You are on page 1of 281

If we would have It is what you read

new knowledge, when you don't have


we must get to that determines
a whole world of what you will be
new questions. when you can't help it.

- Susanne Langer - - Oscar Wilde -

A book must be an ice-axe


to break the seas frozen
inside our soul.
- Franz Kafka -

openbooks

DOG EAR 2 edit.indd 1 3/19/12 8:38 PM


openbooks

วิชา 50 เล่มเกวียน

NO.2

พิมพ์ครัง้ แรก เมษายน 2555

DOG EAR 2 edit.indd 2 3/19/12 8:38 PM


เขียน จัดพิมพ์โดย
สฤณี อาชวานันทกุล ภิญโญ ไตรสุรยิ ธรรมา
212/1 ถนนพระรามที่ 6 แขวงสามเสนใน เขต
บรรณาธิการบริหาร พญาไท กรุงเทพฯ 10400
ภิญโญ ไตรสุรยิ ธรรมา
จัดทำาโดย
บรรณาธิการ openbooks
สินนี าถ เศรษฐพิศาล 286 ถนนพิชยั แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสติ
ออกแบบปกและรูปเล่ม กรุงเทพฯ 10300
ลักษวงษ์ ประกิตภูพสิ ทุ ธิ์ โทรศัพท์ 0-2669-5145
โทรสาร 0-2669-5146
www.onopen.com
onopenon@yahoo.com
www.facebook.com/openbooks

จัดจำาหน่าย
บริษทั เคล็ดไทย จำากัด
117-119 ถนนเฟือ่ งนคร ตรงข้ามวัดราชบพิธ
กรุงเทพ 10200
โทรศัพท์ 02 225 9536-40
โทรสาร 02 222 5188

ข้อมูลทางบรรณานุกรมของสำานักหอสมุดแห่งชาติ
National Library of Thailand Cataloging in Publication Data
สฤณี อาชวานันทกุล.
วิชา 50 เล่ม เกวียน 2.-- กรุงเทพฯ : โอเพ่นบุก๊ ส์, 2554
280 หน้า.
1. หนังสือและการอ่าน. 2.การเล่าเรือ่ งหนังสือ I. ชือ่ เรือ่ ง.
028.1
ISBN 978-616-7347-53-0

DOG EAR 2 edit.indd 3 3/19/12 8:38 PM


รายชือ่ หนังสือทีแ่ นะนำ�ใน “วิชาห้าสิบเล่มเกวียน” เล่ม 1
พิมพ์ครั้งแรก กรกฎาคม 2552

001 The Long Tail โดย Chris Anderson


002 Fooled by Randomness โดย Nassim Taleb
003 A Whole New Mind โดย Daniel Pink
004 The Undercover Economist โดย Tim Harford
005 The Omnivore’s Dilemma โดย Michael Pollan
006 Gangs of America โดย Ted Nace
007 In the Bubble โดย John Thackara
008 Failure: An Autobiography โดย Josh Gidding
009 Conspiracy of Fools โดย Kurt Eichenwald
010 Blessed Unrest โดย Paul Hawken
011 Infectious Greed โดย Frank Partnoy
012 The World Without Us โดย Alan Weisman
013 The Power of Gold โดย Peter Bernstein
014 The Art of Travel โดย Alain de Botton
015 The Accidental Investment Banker
โดย Jonathan Knee
016 The Tao of Pooh โดย Benjamin Hoff
017 Junk Science โดย Dan Agin
018 The Fortune at the Bottom of the Pyramid
โดย C.K. Prahalad

DOG EAR 2 edit.indd 4 3/19/12 8:38 PM


019 Under the Banner of Heaven โดย Jon Krakauer
020 Internal Combustion โดย Edwin Black
021 Shakespeare โดย Bill Bryson
022 Humble Masterpieces โดย Paola Antonelli
023 Supercapitalism โดย Robert B. Reich
024 Kuhaku & Other Accounts
Bruce Rutledge (บรรณาธิการ)
025 Mind’s Eye โดย ชัยพงษ์ กิตตินราดร
026 Leaving Microsoft to Change the World
โดย John Wood
027 The Last Lecture โดย Randy Pausch
028 Cradle to cradle โดย William McDonough
และ Michael Braungart
029 Creating a World Without Poverty
โดย Muhammad Yunus
030 The New Paradigm for Financial Markets
โดย George Soros
031 Isaac Newton โดย James Gleick
032 The Gridlock Economy โดย Michael Heller
033 The End of Food โดย Paul Roberts
034 The Nine โดย Jeffrey Toobin
035 Six Degrees โดย Mark Lynas
036 Nudge โดย Richard Thaler และ Cass Sunstein

DOG EAR 2 edit.indd 5 3/19/12 8:38 PM


037 Outliers โดย Malcolm Gladwell
038 The Toothpick โดย Henry Petroski
039 Plan B 3.0 โดย Lester Brown
040 Banana: The Fate of the Fruit that Changed
the World โดย Dan Koeppel
041 The Power of Unreasonable People
โดย John Elkington และ Pamela Hartigan
042 Remix โดย Lawrence Lessig
043 The Genesis Machines โดย Martyn Amos
044 Warren Buffett and the Interpretation of Financial
Statements โดย Mary Buffett และ David Clark
045 Collapse โดย Jared Diamond
046 Animal Spirits โดย George Akerlof
และ Robert Shiller
047 The Post-American World โดย Fareed Zakaria
048 Market Rebels โดย Hayagreeva Rao
049 Rules of Thumb โดย Alan Webber
050 Ecological Intelligence โดย Daniel Goleman

DOG EAR 2 edit.indd 6 3/19/12 8:38 PM


DOG EAR 2 edit.indd 7 3/19/12 8:38 PM
หน้า สารบัญ

18 051 God’s Mechanics


24 052 Lecturing Birds on Flying
30 053 The New Kings of Nonfiction
36 054 Good Value
42 055 The Case for God
48 056 In Fed We Trust
54 057 Physics of the Impossible
62 058 The Myth of the Rational Voter
70 059 On Intelligence
78 060 Here Comes Everybody
86 061 The Informant
92 062 Change by Design
98 063 The Photographer
104 064 The Boy Who Harnessed the Wind
110 065 The Paradox of Choice
116 066 The Agile Gene
122 067 The Pirate’s Dilemma
128 068 The Story of Art
134 069 The Value of Nothing
140 070 Linchpin
146 071 Enough.
152 072 Drive
158 073 The Big Short
164 074 Switch
170 075 Life is What You Make It

DOG EAR 2 edit.indd 8 3/19/12 8:38 PM


176 076 The Wisdom of Whores
182 077 The Code Book
188 078 Extra Lives
192 079 The Upside of Irrationality
196 080 More Money than God
200 081 Is God a Mathematician?
204 082 Justice
208 083 Footnotes in Gaza
212 084 Groundswell
216 085 The Shallows
220 086 The Management Myth
224 087 Zilch
228 088 The Good Man Jesus
and the Scoundrel Christ
232 089 The Trouble with Physics
236 090 The $12 Million Stuffed Shark
240 091 The New Capitalist Manifesto
244 092 How to Understand Israel
in 60 Days or Less
248 093 The Net Delusion
252 094 Fault Lines
256 095 The Devil and Sherlock Holmes
260 096 The Art of Choosing
264 097 Tangled Webs
268 098 Delivering Happiness
272 099 Information
276 100 The Influencing Machine

DOG EAR 2 edit.indd 9 3/19/12 8:38 PM


คำ�นำ�

ถ้าหากศตวรรษที่ 20 เป็นยุคแห่งความสมัยใหม่แล้วไซร้
ยุค ‘หลังสมัยใหม่’ แห่งศตวรรษที่ 21 ก็น่าจะเป็นยุคแห่ง
ความย้อนแย้งและสับสนอลหม่าน ยุคแห่งความไม่แน่นอน
ที่หลายสิ่งหลายอย่างที่เราเคยเชื่อว่าเป็นสัจธรรมหรือความ
ดีงามกลับเผยด้านมืดหรือจุดบอด โลกทัศน์การพัฒนาดูจะ
ล้าหลังเพราะเดินผิดจังหวะกับธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ
ยุคนีเ้ ป็นยุคทีค่ วามก้าวหน้าทางเทคโนโลยีท�ำ ให้โลก
ทั้งใบดูเล็กลง แต่ข้อมูลก็มีทั้งคุณและโทษ (ดังอธิบายอย่าง
สนุกสนานในหนังสือเรื่อง Information) ข้อมูลท่วมท้นใน
อินเทอร์เน็ตทำ�ให้คนจำ�นวนมากคิดว่าตัวเองฉลาดกว่าเดิม
แต่นกั วิทยาศาสตร์และนักจิตวิทยากลุม่ หนึง่ ส่งเสียงเตือนว่า
วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 10

DOG EAR 2 edit.indd 10 3/19/12 8:38 PM


ข้อเท็จจริงอาจเป็นตรงกันข้าม (The Shallows) นักเทคโนโลยี
ที่ศึกษาเรื่องปฏิสัมพันธ์ระหว่างอินเทอร์เน็ตกับการพัฒนา
สังคมบางคนเตือนว่าเราไม่ควรลิงโลดกับเสรีภาพในเน็ต
เร็วเกินไป เพราะขณะที่ประชาชนแลกเปลี่ยนกันในเน็ต
มากขึน้ รัฐเผด็จการก็สามารถใช้มนั เป็นเครือ่ งมือในการกดขี่
ปราบปรามประชาชนได้เช่นกัน (The Net Delusion)
อย่างไรก็ตาม อินเทอร์เน็ตก็มีคุณูปการมหาศาลที่
ไม่อาจมองข้ามในแง่ของการเชื่อมโยงให้คนธรรมดาได้มา
ทำ�อะไรๆ ร่วมกันในขนาดและขอบเขตที่ไม่เคยมีมาก่อน
(Here Comes Everybody) และพลังของมวลชนยุคโซเชียล
มีเดียก็สร้างประโยชน์แก่ภาคธุรกิจได้ด้วยถ้าเพียงแต่ธุรกิจ
จะใช้ให้ถูกทาง (Groundswell) แต่พลังบนเน็ตจะผลักดัน
การเปลี่ยนแปลงได้จริง กระตุ้นให้คนใช้ความคิดสร้างสรรค์
ร่วมกันได้จริง ก็ต่อเมื่อเราไม่บังคับใช้กฎหมายลิขสิทธิ์อย่าง
แข็งตัวจนบีบคั้นความคิดสร้างสรรค์ให้ฝ่อตั้งแต่ต้น และเรา
จะทำ�เช่นนั้นได้ก็ต่อเมื่อตระหนักว่าความก้าวหน้าในอดีต
ที่ผ่านมาส่วนหนึ่งเป็นผลงานของ ‘หัวขโมย’ (The Pirate’s
Dilemma) และมองเห็นประโยชน์ของวัฒนธรรมดิจิตอล
อย่างเช่นเกมคอมพิวเตอร์ (Extra Lives) แทนที่จะประณาม
ว่ามันก่อให้เกิดปัญหาสังคมมากมายถ่ายเดียว
ยิ่งเทคโนโลยีมีผลต่อพฤติกรรมและซึมซาบในชีวิต
ประจำ�วันของเราเท่าไร ดูเหมือนว่าคนจำ�นวนมากก็ยงิ่ โหยหา
ไขว่ ค ว้ า เครื่ อ งยึ ด เหนี่ ย วทางจิ ต ใจ ต่ อ ให้ ไ ม่ เ คยเชื่ อ ใน

สฤณี อาชวานันทกุล :: 11

DOG EAR 2 edit.indd 11 3/19/12 8:38 PM


จิตวิญญาณ นักเทววิทยาบางคนค้นพบความหมายใหม่ใน
ศาสนาโบราณ (The Case for God) ขณะที่บางคนตีความ
คัมภีรศ์ าสนาเหล่านัน้ ใหม่เพือ่ ตัง้ คำ�ถามกระชากสำ�นึก (The
Good Man Jesus and the Scoundrel Christ) นักคิดบางคน
สงสัยว่า พระผูเ้ ป็นเจ้าเป็นนักคณิตศาสตร์หรือไม่ (Is God a
Mathematician?) ขณะทีว่ ศิ วกรบางคนพยายามหาจุดร่วมที่
ลงตัวระหว่างความเชือ่ ทางศาสนากับวิทยาศาสตร์ของตัวเอง
(God’s Mechanics)
ไม่ว่านักวิทยาศาสตร์จะครุ่นคิดเรื่องจิตวิญญาณ
อย่างไร วงการของพวกเขาก็รุดหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง การ
ค้นพบใหม่ๆ ในฟิสกิ ส์ชวี้ า่ หลายสิง่ หลายอย่างทีเ่ ราเคยคิดว่า
เป็นไปไม่ได้ บัดนีอ้ ยูใ่ กล้แค่เอือ้ ม (Physics of the Impossible)
อีกไม่นานเราอาจมี ‘สมองเทียม’ ที่ฉลาดทัดเทียมกับมนุษย์
(On Intelligence) ส่วนนักพันธุศาสตร์ก็พิสูจน์ว่ายีนของเรา
หาได้เป็น ‘พิมพ์เขียว’ แต่ก�ำ เนิด หากแต่ยดื หยุน่ เปลีย่ นแปลง
ตามสถานการณ์ (The Agile Gene) แต่ทา่ มกลางความรูใ้ หม่
อั น น่ า ทึ่ ง เหล่ า นี้ นั ก วิ ท ยาศาสตร์ จำ � นวนมากขึ้ น เรื่ อ ยๆ
ก็เตือนว่าฟิสิกส์กำ�ลังหลงทาง ไร้วิธีทดสอบทฤษฎีที่อยู่ใน
กระแสนิยม (The Trouble with Physics)
หั น จากกิ จ กรรมของธรรมชาติ สู่ กิ จ การของคน
วิกฤติการเงินอเมริกาปี 2008 ซึ่งสั่นสะเทือนทั่วโลกสืบเนื่อง
ยาวนานจนล่วงสู่ปี 2011 ยังมอบบทเรียนให้ศึกษาค้นคว้า
ไม่สิ้นสุด นักวิเคราะห์บางคนส่องกล้องมองบทบาทของ

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 12

DOG EAR 2 edit.indd 12 3/19/12 8:38 PM


ธนาคารกลางในวิกฤต (In Fed We Trust) บางคนเจาะลึก
ถึงวิธีคิดและวิถีชีวิตของตัวละครหลากมิติในภาคการเงิน
(Lecturing Birds on Flying, The Big Short, More
Money than God) บางคนถอยออกมามองภาพใหญ่จาก
มุมสูง เพื่อชี้ให้เห็น ‘รอยเลื่อน’ อันตรายในระบบการเงินโลก
(Fault Lines) นักการเงินผู้ครํ่าหวอดในวงการยาวนาน
หลายสิบปีบางคนออกมายํ้าเตือนว่าภาคการเงินได้เข้าสู่
ยุคเสื่อม และประกาศว่าการแก้ปัญหาจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย
ถ้าหากผู้เล่นในวงการยังไม่ตระหนักว่า “คุณค่า” ที่แท้จริง
ในงานของพวกเขาอยู่หนใด (Good Value, Enough.)
การถกเถียงเรือ่ ง “คุณค่า” ทีแ่ ท้ด�ำ เนินไปอย่างเข้มข้น
นอกแวดวงการเงินเช่นกัน นักเคลื่อนไหวหลายคนชี้ให้เห็น
ปัญหาของการเชือ่ มัน่ ผิดๆ ว่าระบบตลาดจะสามารถสะท้อน
มู ล ค่ า ของทุ ก สิ่ ง ทุ ก อย่ า งได้ เพราะ “ราคา” หลายครั้ ง
ไม่สะท้อน “คุณค่า” ในมุมมองของมนุษย์ (The Value of
Nothing) สมกับที่ยุคนี้เป็นยุคแห่งการถอดรื้อมายาคติที่ว่า
ตลาดเสรีดีที่สุดเพราะมนุษย์มีเหตุมีผลเสมอ
ระหว่ า งที่ เ ราเริ่ ม ตระหนั ก ว่ า ราคาหลายครั้ ง เดิ น
สวนทางกับคุณค่า นักธุรกิจและนักพัฒนาสังคมหลายคนก็
เริ่มเข้าใจในพลังของ ‘เลขศูนย์’ (Zilch) อดีตที่ปรึกษาเขียน
หนังสือตีแผ่ความไม่เป็นวิทยาศาสตร์ของทฤษฎีการบริหาร
จัดการ (The Management Myth) นักจิตวิทยาตีแผ่มายาคติ
ที่ว่า เรามีทางเลือกยิ่งมากยิ่งดี และเสนอวิธีรับมือกับภาวะ

สฤณี อาชวานันทกุล :: 13

DOG EAR 2 edit.indd 13 3/19/12 8:38 PM


ทางเลือกล้นเกิน (The Paradox of Choice, The Art of
Choosing) นั ก คิ ด บางคนตี แ ผ่ ม ายาคติ ที่ ว่ า ประชาชน
ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งอย่างมีเหตุมีผล (The Myth of the
Rational Voter) ขณะที่อีกหลายคนชี้ให้เห็นประโยชน์ของ
ความไร้เหตุผล (The Upside of Irrationality) ความน่าฉงน
สนเท่ ห์ ข องศิ ล ปะสมั ย ใหม่ ซึ่ ง กลายเป็ น อุ ต สาหกรรม
ขนาดใหญ่ (The $12 Million Stuffed Shark)
ยุคนีเ้ ป็นยุคทีน่ กั ข่าวเจาะผูเ้ ก่งกาจสามารถสาธยาย
กรณีทจุ ริตขนาดใหญ่ในวงการธุรกิจได้อย่างวางไม่ลงยิง่ กว่า
นิยายชั้นดี (The Informant, Tangled Webs) แต่ก่อนที่เรา
จะหดหู่สิ้นหวังกับทุนนิยมทั้งระบบ นักคิดและนักปฏิบัติ
จำ�นวนมากก็มอบความหวังและสร้างแรงบันดาลใจให้กบั เรา
ด้วยการอธิบายวิธีที่เราสามารถสร้างแรงจูงใจและสร้างการ
เปลี่ยนแปลงที่ดูยากเย็น ด้วยการเรียนรู้จากคนที่ประสบ
ความสำ�เร็จ และประยุกต์ใช้ข้อค้นพบล่าสุดจากจิตวิทยา
เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม และวงการการออกแบบ (Change
by Design, Linchpin, Switch, Drive)
นักคิดบางคนมองภาพกว้าง วาดหน้าตาของทุนนิยม
ใหม่ หลังยุคทุนอุตสาหกรรมอันล้าหลังทีจ่ ะต้องล่มสลายไปใน
ศตวรรษนี้ เพื่อป้องกันมิให้อารยธรรมมนุษย์ล่มสลาย (The
New Capitalist Manifesto) นักธุรกิจบางคนชีใ้ ห้เห็นรูปธรรม
ของทุนนิยมใหม่ที่ว่านี้ (Delivering Happiness) นักเขียน
บางคนทำ�ให้เรามีความหวังเพียงด้วยการถ่ายทอดเรื่องราว

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 14

DOG EAR 2 edit.indd 14 3/19/12 8:38 PM


ของผูด้ อ้ ยโอกาสทีก่ ระทำ�ในสิง่ เล็กๆ แต่ยงิ่ ใหญ่ในความหมาย
(The Boy Who Harnessed the Wind) นักปรัชญาศีลธรรม
บางคนใช้เรื่องเล็กๆ เป็นกลวิธีในการถ่ายทอดปรัชญาอัน
ยิ่งใหญ่และชี้ให้เห็นคุณูปการของการใช้เหตุผลทางศีลธรรม
(Justice) หนังสือบางเล่มถ่ายทอดเรื่องราวหนักๆ ได้อย่าง
น่าสนใจด้วยการใช้เสน่ห์ของการ์ตูน (The Photographer,
Footnotes in Gaza, How to Understand Israel in 60 Days
or Less, The Influencing Machine)
หนังสือบางเล่มถ่ายทอดความสำ�คัญของตัวเลขใน
ประวัติศาสตร์ (The Code Book) บางเล่มทำ�ให้เราเข้าใจ
ปัญญาของคนทีถ่ กู สังคมรังเกียจอย่างโสเภณี (The Wisdom
of Whores) ความเชือ่ มโยงระหว่างศิลปะกับชีวติ (The Story
of Art) แรงบันดาลใจในชีวิตธรรมดา (Life is What You
Make It) และบางเล่มก็ทำ�ให้เราเพลิดเพลินไปกับเรื่องจริง
ที่เหลือเชื่อกว่านิยาย (The Devil and Sherlock Holmes,
The New Kings of Nonfiction)
เรารับรู้แง่มุมอันสลับซับซ้อนของโลก และเรื่องราว
อันยอกย้อนทั้งหมดนี้ได้ ก็เพราะเราอ่านหนังสือ
และด้วยเหตุนี้ หนังสือ – ไม่ว่าเราจะเสพมันจาก
กระดาษ หน้าจอ หรือเครือ่ งมืออืน่ ใดในอนาคต – จะดำ�รงอยู่
ตลอดชั่วกาลนาน
ท้ายนี้ ผู้เขียนขอขอบคุณ คุณบุญลาภ ภูสุวรรณ
บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ผู้เปิด

สฤณี อาชวานันทกุล :: 15

DOG EAR 2 edit.indd 15 3/19/12 8:38 PM


พื้นที่ให้กับคอลัมน์ “Dog-Ear” ในเซคชั่น D-Life ทุกสอง
สัปดาห์ จนก่อเกิดเป็นหนังสือเล่มนี้ซึ่งรวบรวมห้าสิบตอนที่
ตีพมิ พ์ระหว่างเดือนมิถนุ ายน 2552 ถึงเดือนกรกฎาคม 2554
คุณภิญโญ ไตรสุรยิ ธรรมา และสมาชิกสำ�นักพิมพ์โอเพ่นบุค๊ ส์
ทุกท่าน หากเนื้อหายังมีที่ผิดพลาดประการใด ย่อมเป็น
ความผิดของผู้เขียนเพียงลำ�พัง ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้
ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการอ่าน

สฤณี อาชวานันทกุล
“คนชายขอบ” | http://www.fringer.org/
6 กันยายน 2554

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 16

DOG EAR 2 edit.indd 16 3/19/12 8:38 PM


สฤณี อาชวานันทกุล :: 17

DOG EAR 2 edit.indd 17 3/19/12 8:38 PM


051
God’s Mechanics

ภราดา Guy Consolmagno

มิใยที่ผู้เชี่ยวชาญจำ�นวนมากเพียงใดจะพรํ่าบอกเรา
โลกกำ�ลัง ‘แบน’ ลงอย่างไม่หยุดยั้ง คนจำ�นวนมากขึ้น
เรื่อยๆ กลับรู้สึกแปลกแยกและเปล่าเปลี่ยวท่ามกลาง
คนรู้จัก สังคมยังเต็มไปด้วยความขัดแย้งแบ่งขั้วอย่าง
เต็ ม ไปด้ ว ยความชิ ง ชั ง ที่ ตั้ ง อยู่ บ นอคติ ตั้ ง แต่ ร ะดั บ
ครอบครัวไปถึงสังคมโลก ถึงแม้ว่าจะมีวี่แววของความ
หวังอยู่บ้าง ดังเช่นสุนทรพจน์อันทรงพลังของบารัค
โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่กล่าวถึง ‘จุด
เริม่ ต้นใหม่’ ในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและ
โลกมุสลิม ในกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ เมื่อต้นเดือน
มิถุนายน 2552

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 18

DOG EAR 2 edit.indd 18 3/19/12 8:38 PM


ความขัดแย้งเรื่องหนึ่งที่ดูเหมือนจะยังถ่างกว้างอยู่
คือความขัดแย้งระหว่างวิทยาศาสตร์กับศาสนา โดยเฉพาะ
ในหมู่คนรุ่นใหม่ที่หลงใหลในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
คิดว่าศาสนาเป็นเรือ่ งเชยหรือล้าสมัย ขัดขวางความก้าวหน้า
ของวิทยาศาสตร์ เนื่องเพราะแยกไม่ออกระหว่างบุคคลกับ
สถาบัน และระหว่างไสยศาสตร์กับหลักธรรม ที่น่าเศร้าคือ
นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังหลายคนก็อยู่ในบรรดาคนที่แยกแยะ
ไม่ออกด้วย และหนังสือขายดีของพวกเขาก็เป็นสาเหตุหนึ่ง
ที่ความเข้าใจผิดแบบนี้ยังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย
การทำ�ลายกำ�แพงอคติของเรื่องนี้ในใจคนวิธีหนึ่ง
คือการฟังเสียงของคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกทั้งสองใบอย่างเต็ม
ภาคภูมิ และคนแบบนั้นคงยากที่จะหาใครเหมาะสมกว่า
ภราดา Guy Consolmagno นั ก บวชนิ ก ายเยซู อิ ต และ
นักดาราศาสตร์ประจำ�หอดูดาวในกรุงวาติกัน ผู้ประกาศ
ว่าเขาเป็น ‘ผู้เชี่ยวชาญที่บ้าเทคโนโลยี’ (เรียกว่า ‘techie’
หรือ ‘เท็กกี้’ ในสำ�นวนฝรั่ง) คนหนึ่ง และบอกเราในหนังสือ
เรื่อง God’s Mechanics (ช่างกลของพระเจ้า) ว่า “ลำ�พัง
การดำ � รงอยู่ ข องคนจำ � นวนมากที่ เ หมื อ นกั น กั บ ผม คื อ
นักวิทยาศาสตร์ที่นับถือศาสนา ก็ควรจะเป็นบทพิสูจน์ที่
เพี ย งพอแล้ ว ว่ า วิ ท ยาศาสตร์ แ ละศาสนานั้ น สามารถอยู่
สฤณี อาชวานันทกุล :: 19

DOG EAR 2 edit.indd 19 3/19/12 8:38 PM


ร่วมกันได้อย่างกลมกลืนโดยไร้ข้อขัดแย้งใดๆ ทั้งสิ้น”
God’s Mechanics เปรียบเสมือนบทพิสจู น์ความเชือ่
ดังกล่าวของ Consolmagno เพราะอธิบายเหตุผลที่เขาเชื่อ
เช่นนั้นอย่างแจ่มชัดในรูปของบทบันทึกประสบการณ์ของ
ตัวเอง รวมทั้งยังพาเราไปทำ�ความรู้จักกับคนที่ใช้ชีวิตอยู่
ในโลกสองใบแบบเขาอีกหลายคน ถึงแม้ว่าไม่มีตอนไหน
ในหนังสือเล่มนี้ที่อธิบายชื่อหนังสือ ความหมายของมันก็
ค่อนข้างชัดเจนเมื่ออ่านจบเล่มว่า Consolmagno เชื่อว่า
นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรล้วนศึกษาและมีปฏิสัมพันธ์กับ
สิ่งต่างๆ ที่สร้างโดยพระผู้เป็นเจ้า และในเบื้องลึก ถ้าเรา
สามารถมองผ่านม่านแห่งอคติที่หลายครั้งก็บังตาคนเคร่ง
ศาสนาหรือคนบ้าวิทยาศาสตร์ และเปิดใจให้กว้างที่สุดต่อ
คนที่คิดต่าง เราก็จะพบว่าไม่มีอะไรเลยที่ขัดแย้งกันระหว่าง
วิทยาศาสตร์และศาสนา เพราะทั้งสองวงการต่างพยายาม
อธิบายความหมายของชีวิตและจักรวาลทั้งคู่ แตกต่างกันที่
วิธีการเท่านั้น
Consolmagno มีคุณสมบัติพร้อมมูลที่จะอธิบาย
วิธีคิดของเขาและ ‘เท็กกี้’ คนอื่นๆ ในฐานะนักวิทยาศาสตร์
อาชีพทีท่ �ำ งานในหอดูดาวของกรุงวาติกนั ตัง้ แต่ปี 1993 ผลิต
งานวิจัยมากมายเกี่ยวกับดาวเคราะห์น้อยและอุกกาบาต ใน
God’s Mechanics เขาเล่าว่า ‘เท็กกี’้ ในประสบการณ์ของเขา
เป็นคนที่เน้นวิธีที่ใช้ได้จริง (pragmatic) มีความสามารถสูง
ในการใช้ตรรกะ และมองโลกว่าประกอบด้วยกระบวนการ
ต่างๆ ที่เราต้องทำ�ความเข้าใจและหน้าที่ที่เราต้องทำ� เหล่า
วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 20

DOG EAR 2 edit.indd 20 3/19/12 8:38 PM


เท็กกีก้ ระหายใคร่รวู้ า่ สิง่ ต่างๆ ทำ�งานอย่างไร ชอบทำ�ตัวตาม
กฎเกณฑ์ที่ชัดเจน และด้วยเหตุนั้น บ่อยครั้งเท็กกี้หลายคน
จึงตกเป็นเหยื่อของการยึดมั่นถือมั่นว่า ทุกอย่างจะต้องเดิน
ตรงตามกฎเกณฑ์อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นกฎเกณฑ์
ของธรรมชาติ หรือกฎเกณฑ์ที่มนุษย์เป็นผู้สร้าง
ในเมือ่ เท็กกีล้ ว้ นมีความเชือ่ มัน่ ในสิง่ ทีพ่ สิ จู น์ได้ เท็กกี้
จะไปนับถือศาสนาซึ่งผูกโยงกับเรื่องที่ ‘พิสูจน์ไม่ได้’ ทาง
วิ ท ยาศาสตร์ ไ ด้ อ ย่ า งไร? Consolmagno ตอบคำ � ถามนี้
ด้วยการออกไปสำ�รวจความเห็นของเท็กกี้อย่างเขาที่ปฏิบัติ
ธรรมและเคารพในหลักธรรมคำ�สัง่ สอน (หมายถึงคนทีป่ ฏิบตั ิ
ตนเป็นศาสนิกชนจริงๆ ไม่ใช่กล่าวอ้างว่าตัวเองนับถือศาสนา
นี้ศาสนานั้นเฉยๆ) และพบว่า คุณค่าของชุมชนและกำ�ลังใจ
ที่ได้รับจากผู้ปฏิบัติธรรมคนอื่นๆ มีความสำ�คัญต่อเท็กกี้
ศาสนิกชนมากกว่าการค้นหา ‘คำ�ตอบ’ ทางศาสนาทีพ่ สิ จู น์ได้
ทางวิทยาศาสตร์ พวกเขา “...ไม่ได้มองหาบทพิสูจน์ [จาก
ศาสนา] พวกเขามองหาความเชื่อมั่นต่างหาก” แต่ Con-
solmagno ก็บอกว่า เขาคิดว่าบรรดาเท็กกี้ที่เขาไปคุยด้วย
นั้นสนใจประเด็นเรื่องโลกุตรธรรมและประสบการณ์ ‘ทาง
จิตวิญญาณ’ เหมือนกัน แต่อาจไม่มีความรู้ความเข้าใจทาง
ปรัชญาหรือศาสนาทีล่ กึ ซึง้ เพียงพอทีจ่ ะอธิบายประสบการณ์
ทางจิตของพวกเขา ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลสำ�คัญอีกข้อหนึ่งที่เรา
ควรฟังคนอย่าง Consolmagno ซึ่งมีความรู้และความเข้าใจ
อย่างลึกซึ้งทั้งในด้านวิทยาศาสตร์และศาสนา
God’s Mechanics แบ่งออกเป็นสามส่วน ส่วนแรก
สฤณี อาชวานันทกุล :: 21

DOG EAR 2 edit.indd 21 3/19/12 8:38 PM


นำ�วิธีที่เท็กกี้ใช้ในการมองและแก้ปัญหามาประยุกต์ใช้กับ
คำ�ถามพื้นฐานของมนุษย์สามคำ�ถาม ได้แก่ “ทำ�ไมจักรวาล
ถึ ง มี แ ทนที่ จ ะไม่ มี ? ” “ฉั น ต้ อ งการอะไร และทำ � ไมฉั น จึ ง
ต้องการสิ่งนั้น?” และ “ชีวิตของฉันมีความหมายอย่างไร?”
ส่ ว นที่ ส องสรุ ป บทสั ม ภาษณ์ แ ละสำ � รวจความเห็ น ของ
นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรเกี่ยวกับศาสนา ส่วนสุดท้าย
อธิบายประสบการณ์ของ Consolmagno เองว่า เขามีมมุ มอง
ต่อศาสนาอย่างไร
ผูเ้ ขียนรูส้ กึ ว่าตรรกะของ Consolmagno ในหนังสือ
เล่มนี้ไม่ ‘รัดกุม’ เท่าที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะเมื่อคำ�นึงว่า
เขาประกาศตัวเป็น ‘เท็กกี้’ ผู้ยึดมั่นในเหตุผลตั้งแต่ต้นเรื่อง
เช่น เขายอมรับแนวคิดเรื่อง original sin (บาปที่ติดตัวมา
แต่กำ�เนิด) ในศาสนาคริสต์ว่าเป็นสัจธรรมโดยไม่พยายาม
เสนอข้อพิสจู น์ เสร็จแล้วก็บอกว่าถึงแม้มนุษย์จะทำ�ตัวชัว่ ช้า
สามานย์บ่อยครั้ง ประวัติศาสตร์ก็บอกเราว่ามนุษยชาตินั้น
สืบทอดเผ่าพันธุย์ นื ยาวและทำ�ตัวซับซ้อนกว่าในคัมภีรไ์ บเบิล
มาก Consolmagno บอกว่าเขาไม่รู้ว่าจะต้องมองเนื้อหา
เกี่ยวกับเรื่องนี้ในพระคัมภีร์อย่างไร แต่เขาก็บอกว่าเขา
ค่อนข้างจะตืน่ เต้นกับความท้าทายข้อนี้ เพราะ “เวลาทีค่ วาม
ย้อนแย้งแบบนี้เกิดขึ้นในชีวิตนักวิทยาศาสตร์ของผม ซึ่งมัน
ก็เกิดขึน้ ตลอดเวลา ผมได้เรียนรูท้ จี่ ะมองความท้าทายแบบนี้
ว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้รู้อะไรๆ ที่ทั้งใหม่และสำ�คัญ”
ผู้เขียนชอบส่วนสุดท้ายของหนังสือที่สุด เพราะ
Consolmagno เล่าเบื้องหลังประสบการณ์ที่จูงใจให้เขามา
วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 22

DOG EAR 2 edit.indd 22 3/19/12 8:38 PM


เป็นเยซูอิต พร้อมทั้งแนะนำ�ให้เรารู้จัก ‘ความจริง’ จากมุม
มองของผู้นับถือศาสนา ถ่ายทอดประวัติและหลักธรรมของ
ศาสนาคริสต์อย่างย่อ และอธิบายมุมมองที่นิกายต่างๆ มีต่อ
สิ่งที่กล่าวอ้างว่าเป็น ‘ความจริง’
God’s Mechanics เป็นหนังสือที่ย่อยง่าย อ่าน
สนุ ก และน่ า จะช่ ว ยทำ � ลายอคติ ห รื อ ความไม่ เ ข้ า ใจของ
คนทั่วไปที่มีต่อศาสนาได้ไม่มากก็น้อย ถึงแม้ว่า Consolm-
agno จะพยายามทำ�หลายเรื่องเกินไปจนทำ�ให้ดูไร้ซึ่งโฟกัส
ในบางตอน และดู ‘มั ก ง่ า ย’ ไปหน่ อ ยเวลาที่ เ ขาอธิ บ าย
บางประเด็ น ว่ า เป็ น เรื่ อ งของความเชื่ อ แต่ ไ ม่ ไ ด้ ล งลึ ก ใน
รายละเอียดว่าเหตุใดมันจึงเป็นเช่นนั้น
หนังสือเล่มนี้ทำ�ให้เราเข้าใจมากขึ้นว่า เหตุใดนัก
วิทยาศาสตร์อาชีพและ ‘เท็กกี’้ อีกหลายคนจึงสามารถมีความ
เชื่อทางศาสนาที่ ‘พิสูจน์ไม่ได้’ ระหว่างที่ทำ�งานในสาขาที่
ทุกอย่างต้องพิสูจน์ได้ Consolmagno เตือนว่าเราไม่ควร
ด่ ว นสรุ ป ว่ า องค์ ค วามรู้ ท างวิ ท ยาศาสตร์ ล่ า สุ ด ที่ เ รามี นั้ น
สามารถตอบคำ � ถามทางศาสนาหรื อ ปรั ช ญาได้ เพราะ
วิทยาศาสตร์ช่วยอธิบายคำ�ถามประเภท ‘อย่างไร’ ได้ แต่
ไม่อาจตอบคำ�ถามประเภท ‘ทำ�ไม’ ที่อยู่ลึกที่สุด และด้วย
เหตุนั้นศาสนาจึงจะยังมีที่ทางเสมอในชีวิตของมนุษย์ทุกผู้
ทุกนามที่แสวงหาความหมายของชีวิต ไม่ว่าพิธีกรรมหรือ
วัตรปฏิบัติทางศาสนาจะถูกมองว่า ‘เชย’ ไปแล้วเพียงใด
ก็ตาม.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 23

DOG EAR 2 edit.indd 23 3/19/12 8:38 PM


052
Lecturing Birds on Flying

Pablo Triana

ในเมื่ อ วิ ก ฤตแฮมเบอร์ เ กอร์ ปี 2009 ได้ ลุ ก ลามจน


กลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 80 ปี
ก็ ไ ม่ น่ า แปลกใจที่ ห นั ง สื อ จำ � นวนมากที่ มุ่ ง อธิ บ าย
ต้นตอของวิกฤตกำ�ลังทยอยลงแผงอย่างไม่ขาดสาย
ผู้ เ ชี่ ย วชาญบางคนมุ่ ง ฉายภาพ ‘มุ ม สู ง ’ ให้ เ ราเห็ น
เหตุปัจจัยต่างๆ ที่มีส่วนก่อวิกฤต ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญ
อีกจำ�นวนหนึ่งก็มุ่งส่องไฟ ‘ลงลึก’ ในรายละเอียดของ
ประเด็นใดประเด็นหนึ่ง

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 24

DOG EAR 2 edit.indd 24 3/19/12 8:38 PM


ในบรรดาผูเ้ ชีย่ วชาญประเภทหลัง มีไม่กคี่ นทีห่ นังสือ
ของพวกเขาทรงพลังถึงขัน้ สัน่ คลอนกระบวนทัศน์เลยทีเดียว
ผูเ้ ขียนเคยแนะนำ�ผลงานของ Nassim Taleb, George Soros,
และ Robert Shiller ไปแล้ว วันนีก้ ไ็ ด้เวลาแนะนำ�หนังสือของ
Pablo Triana ผู้เชี่ยวชาญอีกคนหนึ่งที่กำ�ลัง ‘ขบถ’ ต่อ
ธรรมเนียมปฏิบัติในโลกการเงินและวิชาการการเงินอย่าง
น่าลุ้นระทึกอย่างยิ่ง
Pablo Triana นำ�ประสบการณ์มหาศาลในวงการ
ตราสารอนุพันธ์ ทั้งในฐานะนักค้ามืออาชีพ อาจารย์ผู้แต่ง
ตำ�ราขายดีชอื่ Corporate Derivatives ทีป่ รึกษาองค์กร และ
นักเขียนรับเชิญประจำ�สื่อธุรกิจยักษ์ใหญ่ อาทิ หนังสือพิมพ์
Financial Times เว็บไซต์ Forbes.com และนิตยสาร Risk
มาถ่ายทอดเป็นหนังสือเรื่อง Lecturing Birds on Flying ที่
โปรยปกด้วยคำ�ถามน่าสนใจว่า ทฤษฎีคณิตศาสตร์สามารถ
ทำ�ลายล้างตลาดการเงินได้หรือไม่?
Triana ใช้เนือ้ หาทัง้ เล่มใน Lecturing Birds on Flying
เพือ่ หว่านล้อมให้เราเชือ่ ว่า คำ�ตอบของคำ�ถามโปรยปกนัน้ คือ
แน่ น อน และวิ ก ฤตแฮมเบอร์ เ กอร์ ร อบล่ า สุ ด ก็ เ ป็ น เพี ย ง
หายนะครั้ ง ล่ า สุ ด ที่ ต อกยํ้ า อั น ตรายของทฤษฎี ก ารเงิ น ที่

สฤณี อาชวานันทกุล :: 25

DOG EAR 2 edit.indd 25 3/19/12 8:38 PM


ตั้ ง อยู่ บ นสมมุ ติ ฐ านผิ ด ๆ ที่ ว่ า พฤติ ก รรมของมนุ ษ ย์ ใ น
โลกการเงินนั้นอยู่ใต้ ‘กฎธรรมชาติ’ ที่เป็นเหตุเป็นผลและ
คาดการณ์ได้ (หรืออย่างน้อยก็คาดการณ์ได้ว่าคาดการณ์
ไม่ได้) ทุกเมื่อ และดังนั้นเราจึงสามารถสร้างแบบจำ�ลองเชิง
คณิตศาสตร์เพือ่ สะท้อนและพยากรณ์ความเป็นไปของตลาด
การเงินในโลกจริงได้
Triana มองว่าเป็นเรื่องเศร้าที่นักคณิตศาสตร์และ
นักเศรษฐศาสตร์การเงินทวีอิทธิพลจน ‘ครอบงำ�’ ตลาด
การเงินได้ ทั้งๆ ที่เราควรระลึกอยู่เสมอว่าเศรษฐศาสตร์
และการเงินนั้นไม่สามารถเป็นวิทยาศาสตร์เหมือนกับฟิสิกส์
เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง
ตามพฤติกรรมของคนอืน่ เช่น เมือ่ เราเห็นคนแห่กนั ไปซือ้ หุน้
เก็งกำ�ไร เราก็อาจอยากไปซื้อหุ้นตัวนั้นด้วย ทั้งๆ ที่เราก็รู้
อยู่แก่ใจว่าราคาของมันกำ�ลังพุ่งอย่างไร้เหตุผล เพราะเรา
เชื่อว่าเราจะขายทำ�กำ�ไรทันก่อนที่คนอื่นจะแห่กันขาย
Triana บอกว่ า แบบจำ � ลองและทฤษฎี ก ารเงิ น
ที่คิดค้นโดยพ่อมดคณิตศาสตร์ทั้งหลายนั้นไม่เพียงแต่ ‘ใช้
ไม่ได้’ ในแง่ที่ผลลัพธ์ของมันไม่สอดคล้องกับตลาดการเงิน
ในโลกจริงเท่านั้น แต่มันยัง ‘อันตราย’ ในแง่ที่ทำ�ให้นาย
ธนาคาร เฮดจ์ฟันด์ วาณิชธนกร และแม้แต่บริษัทจัดอันดับ
เครดิตประเมินความเสี่ยงตํ่าเกินไปและเชื่อมั่นมากเกินไป
ทำ�ให้พวกเขาทำ�ธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูงกว่าที่ควรจะเป็น
ไปเรือ่ ยๆ จนถึงจุดทีต่ ลาดระเบิด ความเสีย่ งกลายเป็นความ
เสียหายที่เกิดขึ้นจริง
วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 26

DOG EAR 2 edit.indd 26 3/19/12 8:38 PM


Lecturing Birds on Flying ย้อนประวัติศาสตร์
ทฤษฎีการเงินให้เห็นว่า วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ไม่ใช่ครัง้ แรกที่
แบบจำ�ลองการเงินก่อความเสียหาย แต่วกิ ฤตการเงินทุกครัง้
ในช่วง 30 ปีกอ่ นหน้านัน้ ก็ลว้ นแต่เป็น ‘ฝีมอื ’ ของทฤษฎีการ
เงินที่ยืนยันว่า “ตลาดผิด ทฤษฎีถูก” ในวาทะอันเหลือเชื่อ
ของ Myron Scholes นักเศรษฐศาสตร์การเงินเจ้าของรางวัล
โนเบลปี 1997 ผู้ร่วมคิดค้นสมการอันโด่งดังชื่อ Black-
Scholes ซึ่งนักการเงินส่วนใหญ่ในปัจจุบันใช้คำ�นวณ ‘ราคา
ที่เหมาะสม’ ของออพชั่น (option ตราสารอนุพันธ์ชนิดหนึ่ง)
ถึงแม้ว่าก่อนหน้าที่จะมีสมการนี้ คนก็ซื้อขายออพชั่นกัน
ในตลาดเป็นปกติอยู่แล้วโดยไม่เคยใช้สมการใดๆ
Triana ยกข้อมูลหลักฐานมากมายเพื่อพิสูจน์ว่า
ภาวะตลาดหุ้นดิ่งเหวปี 1987, วิกฤต LTCM ปี 1998 และ
‘ระเบิด’ อีกมากมายหลายขนาดในตลาดการเงินล้วนเป็น
ผลลัพธ์โดยตรงจากความ ‘ตาบอด’ ของนักการเงินที่ยอม
ตกเป็นทาสของทฤษฎีการเงินที่แข็งกระด้างและไม่มีวันจะ
จำ�ลองโลกจริงได้ ตอนหนึ่งที่ผู้เขียนชอบมากในหนังสือ คือ
ตอนที่ Triana เปรียบเทียบผลลัพธ์ของแบบจำ�ลองการเงิน
ตัวหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมมาก คือตัววัด ‘มูลค่าสินทรัพย์เสี่ยง’
ทีเ่ รียกว่า Value-at-Risk หรือ VaR กับถุงลมนิรภัยในรถยนต์
ที่ใช้การได้ร้อยละ 95 ของเวลา โชคร้ายคือเวลาที่เหลือ
อี ก ร้ อ ยละ 5 ที่ มั น ไม่ ทำ � งานนั้ น รวมถึ ง เวลาที่ ค นขั บ เจอ
อุบัติเหตุด้วย Triana มองว่า ธนาคารและนักลงทุนควรจะ
เชือ่ มัน่ ในความ ‘เชีย่ ว’ ของนักค้าทีค่ ราํ่ หวอดในตลาดมานาน
สฤณี อาชวานันทกุล :: 27

DOG EAR 2 edit.indd 27 3/19/12 8:38 PM


แทนที่ จ ะพึ่ ง พาอาศั ย แบบจำ � ลองที่ ไ ม่ มี วั น สะท้ อ นความ
ซับซ้อนของปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ได้
อี ก ตอนหนึ่ ง ที่ ผู้ เ ขี ย นคิ ด ว่ า น่ า สนใจมากคื อ
ช่ ว งแรกของหนั ง สื อ ที่ Triana วิ เ คราะห์ ส าเหตุ ที่ เ ขา
คิ ด ว่ า ทำ � ให้ ท ฤษฎี ก ารเงิ น ได้ รั บ ความนิ ย มอย่ า งมากใน
มหาวิทยาลัย โดยเฉพาะหลักสูตรบริหารธุรกิจ ทัง้ ๆ ทีพ่ อ่ มด
เลขผูค้ ดิ ค้นทฤษฎีและสอนนักศึกษาในหลักสูตรเหล่านีไ้ ม่เคย
ทำ�งานในแวดวงการเงินจริงๆ เลย เขาตั้งประเด็นว่า เรื่องนี้
น่าตกใจพอๆ กับถ้าจะให้หมอทีอ่ า่ นแต่ต�ำ รา ไม่เคยเจอคนไข้
ตัวเป็นๆ มาสอนนักเรียนแพทย์ Triana คิดว่าสาเหตุหลักๆ
ของปัญหานี้อยู่ที่การกำ�หนดให้ผลงานวิจัยทางทฤษฎีเป็น
เงือ่ นไขในการเลือ่ นขัน้ อาจารย์มหาวิทยาลัย และการทีม่ ลู นิธิ
ชัน้ นำ�หลายแห่ง อาทิ มูลนิธฟิ อร์ด ทุม่ เงินอุดหนุนการศึกษา
และจ้างอาจารย์ด้านทฤษฎีการเงินในทศวรรษ 1950
หนังสือเล่มนีอ้ า่ นสนุกและเข้าใจง่ายสำ�หรับคนทีไ่ ม่มี
พืน้ ความรูท้ างการเงิน แต่กม็ ขี อ้ เสียทีผ่ เู้ ขียนคิดว่าอาจทำ�ให้
บางคนรำ�คาญ เช่น Triana ใช้ภาษาแบบพรรณนาโวหาร
ที่หลายครั้งกลายเป็นการใช้คำ�แบบฟุ่มเฟือยหรือรุงรังโดย
ไม่จำ�เป็น และการใช้ถ้อยคำ�เย้ยหยันและเหมารวมก็สะท้อน
อคติของเขาออกมา ทำ�ให้นักทฤษฎีการเงินดูเป็นผู้ก่อการ
ร้ายตัวฉกาจเกินไป และมุง่ โจมตีและตีแผ่มากกว่าจะนำ�เสนอ
ทางออกอย่างสร้างสรรค์ นอกจากนั้น การที่เขาเน้นว่าแบบ
จำ�ลองเชิงคณิตศาสตร์นั้นเป็นอันตรายและนำ�ไปสู่วิกฤต

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 28

DOG EAR 2 edit.indd 28 3/19/12 8:38 PM


ในโลกจริง ก็อาจทำ�ให้คนอ่านเข้าใจผิด ไพล่ไปเชื่อว่าแบบ
จำ�ลองเป็น ‘ตัวการ’ หลักที่ก่อให้เกิดวิกฤตการเงิน ทั้งๆ ที่
มีอีกหลายปัจจัยที่สำ�คัญกว่า เช่น การปล่อยกู้อย่างมือเติบ
ของธนาคารและนโยบายดอกเบี้ยตํ่าเตี้ยติดดินของธนาคาร
กลาง ที่ช่วยโหมกระพือฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ให้ใหญ่โต
จนแตกดังสนั่น
ถึงแม้ว่าจะมีข้อเสียที่น่ารำ�คาญอยู่บ้าง ผู้เขียนก็
คิดว่า Lecturing Birds on Flying เป็นหนังสือดีทนี่ กั การเงิน
ทุกคนต้องอ่านและคนทั่วไปที่สนใจการเงินควรอ่าน เพราะ
นอกจากจะชี้ให้เห็นความหลงผิดและมืดบอดของทฤษฎีการ
เงินแล้ว ยังตอกยํ้าให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แวดวงวิชาการ
อันทรงอิทธิพลนี้น่าจะเข้าสู่ ‘จุดเปลี่ยน’ ระดับกระบวนทัศน์
ในอนาคตอั น ใกล้ เพื่ อ ยกระดั บ ตลาดการเงิ น ให้ มี ค วาม
รับผิดชอบ และยอมรับความซับซ้อนของพฤติกรรมมนุษย์
ที่สมการไม่มีวันอธิบายได้อย่างสมบูรณ์.

หมายเหตุ: หนังสือแนวเดียวกันที่ผู้เขียนอยากแนะนำ�ให้อ่านคู่กันคือ The Myth


of the Rational Market: A History of Risk, Reward, and Delusion on Wall
Street โดย Justin Fox คอลัมนิสต์ดา้ นธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ประจำ�วารสาร TIME
หนังสือเล่มนี้อธิบายภาวะรุ่งโรจน์และเสื่อมถอยของทฤษฎี “ตลาดมีประสิทธิภาพ”
(efficient market hypothesis) ในโลกการเงิน

สฤณี อาชวานันทกุล :: 29

DOG EAR 2 edit.indd 29 3/19/12 8:38 PM


053
The New Kings of Nonfiction

Ira Glass
บรรณาธิการ

ถ้าเราจะแบ่งหนังสือทุกเล่มในโลกออกเป็นสองประเภท
‘วรรณกรรม’ กับ ‘สารคดี’ ดูจะเป็นสองประเภทใหญ่
ที่แตกต่างกันมากที่สุด เวลาพูดถึงนักเขียนสารคดี เรา
มั ก จะนึ ก ภาพเนิ ร์ ด ใส่ แ ว่ น ตาที่ ข ะมั ก เขม้ น หาข้ อ มู ล
มหาศาล เสร็ จ แล้ ว ก็ นำ � มาย่ อ ยและเรี ย บเรี ย งเป็ น
บทความ ด้วยวินัยและการใช้ตรรกะอย่างเคร่งครัด
ครัน้ พูดถึงนักเขียนวรรณกรรม เราก็มกั จะนึกภาพหนุม่
ผมยาวมาด ‘ติ ส ต์ ’ ที่ นั่ ง จมจ่ อ มอยู่ ใ นโลกส่ ว นตั ว
ถ่ายทอดจินตนาการออกมาเป็นตัวหนังสือด้วย ‘อารมณ์
ศิลปิน’

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 30

DOG EAR 2 edit.indd 30 3/19/12 8:38 PM


แต่ ใ ครที่ ไ ม่ ไ ด้ เ ป็ น หนอนหนั ง สื อ อาจยั ง ไม่ ทั น
สังเกตว่า ในช่วงเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา เส้นแบ่งระหว่าง
งานสารคดีและวรรณกรรมได้เลือนรางลงมากแล้ว จนภาพ
ที่กลายเป็น ‘แบบฉบับ’ ของนักเขียนสองแบบนี้ เป็นจริง
น้อยลงเรื่อยๆ นักเขียนวรรณกรรมจำ �นวนมาก (รวมทั้ง
หลายคนที่คนไทยรู้จักดีอย่าง ’รงค์ วงษ์สวรรค์ และวินทร์
เลียววาริณ) ทุม่ เทเวลาหาข้อมูลจำ�นวนมหาศาลด้วยระเบียบ
วินัยอย่างยิ่งยวด เพื่อให้เรื่องแต่ง “เป็นเรื่องโกหกชั้นดีที่พูด
ความจริง” ในคำ�พูดของ Neil Gaiman นักเขียนการ์ตูนและ
นิยายแฟนตาซีชื่อดัง
ในขณะเดียวกัน นักเขียนสารคดีจำ �นวนมากขึ้น
เรือ่ ยๆ ก็ก�ำ ลังทลายกำ�แพงจากอีกฝัง่ หนึง่ ด้วยการผสมผสาน
เทคนิคและลีลาเข้ากับจินตนาการในทางที่ทำ�ให้คนอ่านรู้สึก
ว่ากำ�ลังอ่านงานวรรณกรรมดีๆ ชิ้นหนึ่ง ถ้าคุณอยากรู้ว่า
นักเขียนสารคดี ‘ขั้นเทพ’ ของอเมริกาเขาเขียนอะไรกัน
อย่างไร ผู้เขียนขอแนะนำ� The New Kings of Nonfiction
หนังสือรวบรวมผลงานของสุดยอดนักเขียนสารคดี 14 คน
รวบรวมโดย Ira Glass นักจัดรายการวิทยุสาธารณะชือ่ This
American Life ซึ่งผู้เขียนเป็นแฟนประจำ� (ฟังออนไลน์ฟรี
และดาวน์โหลดตอนล่าสุดไปฟังในรูปไฟล์ MP3 ได้ที่ http://
www.thisamericanlife.org/Radio_Archive.aspx)
สฤณี อาชวานันทกุล :: 31

DOG EAR 2 edit.indd 31 3/19/12 8:38 PM


ถึงแม้ว่าบทความที่ Glass เลือกมารวมในหนังสือ
เล่ ม นี้ จ ะไม่ ‘ใหม่ ’ ในแง่ ที่ ทุ ก ชิ้ น ล้ ว นได้ รั บ การตี พิ ม พ์ ใ น
หนั ง สื อ พิ ม พ์ ห รื อ นิ ต ยสารมาก่ อ นแล้ ว (บางชิ้ น ตี พิ ม พ์
มากกว่าหนึ่งครั้ง) การนำ�บทความคุณภาพสูงเหล่านี้มาอยู่
ในหนังสือเล่มเดียวกันก็ทำ�ให้มันมี ‘พลัง’ มากกว่าอยู่โดดๆ
และทำ�ให้คนอ่านมองเห็นความหลากหลายอันน่าทึ่งของวิธี
เขียนสารคดี Glass อธิบายวิธีที่เลือกบทความไว้สั้นๆ ใน
บทนำ�ว่า “เรื่องราวเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากกองงานเขียน
ชิ้นโปรดที่ผมเก็บไว้หลังโต๊ะนานหลายปี”
‘งานเขียนชิ้นโปรด’ ของ Glass หลายชิ้นเป็นงาน
คลาสสิกระดับ ‘ขึน้ หิง้ ’ ในวงการไปแล้ว ไม่วา่ จะเป็นบทความ
ของ Michael Lewis เกีย่ วกับเซียนหุน้ อายุ 15 ปีทถี่ กู ทางการ
อเมริกาสั่งฟ้องในข้อหาหลอกลวงนักลงทุนด้วยการเขียน
เชียร์หุ้น, บทความที่ Malcolm Gladwell ทำ�สิ่งที่เขาทำ�ได้ดี
ที่สุด นั่นคืออธิบายปัจจัยและความหมายของความสัมพันธ์
ระหว่างมนุษย์ด้วยลีลาอันเป็นเอกลักษณ์, บทความน่าคิด
และเป็นสากลอย่างน่าทึง่ เกีย่ วกับเด็กผูช้ ายอเมริกนั ยุคนีโ้ ดย
Susan Orlean, และบทบันทึกประสบการณ์ที่ ‘ฮา’ มากและ
เต็มไปด้วยการใช้เชิงอรรถอย่างสร้างสรรค์ของ David Foster
Wallace นักเขียนในดวงใจของผู้เขียนคนหนึ่ง เกี่ยวกับ
รายการวิทยุฝ่ายขวา
บทความอื่นๆ ในหนังสือเล่มนี้โดดเด่นไม่แพ้กัน
และทุกประเด็นที่หยิบมาเขียนก็มีความหลากหลายสูงมาก

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 32

DOG EAR 2 edit.indd 32 3/19/12 8:38 PM


ยกตัวอย่างเช่น Chuck Klosterman สัมภาษณ์ดาราดัง Val
Kilmer, Mark Bowden เขียนถึงชีวิตและความคิดของ Sad-
dam Hussein, Bill Buford ถ่ายทอดเรื่องราวของแฟนบอล
อังกฤษที่ชอบ ‘ก่อเรื่อง’, Michael Pollan เล่าเรื่องการซื้อวัว
ในอเมริกา, และ Jack Hitt ถ่ายทอดปัญหาสารเคมีรั่วไหล
ในแคลิฟอร์เนีย
ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีลีลา วิธีเขียน และทัศนคติที่
แตกต่างกันมาก สองสิ่งที่นักเขียนเหล่านี้มีร่วมกันคือ ความ
รักในงานเขียนและความทุ่มเทในการค้นหา ‘ความจริง’ จาก
ทุกแง่มุมที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ต่างๆ ความรักและ
ความทุ่มเทของพวกเขาทำ�ให้เรามองเห็นความเป็นมนุษย์
ของผู้นำ�เผด็จการที่ถูกตราหน้าว่าชั่วช้าเหมือนซาตาน รู้สึก
ถึงความดิบเถื่อนผสมความคลั่งไคล้ของแฟนบอลอังกฤษ
ราวกับอยูใ่ นเหตุการณ์ มองเห็นความไร้เหตุผลในพฤติกรรม
ของผู้ กำ � กั บ ดู แ ลตลาดหลั ก ทรั พ ย์ ที่ จั บ เด็ ก อายุ 15 ปี แ ต่
ไม่แตะต้องนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ที่ทำ�ตัวไม่ต่างจากเขา
ค้นพบเหตุปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังการรู้จักคนที่เราเคยคิดว่า
เกิ ด จากความบั ง เอิ ญ ล้ ว นๆ (ถึ ง แม้ ว่ า ตอนนี้ Gladwell
จะขมวดปมจนเรื่ อ งดู ‘ง่ า ย’ เกิ น ไป ก็ ยั ง อ่ า นสนุ ก อยู่ ดี )
ตลอดจนเข้ า ใจทั้ ง อุ ด มการณ์ ท างการเมื อ งของฝ่ า ยขวา
อเมริกัน ธรรมเนียมปฏิบัติในวงการวิทยุ และความเชื่อของ
นักจัดรายการวิทยุผู้ทรงอิทธิพล
นักอ่านที่ชอบอ่านสารคดีน่าจะได้เคยอ่านบทความ

สฤณี อาชวานันทกุล :: 33

DOG EAR 2 edit.indd 33 3/19/12 8:38 PM


บางชิ้นใน The New Kings of Nonfiction มาบ้างแล้ว ไม่ว่า
จะในรูปบทความหรือในหนังสือของนักเขียนแต่ละคน เช่น
บทความของ Malcolm Gladwell เคยได้รับการตีพิมพ์ลง
The New Yorker แล้วนำ�มารวมเล่มในหนังสือขายดีเรื่อง
The Tipping Point, งานของ David Foster Wallace ปรากฏ
ใน The Atlantic ก่อนจะมาอยู่ในหนังสือรวมบทความของ
เขาชื่อ Consider the Lobster (หนึ่งในหนังสือสารคดีที่ผู้
เขียนชอบที่สุดตั้งแต่เคยอ่าน) ส่วนงานของ Michael Pollan
ก็เคยเป็นบทความลง The New York Times หลังจากนั้นก็
เป็นตอนหนึง่ ใน The Omnivore’s Dilemma หนังสือชัน้ ยอด
เกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาหารที่ผู้เขียนเคยแนะนำ�ไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม การที่บทความดีๆ เหล่านี้มาอยู่ใน
หนังสือหนึง่ เล่ม ก็เป็นโอกาสดีทหี่ นอนหนังสือจะได้เก็บสะสม
งานชิ้นเอกของนักเขียนสารคดีที่ตัวเองชื่นชอบ ส่วนนักอ่าน
ที่ไม่คุ้นเคยกับชื่อเหล่านี้ก็จะตัดสินใจได้ว่าตัวเองชอบลีลา
นักเขียนคนไหน จะได้ไปติดตามผลงานของพวกเขาต่อ
ผูเ้ ขียนรูส้ กึ เสียดายทีบ่ ทความชิน้ หลังๆ ประมาณ 4
เรือ่ งสุดท้ายในหนังสือเล่มนีไ้ ม่ดเี ท่ากับชิน้ แรกๆ (ชิน้ สุดท้าย
โดย James McManus เกี่ยวกับการแข่งโป๊กเกอร์ชิงแชมป์
โลกนั้นผู้เขียนคิดว่าเข้าขั้น “เปลืองหน้า ใส่มาทำ�ไม” เลย
ทีเดียว) แต่นี่ก็เป็นเพียงความเห็นส่วนตัว และแม้แต่เรื่องที่
‘แย่’ ที่สุดเมื่อเทียบกับเรื่องอื่นๆ ในหนังสือเล่มนี้ก็ยังจัดว่า
‘ดีมาก’ ถ้าเทียบกับสารคดีทั่วไป

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 34

DOG EAR 2 edit.indd 34 3/19/12 8:38 PM


ถ้ า คุ ณ คิ ด ว่ า เส้ น แบ่ ง ระหว่ า ง ‘วรรณกรรม’ กั บ
‘สารคดี’ มีอยูจ่ ริง และเชือ่ ว่าวรรณศิลป์ในสารคดีไม่มที างเป็น
วรรณกรรมชั้นดีได้ หนังสือเล่มนี้ก็น่าจะทำ�ให้คุณทบทวน
ความคิดนั้นระหว่างที่ซึมซับส่วนผสมที่ลงตัวของความรู้กับ
สุนทรียะ โดยไม่ตอ้ งพะวงว่ากำ�ลังอ่านเรือ่ งแต่งหรือเรือ่ งจริง
ที่ ‘ใส่ไข่’ อยู่หรือไม่ เพราะนักเขียนในเล่มนี้ทุกคนล้วนมี
ความซื่อสัตย์ต่ออาชีพและมีมนุษยธรรมอย่างล้นเหลือจน
สัมผัสได้ผ่านตัวอักษร
แต่ถงึ ทีส่ ดุ แล้ว ไม่วา่ จะเป็น ‘เรือ่ งแต่ง’ หรือ ‘เรือ่ งจริง’
หนังสือดีต่างก็มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือ พูดความจริง
ในทางที่จับใจคน และนั่นคือเหตุผลที่ The New Kings of
Nonfiction จะไม่มีวันล้าสมัย.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 35

DOG EAR 2 edit.indd 35 3/19/12 8:38 PM


054
Good Value

Stephen Green

ในเมื่อบทบาทในการจัดสรรทุนทำ�ให้ภาคการเงินเป็น
ฟันเฟืองทีข่ าดไม่ได้ในเศรษฐกิจสมัยใหม่ วิกฤตการเงิน
ทุกครั้งย่อมก่อความเดือดร้อนอย่างกว้างขวาง โดย
เฉพาะต่อคนธรรมดาที่เห็นเงินออมของตัวเองหายวับ
ไปกับฟองสบู่แตก แต่ ‘โชคดีในโชคร้าย’ เรื่องหนึ่งที่คน
มักจะมองไม่เห็นคือ วิกฤตทุกครั้งกระตุกจิตสำ�นึกและ
ต่อมคิดของคนในวงการให้ทบทวนวิธที �ำ ธุรกิจทีผ่ า่ นมา
เพือ่ เสาะหาหนทางใหม่ทภี่ าคการเงินจำ�เป็นจะต้องเดิน
เพือ่ ให้ตลาดการเงินมีเสถียรภาพมากขึน ้ ให้การดำ�เนิน
ธุ ร กิ จ ของสถาบั น การเงิ น เป็ น ไปอย่ า งสอดคล้ อ งกั บ
ประโยชน์สาธารณะ และให้ผลลัพธ์ของตลาดเสริมสร้าง
ความเป็นธรรมในสังคมแทนที่จะทำ�ลาย
วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 36

DOG EAR 2 edit.indd 36 3/19/12 8:38 PM


‘ธรรมชาติ’ ของตลาดประการหนึ่งซึ่งนักเศรษฐ-
ศาสตร์และนักการเงินส่วนใหญ่ยงั มองข้าม แต่วกิ ฤตการเงิน
รอบล่าสุดยํ้าเตือนให้เราตระหนักถึงความสำ�คัญ คือ ‘ความ
เชือ่ มัน่ ’ ของผูเ้ ล่นฝ่ายต่างๆ ในตลาด โดยเฉพาะความเชือ่ มัน่
ของนักลงทุนและประชาชนที่มีต่อสถาบันการเงิน ภาวะขาด
ความเชื่อมั่นอย่างรุนแรงเป็นสาเหตุสำ�คัญประการหนึ่งที่
ซํ้าเติมภาวะวิกฤตให้ก่อความเสียหายมากกว่าที่ควร และ
ถ้าเราสาวลึกลงไปอีกว่าสาเหตุของการขาดความเชื่อมั่นนั้น
คืออะไร คนจำ�นวนมากขึน้ เรือ่ ยๆ ก็จะตอบว่า ปัญหาการขาด
จริยธรรมของนักการเงิน
ในบรรดานักการเงินที่กำ�ลังครุ่นคิดถึงประเด็นทาง
จริ ย ธรรมในวงการ คงมี น้ อ ยคนที่ จ ะครุ่ น คิ ด อย่ า งจริ ง จั ง
ลึกซึ้ง และพร้อมจะเปิดเผยต่อสาธารณะเท่ากับ Stephen
Green ประธานกรรมการเอชเอสบีซี (HSBC) ธนาคารยักษ์
ใหญ่ที่มีสินทรัพย์กว่า 2.5 ล้านล้านเหรียญ Green เป็น
ผู้บริหารระดับสูงเพียงคนเดียวของสถาบันการเงินระดับโลก
ที่เป็นพระของโบสถ์คริสต์ในอังกฤษ (Church of England)
ในขณะเดียวกัน ยังเป็นนักเขียนสมัครเล่นและนักอ่านตัวยง
ที่มีผลงานในหน้าสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ อย่างต่อเนื่องนานหลาย

