You are on page 1of 30

จีดีพี: ประวัติศาสตร์เบื้องหลังตัวเลขเปลี่ยนโลก • ฐณฐ จินดานนท์ แปล

จากเรื่อง GDP: A Brief but Affectionate History
โดย Diane Coyle

พิมพ์ครั้งแรก: ส�ำนักพิมพ์ op e n wo r l d s, กันยายน 2560
ราคา 265 บาท

คณะบรรณาธิการอ�ำนวยการ
ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา สฤณี อาชวานันทกุล
แอลสิทธิ์ เวอร์การา กรมัยพล สิริมงคลรุจิกุล พลอยแสง เอกญาติ
วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง ปกป้อง จันวิทย์ กฤดิกร เผดิมเกื้อกูลพงศ์
บรรณาธิการบริหาร
วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง
บรรณาธิการส�ำนักพิมพ์
บุญชัย แซ่เงี้ยว ณัฏฐพรรณ เรืองศิรินุสรณ์
กัญญ์ชลา นาวานุเคราะห์ อภิรดา มีเดช
ศิลปกรรม
กัญญ์ชลา นาวานุเคราะห์ ยุทธภูมิ ปันฟอง
ผู้จัดการส�ำนักพิมพ์
ภาคย์ มหิธิธรรมธร

บรรณาธิการเล่ม
ธิติ อ่อนอินทร์
บรรณาธิการต้นฉบับ
บุญชัย แซ่เงี้ยว
ออกแบบปก
ยุทธภูมิ ปันฟอง

จัดทำ�โดย
บริษัท โอเพ่นเวิลด์ส พับลิชชิ่ง เฮาส์ จ�ำกัด
33 อาคารเอ ห้องเลขที่ 48 ซอยประดิพัทธ์ 17
แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์ 0 2 6 1 8 4 7 3 0
e m a i l : o p e n w o r l d s t h a i l a n d @g m a i l . c om
f a c e b ook : w w w . f a c e b o o k . c o m / o p e n w or lds
twitter: www.twitter.com/openworldsBKK
w e bs i t e : w w w . o p e n w o r l d s . i n . t h

จัดจ�ำหน่าย
บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จ�ำกัด (มหาชน)
SE-EDUCATION PUBLIC COMPANY LIMITED
เลขที่ 1858/87-90 ถนนบางนา-ตราด แขวงบางนา
เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260
โทรศัพท์ 0 2739 8222, 0 2 7 3 9 8 0 0 0
โทรสาร 0 2 7 3 9 8 3 5 6 - 9
w e bs i t e : h t t p : / / w w w . s e - e d . c o m /
สำ�หรับสถาบันการศึกษา องค์กร หรือบุคคล ที่ต้องการสั่งซื้อหนังสือ
จำ�นวนมากในราคาลดพิเศษ โปรดติดต่อ สำ�นักพิมพ์โอเพ่นเวิลด์ส
หมายเลขโทรศัพท์ 0 2618 4730 และ 09 7174 9124
หรือ E ma il: o p e n w o rld st h a ila n d @ g mail.c om

ข้อมูลทางบรรณานุกรมของสำ�นักหอสมุดแห่งชาติ
คอยล์, ไดแอน.
จีดีพี: ประวัติศาสตร์เบื้องหลังตัวเลขเปลี่ยนโลก.
-- กรุงเทพฯ: โอเพ่นเวิลด์ส พับลิชชิ่ง เฮาส์, 2560.
200 หน้า.

1. จีดีพี (เศรษฐศาสตร์). I. ฐณฐ จินดานนท์, ผู้แปล. II. ชื่อเรื่อง.

339.31
ISBN 978-616-7885-58-2

Copyright © 2014 Diane Coyle
All rights reserved.
No part of this book may be reproduced or transmitted in any form or by any means, electronic
or mechanical, including photocopying, recording or by any information storage
and retrieval system, without permission in writing from the Publisher.
This edition published by arrangement with Openworlds Publishing House
through Tuttle-Mori Agency Co., Ltd. Thai language translation copyright © 2017
by Openworlds Publishing House

สารบัญ

ค�ำน�ำผู้แปล
6

ค�ำน�ำผู้เขียน
10

บทน�ำ
16

บทที่ 1
จากศตวรรษที่ 18 ถึงทศวรรษ 1930:
สงครามและเศรษฐกิจตกต�่ำ
24

บทที่ 2
1945-1975: ยุคทอง
64

บทที่ 3
มรดกจากทศวรรษ 1970: วิกฤตทุนนิยม
86
บทที่ 4
1995-2005: กระบวนทัศน์ ใหม่
106

บทที่ 5
ยุคสมัยของเรา: เศรษฐกิจล้มไม่เป็นท่า
124

บทที่ 6
อนาคต: จีดีพีเพื่อศตวรรษที่ 21
156

กิตติกรรมประกาศ
184

เชิงอรรถ
186

รู้จักผู้เขียน
198

รู้จักผู้แปล
199
ค�ำน�ำผู้แปล

ทุกครั้งที่ฟังข่าวเศรษฐกิจ จะมีตัวเลขชุดหนึ่งที่ถูกพูดถึงอยู่เสมอ
นั่นคือ “จีดีพี” หรือ “ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ” ซึ่งหลายคนใช้
เป็นมาตรวัดว่าในตอนนี้เศรษฐกิจของเรา “ดี” แค่ไหน ใช้คาดการณ์
ว่าตลาดหุ้นปรับตัวอย่างไร นักลงทุนเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของประเทศ
มากน้อยเพียงใด และความเป็นอยู่ของคนในประเทศเป็นเช่นไร จีดีพี
จึงเป็นตัวเลขทีเ่ หมือนจะบอกเล่าความเป็นไปของเศรษฐกิจได้ในทุกเรือ่ ง
และหากตัวเลขนี้ไม่เติบโตดังหวัง ก็อาจท�ำให้เสถียรภาพของรัฐบาล
สั่นคลอนได้
อย่างไรก็ดี “จีดีพี” เป็นเหมือนผลลัพธ์จาก “กล่องด�ำ” ที่น้อยคน
จะรูว้ า่ ต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้างกว่าจะได้ตวั เลขชุดนัน้ มา จีดพี ไี ม่ได้
มีอยูใ่ นธรรมชาติเพือ่ รอให้มนุษย์ไปค้นพบ หากแต่เป็นการประกอบสร้าง
ของมนุษย์ในยุคหนึง่ เพือ่ ผลทางการเมืองอันจ�ำเพาะเจาะจง มันจึงแฝงไว้
ซึง่ วาระซ่อนเร้นต่างๆ และยังอาจมีการปรับแก้ “ค่าประมาณ” เพือ่ ให้บรรลุ
เป้าประสงค์ทางการเมืองนั้นๆ

