You are on page 1of 194

version e-book

We are ... globalizing our vices more quickly than


we are globalizing our virtues.
- Harriet Babbitt -

There is no business to be done on a dead planet.


- David Brower -

The world we have created is a product of our thinking;


it cannot be changed without changing our thinking.
- Albert Einstein -

HOT ROUND&CROWDED.indd 1 1/1/70 7:38:25 AM


:

ลองคลืน่ โลกาภิวตั น 2: ขอมูลทางบรรณานุกรมของสํานักหอสมุดแหงชาติ


Hot, Round, and Crowded สฤณี อาชวานันทกุล.
ลองคลืน่ โลกาภิวฒ
ั น เลม 2: Hot, Round, and
พิมพรวมเลมครัง้ แรก Crowded.--กรุงเทพฯ: โอเพนบุกส, 2552.
กันยายน 2552 192 หนา.

เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ 1. การเปลีย่ นแปลงทางสังคม. I. ชือ่ เรือ่ ง.


978-974-8233-84-0
ราคา 170 บาท 303.4

เขียน
สฤณี อาชวานันทกุล

บรรณาธิการบริหาร
ภิญโญ ไตรสุรยิ ธรรมา
บรรณาธิการ
บุญชัย แซเงีย้ ว

ออกแบบปกและรูปเลม
นุสรา ประกายพิสทุ ธิ์

สำนักพิมพ openbooks
286 ถนนพิชยั แขวงถนนนครไชยศรี
เขตดุสติ กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท 02 669 5145
โทรสาร 02 669 5146
www.onopen.com
email: pinyopen@yahoo.com

จัดจำหนาย
บริษทั เคล็ดไทย จำกัด
117-119 ถนนเฟองนคร ตรงขามวัดราชบพิธ
กรุงเทพฯ 10200
โทรศัพท 02 225 9536-40
โทรสาร 02 222 5188

HOT ROUND&CROWDED.indd 2 1/1/70 7:38:25 AM


สารบัญ

4: คำนำ
8: เกษตรยั่งยืน: จากเกษตรอินทรีย สูอุตสาหกรรมอาหารปลอดสารพิษ
18: ความเสี่ยงในระบบการเงินยุคโลกาภิวัตน
34: ครีเอทีฟคอมมอนส: สูโลกแหงการสรางสรรคเพื่อสาธารณะ
44: “ผูประกอบการเพื่อสังคม”: สูกระบวนทัศนใหมแหงการรวมมือกัน
60: การวัดผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน
68: นัยยะของคําพิพากษาคดี ปตท. ตอประโยชนของผูบริโภค
78: Kiva.org ธุรกิจเพื่อสังคม ผูสรางเครือขาย “เจาหนี้จิตสาธารณะ”
86: ปญหาซับไพรม: เมื่อโลกการเงินมีแต “เจามือ” แตไร “เจาภาพ”
96: ชําแหละกระแสซีเอสอาร: “แท” กับ “เทียม” ตางกันอยางไร?
110: การพัฒนาอยางยั่งยืน
118: กรณีศึกษา การพัฒนาอยางยั่งยืน: เกาะบาหลี อินโดนีเซีย
132: มายาคติเกี่ยวกับการลงทุนโดยตรงจากตางชาติ
148: ความขัดแยงทางการเมือง และประชาธิปไตยที่ยั่งยืน
156: ปญหาเชิงโครงสรางที่เปนอุปสรรคตอ “การพัฒนาอยางยั่งยืน” ในไทย
164: “ประชาธิปไตยที่มีศีลธรรม” และ “ตนทุน” ที่มองไมเห็นของคอรรัปชั่น
172: มาตรฐานการเปดเผยขอมูล ซีเอสอาร และการพัฒนาอยางยั่งยืน

HOT ROUND&CROWDED.indd 3 1/1/70 7:38:26 AM


คํานํา

การตอสูเรื่อง “เขียว” จะเปนเอกลักษณของยุคตนศตวรรษ


ที่ ยี่ สิ บ เอ็ ด ในทํ า นองเดี ย วกั น กั บ ที่ ก ารตอสู เรื่ อ ง “แดง”
(ลัทธิคอมมิวนิสต) ไดมอบความหมายใหกับครึ่งสุดทายของ
ศตวรรษที่ยี่สิบมาแลว

ธอมัส ฟรีดแมน (Thomas Friedman) นักหนังสือพิมพเจาของรางวัล


พูลิตเซอรและผลงานเบสตเซลเลอรเรื่อง The World is Flat (โลกแบน)
ประกาศประโยคขางตนไวในหนังสือเลมลาสุด ชื่อ Hot, Flat, and
Crowded (รอน แบน และแออัด)
ฟรี ด แมนเพิ่ ม คํ า วา ‘รอน’ (hot) และ ‘แออั ด ’ (crowded)
เขามาขนาบขางคําวา ‘แบน’ (flat) ที่เขาทําใหฮิตติดปากคนทั่วโลก
เพื่อตอยอดความคิดของเขาใน The World is Flat วา กระแสโลกา-
ภิวัตนกําลังชวยสรางพลเมือง ‘ชนชั้นกลาง’ จํานวนมหาศาลในประเทศ
ใหญๆ ตั้งแตอินเดีย จีน บราซิล รัสเซีย ไปจนถึงประเทศเกิดใหมใน
ยุโรปตะวันออก ปญหาคือ พวกเขาเหลานี้ใชชีวิตเหมือนกับพลเมือง
ในประเทศร่ำรวยอยางอเมริกาและยุโรป ในยุคที่ภาวะโลกรอนปะทุเปน

4 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 4 1/1/70 7:38:26 AM


ปญหาเรงดวนระดับโลก ผูเชี่ยวชาญประเมินวากวาจะถึงป 2020 โลก
จะมีประชากรเพิ่มอีก 1 พันลานคน ฟรีดแมนคํานวณใหดูในหนังสือวา
ถาเราแจกหลอดไฟขนาด 60 วัตต จำนวน 1 ดวง ใหคน 1 พันลานคน
โลกตองมีโรงไฟฟาพลังถานหินขนาด 500 เมกะวัตตเพิ่มอีกถึง 20 โรง
เพียงเพื่อใหประชากรใหมแตละคนเปดไฟเพียงดวงเดียว
ฟรีดแมนอธิบายวา ทุกคนตองยอมรับความจริงวาหมดยุค
น้ำมันราคาถูกแลว และเราไมอาจทนเห็นเทคโนโลยีที่กอมลพิษไดอีก
ตอไป กลาวเฉพาะอเมริกา ฟรีดแมนชี้วาอุตสาหกรรมพลังงานโดยรวม
ของประเทศทั้งลาหลังและสายตาสั้น เขาเสนอวาชาวอเมริกันจะตอง
รวมมื อ กั น คนหาวิ ธี เ ปลี่ ย นอุ ต สาหกรรมพลั ง งานที่ ทํ า ลายสภาพ
ภูมิอากาศอยางเรงดวน และประสานงานกันอยางเขมขนและเปนระบบ
มากกวาในปจจุบัน ตั้งแตนโยบายรัฐลงมาจนถึงระดับผูบริโภค ไมใช
ทําแบบสะเปะสะปะตางคนตางทําดังที่เปนอยูในปจจุบัน
ในฐานะสมาชิกเสียงดังของประเทศมหาอํานาจ ฟรีดแมนบอก
วาอเมริกาจะตองมี “การปฏิวัติเขียว” ครั้งใหญ และเคลื่อนระบอบ
เศรษฐกิ จ ออกจากเชื้ อ เพลิ ง ฟอสซิ ล อยางเรงดวน เพื่ อ กอบกู โลก
จากภาวะโลกรอน และทําใหอเมริกาเปนผูนําโลกอยางเต็มภาคภูมิ
อีกครั้งหนึ่ง
ในฐานะสมาชิกเสียงเบาของประเทศ “รายไดปานกลาง” ใน
นิยามของธนาคารโลก และเปนประเทศที่พื้นผิวยังไม ‘แบน’ เทากับ
โลกในมุมมองของฟรีดแมน ผูเขียนเชื่อวา ถึงแมฟรีดแมนจะเขียน
หนังสือและมองโลกผานเลนสของโอกาสทางธุรกิจและการเมืองของ
อเมริกาเปนหลัก รูปโฉมของอเมริกาใหมที่เขาปรารถนาจะเห็นนั้น ก็จะ
เปนประโยชนตอประเทศอื่นๆ ดวย เพราะจะชวยเยียวยาโลก สราง
จิตสํานึกดานสิ่งแวดลอมใหกับพลเมือง และอาจเปนถึงตัวอยางของ
“การพัฒนาอยางยั่งยืน” ที่เกิดขึ้นจริงเปนครั้งแรกในประวัติศาสตรโลก

สฤณี อาชวานันทกุล :: 5

HOT ROUND&CROWDED.indd 5 1/1/70 7:38:27 AM


การพั ฒ นาอยางยั่ ง ยื น แตกตางจากวิ ถี ก ารพั ฒ นาที่ แ ลวมา
ดังเชนกรอบคิดของฉันทามติวอชิงตันหรือเศรษฐกิจแบบอุตสาหกรรมนํา
ที่กําลังจะผานเลยไป ตรงที่ไมมีลักษณะ ‘สําเร็จรูป’ ตายตัว ระบอบ
เศรษฐกิจที่ยั่งยืนของแตละประเทศอาจมีสวนคลายกันในหลักการใหญ
เชน ใชพลังงานทดแทน อนุรักษสิ่งแวดลอม แตในรายละเอียดอาจ
แตกตางกันไกลลิบ
แทที่จริง ความหลากหลายทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และ
สังคม ตั้งแตระดับโลกยอยลงไปถึงระดับทองถิ่น เปนหัวใจสําคัญของ
การพัฒนาอยางยั่งยืน ไมตางจากที่ความหลากหลายทางชีวภาพเปน
ความลับของธรรมชาติ ซึ่งทําใหระบบนิเวศดํารงอยางมีสมดุลตอเนื่อง
ยาวนาน กอนที่มนุษยจะแทรกแซงจนเสียสมดุลไปแลวหลายแหง
ในรายละเอียด การพัฒนาอยางยั่งยืนของแตละประเทศควรจะ
สอดคลองและหนุนเสริมวัฒนธรรม สังคม และการเมืองของประเทศ
นั้นๆ
สํ า หรั บ ประเทศกํ า ลั ง พั ฒ นาอยางไทย ผู เขี ย นเชื่ อ วาการ
พัฒนาอยางยั่งยืนจะตองมีทั้ง ‘เปาหมาย’ และ ‘กระบวนการ’ ที่มุงไปสู
การชวยเหลือผูดอยโอกาสในสังคมเปนพิเศษ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
ทางรายได และสถาปนาความเปนธรรมในสังคม ซึ่งเปนองคประกอบ
สําคัญของการพัฒนาอยางยั่งยืน
ยกตัวอยางเชน ธุรกิจสรางสรรคจะตองไมเอาเปรียบภูมปิ ญญา
ชาวบานที่เปนแรงบันดาลใจให ธุรกิจทองเที่ยวเชิงอนุรักษจะตองทําให
ชุ ม ชนในทองถิ่ น มี ส วนรวมและสวนแบงอยางเปนธรรม โครงการ
พลังงานทดแทนควรจัดการแบบกระจายศูนย เนนเทคโนโลยีเหมาะสม
ที่ชาวบานบริหารจัดการเองไดดวยตนทุนต่ำ
ในคํานําหนังสือเรื่อง ลองคลื่นโลกาภิวัตน 1: The World is
Round ผูเขียนทิ้งทายไววา

6 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 6 1/1/70 7:38:27 AM


หวังวาหนังสือเลมนี้จะเปนสวนเล็กๆ ที่ชวยใหผูอานทุกทาน
ลองคลื่นโลกาภิวัตนอยางรูเทาทันมากขึ้น มีอาการเมาเรือ
นอยลงกวาเดิม และสะกิดใจใหพวกเราทุกคนชวยกันคิดหา
หนทางใหเรื อ ลํ า เล็ ก ชื่ อ ประเทศไทยสามารถลองกระแส
อันเชี่ยวกรากนี้ไดอยางยั่งยืนและไมทอดทิ้งผูยากไรทั้งหลาย
ผูไมมีวันเขาถึงประโยชนของโลกาภิวัตนไดโดยลําพัง ไวกลาง
ทะเลลึก

ความหวังขางตนของผูเขียนยังเปนจริงสําหรับหนังสือ ‘ตอน
ตอ’ เลมนี้ แตผูเขียนหวังวาผูอานทุกทานจะพอมองเห็น ‘ทิศทาง’ ที่เรา
ควรจะแลนเรือชื่อประเทศไทยในกระแสโลกาภิวัตนไดดีกวาเลมกอน
และขีดเสนใตคําวา ‘ยั่งยืน’ ใหเห็นอยางเดนชัดกวาเดิม
เพราะปญหาเรงดวนจํานวนมาก ไมแตเฉพาะดานสิ่งแวดลอม
กําลังทําใหคําถามพื้นฐานทํานอง ‘อะไร’ และ ‘เมื่อไร’ ถูกแทนที่โดย
คําถามที่ลึกซึ้งกวาคือ ‘อยางไร’ และ ‘แคไหน’ ไปแลว
ทายนี้ ผูเขียนขอขอบคุณ คุณบุญลาภ ภูสุวรรณ บรรณาธิการ
บริหารหนังสือพิมพ ประชาชาติธุรกิจ ผูเปดพื้นที่ใหกับคอลัมน “ลอง
คลื่ น โลกาภิ วั ต น” ในหนาหนั ง สื อ พิ ม พ อาจารยปกปอง จั น วิ ท ย
คุณภิญโญ ไตรสุรยิ ธรรมา และสมาชิกสํานักพิมพ openbooks ทุกทาน
หากเนื้อหายังมีที่ผิดประการใด ยอมเปนความผิดของผูเขียนเพียง
ลําพัง ตองขออภัยไว ณ ที่นี้

สฤณี อาชวานันทกุล
“คนชายขอบ” | http://www.fringer.org/
10 พฤษภาคม 2552

สฤณี อาชวานันทกุล :: 7

HOT ROUND&CROWDED.indd 7 1/1/70 7:38:28 AM


เกษตรยั่งยืน:
จากเกษตรอินทรีย สูอุตสาหกรรมอาหารปลอดสารพิษ

8 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 8 1/1/70 7:38:28 AM


ปจจุบัน ผลิตภัณฑอาหารที่แปะปายวา “ทําจากกระบวนการธรรมชาติ
100 เปอรเซนต” หรือ “เกษตรอินทรีย” หรือ “ปลอดสารพิษ” กําลัง
เปนที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะผูบริโภคทั่วโลก โดยเฉพาะชนชั้นกลาง
ผูมีการศึกษาและไดรับประโยชนสูงสุดจากกระแสโลกาภิวัตน กําลังมี
ความตื่นตัวเรื่องสุขภาพกันอยางสูง เพราะสามารถหาขาวสารขอมูล
ดานนี้อยางสะดวกสบายจากอินเทอรเน็ต
ขอมูลสวนใหญไดชี้ใหเห็นวา ที่ผานมา กรรมวิธีเพาะปลูกแบบ
“เกษตรเชิ ง เดี่ ย ว” ในอุ ต สาหกรรมอาหารที่ เ นนการใชสารเคมี
เพิ่มผลผลิตนั้น กําลังสงผลเสียสะสมนานัปการตอสุขภาพของผูปลูก
และผู บริ โ ภค ยั ง ไมนั บ “ประเด็ น รอน” เกี่ ย วกั บ อั น ตรายของพื ช
ดัดแปลงพันธุกรรม (พืชจีเอ็มโอ ซึ่งยอมาจาก Genetically Modified
Organisms) ซึ่งอาจสงผลกระทบตอสุขภาพของมนุษย สัตว และพืช
ตลอดจนระบบนิเวศโดยรวม ในทางที่เราคาดการณไมไดเมื่อพืชนั้น
หลุดออกไปแพรพันธุนอกแปลงทดลอง ปนเปอน และผสมพันธุกับพืช
ชนิดอื่นที่ขึ้นตามธรรมชาติ จนเราไมสามารถแยกแยะขาวในจานได
อีกตอไปวาขาวเมล็ดใดบางเปนขาวจีเอ็มโอ

สฤณี อาชวานันทกุล :: 9

HOT ROUND&CROWDED.indd 9 1/1/70 7:38:29 AM


ยังไมนับปญหาดานลิขสิทธิ์ ซึ่งเกิดจากการที่หลายประเทศ
อนุญาตใหบริษัทผูทําการทดลองจีเอ็มโอ สามารถจดสิทธิบัตรเกี่ยวกับ
กระบวนการตางๆ ในธรรมชาติที่คนพบจากการทดลองได ทั้งๆ ที่เปน
เรื่อง “ธรรมชาติ” ซึ่งไมควรมีใครมีสิทธิแอบอางวาเปน “เจาของ” เชน
ในเดือนกรกฎาคม ป พ.ศ. 2549 สํานักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมาย
การคาของสหรัฐอเมริกา ไดอนุมัติสิทธิบัตรใหแก เดนนิส กอนซาลเวส
(Dennis Gonsalves) นักวิจัยชาวอเมริกัน ในฐานะนักประดิษฐ และ
Cornell Research Foundation, Inc. ซึ่ ง เปนหนวยงานของ
มหาวิ ท ยาลั ย คอรเนลล ในฐานะเจาของสิ ท ธิ บั ต ร โดยขอมู ล จาก
เว็บไซตของเครือขายสิทธิภูมิปญญาไทย (BIOTHAI) ระบุวา:

...สิทธิบัตรดังกลาวครอบคลุมการแยกและจําแนก
ยี น จากโปรตี น หุ มไวรั ส ใบดางจุ ด วงแหวนมะละกอ (coat
protein of papaya ringspot virus) สายพันธุในประเทศไทย
การใชไวรั ส ดั ง กลาวก็ เ พื่ อ สรางการตานทานโรคไวรั ส ใน
มะละกอ
สิทธิบัตรนี้ใหสิทธิผูกขาดแกเจาของสิทธิบัตรเมื่อมี
การนําไวรัสนี้ไปใชในการพัฒนาพันธุพืชอื่นๆ ทั้งหมด รวม
ขอถื อ สิ ท ธิ์ (claims) ทั้ ง หมด 51 รายการ ซึ่ ง จะสงผลให
มะละกอดั ด แปลงพั น ธุ ก รรมที่ ก ระทรวงเกษตร (ของไทย)
ทําวิจัยทั้งหมดในประเทศไทย กลายเปนกรรมสิทธิ์ของนาย
เดนนิส กอนซาลเวส และมหาวิทยาลัยคอรเนลล กรรมสิทธิ์นี้
ยังครอบคลุมไปถึงพันธุพืชตระกูลแตง มะเขือเทศ และพืช
อื่นๆ ทั้งหมดที่นําเอายีนจากไวรัสใบดางจุดวงแหวนสายพันธุ
ไทยไปใชประโยชน รวมทั้ ง เกษตรกรและแมกระทั่ ง ธุ ร กิ จ
ที่เกี่ยวของก็ไดรับผลกระทบดวย เพราะอาจถูกเรียกเก็บคา
สิทธิบัตรสูงถึง 35 เปอรเซ็นต ของยอดขายจากผลิตภัณฑ

10 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 10 1/1/70 7:38:29 AM


หากพบวาเกี่ยวของกับสิทธิบัตรที่เขาจดเอาไว
การที่ รั ฐ บาลสหรั ฐ ฯ อนุ ญ าตใหมี ก ารจดสิ ท ธิ บั ต ร
ดังกลาว ถือวาเปนภัยคุกคามตอความมัน่ คงทางอาหาร ละเมิด
อธิ ป ไตยของประเทศไทย และเปนการละเมิ ด อนุ สั ญ ญา
ระหวางประเทศ ที่ระบุใหทรัพยากรชีวภาพภายใตดินแดนของ
ประเทศใด ตองอยูภายใตสิทธิอธิปไตยของประเทศนั้น

จากขอเท็จจริงที่วา ผลเสียของพืชจีเอ็มโอตองใชเวลานาน
หลายปกวาจะมองเห็นและยืนยันไดวาเกิดจากจีเอ็มโอจริง แมวาจะมี
ขอดีตางๆ ชัดเจน เชน เพิ่มผลผลิตอาหารของมนุษย ทําใหพืชทนทาน
ตอโรคและแมลงบางจําพวก ฯลฯ ปจจุบันแวดวงวิทยาศาสตรจึงยัง
ไมมีขอสรุปวา ตกลงพืชจีเอ็มโอมีคุณมากกวาโทษหรือไม
แตที่ แ นๆ คื อ จี เ อ็ ม โอมี ส วนชวยบอนทํ า ลาย “ความ
หลากหลายทางชีวภาพ” (biodiversity) ในระบบนิเวศ ซึ่งเปนหนึ่งใน
กุ ญ แจที่ สํ า คั ญ ที่ สุ ด ในแนวคิ ด การเกษตรแบบยั่ ง ยื น (sustainable
agriculture) ซึ่งหมายถึงวิถีการเกษตรที่ไมทําลายสมดุลธรรมชาติ
ไมสงผลเสียในระยะยาวตอสังคมมนุษยหรือสิ่งแวดลอม
เพราะความซั บ ซอนของระบบนิ เ วศ ที่ เ ชื่ อ มโยงสรรพสิ่ ง
ทั้งมวลในธรรมชาติเขาดวยกันดวยเหตุปจจัยนับไมถวนซึ่งลวนมอง
ดวยตาเปลาไมเห็ น เปนสิ่ ง ที่ ม นุ ษ ยไมมี วั น เขาใจไดอยางถองแท
ยิ่งมนุษยพยายาม “ฝนธรรมชาติ” เทาไร หายนะก็ยิ่งคืบคลานเขามา
เร็วขึ้นเทานั้น
ตอนนี้เราเริ่มมองเห็นเคาลางของหายนะนั้นแลว จากปญหา
ใหญระดั บ โลกสองประการที่ เ กษตรกรทั่ ว โลกกํ า ลั ง ประสบ นั่ น คื อ
ปญหาการขาดแคลนน้ำ ที่มีสาเหตุหลักมาจากการสูบน้ำมาใชเกิน
ขนาด และปญหาโลกรอน ที่สงผลใหผลผลิตพืชผลตกต่ำทั่วโลก ซึ่งนับ
เปนขาวราย โดยเฉพาะเมื่อคํานึงวาปจจุบันโลกเรามีประชากรกวา 6.5

สฤณี อาชวานันทกุล :: 11

HOT ROUND&CROWDED.indd 11 1/1/70 7:38:30 AM


พันลานคนแลว ปญหาเหลานี้ไดสงแรงกดดันตอระบบการเกษตร จน
ผูเชี่ยวชาญจํานวนมากออกมาเตือนวา ในชวงเวลา 50 ปขางหนา ระบบ
การเกษตรทั้งโลกตองผลิตอาหารใหไดในปริมาณมากกวาที่เคยผลิตมา
ตลอด 10,000 ปที่ผานมารวมกัน เพื่อเลี้ยงคนจํานวนนี้และสมาชิกใหม
ที่ยังไมเกิด
ในสถานการณเชนนี้ การเกษตรแบบไมใชสารเคมีโดยหวน
กลับไปพึ่งหรือเลียนแบบวิถีแหงธรรมชาติใหไดมากที่สุด หรือที่เรียก
กั น วา “เกษตรอิ น ทรี ย ” อาจเปนทางออกทางเดี ย วของมนุ ษ ยชาติ
และของโลก
แตถาเราถามใหลึกลงไปอีกชั้นหนึ่งวา อาหารปลอดสารพิษ
หรือผลิตภัณฑจากเกษตรอินทรียนั้น “ดีกวา” อุตสาหกรรมเกษตร
เชิงเดี่ยว ซึ่งเปน “เกษตรกระแสหลัก” ในโลกปจจุบัน “อยางไร” และ
“เพีย งใด” เราจะพบวาคํา ตอบนั้นซับซอนกวาที่คิด โดยเฉพาะใน
ประเทศพัฒนาแลวอยางสหรัฐอเมริกา ซึ่งตลาดอาหารปลอดสารพิษมี
มูลคากวา 12,800 ลานเหรียญสหรัฐ และมีราคาเฉลี่ยสูงกวาอาหาร
ปกติถึงรอยละ 28 (เพราะผูบริโภคยินดีจายเงินแพงกวาปกติ แลกกับ
ความเสี่ยงตอสุขภาพที่ลดลง)
ตัวเลขเหลานี้ ทําใหอาหารปลอดสารพิษเปนตลาดที่เติบโต
ไมต่ำกวารอยละ 20 ตอป มีผูเลนจํานวนมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งบริษัท
ผูผลิตอาหารยักษใหญหลายรายที่เคยชินกับเกษตรกระแสหลัก ทําให
กิจการเกษตรอินทรียในหลายพื้นที่ไมใชอุตสาหกรรมในครัวเรือนแบบ
“พอเพียง” อีกตอไป หากกลายเปน “อุตสาหกรรมอาหารปลอดสารพิษ”
ที่ถลุงทรัพยากรธรรมชาติไมแพอุตสาหกรรมอาหารกระแสหลัก โดย
เฉพาะเมื่อผูซื้อที่ตองการบริโภคอาหารปลอดสารพิษ อาศัยอยูไกลจาก
แหลงผลิตนับพันกิโลเมตร จนตองสิ้นเปลืองพลังงานที่ใชในการขนสง
อาหาร (โดยเฉพาะน้ำมันรถบรรทุกและเครื่องบิน) เปนปริมาณหลาย
เทาของพลังงานที่ประหยัดไปไดในขั้นตอนการผลิต

12 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 12 1/1/70 7:38:30 AM


สําหรับขอดีและขอพึงระวังของอาหารปลอดสารพิษ ผูเขียนจะ
ขอแปลและเรี ย บเรี ย งบางตอนจากหนั ง สื อ เรื่ อ ง The Omnivore’s
Dilemma (ปญหาเขาควายของคนกินไมเลือก) โดย ไมเคิล พอลลัน
(Michael Pollan) ดังตอไปนี้:

พืชผักที่ปลูกโดยกรรมวิธีธรรมชาติ นอกเหนือจากขอเท็จจริง
วาปลอดยาฆาแมลงและสารเคมีที่อาจเปนพิษตอรางกาย มันยังไดรับ
การยืนยันจากงานวิจัยของ University of California, Davis (2003) วา
นาจะมีประโยชนตอรางกายมนุษยมากกวาพืชผักที่ปลูกตามวิถีเกษตร
กระแสหลัก เพราะมีวิตามินและสารประเภทโพลีฟนอล (polyphenol)
สูงกวา โพลีฟนอลคือสารชวยกระบวนการสันดาป (metabolism)
ในรางกาย เพิ่ ง ถู ก คนพบเมื่ อ ไมนานมานี้ ว า มี บ ทบาทสํ า คั ญ ตอ
สุขอนามัยและโภชนาการของมนุษย โพลีฟนอลบางตัวเปนสารตาน
อนุมูลอิสระ (antioxidant) ที่ทรงพลัง บางตัวชวยตอสูหรือตอตานโรค
มะเร็ง และบางตัวก็ชวยกําจัดเชื้อโรคในรางกาย
การคนพบสารประเภทโพลีฟนอลในผัก ชวยใหเรามีความรู
และความเขาใจในกระบวนการเคมีและชีววิทยาของอาหารอยางลึกซึ้ง
กวาเดิม ในอดีตที่ผานมา ความเขาใจขั้นพื้นฐานของเราในดานนี้เพิ่ง
เริ่มขึ้นเมื่อตนคริสตศตวรรษที่สิบเกา เมื่อนักเคมีคนพบสารโปรตีน
คารโบไฮเดรตและไขมั น เปนครั้ ง แรก ตอนนั้ น นั ก เคมี จํ า นวนมาก
เชื่อมั่นวา พวกเขาไดคลี่คลายปริศนาของโภชนาการมนุษยแลวโดย
สมบูรณ แตหลายคนก็ยังของใจวา หากมนุษยตองการแตสารอาหาร
เหลานี้จริง เหตุใดคนบางคน เชน กะลาสีเรือที่อยูกลางทะเลนานๆ
จึงเจ็บไขไดปวยทัง้ ๆ ทีไ่ ดรับสารเหลานีค้ รบถวน ปริศนาขอนีถ้ กู ไขเมือ่
นักวิทยาศาสตรคนพบวิตามิน กุญแจสําคัญดอกที่สองของโภชนาการ
และเมือ่ กุญแจดอกทีส่ าม คือโพลีฟนอลในผัก ถูกคนพบเมือ่ ไมนานมานี้
เราก็กําลังเรียนรูวาผักปลอดสารพิษมีประโยชนตอรางกายมากกวาผัก

สฤณี อาชวานันทกุล :: 13

HOT ROUND&CROWDED.indd 13 1/1/70 7:38:31 AM


ที่ปลูกในอุตสาหกรรมอาหารอยางไรบาง (โพลีฟนอลอาจเปนคําอธิบาย
ดวยวา เหตุใดอาหารแปรรูป [processed food] ที่ใสวิตามินเสริม จึงยัง
ไม “ดี” ตอรางกายเทากับอาหารสด)
ในงานวิจยั ของ University of California, Davis ฉบับเดียวกันนี้
นักวิจัยยังไดตั้งขอสันนิษฐานสองขอที่อาจอธิบายไดวา เหตุใดพืชผัก
ที่ขึ้นตามธรรมชาติหรือปลูกโดยกรรมวิธีธรรมชาติ จึงมีสารประเภท
โพลีฟนอลมากกวาผักที่ปลูกโดยใชสารเคมี
สันนิษฐานขอแรกคือ พืชที่ขึ้นตามธรรมชาติสรางโพลีฟนอล
ขึ้ น มาตอสู กั บ แมลงและเชื้ อ โรคตางๆ ยิ่ ง พื ช ตองตอสู กั บ แมลงและ
เชื้อโรคมากเทาไร ก็จะยิ่งผลิตโพลีฟนอลออกมามากเทานั้น ดังนั้น
พืชที่ถูกมนุษย “ประคบประหงม” ดวยการฉีดยาฆาแมลงให ก็จะผลิต
โพลีฟนอลนอยลง เพราะมีมนุษยมาชวยแบงเบาภาระ
สันนิษฐานขอที่สองคือ ดินที่ใชปลูกพืชในอุตสาหกรรมเกษตร
กระแสหลักมีความหลากหลายทางชีวภาพต่ำกวา (เพราะถูกปุยเคมี
บอนทําลาย ฯลฯ) จึงไมสามารถให “วัตถุดบิ ” ที่พืชจําเปนตองใชในการ
สังเคราะหสารโพลีฟนอลอยางเพียงพอ ปุยเคมีอาจใหธาตุไนโตรเจน
ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม (N-P-K) ไดอยางพอเพียงสําหรับการเจริญ
เติบโตของพืช แตไมไดใหสารอื่นๆ ที่พืชตองใชในการผลิตสารโพลี-
ฟนอล (คงไมตางจากมนุษยที่อาจตัวใหญ แตใจแคบ หรือประเทศที่
เศรษฐกิจโตเร็ว แตปาไมหายหมด และอากาศเต็มไปดวยฝุนควัน)
นอกจากนี้ ความรูเรื่องโพลีฟนอลของเราก็ยัง “หยาบ” เกินกวาที่จะ
บอกไดวา สารโพลี ฟ นอลแตละตั ว มี คุ ณ สมบั ติ อ ะไรบาง และมี
องคประกอบอะไรบาง
แมวาอาหารปลอดสารพิ ษ นาจะ “ดี ” ตอรางกายของเรา
มากกวาอาหารที่ เ ปนผลิ ต ผลของเกษตรกระแสหลั ก แตก็ ไ มได
หมายความวา ในมิติอื่นนอกเหนือจากเรื่องสุขภาพ จะ “ดี” กวาเกษตร
กระแสหลักมากมาย ยกตัวอยางเชน ไกหลายยี่หอที่โฆษณาวาถูกเลี้ยง

14 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 14 1/1/70 7:38:31 AM


ดวยกรรมวิธีธรรมชาติ (“free range”) ในอเมริกา ถูกเลี้ยงอยางแออัด
ในพื้นที่แคบๆ ที่กวางกวาไกซีพีเพียงไมกี่ตารางเซนติเมตรตอตัว และ
ไกเหลานี้ก็ถูกปลอยใหออกไป “วิ่งเลน” ในสนามหญาเขียวขจีนอก
โรงเรือนเพียงสองสัปดาห กอนจะถูกฆา (เพราะคนเลี้ยงกลัววาไก
จะติดเชื้อโรคจากโลกภายนอก)
ถึ ง แมวาการเพาะปลู ก แบบเกษตรอิ น ทรี ย จะชวยประหยั ด
พลังงานไดกวาหนึ่งในสามเมื่อเทียบกับเกษตรกระแสหลัก พลังงานที่
ประหยัดไดนั้นก็อาจหมดไปกับพลังงาน (โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล) ที่ใช
ในการขนสงปุยหมักจากผูผลิตมายังไรนา ถาเกษตรกรไมไดทําปุยหมัก
เองในบริ เ วณใกลเคี ย ง และหากเราลองคํ า นวณพลั ง งานที่ ต องใช
ในการบรรทุกอาหารปลอดสารพิษมาสูจานผูบริโภค เราก็อาจพบวา
กระบวนการผลิตและขนสงอาหารปลอดสุขภาพนั้นไมได “ยั่งยืน” กวา
เกษตรกระแสหลักเทาไรนัก ยกตัวอยางเชน บนหิ้งขายอาหารปลอด
สารพิษในราน Whole Foods ในเมืองซานฟรานซิสโกของอเมริกา มี
ผักแอสปารากัสปลอดสารพิษที่ปลูกในประเทศอารเจนตินา บินมาสง
ดวยเครื่องบินโบอิง 747, ลูกแบล็กเบอรีปลอดสารพิษที่บรรทุกใสรถ
สิบลอสงมาจากเม็กซิโก และผักปลอดสารพิษซึ่งถูกแชแข็งที่อุณหภูมิ
ต่ำกวาศูนยองศาเซลเซียสทันทีที่ถูกถอนจากแปลงผักในรัฐแอริโซนา
ซึ่ ง อยู หางไปหลายรอยกิ โ ลเมตร เพื่ อ ใหแนใจวาจะ “สดใหมเสมอ”
สำหรับผูบริโภค
ความยอนแยง (paradox) เชนนี้ ข องอาหารปลอดสารพิ ษ
ระหวางกระบวนการผลิตที่เปนมิตรตอธรรมชาติและประหยัดพลังงาน
กับกระบวนการขนสงที่มีผลหักลางประโยชนเหลานั้น ทําใหผูนิยม
อาหารปลอดสารพิษที่เปยมดวยจิตสาธารณะจํานวนไมนอยทั่วโลก
กําลังรณรงควาเราไมควรบริโภคอาหารปลอดสารพิษเพียงอยางเดียว
แตควรเรียกรองใหแหลงที่มาของอาหารอยูในรัศมีพอควรจากบาน
เรือนของผูบริโภคดวย เชน ไมเกิน 100 กิโลเมตร เพื่อจะไดไมตอง

สฤณี อาชวานันทกุล :: 15

HOT ROUND&CROWDED.indd 15 1/1/70 7:38:32 AM


สิ้นเปลืองพลังงานในการขนสง ดีไซเนอรจํานวนไมนอยกําลังขานรับ
ตอความตองการเหลานี้ เชน อังเดร วิลจอน (Andre Viljoen) สถาปนิก
ชาวอั ง กฤษ เสนอใหรั ฐ บาลเจี ย ดพื้ น ที่ ส าธารณะในเมื อ ง เชน ริ ม
ทองถนน พื้นที่ขางตลาด และแมกระทั่งแมน้ำลําคลองที่ไหลผานเมือง
สําหรับการปลูกพืชผักสวนครัว
วิลจอนบอกวาความคิดเรื่องฟารมในเมือง (city farm) ของเขา
ไมใชเรื่องใหม เขายกตัวอยางถึงประเทศคิวบา ซึ่งพบเห็นฟารมแบบนี้
ไดทั่วไปในหลายเมือง นอกจากฟารมในเมืองจะชวยลดคาใชจายในการ
ขนสงอาหาร ชวยใหทุกคนรูสึกสดชื่นมีชีวิตชีวามากกวาเดิมที่ไดเห็น
“พื้นที่สีเขียว” ยังชวยใหชาวกรุงรูสึกเปนสวนหนึ่งของกระบวนการ
ผลิตอาหาร–อาชีพดั้งเดิมที่สุดของมนุษยชาติ ที่กําลังเรียกรองใหเรา
หวนกลับไปทบทวนบทเรียนของบรรพบุรุษในอดีต กอนที่อาหารตาม
ธรรมชาติจะหมดโลก จนลูกหลานเราในอนาคตตองบริโภคเม็ดอาหาร
สังเคราะห ไมตางจากตัวละครในนิยายวิทยาศาสตร.

ตีพิมพครั้งแรกใน หนังสือพิมพ ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2550

16 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 16 1/1/70 7:38:32 AM


HOT ROUND&CROWDED.indd 17 1/1/70 7:38:33 AM
ความเสี่ยงในระบบการเงินยุคโลกาภิวัตน

18 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 18 1/1/70 7:38:33 AM


แมวากระแสโลกาภิวัตนดานการเงินกําลังเอื้ออํานวยใหผูคนจํานวน
มากกวาเคยในอดีตสามารถเขาถึงแหลงทุนราคาถูก ที่จําเปนอยางยิ่ง
ตอการยกระดับฐานะหรือคุณภาพชีวิต และนวัตกรรมทางการเงิน
ใหมๆ ก็ชวยใหสถาบันการเงินและระบบเศรษฐกิจสามารถรองรับและ
กระจายความเสี่ยงไดดีกวาเดิม แตก็ยังมีปรากฏการณในโลกการเงิน
จํ า นวนไมนอยที่ ทํ า ใหเราสงสั ย วา ระบบการเงิ น โลกในปจจุ บั น นั้ น
มีระดับความเสี่ยง “นอย” กวาเดิมจริงหรือ และ “ผูจัดการการลงทุน”
ยุคใหม โดยเฉพาะผูจัดการกองทุนเก็งกําไรระยะสั้น (hedge fund)
นั้นมีพฤติกรรมที่ชวยลดความเสี่ยง หรือเพิ่มความเสี่ยงใหกับระบบ
การเงินกันแน
ปรากฏการณในโลกการเงิ น มั ก เกิ ด ขึ้ น ตอเนื่ อ งเปนลู ก โซ
ในทางทีเ่ ราไมอาจคาดเดาผลกระทบไดตัง้ แตแรก ตัวอยางทีเ่ กิดขึน้ เมือ่
ปลายป พ.ศ. 2549 และตอเนื่องจวบจนปจจุบัน คือปญหาการผิดนัด
ชําระหนี้ของลูกหนี้สินเชื่อบานซับไพรมในอเมริกา สงผลใหมูลคาของ
Collateralized Debt Obligations (ซีดีโอ) ซึ่งเปนอนุพันธทางการเงินที่
อางอิงกับความสามารถในการชําระหนี้ของลูกหนี้เหลานั้น ลดลงอยาง

สฤณี อาชวานันทกุล :: 19

HOT ROUND&CROWDED.indd 19 1/1/70 7:38:33 AM


ฮวบฮาบ ทำใหกองทุนจํานวนมากที่ลงทุนในซีดีโอเหลานี้ตองขายเงิน
ลงทุนในตลาดอื่นๆ เชนตลาดหุนไทย เพื่อหาเงินไป “โปะ” ผลขาดทุน
จากซีดีโอ และในเมื่อนักลงทุนจํานวนมากเหลานี้เปนสถาบันการเงิน
ตัวกลางเสียเอง ก็ทําใหความเชื่อมั่นในตลาดสินเชื่อตกวูบ เพราะใน
กรณีอยางนี้ นักลงทุนรายอื่นๆ ไมสามารถมั่นใจไดวาสถาบันการเงิน
เหลานี้จะขาดทุนจากธุรกรรมดังกลาวมากนอยเพียงใด
ความไมมั่นใจนี้สงผลใหนักลงทุนกลาเสี่ยงนอยกวาเดิม เลือก
เก็บเงินไวกับตัว (หรือในบัญชีเงินฝากธนาคาร) สบายใจกวา ทําให
สภาพคลองในระบบลดลง อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นพุงสูงขึ้น ภาวะที่
ภาษาเศรษฐศาสตรเรียกวา “เงินกูฝด” (credit crunch) ไดสรางความ
ลําบากใหกับบริษัทและบุคคลธรรมดาที่ตองการใชเงินกูโดยสุจริต เชน
เพื่อขยายธุรกิจ ผอนบาน สงลูกเรียนสูงๆ ฯลฯ
ในบรรดานักเศรษฐศาสตรการเงินที่ติดตามพฤติกรรมของ
ผูจัดการกองทุนควบคูไปกับนวัตกรรมทางการเงินใหมๆ ผูเขียนคิดวา
มีนอยคนที่มีความคิดแหลมคมและมีวิสัยทัศนดีเทากับ รากุราม ราจัน
(Raghuram Rajan) อาจารยประจํ า มหาวิ ท ยาลั ย ชิ ค าโก ผู เขี ย น
บทความชิ้นเอกเรื่อง “Has Financial Development Made the World
Riskier?” (พัฒนาการดานการเงินทําใหโลกเสี่ยงกวาเดิมหรือไม?) ในป
พ.ศ. 2548 ระหวางทีเ่ ขาดํารงตําแหนงผูอํานวยการฝายวิจยั ของกองทุน
การเงินระหวางประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)
ในบทความที่ ตี พิ ม พกอนเกิ ด ปญหาซี ดี โ อนานนั บ ปชิ้ น นี้
ราจันชี้ใหเราเห็นความเสี่ยงของระบบการเงินโลก ซึ่งมีรากมาจากแรง
จูงใจของสถาบันการเงินตัวกลางที่ไมตรงกับความตองการของเจาของ
เงินซึ่งพวกเขาเก็บรักษาใหหรือลงทุนแทน ทําใหธนาคาร “เคยตัว”
กวาเดิ ม จนปลอยกู แบบ “หละหลวม” มากขึ้ น สวนดานผู จั ด การ
กองทุนเอง ก็มีแรงจูงใจที่จะแบกรับความเสี่ยงมากกวาเดิม เพื่อตามลา
หาผลตอบแทนสูงๆ ใหกับเจาของเงินในภาวะที่ระบบการเงินโลกมี
สภาพคลองสู ง มาก (ถาอธิ บ ายแบบภาษาชาวบานก็ ค งแปลไดวา
20 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 20 1/1/70 7:38:34 AM


เปนภาวะที่ ค นมี “เงิ น ” มากกวามี “ของ” ใหซื้ อ ก็ เ ลยตองไปซื้ อ
“กระดาษ” ที่ไมใช “ของ” จริงๆ เชน ตราสารอนุพันธซึ่งมีมูลคาอางอิง
กับมูลคาที่ดิน)
เนื่ อ งจากบทความของราจั น ชวยใหเราเขาใจลั ก ษณะของ
ระบบการเงินโลกที่ “เปราะบาง” กวาที่เราคาดคิด และทําใหเขาใจ
พฤติกรรมของสถาบันการเงินตัวกลางสมัยใหมที่ “เสี่ยง” กวาที่เรา
คาดหวัง ผูเขียนจึงขอแปลและเรียบเรียงบางตอนจากบทความของ
ราจันมาลงในตอนนี้:

ที่ผานมา ความเปลี่ยนแปลงหลายประการชวยพลิกโฉมหนา
ของโลกการเงิน และทําใหตลาดการเงินมีทั้งความลึกและความกวาง
มากกวาเดิ ม ความกาวหนาทางเทคโนโลยี นโยบายเปดเสรี ท าง
การเงิน และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสรางสถาบัน ที่กอใหเกิดสถาบัน
การเงินใหมๆ เชน กองทุนรวมลงทุน (private equity) และกองทุน
เก็งกําไรระยะสั้น ทําใหธนาคารพาณิชยในฐานะผูจัดสรรทุนมีบทบาท
นอยลง จนทําใหหลายคนเรียกปรากฏการณนี้วา “การปลดล็อคสถาบัน
ตัวกลาง” (disintermediation) แตชื่อนี้ไมคอยถูกตองทีเดียวนัก เพราะ
ถึ ง แมวาคนจํ า นวนมากจะไมเก็ บ เงิ น สวนใหญไวในบั ญ ชี เ งิ น ฝาก
ธนาคารอีกตอไป พวกเขาก็ยังสามารถลงทุนทางออมในตลาดทุน ผาน
กองทุนรวม บริษัทประกัน และกองทุนบํานาญ และลงทุนทางออมใน
บริษัทเอกชน ผานกองทุนเก็งกําไรระยะสั้น กองทุนรวมลงทุน และ
กองทุนประเภทอืน่ ๆ ผูจัดการสถาบันการเงินเหลานี้ ซึง่ รวมกันเรียกวา
“ผู จั ด การการลงทุ น ” ไดเขามาแทนที่ ธ นาคารพาณิ ช ย กลายเปน
สถาบันตัวกลางประเภทใหม ซึ่งคั่นกลางระหวางบุคคลธรรมดากับ
ตลาด
ในขณะเดี ย วกั น นวั ต กรรมทางการเงิ น ใหมๆ โดยเฉพาะ
กระบวนการแปลงสินทรัพยเปนทุน ชวยใหธนาคารพาณิชยสามารถ
“ขาย” ความเสี่ยงสวนใหญ ที่ติดมากับผลิตภัณฑสินเชื่อ “พื้นฐาน”
สฤณี อาชวานันทกุล :: 21

HOT ROUND&CROWDED.indd 21 1/1/70 7:38:34 AM


ทั้งหลายของพวกเขา ออกไปนอกงบดุลได (เชน ดวยการแปลงสินเชื่อ
บานเปนหลักทรัพย เพื่อขายตอใหกับนักลงทุน) ทําใหไดเงินสดและ
บันทึกกําไรจากการขายไดทันที ประโยชนขอนี้ทําใหธนาคารพาณิชย
นิยมทําธุรกรรมนี้กันอยางกวางขวาง อยางไรก็ตาม การที่ธนาคารยัง
ตองแบกกอนที่เปน “ความเสี่ยงสูงสุด” ของสินเชื่อ ซึ่งเปนสวนที่นัก
ลงทุนไมตองการ ไวในงบดุล ทําใหสินทรัพยความเสี่ยงสูงและสภาพ
คลองต่ำของธนาคารพาณิชยทั่วโลก มีสัดสวนสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับ
สินทรัพยประเภทอื่นๆ
ในอดีต คาตอบแทนของผูจัดการธนาคาร (สถาบันการเงิน
ตัวกลางแบบดั้งเดิม) อยูในรูปเงินเดือนเปนหลัก ผูถือหุนธนาคารไมมี
ความจําเปนใดๆ ที่จะเสนอคาตอบแทนสูงลิบลิ่วใหกับผูจัดการ เพราะ
การกํ า กั บ ดู แ ลอยางเขมงวดของภาครั ฐ ทํ า ใหการแขงขั น ระหวาง
ธนาคารในสมัยนั้นไมคอยรุนแรง และการเสนอคาตอบแทนสูงๆ ก็อาจ
บิดเบือนแรงจูงใจของผูจัดการ ใหวิ่งเขาหาความเสี่ยงมากกวาที่ควรจะ
เปน นอกจากนี้ โครงสรางเงินทุนของธนาคารที่คอนขางออนไหวตอ
สภาพตลาดและความเชื่อมั่นของประชาชน (เชน ถาประชาชนขาด
ความมั่นใจจนแหถอนเงินฝาก ธนาคารก็จะประสบปญหาขาดสภาพ
คลองอยางรุ น แรง หรื อ ที่ เ รี ย กวา bank run) เปรี ย บเสมื อ นกลไก
ควบคุมผูจัดการไมใหเสี่ยงมากเกินไป
ทั้งหมดนี้แปลวา ผูจัดการธนาคารมีแรงจูงใจที่จะทํางานแบบ
อนุรักษนิยมคอนขางมาก ผูฝากเงินก็สบายใจที่ธนาคารไมเอาเงินฝาก
ไปเสี่ยง ผูถือหุนธนาคารก็ไมเดือดรอนเพราะธนาคารจายปนผลได
สม่ำเสมอ ในภาวะที่การแขงขันยังไมรุนแรงมาก ธนาคารมีบทบาทสูง
ในการจัดสรรทุน ไมตองแยงลูกคากับตลาดทุนและตลาดเงินดังเชน
ปจจุบัน
แตในโลกการเงินสมัยใหม ผูจัดการการลงทุน (สถาบันการเงิน
ตัวกลางแบบใหม) ไมสามารถรับเงินเดือนแบบ “นอยแตมั่นคง” เหมือน

22 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 22 1/1/70 7:38:35 AM


ผู จั ด การธนาคารได เพราะพวกเขามี ห นาที่ แ สวงหาแหลงลงทุ น ที่
ทำกํ า ไรสู ง สุ ด ใหกั บ เจาของเงิ น ทํ า ใหตอง “ผู ก ” คาตอบแทนของ
พวกเขาเขากับอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนที่ทําได โดยเฉพาะเมื่อ
เปรียบเทียบกับคูแขง (กองทุนรายอื่น) แรงจูงใจดังกลาว ประกอบกับ
ขอเท็จจริงที่วา เจาของเงินสามารถโยกยายเงินลงทุนไปใหกองทุน
รายอื่นบริหารแทนไดอยางงายดาย ทําใหอัตราผลตอบแทนที่นักลงทุน
(เจาของเงิน) ไดรับ ยิ่งเกี่ยวโยงกับระดับคาตอบแทนของผูจัดการ
การลงทุนมากขึ้นไปอีก
ลักษณะแรงจูงใจของผูจัดการการลงทุนแตกตางจากแรงจูงใจ
ของผูจัดการธนาคาร ในสองประเด็นสําคัญคือ
ประเด็นแรก เนื่องจากผูจัดการการลงทุนจะไดรับคาตอบแทน
สูงกวาเดิมถาทํากําไรไดสูงๆ ผูจัดการการลงทุนจึงมีแรงจูงใจที่จะเสี่ยง
มากกวาปกติ (เพราะหลักการพื้นฐานในโลกการเงินคือ ยิ่งเสี่ยงมาก
ยิ่งมีแนวโนมจะไดกําไรมาก)
ประเด็นที่สอง ผลการดําเนินงานเชิงเปรียบเทียบของผูจัดการ
การลงทุน (คือเปรียบเทียบกับผลงานของกองทุนอื่นๆ) เปนปจจัย
สําคัญที่ถูกใชเปนเกณฑกําหนดคาตอบแทนของผูจัดการการลงทุน
และดังนั้นจึงอาจทําใหพวกเขามีแรงจูงใจที่ไมถูกตองหรือไมเหมาะสม
เชน ลงทุนในหลักทรัพยที่อาจประสบผลขาดทุนรายแรง แตความเปน
ไปได (probability) ของกรณีรายแรงนั้นอยูในระดับต่ำ (ในสายตาของ
ผูจัดการการลงทุน) ในขณะที่หลักทรัพยนั้นใหอัตราผลตอบแทนงามๆ
ในกรณีสวนใหญที่มีแนวโนมวาจะเกิดขึ้นบอยครั้งกวา
นอกจากนี้ ผูจัดการการลงทุนจํานวนมากก็เลือกลงทุนแบบ
“แหตาม” คูแขง (herd mentality) ซึ่งเปรียบเสมือนการ “ซื้อประกัน”
วาอยางนอยผลการดํ า เนิ น งานของพวกเขาจะไมดอยไปกวาคู แขง
(เพราะถาดอยกวา ก็หมายความวาจะไดรับคาตอบแทนสวนตัวนอยลง)
พฤติกรรมลงทุนแบบ “แหตามกัน” แบบนี้ อาจทําใหราคาสินทรัพยที่

สฤณี อาชวานันทกุล :: 23

HOT ROUND&CROWDED.indd 23 1/1/70 7:38:35 AM


ไปลงทุ น ปรั บ ตั ว สู ง ขึ้ น กวามู ล คาที่ แ ทจริ ง (fundamental value)
คอนขางมากและรวดเร็ว
พฤติกรรมทั้งสองประเภทของผูจัดการการลงทุน (เสี่ยงมาก
กวาปกติ และลงทุนแบบแหตาม) อาจสงผลกระตุนซึ่งกันและกันในชวง
ที่ราคาสินทรัพยปรับตัวสูงขึ้น (asset price boom) ซึ่งเปนภาวะที่
ผูจัดการการลงทุนจํานวนมากรูสึกวา พวกเขา “รับได” กับความเสี่ยง
ผลกระทบสู ง ที่ มี ค วามเปนไปไดต่ ำ (low probability “tail” risk)
ที่ราคาสินทรัพยอาจตกวูบลงสูระดับที่สะทอนมูลคาแทจริงไดอยาง
เฉียบพลัน และการที่พวกเขาเห็นคูแขงจํานวนมากลงทุนในสินทรัพย
ประเภทเดียวกัน ก็ยิ่งทําใหรูสึกอุนใจวา อยางนอยผลการดําเนินงาน
ของพวกเขาก็คงไมย่ำแยไปกวาคูแขง (underperform) ในชวงที่ภาวะ
ตลาดขาขึ้นกลับกลายเปนขาลง
แรงจูงใจทํานองนี้ของผูจัดการการลงทุนจะพุงสูงกวาเดิมใน
ภาวะดอกเบี้ ย ต่ ำ เพราะสถานการณแบบนั้ น ทํ า ใหพวกเขายิ่ ง ตอง
“วิ่งหาผลตอบแทน” สูงๆ ในตลาด และก็สามารถกูเงินไป “ตอยอด”
กํ า ไรไดดวยตนทุ น ต่ ำ แปลวาสถานการณแบบนี้ ยิ่ ง เอื้ อ ตอการเกิ ด
ภาวะ “ฟองสบู” (ราคาสินทรัพยพุงสูงกวามูลคาที่แทจริงหลายเทา)
มากกวาเดิม
ประเด็นที่นาขบคิดคือ ในโลกแบบนี้ ธนาคารพาณิชยทั้งหลาย
จะสามารถทําหนาที่เปน “ผูมอบสภาพคลอง” ใหกับระบบการเงินอยาง
เพียงพอหรือไม ในกรณีที่ความเสี่ยงผลกระทบสูงที่มีความเปนไปไดต่ำ
(“tail” risk) นั้นเกิดปะทุขึ้นมาจริงๆ เพราะธนาคารพาณิชยปจจุบัน
ได “ยกความเสี่ยง” บางสวนออกไปนอกงบดุล ดวยการใชนวัตกรรม
ทางการเงินใหมๆ ดังที่ไดเกริ่นไปกอนหนานี้แลว และดังนั้นจึงตอง
พึ่งพาสภาพคลองในตลาดเสียเอง เพื่อปองกันหรือกําจัดความเสี่ยง
(hedge) จากนวัตกรรมเหลานัน้ ใหเหลือนอยทีส่ ดุ เทาทีจ่ ะทําได แปลวา
งบดุ ล ของธนาคารมี ค วามออนไหวตอตลาดมาก ซึ่ ง หมายความวา

24 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 24 1/1/70 7:38:36 AM


ในชวงวิกฤตที่สภาพคลองในตลาดเหือดหาย ธนาคารพาณิชยอาจไม
สามารถทําหนาที่มอบสภาพคลองไดอยางที่เคยเปน เพราะธนาคารก็
ตองการสภาพคลองไมตางจากนักลงทุนรายอื่นๆ (นี่เปนเหตุผลหนึ่งที่
ธนาคารกลางอาจจําเปนตองแทรกแซงตลาดยามวิกฤต ในฐานะผูมอบ
สภาพคลองขั้นสุดทาย [liquidity provider of last resort] ใหกับระบบ
การเงิน)
สิ่ ง ที่ ก ลาวมาทั้ ง หมดนี้ ห มายความวา ถึ ง แมระบบการเงิ น
ปจจุบันจะมีจํานวนผูเลนที่สามารถรองรับความเสี่ยงไดมากกวาเดิม
แตความเสี่ยงโดยรวมของระบบกลับอยูในระดับสูงกวาในอดีต ตาม
ทฤษฎีการเงิน ผูเลนในตลาดควรมีความหลากหลายทั้งดานความเห็น
(เชน ระดับความเสี่ยงที่ “รับได”) และการกระทํา เพื่อใหความเสี่ยง
โดยรวมของระบบถูก “กระจาย” อยางมีประสิทธิภาพ แตในความ
เปนจริง การแขงขันระหวางผูจัดการการลงทุนและรูปแบบคาตอบแทน
ที่ อ ธิ บ ายไปแลวขางตน สงผลใหพฤติ ก รรมของผู จั ด การการลงทุ น
มีความคลายคลึงกันมากกวาที่ทฤษฎีพยากรณไว ระบบการเงินไดอิง
กั บ วั ฏ จั ก รธุ ร กิ จ (pro-cyclicality) มากกวาในอดี ต และทํ า ใหเรา
ไมสามารถกําจัดความเสี่ยงที่จะทำใหเกิดวิกฤตการเงินขั้นรุนแรงได
ทั้งหมด (ถึงแมวาความเปนไปไดของกรณีนั้นอาจมีระดับต่ำมาก)
ราจันเสนอวา วิธีหนึ่งที่ผูกํากับดูแลภาครัฐควรใชเพื่อลดระดับ
การบิดเบือนแรงจูงใจของผูจัดการการลงทุน เพื่อพยายามปรับเปลี่ยน
พฤติ ก รรมของพวกเขาใหเปนไปในทางที่ ส อดคลองกั บ ประโยชน
สวนรวมมากขึ้น (ความเสี่ยงของระบบการเงินลดลง) คือ ใหภาครัฐเริ่ม
กํากับดูแลวิธกี ารจายคาตอบแทนของผูจัดการการลงทุน (compensation
regulation) เชน บังคับใหคาตอบแทนสวนหนึ่งของพวกเขาอยูในรูป
หุนของสถาบันที่พวกเขาทํางานให แลวเก็บเงินนั้นไวในบัญชีธนาคาร
(escrow account) และจายใหผูจัดการการลงทุนหลังจากเวลาผานไป
3-4 ป เพื่ อ พยายามกระตุ นใหพวกเขาลงทุ น แบบ “สายตายาว”

สฤณี อาชวานันทกุล :: 25

HOT ROUND&CROWDED.indd 25 1/1/70 7:38:36 AM


มากกวาเดิม ไมใชพยายามวิ่งหาผลตอบแทนระยะสั้นดวยการ “แห
ลงทุน” ในหลักทรัพยที่มีความเสี่ยงสูงเปนหลัก

อัมพาตดานนโยบายการเงินของประเทศร่ำรวยและไอเอ็มเอฟ

ในเมื่อระบบการเงินโลกมีความเสี่ยงสูงขนาดนี้ดังที่ราจันชี้ใหเราเห็น
คํ า ถามที่ น าคิ ด ตอไปคื อ เหตุ ใ ดจึ ง ยั ง ไมมี ป ระเทศใด หรื อ องคกร
โลกบาลใด รับเปน “เจาภาพ” ในการรวมกันคิดหาทางออกจากภาวะ
ลอแหลมตางๆ ในปจจุบัน ที่อาจนําไปสูวิกฤตทางการเงินระดับโลก
รอบใหม เชน ปญหาขาดดุลการคาอยางมหาศาลของอเมริกา และ
ความลักลั่นมากมายระหวางตลาดทุนกับภาคเศรษฐกิจจริงในประเทศ
กําลังพัฒนา ซึ่งตองพึ่งพา “เงินรอน” ที่เคลื่อนไหวขามพรมแดนเพียง
ชั่วพริบตา
ผูเขียนคิดวาบทความเรื่อง “The Way Forward for Global
Financial Policy” (หนทางขางหนาของนโยบายการเงินโลก) ที่เขียน
โดย เคนเน็ธ โรกอฟ (Kenneth Rogoff) อดีตผูอํานวยการฝายวิจัยของ
ไอเอ็มเอฟ ตีพิมพใน Project Syndicate เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.
2550 (http://www.project-syndicate.org/commentary/rogoff29/
English) ไดสรุปลักษณะสําคัญๆ ของ “อัมพาตของนโยบายการเงิน”
ซึ่งเปนสาเหตุสําคัญของปญหานี้ไวอยางดีเยี่ยม จึงขอนำมาแปลและ
เรียบเรียงไวในบทความนี:้

