พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์

คำำย่อพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ คือ สำ. วิ. ธำ. ปุ. ก. ย. ป.
คำำเต็มพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ คือ
๑. สำ. หมำยถึง
คัมภีร์พระธรรมสังคณี
๒. วิ. หมำยถึง
คัมภีร์พระวิภังค์
๓. ธำ. หมำยถึง
คัมภีร์พระธาตุกถา
๔. ปุ. หมำยถึง
คัมภีร์พระปุคคลบัญญัติ
๕. ก. หมำยถึง
คัมภีร์พระกถาวัตถุ
๖. ย. หมำยถึง
คัมภีร์พระยมก
๗. ป. หมำยถึง
คัมภีร์พระมหาปัฎฐาน

คัมภีร์ที่ ๑ พระธรรมสังคณี
พระบาลี
กุสลา ธมฺมา, อกุสลา ธมฺมา,
ธรรมทั้งหลาย
อพฺยากตา ธมฺมา
เป็นอัพยากฤต
กตเม ธมฺมา กุสลา?
ไฉนเล่า?
ยสฺมึ สมเย กามาวจรํ กุสลํ
แล้วด้วยโสมนัส
จิตต
ฺ ํ อุปฺปนฺนํ โหติ
เอารูปารมณ์หรือ
โสมนสฺสสหคตํ ญาณสมฺปยุตฺตํ,
มณ์หรือ หรือว่า
รูปารมฺมณํ วา สฺททารมฺมณํ วา
หรือ หรือว่าธัมมาคนฺธารมฺมณํ วา รสารมฺมณํ วา
ๆ เป็นจิตทีเ่ กิดขึ้น
โผฏฺฐพฺพารมฺมณํ วา ธมฺมารมฺมณํ
วา ยํ ยํ วา ปนารพฺภ,
ตสฺมึ สมเย ผสฺโส โหติ,
วิกเขปคือ

คำาแปล
ธรรมทั้งหลาย ทีเ่ ป็นกุศล,
ที่เป็นอกุศล ธรรมทั้งหลาย ที่
ธรรมทั้งหลาย ทีเ่ ป็นกุศาล เป็น
กามาวจรกุศลจิต สหรคต
สัมปยุตแล้วด้วยญาณปรารภ
หรือว่าสัททารมณ์ คันธาร
รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์
รมณ์ ก็หรือว่าอารมณ์ใด
แล้ว ในสมัยใด,
ในสมัยนั้น ผัสสะ ย่อมเกิด, อ

อวิกฺเขโป โหติ, เย วา ปน
นามธรรมเหล่าใด
ตสฺมึ สมเย, อญฺเญปิ อตฺถิ
ขึ้นแล้วในสมัยนั้น
ปฏิจฺจ สมุปฺปนฺนา, อรูปิโน
กุศลฯ
ธมฺมา, อิเม ธมฺมา กุสลา.

สมาธิยอ
่ มเกิด, ก็หรือว่า
แม้เหล่าอื่นทีอ
่ าศัยกันเกิด
มีอยู่, ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ เป็น

ย่อสภาวะในคัมภีร์นี้
๑. กุสลำ ธมฺมำ ธรรมที่เป็นกุศล หมำยเอำ กุศลจิต ๒๑ เจตสิก ๓๘
๒. กุสลำ ธมฺมำ ธรรมที่เป็นอกุศล หมำยเอำ อกุศลจิต ๑๒ เจตสิก ๒๗
๓. อพฺยำกตำ ธมฺมำ ธรรมที่เป็นอัพยำกฤต หมำยเอำ วิบำกจิต ๓๖ กิริยำจิต ๒๐ รูป ๒๘ นิพพำน ๑
๔. อำรมณ์ ๖ หมำยเอำ รูป ๑ เสียง ๑ กลิ่น ๑ รส ๑ โผฏฐัพพะ คือ เย็น ร้อน อ่อน แข็ง อีก ๓ รวม
เป็น ๗ เรียกว่ำ วิสัยรูป ๗
๕. ธัมมำรมณ์ ๖ หมำยเอำ ปสำทรูป ๕ สุขุมรูป ๑๖ จิต ๘๙ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘ พระนิพพำน ๑
และบัญญัติ
๖. ปโรปัณณำสธรรม ๕๖ คือ
ก. ผัสสปัญจกะ ๕ คือ ผัสสะ เวทนำ สัญญำ เจตนำ จิตฯ
ข. วิตักกปัญจกะ ๕ คือ วิตก วิจำร ปีติ สุข และเอกัคคตำฯ
ค. อินทรีย์อัฏฐกะ ๘ คือ สัทธินทรีย์ วีริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมำธินทรีย์ ปัญญินทรีย์
มนินทรีย์ โสมสัสสินทรีย์ และชีวิตนทรีย์ฯ
ฆ. สัมมำทิฐิปัญจกะ ๕ คือ สัมมำทิฐิ สัมมำสังกัปปะ สัมมำวำยำมะ สัมมำสติ สัมมำ
สมำธิฯ
ง. สัทธำพลสัตตกะ ๗ คือ สัทธำพละ วีริยะพละ สติพละ สมำธิพละ ปัญญำพละ หิริพละ
โอตตัปปพละฯ
จ. อโลภติกะ ๓ คือ อโลภะ อโทสะ และอโมหะฯ
ฉ. อนภิชฌำติกะ ๓ คือ อนภิชฌำ อัพยำบำท สัมมำทิฐิ ฯ
ช. หิริทุกะ ๒ คือ หิริ โอตตัปปะ ฯ
ฌ. ปัสสิทธิทุกะ ๒ คือ กำยปัสสัทธิ จิตตปัสสิทธิ ฯ
ซ. กำยลหุตำทุกะ ๒ คื กำยลหุตำ จิตตลหุตำ ฯ
ญ. กำยมุทุตำทุกะ ๒ คือ กำยมุทุตำ จิตตมุทุตำ ฯ

ฎ. กำยกัมมัญญตำทุกะ ๒ คือ กำยกัมมัญญตำ จิตตกัมมัญญตำ ฯ
ฎ.กำยปำคุญญตำทุกะ คื ๑ คือ กำยุชุกตำ จิตตุชุกตำ ฯ
ฐ. กำยุชุกตำทุกะ ๒ คือ กำยุชุกตำ จิตตุชุกตำ ฯ
ฑ. สติทุกะ ๒ คือ สติ สัมปชัญญะ ฯ
ฒ. สมถทุกะ ๒ คือ สติ สัมปชัญญะ ฯ
ณ. ปัคคำหทุกะ ๒๑ คือ ปัคคำหะ อวิกเขปะ ฯ

๗. เย วำ ปน ธรรมที่เกิดร่วมในจิตตุปบำทนั้นอีก ๙ คือ มนสิกำร อธิโมกข์ ฉันทะ วิรตี ๓ และ อัป

มั




(ร



)
หมายเหตุ ปโรปัณณธรรม ๕๖ มีปรำกฎอยู่ในพระธรรมสังคิณีบำลี หน้ำต้น และเยวำปนธรรม ๙ มีปรำกฎ
อยู่ในอรรถสำลินี ฉบับฉัฏฐสังคำยนำ หน้ำ ๑๗๖ แม้ปโรปัณณำสกธรรม ๕๖ ท่ำนก็ได้แสดงไว้เหมือนกัน
รวมคัมภีร์นี้แล้วมี ๔ กัณฑ์ คือ
1. จิตตุปปำทกัณฑ์ แสดงด้วยเรื่องของจิตทั้งหมด
2. รูปกัณฑ์ แสดงด้วยเรื่องของรูปทั้งหมด
3. นิกเขปกัณฑ์ แสดงด้วยเรื่องของติกะ ทุกะ และสุตตันติกะทั้งหมด
4. อรรถกถำกัณฑ์ แสดงด้วยเรื่องของเนื้อควำมในติกะ ทุกะ และนิคมกถำ ฯ
จบคัมภีร์พระธรรมสังคณี

คัมภีร์ที่ ๒ พระวิภังค์
บาลี
ปญฺจกฺขนฺธำ รูปกฺขนฺโธ, เวทนำกฺขนฺโธ, สญฺญำกฺขนฺโธ, สงฺขำรกฺขนฺโธ วิญญ
ฺ ำณกฺขนฺโธ.
ตตฺถ กตโม รูปกฺขนฺโธ? ยงฺกิญฺจิ รูปํ อตีตำนำคตปจฺจุปฺปนฺนำ, อชฺฌตฺตำ วำ พหิทฺธำ วำ, โอฬำริกำ วำ
สุขุมำ วำ, หีนำ วำ, ปณีตำ วำ, ยำ ทูเร วำ, สนฺติเก วำ, ตเทกชฺฌำ ภิสญฺญูหิตฺวำ, อภิสงฺขิปิตฺวำ อยำ
วุจฺจติ รูปกฺขนฺโธ.

