You are on page 1of 289

openbooks

The best of a book is not the thought which it contains,


but the thought which it suggests; just as the charm of
music dwells not in the tones but in the echoes of our
hearts.
- Oliver Wendell Holmes -

A truly good book teaches me better than to read it.


I must soon lay it down, and commence living on its
hint.... What I began by reading, I must finish by acting.
- Henry David Thoreau -

I find television to be very educating. Every time


somebody turns on the set, I go in the other room and
read a book.
- Groucho Marx -
วิชา 50 เล่มเกวียน
พิมพ์ครัง้ แรก
กรกฎาคม 2552

เลขมาตรฐานสากลประจำ�หนังสือ
978-974-8233-73-4
ราคา 200 บาท

เขียน
สฤณี อาชวานันทกุล

บรรณาธิการบริหาร
ภิญโญ ไตรสุรยิ ธรรมา

บรรณาธิการ
สินนี าถ เศรษฐพิศาล

ออกแบบปกและรูปเล่ม
นุสรา ประกายพิสทุ ธิ์
สำ�นักพิมพ์ openbooks
286 ถนนพิชยั แขวงถนนนครไชยศรี
ดุสติ กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์ 02 669 5145
โทรสาร 02 669 5146
www.onopen.com
email: pinyopen@yahoo.com

จัดจำ�หน่าย
บริษทั เคล็ดไทย จำ�กัด
117-119 ถนนเฟือ่ งนคร ตรงข้ามวัดราชบพิธ
กรุงเทพ 10200
โทรศัพท์ 02 225 9536-40
โทรสาร 02 222 5188

ข้อมูลทางบรรณานุกรมของสํานักหอสมุดแห่งชาติ
National Library of Thailand Cataloging in Publication Data
สฤณี อาชวานันทกุล.
วิชา 50 เล่มเกวียน.-- กรุงเทพฯ : โอเพ่นบุก๊ ส์, 2552.
288 หน้า.

1. หนังสือและการอ่าน. 2. การเล่าเรือ่ งหนังสือ. I. ชือ่ เรือ่ ง.

028.1
ISBN 978-974-8233-73-4
สารบัญ

12 : คำ�นำ�

20 : 001. The Long Tail


Why the Future of Business is Selling Less of More

24 : 002. Fooled by Randomness


The Hidden Role of Chance in Life and in the Markets

28 : 003. A Whole New Mind


Why Right-Brainers Will Rule the Future

32 : 004. The Undercover Economist


Exposing Why the Rich Are Rich, the Poor Are Poor--and
Why You Can Never Buy a Decent Used Car!

36 : 005. The Omnivore’s Dilemma


A Natural History of Four Meals

40 : 006. Gangs of America


The Rise of Corporate Power and the Disabling of
Democracy
44 : 007. In the Bubble
Designing in a Complex World

48 : 008. Failure
An Autobiography

52 : 009. Conspiracy of Fools


A True Story

56 : 010. Blessed Unrest


How the Largest Movement in the World Came into Being
and Why No One Saw It Coming

60 : 011. Infectious Greed


How Deceit and Risk Corrupted the Financial Markets

64 : 012. The World Without Us

66 : 013. The Power of Gold


The History of an Obsession

70 : 014. The Art of Travel


74 : 015. The Accidental Investment Banker
Inside the Decade That Transformed Wall Street

80 : 016. The Tao of Pooh

84 : 017. Junk Science


An Overdue Indictment of Government, Industry, and Faith Groups
That Twist Science for Their Own Gain

88 : 018. The Fortune at the Bottom of the Pyramid


Eradicating Poverty Through Profits

94 : 019. Under the Banner of Heaven


A Story of Violent Faith

100 : 020. Internal Combustion


How Corporations and Governments Addicted the World to Oil and
Derailed the Alternatives

106 : 021. Shakespeare


The World as Stage

112 : 022. Humble Masterpieces


Everyday Marvels of Design

118 : 023. Supercapitalism


The Transformation of Business, Democracy, and Everyday Life
124 : 024. Kuhaku & Other Accounts from Japan

130 : 025. Mind’s Eye


Collections of Hand-Coloured Black and White Photographs

136 : 026. Leaving Microsoft to Change the World


An Entrepreneur’s Odyssey to Educate the World’s Children

142 : 027. The Last Lecture

148 : 028. cradle to cradle


Remaking the Way We Make Things

154 : 029. Creating a World Without Poverty


Social Business and the Future of Capitalism

160 : 030. The New Paradigm for Financial Markets


The Credit Crisis of 2008 and What It Means

166 : 031. Isaac Newton

172 : 032. The Gridlock Economy


How Too Much Ownership Wrecks Markets, Stops Innovation, and
Costs Lives

178 : 033. The End of Food


184 : 034. The Nine
Inside the Secret World of the Supreme Court

190 : 035. Six Degrees


Our Future on a Hotter Planet

196 : 036. Nudge


Improving Decisions About Health, Wealth, and Happiness

202 : 037. Outliers


The Story of Success

208 : 038. The Toothpick


Technology and Culture

214 : 039. Plan B 3.0


Mobilizing to Save Civilization

222 : 040. Banana


The Fate of the Fruit that Changed the World

228 : 041. The Power of Unreasonable People


How Social Entrepreneurs Create Markets That Change the World

234 : 042. Remix


Making Art and Commerce Thrive in the Hybrid Economy
240 : 043. The Genesis Machines
The New Science of Biocomputing

246 : 044. Warren Buffett and the Interpretation of


Financial Statements
The Search for the Company with a Durable Competitive Advantage

252 : 045. Collapse


How Societies Choose to Fail or Succeed

258 : 046. Animal Spirits


How Human Psychology Drives the Economy, and Why It Matters for
Global Capitalism

264 : 047. The Post-American World

270 : 048. Market Rebels


How Activists Make or Break Radical Innovations

276 : 049. Rules of Thumb


52 Truths for Winning at Business Without Losing Your Self

282 : 050. Ecological Intelligence


How Knowing the Hidden Impacts of What We Buy Can Change
Everything
คํานํา

บาร์ บ ารา คิ ง ซอลเวอร์ นั ก เขี ย นนิ ย ายชาวอเมริ กั น หนึ่ ง ใน


นักเขียนในดวงใจของผู้เขียน กล่าวในงานรับปริญญาของมหา-
วิทยาลัยดุ๊ก เดือนพฤษภาคม 2551 ว่า
The wisdom of each generation is necessarily new.
(ปัญญาของคนแต่ละรุ่นย่อมเป็นปัญญาใหม่เสมอ)
ปัญญาของคนแต่ละรุ่นต้องเป็นของใหม่ ไม่ว่าจะใหม่
ถอดด้ามหรือต่อยอดจากปัญญาเก่า เพราะคนแต่ละรุ่นย่อมเผชิญ
กับความท้าทายและวิถีชีวิตใหม่ๆ ที่คนรุ่นเก่าไม่เข้าใจหรือตาม
ไม่ทัน
ถึงแม้ว่าโลกวันนี้จะยังหมุนรอบตัวเองและหมุนรอบดวง
อาทิ ต ย์ ด้ ว ยความเร็ ว ไม่ ต่ า งจากที่ มั น เคยหมุ น ก่ อ นกํ า เนิ ด ของ
มนุษยชาติ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและกระแสโลกาภิวัตน์ก็
ทําให้เรารู้สึกว่า โลกนี้หมุนเร็วกว่าที่เคยและฉุดให้เราวิ่งตามโดยที่

วิชา 50 เล่มเกวียน :: 12
ขยับเส้นชัยให้ห่างไกลออกไปเรื่อยๆ
ในสังคมที่ ‘ผู้ใหญ่’ หลายคนยังทําตัวแบบผูกขาดความ
ดี ความงาม และความจริง กล่าวหาคนหนุ่มสาวว่าเหลวไหล
เลื่อนลอยแต่ในขณะเดียวกันก็ทําตัวหน้าไหว้หลังหลอก ไม่เคย
สร้างแรงบันดาลใจที่แท้จริงอันใดให้กับคนหนุ่มสาว สื่อส่วนใหญ่ก็
นําเสนอแต่สิ่งที่จะทําให้เรตติ้งพุ่งกระฉูดโดยไม่สนใจผลกระทบที่
ตามมา คําถามจึงมีอยู่ว่า ‘ปัญญาใหม่’ ในคําคมของคิงซอลเวอร์
นั้นจะเกิดเป็นมรรคผลที่แท้จริงได้อย่างไร
จุดเริ่มต้นของคําตอบอาจอยู่ในหนังสือจํานวนหนึ่งที่มุ่ง
ถ่ายทอดความคิด ประสบการณ์ วิธีคิด และวิธีปฏิบัติที่ใช้การได้
จริงและสอดคล้องกับทิศทางใหม่ที่มนุษยชาติจะต้องเดิน
เป็นที่ชัดเจนต่อทุกคนที่ห่วงใยสังคมและมองการณ์ไกล
แล้วว่า วาระการพัฒนาในศตวรรษที่ 21 จะถูกกําหนดและตีกรอบ
ด้วยประเด็นสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ นับตั้งแต่ปัญหาสิ่งแวดล้อม
และทรัพยากรร่อยหรอลุกลามเป็นปัญหาระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น
ภาวะโลกร้อน การขาดแคลนทรัพยากรน้ำ� ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่ก่อให้
เกิ ด ปั ญ หาสุ ข ภาพและตอกลิ่ ม ความเหลื่ อ มล้ำ � ในสั ง คมให้ ถ่ า ง
กว้างกว่าเดิม เพราะผู้ด้อยโอกาสย่อมเผชิญกับความเสี่ยงในการ
ดํารงชีวิตมากกว่าผู้มีฐานะ
ลํ า พั ง ข้ อ เท็ จ จริ ง ที่ ว่ า หากคนทุ ก คนบนโลกนี้ ใ ช้ ชี วิ ต
เหมือนกับคนอเมริกัน เราจะต้องใช้โลกอีก 4 ใบ ก็เพียงพอแล้วที่
จะกระตุ้นให้เรามองเห็นว่า อารยธรรมมนุษย์ต้องปรับเปลี่ยนวิถี
และทิศทางการพัฒนาอย่างเร่งด่วน (ดังตัวอย่างในหนังสือเรื่อง
Plan B 3.0) ก่อนที่อารยธรรมจะเดินเข้าสู่จุดจบดังที่มีตัวอย่าง
มากมายให้เห็นในประวัติศาสตร์ (Collapse)

สฤณี อาชวานันทกุล :: 13
ถ้ามนุษย์ยังไม่เปลี่ยนแบบแผนการพัฒนา ภาวะโลก
ร้อนก็จะยิ่งทวีความรุนแรง อุณหภูมิโลกสูงขึ้นเพียงองศาเดียวก็
ก่ อ ให้ เ กิ ด ผลกระทบกว้ า งไกล มิ พั ก ต้ อ งพู ด ถึ ง หกองศา (Six
Degrees)
ในระดับที่ย่อลงมา ระบอบเศรษฐกิจแบบ ‘ทุนนิยม’ ที่
เราเคยรู้จักจะต้องเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะ
สมมติฐานและวิธีคิดที่เคยใช้ในอดีตนั้นได้รับการพิสูจน์ให้เห็นแล้ว
ว่าใช้การไม่ได้ในยุคที่เรียกร้องความสัมพันธ์สอดคล้องระหว่างมิติ
ทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม หลายอย่างที่เรา
เคยเชื่อว่า ‘ดีไร้ที่ติ’ กําลังเผยขีดจํากัดและอันตรายให้เห็น ไม่ว่า
จะเป็นเรื่องกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล (The Gridlock Economy) หรือ
ระบบทรั พ ย์ สิ น ทางปั ญ ญาที่ จ ะต้ อ งปรั บ แก้ ใ ห้ ห นุ น เสริ ม
“เศรษฐกิ จ ลู ก ผสม” ยุ ค อิ น เทอร์ เ น็ ต เพื่ อ ให้ ศิ ล ปะและธุ ร กิ จ
สามารถอยู่ร่วมโลกกันได้อย่างกลมกลืน (Remix) ซึ่งก่อนที่จะทํา
อย่ า งนั้ น ได้ เราต้ อ งมองเห็ น ศั ก ยภาพของอิ น เทอร์ เ น็ ต และ
เทคโนโลยีดิจิตัลอื่นๆ ในฐานะเครื่องมืออันทรงพลังที่จะส่งเสริม
ความหลากหลายและเศรษฐกิจภาคประชาชน ซึ่งอาจเรียกว่า
‘ทุนนิยมรากหญ้า’ (The Long Tail) และทําให้ ‘คนสมองขวานํา’
เป็นผู้นําในโลกธุรกิจ (A Whole New Mind)
ระบอบทุนนิยม โดยเฉพาะทุนนิยมแบบอุตสาหกรรมที่
เน้นการผลิตแบบแมส ได้ก่อให้เกิดปัญหามากมายต่อทั้งระบบ
นิ เ วศและสุ ข ภาพของผู้ บ ริ โ ภค (The End of Food, The
Omnivore’s Dilemma) ในขณะเดียวกัน นายทุนผู้ครองตลาดจํา
นวนมากก็อ้างว่านิยม ‘ตลาดเสรี’ แต่เพียงลมปาก ในความเป็น
จริงกลับวิ่งล็อบบี้นักการเมืองให้พิทักษ์อํานาจทางตลาดของตนไว้

วิชา 50 เล่มเกวียน :: 14
โดยทํ า กิ จ กรรม ‘ซี เ อสอาร์ ’ เล็ ก ๆน้ อ ยๆ บั ง หน้ า (Super-
capitalism) กีดกันคู่แข่งออกจากตลาด และกีดขวางการพัฒนา
นวั ต กรรมใหม่ ๆ ที่ จ ะทลายอํ า นาจผู ก ขาดและหนุ น เสริ ม การ
พัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่ขับ
เคลื่ อ นด้ ว ยน้ำ � มั น ซึ่ ง เป็ น เชื้ อ เพลิ ง ฟอสซิ ล ที่ มี วั น หมด ไปสู่
เทคโนโลยีสะอาดและพลังงานทดแทน (Internal Combustion)
และอ้างวิทยาศาสตร์แบบผิดๆ เพื่อหลอกให้ผู้บริโภคหลงเชื่อใน
สรรพคุณที่ไม่มีจริง (Junk Science)
เมื่อหันมามองภาคการเงินที่ควรจะสนับสนุนการพัฒนา
อย่างยั่งยืน ด้วยบทบาทในการจัดสรรทุนนั้นจําเป็นอย่างยิ่งใน
เศรษฐกิจสมัยใหม่ แต่กลับกลายเป็นภาคส่วนที่โหมกระพือความ
โลภและความมักง่าย ซึ่งอันที่จริงประวัติศาสตร์ก็สอนเราแล้วว่า
ส่งผลมหาศาลเพียงใด (The Power of Gold) แทนที่ภาคการเงิน
จะหนุนเสริม ‘เศรษฐกิจจริง’ ที่ปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้คน
กลับหนุนเสริมเศรษฐกิจฟองสบู่บนระบบความเชื่อมั่นที่ไร้ราก
(The Conspiracy of Fools)
นักการเงินที่ครั้งหนึ่งเคยคํานึงถึงผลประโยชน์ของลูกค้า
มากกว่าผลประโยชน์ของตัวเองเปลี่ยนสีกลับข้างเพราะความโลภ
บังตา (Infectious Greed, The Accidental Investment Banker)
จนนั ก คิ ด และนั ก การเงิ น อี ก หลายคนอดรนทนไม่ ไ หว ออกมา
ประกาศว่าเราจะต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์และออกแบบระบบเสีย
ใหม่ให้คํานึงถึง ‘ความไร้เหตุผล’ ของมนุษย์ว่าเป็นตัวแปรที่มอง
ข้ามไม่ได้ (The New Paradigm for Financial Markets, Animal
Spirits) และหวนคืนสู่หลักการเงินขั้นพื้นฐานที่เน้นการลงทุนใน
บริษัทที่มี ‘ความได้เปรียบอย่างยั่งยืน’ (Warren Buffett and the

สฤณี อาชวานันทกุล :: 15
Interpretation of Financial Statements)
แต่โลกยังไม่ไร้ซึ่งความหวัง ดังที่มันไม่เคยสิ้นไร้ในอดีต
เพี ย งแต่ เ ราอาจมองไม่ เ ห็ น หนทางที่ ส ร้ า งความหวั ง
เพราะมัวแต่ฟัง ‘ผู้ใหญ่’ ที่ชอบออกงานเสวนาและ ‘คนดัง’ ทั้ง
หลายที่ดังเพียงเพราะสื่อกระพือให้ดัง แทนที่จะเอาเวลาไปอ่าน
หนังสือ
หนังสือจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในทุกสังคม เพราะเป็นสื่อที่
มีต้นทุนต่ำ�ที่สุดแล้วในการถ่ายทอดและเผยแผ่ปัญญาที่เป็นระบบ
โดยเฉพาะปัญญาใหม่ซึ่งกําลังเป็นที่ต้องการอย่างยิ่งยวด
หนังสือจํานวนมากขึ้นเรื่อยๆ ถ่ายทอดกระบวนทัศน์ วิธี
คิด วิธีแก้ปัญหา และโมเดลการพัฒนาใหม่ถอดด้ามที่กําลังอุบัติ
ขึ้นทั่วโลกอย่างน่าตื่นตาตื่นใจกว่าเนื้อหาในละครหลังข่าว
ไม่ว่าจะเป็นวิธีคิดใหม่ถอดด้ามเกี่ยวกับการออกแบบ
สินค้าและบริการเพื่อสร้างโลกวัตถุและบริการแบบใหม่ที่ไร้ขยะ
(In the Bubble, cradle to cradle) การส่งเสริมเทคโนโลยีแขนง
ใหม่ที่เคารพและผสานรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ (The
Genesis Machines) การมองให้เห็นความมีเหตุมีผลในพฤติกรรม
ที่ เ ราเคยคิ ด ว่ า ไร้ เ หตุ ผ ล (The Undercover Economist)
พฤติ ก รรมไร้ เ หตุ ผ ลที่ ส ามารถพยากรณ์ ไ ด้ และสาเหตุ ข อง
ปรากฏการณ์ทางสังคมต่างๆ ที่หักล้างอคติดั้งเดิม (Outliers) เพื่อ
ที่เราจะได้ออกแบบนโยบายและกลไกแบบใหม่ ที่ “สะกิด” ให้คน
เปลี่ยนพฤติกรรมโดยไม่รู้สึกว่าถูกบังคับ (Nudge) โดยยอมรับข้อ
บกพร่ อ งในธรรมชาติ ม นุ ษ ย์ ที่ ทํ า ให้ เ รามั ก จะประเมิ น ความ
สามารถของตั ว เองไว้ สู ง เกิ น ไป คิ ด ว่ า สามารถพยากรณ์ เ หตุ
บังเอิญที่พยากรณ์ไม่ได้ (Fooled by Randomness)

วิชา 50 เล่มเกวียน :: 16
ถ้าเราอยากให้บริษัทมีความรับผิดชอบต่อสังคมจริงๆ
เราก็ จ ะต้ อ งเปลี่ ย นกฎหมายและกฎกติ ก าเสี ย ใหม่ ด้ ว ยความ
เข้ า ใจว่ า สิ ท ธิ ข องบริ ษั ท เอกชนนั้ น มิ ไ ด้ เ ป็ น สิ ท ธิ โ ดยธรรมชาติ
เฉกเช่ น สิ ท ธิ ม นุ ษ ยชน หากเป็ น ผลจากการตั ด สิ น ใจของผู้ ร่ า ง
กฎหมายและผู้พิพากษาในอดีต (Gangs of America) และดังนั้น
จึงย่อมเปลี่ยนแปลงได้เมื่อบริบทเปลี่ยนไป
ถ้าเราคิดว่าตัวเราแต่ละคนนั้น ‘เล็ก’ เกินกว่าที่จะมีส่วน
สร้ า งการเปลี่ ย นแปลงใดๆได้ เราก็ น่ า จะได้ แ รงบั น ดาลใจจาก
ความพยายามมากมายในระดับรากหญ้า (Blessed Unrest) ที่
สร้างความเปลี่ยนแปลงในระดับท้องถิ่น แต่ใช้ประโยชน์จากเครือ-
ข่ายอินเทอร์เน็ตในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันและสร้างแรง
กดดันระดับประเทศ ตลอดจนเข้าใจว่าเรามีพลังเพียงใดในฐานะ
ผู้บริโภค (Ecological Intelligence)
ผู้เชี่ยวชาญจํานวนมากขึ้นเรื่อยๆ เสนอว่าอเมริกา ใน
ฐานะมหาอํานาจขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จะต้องเปลี่ยนบทบาทของ
ตน จาก ‘ตํารวจโลก’ เป็น ‘นายหน้าโลก’ ผู้ทําหน้าที่เชื่อมโยง
สร้างเครือข่าย และหนุนวาระการพัฒนาอยู่เบื้องหลัง (The Post-
American World) ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจจํานวนมากขึ้นเรื่อยๆ กํา
ลังเสนอว่านักธุรกิจกระแสหลักควรขยายตลาดไปให้บริการกับ
คนจน (The Fortune at the Bottom of the Pyramid) มองเห็น
บทบาทที่ขาดไม่ได้ของ “แฟนพันธ์ุแท้” ในการผลักดันนวัตกรรมที่
เป็นประโยชน์ให้ได้รับความนิยมในวงกว้าง (Market Rebels)
และทํ า ธุ ร กิ จ อย่ า งมี ศั ก ดิ์ ศ รี แ ละด้ ว ยความจริ ง ใจ (Rules of
Thumb)
ในขณะเดียวกัน นักธุรกิจและนักพัฒนาเอกชนพันธุ์ใหม่

สฤณี อาชวานันทกุล :: 17
ที่ได้ชื่อว่า ‘ผู้ประกอบการเพื่อสังคม’ จํานวนหลายพันคนทั่วโลก
กําลังพิสูจน์ให้เห็นว่า กิจการแสวงหากําไรที่เอาเป้าหมายทาง
สังคมหรือสิ่งแวดล้อมเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เอากําไรสูงสุดเป็นตัวตั้งนั้น
สามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืนในเชิงธุรกิจ (Creating a World Without
Poverty) หลายกิจการสามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดมาจากผู้ครอง
ตลาดกระแสหลักและสร้างโมเดลความร่วมมือใหม่ๆ ที่ประสานผล
ประโยชน์ของธุรกิจ รัฐ และสังคมเข้าด้วยกันอย่างเป็นธรรมและ
ยั่งยืน (The Power of Unreasonable People) และนักธุรกิจ
จํานวนไม่น้อยก็กําลังพบความหมายของชีวิตในการทํากิจการ
เพื่อสังคมที่ตื่นเต้นและท้าทายไม่น้อยกว่าในโลกธุรกิจ (Leaving
Microsoft to Change the World)
หนังสือดีหลายเล่มเจาะลึกประเด็นใดประเด็นหนึ่งใน
ทางที่ทําให้เรามองความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับสังคม ยอมรับ
ความแตกต่ า งหลากหลายทางวั ฒ นธรรม (Kuhaku & Other
Accounts from Japan) และศาสนา (Under the Banner of
Heaven) และเข้าใจ ‘ความเป็นมนุษย์’ อย่างถ่องแท้กว่าเดิม ไม่
ว่าจะเป็นเรื่องราวของผู้พิพากษาศาลสูงอเมริกา (The Nine) หรือ
อัจฉริยะชื่อก้องโลก (Isaac Newton, Shakespeare) เรื่องราวไม่
ธรรมดาของสิ่งที่เราเคยคิดว่าธรรมดาไม่น่าสนใจ (Banana, The
Toothpick, Humble Masterpieces) ปรัชญาลึกซึ้งในกิจกรรม
ง่ายๆ อย่างเช่นการเดินทาง (The Art of Travel) หรือบทเรียน
จากความล้มเหลวที่ความสําเร็จสอนเราไม่ได้ (Failure)
หนังสือบางเล่มไม่ทําอะไรมากไปกว่าสร้างแรงบันดาลใจ
ในการใช้ชีวิต (The Last Lecture) ชี้ให้เห็นคุณค่าของการ ‘อยู่กับ
ปัจจุบัน’ (The Tao of Pooh) ถ่ายทอดความงามของภาพถ่ายลง

วิชา 50 เล่มเกวียน :: 18
สีด้วยมือ (Mind’s Eye) หรือจินตนาการถึงโลกที่ไร้มนุษย์ (The
World Without Us)
เพื่อเตือนสติเราให้ระลึกว่า ทุกสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง และ
ไม่ว่าโลกจะหมุนเร็วเพียงใด เราก็ไม่จําเป็นจะต้องวิ่งตาม
และอันที่จริง การหยุดวิ่งตามโลกนั้น น่าจะเป็นก้าวแรก
ที่จําเป็นต่อการเปลี่ยนแปลงวิธีคิด ซึ่งจําเป็นต่อการเปลี่ยนแปลง
วิธีทํา
หยุดวิ่งเพื่ออ่านหนังสือดีๆ ที่ไม่โหนกระแส ไม่แห่ตาม
ใคร และไม่เห่อคนดัง
ท้ า ยนี้ ผู้ เ ขี ย นขอขอบคุ ณ คุ ณ บุ ญ ลาภ ภู สุ ว รรณ
บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ผู้เปิดพื้นที่ให้
กับคอลัมน์ ‘Dog-Ear’ ในเซคชั่น D-Life ทุกสองสัปดาห์ จนก่อ
เกิดเป็นหนังสือเล่มนี้ซึ่งรวบรวมห้าสิบตอนแรกที่ตีพิมพ์ระหว่าง
เดือนกรกฎาคม 2550 ถึงเดือนมิถุนายน 2552 คุณภิญโญ ไตร-
สุริยธรรมา และสมาชิกสํานักพิมพ์โอเพ่นบุ๊คส์ทุกท่าน หากเนื้อหา
ยั ง มี ที่ ผิ ด พลาดประการใด ย่ อ มเป็ น ความผิ ด ของผู้ เ ขี ย นเพี ย ง
ลําพัง ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้

ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการอ่าน

สฤณี อาชวานันทกุล
“คนชายขอบ” | http://www.fringer.org/
28 พฤษภาคม 2552

สฤณี อาชวานันทกุล :: 19
001
The Long Tail
Chris Anderson

ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยิน ‘สูตร 80/20’ มาบ้างไม่มากก็น้อย สูตร


จําง่ายซึ่งมีต้นกําเนิดมาจากข้อสังเกตของนักเศรษฐศาสตร์ชาว
อิตาเลียนนาม วิลเฟรโด ปาเรโต (Vilfredo Pareto) กว่าร้อยปีที่
แล้ ว บอกว่ า สิ่ ง สํ า คั ญ ที่ สุ ด จํ า นวน 20 เปอร์ เ ซ็ น ต์ ข องอะไร
ก็ตาม มักจะมี ‘คุณค่า’ คิดเป็น 80 เปอร์เซ็นต์ของผลรวม
ทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น คนรวยที่สุด 20 เปอร์เซ็นต์แรกมักมี
เงินรวมกัน 80 เปอร์เซ็นต์ของคนทั้งประเทศ, พนักงานที่เก่ง
ที่สุด 20 เปอร์เซ็นต์แรกมักสร้างผลผลิต 80 เปอร์เซ็นต์ให้กับ
บริษัท ฯลฯ สูตรนี้สะท้อนความจริงในหลายแวดวงอย่างไม่
น่ า เชื่ อ และส่ ง ผลให้ วั ฒ นธรรมร่ ว มสมั ย ในสั ง คมของเราถู ก
กําหนดและขับดันด้วยสินค้ายอดนิยม (a hit-driven society)
และ ‘ตลาดรสนิยมสาธารณ์’ (mass market) เป็นหลัก

วิชา 50 เล่มเกวียน :: 20
ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด เพราะในเมื่อสินค้าขายดี
ที่สุด 20 เปอร์เซ็นต์ทํารายได้กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ บริษัทไหนจะ
ยอมเสีย ‘พื้นที่’ ขายของอันมีค่า (ไม่ว่าจะเป็นหิ้งในร้านสะดวก
ซื้อ หรือรอบฉายภาพยนตร์) ไปกับการวางสินค้า ‘ไม่ฮิต’ 80
เปอร์เซ็นต์ที่ทํายอดขายได้น้อยมาก?

ทว่าในหนังสือเรื่อง The Long Tail บรรณาธิการ


นิตยสาร WIRED นาม คริส แอนเดอร์สัน (Chris Anderson)
ยกตั ว อย่ า งมากมายจากโลกอิ น เทอร์ เ น็ ต มาแสดงให้ เ ห็ น ว่ า
นอกจากสูตร 80/20 จะใช้ไม่ได้กับการขายของผ่านอินเทอร์เน็ต
แล้ว สินค้า ‘ปลายแถว’ ทั้งหลาย (ซึ่งเป็นที่มาของชื่อหนังสือ)
นี่แหละ ที่เป็นกุญแจสําคัญของความสําเร็จของธุรกิจออนไลน์
ไม่ใช่สินค้ายอดฮิตทั้งหลาย
สฤณี อาชวานันทกุล :: 21
ทั้งนี้ เพราะ ‘พื้นที่’ ขายของในอินเทอร์เน็ต เป็นพื้นที่
เสมือนจริง (virtual space) ที่แทบไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ต่างจาก
พื้นที่ขายของในโลกจริงนอกอินเทอร์เน็ต ร้านหนังสือออนไลน์
Amazon.com จึงสามารถเสนอขายหนังสือนับล้านเล่ม
ต้นทุนอันน้อยนิดหรือเป็นศูนย์ในการ ‘แสดง’ สินค้า
และความสะดวกสบายในการค้นหาสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ต ทํา
ให้สินค้าปลายแถวขายดีในโลกออนไลน์มากกว่าโลกจริงหลาย
เท่า และนอกจากนั้น เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ระบบการให้คํา
แนะนําจากผู้ซื้อคนอื่นๆ และประมวลผลข้อมูลการสั่งซื้อในอดีต
ของ Amazon.com ก็ช่วยให้ผู้ซื้อ ‘ค้นพบ’ สินค้าใหม่ๆ ที่ตรง
ต่อความสนใจหรือความต้องการของตัวเอง แต่ไม่มีวันหาเจอใน
ร้านค้านอกอินเทอร์เน็ตเลย
หนึ่ ง ในไอเดี ย ที่ น่ า ทึ่ ง ที่ สุ ด ในหนั ง สื อ เล่ ม นี้ คื อ คํ า
อธิบายของแอนเดอร์สันว่า ความสําเร็จของสินค้าปลายแถวใน
อินเทอร์เน็ต เป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า mass market ที่เราคิดว่ามี
อยู่จริงนั้น เอาเข้าจริงก็เป็นเพียงภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นโดย
ความไร้ประสิทธิภาพของระบบตลาดกระแสหลัก (ซึ่งสะท้อน
ผ่านปัจจัยต่างๆ เช่น ต้นทุนต่อหน่วยของพื้นที่ขายของ ค่า
ขนส่งสินค้า ฯลฯ) ที่ผลักดันและอุ้มชูทัศนคติผิดๆ ที่ว่า ‘สินค้า
ที่ ข ายดี ที่ สุ ด คื อ สิ น ค้ า ที่ ดี ที่ สุ ด ’ และทํ า ให้ ร ะบบเศรษฐกิ จ
ปัจจุบันละเลยสินค้าปลายแถว ทั้งๆ ที่สินค้าเหล่านั้นอาจ ‘ดี’
ไม่แพ้สินค้ายอดนิยมก็ได้
ดังนั้น ยิ่งเราใช้ประโยชน์จาก long tail มากเท่าไร
ความหลากหลายของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ความต้องการ

วิชา 50 เล่มเกวียน :: 22
ตลอดจน ‘จริต’ ต่างๆ ก็จะปรากฏออกมาให้เราได้ชื่นชมโดย
อัตโนมัติ
ไม่ว่าคุณจะสนใจเศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ หรือสังคม ไม่
ควรพลาดหนังสือเล่มนี้ด้วยประการทั้งปวง.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 23
002
Fooled by
Randomness
Nassim Taleb

ถ้าคุณมีความเชื่อดังต่อไปนี้ –
...ความสําเร็จในโลกธุรกิจและโลกการเงินเป็นเรื่อง
ของ ‘ฝีมือ’ มากกว่า ‘โชค’ แน่ๆ
...เป็ น เรื่ อ งธรรมดาที่ ใ ครๆ ก็ อ ยากเป็ น ดารา
เพราะเป็นอาชีพที่ทํารายได้มหาศาลทั้งๆ ที่มีความเสี่ยง
น้อยมาก
...ซีอีโอสมควรได้รับค่าตอบแทนสูงๆ เพราะความ
สําเร็จของบริษัทย่อมเป็นเครื่องสะท้อนความสามารถใน
การบริหารจัดการของพวกเขา
หนั ง สื อ ที่ ห นั ง สื อ พิ ม พ์ Wall Street Journal
ยกย่องว่า ‘ทําลายค่านิยมผิดๆ ของวอลล์สตรีทลงอย่าง
ราบคาบ’ และวารสาร Fortune ยกย่องให้เป็น ‘หนึ่งใน
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 24
หนั ง สื อ ที่ ฉ ลาดที่ สุ ด ในประวั ติ ศ าสตร์ ’ ชื่ อ Fooled by
Randomness โดย นัสซิม ตาเลบ (Nassim Taleb) นัก
สถิติและนักค้าตราสารอนุพันธ์ อาจทําให้คุณเปลี่ยนความ
คิด หรืออย่างน้อยก็เข้าใจหลักการและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ
‘ความบังเอิญ’ ดีขึ้นกว่าเดิม
ในหนังสือเล่มไม่หนามากแต่อัดแน่นไปด้วยข้อมูล
และบทวิ เ คราะห์ แ สบๆ คั น ๆ เล่ ม นี้ ตาเลบชี้ ใ ห้ เ ห็ น ว่ า
ธรรมชาติของสมองมนุษย์ทําให้เราเกิดมาพร้อมกับความ
เข้ า ใจผิ ด เกี่ ย วกั บ สถิ ติ ห ลายประการ ซึ่ ง จะติ ด ตั ว เราไป
ตลอดชีวิตถ้าเราไม่ ‘ฝึกสมอง’ เสียใหม่ เขายกตัวอย่างเช่น
เรามักจะเข้าใจผิดว่าดารานั้นเป็นอาชีพที่ ‘น่าเป็น’ มาก
เพราะเรามี ‘อคติเกี่ยวกับผู้ชนะ’ (survivor bias) กล่าวคือ
เรามักจะมองเห็นแต่คนที่ประสบความสําเร็จจนโด่งดังเป็น
ดาราแล้ว แต่มองไม่เห็นคนอีกหลายแสนคนที่อยากเป็น
ดาราแต่ยังต้องทํางานรายได้ต่ำ� เช่น เป็นเด็กเสิร์ฟในร้าน
กาแฟ ระหว่างรับงานเล็กๆ น้อยๆ ในกองถ่าย รอคอย
โอกาสที่จะได้เป็นดารากับเขาบ้าง
ตาเลบแบ่งสถานการณ์ทั้งหมดในโลกนี้ออกเป็น
สองแบบ แบบแรกคือ ‘ภาวะแห่งความปานกลาง’ (Medio-
cristan) หมายถึงภาวะที่สถิติส่วนใหญ่มีค่าใกล้เคียงกับ
‘ค่าเฉลี่ย’ และดังนั้นจึงไม่มีทางที่ข้อมูลตัวใดตัวหนึ่งจะส่ง
ผลให้ค่าเฉลี่ยเปลี่ยนแปลงไปได้มาก (ยกตัวอย่างเช่น ถ้า
ข้อมูล 1,000 อันดับแรกมีค่าเท่ากับ 10 เท่ากันหมดทุกตัว
สฤณี อาชวานันทกุล :: 25
หากข้อมูลอันดับที่ 1,001 มีค่าเท่ากับ 100 ก็จะทําให้ค่า
เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น คือจาก 10 เป็น 10.0899)
ในขณะที่ ใ นภาวะแบบที่ ส องคื อ ‘ภาวะแห่ ง ความสุ ด ขั้ ว ’
(Extremistan) นั้น ข้อมูลส่วนใหญ่มีค่ากระจัดกระจาย และ
ดั ง นั้ น ข้ อ มู ล ตั ว หนึ่ ง จึ ง อาจส่ ง ผลกระทบต่ อ ค่ า รวมอย่ า ง
มีนัยสําคัญ ยกตัวอย่างเช่น โลกเรามีคนจนและคนรวยทุก
ระดับชั้นโดยไร้ขีดจํากัด ดังนั้น หากเราสุ่มเลือกคนหนึ่งพัน
คนตั้ ง แต่ ป ระเทศยากจนที่ สุ ด จนถึ ง ประเทศร่ำ � รวยที่ สุ ด
และบั ง เอิ ญ สุ่ ม ได้ บิ ล เกตส์ มารวมอยู่ ใ นนั้ น รายได้ อั น
มหาศาลของเขาก็จะทําให้ค่าเฉลี่ย ค่ามัธยฐาน และผลรวม
สูงขึ้นอย่างผิดปกติ
ตาเลบพิสูจน์ด้วยเหตุผลและข้อมูลมากมายให้เห็น
ว่า เรามักจะมองเหตุการณ์ต่างๆ ในโลกเราประหนึ่งว่ามัน
เป็นภาวะแห่งความปานกลาง ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมันมักจะ
เป็ น เหตุ ก ารณ์ แ บบภาวะแห่ ง ความสุ ด ขั้ ว ที่ มั ก จะมี
‘ห่านสีดํา’ เกิดขึ้น (black swan คือชื่อที่ตาเลบใช้เรียก
เหตุการณ์ไม่คาดฝัน ซึ่งใช้เป็นชื่อหนังสือเล่มล่าสุดของเขา
ด้ ว ย) ในหมู่ ห่ า นสี ข าว ตั ว อย่ า งของ ‘ห่ า นสี ดํ า ’ เช่ น
ภาพยนตร์และอัลบั้มเพลงฮิตจํานวนน้อยนิดที่ทํายอดขาย
สูงมากๆ หรือล้มเหลวไม่เป็นท่า ตาเลบบอกว่า เนื่องจาก
เราไม่ มี ท างคาดเดาได้ ว่ า งานชิ้ น ใดหรื อ เหตุ ก ารณ์ ใ ดจะ
กลายเป็น ‘ห่านสีดํา’ บ้าง เราก็ควรจะเลิกคิดว่าเราสามารถ
พยากรณ์อนาคตจากอดีตได้ หันมายอมรับความไม่แน่นอน
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 26
และความบั ง เอิ ญ ว่ า เป็ น ส่ ว นที่ ข าดไม่ ไ ด้ ใ นชี วิ ต และฟั ง
ความเห็นของ ‘ผู้เชี่ยวชาญ’ ให้น้อยลงเสียบ้าง
Fooled by Randomess เป็นหนังสือที่น่าอ่าน
อย่ า งยิ่ ง โดยเฉพาะในสั ง คมที่ ค นส่ ว นใหญ่ ยั ง บ้ า ดารา
นับถือ ‘ขาใหญ่’ ในตลาดหุ้นว่าเฉลียวฉลาดกว่าคนทั่วไป
และแยกแยะระหว่าง ‘ความเก่ง’ และ ‘ความเฮง’ ของนัก
ธุรกิจไม่ค่อยออก.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 27
003
A Whole New Mind

Daniel Pink

“เด็กหัวกะทิต้องเอนท์ฯ คณะแพทยศาสตร์หรือวิศวกรรม-
ศาสตร์เท่านั้น เด็กหัวดีรองลงมาก็ไปเอนท์บัญชี เศรษฐ-
ศาสตร์ หรือนิติศาสตร์ ส่วนใครที่รู้ตัวว่า ‘หัวไม่ถึง’ ก็ต้อง
ไปเอนท์นิเทศศาสตร์ อักษรศาสตร์ ศิลปศาสตร์ ฯลฯ”
คํากล่าวข้างต้นเป็น ‘ค่านิยม’ เกี่ยวกับการศึกษาที่
ผู้เขียนได้ยินจนชินหูมาตั้งแต่เด็ก และในฐานะที่เป็น ‘เด็ก
หัวดีรองลงมา’ คนหนึ่ง ก็ไปเข้าคณะเศรษฐศาสตร์ตามค่า
นิยมนี้ด้วย ปัจจุบันแม้ว่าค่านิยมนี้จะเจือจางไปบ้างแล้ว
เวลาใครพูดถึง ‘เด็กหัวกะทิ’ ในสังคมไทย คนส่วนใหญ่ก็ยัง
นึกภาพเด็กเรียนหนังสือเก่ง คิดเลขเก่ง และมีความจําเป็น
เลิศ – คนแบบที่ศัพท์การแพทย์สมัยใหม่เรียกว่า ‘คนสมอง
ซ้ายนํา’ (left-brainers)
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 28
ในทางกลับกัน ‘คนสมองขวานํา’ (right-brainers)
เช่น ศิลปิน หรือนักเขียนที่ไม่ชอบคิดเลข ก็มักจะถูกตรา
หน้าว่า ‘หัวไม่ดี’
แต่หนังสือยอดเยี่ยมเรื่อง A Whole New Mind –
Why Right-Brainers Will Rule the Future โดย แดเนียล
พิงค์ (Daniel Pink) ชี้ให้เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่สังคมจะต้อง
เปลี่ ย นนิ ย ามและทั ศ นคติ เ กี่ ย วกั บ ‘ความฉลาด’ และ
ค่ า นิ ย มจากหน้ า มื อ เป็ น หลั ง มื อ อย่ า งน้ อ ยก็ ใ นประเทศ
พัฒนาแล้ว
เพราะอนาคตอันใกล้นี้อยู่ในมือและสมองของคน
สมองขวานํา ไม่ใช่คนสมองซ้ายนําเหมือนที่ผ่านมา

พิงค์ชี้ว่า สังคมและเศรษฐกิจของโลกเราในรอบ
หลายสิบปีที่ผ่านมาถูกกําหนดและครอบงําโดย ‘คนสมอง
ซ้ า ยนํ า ’ ทั้ ง หลาย ไม่ ว่ า จะเป็ น นั ก ธุ ร กิ จ นั ก กฎหมาย
แพทย์ วิศวกร โปรแกรมเมอร์ ฯลฯ แต่โลกยุคโลกาภิวัตน์มี
ปรากฏการณ์สําคัญๆ สามเรื่องที่ทําให้ทักษะของสมองซีก
ซ้าย (เช่น ความจํา และทักษะด้านการคิดเลขและวิเคราะห์
ข้อมูล) เป็นเรื่องจําเป็นน้อยลงมาก ได้แก่ 1) Abundance
หมายถึ ง ความอุ ด มสมบู ร ณ์ ข องสั ง คมบริ โ ภคในประเทศ
พัฒนาแล้ว ที่ทําให้สินค้าและบริการใหม่ๆ ต้องสร้าง ‘จุด
ต่าง’ เพื่อดึงดูดผู้บริโภค ทําให้งานที่ใช้ทักษะของสมองซีก
ขวาเป็นหลัก เช่น ดีไซน์ และการโฆษณาสื่อสาร ทวีความ
สฤณี อาชวานันทกุล :: 29
สําคัญมากขึ้น, 2) Asia หมายถึงภาวะที่งานที่ใช้สมองซีก
ซ้ายเป็นหลัก เช่น การคีย์ข้อมูลเข้าคอมพิวเตอร์ และงาน
ธุรการอื่นๆ ถูกโยกย้าย (outsource) จากประเทศพัฒนา
แล้วไปยังประเทศเกิดใหม่ในเอเชีย โดยเฉพาะอินเดีย, และ
3) Automation หมายถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดย
เฉพาะเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและพลังการประมวลผลของ
คอมพิวเตอร์ ซึ่งลดความจําเป็นของการใช้ทักษะของสมอง
ซีกซ้ายลงอย่างมากจนเหลือเวลาให้เราเอาไปอุทิศให้กับ
การฝึกสมองซีกขวาได้

พิงค์บอกว่า ถึงเวลาแล้วที่คนสมองซ้ายนําทุกคน
จะหันมาให้ความสนใจกับการพัฒนาทักษะของสมองซีก
ขวา ซึ่ ง เขาแบ่ ง กว้ า งๆ ออกเป็ น 6 ชนิ ด ได้ แ ก่ การ
ออกแบบ (Design), การเล่าเรื่อง (Story), การมองเห็น
ความกลมกลืนของสิ่งต่างๆ (Symphony), การเอาใจเขามา
ใส่ใจเรา (Empathy), การเล่น (Play) และการค้นหาความ
หมายของชีวิต (Meaning) ซึ่งทักษะเหล่านี้ล้วนสอดคล้อง
กับแนวโน้มธุรกิจในปัจจุบัน ที่หันมาให้ความสําคัญกับ EQ
มากกว่ า IQ และให้ ค วามสํ า คั ญ กั บ การใช้ ค วามคิ ด
สร้างสรรค์มากกว่าทักษะที่เกี่ยวกับการคิดเลข
A Whole New Mind เป็นหนังสือที่เหมาะสําหรับ
ผู้ อ่ า นทุ ก ท่ า นในโลกหมุ น เร็ ว ยุ ค โลกาภิ วั ต น์ โดยเฉพาะ
ครูบาอาจารย์และใครก็ตามที่สนใจเรื่องวิธีปฏิรูปการศึกษา
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 30
ให้ทันโลก คน ‘สมองซ้ายนํา’ ที่รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างขาด
หายไปในชี วิ ต และคน ‘สมองขวานํ า ’ ที่ มั ก จะถู ก คน
ประเภทแรกหาว่า ‘ไม่ฉลาด’ อยู่เนืองๆ นอกจากจะอ่าน
สนุ ก แล้ ว หนั ง สื อ เล่ ม นี้ ยั ง มี บ ททดสอบและแบบฝึ ก หั ด
ทักษะของสมองซีกขวา และลิ้งก์ไปยังเว็บไซต์ที่น่าสนใจ
มากมายอีกด้วย.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 31
004
The Undercover
Economist
Tim Harford

เมื่อพูดถึง ‘นักเศรษฐศาสตร์’ หลายคนคงนึกภาพนักวิชา


การใส่แว่นหนาเตอะบน ‘หอคอยงาช้าง’ ที่วันๆ หมกมุ่นอยู่
กับอัตราเงินเฟ้อ จีดีพี อัตราดอกเบี้ย และตัวเลขอื่นๆ ที่
ยากต่อการทําความเข้าใจว่าเกี่ยวข้องกับชีวิตประจําวัน
ของเราอย่างไร
โชคดีที่ปัจจุบันมีนักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่หลายคน
ที่ไม่เพียงแต่มีความสามารถในการทําเรื่องยากให้เข้าใจง่าย
เท่านั้น แต่ยังสามารถนํา ‘ชุดเครื่องมือ’ ทางเศรษฐศาสตร์
มาอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจําวันได้อย่างน่า
ทึ่ง ท่านผู้อ่านอาจเคยได้ยินหนังสือแนว ‘Pop Economics’
เรื่ อ ง Freakonomics ที่ ข ายดี เ ป็ น เทน้ำ � เทท่ า แต่ วั น นี้
ผู้เขียนอยากแนะนําหนังสือแนวเดียวกันอีกเล่มหนึ่งที่ส่วน
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 32
ตัวชอบมากกว่ากันหลายเท่า และผู้เขียน Freakonomics
ก็ แ นะนํ า ว่ า ‘ต้ อ งอ่ า น’ ด้ ว ย นั่ น คื อ The Undercover
Economist โดย ทิม ฮาร์ฟอร์ด (Tim Harford) สมาชิกกอง
บรรณาธิ ก ารหนั ง สื อ พิ ม พ์ Financial Times (FT) ซึ่ ง
ปั จ จุ บั น คงเป็ น นั ก เศรษฐศาสตร์ ค นเดี ย วในโลกที่ ต อบ
ปัญหาส่วนตัวของผู้อ่าน (เช่น “ฉันควรจะลองสูบบุหรี่หรือ
เปล่ า ?”) ด้ ว ยหลั ก เศรษฐศาสตร์ เป็ น ประจํา ในคอลั ม น์
“Dear Economist” ของ FT
หัวข้อที่ฮาร์ฟอร์ดรวบรวมไว้ใน The Undercover
Economist มีความหลากหลายและสนุกสนานจนอาจทําให้
คนที่เคยมองเศรษฐศาสตร์ว่า ‘น่าเบื่อ’ ต้องเปลี่ยนความคิด
หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบลง ฮาร์ฟอร์ดอธิบายปรากฏ-
การณ์ประจําวันด้วยหลักเศรษฐศาสตร์ด้วยการยกตัวอย่าง
มากมายและใช้ สํ า นวนเป็ น กั น เองที่ อ่ า นง่ า ยตลอดเล่ ม
โดยปราศจากสมการ กราฟ หรื อ ตารางเหมื อ นหนั ง สื อ
เศรษฐศาสตร์เล่มอื่นๆ หัวข้อในหนังสือมีตั้งแต่ สาเหตุที่เรา
หาซื้อรถมือสองดีๆ ไม่ค่อยได้, สาเหตุที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตไม่
วางกล้วยที่ผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ (organic) ไว้ใกล้ๆ กับ
กล้วยธรรมดา (ที่มีราคาถูกกว่า), สาเหตุที่กาแฟสมัยใหม่มี
ราคาแพงโดยเฉพาะในทําเลทองอย่างสถานีรถไฟ, สาเหตุ
ที่กรมธรรม์ประกันสุขภาพใช้ไม่ค่อยได้ ฯลฯ นอกจากนี้
ฮาร์ฟอร์ดยังอธิบายปรากฏการณ์ระดับโลกที่อยู่ในความ
สนใจของคนส่วนใหญ่ เช่น เหตุใดการประท้วงโรงงานของ
สฤณี อาชวานันทกุล :: 33
บริษัทข้ามชาติที่ใช้แรงงานท้องถิ่นราคาถูก (sweatshops)
จึงอาจส่งผลเสียมากกว่าดี และวิธีการที่จะช่วยประเทศ
กําลังพัฒนาให้หลุดพ้นจากปลักความยากจนได้อย่างยั่งยืน
(ซึ่ ง ฮาร์ ฟ อร์ ด ย้ำ � ว่ า ต้ อ งรวมการปราบปรามคอร์ รั ป ชั่ น
อย่างจริงจังเป็นหนึ่งในกลไกสําคัญด้วย)
นอกจาก The Undercover Economist จะอ่าน
สนุกแล้ว ผู้เขียนคิดว่ายังสามารถใช้เป็น ‘หนังสือเรียน’ ใน
วิชาเศรษฐศาสตร์จุลภาคเบื้องต้น (introductory micro
economics) ระดับปริญญาตรีได้ดีกว่าหนังสือเรียนทั่วไป
เพราะหัวข้อในหนังสือเล่มนี้ล้วนเป็นประเด็นสําคัญที่น่า
สนใจและส่งผลกระทบต่อชีวิตคนทั้งโลก เช่น ความเจริญ
และวิถีการพัฒนาทางเศรษฐกิจ, ปัญหาข้อมูลไม่เท่าเทียม
กัน (asymmetric information), กลยุทธ์การตั้งราคาสูงเกิน
ควร (price gouging), กลยุทธ์ตั้งราคาแบบลําเอียง (price
discrimination), และการใช้ ท ฤษฎี เ กมในการกํ า หนด
นโยบายรัฐ ประเด็นทันสมัยเหล่านี้ไม่ค่อยได้รับการกล่าว
ถึงในหนังสือเรียนเศรษฐศาสตร์จุลภาค ที่มักจะเต็มไปด้วย
สมการน่าเบื่อเกี่ยวกับกระบวนการผลิต รูปแบบองค์กร
บริ ษั ท และโครงสร้ า งตลาด ซึ่ ง ล้ ว นทํ า ให้ แ นวคิ ด ทาง
เศรษฐศาสตร์กลายเป็นนามธรรมเข้าใจยากสําหรับคนไม่
ถนั ด เลข ทั้ ง ๆ ที่ ‘ชุ ด เครื่ อ งมื อ ’ ของเศรษฐศาสตร์ มี
มากมายนอกเหนือจากสมการและกราฟทางคณิตศาสตร์
และสามารถอธิบายให้คนทั่วไปเข้าใจได้ด้วยภาษาธรรมดา
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 34
ไม่ว่าคุณจะสนใจเศรษฐศาสตร์หรือไม่ คุณจะได้ทั้ง
ความรู้ แ ละความเพลิ ด เพลิ น มากมายจาก The Under
cover Economist – หนังสือที่ทําให้ผู้เขียน ‘รู้ทัน’ ร้าน
กาแฟสตาร์บัคส์มากขึ้น (ถึงแม้จะเต็มใจให้หลอกต่อไป)
และ ‘ตาสว่าง’ มากขึ้นหลังจากได้รู้ว่า การซื้อผลิตภัณฑ์ที่
แปะป้ า ย organic อาจไม่ ไ ด้ ช่ ว ยชาวนาเท่ า กั บ ช่ ว ย
ซุปเปอร์มาร์เก็ตเจ้านั้นให้ได้กําไรกว่าเดิม.

ฉบับภาษาไทย: นักสืบเศรษฐศาสตร์ สำ�นวนแปล อรนุช อนุศักดิ์เสถียร,


สำ�นักพิมพ์มติชน, 2551
สฤณี อาชวานันทกุล :: 35
005
The Omnivore’s
Dilemma
Michael Pollan

ในโลกยุคเร่งรีบที่มนุษย์เงินเดือนมีเวลาทานข้าวในบ้าน
น้อยลงเรื่อยๆ จนอาหารแช่แข็งพร้อมรับประทานกลาย
เป็ น สิ น ค้ า คุ้ น ตาของชนชาติ ที่ ‘ชอบกิ น ’ เป็ น ชี วิ ต จิ ต ใจ
อย่างคนไทย จะมีสักกี่คนที่ฉุกคิดว่า อาหารที่ผลิตแบบเป็น
อุตสาหกรรมเต็มร้อยที่เรากินกันอยู่ทุกวันนี้นั้นมาจากไหน
กระบวนการผลิตอาหารกําลังส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมหรือ
สุขภาพของเรามากน้อยเพียงใด และเมื่อรู้ความจริงแล้ว
เราควรเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคหรือไม่?
หนังสือเล่มหนาเรื่อง The Omnivore’s Dilemma:
A Natural History of Four Meals โดย ไมเคิล พอลลัน
(Michael Pollan) พยายามตอบคําถามสั้นๆ ว่า “เราควร
กินอะไรเป็นข้าวเย็น?” ด้วยการสืบสาวที่มาของอาหารสี่มื้อ
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 36
ในอเมริกาจากต้นตอสู่จาน ได้แก่ อาหารจากเคาน์เตอร์
drive-in ของแมคโดนัลด์, อาหารเพื่อสุขภาพจาก Whole
Foods (ซุปเปอร์มาร์เก็ตในอเมริกาที่โฆษณาว่าขายแต่
อาหารแบบ “เกษตรอินทรีย์” คือผลิตโดยกระบวนการทาง
ธรรมชาติล้วนๆ), อาหารจากฟาร์มธรรมชาติที่โฆษณาว่า
‘สดกว่าออร์แกนิก’ (beyond organic) ในรัฐเวอร์จิเนีย,
และอาหารที่พอลลันบอกว่าเป็น “มื้อที่สมบูรณ์แบบ” นั่นคือ
อาหารที่เขาหามาได้เองล้วนๆ จากป่า ไม่ต่างจากบรรพ-
บุรุษของมนุษย์ในสมัยโบราณ
ระหว่างการเดินทางไปสืบสาวต้นตอของอาหารทั้ง
สี่มื้อ พอลลันเล่าเรื่องที่เขาได้พบปะกับผู้คนมากหน้าหลาย
ตาที่มีความน่าสนใจและหลากหลายไม่แพ้ตัวละครในนิยาย
ขายดี ไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ข้าวโพดในรัฐไอโอวา ผู้ดูแลที่ดิน
สําหรับขุนสัตว์ให้อ้วน (feedlot) ก่อนส่งเข้าโรงฆ่า นักวิจัย
ด้านโภชนาการ ชาวนาขบถผู้เชื่อมั่นในวิถีเกษตรธรรมชาติ
นักชิมอาหารอาชีพชาวซานฟรานซิสโก ชาวนาผู้เชี่ยวชาญ
ด้านการเก็บเห็ดป่า ฯลฯ สิ่งที่น่าทึ่งคือ พอลลันสามารถ
มองกลุ่ ม คนที่ มี ฐ านะ อาชี พ และความเห็ น เกี่ ย วกั บ
อุ ต สาหกรรมอาหารที่ ห ลากหลายขนาดนี้ จ ากมุ ม มองที่
เปี่ยมมนุษยธรรมและความเห็นอกเห็นใจ โดยไร้ซึ่งอคติ
ใดๆ กํากับ

สฤณี อาชวานันทกุล :: 37
ในมุมมองของพอลลัน ชาวไร่ที่ราดปุ๋ยไนโตรเจน
ปริมาณมหาศาลในแต่ละปีลงบนไร่ข้าวโพด สัตวแพทย์ที่
โด๊ปยาให้วัวที่ถูกขุนด้วยข้าวโพดปีละหลายตัน และชาวนา
ที่ต้องขลิบหางหมูทิ้งทุกปีเพื่อบรรเทาความเครียดของหมู
จากการอยู่อย่างแออัดในเล้าหมูแบบใหม่ ล้วนเผชิญกับแรง
กดดันชนิดเดียวกันที่ก่อโดยผู้กําหนดนโยบายภาครัฐ และ
นักธุรกิจใหญ่ในอุตสาหกรรมอาหารที่ขยันล็อบบี้นักการ
เมื อ งเพื่ อ ปกป้ อ งผลประโยชน์ ตั ว เองโดยไม่ คํ า นึ ง ถึ ง
อันตรายของอุตสาหกรรมอาหารในปัจจุบัน หนึ่งในตัวอย่าง
ที่ทําให้ผู้อ่านเห็นปัญหาของอุตสาหกรรมได้ดีที่สุดใน The
Omnivore’s Dilemma คื อ อุ ต สาหกรรมข้ า วโพด พื ช ที่
อเมริกาผลิตได้มากที่สุดในโลกและรัฐบาลให้เงินอุดหนุน
มากที่สุด พอลลันบอกว่า จากสินค้ากว่า 45,000 ชนิดโดย
เฉลี่ ย ที่ ซุ ป เปอร์ ม าร์ เ ก็ ต ในอเมริ ก าวางขาย กว่ า 25
เปอร์เซ็นต์ มีข้าวโพดเป็นส่วนผสมสําคัญ เพราะรัฐบาล
อเมริกาต้องหา ‘ที่ลง’ ใหม่ๆ ให้กับข้าวโพดตลอดเวลา
เพราะไม่ ต้ อ งการให้ ช าวไร่ เ ลิ ก ปลู ก จนแม้ ก ระทั่ ง ปลา
แซลมอนเลี้ยงในปัจจุบันก็ถูกดัดแปลงพันธุกรรมให้กินข้าว
โพดเป็นอาหารด้วย!
หนั ง สื อ เล่ ม นี้ อั ด แน่ น ไปด้ ว ยข้ อ มู ล น่ า สนใจ
มากมายเกี่ยวกับความ ‘เละเทะ’ ของอุตสาหกรรมอาหาร
ในอเมริกา (เช่น วัวส่วนใหญ่ในอเมริกาถูกบังคับให้กินเนื้อ
ของพวกเดียวกันเป็นอาหาร!) โดยพอลลันเล่าเรื่องประเด็น
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 38
ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในเชิงศีลธรรม การเมือง ธุรกิจและ
วิ ท ยาศาสตร์ ตลอดจนผลกระทบด้ า นสิ่ ง แวดล้ อ มและ
สุ ข ภาพของอาหารแต่ ล ะชนิ ด ถ้ า คุ ณ เคยอยากรู้ ว่ า
บิ๊ ก แมคมาจากไหนกั น แน่ อุ ต สาหกรรมอาหารมี ส่ ว นใน
ปัญหา ‘โลกร้อน’ ได้อย่างไร และสลัดที่โฆษณาว่า “ผลิต
โดยกระบวนการธรรมชาติล้วนๆ” นั้นดีจริงอย่างที่พูดหรือ
ไม่ ไม่ควรพลาด The Omnivore’s Dilemma หนังสือที่
TIME ยกย่องให้เป็นหนึ่งใน “หนังสือ 10 เล่มที่ดีที่สุดในปี
2006” ด้วยประการทั้งปวง.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 39
006
Gangs of America
Ted Nace

ในโลกปั จ จุ บั น ที่ บ ริ ษั ท ข้ า มชาติ ยั ก ษ์ ใ หญ่ ห ลายรายทํ า


รายได้ในแต่ละปีสูงกว่า GDP ของประเทศกําลังพัฒนา
หลายสิบประเทศรวมกัน คงไม่มีใครแปลกใจอีกต่อไปกับ
ข้ อ เท็ จ จริ ง ที่ ว่ า บริ ษั ท เหล่ า นี้ นั บ วั น จะยิ่ ง ทวี อํ า นาจและ
อิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ ในแทบทุกมิติของสังคม นับตั้งแต่
วัฒนธรรมการบริโภค สภาวะสิ่งแวดล้อม การเมือง ไป
จนถึงกฎเกณฑ์กํากับดูแลของภาครัฐ
แต่หลายคนคงแปลกใจเมื่อได้รู้ว่า ‘สิทธิ’ ต่างๆ
ของบริษัทอเมริกัน ในฐานะที่เป็น ‘บุคคล’ ประเภทหนึ่ง (ที่
ปัจจุบันเราเรียกว่า ‘นิติบุคคล’) นั้น ไม่ได้เป็น ‘สิทธิตาม
ธรรมชาติ’ ที่กฎหมายยอมรับและคุ้มครองตั้งแต่แรก หาก
เป็น ‘สิทธิประดิษฐ์’ ที่เกิดขึ้นและสั่งสมอย่างช้าๆ ผ่านเวลา
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 40
กว่า 300 ปี อํานาจต่อรองทางการเมืองของบริษัทที่เพิ่มสูง
ขึ้นเรื่อยๆ ควบคู่ไปกับระดับความมั่งคั่ง ทําให้บริษัทค่อยๆ
ได้สิทธิที่กฎหมายเคยสงวนไว้เป็นของปัจเจกชนเท่านั้นมา
เป็นของตัวเองทีละข้อสองข้อ ผ่านการตีความแบบ ‘เข้า
ข้าง’ แต่แนบเนียนของศาลฎีกา จนปัจจุบันแทบไม่มีใคร
ฉุกคิดอีกต่อไปว่า บริษัทอาจไม่ควรมีสิทธิตามกฎหมาย
ทัดเทียมกับปัจเจกชน เพราะคนธรรมดาเกิดมาแล้วย่อมมี
วั น ตายทุ ก คน ฉะนั้ น ไม่ ว่ า จะเป็ น คน ‘เลว’ เพี ย งใดใน
สายตาของกฎหมายก็มีโอกาสทําเลวได้เพียงชั่วอายุขัยของ
ตัวเอง แต่บริษัท ‘เลว’ นั้นอาจอยู่ไปชั่วฟ้าดินสลาย ตราบ
ใดที่ฐานะทางการเงินไม่เคยย่ำ�แย่เข้าขั้นล้มละลาย และ
บ่อยครั้ง สิทธิของบริษัทก็อยู่เหนือสิทธิส่วนบุคคลและสิทธิ
สาธารณะ ทั้งๆ สิทธิสองประเภทหลังเป็นสิทธิที่กฎหมาย
ควรคุ้มครองเป็นพิเศษ
ในหนังสือ ‘ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ’ เรื่อง Gangs
of America อดีตนักธุรกิจนาม เท็ด เนซ (Ted Nace)
ลําดับความเป็นมาของอํานาจบริษัทในอเมริกาตั้งแต่อดีต
จนปั จ จุ บั น ไว้ อ ย่ า งน่ า ติ ด ตามและสนุ ก สนาน ส่ ว นหนึ่ ง
เพราะเนซสามารถย่อยข้อกฎหมายยากๆ ให้เข้าใจง่าย
ตอนที่น่าสนใจและสนุกที่สุดในหนังสือสําหรับผู้เขียน คือ
ตอนที่เนซอธิบายบริบทของรัฐธรรมนูญอเมริกันว่า ผู้ร่าง
กฎหมายสูงสุดของประเทศในขณะนั้นไม่ไว้วางใจบริษัท
เอกชนเลย เพราะ ‘บริษัท’ ที่มีอิทธิพลในอเมริกาในสมัยนั้น
สฤณี อาชวานันทกุล :: 41
ล้วนเป็นบริษัทของอังกฤษ ซึ่งฉวยโอกาสในฐานะที่เป็น
‘เจ้าอาณานิคม’ กดขี่ข่มเหงประชาชน เช่น บริษัท Virginia
Company เกณฑ์แรงงานเด็กและผู้หญิงในไร่ยาสูบอย่าง
ทารุณจนทําให้คนงานหลายพันคนต้องถึงแก่ชีวิต (เนซเล่า
เสริมด้วยว่าในสมัยนั้น การไม่มีงานทําถือเป็นความผิดตาม
กฎหมายที่มีโทษปรับหรือจําคุก) แต่กรณีที่อื้อฉาวที่สุดคือ
บริษัท East India Company ที่พยายามจะรวบอํานาจ
ผูกขาดธุรกิจ ทําให้พ่อค้าชาวอเมริกันโกรธแค้นจนปลุก
ระดมผู้คนให้ร่วมกันต่อต้านสินค้าอังกฤษ นําไปสู่การโยน
หีบชาจีนที่นําเข้าจากอังกฤษทิ้งน้ำ�ในวันที่ 16 ธันวาคม
ค.ศ. 1773 (‘Boston Tea Party’) ซึ่งนับเป็นชนวนแห่ง
สงครามประกาศอิสรภาพของอเมริกาที่ปะทุขึ้นภายในอีก
ไม่ถึงสองปีต่อมา
เนซชี้ว่า ประสบการณ์อันเลวร้ายที่ประชาชนชาว
อเมริกันมีต่อพฤติกรรมเอารัดเอาเปรียบของบริษัทอังกฤษ
ทําให้รัฐธรรมนูญอเมริกันไม่พูดถึงสิทธิของนิติบุคคลเลย
แม้แต่น้อย แต่ต่อมาอีกหนึ่งศตวรรษ หลังจากที่ภาคธุรกิจ
ของอเมริ ก าเองเติ บ โตและทรงอิ ท ธิ พ ลมากขึ้ น หลั ง เกิ ด
สงครามกลางเมือง บริษัทใหญ่ๆ ก็เริ่ม ‘วิ่งเต้น’ จนศาล
ฎีกายอมตีความรัฐธรรมนูญแบบบิดเบือนว่า “นิติบุคคล
เป็ น บุ ค คลประเภทหนึ่ ง ” ในปี 1886 และหลั ง จากนั้ น
อํ า นาจของบริ ษั ท ก็ เ พิ่ ม ขึ้ น เรื่ อ ยๆ อย่ า งแทบไม่ มี ใ คร
ต้านทานได้ และอย่างแทบจะไร้ขีดจํากัด
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 42
ถ้ า ท่ า นอยากรู้ ว่ า เหตุ ใ ดเนซจึ ง มองว่ า การเถลิ ง
อํานาจของภาคธุรกิจ และการลดลงของสิทธิประชาชนชาว
อเมริกันในเวลาเดียวกันนั้นไม่ใช่เหตุบังเอิญ หากเป็นผล
พวงจากการกดดันของภาคธุรกิจที่ดําเนินต่อเนื่องมากว่า
สองศตวรรษ ขอเชิ ญ อ่ า นหนั ง สื อ ยอดเยี่ ย มซึ่ ง ตอนนี้ มี
เวอร์ชั่นอิเล็กทรอนิกส์ให้ทุกคนดาวน์โหลดไปอ่านฟรีได้
จากเว็บไซต์ http://www.gangsofamerica.com/read.html

สฤณี อาชวานันทกุล :: 43
007
In the Bubble
John Thackara

ในโลกที่เต็มไปด้วยสินค้านานาชนิดและเทคโนโลยีทันสมัย
มากมายที่ต่างโอ้อวดสรรพคุณว่าทําให้ชีวิตคนเราสะดวก
สบายกว่าทุกยุคที่ผ่านมาในอดีต แต่ผู้บริโภคสินค้าเหล่า-
นั้นจํานวนมากกลับรู้สึกแปลกแยกและเปลี่ยวเหงากว่าเดิม
เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?
คําตอบของ จอห์น แธ็คคารา (John Thackara)
ในหนังสือยอดเยี่ยมเรื่อง In the Bubble: Designing in a
Complex World คือ นั่นเป็นเพราะที่ผ่านมา เราให้ความ
สําคัญกับ ‘ของ’ มากกว่า ‘คน’ และทางแก้ที่เขาเสนอคือ
เราต้องเปลี่ยนวิธีออกแบบสินค้าและบริการต่างๆ เสียใหม่
ให้คํานึงถึง ‘คน’ มากกว่า ‘ของ’