6 G DP: A Brief but Affectionate History
ยากที่ตัวเลขจีดีพีเพียงหนึ่งเดียวจะอธิบายความเป็นไปของ
เศรษฐกิจได้ทั้งหมด เนื่องจากตัวเลขดังกล่าวไม่ได้ผนวกรวมปัจจัย
หลายอย่างทีส่ ะท้อนคุณภาพชีวติ ของมนุษย์ แม้นกั สถิตจิ ะปรับ “จีดพี ที เี่ ป็น
ตัวเงิน” ตามการขึน้ ลงของราคาในตลาดจนได้ออกมาเป็น “จีดพี ที แี่ ท้จริง”
แล้วก็ตาม แต่กย็ งั ไม่ได้คำ� นึงว่าสินทรัพย์ทางธรรมชาติอนั ล�ำ้ ค่า ทัง้ เชือ้ เพลิง
ฟอสซิล ป่าไม้ และฝูงปลาในท้องทะเล ถูกผลาญให้รอ่ ยหรอลงไปเพียงใด
เพื่อแลกกับการขยายตัวของ “จีดีพี”
ในอีกด้านหนึ่ง จีดีพีก็ไม่ได้คิดรวมการพัฒนาทางเทคโนโลยี
และนวั ต กรรมเข้ า ไปในการค� ำ นวณทั้ ง ที่ มั น สร้ า งคุ ณู ป การมากมาย
คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันนั้นมีความเร็วกว่าคอมพิวเตอร์เมื่อห้าปีก่อน
หลายเท่าตัว ทั้งที่ราคาที่เป็นตัวเงินนั้นเท่ากัน มนุษย์เราเข้าถึงข้อมูล
ข่าวสารได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น หรือยาเพนิซิลลินซึ่งอาจไม่ได้แสดงผล
ยิ่งใหญ่ในตัวเลขจีดีพี แต่ก็ช่วยชีวิตมนุษย์จ�ำนวนมหาศาลไว้ได้
การเกิดขึ้นของอินเทอร์เน็ตและโลกออนไลน์ ช่วยให้เราได้รับ
ข้อมูลข่าวสารแบบ “ฟรีๆ” มากมาย ทัง้ ทีแ่ ต่กอ่ นเราต้องเสียเงินเพือ่ เข้าถึง
เนือ้ หาเหล่านี้ ไม่วา่ จะจากหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร คนหลายล้านทัว่ โลก
สามารถดูมิวสิกวิดีโอตัวใหม่ของศิลปินคนโปรดผ่านยูทูบได้โดยไม่เสีย
ค่าใช้จ่ายและยังฟังซ�้ำได้ทุกเมื่อที่ต้องการ เฟซบุ๊กกลายเป็นหนึ่งใน
ตลาดนัดเนื้อหาที่มีความหลากหลายที่สุด ทั้งการรีวิวร้านอาหาร เพจ
แนะน�ำการท่องเที่ยว และการบอกต่อเรื่องราว ฯลฯ แน่ละว่าคุณภาพ
ชีวิตที่ดีขึ้นนี้ไม่ได้ถูกนับรวมเข้าไปในตัวเลขจีดีพี ทั้งๆ ที่กิจกรรมเหล่านี้
แทรกเข้ามาอยู่ในชีวิตเรามากยิ่งขึ้นอย่างมีนัย
กระทั่งในปัจจุบัน จีดีพีก็เหมือนเป็นตัวเลข “ตามสั่ง” ที่ปรับแต่ง
ได้ตามความต้องการของผู้มีอ�ำนาจในรัฐบาล ตัวอย่างเช่น ในปี 1987
รัฐบาลอิตาลีได้ประกาศรวม “ประมาณการ” เศรษฐกิจนอกระบบเข้าไป
ในจีดีพี ท�ำให้ตัวเลขเพิ่มขึ้นถึงหนึ่งในห้าเพียงชั่วข้ามคืน ผู้อ่านอาจ
ยิ่งฉงนสนเท่ห์ขึ้นไปอีกหากได้รู้ว่าอิตาลีปรับตัวเลขอีกครั้งในปี 2014

Diane Coyle 7
โดยครั้งนี้ได้รวมประมาณการมูลค่าการค้ายาเสพติด การค้าบริการ
ทางเพศ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ผิดกฎหมายอื่นๆ แต่กลับไม่รวม
ผลิตผลจากงานบ้านของผู้หญิงนับล้าน เพียงเพราะกิจกรรมดังกล่าวไม่มี
ตัวกลางทีเ่ ป็นเงินมาเกีย่ วข้อง ลองคิดดูวา่ จะย้อนแย้งเพียงใด หากพ่อม่าย
คนหนึง่ แต่งงานกับแม่บา้ นรับจ้างของตน จนเป็นผลให้ตวั เลขจีดพี ลี ดลง ทัง้ ที่
แม่บ้านก็ไม่ได้ท�ำงานน้อยลงกว่าเดิม เพียงแต่ว่าไม่ได้รับเงินเป็นค่าจ้าง
หนังสือเล่มนี้จะช่วยให้ผู้อ่านได้รู้ความเป็นมาเป็นไปของตัวเลข
จีดีพี ทั้งเบื้องหลังการประดิษฐ์คิดค้น การปรับแต่งตัวเลข ข้อจ�ำกัด และ
ทางเลือกอื่นที่ครอบคลุมแง่มุมของชีวิตได้มากกว่าจีดีพี อันน�ำไปสู่การ
พัฒนาตัวชี้วัดที่สะท้อนคุณภาพชีวิตของมนุษย์ได้ดีที่สุด โดยผลจาก
ความพยายามดังกล่าวปรากฏขึ้นบ้างแล้ว ดังจะเห็นได้จาก “ดัชนีการ
พัฒนามนุษย์” (Human Development Index) ที่ใช้วัดระดับการพัฒนา
ของประเทศต่างๆ โดยน�ำปัจจัยอืน่ ทีส่ ง่ ผลต่อคุณภาพชีวติ มาคิดรวมด้วย
เช่น อายุคาดเฉลี่ยและระดับการศึกษา
ผู้แปลขอขอบคุณ อ.ปกป้อง จันวิทย์ และวรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง
ที่ไว้วางใจให้ผู้แปลได้ท�ำงานที่มีคุณค่าชิ้นนี้ ขอขอบคุณ ธิติ อ่อนอินทร์
บรรณาธิการและเพือ่ นผูช้ ว่ ยตรวจสอบความถูกต้องเรียบร้อยของค�ำแปล
บุญชัย แซ่เงี้ยว บรรณาธิการและพี่ชายผู้ช่วยขัดเกลาการใช้ภาษา
ให้กระชับและเป็นมิตรกับผู้อ่านยิ่งขึ้น รวมถึงขอบคุณทุกคนที่มีส่วน
เกี่ยวข้องจนหนังสือเล่มนี้ส�ำเร็จเป็นรูปเล่ม
ความผิดพลาดใดๆ อันอาจเกิดขึ้นกับเนื้อหา ล้วนแต่เป็นความ
รับผิดชอบของผู้แปลเพียงผู้เดียว

ฐณฐ จินดานนท์
กรกฎาคม 2560
ปากเซ, สปป. ลาว

8 G DP: A Brief but Affectionate History
ค�ำน�ำผู้เขียน

ไม่บอ่ ยนักทีน่ กั สถิตจิ ะขึน้ พาดหัวข่าวใหญ่ แต่หลังจากหนังสือเล่มนี้
ตีพิมพ์ครั้งแรกช่วงต้นปี 2014 เรื่องท�ำนองนี้ก็เกิดบ่อยครั้งขึ้น เพราะ
นักสถิติปรับเพิ่มประมาณการขนาดเศรษฐกิจของจีนขึ้นอีกหนึ่งในห้า
(วัดโดยใช้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพี) เนื่องจากได้
เปลี่ยนวิธีเปรียบเทียบระดับราคาระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังปรับเพิ่ม
จีดีพีของไนจีเรียขึ้นอีกเกือบเท่าตัวผ่านการปรับปรุงตัวเลขสถิติในสาขา
ธุรกิจที่เติบโตได้เร็ว เช่น ภาพยนตร์ “นอลลีวูด” และโทรศัพท์มือถือ จีดีพี
ของประเทศอื่นๆ ในทวีปแอฟริกาก็ได้รับการปรับเพิ่มเช่นกัน แต่เรื่องที่
ชวนหวั่นใจที่สุดคือการที่นักสถิติปรับเพิ่มจีดีพีของประเทศในยุโรปเกือบ
ทุกแห่ง โดยตัดสินใจบวกรวมค่าประมาณการการค้าบริการทางเพศและ
ยาเสพติดไว้ในตัวเลขจีดพี ี แม้กจิ กรรมเหล่านีจ้ ะผิดกฎหมาย แต่กย็ งั เป็น
ส่วนหนึง่ ของระบบเศรษฐกิจแบบตลาด การเปลีย่ นแปลงนีเ้ หมือนเป็นพร
เล็กๆ จากฟากฟ้าในยามทีร่ ฐั บาลหลายประเทศในสหภาพยุโรปต้องเฉือน
ภาระหนี้ทิ้ง ซึ่งวัดเป็นอัตราส่วนหนี้ต่อจีดีพีเสมอ การปรับเพิ่มตัวหาร

