงทุกคนก็จะรับรูวาถึงเวลาเก็บเกี่ยวขาวแลว ชาย
หนุมบางคนไปทํางานโดยไมมีเพื่อนรวมเดินทางก็จะเอาแกวนี่แหละเปเพื่อนทดแทน
ป เปนเครื่องดนตรีที่ทํามาจากไมไผ ใชเปาในโอกาสทั่ว ๆ ไปและทุกเพศทุกวัยสามารถเปาได ผูเชี่ยวชาญจะ
สามารถเปาไดหลายหลากเสียง เมื่อเปาปจะไมนิยมขับลํานําตามไปดวย สําหรับ
ไป และทุกเพศทุกวัยสามารถเลนได

ib e

สอ เฆ ทํามาจากไมไผเชนกัน เปนเครื่องดนตรีประเภทเปา และดีด ในเวลาเดียวกัน เลนไดในโอกาสทั่ว ๆ
ฉ. การรําดาบและหอก (ศิลปกการปองกันตัว)

ww

w. h

il t r

ศิลปะการรายรําดาบและหอกจะมีลายหลายแบบทั้งงายและยาก บางคนรายรําไดสองสามลาย แตบางคนทีเ่ กง
สามารถรายรําไดหลายลายและใชดาบถึงสามสี่เลม ลายการรายรําดาบและหอกเรียกชื่อหลายอยาง เชน ลาย
หมี ลายปองกันตน และลายฟนคูตอสู เปนตน การฝกรายรําดาบและหอกตองไปฝกกับอาจารยใหญที่มากดวย
วิชาความรูในดานนี้ ผูฝกจะตองอยูในระเบียบกฎเกณฑอยางเครงครัด และตองเสียคาฝกตามขั้นที่ผูฝกตั้งไว
ซึ่งปกติจะตั้งไวไมแพงมากนัก เพราะจะไมถือวาเปนเรื่องธุรกิจการคา แตเปนวิชาความรูที่จะตองถายทอดให
คนรุนหลังตอ ๆ ไป[35]

ระบบความเชื่อและศาสนา
ระบบความเชื่อและศาสนาของชนเผาปกาเกอะญอ มีความสัมพันธกับวิถีชีวิตและความเปนอยูของชนเผา
ชนปกาเกอญอมีความเชื่อวาพระเจาเปนผูสรางโลกและสรรพสิ่งตาง ๆ ที่อยูบนโลก จะมีเจาของปกปก ดูแล
รักษา เชน ภูเขาแตละลูก สายน้ําแตละสาย ผืนปาแตละผืน จะมีเจาของอยู ชนปกาเกอะญอจะเรียกวา “ที เกอ
จา” (เจาของน้ํา) “กอ เกอ จา” (เจาของแผนดิน/ประกาศอาณาเขต)[36]
1. ความเชื่อเกี่ยวกับการเกิดมาของมนุษย

ชนปกาเกอะญอเชื่อวาคนแตละคนจะมีวิญญาณ กอนจะเกิดมาบนโลกวิญญาณจะมีอยูกอนแลวโดยอาศัยอยู
ในโลกวิญญาณ เมื่อถึงเวลาจะเกิดมาในโลกมนุษยคน ๆ นั้นตองไปนัดหมาย

วันเวลากับ (นางพญาประจําตนโพธิ์ตนไทร) “หมื่อ ฆะ เขลอะ” วาจะมาบังเกิดแลวนะ และบอกวาจะมาอาศัย
อยูบนโลกนานเทาใด นางพญาตนโพธิ์ตนไทรบันทึก เมื่อนัดหมายกันแลววิญญาณจะมาอยูกับฝายชายกอน
เปนเวลา 3 เดือน จากนั้นก็ไปอยูกับฝายหญิง (ผูใหกําเนิดหรือพอแม)
อีกสามเดือน ระหวางเวลานี้จะแสดงออกมาโดยวิญญาณเขาฝนผูใหกําเนิดฝายหญิงหรือฝายชายหรือทั้งสอง
ฝายฝนวาไดมาซึ่งสิ่งของเหลานี้เชน แหวน มีด เงิน เปนตน จากนั้นฝายหญิงก็จะเริ่มตั้งครรภ