กระแสโลกาภิวัตนในภาคการเงินกําลังโหมกระพือไปทั่วโลก
ในขณะที่รัฐมนตรีคลังและผูวาการธนาคารกลางจากประเทศพัฒนา
แลวมาประชุมกันที่ไอเอ็มเอฟทุกครึ่งป แตอัมพาตทางนโยบายก็ยังคง
ดําเนินตอไป ดูเหมือนจะไมมีใครตกลงกันไดวาจะจัดการกับปญหา
ใหญๆ อยางไร ตัวอยางของปญหาเหลานั้นไดแก การขาดดุลการคา

26 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 26 1/1/70 7:38:37 AM


ของสหรั ฐ อเมริ ก าที่ เ ปราะบางขึ้ น เรื่ อ ยๆ และปญหาระบบการเงิ น
ออนแอในประเทศกําลังพัฒนาหลายประเทศ
อัมพาตทางนโยบายที่ผมพูดถึงนี้ เกิดขึ้นในสามระดับดวยกัน
กลาวคือ ในระดับแรก ประเทศร่ำรวยไมเต็มใจอยางยิ่งที่จะตกลงใช
นโยบายรวมใดๆ ก็ตามซึ่งอาจสงผลกระทบตอนโยบายในประเทศ
สหรัฐอเมริกาเปนประเทศที่แยที่สุดในแงนี้ รัฐมนตรีคลังอเมริกันชอบ
เทศนใหเพื่ อ นชาวตางชาติ ฟ งวา ระบบเศรษฐกิ จ ของอเมริ ก านั้ น
สมบูรณแบบอยางไร และเหตุใดประเทศอื่นๆ จึงควรเอาอยางอเมริกา
แตตรรกะนี้เริ่มฟงไมคอยขึ้น เมื่อเราเห็นปญหาที่กําลังปะทุขึ้นในภาค
อสังหาริมทรัพยของอเมริกา เงินจํานวนกวา 9 แสนลานเหรียญสหรัฐ
ที่อเมริกาจะตองกูจากตางประเทศภายในปนี้ (2007) คงไมใชสัญญาณ
บงบอกความแข็งแกรงของอเมริกาหรือความออนแอของประเทศอื่น
แนๆ
เปนเรื่องยากที่เราจะสรุปความคิดเห็นอันแตกแยกภายในทวีป
ยุ โ รป ฝรั่ ง เศสมองโลกาภิ วั ต นอยางระแวง ราวกั บ วากระแสนี้ เ ปน
กองกํ า ลั ง ของผู บุ ก รุ ก ในขณะที่ อั ง กฤษกลั บ มี มุ ม มองตรงกั น ขาม
อยางไรก็ตาม ชาวยุโรปโดยมากดูเหมือนจะเห็นพองตองกันวา สังคม
ของพวกเขาผลิตวิถีชีวิตที่ดีที่สุด แมวาระบบเศรษฐกิจจะมีประสิทธิ-
ภาพต่ำกวาอเมริกา นั่นเปนสาเหตุที่รัฐมนตรีคลังในยุโรปจะไมยอมรับ
งายๆ วาพวกเขาจําเปนจะตองเปลี่ยนแปลงนโยบายบางดานกันขนาน
ใหญ เพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากโลกาภิวัตนในภาคการเงิน
ประเทศญี่ ปุ นพยายามอยู เฉยๆ ซึ่ ง นั่ น ก็ เ ปนปกติ วิ สั ย ของ
พวกเขา ในฐานะ “ผูชนะ” รายใหญจากกระแสโลกาภิวัตน ญี่ปุน
พยายามหลีกเลี่ยงเสียงวิพากษวิจารณนโยบายการคาและการเงินของ
พวกเขา ซึ่งลวนแตเปนนโยบายที่ “ปดกั้น” (protectionist) มากกวา
นโยบายของประเทศร่ำรวยอื่นๆ และแนนอนวาพวกเขายอมไมอยาก
ถู ก กดดั น ใหตองขอโทษประชาคมโลก ที่ ตุ น เงิ น ทุ น สํ า รองระหวาง

สฤณี อาชวานันทกุล :: 27

HOT ROUND&CROWDED.indd 27 1/1/70 7:38:37 AM


ประเทศกวา 8 แสนลานเหรียญสหรัฐเอาไว เพื่อตานทานการแข็งคา
ของเงินเยน
ประเทศกําลังพัฒนาก็มีสวนผิดเหมือนกัน ผูดําเนินนโยบาย
จํานวนมากยังปกใจเชื่อผิดๆ วา การเปดประเทศใหทุนไหลเขาออก
จากตางประเทศโดยเสรี เปนตัวการหลักของวิกฤตการเงินในทศวรรษ
1990 ซึ่งนักวิชาการหัวเอียงซายบางคนทําใหมุมมองนี้ฟงดูนาเชื่อถือ
กวาความเปนจริง (ความเห็นเพิ่มเติมของผูเขียน: เพื่อความเปนธรรม
ตอนั ก วิ ช าการจํ า นวนไมนอย ที่ ไ มเคยปฏิ เ สธนโยบายเปดเสรี ท าง
การเงินอยางสิ้นเชิง โรกอฟนาจะขยายความตอดวยวา นักคิดหัวเอียง
ซายหลายคนไมไดมองวานโยบายเปดเสรีภาคการเงินเปนตัวการหลัก
ของวิกฤตการเงิน หากมองวา “การดําเนินนโยบายเปดเสรีภาคการเงิน
ในภาวะที่โครงสรางเชิงสถาบันยังออนแอ” ตางหาก ที่เปนความเสี่ยง
ซึ่งเอื้อตอการเกิดวิกฤตการเงิน กลาวอีกนัยหนึ่งคือ รัฐบาลประเทศ
กําลังพัฒนาควรเรงพัฒนาโครงสรางเชิงสถาบัน เชน กลไกการกํากับ
ดูแลของภาครัฐ และประสิทธิภาพของกลไกบริหารจัดการความเสี่ยง
ของธนาคาร ใหมีความแข็งแกรงกอนที่จะเปดตลาดเงินและตลาดทุน
ของประเทศ ในแงนี้ ประสบการณของประเทศไทยเปนตัวอยางที่ดี
ของกรณีดังกลาว เพราะความออนแอของโครงสรางสถาบันในไทยกอน
เกิดวิกฤตการเงินป พ.ศ. 2540 ทั้งในภาครัฐ [การกํากับดูแลธนาคาร
พาณิชยหละหลวมเกินไป และนโยบายตรึงอัตราแลกเปลี่ยนทําใหเกิด
ภาวะ capital ease หรือ “กูงาย” จนภาคเอกชน “เคยตัว” เพราะ
สามารถกูเปนเงินตราตางประเทศไดในอัตราดอกเบี้ยถูกกวาเงินกูสกุล
บาท โดยไมตองกังวลเรื่องความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยน] และภาค
เอกชน [ธนาคารพาณิชยและบริษัทไฟแนนซหลายแหงปลอยกูแบบ
ไมรัดกุมเทาที่ควร และบริษัทจํานวนมากก็นําเงินกูไป “จับเสือมือเปลา”
โดยไมไดเพิ่มผลผลิตที่แทจริง เชน เก็งกําไรที่ดิน หรือเลนหุน] เปน
สาเหตุสําคัญที่นําประเทศไปสูวิกฤตการเงิน)

28 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 28 1/1/70 7:38:38 AM


อันที่จริง ถารัฐบาลของประเทศกําลังพัฒนายอมใหคาเงินของ
ตั ว เองลอยตั ว เมื่ อ เที ย บกั บ ดอลลาร แทนที่ จ ะใชนโยบายตรึ ง อั ต รา
แลกเปลี่ยนอยางเขมงวด พวกเขาจะสามารถหลีกเลี่ยงวิกฤตสวนใหญ
หรื อ อยางนอยก็ บ รรเทาใหมั น รุ น แรงนอยกวาเดิ ม มาก แตในความ
เปนจริง พวกเขากลับใช “อันตรายของโลกาภิวัตนภาคการเงิน” เปน
ขออางที่จะปกปองระบบการเงินภายในประเทศซึ่งไรประสิทธิภาพและ
เต็มไปดวยการผูกขาดใหดำเนินตอไป การที่ระบบการเงินซึ่งลาหลัง
ไมสามารถจั ด สรรการลงทุ น อยางมี ป ระสิ ท ธิ ภ าพ คื อ สาเหตุ ใ หญที่
ผลักดันใหทุนไหลออกจากประเทศยากจน และไหลเขาสูอเมริกา
ทายที่สุด ไอเอ็มเอฟในฐานะองคกรโลกบาล ซึ่งมีหนาที่รักษา
เสถี ย รภาพของระบบการเงิ น โลก จะตองแสดงความเปนผู นํ า ให
มากกวาเดิม โดยเฉพาะในเมื่อตอนนี้ไอเอ็มเอฟเปนองคกรเดียวที่มี
ความชอบธรรมทั้งในแงการเมืองและในแงความรูความเชี่ยวชาญ ที่จะ
หาทางออกที่ทุกประเทศจะสามารถรวมมือกันทํา เพื่อรับมือกับโลกา-
ภิวัตนในภาคการเงิน
โชครายที่ ป จจุ บั น ไอเอ็ ม เอฟเองก็ เ ปนอั ม พาตดวยปญหา
ภายในเกี่ ย วกั บ ธรรมาภิ บ าลขององคกรเอง และปญหาใหญที่ สุ ด
ตอนนี้ คื อ การไรวิ ธี ที่ ดี ที่ จ ะคํ า นวณสั ด สวนสิ ท ธิ ก ารออกเสี ย งของ
ประเทศตางๆ เสียใหม เมื่อระดับอิทธิพลของประเทศตางๆ เปลี่ยนไป
ตามกาลเวลา สิ่งเรงดวนที่สุดในประเด็นนี้คือ การเพิ่มสัดสวนสิทธิ
ออกเสียงของทวีปเอเชีย
ประเทศร่ำรวยรูดีวามีชุดนโยบายหลักๆ สําหรับการจัดการกับ
ความไมสมดุลของดุลการคา ที่เราไดยินจนชินเพียงไมกี่ขอ เชน การ
เพิ่ม วินัยทางการคลังของอเมริกา การเพิ่มขีดการพึ่งพาอุปทานใน
ประเทศของยุ โ รปและเอเชี ย และระบบอั ต ราแลกเปลี่ ย นที่ ยื ด หยุ น
กวาเดิมในเอเชีย

สฤณี อาชวานันทกุล :: 29

HOT ROUND&CROWDED.indd 29 1/1/70 7:38:38 AM


แตตอนนี้ เ ปนเวลาที่ เ ราจะตองกาวไปอี ก ขั้ น หนึ่ ง ดวยการ
ผลั ก ดั น ใหประเทศกํ า ลั ง พั ฒ นาเรงเปดเสรี ภ าคการเงิ น ใหเร็ ว ขึ้ น
งานวิจัยสวนใหญเสนอวา ประเทศกําลังพัฒนาควรเปดเสรีทางการคา
กอนที่ จ ะเปดเสรี ท างการเงิ น ในขณะเดี ย วกั น ก็ ดํ า เนิ น นโยบาย
เศรษฐกิ จ มหภาคที่ มี เ สถี ย รภาพ และหลี ก เลี่ ย งนโยบายตรึ ง อั ต รา
แลกเปลี่ยน
อยางไรก็ตาม แมวาประเทศกําลังพัฒนาจํานวนมากกําลัง
ดํ า เนิ น นโยบายไปในทิ ศ ทางนั้ น แตตลกรายก็ คื อ ความทรงจํ า อั น
เลวรายเกี่ ย วกั บ ความพยายามที่ เ รงดวนเกิ น ขนาดของไอเอ็ ม เอฟ
ในการสงเสริมใหประเทศเหลานี้เปดเสรีตลาดทุน ยังเปนอุปสรรคตอ
การเปดเสรีในปจจุบัน ในชวงวิกฤตการเงินคุกรุน ความพยายามของ
ไอเอ็มเอฟที่จะบรรจุ “นโยบายเปดเสรีตลาดทุน” ลงในกฎบัตรของ
องคกร กลายเปนความลมเหลวดานประชาสัมพันธ แตตอนนี้คือเวลาที่
ทุกฝายควรจะหวนกลับมาทบทวนแนวคิดนี้กันใหม อยางนอยก็ใน
รูปแบบทีเ่ ปลีย่ นแปลงไปและมีความละเอียดออนมากขึน้ ระบบการเงิน
ที่ออนแอในประเทศกําลังพัฒนา คืออุปสรรคสําคัญตอการพัฒนาอยาง
มีสมดุล และระบบการเงินที่ออนแอ ก็เปนสาเหตุสําคัญของปญหา
ความไมสมดุลของดุลการคาโลกดวย
การผลักดันใหโลกเปดเสรีตลาดทุนมากขึ้นหลังวิกฤตการณ
ทางการเงินกลางทศวรรษ 1990 จะเปนประเด็นที่มีขอถกเถียงกัน
มากมาย แตแกนของความคิดนี้เปนสิ่งที่ถูกตอง ทั้งในเวลานั้นและใน
ปจจุบัน ในเมื่อเรายังไมมีกลไกจัดสรรทุนที่ดีกวาตลาด อัตราความ
เจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกในศตวรรษนี้ จะถดถอยลงเร็วกวาที่ควร
จะเปน ผูออกแบบนโยบายไมสามารถหลีกหนีจากความจริงขอนี้ไปได
ตลอดกาล

30 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 30 1/1/70 7:38:39 AM


ปญหาเรื่องความเสี่ยงของระบบการเงินโลกในปจจุบันที่ราจัน
สรุ ป ใหเห็ น ภาพ และปญหาภาวะอั ม พาตทางนโยบายการเงิ น ของ
ประเทศร่ำรวยและไอเอ็มเอฟที่โรกอฟอธิบายขางตนนั้น เปนปญหาที่
ซับซอนและยากตอการคาดคะเนวาผลกระทบจะเปนเชนไร เมื่อใดที่
โลกประสบวิกฤตการเงินรอบใหม ผูเขียนคิดวา นักการเงินและนัก
ธุรกิจหลายคนที่มีความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพของระบบตลาดการเงิน
ยังไมเขาใจอยางถองแทวาตลาดการเงินนั้นทํางานอยางไร พวกเขามัก
จะเขาใจผิดวา ความผันผวนของตลาดลวนเกิดจากปจจัยภายนอกที่
เกิดขึ้นนานๆ ครั้งเทานั้น (exogenous shocks) แตในความเปนจริง
ตลาดการเงินปจจุบันผันผวนบอยครั้ง และคอนขางรุนแรง จนสราง
ความปนปวนใหกับเศรษฐกิจของประเทศกําลังพัฒนาทั้งระบบ โรกอฟ
ถึงกับเคยกลาววา “ในขณะที่เรายังไมมีบทพิสูจนอยางชัดเจนวา การ
เปดเสรีภาคการเงินเปนประโยชนตอความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
อยางไมมี ข อแม แตเราก็ มี ห ลั ก ฐานที่ ชี้ ใ หเห็ น วา การเปดเสรี ภ าค
การเงินทําใหหลายประเทศประสบความผันผวนมากกวาเดิม”
นอกจากโรกอฟ ก็มีนักเศรษฐศาสตรชื่อดังหลายคนที่ย้ำเตือน
ใหเราระวังภัยจากระบบการเงินยุคโลกาภิวัตน เชน เจฟฟรีย แซคส
(Jeffrey Sachs) เคยพูดวา “ตลาดสินเชื่อโลกมีความเสี่ยงที่จะประสบ
กับวิกฤตที่พวกเขาเปนผูกอ ในแงที่วา ถึงแมเจาหนี้แตละรายอาจมี
พฤติกรรมที่สมเหตุสมผล แตผลลัพธโดยรวมที่เกิดขึ้นในตลาด ก็อาจ
นําไปสูการไหลกลับของทุนที่มีตนทุนสูง รุนแรง เกิดขึ้นอยางกะทันหัน
และเกิดจากความตื่นกลัวเปนหลัก”
โรเบิรต รูบิน (Robert Rubin) วาณิชธนกรชื่อดังและอดีต
รัฐมนตรีคลังของสหรัฐอเมริกาสมัยประธานาธิบดีบลิ คลินตัน เคยกลาว
วาทะนาจําวา “เมื่อใดที่เศรษฐกิจกําลังไปไดสวย ผูคนก็ปรารถนาที่จะมี
อะไรๆ มากกวาเดิม และเมื่อพวกเขาคิดเชนนั้น ไมชาก็เร็วพวกเขา
ก็จะเริม่ ละโมบโลภมาก และความละโมบนัน้ ก็จะนําเราไปสูวิกฤตในทีส่ ดุ ”

สฤณี อาชวานันทกุล :: 31

HOT ROUND&CROWDED.indd 31 1/1/70 7:38:39 AM


แมกระทั่งลอวเรนซ ซัมเมอรส (Lawrence Summers) อดีต
รัฐมนตรีคลังของอเมริกาสมัยคลินตันอีกคนหนึ่ง หนึ่งในนักเศรษฐ-
ศาสตร “ฝายขวา” ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ยังกลาววา “ถาปลอยให
ตลาดทํางานดวยตัวมันเอง สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ การเก็งกําไรมากเกินไป
และความพยายามพัฒนาสินคาและบริการใหมๆ นอยเกินไป” และ
กลาวเสริมวา “การเก็งกําไรระยะสั้นทําใหตลาดมีเสถียรภาพนอยลง”
ผูเขียนหวังวาทั้งหมดที่กลาวมานี้ คงทําใหทานผูอานเห็นภาพ
ในระดับหนึ่งวา คํากลาวทํานอง “ตลาดการเงินทํางานไมสมบูรณแบบ”
เปนคํากลาวที่ไมคอยมีประโยชนกับใครเทาไรนัก เพราะเปนสัจธรรม
ที่ประจักษชัดเจนแลว สิ่งที่มีประโยชนกวาคือ การใชความพยายาม
ที่จะวิเคราะหและแจกแจงวาโลกาภิวัตนในภาคการเงินมี “คุณ” และ
“โทษ” อะไรบาง โดยคํานึงถึงบริบทดานโครงสรางเชิงสถาบัน (เชน
ประสิทธิภาพของกฎหมาย และประสิทธิภาพขององคกรกํากับดูแล)
ของแตละประเทศ ซึ่งยอมมีพัฒนาการไมเทากัน ใหเปนตัวตั้งที่ขาด
ไมไดในการวิเคราะห.

ตีพิมพครั้งแรกใน หนังสือพิมพ ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2550


และ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2550

32 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 32 1/1/70 7:38:40 AM


HOT ROUND&CROWDED.indd 33 1/1/70 7:38:40 AM
ครีเอทีฟคอมมอนส:
สูโลกแหงการสรางสรรคเพื่อสาธารณะ

34 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 34 1/1/70 7:38:40 AM


ในโลกยุคประชาธิปไตยเบงบาน “สิทธิในทรัพยสินสวนบุคคล” เปน
ประเด็นสําคัญที่ทุกคนใหความสนใจและเรียกรองใหรัฐบาลของตน
ปกปองอยางสุดกําลัง แตในขณะเดียวกัน โลกยุคนี้ก็เปนยุคที่ “ผูสราง
งาน” เชน นักแตงเพลง หรือนักเขียน มักไมใชเจาของลิขสิทธิ์ในงานที่
ตัวเองสรางอีกตอไป กอใหเกิดคําถามวา “ผูสรางงาน” และ “ผูเสพ
งาน” ควรมีสิทธิดอยกวา “นายทุน” เจาของลิขสิทธิ์ผูจายเงินสนับสนุน
การสรางและเผยแพรงานสรางสรรคชิ้นนั้น หรือไม เพียงใด?
ในสังคมไทยปจจุบัน คลื่นวิทยุกระแสหลักถูกครอบงําดวย
คายเพลงยักษใหญไมกี่คาย ที่เนนการผลิตเพลงปอปที่มีเนื้อหาและ
ทวงทํานองใกลเคียงกันอยางนาเบื่อ ออกอัลบัมใหมที่มีเพลงใหมเพียง
3-4 เพลง ที่เหลือเปน “เวอรชั่น” ตางๆ ของเพลงเดียวกัน บางคาย
ชอบรณรงคใหคนเลิ ก ซื้ อ “แผนผี ” แตตั ว เองกลั บ เอาเพลงเกามา
เรียบเรียงใหนักรองในคายรองใหม โดยไมใหเครดิตกับเจาของเพลง
เดิม แถมยังไมอนุญาตใหลูกคาที่ซื้อซีดี กอปปเพลงไปฟงในเครื่อง
คอมพิวเตอรของตัวเอง ทั้งๆ ที่เรื่องนี้เปนสิทธิของผูบริโภคภายใต
กฎหมายคุมครองผูบริโภค

สฤณี อาชวานันทกุล :: 35

HOT ROUND&CROWDED.indd 35 1/1/70 7:38:41 AM


ปญหาหลักในแวดวงสรางสรรคของประเทศไทยอาจยังอยูที่
การละเมิดลิขสิทธิ์มากเกินไป โดยเฉพาะในยุคอินเทอรเน็ตที่การ
“ขโมย” งานอิ เ ล็ ค ทรอนิ ก ส เชน เพลง งานเขี ย นบนเว็ บ ไซต และ
รูปถาย สามารถทําไดอยางงายดายและหาตัวคนผิดยาก แตนั่นก็ไมได
หมายความวา การ “เอียง” ไปสูอีกขางหนึ่งของตาชั่ง หรือการบังคับใช
กฎหมายลิ ข สิ ท ธิ์ อ ยางเขมงวด และใหเจาของลิ ข สิ ท ธิ์ เ รี ย กเก็ บ
คาลิขสิทธิ์สูงๆ จะทําใหปญหาทุกอยางจบสิ้นลง เพราะการยอมให
เจาของลิ ข สิ ท ธิ์ (ซึ่ ง โดยมากเปนบริ ษั ท ) เรี ย ก “คาลิ ข สิ ท ธิ์ ” แพง
เกินเหตุจากทุกคนที่ตองการใชงานของพวกเขาสรางสรรคงานใหมๆ
อาจทําใหเราตองสูญเสียโอกาสที่จะไดเสพงานสรางสรรคดีๆ ไปอยาง
นาเสี ย ดาย เพราะผู สรางงานจํ า นวนมากที่ มี ค วามคิ ด สรางสรรค
โดดเดน มักจะไมมีเงินพอจายคาลิขสิทธิ์เพื่อนํางานเกาไปตอยอดหรือ
ดัดแปลงเปนงานใหม
ดังนั้น ระบบลิขสิทธิ์ที่ “ดี” จึงไมใชระบบที่ปกปองคุมครอง
เจาของลิขสิทธิ์เพียงอยางเดียว แตเปนระบบที่สราง “สมดุล” ระหวาง
การคุ มครองสิ ท ธิ ข องเจาของลิ ข สิ ท ธิ์ กั บ การสงเสริ ม ใหคนนํ า งาน
ชิ้นนั้นไปใชสรางสรรคงานใหมๆ
พูดอีกนัยหนึ่งคือ ระบบลิขสิทธิ์ที่ดีตองคุมครองสิทธิโดยไม
บอนทําลายความคิดสรางสรรค
เมื่ อ คุณผลิ ตงานสรางสรรคขึ้ น มาชิ้นหนึ่ ง ไมวาจะเปนงาน
เขียน บทเพลง รูปถาย รูปวาด ฯลฯ งานนั้นจะถูกคุมครองภายใต
กฎหมายลิขสิทธิ์แบบ “สงวนลิขสิทธิ์ 100 เปอรเซ็นต” โดยอัตโนมัติ
ไมวาคุณจะแจงตอทางการหรือไม และไมวาคุณจะแสดงเครื่องหมาย ©
บนงานของคุณหรือเปลา นี่เปนเรื่องปกติสําหรับคนที่อยากควบคุม
รูปแบบที่คนอื่นจะนํางานของพวกเขาไป “ใช” ในทุกแงทุกมุม ไมวา
จะเปนการอางอิง จัดแสดง เผยแพร กอปป ดัดแปลง ฯลฯ
แตถาหากคุณอยากแบงปนงานของคุณใหคนอื่นไดใชงายๆ

36 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 36 1/1/70 7:38:41 AM


โดยไมตองขออนุญาตคุณกอนทุกครั้งละ? เชน คุณอาจเปนนักเขียน
ใหมที่อยากเผยแพรงานฟรีบนเว็บไซต เพื่อใหชื่อ “ติดตลาด” กอน และ
ดังนั้นจึงอยากใหเจาของเว็บไซตตางๆ เผยแพรงานของคุณใหคนอื่น
อานฟรี ตราบใดที่ใหเครดิตวาคุณเปนคนเขียนและไมดัดแปลงงานของ
คุณ หรือไมคุณอาจเปนนักดนตรีใจกวางที่อยากอํานวยความสะดวก
ใหนักดนตรีคนอื่นสามารถนํางานของคุณไปรีมิกซหรือดัดแปลงเพื่อใช
ในงานใหมๆ ได โดยไมตองขออนุญาตคุณกอน ตราบใดที่พวกเขาให
เครดิตคุณในฐานะคนตนคิดดนตรีบางทอน หรือไมอีกที คุณอาจเปน
อาจารยวิชาวิทยาศาสตรซึ่งอยากจะเผยแพรความรูที่คุณสังเคราะห
และยอยออกมาใหเขาใจงายในงานเขียน ตอสาธารณชนใหกวางที่สุด
เทาที่จะทําได โดยไมสนใจวาใครจะใหเครดิตหรือนํางานของคุณไป
ขายตอหรือเปลา
ครีเอทีฟคอมมอนส (Creative Commons-http://creative
commons.org/) คือรูปแบบ “สัญญาอนุญาต” (license agreement)
ที่ทุกคนนําไปใชกับงานของตัวเองไดฟรี คิดคนโดยองคกรการกุศล
ชื่อเดียวกัน ซึ่งกอตั้งโดยนักกฎหมายและผูเชี่ยวชาญดานคอมพิวเตอร
และเทคโนโลยี ช าวอเมริ กั น กลุ มหนึ่ ง นํ า โดย ลอวเรนซ เลสสิ ก
(Lawrence Lessig) อาจารยกฎหมายประจํามหาวิทยาลัยสแตนฟอรด
ผูรณรงคแนวคิด “วัฒนธรรมเสรี” (free culture)
เปาหมายของครีเอทีฟคอมมอนส คือการอนุญาตใหคนทั่วโลก
สามารถเผยแพร จัดแสดง ทําซ้ำ และโพสตงานตางๆ ลงในเว็บไซตได
ตราบใดที่พวกเขาปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เจาของลิขสิทธิ์เปนผูกําหนด
ครี เ อที ฟ คอมมอนสพยายามสราง “พื้ น ที่ ต รงกลาง” ซึ่ ง อยู
ระหวางโลกสองขั้ ว คื อ โลกแหงการควบคุ ม ที่ ส งวนลิ ข สิ ท ธิ์ 100
เปอรเซ็นตอยางเครงครัด จนบั่นทอนแรงจูงใจที่จะรังสรรคงานใหมๆ
(ซึ่งเปนปญหาของอเมริกาในปจจุบัน) และโลกแบบอนาธิปไตยที่มีแต
คนไรจรรยาบรรณและไรความรับผิดชอบ ไมมีใครเคารพในลิขสิทธิ์

สฤณี อาชวานันทกุล :: 37

HOT ROUND&CROWDED.indd 37 1/1/70 7:38:42 AM


ซึ่งกันและกัน (ซึ่งเปนปญหาที่เมืองไทยเราอาจกําลังประสบอยู)
พู ด อี ก นั ย หนึ่ ง คื อ สั ญ ญาอนุ ญ าตแบบครี เ อที ฟ คอมมอนส
ถูกสรางขึ้นเพื่อสนองความตองการของคนทุกคนที่เขาใจวานวัตกรรม
และไอเดียใหมๆ เกิดจากการตอยอดไอเดียที่มีอยูเดิม รูปแบบสัญญา
อนุ ญ าตของครี เ อที ฟ คอมมอนส ชวยใหผู สรางงานสามารถรั ก ษา
ลิขสิทธิ์ไว ในขณะเดียวกันก็อนุญาตใหคนอื่นใชงานชิ้นนั้นได ภายใต
เงื่อนไขที่ผูสรางเปนคนกําหนดเอง
กลาวโดยสรุป สัญญาอนุญาตแบบครีเอทีฟคอมมอนสชวยให
ผูสรางสามารถเผยแพรงานในลักษณะ “สงวนสิทธิบางประการ” ได
ไมตองสงวนสิ ท ธิ์ ทั้ ง 100 เปอรเซ็ น ต หรื อ อุ ทิ ศ งานใหเปนสมบั ติ
สาธารณะ
ถึ ง แมจะเปน “สั ญ ญา” ที่ มี ผ ลบั ง คั บ ใชตามกฎหมายใน
ทุกประเทศที่มีกฎหมายลิขสิทธิ์ (เพราะเปนเงื่อนไขที่เจาของลิขสิทธิ์
กําหนดเอง) สัญญาอนุญาตแบบครีเอทีฟคอมมอนสก็เปนสัญญาที่
ทุกคนที่ไมใชนักกฎหมายเขาใจไดงาย เพราะแตละรูปแบบมีถึงสาม
ฉบั บ ไดแก สั ญ ญาฉบั บ อานงาย (สํ า หรั บ คนทั่ ว ไป) สั ญ ญาฉบั บ
กฎหมาย (สําหรับการนําไปใชในกระบวนการยุติธรรม เชน เมื่อเกิดคดี
ฟองละเมิ ด ลิ ข สิ ท ธิ์ ) และสั ญ ญาฉบั บ ภาษาคอมพิ ว เตอร (สํ า หรั บ
ใหโปรแกรมทองเว็บตางๆ เชน เสิรชเอ็นจินของกูเกิล “อาน” ออก
โดยอัตโนมัติ)
สั ญ ญาอนุ ญ าตแบบครี เ อที ฟ คอมมอนสมี เ งื่ อ นไขหลั ก สี่ ข อ
ผูสรางงานสามารถเลือกใชขอใดขอหนึ่งหรือหลายขอรวมกันก็ได ไดแก
“อางอิงที่มา” (Attribution) “ไมใชเพื่อการคา” (Noncommercial)
“ไมแกไขตนฉบับ” (No Derivative Works) และ “ใชสัญญาอนุญาต
แบบเดียวกัน” (Share Alike)
ตอไปนี้ผูเขียนจะลองอธิบายความหมายของเงื่อนไขหลักสี่ขอ
ดังกลาว โดยใชกรณีสมมติวา คุณไดถายรูปตึกชางในกรุงเทพฯ ที่สวย

38 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 38 1/1/70 7:38:42 AM


มากรูปหนึ่ง และอยากเผยแพรงานนี้ในเว็บไซตของคุณโดยใชสัญญา
อนุญาตแบบครีเอทีฟคอมมอนส
ถาคุณอยากใหใครก็ตามที่นํารูปตึกชางของคุณไปใช (เชน
โพสตในเว็บของเขา) ใหเครดิตวาคุณเปนคนถาย และอางอิงที่มาวา
มาจากเว็ บ ของคุ ณ คุ ณ ก็ ค วรเลื อ กใชเงื่ อ นไขแบบ “อางอิ ง ที่ ม า”
(Attribution) หลังจากทีค่ ณ ุ โพสตรูปบนเว็บของคุณและแปะปายสัญญา
อนุญาตแบบครีเอทีฟคอมมอนสแบบนี้ไวขางๆ แลว ใครก็ตามที่อาน
สั ญ ญาอนุ ญ าตในเว็ บ ของคุ ณ ก็ จ ะรู วา เขาไมจํ า เปนตองติ ด ตอคุ ณ
กอนที่จะนํารูปไปใช เขาเพียงแตตองระบุชื่อของคุณอยางชัดเจน และ
ลิงกกลับไปหาสัญญาอนุญาตของคุณเทานั้น
ถาคุณไมอยากใหคนอื่นเอางานของคุณไปขาย คุณก็สามารถ
เลือกใสเงื่อนไข “ไมใชเพื่อการคา” (Noncommercial) เขาไปในสัญญา
อนุญาต เงื่อนไขนี้แปลวา ใครก็ตามที่ตองการใชรูปถายตึกชางของคุณ
เพื่อการคา เชน เปนรูปประกอบในหนังสือเรื่องตึกระฟาที่จะพิมพขาย
จะตองมาขออนุญาตคุณกอน (ซึ่งในกรณีนั้นคุณก็จะมีโอกาสตอรอง
เรื่องสวนแบงกําไรหรือคาตอบแทน ถาคุณสนใจจะหารายไดจากรูป
ของคุณ)
เงื่ อ นไขหลั ก อี ก ขอที่ ค รี เ อที ฟ คอมมอนสมี ใ หเลื อ กใชคื อ
“ไมแกไขตนฉบับ” (No Derivative Works) เงื่อนไขนี้อนุญาตใหทุกคน
ทําซ้ำและเผยแพรรูปถายของคุณได ตราบใดที่พวกเขาไมดัดแปลงหรือ
ตั ด ตอรู ป ดั ง กลาว คุ ณ อาจเลื อ กใชเงื่ อ นไขนี้ ถ าตองการเผยแพรรู ป
ที่เปน “ตนฉบับ” จริงๆ เทานั้น ดังนั้น สมมติวามีคนตองการตัดตอ
รูปถายตึกชาง เพื่อเอาไปใชในงานคอลลาจ (collage) ที่กําลังทําอยู
คนคนนั้นก็จะตองขออนุญาตคุณกอนที่จะเอารูปไปตัดตอ (แตถาอยาก
ทําซ้ำและเผยแพรตนฉบับดั้งเดิมของรูปนี้ ก็ไมตองขอ)
เงื่ อ นไขหลั ก ทั้ ง สามประการที่ ก ลาวไปแลวขางตน ไมใช
เงื่อนไขเฉพาะที่คุณตองเลือกแบบใดแบบหนึ่งเทานั้น แตเปน “เมนู”

สฤณี อาชวานันทกุล :: 39

HOT ROUND&CROWDED.indd 39 1/1/70 7:38:43 AM


ที่คุณสามารถเลือกมากกวาหนึ่งขอ หรือเอาทั้งสามขอมาผสมผสานกัน
เพื่อใหตรงกับจุดประสงคมากที่สุด เชน ถาคุณอยากใหคนอื่นนํางาน
ของคุณไปตัดตอหรือดัดแปลงได ตราบใดที่ไมใชเพื่อการคาและให
เครดิตคุณ คุณก็สามารถระบุเงื่อนไขทั้ง “Attribution” และ “Non-
commercial” ในสัญญาอนุญาตแบบครีเอทีฟคอมมอนส หรือถาคุณ
อยากใหคนอื่นนํารูปตึกชางของคุณไปขายตอไดโดยไมตองขออนุญาต
ตราบใดที่ยังใหเครดิตและไมตัดตอดัดแปลงรูปนั้น คุณก็สามารถระบุ
“Attribution” และ “No Derivative Works” ในสัญญาอนุญาตที่แปะไว
ขางรูป
เงื่ อ นไขหลั ก ขอสุ ด ทายที่ ค รี เ อที ฟ คอมมอนสมี ใ หเลื อ กคื อ
“ใชสัญญาอนุญาตแบบเดียวกัน” (Share Alike) เงื่อนไขนี้หมายความ
วา ทุกคนที่นํารูปถายของคุณไปใชสรางงานใหม จะตองเผยแพรงาน
ชิ้นใหมของพวกเขาที่มีรูปนั้นเปนสวนประกอบภายใตเงื่อนไขเดียวกัน
กับที่คุณเลือกใช เชน สมมติวาคุณเลือกใชสัญญาอนุญาตแบบ “Share
Alike” “Attribution” และ “Noncommercial” ดังนั้น คนที่นํารูปตึก
ชางของคุณไปตัดตอและใชในงานคอลลาจ จะตองเผยแพรงานคอลลาจ
ชิ้ น นั้ น ภายใตเงื่ อ นไข “Share Alike” “Attribution” และ “Non-
commercial” ในสัญญาอนุญาตแบบครีเอทีฟคอมมอนสดวย นอกจากนี้
ผูสรางคอลลาจยังตองปฏิบัติตามสัญญาอนุญาตดั้งเดิมของคุณ นั่นคือ
ใหเครดิตกับคุณในฐานะผูถายรูปตึกชาง และไมนําคอลลาจนั้นไปขาย
เวนแตจะไดรับอนุญาตจากคุณกอน
ความยืดหยุนของเงื่อนไขครีเอทีฟคอมมอนสที่สามารถนํามา
ผสมผสานกันได แปลวามีสญ ั ญาทัง้ หมด 11 รูปแบบดวยกัน นอกจากนี้
หากผูสรางงานไมตองการสงวนลิขสิทธิ์เลย แตตองการมอบงานชิ้นนั้น
ใหใครก็ไดไปใชตอ โดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น ก็สามารถอุทิศ
งานชิ้นนั้นใหเปน “สมบัติสาธารณะ” (public domain) ผานเว็บไซต
ครีเอทีฟคอมมอนส ซึ่งเทากับเปนการประกาศวา “ไมขอสงวนลิขสิทธิ์
ใดๆ ทั้งสิ้น”
40 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 40 1/1/70 7:38:43 AM


ในโลกที่ อุ ด มการณ ความเชื่ อ และจุ ด ยื น ในประเด็ น ตางๆ
ดูเหมือนจะถูกบีบใหอยู “ขั้ว” ใดขั้วหนึ่งเทานั้น (polarized) โดยมี
“พื้นที่ตรงกลาง” เหลืออยูนอยมาก ครีเอทีฟคอมมอนสเปนความ
พยายามที่นาสรรเสริญ เพราะเปน “ทางออก” จากปญหาลิขสิทธิ์ใน
ปจจุบัน โดยสงเสริมทั้งการสรางสรรคตอยอดงานเกา และการคุมครอง
สิทธิของเจาของลิขสิทธิ์ อันเปนเจตนารมณดั้งเดิมของผูรางกฎหมาย
คุมครองลิขสิทธิ์ อยางนอยก็ในอเมริกา กอนที่กฎหมายจะถูกบิดเบือน
ไปอยูขาง “คุมครอง” สิทธิของเจาของลิขสิทธิ์มากเกินไป จนบั่นทอน
แรงจูงใจที่จะใชงานในอดีตเพื่อสรางสรรคงานใหมๆ สําหรับอนาคต
ปจจุบันมีงานสรางสรรคนับลานๆ ชิ้นที่ใชสัญญาอนุญาตแบบ
ครีเอทีฟคอมมอนส และนับวันก็มีแตจะยิ่งเพิ่มจํานวนขึ้นเรื่อยๆ เพราะ
ครีเอทีฟคอมมอนสมีประโยชนชัดเจนสําหรับผูสรางงานที่เชื่อมั่นใน
พลังของการรวมมือกัน และ “ตอยอด” ความคิดสรางสรรคในอดีต
ออกไปเปนงานใหมๆ ขณะเดียวกัน มูลนิธิครีเอทีฟคอมมอนสเองก็มุง
พัฒนาสัญญาอนุญาตอยางไมหยุดยั้ง เพื่อตอบสนองความตองการ
อันหลากหลายของผูสรางงาน เชน เมื่อไมนานมานี้มีการสรางเงื่อนไข
“ใชในประเทศกําลังพัฒนาเทานั้น” สําหรับผูสรางงานในประเทศพัฒนา
แลวที่ปรารถนาจะใหทุกคนในประเทศกําลังพัฒนา นํางานของตนไป
ใชไดฟรี แตสงวนสิ ท ธิ ที่ จ ะเก็ บ คาลิ ข สิ ท ธิ์ จ ากผู ใชซึ่ ง อยู ในประเทศ
พัฒนาแลว (เพราะมีฐานะดีกวา จึงสมควรจะจายคาใชสิทธิมากกวา)
ประเทศไทยเองก็ เ ริ่ ม มี เ ว็ บ ไซตที่ ใ ชสั ญ ญาอนุ ญ าตแบบ
ครีเอทีฟคอมมอนสแลว เชน Fuse.in.th นอกจากนั้นก็มีการรวมตัวกัน
ในหมู ผู สนใจเปนที ม งาน เพื่ อ แปลงสั ญ ญาอนุ ญ าตแบบครี เ อที ฟ -
คอมมอนสเปนภาษาไทย และใหใชบังคับไดภายใตระบบกฎหมายไทย
โดยมี สํ า นั ก กฎหมายธรรมนิ ติ เ ปน “เจาภาพ” ในการแปลงสั ญ ญา
ปจจุบันสัญญาอนุญาตฉบับภาษาไทยไดรับการแปลจนเสร็จสมบูรณ
แลว ผูสนใจสามารถเรียนรูเพิ่มเติมเกี่ยวกับครีเอทีฟคอมมอนสไดที่
http://cc.in.th/
สฤณี อาชวานันทกุล :: 41

HOT ROUND&CROWDED.indd 41 1/1/70 7:38:44 AM


ขอเชิญทุกทานมารวมกันเปดศักราชใหมใหกับรูปแบบการ
สรางสรรคอันออนโยนกวาที่แลวมา.

ปรั บ ปรุ ง จากการตี พิ ม พครั้ ง แรกใน หนั ง สื อ พิ ม พ ประชาชาติ ธุ ร กิ จ ฉบั บ วั น ที่


25 ตุลาคม พ.ศ. 2550

42 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 42 1/1/70 7:38:44 AM


HOT ROUND&CROWDED.indd 43 1/1/70 7:38:45 AM
“ผูประกอบการเพื่อสังคม”:
สูกระบวนทัศนใหมแหงการรวมมือกัน

44 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 44 1/1/70 7:38:45 AM


เมื่ อ เอยคํ า วา “เอ็ น จี โ อ” นั ก ธุ ร กิ จ จํ า นวนไมนอยคงนึ ก ภาพ
นักเคลื่อนไหวคาดผาโพกหัว ปลุกระดมชาวบานใหกลายเปนม็อบเดิน
ขบวน ชู ป ายที่ มี ถ อยคํ า ตอตานตางๆ นานาตามแตวาระ เปน
“นั ก การเมื อ งนอกระบบ” ที่ ยึ ด มั่ น ในอุ ด มการณ จนไมยอมเขาใจ
โลกแหงความจริง และไมมีวันเขาใจหัวอกของนักธุรกิจ
ในทางกลั บ กั น เมื่ อ เอยคํ า วา “นั ก ธุ ร กิ จ ” เอ็ น จี โ อจํ า นวน
ไมนอยคงนึกภาพชนชั้นกลางใสสูท วันๆ งวนอยูกับการคํานวณผล
กําไรขาดทุนของธุรกิจ จนไมมีเวลามาสนใจผลกระทบของธุรกิจตอสังคม
และสิ่งแวดลอม นานๆ ครั้งเมื่อรูสึกรอนตัวจากมโนธรรมสํานึกของ
ตัวเอง ก็ไปใหเงินบริจาคกับมูลนิธิดังๆ เสียทีหนึ่งเพื่อสะกดความรูสึก
ผิด แถมยังไดหนาจากการประโคมขาวการบริจาคผานสื่ออีกตางหาก
ทั ศ นคติ ที่ เ ต็ ม ไปดวยอคติ ทํ า นองนี้ อาจเปนสาเหตุ ห ลั ก ที่
อธิบายวา เหตุใดเอ็นจีโอกับนักธุรกิจสวนใหญจึงมักอยูแตในโลกของ
ตัวเอง เก็บงําอคติที่มีตออีกฝายหนึ่งไวโดยไมพยายามโคจรมาพบกัน
ยกเวนนานๆ ครั้ง เมื่อนักธุรกิจบริจาคเงินใหกับเอ็นจีโอดังที่กลาว
ไปแลว

สฤณี อาชวานันทกุล :: 45

HOT ROUND&CROWDED.indd 45 1/1/70 7:38:45 AM


ปญหาดานสังคมและสิ่งแวดลอมในโลกปจจุบันที่ดูเหมือนจะ
เลวรายลงเรื่อยๆ ในหลายๆ ดาน นาจะเปน “ขอพิสูจน” ที่ชัดเจนระดับ
หนึ่งวา ที่ผานมา การใหความชวยเหลือแบบ “สังคมสงเคราะห” เพียง
อยางเดียว (หมายถึงการ “ให” ไมวาจะเปนเงินหรือของบริจาค) ไมชวย
แกปญหาไดจริง และอาจทําใหสถานการณเลวรายลงกวาเดิมดวยซ้ำ
ถาหากเอ็นจีโอที่รับเงินบริจาคนั้นนําเงินไปใชผิดที่ผิดทาง หรือไมก็
คอรรัปชั่นเขากระเปาตัวเองไปจนหมด
ยังไมนับขอเท็จจริงทีว่ า ปญหาดานสังคมและสิง่ แวดลอมสมัยนี้
มีความสลับซับซอนและยุงยากกวาในอดีต ไมใชปญหาตื้นๆ ที่แกได
ดวย “เงิน” เพียงอยางเดียว มิหนําซ้ำ ภาครัฐหรือเอ็นจีโอก็มักจะ
ออนแอ ไรประสิทธิภาพ หรือหมกมุนกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง
จนไมสามารถแกปญหาอยางถูกจุดและยั่งยืนไดโดยลําพัง
ยกตัวอยางเชน ตอนที่จังหวัดในภาคเหนือตอนบนและภาค
กลางประสบปญหาน้ ำ ทวมดิ น ถลมเมื่ อ ป พ.ศ. 2549 คลื่ น อั น
เชี่ยวกราดไดพัดทอนซุงนับแสนตนหลุดลอยจากแพ พุงชนบานเรือน
หลายทองที่ อาทิ แพร และอุตรดิตถ จนพังทลายจมอยูใตโคลน สิ่งที่
ชาวบานตองการเรงดวนที่สุดในยามนั้น ไมใชเงินบริจาคหรือถุงยังชีพ
หากเปน “เรี่ยวแรง” ของอาสาสมัคร ที่จะชวยพวกเขายกทอนซุงและ
กอบกูชิ้นสวนตางๆ ของบานที่ถูกทับไว ขึ้นมาประกอบกันเปนบาน
ที่อยูไดดังเดิม
อี ก ตั ว อยางหนึ่ ง คื อ สถานที่ รั บ เลี้ ย งเด็ ก ยากจนของคุ ณ ครู
นวลนอย ทิมกุล หรือที่รูจักกันในนาม “บานครูนอย” บานครูนอย
ประสบปญหาหนี้นอกระบบที่คิดดอกเบี้ยสูงถึงรอยละ 200 ตอปหรือ
มากกวา ครู น อยเลาใหฟงวาเปนหนี้ เ จาหนี้ น อกระบบสิ บ กวาเจา
ตองสงดอกเบี้ยเปนหลักหมื่นบาททุกวัน เจาหนี้ขูวาถาวันไหนขาดสง
จะเริ่ม “นับหนึ่งใหม” กลายเปนวงจรหนี้นอกระบบที่ดูจะไมมีวันจบสิ้น
(ฝายเจาหนี้เองก็คงอยาก “เลี้ยงไข” ใหครูนอยเปนลูกหนี้ตอไปเรื่อยๆ

46 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 46 1/1/70 7:38:46 AM


เพราะรูดีวาครูนอยเปน “ลูกหนี้ดี” ที่ไมเคยตั้งใจเบี้ยวหนี้ กลายเปนแรง
จูงใจที่บิดเบือนและอุบาทวกวาเจาหนี้ในระบบหลายเทา)
สิ่ ง ที่ ค รู น อยตองการอยางเรงดวนที่ สุ ด จึ ง ไมใชเงิ น บริ จ าค
เพราะเงิ น แทบทุ ก บาททุ ก สตางคตองนํ า ไป “สง” เจาหนี้ ม หาโหด
หากเปนความชวยเหลือจากตํารวจ และคําปรึกษาของผูเชี่ยวชาญดาน
การเงิน ที่สามารถเปน “ตัวกลาง” ในการเขาแจงความหรือตอรองกับ
เจาหนี้ เพื่อหาทางประนอมหนี้ ยกหนี้ หรือยายหนี้ไปไวกับสถาบัน
การเงินในระบบ ตลอดจนใหคําปรึกษาดานการเงิน เพื่อใหครูนอย
สามารถบริ ห ารเงิ น ทุ น หมุ น เวี ย น (working capital) ที่ ม าจากเงิน
บริจาค ซึ่งมีความไมแนนอนและคาดเดาไมไดลวงหนาตามธรรมชาติ
ของการกุศล ไดอยางมีประสิทธิภาพมากขึ้นและเสี่ยงนอยลงกวาเดิม
ยั ง ไมนั บ ปญหาอื่ น ๆ ซึ่ ง “แกดวยเงิ น ไมได” อี ก มากมาย
ที่ เ อ็ น จี โ อหลายองคกรตองประสบไมตางจากบริ ษั ท เอกชนที่ ข าด
มาตรการดูแลกิจการที่ดี เชน การทุจริตคอรรัปชั่นภายในองคกร ฯลฯ
กรณี เ หลานี้ แ สดงใหเห็ น อยางชั ด เจนวา ปญหาดานสั ง คม
มั ก ไมสามารถแกแบบ “งายๆ” ดวยเงิ น บริ จ าคเพี ย งปจจั ย เดี ย ว
นอกจากเงิ น จะไมพอแลว หลายครั้ ง มั น ยั ง ไมใชสิ่ ง ที่ ผู รั บ ตองการ
มากที่สุดอีกดวย
บอยครั้ ง ปญหาทางสั ง คมเหลานี้ ส ามารถแกไดดวยการ
ประยุกตใช “ชุดความรู” มากมายที่มีจุดกําเนิดในโลกธุรกิจ ไมวาจะเปน
เครือ่ งมือการบริหารจัดการองคกร อาทิ balanced scorecard, เครือ่ งมือ
การวัดและประเมินผลงาน และ “ผูก” แรงจูงใจเขากับผลงาน อาทิ Key
Performance Indicators (เคพีไอ), ผลิตภัณฑทางการเงินใหมๆ ที่มี
ความยืดหยุนกวาเงินกูธนาคาร, หรือกระบวนการบริหารจัดการความรู
(knowledge management)
แตความจริงที่นาเศราคือ ชุดความรูเหลานั้นมักไมใช “ความรู
สาธารณะ” ที่เอ็นจีโอ ขาราชการ และประชาชนธรรมดาๆ สามารถ

สฤณี อาชวานันทกุล :: 47

HOT ROUND&CROWDED.indd 47 1/1/70 7:38:46 AM


เขาถึ ง ไดโดยงายและไรคาใชจาย หากเปน “สิ น คาราคาแพง” ที่
นักธุรกิจตองลงทุนทั้งเงินและเวลา เพื่อซื้อชุดความรูนั้นจากสถาน
ศึกษา เชน ปริญญาโทบริหารธุรกิจ หรือบริษัทผูสงวนลิขสิทธิ์
ในเมื่ อ กลุ มคนที่ ต องการความรู มากที่ สุ ด คื อ เอ็ น จี โ อ ไม
สามารถเขาถึงความรูได ทางออกก็ดูเหมือนจะมีอยูทางเดียวเทานั้น
คื อ ใหคนที่ ส ามารถเขาถึ ง ความรู นั้ น ได คื อ นั ก ธุ ร กิ จ ยอมสละเวลา
มาชวยงานเอ็นจีโอดวยการใชชุดความรูเหลานั้น แทนที่จะบริจาคเงิน
อยางเดียวเหมือนที่ผานมา
เปนเรื่ อ งนายิ น ดี ที่ ป จจุ บั น มี ป จเจกชนผู มี จิ ต สาธารณะและ
นักธุรกิจจํานวนไมนอยทั่วโลก กําลังใชชุดความรูจากโลกธุรกิจในการ
คิ ด คน พั ฒ นา และลงมื อ ดํ า เนิ น กิ จ การที่ มุ งแกปญหาสั ง คมและ
สิ่งแวดลอม ในทางที่อยูไดอยางยั่งยืน (หมายถึงมีกําไรพอเลี้ยงกิจการ
โดยไมตองพึ่งพาเงินบริจาค) และยังประโยชนแกสังคมที่คุมคาเมื่อ
เทียบกับตนทุน (high-impact investment)
นั ก พั ฒ นาเปยมจิ ต สาธารณะผู เลื อ กเดิ น “ทางสายกลาง”
ระหวางนักธุรกิจและเอ็นจีโอแบบดั้งเดิมเหลานี้ ไดรับการขนานนาม
วาเปน “ผู ประกอบการเพื่ อ สั ง คม” (social entrepreneurs) และ
เนื่องจากพวกเขาตองการทําใหกิจการของพวกเขาอยูไดดวยตัวเอง
โดยไมตองพึ่ ง พาเงิ น บริ จ าคตลอดไป จึ ง มี ผู เรี ย กกิ จ การแบบนี้ ว า
“ธุรกิจเพื่อสังคม” ซึ่งสื่อความหมายวาเปนกิจการที่ตองการ “ทํากําไร”
เหมื อ นกั บ ธุ ร กิ จ กระแสหลั ก แตตางกั น ตรงที่ ธุ ร กิ จ เพื่ อ สั ง คมไมตั้ ง
เปาหมายที่ “กําไรสูงสุด” แตมี “ผลตอบแทนทางสังคม” เปนเปาหมาย
หลักขององคกร
ในโลกธุรกิจปกติ การตัดสินใจวาจะลงทุนหรือไมลงทุน มักจะ
ขึ้นอยูกับการคาดการณ “ผลตอบแทนทางการเงิน” (financial return)
ที่เปนตัวเลข เชน ราคาหุนที่เพิ่มขึ้นสําหรับคนซื้อหุนในตลาด หรือ
กําไรของกิจการสําหรับคนซื้อกิจการจากเจาของเดิม ไมวาความเสี่ยง

48 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 48 1/1/70 7:38:47 AM


ในการทําธุรกิจจะสูงเพียงใด และการคาดคะเนผลตอบแทนจะยาก
เพียงใด อยางนอยผลตอบแทนทางการเงินก็ยังเปนตัวเลขที่วัดไดอยาง
แนนอนเที่ยงตรงเมื่อมันเกิดขึ้นแลว ไมเหมือนกับ “ผลตอบแทนทาง
สังคม” (social return) ที่มักเปน “นามธรรม” ซึ่งจับตองและวัดไมได
ชัดเจน ขึ้นอยูกับหลายปจจัยที่สงผลกระทบซึ่งกันและกัน และเชื่อมโยง
กับบริบททางวัฒนธรรม สังคม และสิ่งแวดลอมซึ่งมองดวยตาเปลา
ไมเห็น ในทางที่แนบแนนกวาการลงทุนทางธุรกิจ
การลงทุนเพื่อสังคมจึงยากกวา ทาทายกวา มีความเสี่ยงที่จะ
ลมเหลวสู ง กวา และดั ง นั้ น จึ ง ตองใชความคิ ด ริ เ ริ่ ม ความกลาหาญ
ความเสียสละ ความคิดสรางสรรค ความเชี่ยวชาญ ความเชื่อมั่นใน
ศักยภาพของผูยากไร และความอดทน สูงกวาการทําธุรกิจปกติ
ความยากของธุรกิจเพือ่ สังคม ทําใหไมนาแปลกใจทีผ่ ประกอบ-

การทางสั ง คมนอยรายซึ่ ง ประสบความสํ า เร็ จ อยางยั่ ง ยื น มั ก จะมี
กระบวนทัศนใหมๆ และกระบวนการทําธุรกิจใหมๆ ที่พลิกตําราธุรกิจ
กระแสหลักจากหนามือเปนหลังมือ เปนกุญแจสําคัญแหงความสําเร็จ
ยกตัวอยางเชน วิกตอเรีย เฮล (Victoria Hale) ผูกอตั้ง OneWorld
Health เอ็ น จี โ อผู ผลิ ต ยารายแรกของโลก คิ ด คนวิ ธี ก ารพั ฒ นายา
แบบใหมโดยใชสูตรยาที่ถูกบริษัทยาเก็บขึ้นหิ้งไปแลว ทําใหสามารถ
กดตนทุนใหต่ำพอที่จะตั้งราคายาถูกๆ สําหรับรักษา “โรคคนจน” เชน
ไขกาฬ ซึ่งไมเคยมีบริษัทยากระแสหลักรายใดสนใจพัฒนา เพราะ
ลูกคาไมมีเงินซื้อยาแพง
ในอี ก ซี ก โลกหนึ่ ง มู ฮั ม หมั ด ยู นุ ส (Muhammad Yunus)
ผูกอตั้งธนาคารกรามีนในบังกลาเทศ สถาบันการเงินแบบ “ไมโคร
เครดิ ต ” แหงแรกของโลกที่ ป ลอยกู ใหกั บ คนจนโดยปราศจากหลั ก
ประกั น รางวั ล โนเบลสาขาสั น ติ ภ าพประจํ า ป 2006 ที่ ยู นุ ส ไดรั บ
เปนเครื่องยืนยันความเชื่อของเขาวา คนจนผูไรการศึกษามีศักยภาพ
เพียงพอที่จะเปน “ลูกหนี้ที่ดี” ของธนาคารได ตราบใดที่ธนาคารยอม

สฤณี อาชวานันทกุล :: 49

HOT ROUND&CROWDED.indd 49 1/1/70 7:38:47 AM


ละทิ้งอคติและเปลี่ยนวิธีดําเนินธุรกิจเพื่อสรางแรงจูงใจที่ถูกตองใหกับ
พวกเขา
ผูเขียนคิดวาปญหาหลักในแวดวงเอ็นจีโอดั้งเดิม ซึ่งธุรกิจเพื่อ
สังคมสามารถตอบสนองไดอยางดียงิ่ มีอยูดวยกันสามประการดังตอไปนี้

1. แนวคิดไมสามารถนําไปใชไดกับที่อื่น หรือขยายขนาด (go to


scale) ได
ปญหาใหญขอหนึ่งของวงการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดลอมคือ
แนวคิ ด ที่ ป ระสบความสํ า เร็ จ ในชุ ม ชนหรื อ โครงการหนึ่ ง สวนใหญ
ไมสามารถนําไปปรับใชกับชุมชนอื่น หรือขยายขนาดใหใหญกวาเดิม
(go to scale) ได
ตัวอยางของปญหานี้ในประเทศไทยมีใหเห็นมากมาย เชน
ชาวนาหลายคนประทั บ ใจกั บ ความสํ า เร็ จ ของ “ปราชญชาวบาน”
บางทาน ที่สามารถปลดแอกออกจากวงจรอุบาทวของเกษตรกระแส
หลั ก ดวยการทํ า เกษตรอิ น ทรี ย แตชาวนาเหลานั้ น ก็ ไ มสามารถนํ า
วิธีการของปราชญเหลานั้นไปปรับใชกับที่ดินของตัวเองได เนื่องจาก
ขาดทักษะในการวิเคราะห สังเคราะห และ “แปลง” วิธีการของปราชญ
ออกมาใหเปน “ชุดความรู” เพื่อนําไปใชในบริบทอื่น ซึ่งลวนเปนทักษะ
ที่ผูประกอบการเพื่อสังคมซึ่งไดรับการศึกษาในโลกธุรกิจมีพรอมที่จะ
ชวยเหลือ อาทิ ดวยการใชเครื่องมือในการบริหารจัดการองคกรที่โลก
ธุรกิจคุนเคย เชน balanced scorecard และวิธกี ารบริหารจัดการความรู

2. เอ็นจีโอหมดเวลาไปกับการหาเงินมากกวาการดําเนินโครงการ
นักทํางานเพื่อสังคมสวนใหญในโลกมีความคิดดีๆ มากมาย
ที่จะชวยเหลือฟนฟูหรือพัฒนาสังคม แตตองปวดหัวกับการหาเงินมา
“ตอลมหายใจ” ใหกับโครงการตลอดเวลา เนื่องจากเอ็นจีโอมักไมมี
ความรูและความเชี่ยวชาญดานการระดมทุน บริหารทุน และจัดสรรทุน

50 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 50 1/1/70 7:38:48 AM


ซึ่งเปนมิติที่ผูประกอบการทางสังคมและนักการเงินที่มีจิตสาธารณะ
มีความรูและความชํานาญมากกวา

3. คนที่อยากลงทุนดานสังคม หากิจกรรมทางสังคมที่นาเชื่อถือ
ไมคอยพบ
คนมั ก จะนิ ย มบริ จ าคเงิ น ใหกั บ มู ล นิ ธิ ใ หญๆ (ในเมื อ งไทย
มู ล นิ ธิ เ หลานี้ มั ก เปนมู ล นิ ธิ ใ นพระบรมราชู ป ถั ม ภหรื อ ราชิ นู ป ถั ม ภ)
มากกวามูลนิธิเล็กๆ ระดับชุมชน ที่อาจทํางานไดผลกวาหรือยั่งยืนกวา
ในบางพื้นที่ แตคนไมรูจัก เพราะนักขาวไมเคยไปสัมภาษณ มูลนิธิ
ใหญๆ มีคนรูจักมากกวา และคนคิดวานาเชื่อถือ เพราะมูลนิธิไมนาจะ
นําเงินบริจาคไปใชผิดวัตถุประสงคหรือคอรรัปชั่น (ในเมืองไทย เราอาจ
นับประโยค “ในพระบรมราชูปถัมภ” วาเปนรูปแบบหนึง่ ของการ “การันตี”
ระดับความ “ปลอดภัย” ของเงินบริจาค)

ตลาดการลงทุนเพื่อสังคม (Social Investment Market)

ขอเท็ จ จริ ง ที่ ผู เขี ย นกลาวไปขางตน ไดสะทอนปญหา “ขอมู ล ไม


เทาเที ย มกั น ” (asymmetric information) ซึ่ ง แกไดดวยการสราง
“ตลาดการลงทุนเพื่อสังคม” (social investment market) เปนสะพาน
เชื่ อ มระหวางนั ก ลงทุ น เพื่ อ สั ง คมกั บ ผู ประกอบการเพื่ อ สั ง คม
ในทํ า นองคลายกั น กั บ ตลาดหุ น ซึ่ ง มี วั ฒ นธรรมการเปดเผยขอมู ล
เปนหัวใจสำคัญ
กอนที่ ธุ ร กิ จ เพื่ อ สั ง คมจะขยั บ ขยายทั้ ง ในแงจํ า นวน ความ
หลากหลาย และคุณภาพ จนเราเรียกรวมๆ วา “วงการ” ได โลกก็
จําตองมี “โครงสรางเชิงสถาบัน” ที่แตกตางจากสถาบันกระแสหลัก
เพื่อรองรับและสนับสนุนเหลา “ผูประกอบการเพื่อสังคม” ที่ดําเนิน
ธุรกิจเพื่อสังคม เพราะการที่ธุรกิจประเภทนี้ไมมุงแสวงหากําไรสูงสุด

สฤณี อาชวานันทกุล :: 51

HOT ROUND&CROWDED.indd 51 1/1/70 7:38:48 AM


และมักจะทํางานเพื่อ “ลูกคา” ที่มีรายไดนอย แปลวาธุรกิจเพื่อสังคม
สวนใหญมีความเสี่ยงที่จะประสบความลมเหลวมากกวาธุรกิจกระแส
หลัก และดังนั้น จึงตองอาศัยโครงสรางเชิงสถาบัน เชน กฎหมายและ
ตลาดการเงิน ที่มีความยืดหยุนและความออนโยนมากกวาโครงสราง
เชิงสถาบันในตลาดกระแสหลัก
หนึ่ ง ในโครงสรางเชิ ง สถาบั น ที่ กํ า ลั ง กอตั ว ขึ้ น อยางชาๆ
ทั่วโลก และกําลังเชื่อมเขาหากันตามกระแสโลกาภิวัตนในภาคการเงิน
อยางนาตื่นเตน คือสถาบันการเงินตัวกลางใหมๆ เครื่องมือทางการเงิน
ใหมๆ และนักลงทุนเพื่อสังคมใหมๆ ที่ประกอบกันเปน “ตลาดการ
ลงทุนเพื่อสังคม” ซึ่งหมายถึงตลาดเงินและตลาดทุนที่ลงทุนในกิจการ
เพื่อสังคม ตั้งแตเอ็นจีโอ (ไมแสวงหากําไร) ไปจนถึงธุรกิจเพื่อสังคม
(แสวงหากําไร แตมีเปาหมายทางสังคมเปนจุดประสงคหลัก) ตลาด
การลงทุนเพื่อสังคมกําลังเติมเต็ม “ชองวาง” ที่ตลาดเงินและตลาดทุน
กระแสหลักไมสนใจ ในทางที่นาติดตามกวาตลาดกระแสหลักหลายเทา
(สาเหตุหนึ่งที่ธุรกิจเพื่อสังคมหาเงินจากแหลงทุนดั้งเดิมไดยากมาก
เพราะนักลงทุนมักอยากลงทุนในธุรกิจเพื่อธุรกิจที่มุงเนนกําไรสูงสุด
สวนฝายที่อยากใหเงินสนับสนุนดานสังคมและสิ่งแวดลอมก็มักจะให
เปนเงินบริจาคหรือเงินใหเปลา [grant] จึงไมคอยอยากใหนําเงินนั้น
ไปแสวงหากําไร ธุรกิจเพื่อสังคมซึ่งอยูตรงกลางจึงหาทุนไดยากมาก
ในตลาดกระแสหลัก)
จิม ฟรุคเทอรแมน (Jim Fruchterman) หนึ่งในนักธุรกิจเพื่อ
สังคมที่ผูเขียนชื่นชอบ ไดสรุปสถานการณและแนวโนมของตลาดการ
ลงทุนเพื่อสังคมไวอยางดีเยี่ยมในบทความชื่อ “Nothing Ventured,
Nothing Gained: Addressing the Critical Gaps in Risk-Taking
Capital for Social Enterprise” (ถาไมกลาก็ไมไดอะไร: วิธปี ดชองวาง
สำคัญในทุนรับความเสีย่ งสำหรับกิจการเพือ่ สังคม) ซึง่ เขาเขียนรวมกับ
เจด อีเมอรสัน (Jed Emerson) และทิม ฟรอยดลิช (Tim Freundlich)

52 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 52 1/1/70 7:38:49 AM


ตีพิมพโดย Skoll Centre ของมหาวิทยาลัย Oxford Business School
ในเดื อ นเมษายน ป พ.ศ. 2550 ผู เขี ย นจึ ง ขอแปลและเรี ย บเรี ย ง
บางตอนมาเลาสูกันฟงในตอนนี้ กอนที่จะพูดถึงโครงสรางเชิงสถาบัน
อื่ น ๆ ที่ ส นั บ สนุ น ธุ ร กิ จ เพื่ อ สั ง คมในตอนตอๆ ไป ทานใดที่ ส นใจ
บทความฉบับเต็ม สามารถดาวนโหลดไดจาก http://www.benetech
.org/about/downloads/NothingVenturedFINAL.pdf

นักลงทุนในหุนของธุรกิจเพื่อสังคม คือผูมอบ “ทุนที่แบกรับ


ความเสี่ยง” (risk capital) ใหกับกองทุนและกิจการที่สรางประโยชน
ดานสังคมและสิ่งแวดลอม นอกเหนือจากมูลคาและผลตอบแทนทาง
เศรษฐกิจ โดยทั่วไป “หุน” หมายถึงตราสารทุน เชน หุนสามัญ และ
หุนบุริมสิทธิ ธุรกิจเพื่อสังคมที่แสวงหากําไรสามารถระดมทุนในรูปหุน
จากนักลงทุนที่เห็นดีเห็นงามกับเปาหมายของกิจการอันจะสรางคุณคา
ทางสังคมและสิ่งแวดลอม ลักษณะเดนของตราสารทุนไดแก รูปแบบ
การลงทุนระยะยาว ความยืดหยุนในการใชเงิน สิทธิในการเปนเจาของ
หรือพันธมิตรขององคกร การไมตองมีหลักประกัน การมีสวนรวมใน
การบริหารจัดการ และการที่แหลงใชทุนมาจากการเติบโตขององคกร
อยางไรก็ ต าม ใชวาทุ ก องคกรที่ ทํ า งานดานสั ง คมหรื อ
สิ่งแวดลอมจะสามารถระดมทุนในรูปของตราสารทุนได เชน เพราะติด
สถานะ “ไมแสวงหากําไร” ถาองคกรมีโครงสรางแบบมูลนิธิ ขอจํากัด
ขอนี้เปนแรงผลักดันใหกระทรวงการคาและอุตสาหกรรมของอังกฤษ
อนุมัตินิติบุคคลรูปแบบใหมสําหรับกิจการเพื่อสังคม เรียกวา “บริษัท
เพื่อประโยชนชุมชน” (Community Interest Company หรือซีไอซี)
กฎหมายที่รองรับการจัดตั้งนิติบุคคลแบบนี้มีผลบังคับใชตั้งแตเดือน
กรกฎาคม 2005 เปนตนมา ซีไอซีนบั เปนนิตบิ คุ คลรูปแบบใหมทีเ่ กิดขึน้
ในอังกฤษเปนครั้งแรกในรอบ 100 ป และเงื่อนไขพิเศษของซีไอซี
ที่ ผ นวกโครงสรางแบบบริ ษั ท เอกชนเขากั บ เปาหมายแบบเอ็ น จี โ อ

สฤณี อาชวานันทกุล :: 53

HOT ROUND&CROWDED.indd 53 1/1/70 7:38:50 AM


ก็กำลังชวยใหกิจการเพื่อสังคมจํานวนมากระดมทุนที่ตองการได เชน
ดวยการออกหุนบุริมสิทธิใหกับนักลงทุนเพื่อสังคม ปจจุบัน รัฐบาล
ในหลายประเทศ เชน แอฟริกาใต กําลังศึกษาโมเดลลักษณะนี้เพื่อ
สงเสริมการลงทุนเพื่อสังคมในประเทศของตน
ความทาทายประการสําคัญที่ธุรกิจเพื่อสังคมตองเผชิญเวลา
ระดมทุนในรูปหุน ไดแก
- ผู กอตั้ ง หรื อ ผู บริ ห ารองคกรกลั ว วาจะสู ญ เสี ย อํ า นาจการ
ควบคุม (เพราะหุนหมายถึงสิทธิในการเปน “เจาของ” องคกร)
- ความเปนไปไดที่ เ ปาหมายขององคกรจะแปรเปลี่ ย นไป
เปนอื่น
- ผูบริหารหรือคณะกรรมการองคกรไมคุนเคยกับหุน เนือ่ งจาก
เคยทํางานแตในภาคการกุศลมากอน
- ไมคอยมี ช องทางขายหุ นทํ า กํ า ไร และมี ส ภาพคลองต่ ำ
เนื่องจากใหผลตอบแทนต่ำกวาหุนของบริษัทกระแสหลัก
- นักลงทุนมองวาไดรับผลตอบแทนไมคุมคาความเสี่ยง
- นักลงทุนขาดความเชี่ยวชาญดานการบริหารจัดการองคกร
ที่กิจการจําเปนตองใชนอกเหนือจากทุน เพื่อใหกิจการขยายขนาดได
ขอจํ า กั ด ของหุ นที่ เ ปนปญหาใหญที่ สุ ด คื อ นั ก ลงทุ น หุ น
สวนใหญตองการกําไร แตพฤติกรรมของธุรกิจเพื่อสังคมที่จําเปนตอ
การทํากําไรสูงสุดนั้น อาจลดทอนความสําคัญของเปาหมายทางสังคม
ขององคกร หรือไมก็สงผลกระทบตอเปาหมายนั้นในแงลบ แมกระทั่ง
ในกรณีที่ผูจัดการกองทุน (fund manager) ไมพยายามแสวงหากําไร
สูงสุด ที่ผานมากองทุนเหลานั้นก็มักจะหาแตธุรกิจเพื่อสังคมที่สามารถ
สรางมูลคาทางเศรษฐกิจสูงๆ ดวยเหตุนี้ ตลาดจึงยังมีชองวางขนาด
ใหญสํ า หรั บ กิ จ การเพื่ อ สั ง คม ที่ ส รางผลงานแบบมี ส มดุ ล ระหวาง
“มูลคาทางเศรษฐกิจ” และ “คุณคาทางสังคม” หรือไมก็เนนคุณคาทาง
สังคมมากกวาผลกําไรทางเศรษฐกิจ

54 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 54 1/1/70 7:38:50 AM


เปนเรื่องนายินดีที่การลงทุนรูปหุนในองคกรเพื่อสังคมกําลัง
เกิดขึ้นทั่วโลก รวมทั้งในประเทศกําลังพัฒนาดวย ยกตัวอยางเชน
ShoreCap International ซึ่งเปนบริษัทรวมของ ShoreBank (บริษัท
รวมลงทุ น [private equity company] แหงหนึ่ ง ในกรุ ง ชิ ค าโก)
มีเปาหมายที่การ “ลงทุนในธนาคารเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก และสถาบัน
ไมโครเครดิต (“ธนาคารเพื่อคนจน” ที่ปลอยกูโดยไมตองมีหลักประกัน)
ในประเทศกําลังพัฒนา” ในป 2005 ShoreCap ประกาศวาไดลงทุนใน
XacBank ในมองโกเลีย Eskhata Bank ในทาจิกิสถาน และ BRAC
Bank ในอัฟกานิสถาน เงินลงทุนของบริษัทนี้มีมูลคารวมกันกวา 9.5
ลานเหรียญสหรัฐ ในสถาบันการเงินทั้งหมดแปดแหงในทวีปแอฟริกา
เอเชีย และยุโรปตะวันออก จวบจนปจจุบัน ShoreCap มีผลตอบแทน
ที่นาทึ่ง ทั้งในดานการเงินและดานสังคม บริษัทมีอัตราสวนกําไรตอ
สิ น ทรั พ ย (return on assets) เฉลี่ ย รอยละ 23 และอั ต ราสวน
ผลตอบแทนของผูถือหุน (return on equity) เฉลี่ยรอยละ 18 สถาบัน
การเงินแปดแหงที่ ShoreCap เปนผูถือหุน ปลอยกูใหกับผูมีรายได
นอยรวมกันกวา 207,000 ราย คิดเปนเงินกูทั้งหมดกวา 200 ลาน
เหรียญ
นักลงทุนในกิจการเพื่อสังคมไมจําเปนตองเปนกองทุนหรือ
สถาบันการเงินตัวกลางเสมอไป แตอาจเปนปุถุชนคนธรรมดาที่สนใจ
ดานนี้ ปกติ แ วดวงการเงิ น กระแสหลั ก เรี ย กนั ก ลงทุ น ปจเจกที่ ช อบ
ลงทุนในกิจการที่เพิ่งกอตั้งวา “นักลงทุนนางฟา” (angel investors) ซึ่ง
นักลงทุนประเภทนี้มักเปนพอแม ญาติ หรือเพื่อนๆ ของผูกอตั้งบริษัท
แตนั ก ลงทุ น นางฟาในแวดวงธุ ร กิ จ เพื่ อ สั ง คมก็ มี ค วามหลากหลาย
ไมแพกัน และอาจมีความมุงมั่นยิ่งกวา ยกตัวอยางเชน กลุมนักลงทุน
ประมาณ 100 คนที่เรียกตัวเองวา “Investors’ Circle” (http://www.
investorscircle.net/) ศึกษากลั่นกรองกิจการเพื่อสังคมระหวาง 350-
700 โครงการในแตละป และปกติพวกเขาจะตัดสินใจลงทุนในกิจการที่

สฤณี อาชวานันทกุล :: 55

HOT ROUND&CROWDED.indd 55 1/1/70 7:38:51 AM


มีลักษณะเปนธุรกิจเพื่อสังคม จากการศึกษาผลการดําเนินงานของ
นั ก ลงทุ น กลุ มนี้ โ ดย McKinsey บริ ษั ท ที่ ป รึ ก ษายั ก ษใหญของโลก
ปรากฏวา จากกิจการ 150 แหงที่ Investors’ Circle ลงทุนในรูปหุน
ตั้งแตป 1992 พวกเขาไดรับผลตอบแทนทางการเงินระหวางรอยละ 5
ถึ ง รอยละ 18–นอยกวาผลตอบแทนที่ นั ก ลงทุ น นางฟากระแสหลั ก
ลงทุนในธุรกิจเพื่อธุรกิจไดรับเพียงเล็กนอยเทานั้น
โดยปกติ กองทุนรวมลงทุนที่ตั้งใจลงทุนในกิจการเพื่อสังคม
ตั้งแตแรก (social venture capital fund) จะตั้งเปาหมายผลตอบแทน
ทางการเงินที่ทัดเทียมกับผลตอบแทนในตลาดกระแสหลัก (ของธุรกิจ
เพื่อธุรกิจ) และจะมุงลงทุนในอุตสาหกรรมที่ทําประโยชนตอสังคมโดย
ธรรมชาติของกิจการ เชน พลังงานทดแทน เทคโนโลยีสิ่งแวดลอม
สาธารณสุข และเทคโนโลยีขอมูลที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา กองทุน
ลั ก ษณะนี้ จํ า นวนมากลงทุ น ในสถาบั น ไมโครเครดิ ต ที่ ป ระสบความ
สําเร็จทั่วโลก เพราะสถาบันไมโครเครดิตทําประโยชนทางสังคมที่วัดได
ไมยาก (เชน จํานวนลูกหนี้ที่โผลพนเสนความยากจนได) คุนเคยกับ
กระบวนการบริหารจัดการเงินในฐานะสถาบันการเงิน ทําใหสามารถ
นําสงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่คอนขางดีใหกับนักลงทุน
ปจจุบัน เราเริ่มเห็นกองทุนใหมๆ ที่พยายามอุดชองวางใน
การระดมทุ น สํ า หรั บ ธุ ร กิ จ เพื่ อ สั ง คมประเภทอื่ น ๆ นอกเหนื อ จาก
ไมโครเครดิต แตในขณะเดียวกันก็ไมละเลยผลตอบแทนทางการเงิน
ยกตัวอยางเชน กองทุน Aavishkaar (http://www.aavishkaar.org/)
ในอินเดีย ตั้งเปาผลตอบแทนจากการลงทุนไวรอยละ 32 จากกิจการ
เพื่อสังคมที่มุงพัฒนาชนบทอินเดีย ในระดับโลก ภาคธุรกิจบางภาค
ที่มีแนวโนมการเติบโตดี เชน ธุรกิจพลังงาน ก็มีกองทุนหุนจํานวน
ไมนอยที่ลงทุนระยะยาว เชน International Finance Corporation
(บริษัทลูกของธนาคารโลก) กอตั้งกองทุนชื่อ Photovoltaic Market
Transformation Initiative ในป 1998 เพื่ อ สงเสริ ม การพั ฒ นา

56 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 56 1/1/70 7:38:51 AM


เทคโนโลยีเซลลแสงอาทิตยที่อยูไดในเชิงธุรกิจในประเทศกําลังพัฒนา
ทั่วโลก
เราตองเขาใจวาเม็ดเงินลงทุนของกองทุนเหลานี้ยังคิดเปน
เปอรเซ็นตที่นอยมากๆ เมื่อเทียบกับตลาดการลงทุนเพื่อสังคม เพราะ
เปาหมายผลตอบแทนทางการเงิ น ของพวกเขาปกติ จ ะอยู เหนื อ
เปาหมายผลตอบแทนทางสังคม ยกตัวอยางเชน บริษัท Foursome
Investments Limited เปนบริษัทจัดการลงทุนที่บริหารกองทุนรวม
ลงทุนสองกอง เนนการลงทุนในกิจการระยะเริ่มแรกและระยะเติบโต
ถึงแมวาบริษัทนี้จะมีนโยบายลงทุนในธุรกิจที่เสริมสรางคุณภาพชีวิต
ของผูคน พวกเขาก็ตองปฏิเสธขอเสนอจํานวน 10-20 โครงการตอป
เพราะเปาหมายทางสั ง คมจะทํ า ใหกองทุ น ไดรั บ ผลตอบแทนทาง
การเงินต่ำกวาที่ตองการ นักลงทุนหุนรายอื่นๆ ก็มีจุดยืนคลายๆ กัน
ทําใหองคกรจํานวนมากไมสามารถเขาถึงทุนซึ่งพวกเขาตองใชในการ
กอตั้งและขยายขนาดของกิจการ
เปนเรื่ อ งนายิ น ดี ที่ ป จจุ บั น มี ส ถาบั น การเงิ น จํ า นวนไมนอย
พยายามระดมทุ น ใหกั บ กิ จ การเพื่ อ สั ง คม เชน Citylife เสนอขาย
ตราสารหนี้ไมมีดอกเบี้ย (zero coupon bond) ใหกับนักลงทุนที่ยอม
ไมรับดอกเบี้ยระหวางทาง เพื่อแลกกับการการันตีวาจะไดเงินตนคืน
พรอมดอกเบี้ยงวดเดียวหลังจากเวลาผานไปหาป Citylife นําเงินที่ได
จากการออกตราสารหนี้ดังกลาวไปลงทุนในธุรกิจเพื่อสังคมและชุมชน
นอกจากนี้ ในบางประเทศก็เริ่มใชกฎหมายหรือกฎเกณฑใหมๆ เพื่อสง
เสริมการลงทุนเพื่อสังคม เชน อังกฤษประกาศใชมาตรการลดหยอน
ภาษีเพื่อการลงทุนในชุมชน (Community Investment Tax Credit
หรือซีไอทีอาร) ในป 2003 โดยใหนักลงทุนที่ลงทุนในธุรกิจเพื่อสังคม
และธุรกิจเล็กๆ ในพื้นที่ดอยโอกาส นําเงินลงทุนไปหักภาษีไดรอยละ 5
ตอป เปนเวลาติดตอกัน 5 ป

สฤณี อาชวานันทกุล :: 57

HOT ROUND&CROWDED.indd 57 1/1/70 7:38:52 AM


นอกจากภาครัฐในหลายประเทศจะออกกฎเกณฑใหมๆ เพื่อ
สงเสริมการลงทุนเพื่อสังคม ภาคการเงินเองก็มีการออกแบบเครื่องมือ
ทางการเงิ น ใหมๆ นอกเหนื อ จากตราสารทุ น และตราสารหนี้ แ บบ
ดั้ ง เดิ ม ที่ ต รงกั บ ความตองการของกิ จ การเพื่ อ สั ง คมมากขึ้ น เชน
ในอเมริกามีการใชตราสารหนี้ที่มีลักษณะใกลเคียงกับตราสารทุน (เชน
มีระยะยาวมาก อนุญาตใหยกยอดดอกเบี้ยไปจายงวดหนาถากิจการ
มีเงินไมพอจาย และมีสิทธิดอยกวาหนี้ประเภทอื่นๆ) จนอาจเรียก
ตราสารหนี้ประเภทนี้วา patient capital (“ทุนอดทน”) คลายกับหุน
บุริมสิทธิ ในสหรัฐอเมริกา ธนาคารทองถิ่นจํานวนมากปลอยสินเชื่อที่
เรียกวา “Equity Equivalent Investment” (อีคิวทู-EQ2) ซึ่งมีลักษณะ
คลายหุน ใหกับกิจการเพื่อสังคมที่ไมแสวงหากําไร ธนาคารสามารถ
นับอีคิวทูเปนสวนหนึ่งในโควตาเงินกูที่ตองปลอยใหกับธุรกิจทองถิ่น
ในแตละป ตามกฎหมาย Community Reinvestment Act ของอเมริกา
ซึ่งสนับสนุนใหธนาคารปลอยกูใหกับทุกภาคสวนในทองถิ่นที่ตัวเอง
ดําเนินธุรกิจอยางทั่วถึง ไมใชปลอยใหกับลูกคาฐานะดีเพียงกลุมเดียว
เทานั้น.

ตีพิมพครั้งแรกใน หนังสือพิมพ ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550


และ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

58 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 58 1/1/70 7:38:52 AM


HOT ROUND&CROWDED.indd 59 1/1/70 7:38:52 AM
การวัดผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน

60 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 60 1/1/70 7:38:53 AM


ในตอนที่แลว ผูเขียนไดนําเสนอเรื่องราวของ “ตลาดการลงทุนเพื่อ
สังคม” (social investment market) วาเปนตลาดที่กําลังเติบโตขึ้น
เรื่อยๆ เพื่อตอบสนองความตองการของนักลงทุนพันธุใหมที่สนใจใน
“ผลตอบแทนทางสังคม” จากการลงทุน ซึ่งเปนตัววัดประโยชนที่สังคม
ไดรับจากการลงทุน นอกเหนือจากตัววัดปกติคือ “ผลตอบแทนทาง
การเงิน” ซึ่งวัดประโยชนสวนตัวที่นักลงทุนไดรับ
นักลงทุนจิตสาธารณะแตละคนยอมมีระดับผลตอบแทนทาง
สั ง คมและผลตอบแทนทางการเงิ น ที่ “พอใจ” จะลงทุ น ไมเทากั น
นักลงทุน “ใจปำ” บางคนอาจตองการลงทุนในกิจการที่มีผลตอบแทน
ทางสังคมสูงมาก แตไมมีผลตอบแทนทางการเงินใดๆ ซึ่งมักหมายถึง
องคกรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ที่ไมแสวงหากําไร ในขณะที่นักลงทุน
บางคนอาจจะสนใจลงทุนใน “ธุรกิจเพื่อสังคม” (social business หรือ
social entrepreneurship) ที่มีจุดสมดุลระหวางผลตอบแทนทางกาเงิน
และผลตอบแทนทางสังคม นักลงทุนอีกจํานวนมาก โดยเฉพาะกองทุน
ที่บริหารแบบ “ลงทุนอยางรับผิดชอบตอสังคม” (socially responsible
investing) สนใจลงทุ น ในธุ ร กิ จ ปกติ (“ธุ ร กิ จ เพื่ อ ธุ ร กิ จ ”) ที่ แ สดง

สฤณี อาชวานันทกุล :: 61

HOT ROUND&CROWDED.indd 61 1/1/70 7:38:53 AM


ใหเห็นวามี “ความรับผิดชอบตอสังคม” (corporate social responsibility
หรือซีเอสอาร) สูง เทานั้นนักลงทุนก็พอใจแลว
ไมวาจะลงทุ น ตรงไหนบนไมบรรทั ด อุ ด มการณทางสั ง คม
นักลงทุนยอมตองการเห็นผลตอบแทนทางสังคมที่เปนรูปธรรมชัดเจน
วัดได และติดตามผลได เพื่อใหตอบตัวเอง (หรือเจาของเงิน ในกรณี
ผูจัดการกองทุน) ไดวา เงินที่ลงทุนไปนั้นกอใหเกิดประโยชนตอสังคม
มากนอยเพียงใด
นอกจากผลตอบแทนทางสังคมที่เปนรูปธรรมจะชวยใหธุรกิจ
เพื่อธุรกิจ และธุรกิจเพื่อสังคม หาเงินทุนมาประกอบกิจการดานสังคม
ไดดี ก วาเดิ ม มั น ก็ มี ป ระโยชนทางออมตอกิ จ การประเภทเอ็ น จี โ อ
(ไมแสวงหากําไร) อีกดวย เพราะที่ผานมา ปญหาใหญประการหนึ่งใน
แวดวงเอ็ น จี โ อคื อ เอ็ น จี โ อจํ า นวนมากไมมี ก ารวั ด ผลและวิ เ คราะห
ผลการดําเนินงานอยางมีประสิทธิภาพในแง “ตนทุน-กําไร” (cost-
benefit) เพราะมองวาเงินที่ใชในการดําเนินงานเปนเงิน “ใหเปลา”
ที่ผูใหบริจาค หรือภาครัฐไมเรียกรองผลตอบแทนใดๆ ทั้งๆ ที่ถึงแมวา
ผูใหเงินจะไมอยากไดผลตอบแทนทางการเงินเขากระเปาตัวเอง ก็ควร
เรียกรองใหเอ็นจีโอนําเงินนั้นไปสรางผลตอบแทนทางสังคมที่สังคม
หรื อ ชุ ม ชนไดประโยชน ไมอยางนั้ น เอ็ น จี โ ออาจนํ า เงิ น นั้ น ไปใช
ผิ ด วั ต ถุ ป ระสงคหรื อ ผิ ด พลาด จนทํ า ใหเงิ น ใหเปลากลายเปนเงิ น
“สูญเปลา”
การวัด กําหนดเกณฑ และติดตาม “ผลตอบแทนทางสังคม”
ที่เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะเมื่อกระบวนการเหลานี้สามารถแปลงเปน
“โครงสรางเชิงสถาบัน” ได จึงเปนกระบวนการสําคัญที่จะเอื้ออํานวยให
เงินทุกรูปแบบ จากเงินใหเปลาไปจนถึงเงินกู หุน และ “ทุนอดทน”
(patient capital) ที่เกริ่นไวคราวที่แลว สามารถกอดอกออกผลเพื่อ
สังคมไดอยางแทจริง นักลงทุนจะไดมั่นใจมากขึ้นวาเงินที่ลงทุนจะไม
สูญเปลา และยินดีลงทุนในกิจการเพื่อสังคมมากกวาในอดีต

62 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 62 1/1/70 7:38:54 AM


ยิ่งผลตอบแทนทางสังคมมีเกณฑวัดที่ยอมรับไดในระดับสากล
และมีโครงสรางเชิงสถาบันรองรับหนาแนนเทาไร ตลาดการลงทุนเพื่อ
สังคมก็จะยิ่งเติบโตไดอยางมั่นคงเทานั้น และตลาดการลงทุนเพื่อสังคม
ก็เปนอีกหนึ่งชองทาง ที่คนอยางหนุมนักการเงินชาวญี่ปุนซึ่งใชชีวิต
ฟูฟาอยูใน “โลกแบน” แหงมหานครนิวยอรก แตสนใจความเปนไปใน
“โลกกลม” ของผูยากไรหลายพันลานคนที่ไมรูจักอินเทอรเน็ต จะยื่นมือ
มาชวยเหลือชาวนาผูแรนแคนแหงจังหวัดอุบลราชธานี นอกเหนือจาก
การซื้อขาว Fairtrade
กอนที่ผลตอบแทนทางสังคมจะมีประโยชนจริง นําไปวัดผล
ติดตามผล และเปรียบเทียบระหวางโครงการตางๆ ได เราก็ตองหาทาง
วั ด ผลตอบแทนชนิ ด นี้ อ อกมาเปนตั ว เลขใหได ถาวั ด ไมไดตรงๆ
ก็ตองหาตัวเลขตัวอื่นมาใชเปน “ตัวแทน” (proxy) คุณคาทางสังคม
ตางๆ ที่เราเห็นพองตองกันวาเปนคุณคา (เชน อัตราการติดเชื้อของ
ผู ปวยโรคเอดส และอั ต ราการตายจากโรคเอดส อาจใชเปนตั ว วั ด
“สถานการณโรคเอดส” ในแตละป วาดีขึ้นหรือแยลงเพียงใด) และ
เมื่ อ หาตั ว เลขเหลานั้ น ไดแลว ก็ ต องหาวิ ธี แ ปลงตั ว เลขออกมาเปน
“เม็ดเงิน” ที่จะเกิดขึ้น (เชน ผูปวยโรคเอดสที่รอดชีวิตหนึ่งคนจากยาที่
ผลิตโดยกิจการนี้ โดยเฉลี่ยจะสามารถหารายไดเทากับ x เหรียญสหรัฐ
ตลอดอายุ ขั ย ที่ เ หลื อ อยู ) แลวนํ า เม็ ด เงิ น ที่ เ ปนประโยชนตอสั ง คม
ทั้งหมด มาหารดวยตัวเลขเงินลงทุนเพื่อสังคมที่ใชไป ออกมาเปน
ตัวเลข “ผลตอบแทนทางสังคม” (Social Return on Investment หรือ
ยอวา เอสอารโอไอ)
การวั ด เอสอารโอไอเริ่ ม ตนตั้ ง แตตนทศวรรษ 1990 โดย
สถาบันวิจัยหลากหลาย แตกระบวนการที่พัฒนาโดยเอ็นจีโอแหงหนึ่ง
คือ The Roberts Enterprise Development Fund (อารอีดเี อฟ) เพือ่ ใช
ในการประเมินผลการดําเนินงานของตัวเองในแตละป เปรียบเทียบกับ
เปาหมายทางสังคมโดยรวมขององคกร ไดกลายเปนแมแบบของการ

สฤณี อาชวานันทกุล :: 63

HOT ROUND&CROWDED.indd 63 1/1/70 7:38:54 AM


คํ า นวณเอสอารโอไอขององคกรสวนใหญในปจจุ บั น ถึ ง แมเราตอง
ยอมรับวาประโยชนทางสังคมบางประการจะเปนสิ่งที่วัดเปนตัวเงิน
ไมได (เชน “คุณภาพ” ของการศึกษา) แตประโยชนทางสังคมอีกหลาย
ประการก็สามารถแปลงหรือแทนคาดวยตัวเงินได ทําใหการคํานวณ
เอสอารโอไอสามารถแสดงมูลคาทางสังคมใหนักลงทุนทุกประเภทได
เขาใจ เพราะนักลงทุนคุยกันดวยภาษาเลขเปนหลัก ถาแปลง “คุณคา”
ออกมาเปน “มูลคา” ไมได ตลาดการลงทุนเพื่อสังคมก็จะเติบโตไดยาก
วิธีวัดเอสอารโอไอที่อารอีดีเอฟพัฒนา มีองคประกอบสี่ตัว
ซึ่งอาจเรียกวาสี่ “ขั้นตอน” ก็ได เพราะเกี่ยวโยงกันอยางเปนเหตุเปน
ผลและตองวัดทีละตัว ไดแก ปจจัยผลิต (input) ผลผลิต (output)
ผลลัพธ (outcome) และผลกระทบ (impact)
เนื่องจากศัพททั้งสี่คํานี้มีความหมายไมเหมือนกันสําหรับคน
แตละคน และความหมายก็เปลี่ยนไปตามบริบท ผูเขียนจึงขออธิบาย
ความหมายขององคประกอบแตละตัวในบริบทของการวัดเอสอารโอไอ
โดยละเอียดเล็กนอย เพื่อใหทานผูอานเห็นภาพชัดเจนขึ้น
องคประกอบหรือขั้นตอนแรกคือ ปจจัยผลิต (input) หมายถึง
ทรั พ ยากรที่ เ ราตองใชในการทํ า ใหโครงการของเราเดิ น ได ถื อ เปน
“ตนทุน” ในการดําเนินกิจการ หรือที่ภาษาการเงินเรียกวา capital
costs เชน สมมติวาเราดําเนินธุรกิจเพื่อสังคมที่มีเปาหมายเพื่อสอน
ทักษะทางคอมพิวเตอรใหกับผูดอยโอกาสในชุมชนหางไกล ปจจัยผลิต
ของเราก็คือราคาของคอมพิวเตอรที่ตองซื้อมาใชสอน
องคประกอบที่สองคือ ผลผลิต (output) หมายถึงสิ่งที่เกิดจาก
ปจจัยผลิต ซึ่งตองสอดคลองกับเปาหมายทางสังคมของกิจการ และวัด
ไดอยางเปนรูปธรรม เชน ในตัวอยางกิจการสอนทักษะคอมพิวเตอรให
ผูดอยโอกาส เราอาจบอกวา ผลผลิตของเราคือผูดอยโอกาส 25 คน
ในแตละปที่เราสอนทักษะคอมพิวเตอรให
องคประกอบที่สามคือ ผลลัพธ (outcome) หมายถึงประโยชน

64 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 64 1/1/70 7:38:55 AM


ที่เกิดขึ้นในระยะยาว ในตัวอยางของเรา ผลลัพธของโครงการอาจเปน
จํานวนผูดอยโอกาสที่สามารถนําทักษะคอมพิวเตอรที่ไดรับในโครงการ
ไปหางานทํ า ได ประเด็ น ที่ สํ า คั ญ ไมนอยไปกวาการวั ด ผลลั พ ธคื อ
ความเขาใจวา ผลลัพธของกิจการยอมมีความหมายแตกตางกันไปตาม
ผู มี ส วนไดเสี ย แตละฝายที่ เ ราพยายามชวยเหลื อ เชน ผลลั พ ธของ
โครงการนี้ตอผูดอยโอกาสเอง อาจเปนรายไดที่เพิ่มขึ้นจากงานประจํา
ใหมที่ใชทักษะคอมพิวเตอร ในขณะที่ผลลัพธตอรัฐบาลอาจเปนจํานวน
เงินประกันสังคมที่รัฐเสียนอยลง (เพราะผูดอยโอกาสที่เคยตองพึ่งพิง
เงินประกันสังคม ตอนนี้มีงานทําแลว) หรือรายไดจากภาษีเงินไดที่เก็บ
ไดมากขึ้น (จากผูดอยโอกาสที่มีรายไดพอเสียภาษีแลว)
องคประกอบสุดทายในขั้นตอนการคํานวณเอสอารโอไอคือ
ผลกระทบ (impact) หมายถึงการนําเอาผลลัพธในขั้นตอนกอนหนานี้
มาหั ก ลบดวยผลลั พ ธที่ จ ะเกิ ด ขึ้ น อยู ดี ถึ ง แมเราไมดํ า เนิ น กิ จ การ
ยกตัวอยางเชน สมมติวาผูดอยโอกาส 5 คน จาก 25 คนที่เราสอน
ทั ก ษะคอมพิ ว เตอรใหในโครงการนี้ มี ค วามสามารถพอที่ จ ะไป
หางานทําไดอยูดีถึงแมไมเขารับการอบรม เราก็ควรคํานวณผลกระทบ
ของโครงการโดยใชตัวเลข 25 – 5 = 20 คน เปนฐาน ไมใชทั้ง 25 คนที่
เขารั บ การอบรม นอกจากนี้ เราก็ ส ามารถพยายามหามู ล คาของ
ผลกระทบทางออมจากโครงการ เชน อัตราการกออาชญากรรมที่ลดลง
(ถากลุมผูดอยโอกาสที่เขารับการอบรมบางคนเคยกออาชญากรรม
มากอน)
เมื่ อ นํ า ผลรวมของรายไดจากงานประจํ า ที่ เ ราคิ ด วาผู ดอย
โอกาสทัง้ 20 คน จะทําไดในชวง 5-10 ป จากทักษะคอมพิวเตอรทีไ่ ดรับ
คิดลด (discount) ดวยอัตราคิดลด (discount rate) เพื่อปรับรายได
ในอนาคตใหเปนมูลคาปจจุบัน (present value) มาหารดวยมูลคา
ปจจัยผลิตที่เราตองใชในการดําเนินโครงการตั้งแตแรก (ในกรณีนี้คือ
ราคาของคอมพิวเตอรที่ตองซื้อ) อัตราสวนที่ไดก็คือ ผลตอบแทนทาง

สฤณี อาชวานันทกุล :: 65

HOT ROUND&CROWDED.indd 65 1/1/70 7:38:55 AM


สังคม หรือเอสอารโอไอจากโครงการนี้
ตั ว อยางขางตนนาจะสะทอนใหเห็ น อยางชั ด เจนวา เรา
สามารถนํ า แนวคิ ด เรื่ อ งเอสอารโอไอไปใชคํ า นวณผลตอบแทนทาง
สังคมของกิจการหลายรูปแบบ ไมจําเปนตองเปนธุรกิจเพื่อสังคมหรือ
เอ็ น จี โ อเพี ย งอยางเดี ย ว เพราะถากิ จ การแบบ “ธุ ร กิ จ เพื่ อ ธุ ร กิ จ ”
ทำประโยชนทางสั ง คมดานใดดานหนึ่ ง (เชน รายไดสวนหนึ่ ง ของ
กาแฟสตารบัคสผานโครงการ Fairtrade Label ทําใหชาวไรกาแฟ
รายไดนอยในประเทศยากจนมีฐานะดีขึ้น หรือโครงการซีเอสอารของ
หลายๆ บริษัทที่เกิดผลอยางแทจริง) เราก็สามารถพยายามคํานวณ
เอสอารโอไอได
เพื่อใหทานผูอานเห็นภาพประโยชนและการใชเอสอารโอไอ
ในตลาดการลงทุ น เพื่ อ สั ง คมไดดี ขึ้ น ผู เขี ย นจะขอยกตั ว อยางกรณี
ศึกษาที่เกิดขึ้นจริงในประเทศอังกฤษ คือโครงการที่เรียกวา “Get Out
to Work” (“พนโทษไปทำงาน”) ในจังหวัดเมอรซีไซด (Merseyside)
ของอังกฤษ ดําเนินการโดยองคกรชื่อ Tomorrow’s People
จังหวัดเมอรซีไซดมีปญหาอัตราคนวางงานสูงเปนอันดับตนๆ
ของอังกฤษ ซึ่งหมายความวา คนหนุมสาวจํานวนมากในจังหวัดนั้น
โดยเฉพาะคนที่ มี ป ระวั ติ ก ารกออาชญากรรม ประสบปญหาการ
หางานทํา โครงการ Get Out to Work ถูกกอตั้งขึ้นเพื่อแกปญหานี้
โดยผานการประสานงานระหวาง Tomorrow’s People กับองคกร
พันธมิตรหลายฝายในจังหวัดนั้น
โครงการ Get Out to Work ตองใชเงินทุนหมุนเวียนในการ
ดําเนินงาน £51,000 ตอป และตั้งเปาหมาย “ความสําเร็จ” จากตัววัด
สามตัวคือ 1) ชวยหางานใหกับหนุมสาวผูมีประวัติการกออาชญา-
กรรม 163 ราย ในชวงสองปแรกของโครงการ 2) ชวยใหหนุมสาว
12 รายในจํานวนนั้น ไดงานทําจริงๆ ภายในเวลาสองปดังกลาว และ
3) ลดอัตราการกออาชญากรรมซ้ำสองในกลุม “ลูกคา” เหลานั้น

66 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 66 1/1/70 7:38:56 AM


ผลที่เกิดขึ้นจริงคือ ภายในสิ้นปแรก โครงการ Get Out to
Work สามารถใหคําแนะนํากับหนุมสาว 110 คน ภายในจํานวนนั้น
19 คนหางานทําได และยังไมถูกไลออกเมื่อเวลาผานไป 10 เดือน
นอกจากนี้ อัตราการกออาชญากรรมซ้ำสองของหนุมสาวที่เปนลูกคา
ของโครงการก็มีระดับต่ำกวาคาเฉลี่ยทั้งประเทศถึง 15 เปอรเซ็นต
ดังนั้นในกรณีนี้ ปจจัยผลิตของเราคือ เงินทุน £51,000 ที่ใชในการ
ดําเนินโครงการ ผลผลิตคือ หนุมสาวจํานวน 110 คนที่ไดรับการ
ชวยเหลือในหนึ่งป ผลลัพธคือ หนุมสาวจํานวน 19 คน ที่หางานทําได
และไมตองพึ่งพาเงินประกันสังคมจากรัฐอีกตอไป ผลกระทบทางออม
คือ อัตราการกออาชญากรรมซ้ำสองที่ลดลง
องคกรที่ดําเนินโครงการนี้คือ Tomorrow’s People ซึ่งใชสถิติ
ของภาครัฐและผลการสํารวจของพวกเขาในการประเมินมูลคาของ
รายไดเสริมสําหรับหนุมสาวที่มีงานทํา, มูลคาเงินประกันสังคมที่รัฐเสีย
นอยลง และมู ล คาคาใชจายเกี่ ย วกั บ อาชญากรรม (เชน คาใชจาย
ในการดู แ ลนั ก โทษ) ที่ ล ดลง นอกจากนี้ พวกเขายั ง ใชขอมู ล จาก
ผลการสํารวจสถานะแรงงานของรัฐในการวิเคราะห โดยสรุปไดวา โดย
เฉลี่ย หนุมสาว 2 คนจากจํานวน 19 คนที่มีงานทําเมื่อสิ้นสุดโครงการ
ปแรก จะหางานทํ า ไดเองโดยไมตองอาศั ย ความชวยเหลื อ ดั ง นั้ น
Tomorrow’s People จึงคํานวณเอสอารโอไอจากรายไดของ 19 – 2 =
17 คน ไมใช 19 คน เมื่อคํานวณรายไดรวมของคนเหลานี้ที่นาจะทําได
ตลอดระยะเวลา 5 ป และปรับลดดวยอัตราคิดลดเพื่อหามูลคาปจจุบัน
ของรายได ก็ ไ ดมู ล คาปจจุ บั น เทากั บ £543,000 ซึ่ ง เทากั บ วา
โครงการ Get Out to Work สามารถทําเอสอารโอไอในปแรกสูงถึง
£543,000 / £51,000 = 1,065 เปอรเซ็นต หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ
ทุกๆ £1 ที่ลงทุนในโครงการ สามารถสรางผลตอบแทนทางสังคม
ไดถึง £10.65.

ตีพิมพครั้งแรกใน หนังสือพิมพ ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2550


สฤณี อาชวานันทกุล :: 67

HOT ROUND&CROWDED.indd 67 1/1/70 7:38:56 AM


นัยยะของคําพิพากษาคดี ปตท. ตอประโยชนของผูบริโภค

68 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 68 1/1/70 7:38:57 AM


ตอนแรกผู เขี ย นตั้ ง ใจจะยกตั ว อยาง “ธุ ร กิ จ เพื่ อ สั ง คม” (social
enterprise) มานําเสนอในตอนนี้ เพื่อใหสอดคลองกับเรื่องราวของ
ธุรกิจเพื่อสังคม ตลาดการลงทุนเพื่อสังคม และตัววัดผลตอบแทนทาง
สั ง คม ที่ ไ ดนํ า เสนอในตอนที่ ผ านมาติ ด ตอกั น แตเมื่ อ ผู เขี ย นเห็ น
คําพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดในคดี ปตท. และไดอานความเห็น
ของผู เชี่ ย วชาญตลาดทุ น และนั ก เศรษฐศาสตรผู โดงดั ง หลายทาน
ก็อยากบันทึกมุมมองของตัวเองบนหนากระดาษบาง
ผู เขี ย นคิ ด วา ประเด็ น ที่ สํ า คั ญ กวา “สมบั ติ ช าติ ” และ
“ผลกระทบตอตลาดหุน” คือคําถามวา ผูบริโภคชาวไทยไดอะไรจาก
คําพิพากษาของศาลในคดีนี้? ซึ่งเปนคําถามที่ผูเขียนยังไมเห็นมีใคร
พยายามตอบเทาที่ควร ทั้งๆ ที่เราก็รูๆ กันอยูวา ประโยชนสวนรวม
ของคนหมูมากในสังคม ยอมอยูเหนือประโยชนของผูมีสวนไดเสียกลุม
อื่นๆ ไมวาจะเปนนักลงทุนในตลาดหุน รัฐบาล หรือแมแตตัวบริษัท
ปตท. เอง
ประโยชนสวนรวมเปนประเด็นที่สําคัญที่สุดในคดีนี้ เพราะ
ปตท. ดําเนินกิจการหลายกิจการซึ่งเกี่ยวโยงกับสาธารณูปโภคพื้นฐาน

สฤณี อาชวานันทกุล :: 69

HOT ROUND&CROWDED.indd 69 1/1/70 7:38:57 AM


ที่ประชาชนใชในวงกวาง ไมวาจะเปนน้ำมัน ไฟฟา (ซึ่งในประเทศไทย
ใชกาซธรรมชาติเปนเชื้อเพลิงหลักในการผลิต) จนถึงกาซหุงตม
ลําพังสามัญสํานึกก็บอกเราไดวา รัฐควรมีหนาที่กํากับดูแล
กิ จ การสาธารณู ป โภคพื้ น ฐานเหลานี้ ใ หประชาชนไดใชในราคาที่
พอเหมาะพอควร ไมใชใหผูบริการรายหนึ่งรายใดมีอํานาจผูกขาด และ
ฉวยโอกาสจากอํานาจผูกขาดนั้นตั้งราคาตามอําเภอใจ จนมี “กําไร
ผูกขาด” เกินระดับกําไรที่จะเปนผลลัพธของอุปทานอุปสงคในตลาด
ถาหากรัฐเปดเสรีใหมีการแขงขัน
อํานาจผูกขาดในธุรกิจขายสินคาธรรมดาๆ ก็แยพออยูแลว
อํานาจผูกขาดในสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จําเปนตอการดํารงชีวิตของ
ประชาชนทุกคนยอมแยยิ่งกวานั้นหลายเทา เพราะนั่นหมายความวา
จะมีคนเพียงกลุมเดียวที่ไดรับผลตอบแทนงามๆ จาก “กําไรผูกขาด”
ในฐานะเจาของกิ จ การ ไมวาจะเปนรั ฐ (ในกรณี รั ฐ วิ ส าหกิ จ ) หรื อ
ผู ถื อ หุ น (ในกรณี บ ริ ษั ท เอกชน) ในขณะที่ ผู บริ โ ภคสวนใหญตอง
เดือดรอนจากคาบริการที่สูงกวาราคาตลาด
ในกรณีของ ปตท. แมวาจะทําธุรกิจหลายประเภทที่มีคูแขง
หลายราย ตั้ ง แตปโตรเคมี ไ ปจนถึ ง น้ ำ มั น ซึ่ ง มี อั ต รากํ า ไรผั น แปร
คอนขางมากตามราคาในตลาดโลก ปตท. ก็ยังมีอํานาจผูกขาดใน
กิ จ การสงกาซธรรมชาติ ไ ปตามทอทั่ ว ประเทศไทย ซึ่ ง เปนอํ า นาจ
ผูกขาดที่มีมาตอเนื่องยาวนานตั้งแตสมัยเปนรัฐวิสาหกิจ กอนแปรรูป
เปนบริ ษั ท เขาตลาดหุ นในป พ.ศ. 2544 ตอเนื่ อ งยาวนานจวบจน
ปจจุ บั น สํ า หรั บ รายละเอี ย ดการใชอํ า นาจผู ก ขาดของ ปตท. และ
ผลกระทบตอผูบริโภค ผูเขียนจะขออางอิงขอมูลที่ไดรับการเอื้อเฟอ
จากคุ ณ ชื่ น ชม สงาราศี กรี เ ซน นั ก วิ จั ย อิ ส ระและผู เชี่ ย วชาญดาน
พลังงานที่ทํางานใหกับภาคประชาชนมายาวนาน ดังตอไปนี้:

70 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 70 1/1/70 7:38:58 AM


ความสํ า คั ญ ของระบบทอกาซธรรมชาติ ไมไดมี
แคเพียงรายไดจากคาผานทอจํานวนกวา 20,000 ลานบาทตอป
แตยั ง หมายถึ ง กิ จ การทอกาซฯ ซึ่ ง ผู ก ขาดตามธรรมชาติ
ตอยอดธุรกิจ คากําไรเกินควร ตัง้ แต 1) การจัดหาและจําหนาย
กาซ 2) การเลือกปฏิบัติในการขายกาซใหโรงแยกกาซของ
ปตท. ในราคาถูก ในขณะที่ขายใหโรงไฟฟาในราคาแพง และ
3) การเอื้อประโยชนให ปตท.สผ. บริษัทลูก ปตท. โดยการ
รั บ ซื้ อ กาซในราคาที่ แ พงกวากาซที่ รั บ ซื้ อ จากผู ผลิ ต กาซ
รายอื่นๆ
1) การจั ด หาและจํ า หนายกาซ: ในปจจุ บั น บมจ.
ปตท. คิ ด คาตอบแทนในการจั ด หาและจั ด จํ า หนายกาซ
ธรรมชาติ (margin) หรือ “คาหัวคิว” ในฐานะที่เปนพอคา
คนกลางผูกขาดการซื้อกาซจากผูรับสัมปทานขุดเจาะกาซฯ
และผู ก ขาดการจํ า หนายใหผู ใชกาซ โดยบวก “คาหั ว คิ ว ”
ในอัตรา 1.75-9.33 เปอรเซ็นตของราคาเนื้อกาซเฉลี่ย ดังนั้น
หากผู ใชกาซและผู ขุ ด เจาะกาซสามารถซื้ อ ขายตรงได
โดยไมจํ า เปนตองผานพอคาคนกลาง ก็ ไ มจํ า เปนตองจาย
คาหัวคิว ซึ่งจะทําใหลดตนทุนคาไฟฟาไดถึงปละประมาณ
3,500 ลานบาท
2) โรงแยกกาซ: แตเดิมโรงแยกกาซฯ จะไดรับการ
สนับสนุนจากรัฐ ในฐานะที่ ปตท. เปนรัฐวิสาหกิจ แตปจจุบัน
ปตท. เปนบริ ษั ท เอกชน ธุ ร กิ จ โรงแยกกาซฯ ของ ปตท.
ไมสมควรที่จะไดรับการสนับสนุนใหมีอภิสิทธิ์ในการใชกาซ
ราคาถูกกวาผูใชกาซรายอื่น (โดยเฉพาะการไฟฟาฝายผลิต
แหงประเทศไทย [กฟผ.] ซึ่งเปนรัฐวิสาหกิจและเปนผูใชกาซ
รายใหญที่ สุ ด ของประเทศ) อี ก ตอไป ปตท. ขายกาซให
โรงแยกกาซฯ ของตัวเองจํานวน 5 โรง ในราคาประมาณ 150

สฤณี อาชวานันทกุล :: 71

HOT ROUND&CROWDED.indd 71 1/1/70 7:38:58 AM


บาท (ไมรวมคาผานทอ) ในขณะที่ขายให กฟผ. ในราคา 180
บาท (ไมรวมคาผานทอ) กลายเปนตนทุนคาไฟฟาสวนเกินที่
ผู ใชไฟฟาทุ ก คนตองรวมกั น แบกรั บ โรงแยกกาซฯ ของ
ปตท. ไมไดแคผลิตกาซหุงตมเพื่อใชในประเทศเทานั้น แตยัง
สงออกผลิตภัณฑตางๆ ไปขายนอกประเทศ ทํากําไรใหกับ
บริษัท ปตท. ไดสูงถึง 15,000 ลานบาทตอป (สูงกวากําไรจาก
ทอกาซ ทั้งๆ ที่วงเงินลงทุนต่ำกวาหลายเทาตัว)
3) ผลประโยชนทับซอนกรณี ปตท.สผ.: ปตท.สผ.
เปนบริ ษั ท ลู ก ของ ปตท. แตขณะเดี ย วกั น ก็ เ ปนคู สั ญ ญา
ขายกาซรายใหญของ ปตท. ซึ่งเปนผูผูกขาดการจัดหากาซ
ปตท. แทนที่จะทําหนาที่เจรจาราคาสัญญาซื้อขายกาซใหมี
ความเปนธรรม กลับมีผลประโยชนทับซอน เพราะ ปตท.สผ.
ยิง่ กําไรมาก (จากการขายกาซแพง) ปตท. ก็ยงิ่ ไดรับผลพลอยได
จากกําไรของ ปตท.สผ. ที่ตนถือหุนอยูถึง 66.4 เปอรเซ็นต
สวนภาระคากาซราคาแพง ปตท. ก็เพียงแคสงผานตอไปยัง
ผูใชกาซ (และผูใชไฟในที่สุด) แถมยังบวกคาหัวคิวเพื่อฟน
กําไรอีกตอดวย ผลที่ปรากฏก็คือ กาซที่ ปตท. ซื้อจากแหลง
ในอาวไทยที่ ปตท.สผ. รวมทุน มีราคาแพงกวาแหลงอื่นๆ ถึง
28 เปอรเซ็นต และกาซที่ซื้อจากแหลงในพมาที่ ปตท.สผ.
รวมทุน มีราคาแพงกวาแหลงอื่นๆ ถึง 72 เปอรเซ็นต) สงผล
ให ปตท.สผ. มีกําไรถึงปละกวา 30,000 ลานบาท และเพิ่มสูง
ขึ้นตามราคาน้ำมันโลกที่สูงขึ้น โดยรายไดกวา 90 เปอรเซ็นต
ของ ปตท.สผ. มาจากการหากําไรจากคนไทย

นอกจาก ปตท. จะมี อํ า นาจผู ก ขาดมากมายในธุ ร กิ จ กาซ


ธรรมชาติ ดั ง ที่ คุ ณ ชื่ น ชมบรรยายขางตนแลว “กํ า ไรผู ก ขาด” อี ก
สวนหนึ่ ง ของ ปตท. ยั ง มาจาก “คาผานทอ” (คาใหบริ ก ารสงกาซ

72 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 72 1/1/70 7:38:58 AM


ธรรมชาติผานทอ) ซึ่งคํานวณจากฐานอัตราผลตอบแทนการลงทุน
ในการวางทอสงกาซ ซึ่ง ปตท. ไดรับการการันตีโดยมติคณะรัฐมนตรี
สมัยรัฐบาลทักษิณ สูงถึง 16-18 เปอรเซ็นต
เนื่องจากกาซธรรมชาติกวา 70 เปอรเซ็นตในแตละปจะถูกใช
ในการผลิตไฟฟา อํานาจผูกขาดของ ปตท. โดยเฉพาะในรูป “คาหัวคิว”
และ “คาผานทอ” จึงสงผลให ปตท. มีรายไดมหาศาล และสงผลใหผูใช
ไฟฟาทั้งประเทศใชไฟฟาแพงเกินเหตุ คุณชื่นชมประเมินวา เงินคา
ไฟฟาที่ผูบริโภคจายแตละ 100 บาท จะไปตกอยูกับ ปตท. ถึง 42.90
บาท ในขณะที่ กฟผ. ไดรับเพียง 27.10 บาทเทานั้น (ดังนั้น ถาเรารูสึก
วาคาไฟ “แพง” เราก็ควรไปรองทุกขกับ ปตท. ไมใช กฟผ.)
คุณชื่นชมคํานวณคราวๆ ตอไปวา ถารัฐจัดการกับ “กําไร
ผูกขาด” ทั้งหมดของ ปตท. ที่กลาวถึงขางตนได ก็นาจะสามารถลดคา
ไฟฟาใหประชาชนได 13,000-14,000 ลานบาทตอป หรื อ คิ ด เปน
สวนลดคาไฟ 9.3-10.0 สตางคตอหนวย
อํานาจผูกขาดของ ปตท. ในกิจการสาธารณูปโภคใชวาจะ
ไมเคยมีใครคํานึงถึง สมัยที่ ปตท. แตงตัวเตรียมเขาจดทะเบียนใน
ตลาดหุน หนังสือชี้ชวน (ไฟลิง) ของ ปตท. ก็ระบุนโยบายวา จะแยก
ทอกาซออกมาจาก ปตท. เพื่อเปดทางใหมีการแขงขันภายใน 1 ป เปน
“ปจจัยความเสี่ยง” ใหนักลงทุนวิเคราะหอยางชัดเจน แตโชครายของ
ประชาชนที่รัฐบาลทักษิณกลับลําไมยอมทําตามสัญญา เปลี่ยนนโยบาย
ให ปตท. ซึ่งมีสถานะเปนบริษัทจดทะเบียนแลว ใชอํานาจผูกขาดได
เหมือนเดิม อันเปนชนวนของการฟองรองของมูลนิธิคุมครองผูบริโภค
ตอศาลปกครองสูงสุด
แนนอนวานักลงทุนยอมไมเดือดรอนกับการ “กลับลํา” ในครัง้ นัน้
เพราะอํานาจผูกขาดของ ปตท. เปนสาเหตุหลักขอหนึ่งที่ทําให ปตท.
สามารถทํากําไรสูงลิบลิ่ว นําสงเงินภาษีใหรัฐ นำสงเงินปนผลและ
ผลตอบแทนมหาศาลใหกับผูถือหุนในรูปราคาหุนที่พุงขึ้นเรื่อยๆ ทุกป

สฤณี อาชวานันทกุล :: 73

HOT ROUND&CROWDED.indd 73 1/1/70 7:38:59 AM


และไดรั บ รางวั ล มากมายในฐานะบริ ษั ท ดี เ ดน ในขณะที่ ป ระชาชน
ทั่วประเทศตองใชไฟฟาแพงเกินควรโดยไมรูอีโหนอีเหน
ถึงแมวารัฐบาลจะยังเปน “เจาของ” ปตท. อยู คือถือหุนกวา
52 เปอรเซ็นต แตที่ผานมาก็ดูเหมือนจะพอใจที่จะสวมหมวก “นัก
ลงทุนที่ตองการผลตอบแทนงามๆ จากหุน” มากกวา “รัฐบาลที่ปกปอง
ผลประโยชนของประชาชน” มิหนําซ้ำ ปตท. ในฐานะบริษัทจดทะเบียน
ก็ยอมเผชิญแรงกดดันจากกลไกตลาดทุน ใหยึดการ “นําสงผลตอบแทน
สูงสุดใหกับผูถือหุน” เปนเปาหมายหลักขององคกร ไมใชผลประโยชน
ของผูบริโภค
เมื่อสถานการณเปนเชนนี้ คําถามที่เราควรถามกันมากที่สุด
คือ รัฐสามารถใชคําพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด “จัดการ” กับ
“กําไรผูกขาด” ของ ปตท. เพือ่ ประโยชนของประชาชนไดหรือไม เพียงใด?
ผูเขียนไมใชนักกฎหมายหรือผูเชี่ยวชาญดานกฎหมาย แตมี
ขอสังเกตวา ศาลเพียงแตสั่งใหรัฐและ ปตท. รวมกันดําเนินการ “แยก
ทรัพยสิน” และโอนทรัพยสินสวนที่เปนของรัฐ รวมทั้งอํานาจมหาชนที่
ไมควรติดเขาตลาดหุนไปกับ ปตท. กลับคืนสูรัฐเทานั้น แตเนื้อหาของ
คําพิพากษามิไดกลาวถึง “กําไรผูกขาด” อันไมเปนธรรมของ ปตท.
ผูเขียนมีขอสังเกตวา ศาลอาจไมสามารถวินิจฉัยเรื่องกําไร
ผูกขาดในทอกาซได เพราะมาตรา 149 ในบทเฉพาะกาลของ พ.ร.บ.
พลั ง งานฯ ฉบั บ ใหม ซึ่ ง ประกาศในราชกิ จ จานุ เ บกษาเมื่ อ วั น ที่ 10
ธันวาคม พ.ศ. 2550 (เพียงสี่วันกอนคําพิพากษาของศาลปกครอง
สูงสุด) ระบุวาไมใหนํามาตรา 26 วรรคสี่ ของ พ.ร.บ. ทุนรัฐวิสาหกิจ
พ.ศ. 2542 ซึ่งวาดวย “หลักการแหงความเทาเทียมกันอยางเปนธรรม
ในการแขงขันทางธุรกิจ” มาใชบังคับกับ ปตท. จนกวา ปตท. จะไดรับ
ใบอนุญาตตาม พ.ร.บ. ดังกลาว
ดังนั้น หากศาลจะวินิจฉัยเรื่องทอกาซ ก็คงวินิจฉัยไดแตใน
ประเด็นวาทอกาซถือเปน “สาธารณสมบัติของแผนดิน” หรือไมเทานั้น
ซึ่งนั่นก็คือประเด็นที่ใชในคําพิพากษา
74 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 74 1/1/70 7:38:59 AM


ถามองจากเปาหมายของภาคประชาชนที่อยากใหรัฐกําจัด
“กําไรผูกขาด” ของ ปตท. การถกเถียงกันในประเด็นวารัฐควรเก็บ
“คาเชาทอ” หรือไม ถาเก็บจะเก็บเทาไร จะเก็บภาษีโอนดวยหรือไม
ฯลฯ จึ ง ไมตรงประเด็ น เทาไรนั ก ซ้ ำ รายอาจสงผลเสี ย ตอผู บริ โ ภค
อีกดวย เชน ถา ปตท. นําคาเชาที่ตองเสียใหรัฐ ไปบวกเพิ่มในราคา
คากาซ และเมื่อเปนเชนนั้น คาเชื้อเพลิงหรือเอฟทีของ กฟผ. ก็จะสูง
ขึ้น ทําให กฟผ. อาจจะขึ้นคาไฟฟาอีกรอบ เพื่อใหอัตรากําไรคงเดิม
ดังนั้น ถาคิดแคนี้ รัฐอาจไดประโยชนจากคาเชาและภาษีโอน
ปตท. เสมอตัว ในขณะที่ประชาชนกลับตองเสียประโยชนมากกวาเดิม
จากคาไฟฟาที่แพงขึ้น
ผูเขียนคิดวา ถึงแมวาคําพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดจะ
ไมพูดถึง “กําไรผูกขาด” ของ ปตท. ตรงๆ แตคําพิพากษาที่ชดั เจนวา
ทอกาซเปน “สาธารณสมบัติ” ก็นับเปนการตอกย้ำครั้งสําคัญใหรัฐบาล
และทุกฝายเห็นวา ประโยชนสวนรวมยอมอยูเหนือประโยชนของคน
เพี ย งกลุ มเดี ย ว โดยเฉพาะเมื่ อ คนกลุ มนั้ น กํ า ลั ง แสวงหากํ า ไรจาก
“สาธารณสมบัติ” ที่เปนของคนทั้งชาติ
หลายคนอาจมองวา ไมใชเรื่องเสียหายที่ ปตท. จะได “กําไร
ผูกขาด” จากทอกาซ เพราะคนไทยสวนใหญยังใชพลังงานฟุมเฟอยอยู
ถาคาไฟถูกกวานี้ก็จะยิ่งใชเปลืองเขาไปใหญ
ถึงแมผูเขียนจะเห็นดวยวาคนไทยใชพลังงานฟุมเฟอยเกินไป
และควรหัดประหยัดใหเปนนิสัยไดแลว ผูเขียนก็คิดวาการอางเรื่องนี้
เพื่อเปนเหตุผลใหรัฐบาลไมควรจะทําอะไรกับ ปตท. เปนการ “เบี่ยง
ประเด็ น ” อยางไมสมเหตุ ส มผล ไมตางจากการอางวา หมู บานนี้
ไมตองมีตํารวจมาดูแลจับขโมยหรอก เพราะคนในหมูบานมีนิสัยชอบ
เปดประตูบานทิ้งไว ตองใหขโมยขึ้นเสียใหเข็ด
ผูเขียนคิดวา ถึงเวลาแลวที่ภาคประชาชนควรรวมกันกดดันให
รัฐบาลเคารพในเจตนารมณของศาล สวมหมวก “ผูดูแลผลประโยชน
ของประชาชน” แทนที่หมวก “นักลงทุนรายใหญ” เพื่อกําจัด “กําไร
สฤณี อาชวานันทกุล :: 75

HOT ROUND&CROWDED.indd 75 1/1/70 7:39:00 AM


ผูกขาด” ของ ปตท. และนํากําไรสวนนี้มาลดคาไฟฟาใหกับคนไทย
ทั้งประเทศ
“ประโยชนของประชาชน” ยอมสํ า คั ญ กวา “ผลกระทบตอ
ตลาดหุน” และถาทุกฝายที่เกี่ยวของรวมกันอธิบายใหนักลงทุนเขาใจ
วา ปตท. มี “กํ า ไรผู ก ขาด” โดยไมชอบธรรมอยางไร นั ก ลงทุ น
ทุกสัญชาติก็ยอมรับได เพราะรัฐบาลของประเทศที่เจริญแลวทั้งหลาย
ลวนกํากับดูแล “สาธารณสมบัติ” โดยเฉพาะสาธารณูปโภคพื้นฐาน
ในทางที่เปนประโยชนตอประชาชนทั้งประเทศทั้งนั้น.

ตีพิมพครั้งแรกใน หนังสือพิมพ ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2550

76 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 76 1/1/70 7:39:00 AM


HOT ROUND&CROWDED.indd 77 1/1/70 7:39:01 AM
Kiva.org ธุรกิจเพื่อสังคม
ผูสรางเครือขาย “เจาหนี้จิตสาธารณะ”

78 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 78 1/1/70 7:39:01 AM


ในบรรดา “ธุรกิจเพื่อสังคม” ยุคใหมทั้งหลายที่กําลังลองคลื่นโลกา-
ภิ วั ต นอยู อยางนาตื่ น เตน ธุ ร กิ จ เพื่ อ สั ง คมที่ ผู เขี ย นชื่ น ชอบที่ สุ ด คื อ
ธนาคารกรามีน “ธนาคารเพื่อคนจน” แหงบังกลาเทศ ซึ่งกลายเปน
ที่รูจักอยางแพรหลายในประเทศไทยหลังจากที่ผูกอตั้งธนาคาร คือ
มูฮัมหมัด ยูนุส ไดรับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจําป 2006
ในเมื่อเรื่องราวของกรามีนเปนที่รูจักกันดีแลว วันนี้ผูเขียนจึง
อยากแนะนํ า ธุ ร กิ จ เพื่ อ สั ง คมที่ ผู เขี ย นชอบเปนอั น ดั บ สองรองจาก
กรามี น นั่ น คื อ “คี ว า” (http://www.kiva.org/) องคกรที่ ทํ า ใหคน
ธรรมดาๆ สามารถปลอยสิ น เชื่ อ ไมโครเครดิ ต ใหกั บ ผู ประกอบการ
รายยอยในประเทศกําลังพัฒนาทั่วโลก ขอเพียงแตเปนผูใชอินเทอรเน็ต
มีบัตรเครดิต และยินดีใหคนแปลกหนาที่ไมรูจักยืมเงิน 25 เหรียญ
สหรัฐ (ไมถึง 800 บาท) ไปลงทุน เพือ่ ถีบตัวเองใหพนจากบวงความจน
กระบวนการปลอยสินเชื่อบนคีวามีขั้นตอนงายๆ เพียงสอง
ขั้นตอนเทานั้นคือ
ขั้ น แรก เจาหนี้ เ ขาไปอานคํ า อธิ บ ายสั้ น ๆ บนเว็ บ ไซตคี ว า
วาผูประกอบการแตละรายชื่ออะไร (อาจเปนบุคคลหรือกลุมบุคคลก็ได)

สฤณี อาชวานันทกุล :: 79

HOT ROUND&CROWDED.indd 79 1/1/70 7:39:01 AM


อยูประเทศอะไร ตองการเงินกูจํานวนเทาใด (สวนใหญอยูระหวาง
100-1,500 เหรียญ) เพื่อไปทําอะไร (เชน ซื้อรถเข็น) ในธุรกิจอะไร
(เชน ขายผักผลไม) เสนอเงื่อนไขวาจะชําระคืนภายในกี่เดือน (สวน
ใหญอยูระหวาง 4-18 เดือน) และ “พันธมิตรภาคสนาม” (Field Partner)
ของคี ว าที่ คั ด ผู ประกอบการรายนี้ ม าให คื อ องคกรอะไร มี ป ระวั ติ
การชําระคืนเปนอยางไร
ขั้นที่สอง เจาหนี้เลือกกิจการที่อยากปลอยกู เสร็จแลวก็โอน
เงิ น 25 เหรี ย ญใหกั บ ผู ประกอบการที่ ส นใจจะชวย ผานแอคเคาท
เพยพาล (http://www.paypal.com/ บริการเพื่อใหคนธรรมดารับและ
จายเงินผานบัตรเครดิตบนเว็บ ใชไดจากประเทศไทยแลว ถาใครอยาก
ปลอยกูบนคีวาแตยังไมมีแอคเคาทเพยพาล ก็ตองไปสมัครเปนสมาชิก
เพยพาลกอน ซึ่ ง ใชเวลาไมนาน) เทานั้ น ก็ เ ปนอั น จบกระบวนการ
ขั้นตอนทั้งหมดนี้ใชเวลาไมถึงหานาที
หลั ง จากเปดดํ า เนิ น การมาไดเพี ย งสองป (คี ว าระดมทุ น
กอนแรกสําเร็จในเดือนตุลาคม 2005 ดวยการสงอีเมลไปหาแขกที่ได
รั บ เชิ ญ มางานแตงงานของแม็ ท แฟลนเนอรี และเจสสิ ก า แจ็ ค ลี ย
แฟลนเนอรี ผูกอตั้งคีวา “ลูกคา” รายแรกๆ ที่คีวาระดมทุนใหคือ
กิจการเจ็ดอยางในประเทศยูกันดา ซึ่งมีตั้งแตชาวประมง คนขายเสื้อ
มือสอง คนเลี้ยงแพะ และคนขายผัก) คีวาก็ประสบความสําเร็จอยาง
งดงามและรวดเร็ ว จนนาอั ศ จรรย ปจจุ บั น มี “เจาหนี้ ” ที่ ส มั ค รเปน
สมาชิกกวา 123,000 ราย ปลอยสินเชื่อรวมกันไปแลวกวา 12.4 ลาน
เหรียญสหรัฐ ใหกับผูประกอบการรายยอย 18,000 รายใน 39 ประเทศ
กํ า ลั ง พั ฒ นาทั่ ว โลก คี ว าไดรั บ ความนิ ย มสู ง มากจากคนที่ อ ยาก
ชวยเหลื อ เพื่ อ นรวมโลก จนทํ า ใหเงิ น ที่ ต องการปลอยกู (อุ ป สงค)
มีปริมาณสูงกวาเงินที่ผูประกอบการตองการกู (อุปทาน) ทําใหคีวาตอง
ประกาศตรึงเพดานเงินกูไวแค 25 เหรียญสหรัฐตอเจาหนี้หนึ่งราย
เพื่อใหทุกคนมีโอกาสมีสวนรวม แตถึงกระนั้นก็ตาม บางครั้งคีวาก็ตอง

80 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 80 1/1/70 7:39:02 AM


ติดประกาศบนเว็บวา “ตอนนี้ผูประกอบการทุกรายไดรับเงินกูเทาที่
พวกเขาตองการแลว ขอขอบคุณทุกทานที่สนับสนุน ขอใหเขามาเช็ค
ใหมในโอกาสตอไป” เพราะมีคนอยากปลอยเงินกูมากเกินกวาจะหา
ผูประกอบการมารับเงินไดตลอดเวลา
ที่ ผ านมา เงิ น กู ที่ ป ลอยผานคี ว ามี อั ต ราการผิ ด นั ด ชํ า ระหนี้
(default rate) ต่ำมาก เพียงรอยละ 0.33 ของยอดเงินกูทั้งหมดเทานั้น
ถึ ง แมวาลู ก หนี้ ทุ ก รายจะเปน “คนจน” ในประเทศกํ า ลั ง พั ฒ นา ซึ่ ง
หลายคนอาจมองวามีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชําระหนี้สูงกวาคนมีฐานะดี
ความสําเร็จขอนี้ของคีวา สวนหนึ่งมาจากขอเท็จจริงที่สถาบันการเงิน
ไมโครเครดิ ต จํ า นวนมากนั บ จากธนาคารกรามี น พิ สู จ นใหเห็ น วา
“ปญญาสาธารณ” (conventional wisdom) ที่ปรามาสคนจนวาไมมีทาง
มีศักยภาพในการชําระหนี้นั้น ไมเปนความจริงแตอยางใด
แตสาเหตุ สํ า คั ญ อี ก ประการหนึ่ ง ของความสํ า เร็ จ ของคี ว า
ที่ผูเขียนคิดวาสําคัญกวา และสะทอน “ความเกง” ของคีวาไดดีกวา คือ
ขอเท็จจริงที่วา คีวาไมไดเปนคนคัดเลือกผูประกอบการมาลงเว็บไซต
ดวยตัวเอง แตอาศัยองคกรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) และสถาบันไมโคร
เครดิตตางๆ ในประเทศกําลังพัฒนา รวมทั้งสิ้น 67 องคกร ซึ่งคีวา
แตงตั้งใหเปน “พันธมิตรภาคสนาม” ของคีวา พันธมิตรภาคสนาม
เหลานี้ทําหนาที่เปน “นายหนาคนกลาง” นั่นคือเสาะหาและกลั่นกรอง
ผูประกอบการในประเทศของตัวเองที่ “เชื่อถือได” โพสตขอมูลเปน
ภาษาอังกฤษแทนผูประกอบการ (ซึ่งจํานวนมากไมรูหนังสือ) บนเว็บ
ของคีวา ตลอดจนบริหารเงินกูแทนเจาหนี้ปจเจกชน เชน รับชําระคืน
เงินกู ติดตามความคืบหนาของธุรกิจของผูประกอบการ ฯลฯ
พันธมิตรภาคสนามทํางานทั้งหมดดังกลาวขางตนแลกกับคา
ตอบแทนในรูปดอกเบี้ยเงินกู ในขณะที่คีวาจะเปนฝายประเมินและ
เปดเผยระดับความนาเชื่อถือของพันธมิตรภาคสนามทุกรายเพื่อชวย
เจาหนี้ปจเจกชนประเมินความเสี่ยงของเงินกู 25 เหรียญ โดยคีวาจะให

สฤณี อาชวานันทกุล :: 81

HOT ROUND&CROWDED.indd 81 1/1/70 7:39:02 AM


คะแนนพันธมิตรภาคสนามแตละรายในรูปจํานวน “ดาว” (1-5 ดาว) ซึ่ง
ตั้งอยูบนประวัติการชําระเงินกูของผูประกอบการที่พันธมิตรภาคสนาม
คัดเลือกมา ผลการตรวจสอบ (audit) หรือรายงานของผูประเมินอิสระ
ฯลฯ
ถึ ง แมวาเจาหนี้ ป จเจกชนจะไมไดดอกเบี้ ย จากการปลอยกู
(ไดเพี ย งเงิ น ตนคื น เมื่ อ ถึ ง กํ า หนดชํ า ระ) เพราะดอกเบี้ ย ทั้ ง หมด
ถูกนําไปมอบเปนผลตอบแทนใหกับพันธมิตรภาคสนาม เจาหนี้ของ
คีวาสวนใหญก็ยังยินดีปลอยกูตอไปเรื่อยๆ หลังจากที่ไดเงินกูกอน
แรกๆ คืนแลว และคีวาก็มีคนสนใจสมัครเปนสมาชิก (เพื่อปลอยกู)
เพิ่มสูงขึ้นอยางตอเนื่อง และเปนเรื่องปกติที่ผูประกอบการรายใหมๆ
จะไดรั บ เงิ น ทุ น ที่ ต องการภายในเวลาเพี ย งไมกี่ ชั่ ว โมง หลั ง จากที่
ประวัติของเขาเริ่มปรากฏบนเว็บของคีวา
เหตุใดคนนับแสนจึงยินดีปลอยกูใหกับคนจนที่ไมเคยรูจักกัน
ในประเทศหางไกล โดยไมคิดดอกเบี้ย?
ในฐานะสมาชิกและเจาหนี้รายยอยคนหนึ่งของคีวา ผูเขียน
เชื่อวา เหตุผลที่สําคัญที่สุดมีสามประการ ไดแก ความรูสึก “สุขใจ”
ที่ไดชวยเหลือเพื่อนมนุษย ความรูสึก “สนุก” ในการเปนเจาหนี้คีวา
และความรูสึกวาลูกหนี้สวนใหญ “เชื่อถือได” เพราะพันธมิตรภาคสนาม
ของคีวาเชื่อถือได
ความรูสึกสุขใจที่ไดชวยเหลือเพื่อนมนุษยนั้นคงไมตองอธิบาย
อะไรมาก เมื่อเทียบกับการบริจาคเงินเพื่อการกุศลผานอินเทอรเน็ต
การปลอยกูผานเว็บคีวาเปนสิ่งที่ทําใหสุขใจไมแพกัน หลายคนบอกวา
คี ว าทํ า ใหรู สึ ก “ดี ก วา” ทํ า การกุ ศ ลดวยซ้ ำ เพราะนอกจากจะได
ชวยเหลือเพื่อนมนุษยแลว ยังไดเงินนั้นคืนอีกดวย เพราะเปนเงินกู
ไมใชเงินใหเปลาเหมือนกับเงินบริจาค
เจาหนี้ ข องคี ว าทุ ก คนเห็ น ขอมู ล ชั ด เจนวา ลู ก หนี้ เ ปนใคร
เหตุใดจึงตองการเงิน และเงินนั้นจะทําใหชีวิตของเขาดีขึ้นไดอยางไร

82 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 82 1/1/70 7:39:03 AM


บาง ยกตัวอยางเชน ตอนนี้ผูเขียนรวมกับสมาชิกคนอื่นๆ ของคีวา
เปนเจาหนี้ผูประกอบการสองราย (รวมยอดเงินกูคงคาง 25 x 2 = 50
เหรียญ) คือคุณเมยรา คาเซเรส แมคาขายของในตลาดเมืองลีออน
ประเทศนิการากัว ตองการเงินกู 125 เหรียญเปนทุนซื้อมะพราวและ
ถั่วลิสงมาขายในตลาด เธอมั่นใจวาจะชําระคืนเงินกอนนี้ไดในเวลา
4 เดือน ลูกหนี้ของผูเขียนอีกรายหนึ่งคือกลุมแมบาน 5 คน นําโดย
คุณโคเซอร ปารวีน ตองการเงิน 1,000 เหรียญไปซื้อรถเข็นเทียมลา
สําหรับบรรทุกผัก ผลไม ไปขายที่ตลาด ขยายรานขายเนื้อ ซื้อวัว และ
สรางโรงรถใหกับรถสามลอถีบ แมบานกลุมนี้มาจากเมืองปกปาตตัน
ประเทศปากีสถาน พวกเธอสัญญาวาจะชําระคืนเงินกูกอนนี้ภายใน
12 เดือน
ในฐานะเจาหนี้ ผูเขียนไมเพียงแตสามารถอานรายละเอียด
ของลูกหนี้และจุดประสงคในการใชเงินเทานั้น แตยังสามารถติดตาม
ความคื บ หนาของธุ ร กิ จ ลู ก หนี้ ที่ ผู เขี ย นใหเงิ น ไปลงทุ น จากหนา
“Journal” (สมุดบันทึก) บนเว็บคีวา โดยพันธมิตรภาคสนามจะทํา
หนาที่เขียนรายงานอยางสม่ำเสมอ วิธีนี้ทําใหเจาหนี้ไมเพียงแตรูสึก
สุขใจที่ไดชวยเหลือผูดอยโอกาสเทานั้น แตยังรูสึก “สนุก” กับการ
ติดตามเรื่องราวของลูกหนี้ และที่สําคัญกวานั้นคือ ไดความรูอันทรง
คุณคามหาศาล ที่จะ “เปดใจ” และทําลายอคติผิดๆ เกี่ยวกับชีวิตและ
ความคิดของคนจน จากประสบการณตรงของพวกเขาที่คีวาชวยนํามา
เปดเผย อีกทั้งเจาหนี้เองก็ไมตองกังวลมากนักวาจะไมไดรับเงินกูคืน
เพราะคีวากลั่นกรององคกรที่เลือกมาเปนพันธมิตรภาคสนามอยาง
เครงครัด และพันธมิตรภาคสนามแตละรายก็กลั่นกรองลูกหนี้มาใหแลว
อี ก รอบหนึ่ ง นอกจากนั้ น สถิ ติ ที่ ผ านมาก็ ชี้ ใ หเห็ น วาคี ว ามี อั ต รา
การผิดนัดชําระหนี้ต่ำมากอยางนาอัศจรรย
ถึงแมคีวาจะเปน “ธุรกิจเพื่อสังคม” ในแงที่ใชวิธีบริหารกิจการ
แบบธุรกิจ และทํา “ธุรกิจ” ชนิดหนึ่ง คือปลอยสินเชื่อ องคกรคีวาก็ยัง

สฤณี อาชวานันทกุล :: 83

HOT ROUND&CROWDED.indd 83 1/1/70 7:39:03 AM


ใชรู ป แบบเปนเอ็ น จี โ อ (ไมแสวงหากํ า ไร) อยู เพื่ อ หลี ก เลี่ ย งความ
ยุงยากทางกฎหมาย (เชน กฎหมายสถาบันการเงิน) และเพื่อพิสูจน
ความตั้งใจจริงวาตองการชวยเหลือผูดอยโอกาสในประเทศกําลังพัฒนา
ปจจุบันคีวามีพนักงานประจําทั้งหมด 16 คน และอาสาสมัคร (ไมไดรับ
คาตอบแทนใดๆ) อีก 250 คน มีสํานักงานใหญในกรุงซานฟรานซิสโก
พนักงานสวนใหญมีอายุระหวาง 20-30 ป สวนใหญบอกวาการทํางาน
ใหคีวาคือ “งานในอุดมคติ” ของพวกเขา
ในฐานะองคกรไมแสวงหากําไร คีวาอยูไดดวยเงินบริจาคและ
ปจจัยสนับสนุนอื่นๆ มากมายจากหลายฝาย เชน เพยพาล ซึ่งทํา
หนาที่เปนตัวกลางในการรับและจายเงินกูใหกับคีวา ยินดีใหบริการกับ
คีวาโดยไมคิดคาตอบแทนใดๆ (ปกติเพยพาลจะไดเงินคาคอมมิชชั่น
คิ ด เปนเปอรเซ็ น ตของมู ล คาเงิ น ที่ โ อนผานเพยพาล) นอกจากนั้ น
บริษัทยักษใหญในโลกอินเทอรเน็ตหลายราย เชน กูเกิล มายสเปซ
ยูทูบ ไมโครซอฟต และยาฮู! ก็ยินดีชวยโปรโมตคีวาบนเว็บหรือสินคา
ของตัวเองดวยวิธีการอันหลากหลายโดยไมคิดคาโฆษณา นอกจากนี้
คีวายังไดรับเงินสนับสนุน (grant) จากมูลนิธิของอเมริกาหลายแหง
เชน Kellogg, Draper Richards และ DOEN ไมนับเงินบริจาคจาก
เจาหนี้ปจเจกชน ซึ่งแม็ท แฟลนเนอรี หนึ่งในสองผูกอตั้งคีวา กลาววา
เพียงพอสําหรับคาใชจายในการบริหารจัดการ (operating expense)
รายเดือนของคีวา (ทุกครั้งที่เจาหนี้ใหเงินกู กอนที่เพยพาลจะยืนยัน
การโอนเงิน คีวาจะถามวา เจาหนี้จะยินดีเจียดเงินอีกกอนหนึ่งเปนเงิน
บริจาคเพื่อสนับสนุนกิจการของคีวาดวยหรือไม)
เงินจํานวน 25 เหรียญอาจเปนเพียง “เศษสตางค” สําหรับ
ชนชั้นกลางในประเทศร่ำรวย แตเปนเงินจํานวนไมนอยสําหรับคนจน
ในประเทศยากจน และเมื่อนําเงิน 25 เหรียญจากเจาหนี้หลายสิบคน
มารวมกันเปนหลายรอยเหรียญ เงินจํานวนนั้นก็อาจเปลี่ยนชีวิตของ
คนจนไดอยางนาทึ่ง เจสสิกา แจ็คลีย แฟลนเนอรี หนึ่งในผูกอตั้ง

84 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 84 1/1/70 7:39:04 AM


บอกวา จากการเก็บสถิติที่ผานมา คีวาพบวา เงินกูหนึ่งกอนโดยเฉลี่ย
จะสงผลกระทบตอคนประมาณ 15 คน ซึ่ ง จํ า นวนนี้ ร วมถึ ง คนใน
ครอบครัวของผูประกอบการ (ลูกหนี้) ลูกจางในธุรกิจของเขา และผูมี
สวนไดเสียรายอื่นๆ
คี ว าเปนกิ จ การเพื่ อ สั ง คมที่ อ าจถื อ วาเปน “ผลผลิ ต ของ
ความรัก” โดยแท เพราะเกิดจากการประสานความฝนของผูกอตั้ง
ทัง้ สองคน ผูเปนคูชีวติ กันอยางลงตัว โดยฝายชายคือ แม็ท แฟลนเนอรี
ตองการสรางกิจการของตัวเองบนอินเทอรเน็ต ในขณะที่ภรรยาของ
เขา คือเจสสิกา ไดรับแรงบันดาลใจมหาศาลจากการฟงสุนทรพจนของ
ยูนุสในป 2003 จนเธออยากริเริ่มกิจการไมโครเครดิตบาง แม็ทไดนํา
ประสบการณและความเชี่ ย วชาญของเขาในธุ ร กิ จ เทคโนโลยี แ ละ
อินเทอรเน็ต มาทําใหความฝนของเขาและภรรยาเกิดเปนความจริง
ไปพรอมๆ กั น ในรู ป กิ จ การเพื่ อ สั ง คมขนาดเล็ ก ที่ กํ า ลั ง สราง
แรงบันดาลใจและแรงกระเพื่อมเกินตัวไปทั่วโลก ชวยเหลือคนจนให
หลุ ด พนจากบวงความจน สรางโมเดลการปลอยกู แบบใหมที่ พ ลิ ก
ความเชื่ อ กระแสหลั ก จากหนามื อ เปนหลั ง มื อ และขยั บ ขยาย
จิตสาธารณะของคนธรรมดาๆ จํานวนมหาศาลที่กําลังเรียนรูดวยการ
ใชเงินของตัวเองวา คนจนในโลกนี้กําลังพยายามเอาตัวรอดในกระแส
โลกาภิวัตนอยางไรบาง และเงิน 25 เหรียญมีความหมายมากเพียงใด
สําหรับประชากรของประเทศที่คนสวนใหญยังมีรายไดไมถึง 2 เหรียญ
ตอวัน.

ตีพิมพครั้งแรกใน หนังสือพิมพ ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2551

สฤณี อาชวานันทกุล :: 85

HOT ROUND&CROWDED.indd 85 1/1/70 7:39:04 AM


ปญหาซับไพรม:
เมื่อโลกการเงินมีแต “เจามือ” แตไร “เจาภาพ”

86 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 86 1/1/70 7:39:05 AM


นั บ จากครึ่ ง ปหลั ง ของป 2006 ตอเนื่ อ งขามปจนลวงสู ตนป 2008
เปนตนมา ปฏิเสธไมไดวาปญหาสินเชื่อบานผูมีรายไดนอย หรือปญหา
ซับไพรม (subprime) เปนปญหาที่ปะทุในอเมริกาและลุกลามขามทวีป
อยางรวดเร็วจนสรางความปนปวนใหกับตลาดทุนทั่วโลก
นอกจากปญหาซั บ ไพรมจะสะทอนความเชื่ อ มโยงอยาง
แนบแนนของตลาดทุ น และตลาดเงิ น ในยุ ค โลกาภิ วั ต นแลว ผู เขี ย น
คิดวาสิ่งที่สําคัญกวาคือ ปญหานี้เปนตัวอยางอันดีของ “ความมักงาย”
ของธนาคารพาณิชย ที่มุงแสวงหาแตกําไรระยะสั้น จนละทิ้งบทบาท
หนาที่ ใ นการ “ดู แ ลลู ก หนี้ ” ซึ่ ง เปนหนึ่ ง ในหนาที่ ห ลั ก ของธนาคาร
พาณิชยที่สังคมไววางใจใหทํา (fiduciary duty) จากมุมมองนี้ ปญหา
ซับไพรมอาจเปนเพียงตัวอยางลาสุดที่สะทอน “วิกฤตเชิงโครงสราง” ที่
นาวิตกอยางยิ่ง โดยเฉพาะในเมื่อผูประสบความเดือดรอนที่สุดจาก
ปญหานี้ คือกลุมผูมีรายไดนอยที่สุด และดังนั้นจึงยอมมี “สายปาน” สั้น
ที่สุดในระบอบเศรษฐกิจ
เนื่ อ งจากลั ก ษณะและผลกระทบของวิ ก ฤตซั บ ไพรม โดย
เฉพาะที่ เ กิ ด จากการใชตราสารอนุ พั น ธทํ า กํ า ไรแบบ “เงิ น ตอเงิ น ”

สฤณี อาชวานันทกุล :: 87

HOT ROUND&CROWDED.indd 87 1/1/70 7:39:05 AM


เปนหัวขอที่นักเศรษฐศาสตรและนักการเงินจํานวนมาก ผูเชี่ยวชาญ
กวาผูเขียนหลายสิบเทา ไดใหอรรถาธิบายอยางละเอียดไวแลว ผูเขียน
จึงไมอยากเขียนถึงประเด็นดังกลาว แตอยากเขียนเกี่ยวกับโครงสราง
ของธุ ร กรรมการปลอยสิ น เชื่ อ ซั บ ไพรมวามี ลั ก ษณะอยางไร วิ ก ฤต
ซับไพรมเปนเครื่องสะทอน “วิกฤตเชิงโครงสราง” ของโลกการเงิน
อยางไร และเหตุใดผูเขียนจึงหยิบยกคําวา “เจามือ” และ “เจาภาพ”
มาตั้งเปนชื่อตอน

ในนิยามของธนาคารพาณิชย สินเชื่อซับไพรม (subprime


loans) หมายถึงเงินกูที่ปลอยใหกับลูกหนี้ “คุณภาพต่ำกวาคาเฉลี่ย”
ซึ่งหมายถึงคนที่มีลักษณะที่ทําใหธนาคารเชื่อวามีความเสี่ยงสูงกวา
ลูกหนี้ทั่วไป เชน มีประวัติการผิดนัดชําระหนี้ มีรายไดนอย รายได
ไมมั่นคง ฯลฯ และดังนั้น ธนาคารจึงคิดดอกเบี้ยสินเชื่อซับไพรมสูงกวา
สินเชื่อทั่วไป เพื่อตอบแทนความเสี่ยงที่สูงกวาลูกหนี้ปกติ สินเชื่อ
ซั บ ไพรมมี ห ลายประเภท แบงไดตามวั ต ถุ ป ระสงคของการใชเงิ น กู
ไมตางจากสินเชื่อปกติ เชน สินเชื่อบาน สินเชื่อเชาซื้อรถยนต สินเชื่อ
บัตรเครดิต ฯลฯ
กอนที่ปญหาการผิดนัดชําระหนี้ของสินเชื่อซับไพรมซึ่งลูกหนี้
กูไปผอนบาน และตราสารอนุพันธที่อางอิงสินเชื่อแบบนี้ จะปะทุจน
ลุกลามเปนวิกฤต การปลอยสินเชื่อซับไพรมโดยทั่วไปก็เปนที่ถกเถียง
กันมานานแลวในแวดวงการเงินและการธนาคาร วาเปนธุรกรรมที่
สถาบันการเงินควรทําหรือไม และในโลกแหงความเปนจริงที่ผานมา
ธุรกรรมนีเ้ ปนผลดีหรือผลเสียตอลูกหนีม้ ากกวากัน ฝายตอตานมองวา
สถาบันการเงินที่ปลอยสินเชื่อแบบนี้มัก “ฉวยโอกาส” จากความไมรู
เทาทันของลูกหนี้ (เพราะลูกหนี้ซับไพรมมักเปนผูมีรายไดนอย ดอย
การศึกษากวาลูกหนี้ทั่วไป) คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงเกินระดับความเสี่ยง
ไปมาก หรือไมก็จงใจปลอยเงินกูใหกับลูกหนี้ที่รูอยูแลววาไมมีทาง

88 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 88 1/1/70 7:39:06 AM


ชําระคืนได เพราะตองการยึดหลักประกัน (เชน บานที่ผอนอยู) ของ
ลูกหนี้ไปบังคับขายใหไดราคาดี สวนฝายที่สนับสนุนการปลอยสินเชื่อ
ซับไพรมก็มองวา สินเชื่อแบบนี้เปนประโยชนมากกวาโทษ เนื่องจาก
ทําใหผูมีรายไดนอยหรือมีประวัติการผิดนัดชําระหนี้สามารถเขาถึง
เงิ น กู ในระบบ โดยไมตองหั น ไปหา “เจาหนี้ น อกระบบ” ซึ่ ง “โหด”
กวากันหลายเทา
ในมุมมองของผูเขียน สินเชื่อซับไพรมก็เหมือนกับประเด็น
ซับซอนอื่นๆ ในยุคโลกาภิวัตน ตรงที่เราไมสามารถจะ “ฟนธง” ไดวา
คุ ณ สมบั ติ ใ นตั ว เองของมั น กอใหเกิ ด “ประโยชน” มากกวา “โทษ”
หรือไมเพียงใด เพราะคําตอบของคําถามนี้ขึ้นอยูกับคําตอบของคําถาม
อื่ น ๆ อี ก หลายขอ เชน องคกรกํ า กั บ ดู แ ลภาครั ฐ กํ า กั บ ดู แ ลเจาหนี้
ซั บ ไพรมอยางเครงครั ด เพี ย งพอหรื อ ไม เพื่ อ ปองกั น พฤติ ก รรม
เอาเปรี ย บลู ก หนี้ ? เจาหนี้ ซั บ ไพรมมี แ รงจู ง ใจเพี ย งใดที่ จ ะละเลย
ลูกหนี้ ไมสนใจดูแลติดตามหนี้เพื่อปองกันหนี้เสีย เนื่องจากสามารถ
“ผองถาย” ความเสี่ ย งออกไปสู บุ ค คลที่ ส ามดวยการแปลงหนี้ เ ปน
หลักทรัพย?
โชครายที่คําตอบของคําถามเหลานี้ในอเมริกาตั้งแตป 2006
ลวนเปนคํ า ตอบในทิ ศ ทางที่ ทํ า ใหสิ น เชื่ อ ซั บ ไพรมกอใหเกิ ด “โทษ”
มากกวา “ประโยชน” ทั้งตอลูกหนี้และเจาหนี้ ปญหานี้มีสาเหตุหลัก
มาจากการที่ภาครัฐของอเมริกา (ซึ่งผอนผันกฎเกณฑการกํากับดูแล
ภาคการเงินมาอยางตอเนื่อง เพราะเชื่อวาสถาบันการเงินสามารถ
กํ า กั บ ดู แ ลกั น เองได) ยอมใหสถาบั น การเงิ น นํ า สิ น เชื่ อ ซั บ ไพรม
ไปแปลงเปนหลักทรัพย (securitization) เพื่อขายตอใหกับนักลงทุน
ซึ่ ง นอกจากจะสงผลใหไมมี “เจาภาพ” ผู ทํ า หนาที่ ดู แ ลลู ก หนี้ แ ลว
ยังบิดเบือนแรงจูงใจของสถาบันการเงินในทางที่แยลง เพราะเงินสดที่
จะไดรับจากการนำสินเชื่อไปแปลงเปนหลักทรัพยทําใหสถาบันการเงิน
รูสึกวา ไมตองใชความระมัดระวังในการประเมินความเสี่ยงของลูกหนี้

สฤณี อาชวานันทกุล :: 89

HOT ROUND&CROWDED.indd 89 1/1/70 7:39:06 AM


อีกตอไป เพราะได “ผองถาย” ความเสี่ยงของลูกหนี้ไปยังนักลงทุนที่ซื้อ
สิ น เชื่ อ ซั บ ไพรมในรู ป หลั ก ทรั พ ย โดยทั่ ว ไป กระบวนการออก
หลักทรัพยที่อิงสินเชื่อซับไพรมคือ สถาบันการเงิน (เจาหนี้) จะจัดตั้ง
“นิติบุคคลพิเศษ” (Special Purpose Entities หรือเอสพีอี) ขึ้นมากอน
แลวสถาบันการเงินจะขายสินเชื่อซับไพรมใหกับเอสพีอี โดยใหเอสพีอี
ออกหลักทรัพยที่อิงกับกระแสเงินสด (รายรับดอกเบี้ย) ของสินเชื่อ
ซั บ ไพรมเหลานั้ น จากนั้ น จึ ง เสนอขายหลั ก ทรั พ ยใหกั บ นั ก ลงทุ น
การที่เอสพีอีอยูนอกงบดุลของเจาหนี้ และการที่เจาหนี้เองก็อาจเปน
“นักลงทุน” รายหนึ่งที่ซื้อหลักทรัพยเหลานี้ คือหนึ่งในเหตุผลที่มูลคา
ความเสี่ยง (risk exposure) ของเจาหนี้แตละรายตอสินเชื่อซับไพรม
เปนเรื่องที่ยากตอการคาดคะเน เพราะสถาบันการเงินยอมไมอยาก
เปดเผยผลขาดทุนที่แทจริงจนกวาจะจําเปนตองเปดเผยจริงๆ
ผลตอบแทนที่สูงลิบลิ่วเมื่อเทียบกับชองทางลงทุนอื่นๆ ที่ใกล
เคียงกัน (เพื่อตอบแทนความเสี่ยงที่สูงกวาปกติ) ทําใหตราสารอนุพันธ
(หลักทรัพยประเภทหนึ่ง) ที่อิงสินเชื่อซับไพรม เปนที่ตองการของ
นั ก ลงทุ น มากขึ้ น เรื่ อ ยๆ และเปนแรงจู ง ใจใหสถาบั น การเงิ น ปลอย
สินเชื่อซับไพรมมากขึ้น เพราะสามารถแปลงเปนหลักทรัพยไปขายได
อยางงายดายในตลาดทุน สถาบันจัดอันดับเครดิตของอเมริกาแหงหนึง่
คื อ Moody’s ประเมิ น วา ระหวางป 2004-2006 สิ น เชื่ อ บานใน
อเมริกากวารอยละ 21 เปนสินเชื่อซับไพรม เพิ่มจากรอยละ 9 เทานั้น
ในป 1996 และยอดสินเชื่อบานที่เปนซับไพรมทั้งหมดในอเมริกา
มีมูลคาสูงถึง 6 แสนลานเหรียญสหรัฐในป 2006 คิดเปนหนึ่งในหาของ
ตลาดบานอเมริกาทั้งประเทศ และมูลคาหลักทรัพยที่อางอิงสินเชื่อ
ซับไพรมก็มีขนาดสูงถึง 6.5 ลานลานเหรียญสหรัฐ ณ สิ้นป 2006
เนื่องจากลูกหนี้สินเชื่อซับไพรมลวนเปนคนที่มีความเสี่ยงสูง
กวาลูกหนี้ทั่วไป เชน มีรายไดนอยดังที่ไดอธิบายไปแลวขางตน เจาหนี้
จึงตองสรรหาวิธีการตางๆ นานาในการจูงใจใหคนกลุมนี้มาขอสินเชื่อ

90 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 90 1/1/70 7:39:07 AM


ไปผอนบาน หนึ่ ง ในรู ป แบบสิ น เชื่ อ บานแบบซั บ ไพรมที่ ใ ชกั น อยาง
แพรหลายไดแก “เงินกู 2-28” ซึ่งเสนอดอกเบี้ยคงที่ (fixed interest)
อัตราต่ำใหกับลูกหนีเ้ ปนเวลา 2 ป แลวหลังจากนัน้ ก็จะปรับเปนดอกเบีย้
ผันแปร (variable interest) ตลอดชวงเวลา 28 ปที่เหลือของเงินกู โดย
อัตราดอกเบี้ยผันแปรนั้นจะอางอิงกับตนทุนของสถาบันการเงินบวก
สวนตาง เชน LIBOR บวก 5 เปอรเซ็นต เปนตน ซึ่งอัตราของดอกเบี้ย
ผั น แปรนั้ น ยอมอยู สู ง กวาอั ต ราดอกเบี้ ย คงที่ ใ นชวงสองปแรก เพื่ อ
สะทอนความเสี่ยงที่สูงกวา (ดอกเบี้ยคงที่สองปแรกนั้นเปรียบเสมือน
“โปรโมชั่นพิเศษ” ที่ “ลอ” ใหผูมีรายไดนอยที่อยากผอนบาน สนใจมา
ขอกู) อีกรูปแบบหนึ่งของสินเชื่อซับไพรม ซึ่งเปนที่นิยมมากในอเมริกา
คือสินเชื่อบานแบบปรับดอกเบี้ยได (Adjustable-Rate Mortgage หรือ
ยอวาเออารเอ็ม) ซึ่งเสนอดอกเบี้ยต่ำในปแรกๆ แตปรับขึ้นรอยละ 2
ตอปหรือมากกวานั้น เงื่อนไขนี้แปลวา ถาอัตราดอกเบี้ยของเออารเอ็ม
ปรับตัวสูงขึ้นเพียงนิดเดียว ภาระในการชําระดอกเบี้ยและเงินตนของ
ลูกหนี้อาจเพิ่มขึ้นมากกวานั้นหลายเทา ยกตัวอยางเชน ลูกหนี้เงินกู
เออารเอ็ ม 5 แสนเหรี ย ญ ผอนชํ า ระ 30 ปที่ อั ต ราดอกเบี้ ย เริ่ ม ตน
รอยละ 4 จะตองชํ า ระหนี้ คื น เดื อ นละ 2,400 เหรี ย ญ แตถาอั ต รา
ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นรอยละ 6 กลายเปนรอยละ 10 สําหรับ 27 ปที่เหลือ
(สมมติวาชวงเวลา “โปรโมชั่น” คือสามปแรก) ภาระของลูกหนี้จะเพิ่ม
เปน 4,470 เหรียญตอเดือน กลาวอีกนัยหนึ่งคือ การที่ดอกเบี้ยปรับตัว
สูงขึ้นรอยละ 6 ทําใหภาระรายเดือนของลูกหนี้เพิ่มขึ้นกวารอยละ 85
อัตราดอกเบี้ยในสินเชื่อซับไพรมแบบเออารเอ็ม มักจะอางอิงกับอัตรา
ดอกเบี้ยของธนาคารกลาง เงื่อนไขเงินกูระบุวาปรับปละครั้ง
แนนอนวาสถาบันการเงินที่อยากปลอยสินเชื่อซับไพรมเยอะๆ
จะไดนําไปแปลงเปนหลักทรัพยเพื่อขาย ซึ่งรับเงินลวงหนามาจาก
นักลงทุนที่ซื้อหลักทรัพยนั้นไป สวนใหญจะไมคอยอยากเตือนใหผูมี
รายไดนอยไดรับรูถึงความเสี่ยงในการขอสินเชื่อแบบนี้ (เชน ภาระหนี้

สฤณี อาชวานันทกุล :: 91

HOT ROUND&CROWDED.indd 91 1/1/70 7:39:07 AM


ที่งอกเงยอยางรวดเร็วหากอัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น) เพราะอยาก
กระตุนใหพวกเขากูเงินมากกวา นอกจากนี้ เนื่องจากสถาบันการเงิน
เหลานี้ไมตองรับความเสี่ยงของลูกหนี้ (วาจะผิดนัดชําระ) อีกตอไป
หลังจากที่แปลงเปนหลักทรัพยและขายไปแลว จึงไมสนใจจะทําหนาที่
ติดตามลูกหนี้ วาอาจมีปญหาอะไรในการชําระหนี้แตละงวดหรือไม
ซึ่ ง เปน “หนาที่ ” สํ า คั ญ ของธนาคารพาณิ ช ย ในขณะเดี ย วกั น
นักลงทุนที่ซื้อหลักทรัพยที่อางอิงสินเชื่อซับไพรมก็ไมสนใจจะทําหนาที่
ดังกลาวแทนธนาคาร เพราะเชือ่ ในการจัดอันดับความนาเชือ่ ถือ (credit
rating) ของสถาบันจัดอันดับความนาเชื่อถืออยาง Moody’s และมอง
วานาจะไดรับผลตอบแทน “คุม” คาความเสี่ยง
แตเมื่อหันกลับไปดูสถาบันจัดอันดับเอง สถาบันเหลานั้นก็
ประเมินการจัดอันดับความนาเชื่อถือ โดยอาศัยขอมูลจากเจาหนี้ที่
อยากขายหลักทรัพยใหไดเปนทุนอยูแลว ขอมูลเหลานั้นจึงอาจประเมิน
ความเสี่ ย งของลู ก หนี้ ต่ ำ เกิ น ไป และเราตองไมลื ม ดวยวา สถาบั น
จั ด อั น ดั บ อยาง Moody’s ไมใชธนาคารพาณิ ช ย สถาบั น จั ด อั น ดั บ
ทําหนาที่เพียงประเมินระดับความเสี่ยง ไมมีหนาที่ใดๆ ในการติดตาม
หนี้หรือดูแลลูกหนี้ เฉกเชนเจาหนาที่สินเชื่อของธนาคาร
ปญหาของการนําสินเชื่อซับไพรมไปแปลงเปนหลักทรัพยอีก
ประการหนึ่งคือ ราคาขายของหลักทรัพยแบบนี้ (ที่นักลงทุนซื้อ) เปน
ผลลั พ ธของวิ ธี ก ารประเมิ น มู ล คาที่ ซั บ ซอน ตั้ ง อยู บนสมมติ ฐ าน
มากมายเกี่ยวกับความสามารถของลูกหนี้ ซึ่งไมไดมีเพียงรายเดียว แต
มีนับพันนับหมื่นราย รวมกันเปน “กอน” กอนเดียว โดยตามหลักการ
การเงินทั่วไป ราคาขายของหลักทรัพยควรสะทอน “มูลคาปจจุบัน”
ของกระแสเงินสดที่นักลงทุนจะไดรับจากการชําระหนี้ของลูกหนี้ตลอด
อายุ ข องสิ น เชื่ อ เชน 30 ป แปลวาราคานั้ น ตั้ ง อยู บนสมมติ ฐ านวา
ลูกหนี้สินเชื่อซับไพรม “โดยเฉลี่ย” จะมีความสามารถในการชําระหนี้
ไดดีระดับหนึ่ง นอกจากนี้ การที่ราคาบานในอเมริกาพุงสูงขึ้นเปน

92 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 92 1/1/70 7:39:08 AM


ประวั ติ ก ารณ จนเห็ น ไดชั ด วาเปนภาวะ “ฟองสบู ” ก็ ทํ า ใหมู ล คา
หลักประกัน (คือมูลคาบาน) ของสินเชื่อซับไพรม มีระดับสูงเกินมูลคา
ที่แทจริง จนสราง “ความมั่นใจเทียม” ใหเจาหนี้ปลอยสินเชื่อบานแบบ
มือเติบมากกวาเดิม
ในโลกแหงความเปนจริง ความสามารถในการชําระหนี้ของ
ลู ก หนี้ ร ายไดนอยยอมมี ค วามออนไหวและผั น ผวนงายตามความ
ลําบากในการดํารงชีพของพวกเขา ดวยเหตุนี้การดูแลติดตามอยาง
ใกลชิด ทัศนคติอะลุมอลวยของเจาหนี้ ยอมผอนผันเงื่อนไขบางขอเมื่อ
ลูกหนี้เริ่มมีปญหา จึงเปนกุญแจสําคัญแหง “ความสําเร็จ” ของสินเชื่อ
ซั บ ไพรม (ไมตางจากที่ มั น เปนกุ ญ แจสํ า คั ญ แหงความสํ า เร็ จ ของ
สถาบั น การเงิ น แบบไมโครเครดิ ต ที่ ใ หบริ ก ารคนจน เชน ธนาคาร
กรามีนในบังกลาเทศ)
แตกุญแจสําคัญดอกนี้กลับหลนหายไปในกระบวนการแปลง
สิ น เชื่ อ ซั บ ไพรมไปขายเปนหลั ก ทรั พ ย และการหลนหายไปนี่ เ องที่
ผู เขี ย นคิ ด วาเปนสาเหตุ ห ลั ก ของปญหาทั้ ง มวลที่ ลุ ก ลามไปทั่ ว โลก
เพราะการนําสินเชื่อซับไพรมไปแปลงเปนหลักทรัพยขายในตลาดทุน
นั้ น นอกจากจะสรางแรงจู ง ใจในทางที่ ผิ ด สงเสริ ม ใหเจาหนี้ ป ลอย
สินเชื่อแบบ “มักงาย” และไมรัดกุมเทาที่ควรจะเปนแลว ยังทําใหตลาด
สินเชื่อนี้ไรซึ่ง “เจาภาพ” ผูควรรับผิดชอบในการดูแลลูกหนี้ มีเพียง
“เจามื อ ” ที่ ม องเห็ น แตเงิ น สดจากการแปลงสิ น เชื่ อ ซั บ ไพรมเปน
หลักทรัพย หรือผลตอบแทนงามๆ จากการลงทุนเทานั้น
ในเมื่อสถาบันการเงินซึ่งมีหนาที่ดูแลลูกหนี้ และยอมมีความรู
ความเชี่ ย วชาญดานการประเมิ น ศั ก ยภาพในการชํ า ระหนี้ ม ากกวา
ลูกหนี้ซึ่งเปนประชาชนคนธรรมดา กลับเปนฝายปลอยสินเชื่อแบบ
หละหลวมและมักงายใหกับผูมีรายไดนอย ปญหาซับไพรมยอมไมใช
ความผิดของลูกหนี้ผูมีรายไดนอยเหลานั้น เพราะพวกเขาไมควรไดรับ
อนุมัติสินเชื่อที่มีเงื่อนไขหละหลวมและมีความเสี่ยงสูงที่จะชําระคืน

สฤณี อาชวานันทกุล :: 93

HOT ROUND&CROWDED.indd 93 1/1/70 7:39:08 AM


ไมไดเชนนี้ตั้งแตแรก
ผูเขียนเห็นดวยกับ “พอมดการเงิน” จอรจ โซรอส ที่กลาววา
“...ภาวะรุงเรืองเฟองฟูไปไกลถึงขั้นควบคุมไมได เมื่อผลิตภัณฑใหมๆ
มี ค วามซั บ ซอนเสี ย จนกระทั่ ง ภาครั ฐ ไมสามารถคํ า นวณความเสี่ ย ง
ไดอีกตอไป จึงตองหันไปพึ่งพาวิธีบริหารจัดการความเสี่ยงของพวก
ธนาคารผู ออกหลั ก ทรั พ ยเสี ย เอง ในทํ า นองเดี ย วกั น พวกสถาบั น
จัดอันดับความนาเชื่อถือก็พึ่งพาขอมูลที่จัดสงใหโดยธนาคารเหลานี้
มันเปนการละทิ้งความรับผิดชอบที่นาตระหนกอยางยิ่ง” ถาหากรัฐบาล
อเมริกายังปลอยใหสถาบันการเงินกํากับดูแลกันเองตอไป ก็เทากับวา
ยอมใหสถาบันการเงิน “มักงาย” ไมสิ้นสุด ผลักภาระใหกับผูมีรายได
นอยโดยไมชอบธรรมเปนอยางยิ่ง.

ตีพิมพครั้งแรกใน หนังสือพิมพ ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 7 กุมภาพันธ พ.ศ. 2551

94 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 94 1/1/70 7:39:09 AM


HOT ROUND&CROWDED.indd 95 1/1/70 7:39:09 AM
ชําแหละกระแสซีเอสอาร:
“แท” กับ “เทียม” ตางกันอยางไร?

96 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 96 1/1/70 7:39:09 AM


ในบรรดา “กระแส” ทั้งหลายที่ภาคธุรกิจกําลังใหความสนใจ ไมวา
จะดวยเจตจํานงของตัวเอง หรือถูกสถานการณบังคับให “โหนกระแส”
ตามคนอื่นก็ตาม ยอมปฏิเสธไมไดวา “ความรับผิดชอบของบริษัท
ตอสังคม” (Corporate Social Responsibility หรือยอวา ซีเอสอาร)
เปนกระแสที่กําลังมาแรง และนับวันก็มีแตจะแรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะ
แนวคิ ด เรื่ อ งซี เ อสอารสอดคลองกั บ อี ก กระแสหนึ่ ง ที่ ม าแรงยิ่ ง กวา
นั่นคือ “ภาวะโลกรอน” ซึ่งไดรับการพิสูจนทางวิทยาศาสตรจนสิ้นสงสัย
แลววา สวนหนึ่งเกิดจากน้ำมือมนุษย และจะนําไปสูปญหารายแรง
มากมายหากมนุษยไมปรับปรุงวิถีการพัฒนาและพฤติกรรมการบริโภค
อยางเรงดวน
อันที่จริง เรานาจะมองวาซีเอสอารเปน “ภาพใหญ” ที่มีภาวะ
โลกรอนเปนเพียงองคประกอบเดียว เพราะคําวา “ความรับผิดชอบ
ของบริ ษั ท ตอสั ง คม” ก็ สื่ อ ความหมายชั ด เจนอยู แลววา หมายถึ ง
ความรั บ ผิ ด ชอบของบริ ษั ท ตอผู มี ส วนไดเสี ย กลุ มตางๆ ที่ ไ ดรั บ
ผลกระทบจากการดําเนินธุรกิจของบริษัท ซึ่งอาจแบงเปนแปดกลุม

สฤณี อาชวานันทกุล :: 97

HOT ROUND&CROWDED.indd 97 1/1/70 7:39:10 AM


หลัก ไดแก ผูบริโภค ผูถือหุน พนักงาน คูคา (supplier) ชุมชน รัฐ
สังคม และสิ่งแวดลอม
ผู เขี ย นเคยเขี ย นถึ ง ซี เ อสอารไปแลวครั้ ง หนึ่ ง ในชื่ อ ตอน
“มายาคติและขอเท็จจริงเกี่ยวกับกระแสซีเอสอาร” ใน ลองคลื่นโลกา-
ภิวัตน เลม 1 และเว็บไซตโอเพนออนไลน (http://www.onopen.com/
2007/01/1915) ถึงแมกระแสซีเอสอารในประเทศไทยจะพัดแรงไมแพ
กระแสในประเทศพั ฒ นาแลว แตก็ ยั ง คอนขางจะพั ด แบบไรทิ ศ ทาง
ไรการยึดเหนี่ยวใน “แกนสาร” ของซีเอสอารที่แทจริง ผูเขียนจึงอยาก
จะหวนคืนสูประเด็นนี้อีกรอบหนึ่ง โดยยกพฤติกรรมของบริษัทไทยบาง
บริษัทในธุรกิจอสังหาริมทรัพยขึ้นมาเปนตัวอยาง เพื่อดูวาพฤติกรรม
ของบริษัทเหลานี้บอกอะไรเราไดบางเกี่ยวกับระดับ “ความแท” กับ
“ความเทียม” ของกระแสซีเอสอารในไทย

ถึงแมวากระแสซีเอสอารในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพยไทย
อาจยังพัดไมแรงเทากับธุรกิจอื่นๆ แตหลายบริษัทก็เริ่มใสถอยคําที่
สะทอนความรับผิดชอบตอผูมีสวนไดเสียของฝายอื่นๆ นอกเหนือจาก
ผูถือหุน ไวใน “พันธกิจ” หรือ “ภารกิจ” ของบริษัท ดวยถอยคําทํานอง
“...คํานึงถึงการสรางอรรถประโยชนใหกับผูมีสวนเกี่ยวของทุกทาน”
หลายบริ ษั ท เริ่ ม จั ด ตั้ ง ฝาย “กิ จ กรรมเพื่ อ สั ง คม” เพื่ อ ทํ า
กิจกรรมตางๆ นานา ที่สวนใหญดูจะยังหนีไมพนกิจกรรมเพื่อการกุศล
หรื อ สั ง คมสงเคราะหแบบเดิ ม ๆ เพี ย งแตเปลี่ ย นชื่ อ เรี ย กกิ จ กรรม
เหลานั้นเปน “ซีเอสอาร” เพื่อใหทันสมัยไมตกกระแสเทานั้นเอง
ในความเปนจริ ง ผู เขี ย นคิ ด วาระดั บ “ความรั บ ผิ ด ชอบตอ
สังคม” ของบริษัทหลายบริษัท ยังอยูหางไกลจากระดับที่ควรจะเปน
และสะทอนความไมเขาใจของผูบริหาร วา “ซีเอสอาร” ที่แทจริงนั้น
หมายถึง “ความรับผิดชอบตอสังคม” ในกระบวนการทําธุรกิจ ไมใช
“กิจกรรมเพื่อสังคม” ที่อยูนอกกระบวนการทําธุรกิจ

98 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 98 1/1/70 7:39:10 AM


สมมติ ถ าบริ ษั ท อสั ง หาริ ม ทรั พ ยบางรายเปดขายคอนโด-
มิเนียมราคาแพงลิบลิ่วกอนลงมือสรางจริง ชูจุดขายมากมาย อาทิเชน
สวนหยอมหนาคอนโดฯ ใหผูอยูอาศัยใชเปนที่วิ่งออกกําลังกายหรือ
พักผอนหยอนใจ เปน “พื้นที่สีเขียว” อันหายากยิ่งในปาคอนกรีต แต
หลั ง จากที่ ลู ก คาหลายรายตั ด สิ น ใจซื้ อ ไปแลว บริ ษั ท กลั บ “ลั ก ไก”
เปลี่ยนแบบ เปลี่ยนพื้นที่สีเขียวเปนตึกใหญอีกตึกหนึ่ง เพราะเล็งเห็น
ความแนนอนวาตึกนั้นตองขายไดกําไรดี ไมเหมือนกับพื้นที่สีเขียวที่
ไรราคาสําหรับผูขาย แตเปยมลนคุณคาสําหรับผูซื้อ
ในกรณีเชนนี้ เราจะเรียกบริษัทนั้นวามี “ความรับผิดชอบตอ
ผู บริ โ ภค” ไดหรื อ ไม? ถาบริ ษั ท เดี ย วกั น นี้ ใ ชเงิ น ทํ า “กิ จ กรรมเพื่ อ
สังคม” ปละหลายสิบลานบาท (ไมนับเงินโฆษณาประชาสัมพันธที่ทุม
ไปอีกไมนอยเพื่อประกาศใหคนรูวาทําอะไรบาง) ประโยชนที่สังคม
(หรือชุมชน หรือใครก็ตาม) ไดรับจาก “กิจกรรมเพื่อสังคม” เหลานั้น
สามารถ “หักลาง” ความเสียหายของผูบริโภคซึ่ง “ถูกหลอก” ใหซื้อ
คอนโดฯ หรือซื้อในราคาแพงกวาที่ควรจะเปนไดหรือไม? เพียงใด?
(เพราะถาคอนโดฯ แสดงแบบชั ด เจนวาไมมี ส วนหยอมตั้ ง แตแรก
ผูบริโภคอาจไมยินดีซื้อในราคาที่บริษัทเสนอขายก็ได)
หรื อ อี ก ตั ว อยางหนึ่ ง ที่ ผู เขี ย นประสบดวยตนเองมาแลว
หลายครั้ ง คื อ คอนโดมิ เ นี ย มของบริ ษั ท จํ า นวนไมนอยออกแบบ
หองนอนของแมบานอยาง “ใจแคบ” ไรมโนธรรม เชน ผนังทั้งสี่ดาน
ไมมีกระจกแมแตบานเดียว หรือไมก็ออกแบบหองครัวในสํานักงาน
ใหปราศจากอางลางจาน ถาแมบานจะลางจาน ตองยกถวยชามทัง้ หมด
ไปยังที่ลางจานตางหากซึ่งอยูหางออกไปไกลลิบ
บริษัทที่อวดอางวาตัวเองมีซีเอสอาร แตกลับทําธุรกิจแบบ
ไมเคยคํานึงถึงหัวอกของกลุมผูมีสวนไดเสียที่มีอํานาจตอรองนอยที่สุด
ในสังคม (เชน แมบาน คนรับใช คนงานรายวัน ชาวบานที่อยูอาศัยใน
ชุมชน ฯลฯ) และดังนั้น สามัญสํานึกจึงบอกเราวา กลุมบริษัทเหลานี้

สฤณี อาชวานันทกุล :: 99

HOT ROUND&CROWDED.indd 99 1/1/70 7:39:11 AM


เปนกลุ มที่ พึ ง แสดง “ความรั บ ผิ ด ชอบ” มากที่ สุ ด ควรเรี ย กวาเปน
บริษัทที่มี “ความรับผิดชอบตอสังคม” หรือไม?
บริษัทในอุตสาหกรรมที่สงผลกระทบมหาศาลตอสิ่งแวดลอม
ทรัพยากรธรรมชาติ และความเปนอยูของชาวบานในชุมชน หลาย
บริ ษั ท โพนทะนา “กิ จ กรรมเพื่ อ สั ง คม” มากมายในแตละป แตใน
กระบวนการทํ า ธุ ร กิ จ กลั บ ไมเคยใชความพยายามใดๆ ที่ จ ะพู ด คุ ย
รับฟง ตอบสนอง หรือวางมาตรการบรรเทาความเดือดรอนของกลุมผูมี
สวนไดเสียซึ่งมีอํานาจตอรองนอยมากจนตกเปน “เบี้ยลาง” ทุกครั้ง
ไรความรับผิดชอบจนนําไปสูการเผชิญหนา การปะทะกัน หรือกระทั่ง
กอความรุนแรงจนถึงขนาดฆากันตายแบบมีเงื่อนงําที่สอพิรุธวานาจะมี
ใครบงการ แตจับมือใครดมไมไดตลอดมา
บริษัทแบบนี้มี “ความรับผิดชอบตอสังคม” ตรงไหน?
สถาบันการเงินที่โฆษณาวาตัวเองมีธรรมาภิบาลดีเดน แต
กลับชวยลูกคาจัดโครงสรางบริษัทแบบยอกยอนซอนเงื่อน เพื่อแอบ
โยกยายเงินออกจากบริษัทลูกคา สูกระเปาของผูถือหุนรายใหญ โดยที่
ผูถือหุนรายยอยหรือพันธมิตรผูรวมทุนไมเคยระแคะระคาย นอกจากนี้
ยั ง ชวยลู ก คาหาวิ ธี เ อารั ด เอาเปรี ย บคู คาทุ ก วิ ถี ท างดวยอํ า นาจของ
ผูครองตลาด และใหคําปรึกษาเพื่อชวยใหลูกคาสามารถหลบเลี่ยงภาษี
ทุกบาททุกสตางคอยางนาเกลียดเกินเลยขอบเขตของถอยคําสวยหรู
ที่ชื่อ “การบริหารจัดการภาษี” ไปมาก แลวอยางนี้จะเรียกวามี “ความ
รับผิดชอบตอสังคม” ไดอยางไร?

ผูเขียนเชื่อวา ซีเอสอาร “ของแท” ควรสะทอนอยูในพันธกิจ


เปาหมายในการทํ า ธุ ร กิ จ และกลยุ ท ธของบริ ษั ท ไมใชกิ จ กรรม
ประชาสั ม พั น ธที่ ไ มเกี่ ย วอะไรเลยกั บ กระบวนการทํ า ธุ ร กิ จ นั่ น
หมายความวา บริษทั ทีก่ าํ ลังสราง “ความเสียหาย” ไมวาทางใดทางหนึง่
ตอผูมีสวนไดเสียฝายใดฝายหนึ่ง ควรใหความสําคัญกับการบรรเทา

100 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 100 1/1/70 7:39:11 AM


หรือกําจัดความเสียหายนั้นเสียกอน เชน บําบัดน้ำเสียอยางถูกตอง
ติดฉลากที่ชัดเจนบนสินคา ไมโฆษณาบิดเบือน ไมลักไกเปลี่ยนแบบ
บานใหแยลง หรือใชวัสดุกอสรางไรคุณภาพหลังจากที่ขายหมดไปแลว
ในชวงโปรโมชั่น ฯลฯ
เมื่อบริษัทสามารถกําจัดความเสียหายตางๆ ที่สะทอน “ความ
ไมรับผิดชอบ” ในการทําธุรกิจออกไปไดหมดแลว ก็สามารถ “ตอยอด”
ซีเอสอารดวยการทํา “กิจกรรมเพื่อสังคม” ตอไปไดโดยไมมีใครวา
นอกจากนี้ บริษัทที่ตองการทําประโยชนใหกับกลุมผูมีสวนไดเสียที่
ไมไดรั บ ผลกระทบโดยตรงจากธุ ร กิ จ ของบริ ษั ท (เชน ธุ ร กิ จ บริ ษั ท
หลั ก ทรั พ ย ซึ่ ง ปกติ ไ มสงผลกระทบตอชุ ม ชนหรื อ สิ่ ง แวดลอม) ก็
สามารถใช “กิจกรรมเพื่อสังคม” ทําประโยชนได
การทํ า “กิ จ กรรมเพื่ อ สั ง คม” ไมใชเรื่ อ งแยโดยอั ต โนมั ติ
เพียงแตมีความเสี่ยงสูงที่บริษัทจะมองวา “กิจกรรมเพื่อสังคม” เทากับ
“ซีเอสอาร” หรือไมก็มองวา การทํากิจกรรมแบบนี้เปนวิธีเดียวที่จะ
สามารถสื่อสารระดับซีเอสอารของบริษัทตอสาธารณชน
“กิจกรรมเพื่อสังคม” ในบริบทดั้งเดิม คือการบริจาคเพื่อการ
กุศลหรือการบําเพ็ญสาธารณประโยชน ซึ่งมิใชเรื่องยากแตอยางใด
ขอเพียงบริษัทเจียดเงินเพียงนิดหนอยก็ทําไดแลว ในประเทศไทยที่ยัง
ปราศจากการติ ด ตามตรวจสอบ “ผลลั พ ธ” หรื อ “คุ ณ ภาพ” ของ
ซี เ อสอารอยางจริ ง จั ง การทํ า “กิ จ กรรมเพื่ อ สั ง คม” ของบริ ษั ท
แทบทุกครั้งจะผานไปโดยไมมีใครรับผิด ยกเวนในกรณีที่กลุมผูมีสวน
ไดเสียที่มีอํานาจการตอรองสูงสุด เชน ผูถือหุน เสียประโยชนอยาง
ชัดเจน (เชน ถาหากบริษัทนําเงินไปทํากิจกรรมเพื่อสังคมมากเกินไป
จนประสบปญหาทางการเงิน จายเงินปนผลไดนอยลง) เมื่อนั้นเราถึงจะ
ไดยินเสียงเรียกรองใหบริษัทมีการประเมินผลและกลั่นกรองซีเอสอาร
ของตัวเองอยางจริงจัง

สฤณี อาชวานันทกุล :: 101

HOT ROUND&CROWDED.indd 101 1/1/70 7:39:12 AM


สาเหตุหนึ่งที่ยังไมมีใครประเมิน “คุณภาพ” ซีเอสอารของ
บริษัทไทย อาจมาจากการที่องคกรพัฒนาเอกชนในภาคประชาสังคม
ไทยจํานวนไมนอยยังมีจุดยืนแบบ “เหมารวม” ดูแคลนซีเอสอารวาเปน
เพียง “การสรางภาพ” ดังนั้นจึงไมสนใจที่จะติดตามขาวธุรกิจ ไมสนใจ
ที่จะเขามามีสวนรวมในกระบวนการทําซีเอสอาร และไมสนใจที่จะ
ประเมินซีเอสอารของบริษัทตางๆ
ตราบใดที่สถานการณยังเปนเชนนี้ ผูเขียนเชื่อวา เปนเรื่อง
ยากที่เราจะคาดหวังใหซีเอสอารแบบ “ของแท” เกิดไดอยางยั่งยืน
แพรหลายในแวดวงธุรกิจไทย ซึ่งเปนเรื่องนาเสียดาย เพราะมีบริษัท
ไทยจํานวนไมนอยซึ่งเปนตัวอยางอันดีของบริษัทที่มีซีเอสอารของแท
ยึดมั่นใน “ความรับผิดชอบตอสังคม” อยางจริงจังมายาวนาน กอนที่
คํ า วาซี เ อสอารจะกลายเปนกระแส หนึ่ ง ในบริ ษั ท แบบนี้ คื อ กลุ ม
บริษัทแปลน ซึ่งทํากิจการหลากหลาย ตั้งแตธุรกิจปกติอยาง แปลน
อารคิเต็ค (บริษัทสถาปนิก) แปลน เอสเตท (พัฒนาอสังหาริมทรัพย)
ไปจนถึงธุรกิจปกติที่มีมิติทางสังคมสูงอยาง แปลน พับลิชชิ่ง (ผูพิมพ
รักลูก นิตยสารแมและเด็กที่ขายดีที่สุดของประเทศ) แปลน ทอยส
(ผลิตของเลนเด็ก) เรื่อยไปจนถึง “ธุรกิจเพื่อสังคม” อยางโรงเรียน
รุ งอรุ ณ (โรงเรี ย นทางเลื อ กแนวพุ ท ธ) พิ พิ ธ ภั ณ ฑเด็ ก กรุ ง เทพ
มหานคร ศูนยศิลปวัฒนธรรมแสงอรุณ และกิจการอื่นๆ อีกมากมาย
คุณธีรสิทธิ์ อมรแสนสุข หนึ่งในกรรมการผูจัดการกลุมแปลน
เลาไวในหนังสือพิมพ ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 25 เมษายน พ.ศ.
2549 วา “...สําหรับแปลนฯ เรามองวา ธุรกิจอะไรทําแลวมีประโยชน
กับทําแลวทําใหชีวิตเรามีคุณคา สามารถมีฐานะทางเศรษฐกิจที่เลี้ยง
ตั ว เองได สนองตอบความตองการของตั ว เองในระดั บ หนึ่ ง และมี
ความสามารถทางธุรกิจที่ดํารงอยูไดทามกลางการแขงขัน พรอมกับ
ทํ า ประโยชนในการพั ฒ นาและเปลี่ ย นแปลงสั ง คมไปสู สั ง คมที่ มี
คุณภาพ...

102 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 102 1/1/70 7:39:13 AM


“‘ความรั บ ผิ ด ชอบตอสั ง คม’ ในความหมายของ ‘แปลน’
จึงหมายรวมตั้งแตจุดเริ่มตนในการเลือกธุรกิจที่จะทํา เริ่มตั้งแตธุรกิจ
สถาปนิก ธุรกิจกราฟกดีไซน มาจนถึงธุรกิจที่สามารถมีสวนชวยในการ
พัฒนาเด็ก ธุรกิจการศึกษา นิตยสาร หรือการทําโรงเรียนรุงอรุณ ซึ่ง
เปนโรงเรียนทางเลือก ฯลฯ เขายอมรับวาบางธุรกิจแมจะไมใหผล
ตอบแทนในทางการเงิน แตไดประโยชนตอสังคม บริษทั ก็เลือกทีจ่ ะทํา...”
“ความสําเร็จ” ของกลุมแปลนวัดจากผลกําไรไมได เพราะกลุม
แปลนไมเคยตั้งเปาหมายที่การทํากําไรสูงสุด “ความสําเร็จ” ที่แทจริง
ของกลุมอยูตรงที่สามารถทําให “ความรับผิดชอบตอสังคม” กลายเปน
สิ่งที่คุณธีรสิทธิ์เรียกวา “การปฏิบัติขั้นพื้นฐาน” (normal practice) และ
“วัฒนธรรมของคนในองคกร” ไดสําเร็จ
ปจจัยสําคัญที่สุดตอความสําเร็จของซีเอสอารของแทอาจไมใช
เงิ น หากเปนวิ สั ย ทั ศ น ความคิ ด สรางสรรค และความมุ งมั่ น ของ
ผูบริหาร
“ซี เ อสอารของแท” สํ า หรั บ บริ ษั ท ในธุ ร กิ จ พั ฒ นาอสั ง หา-
ริ ม ทรั พ ย อาจเริ่ ม ดวยการออกแบบอาคารอยางมี ม โนธรรม ชวย
ประหยัดพลังงาน ไมเบียดเบียนผูอยูอาศัยรายใดรายหนึ่ง ถาบริษัทใด
ประสงคจะกาวไปไกลกวานั้ น ผู เขี ย นคิ ด วา มาตรการงายๆ เชน
ลดหยอนราคาคาเชาใหกับผูเชาที่ทํา “กิจการเพื่อสังคม” อยางรานขาย
หนังสือ ก็จะเปนวิธีแสดง “ซีเอสอารของแท” ที่นาชื่นชม และทําให
ซี เ อสอารเปนมากกวา “กระแสไฟไหมฟาง” ที่ พั ด มาเพี ย งครู เดี ย ว
เทานั้น

พฤติกรรมผลักความเสี่ยง และผลประโยชนทับซอน

เนื่องจากผูเขียนไดอธิบายความแตกตางระหวางซีเอสอาร “แท” กับ


“เทียม” ในเบื้องตนไปแลว ตอไปจึงขอยกตัวอยางพฤติกรรมที่สะทอน

สฤณี อาชวานันทกุล :: 103

HOT ROUND&CROWDED.indd 103 1/1/70 7:39:13 AM


การไมรับผิดชอบตอสังคม (ซึ่งเราอาจเรียกวา “ซีเอสอารลมเหลว”)
อีกบางกรณี ซึ่งลวนเขาขายพฤติกรรมไมรับผิดชอบ ที่เกิดขึ้นอยาง
แพรหลายในแวดวงธุรกิจไทย แตไมคอยไดรับการตีแผและวิเคราะห
ใหเปนประโยชนตอสาธารณะ มีสองประการ ไดแก 1) การผลักความ
เสี่ยงหรือตนทุนในการทําธุรกิจจากฝายบริหาร ลงมาสูพนักงานหรือ
กลุมอื่นๆ ที่มีอํานาจการตอรองนอยกวา และ 2) การออกแบบกลไก
ตรวจสอบถวงดุลที่ผิดพลาดและบิดเบี้ยว สรางปญหาผลประโยชน
ทับซอน บิดเบือนแรงจูงใจของผูมีสวนไดเสียจนกลไกตรวจสอบถวงดุล
ไมสามารถทํางานไดอยางแทจริง
ในภาพรวม พฤติกรรมการผลักความเสี่ยงหรือตนทุนในการ
ทําธุรกิจของบริษัท ซึ่งควรเปนภาระหนาที่ของฝายบริหาร กลับถูก
ผลักไปใหฝายอื่นๆ โดยเฉพาะพนักงาน เปนปญหาที่สะทอนความ
ไมรับผิดชอบของบริษัทตอพนักงาน ซึ่งเปนผูมีสวนไดเสียกลุมสําคัญ
พฤติกรรมนี้พบเห็นไดมากมายในธุรกิจหลายสาขาในประเทศไทย แต
อาจจะไมปรากฏตอสายตาสาธารณชน อาทิเชน บริษัทรานสะดวกซื้อ
เจาใหญที่มีเครือขายกวางขวางทั่วประเทศ อาจจะบังคับใหลูกจางตอง
ควักเงินของตัวเองซื้อซาละเปาถาขายไมหมดเมื่อจบวัน และอาจจะ
ทําโทษลูกจาง โทษฐานยอมใหสินคาบางชิ้นหมดสต็อก (มีคนเลาให
ผูเขียนฟงวา ลูกจางคนหนึ่งของรานสะดวกซื้อเจานี้ ถึงขนาดขอซื้อ
สินคาชิ้นสุดทายคืนจากลูกคา โดยเสนอซื้อที่ราคาสูงกวาราคาปาย
เพราะกลัวจะถูกทําโทษ) แทนที่บริษัทจะบริหารความเสี่ยงจากสินคา
ขายไมหมดหรือขายหมดเร็วดวยตัวเองดังที่ควรจะเปน ในฐานะความ
เสี่ยงในการทําธุรกิจตามปกติ
การผลั ก ความเสี่ ย งในการทํ า ธุ ร กิ จ จากผู บริ ห ารไปสู ผู ที่ มี
อํานาจตอรองนอยกวา เชน ลูกจางรายวัน ไมไดเกิดขึ้นแตในแวดวง
ธุรกิจสินคาอุปโภคบริโภคที่ขายสินคาเปนชิ้นๆ หากยังเกิดขึ้นในธุรกิจ
บริ ก ารดวย ยกตั ว อยางจากวงการธุ ร กิ จ หลั ก ทรั พ ยที่ ผู เขี ย นเคยมี

104 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 104 1/1/70 7:39:14 AM


ประสบการณ มีปญหาหนึ่งที่ปรากฏเปนขาวในหนาหนังสือพิมพอยู
เนืองๆ คือ นายหนาซื้อขายหลักทรัพย (marketing) หลอกเอาเงินของ
ลูกคาไปซื้อขายหุนในพอรตของตัวเอง วิธีโกงแบบงายๆ ที่ทํากันคือ
บอกเบอรบัญชีขอใหลูกคาโอนเงินเขา หลอกวาเปนบัญชีของลูกคา
แตจริงๆ แลวเปนบัญชีสวนตัวของนายหนาซื้อขายหลักทรัพย พอเกิด
เหตุการณนี้ขึ้น บางบริษัทกลับไมยอมขอโทษ ไมยอมรับผิด บอกวา
ลูกคาตองไปไลเบี้ยกับนายหนาซื้อขายหลักทรัพยคนนั้นเอง บริษัท
ไมเกี่ยว บางบริษัทนอกจากจะปฏิเสธความรับผิดชอบแลว ยังตอวา
ลูกคากลายๆ ดวยวา ไมยอมอานนโยบายของบริษัทและวิธีการซื้อขาย
หุ นใหเขาใจกอนเอง ถาลู ก คาถู ก โกงก็ ถื อ วา “ชวยไมได บริ ษั ท
เตือนแลวไมฟง”
พฤติ ก รรมแบบนี้ เ ปนการ “ปดความรั บ ผิ ด ชอบ” ที่ แ ยมาก
ในความเห็นของผูเขียน เพราะงานของนายหนาซื้อขายหลักทรัพยลวน
ทําไปในนามของบริษัท บริษัท (หมายถึงผูบริหาร) จึงควรตองยืดอก
รับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นตอลูกคา นอกจากนี้ ถาบริษัทปด
ความรับผิดชอบเมื่อพนักงานของบริษัทโกงลูกคา ก็ยอมเกิดคําถามวา
มาตรการควบคุมภายใน (internal audit) ตางๆ นานา ที่หลายบริษัท
อวดอางวามีคุณภาพไดมาตรฐานสากลนั้น มีจุดมุงหมายหลักอันใด
ถามิใชการปกปองคุมครองลูกคา? เมื่อพนักงานบริษัทรายใดถูกจับได
วาโกงลูกคา ก็หมายความวามาตรการควบคุมภายในของบริษัทรายนั้น
ลมเหลวหรื อ มี ข อบกพรอง จึ ง ตองนั บ เปน “ความผิ ด ” ของบริ ษั ท
บริษัทจะปฏิเสธความรับผิดชอบไดอยางไร?
บริ ษั ท หลั ก ทรั พ ยหรื อ บริ ษั ท อื่ น ใดที่ ทํ า ตั ว ทํ า นองนี้ ยอม
ไมอาจเรียกไดวามี “ความรับผิดชอบตอลูกคา” อยางแทจริง
นอกจากการผลักความเสี่ยงในการทําธุรกิจจะเปนปญหาดาน
ซี เ อสอารที่ พ บเห็ น ไดทั่ ว ไปในแวดวงธุ ร กิ จ ไทยแลว ปญหาดาน
ซีเอสอารอีกประการหนึ่ง ซึ่งผูเขียนคิดวาเปนปญหาที่ใหญกวาคือ

สฤณี อาชวานันทกุล :: 105

HOT ROUND&CROWDED.indd 105 1/1/70 7:39:14 AM


ปญหากลไกตรวจสอบใชการไมไดจริ ง เพราะถู ก ออกแบบมาอยาง
บิดเบี้ยว ทําใหแรงจูงใจของผูที่ควรจะทําหนาที่ตรวจสอบบิดเบือนตาม
ไปดวย
ยกตั ว อยางเชน ถาโรงไฟฟาขนาดใหญรายหนึ่ ง จางชาว
ประมงในชุมชนดวยคาจางสูงถึง 2 แสนบาทตอเดือน ใหเลี้ยงหอยใน
น้ำตื้นที่ติดกับโรงไฟฟา เพื่อเอาไปทําประชาสัมพันธวา น้ำในบริเวณ
โรงไฟฟาสะอาดจนเลี้ ย งหอยได ไมมี ส ารปนเปอน ทานคิ ด วาชาว
ประมงคนนั้นจะอยากพูดความจริงหรือไม?
ถาบริ ษั ท เอกชนเปนผู ออกเงิ น จางบริ ษั ท ที่ ป รึ ก ษาใหทํ า
รายงานประเมินผลกระทบตอสิ่งแวดลอม (อีไอเอ) ซึ่งเปนรายงานที่
โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญทุกโครงการในประเทศตองทํา
และจะจายคาจางกอนโตกอนสุดทาย (มักเรียกวา “success fee” หรือ
“คาจางเมื่องานสําเร็จ”) หลังจากที่อีไอเอฉบับนั้น “ผาน” คือไดรับความ
เห็ น ชอบจากหนวยงานรั ฐ แลว ทานคิ ด วาบริ ษั ท ที่ ป รึ ก ษาที่ ไ ดรั บ
คาจางจากบริ ษัทเจาของโครงการ จะอยากทํารายงานอีไอเออยาง
ตรงไปตรงมา ระบุผลเสียของโครงการอยางชัดเจน จนเห็นชัดวาอีไอเอ
ของโครงการนี้ “ไมควรผาน” หรือไม
นี่เปนตัวอยางเพียงบางกรณีของปญหาจาก “ผลประโยชน
ทับซอน” ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งบิดเบือนแรงจูงใจของผูที่ควรจะทํา
หนาที่ “ตรวจสอบ” บริษัท สงผลใหกลไกการตรวจสอบถวงดุลมีปญหา
ถึงจะมีอยูแตก็ใชการไมได
กลาวโดยหลักการ การมี “ผลประโยชนทับซอน” ไมใชเรื่อง
เสียหายในตัวมันเอง ถามีกลไกปองกันหรือควบคุมไมใหผลประโยชน
ทั บ ซอนนั้ น กอใหเกิ ด ปญหา ยกตั ว อยางเชน ถานาย ก ซึ่ ง เปน
กรรมการคนหนึ่งในคณะกรรมการของบริษัท A เปนเจาของบริษัท B
ซึ่ ง เปนบริ ษั ท สวนตั ว และถาบริ ษั ท B ตองการจะเขามาเสนอขาย
บริการใหกับบริษัท A นาย ก ก็ควรจะเดินออกจากหอง ไมโหวต

106 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 106 1/1/70 7:39:15 AM


ลงคะแนนเสี ย งในวั น ที่ ค ณะกรรมการบริ ษั ท มี ป ระชุ ม เพื่ อ ตั ด สิ น ใจ
เรื่องนี้ เพราะเปนผูมีผลประโยชนทับซอน
แตในกรณีการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีปญหา ปญหาอยูที่การ
“สราง” ผลประโยชนทับซอนที่ไมมีอยูเดิม ในทางที่ทําใหกลไกการ
ตรวจสอบถวงดุลไมทํางาน และในเมื่อกลไกไมทํางาน จึงไมใชเรื่อง
แปลกที่เราจะเห็นผูดอยโอกาสซึ่งถูกเอารัดเอาเปรียบอยาง “สุดโตง”
เดินทางเขากรุงมาประทวงเรียกรองความยุติธรรมอยูเนืองๆ
ปญหากลไกตรวจสอบภาคธุรกิจไมทํางาน เปนปญหาใหญ
เมื่อคํานึงวาการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ผานมาของไทย มักทําไปแบบ
“สุดโตง” และไรความรับผิดชอบตอประชาชนผูอาศัยอยูในชุมชนบริเวณ
แหลงอุตสาหกรรม ซึ่งในหลายกรณี นอกจากบริษัทจะไมรับผิดชอบ
แลว ยังทําธุรกิจแบบ “ชุย” โดยที่ภาครัฐก็ไมเคยกํากับดูแลหรือลงโทษ
บริษัทผูกระทำผิดอยางจริงจังอีกดวย
เปนเรื่ อ งนาเศราที่ ส มาชิ ก ชนชั้ น กลางจํ า นวนมากยั ง มอง
ไมเห็นความเดือดรอนของชาวบาน สวนสิ่งที่มองเห็นก็มักจะเปนสิ่งที่
นําเสนอผานสื่อตางๆ ซึ่งบริษัทอุตสาหกรรมขนาดใหญยอมมีอํานาจ
ยึ ด ครองพื้ น ที่ ม ากกวาชาวบาน นอกจากนี้ คนจํ า นวนมากยั ง มอง
ประเด็นทํานองนี้แบบตื้นๆ วา ถาไม “ขาว” (เชน ควรสรางโรงไฟฟา)
ก็ตองเปน “ดํา” (ไมควรสรางโรงไฟฟา) ถายเดียว ทัง้ ๆ ทีป่ ระเด็นเหลานี้
มี ค วามสลั บ ซั บ ซอนเกิ น กวาที่ เ ราจะใชมุ ม มองแบบตื้ น เขิ น เชนนั้ น
อีกแลว เชน คําถามที่สําคัญเกี่ยวกับการสรางโรงไฟฟาถานหิน ไมใช
เปนคํ า ถาม “ควรจะสรางหรื อ ไม” แตเปนคํ า ถามที่ ต องเจาะลึ ก ใน
รายละเอี ย ด เชน ควรจะสรางเมื่ อ ไร ที่ ใ ด ขนาดกี่ เ มกะวั ต ต รั ฐ มี
มาตรการชดเชยและรองรับชาวบานผูไดรับผลกระทบอยางไร และมี
มาตรการปองกันผลกระทบทางสุขภาพและสิ่งแวดลอมอะไรบาง
ถึงทีส่ ดุ แลว ความ “ดี” หรือ “เลว” ของการพัฒนาอุตสาหกรรม
คงไมไดอยูที่วามัน “ควรทํา” หรือไม เพราะการพัฒนาอุตสาหกรรม

สฤณี อาชวานันทกุล :: 107

HOT ROUND&CROWDED.indd 107 1/1/70 7:39:15 AM


มักจะเปนเรื่องที่ “ดี” ในหลักการอยูแลว (เพราะสามารถสรางงาน เพิ่ม
รายไดของประเทศ ฯลฯ) แตอยูที่คุณภาพและปริมาณของ “ผลลัพธ”
รวมทั้ง “ผลขางเคียง” ที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาดังกลาว วาทําใหกลุมใด
ไดประโยชน กลุ มใดเสี ย ประโยชน ผู เขี ย นคิ ด วาโครงการพั ฒ นา
อุตสาหกรรมใดก็ตามที่สงผลใหคนกลุมที่เปนผูมีฐานะมั่นคงอยูแลว
(เชน เจาของบริษัท) ไดรับประโยชนมากกวาเดิม ในขณะที่คนกลุม
ที่ดอยโอกาส ไรอํานาจตอรองอยูแลวในสังคม (เชน ชาวบานในชุมชน)
ตองลําบากหรือเดือดรอนมากกวาเดิม บริษัทที่ดําเนินโครงการพัฒนา
นั้นยอมไมอาจเรียกไดวามี “ความรับผิดชอบตอชุมชน” ผูมีสวนไดเสีย
ในกิจการของพวกเขา และในกรณีเชนนี้ เราก็ควรจะหันกลับมาทบทวน
“เงื่อนไข” และ “ลักษณะ” ของการพัฒนาอยางละเอียด เพื่อดูวาเราควร
ทําอยางไรใหการพัฒนาครั้งตอๆ ไปมีลักษณะที่ออนโยนมากขึ้น เปน
ธรรมตอผูดอยโอกาสมากขึ้น
ในประเทศไทย เขื่อนปากมูลเปนตัวอยางอันดีของการพัฒนา
แบบมักงายและไรความรับผิดชอบตอชุมชน เปนเขื่อนที่คณะกรรมการ
เขื่อนโลก (World Commission on Dams-ดับเบิลยูซีดี) สรุปไวอยาง
ชัดเจนในรายงานศึกษากรณีนี้วา ประสบความลมเหลวในทุกดาน โดย
ผลการศึกษาดังที่เก็บความในนิตยสาร สารคดี ปที่ 16 ฉบับที่ 188
เดือนตุลาคม พ.ศ. 2543 ระบุวา “...กําลังไฟฟาที่เขื่อนปากมูลผลิต
ไดจริงนั้น นอยกวาที่ทาง กฟผ. คาดการณไวตอนแรกหลายเทา จาก
150 เมกะวัตต เหลือเพียง 20.81 เมกะวัตต ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับ
ตนทุนในการสรางเขื่อนทั้งหมดที่เพิ่มสูงขึ้นจากที่คาดการณไวตอนแรก
กวาหนึ่งเทาตัว คือจาก 3,880 ลานบาท เปนกวา 8,000 ลานบาท
เขื่อนแหงนี้จึงไมมีความคุมคาทางเศรษฐกิจดังที่คาดการณไว ... สวน
ในประเด็นดานสิ่งแวดลอม คณะกรรมการฯ สรุปวา โครงการกอสราง
เขือ่ นปากมูลไมไดเปนไปตามแนวทางทีธ่ นาคารโลกกําหนดไว กลาวคือ
มิไดมีการประเมินผลกระทบดานสิ่งแวดลอม และไมไดหามาตรการ

108 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 108 1/1/70 7:39:16 AM


แกไขผลกระทบอยางเหมาะสมกอนดําเนินโครงการ นอกจากนี้ กอนที่
จะดําเนินการกอสรางเขื่อนปากมูล ทาง กฟผ. ก็ไมเคยมีการหารือกับ
ชาวบานผู ไดรั บ ผลกระทบ และไมเปดโอกาสใหชาวบานเขามามี
สวนรวมในกระบวนการตัดสินใจตลอดจนกระบวนการแกไขผลกระทบ
แตอยางใด”
ปญหาการพัฒนาอุตสาหกรรมแบบ “สุดโตง” ในไทย ซึ่งเรา
อาจเรียกวา “ภาวะซีเอสอารลมเหลว” กอใหเกิดคําถามวา การพัฒนาที่
“ถูกตอง” นั้นควรมีหนาตาอยางไร แนวคิดคอนขางใหมเรื่อง “การ
พัฒนาอยางยั่งยืน” (sustainable development) นั้นสอนอะไรเรา
ไดบาง.

ตีพิมพครั้งแรกใน หนังสือพิมพ ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 25 กุมภาพันธ พ.ศ. 2551


และ 6 มีนาคม พ.ศ. 2551

สฤณี อาชวานันทกุล :: 109

HOT ROUND&CROWDED.indd 109 1/1/70 7:39:16 AM


การพัฒนาอยางยั่งยืน

110 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 110 1/1/70 7:39:16 AM


นับวัน ผลเสียของวิถีการพัฒนาแบบ “สุดโตง” ที่เนนเรื่องอัตราการ
เจริ ญ เติ บ โตทางเศรษฐกิ จ เพี ย งมิ ติ เ ดี ย วโดยไมสนใจมิ ติ อื่ น ๆ โดย
เฉพาะคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดลอม ก็ยิ่งปรากฏใหเราเห็นชัดเจนขึ้น
เรื่อยๆ ในแทบทุกประเทศทั่วโลก นี่เปนสาเหตุสําคัญที่ฝายตางๆ ไมวา
จะเปนภาคธุรกิจ รัฐบาล และองคกรโลกบาลหลายแหง หันมาใหความ
สํ า คั ญ กั บ แนวคิ ด ที่ เ รี ย กวา “การพั ฒ นาอยางยั่ ง ยื น ” (sustainable
development) มากขึ้นอยางตอเนื่อง
ใน Human Development Report (รายงานพัฒนามนุษย)
ประจําป 1996 โครงการพัฒนาของสหประชาชาติ (United Nations
Development Programme หรือ ยูเอ็นดีพี) ระบุวา “คุณภาพ” ของการ
เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ สําคัญกวา “อัตรา” การเจริญเติบโตดังกลาว
ยูเอ็นดีพีขยายความวา แบบแผนการเจริญเติบโตที่ทําความเสียหายใน
ระยะยาวมีทั้งหมดหารูปแบบดวยกัน ไดแก การเติบโตที่ไมสรางงาน
ใหกั บ ประชากร (jobless growth) การเติ บ โตที่ ทิ้ ง หางกระแส
ประชาธิปไตย (voiceless growth) การเติบโตที่กดทับอัตลักษณทาง
วั ฒ นธรรมจนสิ้ น สลาย (rootless growth) การเติ บ โตที่ ทํ า ลาย

สฤณี อาชวานันทกุล :: 111

HOT ROUND&CROWDED.indd 111 1/1/70 7:39:17 AM


สิ่งแวดลอม (futureless growth) และการเติบโตที่ประโยชนสวนใหญ
ตกอยูในมือคนรวยเทานั้น (ruthless growth)
ยู เ อ็ น ดี พี ส รุ ป วา การเติ บ โตทั้ ง หารู ป แบบดั ง กลาว ลวน
เปนการเติบโตที่ “ทั้งไมยั่งยืน และไมสมควรจะยั่งยืน”
แนวคิด “การพัฒนาอยางยั่งยืน” ไมใชเรื่องใหม วัฒนธรรม
มากมายในประวัติศาสตรมนุษย รวมทั้งวัฒนธรรมชุมชนในหลายพื้นที่
ของประเทศไทย ไดมองเห็นความจําเปนของการสรางความสมดุล
ระหวางสิ่งแวดลอม สังคม และเศรษฐกิจ แตสิ่งที่เปนเรื่อง “ใหม”
ในโลกยุคโลกาภิวัตน คือความพยายามที่จะนิยาม สรางองคความรู
อยางเปนระบบ และแจกแจงองคประกอบตางๆ ของแนวคิ ด นี้ ใน
บริบทของสังคมอุตสาหกรรมและขอมูลขาวสารยุคโลกาภิวัตน
เราอาจสาวรากของแนวคิด “การพัฒนาอยางยั่งยืน” ไปถึง
หนังสือเรื่อง Silent Spring (ฤดูใบไมผลิที่เงียบงัน) โดยเรเชล คารสัน
(Rachel Carson) ตีพิมพครั้งแรกป 1962 คารสันไดตีแผผลกระทบ
ของยาฆาแมลงที่เรียกวา ดีดีที ตอสิ่งแวดลอมและสุขภาพดวยขอมูล
ที่ ห นั ก แนนนาเชื่ อ ถื อ ทํ า ใหเรื่ อ งนี้ อ ยู ในความสนใจของประชาชน
อเมริกันอยางกวางขวาง และนําไปสูการประกาศหามใชดีดีทีในป 1972
นักสิ่งแวดลอมสวนใหญยกยอง Silent Spring วาเปน “จุดเปลี่ยน”
ที่ทําใหคนจํานวนมากหันมาตระหนักถึงความเกี่ยวโยงอยางแนบแนน
ระหวางสิ่งแวดลอม เศรษฐกิจ และสังคม
“การพัฒนาอยางยั่งยืน” หมายความวาอะไร และมีลักษณะ
อยางไร? วันนี้ผูเขียนจะเก็บความจากเนื้อหาในเว็บไซต Sustainability
Development Gateway (SD Gateway-http://sdgateway.net/)
มาเลาสูกันฟงดังตอไปนี้:

“การพัฒนาอยางยั่งยืน” สําหรับแตละคนยอมมีความหมาย
ไมเหมือนกัน เนือ่ งเพราะ “ระยะยาว” ของแตละคนอาจยาวสัน้ แตกตางกัน

112 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 112 1/1/70 7:39:17 AM


แตนิยามที่คนนิยมอางอิงมากที่สุดมาจากรายงานชื่อ Our Common
Future (อนาคตรวมของเรา หรือที่รูจักในชื่อ the Brundtland Report-
รายงานบรุนดทแลนด) โดยรายงานดังกลาวระบุวา “การพัฒนาอยาง
ยั่งยืน หมายถึงวิถีการพัฒนาที่สามารถตอบสนองความตองการของ
ปจจุบันโดยไมลิดรอนความสามารถในการตอบสนองความตองการของ
คนรุนหลัง”
เปาหมายของการพัฒนาอยางยั่งยืนไมไดอยูที่อัตราการเจริญ
เติบโตทางเศรษฐกิจ หากอยูที่การปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชากร
โลกในทางที่ไมเพิ่มระดับการใชทรัพยากรธรรมชาติจนเกินศักยภาพ
ของธรรมชาติซึ่งจะผลิตมันใหมนุษยใชอยางไรขีดจํากัด การพัฒนา
อยางยั่งยืนตองอาศัยความเขาใจวา การนิ่งเฉยไมทําอะไรเลยมีผล
กระทบ และเราตองหาหนทางใหมๆ ในการเปลี่ยนแปลงโครงสรางเชิง
สถาบันและพฤติกรรมของปจเจกชน
แนวคิดการพัฒนาอยางยั่งยืนรุดหนาไปอยางรวดเร็วตั้งแต
ทศวรรษ 1980 ในป 1992 ผู นํ า นานาชาติ ที่ ม าพบกั น ในการ
ประชุ ม สุ ด ยอดแหงโลก (Earth Summit) ณ กรุ ง รี โ อเดจาเนโร
ประเทศบราซิ ล ไดนํ า เคาโครงของรายงานบรุ น ดทแลนดไปสราง
สนธิสัญญาและแถลงการณเกี่ยวกับประเด็นหลักๆ ดานสิ่งแวดลอม
เชน การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การตัดไมทําลายปา และ
ความหลากหลายทางชีวภาพ นอกจากนี้ ผูเขาประชุมยังไดรวมกันราง
แผนกลยุทธกวางๆ เรียกวา “Agenda 21” เพื่อใชเปนแผนที่สําหรับ
งานดานสิ่งแวดลอมและการพัฒนาในอนาคต
หลังจากการประชุมสุดยอดครั้งประวัติศาสตรดังกลาว ก็มีกลุม
ตางๆ ตั้ ง แตธุ ร กิ จ รั ฐ บาลทองถิ่ น ไปจนถึ ง องคกรโลกบาลอยาง
ธนาคารโลก ที่นําแนวคิดการพัฒนาอยางยั่งยืนไปตีความ ตอยอด และ
ปรั บ ใชในบริ บ ทของตั ว เองจวบจนปจจุ บั น และยั ง ดํ า เนิ น ไปอยาง
ตอเนื่อง

สฤณี อาชวานันทกุล :: 113

HOT ROUND&CROWDED.indd 113 1/1/70 7:39:18 AM


ถึ ง แมวาการพั ฒ นาอยางยั่ ง ยื น จะเปนแนวคิ ด ลื่ น ไหลที่
วิวัฒนาการไปเรื่อยๆ แตก็มีลักษณะสําคัญบางประการที่อยูภายใตเสน
ความคิดหลายกระแส ไดแก
1) ความเทาเทียมกัน (equity) และความยุติธรรม (fairness)
เปนประเด็ น สํ า คั ญ การพั ฒ นาอยางยั่ ง ยื น อยากตอบสนองความ
ตองการของคนจนและประชากรผู ดอยโอกาส ความคิ ด เรื่ อ งความ
เทาเที ย มกั น และความยุ ติ ธ รรมเปนสวนประกอบสํ า คั ญ ในนิ ย าม
“การพัฒนาอยางยั่งยืน” เพราะตั้งอยูบนขอเท็จจริงที่วา ถาเราละเลย
ผลกระทบจากการกระทํ า ของเราตอคนอื่ น ในโลกที่ เ กี่ ย วโยงซึ่ ง กั น
และกัน เราก็ตองยอมรับความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายขึ้นกับตัวเองใน
อนาคตดวย
เนื่องจากระบบเศรษฐกิจและนโยบายสาธารณะของเราสงผล
ใหเกิดความเหลื่อมล้ำในการเขาถึงทรัพยากร เราจึงตองเปลี่ยนแปลง
ระบบเหลานี้
ความยุ ติ ธ รรมหมายความวา ประเทศแตละประเทศควรมี
โอกาสในการพัฒนาตัวเองบนพื้นฐานของคุณคาทางวัฒนธรรมและ
สังคมของตัวเอง โดยไมปฏิเสธวาประเทศอื่นๆ ก็ลวนมีสิทธิดังกลาว
เชนเดียวกัน หนึ่งในความทาทายที่ใหญที่สุดในปจจุบันคือ เราจะ
ปกปองสิทธิของคนที่ไมมีสิทธิออกเสียงไดอยางไร คนรุนหลังที่ยัง
ไมเกิด ไมสามารถออกความเห็นหรือปกปองผลประโยชนของพวกเขา
ในกระบวนการตั ด สิ น ใจตางๆ ของคนรุ นปจจุ บั น ถาการพั ฒ นาจะ
ยั่งยืนไดจริง เราจะตองคํานึงถึงผลประโยชนของพวกเขาดวย
2) มุมมองระยะยาว (long-term view) ภายใตหลักความ
รอบคอบ (precautionary principle) ความหมายของ “ระยะยาว” นั้น
ยาวแคไหน? ในสั ง คมตะวั น ตกยุ ค หลั ง สงครามโลกครั้ ง ที่ ส อง การ
วางแผนของภาครัฐมองระยะเวลาเพียง 3-5 ปเทานั้น

114 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 114 1/1/70 7:39:19 AM


ในปจจุ บั น “ระยะยาว” ตามความหมายของนั ก คาหุ นและ
นักคาเงินคือระยะเวลาเพียงไมกี่สัปดาห ในขณะที่ชาวอินเดียนแดง
ในอเมริกาวางแผนสําหรับ “คนรุนที่เจ็ดนับจากนี้” พวกเขาวางแผน
เปาหมายและกิจกรรมตางๆ โดยคํานึงถึงผลกระทบตอคนรุนหลังอีก
เจ็ดชั่วคน เทากับวาวางแผนลวงหนาถึง 150 ปทีเดียว สําหรับแนวคิด
การพั ฒ นาอยางยั่ ง ยื น ผู เชี่ ย วชาญบางคนเสนอวา ตราบใดที่ ค น
รุนหนึ่งคิดถึงคนรุนตอไป (ประมาณ 50 ป) ก็แปลวาคนทุกรุนจะไดรับ
การดูแล แนนอน ถาเรามองเห็นวาเรื่องใดก็ตามจะสงผลกระทบที่
เกิดขึ้นในอนาคตไปไกลกวานั้น เราก็ควรจะวางแผนใหยาวขึ้น ไมมีคน
รุนไหนสามารถการันตีผลลัพธในอนาคตที่พยากรณไมได แตในขณะ
เดียวกัน ก็ไมมีคนรุนไหนที่ควรทําเปนมองไมเห็นผลลัพธที่พยากรณได
ในโลกที่เรารูแลววาทุกมิติมีความเกี่ยวโยงและสงผลกระทบ
ซึ่ง กัน และกัน เพียงใด ปฏิสัม พั น ธที่สลับ ซับ ซอนกําลังเรงอัตราการ
เปลี่ยนแปลงและการกอเกิดนวัตกรรมใหมๆ ในสถานการณเชนนี้
หลักความรอบคอบชวยแนะแนวใหเราได หลักการชุดนี้บอกวา เมื่อ
กิจกรรมใดๆ ก็ตามเพิ่มขีดอันตรายตอสิ่งแวดลอมหรือสุขภาพมนุษย
เราควรตองใชมาตรการปองกั น และบรรเทาผลกระทบ ถึ ง แมวา
นักวิทยาศาสตรอาจจะยังไมสามารถพิสูจนความสัมพันธที่เปนเหตุ
และผลไดทั้งหมดโดยสมบูรณ
3) การคิดแบบเปนระบบ (systems thinking) ซึ่งตองอาศัย
ความเขาใจในความเชื่อมโยงระหวางสิ่งแวดลอม เศรษฐกิจ และสังคม
เปนเวลานานกวาสองศตวรรษแลวที่เรารูวาโลกนี้เปนระบบปดซึ่งมี
ทรัพยากรจํากัด เมื่อนักสํารวจทํางานสํารวจผิวดินและพื้นน้ำสําเร็จลง
คนก็คอยๆ เขาใจวาโลกนี้ไมมีทรัพยากร “ใหม” เรามีโลกเพียงใบเดียว
กิจกรรมทั้งหมดของเราเปนเพียงสวนเสี้ยวเดียวของระบบธรรมชาติที่
ใหญยิ่งกวา เราตองมองเห็นวาระบบที่เดินดวยน้ำมือมนุษยทั้งหมดนั้น
อยูภายในระบบนิเวศที่ใหญกวา กอนที่จะสามารถสรางความสัมพันธที่

สฤณี อาชวานันทกุล :: 115

HOT ROUND&CROWDED.indd 115 1/1/70 7:39:19 AM


ยั่งยืนกับสิ่งแวดลอม และทําใหเรามั่นใจไดวาเผาพันธุมนุษยจะอยูรอด
ตอไปในอนาคต
ทรัพยากรธรรมชาติทั้งหมดที่มนุษยใช ไมวาจะเปนอาหาร น้ำ
ไม เหล็ก ฟอสฟอรัส น้ำมัน และทรัพยากรอื่นๆ อีกหลายรอยชนิด
ลวนมีขีดจํากัดทั้งในแงของแหลงที่มาและแหลงที่ไป (sink) แนวคิด
การพัฒนาอยางยั่งยืนบอกเราวา เราไมควรนําทรัพยากรธรรมชาติ
ออกมาใชในอัตราที่เร็วกวาความสามารถในการผลิตทรัพยากรทดแทน
ของเรา และเราก็ไมควรทิ้งทรัพยากรธรรมชาติในอัตราที่เร็วกวาอัตรา
ที่ธรรมชาติจะสามารถดูดซับมันกลับเขาไปในระบบ ถึงแมวาปญหา
ทรัพยากรรอยหรอจะเปนประเด็นกังวลหลักของนักสิ่งแวดลอมในอดีต
แตวันนี้ นักสิ่งแวดลอมสวนใหญเปนกังวลเรื่องที่เราจะไมเหลือแหลงทิ้ง
ทรั พ ยากรแลวมากกวา ปญหาโลกรอน รู ใ นชั้ น โอโซน และความ
ขัดแยงเรื่องการสงออกขยะอันตราย ลวนเปนปญหาที่เกิดจากการที่เรา
พยายามทิ้งทรัพยากรเร็วกวาอัตราที่ธรรมชาติจะสามารถรองรับได
การคิดแบบเปนระบบผลักดันใหเราเขาใจวา ถึงแมโลกจะมี
เพียงใบเดียว มันก็เปนโลกที่ประกอบดวยระบบยอย (subsystems)
มากมายที่มีปฏิสัมพันธซึ่งกันและกัน ปจจุบัน การพัฒนาโมเดลตางๆ
เพือ่ อธิบายระบบยอยเหลานี้ ไดรุดหนาไปอยางไมหยุดยัง้ โมเดลเหลานี้
เปนกรอบคิดที่เปนประโยชนสําหรับการเลือกดัชนีชี้วัดความคืบหนา
ของการพัฒนาอยางยั่งยืน
ระบบยอยตางๆ ในโลกลวนเชื่อมโยงกันผานกระบวนการที่
ภาษาวิทยาศาสตรเรียกวา “หวงโซตอบกลับ” (feedback loop) อัน
สลับซับซอน วิทยาศาสตรแขนงใหมที่ศึกษาความซับซอนของระบบ
ตางๆ บอกเราวา ในระบบบางระบบ เหตุการณเล็กมากๆ อาจกอให
เกิดผลลัพธขนาดใหญที่รุนแรงและพยากรณไมไดลวงหนา ดวยการจุด
ชนวนชุดเหตุการณที่ใหญขึ้นเรื่อยๆ ยกตัวอยางเชน ตอนนี้เรารูแลว
วาการปลอยมลพิ ษ ในซี ก โลกเหนื อ สงผลใหชั้ น โอโซนเหนื อ ทวี ป

116 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 116 1/1/70 7:39:20 AM


แอนตารกติกาบางลง และเรงอัตราการเกิดมะเร็งผิวหนังในซีกโลกใต
วิกฤตการเงินในเอเชียสงผลกระทบตอเศรษฐกิจทั่วโลก และสงคราม
ระหวางชาติพันธุในแอฟริกากลางกอใหเกิดการอพยพขนานใหญของ
ประชากรไปยังบริเวณใกลเคียง สรางแรงตึงเครียดตอระบบในประเทศ
เหลานั้นจนถึงจุดแตกหัก เปนชนวนใหเกิดวิกฤตและการอพยพตอไป
เปนทอดๆ.

