You are on page 1of 47

บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 1

(Spectroscopy and Structural Determination)

!!บทนํา

จากสิ่งที่เราเรียนผานมาจะพบวาสารประกอบอินทรียสามารถจําแนกออกไดเปนหลายประเภทตามหมูฟ ง กชน่ั ที่


มีอยูในสารนั้นๆ แตทาอย
ํ างไรเราจึงทราบวาสารประกอบหนึ่งๆเปนสารประเภทใด มีสูตรโมเลกุลเปนเชนใด และมีหมูฟงก
ชัน่ อะไร คําตอบเหลานี้อาจเปนคําถามที่ตอบไดยากเมื่อ 50 ปกอ น เนื่องจากเทคโนโลยียังไมดีพอ ดังนั้นการตรวจสอบดัง
กลาวจะใชเวลามาก อาจใชเวลาเปนวันหรือหลายๆ วัน แตในปจจุบนั นีส้ ามารถทําไดในเวลาไมถึงชั่วโมง เทคโนโลยีทก่ี า ว
หนาดังกลาวทําใหนักวิทยาศาสตรสามารถทํางานไดอยางรวดเร็ว และถูกตองมากขึ้น อีกทั้งยังชวยใหนักวิทยาศาสตร
สามารถติดตามปฏิกิริยาไดอีกดวย เชน ในปฏิกิริยาการออกซิไดซแอลดีไฮดใหเปนกรดคารบอกซีลิก เราสามารถติดตาม
ไดวาอัลดีไฮดเปลี่ยนไปเปนกรดคารบอกซีลิกหมดหรือยัง และยังบอกใหทราบดวยอีกวาเกิดอะไรขึ้นกับหมู alkyl หรือไม
&'($)
! "# $ ! "$ %#

คําตอบเหลานี้สามารถหาไดโดยใชวิธีทางสเปกโตรสโกป ซึ่งเราจะไดอธิบายหลักการโดยยอ วิธีการใชและ


วิเคราะหผลทีไ่ ดตอ ไป

!!หลักการของสเปกโตรสโกป (Principles of Spectroscopy)

แสงเปนคลื่นชนิดหนึ่งซึ่งประกอบไปดวยสนามแมเหล็ก (magnetic field) และสนามไฟฟา (electric field) ที่วาง


ตัวตั้งฉากกันและสามารถเคลื่อนที่ได เราจึงเรียกวา “electromagnetic spectrum” ดังรูป

จากที่กลาวมาแลววาแสงเปนคลื่นชนิดหนึ่ง ดังนั้นแสงจึงมีพลังงานซึ่งพลังงานดังกลาวจะสัมพันธกับความถี่ของ
แสงนัน้ ๆ สมการขางลางนี้เปนสมการแสดงความสัมพันธระหวางพลังงาน (E) กับความถี่ (frequency, ν (อาน nu))
E = hν
เมื่อ h = Planck's Constant

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 2

จะเห็นไดวาพลังงานจะสูงขึ้นเมื่อความถี่สูงขึ้น จากที่เราทราบกันดีแลววาความถี่แปรผกผันกับความยาวคลื่น
(wavelength; λ (lambda))
ν = C/λ
ดังนั้น E = hc/λ
นั่นคือถาความยาวคลื่นสั้น พลังงานก็จะสูง

สําหรับโมเลกุลของสารหนึง่ ๆ จะสามารถที่จะปรากฏอยูที่ระดับพลังงานตางๆกัน เชน สําหรับพันธะใดๆใน


โมเลกุลอาจจะมีการยืด (stretch) การโคง (bend) หรือการหมุน (rotate) หรืออิเล็กตรอนอาจจะเคลื่อนที่จาก orbital หนึง่
ไปยังอีก orbital หนึง่ ขบวนการเหลานี้จะมีลักษณะเปนชั้นๆ (quantize) อาจจะกลาวไดวาการยืด โคง หรือหมุนจะเกิดขึ้น
ที่ความถี่หนึ่งๆ เทานั้น (นั่นคือเกิดขึ้นที่พลังงานหนึ่งๆ) และอิเล็กตรอนจะเคลือ่ นทีไ่ ปยัง orbital ที่มีพลังงานจํากัดเทานั้น
ความแตกตางระหวางพลังงานของกระบวนการดังกลาวสามารถหาไดโดยเทคนิคทางสเปกโตรสโกปหลายชนิด
ลักษณะของสเปกโตรสโกปสามารถอธิบายไดดวยรูปที่ขางลางนี้ โมเลกุลหนึง่ ๆทีอ่ ยูท ร่ี ะดับพลังงานหนึง่ E1 เมื่อ
เราฉายแสง แสงดังกลาวจะผานโมเลกุลแลวผานไปยังเครื่องตรวจจับ (detector) ถาโมเลกุลไมดูดแสง แสงที่ฉายมาและ
ปลอยออกไปจะมีปริมาณเทากัน แตเมื่อความถี่ของแสงเทากับพลังงานของ transition ของโมเลกุล เชน จาก E1 → E2
แสงจะถูกโมเลกุลดูดกลืน ทําใหแสงทีไ่ ปตกกระทบที่ detector มีปริมาณลดลง เมื่อเรา plot ระหวางพลังงานทีไ่ ปตก
กระทบ detector กับพลังงานที่ใสเขาไป (input energy) ที่จะมีคาเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ก็จะไดเปนสเปกตรัม (spectrum)

สารตัวอยางที่โมเลกุลมี
แหลงกําเนิดรังสี เครื่องตรวจจับ
พลังงานที่ E1
E 2 − E1
ν=
h
E2
แหลงกําเนิดรังสี เครื่องตรวจจับ
E1

Transitionตางๆ จะตองการพลังงานไมเทากัน ซึ่งเราจะตองใชแสงที่มีความถี่ที่เหมาะสมในการตรวจสอบ


transition ดังกลาว ในบทนีเ้ ราจะเรียนถึงเทคนิคทางสเปกโตรสโกปทส่ี ําคัญๆ 3 ชนิด คือ Nuclear Magnetic Resonance
(NMR) spectroscopy, Infared (IR) spectroscopy และ Ultraviolet-visible (UV-vis) spectroscopy
ในตารางที่ตอไปนี้เปนการสรุปชวงของ electromagnetic spectrum ที่สามารถทําใหเกิด transition ชนิดตางๆ
ได ซึ่งเราสามารถสังเกต transition ดวยเทคนิควิธีทั้ง 3 ดังกลาว เราจะเห็นไดวาเทคนิค NMR จะใชพลังงานจํานวนนอย
มาก

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 3

ชวงสเปกตรัม
ชนิดของ ชนิดของ
แหลงกําเนิดรังสี ความถี่ ความยาวคลื่น พลังงาน
สเปกโตรสโก ทรานสิชั่น
(เฮิรตซ) (เมตร) (kcal/mol)
60 – 800 x 106 5 – 0.5 60 – 800 x 10-6 Nuclear spin
NMR คลื่นวิทยุ (ขึ้นกับความแรงของ
แมเหล็กของเครื่อง)
IR แสงอินฟาเรด 0.2 – 1.2 x 1014 15.0 – 2.5 x 10-6 2 - 12 การสั่นของโมเลกุล
UV - Vis วิสเิ บิลหรืออัลตรา- 0.375 – 1.5 x 1015 8 – 2 x 10-7 37 - 150 Electronic state
(Electronic) ไวโอเลต

หากเราเปรียบเทียบความยาวคลื่นในแตละชวงของ electromagnetic spectrum ที่สามารถทําใหเกิด transition


ชนิดตางๆไดกับสิ่งของทั่วๆ ไปแลว จะเปนดังภาพขางลางนี้

!!Nuclear Magnetic Resonance Spectroscopy (NMR)

เทคนิคนี้เปนเทคนิคที่สําคัญที่สุดและไดรับความนิยมมากที่สุดในการนําไปใชหาโครงสรางของสารอินทรียใ นปจจุบนั
แตเครื่องมือชนิดนี้มีจําหนายในทองตลาดเปนครั้งแรกในชวงทศวรรษที่ 1950 เทานั้น

ทฤษฎีของ NMR
nucleiจะเกิดการหมุน (spinning) อยูตลอดเวลา ทั้งนี้เพราะ nuclei มีประจุ ซึ่งประจุที่อยูในขณะหมุน
(spinning charges) จะสรางสนามแมเหล็ก และจะประพฤติตัวเปนเหมือนแทงแมเหล็กอันเล็กๆ nuclei สําคัญๆ ที่ใชใน
การศึกษาหาโครงสรางของสารอินทรียคือ 1H และ 13C (spin ≠ 0) แตสําหรับ 12C และ 16O ที่มีอยูในปริมาณมากในธรรม
ชาติ แตไมสามารถให spectrum ได เนื่องจากไมมี spin (spin = 0)

