You are on page 1of 13

ตอนที่ 13

สัญลักษณ์ประกาศิต
Symbology
(อ่านตอนที่ 1 ถึง 12 ก่อนนะครับ อ่านสนุกๆ อย่าซีเรียสถือซะว่าอานนิยายเพื่อความบันเทิงครับ
เก็บเฉพาะสิ่งที่มีประโยชน์ไปใช้ อันไหนที่ไม่มีประโยชน์ทิ้งไปครับ)
ฟ้าดินสัมพันธ์
ถ้านับตั้งแต่เกิดมา ชีวิตของใครบางคนยังไม่เจอสิ่งเหลือเชื่อ ผมว่านั่นเป็นเพราะว่าพวกเขาไม่เคยสังเกตต่างหาก
ปาฏิหาริย์หรือสิ่งเหลือเชื่อเกิดขั้นกับชีวิตของเราทุกคนตลอดเวลา
ยกตัวอย่างเช่น ขณะที่ผมกาลังบันทึกเรื่องจริงอิงนิยายนี้อยู่ หัวใจผมกาลังเต้นอยู่
มันเต้นเพราะทุกอย่างในร่างกายยังคงทาหน้าที่อย่างประสานสอดคล้องกัน ไม่ขาดไม่เกิน นี่คือเรื่องปาฏิหาริย์
เพราะเราไม่รู้ว่า ใครกันที่เป็นผู้ออกแบบร่างกายให้ทางานแบบนี้ ถ้าจะตอบว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ
ถ้าอย่างนั้นก็ขอถามต่อว่าใครล่ะที่ออกแบบธรรมชาติ หากถามไปเรื่อยๆ
เราจะพบว่ามีพลังงานบางอย่างที่เป็นต้นกาเนิดของทุกสิ่ง คุณอาจเรียกสิ่งนั้นว่าพระเจ้าก็ได้
แต่ไม่ว่าจะเรียกว่าอะไร เราก็เป็นปาฏิหาริย์หนึ่ง
ทั้งคุณและผมก็กาลังแสดงปรากฏการปาฏิหาริย์จากการออกแบบโดยพลังงานต้นกาเนิดหรือพระเจ้า
เป็นเวลาครบหนึ่งเดือนพอดีที่ผมกับคุณบอยได้มาฝึกพลังในตัวเองที่ถ้าแห่งนี้ แต่วันนั้น
ผมขออนุญาตเป็นผู้สังเกตการณ์ละกัน ผมอยากชวนทุกคนเฝ้าดูเหตุการณ์ต่อไปนี้
เรื่องหนึ่งที่สาคัญที่ผมอยากจะหยิบยกมาแลกเปลี่ยนกันในตอนนี้ นั่นคือ
เราทุกคนรู้จักจิตในและเร่างกายตัวเองดีแค่ไหน? เชื่อไหมครับตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่
ผมมีประสบการณ์ที่สุดมหัศจรรย์หลายเรื่อง บางเรื่องไม่อาจบอกเล่าได้ บางเรื่องเล่าได้เพียงบางส่วน
และมีเพียงส่วนน้อยที่สามารถเขียนบอกเล่าได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจแน่ๆ ก็คือชะตาชีวิตของทุกคน
สามารถแก้ไขได้ หลวงปู่ยืนยันเช่นนั้น และผมก็เชื่อสนิทใจ
หากเรารู้จักจิตใจตัวเองดีพอ เราจะไม่แปลกใจในผลลัพธ์ที่เราได้รับในตอนนี้
ทั้งชีวิตดาเนินมาจากการนาพาของดวงจิตที่ขาดการฝึกฝน หากเราให้เวลากับตัวเองบ้าง
นั่งใคร่ครวญไตร่ตรองเงียบๆ ถึงจิตใจตัวเอง ตามดูจิตใจ ดูความคิด ดูความคาดหวัง ดูความผิดหวัง ดูความสมหวัง
ทาให้ต่อเนื่อง เราจะเห็นจุดอ่อนในใจตัวเองอย่างทะลุปรุโปร่ง เราจึงจะแก้ไขมันได้
และนั่นคือการเปลี่ยนแปลงตนเองที่แท้จริง
ผมคิดเรื่องนี้อยู่ตั้งแต่เช้าตรู่ หลายวันมานี้ผมเห็นการทางานของจิตที่น่าอัศจรรย์มาก
แต่ตอนนี้ผมยืนอยู่บนลานกว้างหลังถ้าที่เดิม แต่อากาศตอนนี้คล้ายพลบค่า
กลุ่มเมฆฝนตั้งเค้ามืดครึ้มตั้งแต่เช้า
เปลี่ยนอากาศสดใสสว่างจ้าก่อนหน้านี้ไม่นานให้กลายเป็นบรรยากาศมืดสลัวคล้ายพลบค่า
เสียงฟ้าร้องสลับกับสายฟ้าแลบดังถี่ขึ้นเรื่อยๆ ลมค่อยๆ กรรโชกแรงขึ้น ต้นไม้เริ่มแกว่งไปมา
กิ่งไม้แห้งหักปลิวกระจายเป็นวงกว้าง นี่จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้
หากแต่ต้องเกิดพายุฝนฟ้าคะนองอย่างหนักตามมาในไม่ช้าเป็นแน่แท้
ผมยืนอยู่ชายขอบลานหิน ริมแนวกาแพงต้นไม้ เรื่องที่ผมยังติดใจคือ ในเวลากลางวันผมไม่เคยเจอหลวงปู่
กลางคืนก็เจอกันไม่กี่ครั้ง ทุกครั้งที่เจอก็มืดสลัว
มีแต่เสียงเทียนสลับเงาเปลวเทียนปลิวสบัดไม่อาจเห็นใบหน้าชัดเจนสักครั้ง
บัดนี้ผมยืนสงบนิ่ง เดินประคา (นับลูกประคาพร้อมคาภาวนา) ขยับลูกประคาไปทีละเม็ด ที่ละเม็ด
รอบๆ ลานหินกว้างด้านหลังถ้า มีต้นไม้หลายขนาดทั้งสูงเตี้ยสลับกันขึ้นแซมตามซอกหินล้อมรอบอาณาบริเวณ
หากมองดูจากมุมสูงดูคล้ายรูปวงกลมเตียนโล่งท่ามกลางป่าหินแถบนี้ ที่โดดเด่นกลับมิใช่ต้นไม้และหินผา
แต่กลับเป็นจุดตรงกลางวงกลมนั้นต่างหาก
กลางลานกว้างยังมีก้อนหินขนาดใหญ่วางซ้อนอยู่อีกชั้นหนึ่งเหมือนม้านั่งที่มีการจัดเตรียมไว้เป็นอย่างดี
ที่ต่างออกไปก็คือแท่นหินที่จัดวาง มีลักษณะคล้ายเครื่องหมายบวก
แล้วยังมีการต่อแท่งหินในความยาวเท่ากันเป็นรูป 45 องศา ทุกขีดของเส้นตรงที่ประกอบเป็นเครื่องหมายนั้น
ตรงกลาง ณ จุดตัดของเส้นตรง หรือกึ่งกลางเครื่องหมาย กลับนั่งไว้ด้วยคนหนุ่มในชุดขาว ใบหน้าคมสัน
แต่มีหนวดเครารกครึ้มขึ้นรอบแก้ม ตลอดไปถึง เหนือริมฝีปากและปลายคาง ลักษณะแน่นิ่ง ตัวตรง กายไม่ไหวติง
เปลือกตาหลับพริ้ม ดูราวกับไม่มีลมหายใจแล้ว คุณบอย หรืออุกฤษณ์ อัตตาวินิจฉัย นั่งอยู่ตรงนั้นเอง!
