You are on page 1of 7

1) นายสุวตั รตกลงจะหมัน ้ กับนางสาวดาริณี แต่เปลีย่ นใจไปหมัน

้ กับนางสาวดวงใจ
ระว่างสัญญาหมัน ้ นัน
้ นายสุวตั รได้ไปคบหากับนางสาวดาริณี
และไปข่มขืนกระทาชาเรานางสาวดาริณี นางสาวดวงใจทราบเรือ ่ งดังกล่าว
จึงบอกเลิกการหมัน ้ กับนายสุวตั ร
นายสุวตั รไม่ยอมจึงเรียกร้องให้นางสาวดวงใจส่งคืนของหมัน ้
เพราะตนเองยังประสงค์จะสมรสกับนางสาวดวงใจอยู่
ส่วนนางสาวดาริณีก็ได้เรียกร้องให้นายสุวตั รชดใช้คา่ ทดแทนความเสียหายในส่วนค่าใช่จ่
ายทีต
่ นได้จา่ ยไปในการจัดเตรียมชุดแต่งงาน

ให้วน
ิ ิจฉัยว่านายสุวตั รมีสท ิ ธิทีจ่ ะเรียกให้นางสาวดวงใจส่งคืนของหมัน
้ หรือไม่เพราะเหตุ
ไร
และนางสาวดาริณีมส ี ทิ ธิเรียกให้นายสุวตั รใช้ทดแทนความเสียหายในค่าชุดแต่งงานได้ห
รือไม่อย่างไร (20 คะแนน)

2) 2) นายสมชายและนางสาวสมหญิงคบหากัน โดยผูใ้ หญ่ไม่ยน ิ ยอม


ต่อมานางสาวสมหญิงให้กาเนิดบุตรชายคนหนึ่งชือ ่ เด็กชายส่องหล้า
หลังจากนัน้ นางสาวสมหญิงได้พาเด็กชายส่องหล้าไปหาบิดาของตน
และบิดาได้ให้บา้ นพร้อมทีด ่ นิ กับเด็กชายส่องหล้าหลานตา
โดยทาเป็ นหนังสือและจดทะเบียนโดยถูกต้อง
ต่อมานางสาวสมหญิงในฐานะผูแ ้ ทนโดยธรรมของเด็กชายส่องหล้า
ได้ให้นายสกลเช่าบ้านพร้อมทีด ่ น ิ ดังกล่าวเป็ นเวลา 5 ปี
โดยได้รบั อนุญาตจากศาลอย่างถูกต้อง และเป็ นผูเ้ ก็บค่าเช่าดังกล่าวเอง
นายสมชายอยากได้สท ิ ธิดงั กล่าวบ้าง จึงจดทะเบียนสมรสกับนางสาวสมหญิง
หลังจากนัน ้ จึงได้บอกเลิกสัญญาเช่าดังกล่าวกับนายสกล
โดยอ้างว่าตนได้จดทะเบียนสมรสกับนางสาวสมหญิงแล้ว
จึงทาให้เด็กชายส่องหล้ามีฐานะเป็ นบุตรชอบด้วยกฎหมายของตนมาตัง้ แต่วน ั ทีเ่ ด็กชายส่
องหล้าเกิด ดังนัน ้ ตนจึงมีสท ิ ธิรว่ มในการจัดการทรัพย์สน ิ ของเด็กชายส่องหล้า

ให้วนิ ิฉยั ว่านายสมชายมีสท


ิ ธิทจี่ ะกล่าวอ้างข้างต้น
เพือ
่ ให้ยกเลิกสัญญาเช่าบ้านพร้อมทีด ่ นิ ทีท ้ ระหว่างนางสาวสมหญิงกับนายสกลได้หรื
่ าขึน
อไม่ อย่างไร (20 คะแนน)

3) 3) นายบัณฑิตสมรสกับนางสาวนฤมล โดยมีบต ุ รด้วยกันสองคน


คือนายอุดมและนางสม นายบัณทิตได้ออกบวชเป็ นพระภิกษุ
ในขณะทีน ่ างนฤมลเกิดเจ็บป่ วย นางนฤมลได้ทาพินยั กรรมแบบเขียนเอง
โดยให้เงินสดของตนแก่นายอุดมและนางสมคนละหนึ่งล้านบาท
และยกทีด่ นิ จานวนหนึ่งแปลงแก่นายณรงค์เพือ่ นสนิทของตน
โดยลงลายมือชือ
่ ของตนในพินยั กรรมต่อหน้านายณรงค์
ต่อมานางนฤมลตายโดยมีทรัยพ์มรดกประกอบด้วยเงินสดจานวนห้าล้านบาทและทีด
่ น
ิ จา
นวนหนึ่งแปลง