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 4

เมื่อ nuclei ที่กาลั


ํ งหมุนผานเขาไปในสนามแมเหล็กกําลังสูง nuclei เหลานั้นจะเรียงตัวไปในทิศทางเดียวกันกับ
สนามหรือจะมีทิศทางตรงกันขามกับสนาม (ดังรูปตอไปนี้)

ไมใสสนาม ใสสนาม nuclei ถูกจัดตัว กระตุน nuclei จาก spin sate ตํ่า
(มีการจัดตัวแบบอิสระ) ไปสู spin sate สูง

nuclei ที่วางตัวไปในทิศทางเดียวกันกับสนามจะมีพลังงานตํากว ่ า nuclei ที่มีทิศทางตรงกันขามกับสนามเล็ก


นอย เมื่อเราใหพลังงานในชวงความถี่คลื่นวิทยุ (radiofrequency; rf) เขาไป จะไปกระตุน nuclei ที่อยูในระดับพลังงานที่
ตํ่า (lower energy state) ใหขึ้นไปอยูบนระดับพลังงานที่สูงกวา (บางที่เราอาจจะเรียกวา spin เกิดการ "flip")
ความหางของระดับพลังงาน (energy gap) ทั้งสองระดับดังกลาวขึ้นอยูกับความแรงของสนามแมเหล็กที่ใสเขา
ไป ถาสนามแมเหล็กที่ใสแรงมากจะทําใหระยะหางมีมากขึ้น ความแรงของสนามแมเหล็กทีใหจะอยูในชวง 1.4 ถึง 4.0
tesla (T) (ถาเปรียบเทียบกับความแรงของสนามแมเหล็กโลกจะมีเพียง 0.0007 T เทานั้นเอง) ดวยความแรงของสนามแม
เหล็กดังกลาวจะทําใหความหางของระดับพลังงานเทียบเทากับ 60 - 600 MHz (megahertz; 1MHz = 106 Hertz หรือ
106 รอบ/วินาที) หรือเทากับ 6 - 60 x 106 kcal/mol เมื่อเราคิดในเชิงเคมี ถึงแมวาความแตกตางระหวางระดับพลังงานจะ
ตํ่าแตเทคนิคนี้ก็ใหความแมนยําทีส่ งู

การวัด NMR spectrum (Measuring of NMR spectrum)


โดยปกติ 1H NMR spectrum ของสารตัวอยางใดๆ ทําไดโดยการนําเอาสารตัวอยางนั้นมาประมาณ 2 - 3 mg.
มาละลายในตัวทําละลายที่ไมมี 1H อยู เชน CCl4 หรือตัวทําละลายทีม่ กี ารแทนที่ hydrogen (H) ดวย deuterium (D) แลว
ซึ่งเราเรียกวา deuterated solvent เชน CDCl3, CD3OD แลวใสสารอางอิง (reference) ลงไปดวย โดยทั่วไปจะเปน
tetramethylsilane (TMS; (CH3)4Si) นําเอาสารละลายที่ไดมาบรรจุหลอดแกวผนังบาง ซึ่งโดยปกติจะทําดวย quartz

หลังจากนั้นจะนําหลอดใสลงไปใน radiofrequency (rf) coil ซึ่งจะวางอยูระหวางขั้วแมเหล็กกําลังสูง ทําให


nuclei เกิดการวางตัวแบบขนานหรือสวนทางกับสนามแมเหล็ก หลังจากนั้นเราจะเพิ่มพลังงานใหแก nuclei ไปเรือ่ ยๆโดย
ใช rf coil จนกระทั่งมีพลังงานเทากับความแตกตางของระดับพลังงาน ณ จุดนี้ nuclei ก็จะ absorb พลังงานเขาไป ทําให

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 5

nuclei เคลื่อนที่จากระดับพลังงานตํ่าไปสูระดับพลังงานที่สูงกวา ปรากฏการณนี้เราเรียกวาเกิดการ resonance ซึ่งจะ


เรียกเต็มๆ วา nuclear magnetic resonance การ plot ระหวางพลังงานที่ถูกดูดโดย nuclei ของสารตัวอยางกับความถี่
ของ rf coil ทีใ่ ห จะไดเปน NMR spectrum (ดังรูป)

"#*

+ +

"#*

ในทางทฤษฎีจะใหสนามแมเหล็ก (applied magnetic field) คงที่และจะแปรคา rf frequency แตในทางปฏิบตั ิ


เราจะให rf frequency คงที่ แตจะแปรคาความแรงของสนามแมเหล็กแทน เมื่อเกิดการ absorb เราจะทําการวัดคาความ
แรงของสนามแมเหล็กแลวจึงแปลงใหอยูในรูปความถี่แทน spectrum โดยทั่วๆ ไปจะถูกบันทึกในลักษณะนี้ ซึ่งโดยทั่วไป
ความแรงของสนามแมเหล็กจะเพิ่มจากขวาไปซาย

Chemical shift และ Peak Areas


การ flip ของ 1H แตละตัวจะไมเกิดที่ความถี่เดียวกัน ทั้งนี้เนื่องจากวาโปรตอนแตละตัวจะมีสภาวะแวดลอมทาง
เคมี (chemical environment) โดยเฉพาะในดาน electronic ที่แตกตางกัน เมื่อเราพิจารณา 1H NMR spectrum ของ p-
xylene (รูปที่ 12.3) จะเห็นไดวา spectrum นั้นมีรูปแบบที่งายไมซับซอนคือมีเพียง 2 peaks เทานั้น ตําแหนงของแตละ
peak จะวัดในหนวยของ δ (delta) เมื่อเทียบกับ peak ของสารอางอิง (reference) คือ TMS (tetramethylsilane;
(CH3)4Si) ดังทีก่ ลาวไปแลว สาเหตุที่ใช TMS เปนสารอางอิง เนื่องจาก

1.! ทัง้ 12 ไฮโดรเจนของ TMS นัน้ equivalent กัน จึงใหเพียง peak เดียว
2.! peak ของไฮโดรเจนดังกลาวจะปรากฏในบริเวณที่สนามแมเหล็กมีคาสูงกวาไฮโดรเจนโดยทั่วๆ ไป
เพราะฉะนั้นจึงเปนการงายที่จะหา peak ของ TMS และ
3.! TMS เปนสารทีเ่ ฉือ่ ยตอการทําปฏิกริ ยิ ากับสารประกอบอินทรียท ว่ั ๆ ไป และยังมีจุดเดือดที่ตํ่าสามารถ
ไลออกไดงายเมื่อการวัดสิ้นสุดลงแลว

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 6

สารประกอบอินทรียโ ดยทัว่ ๆ ไปจะมี peak ที่ downfield (lower field) กวา เมื่อเทียบกับ TMS ซึ่งจะมีคาเปน
บวก คา δ = 1.00 นั้นหมายความวา peak นัน้ จะปรากฏที่ 1.00 ppm ที่สนามแมเหล็กที่ตํ่ากวา TMS ถาเราวัด spectrum
ที่ 60 MHz (60 x 106 Hz) แสดงวา 1.00 ppm จะอยูที่สนามแมเหล็กที่ตากว
ํ่ า TMS อยู 60 Hz แตถาวัด spectrum ที่ 100
MHz (100 x 106 Hz) แสดงวา 1.00 ppm จะอยูที่สนามแมเหล็กที่ตากว ํ่ า TMS อยู 100 Hz เปนตน ดังนั้นคา chemical
shift ของโปรตอนหนึง่ ๆ คือคา δ เมื่อวัดเทียบกับ TMS และที่เรียกวา "chemical shift" เนื่องจากวา คานี้ขึ้นอยูกับสภาวะ
แวดลอมทางเคมี (chemical environment) ของโปรตอนที่อยูขางเคียง คา chemical shift ไมขึ้นอยูกับเครื่องมือ แตจะขึ้น
อยูก บั โมเลกุลของสารนัน้ ๆ