ผมมองเห็นเสื้อผ้าห่อหุ้มร่างกายสีขาวหม่นพลิ้วไสวเสียงดังพรึบพับตลอดเวลาขณะปะทะแรงลมที่กาลังคะนองฤทธิ์
สลับกับเสียงฟ้าร้องครวญคราง ขณะเดียวกันเมฆดาทะมึนก็คล้อยต่าลงทุกที ขับเน้นบรรยากาศให้หดหู่ วังเวง
และน่ากลัว แต่เหตุใดชายหนุ่มในชุดบวชพรามณ์คนนี้จึงไม่ขยับกายหลีกหนีฟ้าฝนที่ใกล้จะเทกระหน่าลงมาเต็มที
เกือบ 30 วันที่ผ่านมา อุกฤษณ์ อัตตาวินิจฉัย สามารถพาตัวเองเข้าสู่อีกโลกหนึ่งผ่านเส้นทางจิตที่มีสมาธิลึกล้า
อันเกิดจากการชี้แนะโดยตรงจากหลวงปู่ ซึ่งมิใช่เพียงการคิดจากการบอกเล่าหรือความจาจากการอ่าน
แต่เป็นการเดินทางจริงๆ เป็นสานึกรู้ที่บอกตัวเองได้คนเดียวเท่านั้นว่านี่เป็นเรื่องจริง
ย้อนกลับไปนับแต่วันแรกตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ เขาจาได้ดี เมื่อย่างเข้าวันที่สี่เขาก็สามารถรวบสมาธิเป็นหนึ่งได้ครั้งแรก
จากนั้นก็พัฒนาจิตให้นิ่งขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่งวันที่แปดจิตสามารถรวบเป็นหนึ่งได้โดยพริบตาในเวลาใดก็ได้ที่ต้องการ วันที่สิบหลวงปู่เริ่มสอนวิชา
‘ฟ้าดินสัมพันธ์’ อันว่าด้วยการสังเกตภูมิอากาศ หรือเหตุการณ์ธรรมชาติที่จะเกิดขึ้น การห้ามลมหยุดฝน
และว่าด้วยการวางตาแหน่งภูมิทัศน์ป้องกันภัยพิบัติและดึงดูดโชคลาภความรุ่งเรือง
หลวงปู่บอกว่า วิชา ฟ้าดินสัมพันธ์ เป็นศาสตร์ซับซ้อน คนเรียนได้จะต้องมีพลังจิตแกร่งกล้าถึงขั้นได้ฌานได้เท่านั้น
และในระหว่างศึกษาจะต้องรักษาฌานสมาบัติไว้ให้ได้ มิเช่นนั้นก็จะไม่มีวันเข้าใจ ซึ่งก็เป็นจริงดังคาหลวงปู่
การเข้าใจฟ้าดินหรือธรรมชาติของสรรพสิ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้จิตที่เป็นสมาธิมอง
การให้สติระลึกรู้ธรรมดาไม่อาจเข้าใจได้ เพราะธรรมชาติเป็นเรื่องซับซ้อนอ่อนไหวและลึกซึ้ง
เขาใช้เวลาศึกษานานนับเดือนแล้วก็ยังไม่เข้าใจเพียง ๓๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
หนึ่งในหลายๆ สิ่งที่เขาเรียนรู้ก็คือ การอธิษฐานขอให้ฝนหยุดตกชั่วระยะเวลาหนึ่งเพื่อประกอบกิจการสาคัญ
โดยการจุดธูปเก้าดอก ปักไว้กลางแจ้ง พร้อมข้าวสุกคลุกด้วยน้าตาลทราย ถวายบูชาพระพิรุณ
หากคนขอมีศีลบริสุทธิ์ เขาลองพิสูจน์มาแล้ว พบว่าได้ผลอย่างน่าอัศจรรย์ใจ
แต่เช้าวันนี้มิใช่เหตุการณ์ฝนตกปกติ นี่มิใช่หน้าฝน วิชา สัมพันธ์ฟ้าดิน บอกเราว่า
ลักษณะฝนตกนอกฤดูอย่างนี้อาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่นธรรมชาติเกิดอาเพศ
หรือมีคนจงใจทาให้ฝนตกด้วยอิทธิฤทธิ์ทางจิต
ก่อนหน้านี้อุกฤษณ์ไม่รู้ว่าใครใช้พลังจิตในระดับอภิญญาจงใจให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ณ ที่แห่งนี้
แต่ตอนนี้เรารู้แล้วว่า จะเป็นใครอื่นไปไม่ได้ แต่จะต้องเป็นคุณเพ็ญหรือเดือนฉายแน่ๆ
ที่ลองวิชากันแบบซึ่งหน้าจาก พื้นที่อีกฝั่งหนึ่งของเทือกเขา หน้าที่ของเขาในตอนนี้คือ
หยุดการกระทานั้นเสียเพราะนี่คือการประลองวิชา
ซึ่งหลวงปู่บอกเขาล่วงหน้าเมื่อคืนนี้ว่าวันนี้คุณบอยจะต้องแสดงวิชาให้ดู
หลวงปู่บอกว่า ก่อนเขามาที่นี่มี ‘อะไรบางอย่าง’ ต้องการขัดขวางมิให้เขามา
อย่างน้อยก็ครั้งหนึ่งก่อนที่จะมาพบหลวงปู่ ที่มีพายุหมุนและฝนเทอย่างหนักสกัดกั้นเขาในวันแรก
ซึ่งต่อมาเขาก็รู้ว่าวันนั้นหากไม่ได้หลวงปู่ช่วยเราสองคนไม่มีวันได้มาถึงถ้าที่พานักแห่งนี้
ก้อนเมฆสีดายังคงลอยต่า แสงอัสนีแลบแปลบปลาบ ฟ้าร้องสะเทือนเลื่อนลั่นปานจะถล่มทลาย
ลมเริ่มหมุนวนหนักขึ้น เห็นกิ่งไม้ปลิวกระจาย ยอดอ่อนและใบไม้ถึงกับฉีกขาดลอยฟุ้งม้วนเป็นก้อนดูน่าสะพรึงกลัว
แต่ร่างของอุกฤษณ์ยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง จะมีก็แต่เสื้อผ้าอาภรณ์ที่ปลิวพรึบพับไปมาจากกระแสลม
ผมยังคงยืนภาวนานับลูกระคาอยู่ริมลานหินตาก็จ้องไปยังคุณบอย เสียงลมดังอึ่งๆ หวีดวิว ต้นไม้รอบๆ
โอนเอนเบียดเสียดกันส่งเสียงดังโครมคราม ผมนึกถึงเพลงเศร้าของชนเผ่าชาวทิเบต
รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงเป่าขลุ่ยเสียงโหยหวล ฟังแล้วดูเศร้าสร้อยเหมือนหญิงร่าให้เดียวดาย
ยามนั่งมองฝนพราโดยลาพัง ขณะกาลังนึกถึงคนรักที่เพิ่งจากไป
เสียงยิ่งโหยหวลขึ้นเหมือนนักร้องโอเปร่ากาลังรัวลูกคอ เขย่ากล่องเสียง เรียกอารมณ์ร่วมจากผู้ชม
ผมยืนสมาธิอยู่อย่างนั้น ขณะที่หัวใจก็ซึมเซาตามไปในเสียงลม ผมคิดว่าในเสียงลมนี้
คุณเพ็ญกาลังส่งความเศร้าแฝงมาด้วย เหมือนกับแววตาแวบหนึ่งที่ผมเห็นในต้นไม้ค่ายกลเมื่อหลายวันก่อน
เวลาผ่านไปอากาศยิ่งแปรปรวนหนักขึ้นจนบริเวณลานหินหลังถ้าอื้ออึงไปเสียงคารามของฟ้าและการกดดันของกร
ะแสลมได้ยิน ‘วี้ด....’ ยาวนาน บรรยากาศมืดมิดราวรัตติกาล
ฉับพลันนั้นสายฟ้าแลบวับวาวแทรกความมืดเข้ามาแวบหนึ่ง
แล้วเสียงฟ้าผ่าก็ดังระงมไปทั่วนับครั้งไม่ถ้วนดังสนั่นหวั่นไหวกังวาลก้องไปทั้งเทือกเขา จากนั้นเสียงฟ้าร้องก็ค่อยๆ
เงียบลง ลมแรงก็ค่อยๆ อ่อนกาลัง กลายเป็นลมเย็นเอื่อยๆ เมฆดาก็ค่อยๆ
สลายกลายเป็นอากาศธาตุเปิดทางแสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามากลับเข้าสู่บรรยากาศกลางวันนับเวลาตั้งแต่อากาศค่อ
ยๆ กลับสู่ภาวะปกตินั้นเร็วมาก อุกฤษณ์ค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ ขยับกายผ่อนคลาย ยืนขึ้นมองไปรอบๆ
แล้วก้าวลงจากแท่นหินเดินกลับเข้าไปที่พักในถ้า
……………………………….