10 GDP: A Brief but Affectionate History
ในอัตราส่วนดังกล่าวย่อมง่ายกว่าการพยายามลดตัวเศษอยู่แล้ว อย่างไร
ก็ดี การปรับเปลี่ยนวิธีค�ำนวณการวัดค่าความส�ำเร็จทางเศรษฐกิจที่ใช้
กันทั่วในครั้งนี้ ยิ่งท�ำให้เห็นความย้อนแย้งข้อหนึ่งอย่างเด่นชัด กล่าวคือ
สถิติดังกล่าวเลือกรวมการค้าบริการทางเพศไว้ด้วย แต่กลับไม่ไยดี
งานบ้าน (ทุกแบบ) ทีไ่ ม่ได้รบั ค่าจ้าง จีดพี เี ป็นตัวเลขสถิตแิ บบไหนกันแน่
หลายคนสนใจค�ำถามนี้ ก่อนหน้าที่จะตีพิมพ์หนังสือ ฉันคง
ประหลาดใจถ้ามีคนเดินมาบอกว่ามีคนเป็นร้อยรอฟังใครสักคนบรรยาย
ประวัติศาสตร์การคิดจีดีพี ฉันคิดว่าสาเหตุที่ผู้คนเริ่มมาสนใจเรื่องนี้
ก็ดว้ ยประเด็นทีอ่ ยูใ่ นบทสุดท้าย บทที่ 6 จะอภิปรายถึงช่องว่างทีข่ ยายกว้าง
ขึ้นระหว่างตัวเลขจีดีพี (ซึ่งใช้วัดระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นใน
ตลาดและมีราคาซือ้ ขาย) กับความอยูด่ มี สี ขุ ทางเศรษฐกิจหรือสวัสดิภาพ
สังคม แม้พวกเราเหล่านักเศรษฐศาสตร์จะรู้กันอยู่ว่า ในทางทฤษฎี จีดีพี
ไม่ได้วัดระดับสวัสดิภาพสังคมเลย แต่พอเอาเข้าจริง ทั้งเรา ผู้ก�ำหนด
นโยบาย และนักคุยข่าวต่างลืมเรื่องนี้กันไปหมด เป็นเวลาหลายทศวรรษ
แล้วที่เราใช้การเติบโตของจีดีพีเป็นมาตรวัดว่าสังคมมนุษย์เราเจริญขึ้น
มากแค่ไหน หรือพูดให้กว้างกว่านั้นก็คือ เรามีชีวิตดีขึ้นมากแค่ไหน
ระบบเศรษฐกิจเปลีย่ นไปในลักษณะทีท่ ำ� ให้หลักคิดทัง้ สองต่างกัน
ยิ่งกว่าเดิม จีดีพีนั้นเป็นมาตรวัดที่ดีพอแล้วส�ำหรับเศรษฐกิจแบบหัตถ-
อุตสาหกรรมที่เน้นการผลิตบนสายพานและอิงกับความเป็นรัฐชาติสมัย
สงครามโลกครัง้ ทีส่ อง แต่ทกุ วันนีเ้ ศรษฐกิจของเราเปีย่ มล้นด้วยภาคบริการ
และสินค้าที่จับต้องไม่ได้ ผลิตภัณฑ์ก็มีหลากหลายชนิด เหลือคณานับ
ทั้งยังเชื่อมโยงข้ามพรมแดน เมื่อเศรษฐกิจมีความเป็นโลกาภิวัตน์และ
ดิจิทัลมากขึ้น อีกทั้งงานบริการฟรีๆ และตลาดที่จับคู่ผู้ซื้อผู้ขายหรือ
ตลาดสินค้ามือสองก็เติบใหญ่ขนึ้ เราจึงไม่แน่ใจนักว่าจีดพี จี ะวัดเศรษฐกิจ
ลักษณะนี้ได้ดีแค่ไหน นอกจากนี้จีดีพียังไม่ได้สะท้อนความเหลื่อมล�้ำที่
รุนแรงขึ้นนับตั้งแต่ปี 1980 เมื่อการเติบโตกระจายตัวอย่างไม่เท่าเทียม
ระหว่างคนต่างกลุ่ม ประการสุดท้าย จีดีพีไม่ได้ช่วยให้เรารับรู้เลยว่า

Diane Coyle 11
การเติบโตของเศรษฐกิจที่เป็นอยู่นั้นยั่งยืนแค่ไหน ซึ่งประเด็นนี้ส�ำคัญ
ขึ้นมากหลังเกิดวิกฤตการเงิน ทั้งยังสร้างความกังวลในเรื่องสิ่งแวดล้อม
ที่เสื่อมโทรมไม่หวนคืนหรือผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ ดังนั้นการใช้
จีดพี เี พือ่ วัดขนาดกิจกรรมทางเศรษฐกิจจึงเป็นเรือ่ งหนึง่ แต่ขณะเดียวกัน
ก็ต้องตระหนักด้วยว่ามันไม่อาจเป็นตัวแทนใช้วัดสวัสดิภาพสังคมหรือ
ความยั่งยืนได้เหมือนแต่ก่อน
นักสถิตทิ างการผูส้ ร้างเครือ่ งมือทีช่ ว่ ยให้เราวัดอุณหภูมเิ ศรษฐกิจ
ก็พยายามคิดนวัตกรรมใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ คนกลุ่มนี้รู้ซึ้งดีกว่าใครในเรื่อง
ความท้าทายทีม่ ตี อ่ การใช้การเติบโตของจีดพี มี าเป็นตัววัดว่าเราท�ำผลงาน
ได้ดีแค่ไหน โดยฉันได้บรรยายถึงแนวทางใหม่ๆ ที่พวกเขาเสนอไว้ใน
หนังสือเล่มนี้ด้วย ในฉบับปกอ่อนนี้ได้ปรับปรุงเนื้อหาเรื่องจีดีพีให้ทัน
ต่อกาล ฉันขอขอบคุณผูอ้ า่ นผูฟ้ งั และผูต้ รวจทานทีช่ ว่ ยออกความเห็นและ
เพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจให้แก่ฉัน อย่างไรก็ดี ฉากจบของเรื่องนี้ยังมา
ไม่ถึง และไม่มีใครรู้ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ในอีก 10 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจ
ของเราคงเปลี่ยนไปมาก ซึ่งรวมถึงวิธีที่เราคิดต่อ “เศรษฐกิจ” และการวัด
ว่ามันยังผล (หรือไม่ยังผล) ให้เราได้มากแค่ไหน

ไดแอน คอยล์
มีนาคม 2015

12 GDP: A Brief but Affectionate History
GDP
A Brief but Affectionate History

by

Diane Coyle

จีดีพี
ประวัติศาสตร์เบื้องหลังตัวเลขเปลี่ยนโลก

แปลโดย
ฐณฐ จินดานนท์
บทน�ำ
“ในประเทศกรีซ สถิตคิ อื เกมการต่อสู”้ อันเดรส จอร์จโี อ (Andreas
Georgiou) กล่าวไว้หลังจากทางการประกาศว่าเขาอาจถูกตัง้ ข้อหาคดีอาญา
และต้องให้รฐั สภาตัง้ คณะกรรมการสอบสวน เขาเป็นชายมากความสามารถ
ที่เคยท�ำงานให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ (IMF)
ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. อยู่นานหลายปี จอร์จ คลูนีย์ คงมารับบทเป็น
ตัวเขาได้หากจะมีคนสร้างหนังเกี่ยวกับหายนะทางเศรษฐกิจของยุโรป
ช่วงปลายปี 2010 เขาเข้ารับต�ำแหน่งประธานเอลสแตต (Elstat) ซึ่งเป็น
หน่วยงานรัฐด้านสถิติแห่งใหม่ของกรีซ โดยสหภาพยุโรปหรืออียู (EU)
และไอเอ็มเอฟหนุนให้เขารับต�ำแหน่งนี้ หลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์ก็มี
คนเจาะบัญชีอเี มลของเขา และภายในไม่กเี่ ดือน กรรมการหน่วยงานสถิติ
ชุดก่อนหน้าทีถ่ กู ปลดออกไปได้กล่าวหาว่าเขากระท�ำการขัดกับผลประโยชน์
แห่งชาติ ในคดีความทีส่ ร้างความเห็นต่างให้คนในชาติจนน่าอดสู อัยการ
สั่งฟ้องเขาในข้อหาอุกฉกรรจ์เรื่องการละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ให้การเท็จ และปลอมแปลงข้อมูลทางการ1 เขาก่ออาชญากรรมอะไรไว้