Chemical shift = δ = _____ระยะหางของ peak จาก TMS (Hz)_____ ppm


ความถี่ของ spectrometerในหนวย MHz

จาก spectrum ของ p-xylene พบวามี peak แคเพียง 2 peak เทานั้น คือที่ δ 2.20 และที่ δ 6.95 นั่นหมายความวา
peak เหลานี้เกิดจากโปรตอนที่ตางกัน 2 ชนิด คือ 1H nuclei ที่มาจาก methyl hydrogen และ 1H nuclei ที่มาจาก
aromatic ring hydrogen เราจะรูไดอยางไรวา peak ไหนเปนของโปรตอนตัวไหน?
วิธีที่เราจะทราบไดก็คือ การ integrate พืน้ ทีข่ องแตละ peak ซึ่งจะเปนสัดสวนกับจํานวน 1H nuclei ที่ ทําใหเกิด
peak นัน้ ๆ ในปจจุบัน เครื่อง NMR ทุกเครื่องจะมี electronic integrator ที่จะคํานวณพื้นที่ของแตละ peak ออกมา ดังนั้น
เมื่อเราหาอัตราสวนของพื้นที่ของแตละ peak ที่ δ 2.20 และที่ δ 6.95 ของ p-xylene จะพบวามีอัตราสวนเปน 3:2 (หรือ
6:4) ทําใหเราทราบวา peak ที่ δ 2.20 เปนของ methyl hydrogen 6 ตัว และ peak ที่ δ 6.95 เปนของ aromatic ring
hydrogen 4 ตัว
โดยทั่วไปเราจะกําหนด peak โดยเปรียบเทียบคา chemical shift กับคาของโปรตอนที่มีลักษณะคลายกันของสาร
ทีเ่ ราทราบแลว เชน benzene จะมี peak เพียงที่เดียวที่ δ 7.24 สวนสารประกอบทีเ่ ปน aromatic compound อืน่ ๆ จะมี
คาใกลเคียงกัน เราจึงสรุปไดวา aromatic ring hydrogen มีคา chemical shift ที่ประมาณ δ 7 สําหรับ CH3-Ar
hydrogen จะปรากฏ peak ที่บริเวณ δ 2.20 - 2.50 โดยทัว่ ๆไปคา chemical shift ของโปรตอนชนิดตางๆ จะอยูในชวงดัง
ปรากฏในตารางขางลางนี้

ชนิดของโปรตอน โครงสราง Chemical Shift, ppm


Cyclopropane C3H6 0.2
Primary R-CH3 0.9
Secondary R2-CH2 1.3
Tertiary R3-C-H 1.5
Vinylic C=C-H 4.6-5.9
Acetylenic triple bond,C≡C-H 2-3
Aromatic Ar-H 6-8.5
Benzylic Ar-C-H 2.2-3

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 7

Allylic C=C-CH3 1.7


Fluorides H-C-F 4-4.5
Chlorides H-C-Cl 3-4
Bromides H-C-Br 2.5-4
Iodides H-C-I 2-4
Alcohols H-C-OH 3.4-4
Ethers H-C-OR 3.3-4
Esters RCOO-C-H 3.7-4.1
Esters H-C-COOR 2-2.2
Acids H-C-COOH 2-2.6
Carbonyl Compounds H-C-C=O 2-2.7
Aldehydic R-(H-)C=O 9-10
Hydroxylic R-C-OH 1-5.5
Phenolic Ar-OH 4-12
Enolic C=C-OH 15-17
Carboxylic RCOOH 10.5-12
Amino RNH2 1-5

หรืออาจแสดงเปนตําแหนงบนสเปกตรัมไดดังนี้

จากที่กลาวเอาไวแลววาคา chemical shift ของโปรตอนชนิดตางๆ จะมีคาไมเทากัน สาเหตุที่เปนเชนนั้นมีปจจัย


หลายประการ แตปจจัยที่สาคั
ํ ญมากคือคา electronegativity ของหมูที่ปรากฏอยูในโมเลกุล ซึ่งจะมีผลตอสภาวะแวด

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 8

ลอมของ 1H nuclei ในขณะนัน้ ๆ โดยปกติหมูที่เปน electron withdrawing จะทําใหคา chemical shift ไปทาง downfield
(ไปทางซายของ spectrum) เชน

-CH3 -CH2Cl -CH2Cl2


~0.9 ~3.7 ~5.8

อิเล็กตรอนทีเ่ คลือ่ นทีใ่ กลกบั 1H nuclei จะสรางสนามแมเหล็กเล็กๆ ใน microenvironment ของมัน ซึ่งจะมีแนว


โนมทีจ่ ะบดบัง (shielding) nucleus จากสนามแมเหล็กที่ใสเขาไปจากภายนอก Cl ซึ่งเปนหมูดึงอิเล็กตรอนจะไปดึง
อิเล็กตรอน ทําใหความหนาแนนของอิเล็กตรอนของ 1H ตํ่ากวาปกติ เรียกวาเกิด deshielding ทําให nucleus ดังกลาว
เกิดการ flip ไปที่ระดับพลังงานที่สูงขึ้นที่ความแรงของสนามแมเหล็กที่ใสเขาไปตํากว
่ า (flip ไดงายขึ้น) และถายิ่งมี Cl
มากขึ้นก็จะมีผลมากขึ้น
ปจจัยที่สองที่มีผลตอคา chemical shift คือ การที่มี π-electrons โดยที่ H ที่ตออยูกับ C ทีเ่ ปนสวนหนึง่ ของ
multiple bond หรือ aromatic ring โดยปกติจะปรากฏที่ downfield เมื่อเทียบกับ H ที่ตอกับ C ที่อิ่มตัว เชน

C-CH2-C CH2=C- -CH=C- H-Ar


δ 1.2 - 1.35 4.6 - 5.0 5.2 - 5.7 6.6 - 8.0

สําหรับเหตุผลที่กอใหเกิดอิทธิพลดังกลาวเปนเรื่องที่ซับซอน จึงไมขอกลาวในที่นี้

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 9

Spin-Spin Splitting

สารประกอบสวนใหญจะให spectra ซึ่ง H แตละชนิดจะมี peak ที่ซับซอนมากกวา peak เดียว (เรียกวา singlet)
ถาหากพิจารณาจากรูปที่ 12.4 จะพบวา spectrum ของ diethyl ether CH3CH2OCH2CH3 จากตารางที่ 12.2 เราจะ
ทํานายไดวา spectrum จะมี 2 สัญญาณ

++"#*"#%$"#%"#*++

โดยสัญญาณแรกจะอยูท ่ี δ 0.9 ซึ่งเปนของ CH3 6 โปรตอน และเสนที่ 2 จะอยูที่ δ 3.5 ซึ่งเปนของ CH2 4 โปรตอน
ที่ติดอยูกับ O จากรูปเราจะไมพบ singlet แตเราจะพบวาสัญญาณของ CH3 แยก (split) ออกเปน 3 peak (เรียกวา
triplet) โดยมีอัตราสวนเปน 1:2:1 และเราจะพบวาสัญญาณของ CH2 แยกออกเปน 4 peak (เรียกวา quartet) โดยมีอัตรา
สวนเปน 1:3:3:1 ซึ่งเราเรียกการแยกของ peak เหลานี้วา spin-spin splitting โดยการแยกดังกลาวจะใหขอมูลทาง
โครงสราง การเกิด spin-spin splitting นั้นเกิดมาจากการที่ 1H nucleus ในโมเลกุลทําตัวเปนเหมือนแทงแมเหล็กเล็กๆ
เมื่อเรา run 1H NMR spectrum ไฮโดรเจนแตละตัวจะไมไดรูสึกถึงสนามแมเหล็กกําลังสูงที่ใสเยขาไปเพียงเทานั้น แตยังรู
สึกถึงสนามแมเหล็กที่เกิดจากแมเหล็กตัวเล็กๆ ที่เกิดจาก H ที่อยูติดกันอีกดวย ตลอดเวลาที่ทาการ
ํ scan 1H nuclei ทีอ่ ยู
ที่ C ที่ติดกันอาจจะอยูในสภาวะที่มีพลังงานตําหรื่ อในสภาวะที่มีพลังงานสูง โดยมีโอกาสที่จะเปนไปไดเทาๆ กัน เพราะ
ฉะนัน้ 1H nuclei ที่เรากําลังจะวัดจะถูกรบกวนดวยสนามแมเหล็กเล็กๆ ที่เกิดจาก 1H nuclei ที่อยูกับ C ที่ติดกัน เรา
สามารถทํานาย splitting pattern ไดโดยใชกฏ n + 1 ถา 1H nuclei หรือชุดของ 1H nuclei ที่เหมือนกันมี n 1H nuclei ที่
อยูขางเคียงที่มีคา chemical shift ที่ตางกัน จะใหสัญญาณ NMR split เปน n + 1 peaks เชนใน diethyl ether CH3
hydrogen จะมี 1H ขางเคียงอีก 2 ตัว (บน CH2) ดังนัน้ สัญญาณของ CH3 จะแยกออกเปน 2 + 1 = 3 peaks (triplet) และ
ขณะเดียวกัน CH2 hydrogen จะมี 1H ขางเคียงอีก 3 ตัว (บน CH3) จะแยกออกเปน 3 + 1 = 4 peaks (quartet)
ถาเราพิจารณาระบบ
" "
! "
# #

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 10

Ha จะมี 1H ขางเคียงเพียง 1 ตัว คือ Hb ถาเราทําการวัด Ha จะพบวาขณะนั้น Hb จะอยูในระดับพลังงานตํ่าหรือ


อยูในระดับพลังงานสูงในโอกาสเกือบเทาๆ กัน ดังนั้น Ha จะ split ออกเปน 2 peaks ที่มีขนาดเทาๆกัน (เราเรียกวา
doublet) และถาเปนระบบ
#"
" "
! "
# #
Ha = …………………………….?
Hb = …………………………….?

Ha Hb
↑↓ ↑↑ ↑↓ ↓↑ ↓↓
↑↓
↑↓ ↑↑ ↑↓ ↓↑ ↓↓

1
H nuclei ที่ถูก split สัญญาณโดยตัวอื่น เราเรียกวา 1H nuclei ถูก couple ความกวางของการ coupling จะวัด
เปนจํานวน Hz โดยวัดระหวางสัญญาณที่ถูก split ออก ตารางที่ 12.3 แสดงคา coupling constant บางชนิด โดยทั่วๆ ไป
spin-spin coupling จะลดลงอยางรวดเร็วเมื่อระยะทางมากขึ้น

ชนิด J (Hz) ชนิด J ( Hz)

12-15 2-9

0 + #*" "#% , + 6.5- 7.5

•! aa 5-8
5.5- 7.0 •! ae 2-4
•! ee 2-4

0.5- 3 7-12

13-18 4-10

0.5- 2.5 0

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 11

9- 13 2- 3

1- 3 2- 4

•! 1-2 1.6-2.0
•! o 6- 9
•! 1-3 0.6-1.0
•! m 1- 3
•! 1-4 1.3-1.8
•! p 0- 1
•! 2-3 3.2-3.8
•! 1-2 2.0-2.6 •! 1-2 4.6-5.8
•! 1-3 1.5-2.2 •! 1-3 1.0-1.8
•! 1-4 1.8-2.3 •! 1-4 2.1-3.3
•! 2-3 2.8-4.0 •! 2-3 3.0-4.2
•! 1-2 4.9-5.7
•! 1-3 1.6-2.6
•! 1-4 0.7-1.1
•! 1-5 0.2-0.5
•! 2-3 7.2-8.5
•! 2-4 1.4-1.9

เราจะเห็นไดวา coupling constant มีประโยชนในการบอกความแตกตางระหวาง cis-trans isomers หรือ


ตําแหนงทีแ่ ทนทีบ่ น benzene ring
ถาเปน 1H nuclei ที่มีสภาวะแวดลอมทางเคมีที่เหมือนกันจะไมทําใหเกิดการ split เชน

BrCH2CH2Br จะไดเปน singlet

สรุป 1H NMR spectroscopy จะใหขอมูลทางโครงสรางดังนี้


1. !จํานวนสัญญาณและ chemical shift ทําใหเรา identify ชนิดของ 1H nuclei ที่มีความแตกตางกันทางเคมีใน
โมเลกุลได
2. !พืน้ ทีข่ องแตละ peak (ไดจากคา integrattion) จะบอกจํานวน 1H nuclei ของแตละชนิดที่ปรากฏอยู
3. !spin-spin splitting pattern จะบอกเราเกี่ยวกับจํานวน 1H nuclei ที่อยูขางเคียง ที่ 1H nuclei หนึ่งๆ มีอยู

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 12

!!13C NMR Spectroscopy

จากที่เราไดเรียนมาแลววาเทคนิคของ 1H MNR spectroscopy จะใหขอมูลการจัดตัวของไฮโดรเจนในโมเลกุล


แตสําหรับเทคนิค 13C NMR Spectroscopy ที่เรากําลังจะศึกษาตอไปนี้จะใหขอมูลที่เกี่ยวของกับโครงสรางของคารบอน
ในโมเลกุล จากที่เรากลาวเอาไวแลววา 12C จะไมมี nuclear spin (spin = 0) จึงไมให spectrum แต 13C จะมี spin ดังนั้น
จึงสามารถทํา spectrumได ถึงกระนั้นก็ตาม 13C จะมีอยูในธรรมชาติเพียง 1.1 % เทานั้น นอกจากนี้ความแตกตางของ
ระดับพลังงาน (energy gap) ยังแคบอีกดวย จากสาเหตุ 2 ประการนีท้ าให ํ ตองใชเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูง มีความ
วองไวมาก เครื่องมือดังกลาวนี้เพิ่งจะมีใชเมื่อไมนานมานี้
13
C spectra มีความแตกตางไปจาก 1H spectra อยูหลายประการ คา chemical shift ของ13C จะปรากฏในชวง
ที่กวางกวา 1H คือจะอยูในชวง δ 0-200 ppm ในขณะที่ chemical shift ของ1H อยูในชวง δ 0-10 ppm แตก็วัดโดยเทียบ
กับ TMS เชนกัน เนื่องจากวา TMS เปนสารที่ C ทัง้ 4 ตัวมีสภาวะแวดลอมทางเคมีเหมือนกันและยังให peak ทีแ่ หลมคม
การที่ 13C spectra มีชวงของ chemical shift ที่กวางจึงทําให spectrum มีความงายมากกวา 1H spectra
เนื่องจาก 13C มีอยูในธรรมชาติไมมากนัก ดังนั้นการที่จะเจอ spin-spin splitting ของ 13C-13C ที่อยูติดกันเปนไป
ไดยาก แต spin-spin splitting นั้นสามารถเกิดขึ้นไดระหวาง ที่ตออยูกับ 13C นัน้ เวลาที่เรา run 13C spectrum เรา
สามารถเลือกไดวาเราตองการใหเห็น หรือไม ถาเราไมตองการเห็น เราก็จะได spectrum ที่ไมมี 1H splitting ซึ่งเราเรียก
spectrum ชนิดนี้วา proton decoupled spectrum เชน 13C spectrum ของ 2-butanol ที่มี 13C - 1H splitting (รูปที่ 12.6
บน) เราจะเห็นไดวารูปแบบของการ splitting ก็จะเหมือนกับของ 1H - 1H spin-spin splitting เชนกัน คือเปนแบบ
doublet, triplet, quartet เปนตน และยังคงสามารถใชกฏ “n + 1” ไดเชนกัน แต n ในที่นี้จะเปนจํานวน 1H ที่ตออยูกับ 13C
นัน้ ๆ แตถาเปน proton decoupled spectrum จะเห็นไดวา 13C แตละชนิดก็จะให peak ที่เปน singlet ทั้งหมด
การ assign peak จะเหมือนกันใน คือจะอาศัยการเทียบคา chemical shift จากคาที่เราทราบแลว ปจจัยที่มีผล
ตอคา chemical shift ใน 1H NMR ก็มีผลเชนเดียวกับใน 13C NMR นั่นคือถามีหมูที่ดึง electrons มาตออยูก็จะทําให
peak ไปปรากฏที่ downfield กวา 13C ที่ไมมีหมูดังกลาวมาเกะ สําหรับคา integration นั้นไมสามารถใชในการคํานวณหา
ปริมาณของ 13C แตละชนิดได ทั้งนี้อาจเกิดจากการที่มี 13C ในธรรมชาติในปริมาณที่นอยมากนั่นเอง แต 13C spectrum
จะใหขอมูลวามี 13C อยูกี่ตัวและแตละตัวตออยูกับ 1H กี่ตัว

" 2-methyl-1-propanol มีกี่ peak ใน 1H-decoupled 13C NMR spectrum ?

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 13

ก.)

ข.)

