You are on page 1of 28

เศรษฐศาสตร์พันลึก: เรื่องผิด-ถูกของศาสตร์แห่งความสิ้นหวัง • สฤณี อาชวานันทกุล แปล

จากเรื่อง Economics Rules: The Rights and Wrongs of the Dismal Sciences
โดย Dani Rodrik

พิมพ์ครั้งแรก: ส�ำนักพิมพ์ op e n wo r l d s, กุมภาพันธ์ 2561
ราคา 280 บาท

คณะบรรณาธิการอ�ำนวยการ
ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา สฤณี อาชวานันทกุล
แอลสิทธิ์ เวอร์การา กรมัยพล สิริมงคลรุจิกุล พลอยแสง เอกญาติ
วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง ปกป้อง จันวิทย์ กฤดิกร เผดิมเกื้อกูลพงศ์
บรรณาธิการบริหาร
วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง
บรรณาธิการส�ำนักพิมพ์
บุญชัย แซ่เงี้ยว ณัฏฐพรรณ เรืองศิรินุสรณ์
กัญญ์ชลา นาวานุเคราะห์ อภิรดา มีเดช
ศิลปกรรม
ยุทธภูมิ ปันฟอง กัญญ์ชลา นาวานุเคราะห์
ผู้จัดการส�ำนักพิมพ์
ภาคย์ มหิธิธรรมธร

บรรณาธิการเล่ม
ธิติ อ่อนอินทร์
บรรณาธิการต้นฉบับ
บุญชัย แซ่เงี้ยว
ออกแบบปก
ยุทธภูมิ ปันฟอง

จัดทำ�โดย
บริษัท โอเพ่นเวิลด์ส พับลิชชิ่ง เฮาส์ จ�ำกัด
33 อาคารเอ ห้องเลขที่ 48 ซอยประดิพัทธ์ 17
แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์ 0 2 6 1 8 4 7 30
e m a i l : o p e n w o r l d s t h a i l a n d @ gmail.com
f a c e b ook : w w w . f a c e b o o k . c o m /openw or lds
t w i t t e r : w w w . t w i t t e r . c o m / o p enw or ldsB K K
w e b s i t e : w w w . o p e n w o r l ds.in.th

จัดจ�ำหน่าย
บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จ�ำกัด (มหาชน)
SE-EDUCATION PUBLIC COMPANY LIMITED
เลขที่ 1858/87-90 ถนนบางนา-ตราด แขวงบางนา
เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260
โทรศัพท์ 0 2 7 3 9 8 2 2 2 , 0 2 739 8000
โทรสาร 0 2 7 3 9 8 3 5 6- 9
w e bs i t e : h t t p : / / w w w . s e - ed.com/
สำ�หรับสถาบันการศึกษา องค์กร หรือบุคคล ที่ต้องการสั่งซื้อหนังสือ
จำ�นวนมากในราคาลดพิเศษ โปรดติดต่อ สำ�นักพิมพ์โอเพ่นเวิลด์ส
หมายเลขโทรศัพท์ 0 2618 4730 และ 09 7174 9124
หรือ Em a il: o p e n w o rld st h a iland@gmail.c om

ข้อมูลทางบรรณานุกรมของสำ�นักหอสมุดแห่งชาติ
รอดริก, ดานี.
เศรษฐศาสตร์พันลึก: เรื่องผิด-ถูกของศาสตร์แห่งความสิ้นหวัง.
-- กรุงเทพฯ: โอเพ่นเวิลด์ส พับลิชชิ่ง เฮาส์, 2561.
240 หน้า.

1. เศรษฐศาสตร์. I. สฤณี อาชวานันทกุล, ผู้แปล. II. ชื่อเรื่อง.

330
ISBN 978-616-7885-64-3


ECONOMICS RULES
Copyright © 2015 Dani Rodrik
All rights reserved.
This edition published by arrangement with
Openworlds Publishing House through Tuttle-Mori Agency Co., Ltd.
Thai language translation copyright © 2018 by Openworlds Publishing House

สารบัญ

คำ�นำ�ผู้แปล
6

คำ�นำ�และกิตติกรรมประกาศ
14

บทนำ�
20

1
แบบจำ�ลองใช้ทำ�อะไร
30

2
วิทยาศาสตร์ของการสร้างแบบจำ�ลองเศรษฐศาสตร์
64

3
ท่องสายธารแบบจำ�ลอง
100
4
แบบจำ�ลองกับทฤษฎี
128

5
นักเศรษฐศาสตร์ยังรู้พลั้ง
158

6
เศรษฐศาสตร์กับเหล่านักวิพากษ์
186

บทส่งท้าย
220

อ้างอิง
224

รู้จักผู้เขียน
238

รู้จักผู้แปล
239
ค�ำน�ำผู้แปล

ในบรรดาวิชาทั้งหมดทั้งมวลที่ศึกษาพฤติกรรมและผลพวงจาก
พฤติกรรมของมนุษย์ ทั้งระดับปัจเจกและระดับสังคม วิชาเศรษฐศาสตร์
ดูจะโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ในความพยายามที่จะ “เป็นวิทยาศาสตร์”
อยากเข้าใกล้วิทยาศาสตร์ธรรมชาติอย่างฟิสิกส์ให้ได้มากที่สุด ด้วยชุด
เครื่องมือที่ถอดรื้อและจ�ำลองส่วนเสี้ยวเล็กๆ ของโลกสังคมลงมาให้ง่าย
ต่อการท�ำความเข้าใจ
ความทะเยอทะยานอยากเป็นวิทยาศาสตร์ทวี่ า่ นี้ สะท้อนเด่นชัด
ที่สุดผ่านอรรถาธิบายโดยใช้ “แบบจ�ำลอง” (model) ซึ่งในระยะหลังมักจะ
เป็นแบบจ�ำลองทางคณิตศาสตร์ ซึง่ เต็มไปด้วยสมการทีน่ บั วันยิง่ ซับซ้อน
ชวนเวียนหัว
แบบจ�ำลองเหล่านี้ก็เหมือนกับสิ่งประดิษฐ์อื่นๆ จากมันสมอง
ของมนุษย์ ตรงที่มันมีทั้งคุณและโทษ ขึ้นอยู่กับว่าใครจะใช้มัน ใช้อย่างไร
และใช้ในบริบทไหน ดังนั้น ความท้าทายจึงอยู่ที่การแยกแยะประโยชน์
และโทษของแบบจ�ำลองทางเศรษฐศาสตร์แต่ละแบบ ซึ่งท�ำได้ยากยิ่ง

