การเดินทางของประชาธิปไตย

บทความขนาดยาวของ “ธเนศวร์ เจริญเมือง” วิเคราะห์เรื่องระบอบประชาธิปไตย ว่าด้วยการกำาเนิ ด เติบโต และการเดินทางอัน
ยาวนานของระบอบปกครองที่เลวน้อยที่สุดนี้

Thu, 2010-07-01 10:31
ธเนศวร์ เจริญเมือง

“วิญญาณ ของประชาธิปไตยเป็ นสิ่งที่ไม่สามารถยัดเยียดจากภายนอกได้
แต่เป็ น สิ่งที่ต้องมาจากข้างใน…..”

Mahatma Gandhi, ค.ศ. 1869-1948 [1]

“ประชาธิปไตย ไม่เคยเป็ นรางวัลที่หยิบยื่นให้โดยผ้้ปกครอง

ทีม
่ ี เมตตาและสายตายาวไกล. ผ้ป
้ กครองนั้ นหรือก็คือคนที่หาทางที่จะ

สร้างความ ชอบธรรมให้แก่ตนเอง. อยากได้ประชาธิปไตยก็ต้องต่อส้้เอา

ด้วยการ แสวงหาพันธมิตรทางการเมืองที่มีผลประโยชน์-ทรัพย์สินและอำานาจ

ร่วมกัน. ประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้และมัน
่ คงก็ต่อเมื่อมันฝั งลึกเข้าไป
ในชีวิต และความคาดหวังของพลเมือง และได้รบ
ั การตอกยำ้า

อย่างต่อ เนื่ องในหม่ป
้ ระชาชนแต่ละร่่น เมื่อประชาธิปไตยตั้งหลัก
ปั กมัน
่ เช่นนั้ นแล้ว ก็จะไม่มวี ันถอยหลังเป็ นอื่นอย่างเด็ดขาด...”

Sean Wilentz,ค.ศ.2005 [2]

“ว่ากันว่า ประวัติศาสตร์คือ เรื่องราวความท่กข์โศกของผ้้คน, การประจบสอพลอ

ครั้งแล้ว ครั้งเล่า , และความผิดและฆาตกรรมนั บไม่ถ้วน แต่ที่จริง ก็ไม่ใช่เช่นนั้ นตลอดเวลา
การก้ม หน้ายอมจำานนใช่วา่ จะมีอย่ต
้ ลอดไป อย่างเช่นเมื่อ 2,600 ปี ที่แล้ว
เมื่อชาว กรีกที่อย่้บริเวณชายขอบด้านอาคเนย์ของย่โรปได้ประดิษฐ์สิ่งที่

บัดนี้ มี ความสำาคัญระดับเดียวกับล้อรถ, แท่นพิมพ์, เครื่องจักรไอนำ้า , การโคลนนิ่ ง......
ไม่ว่าที่ ไหนในโลก คำาว่าประชาธิปไตยมีความหมายในเชิงพัฒนาการหรือ

ประวัติศาสตร์ อย่างลึกซึ้ง... โดยทัว่ ไป ประชาธิปไตยหมายถึงร้ปแบบการเมืองชนิ ดพิเศษที่
ประชาชน หรือตัวแทนบริหารประเทศโดยมีกฎหมายรองรับ ไม่ใช่บริหารโดยระบอบ

เผด็จการ ทหาร, พรรครวบอำานาจเบ็ดเสร็จ หรือกษัตริย์ ...... นั กคิดกล่่มหนึ่ ง

เห็นว่า บัดนี้ ระบอบประชาธิปไตยนั้ นได้ชัยชนะทัว่ โลกแล้ว หรืออ้างว่าประชาธิปไตย
นั้ นได้ กลายเป็ นค่ณงามความดีระดับสากลไปแล้ว...”

John Keane, ค.ศ. 2009 [3]

ระบอบประชาธิปไตยมีหลักการสำาคัญหลายข้อ ทีส
่ ำาคัญมี 7 ข้อ ได้แก่
1.
2.

หลักการอำานาจอธิปไตยเป็ นของประชาชน (People’s sovereignty),

หลักการการปกครองโดยประชาชนหรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่ งว่า การปกครองตนเอง (Self-Government) ซึ่งอาจ

เป็ นทางตรงหรือทางอ้อม,
3.
4.

หลักการเคารพเสียงข้างมาก (Majority Rule),

หลักการว่าด้วยความเสมอภาคทางการเมือง (Political freedom) หมายถึงสิทธิ และเสรีภาพทางการเมืองของ

สมาชิกท่กคนในสังคมที่มเี ท่าเทียมกัน, ไม่มีระบบอภิสิทธิใ์ นสังคม, ไม่มีระบบสองมาตรฐาน
5.
6.

หลักการการปกครองโดยกฎหมาย (Rule of Law)

หลักการว่าด้วยกระบวนการพิจารณาความตามกฎหมาย (Due process of law) ที่ให้ความย่ติธรรมแก่สมาชิกท่กคน

อย่างเสมอภาค เช่น การจับก่ม, การตรวจค้น, การสอบสวน, การยื่นฟ้ อง, และการตัดสินคดี ฯลฯ ไม่ใช่ทำาตาม
อำาเภอใจหรือความไม่เป็ นกลางของผ้้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐคน หนึ่ งคนใด
7.

หลักการการกระจายอำานาจในการบริหาร (Administrative decentralization) รัฐบาลกลางไม่ควรผ้กขาดอำานาจใน

การตัดสินใจในท่กเรื่อง ประชาชนในแต่ละท้องถิ่นควรมีอำานาจในการตัดสินใจด้แลและบริหารจัดการกิจการใน

ท้องถิ่นของตนเอง (Local Self Government) ทั้งนี้ กิจการใดที่บริหารโดยฝ่ ายรัฐบาลกลางหรือท้องถิ่นก็ควรเกิด
จากการปรึกษาหารือ และตัดสินใจร่วมกัน

ด้วยความหลากหลายดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักการที่วา่ เสียงประชาชนคือเสียงสวรรค์ ต้องเคารพเสียงส่วนใหญ่
ประชาชนคือส่วนทีส
่ ำาคัญที่ส่ดในระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งถ้อยคำาประวัติศาสตร์ของอับราฮัม ลิงคอล์น

– ประธานาธิบดีคน

ที่ 16 ของสหรัฐที่ว่า “โดยประชาชน เพื่อประชาชน และของประชาชน” [4] ระบอบการปกครองนี้ จึงมีมนต์เสน่ห์อย่างลำ้าลึก

์ ็นำาเอาคำาว่าประชาธิปไตยไปใช้ แม้ทำา
ปล่กเร้าจิตใจของคนจำานวนมาก ด้วยเหต่น้ ั น แม้แต่พวกนิ ยมเผด็จการและระบบอภิสท
ิ ธิ ก
สิ่งทีข
่ ัดกับหลักการหลายข้อข้างต้น แต่ก็ยังเรียกว่าประชาธิปไตย หรือปฏิเสธข้อกล่าวหาต่างๆ ทั้งนี้ เพื่อหวังให้ตนเองเป็ นที่น่า
นั บถือ มีเกียรติและความชอบธรรม และหวังทีจ
่ ะให้ระบอบการปกครองดังกล่าวได้รบ
ั การยอมรับจากประชาชนว่าเป็ น
ประชาธิปไตย

ระบอบประชาธิปไตยอาจไม่ใช่ระบอบการปกครองที่ดีที่ส่ด แต่เมื่อพิจารณาถึงหลักการที่หลากหลายซึง่ เป็ นที่ยอมรับ

ของคนส่วนใหญ่ มีกติกาทีฝ
่ ่ ายต่างๆสามารถเข้าไปแข่งขันกันอย่างย่ติธรรมและให้โอกาสแก่ท่กๆฝ่ าย และเมื่อเปรียบเทียบกับ
ระบอบการปกครองอื่นๆ และที่สำาคัญพิจารณาจากประสบการณ์ในอดีตของประเทศต่างๆจำานวนมากที่ได้ผา่ นระบอบการ

ปกครองหลายแบบ ในที่ส่ด ระบอบประชาธิปไตยก็ได้พิส้จน์ให้เห็นการเป็ นทางออกของการย่ติความขัดแย้งในแต่ละสังคม เกิด

การแข่งขันเสรี การตรวจสอบและขัดขวางอำานาจที่ฉ้อฉล การให้รางวัลแก่ผ้ชนะและการลงโทษผ้้กระทำาผิด สร้างค่ณธรรมให้ท่ก
ฝ่ ายเคารพกติกา ร้้แพ้ร้ชนะ สังคมมีระเบียบแบบแผน เมื่อสังคมมีกติกา มีความเสมอภาคและความย่ติธรรม การยอมรับระบบ
ความมัน
่ คง ความสามัคคีและสันติสข
่ ในสังคมก็บังเกิดขึ้น

ในหนั งสือที่ยกย่องกันเป็ นตำาราของวิชารัฐศาสตร์ ผ้้คนมักอ้างกันเรื่อยมาคือหนั งสือชื่อ Republic (สาธารณรัฐ ) เขียน

โดยเพลโต้ นั กปรัชญาชาวกรีกผ้้ย่งิ ใหญ่ (Plato, 429-347 B.C.) ในหนั งสือเล่มนี้ ผ้้เขียนให้ความสำาคัญต่อผ้้นำานั กปกครองที่เป็ น
นั กปราชญ์ด้วย (Philosopher King) ซึ่งหมายถึงผ้้นำาจำานวนน้อยทีท
่ รงความร้้และมีจริยธรรม บริหารรัฐเพื่อประโยชน์ส่ขของคน
ส่วนใหญ่ การตอกยำ้าแนวความคิดเช่นนี้ ทำาให้ในที่ส่ด คนที่ได้เรียนร้้จงึ เห็นว่านั กปราชญ์เช่นเพลโต้ มีแนวความคิดแบบชนชั้น
นำา (Elitist) ไม่เชื่อในสิทธิและเสรีภาพของคนส่วนใหญ่

ทีจ
่ ริง เพลโต้เขียนหนั งสือหลายเล่ม เล่มที่เพลโต้เขียนในตอนบั้นปลายของชีวิตและตำารารัฐศาสตร์ของไทยแทบไม่พ้ด

ถึงเลยก็คือ Laws (กฎหมาย) เป็ นเล่มสำาคัญเพราะหนั งสือดังกล่าวสะท้อนให้เห็นจ่ดยืนเพื่อประชาธิปไตยของเขา เพลโต้ได้

เขียนว่า ความปรารถนาที่จะเป็ นพลเมืองที่สมบ้รณ์ (Perfect citizen) นั้ นเป็ นค่ณธรรมหรือความดี (Virtue) อย่างหนึ่ ง ซึ่งเป็ นสิ่ง
ที่ต้องปล้กฝั งกัน หาใช่สิ่งที่ติดมากับท่กคนไม่ มน่ ษย์เกิดมาไม่อาจเป็ นพลเมืองที่สมบ้รณ์โดยอัตโนมัติ แต่จะต้องได้รบ
ั การปล้ก
ฝั งให้มีค่ณธรรมข้อหนึ่ ง นั่นคือ ความปรารถนาแรงกล้าที่จะเป็ นพลเมืองที่สมบ้รณ์ และการปล้กฝั งค่ณธรรมข้อนั้ นจะต้องเริม

ตั้งแต่เยาวชน

พลเมืองที่สมบ้รณ์จะต้องร้้ท้ งั หลักการปกครองและหลักการเป็ นผ้้ถ้กปกครอง เป็ นพลเมืองในสังคมที่ผ้บริหารมีวาระใน

การดำารงตำาแหน่ง และประชาชนซึ่งเป็ นพลเมืองที่สมบ้รณ์ก็สลับกันเข้าไปบริหารรัฐตามวาระที่กฎหมายกำาหนด การเมืองไม่ใช่

เรื่องของการผ้กขาดอำานาจเช่นที่ทำาในระบอบอำานาจนิ ยม ในแง่น้ ี ก็หมายความว่าเพลโต้เห็นด้วยกับแนวคิดว่าด้วยความสำาคัญ
และบทบาทของพลเมืองและรัฐประชาธิปไตย เพลโต้มีแนวคิดชนชั้นนำาในระยะแรกๆ (เนื่ องจากมวลชนตัดสินลงโทษเอาชีวิต
ของคร้ของท่าน คือ โสเครตีส (Socrates, 469-399 B.C.) แต่ตอนท้าย ท่านก็ช้ ีให้เห็นความสำาคัญและยอมรับแนวคิดว่าด้วย

ระบอบประชาธิปไตย [5] และต่อจากนั้ น อริสโตเติ้ล (Aristotle, 384-322 B.C.) ผ้เ้ ป็ นศิษย์ได้พัฒนาแนวคิดประชาธิปไตยให้

ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะความสำาคัญของบทบาทการมีสว่ นร่วมในการเมืองและกิจการสาธารณะของประชาชน และศักยภาพของ
มน่ ษย์ที่จะพัฒนายิ่งๆขึ้นไปเมื่อเขาเข้าร่วมในการจัดการ กิจการสาธารณะ [6]
กำำเนิ ดและกำรเติบโต

เอกสารที่ผ่านมาแทบท่กเล่มกล่าวตรงกันว่าประชาธิปไตยถือกำาเนิ ดครั้งแรกที่กรีซเมื่อ 2,600 ปี ก่อน ชาวกรีกในเวลา

นั้ นเรียกระบอบการปกครองนี้ ว่า Demokratia หรือระบอบการปกครองของประชาชนนั่นเอง เพราะคำาว่า kratos แปลว่าการ

ปกครอง ส่วนคำาว่า demos แปลว่า ประชาชน [7] คำาถามมีว่าเหต่ใดระบอบดังกล่าวจึงเกิดขึ้นที่นั่น คำาตอบก็คือเพราะที่นั่นมี
ปั จจัยสำาคัญ 4 ด้าน ดังที่จะได้กล่าวต่อไป

ในปี พ.ศ. 2552 นี้ มีงานสำาคัญ 2 ชิ้นปรากฏขึ้น คืองาน The Life and Death of Democracy (ชีวิตและความตายของ

ประชาธิปไตย) เขียนโดย John Keane เป็ นงานระดับสากล และงานอีกชิ้นหนึ่ งเป็ นงานของคนไทยคือ ตะวันออก-ตะวันตก...ใคร
สร้ำงโลก สมัยใหม่. เขียนโดย เอนก เหล่าธรรมทัศน์ [8] ประเด็นหนึ่ งที่จอห์น คีน เสนอคือ คำาว่าประชาธิปไตย มิใช่เกิดขึ้นใน
กรีซ แต่เกิดขึ้นในย่คไมซีเนี ยน (Mycenaean period) ระหว่าง 7-10 ศตวรรษก่อนหน้านั้ นในบริเวณตะวันออกของกรีซ และที่

สำาคัญ มีการค้นพบหลักฐานว่ามีช่มชนหลายแห่งทีป
่ กครองตนเองโดยใช้ระบบสภาช่มชน (self-governing assemblies) ในแถบ
ตะวันออกกลางที่ปัจจ่บันนี้ คือ ซีเรีย อิรก
ั และอิหร่าน และประเพณี ประชาธิปไตยดังกล่าวได้แพร่หลายไปยังอินเดียราว 1,500
ปี ก่อนคริศตกาล [9]

ข้อเสนอของจอห์น คีน สอดรับกับความเห็นหลักของเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ที่วา่ อารยธรรมตะวันออกนั้ นมีความยิ่ง

ใหญ่ในอดีต “ในช่วง ค.ศ. 500-1800 ตะวันออกเจริญก้าวหน้ากว่าตะวันตก และอารยธรรมที่ก้าวหน้าเหล่านั้ นได้เผยแพร่เข้าส่้

ตะวันตก... ต่อมา ด้วยย่ทธวิธีและโอกาสบางอย่างต่างหากทีท
่ ำาให้มหาอำานาจตะวันตกทั้งหลาย ค่อยๆไล่แซงหน้าตะวันออกไป
ได้ แต่นั่นก็ต้องใช้เวลาอีกราว 3 ศตวรรษ (จากปี ค.ศ. 1500 ที่ตะวันตกเริม
่ บ่กเบิกแล่นเรือไปสำารวจและค้าขายกับเอเชีย ...จับ
ทาสผิวดำาใน อัฟริกา และยึดครองทวีปอเมริกาทั้งมวล ) จึงทำาได้สำาเร็จ” [10]

โลกใบนี้ มีประชาชนที่หลากหลาย และส่วนใหญ่ทส
ี่ ่ดมีความสัมพันธ์กับกล่่มอื่นๆและเรียนร้้จากกัน แทบไม่มีกล่่มใดที่

อย่้อย่างโดดเดี่ยวตลอดไป ดังนั้ น การเคลื่อนย้ายและเลื่อนไหลของอารยธรรมจึงเป็ นปรากฎการณ์ปกติในสังคม คำาถามทีส
่ ำาคัญ
กว่า (ถ้าหากว่าข้อเสนอทั้งสองเป็ นจริง ) คือ 1. หากระบอบประชาธิปไตยมีมานานแล้วในเอเชียก่อนย่คกรีซ และ 2. หาก

อารยธรรมของตะวันออกยิ่งใหญ่เป็ นเวลานานก่อนที่จะถ้กตะวันตกแซงในระยะหลัง ) อะไรคือปั จจัยสำาคัญที่ทำาให้สังคมหนึ่ งเป็ น
ประชาธิปไตย ปั จจัยภายในของประชากร ช่มชน และรัฐมีบทบาทอย่างไร และสัมพันธ์อย่างไรกับปั จจัยระดับกลางนั่นคือ

สถาบันและโครงสร้างสังคมทีป
่ ระชากรของสังคมนั้ นสร้างขึ้น และสัมพันธ์อย่างไรกับปั จจัยภายนอกได้แก่สภาพสิ่งแวดล้อม เช่น

ขนาดและค่ณภาพของดิน แม่น้ าำ อากาศ ทำาเลที่ต้ งั และเพื่อนบ้านโดยรอบ ปั จจัยทั้งสามนี้ มีบทบาทอย่างไร และมีปฏิสม
ั พันธ์ต่อ
กันและนำาไปส่้การสร้างบทบาทใหม่ๆต่อสังคมนั้ นอย่างไรบ้าง

เอเชียเป็ นทวีปใหญ่ มีประชากรมากกว่าทวีปอื่น ทั้งยังมีความหลากหลาย และกระจายตัว ผิดกับย่โรปที่มีความใกล้ชิด

กันมากทั้งด้านทำาเลที่ต้ งั ภ้มิอากาศ สภาพเศรษฐกิจ ตลอดจนลักษณะร่วมทางภาษาและวัฒนธรรม หลายส่วนเกิดขึ้นตั้งแต่

จักรวรรดิโรมันทีท
่ ำาให้ย่โรปแทบทั้งหมดอย่้ภายใต้โครงสร้างอำานาจเดียวกัน หากเราคิดว่าตะวันออกจะกลับมายิ่งใหญ่ในศตวรรษ
นี้ เราก็ควรตอบคำาถามว่าความยิ่งใหญ่ทวี่ ่านั้ นคืออะไร การที่จีนประสบความสำาเร็จอย่างส้งทางเศรษฐกิจ เริม
่ แซงสหรัฐและ

ย่โรปในด้านการลงท่นและการส่งออก ฯลฯ “ศตวรรษที่ 21 คือ ศตวรรษของตะวันออก” อินเดียก็ประสบความสำาเร็จ เช่นเดียว
กับญี่ป่่น และ 4 มังกรน้อยแห่งเอเชีย (เกาหลีใต้-ไต้หวัน-ฮ่องกง-สิงคโปร์) แต่ประเทศอื่นๆ เล่า เช่น เกาหลีเหนื อ ฟิ ลิปปิ นส์

อินโดนี เซีย ไทย พม่า เนปาล ศรีลังกา เป็ นอย่างไร ตลอด 5 ศตวรรษที่ผ่านมา ไทยเคยมีอต
ั ราการเติบโตทางเศรษฐกิจส้งที่ส่ด
ในโลกในบางทศวรรษ ไม่เคยต้องเผชิญสงคราม โดดเด่นในด้านส่งเสริมการท่องเที่ยวและการติดต่อกับโลกตะวันตก และเป็ น

ศ้นย์กลางการบินที่สำาคัญระดับโลก แต่ยิ่งเวลาผ่านไป ความแตกต่างระหว่างรายได้ของผ้้คนในสังคมกลับนั บวันเป็ นปั ญหาใหญ่
การเมืองเรื่องประชาธิปไตยเกิดความแตกแยกขัดแย้งกันอย่างมากโดยเฉพาะ 3-4 ปี มานี้ ฯลฯ

กำรเดินทำงต่อของประชำธิปไตย

การปกครองตนเองในระดับช่มชนอย่างทีจ
่ อห์น คีน พ้ดถึงบริเวณเอเชียตะวันกลางและอินเดียเมื่อ 3 พันปี ก่อน คง

เป็ นสิ่งที่มีอย่จ
้ ริงและมีในบริเวณอื่นๆอีกหลายแห่ง ขึ้นอย่้กับว่านั กวิชาการมีข้อม้ลมากเพียงใด และมีความสนใจที่จะศึกษาและ

วิเคราะห์ว่า ประชาธิปไตยมีการพัฒนาอย่างไรในพื้ นที่ต่างๆ ความสำาคัญในทางวิชาการจึงไม่น่าจะอย่ท
้ ี่วา่ ประชาธิปไตยถือกำาเนิ ด
ในดินแดนใดเป็ นครั้งแรกของโลก เพราะท่กอย่างขึ้นอย่้กับข้อม้ลและความสามารถในการศึกษาค้นคว้าและการวิเคราะห์ (ที่
พัฒนาต่อเนื่ องมาเป็ นลำาดับ) แต่น่าจะอย่้ทวี่ ่าเราได้เรียนร้้อะไรบ้างจากข้อม้ลเท่าที่มีอย่้ และยังมีประเด็นใดอีกที่ต้องศึกษา
ค้นคว้าเพิ่มเติม

จากหลักฐานที่ปรากฏ การปกครองแบบประชาธิปไตยในกรีซซึ่งมีช่มชนมากมายบนเกาะต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่

เมืองเอเธนส์เมื่อ 2 พันกว่าปี ที่แล้ว มิได้เกิดขึ้นตั้งแต่แรกเริม
่ ของช่มชนนั้ น แต่เกิดขึ้นจากการต่อส้้กับระบอบราชาธิปไตยและ
อภิชนาธิปไตย (หรืออำามาตยาธิปไตย - Aristocracy). ประชาธิปไตยของเอเธนส์มิใช่เกิดขึ้นแบบทันทีทันใดหรือมีทฤษฎีช้ น
ี ำา

[11] แต่เป็ นผลของการคลี่คลายของภาวะเศรษฐกิจ-การเมืองและสังคมของชาวเอเธนส์ เช่น ในย่คราชาธิปไตย เมืองเอเธนส์มี
ทั้งสภาผ้้อาว่โส และสภาประชาชน (อย่างหลังประกอบด้วยชายท่กคนในกองทัพ) ตัวอย่างเช่น กรณี กษัตริย์ไม่มีผส
้ ืบเชื้ อสาย
สภาผ้้อาว่โสจะเป็ นผ้้คัดเลือกและขอความเห็นจากสภาประชาชน หรือระบอบอภิชนาธิปไตยที่อำานาจของข่นนางเพิ่มมากขึ้น
ทำาให้เสรีชนไม่พอใจ

ปั จจัยสำาคัญ 4 ข้อที่ก่อให้เกิดระบอบประชาธิปไตยในกรีซ ก็คือ หนึ่ ง วัฒนธรรมที่มีความอยากร้้อยากเห็น สงสัย ชอบ

ตั้งคำาถาม ใฝ่ ร้้ และแสวงหาคำาตอบ มีการศึกษาค้นคว้าและลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่ อง ดังคำาในภาษากรีกที่วา่ Philosophy ซึ่ง
แปลว่าความรักในความร้้ (ซึ่งส่งผลให้กรีซสร้างองค์ความร้้ท่ย
ี อดเยี่ยมในแทบท่กสาขาวิชา) [12] อีกคำาหนึ่ งก็คือ historia ซึ่ง

แปลว่า การค้นคว้าวิจัย [13] สอง วัฒนธรรมที่ชาวกรีกเห็นค่ณค่า , บทบาทและศักยภาพของมน่ ษย์, ให้ความ สำาคัญต่อความเป็ น
มน่ ษย์ ต่อการสร้างภ้มิปัญญา และต่อความร้้สึกนึ กคิดของมน่ ษย์ หรือที่เรียกว่าลัทธิมน่ ษยนิ ยม (Humanism) สำม วัฒนธรรม
ทางการเมืองแบบประชาธิปไตยที่เน้นให้ความสำาคัญของกิจการสาธารณะ (Public affairs) เหนื อกว่าธ่รกิจส่วนตัว และความ
สำาคัญของการที่พลเมืองแต่ละคนควรเข้าร่วมในการบริหารจัดการกิจการดังกล่าว หรือที่ปัจจ่บันชอบเรียกว่าการมีสว่ นร่วม

ทางการเมืองของประชาชน มีการยกย่องวัฒนธรรมเหล่านั้ นและด้ถ้กเหยียดหยามคนที่ไม่เอาใจใส่ในเรื่องส่วนรวม สนใจแต่เรื่อง
ธ่รกิจและผลประโยชน์ของตนเอง [14] สี่ ทำาเลที่ต้ งั และทรัพยากรธรรมชาติอันอ่ดมสมบ้รณ์ของกรีซโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมืองท่า
เกาะจำานวนมากของกรีซ สร้างเมืองท่าที่ยอดเยี่ยม มีอากาศที่ไม่หนาวจัดหรือร้อนจัด สามารถเดินเรือได้ตลอดปี ล้อมรอบด้วย
เมืองใหญ่แทบท่กทิศถึง 3 ทวีปทีม
่ ีการค้าขายและต้องการสินค้าต่างๆ และ ห้ำ บวก กับศักยภาพทางการผลิตภาคเกษตรและ

หัตถกรรม มีสินค้าสำาคัญทีเ่ ป็ นที่ต้องการอย่างมาก เช่น เหล้าอง่่น นำ้ามันมะกอก เครื่องปั้ นดินเผา แพรพรรณ ไม้ โลหะภัณฑ์
โดยเฉพาะเครื่องมือและอาว่ธที่ทำาด้วยเหล็กค่ณภาพดี ฯลฯ ชนชั้นพ่อค้า เจ้าของธ่รกิจ ช่างฝี มือ แรงงานรับจ้างจึงเพิ่มพ้น

อำานาจและบทบาททางเศรษฐกิจ ต้องการแรงงานทาสจำานวนมาก ยิ่งมีการผลิตเหรียญจากโลหะ ก็ได้กลายเป็ นเครื่องมือสำาคัญ
ในการส่งเสริมการค้าขายและเพิ่มพ้นโภคทรัพย์ [15]

อำานาจและบทบาททางเศรษฐกิจที่เติบใหญ่ทำาให้พวกเขาคัดค้านการผ้กขาดอำานาจของระบอบราชาธิปไตยและอภิชนา

ธิปไตย พวกเขาต้องการอำานาจ สิทธิและเสรีภาพที่ให้หลัก ประกันแก่พวกเขาในทางเศรษฐกิจ ตลอดจนอำานาจและบทบาท
ทางการเมืองและการบริหารช่มชนของพวกเขา และนั่นคือระบอบประชาธิปไตยเพื่อพวกเขาและช่มชนของพวกเขา

ประชาธิปไตยของเอเธนส์เป็ นประชาธิปไตยทางตรง (Direct democracy) เป็ นระบอบประชาธิปไตยที่ชายชาวกรีกท่กคนที่มีอาย่

18 ปี ขึ้นไปและผ่านการเป็ นทหาร 2 ปี มีสิทธิและเสรีภาพเท่าเทียมกัน เป็ นพลเมืองที่สมบ้รณ์ มีสภาผ้้แทนฯ พลเมืองแต่ละคน

ไม่วา่ มีรายได้หรือทรัพย์สินเท่าใดสามารถเข้าไปในสภาเพื่อออกความเห็นและตัดสินใจในกิจการสาธารณะได้ท่กเรื่อง (เช่น อัตรา
ภาษี, การบริหารเมือง, นโยบายต่างประเทศ, และศาสนา) พลเมืองผลัดเปลี่ยนกันทำางานในสภาและเป็ นล้กข่นในการตัดสินคดี

ความต่างๆ ส่วนสตรี ทาส และคนต่างด้าวมิได้เป็ นพลเมือง จึงไม่มีสท
ิ ธิเสรีภาพหรือบทบาททางการเมืองใดๆ ดังที่ได้กล่าวมา
ข้างต้น [16]

การปกครองของประชาชนชาวเอเธนส์เริม
่ ก่อร่างในสมัยโซลอน (Solon, 638-558 B.C.) ในระยะดังกล่าว พลเมืองมี

สิทธิในการเลือกตั้งและสมัครรับเลือกตั้งเข้าไปเป็ นผ้้แทนเพื่อทำางานในสภาและเป็ นฝ่ ายบริหาร ผลัดเปลี่ยนกันเป็ นล้กข่น

(juror) คำาที่ใช้ในเวลานั้ นสำาหรับระบอบการปกครองดังกล่าวมีเพียงคำาว่า Eunomia (Good order – ระบอบที่ดี) ผลงานสำาคัญของ
โซลอนคือ การปฏิร้ปเศรษฐกิจเพื่อช่วยเหลือชาวนาจนยอมให้ช่างฝี มือต่างชาติที่อพยพเข้าไปได้เป็ นพลเมืองของเอเธนส์ มีการ
แก้ไขกฎหมายเพื่อแบ่งพลเมืองตามระดับของรายได้ ทั้งนี้ เพื่อให้ชาวเอเธนส์ท่กคนไม่ว่าจะมีรายได้เท่าใดเป็ นพลเมืองที่มีสท
ิ ธิ
เลือกตั้ง และรับการเลือกตั้งเข้าไปในสภาได้ เป็ นล้กข่นได้ แต่ไม่มส
ี ิทธิในการเข้ารับตำาแหน่งบริหาร [17]

ต่อมาในย่คของไคลธีนิส (Cleisthenes, 565-500 B.C.) ซึ่งได้รบ
ั การยกย่องว่าเขาคือผ้้สถาปนาระบอบประชาธิปไตยของ

เอเธนส์ (Creator of Athenian democracy) ก็ได้เกิดคำาใหม่คือ Isonomia (หรือ Political equality – ความเสมอภาคทางการ

เมือง) เข้าแทนทีค
่ ำาว่า ระบอบทีด
่ ี ผลงานของไคลธีนิสคือ การลดอำานาจของชนชั้นข่นนาง แบ่งเขตการเมืองให้มากขึ้น พร้อม

กับเพิ่มสิทธิและเสรีภาพให้แก่พลเมืองท่กคน ชาวกรีกท่กคนรวมทั้งเกษตรกรที่ไร้ที่ดินทำากินมีสิทธิเสรีภาพเท่ากัน ให้พลเมือง

ในแต่ละเขตปกครองตนเอง แต่ละช่มชนต่างๆมีสภาของตนเอง เน้นหลักความเป็ นอิสระของแต่ละช่มชน ร้ปแบบการปกครอง
ของเมืองเอเธนส์ท้ งั หมดจึงมีลักษณะทีป
่ ั จจ่บันเรียกว่า สมาพันธรัฐ (Confederation) ไคลธีนิส ได้จัดตั้งมาตรการที่เรียกว่า

ostracism หมายถึงสภาของพลเมืองสามารถลงมติขับไล่สมาชิกที่ไม่ได้รบ
ั ความไว้วางใจจากประชาชน ผ้ท
้ ่ถ
ี ้กขับออกจากสภาจะ
ต้องถ้กเนรเทศออกจากเมืองเป็ นเวลาถึง 10 ปี [18]

จนกระทัง่ ถึงย่คของ เพรีคลิส (Pericles, 490-429 B.C.) จึงเกิดคำาว่า Demokratia เข้าแทนที่ และหมายถึงหลักการ

สำาคัญคือ การปกครองโดยระบบกฎหมาย, เสรีภาพ และเสมอภาค ดังส่นทรพจน์ของเขาในปี 430 ก่อนคริสตกาล ต่อไปนี้

“อันรัฐบาลของเรานั้ น จะได้ลอกแบบการปกครองมาจากประเทศเพื่อนบ้าน

ก็หามิได้ เราเป็ นตัวอย่างให้เขา มิใช่เขาเป็ นตัวอย่างให้เรา การปกครองของเรานั้ น
เรียกว่าประชาธิปไตย เพราะเหต่ว่ามิได้อย่้ในมือของคนจำานวนน้อย หากอย่้ในมือ

ของคนจำานวนมาก แต่กฎหมายของเราก็ให้ความย่ติธรรมเสมอหน้ากันหมด... เรา

เปิ ดโอกาสให้ท่กคนมีส่วนในการปกครองประเทศ...ในทางส่วนรวม เราทำากฎหมาย

อย่างเคร่งครัด ... เราเคารพกฎหมาย รวมทั้งกฎหมายอันมิได้จารึกเป็ นลายลักษณ์อักษร
.... พลเมืองของเราทำาการทั้งเพื่อส่วนตัวและส่วนรวม และไม่ปล่อยธ่รกิจส่วนตัวมาก
มายมาทำาลายความเอาใจใส่เรื่องกิจการของรัฐ เราผิดกับรัฐอื่นๆ ตรงที่ถือว่าคนที่ไม่
มีสว่ นร่วมใดๆในกิจการสาธารณะ สนใจแต่เพียงธ่รกิจของตัวเอง นั บเป็ นคนไร้ค่า

และเราชาวเอเธนส์สนใจและตัดสินใจปั ญหาของส่วนรวมก็เพื่อตัวเราเอง หรืออย่าง

น้อยก็พยายามเข้าใจปั ญหาเหล่านั้ นให้ดี ด้วยเชื่อมัน
่ ว่าข้อขัดแย้งต่างๆไม่ใช่จะทำาให้

เราไม่ทำาอะไร ตรงกันข้าม ต้องถกเถียงกันก่อนจึงจะได้ข้อสร่ป แล้วค่อยลงมือ...” [19]

ถ้อยคำาข้างต้นนี้ สะท้อนให้เห็นจิตวิญญาณประชาธิปไตย (Democratic spirits) ทีช
่ าวเอเธนส์ได้สร้างขึ้น และห้อมล้อม

หลักการที่สำาคัญ 5 ข้อคือ 1. การปกครองด้วยระบบกฎหมาย 2. ความเสมอภาคทางการเมือง 3. เสรีภาพทางการเมืองของ
พลเมือง 4. การให้ความสำาคัญต่อผลประโยชน์สาธารณะ และ 5. หลักการการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน

การให้ความสำาคัญต่อระบบกฎหมาย, สิทธิและเสรีภาพตลอดจนความเสมอภาคของประชาชนที่มีมากขึ้นเป็ นลำาดับ และ

ลิดรอนอำานาจการปกครองของกษัตริย์และข่นนางได้สะท้อนให้เห็นพัฒนาการอย่างเป็ นขั้นตอนของระบอบประชาธิปไตย

บทบาทและอำานาจทางเศรษฐกิจรวมทั้งจิตสำานึ กของชาวกรีก โดยเฉพาะของเสรีชนที่เพิ่มขึ้นผลักดันให้ระบอบการเมืองมี

ลักษณะเปิ ดกว้างมากขึ้น เอื้ อประโยชน์ให้แก่ประชาชนมากขึ้นๆ จนเกิดระบอบการปกครองของพลเมืองและโดยพลเมือง
แทนที่ระบอบเอกาธิปไตยและคณาธิปไตย [20]

ระบอบประชาธิปไตยของเอเธนส์ ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี 479 – 322 ก่อนคริสตกาล (ดำารงอย่้ราว 157 ปี ) มิได้ตกลงมา

จากฟ้ าหรือได้รบ
ั การมอบให้จากชนชั้นนำาซึ่งเป็ นคนกล่่มน้อย แต่เป็ นการผลักดันและต่อส้้เพื่อให้อำานาจ สิทธิและเสรีภาพเป็ น

ของเสรีชนซึ่งเป็ นคนส่วนใหญ่ [21] การปฏิวัตป
ิ ระชาธิปไตยของเอเธนส์เกิดขึ้นและพัฒนาขณะที่รฐั อื่นๆของกรีซที่อย่้ใกล้เคียง
ปกครองด้วยระบอบคณาธิปไตย ด้วยเหต่น้ ี เอเธนส์จึงถ้กรัฐอื่นมองเป็ นศัตร้ และเพื่อมิให้ล่กลามไปยังรัฐอื่นๆ เอเธนส์จึงถ้ก
ร่กรานและทำาลายในเวลาต่อมา [22]

การที่โรมันเป็ นจักรวรรดิทค
ี่ รอบครองดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาล และปกครองประชาชนจำานวนมาก และเพื่อธำารง

รักษาสถานภาพและอำานาจดังกล่าว ระบอบการปกครองที่ให้สท
ิ ธิและเสรีภาพตลอดจนความเสมอภาคแก่ประชาชนจึงไม่อาจ
เกิดขึ้นได้ ความหมายของคำาว่าพลเมืองที่กรีกใช้โดยหมายถึงผ้ม
้ ีสิทธิเสรีภาพและอำานาจในการบริหารรัฐ จึงเปลี่ยนไปเป็ น

ราษฎร หรือผ้้ถ้กปกครอง (Subjects) ที่ไม่มีสิทธิเสรีภาพใดๆ มีเพียงหน้าที่ท่ต
ี ้องฟั งคำาสัง่ จากผ้ป
้ กครองและปฏิบัติตาม แต่แม้

ไม่มีการพัฒนาประชาธิปไตยในจักรวรรดิโรมัน แต่การให้ความสำาคัญต่อกฎหมายและเคารพกฎหมายในจักรวรรดิโรมันก็ได้กลาย
เป็ นหลักการสำาคัญของการปกครองในย่คต่อๆมารวมทั้งย่คของระบอบประชาธิปไตย [23]

ระบอบประชาธิปไตยกลับมาอีกครั้งอย่างค่อยเป็ นค่อยไปในทวีปย่โรปเมื่อได้เกิดการเติบโตของการค้าและชนชั้นพ่อค้า

ในตอนปลายของย่คกลาง (Middle Ages, ค.ศ. 476-1300) การค้าขายที่ขยายตัวทำาให้เกิดเมืองอันเป็ นศ้นย์กลางการแลกเปลี่ยน
และศ้นย์ขนถ่ายสินค้าตามจ่ดต่างๆทัว่ ทั้งทวีป เมืองเหล่านั้ นกลายเป็ นที่ส้องส่มของพ่อค้าที่รำ่ารวยทั้งกำาลังทรัพย์ , ประสบการณ์
และความร้้-ความคิดอ่านที่สะสมมาจากการค้าขายในท่กสารทิศ เกิดความต้องการในสินค้า ทำาให้ต้องเพิ่มการผลิต ต้องการ

แรงงานเพิ่ม เกิดการรวมตัวกันของช่างฝี มือเป็ นสมาคมช่างฝี มือ (Gilds) ยิ่งผลักดันให้แรงงานไพร่หลบหนี ออกจากแว่นแคว้น
ศักดินาเข้ามาอย่้ในเมือง จนเกิดความขัดแย้งกับระบอบศักดินาซึ่งต้องการควบค่มแรงงานไพร่ทาสไว้ ฯลฯ

ในที่ส่ด ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 10 เป็ นต้นมา เมืองเหล่านี้ จึงเติบโตขึ้นและแตกต่างจากแว่นแคว้นศักดินาทั้งหลาย

เพราะเมืองเป็ นศ้นย์กลางของเหล่าพ่อค้าและแรงงานเสรี ชาวเมืองสามารถบริหารเมืองได้อย่างเป็ นอิสระ อีกทั้งได้รบ
ั การ

ค้่มครองชีวิตและทรัพย์สิน โดยพ่อค้าได้ให้เงินตราและ/หรือสินค้าแก่กษัตริย์และเจ้าแคว้นศักดินาต่างๆ เป็ นการตอบแทน มี
การจัดทำาข้อตกลงระหว่างทั้งสองฝ่ ายเรียกว่าข้อตกลงเมือง (City Charter) ไพร่ทาสหนี การจองจำาของแว่นแคว้นศักดินาเพื่อ
แสวงหาเสรีภาพและโอกาสใหม่ๆในเมือง

สิทธิของพ่อค้าและแรงงานเสรีในเมืองทำาให้เกิดความจำาเป็ นในการด้แลและบริหารเมือง มีการแต่งตั้งเจ้าหน้าทีจ
่ ำานวน

หนึ่ งเพื่อด้แลปั ญหาต่างๆของเมือง ซึ่งค่อยๆนำาไปส่้การเสริมสร้างจิตสำานึ กของชาวเมือง และเล็งเห็นความจำาเป็ นในการจัดการ
ปั ญหาต่างๆของเมืองโดยชาวเมือง เช่น ถนน สะพาน แสงสว่างริมถนน นำ้าประปา ที่อาบนำ้าสาธารณะ ขยะ ทางเท้า ฯลฯ นี่ คือ

กำาเนิ ดของประชาธิปไตยของเมืองหรือของท้องถิ่น (Local democracy) ชาวเมืองเห็นความสำาคัญของการเลือกตั้งตัวแทนเข้าไป
นั ่งในสภาท้องถิ่นเพื่อทำาหน้าที่ออกข้อกฎข้อบังคับและแต่งตั้งผ้้บริหารช่มชนนั้ น สิทธิและหน้าที่ของชาวเมือง การสร้างอัต
ลักษณ์ของเมืองหรืออัตลักษณ์ท้องถิ่น ฯลฯ

การปกครองตนเองในระดับท้องถิ่น (Local self government) มิใช่กระบวนการที่เกิดขึ้นทันทีทันใด แต่เป็ นผลพวงของ

การเติบโตของการค้า การผลิต รายได้ที่เพิ่มพ้นของพ่อค้า เจ้าของธ่รกิจต่างๆ ช่างฝี มือ และแรงงานเสรีท่เี พิ่มขึ้นๆ บวกกับการ
แลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม การเรียนร้้จากเมืองต่างๆ หมายความว่าเศรษฐกิจที่เติบโตบวกกับวัฒนธรรมที่หลากหลาย นำาไปส่้
การปฏิเสธระบบศักดินา และการสร้างระบบเศรษฐกิจการเมืองแบบใหม่ที่สมาชิกแต่ละคนมีบทบาทในการบริหาร พื้ นที่
ประชาธิปไตยท้องถิ่นที่เติบใหญ่ในระหว่างศตวรรษที่ 10 ถึง 14 ได้กลายเป็ นลักษณะพื้ นฐานทางการเมืองอันจะนำาไปส่้
ประชาธิปไตยระดับชาติในขั้นถัดไป [24]

นั บตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 เป็ นต้นมา มีเมืองที่เติบโตจากการค้าขายและการผลิตเป็ นจำานวนมาก เช่น เวนิ ส เจนั ว

ฟลอเรนซ์ มิลาน ในอิตาลี, มาร์เซยส์ ดีจ็อง ต้ล้ส ปารีส ในฝรัง่ เศส , สตร๊าสบวร์ก ไมนซ์ โคโลญจ์ ในเยอรมนี , บร๊จ
้ ก๊องต์

บรัสเซลส์ ในเบลเยี่ยม, อันทเวิรป
์ ในฮอแลนด์ อ๊อกซฟอร์ด, นอริช ลอนดอน ในอังกฤษ, วอร์ซอว์ เคียฟ โนฟการัด โพสท์นัน
คราโคว์ ในย่โรปตะวันออก และแต่ละเมืองล้วนมีประสบการณ์ในการสร้างระบบการปกครองตนเองเพิ่มขึ้นเป็ น ลำาดับ [25]
แต่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 10 – 18 มีปัจจัยสำาคัญอีกหลายอย่างนอกจากการเติบโตของเมืองและการเติบโตของ

ประชาธิปไตยในท้องถิ่นที่ทำาให้เกิดการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระดับชาติ ได้แก่ การเสื่อมและสิ้นส่ดลงของระบบ

ศักดินา, การเติบโตของรัฐชาติและระบอบกษัตริย์ , การเกิดขึ้นของการฟื้ นฟ้ศิลปะวิทยาการ (Renaissance) ซึ่งนำาไปส่้การให้

ความสำาคัญแก่ลัทธิมน่ ษยนิ ยม (Humanism) การพัฒนาการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ซึ่งนำาไปส่้การเสนอทฤษฎีวา่ ด้วยโลกกลม, การ
เดินทางพบโลกใหม่, ลัทธิล่าอาณานิ คม, ลัทธิพาณิ ชย์นิยม (Mercantilism), การปฏิร้ปศาสนา (Reformation), และการปฏิวัติ
อ่ตสาหกรรม (Industrial Revolution)

เราจะพบว่าเมื่อ John Locke (ค.ศ. 1623-1704) เสนอแนวคิดสำาคัญเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยทีว่ ่า “ระบอบการ

ปกครองที่จะต้องได้รบ
ั ความเห็นชอบของประชาชน” ความคิดดังกล่าวก็คือความคิดของคนชั้นกลางในอังกฤษที่เกิดหลังจาก

ความพยายามของข่นนางอังกฤษที่ต้องการมีสิทธิมีเสียงในการบริหารประเทศของกษัตริย์อังกฤษเริม
่ เมื่อ 4 ศตวรรษก่อน แต่ใน
ความเป็ นจริง กล่่มคนที่เรียกร้องเสรีภาพในการนั บถือศาสนาในอังกฤษและคนชั้นกลางที่ใฝ่ หา เสรีภาพทางการเมืองได้เริม
่ มี
บทบาทแล้วตั้งแต่สมัยพระเจ้าเฮนรีท
่ ่ี 8 (ค.ศ. 1491-1547) จนกระทัง่ พวกเขาหนี ไปตั้งรกรากในอเมริกา ไม่ยอมรับลัทธิล่า

อาณานิ คม ต้องการสถาปนารัฐประชาธิปไตย เช่นเดียวกับการล่กขึ้นคัดค้านระบบศักดินาของคนชั้นกลางและชั้นล่างใน ฝรัง่ เศส
ในปี ค.ศ. 1789 [26]

จากการสำารวจการเกิดขึ้นและพัฒนาการของประชาธิปไตยระดับชาติในประเทศที่พัฒนาแล้ว เราพบร้ปแบบพัฒนาการ

ของประชาธิปไตยอย่างน้อย 5 ร้ปแบบ คือ 1. ร้ปแบบวิวัฒนาการ (Evolution model) 2. ร้ปแบบการปฏิวัตข
ิ องอเมริกัน

(American Revolution model) 3. ร้ปแบบการปฏิวัติของฝรัง่ เศส (French Revolution model) 4. ร้ปแบบการสถาปนาระบอบ

ประชาธิปไตย (Creation of Democratic Regime model) และ 5. ร้ปแบบการสถาปนาเผด็จการทหารและถ้กพลังประชาธิปไตย
ขับไล่ (Creation of Military Dictatorship model)
1. รูปแบบวิวัฒนำกำร

“โดยธรรมชาติ คนเราล้วนเกิดมามีเสรี เท่าเทียมกัน และมีอิสรภาพ

ไม่มีใครทีจ
่ ะถ้กผลักไสออกจากที่พักของตน หรือต้องตกอย่้ใต้อำานาจ

การปกครองของผ้้อ่ น
ื โดยทีเ่ จ้าตัวไม่ยินยอมพร้อมใจ...”

John Locke, ค.ศ. 1632-1704

หมายถึงระบอบประชาธิปไตยทีม
่ ีพัฒนาการมายาวนาน ผ่านการต่อส้้ระหว่างสถาบันต่างๆ และได้จัดการแก้ไขข้อขัด

แย้งต่างๆมาแล้วหลายครั้ง จนฝ่ ายต่างๆยอมรับกติกาต่างๆร่วมกัน ส่งผลให้สถาบันดั้งเดิมและสถาบันใหม่อย่้รว่ มกันได้

ตัวอย่างสำาคัญของร้ปแบบนี้ คืออังกฤษทีข
่ ่นนางคัดค้านการใช้อำานาจของกษัตริย์ (พระเจ้าจอห์น, ค.ศ. 1199-1216) เกิดการ

บังคับให้กษัตริย์ยอมรับกฎบัตรทีเ่ รียกว่า Magna Carta ในปี ค.ศ. 1215 ซึ่งระบ่วา่ กษัตริย์ต้องอย่้ใต้กฎหมายเช่นเดียวกับคน
อื่นๆในรัฐ และไม่อาจเก็บภาษีหากมิได้รบ
ั การยินยอมจากข่นนาง Magna Carta จึงถือเป็ นจ่ดสิ้นส่ดของระบอบ

สมบ้รณาญาสิทธิราชย์ของอังกฤษ ส่วนรัฐสภาซึ่งประกอบ ด้วยข่นนาง พ่อค้า และสามัญชนหรือกล่าวได้อีกอย่างหนึ่ งว่าเป็ น

ตัวแทนของท่กฝ่ ายรวมทั้งเมืองและชนบทได้เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1295 และแม้วา่ มีกษัตริย์หลายพระองค์ท่ไี ม่ยอมรับกฎบัตรดัง
กล่าว มีการต่อส้้และขัดแย้งกันหลายครั้ง จนกษัตริย์บางองค์ถ้กข่นนางถอดถอน บางองค์ถ้กประหาร เช่น ชาร์ลสที่ 1 ในปี

ค.ศ. 1649 เนื่ องจากพระองค์ย่บสภาในปี ค.ศ. 1625 บริหารประเทศแบบเอกาธิปไตย และได้ฉ้อฉลอำานาจหลายครั้ง [27] การ
ปฏิวัติอันร่่งโรจน์ (Glorious Revolution, 1688-89) จบลงด้วยการถอดถอนกษัตริย์ เจมส์ท่ี 2 เนื่ องจากบริหารประเทศแบบ

เผด็จการ รัฐสภาได้ยึดก่มอำานาจการบริหารและแต่งตั้งกษัตริย์องค์ใหม่ ชัยชนะครั้งนี้ ทำาให้ระบอบสมบ้รณาญาสิทธิราชย์ส้ น
ิ ส่ด
ลง และเป็ นจ่ดเริม
่ ต้นของระบอบกษัตริย์ใต้รฐั ธรรมน้ ญมาจนถึงย่คปั จจ่บัน [28]
2. รูปแบบกำรปฏิวัติอเมริกัน

“ข้าพเจ้าได้สาบานต่อหน้าแท่นแห่ง พระผ้้เป็ นเจ้าว่า จะขอ
เป็ นปฏิปักษ์กับทรราชท่กร้ปแบบที่ ครอบงำาจิตใจผ้้คนตราบชัว่ นิ รน
ั ดร์ ”

Thomas Jefferson, ค.ศ. 1743-1825

การปฏิวัติของอเมริกันในปี ค.ศ. 1776 เป็ นการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่มีลักษณะเฉพาะหลายด้าน ทีส
่ ำาคัญคือ

ผ้้คนส่วนใหญ่ที่ประกอบกันเป็ นชาวอเมริกันร่่นแรกๆนั้ นหลบหนี ภัยของระบอบเผด็จการในอังกฤษ หลายคนในหม่้พวกเขามี

อ่ดมการณ์เพื่อสิทธิเสรีภาพของมน่ ษย์ ความเสมอภาค และระบอบการปกครองทีเ่ ป็ นธรรม พวกเขามีการศึกษาดี บวกกับการ

สร้างช่มชนบนแผ่นดินที่ไม่ถ้กครอบงำาด้วยวัฒนธรรมศักดินา โอกาสในการจัดระบบการปกครองตนเองในระดับท้องถิ่นตลอดจน
โลกใหม่ที่มีดินแดนกว้างใหญ่ มีทรัพยากรธรรมชาติอ่ดมสมบ้รณ์และเปิ ดโอกาสให้แก่ท่กคนในการสร้างสรรค์ชีวิตใหม่ เมื่อ

อังกฤษปกครองอาณานิ คมในแผ่นดินใหม่แบบกดขีข
่ ่มเหงเกินกว่าที่เสรีชนจะรับได้ พวกเขาจึงล่กขึ้นส้้ด้วยระบบการจัดองค์กร

และกองทัพประชาชน และด้วยอ่ดมการณ์แบบเสรีชนที่นำามาจากโลกเก่าผสมผสานกับวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในสังคมใหม่ พวกเขา

ได้สถาปนาสาธารณรัฐขึ้นพร้อมกับกฎหมายรัฐธรรมน้ ญที่ประกันสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของเสรีชน เคารพอำานาจและ
สิทธิของแต่ละรัฐ วางหลักประกันการตรวจสอบรัฐบาล และระบบการถ่วงด่ลอำานาจของ 3 ฝ่ าย เพื่อป้ องกันมิให้เกิดระบอบทร
ราชย์เช่นในย่โรป และเคารพหลักการปกครองตนเองในระดับท้องถิ่น [29]

แต่คำาว่าประชาธิปไตยที่รบ
ั ร้้กันในโลกย่คปั จจ่บันก็ไม่เคยปรากฏในคำาประกาศอิสรภาพของคนอเมริกันแม้แต่ครั้งเดียว

[30] ทั้งนี้ เป็ นเพราะ “คนอเมริกันมิได้เกิดมามีเสรีและเป็ นประชาธิปไตยตามนิ ยามในย่คปั จจ่บัน พวกเขาเป็ นประชาธิปไตยที่
สำาคัญก็เพราะการปฏิวัติในปี ค.ศ. 1776 นั ่นเอง” [31] ในการปฏิวัติครั้งนั้ น คนอเมริกันเป็ นกบฏต่อระบบกษัตริย์ของอังกฤษ

พวกเขาดิ้นรนเสาะหาการปกครองแบบใหม่ที่สอดรับกับสังคมใหม่ ท่ามกลางผ้ค
้ นที่หลากหลายทั้งความคิด เชื้ อชาติ วัฒนธรรม
ชนชั้นนำาการปฏิวัติอเมริกันได้วางรากฐานของระบอบการเมืองที่เคารพสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ความเสมอภาคภายใต้

กฎหมาย การตรวจสอบฝ่ ายบริหาร ระบบตัวแทนของมลรัฐและความเป็ นอิสระของท้องถิ่น ประกันเสรีภาพในการพัฒนาชีวิต
และแสวงหาความส่ข

ด้วยรากฐานดังกล่าว ระบอบการเมืองของสหรัฐจึงมีลักษณะเปิ ด และขยายโอกาสให้พลเมืองกล่่มอื่นๆได้สิทธิเสรีภาพ

เท่าเทียมในภายหลัง เช่น การยกเลิกระบบทาส ให้คนผิวดำามีสิทธิเท่าเทียมกับคนผิวขาวหลังสงครามกลางเมืองในปี ค.ศ. 1870
ส่วนสตรีท่กผิวสีมีสท
ิ ธิเลือกตั้งทัดเทียมกับชายในปี ค.ศ. 1920 และผ่านการต่อต้านการเหยียดผิว และต่อส้้เพื่อความเสมอภาค

ของคนผิวดำาในช่วงทศวรรษ 1950-60 มาจนถึงการเลือกตั้งบารัก โอบาม่าเป็ นประธานาธิบดีในปี ค.ศ. 2008 [32] สะท้อนให้เห็น
อ่ดมการณ์ที่ก้าวหน้า, วิสัยทัศน์และความสามารถของคนอเมริกันในศตวรรษที่ 18 ทีอ
่ อกแบบระบอบการเมืองให้มีความสามารถ

รองรับการเปลี่ยนแปลงได้ตลอด 2 ศตวรรษเศษที่ผ่านมา ใครจะคิดว่าจะมีผ้คนในประเทศใดที่ส้เพื่อเอกราช สร้างรัฐใหม่และ

สามารถแปรอ่ดมการณ์และวิสัยทัศน์แบบประชาธิปไตยให้เป็ นจริง และยัง่ ยืนได้เมื่อปี ค.ศ. 1776 หรือ พ.ศ. 2319 ขณะที่ในเวลา
เดียวกันนั้ น อย่ธยาถ้กทำาลายย่อยยับ สยามรัฐเพิ่งขับไล่พม่าออกไป และกำาลังจะมีเมืองหลวงแห่งใหม่คือกร่งเทพฯ แต่ระบอบ
การเมืองการปกครองยังคงเป็ นแบบเก่า
3. รูปแบบกำรปฏิวัติฝรัง่ เศส

“รัฐบาล ปฏิวัติก็คือระบอบเผด็จการของเสรีภาพที่อย่้เหนื อระบอบทรราชย์”

Maximilien Robespiere, ค.ศ. 1758-1794

การเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองการปกครองของฝรัง่ เศสในปี ค.ศ. 1789 ถือกันว่าเป็ นการปฏิวัตท
ิ ี่ยิ่งใหญ่เพราะ

เป็ นการล่กขึ้นส้้ของประชาชนทัว่ ประเทศเพื่อต่อต้านและล้มล้างระบอบการปกครองและสังคมเก่า (Ancien regime). เป็ นการ

ปฏิวัติครั้งสำาคัญที่ส่ดครั้งแรกของโลก เพราะนี่ คือการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่จากล่างส่้บนเป็ นครั้งแรก (การปฏิวัติอเมริกัน
เกิดก่อนการปฏิวัตข
ิ องฝรัง่ เศสก็จริง แต่เป็ นเพียงการต่อส้้เพื่อเอกราช ขับไล่ลัทธิอาณานิ คมออกไป ส่วนโครงสร้างทางการเมือง
และสังคมเป็ นการสถาปนาของใหม่ข้ น
ึ มา ไม่มีการโค่นล้มสังคมแบบเก่า การปฏิวัตข
ิ องฝรัง่ เศสเริม
่ ต้นที่สามัญชนปฏิเสธสภา

ข่นนางแล้วสถาปนาสภาประชาชนขึ้นแทน ค่กบาสติลในฐานะค่กที่กักขังนั กโทษการเมืองถ้กทำาลาย หมายถึงการสิ้นส่ดลงของโซ่
ตรวนทางความคิดและร่างกาย พระเจ้าหล่ยส์ที่ 16 และพระราชินีถ้กสภาประชาชนตัดสินให้ประหารชีวิต ชาวนาในชนบทล่กขึ้น
โค่นล้มชนชั้นเจ้าที่ดิน จับก่มเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยเฉพาะฝ่ ายเก็บภาษีอากร ยึดทรัพย์สินของคนรวยมาแบ่งสรรให้คนจน ยึด

ศาสนจักรที่ถ้กควบค่มโดยพระชั้นส้ง สถาปนาองค์กรปกครองตนเองในระดับท้องถิ่น และให้สภาประชาชนออกกฎหมายทำาลาย
ระบอบเศรษฐกิจ-การเมืองและสังคมแบบเก่าที่เอื้ อประโยชน์แก่คนชั้นส้งในสังคม ฯลฯ [33]

เนื่ องจากการล่กฮือของคนค่อนประเทศเพื่อต่อต้านสังคมเก่าในท่กๆด้าน เป็ นงานใหญ่และมีความสลับซับซ้อน เมื่อ

เกิดการล่กฮืออย่างฉับพลันและขาดองค์กรนำาที่มีความชัดเจนในด้านอ่ดมการณ์และนโยบายการสถาปนาร้ปแบบการปกครอง

สังคมจึงเกิดการต่อส้้กันระหว่างสำานั กต่างๆอีกหลายครั้ง มีการรื้ อฟื้ นระบบจักรพรรดิ เช่น นโปเลียน โบนาปาร์ต (ค.ศ. 1804-

1814, 1814-15), นโปเลียนที่ 3 (ค.ศ. 1852-1870) มีการสถาปนาสาธารณรัฐถึง 3 ครั้งในช่วง 1 ศตวรรษหลังการปฏิวัติใหญ่ในปี
1789 [34]
แน่นอน การปฏิวัติใหญ่ในปี 1789 ปลดปล่อยทำาลายสังคมเก่าและวัฒนธรรมแบบเก่าไปได้มากก็จริง แต่เมื่อขาด
อ่ดมการณ์ที่เป็ นเอกภาพ การต่อส้ข
้ ัดแย้งทางความคิดจึงเกิดขึ้น ระบอบอำานาจนิ ยมแบบเก่าจึงหวนคืนมาได้โดยอาศัยการทำา

สงครามกับประเทศเพื่อนบ้านคอยปล่กใจประชาชนให้รก
ั ชาติและหันไปยอมรับผ้ป
้ กครอง แต่ถึงกระนั้ น พลังปฏิวัตท
ิ ่ย
ี ังมีอย่้ก็
ผลักดันให้ผ้ปกครองแบบอำานาจนิ ยมต้องยอมดำาเนิ นนโยบายที่ก้าวหน้าบางส่วน เป็ นการประนี ประนอม เช่น ปล่อยนั กโทษ

การเมือง ให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น พัฒนาค่ณภาพของหนั งสือพิมพ์ ให้สภามีอำานาจในการซักถามเพื่อตรวจสอบฝ่ าย
บริหาร ฯลฯ นอกจากนั้ น ผลสะเทือนของการปฏิวัติอ่ตสาหกรรมในอังกฤษทำาให้เศรษฐกิจท่นนิ ยมขยายตัวมากขึ้นเป็ นลำาดับใน

ฝรัง่ เศส และด้วยเหต่น้ ั น ระบอบสาธารณรัฐในฝรัง่ เศสก็เข้าแทนที่ระบบจักรพรรดิได้อย่างมัน
่ คงตั้งแต่ทศวรรษ 1870 เป็ นต้นมา
หรือ 80 ปี หลังการปฏิวัติใหญ่ในวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789 [35]
4. รูปแบบกำรสถำปนำระบอบประชำธิปไตย

“อเมริกา คือผ้้ยึดมัน
่ ในอ่ดมการณ์ท่จ
ี ะส่องทางไปส่้ระบอบศีลธรรมสากล

เราจะต้องนำา พรบ.ว่าด้วยสิทธิ, คำาประกาศอิสรภาพ, รัฐธรรมน้ ญของเรา, สินค้าอ่ตสาหกรรมอัน
ยอดเยี่ยมของเรา, และทักษะทางเทคนิ คไปมอบให้ประชาชนทัว่ โลก”

Henry R. Luce, “The American Century,” February 17, 1941 [36]

“การประช่มยัลต้า (Yalta Conference) (ก่มภาพันธ์ ค.ศ. 1945) ฝ่ ายพันธมิตรตัดสินใจไม่แยก
เยอรมนี ออกจากกัน แต่ได้วางพื้ นฐานสำาหรับการปลดอาว่ธอย่างเบ็ดเสร็จ กองกำาลังทหาร

ของเยอรมนี จะถ้กยกเลิก และอาว่ธทั้งหมดจะถ้กทำาลาย...”

Reiner Pommerin, “The U.S. & the Armament of the FRG”, 1997 [37]

“ฝ่ ายพันธมิตรแต่งตั้งคณะกรรมการตะวันออกไกลซึ่งมีกรรมการ 11 คน

แต่สหรัฐมีอำานาจส้งส่ด เช่น ถ้าคณะกรรมการหาข้อตกลงเรื่องนโยบายไม่ได้ สหรัฐ
จะได้รบ
ั อำานาจให้ตัดสินใจ ที่ญ่ป
ี ่ ่นมีตวั แทนควบค่มอย่้ 4 ชาติคือสหรัฐ

สหราชอาณาจักร สหภาพโซเวียตและจีน เรียกว่าสภาพันธมิตรปกครองญี่ป่่น

(the Allied Council for Japan) แต่อำานาจแท้จริงอย่้ท่น
ี ายพลแม็คอาเธอร์ ของสหรัฐ”

Mikiso Hane, Modern Japan. 3rded, 2001[38]
เยอรมนี กับญี่ป่่นเป็ น 2 ประเทศสำาคัญที่ก่อสงครามโลกครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1939-1945) ส้้กับฝ่ ายพันธมิตรซึ่งประกอบด้วย

สหรัฐ อังกฤษ ฝรัง่ เศส สหภาพโซเวียต และจีน 2 ประเทศนั้ นก่อสงครามก็เนื่ องจากการแบ่งสรรผลประโยชน์ระดับสากลอันไม่

เป็ นธรรม ญีป
่ ่ ่นกับเยอรมนี เป็ นประเทศที่พัฒนาอ่ตสาหกรรมทีหลังและดำาเนิ นนโยบายล่าอาณานิ คมช้ากว่าประเทศอื่นๆ จึงเป็ น
ประเทศทีเ่ รียกว่าผ้ม
้ าทีหลัง (Late comer) หรือผ้้พัฒนาทีหลัง (Late developer) ขณะที่อังกฤษและฝรัง่ เศสพัฒนาอ่ตสาหกรรม
ล่วงหน้าไปก่อนและยึดครองอาณานิ คมทัว่ โลก ได้ช่ อ
ื ว่าเป็ นผ้้มาก่อน (Early comer) หรือผ้้พัฒนาก่อน (Early developer) [39]
ประเทศที่พัฒนาทีหลังก่อสงครามโลกครั้งที่ 1 (ค.ศ. 1914-1918) แล้วก็พ่ายแพ้ แต่เมื่อไม่ยอมแพ้พ่าย จึงก่อสงคราม

อีกครั้ง หวังเป็ นผ้้ชนะเพื่อจะได้ก่มอำานาจในการแบ่งสรรผลประโยชน์ระดับสากลเสียใหม่ อังกฤษ ฝรัง่ เศสและสหรัฐมี

อาณานิ คมหลายแห่ง โดยเฉพาะอังกฤษที่ครอบครองเมืองขึ้นแทบท่กม่มโลก พวกเขาจึงร่วมมือกันและย่อมส้ท
้ ่กอย่างเพื่อ

ชัยชนะในสงครามอีกครั้ง สาเหต่ของสงครามโลกแต่ละครั้งจึงเป็ นปั ญหาระดับโครงสร้าง ความขัดแย้งส่วนบ่คคลอาจมีส่วนบ้าง
เป็ นเพียงยอดของภ้เขานำ้าแข็ง แต่มิใช่ปัจจัยหลัก

ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เยอรมนี เปิ ดฉากการรบ ได้บ่กเข้าไปโจมตีท้ งั ฝรัง่ เศส อังกฤษ และสหภาพโซเวียตซึ่งแม้ท้ งั สาม

เป็ นผ้้ชนะในสงครามนั้ นแต่ก็เสียหายอย่างหนั ก และเนื่ องจากประเทศผ้้แพ้ตัวสำาคัญมีทำาเลกลางใจย่โรปและห้อมล้อมโดย
ประเทศผ้้ชนะซึ่งเป็ นมหาอำานาจถึง 4 ชาติและเห็นว่าเนื่ องจากเยอรมนี คือผ้้ก่อสงครามโลกถึง 2 ครั้ง จึงได้จัดการประช่ม

โพสต์ดัม (Postdam Conference) (17 ก.ค.-2 ส.ค. ค.ศ. 1945) และตกลงรับหลักการสำาคัญ 4 ข้อ ในการสร้างประเทศเยอรมนี เสีย
ใหม่ คือ 1. การลดความเป็ นเผด็จการนาซี (denazification), 2. การลดกำาลังทหาร (demilitarization) 3. การกระจายอำานาจด้าน

เศรษฐกิจ (economic decentralization) และ 4. การปฏิร้ปการศึกษาให้เป็ นประชาธิปไตย (reeducation along democratic lines).
[40]
ประเทศผ้้ชนะเข้าไปจัดการควบค่มผ้้แพ้ด้วยการแบ่งเยอรมนี ออกเป็ น 4 เขต ให้โซเวียตยึดครองเขตตะวันออก

อังกฤษเข้ายึดครองตอนเหนื อ ฝรัง่ เศสยึดตอนกลาง และสหรัฐยึดครองตอนใต้ การจัดตั้งสาธารณรัฐเยอรมนี ต้ งั แต่ปี ค .ศ. 1919
ซึ่งพัฒนาไปเป็ นรัฐเผด็จการนาซีและก่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำาให้ฝ่ายต่างๆมีความเห็นร่วมกันว่าสมควรจัดตั้งเยอรมนี ให้เป็ น
ประเทศแบบ สหพันธสาธารณรัฐ (Federal republic) ซึ่งประกอบด้วยหลายรัฐมารวมกัน ทั้งหมดนี้ รับใช้เป้ าหมายย่ทธศาสตร์

หลัก คือ ต้องการให้ประเทศนี้ มีระบบการถ่วงด่ลอำานาจ เป็ นรัฐประชาธิปไตย สิ้นส่ดลักษณะเผด็จการ และไม่อาจก่อสงครามได้
อีก [41]

สำาหรับญี่ป่่น แม้ประเทศนี้ จะร่วมก่อสงครามโลกกับเยอรมนี แต่ทำาเลที่ต้ งั ของญี่ป่่นซึ่งอย่้ระหว่างจีน-เกาหลีเหนื อกับ

สหรัฐ ทำาให้สหรัฐมีบทบาทสำาคัญที่ส่ดในบรรดาประเทศกล่่มพันธมิตรที่จะควบค่มและกำาหนดทิศทางการพัฒนาอนาคตของญี่ป่่น

ทั้งนี้ เพราะว่าญี่ป่่นมีความหมายสำาคัญยิ่งต่อความมัน
่ คงทางการทหารของสหรัฐฝั ่ งมหาสม่ทรแปซิฟิก หากญีป
่ ่ ่นกลายเป็ น

ประเทศสังคมนิ ยมเช่นเดียวกับจีนและเกาหลีเหนื อ ฝั่ งตะวันตกของสหรัฐก็จะไม่มีมิตรประเทศสำาคัญหลงเหลืออย่้ มหาสม่ทร
แปซิฟิกที่กว้างใหญ่ก็จะกลายเป็ นภัยต่อสหรัฐไปในทันที

ในฐานะผ้้นำาของฝ่ ายพันธมิตร ปฎิบัติการของสหรัฐในญี่ป่่นที่มีนายพลแม็คอาเธอร์เป็ นแม่ทัพมีสาระสำาคัญคล้ายคลึง

กับปฏิบัติการในเยอรมนี ความแตกต่างสำาคัญมีเพียงญี่ป่่นไม่ถ้กแบ่งเป็ นส่วนๆเหมือนเยอรมนี หลักการสำาคัญในการสร้างญี่ป่่น
คือ 1. การลดบทบาททางการเมืองของจักรพรรดิให้เป็ นประม่ขของประเทศเท่านั้ น 2. การลดกำาลังทหาร 3. การพัฒนา

ประชาธิปไตยระดับชาติ 4. การพัฒนาประชาธิปไตยระดับท้องถิ่น 5. การพัฒนาเศรษฐกิจแบบประชาธิปไตย และ 6. การสร้าง
สังคมแบบประชาธิปไตย

ในประเด็นที่ 2 ลดขนาดและฐานะของกองทัพของญีป
่ ่ ่นให้เป็ นเพียงหน่วยป้ องกันตนเอง (self-defense units) นาย

ทหาร 6,000 คนถ้กส่งฟ้ องศาลและดำาเนิ นคดี 930 กว่าคนถ้กตัดสินประหารชีวต
ิ ทีเ่ หลือส่วนใหญ่ที่ส่ดถ้กค่มขัง 3 ปี หลังสิ้น
สงคราม (ค.ศ. 1948) มีคนญี่ป่่นราว 2.2 แสนคน (ในนั้ นมีนายทหาร 1.8 แสนคน) ถ้กปลดออกจากตำาแหน่งหน้าที่ [42]

ในประเด็นที่ 3 สร้างสถาบันทางการเมืองแบบประชาธิปไตยระดับชาติให้เป็ นปึ กแผ่น นั ่นคือ สร้างรัฐธรรมน้ ญฉบับใหม่

ที่ให้สิทธิเสรีภาพทางการเมืองแก่ประชาชน ให้ท้ งั สองสภามาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนพรรคการเมือง และการเลือก
ตั้งให้มีความต่อเนื่ อง ไม่ถ้กโค่นล้มหรือถ้กบงการครอบงำาโดยกองทัพ การปรับปร่งระบบศาล สตรีญี่ป่่นอาย่ 20 ปี ขึ้นไปมีสิทธิ
เลือกตั้ง จากเดิม 25 ปี

ในประเด็นที่ 4 พัฒนาประชาธิปไตยระดับท้องถิ่น ด้วยการจัดตั้งกระทรวงกิจการภายใน (Ministry of Home Affairs)

ทำาหน้าที่ด้แลและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเป็ นการเฉพาะ ให้ฝ่ายบริหารขององค์กรปกครองท้องถิ่นทั้ง 2 ระดับคือ ระดับ

จังหวัด (ผ้้วา่ ฯ) และระดับเทศบาล (นายกเทศมนตรี) มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ไม่มีหน่วยบริหารราชการส่วน
ภ้มิภาค และเพิ่มหลักการการลงประชามติ การถอดถอนและการเสนอข้อเรียกร้องของประชาชนในการปกครองท้องถิ่นทั้ง 2
ระดับ [43]

ในประเด็นที่ 5 พัฒนาเศรษฐกิจแบบประชาธิปไตย ด้วยการทำาลายการผ้กขาดของกล่ม
่ ธ่รกิจขนาดใหญ่ (ทีเ่ รียกว่า

Zaibatsu) ออกกฎหมายปฏิร้ปที่ดินเพื่อการเกษตร จำากัดพื้ นที่การ เกษตรของเจ้าที่ดิน, ยกเลิกระบบครอบครองที่ดินที่เจ้าของ

อย่้ห่างไกล (Absentee landlordism) รัฐซื้ อที่ดินเหล่านั้ นและนำาไปขายให้ชาวนาไร้ที่ดินทำากิน , รัฐปกป้ องราคาสินค้าเกษตรเพื่อ
ช่วยเหลือเกษตรกร, ส่งเสริมการจัดตั้งสหภาพแรงงานและประกันสิทธิและอำานาจในการต่อรองของกรรมกร, พนั กงาน และคร้
[44]
ส่วนในประเด็นส่ดท้าย สังคมประชาธิปไตยประกอบด้วยอย่างน้อย 6 ด้าน คือ การ ศึกษา ศาสนา ภาษา ศิลป

วัฒนธรรม ช่มชน และครอบครัว หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้มีการปฏิร้ปสังคมญี่ป่่นอย่างขนานใหญ่เพื่อให้เป็ นสังคมแบบสมัย

ใหม่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เป้ าหมายคือเพื่อกวาดล้างทัศนะนิ ยมทหาร, ลัทธิคลัง่ ชาติ, ลัทธิเผด็จการ, และลัทธิศักดินา และปล้ก
ฝั งทัศนะประชาธิปไตย เช่น ให้คร้อาจารย์ที่มท
ี ัศนะล้าหลังออกจากตำาแหน่งหน้าที่, การปรับปร่งตำารา, แก้ไขหลักส้ตร, ยกเลิก

การเรียนการสอนแบบท่องจำาและขาดการวิเคราะห์วจ
ิ ัย , เพิม
่ การศึกษาภาคบังคับให้เป็ น 9 ปี , ลดอำานาจรวมศ้นย์ของกระทรวง
ศึกษา, กระจายอำานาจการจัดการศึกษาส่้สภาคนท้องถิ่นที่คนท้องถิ่นเลือกตั้ง, ล้กสาวมีสิทธิรบ
ั มรดกครอบครัวเช่นเดียวกับ

ล้กชาย, ชายอาย่ 18 ปี ขึ้นไปและหญิงอาย่ 16 ปี ขึ้นไปมีสิทธิสมรสโดยไม่ต้องขออน่ ญาตจากผ้ป
้ กครอง, สามีกับภรรยามีสิทธิเท่า
กัน, ภรรยามีสิทธิครอบครองทรัพย์สินโดยอิสระ มีสท
ิ ธิฟ้องหย่าจากสามี , และมีการผ่านกฎหมายอน่ ญาตการทำาแท้งในปี ค.ศ.
1949 ฯลฯ [45]

5. รูปแบบกำรสถำปนำระบอบเผด็จกำรทหำรและถูกพลังประชำธิปไตยขับไล่

“สังคม เกาหลีกำาลังเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้ง ในทางการเมือง เรากำาลัง

์ รีของมน่ ษย์
สร้าง ประชาธิปไตย ส่งเสริมความเท่าเทียมกันทางเพศและศักดิศ

ประชา สังคมกำาลังเติบโต....ระบบครอบครัวแบบเจ้าข่นม้ลนายได้สร้างครอบครัวที่ไม่ เป็ น

ประชาธิปไตย มายาวนาน ได้จองจำาสมาชิกของแต่ละครอบครัวให้
ตกอย่้ใต้ อำานาจของหัวหน้าครอบครัวที่เป็ นชายเท่านั้ น ”

Bae-hee Kwak, ประธานศ้นย์ช่วยเหลือครอบครัวด้านกฎหมาย, ค.ศ. 2000 [46]

“เมื่อ ชีวิตทีเ่ ป็ นเอกภาพของประเทศถ้กแบ่งออกเป็ นสอง...
ประเทศของ เราก็เหมือนกับตะป้ทต
ี่ ิดอย่้ในเส้นทางของประวัติศาสตร์”
Paek Ki-wan, ค.ศ. 2003 [47]

เกาหลีตกเป็ นเมืองขึ้นของญี่ป่่นเป็ นเวลานาน 36 ปี (ค.ศ. 1909-1945) เมื่อญี่ป่่นประกาศยอมแพ้ในสงครามโลกครั้งที่

2 ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1945 เกาหลีก็ได้รบ
ั เอกราชในช่วงเวลาดังกล่าว เนื่ องจากเกาหลีมท
ี ี่ต้ งั ทางย่ทธศาสตร์ทส
ี่ ำาคัญต่อทั้ง

สหรัฐและโซเวียต โซเวียตกำาลังขยายอิทธิพลในย่โรปตะวันออก และสนั บสน่ นฝ่ ายคอมมิวนิ สต์จีนต่อส้้กับรัฐบาลเจียงไคเช็ค

สหรัฐจึงไม่เพียงแต่ด้แลญี่ป่่น หากยังต้องใส่ใจในสถานการณ์ของเกาหลีและจีนด้วย ด้วยเหต่น้ ี การแบ่งเขตแดนกองกำาลังของ
2 มหาอำานาจทีเ่ ส้นร้่งที่ 38 หลังย่ติสงครามโลก จึงสะท้อนให้เห็นความขัดแย้งและการต่อส้้ระหว่างมหาอำานาจริมมหาสม่ทร
แปซิฟิกฝั ่ งเอเชียตะวันออก

การที่สหรัฐเข้ายึดครองญี่ป่่นหลังสิ้นส่ดสงคราม การที่สหรัฐส่งกำาลังทหารเข้าไปในเกาหลีและจัดตั้งรัฐบาลทหาร 1

เดือนหลังสงครามสิ้นส่ดจึงส่งความไปถึงทั้งสหภาพโซเวียตและกองกำาลังก้้ชาติของเกาหลี ส่งผลให้มีการจัดตั้งสาธารณรัฐ

ประชาชนประชาธิปไตยเกาหลี (เหนื อ) (DPRK) ในปี ค.ศ. 1948 ยิ่งพรรคคอมมิวนิ สต์สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนในตอน
ปลายปี 1949 ด้านหนึ่ งทำาให้ฝ่ายสังคมนิ ยมต้องการเอาชนะฝ่ ายท่นนิ ยม และอีกด้านหนึ่ ง ยิ่งสร้างความหวัน
่ เกรงให้แก่ฝ่าย
ท่นนิ ยม และทำาให้ฝ่ายท่นนิ ยมต้องการทำาลายฝ่ ายสังคมนิ ยม ด้วยเหต่น้ ี สงครามเกาหลีจึงเกิดขึ้นในระหว่าง ค.ศ. 1950-53

เกาหลีเหนื อรบกับเกาหลีใต้ โดยมีมหาอำานาจโซเวียตและสหรัฐหน่ นหลังทั้งสองฝ่ าย ทหารและประชาชนชาวเกาหลีเสียชีวต
ิ เกิน
2.5 ล้านคน

ในระยะแรกๆหลังสงครามโลกย่ติไม่นาน สาธารณรัฐเกาหลี (ใต้) ทีส
่ ถาปนาในปี ค.ศ. 1948 มีลักษณะประชาธิปไตย

สหรัฐออกแบบให้เกาหลีมีระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย นั่นคือ การกระจายอำานาจส่้ท้องถิ่น ออกกฎหมายความเป็ น

อิสระของท้องถิ่นในปี 1949 ให้มีร้ปแบบสภา-นายกฯ หรือฝ่ ายบริหารมาจากการเลือกตั้งโดยอ้อม และเปลี่ยนเป็ นการเลือกตั้ง

นายกเทศมนตรีโดยตรงในระหว่างปี 1956-1960 สร้างระบบเศรษฐกิจแบบประชาธิปไตย ด้วยการยกเลิกการถือครองที่ดินของ
เจ้าที่ดิน และกระจายการถือครองที่ดินให้แก่เกษตรกร

หลังจากนั้ น เมื่อเกาหลีใต้กลายเป็ นรัฐเผด็จการทหารเริม
่ ในย่คนายพลปาร์ค จ่งฮี (ค.ศ. 1961-1979) และนายพลช่น ด้

ฮวาน (ค.ศ. 1980-1988) รวมเวลาถึง 3 ทศวรรษ ความเป็ นอิสระของการปกครองท้องถิ่นก็ถ้กทำาลายลง พร้อมๆกับการควบค่ม
หรือทำาลายพรรคการเมืองและองค์กรที่ต่อส้เ้ พื่อประชาธิปไตย [48] ในด้านเศรษฐกิจ สหรัฐเร่งพัฒนาอ่ตสาหกรรมเพื่อการส่ง

ออก (Export-led Industrialization) เนื่ องจากเกาหลีใต้มีภาคเกษตรกรรมทีม
่ ีขีดจำากัด และสอดรับกับการขยายตัวของเศรษฐกิจ
ท่นนิ ยมโลก และให้รฐั จัดทำาแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ [49]

ในกระแสความขัดแย้งระหว่าง 2 ค่ายอ่ดมการณ์ที่ร่นแรงขึ้น สหรัฐก็ออกแบบให้เกาหลีใต้เป็ นรัฐเผด็จการทหารทีม
่ ี

ลักษณะสำาคัญอย่างน้อย 4 อย่าง คือ 1. ให้เกาหลีมีกองทัพที่แข็งแกร่ง กองทัพได้รบ
ั การจัดสรรงบประมาณจำานวนมหาศาลท่กปี
และความช่วยเหลืออย่างมากจาก สหรัฐ 2. ให้นายทหารยึดอำานาจรัฐ ตำาแหน่งประธานาธิบดีไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งโดยตรง
หรือโดยอ้อม แต่เนื้ อหาก็คือการใช้อำานาจเบ็ดเสร็จของผ้้นำาที่สนั บสน่ นนโยบายของสหรัฐ แข็งกร้าวต่อเกาหลีเหนื อและค่กคาม

พรรคการเมืองทีม
่ ีความเห็นต่าง 3. จัดตั้งระบบความมัน
่ คงภายในและเคซีไอเอ (KCIA) ทีม
่ ีอำานาจล้นฟ้ า เพื่อร่วมมือกับกองทัพ
ในการสนั บสน่ นรัฐเผด็จการ ปราบปรามผ้้เดินขบวนต่อต้านรัฐบาลเผด็จการอย่างร่นแรงและจับก่มคนที่วิพากษ์วิจารณ์รฐั บาล

และเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่ อง และ 4. ทำาลายการปกครองตนเองในระดับท้องถิ่น ยกเลิกสภาท้องถิ่น และต่อมา ยอม
ให้มีองค์กรปกครองท้องถิ่น แต่รฐั บาลทหารทำาหน้าที่แต่งตั้งฝ่ ายบริหาร [50]

แต่ไม่วา่ รัฐเผด็จการทหารของเกาหลีใต้จะเข้มแข็งและพยายามกดขี่ข่มเหงไว้เพียงใด ตลอด 4 ทศวรรษแรกหลังจาก

สถาปนารัฐเผด็จการ มีประธานาธิบดีท่เี ป็ นข่นนางและนายพลทั้งหมด และแต่ละคนอย่้ในอำานาจนานด้วยวิธฉ
ี ้อฉล แต่พลัง

ประชาธิปไตยของประชาชนชาวเกาหลีก็ไม่เคยย่อท้อหรือหวัน
่ เกรง พลังประชาธิปไตยดังกล่าวไม่ว่าจะเป็ นนั กศึกษา ปั ญญาชน
กรรมกรชาวนา พนั กงาน นั กธ่รกิจ และองค์กรพัฒนาเอกชน ฯลฯ ได้รวมตัวกันต่อส้้และเรียกร้องให้ระบอบประชาธิปไตย
ปรากฏเป็ นจริงขึ้นเป็ นลำาดับ

จากการต่อต้านการเลือกตั้งทีส
่ กปรกและการปราบปรามประชาชนและในปี 1960 จนทำาให้ซิง มานรีต้องลาออกและ

หลบหนี ออกนอกประเทศ ถึงการต่อต้านระบอบเผด็จการของนั กศึกษาประชาชนและถ้กรัฐบาลนายพลปาร์ค จ่งฮีปราบปราม

อย่างหนั ก เกิดวิกฤตทางการเมือง จนกระทัง่ ปาร์ค จ่งฮีถ้กสังหารในปี 1979; การจับก่มนั กการเมืองฝ่ ายประชาธิปไตย โดยเฉ

พาะคิม แดจ่ง ทีถ
่ ้กจับก่มหลายครั้ง การตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ของนั กส้้ เช่น คิม ยงซัม, การต่อต้านรัฐบาลเผด็จการและการ
ถ้กปราบปรามที่เมืองกวางจ้ในปี 1980 แต่พลังประชาธิปไตยก็ไม่เคยย่อท้อจนสามารถบีบบังคับให้ประธานาธิบดีรอ แทว้ (ค.ศ.
1988-1992) ซึ่งแม้จะเป็ นอดีตนายพลและเคยร่วมมือกับรัฐบาลเผด็จการในอดีตก็ต้องยอมรับ นโยบายบางข้อของฝ่ าย
ประชาธิปไตย เช่น ให้สมาชิกสภาท้องถิ่นทั้งระดับเทศบาลและจังหวัดมาจากการเลือกตั้งในปี 1991

และแล้วปลายปี ค.ศ. 1992 ก็เกิดก้าวใหญ่ของประชาธิปไตยในเกาหลีใต้ นั ่นคือผ้้ชนะการเลือกตั้งตำาแหน่ง

ประธานาธิบดีเป็ นนั กการเมืองพลเรือนเป็ นครั้งแรก และยังเป็ นนั กส้้ที่ม่งมัน
่ เพื่อประชาธิปไตย (คิม ยงซัม, ค.ศ. 1993-1998)
และคนต่อไปก็คือคิม แดจ่ง (ค.ศ. 1998-2003) ประธานาธิบดีคม
ิ ยงซัม ได้ดำาเนิ นนโยบายปราบปรามการท่จริตคอรัปชัน
่ และ

การพัฒนาประชาธิปไตย เช่นในช่วงปี 1995-1997 ได้มีการจับก่มและฟ้ องร้องนายทหารและข้าราชการชั้นส้งรวม 19 คน (รวม
ทั้ง 2 นายพลคือ ช่น ด้ฮวาน และรอ แทว้) ทีร่ ่วมกันทำารัฐประหารและปราบปรามประชาชนอย่างโหดเหี้ยมในปี 1979 ผลการ
พิพากษาคือ นายพลช่น ด้ ฮวาน ถ้กตัดสินประหารชีวิต และนายพลรอ แทว้ถ้กตัดสินจำาค่ก 22 ปี ครึง่ , มีการฟ้ องร้อง จับก่ม
และลงโทษข้าราชการและนั กธ่รกิจหลายพันคนเกี่ยวกับคดีคอรัปชัน
่ และต้นปี 1995 คิม ยงซัมได้ผา่ นกฎหมายกำาหนดให้

หัวหน้าฝ่ ายบริหารท้องถิ่นท่กระดับมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน, ประธานาธิบดีคิม แดจ่ง ม่ง่ มัน
่ อย่างยิ่งที่จะรื้ อฟื้ น
ความสัมพันธ์อันดีกับเกาหลีเหนื อ และได้รบ
ั รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2000 ฯลฯ [51]

การที่ระบอบประชาธิปไตยได้ชัยชนะเหนื อทั้งหมดนี้ เกิดจากปั จจัยสำาคัญอย่างน้อย 3 ประการ คือ 1. การทีเ่ กาหลีใต้ตก

เป็ นส่วนหนึ่ งของวัฒนธรรมแบบตะวันตกมายาวนานทำาให้ร้ปแบบสังคมประชาธิปไตยของตะวันตกเป็ นแบบอย่างที่ใฝ่ หา 2.

ความม่ง่ มัน
่ ไม่ย่อท้อของนั กศึกษาประชาชนชาวเกาหลีผ้รก
ั ประชาธิปไตย 3. การเติบโตอย่างมากของภาคอ่ตสาหกรรมและธ่รกิจ
เสรีทำาให้พลังประชาธิปไตยขยาย ตัวต่อเนื่ อง รัฐเกาหลีจึงพัฒนาออกห่างจากความเป็ นเผด็จการส่้ความเป็ นประชาธิปไตยมาก
ขึ้นเป็ นลำาดับ แม้ว่ายังต้องเผชิญอ่ปสรรคอีกไม่น้อย เช่น ความเข้มแข็งเกินไปของฝ่ ายทหารโดยอ้างว่าเพื่อป้ องกันภัยค่กคาม
จากเกาหลีเหนื อ-โซเวียต-จีนซึ่งเป็ นการโฆษณาชวนเชื่อ ตลอดจนวัฒนธรรมทางการเมืองแบบอำานาจนิ ยมที่ตกค้างจากย่ค
ศักดินาและได้รบ
ั การคำ้าจ่นในย่คเผด็จการทหาร

การต่อส้้ที่องอาจกล้าหาญของชาวเกาหลีใต้เพื่อประชาธิปไตยจนประสบผลสำาเร็จในระยะหลังและความท่ม
่ เทในการ

พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศทำาให้เกาหลีใต้ผงาดขึ้นเป็ นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับที่ 11 ของโลกในปี 1995 ได้เข้า

เป็ นสมาชิกขององค์กรประเทศที่พัฒนาแล้ว (OECD) หลังจากได้รบ
ั เกียรติให้เป็ นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิ กก่อนหน้า

นั้ น เรียกได้ว่าแม้จะออกแบบรัฐเผด็จการทหารเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้รฐั ในการต่อส้้และต่อต้านลัทธิสังคมนิ ยม แต่ในที่ส่ด
พลังประชาธิปไตยก็สามารถเอาชนะรัฐเผด็จการทหารได้ [52]

สรุปภำพรวมของรูปแบบ ทั้ง 5

ประกำรแรก ระบอบประชาธิปไตยทีเ่ กิดขึ้นทั้ง 5 ร้ปแบบล้วนได้มาจากการต่อส้้ ชาวอังกฤษต้องต่อส้้กับระบอบราชาธิป

ไตยเป็ นเวลานานมาก ชาวอเมริกันหลบหนี ภัยเผด็จการในอังกฤษและย่โรปหรือแสวงหาอ่ดมการณ์ในการ สร้างศาสนาของ
ตนเองเพื่อสร้างรัฐใหม่ แต่ในที่ส่ด พวกเขาก็ต้องเผชิญกับลัทธิล่าอาณานิ คมของอังกฤษ ชาวฝรัง่ เศสล่กขึ้นต่อส้้กับระบอบ

ศักดินา และต้องใช้เวลาถึง 7 ทศวรรษกว่าจะสามารถสถาปนาระบอบสาธารณรัฐประชาธิปไตยได้อย่างถาวร และในกรณี ของ

เกาหลีใต้ แม้ต้องตกอย่้ใต้อำานาจของรัฐเผด็จการทหารเพราะสหรัฐต้องการให้กองทัพเป็ นกำาลังหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจของ

ประเทศและปกป้ องการร่กรานของฝ่ ายสังคมนิ ยม แต่ในทีส
่ ่ด รัฐเผด็จการทหารของเกาหลีใต้ก็ไม่อาจต้านทานการเติบใหญ่และ
ความม่ง่ มัน
่ ของพลังประชาธิปไตยของประชาชน-นั กศึกษาชาวเกาหลีใต้ได้

ดังนั้ น การต่อส้้เรียกร้องของประชาชน ทวงเอาหลายๆครั้ง ต้องทรหดอดทน ต้องส้ญเสียเลือดเนื้ อ อวัยวะ ทรัพย์สิน

ความร้้สึกและทัศนะ กระทัง่ ต้องส้ญเสียชีวิตจึงเป็ นเงื่อนไขสำาคัญชี้ขาด ระบอบประชาธิปไตยในประวัติศาสตร์จึงไม่เคยเป็ นผล
ไม้ที่ตกลงมาเองจากต้นไม้ หากประชาชนไม่เรียกร้องต่อส้้ ประชาธิปไตยก็จะไม่มวี ันเกิดขึ้น

ประกำรที่สอง เส้นทางการต่อส้้ของทั้ง 5 ร้ปแบบสะท้อนให้เห็นระยะเวลาการต่อส้้ในแต่ละประเทศ ไม่มีประเทศไหนที่

สามารถสถาปนาระบอบประชาธิปไตยได้ในเวลาอันสั้น หลายประเทศต้องเดินบนเส้นทางคดเคี้ยวเลี้ยวลด ไม่ว่าจะเป็ นเส้น

ทางการปฏิร้ปแบบอังกฤษ หรือความพยายามในการสร้างสาธารณรัฐและปฏิเสธระบบจักรพรรดิของฝรัง่ เศส ประชาชนมีแต่ต้อง
สร่ปบทเรียนความพ่ายแพ้ แก้ไขจ่ดอ่อนข้อบกพร่อง ไม่เคยมีระบอบประชาธิปไตยในประเทศใดที่ผป
้ กครองมอบให้แก่

ประชาชนด้วยความเต็มใจ ทีเ่ กิดขึ้นบ่อยครั้งคือมีการกล่าวว่าจะให้อำานาจแก่ประชาชน แล้วก็ลืมสัญญา หรือให้เล็กน้อย หรือส่ง
กำาลังออกปราบปรามประชาชนแทน

ประกำรที่สำม ร้ปแบบของการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยในแต่ละประเทศ ขึ้นอย่้กับปั จจัยภายในของแต่ละประเทศ

และอาจมีปัจจัยภายนอกบางอย่างที่มีบทบาทสำาคัญเช่นกัน ในกรณี ของสหรัฐซึ่งแม้มีการสถาปนารัฐธรรมน้ ญที่เป็ นลายลักษณ์

อักษรเป็ นประเทศแรก เมื่อมีการวางกรอบของกฎหมายส้งส่ดบนพื้ นฐานหลักการสิทธิและเสรีภาพของ ประชาชน และความเท่า

เทียมกัน แต่สตรีอเมริกันผิวขาวและคนผิวดำาทั้งสองเพศก็หาได้มีสิทธิเสรีภาพเช่นชายผิวขาวในระยะแรกๆไม่ จนเกิดการล่กขึ้น
ของคนผิวดำาและสตรีผวิ ขาวในศตวรรษที่ 19-20 ใช้เวลายาวนานกว่าที่พวกเขาจะได้ชัยชนะ หรือการวางโครงสร้างการปกครอง

แบบประชาธิปไตยให้แก่เยอรมนี และญี่ป่่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และไม่ยอมให้ระบอบอำานาจนิ ยมและกองทัพเข้าแทรกแซง
ทางการเมืองได้อีก เยอรมนี และญีป
่ ่ ่นจึงพัฒนาประเทศได้อย่างรวดเร็ว และประเทศทั้งสองก็ไม่ต้องเสียเวลาปฏิวัติระบอบ
การเมืองของประเทศตนเอง

และ ประกำรสุดท้ำย หลักการประชาธิปไตยทั้ง 7 ข้อ ไม่ว่าจะสำาคัญหรือมีความเลิศหร้เพียงใดก็ตาม หากปราศจาก

จิตใจของประชาชนส่วนใหญ่ที่เห็นความสำาคัญของระบอบดังกล่าวและการลงมือทำาเพื่อให้ระบอบประชาธิปไตยปรากฏเป็ นจริง
เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันเพื่อสร้าง, ปกป้ อง, หรือพัฒนา ก็ยากนั กที่ระบอบประชาธิปไตยจักเกิดขึ้น ยิ่งมีปัจจัยบางส่วนใน

สังคมที่ไม่ยอมรับ โดยเฉพาะผ้้มอ
ี ำานาจและได้รบ
ั ประโยชน์จากระบอบสังคมเก่า สัง่ การให้ใช้กำาลังล้มระบอบ ฉีกรัฐธรรมน้ ญและ
ปราบปรามเข่นฆ่าฝ่ ายที่ต่อส้เ้ พื่อระบอบประชาธิปไตย ฯลฯ ทั้งหมดนี้ ต่างหากทีเ่ ป็ นปั จจัยสำาคัญในการช่วยให้ระบอบ

ประชาธิปไตยเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหนและสังคมดังกล่าวเลือกเดินทางสายใด และต้องประสบความล่าช้าและปั ญหาสังคมมาก
เพียงใด

ทั้งหมดนี้ คือตัวอย่างและบทเรียนจากการต่อส้้เพื่อสถาปนาระบอบประชาธิปไตยในประเทศต่างๆ คือเส้นทางของ

ระบอบประชาธิปไตยที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ

บัดนี้ ได้เวลาที่ประชาชนไทยจะต้องหันกลับมาศึกษาและพิจารณาการเดินทางของระบอบประชาธิปไตยในประเทศของ

เขาเอง เห็นความสำาคัญของการศึกษาประวัติศาสตร์ เก็บรับบทเรียนอันลำ้าค่าจากประเทศต่างๆในอดีต และนำาบทเรียนเหล่านั้ น
มาย้อนพินิจอดีตและปั จจ่บันของประชาธิปไตยไทย เพื่อนำาไปสร้างสรรค์สังคมไทยปั จจ่บันและอนาคตที่ดีกว่า.

เชิงอรรถท้ำยบท
[1] Mahatma Gandhi in Antony Jay, Dictionary of Political Quotations. Oxford: Oxford University Press, 1999 pp. 146-147
[2] Sean Wilentz, The Rise of American Democracy. Jefferson to Lincoln. NY: W.W. Norton & Company, 2005 p. xix
[3] John Keane, The Life and Death of Democracy. London: Simon & Schuster, 2009 pp. ix, xiv-xv
[4] ส่นทรพจน์อันเรืองนามของ ประธานาธิบดี Abraham Lincoln (ค.ศ. 1809-1865) ที่ส่สาน Gettysburg, วันที่ 19 พฤศจิกายน
ค.ศ. 1863

[5] Plato, Republic. trans. by G.M.A. Grube, Indianapolis: Hackett Publishing Co., 1974; Plato, Laws. trans. by T.J.
Saunders, London: Penguin, 1970; และโปรดด้ ธเนศวร์ เจริญเมือง, “การศึกษากับความเป็ นพลเมือง,” พลเมืองเข้มแข็ง.
กร่งเทพฯ: สำานั กพิมพ์วิภาษา, 2551 หน้า 50-60

[6] Aristotle, Politics. edited by C. Lord, Chicago: University of Chicago Press, 1984
[7] John Keane, The Life and Death of Democracy. op.cit., p. x
[8] John Keane, ibid. and เอนก เหล่าธรรมทัศน์, ตะวันออก-ตะวันตก....ใครสร้างโลกสมัยใหม่. กร่งเทพฯ: สำานั กพิมพ์มติชน,
2552
[9] John Keane, ibid., pp. x-xi
[10] เอนก เหล่าธรรมทัศน์, อ้างแล้ว, หน้า 9

[11] ไชยันต์ ไชยพร, “กำาเนิ ดประชาธิปไตยเอเธนส์: การเมืองในประวัติศาสตร์และประวัตศ
ิ าสตร์ในการเมือง” เอกสารวิจัย

ประกอบการประช่มและสัมมนาทางวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยเรื่อง การศึกษาและวิจัยทางรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ใน
ประเทศไทยปั จจ่บัน. จัดโดยภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ , โรงแรมเชียงใหม่ภ้คำา วันที่ 28-30
กรกฎาคม 2543

[12] โปรดด้ใน ธเนศวร์ เจริญเมือง, การปกครองท้องถิ่นกับการบริหารจัดการท้องถิ่น : อีกมิติหนึ่ งของอารยธรรมโลก. ภาคแรก
จากย่คกรีกถึงย่คท่นนิ ยมตะวันตก กร่งเทพฯ: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ, พฤษภาคม 2550 หน้า 56-58

[13] Carl J. Richard, Greeks & Romans Bearing Gifts: How the Ancients Inspired the Founding Fathers. NY: Rowman &
Littlefield Publishers, Inc., 2008 p. 1
[14] C. Warren Hollister, Roots of the Western Tradition: A Short History of the Ancient World. 3rd ed. NY: John Wiley and
Sons, 1977 pp. 114-125
[15] เอกสารระบ่ว่าเฉพาะเมืองเอเธนส์มี ทาสมากถึง 1 แสนคน มีพลเมือง (ชายท่กคน) 3 หมื่นคน สะท้อนให้เห็นการเติบโต
ของเศรษฐกิจการผลิตทั้งภาคเกษตรและหัตถกรรม การค้า และการขนส่งในบริเวณนั้ น โปรดด้ Charles Freeman, The Greek
Achievement: The Foundation of the Western World. London: The Penguin Press, 1999 pp. 215-218, 225
[16] Ibid., pp. 223-224
[17] Lesley Adkins and Roy A. Adkins, Handbook to Life in Ancient Greece. NY: Oxford University Press, 1998 p. 30
[18] Charles Freeman, op.cit., p. 219
[19] ส่นทรพจน์ของ Pericles กล่าวในพิธีปลงศพผ้้เสียชีวิตจากสงครามระหว่างสปาร์ต้ากับเอเธนส์ ราวปี 430 ก่อนคริสตกาล

John Dunn, Setting the People Free: the Story of Democracy. London: Atlantic Books, 2005 pp. 26-28 ผ้เ้ ขียน (Dunn)a ได้

อ้างงานประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่เรื่อง History of the Peloponnesian War. โดย Thucydides (460-400 B.C.) นั กประวัติศาสตร์ที่ยิ่ง
ใหญ่ชาวเอเธนส์ ซึ่งมีบทบาทสำาคัญในสงครามดังกล่าวในปี 424 ก่อนคริสตกาล เมื่อพ่ายแพ้ เขาจึงถ้กเนรเทศ และว่ากันว่าเขา
ได้เขียนบันทึกเกี่ยวกับสงครามนี้ อย่างเป็ นกลาง จนได้รบ
ั การยกย่องให้เป็ นงานประวัติศาสตร์ที่สำาคัญที่ส่ดชิ้นแรกๆของ
มน่ ษยชาติ

[20] Robin Lane Fox, The Classical World: An Epic History of Greece and Rome. London: Penguin Books, 2005 pp. 90-94
[21] Fox, ibid., p. 96 เสนอว่าประชาธิปไตยของเอเธนส์ดำารงอย่้นานเป็ นเวลารวม 180 ปี
[22] Fox, ibid., pp. 175-184
[23] Colin Wells, The Roman Empire. 2nd ed. London: Fontana Press, 1984 pp. 1-30 และ ศ.ดร.ค่ณหญิงส่รย
ิ า รัตนก่ล ,

อารยธรรมตะวันตก อารยธรรมโรมัน. กร่งเทพฯ: สำานั กพิมพ์ดับเบิ้ลนายน์, 2537 หน้า 66-186
[24] J.H. Mundy & P. Riesenberg, The Medieval Town. Princeton: D. van Nostrand, 1968 and Charles Tilly & W.P.
Blockmans, eds. Cities & the Rise of States in Europe. A.D. 1000 to 1800. Boulder: Westview Press, 1994
[25] Paul M. Hohenberg & Lynn H. Lees, The Making of Urban Europe. 1985 pp. 11-20
[26] William Woodruff, A Concise History of the Modern World. London: Abacus, 2005 pp. 38-66
[27] Christopher Daniell, History of England. Gloucentershire: the Windrush Press, 1993 และ ก่ลลดา เกษบ่ญช้ มี๊ด,

วิวัฒนาการรัฐอังกฤษ ฝรัง่ เศส ในกระแสเศรษฐกิจโลกจากระบบฟิ วดัลถึงการปฏิวัติ . กร่งเทพฯ: โครงการผลิตตำาราและเอกสาร
การสอน คณะรัฐศาสตร์ จ่ฬาฯ, ต่ลาคม 2545 หน้า 115-133

[28] Harry Judge, ed. World History from Earliest Times to 1800. Oxford Illustrated Encyclopedia. V. 3 Oxford University
Press, 1988 p. 142 and Peter Kellner, Democracy: 1,000 Years in Pursuit of British Liberty. Edinburgh: Mainstream
Publishing, 2009 pp. 24-32
[29] สมบัติ จันทรวงศ์, มหาชนรัฐและประชาธิปไตย: ความคิดทางการเมืองอเมริกัน ค.ศ. 1776-1800. กร่งเทพฯ: สำานั กพิมพ์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2529 หน้า 1-68
[30] เล่มเดียวกัน, หน้า 46

[31] Gordon S. Wood, The Radicalism of the American Revolution. NY: Vintage Books, 1991 Preface
[32] ธเนศวร์ เจริญเมือง, “พลเมืองกับช่มชนอเมริกัน” ใน พลเมืองเข้มแข็ง . ปรับปร่งพิมพ์ครั้งที่ 2 กร่งเทพฯ: สำานั กพิมพ์วิ

ภาษา, 2551 หน้า 80-91; Charles E. Cobb, Jr., On the Road to Freedom: A Guide Tour of the Civil Rights Trail. Chapel Hill,
NC: Algonquin Books, 2008; ธเนศวร์ เจริญเมือง, “ชัยชนะของโอบามากับความหมายของประชาธิปไตย” นิ ตยสาร วิภาษา. ปี
ที่ 3 ฉบับที่ 1 ลำาดับที่ 17 – 16 มีนาคม – 30 เมษายน 2552 หน้า 5-13

[33] Henry W. Littlefield, New Outline-History of Europe, 1500-1848. NY: Barnes & Noble, 1951 pp. 101-105
[34] Robert Cole, History of France. 3rd ed. Gloucestershire: the Windrush Press, 1992, pp. 109-146
[35] George Rude, The French Revolution. Its Causes, Its History, and Its Legacy After 200 Years. NY: Grove Weidenfeld,
1988 pp. 179-183
[36] Henry R. Luce, “The American Century,” Life. February 17, 1941 in Ray A. Moore & Donald L. Robinson, Partners
for Democracy: Crafting the New Japanese State under MacArthur. Oxford: Oxford University Press, 2002 p. v
[37] Reiner Pommerin, “The United States and the Armament of the Federal Republic of Germany,” in R. Pommerin, ed.
The American Impact on Postwar Germany. Provident, CN: Berghahn Books, 1997 p. 16
[38] Mikiso Hane, Modern Japan A Historical Survey. 3rded. Oxford: Westview Press, 2001 p. 367
[39] Alexander Gerschenkron, “Economic Backwardness in Historical Perspective,” originally in B. Hoselitz, ed. The
Progress of Underdeveloped Countries. Chicago: The University of Chicago Press, 1952 reprint in Patrick O”Brien, ed.
Industrialization: Critical Perspectives on the World Economy. Vol. 1 London: Routledge, 1998 pp. 218-219, 236-238
[40] Arno Kappler, ed. Facts About Germany. Frankfurt: Societats-Verlag, 1996 pp. 29-31
[41] David P. Conradt, The German Polity. 4th ed, NY: Longman, 1989 pp. 14-17 and Peter Hintereder, ed. Facts About
Germany. Frankfurt: Societats-Verlag, 2005 pp. 44-48
[42] Mikiso Hane, Modern Japan. op.cit., pp. 369-371
[43] M. Hane, ibid., pp. 375-378
[44] M. Hane, ibid., pp. 372-374
[45] M. Hane, ibid., pp. 374-375, 378-379
[46] Bae-hee Kwak, ประธาน the Korea Legal Aid Center for Family Relations แห่งกร่งโซล ซึ่งเป็ นองค์กรฝ่ ายประชาชนที่
เก่าแก่ที่ส่ดของประเทศ (ก่อตั้ง พ.ศ. 2499) ใน Seungsook Moon, “Redrafting Democratization Through Women’s
Representation and Participation in the Republic of Korea,”, Samuel S. Kim, ed. Korea’s Democratization. Cambridge:
Cambridge University Press, 2003 p. 107
[47] Paek Ki-wan, in Bruce Cumings, Korea’s Place in the Sun: A Moderate History. NY: W.W. Norton & Co, p. 470
[48] http://www.unescap.org/huset/lgstudy/country/korea/korea.html p. 2 January 10, 2010
[49] Edward Friedman, ed. The Politics of Democratization: Generalizing East Asian Experiences. Boulder: Westview
Press, 1994 pp. 19-60
[50] Samuel S. Kim, “Korea’s Democratization in the Global-Local Nexus,” in Samuel S. Kim, ed. Korea’s

Democratization. op.cit., pp. 3-44
[51] Young Whan Kihl, Transforming Korean Politics: Democracy, Reform and Culture. Armonk, NY: M.E. Sharpe, 2005
pp. 39-61
[52] Bruce Cumings, Korea’s Place in the Sun: A Modern History. Updated ed. NY: W.W. Norton & Co., 2005 Chapter 10
“Korea’s Place in the World” pp. 470-513

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful