You are on page 1of 37

ห น า | 1

เอกสารประกอบการบรรยาย
โครงการอบรมหลักการเรียนและเทคนิคการเขียนตอบปญหากฎหมายวิธีสบัญญัติ รุนที่ 2
กลุมกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง
วันเสารที่ 2 ธันวาคม 2560 เวลา 9 – 16 นาฬิกา
เนติบัณฑิตยสภา
อ.พลภวิษย พันธุคาํ เกิด*

สวนที่ 1 หลักการและเทคนิคเขียนตอบขอสอบกฎหมาย

สิ่งจะกลาวตอไปนี้เปนเทคนิคการเขียนตอบ ที่ผูเขียนฝกฝนและพัฒนาตัวเองมาตั้งแตเรียนป 1 จนสอบผูชวยฯสนาม


ใหญ (รวม 8 ปกวา) คิดวาคงจะเปนประโยชนแกทานทั้งหลายอยูบาง โดยใชไดดีไมผิดระเบียบการสอบอีกดวย แตเพียงแคเขา
มาอานจะยังนําไปใชไมได ทานจะตองฝกฝนการเขียน แลวก็เขียน เขียนๆๆๆ ตามที่แนะนําดังนี้ จึงจะถือวาไดรับการถายทอด
วิชานี้ไปโดยสมบูรณ
1. รูจักการไฮไลทคําตอบโดยไมตองใชไฮไลท : สิ่งที่ระเบียบการสอบไมเคยกําหนดเลยคือวาจะตองใชตัวอักษร font
ไหน และใชอักษรขนาดเทาใด --> ตรงนี้เปนจุดที่เราหยิบมาเปน “Tactics” เพื่อที่จะเนนคําใหที่ตองการแสดงใหทานผูตรวจ
ใหคะแนนในจุดนั้นไดดวยการรูจัก “การเขียนตัวเล็กบาง ตัวใหญบาง บรรจงบาง หวัดบาง” เพื่อใหทานผูตรวจสะดุดตาในคํา
หรือประโยคนั้นที่เราตั้งใจจะใหทานใหคะแนนเราในจุดนี้ – ถา เราตองการเนนตรงไหนใหเขียนใหญๆ ชัดๆ สวยๆ (ถา เขียน
สวยไมเปนก็ใหใชสูตรทานอาจารยเกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์ คือเขียนใหมีหัวเขาไว ยังไงก็อานออก) เพราะนอกจากจะเปนการ
ปองกันไมใหทานผูตรวจอานผานประโยคสําคัญของเราไปแลว ยังเปนการแสดงใหทานผูตรวจเห็นดวยวา เราก็รูนะวาประเด็น
จุดใดในขอนี้ที่สําคัญหรือไมสําคัญ – สวนอะไรที่ไมสําคัญเชน การหยิบตัวบทมาวางในกระดาษคําตอบ (ในทอนที่แคหยิบตัว
บทมา ไมใชทอนปรับบทซึ่งเราตองเนน) นั้น เราก็อาจจะเขียนหวัดๆ เร็วๆ ใหมันผานๆไปเพื่อที่จ ะไปเนนในจุดที่สําคัญใหได
คะแนนเนื้อๆมา เราจึงควรยึดหลักในการเขียนตอบทุกสนามวา “อะไรเขียนสั้นไดใหสั้น เร็วไดใหเร็ว ” และคาถาของทา น
อาจารยไพโรจน วายุภาพ คือ“ถูกตองไดเต็ม ผิดตองไมศูนย”
2. รูจักใชศิลปะลําดับประโยคใหมเพื่อใหนําเสนอประเด็นที่สําคัญเทานั้น : เชน ขอสอบใดมีปญหาใหเราวินิจ ฉัยวา
นาย ข. จงใจหรือประมาทเลินเลอทําใหนาย ก. ถึงแกความตายหรือไม กรณีนั้นเขามาตรา 420 หรือไม หรือไปเขา มาตราอื่น
เชนนี้ ถาเรายกป.พ.พ. มาตรา 420 มาทั้งหมด แลวคอยไลปรับขอเท็จจริง เชน ถาเราเขียนวา “ป.พ.พ. มาตรา 420 วางหลัก
วา ผูใดจงใจหรือประมาทเลินเลอ ทําตอบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย ใหเขาเสียหายถึงแกชีวิต ผูนั้นตองรับผิดชดใชคาสินไหม
ทดแทนเพื่อการนั้น เมื่อนาย ก. ไดกระทํา...............” จะทําใหทานผูตรวจยังมองไมเห็นวาจุดสําคัญมันอยูตรงไหน เราตองการ
เนนเรื่อง จงใจ/ประมาท หรือเนนคําวา โดยผิดกฎหมาย หรือเนนวาเปนเรื่องความเสียหายตอชีวิต จุดไหนกันแน – กลับกัน
หากเราใชศิลปะจัดลําดับคําใหม ลองเปนวา “กรณีความตายของนาย ก. นั้น เกิดจากการที่นาย ข. ทํา ละเมิดโดยจงใจหรือ
ประมาทเลินเลอตามมาตรา 420 หรือไม เห็นวา การที่นาย ก. ไดกระทํา...........(ปรับบทไป)............” แบบนี้จะกระชับสั้น ได
ใจความวาเรากําลัง focus ที่เรื่อง“จงใจ/ประมาทเลินเลอ” เทานั้น ทั้งยังทําใหทานผูตรวจ มองเห็นประเด็นไดชัดเจนตามเรา
ไปดวย

*
ผู พิ พ ากษาประจํ า ศาลจั งหวั ด แพร (ผู ช ว ยผูพิ พ ากษา รุ น ที่ 66) น.บ. (ธรรมศาสตร) , น.บ.ท. สมั ยที่ 66, ประกาศนี ยบั ต รศึ ก ษากฎหมายภาคฤดูใ บไม ผ ลิ
มหาวิทยาลัยพาสเซา สหพัน ธสาธารณรัฐเยอรมนี (CPG Spring School 2012 Scholarship)
ห น า | 2

3. รูจักใชคําวา“นั่นเอง”ใหเปนผลบวกเชิงจิตวิทยา : ปกติแลวเวลาเราตอบขอสอบกฎหมาย ก็จะหยิบขอเท็จจริง


มา หยิบหลักกฎหมายหรือหลักตามฎีกามาปรับกับ ขอเท็จจริง แลวสรุปผลไปตามเรื่องตามราว แตหากผูสอบรูจักใชคําวา
“นั่นเอง” ตอทายเปนคําสุดทายของยอหนาที่เราตอบ จะเปนการแสดงภูมิรูของเราใหทานผูตรวจรูสึกวา “เจานี่มันรูลึกรูจริง”
ทํานองเปนการเขียนในเชิงแสดงสถานะวาผูสอบอยูเหนือกวาขอสอบอยางแทจริง
4. อยาเขียนคําวา“หาไดไม”ถาไมเชี่ยวพอ : การที่เราใชคําวา “หาไดไม” นั้น แสดงวาเราตองเขียนในเชิงประโยค
บอกเลาๆๆๆมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเราตอนจะจบประโยคเราถึงจะมาใสคําวา “หาไดไม” – การเขียนแบบนี้ ทํา ใหทานผูตรวจ
อานลํา บาก เพราะอาจสับสนกับ ผูสอบวา ตกลงเห็นวา ใชหรือ ไมใช โดยเฉพาะในกรณีที่ผูต อบเผลอไปใสทั้งคํ าวา “ไม ”
ดานหนา แลวพอตอนทายก็ดันเผลอมาใส “หาไดไม” อีกครั้งอีก ทําใหเปนประโยคปฏิเสธซอนปฏิเสธซึ่งเทากับเปนประโยค
บอกเลา แบบนี้ตายสนิทเลย! เพราะทานผูตรวจอาจถือวาเราไมเกงพอแลวยังใชประโยคไมรอบคอบแบบนี้จะเปนการฆาตัว
ตายชัดๆ เชนนี้ ครูบาอาจารยจึงสั่งนักสั่งหนาวาอยาใชคําวา “หาไดไม” ถาไมเชี่ยวพอ
แลวทําอยางไรถึงจะเรียกวาเชี่ยวชาญพอ : ถาเราจะเขียน “หาไดไม” ควรมั่นใจจริงๆวา มันเปนคําในฎีกาที่จะใชตอบ
จริงๆแลวเราดันจําเหตุผลในฎีกาไดทั้งหมดเลยซึ่งก็มีคําวา “หาไดไม” ดวย อยางนี้ก็นาเขียน เพื่อแสดงภูมิรูวาเราอานฎีกานั้น
มาจริงนะ แตก็ควรปองกันไว ดวยการเขียนคําวา"หาไดไม"ใหตัวใหญเขาไว
5. ดังนั้นการตั้งรูปประโยคปฏิเสธตามปกติ จึงควรใชแคคําวา “ไม” หรือ “ไมอาจ” หรือ “ไม....”อะไรก็แลวแต
วางไวตั้งแตตนประโยค เทานี้กเ็ พียงพอแลว – แตโดยปกติผูเขียนจะใชคําวา “มิ” มากกวาคําวา“ไม” เพราะประหยัดเวลา
ในหองสอบมากกวา [เพราะระลึกทุกขณะวาแมเสี้ยววินาทีในหองสอบก็มีคามากมาย เราจะไมยอมเสียวินาทีเหลา นั้นไปเพื่อ
กลับมาสอบใหมอยางแนนอน] แลวก็ตามดวยประโยคตามที่เราตั้งใจจะตอบไปเรื่อย ๆ – แตถาหากวา หลังคําวาไมนั้น มันยาว
(คือมีประโยคหรือคําอะไรตามมาเยอะๆ) ผุเขียนก็จะใสคําวา “แตอยางใด” พวงทายประโยคปฏิเสธนั้นไวตลอด เพื่อเปนการ
ปองกันทานผูตรวจสับสนกับรูปประโยคความซอนของเราซึ่งเขียนไวยาวมาก
6. ฝกใชประโยคความซอนใหเชี่ยวชาญ : เวลาเขียนตอบมักจะมีโอกาสใชคําวา “ใน ที่ ซึ่ง อัน” อยูเสมอ ควรเขียน
ตอบไวใหเชี่ยวชาญ เวลาใชในขอเดียวกัน พยายามอยาใชซ้ําๆกัน ใหเปลี่ยนคํา ไปมาอยูเรื่อย – โดยเฉพาะสนามสอบผูชวยผู
พิพากษานั้น เรื่องนี้สําคัญมาก เพราะการสอบผูชวยฯ คือทานตองการคัดคนมาเปนผูพิพากษา อยากไดคนที่ทํางานดี งานสวย
ถาเราเรียบเรียงประโยคไดสละสลวย ทานผูตรวจก็อยากไดเรามาทํางานใหองคกรดวย แบบนี้คะแนนก็จ ะดีกวาคนที่ไมมีไหว
พริบในการเลือกใชคํามาเขียนลงในกระดาษคําตอบ – ประโยคความซอนก็คือ ประโยคหลักที่มีสวนขยายเปนประโยคมาตอกัน
เปนประโยคใหญประโยคเดียว ซึ่งถาคนใชเปน จะทําใหเขียนดั่งสายน้ํา ไลตอบไปในประเด็นเดียวไดตั้งแตรวดเดียวจนจบ ทาน
ผูตรวจแทบอยากจะแถมคะแนนศิลปะการเขียนนี้ใหเลย
7. ยอหนาบอยๆ : การยอหนาบอย ๆ ทุกครั้งที่ขึ้นประเด็นใหม จะทํา ใหทานผูตรวจมีโอกาสนับคะแนนไดจํานวน
มากกวาการที่เราเขียนยาวเปนพรืดเดียวอยางแนนอน ผูเขียนเองใชวิธีนี้มาตลอดตั้งแตเรียนธรรมศาสตร ก็รูสึกทุกครั้งวา มี
โอกาสไดคะแนนมากกวาขอที่เราไมยอหนา ทั้งยังทําใหทานผูตรวจไดพบประเด็นของเรางายกวาอีกดวย
8. ลงเลขมาตราเยอะๆ : ผูสอบจะตองจดจําเลขตัวบทใหได ขอดีมีมากมายมหาศาล! เพราะการลงเลขมาตราไดเยอะ
ๆ ในกระดาษคําตอบ (ถาลงเลขถูก) จะทําใหทานผูตรวจมองไดวาเรามีความเชี่ยวชาญในการปรับใชกฎหมาย ซึ่งเปนเรื่องที่นา
ใหคะแนนดี + อีกทั้งการใสตัวเลขลงในกระดาษที่มีตัวอักษรเต็มไปหมดนี้ ยอมทําใหทานผูตรวจไดส ะดุดตากับตัวเลขของเรา
เปนเรื่องดีมากเพราะสรางพื้นที่ใหคะแนนและทําใหทานอานงายดวย
9. เวลาเราทดสิ่งตางๆดวยเลขมาตราลงในกระดาษคําถามตอนคิดหาคําตอบ (กอนที่จะลงมือเขียนคําตอบ) ก็จะ
ทําใหเราประหยัดเวลาไดมากกวาการทดดวยตัวอักษรซึ่งตองเขียนทดนานกวา อีกทั้งการทดในคําถามดว ยตัว เลขมาตรา ยัง
ไมทําใหเราลืมใสเลขมาตราในกระดาษคําตอบอีกดวย
ห น า | 3

10. ไมมีขอหามใชปากกาไฮไลทในกระดาษคําถาม : ปกติเวลาผูเขียนเจอขอเท็จจริงที่แทรกอยูในหลืบ หรือเปนคํา


สั้นๆเล็กๆ ถารีบอานจะมองขามผานไปเลย คือดูแลว กลัว วาตอนกลับมาเขียนตอบจะลืมเอาไปใส จะแตมไฮไลทไว หรือใช
ปากกาแดงวงไว จะไดเปนที่สังเกตไวเตือนตัวเองไดวา ตอนเขียน หามลืมเขียนตอบเด็ดขาด
11. ในการใชตัวยอ ชื่อกฎหมายใหเขียนยอได เชน เขียน “ป.พ.พ.” หรือ “ป.วิ.อ.” ก็นาจะเพียงพอ [แตถาเปน
“รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย” ควรเขียนเต็ม] แต “มาตรา” ควรใชคําเต็ม พยายามอยา “ม.”
12. ปกติเวลาจะวางหลักตามตัว บท อาจใชคําวา “ป.วิ.อ. มาตรา 172 วรรคสอง วางหลักวา/มีใจความวา ........
(เนื้อความในกฎหมาย).......” แตถาเรารีบ อาจใชคําสั้นไปเลยเชน “ตามป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรค 2 นั้น (แลวใสเนื้อความใน
กฎหมายไปเลย!)....” ก็ทําใหเราประหยัดเวลาไดหลายวินาที (ซึ่งผูเขียนจะใชแบบหลังมากกวาเสมอ เพราะเร็ว) – แตสิ่งที่ควร
หลีกเลี่ยงคือคําวา “บัญญัติวา” เพราะถาเราจําไมไดเปะ แลวใชคํานี้ จะตองถูกหักคะแนนทันที
13. ควรวางหลักมากนอ ยแคไหน : เราตองดูเปนรายขอไปเลยวา ขอนั้นมีประเด็นใหเราทํามากหรือนอย เชนขอ
ครอบครัวมรดก หรือขออาญาทั่วไป ในสนามเนติ-อัยการ-ผูพิพากษา เชนนี้คงไมมีเวลาใหว าง แคจะนั่งคิด+ปรับ ใหค รบก็กิน
เวลาขออื่นไปบางดวยแลว – เวนแตขอสอบประเด็นนอย อยางเชนขอสอบเนติ อาญา สมัยที่ 66 ขอ 4. เลนอยูแค 2 ประเด็น
คือประเด็นอั้งยี่ กับประเด็นซองโจร แบบนี้ เราก็ตองอธิบายหลักคือ 1.วางตัว บท + 2.อธิบายตัว บท + 3.ดึงขอเท็จจริงจาก
โจทยลงมา + 4.ปรับบท + แลว 5. สรุป เพราะเวลามันเยอะเกินกวาประเด็น เราก็ตองคอยๆอธิบายไป เดินชาๆ ถาเราทํา เร็ว
เกินไป ทานผูตรวจก็อาจหาที่ใหคะแนนไดไมครบ 10
แตหากเปนขอสอบชั้นปริญญาตรี ควรวางหลักทุกครั้ง (สวนรูปแบบวาควรวางหลักทั้งหมดไวแตตน ขอ หรือควรวางมา
ในแตละประเด็นๆไปนั้น คงตองเลือกใชใหถูกกับความนิยมของทานผูต รวจแตละคน : แตสําหรับผูเขียนจะใชวิธีหลัง เพราะทํา
ใหการอธิบายนั้นลื่นไหล งายตอการใหเราอธิบายแจกแจงเปนประเด็นๆไป และไมตองเปนภาระของทานผูตรวจที่ตองกลับไป
พลิกดูตอนตนขอวาเราวางหลักวาอยางไร เพื่อปองกันปญหาวาทานอาจหาหลักในประเด็นนี้ที่เราวางไมเจอดวย)
14. กรณีจําวรรคไมได วาอยูวรรคที่เทาไร ถาหากโชคดีคือวรรคที่เราจะใชตอบนั้นเปนวรรคสุดทาย ก็ไมตองใสเลข
วรรค ใหใชคําวา “วรรคทาย” ไปเลย ยังไงก็ถูก
15. Focusไปที่คําถามกอน คอยมาอานขอเท็จจริง : ในขอสอบจะประกอบดวย 2 สวนคือ ขอเท็จจริงยาวๆ กับ
คําถามที่อยูบรรทัด/ยอหนาสุดทาย – ทุกครั้งใหเรา Focus ไปที่คําถามกอน คอยยอนมาดูขอเท็จจริง จะทําใหเราทําขอสอบได
ดีเยี่ยม เพราะเรารูแลววาเขาตองการอะไรจากเรา เราก็เลือกหยิบขอเท็จจริงที่ตรงกับที่ทานถาม มาปรับตอบใหครบถวน – วิธี
นี้นอกจากปองกันการพลาดตอบไมครบไดแลว ยังชวยใหทําเร็วขึ้นอยางผิดหูผิดตา!
16. ดูใหออกวาขอสอบออกตามฎีกาที่วางหลักหรือฎีกาเฉพาะเรื่อง : ฎีกาที่เราตองดูดีๆมี 2 ประเภท : ถาเปนขอที่
ออกฎีกาที่มาเปนขอเท็จจริงเฉพาะเรื่องนั้น ขอสอบมักจะยาวๆ จนเรารูสึกไดเลยวา ยาวเกินกวาสัดสวนของประเด็นที่เราตอง
ตอบ (คือแคประเด็นเดียว ตองหยิบขอเท็จจริงมาเยอะมาก จนเรารูสึกวาไมไดสัดสวนกัน) แบบนี้เรามองขอสอบปุบก็รูไดทันที
วา ไมไดออกหลักแลว เปนการออกฎีกาเฉพาะเรื่อง
17. เจอหลุมใหกลบหลุมกอนอยาเพิ่งกระโดดขาม : ถาคําถามไมไดถามไปถึงขอเท็จ จริงบางสว น แตขอเท็จ จริงที่
ไมไดเปนประเด็นโดยตรงนั้น เราก็ยังตองนําขอเท็จจริงสวนนั้นมาตอบดวย โดยตอบในทํานองวา “แม........... แตก็ไมไดกระทบ
กับ.................” อะไรทํานองนี้ – การที่เราหยิบขอเท็จจริงที่วลีหรือประโยคมาตอบไดหมดครบถวนบริบูรณ ถาเราตอบเหตุผล
ตามฎีกาหรือตามหลักการไวอยางดีแลว ทานผูตรวจจะมองวาเราเปนคนรอบคอบ และคะแนนเต็มไมหนีไปไหนแนนอน จําไว
วา ถาเราเจอหลุม ใหกลบหลุมกอน คอยเดินผานไป อยากระโดดขาม (ทา นอ.พัชยา น้ําเงิน เปนผูส อนผูเขียนตั้งแตหัดเขียน
ตอบตอนป 1)
18. ขอสอบที่ออกตามแนวฎีกานั้น : ทานผูออกขอสอบมักจะนํา ขอเท็จ จริงในฎีกา “ฉบับยอยาว” (ไมใชยอสั้น
แบบที่เราชอบอานกันตามสารบาญฎีกา) มาตั้งเปน “ขอเท็จจริงในขอสอบ” ดังนั้น ผูที่มีเวลาเตรียมสอบในระยะยาว จะตอง
ห น า | 4

อานฎีกายอยาวตั้งแตทอนที่วา “ขอเท็จจริงรับฟงเปนยุติวา..............” พวกนี้แหละจะถูกนํามาออกเปนขอเท็จจริงในขอสอบ


สวนตั้งแตประโยคที่วา “คดีมีปญหาตองวินิจฉัยวา................หรือไม (จากนั้นอาจจะมีคําวา “โจทกมี....................จํา เลยมี
..............” พวกนี้ เปนการกลาวถึงการนําสืบพยาน ใหเราขามไป) ใหเราไป focus ทีเดียวตรงคําวา “เห็นวา.................” แลว
หลังจากคําวาเห็นวา จะเปน “ธงคํา ตอบ” ที่เปนสวนที่ใหคะแนนเราเต็มๆนั่นเอง – และสว นตัว ผูเขียนเองตอนเตรียมสอบ
ผูชวยก็อานยอยาวเสมอ ไมนิยมอานยอสั้นเพราะจะเขาใจขอเท็จจริงไดไมครบ
19. วิธีอานฎีกาที่ดีนั้น : ผูเรียนตองทําความเขาใจหลักการในเรื่องนั้นใหกระจางกอน-->จึงจัดหมวดหมูฎีกาลงไป
ตามล็อคความเขาใจของเรา-->แลวคอยจดจําแบบซึมซับเขาไปในจิตสํานึกความเปนนักกฎหมายของเรา (แบบที่ทา นอ.
วิวัฒน วองวิวัฒนไวทยะ สอนทํานองวา อานฎีกาทุกครั้ง ใหสํานึกวามันคือเรื่องจริง มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงทั้งนั้น ลองสมมติ
ตัวเองเปนบุคคลในฎีกา ถา ตองเจอเหตุการณแบบนั้น เราจะรูสึกอยา งไร เรายอมรับเหตุผลในคํา พิพากษานั้นไดห รือไม –
เชนนีจ้ ะทําใหเราจดจําเหตุผลทางกฎหมายเขาไปในจิตใจของเราตั้งแตการอานครั้งแรกครั้งเดียวเลย – แตถาจํา ไมไดใหทอง
การทองนั้นผูเขียนจะใชเปนวิธีสุดทาย ไมใชวิธีที่ทําเปนลําดับแรก เพราะถา ใหมานั่งทองจําทุกฎีกาที่เจอแบบนี้ สอบไมผา น
แนนอน มันจําไมไหว
20. รูปแบบการเขียนตอบมาตรฐานที่กระชับ ไมเยิ่นเยอ และใชประจําคือ : “การที่นายเอได........................ เปนกรณี
ที.่ .................. จึงทําให......................... ดังนี.้ ............................. (แลวปดทายดวยคําวา) นั่นเอง”
21. หามลอกโจทกโดยที่ไมตรงประเด็น : เสียเวลานอกจากไมไดคะแนนแลว ยังอาจเสียอารมณทา นผูตรวจ พลอย
ทําใหสวนอื่นที่เราตอบดูไมดีไมนาใหคะแนนไปดวย
22. หากเรารีบเพราะทําไมทนั คําวา“ปรากฏวา” “เมื่อขอเท็จจริงปรากฏวา” เปนคําที่ใชเวลามาก ตองไมเขียนคํา นี้
หรือใชคําสั้นๆไปเลยเชน “เมื่อ” พอแลว
23. แตคําวา“เมื่อขอเท็จจริงไมปรากฏวา”ตองรูจักใชใหเปน : เพราะเวลามีประเด็นที่เราตองอาศัยขอเท็จจริงอื่น
มาประกอบการพิจารณา เชน “เมื่อขอเท็จจริงไมป รากฏวานายออฟไมสุจริต อยา งไร นายออฟจึงไดรับประโยชนจ ากขอ
สันนิษฐานตามป.พ.พ. มาตรา 6 วา นายออฟกระทําการโดยสุจริต เมื่อนายออฟไดจดทะเบียนรับ โอนอสังหาริมทรัพยพิพาท
โดยเสียคาตอบแทน และโดยสุจ ริตตามผลแหงบทบัญญัติดังกลาว จึงเปนบุคคลภายนอกที่ไดรับความคุมครองตามมาตรา
1300 ที่นายคุณไมอาจเพิกถอนการโอนระหวา งนายออฟกับนายบอบได ” หรือ เชน “เมื่อขอเท็จจริงไมปรากฏวาด.ช.แมว
ไดรับความยินยอมใหทํานิติกรรมจากนายตน บิดาโดยชอบดวยกฎหมายซึ่งเปนผูแทนโดยชอบธรรม นิติกรรมทีด่ .ช.แมวกระทํา
ลงยอมตกเปนโมฆียะตามมาตรา 21” – และพึงระลึกไววา เวลาขอสอบไมไดใหขอเท็จจริงอะไร อยาไปเขียนเด็ดขาดวา
ขอเท็จจริงจึงไมใชอยางนั้น ขอเท็จจริงจึงนาจะเปนแบบนี้ หามเขียน – ใหใชแควา “เมื่อขอเท็จจริงไมปรากฏวา” เทานี้ก็
เพียงพอ และถูกตองที่สุดแลว
24. รูจักวิธีปรับเลขมาตราหลายๆมาตรา : คําที่ตองใชสําคัญๆ มีดังตอไปนี้
- “และ” ใชเมื่อเราตองการจะใชหลายมาตรา แตมาตราเหลานี้ ไมไดเกี่ยวโยงกันโดยตรง ไมไดเปนเหตุและผลซึ่ง กันและ
กัน ไม ไ ดอ าศัย กั นและกั น เช น “การกระทํ า ของนายแดงเป น ความผิ ดตาม ป.อ. มาตรา 188 และมาตรา 334”
- “ประกอบ” ใชเมื่อเราตองการจะใชหลายมาตรา อีกทั้งมาตราเหลานี้ ก็เกี่ยวโยงกันโดยตรง เปนเหตุและผลกัน อาศัยกัน
โดยตรง เชน “นายแดงจึงมีความผิดฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน ตามป.อ. มาตรา 365(3) ประกอบมาตรา 364” หรือ
“นายดําจึงตองรับผิดใชคาสินไหมทดแทนในกรณีที่การชําระหนี้ตกเปนพนวิสัยเพราพฤติการณที่ตนตองรับผิดชอบ ตามป.พ.พ.
มาตรา 218 ประกอบมาตรา 222”
ตัวอยางการใชทั้ง “และ” กับ “ประกอบ” ที่ดียิ่งคือ “ฉะนั้นจําเลยที่ 2 ในฐานะตัวการและเจาสํานักโรงแรมจึงตองรับผิดเพื่อ
ความสูญหายอันเกิดแตทรัพยสินของแขกอาศัยตามมาตรา 427 ประกอบมาตรา 425 และ 674” (ฎ.10946/2557)
ห น า | 5

- “ทั้งนี”้ การใชคําวา “ทั้งนี”้ เราจะใชกันเปนประโยคสุดทายของยอหนานั้นๆ โดยเราจะใชในลักษณะเปนตัวชี้ผลของ


การปรับบทกอนหนานี้วา ที่เราตองปรับบทไปกอนหนานี้แบบนั้น ก็เพราะวามาตรานี้บังคับอยู เชน “นายดํามีความผิดฐาน
ฆานายขาว ตามป.อ. มาตรา 288, 59 โดยนายดําจะยกเอาความสําคัญผิดคิดวา นายขาวเปนนายเหลืองเปนขอแกตัววามิได
กระทําโดยเจตนาตอนายขาวไมได ทั้งนี้ ตามป.อ. มาตรา 61”
หรื อ “ดั ง นี้ ศาลต อ งพิ พ า กษายกฟ อ งนายเขี ย วเพราะเหตุ ไ ม มี อํ า นาจฟ อ ง ทั้ ง นี้ ตามป.วิ . พ. มาตรา 55”
หรือ “ดังนี้ เจาหนี้จะเรียกเอาเบี้ยปรับแทนการชําระหนี้ โดยถือเอาเบี้ยปรับดังกลาวเปนจํานวนนอยที่สุดแหงคา เสียหายก็ได
ทั้งนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 380 วรรคสอง”
หรือ “การที่เด็กหญิงสวยอายุ 13 ป ยินยอมใหนายชั่วกระทําชําเรา ยอมเปนความยินยอมที่ตองหามชัดแจงโดยกฎหมาย และ
ขัดตอความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นายชั่วจะนํามาอางเปนเหตุยกเวนหรือจํากัดความรับผิดเพื่อละเมิด
มิได ทั้งนี้ ตามพ.ร.บ.วาดวยขอสัญญาที่ไมเปนธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 9”
หรือ “ดังนี้ สํานักงานตํา รวจแหง ชาติ หนวยงานของรัฐ จึงตองรับผิดตอผู เสียหายในผลแหงละเมิดที่รอยตํารวจเอกหนุม
เจาหนาที่ของตนไดกระทําละเมิดในการปฏิบัติหนาที่ ผูเสียหายชอบที่จะฟองสํานักงานตํารวจแหงชาติใหรับ ผิดตอผูเสียหาย
แตจะฟองรอยตํารวจเอกหนุมใหรับผิดในมูลละเมิดที่รอยตํารวจเอกหนุมกระทําไปในการปฏิบัติหนา ที่ไมได ทั้งนี้ตาม พ.ร.บ.
ความรับผิดทางละเมิดของเจาหนาที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง”(ฎ.1736/2551)
25. คําที่บงบอกอะไรบางอยาง : เชนคําวา “ทําสัญญา” มักจะหมายถึงวา คูสัญญาไดทํา นิติกรรมกัน“เปนหนังสือ ”
แลว ; แตกลับกัน คําวา “วางมัดจํา” ในขอสอบนั้น ไมไดแปลวาเปนมัดจําตามป.พ.พ. มาตรา 377 จริง อาจเปนแคการหลอก
เพราะความจริงเปนการชําระหนี้บางสวน ก็เปนไปได (พบบอย*)
26. ถารีบก็อาจไมตองเขียนคํานําหนาชื่อคน : ปกติผูเขียนก็ไมคอยจะเขียน “นาย นาง นางสาว เด็กชาย เด็กหญิง ”
อะไรพวกนี้ เพราะรูสึกเสียเวลามาก ลองคิดดูวาเขียนคําวา “นาย กับนางสาว”อยู 10 กวาครั้งตอขอ อาจตองใชเวลานานเปน
นาที เราสามารถนํานาทีนํา มาเขียนเนื้อหาแหงเหตุผลของคํา ตอบเราไดเพื่อ up คะแนนไดมากมาย เพราะเชื่อมั่นวาทา น
ผูตรวจอยากจะทราบถึง"เหตุผลทางกฎหมาย"ที่เราใชตอบ มากกวาใหเราตองเขียนคําจําพวกนี้อยางแนนอน (อยางมากก็
อาจเขียนเฉพาะ “ด.ช.” “ด.ญ.”) – แตในระดับการสอบผูชวยผูพิพากษา ผูเขียนเขียนคํานําหนาชื่อตลอด เพราะเกรงทาน
กรรมการทานผูตรวจจะมองวาเราขี้เกียจ อยากสรางความประทับใจใหทานดูวาเราละเอียดใหทา นอยากรับเราเขาทํางาน –
แตถาขอไหนรีบมากก็ไมเขียนเหมือนกัน
27. สถานการณในวันสอบควรรับมืออยางไร ผูอานสามารถไปดูไดที่ผูเขียนเคยแนะนําไวใน facebook
28. ถาตองเดาวาขออางฟงขึ้นหรือไมเพราะเราไมรูคําตอบจริงๆ : ขอสอบที่ชวยเรามักจะใหเหตุผลของตัวละครมาวา
คนนี้อางอยางนั้น อีกฝงอางอยางนี้ แลวถามเราวาขออางขอแตละคนนั้นฟงขึ้นหรือไม? สวนใหญเทาที่เจอมานั้น 60-70% คือ
ฟงไมขึ้น เพราะถาเหตุผลเขาฟงขึ้น เราก็ไมรูจะเอาอะไรมาตอบเลยก็เหตุผลมันอยูในคําถามอยูแลว ดังนี้ใหสันนิษฐานวานาจะ
ไมใชแลว เราจึงตองหาทางหักลางเหตุผลของแตละตัวละครที่อยูในคําถามใหได
29. อีกหนึ่งเทคนิคการเดาธง คือดูวาในขอสอบที่มีคําถามยอยหลายๆคําถามนั้น ถาแตละคําถามยอยมันตอเนื่องกัน
หากตอบคําถามแรกไปทางซายซะแลวจะทําใหคําถามตอไปเราตอบไมถูกเลย อยางนี้เราก็ควรเลือกที่จะตอบคําถามยอยแรก
ไปทางขวา แลว จึงจะตอบคํา ถามยอยตอมาได – แตเทคนิคนี้ตองใช sense นักสอบลวนๆ จะไดมาดวยการฝกทํา ขอสอบ
จํานวนมากจริงๆเทานั้น
30. ทุกครั้งที่พักระหวางจะเขียนขอตอไป ลองใหเราหายใจออกกอน แลวคอยหายใจเขา (อยาหายใจเขากอนแลวคอย
หายใจออก มันจะแนนไป) เปนสูตรการสรางสมาธิงายๆแบบทีห่ ลวงพอปราโมทย ปาโมชโช ทานสอนไว ลองหายใจสัก 15-30
วินาทีคอยเริ่มลงมือเขียนขอตอไป เทานี้ก็ชวยไดมากแลว
ห น า | 6

หวังวาสิ่งที่ผูเขียนแนะนํานี้ จะเปนเคล็ดลับสําหรับทานทั้งหลายไดบาง ลองปรับใชกันไป – การลงมือฝกเขียนที่สุด


ครับ ถาไมฝกฝน ไมมีทางเขียนเกงไดเลย –
“ จํ า ไ ว ว า ที่ ส อ บ ๆ กั น คื อ แ ข ง กั น เ ขี ย น ไ ม ไ ด แ ข ง กั น อ า น ”

สวนที่ 2 ตัวอยางประโยคที่ใชในการเขียนตอบขอสอบความรูชั้นเนติบัณฑิต กลุมกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง
มาตรา ประโยคที่ใช สมัย
3(1) มูลคดีที่เกิดขึ้นในอากาศยานไทยที่อยูในราชอาณาจักร ไมตอ งดวยม.3(1) แตตองดวยหลักทัว่ ไปตามม.4(1) 53
3(1) กรณีมลู คดีเกิดในอากาศยานไทยทีอ่ ยูนอกราชอาณาจักร ตองดวยม.3(1) โจทกจึงสามารถฟองจําเลยทีศ่ าลแพง 53
ได อนึ่งบทบัญญัติม.3(1) นั้นเปนบทบัญญัติที่ใหสิทธิคูความในการเสนอคดีนอกจากหลักทั่วไป โจทกจึงฟองคดี
ตอศาลอื่นที่มีเขตอํานาจตามม.4(1) ไดดวย
4(1) สาระสําคัญในการกูยืมเงินคือ การสงมอบเงินตามป.พ.พ.ม.650 ว.2 และการทําสัญญาหรือหลักฐานเปนหนังสือ 63
ตามป.พ.พ.ม.653 สวนสถานทีท่ ี่นายไกเบิกหรือถอนเงินจากธนาคารใดไปใหนายขาวผูก ูมิใชสาระสําคัญในการ
กูยืม และนายขาวจะรับเงินที่โอนมาไดจะตองไปเบิกถอนจากธนาคารสาขาระยอง ธนาคารดังกลาวจึงเปน
สถานที่รบั มอบเงินที่กูยมื และถือเปนศาลทีม่ ูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลดวย
ขอยกเวน กรณีมขี อตกลง“ใหนาํ เครื่องกําเนิดไฟฟาไปติดตัง้ ที่จงั หวัดราชบุรี โดยเครื่องนั้นจะตองเดินเครื่อง 59
และจายกระแสไฟฟาไดตามคุณสมบัติที่ตกลงกันจึงจะชําระราคาสวนที่เหลือ” เชนนี้หากสงมอบไมตรง
คุณสมบัตยิ อมเปนการผิดสัญญาเทากับมีขอโตแยงเกิดขึ้นเกีย่ วกับสิทธิและหนาที่ตามสัญญาซือ้ ขายในสวนที่
เกี่ยวของกับเงื่อนไขการสงมอบและติดตั้ง – สถานที่สง มอบและติดตั้งยอมเปนสถานที่มลู คดีเกิดอีกแหงหนึง่ (ฎ.
2916/48)
4(1) มูลเหตุซงึ่ เปนที่มาหรือเหตุแหงการโตแยงสิทธิอันจะทําใหโจทกมีอาํ นาจฟองเกิดขึ้น ณ .... ซึ่งอยูในเขตอํานาจ 65
ของศาล.......
5 โจทกฟองใหจาํ เลยทัง้ สองรวมกันรับผิดในผลแหงละเมิดอันเนื่องมาจากการเปนลูกจางนายจางกัน จึงเปนกรณีที่ 62
มูลความแหงคดีเกี่ยวของกัน โจทกจึงมีสทิ ธิฟอ งจําเลยทั้งสองตอศาลทีจ่ าํ เลยคนใดคนหนึ่งมีภมู ิลาํ เนาอยูในเขต
ศาลได ตามม.5ประกอบม.4(1)
7(2) แมBจะกลาวมาในคําฟองวาAผิดสัญญาเปนเหตุใหBเสียหายอันเปนขอโตแยงสิทธิของBมาดวยตามม.55 ก็ตาม 60
แตBมิไดมีคาํ ขอบังคับใหAชดใชคา เสียหายจากการทีA่ ผิดสัญญา โดยเพียงแตขอใหเพิกถอนการบังคับคดีในคดี
เดิมเทานั้น คําฟองของBจึงเปนคําฟองที่เกี่ยวเนือ่ งกับการบังคับคดีตามคําพิพากษาหรือคําสัง่ ของศาล ซึง่ คํา
ฟองหรือคํารองขอนั้นจําตองมีคาํ วินิจฉัยของศาลกอนทีก่ ารบังคับคดีจะไดดําเนินไปโดยครบถวนและถูกตอง
Bจึงชอบที่จะยื่นคํารองตอศาลในคดีเดิมตามม.7(2)ประกอบม.271 ว.1 มิใชฟองเปนคดีใหม
18 การทีศ่ าลจะมีคาํ สัง่ ไมรับคําคูความตามม.18 ว.2 โดยอางเหตุวาคูค วามมิไดปฏิบัติตามขอกําหนดของศาล 54,
ได จะตองเปนเรือ่ งทีข่ อกําหนดของศาลที่สั่งในชั้นตรวจคําคูความนั้นเปนขอกําหนดที่ชอบดวยกฎหมาย 69
หนังสือมอบอํานาจใหฟองคดี(หรือบัญชีเครือญาติและบัญชีทรัพยมรดกในคดีรอ งขอตั้งผูจัดการมรดก)ไมมี
กฎหมายบังคับวาเปนเอกสารทีโ่ จทกตองแนบมาพรอมกับคําฟองตามม.18 ว.2 แตเปนเรื่องทีโ่ จทกจะตองนําสืบ
ในชั้นพิจารณาตอไป แมโจทกมิไดแนบหนังสือมอบอํานาจมาพรอมฟองก็ตาม แตในชั้นนีก้ ็ยังไมอาจรับฟงไดวา
ห น า | 7

ผูรบั มอบอํานาจไมมีอาํ นาจฟองแทนโจทก ศาลจึงไมมีอาํ นาจที่จะสัง่ ใหโจทกแนบเอกสารดังกลาวมาพรอมฟอง


ได เมื่อศาลตรวจคําฟองโจทกแลวไมพบขอบกพรองประการอื่นแลว ศาลก็ชอบที่จะสัง่ รับฟองนั้นไวตามม.172
ว.3 ตอนตน ประกอบม.18 ว.4
18 คําฟองที่ไมบริบูรณตามม.67 นั้น ศาลชอบที่จะสั่งใหโจทกแกไขขอบกพรองดังกลาวเสียกอน โดยใหคืนคําฟอง 65
นั้นไปใหแกไขเพิ่มเติมคําฟองใหบริบูรณภายในเวลาทีก่ าํ หนด หากไมปฏิบัติตามจึงจะมีคาํ สั่งไมรับคําฟองนั้นได
ตามม.18 ว.2
18 การทีศ่ าลสั่งใหโจทกเสียคาขั้นศาลเพิ่มขึ้นโดยแยกคิดคํานวณเปนมูลหนีแ้ ตละรายการ ทั้งที่มลู หนีป้ ระธานคือ 54
สัญญากูและมูลหนี้อุปกรณคือสัญญาจํานองนั้น เกี่ยวของกันพอที่จะรวมพิจารณาเขาดวยกันได จึงเปนการเรียก
คาขึ้นศาลเกินกวาที่จะตองเสียและเปนเงื่อนไขทีไ่ มชอบ คําสั่งศาลทีไ่ มรบั ฟองโจทกเพราะเหตุนี้จึงไมชอบดวย
กฎหมาย
27 การขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาทีผ่ ิดระเบียบตามม.27 นั้น หาจําตองยื่นคํารองตอศาลกอนมีคาํ พิพากษาเสมอ 57,
ไปไม หากเปนกรณีคูความฝายที่เสียหายไดทราบกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นภายหลังศาลมีคํา 47
พิพากษาแลว ก็ชอบที่จะใชสิทธิยนื่ คํารองขอใหศาลมีคาํ สั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผดิ ระเบียบดังกลาว
แลวดําเนินกระบวนพิจารณาใหมใหถูกตองได แตตองไมชากวา 8 วันนับแตวันที่คูความฝายนั้นทราบ
ขอความหรือพฤติการณอันเปนมูลแหงขออางนั้น สวนที่ม.27 ว.2 กําหนดวาการรองขอใหศาลเพิกถอน
กระบวนพิจารณาผิดระเบียบจะตองยื่นตอศาลกอนศาลมีคาํ พิพากษานั้น ใชบังคับเฉพาะกรณีทคี่ คู วามฝายที่
เสียหายไดทราบขอความหรือพฤติการณอันเปนมูลแหงขออางของการผิดระเบียบกอนศาลชั้นตนมีคาํ
พิพากษาเทานั้น
27+ การขอใหศาลสัง่ เพิกถอนกระบวนพิจารณาทีผ่ ิดระเบียบภายหลังศาลพิพากษาตามยอมไปแลว เปนคํารองที่ 57
7(4) เสนอเกี่ยวเนื่องกับคดีที่ศาลไดมคี าํ พิพากษาไปแลว จึงตองยืน่ คํารองนีใ้ นคดีเดิมที่อา งวามีการพิจารณาทีผ่ ิด
ระเบียบนั้นเองตามม.7(4) จะมายื่นฟองเปนคดีใหมตา งหากหาไดไม
42 ในคดีแพงแมคูความฝายหนึ่งตายกอนอานคําพิพากษา แตปรากฏตอศาลหลังอานคําพิพากษาแลว คํา 66
พิพากษาก็คงสมบูรณ เมื่อคดีอยูร ะหวางระยะเวลายื่นอุทธรณ ศาลชั้นตนยอมดําเนินกระบวนพิจารณาหา
บุคคลเขามาเปนคูความแทนทีผ่ ูมรณะ รวมทัง้ มีคาํ สัง่ ในการที่จะเขามาเปนคูค วามแทนที่ผมู รณะไดตามม.42,43
และ 44
42 เมื่อศาลชั้นตนสั่งรับอุทธรณแลว แมสาํ นวนยังไมสงไปศาลอุทธรณก็ถอื วาคดีอยูร ะหวางการพิจารณาของศาล 55
อุทธรณแลว จึงเปนอํานาจของศาลอุทธรณทจี่ ะพิจารณาสั่งคํารองขอเขาเปนคูค วามแทนทีผ่ ูมรณะ
42 การทีผ่ ูรองขอใหตงั้ ตนเองเปนผูจ ัดการมรดกของผูตายนั้นเปนสิทธิเฉพาะตัวของผูร อง เมื่อตอมาผูร องถึงแก 58
ความตายจึงเปนกรณีความมรณะของผูรอ งยังใหคดีนั้นไมมปี ระโยชนตอไป มิใชกรณีที่ทายาทหรือผูอ ื่นจะรอง
ขอเขาเปนคูค วามแทนทีผ่ ูมรณะได จึงไมมกี รณีทจี่ ะตองจัดใหมีการเขามาเปนคูค วามแทนทีผ่ ูรอ งซึง่ มรณะตาม
ม.42 แตอยางใด ศาลชอบที่จะสั่งยกคํารองขอเขาเปนคูความแทนที่ผมู รณะและจําหนายคดีของผูรอ งออกเสีย
จากสารบบความตามม.132(3) ตอนตน อยางไรก็ดี การทีผ่ รู องถึงแกความตายนั้นก็เปนเรือ่ งเฉพาะตัวของผูร อง
ไมเกี่ยวกับผูค ัดคานที่ขอใหตั้งตนเปนผูจัดการมรณะของผูตายเชนกัน ศาลจึงชอบที่จะไตสวนคําคัดคานของผู
คัดคานวา ผูค ัดคานเหมาะสมที่จะเปนผูจัดการมรดกของผูตายหรือไมตอไป
42 การเขาเปนคูค วามแทนทีผ่ ูมรณะนั้น แมจะรองขอเขามาเมือ่ เกินกําหนด 1 ปนบั แตวันทีค่ คู วามฝายนั้นมรณะก็ 58
ตาม แตม.42ว.2ตกอยูในบังคับของม.132(3) ทีใ่ หอยูในอํานาจของศาลที่จะใชดุลพินิจจําหนายคดีหรือไมก็
ไดแลวแตจะพิจารณาเห็นสมควร มิใชเปนบทบังคับใหศาลตองจําหนายคดีเสมอไป ฉะนั้นตราบใดทีศ่ าลยัง
มิไดมคี ําสั่งจําหนายคดีเสียจากสารบบความ ทายาทของผูมรณะก็มสี ิทธิขอเขามาเปนคูค วามแทนทีค่ คู วามผู
ห น า | 8

มรณะไดแมจะพนกําหนดเวลา1ปแลวก็ตาม
42+ การเขามาเปนคูค วามแทนทีผ่ ูมรณะก็เพื่อใหมีคคู วามครบถวนตามที่กฎหมายกําหนดไว ผูท ี่เขามาเปนคูค วาม 55
156 แทนที่จึงมิไดเขามาในฐานะสวนตัว คงมีสถานะเหมือนกับคูค วามที่มรณะนั่นเอง เมื่อโจทกไดรบั อนุญาตให
ดําเนินคดีโดยไดรับยกเวนคาธรรมเนียมศาลแลวตายลง แมผูที่เขาเปนคูค วามแทนทีจ่ ะมีทรัพยสินพอที่จะเสีย
คาธรรมเนียมศาล ก็มสี ิทธิดาํ เนินคดีอยางผูไดรบั ยกเวนคาธรรมเนียมศาลตอไปได
55 จําเลยถึงแกกรรมไปกอนจะถูกฟองคดี กรณีไมมสี ภาพบุคคลอยูในขณะทีโ่ จทกยื่นฟองจึงไมอาจเปนคูค วามใน 59
คดีไดตามม.55 ฟองจึงมิชอบมาตัง้ แตตน ตองเพิกถอนคําสั่งรับฟองเปนไมรบั ฟองและจําหนายคดีออกเสียจาก
สารบบความ โดยโจทกจะขอใหศาลมีคําสั่งเรียกทายาทของจําเลยเขามาเปนคูค วามแทนทีห่ าไดไมเพราะกรณี
มิใชเรื่องคูค วามมรณะในระหวางคดีคา งพิจารณาอยูในศาลตามม.42
57 การเขามาเปนคูค วามโดยการรองสอดตามม.57ไดนนั้ ไมวา จะรองสอดเขามาเองดวยความสมัครใจหรือดวยถูก 48
หมายเรียกใหเขามาในคดี ผูที่จะเขามานั้นตองเปนบุคคลภายนอกคดี ซึง่ ไมรวมถึงจําเลยทีข่ าดนัดยื่นคําใหการ
เพราะยังเปนคูความอยู
57 โจทกและจําเลยพิพาทกันเฉพาะที่ดินทางดานทิศเหนือ มิไดมีปญหาโตแยงมาถึงที่ดินทางดานทิศใตซึ่งAอางวา 67
เปนของAเลย จึงเปนกรณีAมิไดมีขอ พิพาทอันใดเกี่ยวของกับที่ดินที่พพิ าทกันระหวางโจทกกับจําเลย Aจะหยิบ
ยกเอาที่ดินแปลงอื่นมาตั้งเปนขอพิพาทและถือสิทธิรองสอดเขามาหาไดไม ไมวา ในฐานะเปนคูค วามฝายที่สาม
หรือเปนจําเลยรวมตามม.57(1)หรือ(2) แมโจทกจะนําชี้ในการทําแผนที่พิพาทวาที่ดินทางทิศใตเปนของโจทก
ดวยก็ตาม หากAเห็นวาการกระทําของAเปนการโตแยงสิทธิก็ชอบที่จะไปฟองเปนคดีเรือ่ งใหมโดยตั้งขอพิพาท
กับโจทกโดยเฉพาะ Aไมมีสิทธิรอ งสอดเขามาในคดีนี้ ยกคํารองสอด
57(1) คดีมปี ระเด็นตองวินิจฉัยเพียงวาสมควรตั้งผูรอ งหรือผูค ัดคานเปนผูจัดการมรดกตามคํารองหรือคําคัดคาน 68
หรือไมเทานั้น แมศาลจะตั้งผูรอ งหรือผูค ัดคานเปนผูจ ัดการมรดกของผูตาย ก็ไมมผี ลกระทบกระเทือนถึงสิทธิ
ของผูร องสอด ผูร องสอดมีสิทธิในที่ดินอยูอ ยางไร ก็คงมีอยูอยางนั้น จึงไมมคี วามจําเปนที่จะตองรองสอดเขามา
ในคดีนี้ เพื่อยังใหไดรบั ความรับรอง คุมครอง หรือบังคับตามสิทธิที่มีอยูตามม.57(1)แตอยางใด ยกคํารองสอด
57(1) คํารองอางวาโจทกจาํ เลยสบคบกันแสดงเจตนาลวงทําสัญญาจะซื้อขายทรัพยพพิ าทตามฟอง และนําสัญญาที่ 46
เกิดจากเจตนาลวงมาฟองบังคับกันเพื่อโอนทรัพยพิพาทไปเปนของโจทก อันจะทําใหผูรอ งไมอาจบังคับชําระ
หนีเ้ อากับจําเลยตามทีผ่ ูรอ งไดฟองจําเลยไวแลว เปนที่เห็นไดวาหากขออางของผูรองเปนจริง ผูรอ งก็ตอง
เสียหายจากคดีทโี่ จทกฟอง จึงเปนกรณีทผี่ ูรองมีความจําเปนเพื่อยังใหไดรับความรับรอง คุมครอง หรือ
บังคับตามสิทธิทผี่ ูรอ งมีอยูเพือ่ ใหไดรับชําระหนี้ ผูรองจึงรองสอดเขามาในคดีไดตามม.57(1)
57(2) คํารองสอดของAอางวา... กรณีนี้ผลของคดีตามกฎหมายจะเปนผลไปถึง A โดย A เปนผูทถี่ ูกกระทบกระเทือน 67,
หรือถูกบังคับโดยคําพิพากษาในคดีนี้ Aจึงเปนผูมสี วนไดเสียตามกฎหมายในผลแหงคดีตามม.57(2) ศาลชอบที่ 61
จะอนุญาตใหAเขาเปนจําเลยรวมได แตAตองหามมิใหใชสทิ ธิอยางอื่นนอกจากสิทธิที่มีอยูแ กจาํ เลยซึง่ เปน
คูค วามฝายที่ตนเขาเปนจําเลยรวมตามม.58 ว.2 เมื่อจําเลยใหการโดยมิไดฟองแยง Aจึงไมอาจใชสทิ ธิฟองแยง
จึงชอบที่จะสั่งรับเฉพาะคําใหการของA โดยไมรับฟองแยง
57(2) ตามม.58 ว.2 ทีห่ า มมิใหผรู องสอดที่เขามาเปนคูค วามรวมกันคูค วามเดิมใชสิทธิอยางอื่นนอกเหนือจากสิทธิของ 51
+58 คูค วามฝายเดิมที่ตนเขารวมหรือใชสทิ ธิขัดกับคูความเดิมนั้น จะตองพิจารณาในขณะที่ผูนั้นเขามาเปนคูความ
รวมวา ขณะนั้นคูความเดิมมีสิทธิอยางไรและไดใชสิทธิไวกอนหรือไมอยางไร กรณีจาํ เลยรวมยื่นคํารองสอด
เขามาเปนจําเลยรวมพรอมกับยื่นคําใหการเขามากอนที่จะครบกําหนดเวลาทีจ่ าํ เลยจะยื่นคําใหการได และศาล
อนุญาตใหเขาเปนจําเลยรวมได จึงตองถือวาจําเลยรวมใชสทิ ธิของจําเลยทีม่ ีอยูข ณะที่ตนรองสอดเขามา เมื่อ
ปรากฏตอมาวาจําเลยมิไดยื่นคําใหการ จึงไมมกี รณีทจี่ ะถือวาขอตอสูตามคําใหการของจําเลยรวมเปนไปในทาง
ห น า | 9

ขัดกับสิทธิของจําเลยเดิมตามม.58ว.2 ตองสั่งรับคําใหการของจําเลยรวมไวพจิ ารณา


57 การทีผ่ ูรองสอดยื่นคํารองขอเขามาในคดีทโี่ จทกฟอ งขับไลจาํ เลยโดยอางวาเปนเจาของที่ดินพิพาท เปนการขอ 53
+58+ เขามาเพื่อยังใหไดรบั ความรับรอง คุม ครอง และบังคับตามสิทธิของตนตามม.57(1) จึงมีสิทธิเสมือนหนึ่งวาตนได
142 ฟองและถูกฟองเปนคดีเรื่องใหมตามม.58ว.1 เมื่อศาลวินจิ ฉัยวาที่พิพาทเปนของโจทก แมโจทกจะมิไดฟองผู
รองสอดมาแตแรก แตเมื่อโจทกมีคําขอใหขับไลจําเลยแลว ศาลยอมมีอาํ นาจพิพากษาขับไลผูรอ งสอดได
โดยถือเสมือนวาถูกฟองเปนจําเลยดวยตามม.58ว.1 โดยไมเปนการพิพากษานอกฟองและเกินคําขอตามม.
142
59 การมีผลประโยชนรวมกันในมูลความแหงคดี หมายความวาตองมีสว นไดเสียรวมกันในมูลเหตุอันเปน 62,
รากฐานแหงคดีนั้น โดยถือหนีอ้ ันเปนมูลของคดีนั้นเปนสาระสําคัญ และเปนความมุง หมายของบทบัญญัติม. 69,
59ที่จะใหมูลความแหงคดีที่เกี่ยวของกันควรไดรับการพิจารณาจากศาลเดียวกัน แมจาํ เลยทั้งสองจะตองรับ 55
ผิดในมูลหนี้ทแี่ ตกตางกันคือจําเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาจางในฐานะผูว า จาง สวนจําเลยที่ 2 รับผิดตามเช็คใน
ฐานะผูสงั่ จาย ก็ตาม แตขอ เท็จจริงอันเปนมูลเหตุรากฐานแหงหนี้ทโี่ จทกฟองเกิดจากการกระทําอันเดียวกัน
คือ จําเลยที่ 1 ไดวา จางโจทกและคางชําระคาจางอันเดียวกัน จําเลยทัง้ สองจึงมีสว นไดเสียรวมกันตาม
กฎหมายอันถือไดวา จําเลยทัง้ สองมีผลประโยชนรว มกันในมูลความแหงคดี โจทกจงึ ฟองจําเลยทัง้ สองรวมกัน
มาในคดีเดียวกันไดตาม ม.59
74 การสงคําคูค วามหรือเอกสารอื่นใดโดยเจาพนักงานศาลตามม.74(1)นั้น มิไดกาํ หนดวาหามสงในวันหยุดราชการ 64
138 โจทกกับจําเลยตกลงทําสัญญาประนีประนอมยอมความตอหนาศาลและศาลพิพากษาไปตามสัญญา 65
ประนีประนอมยอมความนั้น มิใชเปนการวินิจฉัยชีข้ าดขอพิพาทอยางคดีธรรมดาที่ตองพิจารณา
พยานหลักฐานของโจทกจําเลยแลวจึงชีข้ าดขอพิพาท ขอตกลงในสัญญาดังกลาวจึงอาจมีผลไมตรงหรือ
เกินกวาทีป่ รากฏในคําฟองก็ได ถาขอตกลงนั้นเกี่ยวพันกับประเด็นแหงคดีและไมเปนการฝาฝนตอกฎหมาย
เพราะเปนไปตามขอตกลงที่คูความตางยอมผอนผันใหแกกัน จึงไมตกอยูในบังคับแหงม.142
138 การกลาวอางวาฟองคดีนี้เปนฟองซ้าํ ขอใหศาลชั้นตนเพิกถอนคําพิพากษาตามยอมนั้น เปนกรณีจาํ เลยกลาว 65
ว.2 อางวาคําพิพากษาตามยอมละเมิดตอบทบัญญัตแิ หงกฎหมายอันเกี่ยวดวยความสงบเรียบรอยของประชาชนตอง
ดวยขอยกเวนตามม.138ว.2(2) จําเลยตองใชวิธกี ารอุทธรณคาํ พิพากษา ไมอาจขอใหศาลชั้นตนเพิกถอนคํา
พิพากษาตามยอมของศาลนั้นเองได
138 การทีศ่ าลจะมีคําพิพากษาตามทีค่ คู วามประนีประนอมยอมความกันในศาลได ศาลจะตองมีคําสัง่ รับฟองคดีนั้น 54
แลว เมื่อศาลชั้นตนพิพากษาตามยอมโดยยังมิไดมคี าํ สั่งรับฟองเพราะอยูในระหวางการไตสวนคํารองขอยกเวน
คาธรรมเนียมศาล จึงเปนกรณีทมี่ ิไดปฏิบัติตามบทบัญญัตแิ หงป.วิ.พ.ในขอที่มงุ หมายจะยังใหการเปนไปดวย
ความยุติธรรมอันเปนการดําเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบตามม.27 คําพิพากษาตามยอมจึงไมชอบยังผลให
การบังคับคดีตามคําพิพากษาไมชอบไปดวย
138 ภายหลังศาลพิพากษาตามยอมแลว จําเลยเพิ่งทราบในวันทีโ่ จทกนําเจาพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพยของจําเลย 47,
วาตนถูกฟองเพราะไมเคยไดรบั หมายเรียกและสําเนาคําฟองเลย วันรุง ขึ้นจําเลยไปตรวจสํานวนคดีพบวาจําเลย 57
มิไดมีภูมลิ าํ เนาตามฟอง และมีผูแอบอางวาจําเลยไดแตงตั้งทนายความใหดาํ เนินคดีแทนโดยมิชอบเพราะ
ลายมือชื่อจําเลยในใบแตงทนายเปนลายมือปลอม หากไดความจริงกระบวนพิจารณาทีศ่ าลชั้นตนไดดําเนินการ
มาจนกระทัง่ พิพากษาคดีไปตามสัญญายอมยอมไมชอบ จําเลยจึงชอบที่จะใชสิทธิยื่นคํารองในคดีดังกลาว
ขอใหศาลมีคาํ สัง่ เพิกถอนกระบวนพิจารณาทีผ่ ิดระเบียบดังกลาวแลวดําเนินกระบวนพิจารณาใหมให
ถูกตองได แตตองไมชากวา8วันนับแตวันที่จาํ เลยไปตรวจสํานวนคดีอันเปนวันที่ทราบขอความหรือ
พฤติการณอันเปนมูลแหงขออางนั้นตามม.7(4)ประกอบม.27ว.2
ห น า | 10

142 ประเด็นตามคําฟองและคําใหการมีเพียงวาจําเลยซื้อเครื่องใชประจําบานจากโจทกหรือไม แมจาํ เลยใหการรับวา 63


