แนวทางการวินิจฉัยและรักษาภาวะติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ(Urinary tract infection

)

ในหน่ วยบริการปฐมภูมิ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์

Reference guideline: 1. แนวทางการรักษาภาวะติดเชื้อทางเดินปั สสาวะ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ 2554
2. Management of suspected bacterial urinary tract infection in adults
A national clinical guideline, 2006
Reviewer: แพทย์หญิงอรพรรณ ฟูมณี โชติ
Date of review: 1-23 เมษายน 2555
Approve Panel: คณาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ ชุมชน คณะแพทยศาสตร์
มหาวิทยาลัยสงขลานคริ นทร์
Date of panel review: 24 เมษายน 2555
ภาวะติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (Urinary tract infection)
คาจากัดความ

ภาวะติ ดเชื้ อทางเดิ น ปั ส สาวะ (urinary tract infection) เป็ นภาวะติ ดเชื้ อจาก microorganism ส่ วน
ใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรี ยในทางเดินปั สสาวะโดยพบแบคทีเรี ยในปั สสาวะ

แนวทางการวินิจฉัย

แบ่ งตามตาแหน่ งการติดเชื้อ
1. ติดเชื้อทางเดินปั สสาวะส่ วนล่าง(Lower urinary tract infection):
Irritative lower urinary symptom ได้แก่ ปั สสาวะแสบขัด ปั สสาวะบ่อยโดยไม่มีไข้ หนาวสั่น หรื อ
อาการปวดหลังอาการเหล่านี้แสดงถึง cystitis, urethritis หรื อ prostatitis
2. ติดเชื้อทางเดินปั สสาวะส่ วนบน(Upper urinary tract infection)
มี ไ ข้ ปวดหลัง ปวดสี ข ้าง อาการทาง systemic, leukocytosis แสดงถึ ง acute pyelonephritis intra-
renal abscess หรื อ perinephric abscess

แบ่ งตามความรุ นแรงของการติดเชื้อ
1. Severe: unstable vital sign
2. Moderate: ประกอบด้วย 2 ข้อจาก 4 ข้อ ต่อไปนี้
1) ไข้สูง > 39๐ C
2) Severe flank pain
3) คลื่นไส้ อาเจียน หรื ออาการทาง systemic
4) เม็ดเลือดขาว > 15,000 เซลล์/ลบ.มม.
3. Mild: ไม่พบ criteria สาหรับ moderate และ severe
แบ่ งการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะตามสภาวะผู้ป่วย
1. Uncomplicated UTI เป็ นการติ ด เชื้ อที่ ระบบทางเดิ น ปั ส สาวะที่ ผูป้ ่ วยไม่ มี ค วามผิดปกติ ท าง
โครงสร้างหรื อระบบประสาทที่มาควบคุมการทางานของระบบทางเดินปั สสาวะเชื้ อที่มกั เป็ น
สาเหตุ คื อ เชื้ อแกรมลบ bacilli โดยเฉพาะเชื้ อ E. coli ซึ่ งพบว่าเป็ นสาเหตุ ข อง community-
acquired cystitis ได้มากถึงร้อยละ 85 รองลงมาคือ S. Saprophyticus ร้อยละ 5-15 และเชื้ ออื่นๆ
อีกร้อยละ 5-10
2. Complicated UTI เป็ นการติ ด เชื้ อที่ ร ะบบทางเดิ น ปั สสาวะที่ ผู ้ป่ วยมี ค วามผิ ด ปกติ ท าง
โครงสร้ างหรื อการท างานของระบบทางเดิ น ปั ส สาวะรวมถึ งระบบประสาทที่ ควบคุ ม การ
ทางานระบบทางเดินปั สสาวะด้วยซึ่ งอาจทาให้การไหลของปั สสาวะหรื อการขับถ่ายปั สสาวะ

2
ผิดปกติได้นอกจากนี้ ยงั หมายถึงการติดเชื้อระบบทางเดินปั สสาวะในผูป้ ่ วยที่มีโรคหรื อสภาวะ
อื่ น ๆเช่ น โรคเบาหวาน, sickle cell anemia, polycystic renal disease, immunocompromised
host, ผูป้ ่ วยที่ได้รับยาบรรเทาปวดผิดวัตถุประสงค์ผปู ้ ่ วยที่ได้รับการใส่ สายสวนหรื อในผูป้ ่ วยที่
อายุ ม ากกว่า 65 ปี หรื อ เป็ นการติ ด เชื้ อ แบคที เรี ย ที่ รั ก ษายากเช่ น Pseudomonasaeruginosa,
Proteus mirabilis เชื้ อที่ เป็ น ส าเห ตุ ส่ วน ให ญ่ คื อ เชื้ อแกรมลบ bacilli และมั ก พ บ การ
ติ ด เชื้ อ ในโรงพยาบาลเช่ น Klebsiella sp., P. aeruginosa, Proteus sp., Enterobacter sp., และ
Enterococcus faecalisอย่างไรก็ตาม E. coli ก็ยงั เป็ นเชื้ อที่พบบ่อยที่สุด (ร้อยละ 50) นอกจากนี้
ในกรณี ที่ เป็ นผูป้ ่ วยวิก ฤตหรื อ การใส่ ส ายสวนปั ส สาวะนานๆอาจพบการติ ด เชื้ อ Candida
albicans

 แนวทางการวินิจฉัยและการรักษาภาวะติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ(Urinary Tract infection)

ขั้นตอนที่ 1 ประเมินว่าผูป้ ่ วยมีติดเชื้ อส่ วนบน (Upper urinary tract infection) หรื อติดเชื้ อส่ วนล่างของ
ระบบทางเดินปัสสาวะ (Lower urinary tract infection)

Lower urinary tract infection

1
Upper urinary tract infection

ขั้นตอนที่ 2

1. Lower urinary tract infection ส่ งตรวจปั สสาวะ(UA) ให้จาแนกผูป้ ่ วยออกเป็ น 3 กลุ่มดังนี้
1.1 ผู้หญิงไม่ ต้งั ครรภ์ :
1.1.1 ผู้ป่วยเป็ นครั้งแรก แนะนาให้ใช้ยากินกลุ่ม fluoroquinoloneได้แก่
Norfloxacin, Ofloxacin หรื อ Norfloxacin
(คุณภาพหลักฐานระดับ B, คาแนะนาระดับ 1 A)
Dose: Norfloxacin 400 mg bid 3 วัน
Ofloxacin 200-400 mg bid 3 วัน
Ciprofloxacin 250 mg bid 3 วัน

3
*** การให้ยาปฏิชีวนะชนิดเดียวกันเป็ นเวลา 3 วัน ดีกว่าการให้ยา single dose (คาแนะนา 1A)
o นัดติดตามการรักษา 3 วัน หลังจากเริ่ มรักษา
o อาการดีข้ ึน ตรวจไม่พบ pyuriaไม่ตอ้ งให้ยาปฏีชีวนะต่อ
o อาการไม่ดีข้ ึน ตรวจ UA พบ pyuriaหรื อ พบ bacteria ในปั สสาวะ ให้ส่งปั สสาวะเพาะเชื้อ และให้
ยาเดิมต่อไปจนกว่าผลเพาะเชื้อจะออกหลังจากเพาะเชื้ อได้หากเชื้อดื้อยาให้เปลี่ยนยาตามผลเพาะ
เชื้อจนครบ 7 วัน และนัดมาติดตามอาการและตรวจปั สสาวะซ้ า หากเชื้อไวต่อยาที่ให้ตอ้ งส่ งเพื่อหา
สาเหตุอื่นๆ เพิ่มเติม (investigate) ได้แก่ ultrasound, KUB หรื อ IVP

1.1.2 ผู้ป่วยที่เคยได้ ยาปฏิชีวนะรักษามาก่อนใน 1 เดือน
แนะนาให้ยากลุ่ม Fluoroquinoloneได้ Ofloxacin หรื อ Ciprofloxacin
ไม่แนะนาให้ใช้ Norfloxacin
(คุณภาพหลักฐานระดับ B, คาแนะนาระดับ 1 B)
Dose: Ofloxacin 200-400 mg bid 7 วัน
Ciprofloxacin 250 mg bid 7 วัน
o นัดติดตามอาการติดตามอาการ 1สัปดาห์ หลังจากเริ่ มรักษา
 อาการดีข้ ึน ปัสสาวะไม่พบ pyuria หยุดยาปฏิชีวนะได้
 อาการไม่ดีข้ ึน ปัสสาวะพบ pyuria หรื อ พบแบคทีเรี ยในปั สสาวะ ส่ งปั สสาวะเพาะเชื้อและ
ให้ยาเดิมและให้ยาเดิมต่อไปจนกว่าผลเพาะเชื้อจะออกหลังจากเพาะเชื้อได้หากเชื้อดื้อยา
ให้เปลี่ยนยาตามผลเพาะเชื้อจนครบ 7 วัน และนัดมาติดตามอาการและตรวจปั สสาวะซ้ า
หากเชื้อไวต่อยาที่ให้ตอ้ งส่ งเพื่อหาสาเหตุอื่นๆ เพิ่มเติม (investigate) ได้แก่ ultrasound,
KUB หรื อ IVP

1.2 ผู้หญิงตั้งครรภ์
- ส่ งปั สสาวะเพื่อเพาะเชื้อ (urine culture)
- ปรึ กษาแผนกฝากครรภ์ (ANC)
- ให้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน third generation cephalosporin ได้แก่ cefinir, cefixime, cefditoren
5 วัน (คุณภาพหลักฐานระดับ A, คาแนะนาระดับ 1 A)

4
1.3 เพศชาย, อายุมากกว่ า 60 ปี , มีโรคเบาหวาน หรือมีความผิดปกติของทางเดินปัสสาวะ
- แนะนาให้ยากลุ่ม Fluoroquinoloneได้ Ofloxacin หรื อ Ciprofloxacin
- ไม่แนะนาให้ใช้ Norfloxacin
(คุณภาพหลักฐานระดับ B, คาแนะนาระดับ 1 B)
Dose: Ofloxacin 200-400 mg bid 7 วัน
Ciprofloxacin 250 mg bid 7 วัน

o นัดติดตามอาการ 1สัปดาห์ หลังจากเริ่ มรักษา
o อาการดีข้ ึน ไม่พบ pyuria หยุดยาปฏิชีวนะได้
o อาการไม่ดีข้ ึน ปัสสาวะพบ pyuriaหรื อ พบแบคทีเรี ยในปั สสาวะ ส่ งปั สสาวะเพาะเชื้อและให้ยาเดิม
และให้ยาเดิมต่อไปจนกว่าผลเพาะเชื้อจะออกหลังจากเพาะเชื้อได้หากเชื้ อดื้อยาให้เปลี่ยนยาตามผล
เพาะเชื้อจนครบ 7 วัน และนัดมาติดตามอาการและตรวจปั สสาวะซ้ า หากเชื้อไวต่อยาที่ให้ตอ้ งส่ ง
เพื่อหาสาเหตุอื่นๆเพิ่มเติม(investigate) ได้แก่ ultrasound, KUB หรื อ IVP

2. Upper urinary tract infection
ให้ส่ง CBC, ตรวจปัสสาวะ (UA), ส่ งเพาะเชื้อปั สสาวะ (urine culture) และจาแนกผูป้ ่ วยตาม
ความรุ นแรงออกเป็ น 3 กลุ่ม คือ
2.1 Mild ให้การรักษาแบบผูป้ ่ วยนอก ให้ยาปฏิชีวนะชนิ ดกินกลุ่ม Fluoroquinolone
(คุณภาพหลักฐานระดับ B, คาแนะนาระดับ 1 A)
Dose: Ofloxacin 200-400 mg bid 14 วัน
Ciprofloxacin 250 mg bid 14 วัน
o ประเมินอาการที่ 72 ชัว่ โมงหลังเริ่ มรักษา
 อาการดี ข้ ึ น ส่ งปั ส สาวะและส่ งเพาะเชื้ อซ้ ารวมทั้งปรั บยาตามผล urine culture
หลังจากนั้นประเมินอาการอีกครั้งในวันที่ 7 ส่ งปั สสาวะซ้ า ดูผล urine culture ถ้า
ไม่ข้ ึนเชื้ อให้ยาต่อจนครบ 14 วัน ถ้ายังขึ้นเชื้ อให้ส่ง ultrasound ถ้าผล ultrasound
ปกติ ให้เปลี่ยนยาตามผล urine culture หากผลผิดปกติให้แก้ไข
 อาการไม่ดีข้ ึ นหลังจาก 72 ชั่วโมง ให้รับไว้ในโรงพยาบาลเพื่อเปลี่ ยนเป็ นยาฉี ด
หากไม่มีเตียงให้ผปู ้ ่ วยรับยาไปฉี ดที่ใกล้บา้ นได้
Antibiotic: Ceftriaxone หรื อ Gentamicin
o หลังจากนั้นประเมินอาการที่ 48-72 ชัว่ โมงหลังจากฉี ดยา
 ถ้าอาการดีข้ ึนให้เปลี่ยนเป็ นยาชนิดรับประทาน 14 วัน

5
 หากอาการไม่ดีข้ ึนผล urine culture ยังพบ bacteria (resistant bacteria) ให้
ปรั บ ยาตามผล urine culture และส่ ง urine culture ใหม่ นั ด มาติ ด ตาม
อาการ 3 วันหลังจากเริ่ มเปลี่ยนยา
 ในทางกลับกันอาการไม่ดีข้ ึนแต่ตรวจไม่พบแบคที เรี ยจากการเพาะเชื้ อ
(no resistant bacteria) ให้ส่ง investigate เพิ่มเติมหากผลผิดปกติให้แก้ไข
แต่ถา้ หากไม่พบความผิดปกติให้ส่งเพาะเชื้อปั สสาวะใหม่และปรับยาตาม
ผลเพาะเชื้อ
2.2 Moderate ให้ยาปฏิชีวนะแบบฉีด
Antibiotic: Ceftriaxone 2 mg IV OD
o หลังจากนั้นประเมินอาการที่ 48-72 ชัว่ โมงหลังจากฉี ดยา
 ถ้าอาการดีข้ ึนให้เปลี่ยนเป็ นยาชนิดรับประทาน 14 วัน
 หากอาการไม่ดีข้ ึน และผล urine culture ยังพบ bacteria (resistant bacteria)
ให้ปรับยาตามผล urine culture และส่ ง urine culture ใหม่นดั มาติดตามอาการ 3 วันหลังจากเริ่ ม
เปลี่ยนยา หากตอบสนองกับยาให้เปลี่ยนเป็ นยากินจนครบ 14 วัน ไม่ตอบสนองให้ส่ง
investigate เพิ่มเติม
 ในทางกลับกัน หากอาการไม่ดีข้ ึน แต่ตรวจไม่พบแบคทีเรี ยจากการเพาะเชื้ อ
(no resistant bacteria) ให้ส่ง investigate เพิ่มเติมหากผลผิดปกติให้แก้ไข
แต่ถา้ หากไม่พบความผิดปกติให้ส่งเพาะเชื้อปั สสาวะใหม่และปรับยาตามผลเพาะเชื้อ
2.3 Severe
ให้ตรวจเลือด creatinine และส่ ง hemoculture เพิ่มเติม ให้รับไว้ในโรงพยาบาลให้ยาปฏิชีวนะ
แบบฉีดและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด

 การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้า(Recurrent urinary tract infection)
คาจากัดความ
การติดเชื้อทางเดินปั สสาวะ 2 ครั้งใน 6 เดือน หรื อ 3 ครั้งใน 1 ปี
**Relapse: อาการและ bacteriuria กลับเป็ นภายใน 10-14 วันหลังจากหยุดยาโดยเชื้อเดิมตัวเดิม
**Reinfection อาการ และ bacteriuria กลับเป็ นภายในหลายสัปดาห์หรื อหลายเดือนโดยเชื้อคนละ
ชนิดหรื อชนิดเดิม

6
ปัจจัยกระตุ้นในเพศหญิง
1. เพศสัมพันธ์ (honeymoon cystitis)
2. Atrophic urethritis and vaginitis (postmenopausal)
3. Abnormalities of urinary tracts (indwelling catheter, neuropathic bladder, vesico-uritericreflux
(VUR), outflow obstruction, anatomical anomalies)
4. Incomplete bladder emptying (dysfunctional urination)
5. Contraception - diaphragm, spermicide-coated condoms
6. History of urinary tract surgery
7. Immune compromise, e.g. HIV
8. Diabetes mellitus
ปัจจัยกระตุ้นในเพศชาย
1. Abnormalities of urinary tract function
2. Incomplete bladder emptying (prostatic enlargement, chronic indwelling catheter)
3. Previous urinary tract surgery
4. Immunocompromised state
5. Anal intercourse
แนวทางการรักษา
 Recurrent: Norfloxacin 400 mg BID x 3 days [1A]
 Relapse: Ofloxacin or Ciprofloxacin x 7 days [1A]
แนวทางการป้องกัน
1. หากการติดเชื้ อปั สสาวะซ้ าไม่สัมพันธ์กบั การมีเพศสัมพันธ์: แนะนาให้กินยาปฏิ ชีวนะรักษา
เมื่อมีอาการไม่จาเป็ นต้องการต่อเนื่องเพื่อป้ องกัน [2A]
2. การใช้ estrogen สาหรับทาในผูห้ ญิงวัยทองอาจจะช่วยลดการเป็ นซ้ าได้ แต่ยงั ไม่มีขนาดที่ใช้ที่
แน่นอนและมีการศึกษาไม่มากนัก
3. หากการติดเชื้อเป็ นซ้ า สัมพันธ์กบั การมีเพศสัมพันธ์
3.1 หากคุมกาเนิดโดยการใช้ diaphragm หรื อ spermicide แนะนาให้เปลี่ยนวิธิการคุมกาเนิด
3.2 แนะนาให้ปัสสาวะหลังมีเพศสัมพันธ์
3.3 แนะนาให้ใช้สารหล่อลื่นเมื่อมีเพศสัมพันธ์
3.4 แนะนาให้กินยาฆ่าเชื้อหลังมีเพศสัมพันธ์ไม่เกิน 2 ชัว่ โมง
4. ผลแคนเบอรรี่ มีการศึกษาว่าช่วยลดการเป็ นซ้ าของภาวะติดเชื้ อทางเดินปั สสาวะได้[IIA]
5. ไม่แนะนาเรื่ องการ investigate ในผูป้ ่ วยที่มี recurrent urinary tract infection[IID]

7
ยาปฏิชีวนะ(Antibiotic)
1. ตามแนวทางการรักษาของประเทศในยุโรปและอเมริ กา ก่อนปี 2000 แนะนาให้เลือกตัวยาเป็ น
Trimethoprim-sulfamethoxazole เป็ นมาตรฐานตัว แรก ต่ อ มาในหลายๆประเทศรวมทั้ง ใน
ประเทศไทยยา Trimethoprim-sulfamethoxazoleใช้ไม่ได้ เพราะเชื้ อก่อเหตุของ UTI ดื้อต่อยานี้
เกิน 30% ดังนั้นในผูป้ ่ วยไทยจึงแนะนาให้ใช้เป็ น Fluoroquinolones
(คุณภาพหลักฐานระดับ B, คาแนะนาระดับ 1 A)
2. ผลการศึกษาส่ วนใหญ่ที่ใช้ยาทั้งสามคือ Norfloxacin, Ciprofloxacin, Ofloxacin เพื่อรักษาโรค
ติดเชื้ อทางเดิ นปั สสาวะแบบ Uncomplicated UTI ยังสรุ ปไม่ได้ว่ามียาตัวใดที่มีประสิ ทธิ ผล
ดีกว่าตัวอื่นอย่างชัดเจนดังนั้นการรักษาโรคติดเชื้ อทางเดิ นปั สสาวะแบบ Uncomplicated UTI
สามารถใช้ยาได้ทุกตัวในกลุ่มแต่ควรใช้ยาขนาดที่แนะนาว่ามีประสิ ทธิ ผลที่เท่าเทียมกันในการ
รั ก ษา (Equivalent dosage) ทั้ง นี้ นิ ย มเลื อ ก Norfloxacin หรื อ Ofloxacin เพราะมี ราคาถู ก กว่า
และการใช้ Ciprofloxacin ควรจะสงวนไว้สาหรับกรณี ที่เกิดเชื้อดื้อยา
3. สาหรับการศึกษาถึงผลในการรักษาโรคติดเชื้ อทางเดินปั สสาวะแบบ Complicated UTI พบว่า
ciprofloxacin และNorfloxacinมี ป ระสิ ทธิ ผลในการก าจั ด เชื้ อที่ ดี แ ต่ ciprofloxacin จะมี
ประสิ ทธิ ผ ลในการก าจัด เชื้ อPseudomonas aeruginosaที่ พ บได้ บ่ อ ยในการติ ด เชื้ อแบบ
Complicated UTI ด้วยนอกจากนี้ ciprofloxacin ยังมีการศึกษาค่อนข้างมากถึงประสิ ทธิ ผลเมื่อ
เปรี ยบเทียบกับการรักษาด้วยยากลุ่มอื่นๆที่มีขอ้ บ่งใช้ใน Complicated UTI ซึ่ งพบว่าได้ผลที่ดี
และแนะน าให้ ใ ช้ ใ นกรณี ที่ มี ก ารกลับ เป็ นซ้ าหรื อ มี ก ารดื้ อ ต่ อ ยาหลัก (TMP-SMX) ส่ ว น
Ofloxacin มี ก ารศึ ก ษาว่าใช้ใน Complicated UTI ได้ผ ลแต่ ยงั ไม่ มี ก ารศึ ก ษาที่ ม ากพอเพื่ อจะ
เปรี ยบเที ยบผลกับยาอื่ นๆจึงยังไม่แนะนาให้ใช้ ofloxacin ใน Complicated UTI แบบ empiric
therapyดัง นั้ น การรั ก ษาโรคติ ด เชื้ อ ทางเดิ น ปั ส สาวะแบบ Complicated UTI แนะน าให้ ใ ช้
ciprofloxacin แบบ empiric therapy
4. ยาในกลุ่ม Fluoroquinolones ทั้ง 3 ตัวได้แก่ Norfloxacin, Ofloxacin, Ciprofloxacin ถูกนามาใช้
มากในการรักษาโรคติดเชื้ อทางเดิ นปั สสาวะโดยยาเหล่านี้ มีความแตกต่างในด้านสู ตรโครงสร้างรวมถึง
คุณสมบัติทางด้านเภสัชจลนศาสตร์ และเภสัชพลศาสตร์ ซ่ ึ งความแตกต่างนี้ จะส่ งผลต่อการออกฤทธิ์ และ
ความครอบคลุ มเชื้ อที่ แตกต่ างกันเมื่ อศึ กษาถึ งผลการรั กษาโรคติ ดเชื้ อ ทางเดิ น ปั ส สาวะแบบ
Uncomplicated UTI พบว่ายาทั้ง 3 ตัวมี ประสิ ทธิ ภาพเท่าเที ยมกันขณะที่ การศึ กษาในโรคติด
เชื้ อ ทางเดิ น ปั ส สาวะแบบ Complicated UTI พบว่าควรเลื อกใช้ ยา ciprofloxacin เป็ น empiric
therapy ที่มีความสามารถครอบคลุมเชื้อได้กว้างกว่า ทั้งนี้ ในการรักษาโรคติดเชื้ อทางเดินปั สสาวะไม่วา่
จะเป็ นประเภทใดต้องคานึงถึงชนิดและขนาดยาที่เหมาะสมในแต่ละประเภทรวมถึงใช้ตามความเหมาะสม
ของผูป้ ่ วยแต่ละรายโดยพิจารณาองค์ประกอบทั้งด้านราคาและอุบตั ิการณ์การดื้อยาขณะนั้นด้วย

8
คุณภาพของหลักฐาน
ระดับ A หมายถึ งที่ได้จาก systematic review ของ randomized controlled clinical trials หรื อหลักฐานที่ได้
จาก randomized controlled trials ที่ดาเนินการอย่างเหมาะสม
ระดับ B หมายถึง หลักฐานที่ได้จาก systematic review ของ controlled clinical study หรื อหลักฐานที่ได้จาก
controlled clinical study ( เช่ น non-randomized controlled trial, cohort study, case control study, cross
sectional study)ที่ดาเนิ นการอย่างเหมาะสม หรื อหลักฐานที่ได้จากการวิจยั ทางคลิ นิกที่ ใช้รูปแบบการวิจยั
อื่ น และผลการวิ จ ัย พบประโยชน์ หรื อ โทษจากการปฏิ บ ัติ รั ก ษาที่ เด่ น ชัด มากหรื อ เรื่ อ งดัง กล่ า วไม่ มี
ผลงานวิ จ ัย ประเภท randomized controlled clinical trial แต่ ไ ด้ น าเอาหลั ก ฐานที่ ไ ด้ จ าก randomized
controlled clinical trialในประชากรกลุ่มอื่นหรื อเรื่ องอื่นที่คล้ายคลึงกันมาใช้เป็ นหลักฐานหรื อหลักฐานที่ได้
จาก systemic review ของ randomized controlled clinical trials หรื อ randomized controlled clinical trial ที่
ดาเนินการไม่เหมาะสม
ระดั บ C หมายถึ ง หลัก ฐานที่ ไ ด้ จ าก systemic review ของ descriptive study หรื อหลัก ฐานที่ ไ ด้ จ าก
descriptive study ซึ่ งหมายถึง รายงานผูป้ ่ วยหนึ่ งราย หรื อมากกว่า หรื อหลักฐานที่ได้จาก systematic review
ของ randomized controlled clinical trial หรื อ controlled clinical study ที่ ด าเนิ น การไม่ เหมาะสม หรื อ
หลักฐานที่ได้จาก controlled clinical trial ในประชากรกลุ่มอื่นหรื อเรื่ องที่คล้ายคลีงกัน
ระดับ D หมายถึง หลักฐานที่ได้จากความเห็น หรื อฉันทามติ (consensus) ของคณะผูเ้ ชี่ยวชาญ เนื่องจากไม่มี
หลักฐานผลงานวิจยั ที่ สาคัญทางคลิ นิก หรื อผลงานวิจยั ทางคลิ นิกที่ มีอยู่ไม่ส อดคล้องหรื อเหมาะสมกับ
เหตุการณ์ และสถานภาพของการประกอบวิชาชีพในประเทศไทย หรื อมีเพียงหลักฐานทางห้องปฏิบตั ิการ

ระดับของคาแนะนา

ระดับของคาแนะนา การแปลผล
1A ความมัน่ ใจของคาแนะนาอยูใ่ นระดับสู ง คาแนะนาดังกล่าวสามารถนาไปใช้ได้กบั
ผูป้ ่ วยส่ วนมากในแทบทุกสถานการณ์
1B ความมัน่ ใจของคาแนะนาอยูใ่ นระดับสู ง คาแนะนาดังกล่าวควรจะนาไปใช้กบั
ผูป้ ่ วยส่ วนมากได้
1C ความมัน่ ใจของคาแนะนาอยูใ่ นระดับปานกลาง คาแนะนาดังกล่าวน่าจะนาไปใช้
ได้กบั ผูป้ ่ วยส่ วนมากได้

9
เอกสารอ้างอิง

1. วิทยา ศรี ดามา, clinical practice guideline 2011, พิมพ์ครั้งที่ 1 โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
ตุลาคม 2554
2. Scottish intercollegiate guideline network, Management of suspected bacterial urinary tract infection
in adults, a national clinical guideline, July 2006
3. ณัฐธภา ปรี ชาไว, เวชปฏิบตั ิการใช้ยาอย่างเหมาะสม, หน่วยผลิตตาราคณะแพทยศาสตร์
มหาวิทยาลัยสงขลานคริ นทร์, กุมภาพันธ์ 2555
4. Annette Epp, Recurrent urinary tract infection, JOGC, November 2010
5. British infection association, Diagnosis of UTI quick reference guide for primary care, April 2011
6. University of Michigan, Guideline for clinical care urinary tract infection, June 2011
7. National guideline clearinghouse, urinary tract infection, December 2011
8. Gupta K., Executive Summary: International Clinical Practice Guidelines for the Treatment of Acute
Uncomplicated Cystitis and Pyelonephritis in Women: A 2010 Update by the Infectious Diseases
Society of America and the European Society for Microbiology and Infectious Diseases, Feb 2011

10