ตีพิมพครั้งแรกใน หนังสือพิมพ ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2551

สฤณี อาชวานันทกุล :: 117

HOT ROUND&CROWDED.indd 117 1/1/70 7:39:20 AM


กรณีศึกษา การพัฒนาอยางยั่งยืน:
เกาะบาหลี อินโดนีเซีย

118 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 118 1/1/70 7:39:21 AM


ไมวาจะมีผูเห็นคลอยตามมากขึ้นเรื่อยๆ เพียงใด แตแนวคิดเรื่อง “การ
พัฒนาอยางยั่งยืน” ที่มุงแสวงหาความสมดุลระหวางสิ่งแวดลอม สังคม
และเศรษฐกิจ แทนที่จะเนนความเจริญทางเศรษฐกิจเปนเปาหมาย
หลักในนโยบายพัฒนา ก็ยังเปน “เรื่องใหม” ซึ่งตองใชเวลาพัฒนา
หลั ก การ รวบรวมขอมู ล ศึ ก ษาผลกระทบ สื บ คนความเชื่ อ มโยง
ตลอดจนคิ ด คนชุ ด ดั ช นี แ ละหลั ก เกณฑซึ่ ง ใชในการประเมิ น ระดั บ
“ความสําเร็จ” กอนที่จะสามารถ “ตกผลึกทางความคิด” และสังเคราะห
บทเรียนออกมาเปน “องคความรู” ที่เปนระบบระเบียบชัดเจนจนไดรับ
ความนิยมอยางแพรหลายในสังคมทั่วโลก
ผลกระทบของการพั ฒ นาในมิ ติ ด านสิ่ ง แวดลอมและสั ง คม
(เชน สุขภาพของคนในพื้นที่) ไมใชสิ่งที่เราสามารถมองเห็นและวัดได
อยางรวดเร็ว เปนตัวเลข และชัดเจนเทากับการประเมินผลกระทบทาง
เศรษฐกิจหรือผลกําไรขาดทุนของธุรกิจ บอยครั้ง เวลาตองผานไป
นานหลายปหรือหลายสิบปกอนที่เราจะสามารถพิสูจนไดวา ปญหา
ใหญหลายประการที่เราเคยคิดวาเปน “ปรากฏการณธรรมชาติ” นั้น
แทจริงแลวมีสาเหตุหลักมาจากวิถีการพัฒนาที่ “มาผิดทางโดยไมรูตัว”

สฤณี อาชวานันทกุล :: 119

HOT ROUND&CROWDED.indd 119 1/1/70 7:39:21 AM


ของมนุษย อาทิเชน ภาวะโลกรอน ปญหาชายฝงถูกกัดเซาะ ปญหา
ขาดแคลนทรัพยากรน้ำ ฯลฯ
เพียงไมนานกอนสิ้นศตวรรษที่ยี่สิบ มนุษยเคยเชื่อวาปลาใน
ทะเลจะมีใหเราจับชั่วนิรันดร น้ำมันไมมีวันหมดไปจากโลก การสราง
เขื่อนขนาดใหญสงผลดีตอสังคมสวนรวมอยางไมมีเงื่อนไข และความ
เสื่อมโทรมของระบบนิเวศในประเทศหางไกล ไมมีทางสงผลกระทบตอ
ชีวิตความเปนอยูของเรา
วั น นี้ เ รารู แลววา ความเชื่ อ เหลานั้ น ไมเปนความจริ ง ไมมี
โครงการพัฒนาโครงการใดที่สงผลดีมากกวาผลเสีย “โดยอัตโนมัติ”
(หมายความวาเปนสิ่ ง ที่ เ รา “ควรทํ า ” โดยไมตองเสี ย เวลาคิ ด เรื่ อ ง
รายละเอี ย ด) ขอเท็ จ จริ ง คื อ ผลดี แ ละผลเสี ย ของโครงการแตละ
โครงการขึ้นอยูกับรูปแบบโครงการ บริบทและเงื่อนไขของระดับการ
พัฒนาทางเศรษฐกิจ ภูมิประเทศ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร และสภาพ
สังคม ซึ่งยอมแตกตางกันไปในแตละพื้นที่
สมแลวที่คนโบราณเคยกลาววา “พระเจาอยูในรายละเอียด”
(God is in the details.)
ในเมื่อผลกระทบในมิติอื่นๆ นอกเหนือจากเศรษฐกิจ เปนสิ่งที่
ตองใชเวลานานกวาจะมองเห็น วัดยากหรือวัดแทบไมไดเพราะเปน
นามธรรม เชน ระดับความสุขของผูคน วิวัฒนาการของแนวคิดการ
พัฒนาอยางยั่งยืนจึงจําเปนตองเกิดขึ้นอยางชาๆ แบบคอยเปนคอยไป
ตามขอมูลที่ตองคอยๆ ทยอยเก็บ
กรณีศึกษา “การพัฒนาอยางยั่งยืน” ที่เรามักจะไดยินตามสื่อ
ตางๆ มักจะเปนตัวอยางจากประเทศพัฒนาแลวที่มีปจจัยเพียบพรอม
กวาประเทศกําลังพัฒนาหลายเทา ไมวาจะเปนทุนทรัพย ทุนมนุษย
เทคโนโลยี ฯลฯ ความสําเร็จของโครงการพัฒนาเหลานี้แมจะเปนเรื่อง
นาชื่นชม แตก็ทําใหหลายคนเขาใจผิดวา การพัฒนาอยางยั่งยืนทําได
แตในประเทศพัฒนาแลวเทานั้น

120 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 120 1/1/70 7:39:22 AM


เพื่อชวยใหทุกคนเห็นภาพวาแนวคิด “การพัฒนาอยางยั่งยืน”
สามารถเกิดขึ้นอยางเปนรูปธรรมไดในประเทศกําลังพัฒนาที่เผชิญกับ
ขอจํากัดนานัปการ เรานาจะศึกษากรณีตัวอยางของประเทศไทยและ
ประเทศใกลเคียงที่มีระดับการพัฒนาใกลเคียงกับไทย ในอุตสาหกรรม
สามประเภทที่ “ความยั่งยืน” โดยเฉพาะความยั่งยืนของระบบนิเวศ
เปนกุ ญ แจสํ า คั ญ แหงความสํ า เร็ จ ของธุ ร กิ จ ไดแก อุ ต สาหกรรม
ทองเที่ยว อุตสาหกรรมหนัก (เชน โรงถลุงเหล็ก) และอุตสาหกรรม
ประมง โดยในแตละอุตสาหกรรม เราควรจะศึกษาทั้งกรณีความสําเร็จ
ของการพัฒนาอยางยั่งยืน และกรณีความลมเหลว (ที่ผูดําเนินโครงการ
ประกาศวาจะพัฒนาอยางยั่งยืนแตไมเคยทําไดจริง หรือไมก็ไมเคยคิด
จะพัฒนาอยางยั่งยืนตั้งแตแรก)
วันนี้ขอยกตัวอยางกรณี “ความสําเร็จ” ของการพัฒนาอยาง
ยั่ ง ยื น ในอุ ต สาหกรรมทองเที่ ย วในประเทศเพื่ อ นบานของเรา คื อ
อินโดนีเซีย

เกาะบาหลี เปนแหลงทองเที่ยวที่โดงดังที่สุดของอินโดนีเซีย
ไดรับการขนานนามวา “เกาะสวน” (garden island) เพราะทั้งเกาะเต็ม
ไปดวยทุงนาเขียวขจีลดหลั่นกันเปนชั้นๆ สลับแซมดวยสวนผักและ
สวนผลไมนานาชนิด ยังไมนับหาดทรายขาวละเอียดและโลกใตน้ำ
อันมหัศจรรยที่ยังอุดมสมบูรณเปนอันดับตนๆ ของโลก
นั ก ทองเที่ ย วสวนใหญอาจนึ ก วาคนบาหลี “โชคดี ” ที่
สิ่งแวดลอมยังงดงามทั้งบนบกและใตน้ำ แตสิ่งที่อยูเบื้องหลังความ
สวยงามของบาหลีไมใชโชค หากเปนการรวมแรงรวมใจกันระหวาง
เจาหนาที่รัฐ นักธุรกิจ และประชาชนบนเกาะที่ไมอยากเห็นบาหลีตอง
ประสบชะตากรรมเดียวกันกับเกาะชวา
เกาะชวาคื อ เกาะที่ มี ป ระชากรอาศั ย อยู หนาแนนที่ สุ ด ใน
อินโดนีเซีย (124 ลานคน คิดเปนรอยละ 55 ของประชากรทั้งประเทศ)

สฤณี อาชวานันทกุล :: 121

HOT ROUND&CROWDED.indd 121 1/1/70 7:39:22 AM


ประสบปญหาสิ่งแวดลอมและขาดแคลนที่ดินทํากินจากอัตราการเจริญ
เติ บ โตอยางกาวกระโดดของจํ า นวนประชากรภายใตวิ ถี ก ารพั ฒ นา
อุตสาหกรรมแบบ “สุดโตง” จนรัฐบาลซูฮารโตตัดสินใจจํากัดการใช
ที่ ดิ น และโยกยายประชากร (transmigration program) ดวยการ
ประกาศ “เพดานที่ดิน” ซึ่งอนุญาตใหแตละครัวเรือนถือครองตามอัตรา
ความหนาแนนของประชากรในพื้นที่ และยายครอบครัวชาวนายากจน
และผูไรที่ดินทํากินกวา 8 ลานคน ระหวางทศวรรษ 1970-1990 ออก
ไปตั้ ง ถิ่ น ฐานใหมบนเกาะรอบนอกของอิ น โดนี เ ซี ย เชน สุ ม าตรา
กาลิ มั น ตั น สุ ล าเวสี และปาปวตะวั น ตก มอบที่ ดิ น ใหครอบครั ว ละ
ประมาณ 6.2 ไร
โครงการโยกยายประชากรเผชิญกับปญหาและเสียงตอตาน
มากมาย โดยเฉพาะจากชนพื้ น เมื อ งบนเกาะรอบนอกที่ อ ยู มาแลว
หลายชั่วอายุคน ทวากลับถูกยึดที่ดินแบบซึ่งๆ หนาแตถูกกฎหมาย
โดยชาวเกาะชวาที่รัฐบาลออกโฉนดให นอกจากนี้ โครงการนี้ยังเรง
อัตราการตัดไมทําลายปาที่แยอยูแลวจากโครงการพัฒนาอุตสาหกรรม
ที่ไรการควบคุมดูแลจากภาครัฐ ใหเลวรายลงอีก มิหนําซ้ำ ชาวเกาะชวา
จํานวนมากที่ตั้งความหวังไวกับโครงการนี้ กลับพบวาชีวิตใหมของ
พวกเขายากลําบากกวาเดิม เพราะไมไดรับการฝกสอนทักษะที่จําเปน
ตอการหาเลี้ ย งชี พ บนเกาะที่ ภู มิ ป ระเทศไมเอื้ อ ใหทํ า เกษตรกรรม
ไดเหมือนเกาะชวา (ชวาและบาหลีเปนสองเกาะที่ดินมีคุณภาพดีที่สุด
ในอินโดนีเซีย เพราะเปนดินภูเขาไฟอันอุดมไปดวยแรธาตุ จึงเปนสอง
เกาะที่ประชากรอาศัยอยูหนาแนนที่สุด) ความขัดแยงและการปะทะกัน
ระหวางชนพื้นเมืองดั้งเดิมกับชาวอินโดนีเซียที่ยายไปอยูใหม จึงปะทุ
ขึ้นอยางตอเนื่อง
ถึงแมวาโครงการโยกยายประชากรจากเกาะชวาจะประสบ
ความสําเร็จในบางพื้นที่ เชน บางหมูบานบนเกาะสุลาเวสี แตกรณี
สํ า เร็ จ เหลานั้ น ก็ นั บ เปนสวนนอย ธนาคารโลกซึ่ ง เปนผู ใหเงิ น กู

122 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 122 1/1/70 7:39:23 AM


สนับสนุนโครงการนี้กวา 500 ลานเหรียญสหรัฐ ไดออกมายอมรับตอ
สาธารณะในป 1994 วา โครงการโยกยายประชากรประสบความ
ลมเหลว แตก็ ป ฏิ เ สธที่ จ ะดํ า เนิ น มาตรการใดๆ เพื่ อ ชดเชยความ
เสียหายที่เกิดขึ้น โดยอางวาโครงการเงินกูจบลงไปแลว ธนาคารไมมี
พันธะใดๆ อีก
อันที่จริง ทิศทางการพัฒนาของเกาะบาหลีในทศวรรษแรกๆ
หลังจบสงครามโลกครั้งที่สอง ก็ไมแตกตางจากชวามากนัก รัฐบาล
นําเขาเทคโนโลยี “การปฏิวัติเขียว” (Green Revolution) จากโลก
ตะวันตก มาสงเสริมใหเกษตรกรชาวบาหลีปลูกขาวพันธุใหมๆ เพื่อ
เพิ่ ม ผลผลิ ต ใชปุ ยเคมี แ ละยาฆาแมลง และสงเสริ ม ใหเกษตรกร
พยายามปลู ก ขาวบอยครั้ ง ที่ สุ ด เทาที่ จ ะทํ า ได โดยไมตองคํ า นึ ง ถึ ง
ตารางเวลาใชน้ ำ ของเกษตรกรเพื่ อ นบาน วิ ธี ก ารเพาะปลู ก แบบ
สมัยใหมนี้ ขัดแยงกับวิถีชลประทานแบบดั้งเดิมบนเกาะบาหลีที่ทํากัน
มานับพันป ที่เรียกวา ซูบัค (subak) ซึ่งเปนระบบรวมกันบริหารจัดการ
น้ำแบบ “สหกรณชาวบาน” ซูบัคเปนองคประกอบสําคัญในวิถีชีวิต
ดั้งเดิมของชาวบาหลี ซึ่งผนวกผสานศาสนา ความเชื่อ เทคโนโลยี
การเกษตร วั ฒ นธรรม และการเมื อ งทองถิ่ น เขาดวยกั น ภายใต
ความเชื่อที่วา เผาพันธุมนุษยจะดํารงอยูไดอยางมีความสุขก็ตอเมื่อ
มนุษย เทวดา และธรรมชาติ อยูรวมกันไดอยางกลมกลืนเทานั้น
หนึ่งซูบัคมีบริเวณตั้งแต 6.2-4,960 ไร สมาชิกประกอบดวย
เกษตรกรผูเปนเจาของที่นาในซูบัคนั้นๆ สมาชิกรวมกันบริหารจัดการ
น้ำที่ใชในการเพาะปลูก ผานขอตกลงที่เรียกวา “อาวิก-อาวิก” (Awig-
Awig) ซึ่งประกอบดวยเงื่อนไขสําคัญสี่ขอ ไดแก 1) ตกลงวาจะเกี่ยว
ขาวตามตารางการเพาะปลูกที่ตกลงรวมกัน 2) ตกลงวาจะชวยกัน
รั ก ษาระบบชลประทานที่ ใ ชในการเพาะปลู ก แบบถอยที ถ อยอาศั ย
3) ตกลงรูปแบบของกระบวนการที่ใชในการไกลเกลี่ยความขัดแยง
ระหวางสมาชิก และ 4) ตกลงมีสวนรวมในการประกอบพิธีทางศาสนา

สฤณี อาชวานันทกุล :: 123

HOT ROUND&CROWDED.indd 123 1/1/70 7:39:23 AM


ในระยะแรก วิถีการเกษตรแผนใหมที่รัฐบาลแนะนําใหชาว
บาหลีเปลี่ยนมาใช ชวยเพิ่มผลผลิตและกําไรใหเกษตรกรตามที่รัฐบาล
โฆษณา แตหลังจากนั้นไมนาน ผลเสียของนโยบายรัฐก็ปรากฏอยาง
ชัดเจน เริ่มจากปญหาการขาดแคลนน้ำ (ที่ไมเคยมีมาตลอดการใช
ระบบซูบัคกวาพันป) ตามติดมาดวยปญหาแมลงศัตรูพืช และปญหา
ยาฆาแมลงปนเปอนในดินและน้ำ หลังจากทีน่ กั วิชาการและเจาหนาทีร่ ฐั
ลงพื้ น ที่ ไ ปศึ ก ษาวาปญหาเหลานี้ เ กิ ด จากอะไร ก็ ไ ดพบคํ า ตอบที่
บรรพบุรุษของชาวบาหลีรูมานานแลววา นอกจากซูบัคจะเปนระบบ
ชลประทานที่มีประสิทธิภาพสูงมากสําหรับภูมิประเทศแบบบาหลีแลว
ยั ง ชวยปองกั น ปญหาแมลงศั ต รู พื ช และปญหาอื่ น ๆ อี ก หลายขอ
หลังจากที่ “การคนพบ” ดังกลาวไดรับการยืนยันทางวิทยาศาสตร และ
หลังจากที่เกษตรกรและนักสิ่งแวดลอมชาวบาหลีรวมตัวกันเคลื่อนไหว
เรียกรองใหรัฐบาลคืนอํานาจการบริหารจัดการตารางการเพาะปลูกและ
ทรัพยากรน้ำกลับสูมือซูบัค รัฐบาลก็ยอมทําตามเสียงเรียกรองในตน
ทศวรรษ 1990
ซูบัคนับเปนแนวคิด “การพัฒนาอยางยั่งยืน” ที่ประสบความ
สําเร็จเปนรูปธรรมยาวนานนับพันป นานกอนที่จะมีการบัญญัติศัพท
คํ า นี้ ขึ้ น มา และพิ สู จ นใหเห็ น ในกรณี ข องบาหลี ว า ดี ก วาระบบ
การเกษตรแผนใหมจากโลกตะวันตกที่รัฐบาลอินโดนีเซียหลงผิด คิดวา
เปน “แนวพั ฒ นาสํ า เร็ จ รู ป ” ที่ จ ะชวยยกระดั บ ฐานะของเกษตรกร
ไดอยางงายดายเหมือนปอกกลวยเขาปาก
ความสํ า เร็ จ ของการเคลื่ อ นไหวรณรงคระดั บ รากหญาและ
ความรวมมือกันของผูมีสวนไดเสียทุกฝาย ชวยใหซูบัคกลับมาเปน
ที่นิยมอีกครั้ง สงผลใหเกาะบาหลียังคงสภาพความเปน “สวนสวรรค”
ที่ ดึ ง ดู ด นั ก ทองเที่ ย วตลอดมา ชาวบาหลี มี ชี วิ ต ความเปนอยู ดี ขึ้ น
ทั้งจากกําไรจากการเกษตรที่สูงขึ้นภายใตระบบซูบัค และจากรายได
เสริมในอุตสาหกรรมทองเที่ยว นอกจากนี้ ความสําเร็จของ “การพัฒนา

124 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 124 1/1/70 7:39:24 AM


อยางยั่ ง ยื น ฉบั บ ชาวบาน” ยั ง เปนแรงบั น ดาลใจใหรั ฐ บาลทองถิ่ น
ของบาหลีตั้งปณิธานวาจะยึดมั่นในแนวคิด “การพัฒนาอยางยั่งยืน”
อยางจริงจัง

โครงการพัฒนาอยางยั่งยืนของบาหลี

ระบบบริหารจัดการน้ำรวมกันตามประเพณีดั้งเดิมของบาหลีที่เรียกวา
“ซู บั ค ” นั้ น ไดรั บ การพิ สู จ นและยื น ยั น โดยนั ก วิ ท ยาศาสตรและนั ก
มานุษยวิทยาระดับโลกหลายคน วามีประสิทธิภาพดีกวาเทคโนโลยี
ชลประทานที่รัฐบาล “นําเขา” มาจากตางประเทศ และนอกจากนั้น
มิติทางศาสนาในซูบัคยังเปนสวนสําคัญที่เสริมสรางความภาคภูมิใจ
ของชาวบาหลีในวัฒนธรรมของตนเอง และยังมีระดับ “ความยุติธรรม”
สูงอยางนาทึ่ง เชน เจาของที่นาซึ่งอยูต่ำที่สุดในบริเวณลุมน้ำของซูบัค
จะไดรั บ เกี ย รติ ใ หมี สิ ท ธิ อ อกเสี ย งมากที่ สุ ด เนื่ อ งจากเปนผู ที่ ไ ดรั บ
ผลกระทบสูงสุดจากการตัดสินใจของสมาชิกซูบัค เพราะน้ำยอมไหล
จากที่สูงลงสูที่ต่ำ
หลักฐานที่ยืนยันความสําเร็จของระบบการเกษตรแบบดั้งเดิม
ในบาหลี ไ ดดี ที่ สุ ด คื อ ขอเท็ จ จริ ง ที่ ว า ไมเคยมี ใ ครตรวจพบปญหา
หนาดินพังทลาย คุณภาพดินเสื่อม ดินเค็ม น้ำเปนพิษ ชั้นน้ำผุพัง ฯลฯ
ซึ่ ง ลวนเปนปญหาที่ เ กษตรกรบนเกาะชวาประสบอยางตอเนื่ อ ง
นอกจากนี้ ในขณะที่อินโดนีเซียมีโรงบําบัดน้ำเสียขนาดใหญไมต่ำกวา
สิ บ แหงทั่ ว ประเทศ ในจํ า นวนนี้ ก วาครึ่ ง อยู บนเกาะชวา แตบาหลี
ยังไมมีแมแตหนึ่งโรง ใชเพียงกรรมวิธีงายๆ เชน บอบําบัดน้ำเสีย
ก็เพียงพอตอความจําเปนของคนทั้งเกาะแลว
ไมเพียงแตในระดับชาวบานเทานั้น แตการพัฒนาในบาหลี
โดยรวมก็เจริญรอยตามแนวคิด “การพัฒนาอยางยั่งยืน” อยางจริงจัง
และตอเนือ่ ง โดยมีรฐั บาลทองถิน่ เปนฝายผลักดัน และไดรับความรวมมือ

สฤณี อาชวานันทกุล :: 125

HOT ROUND&CROWDED.indd 125 1/1/70 7:39:24 AM


จากนักธุรกิจ เอ็นจีโอ และชาวบาน อาจกลาวไดวา “การทองเที่ยว
อยางยั่งยืน” ของบาหลีมีจุดกําเนิดอยางเปนทางการในป 1991 เมื่อ
รั ฐ บาลบาหลี ต อนรั บ ที ม ผู เชี่ ย วชาญจาก Canadian International
Development Agency (ซีไอดีเอ) ของแคนาดา มาวางแผน “โครงการ
พั ฒ นาอยางยั่ ง ยื น ของบาหลี ” (Bali Sustainable Development
Project หรือยอวา บีเอสดีพี) รวมกับรัฐบาลทองถิ่น ทีมผูเชี่ยวชาญ
มองเห็นศักยภาพของการทองเที่ยวบนเกาะบาหลีวาจะเปนหัวจักรที่
ขับเคลื่อนเศรษฐกิจทองถิ่นไปอีกนาน แตก็มองเห็นดวยวา นี่เปนธุรกิจ
ที่จําเปนจะตองมีการวางแผนและประเมินผลกระทบดานสิ่งแวดลอม
สูงที่สุด ซีไอดีเอเสนอตั้งแตตนวาการทองเที่ยวในบาหลีจะยั่งยืนไดจริง
ก็ ต อเมื่ อ มั น ไดรั บ การพั ฒ นาในทางที่ ส อดคลองกั บ “ศั ก ยภาพดาน
ทรัพยากร” ของเกาะเทานั้น
ทีมของซีไอดีเอเริ่มงานดวยการจัดทําแผนที่เพื่อการทองเที่ยว
บนเกาะบาหลีอยางละเอียด ตามเกณฑสี่ขอหลัก ไดแก ประเภทของ
แหลงทองเที่ยวหรือสถานที่ที่พัฒนาเปนแหลงทองเที่ยวได (ธรรมชาติ
วัฒนธรรม หรือพักผอน) ที่อยู (ติดชายทะเล หรือไมติดทะเล) ลักษณะ
ทางกายภาพ (ใชทรั พ ยากรแบบ “หั ว ใจชุ ม ชน” “เสนตรง” หรื อ
“ครอบคลุม”) และระดับการพัฒนา แหลงทองเที่ยวแบบ “หัวใจชุมชน”
หมายถึงสถานที่ทองเที่ยวที่อยูใจกลางชุมชนหรือเปนที่พักผอนของ
คนในชุมชนดวย เชน น้ำตก วัด (รวมทั้ง “วัดน้ำ” [water temple] ที่ใช
ประกอบพิธีกรรมจัดสรรน้ำในซูบัค) และจุดชมวิว ทีมของซีไอดีเอ
เสนอรัฐบาลบาหลีวา เนื่องจากแหลงทองเที่ยวเหลานี้สวนใหญมีความ
เปราะบางสูงและมีความสําคัญทางวัฒนธรรมมาก จึงสมควรไดรับ
การพัฒนาอยางระมัดระวังและคอยเปนคอยไป สวนแหลงทองเที่ยว
ที่เปน “เสนตรง” เชน เสนทางเดินปาและชายหาดนั้น สามารถรองรับ
การพัฒนาไดอยางเขมขนกวา “หัวใจชุมชน” แตก็อาจเสื่อมโทรมใน
ระยะยาวไดจาก “การพัฒนาแบบเปนเสนตรงสุดขั้ว” เชน การสราง

126 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 126 1/1/70 7:39:25 AM


โรงแรมและรี ส อรตติ ด กั น เปนแพตลอดความยาวของชายหาดโดย
ไมเวนชองวาง สําหรับแหลงทองเที่ยวประเภทสุดทายคือ “ครอบคลุม”
เชน พื้นที่ทํานาขั้นบันได อุทยานแหงชาติ ปาสงวน ฯลฯ มีความ
เปราะบางสูงที่สุด และดังนั้นจึงตองจํากัดจํานวนนักทองเที่ยวอยาง
เขมงวด
เกณฑสุดทายในแผนที่เพื่อการทองเที่ยวคือ ระดับการพัฒนา
ซึ่งมีตั้งแต “พัฒนาไปมากแลว” “พัฒนาแลว” และ “กําลังพัฒนา”
พื้นที่ประเภทแรกควรถูกจํากัดหรือยับยั้งการพัฒนาไดแลว รัฐควร
สงเสริม การบํ ารุงรักษาหรือฟนฟู พื้นที่ประเภทนี้ ในพื้ นที่ ประเภท
ที่สอง รัฐควรระวังไมใหเกิด “การพัฒนาแบบเปนเสนตรงสุดขั้ว” และ
เนนการปรับปรุงโครงสรางพื้นฐาน สวนพื้นที่ประเภทสุดทายบนเกาะ
คือพื้นที่ที่ “กําลังพัฒนา” นั้น ทีมผูเชี่ยวชาญเสนอวา รัฐควรอนุญาต
ใหสราง “เฉพาะโครงการที่สอดคลองกับลักษณะและศักยภาพของ
ทรัพยากรในพื้นที่นั้นๆ”
รั ฐ บาลบาหลี รั บ มอบแผนที่ เ พื่ อ การทองเที่ ย วจากบี เ อสดี พี
ตกลงจัดตั้งหนวยงานใหมที่มีหนาที่ประเมินผลกระทบดานสิ่งแวดลอม
จากการพัฒนา (environmental impact assessment) โดยเฉพาะ
ตามคําแนะนําของบีเอสดีพี และตกลงที่จะสงเสริม “การทองเที่ยวอยาง
ยั่งยืน” ตอไป ภายใตเปาหมาย “การพัฒนาอยางยั่งยืน” โดยรวมของ
เกาะ ซึ่งในนิยามของบาหลีหมายถึง “การสงวนความตอเนื่องของ
ทรัพยากรธรรมชาติ” “การสงวนความตอเนื่องของวัฒนธรรมและ
ความสมดุลภายในวัฒนธรรม” และ “กระบวนการปรับปรุงคุณภาพ
ชีวิตของชาวบาหลี”
ในระดับชุมชนบนเกาะบาหลี แนวคิด “การทองเที่ยวอยาง
ยั่ ง ยื น ” ที่ รั ฐ บาลบาหลี นํ า ไปปฏิ บั ติ อ ยางจริ ง จั ง มี ตั ว อยางความ
สําเร็จมากมาย การสงเสริม “การทองเที่ยวเชิงนิเวศ” อยางไดผลนั้น
นอกจากจะชวยอนุรักษสิ่งแวดลอมแลว ยังสามารถเปนแหลงรายไดที่

สฤณี อาชวานันทกุล :: 127

HOT ROUND&CROWDED.indd 127 1/1/70 7:39:25 AM


มั่นคงของชาวบาน ชวยใหชาวบานซึ่งอาศัยอยูในบริเวณที่วิถีชีวิตเริ่ม
ไมมั่ น คง เพราะประสบปญหาการตั ด ไมทํ า ลายปาหรื อ จั บ ปลามาก
เกิ น ขนาด สามารถเปลี่ ย นอาชี พ มาทํ า งานดานการทองเที่ ย วได
ยกตัวอยางเชน เกาะเล็กๆ เกาะหนึ่งไมไกลจากบาหลีชื่อ ฮัลมาฮีรา
เปนที่ อ ยู อาศั ย ของนกสวยงามหายากชนิ ด หนึ่ ง ที่ ใ กลจะสู ญ พั น ธุ
มี ผู ประกอบการทองเที่ ย วเชิ ง นิ เ วศไปเกลี้ ย กลอมชาวนาเจาของที่
ใหปฏิเสธขอเสนอของบริษัทปาไมจากญี่ปุนที่ตองการซื้อที่ดินไปโคน
ปา ผูประกอบการทองเที่ยวเชิงนิเวศโนมนาวจนชาวนาผูนั้นเชื่อวา
จะมีรายไดในระยะยาวจากนักทองเที่ยวมากกวาเงินที่จะไดรับจากการ
ขายที่ใหกับบริษัทญี่ปุน ปจจุบัน ชาวฮัลมาฮีราทั้งชุมชนมีกําไรจากการ
ใหนักทองเที่ยวเชาที่พักและจายคาโดยสารระหวางเกาะ
นอกจากการทองเที่ยวบนบาหลีจะพัฒนาอยางยั่งยืนไดดวย
ความรวมแรงรวมใจกันระหวางรัฐบาลทองถิ่น ผูประกอบการ และ
ชาวบานแลว เอ็นจีโอก็มีบทบาทไมยิ่งหยอนไปกวากัน เรื่องราวของ
เมด ซู อ ารนาธา (Made Suarnatha) เอ็ น จี โ อชาวบาหลี ที่ รู จั ก กั น
ในนาม “ซูอาร” เปนตัวอยางหนึ่งที่แสดงใหเห็นความทุมเทและความ
สําเร็จของเอ็นจีโอบนบาหลี
ในป 1989 ซูอารเขารับการอบรมดานการประเมินผลกระทบ
ทางสิ่ ง แวดลอมจากบี เ อสดี พี จนไดรั บ ประกาศนี ย บั ต รใหประกอบ
อาชีพดานนี้ได
ไมนานหลังจากนั้น ซูอารไปเปนหนึ่งในแปดผูรวมกอตั้งมูลนิธิ
วิษณุ (Wisnu Foundation) หนึ่งในองคกรเอ็นจีโอแรกๆ ที่มุงทํางาน
ดานสิ่ ง แวดลอมและการพั ฒ นาอยางยั่ ง ยื น ซู อ ารเปนหวงวาการ
ทองเที่ยวในบาหลีอาจสูญเสียความยั่งยืนในไมชา เนื่องจากโรงแรม
และรีสอรตในบาหลีมีจํานวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะโรงแรมระดับ
หาดาวที่ตองใชพื้นที่และทรัพยากรอื่นๆ เยอะมาก เชน ตองมีการ
ผันน้ำจากพื้นที่เกษตรมารองรับความตองการของโรงแรม และมลพิษ
ก็เริ่มปรากฏรองรอยใหเห็น
128 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 128 1/1/70 7:39:26 AM


ความกังวลของซูอารเปนแรงผลักดันใหเขาริเริ่มโครงการจัด
อันดับ “ผลการดําเนินงานดานสิ่งแวดลอม” ของโรงแรมบนบาหลีขึ้นใน
ป 1998 ชื่อโครงการ “PROPER-Hotel” โดยไดรับความรวมมือจาก
หนวยงานประเมินผลกระทบดานสิ่งแวดลอมของรัฐและโรงแรมตางๆ
ระบบจัดอันดับของ PROPER-Hotel จะใหคะแนนแตละโรงแรมตั้งแต
0 ถึง 100 ในมิติตางๆ เชน การผลิตและจัดการของเสีย ประสิทธิภาพ
ในการใชน้ำ ประสิทธิภาพในการใชพลังงาน ฯลฯ แลวสรุปผลออกมา
เปนรู ป “ดาว” มอบใหกั บ แตละโรงแรม ดาวมี ห าสี ตั้ ง แตสี ท อง
(ดีเยี่ยม) ไปจนถึงสีดํา (แย) ปจจุบันระบบนี้เริ่มใชกับโรงแรมบนบาหลี
แลว ซู อ ารหวั ง วาในอนาคตระบบนี้ จ ะไดรั บ การเผยแพรไปทั่ ว
อินโดนีเซียและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค
การจั ด อั น ดั บ โรงแรมในมิ ติ สิ่ ง แวดลอมเปนเพี ย งโครงการ
ลาสุดของซูอารและมูลนิธิวิษณุ กอนหนานี้ มูลนิธิประสบความสําเร็จ
ในการออกแบบและดําเนินโครงการลดปริมาณของเสียในโรงแรมและ
โรงงานทอผา และปจจุบันก็ดําเนินโครงการตางๆ ดานสิ่งแวดลอม
อยางตอเนื่อง อาทิเชน โครงการติดตามวัดคุณภาพน้ำทะเลในบริเวณ
รีสอรตชายฝง
ยิ่งบาหลีเปนที่นิยมของนักทองเที่ยวเพียงใด การดูแลใหธุรกิจ
ทองเที่ ย วบนเกาะยังดํา เนินไปภายใตแนวคิด “การทองเที่ ยวอยาง
ยั่งยืน” ก็ยิ่งเปนความทาทายที่ยากตอการควบคุม เมื่อปลายเดือน
มีนาคม 2008 ไอ กิเด อารดิกา (I Gede Ardika) อดีตรัฐมนตรีวาการ
กระทรวงวัฒนธรรมและทองเที่ยวของอินโดนีเซีย หนึ่งในผูเชี่ยวชาญ
ดานการทองเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศ ประกาศในเวิรกชอปที่จัด
โดยองคการสงเสริมการทองเที่ยวของรัฐบาลบาหลีวา เขาคิดวาการ
ทองเที่ยวในบาหลีไดเดินทางมาถึงจุดอิ่มตัวแลว เพราะบาหลีขาดการ
พัฒนาแหลงทองเที่ยวที่หลากหลาย และการพัฒนาธุรกิจนี้ก็ทําอยาง
มักงายมากขึ้นเรื่อยๆ อารดิกาย้ำวา แหลงทองเที่ยวทุกแหงในโลกมี
“วงจรชีวิต” (life cycle) ของตัวเอง ถาปราศจากความคิดสรางสรรค
สฤณี อาชวานันทกุล :: 129

HOT ROUND&CROWDED.indd 129 1/1/70 7:39:26 AM


เพื่อปรับปรุงหรือยกระดับ วงจรชีวิตของแหลงทองเที่ยวก็จะพบจุดจบ
ไมวันใดก็วันหนึ่ง
อารดิกาขยายความวา การทองเที่ยวบนบาหลีกําลังประสบ
ปญหา “พัฒนาเกินขนาด” (over-development) ซึ่งเห็นชัดในภาวะ
อุ ต สาหกรรมกอสรางบู ม แหลงทองเที่ ย วเชิ ง วั ฒ นธรรมถู ก ลดทอน
ความสําคัญ (marginalized) และการกอสรางรานคาและรานอาหาร
ติ ด กั น เปนแนวยาว (strip mall) ที่ ร ะบาดไปทั่ ว เกาะ เริ่ ม ทํ า ลาย
ทัศนียภาพอันสวยงาม อารดิกาบอกวา เดี๋ยวนี้นักทองเที่ยวแทบจะ
ชื่นชมความสวยงามของเกาะบาหลีไมไดแลว เพราะวิวถูกบดบังดวย
ปายโฆษณาจํานวนมากที่ผุดขึ้นเปนดอกเห็ดสองขางทางถนน เขา
บอกวา ถึงเวลาแลวที่รัฐบาลบาหลี ผูประกอบการ และชาวบาน จะตอง
รวมกันทบทวนวิถีการพัฒนา เพื่อหาทางปรับทิศทางของผลประโยชน
เชิ ง พาณิ ช ยที่ เ ริ่ ม จะออกนอกลู นอกทาง ใหหั น กลั บ มาสู แนวทางที่
สอดคลองกับ “การพัฒนาอยางยั่งยืน” ที่รัฐบาลบาหลีประกาศไปไมถึง
สองทศวรรษที่แลว
ถึ ง แมวาบาหลี จ ะกํ า ลั ง เผชิ ญ กั บ ความทาทายใหมๆ ในยุ ค
โลกาภิวัตน ก็ปฏิเสธไมไดวาความสําเร็จที่ผานมาของการทองเที่ยว
บนบาหลีไมใชโชคชวยหรือความบังเอิญ หากเปนความสําเร็จจาก
ความพยายามของทุกฝาย ไมวาจะเปนรัฐบาลทองถิ่น นักสิ่งแวดลอม
นักพัฒนา นักมานุษยวิทยา ผูประกอบการ เอ็นจีโอ ชาวบาน รวมทั้ง
นักทองเที่ยวหลายคนที่ประทับใจในความงดงามของบาหลี ในการ
รวมใจกันทํางานภายใตแนวคิด “การพัฒนาอยางยั่งยืน”
ธุรกิจ “การทองเที่ยวอยางยั่งยืน” ของบาหลีเปนตัวอยางการ
พัฒนาที่นาสนใจและควรคาแกการศึกษา เพราะปฏิบัติไดในระดับกวาง
คือครอบคลุมพื้นที่ทั้งเกาะ และแตกตางจากกรณีความสําเร็จสวนใหญ
ที่เราคุนเคย ซึ่งมักจะทําไดในระดับผูประกอบการรายเดียวหรือชุมชน
เดียวเปนหลัก (โมเดลธุรกิจทองเที่ยวอยางยั่งยืนของ “ชุมพรคาบานา
รีสอรต” ในประเทศไทย เปนตัวอยางที่ดีตัวอยางหนึ่ง)
130 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 130 1/1/70 7:39:27 AM


บาหลีพิสูจนใหโลกเห็นวา นอกจากประเทศกําลังพัฒนาจะ
สามารถนําแนวคิด “การพัฒนาอยางยั่งยืน” ใหเกิดเปนผลสําเร็จแลว
วิ ถี ก ารพั ฒ นาแบบนี้ ยั ง เปนวิ ถี ที่ ทํ า ประโยชนสู ง สุ ด ใหกั บ ชาวบาน
เจาของพื้ น ที่ เพราะชวยกระจายรายไดไมใหรั่ ว ไหลไปสู มื อ ธุ ร กิ จ
ขามชาติทั้งหมด และมอบอํานาจใหชาวบานมีสวนรวมในการตัดสินใจ
วา ภูมิลําเนาของตัวเองที่จะมอบเปนมรดกใหกับลูกหลานในอนาคตนั้น
ควรจะมีหนาตาเปนเชนไร.

ตี พิ ม พครั้ ง แรกใน หนั ง สื อ พิ ม พ ประชาชาติ ธุ ร กิ จ 17 เมษายน พ.ศ. 2551 และ


14 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

สฤณี อาชวานันทกุล :: 131

HOT ROUND&CROWDED.indd 131 1/1/70 7:39:27 AM


มายาคติเกี่ยวกับการลงทุนโดยตรงจากตางชาติ

132 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 132 1/1/70 7:39:28 AM


หลังจากที่พาทานผูอานไปรูจัก “การพัฒนาอยางยั่งยืน” บนเกาะบาหลี
ผูเขียนขอพักเรื่องนี้ไวชั่วคราว เพื่อแบงปนผลการคนควาวิจัยใหมๆ ใน
แวดวงเศรษฐศาสตรเกี่ยวกับการลงทุนโดยตรงจากตางประเทศ ที่เรียก
วา “Foreign Direct Investment” (เอฟดีไอ) กอนที่จะหวนกลับมาสู
หัวขอ “การพัฒนาอยางยั่งยืน” ในคราวตอไป
ในภาวะที่การเผชิญหนาทางการเมืองกําลังคุกรุนและมีทีทาวา
จะไมจบลงงายๆ รัฐบาล นักเศรษฐศาสตร นักธุรกิจ และนักการเงิน
จํานวนนับไมถวนก็เริ่มทองคาถา “เดี๋ยวตางชาติจะไมกลาเขามาลงทุน”
เปนเหตุผลที่อยากเห็น “การเมืองนิ่ง” กันอีกรอบหนึ่ง
ผูเขียนคิดวาความขัดแยงทางการเมืองรอบนี้ไมมีทาง “จบ”
ลงไดอยางยั่งยืน ตราบใดที่แตละฝายยังปดหูปดตา แบงฝกแบงฝาย
ออกเปนสองขั้วตรงขามอยางชัดเจน ใชตรรกะแบบ “เหมารวม” เพื่อ
สรางความชอบธรรมใหกับขั้วของตัวเอง โดยไมยอมแยกแยะประเด็น
ตางๆ ออกจากกันเพื่อหาทางออกที่เหมาะสมสำหรับประเด็นแตละ
ประเด็น โดยอาศัยกลไกเชิงสถาบันในระบบ (เชน สถาบันตุลาการ)
ใหมากที่สุดเทาที่จะทําได (สวนประเด็นที่วาตุลาการจะเขาขางฝายใด

สฤณี อาชวานันทกุล :: 133

HOT ROUND&CROWDED.indd 133 1/1/70 7:39:28 AM


ฝายหนึ่งโดยไมเปนธรรมหรือเปลานั้น ก็ควรรอใหมีคําพิพากษาออกมา
กอนแลวคอยมาอภิปรายกัน)
ทาทีของคนไทยสวนใหญตอความขัดแยงทางการเมืองในรอบนี้
ดูเหมือนจะสรุปเปนสมการสั้นๆ ไดเพียงสองสมการเทานั้น คือ ฝายที่
ไมชอบทักษิณมองวา ทักษิณและรัฐบาลพรรคพลังประชาชน = ศัตรู
ของระบอบประชาธิ ป ไตยที่ มี พ ระมหากษั ต ริ ย ทรงเปนประมุ ข =
คอรรั ป ชั่ น มโหฬาร (ของทั ก ษิ ณ และพวก) = เผด็ จ การในคราบ
ประชาธิปไตยที่ซื้อเสียงเขาสภา = หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ = ‘ไมรับ’
รัฐธรรมนูญฉบับป พ.ศ. 2550 เพราะถูกทักษิณซื้อเสียง = ทุนนิยม
สามานยที่จะทําใหเมืองไทยตกเปนขี้ขาฝรั่ง
สวนฝายที่ชื่นชอบทักษิณก็ทองอีกสมการหนึ่งวา ทักษิณและ
รั ฐ บาลพรรคพลั ง ประชาชน = วี ร บุ รุ ษ ประชาธิ ป ไตยที่ ต อตาน
รั ฐ ประหารและการแทรกแซงของ ‘ผู มี บ ารมี ’ = ตอตานคอรรั ป ชั่ น
มโหฬาร (ของทหาร) = รัฐบาลประชาธิปไตยที่ชนะการเลือกตั้งอยาง
ชอบธรรม = จงรักภักดีแตถูก ‘ผูมีบารมี’ ใสราย = ‘ไมรับ’ รัฐธรรมนูญ
ฉบับป พ.ศ. 2550 เพราะเปนรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ = ทุนนิยม
กาวหนาที่จะนําเมืองไทยใหกาวไกลในยุคโลกาภิวัตน
ในความคิ ด ของคน ตั ว แปรทั้ ง หลายในสมการสองอั น นี้
สามารถเปลี่ยนที่กันได เชน ในสมการแรก ใครชอบทักษิณแปลวา
หมิ่นฯ และใครที่แสดงทาทีหมิ่นฯ ก็แปลวาตองชอบทักษิณดวย
ปญหาคือ ในความคิดของคนจํานวนมากที่ “เลือกขั้ว” ไปแลว
เรียบรอย สมการทั้งสมการตองมีตัวแปรครบถวน พวกเขาไมยอมรับ
แนวโนมที่ตัวแปรบางตัวอาจจะ “ผิด” หรือ “ไมจําเปน” จะตองอยูใน
สมการก็ได ยกตัวอยางเชน รัฐบาลทักษิณอาจชนะการเลือกตั้งโดย
ชอบธรรมจริง แตก็ไมไดหมายความวาไมเคยคอรรัปชั่นหรือแทรกแซง
องคกรอิสระ เพราะ “ชัยชนะในการเลือกตั้ง” ยอมไมไดเปนตัวการันตี
วา “ไมโกง” ในขณะเดียวกัน คนที่ไปกา ‘ไมรับ’ รัฐธรรมนูญฉบับป

134 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 134 1/1/70 7:39:28 AM


พ.ศ. 2550 อาจไมชอบทักษิณก็ได เพราะคุณภาพของรัฐธรรมนูญ
เปนคนละเรื่องกันกับความชอบหรือความชังทักษิณ
แตในเมื่อคนจํานวนมากลดทอนประเด็นตางๆ ลงเปนสมการ
แบบนี้ ไ ปแลว “ความจริ ง ” ที่ ส มบู ร ณ และ “เหตุ ผ ล” ที่ เ ปนกลาง
ยอมปรากฏในสังคมไมได และในเมื่อมันปรากฏไมได การเมืองก็ยอม
“นิ่ง” ไดเพียงชั่วคราวเทานั้น เหมือนกับเอาหินไปทับหญา ถาเอาหิน
ออก หญาก็ยอมงอกขึ้นมาใหม
อยางไรก็ตาม ประเด็นนาสนใจเรื่องความเกี่ยวโยงระหวาง
ความขั ด แยงทางการเมื องในไทยกับกระแสโลกาภิวัตนนั้ น คงตอง
ยกยอดไปเขียนในโอกาสหนา

กลับมาวาเรื่องเอฟดีไอกันตอ
ในประเทศกําลังพัฒนาอยางไทย เอฟดีไอเปนกลไกสําคัญที่
ชวยขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ แตที่ผานมา โชครายที่สังคมเรา
ไมคอยถกเถียงกันเทาไรวา การลงทุนจากตางชาติที่ “พึงประสงค”
หรือมี “คุณภาพ” นั้นมีหนาตาอยางไร รัฐบาลควรดึงดูดการลงทุนแบบ
นี้ดวยวิธีใดที่จะไมกอใหเกิดผลเสียตอประเทศจนลบลางผลดีที่ไดรับ
จากการลงทุนนั้นๆ
ปจจุบัน นักเศรษฐศาสตรระดับโลกหลายคน นําโดย เดวิด
วูดวารด (David Woodward) ดานี โรดริค (Dani Rodrik) และ
เจอรรัลด เอ็พสตีน (Gerald Epstein) ไดทําการศึกษาวิเคราะหเชิงลึก
เกี่ ย วกั บ ผลกระทบของเอฟดี ไ ออยางตอเนื่ อ ง จุ ด ประกายวิ ว าทะ
ในแวดวงวิชาการโลกตะวันตกมากมาย แตนาเสียดายที่งานวิจัยของ
พวกเขายังไมเปนที่รูจักเทาที่ควรในเมืองไทย
เราอาจสรุ ป มายาคติ ทั้ ง หมดเกี่ ย วกั บ เอฟดี ไ อเปนประโยค
เดียววา เอฟดีไอสงผลดีตอประเทศปลายทางมากกวาผลเสียแนนอน
ในทุ ก กรณี และดั ง นั้ น รั ฐ บาลของประเทศกํ า ลั ง พั ฒ นาจึ ง ควรทํ า

สฤณี อาชวานันทกุล :: 135

HOT ROUND&CROWDED.indd 135 1/1/70 7:39:29 AM


ทุกวิถีทางที่จะดึงดูดเอฟดีไอใหมากที่สุดเทาที่จะมากได โดยไมตองตั้ง
กฎกติกาหรือเงื่อนไขใดๆ ที่นักลงทุนอาจมองวาเปนอุปสรรคตอการ
ลงทุน
ถาเราแบงมายาคติ ข างตนออกเปนขอยอย แลวพิ จ ารณา
เหตุผลโตแยงจากงานวิจัยที่เกี่ยวของ อาจสรุปประเด็นไดดังตอไปนี้

มายาคติ #1: เอฟดีไอเปนหัวจักรสําคัญที่ประเทศพัฒนาตองใชในการ


พัฒนาเศรษฐกิจจากศูนย
รายงานเรื่อง นโยบายเศรษฐกิจทางเลือกภายใตกระแสโลกา-
ภิวัตนและอุดมการณเสรีนิยมใหม: กรณีศึกษาวาดวยมาตรการกํากับ
และจัดการทุนเคลื่อนยายระหวางประเทศ (capital controls) (2551)
โดยอาจารยปกปอง จันวิทย สรุปผลการวิจัยและแนวคิดของเอ็พสตีน
ไววา:

เอ็พสตีนตั้งประเด็นวา ทุนตางชาติ ‘เดินตามหลัง’


ความสําเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจ ไมใช ‘เดินนําหนา’ สูการ
พัฒนาเศรษฐกิจที่ประสบความสําเร็จ นั่นคือ เศรษฐกิจตองมี
ระดับความเขมแข็งและรุงเรืองระดับหนึ่งแลวตางหาก จึงจะ
ดึงดูดใหเงินทุนตางชาติไหลเขาไปลงทุน ประเทศกําลังพัฒนา
มิอาจคาดหวังไดวา ทุนตางชาติจะเปลี่ยนแปลงประเทศจาก
ความไมมีอะไร สูความรุงเรืองทางเศรษฐกิจ ประเทศกําลัง
พั ฒ นาตองเริ่ ม ตนดวยการใหความสํ า คั ญ กั บ การพั ฒ นา
เศรษฐกิ จ ภายใน โดยใชทรั พ ยากรภายใน เพื่ อ คนภายใน
เปนหลั ก เสี ย กอน จึ ง คอยดํ า เนิ น นโยบาย ‘ดึ ง ดู ด ’ เงิ น ทุ น
ตางชาติเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจในขั้นตอไป
Braunstein and Epstein (2002) แสดงใหเห็นวา
แมจี น เปนประเทศใหญ มี ฐ านผู บริ โ ภคกวางมหาศาล มี

136 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 136 1/1/70 7:39:29 AM


แรงงานราคาถู ก ซึ่ ง นาจะเปนทุ น สํ า คั ญ ในการเพิ่ ม อํ า นาจ
ตอรองของประเทศใหสูง จนสามารถเก็บเกี่ยวประโยชนจาก
เอฟดีไอไดเต็มที่ แตกลับปรากฏวา ผลดานบวกของเอฟดีไอ
ตอการจางงานและคาจางแรงงานมี ข นาดจํ า กั ด ภาคการ
ลงทุนภายในประเทศและภาคการสงออกมีผลตอการจางงาน
และคาจางของจีนสูงกวาเอฟดีไอมาก

ประวั ติ ศ าสตรการพั ฒ นาของจี น ที่ นั ก ลงทุ น ตางชาติ เ ขาไป


ก็ ต อเมื่ อ จี น มี “โครงสรางพื้ น ฐาน” พรอมมู ล แลว เปนตั ว อยางที่ ดี
ที่ ส นั บ สนุ น มุ ม มองของเอ็ พ สตี น นอกจากนี้ งานวิ จั ย จํ า นวนมาก
ยังพิสูจนวาเอฟดีไอมีลักษณะอิงกับวัฏจักรธุรกิจ (procyclical) เชน
บริษัทขามชาติมักจะรีบถอนทุนกลับประเทศบานเกิดเมืองนอน และ
จายคืนเงินกูของบริษัทในเครือเร็วกวากําหนดเมื่อเกิด “สัญญาณไมดี”
ในประเทศที่ไปลงทุน เชน ขาวการปฏิวัติ การเผชิญหนาทางการเมือง
ฯลฯ ดังนั้น ประเทศกําลังพัฒนาจึงไมอาจคาดหวังใหเอฟดีไอชวย
เสริมสรางเสถียรภาพทางเศรษฐกิจหรือ “นําหนา” การพัฒนาเศรษฐกิจ
ไดมากนัก แทนที่จะชวยสรางเสถียรภาพ พฤติกรรมแตกตื่นถอนทุน
ของบริษัทตางชาติอาจซ้ำเติมใหวิกฤตเลวรายลงกวาเดิม

มายาคติ #2: เอฟดีไอทําใหเงินตราไหลเขาจากตางประเทศแนนอน


(net foreign exchange inflow)
การตัดสินใจลงทุนของตางชาติมิไดแปลวาจะมีเงินไหลเขา
ประเทศเพิ่มขึ้นเสมอไป ยกตัวอยางเชน บริษัทขามชาติมักจะกูเงินจาก
สถาบันการเงินในประเทศที่เขาไปลงทุนในการดําเนินโครงการ เพื่อ
จํ า กั ด หรื อ กํ า จั ด ความเสี่ ย งดานอั ต ราแลกเปลี่ ย น เนื่ อ งจากบริ ษั ท
ขามชาติมักจะมีฐานะทางการเงินแข็งแกรงกวา มีศักยภาพในการชําระ
หนี้สูงกวาบริษัททองถิ่น จึงสามารถ “แยง” เม็ดเงินที่ธนาคารมีในการ

สฤณี อาชวานันทกุล :: 137

HOT ROUND&CROWDED.indd 137 1/1/70 7:39:30 AM


ปลอยกูไดดีกวา การแยงชิงเงินกูของบริษัทตางชาติจึงเบียดบังบริษัท
ทองถิ่น (crowd out) ออกจากตลาดสินเชื่อ ทําใหบริษัททองถิ่นเขาถึง
แหลงทุนไดยากกวาในกรณีที่ไมมีบริษัทขามชาติ
นอกจากการกูเงินจากธนาคารทองถิ่น (หรือธนาคารตางดาว
ที่ทําธุรกิจในทองถิ่น) จะทําใหเงินไมไหลเขาประเทศแลว เงินตราอาจ
ไหลออกจากประเทศอีกดวย เมื่อบริษัทขามชาติสงเงินกลับประเทศ
ตัวเองในรูปของเงินปนผลทุกป หรือถอนทุนคืนเมื่อเห็นสถานการณ
ไมสูดี

มายาคติ #3: เอฟดีไอชวยสรางงานในประเทศเสมอ


บริ ษั ท ขามชาติ ที่ เ ขามาลงทุ น มั ก จะเขามาลงทุ น เนื่ อ งจาก
ตองการแรงงานราคาถู ก ดั ง นั้ น จึ ง เนนการลงทุ น ในเครื่ อ งจั ก รและ
ทรั พ ยสิ น ทางปญญา ไมใชจายคาจางคนทองถิ่ น สู ง ๆ นอกจากนี้
วู ด วารดยั ง พบวาบริ ษั ท ขามชาติ ส วนใหญจางผู รั บ เหมาชวง (sub-
contractor) และผูรับเหมาชวงเหลานี้ก็มักจะจางงานขามทวีป ทําใหคน
ทองถิน่ ไมคอยไดรับประโยชน ถึงจะไดงานก็เปนงานระยะสัน้ คาแรงต่ำ
นอกจากนี้ ขอเท็จจริงที่วาเอฟดีไอกวารอยละ 60-70 ที่ผานมา เปน
เอฟดี ไ อที่ บ ริ ษั ท ขามชาติ เ ขามาซื้ อ หรื อ ควบรวมกิ จ การของบริ ษั ท
ทองถิ่ น (M & A) ซึ่ ง ธุ ร กรรมเหลานี้ ส วนใหญสราง “มู ล คาเพิ่ ม ”
ดวยการลดขนาดธุรกิจและไลพนักงานออก ดังนั้น แทนที่จะชวยสราง
งานในระบบ บริษัทขามชาติกลับเปนสาเหตุทําใหคนทองถิ่นตกงาน
ดวยซ้ำไป
งานวิ จั ย ฉบั บ เดี ย วกั น ของอาจารยปกปองสรุ ป ผลเสี ย ของ
“สงครามแยงชิงเอฟดีไอ” วา “หากวิเคราะหเชิงยุทธศาสตร ถาประเทศ
หนึ่งลดคาจางหรือลดภาษีเพื่อดึงดูดทุนตางชาติ แตประเทศอื่นไมปรับ
ลดตาม ประเทศนั้นยอมไดประโยชนเนื่องจากสามารถดึงดูดทุนไหล
เขาได แตหากทุ ก ประเทศตางแขงขั น กั น ลดคาจางหรื อ ลดภาษี ล ง

138 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 138 1/1/70 7:39:30 AM


ผลไดการจากแขงขั น ยอมไมตกอยู กั บ ประเทศใดเลย เพราะเมื่ อ
ประเทศหนึ่งลด แตละประเทศจะไมยอมเสียเปรียบกันและกัน ตองลด
คาจางหรือภาษีตามไปสูระดับเดียวกัน
“ทายที่สุด ทุกประเทศจะกลับสูระดับภาษีและคาจางเทากันอีก
นักลงทุนตางชาติก็จะไมรูสึกแตกตางไมวาจะลงทุนที่ใด สวนแบงตลาด
ของทุนตางชาติที่แตละประเทศไดรับยอมกลับมาเทาเดิม แตที่กลับแย
ลงก็คือ ระดับภาษีและคาจางอยูต่ำกวาเดิมอันเนื่องมาจากการแขงขัน
สวัสดิการสวนรวมของทั้งโลกกลับยิ่งแยลง ทั้งนี้ กรณีที่เลวรายที่สุด
ก็คือ เมื่อประเทศลงทุนเขารวมสงครามแยงชิงเงินทุนตางชาติ โดย
ยอมลดภาษี ยอมลดคาจาง แตทายที่สุด ไมมีเงินทุนไหลเขาประเทศ
หรือไหลเขานอยจนไมกอใหเกิดประโยชนสุทธิแกประเทศนั้น
“หากสงครามแยงชิงเงินทุนตางชาติยิ่งรุนแรง ยิ่งเพิ่ม ‘ทาง
เลือกในการถอนตัว’ (exit option) ใหแกกลุมทุนตางชาติ และเมื่อ
ทางเลือกในการถอนตัวมีมากขึ้นและมีมูลคาสูงขึ้น อํานาจตอรองของ
ทุนตางชาติตอประเทศผูรับก็ยิ่งมากขึ้นตามไปดวย”

เราพอจะเห็ น ภาพรวมของเอฟดี ไ อไประดั บ หนึ่ ง แลว ที นี้


ลองมามองเฉพาะเอฟดีไอในประเทศไทยดูบาง
หากมองในภาพรวม ประเทศกําลังพัฒนาที่อยูกลางๆ อยาง
ไทย ที่ ธ นาคารโลกขนานนามวา “กลุ มประเทศรายไดปานกลาง”
(middle income countries) นั้น ตองเผชิญกับความทาทายในการ
พัฒนาประเทศสูงกวากลุมประเทศพัฒนาแลวและกลุมประเทศยากจน
กลุมประเทศรายไดปานกลางอยางไทยจะตองใชความระมัดระวังและ
ละเอียดรอบคอบกวาประเทศที่เหลืออีกสองกลุมในการกําหนดนโยบาย
ดึงดูดเอฟดีไอแบบที่ “พึงประสงค” (คือ ใหประชาชนในประเทศไดรับ
ประโยชนอยางยั่งยืน)

สฤณี อาชวานันทกุล :: 139

HOT ROUND&CROWDED.indd 139 1/1/70 7:39:31 AM


ทั้งนี้ เนื่องจากกลุมประเทศพัฒนาแลวมีโครงสรางเชิงสถาบัน
พรอมมูล ประชาชนสวนใหญเปนชนชั้นกลางผูมีกําลังจับจายใชสอย
เพี ย งพอที่ จ ะพยุ ง เศรษฐกิ จ ในประเทศใหมี เ สถี ย รภาพ ภาคธุ ร กิ จ
เอกชนมี ค วามแข็ ง แกรงและสามารถแขงขั น กั บ คู แขงในระดั บ โลก
ไมจํ า เปนตองพึ่ ง พาความรู ความสามารถจากตางแดน รั ฐ บาลไมมี
ความจําเปนจะตอง “เอาใจ” นักลงทุนตางชาติเปนพิเศษเพื่อดึงดูด
เอฟดีไอมาชวยพัฒนาเศรษฐกิจอีกตอไป
ในขณะเดียวกัน ประเทศกําลังพัฒนาที่ยังยากจนอยูก็มีความ
ไดเปรียบในการแขงขัน โดยธรรมชาติของความที่ยัง “ดอยพัฒนา” อยู
กลาวคือ การที่ประชาชนสวนใหญในประเทศยังมีฐานะยากจน แรงงาน
จํานวนมากจึงยินดีรับคาจางต่ำเตี้ยติดดินจากนักลงทุนตางชาติ ภาค
ธุรกิจเอกชนในประเทศยังออนแอ ไมสามารถแขงขันกับตางชาติได
รัฐบาลของประเทศเหลานี้ไมจําเปนตอง “คิดมาก” เทาไรนักในการ
ออกแบบนโยบายดานเอฟดีไอ เพียงแตตองมุงพัฒนาโครงสรางเชิง
สถาบัน (เชน ระบบกฎหมาย ถนนหนทาง ฯลฯ) ใหดีพอที่นักลงทุนจะ
เชื่อมั่น แลวก็เริ่มปาวประกาศเชิญชวนวาประเทศนี้มี “แรงงานถูก”
อาแขนรอรับนักลงทุน
ในขณะที่ประเทศพัฒนาแลวไมมีความจําเปนจะตองพึ่งพา
เอฟดีไอ และประเทศยากจนสามารถใช “แรงงานถูก” เปนจุดขายอยาง
งายๆ ได ประเทศที่อยูตรงกลางอยางไทยกลับตองกําหนดนโยบาย
เอฟดีไออยางรอบคอบมากกวา เนื่องจากไมมีทางแขงขันเรื่องคาจาง
แรงงานกับประเทศยากจนได แตในขณะเดียวกันก็ยงั ตองพึง่ พาเอฟดีไอ
ในการพัฒนาประเทศอยู อีกทั้งยังตองดูแลผูใชแรงงานและเกษตรกรใน
ประเทศซึ่งเปนคนหมูมาก ดังนั้น รัฐบาลของประเทศรายไดปานกลาง
อยางไทยจึงตองกําหนดนโยบายเอฟดีไออยางรัดกุม วางกฎกติกา
อยางละเอี ย ดชั ด เจนเพื่ อ ดึ ง ดู ด เอฟดี ไ อ แตในขณะเดี ย วกั น ก็ ต อง
สงเสริมใหภาคธุรกิจเอกชนในประเทศมีความเขมแข็งมากขึ้น สามารถ

140 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 140 1/1/70 7:39:32 AM


ยื น หยั ด ดวยตั ว เองได โดยเฉพาะธุ ร กิ จ ขนาดกลางและขนาดยอม
(เอสเอ็มอี) ซึ่งเปนหัวใจหลักของระบบเศรษฐกิจ
เปนเรื่ อ งนาเสี ย ดายที่ น โยบายเอฟดี ไ อของรั ฐ บาลไทย
ที่ผานมา ยังไม “สายตายาว” เทาที่ควร สวนหนึ่งเปนเพราะเลือกที่จะ
สงเสริมเอฟดีไอแบบ “มักงาย” คือใช “แรงงานถูก” เปนจุดขายหลัก
ในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากตางชาติ ทําใหปจจุบันไทยตองตกอยูใน
ที่นั่งลําบากเมื่อประเทศเกิดใหมในบริเวณใกลเคียง อาทิ จีน อินเดีย
และเวียดนาม มีแรงงานถูกกวา จึงสามารถดึงดูดนักลงทุนที่มองหา
แรงงานราคาถูกไดดีกวา รศ.ดร.วรวิทย เจริญเลิศ สรุปผลพวงทีเ่ กิดขึน้
กั บ แรงงานไทยไวในคอลั ม น “มุ ม มองบานสามยาน” หนั ง สื อ พิ ม พ
กรุ ง เทพธุ ร กิ จ ฉบั บ วั น ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2550 ผู เขี ย นคั ด มา
บางตอนดังตอไปนี้:

การพั ฒ นาชวงกวาสี่ สิ บ ปที่ ผ านมา มุ งเนนการ


สงเสริมการลงทุนตางชาติและการสงออก เปนการเนนการใช
แรงงานราคาถูกจากภาคชนบท (คาจางถูก ทักษะต่ำ และ
ผลิตภาพแรงงานต่ำ) เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมและสรางความ
ไดเปรี ย บจากการแขงขั น ดวยตนทุ น แรงงาน กลาวไดวา
การสรางความจําเริญเติบโตทางเศรษฐกิจอาศัยการบูรณาการ
เขากั บ ระบบเศรษฐกิ จ โลกผานการพั ฒ นาอุ ต สาหกรรม
ที่ ใ ชแรงงานหนาแนน ผลิ ต สิ น คาเพื่ อ สงออก เชน เสื้ อ ผา
สํ า เร็ จ รู ป แผงวงจรไฟฟา ตุ กตาของเด็ ก เลน ฯลฯ ... ใน
“หวงโซการผลิต” นี้ ไทยจะมีฐานะเปน “ผูรับจางผลิต” ใหกับ
บรรษัทขามชาติที่มีแบรนดเนมในตางประเทศ “ผูรับจางผลิต”
อาจจะเปนการลงทุนที่เคลื่อนยายฐานการผลิตมาจากประเทศ
นิกสเพื่อหลีกหนีคาเงินสูง หรืออาจจะเปนผูผลิตภายในที่มี
ขีดความสามารถรับออรเดอรมาทํา...