เคยซื้อแตสบูจากโจทกและทําหลักฐานแหงหนี้มอบไวแกโจทกก็ตาม ก็เปนเพียงเหตุแหงการปฏิเสธตามฟอง
โจทกเทานั้น เมื่อศาลพิจารณาแลวเห็นวาจําเลยมิไดซื้อเครือ่ งใชประจําบานจากโจทกก็ชอบทีจ่ ะยกฟอง เพราะ
คดีไมมปี ระเด็นขอพิพาทวาจําเลยซื้อสบูจ ากโจทกหรือไม ศาลไมมีอาํ นาจที่จะพิพากษาใหจาํ เลยรับผิดตาม
คําใหการอันเปนการพิพากษานอกฟองนอกประเด็นทีฝ่ าฝนม.142ไดแตอยางใด
142 โจทกฟองขับไลจาํ เลยโดยยกขออางที่อาศัยเปนหลักแหงขอหาวาจําเลยนําหองพิพาทไปใหบุคคลอื่นเชาชวง 63
อันเปนการผิดสัญญาเชากับโจทก โดยมิไดยกขอเท็จจริงวาสัญญาเชาครบกําหนดแลวขึ้นเปนขออางที่อาศัย
เปนหลักแหงขอหา ศาลจึงไมมีอาํ นาจที่จะพิพากษาขับไลจาํ เลยโดยเหตุสัญญาเชาครบกําหนดแลวไดแตอยางใด
เพราะเปนการพิพากษานอกจากที่ปรากฏในคําฟองตามม.142
142 จําเลยมิไดใหการตอสูว า จําเลยมิใชทายาทของผูตายซึง่ เปนผูก ู ขอเท็จจริงทีว่ า จําเลยเปนทายาทของผูตายตาม 49
(5) คําฟองโจทกจงึ ตองถือวาจําเลยรับแลวตามม.84(3)ประกอบม.177ว.2 ดังนีข้ อ เท็จจริงที่ปรากฏในทาง
พิจารณาวาจําเลยไมใชทายาทของผูตายจึงเปนเรือ่ งนอกขอตอสูในคําใหการอันเปนเรือ่ งนอกประเด็นขอ
พิพาทและเปนขอเท็จจริงที่ไดมาโดยไมชอบดวยกระบวนพิจารณาตามม.86ว.2 ตองหามรับฟงตามม.87(1)
ศาลจะรับฟงมาวินิจฉัยขอกฎหมายเพื่อยกฟองโดยวินิจฉัยวาโจทกไมมีอาํ นาจฟองเพราะจําเลยมิใชทายาทของ
ผูตายตามม.142(5)มิได
142 หากจําเลยใหการตอสูแ ตแรกวาจําเลยมิใชทายาทของผูตายผูกู แมศาลชั้นตนและศาลอุทธรณมิไดใชดุลพินิจ 49
(5) หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นวินจิ ฉัยโดยอาศัยม.142(5) และจําเลยมิไดยกประเด็นนี้ขึ้นอุทธรณก็ตาม แตก็เกิดเปน
เทียบ ประเด็นขอพิพาทเรือ่ งอํานาจฟองนี้ตงั้ แตในชั้นศาลชั้นตนแลวและเปนปญหาขอกฎหมายอันเกี่ยวดวยความสงบ
225
ว.2
ของประชาชน จึงมีสทิ ธิยกประเด็นขอนีข้ ึ้นฎีกาไดตามม.225 ว.2 ประกอบม.252
143 สัญญาประนีประนอมยอมความเปนสวนหนึง่ ของคําพิพากษาตามยอม จึงอยูใ นบังคับที่จะแกไขขอผิดพลาดได 66
ตอเมื่อเปนขอผิดพลาดเล็กนอยหรือขอผิดหลงเล็กนอยอื่นๆตามม.143 ว.1
143 การแกไขในสวนที่เปนขอผิดพลาดเล็กนอยหรือขอผิดหลงเล็กนอยตามม.143 นั้น จะกระทําเมื่อคดีถึงทีส่ ุดแลวก็ 66
ได
144+ เมื่อศาลมีคําพิพากษาแลววาที่ดินพิพาทเปนของA คําพิพากษายอมผูกพันBซึ่งเปนคูค วามในคดีกอ นจนถึงวันที่ 67
145 คําพิพากษาถูกเปลี่ยนแปลง แกไข กลับ หรืองดเสียตามม.145 ว.1 เมื่อBยื่นคํารองขอเปนอีกคดีโดยมีประเด็น
ขอพิพาทเปนอยางเดียวกันกับคดีกอ นในระหวางทีค่ ดีเดิมยังไมถึงที่สุด จึงเปนการขอใหศาลมีคาํ สั่งในประเด็นที่
ไดวินิจฉัยไปแลว ยอมเปนการดําเนินกระบวนพิจารณาซ้าํ ตองหามตามม.144 ว.1
144 โจทกเปนบุตรของAจึงเปนผูส ืบสิทธิของAซึ่งเปนโจทกในคดีกอน การทีโ่ จทกมาฟองจําเลยซึ่งเปนคนเดียวกับ 62
จําเลยในคดีกอ น ถือวาโจทกและจําเลยในคดีนเี้ ปนคูความเดียวกันกับคดีกอน เมื่อศาลในคดีกอนไดวินิจฉัย
ตามคําทาของคูค วามแลววา กันสาดมิไดรุกล้าํ ที่ดินของA กรณียอมถือวาประเด็นพิพาทแหงคดีไดรับการ
วินิจฉัยในคดีกอนแลว แมโจทกจะยื่นฟองคดีนขี้ อใหรื้อถอนกันสาดดังกลาวออกไปเปนคดีใหมในระหวาง
ระยะเวลาอุทธรณจึงไมเปนฟองซ้าํ ตามม.148 แตก็เปนการดําเนินกระบวนพิจารณาซ้าํ ตามม.144
144, คดีกอนโจทกฟองขับไลจําเลยและเรียกคาเสียหายอางวาจําเลยขายทรัพยพิพาทใหโจทกแลว จําเลยจึงอยูใน 61
148 ทรัพยพิพาทโดยไมมีสิทธิอันเปนการฟองในมูลละเมิด แมจาํ เลยใหการวา“สัญญาซื้อขายทรัพยพิพาทเปนเรื่องที่
จําเลยกูเงินโจทกแตใชแบบพิมพสัญญาซื้อขายแทน” ก็คงมีประเด็นขอพิพาทวา“จําเลยขายบานใหแกโจทกและ
ยังคงอยูในบานโดยเปนการละเมิดหรือไม” สวนคดีนี้โจทกฟองวาจําเลยกูเงินโจทกแลวไมชาํ ระหนีเ้ ปนการฟอง
ในมูลหนีส้ ัญญากูซงึ่ มีประเด็นขอพิพาทวา“จําเลยตองรับผิดตอโจทกในหนี้กูยมื หรือไม” คดีหลังจึงเปนการฟอง
คนละเรื่องคนละประเด็นกับคดีกอนเพราะคดีกอนไมมปี ระเด็นวาจําเลยตองรับผิดตอโจทกในมูลหนี้กูยมื ตามที่
ห น า | 11

จําเลยใหการถึงหรือไม จึงไมเปนการดําเนินกระบวนพิจารณาซ้าํ หรือฟองซ้าํ ตามม.148


144 ***เทียบกรณี โจทกฟองขับไลจาํ เลยวาบุกรุกทีข่ องโจทก จําเลยใหการวาจําเลยเขาครอบครองปรปกษจนได 60
กรรมสิทธิแ์ ลว คดีมปี ระเด็นขอพิพาทวา“ที่ดินนั้นเปนของโจทกหรือเปนของจําเลยโดยการครอบครองปรปกษ”
ตอมาศาลชั้นตนพิพากษาวาจําเลยไมไดกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปกษ พิพากษาขับไลและใหชดใช
คาเสียหาย ระหวางการพิจารณาของศาลอุทธรณ จําเลยมายื่นคํารองขอวาจําเลยไดครอบครองปรปกษที่
ดังกลาวจนไดกรรมสิทธิแ์ ลวซึ่งมีประเด็นตองวินจิ ฉัยวา“จําเลยไดกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นโดยครอบครองปรปกษ
หรือไม”อันเปนประเด็นเดียวกับที่ศาลชั้นตนไดวินิจฉัยไวแลวในคดีกอนอันมีผลผูกพันจําเลยซึ่งเปนคูค วามใน
กระบวนพิจารณาของศาลในคดีกอนแลวตามม.145 ว.1 แมคาํ รองขอของจําเลยคดีนจี้ ะไมเปนฟองซ้าํ ตามม.
148 เพราะคดีกอนอยูในระหวางการพิจารณาของศาลอุทธรณคดียังไมถงึ ทีส่ ุด และไมเปนฟองซอนเพราะจําเลย
มิไดเปนโจทกในคดีกอนตามม.173 ว.2 (1) แตก็เปนการดําเนินกระบวนพิจารณาซ้ําตามม.144
144 แมศาลชั้นตนพิจารณาคํารองขอใหวินจิ ฉัยชีข้ าดเบื้องตนในปญหาขอกฎหมายแลวพิพากษายกฟองเพราะเหตุ 58
ฟองขาดอายุความ แตศาลอุทธรณเห็นวาคําใหการมิไดแสดงเหตุแหงการขาดอายุความจึงไมมีประเด็นเรื่องขาด
อายุความ และพิพากษายกคําพิพากษาศาลชั้นตน ใหศาลชัน้ ตนดําเนินกระบวนพิจารณาในประเด็นขออื่นแลว
พิพากษาใหมตามรูปคดี เมื่อไมมีคูความฝายใดโตแยงคําพิพากษาศาลอุทธรณ ประเด็นเรือ่ งอายุความจึงเปน
อันยุติไปตามคําพิพากษาศาลอุทธรณ ดังนีศ้ าลชั้นตนจึงตองดําเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทกจาํ เลย
เฉพาะประเด็นขออื่นที่ยังมิไดดําเนินการเทานั้น จําเลยจึงไมมีสิทธิยื่นคํารองขอแกไขคําใหการเพื่อใหเกิด
ประเด็นอายุความขึ้นอีกเพราะเปนการดําเนินกระบวนพิจารณาซ้าํ ตามม.144
144 คดีเดิม ศาลพิพากษาถึงทีส่ ุดใหขบั ไลAออกจากที่พิพาท Aออกไปแลว แตจาํ เลยยังอยูในที่พิพาท ข.จึงขอบังคับ 51
คดีขับไลจาํ เลยอางวาเปนบริวารของA จําเลยยื่นคํารองวามิใชบริวาร ศาลไตสวนและมีคาํ สั่งวาจําเลยเปนบริวาร
ใหขบั ไล จําเลยอุทธรณ คดีนั้นอยูร ะหวางการพิจารณาของศาลอุทธรณ ตอมาโจทกมาฟองขับไลจําเลยเปนคดี
ใหมอา งวาจําเลยอยูโดยละเมิด จึงเปนคนละประเด็นกับทีศ่ าลในคดีเดิมวินิจฉัยวาจําเลยเปนบริวารของAหรือไม
ฟองใหมจงึ มิใชฟองซ้าํ และการดําเนินกระบวนพิจารณาซ้าํ อันตองหามตามม.148และม.144
144+ การทีโ่ จทกคดีนี้ยื่นคํารองสอดขอเขาเปนจําเลยรวมตามม.57(2)ในคดีกอ น โจทกจึงเปนคูค วามในคดีกอนตามม. 57
145 1(11) เมื่อศาลในคดีกอนพิพากษาวาโจทกคดีนี้ไมไดกรรมสิทธิใ์ นที่พพิ าท จึงตองถูกผูกพันในผลแหงการดําเนิน
กระบวนพิจารณาของศาลในคดีกอนดวยตามม.145 ว.1 ดังนีโ้ จทกจึงไมมีสทิ ธิฟองจําเลยซึ่งเปนโจทกในคดีกอน
วาที่พิพาทเปนของตนอีกเพราะเปนการดําเนินกระบวนพิจารณาซ้าํ ตามม.144 แมโจทกจะฟองคดีหลังกอนที่
ศาลคดีกอ นจะวินจิ ฉัยชีข้ าดก็ตาม แตเมื่อศาลในคดีกอนไดพิพากษาชีข้ าดแลว กรณีก็ตองตกอยูภ ายใตบงั คับม.
144เชนกัน
145 เมื่อโจทกถอนฟองจําเลยที่ 2 และศาลอนุญาตและใหจาํ หนายคดีเฉพาะจําเลยที่ 2 ออกจากสารบบความแลว 47
ว.2 จําเลยที่ 2 จึงมิไดเปนคูความในคดีอกี ตอไป สัญญาประนีประนอมยอมความทีจ่ าํ เลยที่ 2 ทํากับโจทกจงึ ถือไมได
วากระทําในฐานะคูค วามแหงคดี คําพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความจึงไมผูกพันจําเลยที่ 2 เพราะ
เปนบุคคลภายนอกตามม.145ว.2 ตอนตน ทั้งไมปรากฏวาจําเลยที่ 2 ไดเขาทําสัญญาในฐานะผูค ้ําประกันใน
ศาลตามม.366 อันจะถูกผูกพันตามม.145 ว.2 โจทกจึงขอบังคับคดีกับจําเลยที่ 2 ไมได
เทียบกรณี Aบิดาของจําเลยที่ 1 ซึง่ เปนบุคคลภายนอก แมจะมิไดเปนคูความในคดี แตก็ไดเขาทําสัญญาค้าํ
ประกันในศาลตามม.366 จึงตองผูกพันตามสัญญาประนีประนอมยอมความในศาลตามม.145 ว.2 ประกอบม.
366 โจทกจงึ ขอบังคับคดีAได
145 การฟองเพิกถอนการฉอฉลตามป.พ.พ.ม.237นั้น โจทกจะตองฟองบุคคลที่เกี่ยวของกับนิติกรรมทีข่ อเพิกถอน 56
ว.2 เขามาเปนคูค วามในคดี ศาลจึงจะมีอาํ นาจใหเพิกถอนนิติกรรมฉอฉลได เมื่อโจทกฟองจําเลยที่ 1 โดยมิไดนํา
ห น า | 12

คาธรรมเนียมในการสงหมายแกจาํ เลยที่ 1 มาวางศาลภายในเวลาทีศ่ าลกําหนด จึงเปนการทิ้งฟองตามม.174(1)


ศาลชอบทีจ่ ะมีคาํ สัง่ จําหนายคดีโจทกเฉพาะจําเลยที่ 1 ออกจากสารบบความตามม.132(1) ซึ่งการทิง้ คําฟอง
ยอมลบลางผลแหงการยื่นคําฟองนั้นและกระทําใหคคู วามกลับคืนเขาสูฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิไดมีการยื่นฟอง
จําเลยที่ 1 เลยตามม.176 นอกจากนี้ โจทกยงั มิไดฟองหรือขอใหศาลหมายเรียกบุคคลภายนอกผูร ับจํานองกับผู
ไดลาภงอกจําเลยที่ 2 มาเปนจําเลยที่ 3 ดวย หากมีการเพิกถอนสัญญาซื้อขายระหวางจําเลยที่ 1 ซึง่ โจทกทงิ้
ฟอง กับจําเลยที่ 2 และสัญญาจํานองระหวางจําเลยที่ 2 กับบุคคลภายนอก ยอมจะกระทบตอบุคคลภายนอก
คดีทั้ง 2 คนดังกลาวซึ่งมิใชคูความในคดี ตองหามตามม.145ว.2 ตอนตน และประเด็นนีเ้ ปนปญหาขอกฎหมาย
อันเกี่ยวดวยความสงบเรียบรอยของประชาชน แมคคู วามมิไดยกขึ้นกลาวอาง ศาลมีดลุ พินจิ ก็หยิบยกขึ้นวินจิ ฉัย
ไดเองตามม.142(5)
145+ ผลแหงการทีโ่ จทกถอนฟองจําเลยที่ 1 ยอมทําใหคูความกลับคืนเขาสูฐานะเดิมเสมือนหนึง่ มิไดมีการยื่นฟองเลย 48
176 ตามม.176 กรณียอมไมอาจบังคับตามคําขอของโจทกที่ใหเพิกถอนนิตกิ รรมการเชาระหวางจําเลยที่ 1 กับจําเลย
ที่ 2 ไดอีกตอไป เพราะจะเปนการกระทบสิทธิของจําเลยที่ 1 ซึ่งมีอยูตามสัญญาเชานั้นและกลายเปน
บุคคลภายนอกคดีไปแลว ทั้งนี้ตามม.145 ว.2 ตอนตน และทําใหคําขอใหขับไลจาํ เลยที่ 2 ยอมเปนอันตกไป
ดวยเชนกัน คําขอบังคับของโจทกจึงไมอาจบังคับได
147 คดีกอนโจทกฟองจําเลยใหชาํ ระหนี้ตามสัญญากู วันที่ 6 ม.ค. 40 ศาลพิพากษายกฟองเพราะหนังสือมอบ 49
อํานาจใหฟองคดีมิไดติดอากรแสตมป ตอมา 6ก.พ. 40 โจทกยื่นฟองจําเลยเปนคดีใหมตามสัญญากูฉ บับเดิม จึง
เปนกรณีทโี่ จทกยื่นฟองคดีใหมในระหวางทีค่ ดีกอนยังไมถึงที่สุดตามม.147ว.2 เพราะยังอยูในระยะเวลาอุทธรณ
ตามม.229 อีกทั้งการทีศ่ าลพิพากษายกฟองเพราะหนังสือมอบอํานาจใหฟองคดีมิไดติดอากรแสตมป ก็มิไดเปน
การวินจิ ฉัยชี้ขาดขอพิพาทแหงคดีเพราะยังมิไดวินิจฉัยในประเด็นเรื่องหนี้อันเปนเนื้อหาแหงคดี ฟองใหมจงึ ไม
เปนทั้งฟองซ้าํ และการดําเนินกระบวนพิจารณาซ้าํ ตามม.148 และม.144 แตอยางใด นอกจากนี้การทีโ่ จทกฟอง
คดีใหมโดยไมมคี คู วามฝายใดอุทธรณในคดีกอ น จึงถือไมไดวาคดีอยูในระหวางพิจารณาของศาลใดอันจะทําให
ฟองใหมเปนฟองซอนตามม.173ว.2(1)ไปไดแตอยางใด
148 โจทกและจําเลยไมเคยฟองรองกันมากอน เปนแตเคยถูกAฟองเปนจําเลยดวยกันในคดีกอนเทานั้น การทีโ่ จทก 64
ฟองจําเลยในคดีหลังจึงไมเปนการที่คคู วามซึ่งเคยฟองรองกันจนศาลมีคาํ พิพากษาถึงที่สุดแลวกลับมารื้อรอง
ฟองกันอีกในประเด็นที่ไดวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอยางเดียวกันอันจะเปนฟองซ้าํ ตามม.148แตอยางใด แตกรณี
เชนนี้ เมื่อโจทกและจําเลยเปนจําเลยดวยกันในคดีกอน จึงเปนคูค วามในกระบวนพิจารณาของศาลในคดีกอน
ดวยกันทัง้ คู คําพิพากษาคดีกอนจึงมีผลผูกพันโจทกและจําเลยในคดีนี้ดว ยตามม.145ว.1 และเปนขอเท็จจริงซึง่
ไมอาจโตแยงไดตามม.84(2)
148 เมื่อจําเลยมิไดใหการวาสัญญาจํานองตกเปนโมฆะเพื่อใหเกิดเปนประเด็นขอพิพาทไวในคดีกอ นอันเกิดจากความ
บกพรองไมรอบคอบของจําเลยเองที่ไมยกขึ้นเปนขอตอสูไว แตเพิ่งมาใหการในคดีนี้ เชนนี้เปนกรณีจาํ เลย
กลับมารื้อรองฟองคดีทศี่ าลมีคาํ พิพากษาถึงที่สุดแลว โดยเปนคูค วามรายเดียวกันซึ่งตองผูกพันตามคําพิพากษา
ในคดีกอนใหตองกลับมาวินจิ ฉัยซ้าํ ในเหตุเดียวกันอีกวาจําเลยตองรับผิดตามสัญญาจํานองหรือไม อันเปนฟอง
ซ้ําตองหามตามม.148
173 แมจาํ เลยจะยื่นคําฟองกอนทีจ่ าํ เลยจะอุทธรณคําสั่งไมรบั ฟองแยง แตตอมาจําเลยไดยื่นอุทธรณคาํ สั่งภายใน 69,
ว.2(1) กําหนด ตองถือวาคดีกอ นของจําเลยอยูในระหวางพิจารณา การทีจ่ าํ เลยยื่นคําฟองเรื่องเดียวกันแมตอ ศาล 58
ชั้นตนอื่น ยอมเปนฟองซอนตองหาม ม.173 ว.2 (1) นับตั้งแตวันยื่นคําฟอง โดยไมตองคํานึงถึงเหตุวา ตอมาศาล
จะอนุญาตใหจาํ เลยถอนอุทธรณคาํ สัง่ หรือไม เพราะไมทาํ ใหฟองซอนของจําเลยกลับกลายเปนฟองที่ชอบดวย
กฎหมายไปไดแตอยางใด
ห น า | 13

173 คดีกอนศาลจําหนายคดีเพราะโจทกถอนฟอง จึงไมตัดสิทธิโจทกฟอ งใหมภายในอายุความตามม.176 แมโจทก 58


ว.2(1) จะฟองจําเลยเปนคดีหลังในระหวางทีค่ ดีกอนอยูในระยะเวลาอุทธรณตามม.229 แตเมื่อไมมีคคู วามอุทธรณ
คําสัง่ จําหนายคดีของคดีกอน จึงถือไมไดวา โจทกฟองคดีหลังในขณะทีค่ ดีกอ นอยูในระหวางการพิจารณาอันจะ
เปนฟองซอนตามม.173 ว.2(1) แตอยางใด
173 ตามม.173 ว.2 นั้น นับแตเวลาทีโ่ จทกไดยื่นคําฟองจําเลยแลว คดีนั้นก็อยูในระหวางพิจารณา ซึง่ คําวา “การ 53
ว.2(1) พิจารณา”ตามม.1(8) หมายความวา กระบวนพิจารณาทัง้ หมดในศาลใดศาลหนึง่ กอนศาลนั้นชีข้ าดตัดสินหรือ
+1(8) จําหนายคดีโดยคําพิพากษาหรือคําสั่ง ฉะนั้น เมื่อโจทกยื่นคําฟองแลว แมศาลยังมิไดรับฟองเพราะคดีอยู
ระหวางไตสวนคํารองขอยกเวนคาธรรมเนียมศาลก็ตาม แตก็ถือวาคดีที่โจทกฟองนีอ้ ยูในระหวางการพิจารณา
แลว โดยไมจําตองรอใหศาลมีคาํ สัง่ เรื่องการยกเวนคาธรรมเนียมศาลและมีคําสั่งรับฟองเสียกอน การที่ตอมา
โจทกไปยื่นคํารองสอดในคดีอื่น โดยตั้งสิทธิเขามาในคดีในฐานะคูค วามฝายที่สามและเปนปฏิปกษตอ A และ
จําเลย ตามม.57(1) ซึ่งเปนคําฟองตามม.1(3) และโจทกอยูในฐานะเปนโจทกในคดีอื่นนั้นดวย แตสิทธิทโี่ จทก
ยื่นคํารองสอดดังกลาวนั้น โจทกไดยื่นฟองในคดีกอนไวแลวและคดีอยูระหวางพิจารณาดังกลาวขางตน เชนนี้คาํ
รองสอดจึงเปนฟองซอน ตองหามตามม.173ว.2(1)
173 โจทกไมมาศาลในวันนัดพิจารณา ศาลจึงมีคําสั่งจําหนายคดีทั้งหมดออกเสียจากสารบบความ แมจาํ เลยจะ 47
ว.2(1) อุทธรณคาํ สั่งดังกลาวในสวนฟองแยงของจําเลย โดยไมมีผูใดอุทธรณในสวนฟองเดิม ก็ถือไมไดวามีคดีในสวน
ของฟองเดิมอยูในระหวางพิจารณาตามม.1(8) การทีโ่ จทกฟอ งจําเลยเปนคดใหมจงึ ไมเปนฟองซอน แตการที่
จําเลยอุทธรณคาํ สัง่ จําหนายคดีดังกลาวในสวนของฟองแยง จึงทําใหคดีในสวนฟองแยงอยูในระหวางพิจารณา
ของศาลอุทธรณ เมื่อจําเลยถูกโจทกฟองใหมแลวกลับฟองแยงในเรื่องเดียวกันกับฟองแยงในคดีกอน จึงเปนฟอง
ซอน
174 บทบัญญัติเรื่องการทิ้งฟองตามม.174(2) มิไดหมายความวาเมื่อศาลกําหนดใหโจทกดําเนินคดีในเรื่องใด 67,
(2) แลวโจทกเพิกเฉย จะเปนกรณีทิ้งฟองเสมอไป จะตองพิจารณาเปนรายกรณีไป กลาวคือการที่จะถือวาโจทก 55
ทิ้งฟอง ตองเปนกรณีทโี่ จทกมไิ ดดําเนินการตามคําสัง่ ศาลที่สั่งโดยชอบแลวเปนเหตุใหไมอาจดําเนิน
กระบวนพิจารณาตอไปอีกได เมื่อโจทกไมมาศาลในวันนัดพรอมเพื่อฟงผลการเจรจายอมแสดงวาคดีไมสามารถ
ตกลงกันไดและมีกระบวนพิจารณาที่ศาลตองดําเนินการตอไปคือการสืบพยานโจทกและจําเลย จึงถือไมไดวา
โจทกทิ้งฟอง
174 การยื่นคํารองขอถอนฟองนั้นเปนสิทธิของโจทก เพียงแตถา จําเลยยื่นคําใหการแลว ม.175ว.2(1) วางหลักวา 55
(2) + หามไมใหศาลใหอนุญาต โดยมิไดฟงจําเลยกอน ดังนั้นการทีโ่ จทกไมดําเนินการสงหมายนัดและสําเนาคํารองขอ
175 ถอนฟองใหจาํ เลยตามคําสัง่ ของศาล เปนเหตุใหศาลไมอาจสอบถามจําเลยไดนั้น ศาลก็ชอบที่จะสั่งยกคํารองขอ
ว.2(1)
ถอนฟองเสียไดเทานั้น จะถือวาโจทกทิ้งฟองเพราะโจทกเพิกเฉยไมดาํ เนินคดีภายในเวลาตามทีศ่ าลเห็นสมควร
กําหนดไวเพื่อการนั้นโดยไดสงคําสั่งใหแกโจทกโดยชอบแลวตามม.174(2) ไมได
174 เมื่อจําเลยนําสงสําเนาอุทธรณใหแกโจทกแลวในชั้นขอยกเวนคาธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ แมตอมาศาลสัง่ ยก 51
(2) คํารองและจําเลยนําเงินคาฤชาธรรมเนียมมาวางจนครบถวนแลว กรณีจึงไมมีเหตุใหจาํ เลยนําสงสําเนาอุทธรณ
แกโจทกซา้ํ อีก ทีศ่ าลมีคาํ สั่งรับอุทธรณ ใหจาํ เลยสําเนาสําเนาแกโจทก หากสงไมใหใหจาํ เลยแถลงตอศาล
มิฉะนั้นจะถือวาทิง้ อุทธรณนั้น จึงเปนคําสั่งที่ไมชอบ แมจาํ เลยไมปฏิบัติตามก็ไมเปนการทิ้งฟองตามม.174(2)
175 เมื่อศาลอุทธรณมคี าํ พิพากษายกคําพิพากษาศาลชั้นตน ใหศาลชั้นตนดําเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานจําเลย 59
ว.2 ตอไป แลวพิพากษาใหมตามรูปคดีแลว แมศาลชั้นตนจะสัง่ รับฎีกาของจําเลยแลวก็ตาม แตผลแหงคําพิพากษา
ศาลอุทธรณนั้น ยอมผูกพันคูค วามในกระบวนพิจารณาของศาลที่จนกวาคําพิพากษาศาลอุทธรณจะถูก
เปลี่ยนแปลง แกไข กลับ หรืองดเสีย ถาหากมี ทั้งนี้ตามม.145 ว.1 เชนนี้ยังตองถือวาคดีกลับมาอยูในระหวาง
ห น า | 14

การพิจารณาศาลชั้นตนทีจ่ ะตองสืบพยานจําเลยตอไปตามคําพิพากษาศาลอุทธรณ เชนนี้ กอนศาลชั้นตนสง


สํานวนไปศาลฎีกา โจทกจงึ มีสทิ ธิที่จะถอนฟองไดตามม.175 ว.2 ศาลชั้นตนชอบทีจ่ ะอนุญาตใหโจทกถอนฟอง
ได
176 การถอนฟองที่จะมีผลลบลางผลแหงการยื่นคําฟอง รวมทัง้ กระบวนพิจารณาอื่น ๆ อันมีมาตอภายหลังยื่นคํา 56
+ ฟอง และกระทําใหคูความกลับคืนเขาสูฐานะเดิมเสมือนหนึง่ มิไดมีการยื่นฟองเลยตามม.176 นัน้ หมายถึงการ
173 ถอนคําฟองไดถึงที่สุดแลว ไมมีคดีคางพิจารณาอยูในศาลใดศาลหนึ่ง ดังนีแ้ มคดีกอน โจทกจะถอนฟองไป
ว.2
(1)
แลวก็ตาม แตจาํ เลยยังอุทธรณคาํ สั่งอนุญาตใหถอนฟองและจําหนายคดีอยู คดีกอนจึงอยูในระหวางพิจารณา
ของศาลอุทธรณ และการถอนฟองยังไมมผี ลลบลางผลแหงการยื่นคําฟองแตอยางใด เมื่อโจทกมาฟองจําเลยเปน
คดีหลังอางเหตุเชนเดียวกับคดีกอน โดยเพียงมีคาํ ขอบังคับเพิ่มเติมในเรื่องการเรียกคาเสียหายซึ่งสามารถเรียก
ไดในคดีกอนอยูกอน จึงชอบทีโ่ จทกจะฟองเรียกคาเสียหายมาพรอมกับฟองในคดีกอนเสียในคราวเดียวกัน ฟอง
คดีหลังจึงเปนเรื่องเดียวกับคดีกอน และเปนฟองซอนตามม.173 ว.2(1) โจทกจึงไมมีอาํ นาจฟองจําเลยเปนคดี
หลัง กรณียอมไมมคี ําฟองและตัวโจทกในคดีหลังทีจ่ าํ เลยจะฟองแยงได ดังนีจ้ าํ เลยก็ไมมสี ิทธิฟองแยง ศาลตอง
พิพากษายกฟองและฟองแยงของจําเลย
177+ รายงานกระบวนพิจารณาเปนเอกสารทีศ่ าลจดบันทึกขอความเกี่ยวดวยเรื่องที่ไดกระทําในการนั่งพิจารณาหรือ 64
198 ในการดําเนินกระบวนพิจารณาอื่นของศาล ตามทีบ่ ัญญัติไวในม.48 สวนคําใหการเปนคําคูค วามซึ่งกฎหมาย
บัญญัติไวโดยชัดแจงในม.67 วาใหคคู วามทําเปนหนังสือโดยใชแบบพิมพของศาลและมีรายการตาง ๆ ตามที่
ระบุไวในบทบัญญัติดังกลาว ดังนั้น แมศาลชั้นตนจะไดบันทึกคําแถลงของจําเลยที่ยอมรับวาเปนหนี้โจทกตาม
ฟองไวในรายงานกระบวนพิจารณา ก็ถือไมไดวา รายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกลาวเปนคําใหการของจําเลย
เมื่อจําเลยมิไดยื่นคําใหการภายในกําหนด กรณีจงึ ถือวาจําเลยขาดนัดยื่นคําใหการ โจทกตองมีคาํ ขอตอศาล
ภายใน 15 วันนับแตระยะเวลาทีก่ าํ หนดใหจาํ เลยยื่นคําใหการไดสิ้นสุดลงเพื่อใหศาลมีคาํ พิพากษาหรือคําสั่งชี้
ขาดใหโจทกเปนฝายชนะคดีโดยขาดนัด ตามม.198 ว.1 แมจําเลยจะแถลงยอมรับวาเปนหนี้โจทกตามฟอง และ
ศาลชั้นตนสามารถพิจารณาคดีไดโดยไมตองทําการสืบพยานอีกตอไป ก็ไมทําใหโจทกหมดหนาทีท่ ี่จะตองมีคาํ
ขอตามบทกฎหมายดังกลาว เมื่อโจทกมิไดมคี าํ ขอศาลชั้นตนก็ชอบที่จะมีคาํ สัง่ ใหจาํ หนายคดีของโจทกออกจาก
สารบบความไดตาม ป.วิ.พ. ม.132 (2) ประกอบม.198 วรรคสอง
177 เมื่อจําเลยฟองแยงเขามาในคําใหการ โจทกก็เปนจําเลยในฟองแยงดวย คดีตามฟองแยงจึงมีคคู วามครบถวนที่ 54
ว.3 จะดําเนินกระบวนพิจารณาตอไปได การทีศ่ าลอนุญาตใหโจทกถอนฟองเดิมได ก็คงมีผลเฉพาะคดีของโจทกวา
ไมมีฟองเดิมทีจ่ ะดําเนินกระบวนพิจารณาตอไปตามม.176เทานั้น หามีผลใหฟองแยงของจําเลยตกไปดวยไม แม
ศาลจะจําหนายคดีในสวนฟองเดิมตามม.132(1) ก็ชอบทีจ่ ะดําเนินกระบวนพิจารณาตามฟองแยงตอไป
177 ตามคําฟองโจทกกลาวหาวาจําเลยทําละเมิดดวยการตอเติมอาคารและวางสินคารุกล้าํ ที่ดินโฉนดเลขที่ 1 ของ 69
ว.3 โจทกที่ไดจดทะเบียนภาระจํายอมใหแกเจาของที่ดินรายอื่น มิไดหามจําเลยใชทางซึ่งตั้งอยูในที่ดินดังกลาว สวน
+179 จําเลยฟองแยงวา ที่ดินดังกลาวของโจทกตกเปนภาระจํายอมแกที่ดินของจําเลย ขอใหบงั คับโจทกจดทะเบียน
ว.ทาย
เปนภาระจํายอมแกที่ดินของจําเลย เปนการตั้งประเด็นขอพิพาทขึ้นใหม เนื่องจากตามฟองแยง จําเลยมิไดถูก
โตแยงสิทธิเรื่องการใชที่ดินโฉนดเลขที1่ ของโจทก ฟองแยงของจําเลยจึงเปนเรื่องอื่นซึง่ มิไดเกี่ยวของกับขออางที่
อาศัยเปนหลักแหงขอหาตามคําฟองเดิมซึ่งเปนเรื่องละเมิด ขับไล จึงไมอาจรวมพิจารณาและชีข้ าดตัดสินเขา
ดวยกันกับฟองเดิมของโจทกไดตามม.177 ว.3 ประกอบม.179 ว.ทาย คําสัง่ ศาลที่ไมรบั ฟองแยงของจําเลยจึง
ชอบแลว
177 แมโจทกซึ่งเปนทายาทและผูจ ัดการมรดกของนางสุภาพผูว ายชนมจะฟองเรียกที่ดินที่โจทกอา งวาเปนมรดกของ 64
ว.3 นางสุภาพคืนจากจําเลยทัง้ สี่เพื่อนํามาแบงปนกันในระหวางทายาทของนางสุภาพแปลงอื่น โดยมิไดฟองเรียก
ห น า | 15

+179 ที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 302 มาดวยก็ตาม แตฟอ งแยงของจําเลยที่ 1 ที่เรียกที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 302 จากโจทก
ว.ทาย จํานวน 1 ใน 2 สวน ก็เปนเรือ่ งที่เกีย่ วเนื่องกับการแบงปนทรัพยมรดกของนางสุภาพเชนเดียวกันกับที่โจทก
ฟองนั่นเอง ฟองแยงของจําเลยที่ 1 ในสว นนี้จึงเกี่ยวกับคําฟองเดิมและเกี่ยวของกับพอที่จะรวมพิจารณาและ
ชี้ขาดตัดสินเขา ดวยกันได ชอบที่ศาลชั้นตนจะตองรับ ไวพิจารณาพิพากษา (ฎ.1644/49)
177 การทีจ่ าํ เลยที่ 2 ฟองแยงอางวา “จําเลยที่ 1 ชําระคาเชาซื้อครบถวนแลว เมื่อจําเลยที่ 1 ถึงแกความตาย โจทก 61
ว.3 ตองจดทะเบียนใสชื่อทายาทของจําเลยที่ 1 เปนผูถ ือกรรมสิทธิร์ ถยนตที่เชาซื้อ” เปนการกลาวอางวาโจทก
+179 โตแยงสิทธิของจําเลยที่ 1 หาใชโตแยงสิทธิของจําเลยที่ 2 เองไม จําเลยที่ 2 จึงไมมีอาํ นาจฟองแยง ฟองแยง
ว.ทาย
ของจําเลยที่ 2 จึงไมเกี่ยวของกับฟองเดิมพอทีจ่ ะรวมพิจารณาและชีข้ าดตัดสินเขาดวยกันไดตามม.177 ว.3
ประกอบม.179 ว.ทาย
177 การทีจ่ าํ เลยใหการตอสูคดีวา “ไมตองรับผิดตามสัญญาค้าํ ประกันเพราะจําเลยไมเคยเขาทําสัญญาค้าํ ประกัน 61
ว.3 ลายมือชื่อจําเลยในสัญญานั้นเปนลายมือปลอม สัญญาค้าํ ประกันจึงเปนเอกสารปลอม”นั้น หากขอเท็จจริงรับ
+179 ฟงไดตามที่จาํ เลยกลาวอาง ก็ยอมมีผลใหสทิ ธิเรียกรองตามฟองของโจทกไมไดรับการบังคับใหตามกฎหมาย
ว.ทาย
และศาลยอมนํามาเปนเหตุยกฟองไดอยูแ ลว โดยจําเลยไมจาํ ตองฟองแยงขอใหโจทกสงมอบสัญญาค้ําประกัน
ปลอมแกจาํ เลยเพื่อนําไปทําลายแตประการใด ทั้งคําขอตามฟองแยงดังกลาวก็ไมอาจบังคับไดเพราะหากสัญญา
ค้าํ ประกันเปนเอกสารปลอมก็เทากับการค้าํ ประกันรายนี้ไมมีหลักฐานเปนหนังสือ โจทกไมอาจนํามาฟองรอง
บังคับเอาแกจาํ เลยได ศาลจึงไมอาจพิพากษาใหโจทกรบั ชําระหนี้ และไมอาจพิพากษาใหโจทกสงมอบสัญญากู
เงินปลอมแกจาํ เลยเพื่อนําไปทําลายไดเชนกัน เพราะสัญญาดังกลาวเปนเอกสารของโจทกและโจทกก็ไมมหี นาที่
ตามกฎหมายตองสงมอบใหแกจาํ เลยเพื่อนําไปทําลาย จึงถือวาฟองแยงไมเกี่ยวกับฟองเดิมฯ (ฎ.625/48)
177 คําฟองเดิมอางวาจําเลยทําละเมิดดวยความประมาททําใหวสั ดุกอสรางตกใสบา นโจทก แมคาํ ฟองแยงของ 52
ว.3 จําเลยเปนเรื่องผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ แตก็เปนการทีโ่ จทกเรียกคาชดเชยที่ตองอพยพครอบครัวไป
+179 สถานที่อื่น เมื่อโจทกผิดสัญญาไมยอมอพยพไปอยูท ี่อื่นกลับมาฟองเรียกคาเสียหายจากจําเลย ถือไดวา ฟองแยง
ว.ทาย
เกี่ยวกับฟองเดิมฯ
177 โจทกฟองวาที่ดินทีจ่ าํ เลย(กทม.)ใชสรางสะพานทางเดินพิพาทเปนที่ดินของโจทก ขอใหบังคับจําเลยรื้อถอน 49
ว.3 จําเลยใหการวาที่ดินดังกลาวเจาของที่ดินเดิมอุทศิ ใหเปนทางสาธารณะ ประเด็นแหงคดีเดิมจึงมีวา ที่ดินทีจ่ าํ เลย
+179 ใชสรางสะพานทางเดินพิพาทเปนที่ดินของโจทกหรือเปนสาธารณสมบัตขิ องแผนดิน ทีจ่ าํ เลยฟองแยงขอใหศาล
ว.ทาย
พิพากษาวาที่ดินที่สรางสะพานทางเดินพิพาทเปนสาธารณสมบัตขิ องแผนดินจึงเปนฟองแยงที่เกี่ยวกับทรัพย
พิพาทเดียวกันกับฟองเดิม ฟองแยงสวนนี้ยอ มเกี่ยวกับฟองเดิม
สําหรับฟองแยงในสวนที่เกี่ยวกับที่ดินทัง้ สองดานของที่ดินทีใ่ ชสรางทางเดินพิพาทในฟองเดิมนั้นก็เปนที่ดินติด
เปนผืนเดียวกันกับทางเดินพิพาท เทากับจําเลยอางวาที่ดินพิพาทกวางยาวกวาที่โจทกระบุมาในฟองเดิมและ
เปนการตัง้ สิทธิวา ถูกโจทกโตแยงสิทธิตามฟองเดิมโดยโจทกอา งวาที่ดินทีจ่ าํ เลยฟองแยงในสวนนี้ก็เปนของ
โจทก ถือวาฟองแยงในสวนนีม้ ีสว นสัมพันธกับฟองเดิมพอที่จะพิจารณาและชีข้ าดตัดสินเขาดวยกันได ฟอง
แยงในสวนจึงเกี่ยวกับฟองเดิมเชนกัน (ฎ.1272/39)
177 โจทกฟองวาจําเลยผิดสัญญาเชาซื้อที่ดินของโจทก ขอใหบงั คับจําเลยรือ้ ถอนบานออกไปและชดใชคาเสียหายแก 46
ว.3 โจทก จําเลยใหการและฟองแยงอางวาโจทกเปนฝายผิดสัญญาเชาซื้อ ขอใหบังคับโจทกโอนกรรมสิทธิท์ ี่ดินที่เชา
+179 ซื้อใหแกจาํ เลยโดยจําเลยจะชําระคาเชาซื้อทีค่ า งแกโจทก หากโจทกไมปฏิบัติตามใหถือเอาคําพิพากษาแทนการ
ว.ทาย
แสดงเจตนาของโจทก หากโจทกไมสามารถโอนกรรมสิทธิ์ทดี่ ินแกจาํ เลยไดและจําเลยจะตองรือ้ ถอนบานออกไป
แลว ใหโจทกชดใชคา ที่ดินที่เพิ่มขึ้น และชดใชคา เสียหายที่ตอ งรื้อถอนบานออกไปนั้น เปนคําฟองแยงที่
เกี่ยวกับคําฟองเดิมพอที่จะพิจารณาชีข้ าดตัดสินไปดวยกันได และคําฟองแยงนี้ไมเปนเงือ่ นไข หากเปนแต
ห น า | 16

เพียงคําขอในคําฟองแยงอีกขอหนึง่ ในเมื่อบังคับตามคําขอขอแรกไมได ซึ่งแลวแตศาลจะพิพากษาใหจําเลย


ชนะคดีไดมากนอยเพียงใดเทานั้น
179 การทีโ่ จทกยื่นคํารองขอแกไขเพิ่มเติมฟองโดยกลาวอางมูลหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังโจทกฟองคดีนแี้ ลว แมมลู คดี 62
ว.2(1) ตามฟองเดิมและฟองเพิ่มเติมจะมีลักษณะเปนอยางเดียวกัน แตมูลคดีที่เกิดขึ้นเปนคนละคราวไมเกี่ยวของกัน
ซึ่งหากจะฟงวาโจทกมสี ิทธิเรียกรองตามคําฟองเพิ่มเติมก็เปนสิทธิที่เกิดขึ้นภายหลังจากโจทกฟองคดีเดิมแลว
ถือไมไดวา คําฟองแกไขเพิ่มเติมของโจทกเกี่ยวของกับฟองเดิมตามม.179 ศาลตองไมอนุญาตใหโจทกแกไข
เพิ่มเติมคําฟอง
179 เมื่อลายมือชื่อโจทกในหนังสือมอบอํานาจใหฟองคดีเปนลายมือปลอม การฟองคดีโดยผูรบั มอบอํานาจยอมเปน 65
ว.2(2) การกระทําโดยไมมีอาํ นาจและไมชอบดวยกฎหมายมาแตแรก แมตอมาจะแกไขคําฟองวาโจทกไดลงลายมือชื่อ
อยางถูกตองตามหนังสือมอบอํานาจฉบับใหม ก็มิใชการขอเพิ่มเติมฟองใหบริบรู ณตามม.179ว.2(2) และไมทาํ
ใหคาํ ฟองที่เสียไปใชไมไดแลวนั้นกลับคืนมาเปนคําฟองทีช่ อบดวยกฎหมายไดอีก ผลจึงเทากับไมมีตัวโจทกเขา
มาเปนคูค วามที่ฟอ งคดี เชนนี้ฟองแยงของจําเลยยอมตกไปเพราะการดําเนินกระบวนพิจารณาตามฟองแยงนั้น
จะตองมีตัวโจทกเดิมเปนจําเลยตามฟองแยงดวยนั่นเอง
179 ขอความทีข่ อแกไขคําใหการนั้น ม.179 ว.3 มิไดบัญญัติวา จะตองเกี่ยวกับคําใหการหรือขออางเดิมของจําเลย คง 57
ว.3 + หามเฉพาะเรื่องคําฟองเทานั้น แมการแกไขเพิ่มเติมคําใหการจะเปนเรื่องการยกขอตอสูขึ้นใหมกลาวแกขอหา
ว.2(3) โจทกซึ่งจะเกี่ยวของกับคําใหการเดิมหรือไม ก็ยอ มกระทําไดตามม.179 ว.2 (3) เมื่อจําเลยขอแกไขเพิ่มเติม
,180
คําใหการวา โจทกมิใชเจาของกรรมสิทธิร์ ถยนตในขณะที่นาํ มาทําสัญญาประกันภัย โจทกจึงไมมอี าํ นาจฟอง อัน
เปนเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบรอยของประชาชน แมจาํ เลยยื่นคํารองขอแกไขคําใหการหลังจากวันสืบพยาน
ก็ยอมกระทําไดไมตองหามตามม.180
อยางไรก็ดี เมื่อจําเลยขอแกไขคําใหการโดยมิไดยกเลิกคําใหการเดิมที่เคยใหการวาโจทกเปนเจาของรถยนตที่ทาํ
สัญญาประกันภัย เชนนี้ คําใหการเดิมกับคํารองขอแกไขคําใหการยอมขัดแยงกันเอง หากศาลอนุญาตแลว
ยอมจะทําใหกลายเปนคําใหการที่มิไดปฏิเสธขออางของโจทกโดยชัดแจง ฝาฝนม.177 ว.2 ทําใหไมมีประเด็น
ตองวินจิ ฉัยวาโจทกมีอาํ นาจฟองหรือไม เชนนี้ ศาลชอบทีจ่ ะสั่งยกคํารองขอแกไขคําใหการได
180 ม.180 กําหนดใหจาํ เลยทีแ่ กไขคําใหการจะตองยื่นคํารองตอศาลกอนวันชีส้ องสถาน หรือกอนวันสืบพยานไม 63
นอยกวา7วันในกรณีที่ไมมกี ารชีส้ องสถาน เวนแตมีเหตุสมควรที่ไมอาจยื่นคํารองไดกอนนั้น หรือเปนการขอ
แกไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบรอยของประชาชนหรือเปนการแกไขขอผิดพลาดเล็กนอยหรือขอผิดหลง
เล็กนอย เมื่อศาลนัดสืบพยานวันที2่ 0ก.ค.53โดยไมมกี ารชี้สองสถาน จําเลยจะตองยื่นคํารองขอแกไขคําใหการ
อยางชาทีส่ ุดภายในวันที1่ 2ก.ค.53 เมื่อจําเลยยื่นคํารองขอแกไขคําใหการวันที1่ 3ก.ค.53จึงเปนการยื่นคํารองขอ
แกไขคําใหการเมื่อพนระยะเวลาทีก่ ฎหมายกําหนด ศาลจะอนุญาตใหจาํ เลยแกไขคําใหการไดตอเมื่อเปนกรณีที่
เขาขอยกเวนตามทีก่ ฎหมายกําหนดเทานั้น
180 ทีจ่ าํ เลยขอแกไขวาในขณะทําสัญญาเชาซื้อ โจทกมิไดเปนเจาของรถยนตพิพาทจึงไมมีอาํ นาจฟอง นั้น การที่ 63
โจทกจะเปนเจาของกรรมสิทธิใ์ นรถยนตพิพาทหรือไมเปนเพียงขอเท็จจริง มิไดมีผลกระทบถึงความสมบูรณ
ของสัญญาเชาซือ้ จึงมิใชเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบรอยของประชาชน ทัง้ ไมปรากฏเหตุอันไมอาจยื่นคํา
รองไดกอนนั้น และมิใชเปนการแกไขขอผิดพลาดเล็กนอยหรือผิดหลงเล็กนอย
180 ทีจ่ าํ เลยขอแกไขวา สัญญาประนีประนอมยอมความนั้นไมมผี ลผูกพันจําเลยเนื่องจากขณะทําสัญญานั้นจําเลย 60
เปนผูเยาวและมิไดรับความยินยอมจากผูแ ทนโดยชอบธรรมจึงมีผลเปนโมฆียกรรมนั้น เปนการทีจ่ าํ เลยหยิบยก
เรื่องความเปนโมฆียะของสัญญาประนีประนอมยอมความขึน้ โตเถียงโจทก โดยจะบอกลางหรือไมก็ตาม ก็มิใช
เรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบรอยของประชาชน ทัง้ ไมปรากฏเหตุอันไมอาจยื่นคํารองไดกอนนั้น และมิใชเปน
ห น า | 17

การแกไขขอผิดพลาดเล็กนอยหรือผิดหลงเล็กนอย
180 ทีจ่ าํ เลยขอแกไขวา สัญญาค้าํ ประกันที่โจทกฟองเกิดจากการแสดงเจตนาลวงจึงไมมมี ูลหนีแ้ ละตกเปนโมฆะจึง 63
ไมมีอาํ นาจฟองนั้น ปญหาเรื่องนิติกรรมตกเปนโมฆะหรือไม ถือเปนเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบรอยของ
ประชาชน ศาลชอบที่จะสัง่ อนุญาตใหจาํ เลยแกไขคําใหการได
180 การทีโ่ จทกบรรยายฟองแตแรกวา“จําเลยผิดสัญญาซื้อขายขาว ขอใหบังคับจําเลยสงมอบขาวตามสัญญาซื้อขาย 62
ดังกลาวแกโจทกและชดใชคา เสียหายแกโจทกที่ไมสามารถสงมอบขาวแกผูซื้อ2รายๆละ1ลานบาท รวมเปนเงิน1
ลานบาทแกโจทก”นั้น โจทกมิไดบรรยายฟองวาประสงคเรียกรองใหจาํ เลยรับผิดในคาเสียหายดังกลาวเพียง
รายการเดียว ตามพฤติการณเห็นไดวา โจทกมีเจตนาขอใหบงั คับจําเลยชําระเงินคาเสียหายรวม2ลานบาทมา
ตั้งแตตนแลว หากแตโจทกพิมพคาํ ขอบังคับทายฟองผิดพลาดคลาดเคลื่อนไป แมโจทกจะขอแกไขหลังวันชีส้ อง
สถานแลว ก็เปนการผิดพลาดเล็กนอยหรือผิดหลงเล็กนอย โจทกยอมขอแกไขคําขอบังคับทายฟองเปนใหจาํ เลย
ชําระคาเสียหาย2ลานบาทไดตามม.180 ชอบทีศ่ าลชั้นตนจะสั่งอนุญาตใหโจทกแกไขเพิ่มเติมคําฟองดังกลาวได
180 การทีโ่ จทกยื่นคํารองขอแกไขฟองวา ผูทลี่ งชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นมิใช A แตเปน B นั้น เปน
การขอแกไขใหตรงตอความเปนจริงเพราะโจทกพิมพผิดดวยความผิดหลง อันเปนการขอแกไขในขอผิดหลง
เล็กนอย แมจะยื่นคํารองหลังชีส้ องสถานแลวก็ทําไดตามม.180
193 คดีมโนสาเรนั้น กฎหมายไดกําหนดกระบวนพิจารณาไวเฉพาะโดยเฉพาะสําหรับกรณีที่โจทกไมมาศาลแตกตาง 66
ทวิ ไปจากคดีแพงสามัญตามม.190 ทวิ การที่โจทกไมมาศาลในวันนัดพิจารณาโดยไมไดรับอนุญาตจากศาลใหเลื่อน
คดี ถือวาโจทกไมประสงคจะดําเนินคดีตอไป ศาลชั้นตนจะตองมีคาํ สัง่ จําหนายคดีออกเสียจากสารบบความตาม
ม.193 ทวิ ว.1 ซึ่งเปนกรณีทมี่ ีกฎหมายบัญญัติไวโดยเฉพาะแลว จึงไมอาจนําม.198 ทวิ ว.5 มาใชบงั คับแกคดีนี้
ได ดังนั้น อุทธรณของจําเลยทีว่ า “เมื่อโจทกไมมาศาลในวันนัดพิจารณาถือวาคดีของโจทกไมมมี ูล ศาลชั้นตน
ตองพิพากษายกฟองของโจทกตามม.198 ทวิ ว.5” นั้น จึงฟงไมขึ้น
193 คดีมโนสาเรนั้น เมื่อโจทกไมมาศาลในวันนัดพิจารณาโดยไมไดรับอนุญาตจากศาลใหเลื่อนคดี ม.193 ทวิ ว.1 ให 66
ทวิ ถือวาโจทกไมประสงคจะดําเนินคดีตอไป มิไดบญ ั ญัติใหถอื วาโจทกขาดนัดพิจารณา จึงไมอาจมีการพิจารณา
และชีข้ าดตัดสินคดีไปฝายเดียวดังกรณีโจทกขาดนัดพิจารณาตามม.202 ทั้งกรณีเชนนี้ไมมีกฎหมายบัญญัติให
โจทกมีคาํ ขอใหพจิ ารณาคดีใหมได ดังนั้นโจทกจึงไมอาจยื่นคํารองขอใหพิจารณาคดีใหมได คําสั่งศาลชั้นตนที่ยก
คํารองของโจทกจงึ ชอบแลว
198 คําใหการเปนคําคูค วามซึ่งกฎหมายบัญญัติไวในม.67 วาใหทําเปนหนังสือโดยใชแบบพิมพของศาลและมีรายการ 64
ตาง ๆ ตามทีร่ ะบุไว แมศาลชั้นตนจะบันทึกคําแถลงของจําเลยไวในรายงานกระบวนพิจารณาและจําเลยไดลง
ชื่อไว ก็ไมถือวารายงานดังกลาวเปนคําใหการของจําเลย เมือ่ จําเลยมิไดยื่นคําใหการภายในกําหนดถือวาจําเลย
ขาดนัดยื่นคําใหการตามม.197 และโจทกตองมีคาํ ขอใหศาลมีคาํ พิพากษาหรือคําสั่งชีข้ าดใหตนเปนฝายชนะคดี
โดยขาดนัดภายในเวลา 15 วันนับแตระยะเวลายื่นคําใหการของจําเลยไดสิ้นสุดลงตามม.198 ว.1 แมจาํ เลยมา
ศาลกอนระยะเวลาดังกลาวสิ้นสุดลง แตเมื่อศาลมิไดพิพากษาคดีในวันนั้น ยอมไมทาํ ใหโจทกหมดหนาที่ที่
จะตองยืน่ คําขอดังกลาว เมื่อโจทกมิไดยื่นคําขอใหศาลมีคําพิพากษาหรือคําสั่งชีข้ าดใหตนเปนฝายชนะคดีโดย
ขาดนัด ศาลยอมมีอาํ นาจสั่งจําหนายคดีไดตามม.198 ว.2 ประกอบม.132 (2)
198 กรณีระหวางโจทกกับจําเลยที่ 2 นั้น การที่จาํ เลยที่ 2 ซึ่งขาดนัดยื่นคําใหการไมมาศาลในวันสืบพยานระหวาง 60
ตรี โจทกและจําเลยที่ 1 ไมถือวาจําเลยที่ 2 ขาดนัดพิจารณาตามม.198 ตรี ว.2 ที่ศาลชั้นตนถือวาจําเลยที่ 2 ขาด
นัดพิจารณาจึงไมชอบ เมื่อโจทกขาดนัดพิจารณาและจําเลยที่ 1 แถลงขอใหศาลดําเนินการพิจารณาคดีตอไป
โดยจําเลยที่ 1 ไมติดใจสืบพยาน ศาลชั้นตนตองวินจิ ฉัยคดีระหวางโจทกและจําเลยที่ 1 ไปตามภาระการพิสจู น
และตองพิพากษายกฟองเพราะโจทกไมไดนาํ สืบใหไดความตามฟอง และศาลชั้นตนยอมมีอาํ นาจพิพากษายก
ห น า | 18

ฟองตลอดไปถึงจําเลยที่ 2 ไดดวย เพราะมูลความแหงคดีเปนการชําระหนี้ซึ่งแบงแยกจากกันมิได


199 คดีนศี้ าลพิพากษาใหจาํ เลยที่ 2 แพคดีโดยขาดนัด เมื่อจําเลยที่ 2 มิไดอุทธรณคาํ พิพากษา จําเลยที่ 2 อาจมี 69
สิทธิรองขอใหพจิ ารณาคดีใหมได แตเมื่อขอเท็จจริงไดความวา จําเลยที่ 2 มาศาลกอนศาลชั้นตนวินิจฉัยชีข้ าด
คดี แตจาํ เลยที่ 2 มิไดแจงตอศาลในโอกาสแรกวาตนประสงคจะตอสูค ดี ตามม.199 ว.1 จําเลยที่ 2 จึงรองขอให
พิจารณาคดีใหมไมไดตามม.199 ว.3 ถือวาคําขอใหพจิ ารณาคดีใหมของจําเลยที่ 2 ตองหามตามกฎหมายตามม.
199 ตรี (2) จําเลยที่ 2 จึงไมมีสทิ ธิรองขอใหพจิ ารณาคดีใหม
199 จําเลยที่ 2 ทีข่ าดนัดยื่นคําใหการมาศาลกอนศาลชั้นตนวินิจฉัยชี้ขาดคดี แมจาํ เลยที่ 2 มาศาลในระหวางการ 69
สืบพยานโจทก แตเมื่อศาลไดดาํ เนินกระบวนพิจารณาตอไป จําเลยที่ 2 ก็ไมมสี ิทธินาํ พยานหลักฐานของตนเขา
สืบตามม.199 ว.2 ทีศ่ าลชั้นตนสัง่ ใหจาํ เลยที่ 2 นําพยานหลักฐานเขาสืบจึงไมชอบดวยกฎหมาย
199 กรณีที่จาํ เลยขาดนัดยื่นคําใหการมาศาลกอนศาลวินจิ ฉัยชีข้ าดคดี หากประสงคจะตอสูค ดีตองแจงตอศาลใน 64
โอกาสแรกทีม่ าศาลตามม.199 ว.1 แตจําเลยมาศาลครัง้ แรกเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ 2555 จําเลยแถลงตอศาล
ยอมรับวาเปนหนี้ตามฟอง และมาศาลครั้งที่ 2 วันที่ 20 มีนาคม 2555 จึงแถลงตอศาลวาประสงคจะตอสูค ดี
เห็นไดวาจําเลยมิไดแจงตอศาลในโอกาสแรกทีม่ าศาล จึงเปนการไมปฏิบัติตามม.199 ว.1 ศาลชั้นตนชอบทีจ่ ะ
ยกคําขออนุญาตยื่นคําใหการของจําเลยได โดยไมจําตองทําการไตสวนกอนวาจงใจขาดนัดยื่นคําใหการหรือไม
ตามม.21(4) แตอยางใด
199 การยื่นคําขอใหพจิ ารณาคดีใหมตามม.199 จัตวา กําหนดใหจําเลยทีข่ าดนัดยื่นคําใหการ ยื่นตอศาลชั้นตน 65
จัตวา ภายใน 15 วันนับจากวันที่ไดสงคําบังคับตามคําพิพากษาใหแกจาํ เลย หรือนับจากกรณีมีพฤติการณนอกเหนือ
ไมอาจบังคับไดสิ้นสุดลง หรือ 6 เดือนนับแตวันที่ไดยึดทรัพยหรือมีการบังคับตามคําพิพากษาโดยวิธอี ื่น ซึ่ง
กําหนด 6 เดือนนับแตวันที่ไดยึดทรัพยหมายถึง การยึดทรัพยของจําเลยที่ไดยื่นคําขอใหพิจารณาคดีใหม
202 เมื่อโจทกไมมาศาลในวันสืบพยานและไมไดรับอนุญาตจากศาลใหเลื่อนคดี ใหถือวาโจทกขาดนัดพิจารณาตามม. 60
200 ว.1 แตถา จําเลยไดแจงตอศาลในวันสืบพยานขอใหดาํ เนินการพิจารณาคดีตอไป ศาลชั้นตนตองพิจารณา
และชีข้ าดตัดสินคดีไปฝายเดียวตามม.202 เมื่อจําเลยแถลงไมติดใจสืบพยาน ศาลชั้นตนตองวินิจฉัยคดีไปตาม
ภาระการพิสูจนตามม.84/1 เมื่อโจทกมีภาระการพิสจู นแตโจทกไมนาํ พยานมาสืบในประเด็นขอพิพาทจึงตอง
เปนฝายแพคดี ศาลชั้นตนชอบที่จะพิพากษายกฟองโจทก ทีศ่ าลชั้นตนมีคาํ สั่งจําหนายคดีเสียจากสารบบความ
จึงเปนการไมชอบเพราะไมตอ งดวยม.132(2) ประกอบม.202
202 ในวันสืบพยาน โจทกตองมาศาลตรงตามเวลานัด มิใชวา โจทกจะมาศาลในเวลาใดก็ได เมื่อศาลชั้นตนออกนั่ง 68
พิจารณาในวันนัดสืบพยานเวลา 10 นาฬิกา ฝายโจทกไมมาศาลและไมไดรบั อนุญาตจากศาลใหเลื่อนคดี จึงตอง
ถือวาโจทกขาดนัดพิจารณาตามม.200 ว.1 ซึ่งม.202 กําหนดวาถาโจทกขาดนัดพิจารณา ใหศาลมีคาํ สัง่ จําหนาย
คดีนั้นเสียจากสารบบความ เวนแตจาํ เลยจะไดแจงตอศาลในวันสืบพยานวาขอใหดาํ เนินการพิจารณาคดีตอไปก็
ใหศาลพิจารณาและชีข้ าดตัดสินคดีนั้นไปฝายเดียว ม.202 นี้ไมไดบังคับศาลใหตองสอบถามจําเลยกอน แต
เปนเรื่องที่จาํ เลยตองแจงตอศาลเองวาตนตั้งใจจะใหดาํ เนินการพิจารณาคดีตอไป เมื่อจําเลยไมไดแจงตอศาลใน
วันสืบพยานวาตนประสงคขอใหดาํ เนินการพิจารณาคดีตอไป ที่ศาลชั้นตนมีคําสั่งจําหนายคดีจากสารบบความ
จึงชอบดวยม.132(2) แลว
203 การทีศ่ าลชั้นตนมีคาํ สั่งจําหนายคดีโจทกออกจากสารบบความตามม.202 แมม.203 จะมิไดหา มมิใหโจทกมคี าํ 68,
ขอใหพิจารณาคดีใหมก็ตาม แตการที่โจทกจากขอใหพิจารณาคดีใหมไดจะตองมีการพิจารณาคดีฝา ยเดียวเปน 59
สําคัญ เมื่อโจทกขาดนัดพิจารณาศาลชั้นตนมีคาํ สั่งใหจาํ หนายคดีแลว จึงไมมีการพิจารณาคดีฝา ยเดียวอันจะทํา
ใหโจทกมสี ิทธิทจี่ ะขอพิจารณาคดีใหมได สิทธิของโจทกมีอยูทางเดียวคือตองฟองคดีใหมภายในอายุความตามม.
203 เทานั้น ไมอาจรองขอใหพจิ ารณาคดีใหมได ทีศ่ าลชั้นตนมีคาํ สั่งใหยกคํารองโจทกชอบแลว
ห น า | 19

206 แมศาลชั้นตนจะสั่งใหพิจารณาพิพากษาคดีโจทกสาํ หรับจําเลยทั้งสองไปฝายเดียว แตเมื่อจําเลยทั้งสองมาศาล 69


ในระหวางการพิจารณาคดีฝา ยเดียว กอนศาลชั้นตนวินจิ ฉัยชี้ขาด สําหรับจําเลยที่ 1 เปนกรณีจาํ เลยที่ 1 ขาด
นัดพิจารณามาศาลในระหวางการพิจารณาคดีฝา ยเดียว และมาศาลกอนศาลชั้นตนมีคาํ สั่งวาโจทกไมติดใจ
สืบพยาน ถือวาจําเลยที่ 1 มาศาลในระหวางการสืบพยานโจทก จึงเปนการมาศาลยังไมพนเวลาที่จะนําพยาน
ของตนเขาสืบ จําเลยที่ 1 จึงมีสิทธินาํ พยานของตนเขาสืบตามม.206 ว.4 (1) ที่ศาลชั้นตนสัง่ ใหจาํ เลยที่ 1 นํา
พยานเขาสืบ จึงเปนการดําเนินกระบวนพิจารณาทีช่ อบดวยกฎหมาย
206 ทนายจําเลยมาศาลขณะที่ศาลอานรายงานกระบวนพิจารณาใหโจทกฟง ถือวาจําเลยมาศาลเมื่อพนเวลาที่ 67
จําเลยจะนําพยานของตนเขาสืบตามม.206 ว.4 (1) จําเลยจึงไมมีสทิ ธินาํ พยานเขาสืบได ที่ศาลชั้นตนมีคําสั่งไม
อนุญาตใหจาํ เลยนําพยานเขาสืบจึงชอบดวยกระบวนพิจารณาแลว
224 โจทกทั้งสองฟองขอใหบังคับจําเลยซึ่งเปนทายาทและผูจัดการมรดกแบงที่ดินทรัพยมรดกเนื้อที่ 300 ตารางวา 59
แกโจทกทั้งสองซึ่งเปนทายาทคนละ 100 ตารางวา รวม 200 ตารางวา แมโจทกทงั้ สองฟองรวมกันมาตามม.
59 การอุทธรณก็ตองถือทุนทรัพยของโจทกแตละคนแยกกันเพราะเปนเรือ่ งโจทกแตละคนใชสิทธิเฉพาะของตน
(ฎ.5971/44 ประชุมใหญ กลับหลักฎ.6560/2538 ประชุมใหญ)
224 โจทกฟองขับไลจาํ เลยพรอมกับเรียกคาเสียหายจากจําเลย ถือไดวา เปนคดีไมมที ุนทรัพยสว นหนึ่ง กับคดีมที ุน 62
ทรัพยอกี สวนหนึง่ ปนกันมา การทีจ่ าํ เลยจะอุทธรณในขอเท็จจริงไดหรือไมตองพิจารณาแยกตางหากจากกัน
224 คําฟองโจทกสามารถแยกไดเปนสองสวนคือ สวนแรกจําเลยที่ 2 ซื้อและรับโอนกรรมสิทธิท์ ี่ดินจากจําเลยที่ 1 69
โดยรูวาจําเลยที่ 1 ทําสัญญาจะขายที่ดินใหแกโจทกอยูกอนแลว ทําใหโจทกเสียเปรียบ ขอใหเพิกถอนนิติกรรม
ขายที่ดินระหวางจําเลยทัง้ สอง ซึ่งคําขอในสวนนี้เปนคดีไมมที ุนทรัพย ไมตองหามอุทธรณในขอเท็จจริง อีกสวน
หนึ่งคือ จําเลยที่ 1 ทําสัญญาจะขายที่ดินใหแกโจทก ขอใหบังคับจําเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน
ใหแกโจทก ซึ่งคําขอในสวนนี้เปนคดีมที ุนทรัพย แตการที่จะวินิจฉัยวาคําขอในสวนนี้ จําตองวินิจฉัยคําขอใน
สวนแรกเพือ่ ใหไดความวามีเหตุใหตองเพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินหรือไมเสียกอน และในกรณีที่เปนคดีมีทุน
ทรัพยและไมมีทุนทรัพยรวมอยูในคดีเดียวกันจะตองหามอุทธรณในขอเท็จจริงหรือไมนั้น ตองพิจารณาวา
คดีนั้นมีคําขอใดเปนหลัก คําขอใดเปนคําขอตอเนื่อง ซึ่งกรณีนี้ตองถือวาคําขอใหเพิกถอนนิติกรรมขายที่ดนิ
เปนคําขอหลัก จึงไมตองหามอุทธรณในขอเท็จจริงตามม.224 ว.2
224 เมื่ออัตราคาเชาในคดีเดิมไมเกินเดือนละ 4,000 บ. คูค วามในคดีเดิมจึงตองหามอุทธรณในขอเท็จจริงตามม.224 68
ว.2 ซึ่งขอตองหามนี้รวมถึงขอพิพาทระหวางคูความในชั้นบังคับคดีอนั เปนสาขาของคดีเดิมดวยและรวมไปถึง
คดีเกี่ยวกับการบังคับบริวารของจําเลยผูถูกฟองขับไลในชั้นบังคับคดีอันเปนสาขาของคดีเดิม
224 จําเลยยื่นคํารองขอใหพจิ ารณาใหม ศาลชั้นตนมีคาํ สั่งยกคํารอง จําเลยอุทธรณยกเหตุอา งวาไมจงใจขาดนัด 61
พิจารณาอันเปนขอเท็จจริง แมอุทธรณของจําเลยเปนปญหาในชั้นดําเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นอุทธรณ
ไมใชปญหาในประเด็นที่พิพาทตามคําฟองและคําใหการก็ตาม แตเมื่อศาลชั้นตนฟงขอเท็จจริงวา จําเลยจงใจ
ขาดนัดพิจารณา ก็ตองถือทุนทรัพยที่พพิ าทกันในชั้นอุทธรณ เมื่อไมเกิน40,000บาท จึงตองหามอุทธรณใน
ขอเท็จจริงตามม.224 ว.1
224 ทีโ่ จทกอุทธรณวา ...เปนการโตแยงดุลพินจิ ในการรับฟงพยานหลักฐานของศาลที่วินจิ ฉัยวา... นั้นเปนอุทธรณใน 68
ขอเท็จจริง
224 การอุทธรณในขอเท็จจริงเกี่ยวกับคําสั่งระหวางพิจารณา แมจะไดยื่นคําแถลงโตแยงคําสั่งนั้นไวตามม.26 56
ประกอบม.226(2)แลว ก็จะตองพิจารณาทุนทรัพยจากคดีเดิมเปนสําคัญวาตองหามอุทธรณตามม.224หรือไม
224 เมื่อคดีนี้ตองหามอุทธรณในขอเท็จจริงตามม.224 ดังนี้ อุทธรณของจําเลยที่วา “ทนายจําเลยจําเปนตองขอ 59
ขยายระยะเวลาอุทธรณเนื่องจากติดตอกับจําเลยไมได” แมเปนอุทธรณคัดคานในเรื่องของการขยายระยะเวลา
ห น า | 20

ยื่นอุทธรณ มิใชเรื่องในเนื้อหาแหงคดีที่คคู วามพิพาทกันก็ตาม แตก็ตกอยูในบังคับแหงม.224ที่ตองหามอุทธรณ


ในขอเท็จจริงเชนเดียวกัน
225 แมจาํ เลยจะเบิกความวาคดีขาดอายุความโดยศาลอนุญาตก็ตาม แตก็ไมทาํ ใหเกิดเปนประเด็นนีข้ ึ้นเพราะเปน 69
การนําสืบนอกประเด็นที่ใหการ ถือไมไดวา ปญหาเรื่องอายุความเปนขอที่ไดยกขึ้นวากันมาแลวโดยชอบในศาล
ชั้นตน
225+ แมศาลชั้นตนวินิจฉัยวาเหตุละเมิดเกิดจากความผิดของโจทก คดีไมจาํ ตองวินจิ ฉัยประเด็นขออื่นอีกตอไป 69
252 พิพากษายกฟองโดยมิไดวินจิ ฉัยปญหาเรื่องอายุความก็ตาม แตโจทกอทุ ธรณโดยจําเลยมิไดยกปญหาเรื่องฟอง
โจทกขาดอายุความตั้งเปนประเด็นไวในคําแกอทุ ธรณ จึงไมมีประเด็นเรื่องอายุความในชั้นอุทธรณตามม.240 ที่
จําเลยฎีกาวาฟองขาดอายุความจึงเปนขอที่มิไดยกขึ้นวากันมาแลวโดยชอบในศาลชั้นอุทธรณ ทั้งมิใชปญหาอัน
เกี่ยวดวยความสงบเรียบรอยของประชาชน ไมชอบดวยม.225 ประกอบม.252
225+ ฎีกาของจําเลยทีว่ า ฟองโจทกเปนฟองซ้าํ นั้น ปญหาขอนีจ้ ําเลยไดยกขึ้นตอสูไวในคําใหการแลว แมเปนปญหาอัน 64
252 เกี่ยวกับความสงบเรียบรอยของประชาชน แตเมื่อศาลชั้นตนมีคาํ วินิจฉัยวาไมเปนฟองซ้าํ จําเลยกลับมิไดอุทธรณ
ปญหาขอนี้ เทากับจําเลยไมติดใจที่จะอุทธรณโตแยงปญหาดังกลาวอีกตอไป ศาลอุทธรณจึงมิไดวินจิ ฉัย การที่
จําเลยหยิบยกปญหาดังกลาวขึ้นฎีกาตอมา จึงเปนฎีกาในขอที่มิไดยกขึ้นวากันมาแลวโดยชอบในศาลอุทธรณ
ตองหามมิใหฎีกาตามม.225ว.1 ประกอบม.252 ศาลฎีกาชอบทีจ่ ะไมรบั วินิจฉัยให
225+ คําพิพากษาศาลชั้นตนไดวินจิ ฉัยในประเด็นขอที่จาํ เลยฎีกาวาฟองเคลือบคุลมและพยานหลักฐานโจทกรบั ฟง 65
252 ไมไดวาจําเลยซือ้ สินคาจากโจทก ซึ่งเปนประเด็นที่จาํ เลยใหการตอสูไวแลว แมศาลชั้นตนจะพิพากษายกฟอง
โจทกเนื่องจากเห็นวาคดีขาดอายุความ โดยจําเลยไมจําตองอุทธรณในประเด็นขออืน่ ทีศ่ าลชัน้ ตนวินิจฉัย
เปนคุณแกโจทกก็ตาม แตเมื่อโจทกอุทธรณวา คดีไมขาดอายุความ หากจําเลยไมเห็นดวยกับคําวินิจฉัยของ
ศาลชัน้ ตนใหจําเลยเปนฝายแพในประเด็นขอใด อยางไร จําเลยก็ชอบที่จะตองโตแยงไวในคําแกอุทธรณ
ดวย แตปรากฏวาคําแกอุทธรณของจําเลยคงกลาวแกเฉพาะแตประเด็นเรื่องอายุความที่โจทกอุทธรณเทานั้น
เมื่อจําเลยไมไดโตแยงคําพิพากษาศาลชัน้ ตนที่วินิจฉัยวาฟองโจทกไมเคลือบคลุมและจําเลยตองรับผิดชําระ
หนี้แกโจทกตามฟอง ปญหาดังกลาวจึงยุติตามคําพิพากษาศาลชั้นตน จําเลยยกขึ้นฎีกาอีกไมไดเพราะเปน
ขอที่มิไดยกขึ้นวากันมาแลวโดยชอบในศาลอุทธรณ ไมชอบดวยม.225ว.1 ประกอบม.252 ศาลฎีกาชอบที่จะไม
รับวินิจฉัย
226, คํารองขอใหเรียกบุคคลภายนอกเขามาในคดีมิใชคาํ คูค วามตาม ป.วิ.พ. ม.1(5) ไมมีลักษณะเปนคําฟองหรือคํา 55
1(5) คูค วามเพราะมิไดตั้งประเด็นระหวางคูค วาม ซึ่งไมเหมือนกรณีที่บุคคลภายนอกรองสอดเขามาเปนคูค วามในคดี
ไมวา โดยความสมัครใจ หรือถูกหมายเรียกของศาลใหเขามา เนื่องจากคํารองสอดของบุคคลภายนอกที่ยื่นตอ
ศาลเปนการตั้งประเด็นโตแยงกับคูค วามในคดีอันมีลกั ษณะเปนคําฟองและเปนคําคูค วามตามม.1(3) และ (5)
ฉะนั้น คําสั่งศาลชั้นตนที่ไมอนุญาตใหเรียกบุคคลภายนอกเขามาในคดี จึงมิใชคาํ สัง่ ไมรบั คําคูค วามและเปน
คําสัง่ ระหวางพิจารณาจะอุทธรณคัดคานคําสัง่ ศาลชั้นตนในระหวางพิจารณาไมได ตองหามตามม.226(1)
226 จําเลยยื่นคํารองขอใหศาลชั้นตนรับคําใหการเมื่อพนกําหนดเวลาทีจ่ ะยื่นคําใหการได ศาลชั้นตนยกคํารองจึงมี 55
ผลเทากับศาลชั้นตนไมอนุญาตใหจาํ เลยยื่นคําใหการ ซึ่งเมื่อสั่งไมอนุญาตแลว ก็ไมจาํ ตองสัง่ ไมรบั คําใหการ
อีก คําสัง่ ของศาลชั้นตนยังอยูในขั้นตอนของคําสัง่ ไมอนุญาตใหยื่นคําใหการ มิใชคาํ สัง่ ไมรบั คําใหการอันจะถือ
เปนคําสัง่ ไมรบั คําคูค วามตามม.18 จึงเปนคําสัง่ ในระหวางพิจารณาตองหามมิใหอุทธรณคาํ สั่งดังกลาวใน
ระหวางพิจารณาคดีตามม.226(1)
226+ คําสัง่ ของศาลชั้นตนที่ยกคํารองขอเลื่อนคดีและงดสืบพยานจําเลยเพราะเหตุจําเลยไมมีพยานมาสืบนั้นเปนการ 57
229 สั่งโดยอาศัยขอเท็จจริงในคดีจึงเปนคําสั่งระหวางพิจารณาตามม.226 แมจาํ เลยจะไดโตแยงไวเพื่อการใชสิทธิ
ห น า | 21

อุทธรณแลวก็ตาม แตการทีจ่ าํ เลยอุทธรณคาํ สัง่ ของศาลชั้นตนโดยขอใหศาลอุทธรณพิพากษากลับคําสั่งของศาล


ชั้นตนแลวอนุญาตใหจําเลยเลื่อนคดีและใหนัดสืบพยานจําเลยตอไปนั้น ยอมอาจมีผลทําใหคําพิพากษาของ
ศาลชัน้ ตนที่พิพากษาใหจําเลยชําระหนี้แกโจทกถูกยกไปดวย กรณีจึงอยูภ ายใตบังคับของม.229 ที่ผู
อุทธรณตองนําเงินคาธรรมเนียมซึง่ จะตองใชแทนคูความอีกฝายหนึง่ ตามคําพิพากษาหรือคําสัง่ มาวางศาล
พรอมกับอุทธรณนั้นดวย อันเปนบทบัญญัติที่บังคับใหเปนหนาที่ของผูอ ุทธรณที่ตองปฏิบัติ
229 ม.229 ใชบังคับเฉพาะกรณีอุทธรณคาํ พิพากษาหรือคําสั่งชีข้ าดตัดสินคดีของศาลชั้นตน ตลอดจนการอุทธรณ 62
คําสัง่ อื่นๆ ของศาลชั้นตนที่มผี ลกระทบตอคําพิพากษาหรือคําสัง่ ชี้ขาดตัดสินคดีของศาลชั้นตนเทานั้น การที่
จําเลยอุทธรณคาํ สัง่ ศาลชั้นตนที่ยกคํารองขอพิจารณาใหมตามม.199จัตวา โดยขอใหศาลอุทธรณพิพากษากลับ
คําสัง่ ศาลชั้นตนและมีคําสั่งใหนัดไตสวนคํารองและรับคํารองขอใหพจิ ารณาใหมของจําเลยไวพจิ ารณาตอไป ซึ่ง
หากศาลอุทธรณเห็นชอบดวยตามขออุทธรณของจําเลย ก็ชอบทีจ่ ะพิพากษายกคําสั่งศาลชั้นตนและใหศาล
ชั้นตนรับคํารองของจําเลยไวพจิ ารณาและมีคาํ สัง่ ตอไปตามรูปคดีเทานั้น ไมมีผลกระทบโดยตรงตอคํา
พิพากษาศาลชั้นตน จําเลยจึงไมตองนําเงินคาธรรมเนียมซึง่ จะตองใชแกโจทกก็ตามคําพิพากษาศาลชั้นตนมา
วางศาลพรอมอุทธรณตามม.229
230 กรณีตองหามอุทธรณในขอเท็จจริง เมื่อผูอ ุทธรณยื่นอุทธรณพรอมคํารองขอใหผูพพิ ากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้น 54
รับรองใหอุทธรณในขอเท็จจริง แตผูพิพากษาดังกลาวไมรับรองใหอุทธรณและศาลชั้นตนมีคาํ สัง่ ไมรบั อุทธรณ ผู
อุทธรณยอมมีสิทธิยื่นคํารองตอศาลชั้นตนเพื่อขอใหสงสํานวนไปใหอธิบดีผูพิพากษาภาคผูมีอาํ นาจ ซึ่งมิไดเปน
องคคณะในคําสัง่ ไมรบั อุทธรณ อนุญาตใหอทุ ธรณปญหาขอเท็จจริงไดภายใน 7 วัน นับแตวันทีศ่ าลชั้นตนมี
คําสัง่ ไมรบั อุทธรณตามม.230 ว.3 แมกาํ หนด 7 วันนั้นจะพนกําหนดระยะเวลาอุทธรณ1เดือนตามม.229แลวก็
ตาม แตเมื่ออธิบดีผูพิพากษาภาคมีคาํ สั่งไมอนุญาตใหอุทธรณและใหยกคํารองโดยอางเหตุยื่นคํารองพนกําหนด
ถือวาอธิบดีผูพิพากษาภาคยังมิไดพิจารณาสัง่ คํารองของผูอ ทุ ธรณโดยใหยืนหรือกลับคําสั่งศาลชั้นตนตามม.230
ว.3 คําสั่งนั้นจึงยังไมถงึ ทีส่ ุด และอาจอุทธรณไดตามม.223
232 ศาลชั้นตนมีคาํ สั่งในอุทธรณของโจทกวา ใหคืนคําฟองอุทธรณใหโจทกไปทํามาใหม เปนกระบวนพิจารณาใน 63
ชั้นตรวจคําฟองอุทธรณตามที่บัญญัติไวในม.232 ซึ่งเปนอํานาจหนาที่ของศาลชั้นตนโดยเฉพาะที่จะตองสั่ง
ใหแกไขคําฟองที่บกพรองใหถูกตองเสียกอนที่จะสัง่ รับหรือไมรับคําคูค วามตามม.18 เมื่อโจทกเห็นวาอุทธรณ
ของโจทกไมมีขออันควรตําหนิทจี่ ะตองทําใหมตามคําสั่งของศาลชั้นตน โจทกยอมมีสทิ ธิที่จะอุทธรณคาํ สั่งนั้นให
ศาลอุทธรณวินิจฉัยไดตามม.18 ว.ทาย, 227 และ 228 โดยไมจาํ ตองรอใหศาลมีคาํ สั่งไมรบั อุทธรณตามม.232
อีกครั้งหนึ่ง
229+ จําเลยยื่นอุทธรณโดยไมวางเงินคาฤชาธรรมเนียมซึ่งจะตองใชแทนโจทกตามคําพิพากษามาวางพรอมอุทธรณ จึง 63
232+ เปนการไมชอบดวยม.229 ซึ่งศาลชั้นตนชอบที่จะสัง่ ไมรบั อุทธรณไดทันที แตเมื่อศาลชั้นตนเห็นวาจําเลยมิไดจง
234 ใจที่จะไมปฏิบัติตามบทกฎหมายนั้น และมีคาํ สั่งกําหนดเวลาใหจาํ เลยปฏิบัติเสียใหถูกตองครบถวน เทากับเปด
โอกาสใหจําเลยนําเงินคาฤชาธรรมเนียมซึง่ จะตองใชใหโจทกมาวางศาลใหถูกตองอีกครัง้ หนึง่ กอนทีศ่ าล
ชั้นตนจะพิจารณาสัง่ อุทธรณของจําเลยวาจะใหสงหรือปฏิเสธไมสง อุทธรณไปยังศาลอุทธรณ อันเปน
กระบวนพิจารณาในชั้นตรวจคําฟองอุทธรณตามม.232 ซึ่งเปนอํานาจหนาทีข่ องศาลชั้นตนโดยเฉพาะ และ
คําสัง่ เชนนีม้ ิใชเปนคําสั่งไมรบั อุทธรณ ซึ่งผูอทุ ธรณอาจอุทธรณคําสั่งศาลนั้นไปยังศาลอุทธรณตามม.234 ไดแต
อยางใด ดังนั้น จําเลยจึงยังไมมสี ิทธิอุทธรณคาํ สั่งดังกลาว ศาลอุทธรณชอบที่จะไมรบั อุทธรณไวพิจารณา
(1125/2545)
236+ การทีจ่ าํ เลยยื่นคํารองอุทธรณคําสัง่ ไมรบั อุทธรณ ศาลชั้นตนมีหนาที่ตองสงคํารองไปยังศาลอุทธรณตามม.236 61
232 เทานั้น ไมมีหนาที่ตรวจสั่งไมรับเหมือนอยางชั้นรับหรือไมรบั อุทธรณตามม.232
ห น า | 22

236 การทีศ่ าลอุทธรณใหยกคํารองอุทธรณคาํ สั่งไมรบั อุทธรณ เพราะจําเลยยื่นเกินกําหนดตามม.234 จึงมีผลเปน 61


การไมรบั อุทธรณยืนตามคําปฏิเสธของศาลชั้นตน คําสั่งศาลอุทธรณยอมเปนทีส่ ุดตามม.236 ว.1
236 ศาลชั้นตนสั่งไมรับอุทธรณเพราะเปนอุทธรณในขอเท็จจริงที่ตองหามตามม.224 ว.1 การทีศ่ าลอุทธรณมคี าํ สัง่ 67
วา อุทธรณของโจทกแมอา งขอกฎหมายก็ไมเปนสาระแกคดีอันควรไดรบั การวินจิ ฉัย ใหยกคํารองอุทธรณคําสั่ง
ของโจทก ยอมมีผลเทากับศาลอุทธรณมคี าํ สั่งยืนตามคําปฏิเสธของศาลชั้นตนที่ไมรับอุทธรณ แมเหตุทศี่ าล
ชั้นตนและศาลอุทธรณยกขึ้นอางในการไมรบั อุทธรณจะตางกันก็ตาม คําสั่งของศาลอุทธรณยอมเปนทีส่ ุดตามม.
236 ว.1
254 การขอคุมครองชั่วคราวกอนพิพากษาตามม.254ใหสทิ ธิโจทกขอไดทกุ ชั้นศาล แตอยางเร็วที่สุดตองยื่นพรอมกับ
คําฟองตั้งตนคดี ฟองอุทธรณหรือฟองฎีกา แลวแตกรณีวา คดีอยูในระหวางพิจารณาของศาลใด ดังนี้ เมื่อคดีอยู
ระหวางศาลอุทธรณพจิ ารณาคําขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณเทานั้น ซึ่งหากศาลอุทธรณใหขยายระยะเวลายื่น
อุทธรณ คดีก็เสร็จไปจากการพิจารณาของศาลอุทธรณ โจทกจึงยังไมมสี ิทธิขอคุม ครองชัว่ คราวในชวงระยะเวลา
นี้
254 ศาลชั้นตนมีคาํ สั่งไมรับฟองของโจทก แมโจทกจะอุทธรณคาํ สั่งดังกลาว ถาศาลอุทธรณมคี าํ สั่งใหรบั ฟองของ 54
โจทก คดีก็ตองกลับไปสูศาลชั้นตนทีจ่ ะตองพิจารณาพิพากษาตอไป ศาลอุทธรณยังไมอาจสัง่ หรือพิพากษาให
เปนไปตามคําขอทายฟองของโจทกได ศาลอุทธรณจงึ ไมอาจมีคาํ สัง่ คุม ครองชัว่ คราวใหโจทกได
260 การปฏิบัติตามคําสั่งอายัดชัว่ คราวกอนพิพากษาของศาลชั้นตนตาม ป.วิ.พ. ม.254 (1) มิใชกรณีที่เจาพนักงาน 60
บังคับคดีไดทาํ การบังคับคดีโดยยึดหรืออายัดทรัพยสินของลูกหนี้ตามคําพิพากษาไวแทนเจาหนี้ตามคําพิพากษา
ตาม ป.วิ.พ. ม.366 ว.1 แมหลังจากศาลชั้นตนตัดสินใหโจทกเปนฝายชนะคดี คําสัง่ อายัดชัว่ คราวกอนพิพากษา
ของศาลชั้นตนยังคงมีผลบังคับตอไปเทาทีจ่ าํ เปนเพื่อบังคับตามคําพิพากษาหรือคําสั่งตามม.260 (2) ก็ตาม แตก็
เปนวิธกี ารชั่วคราวกอนพิพากษา ไมใชการบังคับคดีตามคําพิพากษา เมื่อโจทกมิไดขอออกหมายบังคับคดีอัน
เปนการดําเนินกระบวนพิจารณาเพื่อบังคับคดีใหเปนไปตามคําพิพากษา จึงถือไมไดวา เจาพนักงานบังคับคดีได
ทําการบังคับคดีโดยยึดหรืออายัดทรัพยสินของลูกหนี้ตามคําพิพากษาไวแทนโจทกซึ่งเปนเจาหนี้ตามคําพิพากษา
แลว กรณีจึงไมตอ งหามมิใหยึดหรืออายัดซ้าํ ตามม.366 ว.1
261 แมผูรอ งเปนบุคคลภายนอกคดีมิใชคคู วามในคดี แตหากผูร อ งเห็นวาตนไดรบั ความเสียหายจากการทีศ่ าลมีคาํ สั่ง 69
คุมครองชั่วคราวกอนพิพากษาตามม.254 และประสงคจะใหคาํ สั่งคุมครองชัว่ คราวนั้นไมมผี ลบังคับแกตน ก็
ชอบที่จะยื่นคําขอใหเพิกถอนหรือแกไขเปลี่ยนแปลงคําสั่งดังกลาวในคดีเดิมตามม.261ว.1 ไมอาจฟองโจทกเปน
คดีใหม
263 ศาลชั้นตนพิพากษาใหโจทกแพคดีเพราะเหตุคดีขาดอายุความ มิใชกรณีสิทธิเรียกรองของโจทกไมมีมลู และ 68
วิธกี ารคุมครองตามทีข่ อใหยึดที่ดินชัว่ คราวกอนพิพากษาเพื่อมิใหจาํ เลยโอนขายทรัพยสินใหแกบคุ คลภายนอกก็
มีเหตุเพียงพอตามม.255(1)(ก) กรณีจึงไมตองดวยหลักเกณฑทโี่ จทกจะตองชดใชคา สินไหมทดแทนแกจําเลย
ตามม.263ว.1(1)(2)
263 ม.263 เปนเพียงบทบัญญัติใหสิทธิแกจําเลยยื่นคําขอใหชดใชคาสินไหมทดแทนในคดีเดิมได แตมิใชการบังคับ 68
จําเลยตองยื่นคําขอเขามาในคดีเดิมเทานั้น [ตางกับม.261]
263 การอุทธรณหรือฎีกาเกี่ยวกับคาสินไหมทดแทนในกรณีศาลมีคาํ สั่งคุมครองชัว่ คราวตามม.254 โดยมีความเห็น 66
หลงไปเพราะความผิดของผูข อ อยูในบังคับบทบัญญัตวิ า ดวยการอุทธรณหรือฎีกา ทัง้ นี้ ตามม.263 ว.ทาย เมื่อ
ศาลชั้นตนมีคาํ สั่งใหโจทกชดใชแกจาํ เลยจํานวน 50,000 บ. อุทธรณของโจทกทวี่ า จําเลยมิไดรับความเสียหาย
จึงมีทุนทรัพยชั้นอุทธรณไมเกิน 50,000 บ. ตองหามอุทธรณในขอเท็จจริงตามม.224 ว.1
263 แมศาลชั้นตนจะมีคาํ สั่งยกคําขอและศาลอุทธรณพิพากษากลับใหยึดที่ดินของจําเลยไวชั่วคราวตามคําขอของ 66
ห น า | 23

โจทกตามม.254(1) ก็ตองถือวาคดีนี้มคี าํ สั่งคุมครองชัว่ คราวในศาลชั้นตน เมื่อศาลมีคาํ สัง่ โดยมีความเห็นหลงไป


เพราะความผิดของโจทก จําเลยจึงมีสิทธิยื่นคําขอตอศาลชัน้ ตนภายใน30วันนับแตศาลชั้นตนมีคาํ พิพากษาใน
เนื้อหาคดี คําสั่งศาลชั้นตนที่ใหโจทกชดใชเงินแกจาํ เลยจึงเปนคําสั่งที่ชอบดวยม.263ว.1 และว.2 ตอนตน
264 การรองขอคุมครองประโยชนในระหวางการพิจารณาตามม.264 คูค วามฝายใดจะรองขอก็ได มิใชเฉพาะโจทก 62
เทานั้นอยางม.254
264 การรองขอคุมครองประโยชนในระหวางพิจารณาตามม.264 จะตองเปนการขอคุม ครองประโยชนของผูข อ 62
เพื่อใหทรัพยสิน สิทธิ หรือประโยชนอยางใดอยางหนึ่งทีพ่ ิพาทกันในคดีนั้น ไดรับความคุมครองไวในระหวาง
พิจารณาจนกวาศาลจะไดมคี าํ พิพากษาหรือเพื่อบังคับตามคําพิพากษา และคําขอนั้นตองอยูในคําฟอง คําขอ
ทายฟอง หรือคําใหการหรือฟองแยง แลวแตกรณี ดังนี้ หากประโยชนทจี่ ําเลยขอใหศาลมีคาํ สัง่ คุมครอง
ประโยชนในระหวางพิจารณาไมใชประโยชนที่เกี่ยวกับขอตอสูหรือขอเถียงตามคําใหการของจําเลย คําขอ
คุมครองประโยชนของจําเลยจึงเปนการขอใหศาลมีคําสั่งคุมครองประโยชนนอกขอบเขตตามคําใหการของ
จําเลยจึงไมใชการขอคุมครองประโยชนในระหวางพิจารณา ทั้งจําเลยมิไดฟองแยงประการใด จึงไมใชการ
คุมครองประโยชนเพือ่ บังคับตามคําพิพากษาตาม ป.วิ.พ. ม.264 ไมชอบที่จําเลยจะรองขอใหศาลมีคาํ สัง่
คุมครองประโยชนในคดีนี้ได
266 แมโจทกยื่นคําขอคุมครองชัว่ คราวตามม.254ในกรณีมีเหตุฉกุ เฉินตามม.266 แตเมื่อศาลชั้นตนนัดไตสวนคําขอ 63
นั้นในวันนัดสืบพยานโจทก ซึ่งเปนเวลาภายหลังทีโ่ จทกยื่นคําขอคุมครองชั่วคราวแลว4วัน แสดงวาศาลชั้นตน
พิจารณาคําขออยางกรณีธรรมดา มิไดพิจารณาคําขอเปนการดวนตามม.267ว.1 แมศาลจะมีคาํ สั่งยกคําขอ ก็
ยอมไมอยูในบังคับของม.267ว.1ตอนทายที่จะใหคาํ สัง่ ดังกลาวเปนที่สุด โจทกจึงมีสทิ ธิอทุ ธรณคาํ สัง่ นั้นไดตาม
ม.223ประกอบม.228(2)
267 แมม.267 ว.2 บัญญัติใหสิทธิที่จะขอยกเลิกคําสั่งคุมครองชั่วคราวอยางฉุกเฉินแกจาํ เลยที่จะขอยกเลิกคําสั่ง 67
คุมครองชั่วคราวอยางฉุกเฉินตามว.1 แกจาํ เลย โดยมิไดใหสิทธิแกบุคคลภายนอกก็ตาม แตศาลชั้นตนมีอาํ นาจ
อาศัยบทบัญญัติม.259 นําม.312 ซึ่งเปนบทบัญญัติใหบคุ คลภายนอกทีถ่ ูกบังคับคดีโดยการอายัด มีสิทธิรอง
ขอใหยกเลิกการอายัดมาใชบงั คับโดยอนุโลม
267 คําสัง่ ศาลชั้นตนที่ใหยกเลิกคําสั่งคุมครองชั่วคราวกอนพิพากษาในเหตุฉุกเฉินตามม.267 ว.2 เปนทีส่ ุด ไมวา ศาล 67
ชั้นตนจะไดพจิ ารณาคําขอตามม.267 ว.2 อยางธรรมดาหรืออยางฉุกเฉิน โจทกจงึ ไมมีสิทธิอทุ ธรณคําสั่งดังกลาว
267+ โจทกยื่นคํารองขอคุมครองชัว่ คราวกอนพิพากษาในครั้งแรกแบบคําขอในเหตุฉกุ เฉินพรอมคํารองขอคุมครอง 58
254 ชั่วคราวกอนพิพากษาอีกฉบับหนึ่ง และศาลชั้นตนไดยกคําขอในเหตุฉุกเฉินนั้นทําใหคาํ รองขอคุมครองชัว่ คราว
ฉบับที่ยื่นมาพรอมกันนั้นตกไปดวย ซึ่งตามม.267ว.3 การทีศ่ าลยกคําขอในเหตุฉุกเฉินยอมไมตัดสิทธิโจทกทจี่ ะ
เสนอคําขอตามม.254 ใหม โจทกจงึ มีสิทธิยื่นคําขอคุมครองชั่วคราวกอนพิพากษาอยางวิธธี รรมดาซึง่ เปนฉบับที่
สองไดอีก แมตอมากอนศาลชั้นตนไตสวนและมีคําสัง่ ตามคํารองฉบับทีส่ องนั้น โจทกจะไดยื่นคําขอในเหตุ
ฉุกเฉินพรอมกับคํารองขอคุม ครองชัว่ คราวกอนพิพากษาเขามาอีก และศาลชั้นตนมีคาํ สั่งยกคํารองในวัน
เดียวกันนั้นเอง ก็มีผลเปนการยกคําขอในเหตุฉุกเฉินและทําใหคาํ รองขอคุมครองชัว่ คราวที่ยื่นมาพรอมกันนั้นตก
ไปดวยเทานั้น จึงไมตัดสิทธิโจทกทจี่ ะยื่นคํารองขอคุมครองชั่วคราวกอนพิพากษาเชนเดียวกันนั้นอีก ศาลจึงมี
อํานาจไตสวนและมีคาํ สั่งตามคํารองขอคุม ครองชัว่ คราวกอนพิพากษาซึ่งเปนฉบับทีส่ องทีโ่ จทกยื่นไวกอนได
กรณีจงึ ไมเปนการดําเนินกระบวนพิจารณาซ้าํ ตามม.144
274 ม.274 บัญญัติใหเจาหนี้ตามคําพิพากษารองขอใหบงั คับคดีตามคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลภายใน10ปนับแต 66
วันที่มคี าํ พิพากษาหรือคําสั่ง แตไมไดกําหนดวาตองบังคับคดีใหเสร็จสิ้นภายใน 10 ป เมื่อเจาหนี้ตามคํา
พิพากษาดําเนินการบังคับคดีโดยขอใหเจาพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนของลูกหนี้ตามคําพิพากษาภายใน10
ห น า | 24

ปแลว แมภายหลัง 10 ปแลวยังชําระหนี้ตามคําพิพากษาไมครบ เจาหนี้ตามคําพิพากษาก็สามารถดําเนินการ


บังคับคดีตอไปจนกวาจะบังคับคดีแลวเสร็จ ทั้งนี้ ตามม.274 ว.1 ตอนทาย
274 คําวา “รองขอใหบังคับคดี” ตามม.274 ว.1 หาไดมคี วามหมายแตเพียงวายื่นคําขอตอศาลเพื่อออกหมาย 60
บังคับคดีตามม.275 เทานั้นไม แตมคี วามหมายรวมไปถึงหนาที่อื่น ๆ ที่ผูขอใหบังคับคดีจะพึงตองกระทํา
เพื่อใหการบังคับคดีดาํ เนินไปไดอีกดวย เชนแถลงตอเจาพนักงานบังคับคดีขอใหยึดทรัพยสินของลูกหนี้ตาม
คําพิพากษาเปนตน และถามีลูกหนี้หลายคน ถาผูข อใหบงั คับคดีตองการบังคับคดีแกลูกหนี้ตามคําพิพากษาคน
ใดบางก็ตองระบุใหปรากฏอีกดวย
คดีนี้โจทกเพียงแตรองขอใหศาลชั้นตนออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2534 เทานั้นแลวมิได
ดําเนินการใด ๆ ในทางบังคับคดีแกจําเลยอีกเลย โจทกเพิ่งจะมารองขอใหเจาพนักงานบังคับคดียึดทรัพยของ
จําเลยและนําเจาพนักงานบังคับคดีไปยึดเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2546 ซึ่งพนสิบปนับแตวันมีคาํ พิพากษาตามม.
274 ว.1 แลว โจทกจงึ หมดสิทธิทจี่ ะบังคับคดีแกทรัพยของจําเลยที่ 2
323 กรณีตามคํารองมีความมุง หมายเพื่อใหไดรับผลที่จะใหเจาพนักงานบังคับคดีปลอยทรัพยที่ยึด จึงเปนการรองขัด 69
ทรัพยตามม.323 มิใชการยื่นคํารองขอใหศาลเพิกถอนหรือแกไขกระบวนวิธีการบังคับคดีตามม.295
326 การทีบ่ ุคคลภายนอกสงเงินตามคําสั่งอายัดชัว่ คราวมายังศาลแลว ตอมาศาลพิพากษาใหโจทกชนะคดีเต็มตาม 67
ฟองกับออกหมายบังคับคดี ถือวาวันทีศ่ าลออกหมายบังคับคดีนั้นไดมีการชําระเงินตามที่อายัดไวตามม.326 ว.5
แลว
326 เจาหนี้ในคดีอื่นเคยยื่นคําขอเฉลี่ยทรัพยมาภายในกําหนด 14 วันนับแตวันทีศ่ าลออกหมายบังคับคดีแลว แมเปน
การยื่นผิดสํานวน ก็เปนการยื่นตอศาลที่ออกหมายบังคับคดีชอบดวยม.326 ว.5 แลว
พระราชบัญญัติลมละลาย พุทธศัก ราช 2483
77+ เมื่อศาลพิพากษาใหจาํ เลยเปนบุคคลลมละลายมาครบ 3 ป ยอมมีผลทําใหจาํ เลยหลุดพนจากการเปนบุคคล 67
81/1 ลมละลาย และมีอาํ นาจจัดการทรัพยสินและกิจการของตนเองไดนับตั้งแตวันที่ไดรบั การปลดจากลมละลาย ทัง้
ทําใหจาํ เลยหลุดพนจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอรับชําระได เวนแตหนี้เกี่ยวกับภาษีอากร ตามตามม.81/1 ว.1
และว.3 ประกอบมาตรา 77(1) เมื่อหนี้ในคดีนี้เปนหนี้เกี่ยวกับภาษีอากรจําเลยจึงไมอาจหลุดพนจากหนี้ดังกลาว
โดยการปลดจากลมละลาย แมโจทกจะไมไดยื่นคําขอรับชําระหนี้ในคดีกอนทีจ่ าํ เลยถูกพิทกั ษทรัพยเด็ดขาดก็
ตาม ทัง้ นี้เพราะหนี้ตามขอยกเวนในม.77 นั้น กฎหมายหาไดบัญญัตวิ า ตองเปนหนี้ที่ไดยื่นคําขอรับชําระหนีห้ รือ
ตองอยูภายใตบังคับของมาตรา 91 ไม
89 เดิมโจทกฟองขอใหศาลมีคาํ สัง่ พิทกั ษทรัพยของหางหุนสวนจํากัดและผูคัดคานเด็ดขาดโดยอางวามีหนีส้ ินลนพน 67
ตัว ประเด็นที่ตองวินจิ ฉัยจึงมีวา หางหุนสวนจํากัดและผูค ัดคานมีหนี้สินลนพนตัวหรือไม ศาลมีคาํ สั่งพิทักษ
ทรัพยของหางหุนสวนจํากัดเด็ดขาด แตยกฟองผูค ัดคานโดยวินิจฉัยวามีเหตุอันสมควรทีจ่ ะไมใหผคู ัดคาน
ลมละลายตอมาศาลพิพากษาใหหา งหุนสวนจํากัดลมละลาย เจาพนักงานพิทักษทรัพยจึงยื่นคํารองขอใหผู
คัดคานลมละลายตามพ.ร.บ.ลมละลาย พ.ศ. 2483 ม.89 ซึ่งเจาพนักงานพิทกั ษทรัพยอาจยื่นคํารองขอให
หุนสวนจําพวกไมจาํ กัดความรับผิดในหางหุนสวนนั้นลมละลายได ประเด็นที่ตองวินจิ ฉัยจึงมีวา ผูค ัดคานเปน
หุนสวนจําพวกไมจาํ กัดความรับผิดหรือไม ประเด็นที่ตองวินจิ ฉัยตามคําฟองและคํารองขออาศัยเหตุตา งกันจึง
มิใชฟองซ้าํ ตามป.วิ.พ. ม.148 ประกอบพ.ร.บ.จัดตั้งศาลลมละลายและวิธพี ิจารณาคดีลมละลาย พ.ศ.2542 ม.
14 (ฎ.7093/45)
การทีศ่ าลมีคาํ สัง่ พิทักษทรัพยของบริษัทลูกหนี้เด็ดขาด ทําใหลูกหนี้หมดอํานาจที่จะดําเนินกิจการของตนเองอีก 66
ตอไป แตเจาพนักงานพิทักษทรัพยของลูกหนี้ยอมมีอาํ นาจที่จะจัดการหรือกระทําการที่จาํ เปนเพื่อใหกิจการของ
ลูกหนีท้ คี่ างอยูเสร็จสิ้นไปตามม.22(1) และม.24 โดยหาไดมบี ทกฎหมายใดบัญญัติวา ลูกจางของลูกหนี้หมดสิทธิ
ห น า | 25

ที่จะทํางานใหลูกหนี้ซึ่งเปนนายจางตอไปไม
146+ เมื่อศาลสั่งพิทักษทรัพยของลูกหนี้เด็ดขาดแลว ม.26 และม.27 หามมิใหเจาหนีฟ้ องคดีแพงอันเกี่ยวกับหนีซ้ ึ่ง 61
ป. อาจขอรับชําระหนี้ได โดยจะตองขอรับชําระหนี้ตอเจาพนักงานพิทักษทรัพยตามวิธีการที่บญ ั ญัติไวในพ.ร.บ.
วิ.พ. ลมละลาย พ.ศ.2483 แตกห็ า มเฉพาะหนี้เงิน สวนหนี้ที่ตองโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินใหแกกันซึ่งเจาหนี้ไมอาจขอรับ
55
ชําระหนี้ตอเจาพนักงานพิทกั ษทรัพยไดเพราะมิใชหนี้เงิน ดังเชนหนี้ตามคําฟองของโจทกในคดีนี้ หาไดอยูใน
บังคับทีห่ ามมิใหฟองแตอยางใดไม และโดยเหตุที่ผลู มละลายไมมีอาํ นาจจัดการทรัพยสินหรือตอสูค ดีใดๆ
เกี่ยวกับทรัพยสินของตนเองอีกตอไป แตเปนอํานาจของเจาพนักงานพิทกั ษทรัพยแตผูเดียวดังที่บญ ั ญัติไวในม.
22 (1)และ(3) ทั้งหนีท้ ี่ตองโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินก็เกิดขึ้นกอนศาลมีคาํ สั่งพิทักษทรัพย โจทกจึงชอบที่จะฟอง
จําเลยในฐานะเจาพนักงานพิทักษทรัพยของผูล มละลายใหโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแกโจทกได การที่จาํ เลยปฏิเสธ
สิทธิของโจทกโดยสัง่ ยกคํารองของโจทกทขี่ อใหโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินยอมมีผลเปนการโตแยงสิทธิของโจทกตามป.
วิ.พ. ม.55 และการที่โจทกยื่นฟองจําเลยตอศาลชั้นตนเปนคดีนี้ก็มิใชเปนการรองขอเพื่อใหกลับคําวินจิ ฉัยของ
เจาพนักงานพิทกั ษทรัพยตามพ.ร.บ.ลมละลาย พ.ศ.2483 ม.146 ทั้งมิใชเปนการรองขอใหปลอยทรัพยที่ยึดไว
โดยเจาพนักงานพิทกั ษทรัพย คดีของโจทกจงึ ไมอยูในบังคับที่จะตองดําเนินการในคดีลมละลาย โจทกจงึ มี
อํานาจฟองคดีนี้ได
145+ การที่เจาพนักงานพิทกั ษทรัพยจะอุทธรณคาํ พิพากษาของศาลชั้นตนตอไปหรือไม ยอมเปนอํานาจของเจา 60
146 พนักงานพิทกั ษทรัพยโดยเฉพาะเทานั้น ทั้งกรณีที่เจาพนักงานพิทกั ษทรัพยจะกระทําการใดไดตอเมื่อไดรบั ความ
เห็นชอบของกรรมการเจาหนีแ้ ลว มีแตเฉพาะการกระทําตามมาตรา 145(1) ถึง (5)เทานั้น แตการที่เจา
พนักงานพิทกั ษทรัพยไมอุทธรณคาํ พิพากษาของศาลชั้นตนมิใชเปนการสละสิทธิตามม.145(3) และมิใชการ
เริ่มตนฟองคดีใหมหรือถอนฟองคดีแพงเกี่ยวกับทรัพยสินในคดีลม ละลายตามม.145(4) ดวย จึงถือไมไดวา เปน
การกระทําที่เจาพนักงานพิทักษทรัพยจะตองไดรบั ความเห็นชอบของกรรมการเจาหนี้เสียกอน การที่เจา
พนักงานพิทกั ษทรัพยมคี ําวินจิ ฉัยไมอุทธรณคาํ พิพากษาของศาลชั้นตนดังกลาวก็ไมปรากฏขอเท็จจริงวาไดใช
ดุลพินิจสั่งโดยไมชอบ จึงถือไมไดวา เจาหนี้ไดรบั ความเสียหายโดยคําวินิจฉัยของเจาพนักงานพิทักษทรัพยทจี่ ะ
ยื่นคํารองขอใหศาลมีคาํ สัง่ กลับคําวินิจฉัยของเจาพนักงานพิทักษทรัพยตามมาตรา 146 ได
22, โจทกซึ่งเปนเจาหนี้ตามคําพิพากษาไดนาํ เจาพนักงานบังคับคดียึดและขายทอดตลาดที่ดินพรอมสิง่ ปลูกสราง 59
124 ของจําเลยไดเงินจํานวน 2,100,000 บาทเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2534 ศาลชั้นตนไดมคี าํ สั่งพิทักษทรัพย
+ จําเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2533 การขายทอดตลาดดังกลาวจึงเปนการบังคับคดีในระหวางที่จาํ เลย
111
+ ถูกศาลมีคาํ สัง่ พิทักษทรัพยเด็ดขาดซึ่งอยูในอํานาจของเจาพนักงานพิทักษทรัพยแตผูเดียวทีจ่ ะจัดการและ
27,91 จําหนายทรัพยสินของจําเลยเพื่อจัดการแบงในระหวางเจาหนี้ตามม.22, 124 เมื่อความปรากฏเชนนี้เจา
,94 พนักงานพิทกั ษทรัพยชอบทีจ่ ะแจงใหเจาพนักงานบังคับคดีสงเงินที่ไดจากการขายทอดตลาดดังกลาวมาเปน
ทรัพยสินในคดีลมละลายไดตามม.111 ดังนั้นการที่เจาพนักงานบังคับคดีไดรบั เงินจากการขายทอดตลาดจึงมิใช
เปนการรับชําระหนี้ไวในฐานะเปนผูแทนโจทกซึ่งเปนเจาหนีต้ ามคําพิพากษา แมโจทกเปนเจาหนี้ตามคํา
พิพากษาซึ่งมีมูลหนี้เกิดขึ้นกอนวันทีศ่ าลมีคาํ สั่งพิทักษทรัพยจําเลย แตโจทกจะมีสิทธิไดรบั ชําระหนี้จากเงินที่ได
จากการขายทอดตลาดทรัพยของจําเลยก็โดยยื่นขอรับชําระหนี้ตอเจาพนักงานพิทักษทรัพยตาม.27, 91 และ
มาตรา 94 เทานัน้ เมื่อโจทกไมไดยื่นขอรับชําระหนี้ตอ เจาพนักงานพิทักษทรัพยภายในระยะเวลาที่กฎหมาย
กําหนดโจทกยอมหมดสิทธิทจี่ ะบังคับคดีเพื่อชําระหนี้ตามคําพิพากษาของโจทกอกี ตอไป ดังนั้นเมื่อเจาหนีท้ ี่
ขอรับชําระหนี้ในคดีลมละลายไดรบั ชําระหนี้โดยเต็มจํานวนหมดแลว เงินที่เหลืออยูยอมตองคืนใหแกจาํ เลยใน
คดีลม ละลายตอไปตาม.132 (ฎ.6621/38)
90 หนี้คา ออยเปนหนีท้ ี่เกิดขึ้นกอนวันที่ศาลมีคาํ สั่งใหฟนฟูกจิ การของลูกหนี้ จึงเปนหนีท้ ี่นายโชคเจาหนี้อาจขอรับ 69
ห น า | 26

/27+ ชําระหนี้ไดในการฟนฟูกิจการตามม.90/27 ว.1 เมื่อศาลลมละลายกลางมีคาํ สั่งใหฟนฟูกิจการของลูกหนีแ้ ละตั้ง


90 ผูทาํ แผน นายโชคมิไดขอรับชําระหนี้ภายในเวลาที่กาํ หนดไวในม.90/26 ว.1 นายโชคยอมหมดสิทธิทจี่ ะไดรบั
/26+ ชําระหนีค้ า ออยจากลูกหนี้ตามม.90/61 ทัง้ แผนฟนฟูกจิ การก็ไมไดกาํ หนดไวเปนอยางอื่น เมื่อศาลลมละลาย
90
/61+
กลางมีคาํ สั่งยกเลิกการฟนฟูกจิ การของลูกหนีแ้ ลว ลูกหนี้ยอ มหลุดพนจากหนี้ทงั้ ปวงตามม.90/75 ซึ่งรวมถึงหนี้
90 คาออยที่นายโชคอาจขอรับชําระหนี้ในการฟนฟูกจิ การ แตไมไดยื่นคําขอรับชําระหนี้ดวย นายโชคจึงไมอาจฟอง
/75+ ลูกหนี้ใหชาํ ระหนีค้ าออยได (ยอหนา)สวนหนีค้ า เครื่องจักรทีผ่ ูบริหารแผนไดซื้อเครื่องจักรจากนายโชคตามที่
90 กําหนดไวในแผนฟนฟูกจิ การ เปนหนีท้ ี่เกิดขึ้นหลังจากศาลมีคาํ สั่งเห็นชอบดวยแผนแลว หนีส้ ว นนี้เจาหนี้ยอมมี
/62 สิทธิไดรับชําระหนี้โดยไมตองขอรับชําระหนี้ในการฟนฟูกจิ การตามม.90/62(1) แมศาลลมละลายกลางจะมี
คําสัง่ ยกเลิกการฟนฟูกิจการของลูกหนี้ แตเมื่อมูลแหงนีค้ า เครือ่ งจักรมิไดเกิดขึ้นกอนวันทีศ่ าลมีคาํ สัง่ ใหฟนฟู
กิจการ จึงมิใชหนี้ที่อาจขอรับชําระหนี้ในการฟนฟูกิจการตามม.90/27 ว.1 ลูกหนี้จงึ ไมหลุดพนจากนีค่ า
เครื่องจักรตามม.90/75 เมื่อลูกหนี้ไมชาํ ระหนี้ นายโชคสามารถฟองลูกหนี้ใหชาํ ระหนีค้ า เครือ่ งจักรได
90 ตามม.90/61 ที่กาํ หนดวาเจาหนี้ซงึ่ อาจขอรับชําระหนี้ในการฟนฟูกจิ การผูใดไมยื่นคําขอรับชําระหนี้ภายในเวลา 68
/61+ ที่กาํ หนดไวตามม.90/26 หรือม.90/27 ว.3 แลวแตกรณี เจาหนีผ้ ูนั้นยอมหมดสิทธิทจี่ ะไดรบั ชําระหนี้ และม.
90 90/75 ทีก่ าํ หนดวาคําสั่งยกเลิกการฟนฟูกิจการมีผลใหลกู หนี้หลุดพนจากหนี้ทั้งปวงซึง่ อาจขอรับชําระหนี้ใน
/75+
90/6 การฟนฟูกจิ การได เวนแตหนีซ้ ึ่งเจาหนี้ที่อาจขอรับชําระหนีใ้ นการฟนฟูกจิ การจะไดขอรับชําระหนี้ไวแลว ตาม
+ 90 บทบัญญัติดังกลาว การที่จะตัดสิทธิของเจาหนี้เพราะเหตุทเี่ จาหนีไ้ มไดยนื่ คําขอรับชําระหนี้นั้น จะตองปรากฏ
/24+ ดวยวามีการประกาศและแจงคําสัง่ ใหเจาหนี้ทราบตามที่กฎหมายไดบัญญัติรบั รองไวแลว (ยอหนา) การทีล่ ูกหนี้
90 ยื่นคํารองขอฟนฟูกิจการของตนแลวจงใจปกปดไมระบุชื่อนายจันทรไวในบัญชีรายชือ่ เจาหนี้ตามม.90/6 ว.4
/75 เปนเหตุใหเจาพนักงานพิทักษทรัพยไมไดแจงคําสั่งตั้งผูทาํ แผนและกําหนดเวลาใหเจาหนี้เสนอคําขอรับชําระหนี้
ในการฟนฟูกจิ การไปยังนายจันทรทราบตามม.90/24 ว.2 และนายจันทรไมทราบคําสั่งใหฟนฟูกจิ การและตัง้
ผูทาํ แผน นายจันทรจึงไมไดยื่นคําขอรับชําระหนี้ แมตอ มาศาลจะมีคาํ สั่งยกเลิกการฟนฟูกจิ การของลูกหนี้ อันมี
ผลใหลูกหนีห้ ลุดพนจากหนีท้ ั้งปวงซึง่ อาจขอรับชําระหนี้ในการฟนฟูกจิ การไดตามม.90/75 แตไมรวมถึงหนี้
เงินกูทนี่ ายจันทรไมยื่นคําขอรับชําระหนี้ในการฟนฟูกิจการของลูกหนี้อันเกิดจากการที่ลูกหนีจ้ งใจปกปดรายชื่อ
นายจันทรซึ่งเปนเจาหนี้ นายจันทรไมหมดสิทธิทจี่ ะไดรบั ชําระหนีใ้ นมูลหนี้เงินกูตามม.90/61 นายจันทรจึงฟอง
ใหลูกหนี้ชาํ ระหนี้เงินกูดังกลาวได
90 เมื่อศาลลมละลายกลางมีคาํ สั่งใหฟนฟูกจิ การของบริษัทเอจํากัด และตัง้ ผูทาํ แผน นายรวยเจาหนี้ในมูลหนี้กูยืม 67
/27+ ซึ่งเกิดขึ้นกอนวันทีศ่ าลมีคาํ สั่งใหฟนฟูกจิ การของลูกหนี้ อันเปนหนี้ที่อาจขอรับชําระหนี้ได ตามม.90/27 ว.1
90 จะตองยื่นคําขอรับชําระหนี้ในการฟนฟูกจิ การ เมื่อนายรวยมิไดยื่นคําขอรับชําระหนีแ้ ละตอมาศาลมีคาํ สั่ง
/61+
90
ยกเลิกการฟนฟูกจิ การของลูกหนี้ ทัง้ ทีแ่ ผนมิไดกาํ หนดเปนอยางอื่น นายรวยยอมหมดสิทธิที่จะไดรับชําระหนี้
/60 ตามม.90/61 นายรวยจะเรียกรองใหบริษัทเอจํากัดชําระหนีใ้ นมูลหนีก้ ูยืมอีกไมได (ยอหนา) การที่เจาหนีม้ ิได
ยื่นคําขอรับชําระหนี้ในการฟนฟูกจิ การของลูกหนี้ ยอมมีผลเพียงทําใหลกู หนี้ในคดีฟนฟูกจิ การหลุดพนจากหนี้
ดังกลาว และตามม.90/60 ว.2 คําสั่งเห็นชอบดวยแผนไมมผี ลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของผูค า้ํ ประกัน การที่
นายรวยมิไดยื่นคําขอรับชําระหนี้ ยอมมีผลเฉพาะบริษัทเอจํากัดลูกหนี้ในคดีฟนฟูกิจการเทานั้น และมิไดทําให
หนีร้ ะงับแตอยางใด นายรวยจึงเรียกรองใหนายโชคชําระหนีต้ ามสัญญาค้าํ ประกันได
90 ตามม.90/60 ว.1 กําหนดใหแผนซึง่ มีซงึ่ ศาลมีคาํ สั่งเห็นชอบแลว ผูกมัดเจาหนีซ้ ึ่งอาจขอรับชําระหนี้ในการฟนฟู 65+
/60 กิจการไดและเจาหนีซ้ ึ่งมีสิทธิไดรบั ชําระหนี้ในการฟนฟูกจิ การ สวนการที่เจาหนี้จะไดรับชําระหนี้ในการฟนฟู 61
กิจการจริง ยอมเปนไปตามเงื่อนไขและกําหนดเวลาตามที่กาํ หนดไวในแผนฟนฟูกิจการ โดยไมตองคํานึงวา
เจาหนีซ้ ึ่งอาจขอรับชําระหนีด้ ังกลาวจะลงมติยอมรับแผนหรือไม แมเจาหนี้รายใดจะมิไดเขารวมประชุมเจาหนี้
ห น า | 27

ก็ตองผูกพันในการที่จะไดรับชําระหนีต้ ามเงื่อนไขและกําหนดเวลาตามที่กาํ หนดไวในแผนเทานั้นเทานั้น ไมอาจ


ไดรับชําระหนี้โดยวิธีอื่น
90 การทีผ่ ูทาํ แผนซื้อออยมาผลิตน้าํ ตาลเปนการดําเนินการตามปกติในทางการคาเพื่อใหกจิ การของลูกหนีส้ ามารถ 60
/25+ ดําเนินการตอไปได (ordinary course of business) ผูทาํ แผนสามารถทํานิติกรรมดังกลาวไดเอง โดยไมตอง
90 ไดรับอนุญาตจากศาลลมละลายกลางแตอยางใด สัญญาซือ้ ขายออยระหวางผูทาํ แผนกับนายรวยจึงสมบูรณตาม
/12
(9)+ ม.90/25 ประกอบม.90/12(9) (ยอหนา) หนีค้ า ออยเปนหนีท้ ี่เกิดขึ้นหลังจากศาลมีคาํ สัง่ ใหฟนฟูกิจการแลว ซึ่ง
90 มิใชหนีท้ ี่อาจขอรับชําระไดตามม.90/27 ว.1 แตหนี้ดังกลาวเปนหนีท้ ี่ผทู าํ แผนกอขึ้นเนื่องจากการฟนฟูกิจการ
/27 นายรวยมีสิทธิไดรับชําระหนี้โดยไมตองขอรับชําระหนี้ในการฟนฟูกจิ การตามม.90/62(1)
+90
/62
90 เมื่อศาลมีคําสั่งไมเห็นชอบดวยแผนและใหยกเลิกคําสั่งใหฟน ฟูกิจการตามม. 90/58 ว.3 ประกอบม. 90/48 ว. 58
/58+ 4 เชนนี้ผลของคําสั่งดังกลาวยอมมีผลทําใหคาํ สั่งใหฟนฟูกจิ การและคําสั่งเห็นชอบดวยแผนของศาลลมละลาย
90 กลางเปนอันถูกยกเลิกเพิกถอนไปในตัว ดังนั้น ขอกําหนดในแผนฟนฟูกจิ การที่ใหเจาหนี้ไดรับชําระหนี้เพียง
/48+
90
บางสวนของจํานวนหนีท้ ี่ศาลหรือเจาพนักงานพิทกั ษทรัพยมีคาํ สัง่ อนุญาตใหไดรบั ชําระหนี้ในการฟนฟูกิจการ
/76 อันเปนความผูกพันตามแผนฟนฟูกจิ การซึ่งเกิดขึ้นเมื่อศาลลมละลายกลางมีคาํ สั่งเห็นชอบดวยแผนยอมสิ้นผลไป
ดวย สิทธิและหนาที่เจาหนีย้ อมกลับเปนไปดังเดิมทีม่ ีกันอยูก อนศาลมีคําสั่งใหฟนฟูกจิ การ สวนที่วา ลูกหนีไ้ ด
ดําเนินการชําระหนี้ตามแผนครบถวนแลวนั้น เมื่อการชําระหนี้เปนเพียงบางสวนของจํานวนหนี้ทจี่ าํ เลยขอรับ
ชําระหนีแ้ ละเจาพนักงานพิทักษทรัพยหรือศาลมีคาํ สัง่ อนุญาตใหไดรบั ชําระหนี้ จึงหาทําใหโจทกหลุดพนจาก
ความรับผิดไปไม การชําระหนี้บางสวนดังกลาวมีผลเพียงทําใหหนี้ทโี่ จทกมีตอจําเลยเปนอันระงับไปเทาจํานวน
ที่จาํ เลยไดรบั ชําระตามม. 90/76 โจทกจงึ ตองรับผิดชําระหนี้สวนที่ขาดนี้ตอจําเลยตอไป
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม
9 กรณีทคี่ าํ พิพากษาคดีแพงจะตองกระทําโดยองคคณะซึ่งประกอบดวยผูพ ิพากษาหลายคนและผูพิพากษาในองค 61
คณะนั้นมีความเห็นแยงกันจนหาเสียงขางมากมิได เปนเหตุจําเปนอันมิอาจกาวลวงไดตามม.31(3) เมื่อเหตุนี้
เกิดขึ้นระหวางทําคําพิพากษา แมการทีผ่ ูพิพากษาหัวหนาศาลมอบหมายใหAทําคําพิพากษาจะไมชอบดวยม.29
ว.1(3) แตเมื่อAเปนผูพิพากษาทีม่ ีอาวุโสสูงสุดทําการแทนผูพ ิพากษาหัวหนาศาลตามม.9ว.2 และมีอาํ นาจลง
ลายมือชื่อทําคําพิพากษาหลังจากที่ไดตรวจสํานวนแลวตามม.29ว.1(3)ประกอบว.2
18 ศาลจังหวัดมีอาํ นาจพิจารณาพิพากษาคดีแพงและคดีอาญาทัง้ ปวงตามม.18 การที่ผูพิพากษาอาวุโสและผู 60
พิพากษาประจําศาลในศาลจังหวัดรวมกันเปนองคคณะพิพากษาใหจาํ คุกจําเลย8ปจงึ ชอบดวยม.26แลว
17 ความผิดฐานลักทรัพยตามป.อ.ม.334มีระวางโทษจําคุกไมเกินกําหนดตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม.17 64
ประกอบม.25(5) โจทกยอมฟองคดีนี้ตอศาลแขวงได และโจทกซึ่งเปนพนักงานอัยการก็มีอาํ นาจขอใหบงั คับ
จําเลยคืนทรัพยหรือใชราคาแทนแมจะมีทุนทรัพยเกิน300,000บาทก็ตาม ก็ไมเปนการฝาฝนม.17ประกอบม.
25(4) ทัง้ นี้ ตามป.วิ.อ.ม.43
17 ศาลแขวงพิพากษาลงโทษจําคุก1ป แตจาํ เลยใหการรับสารภาพจึงลดใหกึ่งหนึ่ง คงจําคุก6เดือนนั้น เปนกรณีที่ 56
โทษสุทธิทจี่ ะลงแกจาํ เลยมิไดเกินกวา6เดือนจึงไมตองหามตามม.25(5) สวนการนําโทษจําคุกที่รอไวในคดีกอน
มาบวกกับโทษในคดีนี้นั้นเปนการปฏิบัติตามป.อ. ม.58 ว.1 มิใชกรณีทศี่ าลแขวงพิพากษาลงโทษจําคุกเกิน6
เดือนแตอยางใด
25(1) ตามม.25(1) ผูพิพากษาคนเดียวในศาลชั้นตนมีอาํ นาจไตสวนและวินจิ ฉัยชีข้ าดคํารองหรือคําขอที่ยื่นตอศาลใน 51
คดีทั้งปวง โดยไมมีขอจํากัดเกีย่ วกับทุนทรัพยหรืออัตราโทษในคดี
ห น า | 28

17 คดีที่พนักงานอัยการเปนโจทกฟอ งจําเลยตอศาลแขวงในความผิดฐานยักยอก และมีคาํ ขอในสวนแพงใหจาํ เลย 41


คืนหรือใชราคาทรัพยเกินกวา 300,000 บาทแกผูเสียหายได เมื่อผูเสียหายเขาเปนโจทกรวม โจทกรว มไมอาจ
ถือเอาคําขอในสวนแพงของพนักงานอัยการเปนคําขอของตนได เพราะหากผูเสียหายเปนโจทกฟองคดีเองแลว
ยอมไมมสี ิทธิยื่นคําขอในสวนแพงอันมีทุนทรัพยเกินกวา 300,000 บาท ตอศาลแขวงไดเนื่องจากเกินอํานาจศาล
แขวงทีจ่ ะพิจารณาพิพากษา และเมื่อโจทกรว มอุทธรณฝายเดียวยอมไมมีสทิ ธิอทุ ธรณคําพิพากษาทีจ่ ะใหจาํ เลย
คืนหรือใชราคาทรัพย และศาลอุทธรณก็ไมมีอาํ นาจพิจารณาพิพากษาคําขอในสวนนี้ดว ย
31,32 ตามม25(3) ผูพิพากษาคนเดียวมีอาํ นาจไตสวนมูลฟองและมีคาํ สั่งในคดีอาญาได แตเมื่อCผูพิพากษาศาลจังหวัด 69
ตากเห็นวาคดีที่โจทกฟอ งตามป.อ. ม.297 ไมมีมลู ควรพิพากษายกฟองนั้น คดีดงั กลาวมีอัตราโทษจําคุกเกินกวา
3ปหรือปรับเกินกวา60,000บาท Cเพียงคนเดียวจึงไมมีอาํ นาจพิพากษายกฟองได กรณีถือไดวา มีเหตุจําเปนอื่น
อันมิอาจกาวลวงไดและเปนเหตุทเี่ กิดขึ้นระหวางการทําคําพิพากษาตามม.31(1)ประกอบม.29 Cตองนําสํานวน
ไปใหAผูพิพากษาหัวหนาศาลตรวจสํานวนและลงลายมือชือ่ รวมดวย แตเนื่องจากAเดินทางไปราชการ
ตางประเทศ ไมอาจปฏิบัตริ าชการได Bผูพิพากษาทีม่ ีอาวุโสสูงสุดในศาลจังหวัดตากจึงเปนผูท าํ การแทนตามม.9
ว.2 ประกอบม.29ว.2 Bจึงมีอาํ นาจลงลายมือชื่อในคําสั่งประทับฟองและคําพิพากษารวมกับCไดตามม.29ว.1(3)
และBผูทาํ การแทนผูพิพากษาหัวหนาศาลยอมมีอาํ นาจจายสํานวนคดีนี้ใหCตามม.9ว.2ประกอบม.32ดวย
25,31 การไตสวนมูลฟองของAผูพิพากษาประจําศาลไมชอบดวยม.25ว.1(3) เพราะตองหามตามม.25ว.2 เปนเหตุให 67
การทีA่ นําสํานวนไปปรึกษาคดีกับBผูพิพากษาหัวหนาศาลตามม.31(1)ยอมไมชอบดวยกฎหมายไปดวย แมAกับ
Bจะมีความเห็นสอดคลองกับป.วิ.อ. ม.184 ก็ตาม ก็ไมมีอาํ นาจปรึกษาคดีและพิพากษาคดี
28- การทีผ่ ูพิพากษาลาออกจากราชการเปนกรณีพน จากตําแหนงที่ดาํ รงอยูอันเปนเหตุจาํ เปนอื่นอันมิอาจกาวลวงได 55
30 ตามม.30 เมื่อเกิดขึ้นในระหวางการพิจารณาคดีของศาลจังหวัดเลยซึ่งเปนศาลชั้นตน ทําใหผูพิพากษาซึ่งเปน
องคคณะในการพิจารณาคดีนั้นไมอาจจะนั่งพิจารณาคดีตอไปได กรณีจึงตองดวยม.28ว.1(3) ที่กฎหมาย
กําหนดใหอธิบดีผูพิพากษาศาลชั้นตนอธิบดีผูพพิ ากษาภาค ผูพิพากษาหัวหนาศาล รองอธิบดีผูพิพากษาศาล
ชั้นตน รองอธิบดีผูพพิ ากษาภาค หรือผูพิพากษาในศาลชั้นตนของศาลนั้นซึง่ อธิบดีผพู ิพากษาศาลชั้นตน อธิบดีผู
พิพากษาภาค หรือผูพพิ ากษาหัวหนาศาล แลวแตกรณีมอบหมาย มีอาํ นาจนัง่ พิจารณาคดีนั้นแทนตอไปได
ดังนั้นการทีผ่ ูพิพากษาหัวหนาศาลจังหวัดเลยมอบหมายใหAผูพิพากษาศาลจังหวัดอีกคนหนึง่ เปนองคคณะกับB
นั่งพิจารณาคดีตอไปนั้น คําสัง่ มอบหมายของผูพิพากษาหัวหนาศาลจังหวัดเลยจึงชอบดวยม.30 ประกอบม.
28(3) แลว
สวนการทีB่ ถึงแกความตายหลังคดีเสร็จพิจารณา แตกอนปรึกษาคดีเพื่อทําคําพิพากษานั้น เปนการพนจาก
ตําแหนงที่ดาํ รงอยูซงึ่ เปนเหตุจาํ เปนอื่นอันมิอาจกาวลวงไดตามม.30 แตเหตุจาํ เปนเชนวานั้นเกิดขึ้นในระหวาง
การทําคําพิพากษา ผูพิพากษาหัวหนาศาลจังหวัดเลยหรือผูทําการแทนเทานั้นที่มอี ํานาจลงลายมือชื่อทําคํา
พิพากษาหลังจากไดตรวจสํานวนคดีนั้น โดยจะมอบหมายใหผูพิพากษาอืน่ เปนองคคณะทําคําพิพากษาคดี
นี้ไมได คําสั่งมอบหมายใหCผูพิพากษาอาวุโสรวมเปนองคคณะปรึกษาคดีกบั นายทุนเพื่อทําคําพิพากษาจึงไม
ชอบดวยม.29(3)

สวนที่ 3 แบบฝกเขียนตอบ
ห น า | 29

ขอ 1 ภาคทั่วไป ตอนตน ม.2 – 83 ทวิ


ขอสอบความรูชั้นเนติบัณฑิตสมัยที่ 68 ขอ 1
นางสมยื่นคํารองขอวา ผูรองเปนภริยาโดยชอบดวยกฎหมายของนายชัยซึ่งถึงแกความตายโดยไมไดทํา
พินัยกรรมหรือตั้งผูใดเปนผูจัดการมรดก มีทรัพยมรดกเปนที่ดินโฉนดเลขที่ 234 การจัดการมรดกมีเหตุขัดของขอให
ศาลมีคําสั่งตั้งผูรองเปนผูจัดการมรดกของผูตาย นางมดยื่นคําคัดคานวา ผูคัด คานเปนมารดาของผูตาย ผูรองไม
เหมาะสมที่จะเปนผูจัดการมรดก ขอใหยกคํารองขอของผูรองและตั้งผูคัดคานเปนผูจัด การมรดกของผูต าย กรณีใด
กรณีหนึ่งดังตอไปนี้
(ก) นายนากยื่นคํารองสอดวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 234 ไมใชทรัพยมรดกของนายชัย แตเปนของผูรองสอดนาย
ชัยมีชื่อในโฉนดแทนผูรองสอด ผูรองสอดเปนผูมีสวนไดเสีย จึงมีความจําเปนที่จะรองสอดเขามาในคดีนี้เพื่อใหศาล
รับรอง คุมครอง หรือบังคับตามสิทธิที่มีอยู ขอใหยกคํารองขอเปนผูจัดการมรดกของผูรองและผูคัดคาน
(ข) กอนศาลทําการไตสวน นางสมผูรองถึงแกความตาย นายทองบุตรของนางสมยื่นคํารองขอเขาเปน
คูความแทนนางสมผูมรณะ และขอใหยกคําคัดคานของผูคัดคาน
ใหวินิจฉัยวา ศาลชั้นตนจะมีคําสั่งตามคํารองของนายนากและนายทอง ตาม(ก)และ(ข) และดําเนินกระบวน
พิจารณาตอไปอยางไร

ขอสอบความรูชั้นเนติบัณฑิตสมัยที่ 63 ขอ 1
นายไกทําสัญญาใหนายขาวกูยืมเงินจํานวน 500,000 บาท ที่บานของนายไก อําเภอพระประแดง จังหวัด
สมุทรปราการ แตพิมพลงในสัญญากูวาทําที่บานของนายขาว อําเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี และมีขอตกลงวาหาก
มีก ารฟ อ งคดี ใ ห ฟ อ งที่ศ าลแพ ง จากนั้ น นายไก ซื้อ แคชเชี ย ร เ ช็ ค ที่ ธ นาคารมหานคร จํ า กั ด (มหาชน) สาขา
สมุทรปราการ รวม 2 ฉบับ ฉบับละ 100,000 บาท แลวพากันไปที่ธนาคารกรุงสุโขทัย จํากัด (มหาชน) สาขาระยอง
เพื่อเปดบัญชีออมทรัพยรวมกัน เนื่องจากนายขาวทํางานอยูที่จังหวัดระยอง และนําเงินฝากครั้งแรก 100,000 บาท
โดยมอบใหนายขาว เปนผูถือสมุดเงินฝากเพื่อความสะดวกในการเบิกถอนเงิน หากนายขาวตองการเงินเพิ่มก็ให
โทรศัพทแจงนายไก นายไกจึงจะโอนเขาบัญชีให ซึ่งตอมานายไกไดโอนเงินเขาบัญชีใหอีกจนครบ 500,000 บาท
ภายหลังนายขาวไมชําระหนี้
ใหวินิจฉัยวานายไกจะฟองนายขาวตอศาลดังกลาวตอไปนี้คือ ศาลจังหวัดระยอง ศาลจังหวัดชลบุรี และศาล
แพง ไดหรือไม

ขอสอบความรูชั้นเนติบัณฑิตสมัยที่ 58 ขอ 1
โจทกฟองขอใหบังคับจําเลยชําระหนี้ตามสัญญากูยืมเงิน จําเลยใหการตอสูคดีขอใหยกฟอง ระหวางการ
พิจารณาของศาลชั้นตน โจทกถึงแกกรรม นายเอกไดยื่นคํารองอางวาเปนบุตรของโจทกขอเขาเปนคูความแทนที่
โจทก ศาลชั้นตนมีคําสั่ง ใหไตสวนคํารอ ง เมื่อ ถึงวันนัด ทนายความของนายเอกยื่นคํารองวา นายเอกประสบ
อุบัติเหตุถึงแกกรรม ขอใหศาลเลื่อนคดีไปเพื่อใหมีผูเขามาเปนคูความแทนที่นายเอก ในวันเดียวกันนั้นเองซึ่งเปน
เวลาภายหลังจากที่โจทกมรณะเกินกวา 1 ป นางสายไดยื่นคํารองอางวาเปนมารดาโจทกขอเขาเปนคูความแทน
โจทก ศาลชั้นตนสอบถามจําเลยแลว จําเลยรับวานางสายเปนมารดาโจทกจริง แตคัดคานวานางสายขอเขามาเปน
คูความแทนที่เกินกวา 1 ปนับแตโจทกมรณะ ขอใหศาลจําหนายคดีเสียจากสารบบความ ศาลชั้นตนเห็นวา เมื่อนาย
ห น า | 30

เอกถึงแกกรรม ไมจําเปนตองมีผูเขามาเปนคูความแทนที่นายเอกอีก จึงมีคําสั่งใหจําหนายคดีในสวนคํารองขอเขา


เปนคูความแทนที่ผูมรณะของนายเอก และมีคําสั่งอนุญาตใหนางสายเขาเปนคูความแทนที่โจทก
ใหวินิจฉัยวา คําสั่งของศาลชั้นตนชอบดวยกฎหมายหรือไม

ขอ 2. ภาคทั่วไป ตอนทาย “คําพิพากษาและคําสั่ง” ม.131-169/3


ขอสอบความรูชั้นเนติบัณฑิต สมัยที่ 61 ขอ 2
คดีกอนโจทกฟองวา จําเลยขายบานพรอมที่ดินแกโจทกในราคา 200,000 บาท แตจําเลยไมซื้อบานและ
ที่ดินคืนจากโจทกภายในกําหนด และยังคงอยูในบานและที่ดินโดยละเมิด ขอใหขับไลและเรียกคาเสียหาย จําเลยให
การวาจําเลยกูยืมเงินโจทกสองแสนบาท แตไมมีแบบพิมพสัญญากูยืมเงิน โจทกจึงนําแบบพิมพสัญญาซื้อขายมา
กรอกขอความแทนสัญญากูยืมเงิน ศาลวินิจฉัยวา หนังสือสัญญาซื้อขายที่โจทกนํามาฟองเปนสัญญาขายฝากบาน
และที่ดินมือเปลาเมื่อมิไดจดทะเบียนตอพนักงานเจาหนาที่จึงตกเปนโมฆะ โจทกไมมีสิทธิครอบครองที่จะมาฟองขับ
ไล พิพากษายกฟอง คดีถึงที่สุด คดีหลังโจทกฟองวา จําเลยกูยืมเงินโจทกสองแสนบาท แตผิดนัดไมชําระหนี้ ปรากฏ
หลักฐานการกูยืมเงินที่จําเลยเบิกความรับและลงลายมือชื่อตอศาลในคดีกอนกับหนังสือสัญญาซื้อขายที่จําเลยลง
ลายมือชื่อไว จําเลยใหการตอสูคดีวา โจทกเคยนําหนังสือสัญญาซื้อขายมาฟองขับไลจําเลยและเรียกคาเสียหายจาก
จําเลยกับไดอา งหนัง สือสัญ ญาซื้อขายเปนพยานในคดี กอนมาแลว ฟองโจทกคดีนี้ เปนฟองซ้ําหรือการดําเนิ น
กระบวนพิจารณาซ้ํากับคดีกอน
ใหวินิจฉัยวาคําใหการตอสูคดีของจําเลยฟงขึ้นหรือไม

ขอสอบความรูชั้นเนติบัณฑิตสมัยที่ 49 ขอ 1 (เนื้อหาขอ2)


โจทกฟองวานายเย็นทําสัญญากูเงินโจทก 600,000 บาท แลวไมชําระตนเงินและดอกเบี้ย ตอมานายเย็น
ตาย จําเลยที่ 1 ภริยานายเย็น และจําเลยที่ 2 กับที่ 3 บุตรนายเย็นในฐานะทายาทตองรวมกันรับผิดตอโจทก ขอให
บังคับจําเลยทั้ง 3 รวมกันใชตนเงินพรอมดอกเบี้ย
จําเลยทั้งสามใหการวา นายเย็นไมไดกเู งินโจทก สัญญากูที่นํามาฟองเปนสัญญาปลอม ขอใหยกฟอง คดีไมมี
การชีส้ องสถาน
(ก) ขอเท็จจริงฟงไดวา นายเย็นกูเ งินโจทกไปตามไปจริงตามฟอง แตปรากฏจากทางนําสืบวาจําเลยทั้งสาม
ไมใชทายาทของนายเย็นเพราะจําเลยที่ 1 ไมไดจดทะเบียนสมรสกับนายเย็น ศาลชั้นตนจะพิพากษายกฟองโดย
วินิจฉัยวาโจทกไมมีอํานาจฟองเพราะจําเลยทั้งสามไมใชทายาทของนายเย็นไดหรือไม และหาก
(ข) จําเลยทั้งสามใหการดวยวา จําเลยที่ 1 ไมไดจดทะเบียนสมรสกับนายเย็น จําเลยทั้งสามจึงไมใชทายาท
ของนายเย็น แตศาลชั้นตนและศาลอุทธรณไมไดยกประเด็นตามคําใหการนี้ขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาใหจําเลยทั้งสาม
ชําระหนี้แกโจทกตามฟอง หากปรากฏวาจําเลยทั้งสามไมไดอุทธรณในประเด็นขอนี้ แตไดหยิบยกประเด็นขอนี้ขึ้น
ฎีกา
ดังนี้ หากศาลฎีกาอนุญาตใหฎีกาได ศาลฎีกาจะพิพากษากลับใหยกฟองโดยวินิจฉัยวาจําเลยทั้ง สามไมใช
ทายาทของนายเย็น โจทกไมมีอํานาจฟองไดหรือไม

ขอสอบความรูชั้นเนติบัณฑิตสมัยที่ 62 ขอ 2
ห น า | 31

นายเอกฟองนายโทเปนจําเลยตอศาล ขอใหรื้อถอนกันสาดหนาตางตึกแถวของนายโทสวนที่รุกล้ําออกไป
จากที่ดินของนายเอก นายโทใหการวา กันสาดหนาตางตึกแถวอยูในเขตที่ดินของตน ขอใหยกฟอง ชั้นพิจารณานาย
เอกและนายโทไมติดใจสืบพยาน โดยตกลงทากันวา ใหเจาพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินตรงกันสาดหนาตางตึก แถววา
อยูในเขตที่ดินของนายเอกหรือไม เปนขอแพชนะ เจาพนักงานที่ดินไดรังวัดแลวผลปรากฏวากันสาดไมไดอยูในที่ดิน
ของนายเอก ศาลชั้นตนจึงพิพากษายกฟอง คดีอยูระหวางอยูในระหวางเวลาอุทธรณ นายเอกถึงแกกรรมโดยยังไม
ทันไดยื่นอุท ธรณ กอนระยะเวลาอุทธรณไดสิ้นสุดลง นายตรีบุต รนายเอกไดยื่นฟองนายโทขอใหรื้อถอนกันสาด
หนาตางตึกแถวดัง กลาวออกไปจากที่ดินเปนคดีใหม นายโทใหการวา ฟอ งคดีนี้เปนฟอ งซ้ําหรือดําเนินกระบวน
พิจารณาซ้ํากับคดีกอน ขอใหยกฟอง
ใหวินิจฉัยวา ขอตอสูของนายโทฟงขึ้นหรือไม

ขอ 3. วิธีพิจารณาสามัญในศาลชั้นตน ม.170-222


ขอสอบความรูชั้นเนติบัณฑิตสมัยที่ 47 ขอ 4 (เนื้อหาคือขอ 3)
นายเอกฟองนายโทวาขับรถยนตโดยประมาทเลินเลอชนรถยนตของนายเอกเสียหาย ขอบังคับใหนายโท
ชดใชคาซอมรถยนตแกนายเอกเปนเงิน 100,000 บาท นายโทใหการและฟองแยงวา นายโทมิไดขับรถยนตโดย
ประมาทเลินเลอ แตนายเอกตางหากที่เปนฝายขับรถยนตโดยประมาทเลินเลอชนรถยนตของนายโทเสีย หาย ขอให
ยกฟองและบังคับนายเอกชดใชคาซอมรถยนตแกนายโทเปนเงิน 50,000 บาท นายเอกใหการแกฟองแยงวานายเอก
มิไดขับรถยนตโดยประมาทเลินเลอ ขอใหย กฟองแย ง ศาลชั้นตนชี้ สองสถานแลว นัด สืบพยานโจทกวันที่ 20
มีนาคม 2537 เวลา 9 นาฬิกา ถึง วันนัด นายโทมาศาล แตนายเอกไมมา ศาลชั้นตนจึงมีคําสั่งวา โจทกขาดนัด
พิจารณาใหจําหนายคดีทั้งหมดออกจากสารบบความ วันที่ 24 มีนาคม 2537 นายโทยื่นอุทธรณวาศาลชั้นตนสั่ง
จําหนายคดีในสวนของฟองแยงไมชอบเพราะจําเลยซึ่งเปนโจทกในสวนของฟองแยงมาศาลแลว ชอบที่ศาลชัน้ ตนจะ
มีคําสั่งใหพิจารณาคดีจําเลยในสวนของฟองแยงไปฝายเดียว วันที่ 27 มีนาคม 2537 นายเอกยื่นฟองนายโทเปนคดี
ใหมโดยบรรยายฟองและมีคําขอบังคับเชนเดียวกับคดีกอน นายโทก็ยื่นคําใหการและฟองแยงเชนเดียวกับคดีกอน
ดังนี้ ฟองของนายเอกและฟองแยงของนายโทในคดีใหมเปนฟองซอนหรือไม

ขอสอบความรูชั้นเนติบัณฑิตสมัยที่ 58 ขอ 3.
โจทกยื่นฟองจําเลยทั้งสองตอศาลจังหวัดภูเขียว ขอใหจําเลยทั้งสองชําระเงินที่กูยืมจํานวน 100,000 บาท
จําเลยทั้งสองใหการตอสูคดีหลายประการ ระหวางพิจารณาโจทกยื่นคํารองขอถอนฟองจําเลยทั้งสอง ศาลจังหวัดภู
เขียวฟงจําเลยทั้งสองอนุญาตใหโจทกถอนฟองได จําหนายคดีออกจากสารบบความโดยอานคําสั่งวันที่ 10 เมษายน
2548 ตอมาวันที่ 17 เมษายน 2548 โจทกยื่นฟองจําเลยทั้งสองตอศาลจังหวัดชัยภูมิขอใหจําเลยทั้งสองชําระเงินกู
ตามสัญญากูยืมเงินฉบับเดียวกันนั้น ศาลจังหวัดชัยภูมิรับฟองไวพิจารณา วันที่ 24 เมษายน 2548 จําเลยที่ 1 ยื่น
อุท ธรณคํา สั่งของศาลจังหวัด ภูเขีย วที่อนุญาตใหโจทกถอนฟองตอศาลอุท ธรณภาค 3 ตอมาจําเลยทั้งสองยื่น
คําใหการภายในกําหนดตอศาลจังหวัดชัยภูมิโดยยกขอตอสูวา ฟองโจทกคดีหลังนี้เปนฟองซอนกับคดีของโจทกที่
ศาลจังหวัดภูเขียว
ใหวินิจฉัยวาขอตอสูของจําเลยทั้งสองฟงขึ้นหรือไม
ห น า | 32

ขอสอบความรูชั้นเนติบัณฑิตสมัยที่ 68 ขอ 3
คดีแรก นายขาวยื่นฟองนายดําวา นายดํายืมเครื่องเรือนไมจากนายขาวแลวไมยอมคืน ขอใหบังคับนายดํา
คืนเครื่องเรือนไมใหแกนายขาวหรือใชราคา นายดํายื่นคําใหการปฏิเสธวา นายดําไมเคยยืมเครื่องเรือนไมจากนาย
ขาว กับใหการตอไปวา นายดําวาจางนายขาวใหทําตูไมแลวนายขาวผิดสัญญาโดยไมทําใหเสร็จภายในเวลาที่กําหนด
นายดําไดบอกเลิกรรมสิทธิ์ตอนายขาวแลว นายขาวไมยอมคืนเงินมัดจําให นายดําจึงฟองแยงขอใหบังคับนายขาว
คืนเงินมัดจําที่รับไป ศาลชั้นตนสั่งรับคําใหการและฟองแยงของนายดํา ขณะที่คดีดังกลาวอยูระหวางการพิจารณา
ของศาลชั้นตน นายขาวไดยื่นฟองนายดําเปนคดีหลังวา นายดําวาจางนายขาวใหทําตูไม นายขาวไดทําตามที่รับจาง
จนเสร็จและสงมอบตูไมใหแกนายดําแลว แตนายดํายังคางชําระคาสินจาง ขอใหบังคับนายดําชําระคาสินจางที่คาง
นายดําใหการตอสูวา ฟองคดีหลังของนายขาวเปนฟองซอนกับฟองเดิมและฟองแยงในคดีแรก
ใหวินิจฉัยวา (ก) ที่ศาลชั้นตนในคดีแรกมีคําสั่งใหรับฟองแยงของนายดําไวพิจารณานั้น เปนคําสั่งที่ชอบดวย
กฎหมายหรือไม
(ข) ฟองของนายขาวในคดีหลังเปนฟองซอนกับฟองเดิมและฟองแยงในคดีแรกหรือไม

ขอ 4. วิธีพิจารณาวิสามัญในศาลชั้นตน
ขอสอบความรูชั้นเนติบัณฑิตสมัย 69 ขอ 4
คดีแพงสามัญ โจทกฟองวา จําเลยทั้งสองรวมกันฉอโกงเงินของโจทก ขอใหบังคับจําเลยทั้งสองรวมกันชดใช
เงินจํานวนดังกลาวแกโจทก จําเลยที่ 1 ใหการตอสูคดี ขอใหยกฟอง จําเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคําใหการ ศาลชั้นตนสั่ง
ใหสืบพยานหลักฐานโจทกสําหรับจําเลยทั้งสองไปพรอมกัน วันนัดสืบพยานโจทกนัดแรก โจทกมาศาล จําเลยทั้ง
สองทราบนัดโดยชอบแลวไมมา ถือวาจําเลยที่ 1 ขาดนัด พิจารณา ศาลชั้นตนสั่งใหพิจารณาพิพากษาคดีโจทกไป
ฝายเดียว โจทกนําพยานเขาสืบได 1 ปากแถลงวายังมีพ ยานอีก 1 ปาก ขอเลื่อนไปนัดหนา ศาลชั้นตนอนุญาต ใน
วันนัดสืบพยานโจทกตอจําเลยทั้งสองมาศาล แตฝายโจทกไมมา ศาลชั้นตนถือวาโจทกไมติด ใจสืบพยานตอไป และ
สั่งใหนัดสืบพยานจําเลยทั้งสอง จําเลยที่ 1 นําพยานเขาสืบจนเสร็จ สวนจําเลยที่ 2 ไมสืบพยาน ตอมาศาลชั้นตน
พิพากษาใหจําเลยที่ 2 ชําระเงินตามฟองแกโจทก ยกฟองสําหรับจําเลยที่ 1
โจทกอุทธรณวา คดีนี้ศาลชั้นตนสั่งใหพิจารณาพิพากษาคดีโจทกสําหรับจําเลยทั้งสองไปฝายเดีย ว เมื่อ
สืบพยานโจทกเสร็จแลว ศาลชั้นตนชอบที่จะพิพากษาคดีไป การที่ศาลชั้นตนสั่งใหจําเลยทั้งสองนําพยานเขา สืบ
หลังจากโจทกสืบ พยานเสร็จแลว จึง เปนการดําเนินกระบวนพิจารณาที่ไมชอบ สวนจํา เลยที่ 2 ยื่นคํารองขอให
พิจารณาคดีใหม
ใหวินิจฉัยวา (ก) อุทธรณของโจทกฟงขึ้นหรือไม
(ข) จําเลยที่ 2 มีสิทธิยื่นคําขอใหพิจารณาคดีใหมหรือไม

ขอสอบความรูชั้นเนติบัณฑิตสมัย 66 ขอ 4
โจทกฟองขอใหจําเลยชําระหนี้กูยืมเงินจํานวน 100,000 บาท พรอมดอกเบี้ยอัตรารอยละ 15 ตอป นับแต
วันที่ 4 พฤศจิกายน 2555 เปนตน ไปจนกวาจะชําระเสร็จแกโจทก ศาลชั้นตนมีคํา สั่งรับฟองเปนคดีมโนสาเร
หมายเรียกจําเลยมาศาลเพื่อการไกลเกลี่ย ใหการ และสืบพยานโจทกจําเลยในวันที่ 25 กุมภาพันธ 2557 เวลา 9
นาฬิกา ครั้นถึงวันนัดพิจารณา โจทกไมมาศาลโดยไมไดรับอนุญาตจากศาลใหเลื่อนคดี สวนจําเลยมาศาลแตไมได
ห น า | 33

ยื่นคําใหการ ศาลชั้นตนมีคําสั่งวาเมื่อโจทกไมมาศาลในวันนัดพิจารณาโดยไมไดรับอนุญาตจากศาลใหเลื่อนคดี ถือ


วาโจทกไมประสงคจะดําเนินคดีตอไป จึงมีคําสั่งใหจําหนายคดีออกจากสารบบความ
กรณีใดกรณีหนึ่งดังตอไปนี้
(ก) จําเลยอุทธรณวา การที่โจทกไมมาศาลในวันนัด พิจารณา ถือวาคดีของโจทกไมมีมูล ศาลชั้นตนตอ ง
พิพากษายกฟองของโจทกตามป.วิ.พ.ม.198 ทวิ ว.5 คําสั่งศาลชั้นตนจึงไมชอบดวยกฎหมาย
(ข) ตอมาวันที่ 3 มีนาคม 2557 โจทกยื่นคํารองวา โจทกไมไดจงใจขาดนัดที่จะไมมาศาล แตทนายโจทก
ปวยจึงมาศาลไมได ขอใหพิจารณาคดีใหม ศาลชั้นตนมีคําสั่งวาโจทกขอพิจารณาคดีใหมไมได โจทกชอบที่จะเสนอ
คําฟองของตนใหม ใหยกคํารอง
ใหวินิจฉัยวาอุทธรณของจําเลยตาม (ก) ฟงขึ้นหรือไม และคําสัง่ ศาลชั้นตนตามขอ (ข) ชอบหรือไม

ขอ 5. อุทธรณ-ฎีกา ม.223-252


ขอสอบความรูชั้นเนติบัณฑิตสมัยที่ 60 ขอ 5
โจทกฟองวาจําเลยขับรถยนตประมาทเลินเลอโดยถอยรถขึ้นมาบนถนนอยางกะทันหัน เปนเหตุใหเฉี่ยวชน
กับรถคันที่บุตรโจทกขับ ทําใหรถโจทกเสียหาย ขอใหบังคับจําเลยใชคาเสียหายเปนคาซอมรถยนตจํานวน 120,000
บาทพรอมดอกเบี้ยรอยละ 7.5 ตอป นับถัดจากวันฟองจนกวาจะชําระเสร็จแกโจทก จําเลยใหการวา บุตรโจทกขับ
รถยนตดวยความประมาทเลินเลอทําใหรถเสียหลังตกไหลทางพุงเขาชนรถจําเลยซึ่งตกหลมอยู จําเลยจึงไมไดทํา
ละเมิดตอโจทก โจทกฟองเรียกคาเสียหายสูงกวาความเปนจริง และฟองโจทกเคลือบคลุมเพราะไมไดบรรยายฟอง
วาบุตรโจทกกระทําการในฐานะเปนอะไรกับโจทก และบุตรโจทกยังเปนผูเยาวหรือบรรลุนิติภาวะแลว ขอใหยกฟอง
ศาลชั้นตนวินิจ ฉัยวาเหตุที่รถยนตชนกัน เกิด จากความประมาทเลินเลอ ของจําเลย แตเห็นวา คาเสีย หายที่โจทก
เรียกรองมานั้นสูงเกินไป และฟองโจทกไมเคลือบคลุม พิพากษาใหจําเลยชดใชเงิน 50,000 บาทพรอมดอกเบี้ยรอย
ละ 7.5 ตอปนับถัดจากวันฟองจนกวาจะชําระเสร็จแกโจทก จําเลยอุทธรณวา
(ก) พยานหลักฐานที่โจทกนําสืบรับฟงไมไดวา เหตุละเมิดเกิดเพราะความประมาทเลินเลอของจําเลย
(ข) ฟองโจทกเคลือบคลุมเพราะโจทกไมไดบรรยายฟองวาบุตรโจทกขับรถมาดวยความเร็วปกติและใชความ
ระวังเต็มที่พอที่จะใหจําเลยทราบสภาพแหงขอหาและแกขอกลาวหาไดอยางเพียงพอ
ใหวนิ ิจฉัยวาจําเลยจะอุทธรณในปญหาดังกลาวไดหรือไม

ขอสอบความรูชั้นเนติบัณฑิตสมัยที่ 64 ขอ 5
โจทกฟองวาจําเลยออกเช็คจํานวนเงิน 190,000 บาทชําระหนี้คาอุปกรณกอสรางใหแกโจทก แตธนาคาร
ปฏิเสธการจายเงิน ขอใหบังคับจําเลยชําระเงินตามเช็คพรอมดอกเบี้ย จําเลยใหการวาโจทกหลอกลวงทําบิลรับของ
มาใหจําเลยสั่งจายเช็คชําระหนี้ โดยที่จําเลยไมเคยไดรับสินคาดังกลาวจากโจทก เช็คพิพาทจึงไมมีมูลหนี้และโจทก
เคยฟองจํา เลยมาแลวครั้ง หนึ่ง แลว แตศาลพิพากษายกฟอง ฟองโจทกจึงเปนฟองซ้ํา ขอใหย กฟอ ง ศาลชั้นตน
พิจารณาแลวพิพากษาวา คดีกอนศาลชั้นตนพิพากษายกฟองโจทกเพราะคดีไมอยูในเขตอํานาจ ฟองโจทกจึงไมเปน
ฟองซ้ํา แลวพิพากษาใหจําเลยชําระหนี้แกโจทกตามฟอง จําเลยอุทธรณวา จําเลยไมเคยไดรับสินคาจากโจทก เช็ค
พิพาทไมมมี ูลหนี้ ศาลอุทธรณพิพากษายืน จําเลยฎีกาวา โจทกจัด สงอุปกรณกอสรางไมครบถวนและมีความชํารุด
ห น า | 34

บกพรอง โดยผูพิพ ากษาที่ไดนั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นตนรับรองใหจําเลยฎีกาในขอเท็จจริง กับฎีกาในปญหาขอ


กฎหมายวา ฟองโจทกเปนฟองซ้ํา โดยบรรยายรายละเอียดแหงการเปนฟองซ้ํามาดวย
ใหวินิจฉัยวา หากกรณีไมมีปญหาเรื่องการขออนุญาตฎีกา จําเลยจะฎีกาปญหาดังกลาวไดหรือไม

ขอ 6. วิธีการ[คุมครอง]ชั่วคราวกอนพิพากษา ม.253-270


ขอสอบความรูชั้นเนติบัณฑิตสมัยที่ 60 ขอ 6
นายรวยฟองนายจนใหชําระหนี้เงินกูจํานวน 500,000 บาทพรอมดอกเบี้ย นายจนใหการตอสูคดี ระหวาง
พิจารณา นายรวยยื่นคํารองขอใหยึดที่ดินของนายจน 1 แปลง ราคา 300,000 บาท ไวชั่วคราวกอนพิพากษา ศาล
ไตสวนมีคําสั่งยึดที่ดินแปลงดังกลาวของนายจนไวชั่วคราวกอนพิพากษาตามขอ ตอมาศาลพิพากษาใหนายรวยชนะ
คดีโดยใหนายจนชําระหนี้เงินกูและดอกเบี้ย แกนายรวยตามฟอง หลังจากนั้นยังไมทันที่นายรวยจะขอใหศาลออก
หมายบังคับคดี นายสินซึ่งเปนเจาหนี้ตามคําพิพากษาของนายจนอีกคดีหนึ่ง ไดขอใหเจาพนักงานบังคับคดียึด ที่ดิน
ของนายจนแปลงที่นายรวยไดยึดไวชั่วคราวกอนพิพากษาดังกลาวเพื่อบังคับคดีตามคําพิพากษา เจาพนักงานบังคับ
คดีจึงยึดที่ดินแปลงดังกลาว นายรวยยื่นคํารองคัดคานวาเปนการยึดซ้ําตองหามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความแพงม.326 ว.1 ขอใหเพิกถอนการยึดที่เจาพนักงานบังคับคดีในคดีของนายสินไดยึดไว
ใหวินิจฉัยวาขอคัดคานของนายรวยฟงขึ้นหรือไม
ขอสอบความรูชั้นเนติบัณฑิตสมัยที่ 65 ขอ 6
โจทกฟองจําเลยใหสงคืนสรอยเพชร 1 เสน ราคา 10 ลานบาท โดยอางวาจําเลยขอยืมไปแลวไมคืน จําเลย
ใหการตอสูคดีปฏิเสธความรับผิดและฟองแยงวา โจทกขายสรอยเพชรเสนดังกลาวใหแกจําเลยในราคา 10 ลานบาท
โดยมีขอตกลงวาโจทกจะคืนสวนลดรอยละ 3 เปนจํานวน 300,000 บาท ใหแกจําเลยภายใน 3 เดือน นับแตวันซื้อ
ขาย จําเลยชําระราคาทั้งหมดใหแกโจทกแลว แตเมื่อครบกําหนดโจทกไมคืนเงินสวนลด ขอใหยกฟองและบังคับให
โจทกชําระเงิน 300,000 บาท ตามฟองแยงใหแ กจําเลย โจทกใหการแกฟองแยงปฏิเสธความรับผิด ศาลชั้นตน
พิจารณาวินิจฉัยวา โจทกขายสรอยเพชรใหแกจําเลยโดยไมมีสวนลด พิพากษายกฟองโจทกและยกฟองแยงจําเลย
โจทกและจําเลยอุทธรณคําพิพากษา ศาลชั้นตนมีคําสั่งรับอุทธรณทั้งสองฉบับ ขณะคดีอยูระหวางสงสําเนาอุทธรณ
ใหแกโจทกและจําเลยเพื่อแก สํานวนความยังอยูที่ศาลชั้นตน ปรากฏวา
(ก) โจทกยื่นคํารองขอคุมครองชั่วคราวกอนพิพากษาวา จําเลยไมระมัดระวังในการเก็บรักษาสรอยเพชร
ขอใหศาลมีคําสั่งใหจําเลยนําสรอยเพชรมาวางศาลเพื่อปองกันความเสียหาย
(ข) จําเลยยื่นคํารองขอใหคุมครองชั่วคราวกอนพิพากษาในสวนฟองแยงวา โจทกมีหนี้สินมากเพราะธุรกิจ
ของโจทกลมเหลว โจทกเหลือทรัพยสินเพียงรถยนต 1 คัน ราคาประมาณ 300,000 บาท และกําลังจะขาย ขอให
ศาลมีคําสั่งใหยึดรถยนตคันดังกลาวไวกอนพิพากษา
ศาลชั้นตนไตสวนแลวมีคําสั่งอนุญาตตามคํารองขอคุมครองชั่วคราวกอนพิพากษาของโจทกและจําเลย
ใหวินิจฉัยวา คําสั่งของศาลชั้นตนชอบดวยกฎหมายหรือไม

ขอ 7. การบังคับตามคําพิพากษาหรือคําสั่ง ม.271-367


ขอสอบความรูชั้นเนติบัณฑิตสมัยที่ 60 ขอ 7
ห น า | 35

ศาลแพงพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2534 ใหจําเลยชําระเงินแกโจทกเปนงวด ๆ เริ่มงวดแรก


วันที่ 31 ตุลาคม 2534 หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือวาผิดนัดทั้งหมดยอมใหโจทกบังคับคดีไดทันที จําเลยทราบคํา
บังคับแลวแตจําเลยผิด นัด ไมชําระหนี้ตั้งแตงวดแรก และวันที่ 28 ธันวาคม 2537 จําเลยไดชํา ระหนี้ใหโจทก
บางสวน ตอมาวันที่ 10 กุมภาพันธ 2539 โจทกไดขอใหศาลแพงออกหมายบังคับคดีและไดนําเจาพนักงานบังคับคดี
ยึดที่ดินของจําเลยเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2546 จําเลยยื่นคํารองตอศาลแพงวา โจทกบังคับคดีเมื่อพน 10 ปนับแต
วันที่ศาลมีคําพิพากษา ขอใหถอนการยึดทรัพยของจําเลย โจทกคัด คานวาโจทกรอ งขอใหบังคับคดีเมื่อวันที่ 10
กุมภาพันธ 2539 เปนการบังคับคดีภายใน 10 ปนับแตวันที่ศาลมีคําพิพากษาแลว และจําเลยชําระหนี้ใหโจทกเมื่อ
วันที่ 28 ธันวาคม 2537 ทําใหเริ่มนับระยะเวลาบังคับคดีของโจทกใหม ขอใหยกคํารอง
ใหวินิจฉัยวาศาลแพงจะสั่งถอนการยึดทรัพยของจําเลยไดหรือไม

ขอสอบความรูชั้นเนติบัณฑิต สมัยที่ 57 ขอ 7


นายวิทยเจาหนี้ตามคําพิพากษานําเจาพนักงานบังคับคดียึดที่ดิน 1 แปลงของนายชมลูกหนี้ตามคําพิพากษา
ขายทอดตลาดเพื่อชําระหนี้เงินไดราคา 1 ลานบาท หลังจากนั้น 10 วันนายตุลและนายกิจเจาหนี้ต ามคําพิพากษา
ของนายชมอีก 2 คดี ยื่นคํารองขอเฉลี่ยทรัพยโดยอางวา บุคคลทั้ง สองตางเปนเจาหนี้ต ามคําพิพ ากษา ซึ่งศาล
พิพากษาใหนายชมชําระหนี้เงิน แตนายชมไมมีทรัพยสินเพียงพอจะชําระหนี้ได นายตุลและนายกิจไมสามารถเอา
ชําระไดจากทรัพยสินอื่น ๆ ของลูกหนี้ตามคําพิพากษา ขอศาลอนุญาตใหเขาเฉลี่ยทรัพย
(ก) นายวิทยเจาหนี้คัดคานวา นายตุล ผูรอง มิไดดําเนินการบังคับคดีแกทรัพยสินของนายชมลูกหนี้ตามคํา
พิพากษาจนเกินกําหนด 10 ป นับแตคดีของนายตุลเจาหนี้ตามคําพิพากษาถึงที่สุด นายตุลไมมีสิทธิรองขอเฉลี่ย
ทรัพย
(ข) นายชมลูกหนี้คัดคานวา นายชมยังมีทรัพยสินอื่นนอกจากทรัพยที่เจาพนักงานบังคับคดียึดไว นายกิจไม
มีสิทธิรองขอเฉลี่ยทรัพย
ใหวินิจฉัยวาขอคัดคานของนายวิทยเจาหนี้และนายชมลูกหนี้ดังกลาวจะยกเปนเหตุโตแยงคัดคานคํารองขอ
เฉลี่ยทรัพยของนายตุลและนายกิจไดหรือไม

ขอ 8. ลมละลาย
ขอสอบความรูชั้นเนติบัณฑิตสมัยที่ 58 ขอ 8
คดีลมละลายเรื่องหนึ่ง ศาลลมละลายกลางมีคําสั่งพิทักษทรัพยของลูกหนี้เด็ดขาด เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2548 โดยมี
นายหนึ่งเปนเจาหนี้รายเดียวที่ยื่นคําขอรับชําระหนี้เปนเงิน 1 ลานบาท และศาลมีคําสั่งอนุญาตใหรับชําระหนีต้ ามคําขอ ตอมา
นายสองเจาหนี้อีกรายหนึ่งที่ฟองลูกหนี้เปนคดีแพง และศาลแพงพิพากษาใหลูกหนี้ชําระหนี้ไวกอนแลว ไดนําเจาพนักงาน
บังคับคดียึดและขายทอดตลาดที่ดินพรอมสิ่งปลูกสรางของลูกหนี้ไดเงินจํานวน 2 ลานบาท เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2549 เมื่อเจา
พนักงานพิทกั ษทรัพยทราบจึงแจงใหเจาพนักงานบังคับคดีสงเงินที่ไดจากการขายทอดตลาดมาเปนทรัพยสินในคดีลมละลาย
นายสองคัดคานวาการที่เจาพนักงานบังคับคดีไดรับเงินจากการขายทอดตลาดเปนการรับชําระหนี้ไวในฐานะผูแ ทนของนาย
สองซึ่งเปนเจา หนี้ตามคํา พิพากษาของศาลแพง จึงไมตองสงเงินดังกลาวใหแกเจาพนักงานพิทักษทรัพย ทั้งมูลหนี้ระหวา ง
ลูกหนี้และนายสองเกิดกอนศาลลมละลายกลางมีคําสั่งพิทักษทรัพยเด็ดขาด นายสองจึงมีสิทธิบังคับคดีเพื่อชําระหนี้ตามคํา
พิพากษา
ห น า | 36

ใหวินิจฉัยวา คําคัดคานของนายสองทั้งสองประการฟงขึ้นหรือไม และหากนายหนึ่งเจาหนี้ที่ขอรับชํา ระหนี้ในคดี


ลมละลายไดรับชําระหนี้ครบถวนแลว นายสองจะมีสิทธิไดรับชําระหนี้จากเงินที่เหลืออยูหรือไม

ขอสอบความรูชั้นเนติบัณฑิตสมัยที่ 60 ขอ 8
ศาลลมละลายกลางมีคําสั่งพิทักษทรัพยของนายสุเทพเด็ดขาด นายสุเทพยื่นคําชี้แจงตอเจาพนักงานพิทักษ
ทรัพยวา นายสุเทพในฐานะเจาหนี้ตามคําพิพ ากษาของนายเฉลิมไดนํา ยึดที่ดินมีโฉนด 1 แปลงของนายเฉลิม แต
นายฉลาดยื่นคํารองขัดทรัพยอางวา ที่ดินแปลงดังกลาวเปนของตน ขอใหปลอยทรัพยที่ยึด ศาลในคดีแพงพิจารณา
แลวเห็นวาที่ดินเปนของนายฉลาด จึงใหปลอยทรัพยที่ยึด คดีอยูในระหวางระยะเวลายื่นอุทธรณ ขอใหเจาพนักงาน
พิทักษทรัพยยึดอุทธรณตอไป เจาพนักงานพิทักษทรัพยพิจารณาพยานหลักฐานแลวเห็นชอบดวยกับเหตุผลของศาล
และมีคําสั่งไมอุทธรณคดีรองขัดทรัพยดังกลาว
ใหวินิจฉัยวาการที่เจาพนักงานพิทักษทรัพยมีคําสั่งไมอุทธรณคดีรองขัดทรัพยโดยไมไดขอความเห็นชอบของ
ที่ประชุมเจาหนี้นั้นชอบดวยกฎหมายหรือไม

ขอ 9. ฟนฟูกิจการ
ขอสอบชั้นเนติบัณฑิตสมัยที่ 65 ขอ 9
บริษัทเอ จํากัด ลูกหนี้ เปนหนีน้ ายรวยในมูลหนี้ตามคําพิพากษาของศาลจังหวัดตลิ่งชันจํานวน 20 ลานบาทซึ่งศาล
จังหวัดตลิ่งชันไดออกหมายบังคับคดีแลว นอกจากนี้บริษัทเอ จํากัด ยังเปนหนี้บุคคลอื่นอีกหลายราย ตอมาศาลลมละลาย
กลางมีคําสั่งใหฟนฟูกิจการของบริษัทเอ จํากัด และตั้งผูทําแผน นายรวยยื่นคําขอรับชําระหนี้ในการฟนฟูกิจการในมูลหนี้ตาม
คําพิพากษาเปนเงิน 20 ลานบาท เจาพนักงานพิทักษทรัพยมีคําสั่งอนุญาตใหไดรับชําระหนี้เต็มตามขอ สว นแผนฟนฟูกิจการ
กําหนดใหนายรวยเปนเจาหนี้กลุมที่ 16 และไดรับชําระหนี้รอยละ 70 โดยใหไดรับชําระหนี้งวดแรกหลังจากศาลลมละลาย
กลางมีคําสั่งเห็นชอบดวยแผนแลว 1 ป เปนจํานวนรอยละ 10 และตอไปทุกๆป ปละรอยละ 5 จนกวาจะครบ ที่ประชุมเจาหนี้
พิจารณาแลวลงมติพิเศษยอมรับแผน โดยในวันดังกลาวนายรวยมิไดเขาประชุม ตอมาศาลลมละลายกลางมีคําสัง่ เห็นชอบแผน
หลังจากนั้นนายรวยเห็นวาการที่ตนจะไดรับชําระหนี้ตามแผนจะตองใชเวลานาน และแผนกําหนดใหมีสิทธิไดรบั ชําระหนีเ้ พียง
บางสวนของหนี้ตามคําพิพากษาเทานั้น จึงตองการใหดําเนินการบังคับคดีในคดีแพงตอไป
ใหวินิจฉัยวา นายรวยจะดําเนินการขอใหเจาพนักงานบังคับคดียึดทรัพยตามหมายบังคับคดีของศาลจังหวัดตลิ่งชัน
เพื่อนํามาชําระหนี้แกตนเปนเงิน 20 ลานบาทไดหรือไม

ขอสอบความรูชั้นเนติบัณฑิตสมัยที่ 62 ขอ 9
ศาลลมละลายกลางมีคําสั่งใหฟนฟูกิจการของบริษัท เอ จํากัด ลูกหนี้ และตั้งผูทําแผน ตอมาศาลมีคําสั่ง
เห็นชอบดวยแผน โดยมีนายเกงเปนผูบริหารแผน ผูบริหารแผนไดซื้อรถยนตกระบะจากนายรวยจํานวน 1 คัน ราคา
400,000 บาท มาใชในกิจ การของลูกหนี้ ตามที่กําหนดไวในแผนฟนฟูกิจการโดยตกลงชําระคา รถยนตภายใน
กําหนด 3 เดือน ครั้นครบกําหนดแลวลูกหนี้ไมชําระหนี้ นายรวยจึงยื่นฟองลูกหนี้ตอศาลจังหวัดตลิ่งชัน ขอใหชําระ
หนี้คารถยนตดังกลา ว ผูบริหารแผนยื่นคําใหการวา โจทกจะตองนํา หนี้คารถยนตไปยื่น คําขอรับชํา ระหนี้ตอเจา
พนักงานพิทักษทรัพย จะนํามาฟองเปนคดีแพงหาไดไม และขณะนี้ลูกหนี้ยังอยูในระหวางการฟนฟูกิจการ การฟอง
คดีของโจทกจึงตกอยูภายใตบังคับของสภาวะพักการชําระหนี้ เมื่อโจทกยัง มิไดรับอนุญาตใหฟองคดีจ ากศาล
ลมละลายกลาง โจทกจึงไมมีอํานาจฟอง ขอใหยกฟอง
ห น า | 37

ใหวินิจฉัยวาขอตอสูตามคําใหการของผูบริหารแผนฟงขึ้นหรือไม

ขอ 10. พระธรรมนูญศาลยุติธรรม


ขอสอบความรูชั้นเนติบัณฑิตสมัยที่ 57 ขอ 10
คดีฟองขับไลของศาลจังหวัดธัญบุรีเรื่องหนึ่ง มีนายแดงและนายดําผูพิพากษาศาลจังหวัดธัญบุรีเปนองคคณะ เมื่อคดี
เสร็จการพิจ ารณาระหวางทํา คําพิพากษา นายแดงและนายดํา ไดยายไปเปนผูพิพากษาหัว หนา ศาลจังหวัดอื่น ผูพิพากษา
หัวหนาศาลจังหวัดธัญบุรีจึงมอบหมายใหนายเหลืองผูพิพากษาศาลจังหวัดธัญบุรีซึ่งมีอาวุโสสูงสุดเปนเจา ของสํานวนและ
ตนเองเปนองคคณะทําคําพิพากษาตัดสินคดีนี้
ใหวินิจฉัยวานายเหลืองและผูพิพากษาหัวหนาศาลจังหวัดธัญบุรีมีอํานาจทําคําพิพากษาหรือไม

ขอสอบความรูชั้นเนติบัณฑิตสมัยที่ 58 ขอ 10
พนักงานอัยการฟองจําเลยตอศาลแขวงราชบุรีขอใหล งโทษฐานลักทรัพยตามประมวลกฎหมายอาญา ม.334 ซึ่งมี
ระวางโทษจําคุกไมเกิน 3 ป และปรับไมเกิน 6,000 บาท นายแสดผูพิพากษาศาลแขวงราชบุรี องคค ณะพิจารณาคดีนี้เสร็จ
แลว แตกอ นทําคําพิพากษา นายแสดไดรับคําสั่งใหไปรับราชการที่ศาลอื่น สวนผูพิพากษาหัวหนาศาลแขวงราชบุรีปวยไมอาจ
ไปปฏิบัติราชการได นายนพผูพิพากษาอาวุโสมีความเห็นวาตนมีอํานาจตรวจสํานวนและทําคําพิพากษาคดีนี้ได แตนายยมผู
พิพากษาที่มีอาวุโสถัดลงมาจากผูพิพากษาหัว หนาศาลแขวงราชบุรีเขาตรวจสํานวนและไดทํา คําพิพากษาคนเดียว แลว
พิพากษาลงโทษจําคุกจําเลย 1 ป และปรับ 5,000 บาท โทษจําคุกใหรอการลงโทษไว 2 ป ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.56
ใหวินิจฉัยวา (ก) นายนพมีอํานาจทําคําพิพากษาคดีนี้หรือไม
(ข) การทําคําพิพากษาของนายยมชอบดวยกฎหมายหรือไม

ขอสอบความรูชั้นเนติบัณฑิตสมัยที่ 66 ขอ 10
โจทกยื่นคําฟองตอศาลแพงขอใหบังคับจําเลยที่ 1 ผูกระทําละเมิดขับรถชนโจทกในทองที่จังหวัดนนทบุรี
รวมกับผิดกับจําเลยที่ 2 ในฐานะนายจางชดใชคาสินไหมทดแทนแกโจทกเปนเงิน 400,000 บาท โดยมีนายสันติผู
พิพากษาประจําศาลกับนายอาวุธผูพิพากษาอาวุโสเปนองคคณะพิจารณาพิพากษาคดีดังกลาว ในวันนัดสืบพยาน
โจทกนัดสุดทาย โจทกยื่นคํารองขอถอนฟองจําเลยที่ 2 ซึ่งมีภูมิลําเนาอยูที่เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร เพราะได
ความชัดแจงวาจําเลยที่ 1 กระทําการนอกทางการที่จางของจําเลยที่ 2 นายสันติมีคําสั่งอนุญาตใหโจทกถอนฟอง
และจําหนายคดี โจทกสํา หรับจําเลยที่ 2 และนัดสืบพยานจําเลยที่ 1 ซึ่งมีภูมิลําเนาอยูในเขตอําเภอบางบัวทอง
จัง หวัด นนทบุ รี ต อ ไป ครั้ นถึ ง วั น สื บ นั ด สื บ พยานจํ า เลย อธิ บ ดี ผู พิ พ ากษาศาลแพง และนายสั น ติ ไปราชการ
ตางประเทศ รองอธิบ ดีผูพิพ ากษาศาลแพง คนที่ 1 ไดมอบหมายใหนายบันเทิงผูพิพากษาอาวุโสเปนองคคณะ
สืบพยานจําเลยในวันดังกลาวแทนนายสันติ กอนขึ้นพิจารณาสืบพยานจําเลย นายบันเทิงกับนายอาวุธปรึกษากัน
แลวเห็นวา เมื่อโจทกถอนฟองจําเลยที่ 2 ซึ่งมีภูมิลําเนาอยูในเขตศาลแพงแลว คดียอมไมอยูในเขตอํานาจศาลแพง
อีกตอไป เพราะทั้งมูลคดีและภูมิลําเนาของจําเลยที่ 1 อยูในเขตศาลจังหวัดนนทบุรี จึงรวมกันมีคําสั่งโอนคดีไปยัง
ศาลจังหวัดนนทบุรี
ใหวินิจฉัยวา คําสั่งอนุญาตใหโจทกถอนฟองจําเลยที่ 2 การปฏิบัติหนาที่ของรองอธิบดีผูพิพากษาศาลแพง
คนที่ 1 และคําสั่งโอนคดีชอบหรือไม
"ทางไปสูเกียรติศกั ดิ์ จักประดับดอกไม หอมยวลชวนจิตไซร ไปม.ี .."