คำาแปล
ขันธ์ ๕ ทั้งหลำย คือ รูปขันธ์, เวทนำขันธ์, สัญญำขันธ์, สังขำรขันธ์, วิญญำณขันธ์. ในขันธ์ ๕
เหล่ำนั้น รูปขันธ์ เป็นไฉนเล่ำ ? รูปอย่ำงใดอย่ำงหนึ่ง เป็นอดีต อนำคต และปัจจุบันก็ดี, เป็นภำยในหรือ

ภำยนอกก็ดี, หยำบหรือละเอียดก็ดี, เลวหรือประณีตก็ด,ี หรือว่ำ รูปใดมีอยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้, พระผู้
มีพระภำคเจ้ำ ทรงรวมรูปนั้นแล้วย่อเป็นอันเดียวกัน ตรัสเรียกว่ำ “รูป” นี้ว่ำ เป็นรูปขันธ์ ฯ

ย่อสภาวะในคัมภีร์นี้
ขันธ์ ๕ หมำยถึง รูป เวทนำ สัญญำ สังขำร และวิญญำณ ฯ
๑. รูปขันธ์ หมำยเอำรูป ๒๘ ที่แจกออกเป็น มหำภูตรูป ๔ และอุปำทำยรูป ๒๔
๒. เวทนำขันธ์ หมำยเอำเวทนำเจตสิก ๑ แจกออกเป็น สุข ทุกข์ อุเบกขำเวทนำ
๓. สัญญำขันธ์ หมำยเอำสัญญำเจตสิก ๑ ที่แจกออกเป็น รูป สัททะ คันธะ รสะ โผฏฐัพพะ และ
ธัมมสัญญำ ๖
๔. สังขำรขันธ์ หมำยเอำเจตสิก ๕๐ ที่เหลือปรุงแต่งจิตให้เป็นบุญบ้ำง บำปบ้ำง เป็นอัพยำกฤตบ้ำง
๕. วิญญำณขันธ์ หมำยเอำจิต ๘๙ หรือ ๑๒๑ ที่ทำำหน้ำที่ เห็น ได้ยิน รู้กลิ่น รูร้ ส รู้เย็น ร้อน อ่อน
แข็ง และรู้ธัมมำรมณ์
๖. คำำว่ำ “ขันธ์” ในที่นี้ หมำยควำมว่ำ ขันธ์แต่ละขันธ์ ก็จะต้องกองด้วยลักษณะ ๑๑ อย่ำงดังที่ได้
กล่ำวมำแล้ว คือ จะเป็นรูปขันธ์หรือนำมขันธ์ก็ตำม ก็จะต้องกองไว้ด้วยลักษณะ ๑๑ คือ อดีต, อนำคต,
ปัจจุบัน, ภำยใน, ภำยนอก, หยำบ, ละเอียด, เลว, ประณีต, ไกล, ใกล้, ฯ
๗. ควำมหมำยอีกอย่ำงหนึ่ง คำำว่ำ “ขันธ์” หมำยควำมว่ำ ทรงไว้ซึ่งควำมสูญเปล่ำ เน่ำเสีย ทั้งนี้ก็
เพรำะว่ำ รูปทั้งหลำยตั้งแต่เกิดปรำกฏมำแต่ต้นจนกระทั่งเสียชีวิต ก็มิได้มีรูปใดหลงเหลืออยู่เลย กล่ำวคือ
เกิดมำเท่ำไร ก็สูญไปหมดเท่ำนั้น แม้เวทนำคือสุข ทุกข์ หรือเฉย ๆ ควำมจำำเช่นจำำรูป จำำเสียง จำำกลิ่น
เป็นต้น สังขำรคือควำมรัก ควำมชัง ควำมอิสสำริษยำ เป็นต้น หรือวิญญำณที่เคยได้เห็น ได้ยนิ ดมกลิ่น ลิ้ม
รส เป็นต้น เท่ำที่เคยมีมำแล้วตั้งแต่หนุ่มสำยตลอดจนเฒ่ำแก่ ก็มิได้เหลืออยู่เลย เมื่อมีมำแล้วก็หมดไปอย่ำงนี้
ข้อที่ควรสังเกต อันที่จริง คัมภีรว์ ิภังค์ที่แปลว่ำ แจกคัมภีร์นี้องค์พระมหำมุนีสัมมำสัมพุทธเจ้ำ
มิได้ทรงแจกไว้เพียงขันธวิภังค์เท่ำนั้น แต่ทรงแจกไว้ในพระคัมภีร์นี้ทั้ง ๑๘ วิภังค์ คือ นอกจำกขันธวิภังค์
แล้ว ก็ยังมี อำยตนวิภังค์ ธำตุวิภังค์ สัจจวิภังค์ อินทรียวิภังค์ ปฏิจจสมุปปำทวิภังค์ สติปัฏฐำนวิภังค์
สัมมัปปธำนวิภังค์ อิทธิปำทวิภังค์ โพชฌังควิภังค์ มัคควิภังค์ ฌำนวิภังค์ อัปปมัญญำวิภังค์ สิกขำปทวิภังค์
ปฏิสัมภิทำวิภังค์ ญำณวิภังค์ ขุททกวัตถุวิภังค์ และธัมมหทัยวิภังค์ และทรงแจกไว้ทั้งอภิธรรมภำชนีย์ และ
สุตตันตภำชนีย์ตลอดถึงปัญหำปุจฉกะ โดยแจกไปตำมติกะ และทุกะ ซึ่งผู้ใคร่กำรศึกษำ และปฏิบัติจะทรำบ
รำยละเอียดได้ในคัมภีร์วิภังค์นี้ทั้งหมด

ตัวย่างที่ควรทราบ ทรงแจกขันธ์ตำมภิธรรมภำชนีย์เป็นต้นว่ำ รูปขันธ์มีอย่ำงเดียวคือรูปทั้งหมด
ไม่ใช่เหตุ, เป็นอเหตุกะไม่มีเหตุ ไม่ประกอบด้วย สัมปยุตเหตุเป็นต้นไปจนกระทั่งถึงธรรมที่ไม่เที่ยง และ
เป็นธรรมที่ถูกควำมเก่ำครำ่ำคร่ำครอบงำำแล้ว รวม ๔๔ อย่ำง จำกนั้นก็ทรงแจกเป็น ๒ อย่ำงไปจนถึงรูป ๑๑
อย่ำง แล้วจึงทรงแจกเวทนำขันธ์ต่อไป จนครบขันธ์ ๕
สำำหรับสุตตันตภำชนีย์นั้น ก็ทรงขยำยรูป ๑๑ ลักษณะออกไปแต่ละอย่ำง ๆ เช่นรูปที่เป็นอดีตก็ทรง
แจกออกไปเป็น ๙ ลักษณะ มีอดีตล่วงไปแล้ว นิรุทธะดับไปแล้วเป็นต้น ทรงแจกทั้งมหำภูตรูป และอุปำทำย
รูป แม้นำมขันธ์ก็ทรงแจกเช่นกัน และทรงแจกออกเป็นมูลหนึ่ง มูลสองเป็นต้นไป เมื่อจบแล้วก็ตั้งเป็น
ปัญหำปุจฉกะ คือตั้งเป็นคำำถำม เช่นถำมว่ำ รูปขันธ์ และนำมขันธ์เป็นกุศลเท่ำไร? อกุศลเท่ำไร? อัพยำ ก
ฤตเท่ำไร? แจกอกไปจนจบติกะแล้วก็แจกทุกะอีก ๑๐๐ จนจบ แม้ที่เหลืออีก ๑๗ วิภังค์ก็ทรงแจกโดยนัยนี้
เหมือนกัน
เพรำะฉะนั้นรำยละเอียดต่ำง ๆ ผูใ้ คร่ในกำรศึกษำสภำวะของธรรมชั้นสูงจะทรำบได้จำกคัมภีร์
วิภังค์ทั้งหมด ฯ
จบคัมภีร์วิภังค์

คัมภีร์ที่ ๓ ธาตุกถา
บาลี
สงฺคโห อสงฺคโห. สงฺคหิเตน อสงฺคหิตำ. อสงฺคหิเตน สงฺคหิตำ, สงฺคหิเตน สงฺคหิตำ, อสงฺคหิ
เตน อสงฺคหิตำ, สมฺปโยโค วิปฺปโยโค, สมฺปยุตฺเตน วิปฺปยุตตำ, วิปฺปยุตฺเตน สมฺปยุตฺตำ, อสงฺคหิตำ.