6 Economics Rules
โดยเฉพาะส�ำหรับผู้ที่ไม่เคยเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ สมมติฐานหลุดโลก
มากมายถูกอ�ำพรางไว้ภายใต้สมการทางคณิตศาสตร์ สร้างความเข็ดขยาด
ครัน่ คร้ามส�ำหรับคนนอกวงการจนไม่กล้าท�ำความเข้าใจ ซ�ำ้ ร้ายนักเศรษฐ-
ศาสตร์หลายคนกลับตกหลุมพรางความคิดของตนเสียเอง ทึกทักไปว่า
แบบจ�ำลองหลักที่ตนยึดถือเป็นสรณะนั้นมีความเป็นสากล ใช้ได้ในทุกที่
ทุกเวลา หรือสามารถอธิบายอะไรๆ ได้ไกลเกินกว่าขอบเขตที่มันถูกวาง
เอาไว้
เราจึงมักเห็นนักเศรษฐศาสตร์มีความเห็นต่างและบางครั้งก็
ทุ่มเถียงกัน ต่างคนต่างอ้างผลลัพธ์จากแบบจ�ำลองที่ตนโปรดปราน ทั้งที่
แบบจ�ำลองทัง้ สองแบบอาจจะ “ถูกต้อง” เพียงแต่ถกู ต้องกันในคนละบริบท
และเงื่อนไขเวลา
ในสถานการณ์เช่นนี้ คงไม่มีใครเหมาะสมกว่านักเศรษฐศาสตร์
“กระแสรอง” ผู้คุ้นเคยกับการถูกเพื่อนร่วมอาชีพวิพากษ์ เขาได้วิจารณ์
วงการตัวเองอย่างเข้มข้นตลอดระยะเวลากว่าสามสิบปี แต่ในขณะเดียวกัน
ก็ “ใจกว้าง” พอที่จะเปิดรับการตีความใหม่ๆ และยืนกรานในประโยชน์
ของแบบจ�ำลอง
ในฐานะอดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่ส่งความรู้คืนครูไปมากกว่า
น�ำมาใช้ท�ำงาน ได้แต่ติดตามอ่านงานวิจัยและหนังสือใหม่ๆ ที่เขียนโดย
นักเศรษฐศาสตร์ และหาโอกาสขอความรูจ้ ากนักเศรษฐศาสตร์ ด้วยความ
หลงใหลในความหลากหลายและพลังการอธิบายของเศรษฐศาสตร์ ผูแ้ ปล
รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสแปล Economic Rules โดยดานี
รอดริก นักเศรษฐศาสตร์การเมืองชือ่ ก้องจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผูซ้ งึ่
ผู้แปลนับถือเป็น “อาจารย์” ถึงแม้ไม่เคยเรียนด้วย
ในหนังสือเล่มนี้ รอดริกยกตัวอย่างมากมายในเนือ้ ทีห่ กบท ไล่มา
ตั้งแต่ยุคอาดัม สมิธ บิดาแห่งวิชาเศรษฐศาสตร์ จนถึงงานของเขาเอง
ที่ว่าด้วยโลกาภิวัตน์ แล้วร้อยรัดเรื่องราวโดยได้อธิบายอย่างแจ่มชัดว่า
แบบจ�ำลองทางเศรษฐศาสตร์ซึ่งถูกคนนอกวงการหลายคนค่อนขอด

Dani Rodrik 7
ตลอดมาว่าไม่สะท้อนโลกแห่งความเป็นจริงนัน้ แท้ทจี่ ริงคือความแข็งแกร่ง
ของวิชาเศรษฐศาสตร์
อย่างไรก็ดี รอดริกชี้ว่าสถานการณ์ที่แตกต่างหลากหลายย่อม
ต้องการแบบจ�ำลองที่แตกต่างหลากหลายพอกัน แบบจ�ำลองแต่ละแบบ
อธิบายการท�ำงานของสังคมเศรษฐกิจของมนุษย์ได้เพียงส่วนเล็กๆ เมือ่ ใด
ที่เรามองเรื่องราวต่างๆ จากหลากหลายแบบจ�ำลองพร้อมกัน มันย่อมดู
แตกต่างและบางครั้งก็ให้บทเรียนที่ขัดแย้งกันเอง ไม่ต่างกับนิทานอีสป
ทีน่ ำ� เสนอบทเรียนทางศีลธรรมอย่างหลากหลาย อยูท่ วี่ า่ เราอ่านเรือ่ งอะไร
นอกจากแบบจ�ำลองทางเศรษฐศาสตร์หลายๆ อันจะเป็นประโยชน์
แล้ว กล่องเครื่องมือของนักเศรษฐศาสตร์ก็รุ่มรวยกว่าแบบจ�ำลองตลาด
เสรีสุดขั้วที่คนทั่วไปคุ้นชิน และเข้าใจผิดคิดว่าเป็นแบบจ�ำลองหนึ่งเดียว
เท่านั้นที่นักเศรษฐศาสตร์ใช้
สาเหตุหนึง่ เพราะนักเศรษฐศาสตร์ทบี่ ชู าตลาดเสรีสดุ ขัว้ หลายคน
ชอบอวดอ้างต่อสาธารณชนว่า แบบจ�ำลองของพวกเขาดีทสี่ ดุ และอธิบาย
ความจริงได้สมบูรณ์ที่สดุ ขณะทีน่ ักเศรษฐศาสตร์ผ้เู ห็นต่างหลายคนก็ไม่
ออกมาถกเถียงเพราะ “ไม่อยากมีเรือ่ ง” หรือไม่กพ็ ดู จากับคนทัว่ ไปไม่รเู้ รือ่ ง
ในหนังสือเล่มนี้ รอดริกย�้ำชัดว่า เศรษฐศาสตร์เป็น “ศาสตร์”
อย่างแน่นอนเพราะมีความเป็นวิทยาศาสตร์ แต่นกั เศรษฐศาสตร์กต็ อ้ งใช้
“ศิลป์” ในการเลือกเฟ้นแบบจ�ำลองที่เหมาะกับบริบท วิชาเศรษฐศาสตร์
จึงจะสร้างประโยชน์ให้กบั ผูค้ นได้จริง มิใช่ลำ� พองใจว่าแบบจ�ำลองของตน
เป็นสากลจริงแท้แน่นอน รอดริกเองก็บอกว่าไม่มีหรอกแบบจ�ำลองอย่าง
นัน้ นักเศรษฐศาสตร์ควรเลิกฝันว่าวันหนึง่ อาจค้นพบ “สัจธรรมหนึง่ เดียว”
อย่างวิชาฟิสิกส์เสียที

ความเห็นต่างในหมู่นักเศรษฐศาสตร์นั้นเป็นเรื่องธรรมชาติ ส่วน
ความถ่อมตนนั้นเป็นทัศนคติที่ทุกคนพึงมี ให้สาธารณะได้รับรู้ถึง
ความเห็นต่างและความไม่แน่นอนเหล่านี้ ดีเสียกว่าหลอกให้
พวกเขามั่นใจอย่างผิดๆ ในค�ำตอบที่เศรษฐศาสตร์เตรียมไว้ให้

8 Economics Rules
นักวิทยาศาสตร์ทดี่ ยี อ่ มต้องมีความถ่อมตน เปิดรับความเป็นไปได้
ตลอดเวลาว่าตัวเองอาจคิดผิด หรือสิ่งที่คิดว่าถูกในอดีตอาจกลับกลาย
เป็นผิดก็ได้ในอนาคต
ด้วยเหตุนี้ ยิ่งนักเศรษฐศาสตร์ถ่อมตน ยอมรับข้อจ�ำกัดของ
แบบจ�ำลองแต่ละแบบ พร้อมเปิดรับมุมมองและเสียงวิพากษ์วจิ ารณ์ฉนั ใด
วิชานี้ก็จะยิ่งเข้าใกล้ “ความเป็นวิทยาศาสตร์” สมดังเจตนารมณ์ฉันนั้น
ด้วยทัศนคติแบบนีเ้ ท่านัน้ ทีน่ กั เศรษฐศาสตร์จะสามารถปรับปรุง
แบบจ�ำลองต่างๆ ให้สะท้อนโลกจริงมากขึ้น และเลือกใช้แบบจ�ำลองที่
เหมาะสมกับบริบท มิใช่ยกเมฆหรืออ้างอิงสมมติฐานหลุดโลก เพียงเพื่อ
ให้เข้ากันได้กับแบบจ�ำลองที่ตนโปรดปราน
ท้ายนี้ ผู้แปลขอขอบคุณ ธิติ อ่อนอินทร์ บรรณาธิการเล่ม ที่ได้
กรุณาตรวจทานต้นฉบับอย่างพิถีพิถัน หากมีข้อผิดพลาดประการใด
ย่อมเป็นความผิดของผู้แปลแต่เพียงผู้เดียว ต้องขออภัย ณ ที่นี้
ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการอ่าน

สฤณี อาชวานันทกุล
พฤศจิกายน 2560

Dani Rodrik 9
แด่แม่ คาร์เมลา รอดริก
และด้วยความระลึกถึงพ่อ วีตาลี รอดริก
ท่านทำ�ให้ผมรักที่จะเรียนรู้
และให้ความเป็นไปได้ที่จะกอดมันไว้
Economics Rules
The Rights and Wrongs of
the Dismal Science

Dani Rodrik

เศรษฐศาสตร์พันลึก
เรื่องผิด-ถูกของศาสตร์แห่งความสิ้นหวัง

แปลโดย
สฤณี อาชวานันทกุล
ค�ำน�ำและกิตติกรรมประกาศ

หนังสือเล่มนีเ้ ริม่ มาจากวิชาเศรษฐศาสตร์การเมืองทีผ่ มสอนร่วมกับ
โรเบอร์โต มังกาเบรา อังเกอร์ (Roberto Mangabeira Unger) ทีม่ หาวิทยาลัย
ฮาร์วาร์ดมาเป็นเวลาหลายปี โรเบอร์โตท้าทายให้ผมครุ่นคิดถึงจุดแข็ง
จุดอ่อนของเศรษฐศาสตร์ด้วยสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร และถามท้าให้ผม
แจกแจงประโยชน์ของวิถีแบบเศรษฐศาสตร์ โรเบอร์โตเสนอว่าทุกวันนี้
วิชาเศรษฐศาสตร์ทั้งแห้งแล้งและแข็งทื่อเพราะมันได้ละทิ้งแนวทางการ
สร้างทฤษฎีทางสังคมอันยิ่งใหญ่อย่างที่อาดัม สมิธ กับคาร์ล มาร์กซ์
ท�ำเอาไว้ ผมจึงชี้แจงกลับไปว่าจุดแข็งของเศรษฐศาสตร์อยู่ที่การสร้าง
ทฤษฎีขนาดเล็ก ด้วยการคิดที่อิงกับบริบทเพื่อท�ำให้เหตุปัจจัยและผล
ปรากฏเด่นชัดขึ้นมา พร้อมอธิบายสภาพความเป็นจริงทางสังคมได้
อย่างน้อยก็ในส่วนหนึง่ ผมเสนอว่าวิทยาศาสตร์ทดี่ เู รียบง่ายถ่อมตนน่าจะ
มีประโยชน์มากกว่าการแสวงหาทฤษฎีสากลทีใ่ ช้อธิบายว่าระบบทุนนิยม
ท�ำงานอย่างไร หรืออธิบายว่าระดับความมั่งคั่งและความยากจนทั่วโลก
มีเหตุปจั จัยอะไรบ้าง ผมไม่คดิ ว่าผมท�ำให้โรเบอร์โตเปลีย่ นใจ แต่ผมก็หวัง

14 Economics Rules
ให้เขาเห็นว่าข้อถกเถียงของเขานั้นส่งผลสะเทือนถึงผม
ตอนที่ผมท�ำงานอยู่ที่สถาบันการค้นคว้าขั้นสูง (Institute for
Advanced Study - IAS) ซึง่ ผมย้ายไปในฤดูรอ้ นปี 2013 และใช้เวลาอย่าง
เพลิดเพลินอยู่สองปี ผมก็ตกผลึกว่าอยากระบายความคิดเหล่านี้ออกมา
ในรูปหนังสือ ทีผ่ า่ นมาผมใช้เวลาส่วนใหญ่ในวิชาชีพภายใต้สภาพแวดล้อม
ที่เต็มไปด้วยผู้คนจากหลากหลายสาขาวิชา ผมคิดว่าผมค่อนข้างคุ้นเคย
กับธรรมเนียมปฏิบตั ทิ แี่ ตกต่างกันภายในวิชาสายสังคมศาสตร์ แม้จะไม่ได้
เชี่ยวชาญอะไรก็ตาม แต่สถาบันแห่งนี้ได้ขยายการรับรู้ของผมให้กว้าง
ไปอีกระดับหนึง่ คณะสังคมศาสตร์ของสถาบัน ซึง่ เป็นบ้านหลังใหม่ของผม
สืบทอดวิถีแบบมนุษยศาสตร์และการตีความ ซึ่งมีจุดยืนที่ตรงข้ามกับ
ส�ำนักคิดปฏิฐานนิยม-ประจักษนิยมของวิชาเศรษฐศาสตร์ จากการพบปะ
พูดคุยกับผูม้ าเยือนในหลากหลายสาขาวิชา ทัง้ มานุษยวิทยา สังคมวิทยา
ประวัติศาสตร์ ปรัชญา รัฐศาสตร์ รวมถึงเศรษฐศาสตร์ด้วย ผมสัมผัส
ได้ถึงความคลางแคลงใจ ซึ่งเปรียบดั่งคลื่นใต้น�้ำที่มีต่อนักเศรษฐศาสตร์
พวกเขามองว่านักเศรษฐศาสตร์มักพูดในสิ่งที่รู้ๆ กันอยู่แล้ว หรือไม่ก็
อาจเอือ้ มเกินเลยด้วยการประยุกต์ใช้กรอบคิดง่ายๆ เข้ากับปรากฏการณ์
ทางสังคมที่สลับซับซ้อน บางครั้งผมรู้สึกว่านักเศรษฐศาสตร์ที่มีกันอยู่
ไม่กี่คนในสถาบันถูกปฏิบัติราวกับเป็นอัจฉริยะไม่เต็มบาทประจ�ำสาย
สังคมศาสตร์ นั่นคือเก่งเลขกับสถิติ แต่ไม่ค่อยมีประโยชน์ในทางอื่น
เรือ่ งตลกร้ายก็คอื ก่อนหน้านัน้ ผมก็เคยพบเจอกับทัศนคติแบบนี้
เพียงแต่กลับฝัง่ กัน คุณลองไปสังสรรค์กบั นักเศรษฐศาสตร์ดสู คิ รับ ลองไปฟัง
ว่าพวกเขาพูดถึงสังคมวิทยาหรือมานุษยวิทยาอย่างไร! นักเศรษฐศาสตร์
มองว่านักสังคมศาสตร์สายอื่นนั้น “อ่อนนิ่ม” ไม่เคร่งครัด พูดมากเกินไป
มีขอ้ มูลเชิงประจักษ์นอ้ ยเกินไป หรือไม่กไ็ ม่เข้าใจกับดักของการวิเคราะห์
เชิงประจักษ์ นักเศรษฐศาสตร์นั้นรู้ว่าจะต้องคิดและผลิตผลลัพธ์ออกมา
อย่างไร ขณะที่คนอื่นยังว่ายวนอยู่ในอ่าง ฉะนั้นบางทีผมควรจะพร้อมรับ
ความคลางแคลงใจจากอีกฝั่งเช่นกัน

