You are on page 1of 5

ธรรมะเช้านี้

คุณธรรมแต่กำเนิด
(พระไพศาล วิสาโล)

“ทำอย่างไรจึงจะปลูกฝังคุณธรรมให้แก่เด็กได้ ?” เป็นคำถาม
ที่อยู่ในใจของพ่อแม่และครูบาอาจารย์จำนวนไม่น้อย คำถามนี้มีนัยยะ
ว่าคุณธรรมเป็นสิ่งที่เด็กไม่มีอยู่แต่เดิม ดังนั้นจึงต้องสร้างขึ้นมา แต่ใน
ความเป็นจริงคุณธรรมบางอย่างมีอยู่ในตัวเด็กตั้งแต่แบเบาะ หนึ่งในนั้น
คือความเอื้ออาทรหรือเมตตากรุณา
เมื่อทารกแรกเกิดเห็นหรือได้ยินทารกอีกคนร้องไห้ เขาจะ
ร้องไห้ตามเหมือนกับว่ารู้สึกเป็นทุกข์ไปด้วย (แต่มักจะไม่ร้องหากได้ยิน
เสียงร้องของตนเอง) ส่วนเด็กที่อายุ ๑๔ เดือนขึ้นไป จะไม่เพียงร้องไห้
เมื่อได้ยินอีกคนร้องเท่านั้น แต่จะพยายามเข้าไปช่วยเด็กคนนั้น เด็กยิ่ง
โต ก็จะร้องไห้น้อยลง แต่จะพยายามช่วยมากขึ้น
เคยมีการทดลองให้เด็กอายุหกเดือนกับสิบเดือนดูภาพ
เคลื่อนไหวของวงกลมวง (ภาพแอนนิเมชั่น) หนึ่งซึ่งพยายามไต่เขา บาง
ครั้งก็มีสามเหลี่ยมช่วยดันวงกลมขึ้นไปจนถึงยอด แต่บางครั้งก็มี
สี่เหลี่ยมผลักวงกลมลงมาจนถึงพื้น ตัวการ์ตูนทั้งสามล้วนมีนัยน์ตาสอง
ข้างเสมือนคน เด็กดูภาพเหล่านี้ครั้งแล้วครั้งเล่าจนเบื่อ หลังจากนั้นผู้
ทดลองก็เอาถาดมาให้เด็กเลือก ด้านหนึ่งของถาดเป็นของเล่นคล้ายตัว
สามเหลี่ยมที่ชอบช่วย อีกด้านเป็นของเล่นคล้ายตัวสี่เหลี่ยมที่ชอบแกล้ง
ปรากฏว่า เด็กสิบเดือน ๑๔ ใน ๑๖ คนเลือกตัวสามเหลี่ยม เช่นเดียวกับ
เด็กหกเดือนทั้ง ๑๒ คน การทดลองดังกล่าวชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เด็ก
นั้นเห็นว่าการช่วยเหลือเป็นสิ่งที่ดี ดังนั้นจึงชอบตัวที่ช่วยเหลือผู้อื่น
พฤติกรรมของเด็กเหล่านี้ไม่มีใครสอน แต่ล้วนแสดงออกใน
ทิศทางเดียวกัน คืออยากช่วยเหลือ และชื่นชอบการช่วยเหลือ นั้น
หมายความว่าความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่นั้นติดตัวเด็กมาตั้งแต่แรกเกิดก็ว่าได้
อย่าว่าแต่เด็กเลย แม้แต่สัตว์ก็มีคุณธรรมดังกล่าวเช่นกันโดยไม่จำเป็น
ต้องมีใครมาสอน
หนูตัวหนึ่งถูกแขวนห้อยโตงเตง มันทั้งร้องและดิ้น ทันทีที่
หนูอีกตัวเห็นภาพดังกล่าว มันเริ่มวิ่งพล่านและหาทางช่วยหนูตัวนั้น จน
พบว่าการกดคันโยกในกรงช่วยให้หนูเคราะห์ร้ายถูกหย่อนลงมาถึงพื้น
อย่างปลอดภัย
ในห้องทดลองอีกแห่งหนึ่ง ลิงหกตัวถูกฝึกให้รู้จักดึงโซ่เมื่อ
ต้องการอาหาร จู่ ๆ มันก็พบว่าถ้ามันดึงโซ่เมื่อใด ลิงอีกตัวหนึ่งจะถูกไฟ
ฟ้าช็อตและร้องด้วยความเจ็บปวด ปรากฏว่าลิงสี่ตัวเปลี่ยนไปดึงโซ่เส้น
ใหม่ ซึ่งแม้จะให้อาหารน้อยกว่า แต่ไม่ทำให้ลิงตัวนั้นเจ็บปวด ส่วนตัวที่
ห้าหยุดดึงโซ่นาน ๕ วัน ขณะที่ตัวที่หกไม่แตะโซ่นานถึง ๑๒ วัน นั่น
หมายความว่ามันยอมหิวเพื่อไม่ให้เพื่อนทุกข์ทรมาน