ให้วน
ิ ิจฉัยและแบ่งมรดกดังกล่าวของนางนฤมล (20 คะแนน)

ลองช่วยกันทาดูนะครับ
ข้อ 1

หลักประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ทเี่ กีย่ วข้อง

มาตรา 1437
การหมัน ้ จะสมบูรณ์ เมือ่ ฝ่ ายชายส่งมอบหรือโอนทรัพย์สน
ิ อันเป็ นของหมัน
้ ให้แก่หญิงเพือ

เป็ นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนัน ้

เมือ่ หมัน
้ แล้วให้ของหมัน
้ ตกเป็ นสิทธิแก่หญิง

มาตรา 1443 ในกรณี มเี หตุสาคัญอันเกิดแก่ชายคูห


่ มัน

ทาให้หญิงไม่สมควรสมรสกับชายนัน ้
หญิงมีสท
ิ ธิบอกเลิกสัญญาหมัน
้ โดยมิตอ ้ งคืนของหมัน้ แก่ชาย

ปรับวินิจฉัย

สัญญาหมัน ้ จะสมบูรณ์ ก็ตอ


่ เมือ่ ฝ่ ายชายได้สง่ มอบหรือโอนทรัพย์สน ิ อันเป็ นของหมัน
้ ให้แ
ก่หญิงเพือ ่ เป็ นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนัน ้
แต่ตามข้อเท็จจริงนายสุวตั รเพียงตกลงว่าจะหมัน ้ กับนางสาวดาริณี
เมือ่ ไม่มกี ารส่งมอบหรือโอนทรัพย์สน ิ ไว้เป็ นหลักฐานว่าจะทาการสมรส
การหมัน ้ ดังกล่าวย่อมไม่สมบรูณ์ใช้เป็ นสัญญาบังคับระหว่างกันไม่ได้
ต่อมานายสุวตั รเปลีย่ นใจไปทาการหมัน ้ กับนางสาวดวงใจ และในระหว่างสัญญาหมัน ้ นัน

นายสุวตั รได้ทาการข่มขืนกระทาชาเรานางสาว ดาริณี
การกระทาดังกล่าวนัน ้ ย่อมเป็ นเหตุสาคัญอันเกิดแก่ชายคูห ่ มัน

ทาให้หญิงไม่สมควรสมรสกับชายนัน ้
หญิงมีสท ิ ธิบอกเลิกสัญญาหมัน ้ โดยมิตอ ้ งคืนของหมัน ้
ดังนัน
้ เมือ่ ดวงใจทราบข่าวการกระทาอันไม่สมควรของนายสุวตั รจึงมีสท
ิ ธิบอกเลิกสัญญา
หมัน
้ โดยไม่ตอ ้ งคืนของหมัน
้ ให้แก่สวุ ตั ร

สรุปวินิจฉัย

นายสุวตั รไม่มส
ี ท
ิ ธิเรียกร้องเอาของหมัน
้ คืนจากนางสาวดวงใจได้
ด้วยเหตุตอ
้ งตาม ปพพ.มาตรา 1443

นางสาวดาริณี ไม่มท
ิ ธิเรียกร้องเอาค่าเสียหาย
ด้วยเหตุแห่งสัญญาหมัน
้ ไม่สมบูรณ์ ตาม ปพพ.มาตรา 1437

ข้อ2

หลักประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ทเี่ กีย่ วข้อง

มาตรา 1546 เด็กเกิดจากหญิงทีม


่ ไิ ด้สมรสกับชาย
ให้ถือว่าเป็ นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนัน ้
เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัตไิ ว้เป็ นอย่างอืน

มาตรา 1547
เด็กเกิดจากบิดามารดาทีไ่ ม่ได้สมรสกันจะเป็ นบุตรชอบด้วยกฎหมายก็ตอ
่ เมือ่ บิดามารดา
ได้สมรสกัน ในภายหลังหรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็ นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็ นบุตร

มาตรา 1575 ถ้ากิจการใด


ประโยชน์ ของผูใ้ ช้อานาจปกครองหรือประโยชน์ ของคูส่ มรสหรือบุตรของผูใ้ ช้อานาจปกค
รองขัดกับประโยชน์ ของผูเ้ ยาว์
ผูใ้ ช้อานาจปกครองต้องได้รบั อนุญาตจากศาลก่อนจึงจะทากิจการนัน
้ ได้
มิฉะนัน ้ เป็ นโมฆะ

ปรับวินิจฉัยข้อเท็จจริงกับหลักกฎหมาย

เด็กชายส่องหล้า เป็ นบุตรนอกสมรสของนายสมชาย


จนกว่านายสมชายจะจดทะเบียนสมรสกับนางสาวสมหญิง หรือได้จดทะเบียนว่าเป็ นบุตร
หรือศาลพิพากษาว่าเป็ นบุตร ด้วยบิดามารดานัน ้ มิได้สมรสกัน
ตามกฎหมายเด็กชายส่องหล้า
ย่อมเป็ นบุตรทีช ่ อบด้วยกฎหมายของนางสาวสมหญิงผูเ้ ป็ นมารดาเสมอ
เมือ่ บิดาของนางสาวสมหญิงได้ยกบ้านเช่าพร้อมทีด ิ ให้เด็กชายส่องหล้าซึง่ เป็ นผูเ้ ยาว์
่ น
ก็ยอ ่ มต้องอยูใ่ นความปกครองของผูใ้ ช้อานาจปกครอง
รวมถึงสิทธิประโยชน์ อน ั เกิดจากนิตกิ รรมทีเ่ กีย่ วกับทรัพย์สน ิ ของผูเ้ ยาว์
ผูใ้ ช้อานาจปกครองจะกระทามิได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาต
เมือ่ นางสาวสมหญิงผูม ้ อ
ี านาจปกครองตามกฎหมาย
ได้รบั อนุญาตจากศาลให้ทานิตก ิ รรมอันเกีย่ วกับทรัพย์ของผูเ้ ยาว์คอ ื ให้นายสกลเช่าบ้านพ
ร้อมทีด ่ น ิ ระยะเวลา ห้าปี ย่อมชอบทีจ่ ะกระทาได้ แม้ภายหลัง
นายสมชายจะได้จดทะเบียนสมรสกับนางสาวสมหญิงอันมีผลให้เด็กชายส่องหล้าเป็ นบุตร
โดยชอบด้วยกฎหมายของนายสมชาย แต่ไม่มผ ี ลให้นายสมชาย
ทีจ่ ะใช้อานาจปกครองเข้าแทรกแทรงประโยชน์ ของคูส่ มรสทีม ่ ต
ี อ
่ บุตร
ทีเ่ ป็ นผูใ้ ช้อานาจปกครองอันขัดกับประโยชน์ ของผูเ้ ยาว์
เพราะในการทีผ ่ ูใ้ ช้อานาจปกครองจะเข้าไปมีสว่ นจัดการเกีย่ วกับทรัพย์สน ิ ของผูเ้ ยาว์
ต้องได้รบั อนุญาตจากศาลก่อน มิฉะนัน ้ เป็ นโมฆะ
นายสมชายจึงไม่มส ี ท
ิ ธิบอกเลิกสัญญาเช่าบ้านพร้อมทีด ่ น
ิ ดังกล่าว ระหว่างนายสกล
กับนางสาว สมหญิง
ึ้ ด้วยเหตุทศ
สรุปวินิจฉัย คากล่าวอ้าง ของนายสมชายฟังไม่ขน ี่ าลยังไม่อนุญาต
ย่อมตกเป็ นโมฆะตาม ปพพ.มาตรา 1575
ข้อ3

หลักประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ทเี่ กีย่ วข้อง

มาตรา 1629 ทายาทโดยธรรมมีหดลาดับเท่านัน



และภายได้บงั คับแห่งมาตรา1630 วรรคสอง แต่ละลาดับมีสท
ิ ธิได้รบั มรดกก่อนหลัง
ดังต่อไปนี้

(1) ทายาทโดยธรรม

(2) บิดามารดา

(3) พีน
่ ้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน

(4) พีน
่ ้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน
(5) ปู่ ย่าตายาย

(6) ลุงป้ าน้าอา

คูส่ มรสทีย่ งั มีชีวต


ิ อยูน
่ น
้ ั ก็เป็ นทายาทโดยธรรม
ภายใต้บงั คับของบทบัญญัตพ ิ เิ ศษแห่งมาตรา 1635

มาตรา 1635 ลาดับและส่วนแบ่งของคูส่ มรสทีย่ งั มีชีวต


ิ อยูใ่ นการรับมรดกของผูต
้ ายนัน

ให้เป็ นไปดังต่อไปนี้

(1)ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629 (1) ซึง่ ยังมีชีวต ิ อยูห


่ รือมีผรู้ บั มรดกแทนทีแ
่ ล้วแต่กรณี
คูส่ มรสทีย่ งั มีชีวต
ิ อยูน
่ น ิ ธิได้สว่ นแบ่งเสมือนหนึ่งว่าตนเป็ นทายาทชัน
้ ั มีสท ้ บุตร

มาตรา 1657 พินยั กรรมนัน ้ จะทาเป็ นเอกสารเขียนเองทัง้ ฉบับก็ได้


้ าพินยั กรรมต้องเขียนด้วยลายมือตนเองซึง่ ข้อความทัง้ หมด วัน เดือน ปี
กล่าวคือผูท
และลายมือชือ ่ ตน

่ ซึง่ พินยั กรรมนัน


การขูดลบ ตก เติม หรือแก้ไขเปลีย่ นแปลงอย่างอืน ้ ย่อมไม่สมบูรณ์
เว้นแต่ผูท
้ าพินยั กรรมจะได้ทาด้วยมือตนเอง และลงลายมือชือ ่ กากับไว้

บทบัญญัตม ิ าตรา 9 แห่งประมวลกฎหมายนี้


มิให้ใช้บงั คับแก่พน
ิ ยั กรรมทีท ้ ตามมาตรานี้
่ าขึน

ปรับวินิจฉัยข้อเท็จจริง

นายบัณฑิตสมรสกับนางนฤมล โดยมีบต ุ รสองคนคือนายอุดม และนางสุข


ภายหลังนายบัณฑิตได้ออกบวชเป็ นภิกษุ
้ เองทัง้ ฉบับตามมาตรา1657โดยลง
นางนฤมลเกิดเจ็บป่ วยจึงได้ทาพินยั กรรมโดยเขียนขึน
ชือ
่ ตนเองต่อหน้านายณรงค์ ตามหลักกฎหมายนายณรงค์มใิ ช่พยานในพินยั กรรม
เพราะการทาพินยั กรรมตามแบบในมาตรานี้ไม่จาต้องมีพยาน
แม้ในขณะนางนฤมลลงชือ ่ ในพินยั กรรมได้ทาต่อหน้านายณรงค์ ตามมาตรา 1657
วรรคสามมิให้นาบทบัญญัตแ
ิ ห่งมาตรา9 แห่งประมวลกฎหมายนี้มาใช้บงั คับ
ก็หาเป็ นโมฆะไม่

เมือ่ พินยั กรรมระบุไว้วา่ ให้มอบเงินสดให้บต ุ รซึง่ เป็ นทายาทโดยธรรมคือนายอุดมและนาง


สม คนละหนึ่งล้านบาท และยกทีด ิ ให้นายณรงค์ หนึ่งแปลง
่ น
ภายหลังนางนฤมลตายมีทรัพย์สน ิ อยูห่ า้ ล้านบาทกับทีด ิ หนึ่งแปลง ดังนัน
่ น ้ ทีด ิ หนึ่งแปลง
่ น
และเงินสดจานวนสองล้านบาท ย่อมเป็ นมรดกตามพินยั กรรม
ยังคงเหลือทรัพย์มรดกนอกพินยั กรรมอีก สามล้านบาท ย่อมตกแก่ทายาทโดยธรรม ตาม
ปพพ.มาตรา1629 (1) และมาตรา 1629 วรรคสอง ประกอบ มารตรา 1635(1)
คือนายอุดม นางสุข และนายบัณฑิต(ภิกษุ )

สรุปการวินิจฉัย

ทรัพย์สน
ิ เงินสดห้าล้านบาท และทีด ิ หนึ่งแปลงของนางนฤมลแบ่งมรดกได้ดงั นี้
่ น

นายอุดมและนางสุข (บุตร) ได้รบั มรดกตามพินยั กรรมจานวนคนละหนึ่งล้านบาท


และรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมมาตรา1629 (1) อีกคนละหนึ่งล้านบาท
รวมได้รบั คนละสองล้านบาท

นายบัณฑิตคูส่ มรส(ภิกษุ ) ได้รบั มรดกในฐานะทายาทโดยธรรม หนึ่งล้านบาท มาตรา


1629 วรรคสอง ประกอบ 1635 (1) (ฟ้ องเรียกเอาหลังจากสึกแล้ว)

นายณรงค์ได้รบั มรดกตามพินยั กรรม คือ ทีด ิ จานวนหนึ่งแปลง


่ น