Diane Coyle 17
นะเหรอ เขาก็แค่พยายามจัดท�ำข้อมูลสถิติทางเศรษฐกิจให้เที่ยงตรง
เท่านัน้ เพราะนักสถิตขิ องทางการได้ปน้ั แต่งตัวเลขมานานหลายสิบปีเพือ่
เอื้อประโยชน์ให้นักการเมือง เดิมพันครั้งนี้สูงมหาศาล ด้วยว่าการจะได้
มาซึง่ เงินช่วยเหลือส�ำหรับอุม้ รัฐบาลและเศรษฐกิจไม่ให้ลม่ สลายนัน้ กรีซ
ต้องบรรลุเป้าหมายโหดหิน กรีซต้องตัดลดรายจ่ายและลดการก่อหนี้
ภาครัฐ ซึง่ ตัวชีว้ ดั ว่าจะบรรลุเป้าหมายหรือไม่นนั้ ก็คอื อัตราส่วนการขาดดุล
งบประมาณต่อจีดีพี และจีดีพีนี้ก็คือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ
(Gross Domestic Product) อันเป็นเครื่องมือมาตรฐานที่ใช้วัดขนาด
เศรษฐกิ จ ของประเทศหนึ่ ง ๆ “จี ดี พี ” เป็ น เพี ย งศั พ ท์ คุ ้ น หู ที่ ไ ม่ ไ ด้ มี
ความหมายกับคนส่วนใหญ่มากนัก แต่หนังสือเล่มนี้จะเล่าให้คุณฟังว่า
เจ้าข้อมูลสถิติตัวนี้ทวีความส�ำคัญมาจนถึงจุดนี้ได้อย่างไร
ตามรายงานการสอบสวนอย่างเป็นทางการของคณะกรรมาธิการ
ยุโรปซึ่งตีพิมพ์ไม่นานก่อนที่จอร์จีโอจะเข้ารับต�ำแหน่ง ตัวเลขเศรษฐกิจ
ของกรีซผ่านการเติมแต่งมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ประธานศูนย์บริการ
สถิติแห่งชาติของกรีซ (National Statistical Service of Greece - NSSG
ซึ่งเป็นองค์กรที่มาก่อนเอลสแตต) สิ้นหนทางสู้ จนก่อนหน้านั้นในปี
เดียวกัน เขาต้องติดต่อเจ้าหน้าที่อียูในกรุงบรัสเซลส์และ “อ้างว่าทางการ
เข้ามาแทรกแซงการจัดท�ำตัวเลขดังกล่าว” การสอบสวนสรุปผลออกมาได้
หลายประเด็น อาทิ กรีซรายงานตัวเลขผิดๆ ซ�้ำแล้วซ�้ำเล่า รัฐบาลกรีซ
ไม่สามารถติดตามการใช้จ่ายของตัวเองได้ และมีข้อกังขาอย่างมากกับ
“ระบบความรับผิดในกรอบการด�ำเนินงานเชิงสถาบันของกรีซ” นี่เป็น
วลีอนั เยิน่ เย้อของทางการเพือ่ บอกว่า รัฐบาลไร้ความสามารถทีจ่ ะควบคุม
การใช้จา่ ยในหลายๆ ด้าน รวมถึงการใช้จา่ ยเพือ่ การป้องกันประเทศ แค่จะ
นับเลขพวกนี้ให้ถูกยังท�ำไม่ได้เลย2
อันทีจ่ ริงไม่ตอ้ งสอบสวนอย่างเป็นทางการก็ได้ แค่ดตู วั เลขทีก่ รีซ
รายงาน นักสถิตกิ บ็ อกกับคณะกรรมาธิการทีก่ รุงบรัสเซลส์ได้แล้วว่ากรีซ
ปั้นแต่งตัวเลข สัญญาณเตือนอย่างหนึ่งคือ ในปี 2006 กรีซประกาศว่า

18 GDP: A Brief but Affectionate History
จีดีพีของตนมีมูลค่าสูงกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้าถึง 25 เปอร์เซ็นต์ โดย
ศูนย์บริการสถิติแห่งชาติได้บวกเพิ่มประมาณการตัวเลขกิจกรรมทาง
เศรษฐกิจที่อยู่นอกบัญชี (เพื่อเลี่ยงการช�ำระภาษี) เข้าไปด้วย แน่นอนว่า
กรีซไม่ใช่ประเทศเดียวทีบ่ วกเพิม่ ตัวเลขประมาณการ “เศรษฐกิจนอกระบบ”
(informal economy) เข้าไปในจีดีพี แต่การบวกเพิ่มเข้าไปมากขนาดนี้
มันรับกับจังหวะที่กรีซยื่นเรื่องขอเงินกู้เพิ่มพอดี ทั้งนี้เพราะขนาดจีดีพี
เป็นตัวแปรหลักที่ผู้ให้กู้ใช้ประเมินความสามารถในการจ่ายเงินคืนของ
ประเทศผู้กู้
นอกจากเรือ่ งการประกาศตัวเลขจีดพี แี ละข้อเท็จจริงทีว่ า่ นักสถิติ
ของอียมู กั ไม่ยอมรับตัวเลขสถิตขิ องกรีซมาแต่ไหนแต่ไร ตัวเลขทีป่ น้ั แต่ง
ขึน้ มายังมี “ต�ำหนิทางสถิต”ิ ด้วย ซึง่ บ่งชีไ้ ด้วา่ มีการท�ำปลอมขึน้ มา รูปแบบ
ตัวเลขจีดพี แี ละตัวแปรทางเศรษฐกิจอืน่ ๆ นัน้ มีลกั ษณะเฉพาะทีป่ ลอมแปลง
ได้ยากยิ่ง เพราะชุดตัวเลขดังกล่าวไม่ได้มาจากการกระจายแบบสุ่ม โดย
ลักษณะเฉพาะดังกล่าวมีชอื่ ว่า “กฎของเบนฟอร์ด” <Benford’s Law ตัง้ ชือ่
ตามแฟรงก์ เบนฟอร์ด ผู้พิสูจน์ว่าปรากฏการณ์นี้เป็นจริงโดยใช้วิธี
ทางสถิติ> กล่าวคือ หากเราหยิบตัวเลขในชุดนี้ขึ้นมาหนึ่งตัว โอกาสที่
เลขโดดตัวหน้าสุดจะเป็นเลข “1” (หรือเลขอื่นๆ จนถึงเลข 9) จะมีค่า
ไม่เท่ากับหนึ่งในเก้า <หรือ 11.1 เปอร์เซ็นต์> ดังที่จะเกิดในกรณีที่
เลขนี้เกิดจากการสุ่ม โดยในกรณีที่ตัวเลขเป็นไปตามกฎของเบนฟอร์ด
โอกาสที่เลขโดดตัวหน้าสุดจะเป็นเลข 1 จะมีค่าสูงกว่านั้นมาก กล่าวคือ
โอกาสที่ เ ลขโดดตั ว หน้ า เป็ น เลข 1 จะมี ค ่ า มากกว่ า โอกาสที่ จ ะเป็ น
เลข 9 อยู่ถึงหกเท่า และมีค่ามากกว่าโอกาสที่จะเป็นเลข 3 กว่าสองเท่า
เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ในซีรีส์สอบสวนสืบสวนเรื่อง Numb3rs ดร.ชาร์ลี
เอปพิส อัจฉริยะด้านคณิตศาสตร์ (รับบทโดยเดวิด ครัมโฮลตซ์) เคยใช้
กฎนี้ไขคดีลักทรัพย์ต่อเนื่องในตอน “The Running Man” ซึ่งออกฉาย
เมื่อปี 2006 แน่นอนว่าสถิติตัวเลขจีดีพีของกรีซไม่ได้เป็นไปตามกฎของ
เบนฟอร์ด3