ก.) proton coupled 13C-NMR spectrum ของ 2-butanol


ข.) proton decoupled 13C-NMR spectrum ของ 2-butanol

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 14

สําหรับคา chemical shift ของ 13C ของสารประกอบชนิดตางๆ จะประกฏบน 13C NMR spectrum ที่ตาแหน
ํ ง
ตางๆ ดังแผนภาพ

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 15

ตัวอยางของ 1H และ 13C NMR spectra ของสารชนิดตางๆ มีดังนี้


1.)! แอลเคน (Alkanes) : hexane
1
H NMR spectrum

13
C NMR spectrum

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 16

2.)! แอลคีน (Alkenes) : 1-hexene


1
H NMR spectrum

13
C NMR spectrum

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 17

3.)! แอลไคน (Alkynes) : 1-heptyne


1
H NMR spectrum

13
C NMR spectrum

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 18

4.)! อะโรมาติก (Aromatics) : Toluene


1
H NMR spectrum

13
C NMR spectrum

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 19

5.)! แอลกอฮอล (Alcohols) : 1-hexanol


1
H NMR spectrum

13
C NMR spectrum

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 20

6.)! แอลดีไฮด (Aldehydes) : pentanal


1
H NMR spectrum

13
C NMR spectrum

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 21

7.)! คีโตน (Ketones) : 3-heptanone


1
H NMR spectrum

13
C NMR spectrum

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 22

8.)! เอมีน (Amines) : n-hexyl amine


1
H NMR spectrum

13
C NMR spectrum

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 23

9.)! กรดคารบอกซิลิก (Carboxylic acids) : hexanoic acid


1
H NMR spectrum

13
C NMR spectrum

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 24

10.)!เอสเทอร (Esters) : Ethyl acetate


1
H NMR spectrum

13
C NMR spectrum

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 25

11.)!แอนไฮไดรด (Acid Anhydrides) : Butyric anhydride


1
H NMR spectrum

13
C NMR spectrum

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 26

!!Infared Spectroscopy

ถึงแมวา NMR Spectroscopy จะเปนเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงที่ใหขอมูลเกี่ยวกับโครงสรางของสารได แต


เรายังจําเปนที่จะตองอาศัยเทคนิคอื่นๆ เพื่อที่จะไดขอมูลเกี่ยวกับโครงสรางเพิ่มเติม หนึ่งในเทคนิคดังกลาวที่สาคั
ํ ญคือ
Infared Spectroscopy
โดยทัว่ ๆไป infared frequency จะเขียนในรูปของ wavenumber (1/λ; cm-1) ซึ่งก็คือจํานวนของคลื่นตอ
เซนติเมตร เครื่องมือสวนใหญสามารถ scan ไดในชวง 700-5000 cm-1 โดยที่ความถี่ดังกลาวจะมีคาเทากับพลังงาน
ประมาณ 2-12 kcal/mol พลังงานจํานวนนี้มีคามากพอที่จะไปสั่นพันธะตางๆในโมเลกุล เชน เกิดการยืด-หดของพันธะ
(bond stretching) หรือการโคงงอของพันธะ (bond bending) ดังในรูป แตพลังงานจํานวนนี้ก็ไมสามารถทําใหพันธะแตก
ได

Stretching

Symmetric Asymmetric

Bending

Scissoring Rocking Wagging Twisting

In-plane bending Out-of-plane bending


= เลื่อนที่เขาหาผูดู = เลื่อนที่ออกจากผูดู

พันธะตางชนิดกันจะเกิดการ stretching ในชวงความถี่ที่ตางกัน ดังนั้น IR spectrum จะบงบอกถึงชนิดของ


พันธะที่มีอยูในโมเลกุล ตารางที่ 12.4 แสดงใหเห็นถึง stretching frequencies ของพันธะตางๆที่พบโดยทั่วๆไปในสาร
ประกอบอินทรีย

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 27

พันธะ ชนิดของสารประกอบ ชวง wavenumber, cm-1


2960-2850(s) stretch
Alkanes
C-H 1470-1350(v) scissoring และ bending
CH3 Umbrella Deformation 1380(m-w) - Doublet - isopropyl, t-butyl
3080-3020(m) stretch
C-H Alkenes
1000-675(s) bend
Aromatic Rings 3100-3000(m) stretch
C-H Phenyl Ring Substitution Bands 870-675(s) bend
Phenyl Ring Substitution Overtones 2000-1600(w) - fingerprint region
3333-3267(s) stretch
C-H Alkynes
700-610(b) bend
C=C Alkenes 1680-1640(m,w)) stretch
C≡C Alkynes 2260-2100(w,sh) stretch
C=C Aromatic Rings 1600, 1500(w) stretch
C-O Alcohols, Ethers, Carboxylic acids, Esters 1260-1000(s) stretch
C=O Aldehydes, Ketones, Carboxylic acids, Esters 1760-1670(s) stretch
Monomeric -- Alcohols, Phenols 3640-3160(s,br) stretch
O-H Hydrogen-bonded -- Alcohols, Phenols 3600-3200(b) stretch
Carboxylic acids 3000-2500(b) stretch
3500-3300(m) stretch
N-H Amines
1650-1580 (m) bend
C-N Amines 1340-1020(m) stretch
C≡N Nitriles 2260-2220(v) stretch
1660-1500(s) asymmetrical stretch
NO2 Nitro Compounds
1390-1260(s) symmetrical stretch
v - variable, m - medium, s - strong, br - broad, w - weak

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 28

จากตารางสามารถสรุปชวงของการเกิด transition ไดดงั แผนภาพนี้

การทํา infared spectrum ของสารทําไดไมยากเพียงแตใสสารตัวอยางลงในเครื่องมือ เครื่องจะทําการ scan


โดยปลอยแสง infared ออกมาผานสารไปยัง detector หากสารไม absorbed พลังงาน แสงก็จะผานไปสู detector หมด
แตถาหากแสงถูก absorbed detector ก็จะคํานวณหาปริมาณแสงที่เหลืออยู จากนั้นก็จะ plot คาระหวางปริมาณแสงที่
ถูกสงผานมากับ wavenumber รูปทีต่ อ ไปนีเ้ ปนลักษณะ infared spectrum ทีพ่ บโดยทัว่ ๆไป จะเห็นวา spectrum ทัง้
สองมี C-H stretching ปรากฏทีป่ ระมาณ 3000 cm-1 และมี C=O stretching ที่ประมาณ 1700 cm-1 บริเวณที่เปน
functional group band (ชวง 1500-4000 cm-1) ของทั้ง 2 สเปกตรัมจะเหมือนกันและไมใหรายละเอียดทางโครงสราง
มากนัก ดังนั้น cyclopentanone และ cyclohexanone จึงมี spectrums ที่มี functional group band เหมือนกัน แตจะ
ตางกันตรงบริเวณที่เปน fringerprint band (ชวง 700-1500 cm-1) เทานั้น บริเวณนี้จะเกิดจากการ stretching และ
bending ของอะตอมในแตละสาร ซึ่งจะมีลักษณะที่จาเพาะของแต
ํ ละสาร

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 29

ตัวอยาง IR-spectra ของสารประกอบประเภทตางๆ

1.) แอลเคน (Alkanes)


สารประกอบแอลเคนจะมีพคี ทีต่ ่ํากวา 3000 cm-1 ซึ่งเกิดจาก C – H stretching (asymmetric และ symmetric)
ของไฮโดรคารบอนอิ่มตัว และจะพบพีคที่เกิดจาก C – H bending (asymmetric ที่ 1460 cm-1 และ symmetric ที่ 1375
cm-1) โดยทัว่ ไปหมู –CH3 จะเกิดการ transition ที่พลังงานตํ่ากวา หมู –CH2 ดังสเปกตรัมของ n-hexane ตอไปนี้

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 30

โดยสรุป จะมีพีคทั้งหมด 4 พีคที่เปนเปนเครื่องบงบอกวามีหมู –CH3 อยูในโมเลกุล ไดแก พีคที่ 2962, 2872,


1460 และ 1375 cm-1 และมีพคี อีก 4 พีคที่เปนเปนเครื่องบงบอกวามีหมู –CH2 ไดแก พีคที่ 2926, 2853, 1455 และ 720
cm-1
หากเปรียบเทียบสเปกตรัมของ 2,3-dimethylbutane จะเห็นวาสวนที่เกิดจาก C – H stretching และ C – H
bending ของหมู –CH2 หายไป

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 31

2.) แอลเคน (Alkanes)


สารประกอบแอลคีนจะมีพคี ของ =CH2 asymmetric stretching ที่มากกวา 3000 cm-1 สวน =CH2 symmetric
stretching จะอยูที่ตํ่ากวา 3000 cm-1 และจะพบพีคของ C = C stretching ที่ 1640 ± 10 cm-1 สวน =CH2 out-of-plan
bending จะพบที่ 1820 (overtone) และ 900 cm-1 นอกจากนี้จะมีพีคที่ 990 cm-1 ซึ่งเปนของ =CH2 out-of-plan
twisting ดังจะเห็นไดจากสเปกตรัมของ 1-hexene

จากสเปกตรัมจะเห็นไดวาพันธะ C = C จะทําใหเกิดพีคตอไปนี้ : 3080 และ 2997 cm-1 ของ =CH2 stretching,


1640 cm-1 ของ C = C stretching, 1821 และ 909 cm-1 ของ =CH2 out-of-plan bending และ 993 cm-1 ของ =CH2
out-of-plan twisting

3.) แอลไคน (Alkynes)