สฤณี อาชวานันทกุล :: 141

HOT ROUND&CROWDED.indd 141 1/1/70 7:39:32 AM


การพั ฒ นานํ า มาสู วิ ก ฤตคุ ณ ภาพชี วิ ต ของคนงาน
ดวยสาเหตุตางๆ ดังนี้
1. การพั ฒ นาที่ มุ งเนนการใชแรงงานคาแรงถู ก
ทัก ษะต่ ำ และผลิตภาพแรงงานต่ ำ ทํ าใหประเทศไทยเปน
ประเทศที่คนงานมีชั่วโมงการทํางานสูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับ
ประเทศอื่ น ๆ ในเอเชี ย กลาวคื อ ชั่ ว โมงการทํ า งานจะอยู
ระหวาง 48-70 ชั่วโมงตออาทิตย (รวมโอที) สําหรับแรงงาน
นอกระบบ ชั่วโมงการทํางานอาจจะยาวถึง 70-80 ชั่วโมงตอ
อาทิตย ... ทั้งนี้เปนเพราะวานายจางจะหลีกเลี่ยงการพัฒนา
เทคโนโลยีและทักษะแรงงาน เพราะสามารถหาแรงงานราคา
ถูกมาปอนการผลิตอยางไมขาดสาย ขณะที่คนงานเมื่อไดรับ
การจายคาจางต่ำ ก็จะพยายามหาโรงงานที่มีโอทีทํา มีการ
เขาออกจากงานสูง ทําใหนายจางไมลงทุนพัฒนาทักษะหรือ
คุณภาพแรงงาน แตการทํางานที่ยาวนานในแตละวัน ยอมสง
ผลกระทบตอสุขภาพของคนงานโดยตรง...
2. นักลงทุนยังคงมีความเชื่อวาประเทศไทยมีแรงงาน
ราคาถูกอยางไมขาดสาย (ถาแรงงานไทยขาดแคลนก็ยังมี
แรงงานตางชาติ “ดอยสิทธิ” มาทดแทน) การผลิตจึงมุงเนน
การใชเทคโนโลยีต่ำ เชน เครื่องจักรที่ลาสมัย ซึ่งสงผลกระทบ
ตอความปลอดภัยในการทํางาน เชน การเกิดอุบัติเหตุในการ
ทํางานบอยครั้ง มลพิษทางอากาศและเสียง ฯลฯ
3. ภายใตกระแสโลกาภิวัตน ไทยถูกกดดันจากการ
แขงขันโดยเฉพาะประเทศอุตสาหกรรมใหมที่มีตนทุนแรงงาน
ต่ำกวาในอุตสาหกรรมดั้งเดิม เชน สิ่งทอและเสื้อผาสําเร็จรูป
มี ก ารนํ า กลยุ ท ธการลดตนทุ น (cut-cost) มาใชอยาง
แพรหลาย โดยเฉพาะระบบการจางงานและคาจางยืดหยุน
เชน เหมาคาแรงและระบบรั บ ชวงการผลิ ต ทํ า ใหระบบ

142 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 142 1/1/70 7:39:33 AM


แรงงานสัมพันธถูกทําใหเปนนอกระบบ (informalisation)
กลาวคือ ทําใหเกิดแรงงานในและนอกระบบ แรงงานที่ไดรับ
การคุมครองและขาดการคุมครอง แรงงานที่จัดตั้งและไรการ
จัดตั้ง
ดั ง นั้ น การพั ฒ นาที่ มี แ นวโนมเชนนี้ จะทํ า ใหคน
ทํางานสวนใหญหลุดออกจากกฎหมายคุมครองแรงงานและ
การคุมครองทางสังคม เชน ระบบสวัสดิการโดยรัฐ และการ
คุมครองสุขภาพความปลอดภัยในการทํางาน
...เมื่อพิจารณาสุขภาพ และความปลอดภัยในการ
ทํางาน กลาวไดวา สังคมไทยเปน “สังคมเสี่ยงภัย” และเปน
วิ ก ฤตเชิ ง โครงสรางของระบบทุ น นิ ย มและความสั ม พั น ธ
เชิงอํานาจ ดังจะเห็นไดจากขอมูลวา ในแตละปมีผูประสบ
อันตรายจากการทํางานประมาณ 200,000 คน ในจํานวนนี้มี
คนงานเสี ย ชี วิ ต 600-800 คน หรื อ ประมาณ 3 คนตอวั น
นั บ ตั้ ง แตป พ.ศ. 2528 เปนตนมา ชวงที่ มี ก ารเรงรั ด การ
พัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อการสงออกและการเจริญเติบโตทาง
เศรษฐกิจ ปญหาสุขภาพและความปลอดภัยในการทํางาน
กลับทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ดังจะเห็นไดวาชวงระหวางป พ.ศ.
2533-2539 อั ต ราเติ บ โตทางเศรษฐกิ จ อยู ระหวาง 7-8
เปอรเซ็ น ต แตอั ต ราการประสบอั น ตรายในชวงระยะเวลา
เดียวกันนี้เปน 21.9 เปอรเซ็นต หรือสามเทาของอัตราการ
เติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งหมายถึงการบานปลายของคารักษา
พยาบาล

ปญหาของแรงงานไทยที่ รศ.ดร.วรวิทย เจริญเลิศ สรุปอยาง


รวบรัดชัดเจนดังกลาวขางตน สะทอนใหเห็นวา ที่ผานมาเอฟดีไออาจ
ไมไดสงผลดีตอผูใชแรงงานเทากับที่หลายคนเชื่อ ผูไดรับประโยชนจาก

สฤณี อาชวานันทกุล :: 143

HOT ROUND&CROWDED.indd 143 1/1/70 7:39:33 AM


เอฟดี ไ อคื อ นั ก ลงทุ น ตางชาติ แ ละกลุ มทุ น ในประเทศที่ จั บ มื อ เปน
พันธมิตรกัน และอาจรวมถึงผูบริโภคในประเทศ ในกรณีทกี่ ารลงทุนนัน้
ทําไปเพื่อขายสินคาและบริการใหกับคนในประเทศเปนหลัก ไมใชเพื่อ
การสงออก อาทิ การรุ ก ขยายธุ ร กิ จ คาปลี ก ของไฮเปอรมารเก็ ต
ขนาดใหญ (โลตั ส คารฟู ร ฯลฯ) แตทั้ ง นี้ เ ราก็ ค วรสั ง เกตดวยวา
ในขณะที่ผูบริโภคชาวไทยไดรับประโยชนจากการไดซื้อของราคาถูก
เจาของ “โชหวย” จํ า นวนมหาศาล (ซึ่ ง เปนสวนสํ า คั ญ ของภาค
เอสเอ็มอี) ก็ตองลมหายตายจากไป เนื่องจากไมสามารถแขงขันดาน
ราคากับไฮเปอรมารเก็ตได

เกร็ ด นารู เรื่ อ งหนึ่ ง ที่ ค นไมคอยรู คื อ ฝรั่ ง เศส บานเกิ ด ของ
คารฟู ร ซึ่ ง เปนไฮเปอรมารเก็ ต แหงแรกของโลก มี ก ฎหมายจํ า กั ด
จํ า นวนไฮเปอรมารเก็ ต ที่ อ นุ ญ าตใหเปดทั้ ง ประเทศ และกฎหมาย
หามขายในราคาต่ำกวาทุน (ซึ่งเปนกลยุทธที่ไฮเปอรมารเก็ตชอบใช
และใชไดเปนระยะๆ เพราะมีทุนหนากวาโชหวย และมีอํานาจการ
ตอรองกับซัพพลายเออรสูงมาก) ประเทศอื่นอีกหลายประเทศในทวีป
ยุโรป เชน สเปน เยอรมนี และไอรแลนด ก็มีกฎหมายนี้เชนเดียวกัน
นอกจากนี้ รัฐบาลทองถิ่นในหลายประเทศยังกําหนดพื้นที่ หามไมให
ไฮเปอรมารเก็ตเปดสาขาในเขตเมืองที่มีประชากรหนาแนน ใหเปด
ไดแตในเขตชานเมือง เพื่อพยายามหา “จุดสมดุล” ที่ประนีประนอม
ระหวางผลประโยชนของรานโชหวยทองถิ่ น กั บ ผลประโยชนของ
ผูบริโภค
ปญหาหนึ่งของเอฟดีไอในประเทศที่รัฐขาดการกํากับดูแลหรือ
ไมวางกฎเกณฑอยางเพียงพอ คือแนวโนมที่จะนําไปสูภาวะ “ปลาใหญ
กินปลาเล็ก” จนกระทั่งตลาดถูกครอบงําโดยผูเลนนอยราย (oligopoly)
ซึ่งเปนภาวะที่ผลประโยชนกระจุกตัวอยูในมือของนักธุรกิจไมกี่กลุม
แทนทีจ่ ะกระจายสูมือนักธุรกิจและผูบริโภคจํานวนมากอยางทีค่ วรจะเปน

144 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 144 1/1/70 7:39:33 AM


ประสบการณการพัฒนาของหลายประเทศสอนเราวา ไมมี
ประเทศใดในโลกที่สรางเศรษฐกิจภายในประเทศใหเขมแข็งดวยการ
พึ่งพิงเอฟดีไอเปนหลัก ถึงแมวาเอฟดีไออาจจําเปนสําหรับการสราง
แรงกระตุ นในระยะแรก แตรั ฐ บาลก็ จ ะตองสรางกติ ก าเงื่ อ นไขและ
ติดตามดูแลนักลงทุนตางชาติ เพื่อใหมั่นใจไดวา “ขอดี” ทั้งหลายของ
เอฟดีไอที่จําเปนตอการพัฒนาอยางยั่งยืน ไมวาจะเปนการถายทอด
เทคโนโลยีหรือการยกระดับทักษะของบุคลากรในประเทศ จะเกิดขึ้น
อยางแทจริง การสราง “บรรยากาศนาลงทุน” นั้นตองไมไดหมายถึง
การเปดประเทศแบบ “อาซา” ไรเงื่ อ นไข เปดโอกาสใหนั ก ลงทุ น
ตางชาติเขามาตักตวงผลประโยชนไปฝายเดียวโดยที่คนสวนใหญใน
ประเทศไมไดอะไร มิหนําซ้ำยังอาจตกเปนฝายเสียเปรียบมากกวาเดิม
ถึงเวลาแลวที่รัฐบาลไทยจะสงเสริมใหภาคธุรกิจเพิ่มขีดความ
สามารถในการแขงขันอยางยั่งยืน เลิกทําธุรกิจแบบมักงายที่เอาเปรียบ
คนจนดวยการกดคาแรง ดําเนินนโยบายกระตุนการลงทุนระยะยาว
เชน มอบสวนลดภาษีใหกับผูผลิตทีใ่ ชเงินลงทุนดานการพัฒนาบุคลากร
และการคนควาวิ จั ย ในระดั บ ที่ มี นั ย สํ า คั ญ (เชน รอยละ 10 ของ
คาใชจายทั้งหมดในแตละป)
นอกจากนี้ รัฐควรมุงสรางสภาพแวดลอมทางธุรกิจที่ดีใหกับ
บริษัททุกประเภท ไมใชสนใจแตเฉพาะเอฟดีไอกับภาคสงออก ธุรกิจ
อื่นที่เปนหัวใจของเศรษฐกิจภายในประเทศโดยเฉพาะกลุมเอสเอ็มอี
กลับถูกละเลย ซึ่งการจะสรางสภาพแวดลอมที่ดีนั้น ตองอาศัยการ
ปรั บ ปรุ ง ระบบโลจิ ส ติ ก สในประเทศ และปราบปรามการทุ จ ริ ต
คอรรัปชั่นในระบบราชการอยางจริงจัง เพราะนักธุรกิจทุกคนรูดีวา
คาใชจายในการขนสงสิ น คา และเงิ น “ใตโตะ” ที่ ต องจายใหกั บ
ขาราชการหลายระดับและนักการเมืองนั้น เปนตนทุนที่สูงขนาดไหน
นอกจากนี้ การสงเสริมธุรกิจรวมลงทุน (venture capital) อยางจริงจัง
ก็จะชวยใหเอสเอ็มอีสามารถเขาถึงแหลงเงินทุนและที่ปรึกษาทางธุรกิจ

สฤณี อาชวานันทกุล :: 145

HOT ROUND&CROWDED.indd 145 1/1/70 7:39:34 AM


ไดอยางงายดายกวาเดิม ในขณะเดียวกัน รัฐก็ควรดูแลแรงงานไมใหถูก
นายจางเอารัดเอาเปรียบ และเลิกจัดการกับแรงงานพมาแบบ “ปากวา
ตาขยิบ” เสียที
มีเพียงการลงทุนระยะยาวที่มองการณไกลและใชเวลานาน
กวาจะเห็นผลแบบนี้เทานั้น ที่จะทําใหการพัฒนาอยางยั่งยืนเกิดขึ้นได
อยางแทจริงในยุคโลกาภิวัตน.

ตีพิมพครั้งแรกใน หนังสือพิมพ ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2551


และ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2551

146 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 146 1/1/70 7:39:34 AM


HOT ROUND&CROWDED.indd 147 1/1/70 7:39:35 AM
ความขัดแยงทางการเมือง และประชาธิปไตยที่ยั่งยืน

148 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 148 1/1/70 7:39:35 AM


หลังจากที่เขียนเรื่อง “การพัฒนาอยางยั่งยืน” ติดกันมาหลายตอน
ผูเขียนก็ขอ “บน” เรื่องการเมืองกับเขาบาง ไมใชเพื่อใหทันสมัย แต
เพื่อระบายความอัดอั้นตันใจที่สะสมมานานหลายเดือน แมจะพยายาม
ไมรั บ รู อะไรเลยก็ ไ มสํ า เร็ จ เพราะสื่ อ ยุ ค โลกาภิ วั ต นนํ า เสนอขาว
ทุกชองทางอยางรวดเร็วปานสายฟาแลบ
(วันนี้ผูเขียนมาบนอยางเดียว ไมมีใครจางใหชิมอะไร แถมยัง
ไมใชนายกรั ฐ มนตรี จึ ง ไมตองตี ค วามใหปวดหั ว วา “ลู ก จาง” กั บ
“รับจาง” แตกตางกันอยางไร)
อยางไรก็ตาม ถึงแมวาในตอนนี้ผูเขียนจะเขียนเรื่องการเมือง
ก็คงจะไมออกนอกประเด็น “การพัฒนาอยางยั่งยืน” ไปมากนัก เพราะ
ในยุ ค โลกาภิ วั ต นที่ ผู มี อํ า นาจทางเศรษฐกิ จ มั ก จะมี อํ า นาจครอบงํ า
รั ฐ บาลหรื อ กํ า หนดนโยบาย การมี ร ะบอบประชาธิ ป ไตยที่ “ยั่ ง ยื น ”
พอสมควรนั้น นาจะเปนเงื่อนไขที่จําเปนตอการสรางและการดําเนิน
นโยบาย “การพัฒนาอยางยั่งยืน” ระดับประเทศ
เพราะโดยนิยาม นโยบายพัฒนาที่ดําเนินดวยความมุงหมาย
วาจะให “ยั่งยืน” ตองใชเวลานานหลายปหรือหลายทศวรรษกวาจะ

สฤณี อาชวานันทกุล :: 149

HOT ROUND&CROWDED.indd 149 1/1/70 7:39:35 AM


พิ สู จ นไดวายั่ ง ยื น จริ ง หรื อ ไม ดั ง นั้ น ถารั ฐ บาลไมมี เ สถี ย รภาพ
กฎหมายสู ง สุ ด อยางรั ฐ ธรรมนู ญ ถู ก แกอยู เนื อ งๆ ในทางที่ ทํ า ให
นั ก กฎหมายไมแนใจวาประเทศยั ง อยากเปนประชาธิ ป ไตยหรื อ ไม
ประชาชนใจรอนกลุ มหนึ่ ง เรี ย กรองใหทหารออกมา “ลางไพ” ใหม
ทุ ก ครั้ ง ที่ ค นซึ่ ง ตนเชื่ อ วาโกงไดรั บ เลื อ กตั้ ง โดยไมรอใหศาลตั ด สิ น
สถานการณเชนนี้ก็ยากที่รัฐบาลจะบริหารประเทศแบบ “มองการณ
ไกล” ได
อยางนอยที่สุด “ประชาธิปไตยที่ยั่งยืน” ควรหมายถึงภาวะที่
รัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้งสามารถทํางานไดอยางมีประสิทธิภาพ
ความขัดแยงทางการเมืองนั้นไมใชตองถึงขนาด “ไมมี” เลย เพราะคน
หลายกลุมยอมขัดแยงกันเปนธรรมดาอยูแลว แตในประชาธิปไตยที่
ยั่งยืน รัฐบาลไมควรเผชิญกับความเสี่ยงที่จะถูกถอดถอนทั้งชุดโดย
ผูประทวงหลักหมื่นคนที่ไมมีเหตุผล “ใหญ” พอที่จะถอดถอน เพราะถา
ผูประทวงมีเหตุผลไมเพียงพอ แตสามารถกดดันจนรัฐบาลที่มาจากการ
เลือกตั้งออกจากตําแหนงได ระบอบการปกครองก็อาจไมใชประชา-
ธิปไตย เรียกวาระบอบที่ปกครองโดยม็อบ หรือ “mob rule” อาจจะ
ถูกตองกวา
ขณะเดียวกัน ในประเทศที่ประชาธิปไตยยั่งยืน องคกรและ
สถาบั น ที่ ทํ า หนาที่ ต รวจสอบหรื อ ถวงดุ ล ก็ ต องสามารถทํ า งานของ
ตัวเองไดอยางมีประสิทธิภาพและไมถูกนักการเมืองแทรกแซงอยาง
งายดายดวย เพื่ อ ไมใหประชาชนตองหมดหวั ง ในกลไกตรวจสอบ
จนออกมาเดินขบวนประทวงอยางที่แลวๆ มา ถามีเหตุอันควรสงสัย
วาใครในรัฐบาลคอรรัปชั่น รัฐบาลก็ตองยอมรับการตรวจสอบจากพรรค
ฝายคานและองคกรอิ ส ระตางๆ สวนสถาบั น อื่ น ๆ เชน ศาลสถิ ต
ยุ ติ ธ รรม รั ฐ สภา และวุ ฒิ ส ภา ก็ ค วรทํ า หนาที่ ข องตนตามขอบเขต
รัฐธรรมนูญ ไมออกมากาวกายแทรกแซงการทํางานของรัฐบาล หรือ
“หาเรื่อง” จับผิดหยุมหยิมเพื่อเลนงานนักการเมืองบางคนจนทําให

150 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 150 1/1/70 7:39:36 AM


รัฐบาลทํางานแทบไมได และอีกหนอยก็จะไมมีใครที่มีความสามารถ
อยากมาเลนการเมื อ ง เพราะแคถื อ “หุ นสั ม ปทาน” มู ล คาไมถึ ง
หมื่นบาท ก็สุมเสี่ยงตอการถูกถอดถอนออกจากตําแหนงแลว
(วากันตามจริง ผูเขียนคิดวาประเทศไทยมีกฎหมายหลาย
ฉบับที่เครงครัดเกินไปจนไมควรออกมาเปนกฎหมาย หรือไมก็เนนไป
“ผิ ด ที่ ” เสี ย จนแทบไรประสิ ท ธิ ผ ลในทางปฏิ บั ติ เชน ไปเนนที่ ก าร
ออกแบบกระบวนการทีจ่ ะเฟนหาแต “คนดี” มารับใชบานเมือง ราวกับวา
ประเทศไทยเปนประเทศวิเศษที่มี “คนดี” มากกวาประเทศอื่นๆ แทนที่
จะใหความสําคัญกับการออกแบบกระบวนการตรวจสอบและบังคับ
ความรั บ ผิ ด [accountability] ที่ เ พิ่ ม “ตนทุ น ” ใหกั บ “คนเลว”
จนไมกลาทําเลวเมื่อรับตําแหนงบริหาร หรือไมถาทําแลวก็จับตัวมา
ลงโทษในศาลได)
แตในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ไมควรทําทุกวิถีทางเพื่อหลบเลี่ยง
การตรวจสอบหรือแทรกแซงการทํางานของขาราชการอยางโจงครึ่ม
จนชัดเจนวามีวาระซอนเรนทางการเมือง ไมไดตั้งใจจะทํางานอยาง
โปรงใสและยึดประโยชนของประชาชนเปนที่ตั้งอยางแทจริง
ผูเขียนเชื่อวา กอนที่ระบอบประชาธิปไตยจะหยั่งรากแกวและ
ดํ า เนิ น อยางยั่ ง ยื น ไดจริ ง ประชาชนสวนใหญจะตองตระหนั ก วา
เผด็จการในคราบประชาธิปไตยเปนอันตรายตอประชาธิปไตยพอๆ กับ
เผด็จการซึ่งๆ หนา ตระหนักวากลไกการเลือกตั้งสําคัญพอๆ กับกลไก
การตรวจสอบและถวงดุล เคารพในบทบาทหนาที่ของสถาบันตางๆ
รวมทั้ ง การเมื อ งภาคประชาชนตามหลั ก ประชาธิ ป ไตยที่ พิ สู จ น
ใหเห็ น แลวในประเทศพั ฒ นาแลวหลายประเทศ วาใชการไดจริ ง
ถึงแมวาบริบททางวัฒนธรรมและสังคมของแตละประเทศจะแตกตางกัน
อยางมากมายมหาศาล
ไมใชพยายามแกปญหาผิดที่ผิดทาง ผิดสถาบัน วุนวายจน
ไมเหลือหลักการใดๆ อีกตอไป เชน พยายามแกปญหาหลังเลือกตั้ง

สฤณี อาชวานันทกุล :: 151

HOT ROUND&CROWDED.indd 151 1/1/70 7:39:36 AM


(อาทิ มี นั ก การเมื อ ง “ขี้ โ กง” เขาสภา) ดวยการแกรั ฐ ธรรมนู ญ ให
ประชาชนมี สิ ท ธิ เ ลื อ กผู แทนฯ นอยกวาเดิ ม (แตถาฝาย “ขี้ โ กง”
พยายามแกรัฐธรรมนูญเพื่อ “ฟอกโกง” ใหตัวเอง ก็ตองสรุปวาไมมีใคร
ดีกวากัน)
ตราบใดที่แกปญหาไมตรงจุด ไมตรงประเด็น ประชาธิปไตย
ก็ ไ มมี วั น จะยั่ ง ยื น เพราะความขั ด แยงและอคติ ที่ ทํ า ใหการเมื อ ง
ไรเสถียรภาพก็จะดํารงอยูตอไป
ขณะที่เขียนอยูนี้ (กรกฎาคม พ.ศ. 2551) รอบใหมของความ
ขัดแยงทางการเมืองในไทยกําลังปะทุขึ้น คือเรื่องเกี่ยวกับอธิปไตยไทย
และเขาพระวิ ห าร หนึ่ ง ใน “ธง” คลาสสิ ก สามผื น คื อ ชาติ ศาสน
กษัตริย ที่ไมวาจะหยิบมา “เลน” เมื่อใด ก็จุดกระแส “ติด” เมื่อนั้น
เพราะเปนองคประกอบของมโนทัศนชาตินิยม “แบบไทยๆ” ทํานอง
“เชื่อผูนํา ชาติพนภัย” ที่ครอบงําสังคมไทยอยางแนนหนาตั้งแตกอนที่
จอมพล ป. พิบูลสงคราม จะเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” เปน “ไทย”
ดวยซ้ำไป (ทานใดที่สนใจอานบทความที่สรุปความเปนมา และ “วิกฤต
อัตลักษณไทย” ที่เกิดจากมโนทัศนแบบนี้ไดอยางดีเยี่ยม ผูเขียนขอ
แนะนําบทความเรื่อง “การสรางความเปนไทยกระแสหลัก และ ‘ความ
จริง’ ที่ ‘ความเปนไทย’ สราง” โดย รศ.สายชล สัตยานุรักษ ซึ่งสามารถ
ดาวนโหลดไดจากหนา “downloads” ในบล็อกสวนตัวของผูเขียน)
ผูเขียนยังคงเชื่อเหมือนกับตอนที่เขียนในคอลัมนนี้เมื่อเดือน
ที่แลววา ความขัดแยงทางการเมืองรอบนี้ไมมีทางจะ “สงบ” ลงไดอยาง
ยั่ ง ยื น เพราะดู เ หมื อ นวาคนไทยสวนใหญไดแตกออกเปนสามฝาย
ไปแลวเรียบรอย คือฝายที่สนับสนุนอดีตนายกฯ ทักษิณและพรรคพลัง
ประชาชนอยางสุดลิ่มทิ่มประตู ฝายตอตานที่นําโดยพันธมิตรประชาชน
เพือ่ ประชาธิปไตย ทีก่ ค็ านอยางสุดลิม่ ทิม่ ประตูเหมือนกัน และฝายทีอ่ ยู
ตรงกลางซึ่งตัดสินใจ “ไมเลือกขาง” ดวยเหตุผลที่หลากหลาย นับตั้งแต
อาการ “เบื่อการเมือง” ไปจนถึงคนจํานวนไมนอยที่ไมอยากเลือกขาง

152 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 152 1/1/70 7:39:37 AM


เพราะดู “ไมเขาทา” ทั้งสองขาง ไมอยากตกเปน “เครื่องมือ” ของใคร
เห็นดวยกับจุดยืนของขางใดขางหนึ่งแตไมชอบวิธีการ หรือไมก็รูสึก
ทอแทที่ เ ห็ น คนทุ มเถี ย งกั น ดวยอารมณ อคติ และความมั ก งาย
มากกวาจะยึดมั่นในเหตุผล หลักการ หรือขอมูลหลักฐานที่พิสูจนได
แถมยังเถียงกันแบบ “เหมารวม” ทุกประเด็นวา “ดี 100 เปอรเซ็นต”
หรือ “เลว 100 เปอรเซ็นต” โดยไมใชวิจารณญาณแยกแยะอีกตอไป
ความขัดแยงทางการเมืองรอบนี้ ใชวาจะไมมีอะไรดีเลย อยาง
นอยมันก็จุดประกายใหประชาชนจํานวนไมนอยหันมาสนใจการเมือง
มากขึ้ น แทนที่ จ ะสนใจเฉพาะชวงฤดู เ ลื อ กตั้ ง ผู เขี ย นคิ ด วาความ
ขัดแยงทุกเรื่องที่เปน “ประเด็นสาธารณะ” ลวนเปน “กระบวนการ
เรียนรู” ที่เปนประโยชนตอทุกคนทุกฝายโดยอัตโนมัติ เพราะอยางนอย
ก็ทําใหคนหันมามอง “เรื่องสวนรวม” กันบาง แทนที่จะคิดแตเรื่อง
สวนตัวตามปกติวิถีของยุคปจเจกนิยม (ถึงแมวาคนจํานวนมากดูจะยัง
“สายตาสั้น” เกินกวาที่จะมองเห็น “ปญหาเชิงโครงสราง” ของสังคม
ไทยที่ทับถมหมักหมมมานานหลายทศวรรษ ทําใหประชาชนสวนใหญ
รูสึกวา “เสียง” ของพวกเขาไมเคยมีความหมาย และดังนั้นจึงไมนา
แปลกใจที่ ห ลายคนจะใหการสนั บ สนุ น พรรคไทยรั ก ไทยและพรรค
พลังประชาชน เพราะอยางนอยก็มองเห็นความเดือดรอนของพวกเขา
ถึงแมบางคนอาจมองวาทั้งสองพรรคนี้ทําใหประชาชน “เสีย” มากกวา
“ได” ในระยะยาว เพราะทําให “เสพติด” มาตรการประชานิยมตางๆ
จนไมคิ ด ที่ จ ะพึ่ ง พาตนเอง และไมสนใจวาใครจะคอรรั ป ชั่ น หรื อ ไม
เพียงใด)
ดังนั้น คําถามที่ผูเขียนคิดวาสําคัญมาก จึงไมใชคําถามที่วา
ความขัดแยงครั้งนี้จะทําใหภาคประชาชนไดเรียนรูหรือเปลา หากเปน
คําถามวา ความขัดแยงครั้งนี้นาจะทําใหระบอบประชาธิปไตยของไทย
ได “หยั่งราก” หรือ “ยั่งยืน” กวาคอนศตวรรษที่แลวมาหรือไม

สฤณี อาชวานันทกุล :: 153

HOT ROUND&CROWDED.indd 153 1/1/70 7:39:37 AM


ผูเขียนเองไมมีความรู ประสบการณ หรือสติปญญาพอที่จะ
ตอบคําถามนี้ได แตคิดวาปจจัยทั้งหลายที่กลาวมาขางตน นาจะบงชี้
ทิศทางไดบางไมมากก็นอย
ในสังคมที่แทบจะไมเหลือ “พื้นที่ตรงกลาง” อีกตอไป (สาเหตุ
สวนหนึ่งเปนเพราะสื่อสวนใหญดูจะชอบตัดตอตัดตอนและโยนทุกเรื่อง
ใหเขาประเด็น “ความขัดแยง” เพื่อให “ขายขาว” งาย ทําใหคนที่
ไมเลือกขาง ซึ่งพยายามยืนอยูตรงกลาง กลายเปนคนไรตัวตนในพื้นที่
สื่ อ เลยยิ่ ง ทํ า ใหคนเสพสื่ อ มองไมเห็ น พื้ น ที่ ต รงกลางเขาไปใหญ)
อารมณ อวิชชา และอคติ กําลังมีชัยเหนือเหตุผล ผูเขียนไดแตทําตา
ปริบๆ ดูความขัดแยงรอบนี้อยางไมสบายใจ เศราใจที่ปญญาชนและ
นักวิชาการชื่อดังหลายทานตัดสินใจ “เลือกขาง” แบบไมประกาศให
ใครรู แตใชตรรกะแบบเนียนๆ บิดเบือนขอมูล พูดความจริงครึ่งเดียว
หรือใชวาทศิลปหวานลอมใหคนเชื่อวา ควรจะ “เลือกขาง” ดวย และ
“ขาง” ของตัวเองเทานั้นที่เปนฝายธรรมะ
ดูไปดูมาผูเขียนก็ชักจะสงสัยวา ระหวาง “อันธพาลนอกสภา”
กับ “อันธพาลในสภา” นั้น ใครดีใครเลวกวากันแนหนอ
ในหวงยามที่ “ตุลาการภิวัตน” กําลังเปนที่โจษจันในสังคมไทย
มากกวาโลกาภิวัตน ผูเขียนขอทิ้งทายดวยวาทะอมตะของอีเลนอร
รูสเวลต (Eleanor Roosevelt) กอนจะกลับเขาสูประเด็น “การพัฒนา
อยางยั่งยืน” ในคราวตอไป

“Justice cannot be for one side alone, but must be for


both.” (“ความยุติธรรมจะตองไมบังเกิดแกคูกรณีฝายเดียว
แตจะตองยุติธรรมสําหรับทั้งสองฝาย”)

ตีพิมพครั้งแรกใน หนังสือพิมพ ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

154 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 154 1/1/70 7:39:38 AM


HOT ROUND&CROWDED.indd 155 1/1/70 7:39:38 AM
ปญหาเชิงโครงสรางที่เปนอุปสรรคตอ
“การพัฒนาอยางยั่งยืน” ในไทย

156 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 156 1/1/70 7:39:38 AM


ตามกรอบคิดระดับสากลในปจจุบัน กอนที่โครงการพัฒนาใดจะเขาขาย
“การพัฒนาอยางยั่งยืน” ได โครงการดังกลาวจะตองมีลักษณะสําคัญ
สามสวน ไดแก 1) การคํานึงถึงความเทาเทียมกัน (equity) และความ
ยุติธรรม (fairness) ของผูมีสวนไดเสียทุกฝาย 2) การมีมุมมองระยะ
ยาว (long-term view) ภายใตหลักความรอบคอบ (precautionary
principle) และ 3) การคิดอยางเปนระบบ (systems thinking) ซึ่งตั้ง
อยูบนความเขาใจในความเชื่อมโยงระหวางสิ่งแวดลอม เศรษฐกิจ และ
สังคม
ในระดับหนึ่ง แนวคิด “การพัฒนาอยางยั่งยืน” ไดรับการกลาว
อางในกฎหมายสูงสุดของประเทศคือรัฐธรรมนูญ ตั้งแตฉบับป พ.ศ.
2540 โดยในรัฐธรรมนูญลาสุดคือฉบับป พ.ศ. 2550 ภายใตหัวขอ
“สิทธิชมุ ชน” มาตรา 66 และ 67 มีใจความดังตอไปนี้

มาตรา 66 บุ ค คลซึ่ ง รวมกั น เปนชุ ม ชน ชุ ม ชน


ทองถิ่ น หรื อ ชุ ม ชนทองถิ่ น ดั้ ง เดิ ม ยอมมี สิ ท ธิ อ นุ รั ก ษหรื อ
ฟนฟูจารีตประเพณี ภูมิปญญาทองถิ่น ศิลปวัฒนธรรมอันดี

สฤณี อาชวานันทกุล :: 157

HOT ROUND&CROWDED.indd 157 1/1/70 7:39:39 AM


ของทองถิ่นและของชาติ และมีสวนรวมในการจัดการ การ
บํ า รุ ง รั ก ษา และการใชประโยชนจากทรั พ ยากรธรรมชาติ
สิ่งแวดลอม รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพอยางสมดุล
และยั่งยืน
มาตรา 67 สิ ท ธิ ข องบุ ค คลที่ จ ะมี ส วนรวมกั บ รั ฐ
และชุมชนในการอนุรักษ การบํารุงรักษา และการไดประโยชน
จากทรั พ ยากรธรรมชาติ แ ละความหลากหลายทางชี ว ภาพ
และในการคุมครอง สงเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดลอม
เพื่ อ ใหดํ า รงชี พ อยู ไดอยางปกติ แ ละตอเนื่ อ งในสิ่ ง แวดลอม
ที่จะไมกอใหเกิดอันตรายตอสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ หรือ
คุ ณ ภาพชี วิ ต ของตน ยอมไดรั บ ความคุ มครองตามความ
เหมาะสม
การดํ า เนิ น โครงการหรื อ กิ จ กรรมที่ อ าจกอใหเกิ ด
ผลกระทบตอชุ ม ชนอยางรุ น แรง ทั้ ง ทางดานคุ ณ ภาพ
สิ่งแวดลอม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ จะกระทํามิได
เวนแตจะไดศึ ก ษาและประเมิ น ผลกระทบตอคุ ณ ภาพ
สิ่งแวดลอมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดใหมี
กระบวนการรั บ ฟงความคิ ด เห็ น ของประชาชนและผู มี ส วน
ไดเสียกอน...
สิทธิของชุมชนที่จะฟองหนวยราชการ หนวยงานของ
รัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการสวนทองถิ่น หรือองคกรอื่นของรัฐ
ทีเ่ ปนนิตบิ คุ คล เพือ่ ใหปฏิบตั หิ นาทีต่ ามบทบัญญัตนิ ี้ ยอมไดรับ
ความคุมครอง

เปนเรื่องนาเศราที่บทบัญญัติตามกฎหมายดังกลาวยังไมเอื้อ
ใหชาวบานมี “สวนรวม” ในการบริหารจัดการทรัพยากรในพื้นที่ของ
พวกเขาอยางแทจริง เนื่องจากบทบัญญัติกําหนดใหผูดําเนินโครงการ

158 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 158 1/1/70 7:39:39 AM


จัดเพียง “กระบวนการรับฟงความคิดเห็น” เทานั้น ไมใช “กระบวน-
การทํ า ประชามติ ” ที่ ป ระชาชนมี สิ ท ธิ อ อกเสี ย งจริ ง ๆ ในกลไก
“ประชาธิปไตยทางตรง” เหมือนอยางในประเทศพัฒนาแลว ดังนั้น
สิทธิที่ชาวบานมีจริงๆ ตามรัฐธรรมนูญ คือการ “ฟอง” หนวยราชการ
หรื อ หนวยงานของรั ฐ เมื่ อ เกิ ด ความเสี ย หายขึ้ น แลวอยางชั ด เจน
และ “สิทธิชุมชน” ถูกละเมิดแลวเทานั้น
ประเด็ น หนึ่ ง ที่ ผู เขี ย นคิ ด วานาสั ง เกตและสะทอนความ
“ลาสมัย” ของกฎหมาย ที่ตามไมทันแนวคิดเรื่อง “การพัฒนาอยาง
ยั่งยืน” ระดับสากลตามที่สรุปในหลักการสามขอหลักขางตน คือการที่
บทบัญญัติเกี่ยวกับ “สิทธิชุมชน” ในรัฐธรรมนูญ ยังไมกําหนดใหผู
ดําเนินโครงการเปนผูแบกรับภาระในการออกแบบและดําเนินมาตรการ
เยียวยา ฟนฟู และชดเชยความเสียหายหรือความเสื่อมโทรมที่เกิดขึ้น
จากโครงการดังกลาว
การกําหนดมาตรการเยียวยา ฟนฟู และชดเชย เปนเพียง
สวนหนึ่งของ “รายงานการวิเคราะหผลกระทบสิ่งแวดลอม” (Environ-
mental Impact Assessment หรืออีไอเอ) ซึ่งที่ผานมาในประเทศไทย
ก็เปนทีค่ รหาบอยครัง้ วาไมโปรงใส ไมเปนกลาง และ “เขาขาง” ผูดําเนิน
โครงการ
รากเหงาสํ า คั ญ ของปญหาในการทํ า อี ไ อเอ คื อ แรงจู ง ใจ
บิดเบือนของที่ปรึกษา ซึ่งเกิดจากโครงสรางคาตอบแทนที่บิดเบี้ยว
เพราะบริษัทที่ปรึกษาที่เขียนรายงานอีไอเอนั้น มักจะไดรับเงินคาจาง
จากบริ ษั ท ผู ดํ า เนิ น โครงการ โดยไดรั บ คาจางกอนใหญในลั ก ษณะ
“success fee” เมื่ อ อี ไ อเอฉบั บ นั้ น ไดรั บ การอนุ มั ติ ดั ง นั้ น บริ ษั ท
ที่ปรึกษาจึงมีแนวโนมที่จะประเมินผลเสียจากโครงการต่ำกวาความ
เปนจริง เพื่อเพิ่มโอกาสใหอีไอเอผาน จะไดรับ success fee ได
นอกจากปญหาอีไอเอบิดเบี้ยวจากแรงจูงใจบิดเบือนดังกลาว
ขางตน ประเทศไทยยังมี “ปญหาเชิงโครงสราง” อีกหลายประการ

สฤณี อาชวานันทกุล :: 159

HOT ROUND&CROWDED.indd 159 1/1/70 7:39:40 AM


ที่ทําใหชุมชนไมสามารถใช “สิทธิชุมชน” ตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด
ไดอยางแทจริ ง ในดานนี้ ที ม วิ จั ย โครงการ “การสรางองคความรู
เพื่อการปฏิรูปการเมือง” (สนับสนุนโดยสำนักงานสนับสนุนการวิจัย
[สกว.]) ซึ่งประกอบดวย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย รศ.ดร.วรเจตน
ภาคีรัตน ผศ.สิริพรรณ นกสวน วรดุลย ตุลารักษ และอาจารย
ปกปอง จันวิทย ไดสรุปปญหาและขอเสนอในรายงาน ซึ่งอาจารย
ปกปองนํ า มาสรุ ป ลงคอลั ม น “มองซายมองขวา” ในหนั ง สื อ พิ ม พ
ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2550 ผูเขียนจึงขอคัด
มาเผยแพรใหม เพราะขอเสนอของทีมวิจัยนั้น เปนเงื่อนไขที่จําเปนตอ
การดําเนินโครงการพัฒนาที่ “ยั่งยืน” จริงๆ แตสังคมไทยยังไมสนใจ
เรื่องนี้กันเทาที่ควร
(อนึ่ง รายงานดังกลาวใชรัฐธรรมนูญฉบับป พ.ศ. 2540 เปน
ฐานในการทํารายงาน แตสาระสําคัญของประเด็น “สิทธิชุมชน” ใน
รัฐธรรมนูญฉบับป พ.ศ. 2550 ยังไมเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแตเลขที่
มาตราและขยายความเล็กนอยเทานั้น)

สภาพปญหา
รัฐธรรมนูญฉบับป พ.ศ. 2540 มาตรา 56 บัญญัติรับรองสิทธิ
ของบุคคลที่จะมีสวนรวมกับรัฐและชุมชน ในการบํารุงรักษา
และใชประโยชนจากทรั พ ยากรธรรมชาติ แ ละสิ่ ง แวดลอม
และมาตรา 79 กำหนดใหรั ฐ ตองสงเสริ ม และสนั บ สนุ น ให
ประชาชนมีสวนรวมในการสงวน บํารุงรักษา และใชประโยชน
จากทรั พ ยากรธรรมชาติ แ ละความหลากหลายทางชี ว ภาพ
อยางสมดุ ล แตไมไดกํ า หนดกระบวนการมี ส วนรวมของ
ประชาชนอยางเปนรูปธรรม และกฎหมายที่มีอยูเดิมหลาย
ฉบับ ทําใหประชาชนไมสามารถใชสิทธิตามรัฐธรรมนูญได

160 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 160 1/1/70 7:39:40 AM


ขอเสนอ
(1) ควรสรางกระบวนการมีสวนรวมของประชาชนและชุมชน
ในการจัดการและใชประโยชนจากทรัพยากร เชน กําหนดให
ประชาชนในพื้นที่มีสวนรวมประเมินผลกระทบตอสิ่งแวดลอม
และใหมีขอมูลจากหลายฝายเพื่อการตรวจสอบคัดคาน เพื่อให
เปนการประเมินผลที่ไดประโยชนสาธารณะอยางแทจริง มิใช
ใหองคการเอกชนดานสิ่ ง แวดลอมหรื อ สถาบั น อุ ด มศึ ก ษา
เปนผู ประเมิ น ใหความเห็ น ประกอบเพี ย งเทานั้ น อี ก ทั้ ง
องคกรที่ รั บ ผิ ด ชอบการจั ด ทํ า การประเมิ น ผลกระทบตอ
สิ่งแวดลอม ตองเปนองคกรที่มีความเปนอิสระ มิใชใหองคกร
ที่เปนเจาของโครงการเปนผูวาจางใหศึกษา

(2) แกกฎหมายที่ ขั ด ขวางการใชสิ ท ธิ ต ามรั ฐ ธรรมนู ญ ของ


ชาวบานและชุมชนในการจัดการทรัพยากรและหาประโยชน
จากทรั พ ยากร เชน พระราชบั ญ ญั ติ ป าสงวนแหงชาติ
พระราชบั ญ ญั ติ ป าไม พระราชบั ญ ญั ติ ก ารปฏิ รู ป ที่ ดิ น เพื่ อ
การเกษตรกรรม พระราชบัญญัติอุทยานแหงชาติ พระราช-
บัญญัติสงวนและคุมครองสัตวปา เปนตน รวมถึงการริเริ่ม
เสนอกฎหมายที่เกี่ยวของกับการจัดการทรัพยากร ซึ่งเปด
โอกาสใหประชาชนและชุ ม ชนมี ส วนรวม เชน กฎหมาย
ปาชุมชน

ในภาวะที่กฎหมายไทยยังใหอํานาจรัฐมากกวาประชาชน และ
กฎหมายหลายฉบับ เชน กฎหมายปองกันการผูกขาด ยังบังคับใช
ไมไดจริง จึงไมนาแปลกใจเลยวาสภาพปญหาและขอเสนอที่ทีมวิจัย
สรุปไวดังกลาวขางตนนั้น ยังไมไดรับการเหลียวแลจากภาครัฐ และ
คงจะไมไดรับไปอีกนาน

สฤณี อาชวานันทกุล :: 161

HOT ROUND&CROWDED.indd 161 1/1/70 7:39:41 AM


นอกเหนือจากปญหาเชิงโครงสรางดังกลาว การทําอีไอเอของ
ไทยก็ยัง “ลาหลัง” ประเทศพัฒนาแลวอยูมาก โดยเฉพาะเมื่อคํานึงวา
วงวิชาการตางประเทศมีการใชองคความรูใหมๆ จากเศรษฐศาสตร
สิ่งแวดลอม นิเวศวิทยา ฯลฯ เชน การคํานวณ “รอยเทาเชิงนิเวศ”
(ecological footprint) และมู ล คาของความหลากหลายเชิ ง นิ เ วศ
มาประกอบการประเมินผลกระทบจากโครงการพัฒนา ทําใหสามารถ
คํานวณ “ผลตอบแทนสุทธิ” ของโครงการ ที่รวมตนทุนและประโยชน
ดานเศรษฐกิ จ สิ่ ง แวดลอม และสั ง คมไวบนระนาบเดี ย วกั น ไมใช
คํานวณแตผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ทิ้งผลกระทบดานสิ่งแวดลอม
และสังคมไวในภาษาคลุมเครือที่ปราศจากตัวเลขยืนยันอยางชัดเจน
มิ พั ก ตองพู ด วา “องคประกอบ” (composition) ของ
ผลประโยชนทางเศรษฐกิจ นั่นคือ คําตอบของคําถามที่วา “ใครจะไดรับ
ผลประโยชนจากโครงการบาง?” ซึ่งเปนประเด็นที่สําคัญกวาคําถามวา
“ผลประโยชนของโครงการมีมูลคารวมเทาไร?” เพราะถาประโยชนของ
โครงการตกอยูในมือผูผูกขาดหรือกลุมผูผูกขาดรายใหญ ไมวาจะมี
สัญชาติไทยหรือเทศ โดยที่คนไทยสวนใหญแทบไมไดอะไร มิหนําซ้ำ
ชาวบานที่อาศัยอยูในพื้นที่ดําเนินโครงการที่ดอยโอกาสอยูแลวกลับ
ตองลําบากกวาเดิม หรือมีความเสี่ยงที่จะ “ตายผอนสง” สูงขึ้น ก็ยอม
ไมมี ใ ครพู ด ไดวาโครงการนั้ น “ยุ ติ ธ รรม” ตอผู มี ส วนไดเสี ย ทุ ก ฝาย
อั น เปนหนึ่ ง ในหลั ก การที่ สํ า คั ญ ที่ สุ ด ของแนวคิ ด “การพั ฒ นาอยาง
ยั่งยืน” ระดับสากล
นอกจากนี้ การที่กฎหมายกําหนดใหผูเสียหาย ซึ่งมักจะเปน
ชุ ม ชนผู ดอยโอกาสและดอยทุ น ทรั พ ยที่ สุ ด ในบรรดาผู มี ส วนไดเสี ย
ทุกฝาย เปนผูแบกรับภาระฟองรองหนวยงานราชการหรือหนวยงานรัฐ
(แถมยังฟองผูดําเนินโครงการโดยตรงไมไดอีก) ก็ดูจะเปนขอกฎหมาย
ที่ “ไมเปนธรรม” เทาที่ ค วร โดยเฉพาะในเมื่ อ ประเทศไทยยั ง ไมมี
กฎหมาย “ฟองแบบรวมกลุม” (class action) ซึ่งเปนกฎหมายพื้นฐาน

162 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 162 1/1/70 7:39:41 AM


ที่ ช วยใหคนเล็ ก คนนอยในสั ง คมรวมตั ว กั น ฟองบริ ษั ท ใหญๆ ได
เชนตัวอยางในภาพยนตรดังเรื่อง Erin Brockovich และ The Civil
Action ถึ ง แมวาสํ า นั ก งานกํ า กั บ หลั ก ทรั พ ยและตลาดหลั ก ทรั พ ย
(ก.ล.ต.) จะเปนผูยกรางกฎหมายนี้ตั้งแตป พ.ศ. 2549 แตปจจุบันก็ยัง
ไมมีวี่แวววาจะไดเห็น
ที่ผูเขียนเกริ่นเรื่องขีดจํากัดและปญหาของกฎหมายมาเสีย
ยืดยาว ก็เพราะกฎหมายแทบจะเปนเพียงสิ่งเดียวที่ชาวบาน (ซึ่งมักจะ
เปนฝายที่ เ ดื อ ดรอนจากโครงการพั ฒ นาโดยไมไดรั บ การชดใชหรื อ
ชดเชยอยางเปนธรรม) หวังวาจะมอบความเปนธรรมใหกับพวกเขาได
ในประเทศที่ขาราชการมักจะ “รังแก” ชาวบานอยูเนืองๆ และสมาชิก
ชนชั้นกลางในเมืองจํานวนมากยังมองไมเห็น “ดานมืด” ของบริษัท
หลายรายที่กุลีกุจอปรนเปรอพวกเขาดวยสินคาและบริการรอยแปด–
ดานที่ตักตวงทรัพยากรในชนบทไปใชอยางมักงาย และมีพฤติกรรมสอ
วาไมคํานึงถึงความยั่งยืนของอะไรทั้งสิ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม
“สกปรก” อยางโรงถลุงเหล็ก.

ตีพิมพครั้งแรกใน หนังสือพิมพ ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2551

สฤณี อาชวานันทกุล :: 163

HOT ROUND&CROWDED.indd 163 1/1/70 7:39:42 AM


“ประชาธิปไตยที่มีศีลธรรม” และ “ตนทุน” ที่มองไมเห็นของ
คอรรัปชั่น

164 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 164 1/1/70 7:39:42 AM


ผู เขี ย นตองขออภั ย ทานผู อานทุ ก ทานที่ ค อลั ม นนี้ ว างเวนไปกวา
สองเดือน สาเหตุสวนหนึ่งมาจากผูเขียนปวยเปนโรค “เครียดการเมือง”
เชนเดียวกับคนไทยอีกหลายลานคนที่หลีกเลี่ยงโรคนี้ไมคอยจะพน
ในยุคที่คนไทยดวยกันแตกแยกแบงขั้วจนประณามหยามเหยียดคนที่
ไมเห็นดวยกับตัวเองวา “เลว” หรือไมก็ “ไมรักชาติ” ราวกับวามีวิธี
เดียวเทานั้นที่จะแสดงความรักชาติในยามนี้
สังคมไทยกําลังเผชิญกับภาวะอับจนปญญา อคติครอบงํา และ
คับแคบทางความคิดอยางรุนแรงในทุกระดับชั้น สถาบันตางๆ ซึ่งเคย
เปนที่พึ่งพิงในฐานะ “เสาหลัก” ของระบอบประชาธิปไตย ก็ลวนถูก
รุ ม เราดวยสารพั ด ปญหา ทั้ ง จากปจจั ย ภายนอกและภายใน ทํ า ให
สถานการณบานเมืองลอแหลม สุมเสี่ยงที่จะถึงจุดแตกหักกลายเปน
อนาธิปไตยอยางนอยก็ชั่วคราว ดังที่รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค
เคยปราศรั ย กลาวเตื อ นในการประชุ ม สภาผู แทนราษฎรเมื่ อ วั น ที่
7 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 ขณะดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรี:

สฤณี อาชวานันทกุล :: 165

HOT ROUND&CROWDED.indd 165 1/1/70 7:39:43 AM


ระบบประชาธิปไตยนั้น เราหมายถึงประชาธิปไตย
อันมีระเบียบตามกฎหมายและศีลธรรมและความซื่อสัตยสุจริต
ไมใชประชาธิปไตยอันไมมีระเบียบ หรือประชาธิปไตยที่ไร
ศีลธรรม เชน การใชสิทธิเสรีภาพอันมีแตจะกอใหเกิดความ
ปนปวน ความไมสงบเรียบรอย ความเสื่อมศีลธรรม ระบอบ
ชนิดนี้เรียกวาอนาธิปไตย หาใชประชาธิปไตยไม ขอใหระวัง
อยาปนประชาธิปไตยกับอนาธิปไตย

ผู เขี ย นคิ ด วา ปญหาหลั ก ขอหนึ่ ง ที่ ทํ า ใหความขั ด แยงทาง


การเมื อ งครั้ ง นี้ วิ ก ฤตจนประนี ป ระนอมกั น ไมได คื อ การที่ ฝ ายหนึ่ ง
ยึดติดกับคําวา “ประชาธิปไตย” จนไมสนใจ “ศีลธรรมและความซื่อสัตย
สุจริต” ในวาทะของทานปรีดี เชน ไมสนใจคําพิพากษาของศาลในคดี
คอรรัปชั่นตางๆ เพราะปกใจเชื่อไปนานแลววาศาลตัดสินตาม “ธง”
สวนอีกฝายหนึ่งก็ยึดติดกับ “ศีลธรรมและความซื่อสัตยสุจริต” จนยอม
สูญเสียหลักการพื้นฐานของ “ประชาธิปไตย” เชน สิทธิในการออกเสียง
แบบเทาเทียมกัน หรือที่เรียกวาหลัก “หนึ่งคนหนึ่งเสียง”
ตราบใดที่ทั้งสองฝายยังหมกมุนอยูกับ “ประชาธิปไตย” หรือ
“ศีลธรรมและความซื่อสัตยสุจริต” เพียงดานใดดานหนึ่ง โดยละเลย
ทิ้งขวาง และกระทั่งบั่นทอนอีกดานหนึ่ง องครวมคือระบอบ “ประชา-
ธิปไตยอันมีระเบียบตามกฎหมายและศีลธรรมและความซื่อสัตยสุจริต”
ในวาทะของทานปรีดี ก็ไมอาจจะหยั่งรากลึกลงได
เมื่อพูดถึงศีลธรรม ผูเขียนก็อดคิดถึงทัศนคติ “โกงไมเปนไร
ขอใหทํางานดี” ที่กําลังระบาดเปนแฟชั่นในสังคมไทยไมได เรื่องนี้
ผลโพลทุกสํานักลวนสรุปตรงกันหมดวา คนไทยสวนใหญคิดอยางนี้
จริงๆ เชน ผลเอแบคโพลเดือนตุลาคม พ.ศ. 2551 ระบุวา คนไทย
รอยละ 63 จากกลุ มตั ว อยาง 3,880 คน “รั บ ได” กั บ รั ฐ บาลขี้ โ กง
ถาหากรัฐบาลนั้นทําใหประเทศเจริญกาวหนา

166 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 166 1/1/70 7:39:43 AM


ทัศนคติแบบนี้กอใหเกิดคําถามพื้นๆ เชน ถาเรามีกฎหมาย
แตไมใชกฎหมายนั้ น ลงโทษคนผิ ด เราจะมี ก ฎหมายไวทํ า ไม?
แตผู เขี ย นคิ ด วาปญหาที่ ใ หญกวาและ “ลึ ก ” กวาของทั ศ นคติ นี้ คื อ
ความเขาใจผิดที่วา รัฐบาลที่คอรรัปชั่นสามารถทําใหประเทศ “เจริญ”
ไปไดดวยพรอมๆ กัน
ในความเปนจริง คอรรัปชั่นมี “ตนทุน” ที่เรามักจะมองไมเห็น
มากมาย มันอาจไมเคยทําใหประเทศทั้งประเทศย่ำแยถึงขนาดลมจม
แตมันก็ฉุดรั้งความเจริญของประเทศ บั่นทอนความสามารถในการ
แขงขั น ของภาคเอกชน และที่ สํ า คั ญ ทํ า ให “ระบอบเอื้ อ พวกพอง”
ดําเนินตอไป ไมเอื้ออํานวยใหเกิดระบบการทํางานแบบ “ทําดีไดดี
ทําชั่วไดชั่ว” (meritocracy) ซึ่งเปนรากฐานที่สําคัญของทั้งระบอบ
การเมืองและระบอบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

“ตนทุน” ของคอรรัปชั่นมีอะไรบาง?
กอนอื่น เราตองมองเห็นวาคอรรัปชั่นมีความเชื่อมโยงอยางสูง
กั บ ระดั บ การพั ฒ นาทางเศรษฐกิ จ เพื่ อ ลบลางความเขาใจผิ ด ที่ ว า
รัฐบาลที่โกงกินสามารถทําใหเศรษฐกิจ “ดี” ไดอยางยั่งยืน โดยไม
“หมกเม็ด” ตนทุนใหรัฐบาลชุดตอไปตองแบกรับภาระ
ปจจุ บั น มี ง านวิ จั ย ทางเศรษฐศาสตรมากมายที่ พิ สู จ นวา
คอรรัปชั่นในภาครัฐเปนตัวถวงความเจริญของประเทศอยางแนนอน
โดยประเทศที่มีคอรรัปชั่นสูง จะมีรายไดตอหัวของประชากร (GDP per
capita) ต่ำกวาประเทศที่มีคอรรัปชั่นต่ำ เมื่อผูเขียนนําดัชนีมุมมองตอ
ระดับคอรรัปชั่นในภาครัฐ (Corruption Perception Index หรือซีพีไอ
ตัวเลขยิ่งต่ำแปลวาคนยิ่งมองวาประเทศนี้มีคอรรัปชั่นสูง) ที่จัดทําโดย
องคการเพื่ อ ความโปรงใสระหวางประเทศ (Transparency Inter-
national) ประจําป 2008 มาพล็อตเทียบกับรายไดตอหัวประจําป 2006
จากขอมูลของธนาคารโลก ผลที่เกิดขึ้นไดแสดงความสัมพันธที่ชัดเจน

สฤณี อาชวานันทกุล :: 167

HOT ROUND&CROWDED.indd 167 1/1/70 7:39:44 AM


ระหวางขอมูลทั้งสองชุด โดยคาเฉลี่ยซีพีไอในกลุมประเทศที่มีรายได
ตอหัวสูงกวา $20,000 ระหวาง $10,000 ถึง $20,000 และต่ำกวา
$10,000 (ประเทศไทยอยูในกลุมหลังสุด) คือ 7.6 4.6 และ 3.0 ตาม
ลําดับ และไมมีประเทศใดที่มีรายไดตอหัวเกิน $20,000 ที่มีซีพีไอ
ต่ำกวา 6.0

ดัชนีมุมมองตอระดับการคอรรัปชั่นในภาครัฐ ตอรายไดตอหัวประจำป 2006 ของประเทศตางๆ

หากจะเจาะลึกในรายละเอียดอีกเล็กนอย งานวิจัยทางเศรษฐ-
ศาสตรที่ผานมาสรุปคราวๆ ไดวา คอรรัปชั่นสงผลเสียในระยะยาว
ตอระบอบเศรษฐกิจหกทางหลักๆ ดังตอไปนี้

168 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 168 1/1/70 7:39:44 AM


1. ลดระดับการลงทุนของภาคเอกชน บั่นทอนอัตราการเติบโต
ระยะยาว และพยุงระบอบ “ทุนนิยมพวกพอง” ใหดําเนินตอไป
คอรรัปชั่นเปน “ตนทุนของการพัฒนา” ที่สูงกวาภาษีที่รัฐบาล
เก็บ เพราะมีความไมแนนอนสูง ทั้งในแงอัตราที่เรียกเก็บ และในแงที่
ผูจายแนใจไมไดวา เจาหนาที่รัฐซึ่งรับเงินใตโตะไปนั้นจะทําตามสัญญา
(ที่ยอมไมมีเอกสารหรือใบเสร็จ) หรือไม นอกจากนี้ คอรรัปชั่นยังลด
แรงจู ง ใจที่ จ ะลงทุ น ของภาคเอกชน เพราะเปน “ตนทุ น สวนเพิ่ ม ”
นอกเหนือจากคาใชจายปกติในการทําธุรกิจ และเมื่อคอรรัปชั่นเกิดขึ้น
ในระบอบ “ทุนนิยมพวกพอง” (crony capitalism) มันก็ชวยสงเสริม
ใหผลประโยชนทางเศรษฐกิ จ กระจุ ก ตั ว อยู ในมื อ กลุ มนั ก ธุ ร กิ จ ผู มี
เสนสายไมกี่ราย ซ้ำเติมความไมเปนธรรมทางเศรษฐกิจใหดํารงอยู
ตอไป

2. บิดเบือนแรงจูงใจของพลเมืองที่มีความรูความสามารถ
เนื่องจากรายไดจากการคอรรัปชั่นมีมูลคาสูงและไดมางายกวา
งานสุจริตที่สรางมูลคาทางเศรษฐกิจ พลเมืองที่มีคุณภาพสวนหนึ่งของ
ประเทศจึ ง มี แ รงจู ง ใจที่ จ ะใชความเกงของตนหาเงิ น แบบ “มั ก งาย”
จากการคอรรัปชั่น และถาทําไปนานๆ จนเปนนิสัย ก็อาจหมดเวลา
สวนใหญไปกับการครุนคิดหาชองทางคอรรัปชั่นใหมๆ แทนที่จะทํางาน
อยางสุจริต

3. บิดเบือนคาใชจายภาครัฐ และลดคุณภาพของบริการสาธารณะ
รายไดจากการคอรรัปชั่นเปนแรงจูงใจใหเจาหนาที่รัฐระดับสูง
จัดสรรทรัพยากรของประเทศตามโอกาสในการคอรรัปชั่นของตัวเอง
ไมใชตามความตองการของประชาชน งานวิจัยหลายชิ้นโดยเฉพาะ
ของ Paul Mauro (2541) ชี้ชัดวา รัฐบาลของประเทศที่มีการคอรรัปชั่น
สูง มุงใชเงินไปกับโครงการขนาดใหญ (megaprojects) และการทหาร

สฤณี อาชวานันทกุล :: 169

HOT ROUND&CROWDED.indd 169 1/1/70 7:39:45 AM


มากกวาจะลงทุนดานการศึกษาและบริการสาธารณะอื่นๆ นอกจากนี้
ยิ่ ง คอรรั ป ชั่ น สู ง เทาไร คุ ณ ภาพของโครงสรางพื้ น ฐานและบริ ก าร
สาธารณะก็ ยิ่ ง ตกต่ ำ ลง เพราะเงิ น ที่ ค วรใชในการบํ า รุ ง รั ก ษาหรื อ
กอสรางในระดับคุณภาพดี กลับหายไปเขากระเปาของเจาหนาทีร่ ฐั แทน

4. ลดประสิทธิผลของเงินกูและเงินชวยเหลือจากองคกรระหวาง
ประเทศ
ในประเทศที่มีการคอรรัปชั่นสูง รัฐบาลมักใชเงินกูหรือเงิน
ชวยเหลือจากตางชาติไปลงทุนในโครงการขนาดใหญที่สิ้นเปลืองและ
คอรรัปชั่นไดงาย

5. เพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตการเงิน
คอรรัปชั่นบิดเบือนการไหลเขาออกของทุน และคอรรัปชั่นใน
สถาบันการเงินภาครัฐ (เชน บังคับใหธนาคารรัฐปลอยกูในโครงการ
ประชานิยมในอัตราดอกเบี้ยต่ำกวาตลาด) อาจนําไปสูปญหาหนี้เสีย
ซึ่งจะสงผลกระทบตอสถาบันการเงินและเศรษฐกิจทั้งระบบ

6. เพิ่ ม แรงจู ง ใจใหพลเมื อ งหลบเลี่ ย งภาษี และรั ฐ ขาดดุ ล


งบประมาณ
คอรรัปชั่นทําใหพลเมืองหลายรายหลบเลี่ยงภาษี เพราะถือวา
ได “เสียภาษี” ไปแลวเมื่อถูกเจาหนาที่รัฐขูดรีด ดังนั้น ในระยะยาว
รายไดภาษีที่ลดลง (จากการหลบเลี่ยงนี้) บวกกับคาใชจายภาครัฐที่
เพิ่มขึ้น (จากการลงทุนในโครงการขนาดใหญที่คอรรัปชั่นไดงาย) อาจ
สงผลใหรัฐตองขาดดุลงบประมาณ สงผลกระทบทางลบตอเสถียรภาพ
ทางการคลัง และลดความคลองตัวในการบริหารจัดการงบประมาณ
เหตุผลและหลักฐานทางเศรษฐศาสตรดังที่ยกมาเลาในวันนี้
นาจะเปนจุดตั้งตนที่ดีใหเราเลิกเขาใจผิดกันเสียทีวา ประเทศจะเจริญ

170 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 170 1/1/70 7:39:45 AM


เติบโตในระยะยาวไดดวยรัฐบาลขี้ฉอ และในภาวะที่คนฝายหนึ่งกําลัง
เรียกหา “ศีลธรรมที่เกินความพอดี” ดังความเห็นของอาจารยโคทม
อารียา ก็เปนโอกาสดีที่เราจะไดมองเห็นวา คอรรัปชั่นเปนสิ่งเลวราย
ไมใชเพราะมันเปนพฤติกรรมของ “คนเลว” หากเพราะมันมี “ตนทุน”
ทางเศรษฐกิจและสังคมที่มองไมเห็น สงผลเสียสะสมในทางทีถ่ วงความ
เจริญของเราในระยะยาว และถาจะวากันตามจริงแลว สิ่งที่สังคมมอง
วาเปน “ศีลธรรม” ที่สืบทอดความคิดมายาวนาน ไมวาจะในวัฒนธรรม
ไหน ก็มักจะมีรากฐานอยูในการคิดคํานวณผลไดและผลเสียตอสังคม
ทํานองนี้ทั้งสิ้น มิใชจากตอมศีลธรรมของ “คนดี” ทั้งหลาย.

หมายเหตุ: เนื้อหาบางสวนของบทความปรับปรุงจากขอเขียนเรื่อง “เลิกพูดกัน


สักทีวา ‘นักการเมืองโกงไมเปนไร ขอใหเศรษฐกิจดีก็พอ’” ในบล็อกสวนตัวของ
ผู เขี ย นที่ http://www.fringer.org/?p=161 และขอแนะนํ า ใหทุ ก ทานอาน
บทสั ม ภาษณอาจารยโคทม อารี ย า ใน ไทยโพสตแทบลอยด ฉบั บ วั น ที่
14 กั น ยายน พ.ศ. 2551 สํ า หรั บ ความเห็ น “ตรงกลาง” ที่ ห าไดยากยิ่ ง
ในสถานการณปจจุบัน

ตีพิมพครั้งแรกใน หนังสือพิมพ ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

สฤณี อาชวานันทกุล :: 171

HOT ROUND&CROWDED.indd 171 1/1/70 7:39:46 AM


มาตรฐานการเปดเผยขอมูล ซีเอสอาร
และการพัฒนาอยางยั่งยืน

172 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 172 1/1/70 7:39:46 AM


เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ผูเขียนไดมีโอกาสไปรวมงาน
CSR Asia Summit ประจําป 2008 ซึง่ จัดขึน้ ในประเทศไทยเปนครัง้ แรก
ณ Asian Institute of Technology (เอไอที) โดย CSR Asia (http://
www.csr-asia.com/) “ธุรกิจเพื่อสังคม” (social enterprise) ซึ่งนํากําไร
สวนหนึ่งจากการทําธุรกิจใหคําปรึกษาดานซีเอสอารตอบริษัทตางๆ
และการจัดอบรมและสัมมนา มาทํากิจกรรมเพื่อสังคมที่ไมแสวงหา
กําไร เชน ใหคําแนะนําตอเอ็นจีโอในภูมิภาค ผลิตงานวิจัยและสื่อ
สิ่งพิมพฟรีสําหรับคนทั่วไป ปจจุบัน CSR Asia มีสํานักงานในฮองกง
เสิ่นเจิ้น และสิงคโปร เปนผูนําดานการใหบริการขอมูล การฝกอบรม
การวิจัย และการใหคําปรึกษาดานซีเอสอารในภูมิภาคเอเชีย
ผู เขี ย นขอขอบคุ ณ ChangeFusion (http://www.change
fusion.org/) ธุ ร กิ จ เพื่ อ สั ง คมของคนไทยรุ นใหม สํ า หรั บ คํ า เชิ ญ
ใหผูเขียนเขารวมสุดยอดงานสัมมนาที่ใหขอมูลและขอคิดดีๆ มากมาย
จนอยากนํ า มาเรี ย บเรี ย งและประมวลเปนขอสั ง เกตบางประการ
เพื่อแบงปนกับทานผูอาน

สฤณี อาชวานันทกุล :: 173

HOT ROUND&CROWDED.indd 173 1/1/70 7:39:47 AM


ขอสังเกต #1: บริษัท เอ็นจีโอ และองคกรอื่นๆ (เชน หนวยงานรัฐ)
หลายแหงที่จริงจังกับความรับผิดชอบตอสังคม เลิกอธิบายแนวคิดและ
วิธีปฏิบัติในดานนี้ดวยคําวา “ซีเอสอาร” แลวหันมาใชคําวา “การพัฒนา
อยางยั่งยืน” (sustainable development) หรือ “การดําเนินธุรกิจอยาง
ยั่งยืน” (sustainable business practices) แทน
ผู บริ ห ารของบริ ษั ท ยั ก ษใหญในประเทศไทยทานหนึ่ ง บอก
ผูเขียนวา บริษัทใชคําวา “การพัฒนาอยางยั่งยืน” แทน “ซีเอสอาร”
มาสักพักใหญแลว เพราะในเมืองไทยคนสวนใหญยังเขาใจผิด คิดวา
“ซี เ อสอาร” หมายถึ ง การทํ า กิ จ กรรมทางการตลาดเพื่ อ เสริ ม สราง
ภาพลักษณของบริษัท ไมใชการดําเนินธุรกิจในทางที่รับผิดชอบตอ
สังคม หรือ in-process CSR ซึ่งยอมครอบคลุมทุกมิติและทุกขั้นตอน
ตั้งแตการกําหนดพันธกิจของบริษัท ไปจนถึงการลงมือปฏิบัติ ติดตาม
ผล ตลอดจนเยี ย วยาผู มี ส วนไดเสี ย ที่ ไ ดรั บ ความเสี ย หายจากการ
ดําเนินธุรกิจ ซึ่งเปนปญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแลวซ้ำเลาในประเทศไทย แต
บริษัทสวนใหญยังละเลยที่จะจัดการแกไข
ในเมื่ อ คํ า วา “ซี เ อสอาร” สื่ อ ความหมายในเชิ ง “กิ จ กรรม”
มากกวา “กระบวนการทําธุรกิจ” ก็เปนนิมติ หมายอันดีทบี่ ริษทั หลายแหง
หันมาใชคําวา “การพัฒนาอยางยัง่ ยืน” แทน เพราะคําหลังสือ่ ความหมาย
เชิง “องครวม” กวากันมาก และที่สําคัญคือ สื่อนัยถึงความพยายาม
ดําเนินธุรกิจในทางที่สอดคลองกับการพัฒนาอยางยั่งยืนระดับประเทศ
บริษัทไหนที่ยังเขาใจวา “ซีเอสอาร” เปนเพียงกิจกรรมสราง
ภาพลั ก ษณเชิ ง บวกหรื อ กลบภาพลั ก ษณเชิ ง ลบ และดั ง นั้ น จึ ง วั ด
“ประโยชน” ของซี เ อสอารอยู แคตั ว เลข “มู ล คาพี อ าร” (PR value
หมายถึงคาโฆษณาที่บริษัทตองจาย ถาตองลงโฆษณาในพื้นที่เดียวกัน
กับที่กิจกรรมซีเอสอารไดรับการตีพิมพในสื่อ) ที่บริษัทไดรับแตเพียง
อยางเดียว แสดงวาบริษัทนั้นยังไมเขาใจซีเอสอารที่แทจริง

174 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 174 1/1/70 7:39:47 AM


ขอสังเกต #2: บริษัทที่ไดรับการยกยองวาเปนผูนําดานซีเอสอาร ลวน
มองวาความรับผิดชอบตอสังคมไมใชเรื่องของการ “ทําดี” แตเปนสิ่งที่
“ตองทํา” เพื่อความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว ยกตัวอยางเชน บริษัท
โคคา-โคลา ผูผลิตเครื่องดื่มน้ำอัดลมรายใหญที่สุดในโลก ประกาศวา
“การพิทักษและฟนฟูแหลงน้ำ” (water stewardship) เปนหัวใจสําคัญ
ของการดํ า เนิ น ธุ ร กิ จ อยางยั่ ง ยื น ของบริ ษั ท ทั้ ง นี้ เนื่ อ งจากน้ ำ เปน
วั ต ถุ ดิ บ ในการผลิ ต ที่ สํ า คั ญ ที่ สุ ด ของโคคา-โคลา และบริ ษั ท ใชน้ ำ
ปริมาณมหาศาลจากแหลงน้ำทั่วโลก (3 แสนลานลิตรตอป) ถาบริษัท
นิ่งดูดายกับปญหาทรัพยากรน้ำรอยหรอที่กําลังเกิดขึ้นทั่วโลก (สวน
หนึ่งเปนผลพวงจากภาวะโลกรอน) ก็แปลวาในระยะยาวโคคา-โคลา
จะไมสามารถทําธุรกิจเดิมไดเมื่อไมมีน้ำ หรือไมน้ำก็จะแพงมากจน
ไมคุมที่จะนํามาผลิตน้ำอัดลมขายอีกตอไป
ดวยเหตุนี้ โคคา-โคลาจึงสงเสริมและอุดหนุนมาตรการพิทักษ
และฟนฟู แ หลงน้ ำ ทั่ ว โลกในทุ ก ระดั บ ตั้ ง แตระดั บ ภู มิ ภ าค ระดั บ
ประเทศ ไปจนถึงระดับทองถิ่น ซึ่งหมายรวมถึงมาตรการใหชุมชนมี
บทบาทรวมในการดูแลรักษาแหลงน้ำและมีคุณภาพชีวิตที่ดี (เพราะถา
“ชุมชนตนน้ำ” ในชนบทอยูไมได ในที่สุด “ชุมชนปลายน้ำ” ในเมือง
ไมวาจะเปนประชาชนหรือบริษัท ก็อยูไมไดเหมือนกัน) ไมใชเพราะ
โคคา-โคลาเปนบริษัทที่อยาก “ทําดี” เพื่อสังคมโดยไมคิดถึงตัวเอง แต
เปนเพราะบริษัทตระหนักแลววา ความรับผิดชอบตอสิ่งแวดลอมเปน
เงื่อนไขจําเปนตอความอยูรอดของบริษัทในระยะยาว
อั น ที่ จ ริ ง หนทางกอนที่ โ คคา-โคลาจะไดรั บ การยอมรั บ
จากผู บริ โ ภค ชุ ม ชนทองถิ่ น และเอ็ น จี โ อสวนใหญวาเปนบริ ษั ท ที่
“รับผิดชอบตอสังคม” จริงๆ ไมใชสักแตสรางภาพเทานั้น ยังอยูอีก
ยาวไกล ยกตัวอยางเชน บริษัทประกาศในป 2007 วามีเปาหมายที่จะ
เปนบริษัท “water neutral” (หมายถึง ชดเชยน้ำที่ใชไปในการผลิต
100 เปอรเซ็นต กลับคืนสูแหลงน้ำ) โดยพัฒนามาตรการตางๆ ผาน

สฤณี อาชวานันทกุล :: 175

HOT ROUND&CROWDED.indd 175 1/1/70 7:39:48 AM


สามแนวทาง ไดแก Reduce Recycle Replenish รวมกับ World
Wildlife Fund (ดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ) แตหลายฝายยังกังขาวาโคคา-
โคลาจะเปน water neutral ไดจริงหรือไม เพราะปริมาณน้ำที่บริษัทใช
ในการผลิตนั้นสูงขึ้นไดเรื่อยๆ ตามการขยายตัวของธุรกิจ ในขณะที่
ประสิทธิภาพในการใชและชดเชยน้ำ (water efficiency) ยอมเพิ่มไดชา
กวา (เพราะขึ้นอยูกับหลายปจจัยมากกวา เชน นวัตกรรมการกักเก็บ
น้ำ เทคโนโลยีในการผลิต การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ฯลฯ)
ดังนั้น จึงมีโอกาสสูงกวาที่โคคา-โคลาจะใชน้ำมากกวาชดเชยน้ำ ทําให
เปน water neutral (ใช = ชดเชย) ไมไดตามเปา
นอกจากนี้ ปจจั ย เสี่ ย งที่ สํ า คั ญ กวานั้ น คื อ ขอเท็ จ จริ ง ที่ ว า
ปญหาการขาดแคลนน้ำเปนปญหาระดับทองถิ่น ไมใชปญหาระดับโลก
เหมือนกับปญหาการปลอยคารบอน (ตัวการหลักของภาวะโลกรอน)
กลาวคือ บริษัทที่ปลอยคารบอนมากๆ สามารถไปซื้อ carbon offset
(ปริ ม าณกาซเรื อ นกระจกที่ จ ะตองลดลงในแหลงอื่ น เพื่ อ ชดเชย
ปริมาณกาซเรือนกระจกที่ปลอยออกมา) ในเมืองอื่นหรือประเทศอื่น
เพื่อเปน carbon neutral (ปริมาณกาซเรือนกระจกที่ปลอยสุทธิมีคา
เทากั บ ศู น ย) ได เพราะการบรรเทาปญหาขึ้ น อยู กั บ ผลรวม (เชน
ทั้ ง โลกตองลดการปลอยคารบอนใหได x ตั น ในแตละป) เปนหลั ก
ไมเกี่ยวกับรายละเอียดวาจะไปลดคารบอนที่ไหนบาง แตทําแบบนี้กับ
เรื่องน้ำไมได ถาโรงงานบรรจุขวดของโคคา-โคลาในรัฐเคราลา ประเทศ
อินเดีย ใชน้ำมากจนเบียดบังชาวบาน ทําใหพวกเขาเดือดรอนเพราะ
ไมมีน้ำใช โคคา-โคลาก็ตองชดเชยน้ำที่โรงงานนั้นๆ เพื่อแกปญหา
ความเดือดรอนของชาวบาน ไมสามารถไปชดเชยน้ำที่ประเทศอื่นเพื่อ
แกปญหาของชาวเคราลาได (ในความเปนจริง ปญหาการขาดแคลนน้ำ
บาดาลในเคราลาหลังจากที่โคคา-โคลาเปดโรงงานบรรจุขวด ประกอบ
กับผลการตรวจสอบของรัฐที่พบสารฆาแมลงในผลิตภัณฑของบริษัท
เปนสาเหตุหลักที่รัฐบาลเคราลาประกาศแบนการผลิตและจําหนาย

176 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 176 1/1/70 7:39:48 AM


ผลิตภัณฑของโคคา-โคลา เมื่อตนเดือนกันยายน ป 2006 กอนที่จะถูก
ศาลตัดสินใหยกเลิกคําสั่งในปลายเดือนเดียวกัน หลังจากที่บริษัทยื่น
ประทวงตอศาล และทูตอเมริกาประจําอินเดียแสดงความกังวล)
อยางไรก็ตาม ถึงแมวาคงตองใชเวลาอีกสักพักกอนที่โคคา-
โคลา จะสามารถพิสูจน “ความจริงใจ” ของบริษัทในการแสดงความ
รั บ ผิ ด ชอบตอสั ง คม การมองความรั บ ผิ ด ชอบดั ง กลาววาเปนสิ่ ง ที่
“จําเปน” ตอธุรกิจในระยะยาว ก็เปนวิธีคิดที่ดีกวาการอางตัววาเปน
“บริ ษั ท ที่ ดี ” บนมาตรวั ด ทางศี ล ธรรมบางอยาง (เชน แนวคิ ด เรื่ อ ง
ศีลธรรมในศาสนาพุทธ) ซึ่งนอกจากจะสุมเสี่ยงตอการตีความเขาขาง
ตัวเองเพราะเปนอัตวิสัย (subjective) คอนขางมากแลว ยังยากแกการ
เปรียบเทียบระหวางบริษัท (ถาทุกบริษัทตางก็อางวาตัวเอง “ดี” เราจะ
วัดไดอยางไรวาบริษัทไหน “ดี” กวากัน?) ซึ่งก็ทําใหยากแกการสราง
มาตรฐานสากลเรื่องซีเอสอารดวย
เมื่อใดที่เราสามารถวาง “ความรับผิดชอบของธุรกิจ” ตอผูมี
สวนไดเสียแตละฝาย (ผูบริโภค พนักงาน ชุมชน สิ่งแวดลอม ฯลฯ) ลง
ในกรอบคิดของการดําเนินธุรกิจตามปกติ เชน ประเมินผลเสียที่จะเกิด
ถาไมแสดงความรับผิดชอบวาเปน “ปจจัยเสี่ยงในการดําเนินธุรกิจ”
เมื่อนั้นเราก็จะสามารถกาวไปสูมาตรฐานสากลดานซีเอสอาร และวิธี
การประเมินระดับความรับผิดชอบของบริษัทตอผูมีสวนไดเสียทุกฝาย
(ระดับความรับผิดชอบ = ประโยชน – ความเสียหาย) ที่ชัดเจนและ
ตรวจสอบได
ในทางกลับกัน แนวคิดเรื่อง “ศีลธรรมของบรรษัท” (corporate
ethics) สุมเสี่ยงที่จะถูกใชอยาง “แยกสวน” เปนเครื่องมือสรางความ
ชอบธรรมใหกับพฤติกรรมไรความรับผิดชอบของบริษัท (เชน ปลอย
มลพิษทําลายสุขภาพชาวบานทุกป แตอางวาเปนบริษัท “ดี” เพราะ
บริจาคเงินชวยเหลือเด็กกําพราปละสิบลานบาท หรือสมทบทุนสราง
เจดีย) และกลบเกลื่อนปญหาเชิงโครงสรางที่ตองไดรับการแกไข (เชน

สฤณี อาชวานันทกุล :: 177

HOT ROUND&CROWDED.indd 177 1/1/70 7:39:49 AM


ขอบกพรองหรือชองโหวของกฎหมายและกฎระเบียบภาครัฐ) นอกจากนี้
“ศีลธรรมบรรษัท” ยังมีแนวโนมที่จะเปนอัตวิสัย คลุมเครือ วัดไมได
และขึ้นอยูกับบริบททางวัฒนธรรม ความเชื่อ และการเมืองของแตละ
พื้นที่ ดังนั้น “ศีลธรรมบรรษัท” จึงไมใชแนวคิดที่เราควรใชในการคิด
เกี่ยวกับซีเอสอาร นาเสียดายที่วงการซีเอสอารของไทยในปจจุบัน
ยัง “ขามไมพน” แนวคิดดังกลาวเทาที่ควร

ขอสั ง เกต #3: ถึ ง แมวาปจจุ บั น จะยั ง ไมมี ม าตรฐานสากลในการ


วัดระดับซีเอสอาร แตเราก็เริ่มเห็นมาตรฐานสากลในการเปดเผยขอมูล
เกี่ยวกับซีเอสอารแลว โดยในปจจุบัน ชุดหลักการเปดเผยขอมูลดาน
ซีเอสอารที่ไดรับการยอมรับมากที่สุดจากหลายพันบริษัททั่วโลก (ซึ่ง
สวนใหญจะไมเรียกวา “รายงานซีเอสอาร” แตเรียกวา “รายงานความ
ยั่งยืน” [sustainability report] ตามขอสังเกต #1) คือชุดหลักการของ
Global Reporting Initiative (จีอารไอ - http://www.globalreporting.org/)
เครือขายที่กอตั้งโดย CERES (เอ็นจีโอขนาดใหญของอเมริกา) รวมกับ
สถาบัน Tellus โดยการสนับสนุนขององคการสิ่งแวดลอมโลก (United
Nations Environment Programme หรือ ยูเอ็นอีพี) ในป 1997

คุณสมบัติของชุดหลักการจีอารไอที่ผูเขียนคิดวาสําคัญที่สุด
คือ จีอารไอมิไดกําหนดแคดัชนีชี้วัดซีเอสอารในมิติตางๆ และอธิบาย
หลักเกณฑการเปดเผยขอมูลเทานั้น หากยังกําหนดกระบวนการทํา
รายงานที่ ส งผลตอวิ ธี คิ ด เรื่ อ งซี เ อสอารของบริ ษั ท อยางมี นั ย สํ า คั ญ
จนอาจกลาวไดวาการทํ า รายงานตามชุ ด หลั ก การจี อ ารไอนั้ น เปน
กระบวนการเรี ย นรู เรื่ อ งซี เ อสอารของบริ ษั ท เอง พอๆ กั บ ที่ เ ปน
กระบวนการทํารายงานเพื่อเปดเผยขอมูลตอบุคคลภายนอก

178 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 178 1/1/70 7:39:49 AM


จี อ ารไอไดรั บ ความนิ ย มอยางสู ง จนกลายเปน “มาตรฐาน
สากล” ดานการเปดเผยขอมูลเกี่ยวกับซีเอสอารไปโดยปริยาย ปจจุบัน
มีบริษัทชั้นนํากวา 1,500 แหงจาก 60 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งบริษัท
จดทะเบียนบางแหงในประเทศไทย เชน เครือซิเมนตไทย และบางจาก
ปโตรเลียม ทีผ่ ลิต “รายงานความยัง่ ยืน” (sustainability report) ประจําป
ที่ใชจีอารไอ และบริษัทที่ใชชุดหลักการนี้ก็เพิ่มจํานวนขึ้นทุกป
ในเมื่ อ ความรั บ ผิ ด ของบริ ษั ท (accountability) เปนองค-
ประกอบที่ขาดไมไดในชุดหลักการใดๆ ก็ตามเกี่ยวกับความยั่งยืน และ
ในเมื่อบริษัทจําเปนจะตองเปดเผยขอมูลอยางโปรงใส ทันเหตุการณ
และครบถวนสมบูรณกอนที่ใครก็ตามจะตรวจสอบไดวาบริษัทมีความ
รั บ ผิ ด ตอสั ง คมหรื อ สิ่ ง แวดลอมจริ ง หรื อ ไม จึ ง ไมนาแปลกใจที่ ใ น
CERES Principles จะมีหลักการเกี่ยวกับเรื่องนี้ถึงสองในสิบขอ ไดแก
“การใหขอมูลตอสาธารณะ” (informing the public) ทันทีที่การกระทํา
ของบริ ษั ท กอใหเกิ ด อั น ตรายตอสุ ข ภาพ ความปลอดภั ย และ
สิ่งแวดลอม และ “การตรวจสอบจากผูตรวจสอบอิสระและรายงาน”
(audits and reports) ซึ่งตอมา CERES ก็เปนตัวตั้งตัวตีในการสราง
“แมแบบ” รายงานความยั่งยืนที่ครอบคลุมผูมีสวนไดเสียฝายอื่นๆ นอก
เหนือจากสิ่งแวดลอม โดยมีองคกรอื่นๆ เขารวมเปนภาคีจํานวนมาก
รวมทั้งยูเอ็นอีพี เติบโตจนเปนเครือขายที่มีสมาชิกกวา 30,000 ราย
ทั่วโลก คลอดชุดหลักเกณฑจีอารไอเวอรชั่นแรกออกมาในป 2000 และ
มีการแกไขปรับปรุงอยางตอเนื่อง เวอรชั่นปจจุบันเปน “รุนที่สาม” แลว
ชื่อยอ “จีทรี” (G3) ประกาศใชในป 2006 ซึ่งมีความยืดหยุนพอที่จะใช
ทํารายงานสําหรับองคกรอื่นๆ ที่ไมใชบริษัทขนาดใหญ อาทิ หนวยงาน
ของรัฐ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดยอม (เอสเอ็มอี) องคกรพัฒนา
เอกชน และกลุมผลประโยชนทางธุรกิจ
เปาหมายหลั ก ของจี อ ารไอ คื อ การสงเสริ ม ใหองคกรทุ ก
รูปแบบจัดทํารายงานความยั่งยืนอยางสม่ำเสมอและมี “มาตรฐาน”

สฤณี อาชวานันทกุล :: 179

HOT ROUND&CROWDED.indd 179 1/1/70 7:39:50 AM


เพียงพอที่จะใหคนนอกใชเปรียบเทียบผลงานระหวางองคกรได ไมตาง
จากการรายงานงบการเงินประจําป เนื้อหาของชุดหลักการจีอารไอ
ประกอบดวยสองสวนหลักดังตอไปนี้

สวนที่ 1 หลักในการทํารายงานและคําแนะแนว สวนนี้อาจ


เรียกไดวาเปน “ปจจัยผลิต” (inputs) ที่จะกําหนดขอบเขตและเนื้อหา
ของ “ผลผลิต” (outputs) ซึ่งหมายถึงขอมูลที่บริษัทจะเปดเผยในสวน
ถัดไป หลักในการทํารายงานมีสองหัวขอยอยดังตอไปนี้

1. หลักที่บริษัทใชในการทํารายงานความยั่งยืน มีสี่ประเด็น
ไดแก ระดับความสําคัญของขอมูลที่เปดเผย (materiality) ระดับความ
ครอบคลุมผูมีสวนไดเสีย (stakeholder inclusiveness) ที่ทางของ
รายงานในบริบทความยั่งยืน (sustainability context) และระดับความ
ครบถวนสมบูรณของขอมูล (completeness)
ชุดหลักการในสวนนี้ใชกําหนด “เนื้อหา” ของรายงาน วาควร
จะครอบคลุ ม ประเด็ น ใดบางเพื่ อ ใหรายงานนี้ มี ค วามนาเชื่ อ ถื อ
ยกตัวอยางเชน สมมติวาในรายงานความยั่งยืนของบริษัทถลุงเหล็ก
รายหนึ่งที่จัดทําตามเกณฑของจีอารไอ มีเนื้อหาเกี่ยวกับ “กิจกรรม
ซีเอสอาร” ที่บริษัททุมงบประชาสัมพันธมากมาย เชน โครงการสราง
ศูนยเรียนรูในชุมชน โครงการอาหารกลางวันเด็ก ฯลฯ (แบบที่ทํากัน
เกรออยูในประเทศไทยตอนนี้) แตกลับไมเปดเผยขอมูลใดๆ เกี่ยวกับ
ปญหาความเดื อ ดรอนของชาวบานที่ เ กิ ด จากการดํ า เนิ น ธุ ร กิ จ ของ
บริษัทแบบไมรับผิดชอบและไมเคยเยียวยา เชน ปลอยสารพิษ ทําน้ำ
เสีย ดินเสื่อม ชาวบานในละแวกปวยเปนโรครุนแรง ฯลฯ ก็เทากับวา
บริ ษั ท นี้ ไ มทํ า ตามหลั ก ของจี อ ารไออยางถู ก ตอง เพราะไมเปดเผย
ประเด็นปญหาที่เปน “สาระสําคัญ” (material) สําหรับชุมชน
และการไมเปดเผยประเด็นที่เปนสาระสําคั ญสําหรับ ชุมชน
นั้นเอง ก็จะสะทอนใหเห็นวารายงานของบริษัทไมครอบคลุมผูมีสวน
180 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 180 1/1/70 7:39:50 AM


ไดเสียรายสําคัญอยางครบถวน (stakeholder inclusiveness) บริษัท
ไมมีกระบวนการมีสวนรวมของผูมีสวนไดเสียที่มีประสิทธิผลเพียงพอ
เพราะบริษัทคิดเอาเองไมไดวาประเด็นอะไรเปน “สาระสําคัญ” สําหรับ
ผูมีสวนไดเสียแตละฝาย ตองใหผูมีสวนไดเสียหรือตัวแทน (agent)
เปนคนบอก ยังไมนับขอเท็จจริงที่วา สิ่งที่บริษัทมองวาไมใช “สาระ
สําคัญ” สําหรับบริษัท อาจเปน “สาระสําคัญ” สําหรับผูมีสวนไดเสีย
เชน ถาตีคาความเสียหายตอสิ่งแวดลอมและสุขภาพจากมุมมองของ
บริษัทออกมาเปนตัวเงิน (เชน คาใชจายในการทําความสะอาดแมน้ำ
คาชดเชยคารั ก ษาพยาบาลของชาวบานที่ ป วยเปนโรคจากมลพิ ษ
ซึ่ ง ปลอยจากโรงงานบริ ษั ท ฯลฯ) ตั ว เงิ น นั้ น อาจมี สั ด สวนเพี ย ง
0.1 เปอรเซ็ น ต ของกํ า ไรสุ ท ธิ ต อปของบริ ษั ท (เชน 1 ลานบาท
เปรียบเทียบกับกําไร 1,000 ลานบาท) ซึ่งไมใช “สาระสําคัญ” สําหรับ
บริษัท แตเปน “สาระสําคัญ” ใหญหลวงสําหรับชาวบานผูไดรับความ
เสียหายดังกลาว เพราะสงผลกระทบตอวิถีชีวิตและความเปนอยูอยาง
รุนแรง ถาบริษัทไมมีกระบวนการมีสวนรวมกับชุมชน ฟงเสียงของ
ชาวบานอยางจริงจัง ก็จะไมไดรับรูถึงระดับของปญหาที่เกิดขึ้น และใน
เมื่อไมไดรับรู ก็จะไมมีแรงจูงใจใดๆ ที่จะวางมาตรการเยียวยาแกไข
และปองกันไมใหปญหาเกิดขึ้นซ้ำสอง เพื่อแสดงความรับผิดชอบตอ
ชุมชนอยางแทจริง
ประเด็นหนึ่งที่จีอารไอใหความสําคัญอยางมากคือ การจัดวาง
การดําเนินธุรกิจของบริษัทไวในบริบทของการพัฒนาอยางยั่งยืนใน
ภาพใหญ (sustainability context) บริษัทควรนําเสนอเนื้อหาในทางที่
ทําใหคนอานรายงานสามารถเขาใจไดอยางชัดเจนวา แนวทางการ
ดําเนินธุรกิจของบริษัทนั้นสอดคลองกับแนวทางการพัฒนาอยางยั่งยืน
อยางไรบาง เชน มาตรการดานสิ่งแวดลอมมีสวนชวยลดปญหาการ
ปลอยกาซเรือนกระจกหรือไมเพียงใด
2. หลั ก ที่ บ ริ ษั ท ใชในการกํ า หนด “คุ ณ ภาพ” ของรายงาน
มีหกประเด็น ไดแก ระดับความสมดุลของเนื้อหา (balance) ระดับการ
สฤณี อาชวานันทกุล :: 181

HOT ROUND&CROWDED.indd 181 1/1/70 7:39:51 AM


เปรียบเทียบได (กับองคกรอื่น) (comparability) ระดับความถูกตอง
เทีย่ งตรง (accuracy) ระดับความทันทวงทีของการรายงาน (timeliness)
ระดับความเชื่อถือไดของขอมูล (reliability) และระดับความชัดเจน
(clarity)
หลักการในสวนนี้ลวนเปนประเด็นที่มุงสราง “คุณภาพ” ของ
รายงานความยั่งยืน ยกตัวอยางประเด็นแรกคือ “ระดับความสมดุลของ
เนื้อหา” (balance) หมายถึงความสมดุลระหวางผลการดําเนินงาน
ดานบวกและดานลบของบริษัท ซึ่งจีอารไอระบุชัดเจนวาตองรายงาน
ทั้ ง สองดาน ยกตั ว อยางเชน ถาบริ ษั ท เหล็ ก ในตั ว อยางขางตน
รายงานแต “กิจกรรมซีเอสอาร” ซึ่งมุงเสริมสรางภาพลักษณของบริษัท
แตไมรายงานปญหาดานสิ่ ง แวดลอมและสุ ข ภาพที่ เ กิ ด ขึ้ น ในชุ ม ชน
ที่บริษัทตั้งโรงงานอยู (พรอมอธิบายแนวทางบริหารจัดการและแก
ปญหา) ก็เทากับวาบริษัทนี้ “สอบตก” เกณฑคุณภาพของจีอารไอ

สวนที่ 2 ขอมู ล ที่ เ ปดเผย สวนนี้ นั บ เปน “ผลผลิ ต ” ของ


หลักในการทํารายงานที่อธิบายในสวนแรก ประกอบดวยขอมูลเชิง
คุณภาพ เชน กลยุทธและวิธีการของบริษัทในการดําเนินธุรกิจอยาง
ยั่งยืน กระบวนการเสริมสรางการมีสวนรวมของผูมีสวนไดเสีย ฯลฯ
และดัชนีชี้วัดผลงานของบริษัทในดานตางๆ หกดาน ไดแก

1. ดัชนีดานสิ่งแวดลอม ตัวอยางดัชนีเชน ปริมาณกาซเรือน


กระจกที่บริษัทปลอยในรอบป, ปริมาณน้ำที่ใช, คําอธิบายผลกระทบ
ของการดํ า เนิ น ธุ ร กิ จ ตอความหลากหลายทางชี ว ภาพในบริ เ วณปา
สงวน, คาปรับกรณีละเมิดกฎหมายดานสิ่งแวดลอมที่จายใหกับภาครัฐ
2. ดัชนีดานสิทธิมนุษยชน เชน คําอธิบายวาบริษัทสงเสริม
สิทธิในการรวมกลุมของลูกจางอยางไรบาง
3. ดัชนีดานแรงงานและพนักงาน เชน เปอรเซ็นตของลูกจาง

182 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 182 1/1/70 7:39:52 AM


และพนั ก งานที่ เ ปนสมาชิ ก สหภาพ, อั ต ราการออกของพนั ก งาน
(turnover rate) แบงตามอายุ เพศ และพื้นที่, จํานวนชั่วโมงการอบรม
ที่พนักงานไดรับโดยเฉลี่ย, อัตราสวนเงินเดือนขั้นต่ำของพนักงานชาย
ตอเงินเดือนขั้นต่ำของพนักงานหญิง (ใชเปนตัวชี้วัดความเทาเทียม
ระหวางเพศในสถานที่ทํางาน)
4. ดัชนีดานสังคม เชน คําอธิบายหลักการ ขอบเขต และ
ประสิทธิผลของโครงการหรือกระบวนการที่ประเมินและบริหารจัดการ
ผลกระทบของการดําเนินธุรกิจของบริษัทตอชุมชน โดยครอบคลุม
ตั้งแตขั้นตอนการริเริ่มกิจการในชุมชน (เชน กอสรางโรงงานใหม) การ
ดํ า เนิ น กิ จ การ และการลมเลิ ก หรื อ ยายกิ จ การออกจากพื้ น ที่ ,
เปอรเซ็ น ตของพนั ก งานบริ ษั ท ที่ ไ ดรั บ การอบรมเรื่ อ งนโยบายและ
มาตรการตอตานคอรรัปชั่น, คําอธิบายบทบาทของบริษัทในการพัฒนา
นโยบายภาครัฐและการล็อบบี
5. ดั ช นี ด านความรั บ ผิ ด ชอบตอผู บริ โ ภค เชน คํ า อธิ บ าย
กระบวนการติดฉลากและวิธีใชสินคาและบริการ และเปอรเซ็นตของ
สินคาและบริการที่ผานกระบวนการดังกลาว, มูลคาคาปรับฐานละเมิด
กฎหมายดานความปลอดภัยของสินคาและบริการ
6. ดัชนีดานเศรษฐกิจ เชน มูลคาทางเศรษฐกิจที่บริษัทสราง
และจัดสรรไปยังผูมีสวนไดเสียฝายตางๆ อาทิ รายได คาใชจายในการ
ดําเนินงาน คาตอบแทนพนักงาน เงินบริจาค เงินลงทุนในชุมชน กําไร
สะสม (สวนของผูถือหุน) เงินตนและดอกเบี้ย (จายคืนใหกับเจาหนี้)
และภาษี (จายใหกับรัฐ)
หลั ก การและเนื้ อ หาของรายงานความยั่ ง ยื น ตามเกณฑ
จี อ ารไอที่ ส รุ ป ไวขางตน คงพอจะทํ า ใหทานผู อานเห็ น ภาพไมมาก
ก็นอยวา การทํารายงานแบบนี้ตามเกณฑจีอารไอ สามารถผลักดัน
“ซีเอสอารที่แทจริง” ไดอยางดียิ่ง เนื่องจากบริษัทที่ทํารายงานดังกลาว
ดวยความมุงหวังที่จะใหรายงานฉบับนี้มี “ความนาเชื่อถือ” จะตองมี

สฤณี อาชวานันทกุล :: 183

HOT ROUND&CROWDED.indd 183 1/1/70 7:39:52 AM


กระบวนการตางๆ ที่จําเปนตอการคนหา บันทึก และเปดเผยขอมูล
อยางครบถวน เชน กระบวนการการมีสวนรวมกับผูมีสวนไดเสียฝาย
ตางๆ (stakeholder engagement) เพื่อใหสามารถเขาใจและรับรูความ
ตองการและความเดือดรอนที่เปน “สาระสําคัญ” สําหรับผูมีสวนไดเสีย
แตละฝาย เมื่อเขาใจแลวก็จะไดคิดหามาตรการตอบสนองตอความ
ตองการและเยียวยาความเดือดรอน เพราะคงไมมีบริษัทใดที่อยาก
เปดเผยขอมูลซีเอสอารที่เปน “ดานลบ” โดยไมสามารถอธิบายไปพรอม
กั น วาบริ ษั ท กํ า ลั ง ทํ า อะไรเพื่ อ ลดทอนหรื อ กํ า จั ด ผลกระทบดานลบ
เหลานั้นอยูบาง
ถึงแมวาการจัดทํารายงานความยั่งยืนตามเกณฑของจีอารไอ
จะมีคาใชจายคอนขางสูงสําหรับบริษัทที่ไมเคยทํามากอน งานวิจัย
ที่ผานมาก็ไดขอสรุปคอนขางตรงกันวา บริษัทจํานวนมากทํารายงานนี้
เพราะเชื่อวามีประโยชนตอตัวบริษัทเอง เชน ผลสํารวจของบริษัท
KPMG ชื่ อ International Survey of Corporate Sustainability
Reporting (บทสำรวจนานาชาติเรื่องรายงานความยั่งยืนของบริษัท)
ที่ทําตั้งแตป 2002 ชี้วาเหตุผลหลักๆ ที่บริษัททํารายงานความยั่งยืน
ไดแก ลดคาใชจายและเพิ่มประสิทธิภาพในการดําเนินธุรกิจ, พัฒนา
สิ น คาและบริ ก ารเปยมนวั ต กรรม สํ า หรั บ การเขาถึ ง ตลาดใหมๆ,
เสริมสรางชื่อเสียงและภาพลักษณ, ดึงดูดพนักงานที่มีความรูความ
สามารถ, และปรับปรุงการบริหารจัดการความเสี่ยงแบบบูรณาการ
นอกจากนี้ ผลการสํ า รวจผู นํ า ธุ ร กิ จ 200 คนในปเดี ย วกั น ของ
Environics International ก็ชี้ชัดวา ผูนําเกาในสิบคนเห็นดวยอยางมาก
(47%) หรือเห็นดวยเฉยๆ (43%) กับคํากลาวที่วา ประโยชนของการ
รายงานผลการดํ า เนิ น งานดานสั ง คมและสิ่ ง แวดลอมนั้ น มี สู ง กวา
คาใชจายที่บริษัทตองเสียไปในการจัดทํารายงานดังกลาว

184 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 184 1/1/70 7:39:53 AM


กอนที่แนวคิด “การพัฒนาอยางยั่งยืน” จะเริ่มเปนรูปเปนราง
อยางจริงจังราวตนทศวรรษ 1990 บริษัทที่มองการณไกลและใหความ
สําคัญกับมิติดานสังคมและสิ่งแวดลอมของการทําธุรกิจนั้น ถึงจะมีก็มี
นอยมาก ปจจุบันบริษัทเหลานี้ไดรับการยกยองในฐานะ “ผูบุกเบิก”
แนวคิดที่วาธุรกิจควรรับผิดชอบตอผูมีสวนไดเสียฝายอื่นๆ นอกเหนือ
จากผูถือหุน ผูบุกเบิกเหลานี้ที่โดงดังในฐานะบริษัทที่ “คิดจริงทําจริง”
รวมบริษัทระดับโลกอยาง The Body Shop (ถึงแมวาหลังจากขาย
กิจการไปใหกับ L’Oreal ซึ่งมีภาพพจนแยมากในสายตาแฟนๆ ของ
The Body Shop เพราะใชสัตวในการทดลองเครื่องสําอาง The Body
Shop จะถู ก ตั้ ง คํ า ถามจากแฟนพั น ธุ แ ทอยางหนั ก หนวงวา “ขาย
วิญญาณ” ไปแลวหรือเปลา) Ben & Jerry (ผูผลิตไอสกรีมรสโปรด
รสหนึ่งของผูเขียน คือ chunky monkey) IKEA และอีกหลายบริษัท
ไมนาแปลกใจที่รายงานความยั่งยืนของบริษัทผูบุกเบิกเหลานี้
จะอานสนุก สรางแรงบันดาลใจ และเปนแมแบบใหบริษัทอื่นๆ ศึกษา
บทเรียนเพื่อเลียนแบบหรือทําตาม โดยเฉพาะบริษัทที่กําลังสงสัยวา
จะตองทําอยางไรใหสาธารณชนเชือ่ วาบริษทั กําลังแสดงความรับผิดชอบ
ตอสังคมและสิ่งแวดลอมจริงๆ ไมใชทําเพราะอยาก “สรางภาพ” ใหดูดี
เปนครั้งคราวเทานั้น
บริษัทที่คิดแคอยากสรางภาพดวยซีเอสอารนั้น มักจะไมเขาใจ
หรือไมก็ไมเห็นดวยกับแนวคิด “การพัฒนาอยางยั่งยืน” เพียงแตอยาก
ฉวยโอกาสทํายอดขายหรือเพิ่มกําไรในระยะสั้น (เชน คิดวาภาพพจน
ของตนจะชวยดึงดูดลูกคาใหซื้อสินคามากขึ้นในโปรโมชั่นสุดพิเศษ
ลดแลกแจกแถมลาสุด ฯลฯ) ไมคิดอะไรลึกซึ้งหรือมองไกลกวาวันสง
งบการเงินของไตรมาสลาสุด
การแยกแยะบริษัทฉาบฉวยเหลานี้ออกจากบริษัท “ตัวจริง”
ในแวดวงซีเอสอาร เปนเรื่องที่แทบเปนไปไมไดเลยถาเราดูแคโฆษณา
ประชาสัมพันธหรือขาวเกี่ยวกับโครงการหรือกิจกรรมซีเอสอาร เพราะ

สฤณี อาชวานันทกุล :: 185

HOT ROUND&CROWDED.indd 185 1/1/70 7:39:53 AM


ขอมูลเหลานี้บันทึกเฉพาะจุดเริ่มตนของซีเอสอารเทานั้น (เชน วันที่ไป
ปลูกตนไม วันเปดหองสมุดโรงเรียนประถม ฯลฯ) ไมไดติดตามผล
หลังจากที่เวลาผานไปนานพอวา โครงการหรือกิจกรรมนั้นไดกอใหเกิด
ประโยชนตอสังคมหรือสิ่งแวดลอมจริงหรือไม มีความยั่งยืนหรือไม
ไมใชปลูกตนไมไปแลวตนไมตายหมดเพราะไมมีคนดูแลและปลูกผิดที่
สรางหองสมุ ด ไปแลวไมมี ห นั ง สื อ ใหอาน หรื อ ที่ แ ยกวานั้ น คื อ มี แ ต
หนังสือบริจาคที่ไมเหมาะสมกับนักเรียนประถม เชน นิตยสารแฟชั่น
เราวัด “ผลงานดานธุรกิจ” จากมูลคาและปริมาณของปจจัย
การผลิตไมไดฉันใด เราก็วัด “ผลงานดานสังคมและสิ่งแวดลอม” จาก
มู ล คาและปริ ม าณตนไมที่ บ ริ ษั ท ระดมพนั ก งานไปปลู ก ไมไดฉั น นั้ น
แตตองวัดจากตัววัดผลลัพธที่เกิดขึ้นจริง เชน ระดับความหลากหลาย
ทางชีวภาพที่เพิ่มขึ้นหลังจากปลูกปาไปแลวหนึ่งป คาใชจายที่ชาวบาน
ลดไดจากการเก็บของปาเพื่อบริโภคหรือขาย
บริษัทใดที่วัดและรายงานแตมูลคาของปจจัยที่เปน “ปจจัย
ผลิต” ไมใช “ผลผลิต” ของซีเอสอาร ก็แสดงวาเปนบริษัทที่ยังไมทํา
ซีเอสอารอยางจริงจัง และแนนอนวายังไมเปลี่ยนวิธีคิดเปน “ธุรกิจที่
ยั่งยืน”
บริ ษั ท ใดที่ วั ด “ผลลั พ ธ” ของซี เ อสอารแคมู ล คาพี อ ารของ
โครงการหรื อ กิ จ กรรมนั้ น ๆ ก็ แ สดงวาเปนบริ ษั ท จอมปลอมที่ ทํ า
ซีเอสอารเพราะอยากสรางภาพเปนหลัก ไมสนใจวาตัวเองรับผิดชอบ
ตอสังคมและสิ่งแวดลอมจริงหรือไม
เครื่องมือในการเปดเผยขอมูลอยางจีอารไอมีประโยชนมาก
ในการแยกแยะบริษัทตัวจริงออกจากบริษัทจอมปลอม เพราะบริษัท
ที่ทําซีเอสอารอยางจริงจังยอมตองการวัดผลสําเร็จของโครงการอยาง
จริงจัง เพื่อรายงานผลนั้นใหผูมีสวนไดเสียทุกฝายไดรับรู และอาจจะ
อยากเสริมสรางภาพลักษณขององคกรดวย แตบริษัทที่ทําดีก็นาจะมี
ความชอบธรรมในการไดรับเครดิตจากการทําดีดังกลาว

186 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 186 1/1/70 7:39:54 AM


ในประเทศไทย เนื่องจากบริษัทที่ใชจีอารไอวัดและรายงาน
ผลลั พ ธของโครงการและกิ จ กรรมซี เ อสอารยั ง มี จํ า นวนนอยมาก
สื่ อ มวลชนและเอ็ น จี โ อจึ ง นาจะมี บ ทบาทสํ า คั ญ ในการรายงานและ
ติดตามผลลัพธของโครงการเหลานี้ เพื่อชวยภาคประชาสังคมแยกแยะ
บริ ษั ท ตั ว จริ ง ออกจากบริ ษั ท ตั ว ปลอม แตโชครายที่ สื่ อ มวลชนไทย
สวนใหญยั ง “ทํ า ขาว” ดวยการแปะ “ขาวประชาสั ม พั น ธ” ที่ ฝ าย
ซีเอสอารของบริษัทตางๆ สงมา ไมมีการวิพากษวิจารณหรือสัมภาษณ
กลุมผูมีสวนไดเสียทีเ่ ปนเปาหมายของโครงการวาคิดอยางไร ในขณะที่
เอ็นจีโอไทยสวนใหญก็ไมสนใจวงการซีเอสอารเลย หรือไมก็จองจับผิด
เพราะเชื่อวาขึ้นชื่อวานักธุรกิจก็เลวทั้งนั้น ทุกบริษัทดีแตสรางภาพ
ไมควรเสียเวลาไปสนใจ ฯลฯ
เนื่องจากภาคธุรกิจเปนภาคสวนที่มีทุนและอิทธิพลสูงที่สุดใน
สังคม ถาธุรกิจไมเปลี่ยนกระบวนทัศนในการดําเนินธุรกิจเสียใหม จาก
การแกงแยงแขงขันในทางที่ “วิ่งแขงไปสูจุดเสื่อม” เชน แขงกันตัดราคา
ทํ า สิ น คาใหคุ ณ ภาพแยลงหรื อ มี อ ายุ สั้ น กวาเดิ ม ไปสู กระบวนทั ศ น
“ธุรกิจที่ยั่งยืน” ที่คํานึงถึงประโยชนของผูมีสวนไดเสียทุุกฝาย ระบอบ
เศรษฐกิจระดับประเทศก็ไมมีทางที่จะยั่งยืนไดจริง
แตภาคธุรกิจก็ไมมีทางทําธุรกิจอยางยั่งยืนได ตราบใดที่มอง
ไมเห็ น ผลกระทบดานสั ง คมและสิ่ ง แวดลอมของธุ ร กิ จ เพราะธุ ร กิ จ
ไมสามารถบริหารจัดการกับอะไรก็ตามที่มองไมเห็น การพัฒนาอยาง
ยั่งยืนจึงไมมีวันเกิดอยางเปนระบบถาปราศจากการวัดผลและเปดเผย
ผลงานดานสังคมและสิ่งแวดลอมของบริษัทอยางโปรงใสและครบถวน
สมบูรณ ทั้งแงบวกและแงลบ
ความนิยมที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ของเครื่องมืออยางจีอารไอ สวนหนึ่ง
เปนผลของแรงกดดันของผูมีสวนไดเสียภายนอก (หมายความวาไมได
เปน “ผูมีสวนไดเสียภายใน” ที่มีผลประโยชนโดยตรงในฐานะผูมีสวน
เกี่ยวของอยางเปนทางการกับการทําธุรกิจของบริษัท เชน พนักงาน

สฤณี อาชวานันทกุล :: 187

HOT ROUND&CROWDED.indd 187 1/1/70 7:39:54 AM


แรงงาน เจาหนี้ ผูถือหุน และซัพพลายเออร) ไมวาจะเปนประชาชน
เอ็นจีโอ หรือภาครัฐ ที่กําลังเรียกรองใหภาคธุรกิจมีความรับผิดชอบ
ตอสังคมและสิ่งแวดลอมมากกวาเดิม
จอหน เอลกิงตัน (John Elkington) นักวิเคราะหและนักธุรกิจ
ผู ประดิ ษ ฐคํ า วา “triple bottom line” (ไตรกำไรสุ ท ธิ ) เพื่ อ สรุ ป
กระบวนทั ศ นใหมที่ เ ชื่ อ วาธุ ร กิ จ ตองประเมิ น ผลการดํ า เนิ น งานใน
สามมิ ติ คื อ Profits (เศรษฐกิ จ ) People (สั ง คม) และ Planet
(สิ่งแวดลอม) เขียนในหนังสือเรื่อง The Ecology of Tomorrow’s
World (ระบบนิเวศของโลกอนาคต) ตั้งแตป 1980 ไววา
“triple bottom line ชวยใหบริษัทใหความสําคัญไมเพียงแต
เฉพาะกั บ มู ล คาทางเศรษฐกิ จ ที่ พ วกเขาสราง แตกั บ มู ล คาทาง
สิ่งแวดลอมและสังคมที่พวกเขาสรางและทําลายดวย ในความหมายที่
แคบที่สุด คําวา ‘triple bottom line’ ควรใชเปนกรอบคิดสําหรับการวัด
และรายงานผลงานของธุ ร กิ จ ในมิ ติ ข องเศรษฐกิ จ สั ง คม และ
สิ่งแวดลอม”
หลังจากที่เอลกิงตันเขียนหนังสือเลมนี้ สถานการณก็เลวราย
ลงเรื่อยๆ พรอมกับความหลงระเริงของภาคธุรกิจที่มุงแตทํากําไรสูงสุด
และความลมเหลวหละหลวมของภาครัฐในการออกกฎเกณฑบังคับให
ภาคธุ ร กิ จ รั บ ผิ ด ชอบตอผลกระทบที่ เ กิ ด กั บ สั ง คมและสิ่ ง แวดลอม
ซึ่งตองมีคาใชจายจริงๆ (เชน ดวยการเก็บภาษีมลพิษ) สาเหตุหลัก
เนื่องจากภาครัฐนั้นงุมงาม เชื่องชา และไรประสิทธิภาพ จนไมมีวัน
ตามทั น ภาคธุ ร กิ จ และภาคธุ ร กิ จ เองก็ มี อิ ท ธิ พ ลเหนื อ ผู มี อํ า นาจ
ทางการเมื อ งหรื อ ไมก็ กุ ม อํ า นาจนั้ น เสี ย เอง ดวยเหตุ นี้ จึ ง ไมนา
แปลกใจที่เอลกิงตันจะเขียนวิพากษอยางแหลมคมและดวยน้ำเสียง
ที่เรงดวนกวาเดิม ในหนังสือชั้นยอดเรื่อง Cannibals With Forks
(มนุษยกินคนแบบละเมียด) ซึ่งโปรยปกวา The Triple Bottom Line of
21st Century Business (ไตรกำไรสุทธิของธุรกิจในศตวรรษที่ 21)
ตอนหนึ่งวา
188 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 188 1/1/70 7:39:55 AM


ในระบอบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่วิวัฒนาการไปเร็ว
มากนั้น กฎธรรมชาติคือบริษัทเขมือบบริษัทคูแขง อุตสาห-
กรรมแกงแยงแบงเคกและสวาปามอุ ต สาหกรรมอื่ น ใน
สถานการณเชนนี้ ทุนนิยมที่ยั่งยืน ซึ่งเปนรูปแบบใหมของ
ทุนนิยมใชสอม (คือกินแบบมีมารยาท) ที่กําลังอุบัติขึ้น จะเปน
ความกาวหนาที่แทจริงอยางแนนอน

ผูเขียนหวังวา เรื่องราวของความเกี่ยวพันระหวางมาตรฐาน
การเปดเผยขอมูลดานซีเอสอารและแนวคิด “การพัฒนาอยางยั่งยืน”
ที่นํามาถายทอด จะทําใหทุกทานมองเห็นความสําคัญของซีเอสอาร
ที่แทจริง โดยเฉพาะซีเอสอารที่ยึดโยงกับวิสัยทัศนและพันธกิจของ
บริษัทอยางเขาใจในแนวคิด “ธุรกิจที่ยั่งยืน” และดังนั้นจึงผนวกผสาน
อยู ในกระบวนการทํ า ธุ ร กิ จ ของบริ ษั ท (หรื อ ที่ มี ศั พ ทเฉพาะแลววา
“in-process CSR”)
ประเด็ น หนึ่ ง ที่ น าคิ ด คื อ ประโยชนของซี เ อสอารตอผล
ประกอบการของบริษัทมักจะเกิดขึ้นในระยะยาว และอาจไมอยูในรูป
ยอดขายเพิ่ ม หรื อ กํ า ไรเพิ่ ม แตปรากฏชั ด เจนวาเปนประโยชนก็
ตอเมื่อเกิดเหตุการณที่ไมคาดฝน เชน ถาบริษัททําธุรกิจอยางเปยม
ความรั บ ผิ ด ชอบดวยความจริ ง จั ง และจริ ง ใจมานานหลายป อยู มา
วันหนึ่งมีคนกลาวหาวาบริษัทขายสินคาที่หมดอายุแลว บริษัทนั้นอาจ
พบวาตนมี “ทุ น ชื่ อ เสี ย ง” เพี ย งพอที่ จ ะยื น หยั ด พิ สู จ นขอกลาวหา
ดังกลาว โดยไมเสียลูกคาที่เปนขาประจําเพราะประทับใจในแนวทางทํา
ธุรกิจของบริษัท มากเทากับที่จะเสียถาไมเคยสนใจที่จะทําธุรกิจอยาง
รับผิดชอบ ดังนั้นถามองอยางนี้ ซีเอสอารบางกรณีอาจเปรียบเสมือน
การซื้อประกันความเสี่ยง มากกวาการสรางรายไดหรือผลกําไร
บริษัทที่เขาใจในซีเอสอารที่แทจริงยอมมีวิสัยทัศนยาวไกลกวา
บริษัทคูแขง และเชื่อมั่นวาการทําธุรกิจแบบมีซีเอสอารนั้นจะขับเคลื่อน
ธุรกิจใหรุงเรืองและยั่งยืนในระยะยาว ถึงแมวาการทำซีเอสอารอาจมี
สฤณี อาชวานันทกุล :: 189

HOT ROUND&CROWDED.indd 189 1/1/70 7:39:55 AM


ตนทุนทางการเงินที่บริษัทตองแบกรับในระยะสั้น และเหนือสิ่งอื่นใด
บริษัทแบบนี้เขาใจวาถาสังคมอยูไมได ธุรกิจก็อยูไมได.

ตีพิมพครั้งแรกใน หนังสือพิมพ ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2551


22 มกราคม พ.ศ. 2552 และ 5 มีนาคม พ.ศ. 2552

190 : : ลองคลื่นโลกาภิวัตน เลม 2

HOT ROUND&CROWDED.indd 190 1/1/70 7:39:56 AM


HOT ROUND&CROWDED.indd 191 1/1/70 7:39:56 AM
HOT ROUND&CROWDED.indd 192 1/1/70 7:39:56 AM