คำาแปล
มำติกำ คือแม่บท ๑๔ คือ ธรรมที่สงเครำะห์เข้ำได้ ธรรมที่สงเครำะห์เข้ำไม่ได้ ๑, ธรรมชำติที่นับ
สงเครำะห์เข้ำไม่ได้ ด้วยธรรมที่นับสงเครำะห์เข้ำได้ ๑. ธรรมชำติที่นับสงเครำะห์เข้ำได้ ด้วยธรรมที่นับ
สงเครำะห์เข้ำไม่ได้ ๑, ธรรมชำติที่นับสงเครำะห์เข้ำได้ ด้วยธรรมที่นับสงเครำะห์เข้ำได้ ๑, ธรรมชำติที่
นับสงเครำะห์เข้ำไม่ได้ ด้วยธรรมที่นับสงเครำะห์เข้ำไม่ได้ ๑, ธรรมที่ประกอบกันได้ ธรรมที่ประกอบกัน
ไม่ได้ ๑, ธรรมชำติที่ประกอบเข้ำกันไม่ได้ ด้วยธรรมที่ประกอบเข้ำกันได้ ๑, ธรรมชำติที่ประกอบเข้ำกัน
ได้ ด้วยธรรมที่ประกอบเข้ำกันไม่ได้ ๑, ธรรมชำติที่ประกอบเข้ำกันได้ ด้วยธรรมที่ประกอบเข้ำกันได้ ๑,
ธรรมชำติที่ประกอบเข้ำกันไม่ได้ ด้วยธรรมที่ประกอบเข้ำกันไม่ได้ ๑, ธรรมชำติที่ประกอบเข้ำกันได้และ
ที่ประกอบเข้ำกันไม่ได้ ด้วยธรรมที่นับสงเครำะห์เข้ำกันได้ ๑, ธรรมชำติที่นับสงเครำะห์เข้ำกันได้และที่

นับสงเครำะห์เข้ำกันไม่ได้ ด้วยธรรมที่ประกอบกันได้ ๑, ธรรมชำติที่ประกอบกันได้ และประกอบกันไม่
ได้ ด้วยธรรมที่นับลงเข้ำกันไม่ได้ ๑, และธรรมชำติที่นับสงเครำะห์เข้ำกันได้ และนับสงเครำะห์เข้ำกัน
ไม่ได้ ด้วยธรรมที่ประกอบกันไม่ได้ ๑ รวม ๑๔ นัย

ข้อที่ควรกำาหนดมาติกา ๑๔ นัย
นัยที่
นัยที่
นัยที่
นัยที่
นัยที่
นัยที่
นัยที่
นัยที่
นัยที่
นัยที่
นัยที่
นัยที่
นัยที่
นัยที่










๑๐
๑๑
๑๒
๑๓
๑๔

คือ
คือ
คือ
คือ
คือ
คือ
คือ
คือ
คือ
คือ
คือ
คือ
คือ
คือ

สงฺคโห อสงฺคโห.
สงฺคหิเตน อสงฺคหิตำ.
อสงฺคหิเตน สงฺคหิตำ.
สงฺคหิเต สงฺคหิตำ.
อสงฺคหิเตน อสงฺคหิตำ.
สมฺปโยโค วิปฺปโยโค.
สมฺปยุตฺเตน วิปฺปยุตตฺตำ.
วิปฺปยุตฺเตน สมฺปยุตฺตำ.
สมฺปยุตฺเตน สมฺปยุตฺตำ.
วิปฺปยุตฺเตน วิปฺปยุตฺตำ.
สงฺคหิเตน สมฺปยุตฺตำ วิปฺปยุตฺตำ.
สมฺปยุตฺเตน สงฺคหิตำ อสงฺคหิตำ.
อสงฺคหิเตน สมฺปยุตฺตำ วิปฺปยุตฺตำ.
วิปฺปยุตฺเตน สงฺคหิตำ อสงฺคหิตำ.

ตามนัยแห่งพระบาลีทรงจัดมาติกา ไว้ ๕ คือ :๑. นยมำติกำ ๒. อัพภันตรมำติกำ ๓. นยมุขมำติกำ ๔. ลักขณมำติกำ และ ๕. พำหิรมำติกำ

ความประสงค์ของนัย
นัยที่ ๑ ทรงแสดงไขให้ทรำบถึงธรรมที่นับสงเครำะห์เข้ำกันได้ และเข้ำกันไม่ได้ แจกออกเป็น ๘
ตอน คือ ขันธ์ อำยตนะ ธำตุ สัจจะ อินทรีย์ ปฏิจจสมุปปำทำทิ ติกะ ทุกะ
ยกตัวอย่ำงนัยที่ ๑ ที่ทรงแสดงไว้ในพระบำลีธำตุกถำ ฉบับฉัฏฐสังคำยนำ หน้ำ ๓ ข้อ ๖ ว่ำ
รูปกฺขนฺโธ กตีหิ ขนฺเธหิ กตีหำยตเนหิ กตีหิ ธำตูหิ สงฺคหิโต, รูปกฺขนฺโธ เอเกน ขนฺเธน
รูปกฺขนฺโธ เอเกน ขนฺเธน เอกำทสหำยตเนหิ เอกำทสหิ ธำตูหิ สงฺคหิโต, กตีหิ อสงฺคหิโต ? จตูหิ
ขนฺเธหิ เอเกนำยตเนน สตฺตหิ ธำตูหิ อสงฺคหิโต.
แปลว่า รูปขันธ์ นับสงเครำะห์เข้ำได้ ด้วยขันธ์ทั้งหลำยเท่ำไร ? อำยตนะทั้งหลำยเท่ำไร ธำตุทั้ง
หลำยเท่ำไร รูปขันธ์นับสงเครำะห์เข้ำได้แล้วด้วยขันธ์ ๑ อำยตนะ ๑๑ ธำตุ ๑๑ สงเครำะห์เข้ำไม่ได้ ด้วย
ขันธ์เป็นต้นเท่ำไร ? นับสงเครำะห์เข้ำไม่ได้ ด้วยขันธ์ ๔ อำยตนะ ๑ ธำตุทั้งหลำย ๗ (จำกนั้นก็แจกอก
ไปเป็นมูละ ตั้งมูล ๑-๒-๓-๔ และ ๕ เป็นที่สุด)
หมายเหตุ ท่ำนที่ต้องกำรทรำบรำยละเอียดนัยมำติกำทั้ง ๑๔ นัยนี้ โปรดตรวจดูได้ ในพระบำลี และ
อรรถกถำของธำตุถถำนี้ต่อไป สำำหรับในที่นี้ขอแสดงไว้พอเป็นทัสนนัยเท่ำนั้น ฯ
จบคัมภีร์ธำตุกถำ

คัมภีร์ที่ ๔ ปุคคลบัญญัติ
ฉ ปญฺญตฺติโย. ขนฺธปญฺญตฺติ, อำยตนปญฺญตฺติ, ธำตุปญฺญตฺติ สจฺจปยฺญตฺติ, อินฺทฺริยปญฺญตฺติ,
ปุคฺคลปญฺญตฺติ, กิตฺตำวตำ, ปุคฺคลำนำ ปุคคฺคลปญฺญตฺติ ?
สมยวิมุตฺโต อสมวิมุตฺโต กุปฺปธมฺโม, อกุปฺปธมฺโม, ปริหำนธมฺโม, อปริหำนธมฺโม, เจตนำ
ภพฺโพ, อนุรกฺขนำภพฺโพ, ปุถุชฺชโน, โคตฺรภู, ภยูปรโต, อภยูปรโต, ภพฺพำคมโน, อภพฺพำคมโน,
นิยโต, อนิยโต, ปฏิปนฺนโก, ผเลฏฐิโต, อรหำ, อรหตฺตำย ปฏิปนฺโน.

คำาแปล
บัญญัติ ๖ คือ ขันธบัญญัติ, อำยตนบัญญัติ, ธำตุบัญญัติ, สัจจบัญญัติ, อินทริยบัญญัติ, ปุคค
ลบัญญัติ มีอยู่ กำรบัญญัติบุคคลว่ำเป็นปุคคลบัญญัติ จะมีได้ ด้วยประมำณเท่ำไร ? แก้ว่ำ จะมีได้ ด้วย
ประมำณเท่ำนี้ คือ
บุคคลผู้พ้นวิเศษแล้วจำกสมัย, บุคคลผู้ไม่พ้นวิเศษแล้วจำกสมัย, บุคคลผู้มีฌำนกำำเริบ, บุคคลผู้
มีฌำนไม่กำำเริบ, บุคคลผู้มีฌำนธรรมเสื่อม, บุคคลผู้มีฌำนธรรมไม่เสื่อม, บุคคลผู้ไม่ควรเสื่อมเพรำะ
เจตนำ, บุคคลผู้ควรแก่กำรตำมรักษำ, บุคคลผู้เป็นปุถุชน, บุคคลผู้ที่ได้โครำภูญำณ, บุคคลผู้อันเว้น