Dani Rodrik 15
ผลพวงที่น่าแปลกใจเรื่องหนึ่งของการที่ผมได้ล่องกระแสเชี่ยว
กรากทางความคิดแบบสหวิชาการของสถาบันนี้ก็คือ มันท�ำให้ผมรู้สึก
ดีขึ้นในฐานะที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ ผมวิพากษ์วิจารณ์เพื่อนร่วมวงการ
มานานว่าเป็นพวกใจแคบ ยึดมั่นแบบจ�ำลองตามตัวบทมากเกินไป และ
ให้ความสนใจกับกระบวนการต่างๆ ทางสังคมน้อยเกินไป แต่ผมก็รู้สึก
ว่านักวิจารณ์จากนอกวงการหลายคนนั้นพูดผิดประเด็นไป พวกเขามี
ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนในเรื่องงานที่นักเศรษฐศาสตร์ท�ำกัน ผมอดคิดไม่ได้
ว่าสังคมศาสตร์แขนงอื่นๆ จะปรับปรุงแนวทางการวิจัยให้ดีขึ้นได้อีกมาก
ถ้าหากให้ความส�ำคัญกับการถกเถียงเชิงวิเคราะห์และหลักฐานเชิงประจักษ์
ซึ่งเป็นเครื่องมือหากินของนักเศรษฐศาสตร์
อย่างไรก็ตาม ชัดเจนว่าเราไม่อาจโทษใครได้นอกจากตัวนัก
เศรษฐศาสตร์เองทีท่ ำ� ให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ ปัญหาไม่ได้อยูท่ คี่ วามรูส้ กึ
หยิง่ ผยองในตนเอง และข้อเท็จจริงทีว่ า่ บ่อยครัง้ นักเศรษฐศาสตร์มกั ยึดติด
กับมุมมองต่อโลกแค่มมุ เดียวเท่านัน้ แต่ยงั เกีย่ วกับความจริงทีว่ า่ นักเศรษฐ-
ศาสตร์ส่ือสารศาสตร์ของตัวเองออกมาให้คนนอกรับรู้ได้แย่มาก เนื้อหา
ส่วนใหญ่ของหนังสือเล่มนี้ตั้งใจจะชี้ให้เห็นว่า วิชาเศรษฐศาสตร์นั้น
ครอบคลุมกรอบการมองที่กว้างขวาง หลากหลาย และวิวัฒน์มาตลอด
แต่ละกรอบต่างมีวิธีตีความการท�ำงานของโลกที่ไม่เหมือนกัน มีนัยต่อ
นโยบายสาธารณะที่ไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่คนที่ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์
มักจะได้ยนิ จากปากนักเศรษฐศาสตร์กลับฟังเหมือนเพลงสดุดกี ลไกตลาด
ความเป็นเหตุเป็นผล และพฤติกรรมทีเ่ ห็นแก่ตวั นักเศรษฐศาสตร์สามารถ
อธิบายชีวติ ทางสังคมทีเ่ กิดโดยบังเอิญได้อย่างยอดเยีย่ ม พวกเขาอธิบาย
เป็นคุ้งเป็นแควได้ว่าตลาด (และการแทรกแซงตลาดโดยรัฐ) ก่อให้เกิด
ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างไรในแง่ของประสิทธิภาพ ความเท่าเทียม และ
การเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึง่ ต้องขึน้ อยูก่ บั เงือ่ นไขเบือ้ งหลังทีเ่ ฉพาะเจาะจง
แต่แล้วบ่อยครั้งกลับฟังเหมือนกับว่า นักเศรษฐศาสตร์ก�ำลังประกาศกฎ
เศรษฐศาสตร์ที่เป็นสากล ซึ่งใช้ได้กับทุกแห่งหนโดยไม่ต้องสนใจบริบท

16 Economics Rules
ผมรูส้ กึ ว่าเราจ�ำเป็นต้องมีหนังสือทีเ่ ป็นเสมือนสะพานคอยเชือ่ ม
ช่องว่างที่ว่านี้เข้าหากัน โดยพุ่งเป้าไปยังนักเศรษฐศาสตร์และคนที่ไม่ได้
เป็นนักเศรษฐศาสตร์ สารของผมต่อนักเศรษฐศาสตร์ทงั้ หลายคือ พวกเขา
ต้องอธิบายศาสตร์ทพี่ วกเขายึดถือออกมาให้ดกี ว่านี้ ผมจะน�ำเสนอกรอบ
ทางเลือกโดยเน้นงานศึกษาที่มีประโยชน์ที่นักเศรษฐศาสตร์ก�ำลังท�ำ
กันอยู่ และจะฉายหลุมพรางที่ผู้ปฏิบัติในศาสตร์แขนงนี้มักจะตกลงไป
ขณะเดียวกันสารของผมต่อคนทีไ่ ม่ได้เป็นนักเศรษฐศาสตร์กค็ อื ข้อวิพากษ์
วิจารณ์วิชาเศรษฐศาสตร์อย่างที่พบได้ท่ัวไปจะอ่อนแรงลงเมื่ออธิบาย
ภายใต้กรอบทางเลือกนี้ เศรษฐศาสตร์มีหลายเรื่องที่ต้องวิจารณ์ แต่ก็มี
หลายเรื่องที่ควรชื่นชม (และท�ำตาม)
สถาบันการค้นคว้าขั้นสูงอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์แบบ
เหมาะแก่การเขียนหนังสือเล่มนี้ในหลายแง่มุมด้วยกัน ตึกสถาบันอยู่
ท่ามกลางแมกไม้อันเงียบสงบ มีอาหารชั้นเลิศ และทรัพยากรอันน่าทึ่ง
นับเป็นแหล่งพึ่งพิงชั้นยอดของนักวิชาการ เพื่อนร่วมสถาบันทั้งดาเนียล
อัลเลน, ดีดีแย แฟซอง, โจแอน สกอตต์ และไมเคิล วอลเซอร์ ช่วยกระตุ้น
ความคิดทางเศรษฐศาสตร์ และให้แรงบันดาลใจด้วยรูปแบบการท�ำงาน
ทางปัญญาทีแ่ ตกต่างจากผมชนิดขาวกับด�ำแต่กแ็ ม่นย�ำเทีย่ งตรงไม่แพ้กนั
ผู้ช่วยของผม แนนซี คอตเตอร์แมน ให้ความคิดเห็นอันมีค่าต่อต้นฉบับ
นอกเหนือจากงานด้านการจัดการที่เธอท�ำได้อย่างเปี่ยมประสิทธิภาพยิ่ง
ผมเป็นหนีบ้ ญ ุ คุณคณะผูบ้ ริหารสถาบัน โดยเฉพาะผูอ้ ำ� นวยการ ร็อบเบิรต์
ไดจ์คราฟ ที่ยอมให้ผมเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนทางปัญญาอันแสนวิเศษ
แห่งนี้
ค�ำแนะน�ำและข้อคิดจากแอนดรูว์ ไวลีย์ ช่วยให้ต้นฉบับหนังสือ
ไปอยูใ่ นมือของคนทีเ่ หมาะสม นัน่ คือส�ำนักพิมพ์ดบั เบิลยู. ดับเบิลยู. นอร์ตนั
เบรนดาน เคอร์รี เป็นบรรณาธิการที่ยอดเยี่ยม ส่วนสเตฟานี ฮีเบิร์ต
ก็ตรวจต้นฉบับอย่างพิถีพิถัน ทั้งสองปรับปรุงหนังสือให้ดีขึ้นด้วยสารพัน
วิธี ผมขอขอบคุณอาวีนาช ดิกชิต เป็นพิเศษ เขาคือปัญญาชนผู้ถึงพร้อม

Dani Rodrik 17
ด้วยคุณธรรมของนักเศรษฐศาสตร์แบบที่ผมอภิปรายในหนังสือเล่มนี้
อาวีนาชให้ขอ้ คิดเห็นและเสนอแนะอย่างละเอียด เพือ่ นและผูป้ ระพันธ์รว่ ม
ของผม ชารัน มุคานด์ กับอาร์วนิ ด์ สุบรามาเนียน เสียสละเวลามาช่วยคิด
และท�ำให้โครงการนี้เป็นรูปเป็นร่าง สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด ผมเป็นหนี้
ภรรยา อย่างที่เป็นเช่นนั้นเสมอมา พีนาร์ ดวน ให้ความรักและสนับสนุน
โครงการนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ และช่วยขัดเกลาข้อถกเถียงและการอภิปราย
แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ให้แจ่มชัดยิ่งขึ้น

18 Economics Rules
บทน�ำ

ความคิดทางเศรษฐศาสตร์:
การใช้และมิจฉาทิฐิ
ในเดือนกรกฎาคม 1944 ตัวแทนจาก 44 ประเทศทั่วโลกมาพบกันที่
เบร็ตตันวูดส์ เมืองตากอากาศในรัฐนิวแฮมป์เชียร์ สหรัฐอเมริกา เพื่อ
ก่อร่างระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง
สิ้นสุดลง และในอีกสามสัปดาห์ถัดจากนั้น พวกเขาก็ได้รัฐธรรมนูญของ
ระบบโลกออกมา ซึ่งจะด�ำรงอยู่ต่อมาอีกกว่าสามทศวรรษ ระบบดังกล่าว
เกิดจากมันสมองของนักเศรษฐศาสตร์สองคน ได้แก่ ยักษ์ใหญ่ในวงการ
ชาวอังกฤษนาม จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) และ
เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ นาม แฮร์รี เด็กซ์เตอร์ ไวต์ (Harry
Dexter White)* เคนส์กับไวต์เห็นต่างกันหลายเรื่อง โดยเฉพาะประเด็น

* ค�ำถามทีว่ า่ ไวต์เป็นสายลับของโซเวียตจริงหรือไม่ ยังคงถกเถียงกันไม่สนิ้ สุดจวบจน
ปัจจุบัน ข้อถกเถียงที่มีน�้ำหนักมากที่สุดอยู่ในหนังสือของเบนน์ สตีล (Benn Steil)
ชื่อ The Battle of Bretton Woods: John Maynard Keynes, Harry Dexter White,
and the Making of a New World Order (Princeton, NJ: Princeton University
Press, 2013). ส�ำหรับข้อถกเถียงฝั่งตรงข้าม ดู James M. Boughton, “Dirtying

Dani Rodrik 21
ที่มีผลประโยชน์ของชาติเป็นเดิมพัน แต่พวกเขาก็มีจุดร่วมเหมือนกัน
จากประสบการณ์ที่พบเจอระหว่างสงครามโลกสองครั้ง ทั้งเคนส์และไวต์
ต่างต้องการหลีกเลี่ยงความวุ่นวายอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงปีท้ายๆ ที่โลกใช้
มาตรฐานทองค�ำและประสบภาวะเศรษฐกิจตกต�ำ่ ครัง้ ใหญ่ พวกเขาเสนอ
ว่าการจะบรรลุซงึ่ เป้าหมายนีต้ อ้ งอาศัยการก�ำหนดอัตราแลกเปลีย่ นแบบ
คงทีแ่ ต่ปรับได้เป็นครัง้ คราว การเปิดเสรีการค้าระหว่างประเทศแต่ไม่เปิด
เสรีการไหลเวียนของทุน การขยายขอบเขตของนโยบายการเงินและ
การคลังระดับชาติ และการท�ำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับองค์กรโลกบาล
ใหม่สององค์กร นั่นคือ กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ
(International Monetary Fund - IMF) กับธนาคารนานาชาติเพือ่ การฟืน้ ฟู
และพัฒนา (International Bank for Reconstruction and Development
ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักในนามธนาคารโลกหรือ World Bank)
ระบอบของเคนส์กับไวต์ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าประสบความ
ส�ำเร็จอย่างน่าทึ่ง มันได้สร้างการเติบโตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
ในระดับทีโ่ ลกไม่เคยพานพบมาก่อนส�ำหรับเศรษฐกิจระบบตลาดทีพ่ ฒ ั นา
แล้ว รวมถึงอีกหลายสิบประเทศที่ทยอยประกาศเอกราชในเวลาต่อมา
แต่สุดท้ายระบบนี้ต้องล้มครืนลงในทศวรรษ 1970 จากการเก็งก�ำไรใน
ตลาดทุนทีเ่ พิม่ มากขึน้ ซึง่ เป็นสิง่ ทีเ่ คนส์เคยย�ำ้ เตือนให้ระวัง กระนัน้ ระบบ
ดังกล่าวก็นบั เป็นตัวแบบมาตรฐานส�ำหรับออกแบบสถาบันโลก ทุกครัง้ ที่
เศรษฐกิจโลกปัน่ ป่วน จะเกิดเสียงเรียกร้อง “ระบบเบร็ตตันวูดส์ใหม่!” จาก
เหล่านักปฏิรูปทั้งหลาย