วิชา 50 เล่มเกวียน :: 44
แธ็คคาราชี้ให้เห็นในหนังสือเล่มนี้ว่า ปัญหาหลาย
ข้อของเราตอนนี้ เช่น โฆษณาไร้สาระมากมาย เป็นผลจาก
การตั ด สิ น ใจออกแบบที่ ผิ ด พลาดหรื อ รู้ เ ท่ า ไม่ ถึ ง การณ์
ไม่ใช่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ กว่าร้อยละ 80 ของผลกระทบด้าน
สิ่งแวดล้อมที่เกิดจากสินค้า บริการ และโครงสร้างพื้นฐาน
ต่างๆ ที่มนุษย์เป็นผู้สร้างนั้น ล้วนเป็นผลพวงจากขั้นตอน
การออกแบบ เช่น การเติบโตแบบดูเหมือนไร้ทิศทางของ
ชุมชนเมือง เป็นผลจากกฎหมายโซนนิ่ง โครงสร้างภาษี
การตั ด สิ น ใจปล่ อ ยกู้ ข องธนาคาร การออกแบบรถยนต์
ฯลฯ ที่ล้วนแต่มีคนออกแบบทั้งสิ้น แธ็คคาราบอกว่า สังคม
เราปัจจุบันนี้คิดเก่งแต่เรื่อง ‘กระบวนการ’ แต่แทบไม่เคย
คิดเรื่อง ‘เป้าหมาย’ เลย นักออกแบบทุกวงการไม่เคยตั้งคํา
ถามว่า ของที่กําลังออกแบบอยู่นี้มี ‘คุณค่า’ ใดบ้างต่อชีวิต
มนุษย์ เพราะมัวแต่มุ่งเน้นการใส่เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้าไป
ราวกับว่า ‘ความใหม่’ ของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวก็
‘ขายได้’ และเพียงพอแล้ว ทั้งๆ ที่ฟังก์ชั่นใหม่เอี่ยมของมือ
ถือแต่ละรุ่นไม่สามารถช่วยให้เรามีเวลาอยู่กับคนรักมากขึ้น
หรือพูดความจริงต่อกันมากกว่าเดิม
แธ็ ค คาราเชื่ อ ว่ า ถึ ง เวลาแล้ ว ที่ เ ราจะหั น มาให้
ความสําคัญกับคุณค่าต่างๆ ของความเป็นมนุษย์ มากกว่า
ประสิทธิภาพหรือความใหม่ของเทคโนโลยี เขายกตัวอย่าง
งานออกแบบมากมายในโลกปัจจุบันที่แสดงให้เราเห็นว่า
โลกที่มี ‘คน’ ไม่ใช่ ‘ของ’ เป็นศูนย์กลางนั้น จะมีหน้าตาเป็น
สฤณี อาชวานันทกุล :: 45
อย่างไร แธ็คคาราบอกว่า เราสามารถผสมผสานเทคโนโลยี
การสื่อสารแบบไร้สาย (wireless) ระบบบอกตําแหน่งบ
นพื้นผิวโลก เช่น จีพีเอส (GPS) และเทคโนโลยีในการ
จัดสรรทรัพยากรเข้าด้วยกัน เพื่อลดปริมาณ ‘ของ’ ที่เรา
ต้องครอบครองเป็นเจ้าของเพื่อใช้มัน เช่น รถยนต์ ถนน
คอมพิวเตอร์ หรือสํานักงาน ถ้าเราคิดเรื่องการออกแบบ
อย่างบูรณาการและเป็นระบบ โดยเอาวิถีชีวิตของคนเป็น
ตั ว ตั้ ง เราก็ จ ะค้ น พบว่ า เราไม่ จํ า เป็ น ต้ อ ง ‘เป็ น เจ้ า ของ’
หลายสิ่งหลายอย่างอีกต่อไป เราเพียงแต่ต้องรู้ว่ามันอยู่
ที่ไหน และเราจะใช้มันอย่างไรได้บ้าง แธ็คคาราย้ำ�ด้วยว่า
ในโลกใหม่ที่ ‘คน’ สําคัญกว่า ‘ของ’ นั้น ดีไซเนอร์จะต้อง
เปลี่ ย นจากคนที่ อ อกแบบ ‘ของ’ มาเป็ น คนที่ อ อกแบบ
‘ระบบซับซ้อน’ ที่มีระบบด้านสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรม
และวัฒนธรรม ซ้อนทับกันอยู่ และระบบซับซ้อนนั้นควร
ส่งเสริมให้ผู้ใช้มีส่วนร่วมในการออกแบบระบบที่พวกเขา
เป็นสมาชิก คํานึงถึงประสิทธิภาพและต้นทุน (ทั้งในรูปตัว
เงิน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต) ของ
การไหลเวียน (flow) ของทั้งวัสดุก่อสร้างและพลังงานที่ใช้
ในระบบที่เราออกแบบ คํานึงถึง ‘คุณค่า’ ที่ผู้ใช้จะได้รับ
และมุ่งเน้นการออกแบบไปที่ ‘บริการ’ ที่มอบให้กับผู้ใช้
ไม่ใช่ออกแบบ ‘ของ’ ที่ในที่สุดจะเป็นเพียงขยะรกโลกโดย
ไม่จําเป็นเท่านั้น
ถ้าคุณอยากรู้ว่า โลกใหม่ในโลกทัศน์ของแธ็คคารา
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 46
มีหน้าตาเป็นเช่นใด ‘ความรู้หนังสือ’ (literacy) ของเราจะ
เปลี่ยนจากการรับสาร (ที่ส่วนใหญ่ “ไร้สาระ”) จากโฆษณา
กว่ า 200 ชิ้ น ในแต่ ล ะวั น มาเป็ น การรั บ ข้ อ มู ล ที่ สํ า คั ญ
เกี่ ย วกั บ สุ ข ภาพของโลกและสุ ข ภาพส่ ว นตั ว ของเราได้
อย่างไร ‘ความฉลาด’ ของคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กลง
เรื่อยๆ จนอยู่ได้ทุกหนทุกแห่ง ไม่เว้นแม้แต่ในเนื้อผ้าที่เรา
สวมใส่นั้น ควรเป็นความฉลาดแบบไหนกันแน่ และเหตุใด
แธ็คคาราจึงเชื่อว่า “เมื่อคุณใส่เทคโนโลยีฉลาดๆ เข้าไปใน
สินค้าที่ไร้จุดหมาย ผลที่เกิดขึ้นคือสินค้าปัญญานิ่ม” คุณก็
ไม่ควรพลาด In the Bubble – หนังสือที่นักออกแบบอ่าน
ได้ ผู้บริโภคอ่านดี และทุกคนที่หลงใหลในเทคโนโลยีใหม่ๆ
เพราะ ‘ความใหม่’ มากกว่า ‘คุณค่า’ ยิ่งต้องอ่าน.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 47
008
Failure
Josh Gidding

ในยุ ค ทุ น นิ ย มเบ่ ง บานที่ เ ชิ ด ชู ป ระโยชน์ ข องการแข่ ง ขั น


ดูเผินๆ อาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกอันใดที่สื่อทุกแขนงที่ขายดี
ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ ภาพยนตร์ หรือหนังสือ จะมุ่งเน้นการ
ถ่ายทอดเรื่องราวแห่งความสําเร็จของบุคคลหรือของบริษัท
ใดบริษัทหนึ่ง
แต่ถ้าเราลองคิดกันจริงๆ ความนิยมของเรื่องราว
ความสํ า เร็ จ เหล่ า นี้ เ ป็ น เรื่ อ งน่ า ฉงนไม่ น้ อ ย เพราะโดย
ธรรมชาติของการแข่งขัน คนที่สังคมยกย่องว่าเป็น ‘ผู้ชนะ’
หรือ ‘ประสบความสําเร็จ’ ย่อมเป็นคนส่วนน้อย คนส่วน
ใหญ่จะคุ้นเคยกับความล้มเหลวมากกว่า และในบรรดาคน
ที่ ป ระสบความสํ า เร็ จ ก็ มี เ พี ย งหนึ่ ง ในล้ า นเท่ า นั้ น ที่ ทํ า
อะไรๆ สําเร็จทุกเรื่องโดยไม่เคยประสบความล้มเหลวใน
ชีวิต
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 48
ในโลกเช่นนี้ การสอนให้คน ‘แพ้เป็น’ และเรียนรู้
วิธีที่จะอยู่กับ ‘ความล้มเหลว’ ต่างๆ ในชีวิต จึงน่าจะเป็น
ประโยชน์ต่อคนหมู่มากยิ่งกว่าการสอนให้คนวิ่งหาชัยชนะ
แต่ ใ นเมื่ อ สั ง คมไม่ ค่ อ ยสนใจผู้ แ พ้ จึ ง ไม่ น่ า แปลกใจที่ ใ น
หลายต่อหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่เรียกตัวเองว่า
‘พัฒนาแล้ว’ เราจึงได้เห็นอัตราส่วนชนชั้นกลางที่ตายด้วย
โรคที่มีสาเหตุมาจากความเครียดเป็นหลัก และคนที่ตอบ
แบบสอบถามว่า ‘ไม่มีความสุข’ พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ทั้งๆ
ที่คนเหล่านี้มีฐานะความเป็นอยู่ที่สุขสบายและมั่นคงกว่า
คนรุ่นพ่อแม่หลายเท่า
ในโลกแบบนี้ หนั ง สื อ อย่ า ง Failure: An
Autobiography โดย จอช กิดดิ้ง (Josh Gidding) จึงเป็น
หนังสือหายากที่น่าอ่านและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะนี่
ไม่ใช่หนังสือประเภท ‘how-to’ ธรรมดา หากเป็นประวัติ
ความล้มเหลวในชีวิตของชาวอเมริกันคนหนึ่ง ผู้มีทั้งความ
ซื่อสัตย์และความจริงใจอย่างน่าทึ่งต่อการประเมินความ
ล้มเหลวต่างๆ ในชีวิตของตัวเอง และมีความสามารถใน
การถ่ายทอดประสบการณ์เหล่านั้นออกมาให้เราอ่าน โดย
เฉพาะในเมื่อเขาเป็นคนที่เกิดและเติบโตในสังคมอเมริกัน
ประเทศที่ทัศนคติ ‘ผู้ชนะได้ทุกอย่าง’ (winner takes all)
เข้มข้นที่สุดในโลก
กิดดิ้งถ่ายทอดความล้มเหลวต่างๆ ในชีวิตของเขา
ออกมาอย่างละเอียดถี่ยิบและตรงไปตรงมา แต่เต็มไปด้วย
สฤณี อาชวานันทกุล :: 49
มุกตลกและไหวพริบปฏิภาณ และไม่เคยลังเลที่จะหัวเราะ
เยาะความเปิ่น ความเย่อหยิ่งทะนงตน หรือความโง่เขลา
ของตั ว เองในอดี ต เราได้ รู้ ว่ า กิ ด ดิ้ ง ในวั ย รุ่ น นั้ น มี ค วาม
ทะเยอทะยานไม่ต่างจากเพื่อนร่วมชั้นของเขาหลายคนใน
หนึ่งในโรงเรียนเอกชนระดับมัธยมปลายที่มีชื่อเสียงที่สุด
และแพงที่สุดในอเมริกา ชื่อ Philips Exeter Academy แต่
ผ ล ก า ร เ รี ย น ข อ ง เ ข า ไ ม่ ดี พ อ ที่ จ ะ ทํ า ใ ห้ กิ ด ดิ้ ง เ ข้ า
มหาวิ ท ยาลั ย เก่ า แก่ ที่ มี ชื่ อ เสี ย งของประเทศได้ กิ ด ดิ้ ง
ยอมรับว่า ถึงแม้ว่าเขาจะเคยคิดว่าตัวเองเก่งกว่าและฉลาด
กว่ า คนส่ ว นใหญ่ (สาเหตุ ห นึ่ ง มาจากความสนใจศึ ก ษา
ภาษาโบราณอย่างกรีกและละติน สอง ‘ภาษาปัญญาชน’
ในโลกตะวันตก) ความรู้สึกมีปมด้อยของเขาที่ไม่ได้มาจาก
ครอบครัวชนชั้นนํา (เช่น ตระกูลนักการเมืองเก่าแก่) ทําให้
เขายอมเป็นลูกไล่ของเพื่อนร่วมชั้นตลอดเวลาสมัยเรียน
หนังสือ
กิดดิ้งอธิบายประสบการณ์สําคัญๆ ทุกเรื่องในชีวิต
ของเขาที่มีความล้มเหลวเป็นส่วนประกอบสําคัญ ตั้งแต่
การมีเพศสัมพันธ์เป็นครั้งแรก ไปจนถึงการเป็นโรคซึมเศร้า
ต้นฉบับนับไม่ถ้วนถูกปฏิเสธจากสํานักพิมพ์ ความล้มเหลว
ในชีวิตแต่งงาน และ ‘ความล้มเหลวในฐานะลูกชาย’ (เขา
เพิ่งรู้จากการคุยกับพ่อทางโทรศัพท์ตอนโตแล้วว่า เขาเป็น
ลูกที่ล้มเหลวในสายตาของพ่อ) อย่างละเอียดและตรงไป
ตรงมาจนทําให้เรารับรู้ว่ากิดดิ้งอยู่ร่วมกับความล้มเหลวได้
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 50
อย่างไร
ทุกคนที่อยากรู้วิธี ‘รับมือ’ กับความล้มเหลวต่างๆ
ในชีวิต และคนหลงตัวเองที่มักจะเผลอคิดว่าตัวเอง ‘เหนือ’
กว่าคนอื่นอยู่เนืองๆ (ผู้เขียนคอลัมน์นี้ก็มีปัญหานี้เป็นบาง
ครั้ง) ไม่ควรพลาด Failure: An Autobiography – หนังสือ
ที่ดีกว่า ‘how-to’ ขายดีทุกเล่มที่ไม่เคยสอนเราว่า การแพ้
ให้เป็นต่างหาก คือสิ่งที่สําคัญกว่าชัยชนะ.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 51
009
Conspiracy of Fools

Kurt Eichenwald

ในประวัติศาสตร์ทุนนิยมสมัยใหม่ ยากที่ใครจะหาเรื่องราว
ของบริษัทเอกชนที่มีสีสัน ความหลากหลายของตัวละคร
ความซั บ ซ้ อ นยอกย้ อ นของธุ ร กิ จ ที่ ใ ห้ บ ทเรี ย นต่ อ ภาค
สังคม ธุรกิจ และการเมือง ได้ดีไปกว่าประวัติความรุ่งเรือง
และล่ ม สลายของเอ็ น รอน บริ ษั ท พลั ง งานยั ก ษ์ ใ หญ่ ข อง
อเมริกาที่กลายเป็นคดีล้มละลายที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทําให้
อาร์เธอร์ แอนเดอร์สัน หนึ่งในบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน
และผู้สอบบัญชีรายใหญ่ที่สุดในโลกต้องล่มสลายไปด้วย
ผู้บริหารถูกศาลตัดสินจําคุกในข้อหาฉ้อโกง และทําให้ทั่ว
โลกกังขาในธรรมาภิบาลของภาคธุรกิจและการเงินอเมริกัน
ทั้งระบบ

วิชา 50 เล่มเกวียน :: 52
ในหนังสือ ‘สารคดีเชิงนิยาย’ เรื่อง Conspiracy of
Fools: A True Story นักข่าวหัวเห็ดประจําหนังสือพิมพ์
The New York Times นาม เคิร์ท ไอเคนวอลด์ (Kurt
Eichenwald) ใช้ข้อมูลหลักฐานมากมายและบทสัมภาษณ์
ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ ในคดีเอ็นรอนที่กินเวลารวมกันนับ
พันชั่วโมง พร้อมความช่วยเหลือจากทีมผู้ช่วยวิจัย มาเรียง
ร้อยเป็นเรื่องราวที่หนาหนักแต่อ่านสนุกจนวางไม่ลงราวกับ
นิยายนักสืบชั้นดี ตัวละครหลักในหนังสือเล่มนี้คือ แอนดรูว์
ฟาสทาว (Andrew Fastow) อดีต Chief Financial Officer
(CFO) ของเอ็นรอน ซึ่งถูกศาลตัดสินว่าเป็น ‘ตัวการ’ หลัก
ในคดีเอ็นรอน ไอเคนวอลด์วาดภาพฟาสทาวให้เราเห็น
อย่างชัดเจนว่าเป็นผู้บริหารที่ ‘เลว’ ที่สุดในเอ็นรอน เป็น
คนคิ ด สารพั ด วิ ธี โ กงบริ ษั ท ที่ ห ลากหลายอย่ า งไม่ น่ า เชื่ อ
ถึ ง แม้ ว่ า กลโกงของเขาจะไม่ ใ ช่ เ รื่ อ งใหม่ ใ นโลกของ
อาชญากรรมธุ ร กิ จ – ฟาสทาวก่ อ ตั้ ง บริ ษั ท กล่ อ งที่ ไ ม่ มี
ตัวตนอยู่จริง เพื่อหลอกให้บริษัทจ่าย ‘ค่าที่ปรึกษา’ และ
‘ค่าบริหารเงิน’ แพงๆ ให้กับตัวเองในฐานะ ‘คนนอก’ และ
สมคบคิดกับผู้สอบบัญชีจากอาร์เธอร์ แอนเดอร์สัน ตกแต่ง
บั ญ ชี เ พื่ อ ปกปิ ด ผลขาดทุ น จากสายตาของผู้ ถื อ หุ้ น และ
สร้ า งผลกํ า ไรที่ ไ ม่ มี อ ยู่ จ ริ ง ไอเคนวอลด์ พิ สู จ น์ ด้ ว ยบท
สนทนาและเอกสารหลักฐานมากมายให้เราเห็นว่า แรงจูง
ใจของฟาสทาวคือความโลภ และ ‘ปมเด่น’ ที่โหยหาการ
ยอมรับจากเพื่อนร่วมงานและโลกธุรกิจตลอดเวลา ถึงแม้ว่า
สฤณี อาชวานันทกุล :: 53
เรื่ อ งราวของเอ็ น รอนในหนั ง สื อ เล่ ม นี้ จ ะถอยกลั บ ไปถึ ง
ทศวรรษ 1980 เพื่อแสดงให้เห็นว่าบริษัทนี้มีพฤติกรรม
ไม่ชอบมาพากลมานานแล้ว เนื้อหาส่วนใหญ่ในหนังสือเน้น
หนักไปที่เหตุการณ์หลังปี 1997 เมื่อเอ็นรอนเริ่มประสบผล
ขาดทุน กดดันให้ฟาสทาวและลูกน้องเริ่มตกแต่งบัญชีอย่าง
น่าเกลียดขึ้นเรื่อยๆ จนความแตก
นั ก วิ จ ารณ์ ห นั ง สื อ บางรายมองว่ า การเดิ น เรื่ อ ง
ของไอเคนวอลด์ทําให้ เคน เลย์ (Ken Lay - CEO ของเอ็น
รอน) และ เจฟฟ์ สกิลลิ่ง (Jeff Skilling - President ของ
เอ็นรอน) ดูเป็นผู้บริสุทธิ์เกินไป ดุจเป็นผู้บริหารที่รู้เท่าไม่
ถึงการณ์จนถูกฟาสทาวหลอก แต่ผู้เขียนคิดว่า ‘ความเลว’
ของเลย์และสกิลลิ่งก็ปรากฏค่อนข้างชัดเจนในหนังสือแล้ว
เพี ย งแต่ ค วามเลวของเลย์ เ ป็ น ความเลวแบบซั บ ซ้ อ นที่
สะท้อนในการไม่ยอมทําสิ่งที่ถูกต้อง (เช่น ไม่บอกคณะ
กรรมการเมื่อรู้ว่าบริษัทมีปัญหาร้ายแรง) และการเข้าข้าง
ลูกน้อง ไม่ใช่ความเลวแบบตรงไปตรงมาอย่างในกรณีของ
ฟาสทาว
เหตุผลอีกข้อหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่าทําให้หนังสือเล่ม
นี้ทั้งอ่านสนุกและน่าอ่าน คือรายละเอียดมากมายที่ไอเคน-
วอลด์ เ ก็ บ มาใส่ เ ป็ น สี สั น ทํ า ให้ ตั ว ละครทั้ ง หมดดู เ ป็ น
คนจริงๆ ที่มีชีวิต มีปัญหา ปมเด่น ปมด้อย อุปนิสัย ข้อดี
และข้อเสียไม่ต่างจากคนอื่นๆ ไอเคนวอลด์ไม่เคยบอกเรา
ว่าใครเป็น ‘คนดี’ และใครเป็น ‘คนเลว’ หากปล่อยให้เรา
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 54
ตัดสินเอาเองจากพฤติกรรมของตัวละครหลายร้อยชีวิตที่
เกี่ยวโยงกับเอ็นรอนจวบจนวาระสุดท้ายของบริษัท
นอกจากจะเป็ น หนั ง สื อ ที่ มี คุ ณ ค่ า อย่ า งยิ่ ง ทาง
ประวัติศาสตร์ รายละเอียดใน Conspiracy of Fools ยังทํา
ให้เรารับรู้บทบาทของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องบางคนที่สมควรได้
รับการยกย่องว่าได้ทําหน้าที่ของตนอย่างมีจรรยาบรรณ
ที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น คาร์ล บาส (Carl Bass) นักบัญชี
ที่พยายามเกลี้ยกล่อมเพื่อนร่วมงานของเขาให้เลิกตบแต่ง
บั ญ ชี , วิ น ซ์ คามิ น สกี (Vince Kaminski) และ เควิ น
คินดาล (Kevin Kindall) นักวิเคราะห์ชั้นผู้น้อยของเอ็นรอน
ที่ พ ยายามอธิ บ ายอั น ตรายจากกลวิ ธี ข องฟาสทาวให้ ผู้
บริหารฟัง ต้องขอขอบคุณไอเคนวอลด์ที่ทําให้คุณความดี
ของพวกเขาปรากฏชัดต่อชาวโลก.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 55
010
Blessed Unrest
Paul Hawken

ถ้ า คุ ณ มี เ วลาอ่ า นหนั ง สื อ สารคดี เ พี ย งเล่ ม เดี ย วในปี นี้ ผู้


เขียนขอแนะนําให้คุณเลือก Blessed Unrest โดย พอล
ฮอว์เกน (Paul Hawken) นักธุรกิจ นักสิ่งแวดล้อม และ
นั ก รณรงค์ ค วามยุ ติ ธ รรมทางสั ง คมในดวงใจของผู้ เ ขี ย น
เพราะนี่เป็นหนังสือสนุกและประเทืองปัญญาแบบบูรณา-
การข้ า มศาสตร์ ห ลายแขนง ที่ จ ะทํ า ให้ คุ ณ ได้ รั บ ความรู้
ใหม่ๆ มากมาย เห็นความเชื่อมโยงระดับโลกของปัญหา
ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม และรู้สึกว่าโลกนี้มีคนดีมากกว่า
ที่เคยคาดคิด
ประเด็นหลักใน Blessed Unrest คือการนําเสนอ
สิ่ ง ที่ ฮ อว์ เ กนเรี ย กว่ า ‘ขบวนการเคลื่ อ นไหว’ (the
movement) ที่กําลังเปลี่ยนแปลงโลกในทางที่ดีขึ้นอย่าง
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 56
เงียบๆ แต่มั่นคง ขบวนการนี้แทบไม่มีใครมองเห็นตัวตน
พลวัตและวิถีการขับเคลื่อน ถูกมองข้ามโดยนักการเมือง
และสื่อมวลชน ไม่มีใครเป็นผู้นํา โฆษก หรือสํานักงานใหญ่
หากเป็นขบวนการหลวมๆ ตามธรรมชาติที่ประกอบสร้าง
จาก ‘ฐานราก’ ได้ แ ก่ องค์ ก รพั ฒ นาเอกชน (เอ็ น จี โ อ)
นั ก ธุ ร กิ จ เพื่ อ สั ง คม ชุ ม ชน และแม้ ก ระทั่ ง ปั จ เจกชนคน
ธรรมดาๆ ที่มีเว็บไซต์ กว่าสองล้านองค์กร กลุ่ม และคนทั่ว
โลก ขบวนการอันน่าทึ่งนี้ไม่จําเป็นต้องมีผู้นํา เพราะขับ
เคลื่อนด้วยสิ่งเดียวกัน คือจิตสาธารณะของสมาชิกที่ตั้งใจ
ทํางานเพื่อฟื้นฟูหรือพัฒนาสังคมหรือสิ่งแวดล้อมในชุมชน
ท้องถิ่น หรือประเทศของพวกเขา
ฮอว์เกนยกตัวอย่างมากมายในหนังสือเพื่อแสดง
ให้เห็นความหลากหลายของสมาชิก ตั้งแต่นักเคลื่อนไหว
เพื่อสิ่งแวดล้อมมืออาชีพ มหาเศรษฐีพันล้านที่ทุ่มเทเวลา
สร้ า งธุ ร กิ จ เพื่ อ สั ง คม นายธนาคารที่ ร ณรงค์ ‘ธนาคารสี
เขียว’ ไปจนถึงคนธรรมดามีงานประจําที่เจียดเวลาส่วนตัว
มาช่วยสังคม เช่น ด้วยการรณรงค์ให้เพื่อนบ้านสนับสนุน
สวนผั ก ท้ อ งถิ่ น ปกป้ อ งระบบนิ เ วศในชุ ม ชน ตี แ ผ่
พฤติกรรมของบริษัทที่เอาเปรียบพนักงาน ฯลฯ ฮอว์เกน
อธิบายไอเดียหลายสิบไอเดียที่ ‘เจ๋ง’ และฉลาดอย่างน่าทึ่ง
รวมทั้ ง ประวั ติ ศ าสตร์ ที่ ย้ อ นกลั บ ไปได้ น านหลายร้ อ ยปี
ลําพังภาคผนวกของหนังสือที่รวบรวมรายชื่อและคําอธิบาย
องค์ ก รและกลุ่ ม เพื่ อ สั ง คมและสิ่ ง แวดล้ อ มมากมายก็
สฤณี อาชวานันทกุล :: 57
ปาเข้าไปกว่า 100 หน้า พลิกดูเมื่อไรก็สุขใจเมื่อนั้น
นอกจากจะรวบรวมไอเดี ย ดี ๆ จากกลุ่ ม ผู้ มี จิ ต
สาธารณะทั่ ว โลกมาอยู่ ใ นหนั ง สื อ หนึ่ ง เล่ ม ฮอว์ เ กนยั ง
อธิบายอย่างเป็นระบบให้เราเห็นถึงความคล้ายคลึงระหว่าง
กลุ่มต่างๆ ที่ส่วนใหญ่ไม่รู้จักกันเลย เช่น การวิพากษ์ระบบ
ตลาด ซึ่ ง ฮอว์ เ กนอธิ บ ายว่ า “ถ้ า จะมี ข้ อ วิ พ ากษ์ ร ะบบ
ทุนนิยมโลกที่สมาชิกทุกคนในขบวนการนี้เห็นพ้องต้องกัน
ข้อวิพากษ์นั้นคือข้อสังเกตที่ว่า ดูเหมือนสินค้าต่างๆ จะ
กลายเป็นสิ่งที่สําคัญกว่าคน และได้รับการดูแลดีกว่าคนไป
แล้ ว โลกเราจะมี ห น้ า ตาเป็ น เช่ น ไร ถ้ า เหตุ ก ารณ์ ก ลั บ
ตาลปัตร?” ฮอว์เกนอธิบายด้วยว่า หลายครั้งการทําสิ่งที่
‘ดี’ เป็นปัญหาด้านภาพพจน์ที่ต้องใช้เวลานานกว่าที่คนทั่ว
ไปจะเข้าใจ เพราะคนมักจะยึดติดกับกระบวนทัศน์เก่าๆ
จนเปิดรับไอเดียใหม่ๆ ยาก เช่น การทําเหมืองแบบระเบิด
ยอดเขา ซึ่งเป็นกระบวนการโบราณที่ทําความเสียหายให้
กับสิ่งแวดล้อม และปัจจุบันก็ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดแล้ว ไม่ค่อย
ถูกใครครหาว่าล้าหลัง ในขณะที่คนมักจะมองการชุมนุม
ประท้วงของชาวพื้นเมืองจากป่าอเมซอนหน้าองค์กรการค้า
โลก (WTO) ว่าไร้ประโยชน์และเพ้อฝัน ซึ่งไม่เป็นความจริง
ทั้งสองกรณี
ฮอว์เกนอธิบายเหตุผลหลายประการ ที่ขบวนการ
นี้ก่อตัวขึ้นทั่วโลก ตั้งแต่ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม
(ภายในกลางศตวรรษนี้ ปริมาณทรัพยากรต่อประชากรโลก
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 58
หนึ่ ง คนจะลดลงครึ่ ง หนึ่ ง ) ปั ญ หาสุ ข ภาพ ปั ญ หาความ
ยากจนเรื้ อ รั ง (บริ ษั ท ที่ ร่ำ � รวยที่ สุ ด 200 แห่ ง ในโลกมี
สินทรัพย์มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลกกว่าสอง
เท่า และสินทรัพย์ของบริษัทเหล่านั้นก็กําลังเติบโตเร็วกว่า
รายได้ของประชากรโลกส่วนใหญ่ถึง 50 เท่า) หากคุณ
อยากรู้ว่าเอ็นจีโอนิสัยดี ธุรกิจเพื่อสังคมที่มีประสิทธิภาพ
และคนธรรมดาผู้ มี จิ ต สาธารณะทั่ ว โลกกํ า ลั ง ช่ ว ยสั ง คม
อย่างไร ต่อกรกับบริษัทเห็นแก่ตัวที่ทุนหนากว่าด้วยวิธีใด
บ้าง และเหตุใดฮอว์เกนจึงเชื่อมั่นว่าขบวนการนี้จะนําไปสู่
โลกใบใหม่ที่คนมีคุณภาพชีวิตกว่าเดิม และพัฒนาอย่างยั่ง
ยืนกว่าเดิมได้จริง ขอแนะนํา Blessed Unrest – หนังสือที่
จะทําให้หัวใจของคุณพองโตขึ้นโดยไม่รู้ตัว.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 59
011
Infectious Greed
Frank Partnoy

ในภาวะที่ตราสารอนุพันธ์ (derivatives) ที่ผูกกับสินเชื่อ


บ้านของผู้มีรายได้น้อยหรือที่เรียกว่าซับไพรม์ (subprime)
ในสหรั ฐ อเมริ ก าได้ ก่ อ ความปั่ น ป่ ว นให้ กั บ ตลาดเงิ น และ
ตลาดทุนทั่วโลกตั้งแต่ปี 2549 ต่อเนื่องตลอดปี 2550 และ
ทํ า ให้ ส ถาบั น การเงิ น หลายแห่ ง ในอเมริ ก าและยุ โ รปเกิ ด
ปัญหาขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง หลายคนคงกําลังสงสัย
ว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาของสถาบันการเงินและนักลงทุน
“โลภมาก” จํานวนไม่กี่รายเท่านั้นจริงหรือ?
แฟรงค์ พาร์ทนอย (Frank Partnoy) อดีตนักค้า
ตราสารอนุพันธ์และทนายความธุรกิจหลักทรัพย์ที่ผันตัวมา
เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยและนักเขียน หลังจากทนเห็น
ความเหลวแหลกของวงการการเงินไม่ไหว เขายกตัวอย่าง
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 60
และหลักฐานน่าเชื่อถือมากมายมาอธิบายว่า เหตุใดเขาจึง
เชื่อว่าปัญหาต่างๆ มีตราสารอนุพันธ์เป็นตัวละครหลัก และ
สะท้อนให้เห็นว่าภาคธุรกิจการเงินมี ‘ปัญหาเชิงโครงสร้าง’
ที่ มี ร ากมาจากความโลภของนั ก การเงิ น ที่ ร ะบาดอย่ า ง
ง่ า ยดายและสร้ า งปั ญ หากั บ ภาคเศรษฐกิ จ จริ ง ได้ อ ย่ า ง
รุนแรง เมื่อภาครัฐละเลยที่จะกํากับดูแลอย่างแข็งขัน ใน
หนังสืออ่านสนุกและอัดแน่นไปด้วยข้อมูลเรื่อง Infectious
Greed: How Deceit and Risk Corrupted the Financial
Markets (ชื่อของหนังสือซึ่งอาจแปลเป็นไทยได้ว่า ‘โลภ
ระบาด’ มาจากคํ า กล่ า วของ อลั น กรี น สแปน (Alan
Greenspan) เมื่อเขาแสดงทัศนะต่อคดีฉ้อฉลของผู้บริหาร
เอ็นรอนและเวิร์ลด์คอม)
ในหนังสือเล่มนี้พาร์ทนอยเล่าประวัติของวงการค้า
ตราสารอนุพันธ์ ตั้งแต่ยุคแรกคือต้นทศวรรษ 1970 และจบ
ลงที่การล่มสลายของเวิร์ลด์คอมประมาณปี 2003 เขามี
พรสวรรค์มากในการอธิบายตราสารอนุพันธ์ให้เข้าใจง่าย
(ถึงแม้ว่าผู้อ่านที่ไม่คุ้นเคยกับศัพท์การเงินอาจงงบ้างเป็น
บางช่วง) พาร์ทนอยอธิบายว่า การใช้ตราสารเหล่านั้นใน
กลยุ ท ธ์ ที่ ไ ร้ ค วามเสี่ ย งหรื อ มี ค วามเสี่ ย งต่ำ � (arbitrage
strategy) ทําให้พ่อมดการเงินร่ำ�รวยได้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่
นานผู้เล่นคนอื่นๆ ก็จะก๊อปปี้กลยุทธ์ดังกล่าว ทําให้กําไร
อันตรธานไปอย่างรวดเร็วไม่แพ้กัน จนกว่าจะมีผู้คิดค้น
กลยุทธ์ทํากําไรใหม่ๆ ทําให้เกม ‘วิ่งหากําไร’ เริ่มขึ้นอีกรอบ
สฤณี อาชวานันทกุล :: 61
หนึ่ง แต่พาร์ทนอยชี้ให้เห็นว่า โอกาสทํากําไรแบบไร้ความ
เสี่ ย งหรื อ ความเสี่ ย งต่ำ � นั้ น มี น้ อ ยมากในวงการการเงิ น
ดังนั้นพ่อมดการเงินทั้งหลายจึงต้องหาช่องทางใหม่ๆ เช่น
‘หั่น’ ตราสารทางการเงินออกเป็นชิ้นๆ ตามระดับความ
เสี่ยง แล้วนําชิ้นส่วนมาประกอบกันเป็นตราสารแบบใหม่
เพื่อล่อให้นักลงทุนสนใจซื้อ
ปัญหาใหญ่คือ วิธีการทํากําไรของตราสารใหม่ๆ
เหล่านี้ (เช่น อนุพันธ์สินเชื่อบ้านสำ�หรับผู้มีรายได้น้อย)
มั ก จะตั้ ง อยู่ บ นช่ อ งโหว่ ข องกฎหมายหรื อ การหลบเลี่ ย ง
กฎหมาย (regulatory arbitrage) ในความเห็นของพาร์ท-
นอย ความพยายามของนักการเงินในการออกแบบตราสาร
ทํานองนี้ ประกอบกับความสลับซับซ้อนของตราสารที่ยาก
แก่การประเมินความเสี่ยง และผลประโยชน์ทับซ้อนของ
สถาบั น การเงิ น คื อ สาเหตุ ห ลั ก ที่ นํ า ไปสู่ ก ารฉ้ อ ฉลของ
ผู้ บ ริ ห าร ดั ง นั้ น แรงจู ง ใจของสถาบั น การเงิ น ในการ
ออกแบบและใช้ตราสารอนุพันธ์ จึงแปรเปลี่ยนไปในทางที่
เลวลง จากเดิมที่เคยพยายามสร้างมูลค่าเพิ่มจริงๆ ให้กับ
ลูกค้าบริษัท กลายเป็นการหลอกล่อและหลอกลวงลูกค้า
บริษัทและนักลงทุนให้เชื่อว่า ตราสารเหล่านี้สามารถ ‘เสก
อากาศให้เป็นเงิน’ ได้
ในช่วงท้ายของหนังสือพาร์ทนอยเสนอทางออกที่
เขาเชื่อว่าจะทําให้ธุรกิจการเงินมีเสถียรภาพและความรับ
ผิดชอบกว่าเดิม เช่น การให้ภาครัฐกํากับดูแลธุรกิจตราสาร
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 62
อนุพันธ์อย่างเคร่งครัดมากขึ้น การเปิดเสรีธุรกิจตัวกลาง
(เช่น บริษัทประเมินเครดิตซึ่งตอนนี้มีผู้เล่นเพียง 3-4 ราย)
ให้มีการแข่งขันกันมากกว่าเดิม และส่งเสริมธุรกรรมแบบ
short-selling เพื่อลดความร้อนแรงของการเก็งกําไรหุ้นขา
ขึ้น น่าเสียดายที่ปัจจุบันยังไม่มีภาครัฐประเทศใดนําข้อ
เสนอของนักการเงินผู้เปี่ยมจิตสํานึกอย่างพาร์ทนอยไปใช้
อย่างจริงจัง แต่หนังสือเล่มนี้ก็ช่วยให้มองเห็นปัญหาเชิง
โครงสร้ า งของธุ ร กิ จ การเงิ น ที่ ทํ า ให้ ‘โลภระบาด’ ของ
นักการเงินสามารถก่อความปั่นป่วนให้กับภาคเศรษฐกิจ
จริ ง ได้ อ ย่ า งชั ด เจนและมี ข้ อ มู ล สนั บ สนุ น หนั ก แน่ น จน
ปฏิเสธไม่ได้.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 63
012
The World Without Us
Alan Weisman

ในบรรดาปัญหาระดับโลกทั้งหลาย คงไม่มีปัญหาใดที่เร่ง
ด่ ว นที่ สุ ด และเป็ น อั น ตรายต่ อ ความอยู่ ร อดของสิ่ ง มี ชี วิ ต
เท่ากับปัญหาสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมด้วยน้ำ�มือมนุษย์ แต่
ถึงแม้ว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมหลายประการ เช่น โลกร้อน
กําลังกลายเป็น ‘กระแส’ ที่กระตุ้นให้หลายฝ่ายหันหน้ามา
หาวิธีแก้ไข หนังสือที่เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมส่วนใหญ่ก็
ยั ง ใช้ ภ าษาวิ ช าการน่ า เบื่ อ และเข้ า ใจยาก หรื อ ไม่ ก็ เ ป็ น
ภาษาของนักเคลื่อนไหวที่พยายามปลุกระดมมวลชนให้ต่อ
ต้านบริษัทต่างๆ โดยปราศจากหลักฐานทางวิชาการที่หนัก
แน่นพอ
ในภาวะแบบนี้ หนังสือเรื่อง The World Without
Us ของ อลัน ไวส์แมน (Alan Weisman) ผู้สื่อข่าวและ
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 64
นักเขียนผู้ได้รับรางวัลมากมาย จึงนับเป็นหนังสือส่วนน้อย
ที่ ไ ม่ เ พี ย งแต่ อ่ า นสนุ ก น่ า ติ ด ตามตลอดทั้ ง เล่ ม แต่ ยั ง ให้
ความรู้ใหม่ๆ มากมายและช่วยกระตุ้นจิตสํานึกอนุรักษ์สิ่ง
แวดล้อมได้ดีกว่าตําราเรียนนับไม่ถ้วน ยังไม่นับว่าการเก็บ
รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ จากการเดินทางไปทั่วทุกมุมโลก
มาใส่ในหนังสือ ทําให้หนังสือเล่มนี้เป็น “บันทึกการเดิน
ทาง” ชั้นเยี่ยมอีกด้วย
หนังสือเล่มนี้พยายามตอบคําถามว่า โลกจะเป็น
เช่นใดถ้าอยู่ดีๆ มนุษยชาติเกิดหายไปจากโลกในวันพรุ่งนี้?
ในเมื่ อ คํ า ถามนี้ เ ป็ น เพี ย งเหตุ ก ารณ์ ส มมติ คํ า ตอบของ
ไวส์แมนจึงต้องเป็นการ “รายงานข่าวจากจินตนาการ” อัน
บรรเจิดที่ตั้งอยู่บนข้อมูลและข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์
ถ้าไม่มีมนุษย์ ธรรมชาติปรับตัวกลายสภาพกลับไปเป็นโลก
โบราณที่บริสุทธิ์ราวกับว่ามนุษย์ไม่เคยถือกําเนิดขึ้นเลย
ได้หรือไม่? หรือว่ามนุษย์จะทิ้งร่องรอยบางอย่างเอาไว้ที่
ธรรมชาติไม่มีวันลบเลือนได้? สิ่งปลูกสร้างของมนุษย์แบบ
ไหนและแห่งใดบ้างในโลกที่อาจดํารงอยู่ได้นานนับแสนปี?
สิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์บางอย่างที่ทนทานมากๆ ต่อลมฟ้า
อากาศ เช่ น พลาสติ ก มี ผ ลกระทบทางลบใดบ้ า งต่ อ
ธรรมชาติ และจะมีวันย่อยสลายได้หรือไม่ อย่างไร? เหล่านี้
เป็นเพียงส่วนเสี้ยวของคําถามที่ไวส์แมนบรรจงตอบอย่าง
น่าติดตามและน่าทึ่งอย่างยิ่ง

สฤณี อาชวานันทกุล :: 65
บางตอนจากบทนําของหนังสือเล่มนี้อาจทําให้ทุก
ท่านพอเห็นว่าเหตุใด The World Without Us จึงเป็น
มากกว่ า สารคดี ธ รรมดา: ไวส์ แ มนพาเราไปเยื อ นป่ า ลึ ก
ในอเมซอน ณ ดิ น แดนที่ ช าวอิ น เดี ย นแดงเผ่ า ซาปารา
(Zapara) ดื่ม ชิคา (chica) เบียร์ที่ทําจากมันสําปะหลังหมัก
และกิ น เนื้ อ ลิ ง เป็ น อาหาร เมื่ อ หลายชั่ ว คนที่ แ ล้ ว ชาว
อินเดียนแดงเผ่านี้มีสมาชิกกว่าสองแสนคน ดํารงชีพด้วย
การล่าสัตว์ป่า ชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็น
หลังมือเมื่อเฮนรี ฟอร์ด (Henry Ford) เริ่มผลิตรถยนต์
ป้อนตลาดด้วยระบบสายพานในโรงงาน ความต้องการยาง
อันมหาศาลนําไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุชาวซาปาราและชน
พื้ น เมื อ งเผ่ า อื่ น ๆ และทํ า ลายล้ า งป่ า ไม้ ซึ่ ง เคยเป็ น ที่ อ ยู่
อาศัยของพวกเขา ปัจจุบันชาวซาปาราเหลือเพียงไม่กี่ร้อย
คน วิถีชีวิตดั้งเดิมของพวกเขาสูญหายอย่างไม่มีวันหวนคืน
พวกเขาโค่นป่าไม้และเผาเพื่อทําไร่มันสําปะหลัง และถึงแม้
พวกเขาจะเชื่อว่าเผ่าพันธ์ุสืบเชื้อสายมาจากลิง ป่าไม้ที่ไม่
อุดมสมบูรณ์ก็บีบบังคับพวกเขาให้กินเนื้อลิงเป็นอาหาร
อานา มาเรีย (Ana Maria) หญิงชราคนเดียวในเผ่าประท้วง
เรื่องนี้ เธอถามว่า “เมื่อเราต้องกินบรรพบุรุษเป็นอาหาร
เราจะเหลืออะไรอีกเล่า?”
ไวส์แมนใช้เรื่องราวอันน่าหดหู่เรื่องนี้เป็นจุดเริ่ม-
ต้นของการเดินทางทั้งทางกายภาพและทางความคิดใน
หนังสือเล่มนี้ เขาบอกว่า ถึงแม้ว่าเราอาจไม่ถูกสถานการณ์
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 66
บีบบังคับให้กินเนื้อตัวเอง เราก็อาจจะต้องเลือกทําอะไรที่
เกือบจะเลวร้ายพอกัน เมื่อเรากําลังเดินอย่างคนตาบอด
งุ่มง่ามไปสู่อนาคตที่มองไม่เห็น ต่อคําถามที่ว่าจะเกิดอะไร
ขึ้นกับโลกถ้ามนุษยชาติหายตัวไป ไวส์แมนจะพาเราไป
เยือน ไบอาโลวีจา พุสก์จา (Bialowieza Puszcza) ป่า
ดงดิบโบราณผืนเดียวที่เหลืออยู่ในยุโรป เมืองใต้ดินหลาย
เมื อ งที่ มี พ รมแดนติ ด กั น เป็ น คอมเพล็ ก ซ์ อั น น่ า ทึ่ ง
ชื่อ Cappadocia ในตุรกี ข้ามทวีปไปยังเขตปลอดทหาร
(DMZ) ระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ (ซึ่งกลายเป็น
บ้ า นของสั ต ว์ น านาชนิ ด ที่ อ าจจะสู ญ พั น ธ์ุ ไ ปแล้ ว ถ้ า ไม่ มี
DMZ) ไปทั ว ร์ อ าณาจั ก รใต้ ดิ น ของมหานครนิ ว ยอร์ ก
ข้ า มทวี ป กลั บ ไปเยื อ นโรงแรมร้ า งในไซปรั ส ทุ่ ง หญ้ า
Serengheti ในแอฟริกา และสถานที่อันน่าพิศวงอื่นๆ อีก
มากมาย ผู้เขียนเชื่อว่าเมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบลง ท่าน
ผู้อ่านจะเห็นความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติดี
ขึ้น และรักโลกนี้มากกว่าเดิมหลายเท่า.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 67
013
The Power of Gold
Peter Bernstein

ในบรรดาหนังสือภาษาอังกฤษด้านประวัติศาสตร์การเงิน มี
น้อยคนที่ทําเรื่อง ‘น่าเบื่อ’ อย่างการเงินให้เป็นเรื่องสนุกน่า
ติดตามเท่ากับ ปีเตอร์ เบิร์นสตีน (Peter Bernstein) อดีตผู้
จัดการกองทุนที่ขายกิจการของเขาให้กับกลุ่ม Citigroup
ของอเมริกาตั้งแต่ปี 1967 และนับจากนั้นก็ทํางานเป็นที่
ปรึ ก ษาด้ า นการลงทุ น ให้ กั บ บริ ษั ท ชั้ น นํ า และเอ็ น จี โ อ
มากมาย ในโลกปัจจุบันที่นักวิเคราะห์หลักทรัพย์จํานวนนับ
ไม่ถ้วนสูญสิ้น ‘ความเป็นอิสระ’ อย่างสิ้นเชิงเมื่อยอมเป็น
ลูกไล่ของเหล่าวาณิชธนกรและบริษัทลูกค้าของพวกเขา
เบิร์นสตีนเป็นนักการเงินส่วนน้อยที่ยังดํารงความเป็นอิสระ
อยู่ได้อย่างน่าชื่นชม และสามารถมอง ‘ภาพกว้าง’ ของโลก
การเงิ น ซึ่ ง มี ป ระวั ติ ย าวนานนั บ พั น ปี ในขณะที่ เ พื่ อ น
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 68
ร่วมอาชีพจํานวนมากสนใจแต่อนาคตไม่กี่วันข้างหน้าของ
เงินในกระเป๋าตัวเองเท่านั้น
ประสบการณ์ อั น โชกโชนของเบิ ร์ น สตี น (เขาใช้
ชีวิตผ่านช่วงเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงที่สุดของอเมริกา ที่
เรียกว่า Great Depression เคยทํางานให้กับหน่วยข้อมูล
เศรษฐกิจของ OSS ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ต่อมา
กลายเป็น CIA และเห็นตลาดหุ้นบูมและดิ่งเหวมานับครั้ง
ไม่ถ้วน) ความรู้และความสนใจกว้างขวาง ความเป็นอิสระ
อย่างหาตัวจับยาก และความสามารถในการทําเรื่องยาก
ให้ เ ข้ า ใจง่ า ย ทํ า ให้ เ ขาเป็ น นั ก เขี ย นที่ มี ผ ลงานโด่ ง ดั ง
มากมาย อาทิเช่น Against the Gods เรื่องราวเกี่ยวกับ
ประวัติศาสตร์ความเสี่ยง และ Capital Ideas เรื่องราวเกี่ยว
กับพัฒนาการสําคัญๆ ในโลกการเงิน แต่หนังสือของเบิร์น-
สตีนที่ผู้เขียนอยากแนะนําคือเรื่องราวที่อาจใกล้ตัวพวกเรา
คนไทยมากกว่า นั่นคือ The Power of Gold หนังสือที่
ถ่ายทอดประวัติศาสตร์ความหลงใหลหมกมุ่นของมนุษย์ที่มี
ต่ อ แร่ ธ าตุ ที่ ชื่ อ ‘ทองคํ า ’ ตั้ ง แต่ อ ารยธรรมเริ่ ม แรกของ
มนุษย์ จนถึงบทบาทของเงินดอลลาร์สหรัฐในฐานะ ‘มาตร-
ฐานทองคํา’ ในปัจจุบัน และแนวโน้มในอนาคต
เบิร์นสตีนอธิบายให้เราเห็นภาพอย่างละเอียดว่า
ทองคํ า เป็ น โลหะที่ ใ ช้ แ ทนเงิ น กั น แพร่ ห ลายในแทบทุ ก
วัฒนธรรมที่มีแหล่งทองคํา โดยเฉพาะในสมัยโบราณที่การ
ใช้แรงงานทาสยังแพร่หลายในสังคมมนุษย์ การที่ทองคําไม่
สฤณี อาชวานันทกุล :: 69
ทําปฏิกิริยากับออกซิเจน ทําให้มันแวววาวอยู่เสมอเมื่อ
สัมผัสกับอากาศและไม่มีวันขึ้นสนิม ทําให้คนรู้สึกว่าทอง
เป็นสัญลักษณ์ของนิรันดรและความปลอดภัยในโลกที่เต็ม
ไปด้วยความไม่ยั่งยืน นอกจากนี้ ทองยังเป็นโลหะที่มีความ
อ่ อ นตั ว มากที่ สุ ด คุ ณ สมบั ติ ทั้ ง หมดนี้ ทํ า ให้ โ ครเอซั ส
กษัตริย์แห่งอาณาจักรลีเดีย นําทองจากแม่น้ำ�ในตุรกีมา
ผลิ ต เหรี ย ญกษาปณ์ ขึ้ น ใช้ เ ป็ น ครั้ ง แรกในโลก เมื่ อ 550
ปีก่อนคริสตกาล กระทั่งมาถึงยุคกลาง ระบบการเงินโลกก็
พัฒนาไปเป็นระบบ ‘สองสกุลเงิน’ โดยใช้ธาตุเงินในการ
ทําธุรกรรมขนาดเล็ก และธาตุทองในการทําธุรกรรมขนาด
ใหญ่ เนื่ อ งจากทองคํ า แพงกว่ า และมี มู ล ค่ า สู ง กว่ า เงิ น
(ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจในประวัติศาสตร์ทองคําคือ ชาวจีน
ใช้เงินกระดาษแทนทองคํามานานกว่าชาวยุโรป คือตั้งแต่
ราวศตวรรษที่ 13 เพราะคิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระที่จะใช้ธาตุ
ที่ มี ค่ า สู ง ขนาดนั้ น เป็ น เงิ น ตรา เนื่ อ งจากการพิ ม พ์ เ งิ น
กระดาษนั้นง่ายกว่าการขุดหรือร่อนทองในธรรมชาติ การที่
เมืองจีนใช้ระบบเงินกระดาษได้นานโดยไม่มีปัญหาเงินเฟ้อ
รุนแรง เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าผู้นําสามารถต้านทานแรงเย้า
ยวนของการพิมพ์เงินกระดาษแบบไม่บันยะบันยังได้อย่าง
น่าชื่นชม)
เบิร์นสตีนพาเราเดินทางผ่านประวัติศาสตร์อันน่า
ตื่นเต้นของทอง จากยุคที่มันถูกใช้แทนเงินตรา มาถึงยุคที่
กลายเป็น ‘เงินสํารอง’ รองรับเงินกระดาษ ซึ่งถูกใช้เป็นเงิน
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 70
ตราแทนที่ทองคําประมาณปลายศตวรรษที่ 17 เนื่องจาก
การค้าและการเงินเติบโตอย่างรวดเร็วเกินอัตราที่คนจะ
สามารถขุ ด ทองและเงิ น ขึ้ น มาทํ า เงิ น ตราได้ ทั น ต่ อ ความ
ต้ อ งการ ถ้ า คุ ณ อยากรู้ ว่ า เหตุ ใ ดเบิ ร์ น สตี น จึ ง บอกว่ า
‘มาตรฐานทองคํา’ เป็นผลผลิตของความบังเอิญหลายเรื่อง
ติดต่อกัน ทองคํามีบทบาทในการเก็งกําไรแบบไร้ความ
เสี่ยง (arbitrage) ที่ลือลั่นยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์อย่างไร
เหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องอย่างไรกับ ไอแซค นิวตัน นักวิทยา-
ศาสตร์ผู้ค้นพบกฎแรงโน้มถ่วง เหตุใดเราจึงควรเป็นกังวล
กับแนวโน้มที่เงินดอลลาร์สหรัฐจะอ่อนค่าอย่างเฉียบพลัน
และในกรณีนั้นการหวนกลับไปสู่ทองคําอาจเป็นทางออก
ของระบบการเงิ น โลกได้ อ ย่ า งไร หาคํ า ตอบได้ ใ น The
Power of Gold – หนังสือการเงินชั้นยอดที่อ่านง่ายและ
อ่านสนุกกว่านิยายนักสืบหลายเล่ม.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 71
014
The Art of Travel
Alain de Botton

ความเร่งรีบ ความเครียด แรงกดดันที่มาพร้อมกับการแข่ง


ขันกับบริษัทคู่แข่งหรือเพื่อนร่วมงาน และเวลาส่วนตัวที่ดู
จะเหลือน้อยลงเรื่อยๆ เป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่อธิบายว่าเหตุ
ใดคนสมัยใหม่จึงนิยมเดินทางในวันหยุด และเหตุใดไกด์บุ๊ค
และหนังสือเล่าประสบการณ์การเดินทาง (ที่ภาษาอังกฤษ
เรียกว่า travelogue) จะเป็นประเภทหนังสือที่กําลังได้รับ
ความนิยมมากขึ้นทุกขณะในโลกหมุนเร็วยุคปัจจุบัน รวม
ทั้งในประเทศไทยด้วย
แต่ไม่ว่าเราจะอ่านหนังสือก่อนออกเดินทางมามาก
เพียงใด คนส่วนใหญ่คงเคยรู้สึก ‘ผิดหวัง’ เมื่อไปเห็นสถาน
ที่จริงมาบ้างไม่มากก็น้อย ด้วยเหตุผลต่างๆ นานาที่คาด
เดาไม่ได้ล่วงหน้า เช่น ไม่เห็นสวยอย่างในรูปเลย, อากาศ
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 72
ไม่เป็นใจ, คนเยอะจนไม่สนุก, ทะเลาะกับเพื่อนที่ไปด้วยกัน
จนไม่มีอารมณ์จะชื่นชมทิวทัศน์ ฯลฯ
ในมุ ม มองของ อาแลง เดอ โบตอง (Alain de
Botton) นั ก ปรั ช ญาและนั ก เขี ย น (ผู้ โ ด่ ง ดั ง ในโลก
วรรณกรรมตะวันตกจากหนังสือ ‘ฮาวทูฉบับปัญญาชน’ ที่
ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนเรื่อง How Proust Can
Change Your Life) ที่ถ่ายทอดในหนังสือเรื่อง The Art of
Travel ความผิดหวังของเรามักจะมาจากความที่เราสนใจ
เพียงแต่ว่าจะเดินทางไปไหน แต่ไม่ค่อยวางแผนว่าควรจะ
เดินทางอย่างไร และทําไม ซึ่งอาจเป็นประเด็นที่สําคัญกว่า
กันมาก
The Art of Travel ไม่ ใ ช่ ห นั ง สื อ travelogue
ธรรมดา แต่ เ ป็ น ‘ฮาวทู ’ ชั้ น เยี่ ย มที่ อ าจเรี ย กว่ า ‘วิ ธี
หาความสุขจากการเดินทาง’ เพราะเดอ โบตองอธิบาย
บทบาทของการเดินทางในชีวิตคนเราจากประสบการณ์
การเดินทางในชีวิตและงานของศิลปินและนักเขียนชื่อดังใน
อดีตหลายคน และเชื่อมโยงกับประสบการณ์การเดินทาง
ของเขาเองเพื่อชี้ให้เห็นประเด็นน่าสนใจมากมายที่หลาย
ประเด็ น เป็ น ‘นามธรรม’ จั บ ต้ อ งยาก ในแต่ ล ะบทของ
หนังสือ เช่น ช่องว่างระหว่าง ‘ความคาดหวัง’ และ ‘ความ
เป็นจริง’ ของการเดินทาง, ความสําคัญของเครื่องมือและ
วิถีแห่งการเดินทาง (เช่น สนามบิน เครื่องบิน สถานีรถไฟ
ฯลฯ) ซึ่ ง ศิ ล ปิ น และนั ก เขี ย นชื่ อ ดั ง ที่ เ ดอ โบตองใช้
สฤณี อาชวานันทกุล :: 73
ประสบการณ์เป็นตัวอย่างในบทหลังคือ ชาร์ลส์ โบเดอแลร์
(Charles Baudelaire) ผู้สนใจวิถีแห่งการเดินทางมากกว่า
การเดิ น ทางจริ ง ๆ และ เอ็ ด วาร์ ด ฮ็ อ ปเปอร์ (Edward
Hopper) ศิลปินชาวอเมริกันผู้ชอบวาด ‘สถานที่ระหว่าง
การเดินทาง’ ไม่ว่าจะเป็นปั๊มน้ำ�มัน โรงแรม ฯลฯ
สองบทที่ผู้เขียนชอบที่สุดในหนังสือเล่มนี้คือ ตอน
ที่เดอ โบตองชี้ให้เห็นว่า ระดับ ‘ความชอบ’ สถานที่ใด
สถานที่ ห นึ่ ง ที่ เ ราเดิ น ทางไปสั ม ผั ส อาจขึ้ น อยู่ กั บ ระดั บ
‘ความไม่ชอบ’ สิ่งใดสิ่งหนึ่งในบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง
ซึ่งไม่มีในสถานที่ที่เราไปเยือน หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรา
อยากให้ ป ระเทศของเรามี แ ต่ ไ ม่ มี กลั บ ไปมี ม ากมายใน
สถานที่ที่เราไปเยือน เขายกตัวอย่างประสบการณ์เยือน
อี ยิ ป ต์ ข องกุ ส ตาฟ โฟลแบร์ ต์ (Gustave Flaubert)
นักเขียนชื่อดังชาวฝรั่งเศส ผู้ชิงชัง ‘ความหยิ่งยโส’ และ
‘ความดั ด จริ ต ’ ของคนฝรั่ ง เศสจนยื น ยั น ว่ า เขาไม่ ใ ช่ ค น
ฝรั่งเศส และความชิงชังนั้นก็ทําให้เขาชอบอียิปต์ ประเทศ
ที่ผู้คนมีความเป็น ‘ชาวบ้าน’ (แปลว่าไม่ดัดจริต) และมี
ความหลากหลายทางชาติพันธ์ุสูง โฟลแบรต์บอกว่า เราน่า
จะเปลี่ยนนิยามของ ‘สัญชาติ’ ใหม่ ให้หมายถึงประเทศ
หรือดินแดนที่เรารู้สึกผูกพันสูง แทนที่จะเป็นประเทศบ้าน
เกิดหรือภูมิลําเนาเดิมของครอบครัว อีกบทหนึ่งที่ผู้เขียน
ชอบมาก คือบทที่ว่าด้วยบทบาทและอิทธิพลของศิลปะต่อ
ประสบการณ์การเดินทางของเรา เดอ โบตองชี้ให้เห็นว่า
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 74
คนจํานวนมากเพิ่งสังเกตว่ารัฐ Provence ในฝรั่งเศสเต็ม
ไปด้วยต้นไซปรัสสูงชะลูดสีสันสวยงาม ใบอ่อนช้อยลู่ลม
หลายทิศทาง ก็หลังจากที่จิตรกรเอก แวนโก๊ะห์ (Vincent
van Gogh) วาดต้นไซปรัสเป็น ‘พระเอก’ บนผืนผ้าใบของ
เขา
แม้ว่านักเขียนและศิลปินที่เดอ โบตองกล่าวถึงใน
The Art of Travel จะล่วงลับไปหมดแล้ว ความรู้สึกและ
มุ ม มองของพวกเขาและของเดอ โบตองเองที่ มี ต่ อ การ
เดินทาง ก็ล้วนให้ข้อคิดอันมีค่า ผ่านภาษาอันสละสลวยแต่
อ่านง่ายซึ่งอาจทําให้เราเรียนรู้ที่จะ ‘เปิดใจ’ ระหว่างการ
เดินทางมากขึ้น แทนที่จะ ‘เปิดหูเปิดตา’ เพียงอย่างเดียว
เพราะการ ‘เปิดใจ’ นั้นช่วยให้เราสามารถมีความสุขกับการ
เดินทาง ไม่เว้นแม้แต่ ‘การเดินทางทางความคิด’ ในบ้าน
ของเราเอง.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 75
015
The Accidental
Investment Banker
Jonathan Knee

ในบรรดาอาชีพทั้งหมด การทําหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการ
เงิ น ของบริ ษั ท เอกชนหรื อ หน่ ว ยงานรั ฐ หรื อ ที่ เ รี ย กเป็ น
ศัพท์สวยหรูว่า ‘วาณิชธนกร’ (investment banker และ
ธุรกิจของพวกเขาก็เรียกว่า ‘วาณิชธนกิจ’ หรือ invest-
ment banking) อาจเป็ น หนึ่ ง ในอาชี พ ที่ ‘ลึ ก ลั บ ’ ที่ สุ ด
ในโลก เนื่องจากการเก็บรักษาความลับของลูกค้าเป็นหนึ่ง
ในหัวใจสําคัญของการเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน (ถึงแม้ว่า
ลูกค้าอาจมีพ ฤติกรรมคดโกงจนสมควรจะถูกเปิดโปงให้
สาธารณชนได้ รั บ รู้ ก็ ต าม) ประกอบกั บ วาณิ ช ธนกร
จํ า นวนมากก็ ไ ม่ ส นใจที่ จ ะถ่ า ยทอดเรื่ อ งราวในวงการให้
‘คนนอก’ ฟัง หนังสือเกี่ยวกับวงการวาณิชธนกิจที่เขียน
โดย ‘คนใน’ จึ ง มี เ พี ย งประปราย เบสต์ เ ซลเลอร์ ภ าษา
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 76
อังกฤษเกี่ยวกับวงการนี้คือ Monkey Business โดย จอห์น
รอล์ฟ (John Rolfe) และ ปีเตอร์ ทรูบ (Peter Troob) และ
Liar’s Poker โดย ไมเคิล ลูวิส (Michael Lewis) แต่ถึง
แม้ว่าหนังสือทั้งสองเล่มจะเป็นเรื่องเล่าของคน ‘วงใน’ ที่
อ่านสนุกจนวางไม่ลง (และใน Monkey Business ผู้เขียน
ทั้ ง สองก็ ส รรหาสารพั ด วิ ธี ม าแดกดั น ความไร้ ส าระของ
อาชี พ นี้ แ บบเรี ย กเสี ย งหั ว เราะได้ ต ลอดเล่ ม ) ก็ ยั ง ไม่ ใ ช่
หนังสือที่จะสรุปภาพรวมของวงการให้เราได้เห็น ‘ปัญหา
เชิงโครงสร้าง’ ของธุรกิจนี้ เพราะผู้เขียนล้วนมีประสบ-
การณ์ ใ นวงการเพี ย งไม่ กี่ ปี เ ท่ า นั้ น ก่ อ นที่ จ ะผั น ตั ว ไป
ประกอบอาชีพอื่น
หนังสือเกี่ยวกับวาณิชธนกิจที่ผู้เขียนชอบมากกว่า
Liar’s Poker และ Monkey Business เพราะคิดว่าเป็น
หนังสือที่ถ่ายทอด ‘ภาพรวม’ ได้ดีกว่า คือ The Accidental
Investment Banker เขียนโดย โจนาธาน นี (Jonathan
Knee) วาณิ ช ธนกรผู้ มี ป ระสบการณ์ โ ชกโชนในวงการ
ทํางานในบริษัทวาณิชธนกิจที่มีชื่อเสียงที่สุดสองแห่งในโลก
คือ Goldman Sachs และ Morgan Stanley นานกว่าหนึ่ง
ทศวรรษ จนได้ เ ป็ น ถึ ง กรรมการผู้ จั ด การ (managing
director) และหัวหน้าทีม Media Group (ดูแลลูกค้าบริษัท
ในธุรกิจสื่อ) ของวาณิชธนกิจทั้งสองบริษัท ก่อนที่จะลา
ออกมาตั้ ง บริ ษั ท วาณิ ช ธนกิ จ ขนาดเล็ ก ชื่ อ Evercore
Partners ในปี 2003 และเป็นอาจารย์พิเศษ สอนวิชาควบ
สฤณี อาชวานันทกุล :: 77
รวมกิจการให้กับมหาวิทยาลัยโคลัมเบียในกรุงนิวยอร์ก
โจนาธาน นี ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงของเขา
ระหว่างช่วงทศวรรษ 1990 ที่ตลาดหุ้นอเมริกาเฟื่องฟูจาก
กระแสดอทคอมบูม (dot com boom) เรื่อยมาจนถึงจุด
‘ฟองสบู่แตก’ ในต้นทศวรรษ 2000 อย่างตรงไปตรงมาด้วย
ความซื่อสัตย์และกล้าหาญอย่างน่าทึ่ง (นีอธิบายพฤติกรรม
ในที่ ป ระชุ ม ของเจ้ า นายคื อ โจเซฟ เปเรลลา (Joseph
Perella) หนึ่งในวาณิชธนกรที่มีชื่อเสียงที่สุดในอเมริกา ว่า
ส่วนใหญ่เปเรลลาจะ ‘นั่งสัปหงกและตดบ้างเป็นบางครั้ง’)
นีแนะนําให้ผู้อ่านรู้จักกับวาณิชธนกรอีโก้จัดจํานวนมากที่
หลงระเริงกับความสามารถของตัวเองในการทํารายได้สูงๆ
ให้กับบริษัท จนไม่แยแสคนรอบข้างและดูถูกคนอื่นว่า ‘โง่’
กว่าตัวเองด้วยความหยิ่งยโส ในความเห็นของนี ธุรกิจ
วาณิชธนกิจได้เดินทางมาถึง ‘จุดเสื่อม’ ภายในเวลาไม่ถึง
สองทศวรรษ เมื่อการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ (จากทั้ง
คู่ แ ข่ ง ดั้ ง เดิ ม และผู้ เ ล่ น รายใหม่ ใ นธุ ร กิ จ เช่ น ธนาคาร
พาณิชย์) และตลาดการเงินที่หมุนเร็วกว่าเดิมและไร้ซึ่งการ
กํากับดูแลอย่างเคร่งครัด ได้ปรับเปลี่ยนแรงจูงใจของวาณิช
ธนกร จากที่เคยทําหน้าที่เป็น ‘ที่ปรึกษาผู้ได้รับความไว้
วางใจ’ ที่คํานึงถึงประโยชน์ของลูกค้าและปกป้องประโยชน์
ส่วนรวม กลายเป็นเพียง ‘มือปืนรับจ้าง’ ที่หมกมุ่นอยู่กับ
การหารายได้งามๆ ให้กับตัวเองและบริษัท โดยไม่สนใจว่า
จะได้เงินนั้นมาโดยวิธีใด และวิธีนั้นเป็นประโยชน์ต่อลูกค้า
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 78
จริงหรือไม่ นีชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงทางทัศนคติของ
วาณิชธนกรจํานวนมากในทางที่ ‘มักง่าย’ และเห็นแก่
ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ของลูกค้า เป็นเหตุผล
หลักที่อธิบายว่าเหตุใดวาณิชธนกรหลายคนในปัจจุบันจึง
ทํ า งานอย่ า งหดหู่ ไร้ ซึ่ ง ความภาคภู มิ ใ จในวิ ช าชี พ ของ
ตัวเอง และเหตุใดลูกค้าของพวกเขาจึงมองวาณิชธนกร
ด้วยสายตาที่ไม่ไว้วางใจมากขึ้นเรื่อยๆ
ถ้าคุณอยากรู้ว่าวาณิชธนกิจ วงการที่อยู่บน ‘ยอด
คลื่น’ สูงสุดของระบอบทุนนิยม มีความเป็นมาอย่างไร และ
เหตุใดผู้สังเกตการณ์จํานวนไม่น้อยจึงเป็นห่วงว่าวงการนี้
กําลังอยู่ในภาวะวิกฤตอันยากแก่การคลี่คลาย ยกเว้นด้วย
การปฏิรูประบบครั้งใหญ่ เพื่อกําจัดผลประโยชน์ทับซ้อน
ของวาณิชธนกรและปลูกฝังแรงจูงใจที่ดีกว่าเดิม ผู้เขียนขอ
แนะนํา The Accidental Investment Banker – หนังสือชั้น
ยอดที่วาณิชธนกรและทุกคนที่สนใจอาชีพนี้ควรอ่านอย่าง
ยิ่ง.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 79
016
The Tao of Pooh

Benjamin Hoff

“แร็บบิตนี่ฉลาดนะ” พูห์พูดอย่างครุ่นคิด
“ใช่” พิกเล็ตตอบ “แร็บบิตฉลาด”
“และเขาก็มีสมอง”
“ใช่” พิกเล็ตตอบ “แร็บบิตมีสมอง”
ทั้งคู่เงียบไปพักใหญ่
“ฉั น ว่ า นะ” พู ห์ เ อ่ ย “นั่ น คื อ เหตุ ผ ลที่ เ ขาไม่ เ คย
เข้าใจอะไรเลย”

ในบรรดาวรรณกรรมสําหรับเยาวชนที่โด่งดังระดับ
โลก วรรณกรรมชุด Winnie the Pooh ของ เอ.เอ. มิลน์
เป็นหนึ่งในวรรณกรรมจํานวนน้อยที่เด็กอ่านได้ ผู้ใหญ่อ่าน
ดี ผู้เขียนเองอ่านหนังสือชุดนี้กี่ครั้งก็ได้แง่คิดใหม่ๆ แทบ
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 80
ทุกครั้ง ตามอายุและประสบการณ์ที่มากขึ้น (แต่ไม่ได้แปล
ว่าจะฉลาดขึ้นตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ)
นอกจากจะเป็น ‘หนังสือในดวงใจ’ ของเด็กและ
ผู้ใหญ่หลายล้านคนทั่วโลกแล้ว Winnie the Pooh ยังเป็น
แรงบันดาลใจของนักเขียนและนักคิดจํานวนมาก หนึ่งใน
หนังสือเกี่ยวกับ Winnie the Pooh ที่ตีความวรรณกรรม
เรื่องนี้ได้อย่างลึกซึ้งและน่าประทับใจที่สุด คือ The Tao of
Pooh โดย เบนจามิน ฮอฟฟ์ (Benjamin Hoff) หนังสือเล่ม
นี้ใช้ตัวละครต่างๆ และเนื้อเรื่องใน Winnie the Pooh เป็น
อุบายในการสอนหลักคําสอนในลัทธิเต๋า แรงบันดาลใจของ
ฮอฟฟ์อาจมาจากข้อเท็จจริงที่ว่า ชื่อของตัวละครเอกคือหมี
‘พูห์’ ออกเสียงพ้องกับคําว่า ‘P’u’ ในภาษาจีน ซึ่งแปลว่า
‘ก้อนหินที่ยังไม่ได้แกะ’ และพฤติกรรมของหมีพูห์ก็สะท้อน
หลักคิดของเต๋าที่ว่า ภาวะตามธรรมชาติที่เรียบง่ายและ
กลมกลืนกับสิ่งต่างๆ รอบตัว คือวิถีการดํารงชีวิตที่ดีที่สุด
คําว่า ‘P’u’ แปลว่า ธรรมชาติ เรียบง่าย พื้นๆ และ ซื่อสัตย์
ซึ่งล้วนแต่เป็นอุปนิสัยหลักของหมีพูห์
หากมองอย่ า งผิ ว เผิ น ดู เ หมื อ นว่ า หมี พู ห์ ใ น
Winnie the Pooh จะเป็นตัวละครที่ไม่น่าจะมีใครอยาก
เลียนแบบ เพราะเขาหมดเวลาในแต่ละวันไปกับการถาม
คําถามบ้องตื้นกับเพื่อนๆ แต่งเพลงที่สะกดผิดๆ ถูกๆ ขึ้น
มาร้ อ งเอง และผ่ า นการผจญภั ย มากมายโดยที่ ไ ม่ เ คย
สะสมความรู้ทางวิชาการใดๆ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่เคย
สฤณี อาชวานันทกุล :: 81
สูญเสียความสามารถในการมีความสุขอย่างเรียบง่าย (ซึ่ง
วนเวียนอยู่กับการหาน้ำ�ผึ้งกินเป็นหลัก)
ฮอฟฟ์ชี้ให้เห็นว่า หมีพูห์มีความสุขเพราะเขาไม่
เคย ‘ทําอะไร’ นั่นเอง เขาเพียงแต่รอให้ตัวเองประสบกับ
เหตุการณ์ต่างๆ แล้วก็ผ่านประสบการณ์มากมายไปแบบ
‘ไหลตามน้ำ�’ คือไม่ฝืนธรรมชาติ ลัทธิเต๋าเรียกวิถีชีวิตแบบ
นี้ว่า ‘หวู เหว่ย’ ซึ่งหมายถึงการ ‘ไม่ทําอะไร ไม่ก่อให้เกิด
อะไร และไม่สร้างอะไร’ เต๋าบอกเราว่า วิธีใช้ชีวิตที่ดีที่สุด
คือการใช้ชีวิตโดยคํานึงถึงธรรมชาติของเรา ธรรมชาติของ
สรรพสิ่งต่างๆ รอบตัวเรา และความเกี่ยวโยงซึ่งกันและกัน
หนังสือเรื่อง The Tao of Pooh ยกตัวอย่างมากมายใน
เรื่อง Winnie the Pooh มาโน้มน้าวอย่างน่าคิดว่า ในขณะ
ที่อียอร์มัวแต่กังวล พิกเล็ตมัวแต่ลังเล แร็บบิตมัวแต่คิดเลข
และอาวล์มัวแต่เทศนาเพื่อนๆ อยู่นั้น หมีพูห์กลับไม่คิด
หรือกังวลอะไรทั้งสิ้น และการที่เขา ‘ไม่เป็น’ อะไรเลย ก็ทํา
ให้ เ ขาเป็ น ตั ว ละครที่ ใ ช้ ชี วิ ต อย่ า งมี ค วามสุ ข ที่ สุ ด ในป่ า
จริงๆ แล้ว การดํารงชีวิตของหมีพูห์อาจไม่ต่างจากแนวคิด
เรื่องการ ‘อยู่กับปัจจุบัน’ ในศาสนาพุทธก็เป็นได้ เพราะคํา
ว่า ‘เต๋า’ ซึ่งแปลว่า ‘หนทาง’ นั้น น่าจะมีความหมายเดียว
กันกับคําว่า ‘ธรรม’ ในหลักศาสนาพุทธ
หลักคําสอนหลักๆ ของลัทธิเต๋า ซึ่งมุ่งหวังให้คน
ใฝ่ ห าทางธรรม ดํ า รงชี วิ ต อย่ า งเรี ย บง่ า ยกลมกลื น กั บ
ธรรมชาติ และเปี่ ย มความเมตตากรุ ณ า ล้ ว นสะท้ อ นใน
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 82
พฤติกรรมของหมีพูห์ ที่เบนจามิน ฮอฟฟ์นํามาเรียบเรียง
และตีความใหม่ โดยใช้ภาษาเรียบง่ายน่าอ่านเช่นเดียวกับ
เอ.เอ. มิลน์ ผู้ประพันธ์วรรณกรรมต้นแบบ ในโลกที่คนเรา
ดูเหมือนจะเหินห่างธรรมชาติขึ้นทุกที หนังสือเรื่อง The
Tao of Pooh และหนังสือ ‘ตอนต่อ’ คือ The Te of Piglet
โดยผู้เขียนคนเดียวกัน อาจจะทําให้คุณอยากกลับไปอ่าน
Winnie the Pooh อีกรอบ และอาจจะอยากออกไปเดินเล่น
กลางป่าเขาลําเนาไพร เผื่อหูจะแว่วเสียงทักทายจากหมีพูห์
ว่า บางที ‘หนทาง’ ที่เราแสวงหา อาจเป็นทางที่เราเดินอยู่
แล้ว เพียงแต่ยังไม่เคยก้มลงไปมองเท่านั้น.

ฉบับภาษาไทย: เต๋าแบบหมีพูห์ สำ�นวนแปล มนต์สวรรค์ จินดาแสง,


สนพ.มติชน, 2552

สฤณี อาชวานันทกุล :: 83
017
Junk Science
Dan Agin

ในยุคปัจจุบัน ยุคที่ความเป็น ‘ผู้บริโภค’ ของเราถูกขับเน้น


และตอกย้ำ�อย่างเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ด้วยบริษัทจํานวนนับไม่
ถ้วนที่แข่งกันกระหน่ำ�โฆษณาสินค้าและโปรโมชั่นสู่สายตา
เราหลายร้อยชิ้นในแต่ละวัน ในขณะที่สถานภาพอื่นๆ ของ
เรา โดยเฉพาะความเป็น ‘มนุษย์’ และ ‘พลเมือง’ กลับ
เลือนรางบางเบาลงอย่างน่าเป็นห่วง คงมีน้อยประเด็นที่จะ
เร่ ง ด่ ว นเท่ า กั บ การ ‘ติ ด อาวุ ธ ทางปั ญ ญา’ ให้ ผู้ บ ริ โ ภค
สามารถรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของบริษัทหลายบริษัทที่มุ่งแต่
จะหลอกล่อให้คนควักเงินซื้อเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจ
ว่าจะบิดเบือนข้อมูลเพียงใด หรือสร้างความเสี่ยงในระยะ
ยาวให้กับลูกค้าอย่างไรบ้าง

วิชา 50 เล่มเกวียน :: 84
ถึ ง แม้ ว่ า เครื อ ข่ า ยอิ น เทอร์ เ น็ ต จะสร้ า งโลกแห่ ง
ข้อมูลปริมาณมหาศาลที่อยู่เพียงปลายนิ้ว ก็มิได้แปลว่าเรา
จะสามารถแยกแยะระหว่าง ‘ข้อมูลเท็จ’ กับ ‘ข้อมูลจริง’ ได้
โดยอัตโนมัติ และถึงแม้ว่าเราอาจจะแยกแยะได้ การจะเข้า
ถึง ‘ความรู้’ ที่แท้จริงว่าข้อมูลเหล่านั้นหมายความว่าอะไร
สํ า หรั บ ชี วิ ต เรา ก็ ไ ม่ ใ ช่ เ รื่ อ งง่ า ย โดยเฉพาะความรู้ ท าง
วิทยาศาสตร์ที่ดูยากเกินความเข้าใจ ครั้นจะไปหาความรู้
จากหนังสือพิมพ์หรือจากทีวี เราก็ต้องเผชิญกับความเสี่ยง
ที่นักข่าวจะไม่รู้เรื่องวิทยาศาสตร์เสียยิ่งกว่าเรา และความ
เสี่ยงที่พื้นที่เหล่านั้นจะถูกยึดครองโดยกลุ่มผลประโยชน์
ต่างๆ ที่บิดเบือนวิทยาศาสตร์เพื่อประโยชน์ของตัวเอง
ในสถานการณ์ เ ช่ น นี้ ผู้ เ ขี ย นคิ ด ว่ า หนั ง สื อ เรื่ อ ง
Junk Science โดย แดน เอจิน (Dan Agin) นักชีววิทยา
สมองและบรรณาธิ ก ารนิ ต ยสาร Science Week เป็ น
หนังสือดีระดับ ‘ต้องอ่าน’ สําหรับทุกคนที่อยากรู้ว่า ผลการ
ค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์จวบจนปัจจุบัน ยืนยันอะไรกับ
เราได้กันแน่
สร้ อ ยของชื่ อ หนั ง สื อ เล่ ม นี้ คื อ ‘An Overdue
Indictment of Government, Industry, and Faith Groups
That Twist Science for Their Own Gain’ (ซึ่งอาจแปล
เป็นไทยว่า “ข้อกล่าวหาที่ช้าเกินไปแล้วว่า ภาครัฐ ภาค
ธุ ร กิ จ และกลุ่ ม ที่ เ ชื่ อ เรื่ อ งงมงายต่ า งๆ บิ ด เบื อ นวิ ท ยา-
ศาสตร์เพื่อประโยชน์ของตัวเองอย่างไร”) บอกเราได้ดีว่า
สฤณี อาชวานันทกุล :: 85
หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาดุเดือดเผ็ดร้อนเพียงใด เพราะเอจิน
บอกว่าเขารู้สึกเหลืออดมานานแล้วกับการกระทําชําเรา
วิทยาศาสตร์ของฝ่ายต่างๆ ที่อวดอ้างว่าเป็น ‘วิทยาศาสตร์
แท้’ แต่เป็นได้เพียง ‘วิทยาศาสตร์ขยะ’ เท่านั้น เขาบอกว่า
ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนจะมองเห็นความแตกต่าง
ในบทนํ า ของหนั ง สื อ เล่ ม นี้ เ อจิ น อธิ บ ายว่ า
‘วิทยาศาสตร์ขยะ’ ในความหมายของเขามีลักษณะอย่างไร
(คุ ณ สมบั ติ สํ า คั ญ คื อ ‘การปกปิ ด สิ่ ง ที่ คุ ณ จํ า เป็ น ต้ อ งรู้ ’ )
หลังจากนั้น เขาพาผู้อ่านเดินทางท่องโลกของวิทยาศาสตร์
ขยะ ที่จะทําให้เราตกใจกับระดับความเห็นแก่ตัวของคน
สร้าง แต่ได้รับประโยชน์มากมายจากสิ่งที่เอจินเล่า เพราะ
ความที่เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยา เนื้อหาในหนังสือ
จึงเน้นหนักประเด็นสุขภาพเป็นหลัก เอจินแบ่งหนังสือเล่ม
นี้ตามหัวข้อที่มี ‘วิทยาศาสตร์ขยะ’ และความเข้าใจผิดแพร่
หลาย ได้แก่ อาหาร (รวมทั้งประเด็นอาหารดัดแปลงพันธุ
กรรมหรือ GMO), ผลิตภัณฑ์ชะลอความแก่, บุหรี่, ยา,
มลพิษ, ภาวะโลกร้อน, การรักษาด้วยสเต็มเซลล์ (stem
cell), โคลนนิ่ง, ยีน และความเกี่ยวโยงระหว่างเชื้อชาติและ
ระดับสติปัญญา ผู้เขียนเชื่อว่า ทุกคนที่อ่านหนังสือเล่มนี้
จบลงจะไม่เพียงแต่เป็นผู้บริโภคที่รู้เท่าทันผู้ผลิตมากขึ้น
เท่านั้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับสุขภาพ แต่จะมี
ความรู้ความเข้าใจในวิทยาศาสตร์ดีขึ้น และอาจจะตระหนัก
ด้วยว่า บางเรื่องที่เคยเชื่อว่าเป็นความจริง ที่แท้แล้วเป็น
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 86
เพียงอคติหรือความเข้าใจผิดแบบฉาบฉวย ที่ไม่เคยจะตั้ง
ใจหาคําตอบว่าจริงหรือไม่
Junk Science เป็นหนังสือเล่มใหญ่ที่เขียนอย่าง
‘ระบายอารมณ์’ ตลอดเล่ม และดังนั้นจึงอาจทําให้ผู้อ่าน
บางคนรู้สึกไม่พอใจหรือรําคาญคนเขียน แต่ข้อมูลหลักฐาน
และเหตุ ผ ลหนั ก แน่ น มากมายที่ เ อจิ น ยกขึ้ น มาอธิ บ าย
ประเด็ น ของเขา สมกั บ เป็ น นั ก วิ ท ยาศาสตร์ น่ า จะช่ ว ย
บรรเทาและในที่สุดก็หักล้างความรู้สึกรําคาญใดๆ ที่อาจ
เกิดขึ้นเมื่ออ่านบทนําจบลง นอกจากนี้ นอกจากจะเป็น
หนังสือที่ให้ประโยชน์มากมายกับผู้อ่านแล้ว Junk Science
ยังตีแผ่ ‘วิชามาร’ ของฝ่ายต่างๆ ที่พยายามสร้างและค้ำ�จุน
‘วิทยาศาสตร์ขยะ’ อย่างต่อเนื่อง เพื่อฉวยโอกาสแสวงหา
ประโยชน์ ส่ ว นตนจากประชาชนที่ ไ ม่ รู้ เ ท่ า ทั น ได้ อ ย่ า ง
น่าสนใจและสนุกสนานอย่างยิ่ง.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 87
018
The Fortune at the
Bottom of
the Pyramid

C.K. Prahalad

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เชื่อว่าข้อความต่อไปนี้เป็นความจริง:
“คนจน” (ซึ่งในนิยามของธนาคารโลกหมายถึงคนที่มีรายได้
ต่ำ�กว่า $1 ต่อวัน) ไม่มีกําลังซื้อพอที่จะเป็น ‘ลูกค้า’ ใน
ระบอบทุนนิยม สาธารณูปโภคที่ไม่ค่อยดีในประเทศกําลัง
พั ฒ นาแปลว่ า การกระจายสิ น ค้ า และบริ ก ารไปสู่ ช นบทมี
ต้นทุนสูงเกินไปจนไม่คุ้มค่าที่จะผลิต คนจนไม่สนใจยี่ห้อ
คนจนใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่เป็น ดังนั้นตลาดคนจนจึงไม่
สามารถกระตุ้นให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ได้
ถ้ า คุ ณ เชื่ อ แบบนี้ หนั ง สื อ อ่ า นสนุ ก เรื่ อ ง The
Fortune at the Bottom of the Pyramid โดย ซี.เค.
พราฮาลัด (C.K. Prahalad) อาจารย์สอนบริหารธุรกิจที่
มหาวิทยาลัยมิชิแกนและที่ปรึกษาบริษัทข้ามชาติชั้นนํา
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 88
อาจทําให้คุณเข้าใจว่าความเชื่อทั้งหมดที่กล่าวมานั้นเป็น
‘มายาคติ’ อย่างไร และเหตุใดพราฮาลัดจึงสรุปว่า ‘ตลาด
ล่ า งสุ ด ของปิ ร ะมิ ด ความรวย’ (‘Bottom-of-Pyramid
market’ หรือย่อว่า ตลาด BOP) ซึ่งในนิยามของเขาหมาย
ถึงคนกว่า 4 พันล้านคนทั่วโลกที่มีรายได้ไม่ถึง $2 ต่อวัน
จึ ง เป็ น ตลาดที่ โ ตเร็ ว ที่ สุ ด ในโลก และที่ น่ า สนใจที่ สุ ด คื อ
หนังสือเล่มนี้พยายามตอบคําถามว่า การผลิตสินค้าและ
บริการเพื่อสนองความต้องการของลูกค้าในตลาดนี้ จะช่วย
สร้าง ‘ทุนนิยมครอบคลุม’ (inclusive capitalism) ที่กําจัด
ความยากจนให้หมดไปจากโลกได้อย่างไร
เนื้อหาหลักใน The Fortune at the Bottom of
the Pyramid คื อ กรณี ศึ ก ษา 11 กรณี เกี่ ย วกั บ
ประสบการณ์ของบริษัทที่ประสบความสําเร็จในตลาด BOP
11 บริษัท ครอบคลุมสินค้าและบริการที่หลากหลาย นับ
ตั้งแต่สบู่ เกลือ โทรศัพท์มือถือ บริการธนาคาร การรักษา
พยาบาล และวั ส ดุ ก่ อ สร้ า ง จากประเทศทั่ ว โลกที่ ห ลาก
หลายไม่แพ้กัน เช่น เปรู เม็กซิโก บราซิล และอินเดีย
ประเด็นหลักประเด็นหนึ่งในหนังสือที่ผู้เขียนคิดว่า
น่าสนใจและเป็นประโยชน์มากต่อนักธุรกิจไทยที่สนใจจะ
ขายสินค้าหรือบริการให้ ‘ตลาดล่าง’ ในประเทศของเราเอง
คือประเด็นที่พราฮาลัดย้ำ�ไม่โดยตรงก็โดยอ้อมในหนังสือว่า
บริ ษั ท ที่ ป ระสบความสํ า เร็ จ ในการทํ า ธุ ร กิ จ กั บ คนจนนั้ น
ไม่ใช่บริษัทที่มองคนจนเป็น ‘ผู้บริโภค’ ที่เป็น ‘เป้าหมาย’
สฤณี อาชวานันทกุล :: 89
ของสินค้าหรือบริการ หรือไม่ก็มองว่าเป็น ‘ชนชั้นต่ำ�’ ที่คิด
อะไรเองไม่เป็น ต้องพึ่งพานักธุรกิจร่ำ�รวยที่ ‘ใจดี’ มาขาย
สินค้าให้ แต่บริษัทที่ประสบความสําเร็จล้วนนับถือคนจนใน
ฐานะ ‘ปัจเจกชน’ ที่มีความชอบ รสนิยมส่วนตัว และศักดิ์-
ศรีไม่ต่างจากคนที่มีฐานะดีกว่าพวกเขา ด้วยเหตุนี้ บริษัท
เหล่านี้จึงทุ่มเททั้งเงินและเวลาให้กับการศึกษาวิเคราะห์
ความต้องการของคนจน และนําผลการศึกษาไปผลิตสินค้า
หรือบริการที่ตรงต่อความต้องการ ตลอดจนคิดค้นนวัต-
กรรมใหม่ ๆ ที่ ช่ ว ยลดต้ น ทุ น จนถึ ง จุ ด ที่ ค นจนสามารถมี
กําลังซื้อได้
ความที่กรณีศึกษาต่างๆ ในหนังสือเล่มนี้เป็นผล
จากการรวบรวมข้ อ มู ล ของนั ก ศึ ก ษาปริ ญ ญาโทด้ า น
บริหารธุรกิจ (โดยมีพราฮาลัดเป็นผู้เขียนบทนําของแต่ละ
กรณี) เนื้อหาในหนังสือบางช่วงจึงอาจดูซ้ำ�ซ้อนกับตอน
ก่อนหน้า และเต็มไปด้วยศัพท์สวยหรูทางธุรกิจที่ไม่จําเป็น
ต่ อ ความเข้ า ใจ แต่ อ ย่ า งไรก็ ต าม ปฏิ เ สธไม่ ไ ด้ ว่ า The
Fortune at the Bottom of the Pyramid เป็นหนังสือชั้น
ยอดที่สมควรอยู่บนหิ้งของนักธุรกิจ เอ็นจีโอ และคนทั่วไป
ที่อาจมี ‘มายาคติ’ หรืออคติต่อคนจน และเพื่อให้ท่านมอง
เห็นตัวอย่างเนื้อหาดีๆ ที่ทําให้ผู้เขียนชอบหนังสือเล่มนี้
มากกว่า The World is Flat ของโทมัส ฟรีดแมน (Thomas
Friedman) หลายเท่า ผู้เขียนขอแปล ‘หลักการ 12 ข้อ ใน
การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในตลาด BOP’ จากบทนําใน
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 90
หนังสือมาเล่าสู่กันฟังดังนี้:

หลักการข้อ
1. เน้น ‘ผลิตภาพ’ (productivity) ของราคา ไม่ใช่
เน้นเฉพาะ ‘ราคาต่ำ�’ อย่างเดียว
2. ปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ากับเทคโนโลยีเก่า
อย่างเหมาะสม เพราะปัญหาของลูกค้าในตลาด BOP ไม่
สามารถแก้ได้โดยใช้เทคโนโลยีเก่าเพียงอย่างเดียว
3. ธุรกิจต้องขยายขนาดได้ (scalable) และปรับ
ใช้ได้ข้ามประเทศ วัฒนธรรม และภาษา
4. ต้องใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด คุ้มค่า และยั่ง
ยืน (sustainable)
5. การออกแบบสินค้าต้องใช้ความเข้าใจอย่างลึก
ซึ้งในประโยชน์การใช้สอย (functionality)
6. นวั ต กรรมด้ า นกระบวนการผลิ ต (process
innovations) มี ค วามสํ า คั ญ พอๆกั บ นวั ต กรรมด้ า น
ผลิตภัณฑ์ (product innovations)
7. สิ น ค้ า และบริ ก ารต้ อ งใช้ ง่ า ย และใช้ ไ ด้ ใ น
ประเทศที่สาธารณูปโภคพื้นฐานยังไม่ดี
8. การให้การศึกษาแก่ลูกค้าเกี่ยวกับวิธีใช้สินค้า
หรื อ ความจํ า เป็ น ของสิ น ค้ า เป็ น ปั จ จั ย สํ า คั ญ บริ ษั ท ควร
ร่วมมือกับเอ็นจีโอ รัฐบาล และฝ่ายอื่นๆ ในด้านนี้ และใช้
วิธีสื่อสารใหม่ๆ
สฤณี อาชวานันทกุล :: 91
9. สินค้าต้องใช้การได้ดีในสภาพแวดล้อมไม่เป็น
มิ ต ร เช่ น ฝุ่ น เยอะ ปราศจากสุ ข อนามั ย ไฟดั บ บ่ อ ย
มลภาวะทางเสียง มลภาวะทางน้ำ� ฯลฯ
10. การออกแบบ user interface จะต้องคํานึง
ความแตกต่างของฐานลูกค้าในด้านภาษา วัฒนธรรม ระดับ
ทักษะ และระดับความคุ้นเคยต่อฟังก์ชั่นหรือรูปแบบต่างๆ
11. ต้องออกแบบวิธีการกระจายสินค้าให้สามารถ
เข้าถึงตลาดในชนบทที่มีการกระจายตัวสูง ด้วยต้นทุนต่ำ�
นวั ต กรรมด้ า นการกระจายสิ น ค้ า (distribution inno-
vations) ในตลาด BOP สําคัญพอๆ กับนวัตกรรมด้าน
กระบวนการผลิต และนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์
12. ท้ า ทายความเชื่ อ เดิ ม ๆ (conventional
wisdom) เน้ น การออกแบบโครงสร้ า งกว้ า งๆ (broad
architecture) เพื่อให้สามารถเพิ่มเติมรูปแบบและฟังก์ชั่น
ลงไปในผลิตภัณฑ์ตัวเดิมได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย

วิชา 50 เล่มเกวียน :: 92
สฤณี อาชวานันทกุล :: 93
019
Under the Banner
of Heaven
Jon Krakauer

ในบรรดาหนังสือประเภทสารคดี หนังสือสารคดีที่ทั้งสนุก
และมีสาระเข้าข่าย ‘สารคดีคลาสสิก’ มักจะเป็นหนังสือที่
เขียนถ่ายทอดเรื่องจริงที่น่าทึ่งไม่แพ้นิยายชั้นยอดอย่าง
ละเอียดถี่ถ้วนจากหลากหลายแง่มุม อัดแน่นไปด้วยข้อมูล
หลักฐาน แต่ในขณะเดียวกันก็เขียนด้วยภาษาสละสลวยที่
ทั้งอ่านง่ายและอ่านสนุกจนวางไม่ลง
ในบรรดานักเขียนต่างประเทศทั้งหมดที่สามารถ
ผลิตหนังสือสารคดีระดับ ‘คลาสสิก’ ได้อย่างต่อเนื่อง มีไม่กี่
คนที่ผู้เขียนคิดว่ามีความเชี่ยวชาญมากกว่า จอน คราเคา-
เออร์ (Jon Krakauer) ผู้โด่งดังจากหนังสือเรื่อง Into Thin
Air (เกี่ ย วกั บ โศกนาฏกรรมครั้ ง ใหญ่ ที่ สุ ด บนยอดเขา
เอเวอร์ เ รสต์ ที่ ค ราเคาเออร์ บั ง เอิ ญ เป็ น ส่ ว นหนึ่ ง ใน
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 94
เหตุการณ์) และ Into The Wild (เรื่องราวของบัณฑิต
ปริ ญ ญาตรี ช าวอเมริ กั น ผู้ ทิ้ ง ทุ ก สิ่ ง ทุ ก อย่ า งไว้ เ บื้ อ งหลั ง
ตายอย่างโดดเดี่ยวในป่าลึกกลางรัฐอลาสกา)
ผู้เขียนขอแนะนํา Under the Banner of Heaven
ผลงานของคราเคาเออร์อีกเล่มหนึ่งที่อาจไม่โด่งดังเท่ากับ
สองเล่ ม ที่ ก ล่ า วถึ ง ข้ า งต้ น แต่ ผู้ เ ขี ย นคิ ด ว่ า ให้ ข้ อ คิ ด และ
มุมมองดีๆ ไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในประเด็นความเกี่ยวพัน
ระหว่างศาสนาและความเชื่อของกลุ่มคนที่เรามักจะมองว่า
เป็นพวก ‘เคร่งศาสนาหัวรุนแรง’ และเมื่อเราติด ‘ป้าย’ นั้น
ให้กับพวกเขาแล้ว เราก็มักจะไม่สนใจที่จะวิเคราะห์แรง
จูงใจให้ลึกไปกว่าการปรามาสด้วยคําสั้นๆ ว่า “บ้า” หรือไม่
ก็ “เพี้ยน”
ซึ่ ง เป็ น เรื่ อ งน่ า เสี ย ดาย เพราะการพยายามทํ า
ความเข้าใจพฤติกรรม วิเคราะห์เจาะลึกไปถึงแก่นความ
เชื่อของคนต่างศาสนากับเราที่ติดป้ายว่า ‘หัวรุนแรง’ นั้น
นอกจากจะทําให้เราสามารถแยกแก่นสารออกจากกระพี้
และแยกหลักธรรมออกจากความเชื่อ แยกสิ่งที่เป็นภววิสัย
ออกจากสิ่งที่เป็นอัตตวิสัยแล้ว ยังทําให้เราเข้าใจศาสนา
อื่นๆ มากขึ้น และมองเห็นอคติของตัวเราเอง
การวิเคราะห์เจาะลึกในทํานองเช่นว่าของคราเคา-
เออร์ใน Under the Banner of Heaven คือเหตุผลที่ทําให้
หนังสือเล่มนี้เป็นมากกว่าสารคดีธรรมดา เขาเริ่มต้นด้วย
การเล่าเรื่องราวของพี่น้องเคร่งศาสนานามสกุลลาฟเฟอร์ตี
สฤณี อาชวานันทกุล :: 95
(Lafferty) สองคนที่ฆ่าพี่สะใภ้และลูกสาวตัวน้อยของเธอ
อย่างเหี้ยมโหด โดยอ้างว่าเป็นพระประสงค์ของพระผู้เป็น
เจ้า แต่ในความพยายามที่จะตอบคําถามว่า เหตุใดพี่น้องคู่
นี้ จึ ง กระทํ า การอุ ก อาจเช่ น นี้ ไ ด้ โ ดยเชื่ อ ว่ า เป็ น เสี ย งจาก
สวรรค์ คราเคาเออร์พาเราไปทําความรู้จักกับลัทธิมอร์มอน
นิกายหนึ่งในศาสนาคริสต์ที่มีสมาชิกกว่า 12 ล้านคนทั่ว
โลกในชื่อ ‘The Church of Jesus Christ of Latter-day
Saints’ หรื อ เรี ย กย่ อ ว่ า LDS ตั้ ง แต่ ต้ น ตอจวบจนยุ ค
ปัจจุบัน และอธิบายความแตกต่างระหว่างนิกายมอร์มอน
ต้นตอและนิกายย่อยต่างๆ ที่แตกแขนงออกมาเป็นความ
เชื่อแบบ ‘สุดขั้ว’ (fundamentalist) ของลัทธินี้ รวมทั้ง
นิกายที่พี่น้องฆาตกรเป็นสมาชิก ได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน
และน่าติดตามตลอดเล่ม

หนังสือเล่มนี้เต็มไปด้วยข้อมูลเบื้องหน้า เบื้องหลัง
และเบื้ อ งลึ ก ของทั้ ง เหตุ ฆ าตกรรมและลั ท ธิ ม อร์ ม อน
มากมาย กลั่นกรองจากบทสัมภาษณ์ระหว่างคราเคาเออร์
กั บ แดน ลาฟเฟอร์ ตี (Dan Lafferty) หนึ่ ง ในฆาตกร
สมาชิ ก นิ ก ายย่ อ ย ‘หั ว รุ น แรง’ ที่ เ ขาสั ง กั ด อยู่ และอดี ต
สมาชิกนิกายนี้หลายคน รวมทั้งข้อมูลประกอบจากหนังสือ
ประวัติศาสตร์หลายเล่ม ทั้งหมดนี้ร้อยเรียงเข้าด้วยกันเป็น
หนังสือดีที่เขียนอย่างเปี่ยมความเข้าใจ เขียนอย่างรู้จริง
เขียนอย่างเป็นกลาง และสะท้อนให้เห็นอย่างชัดแจ้งถึง
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 96
ความแตกต่างระหว่าง ‘ศาสนา’ และ ‘การบิดเบือนศาสนา’
ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อคํานึงว่าประเด็น ‘คนเคร่งศาสนาหัว
รุนแรง’ ทําให้นักเขียนเขียนแบบมักง่าย (เช่น ด่าอย่าง
เดียว) ได้ง่ายดายเพียงใด ถ้าคราเคาเออร์ เลือกที่จะเขียน
แบบมั ก ง่ า ย เขาก็ ไ ม่ ต้ อ งทํ า อะไรมาก เพราะความโหด
เหี้ยมของฆาตกรรมครั้งนี้ ก็ทําให้คนอ่านมีแนวโน้มอยู่แล้ว
ที่จะประณามสองพี่น้อง แต่ถ้าเขาเขียนแบบนั้น เราก็จะได้
แต่หนังสือสารคดีแบบ ‘สะเก็ดข่าว’ ระดับธรรมดาๆ เล่ม
หนึ่ ง ที่ อ าจทํ า ให้ เ รามี อ คติ กั บ ศาสนามากขึ้ น แทนที่ จ ะ
แยกแยะระหว่าง ‘หลักคําสอน’ กับ ‘คน’ ได้ดีกว่าเดิม
เป็นเรื่องน่าเศร้าที่สองสัปดาห์ก่อนที่หนังสือเล่มนี้
จะวางขาย ผู้นําระดับสูงคนหนึ่งในนิกาย LDS คือ ริชาร์ด
อี. เทอร์ลีย์ (Richard E. Turley) เขียนจดหมายเปิดผนึก
โจมตีคราเคาเออร์อย่างรุนแรง โดยกล่าวหาว่า Under the
Banner of Heaven เป็นหนังสือที่ “ลําเอียงและนําเสนอแง่
มุมลบเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของมอร์มอนเท่านั้น” ทั้งยัง
กล่ า วหาว่ า เป็ น หนั ง สื อ ที่ โ จมตี ศ าสนาโดยทั่ ว ไปอี ก ด้ ว ย
คราเคาเออร์เขียนจดหมายตอบข้อกล่าวหาของ LDS ไว้
อย่างน่าคิดดังต่อไปนี้:
“ผมรู้สึกเสียใจที่ท่านเทอร์ลีย์ ซึ่งพูดในฐานะตัว
แทนผู้นํานิกาย LDS เลือกที่จะมองหนังสือของผมแบบ
ตัดตอนเหมารวม ...กล่าวโดยข้อเท็จจริงแล้ว เป็นไปไม่ได้
เลยที่เราจะเข้าใจพฤติกรรมของพี่น้องลาฟเฟอร์ตีหรือผู้
สฤณี อาชวานันทกุล :: 97
นับถือนิกายมอร์มอนแบบสุดขั้วทุกคน ถ้าเราไม่พยายาม
สืบค้นความเชื่อของพวกเขาก่อน ซึ่งนั่นก็หมายความว่า
เราจะต้องทําความเข้าใจกับประวัติของ LDS และคําสอน
ที่ ซั บ ซ้ อ นและยื ด หยุ่ น ได้ อ ย่ า งน่ า ทึ่ ง ของ โจเซฟ สมิ ธ
(Joseph Smith) ผู้ก่อตั้งนิกายนี้ แน่นอน เราอาจพิจารณา
ประวั ติ ข องสมิ ธ และโบสถ์ ข องเขาจากหลากหลายแง่ มุ ม
และนั่ น คื อ ต้ น ตอของความไม่ พ อใจที่ ผู้ นํ า มอร์ ม อนมี ต่ อ
หนังสือของผม

ผู้ นํ า นิ ก าย LDS ยุ ค ใหม่ ม องว่ า ประวั ติ ศ าสตร์


ศาสนาของพวกเขาเป็ น สิ่ ง ศั ก ดิ์ สิ ท ธิ์ ที่ พ วกเขาต้ อ งคอย
ปกป้องและควบคุมการนําเสนอต่อชาวโลกอย่างเข้มงวด
ตลอดมา อั น ที่ จ ริ ง ผู้ นํ า LDS ถึ ง กั บ ประกาศว่ า การ
ถ่ายทอดประวัติศาสตร์มอร์มอนควรจะ “ส่งเสริมศรัทธา”
ต่อศาสนา ซึ่งหมายความว่า การสื่อประวัติศาสตร์มอร์มอน
ควรเชิ ด ชู แ ทนที่ จ ะวิ พ ากษ์ และสาธุ ช นควรจะตั ด ตอน
ละเลย หรือกระทั่งปฏิเสธบางตอนของประวัติศาสตร์ที่น่า
กังขาหรือน่ารังเกียจ ...การตีความที่แตกต่างจาก “หลักคํา
สอนทางการ” ที่ โ บสถ์ อ นุ มั ติ นั้ น เป็ น เรื่ อ งต้ อ งห้ า มอย่ า ง
สิ้ น เชิ ง ผลลั พ ธ์ ข องความหมกมุ่ น แบบเผด็ จ การนี้ คื อ
“ประวัติศาสตร์ทางการ” ด้านเดียวที่ไม่สมบูรณ์เป็นอย่าง
ยิ่ง”

วิชา 50 เล่มเกวียน :: 98
สฤณี อาชวานันทกุล :: 99
020
Internal Combustion

Edwin Black

ในภาวะที่ขอบเขตการรับรู้ข่าวสารของคนทั่วไปถูกครอบงํา
แน่นหนาขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่รู้ตัวโดยสื่อมวลชนและบริษัท
ขนาดยักษ์ ในขณะที่การแยกแยะระหว่าง ‘ความจริง’ กับ
‘ความเท็จ’ ในโลกอินเทอร์เน็ต ก็ยังต้องอาศัยวิจารณญาณ
และความอดทนมากกว่าเวลาที่คนส่วนใหญ่ยอมเจียดให้กับ
การแสวงหาความจริง (แต่ยอมทุ่มอย่างไม่จํากัดให้กับการ
เสพสิ่งบันเทิง) คงไม่มีอะไรที่ทรงคุณค่าไปกว่าหนังสือดีที่
ตีแผ่ความจริงที่ผู้ทรงอิทธิพลไม่อยากให้เรารับรู้
ไม่ ว่ า เทคโนโลยี สื่ อ จะรุ ด หน้ า ไปเร็ ว เพี ย งใด
เทคโนโลยีโบราณอย่าง ‘หนังสือ’ ก็ยังเป็นสื่อที่ดีที่สุดในการ
นํ า เสนอข้ อ เท็ จ จริ ง ที่ ล ะเอี ย ดและรอบด้ า นในประเด็ น
ซั บ ซ้ อ นที่ ต้ อ งอาศั ย การ ‘คิ ด ตาม’ ผู้ เ ขี ย นเพื่ อ ทํ า ความ
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 100
เข้ า ใจ ธรรมชาติ ข องสื่ อ ที่ เ น้ น ความฉั บ ไวและสี สั น เพื่ อ
ดึงดูดความสนใจคนดูอย่างทีวี ไม่สามารถกระตุ้นให้คนเรา
‘คิดตาม’ ทํานองนี้ได้ มีแต่สื่อที่นําเสนอ ‘ห่วงโซ่ตรรกะ’ ที่
ร้อยเรียงอย่างเป็นระบบ ต้องค่อยๆ ละเลียดอย่างหนังสือ
เท่านั้นที่ทําได้
หนึ่ ง ในประเด็ น ที่ ซั บ ซ้ อ นที่ สุ ด ในโลกยุ ค โลกา-
ภิวัตน์ คงหนีไม่พ้นเรื่องของ ‘น้ำ�มัน’ ทรัพยากรธรรมชาติที่
มนุษย์เคยเข้าใจผิดว่าไม่มีวันหมดไปจากโลก ในประเด็นนี้
Internal Combustion โดย เอ็ดวิน แบล็ค (Edwin Black)
คือหนังสือที่เปิดโปงคอร์รัปชั่นและกระบวนการปิดหูปิดตา
ประชาชนของบริ ษั ท น้ำ � มั น ยั ก ษ์ ใ หญ่ ที่ จั บ มื อ กั บ รั ฐ บาล
หลายประเทศที่ดีที่สุดเล่มหนึ่ง
แบล็คได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งใน ‘นักข่าวเจาะ’
มือดีที่สุดในโลก เคยได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลพูลิตเซอร์
มาแล้วหลายครั้ง โด่งดังในฐานะนักข่าวที่ชอบ ‘แฉ’ การใช้
อํานาจผูกขาดของบริษัทยักษ์ใหญ่ ก่อนหน้านี้ หนังสือขาย
ดีที่สุดของแบล็ค คือ IBM and the Holocaust (2001)
เปิ ด โปง ‘ความสั ม พั น ธ์ เ ชิ ง กลยุ ท ธ์ ’ ระหว่ า งบริ ษั ท
คอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่ IBM กับ ‘อาณาจักรไรค์ที่สาม’ ของ
อดอล์ฟ์ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ที่กินเวลากว่าสิบสองปี
หนังสือเรื่องนี้ทําให้คนทั่วไปได้รับรู้เป็นครั้งแรกว่า IBM มี
บทบาทสําคัญในกระบวนการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุยิวอย่างเป็น
ระบบ
สฤณี อาชวานันทกุล :: 101
คำ�โปรยใต้ชื่อของ Internal Combustion ซึ่งอาจ
แปลเป็นไทยได้ว่า “วิธีที่บริษัทและรัฐบาลทําให้โลกเสพติด
น้ำ�มันและทําลายทางเลือก” สื่อประเด็นหลักของหนังสือ
เล่ ม นี้ อ ย่ า งรวบรั ด ชั ด เจน หนั ง สื อ เล่ ม นี้ เ ต็ ม ไปด้ ว ยราย
ละเอียดไม่ต่างจากเล่มก่อนๆ ของแบล็ค (ข้อมูลหลายชิ้น
ได้รับการเปิดเผยสู่สายตาสาธารณชนเป็นครั้งแรก) แต่ผู้
เขียนคิดว่าเล่มนี้เป็นเล่มที่น่าสนใจ เป็นประโยชน์ และสนุก
ที่สุดของเขา
แบล็คเริ่มด้วยการย้อนประวัติศาสตร์การใช้เชื้อ-
เพลิงกลับไปถึง 5,000 ปีก่อน สมัยที่มนุษย์ยังใช้ไม้เป็น
เชื้อเพลิง สืบสาววิวัฒนาการมาเรื่อยๆ จนเข้าสู่ยุคพึ่งพิง
น้ำ�มันในปัจจุบัน ระหว่างทาง เขาแจกแจง ‘ประวัติศาสตร์ที่
ถูกลืม’ หลายตอนที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ตอนที่ผู้เขียนชอบ
ที่สุดคือตอนที่แบล็คอธิบายว่า ‘พลังงานสะอาด’ นั้นไม่ใช่
เรื่องใหม่ อเมริกาเคยมี ‘กลุ่มผู้ผูกขาด’ (cartel) ธุรกิจ
แบตเตอรี่ไฟฟ้าในทศวรรษ 1890 และรถยนต์พลังไฟฟ้า
ก็ได้รับความนิยมอย่างสูงในยุคนั้น แต่กลุ่มผลประโยชน์ที่
ประกอบด้ ว ยบริ ษั ท น้ำ � มั น และบริ ษั ท ผู้ ผ ลิ ต รถยนต์ ที่ ใ ช้
น้ำ�มันเป็นหลัก นําโดย General Motors (GM) ทําทุกวิถี
ทางที่จะขัดขวางการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะ
ความพยายามของบุคคลสําคัญผู้มีอิทธิพลสูงมากสองคน
คือโทมัส เอดิสัน (Thomas Edison) ผู้ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า
และเฮนรี ฟอร์ด (Henry Ford) บิดาแห่งระบบการผลิต
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 102
แบบสายพานและผู้ผลิตรถยนต์ยี่ห้อ Ford ที่จับมือกันผลิต
รถยนต์ไฟฟ้าราคาย่อมเยาสําหรับทุกครัวเรือน แบล็คชี้
หลักฐานว่า แบตเตอรี่ไฟฟ้าของเอดิสันถูก ‘มือดี’ ทําลาย
จนใช้การไม่ได้เมื่อเดินทางไปถึงโรงงานผลิตรถยนต์ของ
Ford ที่ดีทรอยต์ และเมื่อนักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่ประกาศว่า
เขากําลังออกแบบแบตเตอรี่ชนิดใหม่ที่ไม่มีใครก่อกวนได้
ห้องทดลองของเขาก็ถูกวางเพลิงจนวอดวายและจับมือใคร
ดมไม่ได้จนถึงทุกวันนี้ ปิดฉากอนาคตรถยนต์ไฟฟ้ายุคแรก
ไปอย่างน่าเสียดาย
ตั ว อย่ า งพฤติ ก รรมที่ น่ า รั ง เกี ย จอี ก กรณี ห นึ่ ง ที่
แบล็คอธิบายให้เห็นชัดคือ กรณี GM และพรรคพวกจงใจ
กีดขวางโครงการพัฒนาระบบรถรางไฟฟ้าในอเมริกา แม้ว่า
จะเป็ น ระบบยอดนิ ย มที่ มี ผู้ โ ดยสารรวมทุ ก เที่ ย วกว่ า
15,000 ล้านคนต่อปี เริ่มตั้งแต่ประมาณปี 1935 GM ก่อตั้ง
บริษัทชื่อ National City Lines ร่วมกับบริษัทอื่นที่ต่างก็มี
ผลประโยชน์ในธุรกิจน้ำ�มัน ได้แก่ Mack Truck, Firestone
Tires, Standard Oil, และ Phillips Petroleum โดยบริษัท
National City Lines จะเที่ยวไล่ซื้อกิจการรถรางไฟฟ้า รื้อ
ถอนรางออก ทําถนนทับแนวเดิม เผารถรางทิ้งไม่ให้เหลือ
ซาก แล้ ว ก็ เ ปลี่ ย นรู ป แบบการให้ บ ริ ก ารเป็ น รถเมล์ ที่ ใ ช้
น้ำ�มันแทน พวกเขาสมคบคิดกันทําแบบนี้ในเมืองใหญ่ 40
เมืองทั่วประเทศอเมริกา จนกระทั่งถูกรัฐบาลกลางสั่งฟ้อง
ศาลในคดีอาญา และถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิด
สฤณี อาชวานันทกุล :: 103
หลังจากที่พาเราทัวร์ประวัติศาสตร์คอร์รัปชั่นอัน
น่าตื่นตระหนกของธุรกิจน้ำ�มัน แบล็คก็ปิดท้ายหนังสือด้วย
ความหวัง ด้วยการอธิบายสินค้าและบริการที่ใช้พลังงาน
ทางเลือกมากมายที่มีผู้ผลิตแล้ว แต่คนทั่วไปอาจมองข้าม
ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ หรือ “ศูนย์พลังงานประจํา
บ้ า น” ที่ ช่ ว ยลดระดั บ การพึ่ ง พิ ง น้ำ � มั น ได้ แบล็ ค ยกย่ อ ง
ฮอนด้ า บริ ษั ท รถยนต์ ญี่ ปุ่ น ว่ า เป็ น ผู้ นํ า ในด้ า นนี้ และ
อธิบายว่า เหตุใดเราจึงควรมองบริษัทที่ทําธุรกิจเอทานอล
(Ethanol) ด้วยความไม่ไว้วางใจมากกว่าความชื่นชม และ
เหตุใดเขาจึงบอกว่า ไฮโดรเจนคือ “เชื้อเพลิงขนส่งแห่ง
อนาคต”
ถึ ง แม้ จ ะปฏิ เ สธไม่ ไ ด้ ว่ า พฤติ ก รรมสิ้ น เปลื อ ง
พลังงานของคนธรรมดาอย่างเราๆท่านๆ ยังเป็นเหตุผล
สํ า คั ญ ที่ ทํ า ให้ ก ลุ่ ม ผลประโยชน์ น้ำ � มั น ทั้ ง หลายยั ง เจริ ญ
รุ่งเรืองอยู่ได้ หนังสือเรื่อง Internal Combustion ก็อธิบาย
อย่างชัดแจ้งให้เราเข้าใจว่า ปัญหาการพึ่งพิงน้ำ�มันของโลก
นั้นเป็นปัญหาที่ ‘ไม่จําเป็น’ ต้องเกิดขึ้นเลย หากเป็นเรื่องที่
‘หลีกเลี่ยงได้’ ในอดีต และด้วยเหตุนั้น มันจึงเป็นเรื่องที่
หลีกเลี่ยงได้อย่างแน่นอน ณ บัดนี้ ไม่ต้องรอห้าปีหรือสิบปี
ในอนาคต.

วิชา 50 เล่มเกวียน :: 104


หมายเหตุ: พร้อมกับหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนขอแนะนําภาพยนตร์สารคดี
ยอดเยี่ยมเรื่อง “Who Killed The Electric Car?” กํากับโดย คริส เพน
(Chris Paine) สารคดีเรื่องนี้นําเสนอประวัติอันน่าเศร้าของรถยนต์พลัง
ไฟฟ้ารุ่น EV1 ของ GM ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงในรัฐแคลิฟอร์เนียใน
ทศวรรษ 1990 แต่กลับจบชีวิตด้วยการถูก GM เรียกคืนไปทุบทําลาย!
สฤณี อาชวานันทกุล :: 105
021
Shakespeare
Bill Bryson

ในบรรดานักประพันธ์งานภาษาอังกฤษทั้งหมดในบรรณ
พิ ภ พ มี นั ก ประพั น ธ์ น้ อ ยรายที่ จ ะคงความเป็ น อมตะ
ทัดเทียม วิลเลียม เช็คสเปียร์ (William Shakespeare)
มหากวีชาวอังกฤษ บทละครของเช็คสเปียร์นอกจากจะ
สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับวงการละครแล้ว ยังเป็นแหล่ง
สํานวนใหม่ คําคม และประโยคกินใจนับไม่ถ้วนที่ใช้กัน
อย่างแพร่หลายจวบจนปัจจุบัน อาทิเช่น “remembrance
of things past” (อนุสรณ์แด่วันวาร), “this mortal coil”
(โกลาหลแห่งการดํารงอยู่) รวมทั้งวาทะยอดนิยม – “to die
or not to die, that is the question” (จะตายหรือจะอยู่ นั่น
คือคําถาม) ที่เจ้าชาย Hamlet รําพึงขณะถือหัวกะโหลก
ของ Yorick เป็นประโยคเริ่มบทมรณานุสติยาวหนึ่งย่อหน้า
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 106
ซึ่ ง ได้ รั บ การยกย่ อ งให้ เ ป็ น ย่ อ หน้ า ที่ โ ด่ ง ดั ง ที่ สุ ด ใน
ประวัติศาสตร์วรรณกรรมอังกฤษ
ความโด่งดังของเช็คสเปียร์และความซับซ้อนของ
บทละครของเขา ทํ า ให้ เ ราไม่ ค วรแปลกใจที่ แ ต่ ล ะปี จ ะมี
หนังสือ งานวิจัย และบทความเกี่ยวกับเช็คสเปียร์ออกใหม่
กว่าสี่พันเรื่องและเล่ม มีนักประวัติศาสตร์ นักภาษาศาสตร์
นักเขียน และนักอื่นๆ อีกหลายสาขานับพันคนทั่วโลกที่
‘หากิน’ กับมหากวีผู้นี้เท่านั้นในอาชีพการงาน บทละคร
ของเขาได้รับการวิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วนแทบทุกแง่
ทุกมุม ดูจากชื่อหนังสือเกี่ยวกับเช็กสเปียร์อย่างเดียวก็พอ
จะเดาได้ถึงระดับความเป็นอมตะของเขา – “Ear Disease
and Murder in Hamlet”, “Shakespeare and the
Quebec Nation”, “Was Hamlet a Man or a Woman?”
ฯลฯ
ในบริบทเช่นนี้ นักอ่านหลายคนที่รู้จักและชื่นชอบ
บิล ไบรสัน (Bill Bryson) นักเขียนชาวอเมริกัน (ผู้เริ่มมีชื่อ
เสียงจากงานเขียนแนวท่องเที่ยว อาทิ A Walk in the
Woods ซึ่งเป็นเล่มโปรดของผู้เขียน แต่มาโด่งดังเป็นพลุ
แตกตอนเขียนหนังสือเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เรื่อง A Short
History of Nearly Everything ซึ่งมีฉบับแปลไทยแล้วในชื่อ
“ประวัติย่อของเกือบทุกสิ่ง”) อาจแปลกใจที่เขาตัดสินใจ
เขียนหนังสือเกี่ยวกับเช็คสเปียร์ และเมื่อเห็นความบางของ
หนังสือ นักอ่านก็อาจจะยิ่งสงสัยหนักเข้าไปอีกว่า หนังสือ
สฤณี อาชวานันทกุล :: 107
เล่มเล็กๆ เล่มนี้มีอะไรดี และมีอะไรใหม่?
หนังสือเล่มบางเล่มนี้อาจไม่มีอะไร ‘ใหม่’ สําหรับ
แฟนพันธ์ุแท้ แต่ผู้เขียนเชื่อว่ามันจะจุดประกายให้นักอ่านที่
ไม่รู้จักเช็คสเปียร์ไปหางานของเขามาอ่าน ทําให้แฟนพันธ์ุ
แท้ของมหากวีดีใจได้ปลื้มกับการย่อยงานศึกษาเกี่ยวกับ
ประวัติชีวิตของเช็คสเปียร์ให้รวบรัดและอ่านง่าย และมอบ
ความบันเทิงตลอดเล่มสําหรับนักอ่านทุกเพศทุกวัยจนทุก
คนจะรู้สึกเสียดายเมื่ออ่านจบ เพราะไบรสันใช้พรสวรรค์
ของเขาในฐานะนักเขียนแนวท่องเที่ยวมือหนึ่ง จําลองภาพ
‘บรรยากาศ’ ของชีวิตในยุคสมัยของเช็คสเปียร นั่นคือกรุง
ลอนดอนยุคปลายศตวรรษที่ 17 มาให้เราเห็นอย่างแจ่มชัด
เหมือนตาเห็น สนุกสนาน และน่าติดตามไม่แพ้ตอนที่เขา
พาเราท่ อ งชี วิ ต ของนั ก วิ ท ยาศาสตร์ ใ นเรื่ อ ง A Short
History of Nearly Everything
หนั ง สื อ เล่ ม บางเล่ ม นี้ เ ต็ ม ไปด้ ว ยเกร็ ด ประวั ติ -
ศาสตร์ ที่ น่ า สนใจมากมาย ทั้ ง ที่ เ กี่ ย วกั บ เช็ ค สเปี ย ร์ แ ละ
เหตุการณ์แวดล้อม ไบรสันอธิบายว่า ถึงแม้ว่าเช็คสเปียร์จะ
โด่ ง ดั ง เป็ น พลุ แ ตกตั้ ง แต่ ส มั ย ที่ เ ขายั ง มี ชี วิ ต อยู่ เรากลั บ
แทบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของกวีเอกผู้นี้ ไม่รู้
แม้กระทั่งหน้าตาของเขา (รูปเหมือนที่ ‘เชื่อกันว่า’ เป็นรูป
ของเช็คสเปียร์นั้นไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด อาจเป็นรูป
ของคนอื่นก็ได้) ไบรสันอธิบายต่อว่า การที่เราแทบไม่รู้
อะไรเลยนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะชีวิตของคนยุคปลาย
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 108
ศตวรรษที่ 17 (ห้าร้อยปีที่แล้ว) ปกติก็ไม่มีทางเหลือร่อง
รอยอะไรให้เราเห็น ยกเว้นในกรณีสุดวิสัยจริงๆ เช่น มีเรื่อง
มี ร าวจนต้ อ งลงนามในเอกสารทางการอย่ า งบั น ทึ ก ของ
ตํารวจ (และอันที่จริง หนึ่งในลายเซ็นของเช็คสเปียร์จํานวน
น้อยที่เรายืนยันได้ว่าเป็นของเขาจริงๆ คือลายเซ็นที่เขาลง
นามในฐานะพยานในคดีเรื่องหนึ่ง)
ยกตัวอย่างเกร็ดน่าสนใจที่ไบรสันเล่าให้ฟัง – ใน
รูปเหมือนของชายที่ “เชื่อกันว่า” เป็นเช็คสเปียร์นั้น การที่
ชายผู้นี้ใส่ชุดดําในภาพ ทําให้นักประวัติศาสตร์ตั้งข้อสังเกต
ว่าเช็กสเปียร์น่าจะมีรายได้ดีจากการแต่งบทละครตั้งแต่ยัง
หนุ่ม เพราะสมัยนั้นต้องใช้สีย้อมผ้าปริมาณมาก (แปลว่า
แพงมาก) ในการย้อมผ้าให้เป็นสีดําทั้งชุด ผู้มีฐานะจึงนิยม
แต่งชุดดําเวลานั่งให้จิตรกรวาดภาพเหมือนเพื่อประกาศ
ฐานะให้คนรับรู้
หนังสือเล่มนี้มีเรื่องสนุกแทบทุกหน้า เช่น ไบรสัน
บอกเราว่ า อย่ า ว่ า แต่ ห น้ า ตาของเขาเลย ขนาดชื่ อ ของ
เช็กสเปียร์ก็ยังยืดหยุ่นได้อย่างน่าอัศจรรย์ เพราะเป็นเรื่อง
ธรรมดาของคนยุคนั้นที่จะไม่เคร่งครัดกับการสะกดคําให้
ถูกต้องตามไวยากรณ์ ไม่ว่าจะเขียนอะไรก็ตาม ในบรรดา
ลายเซ็นจํานวนน้อยนิดของเช็คสเปียร์ในเอกสารต่างๆ ที่
ตกทอดมาถึงเรานั้น ไม่มีลายเซ็นสองอันที่เหมือนกันเลย
มหากวี เ ซ็ น ชื่ อ เขาว่ า “Wm Shakspe”, “Willm Shak-
spere”, “William Shakspeare” ฯลฯ ข้อเท็จจริงที่น่าทึ่ง
สฤณี อาชวานันทกุล :: 109
ที่สุดคือ เราไม่เคยเห็นลายเซ็นของเช็คสเปียร์ที่สะกดแบบ
เดียวกับที่เราสะกดชื่อเขาทุกวันนี้ คือ “William Shake-
speare”!
ไบรสันต้องใช้ทั้งความวิริยะอุตสาหะและพรสวรรค์
ในการย่อยงานวิจัยหลายร้อยชิ้นของนักประวัติศาสตร์และ
ผู้ เ ชี่ ย วชาญด้ า นเช็ ค สเปี ย ร์ ล งในหนั ง สื อ หนาไม่ ถึ ง 200
หน้า ที่แจกแจงความแตกต่างระหว่าง ‘ข้อเท็จจริง’ เกี่ยว
กับชีวิตของมหากวีที่เรามีพยานหลักฐานยืนยันแน่ชัด กับ
‘ข้อสันนิษฐาน’ ที่มีหลักฐานแวดล้อมน่าเชื่อถือจนอาจเป็น
ไปได้ และ ‘ข้อมั่ว’ หรือ ‘ข้อยกเมฆ’ ที่ฟังดูน่าตื่นเต้นแต่ไร้
หลักฐานหรือเหตุผลใดๆ รองรับ แถมยังสนุกจนวางไม่ลง
อีกด้วย
ไบรสั น ไม่ เ พี ย งแต่ ฉ ายภาพชี วิ ต ส่ ว นตั ว ของ
เช็คสเปียร์และชีวิตสังคมในยุคของเขาออกมาโลดแล่นให้
เราดูผ่านตัวอักษรเท่านั้น หากยังถ่ายทอดความหมกมุ่น
ความมุ่ ง มั่ น และความรั ก ในบทละครของแฟนพั น ธ์ุ แ ท้
เช็คสเปียร์มากมาย รวมทั้งหลายคนที่เชื่อว่าเช็คสเปียร์ไม่
ได้แต่งบทละครทั้งหลายที่ทําให้เขามีชื่อเสียง หนังสือเล่มนี้
สนุกเสียจนกระตุ้นให้ผู้เขียน ซึ่งมีความสนใจน้อยถึงปาน
กลางในงานของกวีเอก (เพราะเคยถูกครูบังคับให้อ่านตอน
ที่ภาษาอังกฤษของตัวเองยังอ่อนปวกเปียก) ลงทุนขุดบท
ละครเรื่องแฮมเล็ทจากกล่องเก็บหนังสือออกมาอ่านใหม่

วิชา 50 เล่มเกวียน :: 110


และเอาดีวีดีภาพยนตร์เรื่อง Elizabeth (พระราชินีผู้ครอง
ราชย์ ใ นสมั ย เช็ ค สเปี ย ร์ ) ออกมาดู ใ หม่ หลั ง จากที่ อ่ า น
หนังสือเล่มนี้จบลงด้วยความรู้สึกเสียดายที่จบเสียแล้ว.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 111


022
Humble Masterpieces
Paola Antonelli

ในโลกที่ ‘ดีไซน์’ และ ‘ดีไซเนอร์’ กลายเป็นวิชายอดฮิตและ


อาชีพสุดฮ็อต ไม่แปลกที่ร้านหนังสือจะเจียดพื้นที่ให้กับ
‘หนังสือดีไซน์’ มากขึ้นเรื่อยๆ และหนังสือเหล่านั้นก็มักจะ
เป็นหนังสือปกแข็งราคาแพงเป็นหลักพันบาทขึ้นไปที่ถูก
ออกแบบมาให้ ตั้ ง โชว์ แ ขกเป็ น หลั ก แบบที่ ฝ รั่ ง เรี ย กว่ า
‘coffee-table book’ หนักเกินกว่าที่จะอ่านแบบละเลียดบน
ตักได้ หนังสือแนวนี้มักจะมีรูปมากกว่าถ้อยคํา เต็มไปด้วย
ดีไซน์หรูๆ ที่คนเพียงหนึ่งในแสนหรือหนึ่งในล้านเท่านั้นใน
โลกที่ มี กํ า ลั ง ซื้ อ และด้ ว ยเหตุ นี้ นั ก อ่ า นทั่ ว ไปที่ เ ป็ น คน
ธรรมดาสามัญจึงมักไม่ค่อยสนใจซื้อหนังสือดีไซน์ ยกเว้น
เวลาซื้อไปฝากเพื่อนในโอกาสต่างๆ เช่น ขึ้นบ้านใหม่
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 112
ในโลกแบบนี้ หนังสือดีไซน์ดีๆ ที่ไม่ ‘หัวสูง’ อย่าง
Humble Masterpieces โดย เปาลา อันโตเนลลี (Paola
Antonelli) ภัณฑารักษ์ประจําแผนกดีไซน์ของพิพิธภัณฑ์
ศิลปะสมัยใหม่แห่งกรุงนิวยอร์ก (Museum of Modern Art
หรือที่แฟนๆ เรียกชื่อย่อด้วยความเอ็นดูว่า ‘โมม่า’) อาจถูก
นักอ่านมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย
หนังสือเล่มนี้รวบรวมดีไซน์ของข้าวของเครื่องใช้
ต่างๆ ในชีวิตประจําวัน 100 ชิ้น ที่เราใช้กันเป็นนิสัยจนนึก
ไม่ถึงว่า ปัจจัยที่สําคัญที่สุดที่ทําให้สิ่งประดิษฐ์เหล่านี้กลาย
เป็นของใช้ธรรมดาราคาถูกที่มีคนใช้หลายล้านคนทั่วโลก ก็
คื อ ‘ดี ไ ซน์ ’ อั น ยอดเยี่ ย ม ที่ ผ่ า นการใช้ ค วามคิ ด อย่ า ง
ละเอียดถี่ถ้วน การลองผิดลองถูก และบางครั้งก็ผ่านการ
ปรับปรุงต่อยอดหลายตลบจนมาถึงรูปแบบสุดท้ายที่เราคุ้น
เคย อันโตเนลลีใช้เนื้อที่เพียงหนึ่งหน้ากระดาษจัตุรัสในการ
อธิบายให้เราเข้าใจว่า เหตุใดของธรรมดาๆ อย่างคลิปหนีบ
กระดาษ หัวเทียน จุกก๊อก ดินสอ ซิป ไม้ขีดไฟ เข็มกลัด
ปากกาลูกลื่น ไม้ถักโครเชต์ ถุงยางอนามัย ฯลฯ จึงตอบ
โจทย์ของผู้ใช้อย่างเรียบง่ายแต่ได้ผลดีเยี่ยมจนสมควรได้
รับการยกย่องว่าเป็น “ดีไซน์ชิ้นเอก”
ดีไซน์หลายชิ้นที่อันโตเนลลีเล่าเรื่องราวให้เราฟัง
อย่างสนุกสนาน มีความ ‘คลาสสิก’ เสียจนเราไม่เคยรู้ชื่อผู้
ประดิษฐ์ เพราะยืนยงคงกระพันมาแล้วหลายร้อยปี เช่น
เส้นก๋วยเตี๋ยว/พาสต้า (ที่ยังเป็นปัญหาโลกแตกเถียงกันไม่
สฤณี อาชวานันทกุล :: 113
จบว่าจีนหรืออิตาลีเป็นผู้คิดค้น) ไม้ตีไข่ ลูกคิด กิ๊บหนีบผม
ตะเกียบ บูมเมอแรง พัดจีน สิ่งประดิษฐ์บางชิ้นอาจเป็น
ของใช้ ข องฝรั่ ง ที่ ค นไทยอาจไม่ คุ้ น เคยนั ก เช่ น ริ บ บิ้ น
รณรงค์เรื่องโรคเอดส์ หนังยางรัดของรูปกากบาท ซองใส่ซี
ดี VarioPac รวมทั้งของเล่นอย่าง Slinky, Rubik’s Cube
และ Frisbee แต่ภาษาของอันโตเนลลีอ่านง่ายและอ่าน
สนุกจนทําให้นักอ่านทุกคนเข้าใจได้ทันทีว่าดีไซน์ของสิ่ง
เหล่านี้ ‘คิดยากให้ใช้ง่าย’ อย่างไรบ้าง นอกจากนี้ เนื่องจาก
ดีไซน์ทุกชิ้นมีผู้ใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลก หนังสือเล่มนี้จึง
ช่วยให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่า ระดับ ‘ความเป็นสากล’ เป็น
ปัจจัยที่สําคัญต่อความนิยมและความยั่งยืนของดีไซน์เพียง
ใด
ตัวอย่างเนื้อหาสนุกๆ ในหนังสือ – ลูกอม M&M
ถื อ กํ า เนิ ด จากแรงบั น ดาลใจที่ ผู้ ก่ อ ตั้ ง บริ ษั ท คื อ Forrest
Mars Sr. (อักษร ‘M’ ตัวแรกในชื่อยี่ห้อ) ได้รับขณะเดินทาง
ไปเยือนสเปนในช่วงที่กําลังเกิดสงครามกลางเมือง (1936-
1939) เขาสั ง เกตเห็ น ทหารกิ น เม็ ด ช็ อ กโกแล็ ต เคลื อ บ
น้ำ�ตาล ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้ช็อกโกแล็ตละลาย
ส่วนมาร์กาเร็ต ไนท์ (Margaret Knight) ผู้คิดค้น
ถุงกระดาษสีน้ำ�ตาล เป็นคนงานในโรงงานกระดาษแห่ง
หนึ่งในทศวรรษ 1870 เธอประดิษฐ์ชิ้นส่วนเครื่องจักรที่
สามารถพับและทากาวให้กับถุงกระดาษ ทําให้มีก้นเป็น
สี่เหลี่ยม กลายเป็นถุงกระดาษชนิดแรกที่ ‘ตั้ง’ ได้โดยไม่ล้ม
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 114
ลงมา ปัจจุบันแต่ละปีมีคนใช้ถุงกระดาษสีน้ำ�ตาลมากกว่า
25,000 ล้านใบทั่วโลก
นอกจากเนื้อหาจะดีแล้ว ดีไซน์ของหนังสือเล่มนี้
เองก็สวยงามสมกับเป็นหนังสือดีไซน์ อันโตเนลลีโชว์ของ
แต่ละชิ้นในหน้าคู่ หน้าซ้ายเป็นรูปถ่ายสี่สีเต็มหน้า ส่วนคํา
อธิ บ ายอยู่ ห น้ า ขวา รู ป ถ่ า ยทั้ ง หมดในหนั ง สื อ ถ่ า ยแบบ
โคลสอั พ ให้ เ ราเห็ น รายละเอี ย ดของดี ไ ซน์ และมี ค วาม
สวยงามในตั ว มั น เอง รู ป ถ่ า ยทั้ ง หมดเป็ น ผลงานของ
ฟรานเชสโก มอสโต (Francesco Mosto) ช่างภาพชาว
นิวยอร์ก ภาพถ่ายโคลสอัพแสดงให้เห็นว่าดีไซน์เหล่านี้ไม่
เพียงแต่มีความสวยงามน่าใช้เท่านั้น แต่เข้าข่าย “เพียงรูป
แบบก็อธิบายประโยชน์ใช้สอย” (their form describes
their function) อีกด้วย
เรื่องเดียวที่ผู้เขียนรู้สึกเสียดายว่าหนังสือน่าจะทํา
ได้ดีกว่านี้ คือการที่อันโตเนลลีเน้นเนื้อหาไปที่การอธิบาย
ดีไซน์และประวัติการพัฒนาต่อยอดดีไซน์มากเกินไป จน
ไม่มีเนื้อที่พอเล่าประวัติของผู้คิดค้น ซึ่งผู้เขียนคิดว่าน่า
สนใจไม่แพ้สิ่งของที่พวกเขาประดิษฐ์
ไม่ ว่ า คุ ณ จะชื่ น ชอบดี ไ ซน์ ห รื อ ไม่ คุ ณ จะได้ รั บ
ความบันเทิงและสาระมากมายจาก Humble Masterpieces
หนั ง สื อ ที่ จ ะทํา ให้ ทุ ก คนมองข้ า วของธรรมดาสามั ญ ด้ ว ย
ความชื่นชม และประทับใจในความยิ่งใหญ่ของสิ่งเล็กๆ ที่
เคยมองข้ามไป
สฤณี อาชวานันทกุล :: 115
เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบลงแล้ว ถ้าใครอยากอ่าน
หนังสือสนุกเกี่ยวกับดีไซน์ที่ ‘ลงลึก’ ในรายละเอียดมากขึ้น
ผู้เขียนขอแนะนํา The Evolution of Useful Things โดย
เฮนรี เปโตรสกี (Henry Petroski) และถ้าใครอยากรู้มาก
ขึ้นไปอีกว่า ดีไซน์สามารถ ‘เป็นมากกว่าดีไซน์’ ได้อย่างไร
ผู้เขียนขอแนะนํา Design+Culture โดยคุณประชา สุวีรา-
นนท์ หนังสือรวมคอลัมน์ชื่อเดียวกันจากมติชนสุดสัปดาห์
จัดพิมพ์โดยสํานักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ซึ่งผู้เขียนคิดว่าเป็น
หนังสือภาษาไทยเกี่ยวกับดีไซน์ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา.