สฤณี อาชวานันทกุล :: 37

DOG EAR 2 edit.indd 37 3/19/12 8:38 PM


ทศวรรษ และพร้อมเสมอที่จะยอมรับความผิดพลาดหรือ
ข้ อ บกพร่ อ งของนั ก การเงิ น หรื อ บริ ษั ท ที่ เ ขาเป็ น ประธาน
กรรมการต่อหน้าสาธารณชน เช่น เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า
การเข้าซื้อผู้เล่นรายใหญ่ในธุรกิจซับไพรม์ชื่อ Household
International ของ HSBC ในปี 2003 นั้น เป็น “ความผิด
พลาดที่เราไม่ควรทำ�” และบอกว่า ธุรกิจการเงินโดยรวมทำ�
หลายเรื่องที่ผิดจริยธรรม และมีนายธนาคารจำ�นวนไม่น้อย
ที่ทำ�ให้วงการนี้เสียชื่อเสียง
หนังสือเรือ่ ง Good Value ซึง่ โปรยปกอย่างน่าสนใจ
ว่า “Reflections on Money, Morality and an Uncertain
World” (ใคร่ ค รวญเรื่ อ งเงิ น ตรา ศี ล ธรรม และโลกอั น
ไม่แน่นอน) ตีพิมพ์ในโอกาสวันเกิดครบรอบ 60 ของ Green
เป็นผลจากการ ‘ตกผลึก’ ความคิดและความเชือ่ ต่างๆ ของเขา
โดยเริม่ จากการครุน่ คิดถึงข้อเท็จจริงทีว่ า่ ปัญหาต่างๆ ทีเ่ รา
ประสบอยู่นั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงของการที่คนจำ�นวนมาก
ไม่แต่เฉพาะนักการเงิน เลิกถามตัวเองว่า สิง่ ทีพ่ วกเขาทำ�อยู่
นัน้ ‘ควรทำ�’ หรือไม่ ถามแต่เพียงว่ามัน ‘ทำ�ได้’ ตามกฎหมาย
หรือไม่ โดยเคารพกฎหมายแบบตื้นๆ แค่ตัวอักษร ไม่เคย
คิดถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายและประเด็นทางศีลธรรม
ถึงแม้ว่า Good Value อาจฟังเผินๆ เหมือนกับ
เป็นหนังสือที่ต่อต้านกระแสโลกาภิวัตน์ ข้อเท็จจริงกลับอยู่
ตรงกันข้าม – Green พยายามอธิบายให้คนอ่านเข้าใจว่า
เขามองกระแสโลกาภิ วั ต น์ โ ดยรวมว่ า เป็ น พลั ง ที่ ไ ม่ มี ใ คร

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 38

DOG EAR 2 edit.indd 38 3/19/12 8:38 PM


ต้านทานได้ แต่มันก็เป็นพลังเชิงบวกที่ก้าวหน้า เพราะเป็น
ปรากฏการณ์ทมี่ คี วามเป็นมนุษย์อย่างยิง่ เช่น Green แจกแจง
ว่า “[ยกตัวอย่างประโยชน์] เช่น การถ่ายโอนและใส่ปุ๋ยของ
วัฒนธรรมข้ามพรมแดน การนำ�ส่งพัฒนาการทางเศรษฐกิจ
ไปสู่ทุกมุมโลก ผลิตภาพที่สูงขึ้น ...และในเวลาเพียงไม่นาน
โลกาภิวตั น์กไ็ ด้ดงึ คนหลายร้อยล้านคนออกจากความยากจน
ข้นแค้น โดยเฉพาะในจีนและอินเดีย โลกาภิวัตน์มีประโยชน์
ทั้งทางด้านวัตถุ ด้านจิตวิญญาณ และด้านวัฒนธรรม”
อย่ า งไรก็ ต าม Green คงไม่ เ ขี ย นหนั ง สื อ เล่ ม นี้
ถ้าเขามองว่าระบบตลาดยุคโลกาภิวัตน์มีแต่ประโยชน์ เขา
ยกตัวอย่างมากมายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมาอธิบายว่า
เหตุใดเขาจึงเชือ่ ว่า “ระบบตลาดไร้เสถียรภาพโดยธรรมชาติ”
นับตั้งแต่กระแสบ้าดอกทิวลิป (ฟองสบู่ทางการเงินลูกแรกๆ
ในโลก) ในศตวรรษที่ 17 จนถึงวิกฤตการเงินครั้งล่าสุด
ที่ปะทุในตลาดสินเชื่อซับไพรม์ Green มองว่า ระบบตลาด
ยุคโลกาภิวัตน์นั้นเปรียบเสมือนเสือวิ่งเร็วที่เราพยายามจะ
ขี่ด้วยการจับหางของมันให้มั่น นอกจากปัญหาที่เกิดจาก
ภาวะไร้เสถียรภาพแล้ว โทษของโลกาภิวตั น์ยงั รวมถึงปัญหา
การตอกลิ่มความเหลื่อมลํ้าในสังคม ซึ่งทำ�ให้ผู้ด้อยโอกาส
มีโอกาสน้อยลงเรื่อยๆ ไปจนถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับโลก
อย่างภาวะโลกร้อน
ประสบการณ์ แ ละการครุ่ น คิ ด ด้ า นศี ล ธรรมอย่ า ง
ลึกซึ้งในฐานะนักบวชอาชีพและนักเทววิทยาสมัครเล่นทำ�ให้

สฤณี อาชวานันทกุล :: 39

DOG EAR 2 edit.indd 39 3/19/12 8:38 PM


Good Value ไม่เหมือนกับหนังสือของนักการเงินทั่วไป
ทีม่ กั จะเขียนเกีย่ วกับเรือ่ งราวของปัจเจก (เช่น ประวัตคิ วาม
สำ�เร็จของตัวเอง) โดยไม่เคยมองให้ลึกลงไปถึงจิตวิญญาณ
หรือมองให้กว้างขึน้ เพือ่ เชือ่ มโยงเรือ่ งส่วนตัวเข้ากับเรือ่ งใหญ่
ของสังคม ในเนื้อที่ไม่ถึง 300 หน้า Green ทำ�ทั้งมองลึก
มองกว้าง และมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์
Green เชือ่ ว่าเมือ่ ประชากรมนุษย์เพิม่ จนถึงจุดทีจ่ ะ
ล้นโลก มนุษย์จะมี ‘ความทรงจำ�ร่วม’ (collective memory)
ซึง่ สำ�คัญมากต่อการพัฒนา ในแง่นี้ Green มองว่าโลกาภิวตั น์
เป็นเรื่องที่อยู่ลึกกว่าเศรษฐกิจ พาณิชย์ และการเมือง – เขา
มองว่ามันเป็นเรื่องของวิวัฒนาการของจิตวิญญาณมนุษย์
แต่วิวัฒนาการนี้จะไม่เกิดโดยอัตโนมัติ ตราบใดที่มนุษย์ยัง
ไม่ฉุดตัวเองให้หลุดจากภาวะ ‘ความคลุมเครือทางศีลธรรม’
ที่ครอบงำ�สังคมอย่างกว้างขวาง
เขายกตัวอย่างภาวะ ‘ความคลุมเครือทางศีลธรรม’
ในภาคการเงินอย่างน่าคิดหลายตอน แต่ตัวอย่างที่ผู้เขียน
ชอบที่ สุ ด อยู่ ใ นช่ ว งท้ า ยๆ ของหนั ง สื อ ในบทบั น ทึ ก
ประสบการณ์การไปเยือนเมือง Weimar บ้านของ Goethe
กวีเอกชาวเยอรมันที่เขาอาศัยอยู่ตอนแต่งนิยายอมตะเรื่อง
Faust (ซึ่ง Green ดึงตัวอย่างเป็นระยะๆ ตลอดเล่ม) เมืองนี้
อยู่ใกล้กับ Buchenwald หนึ่งในค่ายกักกันชาวยิวของนาซี
สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง Green ยอมรับอย่างกล้าหาญว่า
“เราบอกกับตัวเองว่าเราจินตนาการไม่ได้หรอกว่า

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 40

DOG EAR 2 edit.indd 40 3/19/12 8:38 PM


จะถักทอหนังมนุษย์ราวกับมันเป็นหนังสัตว์ แต่ผมคิดว่า
ตัวเองอาจตกอยู่ในห้วงของการทำ�งานประจำ�ซํ้าซากแบบนี้
ก็ได้ ...ผมอาจสูญเสียเป้าหมายในเบือ้ งลึกของจิตใจ เจตจำ�นง
หรือคุณธรรมต่างๆ ที่ผมยึดมั่น – มัวแต่หมกมุ่นอยู่กับการ
ถกเถียงว่ากฎหมาย a หรือ b ใช้กบั สถานการณ์ x หรือเปล่า
จนไม่สังเกตอีกต่อไปว่า x นั้นหมายถึงอะไร”
ถ้าคุณอยากรู้ว่านายธนาคารที่มีจิตสำ�นึก แต่ใน
ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ ‘เผด็จการศีลธรรม’ นั้นเป็นอย่างไร
เหตุใด Green จึงบอกว่า “ผลตอบแทนต่อผูถ้ อื หุน้ ไม่ควรเป็น
เป้าหมายสูงสุดเพียงหนึง่ เดียว เพราะมันเป็นแค่ผลพลอยได้
จากการผลิตสินค้าและบริการเท่านั้น” และ “ระบบตลาดนั้น
จำ�เป็นแต่ไม่เพียงพอ” ทำ�ไมเขาจึงเชื่อว่า “การ ‘แยกส่วน’
ชีวิตออกเป็นส่วนเสี้ยวต่างๆ ที่แต่ละเสี้ยวมีเป้าหมายและ
กฎเกณฑ์ที่แตกต่างกัน เป็นบาปสำ�คัญของชีวิตสมัยใหม่”
ในระดับปัจเจก (เช่น โกหกลูกค้าหน้าตายและหักหลังเพื่อน
ร่วมงานเวลาอยูท่ ที่ �ำ งาน เลิกงานแล้วก็ไปนัง่ สมาธิและทำ�บุญ
ที่วัด) และ “ยิ่งเวลาผ่านไปเท่าไร ความคิด [ของ Thomas
Friedman] ทีว่ า่ โลกเรา ‘แบน’ นัน้ ก็ยงิ่ ดูจะเป็นความคิดทีต่ นื้
เขินและฉาบฉวยขึน้ เรือ่ ยๆ” คุณก็ควรอ่าน Good Value และ
ซือ้ หนังสือเล่มนีแ้ จกเป็นของขวัญ โดยเฉพาะสำ�หรับเพือ่ นๆ
ในภาคการเงิน.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 41

DOG EAR 2 edit.indd 41 3/19/12 8:38 PM


055
The Case for God

Karen Armstrong

ในโลกยุ ค ที่ วิ ท ยาศาสตร์ เ ป็ น ใหญ่ แ ละเราถู ก สอนว่ า


ทุกอย่างต้องใช้เหตุผลกำ�กับ คนที่อ้างว่านับถือศาสนา
ส่วนใหญ่ดจู ะนับถือแบบงมงายและมักง่าย หลงผิดคิดว่า
พิธีกรรมทางไสยศาสตร์ โดยเฉพาะพิธี ‘แก้กรรม’ และ
‘ตัดกรรม’ ซึ่งกำ�ลังเป็นที่นิยมนั้น เป็นส่วนหนึ่งของ
ศาสนา และจะดลบันดาลให้คนขึน ้ สวรรค์ได้โดยไม่ตอ้ ง
ชดใช้หนี้กรรมจริงๆ

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 42

DOG EAR 2 edit.indd 42 3/19/12 8:39 PM


อีกมุมหนึ่ง คนที่อ้างว่านับถือศาสนาอีกกลุ่มหนึ่ง
ซึ่งมักจะแก่พรรษาและอาวุโสกว่าคนพวกแรกก็ตั้งตัวเป็น
‘เผด็จการศาสนา’ ไม่วา่ จะโดยรูต้ วั หรือไม่ คอยก่นด่าคนอืน่ ว่า
ไร้ ศี ล ธรรม แต่ ใ นขณะเดี ย วกั น ก็ ยั ด เยี ย ดไม้ บ รรทั ด ทาง
ศีลธรรมของตัวเองให้กบั คนรุน่ หลัง โดยไม่เคยไตร่ตรองอย่าง
จริงจังว่า ไม้บรรทัดรุ่นอนาล็อกจะเอามาใช้วัดวิถีชีวิตยุค
ดิจิตอลได้อย่างไร ‘แก่นแท้’ ของศาสนาอยู่ที่ใดกันแน่
ถ้าความงมงายในไสยศาสตร์ของคนส่วนใหญ่เป็น
สิง่ ทีน่ า่ ประณามแล้วไซร้ ความยึดมัน่ ถือมัน่ ใน ‘มาตรฐานทาง
ศีลธรรม’ ของผู้รู้ทั้งหลายก็อาจเป็นความงมงายอีกประเภท
หนึง่ ซึง่ อยูไ่ กลจากแก่นสารของศาสนาไม่นอ้ ยไปกว่ากัน และ
น่าประณามยิ่งกว่าด้วยซํ้า เพราะเป็นความหลงผิดของคนที่
อวดอ้างตัวเองว่าเป็น ‘ผู้รู้’ ทางศาสนา
ในยุคที่ ‘ทางสายกลาง’ ดูจะหดหายไม่เว้นแม้แต่เรือ่ ง
ทางจิตวิญญาณ จึงไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดคนรุ่นใหม่จึงรู้สึก
รำ�คาญหรือไม่สนใจศาสนามากขึ้นเรื่อยๆ
ในยุคแบบนี้ หนังสือดีอย่าง The Case for God
โดย Karen Armstrong นักเทววิทยาและอดีตแม่ชีนิกาย
คาทอลิก นักเขียนแนวศาสนาคนโปรดของผู้เขียน ไม่เพียง

สฤณี อาชวานันทกุล :: 43

DOG EAR 2 edit.indd 43 3/19/12 8:39 PM


แต่เป็นหนังสือที่ ‘น่าอ่าน’ สำ�หรับทุกคนที่คลางแคลงใจ
ในความหมายของศาสนาเท่านั้น แต่ผู้เขียนคิดว่าเข้าขั้น
‘ต้องอ่าน’ สำ�หรับผู้นับถือศาสนาทุกคนที่คิดว่าตัวเองเข้าใจ
ศาสนาดีแล้ว ไม่ว่าจะนับถือศาสนาอะไรก็ตาม
Armstrong ใช้เนื้อที่กว่า 400 หน้าย้อนเข็มนาฬิกา
กลับไปสู่ยุคแรกๆ ที่ ‘พระเจ้า’ ในสามศาสนาหลักของโลก
เริ่มปรากฏในเรื่องเล่า สืบสาวความเปลี่ยนแปลงในศรัทธา
เรื่องนี้ของมนุษย์ผ่านกาลเวลาจนมาถึงยุคปัจจุบัน เพื่อชี้
ให้เห็นว่า ความรู้ความเข้าใจเรื่อง ‘พระเจ้า’ ของทั้งนักเคร่ง
ศาสนาหัวรุนแรง (fundamentalists) และคนที่เชื่อว่าไม่มี
พระเจ้า (atheists ไม่ควรสับสนกับ agnostic – คนทีไ่ ม่สนใจ
ว่าพระเจ้ามีอยู่จริงหรือไม่) ในปัจจุบันนั้น ผิดเพี้ยนไปจาก
ความรู้ ค วามเข้ า ใจของคนโบราณอย่ า งไร เหตุ ใ ดความ
ผิ ด เพี้ ย นดั ง กล่ า วจึ ง เป็ น ความเข้ า ใจผิ ด เมื่ อ เที ย บกั บ
‘ประสบการณ์ ท างจิ ต ’ ที่ แ ท้ และเหตุ ใ ดความเข้ า ใจผิ ด
ดังกล่าวจึง ‘ตื้นเขิน’ เกินไปมาก
ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดใน The Case for God คือ
ประเด็นที่ว่าทั้งคนที่เชื่อว่าไม่มีพระเจ้าและคนบ้าศาสนา
หัวรุนแรง ต่างก็เข้าใจ ‘พระเจ้า’ ผิดแบบเดียวกัน Armstrong
บอกว่าคนทั้งสองกลุ่มนี้ต่างคิดว่า ‘พระเจ้า’ เปรียบเสมือน
‘พ่อ’ ตัวใหญ่บนฟ้าทีค่ อยสอดส่องดูแลมนุษย์ ลงโทษคนบาป
แทรกแซงกิจกรรมทุกอย่างของเรา และ ‘เข้าใจ’ ได้ด้วยการ
ใช้เหตุผล ความผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดของคนบ้าศาสนา

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 44

DOG EAR 2 edit.indd 44 3/19/12 8:39 PM


หัวรุนแรงคือการทึกทักไปเองว่าพระเจ้าอยู่ข้างเดียวกันกับ
พวกเขา และจะช่วยให้พวกเขามีชัยเหนือศัตรู ส่วนคนที่
ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้าส่วนใหญ่ก็เข้าใจผิดเหมือนกันเวลาโจมตี
ศาสนาว่าเป็น ‘ชุดคำ�อธิบายโลก’ ที่ไร้เดียงสามากเมื่อเทียบ
กับวิทยาศาสตร์
Armstrong พยายามอธิบายอย่างใจเย็นว่า ‘พระเจ้า’
ทีแ่ ท้นนั้ เป็นเรือ่ งของประสบการณ์ทางจิตซึง่ อยูน่ อกขอบเขต
ของเหตุ ผ ลและภาษา เธอเห็ น ด้ ว ยกั บ นั ก เทววิ ท ยาใน
ศาสนายูดาย คริสต์ และอิสลามจำ�นวนมากที่บอกว่าเราไม่มี
ทางอธิบายประสบการณ์ทางจิตได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์
และมนุษย์เองก็มีข้อบกพร่องและขีดจำ�กัดโดยธรรมชาติ
มากมายทีเ่ ราต้องตระหนัก เธอบอกว่า “พระเจ้าไม่ประเสริฐ,
ศักดิส์ ทิ ธิ,์ ทรงพลัง, หรือมีปรีชาญาณในทางทีเ่ ราเข้าใจได้เลย
เราพูดไม่ได้ด้วยซํ้าว่าพระองค์ ‘ดำ�รงอยู่’ เพราะความคิด
เรื่องการดำ�รงอยู่ของเรานั้นมีขีดจำ�กัดมากเกินไป”
ถ้า The Case for God มีแต่ค�ำ พูดทำ�นอง “ประสบ-
การณ์ทางศาสนาต้องทำ�เองถึงจะรู้ อธิบายด้วยเหตุผลไม่ได้”
และ “พระเจ้าอยู่นอกเหนือความเข้าใจของมนุษย์” ผู้เขียน
ก็คงคิดว่า Armstrong เขียนแบบมักง่ายและไม่ต้องใช้ความ
พยายามมาก โชคดีที่ The Case for God ไม่ใช่หนังสือ
แบบนั้น เพราะถ่ายทอดความหมายอันน่าอัศจรรย์ใจของ
ศาสนาที่คนส่วนใหญ่หลงลืมไปแล้วว่า ศาสนาที่แท้จริงมิใช่
ชุดคำ�อธิบายโลก หากเป็นความพยายามที่จะจัดการหรือ

สฤณี อาชวานันทกุล :: 45

DOG EAR 2 edit.indd 45 3/19/12 8:39 PM


รับมือกับ ‘ความต้องการ’ ที่อยู่ลึกถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณ
มนุษย์ อาทิเช่น ความรู้สึกผิดอย่างมหันต์ที่ต้องฆ่าสัตว์
ร่วมโลกเพื่อยังชีพตัวเอง – ‘เหตุผล’ เบื้องหลังภาพเขียน
โบราณรูปสัตว์ในถาํ้ Lascaux ซึง่ Armstrong อธิบายว่าเป็น
พิธี ‘ไถ่บาป’ ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
ศาสนาเหมือนกับศิลปะในแง่ที่มันเป็นหนทางหนึ่ง
ในการ ‘บรรเทา’ หรือ ‘ระงับ’ อารมณ์อันตรายที่อาจฉีก
ปัจเจกบุคคลและสังคมออกเป็นเสีย่ งๆ ได้ แม้แต่กรีกโบราณ
อารยธรรมทีข่ นึ้ ชือ่ ในเรือ่ งของการใช้ระบบเหตุผลนำ�อารมณ์
ก็เข้าใจว่า logos (การใช้ความคิดอย่างมีเหตุมผี ล เน้นเรือ่ งที่
ปฏิบตั ไิ ด้) นัน้ มีขอ้ จำ�กัด – “ลำ�พัง logos ไม่อาจบรรเทาความ
รูส้ กึ เศร้าโศกของมนุษย์หรือค้นหาความหมายสูงสุดของชีวติ
ได้” ดังนั้น ชาวกรีกโบราณจึงเข้าใจดีว่า mythos (โลกของ
เรือ่ งเล่า ตำ�นาน ศิลปะ และศาสนา) นัน้ มีความสำ�คัญต่อการ
ดำ�รงชีวิตของมนุษย์ไม่แพ้กัน ศาสนาชี้หนทางสู่ภาวะ ‘ปีติ
ทางวิญญาณ’ ที่ชาวกรีกเรียกว่า ekstasis (รากศัพท์ของ
ecstasy) ซึง่ Armstrong ให้ค�ำ จำ�กัดความว่า “ภาวะการก้าว
ออกไปนอกแบบแผนชีวิตชั่วคราวเพื่อการปลดปล่อยและ
บำ�รุงขวัญกำ�ลังใจ” และน่าจะเป็นภาวะเดียวกันกับ “นิพพาน
ชิมลอง” ในภาษาของท่านพุทธทาสภิกขุ
Armstrong ยกตัวอย่างมากมายจากประวัติศาสตร์
มาอธิบายว่า แก่นแท้ของศาสนาอยู่ที่การชี้หนทางรับมือกับ
อารมณ์ตา่ งๆ โดยเฉพาะความกลัว ความก้าวร้าว และความ

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 46

DOG EAR 2 edit.indd 46 3/19/12 8:39 PM


รู้สึกผิดที่มักจะจู่โจมและเกาะกุมจิตใจโดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้
ศาสนายังเป็นบ่อเกิดของความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์
ตั ว อย่ า งหนึ่ ง ที่ ผู้ เ ขี ย นชอบมากในหนั ง สื อ คื อ คำ � พู ด ของ
พระในศาสนายิวนาม Hillel ผู้ตอบชายหนุ่มที่ขอมาศึกษา
พระคัมภีร์โตราห์ด้วยการโบกมือให้เขากลับบ้านไป พร้อม
พูดว่า “อะไรที่เจ้าไม่ชอบ ก็อย่าไปทำ�กับคนอื่น นี่คือทั้งหมด
ของโตราห์ ที่ เ หลื อ เป็ น แค่ บ ทขยายความเท่ า นั้ น ” บทที่
เปรียบเทียบเส้นทางสู่ความเห็นอกเห็นใจในศาสนาอื่นๆ
รวมทัง้ ‘อนัตตา’ ในศาสนาพุทธก็อา่ นสนุกและชีใ้ ห้เห็นจุดร่วม
ข้อนี้ในศาสนาต่างๆ อย่างชัดเจน
ในช่วงท้ายของหนังสือ Armstrong สืบสาวความ
เป็นมาของลัทธิไม่เชือ่ ในพระเจ้า (atheism) ได้นา่ สนใจอย่าง
ยิง่ โดยสรุปอย่างกล้าหาญว่าทีล่ ทั ธินไี้ ด้รบั ความนิยมสูงมาก
ในปัจจุบันนั้น ส่วนหนึ่งต้องโทษศาสนาเองที่ล้มเหลวในการ
ยืนยันแก่นแท้ของตัวเอง คนเคร่งศาสนาหลายคนเข้าใจผิด
เพราะยึดติดในวิทยาศาสตร์ คิดว่าศาสนาอธิบายได้ด้วย
วิทยาศาสตร์และมีเหตุมีผล พยายาม ‘แข่ง’ กับวิทยาศาสตร์
ด้ ว ยการอ้ า งว่ า รู้ สั จ ธรรมดี ก ว่ า นั ก ธรณี วิ ท ยา แทนที่ จ ะ
พยายามถ่ายทอดแก่นแท้เกี่ยวกับจิตวิญญาณที่เราหลงลืม
กันไปนานเกินพอแล้ว.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 47

DOG EAR 2 edit.indd 47 3/19/12 8:39 PM


056
In Fed We Trust

David Wessel

ในเมือ่ วิกฤตการเงินและวิกฤตเศรษฐกิจโลกครัง้ ล่าสุดนี้


เป็นวิกฤตที่รุนแรงที่สุดในรอบ 80 ปี ก็ไม่น่าแปลกใจ
ที่เราจะเห็นหนังสือจำ�นวนมากเกี่ยวกับวิกฤตทยอย
ลงแผงอย่างไม่ขาดสาย ก่อนหน้านี้ผู้เขียนเคยแนะนำ�
หนังสือ 4 เล่มที่เกี่ยวโยงกับ ‘ราก’ ของวิกฤตและความ
คิดของนักการเงินเกีย่ วกับเรือ่ งนี้ ได้แก่ Fooled by Ran-
domness โดย Nassim Taleb, The New Paradigm of
Financial Markets โดย George Soros, Animal Spirits
โดย Robert Shiller กับ George Akerlof และล่าสุด Good
Value โดย Stephen Green

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 48

DOG EAR 2 edit.indd 48 3/19/12 8:39 PM


ผูเ้ ขียนจึงอยากแนะนำ� In Fed We Trust – หนังสือ
สนุ ก อี ก เล่ ม หนึ่ ง ที่ ไ ม่ ไ ด้ เ น้ น การเสาะหารากสาเหตุ แต่
ถ่ายทอดเรื่องราวการแก้ปัญหาของธนาคารกลางสหรัฐ-
อเมริกาหรือ Federal Reserve Board (เฟด) โดยเฉพาะ
จากมุมมองของ Ben Bernanke ประธานเฟดคนปัจจุบัน
และในระหว่างทางก็พาเราไปทำ�ความรู้จักกับประวัติศาสตร์
และวิวัฒนาการของสถาบันที่ทรงอิทธิพลเสียจนหลายคน
ขนานนามว่า ‘แขนงที่สี่ของอำ�นาจรัฐ’
ความที่หนังสือเล่มนี้เขียนโดย David Wessel นัก
ข่าวเจาะรางวัลพูลิตเซอร์และบรรณาธิการโต๊ะเศรษฐศาสตร์
ของหนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal ผู้ถึงพร้อมทั้ง
ทักษะในการเขียนและ ‘กึ๋น’ ของนักข่าว ทำ�ให้ In Fed We
Trust เป็นหนังสือทีอ่ า่ นสนุกไม่แพ้นยิ ายแอคชัน่ ชัน้ ดี Wessel
ถ่ายทอดเรื่องราวอย่างแจ่มชัดไม่ต่างจากฉากในนิยายชั้นดี
ทำ�ให้รู้สึกเหมือนเขาได้พาเราก้าวข้ามขอบเวทีเข้าไปคลุก
วงใน กระทั่งพาไปซ่อนตัวอยู่ใต้โต๊ะ Bernanke เวลาที่เขา
หารือกับผู้ดำ�เนินนโยบายอย่างครํ่าเครียดว่า จะปล่อยให้
Lehman Brothers ล้มดีหรือไม่ ซึ่งเต็มไปด้วยรายละเอียด
ปลีกย่อยที่น่าสนใจ เช่น ตลอดเวลาที่เกิดวิกฤต เฟดและ

สฤณี อาชวานันทกุล :: 49

DOG EAR 2 edit.indd 49 3/19/12 8:39 PM


รัฐบาลพยายามกดดันผู้บริหารให้ขายสถาบันการเงินให้ได้
ภายในวันอาทิตย์ ก่อนเวลาเปิดทำ�การเช้าวันจันทร์ของตลาด
การเงินในเอเชีย จนเจ้าหน้าทีเ่ ฟดกล่าวว่า “วันอาทิตย์กลาย
เป็นวันจันทร์ไปแล้ว”
In Fed We Trust เปิดฉากอย่างน่าติดตามหลังจาก
เฟดตัดสินใจ ‘อุม้ ’ Bear Stearns แต่ไม่มใี ครมองเห็นหายนะ
ของสถาบันการเงินที่กำ�ลังจ่อรอคิวอยู่อีกหลายแห่ง Wessel
แนะนำ� Bernanke ว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ศึกษาภาวะ
เศรษฐกิจถดถอยรุนแรง (Great Depression) ยุค 1930s
อย่างใกล้ชดิ จนเป็นผูเ้ ชีย่ วชาญแนวหน้าในเรือ่ งนี้ Bernanke
เชื่อว่าความรุนแรงของวิกฤตรอบนั้นส่วนใหญ่เกิดจากความ
เชื่องช้าและการใช้นโยบายผิดพลาดของเฟด และดังนั้นเขา
จึงตั้งปณิธานว่ารอบนี้เฟดจะไม่ทำ�ผิดพลาดซํ้าสอง
In Fed We Trust เต็มไปด้วยข้อมูลวงในมากมายทีห่ า
อ่านไม่ได้จากทีอ่ นื่ ซึง่ Wessel นำ�มาร้อยเรียงอย่างสละสลวย
ด้วยภาษาทีเ่ ดินเรือ่ งอย่างกระชับฉับไว สลับฉากเป็นระยะๆ
ด้วยเรื่องราวจากวิกฤตการเงินครั้งก่อนๆ ในอเมริกา ย้อน
ไปถึงต้นศตวรรษที่ 20 ก่อนเฟดถือกำ�เนิด ตอนที่รัฐบาล
ต้องพึ่ง J. Pierpont Morgan นายธนาคารเอกชนผู้ยิ่งใหญ่
ให้มาช่วยแก้วิกฤตการเงิน บทย้อนอดีตเหล่านี้ช่วยชี้ให้เรา
เห็นความแตกต่างระหว่างเฟดสมัยนี้กับสมัยนั้น และเข้าใจ
ดีขนึ้ ว่าผูด้ �ำ เนินนโยบายต้องเผชิญกับข้อจำ�กัดอะไรบ้าง โดย
เฉพาะจากภาคการเมือง เวลาแก้ปัญหาที่ทั้งรุนแรง เร่งด่วน

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 50

DOG EAR 2 edit.indd 50 3/19/12 8:39 PM


และสุ่ ม เสี่ ย งว่ า อาจทำ � ให้ ร ะบอบทุ น นิ ย มอเมริ กั น ถึ ง กาล
ล่มสลายจริงๆ หาก Bernanke ไม่พยายาม “ทำ�ทุกอย่างที่
ทำ�ได้” ในคำ�พูดของเขา
ผู้เขียนไม่คิดว่าจะสามารถพรรณนาความสนุกของ
หนังสือเล่มนี้ได้เอง จึงอยากจะหยิบยกบางตอนที่คิดว่าสนุก
มากมาถ่ายทอด –
- Hank Paulson อดีตรัฐมนตรีคลัง กล่าวกับ Tom
Geithner รัฐมนตรีคลังคนปัจจุบัน และ Bernanke ตอนที่
หารือกันว่าจะอุ้มหรือไม่อุ้ม Lehman Brothers ว่า “ตอนนี้
คนเรียกผมว่า “มิสเตอร์อุ้ม” ผมอุ้มใครไม่ได้อีกแล้ว”
- Wessel ถ่ายทอดความเห็นของ Bernanke เกีย่ วกับ
กรณีที่ตัดสินใจไม่อุ้ม Lehman Brothers ไว้ว่า “Bernanke
กล่าวอย่างชัดเจนว่าถ้าเพียงแต่สภาคองเกรสเพิ่มอำ�นาจ
ให้กับเฟดและกระทรวงการคลังเร็วกว่านี้ เช่น ถ้าคองเกรส
อนุมตั กิ ฎหมายโครงการซือ้ สินทรัพย์ทมี่ ปี ญ
ั หาหรือ Troubled
Assets Relief Program (TARP) ให้เร็วกว่านี้ เขาก็จะไม่
ปล่อยให้ Lehman ล้ม “เรากอบกูบ้ ริษทั นัน้ ได้และเราก็จะทำ�”
เขากล่าวในบทสัมภาษณ์เดือนตุลาคม 2008 “แม้แต่ตอนนั้น
การอุ้มบริษัทก็จะเป็นเรื่องที่ทำ�ได้ยากมากในทางการเมือง
เพราะมันจะต้องมีความเสี่ยงต่อประชาชนผู้เสียภาษี และ
แน่นอน ถ้า Lehman ไม่ลม้ สาธารณชนก็จะมองไม่เห็นความ
เสียหายที่เกิดขึ้น และคนก็จะบอกว่าเราไม่จำ�เป็นจะต้อง
แทรกแซงขนาดนี้เลย”
สฤณี อาชวานันทกุล :: 51

DOG EAR 2 edit.indd 51 3/19/12 8:39 PM


- Martin Feldstein นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยา-
ลัยฮาร์วาร์ดและกรรมการของ AIG ต่อต้านการเข้าไปอุ้ม
AIG ของเฟด Feldstein “บอกว่าการบังคับซื้อบริษัทเอกชน
นั้นไม่ใช่บทบาทของภาครัฐ”
- Bernanke ให้เหตุผลที่เฟดอุ้ม AIG แต่ปล่อยให้
Lehman ล้มว่า “‘ถ้า AIG ล้ม มันส่งผลกระทบมหาศาล เพราะ
AIG ใหญ่กว่า Lehman และทำ�ธุรกรรมทีห่ ลากหลายมากทัง้
ในตลาดลูกค้ารายย่อยและลูกค้าสถาบัน ยกตัวอย่างเช่น
AIG ออกกรมธรรม์ประกันสินเชือ่ มูลค่าหลายพันล้านเหรียญ
ให้ กั บ ธนาคารต่ า งๆ และถ้ า บริ ษั ท ล้ ม ธนาคารทั้ ง หลาย
ก็จะต้องลดมูลค่าหนี้ในบัญชีลงหลายพันล้านเหรียญด้วย
ซึ่งจะทำ�ให้ธนาคารทั้งระบบเกิดช็อกอย่างรุนแรง’” กระทั่ง
ธนาคารที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรเลยกับ AIG จะเดือดร้อนไปด้วย
‘เพราะไม่มีใครรู้ว่าธนาคารแต่ละแห่งมีอะไรผูกพันกับ AIG
เท่าไหร่ ความเชื่อมั่นในระบบธนาคารทั้งระบบจะดิ่งเหว
ทำ�ให้ทั้งระบบมีความเสี่ยงสูงมาก’”
ถ้า In Fed We Trust เป็นละครเวที ‘ตัวร้าย’ ในละคร
เรื่องนี้ก็คงต้องยกให้ Sheila Bair ประธานสถาบันประกัน
เงินฝากของรัฐบาลกลาง (Federal Deposit Insurance
Corporation หรือ FDIC) อย่างไม่ตอ้ งสงสัย Wessel ฉายภาพ
ให้ เ ราเห็ น อย่ า งชั ด เจนในหนั ง สื อ ว่ า เธอพยายามต่ อ ต้ า น
Bernanke และทีมงานในการกอบกู้สถาบันการเงินทุกครั้งที่

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 52

DOG EAR 2 edit.indd 52 3/19/12 8:39 PM


มีโอกาส ไร้ซงึ่ ประสบการณ์ท�ำ งานในระบบธนาคาร และเป็น
ห่วงเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นคือภาพลักษณ์ของตัวเอง
ประเด็นใหญ่ประเด็นหนึง่ ที่ Wessel อธิบายได้ดมี าก
ใน In Fed We Trust คือความกังวลทางการเมืองของผูด้ �ำ เนิน
นโยบาย รวมทัง้ ข้อจำ�กัดและความเชือ่ งช้าของภาคการเมือง
ทีท่ �ำ ให้งานของ Bernanke และเฟดยากเป็นทวีคณ ู เช่น ตอน
ทีโ่ ครงการ TARP จะเข้าสูส่ ภา วุฒสิ มาชิก Harry Reid เตือน
Bernanke กับ Paulson และเพื่อนวุฒิสมาชิกคนอื่นๆ ว่า
อย่าหวังว่าวุฒิสภาจะผ่านกฎหมายฉบับนี้ได้โดยเร็ว เขา
บอกว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย ...ผมรู้จักวุฒิสภาดี แค่กฎหมายที่
อนุญาตให้คนชักโครกก็ยังต้องใช้เวลากว่าสองอาทิตย์”
ถ้าคุณอยากรู้ว่าเฟดทำ�อะไรได้และทำ�อะไรไม่ได้
อำ�นาจของเฟดแตกต่างจากในอดีตอย่างไร ความผิดพลาด
ของ Alan Greenspan ประธานเฟดคนก่อนอยูต่ รงไหนกันแน่
เหตุใด Wessel จึงเห็นด้วยกับผู้สังเกตการณ์จำ�นวนมากที่
มองว่า Bernanke เป็นประธานเฟดทีเ่ หมาะสมมากต่อวิกฤต
ที่อเมริกาเผชิญ เบื้องหลังและเบื้องลึกของการตัดสินใจครั้ง
สำ�คัญๆ ของเฟดในวิกฤตรอบนี้มีอะไรบ้าง คุณก็ต้องอ่าน
In Fed We Trust – หนังสือเล่มแรกทีผ่ เู้ ขียนรูจ้ กั ทีท่ �ำ ให้เรือ่ ง
‘หนัก’ อย่างบทบาทของประธานธนาคารกลางกลายเป็น
เรื่องตื่นเต้นจนวางไม่ลง.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 53

DOG EAR 2 edit.indd 53 3/19/12 8:39 PM


057
Physics of the Impossible

Michio Kaku

ในบรรดาหนังสือเกีย่ วกับวิทยาศาสตร์ทงั้ หมด หนังสือที่


มักจะอ่านง่าย อ่านสนุก และได้สาระไปด้วยพร้อมกัน
คือหนังสือทีเ่ อาเทคโนโลยีภาพยนตร์นยิ ายวิทยาศาสตร์
Sci-Fi (ไซไฟ ย่อมาจาก science fiction) เป็นแกน
แล้วอธิบายว่าเทคโนโลยีเหล่านั้นสอดคล้องกับหลัก
วิทยาศาสตร์หรือไม่ มีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 54

DOG EAR 2 edit.indd 54 3/19/12 8:39 PM


หนังสือแนวนีท้ ผี่ เู้ ขียนชอบมากคือ Physics of Star
Trek โดย Lawrence Krauss แต่เมื่อไม่นานมานี้ได้อ่าน
หนังสืออีกเล่มที่อ่านสนุกไม่แพ้กันและทันสมัยกว่า เพราะ
อัพเดทข้อมูลการค้นพบล่าสุดจากแวดวงวิทยาศาสตร์
หนังสือเล่มนี้ชื่อ Physics of the Impossible โดย
Dr. Michio Kaku นักทฤษฎีควอนตัมฟิสิกส์ ผู้เขียนหนังสือ
วิทยาศาสตร์แนว ‘pop science’ ที่คนทั่วไปอ่านง่ายและ
ย่อยง่ายมาแล้วหลายเล่ม เช่น Hyperspace และ Visions มา
คราวนี้ Kaku พาเราไปท่องพรมแดนของวิทยาศาสตร์หลาก
หลายสาขา ผ่านสิ่งประดิษฐ์หรือธีมในภาพยนตร์ไซไฟที่เรา
คุน้ เคย เช่น การเดินทางย้อนเวลา การเดินทางทีเ่ ร็วกว่าแสง
เทเลพอร์ต (เคลื่อนย้ายมวลสาร) ไซบอร์ก มนุษย์ต่างดาว
และการล่องหน ถ้าใครเคยสงสัยว่าเรือ่ งเหล่านีท้ �ำ ได้จริงตาม
กฎฟิสกิ ส์หรือไม่ ทำ�ได้ในทางทฤษฎีแต่ตอ้ งรอความก้าวหน้า
ทางวิศวกรรมศาสตร์อีกนานหลายสิบปี หรือไม่มีทางเกิดขึ้น
ได้เลย หนังสือเล่มนี้มีคำ�ตอบ
Physics of the Impossible คล้ายกับหนังสือเล่ม
ก่อนๆ ของ Kaku ตรงที่เขาอธิบายความก้าวหน้าล่าสุดของ
วิทยาศาสตร์หลากหลายสาขาได้อย่างน่าติดตาม แต่เล่มนี้

สฤณี อาชวานันทกุล :: 55

DOG EAR 2 edit.indd 55 3/19/12 8:39 PM


ไปไกลกว่าเล่มอื่นๆ ตรงที่เขาเชื่อมโยงให้เห็นประเด็นทาง
ประวัตศิ าสตร์และวัฒนธรรมทีเ่ กีย่ วข้องในแต่ละประเด็นด้วย
เพือ่ ให้เราเห็นภาพชัดขึน้ ว่าสิง่ ประดิษฐ์แต่ละชิน้ มีแนวโน้มว่า
จะส่งผลกระทบต่อชีวติ ประจำ�วันของเราอย่างไรบ้าง สิง่ ทีน่ า่
ตื่นเต้นที่สุดคือ หลายสิ่งหลายอย่างที่เราเคยคิดว่าเป็นเรื่อง
‘เป็นไปไม่ได้’ ที่มีอยู่แต่ในนิยายนั้น มาถึงวันนี้กลับกลาย
เป็นสิ่งที่อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมจากมุมมองของวิทยาศาสตร์ที่
ลํ้าหน้าที่สุด
Kaku แบ่งสิ่งที่ ‘เป็นไปไม่ได้’ ออกเป็นสามประเภท
ประเภทแรกหรือ Class I คือสิ่งที่ไม่ละเมิดกฎธรรมชาติ แต่
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ของเรา
ยังไม่เพียงพอที่จะพัฒนามันขึ้นมาจริงๆ ในปัจจุบัน ดังนั้น
ในอนาคตอันใกล้นี้เราอาจจะเห็นมันจริงๆ ก็ได้ ประเภทที่
สองหรือ Class II คือสิ่งที่ Kaku เรียกว่า “เทคโนโลยีที่อยู่
สุดชายขอบของความเข้าใจของเราเกี่ยวกับโลกกายภาพ”
และอาจเป็นไปได้ในเวลานับพันปีหรืออาจจะหลายล้านปี
ถ้ามนุษยชาติไม่สูญพันธุ์ไปก่อน ส่วนประเภทสุดท้ายหรือ
Class III คื อ สิ่ ง ที่ ล ะเมิ ด กฎธรรมชาติ เ ท่ า ที่ เ ราเข้ า ใจใน
ปัจจุบัน และจะ ‘เป็นไปได้’ ก็ต่อเมื่อความเข้าใจของเรามี
การเปลีย่ นแปลงอย่างถึงรากถึงโคนเท่านัน้ (เช่น ถ้าเกิดการ
ค้นพบใหม่ๆ ที่หักล้างทฤษฎีเดิมอย่างราบคาบ)
สิ่งที่ทำ�ให้ Physics of the Impossible คุ้มค่ากว่า
หนังสือแนวนีเ้ ล่มอืน่ ๆ ในความเห็นของผูเ้ ขียน คือความใส่ใจ

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 56

DOG EAR 2 edit.indd 56 3/19/12 8:39 PM


ของ Kaku ในการอธิบาย ‘ทางเลือก’ ทีส่ งิ่ เป็นไปไม่ได้เหล่านี้
น่าจะเกิดได้จริง ถึงแม้ว่าจะไม่ตรงตามแนวคิดในนิยายหรือ
ภาพยนตร์ เช่น เขาบอกว่าถึงแม้ “สนามพลัง” (force field)
ที่เข้าฉากเป็นประจำ�ใน Star Trek และซีรีส์อื่นจะไม่มีทฤษฎี
ทางวิทยาศาสตร์รองรับ เราก็อาจจะสร้างสิง่ ทีใ่ กล้เคียงได้ดว้ ย
การประกอบสนามแม่เหล็ก เกราะแบบ carbon nanotube
และหน้าต่างพลาสมาเข้าด้วยกัน
สิ่งมหัศจรรย์บางอย่างที่นักฟิสิกส์เคยเชื่อว่าเป็นไป
ไม่ได้เกิดขึ้นแล้วหรือกำ�ลังจะเกิดในโลกจริง เช่น อีกไม่นาน
เราจะล่องหนได้ด้วยการสวมเสื้อคลุมล่องหนที่ทำ�จากวัสดุ
แบบใหม่เรียกว่า ‘meta-material’ ซึ่งทำ�ให้แสงทะลุผ่าน
ด้วยความเร็วเหนือแสง และการเทเลพอร์ตหรือเคลื่อนย้าย
มวลสารแบบใน Star Trek ก็ใกล้ความจริงเข้าไปทุกที – ตอนนี้
ทีมนักวิทยาศาสตร์ทกี่ รุงเวียนนาสามารถเทเลพอร์ต ‘ข้อมูล’
ของโฟตอน (อนุภาคของแสง) และอะตอมของธาตุบางชนิด
อย่างเช่น ซีเซียม Kaku พยากรณ์วา่ ในช่วงเวลาไม่กปี่ ี เราจะ
สามารถเทเลพอร์ตโมเลกุล และในอีกไม่กี่ทศวรรษ เราจะ
สามารถเทเลพอร์ตสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋ว เช่น ไวรัส แต่การ
เทเลพอร์ตมนุษย์คงต้องใช้เวลาอีกนาน เพราะร่างกายมนุษย์
แต่ละคนมีเซลล์ถงึ 50 ล้านล้านเซลล์ ทีน่ า่ ทึง่ ไปกว่านัน้ Kaku
บอกว่าในอนาคตเราน่าจะสามารถใช้พลังจิตเคลือ่ นย้ายวัตถุ
(psychokinesis) และสือ่ สารถึงกันและกัน (telepathy) ไม่ตา่ ง
จากเจไดใน Star Wars เพราะวิทยาศาสตร์หลายสาขาอาทิ

สฤณี อาชวานันทกุล :: 57

DOG EAR 2 edit.indd 57 3/19/12 8:39 PM


MRI และนาโนเทคโนโลยีกำ�ลังรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว และ
การเดินทางย้อนเวลาก็ไม่ใช่เรือ่ งไกลเกินฝันอีกต่อไป (แม้วา่
คนเดินทางจะต้องมีหน้าผากปูดนูนกว่าคนปกติก็ตามที)
นอกจากจะเต็มไปด้วยข้อมูลที่น่าอัศจรรย์มากมาย
Physics of the Impossible ก็ยังสืบทอดจุดเด่นจากหนังสือ
เล่มก่อนๆ ของ Kaku นั่นคือ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ Kaku
ดูเหมือนจะมีเล่าไม่รู้จบ เช่น เขาบอกว่านักวิทยาศาสตร์ที่
มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ได้ประดิษฐ์กตี าร์ทเี่ ล็กทีส่ ดุ ในโลกจาก
การแกะสลักซิลิคอน กีตาร์ตัวนี้มีขนาดเล็กกว่าเส้นผมของ
มนุษย์ถึง 20 เท่า และ ‘เล่น’ ได้ด้วยการใช้กล้องจุลทรรศน์
พลังอะตอมเท่านั้น
ถึงแม้วา่ Physics of the Impossible จะเป็นหนังสือ
ที่อ่านง่ายและอ่านสนุกมาก ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อด้อยอะไรเลย
ข้อด้อยอันดับแรกทีอ่ าจทำ�ให้นกั อ่านขาโหดและ geek หลาย
คนรำ�คาญ คือข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ของ Kaku ทีน่ า่ จะเกิด
จากความเลินเล่อหรือสะเพร่า เช่น เขาเขียนตอนหนึ่งว่า
สหภาพยุโรปถือกำ�เนิดขึน้ “เพือ่ แข่งขันกับ NAFTA” (NAFTA
คือข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับเม็กซิโก) และ
อ้างนิยามจาก Star Trek ผิดๆ ถูกๆ
ข้อด้อยอีกเรื่องหนึ่งที่ทำ�ให้ผู้เขียนผิดหวังเล็กน้อย
คือ ความที่ Kaku พยายาม ‘อัด’ ประเด็นต่างๆ ลงในหนังสือ
มากเกินไป ทำ�ให้เขามีเนื้อที่เพียงไม่กี่หน้าเท่านั้นในการ
อธิบายแนวคิดหรือทฤษฎีทอี่ ยูเ่ บือ้ งหลัง ซึง่ ส่วนใหญ่กอ็ ธิบาย

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 58

DOG EAR 2 edit.indd 58 3/19/12 8:39 PM


ได้ไม่ครบถ้วน เช่น เขาบอกว่าการที่วัสดุ meta-material
ทำ�ให้แสงเดินทางผ่านด้วยความเร็วเหนือแสงได้นนั้ ไม่ละเมิด
กฎเหล็กของฟิสิกส์ (ที่ว่าแสงเดินทางด้วยความเร็วคงที่ คือ
186,000 ไมล์ต่อวินาที) แต่ก็ไม่ได้อธิบายว่าเหตุใดมันจึง
ไม่ละเมิดกฎข้อนี้ ใครที่อยากรู้จะต้องไปค้นคว้าต่อเอาเอง
อย่างไรก็ดี การที่ Kaku เลือกที่จะฉายภาพรวม
แบบเร็วๆ และสลับฉากไปเรื่อยๆ แทนที่จะวิเคราะห์เจาะลึก
เฉพาะเรือ่ งใหญ่ๆ นัน้ อาจมีเหตุมผี ลตรงทีว่ า่ หนังสือแบบนี้
‘ล้าสมัย’ ได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากองค์ความรู้ของนักวิทยา-
ศาสตร์และความเชีย่ วชาญของวิศวกรกำ�ลังรุดหน้าไปเร็วมาก
ผูเ้ ขียนเชือ่ ว่าภายในเวลาไม่เกิน 2-3 ปีขา้ งหน้า เราคงได้เห็น
ฉบับพิมพ์ครั้งที่สองที่ Kaku ปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัยกว่า
เดิม และนอกจากนี้ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการนำ�เสนอเทคโนโลยี
แต่ละชนิดแบบพอเป็น ‘นํ้าจิ้ม’ ก็เป็นวิธีที่จุดประกายให้
คนอ่านไปค้นหารายละเอียดต่อไปได้เป็นอย่างดี
ถึ ง แม้ ว่ า มั น จะมี ข้ อ ผิ ด พลาดและนำ � เสนอข้ อ มู ล
แบบ ‘ทัวร์ชะโงก’ มากกว่าการวิเคราะห์เจาะลึก Physics of
the Impossible ก็เป็นหนังสือที่สนุกมากและอ่านง่าย เป็น
ส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างข้อมูลหลักฐาน การผจญภัย และ
จินตนาการ เหมาะสำ�หรับนักอ่านทุกระดับตั้งแต่คนทั่วไป
ที่ ส นใจวิ ท ยาศาสตร์ แฟนพั น ธุ์ แ ท้ นิ ย ายไซไฟ และนั ก
วิทยาศาสตร์มืออาชีพที่อยากได้หนังสือหนึ่งเล่มที่รวบรวม
ความก้าวหน้าล่าสุดในแต่ละสาขา นอกจากจะเขียนหนังสือ

สฤณี อาชวานันทกุล :: 59

DOG EAR 2 edit.indd 59 3/19/12 8:39 PM


เก่งแล้ว Kaku ยังบรรยายเก่งอีกด้วย – เขาได้รับเชิญจาก
BBC ให้ไปจัดรายการโทรทัศน์ชอื่ เดียวกันกับหนังสือเล่มนี้ ดู
บางตอนได้จากวิดโี อบันทึกการบรรยายของเขาทีพ่ พิ ธิ ภัณฑ์
วิทยาศาสตร์ในกรุงบอสตัน: http://www.archive.org/details/
MichioKakuPhysicsOfTheImpossible

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 60

DOG EAR 2 edit.indd 60 3/19/12 8:39 PM


สฤณี อาชวานันทกุล :: 61

DOG EAR 2 edit.indd 61 3/19/12 8:39 PM


058
The Myth of
the Rational Voter
Bryan Caplan

ในภาวะที่วิกฤตการเมืองไทยดูจะฉุดสังคมให้ติดอยู่
ในหล่มปลักไร้ทางออก หรือบางคนมองร้ายกว่านั้นว่า
ติดอยูใ่ นวังวนทีน
่ บั วันมีแต่จะดูดให้เราจมลึกลงเรือ่ ยๆ
การจับกลุ่มประณามนักการเมืองดูจะกลายเป็นงาน
อดิเรกของคนจำ�นวนไม่น้อยไปแล้ว

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 62

DOG EAR 2 edit.indd 62 3/19/12 8:39 PM


ผูเ้ ขียนอยากแนะนำ�หนังสือเล่มหนึง่ เกีย่ วกับทฤษฎี
และการค้นพบล่าสุดจาก ‘ทฤษฎีทางเลือกสาธารณะ’ (public
choice theory) แขนงหนึ่งของเศรษฐศาสตร์ที่หลายคนอาจ
ยังไม่รจู้ กั หนังสือเล่มนีช้ อื่ The Myth of the Rational Voter
(มายาภาพว่าด้วยผู้มีสิทธิออกเสียงที่มีเหตุมีผล) เขียนโดย
Bryan Caplan นักเศรษฐศาสตร์ประจำ�มหาวิทยาลัย จอร์จ
เมสัน ในสหรัฐอเมริกา
Caplan เป็นหนึ่งในทีมนักเศรษฐศาสตร์ขาประจำ�
ใน EconLog กับ Marginal Revolution สองบล็อกโปรด
ของผู้เขียน ความที่เขาเป็นคนเขียนหนังสือเก่งและชอบ
ยกตัวอย่างสนุกๆ ทำ�ให้หนังสือเล่มนี้ทำ�เรื่องยากให้เข้าใจ
ง่ายได้เป็นอย่างดี ดีพอที่จะทำ�ให้ทุกคนที่ไม่เคยรู้จักทฤษฎี
ทางเลือกสาธารณะมองเห็นความซับซ้อนของการตัดสินใจ
เลือกผู้แทน เลิกคิดเรื่องนี้แบบเหมารวมถ้าเคยคิดแบบนั้น
ก่อนอ่าน
เนือ้ หาใน The Myth of the Rational Voter เป็นการ
ตอบคำ�ถามคำ�โปรยบนปก คือ “why democracies choose
bad policies” (ทำ � ไมประเทศประชาธิ ป ไตยจึ ง เลื อ กใช้
นโยบายแย่ๆ) ทฤษฎีทางเลือกสาธารณะกระแสหลักตั้งอยู่

สฤณี อาชวานันทกุล :: 63

DOG EAR 2 edit.indd 63 3/19/12 8:39 PM


บนสมมุติฐานที่ว่ามนุษย์ทุกคนมีเหตุมีผลเวลาตัดสินใจเรื่อง
ต่างๆ ส่วนใหญ่ในชีวติ ประจำ�วัน เช่น การซือ้ ของ สมัครงาน
และวางแผนธุรกิจ และดังนั้นจึงสามารถตัดสินใจเลือกคนที่
เหมาะสมเข้าสภาด้วย
ถึงแม้ว่า Caplan จะเห็นด้วยกับกรณีทั่วไปของ
สมมุ ติ ฐ านกระแสหลั ก เขาก็ อ ยู่ ใ นกลุ่ ม นั ก เศรษฐศาสตร์
ส่วนน้อยทีเ่ สนอว่า ผลลัพธ์จากการตัดสินใจของเรามีเหตุมผี ล
เพียงเพราะว่าการตัดสินใจผิดพลาดนัน้ มีตน้ ทุนสูง ไม่จ�ำ เป็น
ต้องแปลว่าเรามีเหตุมผี ลจริงๆ ก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น นายจ้างที่
เหยียดผิว (สำ�นึกไร้เหตุผล) จะยังคงเลือกจ้างพนักงานผิวดำ�
ที่ มี คุ ณ สมบั ติ ดี เ พราะผู้ ส มั ค รที่ น่ า จ้ า งอั น ดั บ สองน่ า จะมี
ผลิตภาพตํ่ากว่ากันมาก นักธุรกิจที่สนับสนุนนโยบายกีดกัน
ทางการค้ า ของรั ฐ บาล (ไร้ เ หตุ ผ ล) จะยั ง คงย้ า ยงานไป
ต่างประเทศ (outsource) เพราะต้องพยายามหาวิธลี ดต้นทุน
ให้ได้มากทีส่ ดุ เพือ่ สร้างความได้เปรียบเหนือคูแ่ ข่ง และคนที่
ไม่อยากเข้าร้านชำ�เพราะคิดว่ามันมีผีสิง (ไร้เหตุผล) ก็อาจ
เปลีย่ นความคิด (หรือข่มความกลัว) ในเดือนทีร่ ายได้หด ไม่มี
เงินซื้อของแพงจากห้าง
ดังนัน้ ในกรณีทกี่ ารตัดสินใจผิดพลาด (คือไร้เหตุผล)
นัน้ ไม่มตี น้ ทุนเลย เราก็มแี นวโน้มทีจ่ ะยึดติดอยูก่ บั ความเชือ่
หรืออคติของตัวเองทีไ่ ม่มเี หตุมผี ล ทฤษฎี “ความไร้เหตุผลทีม่ ี
เหตุมผี ล” (rational irrationality) ซึง่ Caplan เป็นผูเ้ ชีย่ วชาญ
บอกว่า เมื่อไรก็ตามที่ความเชื่ออะไรสักอย่างมี ‘ราคา’ ถูก

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 64

DOG EAR 2 edit.indd 64 3/19/12 8:39 PM


แสนถู ก มั น ก็ เ ป็ น เรื่ อ งมี เ หตุ มี ผ ลที่ ค นจะเชื่ อ ถึ ง แม้ ว่ า
ความเชื่อนั้นจะผิดก็ตาม ในกรณีแบบนั้น คนจะไม่ยอมถาม
ตัวเองอย่างจริงจังว่าสิ่งที่เชื่อนั้นผิดหรือถูก
เมือ่ เอามาใช้ประเมินผลลัพธ์การเมือง ทฤษฎี “ความ
ไร้เหตุผลที่มีเหตุมีผล” จะสรุปว่า ความล้มเหลวเกิดขึ้นจริง
ในระบอบประชาธิปไตย และความล้มเหลวนี้ก็เป็นความผิด
ของประชาชนผูใ้ ช้สทิ ธิเลือกตัง้ มากกว่านักการเมือง Caplan
เสนอว่าบรรดานักการเมืองและที่ปรึกษาของพวกเขามัก
ตกอยูใ่ นภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก นัน่ คือ พวกเขารูด้ วี า่ จะ
ต้องใช้นโยบายอะไรเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ก็
รู้เหมือนกันว่านโยบายเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนต้องการ
และด้วยเหตุนนั้ จึงต้องพยายามรักษาสมดุลระหว่างนโยบาย
เศรษฐกิ จ ที่ ดี (จะได้ ไ ม่ ถู ก โหวตออกจากตำ � แหน่ ง เพราะ
ประชาชนไม่พอใจทีเ่ ศรษฐกิจโตช้า) กับนโยบายทีไ่ ม่ดี (จะได้
ไม่ถูกโหวตออกจากตำ�แหน่งเพราะดำ�เนินนโยบายดีที่คน
ไม่ชอบ) ตลอดเวลา
The Myth of the Rational Voter วิเคราะห์ความเห็น
ของประชาชนเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์เป็นหลัก เนื่องจากการ
ตัดสินใจทางการเมืองหลายเรื่องเป็นประเด็นทางเศรษฐกิจ
เช่น นโยบายการค้า สวัสดิการ การเติบโตทางเศรษฐกิจ
แรงงานอพยพ ฯลฯ Caplan แบ่ ง รากสาเหตุ ข องความ
เข้าใจผิด (ที่ไร้เหตุผล) ของประชาชนเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์
ออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่

สฤณี อาชวานันทกุล :: 65

DOG EAR 2 edit.indd 65 3/19/12 8:39 PM


1. อคติเกี่ยวกับการทำ�งาน (make-work bias) –
หมายถึง “แนวโน้มที่จะประเมินประโยชน์ทางเศรษฐกิจของ
การประหยัดแรงงานตํ่าเกินไป” คนมักจะเชื่อว่า ‘การเติบโต
ทางเศรษฐกิจ’ เท่ากับ ‘การสร้างงาน’ ถึงแม้ว่างานบางอย่าง
อาจสิ้นเปลืองหรือเป็นโทษต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจก็ได้
การเติบโตที่แท้จริงมาจากผลิตภาพของแรงงานที่เพิ่มขึ้น
(labor productivity) ไม่ได้มาจากจำ�นวนงานทีเ่ พิม่ ขึน้ แต่คน
มักจะเข้าใจผิด
2. อคติตอ่ ต้านต่างชาติ (anti-foreign bias) – หมายถึง
“แนวโน้ ม ที่ จ ะประเมิ น ประโยชน์ ท างเศรษฐกิ จ ที่ เ กิ ด จาก
ปฏิสมั พันธ์กบั ชาวต่างชาติตาํ่ เกินไป” คนทัว่ ไปเชือ่ ว่าประเทศ
ของตนกำ�ลัง ‘แข่งขัน’ กับประเทศอืน่ ๆ ตลอดเวลา และดังนัน้
จึงไม่ชอบการเปิดเสรีการค้า ถึงแม้ว่านักเศรษฐศาสตร์แทบ
ทุกสำ�นักจะเห็นพ้องต้องกันแล้วว่าคู่ค้าสองประเทศสามารถ
ได้ประโยชน์ทั้งคู่จากการเปิดเสรี (ถ้ามีเงื่อนไขที่เหมาะสม
และเสรีจริง)
3. อคติมองโลกในแง่ร้าย (pessimistic bias) –
หมายถึง “แนวโน้มที่จะประเมินความรุนแรงของปัญหาทาง
เศรษฐกิจสูงเกินไป และประเมินความเจริญทางเศรษฐกิจ
ตํ่าเกินไป” Caplan นำ�เสนอผลการสำ�รวจและวิจัยจำ�นวน
มากที่ ยื น ยั น ว่ า คนทั่ ว ไปมั ก จะมองว่ า สถานการณ์ ท าง
เศรษฐกิจกำ�ลังแย่ลง ทัง้ ทีไ่ ม่มขี อ้ มูลหลักฐานยืนยัน อย่างไร
ก็ตาม ผู้เขียนคิดว่าคำ�อธิบายอคติข้อนี้ของ Caplan เองก็

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 66

DOG EAR 2 edit.indd 66 3/19/12 8:39 PM


คลาดเคลือ่ นจากความเป็นจริงเหมือนกันเพราะเขามองโลกใน
แง่ดเี กินไป โดยเฉพาะเวลาอ้างถึงหนังสือเรือ่ ง The Ultimate
Resource ของ Julian Simon ซึ่งเสนอว่าสังคมจะก้าวหน้า
ไปอย่างไม่หยุดยั้งด้วยพลังสมองของมนุษย์ ไม่ต้องกลัวว่า
ทรัพยากรธรรมชาติจะหมดโลก (นักคิดทีค่ ดั ง้างความเชือ่ ข้อนี้
ได้ดีที่สุดเท่าที่ผู้เขียนรู้จักคือ Jared Diamond ผู้ประพันธ์
หนังสือเรื่อง Collapse ที่ผู้เขียนเคยแนะนำ�ไปแล้ว)
4. อคติตอ่ ต้านตลาด (anti-market bias) – หมายถึง
“แนวโน้มที่จะประเมินประโยชน์ของกลไกตลาดตํ่าเกินไป”
Caplan เสนอความคิดน่าสนใจว่า ประชาชนมักจะมองตัวเอง
ว่าเป็น ‘เหยือ่ ’ ของตลาด มากกว่าจะมองว่าตัวเองเป็น ‘ผูเ้ ล่น’
ในระบบ คนมักจะมองบริษทั และแม้แต่ผผู้ ลิตรายย่อยว่าเป็น
ผู้ผูกขาดโลภมากที่จ้องแต่จะเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค ทั้งที่
การฉ้อโกงคนนัน้ ส่งผลเสียต่อตัวธุรกิจเอง และการทีม่ บี ริษทั
จำ�นวนมากเสนอขายสินค้าที่หลากหลายก็เป็นเครื่องยืนยัน
ว่ามีการแข่งขัน ไม่ใช่ตลาดที่มีผู้ผูกขาดเพียงรายเดียว
นอกจาก Caplan จะอธิบายอคติของคนทัว่ ไปทีไ่ ม่ใช่
นักเศรษฐศาสตร์อย่างน่าคิดและสนุกสนาน เขาก็ใจกว้าง
พอที่จะวิเคราะห์อคติของวงการตัวเองด้วย เขาบอกว่านัก
เศรษฐศาสตร์หลายคนอาจมี ‘อคติเข้าข้างตัวเอง’ (self-
serving bias) คือเชือ่ อะไรก็ตามทีต่ วั เองได้ประโยชน์ในฐานะ
มืออาชีพที่มีรายได้ค่อนข้างดี และ ‘อคติทางอุดมการณ์’ คือ
มักจะยึดอุดมการณ์ของฝ่ายขวามากกว่าซ้าย Caplan เสนอ

สฤณี อาชวานันทกุล :: 67

DOG EAR 2 edit.indd 67 3/19/12 8:39 PM


วิธีทดสอบความคิดนี้ในหนังสือ และเสนอความคิดที่ผู้เขียน
คิดว่าแสดงอคติเข้าข้างตัวเองไม่นอ้ ยว่า “ผูม้ สี ทิ ธิออกเสียงที่
มีเหตุมผี ลพร้อมมูล” (enlightened voter) นัน้ ควรมีลกั ษณะ
เหมือนกับคนที่จบปริญญาโทเศรษฐศาสตร์
ในประเทศที่ ก ารประณามนั ก การเมื อ งดู จ ะเป็ น
แฟชั่นอมตะ The Myth of the Rational Voter เป็นหนังสือ
น่าอ่านและน่าคิดที่ชวนให้เราทบทวนความเข้าใจเกี่ยวกับ
เศรษฐศาสตร์ และถามกันเองว่า จริงเสมอไปหรือที่นโยบาย
แย่ๆ จะเป็นความผิดของนักการเมืองเพียงฝ่ายเดียว.