White: Why Does Benn Steil’s History of Bretton Woods Distort the Ideas of
Harry Dexter White?” Nation, June 24, 2013. ไม่ว่าข้อเท็จจริงในกรณีนี้จะเป็น
เช่นใด แต่ก็ชัดเจนว่ากองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลกตอบสนองต่อ
ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างดี (รวมถึงผลประโยชน์ของโลก
ตะวันตกทีเ่ หลือด้วย) ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีหลังสงครามโลกครัง้ ทีส่ องสิน้ สุดลง

22 Economics Rules
ในปี 1952 นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียนาม
วิลเลียม วิกครีย์ (William Vickrey) เสนอระบบการตัง้ ราคาแบบใหม่ให้กบั
รถไฟใต้ ดิ น ในกรุ ง นิ ว ยอร์ ก เขาเสนอว่ า ควรจะปรั บ ราคาเพิ่ ม ขึ้ น ใน
ชั่วโมงเร่งด่วนและในพื้นที่ที่มีผู้ใช้บริการหนาแน่น และปรับลดในช่วง
เวลาและพื้นที่อื่นๆ ที่ไม่หนาแน่น ระบบ “การตั้งราคาตามภาวะรถติด”
(congestion pricing) ไม่มีอะไรมากไปกว่าการน�ำหลักอุปสงค์-อุปทาน
แบบเศรษฐศาสตร์มาใช้กับการขนส่งมวลชน ราคาที่แตกต่างกันจะท�ำให้
ผู้สัญจรที่เลือกเวลาเดินทางเองมีแรงจูงใจที่จะหลีกเลี่ยงชั่วโมงเร่งด่วน
ช่วยให้การจราจรกระจายไปยังช่วงเวลาอืน่ มากขึน้ ลดแรงกดดันต่อระบบ
ท�ำให้ระบบรองรับผู้สัญจรได้มากขึ้น ต่อมาวิกครีย์ก็เสนอระบบท�ำนองนี้
ส�ำหรับท้องถนนและการสัญจรด้วยรถยนต์ แต่หลายคนคิดว่าความคิด
ของเขาเพี้ยน ไม่มีทางท�ำได้จริง
สิงคโปร์เป็นประเทศแรกทีท่ ดลองใช้ระบบการตัง้ ราคาตามภาวะ
รถติด ตั้งแต่ปี 1975 ผู้ขับขี่ในสิงคโปร์จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมถ้าขับรถ
เข้าเขตธุรกิจใจกลางเมือง และในปี 1998 สิงคโปร์ได้ปรับมาใช้ระบบคิดค่า
ธรรมเนียมอิเล็กทรอนิกส์แทนระบบเดิม ท�ำให้สามารถตั้งค่าธรรมเนียม
หลายอัตราได้ ขึน้ อยูก่ บั ความเร็วเฉลีย่ ของการจราจรในเครือข่าย ทุกภาค
ส่วนมองว่าระบบดังกล่าวช่วยลดปัญหาการจราจร เพิม่ การใช้บริการขนส่ง
สาธารณะ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แถมยังสร้างรายได้งามๆ ให้กับ
หน่วยงานรัฐของสิงคโปร์ ความส�ำเร็จของระบบนี้เป็นแรงบันดาลใจให้
เมืองอื่นๆ เช่น ลอนดอน มิลาน และสตอกโฮล์ม ท�ำตามโดยปรับเปลี่ยน
รูปแบบไปตามความเหมาะสม
ในปี 1997 ซานตีอาโก เลวี (Santiago Levy) อาจารย์สอน
เศรษฐศาสตร์ทมี่ หาวิทยาลัยบอสตัน ผูด้ ำ� รงต�ำแหน่งรัฐมนตรีชว่ ยว่าการ
กระทรวงการคลังของเม็กซิโก ซึง่ เป็นบ้านเกิดของเขา พยายามยกเครือ่ ง
วิธีแก้ไขปัญหาความยากจนของรัฐบาล ซึ่งโครงการที่มีอยู่เดิมเน้นการ
ช่วยเหลือคนจนในรูปของการอุดหนุนราคาอาหารเป็นหลัก เลวีให้เหตุผล

Dani Rodrik 23
ว่าโครงการเหล่านี้ไร้ซึ่งประสิทธิภาพและประสิทธิผล กฎหลักข้อหนึ่ง
ของเศรษฐศาสตร์บอกว่า ในเรื่องสวัสดิการของคนจน การมอบเงินสด
ให้กับพวกเขาโดยตรงมีประสิทธิผลดีกว่าการอุดหนุนราคาสินค้าอุปโภค
บริโภคเฉพาะอย่าง นอกจากนีเ้ ลวียงั คิดว่าเขาสามารถใช้เงินให้เปล่าเป็น
“คานงัด” (leverage) เพื่อพัฒนาด้านสุขภาพและการศึกษา มารดาจะได้
รับเงินสด หากเธอรับประกันว่าลูกๆ จะได้ไปโรงเรียนและได้รับบริการ
สาธารณสุข พูดภาษาเศรษฐศาสตร์ก็คือ โครงการนี้จะสร้างแรงจูงใจ
ให้เหล่าแม่ๆ ลงทุนกับลูกๆ ของพวกเธอ
โปรเกรซา [Progresa หลังจากนัน้ เปลีย่ นชือ่ เป็น โอปอร์ตนู ดี าเดส
(Oportunidades) ก่อนจะเปลี่ยนเป็น ปรอสเปรา (Prospera)] กลายเป็น
โครงการมอบเงินสดอย่างมีเงือ่ นไขหรือซีซที ี (conditional cash transfer -
CCT) ขนาดใหญ่โครงการแรกในประเทศก�ำลังพัฒนา นอกจากโครงการนี้
จะด�ำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอนแล้ว เลวียังได้ออกแบบกระบวนการ
ปฏิบตั ิงานทีเ่ ฉียบแหลม ท�ำให้ประเมินได้อย่างชัดเจนว่าโครงการนีไ้ ด้ผล
จริงหรือไม่ เขาใช้เพียงหลักการง่ายๆ ทางเศรษฐศาสตร์ แต่มันกลับช่วย
ปฏิวตั วิ ธิ คี ดิ ของผูด้ ำ� เนินนโยบายเกีย่ วกับโครงการขจัดความยากจน เมือ่
ผลลัพธ์ออกมาเป็นบวก โครงการนีจ้ งึ กลายเป็นแม่แบบให้กบั ประเทศอืน่
สุดท้ายมีประเทศในแถบลาตินอเมริกากว่าสิบประเทศ รวมทัง้ บราซิลและ
ชิลี ที่ปรับมาใช้โครงการที่คล้ายคลึงกันนี้ หรือแม้แต่มหานครนิวยอร์ก
ก็ใช้โครงการซีซีทีน�ำร่องในสมัยของนายกเทศมนตรี ไมเคิล บลูมเบิร์ก
(Michael Bloomberg)
เมื่อพิจารณาแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์สามชุดในสามปริมณฑล
ได้แก่ เศรษฐกิจโลก การขนส่งมวลชนในเขตเมือง และการต่อสู้กับความ
ยากจน ในแต่ละกรณีเหล่านี้ นักเศรษฐศาสตร์ได้เปลี่ยนโฉมโลกของเรา
บางส่วนด้วยการน�ำกรอบทฤษฎีเศรษฐศาสตร์อันเรียบง่ายมาปรับใช้กับ
ปัญหาสาธารณะ ตัวอย่างเหล่านี้ส่องสะท้อนความเป็นวิชาเศรษฐศาสตร์
ได้อย่างยอดเยี่ยม นอกจากนี้ยังมีอีกหลายกรณี เช่น การน�ำทฤษฎีเกม

24 Economics Rules
มาใช้ออกแบบการประมูลคลื่นความถี่ส�ำหรับโทรคมนาคม แบบจ�ำลอง
การออกแบบตลาดทีช่ ว่ ยบุคลากรทางการแพทย์สง่ แพทย์ฝกึ หัดไปประจ�ำ
ยังโรงพยาบาลต่างๆ แบบจ�ำลองการจัดองค์กรอุตสาหกรรมที่เป็นฐาน
ให้กับนโยบายป้องกันการผูกขาดและส่งเสริมการแข่งขันทางการค้า
รวมถึงพัฒนาการเมื่อเร็วๆ นี้ในสายทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาค ที่ส่งผล
ให้ธนาคารกลางทั่วโลกน�ำนโยบายก�ำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อไปใช้อย่าง
แพร่หลาย1 เมื่อใดก็ตามที่นักเศรษฐศาสตร์คิดถูก โลกเราจะดีขึ้น
แต่ ถึ ง กระนั้ น นั ก เศรษฐศาสตร์ ก็ มั ก จะผิ ด พลาด ดั ง ที่ ห ลาย
ตัวอย่างในหนังสือเล่มนี้จะชี้ให้เห็น ผมเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเพื่อ
พยายามอธิบายว่าท�ำไมเศรษฐศาสตร์ถึงถูกต้องเป็นบางครั้ง และท�ำไม
บางครั้ ง ถึ ง ผิ ด หั ว ใจของหนั ง สื อ เล่ ม นี้ อ ยู ่ ที่ “แบบจ� ำ ลอง” (model)
ซึ่งเป็นกรอบความคิดนามธรรมที่มักอยู่ในรูปคณิตศาสตร์ อันเป็นสิ่งที่
นักเศรษฐศาสตร์ใช้ในการท�ำความเข้าใจโลก แบบจ�ำลองเหล่านี้เป็นทั้ง
จุดแข็งและจุดอ่อน นอกจากนั้นยังเป็นสิ่งที่ท�ำให้เศรษฐศาสตร์เป็น
“วิทยาศาสตร์” ที่แม้จะไม่ใช่วิทยาศาสตร์อย่างฟิสิกส์ควอนตัมหรือ
ชีวโมเลกุล แต่ก็ถือเป็นวิทยาศาสตร์อยู่ดี
เศรษฐศาสตร์ไม่ได้ใช้แบบจ�ำลองทีเ่ ฉพาะเจาะจงเพียงหนึง่ เดียว
แต่ครอบคลุมแบบจ�ำลองมากมายหลากหลาย สาขาวิชานี้จะก้าวหน้าได้
ก็ด้วยการขยายสารบัญแบบจ�ำลองให้ยาวออกไป และด้วยการปรับปรุง
แบบจ�ำลองให้สอดคล้องกับโลกแห่งความเป็นจริง ความหลากหลาย
ของแบบจ�ำลองเศรษฐศาสตร์เป็นสิ่งที่จ�ำเป็นต่อการส่องสะท้อนโลกทาง
สังคมทีย่ ดื หยุน่ สภาพแวดล้อมทางสังคมทีแ่ ตกต่างกันต้องใช้แบบจ�ำลอง
ที่ แ ตกต่ า งกั น แทบจะเป็ น ไปไม่ ไ ด้ เ ลยที่ นั ก เศรษฐศาสตร์ จ ะค้ น พบ
แบบจ�ำลองสากลที่ใช้ได้เป็นการทั่วไปในทุกกรณี
แต่ ใ นบางกรณี ก ารที่ นั ก เศรษฐศาสตร์ ยึ ด เอาวิ ท ยาศาสตร์
ธรรมชาติเป็นแม่แบบ ก็อาจส่งผลให้พวกเขาใช้แบบจ�ำลองไปในทางทีผ่ ดิ
นักเศรษฐศาสตร์สุ่มเสี่ยงที่จะเข้าใจผิดว่าแบบจ�ำลองที่พวกเขาใช้อยู่คือ

Dani Rodrik 25
แบบจ�ำลองส�ำหรับโลกทั้งใบ สามารถอธิบายและประยุกต์ใช้ได้กับทุก
เงือ่ นไข นักเศรษฐศาสตร์จะต้องก้าวข้ามความเย้ายวนใจนีไ้ ปให้ได้ จะต้อง
เลือกแบบจ�ำลองอย่างระมัดระวังเมือ่ สถานการณ์เปลีย่ นแปลงไป หรือเมือ่
สภาพแวดล้อมใหม่ๆ ปรากฏขึ้นมา พวกเขาต้องเรียนรู้วิธีกระโดดไปมา
ระหว่างแบบจ�ำลองต่างๆ ให้คล่องแคล่วขึ้น
หนังสือเล่มนี้ทั้งเชิดชูและวิพากษ์เศรษฐศาสตร์ ผมปกป้อง
แก่นสารของวิชาสาขานี้ โดยเฉพาะบทบาทในการสร้างองค์ความรู้ของ
แบบจ�ำลอง แต่ผมจะวิพากษ์วิธีที่นักเศรษฐศาสตร์มักจะใช้ความช�่ำชอง
และแบบจ�ำลองของพวกเขา (ในทางที่ผิด) ข้อถกเถียงที่ผมยกขึ้นมานี้
ไม่ใช่ “จุดยืนกระแสหลัก” และผมก็คิดว่านักเศรษฐศาสตร์หลายคนคงไม่
เห็นด้วยกับวิธีที่ผมมองวิชานี้ โดยเฉพาะในเรื่องความเป็นวิทยาศาสตร์
ของสาขานี้แบบที่ผมมอง
ในการพบปะปฏิสัม พัน ธ์กับคนที่ไ ม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์และ
นักสังคมศาสตร์สายอืน่ จ�ำนวนมาก ผมมักจะงุนงงกับมุมมองทีค่ นอืน่ มีตอ่
วิชาเศรษฐศาสตร์ เสียงบ่นหลายข้อเป็นเรื่องที่เรารับรู้กันดีอยู่แล้ว เช่น
เศรษฐศาสตร์มองโลกง่ายและคับแคบเกินไป ชอบอ้างกฎสากลโดยไม่
แยแสบทบาทของวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และเงื่อนไขเบื้องหลังอื่นๆ
อ้างว่าตลาดเป็นรูปธรรมทั้งที่มันเป็นนามธรรม รวมทั้งเป็นวิชาที่เต็มไป
ด้วยการตัดสินคุณค่าเชิงนัย ยิง่ ไปกว่านัน้ เศรษฐศาสตร์ยงั ล้มเหลวในการ
อธิบายและคาดการณ์ทศิ ทางเศรษฐกิจ ค�ำวิพากษ์วจิ ารณ์เหล่านีส้ ว่ นใหญ่
เป็นเพราะคนไม่เข้าใจความจริงทีว่ า่ เศรษฐศาสตร์เป็นเพียงการเก็บรวบรวม
แบบจ�ำลองทีแ่ ตกต่างหลากหลายเข้าด้วยกัน ไม่ได้มจี ดุ ยืนอุดมการณ์ใดๆ
ทีเ่ ฉพาะเจาะจง และไม่ได้นำ� ไปสูบ่ ทสรุปทีต่ ายตัวใดๆ แน่นอนว่าส่วนหนึง่
เป็นเพราะนักเศรษฐศาสตร์เองก็ลม้ เหลวในการสะท้อนความหลากหลาย
ภายในวิชาชีพของตัวเอง ฉะนั้นย่อมเป็นความผิดของพวกเขาเอง
ยังมีอกี ประเด็นหนึง่ ทีผ่ มอยากชีแ้ จงตัง้ แต่เริม่ ต้น ค�ำว่า “เศรษฐ-
ศาสตร์” วันนี้ถูกใช้ในสองความหมายที่แตกต่างกัน นิยามแรกเน้น

26 Economics Rules
เรื่องปริมณฑลของการศึกษา ในความหมายนี้ เศรษฐศาสตร์คือวิชา
สังคมศาสตร์แขนงหนึ่งซึ่งอุทิศให้กับการท�ำความเข้าใจว่าเศรษฐกิจ
ท�ำงานอย่างไร ส่วนนิยามที่สองเน้นเรื่องระเบียบวิธี เศรษฐศาสตร์เป็น
วิธีหนึ่ง ในการท�ำงานทางสังคมศาสตร์ โดยใช้เครื่องมืออันเฉพาะเจาะจง
ในความหมายนี้ วิชาเศรษฐศาสตร์เกี่ยวโยงกับการสร้างแบบจ�ำลองตาม
แบบแผนและการวิเคราะห์เชิงสถิติ มากกว่าการตัง้ สมมติฐานหรือทฤษฎี
ใดๆ เกี่ยวกับเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้จึงน�ำระเบียบวิธีทางเศรษฐศาสตร์
ไปประยุกต์ใช้กับเรื่องต่างๆ ได้ทุกเรื่องที่พ้นไปจากเศรษฐกิจ ตั้งแต่การ
ตัดสินใจในครอบครัว ไปจนถึงค�ำถามว่าด้วยสถาบันทางการเมือง
ผมมักใช้ค�ำว่า “เศรษฐศาสตร์” ในความหมายที่สองเป็นหลัก
ทุกอย่างทีผ่ มพูดจะเกีย่ วกับข้อดีของแบบจ�ำลอง รวมถึงการใช้แบบจ�ำลอง
อย่างผิดๆ ซึ่งสามารถน�ำไปประยุกต์ใช้กับงานวิจัยในสาขารัฐศาสตร์
สังคมวิทยา หรือนิติศาสตร์ที่ใช้ระเบียบวิธีคล้ายคลึงกัน และมีแนวโน้ม
ว่าวงอภิปรายสาธารณะจะเชือ่ มระเบียบวิธเี หล่านีเ้ ข้ากับงานแนว เศรษฐ-
พิลึก <Freakonomics เป็นหนังสือขายดีที่เขียนโดยสตีเวน เลวิตต์ และ
สตีเฟน ดับเนอร์> เป็นพิเศษ ระเบียบวิธแี นวนีซ้ งึ่ ได้รบั ความนิยมมากขึน้
เนือ่ งจากงานของเลวิตต์ ถูกใช้อธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมทีห่ ลากหลาย
ตั้งแต่วิถีปฏิบัติของนักมวยปล�้ำซูโม่ ไปจนถึงการโกงของครูโรงเรียน
รัฐบาล โดยใช้การวิเคราะห์เชิงประจักษ์อย่างระมัดระวัง และการให้
เหตุผลบนพื้นฐานแรงจูงใจ2 นักวิจารณ์บางคนเสนอว่างานแนวนี้ท�ำให้
เศรษฐศาสตร์ดเู ป็นเรือ่ งไร้สาระ โดยหลีกเลีย่ งค�ำถามใหญ่ๆ ของวิชา เช่น
เมื่อใดบ้างที่ตลาดใช้การได้และไม่ได้ อะไรที่ท�ำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโต
เราจะท�ำให้การจ้างงานเต็มอัตราและเสถียรภาพของราคาลงรอยกันได้
อย่างไร ฯลฯ แต่กลับมาประยุกต์ใช้กับเรื่องพื้นๆ ในชีวิตประจ�ำวันแทน
ในหนังสือเล่มนีผ้ มจะเน้นเฉพาะ “ค�ำถามใหญ่ๆ” กับประเด็นทีว่ า่
แบบจ�ำลองทางเศรษฐศาสตร์จะช่วยให้เราตอบค�ำถามเหล่านัน้ ได้อย่างไร
เราไม่อาจคาดหวังให้เศรษฐศาสตร์สร้างค�ำอธิบายอันเป็นสากล หรือเป็น

Dani Rodrik 27
ใบสั่งยาที่รักษาได้ทุกโรคโดยไม่ต้องสนใจบริบท ความเป็นไปได้ต่างๆ
ในชีวติ ทางสังคมนัน้ หลากหลายเกินกว่าทีเ่ ราจะอัดมันลงไปในกรอบทีเ่ ป็น
เอกลักษณ์เฉพาะได้ แต่แบบจ�ำลองทางเศรษฐศาสตร์นั้นเปรียบเสมือน
ส่วนเสี้ยวของแผนที่ ซึ่งสามารถชี้ให้เห็นภูมิประเทศบางส่วนได้ และเมื่อ
น�ำแบบจ�ำลองทั้งหมดของนักเศรษฐศาสตร์มารวมกัน เราจะได้แผนที่
น�ำทางทีด่ ที สี่ ดุ ส�ำหรับเนินเขาและหุบเหวไร้ทสี่ นิ้ สุดอันประกอบกันขึน้ มา
เป็นประสบการณ์ทางสังคม

28 Economics Rules