“โยมเห็นหรือยังว่าเรื่องราวบางอย่างมันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดหรือเข้าใจมาแต่เก่าก่อน”
หลวงปู่นั่งสมาธิบนแผ่นหินที่เดิมเหมือนกับวันแรกที่เขามาถึง แม้ว่าเกือบสามสิบวันที่ผ่านมาเขาจะได้เรียนวิชา
‘ฟ้าดินสัมพันธ์’ จากหลวงปู่ทุกวัน แต่เขายังไม่รู้เลยว่าหลวงปู่จาวัดอยู่ที่ส่วนใดของถ้า
เขาคิดว่าบางทีหลวงปู่อาจจะอยู่ที่ส่วนหนึ่งส่วนใดของภูเขาลูกนี้ก็ได้ แต่จากเหตุการณ์ต่างๆ
และประสบการณ์ตรงที่ได้รับเขารู้ดีว่าไม่ใช่เรื่องจาเป็นอีกต่อไปที่จะต้องรู้ เพราะหลวงปู่เป็น ‘คนพิเศษ’
เหนือกฎเกณฑ์ของมนุษย์ทั่วไป ท่านนึกจะมาก็มา จะไปก็ไป และไปอย่างรวดเร็วเสียด้วย
“ครับ” อุกฤษณ์ตอบ หลังจากทรุดนั่งลงเรียบร้อย “ใครก็ตามที่ทาให้เกิดสิ่งนี้ขึ้น จะต้องมีอภิญญาสูงไม่ใช่น้อย”
“เป็นเรื่องปกติที่ใครๆ ก็ทาได้ หากฝึกจิตถึงขึ้นกล้าแกร่ง แต่เอาเถอะโยมค่อยๆ ศึกษาไป
สักวันโยมจะเห็นว่าเรื่องอิทธิฤทธิ์เป็นสิ่งไร้ประโยชน์ มันทาให้คนหลงยึดติด และไม่สามารถบรรลุธรรมได้
พลังจิตเป็นเพียงของเล่นสาหรับคนกิเลสหนาเท่านั้น” หลวงปู่บอก
“ผมยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทาไม อะไรคือสาเหตุที่จะต้องทาให้ฝนตก ฟ้าร้อง ลมพัดแรง เมื่อสักครู่นี้ครับ”
“มีอะไรบางอย่าง ต้องการบั่นทอนกาลังใจโยมให้เกิดความกลัว แล้วล้มเลิก
คนจะทาอะไรประสบความสาเร็จหรือไม่สาเร็จก็ขึ้นอยู่กับสิ่งนี้แหละ คือ กลัวแล้วก็ล้มเลิก
แต่หากเราก้าวข้ามความกลัวไปได้ หัวใจเราจะไม่มีวันยอมแพ้”
“หมายความว่ามีใครไม่ต้องการให้ผมเรียนรู้สิ่งนี้หรือครับ” อุกฤษณ์ถาม รู้สึกแปลกใจ
“โยมมาที่นี่ทาไมล่ะ” หลวงปู่ถามกลับ “โยมมาหาความหมายในบางสิ่งบ่างอย่าง
ซึ่งตอนนี้โยมรู้ความหมายมันบางส่วนแต่ยังไม่รู้ทั้งหมด แต่เราอยากจะบอกโยมว่าหากโยมรู้ทั้งหมด
เท่ากับว่าโยมค้นพบความลับจักรวาลเกี่ยวกับความสุขและความสาเร็จของชีวิตมนุษย์เชียวนะ”
“แสดงว่าการมีใครบางคนไม่ต้องการให้ผมค้นพบคาตอบของชีวิตหรือครับ” เขาถาม หัวใจเต้นแรง
ใคร่รู้ว่าทาไมการรู้ในบางเรื่องถึงเป็นสิ่งต้องห้าม
“การรู้ในสิ่งยิ่งใหญ่และมีผลกระทบโดยตรงต่อความสุขของมนุษย์ชาติในภาพรวมเป็นเสมือนเราเข้าไปเปิดความลั
บจักรวาล แต่ละคนย่อมมีชีวิตแตกต่างกันตามวาระแห่งบุพกรรมที่ทามาและเจตจานงที่เสริมเข้าไป
หากมีใครสักคนพบว่าชีวิตมีกฎเกณฑ์และรูปแบบที่แน่นอนสาหรับความสุขและความสาเร็จ นั่นเท่ากับว่าคนๆ
นั้นเป็นผู้เปิดเผยกฎเกณฑ์ต้องห้ามที่ควบคุมมนุษย์อยู่นับล้านๆ ปี หากเขาคนนั้นไม่มีกาลังพอ
เชื่อได้เลยย่อมได้รับผลกระทบอย่างใหญ่หลวง พูดง่ายๆ ก็คือโยมมาหาเราเพื่อสอบถามเรื่องจอมปลวก
นั่นก็คือหนึ่งในเงื่อนงาเกี่ยวกับความสุขและความสาเร็จ
แต่นั่นเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของเรื่องราวทั้งหมดที่โยมจะต้องเจอในภายหน้า
และหากโยมค้นพบความลับบางอย่างที่ใครๆ ก็ไม่เคยเปิดเผยออกมา
แล้วมีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ผู้คนอีกมากมาย เท่ากับว่าโยมท้าทายกฎจักรวาล
แน่นอนย่อมมีบางสิ่งบางอย่างไม่ต้องการให้โยมทาเช่นนั้น
และบางทีอาจทาให้โยมฝึได้รับอันตรายอย่างที่คาดไม่ถึงก็เป็นได้ หากบุญไม่มีหรือบารมีไม่พอ”
“แล้วผมจะทาอย่างไรดีครับหลวงปู่” เขาถาม ต้องการคาตอบรวบรัด
“เราบอกโยมไม่ได้ นั่นคือสิ่งที่โยมต้องเจอและต้องแก้ไขเรื่องราวเฉพาะหน้าด้วยตนเอง
แต่สิ่งที่โยมได้จากที่นี่ไปในระยะเวลา ๑ เดือน จะทาให้โยมเอาตัวรอดได้ไม่ยากที่สาคัญต้องฝึกให้หนัก
และสร้างบุญบารมีให้มากยิ่งขึ้นหากต้องการติดตามเรื่องราวให้สมบูรณ์” หลวงปู่ พูดด้วยนาเสียงเรียบๆ
สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง
“พรุ่งนี้แล้วที่ผมต้องกลับ ผมอยู่ต่อไม่ได้แล้วใช่ไหมครับ” อุกฤษณ์ราพึงเหมือนกับขอความเห็นไปพร้อมๆกัน
“โยมมีเวลาตรงนี้เพียงเท่านี้ น้อยกว่านี้ก็ไม่เหมาะนานกว่านี้ก็ไม่ควร มันเหมาะสมดีแล้ว อยู่นานกว่านี้ก็เท่านั้น
ไม่เกิดประโยชน์อะไร”
“ผมทราบครับหลวงปู่ ผมได้ตัดสินใจแล้วว่ากลับไปจะเริ่มต้นเดินทางตามหาความหมายของกาลจักรมันดาลา”
นี่คือสิ่งที่อยู่ในใจจากความรู้ที่ได้จากวิชาฟ้าดินสัมพันธ์
เขาเชื่อว่านี่เป็นหนทางเดียวที่จะทาให้เขาเข้าใจเงื่อนงาเกี่ยวกับความสุขและความสาเร็จของมนุษย์อย่างถ่องแท้
และเขาเพิ่งรู้หลังจากมาอยู่ที่นี่ได้ ๒๐ กว่าวันว่าเขาเกิดมาเพื่อตามหาสิ่งนี้
อีกทั้งยังได้รู้ว่าตัวเองเกิดมาเพราะมีเป้าหมายและมี ‘งาน ’ ต้องทาต่อให้เสร็จ มิใช่เกิดมาเพื่อมีชีวิตไปวันๆ
เพียงแค่ทางาน มีครอบครัว มีบุตรหลาน แล้วตายจากโลกนี้ไปเงียบๆ เขามิใช่เกิดมาเพื่อใช้ชีวิตแบบนั้น
“โยมยังมีหน้าที่ฝึกวิชาที่ได้ร่าเรียนไป ฝึกให้จงหนัก มีวินัย
แต่ไม่ต้องตามหากาลจักรมันดาลาเพื่อตอบคาถามตัวเองที่สงสัยมานาน ดร.รู้ดีอยู่แล้ว ถามเขา เมื่อโยมกับ
ดร.กลับไป มีอะไรให้ไปหา ดร. ไม่อย่างนั้น โยมกับ ดร.คงไม่ได้มาอยู่ที่นี่เป็นเดือนหรอก”
ผมรู้ว่าหลวงปู่หมายถึงให้คุณบอยถามข้อสังสัยกับผม แต่ผมยอมรับว่าผมเองก็ใช่ว่าจะรู้อะไรมากนัก
หลายเรื่องก็ยังอยู่ในช่วงของการทดลอง
“ แต่ก่อนที่จะไป เราอยากจะบอกเล่าเรื่องราวบางอย่างและมอบเครื่องมือเพิ่มเติม
เผื่อวันข้างหน้าโยมทั้งสองคนอาจต้องใช้มัน” หลวงปู่มองหน้าเราสองคน ถอนหายใจเบาๆ ราวกับจะปลงอนิจจัง
“ครับหลวงปู่” อุกฤษณ์รู้ดีว่าต่อไปนี้คือสิ่งสาคัญมากที่เขาจะต้องจดจาไว้ ส่วนผมนั่งนิ่ง
“นับจากนี้เป็นต้นไป ในกาลข้างหน้าไม่นาน โลกมนุษย์จะไม่เป็นเหมือนเก่าอีกแล้ว
จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วมากทั้งทางธรรมชาติและจิตใจคน
พระพุทธศาสนาจะเจริญขึ้นสุดขีดอีกครั้งแล้วจะเสื่อมลงอย่างรวดเร็วเข้าสู่ยุคปลายแห่งพระศาสนาของพระพุทธโค
ดม จงใช้เวลาทุกวันทาความดี หมั่นทาวิปัสสนากรรมฐานอยู่ทุกขณะจิต ดูแลพลังจิตของตัวเอง
รักษาจิตไว้ให้ดีจนวาระสุดท้ายแล้วโยมจะพ้นอบายภูมิ”
“ครับ” เราสองคนรับปาก เกือบจะพร้อมๆ กัน
“ต่อไปนี้ให้เฝ้าสังเกต” น้าเสียงหลวงปู่เหมือนจงใจเน้นคา “ธรรมชาติจะรุนแรงขึ้น ฤดูกาลจะแปรปรวน
หน้าร้อนจะกลายเป็นหนาว หน้าหนาวจะกลายเป็นร้อน ฝนจะมาไม่เลือกฤดู น้าจะท่วมหนักขึ้น ทะเลจะพิโรธ
ชีวิตมนุษย์จะถูกกลืนกิน พื้นโลกจะเคลื่อนตัว ไฟจะไหม้เมือง ความร้อนจะลุกลาม โรคภัยจะแพร่ระบาด
น้าทะเลจะท่วมแผ่นดิน”
“ฟังดูน่ากลัวมากนะครับหลวงปู่ มันจะเกิดอย่างนั้นจริงๆ หรือครับ”
“โยมคอยดูก็แล้วกัน จงอย่างประมาท มีแต่คนที่ปฏิบัติธรรมรักษาศีลเท่านั้นที่จะอยู่รอดได้ในโลกอนาคต”
หลวงปู่ยืนยัน “สิ่งที่พูดไปจะเกิดถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น โยมจงจาไว้”
“มีทางไหนพอจะทาให้คนเดือดร้อนน้อยลงครับ”
“ทุกอย่างมีทางแก้ มีแต่คนมีบุญเท่านั้นที่เชื่อในทางแก้ นั้นคือการรักษาศีลเจริญภาวนา” หลวงปู่ย้า
“จากนี้ไปเทพเทวาจะปกปักษ์พระศาสนา เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่คิดแต่เรื่องการซื้อบุญกันทั้งนั้น
จะมีแต่เทวดาเท่านั้นที่มีศรัทธาอย่างแท้จริง”
“มีแต่คนอวดอ้างว่ารู้แล้ว แต่มีไม่มากนักที่เป็นนักปฏิบัติ” อุกฤษณ์กังวล
“มันเป็นวาระของแต่ละคน ทุกชีวิตต่างมีเส้นทางกรรมที่ขีดไว้ จะต้องเดินไปตามนั้น
คนที่ไม่เคยอธิษฐานขอให้ตัวเองมีความเห็นชอบหรือบรรลุธรรม
หรือคนที่ไม่เคยมีเจตจานงค์ต้องการประสบความสาเร็จกว่าเดิม ก็ยังคงต้องเดินวนเส้นทางเดิมๆ
โยมไปกังวลแทนเขาไม่ได้” หลวงปู่พูด
“ผมสงสารคนอื่นๆ ที่เขาไม่มีโอกาสรู้อย่างที่ผมได้รับความเมตตาจากหลวงปู่น่ะครับ” เขาตอบ
“การสงสัยเป็นเรื่องดี แต่เมื่อเราทาหน้าที่เราดีที่สุดแล้ว การช่วยเหลือคนอื่นควรทาเฉพาะที่ตนเองไม่เดือดร้อน
หากช่วยเหลือคนอื่นแล้วทาให้เราเรากังวลหรือเป็นทุกข์เท่ากับเป็นการสร้างบาปให้ตัวเอง
เท่ากับเป็นการเบียดเบียนตนเอง ไม่ถึงกระทา” หลวงปู่สอน
“ครับ”
“โยมจาไว้ จากนี้ไป จงตั้งใจทาสิ่งที่เป็นหน้าที่ของตัวให้เต็มที่ หน้าที่ของโยมคือ หมั่นดูแลจิตใจ
ชาระวิญญาณให้บริสุทธิ์ อย่าทาบาปอีกเลย จงอธิษฐานขอให้ชีวิตนี้ได้บรรลุธรรมขั้นใดขึ้นหนึ่ง
นั่นเท่ากับเกิดมาคุ้มค่าแล้ว พยายามบาเพ็ญเพียรต่อไป เชื่อเถิดว่าต้องสาเร็จเข้าสักวัน
ความจริงแล้วมนุษย์ทุกคนเกิดมาเพื่อพัฒนาจิตสั่งสมบารมี อย่าลืมนะพยายามอย่าส่งจิตออกนอกตัวบ่อยนัก
จากนั้นก็ใช้ชีวิตแบบชาวโลกทั่วไป แต่จงยึดหลักว่า ทางานต้องไม่ท้อ ทาใจไม่ให้ทุกข์”
เสียงหลวงปู่เริ่มจริงจังขึ้นเรื่อยๆ “อย่าลืมว่าทุกเหตุการณ์ในโลกไม่มีเหตุบังเอิญ มีแต่เหตุปัจจัย
ทุกอย่างล้วนมีสาเหตุจึงมีผลตามมา หากเหตุเปลี่ยน ผลก็ย่อมเปลี่ยน
จงแยกความรู้กับปัญญาออกจากกันให้ชัดเจน การมีความรู้มากเพียงอย่างเดียว แม้จะเป็นเรื่องดี
แต่หากขาดปัญญาโดยจะแก้ปัญญาใหม่ๆ ไม่ได้เลย”
“ความรู้กับปัญญาต่างกันอย่างไรครับหลวงปู่ คนเรียนหนังสือสูงๆ
หรือคนอ่านมากเรียนมากน่าจะมีความรู้มากและมีปัญญามากไม่ใช่หรือครับ” อุกฤษณ์ถาม กลืนน้าหลายเบาๆ
รู้สึกได้ว่าหลวงปู่กาลังจะพูดเรื่องสาคัญ
“ความจริงน่าจะเป็นอย่างนั้น” หลวงปู่พูดเสียงเนิบๆ “แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่ถูกต้อง
คนรู้มากเพราะการเรียนสูงหรืออ่านมา พวกนี้ใช้สมองเป็นส่วนใหญ่
พวกเขาใช้สมองจาทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ยินได้ฟังหรือได้อ่านมา คนเหล่านี้มีแค่ความรู้ หรือ ‘ข้อมูล’ เท่านั้น
เราไม่เรียกว่าสติปัญญา ความรู้ที่ได้มาจากภายนอกแล้วบันทึกไว้ในระบบความจา เป็นเสมือนนาอดีตมาไว้ในสมอง
หากไม่รู้จักนาความรู้มาใช้ดัดแปลงมันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ตรงกันข้าม สติปัญญา
มิใช่สิ่งที่ได้จากภายนอกเหมือนความรู้
แต่สติปัญญาต้องเกิดขึ้นจากภายในจิตของคนที่ผ่านการตรึกตรองวิเคราะห์และค้นพบคาตอบด้วยตัวเอง
ที่ไม่ใช่รับฟังคนอื่นบอกเล่ามา คนที่คิดพิจารณาสิ่งใดๆ บ่อย นาระบบความคิดมาใช้กับเรื่องราว
คิดลึกลงไปในรายละเอียด จาลองเหตุการณ์ที่ยังไม่เคยเกิดเปรียบเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วใส่จินตนาการลงไป
คิดซ้าๆ อย่างละเอียดลออ นานเข้าจิตที่เป็นสมาธิจะเข้าไปสัมผัสกับสติปัญญาที่อยู่ภายใน
นั่นล่ะคือสิ่งที่เราต้องการ เป็นเครื่องมือที่ควรพัฒนา โลกมนุษย์ทุกวันนี้ คนมีความรู้เต็มไปหมด
ส่วนคนมีปัญญาหาได้ยากเต็มที”
หลวงปู่หยุดครู่หนึ่งถอนหายใจอีกครั้งท่าทางดูเบื่อหน่ายทุกสรรพสิ่งก่อนที่จะพูดต่อ “ความรู้มีอยู่ ๓ ประเภท
คือเรื่องที่จาเป็นต้องรู้ คือความรู้เรื่องจิตและกาย นี่คือเรื่องสาคัญที่สุดที่ต้องขวนขวายจนรู้แจ้ง
ต่อมาเป็นเรื่องที่ควรรู้ คือความรู้เกี่ยวกับงานในหน้าที่ต้องศึกษาให้เกิดความชานาญรู้แจ้งแทงตลอด
ส่วนประเภทที่สามคือ เรื่องที่รู้ก็ได้ ไม่รู้ก็ไม่เป็นไร นั่นคือเรื่องอื่นทั้งหมดเช่นข่าวสารเหตุการณ์ต่างๆ
และเรื่องราวของชาวบ้าน”
“โอ...ผมทึ่งมากครับหลวงปู่ นี่เป็นสิ่งที่ผมไม่เคยแยกแยะมาก่อน” อุกฤษณ์หน้าแดง รู้สึกตื่นเต้นในคาสอน
ผมซาบซึ้งในคาสอนเงียบๆ
“โยมจงใช้จิตของตัวเองค้นหาปัญญาภายในให้เจอ
เมื่อค้นพบโยมก็จะรู้เองว่ามันเป็นของแท้ที่ไม่สามารถอธิบายกับใครๆ ได้”
“ตอนนี้ผมก็พอรู้บ้างในบางเรื่องแล้วครับ” เขาตอบจากประสบการณ์ ๓๐ วันในถ้าแห่งนี้ คุณบอยตอบ
ผมฟังอย่างเดียว หลายวันมานี้คุณบอยไม่ค่อยได้พูดอะไร
ผมอยากให้เขาแสดงความเห็นหรือถามคาถามด้วยตนเอง
“อืมม์...” หลวงปู่พยักหน้า “จงรักษาจิตตัวเองให้ผ่องใสตลอดเวลา นี่คือหลักสาคัญในพระพุทธศาสนา
อย่ายอมให้ตัวเองเป็นทุกข์ จาไว้ว่า ทุกเรื่องราวที่ทาให้กลุ้มใจ สาเหตุไม่ใช่เกิดจากคนอื่น
เรื่องราวหรือคนอื่นมิใช่ตัวปัญหา ที่เป็นปัญหาคือจิตของเราเองที่ไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมวางเฉย”
หลวงปู่หลับตาพริ้ม ดูท่าทางเหนื่อยเต็มที ก่อนจะพูดต่อ
“โยมต้องพัฒนาตัวเองทุกๆ วัน หากต้องการพัฒนาตัวเองให้เป็นคนใหม่ที่มีคุณภาพกว่าเดิม
ต้องทาสิ่งใหม่ที่ตัวเองไม่ชอบ ไม่คุ้นเคย ทาสิ่งที่ฝืนความรู้สึกพอใจ ไม่ยึดติดกับความคิดตัวเอง
แล้วเมื่อนั้นโยมจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่” เสียงหลวงปู่ยิ่งลึกกังวาน
“จงมองเข้าไปในจิตของตัวเองขณะนี้ว่ามีความรู้สึกอย่างไร หากรู้สึกเครียด วิตกกังวล ไม่ชอบใจ ให้สังเกตดีๆ
จะเห็นว่าเป็นเพราะจิตไปนาเรื่องภายนอกตัวมาคิด นาเรื่องข้างนอกเข้ามาข้างในทั้งสิ้น
จงอย่านาเรื่องนอกตัวมาวิเคราะห์ปรุงแต่งแล้วคิดตาม เพราะจะเกิดความกังวลไม่รู้จบ”
หลวงปู่หยุดชั่วขณะ อุกฤษณ์พนมมือจ้องใบหน้าท่าน เห็นท่านลืมตา
สภาพร่างกายตอนนี้ของหลวงปู่ดูอิดโรยไปไม่น้อย
เขารู้ดีสาเหตุหนึ่งมาจากการที่หลวงปู่ทุ่มเทแนะนาธรรมและสอนวิชาต่างๆ
ให้เขาทั้งวันทั้งคืนตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา
“จงจาไว้ การเดินทางต่อจากนี้โยมจะต้องเจออะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย วิชาฟ้าดินสัมพันธ์มิใช่เรื่องง่าย
แต่ทุกอย่างสาเร็จด้วยใจ หากโยมจิตใจสงบ มีความมุ่งมั่น ศรัทธาในสิ่งที่กาลังทา
แม้ภูเขาลูกนี้โยมก็สามารถเคลื่อนย้ายได้ ขอให้ใช้ชีวิตทุกๆ อย่างสงบ
ด้วยการจดจ่ออยู่กับสายลมหายใจตัวเองที่ปลายจมูก ดึงจิตให้อยู่กับตัวตลอดเวลา
แล้วจะเห็นเองว่าความทุกข์และความวิตกกังวลลดน้อยลงทุกที” หลวงปู่ย้า เรื่องการทาตัวให้มีความสุข
เหมือนเวลาทั้งหมดจะหยุดนิ่ง อุกฤษณ์รู้สึกอย่างนั้น แล้วก็ได้ยินหลวงปู่พูดต่อ
“ที่ผ่านมาเรามีความสุขจากเวทนาหรือความรู้สึกจากความพอใจที่เห็นคนอื่นชื่นชม พูดดี บอกข่าวดี ยิ้มให้เรา
ความจริงสิ่งนั้นเป็นภาพลวงตา เป็นของจอมปลอม ไม่ยั่งยืนเป็นอนิจจัง ยกตัวอย่างเช่น
เมือ่ โยมห่างบ้านไปอยู่ต่างประเทศ วันไหนที่รู้สึกเหงาโดดเดี่ยว เป็นห่วงเป็นใยคนที่บ้าน
โยมโทรศัพท์กลับมาหรือรอให้เขาโทรไปเพียงเพื่อต้องการได้ยินเขาบอกว่าพวกเขาทุกคนสบายดีและคิดถึงโยม
โยมอยู่แดนไกลฟังแล้วรู้สึกสบายใจ เห็นได้ชัดว่าข้อมูลที่คนทางบ้านบอกคุณ
กับความรู้สึกสบายใจของคุณเป็นคนละส่วนกัน ข้อมูลที่พวกเขาบอกอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้
แต่เมื่อโยมเชื่อโยมก็รู้สึกสบายใจ แสดงว่าความรู้สึกสบายใจเกิดจากจิตโยมสร้างและปรุงแต่งขึ้นมา ก็เท่านั้นเอง
จะเห็นได้ว่า จิตคือตัวกาหนดทุกสิ่ง”
“ครับหลวงปู่” คุณอุกฤษณ์ หรือบอยรับปาก ส่วนหนึ่งคือความตั้งใจที่จะปฏิบัติตามจริง
อีกส่วนหนึ่งเพื่อต้อบการส่งสัญญาณให้หลวงปู่รู้ว่าเขากาลังตั้งใจฟัง
“หัดปล่อยวางเสียบ้าง” หลวงปู่พูดอย่างแผ่วเบาแต่ได้ยินชัดเจน
น้าเสียงนั้นเหมือนกับราพึงราพันกระจายไปสู่ทุกๆ อณูของผนังถ้าศิลา ดูเยือกเย็น กินใจ และเป็นสัจธรรม
มิอาจเปลี่ยนแปลง อุกฤษณ์ฟังแล้วน้าตาไหลซึม รู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งๆ เอ่อขึ้นมาติดลาคอโดยไม่รู้ตัว
พร้อมกับได้ยินเสียงหลวงปู่ว่าต่อ
“อะไรจะเกิด ก็ปล่อยให้มันเกิด มันก็เป็นของมันอย่างนั้นเอง สัตว์โลกไม่สามารถควบคุมอะไรได้อยู่แล้ว”
หลวงปู่หยุดอีกครั้ง บรรยากาศในถ้าเงียบงัน
“อย่าลืมนะ” หลวงปู่กล่าวต่อ “อย่าเชื่อความคิดตัวเองมากนัก ยกเว้นจิตจะพบสติปัญญาแล้วก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แต่ส่วนใหญ่ความคิดมันหลอกลวงเรา อย่าต่อเติมเสริมแต่งความคิด เพราะเป็นการปรุงแต่งไม่ใช่ความจริง
ความจริงมีอย่างเดียวคือ เรากาลังหายใจอยู่ จึงควรอยู่กับลมหายใจ ส่วนความคิดไม่ใช่เรื่องจริงไม่ควรอยู่กับมัน
ความคิดเป็นเพียงสังขารการปรุงแต่งของจิต สิ่งที่เรามองเห็นก็ไม่ใช่เรื่องจริง อะไรเกิดขึ้นก็เพียงแต่รู้ว่ามันเกิด
อย่าไปใส่ความคิดปรุงแต่งเข้าไปว่ามันควรเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรือน่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
อะไรเกิดขึ้นกับชีวิตก็เพียงแต่รู้ว่ามันเกิด ทาความเข้าใจว่ามันเป็นของมันอย่างนั้นเอง มันเป็นเช่นนั้นเอง
ทาใจกับเหตุการณ์เฉยๆ ไปกับมัน เพราะมันเป็นของมันอย่างนั้นเอง”
อุกฤษณ์ผงกศรีษะ เข้าใจคาพูดหลวงปู่ทะลุปรุโปร่ง แต่ก็รู้เป็นเพียงความเข้าใจจากความรู้
เขายังไม่มีสติปัญญาของตนเองในเรื่องนี้ แต่ก็ตัดสินใจแล้วว่าจะค้นพบด้วยตัวเองให้จงได้
“หลวงปู่ครับ” เขาขัดจังหวะ “ผมอยากทราบว่าคนเราฝืนกรรมได้หรือเปล่าครับ?”
“กรรมเก่านาเรามาเกิด” หลวงปู่ยิ้มอย่างพอใจ
“แต่หลังจากนั้นชีวิตจะเป็นอย่างไรเป็นเรื่องราวของกรรมใหม่ที่เราพัฒนาและสร้างขึ้น
เราสามารถสร้างกรรมใหม่เพื่อวิ่งหนีกรรมเก่าได้ อย่าลืมนะสัตว์โลกกาลังถูกบาปกรรมวิ่งไล่ฟัดตลอดเวลา
คนสุขสบายในตอนนี้เพราะเขายังมีกาลังบุญหนุนให้วิ่งหนีได้เร็วอยู่ แต่เมื่อใดบุญเหลือน้อย คนๆ
นั้นก็จะวิ่งหนีช้าลง กรรมจะไล่งับได้ทัน เมื่อนั้นความเดือดร้อนจะปรากฏขึ้น ส่วนวิธีการวิ่งหนีให้ห่างจากการไล่ฟัด
ก็ได้บอกไปแล้ว คือการทาบุญให้มากที่สุด บาเพ็ญสมาธิทั้งสมถและวิปัสสนากรรมฐาน
แล้วอธิษฐานในสิ่งที่ต้องการ”
“หลวงปู่ครับ อะไรคือเหตุปัจจัยให้ชีวิตชาวโลกประสบความสาเร็จละครับ” อุกฤษณ์ถาม หัวใจเต้นแรง
“จงอธิษฐานขอในสิ่งที่ต้องการตลอดเวลา ทาเหตุปัจจัยให้ตรง พยายามอย่างหนัก ๓ อย่างนี้ทุกเรื่องล้วนสาเร็จได้
อย่าลืมหลักอธิษฐานบารมี นี่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าบาเพ็ญมาจนกระทั้งได้เป็นพระพุทธเจ้า
นี่ก็เพราะการอธิษฐานตั้งใจ ดอกเตอร์รู้เรื่องนี้ดี” หลวงปู่หันมาทางผมตอบ
“เอาล่ะ” หลวงปู่เปลี่ยนน้าเสียงเหมือนกับต้องการเรียกสติคนฟังตรงหน้าให้จดจ่อกับสิ่งที่จะพูดต่อไป
“นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะพบกัน จากนี้โยมทั้งต้องเตรียมตัวกลับ
พรุ่งนี้ให้ออกเดินทางแต่เช้าหลักจากกินอาหารเสร็จ จงจาไว้ เราเจอกันไม่มีเรื่องบังเอิญ
มีเหตุปัจจัยชักนามาให้เจอกัน เราทาหน้าที่ของเราเสร็จแล้ว
ที่เหลือเป็นเรื่องที่โยมต้องหาหนทางเอาเองตามวาสนาที่มีอยู่
ภายภาคหน้าไม่ว่าจะไปที่ไหนหากไม่ต้องการให้มีอุปสรรคในการเดินทาง
ก่อนออกเดินทางหรือระหว่างเดินทางให้ท่องคาถาว่า “อะระหัง สุคะโต” ท่องบ่อยแล้วอุปสรรคขัดขวางจะไม่มี
หากเป็นไข้ระหว่างเดินทาง ให้นอนตากแดดห่มผ้า ไข้ก็จะลด หรือ หากปวดท้องให้ใช้ผ้าหน้าๆ
ชุบน้าวางไว้ที่หน้าท้อง นี่คือการแก้ปัญหาเบื้องต้น อย่าลืมว่าน้าใช้แก้ปัญหาได้หลายอย่าง
แต่น้ามากเกินไปก็เป็นโทษ ทุกๆ ธาตุทั้งดิน น้า ลม ไฟ
ต้องพอเหมาะพอดีประสานสอดคล้องกันตามหลักฟ้าดินสัมพันธ์ที่ได้สอนโยมไปแล้ว”
หลวงปู่หยุดเล็กน้อยก่อนที่จะพูดต่อ “ก่อนจากกัน จงจาไว้ โยมยังต้องใช้ชีวิตตามปกติเหมือนปุถุชนคนทั่วไป
ต้องประสบความสาเร็จ และมีความสุขตามสมควร
หากต้องการชีวิตประสบความสาเร็จตอนใช้ให้ไหว้พระทุกวันหรืออธิษฐานในใจว่า ‘ขออานาจบารมีพระพุทธเจ้า
พระธรรม พระสงฆ์ และพระอริยสาวกอรหันต์ทุกๆ พระองค์
จงดลบันดาลให้บุญบารมีที่ลูกสั่งสมมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจงเป็นพลังให้ลูกประสบความสาเร็จในสิ่งที่ปรารถน
าทั้งเรื่องเล็กและเรื่องใหญ่ทุกๆ เรื่อง คาว่ายาก มีปัญหา ไม่ดี ไม่มี ไม่ได้ จงอย่าได้บังเกิดแก่ลูกเลย’
จงจาไว้นี่คือคาถาสาคัญมาก เพราะนับจากนี้จะไม่มีใครสอนโยมแบบนี้อีก”
ผมรู้สึกใจหายเมื่อได้ยินคาพูดเหมือนกับจะเป็นวาจาสุดท้ายจากหลวงปู่ “ผมจะมาหาหลวงปู่อีกได้ไหมครับ”
คุณบอยถาม
“เราคงไม่ได้พบกันอีกแล้ว โยมหมดเวลาสาหรับที่ตรงนี้แล้ว” หลวงปู่พูดเหมือนไม่มีความรู้สึก
“หมายความว่ายังไงครับที่ว่าผมหมดเวลาตรงนี้” อุกฤษณ์หัวใจเต้นแรง เบิ่งตาเล็กน้อย
“ถ้าแห่งนี้ไม่ใช่ว่าใครๆ จะไปจะมาได้ง่าย โดยไม่ได้สังเกตหรอกหรือ ตั้งแต่มาโยมเคยเห็นฆารวาสคนอื่นหรือเปล่า
และพระที่นี่เคยพูดกับโยมบ้างหรือเปล่า ยกเว้นพระพี่เลี้ยงที่พูดกับโยมช่วง 20
วันแรกเท่านั้นจากนั้นท่านก็หายไป”
“ใช่ครับ!!!” อันที่จริงเขาสงสัยเรื่องนี้มานานแล้ว แต่ไม่กล้าถามหลวงปู่ “นั่นน่ะซิ เป็นเพราะอะไรครับ”
“สถานที่นี้หากคนที่อยู่ที่นี่ไม่ต้องการให้เห็นตัว ก็จะไม่มีคนนอกคนใดได้เห็น ยกเว้นคนพวกเดียวกัน
หรือคนที่มีวาสนาบารมี ที่นี่คือหมู่บ้านบังบดแห่งหนึ่งในจานวนนับไม่ถ้วนที่มนุษย์ทั่วไปมองไม่เห็น
หลังจากโยมจากไปเมื่อมองกลับมา โยมจะไม่เห็นสถานที่ตรงนี้อีก”
“หา...นี่คือหมู่บ้านบังบดหรือ มันมีอยู่จริงหรือ และที่ผ่านมาผมไม่ได้ฝันไปใช่ไหมครับ” ผมถามหลวงปู่
รู้สึกตกใจสุดขีด แต่ก็รวบรวมสติกลับมาได้ เมื่อนึกถึงเรื่องราวต่างๆ
มากมายที่ประสบมาด้วยตนเองในเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา
“ทุกสิ่งไม่ใช่ความฝัน เป็นเรื่องจริง แต่เป็นความจริงของคนกลุ่มหนึ่ง ไม่จาเป็นว่าจะต้องจริงสาหรับคนทุกคน
อันที่จริงความจริงตรงนี้ก็เป็นเพียงสิ่งชั่วคราว มันตกอยู่ใต้กฎไตรลักษณ์เช่นกัน
เพียงแต่มันเป็นที่อยู่ของพวกมีศีลหรือคนมีญาณเท่านั้นเอง”
“หมายความว่าผมจะไม่ได้พบหลวงปู่แล้วใช่ไหมครับ?” ผมถามเกือบจะพร้อมๆ กับคุณบอย
“เราหมดหน้าที่ที่สัญญากับโยมไว้กับใครบางคนนานแล้ว เราได้ทาตามสัญญาแล้ว เราหมดพันธะแล้ว
พบกันก็ต้องจาก พบกันเพื่ออะไร ผูกพันกันก็รังแต่จะชวนกันทากรรมใหม่ เราไม่เหลืออะไรต้องทาแล้ว”
หลวงปู่พูดสีหน้าไม่แสดงอารมณ์ใดๆ
“หลวงปู่ครับ” อุกฤษณ์ลุกขึน้ นั่งคุกเข่ายันกับพื้นหิน น้าตาเอ่อล้น “หนึ่งเดือนที่ผ่านมา เวลารวดเร็วเหมือนติดปีก
ผมไม่คิดว่าชีวิตตัวเองจะเจอประสบการณ์เหนือล้าแบบนี้
และไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้พบหลวงปู่ที่เมตตาผมสุดที่จะพรรณนาได้หมด
