You are on page 1of 39

สังคมวิทยา: ความรู้ฉบับพกพา • จันทนี เจริญศรี แปล

จากเรื่อง S o c i o l ogy : A V e r y S hor t I n t r o duct ion
โดย S t e v e B r u c e

พิมพ์ครั้งแรก: ส�ำนักพิมพ์ o p e n w o r l d s , พฤษภาคม 2559
ราคา 210 บาท

คณะบรรณาธิการอ�ำนวยการ
ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา สฤณี อาชวานันทกุล
แอลสิทธิ์ เวอร์การา กรมัยพล สิริมงคลรุจิกุล พลอยแสง เอกญาติ
วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง ปกป้อง จันวิทย์ กฤดิกร เผดิมเกื้อกูลพงศ์
บรรณาธิการบริหาร
วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง
บรรณาธิการส�ำนักพิมพ์
ฐณฐ จินดานนท์ บุญชัย แซ่เงี้ยว
ณัฏฐพรรณ เรืองศิรินุสรณ์ กัญญ์ชลา นาวานุเคราะห์
ศิลปกรรม
พรชนิตว์ วิศิษฐชัยชาญ
ผู้จัดการส�ำนักพิมพ์
ภรณ์ทิพย์ ปิยฤทธิพงศ์

บรรณาธิการเล่ม
กัญญ์ชลา นาวานุเคราะห์
บรรณาธิการต้นฉบับ
บุญชัย แซ่เงี้ยว
ออกแบบปก
พรชนิตว์ วิศิษฐชัยชาญ

บริษัท โอเพ่นเวิลด์ส พับลิชชิ่ง เฮาส์ จ�ำกัด
33 อาคารเอ ห้องเลขที่ 48 ซอยประดิพัทธ์ 17
แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์ 0 - 2 6 1 8 - 4 7 3 0
e- m a i l : o p e n w o r l d s t h a i l a n d @g m a i l . c o m
fa ce b ook : w w w . f a c e b o o k . c o m / o p e n w o r lds
w e bs i t e : w w w . o p e n w o r l d s . i n . t h

จัดจ�ำหน่าย
บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จ�ำกัด (มหาชน)
เลขที่ 1858/87-90 อาคารทีซีไอเอฟ ทาวเวอร์
ชั้น 19 ถนนบางนา-ตราด แขวงบางนา
เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260
โทรศัพท์ 0-2739-8222, 0 - 2 7 3 9 - 8 0 0 0
โทรสาร 0 - 2 7 3 9 - 8 3 5 6 - 9
w e bs i t e : h t t p : / / w w w . s e - e d . c o m /
สำ�หรับสถาบันการศึกษา องค์กร หรือบุคคล ที่ต้องการสั่งซื้อหนังสือ
จำ�นวนมากในราคาลดพิเศษ โปรดติดต่อสำ�นักพิมพ์โอเพ่นเวิลด์ส
หมายเลขโทรศัพท์ 0-2618-4730 และ 09-7174-9124
หรือ e - ma il: o p e n w o rld st h a ila n d @ g m ail.c om

ข้อมูลทางบรรณานุกรมของสำ�นักหอสมุดแห่งชาติ
บรูซ, สตีฟ.
สังคมวิทยา: ความรู้ฉบับพกพา.-- กรุงเทพฯ: โอเพ่นเวิลด์ส, 2559.
176 หน้า.-- (ความรู้ฉบับพกพา).

1. สังคมวิทยา. I. จันทนี เจริญศรี, ผู้แปล. II. ชื่อเรื่อง.

301
ISBN 978-616-7885-32-2


Thai language translation copyright 2016
by openworlds publishing house
/Copyright © 1999 by Steve Bruce
All Rights Reserved.

So c io lo g y : A V e r y S h o r t I n t r o d u c t i o n, b y S t e v e B r uce w as or iginally
p u b lis h e d in E n g l i s h i n 1 9 9 9 .
This translation is published by arrangement with Oxford University Press
th ro u g h T u ttle- M o r i A g e n c y C o . , L t d .
T h e T h a i e d iti o n i s t r a n s l a t e d b y C h a n t a n e e C h a r oensr i and published
b y o p e n wo rld s p u b l i s h i n g h o u s e , 2 0 1 6 .
สังคมวิทยา: ความรู้ฉบับพกพา ตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษเมื่อปี ค.ศ. 1999
แปลและจัดพิมพ์เป็นภาษาไทยโดยบริษัท โอเพ่นเวิลด์ส พับลิชชิ่ง เฮาส์ จำ�กัด
ตามข้อตกลงกับสำ�นักพิมพ์มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด

ภาพปก: Pe o p le w h o w a l k t h e c r o s s w a l k t o d u s k โดย beeboys/S hutter stock
สารบัญ
.

ค�ำน�ำผู้แปล : 6

ค�ำน�ำผู้เขียน : 8

กิตติกรรมประกาศ : 11

1. สถานภาพของสังคมวิทยา : 14

2. การประกอบสร้างทางสังคม : 40

3. สาเหตุและผลพวง : 84

4. โลกสมัยใหม่ : 100

5. นักสังคมวิทยาจ�ำแลง : 142

หนังสืออ่านเพิ่มเติม : 170

ประวัติผู้เขียน : 174

ประวัติผู้แปล : 175
6 Sociology

ค�ำน�ำผู้แปล
.

นอกจากมิ ต รสหาย นั ก ศึ ก ษา และเพื่ อ นร่ ว มงาน
ทั้งหลายที่คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัย
ธรรมศาสตร์แล้ว ผูแ้ ปลขอขอบคุณส�ำนักพิมพ์ openworlds ทีใ่ ห้
โอกาสผู้แปลได้มีส่วนร่วมกับหนังสือชุดที่ประสบความส�ำเร็จ
ที่สุดชุดหนึ่ง ณ ห้วงเวลานี้
แม้ในช่วงต้น ผู้แปลจะท�ำงานแปลด้วยอารมณ์อยาก
ถกเถียงปะปนกับความฉงนฉงายอยู่บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
กั บ การเลื อ กเปิ ด ตั ว สั ง คมวิ ท ยาด้ ว ยการเน้ น ความเป็ น
วิทยาศาสตร์สังคมของผู้เขียน ความฉงนนี้มาจากประสบการณ์
การเรียนรู้ศาสตร์สังคมวิทยาของผู้แปลเอง ที่มีครูคนแรกเป็น
นักสังคมวิทยาสายการตีความ และยังถูกย�้ำต่อๆ มาถึงการ
ด� ำ รงอยู ่ คู ่ กั น ของสั ง คมวิ ท ยา 3 สาย คื อ สายปฏิ ฐ านนิ ย ม
ที่ในตัวเองก็มีหลายรูปแบบ สายการตีความ และสายวิพากษ์
กระนั้นก็ดี ประสบการณ์การแปลหนังสือเล่มนี้ก็มีค่ายิ่งที่ท�ำให้
ผู้แปลตระหนักว่าความเป็นวิทยาศาสตร์ยังฝังรากลึกอยู่ใน
สังคมวิทยาเกินกว่าจะถอดถอนไปได้โดยง่าย และที่เป็นเช่นนั้น
A Very Short Introduction 7

ส่วนหนึ่งเพราะพวกเราเองไม่ค่อยรู้ตัวกันว่ามี “จิตใจ” แบบ
ปฏิฐานนิยมอยู่ข้างใน แม้เมื่อตอนกล่าวว่าตัวเองก�ำลังท�ำงาน
ในประเพณีแบบอื่นอยู่
บทต่อๆ มาในหนังสือ ผู้เขียนได้พยายามแยกสิ่งที่
ผู้คนมักเข้าใจกันว่าคือสังคมวิทยาออกมา เพื่อให้ผู้อ่านพอเห็น
เค้ า โครงความเป็ น สั ง คมวิ ท ยา ตลอดจนแนะน� ำ ความคิ ด
รวบยอดส�ำคัญๆ ที่เป็นมุมมองอันเป็นเอกเทศของสังคมวิทยา
อาทิเช่น การประกอบสร้างทางสังคม (social construction)
ผลพวงโดยไม่ได้ตั้งใจ (unintended consequences) และได้
อธิบายอย่างกระจ่างแจ้งโดยใช้ตัวอย่างจากสาขาที่เขารู้ดีที่สุด
อย่างศาสนา พร้อมๆ กับการแนะน�ำแนวคิดหลักเหล่านั้น
เขาก็พาเราไปรู้จักประวัติและพัฒนาการของสังคมวิทยาในบาง
แง่มุม ทั้งยังแนะน�ำให้รู้จักบุคคลส�ำคัญอย่าง เอมีล เดอร์ไคม์
โรเบิร์ต เมอร์ตัน เออร์วิง กอฟฟ์แมน เหล่าเจ้าของแนวคิด
อันมีสว่ นประกอบสร้างความเป็นสังคมวิทยาขึน้ มา นับว่าเป็นการ
ท�ำหน้าที่ “ความรู้ฉบับพกพา” ได้อย่างดียิ่ง
ในภาพรวม ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยกับผู้เขียนหรือไม่
เขาก็เป็นผู้เขียนที่โปร่งใส กล้าหาญ และเปิดเผยในการเขียน
อย่างมีจดุ ยืนเสมอต้นเสมอปลาย ผูแ้ ปลหวังว่าผูท้ ไี่ ด้อา่ นหนังสือ
เล่มนี้ด้วยหวังจะท�ำความรู้จักกับสาขาวิชาสังคมวิทยา จะได้
สนทนากับผู้เขียนเหมือนกับผู้แปล ซึ่งน่าจะท�ำให้ท่านสนใจ
อยากท�ำความรู้จักวิชานี้มากยิ่งขึ้นไปอีก
8 Sociology

ค�ำน�ำผู้เขียน
.

การที่วิชาสังคมวิทยาได้รับความสนใจและเป็นเป้า
ของการถากถางไปพร้อมๆ กัน คือสัญญาณแสดงถึงพลังของ
ศาสตร์นี้ สาขาวิชาที่เก่าแก่กว่ามักค่อนขอดว่ามันเป็นศาสตร์
น้องใหม่ที่ยังเก้ๆ กังๆ แต่ก็รับมุมมองแบบสังคมวิทยามาใช้
คนทัว่ ไปมักชอบล้อเลียนคนทีท่ ำ� อาชีพในสายงานนี้ แต่กเ็ ชือ่ ตาม
ข้อสมมติฐานทางสังคมวิทยาบางประการอย่างจริงจัง รัฐบาล
มักกล่าวหาสังคมวิทยาว่าบ่อนท�ำลายศีลธรรมและระเบียบวินัย
ทางสังคม แต่ก็จ้างนักสังคมวิทยาให้มาประเมินนโยบายของตน
อาการกระอักกระอ่วนทีเ่ รามีตอ่ สังคมวิทยานัน้ อาจเห็น
ได้จากจ�ำนวนและลักษณะของมุกตลกที่เกี่ยวกับสาขาวิชานี้
นี่อาจจะเป็นแค่อาการประสาทกินของผู้มีอาชีพนักสังคมวิทยา
อย่างผม ดูเหมือนมันจะเป็นมุกส�ำหรับนักสังคมวิทยาซึ่งต่าง
จากมุกนักประวัติศาสตร์ เนื่องด้วยอารมณ์ขันท�ำนองนี้อาจจะ
ไม่ตลกเสมอไป ผมจึงขอเล่าแค่มกุ เดียว มุกร้ายๆ นีม้ าจากละคร
โทรทัศน์อังกฤษเรื่อง บอดีการ์ด (Minder) ซึ่งเป็นละครชวนหัว
ชั้นดีในทศวรรษ 1980 ที่เกี่ยวกับโจรกระจอกในลอนดอน ยาจก
A Very Short Introduction 9

น่ารักสองคนคุยถึงเพื่อนที่เพิ่งออกจากคุก คนหนึ่งเล่าว่าเพื่อน
ได้พัฒนาตนเองระหว่างติดคุกด้วยการไปเรียนหนังสือ “ช่าย
ตอนนีเ้ ขามีปริญญาจากมหาวิทยาลัยเปิดแล้ว สาขาสังคมวิทยา”
ยาจกรายที่สองเลยถามว่า “ถ้างั้นก็แปลว่าเลิกเป็นโจรแล้วสิ”
รายแรกตอบว่า “ยังหรอก แต่ตอนนีเ้ ขารูแ้ ล้วว่าท�ำไมถึงเป็นโจร”
นี่เป็นวาทะที่ซับซ้อน เพราะมันบอกว่าสังคมวิทยา
ดึงดูดผู้ร้ายให้หันมาสนใจสาขาวิชานี้ (อาจเป็นเพราะมันเน้น
ศึกษาปัญหาสังคม) นอกจากนี้ พอพูดว่าการกระท�ำของปัจเจก
มีสาเหตุมาจากสังคม ก็เท่ากับว่าวิชาสังคมวิทยาได้ช่วยให้
ผู ้ ก ระท� ำ ผิ ด ไม่ ต ้ อ งรั บ ผิ ด ชอบการกระท� ำ ของตน มุ ก ตลกนี้
ยั ง บอกว่ า วิ ช าสั ง คมวิ ท ยานั้ น ไร้ เ ดี ย งสาและพร้ อ มถู ก คนที่
เจนโลกปรับใช้เข้าข้างตัวเอง แต่เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบ เราคง
ได้ ค� ำ ตอบที่ ชั ด เจนว่ า สั ง คมวิ ท ยาผิ ด จริ ง ตามที่ ถู ก ค่ อ นขอด
หรือไม่
ในส่วนถัดจากนี้ เราจะได้เข้าใจเหตุผลทีน่ กั สังคมศาสตร์
เห็นอะไรตรงกันยากกว่านักวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ นักวิจยั ชัน้ น�ำ
ในสาขาอย่างฟิสกิ ส์อาจเถียงกันเอาเป็นเอาตาย แต่เขาก็เห็นพ้อง
ต้องกันเพียงพอที่จะเขียนต�ำราเบื้องต้น ซึ่งบอกได้ว่าอะไรคือ
ความรู้พื้นฐานที่บรรดานักฟิสิกส์ให้การยอมรับ ในทางกลับกัน
ต� ำ ราสั ง คมศาสตร์ พื้ น ฐานทั้ ง หลายมั ก พู ด ถึ ง ประเด็ น ศึ ก ษา
ของตนโดยเสนอว่ามีมุมมองต่างๆ ที่ขัดแย้งและแข่งขันกันอยู่
การชี้ชัดว่าเราต่างกันอย่างไรนั้นมีข้อดี และการเน้นมองไปที่
บางจุดของตรรกะข้อสรุปเหล่านี้จะท�ำให้เรารู้ว่าต้องถกเถียง
อะไรก่ อ นถ้ า ต้ อ งการอธิ บ ายมุ ม มองต่ า งๆ ในเรื่ อ งสั ง คม
10 Sociology

เช่นเดียวกับนักการเมืองในระหว่างการหาเสียง ผู้สนับสนุน
แนวทางหนึ่งจะพยายามขีด “เส้นแบ่งที่ชัดเจน” ระหว่างตัวเขา
กับคูแ่ ข่ง แต่กเ็ ช่นเดียวกับนักการเมืองทีม่ อี ำ� นาจ เมือ่ คนคนนัน้
ก้าวเข้ามาเป็นนักสังคมวิทยา (แทนทีจ่ ะแค่ปา่ วประกาศว่าตัวเอง
เป็น) พวกเขามีแนวโน้มที่จะประนีประนอมมุมมองต่างๆ
ข้อจ�ำกัดทางพื้นที่ของหนังสือ “ความรู้ฉบับพกพา”
ได้ปลดปล่อยผมจากภาระที่ต้องให้ภาพรวมครอบคลุมสาขา
วิชานี้ทั้งหมด ในที่นี้ผมจะน�ำเสนอแก่นแกนอันเป็นเอกลักษณ์
ของสังคมวิทยาแทน โดยแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ขั้นแรก
ผมจะแจกแจงที่ทางของสังคมวิทยาโดยการพินิจพิเคราะห์ว่า
ค�ำกล่าวที่ว่าสังคมวิทยาเป็นวิทยาศาสตร์สังคมนั้นหมายความ
ว่าอย่างไร ในบทที่ 2-4 ผมจะอธิบายฐานคิดเบื้องต้นของวิชานี้
และในบทสุดท้าย ผมจะสร้างความชัดเจนให้กับสาขานี้ด้วยการ
เปิดโปงสังคมวิทยาแบบที่ได้รับความนิยมแต่ไม่ใช่ของจริง
A Very Short Introduction 11

กิตติกรรมประกาศ
.

ผมขอขอบคุณศาสตราจารย์กอร์ดอน มาร์แชลล์ แห่ง
นัฟฟิลด์คอลเลจ มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด และ จอร์จ มิลเลอร์
แห่งส�ำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ที่เสนอให้ผมเป็น
ผู ้ เ ขี ย นหนั ง สื อ เล่ ม นี้ ขอขอบคุ ณ ศาสตราจารย์ ม าร์ แ ชลล์
ศาสตราจารย์สตีเฟน เยียร์ลีย์ แห่งมหาวิทยาลัยยอร์ก และ
ดอกเตอร์เดวิด อิงกลิส แห่งคณะสังคมวิทยา มหาวิทยาลัย
อาเบอร์ดีน ที่กรุณาวิจารณ์ร่างแรกของหนังสือ และเช่นเคย
ผมขอขอบคุณการบรรณาธิการต้นฉบับของ ฮิลารี วอลฟอร์ด
ที่เป็นผู้คอยดูแลให้ผมมั่นใจว่าหนังสือจะไม่พูดอะไรที่ผมไม่ได้
เจตนา
สังคมวิทยา

ความรู้ฉบับพกพา

SOCIOLOGY

A Very Short Introduction

by

Steve Bruce

แปลโดย
จันทนี เจริญศรี
บทที่ 1
/
สถานภาพของสังคมวิทยา
A Very Short Introduction 15

สังคมวิทยาและวิทยาศาสตร์่

นับตัง้ แต่เรามีความเข้าใจและความสามารถทีจ่ ะควบคุม
โลกแห่ ง วั ต ถุ นั ก วิ ท ยาศาสตร์ แ ละนั ก ปรั ช ญาวิ ท ยาศาสตร์
ได้เพียรพยายามที่จะชี้ชัดว่าอะไรที่แยกวิทยาศาสตร์สมัยใหม่
ออกจากศาสตร์ที่หมดทางก้าวหน้า เช่น การพยายามเปลี่ยน
หินให้เป็นทอง หรือการท�ำนายอนาคตจากดวงดาว โชคไม่ดี
ที่ พ วกเขาล้ ม เหลวในการขี ด เส้ น แบ่ ง ให้ แ น่ ชั ด และเมื่ อ เรา
พิจารณาสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ท� ำกันจริงๆ จะยิ่งเห็นว่าชีวิต
การท�ำงานของนักวิทยาศาสตร์นั้นหาได้สอดคล้องกับภาพที่
นักปรัชญาวิทยาศาสตร์วาดเอาไว้ไม่ แต่กระนั้นเราก็ยังสามารถ
ระบุ ลั ก ษณะเฉพาะตั ว ที่ มั ก พบในดาราศาสตร์ ม ากกว่ า ใน
โหราศาสตร์ได้ และในขณะที่เราไม่อาจแยกแนวคิดเกี่ยวกับ
โลกแห่ ง วั ต ถุ อ อกเป็ น วิ ท ยาศาสตร์ แ ท้ วิ ท ยาศาสตร์ เ ที ย ม
ได้อย่างเด็ดขาด แต่เรายังพอจะพูดได้ว่าสิ่งใด “ค่อนข้าง” เป็น
วิทยาศาสตร์
16 Sociology

จุ ด เริ่ ม ต้ น ที่ ดี ก็ คื อ ให้ เ ราดู ว ่ า ทฤษฎี ที่ มี ค วามเป็ น
วิทยาศาสตร์ควรมีความสอดคล้องกันโดยทั่วพร้อม เกณฑ์นี้
จะแยกวิทยาศาสตร์ออกจากการใช้เหตุผลของคนทั่วไปทันที
แม่ ข องผมพู ด อะไรที่ ขั ด แย้ ง กั น เองอยู ่ บ ่ อ ยครั้ ง แม่ แ ทบไม่
เดือดร้อนอะไรที่สิ่งที่เธอเพิ่งพูดไม่สอดคล้องกับประโยคถัดมา
ครั้งหนึ่งแม่เคยวิจารณ์ร้านอาหารข้างทางว่ารสชาติเลวร้าย
และให้น้อยเกินไป!
ทฤษฎี วิ ท ยาศาสตร์ ที่ ดี นั้ น ควรสอดรั บ กั บ หลั ก ฐาน
ประเด็นนี้อาจดูเหมือนก็รู้ๆ กันอยู่ แต่นักวิทยาศาสตร์ควร
เคร่งครัดกับเรื่องนี้มากกว่ามาตรฐานของคนทั่วไป ตัวอย่าง
ในเรื่องนี้เห็นได้จากการแพทย์สมัยใหม่กับการแพทย์ทางเลือก
บริษัทยาแม้ว่าจะถูกผลักดันด้วยการค้าให้ต้องน�ำยามหัศจรรย์
ออกสู่ตลาดก่อนคู่แข่ง แต่ก็ยังต้องทดสอบยาอย่างครอบคลุม
และยาวนาน ในการทดสอบแบบ “ปกปิดสองฝ่าย” (double-blind
testing) จะมีการแบ่งผู้ป่วยจ�ำนวนมากออกเป็นกลุ่มทดลอง
กับกลุ่มควบคุม กลุ่มหนึ่งได้รับยาตัวนี้ อีกกลุ่มได้รับ “ยาหลอก”
ที่ไม่มีพิษภัยและไม่ออกฤทธิ์ ทั้งผู้ป่วยและแพทย์จะไม่ทราบ
ว่ า กลุ ่ ม ไหนได้ ย าจริ ง กลุ ่ ม ไหนได้ ย าหลอกจนกว่ า จะสิ้ น สุ ด
การทดลอง การทดลองจะได้รับการยอมรับว่าเป็นหลักฐาน
ที่ใช้ได้และถือว่ายามีประสิทธิภาพ ก็ต่อเมื่อกลุ่มทดลองมีผล
การรักษาดีกว่ากลุ่มที่กินยาหลอกอย่างชัดเจนเท่านั้น ในทาง
ตรงกันข้าม การรักษาแบบทางเลือก เช่น การบ�ำบัดด้วยศรัทธา
การฝังเข็ม หรือการบ�ำบัดด้วยแม่เหล็ก แทบไม่มีการทดสอบ
ผลการรักษาเลย ประสบการณ์สว่ นตัวของผูใ้ ห้การรักษาบวกกับ
A Very Short Introduction 17

ค�ำบอกเล่าถึงการหายขาดราวปาฏิหาริย์ถือว่าเพียงพอแล้ว
ที่จะท�ำให้เกิดการรักษาที่มีประสิทธิผล การทดสอบนี้ไม่ได้ใช้วิธี
“ปกปิดสองฝ่าย” ดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่ผลการรักษาอาจมาจาก
ความเชื่อว่าตนได้รับยา
ข้ อ ที่ ส าม วิ ท ยาศาสตร์ เ ปลี่ ย นแปลงอยู ่ ต ลอดเวลา
ข้ อ ค้ น พบต่ า งๆ ไม่ เ คยเป็ น “จริ ง ” แบบสั ม บู ร ณ์ แ ละใช้ ไ ด้
ตลอดไป มันเป็นเพียงความจริงเฉพาะกาลและสามารถปรับแปลง
ได้เสมอ สิ่งที่เชื่อกันอย่างหมดใจในศตวรรษหนึ่งมักจะกลาย
เป็นสิ่งที่คนในศตวรรษต่อมาฉงนสงสัย จึงดูกระอักกระอ่วน
เล็กน้อยที่จะกล่าวว่าวิทยาศาสตร์ท�ำให้เกิด ความก้าวหน้า
เพราะเราไม่รู้เลยว่าก�ำลังก้าวไปไหน แต่เรารู้แน่ว่าเคยอยู่ที่ใด
และดั ง นั้ น จึ ง พู ด ได้ ว ่ า วิ ท ยาศาสตร์ ค ่ อ ยๆ ขยั บ ออกมาจาก
ความผิดพลาด เราจะเข้าใจประเด็นนี้ดียิ่งขึ้นหากเปรียบเทียบ
การแพทย์ที่ผ่านการพิสูจน์ทดลองกับการแพทย์ทางเลือกซึ่งตั้ง
อยูบ่ นประเพณีทเี่ คยท�ำกันมาเก่าก่อน ในโลกของการรักษาด้วย
น�ำ้ ค้างบนกลีบดอกไม้แบบบาก (Edward Bach) การปรับฮวงจุย้
การนวดกดจุดแบบชิอตั สึ การอ้างว่าเราท�ำกันมาหลายศตวรรษ
เป็นหลักฐานที่เพียงพอแล้ว (โดยเฉพาะในวัฒนธรรมที่ไม่มี
ความเป็นสมัยใหม่มาแปดเปื้อน) หากมองว่าสิ่งที่เป็นพื้นฐาน
ของการแพทย์สมัยใหม่อย่างระบบการไหลเวียนโลหิตในร่างกาย
เป็นการค้นพบเมื่อไม่นานมานี้ การที่นักวิทยาศาสตร์จะไม่ชอบ
แนวการรักษาแบบเก่าแก่ก็นับว่าถูกต้องแล้ว
ในศาสตร์ก�ำมะลอ [เช่นเมื่อ เอริช ฟอน แดนิเคน
(Erich von Däniken) อ้างว่าพีระมิดแห่งอียิปต์สร้างโดยมนุษย์
18 Sociology

ต่างดาวที่มาเยือนโลก] ข้อมูลชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ดึงออกมาใช้
อย่ า งผิ ด บริ บ ทจะเป็ น ตั ว ค�้ ำ จุ น ทฤษฎี ในวิ ท ยาศาสตร์ แ ท้
การแทนทีค่ ำ� อธิบายแบบหนึง่ ด้วยค�ำอธิบายอีกแบบหนึง่ จะต้อง
มาจากการเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้อง อย่างครอบคลุม และเป็นระบบ
แต่เท่านี้ยังไม่เพียงพอ แนวคิดบางอย่างก็ประหลาด
เสียจนไม่มหี ลักฐานใดจะมาสนับสนุนได้ และเพราะการหาเหตุผล
มาสนับสนุนความเชื่อนั้นง่าย ฉะนั้นสิ่งที่จะมาทดสอบหลักการ
ได้ดีกว่า คือการหาเหตุผลที่จะไม่เชื่อแล้วมองหาหลักฐานที่
ไม่สอดรับกับแนวคิดนั้น ดังนั้นในวิทยาศาสตร์ แนวคิดที่น่า
เชือ่ ถือทีส่ ดุ ก็คอื แนวคิดทีอ่ ยูร่ อดจากความพยายามซ�ำ้ แล้วซ�ำ้ เล่า
ที่จะพิสูจน์ว่ามันผิด
ประเด็ น นี้ น� ำ เรามาสู ่ ลั ก ษณะที่ ส� ำ คั ญ ที่ สุ ด ของ
วิทยาศาสตร์ นั่นก็คือวิธีการจัดการกับความล้มเหลว สมมติ
ว่าผมได้พัฒนาทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอม
ในห้ องทดลองมี ผู ้ ช ่ ว ยเป็ นเหล่ า นั ก ศึ ก ษาที่ ไ ด้ รั บ การฝึ ก ฝน
ภายใต้มุมมองของผม ผมได้ผลทดลองมากมายที่ล้วนแต่มีผล
สอดคล้องกับทฤษฎี แต่แล้วเมือ่ นักวิทยาศาสตร์คนอืน่ ทดลองซ�ำ้
แบบเดียวกันแต่ได้ผลที่ไม่สนับสนุนทฤษฎีผม ผมก็ควรทบทวน
ทฤษฎีอีกครั้งโดยพิจารณาผ่านหลักฐานการทดลองรอบใหม่
ถ้าเราปรับพัฒนาทฤษฎีจนสามารถอธิบายครอบคลุมผลการ
ศึกษาใหม่ หรืออธิบายได้ว่าท�ำไมผลการสังเกตจากการทดลอง
ใหม่จึงผิด ทฤษฎีก็ยังใช้ได้อยู่ แต่ถ้าหากท�ำเช่นนั้นไม่ได้ เราก็
ควรเลิกใช้ทฤษฎีนี้เสีย
เราจะเห็ น คุ ณ ค่ า ของวิ ธี ก ารแบบนี้ ไ ด้ ดี ที่ สุ ด เมื่ อ
A Very Short Introduction 19

พิจารณาเปรียบเทียบกับวิธีทางเลือก สมมติมีผู้ป่วยที่ออกผื่น
รุ น แรงมาหาหมอผี หมอผี ใ ห้ ไ ก่ กิ น ยาพิ ษ และจากท่ า ทาง
ทุรนทุรายก่อนตายของไก่ หมอผีฟันธงว่าสาเหตุของผื่นมาจาก
น้องสะใภ้ของผู้ป่วยท�ำคุณไสยใส่ หมอผีให้เครื่องรางกับผู้ป่วย
และบอกเขาว่าถ้าสวมเครื่องรางนี้หนึ่งสัปดาห์ คุณไสยจะเสื่อม
และผื่นจะหาย แต่ทว่าไม่เป็นผล ผ่านไปหนึ่งเดือนผื่นก็ยัง
รุนแรงเหมือนเดิม แต่แทนที่จะสรุปว่าความเจ็บป่วยอันเป็นผล
จากมนตร์ร้ายนั้นเป็นความเชื่อเหลวไหล และเครื่องรางไม่ได้
มีพลังในการรักษา หมอผีกลับอธิบายว่าที่เครื่องรางใช้ไม่ได้
เพราะผู้ป่วยไม่มีศรัทธามากพอ การรักษาที่ดูเหมือนจะล้มเหลว
จึงกลับกลายเป็นการค�ำ้ จุนระบบความเชื่อ
แม้ว่าตัวอย่างดังกล่าวจะมาจากการรักษาโรคแบบ
ดั้ ง เดิ ม ในแอฟริ ก า แต่ เ ราอาจพบเรื่ อ งราวแบบนี้ ไ ด้ ใ นหมู ่
นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ทปี่ กป้องทฤษฎีของตนโดยใช้แนวทาง
คล้ายกัน วิทยาศาสตร์จะไปได้ต่อเมื่อนักวิทยาศาสตร์ยึดถือ
หลักการทางวิทยาศาสตร์อย่างเคร่งครัด แต่ก็ต้องไม่ยึดติดกับ
ทฤษฎีของตนเองมากเกินไป ทว่านักวิทยาศาสตร์ก็เป็นเพียง
มนุ ษ ย์ ฉะนั้ น สิ่ ง ที่ ท� ำ ให้ วิ ท ยาศาสตร์ ไ ม่ ต ้ อ งไปพึ่ ง พาความ
สามารถในการปล่อยวางของนักวิทยาศาสตร์ก็คือ การแข่งขัน
คนที่ ใ ช้ เ วลายี่ สิ บ ปี ไ ปกั บ การพั ฒ นาทฤษฎี เ กี่ ย วกั บ อนุ ภ าค
ที่เล็กกว่าอะตอม ย่อมมีแนวโน้มจะทุ่มเทความพยายามเพื่อ
ปกป้องทฤษฎีที่สร้างชื่อให้กับตัวเอง อย่างไรก็ดี ด้วยโครงสร้าง
ลั ก ษณะงานของวิ ท ยาศาสตร์ จะมี ค นอื่ น อี ก มากซึ่ ง ท� ำ งาน
ในด้านเดียวกัน และไม่ได้ตดิ หนีบ้ ญ ุ คุณนักวิทยาศาสตร์ผยู้ งิ่ ใหญ่
20 Sociology

คนนี้ เขาเหล่านั้นจะพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะพิสูจน์
ว่านักวิทยาศาสตร์ผู้นี้ผิด เพื่อผลักดันค�ำอธิบายของตัวเอง
ให้เป็นที่ยอมรับแทน
วิทยาศาสตร์เติบโตได้ด้วยการแลกเปลี่ยนความคิด
อย่างอิสระและการแข่งขันทางปัญญา ความเติบโตจะชะงักเมื่อ
มีแรงกระท�ำจากภายนอกพยายามยัดเยียดความเชื่อบางอย่าง
ที่ไม่ได้มีรากฐานมาจากความรู้วิทยาศาสตร์ เช่นที่เคยเกิดขึ้น
ในยุคกลางภายใต้การปกครองของนิกายคาทอลิกหรือสหภาพ
โซเวียตในยุคสตาลิน ในศตวรรษที่ 19 นักพันธุศาสตร์บางคน
เสนอว่าลักษณะบางอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงที่มนุษย์คนหนึ่งมีชีวิต
อยู่สามารถส่งต่อไปสู่รุ่นลูกผ่านทางยีน นักชีววิทยาชาวฝรั่งเศส
ฌี.-เบ. ลามาร์ก (J.-B. Lamarck) เชือ่ ว่าทีย่ รี าฟมีคอยาวเนือ่ งจาก
นิสยั ชอบยืดคอขึน้ ไปกินใบไม้ (จากนัน้ ลักษณะคอยาวก็ถกู ส่งต่อ
ไปสู่ลูกยีราฟรุ่นต่อๆ มา) แต่ผู้ที่ค้านทฤษฎีนี้เสนอว่า “คอยาว”
เป็นลักษณะทางพันธุกรรมในยีนของยีราฟอยู่แล้ว และยีราฟ
ที่คอยาวจะมีแนวโน้มรอดชีวิตมากกว่ายีราฟที่คอสั้น ดังนั้น
ยี น ที่ เ หลื อ รอดจึ ง ผ่ า น “กระบวนการคั ด สรรตามธรรมชาติ ”
มากกว่าจะเป็นผลจากกระบวนการเรียนรู้ เมือ่ ถึงทศวรรษ 1920
ทัศนะแบบลามาร์กก็ไม่ได้รับความสนใจมากนักแล้ว อย่างไรก็ดี
ทฤษฎีนี้ยังอยู่รอดในสหภาพโซเวียตที่ซึ่งเห็นว่าความคิดเรื่อง
การคัดสรรตามธรรมชาตินั้นใกล้เคียงกับตรรกะแบบทุนนิยม
มากเกินไป และไม่อาจยอมรับได้ในทางการเมือง ท. ด. ลิเซนโก
(T. D. Lysenko) ใช้ต�ำแหน่งทางการเมืองของเขาหลอมรวม
ทัศนะแบบลามาร์กเข้ากับปรัชญาพรรคคอมมิวนิสต์ฉบับทางการ
A Very Short Introduction 21

ส่วนนักพันธุศาสตร์ที่คัดค้านเขาก็ถูกบีบให้กลับค�ำหรือไม่ก็ถูก
เนรเทศไปไซบีเรีย กว่าวิชาชีววิทยาแบบโซเวียตจะหลุดพ้น
จากอิ ท ธิ พ ลของลิ เ ซนโกก็ ล ่ ว งเข้ า ไปทศวรรษ 1950 แล้ ว
การให้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการต่อข้างที่ผิดไม่เพียงท�ำให้
ชีววิทยาโซเวียตตกต�่ำ แต่ยังกระทบต่อเศรษฐกิจของโซเวียต
อย่างน่าเศร้าด้วย การปฏิเสธพันธุศาสตร์ “แบบกระฎุมพี”
โดยอ้างความชอบธรรมทางอุดมการณ์นั้น ได้กีดกันโซเวียต
ไม่ให้ได้รับประโยชน์จากความก้าวหน้าในการพัฒนาด้านการ
เกษตรอย่างที่โลกตะวันตกได้รับไปอย่างเต็มที่
ปัจจุบันก�ำลังเกิดกระแสเย้ยหยันความคิดที่ว่า วิธีการ
แบบวิทยาศาสตร์จะรับรองผลที่เป็นสัจธรรม สังคมวิทยาเอง
มี ส ่ ว นส� ำ คั ญ ในการบ่ อ นเซาะการกล่ า วอ้ า งถึ ง ความยิ่ ง ใหญ่
ของวิ ท ยาศาสตร์ ผ ่ า นทางการแสดงให้ เ ห็ น ว่ า วิ ธี ศึ ก ษาของ
วิทยาศาสตร์ไม่ต่างจากวิธีที่คนสามัญใช้ในการท�ำความเข้าใจ
โลก และนั ก วิ ท ยาศาสตร์ ไ ม่ ไ ด้ ป ลอดพ้ น จากผลประโยชน์
และระบบคุ ณ ค่ า ที่ ไ ปกระทบกั บ ความเป็ น อิ ส ระของความรู ้
อย่างไรก็ตาม วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ประสบความส�ำเร็จในการ
ท�ำให้เราเข้าใจและสามารถจัดการกับธรรมชาติได้ (ประสบ
ความส�ำเร็จมากไปเสียด้วยซ�้ำในสายตาของหลายคน) วิธีการ
แบบวิ ท ยาศาสตร์ จึ ง เป็ น จุ ด ตั้ ง ต้ น ที่ เ หมาะเมื่ อ เราจะศึ ก ษา
โลกทางสั ง คม พู ด ได้ ว ่ า มั น ไม่ ไ ด้ บั ง เอิ ญ ที่ ใ นมหาวิ ท ยาลั ย
ส่วนใหญ่ เราจะไม่พบคณะสังคมวิทยาอยู่ในสาขา “ศิลปศาสตร์
และมนุษยศาสตร์” แต่กลับอยู่ภายใต้ “สังคมศาสตร์” <ใน
ความหมายวิทยาศาสตร์สังคม>
22 Sociology

สังคมวิทยาเป็นวิทยาศาสตร์ได้หรือไม่?

อย่างไรก็ดี หากเรามองว่างานด้านสังคมวิทยาควร
ด�ำเนินรอยตามวิธีการศึกษาแบบวิทยาศาสตร์กายภาพ ไม่ช้า
ไม่นานเราจะตระหนักถึงข้อจ�ำกัดของการเลียนแบบวิธีการ
ศึกษานี้
ประการแรก นักสังคมศาสตร์แทบไม่สามารถด�ำเนิน
การทดลองแบบวิทยาศาสตร์ได้ ในช่วงที่ผมท�ำวิจัยเกี่ยวกับ
กองก�ำลังกลุ่มติดอาวุธหลักสองกลุ่มในไอร์แลนด์เหนือ คือกลุ่ม
สมาคมปกป้องอัลสเตอร์ (Ulster Defence Association - UDA)
และกลุม่ กองก�ำลังอาสาสมัครอัลสเตอร์ (Ulster Volunteer Force -
UVF) ผมสนใจประเด็ น การก้ า วขึ้ น เป็ น แกนน� ำ ของสมาชิ ก
บางคน จากการหาข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับเหล่าผู้น�ำ (และคนที่
มีคุณสมบัติระดับแกนน�ำแต่ไม่ได้ขึ้นสู่ต�ำแหน่ง) ผมได้ข้อสรุป
เบื้องต้นชุดหนึ่ง ซึ่งขัดแย้งกับความคิดของคนส่วนใหญ่ที่มี
ต่อองค์กรก่อการร้าย ความดุดันไม่ใช่ปัจจัยที่ท�ำให้ผู้น�ำรักษา
ต�ำแหน่งไว้ได้ จากกรณีศึกษา 30 คน ผมพบว่ามีเพียง 2 คน
เท่านั้นที่ปกครองโดยใช้ความกลัว และหนึ่งในสองนั้นถูกพวก
เดียวกันสังหารทันทีทเี่ จ้าหน้าทีย่ ศสูงทีค่ อยปกป้องเขาหลุดจาก
ต�ำแหน่ง อีกคนก็คงจะถูกสังหารเช่นกันหากไม่ถูกจับกุมคุมขัง
ไปเสียก่อน สิ่งที่ส�ำคัญยิ่งกว่าการบีบบังคับโต้งๆ คือความ
สามารถในการจูงใจและจัดการความขัดแย้ง อย่างไรก็ดี ทักษะ
ที่ว่านี้ดูจะพบได้ทั่วไปในหมู่แกนน�ำ UDA และ UVF ตลอดช่วง
ยี่สิบห้าปีขององค์กร ท�ำให้เราไม่สามารถอธิบายความแตกต่าง
A Very Short Introduction 23

ของภู มิ ห ลั ง แกนน� ำ ในช่ ว งทศวรรษ 1970 กั บ กลุ ่ ม แกนน� ำ
ที่มาแทนในช่วงกลางทศวรรษ 1980
ในขณะที่ความสามารถทางการทูตดูจะเป็นคุณสมบัติ
จ� ำ เป็ น ในการเป็ น แกนน� ำ สถานะทางสั ง คมกลั บ เป็ น สิ่ ง ที่ มี
ความส�ำคัญในช่วงทศวรรษแรก หากแต่ไม่ส�ำคัญในทศวรรษหลัง
แกนน�ำรุ่นแรกเกือบทั้งหมดคือคนที่เคยเป็นผู้นำ� ชุมชน ก่อน จะ
เกิดปัญหาความขัดแย้ง และเป็นกลุ่มโปรเตสแตนต์ในย่าน
คนหาเช้ากินค�ำ่ ทีร่ วมตัวกันเป็นศาลเตีย้ คนเหล่านีเ้ คยมีตำ� แหน่ง
ในสหภาพแรงงาน องค์กรชุมชน พรรคสหภาพแห่งอัลสเตอร์
(Ulster Unionist Party) และสมาคมการเคหะ แต่กลุ่มคนที่
ก้าวขึ้นมาในช่วงทศวรรษ 1980 จะต่างจากแกนน�ำรุ่นแรก
พวกเขาส่วนมากเติบโตในองค์กรก่อการร้าย และได้ก้าวขึ้นมา
อยู่แถวหน้าเนื่องจากเป็น “ผู้ปฏิบัติการ” คือเป็นมือสังหาร
ไร้ความปรานี นักวางแผนการก่อการร้าย หรือมีบทบาทส�ำคัญ
ในงานสนับสนุนการก่อการร้าย เช่น ช่วยระดมทุนด้วยการปล้น
ธนาคาร ขูดรีด และค้ายาเสพติด
ความแตกต่างระหว่างแกนน�ำสองรุน่ น�ำผมไปสูข่ อ้ สรุป
ดังต่อไปนี้ ในองค์กรที่ก่อตัวขึ้นใหม่ซึ่งไม่มีใครมีประสบการณ์
หรือมีประวัตคิ วามส�ำเร็จในสายงานมาก่อน การก้าวขึน้ เป็นผูน้ ำ�
จะตัดสินจากเครื่องบ่งชี้สถานภาพทั่วๆ ไปหรืออ�ำนาจหน้าที่
หรือพูดด้วยภาษาวิชาการสมัยใหม่ก็คือ ความเป็นผู้น�ำนั้นเป็น
ทักษะทีส่ ง่ ผ่านจากงานแบบหนึง่ ไปสูง่ านอีกแบบหนึง่ ได้ แต่หาก
องค์ ก รใดด� ำ เนิ น งานมายาวนานพอจนมี ค นที่ เ ชี่ ย วชาญใน
กิ จ กรรมหลั ก ขององค์ ก รนั้ น (ในกรณี นี้ คื อ การวางแผนและ
24 Sociology

ด�ำเนินการสังหาร รวมถึงอาชญากรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง) เป็น
จ�ำนวนมาก ย่อมเป็นไปได้ทจี่ ะพิจารณาผูม้ ศี กั ยภาพเป็นแกนน�ำ
จากทักษะหลักขององค์กรนั้น ฉะนั้น องค์กรจึงค่อยๆ เปลี่ยน
เกณฑ์การประเมินจากศักยภาพทั่วไป (เช่น เคยเป็นผู้น� ำที่
โดดเด่นในกิจการชุมชนมาก่อน) มาสู่คุณลักษณะที่เจาะจงกับ
หน้าที่มากขึ้น
ค�ำอธิบายนี้อาจผิดก็ได้ จุดประสงค์ของผมในที่นี้คือ
เราจะทดสอบแนวคิดนี้ต่อไปอย่างไร นักเคมีที่ศึกษาปฏิกิริยา
ของโบรไมด์อาจจะออกแบบการทดลองโดยก�ำหนดให้ตัวแปร
ภายนอกมีความคงที่ แล้วมุง่ ความสนใจไปยังความเปลีย่ นแปลง
ที่เป็นผลจากสิ่งที่จะศึกษา แต่ผมไม่สามารถไปหาสังคมที่มี
เสถียรภาพแล้วก่อสงครามกลางเมืองขึ้นเพื่อจุดประสงค์ในการ
ทดลองได้ ทั้งนี้เราคงไม่ต้องบอกผู้อ่านแล้วว่า ไม่มีการแสวงหา
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ใดยิ่งใหญ่พอที่จะสร้างความชอบธรรม
ให้กับการก่อการร้ายได้ ต่อให้ผมไม่มีจริยธรรมใดๆ มันก็เป็นไป
ไม่ได้ในทางปฏิบตั อิ ยูด่ ี ผมขาดทัง้ ก�ำลังทรัพย์และอ�ำนาจทีจ่ ะเริม่
สงครามหรือชักจูงให้ใครเข้าร่วมได้
อย่ า งไรก็ ดี เรามาลองจิ น ตนาการกั น ว่ า ต่ อ ให้ ผ ม
ก้าวข้ามได้ทั้งอุปสรรคทางจริยธรรมและอุปสรรคในทางปฏิบัติ
การสร้างกลุ่มก่อการร้ายขึ้นมาเป็นของตัวเองก็ไม่ช่วยให้ผมได้
ข้อมูลที่เทียบได้กับการทดลองของนักเคมีที่ศึกษาเรื่องโบรไมด์
อยู่ดี เพราะกลุ่มก่อการร้ายของผมจะไม่เหมือนปรากฏการณ์ที่
“เกิดตามธรรมชาติ” อย่างที่ผมอยากจะศึกษา เรื่องนี้มีปัญหา
อยู่ 2 ประการ ประการแรก การทดลองแบบจ�ำลองสถานการณ์
A Very Short Introduction 25

ในสาขาสังคมศาสตร์นนั้ สัมพันธ์กบั โลกความเป็นจริงในลักษณะ
ทีแ่ ตกต่างอย่างมากเมื่อเทียบกับการทดลองทางเคมี เพราะการ
ทดลองทางสังคมไม่ใช่สำ� เนาของสิง่ ทีเ่ กิดขึน้ ในธรรมชาติ มันเป็น
เหตุการณ์ใหม่ในตัวมันเอง อีกประการหนึ่งคือ ชีวิตทางสังคม
มีความซับซ้อนเกินกว่าจะแตกออกมาเป็นองค์ประกอบพื้นฐาน
ไม่กี่อย่างให้เราแยกพิจารณาได้
ดังนั้นความแตกต่างส�ำคัญระหว่างวิทยาศาสตร์กับ
สั ง คมศาสตร์ ก็ คื อ เราไม่ ส ามารถทดสอบแนวความคิ ด ทาง
สังคมศาสตร์ผา่ นทางการทดลองทีเ่ จาะจงแยกศึกษาการกระท�ำ
ของมนุษย์ทเี่ ราสนใจเพียงบางด้านและแยกมันออกจากกิจกรรม
ซับซ้อนในชีวิตที่ด�ำเนินไปอย่างต่อเนื่องได้ อย่างไรก็ดี เรา
สามารถและมักจะท�ำการศึกษากึ่งทดลอง (quasi-experiment)
เพื่ อ พยายามเปรี ย บเที ย บการกระท� ำ ที่ เ ราสนใจศึ ก ษาใน
สภาพแวดล้อมซึง่ คล้ายคลึงกันมาก ทว่ามีความแตกต่างในปัจจัย
หลักๆ เพียงหนึ่งหรือสองอย่าง งานของ โรซาเบธ แคนเธอร์
(Rosabeth Kanther) ว่าด้วยชุมชนอุดมคติเป็นตัวอย่างที่ดี
ในประเด็ น นี้ แคนเธอร์ ต ้ อ งการทราบว่ า อะไรท� ำ ให้ ค อมมู น
บางแห่งประสบความส�ำเร็จในขณะทีบ่ างแห่งล้มเหลว แคนเธอร์
พอจะทราบว่ า ปั จ จั ย ใดที่ ท� ำ ให้ ค อมมู น ไปรอดจากการอ่ า น
เอกสารประวัติศาสตร์เกี่ยวกับกลุ่มคนลักษณะดังกล่าว และยัง
เข้าร่วมคอมมูนด้วยตัวเองในช่วงทศวรรษ 1960 พูดได้ว่า
เธอเริม่ จากการมีสมมติฐานบางประการ ซึง่ ได้มาจากงานวิชาการ
ที่ ท� ำ มาก่ อ นหน้ า รวมกั บ การสั ง เกตการณ์ อ ย่ า งไม่ เ ป็ น
ระบบของเธอเอง จากนั้ น จึ ง พยายามทดสอบสมมติ ฐ าน
26 Sociology

ดังกล่าว เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากความแตกต่างซึ่งเกิดจาก
การที่ ส ภาพสั ง คมรายรอบในแต่ ล ะคอมมู น ไม่ เ หมื อ นกั น
แคนเธอร์ จึ ง เลื อ กเน้ น ไปที่ ค อมมู น ซึ่ ง ก่ อ ตั ว ขึ้ น ในประเทศ
ประเทศเดี ย วในช่ ว งเวลาค่ อ นข้ า งสั้ น นั่ น คื อ ในประเทศ
สหรัฐอเมริกาช่วงระหว่างปี 1780-1860 เธอพบว่ามีคอมมูน
ที่เข้าข่าย 90 แห่ง ในจ�ำนวนนี้มี 11 แห่งที่ “ประสบความ
ส�ำเร็จ” อยู่รอดเกิน 25 ปี (เป็นระยะเวลาที่ประมาณว่าคือ
หนึ่งรุ่นคน) และมี 79 แห่ง “ประสบความล้มเหลว” อยู่รอด
ไม่ถึง 1 ใน 4 ของศตวรรษ เธอสรุปว่า แม้จะไม่มีคุณสมบัติ
ชุดใดทีป่ รากฏในทุกคอมมูนทีป่ ระสบความส�ำเร็จ หรือขาดหายไป
ในทุกๆ คอมมูนที่ล้มเหลว แต่ก็มีลักษณะร่วมบางประการที่พบ
ได้ทวั่ ไปในคอมมูนทีป่ ระสบความส�ำเร็จและหาได้ยากในคอมมูน
ทีล่ ม้ เหลว กลุม่ ทีส่ ำ� เร็จต้องอาศัยการอุทศิ ตัวของสมาชิกในหลาย
รูปแบบ (เช่น การงดเรื่องเซ็กซ์ เหล้า และการเต้น) พวกเขา
ขีดเส้นแบ่ง “คนดีๆ” ที่อยู่ในคอมมูนออกจากมนุษย์ที่อื่นในโลก
อย่ า งชั ด เจน คอมมู น เหล่ า นี้ ก� ำ หนดนิ ย ามการเป็ น สมาชิ ก
ไว้เคร่งครัดมาก และคัดเลือกสมาชิกด้วยการทดสอบที่โหดหิน
สมาชิกใหม่ถูกเรียกร้องให้ต้องแสดงความรับผิดชอบผ่านการ
อุทิศเวลาและทรัพย์สินจ�ำนวนมากให้กับคอมมูน จึงมีต้นทุนสูง
หากจะออกจากกลุ่ม เกือบทุกคอมมูนที่ประสบความส�ำเร็จ
ในการแยกตัวออกจากโลกทั้งทางจิตวิญญาณและทางสังคม
ก็เพราะมีทตี่ งั้ ทีห่ า่ งไกล แคนเธอร์สรุปว่าการอุทศิ ตัวต่อคอมมูน
ไม่ใช่ปรากฏการณ์เหนือค�ำอธิบายที่ต้องมีขึ้นก่อนถึงจะเกิด
ชุมชนในอุดมคติได้ แต่ตรงกันข้าม มันคือคุณสมบัติทางสังคม
A Very Short Introduction 27

ที่สามารถสร้างขึ้นได้โดยสิ่งที่เธอเรียกว่า “กลไกการสร้างความ
ยึดมั่นผูกพัน” (commitment mechanism)
นั บ แต่ นั้ น มา เหล่ า นั ก วิ จั ย ได้ ป รั บ แก้ ข ้ อ สรุ ป ของ
แคนเธอร์ ผมเองก็เสนอว่ามีระบบความเชือ่ บางอย่างทีส่ ร้างความ
ยึดมั่นผูกพันได้ง่ายกว่าความเชื่ออื่นๆ หลักปรัชญาการเมือง
และศาสนาที่ให้อ�ำนาจสิทธิ์ขาดกับบุคคลคนเดียวนั้นประสบ
ความส�ำเร็จได้ยากกว่าหลักการที่สามารถปลุกความเชื่อเรื่อง
อ�ำนาจศักดิส์ ทิ ธิข์ นึ้ มาได้ คาทอลิกอนุรกั ษนิยมและโปรเตสแตนต์
สามารถสร้างชุมชนที่ประสบความส�ำเร็จได้ แต่โปรเตสแตนต์
เสรีนยิ มและผูศ้ รัทธาในความเชือ่ แบบนิวเอจท�ำไม่ได้ อย่างไรก็ดี
ในที่ นี้ ผ มสนใจวิ ธี ก ารศึ ก ษาที่ แ คนเธอร์ ใ ช้ ม ากกว่ า ข้ อ สรุ ป
ของเธอ แคนเธอร์มีความสามารถอย่างยิ่งในการแสดงให้เรา
เห็นว่า แม้เราไม่อาจท� ำการทดลองเหมือนนักวิทยาศาสตร์
ธรรมชาติ แต่ถ้าใช้จินตนาการสักนิดเราก็จะสามารถค้นหา
ข้อมูลที่ “เกิดตามธรรมชาติ” หรือตัวอย่างจากชีวติ จริงเพือ่ ศึกษา
ปรากฏการณ์ทางสังคมได้
นักสังคมศาสตร์มักท�ำเช่นนี้ผ่านการส�ำรวจทางสังคม
ในสเกลใหญ่ ลองนึกดูว่าหากเราต้องการทราบว่าเพศมีผลต่อ
ความโน้มเอียงทางการเมืองอย่างไร เราสามารถไปถามคนทั้ง
เพศหญิงและชายว่าพวกเขาออกเสียงอย่างไรในการเลือกตั้งปี
1997 ซึ่งพรรคแรงงานชนะการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกหลังจากอยู่
ภายใต้การปกครองของพรรคอนุรักษนิยมมาสิบแปดปี จากนั้น
ก็นำ� ค�ำตอบมาเปรียบเทียบกัน อย่างไรก็ดี หากเราหยุดอยูเ่ พียง
เท่านั้น เราจะไม่ได้เรียนรู้อะไรมากนัก เพราะลักษณะอื่นๆ เช่น
28 Sociology

รายได้ ระดับการศึกษา เชื้อชาติ และศาสนา ก็ล้วนแต่มีผลต่อ
ความโน้มเอียงทางการเมือง ดังนั้นเราจึงถามผู้ชายและผู้หญิง
กลุม่ นีต้ อ่ ไปด้วยค�ำถามอืน่ ๆ ทีจ่ ะท�ำให้สามารถระบุระดับรายได้
จ�ำนวนปีที่ได้รับการศึกษาในระบบ อัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์
ศาสนา ฯลฯ จากนั้นเราก็จะใช้วิธีการทางสถิติเพื่อประมวลผล
ว่าลักษณะที่ว่ามานี้ เกณฑ์ใดมีผลต่อพฤติกรรมการออกเสียง
ไม่ว่าจะเป็นเกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่ง หรือหลายเกณฑ์รวมกัน
แม้ ก ารวิ จั ย แบบนี้ จ ะแสดงให้ เ ห็ น ภาพบางอย่ า ง
แต่ข้อสรุปที่ได้มักเป็นแค่ข้อสรุปเบื้องต้นและความน่าจะเป็น
เราอาจพูดได้อย่างมัน่ ใจว่าชนชัน้ แรงงานมีแนวโน้มจะเอนไปทาง
พรรคการเมืองฝ่ายซ้ายมากกว่าชนชัน้ ทีส่ งู กว่า แต่กม็ ขี อ้ ยกเว้น
มากพอที่จะท�ำให้เราไม่สามารถพูดได้ว่านี่คือ “กฎธรรมชาติ”
ในทศวรรษที่ 1950 มี ค นกลุ ่ ม หนึ่ ง ที่ อ าจจะเรี ย กได้ ว ่ า เป็ น
“แรงงานอุปถัมภ์” <deferential worker คือแรงงานที่มีความ
สัมพันธ์ในเชิงให้ความเคารพต่อนายจ้าง> เราอาจเรียกคนกลุม่ นี้
ว่าเป็นชนชั้นแรงงาน “ตามเกณฑ์มาตรฐาน” แต่พวกเขาก็มี
แนวคิดทางการเมืองที่อนุรักษนิยมสุดขั้ว และเชื่อว่าชนชั้นสูง
จะบริหารประเทศได้ดกี ว่าตัวแทนจากชนชัน้ แรงงาน ในทศวรรษ
1980 คติอนุรกั ษนิยมแบบนางมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ (ไม่แทรกแซง
ทางเศรษฐกิจแต่ใช้อ�ำนาจในประเด็นทางสังคม) ได้รับการ
สนั บ สนุ น อย่ า งมากจากชนชั้ น แรงงานในเขตที่ มั่ ง คั่ ง ทาง
ตะวันออกเฉียงใต้ของอังกฤษ จะเห็นได้ว่าหลังจากเริ่มต้นด้วย
สมมติฐานง่ายๆ เราก็ตระหนักว่าต้องเริ่มตีกรอบมันให้ละเอียด
มากขึ้น การแบ่งแยกคนอย่างง่ายตามอาชีพ (เช่น ระหว่าง
A Very Short Introduction 29

แรงงานกับไม่ใช่แรงงาน) ไม่ใช่ปัจจัยท�ำนายพฤติกรรมการ
ออกเสี ย งเลื อ กตั้ ง ที่ มี ป ระสิ ท ธิ ภ าพนั ก เราจึ ง จ� ำ แนกชนชั้ น
ให้ละเอียดยิ่งขึ้น หรือพิจารณาเงื่อนไขอื่นเพิ่มเติม แต่สุดท้าย
เราจะพบว่าข้อเสนอทีไ่ ด้จากการศึกษาของเรานัน้ ไม่ได้เป็นอะไร
มากไปกว่าความน่าจะเป็น
นักสังคมวิทยาบางคนใช้ข้อจ�ำกัดที่ว่าเป็นแรงผลักดัน
เพื่ อ ที่ จ ะพิ ถี พิ ถั น มากยิ่ ง ขึ้ น ในการก� ำ หนดค� ำ นิ ย าม ตั ว แปร
และวัดผลสิ่งที่คาดว่าจะเป็นตัวแปรที่ท�ำให้เกิดพฤติกรรมทาง
สังคมต่างๆ แต่แม้ว่าการพยายามปรับในลักษณะนั้นจะเป็น
เรื่องดี ความล้มเหลวของสังคมวิทยาที่จะสร้าง “กฎ” ก็สะท้อน
อะไรมากกว่าการบอกแค่ว่ามันเป็นศาสตร์ที่ยังไม่เบ่งบานเต็มที่
หลังจากสาขาสังคมวิทยาเกิดขึ้นมาเกินหนึ่งศตวรรษ ค�ำกล่าว
ที่ว่า “เรายังแค่เริ่มต้น” ชักจะฟังไม่ขึ้น งานวิจัยที่เพิ่มจ�ำนวน
มากขึน้ และวิธกี ารวิเคราะห์ทกี่ า้ วหน้าขึน้ ท�ำให้เรารูจ้ กั สังคมดีขนึ้
แต่ไม่มีวันที่เราจะค้นพบ “กฎ” การกระท�ำของมนุษย์ นั่นเพราะ
มนุษย์เราไม่เหมือนอะตอม
สังคมศาสตร์ศึกษาสิ่งมีชีวิตที่มีความรู้สึก ผู้ซึ่งเลือก
การกระท�ำของตนได้ แต่ ณ จุดนี้เรายังไม่จ�ำเป็นต้องกังวลกับ
ประเด็นที่มักถกเถียงกันว่ามนุษย์มี “เสรีภาพ” แค่ไหน สิ่งที่เรา
ต้องรูก้ ค็ อื ไม่วา่ มนุษย์จะมีพฤติกรรมเป็นแบบแผนเหมือนๆ กัน
แค่ไหน (เราจะว่าเรือ่ งนีต้ อ่ ในภายหลัง) พวกเขาก็ไม่ได้ “ถูกผูกมัด”
หรือต้องท�ำอะไรเหมือนๆ กันอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ในสังคมที่
กดขี่สุดขั้ว เราอาจถูกจ�ำกัดจนไม่เหลือทางเลือกอะไรนอกจาก
เชือ่ ฟังหรือไม่กต็ าย แต่เรายังเลือกความตายได้อยูด่ ี ความต่างนี้
30 Sociology

แยกเราออกจากสิ่งที่วิทยาศาสตร์ศึกษาโดยสิ้นเชิง เมื่อโดน
ความร้อน น�้ำปฏิเสธที่จะระเหยไม่ได้ เมื่อความดันคงที่ น�้ำจะ
เดือดที่ 100 องศาอยู่แค่ 4 วัน แล้วไม่ยอมเดือดในวันที่ 5 ไม่ได้
แต่ ค นเลื อ กได้ เ สมอ แม้ แ ต่ ไ ส้ เ ดื อ นซึ่ ง เป็ น สั ต ว์ ชั้ น ต�่ ำ ที่ สุ ด
ยังสามารถเอี้ยวตัวได้
นีท่ ำ� ให้เรารูว้ า่ สิง่ ทีถ่ อื เป็นค�ำอธิบายในทางสังคมศาสตร์
นัน้ ค่อนข้างแตกต่างจากค�ำอธิบายในศาสตร์อย่างเคมีหรือฟิสกิ ส์
เราอธิบายการทีน่ ำ�้ ในกาเดือดโดยอ้างกฎเรือ่ งความดัน อุณหภูมิ
และการระเหยกลายเป็นไอ แต่เนื่องจากน�้ำไม่ได้ ตัดสินใจ
จะเดือด (ซึ่งในต่างกรรมต่างวาระมันอาจตัดสินใจอีกอย่างได้)
เราจึงไม่จ�ำเป็นต้องพูดถึงจิตส�ำนึก (consciousness) ของน�้ำ
แต่กับคน ถ้าเราต้องการอธิบายแบบแผนพฤติกรรมมนุษย์
อย่างกว้างๆ เราสามารถมองคุณลักษณะทางสังคมของมนุษย์
เป็นเหมือนตัวแปรในทางวิทยาศาสตร์ได้ เช่น เราพูดได้ว่า
ชนชั้นแรงงานจะลงคะแนนให้พรรคสังคมนิยมมากกว่านักธุรกิจ
แต่ถ้าเราต้องการจะ อธิบาย ว่าท�ำไมจึงเป็นเช่นนั้น เราต้องไป
ศึกษาความเชื่อ ค่านิยม แรงจูงใจ และเจตนาของกลุ่มคนที่เรา
สนใจศึกษา เพราะจิตส�ำนึกคือเครือ่ งจักรทีข่ บั เคลือ่ นการกระท�ำ
ทั้ ง หมดของมนุ ษ ย์ สั ง คมศาสตร์ จึ ง ต้ อ งท� ำ อะไรที่ ม ากกว่ า
วิทยาศาสตร์ ส�ำหรับนักเคมี ถ้าเขาพบว่าโบรไมด์มีปฏิกิริยา
เหมือนกันซ�้ำๆ เขาจะหยุดการทดลอง การสรุปปรากฏการณ์
ที่เกิดขึ้นเหมือนเดิมทุกครั้งถือเป็นขั้นตอนสุดท้าย แต่ส�ำหรับ
นักสังคมศาสตร์ นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ถึงแม้เราจะพบว่าทุกคน
ในสถานการณ์เฉพาะหนึง่ ๆ จะมีพฤติกรรมแบบใดแบบหนึง่ เสมอ
A Very Short Introduction 31

(ซึ่งแบบแผนที่ชัดเจนขนาดนี้แทบจะไม่เคยมีมาก่อน) เราก็ยัง
อยากรู้ต่ออยู่ดีว่า ท�ำไม
ค�ำว่า “อะไร” และ “ท�ำไม” แสดงความแตกต่างระหว่าง
สองศาสตร์ได้เป็นอย่างดี ส�ำหรับนักเคมี สองค�ำนี้เป็นสิ่งเดียว
กันได้ เมือ่ เราเก็บข้อมูลจากสถานการณ์ทคี่ วบคุมปัจจัยแวดล้อม
มาอย่างดี เรารู้แน่ว่าเกิดอะไรขึ้น และรู้ด้วยว่าท�ำไมจึงเป็น
เช่นนั้น แต่เมื่อ มักซ์ เวเบอร์ (Max Weber) นักสังคมวิทยา
ชาวเยอรมั น เก็ บ ข้ อ มู ล ได้ ม ากพอที่ จ ะเห็ น ความเชื่ อ มโยง
ระหว่ า งการแพร่ ข ยายของลั ท ธิ พิ ว ริ ตั น ในการปฏิ รู ป ศาสนา
ฝ่ายโปรเตสแตนต์ (Protestant Reformation) กับการเติบโต
ของทุนนิยมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ (“อะไร”) เขาเพิ่งจะเริ่มต้น
งานศึกษาทางสังคมวิทยา เขาต้องการจะรู้ต่อไปว่า ท�ำไม พวก
พิวริตนั จึงมีทศั นะทีเ่ อือ้ ต่อวิธดี ำ� เนินธุรกิจสมัยใหม่ เขาอยากรูว้ า่
ท�ำไมความเชือ่ ทางศาสนาบางอย่างจึงสามารถสร้างทัศนคติแบบ
ใหม่ๆ ที่สัมพันธ์กับการท�ำงานและการบริโภคได้ เขาหาค�ำตอบ
จากวิธีคิดของพวกพิวริตัน เขาต้องเข้าใจก่อนจึงจะอธิบายได้
ความสนใจของนักสังคมวิทยาต่อความเชื่อ ค่านิยม
แรงจูงใจ และเจตนา น�ำมาซึ่งประเด็นที่วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ
ไม่ค�ำนึงถึง ในการที่จะเข้าใจคน เราต้องค้นหามุมมองหรือ
“เรื่ อ งเล่ า จากมุ ม มองของเขา” (account) ว่ า เขาท� ำ อะไร
ยิ่งไปกว่านั้น เรายังสามารถย้อนกลับไปอีกชั้นหนึ่งแล้วบันทึก
ไว้ว่า ไม่เพียงการพยายามจะ “เข้าใจ” เท่านั้นที่ท�ำให้นักวิจัย
ต้องสนใจแรงจูงใจ (motive) แม้แต่การจะ ระบุ ว่าอะไรคือ
การกระท�ำทางสังคมที่เราต้องการจะเข้าใจ ก็จ�ำเป็นต้องสนใจ
32 Sociology

ศึ ก ษาแรงจู ง ใจด้ ว ย ลองกลั บ ไปดู ตั ว อย่ า งน�้ ำ เดื อ ดของเรา
อี ก สั ก รอบ เราสามารถนิ ย ามได้ ว ่ า อะไรคื อ การที่ ข องเหลว
เปลี่ยนสถานะเป็นแก๊สโดยไม่ต้องไปยุ่งกับภาวะจิตใจของน�้ำ
แต่ ก ารกระท� ำ ของคนไม่ ใ ช่ สิ่ ง ที่ บ ่ ง บอกได้ จ ากการสั ง เกต
อย่างเดียว หรือพูดอีกอย่างคือ ล�ำพังการกระท�ำในตัวมันเอง
ยั ง ไม่ เ พี ย งพอ สมมติ ว ่ า เราสนใจวิ ธี ที่ ค นปฏิ สั ม พั น ธ์ กั น ใน
ที่ ส าธารณะ เราจะไปนั่ ง ตามสถานี ร ถไฟ สั ง เกตผู ้ ค นและ
จดบันทึกก็ได้ แต่ถ้าเราจ�ำกัดความสนใจอยู่แค่สิ่งที่มองเห็นได้
เราคงแทบไม่ได้เรียนรูอ้ ะไรเลย เราอาจจะบันทึกว่า “ชายคนหนึง่
ยืนหันหน้าไปทางชานชาลา ชูแขนขึ้นแล้วโบกไปมา” แต่เราจะ
ไม่สามารถพูดได้ว่า “ชายคนหนึ่งโบกมือเพื่อทักทายผู้โดยสาร
ที่มาถึง” เพราะค�ำอธิบายอย่างในประโยคที่สอง พฤติกรรมของ
ชายคนนีไ้ ด้รบั การตีความแล้ว ทัง้ ทีเ่ ขาอาจเพียงพยายามยืดเส้น
ยืดสายเพื่อคลายปวดเมื่อยก็ได้
ส�ำหรับการกระท�ำทัว่ ๆ ไปทีค่ นในวัฒนธรรมเดียวกับเรา
แสดงออก เรามักจะเข้าใจความหมายของมัน ผมเจอคนลงรถไฟ
มามากพอที่จะรู้ว่านั่นคือ “การโบกมือทักทายกัน” ทันทีที่เห็น
แต่สมมติวา่ ผมเห็นคนคุกเข่าลงแล้วลุกขึน้ พร้อมกางแขนออกไป
ถ้าเป็นทีป่ กั กิง่ นัน่ อาจเป็นการออกก�ำลัง แต่ถา้ เป็นไคโร มันอาจ
จะเป็นการละหมาด ในที่สุดแล้ว ทางเดียวที่จะรู้ว่าเขาท�ำอะไร
คือการไปถามเขาว่า “คุณท�ำอะไรอยู่?” เพราะฉะนั้น แม้แต่การ
จะบอกว่าการกระท�ำนั้นคืออะไร ก็ต้องรู้แรงจูงใจและเจตนาของ
ผู้กระท�ำก่อน
ยิ่งเมื่อต้องอธิบายการกระท�ำใดๆ เรายิ่งต้องรู้มาก
A Very Short Introduction 33

ไปกว่าเดิมอีก นักสังคมวิทยาเลยมาจบลงที่การต้องถามผู้คน
ว่า “ท�ำไมคุณจึงท�ำแบบนี้?” แต่การถาม (ไม่ว่าในรูปแบบใด)
ก็คือปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอย่างหนึ่ง สิ่งที่คนเล่าอาจเป็นได้ทั้ง
การพยายามถ่ายทอดสิง่ ทีผ่ า่ นไปแล้วอย่างซือ่ สัตย์ หรือเป็นการ
แสดงเพื่อหวังผลในขณะเล่าก็ได้
เราจะเห็ น การบิ ด เบื อ นเรื่ อ งเล่ า ได้ ชั ด แจ้ ง ในบาง
เหตุการณ์ เรามัน่ ใจได้วา่ เรือ่ งทีค่ นเล่าถึงการกระท�ำของตนเมือ่ สู้
คดีในศาล หรือเพือ่ ขอลดหย่อนโทษหลังจากยอมสารภาพผิดนัน้
จะแตกต่างจากเรื่องที่เขาเล่าให้ครอบครัวและเพื่อนฟังเมื่อศาล
ตัดสินแล้วว่า “ไม่มีความผิด” หรือเมื่อรอดพ้นจากค�ำพิพากษา
ให้คุมขังแล้ว เขาผู้นี้ค�ำนึงถึงผลจากการเล่า และศาลเองก็มี
ข้อก�ำหนดว่าเรื่องต้องถูกเล่าในรูปแบบที่แตกต่างจากปกติ
ผมไม่ได้จะบอกว่าเรื่องที่เล่าในศาลไม่จริงและเรื่องที่เล่ากันเอง
เป็นเรื่องจริง สิ่งที่ผมจะพูดก็คือ การเล่าเรื่องนั้นเป็นการกระท�ำ
ทางสังคมในตัวมันเอง ไม่ได้เป็นเพียงแค่ค�ำอธิบายการกระท�ำ
ก่อนหน้า
อีกตัวอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้เห็นภาพมาจากเรื่องการ
เปลี่ยนศาสนาหรือนิกาย ในหมู่ผู้นับถือโปรเตสแตนต์นิกาย
อี แ วนเจลิ คั ล เป็ น เรื่ อ งธรรมดาที่ จ ะมี ก าร “แสดง” ศรั ท ธา
ด้วยการเล่าประสบการณ์ที่ท�ำให้เขาเปลี่ยนความเชื่อ เราฟัง
เรือ่ งราวท�ำนองนีไ้ ปสักหน่อยก็จะรูว้ า่ มีเรือ่ งอยูไ่ ม่กแี่ นว ผูเ้ ปลีย่ น
นิกายถูกเลี้ยงโดยแม่ผู้เคร่งศาสนา ผู้ซึ่งพยายามอย่างดีที่สุด
ที่จะให้ลูกอยู่ในลู่ทางแห่งศรัทธา แต่โลกเย้ายวนเกินไป และลูก
พลัดตกลงไปอยูใ่ นวังวนแห่งบาป แต่แล้วความสุขทัง้ ปวงในโลก
34 Sociology

ก็กลายเป็นสิง่ ไร้คา่ วิกฤตบางอย่างในชีวติ (มักจะเป็นความตาย
ของแม่ผดู้ งี ามราวนักบุญ หรือผูเ้ ป็นทีร่ กั คนอืน่ ๆ) ท�ำให้ผเู้ ปลีย่ น
นิกาย “ถูกลงโทษจากความผิดบาป” “เมื่อฉันขับรถกลับบ้าน
ในคืนนั้น ฉันรู้สึกหนักอึ้งไปด้วยบาป ฉันตระหนักขึ้นมาว่า
ถ้าตายไปคงต้องไปอยู่ในนรก ฉันจึงจอดรถและสวดวิงวอน
ขอให้พระเยซูมาโปรด” และอาจจะมีการระบุวนั เวลาและสถานที่
ไว้ในเรือ่ งเล่าด้วย เมือ่ ถึงย่อหน้าสุดท้ายของเรือ่ ง ผูเ้ ปลีย่ นนิกาย
จะพรรณนาว่าหลังจากปฏิญาณตนต่อพระเจ้าแล้ว ชีวิตของเขา
เปลีย่ นไปมากเพียงใด ถึงตอนนี้ อาจเป็นได้วา่ ทีถ่ อ้ ยแถลงออกมา
คล้ายๆ กันเพราะเหตุการณ์ทเี่ กิดขึน้ ในความเป็นจริงนัน้ คล้ายกัน
แต่หากลองคิดว่าคนทีเ่ ติบโตในวัฒนธรรมนิกายอีแวนเจลิคลั เคย
ได้ยนิ เรือ่ งราวแบบนีม้ าเป็นร้อยๆ ครัง้ มันย่อมเป็นไปได้ทคี่ วาม
คล้ายคลึงจะเกิดจากความนิยมในรูปแบบเรื่องราวลักษณะนี้
และเกิดจากการทีร่ ปู แบบดังกล่าวได้ไปกล่อมเกลาวิธกี ารตีความ
ประสบการณ์ของพวกเขา
ผมพบปัญหาคล้ายๆ กันนี้ครั้งแล้วครั้งเล่าจากการไป
สัมภาษณ์กลุม่ กองก�ำลังเสริมผูจ้ งรักภักดี <ต่อสหราชอาณาจักร>
ในไอร์แลนด์เหนือ คนบางกลุ่มเจตนาเล่าโดยลดบทบาทของตน
ในการก่อการร้ายลง โดยอาจเป็นผลมาจากการต้องสงวนท่าที
เพือ่ ป้องกันตัวจากการสอบสวนของต�ำรวจ ในขณะทีค่ นอีกหลาย
กลุ่มก็ขยายอาชญากรรมของตนเสียเกินจริง เพื่อจะ “ข่มขวัญ”
นักวิชาการชนชั้นกลาง ชายคนหนึ่งอยากโม้เสียจนบอกว่าเขา
ฆ่าคนที่ผมรู้ว่าเขาไม่ได้ฆ่า พอผมพูดถึงเรื่องนี้กับสมาชิกกลุ่ม
ลอยัลลิสต์อกี คนหนึง่ เขาบอกว่า “นัน่ มันแค่จะขูค่ ณ ุ เขาอาจบอก
A Very Short Introduction 35

ว่าเป็นคนฆ่าแม่ของกวางแบมบี้ก็ได้ถ้าคุณถามเขา” แต่ปัญหา
ทีว่ า่ การสัมภาษณ์เองก็เป็นการบิดเบือนข้อมูลหลักฐานไม่ได้เกิด
เฉพาะในงานวิจัยที่เกี่ยวกับอาชญากรรมหรือประเด็นอ่อนไหว
เท่านั้น ปัญหานี้มีอยู่ในการศึกษาทางสังคมทุกรูปแบบ เพราะ
การเข้าไปหาข้อมูลเองก็เป็นตัวแปรที่ไปกระทบสิ่งที่ศึกษาด้วย
ถ้าจะยกอีกหนึ่งตัวอย่าง นักส�ำรวจโพลมักจะไปถาม
ผู้คนว่ารู้สึกอย่างไรกับเรื่องโน้นเรื่องนี้แล้วก็รายงานผลออกมา
โดยไม่คิดสักนิดว่าการไปถามในตัวมันเองนั่นแหละที่ท�ำให้คน
ต้องสร้างความรู้สึกบางอย่างกับเรื่องที่เขาไม่ได้รู้เรื่องหรือไม่ได้
สนใจเลย งานส�ำรวจชิน้ หนึง่ ในรัฐแคลิฟอร์เนียตัง้ ค�ำถามปลอมๆ
เกี่ ย วกั บ การลงประชามติ ที่ ใ กล้ จ ะมาถึ ง ผู ้ ต อบแบบส� ำ รวจ
ได้รบั ค�ำถามว่า “คุณคงเคยได้ยนิ เรือ่ งการแปรญัตติสนิบโบมาแล้ว
คุณรูส้ กึ อย่างไรบ้าง?” โดยมีตวั เลือกให้คอื “สนับสนุนอย่างมาก”
“สนับสนุน” “เฉยๆ” “ไม่เห็นด้วย” และ “ไม่เห็นด้วยอย่างมาก”
ผู ้ ต อบแบบสอบถามจ� ำ นวนมากเลื อ กสนั บ สนุ น หรื อ คั ด ค้ า น
หลายคนสนับสนุนหรือคัดค้านอย่างมาก บางทีพวกเขาอาจรูส้ กึ
ว่าจะดูโง่ถ้ายอมรับว่าตัวเองไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับค�ำถามนี้
พวกเขาอาจอยากช่วยผู้เก็บข้อมูล หรือบางทีธรรมชาติของการ
ปฏิสัมพันธ์ (“ฉันก�ำลังตอบค�ำถามอยู่นะ”) อาจท�ำให้ผู้ตอบรู้สึก
ว่าจะต้องตอบให้ชัดเสียจนท�ำให้พวกเขามองข้ามสิ่งที่เห็นชัดๆ
ว่าไม่มีอยู่จริง
สิง่ ทีค่ นพูดออกมากับสิง่ ทีเ่ ขาท�ำลงไปจริงๆ อาจสัมพันธ์
กันได้ใน 4 รูปแบบด้วยกัน แบบแรก ผู้ให้ข้อมูลอาจจ�ำไม่ได้
หรือไม่เข้าใจแรงจูงใจของตัวเอง แบบที่สอง เขาอาจจ�ำได้และ
36 Sociology

เข้าใจแต่ตั้งใจปั้นแต่งให้ดูดี เจ. พี. มอร์แกน (J. P. Morgan)
นักอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 19 พูดถูกในเรือ่ งความต้องการทีจ่ ะ
ดูดมี เี กียรติของมนุษย์ เขากล่าวว่า “ในทุกๆ การกระท�ำมีเหตุผล
เบื้องหลังอยู่สองอย่าง คือเหตุผลที่ดีกับเหตุผลที่จริง” รูปแบบ
ที่สาม ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะเข้าใจตัวเองแค่ไหนหรืออยากจะตรงไป
ตรงมาเพียงใด ปัจจัยแวดล้อมระหว่างสัมภาษณ์อาจส่งอิทธิพล
มากเสียจนเราไม่มั่นใจว่าจะน�ำค�ำพูดของเขามาใช้ได้ คนที่มี
ความแตกต่างหลากหลายอาจถูกท�ำให้ตอ้ งแสดงตัวเหมือนๆ กัน
ดังตัวอย่างการเปลี่ยนนิกายที่ยกไปแล้ว ระหว่างสองรูปแบบ
หลังนี้ เราสามารถจัดประเภททีส่ แี่ ทรกเข้าไป นัน่ คือการอ�ำพราง
หมู่ (collective dissembling) โดยทั่วไปคนเรามีเหตุผลในการ
กระท�ำของตัว แต่มัก “อธิบาย” การกระท�ำของตนโดยใช้ภาษา
หรือเหตุผลที่ส่วนรวมยอมรับ ยกตัวอย่างเช่น หมออาจเลือก
จัดสรรการรักษาโรคที่ค่ารักษาแพงอย่างไตวายหรือมะเร็งปอด
โดยใช้หลักศีลธรรมว่าคนประเภทใด ควรจะ ได้รับการรักษา
แต่ แ ล้ ว ก็ เลี่ ย งที่ จ ะต้ อ งอธิ บ ายความคิ ด ของตน โดยบอกว่ า
การตัดสินใจตั้งอยู่บนฐานของความเป็นไปได้ที่จะรักษาส�ำเร็จ
เพียงอย่างเดียว
ทางหนึ่งที่เราจะจัดการกับความสัมพันธ์อันแปรปรวน
ระหว่างสิ่งที่คนท�ำกับเรื่องที่เขาเล่าถึงการกระท�ำของตัวเอง
ก็คอื การเลิกพยายามทีจ่ ะเข้าใจสิง่ ที่ แฮโรลด์ การ์ฟงิ เกล (Harold
Garfinkel) เรียกแบบเหยียดๆ ว่า “เรื่องในหัวคน” ลูกศิษย์
ของการ์ ฟ ิ ง เกลที่ มี ค วามคิ ด สุ ด ขั้ ว ยิ่ ง กว่ า โต้ ว ่ า เป็ น ไปไม่ ไ ด้
ที่เราจะ เข้าใจ ผู้คน เราท�ำได้เพียงศึกษากลไกการเล่าเรื่องราว
A Very Short Introduction 37

เราสามารถวิเคราะห์โครงสร้างของบทสนทนาในห้องพิจารณา
คดีได้ แต่เราจะใช้การสนทนานั้นมาตัดสินไม่ได้ว่าผู้ต้องหา
มีความผิดหรือไม่ เราสามารถวิเคราะห์ถ้อยแถลงในการเปลี่ยน
ศาสนาได้ในแบบทีเ่ ราวิเคราะห์โครงสร้างเพลงออร์เคสตรา แต่เรา
ไม่สามารถใช้ข้อมูลนี้มาอธิบายว่าท�ำไมคนจึงเปลี่ยนศาสนาได้
นี่เป็นข้อสรุปที่รับไม่ได้ ไม่มีคาถาวิเศษใดที่ร่ายแล้วจะ
สามารถแยกข้อมูลที่น�ำไปสู่ความเข้าใจออกจากสิ่งไร้ค่าที่ท�ำให้
เราสับสน แต่อย่างไรก็ดี บางครัง้ การพิจารณาคดีในศาลก็นำ� ไปสู่
ความจริง มือสอบสวนที่ช�ำนาญงานก็สามารถล้วงความจริง
จากคนทีพ่ ยายามปกปิดความผิด นักส�ำรวจโพลก็หาทางเอาชนะ
“แนวโน้มจะตอบตามความคาดหวัง” ของผู้ตอบแบบส�ำรวจได้
และนักวิจัยที่แข็งขันก็สามารถตอบปัญหาประเด็นทางสังคมที่
คลุมเครือด้วยการศึกษาจากหลายแง่หลายมุม การที่เราไม่มี
วิธีการที่รับประกันความส�ำเร็จไม่ได้หมายความว่าเราจะต้อง
ล้มเหลวเสมอไป ถ้าคนธรรมดาสามารถสร้างข้อสรุปที่เป็นเหตุ
เป็นผลจากค�ำพูดของผูอ้ นื่ แล้วท�ำไมนักสังคมศาสตร์จะท�ำไม่ได้?
เท่าทีผ่ า่ นมา การอภิปรายในหัวข้อความแตกต่างระหว่าง
วิทยาศาสตร์กับสังคมศาสตร์มักเป็นไปในทางบ่งชี้ข้อด้อยของ
อย่างหลัง แต่ผมอยากจะสรุปในแบบที่ต่างออกไป ขอให้ลอง
พิจารณาผูฝ้ กึ ม้าแข่ง ประสบการณ์อนั ยาวนานอาจท�ำให้เขามัน่ ใจ
ว่าสามารถเข้าใจม้าได้ แต่นักสังคมศาสตร์เริ่มจากข้อได้เปรียบ
ใหญ่หลวง เพราะมีลักษณะร่วมกับสิ่งที่ศึกษาทั้งในทางชีววิทยา
จิตวิทยา และวัฒนธรรม ผมไม่เคยเป็นสมาชิกกลุ่มก่อการร้าย
และตัง้ ใจแน่วแน่ทจี่ ะหลีกเลีย่ งการลอบสังหารและการถูกจับกุม
38 Sociology

แต่ ผ มก็ มี ป ระสบการณ์ ส ่ ว นตั ว ที่ ส ามารถน� ำ มาเชื่ อ มโยงได้
ผมผ่านเหตุการณ์ที่ท�ำให้ผมหวาดกลัวและโกรธมาก เคยท�ำทั้ง
สิ่งที่ท�ำให้ตัวเองภาคภูมิใจและสิ่งที่น่าอับอายยิ่ง แม้คนที่เรา
ศึกษาจะเป็นพลเมืองของประเทศอื่น แต่ก็ยังมีความเหมือนกัน
ในความเป็นมนุษย์ ซึ่งท�ำให้เราสามารถก้าวข้ามพรมแดนของ
ความแตกต่างไปได้ เราอาจจะเข้าใจผิด แต่กย็ งั มีโอกาสทีจ่ ะขจัด
ความสับสนให้หมดไปเสมอ ไม่ว่าเราจะเสียอะไรไปจากการที่
ไม่สามารถศึกษาด้วยการทดลองแบบวิทยาศาสตร์ เราจะได้มัน
กลับมาจากการทีเ่ ราสามารถจะสนทนากับคนทีเ่ ราศึกษาได้อย่าง
เจาะลึ ก ผมไม่ ส ามารถจะทดสอบแนวคิ ด ของผมเกี่ ย วกั บ
โครงสร้ า งการก้ า วขึ้ น ไปเป็ น แกนน� ำ ของกลุ ่ ม ก่ อ การร้ า ย
ด้วยการทดลองได้ แต่ผมสามารถจะแลกเปลีย่ นประเด็นนีก้ บั คน
ที่ผมศึกษาได้ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม

สรุป

โดยสรุปแล้ว ไม่ว่าเราจะสงสัยว่านักวิทยาศาสตร์ได้ท�ำ
ตามมาตรฐานอันเข้มงวดหรือไม่ในเรือ่ งทีว่ า่ พวกเขาควรต้องท�ำ
อะไรและท�ำไมท�ำแล้วถึงได้ผล แต่เราไม่ควรสงสัยว่าแนวทาง
ที่ดีที่สุดในการหาความรู้เกี่ยวกับโลกทางวัตถุคือแนวทางแบบ
วิทยาศาสตร์ การใช้เหตุผลวิพากษ์ การเก็บหลักฐานอย่าง
แข็งขันและตรงไปตรงมา การเปิดโอกาสให้แนวคิดถูกทดสอบ
เพื่ อหาความถู ก ต้ อ งและความสอดคล้ อ งกั บ หลั ก ฐานที่ มี อ ยู ่
การมุ ่ ง หาหลั ก ฐานมาปฏิ เ สธแทนที่ จ ะสนั บ สนุ น ข้ อ ถกเถี ย ง
A Very Short Introduction 39

ของเรา การแลกเปลี่ยนแนวคิดและข้อมูลระหว่างกันโดยไม่ถูก
จ�ำกัดด้วยอุดมการณ์ ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่สังคมศาสตร์ควรจะน�ำ
มาใช้ อย่างไรก็ตาม เราต้องยอมรับว่ามีความแตกต่างระหว่าง
สิ่งที่วิทยาศาสตร์ธรรมชาติสนใจกับสิ่งที่วิทยาศาสตร์ที่ศึกษา
มนุษย์สนใจ คนเป็นผูร้ คู้ ดิ พวกเขาท�ำสิง่ ทีเ่ ขาท�ำไม่ใช่เพราะเขา
จะต้องท�ำตามกฎ แต่เพราะเขามีความเชือ่ ค่านิยม ผลประโยชน์
และเจตนา นี่ ห มายความว่ า แม้ ง านวิ จั ย ทางสั ง คมวิ ท ยา
บางประเภทจะดู ค ล้ า ยงานของนั ก เคมี ห รื อ นั ก ฟิ สิ ก ส์ แต่
ส�ำหรับนักสังคมวิทยาแล้ว ยังมีเรื่องอื่นให้ต้องท�ำมากกว่านั้น
ค�ำว่า “อธิบาย” ของเราไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การชี้ให้เห็น
แบบแผนบางอย่างในการกระท�ำทางสังคมเท่านั้น แต่มันจ�ำเป็น
ที่เราต้อง “เข้าใจ” ด้วย