ฉบับภาษาไทย: 100 สุดยอดดีไซน์ใกล้ตัว สํานวนแปล นันทนา บุญลออ,


สํานักพิมพ์อาร์ตโฟร์ดี, 2551

วิชา 50 เล่มเกวียน :: 116


สฤณี อาชวานันทกุล :: 117
023
Supercapitalism
Robert B. Reich

ในโลกที่คนจํานวนมากยังถกเถียงกันเรื่องระบอบทุนนิยม
จากมุ ม มองฉาบฉวยว่ า เราควรจะ ‘เอา’ หรื อ ‘ไม่ เ อา’
ระบอบนี้ดี นักคิดหลายคนได้ ‘ข้ามพ้น’ จุดนั้นมานานแล้ว
พวกเขามองว่ า เนื่ อ งจากทุ น นิ ย มมี ป ระโยชน์ ม ากมายที่
พิสูจน์ได้ ประเด็นจึงไม่ควรอยู่ที่ว่าเราควรจะใช้ระบอบอะไร
แทนที่ทุนนิยม แต่อยู่ที่ว่าเราจะหาวิธีพัฒนา ควบคุม และ
ปรับเปลี่ยนแรงจูงใจในระบอบนี้อย่างไรให้สอดคล้องและ
ส่ ง เสริ ม คุ ณ ค่ า อื่ น ๆที่ สํ า คั ญ ไม่ ยิ่ ง หย่ อ นไปกว่ า ดั ช นี ท าง
เศรษฐกิจ อาทิเช่น คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม
โรเบิร์ต ไรช์ (Robert Reich) อดีตรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงแรงงานสมัยประธานาธิบดี บิล คลินตัน ตกผลึก
ประสบการณ์และความคิดของเขาใน Supercapitalism
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 118
หนังสือชั้นยอดที่ผู้เขียนคิดว่าทุกคนควรอ่าน และอาจารย์
ควรใช้สอนในห้องเรียน
Supercapitalism สรุปวิวัฒนาการของระบอบทุน
นิยมในอเมริกาในรอบศตวรรษที่ผ่านมาอย่างรวบรัดชัดเจน
และน่าสนใจอย่างยิ่ง ในฐานะที่เขาเป็นนักเศรษฐศาสตร์
การเมืองผู้ทํางานจากมุมมองของ ‘ประโยชน์สาธารณะ’
ตลอดมา ไรช์ไม่เพียงแต่มองเห็นความเชื่อมโยงที่แน่นแฟ้น
ขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างภาคธุรกิจกับภาครัฐเท่านั้น แต่เขายัง
‘มองทะลุ’ ไปถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของความ
สัมพันธ์นี้ในทางที่คนทั่วไปมองไม่เห็นและนักเศรษฐศาสตร์
กระแสหลักไม่สนใจเท่าที่ควร
ไรช์มองว่า ทุนนิยมในอเมริการะหว่างทศวรรษ
1945-1975 ซึ่งเขาเรียกว่า “Not Quite Golden Age”
(NQGA) มีลักษณะเป็น “democratic capitalism” (ทุนนิยม
ประชาธิ ป ไตย) นั่ น คื อ ยุ ค ที่ ก ารแข่ ง ขั น ยั ง ไม่ รุ น แรงมาก
บริษัทมีจํานวนน้อยและส่วนใหญ่มีขนาดใหญ่ เทคโนโลยี
การผลิตและการสื่อสารที่ยังแพงมากเป็นปัจจัยที่กีดกันคู่
แข่ง (barriers to entry) ไม่ให้เข้ามาแข่งขันโดยง่าย ภาวะ
ที่มีผู้แข่งขันน้อยรายนี้ทําให้บริษัทมีกําไรสูงและพยากรณ์
ได้ค่อนข้างแน่นอน การสมรู้ร่วมคิดกันตรึงราคาทําได้ง่าย
ภาวะ ‘สบายๆ’ เช่นนี้ทําให้บริษัทส่วนใหญ่สามารถมอบ
เงินเดือนและสวัสดิการสูงๆ ให้กับพนักงาน และอ่อนข้อให้
กับรัฐบาลที่บังคับให้เจียดกําไรส่วนหนึ่งไปทําประโยชน์
สฤณี อาชวานันทกุล :: 119
สาธารณะ (เช่น ให้บริษัทโทรคมนาคมต่อสายโทรศัพท์ไป
ยังพื้นที่ห่างไกลที่ไม่คุ้มค่าการลงทุน แต่ช่วยให้ผู้ยากไร้ได้
เข้าถึงบริการโทรศัพท์) แลกกับกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ที่
กีดกันผู้เล่นรายใหม่ๆ
ไรช์ อ ธิ บ ายว่ า หลั ง จากที่ อ เมริ ก าออกจากยุ ค
NQGA ก็ ไ ด้ เ ข้ า สู่ ยุ ค ปั จ จุ บั น ที่ เ ขาเรี ย กว่ า ‘Super-
capitalism’ อย่างเต็มตัว ยุคนี้เป็นยุคแห่งการแข่งขันอย่าง
รุนแรงในภาคธุรกิจ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากกระแสการเปิด
เสรี (deregulation) และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดย
เฉพาะอินเทอร์เน็ต ที่ช่วยลดต้นทุนในการแข่งขันลงอย่าง
ฮวบฮาบ เปิดโอกาสให้คู่แข่งรายใหม่ๆ สามารถแข่งขันกับ
ผู้ ค รองตลาดรายเดิ ม ได้ อ ย่ า งมี ป ระสิ ท ธิ ภ าพ ภาวะการ
แข่งขันที่รุนแรงขึ้นบีบบังคับให้บริษัทต่างๆ ต้องเอาใจผู้
บริโภคมากกว่าเดิม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่ง
ขัน ในขณะเดียวกัน พัฒนาการของตลาดเงินและตลาดทุน
ที่ทําให้นักลงทุนสามารถโยกย้ายเงินลงทุนไปทั่วโลกในชั่ว
พริบตา ก็ช่วยให้นักลงทุนมีอํานาจเรียกร้องผลตอบแทนสูง
กว่าเดิม แรงกดดันทั้งหลายนี้ก็ผลักดันให้บริษัทต้องหาวิธี
‘ลดต้นทุน’ อย่างสม่ำ�เสมอ เช่น ด้วยการปลดพนักงานออก
ลดเงินเดือนหรือสวัสดิการ และวิ่งล็อบบี้นักการเมืองและ
ภาครัฐให้ดําเนินนโยบายที่จะช่วยกีดกันคู่แข่งหรือรักษา
ระดับกําไรเอาไว้

วิชา 50 เล่มเกวียน :: 120


ไรช์ ส รุ ป ให้ เ ราเห็ น ภาพอย่ า งชั ด เจนว่ า Super-
capitalism ทํ า ให้ ช าวอเมริ กั น ได้ รั บ ประโยชน์ ม หาศาล
ในฐานะ ‘ผู้ เ ล่ น ในตลาด’ นั่ น คื อ ในฐานะนั ก ลงทุ น และ
ผู้บริโภค แต่ชาวอเมริกันทุกคนไม่ได้เป็นเพียงผู้บริโภคและ
นักลงทุนเท่านั้น (หลายคนไม่มีเงินออมพอที่จะลงทุนหรือ
บริโภคเยอะๆ ด้วยซ้ำ�ไป) หากยังเป็นพลเมืองของสังคม
พลเมืองที่เป็นห่วงว่าเงินเดือนจะพอจ่ายค่าครองชีพหรือไม่
ใส่ใจเรื่องคุณภาพการศึกษา สุขภาพ สิ่งแวดล้อม สิทธิ
มนุษยชน และความเป็นธรรมในสังคม ไรช์อธิบายอย่าง
ชัดเจนว่า ในขณะที่ Supercapitalism ทําให้ครึ่งหนึ่งของ
ชาวอเมริกัน ครึ่งที่เป็นผู้บริโภคและนักลงทุนดีขึ้นอย่าง
มหาศาล มันกลับทําให้อีกครึ่งหนึ่ง ครึ่งที่เป็นพลเมือง หด
เล็กลงเรื่อยๆ อย่างน่าใจหาย ชาวอเมริกันจํานวนมากสูญ
เสียความเชื่อถือในรัฐบาลที่ถูกกลุ่มผลประโยชน์ครอบงํา
จนหันไปพึ่งพาความเชื่อผิดๆ ว่าบริษัทจะสามารถแสดง
‘ความรับผิดชอบต่อสังคม’ แทนที่รัฐบาลได้อย่างสมบูรณ์
ไรช์ ไ ม่ เ พี ย งแต่ อ ธิ บ ายปั ญ หาของ Supercapi-
talism อย่างชัดเจนเท่านั้น เขายังเสนอวิธีแก้ไขมากมายที่
น่ า สนใจ ตั้ ง แต่ ม าตรการที่ นั ก เศรษฐศาสตร์ ส่ ว นใหญ่
เห็นด้วย เช่น การเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้ามากๆ ไปจนถึง
มาตรการใหม่ ๆ ที่ ไ ม่ ค่ อ ยมี ใ ครคิ ด ถึ ง เช่ น ไรช์ บ อกว่ า
รัฐบาลควรเลิกเก็บภาษีเงินได้จากบริษัท แล้วหันไปเก็บ

สฤณี อาชวานันทกุล :: 121


ภาษีจากผู้ถือหุ้นแทน และรัฐควรเลิกให้บริษัทเป็นผู้ออก
สวัสดิการด้านสุขภาพให้กับพนักงาน เพราะสิทธิประโยชน์
ทางภาษี ที่ บ ริ ษั ท ได้ รั บ จากการทํ า เช่ น นี้ นํ า ไปสู่ ร ะบบ
ประกันสุขภาพที่ไม่ได้ผลและไร้ประสิทธิภาพซึ่งมีต้นทุน
กว่ า 140,000 ล้ า นเหรี ย ญในแต่ ล ะปี ที่ สํ า คั ญ ที่ สุ ด คื อ
ไรช์ ย้ำ � ว่ า อเมริ ก าจะต้ อ งกํ า จั ด ‘คอร์ รั ป ชั่ น ของความรู้ ’
(corruption of knowledge) ที่กระทําอย่างต่อเนื่องโดยนัก
ล็อบบี้จากภาคธุรกิจ ร่วมกับนักวิชาการที่ถูก ‘ซื้อ’ และ
นักการเมืองที่ได้รับเงินอุดหนุนจากภาคธุรกิจ
Supercapitalism อาจเล่าเรื่องราวของทุนนิยมใน
อเมริกาเพียงประเทศเดียว แต่เนื่องจากโมเดลของอเมริกา
เป็ น โมเดลที่ ป ระเทศส่ ว นใหญ่ ใ นโลกกํา ลั ง ก้ ม หน้ า ก้ ม ตา
เจริญรอยตาม หนังสือเล่มนี้จึงมี “ความเป็นสากล” สูงพอที่
จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในประเทศอื่นด้วย
Supercapitalism เป็นหนังสือยอดเยี่ยมที่ผู้เขียน
คิดว่า ‘ต้องอ่าน’ สําหรับทุกคนที่อยากรู้ว่า ‘ทางสายกลาง’
ระหว่างความสุขสบายที่เราได้รับในฐานะนักลงทุนและผู้
บริโภค กับจิตสาธารณะและคุณค่าทางจิตใจที่เรามีในฐานะ
พลเมืองในระบอบประชาธิปไตยและมนุษย์คนหนึ่งนั้น จะ
สามารถเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไรในโลกยุคโลกา-
ภิวัตน์ที่กระแสทุนนิยมดูจะรับใช้เราในฐานะผู้บริโภค และ
นักลงทุน ได้ดีเสียจนทําให้เราหลายคนหลงลืมสถานภาพ
อื่นไปหมดสิ้น.
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 122
สฤณี อาชวานันทกุล :: 123
024
Kuhaku & Other
Accounts from Japan
Bruce Rutledge (editor)

จําได้ไหม ประสบการณ์ครั้งสุดท้ายที่คุณอ่านหนังสือด้วย
ความปลาบปลื้มกับเนื้อหาอันโดดเด่นและเรียบเรียงด้วย
ภาษาสละสลวย ภาพประกอบและบทความแบบ ‘เล่าเรื่อง
จากภาพ’ ที่เข้ากันกับตัวอักษรอย่างกลมกลืน รูปเล่มที่
เหมาะมือและการออกแบบอันประณีตจนสมควรเรียกว่า
‘ศิลปวัตถุ’ มากกว่าหนังสือธรรมดา
ถ้าคุณนึกไม่ออก นานเกินกว่าจะจําได้ หรือไม่เคย
มีประสบการณ์ดังว่า ผู้เขียนขอแนะนําหนังสือของสํานัก-
พิมพ์อิสระนาม Chin Music Press
ความรั ก ในการทํ า หนั ง สื อ ของสํ า นั ก พิ ม พ์ เ ล็ ก ๆ
แห่งนี้รู้สึกได้ตั้งแต่อ่านคําอธิบายเป้าหมายของพวกเขาบน
เว็บไซต์ (http://www.chinmusicpress.com/): “พวกเราไม่
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 124
อยากทําหนังสือธรรมดาๆ แต่อยากทํา ‘วัตถุ’ ที่เกิดจาก
การวางแผนใคร่ครวญรูปแบบ เนื้อหา และเป้าหมายอย่าง
ถี่ถ้วนและทําด้วยความรัก เราอยากผลิตวรรณกรรมดีๆ ที่
ห่อหุ้มด้วยปกแข็งและกระดาษและกลิ่นจางๆ ที่เชื่อมโยง
กับเนื้อหาในทางที่เราหวังว่าทุกคนที่ชื่นชมวัตถุทุกชนิดที่มี
คุ ณ ภาพดี จะเอาใจใส่ แ ละดู แ ลมั น – เราอยากสร้ า ง
‘วรรณกรรมวัตถุ’ (literary objects)”
ผลงานชิ้ น แรกของ Chin Music Press คื อ
Kuhaku & Other Accounts from Japan หนังสือสุดสวย
ที่รวบรวมเรื่องสั้น บทความ ภาพวาด และส่วนผสมของ
ตัวอักษรและรูปภาพเกี่ยวกับญี่ปุ่น 16 ชิ้น จากมุมมองของ
คนที่ ใ ช้ ชี วิ ต อยู่ ใ นญี่ ปุ่ น โดยมี บรู ซ รั ท เลดจ์ (Bruce
Rutledge) เป็นบรรณาธิการ
ความที่ มี เ อกลั ก ษณ์ เ ฉพาะตั ว หลายอย่ า งทํา ให้
Kuhaku เป็นหนังสือที่ยากแก่การจัดประเภท ถ้าจะเรียกว่า
‘หนังสือแนวท่องเที่ยว’ คนอ่านก็อาจประหลาดใจที่ไม่พบ
รายละเอียดร้านอาหารหรือแผนที่โรงแรมใดๆ ในหนังสือ
เล่มนี้ แต่จะได้รับความรู้อย่างมากมายเกี่ยวกับชีวิตประจํา-
วันของคนญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานศพแบบญี่ปุ่น ขยะ
พักเที่ยง และกาแฟกระป๋องที่มีร้านขายและเครื่องกดลาน
ตาแทบทุกหัวมุมเมืองในญี่ปุ่น บทความเรื่องท้ายนี้ที่นํา
เสนอแบบ ‘เล่าเรื่องจากภาพ’ ผ่านรูปวาดกาแฟกระป๋อง
ยี่ ห้ อ ต่ า งๆ พร้ อ มคํ า อธิ บ าย เป็ น หนึ่ ง ในบทโปรดของผู้
สฤณี อาชวานันทกุล :: 125
เขียน (กอง บ.ก. ของสํานักพิมพ์ชอบเรื่องนี้มากจนไปสร้าง
เว็บไซต์ชื่อ http://www.cannedcoffee.com/ เชิญชวนให้
คนเขียนบทวิจารณ์กาแฟกระป๋องที่ตัวเองชอบ)
ครั้ น จะเรี ย ก Kuhaku ว่ า ‘หนั ง สื อ เกี่ ย วกั บ
วัฒนธรรมญี่ปุ่น’ ข้อเขียน หลายชิ้นใน Kuhaku ก็แสดง
ความ ‘เหมือน’ ระหว่างคนญี่ปุ่นกับคนชาติอื่นๆ ในทางที่
อาจลบภาพลักษณ์ของ ‘คนญี่ปุ่น’ ที่เราเคยเชื่อฝังใจ เช่น
เทรนด์ใหม่ที่น่าตกใจของการแสวงหา ‘เพื่อน’ เพื่อนัดแนะ
ไปฆ่าตัวตายพร้อมกันบนอินเทอร์เน็ต (นําเสนอในรูปเรื่อง
สั้น) และพฤติกรรมนอกใจสามี ซึ่งบทสัมภาษณ์บรรดา
หญิงมีชู้ของ สุมิเอะ คาวากามิ ที่ผู้เขียนชอบมาก แสดงให้
เห็นว่าความล้มเหลวของชีวิตคู่นั้นเป็น ‘ปัญหาสากล’ เพียง
ใด
Kuhaku นําเสนอเรื่องราวอีกมากมายที่สะท้อน
ความรู้สึกที่มีต่อญี่ปุ่นของคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในญี่ปุ่นจริงๆ โดย
ปราศจากการเสแสร้งแกล้งชมหรือก่นด่าอย่างมีอคติ
หนั ง สื อ ภาษาอั ง กฤษเกี่ ย วกั บ ประเทศนอกโลก
ตะวันตกมักจะเน้นหนักไปที่สิ่งต่างๆ ที่นักเขียนต่างชาติ
มองว่าเป็น ‘อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม’ ซึ่งสําหรับญี่ปุ่นก็มัก
จะหมายถึงประเด็นอย่าง ยากูซ่า เกอิชา วัฒนธรรมธุรกิจ
และจริยธรรมของซามูไร ที่แตกต่างจากวัฒนธรรมอื่นๆ จน
ไม่ ส ามารถเปรี ย บเที ย บกั น ได้ ดั ง นั้ น การหยิ บ เอาชี วิ ต
ประจําวันขึ้นมาเป็นโฟกัสของหนังสือ ทําให้ Kuhaku เป็น
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 126
หนังสือหายากที่ทําให้เรารับรู้จริงๆ ว่า ‘ความเหมือน’ และ
‘ความต่ า ง’ ระหว่ า งสั ง คมญี่ ปุ่ น กั บ สั ง คมอื่ น ๆ นั้ น มี
ขอบเขตหน้าตาเป็นอย่างไร แม้จะเป็นเพียงส่วนเสี้ยวเดียว
ของวัฒนธรรมก็ตาม
นอกจากจะอั ด แน่ น ไปด้ ว ยเนื้ อ หาที่ ทั้ ง ให้ ส าระ
ความบันเทิง และทําให้ผู้อ่าน ‘เปิดใจ’ ต่อวัฒนธรรมต่าง
แดนให้กว้างขึ้นชนิดที่มีหนังสือน้อยเล่มจะทําได้ Kuhaku
ยังบรรลุความเป็น ‘วรรณกรรมวัตถุ’ สมกับความตั้งใจของ
สํานักพิมพ์ หนังสือหนา 224 หน้าเล่มนี้ห่อด้วยปกผ้าสีสวย
รูปเล่มขนาดกะทัดรัดเหมาะสําหรับการพกติดกระเป๋า เต็ม
ไปด้วยรูปประกอบสวยงามจากศิลปินฝีมือดีสามคน ทําให้
แม้ ก ระทั่ ง อภิ ธ านศั พ ท์ (glossary) ก็ ยั ง สนุ ก สนานและ
เข้าใจชีวิตในญี่ปุ่นอย่างลึกซึ้ง ผู้เขียนคิดว่าหนังสือเกี่ยวกับ
ญี่ปุ่นที่อธิบายคําว่า ‘โทรศัพท์มือถือ’ (เคอิไต เด็นวะ) และ
‘มนุษย์เงินเดือน’ (ซาลารีแมน) ด้วยรูปอย่างนี้ย่อมควรค่า
แก่การซื้อเก็บ:

สฤณี อาชวานันทกุล :: 127


ในบรรดาหนั ง สื อ ภาษาอั ง กฤษเกี่ ย วกั บ ญี่ ปุ่ น ที่
ผู้เขียนเคยอ่าน Kuhaku เป็นหนังสือที่นําเสนอ ‘สปิริต’
ของสังคมญี่ปุ่นได้อย่างดีเยี่ยมและสนุกสนานที่สุด ความ
สํ า เร็ จ ของหนั ง สื อ เล่ ม นี้ มี ส่ ว นคล้ า ยกั บ ความสํ า เร็ จ ของ
ฟิลิป คอร์เวลล์-สมิธ (Philip Cornwell-Smith) ในการ
อธิ บ าย ‘ความเป็ น ไทยๆ’ ในหนั ง สื อ เรื่ อ ง Very Thai:
Everyday Popular Culture แต่ผู้เขียนคิดว่าจุดที่ทําให้
Kuhaku ดี ก ว่ า Very Thai คื อ Kuhaku ถ่ า ยทอด
ประสบการณ์ตรงของคนธรรมดาๆ ที่อยู่ในญี่ปุ่น ในขณะที่
Very Thai ถ่ายทอดความคิดของนักวิชาการเป็นหลักถึง
แม้ว่าจะเป็นหนังสือเกี่ยวกับ ‘ชีวิตประจําวัน’ ของคนไทย
และดั ง นั้ น จึ ง มี บ รรยากาศขึ ง ขั ง และ ‘เข้ า ถึ ง ’ ยากกว่ า
Kuhaku

หมายเหตุ: ถ้าคุณอ่าน Kuhaku แล้วชอบ ผู้เขียนขอแนะนําหนังสือ


เล่มอื่นๆ ของ Chin Music Press ด้วย โดยเฉพาะ Do You Know
What It Means to Miss New Orleans? หนังสือรวบรวมข้อเขียน
เกี่ ย วกั บ นิ ว ออรลี น ส์ ห ลั ง ถู ก ทํ า ลายในพายุ แ คทริ น า และถ้ า ท่ า น
สงสัยว่าเมืองไทยมีสํานักพิมพ์ที่ประณีตและผลิต ‘วรรณกรรมวัตถุ’
ด้วยความรักแบบนี้หรือไม่ ผู้เขียนขอแนะนําหนังสือของสํานักพิมพ์
ผีเสื้อ โดยเฉพาะหนังสือแปลเรื่อง ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า และ
คาราวานนางฟ้า

วิชา 50 เล่มเกวียน :: 128


สฤณี อาชวานันทกุล :: 129
025
Mind’s Eye
Chaipong Kittinaradon

หลังจากที่เขียนแนะนําหนังสือภาษาอังกฤษมายี่สิบสี่เล่ม
ติดต่อกัน ขอเปลี่ยนบรรยากาศเล็กน้อยด้วยการแนะนํา
หนังสือภาษาไทยบ้าง ไม่ใช่หนังสือธรรมดา แต่เป็นหนึ่งใน
หนังสือศิลปะที่น่าสะสมและซื้อฝากเพื่อนที่สุด (เพื่อนฝรั่งก็
ยิ่งดี เพราะมีคําแปลภาษาอังกฤษตลอดทั้งเล่ม)
หนั ง สื อ เล่ ม นี้ ชื่ อ Mind’s Eye เป็ น หนั ง สื อ ปก
ผ้ า พิ ม พ์ สี่ สี ทั้ ง เล่ ม จั ด พิ ม พ์ โ ดยสํ า นั ก พิ ม พ์ โ อเพ่ น บุ๊ ค ส์
รวบรวมภาพถ่ายขาว-ดําลงสีด้วยมือกว่า 70 ภาพ ของ
ชัยพงษ์ กิตตินราดร ช่างภาพอาชีพผู้ผสานศาสตร์และศิลป์
เข้าด้วยกันอย่างลงตัว ก่อเกิดเป็นงานศิลปะที่เชื้อเชิญให้
ผู้ชมมองด้วย ‘หัวใจ’ ดังชื่อของหนังสือ

วิชา 50 เล่มเกวียน :: 130


Mind’s Eye รวบรวมผลงานในรอบประมาณ 10 ปี
ของคุณชัยพงษ์ เป็นหนังสือรวมภาพถ่ายขาวดําลงสีด้วย
มือเล่มแรกในประเทศไทย ภาพถ่ายในเล่มมีความหลาก
หลายทั้ ง ในแง่ อ ารมณ์ แ ละสถานที่ ทุ ก ภาพมี ข้ อ ความ
ประกอบทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ หลายภาพมีข้อ
เขี ย น 1-2 หน้ า ที่ ถ่ า ยทอดทั้ ง ข้ อ มู ล เกี่ ย วกั บ ภาพ และ
‘เบื้องหลังการถ่ายทํา’ เช่น ประสบการณ์บันทึกภาพเรือ
สุ พ รรณหงส์ ท่ า มกลางสายฝน ในขบวนเรื อ พระราชพิ ธี
เดือนมิถุนายน 2549 ข้อเขียนของคุณชัยพงษ์หลายชิ้น
บันทึกเหตุผลอย่างชัดเจนที่เลือกลงสีบางรูปเฉพาะส่วน
ด้วยภาษาอันประณีตดุจเดียวกับรูปถ่าย เช่นชุดภาพร้าน
กาแฟแป๊ะหลี เจ้าของร้านกาแฟเก่าแก่ในตลาดคลองสวน:
“เมื่ออัดภาพเสร็จ บรรยากาศที่ดูเก่าแก่และสภาพ
แสงที่ดูสลัวๆ ทําให้รู้สึกว่าน่าจะลงสีเฉพาะส่วน เพื่อขับ
เน้นองค์ประกอบบางอย่างและทิ้งส่วนที่เหลือส่วนใหญ่ให้
คงความเป็นขาว-ดํา เสมือนการแต่งแต้มสีสันให้บางส่วน
ของชีวิตแลดูสดใสประพิมพ์ประพาย”
ภาพถ่ า ยขาวดํ า ลงสี ด้ ว ยมื อ หรื อ ที่ ฝ รั่ ง เรี ย กว่ า
‘hand-colored photograph’ นั้น เคยเป็นเทคนิคที่ร้าน
อัดรูปต้องใช้ในสมัยที่ยังไม่มีฟิล์มสี ต่อเนื่องถึงยุคที่ฟิล์มสี
ยังไม่สามารถให้สีสันสดใสสมจริง ปัจจุบันเทคนิคนี้กลับมา
ได้รับความนิยมในกลุ่มช่างภาพที่มีความสนใจทางศิลปะ
ดั ง ที่ คุ ณ ชั ย พงษ์ อ ธิ บ ายไว้ ใ นคํ า นํ า ของหนั ง สื อ เล่ ม นี้ ว่ า
สฤณี อาชวานันทกุล :: 131
“...สื่อและสีหลายชนิดถูกนํามาใช้เพียงเพื่อให้ได้ภาพตาม
จินตนาการที่ปรารถนา บางครั้งเลียนแบบสีจริง บางครั้งก็
จงใจให้ต่างออกไป”
เมื่อเดือนมิถุนายน 2551 ผู้เขียนได้มีโอกาสไปชม
คุณชัยพงษ์สาธิตวิธีการลงสีภาพถ่าย ที่แกลอรี่ People
Space แพร่งภูธร ซึ่งจัดแสดงงานจากหนังสือในช่วงนั้น
ดูแล้วก็ยิ่งทึ่งกับวิธีการที่ดูเหมือนง่าย แต่ต้องใช้ทักษะมาก
ทีเดียวเพื่อให้รูปไม่เสีย สีที่คุณชัยพงษ์ใช้คือสีสแตมป์ ซึ่ง
เป็นสีที่ใช้มาตั้งแต่ยุคแรกๆ เป็นแผ่นกระดาษสี เวลาใช้ก็
เพียงแต่ฉีกสีที่ต้องการออกมาใส่ลงในจานสี ใช้พู่กันจุ่มน้ำ�
แต้มให้สีละลาย สีแสตมป์มีราคาถูกมากเพียงเล่มละ 150
บาท ต่อ 12 สี เล่มหนึ่งใช้ได้นับสิบปี
ผู้เขียนเฝ้าดูคุณชัยพงษ์บรรจงลงสีฟ้าอ่อนบนเสื้อ
ของนางระบําพม่า พลางอธิบายว่าต้องลงสีทีละนิดๆ ไล่สี
จากโทนอ่อนไปแก่ ลงสีแก่ทีเดียวเลยไม่ได้ เพราะเสื้อของ
นางระบําทําจากผ้าไหม ถ้าไม่ค่อยๆ ลงสีแบบนี้ ‘ประกาย’
ของผ้าไหมจะหายไป
เท่านี้ก็รู้แล้วว่า คุณชัยพงษ์ทํางานนี้ด้วยความรัก
เพียงใด

ผู้เขียนคิดว่าคํานิยมของคุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
ที่ เ ป็ น บทเปิ ด หนั ง สื อ เล่ ม นี้ สรุ ป ทั้ ง เนื้ อ หาและคุ ณ ค่ า ได้
อย่างดีเยี่ยม:
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 132
“ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงแห่งปัจจัยภายนอก
ภาพถ่ายที่เปรียบเสมือนดวงตาภายในที่คุณชัยพงษ์ใช้มอง
โลกเหล่านี้ สะท้อนวิถีการสร้างสรรค์แบบตะวันออกออกมา
อย่างชัดเจน แม้ภาพส่วนใหญ่จะมีรายละเอียดอันน่าตื่น-
เต้น แต่เมื่อเพ่งพินิจอย่างยาวนานเพียงพอ เรากลับพบ
ความเย็นซ่อนเร้นอยู่ในความร้อนแรงของการชุมนุมใหญ่
ทางการเมือง พบความมลังเมลืองในจิตรกรรมฝาผนังที่เริ่ม
เสื่อมสลาย พบความสงบในระลอกคลื่นพลิ้วไหวบนสายน้ำ�
เจ้าพระยาที่โอบกอดเรือพระราชพิธี ยิ่งเมื่อพิจารณาให้ดี
ในดวงตาของเด็ ก น้ อ ยจากจํ า ปาสั ก เราอาจพบความไร้
เดียงสาที่หาได้ยากแม้จากนักบวชในอารามศักดิ์สิทธิ์แห่ง
เมืองหลวง
“ทั้ ง หมดนี้ คื อ องค์ ป ระกอบที่ ช่ ว ยขั บ เน้ น ให้
ภาพถ่ายงดงามขึ้นตามเวลาที่เราเฝ้ามอง
“การจะชื่นชมภาพถ่ายของคุณชัยพงษ์ จึงจําเป็น
ต้องอาศัยดวงตาเท่าๆ กับเวลา เพื่อที่จะดื่มด่ำ�และดําดิ่ง
เข้าสู่สิ่งที่คุณชัยพงษ์พยายามถ่ายทอดออกมา ณ ขณะ
เวลาเมื่อเก็บภาพและลงสี นี่คือเสน่ห์ของภาพถ่ายขาว-ดํา
ลงสีด้วยมือ งานฝีมือที่กําลังจะเลือนหายไปตามวันและ
เวลา หากทว่ายังคงคุณค่างานศิลปะไว้อย่างครบถ้วน โดย
เฉพาะอย่างยิ่ง ศิลปะในมุมมองของตะวันออก ที่เน้นการ
ลดอัตตาและฝึกตน”

สฤณี อาชวานันทกุล :: 133


Mind’s Eye เป็นหนึ่งในหนังสือน้อยเล่มที่ทําให้
ผู้เขียนรู้สึกสุขใจทุกครั้งที่ได้เปิดอ่าน ก่อนหน้านี้ หนังสือ
ศิลปะเล่มเดียวที่ทําให้ผู้เขียนรู้สึกคล้ายกันคือหนังสือรวม
ผลงานของมณเฑียร บุญมา ศิลปินผู้ล่วงลับ แต่ในขณะที่
งานของคุณมณเฑียรให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในวัดงามๆ
สักแห่ง ภาพถ่ายลงสีด้วยมือของคุณชัยพงษ์ให้ความรู้สึก
สงบเย็นยากบรรยาย คล้ายกับเวลาได้อ่านหนังสือธรรมะ
ดีๆ เล่มหนึ่ง ที่ต้องพลิกทีละหน้าอย่างช้าๆ
เพื่อให้มีเวลาซึมซับ ครุ่นคิด และตอกย้ำ�กับตัวเอง
ว่า “สิ่งสําคัญไม่อาจเห็นได้ด้วยตา” จริงๆ.

วิชา 50 เล่มเกวียน :: 134


สฤณี อาชวานันทกุล :: 135
026
Leaving Microsoft to
Change the World
John Wood

ในบรรดาหนังสือธุรกิจทั้งหลาย มีน้อยเล่มที่จะสร้างแรง
บันดาลใจสําหรับคนทํางานที่กําลังสงสัยว่า “ชีวิตมีเท่านี้เอง
หรือ?” ได้ดีเท่ากับเรื่องราวของนักธุรกิจที่ตัดสินใจทิ้งอาชีพ
การงานไว้ เ บื้ อ งหลั ง เพื่ อ อุ ทิ ศ ชี วิ ต ที่ เ หลื อ ให้ กั บ การช่ ว ย
ผู้ด้อยโอกาสในสังคม
หนังสือแนวนี้ที่ประทับใจผู้เขียนที่สุดคือ Leaving
Microsoft to Change the World โดย จอห์น วูด (John
Wood) นั ก การตลาดผู้ ทิ้ ง ตํ า แหน่ ง ผู้ จั ด การฝ่ า ยพั ฒ นา
ธุ ร กิ จ ในไมโครซอฟท์ ใ นวั ย เพี ย ง 35 ปี เพื่ อ ไปก่ อ ตั้ ง
องค์ ก รพั ฒ นาเอกชนชื่ อ Room to Read (http://
www.roomtoread.org/) จั ด ส่ ง หนั ง สื อ เด็ ก และสร้ า ง
โรงเรียนให้กับเด็กยากจนในประเทศกําลังพัฒนา เว็บไซต์
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 136
Room to Read ระบุว่า ตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2000 องค์กรนี้ได้
มีส่วนช่วยเหลือเด็กไปแล้วกว่า 1.7 ล้านคนทั่วโลก ด้วย
การสร้างโรงเรียน 442 แห่งและห้องสมุด 5,160 แห่ง จัด
พิมพ์หนังสือเด็ก 226 เล่มในภาษาท้องถิ่น รวบรวมและ
จั ด สรรหนั ง สื อ เด็ ก ภาษาอั ง กฤษที่ ไ ด้ รั บ บริ จ าคกว่ า 2.2
ล้านเล่ม มอบทุนการศึกษาให้กับเด็กผู้หญิงยากจนจํานวน
4,036 ทุน (ผู้หญิงในประเทศยากจนมักถูกกีดกันไม่ให้เข้า
ถึงการศึกษา ทั้งๆ ที่ระดับการศึกษาของมารดา เป็นดัชนีที่
ใช้พยากรณ์อัตราการเข้าถึงการศึกษาของลูกๆ ได้ดีที่สุด
เพราะแม่ที่มีการศึกษาก็ย่อมอยากให้ลูกได้รับการศึกษา
ด้ ว ย) ตลอดจนก่ อ ตั้ ง ห้ อ งแล็ บ สอนภาษาและห้ อ งแล็ บ
คอมพิวเตอร์จํานวน 155 แห่ง ปัจจุบัน Room to Read ทํา
งานในประเทศเนปาล เวียดนาม กัมพูชา อินเดีย ศรีลังกา
ลาว และแอฟริกาใต้
เป้าหมายระยะยาวของ Room to Read คือ สร้าง
โรงเรียนและห้องสมุดรวม 20,000 แห่งทั่วโลก เพื่อช่วยให้
เด็กจํานวน 10 ล้านคนในประเทศกําลังพัฒนาได้รับการ
ศึกษา
เมื่อคํานึงว่า Room to Read เป็นองค์กรพัฒนา
เอกชนที่ประสบความสําเร็จอย่างสูง ได้รับรางวัลและเงิน
บริ จ าคมากมายในแต่ ล ะปี ถ้ า วู ด เพี ย งแต่ จ ะถ่ า ยทอด
ประสบการณ์ของเขาในการก่อตั้งองค์กร ก็เพียงพอแล้วที่
จะทําให้ Leaving Microsoft to Change the World เป็น
สฤณี อาชวานันทกุล :: 137
หนังสือที่นักธุรกิจ นักพัฒนาเอกชน และคนทั่วไปจะสนใจ
อ่าน แต่ผู้เขียนคิดว่าสิ่งที่ทําให้หนังสือเล่มนี้ ‘ยอดเยี่ยม’
และเป็นประโยชน์กว่านั้นมาก คือความที่วูดไม่ได้เขียนเล่า
เฉพาะตอนที่เขาหรือองค์กรประสบความสําเร็จเป็นขั้นๆ
หากรวมถึงตอนที่เผชิญกับอุปสรรคและปัญหาต่างๆ ด้วย
เช่ น ตอนที่ เ ขาบอกเลิ ก กั บ แฟนที่ ค บหาดู ใ จกั น มานาน
ตอนที่ ต้ อ งปรั บ วิ ถี ก ารดํ า รงชี วิ ต เสี ย ใหม่ ใ ห้ เ ข้ า กั บ การ
เปลี่ยนสถานภาพจาก ‘ผู้บริหาร’ มาเป็น ‘เอ็นจีโอ’ ปัญหา
ในการหว่านล้อมผู้มีจิตศรัทธาให้เชื่อมั่นในตัวเขา (Room
to Read เป็นองค์กรการกุศล อยู่ได้ด้วยเงินบริจาคล้วนๆ)
และหลายต่อหลายตอนที่เขาพบกับคนฐานะดีที่เชิญเขาไป
พูดในงานหาเงิน แต่ไม่มีความตั้งใจจะช่วยเขาจริงๆ เพียง
แต่ต้องการอวดให้ใครต่อใครเห็นว่า เห็นไหม ฉันก็มีจิต
สํานึกสาธารณะเหมือนกันนะ!
วูดถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้สึกของเขา
เมื่อเผชิญหน้ากับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ในชีวิตหนึ่ง
ทศวรรษแรกหลังออกจากไมโครซอฟต์อย่างตรงไปตรงมา
จริงใจ และไร้การคุยโวโอ้อวด หนังสือเล่มนี้แสดงให้เห็น
อย่ า งชั ด เจนว่ า การบริ ห ารจั ด การเอ็ น จี โ อให้ อ ยู่ ไ ด้ แ ละ
ขยายกิ จ การได้ นั้ น ไม่ ใ ช่ เ รื่ อ งง่ า ย หากต้ อ งอาศั ย ความ
สามารถในการหว่ า นล้ อ มผู้ ค น ทั ก ษะในการคิ ด โมเดล
องค์กรที่ ‘วัดผล’ ได้จริง และขนาดของหัวใจที่ใหญ่กว่า
นักธุรกิจทั่วไป เป็นโชคดีของโลกและเด็กๆ ในประเทศ
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 138
ยากจน ที่วูดมีคุณสมบัติทั้งหมดนี้พร้อมมูล
สิ่งที่ทําให้ Leaving Microsoft to Change the
World เข้าข่าย ‘หนังสือธุรกิจ’ ได้อย่างไม่ขัดเขิน คือการที่
วูดแจกแจงอย่างชัดเจนว่า เขาใช้ความรู้และทักษะที่ได้รับ
จากการทํางานในไมโครซอฟต์กว่า 8 ปี มาพัฒนา Room
to Read อย่างไรบ้าง วูดยกย่อง สตีฟ บาลล์เมอร์ (Steve
Ballmer) ซีอีโอของบริษัท ว่าเป็นเจ้านายที่ ‘โหด’ มาก แต่
มอบบทเรี ย นอั น มี ค่ า ต่ อ เขามากมาย วู ด บอกว่ า ความ
หมกมุ่ น ของบาลล์ เ มอร์ ใ น ‘ผลลั พ ธ์ ’ (results, results,
results) ทําให้เขารู้ดีว่า ความสําเร็จของ Room to Read
จะต้ อ งมาจากผลลั พ ธ์ ที่ วั ด ได้ ซึ่ ง ในแง่ นี้ คื อ จํ า นวนเด็ ก
ยากจนที่ได้รับการศึกษา
Room to Read ประสบความสํ า เร็ จ ในการหา
สปอนเซอร์อย่างต่อเนื่องเพราะวูดพัฒนาโมเดลการดําเนิน
งานที่เข้าใจง่ายและเห็นภาพ คนที่บริจาคหนังสือเด็กให้กับ
องค์กรนี้ทุกคนจะได้รับทราบว่าหนังสือของพวกเขาได้ไป
ถึงมือเด็กๆ ที่ไหน และคนที่บริจาคเงินก็จะรู้อย่างแน่นอน
ว่า เงินจํานวน X จะช่วยสร้างโรงเรียนในประเทศ Y ได้
หนึ่ ง หลั ง ทํ า ให้ เ ด็ ก Z คนได้ รั บ การศึ ก ษา วู ด ให้ ค วาม
สํ า คั ญ ต่ อ การรายงานผลการดํ า เนิ น งานเป็ น ระยะๆ ต่ อ
ผู้สนับสนุน Room to Read ไม่ต่างจากที่เขาเคยทําสมัย
เป็นผู้บริหารบริษัท

สฤณี อาชวานันทกุล :: 139


ในโลกที่เอ็นจีโอจํานวนมากยังระแวงนักธุรกิจเกิน
กว่าที่จะพูดคุยด้วย Room to Read เป็นตัวอย่างเอ็นจีโอ
รุ่นใหม่ที่ไม่เพียงแต่เปิดกว้างต่อโลกธุรกิจ หากยังเชื่อมั่น
ว่ า ความก้ า วหน้ า ที่ แ ท้ จ ริ ง ในการแก้ ไ ขปั ญ หาสั ง คมนั้ น
จําเป็นจะต้องอาศัยความร่วมมือกันระหว่างภาคส่วนต่างๆ
วู ด นํ า ทั ก ษะการบริ ห ารจั ด การธุ ร กิ จ มาปรั บ ใช้ กั บ โลก
เอ็นจีโออย่างได้ผล และถ่ายทอดประสบการณ์ของเขาอย่าง
ไม่ ปิ ด บั ง จากจุ ด เปลี่ ย นชี วิ ต ในปี 1998 ตอนที่ เ ขาเห็ น
หนั ง สื อ เก่ า ๆ ไม่ ถึ ง 20 เล่ ม ถู ก ล็ อ คกุ ญ แจอยู่ ใ นตู้ ใ น
ห้องเรียน ที่โรงเรียนเล็กๆ แห่งหนึ่งบนเทือกเขาหิมาลัย
(ครูบอกว่าต้องปกป้องมันจากเงื้อมมือเด็กๆ ไม่อย่างนั้น
หนังสือจะหาย!) หลังจากที่วูดกลับบ้านของเขาในอเมริกา
เขาส่งอีเมล์ถึงญาติๆ และเพื่อนๆ ขอหนังสือเด็กใช้แล้วไป
บริจาค
นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางอันมหัศจรรย์ที่นํา
วูดออกจากห้องประชุมติดแอร์ของบริษัทยักษ์ใหญ่ สู่เสียง
หัวเราะของเด็กๆ ในหมู่บ้านทุรกันดารทั่วโลก
ในโลกที่ยังต้องการคนแบบเขาอีกมาก หนังสือเล่ม
นี้ จ ะจุ ด ประกายการพู ด คุ ย ในหมู่ ค นอ่ า นไปอี ก นาน โดย
เฉพาะประโยคสั้นๆ ในหนังสือที่ถ้าใครได้อ่านแล้ว ผู้เขียน
เชื่อมั่นว่าจะไม่มีวันลืม:
“ไมโครซอฟต์ ไ ม่ ต้ อ งการผม เด็ ก ๆ ในเนปาล
ต้องการผม”
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 140
สฤณี อาชวานันทกุล :: 141
027
The Last Lecture

Randy Pausch

ในบรรดาหนังสืออัตชีวประวัติทั้งหมด (ซึ่งตามนิยามหมาย
ถึงเรื่องราวที่เจ้าของชีวิตเป็นผู้ถ่ายทอดเอง แต่สมัยนี้ก็เห็น
คนอื่นเขียนให้แบบไม่ออกนามกันเกร่อ) ผู้เขียนคิดว่าอาจ
แบ่งได้เป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือ 1) เรื่องราวที่คนอ่าน
ทั่วไปทําตามไม่ได้ และ 2) เรื่องราวที่คนอ่านทําตามได้
หรืออย่างน้อยก็สร้างแรงบันดาลใจให้พยายามเจริญรอย
ตาม
เหตุ ผ ลประการหนึ่ ง ที่ ค นทั่ ว ไปทํ า ตามเจ้ า ของ
อัตชีวประวัติประเภทแรกไม่ได้ คือความที่มันมักจะเป็น
อัตชีวประวัติของ ‘คนดัง’ หรือ ‘คนสําคัญ’ ผู้เป็นที่รู้จัก
อย่ า งแพร่ ห ลายและประสบความสํ า เร็ จ อย่ า งสู ง ในชี วิ ต
ดังนั้น ถึงแม้ว่าจะมีประโยชน์ในแง่ที่ถ่ายทอดประสบการณ์
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 142
อันล้ำ�ค่าที่น้อยคนนักจะพานพบ อัตชีวประวัติประเภทนี้ก็
ทําได้อย่างมากเพียงสร้างแรงบันดาลใจและให้แง่คิดต่อคน
อ่านที่เป็นคนธรรมดาๆ ผู้มีพรแสวงมากกว่าพรสวรรค์ และ
ไม่ได้เกิดมาเป็นลูกเศรษฐีพันล้านที่อาจจะใช้เงินซื้อความ
เด่นดังได้อย่างมักง่าย
อัตชีวประวัติประเภทที่สอง ประเภทที่คนทั่วไปทํา
ตามได้ มักจะเขียนโดยคนที่มีภูมิหลังไม่ต่างจากคนอ่าน
ทั่วไปมากนัก เป็นคนธรรมดาที่ไม่ได้ประสบความสําเร็จ
อะไรใหญ่โตในชีวิต หากเป็นคนที่ใช้ชีวิตธรรมดาอย่างมีสติ
อย่างมีศักดิ์ศรี และด้วยความรักในงานที่ทํา ซึ่งทั้งหมดนี้
ทําให้ชีวิตที่อาจดูธรรมดาไม่น่าสนใจ แท้จริงแล้วเป็นชีวิตที่
เปี่ยมคุณค่าและความหมายสําหรับเจ้าของ
อัตชีวประวัติประเภทที่สองอาจมีประโยชน์กับคน
อ่านมากกว่าประเภทแรก เพราะถ้าผู้เขียนมีความสุขกับ
การใช้ชีวิต หนังสือของเขาก็อาจจะช่วยให้คนอ่านมองเห็น
ความสู ง ส่ ง ในสิ่ ง สามั ญ และเรี ย นรู้ ที่ จ ะรวมความฝั น กั บ
ความจริงเข้าเป็นสิ่งเดียวกันให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยการลดทอน
ปรับแต่งความฝันให้เข้ากับโลกแห่งความจริง หรือด้วยการ
แสวงหาทางเลือกในโลกจริงที่สอดคล้องกับความฝันมาก
กว่าทางที่กําลังเดินอยู่
ในบรรดาอัตชีวประวัติประเภทที่สอง หนังสือเรื่อง
The Last Lecture โดย แรนดี เพาช์ (Randy Pausch)
อาจารย์ วิ ช าคอมพิ ว เตอร์ ป ระจํ า มหาวิ ท ยาลั ย คาร์ เ นกี
สฤณี อาชวานันทกุล :: 143
เมลลอน เป็นอัตชีวประวัติอันยอดเยี่ยมเล่มหนึ่งที่ทุกคน
ควรเสาะหามาตั้งไว้ใกล้มือ หรือซื้อแจกเพื่อนๆ ที่กําลัง
ท้อแท้หมดหวังในชีวิต
หนังสือเล่มนี้ ซึ่งเพาช์เขียนร่วมกับผู้สื่อข่าว Wall
Street Journal ชื่อ เจฟฟรีย์ ซาสโลว์ (Jeffrey Zaslow)
เป็นการถอดเทปและขยายความเล็คเชอร์ยาว 76 นาทีใน
หัวข้อ “Really Achieving Your Childhood Dreams” (ทํา
ความฝั น วั ย เด็ ก ของคุ ณ ให้ เ ป็ น จริ ง จริ ง ๆ) ที่ เ พาช์ ไ ป
บรรยายที่คาร์เนกี เมลลอน วันที่ 18 กันยายน 2007 (ดู
วิดีโอเล็คเชอร์และอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับวาระสุดท้ายของ
เพาช์ ไ ด้ จ ากเว็ บ ไซต์ ข องเขา - http://download.srv.
cs.cmu.edu/~pausch/)
เพาช์ในวัยเพียง 47 ปี ป่วยเป็นมะเร็งตับอ่อนขั้น
สุดท้าย เขาเล็คเชอร์เพื่อลูกๆ สามคนที่จะเติบโตขึ้นโดย
ไม่มีพ่อ แต่เนื้อหาในเล็คเชอร์รวมทั้งทัศนคติเชิงบวกของ
เพาช์ที่ไม่เคยสมเพชตัวเอง หากมองโรคร้ายอย่างเปี่ยม
อารมณ์ขันและถึงพร้อมด้วยมรณานุสติ (ก่อนจะเล็คเชอร์
เพาช์วิดพื้นหลายครั้งบนเวทีเพื่อโชว์คนดูว่าเขา ‘รู้สึกดี’
ขนาดไหน) ได้สร้างแรงบันดาลใจให้คนนับล้านที่คลิกเข้า
ไปดู วิ ดี โ อในยู ทู บ ได้ รั บ ความนิ ย มจนเอามาต่ อ ยอดทํ า
หนังสือ
เนื้อหาส่วนใหญ่ในเล็คเชอร์ของเพาช์และหนังสือ
เล่มนี้เล่าเรื่องเกี่ยวกับความฝันในวัยเด็กของเขา และวิธีที่
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 144
เขาพยายามบรรลุความฝันเหล่านั้นตอนโต บางคนอาจจะ
มองว่าเพาช์โชคดีมากๆ ที่ความฝันของเขาหลายข้อกลาย
เป็นความจริง ตั้งแต่ประสบการณ์ลอยตัวในภาวะไร้น้ำ�หนัก
ในเครื่องฝึกสอนนักบินอวกาศของนาซ่า การได้เป็นส่วน
หนึ่ ง ของที ม ‘Imagineer’ ของดิ ส นี ย์ และการได้ เ ขี ย น
บทความลง World Book Encyclopedia (เพาช์เขียนเรื่อง
Virtual Reality ในฐานะหนึ่งในผู้บุกเบิกสาขานี้) แต่ The
Last Lecture แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า โชคไม่ได้ช่วยให้
เพาช์บรรลุความฝันวัยเด็กของเขา เท่ากับความมุ่งมั่นไม่
ยอมแพ้ ความรักในความรู้ ความจริงใจ และการยึดมั่นใน
คุณธรรมเรียบง่ายที่หลายคนลืมไปนานแล้ว โดยเฉพาะ
ความซื่อสัตย์ และความโอบอ้อมอารีต่อเพื่อนมนุษย์
ถึ ง แม้ ว่ า เนื้ อ หาในเล็ ค เชอร์ แ ละหนั ง สื อ เล่ ม นี้ จ ะ
ไม่มีอะไร “ใหม่” ทัศนคติเชิงบวกอันน่าทึ่งของเพาช์และ
ความจริงใจของเขาในการถ่ายทอดแง่คิดและประสบการณ์
ทํ า ให้ The Last Lecture เป็ น มากกว่ า อั ต ชี ว ประวั ติ
ธรรมดา ตอนหนึ่งในเลกเชอร์และหนังสือที่ผู้เขียนชอบมาก
คือตอนที่เพาช์บอกว่า ให้มองกําแพงที่กั้นขวางระหว่างเรา
กับความฝันว่าเป็น ‘โอกาส’ ที่จะแสดงให้ทุกคนเห็นว่าเรา
ต้องการทําความฝันให้เป็นจริงเพียงใด เขาบอกว่า “เหตุผล
ที่มีกําแพง ก็เพื่อจะแยกแยะคุณออกจากคนอื่นๆ ที่ไม่ได้
อยากบรรลุความฝันนั้นเท่ากับคุณ” เพาช์บอกด้วยความ
ถ่อมตัวด้วยว่า หลังจากที่เขาทําความฝันให้เป็นความจริง
สฤณี อาชวานันทกุล :: 145
ได้แล้ว เขาก็อยากจะช่วยทําให้ความฝันของคนอื่นๆ เป็น
จริงได้ด้วย ผู้เขียนคิดว่านั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่เขาเลือกเป็น
อาจารย์ และแน่นอนว่าเป็นเหตุผลหนึ่งที่เขาเป็นหนึ่งใน
อาจารย์ที่นักเรียนรักที่สุดในมหาวิทยาลัย
นอกจากจะให้แง่คิดดีๆ เกี่ยวกับการมองโลก การ
บริหารจัดการเวลา และการล่าฝันแล้ว The Last Lecture
ยั ง เป็ น หนั ง สื อ ที่ พ่ อ แม่ ผู้ ป กครองควรอ่ า นอย่ า งยิ่ ง โดย
เฉพาะพ่อแม่ที่จดจําความคาดหวังที่ตัวเองตั้งไว้กับลูกได้
แม่นยํากว่าความฝันของลูกเอง ตอนหนึ่งในหนังสือ เพาช์
บอกว่าต้องขอบคุณพ่อแม่ของเขาที่ยอมให้ระบายสีผนัง
ในห้ อ งนอนของตั ว เอง (เขาวาดจรวด ลิ ฟ ท์ สมการ
คณิตศาสตร์ และกล่องแพนโดรา ฉายแววเนิร์ดตั้งแต่เด็ก)
เพาช์บอกคนดูอย่างกระตือรือร้นว่า “ใครก็ตามที่นี่ที่เป็นพ่อ
แม่นะครับ ถ้าลูกของคุณอยากระบายผนังห้องนอน ให้เขา
ทําเถอะครับ ถือว่าทําให้ผม มันไม่เป็นไรหรอก อย่าห่วง
เรื่องราคาบ้านตอนเอาไปขายเลย”
The Last Lecture มีข้อความที่กินใจหลายตอน
แต่ ต อนที่ ป ระทั บ ใจผู้ เ ขี ย นที่ สุ ด คื อ ตอนที่ เ พาช์ บ อกว่ า
“ประสบการณ์คือสิ่งที่คุณได้เมื่อคุณไม่ได้สิ่งที่คุณอยากได้”
และตอนที่เขาอธิบายความหมายที่แท้จริงของ The Last
Lecture – “ประเด็นไม่ได้อยู่ที่การบรรลุความฝันของคุณ
หากอยู่ที่การใช้ชีวิต ถ้าคุณใช้ชีวิตอย่างถูกต้อง กรรมจะทํา
งานของมัน และความฝันก็จะมาหาคุณเอง”
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 146
ฉบับภาษาไทย: เดอะ ลาสต์เลกเชอร์ สำ�นวนแปล วนิษา เรซ, สำ�นักพิมพ์
อมรินทร์, 2551

สฤณี อาชวานันทกุล :: 147


028
cradle to cradle

William McDonough
& Michael Braungart

ผู้เขียนเคยแนะนําหนังสือเรื่อง In the Bubble: Designing


in a Complex World โดย จอห์น แธ็คคารา หนังสือยอด
เยี่ ย มที่ ‘มองทะลุ ’ ปั ญ หาของการออกแบบที่ ผ่ า นมาที่
คํานึงถึง ‘ของ’ มากกว่า ‘คน’ และดังนั้นจึงมีส่วนทําให้เกิด
ปัญหามากมาย เช่น ใช้ทรัพยากรธรรมชาติสิ้นเปลือง ทํา
ให้สุขภาพผู้ใช้แย่ลง ฯลฯ แธ็คคาราจึงเสนอว่า ถึงเวลาแล้ว
ที่ นั ก ออกแบบ “จะหั น มาให้ ค วามสํ า คั ญ กั บ คุ ณ ค่ า ต่ า งๆ
ของความเป็นมนุษย์ มากกว่าประสิทธิภาพหรือความใหม่
ของเทคโนโลยี”
หนังสือทํานองเดียวกันกับ In the Bubble แต่
เขียนเข้าใจง่ายกว่าและมีข้อเสนอระดับภาพรวมที่เป็นรูป
ธรรมมากกว่ า คื อ cradle to cradle โดย วิ ล เลี ย ม
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 148
แม็ ค โดนอฮ์ (William McDonough) และ ไมเคิ ล
บรอนการ์ท (Michael Braungart) ซึ่งผู้เขียนคิดว่าเป็น
หนังสือชั้นยอดที่นักธุรกิจ นักออกแบบ ผู้ดําเนินนโยบายรัฐ
และใครก็ตามที่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมและ ‘ระบอบเศรษฐกิจ
ที่ยั่งยืน’ สมควรอ่านอย่างยิ่ง บทวิจารณ์สั้นๆ บนเว็บไซต์
ข่าวพลังงานทดแทน (http://www.alternative-energy-
news.info/cradle-to-cradle/) สรุปหัวใจของหนังสือเล่มนี้
ได้อย่างดีเยี่ยม ผู้เขียนจึงจะแปลและเรียบเรียงบางตอนมา
เล่าสู่กันฟังดังต่อไปนี้:

ถึงเวลาแล้วที่อารยธรรมของเราจะคิดใหม่เกี่ยวกับ
วิ ธี ที่ เ ราใช้ ชี วิ ต ทํ า งาน เดิ น ทาง ออกแบบ สร้ า ง และ
บริโภค ความคิดที่ว่าเรากําลังทําสิ่งที่เราทําได้ด้วยการขับ
รถไฮบริดและรีไซเคิลกระดาษ ขวด และกระป๋องก็พอแล้ว
นั้ น เป็ น มายาคติ ที่ อั น ตราย เป็ น เวลานานหลายปี แ ล้ ว
ที่ นั ก สิ่ ง แวดล้ อ มพยายามบอกเราให้ ทํ า งานมากขึ้ น
ด้ ว ยทรั พ ยากรน้ อ ยลง เรื่ อ งนั้ น ไม่ เ พี ย งพอ เราจะต้ อ ง
เปลี่ยนแปลงวิธีที่เราออกแบบสินค้า อุตสาหกรรม และ
ผังเมืองต่างๆ อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ วิธีรีไซเคิลของเรา
ในปัจจุบันนั้นไร้ประสิทธิภาพ และรังแต่จะสนับสนุนโมเดล
การผลิตแบบ ‘จากครรภ์สู่หลุมศพ’ (cradle-to-grave) ที่เรา
ใช้ต่อเนื่องมาหลายร้อยปีแล้ว

สฤณี อาชวานันทกุล :: 149


สถาปนิกนาม วิลเลียม แม็คโดนอฮ์และนักเคมี
นาม ไมเคิล บรอนการ์ท ได้เขียนหนังสืออันน่าทึ่งเกี่ยวกับ
วิธีการผลิตแบบ ‘จากครรภ์สู่ครรภ์’ (cradle-to-cradle) ที่มี
ความยั่งยืนพอๆ กับธรรมชาติ โฟกัสของผู้เขียนทั้งสองคือ
เราควรใช้ธรรมชาติเป็นต้นแบบสําหรับโมเดลการผลิต

แม็ ค โดนอฮ์ แ ละบรอนการ์ ท อธิ บ ายว่ า อุ ต สาห-


กรรมและสิ่ ง แวดล้ อ มไม่ จํ า เป็ น ต้ อ งเป็ น ศั ต รู กั น เราไม่
จํ า เป็ น ต้ อ งจํ า กั ด การผลิ ต หรื อ การเติ บ โตทางเศรษฐกิ จ
จนถึงขนาดที่เราต้องหวนกลับไปใช้ชีวิตแบบบรรพบุรุษ
ยุคหินเพื่อให้อารยธรรมของเราเติบโตอย่างยั่งยืน [ผู้เขียน
ทั้ ง สอง]เชื่ อ ว่ า เราไม่ ต้ อ งเสี ย สละสิ่ ง อํา นวยความสะดวก
ต่างๆ และวิถีชีวิตแบบสมัยใหม่ ถ้าเพียงแต่เราจะออกแบบ
โลกของเราใหม่ให้มีประสิทธิภาพทางนิเวศสูงขึ้น พวกเขา
ใช้ธรรมชาติเป็นอุปมาของการผลิตแบบนี้ว่า ถ้าเราพินิจ
พิเคราะห์ต้นเชอรี่ดู จะพบว่าดอกไม้หลายพันดอกสร้าง
ผลไม้สําหรับนก มนุษย์ และสัตว์อื่นๆ เพียงเพื่อเมล็ดหนึ่ง
เมล็ดจะตกลงสู่พื้นดิน งอกราก และเติบโตขึ้นเป็นต้นไม้
ใหม่ แต่ ไ ม่ มี ใ ครที่ จ ะมองดู พื้ น ดิ น ที่ เ ต็ ม ไปด้ ว ยกลี บ ดอก
เชอรี่แล้วบ่นว่า ธรรมชาติช่างไร้ประสิทธิภาพและสิ้นเปลือง
เสียจริง! ต้นไม้ผลิตดอกไม้และผลไม้จํานวนมหาศาลได้โดย
ไม่ทําให้สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม เมื่อผลไม้หล่นลงสู่พื้นดิน
องค์ ป ระกอบของมั น ก็ ย่ อ ยสลายกลายเป็ น สารอาหาร
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 150
(nutrient) ที่หล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิตเล็กๆ แมลง พืช สัตว์ และ
ดิน

ถึงแม้ว่าต้นไม้จะผลิต ‘สินค้า’ ในปริมาณมากกว่า


ระดับที่มันต้องการเพื่อจะอยู่ได้ในระบบนิเวศ ปริมาณนั้น
ก็ได้วิวัฒนาการ (ผ่านกาลเวลาหลายล้านปีของการลองผิด
ลองถูก ที่อาจเรียกว่า ‘การวิจัยและพัฒนา’ ในภาษาธุรกิจ)
เพื่อตอบสนองจุดประสงค์อันแตกต่างหลากหลาย อันที่จริง
ต้นเชอรี่ต้นเดียวหล่อเลี้ยงแทบทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบๆ
ตัวมัน มนุษยชาติจะสร้างอะไรได้บ้างที่เป็นแบบเชอรี่ต้น
นั้น?

หนังสือเล่มนี้เต็มไปด้วยไอเดียที่มีประโยชน์และ
สร้างแรงบันดาลใจมากมาย ไอเดียที่สนับสนุนความหลาก-
หลายและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ หลักการใหญ่ๆ
ห้าข้อได้แก่ 1) การทุ่มเทพลังงานให้กับกระบวนทัศน์ใหม่ๆ
2) การตั้งเป้าที่ ‘การเติบโตที่ดี’ แทนที่ ‘การเติบโตทาง
เศรษฐกิจ’ 3) การใช้นวัตกรรมและพยายามทําให้สมบูรณ์
แบบอย่างต่อเนื่อง 4) ความเข้าใจที่จําเป็นต่อการเรียนรู้
และ 5) การปลู ก ฝั ง ความรั บ ผิ ด ชอบข้ า มรุ่ น (inter
generational) ผู้เขียนทั้งสองบอกว่า “เราจะต้องถามตัวเอง
ว่า เราจะสนับสนุนและธํารงไว้ซึ่งสิทธิของสิ่งมีชีวิตทั้งมวล
ในการมีส่วนแบ่งในโลกแห่งความอุดมสมบูรณ์ได้อย่างไร?
สฤณี อาชวานันทกุล :: 151
เราจะรักลูกหลานของสัตว์ทุกเผ่าพันธ์ุ ไม่เพียงแต่เผ่าพันธ์ุ
ของเราเท่านั้น ไปชั่วนิรันดร์ได้อย่างไรบ้าง?”

หนังสือเล่มนี้ในตัวมันเองก็เป็น ‘ข้อพิสูจน์’ ทฤษฎี


ของผู้เขียน – กระดาษที่ใช้พิมพ์ cradle to cradle เป็น
กระดาษสังเคราะห์ เย็บเล่มเป็นรูปแบบใหม่ที่สรรค์สร้าง
โดย ชาร์ลส์ เมลเชอร์ (Charles Melcher) แห่ง Melcher
Media วัสดุสังเคราะห์นั้นทําจากเรซินพลาสติกและไส้ในที่
ทําจากสารอินทรีย์ กันน้ำ�ได้ และทนทานมาก หนังสือเล่มนี้
ไม่เพียงแต่รีไซเคิลด้วยวิธีธรรมดาได้เท่านั้น แต่เรายังอาจ
เรียกมันว่า ‘สารอาหารทางเทคนิค’ (technical nutrient)
ซึ่งหมายถึงผลิตภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้ไม่รู้จบ

ใครที่ อ ยากรู้ ว่ า มี วิ ธี ใ ดที่ ชี วิ ต ความเป็ น อยู่ ข อง


มนุ ษ ย์ จ ะสามารถพั ฒ นาให้ ดี ขึ้ น ได้ ใ นทางที่ ช่ ว ยฟื้ น ฟู สิ่ ง
แวดล้อมและไม่ทําให้เสื่อมโทรมมากไปกว่านี้ โดยที่เราไม่
ต้องหวนกลับไปใช้ชีวิตแบบมนุษย์ยุคหิน เหตุใดกระบวน
การรีไซเคิลปัจจุบันจึงไม่ยั่งยืนและไม่ช่วยแก้ปัญหาที่แท้
จริ ง และกระบวนการผลิ ต แบบใหม่ ไ ร้ ข องเสี ย ที่ ผู้ เ ขี ย น
อธิบายนั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร และมีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้น
จริ ง ขนาดไหน ผู้ เ ขี ย นขอแนะนํ า cradle to cradle –
หนังสือดีอีกหนึ่งเล่มที่ใครก็ตามที่ห่วงใยโลกควรมีไว้บนหิ้ง.

วิชา 50 เล่มเกวียน :: 152


สฤณี อาชวานันทกุล :: 153
029
Creating a World
Without Poverty
Muhammad Yunus

ในยุคโลกาภิวัตน์ที่โลกดูจะหมุนเร็วกว่าเคย โดยเฉพาะภาค
ธุ ร กิ จ ที่ มี เ ทรนด์ ใ หม่ ๆ เกิ ด ขึ้ น อย่ า งรวดเร็ ว จนทํ า ให้ เ รา
แยกแยะไม่ค่อยออกระหว่างเทรนด์ที่เป็น ‘นวัตกรรม’ หรือ
‘ปรากฏการณ์’ ที่ใหม่จริงๆ กับเทรนด์ที่ไม่มีอะไรมากกว่า
ชุดคําศัพท์เท่ๆ หรือ ‘buzzwords’ ที่อธิบายแฟชั่นวูบวาบ
ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปเมื่อซีอีโอหมดความสนใจ
โชคดีที่ในบรรดาเทรนด์ต่างๆ มีเทรนด์หนึ่งซึ่งยัง
เป็นเพียง ‘กระแสรอง’ ในปัจจุบัน แต่หลายฝ่ายกําลังลุ้นให้
เป็น ‘กระแสหลัก’ ในอนาคต โดยเฉพาะในภาวะที่กลไก
ภาครัฐในแทบทุกประเทศใช้การไม่ค่อยได้ กระแสดังกล่าว
คือธุรกิจที่มีเป้าหมายทางสังคมเป็นเป้าหมายหลักในการ
ดํ า เนิ น ธุ ร กิ จ ไม่ ไ ด้ แ สวงหากํ า ไรสู ง สุ ด เหมื อ นกั บ ธุ ร กิ จ
ทัวิช่วา ไป
50 เล่มเกวียน :: 154
‘ธุรกิจเพื่อสังคม’ (social enterprise หรือ social
business) ดังกล่าว นับเป็น ‘องค์กรพันธ์ุใหม่’ ที่อยู่ระหว่าง
องค์ ก รที่ มี เ ป้ า หมายทางสั ง คม 100 เปอร์ เ ซ็ น ต์ เช่ น
เอ็นจีโอ องค์กรการกุศล ฯลฯ ขั้วหนึ่ง และบริษัทปกติที่มุ่ง
ทํากําไรสูงสุด 100 เปอร์เซ็นต์อีกขั้วหนึ่ง และในบรรดา
ธุรกิจเพื่อสังคมทั้งหมดทั่วโลก มีน้อยรายที่จะมีชื่อเสียง
โด่ ง ดั ง เท่ า กั บ ธนาคารกรามี น (Grameen Bank) –
‘ธนาคารเพื่อคนจน’ แห่งแรกของโลกที่ปล่อยกู้ให้กับคนจน
โดยไม่มีหลักประกัน

Creating a World Without Poverty โดย มูฮัม-


หมัด ยูนุส (Muhammad Yunus) ผู้ก่อตั้งธนาคารกรามีน
ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจําปี 2006 ร่วมกับ
ธนาคาร เป็นหนังสือเกี่ยวกับธุรกิจเพื่อสังคมที่ทั้งสนุก มี
สาระ และสร้ า งแรงบั น ดาลใจได้ อ ย่ า งดี ยิ่ ง คำ � โปรยของ
หนั ง สื อ คื อ Social Business and the Future of
Capitalism สรุปเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้อย่างชัดเจน ยูนุส
แบ่ ง หนั ง สื อ เล่ ม นี้ อ อกเป็ น สามช่ ว ง ช่ ว งแรกเป็ น ความ
พยายามของเขาในการอธิ บ ายว่ า เหตุ ใ ดลั ก ษณะของ
ระบอบทุนนิยมที่ประเทศส่วนใหญ่ใช้อยู่ในปัจจุบันจึงเป็น
ระบบที่ ‘พัฒนาเสร็จเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น’ ยูนุสตั้งคําถาม
สั้นๆ ที่ล้วนน่าคิด เช่น ถ้าทุนนิยมมีประสิทธิภาพจริงๆ
เหตุใดประชากรโลกกว่าร้อยละ 60 จึงยังยากจนข้นแค้นอยู่
สฤณี อาชวานันทกุล :: 155
ยังชีพด้วยรายได้เพียงร้อยละ 6 ของรายได้ประชาชาติทั้ง
โลกเท่านั้น? เหตุใดการเติบโตทางเศรษฐกิจอันน่าทึ่งของ
ประเทศจีนจึงกําลังทําลายสิ่งแวดล้อมด้วย? ทําไมอัตรา
ความยากจนถึงกําลังสูงขึ้นในอเมริกาขณะที่รายได้ต่อหัว
โดยเฉลี่ยพุ่งสูงขึ้นมาก?
ยูนุสอธิบายให้เห็นว่า ระบอบทุนนิยมเสรีที่มีตลาด
เป็นหัวใจนั้นกําลังทําให้สังคมส่วนรวมเลวร้ายลงอย่างไร
บ้าง เขาบอกว่าเราจะต้องพัฒนาระบอบนี้อย่างเร่งด่วนเพื่อ
ปรับทิศทางให้มันสอดคล้องกับประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่
ปล่ อ ยให้ เ ป็ น สนามแข่ ง ขั น ที่ มี แ ต่ ‘นายทุ น หน้ า เลื อ ด’
เท่านั้นที่เป็นผู้ชนะ ในขณะเดียวกัน ขอบเขตและเครื่องมือ
ของวิชาเศรษฐศาสตร์เองก็จะต้องได้รับการพัฒนาและขยับ
ขยายให้มองเห็นคุณค่าของธุรกิจเพื่อสังคม และ ‘เศรษฐกิจ
ภาคประชาชน’ โดยเฉพาะของผู้ยากไร้ที่นักเศรษฐศาสตร์
กระแสหลักยังไม่เคยศึกษาอย่างจริงจัง
ในส่วนที่สองของหนังสือ ยูนุสอธิบายตัวอย่างของ
ธุรกิจเพื่อสังคมต่างๆ รวมทั้งประสบการณ์ของเขาเองใน
การก่อตั้งและบริหารธนาคารกรามีนและธุรกิจเพื่อสังคมใน
เครือ ตัวอย่างที่ดีที่สุดที่เขาอธิบายคือกิจการร่วมทุน (joint
venture) ระหว่างกรามีนและ Danone (ดาโนน) บริษัท
ฝรั่ ง เศสผู้ ผ ลิ ต โยเกิ ร์ ต ที่ ใ หญ่ ที่ สุ ด ในโลก ผลิ ต ภั ณ ฑ์ แ รก
ของกรามี น -ดาโนนคื อ โยเกิ ร์ ต ราคาถู ก สํ า หรั บ เด็ ก ใน
ครอบครั ว ยากไร้ โดยใช้ น มวั ว จากลู ก หนี้ ก รามี น ที่ กู้ เ งิ น
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 156
ธนาคารไปซื้ อ วั ว ฝ่ า ยดาโนนก็ อ อกแบบโรงงานผลิ ต
โยเกิร์ตขนาดเล็กที่ผลิตให้กับท้องถิ่น ให้ลูกหนี้ของกรามีน
เร่ขายโยเกิร์ตนี้ตามบ้าน นับเป็นการผสาน ‘จุดแข็ง’ ของ
ทั้งสองฝ่ายเข้าด้วยกันอย่างลงตัว
นอกจากกรามีน-ดาโนนจะเป็นตัวอย่างอันดีเยี่ยม
ของธุรกิจเพื่อสังคมแล้ว คําอธิบายของยูนุสเกี่ยวกับปัญหา
และอุปสรรคที่เขาประสบในการก่อตั้งกิจการดังกล่าว ก็ให้
แง่คิดมากมายสําหรับคนที่คิดอยากทําธุรกิจเพื่อสังคมของ
ตั ว เอง โดยเฉพาะด้ า นการหาแหล่ ง ทุ น ยู นุ ส บอกว่ า
เนื่องจากตลาดทุนปัจจุบันยังไม่พร้อมที่จะจัดสรรทุนให้กับ
ธุรกิจเพื่อสังคม (ที่ทํากําไรได้ต่ำ�กว่าธุรกิจปกติที่มุ่งทํากําไร
สูงสุด) และภาครัฐเองก็ยังไม่มีแรงจูงใจทางภาษีให้ธุรกิจ
เพื่ อ สั ง คม ดาโนนจึ ง ต้ อ งใช้ ค วามพยายามมากในการ
อธิบายให้ผู้ถือหุ้นและผู้กํากับดูแลภาครัฐเข้าใจ การหาทุน
ลงเอยด้วยการก่อตั้งกองทุนรวมเพื่อสังคม (social mutual
fund) ที่สอดคล้องกับเป้าหมายทางสังคมของกิจการร่วม
ทุ น ยู นุ ส บอกว่ า กลไกใหม่ ๆ เช่ น ดั ช นี หุ้ น ทางสั ง คม
(Social Dow Jones Index) ปริญญาบริหารธุรกิจเพื่อ
สังคม (social MBA) จะช่วยสนับสนุนธุรกิจแนวนี้และสร้าง
แรงจูงใจให้คน ‘มองเห็น’ คุณค่าของมันมากขึ้น
ยูนุสอธิบายวิสัยทัศน์ของเขาเกี่ยวกับ ‘อนาคตของ
ทุนนิยม’ ที่เขาอยากให้ทุกคนร่วมกันสร้างไว้ในส่วนสุดท้าย
ของหนั ง สื อ อย่ า งสร้ า งแรงบั น ดาลใจได้ ดี ยิ่ ง เขาอธิ บ าย
สฤณี อาชวานันทกุล :: 157
โครงการใหม่ๆ เช่น แล็ปท็อปหนึ่งเครื่องต่อเด็กหนึ่งคน
(One Laptop Per Child) ที่จะช่วยปิด ‘ช่องว่างดิจิตัล’
ระหว่ า งประเทศร่ำ � รวยกั บ ประเทศยากจน และบอกว่ า
โครงการเหล่ า นี้ ส ะท้ อ นให้ เ ห็ น ว่ า เราสามารถแปลง
เทคโนโลยี ส ารสนเทศให้ เ ป็ น เครื่ อ งยนต์ ที่ จ ะช่ ว ยกํ า จั ด
ความยากจนได้
ในโลกที่คนมักจะมีความเห็นแบบสุดขั้วเกี่ยวกับ
ทุ น นิ ย ม ถ้ า ไม่ นิ ย มชมชอบแบบหลงใหลไปเลยก็ ก่ น ด่ า
ราวกั บ ว่ า มั น เป็ น ต้ น เหตุ ข องปั ญ หาทุ ก อย่ า งในโลก
Creating a World Without Poverty เป็นหนังสือที่ผู้เขียน
คิดว่า ‘ต้องอ่าน’ สําหรับนักธุรกิจ นักพัฒนา เอ็นจีโอ และ
คนทั่วไปที่สนใจว่า ‘ทางสายกลาง’ ที่สร้างสมดุลระหว่างผล
ตอบแทนทางธุรกิจ กับผลตอบแทนทางสังคมนั้น เป็นไปได้
มากน้อยเพียงใดในศตวรรษยี่สิบเอ็ด และมีเงื่อนไขใดบ้างที่
จําเป็นต่อการผลักดันให้ ‘กระแสรอง’ นี้ กลายเป็น ‘กระแส
หลัก’ ในสังคม.

หมายเหตุ : สํ า หรั บ ท่ า นที่ อ ยากอ่ า นประสบการณ์ แ ละแนวคิ ด ของ ‘ผู้


ประกอบการเพื่อสังคม’ คนอื่นๆ ที่มีความหลากหลายอย่างน่าทึ่ง ผู้เขียน
ขอแนะนํ า หนั ง สื อ เรื่ อ ง How to Change the World: Social
Entrepreneurs and the Power of New Ideas โดย David Bornstein
ปัจจุบันมีฉบับแปลภาษาไทยแล้วในชื่อ ผู้ประกอบการสังคม : พลังความ
คิดใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงโลก แปลโดย เจริญเกียรติ ธนสุขถาวร และ
วิไล ตระกูลสิน สํานักพิมพ์สวนเงินมีมาจัดพิมพ์

วิชา 50 เล่มเกวียน :: 158


สฤณี อาชวานันทกุล :: 159
030
The New Paradigm
for Financial Markets
George Soros

ดูเหมือนว่ายิ่งโลกทั้งใบ ‘แบน’ ลงเท่าไร โดยเฉพาะในตลาด


เงินและตลาดทุนที่กําลังเชื่อมถึงกันทั่วโลกด้วยความเร็วที่
ไม่เคยปรากฏมาก่อน โอกาสที่วิกฤตการเงินในประเทศ
หนึ่งจะลุกลามออกไปทั่วโลก ทําความเสียหายให้กับทั้ง
ภาคการเงินและภาคเศรษฐกิจจริง (ซึ่งต้องพึ่งพาภาคการ
เงินในฐานะแหล่งทุนสําคัญ) ก็ดูจะสูงขึ้นด้วยเป็นเงาตามตัว
หลังจากวิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ในอเมริกาปะทุขึ้น
ในปี 2007 ต่อเนื่องลุกลามข้ามปีและยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลง
ง่ายๆ เสียงที่กําลังแผ่วลงเรื่อยๆ คือเสียงของนักเศรษฐ-
ศาสตร์กระแสหลักที่เชื่อมั่นในตลาดเสรีไร้การแทรกแซง
อย่างสุดขั้ว (‘market fundamentalist’) ผู้มองว่าวิกฤตการ
เงินแบบนี้เป็นเพียง ‘ข้อยกเว้น’ (exception) ในตลาดที่เกิด
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 160
ขึ้ น แต่ เ พี ย งนานๆ ครั้ ง เท่ า นั้ น ไม่ ใ ช่ ‘ข้ อ บกพร่ อ งโดย
ธรรมชาติ ’ ของตลาดที่ ต้ อ งอาศั ย การแก้ ไ ขหรื อ ควบคุ ม
อย่างเป็นระบบจากกลไกภายนอก (เช่น กฎเกณฑ์กํากับ
ดูแลของภาครัฐ)
ในหนั ง สื อ เรื่ อ ง The New Paradigm for
Financial Markets (กระบวนทัศน์ใหม่ของตลาดการเงิน)
จอร์จ โซรอส (George Soros) ‘พ่อมดการเงิน’ ที่คนไทย
คุ้ น เคยดี จ ากวิ ก ฤตเศรษฐกิ จ ปี 2540 นํ า เสนอไอเดี ย ที่
น่าสนใจว่า ถึงแม้ว่าวิกฤตซับไพรม์จะเกิดจากฟองสบู่ที่
อยู่ อ าศั ย แตก มั น ก็ มี ร ากที่ ลึ ก กว่ า นั้ น มาก รากนั้ น คื อ
อุดมการณ์ของผู้นิยมตลาดเสรีสุดขั้ว ซึ่งเรียกว่า market
fundamentalism สมมติฐานหลักของแนวคิดนี้คือ ตลาด
เสรี ทํ า งานได้ อ ย่ า งมี ป ระสิ ท ธิ ภ าพ เคลื่ อ นตั ว เข้ า สู่ จุ ด
‘ดุลยภาพ’ (equilibrium) ได้ด้วยตัวเอง และดังนั้นจึงเป็น
ผลดีต่อทุกคน
โซรอสอธิบายในหนังสือเล่มนี้ว่า market funda-
mentalism ไม่สามารถอธิบายโลกแห่งความจริงได้ เพราะ
เป็นสมมุติฐานที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่แรก โซรอสใช้ชุดเหตุผลที่
ขัดแย้งกับแนวคิดของคาร์ล ปอปเปอร์ (Karl Popper) นัก
ปรั ช ญาวิ ท ยาศาสตร์ ผู้ ท รงอิ ท ธิ พ ล (และเป็ น ครู ข องเขา
ด้ ว ย)โดยโซรอสบอกว่ า เศรษฐศาสตร์ เ ป็ น วิ ช า ‘วิ ท ยา-
ศาสตร์ สั ง คม’ (social science) ที่ ไ ม่ ส ามารถพึ่ ง พิ ง
สมมติฐานจากวิทยาศาสตร์ธรรมชาติได้ทุกอย่าง เพราะ
สฤณี อาชวานันทกุล :: 161
มนุษย์เป็นเพียง ‘ผู้สังเกตการณ์’ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ
ต่ า งๆ และพยายามเข้ า ใจมั น แต่ ใ นปรากฏการณ์ ด้ า น
วิทยาศาสตร์สังคม มนุษย์เป็น ‘ผู้เล่น’ คนหนึ่งที่สามารถ
เปลี่ยนแปลงปรากฏการณ์นั้นได้ตลอดเวลาด้วยการกระทํา

ในบริบทของตลาด โซรอสพยายามพิสูจน์ให้เห็น
ว่ า แนวคิ ด เรื่ อ งดุ ล ยภาพเป็ น แนวคิ ด แบบวิ ท ยาศาสตร์
ธรรมชาติที่ใช้กับเศรษฐศาสตร์ไม่ได้ เขาใช้ความพยายาม
อย่างมากในการอธิบายแนวคิดเรื่อง ‘ปฏิกิริยาสะท้อนกลับ’
(reflexivity) ซึ่งหมายความว่า เมื่อปัจเจกชนทําธุรกรรมใน
ตลาด มุมมองของพวกเขาส่งผลต่อสภาพความเป็นจริง
และสร้างจุด ‘อดุลยภาพ’ (disequilibrium) แทนที่จะเป็น
ดุ ล ยภาพ และอดุ ล ยภาพนี้ ก็ ก่ อ ให้ เ กิ ด ความไม่ แ น่ น อน
โซรอสบอกว่า ปฏิกิริยาสะท้อนกลับทําให้ตลาดการเงินมี
ผลลัพธ์ที่กระจายตัว (distribution) แบบ ‘หางอ้วน’ (thick
tail) แทนที่จะเป็นรูประฆังคว่ำ� (normal distribution) ดังที่
สมมุติฐานทางสถิติบอกเรา
โซรอสยกตัวอย่างหลักฐานมากมายตั้งแต่อดีตจวบ
จนปัจจุบันที่ทําให้แนวคิดของเขามีน้ำ�หนักและน่าคิดอย่าง
ยิ่ง เช่น เขายกตัวอย่างทศวรรษ 1980 เมื่อรัฐบาลอเมริกัน
และอังกฤษภายใต้เรแกนและแธทเชอร์ตามลําดับ ผ่อนปรน
กฎเกณฑ์การดูแลธนาคาร ปล่อยให้เป็นเรื่องของ ‘กลไก
ตลาด’ โซรอสชี้ให้เห็นว่า การขยายตัวของสินเชื่อไปสู่ภาวะ
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 162
ฟองสบู่ นั้ น ถู ก ส่ ง เสริ ม ด้ ว ยความเชื่ อ ผิ ด ๆ ว่ า ตลาดจะ
‘แก้ไขตัวเอง’ (self-correct) ซึ่งความเชื่อผิดๆ นี้ก็ยิ่งทําให้
เจ้าหนี้ย่ามใจเร่งปล่อยกู้ เพิ่มแนวโน้มที่จะเกิดภาวะฟอง
สบู่ ยิ่ ง กว่ า เดิ ม นอกจากปั ญ หานี้ แ ล้ ว โซรอสยั ง อธิ บ าย
ปัญหา ‘จริยวิบัติ’ หรือ moral hazard ที่เกิดขึ้นในภาคการ
เงินอย่างชัดเจน เพราะสถาบันการเงินเป็นตัวการสร้าง
ความเสี่ ย งทางการเงิ น ไม่ ใ ช่ ฝ่ า ยที่ จ ะรั บ ความเสี่ ย ง
(เนื่องจากสามารถ ‘ส่งต่อ’ ความเสี่ยงนั้นไปให้คนที่ไม่มี
ความรู้เรื่องสินเชื่อดีเท่ากับเจ้าหนี้ เช่น นักลงทุน เพราะ
สามารถแปลงสิ น เชื่ อ ซั บ ไพรม์์ เ ป็ น หลั ก ทรั พ ย์ ไ ปขายใน
ตลาดทุนได้)
โซรอสบอกว่า วิกฤตซับไพรม์์เป็นกรณีตัวอย่าง
ชั้นดีที่สนับสนุนไอเดียที่ว่า ถึงเวลาแล้วที่ทุกคน โดยเฉพาะ
รัฐบาลใหญ่ๆ จะ ‘เปลี่ยนกระบวนทัศน์’ (paradigm shift)
ออกจากลัทธิ market fundamentalism ที่ล้มเหลวและ
อธิบายโลกไม่ได้ ไปสู่กระบวนทัศน์ใหม่ที่มองว่าตลาดแก้
ปัญหาด้วยตัวเองไม่ได้ทั้งหมด และดังนั้นรัฐจึงต้องกํากับ
ดู แ ลภาคการเงิ น มากกว่ า เดิ ม โซรอสมองว่ า ข้ อ ตกลง
ระหว่างประเทศในเรื่องนี้ เช่น มาตรฐาน Basel III เป็นสิ่ง
ที่เหมาะสม เขาเสนอให้รัฐกํากับดูแลทุกมิติของตลาดการ
เงิน ตั้งแต่หลักทรัพย์ ตราสารอนุพันธ์ จนถึงตลาดค้าเงิน
นอกจาก The New Paradigm for Financial
Markets จะอธิบายและสรุปความล้มเหลวของมุมมองแบบ
สฤณี อาชวานันทกุล :: 163
market fundamentalism เป็นอย่างดี หนังสือเล่มนี้ยังรวม
มุมมองของโซรอสเกี่ยวกับผลพวงที่เขาคาดว่าจะเกิดขึ้น
จากวิกฤตซับไพรม์ พ่อมดการเงินผู้นี้บอกว่า เขาไม่คิดว่า
รัฐบาลอเมริกันเข้าใจความจําเป็นของการเปลี่ยนกระบวน-
ทัศน์ และดังนั้นจึงไม่ยอมรับว่าต้องแสดงความรับผิดชอบ
ใดๆ ทั้ ง สิ้ น ต่ อ วิ ก ฤตในครั้ ง นี้ ยั ง ใช้ มุ ม มองแบบ “รอให้
สถานการณ์คลี่คลายไปเอง” ต่อไป (ไม่นับการใช้เงินภาษี
ประชาชนไป ‘อุ้ม’ เจ้าหนี้ซับไพรม์ที่มีปัญหา)

ในระยะสั้ น ถึ ง ปานกลาง โซรอสพยากรณ์ ว่ า


อเมริ ก าอาจเผชิ ญ กั บ ภาวะเศรษฐกิ จ ถดถอยรุ น แรงและ
เงินเฟ้อสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบไปทั่วโลกจากกระแสโลกา-
ภิวัตน์ในตลาดการเงินระหว่างประเทศ เขามองว่าถึงแม้ค่า
เงินดอลลาร์จะตกลงมาก ดอลลาร์ก็น่าจะยังคงเป็นสกุลเงิน
สํารองที่โลกใช้อยู่ ไม่ใช่ยูโร และค่าเงินดอลลาร์จะฟื้นขึ้นมา
ใหม่ สเพียงแต่จะมีการโยกเงินจากเงินสดไปไว้ในสินทรัพย์
จริง (real asset) ชั่วคราว
ในภาวะที่หลักสูตรการเรียนการสอนในโรงเรียนยัง
‘ตามไม่ทัน’ ตลาดเงินและตลาดทุนที่เปลี่ยนแปลงอย่าง
รวดเร็ว และลัทธิ market fundamentalism ก็ยังเป็นดุจดัง
‘ทฤษฎีศักดิ์สิทธิ์’ ที่อาจารย์ส่วนใหญ่พร่ำ�สอนในห้อง The
New Paradigm for Financial Markets เป็นหนังสือดีที่
อ่านสนุกและเปิดมุมมองใหม่ๆ สําหรับทุกคนที่อยากรู้ว่า
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 164
โลกแห่งความจริงกับโลกแห่งทฤษฎีของภาคการเงินนั้น
แตกต่างกันอย่างไรบ้าง จากมุมมองของหนึ่งในนักการเงิน
ที่ โ ด่ ง ดั ง ที่ สุ ด ในโลก หนั ง สื อ เล่ ม นี้ อ าจอ่ า นยากอยู่ บ้ า ง
สําหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับศัพท์การเงินหรือเศรษฐศาสตร์
แต่ผู้เขียนคิดว่าเนื้อหาในเล่มนี้จะคุ้มค่ากับความพยายาม
ทุกประการ.

หมายเหตุ: ถ้าใครอยากอ่านหนังสือแนวนี้ที่เป็น ‘วิชาการ’ มากกว่า


อธิบายปัจจัยที่ส่งผลต่อความผันผวนของตลาดการเงินอย่างเข้าใจ
ง่าย และอธิบายว่า ‘ความไร้เหตุผล’ ของนักลงทุนในความเป็นจริง
ขัดแย้งกับสมมติฐานของเศรษฐศาสตร์การเงินกระแสหลักอย่างไร
บ้าง ผู้เขียนขอแนะนําหนังสือเรื่อง Irrational Exuberance โดย
โรเบิร์ต ชิลเลอร์ (Robert Shiller)
สฤณี อาชวานันทกุล :: 165
031
Isaac Newton

James Gleick

หลังจากที่ได้แนะนําหนังสือ ‘เศรษฐศาสตร์แนวป๊อป’ ที่อ่าน


สนุ ก อย่ า ง The Undercover Economist โดย ทิ ม
ฮาร์ฟอร์ดไปแล้ว ผู้เขียนก็อยากเริ่มแนะนําหนังสือ ‘วิทยา-
ศาสตร์แนวป๊อป’ ที่อ่านสนุกไม่แพ้กันบ้าง ประเดิมด้วย
Isaac Newton โดย เจมส์ กลีก (James Gleick) นักเขียน
สารคดีวิทยาศาสตร์ผู้โด่งดังจาก Chaos หนังสือที่ ‘ย่อย’
เรื่องยากๆ อย่างทฤษฎีความอลวน (chaos theory) ให้
เป็นภาษาที่ไม่เพียงแต่แปลงวิทยาศาสตร์ให้เป็นเรื่องเข้าใจ
ง่ายเท่านั้น แต่ยังสนุกน่าติดตามจนจบเล่ม (และทําให้คน
เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า วลี “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว”
นั้น เป็นจริงดังว่าหรือไม่)

วิชา 50 เล่มเกวียน :: 166


Isaac Newton เป็ น หนั ง สื อ ชี ว ประวั ติ นั ก วิ ท ยา
ศาสตร์ ค นที่ ส องของกลี ก หลั ง จากที่ เ ขาออก Genius
หนังสือชีวประวัติ ริชาร์ด ฟาย์นแมน นักควอนตัมฟิสิกส์
อั จ ฉริ ย ะผู้ มี ชี วิ ต เปี่ ย มสี สั น ที่ สุ ด คนหนึ่ ง ในแวดวง
วิทยาศาสตร์ยุคศตวรรษที่ยี่สิบ แต่ในขณะที่ Genius เป็น
หนังสือค่อนข้างหนาที่อธิบายชีวิตและงานของฟาย์นแมน
อย่างละเอียดและอัดแน่นไปด้วยข้อมูล ในการถ่ายทอดชีวิต
ของ ไอแซค นิวตัน นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ผู้เกิดก่อน
ฟาย์นแมนเกือบสามร้อยปี กลีกกลับเปลี่ยนสไตล์การเขียน
ของเขาให้ลื่นไหลกว่าเล่มก่อนๆ ด้วยภาษาที่สละสลวยและ
เข้าจังหวะดุจวรรณกรรมชั้นดี ซึ่งเป็นเรื่องน่าทึ่งไม่น้อย
เพราะในเนื้อที่ไม่ถึงสองร้อยหน้า Isaac Newton เต็มไป
ด้วยข้อมูลและเกร็ดเกี่ยวกับชีวิตของนักวิทยาศาสตร์เอกที่
กลีกสืบเสาะและนํามาย่อย สังเคราะห์ และเรียบเรียงใหม่
ให้อ่านสนุกจนวางไม่ลง
เนื่องจากนิวตันไม่มีชีวิตส่วนตัวอะไรให้เราติดตาม
มากนัก (กลีกถ่ายทอดคําพูดของวอลแตร์ นักเขียนชาว
ฝรั่งเศสที่เคยพูดถึงนิวตันว่า “ตลอดชีวิตที่ยืนยาวเขาไม่มี
ทั้งความเร่าร้อนหรือจุดอ่อน เขาไม่เคยย่างกรายเข้าใกล้
สตรีใดเลย”) กลีกจึงพุ่งความสนใจไปที่งานของเขาเป็นหลัก
ซึ่งสมัยก่อนถูกจัดว่าเป็น ‘ปรัชญา’ ไม่ใช่ ‘วิทยาศาสตร์’
เช่นในปัจจุบัน แต่งานของอัจฉริยะเพียงคนเดียวก็เพียงพอ
ให้เขียนหนังสือหนาหนักได้หลายเล่ม เพราะนิวตันไม่เพียง
สฤณี อาชวานันทกุล :: 167
แต่ค้นพบแรงโน้มถ่วง แต่ยังค้นพบกฎสามข้อของฟิสิกส์
และประดิษฐ์คณิตศาสตร์แขนงใหม่ซึ่งปัจจุบันเป็นที่รู้จักใน
ชื่อ แคลคูลัส

คนยุคนี้อาจรู้จักนิวตันในฐานะบิดาแห่งแรงโน้ม-
ถ่ ว งที่ ค้ น พบมั น หลั ง จากที่ แ อปเปิ ล ตกใส่ หั ว กลี ก เล่ า ใน
หนั ง สื อ เล่ ม นี้ อ ย่ า งสนุ ก สนานว่ า ตํ า นานนี้ มี ข้ อ บกพร่ อ ง
หลายประการ โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าเหตุการณ์นี้ไม่น่าจะ
เกิดขึ้นจริง กลีกบอกเราว่า “นิวตันไม่ต้องใช้แอปเปิลเตือน
ความจํ า ของเขาว่ า สิ่ ง ของต่ า งๆ ตกลงสู่ พื้ น ดิ น ” เพราะ
กาลิเลโอเพิ่งแสดงข้อเท็จจริงนี้ให้เห็นก่อนหน้านั้นไม่นาน
กลีกย้ำ�ว่า ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นของตํานานนี้คือ มัน ‘ยุบ’
การศึ ก ษาการเคลื่ อ นไหวของสิ่ ง ต่ า งๆ ที่ นิ ว ตั น ใช้ เ วลา
ศึกษาตลอดชั่วชีวิตของเขา ลงในชั่วขณะ “ฉันคิดออกแล้ว!”
เพียงเสี้ยววินาทีที่ตํานานบอกว่า อยู่ดีๆ เขาก็เปลี่ยนวิธี
มองโลกอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
ถ้าตํานานนี้ฟังดูไม่น่าเชื่อถือและไม่บอกอะไรเรา
เลยเกี่ยวกับวิธีคิดและวิธีทํางานที่แท้จริงของนิวตัน คุณก็
อาจยกโทษให้คนโบราณที่แต่งตํานานหลอกเราได้เมื่ออ่าน
หนังสือเล่มนี้จบลง เพราะกลีกอธิบายให้เข้าใจอย่างแจ่มชัด
ว่าไอแซค นิวตันไม่เพียงแต่เป็นอัจฉริยะบันลือโลกเท่านั้น
แต่เขายังเป็นคนแปลกที่ชอบเก็บตัวเงียบอยู่กับบ้าน เห็น
แก่ตัวและไร้ความสามารถในการเข้าสังคมพอๆ กับที่เขา
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 168
ฉลาดปราดเปรื่อง กลีกอธิบายกฎทางฟิสิกส์ที่นิวตันค้นพบ
ได้ อ ย่ า งเข้ า ใจง่ า ยและน่ า ติ ด ตาม สมกั บ ที่ เ ป็ น นั ก เขี ย น
สารคดีวิทยาศาสตร์มือหนึ่ง (อย่างน้อยก็ในความเห็นของผู้
เขียน) และยังอธิบายสภาพสังคมในสมัยนั้นให้เราเห็นภาพ
อย่างน่าทึ่งว่า ช่วงเวลาที่นิวตันมีชีวิตอยู่นั้น (1643-1727)
เป็นช่วงเวลาแห่งการปฏิวัติครั้งยิ่งใหญ่ของวงการวิทยา-
ศาสตร์ จากวงการที่ตั้งอยู่บนการกล่าวอ้างแบบโคมลอย
ไปสู่วงการที่เรียกร้องหลักฐานและการตรวจทานจากเพื่อน
นักวิทยาศาสตร์ด้วยกันเพื่อยืนยันว่าทฤษฎีใช้การได้จริง
หรือไม่
กลี ก บอกว่ า นิ ว ตั น อาจเป็ น นั ก วิ ท ยาศาสตร์ ส มั ย
ใหม่คนแรกในแง่ที่เ ขาเข้มงวดเคร่งครัดกับกระบวนการ
ค้นหาและยืนยันความจริง และวิเคราะห์อะไรต่างๆ อย่าง
ละเอียดและเป็นระบบ แต่ในขณะเดียวกัน กลีกก็ชี้ให้เห็น
ความขัดแย้งในตัวเอง เพราะนอกจากเขาจะเป็นนักวิทยา-
ศาสตร์แล้วนิวตันยังเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุตัวยงผู้อ้างว่า
มองเห็นวิญญาณในสสารต่างๆ ที่ไร้ชีวิต เชื่อว่าสารเคมี
หายใจและตายได้ นอกจากนี้ นิ ว ตั น ยั ง เป็ น ชาวคริ ส ต์
ผู้เคร่งครัด เขาตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะทําให้ศาสนามีความ
เที่ ย งตรงระดั บ เดี ย วกั บ ที่ เ ขาทํ า ให้ วิ ท ยาศาสตร์ มี ค วาม
เที่ยงตรง เช่น ด้วยการตั้งคําถามว่าความเชื่อในพระบิดา
พระบุตร และพระจิตนั้นอธิบายได้ด้วยตรรกะทางวิทยา-
ศาสตร์หรือไม่
สฤณี อาชวานันทกุล :: 169
ต้ อ งชื่ น ชมความพยายามของกลี ก ที่ ส ามารถ
ถ่ายทอดความหมกมุ่นและ ‘การครุ่นคิดคนเดียวอย่างเดียว
ดาย’ ทั้งมวลของนิวตันออกมาเป็นหนังสือเล่มกะทัดรัดที่ผู้
เขียนอ่านรวดเดียวจบ หนังสือเล่มเล็กๆ เพียงเล่มเดียว
อาจไม่ทําให้คนอ่านเข้าใจว่าแรงผลักดันของนิวตันคืออะไร
และเขาค้นพบกฎอันยิ่งใหญ่ในธรรมชาติด้วยวิธีใดกันแน่
แต่อย่างน้อยผู้เขียนเชื่อว่า Isaac Newton ก็เป็นจุดเริ่มต้น
ที่ยอดเยี่ยมสําหรับใครก็ตามที่อยากทําความรู้จักกับ ‘คน’
ที่อยู่เบื้องหลังกฎวิทยาศาสตร์อมตะที่นักเรียนทุกคนต้อง
เรียน
ไม่ว่าท่านจะเป็นนักวิทยาศาสตร์อาชีพ หรือคน
ทั่วไปที่เอาสมการฟิสิกส์คืนครูไปหมดแล้ว (เหลือแต่เรื่อง
แอปเปิลหล่นตกค้างอยู่ในหัว) ผู้เขียนเชื่อว่าท่านจะได้รับ
ทั้งสาระ ความบันเทิง และความเข้าใจใน ‘ความเป็นมนุษย์’
ของนักวิทยาศาสตร์จาก Isaac Newton หนังสือสารคดี
วิทยาศาสตร์ยอดเยี่ยมที่เขียนดีกว่านิยายหลายเรื่อง.

หมายเหตุ: หนังสือแนวคล้ายกันอีกเล่มที่ผู้เขียนอยากแนะนําคือเรื่อง
Einstein’s Dreams โดยนักฟิสิกส์-นักเขียนนาม อลัน ไลท์แมน (Alan
Lightman) ซึ่ ง ได้ รั บ การแปลเป็ น ภาษาไทยแล้ ว ในชื่ อ “ความฝั น ของ
ไอน์สไตน์” สํานวนแปลของ ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ สํานักพิมพ์มติชนจัด
พิมพ์ นอกจากนี้ หนังสือเล่มอื่นๆ ของกลีกก็สนุกไม่แพ้กัน โดยเฉพาะ
Chaos และ Genius ที่กล่าวถึงไปแล้ว และ Faster: The Acceleration of
Just About Everything หนังสือที่ออกหลัง Isaac Newton
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 170
สฤณี อาชวานันทกุล :: 171
032
The Gridlock Economy

Michael Heller

ปัจจุบันคงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ความสับสนอลหม่านของ
“โลกแบน” ยุคโลกาภิวัตน์ได้ขับเน้นปัญหาทุกอย่างให้ทวี
ความรุนแรงและคาดการณ์ได้ยากกว่าทุกยุคที่ผ่านมา โดย
เฉพาะในโลกการเงินของอเมริกาซึ่งหมุนเร็วกว่าโลกจริง
หลายเท่า เต็มไปด้วยนักการเงินเห็นแก่ตัว มักง่าย และ
สายตาสั้น ผู้ฉวยโอกาสจากการปล่อยปละละเลยของภาค-
รัฐ หลอกลวงลูกหนี้ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์และกอบโกยกําไร
มหาศาลอย่ า งไม่ รั บ ผิ ด ชอบ จนนํ า ไปสู่ วิ ก ฤตการเงิ น ปี
2008 ที่เลวร้ายที่สุดในรอบเจ็ดสิบปีที่ผ่านมา
ผู้เขียนคิดว่าวิกฤตการเงินครั้งล่าสุดนี้น่าจะกระตุ้น
ให้ทุกคนหันกลับมาคิดกันใหม่ให้รอบคอบว่า ‘ตลาดเสรี’ ที่
ดู แ ลตั ว เองได้ โ ดยไม่ ต้ อ งให้ รั ฐ แทรกแซง ปรั บ ตั ว เข้ า สู่
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 172
ดุลยภาพได้อย่างรวดเร็ว และจัดสรรทรัพยากรได้อย่างมี
ประสิทธิภาพสูงสุดนั้น เคยมีอยู่จริงหรือแม้แต่เป็นไปได้จริง
หรือไม่ หรือว่าไอเดียนี้เป็นเพียงมายาคติที่ถูกใช้เป็นข้อ
อ้างโดยนักเสรีนิยมใหม่เพื่อสร้างความชอบธรรมที่จะดํารง
ภาวะไม่เป็นธรรมในตลาด ภาวะที่เอกชนได้ประโยชน์ไป
เต็มๆ เวลามีกําไร แต่ภาครัฐ (และประชาชนผู้เสียภาษี)
ต้องเป็นผู้รับภาระเวลาขาดทุน
เมื่อคํานึงว่าตอนนี้เราได้เห็นผลดีและผลเสียของ
ทั้งสอง ‘ขั้ว’ แล้ว นั่นคือ การปล่อยปละละเลยให้ตลาดเสรี
ดูแลตัวเอง กับการควบคุมอย่างเคร่งครัดเกินไป (over-
regulation) ดั ง ที่ เ คยเกิ ด ขึ้ น หลายครั้ ง ในประวั ติ ศ าสตร์
ทุนนิยม ตอนนี้เราก็น่าจะหา ‘ทางสายกลาง’ ที่ไม่ตึงเกินไป
หรือหย่อนเกินไปได้ง่ายกว่าเดิม
ในบรรดาหนั ง สื อ ที่ จ ะช่ ว ยให้ เ ราหา “ทางสาย
กลาง” ในระบอบทุนนิยมเจอ ผู้เขียนคิดว่าหนังสือชั้นยอด
เรื่อง The Gridlock Economy โดยอดีตนักเศรษฐศาสตร์
ประจําธนาคารโลก ไมเคิล เฮลเลอร์ (Michael Heller) เป็น
หนึ่งในหนังสือน้อยเล่มที่จะเปิดหูเปิดตาให้เราได้มองเห็น
ลักษณะใหม่ๆ ของเศรษฐกิจสมัยใหม่ที่ทฤษฎีกระแสหลัก
ยั ง ตามไม่ ทั น และผู้ เ ขี ย นเชื่ อ ว่ า แนวคิ ด และข้ อ เสนอใน
หนังสือเล่มนี้จะส่งอิทธิพลต่อการดําเนินนโยบายเศรษฐกิจ
ไปอีกอย่างน้อยหนึ่งชั่วอายุคนเลยทีเดียว

สฤณี อาชวานันทกุล :: 173


เพราะในขณะที่แทบทุกคนรู้แล้วว่ากรรมสิทธิ์ส่วน
บุคคลเป็นปัจจัยที่สําคัญต่อความสําเร็จของระบอบทุนนิยม
อย่างไร ไมเคิล เฮลเลอร์ชี้ให้เราเห็นอย่างชัดเจนใน The
Gridlock Economy ว่า ถึงแม้กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลจะช่วย
แก้ปัญหา ‘โศกนาฏกรรมของสาธารณสมบัติ’ (tragedy of
the commons หมายถึงปัญหาที่คนมักไม่อยากดูแลอะไร
ก็ตามที่ตัวเองไม่ได้เป็นเจ้าของ) ได้ การแบ่งทรัพยากรทุก
อย่างให้มี ‘เจ้าของ’ มากเกินไปก็ก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคม
ส่วนรวมเช่นกัน เฮลเลอร์คิดค้นคําศัพท์ใหม่ๆ หลายคําเพื่อ
อธิบายภาวะ ‘สุดขั้ว’ ของกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล เช่น คําว่า
‘anti-commons’ (ซึ่งอาจแปลเป็นไทยอย่างหยาบๆ ได้ว่า
‘อสาธารณสมบัติ’)
ประเด็ น หลั กที่ เ ฮลเลอร์อ ธิ บายอย่างชัดเจนและ
อ่านสนุกในหนังสือเล่มนี้คือ ปัญหา ‘โศกนาฏกรรมของ
อสาธารณสมบัติ’ (tragedy of the anti-commons) ซึ่งเกิด
ขึ้นเมื่อคนมีกรรมสิทธิ์มีจํานวนมากและพยายามแสวงหา
ประโยชน์จากความเป็นเจ้าของอย่างเห็นแก่ตัวสุดขีดนั้น
บ่อยครั้งเป็นปัญหาที่ส่งผลเสียร้ายแรงยิ่งกว่าปัญหาตรง
ข้ า ม (ไม่ มี ใ ครดู แ ลสาธารณสมบั ติ เ พราะไม่ มี ใ ครเป็ น
เจ้าของ) เฮลเลอร์ยกตัวอย่างมากมายของปัญหานี้ที่เกิด
ขึ้ น ในหลากหลายวงการ เช่ น ศิ ล ปะ ยารั ก ษาโรค
โทรคมนาคม และอสังหาริมทรัพย์ เช่น สุดยอดภาพยนตร์
สารคดี ‘ถ่ายเองที่บ้าน’ เรื่อง Tarnation ที่ใช้ค่าถ่ายทํา
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 174
เพียง 218 ดอลลาร์ จากกระเป๋าของผู้กํากับ ลงท้ายต้องหา
เงินอีก 230,000 ดอลลาร์ เพื่อจ่ายค่าลิขสิทธิ์ดนตรีที่ได้ยิน
ในภาพยนตร์ ก่ อ นที่ จ ะได้ รั บ อนุ ญ าตให้ เ ผยแพร่ หรื อ ยา
ใหม่ๆ ที่บริษัทยาไม่นําออกมาวางตลาดเพราะต้องใช้เงิน
และพลั ง งานมากเกิ น ไปในการตามล่ า หาผู้ ถื อ สิ ท ธิ บั ต ร
ทุกรายที่เกี่ยวข้องเพื่อกําจัดความเสี่ยงที่จะถูกฟ้อง (สาเหตุ
ข้อหนึ่งของปัญหาคือ ปัจจุบันรัฐบาลหลายประเทศอนุญาต
ให้จดสิทธิบัตรพันธุกรรมและกระบวนการเกี่ยวเนื่องต่างๆ
ทางชีววิทยา ทั้งๆ ที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ มนุษย์เพียงแต่
เป็น ผู้ค้นพบเท่านั้น) มีกลุ่มผลประโยชน์มากเกินไปที่มี
อํ า นาจยั บ ยั้ ง ไม่ ใ ห้ รั ฐ พั ฒ นาโครงสร้ า งสาธารณู ป โภคที่
สังคมส่วนรวมจะได้ประโยชน์ เช่น เจ้าของที่ดินบริเวณที่จะ
ทํ า โครงการโรงไฟฟ้ า พลั ง ลม ส่ ว นในด้ า นโทรคมนาคม
เฮลเลอร์ ก็ อ ธิ บ ายให้ เ ห็ น ภาพว่ า ปั ญ หา anti-commons
ทํ า ให้ รั ฐ บาลอเมริ กั น จั ด สรรคลื่ น ความถี่ ใ นทางที่ ไ ร้
ประสิทธิภาพกว่าญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้อย่างไรบ้าง
เฮลเลอร์อธิบายว่า บางครั้งวิธีจัดการกับปัญหา
การกอดกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลอย่างสุดขั้วจนเป็นผลเสียต่อ
ส่วนรวม คือการใช้กฎหมายตีความและกําหนดขอบเขต
ของกรรมสิทธิ์เสียใหม่เพื่อให้สังคมได้ประโยชน์จากนวัต-
กรรมใหม่ๆ เช่น ถ้ารัฐไม่ออกกฎหมาย Air Commerce
Act ปี 1926 ซึ่งกําหนดขอบเขตกรรมสิทธิ์ในอากาศเหนือ
หัวที่ดินไว้ที่ 1,000 ฟุตในเวลากลางคืนและ 500 ฟุตใน
สฤณี อาชวานันทกุล :: 175
เวลากลางวั น ป่ า นนี้ อ เมริ ก าก็ อ าจไม่ มี ก ารโดยสารทาง
เครื่องบินเพราะเจ้าของที่ดินจํานวนนับไม่ถ้วนจะไม่ยอมให้
เครื่องบินบินผ่านเหนือบ้านของตัวเองถ้าไม่จ่ายค่าผ่านทาง
มาก่อน ซึ่งนอกจากจะแทบเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติแล้ว
ยั ง น่ า จะทํ า ให้ ต้ น ทุ น ของสายการบิ น สู ง จนไม่ คุ้ ม ที่ จ ะทํ า
ธุรกิจนี้เลยตั้งแต่แรก
เฮลเลอร์ เ ล่ า ประวั ติ ศ าสตร์ ข องปั ญ หา anti-
commons อย่างสนุกสนาน ตั้งแต่ยุคกลางที่ขุนนางเจ้าของ
ปราสาทริมแม่น้ำ�ไรน์หลายสิบแห่งตั้งป้อมเก็บค่าผ่านทาง
จากเรื อ ขนสิ น ค้ า ที่ ล่ อ งผ่ า นหน้ า ปราสาทของตน ทํ า ให้
พ่อค้ามีต้นทุนสูงจนตัดสินใจเลิกใช้แม่น้ำ�สายนี้ หันไปใช้
เส้นทางอื่นในการคมนาคมแทน นอกจากเขาจะอธิบาย
ปัญหาได้อย่างชัดเจนและน่าติดตาม (ยกเว้นบทที่อธิบาย
ปัญหาคลื่นความถี่ในวงการโทรคมนาคม ซึ่งอาจอ่านยาก
เล็กน้อย สําหรับใครที่ไม่คุ้นเคยศัพท์เทคนิคเลย) เฮลเลอร์
ยั ง อธิ บ ายทางแก้ ปั ญ หาและวิ ธี บ ริ ห ารจั ด การทรั พ ย์ สิ น
มากมายหลายวิธี ทําลายมายาคติที่ว่าสิ่งต่างๆ ในโลกต้อง
เป็น “สาธารณสมบัติ 100 เปอร์เซ็นต์” หรือไม่ก็ “กรรมสิทธิ์
ส่วนบุคคล 100 เปอร์เซ็นต์” ได้อย่างน่ายินดีและน่าตื่นเต้น
โดยเฉพาะในเมื่อแนวคิดหลายเรื่องในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเป็น
ฐานคิดทางเศรษฐศาสตร์และกฎหมาย สามารถนําไปปรับ
ใช้ ต่อยอดได้อย่างสอดคล้องและกลมกลืนกับแนวคิดเรื่อง
‘สิ ท ธิ ชุ ม ชน’ (การให้ ค นในชุ ม ชนร่ ว มกั น บริ ห ารจั ด การ
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 176
ทรัพยากร) ที่นักมานุษยวิทยาหลายท่านได้ศึกษาอย่าง
ละเอียดมาแล้วเป็นเวลาหลายสิบปี รวมทั้งในประเทศไทย
ด้วย (โดยเฉพาะงานของ ศ. ดร. อานันท์ กาญจนพันธ์ุ)
โลกเรามีหนังสือเศรษฐศาสตร์น้อยเล่มที่นําเสนอ
ประเด็น ‘ใหม่’ ที่เป็นจริงแต่ไม่ฉาบฉวย เข้าใจง่าย และอ่าน
สนุก ผู้เขียนคิดว่า The Gridlock Economy ไม่เพียงแต่เข้า
ข่ายนี้เท่านั้น แต่ยังเป็นหนังสือเล่มสําคัญที่กําลังช่วยขยาย
พรมแดนความรู้ความเข้าใจของนักเศรษฐศาสตร์ และแผ้ว
ถางทางให้เรามองเห็น ‘ทางสายกลาง’ ในระบอบทุนนิยม
ได้ดีกว่าที่แล้วมา.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 177


033
The End of Food

Paul Roberts

นับวันเราก็ยิ่งมีพยานหลักฐานมากขึ้นเรื่อยๆ ที่บ่งชี้ว่าโลก
ได้เคลื่อนเข้าสู่ยุคที่ธรรมชาติอาจจะไม่สามารถรองรับความ
ต้ อ งการของมนุ ษ ย์ ไ ด้ อี ก ต่ อ ไป โดยเฉพาะเมื่ อ คํ า นึ ง ถึ ง
การเติ บ โตทางเศรษฐกิ จ ของประเทศ ‘มหาอํ า นาจใหม่ ’
ประชากรหลายร้อยล้านคนอย่างจีน อินเดีย และบราซิล
ข้อมูลหลักฐานเหล่านี้บ่งบอกว่า อารยธรรมมนุษย์
อาจถึ ง กาลล่ ม สลายในเวลาอี ก ไม่ ถึ ง หนึ่ ง ชั่ ว อายุ ค นหาก
มนุษย์ไม่ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์และวิธีทําธุรกิจเสียใหม่
จากหน้ามือเป็นหลังมือ ในวงการที่ตั้งอยู่บน ‘ขีดจํากัดทาง
ทรัพยากรธรรมชาติ’ ที่ไม่มีทางข้ามพ้นได้ เช่น พลังงาน
และอาหาร และขีดจํากัดเหล่านี้ก็กําลังปรากฏชัดเจนขึ้น
เรื่อยๆ
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 178
พอล โรเบิร์ต (Paul Roberts) นักเขียนผู้โด่งดัง
จากหนังสือเรื่อง The End of Oil ตีพิมพ์ในปี 2005 ซึ่ง
อธิบายจุดจบของยุคน้ำ�มันราคาถูก เขียนอธิบายจุดจบของ
อาหารที่เราคุ้นเคยในหนังสือที่น่าตกใจยิ่งกว่าชื่อ The End
of Food
โรเบิ ร์ ต นํ า ผลการศึ ก ษาวิ จั ย มากมายจากหลาก
หลายสาขาวิ ช ามาร้ อ ยเรี ย งเป็ น เรื่ อ งราวที่ อ่ า นสนุ ก แต่
น่าตระหนกตกใจเกี่ยวกับความล้มเหลวของระบบอาหาร
ในปัจจุบัน ประเด็นหลักที่โรเบิร์ตพิสูจน์ให้เห็นในหนังสือ
เล่มนี้คือ ระบบการผลิต การตลาด และขนส่งอาหารที่เรา
รับประทานในปัจจุบันกําลังเดินผิดจังหวะขึ้นเรื่อยๆ กับ
ผู้บริโภคหลายพันล้านคนบนโลกที่มันรับใช้
ถึงแม้ว่ามันจะชื่อ The End of Food หนังสือเล่มนี้
ก็ ไ ม่ ไ ด้ บ อกว่ า มนุ ษ ย์ จ ะถึ ง วั น ที่ ไ ม่ มี อ าหารรั บ ประทาน
และก็ไม่ได้เน้นที่ประเด็นว่าอาหารจะกลายเป็น ‘ของเทียม’
ที่ไร้รสชาติ จืดชืด และไร้คุณค่าทางโภชนาการ ถึงแม้ว่ามัน
ก็เป็นประเด็นหนึ่งในหนังสือเช่นเดียวกัน แต่ขอบเขตของ
โรเบิ ร์ ต กว้ า งกว่ า นั้ น มาก เขาวาดภาพให้ เ ราเห็ น อย่ า ง
ชัดเจนถึง ‘ข่าวร้าย’ ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาหาร ตั้งแต่
ไวรัสในไก่ แบคทีเรียในผักโขม อุตสาหกรรมอาหารที่นํา
ระบบสายพานมาใช้อย่างผิดที่ผิดทางและผิดกาลเทศะขึ้น
เรื่อยๆ ตลอดจนปัญหาต่างๆ นานาที่กําลังกดดันให้มนุษย์
เปลี่ยนวิธีการผลิตอาหารอย่างเร่งด่วน ตั้งแต่ปัญหาโลก
สฤณี อาชวานันทกุล :: 179
ร้อน ภัยแล้งที่รุนแรงกว่าเดิม ราคาปุ๋ยที่พุ่งสูงขึ้นมาก ไป
จนถึงราคาน้ำ�มันที่ปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ โรเบิร์ตตั้งคําถาม
ว่า ถ้าน้ำ�มันราคา 200 เหรียญต่อบาร์เรล จะส่งผลกระทบ
ต่ออุตสาหกรรมเกษตรอย่างไรบ้าง? เขาสรุปว่าอุตสาห-
กรรมการผลิตอาหารและน้ำ�มันปัจจุบันเชื่อมโยงกันอย่าง
แนบแน่นเสียจนถ้าน้ำ�มันพุ่งเลยจุดสูงสุดของอุปทานในโลก
ไปแล้ว (peak oil) ซึ่งแปลว่าหลังจากนั้นอุปทานจะมีแต่ลด
ลงและราคาพุ่งสูงขึ้น อาจส่งผลให้ประชากรโลกลดลงหลาย
พันล้านคนในเวลาเพียงสองทศวรรษเท่านั้น โรเบิร์ตบอกว่า
ภาวะความอดอยากกว้างขวางที่กําลังคร่าชีวิตคนหลาย
ล้านคนในแอฟริกานั้น มิได้เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในทวีป
อื่นๆ แต่อย่างใด

นอกจาก The End of Food จะอธิบายปัญหาและ


ความท้าทายต่างๆ ในอุตสาหกรรมอาหารปัจจุบันได้อย่าง
เห็นภาพแล้ว ยังอธิบายความเสี่ยงและปัญหาเกี่ยวกับวิธี
ผลิตอาหาร ‘ทางเลือก’ ที่อาจดูเหมือนเป็น ‘ทางออก’ ใน
ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น ‘กระแสทางเลือก’ ที่กดดันให้เปลี่ยน
ระดั บ การผลิ ต อาหารจากระดั บ โลกไปสู่ ร ะดั บ ภู มิ ภ าค
‘คลายความเป็นอุตสาหกรรม’ (de-industrialization) ของ
อาหาร และแฟชั่นการทําการเกษตรในสวนหลังบ้านและ
ระเบียงที่กําลังแพร่หลายในโลกตะวันตก ไปจนถึงการใช้
เทคโนโลยี ใ หม่ ๆ เช่ น การเกษตรน้ำ � ลึ ก (deep water
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 180
aquaculture) และอาหารทะเลตัดต่อพันธุกรรม (trans-
genic seafood) โรเบิร์ตอธิบายว่าเหตุใดแนวทางเหล่านี้จึง
กําลัง ‘รอคอยวิกฤตที่กําลังจะเกิด’ เท่านั้นเอง
The End of Food เริ่มต้นที่ปัญหาอาหารในอูกัน-
ดาและจบลงที่ ก ารตั ด ไม้ ทํ า ลายป่ า อย่ า งมโหฬาร การ
ระบาดของโรคไข้หวัดนกไปสู่คน และการอดอยากหิวโหย
ในระดับโลก โรเบิร์ตสรุปทางออกจากวิกฤตที่เขาคาดว่า
กําลังจะมาถึง แต่ก็ชัดเจนว่าเขาไม่คิดว่าโลก โดยเฉพาะ
รัฐบาลและบริษัทอุตสาหกรรมอาหาร จะยอมทําสิ่งที่จําเป็น
ต้องทําจนกว่าจะสายเกินแก้ ซึ่งนั่นแปลว่าในหลายแง่มุม
วิ ก ฤตอาหารที่ โ รเบิ ร์ ต อธิ บ ายนั้ น ฟั ง ดู น่ า ตระหนกและ
อันตรายกว่าวิกฤตโลกร้อนเสียด้วยซ้ำ�ไป เพราะอย่างน้อย
วิกฤตโลกร้อนก็เป็นที่ยอมรับกันในระดับโลกแล้วว่าเป็น
อันตรายและกลไกต่างๆ ในการแก้ไขหรือบรรเทาปัญหาก็
กําลังได้รับการทดสอบและใช้จริง
ข้อมูลที่อัดแน่นและภาษาที่สละสลวยทําให้ The
End of Food เป็นหนังสือชั้นยอดที่ผู้เขียนคิดว่าคนทั่วไป
โดยเฉพาะใครก็ตามที่สนใจเรื่องการเกษตรหรืออาหาร ควร
มีเก็บไว้บนหิ้ง จากมุมมองของเศรษฐศาสตร์ The End of
Food นําเสนอพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถืออีกครั้งหนึ่ง ถึง
อี ก หนึ่ ง แวดวงที่ ร ะบบตลาดมี ค วาม ‘ไม่ ส มบู ร ณ์ ’ และ
ลักษณะ ‘สายตาสั้น’ เป็นธรรมชาติในตัวมันเอง และดังนั้น
จึงจําเป็นที่รัฐบาลจะต้องมีบทบาทสําคัญในการกํากับดูแล
สฤณี อาชวานันทกุล :: 181
โรเบิร์ตเสนอว่า รัฐบาลไม่สามารถ ‘ปิด’ ประเทศหรือเลือก
ดําเนินนโยบายคุ้มครองธุรกิจและเกษตรกรในประเทศได้
เพราะประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นตัวอย่างมากมายว่ามัน
ล้มเหลวเพียงใด แต่ในขณะเดียวกัน การปล่อยให้ผู้เล่น
เอกชนในตลาดอาหาร ‘ดูแลกันเอง’ ก็แปลว่าประเทศยักษ์
ใหญ่ที่ค่อนข้างร่ำ�รวยและมีประชากรมหาศาลอย่างจีนก็จะ
กวาดอาหารออกจากโต๊ะของคนที่เหลืออีกครึ่งโลก และ
ด้วยเหตุนี้ การแสวงหา ‘ทางสายกลาง’ ในแวดวงอาหารจึง
จําเป็นและเร่งด่วนอย่างยิ่ง.

วิชา 50 เล่มเกวียน :: 182


สฤณี อาชวานันทกุล :: 183
034
The Nine
Jeffrey Toobin

ในภาวะที่สังคมการเมืองไทยยังข้ามไม่พ้นภาวะ ‘แบ่งฝ่าย’
อย่างรุนแรงระหว่างสองขั้วตรงข้ามที่เดินออกห่างจากกัน
เรื่อยๆ ด้วยตัณหา ทิฐิ และมานะที่ฝังรากลึกจนคนที่ ‘เลือก
ข้าง’ ไปแล้วไม่แยแสที่จะค้นหาข้อเท็จจริงในประเด็นต่างๆ
อย่างครบถ้วนรอบด้าน หรือกระทั่งจะคํานึงถึงหลักการ
อะไรที่ไม่สอดคล้องกับ ‘ธง’ ที่ตัวเองตั้ง
ปรากฏการณ์ ‘ตุลาการภิวัตน์’ ในไทย ที่เราอาจให้
คํ า จํ า กั ด ความสั้ น ๆ ว่ า ภาวะที่ ส ถาบั น ยุ ติ ธ รรมกํ า ลั ง
พิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองแบบ ‘เชิงรุก’ และ
แข็งขันกว่าที่แล้วมา กําลังถูกฝ่ายหนึ่งมองว่า ‘ดี’ อย่างไม่มี
ข้อแม้ เพราะช่วย ‘เอาคนเลวเข้าคุก’ ในขณะที่ฝ่ายตรงข้าม
ก็เพ่งเล็งว่ากระบวนการนี้มี ‘เลว’ มากกว่า ‘ดี’ อย่างน้อยก็
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 184
ในคําตัดสินบางคดีที่สะท้อนว่าสถาบันตุลาการอาจกําลัง
ก้ า วล่ ว งขอบเขตอํ า นาจของตั ว เองไปแทรกแซงฝ่ า ย
นิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร และทําเช่นนั้นตาม ‘ธง’ ทางการ
เมืองของตัวเองหรือของคนอื่นอยู่หรือไม่
ในสถานการณ์ เ ช่ น นี้ ผู้ เ ขี ย นคิ ด ว่ า หนั ง สื อ เรื่ อ ง
The Nine โดย เจฟฟรี ย์ ทู บิ น (Jeffrey Toobin)
นักวิเคราะห์กฎหมายอาวุโสประจําซีเอ็นเอ็นและอดีตผู้ช่วย
อัยการ ซึ่งได้รับการกล่าวขานว่าถ่ายทอดทั้งแนวคิดและ
วิธีทํางานของผู้พิพากษาศาลฎีกาเก้าคนของอเมริกาได้ดี
ที่สุดเท่าที่เคยมีมา น่าจะเป็นประสบการณ์อ่านอันมีค่าที่
จะทํ า ให้ ค นธรรมดาอย่ า งเราๆ ท่ า นๆ ที่ อ ยู่ น อกแวดวง
กฎหมาย ได้ เ ข้ า ใจมากขึ้ น ว่ า ทั้ ง ตั ว บทกฎหมายและ
สถาบันตุลาการเองนั้น เป็นสถาบันที่มีทั้งความหลากหลาย
ทางความคิดและพลวัตตามยุคสมัยอย่างไรบ้าง (ถึงแม้ว่า
จะเปลี่ยนแปลงอย่างเชื่องช้าเมื่อเทียบกับภาคธุรกิจเสียจน
เราอาจเข้าใจผิดว่าหยุดนิ่งอยู่กับที่)
The Nine อธิบายมุมมองเกี่ยวกับกฎหมายและวิธี
พิจารณาคดีของผู้พิพากษาศาลฎีกาแต่ละคนอย่างชัดเจน
อ่ า นง่ า ย และทํ า ให้ เ ราเข้ า ใจว่ า พรรคการเมื อ งใหญ่ ส อง
พรรคในอเมริกามีมุมมองต่อกฎหมายแตกต่างกันอย่างไร
และสองพรรคที่ว่านั้นคือรีพับลิกัน (ซึ่งชูธงอนุรักษ์นิยมทาง
สังคม (conservative) เช่น มองว่าการทําแท้งและรักร่วม
เพศเป็นบาป บวกกับแนวคิดเสรีนิยมใหม่ทางเศรษฐกิจ คือ
สฤณี อาชวานันทกุล :: 185
เชื่อว่ารัฐไม่ควรแทรกแซงตลาด) กับเดโมแครต (ซึ่งชูธง
เสรีนิยมทางสังคม (liberal) และเชื่อว่ารัฐควรแทรกแซง
ตลาด) โดย ‘เนื้อแท้’ แล้วแตกต่างกันตรงไหน ประเด็น
อะไรบ้างที่ถือเป็นเรื่อง ‘คอขาดบาดตาย’ ยอมไม่ได้ของทั้ง
สองฝั่ง ทูบินชี้ให้เห็นว่ามุมมองที่แตกต่างกันนั้นบ่อยครั้ง
เป็นเรื่องยากที่จะตีตราอย่างเหมารวมว่า ‘ถูก’ หรือ ‘ผิด’
ยกตัวอย่างเช่น ทูบินอธิบายความขัดแย้งที่เกิดจากการ
‘มองต่ า งมุ ม ’ ระหว่ า งผู้ พิ พ ากษาที่ เ ชื่ อ ว่ า ศาลฎี ก าควร
ตั ด สิ น ตามเจตจํ า นงดั้ ง เดิ ม ของรั ฐ บุ รุ ษ ผู้ ร่ า งรั ฐ ธรรมนู ญ
อเมริกันเป็นหลัก (ค่ายนี้มีชื่อเรียกเฉพาะในวงการตุลาการ
ว่า ‘originalist’ ไม่ใช่ conservative ซึ่งหมายถึงอุดมการณ์
อนุ รั ก ษ์ นิ ย มทางการเมื อ งทั่ ว ไป) กั บ ผู้ พิ พ ากษาค่ า ย
เสรีนิยม (liberal) ที่มองว่าศาลฎีกาควรตัดสินโดยใช้คํา
ตัดสินของศาลฎีกาในคดีก่อนๆ ที่คล้ายคลึงกันเป็นหลัก
(หลักการนี้มีชื่อเป็นภาษาละตินว่า stare decisis ซึ่งแปล
ว่า ‘let the decision stands’)
การ ‘มองต่างมุม’ ในแง่นี้หมายความว่า ผู้พิพาก-
ษาค่าย originalist มักจะต้องการ ‘กลับ’ คําตัดสินต่างๆ
ที่ พ วกเขามองว่ า ตี ค วามรั ฐ ธรรมนู ญ ผิ ด พลาดไปจาก
เจตจํานงดั้งเดิมของผู้ร่าง ซึ่งนั่นก็หมายความว่าผู้พิพาก-
ษาค่ายนี้ไม่เห็นด้วยกับการใช้อํานาจศาลตีความประเด็น
ต่างๆ ที่ไม่เคย ‘เป็นประเด็น’ ในสังคมสมัยที่อเมริกาเริ่มมี
รัฐธรรมนูญเมื่อสองศตวรรษที่แล้ว อาทิเช่น การทําแท้ง
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 186
หรื อ การกํ า หนดโควตาผู้ ด้ อ ยโอกาสในการรั บ สมั ค รนั ก
ศึกษาหรือคนทํางาน (affirmative action) ในทางกลับกัน
ผู้พิพากษาค่าย liberal ยึดมั่นในหลัก stare decisis มาก
กว่าเจตจํานงของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมองว่าศาล
ฎีกาเป็นสถาบันที่ต้องปรับตัวตามสภาพสังคม เศรษฐกิจ
และการเมื อ งที่ เ ปลี่ ย นไปตามกาลเวลา ซึ่ ง ก็ แ ปลว่ า การ
ตีความรัฐธรรมนูญจึงย่อมจะต้องยืดหยุ่นและตอบสนอง
‘กระแสสังคม’ ที่เปลี่ยนไปด้วย ดังนั้นถึงที่สุดแล้ว มุมมอง
ต่อกฎหมายและวิธีพิจารณาคดีของผู้พิพากษาทั้งสองค่าย
นี้จึงสะท้อนอุดมการณ์ทางการเมืองหลักของพรรครีพับลิ-
กันและเดโมแครตได้อย่างน่าทึ่ง
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ประเด็นที่ทูบินแสดงให้เห็น
อย่างชัดเจนและสนุกสนานที่สุดใน The Nine คือ ‘ความ
เป็นมนุษย์’ ของผู้พิพากษาศาลฎีกาแต่ละคน ซึ่งภายใต้เสื้อ
ครุยขรึมขลังบนบัลลังก์ก็ล้วนแต่เป็นผู้มีรัก โลภ โกรธ หลง
อุปนิสัยและรสนิยมส่วนตัว ตลอดจนมุมมองซึ่งอาจจะไม่
สอดคล้องกับอุดมการณ์ของพรรคการเมืองที่เสนอชื่อเขา
หรือเธอเข้ามาก็ได้ ความเป็นตัวของตัวเองของผู้พิพากษา
ดั ง กล่ า วเป็ น เหตุ ผ ลหนึ่ ง ที่ อ ธิ บ ายว่ า เหตุ ใ ดศาลสู ง สุ ด
ในแผ่นดินที่เต็มไปด้วยผู้พิพากษาที่ได้รับการแต่งตั้งจาก
พรรครีพับลิกันเกือบสองทศวรรษเต็ม จึงได้ทําให้นักการ-
เมื อ งพรรคนี้ แ ละผู้ ส นั บ สนุ น แนวคิ ด อนุ รั ก ษ์ นิ ย มผิ ด หวั ง
ตลอดมา The Nine ทําให้คนทั่วไปได้รับรู้ว่า ผู้พิพากษา
สฤณี อาชวานันทกุล :: 187
ศาลสู ง บางคนได้ รั บ อิ ท ธิ พ ลจากแนวคิ ด บางอย่ า งที่ ไ ม่
สามารถจัดว่าเป็น ‘ขวา’ หรือ ‘ซ้าย’ ได้ เช่น วิลเลียม
เรนควิสท์ (William Rehnquist) อดีตประธานศาลฎีกาให้
ความสนใจกั บ การบริ ห ารจั ด การศาลมากกว่ า คนอื่ น
แอนโธนี เคนเนดี (Anthony Kennedy) ให้ความสําคัญ
อย่างยิ่งกับการเดินทางท่องโลก เปิดรับกระแสสังคมในต่าง
แดนและศึกษากฎหมายต่างประเทศ (ซึ่งเป็นปัจจัยสําคัญที่
อธิบายว่าเหตุใดหลายครั้ง เคนเนดีจึงโหวตในทางที่ตรงกัน
ข้ามกับความประสงค์ของพรรครีพับลิกันซึ่งแต่งตั้งเขาเข้า
มา แถมยังชอบอ้างกฎหมายต่างประเทศในการเขียนความ
เห็น ซึ่งย่อมทําให้ค่าย originalist ไม่พอใจอย่างยิ่ง) ทูบิน
อธิบายด้วยว่า แซนดรา โอคอนเนอร์ (Sandra O’Connor)
ซึ่งเป็นผู้พิพากษาที่ ‘กลาง’ ที่สุดในทั้งเก้าคน ตัดสินในทาง
‘อะลุ้มอล่วย’ ที่สะท้อนกระแสสังคมได้ตรงจนน่าทึ่งอย่างไร
บ้าง
ไม่ว่าท่านจะสนใจกฎหมายอย่างผิวเผินเพียงใด
สไตล์ ก ารเล่ า เรื่ อ งที่ เ ต็ ม ไปด้ ว ยเหตุ ก ารณ์ ตื่ น เต้ น ไม่ แ พ้
นิยายชั้นดี (โดยเฉพาะบทที่บรรยายการทํางานของศาล
ฎีกาในคดี Bush v. Gore ซึ่งทําให้จอร์จ บุชได้รับเลือกตั้ง
เป็นประธานาธิบดีในปี 2000) และตัวละครที่มีเอกลักษณ์
เป็ น ตั ว ของตั ว เอง มี ทั้ ง ความเป็ น เทวดาและความเป็ น
มนุษย์ในคราวเดียว ทําให้ The Nine เป็นหนึ่งในหนังสือ
สารคดีที่ดีที่สุดเท่าที่ผู้เขียนเคยอ่านมา ซึ่งนอกจากจะมอบ
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 188
ทั้งสาระและความบันเทิง ยังสอนให้รู้ว่า บางที ‘ความศักดิ์
สิทธิ์’ ของสถาบันที่เรายกย่องว่า ‘สูงส่ง’ อย่างตุลาการนั้น
อาจไม่ ไ ด้ ขึ้ น อยู่ กั บ การรั ก ษากฎหมายอายุ ส องร้ อ ยปี
เท่ากับความพยายามอันละเอียดอ่อนของตุลาการทั้งหลาย
ในการดํารงไว้ซึ่งหลักการพื้นฐาน และในขณะเดียวกันก็ไม่
ปฏิ เ สธการเปลี่ ย นแปลงต่ า งๆ ทางสั ง คม ที่ ทํา ให้ คํ า ว่ า
‘ความยุติธรรม’ เปลี่ยนไปตามยุคสมัยด้วย (เราไม่ควรลืม
ว่ า หลายสิ่ ง หลายอย่ า งที่ ต อนนี้ ถู ก สั ง คมตี ต ราว่ า ‘เลว’
อย่างการค้าทาสหรือมาตรการกีดกันทางผิวนั้น ครั้งหนึ่งก็
เคยเป็นเรื่องถูกกฎหมาย)
ถึงแม้จะอธิบายเหตุการณ์ในอเมริกา The Nine ก็
นําเสนอแง่คิดที่น่าคิดไม่น้อยต่อคนไทยว่า ‘ตุลาการภิวัตน์’
อาจไม่ใช่กระบวนการที่ผิดธรรมชาติแต่อย่างใด หากเป็น
กระบวนการที่เกิดขึ้นเป็นปกติในการทํางานของสถาบัน
ตุลาการ ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า กระบวนการดังกล่าว ‘น่าเชื่อ
ถือ’ มากน้อยเพียงใด ก่อให้เกิดต้นทุนที่มองไม่เห็นที่สังคม
อาจจะต้องจ่ายในระยะยาวหรือไม่.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 189


035
Six Degrees
Mark Lynas

หลังจากที่นักวิทยาศาสตร์เห็นพ้องต้องกันแล้วว่าปัญหา
โลกร้อนเป็นปัญหาระดับโลกที่เราทุกคนควรตระหนักและ
ใส่ ใ จ และรางวั ล โนเบลที่ อั ล กอร์ ได้ รั บ ร่ ว มกั บ คณะ
กรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิ-
อากาศ (IPCC) ในปี 2007 ได้ตอกย้ำ�ความเร่งด่วนของ
ปัญหา นักเขียนสารคดีหลายคนก็พยายามคิดวิธีการใหม่ๆ
ในการนําเสนอประเด็นนี้แบบสร้างสรรค์ เพื่อกระตุ้นให้คน
มองเห็นปัญหาและผลกระทบมากกว่าถ้าจะอธิบายข้อมูล
แบบตรงไปตรงมา
ผู้ เ ขี ย นเคยแนะนํ า หนั ง สื อ เรื่ อ ง The World
Without Us ของ อลัน ไวซ์แมน ไปแล้ว ถึงคราวที่ผู้เขียน
จะแนะนําหนังสือที่อธิบายภาพอนาคตแบบ “จะเกิดอะไร
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 190
ขึ้น ถ้า...?” ได้อย่างสนุกสนานไม่แพ้กัน คือ Six Degrees
โดย มาร์ค ไลนัส (Mark Lynas)
Six Degrees อ่านง่ายและน่าติดตามแต่เคร่งขรึม
กว่า The World Without Us เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของ
อุณหภูมิโลกหกองศา (ซึ่งเป็นระดับที่ IPCC พยากรณ์ว่า
จะเกิดภายในสิ้นศตวรรษนี้ถ้ามนุษย์ยังทําให้โลกร้อนขึ้นใน
อัตราเดียวกันกับปัจจุบัน) มีโอกาสเกิดมากกว่าโลกที่ไม่มี
มนุษย์อาศัยอยู่แล้วในจินตภาพของหนังสือเล่มหลัง และดัง
นั้น Six Degrees จึงน่าจะกระตุ้นให้เราสนใจและเข้าใจผล
กระทบจากภาวะโลกร้อนได้ดีกว่า
ไลนั ส กลั่ น กรองและสั ง เคราะห์ ง านวิ จั ย ทาง
วิทยาศาสตร์หลายพันชิ้นเพื่อนํามาประกอบเป็น ‘ภาพ’ ให้
เราเห็นอย่างชัดเจน ไล่ตามอุณหภูมิที่สูงขึ้น ตั้งแต่หนึ่ง
องศาเซลเซียสในบทที่หนึ่ง ไปจนถึงหกองศาในบทที่หก
Six Degrees อธิบายเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายและแยกแยะ
ประเด็นต่างๆ ที่คนมักจะสับสนออกจากกันอย่างชัดเจน
เช่น ถึงแม้ว่าคนหัวแข็งที่ไม่เชื่อว่าโลกร้อนขึ้นจะได้รับการ
พิสูจน์ว่าคิดถูก เราก็ยังต้องเป็นห่วงเรื่องการปล่อยก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซด์ระดับมโหฬารของมนุษย์ (ซึ่งเป็นข้อ
เท็จจริงที่ไร้ข้อโต้แย้ง) อยู่ดี เพราะมันทําให้ทะเลเป็นกรด
และทะเลที่ เ ป็ น กรดในอี ก ไม่ กี่ สิ บ ปี ก็ จ ะทํ า ให้ แ พลงตอน
สัตว์ที่อยู่ล่างสุดของห่วงโซ่อาหารในทะเล ต้องสูญพันธ์ุไป
จากทะเล และอาจจะทําให้ปะการังที่เหลืออยู่ล้มตายไปด้วย
สฤณี อาชวานันทกุล :: 191
ทําให้สัตว์น้ำ�ล้มตายไปเป็นทอดๆ ตามห่วงโซ่อาหารจาก
ล่างขึ้นบน จนสุดท้าย ทะเลทั่วโลกอาจกลายเป็น ‘ทะเล
ทรายใต้น้ำ�’ – ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นถ้าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลก
สูงขึ้นเพียงสององศาเซลเซียสเท่านั้น ไม่นับว่าธารน้ำ�แข็ง
ในกรีนแลนด์และเปรูจะละลายจนหมด พันธ์ุสัตว์จํานวน
หนึ่งในสามทั่วโลกอาจสูญพันธ์ุเนื่องจากสภาพที่อยู่อาศัย
เปลี่ยนแปลงจากภาวะโลกร้อนจนอยู่ไม่ได้ และระดับน้ำ�
ทะเลทั่วโลกจะสูงขึ้นถึงเจ็ดเมตร
สององศาว่ า แย่ แ ล้ ว แต่ ส ามองศาอาจเป็ น ‘จุ ด
ระเบิด’ ที่ทําให้ปัญหาโลกร้อนทวีความรุนแรงจนมนุษย์ไม่
สามารถควบคุมได้อีกต่อไป ภัยแล้งและความร้อนระอุจะทํา
ให้พื้นที่หลายแห่งในโลกอาศัยอยู่ไม่ได้อีกต่อไป โดยเฉพาะ
ในแอฟริกา กดดันให้คนนับสิบนับร้อยล้านอพยพออกนอก
ประเทศ ป่ า แอมะซอนจะถู ก ไฟป่ า ประลั ย กั ล ป์ เ ผาจน
วายวอด และระบบนิ เ วศของป่ า ไม้ ใ นเขตร้ อ นทั่ ว โลกก็
เผชิญกับอันตรายเดียวกัน หลังจากที่ต้นไม้ไม่มีเหลือ ทะเล
ทรายบนดิ น ก็ จ ะเกิ ด ขึ้ น แทนที่ ความร้ อ นจากไฟป่ า และ
ทะเลทรายจะเพิ่มอุณหภูมิโลกอีก 1.5 องศาเซลเซียสโดยที่
เรายับยั้งมันไม่ได้เลย พายุเฮอริเคนจะทวีความรุนแรงขึ้น
อีก และอากาศจะผันผวนอย่างสุดขั้วจนกระทบต่อการเพาะ
ปลูกทั่วโลก ทําให้ปัญหาอาหารขาดแคลนรุนแรงกว่าเดิม
ถ้าโลกร้อนขึ้นอีกหนึ่งองศาเป็นสี่องศา หลายประเทศจะจม
อยู่ใต้น้ำ� สวิสเซอร์แลนด์จะร้อนเท่ากับอิรัก
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 192
เมื่อโลกร้อนขึ้นอีกหนึ่งองศาเป็นห้าองศา เราก็ไม่
สามารถพยากรณ์ว่าโลกจะเป็นอย่างไรด้วยโมเดลปัจจุบัน
ได้อีกต่อไป ต้องย้อนกลับไปในอดีตถึงห้าสิบล้านปีก่อน
(ยุคอีโอซีน) เพื่อหาสถานการณ์ที่พอจะเทียบเคียงได้กับ
ภาวะดังกล่าว ไลนัสอธิบายว่าโลก ณ จุดนั้นจะสุ่มเสี่ยงต่อ
ภาวะ ‘ก๊าซเรือนกระจกแบบอีโอซีน’ ซึ่งเกิดจากการ ‘เรอ
ครั้งใหญ่’ ของทะเล ปล่อยมีเทนไฮเดรต สารคล้ายน้ำ�แข็งที่
เกิดจากการรวมตัวกันระหว่างมีเทนกับน้ำ� จากพื้นทะเลขึ้น
สู่ ชั้ น บรรยากาศโลก ทํ า ให้ อุ ณ หภู มิ ทั่ ว โลกสู ง ขึ้ น ทั น ที
(มีเทนเป็นก๊าซเรือนกระจกที่อันตรายกว่าคาร์บอนไดออก-
ไซด์) หลังจากที่ทะเลทั่วโลก ‘เรอ’ มีเทนไฮเดรตออกมา
แล้ว ความรุนแรงของการเรอนั้นก็อาจทําให้พื้นทะเลยุบ
ตัวลง ก่อพายุสึนามิขนาดมโหฬารพัดเข้าทําลายชายฝั่งอีก
หลายระลอก
การจะวาดภาพโลกที่ ร้ อ นขึ้ น ห้ า องศาต้ อ งย้ อ น
เวลากลั บ ไปห้ า สิ บ ล้ า นปี แต่ ก ารจะวาดภาพระดั บ หก
องศาไม่ใช่ต้องย้อนกลับหกสิบล้านปี แต่ 251 ล้านปีเลยที
เดี ย ว สมั ย ที่ โ ลกเกิ ด การสู ญ พั น ธ์ุ อ ย่ า งรุ น แรงที่ สุ ด ใน
ประวัติศาสตร์ คือกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ของสัตว์ทุกชนิด นั่น
คือจุดที่ใกล้ที่สุดที่โลกวิ่งเฉียดการเป็นเพียงก้อนหินที่ไร้
ชี วิ ต นั ก วิ ท ยาศาสตร์ ยั ง ไม่ แ น่ ใ จว่ า เหตุ ค รั้ ง นั้ น เกิ ด ขึ้ น
อย่างไรแน่ แต่สิ่งที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันคือ ปรากฏการณ์
ปล่ อ ยก๊ า ซเรื อ นกระจกอย่ า งรุ น แรงเป็ น สาเหตุ สํ า คั ญ
สฤณี อาชวานันทกุล :: 193
ประการหนึ่ง การศึกษาหินโบราณจากยุคนั้นชี้ว่าอุณหภูมิ
โลกสูงขึ้นหกองศา อาจจะเป็นผลมาจากการ ‘เรอมีเทน’
ของทะเลที่ รุ น แรงกว่ า ในยุ ค อี โ อซี น นั ก วิ ท ยาศาสตร์
คํ า นวณว่ า การเรอมี เ ทนอย่ า งรุ น แรงอาจปลดปล่ อ ย
พลังงานที่สูงกว่าอาวุธนิวเคลียร์ของทั้งโลกถึง 10,000 เท่า
ไม่ว่าโลกจะร้อนขึ้นอีกกี่องศากันแน่ในอนาคต และ
ถึงแม้เราจะรู้ว่าอดีตไม่เคยเดินเป็นเส้นตรงเสมอไป เราก็
ควรจะเรียนรู้บทเรียนจากอดีตด้วยถ่อมตัว โดยเฉพาะใน
เมื่อการละเลยอาจนําไปสู่จุดจบของเผ่าพันธ์ุ ไม่ว่าคุณจะ
เคยสนใจเรื่องภาวะโลกร้อนหรือไม่ Six Degrees ก็เป็น
หนังสือชั้นเยี่ยมที่ทุกคนควรมีไว้เตือนสติตัวเองและคนรอบ
ข้างให้รักและรักษ์โลกกันมากขึ้น อ่านแล้วถ้ายังคิดว่าโลก
ร้อนเป็นเรื่องไกลตัว ขับรถไปทุกแห่งรวมทั้งปากซอยที่อยู่
ห่างจากบ้านไม่ถึง 200 เมตร และนอนตากแอร์ 18 องศา-
เซลเซียสต่อไปโดยไร้เสียงกวนใจจากมโนธรรม ก็ให้มันรู้
ไป.

หมายเหตุ: ปัจจุบัน Six Degrees ได้รับการแปลภาษาไทยแล้วในชื่อ


6 องศาโลกาวินาศ สํานวนแปล ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ และพลอยแสง
เอกญาติ สํานักพิมพ์มติชนจัดพิมพ์
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 194
สฤณี อาชวานันทกุล :: 195
036
Nudge
Richard Thaler
& Cass Sunstein

ในบรรดาศาสตร์ทั้งหลายในโลก วิทยาศาสตร์เป็นแขนงที่
เราคุ้ น เคยกั บ ความคื บ หน้ า มากที่ สุ ด เพราะสื่ อ มั ก จะ
ประโคมข่าวการค้นพบหรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ แทบไม่เว้น
สัปดาห์ ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีครองพื้นที่สื่ออย่าง
หนาแน่นต่อเนื่องยาวนานเสียจนเราอาจหลงลืมไปว่า งาน
วิจัยในศาสตร์อื่นๆ ก็มีความสําคัญและรุดหน้าไปไม่แพ้กัน
โดยเฉพาะสาขา ‘วิทยาศาสตร์สังคม’ อย่างเศรษฐศาสตร์
ประวั ติ ศ าสตร์ มานุ ษ ยวิ ท ยา และจิ ต วิ ท ยา ซึ่ ง ปั จ จุ บั น
ผู้เชี่ยวชาญกําลังทํางานร่วมกันและสอดคล้องกันอย่างใกล้
ชิดกว่าที่แล้วมาในอดีต ไขกุญแจสู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ที่
หลายคนกล่าวว่าลึกลับซับซ้อนกว่าสิ่งอื่นใดในธรรมชาติ
นั่นคือ พฤติกรรมของมนุษย์
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 196
อานิ ส งส์ ข องการค้ น พบใหม่ ๆ ในวิ ท ยาศาสตร์
สังคมกําลังไหลผ่านมาถึงมือเราในรูปหนังสือ ‘สารคดีแนว
ป๊ อ ป’ หลายเล่ ม ที่ อ ธิ บ ายเรื่ อ งยากด้ ว ยภาษาที่ อ่ า นง่ า ย
อ่านสนุก และอธิบายเรื่องใกล้ตัวที่ใกล้จนเราอาจคิดไม่ถึง
และในบรรดานั ก สั ง คมศาสตร์ ยุ ค ใหม่ ที่ ส ามารถเขี ย น
อธิบายตรรกะที่อยู่เบื้องหลังชีวิตประจําวันของเราได้ดีที่สุด
ชื่อของนักเศรษฐศาสตร์สองคน คือทิม ฮาร์ฟอร์ด และ
ริชาร์ด เธเลอร์ คงต้องติดอันดับต้นๆ อย่างไม่ต้องสงสัย
แต่พวกเขาไม่ได้มาจาก ‘สํานักคิด’ เดียวกันทีเดียว กล่าว
คือ ทิม ฮาร์ฟอร์ด (ซึ่งผู้เขียนเคยแนะนําหนังสือของเขา
เรื่อง The Undercover Economist ในคอลัมน์นี้ไปแล้ว
หนังสือตอนต่อคือ The Logic of Life ก็อ่านสนุกเหมือน
กั น ) เป็ น ‘นั ก เศรษฐศาสตร์ ก ระแสหลั ก ’ ในแง่ ที่ เ ขามุ่ ง
ค้นหาความมีเหตุมีผลในพฤติกรรมที่ดูจะไร้เหตุผลและคาด
เดาไม่ ไ ด้ (rational unpredictability) ขณะที่ ริ ช าร์ ด
เธเลอร์ นั ก เศรษฐศาสตร์ แ ขนงใหม่ คื อ เศรษฐศาสตร์
พฤติกรรม (behavioral economics) ซึ่งยังเป็น ‘กระแส
รอง’ ในแวดวงเศรษฐศาสตร์อยู่ กําลังทําในสิ่งตรงกันข้าม
นั่นคือ ศึกษาพฤติกรรมไร้เหตุผลที่คาดเดาได้ (predictable
irrationality) อย่างขะมักเขม้นไม่แพ้กัน
หนั ง สื อ เรื่ อ ง Nudge: Improving Decisions
About Health, Wealth, and Happiness ซึ่ ง ริ ช าร์ ด
เธเลอร์ (Richard Thaler) เขี ย นร่ ว มกั บ แคส ซั น สตี น
(Cass Sunstein) เป็นหนังสือยอดเยี่ยมที่ ‘ย่อย’ ผลการค้น
สฤณี อาชวานันทกุล :: 197
พบชิ้นสําคัญๆ ในสาขาเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ลงมาเป็น
หนังสือเล่มกะทัดรัดที่อ่านสนุก น่าสนใจ และมีความสําคัญ
เชิ ง นโยบายสู ง มาก ผู้ เ ขี ย นอธิ บ ายว่ า ชื่ อ ของหนั ง สื อ คื อ
‘Nudge’ (‘สะกิด’) นั้น หมายถึงอะไรก็ตามที่ส่งอิทธิพลต่อ
การตัดสินใจของมนุษย์ เช่น โรงอาหารในโรงเรียนอาจ
พยายามสะกิดให้เด็กนักเรียนเลือกรับประทานอาหารที่ตรง
ตามหลักโภชนาการ ด้วยการวางอาหารสุขภาพไว้หน้าสุด
ถ้าโรงเรียนทําเรื่องนี้ด้วยความเข้าใจในหลักเศรษฐศาสตร์
พฤติกรรม วิธีที่แยบยลทํานองนี้ก็ย่อมส่งผลดีกว่าการออก
กฎเกณฑ์มาบังคับให้เด็กทําตามอย่างเคร่งครัด
เทลเลอร์ แ ละซั น สตี น หยิ บ ยกกรณี ตั ว อย่ า ง
มากมายในโลกจริงที่ใช้หลักการสะกิดได้อย่างยอดเยี่ยมจน
ประสบความสํา เร็ จ เป็ น ที่ ย อมรั บ เช่ น โครงการ ‘Save
More Tomorrow’ (ออมมากขึ้นในวันพรุ่ง) ซึ่งได้รับความ
นิยมสูงมากจนปัจจุบันใช้ในบริษัทเอกชนหลายพันแห่งทั่ว
อเมริกา เป็นโครงการช่วยเหลือพนักงานที่มีปัญหาด้านการ
ออม โดยบริษัทจะเสนอขึ้นอัตราการออมให้กับพนักงาน
โดยอัตโนมัติทุกครั้งที่พวกเขาได้ขึ้นเงินเดือน หลายบริษัท
รายงานว่าพนักงานของพวกเขาออมเงินได้มากกว่าเดิมถึง
สามเท่าหลังจากที่เข้าร่วมโครงการนี้ ผู้เขียนทั้งสองอธิบาย
ว่า ความสําเร็จของโครงการ ‘สะกิด’ ทํานองนี้มาจากการ
ออกแบบ ‘สถาปัตยกรรมทางเลือก’ (choice architecture)
ที่ เ หมาะสม สอดคล้ อ งกั บ พฤติ ก รรมของคนจนสามารถ
สร้างแรงจูงใจให้พวกเขาทําในสิ่งที่เราต้องการ เธเลอร์และ
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 198
ซันสตีนย้ำ�ว่าในเมื่อสภาพแวดล้อม (หรือ ‘บริบท’ ในการ
ตั ด สิ น ใจ) มี ค วามสํ า คั ญ ในการตั ด สิ น ใจของเราทุ ก คน
เพราะเราไม่ได้อาศัยอยู่ในสุญญากาศ ก็แปลว่าแทบทุกคน
และแทบทุกบริษัท เช่น แพทย์ นายจ้าง ธนาคาร บริษัท
บัตรเครดิต และผู้ปกครอง สามารถเป็น ‘สถาปนิกทาง
เลือก’ ผู้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนได้ ถ้าสะกิดอย่าง
เหมาะสมและแยบยลเพียงพอ
เธเลอร์ แ ละซั น สตี น อธิ บ ายผลการค้ น พบจาก
เศรษฐศาสตร์ พ ฤติ ก รรมว่ า มี ปั จ จั ย หลั ก สามประการที่
อธิ บ ายว่ า ทํ า ไมคนเราจึ ง มั ก จะทํ า ตั ว ‘เอื่ อ ยเฉื่ อ ย’ และ
‘สายตาสั้ น ’ ไม่ ค่ อ ยคิ ด ถึ ง ผลกระทบระยะยาวต่ อ ตั ว เอง
กล่าวคือ
ปั จ จั ย แรก เราชอบยื้ อ หรื อ ผั ด ผ่ อ นการตั ด สิ น ใจ
ออกไปก่อน โดยเฉพาะเวลาที่เราต้องตัดสินใจในเรื่องยากๆ
นอกจากนี้ การมีทางเลือกมากมายให้ตัดสินใจก็อาจก่อให้
เกิดปัญหาข้อมูลล้นสมอง (information overload) ทําให้
เรารู้สึกปวดหัว เครียด และดังนั้นจึงเลือกทางออกที่ง่าย
ที่สุดเพื่อตัดรําคาญ ทั้งๆ ที่มันอาจไม่ใช่การตัดสินใจที่ดี
ที่สุดในระยะยาวก็ได้
ปัจจัยที่สอง โลกเราปัจจุบันนี้มีความยุ่งยากและ
สลับซับซ้อนกว่าสมัยก่อนมาก เช่น สินเชื่อบ้านปัจจุบันมี
หลายสิบรูปแบบที่มีเงื่อนไขแตกต่างกัน จนกระทั่งเธเลอร์
และซันสตีนบอกว่าศาสตราจารย์ด้านการเงินก็อาจจะคิดไม่
สฤณี อาชวานันทกุล :: 199
ถูกว่าแบบไหน ‘ดีที่สุด’ ในเมื่อผู้บริโภคมีต้นทุนสูงมากใน
การพยายามหาคําตอบว่าอะไร ‘ดีที่สุด’ ผู้ขายจึงสามารถ
หลอกล่อให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าหรือบริการได้อย่างง่ายดาย
ปัจจัยสุดท้าย เดิมพันที่สูงมากในการตัดสินใจอาจ
ทําให้คนเครียดจนปฏิเสธที่จะตัดสินใจเรื่องนั้นๆ ไปเลย
หันไปทําอย่างอื่นที่มีเดิมพันและต้นทุนของความผิดพลาด
ค่อนข้างต่ำ�
เธเลอร์และซันสตีนอธิบายอย่างชัดเจนและอ่าน
สนุกว่า ในเมื่อมนุษย์มีพฤติกรรมแบบนี้ ถ้าเรา (หมายถึง
‘สถาปนิกทางเลือก’ ทั้งหลาย เช่น รัฐบาล บริษัท หรือพ่อ
แม่) ออกแบบสถาปัตยกรรมทางเลือกและรูปแบบ ‘การ
สะกิด’ อย่างรอบคอบ เราก็จะสามารถปรับปรุงการตัดสินใจ
ของคนได้อย่างมหาศาล โดยไม่ต้องบังคับขืนใจให้ใครทํา
อะไรเลย เช่น เราสามารถช่วยให้คนออมเงินมากกว่าเดิม
ลงทุนอย่างระมัดระวังกว่าเดิม ตัดสินใจดีกว่าเดิมเวลาเลือก
ชุ ด สิ น เชื่ อ ที่ อ ยู่ อ าศั ย ประหยั ด ค่ า ไฟฟ้ า และน้ำ � ประปา
บริโภคอย่างมีสุขภาพดีมากขึ้น บริจาคเพื่อช่วยเหลือสังคม
มากกว่าเดิม ปรับปรุงระบบการศึกษา และฟื้นฟูปรับปรุง
สิ่งแวดล้อมไปด้วยในเวลาเดียวกัน
ในยุ ค ที่ ค นเราโหยหาและหวงแหนสิ ท ธิ เ สรี ภ าพ
ส่วนบุคคลมากกว่าที่แล้วมาในอดีตและระแวงต่อทุกอย่างที่
ดู เ หมื อ นเป็ น การบั ง คั บ Nudge เป็ น หนั ง สื อ ชั้ น ยอดที่
ผู้ดําเนินนโยบาย นักธุรกิจ ผู้ปกครอง และทุกคนที่อยากรู้
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 200
ว่าจะทําอะไรกับ ‘ความไร้เหตุผล’ ของมนุษย์ได้บ้างในทาง
ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ‘ต้องอ่าน’ ด้วยประการทั้งปวง.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 201


037
Outliers
Malcolm Gladwell

ในชีวิตคนเราทุกคน คงมีมากกว่าหนึ่งครั้งที่จะอดคิดไม่ได้
ว่า เพื่อนหรือคนใกล้ตัวที่ประสบความสําเร็จอย่างสูงคนนั้น
ช่ า งโชคดี เ หลื อ เกิ น ที่ เ กิ ด มาพร้ อ มกั บ พรสวรรค์ ห รื อ มั น
สมองเหนือมนุษย์ที่ฟ้าประทานมาให้ เราคงต้องตายแล้ว
เกิดใหม่ถ้าอยากจะทําได้อย่างนั้นบ้าง
Outliers ผลงานล่าสุดของ มัลคอล์ม แกลดเวลล์
(Malcolm Gladwell) นักเขียนหนังสือเบสต์เซลเลอร์เรื่อง
The Tipping Point (และเล่มต่อชื่อ Blink ซึ่งสนุกน้อยกว่า
กันมาก) จะทําให้ ‘คนธรรมดา’ อย่างเราๆ ท่านๆ ทุกคน
รู้สึกมีกําลังใจขึ้นบ้างว่า จริงๆ แล้ว ความสําเร็จในชีวิตไม่
จําเป็นต้องใช้อะไรมากไปกว่าระดับสติปัญญาที่ ‘สูงพอ’
ระดับหนึ่ง บวกด้วยความขยันหมั่นเพียรแบบเดียวกับที่พ่อ
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 202
แม่ทุกคนพร่ำ�สอนลูก ประกอบกับสถานการณ์ ‘เป็นใจ’ ที่
ทําให้ความขยันนั้นส่งผลดีเป็นทวีคูณ
Outliers เป็ น หนั ง สื อ อ่ า นสนุ ก ที่ เ ต็ ม ไปด้ ว ย
ตัวอย่างน่าสนใจและสรุปงานวิจัยล่าสุดในสาขาสังคมวิทยา
และจิตวิทยาสังคม ในทํานองเดียวกับที่ทําให้ The Tipping
Point ได้รับความนิยมอย่างสูง ใน Outliers แกลดเวลล์ชี้
ให้เห็นว่าชีวิตของมนุษย์ทุกคนเป็น ‘ผลผลิต’ ของบริบท
ทางสั ง คม ภู มิ ศ าสตร์ และสถานการณ์ พอๆ กั บ ที่ มั น
เป็นผลผลิตของเจตจํานงและอิสรภาพในฐานะปัจเจกชน
กระทั่ ง ปี เ กิ ด และเดื อ นเกิ ด ของเราก็ มี ค วามหมาย
แกลดเวลล์แสดงให้เห็นว่า ‘พรสวรรค์’ นั้นสําคัญน้อยกว่า
‘พรแสวง’ ในการกําหนดว่าเราจะประสบความสําเร็จหรือ
ล้มเหลวในที่สุด ยกตัวอย่างเช่น แม้กระทั่งอัจฉริยะอย่าง
วูลฟ์กัง อมาดิอุส โมซาร์ท หรือโปรแกรมเมอร์ระดับ ‘เทพ’
อย่าง บิล จอย ก็ต้องใช้เวลาเท่ากันกับคนธรรมดา คือกว่า
10,000 ชั่วโมงโดยเฉลี่ย ในการฝึกซ้อมสิ่งที่พวกเขาถนัด
ก่อนที่จะได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘ผู้เชี่ยวชาญ’ ในสาขา
นั้นๆ
ตัวอย่างที่ผู้เขียนชอบเป็นพิเศษคือเรื่องราวของ
The Beatles วงดนตรีร็อคในตํานานของอังกฤษ แกลด-
เวลล์อธิบายว่า จุดเปลี่ยนที่ทําให้ The Beatles เล่นเข้าขา
กันได้อย่างน่าทึ่งคือตอนที่พวกเขาถูกส่งไปแสดงในบาร์

สฤณี อาชวานันทกุล :: 203


เขตเที่ ย วผู้ ห ญิ ง ติ ด ต่ อ กั น หลายคื น ในเมื อ งแฮมเบิ ร์ ก
ประเทศเยอรมนี ซึ่ ง ต้ อ งเล่ น ดนตรี คื น ละหลายชั่ ว โมง
พยายามดึงดูดความสนใจของลูกค้าบาร์ที่เดินเข้าๆ ออกๆ
ตลอดเวลา เป็ น โอกาสที่ ทํ า ให้ ทุ ก คนในวงได้ ฝึ ก ฝนการ
แสดงสดอย่ า งหนั ก หน่ ว งและเคี่ ย วกรํ า จนเข้ า ขากั น ได้
ราวกับเปลี่ยนเป็นคนละวงเมื่อพวกเขาเดินทางกลับอังกฤษ
แกลดเวลล์ยกตัวอย่างเหล่านี้เพื่อบอกว่า คนเราสามารถ
ประสบความสําเร็จได้แทบทุกคนถ้าเราตระหนักว่าความ
สําเร็จเป็นเรื่องของความขยันมากกว่าความสามารถเฉพาะ
ตัวที่ฟ้าดินมอบให้ตั้งแต่เกิด เราอาจต้องใช้เวลามากกว่า
อัจฉริยะอย่างโมซาร์ทก่อนที่จะประสบความสําเร็จ แต่ถ้า
เราหมั่นฝึกฝนจนครบ 10,000 ชั่วโมง ความสําเร็จก็น่าจะ
อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
แต่บริบททางสังคมและโชคก็มีส่วนกําหนดเหมือน
กันว่าเรามีแนวโน้มที่จะประสบความสําเร็จมากน้อยเพียง
ใด หลังจากที่เรามุมานะฝึกฝนจนครบ 10,000 ชั่วโมงแล้ว
ยกตัวอย่างเช่น นักธุรกิจผู้บุกเบิกวงการไอทีของอเมริกา
เช่น บิล เกตส์, สตีฟ จอบส์ และ บิล จอย ล้วนเกิดระหว่าง
ปี 1953-1956 ซึ่งหมายความว่าพวกเขาเติบโตเป็นวัยรุ่น
ในยุ ค ที่ ค อมพิ ว เตอร์ แ บบแบ่ ง เวลาได้ (time-sharing
computer คือไม่ใช่แบบตอกบัตรแล้วต้องรอเวลาประมวล
ผลหลายชั่วโมง) เริ่มมีใช้ในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยบาง

วิชา 50 เล่มเกวียน :: 204


แห่ง และพวกเขาก็โชคดีที่ได้ฝึกเขียนโปรแกรมกับเครื่อง
คอมพิวเตอร์เหล่านี้ก่อนใครเพื่อน ทําให้มีแนวโน้มสูงกว่า
คนอื่นว่าจะประสบความสําเร็จในวงการเกิดใหม่ที่กลาย
เป็นแมสในไม่กี่ปีต่อมา
อี ก กรณี ห นึ่ ง ที่ แ กลดเวลล์ ห ยิ บ มาเล่ า อย่ า ง
สนุกสนานใน Outliers คือความสําเร็จของบริษัทกฎหมาย
ธุรกิจของทนายเชื้อชาติยิวในกรุงนิวยอร์ก รุ่นที่จบปริญญา
ไปเป็ น ทนายหลั ง ช่ ว งเศรษฐกิ จ ถดถอยรุ น แรง (Great
Depression ในทศวรรษ 1930) โดยแกลดเวลล์เล่าว่า ก่อน
ราวทศวรรษ 1970 ภาคการเงิ น ของอเมริ ก าคื อ Wall
Street ดู ถู ก การซื้ อ กิ จ การแบบไม่ เ ป็ น มิ ต ร (hostile
takeover) ว่าเป็นพฤติกรรมที่สุภาพบุรุษไม่ทํากัน และใน
ขณะเดียวกัน สํานักงานกฎหมายดังๆ ในเมืองก็ไม่อยากว่า
ความคดีเหล่านี้เพราะมองว่า ‘ต่ำ�ต้อย’ เกินไปสําหรับพวก
เขา และไม่ค่อยว่าจ้างทนายเชื้อสายยิวเพราะมองว่าไม่ใช่
‘ชนชั้น’ เดียวกัน ด้วยเหตุนี้ ทนายชาวยิวหลายคนจึงต้อง
ร่วมกันก่อตั้งสํานักงานกฎหมายขึ้นมาเอง ว่าความคดีที่
ทนายคนอื่นๆ มองว่าต่ำ�ต้อย ดังนั้น เมื่อสภาพการดําเนิน
ธุรกิจเปลี่ยนไป ภาคธุรกิจเริ่มมองการซื้อกิจการแบบไม่
เป็นมิตรว่าเป็นกลยุทธ์หนึ่งในการขยายธุรกิจที่ไม่มีอะไร
เสียหาย สํานักงานกฎหมายของทนายเชื้อสายยิวหลาย
แห่งจึงรุ่งเรืองอย่างรวดเร็วและมีงานทําไม่ขาดมือ เพียง

สฤณี อาชวานันทกุล :: 205


เพราะว่าพวกเขาได้สั่งสมประสบการณ์มาแล้วมากมายใน
สาขาบูมซึ่งเคยเป็นที่รังเกียจของ ‘ทนายผู้ดี’ ในทศวรรษ
ก่อนหน้านั้น
นอกจากจะพิ สู จ น์ ใ ห้ เ ห็ น ว่ า บริ บ ททางสั ง คมมี
ความสําคัญเพียงใดต่อชีวิตคนแล้ว แกลดเวลล์ยังชี้ให้เห็น
ว่าภาครัฐหรือโรงเรียนสามารถปรับเปลี่ยนนโยบายในทาง
ที่จะช่วยเหลือผู้โชคร้ายที่เสียเปรียบจากบริบททางสังคมได้
อย่ า งไรบ้ า ง ยกตั ว อย่ า งเช่ น ถ้ า เรารู้ ว่ า การกํ า หนดวั น
หมดเขตคัดตัวนักเรียนเข้าทีมกีฬานั้นทําให้เด็กที่เกิดต้นปี
ได้เปรียบเด็กที่เกิดปลายปี (เพราะเด็กที่เกิดต้นปีตัวใหญ่
กว่า จึงมีโอกาสเล่นกีฬาได้ดีกว่าเด็กที่เกิดปลายปี) เราก็
สามารถแก้ไขความได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรมนี้ได้ด้วยการ
เปลี่ยนกฎการรับสมัคร ถ้าเรารู้ว่าลําดับขั้นทางสังคมและ
ภาษาที่สืบทอดกันมาเป็นประเพณีนั้นทําให้กัปตันเครื่อง-
บินไม่ได้รับคําเตือนทันเวลา และดังนั้นจึงเพิ่มความเสี่ยง
สําหรับผู้โดยสาร บริษัทก็สามารถจ้างคนนอกให้ฝึกฝนและ
ฝึ ก อบรมพนั ก งานเสี ย ใหม่ แบบที่ ส ายการบิ น Korean
Airlines ทํา และท้ายที่สุด แกลดเวลล์เสนอว่า ถ้าเด็กชาว
อเมริ กั น โดยเฉพาะในเขตยากจนในตั ว เมื อ งเรี ย นไม่ ทั น
เพื่อนร่วมชั้นชาวเอเชีย โรงเรียนก็ควรพิจารณาขยับขยาย
ระยะเวลาของปีการศึกษาออกไปให้นานกว่าเดิม

วิชา 50 เล่มเกวียน :: 206


แน่ น อนว่ า ใครก็ ต ามที่ ชื่ น ชอบส่ ว นผสมที่ ล งตั ว
ระหว่างการเล่าเรื่องราวกับหลักวิชาสังคมศาสตร์ใน The
Tipping Point จะต้องชอบ Outliers – หนังสือดีอ่านสนุกที่
จะเปิดโลกและเปิดใจผู้อ่านให้ตระหนักอีกครั้งหนึ่งว่า การ
ถกเถียงกันว่านิสัยและแบบแผนของชีวิตมนุษย์ขึ้นอยู่กับ
อะไรมากกว่ า กั น ระหว่ า งพั น ธุ ก รรมกั บ การเลี้ ย งดู นั้ น
บางที อ าจจะเป็ น การถกเถี ย งที่ ไ ร้ คํ า ตอบและไม่ สํ า คั ญ
เท่าไรนักในภาพรวม เพราะท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตของคนเรา
ทุกคนย่อมไม่ได้ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมและการเลี้ยงดูเพียง
สองอย่างเท่านั้น หากขึ้นอยู่กับการกระทําของตัวเราเอง
เป็นสําคัญ.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 207


038
The Toothpick
Henry Petroski

ในบรรดานักออกแบบและวิศวกรที่ชอบเขียนหนังสือด้วย
ภาษาง่ายๆ ให้คนทั่วไปเข้าใจและอ่านสนุกจนวางไม่ลง ชื่อ
ของ เฮนรี เปโตรสกี (Henry Petroski) อาจารย์ วิ ช า
วิศวกรรมโยธาชาวอเมริกัน ติดอยู่ในอันดับต้นๆ ติดต่อกัน
นานกว่ า สองทศวรรษ ตั้ ง แต่ เ ขาเขี ย นหนั ง สื อ เรื่ อ ง To
Engineer is Human ในปี 1985 ว่าด้วยบทบาทของความ
ล้มเหลวในการออกแบบ
หนังสือที่ทําให้เปโตรสกีเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย
คือ The Pencil: A History of Design and Circumstance
(ตีพิมพ์ปี 1990) ว่าด้วยประวัติไม่ธรรมดาของดินสอ ของที่
ธรรมดาเสี ย จนเรานึ ก ไม่ ถึ ง ว่ า จะผ่ า นการออกแบบและ
ปรับปรุงอย่างซับซ้อนหลายตลบ ก่อนมาถึงรูปร่างที่เราชิน
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 208
ตาในปัจจุบัน ในปี 2007 เกือบยี่สิบปีหลังจาก The Pencil
ออกวางตลาด และหลังจากที่เขาออกหนังสือ 10 เล่มเกี่ยว
กับวิศวกรรมศาสตร์และหลักการออกแบบ เปโตรสกีก็อุทิศ
หนังสือทั้งเล่มให้กับสิ่งประดิษฐ์ชิ้นเดียวอีกครั้ง เที่ยวนี้เขา
เลือกไม้จิ้มฟัน “ที่สุดของความธรรมดา” ที่ประวัติเต็มไป
ด้วยเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยอันน่าทึ่งและสีสันเกินกว่าใครจะ
คาดคิด
ใครที่ ส งสั ย ว่ า เรื่ อ งราวของไม้ จิ้ ม ฟั น จะกิ น เนื้ อ ที่
กว่า 440 หน้าได้อย่างไรจะพบกับคําตอบที่วางไม่ลงใน
The Toothpick ซึ่งย้อนเวลากลับไปถึงยุคของนีอันเดอร์ธัล
มนุษย์ถ้ำ�ผู้เป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ในปัจจุบัน เพราะหลัก
ฐานจากฟอสซิลยืนยันว่านีอันเดอร์ธัลแคะฟันด้วยไม้จิ้มฟัน
และดังนั้น เปโตรสกีจึงประกาศว่า การแคะฟันน่าจะเป็น
นิ สั ย ที่ เ ก่ า แก่ ที่ สุ ด ของมนุ ษ ย์ เขาอธิ บ ายความต่ า งและ
ความเหมือนของการใช้ไม้จิ้มฟันระหว่างวัฒนธรรมต่างๆ
อย่างสนุกสนาน เช่น เขาอธิบายว่าการใช้ไม้จิ้มฟันไม่ต่าง
จากเรื่องอื่นๆ ของสังคมที่มีชนชั้น กล่าวคือ ไม้จิ้มฟันของ
คนจนมักเป็นวัสดุที่หาง่ายและไม่ต้องใช้เงินซื้ออย่างเศษ
หญ้าหรือเศษไม้ ในขณะที่ไม้จิ้มฟันของคนรวยมักทําจาก
วั ส ดุ มี ค่ า เช่ น ทองคํ า หรื อ งาช้ า ง และแกะสลั ก อย่ า ง
สวยงาม ชนชั้นนําในอาณาจักรโรมันโบราณถึงขนาดฝึก
ทาสให้ทําหน้าที่แคะฟันให้พวกเขาโดยเฉพาะ

สฤณี อาชวานันทกุล :: 209


ประวั ติ ข องไม้ จิ้ ม ฟั น ในยุ ค ปฏิ วั ติ อุ ต สาหกรรม
น่ า สนใจไม่ แ พ้ ยุ ค โบราณ เปโตรสกี หั ก ล้ า งข้ อ อ้ า งของ
นักเขียนบางคนที่เสนอว่าไม้จิ้มฟันเป็นสิ่งประดิษฐ์สมัยใหม่
ที่ ชาร์ลส์ ฟอร์สเตอร์ (Charles Forster) นักธุรกิจชาว
อเมริกาในศตวรรษที่ 19 เป็นคนต้นคิด เปโตรสกีอธิบายว่า
ที่จริงฟอสเตอร์ได้ไอเดียจากตอนที่เขาไปทํางานในธุรกิจ
เฟอร์นิเจอร์ของครอบครัวที่ประเทศบราซิล พบว่าชาวบ้าน
ในท้ อ งถิ่ น ใช้ ไ ม้ จิ้ ม ฟั น ทํ า ด้ ว ยมื อ ทํ า จากเปลื อ กไม้ ข อง
ต้นส้ม เขากลับไปอเมริกาด้วยความมุ่งมั่นที่จะหาวิธีผลิต
ไม้ จิ้ ม ฟั น ขายแบบแมส โดยใช้ ก ระบวนการผลิ ต แบบ
อุตสาหกรรมซึ่งเป็นกระแสนิยมในสมัยนั้น หลังจากที่เขา
ค้นหาเครื่องจักรที่จะผลิตไม้จิ้มฟันแบบแมสอยู่นาน ในที่
สุดฟอร์สเตอร์ก็ซื้อสิทธิบัตรเครื่องจักรที่เคยใช้ผลิตหมุดยึด
พื้นรองเท้า อัจฉริยภาพของฟอร์สเตอร์อยู่ในการตระหนัก
ว่าถ้าดัดแปลงเครื่องจักรนี้เพียงเล็กน้อย มันก็จะสามารถ
ผลิตไม้จิ้มฟันที่มีปลายแหลมทั้งสองข้างได้ เขาเริ่มผลิตไม้
จิ้มฟันแบบแมสเป็นครั้งแรกในปี 1861 ความสําเร็จของ
ฟอร์สเตอร์ดึงดูดคู่แข่งหลายรายให้เข้ามาแย่งส่วนแบ่งการ
ตลาด ทําให้การ ‘เคี้ยว’ ไม้จิ้มฟันหลังเดินออกจากร้าน
อาหารกลายเป็นแฟชั่น ตลาดเติบโตอย่างรวดเร็วจนกระทั่ง
ไม้จิ้มฟันที่ขายในอเมริกาประเทศเดียวมีปริมาณสูงถึง 75
พันล้านอันเมื่อประมาณกลางศตวรรษที่ 20

วิชา 50 เล่มเกวียน :: 210


เมื่ อ โลกก้ า วเข้ า สู่ ยุ ค โลกาภิ วั ต น์ ร อบล่ า สุ ด
อุตสาหกรรมไม้จิ้มฟันก็ร่วมกระแสโลกาภิวัตน์กับเขาด้วย
เมื่อจีนและประเทศอื่นๆ ในเอเชียกลายเป็นผู้เล่นรายสําคัญ
ในตลาดโลกและได้เปรียบด้านต้นทุน (ซึ่งสําหรับ ‘ของโหล’
อย่างไม้จิ้มฟัน ผู้ใช้ก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าราคาที่
ถู ก แสนถู ก ) อเมริ ก าก็ ไ ม่ ส ามารถแข่ ง ขั น ได้ อี ก ต่ อ ไป
โรงงานสุดท้ายของบริษัทที่ฟอร์สเตอร์ก่อตั้งปิดตัวลงไม่
นานหลังศตวรรษที่ 21 เริ่มต้น และต้นไม้ในมลรัฐอลาสกา
จํานวนมหาศาลกําลังถูกโค่นและส่งออกไปยังประเทศจีน
ทุ ก ปี เพื่ อ ไปทํ า เป็ น ไม้ จิ้ ม ฟั น ราคาถู ก ส่ ง กลั บ มาขายคน
อเมริกันและคนชาติอื่นทั่วโลก
The Toothpick เป็นหนังสือที่อ่านง่าย อ่านสนุก
และให้ความรู้มากมายเกี่ยวกับของใช้ที่ธรรมดาเสียจนเรา
ไม่ค่อยนึกถึงมันในฐานะ ‘สิ่งประดิษฐ์’ ชิ้นเอก ถ้าไม่ได้อ่าน
หนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนก็ไม่มีวันรู้ว่ารูปแบบของไม้จิ้มฟันได้
ผ่านกระบวนการพัฒนามามากเพียงใด ในอเมริกาเพียง
ประเทศเดียว มีสิทธิบัตรเกี่ยวกับการปรับปรุงไม้จิ้มฟันที่
จดโดยนักธุรกิจและนักประดิษฐ์หลายร้อยฉบับ มีตั้งแต่รูป
แบบใหม่ที่เข้ากับช่องว่างตามไรฟันได้ดีกว่าเดิม ไปจนถึง
ไม้จิ้มฟันที่ทําจากวัสดุที่ละลายได้ เพื่อกําจัดความเสี่ยงที่
คนจะกลืนของปลายแหลมลงคอ

สฤณี อาชวานันทกุล :: 211


หนึ่งในเกร็ดเกี่ยวกับไม้จิ้มฟันที่ผู้เขียนชอบที่สุด
คือตอนที่เปโตรสกีเฉลยเคล็ดลับของไม้จิ้มฟันแบบญี่ปุ่น
(ซึ่งตอนนี้จีนเป็นผู้ผลิตรายใหญ่) หลายคนอาจเคยสังเกต
เห็นว่าไม้จิ้มฟันแบบญี่ปุ่นนั้นมีปลายแหลมด้านเดียว อีก
ด้านหนึ่งมีร่องเล็กๆ รอบไม้จิ้มฟันสองร่อง ผู้เขียนเคยนึก
ว่ามันเป็นเพียง ‘ลาย’ ที่ทําให้ไม้จิ้มฟันดูดี แต่ที่จริงแล้ว
สองร่องนี้มีประโยชน์มากกว่านั้น ร่องแรกเอาไว้สําหรับหัก
ไม้จิ้มฟันเวลาใช้เสร็จแล้ว ท่อนที่หักแล้วใช้เป็น ‘ฐาน’ รอง
ส่วนที่เหลือ ซึ่งวางได้เหมาะเหม็งลงบนร่องที่เหลืออยู่บน
ฐาน ปลายแหลมที่อาจมีเศษอาหารติดอยู่จะได้ไม่ต้องแตะ
พื้นโต๊ะอาหาร ซึ่งธรรมเนียมญี่ปุ่นถือว่าเป็นการกระทําที่ไร้
มารยาทพอๆ กับการวางตะเกียบใช้แล้วลงบนโต๊ะโดยไม่ใช้
ที่รอง

วิชา 50 เล่มเกวียน :: 212


ผู้เขียนคิดว่าหนังสืออะไรก็ตามที่นอกจากจะสนุก
และมีสาระ ยังเฉลยประโยชน์ของการออกแบบที่เรามอง
ข้ า มมาตลอด ย่ อ มเป็ น หนั ง สื อ ที่ ส มควรอยู่ บ นหิ้ ง ของ
นักออกแบบและนักอ่านที่ชอบค้นหาเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดา
ของสิ่ ง ธรรมดา ตลอดจนคนทั่ ว ไปและผู้ ฝั ก ใฝ่ ท างธรรม
เพราะสรรพสิ่งทั้งหลายไม่ว่าจะที่เกิดจากน้ำ�มือมนุษย์หรือ
ธรรมชาติ มักมีแง่งามและความมหัศจรรย์ที่ไม่อาจมองเห็น
ด้วยตา แฝงอยู่ในความธรรมดาสามัญ.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 213


039
Plan B 3.0
Lester Brown

ในบรรดาหนังสือทั้งหมดเกี่ยวกับวิกฤตสิ่งแวดล้อม อาหาร
และพลั ง งาน สามวิ ก ฤตระดั บ โลกที่ เ กี่ ย วโยงกั น อย่ า ง
แนบแน่น มีหนังสือเพียงไม่กี่เล่มเท่านั้นที่ให้น้ำ�หนักกับ
‘ทางออก’ ที่ทําได้จริง พอๆ กับที่สรุปทั้งที่มาและที่ไปของ
วิกฤตเหล่านี้อย่างสมบูรณ์ ชัดเจน และใช้คําเท่าที่จําเป็น
ต้องใช้ในการสื่อสารความเร่งด่วนของปัญหา และกระตุ้น
ความสนใจให้ผู้ดําเนินนโยบายนําทางออกไปปฏิบัติ
หนังสือเข้าข่ายนี้ที่ดีที่สุดเท่าที่ผู้เขียนรู้จักคือ Plan
B 3.0 โดย เลสเตอร์ บราวน์ (Lester Brown) ผู้ก่อตั้ง
World Watch สถาบันวิจัยแห่งแรกของโลกที่มุ่งเน้นการ
ศึกษาวิเคราะห์แนวโน้มสิ่งแวดล้อมระดับโลก ปัจจุบันเขา
เป็นผู้อํานวยการ Earth Policy Institute สถาบันที่เขาก่อ
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 214
ตั้งขึ้นในปี 2001 เพื่อค้นคว้าหาทางออกจากโลกปัจจุบันที่
เข้าขั้นวิกฤต สู่โลกอนาคตที่ระบอบเศรษฐกิจมีความยั่งยืน
เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและเพื่อนร่วมโลกของมนุษย์
Plan B 3.0 เปรียบเสมือน ‘คัมภีร์’ เล่มไม่หนามาก
ที่สังเคราะห์ความคิดของบราวน์และผลงานวิจัยของ Earth
Policy Institute ลงมาเป็นภาษาที่เข้าใจง่าย เนื่องจากงาน
วิ จั ย ด้ า นสิ่ ง แวดล้ อ มย่ อ มดํ า เนิ น ไปอย่ า งไม่ ห ยุ ด ยั้ ง เพื่ อ
ติดตามสถานการณ์และคิดหาวิธีใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการ
แก้ปัญหา Plan B 3.0 จึงเป็นหนังสือที่มีอัพเดทออกมา
เรื่อยๆ ฉบับที่ผู้เขียนแนะนําวันนี้คือเวอร์ชั่น 3.0 ตีพิมพ์ปี
2007 สามารถอ่ า นออนไลน์ ห รื อ ดาวน์ โ หลดทั้ ง เล่ ม ได้ ที่
http://www.earth-policy.org/Books/PB3/ แต่ผู้เขียนขอ
แนะนําให้ซื้อฉบับที่เป็นหนังสือ เพราะอ่านง่ายกว่าและ
เหมาะสําหรับใช้อ้างอิง ผู้เขียนเองใช้ฉบับออนไลน์เฉพาะ
เวลาต้องการหาข้อมูลแต่จําไม่ได้ว่าอยู่หน้าไหน
บราวน์อธิบายเป้าหมายของหนังสือสําคัญเล่มนี้
อย่างรวบรัดว่า “Plan B 3.0 นําเสนอแผนที่เป็นรูปธรรม
และครบถ้วนในการทวนกระแสที่กําลังทําให้อนาคตของเรา
อยู่ในอันตราย เป้าหมายหลักสี่ข้อของแผนการนี้คือ การทํา
ให้สภาพภูมิอากาศเข้าสู่เสถียรภาพ ประชากรโลกเข้าสู่
เสถียรภาพ กําจัดความยากจน และฟื้นฟูระบบนิเวศของ
โลกที่เสียหาย” เขาย้ำ�ว่าความล้มเหลวของเราที่จะบรรลุ
เป้ า หมายใดเป้ า หมายหนึ่ ง ในสี่ อ ย่ า งนี้ ค งทํ า ให้ เ ราไม่
สฤณี อาชวานันทกุล :: 215
สามารถบรรลุเป้าหมายอื่นๆ ด้วย เพราะประเด็นเหล่านี้
เชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด
Plan B 3.0 สรุปปัญหาของมนุษยชาติไว้ว่า การ
เติบโตของประชากรที่ยังอยู่ในอัตราสูงในประเทศยากจน
กําลังทําให้รัฐบาลอ่อนแอ สมาชิกใหม่ของโลกปีละ 70 ล้าน
คนเกิดในประเทศที่น้ำ�และป่าไม้กําลังร่อยหรอ ดินกําลัง
เสื่อมคุณภาพ และทุ่งหญ้ากําลังกลายเป็นทะเลทราย ยิ่ง
ปัญหาทับถมหมักหมมขึ้นเท่าไร ความตึงเครียดในสังคมก็
จะยิ่งถีบตัวสูงขึ้น และรัฐบาลที่อ่อนแอก็จะเริ่มพังทลาย
คุณสมบัติของ ‘รัฐล้มเหลว’ ที่ชัดเจนที่สุดคือการที่รัฐบาล
ไม่สามารถมอบความปลอดภัยให้กับประชาชนได้ บราวน์
ตั้ ง ข้ อ สั ง เกตว่ า รั ฐ ล้ ม เหลวคื อ สั ญ ญาณแรกๆ ที่ บ่ ง ชี้ ว่ า
อารยธรรมกําลังล่มสลาย ประเทศโซมาเลีย ซูดาน คองโก
ไฮติ และปากีสถานเป็นเพียงตัวอย่างที่คนทั่วไปรู้จักดีที่สุด
แต่อาจนึกไม่ถึงว่ารากของปัญหาความรุนแรงในประเทศ
เหล่านี้คือปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม
บราวน์ชี้ให้เห็นว่าลําพังปัญหาที่หมักหมมเหล่านี้ก็
เลวร้ายมากพอแล้ว แต่ถูกซ้ำ�เติมให้แย่ลงกว่าเดิมอีกด้วย
ปั ญ หาใหม่ ๆ เช่ น สถานการณ์ ที่ น้ำ � มั น กํ า ลั ง จะเข้ า สู่ จุ ด
สูงสุด ที่เรียกว่า peak oil (ซึ่งเมื่อผ่านจุดนั้นไปแล้วก็มีแต่
จะลดลงเรื่อยๆ เพราะน้ำ�มันเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิล หมดแล้ว
หมดเลย ไม่ใช่พลังงานทดแทนอย่างพลังงานแสงอาทิตย์)
ปัญหาราคาอาหารสูงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่พื้นที่การเกษตรถูก
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 216
เปลี่ ย นไปปลู ก พื ช เพื่ อ ผลิ ต พลั ง งานทดแทน (ซึ่ ง เป็ น
‘แฟชั่น’ ที่บราวน์แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในหนังสือเล่มนี้
ว่ า ไร้ ส าระเพี ย งใด เพราะถั ง ก๊ า ซเอทานอลขนาด 25
แกลลอนหนึ่งถังต้องใช้ธัญพืชในปริมาณที่เลี้ยงคนได้หนึ่ง
คนเป็นเวลาหนึ่งปี ซึ่งหมายความว่าระหว่างที่รถยนต์กําลัง
แย่ ง ชิ ง พื้ น ที่ ก ารเพาะปลู ก ไปจากท้ อ งมนุ ษ ย์ จํ า นวน
ผู้หิวโหยในโลกก็มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นถึงสองเท่า จาก
600 ล้านเป็น 1.2 พันล้านคน) และที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ
ผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะ
ภาวะโลกร้ อ น ซึ่ ง กํ า ลั ง ขยายใหญ่ เ ป็ น ปั ญ หาระดั บ โลก
มากมาย เช่น ปัญหาการขาดแคลนน้ำ�
สิ่งที่ทําให้ Plan B 3.0 มีความสําคัญและน่าสนใจ
กว่าเป็นหนังสืออีกหนึ่งเล่มที่สรุปปัญหาระดับโลก คือการ
ที่บราวน์อธิบายหนทางแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างชัดเจนและ
เป็ น รู ป ธรรมสมกั บ ชื่ อ ของหนั ง สื อ ซึ่ ง สื่ อ ความหมายว่ า
มนุษย์ต้องเปลี่ยนแปลงวิถีการพัฒนาไปใช้ ‘แผนสอง’ โดย
ด่ ว น ในเมื่ อ ‘แผนหนึ่ ง ’ หรื อ Plan A ที่ เ ป็ น อยู่ นั้ น ไม่
สามารถรับประกันอนาคตที่ดีให้กับลูกหลานเราได้อีกต่อไป
บราวน์ เ ห็ น ด้ ว ยกั บ เสี ย งที่ ดั ง ขึ้ น เรื่ อ ยๆ ของนั ก วิ ท ยา-
ศาสตร์ ห ลายคนที่ ย้ำ � ว่ า ทั้ ง โลกต้ อ งลดการปล่ อ ยก๊ า ซ
คาร์บอนไดออกไซด์ร้อยละ 80 ภายในปี 2020 เพื่อจํากัด
การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิให้เหลือน้อยที่สุด

สฤณี อาชวานันทกุล :: 217


วิชา 50 เล่มเกวียน :: 218
บราวน์อธิบายว่าเป้าหมายที่อาจดูไกลเกินเอื้อม
ดังกล่าวสามารถบรรลุได้ด้วยการลงมือทํากลยุทธ์หลักสาม
ประการไปพร้อมกัน ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพของการ
ใช้พลังงาน การพัฒนาแหล่งพลังงานทดแทนใหม่ๆ และ
การเพิ่มพื้นที่ป่าทั่วโลก ถ้ากลยุทธ์สามประการนี้สามารถ
บรรลุเป้าหมาย บราวน์บอกว่าเราก็จะสามารถค่อยๆ ปลด
ระวางโรงไฟฟ้าถ่านหิน (ตัวการหลักแหล่งหนึ่งของภาวะ
โลกร้อน) ได้ทั้งหมดทุกโรงทั่วโลก
Plan B 3.0 เต็มไปด้วยตัวอย่างที่อ่านสนุกและ
เป็นรูปธรรมชัดเจนว่าจะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างไร ทางออก
หลายทางที่บราวน์นําเสนอไม่ต้องใช้อะไรมากกว่าเจตจํานง
ของรัฐบาลในการลงมือทํา เพราะใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่แล้ว
ในปัจจุบัน เช่น บราวน์บอกว่าถ้าเราสามารถเปลี่ยนหลอด
ไฟแบบไส้เป็นหลอดนีออนได้ทั้งหมด เราก็จะสามารถลด
ปริ ม าณการใช้ ไ ฟฟ้ า ทั่ ว โลกได้ ก ว่ า ร้ อ ยละ 12 ซึ่ ง
หมายความว่าเราจะสามารถปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินได้ถึง 705
แห่ง จาก 2,370 แห่งทั่วโลก อีกตัวอย่างหนึ่งที่ทําได้เลยคือ
การปรับเปลี่ยนอาคารให้ใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กว่าเดิม ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถลดปริมาณการ
ใช้พลังงานได้ถึงร้อยละ 20-50
หนังสือเล่มนี้จะอธิบายว่า ‘ต้นทุนที่แท้จริง’ ของ
เชื้อเพลิงที่ไม่มีใครจ่ายอยู่ตรงไหน และเหตุใดมันจึงมีมูลค่า
ถึง 12 เหรียญต่อแกลลอน เหตุใดวิถีการพัฒนาที่ผ่านมา
สฤณี อาชวานันทกุล :: 219
ของโลกตะวันตกจึงจะใช้ไม่ได้สําหรับจีน หรืออินเดีย (หรือ
บราซิล อินโดนีเซีย อิหร่าน รัสเซีย ฯลฯ) ‘ระบบนิเวศของ
เมือง’ คืออะไรและเหตุใดเราถึงควรสนใจมัน ทั้งหมดนี้และ
ข้อคิดดีๆ อีกมากมายทําให้ Plan B 3.0 เป็นหนึ่งในหนังสือ
ที่ผู้เขียนคิดว่า ‘ต้องอ่าน’ สําหรับทุกคนที่ห่วงใยโลกและ
อยากเห็นทางออกที่เป็นรูปธรรมกว่าที่เป็นอยู่.