ผมเป็นลูกศิษย์และติดหนี้บุญคุณหลวงปู่ ผมรู้สึกซาบซึ้งและอาลัยที่จะไม่ได้พบหลวงปู่อีก
ผมขอกราบขอบพระคุณสาหรับทุกๆ สิ่งที่หลวงปู่สั่งสอนแนะนาอบรม กรรมใดๆ
ที่ผมก่อไว้กับหลวงปู่จะด้วยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ดี ผมขอให้หลวงปู่อโหสิกรรมให้ผมนะครับ
เพื่อมิให้เป็นอุปสรรคต่อการบรรลุธรรมของผมในภายภาคหน้า” พูดจบเขาก็ก้มลงกราบ ๓ ครั้ง
ผมทาแบบเดียวกัน
“เอาเถิดเราอโหสิกรรมให้ทั้งหมด โยมทั้งสองไม่มีบาปกรรมใดๆ ที่เกิดจากเราติดตัวโยมอยู่อีกต่อไป
จงศึกษาตีความวิชาฟ้าดินสัมพันธ์ให้เข้าใจ ดอกเตอร์ก็เช่นกัน จงช่วยเติมเต็มและแบ่งปัน
เราขออวยพรให้โยมโชคดี” หลวงปู่พูดอย่างเมตตา
เราทัง้ สองยกมือไหว้พร้อมหลับตาขณะเดียวกันก็กล่าวคาว่า ‘สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ”
เมื่อลืมตาขึ้นมาก็ไม่เห็นหลวงปู่นั่งอยู่ตรงนั้นแล้ว เหลือไว้แต่อาสนะเก่าๆ ที่วางเปล่า
คุณบอยถอนหายใจอย่างอาลัย นี่มิใช่ครั้งแรกที่หลวงปู่เร้นกายหายตัวไป แต่ที่ต่างจากครั้งก่อนๆ
ก็ตรงที่เรารู้ดีว่านับจากนี้จะไม่ได้พบหลวงปู่อีกแล้ว
ส่วนผมเองรู้ดีว่า นี่เป็นเพียงจากกันชั่วคราว วันหนึ่งผมจะได้พบหลวงปู่อีก ผมกาเหรียญอีโนเชี่ยน
อธิษฐานขอให้พลังอานาจความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่จงมาสถิตย์อยู่ในเหรียญอีโนเชี่ยนที่ผมห้อยคอแล้วให้พลังนี้สั่น
สะเทือนไปยังเหรียญอีโนเชี่ยนทุกเหรีญญที่มีรูปแบบเดียวกันที่อยู่ในตัวทุกคนและที่ยังมีอยู่ที่ผม
นี่คือวิธีการดูดซับและกระจายก็อปปี้พลังให้เกิดกับเหรียญแบบเดียวกันทุกเหรียญที่เป็นหนึ่งในกระบวนการของวิช
าฟ้าดินสัมพันธ์ ผมรู้สึกว่าเหรียญที่หน้าอกที่แขวนอยู่ร้อนวาบขึ้นมากระทันหัน
ผมขนลุกและรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวขึ้นมาทันที ผมรู้ดีว่านี่คือพลังกาลังกระจายไปอยู่ในเหรียญอีโนเชี่ยนทุกเหรียญ
ผมรู้สึกว่าหลวงปู่กาลังมองมาอย่างยิ้มๆ ผมผนวกร่างกายเป็นหนึ่งเดียวกับเหรียญ
เข้าสมาธิและอธิฐานขอให้เหรียญอีโนเชี่ยนนี่แสดงพลังในทุกสถาน และกับทุกคนที่มีเหรียญนี้ครอบครอง
ขอให้พลังพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ และขออาศัยพลังและอานาจบารมีของข้าพเจ้า ณ
บัดนี้ขออัญเชิญอานาจแห่งพระเจ้าทั้ง 7 พระองค์ เทพธิดา 441 พระองค์ และพลังอักขระในอีโนเชี่ยนเหรียญนี้
และอานาจแห่งองค์มหาเทพพิฆเนศ และองค์นารายณ์บาลาจีที่ทรงอานุภาพสูงสุดจงบันดาลความสาเร็จในทุกๆ
ด้านให้บังเกิดแก่กัลยาณมิตของข้าพเจ้าทุกๆ คน ตลอดเวลา และทุกโอกาส แล้วจากนั้นผมก็เริ่มสวดมนต์
สวดมนต์ และสวดมนต์ ผมตั้งใจว่านี่คือการสวดมนต์ถวายพระพุทธเจ้า ถวายพระธรรมคาสั่งสอน
และถวายครูบาอาจารย์หลวงปู่ที่เมตตาสอนวิชาอันน่าอัศจรรย์
การสวดมนต์ที่จะได้ผลและทรงพลัง คือการสวดอย่างน้อมน้อม ตั้งใจ ถวายเสียงเป็นพุทธบูชา
เปล่งวาจาออกไปด้วยเสียงนุ่มนวน ไม่เร็ว ไม่รีบ แต่ก็ไม่ช้า ปล่อยให้เสียงก้องกังวาลสะท้านไปทั่วร่างกาย
กระจายไปทั่วบริเวณ ส่งผลให้คลื่นเสียงของเรากระเพื่อมไปในจักรวาลบันดาลให้ได้ยินไปทั่วพิถพจบแดนใน 3
โลกธาตุและอนันตจักรวาล ปล่อยให้พลังงานเสียงไปเชื่อมต่อกับพลังงานที่ดีอย่างไม่มีขอบเขต
เมื่อสวดมนต์ไปนานๆ พลังเสียงจะขยายไปในมิติที่เหนือการรับรู้ของระบบประสาทปกติ
และการสวดมนต์เพื่อการบรรลุสิ่งที่ปรารถนาควรเป็นเวลาประมาณ 4 ทุ่มเป็นต้นไป หรือตอนเช้าช่วงประมาณ ตี
4 ถึง 6 โมงเช้า ครูบาอาจารย์ท่านเล่าว่าช่วงเวลานี้คือเวลาที่เทพเทวา เทพธิดา
จะมาฟังพระพุทธมนต์และจะอนุโมทนาความดีงามนี้อย่างไม่มีประมาณ
แล้วผมกับคุณบอยก็เริ่มสาธยายมนตราในแบบฉบับที่ฝึกมานานนับเดือนที่ถ้านี้จนกระทั่งรุ่งสาง
สาหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างนั้นจะไม่ขอเล่า เพราะนี่เป็นเรื่องที่อยากให้ทุกคนพิสูจน์เอง อย่าเชื่อผม
อย่าเชื่อสิ่งที่ผมเขียน แต่จะทดลองทาในสิ่งที่ผมเขียน แบบเอาชีวิตเข้าแลกทาอย่างจริงจัง
แต่อย่าทาตัวแบบคนไร้แก่นสาร ที่เพียงแต่ไม่เชื่อแล้วไม่พิสูจน์ อย่างนี้เรียกว่าคนขี้เกียจ
หากไม่เชื่อสิ่งใดจงลองพิสูจน์สิ่งนั้นก่อน หากไม่ได้ผลจึงค่อยสรุปว่าไม่จริง
คนที่อ่านถึงตอนนี้อย่ามาถามว่าจริงหรือไม่ ผมตอบไม่ได้ มันจะไม่จริงสาหรับคนที่ไม่เชื่อแล้วไม่ปฏิบัติ
แต่จะเป็นความจริงที่น่าเหลือเชื่อสาหรับคนที่เชื่ออย่างสุดจิตสุดใจโดยลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง
ในตอนนี้ผมแค่อยากบอกว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าค้นพบ สิ่งที่จิตมนุษย์ทาได้
ยิ่งใหญ่และก้าวหน้ากว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ณ ขณะนี้มากมายนัก ผมโชคดีที่เกิดมาได้สัมผัสกับความรู้นี้
และทุกคนก็จะโชคดีเช่นกัน หากปฏิบัติอย่างจริงจังดังที่เขียนไว้ตั้งแต่ต้น
ขอให้ทุกคนจงสาเร็จในสิ่งที่ปรารถนา
จากนี้ไป ผมคงต้องกลับบ้านแล้วเดินทางไปต่างประเทศตามที่กาหนดไว้ล่วงหน้า
เพื่อตามรอยอีโนเชี่ยนสัญลักษณ์แห่งความสาเร็จต่อไป เพราะชีวิตนับจากนี้คือการเดินทาง การท่องโลก
และการใช้ชีวิตอันน่ามหัศจรย์ที่พลังดึงดูดทางานตามที่ใจปรารถนามาตั้งแต่ต้น
แล้วเจอกันใหม่ในตอนต่อไปครับ