Diane Coyle 19
รายงานของคณะกรรมาธิการยุโรปตรงไปตรงมามาก (เป็นการใช้
ภาษาทางการอย่างขวานผ่าซากที่สุดชิ้นหนึ่งที่ฉันเคยอ่าน) โดยรายงาน
ฉบับนี้กล่าวว่า กระทรวงการคลังกรีซสั่งนักสถิติภาครัฐให้ก�ำหนดตัวเลข
การขาดดุลงบประมาณและจีดพี เี พือ่ ให้กเู้ งินต่อได้ คณะกรรมการศูนย์บริการ
สถิติแห่งชาติของกรีซที่รับต�ำแหน่งก่อนปี 2010 อาจรู้เรื่องการปั้นแต่ง
ตัวเลขนีห้ รือไม่รกู้ ไ็ ด้ ซึง่ ถ้าไม่รจู้ ริงๆ ก็ยงั ถือเป็นคณะกรรมการหน่วยงาน
สถิติแห่งชาติที่ท�ำงานไม่ได้เรื่องอยู่ดี เพื่อนของฉันที่ชื่อเปาลา ซูบักกี
(Paola Subacchi) ซึง่ ขณะนีด้ ำ� รงต�ำแหน่งผูอ้ ำ� นวยการฝ่ายเศรษฐศาสตร์
ของสถาบันคลังสมองด้านประเด็นระหว่างประเทศที่มีชื่อว่า ชาธัมเฮาส์
(Chatham House) เคยไปที่ศูนย์บริการสถิติแห่งชาติเมื่อปี 2002 เธอนั่ง
เครื่องบินไปลงที่เอเธนส์ จากนั้นก็เรียกแท็กซี่ให้ไปตามที่อยู่ของศูนย์
แต่ดันไปโผล่ย่านที่พักอาศัยในเขตชานเมือง เธอเล่าให้ฟังว่า “ตรงนั้น
เป็นจัตุรัส เต็มไปด้วยร้านรวงธรรมดาๆ ฉันต้องเดินหาประตูทางเข้า
ตรงบล็อกถนนที่เป็นอพาร์ตเมนต์ยุคทศวรรษ 1950 พอเดินขึ้นบันไดไป
ก็เจอกับห้องฝุน่ จับหนาเตอะซึง่ มีคนท�ำงานเพียงหยิบมือ ไม่แน่ใจด้วยซ�ำ้
ว่ามีคอมพิวเตอร์หรือไม่ มันเป็นประสบการณ์เหนือจะบรรยาย แต่ทรี่ กู้ ค็ อื
นี่ไม่ใช่การท�ำงานแบบมืออาชีพแน่นอน” แค่นี้ก็รู้แล้วว่าท�ำไมไอเอ็มเอฟ
กั บ คณะกรรมาธิ ก ารยุ โ รปอยากส่ ง คุ ณ จอร์ จี โ อไปตั้ ง ส� ำ นั ก งานสถิ ติ
แห่งใหม่กอ่ นถึงจะยอมให้รฐั บาลกรีซกู้ อาจมีเรือ่ งฉาวอืน่ ๆ รอการค้นพบ
ซ่อนอยูอ่ กี ก็ได้ “ผมถูกด�ำเนินคดีเพราะไม่ปน้ั แต่งสถิต”ิ เขากล่าวไว้หลังจาก
ถูกฟ้องในข้อหากระท�ำการขัดกับผลประโยชน์ของชาติ ซึ่งในทางทฤษฎี
เป็นข้อกล่าวหาทางอาญาทีม่ โี ทษสูงสุดถึงขัน้ จ�ำคุกตลอดชีวติ จนถึงกลางปี
2015 เขาก็ยังต้องเผชิญกับการคุกคามทางกฎหมายอยู่
ฉันยกเรื่องการปั้นแต่งตัวเลขทางสถิติอันฉ้อฉลนี้ขึ้นมาเพื่อย�้ำ
ให้เห็นถึงความส�ำคัญของจีดีพีที่มีต่อวงการการเมืองและการเงิน ในทาง
ทฤษฎี คุณจอร์จโี ออาจต้องถูกจองจ�ำในฐานทีท่ ำ� ตัวเลขออกมาไม่เหมือน
ส�ำนักงานสถิติก่อนหน้า ทั้งนี้เพราะมาตรฐานการครองชีพของชาวกรีก

20 GDP: A Brief but Affectionate History
นับล้าน (พวกเขาจะมีงานท�ำหรือไม่? และจะต้องไปยืนต่อคิวที่โรงทาน
หรือเปล่า?) ขึ้นอยู่กับตัวเลขดังกล่าว
เราใช้ จี ดี พี เ พื่ อ เปรี ย บเที ย บดู ว ่ า ผลการด� ำ เนิ น งานในแต่ ล ะ
ประเทศเป็นอย่างไรบ้าง แต่การวัดจีดพี นี นั้ ไม่เหมือนการวัดปรากฏการณ์
ธรรมชาติอื่นๆ เช่น ขนาดพื้นที่หรืออุณหภูมิเฉลี่ย เพราะจีดีพีเป็นตัวเลข
ที่มนุษย์สร้างขึ้น ซึ่งย้อนหลักคิดกลับไปได้ถึงแค่ทศวรรษ 1940 เท่านั้น
ก่อนหน้านั้นเราใช้หลักคิดอื่นมาวัดว่าระบบเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ
ท�ำผลงานเป็นอย่างไรบ้าง และหลักคิดดังกล่าวก็ยอ้ นกลับไปได้แค่สองร้อย
กว่าปีเท่านัน้ โดยเราจะพูดเรือ่ งนีใ้ นบทถัดไป แม้เป็นไปได้ยากทีค่ ณ ุ จอร์จโี อ
จะติดคุก แต่ต่อจากนี้เขาคงไม่อาจจัดการตัวเลขนามธรรมเหล่านี้ซึ่งได้
มาจากการบวกรวมกิจกรรมการบริการและผลิตภัณฑ์ทงั้ หลายไว้ดว้ ยกัน
ไล่ตงั้ แต่ตะปูไปจนถึงแปรงสีฟนั รถแทรกเตอร์ รองเท้า การตัดผม การให้
ค�ำปรึกษาด้านการจัดการ การกวาดพื้นถนน การสอนโยคะ จานชาม
ผ้าพันแผล หนังสือ ฯลฯ จากนั้นก็น�ำกิจกรรมเหล่านี้มาปรับแต่งตัวเลข
ด้วยกรรมวิธีอันสลับซับซ้อน รวมถึงน�ำปัจจัย เช่น ผลกระทบตามฤดูกาล
และเงินเฟ้อ มาคิดรวมด้วย โดยต้องท�ำให้ตัวเลขเป็นมาตรฐานเพื่อใช้
เปรียบเทียบกับตัวเลขของประเทศอื่น (ซึ่งต้องปรับตามสมมติฐานเรื่อง
อัตราแลกเปลีย่ นบางแบบก่อน) ทัง้ หมดนีค้ ณ ุ คงพอเข้าใจแล้วว่ากว่าจะได้
ตัวเลขนามธรรมนีม้ า ต้องอาศัยกรรมวิธอี นั สลับซับซ้อนถึงเพียงไหน และ
มันส�ำคัญยิ่งยวดเพียงใด
ว่าแต่ท�ำไมตัวเลขนามธรรมที่ทั้งซับซ้อนและเป็นสิ่งที่มนุษย์
สร้างขึน้ นีถ้ งึ ได้สลักส�ำคัญต่อนโยบายเศรษฐกิจทีจ่ ะส่งผลต่อความเป็นอยู่
ของชาวกรีกหลายล้านชีวติ สมควรแล้วหรือทีใ่ ห้จดี พี มี าเป็นตัวก�ำหนดการ
ตัดสินใจทางการเมืองซึ่งจะส่งผลต่อชะตาชีวิตทั้งของชาวกรีกและเรา
ทัง้ หลาย ไม่วา่ อย่างไรมาตรวัด “ระบบเศรษฐกิจ” หนึง่ เดียวนีก้ ย็ งั ส่งอิทธิพล
อย่างมากในทางการเมือง อนาคตของทุกรัฐบาลต่างฝากไว้กับตัวเลข
จีดีพีรายไตรมาส ไม่ว่าตัวเลขจะเพิ่มขึ้น 0.2 เปอร์เซ็นต์หรือลดลง 0.1

Diane Coyle 21
เปอร์เซ็นต์ก็สามารถชี้ชะตารัฐบาลได้ เพราะหากตัวเลขลดลงย่อมแสดง
ถึงความถดถอย แต่ถ้าตัวเลขเป็นบวกก็อาจได้รับเลือกตั้งอีกสมัย เรามัก
เห็นนักเศรษฐศาสตร์และนักการเมืองออกมาถกเถียงกันเรือ่ งความเป็นไป
ของเศรษฐกิจอย่างเผ็ดร้อนตามหน้าสื่อต่างๆ โดยเรือ่ งทีถ่ กเถียงกันก็คอื
อัตราการเติบโตของจีดีพีน่าจะเป็นเท่าไร และรัฐบาลควรจะมีมาตรการ
จัดการอย่างไร
อย่างไรก็ดี การวัดความส�ำเร็จทางเศรษฐกิจโดยใช้จดี พี เี ป็นหลัก
ก�ำลังเผชิญคลืน่ ลมหนักหน่วง ซึง่ โดยมากผูท้ วี่ จิ ารณ์ไม่ได้เป็นนักการเมือง
หรือนักเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นคนที่มองว่าจีดีพีคือสัญลักษณ์ของเรื่อง
วิปริตที่เกิดกับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่เน้นตลาด ตัวอย่างเช่น
นักสิ่งแวดล้อมเชื่อว่าการใช้จีดีพีท�ำให้เราสนใจการเติบโตมากเกินไป
จนไม่เหลียวแลผลเสียที่เกิดกับโลกใบนี้ ส่วนผู้ที่เน้นเรื่อง “ความสุข”
ก็คิดว่าเราควรน�ำตัวชี้วัดที่สื่อถึงความอยู่ดีมีสุขที่แท้จริงมาใช้แทน และ
นักกิจกรรมอย่างพวกขบวนการอ็อกคิวพาย (Occupy movement) ก็ชี้
ว่าการมุ่งดูแค่จีดีพีนั้นเป็นการซุกปัญหาเรื่องความเหลื่อมล�้ำและความ
แตกแยกในสังคมไว้ใต้พรม
มีเหตุผลดีๆ อีกมากที่ผู้คนน�ำมาโต้แย้งเรื่องการใช้จีดีพี รวมถึง
บทบาทของจีดีพีในฐานะปัจจัยชี้น�ำนโยบายเศรษฐกิจ ข้อโต้แย้งดังกล่าว
ยั ง หมายรวมถึ ง เรื่ อ งที่ เ ทคนิ ค ทางสถิ ติ ที่ ใ ช้ ค� ำ นวณจี ดี พี ซั บ ซ้ อ นขึ้ น
อย่างยิ่ง และประเด็นที่ว่าตัวเลขนามธรรมที่ซับซ้อนเหล่านั้นจริงๆ แล้วมี
ความหมายอะไรต่อเราบ้าง ถึงกระนั้นหนังสือเล่มนี้ก็จะชี้ให้เห็นว่า จีดีพี
ยังเป็นมาตรส�ำคัญทีใ่ ช้วดั ระดับอิสรภาพและสมรรถภาพของมนุษย์ทเี่ กิด
จากระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเน้นตลาด แม้จะท�ำหน้าทีน่ ไี้ ด้ไม่สมบูรณ์นกั
แต่จีดีพีก็เป็นตัวชี้วัดนวัตกรรมและความเป็นไปได้ของมนุษยชาติ จีดีพี
เป็นมาตรวัดส�ำคัญทีช่ ถี้ งึ ความคิดริเริม่ สร้างสรรค์ของพวกเราและการดูแล
กันและกันในระบบเศรษฐกิจทีอ่ งิ กับภาคบริการและกิจกรรมทีจ่ บั ต้องไม่ได้
มากขึน้ เรือ่ ยๆ ในปี 2000 ส�ำนักงานวิเคราะห์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ประกาศให้

22 GDP: A Brief but Affectionate History
จีดีพีเป็น “หนึ่งในยอดประดิษฐกรรมแห่งศตวรรษที่ 20”4 ถึงจะฟังดู
เกินจริงแต่ก็พอเข้าใจได้
หนังสือเล่มนี้จะอธิบายว่าจีดีพีคืออะไร มีประวัติความเป็นมา
อย่างไร ทั้งยังชี้แจงถึงข้อจ�ำกัดและจะย�้ำด้วยว่าเหตุใดจีดีพีถึงยังเป็น
ตัวชี้วัดนโยบายเศรษฐกิจที่ส�ำคัญ เพราะเห็นได้ชัดว่ามันดีกว่าตัวชี้วัด
โก้เก๋บางตัวทีค่ นเสนอให้นำ� มาใช้แทน (เช่น “ความสุข”) นอกจากนัน้ ฉันจะ
วิเคราะห์ดว้ ยว่าล�ำพังแค่ตวั จีดพี นี นั้ ดีพอทีจ่ ะใช้วดั สมรรถนะทางเศรษฐกิจ
ได้หรือไม่ แต่จะขอสรุปไว้เลยว่าค�ำตอบก็คือ “ไม่” เนื่องจากจีดีพีเป็น
มาตรวัดที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับระบบเศรษฐกิจยุคศตวรรษที่ 20 ซึ่งเน้น
การผลิตสินค้าคราวละมากๆ และเป็นสินค้าที่จับต้องได้ แต่ไม่เหมาะที่จะ
ใช้กบั ระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ซงึ่ มีการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างรวดเร็ว
และขับเคลือ่ นด้วยภาคบริการซึง่ ไม่ได้ผลิตสินค้าทีจ่ บั ต้องได้ (อีกทัง้ นับวัน
จะมีความเป็นดิจิทัลมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย) สภาพเศรษฐกิจส�ำคัญกับ
การเมืองในชีวิตประจ�ำวันเป็นอย่างยิ่ง เราจ�ำต้องหามาตรวัด “ระบบ
เศรษฐกิจ” ที่ดีกว่าจีดีพีแบบที่ใช้กันทุกวันนี้มาปรับใช้แทน

Diane Coyle 23
1
จากศตวรรษที่ 18 ถึงทศวรรษ 1930
สงครามและเศรษฐกิจตกต�่ำ
สงครามคือมาตาแห่งงานประดิษฐ์ เทคโนโลยีหลายอย่างทีพ่ ลเรือน
ใช้กันอยู่นั้นเติบโตขึ้นได้ก็เพราะสงครามความขัดแย้งที่มีกองทัพเป็น
ผู้สนับสนุนให้ทุน งานประดิษฐ์ในกลุ่มนี้มีอยู่หลากหลายชนิด ไล่มาตั้งแต่
อินเทอร์เน็ตจนถึงเทฟลอน เรดาร์จนถึงคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ที่ตั้ง
โปรแกรมได้ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศก็เป็นหนึง่ ในนัน้ จีดพี เี ป็น
หนึ่งในสิ่งประดิษฐ์สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง
ดูเหมือนตัวชือ่ จะบอกอยูแ่ ล้วว่ามันคืออะไร ผลิตภัณฑ์ ก็หมายถึง
สิ่งที่ผลิตขึ้นมา ภายในประเทศ คืออยู่ในเหย้าของเราเอง ส่วน มวลรวม
หมายความว่ายังไม่ได้หกั ลบอะไรออก ซึง่ ตรงข้ามกับ สุทธิ (เช่น บนกล่อง
ธัญพืชจะเขียน “น�ำ้ หนักสุทธิ” ไว้ ซึง่ หมายถึงน�ำ้ หนักของธัญพืชอย่างเดียว
ไม่รวมน�ำ้ หนักบรรจุภณ ั ฑ์) จีดพี เี ป็นเพียงเลขตัวหนึง่ ในชุดบัญชีเศรษฐกิจ
ตัวเต็ม ซึง่ ก็คอื บัญชีรายได้ประชาชาติ (national income accounts) ทัง้ นี้
เพื่อให้เข้าใจแนวคิดเรื่องจีดีพีได้ง่ายขึ้น ฉันขอเริ่มจากประวัติพัฒนาการ
ของตัวเลขสถิติประชาชาติ