วิชา 50 เล่มเกวียน :: 220


สฤณี อาชวานันทกุล :: 221
040
Banana
Dan Koeppel

ในบรรดาหนังสือสารคดีทั้งหมด ผู้เขียนสังเกตว่าหนังสือที่
อ่านสนุกและวางไม่ลงสําหรับตัวเองมักจะเป็นหนังสือที่เข้า
ข่าย ‘เรื่องเล็กในประเด็นใหญ่’ หรือ ‘เรื่องใหญ่ในประเด็น
เล็ก’ คือถ้าไม่ใช่หนังสือที่เล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของเรื่อง
ซีเรียสให้ฟังอย่างสนุกสนาน ก็เป็นหนังสือที่ชี้ให้เห็นความ
เชื่อมโยงระหว่างปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลกระทบข้ามพรมแดน
ด้วยการวิเคราะห์เจาะลึกทุกมิติของสิ่งเล็กๆ ในชีวิตประจํา-
วันที่เราไม่เคยคิดว่ามีอะไรน่าสนใจหรือให้แง่คิด
Banana: The Fate of the Fruit that Changed
the World โดย แดน ค็อปเปล (Dan Koeppel) เป็นหนึ่งใน
หนังสือประเภทหลังที่อ่านสนุกที่สุดในรอบหลายปี หนังสือ
ขนาดเหมาะมือเล่มนี้เล่าเรื่องราวของกล้วย ผลไม้ที่ได้รับ
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 222
ความนิยมมากที่สุดในโลก ตั้งแต่มนุษย์ยุคหินเริ่มบริโภค
มันเมื่อประมาณ 7,000 ปีก่อน ค็อปเปลศึกษาค้นคว้าเรื่อง
ราวอันน่าเวียนหัวอย่างไม่น่าเชื่อของกล้วย ปะติดปะต่อ
เป็นเรื่องที่ทําให้คนอ่านทั้งทึ่งและกังวลในคราวเดียวกัน
เมื่อเขายกข้อมูลหลักฐานมากมายมาชี้ให้เห็นว่า เหตุใด
กล้วยจึงเป็นผลไม้ที่เปราะบางอ่อนแอ ทั้งๆ ที่เราพบเห็น
มันได้แทบทุกแห่งในโลก เหตุใดกล้วยพันธ์ุที่ชาวอเมริกัน
นิยมบริโภคที่สุดคือ Cavendish จึงกําลังตกอยู่ในอันตราย
จากโรคร้ายที่ไม่มีทางรักษา นักวิทยาศาสตร์กําลังทําอะไร
อยู่และจะต้องทําอะไรอีกบ้างเพื่อช่วยให้มันมีชีวิตรอด และ
เหนือสิ่งอื่นใด หนังสือเล่มนี้จะตอบคําถามว่า กล้วยเป็น
ผลไม้ที่ ‘เปลี่ยนโลก’ อย่างไร และเหตุใดโมเดลธุรกิจของ
บริ ษั ท ผู้ ป ลู ก กล้ ว ยรายใหญ่ ข องโลกจึ ง จะใช้ ก ารไม่ ไ ด้ ใ น
อนาคตอันใกล้
ประวั ติ ศ าสตร์ ก ารบริ โ ภคและธุ ร กิ จ การส่ ง ออก
กล้วยจากประเทศโลกที่สามมายังอเมริกา ที่ค็อปเปลเล่า
อย่างสนุกสนาน จะทําให้ทุกคนที่ได้อ่าน Banana ทึ่งไป
ตามๆ กั น ว่ า ผลไม้ ที่ เ คยเป็ น ของหรู ห ราหายากจาก
ประเทศโลกที่สาม ต้องเดินทางหลายพันกิโลเมตรจากถิ่น
กํ า เนิ ด แช่ แ ข็ ง ตลอดช่ ว งขนส่ ง และอยู่ ไ ด้ ไ ม่ เ กิ น สอง
สัปดาห์หลังถูกปลิดออกจากต้น กลับกลายเป็นผลไม้ที่มี
ราคาถูกที่สุดในซุปเปอร์มาร์เก็ตในอเมริกาได้อย่างไร โดย
เฉพาะเมื่อเทียบกับแอปเปิล ผลไม้ท้องถิ่นของอเมริกาที่อยู่
สฤณี อาชวานันทกุล :: 223
ได้นานหลายเดือนและมักจะปลูกในไร่ที่อยู่ห่างร้านขายของ
ชําไม่กี่ร้อยกิโลเมตร แต่กลับมีราคาแพงกว่ากล้วยนําเข้าไม่
ต่ำ�กว่าสองเท่า
ที่ผ่านมา ราคาที่ถูกแสนถูกของกล้วยในอเมริกา
เป็นเหตุผลหลักที่ทําให้มันเป็นผลไม้ที่ชาวอเมริกันบริโภค
มากที่ สุ ด ในแต่ ล ะปี มากกว่ า แอปเปิ ล และส้ ม รวมกั น
ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นในเวลาไม่ถึงหนึ่งศตวรรษ หลังจาก
ที่บริษัท United Fruit (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Chiquita)
ค้นพบวิธีขายกล้วยราคาถูก ซึ่งมีทั้งกลยุทธ์การทําธุรกิจ
ตามปกติ แ ละวิ ธี ‘สกปรก’ ที่ น่ า ประณามเป็ น อย่ า งยิ่ ง
กลยุทธ์ปกติประกอบด้วยการถางป่าไม้ในทวีปอเมริกาใต้
ทําไร่กล้วย สร้างรถไฟและเครือข่ายโทรคมนาคมเพื่อลด
ต้นทุนการขนส่งและสื่อสารในระยะยาว คิดค้นเทคนิคการ
แช่ แ ข็ ง ที่ ทํ า ให้ ค วบคุ ม เวลาสุ ก ของกล้ ว ยได้ และส่ ว นที่
ผู้เขียนคิดว่าสนุกที่สุดคือ กลยุทธ์การตลาดที่ได้ผลอย่าง
มหาศาล โดยเฉพาะการจ้ า งนั ก แต่ ง เพลงให้ เ ขี ย นเพลง
โฆษณาที่ติดหูติดปากคนทั้งประเทศ จ้างนักการศึกษาให้
ใส่ข้อมูลเรื่องประโยชน์ของกล้วยไว้ในหนังสือเรียน และจ้าง
แพทย์ให้หว่านล้อมบรรดาแม่ๆ ทั้งหลายให้เชื่อว่ากล้วยนั้น
ดีต่อสุขภาพเด็กเพียงใด
แต่ สิ่ ง ที่ ทํ า ให้ ก ล้ ว ยไม่ ไ ด้ เ ป็ น ธุ ร กิ จ พื้ น ๆ น่ า เบื่ อ
และทําให้ Banana ไม่ได้เป็นแค่หนังสือประวัติศาสตร์ธุรกิจ
ชั้นดี หาใช่กลยุทธ์ทางธุรกิจที่บางอย่างสมควรถูกเรียกว่า
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 224
เป็น “นวัตกรรม” ในสมัยนั้น หากเป็นกลยุทธ์ “สกปรก”
มากมายที่บริษัทกล้วยยักษ์ใหญ่ใช้ และค็อปเปลเล่าอย่าง
น่าติดตามตลอดเล่ม กลยุทธ์อย่างเช่นการไม่ให้สวัสดิการ
ขั้ น พื้ น ฐานอย่ า งค่ า รั ก ษาพยาบาล และกดค่ า แรงของ
ลู ก จ้ า ง (ซึ่ ง ส่ ว นใหญ่ เ ป็ น ชาวบ้ า นท้ อ งถิ่ น ในอเมริ ก าใต้ )
ไว้ต่ำ�เตี้ยติดดิน ล้วนเป็นปัจจัยสําคัญที่ช่วยให้บริษัทกล้วย
สามารถกดต้นทุนให้ต่ำ�จนชาวอเมริกันซื้อกล้วยได้ในราคา
ถู ก กว่ า ผลไม้ ช นิ ด อื่ น ฝ่ า ยรั ฐ บาลของประเทศต่ า งๆ ที่
บริษัทกล้วยเข้าไปทําธุรกิจแบบผูกขาดหรือเกือบผูกขาด
ก็เอาอกเอาใจนายทุนต่างชาติจนออกนอกหน้าและกระทั่ง
ทํ า ร้ า ยประชาชนของตั ว เอง เช่ น กรณี ท หารของรั ฐ บาล
โคลัมเบียยิงปืนใส่กลุ่มชาวบ้านซึ่งมีทั้งผู้หญิงและเด็ก ในปี
1929 เพื่อสลายการชุมนุม ทั้งๆ ที่พวกเขาเพียงแต่เกาะ
กลุ่มสังสรรค์กันหลังไปโบสถ์วันอาทิตย์เท่านั้น ไม่ได้ชุมนุม
ประท้ ว งอะไร บริ ษั ท กล้ ว ยบางแห่ ง มี ก องทั พ อเมริ ก า
หนุนหลัง มีอิทธิพลสูงจนสามารถแทรกแซงการเมืองใน
อเมริกาใต้ โค่นล้มรัฐบาลที่ไม่ให้ความร่วมมือกับพวกเขาใน
การขยายกิจการ ตัวอย่างที่โด่งดังที่สุดจวบจนทุกวันนี้คือ
กรณีบริษัท United Fruit มีส่วนสําคัญในการล้มล้างรัฐบาล
ที่มาจากการเลือกตั้งของกัวเตมาลาในปี 1954
ประเด็นน่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งที่เกี่ยวกับกล้วย
คือพันธุกรรม ค็อปเปลบอกว่ากล้วยที่ชาวอเมริกัน (และทุก
ประเทศที่นําเข้ากล้วยจากอเมริกาใต้ อาทิ จีน เยอรมนี
สฤณี อาชวานันทกุล :: 225
และรั ส เซี ย ) ทุ ก คนรั บ ประทานนั้ น มี พั น ธ์ุ เ ดี ย ว คื อ
Cavendish ทั้งๆ ที่ทั่วโลกมีกล้วยกว่า 1,000 พันธ์ุ ทั้งนี้
เนื่ อ งจากบริ ษั ท กล้ ว ยค้ น พบว่ า การปลู ก และขายกล้ ว ย
เพียงพันธ์ุเดียวเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการยืนยันว่ากล้วยทุกใบ
ในการขนส่งแต่ละครั้งจะสุกในเวลาเดียวกัน ซึ่งทําให้บริษัท
ได้ประโยชน์จากขนาด (economies of scale) มหาศาล
และช่วยให้บริษัทขายกล้วยในราคาถูกได้ อย่างไรก็ตาม
การปลู ก กล้ ว ยพั น ธ์ุ เ ดี ย วมี ค วามเสี่ ย งสู ง มาก เพราะมั น
หมายความว่าไวรัสที่ร้ายแรงอาจทําลายกล้วยที่ปลูกเชิง
พาณิชย์ทุกแปลงทั่วโลกลงอย่างราบคาบภายในเวลาไม่กี่ปี
เท่านั้น ซึ่งนั่นก็เป็นข่าวร้ายที่เคยเกิดขึ้นในอดีต สมัยต้น
ศตวรรษที่ 20 เมื่ อ โรคร้ า ยเริ่ ม ทํ า ลายกล้ ว ยที่ ป ลู ก เชิ ง
พาณิชย์พันธ์ุแรกคือ Gros Michel จนสูญพันธ์ุไปอย่างสิ้น
เชิงในทศวรรษ 1960 และทําให้บริษัทกล้วยแทบล้มหาย
ตายจากไปหมด หากไม่ได้กล้วยพันธ์ุ Cavendish (ซึ่ง
ค็อปเปลบอกว่ารสชาติแย่กว่า ลูกเล็กกว่า และอ่อนแอกว่า
Gros Michel มาก) มาช่วยต่อลมหายใจจนรุ่งเรืองรอบใหม่
ช่วงท้ายๆ ของ Banana เล่าปัญหาของอุตสาห-
กรรมกล้วยในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาดรุนแรงรอบ
ใหม่ที่อาจทําให้กล้วยพันธ์ุ Cavendish ต้องสูญพันธ์ุไป
เหมือนกับ Gros Michel นอกจากนี้ ราคาน้ำ�มันที่ถีบตัวสูง
ขึ้นเรื่อยๆ และผลผลิตกล้วยที่ตกต่ำ�ลงอย่างมากจากปัญหา
น้ำ�ท่วมในเอกวาดอร์ ผู้ส่งออกกล้วยรายใหญ่ที่สุดของโลก
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 226
ก็น่าจะทําให้กล้วยมีราคาสูงขึ้นจนชาวอเมริกันเลิกคิดว่ามัน
ถูกพอที่จะซื้อคราวละหลายหวีมาหั่นใส่ซีเรียลหรือไอศกรีม
อีกต่อไป และเมื่อถึงตอนนั้น แน่นอนว่าบริษัทกล้วยจะต้อง
เปลี่ยนโมเดลธุรกิจจากหน้ามือเป็นหลังมือ
นอกจากจะเล่าประวัติเปี่ยมสีสันของอุตสาหกรรม
กล้วยตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน และวาดภาพอนาคตทั้งที่น่าจะ
เป็ น และควรจะเป็ น ให้ เ ราเห็ น อย่ า งแจ่ ม ชั ด ค็ อ ปเปลยั ง
สอดแทรกเกร็ดน่าสนใจต่างๆ เกี่ยวกับกล้วยเอาไว้ตลอด
เล่มอย่างแนบเนียนและอ่านสนุกมาก ทําให้ Banana เป็น
ทั้ ง หนั ง สื อ ธุ ร กิ จ และเศรษฐศาสตร์ อรรถาธิ บ ายทาง
วิ ท ยาศาสตร์ แ ละพั น ธุ ก รรม และกระทั่ ง ประวั ติ ศ าสตร์
วัฒนธรรม (หนึ่งในตอนที่สนุกที่สุดในหนังสือ คือตอนที่
ค็อปเปลอธิบายว่าเหตุใด “ผลไม้ต้องห้าม” ในสวนสวรรค์
อี เ ดนตามพระคั ม ภี ร์ ไ บเบิ ล จึ ง น่ า จะเป็ น กล้ ว ย ไม่ ใ ช่
แอปเปิ ล ตามที่ ค นส่ ว นใหญ่ เ ชื่ อ ) ทั้ ง หมดนี้ อ่ า นได้ ใ น
Banana – หนังสือไม่ธรรมดาเกี่ยวกับผลไม้ธรรมดา.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 227


041
The Power of
Unreasonable People

John Elkington
& Pamela Hartigan

ในบรรดา ‘กระแส’ ทั้ ง หมดที่ กํ า ลั ง พั ด กระพื อ ไปทั่ ว โลก


กระแสการดําเนินกิจการที่นําองค์ความรู้จากโลกธุรกิจมาใช้
แก้ปัญหาสังคมอย่างยั่งยืน หรือที่เรียกว่า ‘ธุรกิจเพื่อสังคม’
(social enterprise) เป็นกระแสหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่าเป็น
‘ของจริง’ ไม่ใช่แฟชั่นชั่วคราวเหมือนกับกระแสธุรกิจส่วน
ใหญ่ที่ฮิตกันไม่กี่เดือนแล้วก็ซา เพราะเป็นเพียงชื่อใหม่ของ
กลยุทธ์ทางธุรกิจเก่าๆ ที่บางบริษัทเคยใช้จนสําเร็จมาแล้ว
ในอดีต
ผู้เขียนคิดว่าเหตุผลสําคัญที่ทําให้กระแสธุรกิจเพื่อ
สังคมเป็น ‘ของจริง’ คือ ธุรกิจเพื่อสังคมจํานวนมากได้
พิ สู จ น์ ใ ห้ เ ห็ น แล้ ว ว่ า เป็ น ธุ ร กิ จ ที่ ทั้ ง ส่ ง มอบประโยชน์
สาธารณะ และอยู่ได้อย่างยั่งยืนในทางธุรกิจ กิจการเพื่อ
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 228
สังคมจํานวนไม่น้อยกําลังแข่งในตลาดเดียวกันกับธุรกิจ
ปกติ บางรายไม่เพียงแต่แข่งได้เท่านั้น แต่ยังกําลังเอาชนะ
คู่แข่งที่ทําธุรกิจแบบเดิมๆ อีกด้วย ความสําเร็จของธุรกิจ
เพื่อสังคมเหล่านี้ทําให้กระแสดังกล่าวได้รับความนิยมและ
ความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างน่ายินดี และดังนั้นจึงทําให้
หนังสือเกี่ยวกับธุรกิจเพื่อสังคมทวีจํานวนขึ้นเรื่อยๆ เป็น
เงาตามตัว น่าเสียดายที่กระแสนี้ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเท่าที่
ควรในประเทศไทย
ผู้เขียนเคยพูดถึง Creating a World Without
Poverty ของมู ฮั ม หมั ด ยู นุ ส ผู้ ก่ อ ตั้ ง ธนาคารกรามี น
ธนาคารเพื่อคนจนแห่งแรกในโลก เจ้าของรางวัลโนเบล
สาขาสันติภาพปี 2006 หนังสือเล่มนั้นบอกเล่าประสบ-
การณ์การทําธุรกิจเพื่อสังคมของยูนุสเป็นหลัก แต่ไม่ได้
อธิบายโมเดลการทําธุรกิจเพื่อสังคมแบบอื่น หรือแม้แต่
แนวคิดเกี่ยวกับการทําธุรกิจของ ‘ผู้ประกอบการเพื่อสังคม’
(social entrepreneurs) รายอื่น ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีความ
หลากหลายไม่ น้ อ ยไปกว่ า วิ ธี คิ ด เกี่ ย วกั บ การทํ า ธุ ร กิ จ
กระแสหลัก
ผู้เขียนยินดีที่จะบอกทุกท่านว่า หนังสือเรื่อง The
Power of Unreasonable People: How Social
Entrepreneurs Create Markets That Change the World
เป็นหนังสือเกี่ยวกับธุรกิจเพื่อสังคมที่ดีที่สุดตั้งแต่ผู้เขียน
เริ่มอ่านหนังสือแนวนี้เป็นต้นมา (ประมาณปี 1997) ผู้เขียน
สฤณี อาชวานันทกุล :: 229
หนังสือทั้งสองคนเป็นผู้เชี่ยวชาญที่คร่ำ�หวอดในวงการนี้มา
ตั้งแต่แรกเริ่ม โดย จอห์น เอลคิงตัน (John Elkington)
เป็ น ที่ รู้ จั ก เป็ น อย่ า งดี ใ นแวดวงธุ ร กิ จ เพื่ อ สั ง คมและ
ซีเอสอาร์ ในฐานะผู้ประดิษฐ์คําว่า ‘Triple Bottom Line’ ซึ่ง
ประกอบด้วย Profit People และ Planet มาอธิบายแนวคิด
ใหม่ ที่ เ ชื่ อ ว่ า ธุ ร กิ จ ควรนํ า ส่ ง ผลตอบแทนต่ อ สั ง คมและ
สิ่งแวดล้อมด้วย มิใช่นําส่งเพียงผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น
เท่านั้น ส่วนผู้ร่วมเขียนคือ พาเมลา ฮาร์ติแกน (Pamela
Hartigan) นั้นก็เป็นผู้บริหารมูลนิธิ Schwab ระดับร่วมบุก
เบิ ก มู ล นิ ธิ นี้ เ ป็ น มู ล นิ ธิ ข นาดใหญ่ แ ห่ ง แรกๆ ในโลกที่
ให้การส่งเสริมและสนับสนุนธุรกิจเพื่อสังคม ทั้งในและนอก
สหรัฐอเมริกา
ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่ทั้ง ‘กว้าง’ และ
‘ลึก’ ชนิดหาตัวจับยากของผู้เขียนทั้งสอง ทําให้พวกเขา
สามารถรวบรวม วิเคราะห์ สังเคราะห์ และสรุปโมเดลและ
ประเด็ น ต่ า งๆ จากโลกธุ ร กิ จ เพื่ อ สั ง คม ลงมาเป็ น กรณี
ศึกษาและบทเรียนที่ทั้งอ่านสนุกและมีประโยชน์อย่างยิ่ง
โดยเฉพาะสําหรับนักธุรกิจและเอ็นจีโอสมัยใหม่ทุกคนที่
สนใจจะก่อตั้งกิจการเพื่อสังคม
จุ ด เด่ น ของ The Power of Unreasonable
People อยู่ที่ความสามารถของผู้เขียนทั้งสองในการ ‘สกัด’
ปัจจัยที่สําคัญที่สุดต่อความยั่งยืนของธุรกิจเพื่อสังคมแต่ละ
แห่งออกมาเป็นชุด ‘กุญแจแห่งความสําเร็จ’ ที่มีทั้งจุดร่วม
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 230
และจุดต่างอย่างน่าสนใจมาก ยกตัวอย่างเช่น ปัจจัยแห่ง
ความสํ า เร็ จ สองประการที่ เ ป็ น ‘จุ ด ร่ ว ม’ ของธุ ร กิ จ เพื่ อ
สังคมมากมายได้แก่ 1) ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในความ
ต้องการของคนจนและ ‘ตลาดคนจน’ (ซึ่งตอนนี้มีชื่อสากล
ในวงวรรณกรรมธุ ร กิ จ แล้ ว ว่ า Bottom-of-the-Pyramid
market หรื อ ‘ตลาด BOP’ – รายละเอี ย ดอ่ า นได้ จ าก
หนังสือเรื่อง The Fortune at the Bottom of the Pyramid)
และ 2) ความสามารถในการดึงดูดและรักษาพนักงานดี
ให้อยู่กับองค์กรนานๆ ผู้เขียนทั้งสองพบว่า แนวโน้มหนึ่งที่
กําลังมาแรงขึ้นเรื่อยๆ ในบรรดาคนรุ่น Generation Y (เกิด
หลังปี 1982) คือ ความสนใจที่จะหาอาชีพการงานที่มอบ
ความหมายให้กับชีวิต ไม่ได้จ่ายค่าตอบแทนสูงๆ เพียง
อย่างเดียวเหมือนแต่ก่อน แนวโน้มดังกล่าวทําให้ธุรกิจเพื่อ
สังคมชั้นแนวหน้าสามารถดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความ
สามารถเข้ามาร่วมทํางานด้วยมากขึ้นเรื่อยๆ
ตัวอย่างที่อ่านสนุกหลายเรื่องในหนังสือเล่มนี้ โดย
เฉพาะเคสของ CEMEX ผู้ผลิตปูนซิเมนต์รายใหญ่ของ
เม็ ก ซิ โ กที่ บุ ก เบิ ก ตลาดปู น ซิ เ มนต์ สํ า หรั บ คนจน และ
Waste Concern บริษัทรีไซเคิลขยะไปทําปุ๋ยในบังคลาเทศ
ได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า บริษัทหลายแห่งได้ค้นพบ
แล้วว่าถ้าพวกเขาทุ่มเทเวลา เงินทุน และมันสมองให้กับ
การคิดค้นโมเดลธุรกิจใหม่ๆ พวกเขาก็จะสามารถนําส่ง
สินค้าและบริการไปสู่ชุมชนที่พวกเขาเคยคิดว่า ‘ไม่มีกําลัง
สฤณี อาชวานันทกุล :: 231
ซื้อ’ และการทําเช่นนั้นเองก็เท่ากับเป็นการสร้าง ‘ตลาด’
ใหม่ ถ อดด้ า มให้ กั บ สิ น ค้ า และบริ ก ารของพวกเขา ซึ่ ง
นอกจากจะเป็นการช่วยเหลือสังคมทางอ้อมแล้ว ยังช่วย
แบ่งเบาภาระในการบริการสังคมของภาครัฐ ผลักดันกําไร
ให้เติบโตอย่างมหาศาล และนําส่งผลตอบแทนงามๆ ให้กับ
ผู้ถือหุ้นไปพร้อมกัน
จุดเด่นประการหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่าน่าตื่นเต้นมาก
และเป็นประเด็นที่ทําให้ The Power of Unreasonable
People เป็ น หนั ง สื อ ที่ ทั้ ง ‘ดี ก ว่ า ’ และ ‘ทั น สมั ย กว่ า ’
หนังสือเรื่อง How to Change the World ของ เดวิด
บอร์นสตีน (หนังสือเกี่ยวกับธุรกิจเพื่อสังคมเล่มแรกๆ) คือ
การที่เอลคิงตันและฮาร์ติแกนสามารถอธิบายและแจกแจง
กลไกเชิงสถาบันต่างๆ ในโลกการเงิน ที่กําลังช่วยให้วงการ
ธุรกิจเพื่อสังคมเติบโตอย่างก้าวกระโดดกว่าที่แล้วมา เช่น
การใช้รูปแบบกองทุนของ Leapfrog Fund (ก่อตั้งโดย
มูลนิธิ Schwab ร่วมกับมูลนิธิ Lemelson) เป็น ‘เครื่องมือ’
ในการเร่งอัตราการถ่ายโอนและแลกเปลี่ยนนวัตกรรมและ
โมเดลการทําธุรกิจเพื่อสังคมที่ประสบความสําเร็จแล้วใน
อดีต จากผู้ประกอบการเพื่อสังคมในประเทศหนึ่งไปสู่ผู้
ประกอบการรายใหม่ในอีกซีกโลกหนึ่ง ไม่นับกองทุนเพื่อ
สังคมมากมายที่กําลังผุดขึ้นมาเติมเต็มช่องว่างระหว่างภาค
การกุศล (แหล่งทุนดั้งเดิมของเอ็นจีโอ) กับตลาดทุนกระแส
หลั ก (แหล่ ง ทุ น ดั้ ง เดิ ม ของธุ ร กิ จ ทั่ ว ไป) อาทิ Acumen
Fund, New Ventures, Technoserve และล่ า สุ ด
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 232
Google.org
ใครก็ตามที่เคยได้ยินเรื่องราวของธุรกิจเพื่อสังคม
มาบ้ า งแต่ ยั ง ไม่ แ น่ ใ จว่ า มี โ มเดลระดั บ สากลที่ นํ า มาปรั บ
ใช้ได้ข้ามพรมแดน ข้ามบริบททางสังคม เศรษฐกิจ และ
วัฒนธรรม จะพบคําตอบอย่างแจ่มชัดใน The Power of
Unreasonable People – หนังสืออ่านสนุกเปี่ยมสาระที่จะ
สร้างแรงบันดาลใจอย่างแรงกล้า (โดยเฉพาะบทสุดท้าย
ของหนังสือ) และมอบ ‘พิมพ์เขียว’ ให้ทุกคนสามารถนําไป
สร้างธุรกิจเพื่อสังคมที่ประสบความสําเร็จได้ในท้องถิ่นของ
ตัวเอง ผู้เขียนเชื่อมั่นว่าถ้าคนไทยเราอ่านหนังสือเล่มนี้กัน
มากๆ ประเทศไทยจะไม่เพียงแต่มีโอกาสเห็นวงการธุรกิจ
เพื่อสังคมได้หยั่งรากและเติบโตเท่านั้น แต่คนอื่นๆ ที่ไม่ได้
เป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคมก็น่าจะสามารถละทิ้งอคติและ
มายาคติเดิมๆ เกี่ยวกับ ‘คนจน’, ‘ชาวบ้าน’ และ ‘คนบ้าน
นอก’ ได้ ใ นที่ สุ ด จะได้ ม องเห็ น ว่ า ภายในบรรยากาศ
การเมืองแบบเก่าๆ ก็มีที่ทางให้นายทุนที่มีจิตสาธารณะ
และเอ็นจีโอที่มีหัวธุรกิจสามารถแผ้วถางทางใหม่เพื่อช่วย
สังคมได้เหมือนกัน โดยไม่ต้องรอพึ่งการเมืองใหม่ที่ไม่รู้ว่า
จะดีกว่าเก่าจริงหรือไม่ หรือรอฟ้าประทานผู้วิเศษมาแก้
ปัญหาเหมือนอย่างในอดีตที่ผ่านมา.

ฉบับภาษาไทย: พลังของคนหัวรั้น สำ�นวนแปล สฤณี อาชวานันทกุล,


สำ � นั ก พิ ม พ์ ม ติ ช น, 2552 ผู้ เ ขี ย นได้ รั บ งานแปลชิ้ น นี้ ห ลั ง จากที่ เ ขี ย น
แนะนำ�ไปแล้ว มิได้รู้ล่วงหน้าแต่อย่างใด
สฤณี อาชวานันทกุล :: 233
042
Remix
Lawrence Lessig

ในบรรดาสมมุติฐานทั้งหมดในโลกเศรษฐศาสตร์และธุรกิจ
ตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นต้นมา หนึ่งในสมมติฐานที่
ยื น ยงคงกระพั น ที่ สุ ด คื อ ความเชื่ อ ที่ ว่ า กรรมสิ ท ธิ์ ส่ ว น
บุคคลเป็นเงื่อนไขหลักที่จําเป็นต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ
รัฐมีหน้าที่ส่งเสริมและปกป้องกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลอย่างสุด
ความสามารถ ด้วยกลไกกฎหมายและการปราบปราม
แต่บัดนี้โลกได้เปลี่ยนแปลงไปจนแทบไม่เหลือเค้า
เดิมโดยเฉพาะสําหรับ ‘คนเมือง’ ผู้มีการศึกษา อินเทอร์-
เน็ตและเทคโนโลยีการสื่อสารทําให้คนสร้างและแปลงงาน
สร้างสรรค์ให้เป็น ‘ข้อมูลดิจิตัล’ ได้อย่างรวดเร็ว ทําซ้ำ�และ
เผยแพร่ ง านนั้ น ได้ ไ ม่ สิ้ น สุ ด ด้ ว ยค่ า ใช้ จ่ า ยน้ อ ยมากหรื อ
ไม่มีเลย โดยไม่ทําให้งานดั้งเดิมขาดตกหรือบกพร่องไป
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 234
พฤติกรรมของผู้บริโภคที่ใช้ชีวิตในโลกดิจิตัลมากขึ้นเรื่อยๆ
เปลี่ ย นแปลงอย่ า งรวดเร็ ว เกิ น กว่ า ที่ ร ะบบกฎหมายและ
ทั ศ นคติ ข องบริ ษั ท หวงลิ ข สิ ท ธิ์ จํ า นวนมากจะตามทั น
‘ผู้ใหญ่’ หลายคนที่ไม่คุ้นเคยกับโลกดิจิตัลเชื่ออย่างหดหู่ว่า
การละเมิดลิขสิทธิ์ที่แพร่หลายในโลกนั้น เป็นเพียงตัวอย่าง
ล่าสุดของภาวะศีลธรรมเสื่อมโทรมในสังคมสมัยใหม่
ถ้าคุณเป็นหนึ่งใน ‘ผู้ใหญ่’ ที่มองสังคมดิจิตัลในแง่
ร้ า ยอย่ า งนั้ น Remix หนั ง สื อ เล่ ม ล่ า สุ ด ของ ลอว์ เ รนซ์
เลสสิก (Lawrence Lessig) หนึ่งในนักคิดในดวงใจของ
ผู้เขียน จะทําให้คุณเปลี่ยนใจหรืออย่างน้อยก็มองเห็นมิติ
อันหลากหลายซับซ้อนของวิถีชีวิตยุคดิจิตัล ที่จะทําลาย
มายาคติเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์ พร้อมทั้งสร้างความ
เข้าใจต่อกระบวนทัศน์ใหม่ที่กําลังเปลี่ยนโลกขึ้นมาแทนที่
Remix คื อ คํ า ตอบของเลสสิ ก ต่ อ คํ า ถามใหญ่ ว่ า
“การที่คนทั้งรุ่นถูกประณามว่าเป็นอาชญากรไซเบอร์นั้น
หมายความว่าอะไรต่อสังคม?” หนังสือเล่มนี้ต่อยอดความ
คิดหลักของเลสสิกที่อธิบายตั้งแต่เรื่อง Free Culture นั่น
คือ ถ้าเราอยาก “ประกาศสงครามกับการละเมิดลิขสิทธิ์”
อย่างที่รัฐบาลหลายประเทศชอบทํา เราก็ต้องเตรียมพร้อม
ที่จะรับมือกับความเสียหายนานัปการที่จะเกิดขึ้น ความ
เสียหายที่ผู้ประกาศสงครามอาจไม่ตั้งใจ แต่อาจมีมูลค่าสูง
กว่าประโยชน์ที่สังคมคิดว่าจะได้รับจากการปราบปรามผู้
ละเมิดลิขสิทธิ์ นั่นเป็นเพราะพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ โดย
สฤณี อาชวานันทกุล :: 235
เฉพาะเด็กๆ ที่เติบโตมากับคอมพิวเตอร์ ได้เปลี่ยนไปใน
ทางที่กฎหมายตามไม่ทันหรือมองไม่เห็น และบริษัทที่เห็น
แก่ตัวก็อยากให้กฎหมายลิขสิทธิ์เป็นอย่างเดิมต่อไป ตัวเอง
จะได้ ฉ วยโอกาสทํ า เงิ น จากงานที่ ส ร้ า งเมื่ อ นานมาแล้ ว
แทนที่จะทุ่มเทพลังงานให้กับการสร้างงานใหม่
เลสสิกอธิบายว่า การนํางานเก่าในรูปดิจิตัลมาดัด
แปลง ผสมผสาน และต่อยอดเป็นงานใหม่นั้น เป็นส่วน
สําคัญของกิจกรรมสร้างสรรค์ของคนหนุ่มสาวในปัจจุบัน
แต่การใช้ประโยชน์จากงานเก่า ที่เรียกว่า ‘remix’ หรือ
‘mashup’ รวมทั้งการแบ่งปันไฟล์ดิจิตัลระหว่างกัน (file-
sharing) ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ธรรมดามากสําหรับผู้บริโภค
ยุ ค ใหม่ กลั บ เป็ น กิ จ กรรมที่ ผิ ด กฎหมายลิ ข สิ ท ธิ์ ปั จ จุ บั น
และแทนที่มาตรการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ของภาค
รัฐจะส่งผลให้คนทําผิดกฎหมายน้อยลง มันกลับทําให้คน
จํานวนมากขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกว่ากฎหมายไม่ยุติธรรม เข้าข้าง
บริ ษั ท ยั ก ษ์ ใ หญ่ และเป็ น อุ ป สรรคต่ อ การใช้ เ ทคโนโลยี
ใหม่ๆ ในทางที่สร้างสรรค์และเพื่อการศึกษา ประเด็นหลัก
ของเลสสิกที่เขาพยายามพิสูจน์ใน Remix คือ ถึงเวลาแล้ว
ที่ทุกฝ่ายจะมาร่วมกันพิจารณาว่า ‘สงคราม’ ที่ประกาศต่อ
ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์นี้มีต้นทุนที่สูงเกินไปหรือไม่
เลสสิกเริ่มต้นหนังสือเล่มนี้ด้วยวิธีเดียวกับที่เขา
ชอบใช้ขึ้นต้นหนังสือเล่มก่อนๆ นั่นคือ ด้วยการวาดภาพ
อดีตให้เห็นว่า งานสร้างสรรค์ก่อนยุคดิจิตัลมักเป็นผลผลิต
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 236
ของ ‘วัฒนธรรมเสรี’ ที่ส่งเสริมให้คนซึ่งล้วนเป็น ‘มือสมัคร
เล่น’ สร้าง แบ่งปัน และแลกเปลี่ยนงานของตัวเองกับคน
อื่นๆ ในชุมชน ในทางที่เป็นประชาธิปไตยอย่างยิ่ง เมื่อ
ดนตรีกลายเป็นอุตสาหกรรม วัฒนธรรมมือสมัครเล่นถูก
แทนที่ด้วยวัฒนธรรมมืออาชีพ เปลี่ยนประชากรส่วนใหญ่
จากผู้ผลิตให้กลายเป็นผู้บริโภค และในกระบวนการนั้นก็
ทําให้งานสร้างสรรค์ตกเป็นเป้าของแนวคิดที่ว่างานทุกชิ้น
จะต้องมีใครครอบครอง ‘เป็นเจ้าของ’ มากขึ้น และดังนั้น
การใช้งานสร้างสรรค์ที่เป็นผลผลิตของกระบวนการผลิต
แบบอุตสาหกรรมจึงมีข้อจํากัดมากขึ้นเรื่อยๆ
ตลอดระยะเวลาส่วนใหญ่ของศตวรรษที่ 20 เป็น
โชคดีของผู้บริโภคที่ข้อจํากัดการใช้ผลผลิตของวัฒนธรรม
มืออาชีพมิใช่ข้อจํากัดทางกฎหมาย แต่เป็นข้อจํากัดโดย
ธรรมชาติที่เป็นผลจากข้อเท็จจริงที่ว่า การใช้ ทําซ้ำ� หรือ
ดัดแปลงงานสร้างสรรค์ของผู้อื่นนั้นทําได้ยากและมีต้นทุน
สูง ยกตัวอย่างเช่น คนที่อยากผลิตซ้ำ�งานดนตรีจะต้อง
หาทางเข้าไปใช้สตูดิโออัดเสียงของมืออาชีพ การทําซ้ำ�
ข้อเขียนก็เช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ เป้าหมายของกฎหมาย
ลิขสิทธิ์ในยุคแรกเริ่มจึงอยู่ที่การป้องกันไม่ให้หลายสํานัก-
พิมพ์แข่งกันออกเวอร์ชั่นต่างๆ ของข้อเขียนเดียวกัน ไม่ได้
อยู่ที่การจํากัดผู้บริโภคไม่ให้ใช้ข้อเขียนเหล่านั้น

สฤณี อาชวานันทกุล :: 237


ยุ ค คอมพิ ว เตอร์ แ ละอิ น เทอร์ เ น็ ต เปลี่ ย นแปลง
สถานการณ์ นี้ ไ ปอย่ า งสุ ด ขั้ ว เพราะทํ า ให้ ค นจํ า นวน
มหาศาลสามารถทําซ้ำ�และดัดแปลงงานสร้างสรรค์แทบ
ทุกรูปแบบได้บนคอมพิวเตอร์ส่วนตัวของตัวเองโดยแทบ
ไม่ มี ค่ า ใช้ จ่ า ยใดๆ หากมองในด้ า นบวก เทคโนโลยี
เปลี่ ย นแปลงงานสร้ า งสรรค์ ส่ ว นใหญ่ ใ ห้ ก ลั บ ไปอยู่ ใ น
เขตแดนของวัฒนธรรมมือสมัครเล่นคล้ายกับในอดีต ผิดกัน
แต่เทคโนโลยีทําให้วัฒนธรรมสมัครเล่นมีพลัง ทักษะ และ
คุณภาพสูงจนหลายชิ้นดูราวกับเป็นฝีมือของมืออาชีพ แต่
ในด้านลบ เทคโนโลยีเหล่านี้ทําให้ขอบเขตของกฎหมาย
ขยับขยายจากผู้ผลิตไปสู่ผู้บริโภครายย่อยซึ่งเป็นผู้ผลิตเอง
ด้วย ส่งผลให้วัฒนธรรมซึ่งเรามีส่วนสร้างนั้นไร้เสรีมากขึ้น
เรื่อยๆ เลสสิกอธิบายว่า ข้อจํากัดที่ตีกรอบวัฒนธรรมเสรี
นั้ น ไม่ ใ ช่ ตั ว บทกฎหมายเพี ย งอย่ า งเดี ย ว แต่ ยั ง รวมถึ ง
เทคโนโลยี เ องด้ ว ย เช่ น digital rights management
(DRM) ที่ จํ า กั ด การใช้ เ นื้ อ หาในทางที่ ก้ า วล่ ว งเกิ น เลย
กฎหมายไปมาก เช่ น กฎหมายลิ ข สิ ท ธิ์ ไ ม่ ห้ า มเจ้ า ของ
หนั ง สื อ ให้ อ่ า นมั น ได้ ค รั้ ง เดี ย ว หรื อ ห้ า มไม่ ใ ห้ เ พื่ อ นยื ม
หนั ง สื อ เล่ ม นั้ น แต่ DRM สามารถตี ก รอบการใช้ สื่ อ
อิเล็กทรอนิกส์ในทางที่ละเอียดถี่ยิบขนาดนี้ได้ คําถามคือ
มันเป็นเรื่องสมควรแล้วหรือ
เลสสิกนําเสนอตัวอย่างมากมายใน Remix ที่ชี้ให้
เห็นว่า สงครามต่อต้านการละเมิดลิขสิทธิ์ได้ย้ายจุดโฟกัส
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 238
ไปแล้ว จากการห้ามทําซ้ำ�และเผยแพร่เนื้อหาที่ไม่ได้รับ
อนุ ญ าต ไปสู่ ก ารควบคุ ม การใช้ เ นื้ อ หาดิ จิ ตั ล ของคน
ธรรมดาๆ ในกิจกรรมสร้าง, remix, และ mashup ซึ่งเป็น
หัวใจของวัฒนธรรมมนุษย์ ในช่วงท้ายของหนังสือ เลสสิก
เรียกร้องให้มีการปฏิรูปกฎหมายและกลไกเกี่ยวกับลิขสิทธิ์
ทั้งหมด ในทางที่จะเอื้ออํานวยให้วัฒนธรรมใหม่เบ่งบาน
เคารพในสิทธิของผู้สร้างงาน แต่ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริม
การสร้ า งสรรค์ แ ละปลดปล่ อ ยเด็ ก รุ่ น ใหม่ อ อกจากป้ า ย
‘อาชญากรไซเบอร์’ เวลาที่พวกเขาสร้างสรรค์และแบ่งปัน
งานในโลกดิจิตัล
ถ้ า คุ ณ อยากรู้ ว่ า เหตุ ใ ดเลสสิ ก จึ ง ประกาศว่ า
“แม้แต่คนดีก็จะกลายเป็นโจรสลัดในโลกที่กฎเกณฑ์เหลว-
ไหลอย่างสิ้นเชิง” และเหตุใดเขาจึงบอกว่าเราจึงต้องการ
โมเดลเศรษฐศาสตร์ที่ใหม่ถอดด้าม โมเดลแบบ ‘ลูกผสม’ ที่
เข้ า ใจว่ า ความต้ อ งการของปั จ เจกที่ จ ะแบ่ ง ปั น งาน และ
ความต้องการเชิงพาณิชย์ของธุรกิจ สามารถร่วมกันสร้าง
มูลค่าให้กับสังคมโดยไม่ต้องมีใครถูกตราหน้าว่าเป็น ‘คน
เลว’ คุณก็จําเป็นจะต้องอ่าน Remix – หนังสือที่จะทําให้
คุณเข้าใจกระบวนทัศน์ใหม่ที่ขับเคลื่อนวิถีชีวิตในศตวรรษ
ที่ 21 รวมถึ ง ความล้ า หลั ง ของระบบกฎหมายและวิ ช า
เศรษฐศาสตร์กระแสหลักในการจัดการกับกระบวนทัศน์
ดั ง กล่ า ว ดาวน์ โ หลดไปอ่ า นฟรี ไ ด้ จ าก http://www.
lessig.org/.
สฤณี อาชวานันทกุล :: 239
043
The Genesis Machines

Martyn Amos

เมื่อเอ่ยคําว่า ‘เรียนรู้จากธรรมชาติ’ หลายคนคงนึกภาพถึง


นักชีววิทยา นักธรรมชาติวิทยา หรือนักนิเวศวิทยาชี้ชวน
ให้เด็กๆ ชมนกชมไม้ เรียนรู้วิถีชีวิตที่ดีงามจากธรรมชาติ
ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนต่างเผ่าพันธ์ุ การ
ผ่ อ นจั ง หวะให้ เ ข้ า กั บ จั ง หวะของธรรมชาติ การมี น้ำ � ใจ
นักกีฬา น้ำ�อดน้ำ�ทน ฯลฯ
แต่ถ้าหากบอกว่า ธรรมชาติสามารถช่วยให้เรา
พั ฒ นาสาขาวิ ช าและสิ่ ง ประดิ ษ ฐ์ ต่ า งๆ ที่ ทํ า จากน้ำ � มื อ
มนุ ษ ย์ ไม่ ว่ า จะเป็ น เทคโนโลยี ค อมพิ ว เตอร์ วิ ศ วกรรม-
ศาสตร์ ฯลฯ หลายคนคงต้ อ งหยุ ด คิ ด ครู่ ใ หญ่ ก่ อ นจะ
ตระหนักว่าเรื่องนี้น่าตื่นเต้นขนาดไหน

วิชา 50 เล่มเกวียน :: 240


บางท่ า นอาจเคยได้ ยิ น หรื อ ได้ อ่ า นเรื่ อ งราวของ
‘คอมพิวเตอร์ควอนตัม’ (quantum computer) คอมพิว-
เตอร์ ข นาดจิ๋ ว พลั ง สู ง ในอนาคตที่ ใ ช้ ห ลั ก ควอนตั ม ฟิ สิ ก ส์
แทนที่ จ ะใช้ ซิ ลิ ค อนแบบคอมพิ ว เตอร์ ใ นปั จ จุ บั น ไม่ น่ า
แปลกใจที่ ยิ่ ง ควอนตั ม ฟิ สิ ก ส์ แ ละกลศาสตร์ ค วอนตั ม
(quantum mechanics) ได้รับความนิยมเท่าไร งานวิจัย
เกี่ ย วกั บ คอมพิ ว เตอร์ ค วอนตั ม ก็ ยิ่ ง มี ค นสนใจทํ า เท่ า นั้ น
นั ก ฟิ สิ ก ส์ ส่ ว นใหญ่ ยื น ยั น ว่ า ความรู้ เ ท่ า ที่ เ รามี เ กี่ ย วกั บ
ควอนตัมฟิสิกส์นั้นเพียงพอแล้วต่อการสร้างคอมพิวเตอร์
ควอนตัม เหลือเพียงแต่รอให้วิศวกรพัฒนาเทคโนโลยีการ
ผลิตที่เที่ยงตรงพอที่จะผลิตมันขึ้นมาได้จริงๆ เท่านั้น
แต่ ถ้ า ใครได้ อ่ า นหนั ง สื อ เรื่ อ ง The Genesis
Machines จะมองเห็ น ทั น ที ว่ า บางที เ ราอาจไม่ ต้ อ งรอ
คอมพิ ว เตอร์ ค วอนตั ม เพราะยุ ค ของ ‘ชี ว คอมพิ ว เตอร์ ’
(biocomputer) กํ า ลั ง จะถื อ กํ า เนิ ด และน่ า จะเกิ ด ก่ อ น
คอมพิวเตอร์ควอนตัมด้วยซ้ำ�ไปถ้าดูจากความก้าวหน้าใน
สาขานี้และสาขาอื่นๆ ที่เป็นต้นธาร อาทิ วิศวพันธุกรรม
ศาสตร์ และชีววิทยาโมเลกุล
หนังสือเล่มนี้เขียนโดย มาร์ติน เอมอส (Martyn
Amos) นั ก วิ ท ยาศาสตร์ ค นแรกในโลกที่ ไ ด้ ป ริ ญ ญาเอก
สาขา DNA computing และดังนั้นจึงเป็นผู้เขียนที่เหมาะ-
สมที่สุดสําหรับเรื่องนี้ โชคดีของเราที่เอมอสเขียนหนังสือ
เก่ง และสามารถถ่ายทอดความน่าทึ่งของหนึ่งในสาขาที่น่า
สฤณี อาชวานันทกุล :: 241
ตื่นเต้นที่สุดในโลกวิทยาศาสตร์ ที่กําลังผนึกกําลังระหว่าง
วิทยาศาสตร์สองสายใหญ่ที่ไม่เคยร่วมทางกันมาก่อนให้มา
แผ้วถางทางใหม่ด้วยกัน นั่นคือ คอมพิวเตอร์ และชีววิทยา
เอมอสอธิบายว่า ถ้าเรามองสิ่งมีชีวิตทุกชนิดว่า
เป็น ‘คอมพิวเตอร์’ ที่ต้องคิดคํานวณและวางแผนการใช้
ชีวิต (ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว) เราจะมองเห็นทันทีว่าคอม-
พิ ว เตอร์ ธ รรมชาติ นั้ น มี ป ระสิ ท ธิ ภ าพมหาศาลและยั่ ง ยื น
เพียงใด การใช้ความรู้ทางชีววิทยามาออกแบบ ‘เว็ทแวร์’
(wetware หมายถึงซอฟต์แวร์ที่สร้างขึ้นจากชิ้นส่วนที่มีอยู่
ตามธรรมชาติ เช่น ดีเอ็นเอ) จะช่วยให้มนุษย์ทําเรื่องที่
คอมพิวเตอร์ซิลิคอนไม่มีวันทําได้ และทําประโยชน์มหา-
ศาลต่อมนุษยชาติ
ถ้าคุณคิดว่านักชีววิทยาโมเลกุลทุกคนทํางานน่า
เบื่ อ หมกตั ว อยู่ ใ นห้ อ งแล็ บ วั น ละหลายชั่ ว โมง คุ ณ จะ
เปลี่ยนความคิดทันทีที่อ่าน The Genesis Machines จบ
เพราะหนังสือเล่มนี้อธิบายว่านักชีววิทยาโมเลกุลได้ประสบ
ความสําเร็จแล้วในการ ‘สอน’ สายดีเอ็นเอให้จับตัวกันเป็น
รูปอมยิ้ม ( ) 50 พันล้านอัน แต่ละอันมีขนาดจิ๋วกว่าเซลล์
เม็ดเลือดแดงถึงร้อยเท่า (คุณจะได้เห็นหน้าค่าตาของอม
ยิ้ ม ที่ เ ล็ ก ที่ สุ ด ในโลกในหนั ง สื อ เล่ ม นี้ ) เอมอสอธิ บ ายว่ า
ความสําเร็จในการโปรแกรมดีเอ็นเอนี้ เป็นขั้นแรกเท่านั้นสู่
สสารธรรมชาติที่เราเขียนโปรแกรมให้ทําได้ทุกอย่าง นัก
วิจัยหลายสาขาใฝ่ฝันมานานแล้วว่าอยากจะเห็น ‘หมอจิ๋ว’
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 242
ที่อาศัยอยู่ในเส้นเลือดคนไข้ ปล่อยยาทันทีที่มีสัญญาณว่า
จะป่วย แต่เวลาเราได้ยินเรื่องแบบนี้ เรามักจะนึกภาพหุ่น-
ยนต์นาโนทําจากเหล็กหรือวัสดุสังเคราะห์ชนิดอื่น หน้าตา
ทะเล้นเหมือน Wall-E แต่เอมอสบอกว่า คิดอย่างนี้เหมือน
กับพยายามกลับไปประดิษฐ์ล้อใหม่ เพราะ ‘เครื่องจักร’ ใน
ธรรมชาติมีองค์ประกอบทุกอย่างที่เราต้องการแล้ว เขา
อธิบายว่า เครื่องจักรขนาดจิ๋วในธรรมชาติที่สื่อสารกันได้
เคลื่ อ นไหวได้ ด้ ว ยพลั ง งานที่ ผ ลิ ต ในตั ว รั บรู้ สิ่ ง แวดล้ อ ม
และทําลายผู้รุกรานในร่างกายนั้นมีอยู่แล้ว เราเพียงแต่รู้จัก
มันในชื่อ แบคทีเรีย
The Genesis Machines อ่านสนุกตั้งแต่บทนํา
เอมอสเริ่มเรื่องด้วยการพาทัวร์ประวัติศาสตร์คอมพิวเตอร์
โดยสังเขป จาก ‘Turing Machine’ ในจินตนาการของ
นักคณิตศาสตร์อัจฉริยะ อลัน ทูริง จนถึงปัจจุบัน สิ่งหนึ่งที่
น่าอัศจรรย์มากคือ บัดนี้เรารู้แล้วว่าโมเลกุลและดีเอ็นเอ ซึ่ง
เป็น ‘ตัวต่อ’ รากฐานของชีวิต ทํางานด้วยวิธีการ ‘คํานวณ’
คล้ายกับ Turing Machine มาก กล่าวคือ โมเลกุล ‘อ่าน’
ข้อมูลจากสายดีเอ็นเอ เสร็จแล้วก็ ‘บันทึก’ คู่เบสของข้อมูล
นั้น (complementary base) ลงบนดีเอ็นเอสายใหม่ เอมอส
วาดภาพให้เห็นว่าถ้าเราหาวิธีตั้งโจทย์ให้ดี โมเลกุลหลาย
ล้านล้านอันจะใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีในการค้นหาคําตอบ
ทุกข้อที่มีแนวโน้มว่าจะตอบโจทย์นั้นได้ ความท้าทายที่
ยากที่ สุ ด คื อ การหาวิ ธี คั ด เลื อ กคํ า ตอบที่ ‘ถู ก ต้ อ ง’ หรื อ
สฤณี อาชวานันทกุล :: 243
‘เหมาะสม’ กับสถานการณ์นั้นที่สุด สิ่งที่น่าทึ่งมากเกี่ยวกับ
ชีวคอมพิวเตอร์คือ มันอาจจะค้นพบวิธีแก้ปัญหาโดยที่ไม่
ต้องอาศัยเรา คัดเลือกคําตอบที่ถูกต้อง ซ่อมแซมตัวเอง
เมื่อสึกหรอ และแม้กระทั่ง ‘สืบพันธ์ุ’ ไม่ต่างจากสิ่งมีชีวิตใน
ธรรมชาติ
แนวโน้มอันน่าทึ่งของชีวคอมพิวเตอร์ทําให้เราต้อง
อาจกลับมาทบทวนนิยามของ ‘สิ่งมีชีวิต’ ในอนาคตอันใกล้
และเริ่ ม ถกคํ า ถามน่ า คิ ด ว่ า มี ป ระโยชน์ อั น ใดที่ เ ราจะ
แยกแยะระหว่าง ‘สิ่งมีชีวิตที่มีจิตใจ’ กับ ‘เครื่องจักรไร้
วิญญาณ’ อีกต่อไป ในเมื่อเส้นแบ่งระหว่างสองประเภทนี้
นับวันมีแต่จะเลือนรางลงเรื่อยๆ เพราะมนุษย์กําลังจะเล่น
บท ‘พระผู้สร้าง’ ผู้เนรมิตสิ่งมีชีวิตได้เอง
เอมอสอธิ บ ายการทดลองใหม่ ล่ า สุ ด ด้ า นชี ว -
คอมพิ ว เตอร์ อ ย่ า งน่ า ตื่ น เต้ น และน่ า ติ ด ตามตลอดเล่ ม
อธิบายเทคนิคต่างๆ ด้วยภาษาง่ายๆ ที่แปลงเรื่องยากให้
เป็นเรื่องสนุกได้อย่างไม่น่าเชื่อ ประเด็นหนึ่งที่ทําให้ผู้เขียน
ชอบ The Genesis Machines มากคือ ความเป็นกลางและ
ความรับผิดชอบต่อผู้อ่านของเอมอส ซึ่งแสดงออกในหลาย
ตอนที่เขาเขียนเตือนเกี่ยวกับอันตรายของชีวคอมพิวเตอร์
ถ้าผู้ใช้ไม่ระวังหรือคิดให้รอบคอบ สถานะผู้เชี่ยวชาญคน
แรกๆ ของโลกในด้ า นนี้ ไม่ ทํ า ให้ เ อมอส ‘เข้ า ข้ า ง’ ชี ว -
คอมพิวเตอร์แบบงมงายหรือมองโลกในแง่ดีเกินจริง ยก
ตัวอย่างเช่น เขาอธิบายว่านักวิจัยหลายคนพยายามสร้าง
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 244
‘กลไกรักษาความปลอดภัย’ ไว้ในชีวคอมพิวเตอร์ เช่น ฉีด
ยีนสังหาร (killer gene) ให้กับแบคทีเรียที่สร้างในห้อง
ทดลอง ที่โปรแกรมให้ฆ่าแบคทีเรียโดยอัตโนมัติหลังระยะ
เวลาผ่านไปตามกําหนด ปัญหาก็คือวิวัฒนาการมักจะหา
ทางหลีกเลี่ยงกลไกนี้ เช่น เกิดยีนดัดแปลง (mutant gene)
โดยบังเอิญที่ไม่ทํางานตามโปรแกรม ทําให้แบคทีเรียกลุ่ม
หนึ่งมีชีวิตสืบพันธ์ุนานกว่าที่มนุษย์ตั้งใจ
ถึงแม้ว่าเอมอสจะอธิบายผลลัพธ์ของการทดลองนี้
ในทางที่กระตือรือร้นมาก เขาก็ทิ้งท้ายด้วยการเตือนว่า
ชี ว คอมพิ ว เตอร์ ก็ เ หมื อ นกั บ เทคโนโลยี อื่ น ๆ ในอดี ต ที่ มี
แนวโน้ ม สู ง ว่ า จะก่ อ ความปั่ น ป่ ว นให้ กั บ โลกปั จ จุ บั น
(เทคโนโลยีแบบนี้ปัจจุบันมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า
disruptive technology) ตรงที่ต้องมีการอภิปรายทางการ
เมืองและการควบคุมดูแลอย่างมีเหตุมีผล เพื่อป้องกันความ
เสี่ยงที่เทคโนโลยีอันทรงพลังนี้จะก่อให้เกิดโทษมากกว่า
ประโยชน์ ถ้าคุณอยากรู้ว่า ‘ชีวคอมพิวเตอร์’ คืออะไร เหตุ
ใดเอมอสจึงเชื่อว่ามันจะนําโลกเข้าสู่ยุคใหม่ และเหตุใด ‘ชีว
แฮกเกอร์’ (biohackers) จึงน่าจะเป็นหนึ่งอาชีพยอดนิยม
ในศตวรรษที่ 21 คุณก็ต้องอ่าน The Genesis Machines –
เรื่องราวของสาขาวิทยาศาสตร์ใหม่ถอดด้ามที่กําลังชักจูง
ให้มนุษย์หวนคืนสู่ธรรมชาติ และก้าวหน้าทางเทคโนโลยีไป
ด้วยในเวลาเดียวกัน.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 245


044
Warren Buffett and the
Interpretation of Financial
Statements

Mary Buffett
& David Clark

หลังจากที่ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกาแตกในปี
2007 ฉุดตลาดหลักทรัพย์ที่อิงสินเชื่อซับไพรม์ให้ดิ่งเหว
ลากตลาดหุ้นทั่วโลกให้ดิ่งลงไปด้วยเพราะนักลงทุนที่ซื้อ
หลั ก ทรั พ ย์ เ หล่ า นั้ น ต้ อ งเทขายหุ้ น เพื่ อ หาเงิ น คื น เจ้ า หนี้
และผลักโลกเข้าสู่วิกฤตการเงินครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่ทศวรรษ
1930 เป็นต้นมา บัดนี้ก็ได้เวลาที่นักลงทุนระยะยาว หรือที่
เรียกแบบเข้าข้างตัวเองหน่อยๆ ว่า ‘นักลงทุนเน้นคุณค่า’
(value investors) จะได้เวลา ‘ซื้อของถูก’ และป่าวร้องให้
ก้องโลกอีกคราว่า เหตุใดการลงทุนแบบเก็งกําไรจึงไม่คุ้ม
ค่าความเสี่ยงในระยะยาว และไม่น่าจะทําให้ใครสะสมกําไร
อย่างสม่ำ�เสมอจนพอใช้ในวัยเกษียณได้ ถึงแม้ว่าอาจได้
กําไรมหาศาลในช่วงสั้นๆ
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 246
ใครก็ตามที่อยากซื้อหุ้นแบบ ‘เน้นคุณค่า’ และถือ
ระยะยาวย่อมจะต้องทําความเข้าใจกับ ‘ปัจจัยพื้นฐาน’ ของ
บริษัทต่างๆ ก่อน เช่น ความหมายและความสําคัญของ
รายการต่างๆ ในงบการเงิน แต่ที่ผ่านมาไม่ค่อยมีหนังสือที่
อธิบายหลักคิดและความหมายของรายการบัญชีหลักๆ ใน
ทางที่เข้าใจง่ายและไม่น่าเบื่อสําหรับคนไม่เคยเรียนบัญชี
หรือธุรกิจ อยากอ่านงบการเงินแค่เท่าที่จําเป็นต้องรู้เพื่อ
เลือกหุ้นที่น่าลงทุนแบบเน้นคุณค่าเท่านั้น
โชคดี ที่ เ รามี Warren Buffett and the
Interpretation of Financial Statements หนั ง สื อ เล่ ม
กะทัดรัด (ขนาดประมาณครึ่งหน้ากระดาษ A4 และหนา
เพียง 175 หน้า) ที่ไม่เพียงแต่อธิบายหลักการลงทุนของ
วอร์เรน บุฟเฟ็ตต์ (Warren Buffett) นักลงทุนที่เก่งที่สุดใน
โลกได้อย่างกระชับและไม่น่าเบื่อเท่านั้น แต่ยังไล่รายการ
บั ญ ชี สํ า คั ญ ๆ ไปที ล ะรายการ ให้ ค นไม่ เ คยเรี ย นบั ญ ชี
สามารถ ‘อ่ าน’ บั ญชีไ ด้ ไม่ ใช่ แค่อ่า นได้ เ หมื อ นกั บอ่า น
หนังสือออก แต่ยังได้เข้าใจตรรกะที่อยู่เบื้องหลังด้วย (ซึ่ง
ซึ่ ง เป็ น ระดั บ การ ‘อ่ า น’ ที่ จํา เป็ น ต่ อ การลงทุ น แบบเน้ น
คุณค่า)
หนั ง สื อ เล่ ม นี้ เ ขี ย นโดย แมรี่ บุ ฟ เฟ็ ต ต์ (Mary
Buffett ลูกสะใภ้ของวอร์เรน) และ เดวิด คลาร์ก (David
Clark คู่หูนักลงทุนของวอร์เรน ตั้งแต่เขายังหนุ่ม) คู่หูที่
เขี ย นหนั ง สื อ ร่ ว มกั น เกี่ ย วกั บ วอร์ เ รน บุ ฟ เฟ็ ต ต์ ม าแล้ ว
สฤณี อาชวานันทกุล :: 247
หลายเล่ม อาทิ Buffettology, The New Buffettology และ
The Tao of Warren Buffett (เล่มหลังเป็นอีกเล่มหนึ่งที่ผู้
เขียนขอแนะนํา แต่สําหรับใครที่ไม่เคยซื้อหุ้นอาจ ‘อ่าน
ยาก’ เล็กน้อย)
โครงสร้างของหนังสือเล่มนี้เลียนแบบหนังสือเก่า
ชื่อคล้ายกันที่เขียนโดย เบนจามิน เกรแฮม (Benjamin
Graham) ‘เซี ย นลงทุ น ’ ยุ ค แรกผู้ เ ป็ น ปรมาจารย์ ข อง
วอร์เรน บุฟเฟ็ตต์ แบ่งออกเป็นบทสั้นๆ 57 บท แต่ละบท
ว่ า ด้ ว ยรายการสํ า คั ญ หนึ่ ง หรื อ สองรายการเท่ า นั้ น
จากงบดุล งบกําไรขาดทุน หรืองบกระแสเงินสดของบริษัท
พร้ อ มตั ว อย่ า งจากบริ ษั ท จริ ง ในตลาดหุ้ น และข้ อ คิ ด
จากบุฟเฟ็ตต์ที่อธิบายว่ารายการเหล่านี้จะบ่งบอก ‘ความ
ได้เปรียบในการแข่งขันที่มั่นคง’ (durable competitive
advantage) ซึ่งเป็นหัวใจของการลงทุนแบบบุฟเฟ็ตต์ เช่น
บริษัทที่มีหนี้สินค่อนข้างสูง (บุฟเฟ็ตต์บอกว่าอัตราส่วนหนี้
ต่อทุนไม่ควรเกิน 0.8) หรือมีอัตรากําไรลดลงเรื่อยๆ ทุกปี
(บุฟเฟ็ตต์ชอบบริษัทที่มีอัตรากําไรขั้นต้นไม่ต่ำ�กว่าร้อยละ
40) เปรียบเสมือนเปิดไฟหวอเตือนบุฟเฟ็ตต์ว่าน่าจะกําลัง
มี ปั ญ หา ไม่ ส ามารถนํ า ส่ ง ผลตอบแทนที่ เ ติ บ โตอย่ า ง
สม่ำ�เสมอทุกปีได้
หนั ง สื อ เล่ ม นี้ ส อนหลั ก การลงทุ น ของบุ ฟ เฟ็ ต ต์
หลายข้อที่แฟนๆ ของบุฟเฟ็ตต์รู้ดีอยู่แล้ว แต่ผู้มาใหม่จะ
พบว่าน่าสนใจไม่น้อย เช่น บุฟเฟ็ตต์ไม่ค่อยชอบบริษัทที่มี
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 248
ค่าใช้จ่ายวิจัยและพัฒนาก้อนโตทุกปี (ซึ่งนั่นก็อธิบายว่า
เหตุใดเขาจึงแทบไม่เคยซื้อหุ้นของบริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์
หรือบริษัทยา) เพราะแปลว่าเป็นบริษัทที่ผลิตสินค้าหรือ
บริ ก ารที่ พึ่ ง พิ ง นวั ต กรรมเป็ น หลั ก ต้ อ งคิ ด ค้ น วิ จั ย อะไร
ใหม่ๆ ตลอดเวลาเพื่อรักษาอัตรากําไร ถ้าปีไหนงานวิจัย
และพั ฒ นาล้ ม เหลวก็ แ ปลว่ า อั ต รากํ า ไรอาจจะตกต่ำ � ลง
ความเสี่ ย งทํ า นองนี้ ทํ า ให้ บ ริ ษั ท แบบนี้ ไ ม่ ใ ช่ บ ริ ษั ท ที่ มี
‘ความได้ เ ปรี ย บในการแข่ ง ขั น ที่ มั่ น คง’ ในแนวคิ ด ของ
บุฟเฟ็ตต์
Warren Buffett and the Interpretation of
Financial Statements เต็มไปด้วยตัวอย่างจากตลาดหุ้น
จริ ง ทั้ ง บริ ษั ท ที่ บุ ฟ เฟ็ ต ต์ โ ปรดปราน เช่ น Coca-Cola,
Wrigley’s (ผู้ ผ ลิ ต หมากฝรั่ ง รายใหญ่ ใ นอเมริ ก า) และ
Moody’s (บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือในภาคการเงิน)
และบริษัทที่เขาไม่ชอบลงทุน (ซึ่งก็มักจะเป็นบริษัทที่นัก
ลงทุนคนอื่นๆ ไม่ค่อยโปรดด้วย ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนแบบ
ไหน) เช่น General Motors และ Goodyear
กล่ า วโดยสรุ ป Warren Buffett and the
Interpretation of Financial Statements เป็นหนังสืออ่าน
สนุกที่ตอบคําถามพื้นฐานเกี่ยวกับ ‘ปัจจัยพื้นฐาน’ ของ
บริษัทอย่างสนุกสนานและกระชับ รวมถึงหลายปัจจัยที่ฟัง
ดูง่าย ทว่าแม้แต่นักการเงินมืออาชีพหลายคนก็อาจหลงลืม
ไปแล้ว เช่น ตอนที่ผู้เขียนทั้งสองอธิบายว่าค่าเสื่อมราคามี
สฤณี อาชวานันทกุล :: 249
ความหมายที่แท้จริงต่อบริษัทและนักลงทุน ถึงแม้ว่ามันจะ
ไม่ใช่รายการที่บริษัทจ่ายจริงเป็นเงินสดออกไปทุกปี เพราะ
ค่าเสื่อมเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าสินทรัพย์ของบริษัทที่ใช้ใน
การทํารายได้ เช่น เครื่องจักร ย่อมเสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ
ทุกปี เมื่อถึงจุดหนึ่งบริษัทก็จะต้องลงทุนซื้อสินทรัพย์ใหม่
มาทดแทน
นักลงทุนระยะสั้นที่ซื้อขายหุ้นทุกรอบหกเดือนอาจ
ไม่ จํ า เป็ น ต้ อ งสนใจค่ า เสื่ อ มที่ ใ ช้ เ วลาสิ บ ปี ก ว่ า จะตั ด จ่ า ย
ครบ แต่รายการนี้เป็นสิ่งสําคัญที่มองข้ามไม่ได้สําหรับนัก
ลงทุนระยะยาวที่ ‘ถือยาว’ จริงๆ อย่างบุฟเฟ็ตต์

นอกจากจะอธิ บ ายหลั ก บั ญ ชี อ ย่ า งเข้ า ใจง่ า ย


หนังสือเล่มนี้ยังอธิบายหลักในการลงทุนของบุฟเฟ็ตต์ที่
พิสูจน์ให้เห็นแล้วจากความมั่งคั่งของเขาว่าใช้การได้จริง
ใครก็ตามที่อ่านหนังสือเล่มนี้จะเข้าใจว่า บริษัทแบกหนี้ได้
สูงสุดขนาดไหนก่อนที่บุฟเฟ็ตต์จะมองว่ามันอันตรายเกิน
ไปที่จะซื้อหุ้น เขาใช้อัตราส่วนทางการเงินอะไรบ้างในการ
ประเมินระดับ ‘ความได้เปรียบในการแข่งขันที่มั่นคง’ ของ
บริษัทต่างๆ และบริษัทแบบไหนบ้างที่เขาจะไม่แตะต้อง
เลย ไม่ว่าหุ้นของบริษัทนั้นจะมีราคาต่ำ�เตี้ยติดดินเพียงใด
สําหรับนักลงทุนมือใหม่และนักลงทุนที่ยังไม่เคย
ลงทุนแบบเน้นคุณค่าแต่กําลังเริ่มต้น Warren Buffett and
the Interpretation of Financial Statements เป็นหนังสือดี
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 250
ที่ น่ า จะมี ติ ด ไม้ ติ ด มื อ ทุ ก ครั้ ง ที่ ตั ด สิ น ใจจะซื้ อ หรื อ จะขาย
เพราะเป็นทั้งตําราสอนวิธีอ่านงบการเงินขั้นต้นที่เข้าใจง่าย
และเป็นทั้งหนังสือแนะนําแนวคิดในการลงทุนแบบ วอร์เรน
บุฟเฟ็ตต์ไปด้วยพร้อมกัน
ใครก็ตามที่อ่านงบการเงินคล่องแล้วและคุ้นเคยกับ
วิธีการลงทุนแบบบุฟเฟ็ตต์คงจะพบว่าหนังสือเล่มนี้ไม่มี
อะไรใหม่ สําหรับผู้อ่านประเภทนี้ ขอแนะนําหนังสือเรื่อง
The Five Rules for Successful Stock Investing โดย
แพท ดอร์ซีย์ (Pat Dorsey) และ A Random Walk Down
Wall Street โดย เบอร์ตัน มัลคีล (Burton Malkiel) –
หนังสือเกี่ยวกับการลงทุนระยะยาวที่ดีที่สุดเท่าที่ผู้เขียน
รู้จัก.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 251


045
Collapse

Jared Diamond

ถึงแม้ว่าภัยธรรมชาติที่มาพร้อมกับภาวะโลกร้อนกําลังทวี
ความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และมิใยที่นักวิทยาศาสตร์จะผนึก
กํ า ลั ง ประสานเสี ย งป่ า วร้ อ งอั น ตรายแทบจะเป็ น เสี ย ง
เดียวกัน ประเทศส่วนใหญ่ก็ยังไม่ยอมเปลี่ยนกระบวนทัศน์
การพัฒนาออกจากเส้นทางที่จะนํามนุษยชาติไปสู่หายนะ
โดยเฉพาะประเทศกํ า ลั ง พั ฒ นาขนาดยั ก ษ์ อ ย่ า งจี น และ
อินเดีย ที่กําลังเจริญรอยตามวิถีการพัฒนาของอเมริกากับ
ยุโรป ซึ่งอาจสรุปเป็นประโยคสั้นๆ ว่า “เศรษฐกิจต้องมา
ก่อน เอาไว้เรารวยแล้วค่อยว่ากันเรื่องอื่น”
ในภาวะที่คนส่วนใหญ่ยังติดอยู่ใน ‘จุดบอด’ ที่ส่วน
ใหญ่ประกอบสร้างจากความเคยชินกับความสะดวกสบาย
ที่มาพร้อมกับมหกรรมบริโภคนิยมที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 252
อย่างสิ้นเปลืองและทําลายสิ่งแวดล้อม การได้อ่านหนังสือที่
ทําให้เรารู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่นักการเมืองและ
นักธุรกิจกระแสหลักยังมองไม่เห็นหรือไม่ยอมปรับตัวตาม
น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดที่คนธรรมดาอย่างเราสามารถ
ทําได้
วั น นี้ ผู้ เ ขี ย นขอแนะนํ า หนั ง สื อ ชั้ น ยอดเรื่ อ ง
Collapse: How Societies Choose to Fail or Succeed
โดย จาเร็ด ไดมอนด์ (Jared Diamond) นักภูมิศาสตร์จาก
มหาวิ ท ยาลั ย แคลิ ฟ อร์ เ นี ย ลอสแองเจลิ ส ผู้ โ ด่ ง ดั ง จาก
Guns, Germs, and Steel หนังสือที่ ‘พลิกความคิด’ คนทั่ว
โลกด้วยการนําเสนอหลักฐานว่า ประชากรที่อาศัยอยู่ใน
ทวีปยูเรเซีย (ยุโรป+เอเชีย) ซึ่งมีแกนตะวันออก-ตะวันตก
พาดผ่าน สามารถพัฒนาอารยธรรมได้รวดเร็วกว่าทวีปที่มี
แกนเหนื อ -ใต้ อ ย่ า งทวี ป อเมริ ก าและแอฟริ ก า เพราะมี
สภาพภูมิอากาศคงที่กว่า ซึ่งเอื้ออํานวยต่อการสร้างสังคม
เกษตรและสังคมอุตสาหกรรมตามลําดับ มิได้เป็นเพราะ
ชาวยูเรเซียมีสติปัญญาเลิศเลอกว่าคนทวีปอื่นแต่อย่างใด
หนังสือเล่มนี้ชนะรางวัลพูลิตเซอร์ปี 1997 และปัจจุบันใช้
สอนในโรงเรียนทั่วโลก
ในขณะที่ Guns, Germs, and Steel ถ่ายทอด
อิทธิพลของธรรมชาติ (โดยเฉพาะปัจจัยทางภูมิศาสตร์) ที่
มีต่อการพัฒนาของมนุษย์ Collapse ถ่ายทอดเรื่องกลับ
ข้างกัน นั่นคือ อิทธิพลของมนุษย์ที่มีต่อธรรมชาติ ประเด็น
สฤณี อาชวานันทกุล :: 253
หลักที่ไดมอนด์วิเคราะห์คือ ปัจจัยสําคัญที่ทําให้อารยธรรม
ซึ่งเคยเกรียงไกรหลายอารยธรรมต้องล่มสลายไปในอดีต
อาทิ อารยธรรมมายา เกาะอี ส เตอร์ และชาวนอร์ ส ใน
กรีนแลนด์ โดยเขาวิเคราะห์เจาะลึกอารยธรรมเหล่านี้อย่าง
ละเอียด อธิบายวิธีที่ปัจจัยเหล่านั้นกําลังคุกคามอารยธรรม
หลายแห่งในปัจจุบัน อาทิ รวันดา ไฮติ จีน และมลรัฐมอน-
ทานาในอเมริกา ปิดท้ายด้วยตัวอย่างของการร่วมมือกันที่
น่ายินดีระหว่างนักสิ่งแวดล้อมและนักธุรกิจ และข้อเสนอ
แนะว่าคนทั่วไปทําอะไรได้บ้างในโลกที่ธุรกิจยังมีหน้าที่ตาม
กฎหมายที่จะทํากําไรสูงสุด เพื่อให้การทําลายสิ่งแวดล้อม
เป็นเรื่อง ‘ไม่คุ้ม’ สําหรับธุรกิจ
Collapse อัดแน่นไปด้วยบทพิสูจน์ความสามารถ
พิ เ ศษของไดมอนด์ ที่ โ ด่ ง ดั ง ตั้ ง แต่ Guns, Germs, and
Steel นั่นคือ การขมวดรายละเอียดที่สลับซับซ้อนเกี่ยวกับ
อารยธรรมต่างๆ ที่แตกต่างกันมาก ให้อยู่ในรูปของ ‘เรื่อง
เล่า’ ที่เข้าใจง่ายและน่าติดตาม โดยไม่ใช้วิธีเหมารวมหรือ
อ้าง ‘สูตรสําเร็จ’ ใดๆ ที่นักเขียนสารคดีจํานวนมากชอบใช้
(และทําให้คนอ่านเข้าใจผิดอย่างไม่น่าให้อภัย) ไดมอนด์
ฉายภาพให้เราเห็นปฏิกิริยาระหว่างปัจจัยหลักห้าประการที่
นําอารยธรรมไปสู่หายนะ อันได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของ
สภาพภูมิอากาศ เพื่อนบ้านที่ไม่เป็นมิตร การมีคู่ค้า (แปล
ว่ า สั ง คมมี ท างเลื อ กในการบริ โ ภคสิ น ค้ า จํา เป็ น ) ปั ญ หา
สิ่ ง แวดล้ อ ม และการตอบสนองที่ ผิ ด พลาดของสั ง คมต่ อ
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 254
ปั ญ หาสิ่ ง แวดล้ อ มไดมอนด์ ชี้ ใ ห้ เ ห็ น ว่ า ถึ ง แม้ ว่ า ปั จ จั ย สี่
ประการแรกอาจอยู่ น อกเหนื อ การควบคุ ม ของมนุ ษ ย์
มนุษย์ ‘เลือกได้’ เสมอว่าจะตอบสนองต่อปัญหาเหล่านั้น
อย่างไร ดังที่ไดมอนด์พยายามชี้ให้เห็นตั้งแต่ชื่อรองของ
หนังสือเล่มนี้ – “วิธีที่สังคมเลือกว่าจะประสบความสําเร็จ
หรือล้มเหลว”
สิ่ ง ที่ ไ ดมอนด์ ทํ า ได้ ดี ม ากใน Collapse คื อ การ
เปรี ย บเที ย บระหว่ า งสั ง คมที่ ร่ ว มยุ ค กั น และตั้ ง รกรากอยู่
ในบริ เ วณใกล้ เ คี ย งกั น เพื่ อ ขั บ เน้ น ความสํ า คั ญ ของ
ปฏิ กิ ริ ย าของมนุ ษ ย์ ใ ห้ เ ด่ น ชั ด ยิ่ ง ขึ้ น บทที่ ดี ม ากในแง่ นี้
(และเป็นบทที่ผู้เขียนคิดว่าสนุกที่สุดในหนังสือเล่มนี้ด้วย)
คือตอนที่เขาเปรียบเทียบระหว่างประสบการณ์ของชาว
นอร์ส (ไวกิ้ง) และชาวอินูอิตบนทวีปกรีนแลนด์ไดมอนด์
อธิบายให้เห็นว่า สาเหตุหลักที่ชาวนอร์สต้องประสบกับ
ความอดอยากหิวโหยจนล้มหายตายจากไปหมดทวีป คือ
การทําลายสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง (หลายครั้งอย่างไม่รู้ตัว
ด้วยซ้ำ�) และไม่ยอมปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติไดมอนด์
สรุปว่า ชาวนอร์สมี ‘ทัศนคดีไม่ดี’ ต่อธรรมชาติ และด้วย
เหตุนั้นจึงประสบหายนะ ในขณะที่ชาวอีนูอิต ผู้มีวิถีชีวิตที่
เคารพนบนอบและอ่ อ นน้ อ มต่ อ ธรรมชาติ ถู ก ชาวนอร์ ส
ค่อนแคะดูถูกว่า ‘ป่าเถื่อน’ และ ‘ประหลาด’ กลับสามารถ
เอาตัวรอดในสภาพแวดล้อมอันเหน็บหนาวของกรีนแลนด์
ต่อเนื่องสืบมาจวบจนปัจจุบัน
สฤณี อาชวานันทกุล :: 255
กรณีเปรียบเทียบแบบนี้มีอีกมากมายใน Collapse
แต่ละกรณีเขียนด้วยสํานวนอ่านง่ายและน่าติดตามอย่างที่
นักวิชาการน้อยคนจะทําได้ อีกตัวอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนชอบ
คือตอนที่ไดมอนด์เปรียบเทียบระหว่างสาธารณรัฐโดมินิกัน
และไฮติ สองประเทศร่วมเกาะฮิสปานีโอลา ในเมื่อทั้งสอง
ประเทศนี้ มี ร ะดั บ ทรั พ ยากร ศาสนา วั ฒ นธรรม และ
ประวัติศาสตร์ที่คล้ายคลึงกัน เราจึงน่าจะมั่นใจได้ว่า ความ
แตกต่างของสถานการณ์ปัจจุบันมาจาก “ทัศนคติ” ต่อสิ่ง-
แวดล้ อ มที่ แ ตกต่ า งกั น ปั จ จุ บั น ไฮติ ก ลายเป็ น หนึ่ ง ใน
ประเทศที่ยากจนข้นแค้นที่สุดในซีกโลกตะวันตก มีผืนป่า
ปกคลุมประเทศเพียงร้อยละ 1 เทียบกับร้อยละ 28 ใน
สาธารณรัฐโดมินิกัน ประเทศที่แม้จะไม่ร่ำ�รวยอะไรมาก แต่
เศรษฐกิจก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมเป็น
อย่างดี และประชากรรายงานว่า ‘มีความสุข’ เป็นอันดับ
ต้นๆ ของโลก (กรณีที่คล้ายกันอีกตัวอย่างหนึ่งที่ไดมอนด์
ไม่ได้ยก คือความแตกต่างระหว่างเนปาลและภูฏาน สอง
ประเทศเพื่อนบ้านเชิงเขาหิมาลัย)
ไดมอนด์ พิ สู จ น์ ใ ห้ เ ราเห็ น ด้ ว ยข้ อ มู ล หลั ก ฐาน
มากมายว่า การพัฒนาทางเศรษฐกิจไม่ได้อยู่ ‘ตรงข้าม’ กับ
การอนุ รั ก ษ์ สิ่ ง แวดล้ อ มอย่ า งที่ ค นส่ ว นใหญ่ ยั ง เข้ า ใจผิ ด
ไดมอนด์ตอกย้ำ�ด้วยข้อเท็จจริงว่า ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม
นั้ น มี ค วามสํ า คั ญ ทั ด เที ย มกั บ มิ ติ อื่ น ๆ ที่ เ รามั ก จะใช้ วั ด
‘ความสําเร็จ’ ของสังคม หรืออาจจะสําคัญกว่าด้วยซ้ำ�
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 256
เพราะถ้าสิ่งแวดล้อมทรุดโทรมลงเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่งสังคม
มนุ ษ ย์ ก็ ไ ม่ อ าจจะอยู่ ไ ด้ สิ่ ง ที่ น่ า ทึ่ ง ไม่ น้ อ ยคื อ ไดมอนด์
สามารถถ่ายทอดเรื่อง ‘หนักๆ’ เหล่านี้ได้อย่างน่าสนใจ
เปี่ ย มอารมณ์ ขั น และตลกร้ า ย ผ่ า นวิ ธี ก ารเขี ย นแบบตั้ ง
คํ า ถามที่ ทํ า ให้ ฉุ ก คิ ด ก่ อ นจะหาคํ า ตอบ เช่ น “ชาวเกาะ
อีสเตอร์ที่ตัดต้นปาล์มต้นสุดท้ายพูดว่าอะไรระหว่างที่เขา
ตัดไม้ต้นนั้น? เขาร้องว่า ‘เราต้องการงานทํา ไม่ใช่ต้นไม้!’
หรือเปล่า?” หรือ “เป็นไปได้อย่างไรที่สังคมจํานวนมากจะ
ทําผิดพลาดอย่างรุนแรงซ้ำ�แล้วซ้ำ�เล่า?”

ถ้าคุณสงสัยว่าเหตุใดไดมอนด์จึงบอกว่า “แก่นแท้
ที่จะกําหนดว่าสังคมจะสําเร็จหรือล้มเหลว คือการมีปัญญา
พอที่จะรู้ว่าคุณค่าใดที่สําคัญจริงๆ และคุณค่าใดที่สมควร
ทิ้งและทดแทน” ปัญหาสิ่งแวดล้อม 12 ปัญหาที่ไดมอนด์
มองว่าเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าหายนะกําลังคืบคลานเข้า
ใกล้มีอะไรบ้าง และเหตุใดเขาจึงเชื่อว่าการบริหารจัดการ
สิ่งแวดล้อมที่ล้มเหลวจะนําไปสู่ความขัดแย้งทางการเมือง
และหายนะของทุ ก สั ง คม คุ ณ ก็ ต้ อ งอ่ า น Collapse –
หนังสือดีที่จะไม่มีวันล้าสมัย เพราะถ่ายทอดสัจธรรมจาก
อดีตที่คนปัจจุบันจะต้องสําเหนียกอย่างเร่งด่วน.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 257


046
Animal Spirits

George Akerlof
& Robert Shiller

ระหว่างที่รัฐบาล นักลงทุน และคนธรรมดาทั่วโลกกําลัง


ง่ ว นอยู่ กั บ การรั บ มื อ หรื อ หาวิ ธี เ อาตั ว รอดจากวิ ก ฤต
แฮมเบอร์เกอร์ที่ยังแผลงฤทธิ์ไม่เสร็จในปี 2009 แน่นอนว่า
หนังสือเกี่ยวกับวิกฤตในครั้งนี้จะทยอยออกมาอย่างไม่ขาด
สาย และคงจะเป็นเช่นนี้ไปอีกนาน เพราะวิกฤตครั้งนี้เรียก
ได้ว่าเป็นวิกฤตที่ ‘พลิกตํารา’ ทั้งวงการเศรษฐศาสตร์และ
การเงิน และทําให้คนจํานวนมากโหยหาและเสาะหาปัญญา
ของนักเศรษฐศาสตร์รุ่นก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญญา
ของ จอห์น เมนาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes)
นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ ‘กอบกู้ทุนนิยม’
ตอนที่โลกเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงครั้ง
ใหญ่ ที่เรียกว่า The Great Depression ในทศวรรษ 1930
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 258
รั ฐ บาลส่ ว นใหญ่ ใ นโลกกํ า ลั ง เจริ ญ รอยตามสิ่ ง ที่
เคนส์ เ คยเสนอเมื่ อ ค่ อ นศตวรรษที่ แ ล้ ว นั่ น คื อ ในภาวะ
เศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง ประชาชนและบริษัทเอกชน
ขาดความเชื่ อ มั่ น และไม่ มี เ งิ น รั ฐ บาลจะต้ อ งแทรกแซง
ตลาด ทุ่มเงินกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อ ‘จัมป์แบต’ ให้เศรษฐกิจ
ที่ชะงักงันฟื้นคืนชีพขึ้นมา ถึงแม้ว่าจะต้องขาดดุลในระยะ
สั้นก็ต้องยอม
แต่ คุ ณู ป การที่ แ ท้ จ ริ ง และลึ ก ซึ้ ง ของเคนส์ มิ ใ ช่
ข้อเสนอเกี่ยวกับบทบาทนําของภาครัฐในภาวะเศรษฐกิจ
ถดถอย หากเป็นแนวคิดของเขาเกี่ยวกับพฤติกรรมของ
มนุ ษ ย์ ซึ่ ง เขามองว่ า ถู ก ครอบงํ า ด้ ว ย ‘animal spirits’
(‘สันดานสัตว์’) ตามธรรมชาติ เพราะมนุษย์มิใช่เครื่องจักร
กลที่จะทําทุกอย่างด้วยความมีเหตุมีผลสมบูรณ์แบบตลอด
เวลา หนังสือใหม่ที่ผู้เขียนคิดว่าชี้ให้เห็นแนวคิดข้อสําคัญที่
ถู ก ลื ม ไปนานแล้ ว ดั ง กล่ า ว คื อ Animal Spirits โดย
นักเศรษฐศาสตร์ในดวงใจของผู้เขียนสองคน ได้แก่ โรเบิร์ต
ชิ ล เลอร์ (Robert Shiller) นั ก เศรษฐศาสตร์ ก ารเงิ น
ผู้ เ ชี่ ย วชาญด้ า นฟองสบู่ เ ศรษฐกิ จ จากมหาวิ ท ยาลั ย เยล
และ จอร์จ อาเคอร์ล็อฟ (George Akerlof) นักเศรษฐ-
ศาสตร์ เ จ้ า ของรางวั ล โนเบลปี 2001 จากมหาวิ ท ยา-
ลัยเบิร์กลีย์
ชื่อรองของหนังสือเล่มนี้คือ How Human Psy-
chology Drives the Economy, and Why It Matters for
สฤณี อาชวานันทกุล :: 259
Global Capitalism (วิ ธี ที่ จิ ต วิ ท ยามนุ ษ ย์ ขั บ เคลื่ อ น
เศรษฐกิจ และเหตุผลที่มันสําคัญต่อระบอบทุนนิยมโลก)
สรุปหัวใจของหนังสือเล่มนี้ไว้อย่างรวบรัด ผู้เขียนคิดว่าการ
ที่ The Economist นิตยสารเศรษฐศาสตร์กระแสหลักราย
สัปดาห์ชั้นนํา ลงบทวิจารณ์เกี่ยวกับหนังสือที่ว่าด้วยความ
ไร้เหตุผลของมนุษย์ในทางที่ไม่ด่าทอผู้เขียน กระทั่งชมเชย
นิดๆ เสียด้วยซ้ำ� (ถึงแม้ว่าจะอดเสียดสีก่อนไม่ได้) เป็น
สัญญาณที่บ่งบอกว่า Animal Spirits น่าจะมีส่วนสําคัญใน
การกระตุ้นให้วงการเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเข้าถึง ‘จุด
เปลี่ ย นกระบวนทั ศ น์ ’ ที่ จํ า เป็ น ต่ อ การยกเครื่ อ งระบอบ
เศรษฐกิจให้ยั่งยืนกว่าที่แล้วมา
เนื่ อ งจากบทวิ จ ารณ์ ใ น The Economist สรุ ป
ใจความสําคัญของ Animal Spirits ไว้ค่อนข้างดีแล้ว ผู้
เขียนจึงจะแปลและเรียบเรียงบทวิจารณ์ดังกล่าวมาเล่าสู่
กันฟัง –
...คุณอาเคอร์ล็อฟกับชิลเลอร์บอกว่าเศรษฐศาสตร์
มากเกินไปตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่ามนุษย์เป็นนักคํานวณที่
มีเหตุมีผล ข้อวิพากษ์ข้อนี้ไม่ใหม่ จากนักเศรษฐศาสตร์เอง
ก็ไม่ใหม่ ตลอดช่วงเวลาสองทศวรรษที่ผ่านมา มนุษย์พันธ์ุ
homo economicus (‘สั ต ว์ เ ศรษฐกิ จ ’ ในทฤษฎี ) ได้
วิวัฒนาการมาเป็นอะไรที่ดูคล้าย homo sapiens (หมาย-
ถึ ง มนุ ษ ย์ ใ นโลกจริ ง ) ระหว่ า งที่ เ ศรษฐศาสตร์ ดึ ง ผลการ
ศึ ก ษาจากสาขาจิ ต วิ ท ยา ชี ว วิ ท ยา และกระทั่ ง ประสาท
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 260
วิทยามาประยุกต์ใช้ ‘เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม’ ก็มีบทบาท
ในการออกนโยบายสาธารณะ ยกตัวอย่างเช่น ในการส่ง
เสริมให้คนออม หรือในการกําหนดทางเลือกในการลงทุน
ในกองทุนบํานาญ นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมบางคนได้รับ
รางวัลโนเบลไปแล้ว อย่างไรก็ตาม คุณอาเคอร์ล็อฟกับ
ชิ ล เลอร์ บ่ น ว่ า วิ วั ฒ นาการดั ง กล่ า วจํ า กั ด อยู่ แ ค่ ใ นสาขา
เศรษฐศาสตร์ จุ ล ภาค บั ด นี้ ถึ ง เวลาแล้ ว ที่ เ ศรษฐศาสตร์
มหภาคจะต้องตามให้ทัน

เคนส์กล่าวถึง ‘สันดานสัตว์’ เพียงสองครั้ง (ใน


หนั ง สื อ เรื่ อ ง The General Theory of Employment,
Interest and Money) ในย่อหน้าว่าด้วยสิ่งที่จูงใจคนให้
ลงทุนและเก็งกําไร คุณอาเคอร์ล็อฟกับชิลเลอร์ขยายความ
ต่อไปว่า ‘สันดานสัตว์’ มีทั้งหมดห้าประเภท ประเภทแรกที่
ใกล้เคียงกับความคิดของเคนส์ที่สุดคือความเชื่อมั่น ซึ่งอยู่
นอกเหนื อ ผลการประเมิ น อย่ า งมี เ หตุ มี ผ ลว่ า ราคาหุ้ น
สัปดาห์หน้าหรือราคาสินค้าในอีกสิบปีข้างหน้าน่าจะเป็น
เท่ า ไร ความเชื่ อ มั่ น หรื อ ภาวะการขาดความเชื่ อ มั่ น นั้ น
ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ด้วยตัวเองในทางที่คล้ายกับ ‘ตัวคูณ’
ในแนวคิ ด ของเคนส์ แต่ เ ราไม่ ส ามารถวั ด มั น ได้ โ ดยง่ า ย
‘สันดานสัตว์’ ประเภทที่สองคือความเป็นธรรม ประเภทที่
สามคือคอร์รัปชั่นหรือความไม่ไว้ใจ ประเภทที่สี่คือมายาคติ
เกี่ยวกับเงิน นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ตั้งสมมติฐานว่าคน
สฤณี อาชวานันทกุล :: 261
เข้าใจเงินเฟ้อ แต่จริงๆ แล้วคนไม่เข้าใจ โดยเฉพาะเวลาที่
เงิ น เฟ้ อ ไม่ สู ง มาก ‘สั น ดานสั ต ว์ ’ ประเภทที่ ห้ า คื อ สิ่ ง ที่ ผู้
เขียนทั้งสองเรียกว่า ‘เรื่องราว’ กล่าวคือ นักเศรษฐศาสตร์
มักไม่ยอมรับว่าคนไร้เหตุผลพอที่จะยึดติดกับนิทานหรือ
คํ า พยากรณ์ อ ะไรสั ก อย่ า งที่ ฟั ง ดู เ ป็ น ไปได้ เช่ น คํ า
พยากรณ์ ที่ ว่ า ราคาบ้ า นจะไม่ มี วั น ตก ดั ง นั้ น โมเดลของ
นักเศรษฐศาสตร์จะไม่มีวันมองเห็นผลที่เกิดขึ้นจากความ
เชื่อผิดๆ จนกว่ามันจะสายเกินแก้
คุณอาเคอร์ล็อฟกับชิลเลอร์ไล่คําถามแปดข้อซึ่ง
พวกเขาบอกว่าไม่มีใครตอบได้โดยไม่อ้างถึง ‘สันดานสัตว์’
คํ า ถามเหล่ า นี้ มี ตั้ ง แต่ คํ า ถามที่ ว่ า เหตุ ใ ดตลาดอสั ง หา-
ริมทรัพย์และตลาดหุ้นจึงผันผวนมาก (คําตอบคือส่วนผสม
ของความเชื่อมั่น เรื่องราว และความไม่ไว้ใจ) ไปจนถึง
คํ า ถามที่ ว่ า เหตุ ใ ดจึ ง ดู เ หมื อ นว่ า เราจะต้ อ งแลกระหว่ า ง
เงินเฟ้อกับอัตราว่างงานในระยะยาว ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ตรงกัน
ข้ามกับคําพยากรณ์ของทฤษฎีกระแสหลัก (คําตอบหลักๆ
คือส่วนผสมของมายาคติเกี่ยวกับเงิน และความเป็นธรรม)
คําถามที่อยู่ในกระแสที่สุดในบรรดาแปดข้อนั้นคือ
อํานาจของธนาคารกลาง เวอร์ชั่น ‘สันดานสัตว์’ ของวิกฤต
สินเชื่อบอกว่า มันเป็นส่วนผสมของความไม่ไว้ใจ การพัง
ทลายของความเชื่อมั่น (ในตลาด) และการเปลี่ยนแปลง
จาก ‘เรื่องราว’ ทางเศรษฐกิจที่มองโลกในแง่ดี ไปเป็นอีก
เรื่องหนึ่งที่มองโลกอย่างหดหู่ที่สุด ในเมื่อสินเชื่อทั้งระบบ
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 262
แห้งขอด การใช้วิธีอัดฉีดเงินด้วยนโยบายทางการคลังและ
ทางการเงินไม่เพียงพอ ธนาคารกลางควรตั้งเป้าหมายที่
การปล่อยสินเชื่อด้วย นโยบายทางการคลังและการเงิน
เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอจนกว่าสินเชื่อจะไหลเวียนใน
ระบบอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากบริษัทไม่สามารถกู้เงินไปสร้าง
โรงงาน และผู้ บ ริ โ ภคก็ ไ ม่ อ าจกู้ ไ ปซื้ อ รถ คุ ณ อาเคอร์ -
ล็อฟกับชิลเลอร์ชี้ให้เห็นว่า ธนาคารกลางของสหรัฐฯ ถูก
ก่ อ ตั้ ง เพื่ อ รั ก ษาความเชื่ อ มั่ น ในระบบหลั ง เกิ ด วิ ก ฤตการ
เงินปี 1907 นั่นคือเป้าหมายที่สําคัญที่สุดของธนาคารกลาง
ไม่ใช่การเฝ้าปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยในภาวะราบรื่น
‘สันดานสัตว์’ ช่วยเราได้ขนาดไหน? ในภาวการณ์
ส่วนใหญ่ สมมุติฐานไม่สมจริงที่ว่าคนเรามีเหตุมีผลก็ช่วย
นักเศรษฐศาสตร์ได้ค่อนข้างดี อย่างไรก็ตาม พวกเขาควร
จะมีความพร้อมที่จะเบี่ยงเบนออกจากสมมุติฐานดังกล่าว
มากกว่าที่ผ่านมา โดยเฉพาะในภาวะวิกฤตอย่างเช่นใน
ปัจจุบัน ถึงแม้ว่าการทําอย่างนั้นจะทําให้พฤติกรรมมนุษย์
เป็นเรื่องยากกว่าเดิมที่จะอธิบายด้วยสมการที่สละสลวย
ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า คุณอาเคอร์ล็อฟกับชิลเลอร์ได้รับใช้
วิชาชีพของพวกเขา (ด้วยการเขียนหนังสือเล่มนี้).

สฤณี อาชวานันทกุล :: 263


047
The Post-American World

Fareed Zakaria

นอกจากวิ ก ฤตการเงิ น โลกที่ ป ะทุ ต่ อ เนื่ อ งข้ า มปี จ นถึ ง ปี


2009 จะเป็นวิกฤตที่ทําให้ผู้สังเกตการณ์จํานวนมากออก
มา ‘ฟันธง’ ว่าสหรัฐอเมริกาจะสูญเสียความเป็นผู้นําโลก
เศรษฐกิจในอีกไม่ช้านี้ ผู้สังเกตการณ์หลายคนยังบอกว่า
มั น เป็ น จุ ด เปลี่ ย นสมดุ ล โครงสร้ า งอํ า นาจในมิ ติ อื่ น นอก
เหนื อ จากเศรษฐกิ จ บนโลกใบนี้ อี ก ด้ ว ย และในบรรดา
ผู้สังเกตการณ์โครงสร้างอํานาจที่มองเห็นความเคลื่อนไหว
ในทุ ก มิ ติ ที่ ส่ ง ผลกระทบซึ่ ง กั น และกั น ยากที่ จ ะหาใครที่
รู้มาก รู้ลึก ช่างวิเคราะห์ และเขียนได้อย่างแหลมคมเท่ากับ
ฟารีด ซาการีอา (Fareed Zakaria) บรรณาธิการวารสาร
รายสัปดาห์ Newsweek ฉบับนานาชาติ

วิชา 50 เล่มเกวียน :: 264


หนังสือคลาสสิกเรื่อง The Future of Freedom
ของซาการี อ าเป็ น หนั ง สื อ ที่ ส รุ ป ความหมายและความ
หลากหลายของ ‘ระบอบประชาธิปไตย’ ในโลกยุคโลกา-
ภิวัตน์ที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งในภาษาอังกฤษ ทั้งยั้งอธิบายให้เห็น
อย่างแจ่มชัดว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่เป็นระบอบที่ ‘ดี’ ในตัว
มั น เอง หากต้ อ งใช้ ค วบคู่ ไ ปกั บ กลไก ‘เสรี นิ ย มใต้ รั ฐ -
ธรรมนู ญ ’ (constitutional liberalism) เพื่ อ สร้ า ง
‘ประชาธิปไตยเสรี’ (liberal democracy) ที่เคารพในสิทธิ
เสรี ภ าพของประชาชน และมี ก ลไกต่ า งๆ ที่ ถ่ ว งดุ ล และ
ตรวจสอบอํานาจรัฐอย่างได้ผลเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ
เหล่านั้น
ใน The Post-American World หนังสือเล่มใหม่
ของเขา ซาการี อ าประกาศว่ า อเมริ ก ายั ง เป็ น อภิ ม หา
อํานาจด้านการทหารและการเมืองของโลกอยู่ แต่อิทธิพล
ในทุกมิติที่เหลือ ไม่ว่าจะเป็นด้านอุตสาหกรรม การเงิน
การศึกษา สังคม และวัฒนธรรม “กําลังกระจายตัวและ
เคลื่อนออกนอกการครอบงําของอเมริกา” เขาบอกว่า การ
เติบโตของจีน อินเดีย และตลาดเกิดใหม่อื่นๆ ประกอบกับ
การที่โลกกําลังกระจายจากศูนย์กลางและเชื่อมโยงถึงกัน
มากขึ้นเรื่อยๆ แปลว่าเรากําลังเข้าสู่ยุค ‘โลกหลังอเมริกัน’
ที่วาระจะถูกกําหนดโดยคนจํานวนมากที่กระจายกันอยู่ทั่ว
โลก ซาการีอาเรียกการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอํานาจครั้งนี้
ว่า ‘การทะยานขึ้นของประเทศที่เหลือ’ (rise of the rest)
สฤณี อาชวานันทกุล :: 265
และบอกว่ามันคือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดเป็นครั้งที่
สามในรอบ 500 ปี ตามหลังการทะยานขึ้นของโลกตะวัน-
ตกเมื่อหลายร้อยปีก่อน และสหรัฐอเมริกาในศตวรรษที่ 20
ข้อสังเกตและข้อคิดต่างๆ ของซาการีอาในหนังสือ
เล่มนี้อาจไม่ต่างจากข้อสังเกตของนักคิดนักสังเกตการณ์
คนอื่นๆ โดยเฉพาะ โธมัส ฟรีดแมน (Thomas Friedman)
นักหนังสือพิมพ์ผู้โด่งดังเป็นพลุแตกในฐานะผู้เขียนหนังสือ
เรื่อง The World is Flat แต่ด้วยความที่ซาการีอารอบรู้
อย่างรอบด้านมากกว่า The Post-American World จึง
ฉายภาพที่แจ่มชัดกว่าหนังสือส่วนใหญ่ในประเภทเดียวกัน
โดยเฉพาะภาพของโลกที่กําลังเปลี่ยนแปลงด้วยความเร็ว
แสง สิ่ ง ที่ เ ป็ น ประโยชน์ อ ย่ า งยิ่ ง ต่ อ คนอ่ า น และทํ า ให้
หนังสือเล่มนี้จะไม่มีวันล้าสมัย คือการที่ซาการีอาพยายาม
ยกเหตุการณ์ในอดีตที่มีบริบทคล้ายคลึงกับปัจจุบันที่เขา
อธิบายอยู่ เพื่อลองคิดว่าเราจะนําบทเรียนจากอดีตมาปรับ
ใช้ในสถานการณ์ปัจจุบันได้มากน้อยเพียงใด
ซาการี อ ามองว่ า เป็ น ตลกร้ า ยไม่ น้ อ ยที่ ต อนนี้
ประเทศส่วนใหญ่ในโลกกําลังทําในสิ่งที่อเมริกาชอบรณรงค์
ได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะระบบทุนนิยมและประชาธิปไตย
แต่คนอเมริกันเองกลับสูญเสียความมั่นใจและเริ่มตั้งคําถาม
ต่อสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาเคยเชิดชู ไม่ว่าจะเป็นระบบตลาด
เสรี การอพยพ และความก้าวหน้าของเทคโนโลยี แต่ถึง
แม้ ว่ า เศรษฐกิ จ ของอเมริ ก ากํ า ลั ง ย่ำ � แย่ แ ละขาดดุ ล ทุ ก
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 266
ประเภท ซาการีอาก็มองว่าอเมริกาสามารถฟื้นฟูระบอบ
เศรษฐกิ จ และพั ฒ นาให้ เ ป็ น เศรษฐกิ จ ที่ บุ ก เบิ ก พรมแดน
ความรู้ใหม่ๆ ได้ ตราบใดที่อเมริกายอมรับและปรับตัวตาม
ความท้าทายที่กําลังเผชิญอยู่ เพราะภาวะเศรษฐกิจถดถอย
ของอเมริกาไม่ได้ย่ำ�แย่จนถึงขั้นที่จะตกต่ำ�เป็นเวลานานจน
สูญเสียสถานภาพผู้นําโลกเหมือนกับอังกฤษ
แล้ ว ‘ความท้ า ทาย’ ของอเมริ ก ามี อ ะไรบ้ า ง?
ซาการีอาอธิบายหลายเรื่องหลายมิติ แต่เรื่องที่ผู้เขียนคิด
ว่าน่าสนใจที่สุดคือมิติด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ซึ่งเขามองว่าความท้าทายหลักในอนาคตอันใกล้นี้น่าจะอยู่
ที่การรับมือกับความทะเยอทะยานของประเทศจีน ซึ่งเขา
มองว่าอาจจะตั้งตัวเป็นมหาอํานาจ ‘ทางเลือก’ เพื่อคาน
อํานาจของอเมริกาที่หลายคนยังมองว่าทําตัวเป็น ‘เจ้าโลก’
อยู่ ด้วยการค่อยๆ ขยายขอบเขตอิทธิพลของจีนผ่านสาย
สั ม พั น ธ์ ท างเศรษฐกิ จ เขาบอกว่ า ถ้ า จี น ทํ า อย่ า งนั้ น
อเมริกาอาจจะต้องหาวิธีรับมือกับ ‘สงครามเย็น’ แบบใหม่
ที่คู่กรณีเป็นประเทศที่มีประชากรอาศัยอยู่มากที่สุดในโลก
มีเศรษฐกิจระบบตลาดที่กําลังเติบโตอย่างน่าตื่นตะลึง และ
“...ไม่ได้ใช้โมเดลสังคมนิยมโดยรัฐที่เคยล้มเหลวอีกต่อไป
...และไม่ได้ผลาญเงินไปกับการแทรกแซงทางทหารที่ไร้จุด
มุ่ ง หมายด้ ว ย” ซาการี อ าบอกว่ า นี่ เ ป็ น ความท้ า ทายที่
อเมริกายังไม่เคยเผชิญมาก่อนในประวัติศาสตร์ และก็ยังไม่
ชัดเจนว่าจะรับมือกับมันอย่างไรดี
สฤณี อาชวานันทกุล :: 267
ซาการีอามองว่าวิกฤตเศรษฐกิจของอเมริกาครั้งนี้
ไม่ใช่ผลลัพธ์ของความไร้ประสิทธิภาพที่ฝังรากลึก แต่เป็น
ผลพวงของนโยบายรั ฐ ที่ ผิ ด พลาด ซึ่ ง สามารถปฏิ รู ป ได้
อย่างรวดเร็วเพื่อปรับเศรษฐกิจให้เข้าสู่ภาวะที่มีเสถียรภาพ
กว่าเดิม นโยบายปฏิรูปที่เขามองว่ารัฐควรทํามีตั้งแต่การ
ยกเลิกเงินอุดหนุนที่สิ้นเปลือง เพิ่มระดับการออม ขยาย
การอบรมในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แก้ไขระบบ
บํานาญให้มีความมั่นคง และปรับปรุงประสิทธิภาพของการ
ใช้ พ ลั ง งาน แต่ ปั ญ หาอยู่ ที่ ก ระบวนการทางการเมื อ ง
ซึ่งซาการีอาบอกว่าถูกทําให้ “พิกลพิการ” จากการแบ่งฝัก
แบ่งฝ่ายของนักการเมือง วาระของกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ
สื่อที่กระพือข่าวตามกระแส กลุ่มอุดมการณ์ที่เอาแต่โจมตี
อย่ า งเดี ย ว และสิ่ ง ที่ เ ขาเรี ย กว่ า ‘ภาวะติ ด ขั ด ทางนิ ติ -
บัญญัติ’ (legislative gridlock) ซึ่งอาจอธิบายสถานการณ์
การเมืองไทยปัจจุบันได้ดีไม่แพ้กัน
นอกจากเขาจะวิ เ คราะห์ ร ากปั ญ หาของอเมริ ก า
อธิบายความท้าทาย วาดภาพทางออกที่น่าจะเป็น และร่าง
เค้าโครงของ ‘โลกหลังอเมริกัน’ แล้ว ซาการีอายังยกข้อ
เสนอเกี่ยวกับบทบาทของอเมริกาในโลกใหม่ที่เขาคิดว่าน่า
จะเป็น เนื้อหาส่วนนี้คือส่วนที่ผู้เขียนชอบที่สุดของ The
Post-American World เพราะซาการีอาเป็นคนทันสมัยและ
ทันโลกพอที่จะเข้าใจว่า โลกใหม่ที่ไม่รวมศูนย์ เปลี่ยนแปลง
ไม่ ห ยุ ด นิ่ ง และสั บ สนมากกว่ า โลกเก่ า นั้ น จะต้ อ งบริ ห าร
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 268
จัดการอย่างไร เขาเสนอว่าอเมริกาควรเป็น ‘นายหน้าโลก’
(global broker) ผู้ ต อกตรึ ง ความสั ม พั น ธ์ กั บ มหา
อํานาจอื่นๆ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้อง
เลิ ก ชี้ นิ้ ว สอนสั่ ง ชาวบ้ า นแบบเดิ ม หั น มาใช้ วิ ธี “ปรึ ก ษา
หารือ สร้างความร่วมมือ และแม้แต่ประนีประนอม” กับ
ประเทศอื่นๆ แทน ในโลกใหม่นี้ บทบาทของอเมริกาจะอยู่
‘หลังฉาก’ มากขึ้น และอํานาจของอเมริกาจากหลังฉากก็จะ
อยู่ที่การกําหนดวาระ ร่วมกําหนดประเด็นสําคัญ และขับ
เคลื่อนแนวร่วมต่างๆ
การที่ซาการีอาเลือกที่จะไม่วิเคราะห์บางประเด็น
ในรายละเอี ย ดอาจทํ า ให้ The Post-American World
สะท้ อ น ‘อคติ ’ ของคนเขี ย นอยู่ บ้ า ง เช่ น เขาไม่ พู ด ถึ ง
อิรักและขบวนการก่อการร้ายมากนัก ส่วนหนึ่งอาจเป็น
เพราะเคยเขี ย นสนั บ สนุ น การทํ า สงครามอิ รั ก ของอดี ต
ประธานาธิบดีบุชเพราะมองว่าลัทธิอิสลามหัวรุนแรงเป็น
อันตรายที่ต้องกําจัด (จุดยืนนี้ทําให้ซาการีอาถูกตราหน้าว่า
เป็น ‘liberal hawk’ หรือนักเสรีนิยมสายเหยี่ยว ซึ่งมีจํานวน
น้อยกว่านักเสรีนิยมสายพิราบ) แต่ข้อบกพร่องทํานองนี้ก็
นั บ ว่ า เป็ น ส่ ว นน้ อ ยเมื่ อ เที ย บกั บ ข้ อ ดี จํ า นวนมากของ
หนังสือ เพราะ The Post-American World เป็นหนังสือที่
ฉายภาพโลกหลังยุค ‘อภิมหาอํานาจเพียงหนึ่งเดียว’ ที่
ชัดเจนและน่าคิดที่สุดเท่าที่ผู้เขียนรู้จัก.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 269


048
Market Rebels

Hayagreeva Rao

ในห้วงยามที่สังคมไทยดูจะตื่นเต้นแกมแตกตื่นกับแนวคิด
‘เศรษฐกิ จ สร้ า งสรรค์ ’ (ทั้ ง ที่ น่ า จะตื่ น เต้ น กั บ ‘ทุ น นิ ย ม
สร้างสรรค์’ ของ บิล เกตส์ มากกว่า) ผู้เขียนคิดว่าเราน่าจะ
ครุ่นคิดกันให้ลึกซึ้งว่า ลักษณะของกลุ่มคนที่สามารถผลัก
ดันนวัตกรรมดีๆ ให้ทําประโยชน์ต่อสังคมได้จริงนั้นมีอะไร
บ้าง สภาพเศรษฐกิจและสังคมไทยปัจจุบันเอื้อให้เกิดคน
แบบนี้มากน้อยเพียงใด
หนังสือเล่มหนึ่งที่ผู้เขียนเชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นให้
เราครุ่ น คิ ด เรื่ อ งนี้ กั น อย่ า งจริ ง จั ง และตรงประเด็ น คื อ
Market Rebels โดย ฮายากรีวา ราว (Hayagreeva Rao)
อาจารย์ประจําคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด
ประเด็นหลักของหนังสือเล่มนี้คือ การเปลี่ยนแปลงจําเป็น
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 270
ต่อการพัฒนาสังคมให้ก้าวไปข้างหน้า การเปลี่ยนแปลง
ต้องเกิดจากนวัตกรรม และนวัตกรรมจําเป็นต้องใช้ ‘กบฏ
ตลาด’ ซึ่งในนิยามของราวหมายถึงนักเคลื่อนไหวที่ท้าทาย
สถานภาพเดิม (status quo) และต่อต้านปัญญาสาธารณ์
(conventional wisdom)
ราวยกตัวอย่างมากมายมาชี้ให้เห็นว่า กบฏตลาด
มี บ ทบาทที่ ข าดไม่ ไ ด้ ใ นสั ง คมเพราะพวกเขาจุ ด ประกาย
หรือกระตุ้นให้ปัจเจกชนเคลื่อนไหวทางสังคมร่วมกัน ซึ่ง
การเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจหนุนเสริมหรือกีดกันนวัตกรรม
ใหม่ๆ ในสังคมก็ได้ ประเด็นที่สําคัญคือ กบฏตลาดสามารถ
ดึงดูดความสนใจของผู้คนในยุคที่ความรู้สึกแปลกแยกและ
เบื่อหน่ายเป็นเรื่องธรรมดา ด้วยการใช้เทคนิคนานาชนิดที่
คนมองว่า ‘เท่’ ในการผลักดันประเด็น ‘ร้อน’ ที่พวกเขาลุ่ม
หลง ยกตัวอย่างเช่น บรรดากบฏตลาดที่บุกเบิกอุตสาห-
กรรมคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ทลายอํานาจผูกขาดและความ
ชอบธรรมของกลุ่ ม กี๊ ก (geek) อี โ ก้ จั ด ใจแคบที่ ม อง
คอมพิวเตอร์ว่าเป็นเทคโนโลยีชั้นสูงที่คนธรรมดาโง่เกิน
กว่าจะเข้าใจ กบฏตลาดกลุ่มนี้มีบทบาทสําคัญในกําเนิด
ของบริษัทใหม่ๆ ที่สร้างอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ
และทําให้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น
เรื่อยๆ คือคนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้

สฤณี อาชวานันทกุล :: 271


ราวอธิบายบทบาทของกบฏตลาดในภาวะที่แรง
จูงใจปกติในตลาดใช้การไม่ได้ (ลักษณะ ‘ตลาดล้มเหลว’
ชนิดหนึ่ง) ผ่านกรณีศึกษามากมาย เขายกตัวอย่างจากยุค
บุกเบิกของอุตสาหกรรมรถยนต์ว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ใน
อเมริกาเกลียดกลัวรถยนต์ มองว่ามันเหมือนสัตว์ประหลาด
เกินกว่าที่จะไว้ใจนั่ง ในสถานการณ์นี้ แฟนพันธ์ุแท้รถยนต์
หลายคนรวมตัวกันจัดตั้งชมรมผู้รักรถ ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จัก
ในชื่อ Automobile Association of American (AAA) มี
ภาคีสมาชิกทั่วประเทศ ล็อบบี้รัฐบาลของมลรัฐต่างๆ ให้
สร้างถนนที่ดี ออกกฎระเบียบต่างๆ ที่กําจัดความกังวล
ของผู้คนและเสริมสร้างความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน
เช่น ความเร็วสูงสุด การสอบใบขับขี่ ฯลฯ ตลอดจนจัดการ
แข่งทดสอบความปลอดภัยระหว่างรถยี่ห้อต่างๆ เป็นช่อง
ทางให้ผู้ผลิตสร้างความน่าเชื่อถือ ความพยายามของแฟน
พั น ธ์ุ แ ท้ ผู้ เ ป็ น กบฏตลาดเหล่ า นี้ เ ป็ น ส่ ว นสํ า คั ญ ที่ ช่ ว ยให้
อุตสาหกรรมรถยนต์เติบโตมาจนถึงทุกวันนี้
ราวอธิบายบทบาทของกบฏตลาดในแวดวงอื่นๆ
อีกมากมายที่ล้วนแต่อ่านสนุกและให้ข้อคิด ทําให้ Market
Rebels เปรียบเสมือน ‘ประวัติศาสตร์ทุนนิยมสมัยใหม่’ ที่
มองจากมุ ม มองของคนธรรมดา ไม่ ใ ช่ จ ากมุ ม มองของผู้
บริหารบริษัทตามธรรมเนียมปฏิบัติของหนังสือธุรกิจ สอง
ตัวอย่างที่ผู้เขียนคิดว่าสนุกมากเป็นพิเศษ คือตอนที่ราว
อธิบายบทบาทของกบฏตลาดในอุตสาหกรรมเหล้าพื้นบ้าน
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 272
(microbrewing) ธุรกิจอาหารแนวใหม่ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ
‘nouvelle cuisine’ อาหารออร์แกนิก รถยนต์แบบไฮบริด
และรถพลังไฟฟ้า และธุรกิจใหม่อื่นๆ อีกมากมายที่ราว
อธิบายว่าไม่มีวันเกิดได้ถ้าปราศจากความทุ่มเทแบบไม่
เห็นแก่ตัวของกบฏตลาด
ในทั้งสองกรณีข้างต้น กบฏตลาดมีบทบาทสําคัญ
ในการผลักดันนวัตกรรมใหม่ๆ ให้ปฏิวัติวงการได้สําเร็จ แต่
ราวก็ชี้ให้เห็นด้วยว่า กบฏตลาดอาจกีดขวางนวัตกรรมได้
เหมือนกัน เช่น เจ้าของร้านโชห่วยท้องถิ่นจํานวนมากที่
รวมพลั ง กั น ต่ อ ต้ า นการรุ ก คื บ ของไฮเปอร์ ม าร์ เ ก็ ต ขนาด
ใหญ่ แต่ข้อดีที่น่าชื่นชมข้อหนึ่งของหนังสือเล่มนี้คือ ราว
ไม่ พ ยายามตั ด สิ น ว่ า การกระทํ า ของกบฏตลาดในแต่ ล ะ
กรณีนั้น ‘ดี’ หรือ ‘ไม่ดี’ เพราะเขาก็ไม่ได้บอกว่านวัตกรรม
ทุกชนิดจะ ‘ดี’ ในตัวมันเอง คือผลักสังคมให้ก้าวไปข้างหน้า
โดยอัตโนมัติ เขาเพียงแต่พยายามชี้ให้เห็นบทบาทที่มัก
จะถูกมองข้ามของกบฏตลาด เพราะนวัตกรรมในตัวมัน
เองนั้นเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ไม่มีชีวิต ไม่อาจทําอะไรได้เองถ้า
ปราศจากแรงผลักดันหรือกีดกันของมนุษย์
อีกประเด็นหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่าสําคัญและน่าสนใจ
มากคือประเด็นที่ว่า เรามักจะไม่รู้จักชื่อของบรรดากบฏ
ตลาดที่ราวยกตัวอย่างในหนังสือ ทั้งๆ ที่พวกเขามีบทบาท
ที่จําเป็นต่อการสร้างวัฒนธรรมใหม่ๆ และธุรกิจใหม่ๆ ทั้งนี้
เนื่องจากกบฏตลาดเหล่านี้ล้วนไม่ใช่ดีไซเนอร์อีโก้จัดหรือ
สฤณี อาชวานันทกุล :: 273
บริ ษั ท งกเงิ น ที่ เ อะอะอะไรก็ อ้ า ง ‘สิ ท ธิ ใ นทรั พ ย์ สิ น ทาง
ปัญญา’ แต่เป็นเพียงคนธรรมดาที่มารวมตัวกันเพื่อผลักดัน
ในสิ่งที่พวกเขารัก องค์กรที่พวกเขามีส่วนสร้างและการร่วม
มือร่วมใจที่พวกเขาจุดประกายคือสิ่งที่ยืนยงในจิตสํานึก
ร่วมของสังคม มิใช่ชื่อของสมาชิกคนใดคนหนึ่ง
ตัวอย่างที่แสดงความไม่เห็นแก่ตัวของกบฏตลาด
อย่างชัดเจนคือขบวนการซอฟต์แวร์เสรี ซึ่งมีบทบาทสําคัญ
ในการพั ฒ นาและความนิ ย มอย่ า งแพร่ ห ลายของระบบ
ปฏิบัติการลินุกซ์และซอฟต์แวร์แบบโอเพ่นซอร์ส ในขณะ
เดียวกัน นักกิจกรรมที่เคลื่อนไหวรณรงค์เพื่อคุ้มครองและ
ขยับขยายสิทธิของนักลงทุน อาทิ เอเวลิน เดวิส (Evelyn
Davis) และ เนล มินนาว (Nell Minnow) ก็นําขบวนการ
เคลื่ อ นไหวของผู้ ถื อ หุ้ น จนประสบความสํ า เร็ จ ในการ
ปรับปรุงคุณภาพการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน
โดยเฉพาะข้อมูลการจ่ายผลตอบแทนของผู้บริหารระดับสูง
ราวตั้งข้อสังเกตว่า กบฏตลาดมักจะเป็น ‘คนนอก’
ที่อยู่ในองค์กรขนาดเล็ก ไม่ใช่องค์กรขนาดใหญ่แบบระบบ
ราชการ มีความลุ่มหลงในนวัตกรรมที่พวกเขาอยากให้คน
อื่นนิยม และไม่ค่อยมีเงินทุน นั่นคือสาเหตุที่บังคับให้พวก
เขาต้องหาทางพลิกแพลง ใช้เทคนิคแปลกใหม่ตลอดเวลา
ในการกระตุ้นให้คนอื่นเห็นพ้องและทําตาม

วิชา 50 เล่มเกวียน :: 274


ถ้าคุณเคยคิดว่า การทุ่มเทพลังงานให้กับการคิด
ค้นนวัตกรรมอย่างเดียวก็เพียงพอต่อการสร้าง ‘เศรษฐกิจ
สร้างสรรค์’ หนังสือเล่มนี้จะทําให้คุณแปลกใจและได้ความ
คิดใหม่ๆ มากมาย ราวเป็นนักวิเคราะห์พฤติกรรมธุรกิจ
และนั ก กลยุ ท ธ์ ก ารบริ ห ารจั ด การรุ่ น ใหม่ ที่ ติ ด ตามและ
ผนวกบทเรียนจากสาขาอื่นๆ ในสายสังคมศาสตร์ โดย
เฉพาะจิตวิทยา ประวัติศาสตร์ และมานุษยวิทยา เข้ากับ
งานของเขาอย่างกลมกลืนและทรงพลัง ทําให้คนอ่านมอง
เห็ น ชั้ น ความซั บ ซ้ อ นของตลาด และบทบาทของคน
ธรรมดาที่คนมักจะมองไม่เห็น ในการผลักดันหรือกีดกัน
นวัตกรรมให้สามารถปฏิวัติสังคมได้จริงๆ
เหนื อ สิ่ ง อื่ น ใด ผู้ เ ขี ย นเชื่ อ ว่ า เมื่ อ อ่ า น Market
Rebels จบแล้ว ผู้อ่านชาวไทยทุกคนจะพอเข้าใจว่า เหตุใด
‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ จึงไม่น่าจะเกิดได้โดยง่ายและโดยเร็ว
ในสังคมที่กลุ่ม status quo ในภาคธุรกิจและการเมืองยัง
อนุรักษ์นิยมค่อนข้างมาก มองคนรุ่นใหม่ที่กล้าท้าทายขนบ
เดิมๆ ว่าเป็นคนขวางโลกและไม่รู้จักที่ต่ำ�ที่สูง แทนที่จะ
มองว่าพวกเขาอาจเป็นกบฏตลาดที่สามารถผลักดันสังคม
ให้ ก้ า วไปข้ า งหน้ า ด้ ว ยส่ ว นผสมของความลุ่ ม หลงใน
นวัตกรรมอย่างไม่เห็นแก่ตัว และความฉลาดเฉลียวในการ
หว่านล้อมให้คนอื่นคล้อยตามด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 275


049
Rules of Thumb

Alan Webber

ในบรรดาหนังสือสารคดีทั้งหมด ฮาวทูเป็นหนังสือประเภท
ที่ผู้เขียนอ่านน้อยที่สุด สาเหตุครึ่งหนึ่งคือผู้เขียนเชื่อว่า
ชีวิตนั้นซับซ้อนและมีเหตุการณ์ที่เราควบคุมไม่ได้บ่อยเกิน
กว่าที่ใครจะสามารถตัดทอนและสรุปออกมาเป็นขั้นตอนว่า
ถ้าทุกคนทํา 1-2-3 แล้วชีวิตจะประสบความสําเร็จ สาเหตุ
อี ก ครึ่ ง หนึ่ ง คื อ ผู้ เ ขี ย นรู้ สึ ก ว่ า ผู้ เ ขี ย นหนั ง สื อ แนวนี้ มั ก จะ
เขียนอย่างฉาบฉวย ไม่พยายามแยกแยะบทบาทของความ
บังเอิญและโชค(ดี)ออกจากความสามารถของคน ทําให้
มนุษย์ในหนังสือดูเก่งกว่ามนุษย์ในโลกจริงหลายเท่า
ปัญหานี้เข้มข้นอย่างยิ่งในฮาวทูเชิงธุรกิจ ประเภท
‘เคล็ดลับเศรษฐี’ หรือ ‘รวยหุ้นร้อยล้านก่อนอายุ 35’ เพราะ
‘จุดขาย’ ของฮาวทูแนวนี้ย่อมอยู่ที่การหว่านล้อมคนอ่านให้
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 276
เชื่อว่าจะประสบ ‘ความสําเร็จ’ ในชีวิตอย่างแน่นอนถ้าทํา
ตามเคล็ดลับทุกข้อที่ระบุในหนังสือ และในเมื่อหนังสือฮาว
ทูส่วนใหญ่อยากขายดี ‘เคล็ดลับ’ เหล่านั้นจึงมักจะย่อยง่าย
จําง่าย และมักง่าย เป็นปัญญาสาธารณ์ (conventional
wisdom) เดิมๆ ที่เอามาจัดแพ็คเกจใหม่ ไม่นับการใส่ ‘น้ำ�’
แบบท่วมทุ่ง ทําให้ ‘เนื้อ’ ยิ่งจมหายในหนังสือ
ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ฮาวทูจึงไม่ใช่หนังสือประเภทที่
ผู้เขียนติดตามหรือลองอ่านเอง จะได้อ่านฮาวทูดีๆ ก็ต่อ
เมื่อมีเพื่อนแนะนําเท่านั้น
วั น นี้ จึ ง ต้ อ งขอบคุ ณ เพื่ อ นที่ แ นะนํ า Rules of
Thumb หนังสือฮาวทูธุรกิจที่ดีที่สุดที่ผู้เขียนเคยอ่าน
Rules of Thumb เป็นผลงานของ อลัน เว็บเบอร์
(Alan Webber) ผู้ร่วมก่อตั้ง Fast Company นิตยสาร
ธุ ร กิ จ ที่ ดี ที่ สุ ด ในความเห็ น ของผู้ เ ขี ย น เขากลั่ น ประสบ-
การณ์กว่า 40 ปีในฐานะสื่อมวลชนที่ได้พบปะและทําข่าว
นักธุรกิจชั้นนําหลายร้อยคนทั่วโลก ออกมาเป็นหลักจําง่าย
ที่ฝรั่งเรียกว่า rules of thumb จํานวน 52 ข้อ ที่น่าคิดและ
เป็นประโยชน์ต่อนักธุรกิจและคนทั่วไป
สิ่งที่ทําให้ Rules of Thumb เป็นมากกว่าหนังสือ
ฮาวทูทั่วไป คือการที่เว็บเบอร์เข้าใจว่าชีวิตที่ ‘ดี’ นั้น น่าจะ
มีอะไรมากกว่าการประสบความสําเร็จในที่ทํางาน คําโปรย
หนั ง สื อ คื อ “52 principles for winning at business
without losing your self” ซึ่งอาจแปลเป็นไทยว่า “หลักการ
สฤณี อาชวานันทกุล :: 277
52 ข้อสําหรับการเอาชนะในธุรกิจโดยไม่ต้องสูญเสียตัวตน”
สรุปหัวใจของหนังสือเล่มนี้ได้อย่างดีเยี่ยม
หลักการใน Rules of Thumb มีทั้งหลักที่นักธุรกิจ
ทั่วไปรู้ดีอยู่แล้ว และที่ยังไม่ค่อยรู้ แต่เว็บเบอร์สามารถทํา
ให้ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่อง ‘ใหม่’ หรือ ‘เหมือนใหม่’ ด้วยการ
ยกตัวอย่างจากโลกธุรกิจที่แสดงให้เห็นบทบาทและวิธีใช้
หลักการเหล่านั้นในสภาพความเป็นจริง เขาทําให้เรามอง
เห็นความสําคัญของหลักการที่รู้ๆ กันอยู่แต่อาจมองข้ามไป
และที่ สํ า คั ญ กว่ า นั้ น คื อ ตอกย้ำ � ให้ เ ห็ น ความสํ า คั ญ ของ
ความเปลี่ยนแปลง ความกล้าหาญที่จะเปลี่ยนความคิดเมื่อ
ความคิดเก่าใช้ไม่ได้แล้ว และการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ซึ่ง
ล้วนเป็นลักษณะของผู้นําที่ดีในทุกภาคส่วน ไม่ใช่แค่ภาค
ธุรกิจเท่านั้น
หลั ก การที่ ผู้ เ ขี ย นชอบที่ สุ ด ในหนั ง สื อ เล่ ม นี้ คื อ
สมการคณิ ต ศาสตร์ สั้ น ๆ แต่ จํ า ง่ า ยที่ เ ว็ บ เบอร์ เ รี ย กว่ า
“สมการการเปลี่ยนแปลง” –
C(SQ) > R(C)
ในสมการนี้ C ตัวแรกหมายถึงต้นทุน, SQ หมาย
ถึงสภาพที่เป็นอยู่ (status quo), R หมายถึงความเสี่ยง
และ C ในวงเล็บหมายถึงการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นสมการนี้
จึงบอกว่า การเปลี่ยนแปลงจําเป็นจะต้องเกิดถ้าสภาพที่
เป็นอยู่นั้นมีต้นทุนสูงกว่าความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลง

วิชา 50 เล่มเกวียน :: 278


เมื่อคํานึงถึงความเร่งด่วนและขนาดของปัญหาต่างๆ ที่
รุ ม เร้ า โลกอยู่ ต อนนี้ นั ก ธุ ร กิ จ ทุ ก คนที่ อ่ า นสมการนี้ ใ น
Rules of Thumb น่าจะได้คิดว่า น่าจะยอมรับความเสี่ยง
เพิ่ ม ขึ้ น เพื่ อ ค้ น หาโอกาสที่ จ ะเอาตั ว รอดจากปั ญ หาและ
สร้ า งอนาคตที่ ดี ก ว่ า เดิ ม เพราะสภาพที่ เ ป็ น อยู่ ต อนนี้
เปรียบเสมือนพายุที่โหมกระหน่ำ� มีต้นทุนสูงที่ธุรกิจอาจยัง
มองไม่เห็น
ตั ว อย่ า งหลั ก การอี ก บางข้ อ ที่ ผู้ เ ขี ย นชอบใน
หนังสือเล่มนี้ได้แก่
หลักการข้อ 3: ตั้งนิยามของ ‘ความสําเร็จ’ ให้
ชัดเจน รวมทั้งความสําเร็จเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตการทํางาน
ประจําวันด้วย เช่น วันนี้เรามานั่งฟังใครอ่านสไลด์สวยๆ
ให้ฟังทําไม?
หลั ก การข้ อ 4: การแก้ ปั ญ หาที่ ป ลายเหตุ เ พี ย ง
อย่างเดียวไม่พอ ต้องวิเคราะห์รากของปัญหา แก้ที่ต้นเหตุ
เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นอีก
หลักการข้อ 7: นักคิดที่คิดเป็นระบบมองเห็นความ
เชื่อมโยง ไม่ใช่ฟังก์ชั่น พวกเขามองเห็นกระบวนการต่างๆ
ในระบบ ผู้นําที่ดีจะต้องคิดเป็นระบบเป็น
หลักการข้อ 14: เกนจิ เกนบัตสึ ซึ่งแปลว่า “คุณ
ไม่มีทางรู้ได้ถ้าคุณไม่ออกไปดูเอง” หัวใจของบริษัทโตโยต้า
หมายความว่า การรับฟังหรืออ่านปัญหาเพียงอย่างเดียวไม่
เพียงพอ เราต้องออกไปอยู่ในสถานการณ์นั้นๆ ด้วยตัวเอง
สฤณี อาชวานันทกุล :: 279
ถึงจะรู้ทั้งด้านกว้างและด้านลึกของปัญหาเพียงพอที่จะแก้
เปรียบเสมือนกับแพทย์ที่จะต้องพบคนไข้ด้วยตัวเอง เอา
แค่อีเมล์อธิบายอาการไปวินิจฉัยและกําหนดวิธีรักษาไม่ได้
หลักการข้อ 19: ผู้จัดการควรเลิกยุ่งกับพนักงาน
ปล่อยให้พวกเขามีเวลาคิดและทํางานของตัวเองในแบบ
ฉบับของตัวเองให้ได้มากที่สุด
หลักการข้อ 23: เขียนและเก็บรายการสองรายการ
ไว้กับตัว อะไรที่ทําให้คุณอยากตื่นขึ้นมาตอนเช้า? อะไรที่
ทําให้คุณอยู่ดึก?
หลั ก การข้ อ 37: ‘เงิ น ไม่ เ หมื อ นกั น หมด’ (all
money are not created equal) โลกนี้มีเงินสกปรก เงิน
สะอาด เงินดี เงินเลว เงินฉลาด เงินโง่ และแม้แต่เงินที่ดู
เหมือนจะมีอยู่จริง แต่แท้ที่จริงเป็นแค่อากาศธาตุเท่านั้น
หลักการข้อ 45: ความล้มเหลวที่แท้จริงไม่ใช่การที่
คุ ณ กํ า ลั ง ล้ ม เหลวกั บ อะไรจริ ง ๆ หากเป็ น การที่ คุ ณ ไม่
พยายามต่อไปต่างหาก
กล่าวโดยสรุป Rules of Thumb เป็นหนังสือฮาวทู
ที่อ่านสนุก อ่านง่าย น่าสนใจ ให้แง่คิด รวมทั้งสร้างแรง
บันดาลใจที่หายากอย่างยิ่งในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง
อย่างรวดเร็วจนทําให้คนขาดความมั่นใจ เพราะ rule of
thumb ทุ ก ข้ อ ล้ ว นกลั่ น มาจากประสบการณ์ จ ริ ง ของนั ก
ธุรกิจมากมายและความสามารถของเว็บเบอร์ในการถอด
บทเรียน อีกทั้งยังชี้ให้เห็นว่า คําบางคําที่เชยไปแล้วอย่าง
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 280
‘ศักดิ์ศรี’ นั้น ยังมีความสําคัญเพียงใดในโลกที่นักธุรกิจ
จํานวนมากยังไม่ทําตัวให้คู่ควรกับความดังและชื่อเสียงที่
ได้รับ ในสังคมที่คนหลอกง่ายและสื่อส่วนใหญ่ซื้อได้.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 281


050
Ecological Intelligence
Daniel Goleman

ยุคนี้เป็นยุคที่เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดอย่างเร่งด่วนเกี่ยวกับ
การดํารงชีวิตของมนุษย์ในทุกมิติ ตั้งแต่แนวทางการพัฒนา
ระดั บ ชาติ โมเดลธุ ร กิ จ ระดั บ อุ ต สาหกรรม และวิ ถี ชี วิ ต
ประจําวันระดับคนธรรมดา ให้สอดคล้อง ยึดโยง และรับใช้
สังคมและสิ่งแวดล้อมมากกว่าที่แล้วมาทุกสมัย เพราะวิธี
คิดแบบ ‘แยกส่วน’ ที่ผ่านมานั้นได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ก่อ
ให้เกิด ‘ต้นทุนที่มองไม่เห็น’ ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม
นานัปการที่เรามองเห็นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะในรูปของ
ความเดือดร้อนของผู้ด้อยโอกาสที่ตลาดไม่ให้บริการ ความ
สุขที่หดหายของชนชั้นกลางในเมืองที่มีเวลาน้อยลงทั้งๆ ที่
มีเครื่องมืออํานวยความสะดวกนับไม่ถ้วน และที่เห็นชัดเจน
ที่สุดคือปัญหาสิ่งแวดล้อมถูกทําลาย ระบบนิเวศเสื่อมโทรม
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 282
ทรัพยากรธรรมชาติที่เราเคยเชื่อว่าไม่มีวันหมดกําลังจะ
หมดลงจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นปลาในทะเล น้ำ�มันในผืนดิน หรือ
แร่โลหะหลายชนิดที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม
การเปลี่ ย นวิ ธี คิ ด ย่ อ มทํ า ได้ ห ลายวิ ธี แ ละหลาก
หลายรูปแบบ แล้วแต่ระดับและลักษณะเฉพาะของแต่ละ
สังคมหรือปัจเจกบุคคล ในระดับประเทศ รัฐบาลที่มีวิสัย-
ทัศน์อาจรณรงค์เรื่อง ‘การพัฒนาอย่างยั่งยืน’ และออกกฎ
กติ ก าใหม่ เ พื่ อ สร้ า งแรงจู ง ใจที่ พึ ง ประสงค์ ส่ ว นในระดั บ
ธุรกิจ บริษัทที่มองการณ์ไกลอาจเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้เป็น
‘ทุ น นิ ย มที่ มี หั ว ใจ’ หรื อ ‘ทุ น นิ ย มสร้ า งสรรค์ ’ สร้ า ง
บรรทัดฐานใหม่ให้คู่แข่งและผู้เล่นรายอื่นทําตาม
การเปลี่ยนวิธีคิดในระดับปัจเจกชนอาจเป็นเรื่อง
‘ง่าย’ ที่ทํา ‘ยาก’ ที่สุด แต่ก็จําเป็นที่สุดต่อการสร้างความ
เปลี่ยนแปลง เพราะ ‘คน’ เป็นหน่วยที่ขับเคลื่อนและส่งผล
กระทบต่อทุกอณูของธุรกิจ ในฐานะพนักงาน ผู้บริโภค ผู้
ถือหุ้น หรือคนในชุมชนผู้แบกรับมลพิษ
ในบรรดาสถานภาพทั้งหมดที่เราๆ ท่านๆ เป็นกัน
ได้ ผู้บริโภคน่าจะเป็นหมวกใบสําคัญที่สุดในการกดดันหรือ
ผลักดันให้บริษัททําธุรกิจอย่างยั่งยืน การตัดสินใจของผู้
บริโภคว่าจะซื้ออะไรบ้างนั้น เปรียบเสมือนการ ‘ลงคะแนน
เสียง’ เลือกบริษัทที่อยากให้อยู่รอด เพราะทุกบริษัทล้วน
อยู่ได้ด้วยการขายสินค้าและบริการ ถ้าคนไม่ซื้อเพราะไม่
พอใจ บริษัทก็จะต้องเปลี่ยนวิธีคิดเสียใหม่
สฤณี อาชวานันทกุล :: 283
แต่ ถ้ า จะให้ พ ลั ง ของผู้ บ ริ โ ภคสั ม ฤทธิ์ ผ ลอย่ า ง
แท้จริง ผู้บริโภคก็จะต้องตระหนักและรับรู้ทั้ง ‘สาเหตุของ
สิ่งที่เราทํา และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น’ ในคําพูดของ แดเนียล
โกลแมน (Daniel Goleman) นักจิตวิทยาชั้นแนวหน้าผู้โด่ง
ดังจากหนังสือเรื่อง Emotional Intelligence กับ Social
Intelligence
โกลแมนเปิ ด หนั ง สื อ เล่ ม ล่ า สุ ด ของเขาคื อ Eco-
logical Intelligence อย่างน่าคิด ด้วยการอ้างปริศนาธรรม
จากคัมภีร์วิสุทธิมรรคว่า สิ่งที่เราเรียกว่า ‘รถม้า’ นั้นแท้จริง
อยู่ที่ใด อยู่ที่เพลาล้อ ล้อ ตัวรถ หรือไม้คานที่ผูกตัวม้าเข้า
กับรถ? คําตอบคือไม่อยู่ที่ไหนเลย เพราะสิ่งที่เราเรียกว่า
‘รถม้า’ นั้นหมายถึงแบบแผนที่ส่วนประกอบเหล่านี้มารวม
ตัวกันชั่วคราว ‘รถม้า’ จึงเป็นเพียงภาพมายาไม่ต่างจาก
‘ตัวตน’ ของมนุษย์
โกลแมนเสนอว่าเรามองสินค้าทุกชนิดแบบนี้ได้
เหมื อ นกั น เพราะเราสามารถซอยมั น ออกเป็ น ชิ้ น ส่ ว น
ประกอบยิบย่อยและกระบวนการผลิตของแต่ละชิ้น ในช่วง
เวลาไม่ ถึง สามทศวรรษที่ ผ่ านมา นั กนิเ วศอุ ต สาหกรรม
(industrial ecologist) – นั ก นิ เ วศพั น ธ์ุ ใ หม่ ที่ เ ข้ า ใจ
ทั้ ง วิ ศ วกรรมและนิ เ วศวิ ท ยา – ได้ คิ ด ค้ น และพั ฒ นา
กระบวนการประเมินที่เรียกว่า life-cycle assessment
(LCA) เพื่อย่อยใยแมงมุมแห่งความเชื่อมโยงระหว่างชิ้น
ส่วนและกระบวนการผลิตต่างๆ ให้เราเห็นผลกระทบที่แท้
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 284
จริ ง ต่ อ สิ่ ง แวดล้ อ มในแต่ ล ะช่ ว งเวลาในชี วิ ต ของชิ้ น ส่ ว น
อย่างละเอียด แต่ถึงแม้ว่า LCA จะวิวัฒนาการไปมากเพียง
ใด โกลแมนก็บอกว่าเรายังมีสิ่งที่ต้องทําอีกมาก ก่อนที่ผู้
บริโภคจะมองเห็นและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้สอดคล้อง
กับข้อมูลทํานองนี้
โกลแมนยกตัวอย่างมากมายที่ชี้ให้เห็นความ ซับ
ซ้อนของประเด็นนี้ เช่น สมมุติว่าเราตัดสินใจจะซื้อเสื้อยืดที่
โฆษณาว่าทําจากฝ้ายออร์แกนิก 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะ
เราอ่านเจอว่าอะไรก็ตามที่เป็น ‘ออร์แกนิก’ นั้นเป็นมิตรกับ
สิ่งแวดล้อม แต่ในความเป็นจริง ฝ้ายออร์แกนิกนั้น ‘เขียว’
เพียงบางเรื่องเท่านั้น เช่น ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง แต่
‘ไม่เขียว’ ในอีกหลายเรื่อง เช่น ต้องใช้น้ำ�ถึง 10,000 ลิตร
ในการปลูกฝ้ายพอที่จะทําเสื้อยืดเพียงตัวเดียว และการใช้
สารเคมีอุตสาหกรรมบางประเภทในการย้อมสีฝ้ายนั้นก็อาจ
ทําให้น้ำ�ใต้ดินเป็นพิษ ประเด็นของโกลแมนคือ เราจําเป็น
จะต้องได้รับรู้ข้อมูลทั้งหมดก่อนที่จะตัดสินใจได้ว่า เสื้อยืด
ตัวนี้ ‘เขียวจริง’ หรือไม่เพียงใด
นอกจากนี้ การวั ด และประเมิ น ผลกระทบต่ อ
สิ่งแวดล้อมในตัวมันเองก็เป็นเรื่องยากที่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข
มากมาย ยกตัวอย่างเช่น ระหว่างเห็ดนำ�เข้าจากญี่ปุ่นกับ
เห็ดที่ปลูกในเชียงใหม่ คนกรุงเทพฯ ที่เป็นห่วงเรื่องสิ่ง
แวดล้อมอาจจะอยากซื้อเห็ดเชียงใหม่มากกว่า เพราะระยะ
ทางจากเชียงใหม่มาถึงกรุงเทพนั้นสั้นกว่าจากญี่ปุ่นมาก
สฤณี อาชวานันทกุล :: 285
แต่ในความเป็นจริง เราจะต้องรู้ประเภทของวิธีขนส่งด้วย
เพราะการขนส่งทางเรือนั้นปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
น้อยกว่าการขนส่งทางอากาศหลายเท่า ดังนั้นถ้าเห็ดญี่ปุ่น
เดินทางมาทางเรือ ก็อาจ ‘เขียว’ กว่าเห็ดเชียงใหม่ที่บินมา
ส่งร้านที่กรุงเทพฯ
โกลแมนอธิบายอย่างแจ่มชัดว่า มนุษย์วิวัฒนา-
การมาพร้อมกับสมองที่ช่วยให้เราตอบสนองต่ออันตรายที่
ชั ด เจนและเร่ ง ด่ ว น เช่ น ทํ า ให้ เ รารู้ สึ ก คลื่ น ไส้ เ มื่ อ รั บ
ประทานอาหารบูด หรือหลับตาโดยอัตโนมัติเมื่อเจอแสงจ้า
แต่ ธ รรมชาติ ไ ม่ อ าจเตรี ย มความพร้ อ มให้ เ ราเข้ า ใจผล
กระทบของสารเคมีอุตสาหกรรมต่อสุขภาพของลูกหลาน
ของเรา หรืออันตรายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
เพราะผลกระทบเหล่านี้สะสมทีละเล็กทีละน้อยและธุรกิจยุค
โลกาภิวัตน์นั้นซับซ้อนเกินกว่าที่สมองมนุษย์จะมองเห็น
หรือตามทัน
ด้วยเหตุนี้ โกลแมนจึงเสนอว่าเราจะต้องร่วมกัน
สร้าง ‘ความฉลาดเชิงนิเวศ’ หรือที่เขาเรียกว่า Ecological
Intelligence ซึ่งอาจแปลสั้นๆ ได้ว่า “ความเข้าใจในผล
กระทบด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก ของการตัดสินใจประจํา-
วันของคนธรรมดา” ด้วยการช่วยกันต่อยอดและขยับขยาย
งานของนักนิเวศอุตสาหกรรมออกไปในวงกว้าง โกลแมน
เชื่อว่า ความฉลาดเชิงนิเวศจะส่งผลกระทบอันยิ่งใหญ่ต่อ
ภาคธุ ร กิ จ และชี วิ ต ประจํ า วั น ไม่ ต่ า งจากที่ แ นวคิ ด เรื่ อ ง
วิชา 50 เล่มเกวียน :: 286
Emotional Intelligence เคยเปลี่ยนวิธีทําธุรกิจและวิถีชีวิต
มาแล้วในศตวรรษก่อนหน้านี้

Ecological Intelligence ยกตัวอย่างที่น่าสนใจ


มากมายของความพยายามในรื่องนี้ในหลายระดับ เช่น วิธี
ที่โคคา-โคลา กําลังร่วมมือกับองค์การสิ่งแวดล้อมโลกใน
การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้น้ำ� ตัวอย่างหนึ่งที่ผู้เขียน
ชอบมากคื อ เว็ บ ไซต์ Good Guide (http://www.
goodguide.com/) ซึ่งวิเคราะห์ภูเขาข้อมูล ประมวลผลและ
สังเคราะห์ออกมาเป็นคะแนนผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่ง
แวดล้อมของสินค้าต่างๆ หลายพันชิ้นในรูปแบบที่เข้าใจ
ง่าย
ถ้ า คุ ณ อยากรู้ ว่ า เหตุ ใ ดโกลแมนจึ ง ย้ำ � ว่ า ความ
ฉลาดเชิงนิเวศเป็นเรื่องจําเป็นต่อการเปลี่ยนแปลงธุรกิจให้
ยั่งยืนกว่าเดิมและมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งต่างๆ
และเหตุใดเขาจึงบอกว่า “การจินตนาการว่ามีอิทธิพลที่มอง
ไม่เห็นอะไรสักอย่างที่ทําให้เราตกเป็นเหยื่อ เช่น ‘ไอ้พวก
บริษัทหน้าเลือด’ เป็นวิธีที่ทําให้เราหลีกเลี่ยงที่จะวิเคราะห์
ผลกระทบที่เราก่อจากพฤติกรรมของตัวเราเอง” คุณก็ต้อง
อ่าน Ecological Intelligence หนังสือชั้นยอดที่น่าจะเป็น
คู่มือของนักธุรกิจ เอ็นจีโอ เจ้าหน้าที่รัฐ และผู้บริโภคทุก
คน.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 287


วิชา 50 เล่มเกวียน :: 288