w. h

2. โลกมนุษย (ปกา ซู โค โพ)

il t r

ib e

. or

g

ชวงเวลาที่แมตั้งครรภจะตองงดอาหารหลายประเภทที่จะเปนอันตรายตอทารกในครรภ เชน สัตวถูกยิงดวย
ปนหรือลูกดอกเคลือบยาพิษ พืชผักมียาง สัตวปาบางชนิดไดแก ลิง หมี ดวยเกรงวาหากกินแลวทารกที่เกิดจะ
มีบุคคลิกและรูปรางหนาตาคลายกับสัตวเหลานี้ สําหรับพอก็มีขอหามดวยเชนกัน เชน หามหามศพ หามไกล
เกลี่ยคดีความ หามขึ้นตนไม หามทะเลาะวิวาทกับคนอื่น หามดุดาภรรยา เมื่อถึงเวลาคลอดก็จะไปเรียกหมอ
ตําแยมาชวยทําคลอด
เมื่อทารกเกิดแลวจะนําดายสีดําผูกสายรกสองชวง ชวงแรกผูกหางจากทองเด็กราวหนึ่งนิ้ว ชวงที่สองหางจาก
ทองเด็กราวสามนิ้ว จากนั้น ก็จะตัดสายรกทิ้ง ดวยเปลือกไมไ ผดิบ จะไมตัดสายรกดวยโลหะเพื่อปองกัน
บาดทะยัก จะนําทารกลางคราบเลือดและน้ําคร่ําออก แลวนํากลับไปใหแมซึ่งนอนพักอยูที่เตาไฟเพื่อใหทารก
ดูดน้ํานม แมจะพักอยูไฟนานประมาณหนึ่งเดือน ชวงเวลาที่ทารกดูดนมอยูแมจะตองงดอาหารหลายอยางที่จะ
แสลงทองของทารก[37]
คําวาโลกมนุษยหรือปกา ซู โค โพ หมายถึงมนุษยที่อยูบนโลกที่ประกอบดวยวิญญาณและรางกายซึ่งสามารถ

ww

พบเห็นกันเหมือนทุกวันนี้[38]
3. โลกวิญญาณ ( ปลือ ปู)

ปลือ ปู หรือโลกวิญญาณ (ยมโลก) ก็คือสถานที่อันเปนที่อยูอาศัยของเหลาวิญญาณที่หลุดออกจากรางกาย
ของผูตายแลว เปนสถานที่วิญญาณรอคอยวาตนเองจะขึ้นสูสวรรคหรือลงนรกตอไป[39]
4. วิญญาณบรรพบุรุษ (ซิโค หมื่อฆา)

ชนปกาเกอะญอเชื่อวาบรรพบุรุษที่ลวงลับไปแลว วิญญาณของพวกทานเหลานี้ที่ยังมีความเปนหวงเปนใยและ
คอยคุมครองปองกันภัยแกลูกหลานอยู ดังนั้นเมื่อเจ็บไขไดปวยลูกหลานที่อยูบนโลกมนุษยจะทําพิธีบกะและ
เรียกวิญญาณบรรพบุรษมารวมพิธีและรับประทานอาหาร ทั้งนี้เพื่อขอพวกทานมาชวยเยียวยารักษาใหพวก
เขาหายจากโรค[40]
5. เปรต (นาจิ๊ นา จิ๊ เทาะ)

คือดวงวิญญาณของหนุมสาวที่เสียชีวิตกอนโดยที่ยังไมแตง งาน หรือคนเฒาคนแกที่พลาดหวัง จากการ

