a day with a view 115

เรื่ อง > ทรงกลด บางยี่ขนั
ภาพ > นวลตา วงศ์เจริ ญ

The Fringer
สฤณี อาชวานันทกุล นักคิด นักเขียน นักเคลื่อน ผู้กาลังเขย่ าความคิดจนหลายคนเริ่มขยับ

สฤณี อาชวานันทกุล เป็ นผู้หญิงมหัศจรรย์ * ยากกับการให้ คาจากัดความ เพราะเธอทาอะไรมากมาย และหลากหลาย
เหลือเกิน * จุดร่วมในความหลากหลายนันคื
้ อคาว่า ‘ทุนนิยม’ เธอเชื่อมัน่ ในระบบนี ้ และพยายามบอกเล่าถึง คน เครื่ องมือ
และความคิดดีๆ จากทัว่ โลกว่า ทุนนิยมสามารถร่วมดูแลโลกใบนี ้ได้ อย่างไรบ้ าง * ในมุมหนึง่ เธอคือนักการเงินและนัก
เศรษฐศาสตร์ ผ้ เู ชี่ยวชาญเรื่ องตัวเลข อีกมุมเธอคือนักคิดที่ยืนหยัดอยูข่ ้ างคาว่า ‘เพื่อส่วนรวม’ * จะบอกว่าเธอออกแรง
เปลีย่ นโลกให้ ดีขึ ้นด้ วยระบบทุนนิยมและทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ ก็ได้ * แต่เธอคงไม่ยอมรับ เพราะเธอบอกว่า เธอไม่ได้
อยากจะเปลีย่ นโลก เธอแค่อยากเขียนหนังสือเท่านัน้ * สฤณีเป็ นนักเขียนอาชีพ หมายความว่าหาเลี ้ยงชีพด้ วยการเขียน *
เธอเขียนหนังสือมาแล้ ว 4 ปี นับผลงานได้ 20 เล่ม เขียนเอง 14 แปลอีก 6 * หนังสือที่ดงั ที่สดุ คือ วิชาสุดท้ าย (ที่
มหาวิทยาลัยไม่ได้ สอน) รวมสุนทรพจน์ของคนดังในวันปั จฉิมนิเทศ * หนังสือที่ดงั รองลงมาคือ เซ็ตความรู้เกี่ยวกับ
เศรษฐศาสตร์ และเรื่ องคนเล็กๆ ที่กาลังเปลีย่ นแปลงโลก (เซ็ตหลังนี่เป็ นหนังสือที่ทรงพลังมาก) * ตัวเลขออกหนังสือ (ดีๆ)
ปี ละ 5 เล่ม ว่าน่ากลัวแล้ ว ปริ มาณการเขียนคอลัมน์ของเธอในแต่ละเดือนน่ากลัวกว่า * ตอนนี ้เธอเขียน 8 คอลัมน์ให้ กบั
หนังสือพิมพ์ นิตยสาร และเว็บไซต์ นับรวมแล้ วประมาณเดือนละ 10 ชิ ้น * หากอยากบวกตัวเลขงานวิจยั ก็เพิ่มเข้ าไปอีก 3
* ยังไม่ต้องรี บซูฮก * สฤณียงั มีงานสอนหนังสือประจา และงานบรรยายประปราย แบบไม่ขาด * ย้ ายมาในโลกไซเบอร์ เธอ
คือผู้ก่อตังเว็
้ บไซต์ www.the-underdogs.org รวมเรื่ องราวของเกมคอมพิวเตอร์ รุ่นโบราณ ซึง่ โด่งดังในระดับโลก * เธอคือ
เจ้ าของเว็บไซต์ www.fringer.org หรื อชื่อภาษาไทยว่า ‘คนชายขอบ’ บล็อกที่รวมเรื่ องราวทุกอย่างเกี่ยวกับงานมากมาย
ของเธอ * เธอคือผู้ร่วมก่อตังเครื
้ อข่ายพลเมืองเน็ต (Thai Netizen Network) เพื่อเรี ยกร้ องสิทธิเสรี ภาพให้ กบั ประชาชน
ชาวเน็ตในเมืองไทยในมาตรฐานเดียวกับประชาคมโลก * เธอคือหนึง่ ในผู้ผลักดันให้ เกิดการใช้ สญ
ั ญาอนุญาต Creative
Commons ในประเทศไทย * และเคลือ่ นไหวในประเด็นต่างๆ ผ่านโลกไซเบอร์ * www.facebook.com/fringer และ
www.twitter.com/fringer ของเธอเคลือ่ นไหวตลอดเวลา * เธอเป็ นบรรณาธิการเว็บไซต์ Open Online
(www.onopen.com) * เป็ นเจ้ าของสานักพิมพ์ชายขอบ ที่พิมพ์เฉพาะบทกวี * เป็ นอาจารย์พเิ ศษสอนวิชาธุรกิจกับสังคม
และชุมชน ให้ กบั คณะพาณิชยศาสตร์ และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ * และเธอยังเป็ นและทาอะไรอีกหลายอย่าง
* มาดูประวัตเิ ธอกันบ้ าง * สฤณีเติบโตมาในครอบครัวที่คณ
ุ พ่อเป็ นวิศวกรโยธาระดับเจ้ าของธุรกิจ คุณแม่เป็ นนักการเงิน
ระดับผู้บริ หาร * หลังจากเรี ยนจบม.ต้ นเธอเดินทางไปเรี ยนไฮสคูลที่ Phillips Exeter Academy ที่นิวแฮมเชียร์

สหรัฐอเมริ กา เพราะหลงรักในหอดูดาวขนาดใหญ่ของโรงเรียน * เธอจบปริ ญญาตรี ด้านเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัย
ฮาร์ วาร์ ด * จบปริ ญญาโทด้ าน MBA จาก Stern School of Business มหาวิทยาลัยนิวยอร์ ก * หลังเรี ยนจบ เธอเดินทาง
ไปทางานด้ านการเงินที่ฮ่องกง 2 ปี แล้ วย้ ายมาร่วมงานกับบริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ในตาแหน่งผู้ช่วยผู้อานวยการ
ฝ่ ายวาณิชธนกิจ แล้ วเลือ่ นมาเป็ นรองผู้อานวยการ ฝ่ ายกลยุทธ์องค์กร * สฤณีก็ตดั สินใจลาออกมาเป็ นนักเขียนอาชีพ *
หลังจากนัน้ เธอก็เริ่มเขย่าสังคมด้ วยแนวคิดที่นา่ สนใจมากมาย * ขอยืนยันอีกครัง้ ว่าเธอเป็ นผู้หญิงมหัศจรรย์
คุณชอบ Facebook หรือ Twitter มากกว่ ากัน
ชอบทังสองอย่

าง มันเลือกไม่ได้ เหมือนให้ เลือกงานอดิเรกระหว่างรดน ้าต้ นไม้ กบั วิ่ง แต่ถ้าต้ องเลือกจริ งๆ คง
เลือกเฟซบุ๊ก เพราะเขาออกแบบมาให้ มนั เป็ น social network จริ งๆ ยุ้ยมี Friends ประมาณ 1,500 คน แต่เป็ นเพื่อนจริ งๆ
ประมาณ 200 คน เคยอ่านงานวิจยั ที่บอกว่า ในชีวติ นึงเรารู้จกั คนแบบที่สนิทกันจริ งๆ แค่ประมาณ 200 คน นอกนันเดี
้ ๋ยว
เราก็ลมื เฟซบุ๊กเป็ นช่องทางให้ เรารู้วา่ คนที่อา่ นหนังสือเราเป็ นใคร เป็ นคนแบบไหน อายุเท่าไหร่ แล้ วมันก็เป็ นพื ้นที่ที่ได้ คยุ
กันจริ งๆ ทวิตเตอร์ มนั เหมือนทางานอยูแ่ ล้ วแว่บไปกินน ้าที่ห้องครัว นัง่ นินทานายกัน แล้ วกลับไปทางานต่อ ตอนที่เรา
นินทากันอยู่ มีคนฝ่ ายอื่นเดินผ่านมา แล้ วมีปัญหากับนายคนเดียวกันก็มาร่วมนินทาได้ โดยไม่ต้องรู้จกั กัน แล้ วก็แยกจาก
กันไป
นอกจากใช้ อนิ เทอร์ เน็ตหาข้ อมูลเขียนหนังสือแล้ ว คุณใช้ ทาอะไรอีก
มันเป็ นสังคมรูปแบบหนึง่ ไม่ใช่แค่เครื่ องมือ เพื่อนหลายคนก็ร้ ูจกั กันในเน็ต เหมือนเป็ นบาร์ ขนาดใหญ่ให้ เราเข้ า
ไปทาความรู้จกั กับคนที่สนใจตรงกัน ตอนที่ทาเว็บ www.the-underdogs.org มีเว็บบอร์ ดให้ คนเข้ ามาคุยกัน แล้ วก็มคี นู่ ึ
งเจอกันในเว็บบอร์ ดจนกลายเป็ นแฟนกันแล้ วก็แต่งงานกัน ผู้ชายเป็ นวิศวกรชาวอิตาลี ผู้หญิงอยูท่ ี่ออสเตรเลีย ผู้ชาย
ตัดสินใจย้ ายไปอยูอ่ อสเตรเลีย แต่ออสเตรเลียมีกฎว่าจะจดทะเบียนกันได้ เมื่อมีพยานยืนยันว่า 2 คนนี ้เป็ นแฟนกันจริงๆ
เขาก็เขียนอีเมลมาบอกเราว่า ให้ เขียนจดหมายรับรองให้ หน่อย ก็เขียนไปว่า เราเป็ นเว็บมาสเตอร์ ของเว็บนี ้ ขอรับรองว่า
สองคนนี ้มาเจอกันจริ งๆ ในเว็บบอร์ ด อะไรทานองนี ้ ประทับใจมาก เลยรู้สกึ ว่าอินเทอร์ เน็ตไม่ใช่แค่เครื่ องมือแล้ ว แต่เป็ น
โลกอีกใบ
โลกเสมือนในอินเทอร์ เน็ตกาลังจะส่ งผลอะไรกับโลกจริงใบนีบ้ ้ าง
ที่ผา่ นมาอินเตอร์ เน็ตมี 2 ยุคใหญ่ ยุคแรกคือยุค 1.0 สร้ างเว็บเพจขึ ้นมาให้ เข้ าไปนัง่ อ่าน ยุคนันคนใช้

สว่ นใหญ่
เป็ นพวกบ้ าคอมพิวเตอร์ บ้ าไอที เว็บเพจส่วนใหญ่เลยเกี่ยวกับสตาร์ เทร็ ก สตาร์ วอร์ ส เพราะคนใช้ เป็ นกลุม่ นันไง
้ พอมาถึง
ยุค 2.0 ในอินเตอร์ เน็ตไม่มเี ส้ นแบ่งระหว่างสือ่ มวลชนกับประชาชนแล้ ว ทุกคนสามารถสร้ างเนื ้อหาได้ เว็บที่ได้ รับความ
นิยมก็เป็ นพวก Social Network สิง่ ที่จะเกิดขึ ้นในอนาคตหรื อยุค 3.0 ก็คือ มันจะสร้ างการเปลีย่ นแปลงในโลกจริ งได้ คือ
คนที่อยูใ่ นเน็ตชวนกันออกมาทาอะไรในโลกจริ ง เช่น มีผ้ โู ดยสารคนหนึง่ เซ็งมากทีเ่ ครื่ องบินดีเลย์นานมากแล้ วให้ เขานัง่ รอ
เฉยๆ ในเครื่ องบินหลายชัว่ โมง เลยเขียนบ่นในเว็บบอร์ ด สักพักก็มีคนมาร่วมด่าด้ วยเยอะมาก จนมีการรวมตัวกันร่าง
Passengers’ Bill of Rights ว่าสิทธิของผู้โดยสารที่สายการบินควรเคารพมีอะไรบ้ าง พอมีคนเข้ ามาร่วมเยอะขึน้ ถึงระดับ
หนึง่ นักการเมืองก็เอาสิง่ นี ้ไปเสนอให้ เป็ นกฎหมาย หลายสายการบินก็รับสิง่ ที่คนในอินเตอร์ เน็ตช่วยกันเขียนไปใช้ เป็ น
นโยบายบริ ษัท ในอนาคตเราจะใช้ อินเทอร์ เน็ตเป็ นฐานในการรวมคนออกไปทาอะไรมากขึ ้น เพราะมันเป็ นเครื่ องมือรวม
คนที่มีประสิทธิภาพที่สดุ ในการรวมคนที่มคี วามสนใจตรงกัน อย่างเว็บไซต์ www.avaaz.org ใครจะเคลือ่ นไหวเรี ยกร้ อง
อะไรก็ชวนให้ มาลงชื่อกันที่นี่ เขาระดมกันได้ เป็ นล้ านๆ คน แล้ วก็มีนกั กิจกรรมที่จะนารายชื่อเหล่านี ้ไปมอบให้ กบั คนที่

เกี่ยวข้ อง ไม่ใช่ลงชื่อเสร็ จแล้ วก็ทิ ้งไว้ ในเว็บตลอดกาล นี่คือพรมแดนของอินเทอร์ เน็ตในยุคล่าสุด ไม่ต้องพูดกันแล้ วว่าเน็ต
ดีหรื อไม่ดี เพราะมันเป็ นส่วนหนึง่ ของชีวิตประจาวันไปแล้ ว เขากาลังพูดกันว่า ทายังไงอินเตอร์ เน็ตถึงจะช่วยให้ เกิดการ
เปลีย่ นแปลง
ช่ วงนีเ้ ฟซบุ๊กมี page ที่ชวนคนลงชื่อว่ าไม่ ชอบสิ่งนัน้ สิ่งนีเ้ ยอะมาก ถ้ ามีคนลงชื่อสักล้ านคน สังคมจะได้ อะไร
จากการรวมตัวครัง้ นีบ้ ้ าง
อย่างน้ อยก็ร้ ูวา่ มีคนล้ านคนไม่ชอบสิง่ นี ้ หลังจากนันก็
้ แล้ วแต่วา่ คุณจะเอาข้ อมูลนี ้ไปทาอะไร ยุคนี ้การระดม
รายชื่อหรื อความคิดเห็นไม่ยากแล้ ว ราคาญเรื่ องอะไรก็ไปตังเพจในเฟซบุ

๊ ก แต่ถ้าคุณอยากให้ เกิดการเปลีย่ นแปลงจริ งๆ
อยากให้ รัฐบาลสนใจ หรื อสือ่ มวลชนมาทาข่าว ก็ต้องใช้ อะไรที่มากกว่าความราคาญ ต้ องมีทกั ษะในการจัดการ มีความรู้
เล็กน้ อยเรื่ องวิธีการที่จะทาให้ สอื่ สนใจ เรื่ องพวกนี ้สือ่ มืออาชีพช่วยได้ เยอะมาก เมืองนอกเราเริ่ มเห็นแล้ วว่านักข่าวหรื อ
สือ่ มวลชนกระแสหลักเริ่มหันมาใช้ โมเดลนี ้ในอินเทอร์ เน็ต แต่สอื่ ในเมืองไทยก็ติดกับโมเดลเก่า ยังคิดว่าสือ่ อินเทอร์ เน็ต
เชื่อถือไม่ได้ แล้ วก็มองว่าเป็ นคูแ่ ข่ง ซึง่ จริ งๆ ไม่ใช่คแู่ ข่ง
สมัยเรียน คุณเข้ าข่ ายนักเคลื่อนไหวตัวยงไหม
ไม่ร้ ูวา่ ใช่ไหม ก็มีไปร่วมเดินขบวนประท้ วงบ้ าง ตอนอยูไ่ ฮสคูลมีเหตุการณ์เทียนอันเหมิน เพื่อนฮ่องกงทีเ่ รี ยน
ด้ วยกันเขาค่อนข้ างเป็ นคอการเมือง เขาโกรธรัฐบาลจีนมาก ก็เขียนป้ายด่ารัฐบาลจีน เรี ยกร้ องประชาธิปไตยให้ จีน แล้ วไป
เดินขบวนที่บอสตัน ยุ้ยก็ไปช่วยเขาเขียนป้าย ไปเดินกับเขาด้ วย ช่วงก่อนจะเรียนจบมีเหตุการณ์พฤษภาทมิฬทีเ่ มืองไทย
เพื่อนคนนันก็
้ มาถามว่าให้ ชว่ ยอะไรไหม เพราะเขารู้สกึ เป็ นหนี ้บุญคุณเรา เขาถามว่า เฮ้ ย ยูไม่ไปประท้ วงทหารเหรอ ถ้ าคน
ไทยอยากไปประท้ วงที่บอสตัน เขาไปด้ วย ประมาณว่าแลกกัน (หัวเราะ) เราก็เอ่อ ไม่ได้ ขนาดนัน้ คือมันก็อยูใ่ นความสนใจ
แต่ไม่ได้ เป็ นคนริ เริ่ม
โรงเรียนไฮสคูลที่คุณไปเรียนมีวิธีการสอนต่ างจากเมืองไทยยังไง
ทุกวิชาต้ องอ่านหนังสือเยอะมาก ทุกเทอมต้ องอ่านหนังสือของเชกสเปี ยร์ ส เริ่ มจากเล่มง่ายไปเล่มยาก ให้ อา่ น
คืนละ 40-50 หน้ า พื ้นฐานภาษาอังกฤษก่อนไปก็ดมี าก แต่ยงั ตามไม่ทนั เลยต้ องนอนดึกเพราะเป็ นคนที่ถ้าไม่ร้ ูเรื่ องจะ
นอนไม่หลับ สงสัยศัพท์คาไหนก็ต้องเปิ ดดิกทันที เทอมแรกที่ไป เขาให้ อา่ นเรื่ อง Lord of the Flies จาได้ วา่ อ่านจบไป 3
บทแรก รู้สกึ ว่าเข้ าใจแล้ ว พอเข้ าไปในห้ องครูก็ถามว่า ความสาคัญของแว่นของพิกกี ้คืออะไร ในเรื่องมีตวั ละครตัวหนึง่ เป็ น
ตัวแทนเหตุผลวิทยาศาสตร์ ใส่แว่นหนาเตอะ ตอนต้ นเรื่ องมีเหตุการณ์ที่แว่นเขาตกแตก มองอะไรไม่เห็น คาถามแรกคือ
แว่นของพิกกี ้คืออะไร เราก็ไม่เข้ าใจคาถามว่าหมายความว่าอะไร เพราะเตรี ยมมาตอบแค่เกิดอะไรขึ ้นในเรื่ อง พอฟั ง
เพื่อนๆ ฝรั่งคุยกันก็ร้ ูเลยว่า มันเป็ นการอ่านอีกระดับ ไม่ใช่แค่อา่ นเอาเรื่ อง แต่เป็ นการอ่านเอาความเข้ าใจ ไม่ใช่ร้ ูแค่ ใคร
ทาอะไร แต่ต้องรู้มากกว่านัน้ ต้ องคิดตามไปเรื่ อยๆ ต้ องคอยคุยกับหนังสือ เลยได้ เรี ยนรู้วธิ ีคยุ กับหนังสือ นัน่ คือสิง่ สาคัญ
มากที่ได้ จากการเรี ยนเมืองนอก
ทาไมตอนปริญญาตรีคุณถึงเลือกเรียนหลักสูตร Liberal Arts
เด็กอย่างยุ้ยไม่ได้ คิดหรอกว่า ชีวติ คิดจะทาอะไร ถ้ าอยูเ่ มืองไทย ตอนจะเข้ ามหาวิทยาลัยก็คงรู้สกึ เหมือนถูก
บังคับให้ เลือกคณะทังๆ
้ ที่เรายังไม่มีความรู้พอทีจ่ ะเลือก หรื อยังไม่ใช่ธรรมชาติที่จะเลือก เลยเครี ยดโดยไม่จาเป็ น ถ้ า
สมมติวา่ เราเลือกคณะเกี่ยวกับศิลปะเพราะชอบวาดรูป ถ้ าเข้ าไปเรี ยนแล้ วเกลียดจะทายังไง มันก็เครี ยดขึ ้นไปอีก ต้ อง

ออกไปเอนท์ใหม่ ทุกอย่างมีข้อดีข้อเสีย สปิ ริ ตของหลักสูตร Liberal Arts มันสอดคล้ องกับธรรมชาติของวัยรุ่น แล้ วก็
สอดคล้ องกับธรรมชาติของสังคม ของโลกที่เปลีย่ นแปลงไปทุกวัน ฉะนันการศึ

กษาจะเป็ นกระป๋ องไม่ได้ ต้ องเป็ นชุดทักษะ
อะไรบางอย่าง หลักสูตรนี ้ปี แรกยังไม่ต้องเรี ยนวิชาเมเจอร์ อยากเรียนอะไรก็เรี ยนไป แต่มีการกาหนดว่าต้ องเรี ยนวิชา core
หรื อวิชาทีเ่ ชื่อว่าเป็ นหลักพื ้นฐานของมนุษย์ซงึ่ แบ่งเป็ น 4-5 สาขา เช่น ศีลธรรม ถึงคุณจะเรี ยนเมเจอร์ วิทยาศาสตร์ ก็ต้อง
เรี ยนวิชาศีลธรรม
มีบางวิชาที่ตงขึ
ั ้ ้นมาสาหรับคนทีไ่ ม่ได้ อยูใ่ นสาขานัน้ เช่น ถ้ าคุณเป็ นเด็กศิลป์เมเจอร์ ปรัชญา แต่ต้องเรี ยนวิชา
คอร์ ทางด้ านวิทยาศาสตร์ ถ้ าเลือกฟิ สกิ ส์เบื ้องต้ นอาจตายได้ ก็อาจจะเลือกวิชาแบบประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ คน
ออกแบบหลักสูตรเขาคิดมาดีแล้ ว ทุกคนจะได้ ไม่ร้ ูสกึ เครี ยดมาก และไม่เอาเปรียบเด็กเพราะไม่ใช่ทางของเด็ก
วิชาคอร์ ที่เกี่ยวกับศิลปะ ยุ้ยเลือกเรี ยนวิชา แฟรงค์ ลอยด์ ไรท์ (สถาปนิกชื่อดัง) ทังวิ
้ ชาพูดถึงแต่แฟรงค์ ลอยด์
ไรท์ ซึง่ สนุกมาก ทาให้ ร้ ูวา่ สถาปนิกคิดยังไง วิชาพวกนี ้เป็ นไฮไลท์ของหลายๆ คณะ เช่น ถ้ าคณะเศรษฐศาสตร์ อยากชักจูง
เด็กๆ ให้ มาเรี ยนเมเจอร์ กบั คณะเยอะๆ ก็จะเอาอาจารย์ที่เก่งที่สดุ มาสอนวิชาคอร์ แล้ วตังหั
้ วข้ อให้ นา่ สนใจไปเลย เช่น
Economics in Daily Life วิชาพวกนี ้เป็ นวิชาที่เด็กได้ จาแม่นมากตอนเรี ยนจบไปแล้ ว เพราะมันสนุก
ระบบ Liberal Arts มีความเชื่อว่า สมัยเรี ยนปริ ญญาตรี ไม่ใช่ชว่ งอายุที่จะคิดเรื่ องวิชาชีพ ค่อยคิดตอนจบไปแล้ ว
ถ้ าอาชีพนันต้
้ องต่อปริ ญญาโทก็คอ่ ยไปเรี ยนปริ ญญาโท ตอนนันถึ
้ งเป็ นเรื่ องของอาชีพอย่างแท้ จริง หน้ าที่ของ
มหาวิทยาลัยในระดับปริ ญญาตรี คือเปิ ดโลกให้ เด็กรู้วา่ มีวชิ าอะไร แล้ วมันเกี่ยวโยงกันยังไง พูดง่ายๆ ก็คือ ไม่ใช่คิดเรื่ อง
วิชาชีพ แต่คดิ หลักวิชาการ ให้ คดิ เรื่ องทักษะพื ้นฐาน ทักษะในการวิเคราะห์ ความเห็นอกเห็นใจเพือ่ นมนุษย์
เหมือนจะตรงข้ ามกับหลายโรงเรียนในเมืองไทยที่พยายามแยกเด็กให้ เรียนเฉพาะทางตัง้ แต่ เด็กๆ
เมืองไทยเราจับเด็กแยกส่วนตังแต่
้ เด็ก คนนี ้สายวิทย์ คนนี ้สายศิลป์ ถ้ าคุณเป็ นพวกวิทย์ก็เรี ยนแต่วทิ ย์ๆๆ จนไม่ร้ ู
ว่าความเชื่อมโยงระหว่างคุณกับสายอื่นเป็ นยังไง ไม่สนใจ คุณก็อาจจะเข้ าใจคนอื่นผิดๆ คิดว่าพวกนี ้มันติสต์ พูดไม่ร้ ูเรื่ อง
ทางานอะไรก็ไม่เป็ น ไม่ต้องสนใจมัน พวกสายศิลป์ก็บอกว่า คนอื่นเป็ นพวกบ้ าเงิน คิดหัวสีเ่ หลีย่ ม ไม่ต้องสนใจมัน เราก็
เลยอยูก่ นั คนละโลก นี่คือคาตอบว่า ทาไมเราถึงไม่มีโปรดักต์ หนังสารคดีดีๆ หรื ออะไรก็ตามที่ต้องใช้ องค์ความรู้หลายๆ
อย่างมาบูรณาการ ระบบการศึกษาของเราไม่ได้ ทาให้ เรามีพื ้นเดียวกัน
เด็กวิทย์ จะได้ อะไรจากการเรียนวิชาแฟรงค์ ลอยด์ ไรท์
มันไม่ได้ ช่วยอะไรในแง่การทามาหากินหรอก ไม่ได้ ทาให้ วาดรูปเก่งขึ ้นเลย แต่ทาให้ เราเคารพในงานของ
สถาปนิก ตรงนี ้สาคัญ เราจะทาอะไรก็ได้ แต่ต้องเข้ าว่าใจบทบาทของคนอื่นคืออะไร แล้ วทุกคนสาคัญยังไง อย่างนักธุรกิจ
ทัว่ ไปมักคิดว่า ฉันเก่ง ฉันทาทุกอย่างได้ หมด คนอื่นโง่หมด แทนที่จะมองว่า ใครมีบทบาทอะไร แล้ วก็ชว่ ยกันไป
คุณเลือกเมเจอร์ อะไร
เศรษฐศาสตร์ ทีแรกตังใจจะเมเจอร์

ดาราศาสตร์ กบั ปรัชญา คิดมาตังนานแล้

ว แต่โดนเพื่อนสนิทด่าว่า เรี ยนจบ
กลับเมืองไทยจะไปทางานอะไร ถ้ าเป็ นที่อเมริ กาคุณเรี ยนจบเมเจอร์ ปรัชญา ถ้ าได้ เกรดดีๆ ก็ทางานธนาคารได้ เพราะ
บริ ษัทเชื่อในคุณภาพของหลักสูตร คุณเรี ยนสาขาไหนมาก็ได้ เพราะเขาจะมีระบบการฝึ กอบรมที่ดมี ากเพื่อให้ ความรู้ก่อน
เข้ าทางาน แต่ภาคเอกชนเมืองไทยค่อนข้ างเอาเปรี ยบ มองว่ามหาวิทยาลัยต้ องผลิตเด็กที่มีทกั ษะเพียงพอสาหรับทางาน
ให้ เขา เรี ยนจบมาพร้ อมทางานได้ เลย ไม่ต้องอบรมอะไรกันมากมาย

มหาวิทยาลัยไม่ ได้ มหี น้ าที่ผลิตบุคลากรให้ กับหน่ วยงานต่ างๆ หรือ
ต้ องลองไปดูวา่ ตังแต่
้ อดีตถึงปั จจุบนั มีมหาวิทยาลัยไหนบ้ างเขียนว่า หน้ าที่ของเราคือผลิตคนงานให้ บริ ษัท
มหาวิทยาลัยเขายังไม่กล้ าเขียนเลย แต่ในความเป็ นจริงอาจจะทาไปแล้ ว เพราะต้ องหารายได้ จะอะไรก็แล้ วแต่ ทุกคนรู้ ว่า
หน้ าทีข่ องมหาวิทยาลัยคือผลิตบัณฑิตให้ เป็ นคนดีมคี ณ
ุ ธรรมอย่างที่ทกุ มหาวิทยาลัยเขียนไว้ ช่วงมหาวิทยาลัยควรจะให้
เด็กๆ ได้ เปิ ดโลก เตรี ยมความพร้ อมใน 4 ปี สุดท้ ายก่อนจะออกไปทาหน้ าที่จริงๆ สิง่ ที่เด็กได้ ทางอ้ อมโดยไม่ร้ ูตวั คือ วินยั
ช่วงทีเ่ รี ยนเด็กก็ดา่ อาจารย์วา่ ทาไมให้ การบ้ านเยอะ ก็เขาจงใจสอนให้ ร้ ูจกั วิธีจดั ลาดับความสาคัญ อะไรควรทาก่อน ทา
หลัง เป็ นการเรียนรู้ แต่ไม่ได้ อยูใ่ นห้ องเรี ยน เรื่ องพวกนี ้สาคัญมาก การจัดเวลา วินยั การทางานเป็ นทีม มันเป็ นทักษะของ
ชีวิตทีค่ วรจะมี แต่โรงเรี ยนดีๆ เขาไม่สอนกันตรงๆ เขาก็สอนด้ วยการให้ งาน ระหว่างทางเราก็ได้ เรียนรู้เอง ยุ้ยว่าพวกนี ้
สาคัญกว่าวิชาความรู้
ในแง่ ของความรู้ มหาวิทยาลัยควรสอนอะไร
อาจารย์ปกป้อง จันวิทย์ เคยยกตัวอย่างที่ดมี ากว่า เราควรให้ ทเี่ ปิ ดกระป๋ องกับเด็ก คือให้ เครื่ องมือไปใช้ แยกแยะ
ว่าอะไรมีเหตุผล อะไรไม่มีเหตุผล ไม่ใช่ให้ กระป๋ อง จบแล้ วเอากระป๋ องไป กระป๋ องนี ้เรี ยกว่าเศรษฐศาสตร์ เอาไปกิน
กระป๋ องนี ้เรี ยกว่าสังคมศาสตร์ ทาอย่างนี ้เราจะไม่มีทางตามทันโลก เพราะความรู้มนั เปลีย่ นตลอดเวลา อย่างวิชาการเงิน
หลังจากเกิดวิกฤตการเงิน ก็เริ่มสงสัยกันว่า สิง่ ที่เรี ยนกันมาอาจจะผิด ถ้ าอาจารย์สอนด้ วยชุดความรู้เมื่อ 20 ปี ที่แล้ ว โดย
ไม่บอกนักเรี ยนว่าชุดความรู้นี ้มีเงื่อนไขอะไรบ้ างที่ทาให้ มนั ทางานได้ นักเรี ยนก็อาจจะไม่ร้ ูวา่ ความรู้นี ้มันจะล้ าสมัย
เมื่อไหร่ เรื่ องนี ้สาคัญมาก บางทีก็เป็ นอีโก้ ของอาจารย์ที่พยายามจะบอกว่า ความรู้ทถี่ ่ายทอดอยูเ่ ป็ นสัจธรรมพันปี ถ้ าไม่
นับวิชาศาสนา วิชาที่เป็ นสัจธรรมอยูไ่ ด้ พนั ปี ไม่มีหรอก ดังนันต้
้ องอยูท่ ี่อาจารย์ด้วยว่าจะใจกว้ างแค่ไหน ตอนเรี ยนมี
อาจารย์หลายคนที่ประทับใจ เพราะเขาไม่ได้ บอกว่าสิง่ ทีเ่ ขาพูดถูกทังหมด

เวลาทีเ่ ด็กแย้ ง เขาก็บอกว่า ยูแย้ งตามตรรกะ
ของสานักชิคาโก้ ยูไปอ่านหนังสือของสานักนี ้นะ เพราะไอไม่ได้ เชื่อในสานักนี ้ เขาบอกว่าเขาไม่เห็นด้ วยกับเด็ก แต่ไม่
เป็ นไร ถ้ าสนใจในมุมนี ้ก็ไปหาอ่านเอง เพราะเขาอยูส่ านักนี ้ ไม่ได้ เชี่ยวชาญในแนวคิดของสานักอื่น อย่างน้ อยเด็กก็ร้ ูวา่ มี
แนวคิดอีกสานักนึง เดีย๋ วไปตามอ่านเองได้ อาจจะชอบมากกว่า อาจารย์ ไม่ได้ บอกว่า ยูพดู ผิด โง่ นัง่ ลง
การสอนของอาจารย์ ดูจะสาคัญไม่ แพ้ เนือ้ หา
ทัศนคติของอาจารย์สง่ ผลมากต่อเด็ก ตอนเด็กๆ ยุ้ยเกลียดประวัติศาสตร์ มาก เพราะให้ ทอ่ งอะไรบ้ าๆ บอๆ แต่
เปลีย่ นมาชอบเพราะได้ เรี ยนประวัติศาสตร์ กบั อาจารย์คนนึงที่ไฮสคูล เขาเป็ นคนที่อินมาก สอนเก่งมาก สนุกมาก เหมือน
นิยาย เช่น เขาให้ อา่ นประวัตขิ องโธมัส เจฟเฟอสันซึง่ เป็ นคนเขียนรัฐธรรมนูญอเมริกา แล้ วมาคุยกันในห้ องว่า โธมัส เจฟ
เฟอสันคิดอะไร รู้ไหมว่ามีขา่ วว่าเขานอนกับทาส เขาเป็ นคนเขียนคาประกาศอิสรภาพของอเมริกานะ คิดว่าเขาหน้ าไหว้
หลังหลอกไหม แล้ วคุณคิดว่าเขานอนกับทาสจริ งไหม อาจารย์สอนเหมือนเล่านิยายน ้าเน่าให้ ฟัง เด็กเลยสนุก เขาเอาคน
สาคัญในประวัติศาสตร์ เป็ นตัวตัง้ เล่าผ่านชีวิตคน ไม่ได้ เล่าแต่ประวัติศาสตร์ แห้ งๆ
ทาไมถึงเลือกเรียนเมเจอร์ เศรษฐศาสตร์
หลายคนเรียนเศรษฐศาสตร์ เพราะสนใจเรื่ องนโยบายต่างประเทศ การค้ าระหว่างประเทศ อัตราดอกเบี ้ย แต่ย้ ยุ
ไม่สนใจเรื่ องพวกนันเลย
้ ยุ้ยสนใจเศรษฐศาสตร์ ในเชิงที่เป็ นไมโคร (เศรษฐศาสตร์ จลุ ภาค) มากๆ เพราะมันอิงกับปรัชญา
ปรัชญาของเศรษฐศาสตร์ กระแสหลักคือ ความเชื่อที่วา่ มนุษย์เป็ นสัตว์ที่มีเหตุมีผล จากสมมติฐานนี ้นาไปสูน่ โยบาย

โมเดลต่างๆ ที่ใช้ อธิบายพฤติกรรมมนุษย์ เป็ นเศรษฐศาสตร์ ในระดับปรัชญา ระดับพฤติกรรมมนุษย์ เป็ นปรัชญาทีใ่ ช้ งาน
ได้ จริ ง
คุณทางานภาคการเงินอยู่ดีๆ ทาไมถึงหันมาเริ่มเขียนหนังสือ
ช่วงปลายปี 2548 คุณสนธิ ลิ ้มทองกุล เริ่ มจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สญ
ั จรที่สวนลุม ยุ้ยทางานที่อาคาร
สินธรทาวเวอร์ อยูใ่ กล้ ๆ ก็เดินไปฟั ง ยุ้ยไม่ใช่คนที่สนใจเรื่ องการเมืองมาก แต่เรื่ องนี ้มันเกี่ยวกับดีลทางการเงินเยอะ ก็เริ่ ม
สนใจ เลยเปิ ดบล็อกเพื่อระบายเรื่ องการเมือง เรื่ องเกี่ยวกับดีลชินคอร์ ปเพราะเริ่ มมีการตีความข้ อมูลผิดๆ มันผิดในขัน้
พื ้นฐาน ในขันข้
้ อเท็จจริ ง ในหลักกฎหมายหลักทรัพย์ เรื่ องพวกนี ้เขียนง่าย เพราะเป็ นงานที่ทาอยูแ่ ล้ ว
ตอนนัน้ ไม่ มีคนเขียนอธิบายเรื่องเหล่ านีห้ รือ ถึงต้ องลงมือเขียนเอง
ก็ไม่เห็น
เรื่องมันยากเกินไป หรือว่ า สื่อบ้ านเราทาการบ้ านน้ อยไป
มันเป็ นปั ญหาเรื่ องโลกแคบ ใครอยูใ่ นโลกใบไหนก็อยูแ่ ต่ในโลกของตัวเอง นักเขียนต่างประเทศทีช่ อบหลายคน
เคยอยูภ่ าคการเงินมาก่อน แล้ วกลายมาเป็ นนักข่าว นักเขียน การข้ ามสายจากการทาธุรกิจไปสูส่ อื่ มันง่าย อย่างโอบามาก็
เคยเป็ นเอ็นจีโอมาก่อน เขาข้ ามสายกันขนาดนันจากเอ็

นจีโอเป็ นนักการเมือง เป็ นประธานาธิ บดี ลองนึกภาพว่านายกฯ
บ้ านเราเคยทางานเอ็นจีโอมาก่อนสิ มันเป็ นไปไม่ได้ แน่ๆ เมืองไทยเราไม่คอ่ ยมีการข้ ามสายกัน โลกแต่ละโลกเลยต่างกัน
มาก มันอาจจะเป็ นความใจแคบของนักการเงินไทยด้ วยที่สนใจแต่เรื่ องของตัวเอง เวลายุ้ยไปกินข้ าวกับเพื่อนในวงการ
การเงินเขาก็จะบ่นว่า ทาไมสื่อถึงไม่เข้ าใจ ยุ้ยก็จะบอกว่า คุณก็ไปสอนเขาสิ มานัง่ บ่นแบบนี ้เขาจะรู้ได้ ยงั ไง คุณต้ องดูวา่
ระบบนักข่าวของเรามาจากไหน เรี ยนอะไรมา แล้ วคุณจบอะไรมา คุณจบเอ็มบีเอ คุณก็ต้องรู้เรื่ องอยูแ่ ล้ ว ในเมืองไทย
เวลาทีเ่ ราเห็นปั ญหาอะไรสักอย่าง เราไม่คอ่ ยมองตัวเองก่อน เราจะคิดแต่ ทาไมสือ่ ไม่ทาแบบนี ้ ทาไมรัฐบาลไม่ทาแบบนี ้
ทาไมคนนันไม่
้ ทาแบบนี ้ ทุกคนเป็ นเหมือนกันหมด เลยไม่มใี ครทาอะไร
คุณก็เลยเปิ ดเว็บไซต์ คนชายขอบ คานีห้ มายความว่ าอะไร
ชุดความคิดของหลายอย่างที่คนยังไม่ให้ ความสนใจเท่าที่ควร ทังๆ
้ ที่เป็ นความคิดที่นา่ สนใจ และอาจจะช่วยเรา
พัฒนาหลายๆ เรื่ องได้ คือไม่ใช่แนวความคิดหลักของสังคมที่อยูต่ รงกลาง แต่เป็ นความคิดกระแสรองที่อยูร่ อบๆ
ทาไมเราต้ องสนใจความคิดของคนกลุ่มน้ อยด้ วย
ความสาคัญของความคิดไม่ได้ ขึ ้นกับจานวนว่ามีคนเชื่อมากหรื อน้ อย ในทางคณิตศาสตร์ ถ้าคุณพิสจู น์ได้ วา่ สอง
บวกสองเท่ากับสี่ ก็ไม่ได้ แปลว่าถ้ ามีคนเชื่อ 5 คน มันจะไม่จริ ง หรื อมีคนเชื่อล้ านคนแล้ วจะจริง ถ้ าย้ อนกลับไปดู
ประวัติศาสตร์ โลกที่ผา่ นมา เราจะรู้สกึ ว่าหลายครัง้ การเปลีย่ นแปลงเกิดขึ ้นแบบกะทันหัน เช่นการปฏิวตั ิในประเทศโน้ น
ประเทศนี ้ แต่ถ้าดูประวัติศาสตร์ จริ งๆ จะเห็นว่า ไม่ใช่วา่ คนไม่ร้ ูเรื่องอะไร ไม่สนใจอะไรทังนั
้ น้ อีกวันตื่นมา กูจะไปปฏิวตั ิ
ไม่ใช่ สิง่ ที่เราจาแม่นที่สดุ คือ จุดที่เกิดเหตุการณ์ใหญ่อย่างวันปฏิวตั ิ แต่ก่อนหน้ านันมี
้ อะไรเกิดขึ ้นตังเยอะ

มันมีการเคลือ่ น
คล้ ายกับเอาหิมะปั น้ เป็ นลูกบอลแล้ วกลิ ้งลงมา ระหว่างทางก้ อนมันก็คอ่ ยๆ ใหญ่ขึ ้น ทุกการเปลีย่ นแปลงเริ่ มต้ นจากคน
ส่วนน้ อยเสมอ ไม่ใช่อยูด่ ีๆ มีคน 5 ล้ านคนบอกว่ามาเปลีย่ นกันเถอะ แล้ วก็เปลีย่ น

อะไรทาให้ คุณตัดสินใจทิง้ งานดีๆ เงินดีๆ มาเขียนหนังสือเป็ นงานหลัก
สนุกกับการเขียนหนังสือ ช่วงปี 49 เป็ นปี แห่งความวุน่ วายทางการเมือง งานเขียนของยุ้ยก็เยอะขึ ้นเรื่ อยๆ มี
งานวิจยั มีงานสอนหนังสือ ค่อนข้ างมัน่ ใจว่าเราอยูไ่ ด้ แล้ ว แล้ วก็อีกเหตุผลคือ บริ ษัทหลักทรัพย์ทที่ าอยูเ่ ป็ นหนึง่ ในที่
ปรึกษาของดีลชินคอร์ ปซึง่ ยุ้ยไม่ได้ เป็ นคนทา หลายๆ อย่างประกอบกันเลยตัดสินใจลาออก
จุดร่ วมของงานเขียนเกือบทุกชิน้ ของคุณคือ ทุนนิยม ระบบนีม้ ีข้อดียงั ไง
ต้ องอ้ างคาพูดของอาจารย์อมาตยา เซน ที่บอกว่า มนุษย์ต้องการเสรี ภาพ ทังเสรี
้ ภาพทางการเมือง เสรี ภาพทาง
เศรษฐกิจ โดยธรรมชาติมนุษย์เป็ นคนที่ชอบแลกเปลีย่ น ชอบทามาค้ าขาย ทาอะไรได้ ก็ชอบเอาไปแลกเปลีย่ นกับชาวบ้ าน
ดังนันระบบทุ

นนิยมคือธรรมชาติของมนุษย์
คนจานวนไม่ น้อยมองทุนนิยมในแง่ ร้าย ว่ าเป็ นระบบที่บูชาเงิน สนับสนุนให้ คนเอาเปรียบกัน
ทุนนิยมคืออะไร แม่ค้าขายหมูปิง้ ปากซอยเป็ นทุนนิยมไหม ถ้ าหมูปิง้ เขาหมูเยอะ อร่อย ขายไม้ ละ 5 บาท ไม่ได้
เอาเปรียบลูกค้ า ถามว่าเขาเห็นแก่ตวั ตรงไหน เราไม่แยกแยะไง เราเกลียดนักธุรกิจที่แย่ เอาเปรียบ หลอกลวง รัฐก็ออ่ นแอ
ไม่ควบคุม แล้ วก็ไปเหมาโหลว่าระบบห่วย เราต้ องแยกก่อนจะได้ ร้ ูวา่ ต้ องแก้ ตรงไหน ไม่ได้ หมายความว่าเป็ นนักธุรกิจแล้ ว
ต้ องเห็นแก่ตวั ทุกคน ไม่จริงแน่นอน ในเมืองไทยเราสับสนระหว่างทุนนิยมกับบรรษัทนิยม บรรษัทนิยมเป็ นประเด็นใหญ่
มากในอเมริ กา คนบอกว่า ดูสปิ ล่อยให้ ธุรกิจบางบริษัทขยายขนาดจนเป็ นระดับโลก อานาจเงินเยอะ มีอานาจครอบงา
กาหนดนโยบายรัฐให้ เอื ้อประโยชน์ ก็เลยมีกระแสต่อต้ านบริ ษัทใหญ่ แต่คนอเมริกาไม่ได้ ต้านทุนนิยม ตกลงคุณไม่เอาทุน
นิยมแปลว่าอะไร ไม่เอาทุนสามานย์หรื อเปล่า ถ้ าทุนไม่สามานย์คณ
ุ รับได้ ไหม แล้ วไม่สามานย์แปลว่าอะไร

คุณก็เลยพยายามยกตัวอย่ างของทุนนิยมดีๆ อย่ างที่คุณใช้ คาว่ า ทุนนิยมที่มหี ัวใจ
เวลาทีเ่ ราคุยกัน เราชอบแบ่งทุกอย่างให้ เป็ นขาวดา เป็ นสองขัว้ เช่น จะเอาคนหรื อเอาระบบ จะเอาโลกาภิวตั น์
หรื อไม่เอาโลกาภิวตั น์ จะเป็ นซ้ ายหรื อเป็ นขวา ชีวติ จริงมันไม่ได้ มสี องขัว้ เพราะฉะนัน้ ถ้ าพูดแบบนี ้ก็จะหาทางแก้ อะไร
ไม่ได้
อะไรคือสิ่งที่นักธุรกิจในยุคนีค้ วรรู้ท่ สี ุด
ธุรกิจยุคนี ้ไม่ได้ ตงอยู
ั ้ บ่ นการแก่งแย่งและเอาเปรียบกันอีกต่อไปแล้ ว ยุคนันมั
้ นจบแล้ ว แต่เมืองไทยอาจจะยังไม่
ค่อยรู้สกึ เพราะคุณยังเอาเปรี ยบต่อไปได้ เนื่องจากกลไกตรวจสอบเราอ่อนแอ แต่ไม่เป็ นไร การทาธุรกิจที่ไม่คิดถึงสังคมมัน
มีต้นทุนที่สงู มาก ถ้ าคุณยังไม่สนใจ มองไม่เห็น ไม่เปลีย่ น ถึงจุดหนึง่ คนที่เดือดร้ อนก็จะมาทวงคืน คุณจะทาธุรกิจโดยไม่
รับผิดชอบไม่ได้ อีกแล้ ว
ก็ควรทา CSR
นัน่ คือการเปลีย่ นวิธีคดิ ระดับหนึง่ วิธีคดิ เก่าคือ บริ ษัทมีหน้ าที่อย่างเดียวคือ ทากาไรสูงสุด อย่างอืน่ ก็ปล่อยให้
คนอื่นดูแลไป ถ้ ารัฐสนใจสิง่ แวดล้ อม ก็ออกกฎหมายสิง่ แวดล้ อมมาสิ ฉันก็จะทาตาม แต่สมัยนี ้คิดแบบนี ้ไม่ถกู แล้ ว เพราะ
ธุรกิจเก่งเกินไป ไม่มีใครตามคุณทันหรอก อย่างคุณก่อปั ญหาโลกร้ อน แล้ วบอกว่า รัฐเก่งจริ งก็ออกกฎหมายมาสิ ก็ตาย
หมด มันมีวิกฤตเร่งด่วนทีเ่ ราต้ องปรับตัวเองก่อน ก็เลยมีแนวคิดว่า แทนที่จะนัง่ รอให้ รัฐมาบังคับ ธุรกิจต้ องเข้ าใจก่อนว่าผู้
มีสว่ นได้ เสียในธุรกิจมีใครบ้ าง แล้ วคุณดูแลเขาดีพอหรื อยัง ไม่มีอะไรยากเลย เป็ นสามัญสานึก ธุรกิจของคุณทาให้ ใคร

เดือดร้ อนบ้ าง ไปแก้ ตรงนันก่
้ อน คุณต้ องไปดูวา่ คุณดูแลพนักงานยังไง เคยกีดกันไม่ให้ เขาตังสหภาพแรงงานหรื

อเปล่า
กระบวนการผลิตเป็ นยังไง เคยปล่อยมลพิษให้ ชาวบ้ านป่ วยไหม แน่นอนว่ามันเอาไปเคลมยาก ใครจะอยากโฆษณาว่า
บริ ษัทเรามี CSR ที่ดีมากเลย เพราะที่ผา่ นมาเรามีอตั ราการเกิดอุบตั ิเหตุ 0 เปอร์ เซ็นต์ ฟั งดูนา่ เบื่อมาก แต่ถ้าคุณจะเคลม
CSR จริ งๆ คุณต้ องทาสิง่ เหล่านี ้ให้ ได้ หมดก่อน ต้ องแสดงให้ เห็นว่าในขันต
้ า่ ที่สดุ คุณได้ รับผิดชอบหมดแล้ ว จากนันคุ
้ ณจะ
ไปต่อยอดอะไรก็แล้ วแต่ ถ้ าคุณไม่พยายามแก้ ตรงจุดนี ้ โครงการที่คณ
ุ ทาก็เป็ นได้ แค่พีอาร์
ถ้ าว่ ากันตามนิยามนี ้ เมืองไทยก็คงเต็มไปด้ วย CSR ปลอม
CSR ปลอมคือคนที่สร้ างภาพอย่างเดียวโดยไม่ดแู ลผู้มีสว่ นได้ เสียจริ งๆ มันเป็ นปั ญหาด้ านช่องว่างของข้ อมูล
ข่าวสาร เราจะรู้ได้ ยงั ไงว่าความจริ งเป็ นยังไง ถ้ าสารที่เราได้ รับเพียงทางเดียวมาจากโฆษณาของเขา เราไม่มีทางรู้ สือ่ ต้ อง
ทางาน นักวิชาการต้ องทางาน เอ็นจีโอต้ องทางาน เอ็นจีโอมีบทบาทมากเลย ไม่ใช่เอาแต่ดา่ ธุรกิจว่า ธุรกิจยังไงก็โง่งี่เง่า
จอมปลอม แล้ วก็ไม่สน คุณจะทาอะไรก็ทาของคุณไป อย่างนี ้คนก็ถกู หลอกไปเรื่ อยๆ ผู้บริ โภคก็ต้องรู้ทนั ด้ วยข้ อมูล ตอนนี ้
เราเช็กข้ อมูลทางอินเทอร์ เน็ตได้ แล้ วว่าซื ้ออะไรมาบริ โภคแล้ วถูกหลอกหรื อไม่ถกู หลอก ภาครัฐก็ต้องมีการบังคับใช้
กฎเกณฑ์ที่ดี ไม่ถกู ซื ้อง่ายๆ ภาควิชาการก็ต้องออกมาคอยอธิบาย ถ้ าบริ ษัทเคลมอะไรที่มนั ไม่จริ งในทางวิทยาศาสตร์ ก็
ต้ องออกมาแย้ ง ถ้ าทุกคนทาตามบทบาทของตัวเอง CSR ปลอมก็อยูย่ าก พอปลอมปุ๊ บคนก็จะออกมาบอกเลยว่า ไหนว่า
รักสิง่ แวดล้ อมไง แล้ วทาไมโรงงานของคุณถึงยังปล่อยมลพิษ ธุรกิจก็อยูย่ าก แต่ CSR ปลอมในเมืองไทยยังเจริ ญอยูไ่ ด้
เพราะภาคส่วนต่างๆ ที่ควรทาหน้ าที่ยงั ไม่ทาหน้ าที่
ถ้ าธุรกิจมีหน้ าที่ทากาไรสูงสุด แล้ วทาไมต้ องหันมาสนใจเรื่องเพื่อสังคม
ยุ้ยสอนเด็กเสมอว่า อย่าคิดว่าคนที่คณ
ุ ทาให้ เขาเดือดร้ อนเขาจะอยูเ่ ฉยๆ ไปตลอดนะ กฎหมายเราเปลีย่ นช้ าก็
จริ ง แต่ก็เปลีย่ น ไม่งนไม่
ั ้ มกี รณีแบบมาบตาพุดหรอก พอถึงจุดหนึง่ คนที่เดือดร้ อนเขาก็ใช้ กลไกอะไรก็ได้ ที่มีเข้ าสู้ ถึงตอน
นันเรามองเป็

นความเสีย่ งทางธุรกิจได้ หมด ผู้บริ โภคไม่มีทางรู้น้อยลงหรอก มีแต่จะรู้มากขึ ้น รู้วา่ มีสทิ ธิทาอะไรได้ บ้าง ถ้ า
ชาวบ้ านที่มาบตาพุดรู้วา่ จะทายังไง แล้ วชาวบ้ านที่ภาคเหนือ ภาคอีสานเขาจะไม่ร้ ูเหรอ ธุรกิจที่ฉลาดและมองไปข้ างหน้ า
ต้ องเข้ าใจว่า เราไม่สามารถแกล้ งทาเป็ นมองไม่เห็น นี่คือเรื่ องของการบริ หารความเสีย่ ง
เป็ นการแก้ ปัญหาสังคมโดยใช้ กลไกแบบทุนนิยม
ยุ้ยชอบทุนนิยมตรงนี ้แหละ จะให้ นกั ธุรกิจเป็ นพระอรหันต์หรื อยังไง มันไม่ใช่ มันขัดกับธรรมชาติของธุรกิจ เพราะ
ธุรกิจต้ องทากาไร แต่กาไรบนเงื่อนไขไหน ในระบบนี ้นักธุรกิจเป็ นคนชัว่ ก็ได้ แต่เมื่อเข้ าใจว่ามันคือความเสีย่ งทางธุรกิจ เขา
ก็ต้องเปลีย่ น

คุณพูดเสมอว่ า จุดเปลี่ยนครัง้ สาคัญในชีวติ คือ การลาออกจากงานภาคการเงินมาเขียนหนังสือ มันเปลี่ยนชีวติ
คุณไปยังไงบ้ าง
หนึง่ รู้สกึ ว่าทาให้ ชีวิตดีขึ ้น เป็ นคนดีขึ ้น หรื อว่าเลวน้ อยลง เป็ นความรู้สกึ ที่ไม่เคยได้ จากการทาอาชีพอื่น แค่ เรื่ อง
ใจเย็นลง ยอมรับฟั งความเห็นคนอื่นมากขึ ้น ดื ้อน้ อยลง แค่นี ้ก็ค้ มุ แล้ วกับการได้ เงินน้ อยลง
สอง ได้ ร้ ูจกั คนนิสยั ดีๆ คนในวงการหนังสือนิสยั ดีมาก ต่างจากคนในวงการการเงินที่ต้องทาอะไรเร็วๆ ใจร้ อน
แล้ วการที่ได้ ผลตอบแทนสูงทาให้ บางคนหลงตัวเอง วงการนี ้เลยมีคนหลงตัวเอง คนนิสยั เลว เยอะแยะ แต่บริ ษัทให้ อยู่

ต่อไปได้ เพราะทาเงินได้ เยอะ แต่คนในวงการหนังสือเท่าที่ได้ สมั ผัสไม่เป็ นแบบนัน้ เพราะธรรมชาติของการเขียนหนังสือมัน
ช่วยเปิ ดโลกอยูแ่ ล้ ว มันช่วยเตือนใจอยูแ่ ล้ วว่ามีอะไรที่เรายังไม่ร้ ูอีกตังเยอะ

ความคิดมันต้ องหลากหลาย เป็ นวงการที่ดี
มากๆ
ทุกวันนีค้ ุณตื่นเต้ นกับหนังสือแนวไหน
อย่าง The Structure of Scientific Revolutions ของโทมัส คุห์น นักวิทยาศาสตร์ ทวั่ ไปบอกว่าวิทยาศาสตร์ หรื อ
การค้ นพบเป็ นสิง่ ที่ตายตัวมากไม่ได้ ขึ ้นกับคน แต่คหุ ์นบอกว่า สิง่ ที่อยูเ่ บื ้องหลังการค้ นพบต่างๆ คือสิง่ ที่มีความเป็ นมนุษย์
มาก ไม่ใช่ค้นพบตามตรรกะแบบหุน่ ยนต์ หนังสือแบบนี ้ดีมากเลย เพราะมันชี ้ให้ เห็นเงื่อนไขที่อยูห่ ลังความคิดว่าสิง่ ทีเ่ รา
คิดว่ามันถูกเพราะเรามีอคติ เราคิดแบบนี ้เพราะเราเชื่อในเงื่อนไขแบบนี ้ หนังสือแบบนี ้นานๆ จะเจอสักเล่ม
แล้ วก็ต้องขอบคุณพี่โย (ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา) ที่ทาให้ ร้ ูจกั ท่านเขมานันทะ เป็ นการค้ นพบที่ยงิ่ ใหญ่มาก ท่าน
เขียนหนังสือดีมาก ยุ้ยชอบในเหตุผลคล้ ายๆ กับที่ชอบท่านพุทธทาส คือทาธรรมะให้ เป็ นของไม่เชย เป็ นเรื่ องใน
ชีวิตประจาวันที่ใช้ ได้ ในยุคนี ้ บางทีทา่ นก็โยงไปถึงเรื่ องของการพัฒนา มีทอ่ นนึงทีช่ อบมาก เอาไปใช้ เขียนเปิ ดงานวิจยั ด้ วย
ท่านบอกว่า ถ้ าดูในธรรมชาติ เมือ่ ดักแด้ มนั จะเป็ นผีเสื ้อ มันก็ลอกคราบแล้ วเป็ นผีเสื ้อ บินได้ เลย การพัฒนาของมันไม่ใช่
เป็ นดักแด้ ที่อ้วนขึ ้นเรื่ อยๆ การพัฒนาไม่ควรเป็ นแบบนัน้ การพัฒนาทุกวันนี ้เราไม่ยอมลอกคราบเป็ นผีเ สื ้อสักที การลอก
คราบก็ลกึ ซึ ้ง มันเป็ นกระบวนการที่เจ็บนะ พูดแค่นี ้ก็เข้ าใจแล้ ว ทุกวันนี ้การพัฒนาของเรามันผิด เราพยายามเป็ นดักแด้ ที่
อ้ วนขึ ้นเรื่ อยๆ แล้ วสักวันก็จะท้ องแตกตาย โชคดีที่มคี นแบบนี ้อยูร่ ่วมสมัยเดียวกับเรา
ทาไมงานเขียนของคุณส่ วนใหญ่ ถงึ เน้ นเล่ าเรื่องที่เกี่ยวกับคนชนชัน้ รากหญ้ า
มันเป็ นสิง่ ที่เจ๋งมาก ถ้ าคุณทาของแพงขายคนรวยก็โอเค เก่งประมาณนึง เพราะคนรวยยังไงก็มีตงั ค์ซื ้อของคุณ
คุณก็อาจจะแข่งกันในเรื่ องที่ย้ ยุ ไม่สนใจ เช่น การตลาด แต่การทีค่ ณ
ุ สามารถขายของให้ คนจนได้ นา่ สนใจกว่า เช่น คิด
โมเดลใหม่ให้ เข็มฉีดยาเข็มนึงที่มคี ณ
ุ ภาพดีมาก รักษาโรคได้ จริ ง มีราคาไม่ถึงเหรี ยญ นี่คือนวัตกรรมที่สนุก ในอนาคต
ธุรกิจมันต้ องลงตลาดล่าง ตลาดที่คนจนอีกสามสีพ่ นั ล้ านคนยังไม่คอ่ ยจะมีอะไรกิน ทาไมถึงไม่ลองหาวิธีชว่ ยเหลือและทา
กาไรไปด้ วยในเวลาเดียวกัน
คุณเกิดในครอบครัวที่มฐี านะ เรียนต่ างประเทศ กลับมาก็ทางานที่ค่อนข้ างเลิศหรู ความสนใจเรื่องชนชัน้ ล่ าง
ของคุณเกิดขึน้ ตอนไหน
เป็ นมาตังนานแล้

ว ส่วนหนึง่ มาจากการอ่านหนังสือ ตอนเด็กๆ อ่านงานของคุณ ’รงค์ วงษ์ สวรรค์ มนัส จรรยงค์
แล้ วชอบมาก มันเป็ นธรรมชาติอยูแ่ ล้ วที่เราจะสนใจคนที่มีภมู ิหลังแตกต่างจากเรามาก ความสนใจส่วนหนึง่ คือเพื่อนสนิท
ที่เรี ยนด้ วยกันที่เมืองนอกหลายคนมาจากครอบครัวชนชันล่
้ างระดับบน เป็ นคนที่เหมือนจะไม่มีอะไรเข้ าข้ างเลย แต่
พยายามจนประสบความสาเร็ จได้ รู้สกึ ว่ามันเจ๋งมาก เรื่ องนี ้น่าติดตาม น่าคิดว่า กลไกอะไรทาให้ คนเหล่านี ้ประสบ
ความสาเร็ จได้
สไตล์ การนาเสนอของคุณอย่ างหนึ่งคือใช้ ชีวติ ของคนเป็ นตัวดาเนินเรื่อง สร้ างแรงบันดาลใจ
ยุ้ยชอบคน มีคนเคยพูดว่า เราไม่ได้ จาเหตุการณ์แต่เราจาคน ถามคนแก่วา่ จาอะไรได้ บ้างในยุคเขา เขาก็อาจจะ
จาชีวิตอาจารย์ป๋วย อาจารย์ปรี ดไี ด้ แม่นกว่าจาว่าเกิดเหตุการณ์ไหนขึ ้นเมื่อไหร่ คือเราไม่ได้ ตงต้
ั ้ นจากเหตุการณ์ แต่เริ่ ม
จากวีรบุรุษที่เราชอบ แล้ วพอนึกทวนว่าวีรบุรุษทาอะไร ก็จะนึกเหตุการณ์ออก

ลองนึกย้ อนกลับไปในรอบ 20 ปี ที่ผ่านมา คนที่เรานึกถึงส่ วนใหญ่ มักเป็ นคนในวงการบันเทิง ทาไมถึงไม่ ค่อย
ชื่อของฮีโร่ ท่ ที าอะไรที่ย่ งิ ใหญ่ บ้าง
ต้ องถามว่าสือ่ ทาตัวยังไง ในยุค 20 ปี ที่ผา่ นมา เราไม่มีคนทาคุณประโยชน์เหรอ มีเยอะนะ แต่ถ้าสือ่ ไม่นาเสนอ
แล้ วใครจะรู้ อันนี ้คือผลพวงของการเทไปข้ างผลประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างรุนแรงของสือ่ ถ้ าในรอบ 20 ปี ที่ผา่ นมา สิง่ ที่
เรารับรู้จากสือ่ มีแต่คนแบบนี ้ แน่นอนว่าคนอ่านก็ต้องอยากเป็ นดารานักร้ อง เพราะเห็นว่านี่คือตัวอย่างของคนที่ประสบ
ความสาเร็จ ถ้ าสมดุลของเราดีกว่านี ้หน่อย คนก็อาจจะอยากเป็ นอย่างอื่นมากขึ ้น แต่คนไม่ร้ ูไง
งานที่ทาอยู่ทุกวันนีก้ ห็ นักมาก เคยถามตัวเองไหมว่ าเหนื่อยไปเพื่ออะไร
เหนื่อยเพื่องาน เห็นงานออกมาก็มีความสุขแล้ ว
ไม่ ได้ มีความสุขในแง่ ทางานที่สร้ างการเปลี่ยนแปลงให้ กับสังคม หรือคน
ไม่ได้ คิดในเชิงนัน้ มันคงไปคาดหวังแบบนันไม่
้ ได้ คนอ่านบางคนเขียนอีเมลมาบอกว่า อ่านอะไรบางอย่างทีเ่ รา
เขียนแล้ วตัดสินใจไปทาโน่นทานี่ อย่างตอนทีแ่ ปลสุนทรพจน์ออกมาเป็ นหนังสือเรื่ อง วิชาสุดท้ ายทีม่ หาวิทยาลัยไม่ได้ สอน
หลายคนอ่านแล้ วก็ร้ ูสกึ ว่าสนุกดี บางคนอ่านแล้ วตรงกับสิง่ ทีเ่ ขากาลังคิดจะเปลีย่ นอะไรบางอย่าง มันก็อาจจะช่วยปลดล็
อกได้ ก็ดี แต่การเขียนหนังสือเป็ นเรื่ องของคนเขียน การอ่านก็เป็ นเรื่ องของคนอ่าน หมายความว่า ใครจะได้ อะไรก็อยู่ทคี่ น
อ่าน ไม่ใช่แค่เราเขียนแล้ วคนอ่านทุกคนจะได้ เท่ากันร้ อยเปอร์ เซ็นต์ ถ้ าเขียนหนังสือด้ วยเป้าหมายว่า ฉันจะเขียนหนังสือ
เพื่อเปลีย่ นคนร้ อยคนที่ได้ อา่ นมัน ถ้ าคิดอย่างนันตั
้ งแต่
้ ต้น คนอ่านคงรู้ แล้ วก็คงไม่เปลีย่ น เพราะเขาจะรู้สกึ ว่า คุณมาล้ าง
สมองเราเหรอ มันดูไม่จริ งใจ ดังนันความสุ

ขที่ได้ จากการเขียนก็คอื ได้ เขียน
ความท้ าทายของการเขียนหนังสืออยู่ท่ ไี หน
การเขียนหนังสือเป็ นอาชีพที่เหมือนมีพร มันท้ าทายเท่าทีค่ ณ
ุ อยากให้ ท้าทาย ไม่มีลมิ ติ ถ้ าอยากท้ าทายตัวเองก็
ท้ าทายไปได้ เรื่ อยๆ จนตาย ถ้ าคนเป็ นพนักงานร้ านแฮมเบอร์ เกอร์ เขามีมาตรฐานว่าคุณต้ องทาให้ ได้ ชวั่ โมงละกี่ชิ ้น พอทา
ได้ ตามนัน้ มันก็เป็ นงานที่คณ
ุ ไม่อยากทาแล้ ว เพราะมันจาเจ น่าเบื่อ ไม่ร้ ูวา่ จะทาอะไรต่อไป จะปรับปรุงตัวเองยังไง สมมติ
ว่ายุ้ยเขียนแต่เรื่ องแบบนี ้ แล้ วลองไปหาความรู้ในเรื่ องที่ไม่เคยรู้มาก่อนเพื่อเอามาเขียน มันก็สนุกแล้ วไง มันก็ได้ ท้าทาย
ตัวเอง มันไม่มีอะไรบอกเราว่า ต้ องหยุดแล้ ว อาชีพอื่นอาจจะมีเงื่อนไขต่างๆ ทาให้ คณ
ุ พัฒนาทักษะบางด้ านได้ แต่คณ

อาจจะเป็ นคนทีเ่ ลวขึ ้น หลอกคนเก่งขึ ้น หรื ออะไรก็แล้ วแต่ แต่งานเขียนเป็ นเรื่ องที่เป็ นโลกส่วนตัว มันป้องกันเราจากโลก
ภายนอกระดับหนึง่ สังคมนักเขียนเลยน่ารัก ไม่ใช่เรื่ องบังเอิญ
ถ้ าหนังสือหนึ่งเล่ มของคุณกลายเป็ นหนังสือที่คลาสสิกตลอดกาล คุณอยากให้ หนังสือเล่ มนัน้ พูดถึงอะไร
อยากให้ มนั มีความเป็ นอมตะ คือพูดอะไรแล้ วเป็ นจริงเสมอ วิธีหนึง่ ที่ทาให้ หนังสือมีอายุนานคือ ไม่เกาะกระแส
ยุ้ยจะไม่เขียนอะไรเพราะเป็ นกระแส แต่เขียนเพราะเป็ นสิง่ ที่คิดว่าสาคัญ และเป็ นประเด็นที่ควรพูดกัน เช่น ถ้ าจะเขียน
หนังสือเรื่ องโลกร้ อนก็ไม่อยากเขียนว่า ปี ที่แล้ วโลกร้ อนขึ ้น 0.2 องศา น ้าแข็งตรงโน้ นตรงนี ้ละลาย แต่อยากเขียนว่า
ปรากฏการณ์นี ้บอกอะไรเราบ้ าง เราจะจัดการกับปั ญหานี ้ยังไง มันสอดคล้ องกับการเปลีย่ นแปลง ยุ้ยสนใจว่าของต่างๆ
มันทางานยังไง ทาไมมันถึงเกิด ซึง่ สิง่ เหล่านี ้ไม่เปลีย่ นไปเลย อีก 40 ปี กลับมาอ่าน มันก็ยงั มีประโยชน์อยู่

ช่ วงคดียดึ ทรัพย์ คุณถูกเชิญไปให้ ความรู้เรื่องคดีนีต้ ามรายการโทรทัศน์ บ่อยมาก และคุณก็ทาได้ ดี ไม่ อยากหัน
มาทางานผ่ านสื่อโทรทัศน์ บ้างเหรอ
ไม่ได้ อยากออกทีวเี ลย ที่ไปออกเพราะจาใจมากกว่า
แต่ การแสดงความเห็นผ่ านโทรทัศน์ ก็จะช่ วยเผยแพร่ ส่ งิ ที่คุณอยากจะบอกให้ ไปไกลมากขึน้ นะ
ไม่ได้ อยากเผยแพร่ความคิด ยุ้ยอยากเขียนหนังสือ มันมีความแตกต่างนะ ระหว่างนักออกทีวกี บั นักเขียนหนังสือ
ถ้ ายุ้ยอยากออกทีวีก็คงพยายามออกทีวีแล้ วเลิกเขียนหนังสือ แต่มนั ไม่ใช่ เป้าหมายของยุ้ยไม่ได้ อยูท่ ี่การเผยแพร่ความคิด
เป้าหมายคือการเขียนหนังสือ เพราะชอบเขียนหนังสือ การเขียนหนังสือเป็ นสิง่ ที่สร้ างฐานความรู้ได้ นานกว่าออกทีวี
ธรรมชาติของการออกทีวีต้องเข้ าใจง่ายๆ เร็ วๆ คนจะได้ ไม่เบื่อ โดยธรรมชาติแล้ วมันไม่สามารถอธิบายออกมาเป็ นตรรกะ
ภายในเวลาครึ่งชัว่ โมงให้ คนรู้เรื่ องได้ แต่เขียนหนังสือทาได้ ถ้ าคนอ่านให้ เวลา คนที่อา่ นหนังสือเร็วหน่อย ชัว่ โมงเดียวก็
เข้ าใจแล้ ว
นักออกทีวีในความหมายของคุณคือ
คนทีอ่ ยากดัง อยากให้ คนรู้จกั เยอะๆ พูดง่ายๆ ก็คือคนที่คิดว่าการออกทีวีเป็ นช่องทางหลักในการทาให้ ขายของ
ได้ เยอะขึ ้น มีรายได้ มากขึ ้น ดังนันวั
้ นๆ ก็จะหมกมุน่ อยูก่ บั การคิดว่า จะไปออกทีวีรายการไหนดี พูดเรื่ องอะไรดี ปั ญหาก็คือ
พอคิดแต่เรื่ องไปออกทีวี คาถามก็คือ แล้ วคุณมีอะไรไปออก อย่างคุณสอนหนังสือมาสิบปี พยายามหาความรู้มาก ติดตาม
ว่าความรู้ในสาขาของเราไปถึงไหนแล้ ว พอปี ที่สบิ เอ็ดคุณบอกว่าเหนื่อยแล้ ว อยากออกทีวี คุณก็เอาความรู้สบิ ปี ไปออก
ทยอยไปออก คุณคิดว่าวิชามันจะอยูเ่ ฉยๆ เหรอ แล้ วคุณจะไปตามมันทันได้ ยงั ไง เมื่อคุณเอาแต่ไปออกทีวี แทนที่จะเอา
เวลาไปทาให้ ร้ ูมากขึ ้น พอเข้ าสูช่ ว่ งสิบปี ที่สอง ก็เหมือนกินบุญเก่าไปเรื่ อยๆ เมืองไทยมีแบบนี ้เยอะ เป็ นผู้อาวุโสที่พดู ด้ วย
ความเคารพก็คือ กินบุญเก่าอยู่ เอาของเก่ามาขาย
เรื่องแย่ งกันออกสื่อนึกว่ าจะมีแต่ ในวงการบันเทิง
วงการวิชาการก็เป็ น คุณก็ดสู ิ แต่เพื่อความเป็ นธรรม เราก็ต้องโทษสือ่ ส่วนหนึง่ ด้ วย บางทีไปเชิญคนที่มีความรู้
ไปออก เขาก็ไม่อยากไป ฉันมีเรื่ องอื่นที่อยากจะพูดที่นา่ สนใจอีก 20 เรื่ อง แต่เธอไม่เคยถามฉันเลย เคยไปงานเสวนาหลาย
งานแล้ วทีเ่ ราคุยกันแต่เรื่ องที่ไม่ได้ เกี่ยวกับจีดีพีเลย เช่น แนวทางการพัฒนาในอนาคต พอสัมมนาเสร็ จ นักข่าวก็ยื่นไมค์
ถามนักเศรษฐศาสตร์ วา่ อาจารย์คิดว่าจีดีพีไตรมาสที่สามจะเป็ นยังไง ราวกับคุณไม่ได้ ฟังสัมมนาเลยใช่ไหม น่าเศร้ ามาก
ช่ วงนีม้ ีเวลาว่ างบ้ างไหม
ไม่มีเลย
ถ้ ามีเวลาว่ าง คุณจะเอาไปทาอะไร
เมื่อก่อนชอบชวนเพื่อนไปขับรถเล่นไกลๆ ไปต่างจังหวัด เมืองกาญจน์อะไรแบบนี ้ ชอบเพราะมันคลายเครี ยด ได้
ออกไปนอกเมือง วิ่งสบายๆ รถไม่เยอะ ฟั งเพลงไป ดูววิ ไป เหมือนเป็ นการพักผ่อน แต่ไม่ใช่แค่พกั ผ่อนเฉยๆ พอพักผ่อน
เสร็ จถึงทีเ่ ที่ยวก็เทีย่ วต่อ เวลาไปเที่ยวก็พยายามเลือกทีเ่ ที่ยวไกลๆ จะได้ ขบั รถนานๆ เคยเขียนถึงสิง่ ที่ชอบในการขับรถ
เที่ยวว่า เวลาออกนอกกรุงเทพฯ มีช่วงหนึง่ ที่ตกึ เริ่ มหาย แล้ วสองข้ างทางเริ่ มกลายเป็ นทุง่ นา พอข้ ามเส้ นนันก็
้ จะรับสถานี
วิทยุในเมืองไม่ได้ กลายเป็ นเพลงลูกทุง่ ชอบ เหมือนได้ ข้ามพรมแดนอะไรสักอย่าง

ได้ ข่าวว่ าคุณกาลังจะเขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องพิพธิ ภัณฑ์ ในประเทศไทย
อยากเขียนเรื่ องพิพิธภัณฑ์ที่ชอบในประเทศไทย เช่น พิพิธภัณฑ์สริ ิ นธร (พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ ภกู ้ มุ ข้ าว) จังหวัด
กาฬสินธุ์ พิพิธภัณฑ์จ่าทวีที่พิษณุโลก รู้สกึ แย่มากที่รัฐปล่อยให้ เขาใกล้ เจ๊ งมาตังหลายหน

บางทีเราไปเห่อความไฮเทคมาก
เกินไป เช่น มิวเซียมสยามมีปมอะไรให้
ุ่
กดเต็มไปหมด บางอย่างมันไม่ต้องกดก็ได้ พิพิธภัณฑ์ของเราถึงเจ๊ งบ่อย เพราะเน้ น
ความไฮเทค เคยมีนิทรรศการสัญจรมาจากชิคาโกมัง้ เป็ นกระโหลกไดโนเสาร์ ชื่อ ซู ชอบมาก ไม่มอี ะไรที่เป็ นคอมพิวเตอร์
เลย ยกเว้ นอันที่ฉายให้ เห็นหัวไดโนเสาร์ ที่เหลือเป็ นการสาธิตหมดเลย ใช้ ไม้ ใช้ อะไรทา ไม่เห็นต้ องใช้ คอมพิวเตอร์ เพราะ
การออกแบบให้ ทดลองจะทาให้ เราเข้ าใจได้ ง่ายกว่า เช่น เอามือเข้ าไปปุ๊ บก็จะรู้เลยว่า ไดโนเสาร์ มนั ขยับแขนได้ แค่นี ้นะ
นอกจากเล่มนี ้จะบอกว่าชอบพิพธิ ภัณฑ์ที่ไหนบ้ างแล้ ว ยังมีอีกประเด็นคือ ความเจ๋งไม่ได้ อยูท่ ี่ไฮเทคหรื อไม่
ไฮเทค มันอยูท่ วี่ า่ ประเด็นที่คณ
ุ จะสือ่ สารคืออะไร มันจะกลับไปหาเทคโนโลยีที่เหมาะสม อย่างที่ อี. เอฟ. ชูมคั เกอร์ บอก
เป็ นคอนเซปต์ที่สาคัญมากแต่เราไม่คอ่ ยได้ คยุ เรื่ องนี ้กัน เทคโนโลยีที่เหมาะสมไม่ได้ หมายถึงโบราณนะ ยุ้ยไม่ได้ วา่ ความ
ไฮเทค แต่มนั ต้ องเหมาะสมกับบริ บท พิพิธภัณฑ์ดีๆ ของหลายประเทศก็ไม่ได้ อาศัยเทคโนโลยีสามมิติชว่ ย อาจารย์นธิ ิ
เอียวศรี วงศ์บอกว่า คนไทยเราเป็ นพวกเห่อ gadget บ้ าเทคโนโลยี แต่ไม่คอ่ ยสนใจวิทยาศาสตร์ ซึง่ ก็จริ ง
ถ้ าได้ รับเชิญไปพูดในงานปั จฉิมนิเทศของนักศึกษามหาวิทยาลัย คุณจะพูดเรื่องอะไร
ตอนนี ้ยังไม่ร้ ู และคิดว่ายังไม่มีประสบการณ์มากพอ อีกสัก 10 ปี คงจะพูดได้
ที่ผ่านมาคุณก็ทางานมาไม่ น้อยนะ
คือยังไม่มีอะไรที่จะแนะนาเด็กนอกจากสิง่ ที่พยายามเขียนถึงไปแล้ ว ตัวเองเป็ นคนที่ไม่ได้ มีความคิดออริ จินลั
หลายๆ เรื่ องก็เห็นว่าไอ้ นี่เก่ง ก็อยากเล่าว่ามันเก่งยังไง เหมือนเป็ นนักแปล ไม่ร้ ูวา่ จะไปพูดอะไรได้ ในงานปั จฉิมนิเทศ
อย่างประสบการณ์ที่เปลีย่ นจากทางานแบงค์มาเป็ นนักเขียน อาจจะถ่ายทอดได้ แต่ตอนนี ้ยังเร็วเกินไป ต้ องรออีกสัก 10 ปี
นอกจากเรื่ องนี ้แล้ วก็ไม่มอี ะไรอยากเล่าแล้ ว มันคงไม่คอ่ ยมีคนที่ลาออกจากธนาคารมาเขียนหนังสือหรอก
คุณเขียนโปรไฟล์ ของตัวเองช่ วงหนึ่งเอาไว้ ว่า ‘คนมีศักดิ์ศรี’ ในสายตาของผู้เขียนคือ คนทีย่ อมรั บผลที่เกิดจาก
การกระทาของตัวเองด้ วยความเต็มใจ ไม่ ว่าการกระทานั้นจะเลวร้ ายเพียงใด ผู้เขียนอาจไม่ มีวันเป็ นคนดี
เพราะผู้เขียนไม่ มั่นใจว่ า จะสามารถควบคุมอารมณ์ ของตัวเองไม่ ให้ ความโกรธแล่ นออกมาทาร้ ายคน แต่
ผู้เขียนพยายามที่จะเป็ นคนมีศักดิ์ศรีให้ ได้ ทาไมคุณถึงให้ ความสาคัญกับการเป็ นคนมีศักดิ์ศรีมากกว่ าเป็ นคนดี
ในเมืองไทย เรามีปัญหาว่า คนทีเ่ ราบอกว่าเป็ นคนดีมกั จะใช้ สงิ่ นี ้เป็ นข้ ออ้ างในการไม่จดั การปั ญหา เพราะ
ปั ญหาคือสิง่ สกปรกที่ไม่ควรมาเกลือกกลัวกั
้ บมัน ถ้ าคุณหลีกเลีย่ งที่จะหาทางแก้ ปัญหาด้ วยเหตุผลนี ้ ก็นา่ สงสัยว่า คุณดี
จริ งไหม คุณสนใจภาพพจน์มากกว่าหรื อเปล่า คนดีแบบนันดี
้ ไม่คอ่ ยจริ ง ต้ องมีศกั ดิ์ศรีกว่านัน้ ถ้ าคุณเชื่อว่าสิง่ ที่คณ
ุ ทาอยู่
ถูกต้ องแล้ ว คุณต้ องยอมลงมือแก้ ปัญหา ถึงแม้ มนั อาจจะทาให้ คนอื่นมองว่าคุณเลว อย่างปั ญหาความขัดแย้ งทาง
การเมือง ยุ้ยคิดว่าตัวเองก็ไม่ใช่คนดีอะไร แต่ต้องเขียนถึงคดีนี ้ ถ้ ามัวแต่กลัวว่า ฝ่ ายแดงจะหาว่าฉันรักทหาร ก็ไม่ต้องเขียน
ไม่ต้องทาอะไร แล้ วก็ไม่มีใครทาอะไรเลย คนดีของเราหลายคนหน้ าบางเกินไปหรื อเปล่า คุณจะกลัวอะไร นิดนึงก็ไม่ได้
เหรอ บางทีมนั กลายเป็ นการหนีปัญหาไง ถ้ าคนที่มีความรู้และเป็ นที่ชื่นชมของคนในสังคมไม่พดู ถึงปั ญหา แล้ วคิดว่าใคร
จะแก้ ปัญหา มันก็จะมีแต่คนที่ไม่ดีใช่ไหม คนทีม่ ีวาระซ่อนเร้ นใช่ไหม ก็เลยรู้ สึกว่าไม่คอ่ ยชอบคาว่าคนดีเท่ากับคาว่า คนมี
ศักดิ์ศรี

ทาไมคุณถึงทวีตคาคมสร้ างแรงบันดาลใจบ่ อยมาก
เป็ นมาตังแต่
้ ไฮสคูลแล้ ว มีไฟล์นงึ ทาไว้ เก็บคาคมทีช่ อบเลย เวลาอ่านหนังสือหรื อเจอตามที่ตา่ งๆ ก็พิมพ์ใส่ไฟล์นี ้
ไว้ เวลาผ่านไปเกือบ 20 ปี ไฟล์เวิร์ดไฟล์นี ้ใหญ่เกือบ 30 เมกแล้ ว คาคมก็เหมือนคติพจน์ทใี่ ช้ เตือนใจ สันๆ
้ เร็ วๆ เข้ าใจง่าย
แต่บางทีเราไม่เคยคิดมาก่อน บางครัง้ เราอัดอันตั
้ นใจ เราก็ยกคาคนอื่นมาพูดแทน จะได้ ไม่มีอะไรเด้ งกลับมาหาเรา เพราะ
คนอื่นเขาพูดไว้ แบบนี ้
ไม่ ก่ วี นั มานีค้ ุณยกประโยคนีม้ าโค้ ด"ผมอยากอยู่ตรงชายขอบให้ ได้ มากที่สุดโดยไม่ ตกลงไป ตรงชายขอบคุณได้
เห็นอะไรๆ มากมายที่มองไม่ เห็นจากตรงกลาง" - เคิร์ท วอนเนกัท ถ้ าในอนาคตสังคมเราเปลี่ยนไป แล้ วคุณเงย
หน้ าขึน้ มาพบว่ า ตัวเองไม่ ใช่ คนชายขอบอีกต่ อไป เป็ นคนตรงจุดศูนย์ กลางเลย จะทายังไง
ในเมืองไทยนี่ย้ ยุ อยูช่ ายขอบ แต่วิธีคิดแบบนี ้ที่อเมริ กาไม่ใช่ชายขอบแน่นอน ถ้ าเมืองไทยเปลีย่ นไปจนเราไม่ใช่
คนชายขอบ ก็ไม่มีอะไร ก็แค่เปลีย่ นชื่อ เป็ นคนตรงกลาง ก็ไม่ใช่ชายขอบแล้ วไง ไม่วา่ อะไร รับได้ (หัวเราะ)
Quotes
“ยุคนีก้ ารระดมรายชื ่อหรื อความคิ ดเห็นไม่ยากแล้ว ราคาญเรื ่องอะไรก็ไปตัง้ เพจในเฟซบุ๊ก แต่ถ้าคุณอยากให้เกิ ดการ
เปลีย่ นแปลงจริ งๆ ก็ตอ้ งใช้อะไรทีม่ ากกว่าความราคาญ”

“อย่าคิ ดว่าคนทีค่ ณ
ุ ทาให้เขาเดือดร้อนเขาจะอยู่เฉยๆ ไปตลอดนะ กฎหมายเราเปลีย่ นช้าก็จริ ง แต่ก็เปลีย่ น ไม่งนั้ ไม่มี
กรณีแบบมาบตาพุดหรอก”

“คุณคิ ดว่าวิ ชามันจะอยู่เฉยๆ เหรอ แล้วคุณจะไปตามมันทันได้ยงั ไง เมื ่อคุณเอาแต่ไปออกทีวี แทนทีจ่ ะเอาเวลาไปทาให้รู้
มากขึ้น”

“ไม่รู้ว่าจะไปพูดอะไรได้ในงานปัจฉิ มนิ เทศ อย่างประสบการณ์ทีเ่ ปลีย่ นจากทางานแบงค์มาเป็ นนักเขี ยน อาจจะถ่ายทอด
ได้ แต่ตอนนีย้ งั เร็วเกิ นไป ต้องรออีกสัก 10 ปี นอกจากเรื ่องนีแ้ ล้วก็ไม่มีอะไรอยากเล่าแล้ว”

“ถ้าคนทีม่ ี ความรู้และเป็ นทีช่ ื ่นชมของคนในสังคมไม่พูดถึงปั ญหา แล้วคิ ดว่าใครจะแก้ปัญหา มันก็จะมี แต่คนทีไ่ ม่ดีใช่ไหม
คนทีม่ ี วาระซ่อนเร้นใช่ไหม”