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 68

DOG EAR 2 edit.indd 68 3/19/12 8:39 PM


สฤณี อาชวานันทกุล :: 69

DOG EAR 2 edit.indd 69 3/19/12 8:39 PM


059
On Intelligence

Jeff Hawkins

ในบรรดาหนังสือสารคดีทั้งหมด หนังสือที่เข้าใจยาก
เป็นอันดับต้นๆ คือหนังสือวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการ
ทำ�งานของสมอง อวัยวะทีซ่ บั ซ้อนทีส่ ดุ ในร่างกายมนุษย์
หนังสือเหล่านี้มักจะเต็มไปด้วยภาษาเทคนิคเกินกำ�ลัง
คนธรรมดาที่จะเข้าใจ

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 70

DOG EAR 2 edit.indd 70 3/19/12 8:39 PM


ผู้เขียนขอแนะนำ� On Intelligence หนังสือแนวนี้ที่
น่าสนใจ เข้าใจง่าย และอ่านสนุกที่สุดเท่าที่เคยอ่าน เพราะ
นอกจากจะนำ�เสนอทฤษฎีใหม่ถอดด้ามเกี่ยวกับการทำ�งาน
ของสมอง ยังเป็นมุมมองของ ‘คนนอกวงการ’ ทีเ่ ปิดประเด็น
มากมายให้นกั วิทยาศาสตร์น�ำ ไปขบคิดต่อ และนำ�เสนอความ
คิดที่น่าตื่นเต้นว่า การประดิษฐ์คอมพิวเตอร์ที่ ‘คิด’ ได้อย่าง
มีประสิทธิภาพทัดเทียมสมองมนุษย์ อาจไม่ใช่เรือ่ งเพ้อฝันที่
อยู่แต่ในนิยายวิทยาศาสตร์เท่านั้น
ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ชื่อ Jeff Hawkins มีประวัติที่
น่าสนใจพอๆ กับทฤษฎีใหม่ทเี่ ขานำ�เสนอ เขาเป็นผูใ้ ห้ก�ำ เนิด
ธุรกิจเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาขนาดจิ๋ว (พีดีเอ) ด้วยการ
ก่อตั้งบริษัท Palm Computing และ Handspring ผู้บุกเบิก
พีดีเอสองทศวรรษก่อนที่กระแสเห่อ Blackberry จะข้ามนํ้า
ข้ามทะเลมาถึงเมืองไทย ถ้าเราอยากขอบคุณใครสักคนที่
ประดิษฐ์ระบบจดจำ�ลายมือ หรือคนที่ผลิตโทรศัพท์มือถือ
แบบสมาร์ทโฟนรุน่ แรกทีเ่ ข้าอินเทอร์เน็ตและช่วยจัดระเบียบ
ตารางชีวิตให้ เราก็ควรขอบคุณ Jeff Hawkins
แต่ถงึ แม้วา่ บริษทั PalmPilot จะประสบความสำ�เร็จ
อย่างสูงและทำ�ให้ผู้ก่อตั้งกลายเป็นมหาเศรษฐีในพริบตา

สฤณี อาชวานันทกุล :: 71

DOG EAR 2 edit.indd 71 3/19/12 8:39 PM


Hawkins ก็มองว่าประสบการณ์ช่วงนั้นเป็นเพียงบทโหมโรง
ของชีวิตเขา เพราะความสนใจที่แท้จริงของเขา สิ่งที่เขา
หมกมุน่ ทุม่ เทเวลาว่างให้กบั มันตลอดระยะเวลาสองทศวรรษ
ทีผ่ า่ นมา คือปริศนาทีน่ กั วิทยาศาสตร์ยงั ไม่รคู้ �ำ ตอบ – ‘ความ
ฉลาด’ (intelligence) ของมนุษย์นนั้ หมายความว่าอะไรกันแน่
และมันอยู่ตรงไหนในสมอง?
On Intelligence สรุปคำ�ตอบของ Hawkins ที่เขา
คาดหวังว่าจะปฏิวัติทั้งวงการวิทยาศาสตร์สมองและปัญญา
ประดิษฐ์ (artificial intelligence) ทฤษฎีใหม่ของเขานัน้ เรียบ
ง่ายแต่อธิบายอะไรๆ ได้ดีจนมีแนวโน้มว่าอาจเป็นความ
จริงถ้าเราเชือ่ ว่าธรรมชาติไม่ท�ำ อะไรรุม่ ร่ามเกินความจำ�เป็น
ตัง้ แต่หนังสือเล่มนีต้ พี มิ พ์ครัง้ แรกในปี 2005 นักวิทยาศาสตร์
สมองชัน้ นำ�ของโลกหลายคนก็ออกมาสนับสนุนมือสมัครเล่น
คนนี้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้ง Eric Kandel นักวิทยาศาสตร์
รางวัลโนเบล และ James Watson หนึ่งในผู้ค้นพบดีเอ็นเอ
ทฤษฎีของ Hawkins คือ ทั้ง ‘ความฉลาด’ (intel-
ligence) และ ‘การรับรู้’ (perception) ของมนุษย์ ส่วนใหญ่
หมายถึงความสามารถของสมองในการ ‘พยากรณ์’ โลก จาก
‘แบบแผน’ (patterns) ต่างๆ ทีอ่ ยูใ่ นความจำ� ในช่วงเวลาเพียง
เสี้ยวของเสี้ยววินาทีที่เราไม่เคยรู้สึก
Hawkins สรุปองค์ความรู้ของเราเกี่ยวกับสมองว่า
นักวิจยั ทุม่ เทเวลาหลายทศวรรษทีผ่ า่ นมาให้กบั การวิเคราะห์
นีโอคอร์เท็กซ์ (neocortex – ส่วนของสมองที่เกี่ยวข้องกับ

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 72

DOG EAR 2 edit.indd 72 3/19/12 8:39 PM


ความฉลาดที่สุด) แบบเดียวกับนักสำ�รวจพื้นผิวโลก คือทำ�
แผนที่ส่วนต่างๆ ของนีโอคอร์เท็กซ์อย่างละเอียด จนค้นพบ
ว่ า มั น แบ่ ง หน้ า ที่ ใ นการรั บ รู้ อ อกเป็ น กระบวนการย่ อ ยๆ
จำ�นวนมากที่เชื่อมต่อกัน แต่กลับพบเรื่องความฉลาดน้อย
มาก แต่บทความวิชาการปี 1978 ของ Vernon Mountcastle
จากมหาวิทยาลัย John Hopkins จุดประกายความคิดของ
Hawkins เมื่อเขาได้อ่านมันหลายปีให้หลัง
ในบทความชิ้ น สำ � คั ญ ที่ ว งการสมั ย นั้ น ไม่ ค่ อ ยให้
ความสนใจ Mountcastle ตั้งข้อสังเกตว่าถึงแม้ส่วนต่างๆ
ของนีโอคอร์เท็กซ์จะทำ�หน้าที่แตกต่างกัน มันก็มีโครงสร้าง
ของเซลล์ประสาทเป็น 6 ชัน้ เหมือนกัน และดังนัน้ เขาจึงคิดว่า
ส่วนต่างๆ เหล่านั้นล้วนทำ� ‘หน้าที่พื้นฐาน’ อะไรสักอย่างที่
เหมือนกัน นั่นหมายความว่าฟังก์ชั่นที่แตกต่างกันมาจาก
‘วิธีเชื่อม’ ระหว่างส่วนนี้กับส่วนอื่นๆ ของสมอง ไม่ได้อยู่ใน
ความแตกต่างในตัวมันเอง
Hawkins ตื่นเต้นกับบทความวิจัยชิ้นนี้มากเพราะ
มันอธิบายปรากฏการณ์ตา่ งๆ ได้คอ่ นข้างดี อาทิ ข้อเท็จจริง
ทีว่ า่ คนทีส่ ญ
ู เสียความสามารถบางอย่างไปหลังจากเส้นโลหิต
ในสมองแตก (เซลล์สมองบางส่วนถูกทำ�ลาย) มักจะค่อยๆ
ฟื้ น ฟู ฟั ง ก์ ชั่ น ได้ ส่ ว นหนึ่ ง หลั ง จากเวลาผ่ า นไปนานพอ
ข้อเสนอของ Mountcastle อธิบายได้วา่ ส่วนของนีโอคอร์เท็กซ์
ที่ยังทำ�งานได้จะค่อยๆ ทำ�หน้าที่แทนส่วนที่ถูกทำ�ลายไป
เพราะมันทำ�หน้าทีพ่ นื้ ฐานเหมือนกัน แต่ ‘หน้าทีพ่ นื้ ฐาน’ ทีว่ า่

สฤณี อาชวานันทกุล :: 73

DOG EAR 2 edit.indd 73 3/19/12 8:39 PM


นี้คืออะไรกันเล่า?
Hawkins คิดว่าคำ�ตอบอยู่ในความสามารถในการ
‘จำ � แนก’ ของสมอง เพราะมั น เกิ ด ขึ้ น อย่ า งรวดเร็ ว เป็ น
อัตโนมัติโดยที่เราไม่เคยต้องใช้ความพยายามใดๆ เลย เช่น
ถ้าเราเดินออกจากห้องตัวเองแล้วกลับเข้าไปใหม่ เราจะ
สังเกตเห็นสิ่งแปลกปลอมที่คนอื่นเอามาวางไว้ในห้องทันที
ด้วยเหตุนี้ Hawkins จึงคิดว่าหน้าที่หลักของนีโอคอร์เท็กซ์
อาจอยู่ที่การดึงข้อมูลจากความทรงจำ�เพื่อพยากรณ์โลกและ
สร้างความคาดหวังเกี่ยวกับสิ่งที่เราจะสัมผัสผ่านประสาท
สัมผัสทั้งห้า ก่อนที่สมองจะ ‘รับรู้’ ประสบการณ์เหล่านั้น
เรารับรู้สิ่งแปลกใหม่ได้อย่างรวดเร็วก็เพราะมันคัดง้างกับ
ความคาดหวังที่สมองสร้าง
Hawkins เชือ่ ว่าระบบทีเ่ ขาเรียกว่า ‘ระบบพยากรณ์
จากความจำ�’ (memory-prediction system) ของนีโอคอร์-
เท็กซ์นี้ เป็นรากฐานของ ‘ความฉลาด’ ของมนุษย์ ถ้าวันหนึง่
ในอนาคตทฤษฎี ข องเขาได้ รั บ การยื น ยั น จากวงการ
วิทยาศาสตร์ว่าถูกต้อง มันก็จะส่งแรงสั่นสะเทือนกว้างไกล
เพราะมันหมายความว่านักวิจัยในวงการปัญญาประดิษฐ์
ส่ ว นใหญ่ กำ � ลั ง เดิ น หลงทาง เพราะพยายามโปรแกรม
คอมพิวเตอร์ให้ท�ำ สิง่ ต่างๆ ทีส่ มองทำ�ได้ ทัง้ ทีเ่ ราเพียงแต่ตอ้ ง
‘สอน’ มันให้รู้จักวิธีการหาและใช้ ‘แบบแผน’ ต่างๆ เท่านั้น
และเมือ่ ถึงวันนัน้ เราก็จะสามารถสร้างคอมพิวเตอร์ที่ ‘ฉลาด’
อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ทำ�ตามชุดคำ�สั่งของเราอย่างที่ผ่านมา

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 74

DOG EAR 2 edit.indd 74 3/19/12 8:39 PM


คอมพิ ว เตอร์ ที่ ฉ ลาดแบบมนุ ษ ย์ จ ะสามารถทำ �
สิ่งต่างๆ มากมายที่เราจินตนาการวันนี้แทบไม่ออก ลองนึก
ภาพคอมพิวเตอร์ทไี่ ม่เพียงแต่เข้าใจว่าเราพูดอะไร แต่ฉลาด
พอทีจ่ ะจำ�แนกออกว่าเรากำ�ลังพูดกับเพือ่ นเรา หรือพูดกับมัน
หรือนึกภาพรถยนต์ฉลาดที่ปล่อยให้เราขับ แต่จะแย่งการ
ควบคุมจากเราโดยอัตโนมัติเพื่อเลี้ยวหลบหมาที่วิ่งตัดหน้า
เพราะรู้ว่าอันตรายกำ�ลังจะเกิด หรือระบบตรวจตราความ
ปลอดภัยชายฝัง่ ทีจ่ ะส่งสัญญาณเตือนภัยทันทีทเี่ ห็นคนกำ�ลัง
จะจมนํา้ เพราะแยกแยะอาการออกระหว่างคนทีก่ �ำ ลังเล่นนาํ้
กับคนทีก่ �ำ ลังตะเกียกตะกายเอาตัวรอด วิศวกรคอมพิวเตอร์
ที่ ผ่ า นมาประสบอุ ป สรรคมากมายเพราะคอมพิ ว เตอร์ ไ ม่
‘เข้าใจ’ สิ่งที่พยายามเลียนแบบอย่างแท้จริง แต่ถ้าเมื่อไรที่
คอมพิวเตอร์ ‘ฉลาด’ จริง เราก็จะไม่มีปัญหานี้อีกต่อไป
On Intelligence เต็มไปด้วยตัวอย่างที่อ่านง่าย
และอ่านสนุกเกี่ยวกับวิธีทำ�งานของนีโอคอร์เท็กซ์ในทฤษฎี
ของเขา รวมทั้ ง ภาพประกอบมากมายที่ ทำ � ให้ เ ราเข้ า ใจ
สิ่งที่เขาอธิบายได้ง่ายกว่าตัวอักษร ถ้าคุณเคยอยากรู้ว่า
‘ความฉลาด’ ของมนุษย์หมายความว่าอะไรกันแน่ วงการ
วิทยาศาสตร์สมองและวิศวกรรมคอมพิวเตอร์เรียนรู้อะไร
จากกันและกันได้บ้าง และเหตุใด Hawkins จึงบอกว่า สิ่งที่
เราเรียกว่า ‘ความคิดสร้างสรรค์’ นั้น โดยพื้นฐานแล้วคือ
กระบวนการ ‘พยากรณ์โดยวิธีเปรียบเทียบ’ ของสมอง คือ
ปล่อยให้มันคิดโดยอิสระจนกว่าจะค้นพบแบบแผนในความ

สฤณี อาชวานันทกุล :: 75

DOG EAR 2 edit.indd 75 3/19/12 8:39 PM


จำ � ที่ ใ กล้ เ คี ย งกั บ ปั ญ หาที่ คุ ณ พยายามแก้ คุ ณ ก็ ต้ อ งอ่ า น
On Intelligence – สุดยอดหนังสือทีจ่ ะเพิม่ รอยหยักในสมอง
เข้าใจว่ามันน่าจะทำ�งานอย่างไร และอัศจรรย์ใจกับความ
มหัศจรรย์ของธรรมชาติและความพยายามของ Hawkins
ไปพร้อมกัน.

หมายเหตุ: ติดตามความคืบหน้าล่าสุดของ Hawkins และทฤษฎีสมองของเขาได้


จากเว็บไซต์ของ Numenta (http://numenta.com/) บริษัทที่เขาก่อตั้งเพื่อพัฒนา
ซอฟต์แวร์ที่ใช้ทฤษฎีที่เขาอธิบายในหนังสือ

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 76

DOG EAR 2 edit.indd 76 3/19/12 8:39 PM


สฤณี อาชวานันทกุล :: 77

DOG EAR 2 edit.indd 77 3/19/12 8:39 PM


060
Here Comes Everybody

Clay Shirky

ในบรรดากระแสต่ า งๆ ซึ่ ง กำ � ลั ง เป็ น ที่ ส นใจของคน


ทัว่ โลก ปรากฏการณ์เว็บไซต์ยอดนิยมมากมายทีใ่ ห้คน
สร้างเนื้อหา เครือข่าย และสื่อสารกันอย่างเสรีสไตล์
“เว็บ 2.0” อาทิ เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ มายสเปซ ฯลฯ ซึ่ง
ทำ�ให้อินเทอร์เน็ตยุค 2.0 ได้รับการขนานนามว่า “สื่อ
สังคม” (social media) เป็นหนึ่งในกระแสไม่กี่อย่างที่
ผูเ้ ขียนเชือ่ ว่าเป็นส่วนหนึง่ ของวิถชี วี ติ ยุคดิจติ อลทีจ่ ะคง
อยู่ไปอีกนาน ไม่ได้เป็นเพียงความฉาบฉวยชั่วครู่ยาม
เหมือนกับอีกหลายกระแส

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 78

DOG EAR 2 edit.indd 78 3/19/12 8:39 PM


เนื่องจากสื่อสังคมไม่เพียงแต่ตอบสนองความเป็น
‘สั ต ว์ สั ง คม’ ของมนุ ษ ย์ ไ ด้ อ ย่ า งดี เ ยี่ ย มเท่ า นั้ น แต่ มั น ยั ง
ช่วยเปิดพื้นที่และสร้างรูปแบบใหม่ๆ ในการทำ�งานร่วมกัน
กระทั่งผลักดันความเปลี่ยนแปลงทางสังคมในโลกจริงนอก
จอ หนังสือที่อธิบายประเด็นนี้ได้ดีเยี่ยมคือ Here Comes
Everybody ของ Clay Shirky
คำ�โปรยปกของหนังสือเล่มนีค้ อื “ทำ�งานเป็นกลุม่ โดย
ไม่ต้องมีองค์กร” สรุปประโยชน์สำ�คัญของสื่อสังคมได้อย่าง
ชัดเจน Shirky ตั้งข้อสังเกตตั้งแต่เนิ่นๆ ในหนังสือว่า ก่อน
โลกเข้าสู่ยุคอินเทอร์เน็ต การรวมกลุ่มกัน (organized) ทำ�
กิจกรรมอะไรสักอย่างที่มีความซับซ้อนหรือส่งผลกระทบสูง
เช่น ผลิตสินค้า หรือเคลื่อนไหวผลักดันการออกกฎหมาย
จะต้องอาศัยองค์กร (organization) ที่มีโครงสร้างและแบ่ง
หน้าที่ความรับผิดชอบของสมาชิกอย่างชัดเจน เช่น บริษัท
มูลนิธิ หน่วยงานรัฐ ฯลฯ แต่ในยุคอินเทอร์เน็ต สื่อสังคม
ทำ�ให้คนรวมกลุ่มและจัดตั้งเพื่อทำ�กิจกรรมต่างๆ ได้อย่าง
รวดเร็วและเป็นระบบโดยไม่ต้องก่อตั้งหรือสังกัดองค์กรใด
Shirky ชี้ให้เห็นว่า ข้อมูลข่าวสารในอินเทอร์เน็ต
ปรากฏก่ อ นที่ จ ะมี ใ ครทำ � หน้ า ที่ ก ลั่ น กรอง การแบ่ ง ปั น

สฤณี อาชวานันทกุล :: 79

DOG EAR 2 edit.indd 79 3/19/12 8:39 PM


ข้อมูลเกิดขึ้นก่อนที่ ‘ชุมชน’ แวดล้อมข้อมูลดังกล่าวจะอุบัติ
ลั ก ษณะสองประการนี้ ต รงกั น ข้ า มกั บ สื่ อ เก่ า ที่ ต้ อ งมี ก อง
บรรณาธิการคอยเลือกและกลั่นกรองเนื้อหาก่อนตีพิมพ์เป็น
‘ข่าว’ และจะเผยแพร่ข่าวนั้นได้ก็ต่อเมื่อมีการรวมกลุ่มกัน
อย่างเป็นทางการและมีทุนหนาเพียงพอ เช่น ก่อตั้งบริษัท
มาผลิตหนังสือพิมพ์ฉบับใหม่
ตัวอย่างหนึ่งในประเทศไทยที่เข้าใจง่ายคือ กลุ่ม
กิ จ กรรมต่ า งๆ ที่ เ กิ ด ขึ้ น จากการรวมตั ว ของผู้ ใ ช้ พั น ทิ ป
ดอทคอม กระดานสนทนาออนไลน์ทไี่ ด้รบั ความนิยมสูงสุดใน
ไทย เช่น นักสืบพันทิป กลุ่มเหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากที่พันทิป
ดอทคอมเปิดให้บริการ ไม่มที างทีผ่ กู้ อ่ ตัง้ พันทิปจะล่วงรูว้ า่ ผู้
ใช้จะไปสร้างกลุม่ อะไรกันบ้าง เช่นเดียวกับทีผ่ สู้ ร้างฟลิกเกอร์
(Flickr.com) เว็บที่ให้คนโพสรูปถ่ายได้อย่างเสรี ไม่มีทางรู้
ล่วงหน้าว่าฟลิกเกอร์จะกลายเป็น ‘สือ่ ’ ทีท่ รงพลัง โดยเฉพาะ
ในฐานะแหล่ ง ข้ อ มู ล ปฐมภู มิ จำ � นวนมหาศาลจากสั ง คมที่
สื่อหลักถูกรัฐปิดกั้นหรือเซ็นเซอร์ตัวเอง เช่น ภาพถ่ายการ
ประท้วงของแรงงานในจีน ภาพถ่ายชีวิตประจำ�วันของผู้คน
ในเกาหลีเหนือ ฯลฯ
‘ชุมชน’ ในโลกไซเบอร์จึงเป็นชุมชนของคนจริงๆ
ที่หลายคนใช้อินเทอร์เน็ตเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นเครื่องมือ
ในการบริหารจัดการกิจกรรมกลุ่มในโลกจริง ชุมชนสองกลุ่ม
ที่ ผู้ เ ขี ย นเป็ น สมาชิ ก คื อ เครื อ ข่ า ยพลเมื อ งเน็ ต (http://
thainetizen.org/) ซึ่งรณรงค์เรื่องเสรีภาพในโลกไซเบอร์

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 80

DOG EAR 2 edit.indd 80 3/19/12 8:39 PM


และครี เ อที ฟ คอมมอนส์ ป ระเทศไทย (http://cc.in.th/)
ซึ่งรณรงค์เรื่องสัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ ก็เป็น
‘ชุมชนอุบัติ’ ทำ�นองนี้ ใครที่สงสัยว่าทำ�ไมกลุ่มที่เกิดในโลก
ไซเบอร์จึงรวมกลุ่มกันทำ�งานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดย
ไม่ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลใดๆ จะพบกับคำ�ตอบอย่าง
ถ่องแท้ใน Here Comes Everybody
Shirky อธิบายให้เห็นภาพว่า ในอดีต เราแต่ละคน
สามารถทำ�เรื่องเล็กๆ ด้วยความรักได้ แต่การทำ�เรื่องใหญ่ๆ
นั้นต้องใช้เงิน แต่ตอนนี้ สื่อสังคมทำ�ให้คนธรรมดาทำ�เรื่อง
ใหญ่ๆ ด้วยความรักได้ ยกตัวอย่างเช่น “ปฏิญญาว่าด้วยสิทธิ
ของผู้ โ ดยสารเครื่ อ งบิ น ” ซึ่ ง สายการบิ น ยั ก ษ์ ใ หญ่ ห ลาย
แห่งปฏิบัติตามแล้วนั้น มีจุดกำ�เนิดจาก Kate Hanni ผู้
โดยสารคนหนึ่ ง ของอเมริ กั น แอร์ ไ ลน์ ส์ เธอโกรธมากที่
เครื่องบินออกช้ากว่ากำ�หนดนานกว่า 7 ชั่วโมง จึงตัดสินใจ
สร้างกลุม่ อภิปรายออนไลน์ให้ผโู้ ดยสารเครือ่ งบินได้มาพบปะ
และระบายอารมณ์ กลุ่ ม นี้ ข ยายใหญ่ จ นจุ ด กระแสความ
ไม่พอใจอย่างกว้างขวาง กดดันให้สภาคองเกรสของสหรัฐฯ
ต้องเข้ามามีส่วนร่วม ในที่สุด สายการบินยักษ์ใหญ่ต้องยอม
ประกาศมาตรฐานใหม่และวิธีชดใช้ผู้โดยสารเที่ยวบินที่ออก
ช้ากว่ากำ�หนด
Here Comes Everybody ไม่ใช่หนังสือ ‘เกาะกระแส’
เพราะมันเต็มไปด้วยหลักคิดและข้อสังเกตอย่างเป็นระบบ
มากมาย ไม่ได้มีแค่ตัวอย่างสนุกๆ เท่านั้น ประเด็นที่ผู้เขียน

สฤณี อาชวานันทกุล :: 81

DOG EAR 2 edit.indd 81 3/19/12 8:39 PM


ชอบที่สุดคือการที่ Shirky แบ่งการพัฒนากลุ่มออนไลน์ออก
เป็น 4 ประเภท จากง่ายไปหายาก คือกลุม่ ทีเ่ น้นการแบ่งปัน
(sharing), กลุ่มสนทนา (conversation), กลุ่มทำ�งานร่วมกัน
(collaboration) และกลุม่ เคลือ่ นไหว (collective action) กลุม่
แบ่งปันเกิดจากเว็บเครือข่ายสังคมอย่าง del.icio.us (ให้คน
โพสบุ๊คมาร์คของตัวเองออนไลน์) ซึ่งผู้ใช้ต่างคนก็ต่างใช้
บริการเหล่านีไ้ ป อาจค้นพบคนอืน่ ทีม่ คี วามสนใจตรงกันหรือ
อาจไม่เจอ ชุมชนอุบตั จิ ะเกิดหรือไม่เกิดก็ได้ ส่วนกลุม่ สนทนา
หมายถึงชุมชนอุบัติที่เกิดแล้ว เช่น กลุ่มสนทนาที่คุยกัน
แต่เรื่องภาพถ่ายภูเขาบน Flickr.com กลุ่มทำ�งานร่วมกัน
หมายถึ ง ชุ ม ชนอุ บั ติ ที่ ไ ม่ ไ ด้ แ บ่ ง ปั น ข้ อ มู ล และพู ด คุ ย กั น
อย่างเดียว แต่ท�ำ งานร่วมกันอย่างเป็นกิจลักษณะ เช่น แฟน
พันธุ์แท้หลายกลุ่มที่ร่วมกันแปลภาพยนตร์การ์ตูนญี่ปุ่นเป็น
ภาษาของตัวเอง
กลุ่ ม ประเภทสุ ด ท้ า ยคื อ กลุ่ ม เคลื่ อ นไหวนั้ น เป็ น
กลุม่ ที่ Shirky เรียกว่า ‘อนาคตของอินเทอร์เน็ต’ เพราะผลักดัน
ให้เกิดการเปลีย่ นแปลงในโลกจริง ตัวอย่างเช่นกลุม่ ผูโ้ ดยสาร
เครือ่ งบินทีย่ กมาข้างต้น หรือเครือข่ายพลเมืองเน็ตในประเทศ
ไทย Shirky อธิบายว่า กลุ่มเคลื่อนไหวทำ�นองนี้กำ�ลังผุดขึ้น
เป็นดอกเห็ด และพลเมืองกำ�ลังเรียนรูท้ จี่ ะใช้เครือ่ งมือสือ่ สาร
ใหม่ๆ ในการหว่านล้อมให้สอื่ กระแสหลักร่วมทำ�งานด้วย และ
จัดระเบียบสมาชิกทีอ่ ยูก่ ระจัดกระจายให้สามารถเคลือ่ นไหว
เป็นกลุ่มก้อนในทิศทางเดียวกัน อินเทอร์เน็ตตอนนี้สามารถ

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 82

DOG EAR 2 edit.indd 82 3/19/12 8:39 PM


ช่วยให้คนบรรลุเป้าหมายทีม่ รี ว่ มกัน ไม่ได้เป็นแค่แหล่งข้อมูล
ข่าวสารอีกต่อไป
Here Comes Everybody เต็มไปด้วยประเด็นน่าคิด
มากมายทีส่ ะท้อนความช่างคิดของ Shirky และความเป็นกลาง
ของเขา – Shirky ไม่ใช่คนทีห่ ลงใหลในเทคโนโลยีจนเชือ่ ว่ามัน
จะนำ�เราเข้าสูย่ คุ พระศรีอาริยไ์ ด้โดยอัตโนมัติ เขายกตัวอย่าง
ว่าเว็บไซต์ดีๆ อย่างวิกิพีเดียนั้นทำ�งานได้ดี หมายความว่า
คนส่วนใหญ่มีแก่ใจมาดูแลรักษาเนื้อหาที่คนส่วนน้อยชอบ
ก่อกวน เพราะวิกพิ เี ดียสร้างเครือ่ งมือและกลไกทีม่ อบพลังให้
คนส่วนใหญ่ทำ�อย่างนั้นได้ ไม่ใช่เพราะความสับสนอลหม่าน
อุบตั เิ องจะก่อเกิดระบบระเบียบได้เอง Shirky อธิบายว่า เมือ่
วิกพิ เี ดียขยายขนาดขึน้ เรือ่ ยๆ ถึงจุดหนึง่ ก็ประสบปัญหาด้าน
ธรรมาภิบาล เช่น ประเด็นโต้เถียงว่าใครควรมีอำ�นาจสัง่ แบน
ผู้ใช้ เมื่อไรที่ควร ‘ล็อค’ หน้าเว็บไม่ให้คนแก้ไขเนื้อหา
ความพยายามที่จะรับมือกับประเด็นเหล่านี้ทำ�ให้
โครงสร้างการบริหารจัดการของวิกพิ เี ดียเริม่ มีรปู แบบตายตัว
เริ่มมีความเป็น ‘ราชการ’ มากขึ้นเรื่อยๆ
Shirky บอกว่าเขาไม่คิดว่าเราจะมีวันหนีปัญหา
เรื่องธรรมาภิบาลในอินเทอร์เน็ตได้ ต้องคิดว่าจะจัดการ
อย่างไรให้ส่งผลเสียน้อยที่สุดเท่านั้น
ถ้าคุณอยากรูว้ า่ อินเทอร์เน็ตเป็นทัง้ สือ่ เป็นทัง้ สังคม
และส่งผลต่อสังคมนอกเน็ตอย่างไร เหตุใด Shirky จึงกล่าวว่า
“สังคมทีม่ อี นิ เทอร์เน็ตคือสังคมคนละประเภทกับสังคมทีไ่ ม่มี

สฤณี อาชวานันทกุล :: 83

DOG EAR 2 edit.indd 83 3/19/12 8:39 PM


เช่นเดียวกับที่สังคมที่มีแท่นพิมพ์ก็มีพื้นฐานแตกต่างจาก
สังคมทีไ่ ม่ม”ี คุณก็ตอ้ งอ่าน Here Come Everybody – หนังสือ
ทีอ่ ธิบาย ‘แก่นสาร’ ไม่ใช่ ‘กระแส’ ของอินเทอร์เน็ตทีก่ ระจ่าง
และสนุกสนานที่สุดเท่าที่ผู้เขียนรู้จัก.

หมายเหตุ: Here Come Everybody ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยในชื่อ


พลังกลุ่มไร้สังกัด สำานวนแปลโดย สฤณี อาชวานันทกุล ตีพิมพ์โดย สำานัก
พิมพ์ มติชน

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 84

DOG EAR 2 edit.indd 84 3/19/12 8:39 PM


สฤณี อาชวานันทกุล :: 85

DOG EAR 2 edit.indd 85 3/19/12 8:39 PM


061
The Informant

Kurt Eichenwald

เมื่อแรกเขียนคอลัมน์นี้ ผู้เขียนตั้งใจว่าจะแนะนำ�แต่
หนังสือสารคดีภาษาอังกฤษ โดยเน้นเฉพาะหนังสือใหม่
ที่นำ�เสนอความคิดใหม่ หนังสือกลางเก่ากลางใหม่ที่
นำ�เสนอความคิดที่คนไทยยังไม่คุ้นเคย หรือหนังสือ
อมตะที่ถ่ายทอดเรื่องราวความรัก โลภ โกรธ หลง อัน
เป็นนิรนั ดร์ของสันดานมนุษย์ และตัง้ ใจว่าจะไม่แนะนำ�
คนเขียนซํ้า เพราะนักอ่านที่ชอบหนังสือเล่มใดมากก็
มักจะอยากเป็นแฟนพันธุ์แท้ คอยติดตามงานเขียน
ชิ้นอื่นๆ ของนักเขียนคนเดียวกันอยู่แล้ว

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 86

DOG EAR 2 edit.indd 86 3/19/12 8:39 PM


แต่วนั นีผ้ เู้ ขียนขอละเมิดความตัง้ ใจทีต่ งั้ ไว้ เนือ่ งจาก
เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ได้รับการแปลงเป็นภาพยนตร์ฟอร์ม
ใหญ่ ทำ�ให้ผู้เขียนระลึกได้ว่าเป็นหนึ่งในหนังสือที่สนุกที่สุด
ที่เคยอ่าน
The Informant เป็นผลงานของ Kurt Eichenwald
ตีพมิ พ์นานนับสิบปีกอ่ นทีเ่ ขาจะเขียนเรือ่ ง Enron: The Con-
spiracy of Fools ทีผ่ เู้ ขียนเคยแนะนำ�ไปแล้ว ชือ่ เรือ่ งหมายถึง
สายสืบคดีอาชญากรรมในภาคธุรกิจที่มีตำ�แหน่งสูงที่สุดใน
ประวัติศาสตร์อเมริกัน คือ Mark Whitacre ผู้บริหารระดับ
สูงของ Archer Daniels Midland (ADM) บริษัทยักษ์ใหญ่
ในธุรกิจการเกษตรและอาหาร ถูกทางการอเมริกันฟ้องในปี
1992 ในข้อหาฮั้วราคาไลซีน สารเติมแต่งอาหาร กับคู่แข่ง
หลายบริษัทซึ่งล้วนแต่เป็นบริษัทข้ามชาติ รวมทั้งอายิโนะ
โมโตะจากญี่ปุ่น เทปลับที่บันทึกทั้งภาพและเสียงความยาว
รวมกันหลายร้อยชั่วโมงที่ Whitacre แอบอัดให้กับเอฟบีไอ
นั้น เป็นหลักฐานมัดจนบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างดิ้นไม่หลุด ยอม
จ่ายเงินยอมความกับทางการอเมริกันรวมกันกว่า 100 ล้าน
เหรียญสหรัฐ ไม่นับอีกหลายร้อยล้านเหรียญที่ต้องจ่ายให้
กับลูกค้าที่รวมตัวกันฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการถูกผู้ผลิต

สฤณี อาชวานันทกุล :: 87

DOG EAR 2 edit.indd 87 3/19/12 8:39 PM


รวมหัวกันฮั้วราคา
Eichenwald ถ่ายทอดเรือ่ งราวอันเหลือเชือ่ และมาก
ด้วยปมซ้อนปมของคดีอาชญากรรมคอปกขาว (white-collar
crime) ที่โด่งดังที่สุดคดีหนึ่งในประวัติศาสตร์ทุนนิยมอย่าง
มี ชั้ น เชิ ง และวางไม่ ล งตลอดเล่ ม ‘พระเอก’ ของเรื่ อ งคื อ
Whitacre ไม่ใช่วรี บุรษุ แบบผ้าขาว แต่เป็นคนธรรมดาทีย่ อม
เป็นสายสืบให้กบั เอฟบีไออย่างไม่เต็มใจและเต็มไปด้วยวาระ
ซ่อนเร้นของตัวเอง เขาสารภาพกับเอฟบีไอว่าเป็นตัวแทน
บริษัทในการฮั้วราคาไลซีนตอนแรกก็เพราะภรรยาบังคับ
ให้เขาทำ� ทำ�ให้ Whitacre กลายเป็นผู้มีส่วนร่วมในการฮั้ว
คนแรกในประวัตศิ าสตร์อเมริกนั ทีบ่ อกทางการ และยอมเป็น
สายสืบเพื่อช่วยเอฟบีไอสร้างหลักฐานมัดบริษัทของตัวเอง
The Informant อัดแน่นด้วยเหตุการณ์ระทึกขวัญ
ที่น่าติดตามไม่แพ้นิยายนักสืบชั้นดี Eichenwald ใช้ทักษะ
อย่างสูงในการประมวล สังเคราะห์ และแปลงข้อมูลมหาศาล
เกีย่ วกับคดีประวัตศิ าสตร์ให้เป็นสารคดีทอี่ า่ นสนุก เต็มไปด้วย
รายละเอียดที่ทำ�ให้ตัวละครมีชีวิต เราจะได้ลุ้นไปกับการ
ผจญภัยของ Whitacre ขณะที่เขาพยายามตะล่อมนักธุรกิจ
จากฝรั่ ง เศสและญี่ ปุ่ น ให้ พู ด คำ � ที่ อั ย การต้ อ งการ จะได้ มี
หลักฐานที่อัยการมั่นใจว่าจะทำ�ให้ชนะคดีในชั้นศาล
ตัวอย่างประเด็นหนึง่ ทีส่ นุกมากในหนังสือคือ ความ
ไม่ลงรอยกันระหว่างทีมเจ้าหน้าที่เอฟบีไอ กับทีมอัยการที่
ต้องเป็นคนฟ้องศาล ครัง้ แรกทีเ่ อฟบีไอได้เทปจาก Whitacre

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 88

DOG EAR 2 edit.indd 88 3/19/12 8:39 PM


ที่บันทึกการพูดราคาไลซีนอย่างชัดเจน เจ้าหน้าที่ทุกคนรีบ
เอาไปให้อัยการฟังด้วยความตื่นเต้น แต่หัวหน้าทีมอัยการ
กลับบอกว่าแค่พดู ราคายังไม่พอ เพราะอาจเป็นการพูดตัวเลข
กันลอยๆ แต่ไม่ได้ตกลงอะไรกัน Whitacre จึงต้องหาวิธี
ตะล่อมให้ทุกคนยอมกลับมาประชุมเรื่องราคาฮั้วกันอีกครั้ง
และต้องประชุมกันภายในพรมแดนของอเมริกาด้วย เพื่อให้
ฟ้องศาลอเมริกันได้ (กฎหมายฮั้วของอเมริกาเคร่งครัดกว่า
ของประเทศอื่นมาก) Whitacre ตัดสินใจจัดประชุมในฮาวาย
เพราะมีสนามกอล์ฟชัน้ เลิศ ตัวแทนบริษทั ญีป่ นุ่ จะได้อยากมา
ประชุมและเลิกระแวงกฎหมายอเมริกันชั่วคราว
ไม่นา่ เชือ่ ก็ตอ้ งเชือ่ ว่า Whitacre ทำ�งานเป็นสายสืบ
ของเอฟบีไอเป็นเวลาเกือบ 3 ปี โดยที่ไม่มีใครใน ADM หรือ
บริษัทอื่นระแคะระคาย อัดเทปการประชุมลับในเมืองใหญ่
ทั่วโลก ตั้งแต่โตเกียว ปารีส เม็กซิโกซิตี้ ฮ่องกง และฮาวาย
ประสบอุบัติเหตุหวาดเสียวหลายครั้งที่หมิ่นเหม่ว่าจะถูก
เปิดโปง เช่น เทปไม่ทำ�งานกะทันหัน แต่ก็เอาตัวรอดมาได้
ทุกครั้ง
ความซับซ้อนและสนุกสนานของคดีนี้ไม่จบแค่การ
ฮั้วราคา – หลังจากที่เอฟบีไอรวบรวมพยานหลักฐานได้
สมบูรณ์และอัยการเตรียมสั่งฟ้อง ความก็แตกว่า Whitacre
เองได้ทยอยยักยอกเงินจากบริษัทเป็นมูลค่ารวมกว่า 9 ล้าน
บาท ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่เขาทำ�งานเป็นสายสืบของ
เอฟบีไอ แทบจะในทันทีที่เจ้าหน้าที่รัฐยกกำ�ลังตำ�รวจไปบุก

สฤณี อาชวานันทกุล :: 89

DOG EAR 2 edit.indd 89 3/19/12 8:39 PM


ค้นสำ�นักงานใหญ่ของ ADM และแจ้งจับผูบ้ ริหารระดับสูง ทีม
ทนายของบริษัทก็ตอบโต้ทันควันด้วยการเปิดโปงหลักฐาน
ความฉ้อฉลของ Whitacre เพื่อทำ�ลายความน่าเชื่อถือของ
พยานปากเอก
ถ้า The Informant เป็นนิยาย มันก็เป็นนิยายที่
เต็มไปด้วยการหักมุมแทบทุกบท แต่มนั เป็นสารคดีทถี่ า่ ยทอด
แต่เรื่องจริงอันเหลือเชื่อมากมาย โดยเฉพาะพฤติกรรมที่
เต็มไปด้วยความขัดแย้งในตัวเองของ Whitacre ขณะที่เขา
เผชิญกับความเครียดและแรงกดดันมหาศาลในงานสายสืบ
จำ�เป็น งานที่ปริญญาเอกด้านชีวเคมีโภชนาการช่วยอะไร
ไม่ได้เลย ยกตัวอย่างเช่น หลังจากที่เขาได้ดูภาพยนตร์เรื่อง
The Firm เขาก็เริ่มทำ�ตัวเลียนแบบพระเอกในเรื่อง แอบ
อัดเทปบทสนทนาระหว่างเขากับเจ้าหน้าทีเ่ อฟบีไอหลายครัง้
โดยที่เอฟบีไอไม่เคยรู้ และเริ่มโกหกคำ�โตกับเอฟบีไอเพื่อ
พยายามหาทางเอาตัวรอด และเมื่อพฤติกรรมยักยอกของ
เขาเองกลายเป็นข่าว Whitacre ก็ให้สมั ภาษณ์กบั สือ่ มวลชน
หลายครัง้ ในทางทีพ่ ยายามวาดภาพตัวเองว่าเป็นเหยือ่ โกหก
กับสือ่ ว่าเอฟบีไอพยายามบังคับให้เขาทำ�ลายเทปบางส่วนทิง้
ถึงจุดหนึ่ง Whitacre ถึงขั้นพยายามฆ่าตัวตาย ดีที่คนสวน
ของเขาช่วยไว้ได้ทัน
พฤติกรรมหลุดโลกและฉ้อฉลของ Whitacre แปลว่า
เขาละเมิดข้อตกลงที่ทำ�กับเอฟบีไอ ทำ�ให้เขาเองต้องถูก
ดำ�เนินคดีฮั้วด้วย แทนที่จะกันเป็นพยานปากเอกในศาล

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 90

DOG EAR 2 edit.indd 90 3/19/12 8:39 PM


ท้ายทีส่ ดุ เขาถูกศาลสัง่ พิพากษาจำ�คุก 9 ปี เจ้าหน้าทีเ่ อฟบีไอ
หลายคนที่ทำ�งานร่วมกับ Whitacre ตลอด 3 ปีไม่เห็นด้วย
กับคำ�พิพากษาดังกล่าว (โทนของผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เองก็
บ่งชี้ว่าเขาก็ไม่เห็นด้วย) เพราะมองว่าถึงอย่างไร Whitacre
ก็ทำ�คุณประโยชน์มหาศาล ถ้าไม่มีเขาก็ไม่มีเทปลับ และถ้า
ไม่มีเทปลับเหล่านี้ ก็คงไม่มีวันที่พฤติกรรมฉาวโฉ่ข้ามทวีป
จะปรากฏต่อสาธารณะได้เลย
คดี ADM ไม่เพียงแต่เป็นคดีประวัติศาสตร์ในหลาย
แง่มมุ แต่ยงั เป็นคดีแรกทีเ่ ปิดหูเปิดตาเจ้าหน้าทีร่ ฐั ให้มองเห็น
ว่าบริษทั ใหญ่ฮวั้ ราคากันอย่างไร และทำ�ให้รวู้ า่ มันเป็นปัญหา
ที่แพร่หลายกว่าที่เคยคาดคิด นำ�ไปสู่การสอบสวนที่เข้มข้น
และดำ�เนินคดีลกั ษณะคล้ายกันในผลิตภัณฑ์วติ ามิน กระดาษ
แฟ็กซ์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และอื่นๆ ส่งผลให้บริษัทยักษ์
ใหญ่ในหลายวงการต้องยอมจ่ายค่าปรับมูลค่ารวมกันหลาย
พันล้านเหรียญ ถ้าคุณอยากรูว้ า่ บริษทั ทีม่ สี โลแกนลับ “ลูกค้า
คือศัตรู คูแ่ ข่งคือเพือ่ น” ทำ�งานอย่างไรหลังฉากทีส่ วยหรู คุณ
ก็ต้องอ่าน ‘เรื่องจริงยิ่งกว่านิยาย’ ที่อ่านสนุกจนวางไม่ลง
และให้แง่คิดมากมายต่อคนในประเทศที่การฮั้วยังเป็นเรื่อง
ปกติ และคนทั่วไปยังแยกแยะระหว่างนักธุรกิจที่รวยเพราะ
สุจริต กับรวยเพราะทุจริตไม่ค่อยจะออก.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 91

DOG EAR 2 edit.indd 91 3/19/12 8:39 PM


062
Change by Design

Tim Brown

ในแวดวงนักออกแบบ แทบไม่มใี ครไม่รจู้ กั IDEO บริษทั


ออกแบบชั้นนำ�ที่กวาดรางวัลรอบโลกมาแล้วมากมาย
เราๆ ท่ า นๆ อาจไม่ เ คยได้ ยิ น ชื่ อ ของ IDEO แต่ ค ง
ไม่มีใครไม่รู้จักลูกค้ารายใหญ่ของบริษัทซึ่งล้วนเป็น
ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจของตัวเอง ตังแต่ Microsoft, P&G
ไปจนถึง Pepsi

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 92

DOG EAR 2 edit.indd 92 3/19/12 8:39 PM


สิง่ ทีท่ �ำ ให้ IDEO เป็นมากกว่าบริษทั ออกแบบชัน้ นำ�
คือความคิดก้าวหน้าเปี่ยมหัวใจและวิสัยทัศน์ที่กำ�ลังปฏิวัติ
โลกธุรกิจอย่างเงียบๆ แต่มนั่ คงของ Tim Brown ผูก้ อ่ ตัง้ และ
ซี อี โ อของบริ ษั ท ในหนั ง สื อ ชื่ อ Change by Design
(เปลี่ยนแปลงด้วยการออกแบบ) Brown อธิบายว่าเหตุใด
เขาจึ ง เชื่ อ มั่ น อย่ า งแรงกล้ า ว่ า ทุ ก องค์ ก รควรคิ ด แบบ
นักออกแบบ เขาเรียกวิธีคิดแบบนี้ว่า ‘design thinking’
คำ�ว่า ‘design thinking’ ของ Brown มีความหมาย
ลึกซึ้งกว่าคำ�ว่า ‘คิดแบบมีดีไซน์’ แบบที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ
เพราะเรามักจะคิดว่า ‘ดีไซน์’ เป็นเรือ่ งของรูปแบบและคุณค่า
ทางสุนทรียะมากกว่ากระบวนการและฟังก์ชั่น แต่ Change
by Design จะทำ�ให้คุณเปลี่ยนใจและมองดีไซน์ในมุมใหม่ที่
กว้างไกลกว่าความเข้าใจเดิม ทัง้ ยังน่าตืน่ เต้นและน่าติดตาม
ตลอดเล่ม
Brown นำ � เสนอในหนั ง สื อ เล่ ม นี้ ว่ า องค์ ก รต่ า งๆ
ควรใช้ ‘เครื่องมือทางปัญญา’ ของนักออกแบบ ไม่ว่าจะทำ�
กิจกรรมหรือธุรกิจอะไร วิธคี ดิ แบบนักออกแบบนัน้ หลายเรือ่ ง
เป็นสิง่ ทีค่ นอ่านอาจคิดไม่ถงึ เช่น Brown บอกว่าการประชุม
ระดมสมองแบบเห็นหน้ากันตัวเป็นๆ แทนทีจ่ ะสือ่ สารกันผ่าน

สฤณี อาชวานันทกุล :: 93

DOG EAR 2 edit.indd 93 3/19/12 8:39 PM


อีเมลและอินทราเน็ตตามกระแสนิยมนั้น เป็นปัจจัยที่สำ�คัญ
ยิ่งต่อความสำ�เร็จขององค์กร เขาพิสูจน์ด้วยข้อมูลหลักฐาน
มากมายจากประสบการณ์ของ IDEO ให้เห็นว่า ความสำ�เร็จ
ของการบริหารจัดการและการแก้ปัญหา ไม่ว่าจะทำ�อะไร
ก็แล้วแต่ ต้องตั้งอยู่บนปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ นวัตกรรม
ข้อมูล และปัญญาที่เกิดจากความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน
สิง่ ที่ Brown ยาํ้ มากทีส่ ดุ ใน Change by Design คือ
ปัจจุบันเป็นยุคที่เราทุกคนทุกระดับ ตั้งแต่ปัจเจกไปจนถึง
บริ ษั ท และสั ง คมส่ ว นรวม จะต้ อ งเปลี่ ย นวิ ธี คิ ด และวิ ธี ทำ �
ในการแก้ปัญหาให้เป็นแบบ design thinking แทนที่จะหวัง
ลมๆ แล้งๆ ว่าลำ�พังการมีเงินมากๆ หรือเทคโนโลยีที่รุด
หน้าไปอย่างไม่หยุดยั้งจะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ให้เราได้โดย
อัตโนมัติ
หัวใจของวิธีคิดแบบ design thinking อยู่ที่การ
คำ�นึงถึงความต้องการของผู้ใช้ในโลกจริง มากกว่าโลกสวย
หรูในจินตนาการ Brown บอกว่าบริษัทต่างๆ ควรสร้างแบบ
จำ�ลองเพื่อทดสอบความคิด แบบเดียวกับที่นักออกแบบทำ�
เพราะมันจะช่วยสร้างความเข้าใจว่าความคิดนัน้ สอดคล้องกับ
สถานการณ์ในโลกจริงมากน้อยเพียงใด Brown ยกตัวอย่าง
ที่สนุกสนานและน่าทึ่งตลอดทั้งเล่มจากประสบการณ์ของ
IDEO เช่น เขาเล่าว่าครั้งหนึ่งบริษัทถึงขั้นลงทุนสร้างล็อบบี้
และห้องพักแขกจำ�ลอง เพื่อช่วยโรงแรม Marriott คิดว่าจะ
ตอบสนองความต้องการของแขกอยู่ยาวที่เป็นนักธุรกิจได้ดี

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 94

DOG EAR 2 edit.indd 94 3/19/12 8:39 PM


ขึ้นอย่างไรบ้าง
ข้อเสนอของ Brown ที่ผู้เขียนคิดว่าน่าสนใจที่สุด
ในหนั ง สื อ ล้ ว นเกี่ ย วโยงกั บ ความเชื่ อ มั่ น ของเขาในการ
ออกแบบที่เอาผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง เขาบอกว่าทุกองค์กรควร
สังเกตผู้ใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการของพวกเขาอย่างละเอียด
ถีถ่ ว้ นในสภาพแวดล้อมปกติของผูใ้ ช้เอง เพราะเครือ่ งมือวิจยั
การตลาดแบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นการทำ�โฟกัสกรุ๊ป แบบ
สำ�รวจหรือแบบสอบถาม แทบไม่เคยผลิตข้อมูลอะไรที่ใช้
การได้ดีจริงๆ เลย Brown บอกว่า IDEO ใช้วิธีติดตามผู้ใช้
บันทึกเทปวิดีโอขณะที่พวกเขาใช้ชีวิตประจำ�วัน บันทึกเทป
บทสนทนาในโอกาสต่างๆ เพือ่ สร้างความเข้าใจว่าคนเหล่านี้
ต้องการอะไรกันแน่
นั ก ออกแบบของ IDEO คนหนึ่ ง ที่ ดู แ ลธุ ร กิ จ
การแพทย์ถึงขนาดลงทุนแกล้งทำ�เป็นเท้าเจ็บ เช็คตัวเอง
เข้ า ห้ อ งฉุ ก เฉิ น ของโรงพยาบาลแห่ ง หนึ่ ง แอบบั น ทึ ก
เหตุการณ์หลังจากนั้นด้วยกล้องวิดีโอ เพราะอยากเข้าใจว่า
ผูป้ ว่ ยมีประสบการณ์อย่างไร Brown อธิบายด้วยความภูมใิ จ
ว่า รูปแบบการวิจัยตลาดแบบนักมานุษยวิทยานี้ปัจจุบันมี
หลายบริษัทนำ�ไปประยุกต์ใช้ในองค์กรแล้ว รวมทั้งบริษัท
ยักษ์ใหญ่อย่าง Intel และ Nokia
โครงสร้างของ Change by Design แบ่งออกเป็น
สองส่วนใหญ่ ส่วนแรกเน้นด้านแนวคิดของ design thinking
รวมถึงเครือ่ งมือ วิธปี ฏิบตั ิ และเทคนิคทีท่ กุ คนสามารถนำ�ไป

สฤณี อาชวานันทกุล :: 95

DOG EAR 2 edit.indd 95 3/19/12 8:39 PM


ปรับใช้เพือ่ สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และชุดวิธแี ก้ปญ ั หาทีค่ �ำ นึง
ถึงผู้ใช้เป็นหลักและมีราคาไม่แพงเกินเอื้อม เนื้อหาในส่วนนี้
ไม่เพียงแต่มีประโยชน์อย่างยิ่ง แต่ยังน่าสนใจในตัวมันเอง
เพราะ Brown อธิบายเครื่องมือทางความคิดต่างๆ ในบริบท
ของความเปลี่ยนแปลงที่กำ�ลังเกิดขึ้นในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น
ด้านสังคม เทคโนโลยี การค้า และสิง่ แวดล้อม เพือ่ ให้คนอ่าน
มองเห็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมว่า design thinking ‘ทำ�งาน’
อย่างไรในโลกจริง
ส่วนที่สองของหนังสืออธิบายว่าเราจะสามารถนำ�
design thinking ไปประยุกต์ใช้กับบริษัท สังคม รวมไปถึง
วิธีแก้ปัญหาระดับโลกและอนาคตของมนุษยชาติได้อย่างไร
โดยยกตัวอย่างและกรณีศกึ ษาจำ�นวนมากให้เห็น ถ้าใครอ่าน
ส่วนแรกของหนังสือแล้วยังไม่เห็นภาพชัดเจนว่าแนวคิด
design thinking คื อ อะไรและแตกต่ า งจากวิ ธี คิ ด ดั้ ง เดิ ม
อย่างไร ก็จะพบกับคำ�ตอบอย่างแจ่มชัดในส่วนนีข้ องหนังสือ
ภาษาทีเ่ ข้าใจง่าย ตัวอย่างทีน่ า่ ทึง่ และแนวคิดเปีย่ ม
วิสยั ทัศน์ทตี่ งั้ อยูบ่ นหลัก ‘การออกแบบทีย่ งั่ ยืน’ ซึง่ มี Brown
เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิก ทำ�ให้ Change by Design เป็นหนึ่งใน
หนังสือแนวธุรกิจที่ดีที่สุดเท่าที่ผู้เขียนเคยอ่าน อ่านจบแล้ว
ท่านจะเข้าใจว่าทำ�ไม Brown ถึงได้สนับสนุนให้เรา “ล้มเหลว
ตั้งแต่เนิ่นๆ และล้มเหลวบ่อยครั้ง” (fail early, fail often)
และทำ�ให้เราถึงบางอ้อว่า ‘นวัตกรรม’ ที่สมควรใช้คำ�คำ�นี้
แท้จริงนั้น เป็นมากกว่าความคิดใหม่ๆ การตลาดเท่ๆ และ

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 96

DOG EAR 2 edit.indd 96 3/19/12 8:39 PM


โฆษณาเก๋ๆ หากเป็นสิ่งที่ตั้งอยู่บนความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
ในความต้องการและคุณภาพชีวิตของผู้ใช้ผลิตภัณฑ์และ
บริการ ในกรอบความรับผิดชอบของนักออกแบบต่อสังคม
และสิ่งแวดล้อมที่ละเลยไม่ได้อีกต่อไปในศตวรรษที่ 21.

หมายเหตุ: ดูตัวอย่างการใช้ design thinking ในการแก้ปัญหาระดับโลกได้ที่


เว็บไซต์โครงการ 2 โครงการที่ IDEO ทำ�ร่วมกับองค์กรพันธมิตร – http://living-
climatechange.com/ และ https://client.ideo.com/rippleeffect/project/index.html
Change by Design ได้รับการแปลเป็นภาษาไทย ในชื่อ คิดเชิงออกแบบ สำ�นวน
แปลโดย นุจรี นาคเจริญวารี ตีพิมพ์โดย สำ�นักพิมพ์มติชน

สฤณี อาชวานันทกุล :: 97

DOG EAR 2 edit.indd 97 3/19/12 8:39 PM


063
The Photographer

Emmanuel Guibert และ


Didier Lefèvre

ใครที่ไม่เคยอ่านการ์ตูนฝรั่งมาก่อนอาจรู้สึกว่าการ์ตูน
ฝรั่งไม่หลากหลายเหมือนกับการ์ตูนญี่ปุ่น และมีแต่
การ์ ตู น สำ � หรั บ เด็ ก และเด็ ก ไม่ รู้ จั ก โต อย่ า งเช่ น พวก
ซุปเปอร์ฮโี ร่ทงั้ หลายไม่วา่ จะเป็นแบทแมน ซุปเปอร์แมน
สไปเดอร์แมน ฯลฯ

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 98

DOG EAR 2 edit.indd 98 3/19/12 8:39 PM


แต่ในบรรดาการ์ตนู ฝรัง่ ทัง้ หมด การ์ตนู ทีต่ งั้ ใจเขียน
ให้ผู้ใหญ่อ่าน คือการ์ตูนที่เรียกว่า ‘นิยายภาพ’ (graphic
novel) ซึ่ ง มี เ นื้ อ หาและรู ป แบบที่ เ ข้ ม ข้ น และนั ก เขี ย น
ตั้งใจนำ�เสนอไม่ต่างจากงานวรรณกรรมหรือสารคดีชั้นดี
นิยายภาพหลายเล่มได้รับการยกย่องจากนักอ่านทั่วโลกว่า
เป็นวรรณกรรมอมตะ เรือ่ งโปรดของผูเ้ ขียนมีอาทิ Watchmen
และ V for Vendetta โดย Alex Moore (ทั้งสองเรื่องนี้สร้าง
เป็นภาพยนตร์แล้ว), Dark Knight Returns โดย Frank Miller
และ Transmetropolitan โดย Warren Ellis
ด้านสารคดี นิยายภาพเรื่อง The Photographer
โดย Emmanuel Guibert และ Didier Lefèvre เป็นสารคดีที่
ดีที่สุดเล่มหนึ่งเท่าที่ผู้เขียนเคยอ่าน ทั้งที่เป็นนิยายภาพและ
ไม่ใช่ หนังสือเล่มนี้ถ่ายทอดประสบการณ์จริงของช่างภาพ
ข่าวนาม Didier Lefèvre ระหว่างที่เขาร่วมเดินทางกับทีม
องค์กรแพทย์ไร้พรมแดน (Médecins Sans Frontièrs: MSF)
ในอัฟกานิสถานปี 1986
สมัยนัน้ การรุกรานอัฟกานิสถานของสหภาพโซเวียต
ยังไม่จบและไม่มีทีท่าว่าจะจบ มีองค์กรด้านมนุษยธรรมไม่กี่
แห่งที่ยินดีส่งคนเข้าไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในประเทศ

สฤณี อาชวานันทกุล :: 99

DOG EAR 2 edit.indd 99 3/19/12 8:39 PM


กันดารทีท่ วั่ โลกหลงลืมไปนานแล้ว การบันทึกภาพการทำ�งาน
ของ MSF เป็นงานแรกของ Lefèvre ในฐานะช่างภาพข่าว
เขาได้ภาพถ่ายขาวดำ�ที่น่าทึ่งกลับมาจำ�นวนมาก แต่ก็ต้อง
แลกมาด้วยประสบการณ์เสี่ยงตายที่เกือบทำ�ให้เขาไม่รอด
ชีวิตกลับมา
The Photographer ตี พิ ม พ์ ค รั้ ง แรกในภาษา
ฝรั่งเศส ก่อนที่จะได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ ต้นฉบับ
ภาษาฝรั่งเศสแบ่งเรื่องราวของ Lefèvre ออกเป็นสามเล่ม
ฉบับภาษาอังกฤษนำ�ทั้งสามเล่มมารวมกันเป็นสามช่วงใน
เล่มเดียว ช่วงแรกเล่าเรือ่ งการเตรียมตัวของ Lefèvre กับทีม
MSF จากฐานที่พักในปากีสถาน คนอ่านจะได้ทำ�ความรู้จัก
กับจูเลียตและเจ้าหน้าที่ MSF อีกหลายคนที่ Lefèvre จะ
ทำ�งานด้วย รวมทัง้ นิสยั ใจคอของ Lefèvre เอง งานของพวก
เขาโหดหินตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง เนื่องจากไม่มีเที่ยวบิน
และสหภาพโซเวียตก็ห้ามใครเข้าไป พวกเขาจึงต้องเดินเท้า
เป็นระยะทางหลายกิโล แอบย่องเข้าพรมแดนอัฟกานิสถาน
กลางดึก หลบหลีกเฮลิคอปเตอร์โซเวียตที่จะยิงใส่ทุกสิ่งที่
เคลื่อนไหว
ฉากแรกในช่วงทีส่ องของหนังสือ ทัง้ ทีมต้องกอดคอ
กันคลุมโปงอยูใ่ ต้ผา้ ห่มเมือ่ เห็นเฮลิคอปเตอร์โซเวียตบินผ่าน
มา คำ�บรรยายตรงนี้ของ Guibert ว่า “แม้แต่เล็บมือที่ต้อง
แสงอาทิตย์อาจหมายถึงความตาย” ทำ�ให้คนอ่านค่อยๆ
ตระหนั ก ว่ า สถานการณ์ ข อง Lefèvre กั บ ที ม นั้ น หน้ า สิ่ ว

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 100

DOG EAR 2 edit.indd 100 3/19/12 8:39 PM


หน้าขวานขนาดไหน ระหว่างที่เราติดตาม MSF ไปยังเมือง
ต่างๆ ในอัฟกานิสถาน เฝ้าดูพวกเขารักษาผู้ป่วยอย่างสุด
ความสามารถ ทั้งที่เป็นทหารและเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ความ
โหดร้ายของสงครามก็จะทยอยเผยโฉมออกมาชนิดลืมไม่ลง
ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายของเด็กตัวเล็กๆ ที่บาดเจ็บจากกระสุน
เศษระเบิด หรือเหยียบโดนกับระเบิด
ภาพกรามล่างของเด็กคนหนึ่งที่หายไปทั้งซีกหลัง
ถูกระเบิด ตอกยาํ้ ว่า The Photographer ไม่ใช่การ์ตนู สำ�หรับ
เด็กแน่ๆ
ช่ ว งสุ ด ท้ า ยของหนั ง สื อ (เล่ ม ที่ ส ามในเวอร์ ชั่ น
ฝรั่ ง เศส) เล่ า เรื่ อ งราวการเดิ น ทางขากลั บ ของ Lefèvre
จากอัฟกานิสถานสู่ปากีสถาน หลังจากที่เขาตัดสินใจว่าจะ
เดิ น ทางกลั บ กั บ กองคาราวานก่ อ นที ม ของ MSF จะได้
กลับบ้านได้เร็วกว่ากำ�หนดหนึ่งสัปดาห์ เนื้อหาในส่วนนี้
เป็นบันทึกการเดินทางที่ทั้งน่าหดหู่และรบกวนจิตใจ เพราะ
Guibert ถ่ายทอดการกระทำ�ทุกบทตอนของ Lefèvre อย่าง
ตรงไปตรงมาปราศจากการสร้ า งภาพ รวมทั้ ง ตอนที่ เ ขา
ตัดสินใจผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัย จนนำ�ไปสู่เหตุการณ์ที่
เอ่อล้นด้วยอารมณ์และน่ากลัวที่สุดในหนังสือ
นอกจากจะดึ ง ความเลวร้ า ยของสงครามออกมา
ให้เราเห็นอย่างแจ่มชัด The Photographer ยังนำ�เสนอทั้ง
นิสัยใจคอ รวมทั้งชีวิตประจำ�วันของชาวอัฟกันที่ Lefèvre
กับทีม MSF ได้รู้จักระหว่างทาง ทำ�ให้ภาพในหนังสือเป็น

สฤณี อาชวานันทกุล :: 101

DOG EAR 2 edit.indd 101 3/19/12 8:39 PM


มากกว่าภาพ หากเป็นกระจกสะท้อนคนจริงๆ ที่มีชีวิตจิตใจ
ความคิดอ่าน และความเชื่อที่คนอ่านส่วนใหญ่ไม่คุ้นเคยแต่
น่าสนใจอย่างยิ่งในภาวะสงครามที่พวกเขาประสบ
ต้ อ งยกนิ้ ว ให้ นั ก เขี ย นการ์ ตู น นาม Emmanuel
Guibert ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของ Lefèvre ออกมาได้อย่าง
น่ า ติ ด ตามและมี เ รื่ อ งให้ ลุ้ น ตั้ ง แต่ แ รก เขาผสมการ์ ตู น สี
ที่วาดแบบเหมือนจริงเข้ากับภาพถ่ายของ Lefèvre ได้อย่าง
กลมกลืนและลงตัว ราวกับว่าการ์ตูนของเขาเป็นภาพถ่าย
ที่สูญหายไประหว่างทางและได้รับการกอบกู้ขึ้นมาใหม่ใน
รูปการ์ตูน
นอกจากการ์ ตู น ของเขาจะสมจริ ง และถ่ า ยทอด
ทั้ ง บรรยากาศและอารมณ์ ไ ด้ อ ย่ า งดี เ ยี่ ย ม Guibert ยั ง
ให้ ค วามสำ � คั ญ กั บ รายละเอี ย ดปลี ก ย่ อ ยมากมายที่ ทำ � ให้
The Photographer เป็นมากกว่าสารคดีสงคราม แต่เป็น
ส่ ว นผสมระหว่ า งสารคดี บั น ทึ ก การเดิ น ทาง และข้ อ มู ล
ประวั ติ ศ าสตร์ ที่ โ ดดเด่ น ไม่ แ พ้ กั น บางหน้ า ในหนั ง สื อ
ขนาดใหญ่สี่สีทั้งเล่มมีภาพถ่ายเพียง 1-2 ภาพ แต่ทรงพลัง
จนไม่ต้องอาศัยคำ�บรรยายใดๆ ประกอบ อย่างเช่นภาพถ่าย
หลุมศพของสมาชิก MSF หรือทะเลทรายสุดลูกหูลูกตา
อันเป็นภูมิประเทศเจนตาของอัฟกานิสถาน
ถ้ า คุ ณ อยากรู้ ว่ า อั ฟ กานิ ส ถานที่ แ ท้ ห น้ า ตาเป็ น
อย่างไร สงครามส่งผลกระทบอย่างไรต่อสภาพความเป็นอยู่
และจิตใจของประชาชนตาดำ�ๆ หรืออยากรู้แค่ว่า ‘การ์ตูน

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 102

DOG EAR 2 edit.indd 102 3/19/12 8:39 PM


ผู้ใหญ่’ ระดับขึ้นหิ้งนั้นจะทรงพลังเทียบเท่าวรรณกรรมดีๆ
ได้อย่างไร คุณก็ต้องอ่าน The Photographer – นิยายภาพ
คลาสสิกที่ผู้เขียนเชื่อว่าจะไม่มีวันตาย ตราบใดที่สงคราม
ยังไม่หมดไปจากโลก.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 103

DOG EAR 2 edit.indd 103 3/19/12 8:39 PM


064
The Boy Who Harnessed
the Wind

William Kamkwamba และ


Bryan Mealer

Brian Aldiss นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ


กล่าวประโยคหนึง่ ทีผ่ เู้ ขียนชอบมากไว้วา่ “there are two
kinds of writers: those that make you think, and those
that make you wonder.” (โลกนี้มีนักเขียนสองแบบ:
แบบที่ทำ�ให้คุณคิด และแบบที่ทำ�ให้คุณพิศวง)

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 104

DOG EAR 2 edit.indd 104 3/19/12 8:39 PM


นักเขียนแบบใดแบบหนึ่งนั้นหาไม่ยาก แต่นักเขียน
ที่ทำ�ให้คนอ่านได้คิดและรู้สึกพิศวงไปพร้อมกันนั้นหายาก
ยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจและเป็น
โชคดีของนักอ่านคือ นักเขียนหายากเหล่านี้หลายคนไม่เคย
คิดทีจ่ ะเป็นนักเขียนอาชีพ เป็นเพียง ‘นักเขียนจำ�เป็น’ ทีต่ งั้ ใจ
ถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตของตัวเองออกมาให้คนอื่นรับรู้
ทว่าเรื่องราวของพวกเขาเป็นเรื่องราวของความคิด
สร้างสรรค์ ความรักในการเรียนรู้ ไหวพริบในการเอาตัวรอด
และการกัดฟันสู้ชีวิตอย่างไม่ย่อท้อไม่ว่าจะเผชิญกับโชคร้าย
และความแร้นแค้นเพียงใด และดังนัน้ จึงทำ�ให้คนอ่านทัง้ ได้คดิ
และได้พิศวง อีกทั้งยังสร้างแรงบันดาลใจอย่างใหญ่หลวง
ให้กับคนทั่วโลก โดยเฉพาะคนเดินดินที่ไม่ได้คาบช้อนเงิน
ช้อนทองมาตั้งแต่เกิด
The Boy Who Harnessed The Wind โดย William
Kamkwamba และ Bryan Mealer สร้างแรงบันดาลใจขนาดนัน้
ได้เพราะถ่ายทอดเรือ่ งราวของเด็กอายุ 14 ปี ผูส้ ร้างกังหันลม
ผลิตไฟฟ้าได้สำ�เร็จ
ถ้าเด็กอายุ 14 ปีคนนี้เกิดในครอบครัวอบอุ่นใน
ประเทศใดประเทศหนึ่งที่พ่อแม่เป็นสมาชิกชนชั้นกลาง มี

สฤณี อาชวานันทกุล :: 105

DOG EAR 2 edit.indd 105 3/19/12 8:39 PM


เครื่องอำ�นวยความสะดวกสบายพร้อมมูล การสร้างกังหัน
ลมผลิตไฟฟ้าถึงจะน่าชื่นชมแต่ก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่จะทำ�ให้
คนได้คิดและพิศวงไปพร้อมกัน แต่ William Kamkwamba
ไม่ ใ ช่ เ ด็ ก คนนั้ น เขาอาศั ย อยู่ ใ นชนบทของมาลาวี ทวี ป
แอฟริกา หนึ่งในประเทศที่ยากจนข้นแค้นที่สุดในโลก สร้าง
กังหันลมจากชิ้นส่วนต่างๆ ที่ส่วนใหญ่เก็บมาจากกองขยะ
เช่น ล้อรถจักรยานใช้แล้ว กิง่ ไม้ ฯลฯ ฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการ
กว่าจะทำ�ให้ความฝันเป็นจริงได้ รวมทั้งเสียงเยาะเย้ยจาก
เพื่อนบ้านที่หาว่าเขา ‘บ้า’
หลั ง จากที่ เ ปิ ด ฉากด้ ว ยเหตุ ก ารณ์ ร ะทึ ก ใจ วั น ที่
กังหันลมของ Kamkwamba หมุนปั่นไฟได้สำ�เร็จ The Boy
Who Harnessed The Wind ก็พาเราย้อนเวลากลับไปสู่
วัยเด็กของนักประดิษฐ์ตีนเปล่า
หลายคนในหมู่ บ้ า นสั ง เกตเห็ น พรสวรรค์ ใ นการ
ซ่อมแซมสิ่งของเครื่องใช้และความช่างคิดแบบนักประดิษฐ์
ของ Kamkwamba ตั้งแต่เขายังเล็ก แต่ก็ไม่มีใครคาดคิดว่า
พรสวรรค์นจี้ ะเปลีย่ นโชคชะตาของ Kamkwamba ได้ เพราะ
ครอบครั ว ของเขายากจนข้ น แค้ น และเผชิ ญ กั บ ภาวะ
ทุ พ ภิ ก ขภั ย ร้ า ยแรงถึ ง ขนาดต้ อ งอดมื้ อ กิ น มื้ อ ต้ อ งให้ ลู ก
ออกจากโรงเรียนกลางคันเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน
2,500 บาท แต่ Kamkwamba ไม่ยอมแพ้ เขาตั้งปณิธานว่า
จะศึกษาต่อด้วยตัวเองเท่าที่ทำ�ได้ เริ่มจากการอ่านหนังสือ
ในห้องสมุดท้องถิ่น Kamkwamba บอกว่าหนังสือมือสอง

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 106

DOG EAR 2 edit.indd 106 3/19/12 8:39 PM


สภาพแย่ไม่กี่เล่มในห้องสมุดเปิดโลกอันน่าตื่นตาตื่นใจของ
วิทยาศาสตร์ให้กับเขา ถึงแม้ว่าโลกใหม่ใบนี้จะไม่ได้เข้ามา
ทดแทนความเชื่อของ Kamkwamba ในไสยศาสตร์พื้นบ้าน
ที่เขาซึมซับมาตั้งแต่เกิด มันก็ทำ�ให้เขารู้ว่าคนเราสามารถ
ผลิตไฟฟ้าจากลมได้
นั่นคือจุดที่ Kamkwamba ตั้งใจว่าจะสร้างกังหันลม
แบบนีใ้ ห้ได้ เพราะถ้าครอบครัวของเขามีไฟฟ้าใช้ เขาก็จะเป็น
ส่วนหนึง่ ของประชากรเพียงร้อยละ 2 ของมาลาวีทงั้ ประเทศ
ที่มีไฟฟ้าใช้ สมาชิกจะไม่ต้องเข้านอนตั้งแต่หนึ่งทุ่ม พี่สาว
และน้องสาวของเขาจะมีเวลาอ่านหนังสือเรียนมากขึ้น และ
ไฟฟ้าที่ผลิตเองได้นี้ก็จะทำ�ให้พ่อแม่ของ Kamkwamba เดิน
เครื่องปั๊มนํ้าในแปลงเพาะปลูกได้ ซึ่งแปลว่าครอบครัวนี้จะ
ทำ�นาได้สองครั้งต่อปีแทนที่จะเป็นครั้งเดียวเหมือนเมื่อก่อน
และการเก็บเกี่ยวสองครั้งต่อปีก็จะสร้างรายได้เพียงพอที่จะ
ทำ�ให้พวกเขาไม่ต้องทนอดมื้อกินมื้ออีกต่อไป
เรือ่ งราวอันน่าอัศจรรย์ใจอัศจรรย์ขนึ้ เรือ่ ยๆ หลังจาก
นั้น เมื่อ Kamkwamba ออกตระเวนหาชิ้นส่วนที่จะทำ �ให้
ความฝันของเขาเป็นความจริง โดยมีเพียงภาพถ่ายและ
ภาพวาดในหนั ง สื อ มื อ สองในห้ อ งสมุ ด เป็ น แผนที่ นำ � ทาง
ข้ อ ความประกอบในหนั ง สื อ ช่ ว ยอะไรไม่ ไ ด้ เ ลยเพราะ
Kamkwamba อ่านภาษาอังกฤษไม่ออก (หนังสือเหล่านี้เป็น
หนังสือใช้แล้วที่รับบริจาคมาจากคนในอเมริกาและอังกฤษ)
ต้องอาศัยสมองและสองมือของตัวเองโดยลำ�พัง

สฤณี อาชวานันทกุล :: 107

DOG EAR 2 edit.indd 107 3/19/12 8:39 PM


หลายช่วงในหนังสือที่เกี่ยวกับรายละเอียดชิ้นส่วน
ของกังหันลมและการประยุกต์ใช้สิ่งของจากกองขยะอาจ
ทำ�ให้คนอ่านที่ไม่สนใจวิทยาศาสตร์หรือสิ่งประดิษฐ์รู้สึกว่า
เยิน่ เย้อเกินไป แต่ผเู้ ขียนคิดว่าเป็นรายละเอียดทีน่ า่ สนใจและ
สะท้อนความอยากรู้อยากเห็นและความคิดสร้างสรรค์ของ
Kamkwamba ได้เป็นอย่างดี เขาใช้เวลาเพียง 3 เดือนเท่านัน้
ในการสร้างกังหันลมจากสิ่งต่างๆ ที่เขาพบในหมู่บ้าน และ
สุดท้ายก็สามารถทำ�ให้คนทัง้ หมูบ่ า้ นตกตะลึง “นำ�พลังลมมา
รับใช้” ได้สำ�เร็จราวกับเวทมนตร์ของพ่อมดหมอผี สี่ปีต่อมา
ในปี 2006 เมื่อเขามีอายุ 18 ปี หนังสือพิมพ์ของมาลาวีตีแผ่
เรื่องราวของเจ้าหนูนักประดิษฐ์ตีนเปล่า โลกทั้งโลกจึงได้รับ
รู้เรื่องราวอันน่าทึ่งของ Kamkwamba
ชือ่ เสียงทีเ่ ขาได้รบั ในชัว่ ข้ามคืนช่วยดึง Kamkwam-
ba เองออกจากบ่วงความจน ในวัย 20 ปี เขากำ�ลังศึกษาต่อใน
ระดับมัธยมปลายที่โรงเรียน African Leadership Academy
ในกรุงโยฮันเนสเบิรก์ และน่าจะได้ไปศึกษาต่อระดับปริญญา
ตรีในอเมริกาในอีกไม่ช้า เขาเขียนหนังสือเรื่อง The Boy
Who Harnessed The Wind ด้วยความช่วยเหลือของ Bryan
Mealer นักข่าวผู้เขียนหนังสือเรื่อง All Things Must Fight
To Live เกี่ยวกับสงครามในคองโก
นอกจากจะสร้างแรงบันดาลใจต่อทั้งผู้ด้อยโอกาส
และคนมัง่ มี (และพอจะมี) ทุกชาติทกุ ภาษาในโลกนี้ The Boy
Who Harnessed The Wind ยังเป็นสารคดีชิ้นเยี่ยมที่ตีแผ่

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 108

DOG EAR 2 edit.indd 108 3/19/12 8:39 PM


ชีวิตจริงของคนจนและปัจจัยเชิงโครงสร้างที่กดทับให้ความ
จนยั ง คงเป็ น วงจรอุ บ าทว์ ใ นหลายประเทศ อย่ า งตอนที่
Kamkwamba อธิบายว่าการคอร์รัปชั่นของนักการเมือง
ทำ�ร้ายคนจนอย่างไร และอธิบายให้เห็นภาพว่า การตัดไม้
ทำ�ลายป่ามีส่วนอย่างยิ่งในการทำ�ให้คนจนจนเรื้อรัง เพราะ
เมื่อไม่มีต้นไม้คอยชะลอนํ้า ฝนก็กลายเป็นนํ้าท่วมที่ชะล้าง
หน้าดินและแร่ธาตุไปอย่างรวดเร็ว กวาดดินและกองขยะ
ออกสู่แม่นํ้าไชร์ ทำ�ให้เขื่อนต่างๆ อุดตัน โรงไฟฟ้าพลังนํ้า
ต้องหยุดจ่ายไฟเพือ่ ขุดลอกแม่นาํ้ อันเป็นกระบวนการต้นทุน
สูงทีท่ �ำ ให้โรงไฟฟ้าต้องขึน้ ค่าไฟ คนจนก็เลยยิง่ ไม่มกี �ำ ลังซือ้
Kamkwamba สรุปสถานการณ์นสี้ นั้ ๆ แต่ได้ใจความ
ว่า “ในเมือ่ ภัยแล้งและนํา้ ท่วมทำ�ให้คนจนไม่มผี ลิตผลทางการ
เกษตรไปขาย แถมแม่นาํ้ ทีอ่ ดุ ตันและไฟฟ้าราคาแพงก็ท�ำ ให้
คนจนไม่ มี ไ ฟฟ้ า ใช้ คนจนจำ � นวนมากก็ เ ลยต้ อ งหาเลี้ ย ง
ครอบครัวด้วยการตัดไม้ในป่าไปทำ�ฟืนหรือขายถ่าน ชีวิตก็
เป็นแบบนี้.”

หมายเหตุ: เรื่องราวของ Kamkwamba ได้รับการถ่ายทอดเป็นสารคดีและคลิป


วิดโี อสัมภาษณ์บนอินเทอร์เน็ตแล้วหลายชิน้ ชิน้ ทีผ่ เู้ ขียนชอบเป็นพิเศษคือสารคดี
6 นาที บนยูทูบ - http://www.youtube.com/watch?v=arD374MFk4w และ
สุนทรพจน์ของเขาที่กล่าวในงานสัมมนา TED - http://blog.ted.com/2009/09/
how_i_harnessed.php
The Boy Who Harnessed The Wind ได้รบั การแปลเป็นภาษาไทยใน
ชื่อ ชัยชนะของไอ้หนู แปลโดย คำ�เมือง ตีพิมพ์โดยสำ�นักพิมพ์ สันสกฤต

สฤณี อาชวานันทกุล :: 109

DOG EAR 2 edit.indd 109 3/19/12 8:39 PM


065
The Paradox of Choice:
Why More is Less

Barry Schwartz

ปัจจุบันเป็นที่ประจักษ์ชัดต่อนักเศรษฐศาสตร์จำ�นวน
มากขึ้นเรื่อยๆ แล้วว่า สมมุติฐานหลักของวิชาเศรษฐ-
ศาสตร์ทุกข้อจะต้องได้รับการปรับแก้และต่อยอดให้
สะท้อนธรรมชาติและพฤติกรรมของมนุษย์อย่างเที่ยง
ตรงมากขึ้ น เพื่ อ จะได้ มี ส่ ว นช่ ว ยปรั บ ปรุ ง นโยบาย
เศรษฐกิจให้มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น มุ่งหน้าสู่สังคม
ที่ ค นอยู่ เ ย็ น เป็ น สุ ข ถึ ง แม้ ว่ า จะต้ อ งเสี ย สละความ
สละสลวยของสมการคณิตศาสตร์ไปบ้างก็ตาม

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 110

DOG EAR 2 edit.indd 110 3/19/12 8:39 PM


ในเมื่ อ นั ก เศรษฐศาสตร์ มุ่ ง ศึ ก ษาพฤติ ก รรมของ
มนุษย์ การปรับแก้นนั้ ก็ควรจะสอดคล้องกับบทเรียนทีเ่ พิม่ พูน
ขึ้ น เรื่ อ ยๆ จากทฤษฎี แ ละงานวิ จั ย เชิ ง ประจั ก ษ์ ใ นสาขา
เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมและจิตวิทยา ซึง่ กำ�ลังเปิดเผยให้เห็น
อย่างชัดเจนขึน้ เรือ่ ยๆ ว่า ‘ขอบเขต’ และ ‘เงือ่ นไข’ ของความ
มีเหตุมผี ลของคนเรานัน้ มีอะไรบ้าง และเหตุใดสมมุตฐิ านทีว่ า่
“ตัวเลือกยิ่งเยอะยิ่งดี” นั้นอาจไม่เป็นความจริงอย่างไร้ขีด
จำ�กัด เพราะธรรมชาติของมนุษย์ยังคงเดิม และไม่ว่าสินค้า
และบริการจะทวีคูณขึ้นเพียงใด ทุกคนก็ยังมีเวลาเพียง 24
ชั่วโมงในหนึ่งวันไม่เปลี่ยนแปลง
ในหนังสือเรือ่ ง The Paradox of Choice (ความย้อน
แย้งของการมีทางเลือก) นักจิตวิทยานาม Barry Schwartz
รวบรวมงานวิจัยจำ�นวนมากจากหลายแขนงย่อยของวงการ
จิตวิทยาสมัยใหม่มาย่อยอย่างเป็นระบบในภาษาทีเ่ ข้าใจง่าย
เพื่ อ แสดงให้ เ ห็ น ‘ด้ า นมื ด ’ ที่ พึ ง ระวั ง ของการมี ตั ว เลื อ ก
มากมายนับไม่ถ้วน โดยเฉพาะสินค้าและบริการทุกประเภท
และเพือ่ อธิบายว่าด้านมืดเหล่านีบ้ อกอะไรเราได้บา้ งเกีย่ วกับ
‘ความสุข’ ทางโลกย์ของมนุษย์
Schwartz ตั้ ง ข้ อ สั ง เกตว่ า ปั จ จุ บั น มี ข บวนการ
เคลื่ อ นไหวระดั บ รากหญ้ า จำ � นวนไม่ น้ อ ยที่ ร ณรงค์ ใ ห้ ค น
สฤณี อาชวานันทกุล :: 111

DOG EAR 2 edit.indd 111 3/19/12 8:39 PM


หวนกลับไปใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ด้วยหลักคิดที่ว่า ทุกวันนี้
คนเรามีตัวเลือกมากเกินไป ต้องตัดสินใจหลายเรื่องเกินไป
จนไม่มีเวลาทำ�สิ่งที่สำ�คัญจริงๆ เช่น ดูแลครอบครัว แต่
Schwartz บอกว่า การเชือ้ เชิญให้คนแต่ละคนพยายามโฟกัส
ว่าตัวเอง ‘ต้องการ’ อะไรจริงๆ นั้น ไม่น่าจะเป็นวิธีแก้ปัญหา
การมีตัวเลือกมากเกินไป เพราะการที่ตัวเลือกเหล่านี้ผุด
ขึ้นมาก็เพื่อช่วยให้เราโฟกัสความต้องการของเราตั้งแต่แรก
Schwartz บอกว่า ถ้าเราอยากเข้าใจความย้อนแย้ง
ของการมีตัวเลือกมากมาย เราก็ควรเข้าใจก่อนว่า กลยุทธ์
ในการตัดสินใจซื้อของคนเราส่วนใหญ่จะมีอยู่หลายขั้นตอน
ด้วยกัน ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นเป็นอัตโนมัติในสมอง
โดยทีเ่ ราแทบไม่รสู้ กึ ตัว เริม่ ตัง้ แต่ขนั้ แรก เราจะตัง้ เป้าหมาย
ก่อนว่าอยากได้อะไร การตัดสินใจเรือ่ งนีข้ องเราอาศัยความจำ�
ในอดีตค่อนข้างมาก เช่น เราอาจเลือกซื้อเพลงของนักร้อง
คนนี้เพราะชอบอัลบั้มชุดก่อน เลือกดูหนังผีเรื่องใหม่เพราะ
ชอบดูหนังผีตงั้ แต่เด็ก ฯลฯ นักจิตวิทยา Daniel Kahneman
เจ้าของรางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์กบั Amos Tversky พิสจู น์
ให้เห็นแล้วว่า สิ่งที่เราจำ�ได้เกี่ยวกับประสบการณ์ใดก็ตาม
ในอดีตตัง้ อยูบ่ นตัวแปรทีส่ �ำ คัญเพียงสองตัวเท่านัน้ คือความ
รู้สึกที่ดีที่สุด (หรือแย่ที่สุด) ในประสบการณ์นั้นๆ และความ
รู้สึกของเราเมื่อมันสิ้นสุดลง
เมือ่ เลือกเป้าหมายได้แล้ว เราจะประเมินเปรียบเทียบ
ความสำ�คัญของเป้าหมายแต่ละอย่าง คนหลายคนยึดติดกับ

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 112

DOG EAR 2 edit.indd 112 3/19/12 8:39 PM


อคติ อารมณ์ และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย รวมทัง้ ประเด็นทีจ่ �ำ ง่าย
มากเกิ น ไปจนไม่ ส นใจข้ อ มู ล หลั ก ฐานที่ น่ า เชื่ อ ถื อ กว่ า
Kahneman กับ Tversky พบว่า ‘โจทย์ทางจิตใจ’ ของคน
แต่ละคนมีส่วนตีกรอบทางเลือกต่างๆ และกำ�หนดว่าเราจะ
คำ�นึงถึงตัวแปรอะไรบ้าง ยกตัวอย่างเช่น การไปงานแต่งงาน
ของเพือ่ นอาจเป็นตัวเลือกหนึ่งในโจทย์เรื่อง ‘การหาแฟน’ ที่
เราให้ความสำ�คัญ หรืออาจเป็นตัวเลือกในโจทย์ ‘รักษาความ
สัมพันธ์กับเพื่อนๆ’ ก็ได้ถ้าเราแต่งงานแล้วหรือคิดว่าเรื่องนี้
สำ�คัญกว่าการหาแฟน ด้วยเหตุนี้ ‘มูลค่า’ ของทางเลือกแต่ละ
ทางสำ�หรับเราจึงขึ้นอยู่กับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของโจทย์ไหน
หลังจากที่เราตั้งเป้าหมายและประเมินเปรียบเทียบ
แล้ ว เราก็ มั ก จะเลื อ กตั ว เลื อ กที่ เ ชื่ อ ว่ า จะทำ � ให้ เ ราบรรลุ
เป้าหมาย และหลังจากที่เลือกไปแล้ว เราก็จะใช้ผลลัพธ์ที่
เกิดขึ้นเป็นบทเรียนในการปรับเปลี่ยนเป้าหมายและระดับ
ความสำ�คัญของเป้าหมายต่างๆ ตลอดเวลา
Schwartz อธิ บ ายความคิ ด ของนั ก จิ ต วิ ท ยายุ ค
1950 นาม Herbert Simon ว่ายังใช้การได้ดีจนถึงปัจจุบัน
Simon ศึกษา “ความเครียดทางจิตใจ” ของผู้บริโภคและ
พบว่า เราอาจแบ่งผู้บริโภคทั้งหมดออกเป็น 2 ประเภท ซึ่ง
Simon เรียกว่า ‘นักเต็มพิกดั ’ (maximizer) และ ‘นักสุขนิยม’
(satisficer) นักเต็มพิกัดคือคนที่อยากเป็นเลิศในทุกๆ เรื่อง
ต้องมัน่ ใจว่าการตัดสินใจซื้อทุกครัง้ เป็นการตัดสินใจที่ดที ี่สดุ
แล้ว ดังนั้นจึงต้องประเมินทางเลือกทุกทางอย่างรอบคอบ

สฤณี อาชวานันทกุล :: 113

DOG EAR 2 edit.indd 113 3/19/12 8:39 PM


ก่อนตัดสินใจ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ก่อให้เกิดความเครียดมากขึ้น
เรื่อยๆ เมื่อทางเลือกเพิ่มพูนขึ้น ด้วยเหตุนี้ Schwartz จึง
เห็นด้วยกับ Simon ว่าเป็นผูบ้ ริโภคแบบนักสุขนิยมนัน้ ดีกว่า
เพราะผูบ้ ริโภคแบบนีไ้ ม่กงั วลว่าอาจมีทางเลือกทีด่ กี ว่าทางที่
เลือกไป ประเด็นหลักที่ Schwartz อยากชี้ให้เราเห็นคือ เรา
มีกลยุทธ์หลายชุดที่เลือกใช้ได้เวลาที่ต้องเลือก แต่กลยุทธ์
เหล่านี้ไม่มีอะไรที่ไม่มาพร้อมกับ ‘ต้นทุน’ ทางจิตใจที่เรา
ไม่ค่อยตระหนัก
Schwartz เห็นด้วยกับผลการวิจยั ของ David Myers
กับ Robert Lane ที่ว่า การมีตัวเลือกมากมายในปัจจุบันนั้น
มั ก จะนำ � ไปสู่ ภ าวะซึ ม เศร้ า และความรู้ สึ ก เหงา และชาว
อเมริ กั น กำ � ลั ง ‘จ่ า ย’ ค่ า ความมั่ ง คั่ ง และเสรี ภ าพในการ
เลือกซื้อสินค้าและบริการ ในรูปของคุณภาพและระดับการ
เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่ลดลง เขายํ้าว่าสายสัมพันธ์กับ
ครอบครัว เพื่อนบ้าน และเพื่อนที่ทำ�งานไม่ใช่สิ่งที่ทุกคน
คาดหวังว่าจะมีตั้งแต่เกิดได้เหมือนอย่างในอดีต แต่เป็นสิ่งที่
ต้องแสวงหาและสร้างด้วยการตัดสินใจแบบปัจเจกที่แสนจะ
เคร่งเครียด
การมองโลกเชิงบวกหรือลบก็มีผลต่อการตัดสินใจ
ของเราเหมือนกัน Schwartz บอกว่าเวลาที่เราต้องเลือก
ตัวเลือกเดียวจากหลายตัวที่ดูดีไปหมด เราจะเริ่มประเมิน
ตัวเลือกเหล่านัน้ ด้วยการตัง้ คำ�ถามแบบได้อย่าง-เสียอย่างใน
หัวว่าจะเกิดอะไรขึน้ ถ้าเราเลือกตัวนี้ แล้วถ้าเลือกตัวนีล้ ะ่ ฯลฯ
ปัญหาคือเรามักจะหมกมุ่นกับโอกาสที่พลาดไป (จากการ
วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 114

DOG EAR 2 edit.indd 114 3/19/12 8:39 PM


ไม่เลือกตัวเลือก ข.) แทนที่จะคิดว่าตัวเลือก ก. ที่เราเลือก
ไปนั้นมีแนวโน้มที่ดีอะไรบ้าง นอกจากงานวิจัยจะยืนยันว่า
อารมณ์เชิงลบ (โมโห เศร้า ฯลฯ) ส่งผลเสียต่อการตัดสินใจ
แล้ว งานวิจัยที่ใหม่กว่านั้นก็ยังแสดงให้เห็นด้วยว่าอารมณ์
เชิงบวกสร้างผลลัพธ์ที่ตรงกันข้าม นั่นคือ คนเรามักจะยอม
พิจารณาตัวเลือกมากกว่าปกติเวลาที่รู้สึกว่ามีความสุข
The Paradox of Choice ไม่ได้อธิบายความย้อนแย้ง
ของการมีทางเลือกเพียงอย่างเดียว แต่ยงั นำ�เสนอวิธบี รรเทา
หรื อ แก้ ปั ญ หานี้ ด้ ว ย ยกตั ว อย่ า งเช่ น Cass Sunstein
นักกฎหมายผู้ยิ่งใหญ่ ประดิษฐ์คำ�ว่า ‘การตัดสินใจชั้นรอง’
(second-order decisions) มาอธิบายการตัดสินใจที่ทำ�ตาม
กฎเกณฑ์อะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นหลักการ มาตรฐาน
ธรรมเนียมปฏิบัติ หรือมารยาทสังคม การมีวินัยที่จะทำ�ตาม
กฎเหล่านี้ช่วยให้เรากำ�จัดการมีทางเลือกมากมายไม่รู้จบ
ในชีวิตประจำ�วัน ในหนังสือ Schwartz อธิบายกฎแต่ละ
ประเภทและชีใ้ ห้เห็นว่ากฎแบบไหนน่าจะได้ผลในสถานการณ์
ใดบ้าง
ถ้าคุณอยากรู้ว่า ‘ด้านมืด’ ที่แท้จริงของมหกรรม
บริโภคนิยมคืออะไรนอกเหนือจากมิติด้านสิ่งแวดล้อมและ
จิตวิญญาณ The Paradox of Choice ก็เป็นหนังสือ ‘ต้องอ่าน’
ทีอ่ ธิบายอย่างแจ่มชัดว่า เหตุใดการมีทางเลือกไร้ขดี จำ�กัดจึง
ไม่ได้มีประโยชน์ไร้ข้อจำ�กัดตามไปด้วย และเราจะรู้เท่าทัน
และบรรเทาผลเสียจากความย้อนแย้งนี้ได้อย่างไรบ้าง.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 115

DOG EAR 2 edit.indd 115 3/19/12 8:39 PM


066
The Agile Gene: How Nature
Turns on Nurture

Matt Ridley

ในบรรดานักเขียนสารคดีวทิ ยาศาสตร์ทผี่ เู้ ขียนชืน ่ ชอบ


มีไม่กคี่ นทีเ่ ข้าข่าย ‘เห็นชือ่ เป็นต้องซือ้ ’ โดยไม่รอฟังคำ�
แนะนำ�หรือเปิดอ่าน นักเขียนที่เข้าข่ายนี้มี อาทิ James
Gleick (Chaos, The Genius และ Isaac Newton), Simon
Singh (Fermat’s Enigma, Big Bang, The Code Book),
Steven Levy (Hackers, Artificial Life) และ Alan Light-
man (Einstein’s Dreams, The Discoveries)

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 116

DOG EAR 2 edit.indd 116 3/19/12 8:39 PM


แต่ถา้ พูดถึงเรือ่ งยีน ผูเ้ ขียนไม่รจู้ กั ใครทีเ่ ขียนเรือ่ งนี้
ได้สนุกสนาน อ่านง่าย และทันสมัยเท่ากับ Matt Ridley
นักเขียนวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ อดีตบรรณาธิการข่าว
วิทยาศาสตร์ของวารสาร The Economist
ใน The Agile Gene (ฉบับพิมพ์ครัง้ แรกใช้ชอื่ Nature
via Nurture) Ridley พาเราไปท่องโลกของพันธุกรรมศาสตร์
และสังคมวิทยา สองวงการที่การค้นพบใหม่ๆ กำ�ลังเกิดขึ้น
อย่างรวดเร็วและน่าตืน่ เต้น ยิง่ เรามีความรูเ้ กีย่ วกับยีนมนุษย์
และผลกระทบของการเลี้ยงดูต่อพฤติกรรมมากเพียงใด การ
ถกเถียงทีห่ ลายคนเชือ่ ว่าเป็น ‘ปัญหาโลกแตก’ ก็ยงิ่ ทวีความ
เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างฝ่าย ‘ธรรมชาตินิยม’ (nature) ที่
เชื่อว่ามนุษย์เราเป็นผลผลิตของยีน ดังเครื่องจักรที่ต้องเดิน
ตามคำ�สั่งทางชีววิทยาที่ฟ้าลิขิต กับฝ่าย ‘การหล่อหลอม
นิยม’ (nurture) ที่เชื่อว่าเราเป็น ‘ผ้าขาว’ ที่ถูกระบายโดย
ปัจจัยต่างๆ ที่แวดล้อมตัวเรา โดยเฉพาะในวัยเด็ก
การถกเถียงในประเด็นนี้มีความสำ�คัญ เพราะข้อ
เท็จจริงมีผลต่อท่าที ธรรมเนียมปฏิบัติ และแม้แต่นโยบาย
ด้านสังคม ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากว่ามี ‘ยีนอ้วน’ ทีท่ �ำ ให้อว้ น
คนอ้วนหลายคนก็คงดีใจที่จะได้ไม่ต้องพยายามลดนํ้าหนัก

สฤณี อาชวานันทกุล :: 117

DOG EAR 2 edit.indd 117 3/19/12 8:39 PM


เพราะต่อให้พยายามลดอย่างไรก็คงไม่สำ�เร็จ มิหนำ�ซํ้ายัง
รอดพ้นจากการถูกบางคนต่อว่าว่าไม่ดูแลตัวเอง หรืออีก
ตัวอย่างหนึ่ง ถ้าโรคที่เกี่ยวเนื่องกับระบบภูมิคุ้มกันมีสาเหตุ
มาจากการโตขึ้ น มาในครอบครั ว ที่ พ่ อ แม่ ต บตี ลู ก อย่ า ง
โหดร้ายทารุณ วิธีป้องกันโรคนี้ที่ดีที่สุดอาจเป็นการรณรงค์
สิทธิเด็กและให้ค�ำ ปรึกษาด้านครอบครัวทีต่ รงจุดมากขึน้ กลับ
ไปทีค่ �ำ ถามเดิมคือ ตกลงเราเป็นผลผลิตของอะไรมากกว่ากัน
ยีนหรือการหล่อหลอม?
Matt Ridley อธิบายอย่างชัดเจนและอ่านสนุกใน
The Agile Gene ว่า ทั้งยีนและการหล่อหลอมมีผลต่อชีวิต
เราพอๆ กัน ธรรมชาติไม่ได้กำ�หนดพฤติกรรมหรือแม้แต่
ลักษณะทางร่างกายของเรามาตั้งแต่แรกเกิดชนิดเปลี่ยน
ไม่ ไ ด้ แต่ ก ารหล่ อ หลอมเลี้ ย งดู ก็ ไ ม่ ไ ด้ มี อิ ท ธิ พ ลพอที่ จ ะ
ออกแบบ ‘ตัวตน’ ของเราใหม่หมด หรือลบล้างอิทธิพลของ
ยีนอย่างสิ้นเชิง หัวใจของ The Agile Gene คือคำ�อธิบายว่า
ทั้งยีนและการหล่อหลอมนั้นทำ�งานร่วมกันและมีปฏิกิริยา
ซึ่งกันและกันอย่างไรบ้าง
Ridley ยกตัวอย่างงานวิจัยและการค้นพบมากมาย
มาชีใ้ ห้เห็นว่า ยีนหรือรหัสพันธุกรรมของมนุษย์นนั้ ไม่เหมือน
กับ ‘พิมพ์เขียว’ แต่เหมือนกับ ‘สูตรทำ�อาหาร’ มากกว่า
ธรรมชาติเป็นผูม้ อบเครือ่ งปรุงต่างๆ ให้กบั เรา แต่เครือ่ งปรุง
เหล่านัน้ ก็เปลีย่ นไปตามประสบการณ์ของเราเองด้วย เพราะ
บทบาททีส่ ำ�คัญของยีนประการหนึง่ ทีเ่ ราไม่คอ่ ยรูจ้ กั คือการ

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 118

DOG EAR 2 edit.indd 118 3/19/12 8:39 PM


‘ดึง’ ข้อมูลจากสภาพแวดล้อมมาใช้
หัวใจของหนังสือเล่มนีส้ รุปได้สนั้ ๆ ว่า การหล่อหลอม
คนขึน้ อยูก่ บั ยีน และยีนก็จ�ำ เป็นต้องอาศัยการหล่อหลอมเช่น
กัน ยกตัวอย่างเช่น ยีนเป็นตัวกำ�หนดโครงสร้างหยาบๆ ของ
สมองมนุษย์ แต่มันก็ ‘ซึมซับ’ ประสบการณ์ มีปฏิกิริยาต่อ
สัญญาณทางสังคม และขับเคลือ่ นความทรงจำ� ด้วยการ ‘ปิด’
และ ‘เปิด’ อย่างมีแบบแผน ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ยีนเป็นทั้ง
‘เหตุ’ และ ‘ผล’ ของการกระทำ�ของมนุษย์ กล่าวอีกนัยหนึ่ง
คื อ มนุ ษ ย์ เ ป็ น สั ต ว์ ซั บ ซ้ อ นที่ มี ทั้ ง เจตจำ � นงเสรี และใน
ขณะเดียวกันก็ถูกกำ�กับโดยสัญชาตญาณและวัฒนธรรม
ที่หล่อหลอมและส่งอิทธิพลตลอดเวลา
ตัวอย่างหนึง่ ในหนังสือทีแ่ สดงความสัมพันธ์ระหว่าง
ยีนกับการหล่อหลอมได้ดมี ากคือ งานวิจยั ทีท่ �ำ ในเมืองดูนดิน
ประเทศนิวซีแลนด์ ระหว่างปี 1972-1973 โดยทีมนักวิจัยที่
นำ�โดย Terrie Moffitt พวกเขาศึกษาความแตกต่างในพื้นที่
‘สวิตช์’ ของยีนนำ�ส่งเซโรโทนิน สารเคมีในสมองชนิดหนึ่งที่
ทำ�ให้เซลล์ประสาทสื่อสารกันได้ เซโรโทนินส่งผลต่อวิธีที่คน
มีปฏิกิริยาต่อเหตุการณ์เครียดจัดในชีวิต เช่น การหย่า หรือ
สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก
งานวิ จั ย ชิ้ น นี้ พ บว่ า คนที่ มี ยี น นำ � ส่ ง เซโรโทนิ น
แบบสั้นหนึ่งหรือสองตัวมีอาการซึมเศร้าหลังจากที่เกิดเหตุ
เครี ย ดจั ด อย่ า งน้ อ ยสามครั้ ง มากกว่ า คนที่ มี ยี น ประเภท
เดียวกันแต่แบบยาวสองตัว แต่ปฏิกิริยาของคนสองกลุ่มนี้

สฤณี อาชวานันทกุล :: 119

DOG EAR 2 edit.indd 119 3/19/12 8:39 PM


ไม่มีความแตกต่างกันถ้าเผชิญกับเหตุเครียดจัดเพียงหนึ่ง
หรือสองครั้ง การค้นพบนี้หมายความว่า ยีนตัวนี้ไม่ได้ทำ�ให้
เราซึมเศร้า แต่มันทำ�ให้เราอ่อนไหวต่อแรงกดดันในสภาพ
แวดล้อม ในกรณีนี้ มันทำ�ให้เรามีแนวโน้มมากขึน้ ทีจ่ ะซึมเศร้า
ถ้าเผชิญกับเหตุรุนแรงหลายครั้ง
ยีนตัวอื่นก็ทำ�งานในลักษณะคล้ายกัน ยกตัวอย่าง
เช่น คน ‘ฉลาด’ แท้ที่จริงไม่ได้ฉลาดตั้งแต่เกิด แต่เกิดมา
พร้อมกับศักยภาพในการเรียนรู้และซึมซับคำ�สั่งสอน ดังนั้น
เราจึงไม่มี ‘ยีนฉลาด’ แต่มี ‘ยีนเรียนรู้’ ในทำ�นองเดียวกัน
นักเทนนิสมืออาชีพอาจไม่ได้เล่นเทนนิสเก่งกว่าคนทั่วไป
ตั้งแต่เด็ก แต่พวกเขาอาจมียีนที่ทำ�ให้รู้สึกชอบเล่นเทนนิส
ตั้ ง แต่ เ ด็ ก และในเมื่ อ เขาชอบ เขาก็ จ ะทุ่ ม เทเวลาให้ กั บ
การฝึ ก ฝนจนเก่ ง จริ ง ๆ กรณี เ หล่ า นี้ ล้ ว นแสดงให้ เ ห็ น ว่ า
“ธรรมชาติแสวงหาการหล่อหลอม” (nature sought out the
nurture) ชีวิตคนจะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้
The Agile Gene ไม่ได้เล่าแต่สถานการณ์ปัจจุบัน
ที่ น่ า ตื่ น เต้ น เท่ า นั้ น แต่ ยั ง พาเราหวนกลั บ ไปทบทวน
ประวั ติ ศ าสตร์ ข้ า มศตวรรษของการโต้ เ ถี ย งระหว่ า งค่ า ย
ธรรมชาตินิยมและค่ายหล่อหลอมนิยมมาให้เราเห็นประเด็น
ใหญ่และการเปลี่ยนแปลงครั้งสำ�คัญๆ ที่ขยับขยายพรมแดน
ความรู้ของเราให้กว้างออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง ความสนุก
ระดับวางไม่ลงของ The Agile Gene อยูท่ คี่ วามสามารถของ
Ridley ในการย่อยงานวิจัยเชิงประจักษ์หลายร้อยชิ้นลงมา

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 120

DOG EAR 2 edit.indd 120 3/19/12 8:39 PM


เป็น ‘เรือ่ งราว’ ทีน่ า่ สนใจในภาษาทีส่ ละสลวย และใช้ตวั อย่าง
เปรียบเทีียบที่เข้าใจง่าย โดยไม่เหวี่ยงแหหรือตัดทอนความ
ซับซ้อนทิ้งไปจนคนอ่านเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องง่ายหรือเป็น
ประเด็น ‘ไม่ขาวก็ดำ�’ ที่จำ�ง่ายกว่า ตอนที่ผู้เขียนชอบเป็น
พิเศษคือตอนที่ Ridley อธิบายทีม่ าของข้อห้ามในวัฒนธรรม
ต่างๆ ว่ามีรากทางชีววิทยา และอธิบายพัฒนาการของทักษะ
ด้านภาษาในเด็กเล็ก ซึ่งสะท้อนลักษณะที่เป็นทั้ง ‘เหตุ’ และ
‘ผล ของยีนอย่างชัดเจน
ถ้ า คุ ณ อยากรู้ คำ � ตอบล่ า สุ ด จากวิ ท ยาศาสตร์ ที่ มี
ต่อคำ�ถามดึกดำ�บรรพ์ว่า คนเรามีอิสรภาพเพียงใดในการ
กำ�หนดทางเดินชีวิตของตัวเอง คำ�ตอบที่อาจไม่ใช่คำ�ตอบ
สุ ด ท้ า ยแต่ อ ย่ า งน้ อ ยก็ ล บล้ า งความเชื่ อ ที่ ว่ า เรื่ อ งนี้ เ ป็ น
ปัญหาโลกแตกที่เราไม่มีวันรู้ความจริง และเป็นคำ�ตอบที่
นำ�เสนอในภาษาเขียนที่ให้ภาพชัดเจนและสละสลวยเทียบ
ชั้นวรรณกรรมที่ไม่ต้องปีนบันไดอ่าน คุณก็ต้องอ่าน The
Agile Gene ด้วยประการทั้งปวง.

หมายเหตุ: หนังสือก่อนหน้านี้ของผู้เขียนคนเดียวกันคือ The Red Queen, The


Origins of Virtue และ Genome ล้วนอ่านสนุกและน่าสนใจไม่แพ้กัน เล่มหลังสุด
ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยแล้วในชื่อ “ถอดรหัสจีโนมมนุษย์” สำ�นวนแปล ปณต
ไกรโรจนานันท์ ตีพิมพ์โดยสำ�นักพิมพ์สารคดี

สฤณี อาชวานันทกุล :: 121

DOG EAR 2 edit.indd 121 3/19/12 8:39 PM


067
The Pirate’s Dilemma

Matt Mason

ในบรรดาปัญหาทัง้ หมดในโลกหมุนเร็วยุคนี้ การละเมิด


ลิขสิทธิใ์ นอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะการแชร์ไฟล์ (peer-to-
peer หรือย่อว่า P2P) และโหลดบิต (bittorrent) เกิดขึ้น
อย่างแพร่หลายในทุกสังคมจนทำ�ให้ผใู้ ช้เน็ต โดยเฉพาะ
วัยรุ่นยุคดิจิตอล กลายเป็น ‘อาชญากร’ ในสายตาของ
กฎหมายลิขสิทธิ์ทั่วโลก

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 122

DOG EAR 2 edit.indd 122 3/19/12 8:39 PM


แต่การละเมิดลิขสิทธิ์ขนานใหญ่ในอินเทอร์เน็ตเป็น
‘ปัญหา’ ทีต่ อ้ งได้รบั การแก้ไขอย่างทีเ่ จ้าของลิขสิทธิก์ ล่าวอ้าง
จริงหรือ หรือเป็น ‘สัญญาณ’ ที่บ่งชี้การเปลี่ยนแปลงทาง
วัฒนธรรม เทคโนโลยี และเศรษฐกิจที่อยู่ลึกกว่านั้น – การ
เปลี่ ย นแปลงที่ เ จ้ า ของลิ ข สิ ท ธิ์ ที่ ใ ช้ โ มเดลธุ ร กิ จ ทรั พ ย์ สิ น
ทางปัญญาดั้งเดิมยังตามไม่ทัน เพราะยังดึงดันที่จะมอง
ปรากฏการณ์นี้ผ่านแว่นของ ‘ศีลธรรม’ และ ‘กฎหมาย’ ที่ใช้
กันมานานหลายสิบปีก่อนอินเทอร์เน็ตถือกำ�เนิด
นักข่าวและนักเขียนนาม Matt Mason ผู้ได้รับการ
ขนานนามจากวารสาร Business Week ว่า ‘Pirate of the
Year’ (โจรสลัดแห่งปี) ในปี 2008 อธิบายความคับแคบ ล้าสมัย
และใช้การไม่ได้แล้วของแว่นทางศีลธรรมและกฎหมาย ใน
บริบทการเติบโตของ ‘วัฒนธรรมรีมกิ ซ์’ อย่างชัดเจนใน The
Pirate’s Dilemma – หนังสือดีอีกเล่มหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่า
‘ต้องอ่าน’ สำ�หรับคนที่อยากทำ�ความเข้าใจกับวิถีชีวิตและ
สปิริตของคนรุ่นใหม่ที่โหลดบิตกันกระจายตั้งแต่เด็ก
การเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตทุกยุคย่อมมีวัยรุ่นเป็น
หัวหอกเสมอ เพราะพวกเขาคือวัยที่มีพลังสร้างสรรค์และ
อ้าแขนรับสิง่ ใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็วทีส่ ดุ ในฐานะอดีตโจรสลัด

สฤณี อาชวานันทกุล :: 123

DOG EAR 2 edit.indd 123 3/19/12 8:39 PM


หนุ่มนักจัดรายการวิทยุเถื่อน Mason เข้าใจดีว่าการทดลอง
และแสดงออกของวัยรุ่นนั้นมักจะทำ�ไปเพียงเพราะพวกเขา
ทำ�ได้ และทำ�ในทางที่สะดวกรวดเร็วทันใจที่สุด โดยไม่สนใจ
ว่าการกระทำ�นั้นละเมิดกฎหมายหรือกฎเกณฑ์อะไรบ้าง
ในระดับโลก วิทยุเถื่อนย้ายไปจัดผ่านอินเทอร์เน็ต
จากเซิร์ฟเวอร์เถื่อนที่ผุดขึ้นในบริเวณเดียวกันกับที่เคยเป็น
ซ่องโจรสลัดในแบบฉบับดั้งเดิมเมื่อหลายร้อยปีก่อน ส่วน
ที่มีสีสันและสร้างสรรค์ที่สุดของวัฒนธรรมในทุกสังคมคือ
วัฒนธรรมวัยรุ่น และหัวใจของวัฒนธรรมวัยรุ่นในปัจจุบัน
ก็คอื การแชร์ไฟล์ระหว่างกันและสร้างงานสร้างสรรค์ชนิ้ ใหม่ๆ
จากของเก่า – แมชอัพ, คอลลาจ, รีมกิ ซ์ – ซึง่ ล้วนแต่เป็นการ
กระทำ�ที่ผิดกฎหมายลิขสิทธิ์ปัจจุบันทั้งสิ้น
Mason อธิบายวัฒนธรรมวัยรุ่นยุคดิจิตอลอย่าง
ละเอียดเพื่อชี้ให้เห็นว่า การละเลยการละเมิดลิขสิทธิ์นั้นไม่มี
ทางแก้ปัญหานี้ได้ก็จริง แต่ในขณะเดียวกัน ความพยายาม
ทีจ่ ะใช้กฎหมายเป็นเครือ่ งมือเดียวในการแก้ปญ ั หา (ไล่จบั คน
ที่แชร์ไฟล์) นั้นก็ไม่มีทางที่จะประสบความสำ�เร็จเช่นกัน
เพราะธรรมชาติ ‘เปิด’ ของอินเทอร์เน็ตทีเ่ อือ้ ต่อการไหลเวียน
อย่างเสรีของข้อมูล แปลว่า ‘โจรสลัด’ เพียงแต่ต้องย้าย
เซิ ร์ ฟ เวอร์ ไ ปตั้ ง ที่ อื่ น ที่ พ้ น จากเงื้ อ มมื อ ของเจ้ า หน้ า ที่ รั ฐ
เท่านั้น
สถานการณ์ นี้ ห มายความว่ า ทางออกเพี ย งทาง
เดียวที่เป็นไปได้คือเราต้องเลิกมองว่าเรื่องนี้เป็น ‘ปัญหา

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 124

DOG EAR 2 edit.indd 124 3/19/12 8:39 PM


ละเมิดลิขสิทธิ์’ ที่ต้องแก้ด้วยการ ‘จับผู้ละเมิด’ เปลี่ยนเป็น
การยอมรับว่าการแชร์ไฟล์ โหลดบิต รีมกิ ซ์ ฯลฯ เป็นวิถชี วี ติ
ของคนรุ่นใหม่ที่จะดำ�เนินต่อไป สิ่งเดียวที่ทุกฝ่ายทำ�ได้คือ
พยายามหาวิธีใหม่ๆ ที่จะรับมือกับวัฒนธรรมใหม่ที่กำ �ลัง
ทำ � ลายล้ า งโมเดลธุ ร กิ จ เดิ ม ๆ ที่ ตั้ ง อยู่ บ นการไหลเวี ย น
ทางเดียวของสื่อและสินค้า คือจากมือผู้ผลิตไปสู่มือผู้บริโภค
ไม่ใช่ระหว่างผู้บริโภคด้วยกันเองอย่างในปัจจุบัน
ตอนหนึง่ ทีผ่ เู้ ขียนชอบมากใน The Pirate’s Dilemma
คื อ การหวนกลั บ ไปสู่ ป ระวั ติ ศ าสตร์ ก ารเติ บ โตของภาค
อุตสาหกรรมในอเมริกา เพื่อชี้ให้เห็นว่าอุตสาหกรรมหลาย
อุตสาหกรรมเป็นหนี้บุญคุณโจรสลัดในอดีตเพียงใด Mason
เล่าอย่างสนุกสนานว่า บรรพบุรุษชาวอเมริกันปัจจุบันนั้น
เป็นโจรสลัดทีล่ อื ชือ่ เสียจนได้รบั การขนานนามจากชนชาติอนื่
ว่า ‘แยงกี้’ (Yankee) – แผลงมาจากคำ�แสลง “Janke” ใน
ภาษาดัทช์ทแี่ ปลว่าโจรสลัด ยุคดิสโก้ของอเมริกาเกิดจากการ
ละเมิดลิขสิทธิ์ของแม่ชีวัย 40 และอุตสาหกรรมภาพยนตร์
อเมริกนั ทีเ่ รารูจ้ กั กันในนามฮอลลีวดู นัน้ ก็เป็นผลพวงโดยตรง
ของโจรสลัดรุ่นบุกเบิกอย่าง William Fox (ผู้ก่อตั้งบริษัท
อำ�นวยการสร้างภาพยนตร์ชื่อ 20th Century Fox) ที่หนีไป
ตั้งรกรากในชายฝั่งตะวันตกของอเมริกา จะได้สร้างหนังได้
โดยไม่ต้องเสียค่าใช้สิทธิแพงหูฉี่ให้กับ Thomas Edison
ผู้ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้าและเครื่องฉายหนัง
Mason พาเราย้อนเวลาหาอดีตเพื่อเติมเต็มความ

สฤณี อาชวานันทกุล :: 125

DOG EAR 2 edit.indd 125 3/19/12 8:39 PM


เข้าใจ จะได้มองเห็นทิศทางของสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่าง
เที่ยงตรงตามที่มันเป็นจริง ไม่ใช่จากแว่นสีชาของศีลธรรม
หรือกฎหมาย เขาชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันวงการดนตรี โฆษณา
และผูบ้ ริโภคยุคใหม่ทใี่ ช้เทคโนโลยีเก่งกว่าผูผ้ ลิตสือ่ เก่า กำ�ลัง
โน้มมาบรรจบกันเป็นวัฒนธรรมใหม่ เขาฉายภาพการเติบโต
ของ ‘วัฒนธรรมใต้ดิน’ (subculture) ที่น่าตื่นเต้นและเต็ม
ไปด้วยการท้าทายขนบเดิมๆ และกฎหมายทุกหนแห่งและ
ทุกยุคตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นดนตรีพังก์ ดิสโก้
ฮิปฮอป วิทยุเถือ่ น หรือการเติบโตของภาพวาดตามกำ�แพงที่
เปลีย่ นสถานภาพจาก ‘งานไร้สาระของคนมือบอน’ กลายเป็น
‘ศิลปะติดดิน’ จนมาถึง ‘การยึดคืนพื้นที่สาธารณะ’
Mason บอกว่า แทนทีเ่ ราจะปล่อยให้เจ้าของลิขสิทธิ์
อ้างลิขสิทธิ์ไล่ล่าวัยรุ่นทั่วโลกที่แชร์ไฟล์ราวกับว่าพวกเขา
เป็นอาชญากรตัวกลั่น เราควรจะทำ�ความเข้าใจเสียใหม่
ว่า การ ‘ละเมิดลิขสิทธิ์’ ของพวกเขานั้นอันที่จริงแล้วคือ
“การคิดค้นนวัตกรรมทุกวิถีทางที่ทำ�ได้” และโจรสลัดยุคนี้
จะ “กลับมาใหม่และทวีจำ�นวนขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะถูกฟ้องไป
กี่คนก็ตาม” ด้วยเหตุนั้น อุตสาหกรรมทรัพย์สินทางปัญญา
ควรเลิกมองเรื่องนี้ว่าเป็นอันตราย แต่มองพ้นไปจากนั้นเพื่อ
ทำ�ความเข้าใจกับ ‘เศรษฐกิจชื่อเสียง’ ในอินเทอร์เน็ต และ
โอกาสทำ�กำ�ไรที่ซ่อนอยู่ในนั้น Mason อธิบายวิธีใช้พลังเปิด
ในอินเทอร์เน็ตสร้างมูลค่าทางธุรกิจอย่างเข้าใจง่ายด้วยการ
ยกตั ว อย่ า งมากมาย เช่ น ในบทที่ ชื่ อ “วิ ธี ส ร้ า งสั ง คม

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 126

DOG EAR 2 edit.indd 126 3/19/12 8:39 PM


โอเพ่นซอร์ส – เสาหลัก 4 ต้นของชุมชน” และ “วิธดี แู ลไวรัส”
The Pirate’s Dilemma เป็นหนังสือที่อ่านสนุก
อ่านง่าย และเต็มไปด้วยตัวอย่างมากมายทีน่ า่ จะช่วยเปลีย่ น
ความคิดคนที่เชื่อว่าวัฒนธรรมแชร์ไฟล์ในอินเทอร์เน็ตนั้น
เป็นการกระทำ�ของหัวขโมยเลวร้ายที่ต้องกำ�จัดให้สิ้นซาก
ให้เริ่มเข้าใจประเด็นของ Mason ว่ามันเป็นวิถีชีวิตใหม่ของ
คนรุ่นใหม่ที่พยายามจะสร้างชุมชนแบบใหม่ด้วยเทคโนโลยี
สมั ย ใหม่ กฎหมาย ศี ล ธรรม และค่ า นิ ย มของผู้ ใ หญ่ ยุ ค
อนาล็อกต่างหากที่ตามพวกเขาไม่ทัน
นักโฆษณา นักธุรกิจ และใครก็ตามที่อยากเข้าใจ
คนยุค “ดิจิตอลแต่กำ�เนิด” (digital natives) รวมทั้งศิลปิน
ทุ ก แขนงที่ ข้ อ งใจว่ า วั ฒ นธรรมแชร์ ไ ฟล์ - โหลดบิ ต จะเป็ น
โอกาสสร้างชื่อเสียงและรายได้ให้กับตัวเองได้อย่างไร ควร
อ่าน The Pirate’s Dilemma – หนังสือดีที่อธิบาย ‘ทุนนิยม
จิ๊กโก๋’ ยุคศตวรรษที่ 21 ที่กำ�ลังแพร่หลายไปทั่วโลกได้อย่าง
สนุกสนานและเห็นภาพชัดเจนที่สุดเท่าที่ผู้เขียนรู้จัก.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 127

DOG EAR 2 edit.indd 127 3/19/12 8:39 PM


068
The Story of Art

E. H. Gombrich

ในบรรดาหนั ง สื อ สารคดี ทั้ ง หมด หนั ง สื อ ประเภทที่


ผูเ้ ขียนสนใจแต่ไม่กล้าซือ้ ทีส่ ดุ คือหนังสือเกีย่ วกับศิลปะ
เพราะหนังสือแนวนี้มักจะเป็นหนังสือภาพที่มีแต่ภาพ
กับคำ�บรรยายสั้นๆ หรือไม่ก็เป็นหนังสือวิชาการที่อ่าน
ยากและเต็มไปด้วยศัพท์แสงทีค่ นนอกวงการศิลปะต้อง
ใช้ความอุตสาหะอย่างมากกว่าจะเข้าใจ พอเข้าใจแล้วก็
ไม่ ไ ด้ ห มายความว่ า จะสามารถมองงานศิ ล ปะด้ ว ย
สายตาที่ต่างจากเดิมได้

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 128

DOG EAR 2 edit.indd 128 3/19/12 8:39 PM


ผู้ เ ขี ย นต้ อ งขอบคุ ณ คุ ณ ชู ช าติ เมสั น ธสุ ว รรณ
บรรณาธิการบริหารสำ�นักพิมพ์ไลท์เฮาส์พับลิชชิ่ง ที่ได้มอบ
The Story of Art โดย E. H. Gombrich ให้กับผู้เขียน ทำ�ให้
ได้รู้จักหนังสือศิลปะระดับขึ้นหิ้ง ที่ขึ้นหิ้งไม่ใช่เพราะเป็น
หนังสือภาพทีส่ วยงามหรือหนังสือวิชาการทีเ่ ข้มข้น แต่เพราะ
เป็นหนังสือทีอ่ ธิบายศิลปะให้คนธรรมดาเข้าใจได้อย่างลึกซึง้
แต่ติดดินที่สุด
ย้ อ นไปสมั ย สงครามโลกครั้ ง ที่ ส อง สำ � นั ก พิ ม พ์
ไฟดอนจ้างนักประวัติศาสตร์ศิลปะนาม E. H. Gombrich ให้
เขียนหนังสือประวัตศิ าสตร์ศลิ ปะสำ�หรับคนหนุม่ สาว ผลลัพธ์
ที่เกิดขึ้นคือหนังสือที่ทำ�ให้คนธรรมดา ‘เข้าถึง’ ศิลปะได้ดี
ทีส่ ดุ เล่มหนึง่ ในประวัตศิ าสตร์ ปัจจุบนั ได้รบั การพิมพ์ซาํ้ แล้ว
กว่า 16 ครัง้ ฉบับทีค่ ณ ุ ชูชาติมอบให้กบั ผูเ้ ขียนเป็นฉบับพกพา
(pocket edition) ครั้งแรกที่เป็นปกอ่อน ตีพิมพ์ปี 2006
หนากว่า 1,000 หน้า ครึ่งแรกเป็นข้อเขียน ครึ่งหลังเป็น
ภาพถ่ายงานศิลปะหลายร้อยชิน้ ที่ Gombrich ใช้เป็นตัวอย่าง
ในเล่ม พิมพ์อย่างดีบนกระดาษอาร์ตสี่สี มีแถบกำ�มะหยี่คั่น
หนังสือเย็บติดเล่ม 2 แถบ สวยงามน่าซือ้ สะสมหรือฝากเพือ่ น
เป็นอย่างยิ่ง

สฤณี อาชวานันทกุล :: 129

DOG EAR 2 edit.indd 129 3/19/12 8:39 PM


การที่ Gombrich ตั้งชื่อหนังสือว่า “The Story of
Art” แทนทีจ่ ะเป็น “The History of Art” นัน้ สะท้อนให้เห็นว่า
เขาตั้ ง ใจที่ จ ะให้ ห นั ง สื อ เล่ ม นี้ เ ป็ น มากกว่ า ประวั ติ ศ าสตร์
ศิลปะ ซึง่ ถ้าเป็นอย่างนัน้ เขาก็บรรลุวตั ถุประสงค์เหนือความ
คาดหมาย เพราะ The Story of Art เล่าเรื่องราวของศิลปะ
ผ่านกาลเวลาว่าเปลีย่ นแปลงไปอย่างไร ตัง้ แต่ยคุ ภาพวาดบน
ผนังถํ้า สู่ยุครุ่งเรืองของอียิปต์โบราณ กรีซ เรื่อยมาจวบจน
ปัจจุบัน ถึงแม้ว่าเรื่องราวในเล่มจะเน้นหนักไปทางศิลปะ
ของยุโรป บทที่เกี่ยวกับศิลปะในเอเชียและตะวันออกกลาง
ก็น่าสนใจและสนุกไม่แพ้กัน ความที่แต่ละบทในหนังสือยาว
ไม่เกิน 20 หน้า และด้วยภาษาไร้พิธีรีตองและศัพท์แสงของ
Gombrich ทำ�ให้ The Story of Art เป็นหนังสือที่อ่านง่าย
ย่อยง่าย และพิสูจน์ความเชื่อของเขาว่าใครๆ ก็เพลิดเพลิน
กับศิลปะได้ ไม่เกี่ยวกับฐานะหรือระดับการศึกษาอย่างที่
คนมักจะเข้าใจผิด
ผูเ้ ขียนคิดว่าคงไม่มอี ะไรทีจ่ ะอธิบายความ ‘เจ๋ง’ ของ
The Story of Art ได้ดีเท่ากับตัวหนังสือที่ Gombrich เขียน
เนื่องจากศิลปะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ยากแก่การถ่ายทอด
ด้วยภาษา และผู้เขียนเองก็เขียนไม่เก่งพอที่จะอธิบายว่า
หนังสือเล่มนี้ดีอย่างไร

บางตอนจากบทนำ� –
“แท้ที่จริง ‘ศิลปะ’ ไม่มีอยู่จริงหรอก มีแต่ศิลปิน
วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 130

DOG EAR 2 edit.indd 130 3/19/12 8:39 PM


เท่านั้น กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พวกเขาคือคนที่หยิบดิน
หลากสีมาระบายโครงร่างหยาบๆ ของกระทิงบนผนังถํา้ วันนี้
บางคนซือ้ สีและออกแบบโปสเตอร์ฝงู วัว พวกเขาทำ�สิง่ เหล่านี้
และอื่นๆ อีกมากมาย ไม่มีอะไรเสียหายถ้าจะเรียกกิจกรรม
เหล่านี้ว่าศิลปะ ตราบใดที่เราสำ�นึกอยู่เสมอว่าคำ�คำ�นี้อาจ
มีความหมายแตกต่างกันในแต่ละยุคและแต่ละสถานที่ และ
ตราบใดที่เราตระหนักว่า ‘ศิลปะ’ ในความหมายของศิลปะ
ชัน้ สูงนัน้ ไม่มอี ยูจ่ ริง เพราะศิลปะชัน้ สูงได้กลายมาเป็นปีศาจ
ในจินตนาการและเครื่องรางของขลัง คุณอาจทำ�ให้ศิลปิน
ใจสลายด้วยการบอกเขาว่า สิง่ ทีเ่ ขาเพิง่ ทำ�ลงไปนัน้ ดูคอ่ นข้าง
ดีในตัวเอง เพียงแต่มนั ไม่ใช่ ‘ศิลปะ’ และคุณก็อาจทำ�ให้คนที่
กำ�ลังดื่มดํ่ากับภาพวาดรู้สึกสับสน ด้วยการประกาศว่าสิ่งที่
เขาชอบในภาพนั้นไม่ใช่ ‘ศิลปะ’ แต่เป็นอะไรอื่นที่ไม่เหมือน
กัน ...อันที่จริง ผมไม่คิดว่ามีเหตุผลอะไรเลยที่ผิด เวลาที่
คนบอกว่าชอบอนุสาวรีย์หรือภาพวาด”

ความแตกต่างระหว่าง ‘ฝีมือ’ และ ‘ศิลปะ’ –


“แน่ น อน ข้ อ เท็ จ จริ ง ที่ ว่ า อะไรสั ก อย่ า งทำ � ยาก
ไม่จำ�เป็นต้องเป็นข้อพิสูจน์ว่ามันเป็นงานศิลปะ ไม่อย่างนั้น
คนที่ จำ � ลองเรื อ ขนาดจิ๋ ว ใส่ ข วดแก้ ว ก็ จ ะต้ อ งเป็ น ศิ ล ปิ น ที่
ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แต่การพิสูจน์ฝีมือของชนพื้นเมืองควร
คุ้มกันเราจากความเชื่อที่ว่างานของพวกเขาดูแปลกเพราะ
พวกเขาไม่อาจทำ�ได้ดีกว่านี้ สิ่งที่พวกเขาแตกต่างจากเรา
สฤณี อาชวานันทกุล :: 131

DOG EAR 2 edit.indd 131 3/19/12 8:39 PM


ไม่ ใ ช่ ม าตรฐานช่ า ง แต่ คื อ ความคิ ด เราต้ อ งตระหนั ก ใน
ข้อเท็จจริงดังกล่าวตั้งแต่ต้น เพราะเรื่องราวของศิลปะนั้น
ไม่ใช่เรือ่ งราวของความก้าวหน้าทางเทคนิค หากเป็นเรือ่ งราว
ของการเปลี่ ย นแปลงทางความคิ ด และเงื่ อ นไข [ว่ า อะไร
เป็นศิลปะและไม่เป็น]”

“โมนา ลิซา” ภาพวาดที่โด่งดังที่สุดในโลก –


“...เราคุ้นเคยกับการเห็นภาพนี้บนไปรษณียบัตร
และแม้แต่โฆษณา จนเราพบว่ามันยากมากที่จะมองภาพนี้
ด้วยสายตาสดใหม่ ในฐานะภาพเขียนทีผ่ ชู้ ายจริงๆ ถ่ายทอด
ผูห้ ญิงจริงๆ ทีม่ เี ลือดมีเนือ้ แต่เราควรลืมสิง่ ทีเ่ รารูห้ รือเชือ่ ว่า
เรารูเ้ กีย่ วกับภาพนี้ และมองมันราวกับว่าเราเป็นคนกลุม่ แรก
ที่ได้เห็นมัน สิ่งที่กระทบใจเราก่อนเป็นอันดับแรกคือความ
มีชวี ติ ชีวาของลิซา เธอดูเหมือนจะกำ�ลังมองเราอยูจ่ ริงๆ และ
มีความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง ...เธอดูเหมือนจะเยาะเย้ยเรา
แต่บางครั้งเราก็ดูเหมือนจะเห็นความเศร้าเจืออยู่ในรอยยิ้ม
ทัง้ หมดนีฟ้ งั ดูเหมือนเรือ่ งลึกลับ และมันก็ลกึ ลับจริงๆ – นีค่ อื
ผลของงานศิลปะชั้นยอด
อย่างไรก็ตาม แน่นอนว่าลีโอนาร์โดรู้ดีว่าเขาสร้าง
ผลลัพธ์นี้ได้อย่างไรและด้วยวิธีการใด นักสังเกตธรรมชาติ
ชั้ น เซี ย นผู้ นี้ รู้ วิ ธี ที่ เ ราใช้ ด วงตามากกว่ า ทุ ก คนที่ มี ชี วิ ต
อยู่ ก่ อ นหน้ า เขา ชั ด เจนว่ า เขามองเห็ น ปั ญ หาที่ เ กิ ด ขึ้ น
ภายหลังจากที่ศิลปินเอาชนะธรรมชาติได้ ...งานชิ้นเอกของ
วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 132

DOG EAR 2 edit.indd 132 3/19/12 8:39 PM


อัครศิลปินอิตาเลียนรุ่นควาตโตเซ็นโตร (Quattrocentro)
มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ผู้คนที่พวกเขาวาดดูหยาบกระด้าง
แข็ ง ทื่ อ ...ความยิ่ ง ใหญ่ แ ละน่ า ทึ่ ง ของพวกเขาในการ
ลอกเลียนแบบธรรมชาติไม่ชว่ ยทำ�ให้ผคู้ นของพวกเขาดูเป็น
ผูเ้ ป็นคนเลย ดูเหมือนอนุสาวรียม์ ากกว่า อาจเป็นเพราะยิง่ เรา
พยายามลอกลายและรายละเอี ย ดของผู้ ค นมากเพี ย งใด
เราก็ยิ่งจินตนาการน้อยลงเรื่อยๆ ว่าผู้คนเหล่านี้เคลื่อนไหว
และหายใจ ราวกับว่าศิลปินใช้เวทมนตร์แช่แข็งผู้คนไปชั่ว
นิรันดร์ เหมือนกับผู้คนในนิทานเรื่อง “เจ้าหญิงนิทรา”
ศิลปินจำ�นวนมากพยายามหาทางออกจากปัญหานี้
ยกตัวอย่างเช่น บ็อตติเชลลีพยายามเน้นเส้นผมสละสลวย
และเสือ้ ผ้าพลิว้ ไหวเวลาวาดคน ...แต่มเี พียงลีโอนาร์โดเท่านัน้
ที่ ค้ น พบวิ ธี แ ก้ ปั ญ หาที่ แ ท้ จ ริ ง จิ ต รกรจะต้ อ งทิ้ ง ช่ อ งว่ า ง
ให้คนดูได้เดา ถ้าไม่วาดเค้าโครงอย่างหนักแน่น ถ้าปล่อย
เรือนร่างให้ดกู �ำ กวมราวกับกำ�ลังเลือนหายไปในแสงเงา คนดู
ก็ จ ะไม่ ต้ อ งรู้ สึ ก ว่ า ภาพนั้ น แห้ ง แล้ ง และแข็ ง ทื่ อ นี่ คื อ สิ่ ง
ประดิษฐ์อันโด่งดังของลีโอนาร์โดซึ่งชาวอิตาเลียนเรียกว่า
“ฟูมาโต” (sfumato) – การวาดเค้าโครงอย่างกำ�กวมและใช้
สีสขุ มุ กลมกล่อม ทำ�ให้รปู ร่างกลืนเข้าหากัน และเปิดช่องว่าง
ให้เราได้ใช้จินตนาการเสมอ”

สฤณี อาชวานันทกุล :: 133

DOG EAR 2 edit.indd 133 3/19/12 8:39 PM


069
The Value of Nothing

Raj Patel

ออสการ์ ไวล์ด์ นักเขียนปากจัดชาวอังกฤษ เคยกล่าว


วาทะอมตะเอาไว้ว่า “ทุกวันนี้คนรู้ราคาของทุกสิ่ง และ
ไม่รู้คุณค่าของอะไรเลย” (nowadays people know the
price of everything and the value of nothing)

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 134

DOG EAR 2 edit.indd 134 3/19/12 8:39 PM


Raj Patel นักเขียนและนักเคลื่อนไหวรณรงค์ด้าน
อาหาร หยิบวลีหลังของไวล์ด์มาตั้งเป็นชื่อหนังสือที่ตั้งใจ
อธิบายปัญหาของวิธคี ดิ เศรษฐศาสตร์ทคี่ รอบงำ�สังคมปัจจุบนั
ที่เขามองว่าทำ�ให้ ‘ราคา’ ของสิ่งต่างๆ ในระบอบเศรษฐกิจ
ไม่สะท้อน ‘คุณค่า’ ที่แท้จริงของมัน มิหนำ�ซํ้ายังพาเราไป
ผิดทิศผิดทางมากขึ้นเรื่อยๆ
Patel ชี้ว่า ระบอบเศรษฐกิจปัจจุบันแปะป้ายราคา
ให้กบั แทบทุกสิง่ ทุกอย่างแล้ว รวมทัง้ สิง่ มีคณ
ุ ค่าทีค่ นในอดีต
ไม่เคยคิดว่าจะตีราคาได้ เช่น นํ้าสะอาด อากาศบริสุทธิ์
นอกจากนี้ ทรัพยากรธรรมชาติที่เราไม่เคยคิดว่าจะมีวัน
‘หมด’ เช่น แหล่งประมง ป่าไม้ และแร่โลหะหลายชนิดก็
กำ�ลังอันตรธานไปต่อหน้าต่อตาตามอัตราเร่งของเทคโนโลยี
ที่ตักตวงทรัพยากรธรรมชาติไปแปลงเป็นผลิตภัณฑ์มาป้อน
ระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยมหกรรมบริโภคนิยม
‘ตัวการ’ ที่ Patel กล่าวโทษคือ บริษัทขนาดใหญ่ที่
มีอำ�นาจผูกขาดสูงมากจนสามารถควบคุมทั้งราคาในตลาด
และอุปทาน รวมทั้งแทรกแซงกลไกรัฐและบั่นทอนระบอบ
ประชาธิปไตย ประกอบกับปรัชญา ‘ตลาดเสรี’ ที่เชื่อมั่นใน
ตลาดและมองว่ามนุษย์เป็น ‘สัตว์เศรษฐกิจ’ เพียงมิติเดียว

สฤณี อาชวานันทกุล :: 135

DOG EAR 2 edit.indd 135 3/19/12 8:39 PM


อันเป็นปรัชญาทีส่ ง่ ผลให้ระบอบเศรษฐกิจปัจจุบนั เป็นระบอบ
ที่ราคาสินค้ามีความสัมพันธ์กับคุณค่าที่แท้จริงน้อยมาก
The Value of Nothing แบ่งออกเป็นสองส่วนใหญ่
ครึ่งแรกของหนังสือวิเคราะห์รากสาเหตุที่อธิบายว่าเหตุใด
‘ราคา’ กับ ‘คุณค่า’ จึงเดินสวนทางกันในปัจจุบนั ครึง่ หลังของ
หนังสือพาเราไปศึกษาวิเคราะห์การทดลองต่างๆ ซึง่ ส่วนใหญ่
อยู่ในระดับท้องถิ่นทั่วโลก ที่กำ�ลังพยายามหาทางออกจาก
ระบบการเงินแบบรถไฟเหาะตีลังกาที่ครอบงำ�เศรษฐกิจและ
สังคมอยู่ในปัจจุบัน
ในส่ ว นแรกของหนั ง สื อ Patel ยกตั ว อย่ า ง
แฮมเบอร์เกอร์ราคา 4 เหรียญสหรัฐว่า ราคานี้ไม่ได้สะท้อน
ต้นทุนทีแ่ ท้จริงทีต่ อ้ งเสียไปในการผลิตมัน ไม่วา่ จะเป็นต้นทุน
ด้านสิง่ แวดล้อม อาทิ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ
และป่าไม้ที่ดูดซับคาร์บอน เขากล่าวว่าลำ�พังสองเรื่องนี้
ก็ อ าจมี ต้ น ทุ น สู ง ถึ ง 200 เหรี ย ญแล้ ว ต่ อ แฮมเบอร์ เ กอร์
หนึ่งชิ้น ไม่นับว่าค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพกว่าร้อยละ 20 ของ
ค่าใช้จ่ายด้านนี้ทั้งหมดในแต่ละปีต้องหมดไปกับการรักษา
โรคเบาหวาน
หลั ง จากได้ อ่ า นหนั ง สื อ มาแล้ ว หลายเล่ ม ที่ โ จมตี
นายธนาคารและนักการเงินอเมริกัน ผู้เขียนคิดว่าส่วนแรก
ของ The Value of Nothing ก็ไม่ได้แตกต่างไปกว่าหนังสือ
เหล่านัน้ มากนัก แต่กต็ อ้ งให้เครดิต Patel ทีพ่ ยายามอธิบาย
ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักในปัจจุบนั

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 136

DOG EAR 2 edit.indd 136 3/19/12 8:39 PM


นั้นตีความและเข้าใจอดัม สมิธ บิดาของแนวคิด ‘ตลาดเสรี’
ผิดไปอย่างไรบ้าง และความเข้าใจผิดนั้นถูกตอกยํ้าจนกลาย
เป็นซํ้าเติมสังคมอย่างไรในปัจจุบัน
ส่ ว นที่ ส องของหนั ง สื อ เป็ น ส่ ว นที่ ผู้ เ ขี ย นคิ ด ว่ า
น่าสนใจทีส่ ดุ เพราะลำ�พังการโจมตีนายธนาคารโลภมากและ
วิธคี ดิ แบบแยกส่วนทีไ่ ม่สนใจต้นทุนต่อสังคมและสิง่ แวดล้อม
นั้นคงช่วยอะไรเราไม่ได้ ถ้าไม่เสนอทางออกจากปัญหาด้วย
ดังนัน้ จึงต้องขอขอบคุณ Patel ทีอ่ ธิบาย ‘ทางออก’ มากมาย
ทีก่ �ำ ลังเกิดขึน้ ทัว่ โลก โดยเฉพาะความพยายามของประชาชน
ในประเทศกำ�ลังพัฒนา ทีจ่ ะสร้าง ‘ประชาธิปไตยระดับชุมชน’
เพือ่ คุม้ ครองสิทธิขนั้ พืน้ ฐานของพลเมืองในการได้รบั ปัจจัยสี่
และสวัสดิการขัน้ พืน้ ฐาน – สวัสดิการทีร่ ฐั มักบกพร่องในการ
ส่งมอบ เนือ่ งจากยังยึดติดอยูก่ บั ความคิดทีว่ า่ เราควรปล่อย
ให้ตลาดเสรีจัดการทุกสิ่งทุกอย่างในสังคม
ลีลาไม่ธรรมดาของ Patel ที่เหน็บแนมผสมข้อมูล
ที่อัดแน่นแทบทุกหน้า ทำ�ให้ The Value of Nothing เป็น
หนังสือที่อ่านสนุกและย่อยง่าย Patel ยกตัวอย่างมากมายที่
ทำ�ให้เราเข้าใจปัญหาและขีดจำ�กัดของปรัชญาเศรษฐศาสตร์
กระแสหลัก ตั้งแต่กลไกการค้าสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือน-
กระจก การพุ่งขึ้นของราคาหุ้นบริษัทโฟล์คสวาเกนจากการ
แห่ซื้อหุ้นที่ขายชอร์ตของนักเก็งกำ�ไร จนทำ�ให้กลายเป็น
บริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกในช่วงเวลาสั้นๆ ประเด็นหนึ่ง
ที่ผู้เขียนคิดว่า Patel อธิบายได้ดีอย่างยิ่งคือ รูปธรรมของ

สฤณี อาชวานันทกุล :: 137

DOG EAR 2 edit.indd 137 3/19/12 8:39 PM


หลัก ‘ความยุติธรรมทางสังคม’ และความสัมพันธ์ระหว่าง
ความยุติธรรมทางสังคมกับกลไกตลาด
ใครที่ยังมองไม่เห็นความเสียหายและอันตรายจาก
‘ต้นทุนที่มองไม่เห็น’ ที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังราคาของสินค้า
และบริการต่างๆ หรือไม่กม็ องเห็น แต่ไม่แน่ใจว่าคนธรรมดา
อย่างเราๆ ท่านๆ ทำ�อะไรได้บา้ ง จะรูส้ กึ มีความหวังหลังจาก
ทีอ่ า่ น The Value of Nothing และรูส้ กึ ว่าเราทุกคนล้วนมีสว่ น
สร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ท่านใดที่เคยอ่าน Blessed Unrest
ของ Paul Hawken ที่ ผู้ เ ขี ย นเคยแนะนำ � ใน วิ ช า 50
เล่มเกวียน เล่ม 1 อาจรู้สึกเหมือนกับผู้เขียนว่า เนื้อหา
บางส่วนในหนังสือเล่มนี้เท่ากับ ‘อัพเดท’ Blessed Unrest
ให้ทันสมัยมากขึ้น และรอบด้านมากขึ้นด้วยคำ�อธิบายใน
บริบทของมายาคติทางเศรษฐศาสตร์
The Value of Nothing เป็นหนังสืออ่านสนุกและ
อ่านง่ายทีอ่ ธิบายเนือ้ หาทีส่ �ำ คัญอย่างยิง่ ต่อการเปลีย่ นแปลง
ที่จำ�เป็นจะต้องเกิดในศตวรรษนี้ ใครที่ปกติไม่สนใจอ่าน
หนังสือด้านเศรษฐศาสตร์หรือธุรกิจ แต่แค่อยากรู้ว่าเหตุใด
Patel ถึงกล่าวว่า “เราผ่อนส่งอนาคตของเราและเรียกมันว่า
เสรีภาพ” และ “ขั้วตรงข้ามของการบริโภคมิใช่ความมัธยัสถ์
หากเป็นความโอบอ้อมอารี” และอยากรู้ว่าเป็นไปได้หรือที่
‘ราคา’ ของสิ่งต่างๆ ในปัจจุบันจะถูกกำ�หนดด้วย ‘คุณค่า’ ที่
เราให้ในฐานะมนุษย์ ผู้เขียนคิดว่าสมควรอ่านหนังสือเล่มนี้
ด้วยประการทั้งปวง.

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 138

DOG EAR 2 edit.indd 138 3/19/12 8:39 PM


หมายเหตุ: The Value of Nothing ได้รบั การแปลเป็นภาษาไทยในชือ่ ค่าของความ
ว่างเปล่า สำ�นวนแปลโดย สฤณี อาชวานันทกุล ตีพิมพ์โดย สำ�นักพิมพ์ มติชน

สฤณี อาชวานันทกุล :: 139

DOG EAR 2 edit.indd 139 3/19/12 8:39 PM


070
Linchpin

Seth Godin

ปกติผเู้ ขียนไม่อา่ นงานของผูเ้ ชีย่ วชาญการตลาด เพราะ


การตลาดเป็นสาขาธุรกิจที่ผู้เขียนมีความสนใจน้อย
ทีส่ ดุ แต่ผเู้ ขียนยก Seth Godin กูรกู ารตลาดชาวอเมริกนั
ไว้เป็นข้อยกเว้น เพราะเขาไม่เพียงแต่เขียนหนังสือ
เก่งเท่านั้น แต่ยัง ‘มองทะลุ’ กระแสและแฟชั่นนานา
ชนิดในโลกธุรกิจ ไปยังการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงที่อยู่
เบื้องหลัง – การเปลี่ยนแปลงที่มี ‘คน’ เป็นตัวตั้ง รับฟัง
เสียงของหัวใจผูค้ นมากกว่านักทฤษฎีบนหอคอยงาช้าง
และถ่ า ยทอดความหมายของเปลี่ ย นแปลงเหล่ า นั้ น
เป็นตัวหนังสือด้วยภาษาเรียบง่าย อ่านสนุก และเต็มไป
ด้วยความปรารถนาดีต่อมนุษย์เงินเดือน

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 140

DOG EAR 2 edit.indd 140 3/19/12 8:39 PM


หนังสือเรื่อง Linchpin เป็นหนังสือที่ผู้เขียนชอบ
มากกว่ า ทุ ก เล่ ม ก่ อ นหน้ า นี้ ข อง Godin ทั้ ง หมด เพราะ
ฉายภาพให้เห็น ‘กับดัก’ ของอาชีพการงานและความคาดหวัง
ของเจ้านายในโลกธุรกิจที่เรามักจะตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว
พร้อมแนะนำ�วิธีการที่เราจะ ‘เป็นเจ้าของ’ ชีวิตและการงาน
เพื่อบรรลุสู่ความสำ�เร็จที่เราเป็นผู้กำ�หนดนิยามและเงื่อนไข
เอง ไม่ใช่ที่คนอื่นกำ�หนดให้
Godin ประกาศในบทนำ�ว่า “...อนาคตที่ดีที่สุดที่
รอเราอยูข่ า้ งหน้า คืออนาคตทีค่ ณ ุ มีสว่ นร่วมด้วยความเป็นตัว
ของตัวเองและงานที่ทำ�ได้ดีที่สุด... คุณไม่ใช่ฟันเฟืองไร้หน้า
ในเครื่องจักรของทุนนิยมอีกแล้ว” เขายืนกรานว่า คนเรา
สามารถหลุดออกจากสภาวะ ‘ทาสเงินเดือน’ ที่เต็มไปด้วย
ความซํ้าซากจำ�เจและไร้แรงบันดาลใจได้ ถ้าเพียงแต่รู้วิธี
แน่นอนว่าเรื่องนี้พูดง่ายแต่ทำ�ยาก โชคดีที่ Godin
มองเห็นตัวอย่างต่างๆ และครุ่นคิดถึงจุดร่วมมานานพอที่จะ
ถ่ายทอดวิธีปฏิบัติอย่างชัดเจน Linchpin คือความพยายาม
ของเขาที่จะส่องทางให้เห็นว่าเราจะรวบรวมความกล้าและ
ทรัพยากรต่างๆ เพือ่ แสวงหาอนาคตแบบนีไ้ ด้อย่างไร วิธกี าร
เขี ย นในหนั ง สื อ เล่ ม นี้ ไ ม่ ต่ า งจากหนั ง สื อ เล่ ม ก่ อ นๆ ของ

สฤณี อาชวานันทกุล :: 141

DOG EAR 2 edit.indd 141 3/19/12 8:39 PM


Godin โดยเฉพาะ Tribes ตรงที่อัดแน่นไปด้วยเรื่องราวที่
น่าคิดและกรณีศึกษาจากโลกจริง เรื่องราวของคนที่กำ�ลังใช้
ชีวติ อย่างมีความสุขกว่าเดิม แม้วา่ ‘กฎกติกา’ ต่างๆ ในสังคม
จะเปลี่ยนไปมหาศาลจากครึ่งศตวรรษก่อน
Godin เปิดหนังสือด้วยการฉาย ‘ภาพใหญ่’ ให้เรา
มองเห็นการเปลี่ยนแปลงสำ�คัญๆ ในโลกยุคที่ทุกสิ่งหมุนเร็ว
ไม่อยูน่ งิ่ และโลกย่อยทุกใบในทุกระดับ ไม่วา่ จะเป็นโลกธุรกิจ
เศรษฐศาสตร์ เทคโนโลยี ตลาดแรงงาน และวิถชี วี ติ ของผูค้ น
ล้วนดูจะตกอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านปฏิวัติที่เดาทิศทางยาก
และทำ�ให้คนธรรมดารู้สึกว่า เราไม่มีอำ�นาจควบคุมชีวิตของ
ตัวเองอีกต่อไป
หัวใจของ Linchpin คือข้อเสนอของ Godin ว่า
ลูกจ้างยุคนีไ้ ม่จ�ำ เป็นจะต้องปลงกับชีวติ ขนาดนัน้ เขาบอกว่า
วิธีรับมือกับความไม่มั่นคงในอาชีพการงานในศตวรรษที่ 21
ที่ดีที่สุด อยู่ที่การทำ�ให้ตัวเราเป็นคนที่องค์กร ‘ขาดไม่ได้’
(‘linchpin’ แปลว่ า เดื อ ยบั ง คั บ ล้ อ ขาดไม่ ไ ด้ ถ้ า จะทำ � ให้
ล้อหมุน) ด้วยการรู้จักใช้เทคโนโลยีโดยเฉพาะอินเทอร์เน็ต
เป็นเครือ่ งมือ กล้าทีจ่ ะริเริม่ อะไรใหม่ๆ และนำ�เสนอความคิด
สร้างสรรค์ทุกครั้งที่มีโอกาส
Godin บอกว่า เทคโนโลยีใหม่ๆ และโลกไร้พรมแดน
บนอินเทอร์เน็ตทำ�ให้เราแต่ละคนสามารถสร้างสรรค์สงิ่ ทีเ่ มือ่
ก่อนต้องใช้คนจำ�นวนมากหรือองค์กรขนาดใหญ่ เพราะมี
‘ปัจจัยการผลิต’ ต้นทุนตํา่ แต่ทรงพลังทัดเทียมกับองค์กรใหญ่

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 142

DOG EAR 2 edit.indd 142 3/19/12 8:39 PM


ในหลากหลายสาขา เขาอ้างอิงคำ�กล่าวของ Hugh MacLeod
นักวาดการ์ตูนบนเว็บชื่อดัง ที่ว่า “เว็บทำ�ให้เราทำ�เรื่องเจ๋งๆ
ได้ง่ายกว่าเดิม และทำ�เรื่องธรรมดาๆ ยากกว่าเดิม ตอนนี้
เรือ่ งธรรมดาๆ กำ�ลังโห่ประท้วงแล้ว” หมายความว่าถ้าเรามุง่
ทำ�งานให้ดี งานของเราก็จะแพร่สะพัดและได้รับการบอกต่อ
อย่างรวดเร็ว ทำ�ให้แทบไม่ตอ้ งมีคา่ ใช้จา่ ยด้านการตลาดเลย
ลำ�พังการพูดว่า “คุณต้องเป็นคนทีอ่ งค์กรขาดไม่ได้”
อาจไม่ทำ�ให้ใครแปลกใจ แต่ ‘วิธีการ’ ที่ Godin แนะว่าจะนำ�
เราไปสู่จุดนั้นได้อาจทำ�ให้หลายคนแปลกใจ – เขาบอกว่า
หัวใจของการเป็นคนที่ ‘ขาดไม่ได้’ นัน้ ไม่ได้อยูท่ กี่ ารแก่งแย่ง
แข่งขันหรือใช้ทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ที่เที่ยงตรงเหมือน
หุ่นยนต์ หากอยู่ที่การเป็นคนมีนํ้าใจ รู้จักสร้างสรรค์ศิลปะ
และทำ�งานด้วยใจรักอย่างแท้จริง
Godin บอกว่ า ก้ า วที่ สำ � คั ญ อย่ า งยิ่ ง ต่ อ การทำ �
สิ่งเหล่านี้ คือการทำ�งานให้โดดเด่น ซึ่งเขาบอกว่าไม่ใช่เรื่อง
ยากเท่ากับที่หลายคนคิด เขาแนะนำ�ว่า ก่อนอื่นเราต้องลด
อัตตาของตัวเองลง เลิกรู้สึกว่าเรา ‘คู่ควร’ กับเงินเดือนหรือ
งานที่ ทำ � อยู่ ตระหนั ก ว่ า การเป็ น คนที่ ข าดไม่ ไ ด้ นั้ น ไม่ ไ ด้
หมายความแค่เป็นคนที่ ‘แตกต่าง’ จากคนอื่น และมองเห็น
ความสำ�คัญของการทำ�งานด้วยหัวใจ Godin เน้นยํ้าด้วย
การยกตัวอย่างจริงหลายกรณีว่า การเป็นคนที่ขาดไม่ได้นั้น
เป็ น เรื่ อ งของการทำ � งานที่ เ รารั ก จริ ง ๆ และถนอมความ
สัมพันธ์กบั คนอืน่ มากกว่าจะเป็นเรือ่ งของการเป็น ‘พนักงาน

สฤณี อาชวานันทกุล :: 143

DOG EAR 2 edit.indd 143 3/19/12 8:39 PM


ที่ดี’ หรือ ‘คนงานที่ดี’ ในความหมายเก่าที่เราคุ้นเคย
ประเด็นทีน่ า่ สนใจทีส่ ดุ ใน Linchpin คือประเด็นทีว่ า่
‘ของฟรี’ ทีเ่ ราทำ�โดยไม่ได้รบั ค่าตอบแทนเป็นตัวเงินนัน้ เป็น
ส่วนทีใ่ หญ่ขนึ้ เรือ่ ยๆ ของเศรษฐกิจอเมริกนั (และทุกประเทศ
ที่ก้าวเข้าสู่ยุค ‘เศรษฐกิจข้อมูล’ ไปแล้ว) แต่ความสนใจของ
Godin ไม่ได้อยู่ที่ภาพใหญ่อย่างเศรษฐกิจของฟรี หากอยู่ที่
บทบาทของของฟรีในโลกธุรกิจ และคำ�ถามทีว่ า่ มันจะช่วยให้
เราทำ�งานอย่างเป็นตัวของตัวเองและประสบความสำ�เร็จไป
ด้วยได้อย่างไรบ้าง
ถ้าคุณอยากรูว้ า่ ปัจจัยต่างๆ ทีไ่ ม่ใช่เงิน ไม่วา่ จะเป็น
‘ศักดิศ์ รี’ ‘ความสัมพันธ์’ ‘นาํ้ ใจ’ และ ‘การให้’ มีบทบาทสำ�คัญ
ในทีท่ �ำ งานยุคนีอ้ ย่างไร ปัจจัยเหล่านีจ้ ะนำ�ไปสูค่ วามสำ�เร็จใน
หน้าทีก่ ารงานในฐานะ ‘คนทีอ่ งค์กรขาดไม่ได้’ ได้อย่างไร และ
เหตุใด Godin จึงเชื่อว่าอินเทอร์เน็ตสามารถช่วยให้เราทวง
ความเป็นตัวของตัวเองกลับคืนมาจากนายจ้างได้ คุณก็ต้อง
อ่าน Linchpin – หนังสือดีที่ผู้เขียนคิดว่าอธิบาย ‘ปัจจัยแห่ง
ความสำ�เร็จ’ ในที่ทำ�งานยุคนี้ได้อย่างชัดเจน ตรงประเด็น
จริงใจ และเคารพในคุณค่าของความเป็นมนุษย์มากที่สุด
เล่มหนึ่ง.

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 144

DOG EAR 2 edit.indd 144 3/19/12 8:39 PM


สฤณี อาชวานันทกุล :: 145

DOG EAR 2 edit.indd 145 3/19/12 8:39 PM


071
Enough.

John Bogle

ต้นปี 2010 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่ปะทุในปี 2008 ก็มี


ทีท่าว่าจะคลี่คลาย เศรษฐกิจโลกและดัชนีตลาดหุ้น
พร้อมใจกันโงหัวขึ้นอีกครั้ง แต่สิ่งที่ตัวเลขไม่แสดง คือ
วิวาทะในวงการการเงินและเศรษฐศาสตร์ทกี่ �ำ ลังดำ�เนิน
ไปอย่างน่าตื่นเต้นและน่าติดตามอย่างยิ่ง น่าเสียดายที่
นักการเงินและนักเศรษฐศาสตร์ไทยยังไม่สนใจเรื่องนี้
กันเท่าที่ควร

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 146

DOG EAR 2 edit.indd 146 3/19/12 8:39 PM


ในวงการการเงิน การถกเถียงอภิปรายทั้งหมดแบ่ง
ได้เป็นสองประเด็นใหญ่เท่านั้น คือ (1) ข้อบกพร่องของ
สมมุตฐิ านทีว่ า่ คนทัว่ ไปลงทุนและใช้เงินอย่างมีเหตุมผี ลและ
ประเมินแนวโน้มอนาคตได้อย่างเที่ยงตรง ซึ่งเป็นสมมุติฐาน
ที่ไม่สะท้อนโลกแห่งความเป็นจริง ทั้งยังเป็นอันตรายและ
ก่อความเดือดร้อนให้กับคนจำ�นวนมาก และ (2) บทบาท
และจรรยาบรรณของนักการเงินทีบ่ กพร่องอย่างสาหัสในรอบ
สองทศวรรษที่ผ่านมา
ในประเด็ น หลั ง ผู้ เ ขี ย นเคยแนะนำ � หนั ง สื อ เรื่ อ ง
Good Value โดย Stephen Green ประธานกรรมการ
ธนาคาร HSBC ไปแล้ว วันนี้ผู้เขียนอยากแนะนำ�หนังสือ
แนวเดียวกันที่มองจากมุมของผู้จัดการกองทุนชั้นนำ�ดูบ้าง
– Enough. (ของแท้ต้องมีจุด) โดย John Bogle ผู้ก่อตั้ง
และอดีตซีอีโอของ Vanguard บริษัทจัดการกองทุนรวม
ชั้นแนวหน้าของอเมริกา ผู้ได้รับการขนานนามจากนิตยสาร
Fortune ว่าเป็นหนึ่งในสี่ ‘ยักษ์ใหญ่ด้านการลงทุน’ ของ
ศตวรรษที่ 20 แต่สมญานามที่ใช้กันแพร่หลายที่ผู้เขียนคิด
ว่าเหมาะสมกับ Bogle ที่สุดคือ ‘มโนธรรมแห่งวอลล์สตรีท’
หลายคนอาจสงสั ย ว่ า เหตุ ใ ดกู รู ด้ า นการลงทุ น ที่

สฤณี อาชวานันทกุล :: 147

DOG EAR 2 edit.indd 147 3/19/12 8:39 PM


รํ่ารวยจากภาคการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลกจึงได้ตั้งชื่อหนังสือ
ของเขาว่า ‘พอ’ แต่แค่ปราดตามองชื่อบทต่างๆ ในสารบัญ
ก็พอจะบอกได้ว่า Bogle หมายถึงอะไร – “Too Much Cost,
Not Enough Value” (ต้นทุนสูงเกินไป มูลค่าน้อยเกินไป),
“Too Much Speculation, Not Enough Investment” (เก็งกำ�ไร
มากเกินไป ลงทุนน้อยเกินไป), “Too Much Counting, Not
Enough Trust” (นับมากเกินไป ไว้วางใจน้อยเกินไป), “Too
Much Salesmanship, Not Enough Stewardship” (ขาย
มากเกินไป ดูแลน้อยเกินไป), “Too Much Management,
Not Enough Leadership” (จัดการมากเกินไป ภาวะผู้นำ�
น้อยเกินไป) ฯลฯ
Bogle สังเคราะห์และกลัน่ ประสบการณ์ครึง่ ศตวรรษ
ของเขาในภาคการเงินมาเป็นหนังสือเล่มเล็กทีอ่ ดั แน่นไปด้วย
แง่คดิ เกีย่ วกับตลาดทุน และมุมมองทางศีลธรรมทีน่ กั การเงิน
ส่วนใหญ่ดูจะหลงลืมไปนานแล้ว เขาเปิดเล่มด้วยวาทะของ
David Brooks คอลัมนิสต์ประจำ� New York Times ทีล่ งท้ายว่า
“ผู้นำ�ทางศีลธรรมของประเทศนี้มองหาความเสื่อมทรามใน
ฮอลลีวูดและเรียลลิตี้ทีวี แต่ความเสื่อมทรามที่แพร่หลาย
ที่สุดคือความเสื่อมทรามทางการเงิน – ความย่อยยับของ
ธรรมเนี ย มปฏิ บั ติ ที่ เ หมาะสมเกี่ ย วกั บ วิ ธี ใ ช้ เ งิ น และสร้ า ง
ประโยชน์จากเงิน”
บทแรกของหนังสือเริ่มต้นด้วยบทสนทนาระหว่าง
Kurt Vonnegut กับ Joseph Heller สองนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 148

DOG EAR 2 edit.indd 148 3/19/12 8:39 PM


ในงานปาร์ตหี้ รูบนเกาะ Vonnegut บอก Heller เพือ่ นรักของ
เขาว่า เจ้าภาพจัดงานในคืนนัน้ คือผูจ้ ดั การกองทุนเฮดจ์ฟนั ด์
ทีเ่ พิง่ ทำ�กำ�ไรในหนึง่ วันได้มากกว่าเงินที่ Heller ได้รบั ชัว่ ชีวติ
จากค่าลิขสิทธิ์ Catch-22 นวนิยายที่โด่งดังและขายดีที่สุด
ของเขา
Heller ตอบว่า “ก็ใช่ แต่ผมมีสงิ่ ทีเ่ ขาจะไม่มวี นั มีเลย
– คำ�ว่า ‘พอ’”
Bogle บอกว่า Heller อธิบายสถานการณ์ได้ถกู ต้อง
ที่สุด เพราะปัจจุบันดูเหมือนคำ�ว่า ‘พอ’ จะไร้ความหมาย
สำ�หรับคนจำ�นวนมากในอเมริกา รวมทั้งมหาเศรษฐีหลาย
คน ไม่เว้นแม้แต่มอื อาชีพในภาคการเงินทีค่ รัง้ หนึง่ เคยคำ�นึง
ถึงประโยชน์ของลูกค้ามากกว่าผลประโยชน์เฉพาะหน้าของ
ตัวเอง Bogle สาธยายพร้อมสถิติมากมายเพื่อชี้ให้เห็นว่า
ระบบการเงินในอเมริกากำ�ลังบั่นทอนมูลค่าจากสังคม ไม่ได้
เพิม่ มูลค่าให้ เขาบอกว่าในปี 2006 เพียงปีเดียว ภาคการเงิน
ในอเมริกาทำ�กำ�ไรรวมกันกว่าร้อยละ 30 ของบริษัทที่ใหญ่
ที่สุด 500 แห่งในดัชนีตลาดหุ้นของ Standard & Poor’s
นอกจากนี้ สถาบันการเงินยังคิดค่าธรรมเนียมสูงเกินไปมาก
และในบางกรณี อ ย่ า งเช่ น การลงทุ น ในกองทุ น รวมผ่ า น
กองทุนอีกทอดหนึ่ง (fund of funds) ผู้ใช้บริการต้องจ่าย
ค่าธรรมเนียมซํ้าซ้อนโดยไม่จำ�เป็น
ประเด็นที่ Bogle มองว่าเป็นปัญหาอันใหญ่หลวงคือ
ทุกวันนี้ ‘ต้นทุน’ และ ‘คุณค่า’ ในระบบการเงินได้แยกห่าง

สฤณี อาชวานันทกุล :: 149

DOG EAR 2 edit.indd 149 3/19/12 8:39 PM


จากกัน ไม่สอดคล้องกันเหมือนอย่างในอดีต ผู้จัดการเงิน
ทยอยเปลีย่ นมุมมองในการลงทุนจากการลงทุนระยะยาวเป็น
ลงทุนระยะสัน้ อัตราการหมุนเวียนของพอร์ตลงทุน (portfolio
turnover เท่ า กั บ ยอดการสั่ ง ซื้ อ ขายหลั ก ทรั พ ย์ ใ นพอร์ ต
หารด้ ว ยมู ล ค่ า สิ น ทรั พ ย์ เ ฉลี่ ย ตลอดปี ที่ อ ยู่ ใ ต้ ก ารบริ ห าร
จัดการ) พุง่ กระฉูดจากร้อยละ 15 ต่อปีเป็นมากกว่าร้อยละ 100
ทำ�ให้ตน้ ทุนของนักลงทุน (เจ้าของเงิน) พุง่ สูงขึน้ ตามไปด้วย
Bogle บอกว่ามืออาชีพในภาคการเงินทุกวันนี้ดูจะ
ละเลยความแตกต่างขั้นพื้นฐานระหว่าง ‘การเก็งกำ�ไร’ กับ
‘การลงทุน’ ไปแล้ว John Maynard Keynes นักเศรษฐศาสตร์
ผู้ยิ่งใหญ่ เคยให้คำ�จำ�กัดความเอาไว้ว่า การลงทุนคือ “...
การพยากรณ์อัตราผลตอบแทนของสินทรัพย์ตลอดอายุขัย
ของมัน” ส่วนการเก็งกำ�ไรคือ “...การพยากรณ์ตลาด” Bogle
เห็นด้วยกับ Keynes ว่า “เมื่อใดก็ตามที่กิจกรรมในธุรกิจ
เป็นเพียงฟองสบู่บนวังวนแห่งการเก็งกำ�ไร และการพัฒนา
ทุนของประเทศกลายเป็นผลข้างเคียงของกิจกรรมในคาสิโน
ทุนนิยมก็น่าจะทำ�งานได้แย่มาก”
Bogle มองว่าภาคธุรกิจถูกครอบงำ�โดยการเงินมาก
เกินไป และตลาดการเงินก็ถูกครอบงำ�โดยนักเก็งกำ�ไรมาก
เกินไป ในเมื่อนักเก็งกำ�ไรซื้อขายด้วยความหวัง ความโลภ
และความกลัวเป็นที่ตั้ง ก็ไม่น่าแปลกใจที่ตลาดทุนจะมีความ
ผันผวนและปั่นป่วนสูงมาก เขาชี้ว่าอเมริกากำ�ลังอยู่ในยุค
แห่งการเก็งกำ�ไรที่บ้าบิ่นที่สุดในประวัติศาสตร์ อัตราการซื้อ
ขายหุน้ สามัญพุง่ จากร้อยละ 25 ในทศวรรษ 1950 เป็นร้อยละ
วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 150

DOG EAR 2 edit.indd 150 3/19/12 8:39 PM


300 ในปัจจุบันถ้าเรานับรวมกองทุนที่ซื้อขายดัชนีตลาดหุ้น
ด้วย
Bogle ไม่เพียงแต่อธิบายปัญหาในภาคการเงินและ
ธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมและเต็มไปด้วยกรณีศึกษาและคำ�คม
ดีๆ จากผู้รู้ในอดีต แต่เขายังเสนอทางออกที่เป็นรูปธรรม
ไม่แพ้กนั เพียงแต่เป็นทางออกทีห่ ลายคนอาจรูส้ กึ ว่า ‘พูดง่าย
แต่ทำ�ยาก’ เพราะตั้งอยู่บนจิตสาธารณะที่นักการเงินจำ�นวน
มากไม่เคยมี Bogle เรียกร้องว่านักการเงินก็เหมือนกับอาชีพ
อื่นๆ ตรงที่ต้องสร้าง ‘ความสัมพันธ์เชิงศีลธรรม’ ระหว่าง
ความเป็นมืออาชีพของตัวเองกับสังคมส่วนรวม เขาบอกว่า
ทุกสาขาอาชีพควรสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสังคม ไม่ใช่ลดทอน
มูลค่า และสร้างความมั่งคั่งแทนที่จะทำ�ลายหรือโยกย้าย
ความมั่งคั่งไปอยู่ในมือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น
Enough. เต็มไปด้วยตัวอย่างและแง่คิดมากมาย
รวมทั้ง ‘กฎสิบประการ’ ที่ Bogle เชื่อว่าจำ�เป็นสำ�หรับการ
สร้างองค์กรที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืน ถ้าคุณสงสัยว่านักการเงิน
จะมีจรรยาบรรณได้จริงหรือไม่ และทำ�ไมนักธุรกิจในศตวรรษ
ที่ 21 จึงสมควรหวนกลับไปหาสิ่งที่ Bogle เรียกว่า ‘ชุด
คุณธรรมยุคศตวรรษที่ 18’ คุณก็ตอ้ งอ่าน Enough. – หนังสือดี
ทีผ่ เู้ ขียนคิดว่านักการเงินและนักธุรกิจทุกคนควรอ่าน ซือ้ แจก
เพื่อนในวงการ และมอบเป็นของขวัญแก่บัณฑิตด้านบริหาร
ธุรกิจหรือการเงินที่กำ�ลังจะเดินเข้าสู่วงการในยุคที่ท้าทาย
จุ ด ยื น และเรี ย กร้ อ งความกล้ า หาญทางศี ล ธรรมมากกว่ า
ที่แล้วมาทุกยุคทุกสมัย.
สฤณี อาชวานันทกุล :: 151

DOG EAR 2 edit.indd 151 3/19/12 8:39 PM


072
Drive

Daniel Pink

ในบรรดาการเปลี่ ย นแปลงทั้ ง หมดที่ เ กิ ด จากนํ้ า มื อ


มนุษย์ยคุ ต้นศตวรรษที่ 21 การเปลีย่ นแปลงทีน่ า่ ตืน่ เต้น
ที่ สุ ด สำ � หรั บ ผู้ เ ขี ย น คื อ การได้ เ ห็ น นั ก วิ ท ยาศาสตร์
และนั ก สั ง คมศาสตร์ แ ขนงต่ า งๆ ทยอยกั น ออกมา
ประกาศผลการค้นพบทีย่ นื ยันหลายสิง่ ทีเ่ รา ‘รูๆ ้ กันอยู’่
โดยสามัญสำ�นึกหรือสัญชาตญาณมาช้านาน แต่นัก
วิทยาศาสตร์รุ่นก่อนหน้านี้ละเลยเพราะมัวแต่หลงใหล
ในโมเดลคณิ ต ศาสตร์ ที่ ว าดโลกในอุ ด มคติ ไ ว้ อ ย่ า ง
สวยหรูแต่กดทับความเป็นมนุษย์อันไม่แน่นอน โลก
ที่ ม นุ ษ ย์ มี เ หตุ มี ผ ลทุ ก กระเบี ย ดนิ้ ว และตอบสนอง
ต่อ ‘สิ่งเร้าภายนอก’ โดยอัตโนมัติ ไม่ต่างจากสุนัขใน
การทดลองของ Ivan Pavlov นักสรีรวิทยาชาวรัสเซีย
เจ้าของ “ทฤษฎีวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก” (classical
conditioning theory)
วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 152

DOG EAR 2 edit.indd 152 3/19/12 8:39 PM


Daniel Pink อดีตมือเขียนสุนทรพจน์ของ Al Gore
ผันตัวมาเป็นนักเขียนยอดฮิตผู้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของ
วิถชี วี ติ และลักษณะของ ‘งาน’ ยุคเศรษฐกิจข้อมูลอย่างใกล้ชดิ
ผู้เขียนเคยแนะนำ�หนังสือของเขาเรื่อง A Whole New Mind
ไปแล้ว วันนี้อยากแนะนำ�เล่มใหม่คือ Drive ซึ่งโปรยปกว่า
“ความจริงที่น่าแปลกใจเกี่ยวกับแรงจูงใจของคนเรา”
A Whole New Mind ว่าสนุกและลึกซึง้ แล้ว แต่ผเู้ ขียน
คิ ด ว่ า Drive สนุ ก กว่ า และลึ ก ซึ้ ง กว่ า เป็ น ทวี คู ณ เพราะ
ในเล่มนี้ Pink อธิบายแนวคิดและวิธีที่ ‘งาน’ ในโลกสมัยใหม่
จะสามารถวิวฒ ั นาการจาก “อะไรก็ตามทีใ่ ช้แรงทำ�” เป็น “สิง่
ที่เรารักที่จะทำ�” ได้อย่างแจ่มชัด เขาบอกว่า สาเหตุใหญ่ที่
ตอนนี้ ‘มนุษย์เงินเดือน’ จำ�นวนมากไม่มีความสุขกับงาน
คือ ผู้นำ�ธุรกิจทั้งหลายยังตามไม่ทันการค้นพบล่าสุดของ
นักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับแรงจูงใจของมนุษย์
Drive เปรียบเสมือน ‘หนังสือคู่แฝด’ กับ Linchpin
ของ Seth Godin กู รู ก ารตลาดที่ ผู้ เ ขี ย นแนะนำ � ไปแล้ ว
Drive ลึกซึ้งกว่า Linchpin และมองจากคนละมุม ขณะที่
Godin พาเราไปมองภาพใหญ่จากมุมสูง อธิบายผลกระทบ
ของ ‘ปัจจัยภายนอก’ อย่างเช่นเทคโนโลยี Pink เริ่มต้นด้วย

สฤณี อาชวานันทกุล :: 153

DOG EAR 2 edit.indd 153 3/19/12 8:39 PM


การพาเราไปมองภาพเล็กจากภายในจิตใจ จากสัจธรรมที่ว่า
แรงจูงใจของคนเราที่ทรงพลังที่สุดนั้นไม่ใช่ “แรงจูงใจจาก
ภายนอก” อย่างเช่นเงินเดือน รถประจำ�ตำ�แหน่ง หรือความ
สะดวกสบายทีซ่ อื้ ได้ดว้ ยเงิน หากเป็น “แรงจูงใจจากภายใน”
ที่สำ�คัญสำ�หรับเรามากกว่าแรงจูงใจภายนอกมาก
Pink เล่าว่า การ ‘ค้นพบ’ ที่ว่า แรงจูงใจจากภายใน
กระตุ้นให้เราทำ�สิ่งต่างๆ ได้ดีกว่า (เช่น เขียนหนังสือเพราะ
อยากเขียนจริงๆ เป็นหลัก ไม่ใช่เพราะอยากรวยเป็นหลัก) นัน้
ไม่ใช่เรือ่ งใหม่ เพียงแต่คนยังไม่คอ่ ยรู้ ในปี 1949 ศาสตราจารย์
จิตวิทยานาม Harry Harlow ศึกษาพฤติกรรมของลิงพันธุร์ ซี สั
8 ตัว พบว่าพวกมันเล่นกับปริศนาที่ทิ้งไว้ให้โดยไม่เกี่ยวกับ
ว่าจะได้ ‘รางวัล’ ถ้าแก้ปริศนาสำ�เร็จตอบแทนหรือไม่ และ
พวกมั น เล่ น กั บ ปริ ศ นาอย่ า งหลงใหลชนิ ด ไม่ ส นใจแม้ แ ต่
ความจำ�เป็นทางชีววิทยาอย่างเซ็กซ์หรืออาหาร
Pink เขียนอธิบายว่า “การค้นพบครัง้ นีแ้ สดงให้เห็น
ว่าความเข้าใจของเราเกี่ยวกับปัจจัยที่ผลักดันพฤติกรรมที่
ผ่านมานัน้ บกพร่อง สิง่ ทีเ่ ราเคยคิดว่าเป็นกฎเหล็กมีชอ่ งโหว่
มากมาย Harlow เน้นยํา้ ว่า ความดึงดันของลิงทีจ่ ะแก้ปริศนา
ให้ส�ำ เร็จนัน้ ทัง้ ‘มัน่ คงและทุม่ เท’ และเขาก็ตงั้ ข้อสังเกตว่า “ดู
เหมือนว่าแรงขับนี้ ...อาจเป็นแรงขับขัน้ พืน้ ฐานและแข็งแกร่ง
ไม่แพ้แรงขับอืน่ ๆ นอกจากนี้ แรงขับนีย้ งั อาจสามารถกระตุน้
การเรียนรูอ้ ย่างมีประสิทธิภาพทัดเทียมกันอีกด้วย” ...Harlow
สรุปว่า ถ้าเราอยากเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์ เราจะต้องคำ�นึง

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 154

DOG EAR 2 edit.indd 154 3/19/12 8:39 PM


ถึง ‘แรงขับที่สาม’ ดังกล่าวด้วย”
การค้นพบอีกประเด็นหนึง่ ทีน่ า่ สนใจมากคือ ลิงกลุม่
ทีไ่ ด้รบั แรงจูงใจจากภายนอก (ได้รางวัลเมือ่ แก้ปริศนาสำ�เร็จ)
แก้ปริศนาได้ชา้ ลงหรือไม่สนใจปริศนาเลยหลังจากทีผ่ ทู้ ดลอง
งดให้แรงจูงใจจากภายนอก งานวิจัยหลังจากนั้นหลายชิ้น
ทีท่ ดลองกับคนก็ได้ผลคล้ายคลึงกัน เท่ากับเป็นการพิสจู น์วา่
นอกจากแรงจูงใจจากภายนอกจะไม่ส�ำ คัญทีส่ ดุ แล้ว บ่อยครัง้
การใช้มนั ‘มากเกินไป’ อาจส่งผลเสียต่องานแทนทีจ่ ะส่งผลดี
เพราะลิดรอนแรงจูงใจจากภายใน Pink ยกตัวอย่างพ่อแม่ที่
ให้เงินลูกเป็นรางวัลเวลา ‘ทำ�ดี’ ว่าประสบปัญหาแบบเดียวกัน
เพราะกลายเป็นว่าถึงจุดหนึ่งลูกจะทำ�ดีก็ต่อเมื่อได้รางวัล
เท่านั้น ซึ่งคงไม่ใช่บทเรียนที่พ่อแม่อยากมอบให้กับลูก
ความสำ�คัญของแรงจูงใจจากภายในหมายความว่า
วิธีกระตุ้นแบบดั้งเดิม (ซึ่งเขาขนานนามว่า “Motivation
2.0”) เช่น ให้รางวัลตอบแทนพนักงานทีท่ �ำ งานดี และลงโทษ
พนักงานที่ทำ�งานไม่ดี เป็นการสร้างแรงจูงใจจากภายนอกที่
ใช้ได้ผลเฉพาะกับงานแบบอุตสาหกรรม คือต้องถูกต้องตาม
เป้าหมายหรือตารางที่บริษัทกำ�หนด เป็นงานรูทีนอย่างเช่น
การบรรจุหบี ห่อหรือประกอบชิน้ ส่วนในโรงงาน แต่ใช้ไม่ได้ผล
ดี นั ก สำ � หรั บ งานที่ ต้ อ งใช้ ค วามคิ ด สร้ า งสรรค์ อย่ า งเช่ น
งานเขียนหรืองานดีไซน์ ในเมื่อเศรษฐกิจสมัยใหม่ตั้งอยู่บน
ข้ อ มู ล และความคิ ด สร้ า งสรรค์ ม ากขึ้ น เรื่ อ ยๆ ดั ง ที่ Pink
อธิบายอย่างชัดเจนใน A Whole New Mind ก็แปลว่าถึงเวลา

สฤณี อาชวานันทกุล :: 155

DOG EAR 2 edit.indd 155 3/19/12 8:39 PM


แล้วที่นายจ้างจะเลิกใช้แต่ Motivation 2.0 – หันมาให้ความ
สำ�คัญกับการสร้างแรงจูงใจจากภายในมากขึ้น
Pink บอกว่า เราสามารถแบ่งแรงจูงใจจากภายในได้
เป็น 3 แบบ แบบแรกคือ ความเป็นอิสระหรือความอยากทีจ่ ะ
กำ�หนดทางเดินชีวิตของตนเอง แบบที่สองคือความต้องการ
ทีจ่ ะทำ�งานให้ได้ดกี ว่าเดิมและเชีย่ วชาญยิง่ ขึน้ แบบทีส่ ามคือ
ความรู้สึกที่ว่างานนั้นมี “ความหมาย” คือเป็นประโยชน์ต่อ
ผู้อื่นหรือสังคม ไม่ใช่แค่เป็นประโยชน์สำ�หรับเราเพียงคน
เดียว
แรงจูงใจจากภายในแต่ละแบบมีลักษณะที่แตกต่าง
กัน และดังนั้นจึงต้องใช้วิธีกระตุ้นที่แตกต่างกันด้วย Pink
บอกว่าแบบแรกคือความเป็นอิสระนั้นเป็นสิ่งที่ติดตัวเรามา
ตัง้ แต่เกิด ดังนัน้ นายจ้างจึงควรเปิดพืน้ ทีแ่ ละโอกาสให้คนได้มี
เวลาทำ�ในสิง่ ทีต่ วั เองสนใจ ส่วนแบบทีส่ องคือความปรารถนา
ที่จะเชี่ยวชาญนั้น Pink อ้างผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย
ฮาร์วาร์ดว่า ‘ความก้าวหน้า’ ในหน้าที่การงาน คือสิ่งที่สร้าง
แรงจูงใจในการทำ�งานมากที่สุด ซึ่งอาจเป็นผลการวิจัยที่คน
ส่วนใหญ่รู้ดีอยู่แล้ว แต่ปัจจัยสำ�คัญที่คนไม่ค่อยรู้คือ นักวิจัย
ฮาร์วาร์ดเน้นยํ้าว่า ความก้าวหน้าในงานจะเกิดได้ดีที่สุดใน
กรณีที่คนทำ�งานรู้สึกว่า ‘มีส่วนร่วม’ กับงานนั้นๆ และความ
รู้สึกว่าอยาก ‘มีส่วนร่วม’ กับงาน ก็เกิดได้ดีที่สุดในภาวะที่
คนรู้สึกว่างานนั้นมีความหมาย ซึ่งก็คือแรงจูงใจจากภายใน
แบบที่สามนั่นเอง

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 156

DOG EAR 2 edit.indd 156 3/19/12 8:39 PM


Pink ปิดท้ายว่า ในเมื่อการแข่งขันในโลกธุรกิจดูจะ
เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับระดับความสุขของคนทำ�งาน
โลกธุ ร กิ จ ก็ ค วรจะตามทั น โลกวิ ท ยาศาสตร์ เ สี ย ที เพราะ
ลำ�พังการกระตุ้นด้วยแรงจูงใจจากภายนอกหรือ Motivation
2.0 ทื่อๆ ดื้อๆ นั้นใช้ไม่ได้แล้วในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์
ถึงเวลาแล้วทีผ่ นู้ �ำ ธุรกิจจะลงมาเดินดินกินข้าวแกง พยายาม
เข้าใจแรงจูงใจและความต้องการทีแ่ ท้จริงของพนักงาน เลิกใช้
ตำ�ราบริหารธุรกิจที่ล้าสมัย จะได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และ
บรรยากาศการทำ�งานที่กระตุ้นแรงจูงใจจากภายในได้อย่าง
แท้จริง โดยเฉพาะการทำ�ให้พนักงานเชือ่ มัน่ ว่า งานทีพ่ วกเขา
ทำ�อยู่นั้นมีความหมาย.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 157

DOG EAR 2 edit.indd 157 3/19/12 8:39 PM


073
The Big Short

Michael Lewis

ในบรรดานั ก เขี ย นทั้ ง หมดที่ ผู้ เ ขี ย นรู้ จั ก อดี ต นั ก ค้ า


ตราสารหนี้นาม Michael Lewis ถ่ายทอดเรื่องราวจาก
โลกธุรกิจและการเงินได้อย่างสนุกสนานและอ่านง่าย
ที่สุด บทความทุกชิ้นและหนังสือทุกเล่มของเขาตั้งแต่
Liar’s Poker (ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงของเขาใน
บริษัท Solomon Brothers ในทศวรรษ 1980 ที่ภาค
การเงินอเมริกันเฟื่องฟูสุดขีด), The New New Thing
และ Next: The Future Just Happened (เรื่องของยุค
ดอทคอมบูม) จนถึง Moneyball และ The Blind Side
(เรือ่ งของเบสบอลและอเมริกนั ฟุตบอล) ไม่วา่ จะเกีย่ วกับ
อะไรล้วนมีสามสิง่ ทีเ่ หมือนกัน นัน่ คือ การถ่ายทอดเรือ่ ง
ยากๆ ให้เข้าใจง่าย ตัวละครน่าติดตามจากโลกจริงที่
Lewis ระบายสีสันอย่างรายละเอียด และอารมณ์ขัน
อันเหลือร้ายที่ทำ�ให้คนอ่านวางไม่ลง
วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 158

DOG EAR 2 edit.indd 158 3/19/12 8:39 PM


The Big Short เป็นหนังสือเล่มแรกของ Lewis
หลังเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ถึงแม้ว่าจะออกในปี 2010
หลังจากที่ผลพวงจากวิกฤตเริ่มซาลงและเศรษฐกิจโงหัวขึ้น
แล้ว หนังสือเล่มนี้ก็คุ้มค่าสมกับการรอคอย เพราะ Lewis
ยังรักษาความแม่นยำ�ของข้อมูลและความช่างสังเกตผู้คนที่
สร้างชื่อให้กับเขาตั้งแต่ Liar’s Poker ได้เป็นอย่างดี หนังสือ
เล่มนี้ถ่ายทอดทั้งบรรยากาศเร่าร้อน เร่งรีบ และรวยเร็วใน
วอลล์สตรีท กลไกการทำ�งานของธุรกิจการเงินหลายแขนง
และนิสัยใจคอของนักการเงินที่ทำ�งานอยู่ใจกลางจุดกำ�เนิด
ของกระแสที่ระเบิดเป็นวิกฤตได้อย่างน่าติดตามและตื่นเต้น
ไม่แพ้ภาพยนตร์บู๊ล้างผลาญ
ใครที่เคยอ่านงานของ Lewis มาก่อน โดยเฉพาะ
Liar’s Poker จะคุ้นเคยกับวิธีเล่าเรื่องของเขาใน The Big
Short อย่างรวดเร็ว ใครทีไ่ ม่เคยอ่านแต่ชอบนิยายทีเ่ ดินเรือ่ ง
เร็ ว และเต็ ม ไปด้ ว ยบทสนทนาก็ จ ะติ ด หนึ บ ตั้ ง แต่ บ ทแรก
เช่นกัน ตัวละครเอกใน The Big Short หาใช่ผู้ทรงอำ�นาจ
อย่ า งผู้ ว่ า การธนาคารกลางหรื อ รั ฐ มนตรี ค ลั ง หากเป็ น
มืออาชีพทีม่ องเห็นเค้าลางแห่งหายนะก่อนคนอืน่ มีจติ สำ�นึก
พอที่จะคิดไกลกว่ากระเป๋าสตางค์ของตัวเอง และกล้าที่จะ

สฤณี อาชวานันทกุล :: 159

DOG EAR 2 edit.indd 159 3/19/12 8:39 PM


ตัง้ คำ�ถามใหญ่ๆ ทีน่ กั การเงินส่วนใหญ่ละเลย เช่น ตลาดการ
เงินนั้น ‘ฉลาด’ จริงหรือไม่
การออกหนั ง สื อ เกี่ ย วกั บ วิ ก ฤตแฮมเบอร์ เ กอร์
หลังจากที่คนอื่นออกหนังสือเกี่ยวกับเรื่องเดียวกันไปแล้ว
มากมาย และภายหลังจากที่เศรษฐกิจโลกผ่านพ้นช่วงที่
อันตรายที่สุดของวิกฤตไปแล้ว อาจทำ�ให้นักอ่านจำ�นวน
ไม่น้อยสงสัยว่า The Big Short มีอะไรใหม่หรือที่ควรค่าแก่
การอ่าน เพราะเราก็รู้ดีแล้วว่าเหตุการณ์สำ�คัญๆ ในวิกฤต
รอบนีม้ อี ะไรบ้าง และคนส่วนใหญ่กต็ ดั สินใจไปแล้วว่าใครเป็น
‘ตัวการ’ ที่อยู่เบื้องหลังวิกฤต แต่สิ่งที่ทำ�ให้ The Big Short
แตกต่างจากหนังสือเล่มอื่นคือ การพุ่งเป้าไปที่คำ�ถามว่า
“ใครรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดวิกฤต?” และพยายามค้นหาคำ�ตอบ
ที่เที่ยงตรงที่สุด
วิ ก ฤตการเงิ น ทุ ก ครั้ ง ทุ ก แห่ ง ในโลกไม่ ไ ด้ เ กิ ด ขึ้ น
แบบลอยๆ และด้วยความบังเอิญล้วนๆ เหมือนกับอยู่ดีๆ
ก็มีคนโยนระเบิดเข้ามากลางฝูงชน แต่เป็น ‘พายุ’ ที่ค่อยๆ
ก่ อ ตั ว สะสมความเปราะบางและความเสี่ ย งเอาไว้ จ น
ถึ ง จุ ด ที่ ก่ อ ความเสี ย หายร้ า ยแรง เค้ า ลางของพายุ
แฮมเบอร์ เ กอร์ ที่ Lewis พาเราไปรู้ จั ก อย่ า งมี ชั้ น เชิ ง
และน่ า ตื่ น เต้ น ไม่ แ พ้ นิ ย ายนั ก สื บ นั้ น ก่ อ ตั ว ขึ้ น นาน
หลายปี ก่ อ นที่ Lehman Brothers ยั ก ษ์ ใ หญ่ ใ นโลก
การเงิน จะล้มครืนลงในเดือนกันยายน 2008 – ในวงการ
การเงินเฉพาะกิจที่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้จักสองแห่ง คือตลาด
ตราสารหนี้ที่วาณิชธนกิจกับธนาคารพาณิชย์ค้าขายเปลี่ยน
วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 160

DOG EAR 2 edit.indd 160 3/19/12 8:39 PM


มือกันเอง และตลาดอนุพันธ์ที่อิงราคาอสังหาริมทรัพย์ (real
estate derivatives)
ตัวละครหลักที่ใกล้เคียงกับบท ‘พระเอก’ ที่สุดใน
The Big Short คือผู้เชี่ยวชาญสาขาการเงินเฉพาะกิจนาม
Steve Eisman ที่มีชื่อเสียงว่าเป็นคนฉลาดที่พูดจาโผงผาง
ไม่เกรงใจใคร ตั้งแต่ครั้งที่เขาทำ�งานเป็นนักวิเคราะห์ให้กับ
บริษัทที่ปรึกษาชื่อ Oppenheimer and Co. ในทศวรรษ
1990 นอกจาก Eisman จะเป็นนักวิเคราะห์ที่เฉียบคมและ
เป็นตัวของตัวเองแล้ว เขายังเป็นคนฝึกนักวิเคราะห์รุ่นใหม่
หลายคนให้เจริญรอยตาม รวมทั้ง Meredith Whitney ซึ่ง
ตอนแรกถูกประณามก่อนจะโด่งดังเป็นพลุแตกในปี 2007
ในฐานะนักวิเคราะห์คนแรกๆ ที่ออกบทวิเคราะห์เชิงลบ
เกี่ยวกับหุ้นธนาคารและเตือนนักลงทุนให้ระวัง Eisman
บอกว่า บรรทัดโปรดที่เขาเขียนอยู่ในบทวิเคราะห์ที่เขียน
ตัง้ แต่ตน้ ทศวรรษ 1990 ว่า “สถาบันการเงิน [X] เป็นสถาบัน
การเงินทีป่ อ้ งกันความเสีย่ งสมบูรณ์แบบ (perfectly hedged)
เพราะขาดทุนตลอดเวลาไม่วา่ สภาพแวดล้อมของดอกเบีย้ จะ
เป็นเช่นใด” ภรรยาของเขาเองยอมรับว่า Eisman “ไม่ได้จงใจ
จะเสียมารยาท แต่เขาไร้มารยาทอย่างจริงใจ”
The Big Short เปรียบเสมือนบันทึกชั้นดีที่ฉาย
ภาพให้เราเห็น ‘วีรบุรุษที่โลกลืม’ ในวงการการเงินหลายคน
ที่มองเห็นสัญญาณของวิกฤตมานานแล้วแต่ถูกนักการเงิน
ส่วนใหญ่หัวเราะเยาะ นักการเงินอีกคนหนึ่งที่สำ�คัญไม่แพ้
Eisman คือลูกน้องของเขานาม Vinny Daniel ผู้ค้นพบว่า
สฤณี อาชวานันทกุล :: 161

DOG EAR 2 edit.indd 161 3/19/12 8:39 PM


บริษัทในวอลล์สตรีทหลายแห่งมีความเสี่ยงสูงมาก เขาเป็น
นักวิเคราะห์คนแรกๆ ทีส่ งั เกตเห็นว่าสินเชือ่ บ้านซับไพรม์นนั้
มีอตั ราการผิดนัดชำ�ระหนีส้ งู มาก ผลการวิเคราะห์ของ Daniel
นำ�ไปสูบ่ ทวิเคราะห์ของ Eisman ในปี 1997 ซึง่ โจมตีสถาบัน
การเงินที่ปล่อยสินเชื่อซับไพรม์อย่างรุนแรง
วีรบุรษุ อีกคนหนึง่ ที่ The Big Short อธิบายวีรกรรม
ให้เห็นคือ Dr. Michael Burry นักวิเคราะห์ตลาดตราสารหนี้
ผู้ประเมินผลกระทบของ “อัตราดอกเบี้ยโปรโมชั่น” (teaser
rates หมายถึงอัตราดอกเบีย้ คงทีใ่ นช่วงปีแรกๆ เพือ่ ดึงดูดให้
ผูม้ รี ายได้นอ้ ยมาขอกู)้ และการปรับดอกเบีย้ เป็นอัตราตลาด
หลังช่วงโปรโมชัน่ หมดลงได้อย่างถูกต้องราวกับหยัง่ รูอ้ นาคต
ในปี 2005 Burry เขียนเตือนนักลงทุนที่ลงทุนผ่านบริษัท
Scion Capital ที่เขาทำ�งานให้ว่า “บางครั้งตลาดก็ผิดพลาด
อย่างมหันต์” นักการเงินอีกคนที่ควรค่าแก่การคารวะคือ
Greg Lippmann นักค้าตราสารหนี้ของธนาคาร Deutsche
ผูศ้ กึ ษาวิธเี ดิมพันต้านตลาดสินเชือ่ ซับไพรม์เพราะเขามองว่า
มันจะต้องตกลงอย่างฮวบฮาบ
Lippmann สังเกตเห็นตัง้ แต่กอ่ นทีร่ าคาบ้านจะตกว่า
ลูกหนี้ที่มูลค่าบ้านปรับตัวสูงขึ้นเพียงร้อยละ 1-5 มีแนวโน้ม
ที่จะผิดนัดชำ�ระหนี้สูงเป็น 4 เท่าของลูกหนี้ที่มูลค่าบ้าน
ปรับตัวสูงขึ้นเกินร้อยละ 10 พูดอีกนัยหนึ่งคือ Lippmann
พบว่าราคาบ้านไม่จำ�เป็นต้องตกลงจริงๆ ก่อนที่ผู้มีรายได้
น้อยจะประสบปัญหาชำ�ระหนี้ เมือ่ เขานำ�เรือ่ งนีไ้ ปบอกเพือ่ น

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 162

DOG EAR 2 edit.indd 162 3/19/12 8:39 PM


ร่วมงานที่ Deutsche เขากลับถูกปรามาสว่า ‘ไก่อ่อนขี้ตื่น’
ก่อนที่ตลาดจะพิสูจน์ว่าเขาคิดถูกในเวลาต่อมา
The Big Short เต็มไปด้วยเรื่องราวสนุกๆ อีก
มากมายที่ทันต่อเหตุการณ์และจะทำ�ให้ทุกคนเข้าใจวิธีคิด
และวิธีทำ�งานของโลกการเงินอเมริกันอย่างถ่องแท้ รวมทั้ง
เรือ่ งของอนุพนั ธ์เข้าใจยากอย่างซีดโี อและบทบาทของ Gold-
man Sachs วาณิชธนกิจชั้นนำ� และเรือ่ งของฝ่ายผลิตภัณฑ์
ทางการเงินของ AIG ที่ลากยักษ์ใหญ่ในธุรกิจประกันลงเหว
เล่าผ่านมุมมองของพนักงาน AIG นาม Gene Park และเจ้า
นายอารมณ์ร้อนของเขาชื่อ Joe Cassano
ถ้าคุณอยากรู้ ‘ราก’ ของวิกฤตการเงินจากมุมมอง
ของนักการเงิน และอยากรู้ว่าวีรบุรุษในวงการนี้มีใครบ้าง
The Big Short ก็เป็นหนังสือที่ ‘ต้องอ่าน’ ด้วยประการทั้ง
ปวง.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 163

DOG EAR 2 edit.indd 163 3/19/12 8:39 PM


074
Switch

Chip Heath และ Dan Heath

ในโลกที่ดูจะซับซ้อนมากขึ้นทุกวันและไม่มีอะไร ‘ง่าย’
อี ก ต่ อ ไป หนึ่ ง ในสิ่ ง ที่ ทำ � ยากที่ สุ ด คื อ การผลั ก ดั น ให้
เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในภาวะที่เรารู้ตัวว่า
กำ�ลังเผชิญหน้ากับปัญหาใหญ่ที่ต้องเปลี่ยนแปลงอย่าง
เร่งด่วน แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นตรงไหนและอย่างไร

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 164

DOG EAR 2 edit.indd 164 3/19/12 8:39 PM


Chip Heath กับ Dan Heath สองพี่น้องคอลัมนิสต์
มือดีประจำ� Fast Company นิตยสารธุรกิจที่ผู้เขียนชอบ
อ่านทีส่ ดุ นำ�เสนอวิธกี ระตุน้ การเปลีย่ นแปลงในระดับปัจเจก
องค์กร และสังคม อย่างเป็นรูปธรรมและสนุกสนานผ่าน
การถ่ายทอดกรณีศึกษาจำ�นวนมากที่เกิดขึ้นในโลกจริง ใน
หนังสือเรื่อง Switch ที่โปรยปกอย่างน่าอ่านว่า “How to
Change Things when Change is Hard” (วิธเี ปลีย่ นสิง่ ต่างๆ
เมื่อการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องยาก)
ประเด็นหลักของ Switch คือ การเปลี่ยนแปลงที่
ประสบความสำ�เร็จนัน้ เกิดได้เฉพาะในกรณีทคี่ นเปลีย่ นแปลง
พฤติกรรมเดิมๆ ของตัวเองได้สำ�เร็จเท่านั้น พี่น้อง Heath
บอกว่า มีปัจจัยสามประการที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมของ
คนเรา นั่นคือ ตรรกะและความมีเหตุมีผล (เรียกว่า ‘คนขี่’)
อารมณ์ความรูส้ กึ (‘ช้าง’) และสภาพแวดล้อม (‘ทางเดิน’) วิธี
ทีด่ ที สี่ ดุ ทีจ่ ะสร้างการเปลีย่ นแปลงคือ ‘บอกทางคนขี’่ ‘กระตุน้
ช้าง’ และ ‘ออกแบบทางเดิน’
เนื้อหาส่วนใหญ่ใน Switch แบ่งออกเป็นสามส่วน
แต่ละส่วนอธิบายหลักการแต่ละข้อในสามข้อข้างต้น สิ่งที่
ผู้เขียนทั้งสองพยายามอธิบายอย่างยิ่งยวดคือ หลักการทั้ง

สฤณี อาชวานันทกุล :: 165

DOG EAR 2 edit.indd 165 3/19/12 8:39 PM


สามข้อนี้ต้องทำ�พร้อมกัน จะขาดข้อใดข้อหนึ่งไปไม่ได้ เช่น
ถึ ง แม้ ว่ า เราจะกระตุ้ น ช้ า ง (เกิ ด ความรู้ สึ ก อยากเปลี่ ย น)
ได้สำ�เร็จแล้ว ทั้งช้างและคนขี่ (เหตุผลและอารมณ์) จะมอง
ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงถ้าหากว่าเราไม่ให้ความสนใจกับ
สิ่งกีดขวางบนทางเดิน (สภาพแวดล้อม) ด้วย
พี่ น้ อ ง Heath ยกกรณี ศึ ก ษาสั้ น ๆ มากมาย
มาประกอบการอธิบายหลักการสามข้อและวิธีนำ�ไปใช้ใน
โลกจริง ตัวอย่างหนึง่ ทีผ่ เู้ ขียนชอบคือเรือ่ งของ John Murphy
จิตแพทย์ประจำ�โรงเรียนมัธยมในเมือง Covington มลรัฐ Ken-
tucky กับเด็กมัธยมสามชือ่ Bobby ทีเ่ ข้าเรียนสายเป็นประจำ�
ไม่ชอบทำ�การบ้าน ก่อความวุ่นวายในห้อง และบางครั้งก็
ข่มขูเ่ พือ่ นนักเรียนอย่างหยาบคาย ชีวติ ทีบ่ า้ นของ Bobby เอง
ก็ วุ่ น วายสั บ สนไม่ แ พ้ ใ นโรงเรี ย น เขาเดิ น เข้ า ออกสถาน
ดัดสันดานเป็นว่าเล่นตั้งแต่เล็ก จนได้มาพบกับ Murphy
เวลาพบคนไข้ จิ ต แพทย์ ธ รรมดาจะพยายามหา
คำ�ตอบว่าทำ�ไมคนไข้ถึงได้มีพฤติกรรมแบบนี้ แต่ Murphy
ไม่ใช่จติ แพทย์ธรรมดา เขาเป็นจิตแพทย์ทใี่ ช้ “วิธบี �ำ บัดเร่งรัด
แบบเน้นวิธแี ก้ปญ ั หา” (Solutions-Focused Brief Therapy)
ซึ่งเป็นวิธีที่เน้นการหาวิธีแก้ปัญหาของคนไข้มากกว่าจะ
หมกมุน่ อยูก่ บั ประเด็นทีว่ า่ คนไข้มปี ญ ั หาอะไรบ้าง และอะไร
คือรากสาเหตุของปัญหา แทนที่ Murphy จะพยายามค้นหา
สาเหตุที่ทำ�ให้ Bobby เป็นเด็กเกเร เขากลับตั้งคำ�ถามว่า –
Murphy: บอกผมหน่อยสิ มีช่วงไหนมั๊ยในโรงเรียน
ที่หนูไม่ถูกทำ�โทษ
วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 166

DOG EAR 2 edit.indd 166 3/19/12 8:39 PM


Bobby: ผมไม่ค่อยโดนในวิชาของครู Smith
Murphy: ห้องเรียนของครู Smith แตกต่างจากครู
คนอื่นยังไงหรือครับ
Bobby: ไม่รู้สิฮะ แต่เธอดีกว่าครูคนอื่น เราเข้ากัน
ได้ดีมาก

Murphy ซักต่อไปเพื่อหาคำ�ตอบว่า อะไรกันแน่ที่


ทำ�ให้ Bobby รูส้ กึ ว่า Smith เป็นครูที่ ‘ดีกว่าครูคนอืน่ ’ สำ�หรับ
เขา และพบกับคำ�ตอบว่า ครู Smith ทักทายเขาทุกครั้ง
ที่ Bobby เดินเข้ามาในห้อง (ในขณะที่ครูคนอื่นหลีกเลี่ยง
ไม่คุยด้วย) ให้เขาทำ�การบ้านที่ง่ายเป็นพิเศษ (และครูมั่นใจ
ว่าเขาจะทำ�ได้) เพราะ Bobby เป็นเด็กเรียนช้า นอกจากนี้
ทุกครั้งที่ครูให้การบ้าน เธอก็จะตั้งใจอธิบายให้ Bobby ฟัง
ตัวต่อตัวเพื่อให้มั่นใจว่าเขาเข้าใจโจทย์จริงๆ
ในภาษาของ Heath ห้องเรียนของครู Smith นัน้ คือ
‘จุดสว่าง’ (bright spot) และที่ใดก็ตามที่มีจุดสว่าง หน้าที่
ของเราคือต้องทำ�ซํ้าหรือจำ�ลองมันให้ได้มากที่สุด Murphy
อธิบายโมเดลของครู Smith ให้ครูคนอื่นๆ ของ Bobby ฟัง
สร้างความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าควรรับมือกับเขาอย่างไร
ภายใน 3 เดือนหลังจากที่ครูคนอื่นทำ�ตามครู Smith อัตรา
การถูกส่งไปว่ากล่าวตักเตือนที่ห้องครูใหญ่ของ Bobby ก็
ลดลงกว่าร้อยละ 80 และพฤติกรรมประจำ�วันก็ดีขึ้นอย่าง
ไม่น่าเชื่อ การลอกเลียน ‘จุดสว่าง’ ไม่ได้เปลี่ยน Bobby
จากเด็กมีปัญหาเป็นนักเรียนตัวอย่างก็จริง แต่ก็ทำ�ให้เขา
สฤณี อาชวานันทกุล :: 167

DOG EAR 2 edit.indd 167 3/19/12 8:39 PM


ดีขึ้นมาก
อีกตัวอย่างหนึ่งใน Switch ที่ผู้เขียนชอบเป็นพิเศษ
คือเรื่องราวของโซแลร์ ยารักษาโรคภูมิแพ้ของบริษัท Ge-
nentech ค้นพบในปี 2003 แต่ 6 เดือนหลังจากที่วางตลาด
ยอดขายของโซแลร์ยังอยู่ตํ่ากว่าความคาดหมายของบริษัท
มาก ทั้งที่มันพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นยาที่ป้องกันอาการภูมิแพ้
กำ�เริบได้อย่างชะงัด
Genentech ว่าจ้างทีมที่ปรึกษานำ�โดย Richard
Pascale เพื่อหาสาเหตุที่ยอดขายของโซแลร์ตํ่ากว่าคาด
Pascale เริ่มมองหา ‘จุดสว่าง’ ของเรื่องนี้ทันที และในที่สุด
เขาก็พบในเมือง Fort Worth มลรัฐเท็กซัส พนักงานเซลส์
หญิงสองคนขายโซแลร์ได้มากกว่าเพื่อนร่วมงานถึง 20 เท่า
เมือ่ ค้นคว้าลึกลงไปในรายละเอียด ทีมของ Pascale ก็พบว่า
เซลส์สองคนนี้ช่วยสอนแพทย์ถึงวิธีใช้ยา แทนที่จะทำ�แค่
ยกประโยชน์ด้านสุขภาพของยาซึ่งแพทย์ส่วนใหญ่เข้าใจ
ดีแล้ว วิธใี ช้โซแลร์เป็นเรือ่ งใหญ่เพราะมันไม่ใช่ยารับประทาน
หรือยาดม แต่ต้องละลายในสายนํ้าเกลือ ซึ่งเป็นวิธีที่แพทย์
ไม่คนุ้ เคย การเน้นจุดนีข้ องเซลส์จงึ ทำ�ให้ขายโซแลร์ได้ดกี ว่า
พื้นที่อื่น
สิ่งที่น่าสนใจคือ ปฏิกิริยาแรกของผู้จัดการ Ge-
nentech เมื่อรับทราบเรื่องนี้ไม่ใช่ความลิงโลด แต่เป็นความ
สงสัย พวกเขาคิดว่าเซลส์สองคนนีต้ อ้ งมีความได้เปรียบอะไร
บางอย่างทีไ่ ม่ยตุ ธิ รรมกับเซลส์คนอืน่ บางทีพนื้ ทีก่ ารขายของ
พวกเขาอาจใหญ่เกินไป หรือไม่กม็ พี รสวรรค์พเิ ศษ ปฏิกริ ยิ า
วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 168

DOG EAR 2 edit.indd 168 3/19/12 8:39 PM


ต่อข่าวดีกลับกลายเป็นว่ามันน่าจะเป็นข่าวร้าย! พีน่ อ้ ง Heath
บอกว่า ปฏิกิริยาแบบนี้เป็นตัวอย่างอันดีที่ชี้ให้เห็นว่าสมอง
เรามีศักยภาพในการวิเคราะห์สูงมาก สูงจนกระทั่งแม้แต่
‘ความสำ�เร็จ’ อาจกลายเป็น ‘สัญญาณเตือนภัย’ จากมุมมอง
ของสมองเราที่ชอบแก้ปัญหา
ประเด็นหลักของพีน่ อ้ ง Heath คือ สมองทีม่ เี หตุมผี ล
ของคนเรานัน้ ปกติมงุ่ เน้นไปทีต่ วั ปัญหามากกว่าวิธแี ก้ปญ ั หา
เราจะต้องตั้งใจสลับจุดเน้นดังกล่าวในห้วงยามแห่งความ
เปลี่ยนแปลง ผู้จัดการทุกคนควรถามตัวเองว่า เวลาที่เขาใช้
แก้ปัญหากับเวลาที่ใช้ต่อยอดความสำ�เร็จนั้นคิดเป็นสัดส่วน
เท่าไร และพยายามลดสัดส่วนนี้ลงอย่างต่อเนื่อง (เพิ่มเวลา
ที่ใช้ต่อยอดความสำ�เร็จ ลดเวลาที่ใช้แก้ปัญหา)
ในห้ ว งยามที่ ป ระเทศไทยกำ � ลั ง เผชิ ญ กั บ วิ ก ฤต
รอบด้านและความแตกแยกทุกระดับที่ผู้เขียนคิดว่ามีราก
สาเหตุมาจากส่วนผสมระหว่างความมักง่าย ความอ่อนแอ
ของกลไก และปัญหาเชิงโครงสร้างทีล่ ว้ นแต่ตอ้ งเปลีย่ นแปลง
อย่างเร่งด่วน หนังสืออ่านสนุกและมีประโยชน์อย่าง Switch
นับว่า ‘ต้องอ่าน’ สำ�หรับทุกคนที่อยากรู้ว่า เหตุใดพี่น้อง
Heath จึงมองว่าการเปลีย่ นแปลงทีส่ �ำ เร็จทุกครัง้ จะต้องอาศัย
การเปลีย่ นแปลงของพฤติกรรมผูม้ สี ว่ นได้เสียทุกฝ่าย และเรา
จะสร้าง ‘สมดุล’ ระหว่างความมีเหตุมีผล อารมณ์ความรู้สึก
และสภาพแวดล้อมได้อย่างไรในทางที่จะเปลี่ยนพฤติกรรม
คนได้สำ�เร็จ.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 169

DOG EAR 2 edit.indd 169 3/19/12 8:39 PM


075
Life Is What You Make It

Peter Buffett

ปกติผู้เขียนไม่ค่อยอ่านหนังสือชีวประวัติ เพราะคนที่
เขียนหนังสือประเภทนี้มักจะคุยโวโอ้อวดราวกับเป็น
ยอดมนุษย์ที่ไม่เคยทำ�ผิดพลาดใดๆ ในชีวิต หรือถ้า
เคยพลาดก็อวดว่าเรียนรู้บทเรียนได้อย่างรวดเร็วและ
นำ � บทเรี ย นนั้ น มาใช้ อ ย่ า งเต็ ม ประสิ ท ธิ ภ าพทุ ก ครั้ ง
ราวกับไม่ใช่คนธรรมดาทีต่ อ้ งลองผิดลองถูกเป็นประจำ�
และความสำ�เร็จหลายอย่างที่เกิดขึ้นก็เพราะโชคช่วย
ไม่น้อยไปกว่าความสามารถ

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 170

DOG EAR 2 edit.indd 170 3/19/12 8:39 PM


แต่เมื่อผู้เขียนเห็นชื่อ Peter Buffett บนปกหนังสือ
เรือ่ ง Life Is What You Make It ก็อดซือ้ มาอ่านไม่ได้ เพราะ
Peter Buffett ไม่ ใ ช่ ใ ครอื่ น นอกจากลู ก ชายคนรองของ
Warren Buffett นักลงทุนที่เก่งที่สุดในโลกในความเห็นของ
ผู้เขียน
Peter ไม่ได้เจริญรอยตามพ่อ เขาเดินคนละทาง
อย่างแน่วแน่และสง่างามบนเส้นทางที่ดูจะสวนทางกับพ่อ
อย่างสิน้ เชิง วันนีใ้ นวัย 52 ปี เขาคือนักแต่งเพลงและนักร้อง
มือฉมังเจ้าของรางวัลเอ็มมี ผูเ้ ขียนซือ้ หนังสือเล่มนีม้ าเพราะ
เดาว่า Peter น่าจะเป็นคนเก่งที่ถ่อมตัวและสมถะเหมือน
กับคุณพ่อผู้โด่งดังของเขา และอยากรู้ว่าพ่อคนนี้สอนลูก
ว่าอย่างไร
เมื่ออ่านจบก็ต้องบอกว่า Life Is What You Make
It เป็นหนังสือดีและอ่านสนุกที่แสดง ‘ตัวตน’ ของทั้งพ่อและ
ลูกคูน่ อี้ อกมาได้อย่างอบอุน่ และอัดแน่นไปด้วยแง่คดิ ดีๆ โดย
เฉพาะสำ�หรับคนเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองที่อยากให้ลูกเจริญ
รอยตามตัวเอง
Peter Buffett เขียนหนังสือด้วยภาษาทีเ่ รียบง่ายแต่
ลึกซึ้ง เขาบอกว่าเขารู้สึกถึง ‘พลังของดนตรี’ เป็นครั้งแรก

สฤณี อาชวานันทกุล :: 171

DOG EAR 2 edit.indd 171 3/19/12 8:39 PM


ตอนทีอ่ ายุ 6 หรือ 7 ขวบ วันนัน้ เขารูส้ กึ เศร้า ก็เลยเล่นเพลง
เด็กชื่อ “Yankee Doodle” บนเปียโนในบ้าน แต่เปลี่ยนคีย์
จากเมเจอร์เป็นไมเนอร์ ทันใดนั้น “เพลงมาร์ชที่มีชีวิตชีวา
กลับกลายเป็นเพลงไว้อาลัยราวกับเสกคาถา และครอบครัว
ของผมก็รู้สึกได้ในทันทีว่าผมรู้สึกอย่างไร”
Life Is What You Make It เป็นบทบันทึกชีวิต
ของ Peter ตั้งแต่เกิดจวบจนปัจจุบัน ประสบการณ์การเป็น
ลูกของ Warren และ Susan Buffett การค้นพบอาชีพการ
งานในธุรกิจดนตรี และการมารับผิดชอบมูลนิธิที่บริหาร
เงินหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐ ระหว่างทางเขาสอดแทรก
ข้อสังเกตมากมายเกี่ยวกับจิตวิญญาณ ความท้าทายที่ต้อง
“ทำ�สถานการณ์ดีให้ออกมาดีที่สุด” หลายครั้งในชีวิต และ
ยอมรับว่าทำ�ผิดพลาดหลายเรือ่ ง อย่างเช่นการไปซือ้ บ้านเกิน
ฐานะในมิลวอกีจนประสบปัญหาในการผ่อน และรูส้ กึ เสียดาย
โอกาสดีๆ หลายครั้งในชีวิตที่เขาไม่ฉวยเอาไว้เพราะมัวแต่
ลังเลใจจนโอกาสนั้นหลุดลอยไป
แต่สุดท้าย Peter Buffett ก็ภูมิใจกับสิ่งที่เขาได้ทำ�
เขาอธิบายว่า “ความทะนงตนของผมถูกบรรเทาด้วยความ
กตัญญูรคู้ ณ
ุ ตระหนักสุดใจว่าผมเป็นคนทีโ่ ชคดีเพียงใด” เขา
บอกว่าถ้าเขาต้องการ พ่อของเขาก็คงช่วยให้เขามีงานทำ�ใน
ภาคการเงินหรือในบริษัทของพ่อคือ Berkshire Hathaway
ได้อย่างแน่นอน แต่ “ถ้าผมทำ�อย่างนั้น พ่อก็จะคาดหวังให้
ผมแสดงให้ทา่ นเห็นว่า ผมรูส้ กึ อยากทำ�งานในสาขานัน้ จริงๆ

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 172

DOG EAR 2 edit.indd 172 3/19/12 8:39 PM


ไม่ใช่แค่ทำ�เพราะมันเป็นทางที่ง่ายที่สุด ...ถ้าท่านเห็นว่าผม
กำ�ลังทำ�เพราะเหตุผลข้อหลัง ท่านก็จะไม่ยอมแน่ๆ เพราะ
ท่านจะมองว่านัน่ ไม่ใช่การใช้อภิสทิ ธิ์ แต่เป็นการลดตัวเองลง”
Peter ขยายความว่า ลูกของคนรวยต้องดิ้นรนต่อสู้
กับประเด็นนี้เสมอ หลายคนลงเอยด้วยการมีปัญหาทางจิต
ตลอดชีวิต และพ่อแม่ที่ให้เงินมากเกินไปแต่ให้ความรักน้อย
เกินไปทำ�ให้ปัญหาต่างๆ ของลูกเลวร้ายลง เขาอธิบายบ้าน
ตัวเองว่า “ลำ�ดับความสำ�คัญของคุณพ่อและคุณแม่ของผมนัน้
ชัดเจนมาก ความหวังทีท่ า่ นทัง้ สองตัง้ สำ�หรับผมและพีน่ อ้ งคือ
อยากให้เราแต่ละคนได้พบเจอกับสิ่งที่เรารัก และทำ�มันด้วย
พลังและความอุตสาหะทั้งหมดที่เรามี เป็นเจ้าของชีวิตของ
ตัวเอง ใส่ความเป็นตัวของตัวเองเข้าไปในทุกอย่างที่เราทำ�
...ถ้ า หากผมตั ด สิ น ใจว่ า ความสุ ข ในชี วิ ต ของผมคื อ การ
เก็บขยะ พ่อกับแม่ก็จะไม่ว่าอะไรเลยที่เห็นผมห้อยโหนอยู่
หลังรถเก็บขยะทั้งวัน”
หลังจากเรียนมหาวิทยาลัยได้สามเทอม Peter ได้รบั
‘เงินมรดก’ มูลค่า 90,000 เหรียญจากปู่ของเขา เป็นรายได้
จากการขายฟาร์มทีค่ ณ ุ พ่อแปลงเป็นหุน้ ของ Berkshire Ha-
thaway ให้ ถ้า Peter เก็บหุ้นเหล่านี้ไว้ วันนี้มันก็จะมีมูลค่า
สูงถึง 27 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่เขาขายหุน้ ออกไปและเปลีย่ น
เงินสดเป็นสิ่งที่เขาต้องการ – ก่อร่างสร้างอาชีพการงานที่
ตอบสนองความรักต่อดนตรีได้ Peter หวนรำ�ลึกถึงความหลัง
ว่า “การมีเงินก้อนนีเ้ ป็นอภิสทิ ธิ์ เป็นของขวัญทีผ่ มไม่ได้หามา

สฤณี อาชวานันทกุล :: 173

DOG EAR 2 edit.indd 173 3/19/12 8:39 PM


ด้วยนํา้ พักนํา้ แรง ถ้าผมต้องหาเงินด้วยตัวเองตัง้ แต่ตน้ ผมจะ
ไม่มีทางเดินบนเส้นทางที่ผมเลือกเดินได้”
Peter หวนรำ�ลึกถึงปฏิกิริยาของ Warren หลังจาก
ที่เขาบอกพ่อว่าอยากทำ�อะไรในชีวิตนี้ – “พ่อของผมนั่งฟัง
อย่างตั้งใจโดยไม่ตัดสินอะไร ไม่ให้คำ�แนะนำ�อะไรชัดๆ นิสัย
ท่านเป็นแบบนี้ ...แล้ววันหนึ่งก่อนเดินออกจากบ้าน ท่านก็
หันมาพูดว่า “ลูกรู้ไหม ลูกกับพ่อทำ�เรื่องเดียวกันนะ ดนตรี
คือผืนผ้าใบของลูก Berkshire คือผืนผ้าใบของพ่อ และพ่อก็
วาดมันทีละน้อยทุกวัน” …นั่นคือประโยคเดียวที่ท่านพูด แต่
มันก็เกินพอ มันเป็นคำ�อนุมัติที่ผมต้องการในตอนนั้น และ
ถึงวันนี้ก็ยังรัก ไม่ว่าท่านจะประสบความสำ�เร็จมากเพียงใด
คุ ณ พ่ อ ของผมได้ เ ปรี ย บเที ย บสิ่ ง ที่ ท่ า นทำ � กั บ สิ่ ง ที่ ผ มทำ �
และไม่ได้แค่เปรียบเทียบอย่างเดียว แต่ท่านมองว่าสองสิ่งนี้
เท่าเทียมกัน แน่นอนว่าไม่ใช่ในแง่ของศักยภาพที่จะทำ�เงิน
หรือผลกระทบต่อโลกภายนอก แต่ในแง่ของความชอบธรรม
ส่วนบุคคล ความชอบธรรมขั้นพื้นฐาน”
ใครที่ อ ยากรู้ ว่ า แง่ คิ ด ทางศี ล ธรรมของ Warren
Buffett คืออะไรและส่งผลอะไรบ้างต่องานและทัศนคติของ
ลูกๆ ของเขา รวมทั้งอยากรู้วิธีคิดของ Warren ก็จะพบกับ
คำ�ตอบมากมายในหนังสือเล่มนี้ เช่น Peter บอกว่าคุณพ่อ
ของเขาทุม่ เทให้กบั การวิเคราะห์ทางการเงินทีละหลายชัว่ โมง
อย่างมีสมาธิเต็มเปี่ยม ราวกับพระที่ศึกษาคัมภีร์ทางศาสนา
แต่ผู้เขียนคิดว่าสาเหตุเหนือสิ่งอื่นใดที่ทำ�ให้ Life Is What

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 174

DOG EAR 2 edit.indd 174 3/19/12 8:39 PM


You Make It เป็นหนังสือที่ ‘ต้องอ่าน’ โดยเฉพาะสำ�หรับผู้มี
ฐานะทุกคน คือ การที่หนังสือเล่มนี้ให้คำ�ตอบว่าทำ�ไมเงินจึง
“เป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น” ในมุมมองของนักลงทุนที่เก่ง
ทีส่ ดุ ในโลก และแจกแจงความหมายของ Peter ทีบ่ อกว่า คุณ
พ่อของเขายึดมัน่ ในความคิดทีว่ า่ จะต้องให้เงินลูกๆ เพียงพอ
ที่จะทำ�อะไรก็ได้ แต่ไม่เพียงพอที่จะไม่ต้องทำ�อะไรเลย.

หมายเหตุ: ฟังเพลงเพราะๆ ของ Peter Buffett ได้จากเว็บไซต์ http://www.


peterbuffett.com/

สฤณี อาชวานันทกุล :: 175

DOG EAR 2 edit.indd 175 3/19/12 8:39 PM


076
The Wisdom of Whores

Elizabeth Pisani

ในบรรดาโรคร้ายแรงทัง้ หมดทีค่ กุ คามมนุษย์ในปัจจุบนั


โรคเอดส์คงเป็น ‘ข่าวเก่า’ ไปแล้วสำ�หรับหลายคน แต่
จวบจนปั จ จุ บั น มั น ก็ ยั ง เป็ น โรคที่ ค ร่ า ชี วิ ต ผู้ ค นอย่ า ง
ต่ อ เนื่ อ ง กลุ่ ม ประเทศแถบใต้ ท ะเลทรายซะฮาราใน
ทวีปแอฟริกาเพียงภูมภิ าคเดียวมีผตู้ ดิ เชือ้ เอชไอวีถงึ 22
ล้านคน ในจำ�นวนนี้เกือบ 6 ล้านคนอยู่ในแอฟริกาใต้
ประเทศที่ ป ระธานาธิ บ ดี Thabi Mbeki เคยปิ ด กั้ น
โครงการช่วยเหลือผูป้ ว่ ยโรคเอดส์นานหลายปีเพราะเขา
ไม่เชื่อว่าไวรัสเอชไอวีเป็นต้นเหตุ

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 176

DOG EAR 2 edit.indd 176 3/19/12 8:39 PM


ถ้าคุณเคยคิดว่าเรื่องราวของโรคเอดส์นั้นน่าหดหู่
น่าเบือ่ หรือไม่มอี ะไรน่าสนใจ หนังสือชือ่ เตะตา The Wisdom
of Whores จะทำ�ให้คุณเปลี่ยนใจ
ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้คือ Elizabeth Pisani เป็น
ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาของโรคเอดส์ อีกทั้งยังเป็น
อดีตนักข่าวที่มีฝีไม้ลายมือในการเล่าเรื่องไม่แพ้นักเขียน
นวนิยายชั้นนำ� ใน The Wisdom of Whores เธอถ่ายทอด
ประสบการณ์กว่าหนึง่ ทศวรรษในวงการทีโ่ ด่งดังแต่นอ้ ยคนจะ
เข้าใจ – วงการที่ต่อกรกับโรคที่เธอบอกว่า ทั้งเรียบง่ายและ
ซับซ้อนในคราวเดียว ทีเ่ รียบง่ายคือมันเป็นโรคทีม่ วี ธิ ปี อ้ งกัน
ง่ายและมีราคาไม่แพงหลายวิธี เช่น กระจายถุงยางอนามัย
ในวงกว้าง และทำ�โครงการแลกเปลี่ยนเข็ม ที่ซับซ้อนเพราะ
การเมือง อุดมการณ์ และความเชื่อผิดๆ ในหลายประเทศ
กีดขวางความพยายามเหล่านี้ตลอดมา
Pisani เริ่มเล่าเรื่องตั้งแต่เธอเข้าวงการในปี 1996
ในฐานะนักระบาดวิทยาจบใหม่ประจำ�สำ�นักงานใหญ่ของ
UNAIDS องค์ ก รด้ า นเอดส์ ที่ อ งค์ ก ารสหประชาชาติ เ พิ่ ง
ก่อตั้งได้ไม่นาน Pisani บอกว่าสมัยนั้นองค์กรเต็มไปด้วย
เนิ ร์ ด ข้ อ มู ล แบบเธอ หลายคนมี นิ สั ย แปลกประหลาดแต่

สฤณี อาชวานันทกุล :: 177

DOG EAR 2 edit.indd 177 3/19/12 8:39 PM


ทุกคนล้วนทุ่มเททำ�งาน พวกเขาไม่เคยตกแต่งตัวเลข แต่ก็
มักจะนำ�เสนอมันในทางทีด่ เู ลวร้ายทีส่ ดุ เพือ่ เรียกความสนใจ
และเงินบริจาค กลยุทธ์นี้ประสบความสำ�เร็จอย่างดียิ่งถ้า
วัดจากเม็ดเงิน – เงินช่วยเหลือเอดส์ทั่วโลกเติบโตจาก 300
ล้านเหรียญในปี 1996 เป็น 10,000 ล้านเหรียญในปี 2007
แต่ Pisani บอกว่า เม็ดเงินที่พุ่งสูงขึ้นนี้กลับทำ�ให้ปัญหา
เลวร้ายลง เพราะไม่ได้ใช้ทำ�สิ่งที่ควรทำ� กลับกลายเป็นว่า
สร้าง ‘โลกที่เงินบดบังความจริง’
โครงการของรั ฐ บาลอเมริ กั น ภายใต้ ก ารนำ � ของ
ประธานาธิบดีบุชผู้ลูก เป็นตัวอย่างอันดีที่ชี้ให้เห็นว่าเงิน
ตรากับอุดมการณ์ทางการเมืองสามารถบิดเบือนนโยบาย
และบดบังวิทยาศาสตร์ได้เพียงใด Pisani เล่าว่าในปี 2003
บุชประกาศแผน PEPFAR ซึ่งกำ�หนดว่าอเมริกาจะใช้เงิน
กว่า 15,000 ล้านเหรียญใน 5 ปีเพื่อต่อกรกับโรคเอดส์ใน
ประเทศกำ�ลังพัฒนา Pisani ให้เครดิตอดีตประธานาธิบดีผู้นี้
ว่าเพิม่ เม็ดเงินให้กบั วงการเอดส์อย่างมาก แต่อดุ มการณ์ทาง
การเมืองและศาสนาทีผ่ กู ติดกับแผนนีก้ ดี ขวางวิธปี อ้ งกันโรค
ที่ได้ผล ยกตัวอย่างเช่น รัฐบาลอเมริกาปฏิเสธที่จะให้เงิน
อุดหนุนโครงการแลกเปลี่ยนเข็ม คือแจกจ่ายเข็มใหม่ให้กับ
ผู้ติดยา เพื่อจำ�กัดการติดต่อของเชื้อเอชไอวีจากเข็มฉีดยาที่
มักจะใช้รว่ มกันหลายคน รัฐบาลปฏิเสธทีจ่ ะอุดหนุนโครงการ
นีเ้ พราะไม่อยากได้ชอื่ ว่าสนับสนุนผูต้ ดิ ยาเสพติด นอกจากนี้
ถึงแม้ว่าจะมีงานวิจัยจำ�นวนมากที่พิสูจน์แล้วว่าการรณรงค์

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 178

DOG EAR 2 edit.indd 178 3/19/12 8:39 PM


เรียกร้องให้วัยรุ่นรักนวลสงวนตัว ไม่มีเซ็กซ์ก่อนแต่งงาน
หรือมีเซ็กซ์แต่น้อยนั้นไม่ได้ผล (หลายคนคงคิดว่าเรื่องนี้
ไม่เห็นต้องเสียเงินทำ�วิจัยเลย น่าจะรู้อยู่แล้ว) แต่รัฐบาลบุช
กลั บ ให้ เ งิ น สนั บ สนุ น โครงการเหล่ า นี้ แทนที่ จ ะอุ ด หนุ น
โครงการเกี่ยวกับถุงยางอนามัย เพราะถูกกดดันจากสถาบัน
คริสต์สายอนุรักษ์นิยมจัดที่สนับสนุนรัฐบาลอยู่
แผน PEPFAR กำ � หนดเงื่ อ นไขอี ก มากมายที่
ไม่สอดคล้องกับโลกแห่งความจริง เช่น ให้เงินสนับสนุน
โครงการทีม่ งุ่ กำ�จัดวงการโสเภณี แทนทีจ่ ะแค่หาวิธกี �ำ กับดูแล
ให้พวกเธอและแขกมีความปลอดภัยมากขึ้น Pisani บอกว่า
เงื่อนไขข้อนี้ของ PEPFAR ทำ�ให้ยากมากที่จะนำ�ส่งข้อมูล
และบริการที่จำ�เป็นต่อชีวิตของผู้ค้าประเวณีและลูกค้า
บทที่น่าสนใจและอ่านสนุกที่สุดใน The Wisdom of
Whores คือบทที่ Pisani ถ่ายทอดประสบการณ์การทำ�งาน
ภาคสนามในอินโดนีเซียและประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ตั้งแต่
ตอนทีร่ ฐั บาลอินโดนีเซียจ้างเธอมาช่วยติดตามและวิเคราะห์
การระบาดของเชือ้ เอชไอวี ขณะทีเ่ ธอออกสำ�รวจซ่อง บาร์เกย์
และซอยดูดยาอย่างขะมักเขม้น Pisani ก็พบว่าเธอจะต้อง
ปรั บ แก้ ส มมุ ติ ฐ านของเธอใหม่ เ กื อ บทั้ ง หมด โดยเฉพาะ
ลักษณะอาชีพของคนในวงการค้าประเวณี เพราะ “ฉันพบ
โลกของผู้หญิงมีจู๋ที่ขายเซ็กซ์ทางประตูหลังให้กับผู้ชายที่ไม่
ได้เป็นเกย์ ฉันพบผู้ชายที่ซื้อเซ็กซ์จากผู้หญิงแต่ขายเซ็กซ์
ให้กบั ผูช้ ายด้วยกัน ฉันพบคนติดเฮโรอีนทีเ่ ป็นนักบินและชาว

สฤณี อาชวานันทกุล :: 179

DOG EAR 2 edit.indd 179 3/19/12 8:39 PM


มุสลิมหัวรุนแรงที่คุมธุรกิจเรียกเก็บค่าคุ้มครองให้กับซ่อง”
‘ผู้หญิงมีจู๋’ ที่ Pisani พูดถึงคือกะเทย หรือที่คน
อินโดนีเซียเรียกว่า ‘วาเรีย’ ในอินโดนีเซียวาเรียส่วนใหญ่
จะมีเซ็กซ์กับผู้ชายที่ไม่ใช่เกย์ ถึงแม้ว่าวาเรียจะเป็นกลุ่มที่
เสี่ยงต่อการติดและเผยแพร่เชื้อเอชไอวี รัฐบาลอินโดนีเซีย
ก็ปล่อยปละละเลยพวกเธอมานานจนกระทัง่ Pisani เริม่ งาน
การสัมภาษณ์พูดคุยกับวาเรียหลายคนอย่างละเอียด ทำ�ให้
Pisani เรียนรูว้ า่ ความซับซ้อนของสถานภาพทางสังคมของ
วาเรียอาจส่งผลกระทบต่อโครงการเอดส์ ยกตัวอย่างเช่น
วาเรียมักจะไม่อยากไปเข้ารับการรักษาทีส่ ถานบริการของรัฐ
เพราะเจ้าหน้าทีร่ ฐั จะบังคับให้พวกเธอใช้คลีนกิ ชายและนอน
ในเขตผู้ป่วยชาย ทำ�ให้เกิดความอับอายและกระอักกระอ่วน
ใจมาก
Pisani บอกว่า ความรุนแรงของโรคเอดส์นนั้ มีสาเหตุ
มาจาก ‘เซ็กซ์และยาเสพติด’ แต่นักการเมืองมักจะไม่อยาก
ยอมรับความจริงข้อนี้ เพราะไม่อยากให้ประชาชนผู้มีสิทธิ
ออกเสียงเลือกตั้งมองว่าพวกเขากำ�ลังช่วยเหลือโสเภณีและ
คนติดยา กลุ่มเสี่ยงสองกลุ่มที่คนมักจะดูถูกดูแคลนว่า ‘เลว’
และดังนั้นจึงมองว่า ‘สมควรแล้ว’ ที่จะประสบปัญหา รัฐบาล
ไม่ควรนำ�เงินภาษีประชาชนไปช่วยเหลือ ทัศนคติที่คับแคบ
แบบนี้ ส่ ง ผลให้ นั ก การเมื อ งผู้ มี อำ � นาจมั ก จะโยกย้ า ยเงิ น
ช่วยเหลือเอดส์ไปสู่กลุ่มประชากรที่มีโอกาสน้อยมากๆ ที่จะ
ติดเชื้อเอชไอวี Pisani เขียนบอกอย่างประชดประชันว่า ใน

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 180

DOG EAR 2 edit.indd 180 3/19/12 8:39 PM


แง่ นี้ รั ฐ บาลเผด็ จ การอย่ า งจี น สามารถจั ด การแก้ ปั ญ หา
เอดส์ ไ ด้ อ ย่ า งมี ป ระสิ ท ธิ ภ าพมากกว่ า รั ฐ บาลในระบอบ
ประชาธิปไตย เพราะไม่ต้องฟังเสียงประชาชน (แต่ตรงนี้
ควรหมายเหตุประกอบว่า ก่อนปี 2003 รัฐบาลจีนเองก็ละเลย
ปัญหาเอดส์เหมือนกัน เพิ่งมาให้ความสำ�คัญหลังจากที่ถูก
ประชาคมโลกรุมประณามกรณีที่ปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ
โรคซาร์ ส เท่ า กั บ ชี้ ใ ห้ เ ห็ น ว่ า สมั ย นี้ ไ ม่ ว่ า รั ฐ บาลจะเป็ น
เผด็จการหรือประชาธิปไตยต่างก็ไม่อาจละเลยความรับผิด
ต่อสาธารณะโดยที่ปราศจากต้นทุนได้อีกต่อไป)
The Wisdom of Whores เป็นหนังสืออ่านง่ายและ
อ่านสนุกทีจ่ ะทำ�ให้คณ ุ เห็นใจผูป้ ว่ ยโรคเอดส์ เข้าใจหัวอกของ
คนทีป่ ระกอบอาชีพขายตัว โกรธนักการเมืองใจแคบ เข้าใจว่า
ทำ�ไมลำ�พังการมี ‘เงิน’ เพียงอย่างเดียวไม่อาจแก้ปัญหาได้
ตลอดจนประทับใจกับความพยายามของนักระบาดวิทยาที่
ต้องต่อกรกับเรื่องที่ฟังดูง่ายแต่แท้จริงแล้วยากเย็นแสนเข็ญ
ตั้งแต่การเก็บสถิติและการจัดประเภทกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง
ในความพยายามทีจ่ ะกำ�จัดโรคร้ายที่ Pisani บอกว่า ‘ป้องกัน
ได้ 100%’ แต่ยังแพร่ระบาดไปทั่วโลกจากความเข้าใจผิด
และอคติของกลุ่มคนที่ปากก็อ้างว่านับถือศาสนา แต่กลับใช้
ศีลธรรมเป็นอำ�นาจกดขีผ่ เู้ คราะห์รา้ ยอย่างไร้ซงึ่ มนุษยธรรม.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 181

DOG EAR 2 edit.indd 181 3/19/12 8:39 PM


077
The Code Book

Simon Singh

หนังสือแนวสารคดีประเภทหนึ่งที่ผู้เขียนชอบอ่านมาก
คือหนังสือเกีย่ วกับวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ทเี่ น้น
ประวัติชีวิตของนักคิด บริบททางประวัติศาสตร์ และ
ผลพวงต่อสังคม ไม่ใช่ทำ�แต่ ‘ย่อย’ ทฤษฎีหรือหลักวิชา
เข้าใจยากให้คนทัว่ ไปเข้าใจเพียงอย่างเดียว เพราะไม่วา่
นักวิทยาศาสตร์หรือนักคณิตศาสตร์หัวกะทิจะเก่งกาจ
เหนือคนเดินดินเพียงใด ชีวิตและงานของพวกเขาก็
หาได้ ล อยอยู่ ใ นสุ ญ ญากาศเหมื อ นกั บ ทฤษฎี ใ นหั ว
หากได้รับอิทธิพลจากสังคมและส่งผลกระทบต่อสังคม
ตลอดมา

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 182

DOG EAR 2 edit.indd 182 3/19/12 8:39 PM


ในบรรดานั ก เขี ย นภาษาอั ง กฤษจำ � นวนหยิ บ มื อ
เดี ย วที่ ส ามารถอธิ บ ายวิ ท ยาศาสตร์ ห รื อ วิ ท ยาการสาขา
อื่นในบริบทของประวัติศาสตร์และสังคมได้อย่างมีชั้นเชิง
ไม่แพ้วรรณกรรมชัน้ ดี ผูเ้ ขียนเคยแนะนำ� James Gleick, Bill
Bryson และ Michael Lewis ไปแล้ว วันนี้ขอแนะนำ� Simon
Singh นักเขียนคนโปรดอีกคนหนึ่งที่มีผลงานไม่บ่อยนัก
แต่ผลงานทุกชิน้ ล้วนผสมผสานรายละเอียดทางเทคนิค เกร็ด
ประวัติศาสตร์ และเรื่องราวของตัวละครเข้าด้วยกันอย่าง
กลมกลืน
Singh เล่าประวัติศาสตร์ของวงการรหัสลับ (cryp-
tography) และความสำ�คัญต่อประวัตศิ าสตร์โลก ตัง้ แต่อยี ปิ ต์
โบราณถึงยุคอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีควอนตัม อย่าง
สนุกสนานและเต็มไปด้วยเกร็ดน่ารู้มากมายใน The Code
Book หนังสือเล่มหนา (350 หน้าไม่นบั ภาคผนวก) ทีอ่ า่ นสนุก
จนวางไม่ลง และในขณะที่อ่านก็จะซึมซับเรื่องที่ปกติเข้าใจ
ยากเข้าไปโดยไม่รู้ตัว
Singh เปิดหนังสือเล่มนี้ด้วยแผนการของพระนาง
แมรีแห่งสก็อตต์ที่จะลอบสังหารพระนางอลิซาเบ็ธที่หนึ่ง
ราชิ นี อั ง กฤษในศตวรรษที่ 16 แต่ แผนของพระนางแมรี

สฤณี อาชวานันทกุล :: 183

DOG EAR 2 edit.indd 183 3/19/12 8:39 PM


ล้มเหลวไม่เป็นท่าเมื่อเซอร์ ฟรานซิส วอลชิงแฮม (Francis
Walshingham) ที่ปรึกษาของพระนางอลิซาเบ็ธสามารถ
ถอดรหั ส แผนลั บ ของพระนางแมรี ส่ ง ผลให้ พ ระองค์ ถู ก
พิพากษาประหารชีวิตในข้อหากบฏ เมื่อเล่าเรื่องตื่นเต้น
เรื่องนี้จบลง Singh ก็พาเราย้อนเวลากลับไปในอดีต ไปถึง
หลั ก ฐานการเข้ า รหั ส ที่ เ ก่ า แก่ ที่ สุ ด เท่ า ที่ ค้ น พบในอี ยิ ป ต์
เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ระหว่างทางเขาอธิบายวิธีการเข้ารหัส
ที่หลากหลายอย่างน่าทึ่งจากแทบทุกสมัยและแทบทุกทวีป
ทัว่ โลก เช่น รหัสลับทีค่ รู่ กั สมัยวิกตอเรียนแอบซ่อนในโฆษณา
ย่ อ ยเพื่ อ สื่ อ สารกั น เพราะสมั ย นั้ น สั ง คมยั ง ไม่ ย อมรั บ การ
แสดงความรักอย่างเปิดเผย แผนที่ขุมทรัพย์ในถิ่นคาวบอย
ของอเมริ ก าที่ ต้ อ งแกะรหั ส ถึ ง จะอ่ า นรู้ เ รื่ อ ง รหั ส ลั บ ของ
อิ น เดี ย นแดงเผ่ า นาวาโฮที่ ช่ ว ยให้ ฝ่ า ยสั ม พั น ธมิ ต รชนะ
สงครามโลกครัง้ ทีส่ อง แม้แต่รหัสลับที่ Arthur Conan Doyle
คิดค้นสำ�หรับ “The Adventures of the Dancing Men” เรือ่ ง
สั้นนักสืบ Sherlock Holmes ชิ้นเอกของเขาก็ยังไม่วายถูก
Singh นำ�มาถ่ายทอดอย่างสนุกสนานใน The Code Book
บทที่ ส นุ ก ที่ สุ ด ในความเห็ น ของผู้ เ ขี ย นคื อ บทที่
Singh ฉายภาพสงครามโลกครั้ ง ที่ ส องจากมุ ม ที่ มั น เป็ น
“สงครามระหว่างนักเข้ารหัส (codemakers) กับนักถอดรหัส
(codebreakers)” ที่การถอดรหัสเป็นไปอย่างเร้าใจและมี
บทบาทที่พลิกประวัติศาสตร์โลกมากที่สุด เขาอธิบายวิธี
ทำ�งานของ Enigma เครื่องถอดรหัสอันโด่งดังของกองทัพ

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 184

DOG EAR 2 edit.indd 184 3/19/12 8:39 PM


เยอรมัน อย่างมีชนั้ เชิงจนแม้แต่คนอ่านทีเ่ กลียดเลขยังเข้าใจ
ถ้ า วิ ช ารหั ส ลั บ เป็ น เด็ ก วั ย กำ � ลั ง โตสมั ย ที่ พ ระนางแมรี ถู ก
ประหารชีวิต มันก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่ในสงครามโลกครั้งที่สอง
และมีส่วนสำ�คัญในการตัดสินความสำ�เร็จของทั้งสองฝ่าย
Singh เล่าภารกิจที่หนักหนาสาหัสของนักวิเคราะห์รหัส
ฝ่ายสัมพันธมิตรที่ต้องหาทางถอดรหัสของเยอรมนีให้ได้
ในสถานการณ์คับขันที่เยอรมนีกำ�ลังจะมีชัย
เรื่องราวของรหัสลับในสงครามโลกครั้งที่สองและ
เรื่องสนุกๆ อีกหลายเรื่องที่ Singh เล่าใน The Code Book
ชี้ให้เห็นว่า ในภาวะสงคราม ความกลัวว่าจะพ่ายแพ้ต่อศัตรู
เป็นแรงผลักสำ�คัญให้นกั วิเคราะห์รหัสมุมานะหาทางถอดรหัส
จนสำ�เร็จ หลังสงครามจบลง ความรู้สึกอยาก ‘ลองดี’ ของ
นักถอดรหัส กับความรู้สึก ‘ท้าดวล’ ของนักออกแบบรหัส ก็
ประกอบเป็นความเป็นปฏิปักษ์ฉันมิตรที่ผลักดันให้วงการนี้
ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ต่อมาเมื่อโลกเข้าสู่ยุคสังคมข้อมูล
ข่าวสารปลายศตวรรษที่ 20 แรงจูงใจหลักที่ขับเคลื่อนความ
ก้าวหน้าก็มีทั้งแรงจูงใจทางเศรษฐกิจและแรงจูงใจของผู้รัก
เสรีภาพทีจ่ ะปกป้องความเป็นส่วนตัว ในยุคทีบ่ ริษทั แทบทุก
แห่งพึ่งพาอินเทอร์เน็ตในการทำ�ธุรกรรมและธุรกิจ พวกเขา
ต้องการรหัสลับที่มีความปลอดภัยสูงมากเพื่อรับประกันว่า
ความลับจะไม่รั่วไหลไปอยู่ในมือของแฮ็กเกอร์ คู่แข่ง หรือ
หน่วยงานกำ�กับดูแลของรัฐ รัฐบาลต้องการรหัสลับที่มีความ
ปลอดภัยสูงกว่านั้นอีกด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง ส่วน

สฤณี อาชวานันทกุล :: 185

DOG EAR 2 edit.indd 185 3/19/12 8:39 PM


คนธรรมดาก็อยากเข้ารหัสเหมือนกันเพื่อปกป้องการสื่อสาร
ประจำ�วันให้เป็นข้อมูลส่วนตัวจริงๆ ในสังคมเสรี (ชาวเน็ตไทย
ยังไม่รับรู้เรื่องนี้กันเท่าที่ควร) สำ�หรับด้านถอดรหัส คนที่
อยากหาวิธีถอดรหัสก็คือบริษัทที่อยากล้วงความลับคู่แข่ง
รัฐบาลทีอ่ ยากทำ�ลายเครือข่ายการก่อการร้าย และแฮ็กเกอร์
ที่อยากแฮ็กข้อมูลไปขายหรือทำ�เพื่อความสะใจของตัวเอง
จะได้ไปโม้ให้เพื่อนชาวแฮ็กเกอร์ฟังได้ว่า ฉันแฮ็กเว็บนั้น
เว็บนี้ได้นะ
ด้วยเหตุนี้ การต่อสู้ระหว่างนักเข้ารหัสกับนักถอด
รหัสจึงดำ�เนินไปอย่างไม่หยุดยั้ง และการต่อสู้นี้เองที่กระตุ้น
การประดิษฐ์คิดค้นรหัสลับใหม่ๆ ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม Singh
อธิบายรหัสลับยุคอินเทอร์เน็ตอย่างสนุกสนานและเข้าใจง่าย
โดยเฉพาะบทหนึ่งในหนังสือที่ว่าด้วยกำ�เนิดและวิธีทำ�งาน
ของ PGP (ย่อมาจาก Pretty Good Privacy) วิธเี ข้ารหัสและ
ยืนยันตัวตนที่คิดค้นในปี 1991 โดย Phil Zimmerman และ
ได้รบั ความนิยมอย่างกว้างขวางจากผูใ้ ช้เน็ตสืบมาจนปัจจุบนั
ในบทสุดท้ายของหนังสือ Singh อธิบายหลักฟิสกิ ส์ที่
อยูเ่ บือ้ งหลังรหัสลับควอนตัม สาขารหัสใหม่เอีย่ ม ได้ดจี นใคร
ที่ไม่เคยเข้าใจควอนตัมฟิสิกส์จะถึงบางอ้อ บทเดียวใน The
Code Book ที่ผู้เขียนรู้สึกว่ามีรายละเอียดเยอะเกินไปและ
น่าเบื่อไปหน่อย ถึงแม้ว่าประเด็นหลักจะน่าสนใจ คือบทที่
Singh ออกนอกเรื่องไปพูดถึงภาษา เริ่มจากการใช้ภาษา
อินเดียนแดงเผ่านาวาโฮสร้างรหัสลับให้กับฝ่ายสัมพันธมิตร

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 186

DOG EAR 2 edit.indd 186 3/19/12 8:39 PM


ในสงครามโลกครั้งที่สอง วกไปเข้าเรื่องภาษาโบราณต่างๆ
อย่างละเอียด ทำ�ให้รสู้ กึ อยากรีบอ่านให้จบไวๆ จะได้กลับไป
ฟัง Singh เล่าเรื่องรหัสลับต่อ
ถ้าคุณอยากเข้าใจว่าความปรารถนาของมนุษย์ทจี่ ะ
พิทักษ์ความลับและความเป็นส่วนตัวได้สะท้อนให้เห็นผ่าน
รหัสลับอย่างไรตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน The Code Book
ก็เป็นหนังสือที่ดีที่สุดที่จะตอบคำ�ถามนี้และคำ�ถามอื่นๆ ที่
น่าสนใจไม่แพ้กัน Singh เป็นนักเขียนที่มีพรสวรรค์อย่างยิ่ง
ในการอธิบายกฎคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
ยากๆ ให้เข้าใจง่าย และอธิบายนิสัยและชีวิตของตัวละคร
สำ�คัญๆ ในประวัตศิ าสตร์รหัสลับได้อย่างมีชวี ติ ชีวา นอกจาก
จะเป็นหนังสือเกี่ยวกับรหัสลับที่ดีอย่างที่ผู้เขียนไม่คิดว่า
จะมีทางเขียนได้ดีกว่านี้อีก The Code Book ยังจะทำ�ให้
คุณเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าอีเมลส่วนตัวนั้น ‘ส่วนตัว’ แค่ไหน
และหนังสือสารคดีที่สามารถบรรลุจุดสมดุลขั้นยากระหว่าง
คำ�อธิบายทางเทคนิคกับการเล่าเรื่องราวน่าฟังนั้นทำ�แบบนี้
ได้ดีเพียงใด.

หมายเหตุ: The Code Book ฉบับตีพิมพ์ครั้งแรกมีรหัสลับ 10 ชิ้นท้ายเล่มให้


คนอ่านลองถอดชิงรางวัล 10,000 ปอนด์ อ่านเรื่องราวของทีมมือสมัครเล่นจาก
สวีเดนที่ถอดรหัสสำ�เร็จได้ที่ http://www.codebook.org/

สฤณี อาชวานันทกุล :: 187

DOG EAR 2 edit.indd 187 3/19/12 8:39 PM


078
Extra Lives

Tom Bissell

เมื่ อ พู ด ถึ ง ‘วิ ดี โ อเกม’ ผู้ ใ หญ่ ห ลายคนคงนึ ก ภาพ


ลู ก หลานที่ วั น ๆ เอาแต่ นั่ ง แหมะหน้ า จอ วั น นี้ ธุ ร กิ จ
เกมมีมูลค่าตลาดแซงหน้าธุรกิจภาพยนตร์ไปแล้วใน
หลายประเทศ แต่ผใู้ หญ่จ�ำ นวนมากยังมองเกมในแง่ลบ
บอกว่ า มั น ทำ � ให้ เ ด็ ก สู ญ เสี ย มนุ ษ ยสั ม พั น ธ์ สุ ข ภาพ
อ่อนแอ แถมหลายเกมทีม่ ฉี ากรุนแรงก็มสี ว่ นปลูกฝังให้
เด็กนิยมความรุนแรง (ซึง่ จะว่าไป ประเด็นเหล่านีว้ งการ
โทรทัศน์ก็เคยโดนมาหมดแล้ว)

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 188

DOG EAR 2 edit.indd 188 3/19/12 8:39 PM


ในฐานะผูใ้ หญ่(แต่ยงั ไม่อาวุโส)ทีเ่ คยนัง่ แหมะหน้าจอ
วันละหลายชั่วโมงตอนเด็ก เล่นเกมจนลืมนอนก่อนวันสอบ
หลายครั้งแต่ก็เอาตัวรอดมาได้ทุกครั้ง วันนี้ผู้เขียนภูมิใจ
นำ�เสนอ Extra Lives โดย Tom Bissell หนังสือเกีย่ วกับเกมที่
เขียนดีทสี่ ดุ เท่าทีเ่ คยอ่าน และน่าจะทำ�ให้ทกุ คนถึงบางอ้อว่า
วัฒนธรรมทีก่ ลายเป็นส่วนหนึง่ ในชีวติ ประจำ�วันของคนตัง้ แต่
รุ่น ‘เจเนอเรชั่นเอ็กซ์’ เป็นต้นมานั้นมันมีอะไรดีและมีอะไร
พิเศษ ทั้งในแง่ศิลปะและในแง่ความบันเทิง
Extra Lives เป็นหนังสือสารคดีที่อธิบายประสบ-
การณ์การเล่นเกมอย่างเห็นภาพและแจ่มชัดไม่แพ้วรรณกรรม
ชั้ น ดี ผู้ เ ขี ย นหนั ง สื อ เล่ ม นี้ คื อ Tom Bissell เป็ น ผู้ ช่ ว ย
บรรณาธิการของนิตยสาร Harper’s ในอเมริกา เขียนนิยาย
มาแล้วหลายเล่ม และปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนวิชาการเขียน
ที่ Portland State University เขายอมรับอย่างหน้าชืน่ ตาบาน
ตั้งแต่ต้นเล่มว่าการเล่นเกมเป็นงานอดิเรกที่เขาโปรดปราน
ที่สุด และเล่นเกมระดับฮาร์ดคอร์มาแล้วไม่น้อย หมดเวลา
200 ชั่วโมงไปกับการเล่นเกมหนึ่งเกมก็เคยทำ�มาแล้ว
สิง่ ทีท่ �ำ ให้ Bissell เขียน Extra Lives ได้ดจี นผูเ้ ขียน
อยากแนะนำ� คือความทีเ่ ขาไม่ได้เป็นแค่เกมเมอร์ แต่ยงั เป็น

สฤณี อาชวานันทกุล :: 189

DOG EAR 2 edit.indd 189 3/19/12 8:39 PM


นักเขียนช่างสังเกตที่ใส่ใจกับรายละเอียดในเกมเวลาเล่น
ไม่แพ้สภาพแวดล้อมรอบตัวที่เขานำ�มาถักทอเป็นโลกใน
นิยาย รวมทัง้ ยังครุน่ คิดอย่างจริงจังเกีย่ วกับความหมายของ
เกม และแสดงความเสียดายหลายครั้งที่เกมปัจจุบันยังข้าม
ไม่พ้นวิธีคิดเดิมๆ ที่ตอกตรึงให้เกมส่วนใหญ่เป็นแค่ ‘เกม
เด็กเล่น’ แบบทีผ่ อู้ าวุโสทีไ่ ม่เคยเล่นเกมชอบดูถกู เขาบอกว่า
เกมเมอร์กับนักออกแบบเกมส่วนใหญ่ยัง “ยอมรับว่ามีความ
ขัดแย้งซึ่งอันที่จริงไม่มี ระหว่างความสนุกของเกม กับความ
ซับซ้อนของปัจจัยอย่างเช่น เรือ่ งราว บทสนทนา ดรามา และ
การพัฒนาของตัวละคร” – ราวกับว่าถ้าเกมจะสนุก มันจะต้อง
ไม่เน้นพล็อต และในทางกลับกัน เกมทีเ่ น้นพล็อตก็สนุกไม่ได้
Bissell ยกตั ว อย่ า งเกมหลายเกมที่ ทั้ ง สนุ ก และ
มีคุณภาพพอที่จะถือว่าเป็น ‘วรรณกรรม’ ในความหมายที่มี
นัยทางศิลปะ เพียงแต่มนั ไม่ใช่วรรณกรรมในความหมายของ
หนังสือ เพราะเรื่องราวในเกมคือสิ่งที่เกิดจากการตัดสินใจ
ของผู้เล่น ไม่ใช่ดำ�เนินไปเองเหมือนเวลาที่เราอ่านหนังสือ
สิ่งที่ทำ�ให้ Extra Lives อ่านสนุกมาก (อย่างน้อยก็สำ�หรับ
คนชอบเล่นเกมอย่างผู้เขียน) คือการที่ Bissell ถ่ายทอด
ประสบการณ์การเล่นวิดโี อเกมของเขา (บนเครือ่ ง Xbox และ
PlayStation) ชนิดเห็นภาพ เป็นตัวอย่างประกอบการครุน่ คิด
ถึงประเด็นต่างๆ ตั้งแต่เกมฟอร์มยักษ์อย่าง Resident Evil,
Left 4 Dead, Grand Theft Auto IV และ Far Cry 2 ไปจนถึง
เกมอินดี้ที่มีนวัตกรรมเจ๋งมากอย่าง Braid

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 190

DOG EAR 2 edit.indd 190 3/19/12 8:39 PM


ประเด็นหลักของ Extra Lives ที่ Bissell อธิบายได้ดี
มากคือ พลังของเกมนั้นบางครั้งร่ายมนตร์ที่สะกดคนเล่นได้
อยูห่ มัดไม่แพ้นยิ ายชัน้ ดี เขาบอกว่า “ปฏิสมั พันธ์ระหว่างคน
กับเกม ...เปลี่ยนเรื่องเล่าให้เป็นประสบการณ์จริง ในทางที่
ภาพยนตร์ทำ�ไม่ได้ด้วยวิธีเดียวกัน ชั่วขณะแบบนี้แหละที่
เตือนสติผมว่า ทำ�ไมผมถึงได้รักวิดีโอเกม”
ไม่ว่าคุณจะชอบเล่นเกมหรือไม่ชอบ Extra Lives ก็
เป็นหนังสือที่น่าอ่านอย่างยิ่งสำ�หรับทุกคนที่อยากเข้าใจว่า
เหตุใด Bissell ถึงได้บอกว่าวิดีโอเกมเป็นทั้ง ‘ช่องทางการ
สื่อสาร’ และ ‘ศิลปะรูปแบบใหม่’ ที่สมควรได้รับการพัฒนา
อย่างต่อเนื่อง และคุณจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ก็ต่อเมื่อคุณลงมือ
เล่ น เกม แต่ ถ้ า คุ ณ ไม่ เ ล่ น Extra Lives ก็ จ ะฉายภาพที่
ชัดเจนที่สุดว่านักเล่นเกมยุคนี้รู้สึกอย่างไร เกมนั้นสำ�คัญ
ไฉน รวมทัง้ ช่วยตอบคำ�ถามว่า จริงหรือทีเ่ กมเป็นได้มากกว่า
ความบันเทิงไร้สาระชั่วครู่ยาม และมันจะดีกว่าที่เป็นอยู่อีก
ได้อย่างไรบ้าง.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 191

DOG EAR 2 edit.indd 191 3/19/12 8:39 PM


079
The Upside of Irrationality

Dan Ariely

ในบรรดาศาสตร์และศิลป์แขนงต่างๆ ทั้งหมดในโลก
น้อยแขนงที่กำ�ลังมาแรงแซงโค้งเท่ากับเศรษฐศาสตร์
พฤติ ก รรม เศรษฐศาสตร์ น้ อ งสุ ด ท้ อ งที่ ก้ า วหน้ า
ติ ด ต่ อ กั น มาแล้ ว กว่ า 30 ปี แต่ เ พิ่ ง จะได้ รั บ ความ
สนใจในวงกว้าง (ยังไม่ใช่ในเมืองไทย) หลังเกิดวิกฤต
แฮมเบอร์เกอร์ ซึ่งนอกจากจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจที่
รุนแรงที่สุดในรอบ 70 ปีแล้ว ยังเป็นวิกฤตที่ว่ากันว่า
‘ตอกฝาโลง’ ให้กับความเชื่อหลักของเศรษฐศาสตร์
สำ�นักเสรีนิยมใหม่ ที่บอกว่ามนุษย์เราตัดสินใจเรื่อง
ต่างๆ อย่างมีเหตุมีผลสมกับเป็น ‘สัตว์เศรษฐกิจ’ และ
ดังนั้นตลาดเสรีจึงดูแลตัวเองได้

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 192

DOG EAR 2 edit.indd 192 3/19/12 8:39 PM


ในบรรดานั ก เศรษฐศาสตร์ พ ฤติ ก รรมทั้ ง หมด มี
น้อยคนที่กำ�ลังสร้างแรงบันดาลใจและเขียนหนังสือได้จับใจ
เท่ากับ Dan Ariely นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมชั้นนำ�จาก
มหาวิทยาลัย Duke ผู้เขียน Predictably Irrational หนังสือ
ที่สรุปข้อค้นพบสำ�คัญๆ ของวงการเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม
ได้ดีที่สุดเล่มหนึ่ง The Upside of Rationality เปรียบเป็น
‘ตอนต่ อ ’ ของ Predictably Irrational แต่ ค ราวนี้ เ น้ น
ประโยชน์ ข องความไร้ เ หตุ ผ ลของมนุ ษ ย์ แถมพกด้ ว ย
ประสบการณ์ ค วามเจ็ บ ปวดและการปรั บ ตั ว หลั ง จากที่
เขาประสบอุ บั ติ เ หตุ ร้ า ยแรงในวั ย หนุ่ ม Ariely ถ่ า ยทอด
เรื่ อ งราวอย่ า งใจกว้ า งและมองโลกในแง่ ดี – เขาบอกว่ า
ข้ อ ดี ข้ อ หนึ่ ง ของประสบการณ์ ที่ ยํ่า แย่ ข องชี วิ ต ในช่ ว งนั้ น
คือ มันทำ�ให้เขาสามารถตั้งสมมุติฐานน่าสนใจหลายข้อที่นำ�
ไปทำ�การทดลองต่อ และผลักดันแกมบังคับให้เขาก้าวเข้าสู่
โลกวิชาการอย่างเต็มตัว
The Upside of Irrationality เต็มไปด้วยตัวอย่าง
สนุกๆ และน่าสนใจมากมายของพฤติกรรมที่ไร้เหตุผลแต่
คาดเดาได้ของคนเรา กลั่นกรองอย่างมีชั้นเชิงจากผลการ
ทดลองของ Ariely และนักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมคนอื่น

สฤณี อาชวานันทกุล :: 193

DOG EAR 2 edit.indd 193 3/19/12 8:39 PM


ตั้งแต่สำ�นึกเกี่ยวกับความยุติธรรม (และความอยากแก้แค้น
คนทีม่ องว่าไม่ยตุ ธิ รรมกับเรา) ข้อจำ�กัดของเงินโบนัส เหตุผล
(ที่ไร้ความมีเหตุมีผล)ที่เราประเมินคุณค่าของสิ่งที่เราทำ�เอง
สูงเกินจริง วิธีที่คนเราปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ และ
ผลกระทบระยะยาวของอารมณ์ชั่ววูบ
ข้อค้นพบหลายเรือ่ งที่ Ariely อธิบายอย่างสนุกสนาน
นัน้ อยูต่ รงกันข้ามกับความเชือ่ ของคนส่วนใหญ่ ตอนทีผ่ เู้ ขียน
ชอบที่สุดคือตอนที่ Ariely ตั้งคำ�ถามว่าเราควรจะหยุดพัก
เป็นช่วงๆ เวลาที่ทำ�กิจกรรมแบบไหนมากกว่ากัน ระหว่าง
กิจกรรมที่เราไม่ชอบทำ� (เช่น กรอกแบบฟอร์มภาษีเงินได้
ทำ�การบ้าน) กับกิจกรรมที่เราชอบทำ� (เช่น ไปช็อปปิ้งซื้อ
ของ ดูซรี สี่ เ์ กาหลี) คนส่วนใหญ่คงตอบว่าอยากหยุดพักเวลา
ที่ทำ�กิจกรรมที่เราไม่ชอบ และทำ�กิจกรรมที่เราชอบอย่าง
ไม่ขาดตอน เช่น นั่งดูดีวีดีซีรี่ส์เกาหลีรวดเดียวจนจบ แต่
Ariely อธิบายว่าเราควรทำ�ตรงกันข้าม เพราะงานวิจยั พิสจู น์
แล้วว่าการขัดจังหวะกิจกรรมอะไรก็ตามทำ�ให้เรา ‘ปรับตัว’ ให้
สอดคล้องกับสถานการณ์ยากขึน้ ถ้าเราทำ�สิง่ ทีช่ อบติดต่อกัน
ความเพลิดเพลินที่เราได้รับก็จะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ ขณะที่
ร่างกายและจิตใจของเราปรับตัวโดยทีเ่ ราไม่รตู้ วั ดังนัน้ ถ้าเรา
อยากจะรักษาระดับความเพลิดเพลิน เราก็ควรจะขัดจังหวะ
ตัวเองเป็นช่วงๆ ด้วยการไปทำ�อย่างอื่น แล้วค่อยกลับมาทำ�
กิจกรรมนัน้ ต่อ (เช่น ดูซรี สี่ ว์ นั ละตอนก็พอ) เพือ่ ป้องกันไม่ให้
กลไกการปรับตัวของเราทำ�งาน ด้วยเหตุผลเดียวกัน เราก็ควร

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 194

DOG EAR 2 edit.indd 194 3/19/12 8:39 PM


ฝืนใจทำ�กิจกรรมที่เราไม่ชอบรวดเดียวจนจบ เพราะถ้าเรา
คอยขัดจังหวะมัน ร่างกายและจิตใจของเราก็ไม่สามารถ
ปรับตัวให้ความรู้สึกเจ็บปวดหรือรำ�คาญค่อยๆ ลดลงไปได้
ทำ�ให้เราต้องทนทุกข์ทรมานทุกครั้งที่กลับมาทำ�กิจกรรมต่อ
ถึงแม้วา่ มันจะเล่าประสบการณ์สว่ นตัวของคนเขียน
มากไปหน่อย The Upside of Irrationality ก็เป็นหนังสือ
อ่ า นสนุ ก ที่ จ ะทำ � ให้ เ ราเข้ า ใจเหตุ ผ ลและข้ อ ดี ข องความ
ไร้เหตุผลที่เป็นธรรมชาติของคนทุกคน เมื่อเข้าใจแล้วจะได้
หาทางรับมือหรือจัดการกับความไร้เหตุผลเหล่านี้ในทางที่
สร้างสรรค์และลดผลกระทบเชิงลบต่อตัวเองและสังคม แทนที่
จะพยายามหาทางเปลีย่ นธรรมชาติมนุษย์ทเี่ ปลีย่ นไม่ได้ หรือ
เรียกร้องให้คนทุกคนเป็น ‘คนดี’ อย่างลมๆ แล้งๆ.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 195

DOG EAR 2 edit.indd 195 3/19/12 8:39 PM


080
More Money than God

Sebastian Mallaby

ในยุ ค ที่ ธุ ร กิ จ การเงิ น ทั่ ว โลกโดยเฉพาะในอเมริ ก ามี


ภาพลักษณ์ตกตาํ่ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ใครทีอ่ อกมา
ยกย่องเชิดชูเศรษฐีนักการเงินคงถูกประณามว่าไม่รู้
กาละเทศะ หรือไม่ก็ถูกด่าว่า ‘ชั่ว’ ไปเลย
เศรษฐีนกั การเงินหลายคนต้องอยูอ่ ย่างสงบปาก
สงบคำ�กว่าก่อนเกิดวิกฤต ส่วนประชาชนส่วนใหญ่ก็
เรียกร้องให้รฐั บาลกำ�กับดูแลภาคการเงินอย่างเคร่งครัด
กว่าเดิม (และหลายคนก็ร้องไชโยเมื่อประธานาธิบดี
โอบามาลงนามในกฎหมายปฏิรูปสถาบันการเงิน วันที่
21 กรกฎาคม 2553)

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 196

DOG EAR 2 edit.indd 196 3/19/12 8:39 PM


อย่ า งไรก็ ดี บรรยากาศต่ อ ต้ า นนั ก การเงิ น ดู จ ะ
ไม่ทำ�ให้ Sebastian Mallaby ยี่หระหรือท้อถอย ในหนังสือ
เรื่อง More Money Than God (มีเงินมากกว่าพระเจ้า) เขา
นำ�เสนอประวัติศาสตร์ของธุรกิจกองทุนเก็งกำ�ไรระยะสั้น
(เฮดจ์ฟนั ด์) อย่างน่าติดตาม และนอกจากจะอธิบายวิธหี าเงิน
ของ ‘พ่อมดการเงิน’ ยุคใหม่ให้คนนอกโลกการเงินเข้าใจง่าย
แล้ว ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ Mallaby เสนอว่า พ่อมดการเงิน
ผู้ ห มกมุ่ น และเพี้ ย นหลุ ด โลกเหล่ า นี้ คื อ อนาคตของภาค
การเงิน และธุรกิจของพวกเขาก็ไม่ใช่สิ่งที่เราควรต่อต้าน
หรือทำ�ลาย เพราะมันเป็นส่วนสำ�คัญที่จะกอบกู้ชื่อเสียงของ
ภาคการเงินอเมริกันคืนมาและปรับทิศทางให้ตลาดการเงิน
ทำ�งานอย่างที่ควรจะเป็น
Mallaby ไม่ ใ ช่ นั ก นิ ย มตลาดเสรี สุ ด ขั้ ว ไม่ แ ยแส
โลกแห่งความจริง สาเหตุที่เขาเข้าข้างเฮดจ์ฟันด์ก็เพราะ
ประวัตศิ าสตร์ของธุรกิจนีส้ อนเราว่า พวกเขาคือคนทีม่ องเห็น
โอกาสทางตลาดที่คนอื่นมองไม่เห็น และพร้อมที่จะเดิมพัน
เงินหรือแม้แต่ชวี ติ ของตัวเองกับสิง่ ทีพ่ วกเขาเชือ่ มัน่ Mallaby
ฉายภาพให้ เ ห็ น อย่ า งชั ด เจนว่ า เฮดจ์ ฟั น ด์ ที่ บ ริ ห าร
จั ด การอย่ า งเป็ น อิ ส ระนั้ น ไม่ ใ ช่ ตั ว การที่ ก่ อ ให้ เ กิ ด วิ ก ฤต

สฤณี อาชวานันทกุล :: 197

DOG EAR 2 edit.indd 197 3/19/12 8:39 PM


แฮมเบอร์เกอร์ และกองทุนเหล่านี้ก็ไม่ใช่ธนาคารยักษ์ใหญ่
ที่รัฐ ‘ปล่อยให้ล้มไม่ได้’ – ปี 2008 เป็นปีแห่งหายนะของ
เฮดจ์ฟันด์จำ�นวนมาก แต่พวกเขาก็แบกรับผลขาดทุนด้วย
ตัวเอง รัฐบาลไม่ได้เอาเงินภาษีของประชาชนมาอุม้ ไม่เหมือน
กับที่ไปอุ้มธนาคารยักษ์ใหญ่ในปีถัดมา
More Money Than God รวบรวมเรื่องราวที่มีสีสัน
ในโลกเฮดจ์ฟนั ด์ตงั้ แต่อดีตจวบจนปัจจุบนั ถึงแม้วา่ เรือ่ งราว
ของตราสารซีดโี อในปี 2008 จะ ‘อ่อน’ ไปหน่อย (หนังสือเรือ่ ง
The Big Short ของ Michael Lewis ที่ผู้เขียนเคยแนะนำ�
อุดจุดอ่อนนีไ้ ด้ด)ี ประเด็นใหญ่ที่ Mallaby ชีใ้ ห้เห็นโดยนัยคือ
ทฤษฎีเก่าแก่ทเี่ ชือ่ ว่านักลงทุนโดยรวมมีเหตุมผี ล และดังนัน้
ตลาดการเงินจึงมีประสิทธิภาพนัน้ ไม่เป็นความจริง เพราะถ้า
ทฤษฎีนถี้ กู ต้อง ธุรกิจเฮดจ์ฟนั ด์กเ็ ป็นได้อย่างมากแค่ธรุ กิจที่
ดวงดีหรือฉ้อฉลเท่านั้น แต่ Mallaby ชี้ให้เห็นว่านักเก็งกำ�ไร
ของเฮดจ์ฟันด์ที่เก่งที่สุดนั้นทำ�เงินอย่างชาญฉลาดจากการ
ค้นหาและฉวยโอกาสจากความไร้ประสิทธิภาพต่างๆ ใน
ตลาด รวมทั้งตลาดข้อมูลข่าวสารซึ่งสำ�คัญอย่างยิ่งต่อโลก
การเงินที่ ‘ข้อมูลคืออำ�นาจ’
ประเด็นใหญ่อีกประเด็นหนึ่งที่ Mallaby ฉายภาพ
อย่างสนุกสนานผ่านเรื่องราวที่เขาเลือกมาเล่าคือ การต่อสู้
ระหว่างนักเก็งกำ�ไรกับเจ้าหน้าทีธ่ นาคารกลางทีม่ กั จะเกิดขึน้
ทุกครั้งที่ธนาคารกลางตั้งใจจะตรึงอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ใน
ระดับเทียม คือไม่สะท้อนภาวะเศรษฐกิจทีแ่ ท้จริงของประเทศ

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 198

DOG EAR 2 edit.indd 198 3/19/12 8:39 PM


ตัวอย่างของเรื่องนี้ที่ Mallaby เล่าอย่างสนุกสนานคือตอนที่
George Soros กับ Stan Druckenmiller ทุ่มเงินนับหมื่น
ล้านเหรียญสหรัฐให้กับเดิมพันว่าเงินปอนด์สเตอร์ลิงของ
อังกฤษจะตก ชัยชนะของพวกเขากลายเป็นตำ�นานสืบมา
และแสดงให้เห็นว่า เมื่อใดก็ตามที่ตลาดเป็นฝ่ายถูก มันก็มี
พลังมากกว่ารัฐบาลของทุกประเทศ นี่เป็นบทเรียนลํ้าค่าที่
รัฐพึงสำ�เหนียก แต่นักการเมืองมักจะลืมหรือแกล้งลืมเมื่อ
ต้องเผชิญกับแรงกดดันของสังคมให้ดำ�เนินนโยบายที่เอาใจ
ประชาชนแต่ฝืนสภาพความเป็นจริง
ถ้าคุณสงสัยว่าเหตุใด Mallaby ถึงได้เชือ่ มัน่ ว่าธุรกิจ
เฮดจ์ฟนั ด์จะรอดพ้นจากวิกฤตรอบล่าสุดและรุง่ เรืองสืบไปใน
อนาคต (ที่จริงกำ�ไรของธุรกิจนี้ในปี 2009 ก็แซงหน้าปีก่อน
เกิดวิกฤตไปแล้ว) หรือแค่อยากรูว้ า่ เฮดจ์ฟนั ด์ท�ำ กำ�ไรอย่างไร
ส่วนผสมของนักผจญภัยผูบ้ า้ บิน่ และเนิรด์ ชอบคิดเลขจะอยูใ่ น
ตัวคนคนเดียวได้อย่างไร และเหตุใด Mallaby ถึงได้บอกว่า
ถ้าธุรกิจเฮดจ์ฟันด์ทำ�ให้ปัญหาช่องว่างทางรายได้รุนแรงขึ้น
“...คำ�ตอบคือการเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า ไม่ใช่การระงับ
ยับยั้งธุรกิจนี้” More Money Than God ก็เป็นหนังสือที่
ผู้เขียนคิดว่า ‘ต้องอ่าน’ ด้วยประการทั้งปวง.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 199

DOG EAR 2 edit.indd 199 3/19/12 8:39 PM


081
Is God a Mathematician?

Mario Livio

ในบรรดาหัวข้อของหนังสือทัง้ หลายในโลก การถ่ายทอด


ทฤษฎีและการค้นพบทางคณิตศาสตร์ให้คนธรรมดา
เข้าใจเป็นงานที่ยากเป็นพิเศษ เพราะคณิตศาสตร์มี
ความเป็ น นามธรรมมากกว่ า วิ ท ยาศาสตร์ แ ขนงอื่ น
ถึงแม้วา่ จะอยูใ่ นธรรมชาติ สูตรและสมการอันน่าพิศวง
ทั้ ง หลายก็ ห าได้ ล อยมาปรากฏอยู่ ต รงหน้ า เราโดย
อั ต โนมั ติ เ วลาที่ ฉ งนฉงายกั บ รู ป ทรงของใบไม้ ห รื อ
เกล็ดหิมะ

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 200

DOG EAR 2 edit.indd 200 3/19/12 8:39 PM


นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์นาม Mario Livio ไม่เพียงแต่
อธิบายความมหัศจรรย์ของคณิตศาสตร์ได้อย่างสนุกสนาน
แต่ในหนังสือที่ใช้ชื่อกระตุกต่อมคิดว่า Is God a Mathema-
tician? เขายังได้สังเคราะห์และฉายภาพการถกเถียงในหมู่
นั ก คณิ ต ศาสตร์ ที่ ดำ � เนิ น มานั บ พั น ปี ว่ า คณิ ต ศาสตร์ เ ป็ น
‘เครื่องมือ’ ที่มนุษย์คิดค้นขึ้นเพื่อพยายามเข้าใจโลกของ
ธรรมชาติ หรือเป็น ‘ระเบียบธรรมชาติ’ ที่มนุษย์เพียงแต่
ค้นพบ ให้เห็นอย่างน่าติดตาม ผ่านเรื่องราวของผลงานและ
ชีวติ ของผูม้ อี ทิ ธิพลในประวัตศิ าสตร์คณิตศาสตร์ ตัง้ แต่ยคู ลิด
ไพธากอรัส เพลโต นิวตัน โกเดล ไอน์สไตน์ ฯลฯ
Livio เรียบเรียงวิวาทะระหว่างค่าย “คณิตศาสตร์
เป็นเครื่องมือ” กับค่าย “คณิตศาสตร์เป็นธรรมชาติ” อย่าง
น่ า ติ ด ตามผ่ า นการพั ฒ นาทฤษฎี สำ � คั ญ ๆ และเกร็ ด จาก
ชีวิตของบรรดานักคณิตศาสตร์หัวกะทิทั้งหลาย ตัวอย่าง
เรื่องราวจากค่าย “คณิตศาสตร์เป็นธรรมชาติ” คือบทความ
คลาสสิกปี 1960 ของ Eugene Wigner นักฟิสิกส์ ที่บอกว่า
ทฤษฎีคณิตศาสตร์นนั้ “มีประสิทธิผลสูงมากอย่างไม่มเี หตุผล
รองรับ” เพราะสามารถพยากรณ์ผลลัพธ์ในโลกจริงที่มนุษย์
จินตนาการไม่ได้และหลายครัง้ ก็พสิ จู น์ไม่ได้จนกว่าเทคโนโลยี

สฤณี อาชวานันทกุล :: 201

DOG EAR 2 edit.indd 201 3/19/12 8:39 PM


จะดี พ อ ทฤษฎี สั ม พั ท ธภาพทั่ ว ไปของไอน์ ส ไตน์ เ ป็ น
ตัวอย่างทีด่ ที สี่ ดุ ตัวอย่างหนึง่ – คำ�พยากรณ์ของไอน์สไตน์วา่
แรงโน้มถ่วงสามารถก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมในกาล-อวกาศ
(space-time) นั้น เป็นสิ่งที่เขาแสดงให้เห็นเป็นสมการนาน
หลายปีกอ่ นทีน่ กั วิจยั รุน่ ใหม่จะพิสจู น์ได้ดว้ ยการวัดคลืน่ วิทยุ
จากดวงดาว ซึ่ ง เป็ น เทคโนโลยี ที่ ไ ม่ มี ใ นสมั ย ไอน์ ส ไตน์
ตัวอย่างนี้และตัวอย่างอื่นๆ ทำ�นองนี้ทำ�ให้น่าคิดว่า โลกเรา
อาจจะมี ‘โครงสร้างทางคณิตศาสตร์’ ที่เพียงแต่รอการค้น
พบเท่านั้น
ค่าย “คณิตศาสตร์เป็นเครือ่ งมือ” แย้งว่าคณิตศาสตร์
อธิ บ ายหรื อ พยากรณ์ ส ถานการณ์ จำ � นวนมากไม่ ไ ด้ อ ย่ า ง
เทีย่ งตรง ตัง้ แต่สภาพภูมอิ ากาศไปจนถึงดัชนีตลาดหุน้ Livio
อธิบายงานวิจยั เมือ่ ไม่นานมานีท้ พี่ สิ จู น์วา่ สมองของมนุษย์มี
แบบแผนทางคณิตศาสตร์เบือ้ งต้นฝังอยู่ ซึง่ หมายความว่าเรา
พยายามมองโลกให้เป็นตัวเลขและรูปแบบทางคณิตศาสตร์
ไม่ใช่ว่าโลกเป็นอย่างนั้นจริงๆ นอกจากนี้ พรมแดนของ
คณิตศาสตร์กไ็ ม่ได้หยุดนิง่ ตายตัวอย่างทีเ่ ราเคยคิดสมัยเรียน
พีชคณิต แต่เต็มไปด้วยการถกเถียงตลอดเวลาและ ‘ความ
จริง’ ก็เปลี่ยนแปลงไปไม่หยุดนิ่ง คล้ายกับการค้นพบใหม่ๆ
ในวิทยาศาสตร์ Livio อธิบายพรมแดนของคณิตศาสตร์
หลายสาขาให้เข้าใจง่ายสำ�หรับคนที่ไม่คุ้นเคย ตั้งแต่ทฤษฎี
ความสับสนไปจนถึงทฤษฎีปม (knot)

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 202

DOG EAR 2 edit.indd 202 3/19/12 8:39 PM


Is God a Mathematician? ไม่เพียงแต่เป็นเรื่อง
ของทฤษฎีคณิตศาสตร์ แต่ยงั เล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมากมาย
เกี่ยวกับนักคณิตศาสตร์ผู้คิดค้นหรือค้นพบมัน เกร็ดเหล่านี้
บางตอนเยิ่ น เย้ อ เกิ น ไปเพราะ Livio ชอบยกคำ � พู ด ของ
นักคณิตศาสตร์มาอ้างอิงยาวเหยียดโดยไม่เกี่ยวอะไรกับ
เนื้อหาหลัก แต่เรื่องที่เขาเล่าบางตอนก็สนุกมาก อย่างเช่น
ตอนทีไ่ อน์สไตน์กบั เพือ่ นนักคณิตศาสตร์ชอื่ Oskar Morgen-
stern ช่วยเหลือ Kurt Gödel อัจฉริยะเจ้าของทฤษฎีความ
ไม่สมบูรณ์ทสี่ �ำ คัญทัดเทียมกับทฤษฎีสมั พัทธภาพ ผูห้ ลบหนี
ออกจากเยอรมนีภายใต้ระบอบนาซี ให้ผ่านกระบวนการ
ตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐอเมริกาและสมัครเป็นพลเมือง
ได้สำ�เร็จ
ถึงแม้ว่า Is God a Mathematician? จะไม่ได้ตอบ
คำ�ถามที่ชื่อหนังสือตั้ง มันก็เป็นหนังสือที่อ่านสนุกและน่า
สนใจตลอดเล่มสำ�หรับใครก็ตามที่สนใจคณิตศาสตร์ สารคดี
ทั่วไป หรือแม้แต่ศาสนา ส่วนใครที่กลัวว่าจะอ่านทฤษฎี
คณิตศาสตร์ไม่เข้าใจ ก็โล่งใจได้เพราะ Livio สรุปทฤษฎี
ทุกข้อให้อกี ครัง้ แบบรวบรัดกันเหนียวในช่วงท้ายของทุกบท.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 203

DOG EAR 2 edit.indd 203 3/19/12 8:39 PM


082
Justice: What’s the
Right Thing to Do?

Michael Sandel

ในชีวิตการเป็นนักเรียน วิชาที่ประทับใจที่สุดวิชาหนึ่ง
ที่ ผู้ เ ขี ย นเคยได้ เ รี ย นคื อ วิ ช าชื่ อ “Moral Reasoning
22: Justice” สอนโดยนั ก ปรั ช ญาการเมื อ งนาม
Michael Sandel อาจารย์ผนู้ มี้ พี รสวรรค์สงู มากในการทำ�
เรื่ อ งยากให้ เ ข้ า ใจง่ า ย ผ่ า นการใช้ ตั ว อย่ า งร่ ว มสมั ย
และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ถกเถียงกัน ทำ�ให้ Moral
Reasoning 22 เป็นวิชาที่ได้รับความนิยมสูงสุดของ
มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดติดต่อกันนานนับสิบปี แต่ละ
เทอมมีนกั ศึกษานับพันคน หลายครัง้ คนล้นห้องจนต้อง
นั่งตามบันไดทางเดิน

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 204

DOG EAR 2 edit.indd 204 3/19/12 8:39 PM


หนังสือชือ่ Justice: What’s the Right Thing To Do?
เป็นผลผลิตทางความคิดและความรักของอาจารย์ที่ผู้เขียน
คิดว่าให้ประสบการณ์ใกล้เคียงกับการไปนัง่ เรียนในชัน้ เพราะ
Sandel เขียนหนังสือได้เหมือนกับวิธที เี่ ขาสอน นัน่ คือ ทำ�เรือ่ ง
ยากให้เป็นเรื่องง่าย อธิบายอย่างอดทน และสอดแทรก
อารมณ์ขันอันเหลือร้ายของอาจารย์ตลอดเล่ม
ประเด็นใหญ่ของอาจารย์ Sandel ใน Justice ที่เขา
ยํา้ มาตลอดชีวติ การสอนหนังสือคือ การถกเถียงประเด็นอะไร
ก็ตามทางการเมือง ถึงทีส่ ดุ แล้วเป็นการถกเถียงทางศีลธรรม
อาจารย์เชือ่ ว่าเราควรเลิกกำ�หนดนโยบายสาธารณะด้วยการ
จัดโฟกัสกรุ๊ปหรือให้นักการเมืองไปนั่งเทียนคิดเอาเอง แต่
ควรถกเถียงกันด้วยหลักการหนักแน่นที่มี “ความจริงทาง
ศีลธรรม” (moral truth) เป็นแก่นสำ�คัญ
ใน Justice อาจารย์ ไ ม่ ไ ด้ อ ธิ บ ายวิ ว าทะว่ า ด้ ว ย
“ความจริงทางศีลธรรม” ด้วยการถ่ายทอดแนวคิดและปรัชญา
ที่แข็งทื่อ น่าเบื่อ และหาอ่านได้จากหนังสือปรัชญาทั่วไป
หากใช้ตัวอย่างจากโลกจริงมากมายมาตั้งคำ�ถามง่ายๆ ที่
ตอบยากว่า ในแต่ละกรณีนั้น “สิ่งที่ถูกต้องคืออะไร?” ตั้งแต่
เรือ่ งการโก่งราคามหาโหดในนิวออร์ลนี ส์หลังเกิดหายนะจาก

สฤณี อาชวานันทกุล :: 205

DOG EAR 2 edit.indd 205 3/19/12 8:39 PM


พายุเฮอริเคนแคทรีนา การกำ�หนดโควตารับนักเรียนจากกลุม่
เสียเปรียบทางสังคม (affirmative action) ของมหาวิทยาลัย
หลายแห่ง ไปจนถึงเรื่องที่ทันสมัยมาก อย่างเช่นกรณีที่
ผู้บริหารธนาคารได้รับโบนัสมหาศาลจากเงินภาษีที่รัฐบาล
เอามาอุ้มสถาบันการเงินในวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์
อาจารย์ Sandel ไม่ได้ยกตัวอย่างเหล่านี้มาเพื่อ
หว่านล้อมหรือตะล่อมให้คนอ่านคล้อยตามความเห็นของ
อาจารย์ หรือเฉลยว่า ‘คำ�ตอบที่ถูกต้อง’ ในแต่ละกรณีคือ
อะไร แต่ใช้มันเป็นกรณีศึกษาเพื่อสาธิตการถกเถียงทาง
ศีลธรรมระหว่างสามัญสำ�นึก ความรูส้ กึ และหลักการต่างๆ ที่
นักปรัชญาเสนอตัง้ แต่อดีตจวบจนปัจจุบนั เริม่ ตัง้ แต่ผบู้ กุ เบิก
ลัทธิอรรถประโยชน์นิยมอย่าง Jeremy Bentham กับ John
Stuart Mills คัดง้างด้วยแนวคิดของลิเบอทาเรียน ตามติดด้วย
นักคิดผูท้ รงอิทธิพลอย่าง Immanuel Kant และ Aristotle โดยมี
John Rawls คั่นกลาง ลำ�ดับที่อาจารย์แนะนำ�แนวคิดของ
นักปรัชญาเหล่านี้ไม่ได้เรียงตามลำ�ดับในประวัติศาสตร์ แต่
เรียงตามประเด็น ช่วยให้คนอ่านเข้าใจว่านักปรัชญาเหล่านี้
ต้องการจะบอกอะไรเราได้ดีกว่าการเรียงตามประวัติศาสตร์
มาก ผู้เขียนคิดว่ามีแต่เรื่องของ Kant เท่านั้นที่อาจารย์ไม่
ประสบความสำ�เร็จในการอธิบายแนวคิดของเขาอย่างแจ่มชัด
เท่าที่ควร (แต่ปรัชญาของ Kant ก็ซับซ้อนจริงๆ)
การอ่าน Justice ไม่อาจทำ�ให้คนอ่าน ‘อิน’ เท่ากับ
ได้ฟงั อาจารย์ Sandel สอนหนังสือ เพราะคนอ่านไม่ได้สมั ผัส

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 206

DOG EAR 2 edit.indd 206 3/19/12 8:39 PM


ถึงพลังของอาจารย์และความรักในการถกเถียงกับนักเรียน
อย่างไรก็ตาม หนังสือเล่มนี้ก็เป็นหนังสือที่ผู้เขียน
คิดว่า ‘ต้องอ่าน’ สำ�หรับทุกคนที่อยากรู้ว่าอาจารย์ที่รู้กว้าง
และสอนเก่งนั้นสามารถสอนเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายและ
สนุกสนานได้อย่างไร และ ‘น่าอ่าน’ สำ�หรับทุกคนที่สนใจ
ประเด็นเรือ่ งความยุตธิ รรมหรือศีลธรรม โดยเฉพาะถ้าเชือ่ ว่า
ความยุติธรรมเป็นได้เพียงภาพลวงตาหรือมายาคติ หรือ
เชื่ อ ว่ า ศี ล ธรรมกิ น ความเพี ย งแค่ ก ารท่ อ งและทำ � ตามชุ ด
คำ�สอนอะไรสักอย่าง เช่น ศีลห้า โดยไม่ต้องใส่ใจบริบททาง
สังคมหรือข้องแวะกับการเมือง.

หมายเหตุ: ดูคลิปวิดีโอการบรรยายวิชา Moral Reasoning 22 อันโด่งดังของ


Michael Sandel ฟรีทุกตอนได้ที่เว็บไซต์ http://www.justiceharvard.org/
Justice แปลเป็นภาษาไทยในชือ่ ความยุตธิ รรม สำ�นวนแปลโดย สฤณี
อาชวานันทกุล ตีพิมพ์โดย สำ�นักพิมพ์ openworlds

สฤณี อาชวานันทกุล :: 207

DOG EAR 2 edit.indd 207 3/19/12 8:39 PM


083
Footnotes in Gaza

Joe Sacco

ในบรรดาการ์ตูนภาษาอังกฤษทั้งหมด การ์ตูนประเภท
หนึง่ ทีผ่ เู้ ขียนชอบเป็นพิเศษคือการ์ตนู สารคดี โดยเฉพาะ
สารคดีที่ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับสงครามและสังคม
ในดินแดนที่เราไม่คุ้นเคยและมีน้อยคนที่จะเป็นพยาน
รู้เห็นเหตุการณ์ เพราะนักเขียนการ์ตูนสารคดีหลาย
คนถ่ายทอดเรื่องราวที่น่าสะเทือนใจอย่างยิ่ง แต่ลาย
เส้นของความเป็นการ์ตูนก็ช่วยบรรเทาความสะเทือน
ใจขณะเดียวกันก็ช่วยให้ผู้อ่านจินตนาการว่าตัวเองอยู่
ในเหตุการณ์ รวมทั้งดึงดูดคนอ่านรุ่นใหม่ที่อาจไม่มีวัน
อยากอ่านหนังสือประวัติศาสตร์เลยในชีวิต

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 208

DOG EAR 2 edit.indd 208 3/19/12 8:39 PM


ผู้ เ ขี ย นเคยแนะนำ � The Photographer โดย
Emmanuel Guibert ไปแล้ว และขอแนะนำ�หนังสือแนว
เดียวกันจากนักเขียนผู้ได้รับการขนานนามว่า เป็น ‘นักข่าว
การ์ตูน’ คนแรกของโลก และยังเป็นคนที่เก่งที่สุดจวบจน
ปัจจุบัน
Footnotes in Gaza เป็นผลงานชิน้ ล่าสุดและผูเ้ ขียน
คิดว่าดีทสี่ ดุ ของ Joe Sacco นักข่าวสงครามผูบ้ กุ เบิกวงการ
การ์ตนู สารคดี เกีย่ วกับเหตุการณ์สองเหตุการณ์ทเี่ กิดปี ค.ศ.
1956 ในบริเวณฉนวนกาซา (Gaza) สมัยทีก่ าซายังอยูภ่ ายใต้
การควบคุมของอียปิ ต์ เหตุการณ์ทงั้ สองเป็นมหกรรมสังหาร
หมู่ชาวปาเลสไตน์โดยทหารยิว แต่โศกนาฏกรรมสองครั้งนี้
แทบไม่มใี ครบันทึกเป็นลายลักษณ์อกั ษร ปรากฏอยูใ่ นเอกสาร
ขององค์การสหประชาชาติแต่เพียงคร่าวๆ และสรุปแต่เพียง
คำ�ให้การของฝ่ายอิสราเอลกับฝ่ายปาเลสไตน์ ซึง่ อธิบายภาพ
ที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว โดยไม่พยายามที่จะหาคำ�ตอบ
ว่า “ความจริง” ที่แท้นั้นคืออะไร
ในปี 2002-2003 Sacco เดินทางไปยังฉนวนกาซา
หนึ่งในดินแดนแห่งความขัดแย้งที่ดำ�เนินต่อเนื่องมานาน
ที่ สุ ด ในโลก เพื่ อ ค้ น หาคำ � ตอบว่ า “ความจริ ง ” เกี่ ย วกั บ

สฤณี อาชวานันทกุล :: 209

DOG EAR 2 edit.indd 209 3/19/12 8:39 PM


โศกนาฏกรรมที่ตอนนี้เป็นแค่เชิงอรรถทางประวัติศาสตร์
บันทึกสิง่ ทีเ่ ขาค้นพบจากปากคำ�ของผูร้ อดชีวติ และญาติสนิท
มิตรสหายของผู้ตาย รวมทั้งทหารฝ่ายอิสราเอลผู้คุกคาม
บรรจงถ่ายทอดด้วยลายเส้นอย่างงดงามเป็น Footnotes in
Gaza
สุดยอดหนังสือเล่มนี้ทำ�มากกว่าจำ�ลองโศกนาฏ-
กรรมจากอดีตมาให้เห็นกันจะจะและโจ่งแจ้ง แต่ยังสื่อความ
สัมพันธ์ระหว่างอดีตกับปัจจุบันได้อย่างน่าทึ่ง เพราะ Sacco
มีความสามารถสูงมากในการใช้เอกลักษณ์ของรูปแบบการ์ตนู
ช่องที่ตัวหนังสืออย่างเดียวไม่มีทางทำ�ได้ เช่น ในเหตุการณ์
สังหารหมู่ชาวเมือง Khan Younis เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน
1956 (ซึ่ ง กองทั พ อิ ส ราเอลอ้ า งว่ า ทหารอิ ส ราเอลสู้ กั บ
กองกำ�ลังติดอาวุธเป็นหลัก) ผู้รอดชีวิตและญาติของผู้ตาย
หลายสิบคนบอก Sacco ว่า ทหารอิสราเอลบุกเข้าไปในบ้าน
คนทีละบ้าน ดึงตัวผู้ชายวัยรบ (ประมาณ 12-65 ปี) ออกมา
จากบ้าน สั่งให้ยืนเรียงแถวติดผนัง จากนั้นก็สังหารพวกเขา
อย่างเลือดเย็น
การ์ตนู ช่องหนึง่ แสดงภาพทีป่ ราสาท Khan Younis
เมือ่ ครึง่ ศตวรรษก่อน ศพคนตายนอนเรียงกันเป็นแถวตลอด
แนวกำ�แพง การ์ตูนช่องติดกันแสดงภาพบรรยากาศมุมเดิม
ในปีปัจจุบัน บริเวณนี้เต็มไปด้วยแผงลอยขายของและแทบ
ไม่เหลือร่องรอยของการสังหารหมูใ่ ดๆ ให้เห็น แต่เรารูว้ า่ มัน
เป็นรอยแผลในใจชาวเมืองทีพ่ วกเขาจะไม่มวี นั ลืม เพราะเรา

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 210

DOG EAR 2 edit.indd 210 3/19/12 8:39 PM


มองเห็นความเศร้าสร้อยและคับแค้นในดวงตาของชายชราที่
เล่าเรื่องนี้ให้ Sacco ฟัง – ชายผู้ที่ในวันวิปโยคปี 1956 นั้น
เขาเป็นเด็กน้อยที่ช่วยผู้ใหญ่ห่อศพและแบกศพญาติไปฝัง
Footnotes in Gaza ไม่ได้ถา่ ยทอดแต่เหตุการณ์จาก
อดีต แต่ยงั เป็นบันทึกการทำ�งานของนักข่าวสืบสวนสอบสวน
ที่มีค่า ทุกคนที่อ่านเรื่องนี้จะเข้าใจว่า นักข่าวมีกระบวนการ
สอบทานและตรวจเช็คข้อมูลทีร่ บั มาไม่ตรงกันจากหลายแห่ง
อย่างไร ประกอบสร้าง “ความจริง” อย่างไรจากประวัตศิ าสตร์
ที่เหลือร่องรอยแต่เพียงความทรงจำ�ของผู้รอดชีวิตที่มักจะ
เลอะเลือนและหลงลืมอะไรๆ หลายอย่างตามประสาผู้อาวุโส
แต่เหนือสิง่ อืน่ ใด Footnotes in Gaza คือหนังสือชัน้ ยอดทีจ่ ะ
สาธิตให้เห็นว่า เหตุการณ์ที่ผู้คนจำ�นวนมากถูกกระทำ�อย่าง
ทารุณนั้นไม่มีวันจะลบเลือนได้อย่างสะอาดหมดจด และจะ
ติดตามมาหลอกหลอนและส่งผลกระทบต่อความรู้สึกนึกคิด
และพฤติกรรมของผู้คนในปัจจุบัน ไม่ว่าใครจะพยายามลืม
หรือแต่งเรื่องบิดเบือนขนาดไหนก็ตาม.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 211

DOG EAR 2 edit.indd 211 3/19/12 8:39 PM


084
Groundswell

Charlene Li และ Josh Bernoff

ในยุคที่ ‘โซเชียลมีเดีย’ บนอินเทอร์เน็ตได้กลายเป็น


ส่ ว นหนึ่ ง ในชี วิ ต ประจำ � วั น ของคนทั่ ว โลกที่ เ ข้ า ถึ ง
อินเทอร์เน็ต แน่นอนว่าบริษัทน้อยใหญ่ต่างเฮโลหาวิธี
ที่จะใช้ประโยชน์จากโซเชียลมีเดียในการหาลูกค้าและ
เพิ่มประสิทธิภาพในการทำ�ธุรกิจ

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 212

DOG EAR 2 edit.indd 212 3/19/12 8:39 PM


แต่ปัญหาใหญ่ข้อหนึ่งของอะไรก็ตามที่เป็นแฟชั่น
คื อ ความเป็ น แฟชั่ น ของมั น มั ก จะทำ � ให้ นั ก เขี ย นและ
สำ�นักพิมพ์จ�ำ นวนมากแห่กนั ออกหนังสือทีฉ่ าบฉวยเพียงเพือ่
โหนกระแสให้ทนั การณ์กอ่ นทีม่ นั จะกลายเป็น ‘เรือ่ งธรรมดา’
และยิง่ มีหนังสือออกมากเท่าไร ก็ยงิ่ ยากทีน่ กั อ่านจะสามารถ
เฟ้นหาหนังสือที่อธิบายอะไรๆ ได้ลึกกว่าปรากฏการณ์ที่อยู่
ตรงหน้า
ในภาวะที่ โ ซเชี ย ลมี เ ดี ย ยั ง เป็ น แฟชั่ น ผู้ เ ขี ย นจึ ง
รู้สึกดีใจที่ได้อ่าน Groundswell โดย Charlene Li และ Josh
Bernoff สองผูเ้ ชีย่ วชาญทีเ่ ป็น ‘ตัวจริง’ ในวงการทีม่ ตี วั ปลอม
มากมาย หนังสือเล่มนีต้ พี มิ พ์โดย Harvard Business School
Press ได้รับการยกย่องจากนักวิจารณ์ นักการตลาด และ
ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีมากมายว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับสื่อและ
การตลาดที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งในประวัติศาสตร์
Groundswell เป็ น หนั ง สื อ เกี่ ย วกั บ ปฏิ สั ม พั น ธ์
ระหว่างโซเชียลมีเดียกับธุรกิจที่ดีที่สุดเท่าที่ผู้เขียนเคยอ่าน
ไม่ว่าเทคโนโลยีกับสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร หนังสือ
เล่ ม นี้ ก็ จ ะไม่ มี วั น ล้ า สมั ย เพราะผู้ เ ขี ย นทั้ ง สองลงลึ ก กว่ า
ปรากฏการณ์และเครื่องมือ เน้นการแจกแจงผลกระทบของ

สฤณี อาชวานันทกุล :: 213

DOG EAR 2 edit.indd 213 3/19/12 8:39 PM


โซเชียลมีเดียและ ‘ชุมชนออนไลน์’ ต่อการตลาด การสื่อสาร
โครงสร้างอำ�นาจและความสัมพันธ์เชิงอำ�นาจดัง้ เดิม (ระหว่าง
ลูกค้ากับบริษัท พนักงานกับบริษัท ฯลฯ) และอธิบายวิธี
วางกลยุทธ์และวัดผลด้านโซเชียลมีเดีย ผ่านการถ่ายทอด
ประสบการณ์ของบริษทั จริงมากมาย ในภาษาทีอ่ า่ นง่าย อ่าน
สนุก และเต็มไปด้วยสีสนั ของตัวละครทีเ่ กีย่ วข้องไม่แพ้นยิ าย
ชั้นดี
ประสบการณ์การใช้โซเชียลมีเดียของบริษัทต่างๆ
ที่ Li กับ Bernoff หยิบมาเล่าเป็นกรณีศกึ ษานัน้ ล้วนน่าสนใจ
และได้สาระ ผูเ้ ขียนชอบกรณีเว็บบริการลูกค้าชือ่ IdeaStorm
(http://www.ideastorm.com/) ของบริษัท Dell เป็นพิเศษ
เพราะสามารถอธิบายความท้าทาย ความกังวล และวิธีคิด
ของผูน้ �ำ บริษทั ทีล่ องผิดลองถูกและเรียนรูจ้ ากความผิดพลาด
จนทำ�ให้ผู้อ่านเข้าใจว่าเหตุใดปัจจุบัน Dell จึงได้รับการ
กล่าวขานว่าใช้โซเชียลมีเดียอย่างชาญฉลาดในการทำ�ธุรกิจ
น่าเสียดายที่ Groundswell ไม่อธิบายปัจจัยต่างๆ ที่อยู่
เบื้ อ งหลั ง กรณี ล้ ม เหลวที่ ย กมาในหนั ง สื อ อย่ า งละเอี ย ด
เพียงพอ เช่น ความล้มเหลวของยีห่ อ้ Special K (ของบริษทั
Kellogg) ทีจ่ ะสร้างชุมชนออนไลน์เกีย่ วกับการดูแลนาํ้ หนักตัว
และปิดชื่อบริษัทที่ล้มเหลวบางบริษัทไว้เป็นความลับ ทำ�ให้
ดูไม่น่าเชื่อถือและจริงใจเท่ากับกรณีสำ�เร็จที่ยกเป็นตัวอย่าง
(ส่วนหนึ่งที่ดูจริงใจก็เพราะอธิบายความผิดพลาด ความ
ล้มเหลว และความเข้าใจผิดระหว่างทางของบริษทั ด้วย ไม่ใช่

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 214

DOG EAR 2 edit.indd 214 3/19/12 8:39 PM


ชมอย่างเดียวหรือยกย่องเกินจริงเหมือนกับหนังสือธุรกิจ
ทั่วไป)
Groundswell เหมาะสำ�หรับทุกคนที่สนใจโซเชียล
มีเดีย มือใหม่จะชอบเรือ่ งราวที่ Li กับ Bernoff เลือกมานำ�เสนอ
รวมทั้งแนวปฏิบัติที่เข้าใจง่าย ประกอบ ‘ภาพข้อมูล’ (info
graphics) ที่เฉลียวฉลาดสมกับเป็น Forrester Research
บริษทั ทีป่ รึกษาชัน้ นำ�ทีผ่ เู้ ขียนทัง้ สองทำ�งานให้ ส่วนขาประจำ�
ทีค่ นุ้ เคยกับโซเชียลมีเดียดีแล้วก็จะชอบเนือ้ หาทีส่ ลับซับซ้อน
เช่น คำ�อธิบายวิธีวัดผลตอบแทนจากการลงทุนในโซเชียล
มีเดียรูปแบบต่างๆ ของบริษทั ไม่วา่ จะเป็นบล็อกของผูบ้ ริหาร
การเปิดให้ลูกค้าเขียนรีวิวและให้คะแนนผลิตภัณฑ์ หรือการ
เปิดกระดานสนทนาออนไลน์
เหนือสิ่งอื่นใด Groundswell เป็นหนังสือที่ผู้เขียน
คิดว่า ‘ต้องอ่าน’ สำ�หรับใครก็ตามที่อยากรู้ว่า องค์กรต่างๆ
จะใช้โซเชียลมีเดียกระตุน้ ให้ลกู ค้าอยากมีสว่ นร่วมได้อย่างไร
จะรู้ ไ ด้ อ ย่ า งไรว่ า เมื่ อ ใดควรใช้ บ ล็ อ ก โซเชี ย ลเน็ ต เวิ ร์ ค
กระดานสนทนา หรือคลิปวิดีโอ เหตุใดคนถึงนิยมใช้โซเชียล
มีเดียกันมากนัก ไปจนถึงคำ�ถามทีน่ า่ สนใจทีส่ ดุ – เราจะรูไ้ ด้
อย่างไรว่าเทคโนโลยีใหม่นั้นจะอยู่ยั้งยืนยง?

สฤณี อาชวานันทกุล :: 215

DOG EAR 2 edit.indd 215 3/19/12 8:39 PM


085
The Shallows

Nicholas Carr

ในยุคที่อินเทอร์เน็ตเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำ�วันไป
แล้ว ผู้ใช้เน็ตทั้งหลายปลื้มอกปลื้มใจหรือไม่ก็เสพติด
ประโยชน์ของอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นการทำ�ให้ชีวิต
สะดวกสบายขึ้น ‘รู้’ อะไรๆ มากขึ้น และทำ�งานอย่างมี
ประสิทธิภาพกว่าเดิม จนไม่สงั เกต ‘ราคา’ ทีเ่ ราต้องจ่าย
ไม่ว่าจะเป็นสมาธิที่สั้นลง หรือการอ่านอย่างกวาดตา
มองและฉาบฉวยมากกว่ า ไล่ เ รี ย งที ล ะคำ � อย่ า งพิ นิ จ
พิเคราะห์

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 216

DOG EAR 2 edit.indd 216 3/19/12 8:39 PM


Nicholas Carr นักเขียนด้านเทคโนโลยี เตือนว่า
‘ราคา’ ของอินเทอร์เน็ตนั้นลึกซึ้งและถาวรมากกว่านั้นมาก
เพราะการท่องเว็บเปลี่ยนแบบแผนการทำ�งานของสมอง
โดยที่เราไม่รู้ตัว เขานำ�บทความเรื่อง “Is Google Making
Us Stupid?” ในปี 2008 (อ่านออนไลน์ได้ด้วยการค้นคำ�ว่า
Google บนเว็บ http://www.theatlantic.com/) นำ�บทความ
มาขยายเป็นหนังสือชื่อ The Shallows ซึ่งโปรยปกอย่าง
น่าคิดว่า “อินเทอร์เน็ตกำ�ลังทำ�อะไรกับสมองของเรา”
Carr เปิดเล่มด้วยการตั้งข้อสังเกตว่า เขาตั้งสมาธิ
อ่านอะไรยาวๆ ไม่ได้อีกแล้ว และสงสัยว่าอินเทอร์เน็ตเป็น
ต้นเหตุหรือเปล่า เขาบอกว่า “สมองของผมไม่ใช่แค่เถลไถล
ใจลอย แต่มนั หิวโหย มันเรียกร้องให้ผมป้อนมันแบบเดียวกับ
ทีเ่ น็ตป้อนมัน” ประเด็นหลักของเขาทีอ่ ธิบายอย่างสนุกสนาน
ใน The Shallows คือ ธรรมชาติของอินเทอร์เน็ตทำ�ให้เรา
โง่ลง และถ้าเราอยากเข้าใจและหาวิธีรับมือกับเรื่องนี้จริงๆ
เราก็ควรเข้าใจการค้นพบล่าสุดในสาขาวิทยาศาสตร์สมอง
และย้อนอดีตไปมองว่า ‘เทคโนโลยีทางปัญญา’ ก่อนหน้านี้
สองชนิด คือการเขียนและการพิมพ์ ได้ปรับเปลีย่ นการทำ�งาน
ของสมองมนุษย์ไปอย่างไร และสังคมมีปฏิกิริยาอย่างไรบ้าง

สฤณี อาชวานันทกุล :: 217

DOG EAR 2 edit.indd 217 3/19/12 8:39 PM


Carr ถ่ายทอดเรื่องราวจากอดีตได้อย่างสนุกสนาน
เขาชี้ว่าความกังวลของเราเกี่ยวกับผลกระทบของอินเทอร์-
เน็ตนั้นคล้ายกับความกังวลของชาวกรีกโบราณที่มีต่อการ
เขียน ซึ่งเป็น ‘เทคโนโลยีใหม่’ ในยุคที่วัฒนธรรม ‘มุขปาฐะ’
(การถ่ายทอดขนบธรรมเนียมและความรู้สู่คนรุ่นต่อไปด้วย
ปากเปล่า) ยังเป็นกระแสหลัก ในหนังสือคลาสสิกของเพลโต
เรื่อง The Republic โสเกรติสประกาศว่ากวีนิพนธ์ (ตัวแทน
วัฒนธรรมมุขปาฐะ) “ไม่มีที่ยืนในรัฐที่สมบูรณ์แบบ” เพราะสู้
การเขียนไม่ได้ในแง่ของความสามารถในการถ่ายทอดความ
รูอ้ ย่างเป็นระบบและไม่ตอ้ งอาศัยความจำ�อีกต่อไป ต่อมาอีก
พันปี แท่นพิมพ์ของกูเต็นเบิรก์ ก็เปลีย่ นสังคมไปอย่างไม่มวี นั
หวนคืน ด้วยการสร้างกระแสการอ่านหนังสือที่เปลี่ยนการ
ทำ�งานของจิตมนุษย์ให้เป็น ‘จิตประพันธ์’ (literary mind) ซึง่
เป็นจิตที่มีสติและสมาธิ
ในอดี ต เราเคยถกเถี ย งกั น ว่ า สมองมนุ ษ ย์ เ ป็ น
‘เครื่องจักร’ ที่ทำ�งานตาม ‘พิมพ์เขียว’ ที่ธรรมชาติให้มาแต่
กำ�เนิด หรือเป็น ‘ดินนํ้ามัน’ ที่เปลี่ยนรูปตามพฤติกรรมและ
ประสบการณ์ชีวิต แต่ปัจจุบันวิทยาศาสตร์สมองพิสูจน์จน
สิ้นสงสัยแล้วว่าทั้งสองค่ายนี้ต่างมีส่วนถูก ธรรมชาติมอบ
พิมพ์เขียวตั้งแต่เกิดให้เราก็จริง แต่สมองก็ยืดหยุ่นพอที่จะ
เปลี่ยนแปลงตามการกระทำ�ของเราด้วย Carr อธิบายว่า
ความจำ�ของคนเรามีสองประเภท คือ “ความจำ�ทีก่ �ำ ลังทำ�งาน”
(บทความทีค่ ณ ุ กำ�ลังอ่าน) และ “ความจำ�ระยะยาว” (บทความ

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 218

DOG EAR 2 edit.indd 218 3/19/12 8:39 PM


นั้นพูดว่าอะไรนะ?) ส่วนสำ�คัญของ “การเรียนรู้” คือการ
แปลงความจำ�ที่กำ�ลังทำ�งานให้เป็นความจำ�ระยะยาว และ
ประสิทธิภาพในการเรียนรู้ที่ว่านี้ก็ขึ้นอยู่กับสมาธิ ยิ่งเรามี
สมาธิดีเท่าไร ความจำ�ระยะยาวของเราก็ยิ่งดี และยิ่งความ
จำ�ระยะยาวของเราดี เราก็ยิ่งมีโอกาสคิดความคิดดีๆ ที่
สร้างสรรค์และลึกซึ้งได้
Carr เตือนว่าธรรมชาติของอินเทอร์เน็ตที่ทำ�ให้
เราเสียสมาธิตลอดเวลานั้นกำ�ลังทำ�ให้เราใช้ความคิดอย่าง
ฉาบฉวยกว่าเดิม ทั้งยังไม่ได้ ‘ฉลาดขึ้น’ อย่างที่เราชอบคิด
อินเทอร์เน็ตทำ�ให้เรามีขอ้ มูลล้นหลามก็จริง แต่ขอ้ มูลเหล่านัน้
ไม่มีประโยชน์เลยถ้าเราดูดซับมันอย่างจับจดและไร้ระเบียบ
มีงานวิจยั มากขึน้ เรือ่ ยๆ พิสจู น์ให้เห็นว่าความสามารถในการ
ทำ�หลายอย่างพร้อมกันไม่ได้แปลว่าเราทำ�แต่ละอย่างได้ดขี นึ้
ความจริ ง มั ก จะอยู่ ต รงกั น ข้ า ม ถ้ า คุ ณ อยากรู้ ว่ า การอ่ า น
หนังสือมีคุณูปการอย่างไร กูเกิลทำ�ให้เราฉลาดขึ้นในแง่ไหน
และโง่ลงในแง่ไหน และเหตุใด Carr ถึงได้เป็นกังวลและมองว่า
เรากำ�ลังเปลีย่ นจากนักแสวงหาความรูส้ ว่ นบุคคล เป็นนักล่า
ของป่าในป่าข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ คุณก็ตอ้ งอ่าน The Shallows
– หนั ง สื อ ดี ที่ ม าถู ก ที่ แ ละถู ก เวลาอย่ า งยิ่ ง ในยุ ค ที่ ค นเห่ อ
อินเทอร์เน็ตจนมองไม่เห็น ‘ราคา’ ที่ต้องจ่าย

สฤณี อาชวานันทกุล :: 219

DOG EAR 2 edit.indd 219 3/19/12 8:39 PM


086
The Management Myth

Matthew Stewart

ในบรรดาหนังสือธุรกิจทั้งหลาย ไม่มีอะไรที่จะขายดี
เท่ากับหนังสือจาก ‘กูรูบริหารจัดการ’ ชื่อดังค้างฟ้า
อย่าง Peter Drucker ผูล้ ว่ งลับ Michael Porter หรือ Tom
Peters เจ้าของหนังสือฮิตอย่าง Managing for Results
(Druckers), Competitive Advantage (Porter) และ
In Search of Excellence (Peters) ที่คนหลายล้านคน
ทั่ ว โลกยกย่ อ งว่ า เป็ น ไบเบิ ล ของการบริ ห ารจั ด การ
งานเขียนของกูรูเหล่านี้นอกจากจะทำ�ให้พวกเขาเป็น
เศรษฐี แ ละศาสดาในคราวเดี ย ว มั น ยั ง สร้ า งความ
ชอบธรรมให้กับค่าตัวแสนแพงของ ‘ที่ปรึกษาด้านการ
บริ ห ารจั ด การ’ (management consultant) และค่ า
เล่าเรียนแสนโหดของหลักสูตรบริหารธุรกิจ
วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 220

DOG EAR 2 edit.indd 220 3/19/12 8:39 PM


Matthew Stewart อดีตที่ปรึกษาด้านการบริหาร
จัดการ ผู้ครํ่าหวอดในวงการมากว่า 15 ปี อธิบายอย่าง
แสบสันต์และสนุกสนานใน The Management Myth ว่า วิชา
บริหารจัดการนั้นถึงแม้จะมีประโยชน์ในแง่ที่ช่วย ‘เตือนสติ’
ผู้จัดการว่าอะไรควรทำ�และไม่ควรทำ� แต่มันก็ห่างไกลจาก
การเป็น ‘วิทยาศาสตร์’ อย่างทีก่ รู อู ยากให้เราเชือ่ อยูห่ ลายขุม
Stewart ถ่ายทอดประวัติศาสตร์และมายาคติของ
วงการที่ปรึกษาธุรกิจอย่างมีสีสัน ตั้งแต่ ‘การทดลอง’ ใน
โรงงานของ Frederick Taylor บิ ด าผู้ ใ ห้ กำ � เนิ ด วงการ
‘วิทยาศาสตร์การจัดการ’ ที่ Stewart ตีแผ่ให้เห็นว่าไม่ใช่
‘วิทยาศาสตร์’ (science) จริงๆ เพียงแต่ใช้ ‘วิถวี ทิ ยาศาสตร์’
(scientific method) เท่านัน้ และผลการทดลองอันโด่งดังของ
Taylor ที่บอกว่าวิทยาศาสตร์การจัดการสามารถเพิ่มผลิต-
ภาพของคนงานได้นั้น เอาเข้าจริงก็เป็นเพียงวิทยาศาสตร์
จอมปลอมที่ไม่มีใครทำ�การทดลองซํ้าและยืนยันผลได้อีก
แต่กว่าจะถึงตอนนั้นอิทธิพลของ Taylor ก็พุ่งสูงจนเป็น
รากฐานให้กบั หลักสูตรบริหารธุรกิจชัน้ นำ�หลายแห่ง มี ‘สาวก’
จำ�นวนมาก จนมีน้อยคนที่จะอยากตรวจสอบงานของเขา

สฤณี อาชวานันทกุล :: 221

DOG EAR 2 edit.indd 221 3/19/12 8:39 PM


Stewart เขียนหนังสือด้วยภาษาที่สละสลวย และ
ใช้อุปมาอุปไมยที่เข้าใจง่ายเพื่ออธิบายทฤษฎีและแนวคิดที่
ไร้รูปธรรมจำ�นวนมาก ยกตัวอย่างเช่น เขาเปรียบเทียบว่า
ทฤษฎี “พลัง 5 ประการ” ของ Michael Porter ที่นักศึกษา
วิชาบริหารธุรกิจทุกโรงเรียนต้องเรียนนั้น เป็นกรอบคิดที่จะ
เอาไปประยุกต์ใช้กับอะไรก็ได้ นักเรียนวิชาทำ�ครัวอาจแยก
ปัจจัยต่างๆ ทีเ่ กีย่ วกับการทำ�ครัวมาวางในกรอบของ Porter
และถกเถียงกันว่าควรใส่เรื่องอะไรในกล่องไหน แต่ Stewart
บอกว่า พ่อครัวส่วนใหญ่ “จะรู้สึกได้ทันทีว่าเรื่องนี้เสียเวลา
ทั้งเพ เพราะเจ้ากรอบคิด “พลัง 5 ประการ” นี่ไม่เคยเจียวไข่
เลย”
เนื้อหาใน The Management Myth คือเรื่องราว
สามเรื่องที่ Stewart เล่าสลับกันไปมา ได้แก่ ประวัติศาสตร์
ของ ‘ลัทธิ’ บริหารจัดการ การเติบโตของวิชาบริหารธุรกิจ
ในมหาวิทยาลัย และประสบการณ์อันโชกโชนของตัวเขาเอง
ในวงการที่ปรึกษา มีครบทุกรสชาติทั้งช่วงที่ชีวิตหอมหวาน
และขื่นขม บริษัทที่ปรึกษาที่เขาช่วยก่อตั้งล่มสลายภายใน
เวลาไม่กี่ปีและเชิดเงิน Stewart จนเขาต้องจ้างทนายฟ้อง
บริษัท (น่าเสียดายที่หนังสือเล่มนี้ปิดบังชื่อของบริษัทและ
ทุกคนที่เกี่ยวข้อง)
ประเด็ น หลั ก ของ Stewart ที่ เ ขาแจกแจงอย่ า ง
น่าเชือ่ ถือและวางไม่ลงตลอดเล่มคือ “กรอบคิด” ทีเ่ ป็นจุดขาย
ของกูรทู งั้ หลายนัน้ ถึงทีส่ ดุ แล้วเป็นเรือ่ งเหลวไหลไร้ประโยชน์

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 222

DOG EAR 2 edit.indd 222 3/19/12 8:39 PM


หลักสูตรบริหารธุรกิจของโรงเรียนชั้นนำ�กำ�ลังเดินออกนอก
เส้นทางทีค่ วรจะเดิน และทีป่ รึกษาด้านบริหารจัดการทัง้ หลาย
ไม่ได้ขาย ‘กลยุทธ์’ ที่ใช้การได้และเป็น ‘วิทยาศาสตร์’ แต่
อย่างใด มีแต่ความจริงดาดๆ ที่ผู้บริหารผู้เชี่ยวชาญทุกคนรู้
ดีแก่ใจและทำ�ได้เก่งกว่าโดยไม่ต้องอาศัยคนนอกที่พยายาม
หลอกขายคำ�แนะนำ�ด้วยคำ�พูดสวยหรู Stewart ยํ้าว่า สิ่งที่
ผู้จัดการในอนาคตต้องการไม่ใช่เรื่องเหล่านี้ แต่เป็นผลการ
ศึกษาธุรกิจ วิธีบริหารจัดการ และวัฒนธรรมธุรกิจที่เป็น
ภววิสัยและไม่เหมารวม
เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ทุกคนควรจะเรียนรู้คือ ความ
สำ�เร็จของการบริหารจัดการไม่ได้มาจากพรสวรรค์เหนือ
มนุ ษ ย์ ห รื อ การเฟ้ น หากลเม็ ด ที่ จ ะรี ด เค้ น ผลิ ต ภาพจาก
พนั ก งาน หากแต่ ม าจากความไว้ เ นื้ อ เชื่ อ ใจกั น ของคน
ในองค์กร และ ‘ความลับ’ ของการเป็นผูจ้ ดั การทีด่ นี นั้ ก็ไม่ได้
อยูท่ คี่ วามสามารถในการวาดแผนภูมแิ ละแผนผัง หากแต่อยู่
ที่ความสามารถในการเอาใจเขามาใส่ใจเรา – พูดง่ายๆ คือ
การพยายามทำ�ตัวเป็นคนดีกว่าเดิม.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 223

DOG EAR 2 edit.indd 223 3/19/12 8:39 PM


087
Zilch

Nancy Lublin

ความผั น ผวนและซั บ ซ้ อ นของปั ญ หาต่ า งๆ ทำ � ให้


ศตวรรษที่ 21 เป็นยุคของการ ‘บูรณาการ’ และ ‘แลก
เปลี่ยนเรียนรู้’ ข้ามสาขาอย่างแท้จริง องค์กรไม่แสวง
กำ�ไรจำ�นวนมากมองหาวิธีที่จะนำ�องค์ความรู้จากโลก
ธุ ร กิ จ มาหารายได้ เ พื่ อ สร้ า งความยั่ ง ยื น ทางการเงิ น
ในยุคทีค่ นให้ทนุ เรียกร้องให้ภาคเอ็นจีโอมีความโปร่งใส
และรายงานผลบวกที่สร้างมากกว่าในอดีต ส่วนภาค
ธุ ร กิ จ เองก็ เ ผชิ ญ กั บ แรงกดดั น และเสี ย งเรี ย กร้ อ งให้
‘รับผิดชอบ’ ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังเสียที
หลังจากที่ไม่เคยแบกรับต้นทุนเท่าที่ควร

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 224

DOG EAR 2 edit.indd 224 3/19/12 8:39 PM


Nancy Lublin อธิบายอย่างชัดเจนและสนุกสนานใน
Zilch ว่า ภาคการกุศลและเอ็นจีโอไม่แสวงกำ�ไรเรียนรูท้ กั ษะ
ด้านการตลาดและการบริหารจัดการจากภาคธุรกิจได้ฉันใด
ภาคธุรกิจก็มหี ลายสิง่ ทีเ่ รียนรูไ้ ด้จากภาคการกุศลและเอ็นจีโอ
ไม่แสวงกำ�ไรฉันนั้น หนังสือเล่มนี้โปรยปกว่า “พลังของเลข
ศูนย์ในธุรกิจ” เพือ่ สะท้อนประเด็นหลักที่ Lublin ต้องการจะสือ่
นั่ น คื อ วิ ธี ใ ช้ พ ลั ง ของทรั พ ยากรชนิ ด อื่ น ที่ ไ ม่ ใ ช่ เ งิ น เป็ น
‘คานงัด’ ในการทำ�ธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
มากกว่าเดิม
Lublin เป็นเอ็นจีโอเปี่ยมสปิริตผู้ประกอบการชั้น
แนวหน้าของโลก เธอจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยบราวน์
และนิวยอร์กในอเมริกา และมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดใน
อังกฤษ ก่อตั้งองค์กรไม่แสวงกำ�ไรชื่อ Dress for Success
(http://www.dressforsuccess.org/) ในปี 1997 ด้วยเป้าหมาย
ง่ายๆ ว่า จะช่วยให้ผหู้ ญิงทีม่ รี ายได้นอ้ ยมีเสือ้ สูทหรูดภู มู ฐิ าน
ใส่ไปสอบสัมภาษณ์งาน เพือ่ ช่วยเปิดประตูบานแรกสูโ่ ลกของ
การทำ�งานประจำ� ตั้งแต่ปีที่เริ่มก่อตั้ง Dress for Success
ช่ ว ยผู้ ห ญิ ง ไปแล้ ว มากกว่ า ครึ่ ง ล้ า นคนในสหรั ฐ อเมริ ก า
อังกฤษ ออสเตรเลีย แคนาดา เม็กซิโก โปแลนด์ และอีก

สฤณี อาชวานันทกุล :: 225

DOG EAR 2 edit.indd 225 3/19/12 8:39 PM


หลายประเทศ ขยายขอบข่ายการช่วยเหลือจากเสื้อสูท
เป็นการให้บริการแนะแนวด้านอาชีพครบวงจรสำ�หรับหญิง
ผู้ด้อยโอกาสกว่า 55,000 คนในแต่ละปี ต่อมาในปี 2003
Lublin ก่ อ ตั้ ง องค์ ก รไม่ แ สวงกำ � ไรอี ก แห่ ง หนึ่ ง ชื่ อ Do
Something (http://www.dosomething.org/) และบริหาร
อย่างชาญฉลาดจนกลายเป็นองค์กรไม่แสวงกำ�ไรด้านการ
ระดมอาสาสมัครวัยรุน่ มาขับเคลือ่ นประเด็นทางสังคมทีใ่ หญ่
ที่สุดในอเมริกา
Lublin อธิบายผ่านการยกตัวอย่างมากมายใน Zilch
ว่า องค์กรไม่แสวงกำ�ไรทีป่ ระสบความสำ�เร็จอย่างเช่นองค์กร
ที่เธอก่อตั้งนั้นมีประสิทธิภาพสูงมาก เนื่องจากพวกเขามี
ทรัพยากรน้อยมากหรือไม่มีเลย (zilch) เมื่อเทียบกับธุรกิจ
ที่แสวงกำ�ไร และดังนั้นจึงถูกข้อจำ�กัดบังคับให้ใช้ทรัพยากร
อย่างคุ้มค่าที่สุด ยกตัวอย่างเช่น องค์กรไม่แสวงกำ�ไรชั้นนำ�
มักจะแจกตำ�แหน่งอย่างฟุ่มเฟือยและขี้เล่น (ตำ�แหน่งของ
Lublin ใน Do Something คือ ‘Chief Old Person’) สร้าง
บรรยากาศในการทำ�งานที่สนุกและไม่มีพิธีรีตอง รวมทั้ง
หน้าที่ความรับผิดชอบสำ�คัญๆ เพื่อดึงดูดบัณฑิตจบใหม่
ให้ ม าร่ ว มงาน เธอพบว่ า สิ่ ง เหล่ า นี้ ถ้ า ใช้ อ ย่ า งถู ก วิ ธี แ ละ
ถู ก จั ง หวะก็ ส ามารถสร้ า งแรงจู ง ใจให้ กั บ คนหนุ่ ม สาวได้
มากกว่าเงินเดือนสูงๆ (ซึง่ องค์กรไม่แสวงกำ�ไรมักจะไม่มใี ห้)
เธอบอกว่าบริษัทหลายแห่ง อาทิ กูเกิล และเฟซบุ๊ก ได้นำ�
บทเรียนจากภาคไม่แสวงกำ�ไรไปใช้อย่างได้ผล (ไม่วา่ จะโดย

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 226

DOG EAR 2 edit.indd 226 3/19/12 8:39 PM


ตั้งใจหรือไม่ก็ตาม)
Zilch อัดแน่นไปด้วยตัวอย่างและเคล็ดลับมากมายที่
จะทำ�ให้คนอ่านเข้าใจว่า องค์กรไม่แสวงกำ�ไรที่ประสบความ
สำ�เร็จนัน้ มี ‘วิธคี ดิ ’ และ ‘วิธที �ำ ’ หลายเรือ่ งทีเ่ ป็นประโยชน์ตอ่
นักธุรกิจกระแสหลัก โดยเฉพาะนักธุรกิจขนาดกลางและ
ขนาดย่ อ มที่ ประสบปั ญ หาทางการเงิ น ในภาวะเศรษฐกิ จ
ถดถอย แต่นึกอะไรไม่ค่อยออกนอกจาก ‘รัดเข็มขัด’ (ลด
ต้นทุน) ในด้านต่างๆ เพราะไม่ชินกับการทำ�อะไรโดยไม่ใช้
เงิน อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วคุณจะเข้าใจว่า จะสร้าง ‘แบรนด์’
โดยไม่ต้องเสียเงินโฆษณาแพงๆ ได้อย่างไร จะดึงดูดให้
มืออาชีพเก่งๆ สมัครใจอาสามาช่วยงานเพือ่ สังคมได้อย่างไร
และเหตุใด Lublin จึงประกาศว่า ถึงเวลาแล้วที่โลกธุรกิจ
จะเลิกเรียกร้องแบบเหมารวมให้ภาคไม่แสวงกำ�ไร “เริม่ ทำ�ตัว
เหมือนกับธุรกิจ” เพราะเธอชี้ให้เห็นว่าองค์กรไม่แสวงกำ�ไร
ชั้นนำ�นั้นเป็น “ผู้ประกอบการ” ที่เก่งกาจอยู่แล้วอย่างไรบ้าง
หนึง่ ในข้อแนะนำ�ที่ Lublin มอบให้กบั ผูป้ ระกอบการ
ในโลกธุรกิจคือ “ออกไปพิสูจน์ให้เห็นว่าทำ�ไมคนถึงจะอยาก
ใช้ผลิตภัณฑ์ของคุณ ทำ�ความเข้าใจว่าแผนของคุณจะเปลีย่ น
เป็นล้านๆ ครั้ง และจงตระหนักว่า กิจการใหม่ที่จะไปได้สวย
นั้นไม่ได้อยู่ที่การวางแผน แต่อยู่ที่การกัดฟันลงมือทำ�อย่าง
ไม่ลดละต่างหาก”

สฤณี อาชวานันทกุล :: 227

DOG EAR 2 edit.indd 227 3/19/12 8:39 PM


088
The Good Man Jesus and
the Scoundrel Christ

Phillip Pullman

ตั้ ง แต่ ต อนแรกของคอลั ม น์ นี้ ผู้ เ ขี ย นตั้ ง ใจว่ า จะไม่


แนะนำ�หนังสือนิยาย เลือกแต่หนังสือสารคดีเพื่อให้
เข้ า กั บ ขอบเขต(ที่ คิ ด ว่ า เป็ น )ความสนใจของผู้ อ่ า น
ประชาชาติธุรกิจ แต่เนื่องจากนิยายบางเรื่องทั้งดีและ
ได้สาระไม่แพ้สารคดี ผู้เขียนคิดว่าการแนะนำ�หนังสือ
นิยายทีเ่ ข้าข่ายนีก้ ไ็ ม่นา่ จะผิดกติกาทีต่ งั้ เองแต่อย่างใด

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 228

DOG EAR 2 edit.indd 228 3/19/12 8:39 PM


นิยายเรือ่ ง The Good Man Jesus and the Scoun-
drel Christ โดย Philip Pullman นักเขียนผู้โด่งดังจากนิยาย
แฟนตาซีชุด His Dark Materials ทั้งอ่านสนุก ทำ�ให้ฉุกคิด
และกระตุ้นให้เราตรวจสอบความเชื่อทางศาสนาของตัวเอง
อย่างทรงพลังไม่แพ้การอ่านพระคัมภีร์ไบเบิลที่ Pullman
หยิบมาตีความใหม่
ตั้งแต่ชื่อก็บอกแล้วว่า The Good Man Jesus and
the Scoundrel Christ ไม่ใช่ประวัติพระเยซูที่เราคุ้นเคย
– Pullman บอกเราว่าที่จริงพระเยซู (Jesus) มีฝาแฝดชื่อ
ไครส์ต์ (Christ) ซึ่งเป็นชื่อเล่นที่แม่คือแมรีตั้งให้ เราไม่เคยรู้
ชื่อจริงของเขา พระเยซูในหนังสือเล่มนี้คือนักบวชที่ถูกตรึง
กางเขนตามคัมภีร์ไบเบิล ในขณะที่ไครส์ต์ตัดสินใจลบตัวตน
ของตัวเองออกจากประวัติศาสตร์ แต่มีอิทธิพลต่อศาสนา
คริสต์มากกว่าแฝดพี่ของเขาหลายเท่าในฐานะ ‘ผู้เล่าเรื่อง’
ของพระเยซู ไครส์ต์เติมอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ลงไปในประวัติ
พระเยซูให้เขาดูมีมนต์ขลังและศักดิ์สิทธิ์ เช่น คัมภีร์ไบเบิล
บอกว่าพระเยซูเสกนํ้าเปล่าเป็นเหล้าองุ่นในงานแต่งงานที่
เมืองคานา ทั้งที่พระเยซูเพียงแต่บอกเจ้าภาพว่าให้นำ�เหล้า
องุ่นที่เก็บซ่อนเอาไว้ออกมาเลี้ยงแขกเท่านั้น

สฤณี อาชวานันทกุล :: 229

DOG EAR 2 edit.indd 229 3/19/12 8:39 PM


เรา ‘รู้’ ว่าไครส์ต์แต่งเติมประวัติพระเยซูอย่างไร
เพราะเรารู้ว่าคัมภีร์ไบเบิลซึ่งเป็นมรดกตกทอดของไครส์ต์
นั้นแตกต่างจาก ‘เรื่องจริง’ ใน The Good Man Jesus and
the Scoundrel Christ อย่างไร นั่นหมายความว่าใครก็ตาม
ที่คุ้นเคยกับคัมภีร์ไบเบิลจะเข้าใจและน่าจะสนุกกับหนังสือ
เล่มนี้มากกว่าคนที่ไม่คุ้นเคย แต่แม้แต่คนที่รู้เรื่องศาสนา
คริสต์งูๆ ปลาๆ อย่างผู้เขียนก็ยังอ่านหนังสือเล่มนี้อย่างวาง
ไม่ลงตลอดเล่ม มองไม่เห็นความแตกต่างระหว่างเหตุการณ์
ในหนังสือกับเนือ้ หาในคัมภีรไ์ บเบิลทุกตอน แต่กเ็ ข้าใจ ‘สาร’
หลักที่ Pullman ต้องการจะสื่อ – ไครส์ต์ยอมทิ้งร่องรอยของ
ตัวเอง เพื่อยกระดับภาพลักษณ์และสารหลักของพระเยซู
จากนักบวชเร่ร่อนที่พรํ่าสอนให้ผู้คนใช้ชีวิตในชาตินี้อย่าง
ดีงาม และปฏิบตั ติ อ่ กันและกันด้วยความยุตธิ รรมและความรัก
กลายเป็นผูน้ �ำ ทางจิตวิญญาณทีเ่ รียกร้องให้คนมองข้ามความ
ทุกข์ทรมานในโลกนี้เพื่อชีวิตที่ดีกว่าในโลกหน้า
ไครส์ ต์ ไ ม่ ไ ด้ คิ ด ออกเองว่ า เขาควรจะมี บ ทบาท
อย่างไรและบิดผันบทบาทของพระเยซูใหม่อย่างไร คนที่
ชักจูงให้เขาตัดสินใจทำ�อย่างนั้นคือบุรุษลึกลับนาม ‘ชาย
แปลกหน้า’ ผูก้ ลายมาเป็นพีเ่ ลีย้ งของไครส์ตโ์ ดยปริยาย ชาย
แปลกหน้าดูจะเป็นสมาชิกของกลุ่มคนที่สมคบคิดกันฉวยใช้
ความนิยมชมชอบในตัวพระเยซูเป็นเครื่องมือสร้างสถาบันค
ริสตจักร ด้วยการยืมมือและปลายปากกาของไครส์ตบ์ ดิ เบือน
ประวัติของเขาจากนักบวชติดดินให้กลายเป็น ‘บุตรของ

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 230

DOG EAR 2 edit.indd 230 3/19/12 8:39 PM


พระเจ้า’
ใครทีเ่ คยอ่านนิยายชุด His Dark Materials มาก่อน
จะคุน้ เคยกับมุมมองของ Pullman ทีไ่ ม่ชอบวิธี “ผูกขาดความ
ดีและความจริง” ของคริสตจักร และในแง่นขี้ อ้ ด้อยของนิยาย
ชุดนั้นก็เป็นข้อด้อยของ The Good Man Jesus and the
Scoundrel Christ เช่นกัน กล่าวคือ บางครั้งเขายืมปากของ
พระเยซูเป็นกระบอกเสียงประณามกรณีออื้ ฉาวของคริสตจักร
ในยุคของคนอ่าน ราวกับพระเยซูหยัง่ รูอ้ นาคต บทพูดเหล่านี้
นอกจากจะไม่แนบเนียนแล้วยัง ‘เลีย่ น’ เกินไปอีกด้วย โชคดี
ที่ไม่ถี่จนทำ�ให้คนอ่านหมดสนุก
แน่นอนว่าการนำ�คัมภีรไ์ บเบิลมาเล่าใหม่วา่ เป็นเพียง
‘เรื่ อ งแต่ ง ’ ส่ ง ผลให้ ช าวคริ ส ต์ ผู้ เ คร่ ง ศาสนาจำ � นวนมาก
ไม่พอใจ และ Pullman ก็ได้รับจดหมายขู่ฆ่าแล้วจำ�นวนมาก
ซึง่ ก็เป็นเรือ่ งน่าเสียดาย เพราะ The Good Man Jesus and
the Scoundrel Christ เป็นหนังสือดีที่จะทำ�ให้ทุกคน ไม่ว่า
จะนับถือศาสนาคริสต์หรือไม่ ได้ทบทวนความเชื่อส่วนตัว
เกี่ยวกับ ‘ความดี’ และ ‘ความเลว’ และครุ่นคิดอย่างจริงจัง
ถึ ง สารที่ Pullman ฝากเราว่ า ‘สั จ ธรรม’ คื อ อะไร และ
ประวัติศาสตร์ที่ปราศจากการตีความนั้นมีอยู่จริงหรือไม่.

หมายเหตุ: หนังสือเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “The Myths” ซึ่งสำ�นักพิมพ์


Canongate Books ว่าจ้างนักเขียนขายดีให้หยิบตำ�นานคลาสสิกมาเล่าใหม่จาก
มุมมองสมัยใหม่หรือหลังสมัยใหม่

สฤณี อาชวานันทกุล :: 231

DOG EAR 2 edit.indd 231 3/19/12 8:39 PM


089
The Trouble with Physics

Lee Smolin

ในบรรดาหนังสือสารคดีทั้งหมด หนังสือที่ได้รับความ
นิยมสูงมากคือหนังสือวิทยาศาสตร์ที่เขียนให้คนทั่วไป
เข้าใจ หรือที่เรียกว่า ‘pop science’ ซึ่งมีให้เลือกหลาย
ร้ อ ยหลายพั น ปกในแต่ ล ะปี แต่ ใ นจำ � นวนนี้ มี เ พี ย ง
หยิบมือเดียวที่ไม่เน้นการอธิบายทฤษฎี แต่เน้นการ
อธิบาย ‘ปัญหา’ ของทั้งทฤษฎีและวงการวิทยาศาสตร์
ในโลกจริง

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 232

DOG EAR 2 edit.indd 232 3/19/12 8:39 PM


Lee Smolin นักฟิสกิ ส์เชิงทฤษฎีจากสถาบัน Perime-
ter Institute for Theoretical Physics ในแคนานา อธิบาย
ปัญหาต่างๆ ในวงการของเขาอย่างแจ่มชัดและสนุกสนาน
ใน The Trouble with Physics เริ่มจากประวัติความเป็นมา
ของ “ทฤษฎีสนามรวม” (unified field theory) และ “ทฤษฎี
เส้นเชือก” (string theory) ซึ่งเป็นกระบวนทัศน์กระแสหลัก
ในปัจจุบัน
ทฤษฎีเส้นเชือกบอกว่า เอกภพของเรามีถึงเก้ามิติ
คือสามมิติที่เรามองเห็น และอีกหกมิติที่เรามองไม่เห็น ส่วน
อนุภาคมูลฐาน (fundamental particle) นั้นแท้จริงแล้วไม่ใช่
‘จุด’ ขนาดจิ๋ว หากแต่เป็น ‘บ่วง’ ที่เกิดจากการแกว่งตัวของ
เส้น และเส้นต่างหากทีเ่ ป็นหน่วยย่อยทีส่ ดุ ของทุกสิง่ ทุกอย่าง
ในเอกภพ มิหนำ�ซํ้ารูปร่างลักษณะของเส้นที่ว่านี้ก็แปรผัน
ไปตามเรขาคณิ ต ของพื้ น ที่ ที่ มั น อยู่ เส้ น อาจเป็ น ห่ ว งปิ ด
มีเงื่อนปม หรือปลายเปิดก็ได้ Smolin บอกว่าถ้าหากเรา
สามารถผนวกรวมสมมุตฐิ านต่างๆ เข้าด้วยกันจนเป็นทฤษฎี
เส้นเชือกทีส่ มบูรณ์ ในทีส่ ดุ เราก็จะเข้าใจทุกแง่มมุ ของเอกภพ
ความสนุ ก และน่ า สนใจของ The Trouble with
Physics อยู่ในอรรถาธิบายของ Smolin ที่ใช้อุปมาอุปไมย

สฤณี อาชวานันทกุล :: 233

DOG EAR 2 edit.indd 233 3/19/12 8:39 PM


มากมายให้เข้าใจง่ายว่า มีปรากฏการณ์มากมายที่เรารู้แต่
ยังไม่เข้าใจ แถมยังไม่มีวิธีทดลองหรือทดสอบว่าทฤษฎีนั้น
ถูกหรือผิดด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในเมื่อกาแล็กซีหมุนเร็วกว่า
อั ต ราที่ ค วรเป็ น ถ้ า คำ � นวณจากมวลของดาวทั้ ง หมดใน
กาแล็กซี นักวิทยาศาสตร์จึงบอกว่าน่าจะมี ‘สสารมืด’ (dark
matter) ที่ไม่ทำ�ปฏิกิริยากับแสงและดังนั้นจึงตรวจจับไม่ได้
มวลของสสารมืดนี้คิดเป็นร้อยละ 96 ของสสารทั้งหมดใน
เอกภพ อีกกรณีที่คล้ายกันคือ ในเมื่อจักรวาลกำ�ลังขยายตัว
ในอัตราเร่งแทนที่จะช้าลงตามทฤษฎี นักวิทยาศาสตร์จึง
บอกว่าจักรวาลต้องมี ‘พลังมืด’ (dark energy) แน่ๆ ทัง้ หมดนี้
หมายความว่ า ประสบการณ์ ข องมนุ ษ ย์ ถู ก จำ � กั ด อยู่ เ พี ย ง
ร้อยละ 4 ของสสารทั้งหมด และสามมิติจากเก้ามิติที่ทฤษฎี
เส้นเชือกบอก แปลว่ายังมีปริศนาจำ�นวนมากทีร่ อให้นกั ฟิสกิ ส์
มาค้นพบ
ในสถานการณ์ที่น่าจะเป็นเรื่องดีสำ�หรับนักวิทยา-
ศาสตร์ Smolin บอกว่าวงการฟิสิกส์กลับไม่มีความก้าวหน้า
ใดๆ ในช่วง 30 ปีทผี่ า่ นมา เขาอุทศิ ครึง่ หลังของหนังสือให้กบั
การหาสาเหตุของภาวะทีน่ า่ หดหูน่ ี้ โดยเริม่ ต้นจากการบอกว่า
โลกเรามีนักวิทยาศาสตร์อยู่สองแบบ คือแบบนักปรัชญา
กับแบบนักเทคนิค อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เป็นนักวิทยาศาสตร์
แบบนักปรัชญาเพราะเขาอยาก ‘เข้าใจ’ เอกภพ ส่วนริชาร์ด
ไฟน์แมน เป็นนักวิทยาศาสตร์แบบนักเทคนิคเพราะเขา
อยากรู้ว่าเอกภพทำ�งาน ‘อย่างไร’ มากกว่า

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 234

DOG EAR 2 edit.indd 234 3/19/12 8:39 PM


Smolin บอกว่านักวิทยาศาสตร์ทั้งสองแบบต่าง
มีคุณค่าในตัวเอง นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เป็นนักเทคนิค
ไม่ ใ ช่ นั ก ปรั ช ญา เพราะนั ก ปรั ช ญาชั้ น ยอดจะต้ อ งมี มั น
สมองที่ฉลาดปราดเปรื่องกว่าคนทั่วไปมาก ปัญหาคือระบบ
ค่าตอบแทนในสถาบันการศึกษาปัจจุบันเอื้อประโยชน์ให้กับ
นักเทคนิคมากกว่า เพราะ ‘ผลผลิต’ ของพวกเขาวัดง่ายกว่า
ผลผลิตของนักวิทยาศาสตร์เชิงปรัชญามาก โดยธรรมชาติ
เราจะรูค้ ณ ุ ภาพของนักวิทยาศาสตร์เชิงปรัชญาทีค่ ดิ ลึกจริงๆ
ก็ตอ่ เมือ่ เวลาผ่านไปแล้วเป็นศตวรรษเท่านัน้ (เมือ่ เทคโนโลยี
พัฒนาไปมากพอที่จะทดสอบทฤษฎีได้) แต่ผู้บริหารสถาบัน
การศึกษารอไม่ได้ ดังนั้นจึงไม่สนับสนุนนักวิทยาศาสตร์
เชิงปรัชญา รวมทั้งไม่สนับสนุนนักวิทยาศาสตร์เชิงเทคนิค
ที่เก่งแต่สนใจความคิดนอกกระแสด้วย เพราะไม่แน่ใจว่าจะ
คืนทุนได้คุ้มค่าหรือไม่ Smolin บอกว่า ในเมื่อความคิดที่
เปลีย่ นโลกล้วนมาจากนักคิดทีล่ กึ ซึง้ ตลอดมา การทีพ่ วกเขา
ไม่ได้รับการสนับสนุนก็เป็นคำ�อธิบายที่ดีว่า เหตุใดวงการ
ฟิสิกส์จึงไม่มีความคิดที่เปลี่ยนโลกมานานหลายสิบปี และ
เหตุใดจึงจะไม่มีไปอีกนาน
ถึงแม้ว่า The Trouble with Physics จะอ่านยาก
เป็นบางช่วง โดยรวมก็เป็นหนังสืออ่านสนุกที่ทำ�ให้คนอ่าน
เข้าใจตัง้ แต่ทมี่ าของทฤษฎีเส้นเชือก ลักษณะของ ‘ทฤษฎีทดี่ ’ี
ไปจนถึงปัญหาของวงการฟิสิกส์ในปัจจุบัน.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 235

DOG EAR 2 edit.indd 235 3/19/12 8:39 PM


090
The $12 Million Stuffed Shark

Don Thompson

ในบรรดาธุรกิจทัง้ หลายในโลก ธุรกิจทีส่ ร้างความพิศวง


งงงวยให้กับนักเศรษฐศาสตร์และคนอื่นไม่เสื่อมคลาย
คือธุรกิจการประมูลงานศิลปะ โดยเฉพาะงานใหญ่ที่
มหาเศรษฐีแข่งกันทุ่มเงินซื้อหลายร้อยหลายพันล้าน
บาท ทำ�ให้หลายคนข้องใจว่า งานศิลปะที่คนแข่งกัน
ประมูลนั้นคุ้มค่าเงินขนาดนั้นจริงหรือ

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 236

DOG EAR 2 edit.indd 236 3/19/12 8:39 PM


หนังสืออ่านสนุกเรือ่ ง The $12 Million Stuffed Shark
โดยนักเศรษฐศาสตร์นาม Don Thompson ไม่ตอบคำ�ถามนี้
ตรงๆ แต่ก็ช่วยให้เราทำ�ความเข้าใจกับวงการที่คนส่วนใหญ่
รับรู้แต่จากพาดหัวข่าวเท่านั้น
ชื่อหนังสือเล่มนี้หมายถึงราคาของปลาฉลามเสือ
สตัฟฟ์ในตูย้ กั ษ์ ผลงานของ Damien Hirst ศิลปินชาวอังกฤษ
ผูโ้ ด่งดัง เขาตัง้ ชือ่ งานปี 1991 ชิน้ นีว้ า่ “ความเป็นไปไม่ได้ทาง
กายภาพของความตาย ในความรู้สึกของคนที่ยังมีชีวิตอยู่”
(The Physical Impossibility of Death in the Mind of Someone
Living) Thompson อธิบายว่าการตั้งชื่องานให้น่าสนใจ
การได้ ไ ปแสดงในพิ พิ ธ ภั ณ ฑ์ ชั้ น นำ � ตลอดจน ‘โปรไฟล์ ’
ของนักสะสมทีซ่ อื้ งานนัน้ ไปล้วนเป็นปัจจัยทีเ่ พิม่ มูลค่าให้กบั
งานศิลปะราคาแพงทั้งสิ้น
Thompson พาเราไปรูจ้ กั กับศิลปิน ดีลเลอร์ แกลอรี
และนักสะสมที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลก ไม่ว่าจะเป็น Andy
Warhol, Charles Saatchi, Larry Gagosian ฯลฯ รวมไปถึง
กระบวนการทำ�ธุรกิจของ Christie’s และ Sotheby’s สอง
บริษัทประมูลคู่รักคู่แค้น เขาชี้ให้เห็นว่าเงินหลายสิบล้าน
เหรียญอาจฟังดูเยอะ แต่ถ้าเทียบกับรายได้กว่า 500 ล้าน

สฤณี อาชวานันทกุล :: 237

DOG EAR 2 edit.indd 237 3/19/12 8:39 PM


เหรียญต่อปีที่เป็นเรื่องธรรมดาในโลกการเงิน โดยเฉพาะ
ผู้จัดการกองทุนเก็งกำ�ไรระยะสั้น (เฮดจ์ฟันด์) เงินจำ�นวนนี้
ก็เท่ากับค่าแรงเพียงไม่กี่วันเท่านั้น นอกจากนี้ ตลาดศิลปะ
สมัยใหม่ทั้งตลาดก็มีมูลค่าเพียง 20,000 ล้านเหรียญต่อปี
เท่ากับยอดขายรายปีของไนกี้เพียงบริษัทเดียว
Thompson อธิบายโลกของศิลปะราคาแพงอย่าง
น่าติดตามตลอดเล่ม เขาชีว้ า่ งานศิลปะของศิลปินเอกทีล่ ว่ งลับ
ไปแล้วนั้นมีราคาแพงตามหลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐาน เพราะ
ไม่มที างทีใ่ ครจะผลิตภาพวาดของ Rembrandt หรือ Botticelli
ได้อีก เมื่อไม่มีทางเพิ่มอุปทานขณะที่อุปสงค์มีมากขึ้น (โดย
เฉพาะจากเศรษฐีใหม่ชาวจีนและอินเดียทีอ่ ยากแสดงรสนิยม
หรืออวดรวย) ราคาก็ย่อมแพงขึ้นเป็นเงาตามตัว ส่วนงาน
ศิลปะร่วมสมัยจากศิลปินที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีราคาแพงขึ้น
เพราะการโฆษณาประชาสัมพันธ์ การสร้าง ‘ยี่ห้อ’ และการ
แข่งขัน โดยเฉพาะการแข่งกันประมูลในงานใหญ่ที่จัดโดย
Christie’s หรือ Sotheby’s
ราคาชนะประมูลทีแ่ พงลิบลิว่ ของงานศิลปะร่วมสมัย
ทำ�ให้ใครต่อใครข้องใจ เพราะหลายชิ้นเป็นที่ถกเถียงว่าเป็น
‘ศิลปะ’ ตรงไหน (ผลงานชิน้ หนึง่ ของ Tracey Emin ศิลปินดัง
ชาวอังกฤษ คือเตียงและขยะข้างเตียงของเธอ ส่วนงาน
ชิ้นแรกๆ ที่ทำ�ให้ Jeff Koons โด่งดัง คือการนำ�เอาเครื่อง
ดูดฝุน่ มาใส่ตโู้ ชว์) และบางชิน้ ก็ไม่ได้เป็น ‘ฝีมอื ’ ของศิลปินเอง
ด้วยซํ้าไป ศิลปินชื่อดังหลายคนอย่าง Jeff Koons และ

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 238

DOG EAR 2 edit.indd 238 3/19/12 8:39 PM


Damien Hirst มี ‘ลูกทีม’ นับสิบคนทำ�งานให้ พวกเขาเพียง
แต่เป็นคนต้นคิดเท่านัน้ Thompson อธิบายว่ามูลค่าของงาน
เหล่านี้ส่วนหนึ่งมาจากการสร้าง ‘ยี่ห้อ’ ของตัวศิลปินให้ติด
ตลาด เช่น Emin ประชาสัมพันธ์ตวั เองตลอดเวลาและมีภาพ
เมาหลุดออกสื่ออยู่เนืองๆ จนได้รับสมญาว่าเป็น ‘bad girl’
แห่งวงการ
ตอนที่ ผู้ เ ขี ย นชอบมากในหนั ง สื อ เล่ ม นี้ คื อ ตอนที่
Thompson อธิบายกลเม็ดแข่งขันอย่างชิงไหวชิงพริบระหว่าง
Christie’s กับ Sotheby’s และแกลอรีใหญ่ วิธกี ารประมูล โดย
เฉพาะเคล็ดลับการดึงดูดความสนใจจากนักสะสมและผู้ชม
ในห้อง และตอนที่เขาอธิบายความเชื่อมโยงระหว่างการ
ประมูลงานศิลปะชิ้นใหม่หมาด (‘ตลาดแรก’) กับการซื้อขาย
เปลี่ยนมือต่อมาใน ‘ตลาดรอง’ (บริษัทประมูลยักษ์ใหญ่จะ
มีฝ่ายที่คอยติดตามข่าวมรณภาพของมหาเศรษฐีนักสะสม
เพื่อที่จะได้ไปติดต่อขอจัดประมูลงานศิลปะในครอบครอง
ทันทีที่เขาล่วงลับ)
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเหล่านี้ทำ�ให้ The $12 Million
Stuffed Shark เป็นหนังสือที่น่าอ่านสำ�หรับทุกคนที่สนใจว่า
วงการศิลปะราคาแพง ‘ทำ�งาน’ อย่างไร ถึงแม้จะไม่ได้อธิบาย
ว่า งานศิลปะเหล่านี้มี ‘คุณค่า’ ในตัวเองนอกจากเปลือก
‘ยี่ห้อ’ ของผู้ที่เกี่ยวข้องกับมันหรือไม่.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 239

DOG EAR 2 edit.indd 239 3/19/12 8:39 PM


091
The New Capitalist Manifesto

Umair Haque

วิกฤตการเงิน วิกฤตสิ่งแวดล้อม วิกฤตพลังงาน และ


วิกฤตความเชื่อมั่นของประชาชน ล้วนเป็นวิกฤตใหญ่
ทีเ่ กิดขึน
้ พร้อมกันหลังศตวรรษที่ 21 เปิดฉากได้ไม่นาน
และในเมื่อพฤติกรรมของภาคธุรกิจเป็นสาเหตุสำ�คัญ
ของวิกฤตเหล่านี้ ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่นักคิดจำ�นวน
มากขึ้ น เรื่ อ ยๆ กำ � ลั ง ทุ่ ม เทมั น สมองให้ กั บ การ
จินตนาการว่า “ทุนนิยมโฉมใหม่” ควรจะมีหน้าตาเป็น
เช่นใด

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 240

DOG EAR 2 edit.indd 240 3/19/12 8:39 PM


Umair Haque อาจารย์ประจำ�คณะบริหารธุรกิจ
มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ไม่เพียงแต่อธิบายปัญหาของทุนนิยม
ทีผ่ า่ นมาได้อย่างแจ่มชัด หากยังฉายภาพ “ทุนนิยมโฉมใหม่”
ได้อย่างชัดเจนไม่แพ้กัน ในหนังสือชื่อ The New Capitalist
Manifesto
Haque บอกว่าทุนนิยมที่ผ่านมาสร้างปัญหาให้กับ
สังคมเพราะยัง “หมกมุ่นอยู่กับวัตถุและเงิน” ในโลกที่ความ
เสื่อมด้านทรัพยากรและศีลธรรมเรียกร้องให้นักธุรกิจ “ใส่ใจ
และดูแล” ผู้มีส่วนได้เสียฝ่ายต่างๆ ปัญหาของเศรษฐกิจโลก
ในปัจจุบันคือ เรายังใช้กฎกติกาชุดเดิมที่ถูกออกแบบมา
ตัง้ แต่ครัง้ ทีธ่ รรมชาติยงั อุดมสมบูรณ์ เป็นกฎทีเ่ หมาะสำ�หรับ
กำ�กับการล่าสัตว์ สถาบันทางเศรษฐกิจล้วนถูกออกแบบ
มาเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการล่า จับคู่นายพรานที่เก่งที่สุด
เข้ากับสัตว์ตัวใหญ่ที่สุดเพื่อรับประกันว่าจะได้เนื้อมากที่สุด
ในโลกในอดีตซึ่งเป็นโลกใบใหญ่ที่มีเสถียรภาพ นายพราน
สามารถ ‘หยิบยืม’ ผลประโยชน์จากลูกหลานในอนาคตและ
สร้างผลกระทบภายนอกเชิงลบ (externalities) ได้โดยไม่ตอ้ ง
สนใจว่าใครจะจ่าย แต่ในโลกใบเล็กอันเปราะบางและผันผวน
ทรัพยากรก็จวนเจียนจะหมด กฎเกณฑ์ของการล่าสัตว์จะต้อง

สฤณี อาชวานันทกุล :: 241

DOG EAR 2 edit.indd 241 3/19/12 8:39 PM


ถูกแทนทีด่ ว้ ยกฎเกณฑ์ของการดูแลเรืออพยพ ก่อนทีจ่ ะเกิด
วิกฤตซํ้าซ้อนและหายนะในที่สุด
ปั ญ หาที่ Haque ชี้ ใ ห้ เ ห็ น คื อ โลกยั ง ไม่ เ ปลี่ ย น
กฎเกณฑ์ของการล่าสัตว์ให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ที่โลก
กลายเป็นเรืออพยพไปแล้ว แต่เขาก็อธิบายอย่างชัดเจนว่า
บริษัทกำ�ลังถูกกดดันให้ปรับตัวมากขึ้นเรื่อยๆ และบริษัท
จำ�นวนไม่นอ้ ยทีป่ รับตัวไปแล้วก็สามารถสร้างความได้เปรียบ
ในการแข่งขัน Haque มองว่า เป้าหมายของบริษทั ยุคศตวรรษ
ที่ 21 คือการสร้างสิง่ ทีเ่ ขาเรียกว่า ‘คุณค่าหนา’ (thick value)
นั่นคือ คุณค่าที่มีความหมายต่อผู้คน ยั่งยืน และพอกพูน
ตัวเองได้ ไม่ใช่ ‘คุณค่าบาง’ ของบริษัทยุคศตวรรษที่ 20 ซึ่ง
มักจะเป็นคุณค่าจอมปลอมที่ไม่ยั่งยืน เพราะสร้างจากการ
หลอกลวงหรือเอาเปรียบผูบ้ ริโภค ชุมชน หรือสังคม บริษทั ที่
สร้าง ‘คุณค่าหนา’ ในมุมมองของ Haque คือบริษทั ทีม่ งุ่ สร้าง
การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับชีวิตของผู้คน ไม่ใช่แค่ผลิต
สินค้าที่แตกต่างจากคู่แข่งเท่านั้น
The New Capitalist Manifesto อธิบายความแตกต่าง
ระหว่างบริษัทยุคศตวรรษที่ 20 กับบริษัทในทุนนิยมโฉม
ใหม่อย่างชัดเจน เช่น ด้านการดูแลสิ่งแวดล้อม บริษัทอย่าง
Interface (ผู้ผลิตพรม) และ Nike (รองเท้ากีฬา) ได้ปรับ
เปลีย่ นกระบวนการผลิตให้ “เป็นกลางทางนิเวศ” คือไม่สร้าง
ผลกระทบสุทธิเป็นลบต่อระบบนิเวศ ด้วยวิธีใช้การตลาดซํ้า
(remarketing หมายถึงการวางตลาดสินค้าที่ผลิตจากวัสดุ
ใช้แล้ว) การผลิตซาํ้ (reproduction เช่น นำ�สินค้าใช้แล้วของ

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 242

DOG EAR 2 edit.indd 242 3/19/12 8:39 PM


คูแ่ ข่งมาผลิตใหม่) และโลจิสติกส์สวนทาง (reverse logistics
หมายถึงโลจิสติกส์จากกองขยะ เพื่อนำ�สินค้าที่คนทิ้งแล้ว
กลับมาผลิตใหม่)
ด้านการดูแลผู้บริโภค Haque บอกว่าบริษัทยุค
ศตวรรษที่ 20 เน้นการหาวิธีขายของด้วยทัศนคติ “จงซื้อสิ่ง
ที่เราผลิต” แต่บริษัทยุคศตวรรษใหม่ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล
ที่สุดเน้นการให้ผู้บริโภคและผู้มีส่วนได้เสียต่างๆ เข้ามามี
ส่วนร่วมตั้งแต่กระบวนการออกแบบผลิตภัณฑ์ กลับทิศ
กระบวนการจากบนลงล่างเป็นจากล่างขึ้นบน ด้วยทัศนคติ
“ขอเชิญมาร่วมพูดคุยกับเราว่าคุณอยากได้อะไร” Haque ชีว้ า่
“ประชาธิปไตยของผู้ถือหุ้น” ที่ครอบงำ�บริษัทแบบดั้งเดิม
นั้นทำ�แบบนี้ไม่ได้ เพราะกีดกันไม่ให้ผู้มีส่วนได้เสียฝ่ายอื่นมี
ส่ ว นร่ ว ม เขายกตั ว อย่ า งบริ ษั ท Lego (ผู้ ผ ลิ ต ของเล่ น )
Threadless (ทีเชิต้ ) Jelli (วิทยุ) Starbucks (กาแฟ) Frito-Lay
(มันฝรั่งกรอบ) และ Wikipedia (สารานุกรมเสรี) ว่าเป็น
ตัวอย่างขององค์กรที่ปรับตัวไปแล้ว ผลลัพธ์คือผลิตภัณฑ์
ไม่เพียงแต่เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค แต่องค์กรเหล่านี้ยัง
ตัดสินใจได้ดีขึ้นและเร็วขึ้นอีกด้วย
ถ้าคุณอยากรูว้ า่ ‘หน่ออ่อน’ ของทุนนิยมโฉมใหม่ทมี่ ี
หัวใจกว่าเดิมนัน้ เป็นอย่างไร “ความได้เปรียบเชิงสร้างสรรค์”
(constructive advantage) นั้นดีกว่า “ความได้เปรียบเชิง
แข่งขัน” (competitive advantage) อย่างไร – The New Capi-
talist Manifesto ก็เป็นหนังสือที่ผู้เขียนมั่นใจว่า ‘ต้องอ่าน’
ด้วยประการทั้งปวง.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 243

DOG EAR 2 edit.indd 243 3/19/12 8:39 PM


092
How to Understand Israel
in 60 Days or Less

Sarah Glidden

ผู้ เ ขี ย นเคยแนะนำ � ‘การ์ ตู น สารคดี ’ ที่ โ ปรดปราน


ไปแล้ ว หลายเล่ ม ตั้ ง แต่ The Photographer ไป
จนถึง Footnotes in Gaza การ์ตูนเกี่ยวกับสงคราม
ที่วางไม่ลงจนจบเล่ม

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 244

DOG EAR 2 edit.indd 244 3/19/12 8:39 PM


การ์ตูนสารคดีอีกเล่มหนึ่งที่ผู้เขียนชอบมาก คือ
How to Understand Israel in 60 Days or Less ผลงาน
เล่มแรกของนักเขียนหน้าใหม่ Sarah Glidden สาวชาวยิว
สัญชาติอเมริกัน หนังสือเล่มนี้ถ่ายทอดประสบการณ์การ
เดินทางเยือนอิสราเอลครั้งแรกของผู้เขียน ในฐานะชาวยิว
นอกอิสราเอลคนหนึ่งที่ได้ทุนโครงการ ‘Taglit-Birthright Is-
rael’ ของรัฐบาลอิสราเอลและองค์กรไม่แสวงกำ�ไรกลุ่มหนึ่ง
ซึ่งสปอนเซอร์หนุ่มสาวชาวยิวให้ไปทัศนศึกษาบ้านเกิดฟรี
เป็นเวลา 10 วัน ด้วยแนวคิดทีว่ า่ ชาวยิวไม่วา่ จะอยูแ่ ห่งหนใด
ในโลก มี ‘สิทธิจากสวรรค์’ ที่จะกลับไปตั้งรกรากในอิสราเอล
ดินแดนแห่งความขัดแย้งไม่รจู้ บระหว่างชาวยิวกับชาวอาหรับ
ปาเลสไตน์
ความสนุกของหนังสือการ์ตนู เล่มนีอ้ ยูท่ คี่ วามขัดแย้ง
ในใจของ Glidden ผูเ้ ป็นชาวยิวโดยกำ�เนิดแต่ไม่ชอบแนวคิด
และวิธีการของรัฐบาลอิสราเอล ซึ่งเธอมองว่าไร้มนุษยธรรม
และกดขี่ชาวปาเลสไตน์ ความขัดแย้งในใจทำ�ให้ Glidden
ถ่ายทอดประสบการณ์ทเี่ ธอได้รบั แบบ ‘ฟังหูไว้ห’ู และถกเถียง
กับตัวเองทุกชัว่ ขณะเพือ่ หาคำ�ตอบว่า ตกลงโครงการ Taglit
พยายามที่จะ ‘ล้างสมอง’ ให้เธอกลายเป็นชาวยิวชาตินิยม
จริงหรือไม่ และเล่าทัง้ หมดนีผ้ า่ นลายเส้นทีโ่ ปร่งเบาสบายตา
ลงสีนํ้าสี่สีตลอดเล่ม
สฤณี อาชวานันทกุล :: 245

DOG EAR 2 edit.indd 245 3/19/12 8:39 PM


ก่อนที่ Glidden จะไปเยือนบ้านเกิดของบรรพบุรุษ
เธอก็ไม่ต่างจากชาวยิวฝ่ายซ้ายทั่วไปที่คิดว่าตัดสินใจได้
แล้วว่ามีจุดยืนอย่างไรต่อความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับ
ปาเลสไตน์ เธอบอกว่าถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กให้สนับสนุน
รั ฐ บาลอิ ส ราเอลอย่ า งไม่ มี ข้ อ แม้ เพราะเป็ น ประเทศที่
พระผู้เป็นเจ้าสัญญาว่ายกให้แก่ชาวยิว แต่พอโตขึ้นและ
ได้รบั รูเ้ รือ่ งราวความขัดแย้ง เธอก็รสู้ กึ ตกใจทีไ่ ด้เห็น ‘ประเทศ
ของตั ว เอง’ กระทำ � ทารุ ณ กรรมและแย่ ง ชิ ง ดิ น แดนอย่ า ง
โหดเหี้ยมมาจากชาวอาหรับ แต่เมื่อเธอได้ไปเยือนอิสราเอล
จริงๆ Glidden ก็ได้รับรู้ว่าความขัดแย้งนี้สลับซับซ้อนกว่าที่
เธอคิด และชาวอิสราเอลทีเ่ ธอได้พบก็ไม่ได้เป็นคนเห็นแก่ตวั
ไปเสียหมด พวกเขาส่วนใหญ่เป็นคนธรรมดาที่พยายาม
ไขว่คว้าหาความสุขเท่าที่จะทำ�ได้และใฝ่ฝันถึงสันติภาพอัน
เลือนราง ในประเทศที่ระเบิดพลีชีพคร่าชีวิตคนกะทันหัน
กลางเมืองใหญ่บ่อยเสียจนผู้คนเคยชินกับความเปราะบาง
ของชีวิต
How to Understand Israel in 60 Days or Less
เดินเรื่องตามกิจกรรมที่ Glidden ทำ�ในอิสราเอล และในเมื่อ
โครงการ Taglit พาหนุ่มสาวไปเยือนสถานที่สำ�คัญทาง
ศาสนาและประวัตศิ าสตร์มากมาย การ์ตนู เล่มนีใ้ นระดับหนึง่
จึ ง เป็ น หนั ง สื อ ท่ อ งเที่ ย วชั้ น ดี สำ � หรั บ ทุ ก คนที่ ส นใจอยาก
ไปเยือนอิสราเอล หรือแค่อยากรู้ประวัติศาสตร์โดยย่อของ
อิสราเอลและศาสนายูดาย (ยิว) แต่สิ่งที่คนอ่านจะได้รับ
นอกเหนือจากสาระเหล่านี้ คือความรู้สึกนึกคิดและมุมมอง
วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 246

DOG EAR 2 edit.indd 246 3/19/12 8:39 PM


ของชาวยิวต่างเพศต่างวัยและต่างความคิด โดยเฉพาะความ
แตกต่างระหว่างชาวยิวฝ่ายซ้ายกับชาวยิวฝ่ายขวา และ
ระหว่างชาวยิวนอกบ้านเกิดกับชาวอิสราเอลโดยกำ�เนิด
Glidden ถ่ายทอดบรรยากาศการโต้วาทีระหว่าง
ชาวยิวเหล่านี้ ระหว่างชาวยิวกับชาวอาหรับ และการโต้วาที
ในหัวของเธอเอง ได้อย่างสนุกสนานและเข้าใจง่ายตลอดเล่ม
ความตรงไปตรงมาของ Glidden โดยเฉพาะเวลาที่ เ ธอ
ยอมรับว่ามีอคติ เป็นปัจจัยสำ�คัญทีท่ �ำ ให้หนังสือเล่มนีน้ า่ อ่าน
กว่าการ์ตูนสารคดีทั่วไป และถ่ายทอดความขัดแย้งในตัว
ผู้เขียนอย่างชัดเจน ระหว่างความโกรธแค้นต่อวิธีที่รัฐบาล
อิสราเอล ‘จัดการ’ กับชาวปาเลสไตน์ กับความอยากที่จะ
ปกป้องอิสราเอลในฐานะ ‘คนในครอบครัว’ ที่มีสายเลือด
เดียวกัน
ใครที่อยากเข้าใจประเด็นความขัดแย้งอันยาวนาน
ระหว่างสองประเทศทีด่ ผู วิ เผินไม่มอี ะไรเหมือนกันเลย อยาก
รู้ว่าคนที่มีชาติพันธุ์เดียวกันจะคิดต่างกันได้ขนาดไหนและ
ใช้ ชี วิ ต ในสถานการณ์ ความขั ด แย้ ง ได้ อ ย่ า งไร อยากรู้ ว่ า
อิสราเอลมีอะไรน่าเที่ยว หรือเพียงแต่อยากอ่านการ์ตูนที่
คนเขียนมีความซื่อสัตย์พอที่จะตั้งคำ�ถามตรงๆ ต่อจุดยืน
ทางการเมือง ความเชือ่ ทางศาสนา และแม้แต่อตั ลักษณ์ของ
ตัวเองตลอดเวลา ผูเ้ ขียนก็คดิ ว่า How to Understand Israel
in 60 Days or Less เป็นหนังสือที่น่าอ่านและสมควรซื้อ
เป็นของขวัญให้คนอื่นอ่านเป็นอย่างยิ่ง.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 247

DOG EAR 2 edit.indd 247 3/19/12 8:39 PM


093
The Net Delusion

Evgeny Morozov

ในโลกยุคดิจิตอลที่อินเทอร์เน็ตกลายเป็นส่วนหนึ่งใน
ชีวิตประจำ�วันของคนจำ�นวนมากขึ้นเรื่อยๆ ประโยชน์
ของอินเทอร์เน็ตทีม่ มี ากมายหลายระดับก็ท�ำ ให้ผใู้ ช้เน็ต
นักรณรงค์เสรีภาพเน็ต สื่อมวลชน และเจ้าหน้าที่รัฐ
รุ่นใหม่ที่โตมากับเน็ตจำ�นวนมากมองอินเทอร์เน็ตว่า
เป็นโลกในอุดมคติที่จะสร้างเสริมประชาธิปไตยทั่วโลก
ยิง่ คนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้มากเพียงใด อายุของระบอบ
เผด็จการทั้งหลายก็ยิ่งสั้นลงเพียงนั้น

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 248

DOG EAR 2 edit.indd 248 3/19/12 8:39 PM


Evgeny Morozov บล็อกเกอร์และนักวิพากษ์สังคม
ดาวรุ่งจากเบลารุส (ส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตในอดีต)
ผู้คุ้นเคยกับมาตรการกดขี่และปิดกั้นของรัฐบาลเผด็จการ
เป็นอย่างดี รวบรวมข้อสังเกตและคำ�เตือนที่เขาทยอยเขียน
มานานหลายปีเป็นหนังสือเล่มหนาแต่อ่านสนุกชื่อ The Net
Delusion ซึ่งโปรยปกอย่างน่าคิดว่า “How Not to Liberate
the World” (วิธีที่ไม่ควรใช้ในการปลดปล่อยโลก)
ประเด็ น หลั ก ของ Morozov ในหนั ง สื อ เล่ ม นี้ คื อ
ลำ�พังการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตไม่ได้แปลว่าผู้คนจะถูกปลด
ปล่อยให้เป็นอิสระหรือปลดแอกจากระบอบเผด็จการโดย
อัตโนมัติ เขายกตัวอย่างอิหร่านกับจีนว่าเป็นสองประเทศที่
ระบอบเผด็จการยังมีเสถียรภาพ และอันที่จริงกลุ่มผู้นำ�ใน
ประเทศเหล่านี้กำ�ลังใช้อินเทอร์เน็ตปิดปากประชาชนและ
ปิดกั้นประชาธิปไตยอย่างมีประสิทธิภาพด้วยซํ้า งานวิจัย
ล่าสุดชี้ให้เห็นว่า การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เพิ่มขึ้นทำ�ให้
ประชาชนสยบยอมและถูก ‘กล่อม’ ให้อยูใ่ ต้อ�ำ นาจได้งา่ ยพอๆ
กับที่มันปลุกเร้าให้ประชาชนลุกฮือ และดังนั้นการส่งเสริม
กระแสประชาธิ ป ไตยจึ ง ต้ อ งทำ � มากกว่ า ให้ เ งิ น อุ ด หนุ น
เว็บไซต์ยอดนิยมอย่างเฟซบุ๊ก Morozov แนะนำ�ให้รัฐบาล
โลกตะวันตกเลิกมองอินเทอร์เน็ตแบบนักฝัน คำ�นึงถึงบริบท
สฤณี อาชวานันทกุล :: 249

DOG EAR 2 edit.indd 249 3/19/12 8:39 PM


จริงที่ห้อมล้อมเทคโนโลยีอยู่ ไม่ใช่คิดเอาเองว่าเทคโนโลยี
ทำ�งานอย่างสมบูรณ์แบบตามอุดมคติ
ผู้ เ ขี ย นไม่ ค่ อ ยเห็ น ด้ ว ยกั บ ประเด็ น หลั ก ของ
Morozov เนือ่ งจากไม่เห็นว่ามุมมองเกีย่ วกับอินเทอร์เน็ตแบ่ง
ออกเป็นสอง ‘ค่าย’ (อุดมคติกับไม่อุดมคติ) ที่แยกออกจาก
กันอย่างชัดเจนแบบที่เขาพยายามชี้ให้เห็น ในความเป็นจริง
การพูดว่า “ประโยชน์และโทษของอินเทอร์เน็ตขึ้นอยู่กับ
บริบท” ก็เป็นสัจธรรมแบบ ‘กำ�ปั้นทุบดิน’ ที่ใครๆ ก็พูดได้
เพราะคงไม่มีเทคโนโลยีใด (หรืออะไรก็ตาม) ที่สามารถสร้าง
ประชาธิปไตยและปลดปล่อยผู้คนด้วยตัวของมันเอง เพราะ
การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมในทุกประเทศย่อม
ขึ้นอยู่กับตัวแปรอื่นๆ อีกมากมายนอกเหนือจากเทคโนโลยี
นอกจากจะตีความมุมมองเกีย่ วกับอินเทอร์เน็ตอย่าง
เหมารวมเกินไป Morozov ยังตีความ ‘ประชาธิปไตย’ แคบ
เกินไป คือใช้ในความหมาย “ประชาธิปไตยแบบตัวแทน”
(ระบบเลือกตั้งและสภา) เท่านั้น ทั้งที่ขอบเขตของระบอบ
ประชาธิปไตยในปัจจุบนั กินความกว้างขวางกว่านัน้ มาก เช่น
หมายถึง “ประชาธิปไตยแบบมีสว่ นร่วม” ได้ดว้ ย นัน่ คือ การ
เปิดพื้นที่ให้กับคนที่ไม่เคยมีโอกาสมีส่วนร่วมทางการเมือง
ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออก การเข้าถึงสื่อ (เครื่องมือสำ�คัญ
ในการแสดงออก) การชุมนุม ฯลฯ การตีความประชาธิปไตย
อย่างคับแคบของเขาทำ�ให้มองไม่เห็น (หรือไม่เขียนถึง)
ว่ า อิ น เทอร์ เ น็ ต หนุ น เสริ ม ประชาธิ ป ไตยแบบมี ส่ ว นร่ ว ม

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 250

DOG EAR 2 edit.indd 250 3/19/12 8:39 PM


โดยธรรมชาติของมัน (ทำ�ให้คนมีพื้นที่สื่อและแลกเปลี่ยน
ข้อมูลข่าวสารกันได้อย่างง่ายดาย) ด้วยเหตุนี้ การที่ระบอบ
ประชาธิปไตยแบบตัวแทนยังไม่เกิดในประเทศเผด็จการ
อย่างอิหร่านและจีน ไม่ได้แปลว่ากระแสประชาธิปไตยไม่
คืบหน้า เพราะประชาธิปไตยแบบมีสว่ นร่วมเป็นองค์ประกอบ
ทีข่ าดไม่ได้ในประชาธิปไตยสมัยใหม่ และอินเทอร์เน็ตก็มสี ว่ น
อย่างมากในการส่งเสริม
ถึ ง แม้ ว่ า ผู้ เ ขี ย นจะไม่ เ ห็ น ด้ ว ยกั บ Morozov ใน
ประเด็นหลักทีเ่ ขานำ�เสนอ ผูเ้ ขียนก็คดิ ว่า The Net Delusion
เป็นหนังสือที่อ่านสนุกและเต็มไปด้วยกรณีศึกษาที่น่าสนใจ
มากมาย ซึ่ ง ส่ ว นใหญ่ มี โ ครงเรื่ อ งคล้ า ยกั น นั่ น คื อ กลุ่ ม
นักเคลือ่ นไหวใช้โซเชียลเน็ตเวิรค์ อย่างเฟซบุก๊ ในการผลักดัน
การเปลีย่ นแปลงทางสังคม ใช้เครือข่ายและข้อมูลอันทรงพลัง
ของโซเชียลเน็ตเวิร์คทำ�งานอย่างมีประสิทธิภาพกว่าในอดีต
แต่แล้วพวกเขาก็ถูกเครือข่ายและข้อมูลเหล่านั้นย้อนศรมา
ทิ่มแทงตัวเอง เพราะบริษัทยักษ์ใหญ่นิสัยไม่ดีและรัฐบาล
เผด็ จ การสามารถสื บ ค้ น ร่ อ งรอยอิ เ ล็ ก ทรอนิ ก ส์ ไ ปจนถึ ง
ตัวตนของพวกเขาได้ ในแง่นี้ The Net Delusion ก็เปรียบ
เป็น ‘สัญญาณเตือนภัย’ ทีน่ า่ ฟัง โดยเฉพาะสำ�หรับคนทีเ่ ห่อ
เทคโนโลยีจนลืมนึกถึงด้านมืด มุมกลับ และจุดบอดของมัน
และสำ�หรับนักรณรงค์เสรีภาพเน็ตที่ยังใช้เวลาน้อยเกินไป
ในการเตือนภัยให้ผใู้ ช้เน็ตตระหนักว่าการเล่นเน็ตนัน้ มีความ
เสี่ยงและข้อควรระวังอะไรบ้าง.

สฤณี อาชวานันทกุล :: 251

DOG EAR 2 edit.indd 251 3/19/12 8:39 PM


094
Fault Lines

Raghuram Rajan

ในบรรดานั ก เศรษฐศาสตร์ ก ารเงิ น ชั้ น นำ � ของโลก


ไม่มีใครที่ผู้เขียนชื่นชมและชอบติดตามผลงานเท่ากับ
Raghuram Rajan อดีตหัวหน้าทีมนักเศรษฐศาสตร์
ประจำ�กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)
ผู้ออกมาเตือนตั้งแต่ปี 2005 ว่า ระบบตอบแทนในภาค
การเงินทีก่ ระพือความเสีย่ งเกินตัว จะทำ�ให้อเมริกาเข้าสู่
วิกฤตการเงินในอนาคต หนังสือเรือ่ ง Saving Capitalism
from the Capitalists ซึง่ เขาเขียนร่วมกับ Luigi Zingales
ในปี 2006 เป็นหนังสือที่ผู้เขียนคิดว่าสรุปปัญหาของ
ภาคการเงินและธุรกิจได้ดีที่สุดเล่มหนึ่ง

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 252

DOG EAR 2 edit.indd 252 3/19/12 8:39 PM


Fault Lines หนังสือเล่มแรกของ Rajan หลังเกิด
วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เป็นหนังสือทีค่ มุ้ ค่าแก่การรอคอย และ
ผูเ้ ขียนคิดว่าเป็นหนังสือคลาสสิกทีน่ า่ จะใช้ประกอบการเรียน
การสอนวิชาเศรษฐศาสตร์และการเงินในมหาวิทยาลัยทุกแห่ง
Rajan อธิบายอย่างชัดเจนในหนังสือเล่มนี้ว่า ราก
สาเหตุทแี่ ท้จริงของวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์นนั้ เป็นสิง่ ทีซ่ อ่ นเร้น
จากสายตา ดุจดัง “รอยเลื่อนใต้โลก” (fault lines) ที่สุ่มเสี่ยง
ต่อการเกิดแผ่นดินไหว Rajan บอกว่าเราควรต้านแรงจูงใจ
ที่จะมองวิกฤตครั้งนี้อย่างมักง่าย ประณามแต่สาเหตุใกล้ตัว
(proximate cause) แทนทีจ่ ะมองหารากสาเหตุเพือ่ แก้ปญ ั หา
ให้ตรงจุด เขายํ้าว่าความคิดพื้นฐานของระบบตลาดเสรีนั้น
ถูกต้อง แต่ ‘รอยเลือ่ น’ ทีก่ อ่ ให้เกิดวิกฤตนัน้ มีอยูจ่ ริงและเป็น
ปัญหาเชิงระบบทีจ่ �ำ เป็นจะต้องแก้ไข รอยเลือ่ นเหล่านีเ้ กิดขึน้
จากการทีร่ ะบบเศรษฐกิจทัว่ โลกเชือ่ มโยงถึงกันแล้วในโลกยุค
โลกาภิวตั น์ ทำ�ให้สงิ่ ทีด่ ที สี่ ดุ สำ�หรับบุคคลใดบุคคลหนึง่ หรือ
สถาบันใดสถาบันหนึ่ง อาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำ�หรับระบบโดย
รวมอีกต่อไปแล้ว
Rajan บอกว่า ‘เรือ่ งเล่า’ เกีย่ วกับต้นตอของวิกฤตที่
ตอนนี้เรารู้กันดี แล้วยังไม่ได้ตอบคำ�ถามที่สำ�คัญหลายข้อ

สฤณี อาชวานันทกุล :: 253

DOG EAR 2 edit.indd 253 3/19/12 8:39 PM


เช่น เหตุใดเงินท่วมที่ไหลบ่ามาจากนอกสหรัฐอเมริกา (ใน
ภาวะทีน่ กั เศรษฐศาสตร์เรียกว่า “สภาพคล่องล้นเกิน”) นัน้ จึง
ถูกใช้เป็นสินเชือ่ ซับไพรม์? เหตุใดสหรัฐอเมริกาจึงไม่สามารถ
ออกจากภาวะถดถอยในปี 2001 ด้วยการส่งออกเหมือนกับ
ประเทศอื่นอย่างเยอรมนีและญี่ปุ่นได้? เหตุใดประเทศกำ�ลัง
พัฒนาที่ยากจนกว่าอย่างจีนถึงได้กำ�ลังรองรับการบริโภค
เกินขนาดที่ไม่ยั่งยืนของประเทศรํ่ารวยอย่างสหรัฐอเมริกา?
เหตุใดธนาคารกลางของสหรัฐถึงได้กดดอกเบี้ยให้ตํ่าเตี้ย
ติดดินติดกันนานหลายปี? เหตุใดสถาบันการเงินถึงได้ปล่อยกู้
ให้กบั คนทีไ่ ม่มรี ายได้ ไม่มงี านทำ� และไม่มสี นิ ทรัพย์? เหตุใด
ธนาคารยักษ์ใหญ่จ�ำ นวนมากจึงได้ถอื หลักทรัพย์องิ ซับไพรม์
เหล่านี้ไว้ในงบดุลของตัวเอง ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าหลักทรัพย์
เหล่านั้นคุณภาพไม่ดี?
Rajan ตอบคำ�ถามเหล่านีอ้ ย่างชัดเจนใน Fault Lines
เริม่ จากการออกตัวว่าเขา “ไม่มคี ำ�อธิบายหนึง่ เดียว” สำ�หรับ
วิกฤตในครัง้ นี้ และเขาก็ไม่คดิ ว่ามี ‘ยาวิเศษ’ อะไรทีจ่ ะสามารถ
ป้องกันวิกฤตไม่ให้เกิดขึ้นอีกเลยในอนาคต แต่เขาเชื่อมั่นว่า
ถ้าเรามองเห็น ‘รอยเลื่อน’ อันตรายที่อยู่ใต้ระบบเศรษฐกิจ
โลก เราก็ จ ะมองเห็ น ว่ า มั น ส่ ง ผลกระทบต่ อ ภาคการเงิ น
อย่างไร และหลังจากนั้นก็จะเริ่มแก้ปัญหาอย่างตรงจุด
Rajan ชี้ให้เห็นว่าชุดรอยเลื่อนที่สำ�คัญชุดหนึ่งคือ
แรงกดดันทางการเมือง เขาชี้ว่าการเมืองมีส่วนสำ�คัญใน
วิกฤตการเงินแทบทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะกลไกการถ่วงดุล

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 254

DOG EAR 2 edit.indd 254 3/19/12 8:39 PM


และคานอำ�นาจที่จำ�เป็นต่อการจำ�กัดผลกระทบของ “ความ
ลิงโลดในภาคการเงิน” นั้นถูกทำ�ลายหรือบั่นทอนด้วยพลัง
ทางการเมือง (โดยเฉพาะการวิง่ ล็อบบีข้ องสถาบันการเงินให้
รัฐผ่อนปรนกฎเกณฑ์การกำ�กับดูแล) รอยเลือ่ นชุดทีส่ องเกิด
จากความไม่สมดุลของดุลการค้าระหว่างประเทศ อันเกิดจาก
แบบแผนการเติบโตของแต่ละประเทศในอดีต รอยเลื่อน
ชุดสุดท้ายที่สำ�คัญเกิดขึ้นเมื่อระบบการเงินต่างชนิดกันต้อง
มาข้องแวะเกี่ยวโยงกันเพื่อหนุนความไม่สมดุลทางการค้า
ดังกล่าว ยกตัวอย่างเช่น เมือ่ ระบบการเงินทีค่ อ่ นข้างโปร่งใส
และตั้งอยู่บนสัญญาที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายของ
อเมริกากับอังกฤษต้องมาออกทุนให้กับ (หรือหาทุนจาก)
ระบบการเงินในประเทศกำ�ลังพัฒนาที่โปร่งใสน้อยกว่า
Fault Lines เป็นหนังสือที่ผู้เขียนคิดว่า ‘ต้องอ่าน’
สำ�หรับทุกคนที่อยากเข้าใจรากสาเหตุที่แท้จริงของวิกฤต
การเงิน และอยากรู้ว่าเราควรมีวิธีจัดการกับ ‘รอยเลื่อน’
ทัง้ สามชุดในมุมมองของ Rajan อย่างไร ในเมือ่ วิกฤตการเงิน
ดูจะเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ในยุคโลกาภิวัตน์ ทำ�ได้เพียง
บรรเทาผลกระทบและจำ�กัดขอบเขตของมันไม่ให้ก่อความ
เดือดร้อนกับผู้บริสุทธิ์เท่านั้น.

หมายเหตุ: Fault Lines ได้รับการแปลเป็นภาษาไทย สำ�นวนแปล สฤณี อาชวา-


นันทกุล ตีพิมพ์โดย สำ�นักพิมพ์ openworlds

สฤณี อาชวานันทกุล :: 255

DOG EAR 2 edit.indd 255 3/19/12 8:39 PM


095
The Devil and
Sherlock Holmes

David Grann

ในบรรณพิภพภาษาอังกฤษ วารสาร The New Yorker


ได้ชอื่ ว่าเป็นวารสารวรรณกรรมและสารคดีทมี่ คี ณ ุ ภาพ
สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ข้อเขียนทุกชิ้นที่ได้รับการ
ตีพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสั้น บทวิจารณ์ ปริทัศน์ หรือ
สารคดี ล้วนต้องผ่านด่านการคัดเลือกทีข่ นึ้ ชือ่ ว่าโหดหิน
จากกองบรรณาธิการที่ตรวจทานภาษาและตรวจสอบ
ข้อมูลชนิดละเอียดยิบ

วิชา 50 เล่มเกวียน 2 :: 256

DOG EAR 2 edit.indd 256 3/19/12 8:39 PM


ด้วยเหตุนี้ หนังสือทุกเล่มที่เนื้อหาส่วนใหญ่มาจาก
The New Yorker จึงไม่ธรรมดา ยิ่งเป็นผลงานของนักข่าว
เจาะมือฉมังนาม David Grann ยิ่งน่าอ่าน
ผู้เขียนดีใจที่จะรายงานว่า The Devil & Sherlock
Holmes หนังสือเล่มล่าสุดของ Grann เป็นหนังสือสารคดีที่
อ่านสนุกและ ‘ติดหนึบ’ ที่สุดเล่มหนึ่ง อ่านสนุกจนวางไม่ลง
จนกว่าจะอ่านจบ นอนน้อยกว่าปกติไปหลายคืนเลยทีเดียว
ชื่อสะดุดหูของหนังสือเล่มนี้อาจทำ�ให้นักอ่านเข้าใจ
ผิดว่าทั้งเล่มเป็นเรื่องเกี่ยวกับ Sherlock Holmes นักสืบ
ชื่อดังในนิยาย ทั้งเล่มมีสารคดีเพียงเรื่องเดียวที่เกี่ยวกับเขา
ที่เหลืออีก 11 เรื่องเป็นเรื่องราวที่แตกต่างหลากหลาย แต่
ทั้งหมดมีจุดร่วมกันคือ เป็นเรื่องจริงที่น่าอัศจรรย์ราวกับ
เป็นเรื่องแต่ง และล้วนเกี่ยวข้องกับ ‘ความหมกมุ่น’ ในอะไร
สักอย่างของคนธรรมดา และความหมกมุ่นเหล่านั้นก็ชักนำ�
พวกเขาให้พบกับเหตุการณ์ไม่ธรรมดาทีห่ ลายเรือ่ งไม่นา่ เชือ่
ว่าจะเกิดขึ้นได้
David Grann เป็น ‘นักข่าวเจาะเชิงนิยาย’ เพียง
ไม่กคี่ นทีส่ ามารถผนวกผสานทักษะในการขุดคุย้ และวิเคราะห์
ข้อมูลอย่างละเอียดของนักข่าว เข้ากับทักษะทางภาษาของ
นักเขียนทีถ่ า่ ยทอดเรือ่ งราวได้อย่างสละสลวยและน่าตืน่ เต้น
สฤณี อาชวานันทกุล :: 257

DOG EAR 2 edit.indd 257 3/19/12 8:39 PM


ไม่แพ้วรรณกรรมชิ้นเอก สารคดีที่เกี่ยวกับ Holmes เรื่อง
“Mysterious Circumstances” (สภาพแวดล้อมลึกลับ) สืบสาว
ชะตากรรมของกู รู ผู้ เ ชี่ ย วชาญทุ ก สิ่ ง ที่ เ กี่ ย วกั บ นั ก สื บ ใน
ตำ�นาน ผู้ถูก