Diane Coyle 25
ยุคแรกเริ่มของการเก็บข้อมูลบัญชีประชาชาติ

สงครามในยุคก่อนหน้าท�ำให้คนสมัยนั้นต้องการหาวิธีวัดขนาดเศรษฐกิจ
โดยรวมอย่างเป็นระบบ ในปี 1665 ข้าราชการและนักวิทยาศาสตร์ชาว
อังกฤษนามว่าวิลเลียม เพตตี (William Petty) ได้ลองประมาณการ
รายได้-รายจ่าย จ�ำนวนประชากร พื้นที่ และสินทรัพย์อื่นๆ ของอังกฤษ
กับเวลส์ เพือ่ ประเมินทรัพยากรส�ำหรับใช้สรู้ บในสงคราม จะได้ดงึ เงินภาษี
มาใช้เพือ่ การนัน้ (สงครามทีว่ า่ คือสงครามแองโกล-ดัตช์ครัง้ ทีส่ องซึง่ เกิดขึน้
ในปี 1664-1667 ปัจจุบันน้อยคนนักที่จะรู้จักสงครามครั้งนี้) เพตตีไม่ได้
ต้องการแค่จะพิสจู น์วา่ ประชากรในประเทศแบกรับภาระภาษีทเี่ พิม่ ขึน้ ได้
แต่เขาต้องการแสดงให้เห็นด้วยว่าอังกฤษต่อกรกับประเทศเพื่อนบ้านที่
ทรงพลังอย่างฮอลแลนด์กับฝรั่งเศสได้1 อังกฤษไม่จ�ำเป็นต้องยึดดินแดน
เพิ่มเติมหรือเพิ่มจ�ำนวนประชากรเพื่อให้ชนะสงคราม เนื่องจากที่ดิน ทุน
และแรงงานทีม่ อี ยูก่ เ็ พียงพอแล้วต่อการดังกล่าว ความพยายามของเพตตี
นับเป็นการสร้างองค์ความรู้ที่ส�ำคัญยิ่ง ข้อส�ำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือเพตตี
เป็นผู้ริเริ่มให้ใช้ระบบการลงบัญชีแบบสองเล่มเพื่อรวบรวมข้อมูลของ
ทั้งชาติ การประเมินตัวเลขเศรษฐกิจแบบนี้ในยุคแรกๆ ยังมีของชาร์ลส์
เดเวอแนนต์ (Charles Davenant) ในปี 1695 ด้วย โดยปรากฏในหนังสือชือ่
ความเรียงว่าด้วยแนวทางและวิธจี ดั หาทรัพยากรการท�ำสงคราม (An Essay
upon the Ways and Means of Supplying the War) นับเป็นชื่อที่
บอกจุดประสงค์ของการเขียนได้ชัดเจนมาก ค�ำว่า สถิติ (statistics)
นั้นมีรากศัพท์เดียวกับค�ำว่า รัฐ (state) แรกเริ่มเดิมทีมันหมายถึงการ
รวบรวมข้อมูลตัวเลขเกี่ยวกับรัฐ โดยเฉพาะเรื่องภาษี การที่อังกฤษมี
ระบบรวบรวมสถิติรายได้ประชาชาตินับเป็นข้อได้เปรียบอย่างยิ่ง เพราะ
ท�ำให้ค�ำนวณได้ว่าจะเพิ่มผลผลิตและภาษีที่ปริมาณเท่าใด ในขณะที่
ประเทศเพือ่ นบ้านทีท่ งั้ ยิง่ ใหญ่และดูนา่ เกรงขามกว่าอย่างฝรัง่ เศสยังไม่มี
ข้อมูลลักษณะนี้ กว่าทีก่ ษัตริยฝ์ รัง่ เศสจะมีขอ้ มูลด้านเศรษฐกิจและการเงิน

26 GDP: A Brief but Affectionate History
ในแบบทีค่ ล้ายๆ กันซึง่ ส�ำคัญยิง่ ในทางยุทธศาสตร์กต็ อ้ งรอถึงปี 1781 เมือ่
ฌัก แน็กแค (Jacques Necker) รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ได้น�ำเสนอ
รายงานต่อองค์กษัตริย์ (compte rendu au roi) ว่าด้วยความแข็งแกร่ง
ของเศรษฐกิจฝรั่งเศส รายงานฉบับนี้ช่วยให้พระองค์หาเงินกู้ก้อนใหม่ได้
เสียแต่ว่านั่นก็ยังไม่พอที่จะยับยั้งการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี 1789 อยู่ดี
ตลอดศตวรรษที่ 18 ผู้บุกเบิกด้านสถิติคนถัดๆ มาล้วนต่อยอด
จากงานของเพตตีแทบทั้งสิ้น แม้แต่ละคนจะใช้มาตรวัดปัจจัยที่แตกต่าง
กั น ออกไปบ้ าง ทว่า ดูเหมือนจะชัดเจนแล้วว่าหลักคิดเรื่อง “รายได้
ประชาชาติ” หมายถึงอะไร อย่างไรก็ตาม การจะวัดได้จริงในทางปฏิบัติ
ต้องอาศัยการเลือกว่าจะรวมสิง่ ใดเข้ามาและจะตัดสิง่ ใดออกไป ตรงนีแ้ หละ
ทีช่ วนปวดหัว ในยุคนัน้ ยังไม่ได้วางระบบมาตรฐานใดๆ และยังไม่ได้กำ� หนด
นิยามให้ตรงกันเหมือนในยุคนี้ ดังนั้นสิ่งที่วัดออกมาได้จึงไม่เหมือนจีดีพี
ในปัจจุบันเท่าไรนัก แต่สิ่งที่บรรดาบัญชีประชาชาติในยุคแรกมีร่วมกัน
คือแนวคิดกว้างๆ ว่า รายได้ประชาชาตินั้นขึ้นอยู่กับปริมาณทรัพยากร
ที่สามารถน�ำมาใช้จ่ายได้ ณ ขณะนั้น และขึ้นอยู่กับทรัพยากรคงค้างที่
ช่วยเพิ่มปริมาณสินทรัพย์ของชาติ
กรอบคิดนี้วิวัฒน์ไปตลอดหลายทศวรรษต่อมา2 นักเขียนในยุค
หลังจากนั้นจะมุ่งเน้นความส�ำคัญไปที่แง่มุมอื่นๆ ของเศรษฐกิจ บางคน
เชือ่ ว่าความเจริญรุง่ เรืองของชาติตอ้ งอาศัยการค้าทีเ่ พิม่ มากขึน้ ทัง้ การค้า
ระหว่างประเทศและภายในประเทศ (แดเนียล เดโฟ นักเขียนนิยายและ
จุลสารการเมือง คือหนึ่งในนักเขียนกลุ่มนี้) หลังจากนั้นการถกเถียงตาม
สภากาแฟและในหน้าจุลสารการเมืองก็มงุ่ เน้นไปทีห่ นีส้ าธารณะของชาติ
ซึ่งเป็นตัวเลขที่รัฐบาลเผยแพร่เป็นประจ�ำระหว่างช่วงปลายศตวรรษที่
17 ถึงปลายศตวรรษที่ 18 นี่เป็นอีกครั้งที่แรงขับเคลื่อนหลักมาจากการ
หาเงินทุนเพื่อท�ำสงคราม
และแล้วนวัตกรรมความรู้อันส�ำคัญยิ่งก็ถือก�ำเนิดขึ้นเมื่ออาดัม
สมิธ (Adam Smith) ตีพมิ พ์หนังสือเรือ่ ง ความมัง่ คัง่ ของชาติ (The Wealth of

Diane Coyle 27
Nations) ในปี 1776 โดยในหนังสือเล่มนี้สมิธได้แบ่งแรงงานออกเป็น
2 จ�ำพวก คือ “พวกทีผ่ ลิต” และ “พวกทีไ่ ม่ผลิต” ในปี 1746 นักเขียนนิรนาม
บันทึกไว้ว่า “ยามที่ข้าพเจ้าเอ่ยถึง ‘รายได้ประชาชาติ’ มันหมายถึงทุกสิ่ง
ทุกอย่างที่ผู้คนทุกผู้ทุกนามได้รับตอบแทนจากที่ดิน การค้า งานศิลป์
หัตถผลิตภัณฑ์ แรงงาน หรืออืน่ ใดตามแต่จะนึก ส่วน ‘การใช้จา่ ยรายปี’ นัน้
ข้าพเจ้าหมายถึงทรัพยากรทั้งหมดทั้งมวลที่ผู้คนทุกผู้ทุกนามใช้จ่ายหรือ
บริโภคไป” แต่หากคิดตามนิยามทีอ่ าดัม สมิธ ให้ไว้ในอีก 30 ปีหลังจากนัน้
จะ ไม่ นับ “ผู้คนทุกผู้ทุกนาม” เข้าไปในรายได้ประชาชาติ เนื่องจากสมิธ
นับรวมแค่คนที่ผลิตสินค้าออกมาเป็นชิ้นเป็นอันอย่างสินค้าเกษตรและ
อุตสาหกรรมเท่านั้น เขามองว่า ภาคบริการ ที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นต้นทุนของ
ระบบเศรษฐกิจ เหมือนกับที่บ่าวไพร่เป็นต้นทุนของผู้เป็นนาย เนื่องจาก
ตัวบ่าวเองมิได้ผลิตอะไร อีกหนึง่ ประเด็นส�ำคัญคือ สมิธถือว่าเงินทีส่ ญ
ู ไป
เพื่อการสงครามและน�ำไปจ่ายดอกเบี้ยหนี้สาธารณะก็ไม่ได้สร้างอะไร
เช่นกัน ความมั่งคั่งของชาติคือปริมาณสินทรัพย์ที่จับต้องได้หักลบกับ
หนีส้ าธารณะ ส่วนรายได้ประชาชาติเป็นผลทีเ่ กิดจากความมัง่ คัง่ ของชาติ
อีกต่อหนึง่ เบนจามิน มีตรา-คาห์น (Benjamin Mitra-Kahn) เคยกล่าวไว้วา่
“ความมั่งคั่งของชาติ ได้เสนอแนวคิดใหม่ในการมองระบบเศรษฐกิจ และ
ด้วยความอุตสาหะของทัง้ ศิษย์และผูเ้ ห็นดีเห็นงามกับสมิธ ผูค้ นจึงน้อมรับ
แนวคิดใหม่นี้แทบจะโดยทันที”
สมิธกล่าวไว้ว่า

มีแรงงานอยู่ประเภทหนึ่งที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสิ่งที่ได้รับมา
แต่แรงงานอีกประเภทกลับหาเป็นเช่นนั้นไม่ ด้วยว่าแรงงาน
ประเภทแรกสร้างมูลค่า จึงจะขอเรียกว่าแรงงานพวกที่ผลิต
ส่วนประเภทหลังขอเรียกว่าแรงงานพวกที่ไม่ผลิต ในภาพรวม
แรงงานในภาคหัตถอุตสาหกรรมจึงสร้างมูลค่าเพิ่มเติมให้วัตถุ
ทั้งหลายซึ่งเขาใช้ประกอบการงาน ทั้งเพื่อการยังชีพของตัว

28 GDP: A Brief but Affectionate History
และเพื่อเป็นผลก�ำไรของผู้เป็นนาย ส่วนแรงงานอย่างบ่าวไพร่
ในเคหสถานนัน้ หาได้เพิม่ มูลค่าใดๆ ไม่ … มนุษย์ผหู้ นึง่ จะมัง่ มีขนึ้
ก็ด้วยการจ้างช่างหัตถการจ�ำนวนมาก แต่จะขัดสนลงเมื่อเลี้ยง
บ่าวไพร่บนเรือนไว้มากมาย3

แนวคิ ด ที่ แ ยกกิ จ กรรมออกเป็ น กิ จ กรรมการผลิ ต กั บ ที่ ไ ม่ ใ ช่
การผลิตซึ่งอาดัม สมิธ รับมาใช้นั้น ครอบง�ำวิวาทะและการวัดตัวเลขทาง
เศรษฐกิจตราบจนศตวรรษที่ 19 คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) เองก็ใช้แนวคิดนี้
และยังคงเป็นพื้นฐานในการวัดตัวเลขของระบบเศรษฐกิจแบบวางแผน
จากส่ ว นกลางจนถึงช่ว งที่ร ะบอบคอมมิว นิส ต์ล่มสลายหลังปี 1989
ยกตัวอย่างเช่น สหภาพโซเวียตจะนับรวมเพียงแค่ผลผลิตที่จับต้องได้
เข้าไปในตัวเลขสถิติทางเศรษฐกิจ โดยแทบไม่สนใจกิจกรรมภาคบริการ
อย่างไรเสียพอถึงปลายทศวรรษ 1980 กิจกรรมเหล่านีก้ ค็ ดิ เป็นสองในสาม
ของจีดพี ใี นประเทศทุนนิยมโลกตะวันตก การดูดายภาคบริการจึงถือเป็น
การละเลยส่วนที่ส�ำคัญในระบบเศรษฐกิจไป
อย่างไรก็ตาม คนโดยมากในศตวรรษที่ 19 รับเอาแนวคิดที่ว่า
เศรษฐกิจของชาติประกอบขึ้นจากการผลิตสินค้าที่จับต้องได้ จนในที่สุด
แนวคิดดังกล่าวก็เปลี่ยนไปเนื่องจากนักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่จากส�ำนัก
“นีโอคลาสสิก” (ซึ่งต่างจากนักเศรษฐศาสตร์ส�ำนัก “คลาสสิก” อย่าง
อาดัม สมิธ) ตัดสินใจไม่แยกกิจกรรมที่เป็นการผลิตกับที่ไม่ใช่การผลิต
อัลเฟรด มาร์แชลล์ (Alfred Marshall ในวิชาประวัติศาสตร์ความคิดทาง
เศรษฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่คนนี้เทียบได้กับอาดัม สมิธ)
กล่าวไว้หนักแน่นว่า “ความมัง่ คัง่ ประกอบขึน้ จากความมัง่ คัง่ ทีเ่ ป็นสิง่ ของ
กับความมั่งคั่งส่วนตนที่มิใช่สิ่งของ” ภาคบริการจึงถูกนับรวมเข้าไปใน
นิยามของรายได้ประชาชาติ ความพยายามในข้อนี้ส�ำเร็จลุล่วงช่วงปลาย
ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 หลังจากมาร์แชลล์ออกบัญญัติ
ในหนังสือที่ตีพิมพ์เมื่อปี 1890 ชื่อ หลักเศรษฐศาสตร์ (Principles of

Diane Coyle 29
Economics) ซึ่งถือเป็น “หลักหมายระยะแรก” ของการจัดท�ำบัญชีรายได้
ประชาชาติ4

ก�ำเนิดบัญชีประชาชาติสมัยใหม่

การที่เราได้ศึกษาแนวคิดยุคเริ่มต้นของบัญชีรายได้ประชาชาติและรู้จัก
กับต้นตระกูลของจีดีพีท�ำให้เราเข้าใจว่า “รายได้ประชาชาติ” นั้นมีนิยาม
ทีล่ นื่ ไหลและไม่เทีย่ ง การตีความค�ำค�ำนีจ้ ะเปลีย่ นไปตามบรรยากาศทาง
วิชาการรวมถึงความจ�ำเป็นทางการเมืองและการทหาร ณ ขณะนัน้ นิยาม
จึงเปลี่ยนผันไปตามกาลเวลา นักเศรษฐศาสตร์บางคนสรุปไว้ว่าการวัด
ขนาดเศรษฐกิจก่อนศตวรรษที่ 20 นั้นไม่ได้ท�ำกันอย่างจริงจัง แองกัส
แมดดิสนั (Angus Maddison) หัวหอกในการจัดท�ำสถิตจิ ดี พี โี ลกย้อนไปถึง
ปี 1000 ซึง่ ประสบความส�ำเร็จเกินจะเอ่ย ได้เขียนไว้วา่ “ช่วงก่อนศตวรรษ
ที่ 19 เศรษฐกิจเติบโตได้ช้ามาก ดังนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องที่สลักส�ำคัญและ
ไม่น่าสนใจ”5 ทั้งยังกล่าวหยันอีกว่า “แม้ความพยายามที่จะประมาณการ
รายได้ประชาชาติจะแพร่หลาย แต่ก็แทบไม่มีการปรับปรุงคุณภาพเลย
จะน�ำมาเทียบกันก็ยาก ตัวเลขเหล่านีจ้ งึ ไม่มปี ระโยชน์เท่าใดนักหากต้องการ
วิเคราะห์การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง อีกทัง้ ระดับความครอบคลุม
และวิธีที่ใช้วัดก็ต่างกันมาก” แน่ละว่าวิธีที่ท�ำกันในยุคแรกนั้นผันเปลี่ยน
ไปเรื่อยปีต่อปี ทั้งยังไม่สอดคล้องกับนิยามในปัจจุบัน แต่ในอีกทาง
ก็สามารถตีความได้ว่า นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ผู้คนเริ่มคิดหา
วิธีวัดขนาดเศรษฐกิจให้แม่นย�ำขึ้น เพราะเศรษฐกิจเริ่มเติบโต อันเป็น
ผลสืบเนื่องจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมและการเกิดขึ้นของระบบทุนนิยม
นิยามทีเ่ ราใช้กนั อยูท่ กุ วันนีย้ อ้ นกลับไปได้ถงึ เหตุการณ์สะเทือน
โลก 2 เหตุการณ์ในประวัตศิ าสตร์ยคุ ใกล้ นัน่ คือ มหาวิกฤตเศรษฐกิจแห่ง
ทศวรรษ 1930 (Great Depression) และสงครามโลกครั้งที่สอง (1939-
1945)6

30 GDP: A Brief but Affectionate History