แตงงาน เนือ่ งจากพวกเขาไมมีลูกหลานอยูบนโลก ทําใหพวกเขาไมไดกินขาวปลาอาหารและไมไดกินดีอยูดี
ซึ่งมีสภาวะที่ตรงกันขามกับวิญญาณบรรพบุรุษที่ลูกหลานจะทําพิธีบกะและเรียกทานมารับประทานอาหารอยู
เสมอ ดวยเหตุนี้นาจิ๊ซินาจิ๊เทาะจึงใชอํานาจชั่วของตนไปรบเรารบกวนและบีบบังคับเหลาวิญญาณบรรพรุรุษ
ใหกลับไปหาลูกหลานของตน ดวยความจําใจยอมวิญญาณบรรพบุรุษก็กลับไปหาและหยอกลอลูกหลานของ
ตน การกระทําเชนนี้ทําใหลูกหลาน
ลมปวยลง โดยลูกหลานเชื่อวาการลมปวยลง การลมปวยมีสาเหตุมาจากวิญญาณบรรพบุรุษกลับมาหาเพื่อขอ
อาหาร ลูกหลานจึงทําพิธี “บกะ” เรียกวิญญาณบรรพบุรุษมารวมรับประทานอาหาร เมื่อรับประทานเสร็จแลวก็
นําอาหารสวนหนึ่งกลับไปใหนาจิ๊ซินาจิ๊เทาะดวย ฝายลูกหลานเมื่อเสร็จพิธีอาการปวยก็หายจากไป[41]
6. สวรรค (ดู เตอะ วอ)

ดูเตอะวอหรือสวรรคเปนสถานที่เปยมดวยความสงบสุขอยางสมบูร ณใ นโลกวิญ ญาณ ผูที่อยูบนโลกและ

. or

g

ประกอบแตคุณงามความดีเมื่อเสียชีวิตแลววิญญาณของพวกเขาก็จะกลับไปอยู ณ สวรรคแหงนี[้ 42]
7. นรก (ดู ลอ หรา)

il t r

ชั่วนิรันดร[43]

ib e

ดูลอหราหรือนรกหมายถึงสถานแหงการทนทุกขทรมาน บุคคลใด ๆ ที่ประกอบความ
ชั่วชาขณะที่มีชีวิตอยูบนโลก เมื่อเสียชีวิตลงดวงวิญญาณก็ออกจากรางกายแลวก็จะกลับไปอยูในนรกนี้ตลอด

ww

w. h

ชนปกาเกอะญอเปน ชนกลุมนอยที่อยูต ามปาเขาเปน สวนใหญ วิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรมจึง มีความ
เกี่ยวของกับธรรมชาติอยางแยกจากกันไมออก ดวยเหตุนี้การแสดงออกทางพิธีกรรมตาง ๆ ของชนปกา
เกอะญอจะแสดงความเคารพ ใหเกียรติ อนุรักษธรรมชาติ สิ่งแวดลอมเปนหลัก
วิถีชีวิตจึงตองพึ่งพาอาศัยธรรมชาติในการดํารงชีวิต จึงตองเขาใจธรรมชาติ และที่สําคัญตองดํารงชีวิตอยางรู
คุณคาและใหความสําคัญกับธรรมชาติ หากขาดธรรมชาติแลวชีวิตของ
ชนปกาเกอะญอก็ไมอาจดํารงอยูตอไปไดอยางที่เคยเปนอยู การแสดงออกซึ่งความเชื่อ ความศรัทธา ความรัก
ความเปนหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ จึงอยูในวิถีชีวิตทุกกระบวนการการดํารงชีวิตของชน
ปกาเกอะญอดวยเหตุตามขางตน

การแตงงาน (ดึ เทาะ โค เบล)
การแตงงานถือวาเปนสิ่งที่มนุษยเรานั้นไดปฏิบัติกันมาชานาน ไมวาจะเปนรูปแบบใด และเชนเดียวกัน
สําหรับปกาเกอะญอก็มี และเปนเชนไรนั้นลองมาดูกันนะครับ..

