You are on page 1of 40

สํานักคิดหลังอาณานิคม (Postcolonialism

)
กับการศึกษาประวัติศาสตร
โดย สลิสา ยุกตะนันทน
M.A. Social and Political Thought,
The University of Warwick

อาณานิคม (Colonial) คืออะไร?
“การตั้งถิ่นฐานในดินแดนใหม...โดยประชากร
ยายถิ่นไปยังอาณาบริเวณใหม และกอตั้งคุมชน
ใหมขึ้นมา โดยที่ชุมชนใหมแหงนี้ยังคงมีความ
เชื่อมโยงอยูกับอาณาจักรหรือประเทศดั้งเดิม
ของพวกเขา โดยเมื่ อ มี ก ารก อ ตั้ ง ชุ ม ชนขึ้ น
มาแล ว ประชากรกลุ ม นี้ ยั ง มี ก ารเชื่ อ มต อ
เชื่อมโยงกับถิ่นฐานเดิมและประชากรรุนตอๆ
มาในถิ่นฐานเดิมอยางเหนียวแนน ตราบเทาที่
พวกเขายังคงรักษาความสัมพันธกับอาณาจักร
หรือรัฐเดิมของพวกเขาเอาไว”
- Oxford English Dictionary -

ลักษณะสําคัญของอาณานิคม
• การขยายอํานาจการปกครองของชาติ
(nation) ออกไปยังดินแดนอื่นที่
นอกเหนืออาณาบริเวณของตนเอง
• การลงหลักปกฐานและการปกครอง
ดินแดนและประชากรของดินแดนนั้นๆ
โดยกลุมคนจากชาติอื่น
• อาณานิคม คือ กระบวนการที่อํานาจ
อธิปไตยเหนือดินแดนตกเปนของชาติ
อื่น

• โครงสรางทางสังคม, การปกครอง
และเศรษฐกิจถูกเปลี่ยนโดยเจา
อาณานิคม
• ยุคอาณานิคม (Colonialism) มัก
หมายถึง ชวงระหวางศตวรรษที่
15-20 ที่ชาติยุโรปยึดครองดินแดน
ในทวีปตางๆ ทั่วโลก
• อาณานิคม คือ ความสัมพันธที่คน
พื้นเมืองดั้งเดิมซึ่งเปนคนสวนมาก
ถูกปกครองโดยเจาอาณานิคมผูมา
รุกราน

• การตัดสินใจตางๆ ที่กระทบตอชีวิต ของชนพื้นเมืองดั้งเดิม อยูในมือของ เจาอาณานิคม ซึ่งการตัดสินใจนั้น กอใหเกิด “ผลประโยชน” ซึ่งถูก นิยามเองโดยเจาอาณานิคม • ปฏิเสธวัฒนธรรมทองถิ่นดั้งเดิม เพราะเจาอาณานิคมเชื่อวาวัฒนธรรม ตะวันตกของตนนั้นสูงสงกวา ดังนั้น พวกเขาจึงมีสิทธิโดยชอบธรรมในการ ปกครอง .

แผนที่โลกอาณานิคมในป ค. 1914 .ศ.

เอเชีย และทวีปอเมริกา ของชาวยุโรปตั้งแตศตวรรษที่ 15 เปนตนมา ซึ่งกอใหเกิดกระบวนการทําใหเปนสมัยใหม (modernization). อาณานิคมยุคกอนทุนนิยม (pre-capitalist colonialism): เชน การลาอาณานิคมใน สงครามครูเซด ชวงศตวรรษที่ 2.ประเภทของอาณานิคม 1. การบุกรุก ตะวันออกกลางโดยเจงกิสขาน. ระบบทุนนิยม (capitalism) . อาณานิคมสมัยใหม (modern colonialism): การรุกรานแอฟริกา. การสรางชาติ (nationalization). อาณานิคม โดยจีน 2.

ความแตกตางระหวาง อาณานิคมทั้ง 2 ประเภท อาณานิคมสมัยใหมไมเพียงแตเขาไปยึด ครองทรัพยากรและความมั่งคั่งจากดินแดน อาณานิคมเทานั้น เจาอาณานิคมไดเปลี่ยนแปลงโครงสรางทาง เศรษฐกิจของอาณานิคม โดยดึงใหอาณา นิคมเหลานั้นตองมีความสัมพันธทาง เศรษฐกิจในเชิงพึ่งพา ดังนั้น ในอาณานิคม สมัยใหมจึงเต็มไปดวยการเคลื่อนยายทั้ง ทรัพยากรธรรมชาติ. คน และสินคา ระหวางอาณานิคม-เจาอาณานิคม .

ขออางในการเขาปกครอง • ชนพื้นเมืองเดิมเปนคนปาเถื่อนทีจ่ ําเปนตองไดรับ การศึกษาและการปรับพฤติกรรม • วัฒนธรรมของชนพื้นเมืองเดิมต่ําตอยกวา วัฒนธรรมของเจาอาณานิคม • ชนพื้นเมืองเดิมไมสามารถปกครองตนเองได จึง เปนพันธกิจของชาวยุโรปในการใชสติปญญาและ ความเชี่ยวชาญในการปกครองคนเหลานี้ • ความเชื่อทางศาสนาของชนพื้นเมืองดั้งเดิม เทียบ ไมไดเลยกับศาสนาทีส่ งู สงของชาวยุโรป • หากปลอยใหชนพื้นเมืองปกครองตนเองแลว จะ เกิดภัยอันตรายตอพวกเขาเอง และตออารยธรรม ยุโรป .

สงครามโลกครั้งที่ 2. ชาติ ตะวันตก และภาพ stereotype อื่นๆ • การถือกําเนิดของชนชั้นนายทุนในอาณา นิคม • การกําเนิดสังคมทีเ่ ต็มไปดวยความขัดแยง และการสวามิภักดิ์ตอผูเ หนือกวาที่ หลากหลายแตกตางกัน .ผลของอาณานิคม • การทําลายวัฒนธรรมของชนพื้นเมือง • ปญหาอัตลักษณของชนพื้นเมือง • เกิดปฏิกิรยิ า (reaction) โดยการปฏิเสธ ทุกอยางที่เปนตะวันตกของขบวนการ ตอตานอาณานิคม • การแบงโลกเปนลําดับ เชน สงครามโลก ครั้งที่ 1.

ที่สําคัญทีส่ ดุ คือ อาณานิคมทําใหชน พื้นเมืองดั้งเดิมมองเห็นชีวิตและโลกใน แงมุมใหมๆ เชน แนวคิดแบบตะวันตก และความเจริญกาวหนา เพราะอาณา นิคมทําใหเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม และเศรษฐกิจสมัยใหม รวมไปถึง วัฒนธรรมที่กาวหนามาสูพวกเขา .

อาณานิคมใหม (neo-colonialism) / จักรวรรดินิยมใหม (neo-imperialism) คืออะไร? จักรวรรดินิยมใหม คือ รูปแบบสูงสุดของทุน นิยม จักรวรรดินิยมใหม จะมุงเนนการเขาไปควบคุม ตลาดและสรางอาณานิคมทางเศรษฐกิจ โดยไม จําเปนตองแตะตองระบบการเมือง หรือเขาไป ปกครองโดยตรงอีกตอไป .

หลังอาณานิคม (Postcolonialism) คืออะไร? .

ขอถกเถียง หลังอาณานิคม (postcolonialism) = “ภายหลัง” (aftermath) จากยุค อาณานิคม??? แลวถาอาณานิคมยังไมสิ้นสุด แมไดรับ เอกราชแลว แตยังตกเปนอาณานิคม ทางเศรษฐกิจ ภายใตลัทธิจักรวรรดิ นิยมใหมละ??? .

ขบวนการตอตานอาณานิคม (anti-colonial movement) สะทอนผลประโยชนทงั้ หมด ของกลุมคนในดินแดนจริง หรือไม??? รัฐชาติสมัยใหม (nationstate) ยังคงรับเอามรดกตก ทอดจากยุคอาณานิคม เชน โครงสรางสังคม มาใชในการ ปกครองตอไปหรือไม??? .

สํานักคิดหลังอาณานิคม ศึกษาอะไร? • สํานักคิดอาณานิคมมุงตั้งคําถามกับ “Narrative” เพราะเชื่อวา Narrative มี ความหลากหลาย อันเกิดจากการปะทะ สังสรรคระหวางปจเจกบุคคลทีแ่ ตกตาง หลากหลาย-การครอบงําทางวัฒนธรรม ของเจาอาณานิคม • แทนที่จะศึกษาสถาบันทางการเมือง สํานักคิดหลังอาณานิคมมุงเนนปจเจก บุคคลที่แตกตางหลากหลายแทน .

• สํานักคิดหลังอาณานิคมไมไดศึกษา “กอน อาณานิคม” หรือสิ่งที่ถูกทําลายโดยอาณา นิคม เพราะเชื่อวาสิ่งเหลานั้นคือภาพฝน หวานของอดีตกาลที่ไมเคยมีจริง แตถูก สรางขึ้นโดยวาทกรรมอาณานิคม • สํานักคิดหลังอาณานิคมตองการบอกวาทั้ง “ศูนยกลาง” (metropolis) และ “อาณา นิคม” ไดถูกเปลี่ยนแปลงอยางถึงรากถึง โคนจากกระบวนการอาณานิคม • สภาวะหลังอาณานิคมมีความแตกตาง หลากหลาย ขึ้นอยูกับบริบทของเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และประวัติศาสตรของ แตละทองถิ่น .

ปรัชญา. วรรณคดีศึกษา ลวนแลวแตเปนเครื่องมือ ของชาวตะวันตกในการปกครองชาว ตะวันออก . ประวัติศาสตร.วาทกรรมอาณานิคม (Colonial Discourse) • เอ็ดวารด ซาอิด (1978) เสนอวา “ความรู เกี่ยวกับโลกตะวันออก (the Orient) ถูก ประกอบสรางโดยชาวตะวันตก และถูก นํามาใชในการปกครองชาวตะวันออก” • ภาษาศาสตร. มานุษยวิทยา. โบราณคดี.

• ชาวยุโรปไมไดตองการ “โกหก” เกี่ยวกับ “ความเปนอื่น” แตชาว ยุโรปมอง “ความเปนอื่น” จาก “อคติ” ของชาวยุโรป • ยุโรปจึงศึกษา “ความเปนอื่น” เพื่อ มองหาความแตกตางระหวาง “พวกเขา” และ “พวกเรา” ดังนั้น ยิ่งศึกษามากขึ้น ความแตกตาง ระหวาง “พวกเขา”/ “พวกเรา” ก็ ยิ่งเพิ่มมากยิ่งขึ้น • ยุโรปจึงไมเคยศึกษา “ความเปน อื่น” อยางเปนกลาง .

การทําใหเปนอื่น (ทั้งที่ มองเห็นและมองไมเห็น). วรรณกรรม และวัฒนธรรมจน กลายเปน “โครงสรางจิตใจ” (structure of mind) ที่พบเห็นได ทั่วไปในงานวรรณคดี. ศิลปะ.การวิเคราะหวาทกรรม (Discourse Analysis) วิเคราะหความสัมพันธระหวางการ ครอบงํา. ขอเขียน ทางวิทยาศาสตร และการเมือง ซึ่งสราง คูตรงขามระหวาง “พวกเขา”/ “พวก เรา” ขึ้นมา . แนวคิด. สถาบัน ซึ่งสะทอนผานปฏิบัติการของ ภาษา.

พวกเรา/พวกเขา - ยุโรป เหตุผล (Rationality) อารยธรรม (Civilization) จริยศาสตรของความขยันหมั่นเพียร ศีลธรรมทางเพศ พัฒนาและความเจริญกาวหนา เพศชาย (Masculine) - คนกลุมอื่น ไรเหตุผล (Irrationality) ไรอารยธรรม (Savage/Barbarian) ขี้เกียจ ไมสามารถควบคุมอารมณทางเพศได หยุดนิ่ง เพศหญิง (Feminine) .

การสร้างภาพแทนความเป็ นอื่น ชนพื้นเมือง ชาวฮินดู (อินเดีย) ซูลู เติร์ก โลกใหม่ คนดํา ผู้ออ่ นโยน นักรบ คนเถื่อน มนุษย์กินคน นักข่มขืน ภาพแทน .

15) สัตวประหลาดใน Othello ของเชคสเปยร .อาณานิคมและวรรณคดี: จาก Fact สู Fiction ชนพื้นเมืองอเมริกาในหนังสือของนัก สํารวจธีโอดอร เดอร ไบร (ศ.

วรรณคดีศึกษา (Literature Studies) • วรรณคดีเปนวัตถุในการศึกษาที่ สําคัญมาก เพราะมันเต็มไปดวยวาท กรรมอาณานิคม และวาทกรรม ตอตานอาณานิคม • วรรณคดีเปนสิ่งที่อยูตรงกลางระหวาง “ความเปนจริง” กับ “จินตนาการ” เปนพื้นที่ทอี่ ุดมการณอันหลากหลาย ซึ่งถูกสะทอนผาน “ภาษา” และ “สัญญะ” ปะทะสังสรรคกนั .

• วรรณคดี คือ การปะทะสังสรรคกนั ระหวาง “ปจเจกบุคคล”. “บริบทสังคม” และ “การละเลนทางภาษา” • วรรณคดี ไมไดดํารงอยูเพียงเพราะมัน “สนุก” แตยังเปนสวนหนึ่งของสถาบัน อื่นๆ เชน ตลาด (ผูบริโภค) และ สถาบันการศึกษา .

เรื่องยอ พรอสเพโร ดยุกแหงมิลานและมิแรนดา บุตรสาว ถูกเนรเทศมาอยูทเี่ กาะรางหลังถูกโคน อํานาจโดยนองชาย อันโตนิโอ และอลองโซ กษัตริยแหงเนเปลส เมื่อรูวาทั้งคูจะผานมาใกล เกาะที่ตนอยู พรอสเพโรและแอเรียล ภูติรับใช ก็ดลบันดาลใหเกิดพายุใหญ จนเรือของอันโตนิ โอและอลองโซแตกลอยมาติดที่เกาะ พรอสเพโรหาเรื่องแกลงอันโตนิโอและอลองโซ แตสุดทาย เขาก็ยกโทษใหกับทัง้ คู และยอมรับ การแตงงานระหวางมิแรนดาและเฟอรดินานด โอรสของอลองโซ แลวกลับไปปกครองมิลาน ตามเดิม .

พรอสเพโร อายทาสชั่วชา เกิดจากผีราย มาสมสูกับนังคนอัปรีย ออกมา (คาลิบันเขามา) คาลิบัน ขอใหน้ําคางอัปรียเหมือนที่แมขาเคย ใชขนกาปดรวงจากหนองน้ําโสโครก หยาดโดนเจาทั้งสอง ขอใหลมหรดีพัดใสเจา ใหตัวเจาพุพองทั่ว พรอสเพโร ปากดีนัก ขาจะรายมนตรใหตะคริวจับตัวเจาตรงสีขาง ซึ่งจะจึใ้ หหายใจติดขัด ดุจมีเมนทิ่มแทงตัวตลอดคืน แตละรอยรายกวามีเหล็กในฝง คาลิบนั ข้ าต้ องกินอาหารเย็น เกาะนี ้เป็ นของข้ า ไซโคแรกซ์แม่ข้ายกให้ เจ้ ามาแย่งชิงไป แต่แรกที่เจ้ ามา เจ้ าทําดีตอ่ ข้ ามาก หยิบยื่นนํ ้าพร้ อมผลเบอร์ รี่ให้ กิน สอนให้ ข้าเรี ยกก้ อนไฟดวงใหญ่ และดวงเล็กที่โชติชว่ งในวันและคืน ตอนนันข้ ้ ารักเจ้ าพาเจ้ าชมสรรพสิง่ บนเกาะ ตานํ ้าจืด บ่อนํ ้าเค็ม ที่แล้ ง แหล่งอุดม ข้ านึกสาปแช่งคนที่ทําเช่นนัน้ อาคมทังหมดของไซโคแรกซ์ ้ คางคก เต่าทอง ค้ างคาว ตกเป็ นของเจ้ า เพราะข้ ายอมสยบเป็ นทาสเจ้ า .

ทั้งที่แตแรกเปนราชาแกตัว ครั้นแลวเจากลับมาจับขาขังคอก ในศิลาแข็ง ขณะที่เจาแยงเกาะไปครอบครอง พรอสเพโร อายทาสจอมโกหก ตองใชพระเดชจากแสโบยใหเข็ด ไมใชใชพระคุณ ขาใชเจาดวยใจการุณย ทั้งๆ ที่เจาโสโครก ใหเจาอาศัยในกระทอม จวบจนเจาพยายามลบหลูเกียรติลูกขา คาลิบนั คาลิบัน โอโฮ โอโฮ อยากใหสาํ เร็จเสร็จสมนัก เจาเขามาขวางไว หาไมขาจะใหกําเนิด คาลิบันนอยบนเกาะนี้ มิแรนดา อายทาสจัญไร ปราศจากคุณความดี ทําชั่วไดทุกอยาง ขาเวทนาเจา ยอมลําบากสอนใหเจาพูด ทุกชัว่ โมงสอนให้ ร้ ูจกั สิง่ ใหม่ๆ เมื่อเจ้ ายังไม่ร้ ูจกั ว่าตนคืออะไร เอาแต่สง่ เสียงไม่เป็ นภาษา เหมือนเดียรัจฉาน ข้ าสอนความหมายในถ้ อยคํา ทําให้ เจ้ ารู้ภาษา แต่สนั ดานหยาบช้ าในกมลสันดานติดแน่น จนธรรมชาติฝ่ายดีต้องหลบลี ้ไป ฉะนัน้ เจ้ าจึงสมควรถูกกักไว้ ในศิลาก้ อนนี ้ ซึง่ ยังดีกว่าคุก เจ้ าสอนให้ ข้ารู้ภาษา ประโยชน์ที่ข้าได้ คือ ข้ ารู้วิธีจะด่าทอ ขอกาฬโรคลงกินเจ้ า ที่สอนให้ ข้ารู้ภาษา .

พรอสเพโร อายลูกนังกาลี ชะชา ไปเอาเชื้อไฟมา เร็วเขา ขอเตือนนะ ทํากิจอื่นที่ขาสั่ง ทํามายังไหลหรืออายชั่วชาติ หากเจาละเลยหรืออิดออด ขาจะทรมานเจาใหตะคริวจับ เสกใหกระดูกทุกชิ้นปวดราว ทําใหเจาแหกปาก ครางจนสัตวรายยังตัวสั่นเทาเมื่อไดยิน คาลิบัน อยา ไดโปรดเถิด (พูดปอง) ขาตองทําตามเวทมนตรของมัน ทรงอํานาจรายกาจ ใชบังคับเทพเซเทบอสที่แมขาบูชา เสกใหจอมเทพกลับเปนทาสรับใช พรอสเพโร ไป อายทาส ทําตามที่ขาสั่ง (คาลิบันออกไป) .

วรรณคดีเรื่องอืน่ ๆ .

ความโหดรายของพรอสเพอโรที่กระทําตอคาลิบัน . ความสลับซับซอน.วรรณคดีศึกษา (ตอ) • วรรณคดีไมไดสะทอนอุดมการณหลักเพียงอยางเดียว แตมันยังเต็มไปดวยความตึง เครียด. วรรณคดีจึงมีมุมมองของ วัฒนธรรมอื่น. อัตลักษณ • วรรณคดีเปนพื้นที่ของการตอรอง เปลี่ยนแปลง และการตอตานวาทกรรมหลักดวย เชน มุมมองยุโรป: มุมมองของพรอสเพอโรตอคาลิบัน คือ มุมมองของเจาอาณานิคมตอ ชนพื้นเมือง มุมมองของชนพื้นเมือง. การปะทะกันทางภาษา. วิธีมองแบบใหมๆ.

จากอาณานิคม สูขบวนการตอตานอาณานิคม : Stereotype • ระบบวรรณะในอินเดีย เปนมรดกตกทอดจากอาณานิคม ที่เขาไปถามวรรณะสูง อยางวรรณะพราหมณถึงระบบวรรณะในอินเดีย ดังนั้น อังกฤษจึงนําความเห็นของผู ไดประโยชนจากลําดับชั้นทางสังคมของสังคมดั้งเดิม มาใชในการปกครอง นํามาจด ทะเบียนและลดทอนความหลากหลายของประชากรทีแ่ ตกตางกันในแตละทองถิ่น • ภาพชาวเมารีในฐานะมนุษยกนิ คน: เดิมกัปตันคุกถามชนพื้นเมืองเดิมวา พวกเขาเปน “มนุษยกินคนหรือไม” ชนพื้นเมืองเกิดการตั้งสมมติฐานยอนกลับวา “คนอังกฤษกิน คน เพราะฆาคนพืน้ เมืองไปเยอะ” จึงตอบชาวอังกฤษกลับไปวาพวกตนก็กนิ คน เชนกัน ตอมาในยุคตอตานอาณานิคม ชาวเมารี “กินคน” ในฐานะการตอตานเจา อาณานิคมอังกฤษ (การกลับไปหาภาพอดีตอันสวยงาม ที่ไมมีจริง) .

And it is to be white.องคประธานหลังอาณานิคม (Postcolonial Subject) “The black man wants to be like the white man. For the black man there is only one destiny. and all his efforts are aimed at achieving a white existence.” -Frantz Fanon- . Long ago the black man admitted the unarguable superiority of the white man.

อัตลักษณที่คลุมเคลือและตัวตน โฮมี่ บาบา กลาววาวาทกรรมอาณานิคม ได สราง “ระบอบแหงความจริง” (regime of truth) ซึ่งแตกตางจาก “ความเปนจริง” เพราะ “ระบอบแหงความเปนจริง” ยึดโยงกับ “เรือนรางตามธรรมชาติ” ของปจเจกบุคคล ในขณะที่ในความเปนจริงแลว “จิตวิญญาณ” ของพวกเขาไมไดเปนเชนนั้น .

การระบุตัวตน (identification) • ฌาก ลาก็อง (Jacques Lacan) ไดอธิบายถึงการระบุตัวตนของทารกในระยะพัฒนา ขั้นกระจกสะทอนตัวตน (mirror-stage) วาเกิดจากการทีท่ ารกรับรูตัวตนผานการ มองภาพสะทอนในกระจก (mirror-image) หรือผานการมีปฏิสัมพันธกับผูอื่น จากนั้นก็ประกอบสรางตัวตนดวยการเลียนแบบภาพอุดมคติความเปนฉัน (ideal-I) หรือผานการลอกเลียนแบบภาพของผูอ ื่นทีเ่ ขาเห็นในกระจก .

• “ฉันเปนคนผิวขาว ฉันเกิดในยุโรป เพื่อนๆ ของฉัน ลวนเปนคนผิวขาว ในเมืองของฉันมีนิโกรอยูแค 8 คน ฉันคิดเปนภาษาฝรั่งเศส และฝรั่งเศสคือศาสนา ของฉัน คุณเขาใจหรือไมวาฉันเปนชาวยุโรป ฉันไมใช นิโกร และเพือ่ พิสจู นใหคุณดูวานิโกรจริงๆ เปนเชนไร ฉันจะพิสูจนใหคุณดูวาฉันแตกตางจากพวกเขามาก แคไหน” • “เธอคือนิโกร ฉันเหรอ? นิโกร? เธอไมเห็นเหรอวาฉัน เหมือนคนผิวขาวทุกประการ แมวาฉันจะเปนนิโกร แตนิโกรนะตัวเหม็น พวกเขาสกปรกและขีเ้ กียจ อยา พูดถึงนิโกรตอหนาฉันอีกนะ” .

ภาพฝนสลาย • ลาก็องกลาววา ในขั้นที่ 2 ของกระบวนการระบุตัวตน ปจเจกบุคคลทีร่ ับรูตัวตนผาน ภาพกระจก ตองเผชิญกับสภาวะขัดแยงเปนครั้งรแกเมื่อเขาไดเขาไปมีปฏิสัมพันธกบั บุคคลที่สาม (third person) ซึ่งทําใหเขาตระหนักรูวาโครงสรางสัญญะ (symbolic order) หรือเรือนรางตามธรรมชาติของเขาไดสรางขอจํากัด (limitation) ทําใหเขา ไมสามารถไปถึงภาพฝน (imaginary) ดังนั้น ภาพฝนหวานที่คางคาและไมอาจเปน จริงได สงผลใหความเปนตะวันตกผิวขาว กลายเปนวัตถุแหงความปรารถนาแทน .

..“ในเวลาเดียวกันฉันตองรับผิดชอบตอสีผิวของฉัน ตอ เผาพันธุ ตอบรรพบุรุษ ฉันกลายเปนวัตถุของการพินิจ พิเคราะห ฉันคนพบวาฉันเปนคนผิวดํา มี ลักษณะเฉพาะของเผาพันธุ ฉันถูกทําลายลงดวยเสียง กลองของคนปา ดวยความเปนมนุษยกินคน ดวยความ ขาดตกบกพรองทางสติปญญา ดวยเวทมนตร ดวย ขอบกพรองของเผาพันธุ ดวยเรือทาส.ในวันนัน้ ฉัน กลายเปนคนทีอ่ ยูผดิ ที่ผดิ ทางอยางสมบูรณ ฉันไม สามารถอยูบนเรือลําเดียวกันกับคนผิวขาว ผูซึ่งจองจํา ฉันอยางทารุณได ฉันกลายเปนบุคคลทีอ่ ยูหางไกลจาก ความเปนตัวตนของฉัน ฉันกลายเปนเพียงวัตถุ” .

• “สําหรับหญิงผิวสีทั้งหลายที่กําลังรอคอยชาย ผิวขาว ในวันหนึ่ง พวกเธอจะตองคนพบวาพวก เธอไมตองการกลับไป[หาชายผิวดํา]อีกแลว พวกเธอจะเผาผันรอคอยค่าํ คืนอันแสนหวาน คนรักที่แสนพิเศษ ชายผิวขาว” • “เมื่อเธอพยายามหาคําตอบวาสามีของเธอหลอ เหลาหรืออัปลักษณ เธอกลับกลาววา ทั้งหมดที่ ฉันรู คือ เขามีตาสีฟา ผมสีทอง ผิวสีออน และ นั่นแหละ คือ เหตุผลที่ฉนั รักเขา” .

ภาวะจิตเภทรวมหมู (Collective Schizophrenia) • ความสัมพันธเชิงอํานาจระหวาง อาณานิคม/เจาอาณานิคม ได ประกอบสรางปมผูเหนือกวาขึ้นใน หมูชาวยุโรป และปมผูดอยกวาใน กลุมคนผิวสี กอใหเกิดภาวะจิตเภท รวมหมูในกลุมคนผิวสี • “จูบกนนิโกรทีห่ ลอเหลาสิ มาดาม” .