ตัวอย่างดังกล่าวชี้ว่าความเอื้ออาทรหรือความมีน้ำใจ มิใช่สิ่ง
ที่ต้องปลูกฝังในตัวเด็ก แต่เป็นสิ่งที่ควรส่งเสริมให้เจริญงอกงาม หรือ
อย่างน้อยก็ไม่ควรบั่นทอนให้ลดน้อยถอยลง ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
ก็คือการเลี้ยงดูในครอบครัว รวมทั้งการหล่อหลอมของสังคมนั้น บ่อย
ครั้งกลับทำตรงข้าม เช่น ส่งเสริมให้เด็กเห็นแก่ตัว ตำหนิลูกหากพบว่า
ลูกเอาปากกาให้เพื่อน หรือหยิบยื่นเงินให้เพื่อนที่ทำเงินหาย คำพูดว่า
“ช่วยเขาแล้วเราได้อะไร” เป็นคำพูดที่กัดกร่อนคุณธรรมในตัวเด็กลงไป
เรื่อย ๆ ยังไม่ต้องพูดถึงการแก่งแย่งแข่งขันในโรงเรียนหรือบนท้องถนน
รวมทั้งพฤติกรรมเอาแต่ได้ที่เห็นจากสื่อต่าง ๆ
การส่งเสริมและหล่อเลี้ยงคุณธรรมในตัวเด็ก (หรือผู้ใหญ่)
ไม่จำเป็นต้องอาศัยการเทศนาสั่งสอน เพียงแค่เปิดโอกาสให้เขาเห็น
ความดีของผู้อื่น คุณธรรมในใจเขาก็ถูกปลุกเร้าขึ้นมาทันที หลายคน
รู้สึกได้ด้วยตัวเองว่าเกิดแรงบันดาลใจอยากทำความดีเมื่อเห็นคนอื่นช่วย
เหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก หรือกล้าทำสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ว่าเห็นกับตาหรือเห็น
จากวีดีโอคลิป อันที่จริงแม้เพียงแค่ได้อ่านหรือได้ยินเรื่องราวแห่งความ
เสียสละหรือมีน้ำใจของผู้คน เราก็รู้สึกปลาบปลื้ม ประทับใจ และเป็นสุข
ซึ่งล้วนแต่กระตุ้นให้เราอยากทำความดีอย่างเขา
การได้เห็นความทุกข์ยากเดือดร้อนของเพื่อนมนุษย์ทั้งต่อหน้า
ต่อตาหรือผ่านสื่อ สามารถกระตุ้นคุณธรรมในใจเราจนเราไม่อาจนิ่งเฉย
ได้ ทั้งนี้เพราะมีบางอย่างในจิตใจของเราที่ทำให้เรารู้สึกถึงความทุกข์
ของเขา (ศาสนาเรียกสิ่งนั้นว่าเมตตากรุณา หรือความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ
ส่วนวิทยาศาสตร์อธิบายว่าเป็นเพราะเซลล์กระจกหรือ mirror nuron ใน
สมองของเรา ทำให้มีความรู้สึกร่วมกับเขา) การรับรู้ถึงความทุกข์ของ
เขาทำให้เราปรารถนาที่จะช่วยเหลือเขาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง (แต่บางครั้ง
หัวสมองกับหัวใจของเราก็ไม่ได้ไปด้วยกัน ขณะที่หัวใจรู้สึกเป็นทุกข์ที่
เห็นคนเป็นลมข้างถนน หัวสมองกลับบอกว่าถ้าช่วยเขาเราก็เสียเวลา
หรืออาจไปทำงานช้า ถ้าหัวสมองมีพลังมากกว่า ก็หาทางบ่ายเบี่ยงด้วย
การมองไปทางอื่น หรือแกล้งมองไม่เห็น หรืออ้างเหตุผลต่าง ๆ นานา
เช่น “เดินต่อไปเถอะ ใคร ๆ ก็ทำอย่างนี้ทั้งนั้น”)