ww

w. h

il t r

ib e

. or

g

การแตงงาน (ดึ เทาะ โค เบล)
เรื่องราวของการสูขอจะเปนดังนี้ เมื่อเปนที่รับรูแลววาชายหญิงชอบพอกัน พอแมและญาติพี่นอง (ญาติ
ผูใหญ) ของฝายหญิงก็จะสงคนไปหาฝายชายเพื่อสอบถามใหแนใจวาฝายชายรักและยินดีที่จะแตงงานกับฝาย
หญิงจริง ๆ หรือไม หากฝายชายรักชอบพอและยินยอมที่จะแตงงานกับฝายหญิงก็จะมีการนัดหมายวันเวลา
ทําพิธีแตงงานกันในเวลานั้น (ประเพณีปกาเกอะญอฝายหญิงจะไปสูขอฝายชาย)
การหมั้น (เตอะ โหล) เมื่อฝายชายตกลงปลงใจวาจะแตงงานกับหญิงและนัดหมายวันเวลาแตงงานที่
แนนอนแลวฝายชายก็สงเถาแกไปทําพิธีหมั้นหมายฝายหญิงกอนวันแตงงาน ในพิธีฝายหญิงจะฆาไกหนึ่งคู
ทําอาหารเพื่อเลี้ยงรับเถาแกฝายชาย วันรุงขึ้นก็จะนัดหมายวันเวลาที่ฝายชายและเพื่อน ๆ จะมาหาฝายหญิง
เพื่อทําพิธีแตงงานตอไป
หมูแรกทําพิธี (เทาะเตาะ) เทาะเตาะคือหมูตัวแรกที่ฆาในพิธีแตงงาน เนื้อหมูตัวนี้จะเอาไวเปนเครื่องบูชา
เพื่อขอเทพยดามาอวยพรเจาบาวเจาสาวและผูมารวมงานทุกคน เมื่อถึงเวลาออกเดินทางไปสูหมูบาน
เจาสาว เถาแกฝายเจาบาวและเพื่อนเจาบาวจะลงไปอยูพรอมกันที่พิงพักหนาบานที่สรางไวชั่วคราว เถาแก
จะทําพิธีรินหัวเหลาและอธิษฐานขอพร เสร็จพิธีก็จะออกเดินทางโดยมีเจาบาวและเพื่อน ๆ รวมเดินทางอยาง
พรอมเพรียงกัน
เมื่อเดินทางมาถึงบานเจาสาว เถาแกฝายเจาสาวและเพื่อนบานก็จะคอยตอนรับโดยจะไปพักที่เพิงพัก
ชั่วคราวหนาบานเพื่อทําพิธีดื่มหัวเหลา (เดะ ซิ โข) เสร็จพิธีดื่มหัวเหลาก็จะขึ้นไปสูบานเจาสาว เพื่อพักผอน
และมีการเลี้ยงสังสรรคกัน ดื่มเหลาพรอมกับขับลํานําโตตอบกันระหวางกลุมเถาแก เพื่อนเจาบาวที่เปนคนตาง
ถิ่นและกลุมเถาแก เพื่อนเจาสาวที่เปนคนในถิ่น เวลาเดียวกันนี้ญาติพี่นองเจาสาวก็จะฆาหมูทําอาหารสําหรับ
เลี้ยงแขกที่มางาน เมื่อทําอาหารเสร็จแลวเขาก็จะใหเถาแกทั้งฝายเจาบาวและะเจาสาวทําพิธีถวายขาวแด
เทพยดาเพื่อขอพร จากนั้นก็เรียกแขกทุกคนโดยเฉพาะอยางยิ่งเพื่อนเจาบาวที่มาจากแดนไกลมารับประทาน
อาหาร เสร็จแลวก็จะเปนเวลาสวนตัวของแตละคนที่จะพักผอนนอนหลับหรือเยี่ยมเยียนเพื่อนบานอื่น ๆ และ
ขับลํานําโตตอบกัน ซึ่งบางคนบางหมูบานก็จะเที่ยวขับลํานําตลอดทั้งคืน
ไกเริ่มตนพิธีบกะ (ชอเกาะเก) ชวงหนึ่งของพิธีแตงงานจะมีการฆาไก 2 ตัวตมใหสุกโดยไมปรุงอะไรลงไป
ทั้งสิ้น ผูเฒาผูแกจะเลือกเด็กหญิงและเด็กชายฝายละคน โดยที่เด็กทั้งสองคนตองเปนเด็กที่มีครอบครัวครบ
สมบูรณคือทั้งพอและแมยังมีชีวิตอยู เด็กทั้งสองคนนี้จะมีหนาที่จัดคําขาวและเนื้อไก 2 ตัวนั้นแลวมอบให
เจาบาวและเจาสาวรับประทาน โดยเด็กหญิงจะจัดใหเจาสาวและเด็กชายจะจัดใหเจาบาว ฝายเจาบาวและ
เจาสาวก็จะใหสรอยลูกปดหนึ่งสายและเงินหนึ่งบาทแกเด็กหญิงและชายตามลําดับ เปนการตอบแทนน้ําใจ
ที่มาชวยเหลือ
ขันหมาก (เกอะเนอ) ชนปกาเกอะญอมีวัฒนธรรมขันหมากเปนของผูหญิงหรือผูหญิงมีขันหมาก ฝายชายจะ
เปนฝายนําขันหมากมาให ขันหมากของชนปกาเกอะญอประกอบดวยผาซิ่นทอ 1 ผืน เสื้อทอผูชาย 1 ตัวผา
โพกศีรษะ 1 ผืน เสียม 1 ดาม เสื้อแมบาน (เช โหม ซู) 1 ตัว และเกลือ 1 หอ แตผูหญิงบางคนอาจจะมี
ขันหมากมากกวานี้ก็ได ในวันที่เจาบาวและเพื่อน ๆ เดินทางมาที่บานเจาสาวนั้น จะมีแมบานคนหนึ่งถือ
ขันหมากมาดวย แมบานคนนี้ตองเปนแมบานที่มีครอบครัวที่สมบูรณคือสามียังมีชีวิตอยู วันรุงขึ้นก็จะมีการทํา
พิธีขอขันหมาก การทําพิธีจะทําโดยเถาแกฝายหญิงและฝายชาย ฝายหญิงจะเปนผูขอ สวนฝายชายจะเปน

ww

w. h

il t r

ib e

. or

g

ผูให โดยที่การขอจะตองขอดวยการขับลํานําโตตอบกันทั้งสิ้น การทําพิธีขอขันหมากใชเวลามาก เพราะตอง
ขับลํานําผานขั้นตอนและมีลีลาของการออยอิ่ง เบี่ยงบายเปนพิธี
ไกขอพรระหวางเดินทางกลับ (ชอโจลอ) การเดินทางกลับของเถาแกและเพื่อนเจาบาว ฝายหญิงจะฆาไก 2
ตัวตมใหสุกแลวหอใหเพื่อนเจาบาวนํากลับไปดวยเพื่อเปนอาหารระหวางเดินทาง เมื่อถึงเวลาอาหารกอน
รับประทานเถาแกจะทําพิธีถวายหัวอาหารแดเทพยดาเพื่ออวยพระผูรวมเดินทางใหไดรับความปลอดภัยจาก
ภยันตรายทั้งหลายและกลับถึงบานดวยความสวัสดิภาพ พอกลับถึงบานแลวทุกคนก็จะมารวมกันที่เพิงพัก
หนาบานเจาบาวกอนที่จะแยกยายกันกลับบานของตน และที่เพิงพักนี้เถาแกก็จะทําพิธีดมื่ หัวเหลาอีกครั้งหนึ่ง
เปนครั้งสุดทาย วันรุงขึ้นวันหนึ่งเพื่อนบานทุกคนจะหยุดงาน ซึ่งถือเปนขอหาม เรียกขอหามนี้วา “ดึ เทาะ โค
เบล” แปลวา “ขอหามหัวหมู

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful