You are on page 1of 30

อย่าคิดถึงช้าง!

: คู่มือสร้างการเมืองใหม่ผ่านการวางกรอบคิดและวาทกรรมสาธารณะ • ฐณฐ จินดานนท์ แปล
จากเรื่อง The All New Don’t Think of an Elephant:
Know Your Values and Frame the Debate
โดย George Lakoff

พิมพ์ครั้งแรก: ส�ำนักพิมพ์ op e n wo r l d s, กุมภาพันธ์ 2561
ราคา 295 บาท

คณะบรรณาธิการอ�ำนวยการ
ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา สฤณี อาชวานันทกุล
แอลสิทธิ์ เวอร์การา กรมัยพล สิริมงคลรุจิกุล พลอยแสง เอกญาติ
วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง ปกป้อง จันวิทย์ กฤดิกร เผดิมเกื้อกูลพงศ์
บรรณาธิการบริหาร
วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง
บรรณาธิการส�ำนักพิมพ์
บุญชัย แซ่เงี้ยว ณัฏฐพรรณ เรืองศิรินุสรณ์
กัญญ์ชลา นาวานุเคราะห์ อภิรดา มีเดช
ศิลปกรรม
ยุทธภูมิ ปันฟอง กัญญ์ชลา นาวานุเคราะห์
ผู้จัดการส�ำนักพิมพ์
ภาคย์ มหิธิธรรมธร

บรรณาธิการเล่ม
อภิรดา มีเดช
ออกแบบปก
ยุทธภูมิ ปันฟอง

จัดทำ�โดย
บริษัท โอเพ่นเวิลด์ส พับลิชชิ่ง เฮาส์ จ�ำกัด
33 อาคารเอ ห้องเลขที่ 48 ซอยประดิพัทธ์ 17
แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์ 0 2 6 1 8 4 7 3 0
e m a i l : o p e n w o r l d s t h a i l a n d @g m a i l . c o m
fa ce book : w w w . f a c e b o o k . c o m / o p e n w o r l ds
tw i t t e r : w w w . t w i t t e r . c o m / o p e n w o r l d s B K K
website: www.openworlds.in.th

จัดจ�ำหน่าย
บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จ�ำกัด (มหาชน)
SE-EDUCATION PUBLIC COMPANY LIMITED
เลขที่ 1858/87-90 ถนนบางนา-ตราด แขวงบางนา
เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260
โทรศัพท์ 0 2739 8222, 0 2 7 3 9 8 0 0 0
โทรสาร 0 2 7 3 9 8 3 5 6 - 9
website: http://www.se-ed.com/
สำ�หรับสถาบันการศึกษา องค์กร หรือบุคคล ที่ต้องการสั่งซื้อหนังสือ
จำ�นวนมากในราคาลดพิเศษ โปรดติดต่อ สำ�นักพิมพ์โอเพ่นเวิลด์ส
หมายเลขโทรศัพท์ 0 2618 4730 และ 09 7174 9124
หรือ E ma il: o p e n w o rld st h a ila n d @ g mail.c om

ข้อมูลทางบรรณานุกรมของสำ�นักหอสมุดแห่งชาติ
เลคอฟฟ์, จอร์จ.
อย่าคิดถึงช้าง!: คู่มือสร้างการเมืองใหม่ผ่านการวางกรอบคิดและวาทกรรมสาธารณะ
-- กรุงเทพฯ: โอเพ่นเวิลด์ส พับลิชชิ่ง เฮาส์, 2561.
272 หน้า.

1. การเมืองและการปกครอง. 2. การสื่อสารทางการเมือง I. ฐณฐ จินดานนท์, ผู้แปล. II. ชื่อเรื่อง.

320
ISBN 978-616-7885-63-6


Copyright © 2004, 2014 by George Lakoff
Openworlds Publishing edition published by arrangement with Chelsea
Green Publishing Co, White River Junction, VT, USA
(www.chelseagreen.com), through Tuttle-Mori 2016.
Thai language translation copyright © 2018 by Openworlds Publishing House

สารบัญ

ค�ำน�ำผู้แปล 6
ค�ำน�ำผู้เขียน 10

บทน�ำ: ปรับกรอบคิด เปลี่ยนสังคม 16

ภาค 1
วางกรอบคิด 101: ทฤษฎีและการใช้
บทที่ 1 วางกรอบคิด 101: ชิงพื้นที่วาทกรรมสาธารณะคืนมา 26

ภาค 2
วางกรอบคิด 102: วางกรอบให้ประเด็นไร้กรอบ
บทที่ 2 วางกรอบคิดให้ประเด็นไร้กรอบ 68
บทที่ 3 โลกกับสมอง ภาพสะท้อนของกันและกัน 72
บทที่ 4 สาเหตุเชิงระบบ 76
บทที่ 5 การเมืองกับความเป็นบุคคล 84
บทที่ 6 ส่วนตัวต้องพึ่งส่วนรวม 98

ภาค 3
วางกรอบเฉพาะประเด็น
บทที่ 7 ประเด็นอิสรภาพ 110
บทที่ 8 ความเข้าใจเรือ่ งช่วงห่างความมัง่ คัง่ ทีถ่ า่ งกว้างขึน้ อย่างเร่งเร็ว 132
บทที่ 9 การปกครองโดยบริษัท 146
ภาค 4
การวางกรอบคิด: เหลียวหลังไปสิบปี
บทที่ 10 ค�ำหนึง่ ค�ำมีความหมายอะไรบ้าง? มีมากมาย 164
ถ้าเป็นค�ำว่า “การแต่งงาน”
บทที่ 11 อุปลักษณ์เรื่องการก่อการร้าย 174
บทที่ 12 อุปลักษณ์พรากชีวิต 196

ภาค 5
จากทฤษฎีสู่ลงมือท�ำ
บทที่ 13 สิ่งที่ฝ่ายอนุรักษนิยมต้องการ 206
บทที่ 14 ฝ่ายก้าวหน้าจะรวมพลังด้วยอะไร 222
บทที่ 15 ค�ำถามที่พบบ่อย 234
บทที่ 16 วิธีตอบโต้ฝ่ายอนุรักษนิยม 252

กิตติกรรมประกาศ 266
รู้จักผู้เขียน 268
รู้จักผู้แปล 270
ค�ำน�ำผู้แปล

การเมืองคือยุทธภูมิแห่งการช่วงชิงพื้นที่ เป็นพื้นที่ที่มีตัวตนทาง
กายภาพ ทว่าไม่ใช่อาณาเขตดินแดน หากแต่เป็นพื้นที่ในสมองของ
สาธารณชน และไม่มอี าวุธใดจะทรงอานุภาพไปกว่ากรอบคิดและวาทกรรม
หากว่าตามจอร์จ เลคอฟฟ์ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ซึ่งคร�่ำหวอด
ในแวดวงการศึกษาเรื่องภาษาศาสตร์และการวางกรอบคิดให้วาทกรรม
การเมืองมาอย่างยาวนาน ความผิดพลาดใหญ่หลวงของฝ่ายก้าวหน้าใน
สหรัฐฯ คือการยึดติดกับความเชื่อว่า “ความจริงจะปลดปล่อยเราให้เป็น
อิสระ” น�ำไปสู่ความคิดทางการเมืองที่ว่า หากได้พูดความจริงชุดใหญ่ให้
สาธารณชนรับฟังแล้ว เขาจะต้องคิดเหมือนเราแน่นอน เสียแต่วา่ ความจริง
กลับไม่เป็นดังความเชื่อ จนท�ำให้ต้องสูญเสียพื้นที่แก่ฝ่ายอนุรักษนิยม
เปิดโอกาสให้ฝ่ายอนุรักษนิยมรุกไล่โจมตี ด�ำเนินนโยบายตามแผน แล้ว
ผลักดันให้ฝ่ายก้าวหน้าตกเป็นฝ่ายตั้งรับอยู่เสมอ
อาจถึงเวลายอมรับว่า ต่อให้สงิ่ ทีเ่ ราพูดสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่
ปรากฏสักเพียงใดก็ไม่อาจเปลีย่ นความคิดของผูค้ นได้ เพราะสมองคนเรา
นั้นไม่ได้ท�ำความเข้าใจข้อเท็จจริงที่ได้รับตามเหตุผล หากแต่ประมวลผล
และท�ำความเข้าใจสิ่งที่รับรู้ผ่าน “กรอบคิด” ที่ฝังอยู่ในวงจรประสาท
ของสมอง เป็นพื้นที่ทางกายภาพอันถือเป็นยุทธภูมิส�ำคัญทางการเมือง
เพราะหากฝ่ายไหนกระตุ้นการท�ำงานของกรอบคิดในสมองประชาชนให้

6 The All New Don’t Think of an Elephant
คล้อยตามฝ่ายตนได้กย็ อ่ มได้ชยั ทางการเมือง ไม่วา่ จะในการเลือกตัง้ หรือ
แรงหนุนในการก�ำหนดนโยบาย
กระทั่งค�ำว่า “สามัญส�ำนึก” ที่เราใช้กันเพื่ออ้างถึงหลักคิดเรื่อง
ความถูกผิดที่ประจักษ์แจ้งในตัวเองโดยไม่ต้องสาธยายความเพิ่มเติม
นัน้ ก็ไม่ได้เกิดขึน้ เองในธรรมชาติ หากแต่เป็นผลจาก “การวางกรอบคิด”
ให้ข้อเท็จจริงบางอย่างมีความหมายส�ำคัญในทางศีลธรรม จนกลายเป็น
วาทกรรมสาธารณะที่เราปะทะอยู่ทุกวันตั้งแต่เด็กจนโต และยิ่งผลิต
วาทกรรมนี้ซ�้ำมากขึ้นเท่าไร วิธีคิดทางศีลธรรมที่อยู่ในกรอบคิดนั้นก็จะ
แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น
แม้หนังสือเล่มนี้จะอ้างอิงบริบทการเมืองในอเมริกาเป็นหลัก
แต่ปฏิเสธไม่ได้วา่ การเมืองอเมริกนั ก็ดำ� เนินควบคูไ่ ปกับการเมืองไทยและ
ยังมีจุดร่วมในหลายประเด็น เช่นที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายาม
ยกเลิกโครงการโอบามาแคร์ พร้อมๆ กับที่รัฐไทยพยายามแก้กฎหมาย
หลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้ประชาชน “ร่วมจ่าย” ด้วย อันเป็นการ
ท� ำ ลายหลั ก ความเท่ า เที ย มและหน้ า ที่ ข องรั ฐ ในการจั ด หาสวั ส ดิ ก าร
คุณภาพแก่ประชาชน
หากฝ่ายก้าวหน้าในไทยหวังจะโน้มน้าวให้มผี คู้ ล้อยตามความคิด
ของฝ่ายตนมากขึน้ จนเกิดเป็นพลวัตเปลีย่ นแปลงสังคมได้ อย่างแรกทีค่ วร
ปรับเปลีย่ นอาจเป็นวิธสี อื่ สารและโน้มน้าวใจคน วางกรอบคิดให้ขอ้ เท็จจริง
นั้นมีความหมายทางศีลธรรม โดยยึดโยงกับ “คุณค่า” ทั้งหลายอันเป็น
หัวใจส�ำคัญในอุดมการณ์ฝ่ายก้าวหน้า เช่น ความเข้าอกเข้าใจ อิสรภาพ
ความเสมอภาค และความเท่าเทียม ต่อเมื่อกรอบคิดนั้นช่วงชิงพื้นที่
วาทกรรมสาธารณะไว้ ไ ด้ แ ละถู ก พู ด ถึ ง ซ�้ ำจนกลายเป็ น สามั ญ ส� ำนึ ก
กรอบคิดดั้งเดิมแบบอนุรักษนิยมจะถูกเบียดขับโดยอัตโนมัติ เปิดทาง
ให้กับความก้าวหน้าหรือการเปลี่ยนแปลงเข้ามาแทนที่
ความส�ำเร็จประจักษ์ชัดประการหนึ่งในอเมริกาคือค�ำตัดสินของ

George Lakoff 7
ศาลสูงซึง่ มีผลรับรองการแต่งงานของคนเพศเดียวกันทัว่ ประเทศ ถือเป็น
ความส�ำเร็จของฝ่ายก้าวหน้าที่วางกรอบคิดให้การแต่งงานของคนเพศ
เดียวกันเป็นเรือ่ งของความรักและพันธะผูกพันไม่ตา่ งจากทีค่ รู่ กั ต่างเพศมี
อีกทั้งความส�ำเร็จในเรื่องนี้ยังสั่นคลอนหลักใหญ่ของระบบศีลธรรมแบบ
อนุรักษนิยมในอเมริกา ซึ่งผู้อ่านจะรู้รายละเอียดเพิ่มเติมในเล่ม
อย่าคิดถึงช้าง! ถือเป็นหนังสือเล่มส�ำคัญส�ำหรับผู้หมายจะสร้าง
ความเปลี่ยนแปลงและด�ำเนินยุทธศาสตร์การเมืองและนโยบายแบบ
ฝ่ายก้าวหน้าในประเทศไทย ไม่วา่ จะเป็นปัญญาชนสาธารณะ นักวิชาการ
อาจารย์มหาวิทยาลัย นักกิจกรรมสังคม หรือพลเมืองผู้มีปณิธานแน่วแน่
ขอขอบคุณ อาจารย์ปกป้อง จันวิทย์ และพี่เป็ด วรพจน์ วงศ์กิจ
รุ่งเรือง ที่ไว้วางใจให้ผู้แปลได้ท�ำงานที่มีคุณค่าและความหมายเสมอมา
ขอขอบคุณณัฏฐพรรณ เรืองศิรินุสรณ์ และกัญญ์ชลา นาวานุเคราะห์
สองบรรณาธิการที่ช่วยรับหน้าที่บรรณาธิการแปลช่วงต้น และขอบคุณ
อภิรดา มีเดช ส�ำหรับงานบรรณาธิการแปลและการขัดเกลาภาษาให้
เป็นมิตรกับผู้อ่านยิ่งขึ้น
ผู้แปลหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นแนวทางให้ฝ่าย
ก้าวหน้าสามารถรวมพลังกัน วางแผนงานเชิงยุทธศาสตร์ และผลักดัน
กรอบคิดฝ่ายตนให้เข้าไปอยูใ่ นวาทกรรมสาธารณะ จนสามารถสร้างความ
เปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริงได้

ฐณฐ จินดานนท์
ตุลาคม 2560

8 The All New Don’t Think of an Elephant
ค�ำน�ำผู้เขียน

ในปี 2004 หรือเมื่อ 10 ปีก่อน ตอนที่หนังสือฉบับพิมพ์ครั้งแรก
วางแผง แทบไม่มีใครเคยได้ยิน คิด หรือพูดคุยกันถึงวิธีวางกรอบคิดให้
ประเด็นสังคมและการเมือง การวางกรอบคิด (framing) เป็นแนวคิดที่
ไม่มีใครรู้จักและไม่มีใครพูดถึง ทั้งยังอยู่นอกสาขาวิชาการด้านกรอบ
ความหมายทางภาษา (frame semantics)
เมือ่ อย่าคิดถึงช้าง!: คูม่ อื สร้างการเมืองใหม่ผา่ นการวางกรอบคิด
และวาทกรรมสาธารณะ กลายเป็นหนังสือขายดีทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
ทุกวันนีก้ ารพูดคุยเรือ่ งวิธวี างกรอบคิดในประเด็นต่างๆ ถือเป็นเรือ่ งปกติ
ในสื่อระดับชาติ คนหลายล้านได้ยินค�ำว่า “วางกรอบคิด” ในการอภิปราย
ประเด็นต่างๆ และอย่างน้อยก็เข้าใจในระดับพื้นฐานว่าหมายถึงอะไร
ส�ำหรับหนังสือเล่มเล็ก นี่เป็นความส�ำเร็จที่ยิ่งใหญ่
แต่ อย่าคิดถึงช้าง! ตัง้ เป้าไว้สงู กว่านัน้ ในตอนนัน้ พรรครีพบั ลิกนั
วางกรอบคิดให้ประเด็นต่างๆ ได้มชี นั้ เชิงกว่าพรรคเดโมแครตมาก จนเป็น
ส่วนส�ำคัญให้รีพับลิกันครองสภาคองเกรสได้ในปี 1994 ผมกับคนอื่นเริ่ม
หวังกันในปี 2004 ว่า หากผูค้ นในวงกว้างเข้าใจว่าการวางกรอบคิดท�ำงาน
อย่างไร พรรคเดโมแครตก็อาจพลิกขึ้นมาได้
ในการเลือกตั้งปี 2008 นอกจากจะเป็นผู้สมัครที่เหนือกว่าแล้ว
บารัก โอบามา ใช้การวางกรอบคิดทีเ่ หนือชัน้ และมีชนั้ เชิงในการมัดใจคน

10 The All New Don’t Think of an Elephant
ท�ำให้พรรคเดโมแครตครองพื้นที่ได้ทั้งในท�ำเนียบขาวและสภาคองเกรส
ผมหวังว่าการวางกรอบคิดที่เหนือชั้นแบบนี้จะด�ำเนินต่อไป
แต่ก็ไม่เป็นดังหวัง แทบทันทีหลังโอบามาเข้าพิธีสาบานตนรับ
ต�ำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2009 พรรครีพับลิกันกลับมาวางกรอบคิด
ได้เหนือชั้นกว่าในวาทกรรมสาธารณะ เป็นส่วนส�ำคัญให้ “กลุ่มทีปาร์ตี้”
ขึน้ มามีอำ� นาจในสภาคองเกรสและทีว่ า่ การรัฐทัว่ ประเทศ ในปัจจุบนั พรรค
รีพับลิกันยังมุ่งวางกรอบคิดทั้งในระดับเมืองและระดับรัฐอย่างต่อเนื่อง
มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
อย่าคิดถึงช้าง! ฉบับครบรอบ 10 ปีไม่ได้แค่ทบทวนว่าการวาง
กรอบคิดคืออะไรและท�ำงานอย่างไร แต่เป้าหมายของฉบับพิมพ์รอบนี้
คืออธิบายว่าเกิดอะไรขึ้น ท�ำไมพรรคเดโมแครตถึงกลับมาแพ้ในสงคราม
กรอบคิด และจะแก้ไขได้อย่างไรบ้าง
นีเ่ ป็นงานเข็นครกขึน้ ภูเขา ฉะนัน้ มาเริม่ กันเลยดีกว่า โดยทบทวน
วิชาวางกรอบคิด 101 ก่อน แล้วไปที่วิชาวางกรอบคิด 102 แล้วจึงไปให้
ไกลกว่านั้น

จอร์จ เลคอฟฟ์
เบิร์กลีย์ แคลิฟอร์เนีย
มิถุนายน 2014

George Lakoff 11
แด่ แคธลีน
ผู้ส่องประกายปัญญาในทุกหน้ากระดาษ
The All New
Don’t Think of
an Elephant
George Lakoff

อย่าคิดถึงช้าง!
คู่มือสร้างการเมืองใหม่ผ่านการ
วางกรอบคิดและวาทกรรมสาธารณะ

แปลโดย
ฐณฐ จินดานนท์
บทน�ำ
ปรับกรอบคิด เปลี่ยนสังคม

เราใช้สมองคิด ไม่มีทางเลือกอื่น อาจดูเหมือนว่าบางครั้งนักการเมืองใช้
ส่วนอื่นของร่างกายคิด แต่พวกเขาก็ใช้สมองคิดด้วยเช่นกัน
ท�ำไมเรื่องนี้จึงส�ำคัญกับการเมือง? นั่นเพราะทุกความคิดเป็น
เรือ่ งกายภาพ ความคิดเกิดจากวงจรประสาทในสมอง เราเข้าใจได้เฉพาะ
เรื่องที่สมองยอมให้เราเข้าใจ
โครงสร้างประสาทในส่วนลึกทีส่ ดุ นัน้ ค่อนข้างคงที่ ไม่เปลีย่ นแปลง
อย่างรวดเร็วหรือง่ายดาย และโดยมากเราไม่ได้รู้สึกถึงกิจกรรมและ
ผลกระทบของมันเลย
อันทีจ่ ริง กิจกรรมในสมองราว 98 เปอร์เซ็นต์เป็นเรือ่ งทีอ่ ยูล่ กึ กว่า
ระดับจิตรู้ส�ำนึก (consciousness) ดังนั้นเราจึงไม่อาจรู้ได้ทั้งหมด (หรือ
กระทัง่ รูร้ ายละเอียดส่วนใหญ่) ว่าอะไรในสมองทีเ่ ป็นตัวก�ำหนดความเชือ่
ทางการเมือง สังคม และศีลธรรมที่ฝังลึกที่สุดในตัวเรา ทั้งที่โดยมากแล้ว

George Lakoff 17
เราท�ำสิ่งต่างๆ ตามความเชื่อเหล่านี้ซึ่งเราไม่รู้ตัวว่ามี
ผมท�ำงานเกีย่ วกับปริชานศาสตร์หรือศาสตร์การรูค้ ดิ (cognitive
science) ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ค้นพบวิธีศึกษาวิถีการคิด (mode of thought)
หลายแบบ ทั้งในระดับจิตรู้ส�ำนึกและจิตไร้ส�ำนึก (unconscious) ในฐานะ
นักวิทยาศาสตร์ดา้ นการรูค้ ดิ งานของผมคือการช่วยให้คนเราตระหนักถึง
สิง่ ทีเ่ กิดในระดับจิตไร้สำ� นึก เพือ่ ค้นหาและประกาศให้โลกรูว้ า่ อะไรกันแน่
ทีก่ ำ� หนดพฤติกรรมทางสังคมและการเมืองของเรา ผมเชือ่ ว่าความรูเ้ ช่นนี้
จะช่วยให้สงั คมและการเมืองเปลีย่ นไปในทางทีด่ ขี นึ้ ท�ำไมน่ะหรือ ก็เพราะ
สิ่งที่เกิดขึ้นในสมองมนุษย์เป็นเรื่องส�ำคัญยังไงล่ะ
หากต้องการเข้าใจการเมือง เราจ�ำต้องศึกษาลึกถึงระดับเซลล์
ประสาทเลยไหม บางครัง้ ก็ใช่ การศึกษาเจาะลึกเป็นเรือ่ งส�ำคัญ และเราจะ
พูดคุยกันเรื่องสมองเมื่อจ�ำเป็น แต่ในภาพรวม เราศึกษาโครงสร้างสมอง
ที่ส�ำคัญต่อการเมืองได้จากมุมมองของจิต (mind) ซึ่งเราเรียกมันว่า
“กรอบคิด” (frame)

กรอบคิด

กรอบคิดเป็นโครงสร้างทางจิตที่ก่อร่างวิธีที่เรามองโลก มันจึงก่อร่าง
เป้าหมายที่เรามุ่งหวัง แผนการของเรา การกระท�ำของเรา และก่อร่าง
ความคิดว่าการกระท�ำของเราส่งผลดีรา้ ยอย่างไร ในทางการเมือง กรอบคิด
ก่อร่างนโยบายทางสังคมและสถาบันที่เราสร้างขึ้นเพื่อด�ำเนินนโยบาย
เมือ่ เราเปลีย่ นกรอบคิดจึงเท่ากับเปลีย่ นแปลงทุกสิง่ ทีก่ ล่าวมานี้ การปรับ
กรอบคิดคือการเปลี่ยนแปลงสังคม
คุณไม่อาจมองเห็นหรือได้ยินกรอบคิด มันเป็นส่วนหนึ่งของ
สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์การรู้คิดอย่างผมเรียกว่า “จิตไร้ส�ำนึกทางการรู้คิด”
(cognitive unconscious) ซึ่งเป็นโครงสร้างสมองที่เราไม่อาจเข้าถึงได้
ด้วยจิตรู้ส�ำนึก แต่เรารับรู้ได้จากผลที่มันก่อ สิ่งที่เรียกว่า “สามัญส�ำนึก”

18 The All New Don’t Think of an Elephant
(common sense) ประกอบขึน้ จากผลสรุปทีเ่ กิดขึน้ โดยอัตโนมัติ ปราศจาก
ความพยายาม และเราไม่รตู้ วั มันเป็นผลของกรอบคิดในระดับจิตไร้สำ� นึก
เรารูถ้ งึ กรอบคิดได้จากภาษา ศัพท์ทกุ ค�ำมีความหมายเกีย่ วข้อง
สัมพันธ์กับกรอบมโนทัศน์ เมื่อได้ยินศัพท์ค�ำหนึ่ง กรอบคิดของค�ำนั้น
ในสมองจะท�ำงาน
ใช่ ในสมองคุณนั่นแหละ เหมือนที่ชื่อของหนังสือเล่มนี้แสดง
ให้เห็น แม้แต่ตอนทีค่ ณ ุ สัง่ ปฏิเสธกรอบคิด กรอบคิดก็จะท�ำงานอยูด่ ี ถ้าผม
บอกคุณว่า “อย่าคิดถึงช้าง!” คุณก็จะคิดถึงช้าง
แม้ผมจะพบเรื่องนี้เป็นครั้งแรกตอนศึกษาภาษาศาสตร์ปริชาน
หรือภาษาศาสตร์ดา้ นการรูค้ ดิ (cognitive linguistics) แต่กอ่ นหน้านีก้ เ็ ริม่
มีขอ้ ยืนยันเรือ่ งดังกล่าวจากฝัง่ ประสาทวิทยาศาสตร์ (neuroscience) เมือ่
ลิงแม็กแคกจับวัตถุบางอย่าง เซลล์ประสาทกลุม่ หนึง่ ในสมองส่วนเวนทรัล
พรีมอเตอร์คอร์เทกซ์ (ventral premotor cortex ท�ำหน้าทีก่ ำ� กับการกระท�ำ
แต่ไม่ได้สงั่ ให้รา่ งกายเคลือ่ นไหวโดยตรง) จะเริม่ ท�ำงาน เมือ่ เราฝึกลิง ไม่ให้
จับวัตถุนั้น เซลล์ประสาทส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้จะถูกระงับ (ปิดการท�ำงาน)
แต่เซลล์ประสาทส่วนหนึ่งในกลุ่มเดิมที่ใช้หยิบจับสิ่งของจะยังท�ำงาน
ดังนั้น เพื่อที่จะตั้งใจ ไม่ จับวัตถุ เราต้องคิดด้วยว่าการจับนั้นเป็นอย่างไร
การปฏิเสธกรอบคิดไม่เพียงท�ำให้กรอบคิดท�ำงาน แต่ยิ่งท�ำงาน
มากเท่าไร มันก็ยิ่งหนักแน่นขึ้นเท่านั้น เรื่องนี้ให้ข้อคิดในแง่วาทกรรม
การเมืองอย่างชัดเจน กล่าวคือ ถ้าคุณเถียงกับอีกฝั่งโดยใช้ภาษาและ
กรอบคิดของพวกเขา กรอบคิดเหล่านั้นก็จะท�ำงาน ท�ำให้กรอบคิดของ
อีกฝ่ายหนักแน่นขึ้นในมุมมองของผู้ฟัง จนบั่นทอนความเห็นของคุณเอง
ฝ่ายก้าวหน้าจึงควรเลี่ยงไม่ใช้ภาษาของฝ่ายอนุรักษนิยมและกรอบคิดที่
ภาษานั้นกระตุ้นให้ท�ำงาน นั่นหมายความว่าคุณควรพูดสิ่งที่เชื่อโดยใช้
ภาษาของตัวเอง ไม่ใช่ภาษาของอีกฝั่ง

George Lakoff 19
ปรับกรอบคิด

หากเราปรั บ กรอบวาทกรรมสาธารณะได้ ส� ำ เร็ จ เราจะเปลี่ ย นวิ ธี ที่
สาธารณชนมองโลกได้ เราเปลี่ยนสิ่งที่นับเป็นสามัญส�ำนึก และเนื่องจาก
ภาษากระตุ้นกรอบคิดให้ท�ำงาน จึงจ�ำเป็นต้องใช้ภาษาใหม่กับกรอบคิด
ใหม่ หากจะคิดให้ต่างจากเดิมก็ต้องพูดให้ต่างจากเดิมด้วย
การปรับกรอบคิด (reframing) ไม่ใช่เรือ่ งง่ายหรือเรือ่ งพืน้ ๆ ไม่ใช่
การหาถ้อยค�ำสุดพิเศษ กรอบคิดเป็นเรื่องของแนวคิด ไม่ใช่ค�ำขวัญ การ
ปรับกรอบคิดเป็นการเข้าถึงบางสิ่งที่ตัวเราและคนอื่นที่คิดเหมือนกัน
เชือ่ มัน่ โดยไม่รตู้ วั จากนัน้ ท�ำให้มนั ขึน้ มาอยูใ่ นระดับจิตรูส้ ำ� นึก และกล่าวซ�ำ้
จนกลายเป็นวาทกรรมสาธารณะ ทัง้ หมดนีจ้ ะไม่เกิดในชัว่ ข้ามคืน แต่เป็น
กระบวนการที่เกิดต่อเนื่อง ต้องอาศัยการท�ำซ�้ำ มุ่งมั่นในประเด็น และ
อุทิศตัวให้กับมัน
เพือ่ เปลีย่ นสังคมให้สำ� เร็จ การปรับกรอบคิดต้องอาศัยการเปลีย่ น
วาทกรรมสาธารณะ ซึ่งจะส�ำเร็จได้ก็ต้องอาศัยระบบการสื่อสาร ฝ่าย
อนุรกั ษนิยมในอเมริกาพัฒนาระบบการสือ่ สารทีซ่ บั ซ้อนและขยายวงกว้าง
ในแบบที่ฝ่ายก้าวหน้ายังพัฒนาไปไม่ถึง ข่าวช่องฟ็อกซ์นิวส์เป็นแค่ยอด
ของภูเขาน�ำ้ แข็งเท่านัน้ ฝ่ายก้าวหน้าต้องเข้าใจว่าระบบการสือ่ สารทีไ่ ด้ผล
เป็นอย่างไร และพัฒนาให้ได้ตามนัน้ การปรับกรอบคิดโดยปราศจากระบบ
การสื่อสารไม่อาจช่วยให้บรรลุผลส�ำเร็จอะไรได้เลย
การปรับกรอบคิดที่เราจะพูดถึงในหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องของ
ความซื่อสัตย์และซื่อตรง ซึ่งตรงข้ามกับการปั่นหัวและชักใย เป็นการ
ดึงความเชื่อที่ฝังลึกและวิธีท�ำความเข้าใจเรื่องต่างๆ ขึ้นมาอยู่ในระดับ
จิตรู้ส�ำนึก เป็นการเรียนรู้วิธีแสดงออกซึ่งสิ่งที่เราเชื่ออย่างแท้จริง เพื่อให้
คนที่เชื่อเหมือนเราได้เข้าใจสิ่งที่ตัวเองเชื่ออยู่ลึกๆ และกระท�ำตามความ
เชื่อนั้น
การวางกรอบคิดยังเป็นหนทางที่จะเข้าใจฝ่ายที่เราไม่เห็นด้วย

20 The All New Don’t Think of an Elephant
อย่างยิ่งยวด ชาวอเมริกันหลายสิบล้านคนลงคะแนนให้ฝ่ายอนุรักษนิยม
พวกเขาส่วนใหญ่ไม่ได้โง่หรือเป็นคนเลวร้าย แต่พวกเขาเข้าใจโลกในแบบ
ที่แตกต่างและมองความถูกต้องในมุมที่ต่างออกไป

การเมืองในโลกล้วนศีลธรรม

เมื่อผู้น�ำทางการเมืองผลักดันนโยบายหรือแนะน�ำว่าเราควรท�ำอะไร
ข้อสันนิษฐานทีแ่ ฝงอยูค่ อื นโยบายหรือการกระท�ำทีว่ า่ นัน้ เป็นเรือ่ งถูกต้อง
ไม่ใช่เรื่องผิด ไม่มีผู้น�ำทางการเมืองคนใดที่จะพูดว่า “นี่คือเรื่องที่คุณ
ควรท�ำ เพราะมันเป็นเรื่องผิด เป็นเรื่องสามานย์ แต่ขอให้ท�ำเถอะ” ไม่มี
ผู้น�ำทางการเมืองคนไหนผลักดันนโยบายโดยให้เหตุผลว่านโยบายนั้น
ไม่สำ� คัญอะไร เราสันนิษฐานได้วา่ ค�ำแนะน�ำทางการเมืองเป็นเรือ่ งถูกต้อง
แต่ปญ ั หาคือ ผูน้ ำ� ทางการเมืองแต่ละคนล้วนมีแนวคิดทีแ่ ตกต่างกันในเรือ่ ง
ที่ว่าอะไรคือความถูกต้อง
การเมืองล้วนเป็นเรื่องศีลธรรม แต่มนุษย์ทุกคนไม่ได้ใช้ชีวิต
บนหลักศีลธรรมแบบเดียวกัน ยิ่งกว่านั้นความเชื่อทางศีลธรรมส่วนใหญ่
ยังอยู่ในระดับจิตไร้ส�ำนึก เรามักไม่ตระหนักถึงมุมมองทางศีลธรรมที่เรา
ยึดถือไว้อย่างฝังรากลึกที่สุดเสียด้วยซ�้ำ
เราจะได้เห็นต่อไปว่า ความแตกแยกทางการเมืองในอเมริกาเป็น
ความแตกแยกทางศีลธรรม เราต้องเข้าใจความแตกแยกทางศีลธรรมนั้น
และเข้าใจระบบศีลธรรมของทั้งฝ่ายก้าวหน้าและฝ่ายอนุรักษนิยม
ทีส่ ำ� คัญทีส่ ดุ ผูค้ นมหาศาลใช้ชวี ติ ในแต่ละด้านด้วยระบบศีลธรรม
ทีท่ งั้ แตกต่างและไม่คงเส้นคงวา ศัพท์เทคนิคทีใ่ ช้อธิบายเรือ่ งนีค้ อื “ระบบ
สองมโนทัศน์” (biconceptualism)
สมองมีส่วนส�ำคัญยิ่งขึ้นอีกในเรื่องนี้ ระบบศีลธรรมแต่ละระบบ
ในสมองคือระบบวงจรประสาทหนึง่ วงจร ถ้าเช่นนัน้ ระบบทีไ่ ม่คงเส้นคงวา
ท�ำงานราบรื่นในสมองเดียวกันได้อย่างไร เรื่องนี้มีค�ำตอบสองประการ

George Lakoff 21
(1) การระงับซึง่ กันและกัน (mutual inhibition กล่าวคือเมือ่ ระบบหนึง่ เปิด
ท�ำงาน อีกระบบจะปิดตัว) และ (2) เซลล์ประสาทจะยึดโยงกับประเด็นที่
ต่างกัน (เมื่อระบบศีลธรรมแต่ละระบบท�ำงานในเรื่องที่ต่างกัน)
ระบบสองมโนทัศน์คอื แก่นกลางของการเมือง จึงเป็นเรือ่ งส�ำคัญ
ทีต่ อ้ งเข้าใจว่ามันท�ำงานอย่างไร เราจะอภิปรายเรือ่ งนีก้ นั ไปตลอดทัง้ เล่ม

อะไรคือความมีเหตุผล?

สมองและวิ ท ยาศาสตร์ ก ารรู ้ คิ ด เปลี่ ย นความเข้ า ใจเรื่ อ งเหตุ ผ ลและ
ความหมายของความมีเหตุผล (rationality) ไปอย่างถึงรากถึงโคน
น่าเสียดายว่ามีฝ่ายก้าวหน้าจ�ำนวนมากเหลือเกินที่ได้รับการสอนทฤษฎี
เรือ่ งเหตุผลทีผ่ ดิ และล้าสมัย ในทฤษฎีดงั กล่าว ทัง้ การวางกรอบคิด ความคิด
เชิงอุปลักษณ์ <metaphor การเปรียบเทียบด้วยการกล่าวว่าสิ่งหนึ่ง
เป็นอีกสิง่ หนึง่ ซึง่ น�ำเอาลักษณะส�ำคัญของสิง่ ทีต่ อ้ งการมาเทียบกันทันที
โดยไม่ตอ้ งมีคำ� เชือ่ มโยง หรือถ้าจ�ำเป็นก็ใช้คำ� ว่า “เป็น” หรือ “คือ” เช่น ครูคอื
แม่พิมพ์ของชาติ> และอารมณ์ความรู้สึก ล้วนไม่มีบทบาทต่อความมี
เหตุผล ส่งผลให้ฝา่ ยก้าวหน้ามองว่าข้อเท็จจริงอย่างเดียวก็พอแล้ว พวกเขา
จึงมักไล่เรียงข้อเท็จจริงให้ฟังอยู่เสมอ
ข้อเท็จจริงเป็นเรื่องส�ำคัญใหญ่หลวง แต่มันจะมีความหมาย
ก็ต่อเมื่อเราวางกรอบเพื่อเน้นย�้ำความส�ำคัญทางศีลธรรมของข้อเท็จจริง
นัน้ โปรดจ�ำไว้วา่ คุณเข้าใจได้เพียงสิง่ ทีก่ รอบคิดในสมองยอมให้คณ ุ เข้าใจ
เท่านั้น ถ้าข้อเท็จจริงไม่ลงรอยกับกรอบคิดในสมอง กรอบคิดจะยังคงอยู่
ส่วนข้อเท็จจริงจะถูกละเลย ท้าทาย หรือปัดตก เราจะส�ำรวจกรอบคิดเหล่านี้
อย่างละเอียดในหน้าถัดๆ ไป
หนังสือเล่มนีส้ นั้ กะทัดรัดและเขียนแบบไม่เป็นทางการเพือ่ ให้คน
ทั่วไปเข้าถึงได้ โดยตั้งใจให้เป็นแนวทางภาคปฏิบัติส�ำหรับนักกิจกรรม
พลเมืองและใครก็ตามทีส่ นใจการเมืองอย่างจริงจัง ส่วนคนทีอ่ ยากอ่านงาน

22 The All New Don’t Think of an Elephant
เขียนในหัวข้อนี้ที่เป็นระเบียบแบบแผนวิชาการขึ้นหน่อย ผมขอแนะน�ำ
ให้อ่านหนังสือเล่มอื่นๆ ของผม อันได้แก่ Moral Politics: How Liberals
and Conservatives Think (ฉบับพิมพ์ครัง้ ที่ 2), Thinking Points, Whose
Freedom?, The Political Mind และ The Little Blue Book [เขียนร่วมกับ
เอลิซาเบธ เวห์ลิง (Elisabeth Wehling)] และส�ำหรับคนที่กระหายจะอ่าน
หนังสือวิชาการหนา 600 หน้าทีเ่ ขียนอย่างทะลุปรุโปร่ง รวมถึงอีกหลายร้อย
บทความทั้งในประเด็นการเมืองและวิชาการ คุณสามารถหาอ่านได้ใน
เว็บไซต์ของผม www.georgelakoff.com แต่ถ้าจะอ่านงานที่ให้ข้อมูล
กระชับและเป็นเล่มแรกทีช่ ว่ ยแนะน�ำให้คณ ุ รูจ้ กั การวางกรอบคิด เริม่ จาก
เล่มนี้ได้เลยครับ
การเข้าใจคุณค่าแบบหัวก้าวหน้าอันเป็นรากฐานของสหรัฐฯ
และเป็ น ปั จ จั ย ที่ ท� ำ ให้ มั น กลายเป็ น ประเทศประชาธิ ป ไตยที่ ยิ่ ง ใหญ่
ถือเป็นเรือ่ งส�ำคัญยิง่ ต่อทัง้ ตัวเรา ประเทศของเรา และโลกของเรา หากเรา
หวังให้ประชาธิปไตยคงอยู่ต่อไปเช่นนี้ เราต้องเรียนรู้ที่จะป่าวประกาศ
คุณค่าเหล่านั้นให้กระจ่างชัด หากหวังให้ฝ่ายก้าวหน้าคว้าชัยชนะได้ใน
อนาคต เราต้องมอบวิสัยทัศน์ทางศีลธรรมที่ชัดเจนให้แก่ประเทศ เป็น
วิสยั ทัศน์ทางศีลธรรมทีฝ่ า่ ยก้าวหน้าทุกคนมีรว่ มกัน มันต้องเป็นมากกว่า
แค่รายการข้อเท็จจริง นโยบาย และโครงการอันยาวเหยียด มันต้องน�ำเสนอ
ทางเลือกเชิงศีลธรรม ซึ่งมีลักษณะแบบอเมริกันดั้งเดิมและเป็นพื้นฐาน
ของทุกอย่างที่คนอเมริกันภาคภูมิใจ
ผมเขียน อย่าคิดถึงช้าง! ฉบับปรับปรุงล่าสุดเพื่อขับเคลื่อนวิสัย
ทัศน์เช่นนี้เอง
ขอให้สนุก!

George Lakoff 23
ภาค 1
วางกรอบคิด 101: ทฤษฎีและการใช้
1
วางกรอบคิด 101: ชิงพื้นที่วาทกรรมสาธารณะคืนมา
21 มกราคม 2004

ในวันนี้ ผมได้พูดต่อหน้านักกิจกรรมพลเมืองฝ่ายก้าวหน้าราว 200 คน
ณ เมืองเซาซาลิโต รัฐแคลิฟอร์เนีย และได้อัปเดตบางเรื่อง

เมื่ อ ผมสอนแนวทางศึ ก ษาเรื่ อ งการวางกรอบคิ ด ที่ เ บิ ร ์ ก ลี ย ์ ใ นวิ ช า
วิทยาศาสตร์การรู้คิด 101 ผมจะให้นักศึกษาท�ำแบบฝึกหัดเป็นอย่างแรก
แบบฝึกหัดทีว่ า่ คือ อย่าคิดถึงช้าง! ไม่วา่ จะท�ำอะไร ห้ามคิดถึงช้างเด็ดขาด
ผมไม่เคยเจอนักศึกษาที่ท�ำได้ส�ำเร็จเลย ศัพท์ทุกค�ำ เช่น ช้าง กระตุ้นให้
กรอบคิดท�ำงาน โดยอาจมาในลักษณะของภาพหรือความรูจ้ ำ� พวกอืน่ ก็ได้
เช่น ช้างตัวใหญ่ มีหหู อ้ ยกวัดแกว่ง มีงาและงวง อาศัยตามธรรมชาติในป่า
เชื่อมโยงกับละครสัตว์ เป็นต้น ค�ำศัพท์นั้นมีความหมายโดยสัมพัทธ์กับ
กรอบคิดดังกล่าว เมือ่ เราปฏิเสธกรอบคิด ก็เท่ากับเรากระตุน้ ให้กรอบคิด
ท�ำงาน

George Lakoff 27
ประธานาธิบดีรชิ าร์ด นิกสัน ได้บทเรียนเรือ่ งนีอ้ ย่างเจ็บปวด ตอนที่
ถูกกดดันให้ลาออกเนือ่ งจากคดีวอเตอร์เกตอันอือ้ ฉาว นิกสันแถลงการณ์
ผ่านโทรทัศน์ เขายืนอยูต่ อ่ หน้าผูช้ มทัว่ ประเทศและกล่าวว่า “ผมไม่ใช่พวก
ขี้ฉ้อ” จากนั้นทุกคนก็คิดว่าเขาเป็นพวกขี้ฉ้อ
เรือ่ งนีแ้ สดงให้เราเห็นหลักพืน้ ฐานเรือ่ งการวางกรอบคิด หากคุณ
ก�ำลังเถียงกับอีกฝ่าย อย่าใช้ภาษาของพวกเขา ภาษานัน้ จะกระตุน้ กรอบคิด
และไม่ใช่กรอบคิดที่คุณต้องการ
ผมขอยกตัวอย่างหนึง่ วันทีจ่ อร์จ ดับเบิลยู. บุช เข้าท�ำเนียบขาว
เราเริ่มได้ยินวลี การบรรเทาภาษี (tax relief) ดังออกมาจากท�ำเนียบขาว
หลังจากนัน้ มันก็ถกู เอ่ยซ�ำ้ ทุกวัน สือ่ ใช้คำ� นีอ้ ธิบายนโยบายของบุช และแล้ว
วลีดงั กล่าวก็คอ่ ยๆ กลายเป็นส่วนส�ำคัญของวาทกรรมสาธารณะ จนแม้แต่
ฝ่ายเสรีนิยมเองก็เริ่มใช้ค�ำนี้เช่นกัน
ลองนึกถึงการวางกรอบคิดของค�ำว่า การบรรเทา เมือ่ ใดทีเ่ ราจะ
บรรเทาบางอย่าง นั่นแปลว่าย่อมต้องมีความเจ็บปวด มีฝ่ายที่เจ็บปวด
และมีคนที่มาช่วยบรรเทาความเจ็บดังกล่าว จนส่งผลให้คนผู้นั้นกลาย
เป็นวีรบุรุษ และถ้ามีใครหมายหยุดยั้งวีรบุรุษ พวกเขาเหล่านั้นจะกลาย
เป็นวายร้ายที่พยายามขัดขวางการบรรเทา
เมื่อเติมค�ำว่า ภาษี ต่อจากค�ำว่า การบรรเทา ผลจึงกลายเป็น
อุปลักษณ์ที่ชี้ว่าการเก็บภาษีคือความเจ็บปวด คนที่ก�ำจัดสิ่งนี้ออกไปคือ
วีรบุรุษ ส่วนคนที่พยายามหยุดวีรบุรุษคือตัวร้าย นี่แหละคือกรอบคิด
ซึง่ ประกอบขึน้ จากแนวคิดต่างๆ เช่น ความเจ็บปวด และ วีรบุรษุ ภาษาที่
กระตุน้ กรอบคิดมาจากท�ำเนียบขาว ก่อนจะส่งต่อไปยังแถลงการณ์ผา่ นสือ่
สูว่ ทิ ยุทกุ คลืน่ สถานีโทรทัศน์ทกุ ช่อง หนังสือพิมพ์ทกุ ฉบับ ไม่นาน New York
Times ก็ใช้คำ� ว่า การบรรเทาภาษี มันไม่ได้ปรากฏแค่ในช่องฟ็อกซ์ แต่ยงั
รวมถึงซีเอ็นเอ็นและเอ็นบีซี มันปรากฏในสถานีโทรทัศน์ทกุ ช่อง เพราะมัน
คือ “แผนการบรรเทาภาษีของประธานาธิบดี” ไม่นาน พรรคเดโมแครตก็ใช้
ค�ำว่า การบรรเทาภาษี ซึง่ เปรียบเหมือนกับพวกเขาท�ำปืนลัน่ ใส่เท้าตัวเอง

28 The All New Don’t Think of an Elephant
น่าทึ่งมากที่เราได้เห็นพรรคเดโมแครตน�ำมุมมองแบบอนุรักษ-
นิยมที่ว่าภาษีคือความเจ็บปวดไปใช้เมื่อพวกเขาเสนอ “การบรรเทาภาษี
ให้ชนชั้นกลาง”
พวกเขาก�ำลังยอมรับกรอบคิดแบบอนุรกั ษนิยม ฝ่ายอนุรกั ษนิยม
วางกับดักไว้ โดยใช้ค�ำเหล่านี้ดึงคุณสู่โลกทัศน์แบบอนุรักษนิยม
นีแ่ หละคือการวางกรอบคิด มันเป็นการสรรหาถ้อยค�ำทีส่ อดคล้อง
กับโลกทัศน์ของคุณ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของภาษา ขั้นแรกสุดเริ่มจากแนวคิด
จากนั้นภาษาก็เข้ามารองรับแนวคิดและกระตุ้นแนวคิดนั้น
มี อี ก ตัว อย่า งหนึ่งซึ่งแสดงวิธีว างกรอบคิดแบบอนุรักษนิยม
ที่น่าสนใจ เมื่อจอร์จ ดับเบิลยู. บุช แถลงนโยบายต่อรัฐสภา (State of the
Union address) ในเดือนมกราคมปี 2005 กรณีนถี้ อื เป็นการใช้อปุ ลักษณ์
ทีน่ า่ ตืน่ ตาส�ำหรับค�ำแถลงนโยบาย ประธานาธิบดีบชุ กล่าวว่า “เราไม่ตอ้ ง
ใช้ใบอนุญาตเพือ่ ปกป้องประเทศอเมริกา” ค�ำว่าใบอนุญาตมีนยั อะไร? บุช
แค่พดู ว่า “เราจะไม่ขออนุญาต” ก็ได้ แต่การพูดถึงใบอนุญาตให้ความหมาย
ต่างไป ลองคิดถึงครั้งสุดท้ายที่คุณต้องใช้ใบอนุญาตสิ ลองคิดว่าใครเป็น
คนที่ต้องยื่นขอใบนี้ คิดสิว่าต้องร้องขอต่อใคร จากนั้นลองคิดดูว่าความ
สัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสองมีลักษณะอย่างไร
เหล่านี้คือค�ำถามที่คุณต้องถามหากหมายจะเข้าใจวาทกรรม
การเมืองร่วมสมัย ขณะที่คุณใคร่ครวญถึงค�ำถามเหล่านี้ ผมอยากลอง
ถามค�ำถามอื่นกับคุณ
งานด้านการเมืองของผมเริ่มขึ้นเมื่อผมถามตัวเองด้วยค�ำถาม
หนึง่ ในช่วงฤดูใบไม้รว่ งปี 1994 ผมก�ำลังดูคำ� ปราศรัยช่วงเลือกตัง้ และอ่าน
สัญญากับอเมริกา (Contract with America) ที่เขียนโดยพรรครีพับลิกัน
ค�ำถามทีผ่ มถามตัวเองคือ จุดยืนของอนุรกั ษนิยมในประเด็นต่างๆ เกีย่ วข้อง
กันอย่างไร? ถ้าคุณเป็นพวกอนุรกั ษนิยม จุดยืนของคุณในเรือ่ งการท�ำแท้ง
เกี่ยวข้องกับจุดยืนเรื่องการเก็บภาษีอย่างไร? และเกี่ยวข้องกับเรื่อง
สิ่งแวดล้อมอย่างไร? แล้วนโยบายต่างประเทศล่ะ? จุดยืนเหล่านี้เข้ากัน

George Lakoff 29
ได้ไหม? การต่อต้านกฎหมายควบคุมอาวุธปืนเกี่ยวข้องอย่างไรกับการ
ปฏิรูปกฎหมายละเมิด? <tort reform ข้อเสนอของพรรครีพับลิกันให้แก้
กฎหมายละเมิดสิทธิผู้อื่น โดยเน้นจ�ำกัดการฟ้องร้องและตั้งเพดานเงิน
ชดเชย> มีอะไรทีท่ ำ� ให้การเชือ่ มโยงเหล่านีฟ้ งั เข้าท่า? ผมหาค�ำตอบไม่ได้
ผมพูดกับตัวเอง พวกนี้มันคนเพี้ยน เมื่อน�ำจุดยืนมารวมกัน มันไม่เข้าท่า
เลย แต่แล้วความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมา ผมมีจุดยืนตรงข้ามกับพวกเขา
ทุกประเด็นเลยนี่ แล้วจุดยืนของผมแต่ละเรื่องเกี่ยวกันอย่างไร? ผมหา
ค�ำตอบไม่ได้เช่นกัน
นี่เป็นเรื่องน่าขายหน้ายิ่งส�ำหรับคนท�ำงานด้านวิทยาศาสตร์
การรู้คิดและภาษาศาสตร์
ในทีส่ ดุ ผมก็ได้คำ� ตอบ และค�ำตอบนัน้ มาจากทีท่ ผี่ มคิดไม่ถงึ เลย
มันมาจากงานศึกษาเรือ่ งคุณค่าของครอบครัว ผมเคยถามตัวเองว่าท�ำไม
ฝ่ายอนุรกั ษนิยมชอบพูดถึงคุณค่าของครอบครัวนัก และท�ำไมบางคุณค่า
ถึงนับเป็น “คุณค่าของครอบครัว” แต่บางคุณค่าไม่เป็น ท�ำไมใครก็ตาม
ที่หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี สมาชิกสภาคองเกรส ฯลฯ ถึงพูดกันแต่
เรือ่ งคุณค่าของครอบครัว ทัง้ ทีอ่ นาคตของโลกก�ำลังเผชิญภัยคุกคามจาก
การแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์และภาวะโลกร้อน
จุดนี้เองที่ท�ำให้ผมนึกถึงบทความชิ้นหนึ่งซึ่งนักศึกษาของผม
เขียนไว้เมื่อหลายปีก่อน โดยแสดงให้เห็นว่าเราทุกคนต่างอุปลักษณ์ว่า
ชาติเป็นดั่งครอบครัว เรามีบิดาผู้สร้างชาติ <Founding Fathers เจ็ดผู้น�ำ
คนส�ำคัญที่มีบทบาทก่อตั้งสหรัฐอเมริกา> มีองค์กรธิดาแห่งการปฏิวัติ
อเมริกัน <Daughters of the American Revolution องค์กรที่สมาชิก
สืบเชื้อสายจากผู้เกี่ยวข้องกับการเรียกร้องอิสรภาพของสหรัฐฯ> เรา “ส่ง
ลูกหลาน” ไปสงคราม นีเ่ ป็นอุปลักษณ์ตามธรรมชาติ เพราะเรามักท�ำความ
เข้าใจกลุ่มสังคมขนาดใหญ่อย่างชาติในรูปของกลุ่มสังคมเล็กๆ เช่น
ครอบครัวหรือชุมชน
เมื่อมีอุปลักษณ์ที่เชื่อมชาติเข้ากับครอบครัว ผมจึงถามต่อไป

30 The All New Don’t Think of an Elephant