จำกภัย, บุคคลผู้อันไว้เว้นจำกภัย, บุคคลผู้มำถึงควำมเป็นผู้ควร, บุคคลผู้มำถึงควำมเป็นผู้ไม่ควร,
บุคคลผู้แน่นอน, บุคคลผู้ที่ปฏิบัติแล้ว, บุคคลผู้ที่ตั้งอยู่ในผล, บุคคลเป็นอรหันต์, บุคคลผู้ที่ดำำเนินไป
แล้ว เพื่อควำมเป็นอรหันต์ ฯ

ขยายความหมายบุคคล
๑. บุคคลผู้ที่พ้นวิเศษแล้วจำกสมัยนั้น ตำมอรรถกถำนัย ท่ำนหมำยเอำพระโสดำบัน พระสกทำคำม
และพระอนำคำมีผู้ที่ได้สมำบัติแปดฯ
๒. อสมยวิมุตตบุคคล คือ บุคคลผู้ที่พ้นโดยวิเศษไม่ได้แล้วจำกสมัย ท่ำนหมำยเอำพระขีณำสพผู้ที่
เป็นสุกขวิปัสสกคือไม่ได้สมำบัติแปดนั้นเองฯ
๓. กุปปธรรมบุคคล คือ บุคคลผู้ที่มีธรรมกำำเริบ ท่ำนหมำยเอำบุคคลผู้ที่ได้สมำบัติแล้ว แต่ต่อมำ
สมำบัติเกิดเสื่อม
๔. อกุปปธรรมบุคคล คือ บุคคลผู้ที่มีธรรมไม่กำำเริบ ท่ำนหมำยถึง บุคคลผู้ที่ได้สมำบัติ แต่ทว่ำไม่
เสื่อมฯ
๕. ปริหำนธรรม และอปริหำนธรรมบุคคล คือ บุคคลผู้ที่มีธรรมเสื่อม และไม่เสื่อมนั้น ตำมอรรถ
กถำนัยฉบับฉัฏฐสังคำยนำ หน้ำ ๓๔ ข้อ ๕ ท่ำนแสดงได้วำ่ “ปริหำนธมฺมำปริหำนธมฺมนิทฺเทสำปิ กุปฺปธมฺ
มำกุปฺปธมฺมทฺเทสวเสเนว เวทิตพฺพำ. เกวลญฺหิ อิธ ปุคคฺ ลสฺส ปมำทำ ปฏิจฺจ ธมฺมำนำ ปริหำนมฺปิ
อปริหำนมฺปิ คหิตนฺติ อิทำ ปริยำยเทสนำมตฺตเมว นำมำ” ควำมว่ำ แม้นิเทสแห่งปริหำนธรรม และอปริหำน
ธรรมก็ควรเข้ำใจเหมือนกับกุปปธรรม และอกุปปธรรมนั้นแหละ ท่ำนจัดไว้เพรำะอำศัยควำมประมำทของ
บุคคลอย่ำงเดียว จึงเป็นเพียงปริยำยเทศนำเท่ำนั้น (ควำม) ไม่แตกต่ำงกันเลย ฯ
๖. เจตนำภัพพบุคคล หมำยถึง บุคคลผู้ที่ไม่ควรเพื่อควำมเสื่อมแห่งควำมตั้งใจ คือควำมตั้งใจเจริญ
สมำบัติอยู่อย่ำงเต็มที่แล้ว ไฉนเล่ำจึงจะเสื่อมได้ ฯ
๗. อนุรักขนำภัพพบุคคล ท่ำนหมำยถึงบุคคลที่ไม่เสื่อมจำกสมำบัติ ด้วยกำรตำมรักษำเจริญแต่
อุปกำรธรรมเพื่อควำมเจริญงอกงำมแห่งสมำบัติเท่ำนั้น ฯ
๘. ปุถุชนบุคคล คือ บุคคลผู้ที่ยังละทิฐิสัญโญชน์ สีลัพพตปรมำสสัญโญชน์ และวิจิกิจฉำสัญโญ
ชน์ ด้วยสมุจเฉทปหำนยังไม่ได้นั่นเอง เมื่อจะว่ำกันตำมสภำวปรมัตถ์แล้ว ก็ได้แก่บุคคลที่เป็นปุถุชน ๔
จำำพวก คือ ทุคติบุคคล สุคติบุคคล ทวิเหตุบุคคล และติเหตุปุถุชนบุคคลนั่นเอง ฯ
๙. โคตรภูบุคคล คือ บุคคลที่กำำลังเกิดวิปัสสนำญำณขั้นโคตรภู ที่ทำำลำยโคตรปุถุชนรับเอำพระ
นิพพำนเป็นอำรมณ์อยู่ตรงหน้ำโสดำปัตติมรรค ที่ในโสดำปัตติมรรควิถีนั้น อันนี้ ท่ำนเอำเฉพำะพระโยคำว
จรผู้กำำลังเกิดโคตรภูญำณอยู่ขณะนั้นเท่ำนั้น เรียกว่ำ ขณะที่โคตรภูญำณเกิดอยู่ ๓ ขณะ คือ อุปำทขณะ ปีติ
ขณะ และภังคขณะ ๓ นัน้ ที่เรียกกันว่ำ “โคตรภูบุคคล” ฯ

๑๐. ภยูปรโตบุคคล คือ บุคคล ๘ คน คือ กัลยำณปุถุชนและพระเสขบุคคล ๗ จำำพวกที่กลัวต่อภัย
ในทุคติ ๑ ภัยในวัฏฏะ ๑ ภัยที่เกิดจำกกิเลส ๑ และภัยที่ถูกติเตียน ๑ จึงงดเว้นจำกกำรทำำบำปทั้งต่อหน้ำและ
ลับหลัง ฯ
๑๑. อภยูปรโตบุคคล คือ บุคคลผู้ที่หมดจำกควำมกลัวแล้ว ท่ำนหมำยเอำพระขีณำสพผู้ที่สิ้นจำก
อำสวะทั้งปวงแล้ว ไม่มีควำมสะดุ้งกลัวต่อภัยอะไรอีกต่อไปแล้ว ฯ
๑๒. ภัพพำคมนบุคคล คือ บุคคลผู้ที่มำถึงควำมควรเพื่อบรรลุสัมมตนิยำมอันหมำยถึงพระ
อริยมรรค ๔ ตำมที่พระบำลีธรรมสังคณีแสดงไว้ในข้อ ๑๐๓๖ หน้ำ ๒๑๑ แห่งธรรมสังคิณีบำลี ฉบับฉัฏฐ
สังคำยนำ เพรำะบุคคลพวกนี้ไม่มีกัมมันตรำย คืออนันตริยกรรม ๕ ไม่มีกิเลสสันตรำยคือนิยตมิจฉำทิฐิ และ
ไม่มีวิปำกันตรำยคือวิบำกขันธ์ที่เป็นทุคติ สุคติ หรือทวิเหตุกะมำเป็นเหตุกำงกั้นอีกต่อไปแล้ว นัน่ เอง ฯ
๑๓. อภัพพำคมนบุคคล คือ บุคคลผู้ที่มำถึงควำมควรเพื่อควำมยังหลุดพ้นไม่ได้ หมำยถึงบุคคลผู้ที่
ยังมีเครื่องกำงกั้นพระอริยมรรค ๔ ที่เรียกว่ำอันตรำยคือ มีกัมมันตรำย ๕ อย่ำง มีฆ่ำมำรดำเป็นต้น ๑ มีควำม
เห็นผิดอย่ำงดิ่งที่เรียกว่ำ “นิตยมิจฉำทิฐิ” ๑ มีวิบำกขันธ์เป็นอันตรำยต่อมรรคอันเป็นสัมมัตตนิยำมธรรม คือ
เป็นสัตว์ที่หำเหตุไม่ได้คือเป็นทุคติบุคคล เป็นสุคติบุคคล เป็นบุคคลสองเหตุ ๑ มีควำมไม่เชื่อในพระ
รัตนตรัย ขำดปัญญำที่มำพร้อมกับปฏิสนธิปำริหำริกปัญญำ และวิปัสสนำปัญญำ ๑ เป็นผู้ที่ขำดจำกอุปนิสัย
แห่งมรรคผลเป็นอภัพพบุคคล ๑. ฯ
๑๔. นิยตบุคคล คือ บุคคลผู้ที่เที่ยงแท้แน่นอนต่อผลของกรรมที่ตนจะพึงได้รับ โดยไม่มีสิ่งใดมำ
ขัดขวำงได้เลย ซึ่งในอรรถกถำปัญจปกรณ์ฉบับฉัฏฐสังคำยนำ หน้ำ ๓๗ ข้อ ๑๔ ท่ำนได้พรรณนำไว้วำ่
นิยตำนิยตนิทฺเทเส อานนฺตริกาติ อำนนฺตริกกมฺมสมงฺคิโน. มิจฺฉาทิฏฐิกาติ นิยตมิจฺฉำทิฏฺฐิสมงฺคิโน.
สพฺเพปิ เหเต นิรยสฺส อตฺถำย นิยตตฺตำ นิยตา นำม. อฏฺฐ ปน อริยปุคฺคลำ สมฺมำกำวำย อุปรูปริมคฺค
ผลตฺถำยเจว อนุปำทำปรินิพฺพำนตฺถำย จ นิยตตฺตำทนิยตำ นำม. ความว่า ในนิทเทสแห่งนิยตะ
และ อนิยตบุคคล ควรมีควำมเข้ำใจดังต่อไปนี้ บทว่ำ “อำนนฺตริกำ” หมำยถึงผู้ที่มีอนันตริยกรรม บท “
มิจฺฉำทิฏฐิกำ” หมำยถึงผู้ที่มีควำมเห็นผิดอย่ำงดิ่ง ก็บุคคลตำมที่ได้กล่ำวมำแล้วนี้ทุก ๆ จำำพวกชื่อว่ำ นิยต
บุคคลคือบุคคลผู้ที่เที่ยงแท้แน่นอน เพรำะแน่นอนต่อประโยชน์แก่นรก ส่วนพระอริยบุคคล ๘ ที่ได้นำมว่ำ
นิยตบุคคล เพรำะเป็นผู้ที่แน่นอน เพื่อประโยชน์แก่มรรคและผลที่สูง ๆ ขึน้ ไป โดยกำรเจริญโดยชอบด้วย
และแน่นอนเพื่ออนุปำทำนิพพำนด้วย ฯ
๑๕. อนิยตบุคคล คือ บุคคลที่นกเหนือจำกบุคคลที่เป็นนิยตตำมที่ได้กล่ำวมำแล้วในข้อ ๑๔ นัน่ เอง
เพรำะบุคคลดังกล่ำวในข้อที่ ๑๕ นี้ เป็นบุคคลที่ไม่แน่นอนในส่วนของคติที่พึงจะเกิดไปด้วย ในผลแห่ง
กรรมที่คนจะพึงได้จำกกำรกระทำำด้วย ฯ

๑๖. ปฏิปันนกบุคคล คือ บุคคลผู้ที่ปฏิบัติแล้ว ในอรรถกถำปัญจปกรณ์ ฉบับฉัฏฐสังคำยนำ
หน้ำ ๑๗ ข้อ ๑๕ ท่ำนได้ให้คำำอธิบำยไว้ว่ำ (๑๕) ปฏิปนฺนกนิทฺเทเส มคฺคสมงฺคิโนติ มคฺคฏฺฐกปุคคฺ ลำ เต
หิ ผลตฺถำย ปฏิปนฺนตฺตำ ปฏิปนฺนกา นำม. ควรทำำควำมเข้ำใจ ในนิทเทสแห่งปฏิปันนกบุคคลดังต่อไปนี้
บุคคลที่ตั้งอยู่ในมรรคชื่อว่ำ “มคฺคสมงฺคีบุคคล คือ บุคคลผู้ที่พร้อมเพรียงด้วยมรรค ด้วยว่ำคนเหล่ำนั้น เท่ำที่
ได้นำมว่ำ “ปฏิปนฺนกบุคคล” ก็เพรำะเป็นผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อประโยชน์แก่ผล ฯ
ผเลฏฐิตบุคคล คือ บุคคลผู้ที่ตั้งอยู่แล้วในผล ซึ่งมีในอรรถกถำปัญจปกรณ์ ในหน้ำและข้อเดียวกัน
ท่ำนก็ได้ให้อธิบำยไว้ว่ำ ผลสงฺคิโนติ ผลปฏิลำภสมงฺคิตำย ผลสมงฺคิโน. ผลปฏิลำภโต ปฏฺฐำย หิ เต
ผลสมำปตฺตึ อสมำปนฺนำปิ ผเล ฐิตำเยว นำม. ความว่า บทว่ำ “ผลสมงฺคิโน” ได้แก่ผู้ที่พร้อมเพรียงด้วย
ผล เพรำะเป็นผู้ที่พร้อมเพรียงด้วยผลโดยเฉพำะ ด้วยว่ำ พระอริยผลบุคคลเหล่ำนั้น นับตั้งแต่ได้ผลโดย
เฉพำะเป็นต้นมำ แม้ถึงไม่เข้ำผลสมำบัติก็ได้ชื่อว่ำตั้งอยู่ในผลได้แน่นอนทีเดียว ฯ
ส่วนพระอรหันต์และท่ำนผู้ปฏิบัติเพื่อควำมเป็นพระอรหันต์นั้นในอรรถกถำที่มำ ท่ำนมิได้อธิบำย
ไว้โดยเฉพำะ แต่ท่ำนกลับอธิบำยถึงพระอริยบุคคลที่เป็นสมสีสีไว้ ๓ จำำพวกคือ
๑. อิริยำปถสมสีสี คือ พระอริยบุคคลผู้ที่กำำลังเดินจงกรมเจริญวิปัสสนำอยู่ ก็ได้บรรลุพระอรหัต
นิพพำน เหมือนกับพระปทุมเถระเป็นตัวอย่ำง บำงองค์ก็นั่งเจริญวิปัสสนำอยู่ก็ได้บรรลุพระอรหัตแล้วก็
นิพพำนในอิริยำบถนั่นเอง, บำงองค์ก็นอนเจริญวิปัสสนำอยู่แล้วได้บรรลุพระอรหัตในขณะนอนแล้วก็
นิพพำน ในขณะที่นอนอยู่นั่นเอง อย่ำงนี้เรียกว่ำ “อิริยาปถสมสีสี”
๒. โรคสมสีสีอริยบุคคล หมำยถึง ท่ำนผู้ที่กำำลังเป็นโรคภัยไข้เจ็บอยู่ ท่ำนก็ไม่ประมำทรีบเจริญ
วิ ปั ส ส น ำ แ ล้ ว ก็ บ ร ร ลุ พ ร ะ อ ร หั ต นิ พ พ ำ น อ ย่ ำ ง พ ร ะ ติ ส ส เ ถ ร ะ ที่ มี ตั ว เ น่ ำ เ ป็ น ต้ น ฯ
๓. ชีวิตสมสีสีอริยบุคคล หมำยถึง บุคคลผู้ที่สิ้นชีพไปพร้อมกับสีสะทั้งสองคืออวิชชำกับชีวิต
นัน่ เอง
ในอรรถกถำแห่งนัน้ ได้ขยำยสีสะออกไปถึง ๑๓ อย่ำงคือ –
1. ตัณหำ เป็นปลิโพธสีสะเครื่องรบกวน
2. มำนะ เป็นวินิพันธสีสะเครื่องรบกวน
3. ทิฐิ เป็นปรำมำสสีสะเครื่องยึดมั่น
4. อุทธัจจะ เป็นวิกเขปสีสะเครื่องทำำให้ฟุ้งซ่ำน
5. อวิชชำ เป็นสังกิเลสสีสะเครื่องทำำให้เศร้ำหมอง
6. สัทธำ เป็นอธิโมกขสีสะเครื่องทำำให้น้อมใจเชื่อที่เป็นอุปสรรคของวิปัสสนำ
7. วิริยะ เป็นปัคคหสีสะเป็นเครื่องพยำยำมเกินขัดต่อวิปัสสนำปัญญำที่จะดำำเนินต่อไป
8. สติ เป็นอุปัฎฐำนสีสะ สติเป็นสภำพที่ปรำกฎชัดเกินไปจนวิปัสสนำปัญญำอัปรัศมี
9. สมำธิ เป็นอวิกเขปสีสะเป็นเครื่องทำำให้นิ่งเกินไป
10.ปัญญำ เป็นทัสนสีสะ คือเห็นชัดเกินไปจนศรัทธำเกิดยำกไม่เสมอกัน
11.ชีวิตทรีย์ เป็นสีสะอยู่ต่อไปหยุดไม่ได้

๑๒.วิโมกข์เป็นโคจรสีสะ คือเป็นอำรมณ์
๑๓.นิโรธมีสังขำรเป็นสีสะเครื่องปรุงแต่งดับไม่ได้ ฯ
ในบรรดำสีสะทั้ง ๑๓ นั้น พระอรหัตมรรคทำำลำยอวิชชำซึ่งเป็นสีสะของกิเลส จุติจิต ทำำลำยชีวิติน
ทรีย์ที่เป็นสีสะที่ทำำให้เป็นไป หยุดไม่ได้ จิตทำำลำยชีวิตตินทรีย์ได้ แต่ไม่อำจจะทำำลำยอวิชชำได้ จิตที่
ทำำลำยอวิชชำกับจิตที่ทำำลำยชีวิตเป็นคนละอย่ำงกัน แต่สีสะทั้งสองคืออวิชชำ และชีวิตของท่ำนผู้ใดถึง
ควำมสิ้นไปได้ ท่ำนผู้นั้นจึงจะเรียกว่ำ “ชีวิตสมสีสี” ฯ
จบคัมภีร์ปุคคลบัญญัติ

คัมภีร์ที่ ๕ กถาวัตถุ
บาลี
ปฺคคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกตฺถปรมตฺเถนำติ ?
อำมนฺตำ.
โย สจฺฉิกตฺโถ ปรมตฺโถ, ตโต โส ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกตฺถปรมตฺเถนำติ ?
นเหวำ วตฺตพฺเพ, อำชำนำหิ หิคคฺ หำ, หญฺจิ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ, สจฺฉิกตฺถปรมตฺเถน ?
เตน วต รเ วตฺตพฺเพ. โย สจฺฉิกตฺโถ ปรมตฺโถ, ตโต โส ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกตฺถปรมตฺเถนำติ มิจฺฉำ.

คำาแปล
สกวาที ถามว่า ท่ำนหยั่งเห็นบุคคล โดยอรรถที่แจ่มแจ้ง และโดยอรรถที่อย่ำงยิ่งกระนัน้ หรือ ?
ปรวาที ตอบว่า ใช่ ฯ
สกวาที ซักต่อไปว่า สภำพใดที่มีอรรถอันแจ่มแจ้ง และมีอรรถอย่ำงยิง มีปรำกฎอยู่ ท่ำนเข้ำไป
หยั่งเห็นบุคคลนั้น โดยอรรถที่แจ่มแจ้ง และโดยอรรถอันยิ่งกระนั้นหรือ ?
ปรวาที กล่าวปฏิเสธว่า ไม่สมควรจะกล่ำวอย่ำงนั้น
สกวาที กล่าวว่า ท่ำนรู้แต่พลั้งไป ถ้ำว่ำ ท่ำนหยั่งรู้เห็นบุคคลได้โดยอรรถที่แจ่มแจ้ง และอรรถ
อย่ำงยิ่งได้แล้วไซร้ ?
เพรำะเหตุนั้นแล ท่ำนก็ควรจะกล่ำวว่ำ สภำพใดมีอรรถที่แจ่มแจ้ง และมีอรรถอย่ำงยิ่งมีปรำกฎอยู่
ข้ำพเจ้ำก็เข้ำไปหยั่งเห็นบุคคลนั้น โดยอรรถที่แจ่มแจ้งและโดยอรรถอันเยี่ยมยิ่งได้ เพรำะเหตุนั้น ดังนี้ (

ในปัญหำกรรมนี้ ท่ำนควรจะกล่ำวว่ำ ข้ำพเจ้ำเข้ำไปหยั่งเห็นบุคคลโดยอรรถที่แจ่มแจ้งแลโดยที่อย่ำงยิ่ง แต่
ไม่สมควรจะกล่ำวว่ำ สภำพใดมีอรรถที่แจ่มแจ้ง และมีอรรถอันอย่ำงยิ่งปรำกฎอยู่ ข้ำพเจ้ำก็หยั่งเห็นบุคคล
นัน้ โดยอรรถที่แจ่มแจ้ง และโดยอรรถที่อย่ำงยิ่งดังนี้ คำำของท่ำน) จึงผิดพลำด ฯ
หมายเหตุ อันที่จริงบำลีตรงนี้ มีบำลีเต็ม แต่ในอภิธรรมคัมภีร์ที่ ๕ เท่ำที่โบรำณำจำรย์ของเรำคัดมำ ไม่ได้
เอำมำด้วย แต่เวลำแปลก็แปลให้เต็มบำลีที่มีอยู่ ฯ
ข้อความทีค่ วรทำาความเข้าใจในคัมภีร์นี้ เป็นคัมภีร์ที่พระโมคคัลลีบุตร ได้ยึดเอำนัยเท่ำที่พระผู้มี
พระภำคเจ้ำทรงเทศนำไว้แล้ว ก็ตั้งเป็นรูปสกวำที และตบกันเป็นสูตรสำำหรับถำม ๕๐๐ สูตร และสูตร
สำำหรับแก้อีก ๕๐๐ สูตร เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ก็เพื่อต้องกำรที่จะทำำลำยทิฐิ คือควำมเห็นที่ผิดพลำดของฝ่ำยอื่น
ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อคำำสอนในพระพุทธศำสนำนี้นั่นเอง รวมคำำถำมของฝ่ำยพุทธ ๕๐๐ ของฝ่ำยอื่น ๕๐๐ สูตร
จึงรวมเป็น ๑,๐๐๐ สูตรพอดี สำำหรับท่ำนที่สนใจโปรดตรวจดูได้ในกถำวัตถุ และอรรถกถำที่ท่ำนได้แก้ไว้
อย่ำงวิจิตรพิสดำรแล้ว ในอรรถกถำปัญจปกรณ์ ฯ
จบคัมภีร์กถำวัตถุ

คัมภีร์ที่ ๖ ยมก
บาลี
เย
เย
เย
เย

เกจิ กุสลำ ธมฺมำ, สพฺเพ เต กุสลมูลำ ?
วำ ปน กุสลมูลำ, สพฺเพ เต ธมฺมำ กุสลำ.
เกจิ กุสลำ ธมฺมำ, สพฺเพ เต กุสลำมูเลน เอกมูลำ ?
วำ ปน กุสลมูเล เอกมูลำ, สพฺเพ เต ธมฺมำ กุสลำ.
คำาแปล

อนุโลมปุจฉาว่า ธรรมะทั้งหลำย เหล่ำใดเหล่ำหนึ่ง ซึ่งเป็นกุศลมีอยู,่ ธรรมะเหล่ำนั้นทั้งหมด
เป็นมูลของกุศลใช่ไหม ?
ปฏิโลมปุจฉาว่า ก็หรือว่ำธรรมะเหล่ำใด ที่ชื่อว่ำเป็นมูลของกุศลมีอยู่, ธรรมะเหล่ำนั้นทั้งหมด
เป็นกุศลใช่ไหม ?
อนุโลมปุจฉาว่า ธรรมะทั้งหลำย เหล่ำใดเหล่ำหนึ่ง ซึ่งเป็นกุศลมีอยู,่ ธรรมะเหล่ำนั้นทั้งหมด เป็น
มูลเดียวกันกับกุศลมูลใช่ไหม ?
ปฏิโลมปุจฉาว่า ก็หรือว่ำ ธรรมะเหล่ำใด ที่มีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูล ธรรมะเหล่ำนั้นทั้งหมด
เป็นกุศลใช่ไหม ?

หมายเหตุ ตำมคำำแปล และบำลีเท่ำที่ยกมำสวดตำมประเพณีทั้งหมดนี้ จะเห็นว่ำมีแต่เฉพำะคำำถำมเท่ำนั้น
ทั้งส่วนอนุโลมและปฏิโลมปุจฉำไม่ได้มคี ำำวิสัชนำอยู่เลย ถ้ำจะทำำควำมเข้ำใจเฉพำะบำลีที่ได้นำำเอำ
มำสวดกับคำำแปลเท่ำนั้น ก็ย่อมจะทำำควำมเข้ำใจให้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ยิ่งเป็นพระหรือชำวบ้ำนที่
ไม่มีพื้นกำรศึกษำสภำวะอยู่บ้ำงแล้ว ก็ยิ่งจะมืดแปดด้ำนเหมือนกับเดินเข้ำถำ้ำที่ปรำศจำกแสงสว่ำงที
เดียว เพื่อให้เกิดแสงสว่ำงตำมที่พอจะทำำได้ก็จะขอแยกควำมเข้ำใจไว้ในที่นี้สักเล็กน้อยพอเป็น
นิทัสสนนัย ก่อนอื่นควรจะทรำบถึงคำำว่ำ “กุศล” กับคำำว่ำ “มูล คือรำกเหง้ำของกุศล” เสียก่อน จึง
จะแยกออกว่ำอะไร เป็นอะไร ไม่อย่ำงนั้น มันจะปนกันไปหมดอย่ำงชนิดที่ไม่อำจจะแยกออกจำก
กันได้เลย ก็คำำว่ำ “กุศล” เท่ำที่ทรงแสดงองค์ธรรมไว้ในกุสลติกะนัน้ ก็ได้แก่ กุศลจิต ๒๑ กับเจตสิก
ที่เกิดร่วมกันอีก ๓๘ เท่ำนั้น ส่วนมูลที่เป็นรำกเหง้ำของกุศลนัน้ มี ๓ คือ อโลภะ อโทสะ และอ
โมหะ เท่ำนั้น ทีว่ ่ำนี้ เป็นองค์ธรรมของข้อควำมในพระบำลีทั้ง ๔ ตอนนี้
เมื่อได้รับทรำบถึงตัวธรรมะของคำำว่ำ “กุศล” และคำำว่ำ “มูลคือรำกเหง้ำของกุศล” แล้ว ก็หันมำ
พิจำรณำดูพระบำลี และคำำแปลที่ได้ยกเอำมำสวดกันดูว่ำ ตำมคำำถำมที่ได้ถำมนั้น หมำยควำมถึงอะไร ?
คำำถำมในอนุโลมปุจฉำที่เป็นสันนิษฐำนบทที่ว่ำ เย เกจิ กุสลำ ธมฺมำ ? ธรรมะทั้งหลำย เหล่ำใดเหล่ำหนึ่ง
ซึ่งเป็นกุศลมีอยู่, สพฺเพ เต กุสลมูลำ ? ธรรมะเหล่ำนั้นทั้งหมดเป็นมูลของกุศลใช่ไหม ? ซึ่งคำำถำมตอน
หลังนี้เป็นอนุโลมปุจฉำ สังสยบท ก็จะมีคำำวิสัชนำออกมำว่ำ ตีเณว กุสลมูลำนิ, อวเสลำ ธมฺมำ น กุสลมูลำ. ความว่า เฉพำะควำมไม่โลภ ควำมไม่โกรธ และควำมไม่หลง ๓ ตัวนี้เท่ำนั้น ทีจ่ ัดเป็นมูลคือรำกเหง้ำ
ของกุศล, กุศลธรรมที่เหลือคือกุศลจิต ๒๑ เจตสิกอีก ๓๕ (โดยยกเอำกุศลเหตุ ๓ ตัว ที่ออกไปเสียแล้ว)
เป็นเพียงกุศล แต่ไม่ใช่เป็นมูลคือรำกเหง้ำของกุศล ฯ
ส่วนบำลีในปฏิโลมปุจฉำทั้งสันนิฏฐำนบท และสังสยบทที่วำ่ เย วำ ปน กุสลมูลำ, สพฺเพ เต
ธมฺมำ กุสลำ ? ความว่า ก็หรือว่ำ ธรรมะเหล่ำใดที่ว่ำเป็นมูลของกุศลมีอยู่, ธรรมะเหล่ำนั้นทั้งหมด เป็น
กุศลใช่ไหม ? คำำวิสัชนำก็จะออกมำว่ำ อำมนฺตำ. รับรองว่ำ “ใช่” ที่ว่ำนี้หมำยควำมว่ำกุศลมูลคือตัวของ
ควำมไม่โลภ ควำมไม่โกรธและควำมไม่หลงซึ่งเป็นรำกเหง้ำของกุศลนัน้ นอกจำกตัวเขำจะเป็นรำกเหง้ำ
ของกุศลนั้น นอกจำกตัวเขำจะเป็นรำกเหง้ำให้เกิดกุศลแล้ว ตัวเองก็เป็นกุศลด้วย (ที่อธิบายมาทั้งหมดนี้
เป็นเรื่องของบาลีที่เป็นคำาถามในตอนแรก พูดถึงเรื่องของมูล มูลของกุศลกับกุศลเท่านั้น)
ส่วนพระบำลีในท่อนที่ ๒ ต่อมำที่ว่ำ เย เกจิ กุสลำ ธมฺมำ, สพฺเพ เต กุสลมูเลน เอกมูลำ ?
ควำมว่ำ ธรรมะทั้งหลำย เหล่ำใดเหล่ำหนึ่งซึ่งเป็นกุศลมีอยู่ทั้งหมดมีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูลใช่ไหม ?
เมื่อมีคำำถำมขึ้นมำอย่ำงนี้ คำำวิสัชนำก็จะออกมำว่ำ อำมนฺตำ. ซึ่งแปลว่ำ “ใช่” ทีว่ ่ำนี้หมำยควำมว่ำ กุศลธรรม
ทั้งหมดที่เกิดร่วมกันเมื่อจะแยกออกให้เห็นชัด ๆ แล้ว ก็พอจะจำำกัดควำมได้ว่ำ ในกุศลจิตตุปบำทอย่ำงหนึ่ง
เช่นเกิดจิตกุศลขึ้น ๑ จะมีเจตสิกเกิดขึ้นพร้อมกันถึง ๓๘ ครำวนี้ในเจตสิก ๓๘ นัน้ ก็ยกเอำ เจตสิกที่เป็นมูล
ของกุศลคือ อโลภะ อโทสะ และอโมหะ ออกเสีย ๓ ตัว ส่วนที่เหลืออีก ๓๕ และจิตอีก ๑ เป็น ๓๖ เมื่อถำม
ว่ำ กุศลจิต ๑ กับเจตสิกที่นอกจำกมูลอีก ๓๕นั้น ทั้งหมดมีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศมูลใช่ไหม ตอบว่ำ “ใช่”
ที่ว่ำนี้หมำยควำมว่ำ มี ๒ อย่ำงด้วยกันคือ อย่ำงที่ ๑ กุศลจิต ๑ กับเจตสิกที่เหลือจำกมูล ๓๕ ก็เป็นธรรมที่มี

มูลเป็นอันเดียวกับกุศลมูลคือตัว อโลภะ อโทสะ และอโมหะ อย่ำงที่ ๒ หมำยเอำตัวมูลเองก็มีมูลเป็นอัน
เดียวกันกับกุศลมูลเหมือนกันคือ อโลภะ ก็มีอโทสะและอโมหะเป็นมูล อโทสะ ก็มีอโลภะและ อโมหะเป็น
มูล และอโมหะ ก็มีอโลภะและอโทสะเป็นมูล เพรำะฉะนัน้ จึงได้ชื่อว่ำ “มีมูล” เป็นอันเดียวกันกับกุศลมูล
ตำมบำลีนั้น ครำวนี้ คำำถำมที่เกี่ยวกับยมกที่เป็นมูลเดียวกันในปฏิโลมปุจฉำทั้งสันนิฏฐำนบท และสงสัยบท
ที่ว่ำ เย วำ ปน กุสลมูเล เอกมูลำ, สพฺเพ เต ธมฺมำ กุสลำ ? ความว่า ก็หรือว่ำ ธรรมะเหล่ำใด มีมูลเป็น
อันเดียวกันกับกุศลมูล มีอยู่, ธรรมะเหล่ำนั้นทั้งหมด เป็นกุศลใช่ไหม ? คำำวิสัชนำก็จะออกมำว่ำ อำมนฺ
ตำ. ซึ่งแปลว่ำ “ใช่” หมำยควำมว่ำ ธรรมะที่มีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูลนั้น ก็พอจะรวมได้เป็น ๒ พวก
คือ กุศลที่ไม่ใช่มูล แต่มีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลย่ำงหนึ่ง และกุศลที่เป็นตัวมูล และก็มีมูลเป็นอันเดียวกัน
กับกุศลอีกอย่ำงหนึ่ง เพรำะฉะนั้นในพระบำลีที่ว่ำ เย วำ ปน กุสลมูเลน เอกมูลำ, ก็หมำยเอำทั้งกุศล
และกุศลมูล โดยเน้นถำมลงไปว่ำ ทั้งกูศลและทั้งกุศลมูลนั้นเป็นกุศลใช่ไหม ? ก็ต้องตอบว่ำ “ใช่” เรื่องของ
เรื่องก็มีอยู่เท่ำนั้น เป็นเพียงเอกเทศเท่ำนั้น เพรำะธรรมะที่เกิดมำจำกกุศลที่อยู่ในปัญจโวกำรภพ มิใช่มีแต่
เฉพำะนำมขันธ์เท่ำนั้น แม้รูที่เกิดมำจำกกุศลเป็นสมุฏฐำนก็ยังมีอยู่ เพรำะฉะนั้น ในคำำตบของปฏิโลมปุจฉำ
นี้ ท่ำนจึงได้ออกวิสัชนำเป็นตัวธรรมะที่มีได้ทั้งรูปทั้งนำมว่ำ รูปที่เกิดจำกกุศลเป็นสมุฏฐำน ก็มีมูลเป็นอัน
เดียวกันกับกุศลมูล แต่ทว่ำไม่ใช่กุศล, ส่วนกุศลที่เหลือก็มีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูลด้วย และเป็นได้ทั้ง
กุศลด้วย คำำตอบที่ว่ำนี้ เป็นคำำตอบที่เต็มตำมสภำวธรรมทีเดียว ตัวธรรมะทั้งหมดตรงนี้ก็ได้แก่ กุศลจิต ๒๑
เจตสิก ๓๘ และกุศลจิตตัชรูปอีก ๑๗ นัน่ เอง ฯ
ข้อสังเกตเกี่ยวกับคัมภีร์ยมก เท่ำที่ได้ยกเอำมำสวดนี้ มีเพียงคำำถำมเท่ำนั้น และก็ย่อเอำมำเฉพำะมูล
ยมก กล่ำวถึงเรื่องกุศลมูลของกุศลและธรรมที่เป็นมูลเดียวกันกับกุศลเท่ำนัน้ ในส่วนที่ยังเหลืออีกมำกมำย
ถึง ๑๐ คัมภีร์ และในคัมภีร์หนึ่ง ๆ ก็มีมำกมำย เช่นในมูลยมกนิทเทสวำรของกุศลติกะ ก็มีถึง ๑๐ วำระ และ
ใน ๑๐ วำระนั้น ก็มีถึง ๔ นัยคือ
กุศลบท ๔ นัย คือ มูลนัย ๑ มูลมูลนัย ๑ มูลกนัย มูลมูลกนัย ๑ แม้ในอกุศลบทและอัพยำกตบทก็
มี อย่ำง ๔ นัยเหมือนกัน นอกจำกนั้นแล้ว ก็ยังมีนำมบทอีก ๔ นัย ถือ มูลนัย ๑ มูลมูลนัย ๑ มูลกนัย ๑ มูลมูล
นัย ๑ เมื่อทรงแสดงมูลยมกจบแล้ว ก็ทรงแสดง ขันธยมก อำยตนยมก ธำตุยมก สัจจยมก สังขำรยมก อนุ
สยยมก จิตตยมก และอินทริยยมก ในยมกเหล่ำนี้ก็ทรงแสดงไว้อีกมำกมำย เช่นทรงแสดงถึงมหำวำระไว้
ในอนุสยยกว่ำ อุปปัตติวำระ มหำวำระ
๑. อนุสยวาระ แยกออกเป็น ๓ ตอน คือ อนุโลมบุคคล อนุโลมโอกำส และอนุโลมปุคคโลกำส
และแยกออกอีก ๓ ตอน คือ ปฏิโลมบุคคล ปฏิโลมโอกำส และปฏิโลมปุคคโลกำส
๒. สานุสยวาระ แยกออกเป็น ๒ ตอน คือ เป็นฝ่ำยอนุโลม ๓ คือ อนุโลมบุคคล อนุโลมโอกำส
อนุโลมปุคคโลกำส แม้ฝ่ำยปฏิโลมก็มี ๓ เช่นกัน
๓. ปชหนวาระ ฝ่ำยอนุโลม ๓ ฝ่ำยปฏิโลม ๓ รวมเป็น ๖
๔. ปริญญาวาระ ฝ่ำยอนุโลม ๓ ฝ่ำยปฏิโลม ๓ รวมเป็น ๖
5. ปหีนวำระ ฝ่ำยอนุโลม ๓ ฝ่ำยปฏิโลม ๓ รวมเป็น ๖

แม้ในยมกที่ยังเหลืออีก ๙ ยมก หรือ ๙ คัมภีร์ที่ยังมิได้ยกมำแสดง ก็ทรงแสดงไว้ในคัมภีร์นั้นอย่ำง
วิจิตรพิสดำรเช่นกัน ผู้ต้องกำรโปรดตรวจดูได้ในที่นั้นเถิด เพรำะในอรรถกถำปัญจปกรณ์แก้คัมภีร์ที่หกได้
อธิบำยไว้อย่ำงวิจิตรพิสดำรแล้ว สำำหรับในสถำนที่นี้จะขอยกเอำมำแสดงไว้พอเป็นนิทัสสนนัยเท่ำนั้น ฯ
จบคัมภีร์ยมก

คัมภีร์ที่ ๗ มหาปัฏฐาน
บาลี
เหตุปจฺจโย, อำรมฺมณปจฺจโย, อธิปติปจฺจโย, อนนฺตรปจฺจโย, สมนนฺตรปจฺจโย, สหชำตปจฺจ
โย, อญฺญมญฺญปจฺจโย, นิสฺสยปจฺจโย, อุปนิสฺสยปจฺจโย, ปุเรชำตปจฺจโย, ปจฺฉำชำตปจฺจโย, อำเส
วนปจฺจโย, กมฺมปจฺจโย, วิปำกปจฺจโย, อำหำรปจฺจโย, อินฺทริยปจฺจโย, ฌำนปจฺจโย, มคฺคปจฺจโย,
สมฺปยุตฺตปจฺจโย, วิปฺปยุตฺตปจฺจโย, อตฺถิปจฺจโย, นตฺถิปจฺจโย, วิคตปจฺจโย, อวิคตปจฺจโย.
คำาแปล
ธรรมที่มีเหตุหกเป็นปัจจัย, ธรรมะที่มีอำรมณ์หกเป็นปัจจัย, ธรรมที่มีอธิบดีสองประเภทเป็น
ปัจจัย, ธรรมที่มีนำมขันธ์ที่ดับไปอย่ำงหำระหว่ำงขั้นมิได้เป็นปัจจัย. ธรรมะที่มีนำมขันธ์ที่ดับไปอย่ำงหำ
ระหว่ำงคั่นมิได้โดยลำำดับเป็นปัจจัย, ธรรมะที่มีธรรมเป็นที่อำศัยสองประเภทเป็นปัจจัย, ธรรมะที่มีธรรม
อำศัยกันอย่ำงมีกำำลังแรงสำมประเภทเป็นปัจจัย, ธรรมที่มีรูปธรรมที่เกิดก่อนสองประเภทเป็นปัจจัย,
ธรรมะที่มีนำมขันธ์ซึ่งเกิดในภำยหลังเป็นปัจจัย, ธรรมที่มีอำเสวนชวนะเป็นปัจจัย, ธรรมที่มีเจตนำกรรม
สองประเภทเป็นปัจจัย, ธรรมะที่มีมรรถเป็นปัจจัย, ธรรมะที่มีวิบำกเป็นปัจจัย, ธรรมที่มีฌำนเป็น
ปัจจัย, ธรรมะที่มีธรรมเป็นปัจจัย, ธรรมะที่มีนำมขันธ์สมปยุตกันเป็นปัจจัย, ธรรมะที่มีนำมรูปเป็น
วิปปยุตกันเป็นปัจจัย, ธรรมะที่มีรูปนำมที่กำำลังมีอยู่เป็นปัจจัย, ธรรมะที่มีนำมขันธ์ที่ไม่มีแล้วเป็นปัจจัย,
ธรรมะที่มีนำมขันธ์ที่ดับไปแล้วเป็นปัจจัย, และธรรมะที่มีนำมรูปที่ยังไม่ดับไปเป็นปัจจัย ฯ
อธิบายโดยย่อ ในคัมภีร์ปัฏฐำนมหำปกรณ์นี้ เป็นคัมภีร์ที่ทรงแสดงไว้อย่ำงกว้ำงขวำงวิจิตรพิสดำร
อย่ำงเหลือเกิน ซึ่งก็พอจะสรุปให้เห็นเป็นรูปร่ำงย่อ ๆ ดังต่อไปนี้ คือ ธรรมะทั้งหมดที่มีปรำกฎอย่ำงใน
ปัจจัย ๒๔ นี้ ถ้ำจะจัดเข้ำเป็นตอน ๆ แล้วจัดเป็น ๓ ตอน คือ
1. ธรรมะที่เป็นฝ่ำยปัจจัย คือ ผูอ้ ุปกำระ
2. ธรรมะที่เป็นฝ่ำยปัจจยุบัน คือ ผู้ได้รับอุปกำระหรือที่เกิดมำจำกปัจจัย
3. ธรรมที่นกเหนือออกไปจำกธรรมที่เกิดจำกปัจจัย เช่น อย่ำงอำรัมมณปัจจัยเป็นตัวอย่ำง
รูปำรมณ์เป็นปัจจัยให้เกิดกำรเห็น รูปำรมณ์เป็นตัวปัจจัย ส่วนกำรเห็นและเจตสิกที่เกิดร่วมอีก ๗
ผัสสะ เป็นต้น ก็เป็นปัจจยุบัน คือ เป็นธรรมที่เกิดจำกรูปำรมณ์เป็นปัจจัยให้ ส่วนปรมัตถธรรม คือจิต

เจตสิก และรูปที่เหลือซึ่งไม่ได้มีปรำกฎอยู่ในปัจจุบันธรรมนั้น ก็เป็นปัจจนิกไปเหตุนั้นจึงรวมควำมได้ว่ำ
ธรรมะที่เป็นปัจจัยก็คือเป็นผู้ให้อุปกำระ ธรรมะที่เป็นปัจจยุบันที่เกิดจำกปัจจัยก็คือผู้รับ ส่วนธรรมะที่ไม่ได้
รับ อุปกำระก็ตกเป็นปัจจนิกธรรมไป จำกนั้นก็ทรงแสดงไว้ถึง ๗ วำระ และแสดงไปตำมติกำะ ๒๒ ทุกะ
๑๐๐ แสดงอนุโลม ๑ เป็นปฏิโลม ๑ อนุโลมปฏิโลม ๑ เป็นต้น ฯ
จบคัมภีร์มหำปัฏฐำน