วิธีหนึ่งที่มีพลังมากในการเสริมสร้างคุณธรรมก็คือ การได้รับ
ความเอื้อเฟื้อจากผู้อื่น เมื่อใดก็ตามที่มีคนทำดีกับเรา เช่น ช่วยเหลือเรา
ให้อาหารหรือของขวัญแก่เรา อดทนต่ออารมณ์ของเรา เราจะมีความ
รู้สึกอยากทำดีกับเขา รวมทั้งเกิดแรงบันดาลใจที่จะทำความดีกับผู้อื่น
อย่างเดียวกับที่เราเคยได้รับ พ่อแม่ที่ฟังลูก อดกลั้นต่อลูก ย่อมส่ง
เสริมให้ลูกรู้จักฟังพ่อแม่และผู้อื่น รวมทั้งอดกลั้นต่ออารมณ์ของคนอื่น
ด้วย คนที่เห็นแก่ตัว หากได้รับความเจือจานจากผู้อื่น คุณธรรมในใจ
ของเขาจะได้รับการเสริมแรงจนสามารถเอาชนะความเห็นแก่ตัว และรู้จัก
เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ผู้อื่นในที่สุด
คนเรายังอยากทำความดีเมื่อได้รับคำชม คำชมที่จริงใจนั้น
เป็นพลังบวก ที่สามารถดึงพลังบวกหรือความใฝ่ดีในจิตใจของอีกฝ่ายได้
เด็กเกเรหากได้รับคำชมเมื่อเขาทำดีแม้เพียงเล็กน้อย เขาจะมีกำลังใจใน
การทำความดีมากขึ้น คำชมนั้นสามารถกระตุ้นความใฝ่ดีในใจของเขาจน
เอาชนะความก้าวร้าวหยาบกระด้างได้ แต่บางครั้งจะทำเช่นนั้นได้ก็ต้อง
เปิดโอกาสให้เขาทำความดี เช่น ช่วยเหลือผู้ประสบภัย หรือบำเพ็ญ
ประโยชน์ต่อส่วนรวม อันที่จริงแค่ได้ทำความดี ความรู้สึกปีติปราโมทย์
หรือภาคภูมิใจก็เกิดขึ้นทันที ความรู้สึกเหล่านี้เป็นความสุขอย่างหนึ่งที่
กระตุ้นให้เราอยากทำความดีต่อไป
มีตัวอย่างมากมายที่ชี้ว่าการทำความดี โดยเฉพาะการช่วย
เหลือผู้อื่นนั้น เป็นผลดีต่อสุขภาพทั้งกายและใจ หลายคนหายจากโรค
หัวใจเมื่อได้เป็นจิตอาสาอย่างต่อเนื่อง จำนวนไม่น้อยคลายจากโรคซึม
เศร้าเมื่อได้ช่วยเหลือส่วนรวม หรือดูแลสัตว์ที่เจ็บป่วย (อย่าว่าแต่คน
เลย ลิงที่มีความเป็นมิตร ชอบสางขนหาเห็บให้แก่ลิงตัวอื่น มีแนวโน้มที่
จะอายุยืน เมื่อนำเลือดไปตรวจก็พบว่ามีฮอร์โมนเครียดที่ต่ำมากและมี
ภูมิต้านทานที่แข็งแรงกว่า)
ความดีและความสุขนั้นอยู่ใกล้กันมาก ถ้าอยากให้ลูกมีความ
สุข ก็ควรสนับสนุนให้เขาทำดี ด้วยการส่งเสริมคุณธรรมที่มีอยู่แล้วในใจ
เขา แต่จะเกิดผลดีอย่างแท้จริง พ่อแม่ก็ต้องส่งเสริมคุณธรรมในใจตน
ก่อน เพื่อเป็นแบบอย่างและสร้างแรงบันดาลให้แก่เขา

ที่มา : http://www.visalo.org/article/jitvivat255905.html

ประโยคทิ้งท้าย :
“ทำอย่างไรจึงจะปลูกฝังคุณธรรมให้แก่เด็กได้ ?” เป็นคำถาม
ที่อยู่ในใจของพ่อแม่และครูบาอาจารย์จำนวนไม่น้อย คำถามนี้มีนัยยะ
ว่าคุณธรรมเป็นสิ่งที่เด็กไม่มีอยู่แต่เดิม ดังนั้นจึงต้องสร้างขึ้นมา แต่ใน
ความเป็นจริงคุณธรรมบางอย่างมีอยู่ในตัวเด็กตั้งแต่แบเบาะ หนึ่งใน
นั้นคือความเอื้ออาทรหรือเมตตากรุณา
วิธีหนึ่งที่มีพลังมากในการเสริมสร้างคุณธรรมก็คือ การได้รับ
ความเอื้อเฟื้อจากผู้อื่น เมื่อใดก็ตามที่มีคนทำดีกับเรา เช่น ช่วยเหลือเรา
ให้อาหารหรือของขวัญแก่เรา อดทนต่ออารมณ์ของเรา เราจะมีความ
รู้สึกอยากทำดีกับเขา รวมทั้งเกิดแรงบันดาลใจที่จะทำความดีกับผู้อื่น
อย่างเดียวกับที่เราเคยได้รับ
ความดีและความสุขนั้นอยู่ใกล้กันมาก ถ้าอยากให้ลูกมีความ
สุข ก็ควรสนับสนุนให้เขาทำดี ด้วยการส่งเสริมคุณธรรมที่มีอยู่แล้วในใจ
เขา แต่จะเกิดผลดีอย่างแท้จริง พ่อแม่ก็ต้องส่งเสริมคุณธรรมในใจตน
ก่อน เพื่อเป็นแบบอย่างและสร้างแรงบันดาลให้แก่เขา"
“พระไพศาล วิสาโล”