แอลไคนจะมีพีคที่เปนเอกลักษณเฉพาะไดแก พีคของ ≡CH stretching ที่ประมาณ 3300 ± 20 cm-1 และ
C≡C stretching ที่ประมาณ 2220 ± 20 cm-1 สําหรับ - CH2 - C≡C bending จะพบที่ 1426 cm-1 สวน ≡CH bending
จะอยูที่ 1240 cm-1 (overtone) และที่ 630 cm-1 เชนสเปกตรัมของ 1-heptyne

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 32

โดยสรุป พันธะ C≡C จะทําใหเกิดพีคตอไปนี้ : 3312 cm-1 ของ ≡CH stretching, 2119 cm-1 ของ C ≡ C
stretching, 1426 cm-1 ของ - CH2 - C≡C bending และ 1238 และ 630 cm-1 ของ ≡CH bending

4.) ไนไตรล (Nitriles)


สารประกอบไนไตรลจะมีหมู -C≡N อยู ดังนั้นพีคที่เปนเอกลักษณของสารประกอบประเภทนี้จะเกิดจากหมูดัง
กลาว ไดแก พีคของ -C≡N stretching ซึ่งจะพบที่ประมาณ 2250 ± 10 cm-1 และ - CH2 - C≡N bending ที่ประมาณ
1426 cm-1 สวน ≡CH bending จะอยูที่ 1240 cm-1 (overtone) และที่ 630 cm-1 เชน สเปกตรัมของ Octanonitrile

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 33

โดยสรุป สารประกอบไนไตรลจะมีพนั ธะ C≡N จะทําใหเกิดพีคตอไปนี้ : 2247 cm-1 ของ C≡N stretching, และ
1426 cm-1 ของ - CH2 – C≡N bending

4.) อะโรมาติก (Aromatics)


สารประกอบอะโรมาติกจะมีพคี ทีม่ ลี กั ษณะแหลม (sharp) จะมีพีคของ –C(sp2)H stretching อยูที่ประมาณ 3050
± 50 cm-1 และอาจจะพบ overtone bands ในชวง 2000 – 1700 cm-1 นอกจากนี้จะตองพบ 2 พีคใน 3 พีคที่ 1600,
1500 และ 1450 cm-1 ซึ่งเกิดจาก in-plan ring stretching สวน symmetric out-of-plan bending จะพบที่ประมาณ 730
± 20 cm-1 และ out-of-plan bending ที่ประมาณ 690 ± 20 cm-1 ดังจะเห็นไดจากสเปกตรัมของ toluene ดังตอไปนี้

โดยสรุป สารประกอบอะโรมาติกจะพีคตอไปนี้ : 3100 - 3000 cm-1 ของ unsaturated CH stretching, 2000 -


1700 cm-1 ของ overtones, 1600, 1500 และ 1450 cm-1 ของ in-plane ring stretching และ 730 cm-1 ของ out-of-plan
H bending รวมทั้ง 690 cm-1 ของ out-of-plan ring bending

4.) แอลกอฮอล (Alcohols)


สารประกอบแอลกอฮอลจะมีหมู – OH ซึ่งจะทําใหเกิดพีคที่มีลักษณะเฉพาะ เชน จะมีพีคของ –OH stretching
อยูที่ประมาณ 3350 ± 150 cm-1 ซึง่ สวนใหญจะมีลกั ษณะ board สวน –OH bending จะอยูในชวง 1400 ± 100 cm-1 ซึ่ง
จะฝงตัวในชวง – CH bending (จึงอาจจะไมเห็น) สําหรับ C – C – O stretching จะขึ้นอยูกับชนิดของแอลกอฮอล โดย 1º
แอลกอฮอลจะพบที่ 1050 ± 25 cm-1 แต 2º แอลกอฮอลจะพบที่ 1125 ± 25 cm-1 และ 3º แอลกอฮอลจะพบที่ 1150 ± 50
cm-1 สําหรับ –OH wagging จะพบที่ประมาณ 660 cm-1 เชนในสเปกตรัมของ 1-hexanol

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 34

พีคที่เกิดขึ้นจากหมู –OH ของแอลกอฮอลสามารถสรุปไดดงั นี้ 3334 cm-1 ของ –OH stretching, 1430 cm-1 ของ
–OH bending, 1058 cm-1 ของ C – O bending และ 660 cm-1 ของ –OH wagging

5.) เอมีน (Amines)


สารประกอบเอมีนจะมีหมู – NH2 (1º เอมีน) หรือ – NH (2º เอมีน) ซึ่งจะทําใหเกิดพีคที่มีลักษณะเฉพาะ โดยพีค
ของ – NH2 stretching จะมี 2 พีคอยูที่ประมาณ 3300 ± 100 cm-1 สวนพีคของ – NH stretching จะมี 1 พีคอยูที่ตําแหนง
เดียวกัน และเนื่องจาก 3º เอมีนไมมีพันธะ N – H จึงไมมีพีคดังกลาว นอกจากนี้ 1º เอมีนจะมี – NH2 bending อยูท ่ี
ประมาณ 1615 ± 15 cm-1 และ – NH2 wagging อยูที่ประมาณ 700 cm-1 (ใน 2º เอมีนและ 3º เอมีนจะไมมีทั้งสองพีคนี)้
ตัวอยางเชน สเปกตรัมของ n-hexyl amine

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 35

โดยสรุปหมู –NH2 จะทําใหเกิดพีคดังตอไปนี้ : 3309 cm-1 ของ – NH2 asymmetric stretching, 3290 cm-1 ของ
– NH2 symmetric stretching, 1610 cm-1 ของ – NH2 scissor bending และ 797 cm-1 ของ – NH2 wagging

5.) แอลดีไฮด (Aldehydes)


สารประกอบแอลดีไฮดจะมีหมู – CHO เปนหมูฟงกชั่น สวนใหญพีคที่เปนเอกลักษณจะเกิดจากหมูดังกลาว คือ
C = O stretching จะเกิดที่ 1727 cm-1 และอาจจะเห็น overtone ที่ 3420 cm-1 สวน C – H stretching/bending ของหมู
– CHO จะปรากฏที่ 2820 และ/หรือ 2717 cm-1 (เห็นพีคใดพีคหนึ่ง) - CH2 - CHO scissor bending ที่ประมาณ 1407
cm-1 สวน CO-H bending จะอยูที่ 1395 ± 10 cm-1 เชน สเปกตรัมของ hexanal ดังรูป

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 36

6.) คีโตน (Ketones)


หมูฟงกชั่นของคีโตนคือหมูคารบอนิล C = O ซึ่งจะคลายกับหมูคารบอนิลของสารประกอบอื่นๆ คือ พีคของ
C = O stretching จะเกิดที่ 1715 cm-1 โดยมี overtone ที่ประมาณ 3400 cm-1 นอกจากนี้ยังมีพีคของ - CH2 - CO
scissor bending ที่ประมาณ 1408 cm-1 จะเห็นไดวาพีคของคีโตนจะคลายกับแอลดีไฮดมาก ยกเวนแตคีโตนจะไมมีพีค
ของ C – H stretching/bending ของหมู – CHO ที่ประมาณ 2820 และ/หรือ 2717 cm-1 เทานั้น ตัวอยางเชน สเปกตรัมของ
3-heptanone

7.) กรดคารบอกซิลิก (Carboxylic acids)


หมูคารบอกซิล - COOH ของกรดคารบอกซิลิกจะมีทั้งหมูไฮดรอกซิล (- OH) และหมูค ารบอนิล (C = O) ตอกัน
อยู ทําใหพีคที่เปนลักษณะเฉพาะของสารประเภทนี้เกิดพีคที่เกิดจากหมูทั้งสอง คือ พีคของ - OH stretching ของหมู
- COOH ทีเ่ ปนไดเมอร (dimer) จะพบที่ 3000 ± 500 cm-1 ซึ่งมีลักษณะกวาง (board) ทั้งนี้เนื่องจากการเกิดพันธะ
ไฮโดรเจนนัน่ เอง นอกจากนี้จะพบ overtone ของหมู - COOH ที่ประมาณ 2500 ± 300 cm-1 สําหรับพีคของ C = O
stretching จะเกิดที่ 1711 cm-1 ตํ่ากวาของแอลดีไฮดและคีโตนเนื่องจากการเกิดพันธะไฮโดรเจนดังที่ไดกลาวไปแลว
และยังพบวามีพีคของ –COOH stretching/bending ที่ประมาณ 1425 ± 25 และ 1250 ± 50 cm-1 ซึ่งพีคนี้เกิดจาก –
OH bending รวมกับ O – C – C asymmetric stretching นอกจากนี้ยังมีพีคของ - CH2 - COOH scissor bending ที่
ประมาณ 1413 cm-1 และพีคของ - OH out-of-plan bending ที่ประมาณ 935 ± 15 cm-1 อีกดวย ดังจะเห็นไดจาก
สเปกตรัมของ heptanoic acid

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 37

โดยสรุปพีคที่เกิดขึ้นจากหมู –COOH ของกรดคารบอกซิลิกสามารถสรุปไดดังนี้ 3615 cm-1 ของ dimer –OH


stretching, 2800 - 2300 cm-1 เปน overtone, 1711 cm-1 ของ C = O stretching, 1420, 1285 cm-1 ของ –COOH
stretching/ bending, 1413 cm-1 ของ - CH2 - COOH scissor bending และ 938 cm-1 ของ –COOH wagging

8.) เอสเทอร (Esters)


เอสเทอรจะมีหมูแ อลคิลมาแทนทีไ่ ฮโดรเจนของหมู - COOH ของกรดคารบอกซิลิกดังนั้นพีคที่เกิดจากหมู – OH
จะหายไป พีคของ C = O stretching จะเกิดที่ 1742 cm-1 โดยมี overtone ที่ประมาณ 3484 cm-1 ซึ่งจะเห็นไดวาพีคของ
C = O stretching จะเกิดที่ wavenumber สูงกวาของกรดอินทรีย แอลดีไฮดและคีโตน นอกจากนี้ยังมีพีคของ - CH2 -
COOR scissor bending ที่ประมาณ 1190 ± 30 cm-1 (ใน acetate จะพบที่ 1245 ± 15 cm-1 คูกับ CH3 - COOR
scissor bending ที่ 1374 cm-1) และจะพบพีคของ C – O stretching ที่ couple อยูกับ C - C stretching ที่ 1040 ± 60
cm-1 (ใน acetate จะพบที่ 1045 ± 15 cm-1) ตัวอยางเชน ethyl acetate จะมีสเปกตรัมเปนดังนี้

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 38

พีคหลักๆ ของ ethyl acetate ที่เกิดจากหมู - CO-OCH3 มีดังนี้ : 1742 cm-1 ของ C = O stretching (มี
overtone อยูท ่ี 3484 cm-1), 1364 cm-1 ของ CH3 - CO scissor bending, 1241 cm-1 ของ C – C(O) – C stretching
และ 1048 cm-1 ของ C – O stretching

9.) แอนไฮไดรด (Acid anhydride)


แอนไฮไดรดจะคลายกับเอสเทอรมาก เพียงแตแอนไฮไดรดจะมีหมูคารบอนิล 2 หมู ซึง่ จะสงผลใหพคี ของ C = O
stretching เกิดที่ wavenumber สูงกวาของเอสเทอร คือเกิดที่ 1830 ± 10 cm-1 (symmetrical coupling) และที1่ 755 ±
15 cm-1 (asymmetrical coupling) นอกจากนี้ยังมีพีคของ - CH2 - CO scissor bending ที่ประมาณ 1408 cm-1 และจะ
พบพีคของ C – O stretching ที่ couple อยูกับ C - C stretching ที่ 1150 ± 50 cm-1 ตัวอยางเชน butyric anhydride จะ
มีสเปกตรัมเปนดังนี้

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 39

ํ ญ ๆ ทีพ่ บในแอนไฮไดรด ไดแก พีค 1819 และ 1750 cm-1 ของ C = O coupled, 1408 cm-1 ของ
สรุปพีคทีส่ าคั
CH2 - CO scissor bending และ 1029 cm-1 ของ C – O stretching

สรุป Infared spectra จะบอกชนิดของหมูฟงก็ชันที่มีอยูในโมเลกุลนั้น โดยดูไดจากชวง functional group


region และใชพิจารณาวาสารสองชนิดเปนตัวเดียวกันหรือไมโดยดูไดจากชวง fingerprint region

#Ultraviolet and Visible Spectroscopy

ชวงแสงที่ตาเรามองเห็น (visible) ใน spectrum จะอยูในขวงความยาวคลื่น 400 - 800 manometers (nm =


-9
10 m) สวนแสง ultraviolet จะมีความยาวคลื่นสั้นกวาคือจะอยูในชวง 200-400 nm สําหรับแสง infared จะมี
ความยาวคลื่นมากกวา 2500 nm ขึน้ ไป
ปริมาณพลังงานที่สัมพันธกับแสงในชวง visible มีคาประมาณ 37-75 kcal/mol และสําหรับแสงในชวง
ultraviolet จะมีพลังงานอยูในชวง 75-150 kcal/mol ถาเปรียบเทียบกับแสง infared (พลังงานอยูในชวง 2-12 kcal/mol)
แลวจะพบวามีคาสูงกวามาก พลังงานจํานวนนี้จะสัมพันธกับปริมาณพลังงานที่จะกอใหเกิดการโดด (jump) ของ
electron ทีอ่ ยูท ่ี filled molecular orbital ไปยัง molecular orbital ที่มีพลังงานสูงกวา การกระโดดของอิเล็กตรอนดัง
กลาวเราเรียกวา electronic transition
รูปที่ 12.9 เปนรูปของ ultraviolet absorption spectrum ทีพ่ บโดยทัว่ ไป ถาเปรียบเทียบกับ spectrum ของ
infared จะพบวา ultraviolet absorption spectrum มีจานวน ํ peak นอยกวาและมีลักษณะที่กวางกวา การรายงาน
peak ของ ultraviolet absorption spectrum จะรายงานเฉพาะความยาวคลื่นของ peak ที่เปนจุดสูงสุด (λmax) เชน
conjugated unsaturated ketone จะมี absorption peaks อยู 2 peaks คือที่ λmax = 232 nm ซึ่งเปน peak ที่มีการ

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 40

absorb มากที่สุดโดยเปนผลมาจาก π-electrons transition และอีก peak อยูท ่ี λmax = 330 nm เปน peak ที่มีการ
absorb ออนมากเปนการ transition ของ nonbonding electron ของอะตอมออกซิเจนที่อยูที่ carbonyl group

intensity ของ absorption band สามารถเขียนไดในเชิงปริมาณ ซึ่งจะขึ้นอยูกับ โครงสรางของโมเลกุลและ


จํานวนโมเลกุลที่ดูดกลืนแสงดวย คาการดูดกลืน (Absorbance) ซึงเปนคา log ของปริมาณแสงที่เขาและออกจากสารตัว
อยาง จะมีความสัมพันธดังสมการเปนไปตามกฎของ Beer ดังตอไปนี้

A = εcl
เมื่อ ε คือ molar absorptivity หรือบางทีเรียก extinction coefficient
c คือ ความเขมขน หนวยเปน mole/L
l คือ ความยาวในชวงที่แสงผาน หนวยเปน cm.
คา ε ของ peak ใดๆ ใน spectrum เปนคาคงที่จาเพาะของสารหนึ
ํ ่งๆ เชน คา ε ของ peaks บน spectrum ของ
unsaturated ketone ในรูปที่ 12.9 เปนดังนี้คือ λmax = 232 nm (ε = 12,600) และที่ λmax = 330 nm (ε = 78)
โดยทั่วไป UV-vis spectra จะใชหา conjugation โมเลกุลสวนใหญที่ไมมีพันธะคูหรือมีแคเพียงพันธะเดียวจะไม
ให UV-vis spectra แตถามี conjugated double bond มากเทาใด ความยาวคลื่นของ peak ที่ดูดกลืนสูงสุดยิ่งมากเทา
นัน้

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 41

#%" "# "# "#% #%" "# "# "# "# "#%
λ-.,+/+%%0+(- λ-.,+/+%56+(-
1ε+/+%023004 1ε+/+*520004

#%" "# "# "# "# "# "# "# "# "#%
λ-.,+/+%76+(-
1ε+/+5%20004

λ-.,+/+%55+(- λ-.,+/+*8)+(- λ-.,+/+*70+(-


1ε+/+%854 1ε+/+%734 1ε+/+30004

λ-.,+/+)70+(-9+:;<<=>
1ε+/+8%25004

$!สารประกอบประเภท aromatic ตอไปนี้สารใดจะดูดกลืนแสงที่ความยาวคลื่นมากกวากัน

!!Mass Spectroscopy

Mass Spectroscopy จะแตกตางจาก spectroscopy ชนิดอื่นในแงที่วา เทคนิคนี้ไมขึ้นกับ transition ระหวาง


ระดับพลังงาน Mass Spectroscopy จะเปลีย่ นโมเลกุลเปนไอออน แลวจะเรียงไอออนเหลานี้ตามอัตราสวนระหวางมวล
ตอประจุ (mass/charge; m/z) หลังจากนั้นจะวัดปริมาณของไอออนเหลานั้นที่มีอยู การทําการวิเคราะหทําไดโดยการใส
สารตัวอยางลงใน high-vacuum chamber ซึ่งจะเกิดการระเหยของตัวทําละลายและถูก bombard ดวย electron ที่มี
พลังงานสูง electron ที่ถูก bombardจะถูกยิงเขาไปที่โมเลกุล M ทําให electron ที่อยูในโมเลกุลถูกยิงหลุดออกไป กลาย
เปน cation radical ซึ่งเราเรียนวา molecular ion; M+.
M + e- → M+. + 2e-
เชน methanol
e- + CH3OH → [CH3OH]+ + 2e-
methanol molecular
ion (m/z = 32)

ลําของไอออนจะผานเขาไปในสนามแมเหล็กกําลังสูง ลําของไอออนจะเกิดการเบี่ยงเบน สวนจะเบี่ยงเบนไปเทา


ไรขึน้ อยูก บั มวลของไอออนนัน้ ๆ เนื่องจาก M+.จะตองมีมวลเทากับมวลโมเลกุลของสาร ดังนั้น mass spectroscopy จึง
เปนเครื่องมือที่ใชหามวลโมเลกุลของสาร ลักษณะโดยทั่วๆไปของ mass spectrum เปนดังตอไปนี้

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 42

$
++"#*"#%"#%""#%"#%"#%"#%"#*++

รูปที่ 12.10 mass spectra ของ 3-octanone

mass spectrum นอกจากจะบอกนําหนั้ กโมเลกุลของสารซึ่งดูไดจาก molecular ion (M+) peak แลวยังสามารถ


บอกประเภทและโครงสรางของสารอยางคราวๆ ไดเชนกัน โดยสารแตละประเภทจะมีรปู แบบ (pattern) การแตกตัวที่ไม
เหมือนกัน ตัวอยางตอไปนี้จะเปนแสดงรูปแบบการแตกตัวของสารประกอบชนิดตางๆ ที่แตกตัวโดย electron impact
ionization

1.)! แอลกอฮอล (Alcohols)


โดยทั่วไป molecular ion (M+) ของแอลกอฮอลจะไมปรากฏหรืออาจจะเปนพีคที่เล็กมาก ใน mass spectrum ของ
แอลกอฮอลสวนมากจะพบ peak ที่เกิดจากการแตกพันธะ C – C ที่อยูใกลกับหมูไฮดรอกซีหรืออาจเกิดการแตกตัวของ
โมเลกุลนําดั
้ งสเปกตรัมของ 3-Pentanol (C5H12O, MW = 88.15) ตอไปนี้

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 43

2.)! แอลดีไฮด (Aldehydes)


mass spectrum ของแอลดีไฮดจะพบพีคที่เกิดจากการสูญเสียไฮโดรเจนซึ่งเกิดจากการแตกตัวของพันธะ C – H
ของหมูแอลดีไฮด (-CHO) (พีค M+ - 1) และการแตกตัวของหมูแอลดีไฮด (-CHO) (พีค M+ - 29) ดังสเปกตรัมของ 3-
Phenyl-2-propenal (C9H8O, MW = 132.16) ตอไปนี้

3.)! แอลเคน (Alkanes)


molecular ion (M+) ของแอลเคนบน mass spectrum จะปรากฏเปน peak เล็กๆ และจะบนวามีการแตกตัวโดย
เกิดการสูญเสียมวลไปชวงละ 14 mass unit ซึ่งเปนการสูญเสียหมู CH2 ตอเนือ่ งกันไป แตจะพบการสูญเสียหมู CH3 (15)
ไปกอน ดังสเปกตรัมของ Hexane (C6H14, MW = 86.18) ตอไปนี้

4.)! เอไมด (Amides)


สารประกอบทีเ่ ปน primary amide จะมี molecular ion (M+) peak ที่ตํ่ามาก แตจะพบ base peak (peak ทีส่ งู
ที่สุดซึ่งเกิดจาก McLafferty rearrangement ดังจะพบไดในสเปกตรัมของ 3-Methylbutyramide (C5H11NO, MW =
101.15) ตอไปนี้

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 44

5.)! เอมีน (Amines)


molecular ion (M+) peak ของสารประกอบทีเ่ ปน amine จะมีลักษณะพิเศษ กลาวคือจะมี m/z เปนเลขคี่ (ใน
งแอลฟา (Alpha-cleavage) ซึ่งจะเกิดเปน
กรณีทม่ี ี N เปนจํานวนคี)่ และจะพบ base peak ที่เกิดจากการแตกที่ตาแหน

aliphatic amine ดังจะเห็นไดจากสเปกตรัมของ n-Butylamine (C4H11N, MW = 73.13) ตอไปนี้

สําหรับตัวอยางอีกหนึ่งตัวอยางจะเปนสารประกอบประเภท secondary amine ซึ่งจะมี molecular ion (M+)


peak เปนเลขคี่เชนกัน สวน base peak ที่เกิดจากการแตกของพันธะ C – C ทีอ่ ยูใ กลกบั พันธะ C – N ดังจะเห็นไดจาก
สเปกตรัมของ Methylbenzylamine (C8H11N, MW = 121.18) ตอไปนี้

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 45

6.)! อะโรมาติก (Aromatics)


molecular ion (M+) peak ของสารประกอบอะโรมาติกจะมีความเขมสูงที่สุด (เปน base peak) ทั้งนี้เนื่องจาก
สารประกอบอะโรมาติกมีโครงสรางที่เสถียร ตัวอยางเชนสเปกตรัมของ naphthalene (C8H10, MW = 128.17)

7.)! กรดคารบอกซิลิก (Carboxylic acids)


ในสารประกอบกรดคารบอกซิลิกทีมีโมเลกุลขนาดเล็ก จะพบ base peak ที่เกิดจาการแตกตัวของหมู OH (M+ -
17) และ peak ที่เกิดจาการแตกตัวของหมู COOH (M+ - 45) ทั้งนี้เนื่องจากเกิดการแตกของหมู C = O ภายหลังจากที่หมู
OH แตกออกไปแลว ตัวอยางเชน 2-butenoic acid (C4H6O2, MW = 86.09) จะมีสเปกตรัมปรากฏดังรูป

8.)! เอสเทอร (Esters)


Fragments ที่พบในเอสเทอรจะเกิดจากการแตกของพันธะที่อยูถัดจากหมู C = O ออกไป (สูญเสียหมู alkoxy,
OR) แลวเกิด hydrogen rearrangement ตัวอยางเชนสเปกตรัมของ ethyl acetate (C4H8O2, MW = 88.11) ซึ่งปรากฏ
ดังรูป

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 46

9.)! อีเธอร (Ethers)


Fragmentation ของอีเธอรจะเกิดจากการแตกของพันธะที่ตาแหน
ํ งแอลฟาที่ถัดจากอะตอมออกซิเจน (พันธะ
C – C ที่ถัดจากอะตอมออกซิเจน) ตัวอยางเชนสเปกตรัมของ ethyl methyl ether (C3H8O, MW = 60.10) ดังรูป

10.)!เฮไลด (Halides)
อะตอมเฮไลด ส ามารถดูไดจาก isotopic peaks ไดวาเปนอะตอมชนิดใด ตัวอยางเชนสเปกตรัมของ
1-bromopropane (C3H7Br, MW = 123.00) (isotope abundance : 79Br = 50.54 %, 81Br = 19.64 %; 35Cl = 75.53
%, 37Cl = 24.47 %) ดังรูป

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย


บัญชา พูลโภคา สเปกโตรสโกป หนาที่ 47

ตารางแสดง Isotope abundance ของธาตุชนิดตางๆ

Relative Relative Relative


Element Isotope Isotope Isotope
Abundance Abundance Abundance
12 13
Carbon C 100 C 1.11
1 2
Hydrogen H 100 H .016
14 15
Nitrogen N 100 N .38
16 17 18
Oxygen O 100 O .04 O .20
32 33 34
Sulfur S 100 S .78 S 4.40
35 37
Chlorine Cl 100 Cl 32.5
79 81
Bromine Br 100 Br 98.0

11.)!คีโตน (Ketones)
Fragmentation peak สวนใหญเกิดจากการแตกของพันธะ C – C ที่อยูใกลกับหมู C = O ดังจะเห็นไดจาก
สเปกตรัมของ 4-heptanone (C7H14O, MW = 114.19) ดังสเปกตรัมที่ปรากฏตอไปนี้

จากตัวอยางที่นามาแสดงข
ํ างตนนี้ เราจะเห็นไดวาสารแตละประเภทจะมีรูปแบบการแตกตัวที่ไมเหมือนกัน ดัง
นั้นจะมีสารชนิดเดียวกันเทานั้นที่จะใหรูปแบบของสเปกตรัมที่เหมือนกันได

เอกสารนี้เปนลิขสิทธิ์ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย