You are on page 1of 96

ร่างกฎกระทรวง

และ
ร่างระเบียบกรมราชทัณฑ์
ออกตามความในพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐
ฉบับรับฟังความคิดเห็น มิถุนายน - สิงหาคม ๒๕๖๐

โดยกองนิติการ กรมราชทัณฑ์

ฉบับรับฟังความคิดเห็น
ห้ามใช้ในการอ้างอิงทุกกรณี
สารบัญ

ร่างกฎกระทรวง
ร่างกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ ๑
ร่างระเบียบกรมราชทัณฑ์
ร่างระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยอานาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานเรือนจา
และการตั้งผู้คุมพิเศษ พ.ศ. ๒๕๖๐ ๓๖
ร่างระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการจัดการจับกุมผู้ต้องขังหลบหนี พ.ศ. ๒๕๖๐ ๔๑
ร่างระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการจาหน่ายและทาลายสิ่งของที่
ไม่อนุญาตให้เก็บรักษาไว้ในเรือนจาและสิ่งของที่ตรวจยึดไว้ตามอานาจหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๖๐ ๔๖
ร่างระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการตรวจสอบจดหมาย เอกสาร พัสดุภัณฑ์
หรือสิ่งสื่อสารอื่น หรือสกัดกั้นการติดต่อสื่อสารทางโทรคมนาคมหรือโดยทางใดๆ
ซึ่งมีถึงหรือจากผู้ต้องขัง พ.ศ. ๒๕๖๐ ๔๘
ร่างระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการตรวจร่างกายผู้ต้องขังเข้าใหม่ พ.ศ. ๒๕๖๐ ๕๐
ร่างระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการส่งนักโทษเด็ดขาดออกไปทางานสาธารณะ
นอกเรือนจา พ.ศ. ๒๕๖๐ ๕๒
ร่างระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการลาของนักโทษเด็ดขาด พ.ศ. ๒๕๖๐ ๕๘
ร่างระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยความผิดอาญาที่ผู้บัญชาการเรือนจามีอานาจ
วินิจฉัยลงโทษทางวินัย พ.ศ. ๒๕๖๐ ๖๔
ร่างระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยระบบการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง พ.ศ. ๒๕๖๐ ๖๖
ร่างระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการกาหนดหลักสูตร หลักเกณฑ์ และวิธีการ
ในการจัดการศึกษาให้แก่ผู้ต้องขัง พ.ศ. ๒๕๖๐ ๖๘
ร่างระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการศึกษาศาสนาและการประกอบศาสนกิจ
ของผู้ต้องขัง พ.ศ. ๒๕๖๐ ๗๑
ร่างระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัวผู้ต้องขัง พ.ศ. ๒๕๖๐ ๗๓
ร่างระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยเด็กในความดูแลของผู้ต้องขัง พ.ศ. ๒๕๖๐ ๗๖
ร่างระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการดูแลผู้ต้องขังหญิงที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร พ.ศ. ๒๕๖๐ ๘๑
ระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการกาหนดความสะดวกและประโยชน์บางประการ
แก่นักโทษเด็ดขาด พ.ศ. ๒๕๖๐ ๘๓
ระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการเยี่ยม การติดต่อของบุคคลภายนอกต่อผู้ต้องขัง
และการเข้าดูกิจการหรือติดต่อการงานกับเรือนจา พ.ศ. ๒๕๖๐ ๘๖
ฉบับรับฟังความคิดเห็น
ห้ามใช้ในการอ้างอิงทุกกรณี

- ร่าง -
กฎกระทรวง
ออกตามความในพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐

อาศั ย อ านาจตามความในมาตรา ๖ ประกอบกั บ มาตรา ๗ มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒


มาตรา ๓๓ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๑ มาตรา ๔๖ มาตรา ๔๗ มาตรา ๕๐ มาตรา ๕๑ มาตรา ๕๒
มาตรา ๕๓ มาตรา ๕๕ มาตรา ๕๙ มาตรา ๖๒ วรรคหนึ่ง มาตรา ๖๙ มาตรา ๗๒ (๗) มาตรา ๗๓ (๕)
และมาตรา ๗๔ แห่ งพระราชบั ญ ญั ติร าชทัณ ฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ อันเป็น กฎหมายที่ มีบ ทบัญ ญั ติบ างประการ
เกี่ยวกับการจากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๕ ประกอบกับมาตรา ๒๖ มาตรา ๒๗ มาตรา ๒๘
มาตรา ๓๑ มาตรา ๓๖ มาตรา ๓๘ มาตรา ๔๑ มาตรา ๔๔ มาตรา ๔๗ และมาตรา ๔๘ ของรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทาได้โดยอาศัยอานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวง
ยุติธรรมออกกฎกระทรวงไว้ โดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ กฎกระทรวงนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ ๒ ให้ยกเลิก
(๑) กฎกระทรวงมหาดไทย ออกตามความใน มาตรา ๕๘ แห่ งพระราชบัญ ญั ติราชทั ณ ฑ์
พุทธศักราช ๒๔๗๙
(๒) กฎกระทรวงมหาดไทย ออกตามความใน มาตรา ๕๘ แห่ งพระราชบัญ ญั ติราชทั ณ ฑ์
พุทธศักราช ๒๔๗๙ (ฉบับที่ ๒)
(๓) กฎกระทรวงมหาดไทย ออกตามความใน มาตรา ๕๘ แห่ งพระราชบัญ ญั ติราชทั ณ ฑ์
พุทธศักราช ๒๔๗๙ (ฉบับที่ ๓)
(๔) กฎกระทรวงมหาดไทย ออกตามความใน มาตรา ๕๘ แห่ งพระราชบัญ ญั ติราชทั ณ ฑ์
พุทธศักราช ๒๔๗๙ (ฉบับที่ ๔)
(๕) กฎกระทรวง ฉบั บ ที่ ๕ (พ.ศ. ๒๕๐๔) ออกตามความในพระราชบั ญ ญั ติ ร าชทั ณ ฑ์
พุทธศักราช ๒๔๗๙
(๖) กฎกระทรวง ฉบั บ ที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๐๕) ออกตามความในพระราชบั ญ ญั ติ ร าชทั ณ ฑ์
พุทธศักราช ๒๔๗๙
(๗) กฎกระทรวง ฉบั บ ที่ ๗ (พ.ศ. ๒๕๒๐) ออกตามความในพระราชบั ญ ญั ติ ร าชทั ณ ฑ์
พุทธศักราช ๒๔๗๙
(๘) กฎกระทรวง ฉบั บ ที่ ๘ (พ.ศ. ๒๕๒๑) ออกตามความในพระราชบั ญ ญั ติ ร าชทั ณ ฑ์
พุทธศักราช ๒๔๗๙
(๙) กฎกระทรวง ฉบั บ ที่ ๙ (พ.ศ. ๒๕๒๑) ออกตามความในพระราชบั ญ ญั ติ ร าชทั ณ ฑ์
พุทธศักราช ๒๔๗๙
(๑๐) กฎกระทรวง ฉบั บ ที่ ๑๐ (พ.ศ. ๒๕๒๓) ออกตามความในพระราชบัญ ญั ติราชทัณ ฑ์
พุทธศักราช ๒๔๗๙
2

(๑๑) กฎกระทรวง ฉบั บ ที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๔๑) ออกตามความในพระราชบัญ ญั ติราชทัณ ฑ์


พุทธศักราช ๒๔๗๙
(๑๒) กฎกระทรวง ฉบั บ ที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๔๗) ออกตามความในพระราชบัญ ญั ติราชทัณ ฑ์
พุทธศักราช ๒๔๗๙
(๑๓) กฎกระทรวง ฉบั บ ที่ ๑๓ (พ.ศ. ๒๕๕๐) ออกตามความในพระราชบัญ ญั ติราชทัณ ฑ์
พุทธศักราช ๒๔๗๙
(๑๔) กฎกระทรวง ฉบั บ ที่ ๑๔ (พ.ศ. ๒๕๕๓) ออกตามความในพระราชบัญ ญั ติราชทัณ ฑ์
พุทธศักราช ๒๔๗๙
(๑๕) กฎกระทรวง ฉบั บ ที่ ๑๕ (พ.ศ. ๒๕๕๘) ออกตามความในพระราชบัญ ญั ติราชทัณ ฑ์
พุทธศักราช ๒๔๗๙
(๑๖) กฎกระทรวง ฉบั บ ที่ ๑๖ (พ.ศ. ๒๕๕๘) ออกตามความในพระราชบัญ ญั ติราชทัณ ฑ์
พุทธศักราช ๒๔๗๙
ข้อ ๓ บรรดากฎ ระเบี ย บ ข้อ บั งคั บ ประกาศหรือ คาสั่ งอื่ น ใดในส่ ว นที่ ก าหนดไว้แ ล้ ว ใน
กฎกระทรวงนี้ หรือซึ่งมีข้อความขัดหรือแย้งกับกฎกระทรวงนี้ ให้ใช้กฎกระทรวงนี้แทน
ข้อ ๔ ในกฎกระทรวงนี้
“เรือนจา” หมายความว่า ที่ซึ่งใช้ควบคุม ขัง หรือจาคุกผู้ต้องขังกับทั้งสิ่งที่ใช้ต่อเนื่องกัน และให้
หมายความรวมถึงที่อื่นใดซึ่งรัฐมนตรีได้กาหนดและประกาศในราชกิจจานุเบกษาวางอาณาเขตไว้โดยชัดเจนด้วย
“ผู้ต้องขัง” หมายความรวมถึงนักโทษเด็ดขาด คนต้องขัง และคนฝาก
“นักโทษเด็ดขาด” หมายความว่า บุคคลซึ่งถูกขังไว้ตามหมายจาคุกภายหลังคาพิพากษาถึงที่สุด
และให้หมายความรวมถึงบุคคลซึ่งถูกขังไว้ตามคาสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้ลงโทษด้วย
“คนต้องขัง” หมายความว่า บุคคลซึ่งถูกขังไว้ตามหมายขัง
“คนฝาก” หมายความว่า บุคคลซึ่งถูกฝากให้ควบคุมไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา หรือกฎหมายอื่นโดยไม่มีหมายอาญา
“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการราชทัณฑ์
“เจ้ าพนั ก งานเรื อ นจ า” หมายความว่ า ผู้ ซึ่ งมี คุ ณ สมบั ติ ต ามที่ รั ฐ มนตรี ป ระกาศก าหนด
และอธิบดีได้แต่งตั้ง เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
“ผู้คุม” หมายความว่า เจ้าพนักงานเรือนจาซึ่งดารงตาแหน่งประเภททั่วไป และเจ้าพนักงาน
เรือนจาซึ่งดารงตาแหน่งประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ หรือพนักงานราชการ ที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติ
หน้าที่ในเรือนจา
“พัศดี” หมายความว่า เจ้าพนักงานเรือนจาซึ่งดารงตาแหน่งประเภททั่วไป ระดับอาวุโสขึ้นไป
และเจ้าพนักงานเรือนจาซึ่งดารงตาแหน่งประเภทวิชาการ ระดับชานาญการขึ้นไป ที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติ
หน้าที่ในเรือนจา
“ผู้บัญชาการเรือนจา” หมายความว่า ข้าราชการสังกัดกรมราชทัณฑ์ซึ่งได้รับคาสั่งให้ควบคุม
กิจการเรือนจา มีอานาจและหน้าที่ในการบังคับบัญชากิจการเรือนจา1
“อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีกรมราชทัณฑ์
“ปลัดกระทรวง” หมายความว่า ปลัดกระทรวงยุติธรรม
“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
3

หมวด ๑
มาตรการบังคับโทษด้วยวิธีการอื่นและการกาหนดสถานที่อื่นเป็นสถานที่คุมขัง
ข้อ ๕ มาตรการบังคับโทษด้วยวิธีการอื่น2 ได้แก่
(๑) การคุมขังเฉพาะวัน
(๒) การคุมขังเฉพาะเวลา
(๓) การคุมขังในสถานที่คุมขังที่รัฐมนตรีกาหนดตามข้อ ๖
(๔) การนาไปทากิจการของรัฐอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อประโยชน์สาธารณะ
(๕) มาตรการจากัดการเดินทางและอาณาเขตตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๘๙/๒
(๖) วิธีการบังคับโทษอื่นตามที่กรมราชทัณฑ์กาหนด
หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการดาเนินมาตรการบังคับโทษด้วยวิธีการอื่นให้เป็นไปตามที่
กรมราชทัณฑ์กาหนด
ข้อ ๖ รัฐมนตรีอาจกาหนดสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งให้เป็นสถานที่คุมขังเพื่อใช้ควบคุมผู้ต้องขัง
เพื่อดาเนินกิจการตามภารกิจของกรมราชทัณฑ์ โดยให้ออกเป็นประกาศกระทรวงยุติธรรมและประกาศในราช
กิจจานุเบกษา รวมทั้งจัดให้มีแผนที่แสดงอาณาเขตไว้ท้ายประกาศโดยชัดเจนและให้อยู่ในบังคับบัญชาของ
เรือนจาแห่งใดแห่งหนึ่ง
ข้ อ ๗ การพิ จ ารณาให้ ผู้ ต้ อ งขั ง ออกไปอยู่ ใ นสถานที่ คุ ม ขั ง ตามข้ อ ๖ ให้ เ ป็ น ไปเพื่ อ
วัตถุประสงค์ต่อไปนี้
(๑) เพื่อสาธารณประโยชน์
(๒) เพื่อการฝึกวิชาชีพ
(๓) เพื่อการรักษาพยาบาล3
(๔) เพื่อการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย
(๕) เพื่อภารกิจอื่นของกรมราชทัณฑ์
ข้อ ๘ ผู้ต้องขังที่จะถูกส่งตัวไปคุมขังในสถานที่คุมขังตามข้อ ๖ จะต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดที่มี
คุณสมบัติเข้าเกณฑ์ตามที่กรมราชทัณฑ์กาหนด และได้รับอนุมัติจากอธิบดี
ข้อ ๙ เพื่ อประโยชน์ ในการควบคุ ม ผู้ ต้ อ งขั งในสถานที่ คุ ม ขังตามข้อ ๖ ให้ ก รมราชทั ณ ฑ์
กาหนดแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้ชีวิตประจาวัน ข้อปฏิบัติ ข้อห้าม การเข้า -ออก การดูแลสถานที่ และ
ประเภทของการงานหรือกิจกรรม หรือเรื่องอื่นใดตามที่เห็นสมควร
ข้อ ๑๐ ผู้ต้องขังที่ถูกคุมขังในสถานที่คุมขังตามข้อ ๖ นอกจากต้องปฏิบัติตามระเบียบวินัย
ผู้ต้องขังของเรือนจาแล้ว ยังต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของสถานที่ดังกล่าวนั้นด้วย
หากมีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับตามวรรคก่อน ให้เจ้าพนักงานเรือนจาหรือ
ผู้ดูแลสถานที่รายงานผู้บัญชาการเรือนจาเพื่อพิจารณาสั่งการ
การออกไปพ้นจากสถานที่คุมขังโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือโดยไม่มีเหตุอัน ควร ให้ถือว่าเป็น
ผู้ต้องขังที่หลบหนีที่คุมขังตามประมวลกฎหมายอาญา
4

ข้อ ๑๑ ให้ผู้บัญชาการเรือนจาจัดให้มีเจ้าพนักงานเรือนจาทาหน้าที่ควบคุมผู้ต้องขังในสถานที่
คุมขังตามความเหมาะสมโดยคานึงถึงความปลอดภัยในการควบคุม จานวนผู้ต้องขัง การหลบหนีหรือเหตุอื่น
อันอาจก่อให้เกิดภยันตรายได้ และจะแต่งตั้งข้าราชการผู้ใดผู้หนึ่งให้เป็นหัวหน้าสถานที่คุมขังนั้นก็ได้
ในกรณีที่เห็นสมควร ผู้บัญชาการเรือนจาอาจมอบหมายให้ผู้ดูแลสถานที่คุมขังทาหน้าที่ใน
การควบคุมผู้ต้องขังด้วยก็ได้
ข้อ ๑๒ เมื่อปรากฏว่าสถานที่คุมขังที่ได้ประกาศกาหนดไว้ ไม่เหมาะสมกับภารกิจของกรม
ราชทัณฑ์หรือไม่มีความจาเป็นที่จะต้องใช้อีกต่อไป ให้เสนอรัฐมนตรีออกประกาศกระทรวงยุติธรรมยกเลิกการ
ใช้พื้นที่โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
หมวด ๒
อานาจและหน้าที่ของเจ้าพนักงานเรือนจา และการแต่งตั้งผู้ช่วยเหลือกรมราชทัณฑ์
ข้อ ๑๓ การกาหนดอานาจและหน้าที่ของเจ้าพนักงานเรือนจา และการแต่งตั้งข้าราชการหรือ
บุคคลากรจากหน่วยงานอื่นเป็นผู้ช่วยเหลือกรมราชทัณฑ์ ให้เป็นไปตามระเบียบกรมราชทัณฑ์
หมวด ๓
เครื่องพันธนาการ
ข้อ ๑๔ เครื่องพันธนาการที่จะใช้แก่ผู้ต้องขังมี ๕ ประเภท คือ
(๑) กุญแจมือ
(๒) กุญแจเท้า
(๓) ชุดกุญแจมือและกุญแจเท้า
(๔) ตรวน
(๕) โซ่ล่าม
ข้อ ๑๕ กุญแจมือให้เป็นไปตามแบบและขนาดที่กรมราชทัณฑ์กาหนดไว้
กุญแจเท้าให้เป็นไปตามแบบและขนาดที่กรมราชทัณฑ์กาหนดไว้ แต่ขนาดของโซ่ระหว่าง
กุญแจเท้าทั้งสองข้างต้องมีความยาวไม่น้อยกว่า ๓๘ เซนติเมตร และไม่เกิน ๕๐ เซนติเมตร กับให้มีขนาดของ
ลูกโซ่ซึ่งวัดผ่าศูนย์กลางเหล็กไม่เกิน ๔.๗๕ มิลลิเมตร
ชุดกุญแจมือและกุญแจเท้าให้เป็นไปตามแบบและขนาดที่กรมราชทัณฑ์กาหนด
โซ่ล่ามให้มีขนาดตามที่กาหนดไว้สาหรับตรวนขนาดที่ ๑ และขนาดที่ ๓
ข้อ ๑๖ ตรวนมี ๓ ขนาด คือ
(๑) ขนาดที่ ๑ วัดผ่าศูนย์กลางเหล็กวงแหวน ๑๐ มิลลิเมตร
(๒) ขนาดที่ ๒ วัดผ่าศูนย์กลางเหล็กวงแหวน ๑๒ มิลลิเมตร
(๓) ขนาดที่ ๓ วัดผ่าศูนย์กลางเหล็กวงแหวน ๑๗ มิลลิเมตร
โซ่ ร ะหว่ า งวงแหวนของตรวนขนาดที่ ๑ และขนาดที่ ๓ ให้ มี ค วามยาวไม่ น้ อ ยกว่ า
๕๐ เซนติเมตร และไม่เกิน ๗๕ เซนติเมตร กับให้มีขนาดของลูกโซ่ซึ่งวัดผ่าศูนย์กลางเหล็กสาหรับขนาดที่ ๑ ไม่
เกิ น ๑๐ มิ ล ลิ เมตร และส าหรั บ ขนาดที่ ๓ ไม่ เกิ น ๑๗ มิ ล ลิ เมตร ส่ ว นโซ่ ร ะหว่ า งวงแหวนของตรวน
ขนาดที่ ๒ ให้ มีความยาวไม่น้ อยกว่า ๕๐ เซนติ เมตร และไม่ เกิน ๗๐ เซนติเมตร กับให้ มี ขนาดของลู กโซ่
ซึ่งวัดผ่าศูนย์กลางเหล็กไม่เกิน ๔.๗๕ มิลลิเมตร
5

ข้อ ๑๗ เมื่อมีเหตุที่จะต้องใช้เครื่องพันธนาการกับผู้ต้องขัง โดยปกติให้ใช้ตรวนขนาดที่ ๑


หรือขนาดที่ ๒ หรือกุญแจเท้า หรือชุดกุญแจมือและกุญแจเท้า เว้นแต่เห็ นว่ามีเหตุจาเป็น หรือศาลได้มีคา
พิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจาคุกผู้ต้องขังนั้นตั้งแต่สิบปีขึ้นไป หรือเป็นผู้ต้องขั งในคดีที่มีอัตราโทษจาคุกอย่างสูง
ตั้งแต่สิบปีขึ้นไปจะใช้ตรวนขนาดที่ ๓ ก็ได้
เมื่อมีการใช้เครื่องพันธนาการตามวรรคหนึ่งแล้วยังมีเหตุน่าเชื่อว่าผู้ต้องขังจะทาอันตรายต่อ
ชีวิตหรือร่างกายผู้อื่นหรือเป็นบุคคลวิกลจริตหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบอันอาจเป็นอันตรายต่ อผู้อื่น หรือ
ยังมี พฤติการณ์ ที่ น่ าจะหลบหนี การควบคุม อีก และเห็ นว่าไม่มีทางอื่นใดที่จะป้องกันได้ดีกว่า จะใช้เครื่อง
พันธนาการอื่นเพิ่มขึ้นจากวรรคหนึ่งก็ได้
ในกรณี ที่ ต้ อ งน าตั ว ผู้ ต้ อ งขั ง ไปนอกเรื อ นจ า ถ้ า จะใช้ เครื่ อ งพั น ธนาการให้ ใช้ กุ ญ แจมื อ
เว้นแต่ผู้ต้องขังที่ศาลได้มีคาพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจาคุกผู้ต้องขังนั้นตั้งแต่สิบปีขึ้นไป หรือเป็นผู้ต้องขังใน
คดีที่มีอัตราโทษจาคุกอย่างสูงตั้งแต่สิบปีขึ้นไปจะใช้ตรวน หรือกุญแจเท้า หรือชุดกุญแจมือและกุญแจเท้าก็ได้
ข้อ ๑๘ เครื่ องพั น ธนาการซึ่งกาหนดไว้ในกฎนี้ มิให้ ใช้แก่ผู้ ต้องขังซึ่งมีอายุต่ากว่า ๑๘ ปี
ผู้ต้องขังซึ่งมีอายุเกิน ๖๐ ปี ผู้ต้องขังหญิง หรือผู้ต้องขังซึ่งเจ็บป่วย เว้นแต่เป็นคนดุร้ายหรือเสียจริตซึ่งเห็นเป็น
การจาเป็นต้องป้องกันมิให้ก่อภยันตราย
ผู้ต้องขังป่วยที่พักรักษาตัวอยู่ในสถานพยาบาลนอกเรือนจา ถ้าจะใช้เครื่องพันธนาการให้ใช้
กุ ญ แจมื อ กุ ญ แจเท้ า หรื อ อุ ป กรณ์ จ ากั ด การเคลื่ อ นไหวร่ า งกายที่ มี ส ภาพเบากว่ า เว้ น แต่ มี เหตุ ผ ล
ความจาเป็นด้านการรักษาพยาบาลหรือการตรวจรักษาซึ่งแพทย์ผู้ทาการรักษาได้ให้ความเห็นไว้ จะไม่ใช้เครื่อง
พันธนาการกับผู้ต้องขังนั้นก็ได้
ข้ อ ๑๙ ห้ า มมิ ให้ ใช้ เครื่ อ งพั น ธนาการอื่ น นอกจากที่ ก าหนดไว้ เว้ น แต่ ในกรณี จ าเป็ น
ผู้บัญชาการเรือนจาจะอนุญาตให้ใช้เครื่องพันธนาการอย่างอื่นซึ่งเห็นว่าเบากว่าก็ได้
หมวด ๔
อาวุธและการใช้อาวุธ
ข้อ ๒๐ อาวุธอื่นนอกจากอาวุธปืนที่เจ้าพนักงานเรือนจาจะพึงมีหรือใช้ในการปฏิบัติหน้าที่
มี ๓ ประเภท คือ
(๑) ตะบองไม้กลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่น้อยกว่า ๒.๕ เซนติเมตร ไม่เกิน ๓ เซนติเมตร
ผิวเรียบ ขนาดเท่ากันตลอดจากด้ามจับถึงปลาย และยาวไม่น้อยกว่า ๕๐ เซนติเมตร ไม่เกิน ๗๐ เซนติเมตร
(๒) ตะบองโลหะชนิ ด ยื ด หดได้ ความยาวยื ด สุ ด ไม่ น้ อ ยกว่ า ๕๐ เซนติ เมตร ไม่ เกิ น ๗๐
เซนติเมตร
(๓) ตะบองพลาสติกหรือไฟเบอร์ หรือทาจากวัสดุสังเคราะห์อื่นที่คล้ายกัน ลักษณะกลม ผิว
เรียบ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่น้อยกว่า ๒.๕ เซนติเมตร ไม่เกิน ๓ เซนติเมตร จะมีกิ่งสาหรับจับหรือไม่ก็ได้
นอกจากอาวุธตามวรรคหนึ่ง ในกรณีจาเป็น เจ้าพนักงานเรือนจาอาจใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือ
ควบคุมฝูงชนตามประกาศสานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง เครื่องมือควบคุมฝูงชนในการชุมนุมสาธารณะ เพื่อระงับ
เหตุก็ได้
ข้อ ๒๑ ให้เจ้าพนักงานเรือนจาถืออาวุธอื่น นอกจากอาวุธปืนตามความจาเป็นและเหมาะสม
แก่การปฏิบัติหน้าที่
กรมราชทัณ ฑ์จะต้องมีการฝึกซ้อมการควบคุมสถานการณ์รุนแรงและการใช้อาวุธ อยู่เสมอ
เพื่อให้เจ้าพนักงานเรือนจามีความชานาญในการควบคุมสถานการณ์
6

ข้อ ๒๒ ให้เจ้าพนักงานเรือนจาถืออาวุธปืนเพื่อใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ได้ ดังต่อไปนี้


(๑) ปืนพก ให้เจ้าพนักงานเรือนจาซึ่งมีตาแหน่งตั้งแต่พัศดีขึ้นไป ถือประจาตัวในเวลาปฏิบัติ
หน้าที่ราชการ สาหรับเจ้าพนักงานเรือนจาตาแหน่งต่ากว่าพัศดีลงมาจะถือได้แต่เฉพาะเมื่อได้รับอนุ ญาตจาก
ผู้บัญชาการเรือนจาเป็นพิเศษหรือถือในกรณีฉุกเฉินเพื่อปฏิบัติหน้าที่
(๒) ปืนยาว ให้เจ้าพนักงานเรือนจาถือในเวลาปฏิบัติหน้าที่ควบคุมผู้ต้องขังภายนอกเรือนจา
หรือในเวลาอยู่ยามรักษาการณ์ หรือในกรณีฉุกเฉินเพื่อปฏิบัติหน้าที่
การใช้อาวุธปืนยาวเพื่ออยู่ยามรักษาการณ์ในเรือนจาให้ใช้ได้เฉพาะเวลาที่นาผู้ต้องขังขึ้นเรือน
นอนทั้งหมดแล้วและต้องส่งคืนให้เรียบร้อยก่อนเปิดผู้ต้องขังลงจากเรือนนอน
หมวด ๕
ประเภทหรือชั้นของเรือนจา
ข้อ ๒๓ ประเภทของเรือนจาแบ่งออกเป็นดังนี้
(๑) เรือนจารับตัวสาหรับการคุมขังผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดี
(๒) เรือนจาควบคุม
(๓) เรือนจาเฉพาะทาง
(๔) เรือนจาเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย
นอกจากเรือนจาประเภทข้างต้นแล้ว อาจประกาศกาหนดให้มีเรือนจาชั่วคราวตามภารกิจ
เฉพาะได้ และเมื่อภารกิจเฉพาะนั้นหมดไปหรือไม่มีความจาเป็นที่จะต้องใช้เรือนจาเช่นนั้นอีก ให้ออกประกาศ
ยกเลิกเรือนจานั้นเสีย
ข้อ ๒๔ การแบ่งชั้นของเรือนจาให้ใช้ความมั่นคงเป็นเกณฑ์กาหนดดังนี้
(๑) เรือนจาความมั่นคงสูงสุด
(๒) เรือนจาความมั่นคงสูง
(๓) เรือนจาความมั่นคงปานกลาง
(๔) เรือนจาความมั่นคงต่า
เรือนจาประเภทใดจะอยู่ในชั้นใด ให้เป็นไปตามที่กรมราชทัณฑ์กาหนด
ข้อ ๒๕ ให้มีการออกแบบและกาหนดวางผัง เรือนจาให้สามารถบริหารงานด้านการควบคุม
การพั ฒ นาพฤติ นิ สั ย ผู้ ต้ อ งขั งให้ มี ป ระสิ ท ธิภ าพ โดยค านึ งถึ งวัต ถุ ป ระสงค์ ก ารใช้ งานในแต่ ล ะด้ าน อาทิ
การศึกษาอบรม การฝึกวิชาชีพ การรักษาพยาบาล สานักงานหรือที่ทาการส่วนกลาง ที่ทาการของหน่วยรักษา
ความปลอดภัย ที่จัดเก็บอาวุธและอุปกรณ์สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ที่มีความปลอดภัยสูง
หมวด ๖
การรับตัวผู้ต้องขัง
ข้อ ๒๖ เมื่อได้รับตัวผู้ต้องขังไว้แล้วให้เจ้าพนักงานเรือนจาจัดการดังต่อไปนี้
(๑) ตรวจค้นสิ่งของที่ตัวผู้ต้องขัง
(๒) ให้แพทย์ตรวจอนามัยผู้ต้องขัง
(๓) จัดทาทะเบียนประวัติผู้ต้องขัง
(๔) แจ้งให้ผู้ต้องขังทราบระเบียบและข้อบังคับของเรือนจา
ทั้งนี้ การดาเนินการดังกล่าวให้เป็นไปตามระเบียบที่กรมราชทัณฑ์กาหนด
7

หมวด ๗
ระบบการจาแนกลักษณะผู้ต้องขัง การควบคุม การแยกคุมขัง และการย้ายผู้ต้องขัง
ส่วนที่ ๑
การจาแนกลักษณะผู้ต้องขัง
ข้อ ๒๗ การจาแนกลักษณะผู้ต้องขัง เป็นกระบวนการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังรายบุคคลตั้งแต่รับ
ตัวเข้าสู่เรือนจาจนกระทั่งได้รับการปล่อยตัว โดยการศึกษาวิเคราะห์ประวัติภูมิหลัง บุคลิกลักษณะและสภาพ
ทั่วไปของผู้ต้องขัง สาเหตุและพฤติการณ์ในการกระทาความผิด รวมทั้งประวัติการกระทาความผิด และความ
ประพฤติและวินัยในระหว่างคุมขัง เพื่อให้สามารถกาหนดแผนการควบคุม แก้ไข บาบัด ฟื้นฟู และพัฒนาพฤติ
นิสัยผู้ต้องขัง และการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย
การจาแนกลักษณะตามวรรคหนึ่ง ได้แก่ การจาแนกลักษณะผู้ต้องขังขั้นพื้นฐาน การจาแนก
ลักษณะผู้ ต้องขังเพื่อ การพัฒ นาพฤตินิสั ย และการจาแนกลักษณะผู้ต้องขังเพื่อการเตรียมความพร้อมก่อน
ปล่อย ทั้งนี้ แบบการจาแนกลักษณะผู้ต้องขังตามแต่ละประเภท ให้เป็นไปตามที่กรมราชทัณฑ์กาหนด
ข้อ ๒๘ ให้เรือนจาจัดให้มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานจาแนกลักษณะผู้ต้องขังอย่างน้อย ๑ คน โดย
จะต้องเป็ นนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ เจ้าพนักงานเรือนจาที่จบการศึกษาไม่ต่ากว่าระดับปริญญาตรี
ในสาขาวิชาจิตวิทยา สังคมสงเคราะห์ สังคมวิทยา อาชญาวิทยา ทัณฑวิทยา กระบวนการยุติธรรมหรือการ
บริหารงานราชทัณฑ์ หรือเป็นเจ้าพนักงานเรือนจาที่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรการจาแนกลักษณะผู้ต้องขังของ
กรมราชทัณฑ์ ทั้งนี้ การกาหนดจานวนเจ้าหน้าที่ ให้คานึงถึงปริมาณงานและจานวนผู้ต้องขังประกอบด้วย
ให้ เจ้าพนั กงานเรือนจาอื่น ที่ปฏิบัติห น้าที่ภ ายในเรือนจามีห น้าที่ส อดส่ อง สั งเกต ติดตาม
พฤติกรรมของผู้ต้องขังทั้งทางตรงและทางอ้อม ในกรณีจาเป็นเพื่อให้ได้ข้อมูลสาคัญอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
ต่อการควบคุมและการพัฒนาพฤตินิสัย ให้สืบเสาะข้อเท็จจริงจากครอบครัวหรือบุค คลที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องขัง
นั้นด้วย
ข้อ ๒๙ ให้เรือนจาจัดให้มีแดนแรกรับหรือสถานที่แรกรับ สาหรับแยกขังผู้ต้องขังเข้าใหม่หรือ
รับย้ายจากเรือนจาอื่นโดยเฉพาะเพื่อรอการจาแนกลักษณะก่อนที่จะส่งตัวไปรับการอบรมแก้ไขและฟื้นฟูจิตใจ
ตามความเหมาะสมของผู้ต้องขังแต่ละคน
ข้ อ ๓๐ ให้ แ ต่ ล ะเรื อ นจ ามี ค ณะอนุ ก รรมการจ าแนกลั ก ษณะผู้ ต้ อ งขั ง ประกอบด้ ว ย ผู้
บัญชาการเรือนจา เป็น ประธาน ผู้อานวยการส่วน หัวหน้าฝ่าย หรือเจ้าพนักงานเรือนจาที่มีความรู้ ความ
ชานาญในด้านการควบคุม การศึกษา การฝึกวิชาชีพ การบาบัดรักษา การพัฒนาจิ ตใจ หรือด้านสาธารณสุข
โดยให้มีจานวนรวมกันไม่น้อยกว่าห้าคนแต่ไม่เกินเจ็ดคนเป็นอนุกรรมการ
ให้เรือนจาประสานหน่ วยงานด้านสาธารณสุข ด้านการศึกษาหน่วยงานในสังกัดกระทรวง
ยุติธรรมในพื้นที่ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ส่งผู้แทนเข้าร่วมเป็น อนุ กรรมการจาแนกลั กษณะ
ผู้ต้องขังจานวนไม่น้อยกว่าสามคนแต่ไม่เกินห้าคน
ให้หัวหน้าฝ่ายจาแนกลักษณะผู้ต้องขังหรือเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานจาแนกลักษณะผู้ต้องขัง
เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ
8

ข้อ ๓๑ คณะอนุกรรมการจาแนกลักษณะผู้ต้องขังมีอานาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้


(๑) ศึกษา วิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ต้องขัง พฤติการณ์การกระทาความผิด ลักษณะความผิด
และความรุนแรงของคดี หรือข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบความเห็นในการจาแนกลักษณะผู้ต้องขัง
(๒) กาหนดแผนการปฏิ บั ติต่อผู้ ต้องขังรายบุ คคลโดยอาศัยข้อมูล ที่ ได้ตาม (๑) ทั้งนี้ ต้อง
คานึงถึงประโยชน์ด้านการพัฒนาพฤตินิสัย การควบคุม และทรัพยากรภายในเรือนจาด้วย
(๓) พิจารณาทบทวนและปรับเปลี่ยนแผนการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังกรณีที่เรือนจาเสนอให้มีการ
จาแนกลักษณะผู้ต้องขังซ้า
(๔) ดาเนินการอื่นใดตามที่เห็นสมควรเพื่อประโยชน์ในการจาแนกลักษณะผู้ต้องขัง
ข้อ ๓๒ ให้มีการประชุมคณะอนุกรรมการจาแนกลักษณะผู้ต้องขัง อย่างน้อยเดือนละ ๑ ครั้ง
ข้อ ๓๓ เมื่อการประชุมคณะอนุกรรมการจาแนกลักษณะผู้ต้องขังเสร็จสิ้นในแต่ละครั้ง ให้
เลขานุ การคณะอนุ ก รรมการจ าแนกลั ก ษณะผู้ ต้ อ งขังจั ดท าบั ญ ชี รายชื่อ ผู้ ต้ อ งขั งที่ ผ่ านการพิ จารณาจาก
คณะอนุ กรรมการจ าแนกลักษณะผู้ ต้องขัง พร้อมรายละเอียดข้อมูล ของผู้ ต้องขังทุกรายเสนอผู้บั ญ ชาการ
เรือนจาสั่งการตามแผนการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังของคณะอนุกรรมการจาแนกลักษณะผู้ต้องขังและประสานให้
ส่วนหรือฝ่ายต่าง ๆ ในเรือนจาทราบและถือปฏิบัติ
ข้อ ๓๔ ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานจาแนกลักษณะผู้ต้องขังจัดเก็บแบบจาแนกลักษณะผู้ต้องขัง
และแบบติดตามผลผู้ต้องขังไว้ในแฟ้มจาแนกลักษณะผู้ต้องขัง พร้อมทั้งข้อมูลอื่นๆ ของแต่ละส่วนหรือฝ่าย
ต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังดังกล่าวให้เป็นระบบเพื่อให้เจ้าหน้าที่ ฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
สามารถเข้าถึงข้อมูล การจ าแนกลั กษณะผู้ ต้องขังได้โดยสะดวก รวมทั้งต้ องบันทึ กข้อมูล ดังกล่ าวในระบบ
ฐานข้อมูลผู้ต้องขังให้สมบูรณ์ครบถ้วนด้วย
ข้ อ ๓๕ ข้ อ มู ล ที่ ได้ จ ากการจ าแนกลั ก ษณะผู้ ต้ อ งขั งในทุ ก ด้ าน ให้ น าไปใช้ ป ระกอบการ
พิจารณาการเลื่อนหรือลดชั้น การย้ายผู้ต้องขัง การงานของผู้ต้องขัง การพักการลงโทษ การลดวันต้องโทษ
จาคุก การเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย และการให้ประโยชน์แก่ผู้ต้องขังอย่างอื่นตามกฎหมายราชทัณฑ์
ข้ อ ๓๖ เมื่ อ การปฏิ บั ติ ต่ อ ผู้ ต้ อ งขั งตามแผนที่ ก าหนดไว้ ผ่ า นไปอย่ า งน้ อ ย ๖ เดื อ น ให้
เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ กากับ ดูแล หรือเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังในขณะนั้น ดาเนินการติดตามผล
ผู้ ต้ อ งขั ง ที่ อ ยู่ ใ นการควบคุ ม และใช้ แ บบติ ด ตามผลการจ าแนกลั ก ษณะผู้ ต้ อ งขั ง โดยให้ เ ลขานุ การ
คณะอนุกรรมการจาแนกลักษณะผู้ต้องขังเป็นผู้ประสานงานในเรื่องรอบระยะเวลาและรายชื่อผู้ต้องขังในการ
ติดตามผลและสรุปรายงานเสนอต่อคณะอนุกรรมการจาแนกลักษณะผู้ต้องขังเพื่อให้มีการทบทวนหรือปรับ
แผนการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง
ข้อ ๓๗ เมื่อคณะอนุกรรมการจาแนกลักษณะผู้ต้องขังได้มีมติปรับแผนการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง
แล้ว ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับแผนไปปฏิบัติพิจารณาจัดกิจกรรมการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังตามแผนดังกล่าวตามลาดับ
ความสาคัญและให้มีการดาเนินการติดตามประเมินผลการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังต่อไป
9

ส่วนที่ ๒
การควบคุมและแยกคุมขังผู้ต้องขัง
ข้อ ๓๘ การควบคุมผู้ต้องขังในเรือนจา การป้องกันและระงับเหตุร้าย อัตราส่วนการควบคุม
ผู้ต้องขัง และการจัดระเบียบภายในเรือนจา ให้เป็นไปตามที่กาหนดในระเบียบกรมราชทัณฑ์
ข้อ ๓๙ การควบคุมในสถานการณ์ต่างๆ ให้ดาเนินการดังนี้
(๑) การควบคุมในสถานการณ์ปกติ
(ก) ภายในเรือนจา ให้ผู้บัญชาการสั่งการหรือมอบหมายให้พัศดีหรือผู้คุมทาการตรวจตรา
และนับจานวนผู้ต้องขัง ตรวจความเรียบร้อยของเรือนจา การขึ้นลงเรือนนอน และให้มีการจดบันทึกรายงาน
ทุกเรื่องและทุกครั้ง
(ข) เมื่ อ จ่ า ยผู้ ต้ อ งขั ง ออกนอกเรื อ นจ า หากการควบคุ ม ตกเป็ น หน้ า ที่ ข องเรื อ นจ า
ให้จัดเจ้าพนักงานเรือนจาให้เพียงพอต่อการป้องกันการหลบหนี
(๒) การควบคุมในสถานการณ์ฉุกเฉิน
(ก) กรณี มีเหตุการณ์ ไม่สงบเกิดขึ้นภายในเรือนจาและยังพอจะควบคุมสถานการณ์ได้
ให้ผู้คุมรีบแจ้งเหตุต่อพัศดี และให้พัศดีรวบรวมกาลังผู้คุมทาการรักษาการโดยกวดขัน
(ข) กรณีมีเหตุการณ์ไม่สงบเกิดขึ้นภายในเรือนจา แต่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์โดย
กาลั งของเจ้าพนั กงานเรือนจาเพียงฝ่ายเดียว ให้ดาเนินการตาม (ก) แล้วร้องขอกาลังเสริมจากตารวจหรือ
พนักงานฝ่ายปกครอง
(ค) กรณีมีเหตุฉุกเฉินอื่นอันอาจส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้ต้องขังตามมาตรา ๒๔ ให้
พัศดีแจ้งเรื่องให้ตารวจหรือพนักงานฝ่ายปกครองทราบถึงเหตุและการดาเนินการของเรือนจา เพื่อตารวจหรือ
พนักงานฝ่ายปกครองจะได้ดาเนินการภายในขอบอานาจหน้าที่ของตนต่อไป
เมื่ อ เกิ ด เหตุ ฉุ กเฉิ น หรื อ สถานการณ์ ฉุ ก เฉิ น ข้ างต้ น ให้ พั ศ ดี แ จ้ งเหตุ ที่ เกิ ด ให้ เจ้ าพนั ก งาน
เรือนจ าทราบโดยทั่ว กัน พร้อมรายงานผู้ บั ญ ชาการเรือนจาโดยมิชักช้า เมื่อผู้ บัญ ชาการเรือนจาทราบเหตุ
ให้รีบมาเรือนจาเพื่อจัดการระงับเหตุหรือแก้ไขสถานการณ์ และรายงานกรมราชทัณฑ์ทราบ
(๓) กรณีเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นในเขตคุมขังผู้ต้องขังหญิง ให้เจ้าพนักงานเรือนจาชายเข้า
ไปเพื่อระงับเหตุได้ เมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ ให้ออกจากเขตคุมขังผู้ต้องขังหญิงทันที ทั้งนี้ ให้นาความ
ใน (๒) มาบังคับใช้โดยอนุโลม
ข้อ ๔๐ ให้ จั ดแบ่ งสถานที่ ของเรือ นจาออกเป็ น ส่ ว นๆ โดยให้ มีสิ่ งกี ดกั้ น หรือ ขอบเขตอั น
แน่นอนแสดงส่วนแบ่งนั้นๆ และจัดแยกผู้ต้องขังแต่ละประเภทไว้ในส่วนต่างๆ ที่ได้จัดแบ่งขึ้นนั้น หากเรือนจา
ใดโดยสภาพการณ์ไม่อาจทาดังกล่าวนี้ได้ก็ให้พยายามแยกคุมขังให้ใกล้เคียงกับที่ได้กล่าวแล้วเท่าที่จะกระทาได้
ข้อ ๔๑ ผู้ต้องขังซึ่งไม่น่าจะรวมอยู่กับผู้ต้องขังอื่นในประเภทของตน โดยจะก่อการร้ายหรือมี
เหตุพิเศษอย่างอื่นซึ่งควรจะแยกคุมขัง ก็ให้แยกไปรวมไว้ในประเภทอื่นหรือสถานที่อื่น
คนต้องขังหลายคนในคดีเดียวกันนั้นโดยปกติให้แยกไว้อย่าให้ปะปนกัน
ข้อ ๔๒ ให้เรือนจาแยกคุมขังผู้ต้องขังป่วยด้วยโรคติดต่อหรือโรคอื่นซึ่งอยู่ในระยะอันตราย
ออกจากผู้ต้องขังอื่นๆ
10

ส่วนที่ ๓
การย้ายผู้ต้องขัง
ข้อ ๔๓ การย้ายผู้ต้องขังจากเรือนจาหนึ่งไปอีกเรือนจาหนึ่งนั้น ให้เป็นไปตามคาสั่งของอธิบดี
(๑) การย้ายผู้ต้องขังนี้ให้หมายถึงการย้ายผู้ต้องขังคดีเด็ดขาด ส่วนคนต้องขังและคนฝากยัง
เป็นบุคคลที่อยู่ในอานาจศาล หากมีการย้ายกรณีใดต้องขออนุญาตศาลก่อน เว้นแต่มีเหตุจาเป็น จะย้ายบุคคล
ดังกล่าวก่อนก็ได้แต่ต้องรายงานให้ศาลทราบโดยเร็ว
(๒) เมื่ออธิบดีมีคาสั่งให้เรือนจาย้ายผู้ต้องขัง เรือนจาจะต้องดาเนินการย้ายผู้ต้องขังโดยเร็ว
หากไม่มีการย้ายผู้ต้องขังภายใน ๑ เดือน ต้องรายงานชี้แจงเหตุผลให้กรมราชทัณฑ์ทราบ
(๓) การดาเนินการย้ายผู้ต้องขัง ให้เรือนจาดาเนินการตามขั้นตอนและวิธีการตามคู่มือการ
ย้ายผู้ต้องขัง
(4) เรือนจาทั้ งฝ่ายย้ายและฝ่ายรับ จะต้องประสานงานกันให้ทราบล่วงหน้าก่อนการย้าย
ผู้ต้องขัง เพื่อจะได้เตรียมความพร้อมด้านสถานที่ เครื่องอุปโภคอบริโภค หากเป็นกรณี การย้ายผู้ต้องขังที่มี
พฤติการณ์ไม่น่าไว้วางใจ เรือนจาฝ่ายย้ายจาต้องจัดทารายงานพฤติการณ์ผู้ต้องขังขณะคุมขังในเรือนจาอย่าง
ละเอียด ส่งให้เรือนจาฝ่ายรับ เพื่อเป็นข้อมูลในการหามาตรการในการควบคุมที่เหมาะสมต่อไป
(๕) การใช้ พ ยานพาหนะในการขนย้ ายผู้ ต้ อ งขั ง ให้ เรือ นจาฝ่ ายย้ ายผู้ ต้ อ งขั งมี ห น้ าที่ จั ด
ยานพาหนะพร้อมเจ้าหน้าที่ควบคุมร่วมเดินทางในระหว่างการขนย้าย แต่หากเรือนจาฝ่ายย้ายผู้ต้องขังขัดข้อง
ไม่สามารถย้ายผู้ต้องขังได้ ก็ให้ประสานไปยังเรือนจาฝ่ายรับตัวผู้ต้องขัง เพื่อดาเนินการขนย้ายต่อไป
(6) ให้เรือนจาฝ่ายย้ายผู้ต้องขังจัดส่งเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องขัง เช่น บัญชี
เงิน และสิ่งของต่างๆ ให้กับเรือนจาฝ่ายรับตัวผู้ต้องขังไปพร้อมกับตัวผู้ต้องขังด้วย
(7) ผู้ต้องขังที่มีกาหนดโทษสูงเกินอานาจการคุมขังของเรือนจาจะต้องย้ายไปคุมขังยังเรือนจา
ที่มีอานาจการคุม ขังตามที่กรมกรมราชทัณ ฑ์ กาหนด ยกเว้นผู้ ต้องขังเฉพาะราย เช่น ผู้ต้องขังที่ จะต้องถูก
ดาเนินคดีอีกคดีหนึ่งหรือผู้ต้องขังที่ย้ายมาเข้าร่วมกิจกรรมที่กรมราชทัณฑ์จัดดาเนินการ
(8) เมื่อเรือนจาได้ดาเนิ นการย้ายผู้ ต้องขังแล้ว ให้ เรือนจาฝ่ายย้ายและเรือนจาฝ่ ายรับตัว
รายงานการย้ายและการรับตัวผู้ต้องขังพร้อมส่งบัญชีรายชื่อไปยังกรมราชทัณฑ์โดยเร็ว
หมวด ๘
การร้องทุกข์ ยื่นเรื่องราว และถวายฎีกา
ข้อ ๔๔ การร้องทุกข์นั้ นอาจกระทาด้วยวาจาหรือด้วยการยื่นเป็นหนังสือ ถ้ากระทาด้วย
วาจา ให้เจ้าพนักงานที่ได้รับคาร้องทุกข์บันทึกคาร้องทุกข์ไว้ บันทึกคาร้องทุกข์หรือหนังสือร้องทุกข์นั้นต้องลง
ลายมือชื่อผู้ร้องทุกข์และเจ้าพนักงานที่ได้รับคาร้องทุกข์ไว้ด้วย
ข้อ ๔๕ การร้องทุกข์ การยื่นเรื่องราว การถวายฎีกานั้น หากผู้ต้องขังไม่สามารถจัดหาเครื่อง
เขียนส่วนตัวได้ ให้เรือนจาจัดหาให้
การเขียนคาร้องทุกข์ เรื่องราว หรือฎีกา ผู้ต้องขังต้องเขียนเอง เว้นแต่ไม่สามารถเขียนเองได้
การเขียนดั่งกล่าวในวรรคก่อน ต้องเขียนในที่ซึ่งเรือ นจาจัดให้ ในกรณีที่ผู้ต้องขังขอสงวน
ข้อความเป็นลับ ห้ามมิให้เจ้าพนักงานเรือนจาอยู่ใกล้ในระยะที่อาจอ่านเข้าใจข้อความที่เขียนหรือขออ่าน หรือ
ยอมให้ผู้อื่นมีโอกาสเช่นนั้น นอกจากบุคคลที่ผู้ต้องขังนั้นยินยอม
11

ข้อ ๔๖ หนังสือร้องทุกข์หรือเรื่องราว หรือฎีกานั้น ให้ผู้ต้องขังยื่นต่อเจ้าพนักงานเรือนจา


หรือจะใส่ลงในที่ซึ่งจัดไว้เพื่อการนั้นก็ได้
ข้อ ๔๗ เจ้าพนักงานเรือนจาทุกคนต้องเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังร้องทุกข์ หรือนาคาร้องทุกข์
เรื่องราว หรือฎีกาไปยื่นตามข้อก่อน
ข้อ ๔๘ เมื่อเจ้าพนักงานเรือนจาได้รับหนังสือดังกล่าวในข้อก่อน หากมิใช่เป็นกรณีดังกล่าวใน
ข้อต่อไป ให้ เจ้าพนั กงานเรือนจาที่ได้รับ มอบหมายเปิดซองตรวจดูข้อความ ตรวจสอบข้อเท็จจริง แล้วท า
ความเห็นเสนอผู้บัญชาการเรือนจาพร้อมแนวทางแก้ไขหรือให้ความช่วยเหลือ
ข้อ ๔๙ ข้อความในหนังสือร้องทุกข์ เรื่องราวและฎีกานั้น ผู้ต้องขังจะขอรักษาเป็นความลับก็
ได้ ในกรณีนั้นให้สอดหนังสือไว้ในซองและผนึกเสีย หน้าซองให้เขียนว่า “ลับ” ถ้าผู้ต้องขังไม่ได้เขียนคานี้ไว้ ให้
เจ้าพนักงานเรือนจาเขียนเมื่อทราบความประสงค์
หนังสือเช่น ว่านั้น ห้ ามมิให้เจ้าพนักงานเรือนจาอ่าน แต่มีห น้าที่จัดส่งไปยังผู้รับ หากเป็น
หนังสือถึงรัฐมนตรีหรือทูลเกล้าฯ ถวาย ให้ส่งไปยังอธิบดีดาเนินการต่อไปตามสมควร
ข้อ ๕๐ คาสั่งหรือคาชี้แจงตอบคาร้องทุกข์ เรื่องราวหรือฎีกา ต้องแจ้งให้ผู้ยื่นทราบ และจัด
ให้ลงลายมือชื่อรับทราบไว้เป็นหลักฐาน

หมวด ๙
การปฏิบัติกรณีผู้ต้องขังถูกล่วงละเมิดทางเพศ
ข้ อ ๕๑ กรณี ผู้ ต้ อ งขั ง ถู ก ล่ ว งละเมิ ด ทางเพศจากการปฏิ บั ติ ห น้ า ที่ โ ดยมิ ช อบของ
เจ้าพนักงานเรือนจา ให้ร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปของเจ้าพนักงานเรือนจานั้น
คาร้องเรีย น ให้ ระบุ ตัว เจ้าพนักงานเรือนจาผู้ กระท าละเมิดพร้อมพฤติการณ์ แห่ งการล่ ว ง
ละเมิด และความเสียหายที่ได้รับ เท่าที่จะสามารถระบุได้
คาร้องเรียนจะทาเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้ ถ้าร้องเรียนด้วยวาจา ให้ผู้บัญชาการเรือนจา
หรือผู้ได้รับมอบหมายซึ่งมิใช่ผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทาผิดเป็นผู้บันทึก
การดาเนินการตามข้อนี้ให้รักษาเป็นความลับ
ข้ อ ๕๒ นั บ แต่ เ วลาที่ ท ราบเรื่ อ งร้ อ งเรี ย น ให้ เ รื อ นจ าจั ด ให้ แ พทย์ พยาบาล หรื อ
เจ้าพนักงานเรือนจาที่ผ่านการอบรมด้านพยาบาลทาการตรวจร่างกายผู้ต้องขังนั้นเพื่อหาร่องรอยการกระทาผิด
และเก็บรวบรวมพยานหลักฐานโดยเร็วเท่าที่จะกระทาได้พร้อมทั้งรายงานไปยังผู้บัญชาการเรือนจาหรือเจ้า
พนักงานเรือนจาผู้รับผิดชอบตามข้อ ๕๑
ในกรณีผู้ต้องขังนั้นเป็นหญิง จะร้องขอให้เจ้าพนักงานเรือนจาที่ผ่านการอบรมด้านพยาบาลซึ่ง
เป็นหญิงเป็นผู้ตรวจ หรือจะขอนาบุคคลใดมาอยู่ร่วมในการตรวจนั้นด้วยก็ได้
ข้อ ๕๓ ในวันที่ได้รับเรื่องร้องเรียนข้างต้น ให้เรือนจาจัดให้ผู้ต้องขังที่ถูกล่วงละเมิดดังกล่าวได้
พบนั กจิ ตวิทยาหรื อนั กสั งคมสงเคราะห์ ในทั นที หากมีเหตุขัดข้อ งไม่ ส ามารถดาเนิน การเช่น นั้น ได้ ให้ เจ้า
พนั ก งานเรื อ นจ าเป็ น ผู้ ให้ ค าปรึ ก ษาในเบื้ อ งต้ น ก่ อ น แล้ ว จึ งด าเนิ น การให้ ผู้ ต้ อ งขั ง ได้ รั บ ค าปรึ ก ษาจาก
นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์โดยเร็ว
12

ข้อ ๕๔ เมื่อผู้บัญชาการเรือนจาได้รับรายงานข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการถูกล่วงละเมิดดังกล่าว
แล้ว ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นและรายงานให้พนักงานอัยการเพื่อพิจารณาไต่สวนชี้ขาด
ในระหว่างนี้ หากเห็น ว่าจาเป็นที่จะต้องคุ้มครองผู้ต้องขังซึ่งถูกล่วงละเมิดหรือพยาน ให้ ผู้
บัญชาการเรือนจาจัดให้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยตามความเหมาะสม และมอบหมายให้ผู้ถูกร้องเรียนไป
ทาหน้าที่การงานอื่นเพื่อป้องกันไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องหรือยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
เมื่อดาเนินการตามข้อนี้แล้ว ให้รายงานให้กรมราชทัณฑ์ทราบด้วย
ข้อ ๕๕ ในกรณีที่ผู้ต้ องขังตั้งครรภ์จากการถูกล่วงละเมิดทางเพศดังกล่าว ให้เรือนจาจัดให้
แพทย์พยาบาล หรือเจ้าพนักงานเรือนจาที่ผ่านการอบรมด้านพยาบาลให้คาแนะนาและคาปรึกษา ดูแลสุขภาพ
ทางกายและทางจิต พร้อมทั้งติดตามอาการอย่างใกล้ชิด โดยอาจแยกคุมขังผู้ต้องขังนั้นไว้ที่สถานพยาบาลก็ได้
ข้อ ๕๖ กรณีผู้ต้องขังหญิงถูกล่วงละเมิดทางเพศตามมาตรา ๕๙ อันเป็นกรณีที่ถูกกระทาก่อน
กรมราชทัณฑ์จะได้รับตัวไว้ ไม่ว่าจะมีการตั้งครรภ์หรือไม่ ให้เรือนจาจัดให้มีการดาเนินการดังนี้
(๑) การฟื้นฟูด้านสุขภาพทางกาย โดยจัดให้มีแพทย์พยาบาล หรือเจ้าพนักงานเรือนจาที่ผ่ าน
การอบรมด้านพยาบาลเข้าให้คาแนะนาหรือคาปรึกษา
(๒) การฟื้ น ฟู ด้านจิ ต ใจ โดยจัดให้ มีนั กจิตวิท ยาหรือ นักสั งคมสงเคราะห์ เข้าพบปะพู ดคุ ย
รวมทั้งให้คาแนะนาหรือคาปรึกษา
(๓) การช่ ว ยเหลื อ ทางกฎหมาย โดยเจ้ า พนั ก งานเรื อ นจ าอาจให้ ค าปรึ ก ษาในเบื้ อ งต้ น
สอบถามข้อเท็จจริง หรือขอรับความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่มีหน้าที่เพื่อให้มีการดาเนินการทางกฎหมาย
ต่อไป
การดาเนิ นการตามวรรคก่อน ให้ นาความในข้อ ๕๒ ข้อ ๕๓ และข้อ ๕๕ มาบังคับใช้โดย
อนุโลม
หมวด ๑๐
การงานของผู้ต้องขัง
ข้อ ๕๗ การทางานของผู้ต้องขัง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่กาหนดใน
ระเบียบกรมราชทัณฑ์
หมวด ๑๑
รายได้และการจ่ายเงินรางวัล
ข้อ ๕๘ หากงานที่จัดให้ผู้ต้องขังทามีรายได้ ให้คานวณราคาของงานเป็นทุนแรงงานและกาไร
โดยให้ผู้ต้องขังและเจ้าพนักงานเรือนจาได้รับการพิจารณาให้ได้รับรางวัลในงานที่มีกาไร ดังต่อไปนี้
(๑) ผู้ต้องขังที่มีส่วนร่วมทางานนั้น
(๒) เจ้าพนักงานเรือนจาที่ทาหน้าที่ควบคุมหรือฝึกอบรมผู้ต้องขังที่ทางานหรือช่วยเหลือหรือ
สนับสนุนงานที่จัดให้ผู้ต้องขังทานั้น
เจ้าพนั กงานเรื อนจาที่จ ะได้รางวัล ตามข้อนี้ ให้ พิจารณาให้ ได้รับ รางวัลจนถึงผู้ บัญ ชาการ
เรือนจาหรือผู้ดารงตาแหน่งในระดับเดียวกัน
ข้อ ๕๙ รางวัลที่จะจ่ายให้ตามข้อ ๕๘ (๑) และ (๒) นั้น สาหรับผู้ต้องขังให้จ่ายได้ไม่เกินร้อย
ละห้าสิบ และสาหรับเจ้าพนักงานเรือนจาให้จ่ายได้ไม่เกินร้อยละยี่สิบของกาไรทั้งหมด ส่วนที่เหลือให้เก็บไว้
เป็นทุนหมุนเวียนของเรือนจาต่อไป
13

ข้อ ๖๐ รางวัลที่จะจ่ายให้แก่ผู้ต้องขังและเจ้าพนักงานเรือนจานั้น ให้พิจารณาโดยคานึงถึง


หลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(๑) สาหรับผู้ต้องขัง ให้พิจารณาจากแรงงานที่ผู้ต้องขังมีส่วนร่วม ความมัธยัสถ์ในการใช้วัสดุ
ความประณีตเรีย บร้อยของงาน ความรวดเร็วในการทางาน ความอุตสาหะ การถนอมและรักษาเครื่องมือ
เครื่องใช้ และคุณค่าของงานประกอบกับลาดับชั้นและประเภทของผู้ต้องขัง
(๒) ส าหรั บ เจ้ าพนั ก งานเรื อ นจ า ให้ พิ จ ารณาถึ งความส าคั ญ ของหน้ าที่ แ ละความมี ส่ ว น
รับผิดชอบ
หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขนอกเหนือจากที่กาหนดไว้ในหมวดนี้ ให้เป็นไปตามที่อธิบดีกาหนด
ข้อ ๖๑ นอกจากรางวัลอันพึงได้รับตามความในข้อ ๕๘ ข้อ ๕๙ และข้อ ๖๐ ถ้าผู้ต้องขังหรือ
เจ้าพนักงานเรือนจาคนใดคิดประดิษฐ์สิ่งของหรือเครื่องมือเครื่องใช้สาหรับใช้เป็นประโยชน์สาคัญในการผลิต
สินค้าหรือในการฝึกวิชาชีพของผู้ต้องขังขึ้นให้ได้รับรางวัลจากกาไรนอกจากที่ต้องจ่ายเป็นรางวัลตามข้อ ๕๙
ทั้งนี้ การจ่ายรางวัลตามข้อนี้จะต้องไม่กระทบกระเทือนเงินทุนหมุนเวียนของเรือนจา
ข้อ ๖๒ การพิ จ ารณาจ่ ายรางวัล ตามข้ อ ๖๑ ให้ ผู้ บั ญ ชาการเรือ นจาแต่ งตั้ งเจ้าพนั กงาน
เรือนจาซึ่งดารงตาแหน่งประเภททั่วไป ระดับชานาญงาน หรือประเภทวิชาการ ระดับชานาญการขึ้นไปจานวน
ไม่ น้ อยกว่า ๓ คนซึ่งมี ห น้ าที่ เกี่ย วกับ การควบคุม รักษาการณ์ แ ละการอบรมและฝึ ก วิช าชีพ เว้น แต่ กรณี ที่
ไม่สามารถตั้งเจ้าพนักงานดังกล่ าวได้ก็ให้แต่งตั้งผู้ดารงตาแหน่งที่ต่ากว่าได้เท่าที่จาเป็น แต่ห้ามมิให้ แต่งตั้ง
เจ้าพนักงานเรือนจาซึ่งเป็นผู้คิดประดิษฐ์ที่จะได้รับรางวัลเป็นกรรมการ
ให้ เจ้าพนั กงานเรือนจาที่ได้รับการแต่งตั้งข้างต้นทาการตรวจสอบพิจารณาว่าสิ่ งของหรือ
เครื่ อ งมื อ เครื่ อ งใช้ นั้ น เป็ น การคิ ด ประดิ ษ ฐ์ แ ละเป็ น ประโยชน์ ส าคั ญ อั น ควรได้ รับ รางวัล หรื อ ไม่ อย่ า งไร
พร้อมด้วยเหตุผล หลักฐานและข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เกี่ยวด้วยการนั้น และถ้าเห็นสมควรได้รับรางวัลจะได้รับเป็น
จานวนเท่าใด แล้วให้เสนอต่อผู้บัญชาการเรือนจาเพื่อพิจารณาอนุมัติ
ข้อ ๖๓ เงินที่กาหนดให้เป็นรางวัลแล้วนั้นเมื่อคานวณจ่ายให้แล้วมีเศษเหลืออยู่ไม่สามารถ
เฉลี่ยจ่ายให้ผู้รับได้ ให้นาเข้าเป็นเงินทุนหมุนเวียนได้ตามเดิม ถ้าผู้มีสิทธิไม่มารับส่วนที่จ่ายให้ ให้ดาเนินการ
ตามมาตรา ๖๓
ข้อ ๖๔ การจ่ายรางวัลในหมวดนี้เป็นอานาจของผู้บัญชาการเรือนจาเป็นผู้พิจารณาอนุมัติ
ข้อ ๖๕ ในกรณีมีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามความในหมวดนี้ ให้อธิบดีเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด
หมวด ๑๒
เงินทาขวัญ
ข้อ ๖๖ กรณี มีผู้ต้องขังซึ่งได้รับบาดเจ็บ เจ็บป่วย เนื่องจากการงานตามมาตรา ๔๘ หรือ
มาตรา ๔๙ ให้ผู้บัญชาการเรือนจาจัดให้แพทย์หรือพยาบาลตรวจและทาการรักษาผู้ต้องขังนั้นโดยมิชักช้า แต่
หากแพทย์หรือพยาบาลประจาสถานพยาบาลของเรือนจาไม่สามารถรักษาผู้ต้องขังดังกล่าวได้ ให้ส่ งผู้ต้องขังไป
ตรวจรักษายังโรงพยาบาลนอกเรือนจาโดยเร็ว และเมื่อแพทย์ตรวจแล้วให้รายงานผลการตรวจพร้อมทั้งแสดง
ความเห็นเสนอต่อเจ้าพนักงานเรือนจาที่ได้รับการแต่งตั้งตามข้อ ๖๗
กรณีมีผู้ต้องขังตายเนื่องจากการงานตามมาตรา ๔๘ หรือมาตรา ๔๙ ให้เรือนจาดาเนินการ
ตามแนวทางปฏิบัติกรณีผู้ต้องขังตาย แล้วให้เจ้าพนักงานเรือนจาผู้ควบคุมรายงานข้อเท็จจริงเบื้องต้นต่อเจ้า
พนักงานเรือนจาที่ได้รับการแต่งตั้งตามข้อ ๖๗
14

ข้อ ๖๗ ให้ผู้บัญชาการเรือนจาแต่งตั้งเจ้าพนักงานเรือนจาไม่น้อยกว่า ๓ คน ประกอบด้วย


ข้าราชการซึ่งดารงตาแหน่งประเภททั่วไป ระดับชานาญงานขึ้นไปหรือประเภทวิชาการ ระดับชานาญการขึ้นไป
ทาการสอบสวนและพิจารณาว่าผู้ต้องขังที่ได้รับบาดเจ็บ เจ็บป่วย หรือตาย เนื่องจากการงานตามมาตรา ๔๘
หรือมาตรา ๔๙ สมควรจะได้รับเงินทาขวัญ หรือไม่ อย่างไร แล้วเสนอต่อผู้บัญชาการเรือนจาพิจารณาเห็นชอบ
และส่งเอกสารการสอบสวนที่เกี่ยวข้องเพื่อขออนุมัติจ่ายเงินทาขวัญให้แก่ผู้ต้องขังหรือทายาทต่อไป
ข้อ ๖๘ การจ่ายเงินทาขวัญให้ผู้ต้องขังซึ่งได้รับบาดเจ็บ เจ็บป่วย หรือตาย เนื่องจากการงาน
ตามมาตรา ๔๘ หรือมาตรา ๔๙ ให้เบิกจ่ายจากงบประมาณของกรมราชทัณฑ์หรือเงินอื่นใดที่อยู่ในอานาจการ
เบิกจ่ายของกรมราชทัณฑ์
ข้อ ๖๙ เงินทาขวัญที่จ่ายให้ผู้ต้องขังที่กระทาการตามหน้าที่ ซึ่งเจ็บป่วย ได้รับอันตราย หรือ
ตาย กาหนดดังนี้
(๑) เจ็บป่วยหรือได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ให้จ่ายเงินทาขวัญได้ไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท
(๒) เจ็บป่วยหรือได้รับอันตรายจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ให้จ่าย
เงินทาขวัญได้ไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท
(๓) ได้รับอันตรายถึงพิการ ทุพพลภาพหรือเจ็บป่วยเรื้อรังซึ่งอาจถึงตลอดชีวิต ให้จ่ายเงินทา
ขวัญได้ไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท
(๔) ได้ รั บ อั น ตรายถึ ง ตาย ให้ จ่ า ยเงิน ท าขวั ญ ได้ ไม่ เกิ น ๕๐,๐๐๐ บาท และให้ จ่ า ยเงิ น
ค่าทาศพรายละไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท
ข้อ ๗๐ เมื่อกรมราชทัณฑ์อนุมัติการจ่ายเงินทาขวัญตามข้อ ๖๙ (๑), (๒) และ (๓) ให้นาเข้า
บัญชีเงินฝากผู้ต้องขังนั้นและออกหลักฐานใบสาคัญไว้เป็นหลักฐาน
ข้อ ๗๑ การจ่ายเงินทาขวัญและค่าทาศพตามข้อ ๖๙ (๔) ให้จ่ายแก่ทายาทของผู้ต้องขังนั้น หาก
ปรากฏว่าไม่มีทายาทมาขอรับเงินดังกล่าวภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากเรือนจา หรือติดต่อทายาทไม่ได้
ภายในหนึ่งปีนับแต่ผู้ต้องขังนั้นถึงแก่ความความตาย ให้เรือนจารายงานกรมราชทัณฑ์เพื่อยุติเรื่อง
ในการจ่ ายเงินค่าทาศพ เรือนจาอาจทดรองจ่ายให้ แก่ผู้ จัดการศพไปก่อนได้ตามจานวนที่
กาหนดแล้วรายงานให้กรมราชทัณฑ์ทราบพร้อมทั้งหลักฐานการจ่ายเงิน
ข้อ ๗๒ เมื่อเรือนจาได้ดาเนินการตามข้อ ๗๐ หรือข้อ ๗๑ เรียบร้อยแล้ว ให้รายงานผลพร้อม
ส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องไปกรมราชทัณฑ์
ข้อ ๗๓ ในกรณีมีข้อสงสัยใดๆ อันเกิดจากการจ่ายเงินทาขวัญ ให้อธิบดีเป็นผู้ชี้ขาด
หมวด ๑๓
การเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาด
ส่วนที่ ๑
บททั่วไป
ข้อ ๗๔ นักโทษเด็ดขาดพึงแบ่งออกเป็นชั้น ๆ ดังต่อไปนี้
(๑) ชั้นเยี่ยม
(๒) ชั้นดีมาก
(๓) ชั้นดี
(๔) ชั้นกลาง
(๕) ชั้นเลว
(๖) ชั้นเลวมาก
15

ข้อ ๗๕ นักโทษเด็ดขาดที่เข้าใหม่ให้อยู่ในชั้นกลางจนกว่าจะมีการเลื่อนชั้น เว้นแต่กรณีศาลมี


คาพิพากษาถึงที่สุ ดให้ เพิ่มโทษฐานกระทาผิ ดซ้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๒ หรือมาตรา ๙๓
หรือตามกฎหมายอื่น ให้จัดอยู่ในชั้นเลว โดยใช้หลักฐานจากหมายจาคุกเมื่อคดีถึงที่สุด
ข้อ ๗๖ นักโทษเด็ดขาดรายใดกระทาความผิดหลายคดี เมื่อคดีใดคดีหนึ่งมีคาพิพากษาถึง
ที่สุด ให้เรือนจาพิจารณาจัดชั้นให้ตามข้อ ๗๕ และอาจได้รับการพิจารณาเลื่อนชั้นแม้คดีอื่นๆ จะยังไม่ถึงที่สุดก็
ตาม
กรณีคดีที่ได้รับการเลื่อนชั้นตามวรรคแรกพ้นโทษไปแล้วและคดีอื่นยังไม่ถึงที่สุด ให้คงสถานะ
ของชั้นนั้นไว้จนกว่าคดีอื่นจะถึงที่สุดและให้เลื่อนชั้นต่อเนื่องจากชั้นเดิม เว้นแต่หมายจาคุกในคดีอื่นศาลมีคา
พิ พ ากษาให้ เ พิ่ ม โทษฐานกระท าผิ ด ซ้ าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๒ หรื อ มาตรา ๙๓
หรือตามกฎหมายอื่น ให้จัดเป็นชั้นเลว
ส่วนที่ ๒
การเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดกรณีปกติ

ข้อ ๗๗ การเลื่อนชั้นให้เป็นอานาจของผู้บัญชาการเรือนจาโดยความเห็นชอบของอธิบดี
ข้อ ๗๘ การเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดนั้นให้กระทาปีละสองครั้ง โดยให้ดาเนินการในวันสิ้น
เดือนมิถุนายนครั้งหนึ่งและสิ้นเดือนธันวาคมอีกครั้งหนึ่ง
ข้อ ๗๙ การเลื่อนชั้นให้เลื่อนได้ตามลาดับครั้งละหนึ่งชั้น
ข้อ ๘๐ การพิจารณาเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดให้ดาเนินการ ดังนี้
(๑) นักโทษเด็ดขาดเข้าใหม่ที่ถูกจัดชั้นเป็นชั้นกลาง จะเลื่อนชั้นได้ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดที่ถูกคุม
ขั งอยู่ ในเรื อนจ ามาแล้ ว ไม่ น้ อยกว่ าหกเดื อ นนั บ แต่ วั น ที่ คดี ถึ งที่ สุ ด หรื อ เป็ น นั กโทษเด็ ด ขาดมาน้ อยกว่ า
หกเดือน แต่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจามาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี
(๒) นั กโทษเด็ ดขาดเข้ าใหม่ ที่ ถู กจั ดชั้ นต่ ากว่ าชั้ นกลาง จะเลื่ อนชั้ นได้ ต้ องเป็ นนั กโทษเด็ ดขาด
ที่ ถูกคุ มขั งอยู่ ในเรื อนจ ามาแล้ วไม่ น้ อยกว่าหนึ่ งปี นั บแต่วันที่ คดี ถึงที่ สุ ด หรือเป็ นนั กโทษเด็ ดขาดมาน้ อยกว่าหนึ่ งปี
แต่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจามาแล้วไม่น้อยกว่าสองปี
(๓) นักโทษเด็ดขาดอื่นที่อยู่ในชั้นตั้งแต่ชั้นกลางขึ้นไป จะเลื่อนชั้นได้ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดในชั้น
เดิมมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือน
(๔) นั กโทษเด็ ดขาดอื่ น ที่ อยู่ ในชั้ นต่ ากว่ าชั้ นกลาง จะเลื่ อนชั้ นได้ ต้ องเป็ นนั กโทษเด็ ดขาด
ในชั้นเดิมมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี
ข้ อ ๘๑ ในการเลื่ อ นชั้ น นั ก โทษเด็ ด ขาดตามข้ อ ๘๐ ถ้ า นั ก โทษเด็ ด ขาดผู้ ใ ดมี ก รณี
ที่จะต้องเพิ่มกาหนดเวลาการเลื่อนชั้น ให้เพิ่มกาหนดเวลาขึ้น ดังนี้
(๑) กระทาความผิดซึ่งมีลักษณะความผิดตามบัญชีแนบท้าย ให้เพิ่มกาหนดเวลาการเลื่อนชั้น
เป็ น สองปี ส าหรั บ นั ก โทษเด็ ด ขาดเข้ า ใหม่ ที่ อ ยู่ ใ นชั้ น กลาง และสามปี ส าหรั บ นั ก โทษเด็ ด ขาดเข้ า ใหม่
ที่อยู่ในชั้นต่ากว่าชั้นกลาง โดยให้เริ่มนับกาหนดเวลาที่จะต้องเพิ่มนับแต่วันคดีถึงที่สุด
(๒) กรณีถูกลงโทษทางวินัยให้เพิ่มกาหนดเวลาการเลื่อนชั้นเป็นหนึ่งปี นับแต่วันที่ นักโทษ
เด็ดขาดได้รับแจ้งคาสั่งลงโทษทางวินัย
16

(๓) สาหรับกรณีถูกลงโทษทางวินัยโดยการลดชั้น หลังจากเพิ่มกาหนดเวลาครบหนึ่งปีแล้ว จึง


ให้เริ่มนับระยะเวลาการครองชั้นตามหลักเกณฑ์การเลื่อนชั้นที่กาหนด
(๔) กรณีผู้ต้องขังที่กระทาผิดวินัยในขณะเป็นผู้ต้องขังระหว่างพิจารณา แม้การสอบสวนและ
สั่งลงโทษทางวินั ยจะได้กระทาหลั งจากเป็ นนักโทษเด็ดขาดแล้ ว ให้ ถือว่าการลงโทษทางวินัยนั้นกระทาใน
ระหว่างเป็นผู้ต้องขังระหว่างพิจารณามิให้นามาเป็นเหตุเพิ่มกาหนดเวลาการเลื่อนชั้น
(๕) กรณีอื่นตามที่รัฐมนตรีประกาศกาหนด
ข้อ ๘๒ ถ้านักโทษเด็ดขาดผู้ใดมีกรณีที่จะต้องเพิ่มกาหนดเวลาการเลื่อนชั้น ตามข้อ ๘๑ (๑)
ต้องโทษหลายคดีให้ถือคดีที่มีกาหนดโทษสูงสุดเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาเลื่อนชั้น เว้นแต่คดีที่มีกาหนดโทษ
สูงสุดจะครบกาหนดพ้นโทษไปก่อนถึงกาหนดเวลาเลื่อนชั้นตามปกติ ก็ให้ถือคดีที่มีกาหนดโทษสูงสุดถัดไป
ซึ่งนักโทษเด็ดขาดผู้นั้นกาลังรับอยู่หรือจะต้องรับต่อไปเป็นเกณฑ์พิจารณา
ข้ อ ๘๓ นั ก โทษเด็ ด ขาดผู้ ใดมี ก รณี ที่ จ ะต้ อ งเพิ่ ม ก าหนดเวลาเลื่ อ นชั้ น ตามข้ อ ๘๑ (๑)
แต่กาหนดโทษตามหมายศาลในขณะพิจารณาเลื่อนชั้นของนักโทษเด็ดขาดผู้นั้นต่ากว่ากาหนดเวลาที่จะต้องเพิ่ม
ให้ถือว่าไม่ต้องมีการเพิ่มกาหนดเวลาการเลื่อนชั้นตามข้อ ๘๑ (๑)
ข้อ ๘๔ นักโทษเด็ดขาดผู้ใดมีกรณี ที่จะต้องเพิ่มกาหนดเวลาการเลื่ อนชั้นตามข้อ ๘๑ (๑)
หลายกรณี ให้ถือเกณฑ์การเพิ่มกาหนดเวลาสูงสุดเพียงกรณีเดียวเป็นเกณฑ์พิจารณา
ข้อ ๘๕ การพิจารณาดาเนินการเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดให้คานึงถึงการที่นักโทษเด็ดขาด
คนใดจะได้เลื่อนชั้นสู งขึ้น นั้น จะก่อให้ เกิดผลดีแก่การปกครองบังคับบัญชาและการรัก ษาวินัยของเรือนจา
ตลอดทั้งเป็น ประโยชน์ แก่การขัดเกลานิสัย ความประพฤติ พฤติกรรม ของนักโทษเด็ดขาดผู้นั้นให้กลับตน
เป็ น พลเมื อ งดี ซึ่ ง จะต้ อ งเป็ น บุ ค คลที่ มี ค วามประพฤติ เรี ย บร้ อ ย ตั้ ง ตนอยู่ ในระเบี ย บวิ นั ย ของเรื อ นจ า
มีความเสียสละทางานเพื่อส่วนรวม มีความวิริยะอุตสาหะ ขยันหมั่นเพียร มานะอดทน ทาการงานบังเกิดผลดี
แก่ทางราชการและส่วนรวม รวมทั้ง
(๑) ผ่านการจาแนกลักษณะผู้ต้องขังตามที่กรมราชทัณฑ์กาหนด
(๒) ไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกลงโทษทางวินัย หรืออยู่ระหว่างการดาเนินการทางวินัย ก่อนหรือ
ระหว่างการพิจารณาเลื่อนชั้น ทั้งนี้ กรณีอยู่ระหว่างการดาเนินการทางวินัยให้นามาใช้เป็นเกณฑ์ในการไม่เลื่อน
ชั้นในงวดที่กระทาผิดได้เพียงครั้งเดียว หากการดาเนินการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ให้ดาเนินการเลื่อนชั้นต่อไปได้
(๓) ผ่ า นการประเมิ น พฤติ ก รรม หลั ก สู ต รการศึ ก ษา หลั ก สู ต รการอบรม หลั ก สู ต ร
การฝึกวิชาชีพ การทางานสาธารณะหรืองานอื่นใดตามที่ได้รับมอบหมาย ตามเกณฑ์การประเมินที่อธิบดีกาหนด
ข้อ ๘๖ ให้ผู้บัญชาการเรือนจาแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาด
ว่าผู้ใดควรหรือไม่ควรเลื่อนชั้น โดยมีผู้บัญชาการเรือนจาเป็นประธาน ผู้แทนกรมการปกครอง ผู้แทนกรมคุมประพฤติ
ผู้ แ ทนส านั ก งานคณะกรรมการป้ อ งกั น และปราบปรามยาเสพติ ด ผู้ แ ทนส านั ก งานต ารวจแห่ ง ชาติ
ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข เข้าร่ วมเป็ น กรรมการไม่น้อยกว่า สองคน หรือเป็นที่ปรึกษาในคณะกรรมการ
ตรวจสอบการเลื่ อนชั้น นั กโทษเด็ด ขาด และเจ้าพนัก งานเรือ นจาอี กสองคนที่ ผู้ บั ญ ชาการเรือนจาแต่ งตั้ ง
เป็นกรรมการ
ในการประชุ ม คณะกรรมการตามวรรคหนึ่ ง มิ ให้ ผู้ บั ญ ชาการเรื อ นจ ามอบหมายผู้ อื่ น
ทาหน้าที่แทน หากไม่สามารถทาหน้าที่ได้ให้เลื่อนการประชุมไปก่อน โดยคานึงถึงประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด
เป็นสาคัญด้วย
17

ข้อ ๘๗ ภายในระยะเวลาสองเดือนก่อนถึงกาหนดวันเลื่อนชั้น ให้เจ้าพนักงานเรือนจาสารวจ


นักโทษเด็ดขาดที่เข้าเกณฑ์จะได้รับการพิจารณาเลื่อนชั้น ตามข้อ ๗๘ และจัดทาบัญชีพร้อมทั้งรวบรวมเอกสาร
หลักฐานต่างๆ เสนอคณะกรรมการตามข้อ ๘๖
ข้อ ๘๘ ให้ คณะกรรมการตามข้อ ๘๖ ดาเนินการตรวจสอบบัญ ชีรายชื่อ รวมทั้งเอกสาร
หลักฐานต่างๆ แล้วเสนออธิบดีเห็นชอบการเลื่อนชั้นหรือไม่เห็นชอบการเลื่อนชั้นโดยเร็ว
ข้อ ๘๙ ให้เรือนจาจัดทาบัญชีรายชื่อและบัญชีการเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดพร้อมเอกสาร
ประกอบการพิ จ ารณาอนุ มัติ เลื่ อนชั้ น นั กโทษเด็ด ขาด เพื่ อ รายงานขอความเห็ น ชอบการเลื่ อ นชั้น ไปกรม
ราชทัณฑ์ ดังนี้
(๑) การเลื่ อนชั้น ในวัน สิ้ น เดือ นมิ ถุนายน ให้ รายงานไปกรมราชทัณ ฑ์ ภ ายในวัน สิ้ น เดื อ น
กรกฎาคม
(๒) การเลื่ อนชั้ น ในวัน สิ้ น เดือ นธัน วาคม ให้ รายงานไปกรมราชทั ณ ฑ์ ภ ายในวัน สิ้ น เดื อ น
มกราคมของปีถัดไป
ให้เรือนจาจัดทาบัญชีรายชื่อนักโทษเด็ดขาดที่ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินการเลื่อนชั้นพร้อมทั้ง
เหตุผลเพื่อรายงานให้กรมราชทัณฑ์ทราบ
ข้อ ๙๐ นักโทษเด็ดขาดที่เจ็บป่วยหรือพิการ หรือโดยสภาพแห่งร่างกายไม่สามารถเข้ารับ
การศึกษาวิชาสามัญ หรือหลักสูตรธรรมศึกษา หรือหลักสูตรทางการศึกษาในศาสนาอื่น หรือการอบรมวิชาชีพ
ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกาหนด อาจได้รับการพิจารณาเลื่อนชั้นในกรณีปกติด้วย ทั้งนี้ ให้มีใบรับรอง
แพทย์ของทางราชการเข้ามาประกอบดุลยพินิจของคณะกรรมการตามข้อ ๘๖
ข้อ ๙๑ เมื่ออธิบดีได้เห็นชอบให้เลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดแล้วให้เรือนจาแจ้ง นักโทษเด็ดขาด
ทั้งหมดทราบผลการเลื่อนชั้นและให้ปิดประกาศรายชื่อนักโทษเด็ดขาดที่ได้รับการเลื่อนชั้นไว้โดยเปิดเผยตามที่ผู้
บัญชาการเรือนจาเห็นสมควร กรณีนักโทษเด็ดขาดที่ไม่ได้รับการเลื่อนชั้น ให้เรือนจาแจ้งนักโทษเด็ดขาดทราบ
พร้อมทั้งเหตุผลที่ไม่ได้รับการเลื่อนชั้น
ผลของคาสั่งเห็ นชอบตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่านักโทษเด็ดขาดได้รับการเลื่อนชั้ นตั้งแต่วันที่
๑ กรกฎาคม สาหรับ การเลื่อนชั้น ในวัน สิ้ นเดือนมิถุนายน และตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคมของปีถัดไป ส าหรับ
การเลื่อนชั้นในวันสิ้นเดือนธันวาคม
ข้อ ๙๒ การนับระยะเวลาการเลื่อนชั้นกรณีศาลมีคาพิพากษาถึงที่สุดแล้วแต่ยังไม่ได้ตัวมาคุม
ขังในเรือนจา ให้เริ่มนับแต่วันรับตัวเข้าคุมขังในเรือนจา
ส่วนที่ ๓
การเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดกรณีมีเหตุพิเศษ
ข้อ ๙๓ ในกรณีมีเหตุพิเศษ จะเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดที่มีความชอบแก่ราชการเป็นพิเศษ
โดยการเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดก่อนเวลาหรือเลื่อนข้ามชั้นนักโทษเด็ดขาดก็ได้
การพิ จ ารณาเลื่ อ นชั้ น ตามวรรคหนึ่ ง ให้ ค ณะกรรมการตามข้ อ ๘๖ เสนอความเห็ น ต่ อ
อธิบดีเมื่ออธิบดีเห็นชอบให้เสนอปลัดกระทรวงพิจารณาอนุมัติ
ผลของการเลื่ อนชั้น ตามวรรคหนึ่ง ให้ ถือว่านั กโทษเด็ดขาดได้รับการเลื่ อนชั้นตั้งแต่วัน ที่
ปลัดกระทรวงอนุมัติ และให้นาความในข้อ ๙๑ วรรคหนึ่งมาใช้ในเรื่องการแจ้งผลโดยอนุโลม
18

ข้ อ ๙๔ การพิ จ ารณาเลื่ อ นชั้ น นั ก โทษเด็ ด ขาด ตามข้ อ ๙๓ นอกจากจะเป็ น ผู้ ที่ มี


ความประพฤติดี มีความอุตสาหะ มีความก้าวหน้าในการศึกษาอบรมและทางานเกิดผลดีแล้ว จะต้องปรากฏ
ข้อเท็จจริงว่า นั กโทษเด็ดขาดผู้ นั้ น มีความเสี ยสละ อุทิศตนช่วยเหลือทางราชการโดยการเข้าต่อสู้ขัดขวาง
ป้องกันการแหกหักเรือนจ า หรือช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจ าหรือผู้อื่นขณะตกอยู่ในภาวะอันตราย หรือเสี่ยง
อันตรายเข้าทาการป้องกันจับกุมผู้ต้องขังที่ก่อการจลาจล หรือก่อเหตุร้ายขึ้นภายในเรือนจา หรือทาการดับเพลิง
ในกรณีที่เกิดเพลิงไหม้อาคารสถานที่ของเรือนจา
ส่วนที่ ๔
เบ็ดเตล็ด
ข้อ ๙๕ นักโทษเด็ดขาดตามข้อ ๘๐ (๑) หรือข้อ ๘๐ (๒) ให้ เรือนจาออกคาสั่งการจัดชั้น
เพื่อ เป็ น เอกสารยื น ยั น การได้ชั้ น ครั้ งแรก การเลื่ อนชั้น นักโทษเด็ ดขาด และการเลื่ อนชั้น กรณี มีเหตุพิ เศษ
ที่ได้รับการอนุมัติแล้ว ให้ทาเป็นคาสั่งเรือนจา
เมื่อได้มีคาสั่งตามวรรคหนึ่งแล้วให้นักโทษเด็ดขาดลงชื่อรับทราบไว้เป็นลายลั กษณ์ อักษร
และให้ปิดประกาศคาสั่งไว้โดยเปิดเผยตามที่ผู้บัญชาการเรือนจาเห็นสมควร
หมวด ๑๔
การแต่งตั้งผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงาน
ข้อ ๙๖ กรณีเรือนจามีความจาเป็นต้องแต่งตั้งนักโทษเด็ดขาดให้มีตาแหน่งทาหน้าที่ช่วยเหลือ
เจ้าพนักงานเรือนจาในกิจการเรือนจา ให้ดาเนินการดังนี้
(๑) เมื่ อ เรื อ นจ าเห็ น สมควรแต่ งตั้ ง นั ก โทษเด็ ด ขาดให้ มี ต าแหน่ งท าหน้ า ที่ ช่ ว ยเหลื อ เจ้ า
พนั ก งานเรื อนจ า ให้ เรื อนจ าแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้ นคณะหนึ่ งมี จานวนไม่น้ อยกว่าห้ าคน ประกอบด้ วยผู้
บัญชาการเรือนจาเป็นประธาน ผู้อานวยการส่วนหรือหัวหน้าฝ่าย จานวนสองคน และเจ้าหน้าที่เรือนจา จานวน
สองคน โดยผู้บัญชาการเรือนจาตั้งแต่งให้เป็นคณะกรรมการ
ในการประชุ ม คณะกรรมการตามวรรคหนึ่ ง มิ ให้ ผู้ บั ญ ชาการเรื อ นจ ามอบหมายผู้ อื่ น
ทาหน้าที่แทน หากไม่สามารถทาหน้าที่ได้ให้เลื่อนการประชุมไปก่อน โดยคานึงถึงประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด
เป็นสาคัญด้วย
(๒) ให้คณะกรรมการตาม (๑) คัดเลือกนักโทษเด็ดขาดที่มีคุณสมบัติครบถ้วนและจัดทาบัญชี
แบบรายงานการแต่งตั้งนักโทษเด็ดขาดให้มีตาแหน่งทาหน้าที่ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจา เพื่อขออนุมัติไป
กรมราชทัณฑ์
หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข ให้เป็นไปตามที่กรมราชทัณฑ์กาหนด
หมวด ๑๕
การลดวันต้องโทษจาคุก
ข้อ ๙๗ นักโทษเด็ดขาดชั้นดีขึ้นไปอาจได้รับวันสะสมลดวันต้องโทษจาคุกตามชั้น ดังต่อไปนี้
(๑) ชั้นเยี่ยม เดือนละห้าวัน
(๒) ชั้นดีมาก เดือนละสี่วัน
(๓) ชั้นดี เดือนละสามวัน
19

ข้อ ๙๘ นักโทษเด็ดขาดที่จะได้รับการพิจารณาให้ได้รับการปล่อยตัวลดวันต้องโทษจาคุก ต้อง


มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
(๑) ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดตั้งแต่ชั้นกลางขึ้นไป
(๒) เหลือโทษจาคุกต่อไปเท่ากับจานวนวันที่ได้รับการสะสมลดวันต้องโทษจาคุก หากมีวันลด
วันต้องโทษจาคุกตามมาตรา ๕๒ (๖) ให้นามารวมคานวณด้วย กรณีนักโทษเด็ดขาดกระทาผิดวินัย จะไม่ได้รับ
ประโยชน์จากการสะสมวันลดวันต้องโทษจาคุกตามชั้นในเดือนที่กระทาผิดวินัย
(๓) ได้รับการแก้ไข บาบัดฟื้นฟู และพัฒนาพฤตินิสัยตามกระบวนการของกรมราชทัณฑ์
(๔) มีผู้อุปการะ
(๕) ได้รับการคัดเลือกจากคณะอนุกรรมการลดวันต้องโทษจาคุกประจาเรือนจา
(๖) ได้รับโทษจาคุกตามคาพิพากษาถึงที่สุดมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือนหรือหนึ่งในสามของ
กาหนดโทษตามหมายศาลในขณะนั้น กรณีนักโทษเด็ดขาดที่ต้องคาพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจาคุกตลอดชีวิต
หรือลงโทษประหารชีวิตและมีการเปลี่ยนเป็นโทษจาคุกมีกาหนดเวลา การปล่อยตัวลดวันต้องโทษจาคุกจะพึง
กระทาได้ต่อเมื่อนักโทษเด็ดขาดได้รับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า ๑๐ ปี
ข้อ ๙๙ คณะอนุ กรรมการพิจารณาปล่ อยตัวลดวันต้องโทษจาคุก ตามมาตรา ๕๒ (๕) มี
อานาจหน้าที่เห็นชอบและสั่งเพิกถอนการปล่อยตัวลดวันต้องโทษจาคุก ประกอบด้วย
(๑) อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เป็นประธานอนุกรรมการ
(๒) ผู้แทนสานักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนสานักงานตารวจแห่งชาติ ผู้แทนกรมพัฒ นาสังคม
และสวัสดิการ จิตแพทย์จากกรมสุขภาพจิต ผู้แทนกรมคุมประพฤติ เป็นอนุกรรมการ
(๓) ให้ผู้อานวยการสานักทัณฑปฏิบัติเป็นอนุกรรมการและเลขานุการ
(๔) ผู้อานวยการส่วนเลื่อน-ลดชั้นและลดวันต้องโทษ และหัวหน้าฝ่ายลดวันต้องโทษจาคุกที่
ได้รับมอบหมาย เป็นอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
การพิจารณาลดวันต้องโทษจาคุกนั้น นอกจากเหตุผลตามมาตรา ๕๒ แล้ว คณะอนุกรรมการ
ลดวันต้องโทษจาคุก ต้องนาเหตุปัจจัยดังต่อไปนี้มาพิจารณาด้วย
(๑) พฤติกรรมแห่งคดีที่ได้กระทาตลอดทั้งการกระทาความผิดที่ได้กระทามาก่อนแล้ว
(๒) ระยะเวลาการคุมประพฤติ
(๓) ความน่าเชื่อถือของผู้อุปการะ
(๔) ผลกระทบต่อสังคม
(๕) ความเห็นของผู้เสียหายหรือผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี)
(๖) ผ่านการแก้ไขบาบัด ฟื้นฟู และพัฒนาพฤตินิสัย
ข้อ ๑๐๐ นักโทษเด็ดขาดผู้ใดจะได้รับการปล่อยตัวลดวันต้องโทษจาคุก ต้องผ่านการคัดเลือก
จากคณะอนุกรรมการลดวันต้องโทษจาคุกประจาเรือนจา ซึ่งประกอบด้วยผู้บัญชาการเรือนจาเป็นประธาน
ผู้แทนกรมการปกครอง ผู้แทนกรมคุมประพฤติ ผู้แทนสานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพ
ติด ผู้ แทนส านั กงานตารวจแห่ งชาติ และเจ้าพนักงานเรือนจาอีกสองคนที่ผู้ บัญ ชาการเรือนจาแต่งตั้งเป็ น
อนุกรรมการ
ในการประชุมคณะอนุกรรมการลดวันต้องโทษจาคุกประจาเรือนจาตามวรรคแรก ห้ามมิให้ผู้
บัญชาการเรือนจามอบหมายให้ผู้อื่นทาหน้าที่เป็นประธานการประชุมแทน หากผู้บัญชาการเรือนจาไม่สามารถ
ทาหน้าที่เป็นประธานการประชุม ให้เลื่อนการประชุมคราวนั้นออกไปก่อน โดยคานึงถึงประโยชน์ของผู้ต้องขัง
เป็นสาคัญด้วย
ให้ น าความในข้อ ๑๑๒ มาใช้บังคับกับการประชุมคณะอนุกรรมการลดวันต้องโทษจาคุก
ประจาเรือนจาโดยอนุโลม
20

ข้อ ๑๐๑ เมื่ออธิบดีได้รับความเห็ นของคณะอนุกรรมการลดวันต้องโทษประจาเรือนจาตาม


ข้อ ๙๙ แล้วให้นาเสนอคณะอนุกรรมการพิจารณาปล่อยตัวลดวันต้องโทษจาคุกเพื่อพิจารณาอนุมัติปล่อยตัวลด
วันต้องโทษจาคุก
ข้อ ๑๐๒ เมื่อได้มีการอนุ มัติล ดวันต้องโทษจาคุกแล้ว ให้ ผู้บัญ ชาการเรือนจาออกหนังสื อ
สาคัญให้แก่ผู้ได้รับการลดวันต้องโทษจาคุกรับไปเป็นคู่มือและให้มีหนังสือแจ้งต่อพนักงานคุมประพฤติในท้องที่ผู้
ได้รับการลดวันต้องโทษจาคุกไปพักอาศัยทราบภายในเวลาอันสมควร โดยผู้ได้รับการลดวันต้องโทษจาคุกต้องไป
รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติในท้องที่ที่ไปพักอาศัยภายในสามวันนับแต่วันที่ได้รับการปล่อยตัว
หนังสือสาคัญที่ออกตามวรรคต้น ต้องระบุเงื่อนไขเพื่อคุมประพฤติที่กาหนดให้ไว้ด้วย
ผู้ ได้รั บ การลดวัน ต้องโทษจ าคุกจะต้องแสดงหนังสื อส าคัญ นี้ ต่อพนั กงานฝ่ ายปกครองหรือตารวจหรือเข้า
พนักงานเรือนจาเมื่อมีการเรียกให้แสดง หากหนังสือสาคัญนั้นสูญหายให้รีบแจ้งต่อพนักงานคุมประพฤติและรับ
ฉบับแทน ถ้าไม่แสดงหนังสือสาคัญพนักงานฝ่ายปกครองหรือตารวจจะจับผู้นั้นส่งเรือนจาก็ได้
ข้อ ๑๐๓ การสั่งเพิกถอนลดวันต้องโทษจาคุกกรณีนักโทษเด็ดขาดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข
ที่กาหนด ให้นาข้อ ๑๒๒ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
หมวด ๑๖
งานสาธารณะหรืองานอื่นเพื่อประโยชน์ของทางราชการนอกเรือนจา
ข้อ ๑๐๔ งานสาธารณะที่จะจัดให้นักโทษเด็ดขาดออกไปทานั้น ได้แก่
(๑) งานใดๆ ที่ ต้อ งใช้งบประมาณแผ่ น ดิน เงิน ของราชการบริห ารส่ ว นท้ องถิ่ น เงิน ของ
รัฐวิสาหกิจ หรือเงินของหน่วยงานอื่นของรัฐ
(๒) งานนอกเหนื อจาก (๑) ซึ่งมี ลั กษณะเป็ นการก่อให้ เกิดประโยชน์แก่ประชาชนทั่ วไป การจั ดท า
บริการสาธารณะ การช่วยเหลือบรรเทาสาธารณภัย หรือการอื่นใดที่มีลักษณะเป็นการบริการสังคม ทั้งนี้ ไม่ว่างานนั้นจะ
มีผลประโยชน์ตอบแทนหรือไม่
งานสาธารณะที่จะจัดให้นักโทษเด็ดขาดออกไปทานอกเรือนจาตาม (๑) และ (๒) นั้นต้องให้อธิบดี
พิจารณาเห็นชอบก่อน
ข้อ ๑๐๕ งานอื่นใดเพื่อประโยชน์ของทางราชการ ได้แก่
(๑) งานรักษาความสะอาด งานสุขาภิบาล หรืองานบารุงรักษาสถานที่หรือหน่วยงานของราชการ
นอกจากเรือนจา
(๒) งานอื่นๆ ที่อธิบดีกาหนด
ข้อ ๑๐๖ นักโทษเด็ดขาดที่ส่งออกไปทางานสาธารณะหรืองานอื่นใดเพื่อประโยชน์ของทางราชการ
ให้ได้ลดวันต้องโทษจาคุกลงเท่าจานวนวันที่ทางานนั้น
วันทางานสาธารณะหรืองานอื่นใดเพื่อประโยชน์ของทางราชการที่จะนามาคานวณลดวันต้องโทษ
จาคุกลงตามวรรคหนึ่ง ให้หมายถึงวันที่มีการทางานไม่น้อยกว่าแปดชั่วโมง โดยให้รวมเวลาเดินทางทั้งไปและกลับด้วย
ข้อ ๑๐๗ หากงานสาธารณะหรืองานอื่นใดเพื่อประโยชน์ของทางราชการที่จัดให้นักโทษเด็ดขาดทา
นั้นมีผลประโยชน์ตอบแทนให้หักค่าใช้จ่ายก่อน เหลือเท่าใดจ่ายเป็นรางวัลให้แก่นักโทษเด็ดขาดผู้มีส่วนร่วมในการ
ทางานนั้นร้อยละเจ็ดสิบ จ่ายเป็นรางวัลแก่เจ้าพนักงานเรือนจาที่มีส่วนเกี่ยวข้ องร้อยละสิบห้า และให้เป็นรายได้ของ
เรือนจาร้อยละสิบห้า
21

ข้อ ๑๐๘ นักโทษเด็ดขาดรายใดมีวันลดวันต้องโทษจาคุกสะสมจากการออกทางานสาธารณะหรืองาน


อื่นใดเพื่อประโยชน์ของทางราชการเท่ากับโทษจาคุกที่เหลื ออยู่ ให้เรือนจาเสนออธิบดีพิจารณาสั่ งปล่อยตัวคุม
ประพฤติจากการได้รับวันลดวันต้องโทษจาคุกสะสมนั้น
ในการเสนอตามวรรคหนึ่ ง ให้ เรื อนจ าด าเนิ นการล่ วงหน้ าก่ อนถึ งก าหนดวั นปล่ อยตั วคุ ม
ประพฤติ ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน
ข้ อ ๑๐๙ กรณี นั กโทษเด็ ดขาดรายใดมี วั นลดวั น ต้ องโทษจ าคุ กตามมาตรา ๕๒ (๕) แห่ ง
พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ ในการคานวณระยะเวลาการลดวันต้องโทษจาคุกให้นาระยะเวลาการลดวัน
ต้องโทษจากการทางานสาธารณะหรืองานอื่นใดเพื่อประโยชน์ของทางราชการมารวมคานวณด้วย
หมวด ๑๗
การพักการลงโทษ
ข้อ ๑๑๐ คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษตามมาตรา ๕๒ (๗) มี
อานาจหน้าที่ให้ความเห็นชอบและสั่งเพิกถอนการพักการลงโทษ ประกอบด้วย
(๑) ปลัดกระทรวงเป็นประธานอนุกรรมการ
(๒) รองปลัดกระทรวงซึ่งปลัดกระทรวงมอบหมาย อธิบดีกรมคุมประพฤติ อธิบดีกรมคุ้มครอง
สิทธิและเสรีภาพ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เลขาธิการสานักงานคณะกรรมการป้องกัน
และปราบปรามยาเสพติด ผู้แทนกรมการปกครอง ผู้แทนกรมพัฒ นาสังคมและสวัสดิการ จิตแพทย์จากกรม
สุขภาพจิต ผู้แทนสานักงานตารวจแห่งชาติ และผู้แทนสานักงานอัยการสูงสุดเป็นอนุกรรมการ
(๓) ผู้อานวยการสานักทัณฑปฏิบัติ กรมราชทัณฑ์ เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ
(๔) ผู้ อ านวยการส่ ว นพั ก การลงโทษ และหั ว หน้ า ฝ่ า ยพั ก การลงโทษที่ ได้ รับ มอบหมาย
สานักทัณฑปฏิบัติ กรมราชทัณฑ์ เป็นอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
ข้อ ๑๑๑ ในการประชุมคณะอนุกรรมการตามข้อ ๑๑๐ หากปลัดกระทรวงไม่สามารถเข้า
ร่วมประชุมได้ ให้มอบหมายรองปลัดกระทรวงทาหน้าที่เป็นประธานการประชุมแทนเท่านั้น
ในการประชุมของคณะอนุกรรมการ ถ้าประธานอนุกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติ
หน้ าที่ ได้ ให้ ร องปลั ด กระทรวงซึ่ งปลั ด กระทรวงมอบหมาย ท าหน้ าที่ เป็ น ประธานในที่ ป ระชุ ม หากรอง
ปลัดกระทรวงไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้เลื่อนการประชุมคราวนั้นออกไป
อนุกรรมการระดับอธิบดีให้เข้าร่วมการประชุมด้วยตนเอง หากไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้
อาจมอบหมายผู้ดารงตาแหน่งไม่ต่ากว่าระดับรองอธิบดีเข้าร่วมประชุมแทนได้ โดยรองอธิบดีผู้ได้รับมอบให้
เข้าร่วมประชุมแทน จะมอบหมายผู้อื่นต่อมิได้
อนุ กรรมการที่เป็ น ผู้แทนหน่วยงาน ให้กาหนดผู้ แทนในระดับไม่ต่ากว่าระดับ ช านาญการ
พิเศษ และผู้แทนดังกล่าวจะมอบหมายผู้อื่นให้เข้าร่วมประชุมแทนไม่ได้
ข้อ ๑๑๒ การประชุมคณะอนุกรรมการต้องมีอนุกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของ
จานวนอนุกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม
การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก อนุกรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการ
ลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
ความเห็นของคณะอนุกรรมการถือเป็นที่สุด
22

ข้อ ๑๑๓ นักโทษเด็ดขาดผู้ใดจะได้รับการพักการลงโทษตามมาตรา ๕๒ (๗) ต้องผ่านการ


คัด เลื อ กจากคณะอนุ ก รรมการประจ าเรื อ นจา ซึ่ งประกอบด้ ว ยผู้ บั ญ ชาการเรื อนจาเป็ น ประธาน ผู้ แ ทน
กรมการปกครอง ผู้แทนกรมคุมประพฤติ ผู้แทนสานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
ผู้ แ ทนส านั ก งานต ารวจแห่ งชาติ และเจ้ า พนั ก งานเรื อ นจ าอี ก สองคนที่ ผู้ บั ญ ชาการเรื อ นจ าแต่ งตั้ ง เป็ น
อนุ ก รรมการ เมื่ อ ได้ คั ด เลื อ กแล้ ว ให้ เสนอความเห็ น ต่ อ อธิ บ ดี ก รมราชทั ณ ฑ์ ก่ อ นขอความเห็ น ชอบจาก
คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษตามข้อ ๑๐๙
อธิบดีอาจตั้งคณะทางานเพื่อพิจารณากลั่นกรองก่อนเสนอความเห็นตามวรรคหนึ่งก็ได้
ข้อ ๑๑๔ ในการประชุมคณะอนุกรรมการประจาเรือนจาตามข้อ ๑๑๓ ห้ามมิให้ผู้บัญชาการ
เรือนจามอบหมายผู้อื่นทาหน้าที่เป็นประธานการประชุมแทน หากผู้บัญชาการเรือนจาไม่สามารถทาหน้าที่
เป็นประธานการประชุม ให้เลื่อนการประชุมคราวนั้นออกไปก่อน โดยคานึงถึงประโยชน์ของผู้ต้องขังเป็นสาคั ญ
ด้วย
ให้นาความในข้อ ๑๑๒ มาใช้บังคับกับการประชุมคณะอนุกรรมการตามข้อ ๑๑๓ ด้วยโดย
อนุโลม
ข้อ ๑๑๕ ให้กรมราชทัณ ฑ์กาหนดคุณสมบัติ เงื่อนไข และหลั กเกณฑ์ในการคัดเลือกและ
พิจารณาของคณะอนุกรรมการตามข้อ ๑๑๐ และคณะอนุกรรมการตามข้อ ๑๑๓
ข้อ ๑๑๖ เมื่ออธิบดีได้รับความเห็นของคณะอนุกรรมการประจาเรือนจาตามข้อ ๑๑๓ ให้
ปฏิบัติดังนี้
(๑) กรณีเห็นชอบด้วยกับความเห็นของคณะอนุกรรมการประจาเรือนจา ให้เสนอเรื่องต่อ
คณะอนุกรรมการตามข้อ ๑๑๐ ต่อไป
(๒) กรณีไม่เห็นชอบด้วยกับความเห็นของคณะอนุกรรมการประจาเรือนจา ให้ทาความเห็น
แย้งแล้วส่งเรื่องกลับไปให้คณะอนุกรรมการประจาเรือนจาพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง โดยให้ดาเนินการดังนี้
(ก) จัดให้มีการประชุมคณะอนุกรรมการประจาเรือนจาเพื่อพิจารณาความเห็นแย้งของ
ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่เรือนจาได้รับทราบเรื่อง หากไม่สามารถดาเนินการภายในกาหนดเวลาดังกล่าวได้
ให้ขยายวันดาเนินการออกไปได้ แต่ต้องไม่เกิน ๔๕ วัน นับแต่วันที่เรือนจาได้รับทราบเรื่อง
(ข) เมื่อคณะอนุกรรมการประจาเรือนจาพิจารณาแล้วมีความเห็นเป็นประการใด ให้ทา
ความเห็นแจ้งอธิบดีทราบ
ข้อ ๑๑๗ นั กโทษเด็ดขาดที่ จะได้รับ พิจารณาพักการลงโทษกรณี ป กติจะต้องเป็ นนักโทษ
เด็ดขาดที่ต้องโทษจาคุกเป็นครั้งแรก เว้นแต่โทษจาคุกที่ต้องจามาในครั้งก่อนนั้นเป็นการกระทาโดยประมาท
หรือความผิดลหุโทษ กรณีนักโทษเด็ดขาดที่ได้รับการล้างมลทินตามกฎหมายล้างมลทิน ไม่ถือเป็นการต้องโทษ
จาคุกครั้งแรก
ข้อ ๑๑๘ ในกรณีปกติ นักโทษเด็ดขาดอาจได้รับการพักการลงโทษ ดังต่อไปนี้
(๑) ชั้นเยี่ยม ไม่เกินหนึ่งในสามของกาหนดโทษที่ระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเด็ดขาดในกรณีที่มี
การพระราชทานอภัยโทษ ให้ถือกาหนดโทษตามหมายแจ้งโทษเด็ดขาดฉบับหลังสุด
(๒) ชั้นดีมาก ไม่เกินหนึ่งในสี่ของกาหนดโทษที่ระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเด็ดขาดในกรณีที่มีการ
พระราชทานอภัยโทษ ให้ถือกาหนดโทษตามหมายแจ้งโทษเด็ดขาดฉบับหลังสุด
23

(๓) ชั้นดี ไม่เกินหนึ่งในห้าของกาหนดโทษที่ระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเด็ดขาดในกรณีที่มีการ


พระราชทานอภัยโทษ ให้ถือกาหนดโทษตามหมายแจ้งโทษเด็ดขาดฉบับหลังสุด
หากมีวันลดวันต้องโทษจาคุกตาม มาตรา ๕๒ (๖) ให้นามารวมกับระยะเวลาพักการลงโทษ
ตามวรรคแรกด้วย
กรณีมีเหตุพิเศษจะพักการลงโทษมากกว่าที่กาหนดไว้ในวรรคแรกได้ต่อเมื่อคณะอนุกรรมการ
เพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษตามข้อ ๑๑๐ ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบและได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรี
ข้อ ๑๑๙ การพิจารณาการพักการลงโทษให้กับนักโทษเด็ดขาดนั้น นอกจากเหตุผลตามมาตรา ๕๒ แล้ว
คณะอนุกรรมการพักการลงโทษตามข้อ ๑๑๐ ต้องนาเหตุปัจจัยดังต่อไปนี้มาเป็นหลักในการพิจารณาด้วย
(๑) พฤติกรรมแห่งคดีที่ได้กระทาตลอดทั้งการกระทาความผิดที่ได้กระทามาก่อนแล้ว
(๒) ระยะเวลาการคุมประพฤติ
(๓) ความน่าเชื่อถือของผู้อุปการะ
(๔) ผลกระทบต่อสังคม
(๕) ความเห็นของผู้เสียหายหรือผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี)
(๖) ผ่านการแก้ไขบาบัด ฟื้นฟู พัฒนาพฤตินิสัย และมีพฤติการณ์ในระหว่างคุมขังจนน่าเชื่อว่า
ได้กลับตนเป็นคนดี
กรณีคณะกรรมการพิจารณาตามเหตุปัจจัยข้างต้นแล้ว อาจไม่เห็นชอบให้นักโทษเด็ดขาด
ได้รับการพักการลงโทษก็ได้
ข้อ ๑๒๐ ให้อธิบดีกากับดูแลการคัดเลือกนักโทษเด็ดขาดผู้จะได้รับการพักการลงโทษตาม
ข้อ ๑๑๘ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกาหนด โดยนักโทษเด็ดขาดผู้จะได้รับการพักการ
ลงโทษดังกล่าวจะต้องเป็นผู้ที่กรมราชทัณฑ์ได้พิจารณาแล้วว่าได้ผ่านการแก้ไข บาบัด ฟื้นฟู และพัฒนาพฤติ
นิสัยจนกลับตนเป็นคนดี
ข้อ ๑๒๑ เมื่อได้มีการอนุมัติการพักการลงโทษแล้ว ให้ผู้บัญชาการเรือนจาออกหนังสือสาคัญ
ให้แก่ผู้ได้รับการพักการลงโทษรับไปเป็นคู่มือและให้มีหนังสือแจ้งต่อพนักงานคุมประพฤติและพนักงานฝ่าย
ปกครองหรือตารวจในท้องที่ที่ผู้ได้รับการพักการลงโทษเข้าไปพักอาศัยทราบภายในเวลาอันสมควร โดยผู้ได้รับ
การพักการลงโทษต้องไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติในท้องที่ที่เข้าไปพักอาศัยภายในสามวันนับแต่วันที่
ได้รับการปล่อยตัว กับทั้งประสานให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตารวจในท้องที่เป็นผู้ทาการติดตามดูแลความ
ประพฤติและให้คาแนะนาช่วยเหลือในการประกอบอาชีพและการประพฤติปฏิบัติตน ไปในหนังสือแจ้ง ข้างต้น
ในคราวเดียวกัน
ถ้าผู้ได้รับการพักการลงโทษได้ย้ายที่อยู่หรือเข้าไปทางานในท้องที่อื่นที่มิใช่สถานที่หรือท้องที่
ตามข้อ ๑๔๑ (๒) หรือ (๕) ให้พนักงานคุมประพฤติแห่งท้องที่ที่มีการย้ายเข้าไปมีหนังสือแจ้งต่อพนักงานฝ่าย
ปกครองหรือตารวจในท้องที่ที่ผู้ได้รับการพักการลงโทษเข้าไปพักอาศัยทราบภายในเวลาอันสมควร
ข้อ ๑๒๒ หากผู้ได้รับการพักการลงโทษฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กาหนด ให้พนัก งานคุม
ประพฤติรายงานให้กรมราชทัณฑ์ทราบโดยเร็วเพื่อให้คณะอนุกรรมการพักการลงโทษตามข้อ ๑๑๐ พิจารณา
สั่งเพิกถอนการพักการลงโทษ
24

ข้อ ๑๒๓ หนังสือสาคัญที่ออกตามข้อ ๑๒๑ ต้องระบุเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติที่กาหนดให้ไว้ด้วย


ผู้ได้รับการพักการลงโทษหรือลดวันต้องโทษจาคุกจะต้องแสดงหนังสือสาคัญนี้ต่อพนักงาน
ฝ่ายปกครองหรือตารวจหรือเจ้าพนักงานเรือนจาเมื่อมีการเรียกให้แสดง หากหนังสือสาคัญนั้นสูญหายให้รีบ
แจ้งต่อพนักงานคุมประพฤติและขอรับฉบับแทน ถ้าไม่แสดงหนังสือสาคัญตามวรรคสองพนักงานฝ่ ายปกครอง
หรือตารวจจะจับผู้นั้นส่งเรือนจาก็ได้
หมวด ๑๘
การฝึกวิชาชีพในสถานประกอบการนอกเรือนจา
ข้อ ๑๒๔ นักโทษเด็ดขาดที่จะออกทางานฝึกวิชาชีพในสถานประกอบการนอกเรือนจาซึ่ง
ลักษณะงานที่ต้องใช้ความสามารถหรือทักษะของนักโทษเด็ดขาดผู้นั้น การพิจารณาคัดเลือกจ่ายออกทางาน
นอกเรือนจาตามอานาจของผู้บัญชาการเรือนจา ต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้
(๑) เป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นดีขึ้นไป มีความประพฤติดีมีความอุตสาหะในการทางาน
จนเกิดผลดี
(๒) ไม่อยู่ระหว่างถูกลงโทษทางวินัย หรือถูกลงโทษทางวินัยในรอบ ๖ เดือน ก่อนออกทางาน
นอกเรือนจา
(๓) ไม่อยู่ระหว่างถูกดาเนินคดีอาญาในคดีอื่นหรือถูกอายัดตัวเพื่อดาเนินคดีอาญาอื่น
(๔) ไม่ มี พ ฤติ ก ารณ์ ที่ แ สดงให้ เห็ น ว่ า เมื่ อ จ่ า ยออกไปแล้ ว อาจจะหลบหนี ห รื อ ก่ อ ให้ เกิ ด
ความเสียหายแก่ราชการ
(๕) (ก) ต้องโทษจาคุกเป็นครั้งแรก
(ข) กาหนดโทษไม่เกิน ๑ ปีได้รับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ของกาหนดโทษ
(ค) กาหนดโทษเกินกว่า ๑ ปี ได้รับโทษมาแล้ วไม่น้ อยกว่า ๑ ใน ๓ ของกาหนดโทษตาม
หมายแจ้งโทษครั้งหลังสุดและเหลือโทษจาคุกต่อไปไม่เกิน ๓ ปี ๖ เดือน
(๖) เป็นนักโทษเด็ดขาดที่ได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับงานที่จะทา และผ่านการทดสอบความรู้
จากผู้ให้การอบรมแล้ว พร้อมที่จะฝึกปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการ
ทั้งนี้ ให้เรือนจารายงานผลการส่งนักโทษเด็ดขาดออกทางานฝึกวิชาชีพในสถานประกอบการ
ตามระยะเวลาและรูปแบบที่กรมราชทัณฑ์กาหนด
ข้อ ๑๒๕ การทางานฝึกวิชาชีพในสถานประกอบการนอกเรือนจาตามลักษณะงานต่อไปนี้
ต้องได้รับความเห็นชอบจากกรมราชทัณฑ์ก่อนโดยคานึงถึงความปลอดภัยของผู้ต้องขังประกอบด้วย
(๑) งานที่ต้องทาใต้ดิน ใต้น้า ในถ้า ในอุโมงค์ หรือในที่อับอากาศ
(๒) งานเกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสี
(๓) งานเชื่อมโลหะ
(๔) งานขนส่งวัตถุอันตราย
(๕)งานผลิตสารเคมีอันตราย
(๖) งานที่ต้องทาด้วยเครื่องมือหรือเครื่องจักรซึ่งผู้ทาได้รับความสั่นสะเทือนอันอาจเป็นอันตราย
(๗) งานที่ต้องทาเกี่ยวกับความร้อนจัดหรือเย็นจัดอันอาจเป็นอันตราย
(๘) งานอื่นที่อธิบดีกาหนด
25

ข้อ ๑๒๖ กรณีตามข้อ ๑๒๔ นักโทษเด็ดขาดที่เป็นหญิง ให้เรือนจาพิจารณาลักษณะงานและ


สถานที่ทางานด้วยความรอบคอบอย่างยิ่ง โดยต้องเสนอมากรมราชทัณฑ์เพื่อให้อธิบดีพิจารณาอนุมัติก่อน
ข้อ ๑๒๗ นักโทษเด็ดขาดคดีดังต่อไปนี้ไม่อยู่ในข่ายได้รับการพิจารณาคัดเลือกจ่ายออกไป
ทางานฝึกวิชาชีพในสถานประกอบการหรือรับการศึกษาอบรมนอกเรือนจาตามข้อ ๑๒๔ และข้อ ๑๒๖
(๑) ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๐๗
– มาตรา ๑๓๕
(๒) ความผิ ด เกี่ ย วกั บ การก่ อ การร้ า ยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๕/๑ –
มาตรา ๑๓๕/๔
(๓) ความผิ ด เกี่ ย วกั บ เพศตามประมวลกฎหมายอาญ า มาตรา ๒๗๖ วรรคสาม
มาตรา ๒๗๗ มาตรา ๒๗๗ ทวิ มาตรา ๒๗๗ ตรี มาตรา ๒๘๐ มาตรา ๒๘๒ และมาตรา ๒๘๓
(๔) ความผิ ด เกี่ ย วกั บ ชี วิ ต และร่ า งกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙
มาตรา ๒๙๗ และมาตรา ๒๙๘
(๕) ความผิดอื่นตามที่อธิบดีกาหนด
ข้ อ ๑๒๘ การด าเนิ น การตามข้ อ ๑๒๔ ข้ อ ๑๒๖ และข้ อ ๑๒๗ ให้ เรื อ นจ าแต่ ง ตั้ ง
เจ้าพนั กงานเรือนจาจานวนไม่น้อยกว่า ๓ คน ทาหน้าที่ตรวจพิจารณาคัดเลือกนักโทษเด็ดขาดออกทางาน
ฝึกวิชาชีพในสถานประกอบการนอกเรือนจา เสนอผู้บัญชาการเรือนจาเพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป
ห้ามมิให้จ่ายนักโทษเด็ดขาดที่ได้รับการคัดเลือกตามหมวดนี้ไปทางานอื่นใด นอกจากการฝึก
วิชาชีพและศึกษาอบรมตามวัตถุประสงค์ของหมวดนี้เท่านั้น
ข้ อ ๑๒๙ การจ่ ายเงิน รางวัล ในการท างาน ให้ เป็ น ไปตามข้ อ ตกลงกั บ เรือ นจ า และให้
เรือนจาจ่ายให้ผู้ต้องขังที่ทางานนั้นและเจ้าพนักงานเรือนจาที่ทาหน้าที่ควบคุมหรือฝึกอบรมผู้ต้องขัง ที่ทางาน
หรือช่วยเหลือสนับสนุนงานที่จัดให้ผู้ต้องขังทานั้น
รางวัลที่เรือนจาจะจ่ายตามข้อนี้ สาหรับผู้ต้องขังให้จ่ายได้ไม่เกินร้อยละห้าสิบ และสาหรับ
เจ้ าพนั ก งานเรื อ นจ าให้ จ่ ายได้ ไม่ เกิ น ร้ อ ยละยี่ สิ บ ห้ า ส่ ว นที่ เหลื อ น าเข้ าเป็ น เงิน ทุ น ผลพลอยได้ เพื่ อ เป็ น
ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการส่งผู้ต้องขังออกไปฝึกวิชาชีพในสถานประกอบการ หรือค่าใช้จ่ายอื่นใด ที่เกี่ยวเนื่อง
กับการดาเนินการดังกล่าว
ข้อ ๑๓๐ นักโทษเด็ดขาดคนใดที่ได้รับคัดเลือกจ่ายออกทางานฝึกวิชาชีพในสถานประกอบการ
นอกเรือนจาถ้าปรากฏขึ้นภายหลังว่าขาดคุณสมบัติ มีลักษณะต้องห้ามตามที่กาหนดไว้ในข้อ ๑๒๔ ข้อ ๑๒๖
หรือข้อ ๑๒๗ หรือฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบหรือข้อตกลง ให้งดจ่ายทันทีและ รายงานให้ผู้มีอานาจอนุมัติ
ทราบ ด้วย

หมวด ๑๙
การศึกษาอบรมนอกเรือนจา
ข้อ ๑๓๑ นั กโทษเด็ดขาดที่จะได้รับการพิจารณาคัดเลื อกออกไปรับการศึกษาอบรมนอก
เรือนจาต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้
(๑) เป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นดีมากขึ้นไป
(๒) ไม่อยู่ระหว่างถูกลงโทษทางวินัย หรือถูกลงโทษทางวินัยในรอบ ๖ เดือน ก่อนออกรับ
การศึกษาอบรมนอกเรือนจา
26

(๓) ไม่อยู่ระหว่างถูกดาเนินคดีอาญาในคดีอื่นหรือถูกอายัดตัวเพื่อดาเนินคดีอาญาอื่น
(๔) ไม่ มี พ ฤติ ก ารณ์ ที่ แ สดงให้ เห็ น ว่ า เมื่ อ จ่ า ยออกไปแล้ ว อาจจะหลบหนี ห รื อ ก่ อ ให้ เกิ ด
ความเสียหายแก่ราชการ
(๕) (ก) ต้องโทษจาคุกเป็นครั้งแรก
(ข) ได้รับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ของกาหนดโทษตามหมายแจ้งโทษครั้งหลังสุดและ
เหลือโทษจาคุกต่อไปไม่เกิน ๓ ปี ๖ เดือน
(๖) (ก) เป็นนักโทษเด็ดขาดที่ได้รับการศึกษาอบรมในเรือนจาและจาเป็นต้องได้รับการศึกษา
อบรมต่อเนื่องนอกเรือนจา
(ข) เป็นนักโทษเด็ดขาดที่อยู่ระหว่างการศึกษาอบรมก่อนต้องโทษและยังสามารถศึกษา
อบรมต่อเนื่องเพื่อให้จบหลักสูตรได้
(ค) เป็นนักโทษเด็ดขาดที่มีความประสงค์จะศึกษาอบรมในหลักสูตรที่เรือนจาทาความตก
ลงกับสถานศึกษา
(๗) เป็นนักโทษเด็ดขาดที่ได้รับอนุญาตจากสถานศึกษาให้เข้ารับการศึกษาอบรมตาม (๖) ได้
ทั้งนี้ ให้เรือนจารายงานผลการส่งนักโทษเด็ดขาดออกรับการศึกษาอบรมในสถานศึกษานอก
เรือนจา ตามระยะเวลาและรูปแบบที่กรมราชทัณฑ์กาหนด
ข้อ ๑๓๒ นักโทษเด็ดขาดที่จะได้รับอนุญาตให้ออกไปรับการศึกษาอบรมในสถานศึกษานอก
เรือนจาให้เรือนจาเสนอมากรมราชทัณฑ์เพื่อให้อธิบดีพิจารณาอนุมัติก่อน
ข้อ ๑๓๓ นักโทษเด็ดขาดคดีดังต่อไปนี้ไม่อยู่ในข่ายได้รับการพิจารณาคัดเลือกจ่ายออกไปรับ
การศึกษาอบรมนอกเรือนจา
(๑) ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๐๗
– มาตรา ๑๓๕
(๒) ความผิ ด เกี่ ย วกั บ การก่ อ การร้ า ยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๕/๑ –
มาตรา ๑๓๕/๔
(๓) ความผิ ด เกี่ ย วกั บ เพศตามประมวลกฎหมายอาญ า มาตรา ๒๗๖ วรรคสาม
มาตรา ๒๗๗ มาตรา ๒๗๗ ทวิ มาตรา ๒๗๗ ตรี มาตรา ๒๘๐ มาตรา ๒๘๒ และมาตรา ๒๘๓
(๔) ความผิ ด เกี่ ย วกั บ ชี วิ ต และร่ า งกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙
มาตรา ๒๙๗ และมาตรา ๒๙๘
(๕) ความผิดอื่นตามที่อธิบดีกาหนด
ข้อ ๑๓๔ การพิจารณาคัดเลือกนักโทษเด็ดขาดที่จะออกไปรับการศึกษาอบรมในสถานศึกษา
นอกเรือนจา ให้เรือนจาแต่งตั้งเจ้าพนักงานเรือนจาจานวนไม่น้อยกว่า ๓ คน ทาหน้าที่ตรวจพิจารณาคัดเลือก
นักโทษเด็ดขาดที่มีคุณสมบัติครบถ้วนเพื่อเสนอผู้บัญชาการเรือนจาให้ความเห็นชอบก่อนเสนอกรมราชทัณฑ์
พิจารณาอนุมัติต่อไป
ข้อ ๑๓๕ หลั กสู ตรการศึกษาอบรมที่ อนุญ าตให้ นักโทษเด็ดขาดออกไปศึ กษาอบรมนอก
เรือนจาได้ ให้เป็นไปตามที่กรมราชทัณฑ์กาหนด
ข้อ ๑๓๖ การแต่งกายสาหรับนักโทษเด็ดขาดออกไปศึกษาอบรมนอกเรือนจา ให้เป็นไปตามที่
สถานศึกษากาหนดหรือตามที่ตกลงกับเรือนจา
27

ข้อ ๑๓๗ ในกรณีที่ไม่มีผู้ควบคุม นักโทษเด็ดขาดจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่สถานศึกษาหรือ


ที่เรือนจากาหนดโดยเคร่งครัด
ข้อ ๑๓๘ นั กโทษเด็ดขาดที่ได้รับอนุญาตให้ ออกไปรับการศึกษาอบรมนอกเรือนจา หากมี
ค่าใช้จ่ายอื่นนอกเหนื อจากที่สถานศึกษาหรือเรือนจาจัดให้ ให้นักโทษเด็ดขาดนั้นเป็นผู้ ออกค่าใช้จ่ายด้วย
ตนเอง
ข้อ ๑๓๙ นั กโทษเด็ดขาดคนใดที่ได้รับคัดเลือกจ่ายออกไปรับการศึกษาอบรมในสถานศึกษา
นอกเรือนจา ถ้าปรากฏขึ้นภายหลังว่าขาดคุณสมบัติ มีลักษณะต้องห้ามตามที่กาหนดไว้ หรือฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติ
ตามระเบียบหรือข้อตกลง ให้งดจ่ายทันทีและรายงานให้ผู้มีอานาจอนุมัติทราบด้วย
หมวด ๒๐
เงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวก่อนครบกาหนดโทษต้องปฏิบัติ
ข้อ ๑๔๐ เงื่อนไขที่เป็นข้อห้ามกระทาการมีดังต่อไปนี้
(๑) ห้ามเข้าไปในเขตท้องที่ สถานที่ หรือตามเวลาที่กาหนด
(๒) ห้ามคบหาสมาคมกับบุคคลที่อาจนาไปสู่การกระทาความผิดอีก
(๓) ห้ามเกี่ยวข้องกับสารระเหย วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตหรือประสาท หรือยาเสพติดให้โทษทุก
ประเภท รวมทั้งอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดทุกชนิด
(๔) ห้ามประพฤติตนในทางเสื่อมเสีย เช่น เสพสุราหรือเล่นการพนันที่อาจนาไปสู่การกระทา
ผิดกฎหมายอีก
(๕) ห้ามเยี่ยมหรือติดต่อกับผู้ต้องขัง ผู้ต้องกักขังหรือผู้ต้องกักกันอื่นที่ไม่ใช่ญาติซึ่งถูกคุมขังอยู่
ในเรือนจา สถานกักขัง สถานกักกัน หรือสถานคุมขังอื่นใด
(๖) ห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรหรือพยายามจะเดินทางออกนอกราชอาณาจักร
ข้อ ๑๔๑ เงื่อนไขให้กระทาการมีดังต่อไปนี้
(๑) ให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติเดือนละหนึ่งครั้งจนกว่าจะครบกาหนดโทษหรือ
ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่อธิบดีกรมคุมประพฤติกาหนด
(๒) ให้พักอาศัยอยู่หรืออยู่ในความดูแลของผู้อุปการะ หากจะย้ายที่อยู่หรือเปลี่ยนผู้อุปการะ
ต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานคุมประพฤติก่อน เว้นแต่มีเหตุจาเป็นให้แจ้งพนักงานคุมประพฤติทราบภายใน
กาหนดระยะเวลาการรายงานตัวครั้งต่อไป
(๓) ให้ปฏิบัติตามคาแนะนาและคาตักเตือนของพนักงานคุมประพฤติและเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อ
การแก้ไขฟื้นฟูตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกรมคุมประพฤติกาหนด
(๔) ให้ ป ฏิ บั ติ ต ามกฎหมาย ระเบี ย บ และข้ อ บั ง คั บ หากฝ่ า ฝื น และถู ก ลงโทษโดย
เจ้ า พนั ก งานผู้ มี อ านาจหน้ า ที่ ต ามกฎหมาย ระเบี ย บ และข้ อ บั ง คั บ นั้ น ไม่ ว่ า โทษสถานใด ผู้ นั้ น หรื อ
ผู้อุปการะต้องแจ้งให้พนักงานคุมประพฤติทราบทุกครั้ง
(๕) ให้ประกอบอาชีพที่สุจริต หากเปลี่ยนสถานที่ทางานหรือย้ายงานใหม่ ต้องแจ้งพนักงาน
คุมประพฤติทราบทุกครั้งเว้นแต่มีเหตุจาเป็น ให้แจ้งพนักงานคุมประพฤติทราบภายในกาหนดระยะเวลาการ
รายงานตัวครั้งต่อไป
(๖) ให้ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรืออุปกรณ์อื่นใดในการติดตามตัวผู้ถูกคุมประพฤติ
ข้อ ๑๔๒ เงื่อนไขนั้ น จะกาหนดไว้แต่ข้อเดียวหรือหลายข้อก็ได้แล้ วแต่ความเหมาะสมแก่
ลักษณะของบุคคลและพฤติการณ์
28

หมวด ๒๑
การส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจา
ข้ อ ๑๔๓ เมื่ อผู้ บั ญ ชาการเรื อนจ าได้ รั บรายงานว่ า ผู้ ต้ องขั งคนใดป่ วย มี ปั ญ หาเกี่ ยวกั บ
สุขภาพจิตหรือเป็นโรคติดต่อ ที่จาเป็นต้องส่งออกไปรักษาตัวนอกเรือนจา ให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้
(๑) หากพิจารณาเห็นสมควร ให้ผู้บัญชาการเรือนจาอนุญาตส่งตัวผู้ต้องขังดังกล่าวไปรับการ
ตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาในโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลภายนอกเรือนจาตามที่แพทย์ พยาบาล หรือ
เจ้าพนักงานเรือนจาที่ผ่านการอบรมด้านการพยาบาลเสนอ โดยให้ไปและกลับในวันเดียวกัน
(๒) กรณีเมื่อเรือนจาส่งตัวผู้ต้องขังป่วยออกไปตรวจรักษาตาม (๑) หากแพทย์ผู้ทาการตรวจ
รักษามีความเห็นว่าสมควรรับตัวผู้ต้องขังไว้รักษาที่โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลภายนอกเรือนจา ให้เจ้า
พนักงานเรือนจาผู้ทาหน้าที่ควบคุมขอหลักฐานและความเห็นของแพทย์ผู้ทาการตรวจรักษาประกอบการจัดทา
รายงานเสนอผู้บัญชาการเรือนจาพิจารณา
(ก) หากเห็นด้วยกับความเห็นของแพทย์ผู้ทาการตรวจรักษา ให้ผู้บัญชาการเรือนจา
มีคาสั่งอนุญาต จากนั้นให้มีหนังสือรายงานผลไปยังอธิบดี พร้อมทั้งส่งสาเนารายงานของแพทย์ ตลอดจนสาเนา
หลักฐานอย่างอื่นที่มีอยู่นั้นไปด้วยโดยเร็ว
(ข) หากไม่เห็นด้วยกับความเห็นของแพทย์ผู้ทาการตรวจรักษาหรือมีเหตุฉุกเฉินอื่น
อันอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตหรือความปลอดภัยของผู้ต้องขัง ให้นาผู้ต้องขังนั้นกลับเข้ารักษาพยาบาลภายใน
เรือนจาและจัดการช่วยเหลือโดยประการอื่นเท่าที่เห็นจาเป็น ทั้งนี้ให้รายงานอธิบดีพร้อมทั้งส่งสาเนารายงาน
ของแพทย์ตลอดจนสาเนาหลักฐานอย่างอื่นที่มีอยู่นั้นไปด้วยโดยเร็ว
(๓) หากเห็นว่ามีข้อความที่ยังสงสัยอยู่ ผู้บัญชาการเรือนจาจะสั่งให้ทารายงานเพิ่มเติมมาหรือ
จะสั่งให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดบังคับบัญชาคนอื่นไปตรวจสอบทารายงานประกอบมา หรือจะสั่งตั้งคณะกรรมการ
ขึ้นให้ทาการตรวจสอบเสียก่อนก็แล้วแต่เห็นควร
(๔) หากแพทย์ผู้ทาการตรวจรักษามีความเห็นว่า ผู้ต้องขังต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลหรือ
สถานพยาบาลภายนอกเรือนจาเป็นเวลานาน ให้ดาเนินการ ดังนี้
(ก) กรณี ต้องอยู่ พักรักษาตัวเกินกว่า ๑๕ วัน ให้ มีห นั งสื อขอความเห็ นชอบไปยัง
อธิบดีพร้อมทั้งความเห็นแพทย์และเอกสารที่เกี่ยวข้อง
(ข) กรณี ต้องอยู่ พักรักษาตัว เกิน กว่า ๖๐ วัน ให้ มีห นังสื อขอความเห็ น ชอบไปยัง
อธิบดีพร้อมทั้งความเห็นแพทย์และเอกสารที่เกี่ยวข้องและรายงานให้ปลัดกระทรวงทราบ
(ค) กรณีต้องอยู่พักรักษาตัวเกินกว่า ๑๒๐ วัน ให้มีหนังสือขอความเห็นชอบไปยัง
อธิบดีพร้อมทั้งความเห็นแพทย์และเอกสารที่เกี่ยวข้องและรายงานให้รัฐมนตรีทราบ
(๕) กรณีเห็นเป็นการสมควรเกี่ยวกับความปลอดภัย มาตรการการควบคุม หรือเหตุผลในการ
รักษาพยาบาล ให้ผู้บัญชาการเรือนจารายงานกรมราชทัณฑ์ขอย้ายผู้ต้องขังเพื่อเข้ารับการรักษาในทัณฑสถาน
โรงพยาบาลราชทัณฑ์หรือสถานบาบัดรักษาเฉพาะทาง
(๖) อธิบดีอาจสั่งให้ย้ายผู้ต้องขังเพื่อเข้ารับการรักษาในทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์หรือ
สถานพยาบาลอื่นใดตามที่เห็นสมควรก็ได้
ข้อ ๑๔๔ ผู้ต้องขังที่ได้รับอนุญาตให้ออกไปรักษาตัวนอกเรือนจาต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังนี้
(๑) ต้องอยู่ภายในเขตที่กาหนด เว้นแต่การออกนอกเขตนั้นเป็นกรณีจาเป็นเร่งด่วน เพื่อการ
วินิจฉัยโรคตามคาสั่งแพทย์ หรือกรณีฉุกเฉินอันอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตของผู้ต้องขัง
29

(๒) ให้ใช้สิทธิได้ตามสิทธิของผู้ป่วยตามที่ทางราชการจัดให้และห้ามใช้เงินอื่นใดจ่ายสมทบ
เพื่อเข้าอยู่ในห้องพักพิเศษแยกจากผู้ป่วยทั่วไป เว้นแต่กรณีพักรักษาตัวในห้องควบคุมพิเศษซึ่งทางโรงพยาบาล
จัดไว้เป็นการเฉพาะ
(๓) การเยี่ยมญาติให้ ถือปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการเยี่ ยมเช่นเดียวกับกรณี การเยี่ยมใน
เรือนจา ให้เจ้าพนักงานผู้ทาหน้าที่ควบคุมจดบันทึกข้อมูลบุคคลผู้เข้าเยี่ยมและเวลาเข้าเยี่ยมไว้โดยละเอียด
(๔) ให้ รั บ ประทานอาหารตามที่ ส ถานพยาบาลจั ด ให้ จะรั บ ประทานอาหารส่ ว นตั ว
นอกเหนือจากที่ทางสถานพยาบาลจัดให้ได้ต่อเมื่อได้รับอนุ ญาตจากเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ควบคุมและผ่านการ
ตรวจของแพทย์หรือพยาบาลแล้ว ทั้งนี้ ให้บันทึกรายละเอียดของอาหารและผู้ทาอาหารมาให้ไว้ให้ครบถ้วน
สามารถตรวจสอบได้
ข้อ ๑๔๕ การส่งตัวผู้ต้องขังออกไปรักษาตัวภายนอกเรือนจา ให้พิจารณาโรงพยาบาลของรัฐ
เป็นลาดับแรก เว้นแต่แพทย์ได้ตรวจวินิจฉัยแล้วมีความเห็นให้ส่งไปรักษาในสถานพยาบาลของเอกชนเพราะ
สถานพยาบาลของรัฐขาดเครื่องมือและอุปกรณ์ที่จะตรวจรักษาผู้ต้องขังได้ หรือโรงพยาบาลของรัฐอยู่ห่างไกล
หากผู้ต้องขังป่วยไม่ได้รับการตรวจรักษาอย่างทันท่วงที อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตหรือทุ พพลภาพ จึงให้ส่งตัว
ไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนได้ และเมื่อพ้นขีดอันตรายแล้ว ให้รีบส่งตัวไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลของรัฐ
โดยเร็ว
ข้อ ๑๔๖ กรณีผู้ต้องขังเจ็บป่วยร้ายแรงหรือประสบอุบัติเหตุขณะอยู่ภายนอกเรือนจา ให้เจ้า
พนักงานผู้มีหน้าที่ควบคุมรายงานผู้บัญชาการเรือนจาทราบโดยให้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ต้องขัง อาการ
ป่วยเจ็บ และโรงพยาบาลที่จะทาการตรวจรักษา เพื่อพิจารณาอนุญาตและจัดเจ้าหน้าที่เพื่อ ควบคุมผู้ต้องขังที่
โรงพยาบาล หากเป็นกรณีผู้ต้องขังไปศาลให้รายงานให้ศาลทราบด้วย
เว้น แต่เป็ น กรณี เร่งด่วนอันอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตหรือความปลอดภัยของผู้ต้องขัง เจ้า
พนักงานผู้มีหน้าที่ควบคุมอาจนาผู้ต้องขังนั้ นส่งโรงพยาบาลเพื่อทาการตรวจรักษาก่อนแล้วให้รีบรายงานผู้
บัญชาการเรือนจาทราบโดยทันที
ข้อ ๑๔๗ ในการส่งผู้ต้องขังไปรักษาตัวยังโรงพยาบาลภายนอกนั้นให้ใช้เจ้าหน้าที่อย่างน้อย
๒ คน ควบคุมผู้ต้องขังป่ วย ๑ คน หากไม่สามารถกระทาเช่นนั้นได้ให้จัดเจ้าหน้าที่ควบคุมผู้ ต้องขังป่วยใน
อัตราส่วน เจ้าหน้าที่อย่างน้อย ๒ คน ต่อผู้ต้องขัง ๕ คน แต่ทั้งนี้จะต้องให้ผู้ต้องขังป่วยทั้ง ๕ คนนอนพักรักษา
ตัวอยู่ในห้องพักบริเวณเดียวกันที่สามารถควบคุมป้องกันมิให้ผู้ต้องขังหลบหนีอย่างมีประสิทธิภาพ
กรณีผู้ต้องขังป่วยเป็นหญิงให้ใช้เจ้าหน้าที่หญิงควบคุม เว้นแต่ในกรณีฉุกเฉินหรือจาเป็นไม่
อาจจัดเจ้าหน้าที่หญิงไปควบคุมผู้ต้องขังหญิงป่วยได้ให้ใช้เจ้าหน้าที่ชายควบคุมแต่ต้องควบคุมอยู่ห่างในระยะที่
สามารถมองเห็นพฤติกรรมของผู้ต้องขังป่วยได้และให้แจ้งเจ้าหน้าที่พยาบาลของโรงพยาบาลทราบด้วย แต่ทั้งนี้
เรือนจาจะต้องรีบจัดเจ้าหน้าที่หญิงไปควบคุมแทนโดยเร็ว
ข้อ ๑๔๘ การใช้เครื่องพันธนาการกับผู้ต้องขังป่วยที่ส่งออกไปรักษาตัวในโรงพยาบาลหรือ
สถานพยาบาลภายนอกเรือนจา ให้ถือปฏิบัติตามข้อ ๑๘ โดยเคร่งครัด
ข้อ ๑๔๙ ในกรณี ผู้ต้องขังฝ่ าฝื นไม่ปฏิบั ติตามเงื่อนไขที่กาหนดหรือขัดคาสั่ งเจ้าพนักงาน
เรือนจาผู้มีหน้าที่ควบคุม ให้เจ้าพนักงานเรือนจาตักเตือนให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือคาสั่งนั้นก่อน หากผู้ต้องขัง
นั้นยังฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามให้รายงานผู้บัญชาการเรือนจาและรายงานให้แพทย์ผู้ทาการตรวจรักษาทราบเพื่อ
พิจารณาสั่งการตามที่เห็นสมควร
30

หมวด ๒๒
สิ่งของที่อนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เก็บรักษาไว้ในเรือนจา
ข้อ ๑๕๐ สิ่ งของต่อไปนี้ ถ้ามี จานวนไม่มากเกิน สมควร อนุญ าตให้ ผู้ ต้องขังน าเข้ามาหรือ
เก็บรักษาไว้ในเรือนจาได้
(๑) เครื่องที่เกี่ยวกับการรักษาอนามัย เช่น แปรงสีฟัน ยาสีฟัน หวี สบู่ ผ้าเช็ดตัว เป็นต้น
(๒) อาหารที่ปรุงแล้วเสร็จซึ่งยอมให้ผู้ต้องขังรับประทานได้ตามที่กาหนดไว้
การนาเข้ามาและเก็บรักษาไว้ในเรือนจาซึ่งสิ่งของที่อนุญาตดังระบุไว้ในวรรคก่อนต้องปฏิบัติ
ตามระเบียบที่กรมราชทัณฑ์กาหนด
ข้อ ๑๕๑ สิ่งของที่ไม่อนุญาตให้เก็บรักษาไว้ในเรือนจา ได้แก่
(๑) สิ่งของต้องห้ ามตามมาตรา ๗๒ และมาตรา ๗๓ แห่ งพระราชบัญ ญั ติราชทัณ ฑ์ พ.ศ.
๒๕๖๐
(๒) สิ่งของที่มีสภาพเป็นของสดเสียง่าย ของอันตรายหรือโสโครก
(๓) สิ่งของซึ่งมีขนาด น้าหนักหรือสภาพอันจะเก็บรักษาไว้ในเรือนจามิได้
(๔) สิ่งของอื่นที่อธิบดีกาหนด
สิ่งของตามวรรคหนึ่งให้เจ้าพนักงานเรือนจาดาเนินการตามระเบียบที่กรมราชทัณฑ์กาหนด
ข้อ ๑๕๒ กรณีตรวจพบสิ่งของต้องห้ามตามมาตรา ๗๓ หากไม่มีการดาเนินการฟ้องร้องตาม
กฎหมาย ให้นาสิ่งของต้องห้ามที่ริบได้มาใช้เป็นหลักฐานในการดาเนินการทางวินัย
เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการดาเนินการทางวินัยแล้ว ให้ผู้บัญชาการเรือนจาดาเนินการกับสิ่งของ
ต้องห้าม ดังนี้
(๑) กรณีสิ่งของที่ยึดได้เป็นเงินตรา ให้นาส่งเข้าเป็นรายได้แผ่นดิน สาหรับเงินตราสกุลอื่นที่
มิใช่สกุลเงินไทย ให้ดาเนิ นการแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินไทยแล้วจึงนาส่ งเป็นรายได้แผ่นดิน หากไม่สามารถ
แลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินไทยได้ ให้ทาลายทิ้งเสีย
(๒) กรณีสิ่งของอื่น ให้ทาลายหรือทาให้เสื่อมสภาพหรือทาให้ใช้การไม่ได้

หมวด ๒๓
การดาเนินการเกี่ยวกับการลงโทษทางวินัย
ข้อ ๑๕๓ เมื่อผู้ต้องขังได้กระทาผิดวินัยให้เรือนจาดาเนินการสอบสวนให้ได้ข้อเท็จจริงเพื่อ
พิจารณาลงโทษฐานผิดวินัยโดยให้โอกาสแก่ผู้ต้องขังได้ชี้แจงว่าตนมีข้อแก้ตัวอย่างใดหรือไม่
เมื่อเจ้ าพนั กงานเรือนจาพบเห็ นหรือทราบว่ามีผู้ ต้องขังกระทาความผิ ดวินัย ให้ ทาบันทึ ก
รายงานพฤติ ก ารณ์ แ ห่ ง ความผิ ด ชื่ อ -นามสกุ ล ผู้ ก ระท าผิ ด วั น เวลาสถานที่ เ กิ ด เหตุ ก ระท าผิ ด และ
พยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องเท่าที่ทราบหรือรวบรวมได้ ให้ผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปทราบและพิจารณา
ข้ อ ๑๕๔ เมื่ อ ผู้ บั ญ ชาการเรื อ นจ าได้ รั บ รายงานเหตุ ผู้ ต้ อ งขั งกระท าผิ ด วิ นั ย ให้ แ ต่ ง ตั้ ง
เจ้าพนักงานเรือนจา จานวนไม่น้อยกว่า ๓ คน แต่ไม่เกิน ๕ คน เพื่อสอบสวนการกระทาผิด เว้นแต่ การกระทา
ความผิดนั้นมีกระบวนการในการพิจารณาลงโทษไว้เป็นการเฉพาะแล้ว
31

ข้อ ๑๕๕ ให้เจ้าพนักงานเรือนจาที่ได้รับแต่งตั้งตามข้อ ๑๕๔ แจ้งข้อกล่าวหาว่ากระทาผิด


วินัยให้ผู้ต้องขังที่ถูกกล่าวหาทราบ พร้อมทั้งสอบถามว่า จะให้การรับสารภาพหรือปฏิเสธอย่างไรหรือไม่ หรือมี
ข้อแก้ตัวอย่างไร
ทั้ ง นี้ ต้ อ งเปิ ด โอกาสให้ ผู้ ต้ อ งขั ง ได้ ชี้ แ จงแก้ ข้ อ กล่ า วหาได้ อ ย่ า งเต็ ม ที่ แ ละสามารถน า
พยานหลักฐานมาแสดงเพื่อประกอบคาให้การต่อสู้ได้
ข้ อ ๑๕๖ เจ้ า พนั ก งานเรื อ นจ าตามข้ อ ๑๕๔ ต้ อ งด าเนิ น การสอบสวนและรวบรวม
พยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แล้วเสนอความเห็นต่อผู้บัญชาการเรือนจาว่าผู้ต้องขังได้กระทา
ผิดวินัยอย่างไร หรือไม่ รวมทั้งสถานโทษที่จะลงแก่ผู้กระทาผิดนั้น
ทั้งนี้ การดาเนิน การตั้งแต่พบการกระทาความผิดจนสามารถมีคาสั่ งลงโทษได้ ให้เรือนจา
ดาเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กรมราชทัณฑ์กาหนด
ข้อ ๑๕๗ ผู้บัญชาการเรือนจามีอานาจลงโทษทางวินัยได้ทุกสถาน
หมายเหตุ การลดชั้นที่เป็นการลงโทษทางวินัยให้เป็นอานาจของผู้บัญชาการเรือนจา
ข้อ ๑๕๘ หากเจ้าพนักงานเรือนจาเห็นว่าผู้ต้องขังที่จะได้รับโทษทางวินัยนั้นป่วยเจ็บหรือมี
เหตุอันควรอื่นใดซึ่งจะต้องยกขึ้นเพื่อพิจารณาเพิกถอน เปลี่ยนแปลง งด หรือรอการลงโทษ ให้รายงานไปยังผู้
บัญชาการเรือนจา
ผู้บัญชาการเรือนจาอาจเรียกเจ้าพนักงานเรือนจาหรือผู้ต้องขังมาเพื่อชี้แจงประกอบการใช้
ดุลพินิจพิจารณาเพิกถอน เปลี่ยนแปลง งด หรือรอการลงโทษได้
เมื่อผู้บัญชาการเรือนจาได้พิจารณาและมีคาสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดแล้วให้เจ้าพนักงานเรือนจา
ปฏิบัติตามคาสั่งของผู้บัญชาการเรือนจาและบันทึกเหตุที่เพิกถอน เปลี่ยนแปลง งด หรือรอการลงโทษนั้นไว้
ข้อ ๑๕๙ การภาคทัณฑ์นั้นพึงกระทาเมื่อ
(๑) ความผิดที่ผู้ต้องขังกระทาไปไม่ร้ายแรงและ
(๒) ผู้ต้องขังก็ได้สานึกตัวถึงความผิดที่ได้กระทาไปนั้นแล้ว
ข้ อ ๑๖๐ การลงโทษภาคทั ณ ฑ์ ให้ ก ระท าโดยวิ ธี เรี ย กตั ว มาว่ า กล่ า วสั่ งสอนให้ พ ยายาม
ประพฤติตัวอยู่ในวินัยในกาลต่อไป
ข้อ ๑๖๑ งดการเลื่อนชั้นนั้นพึงกระทาในกรณีต่อไปนี้
(๑) ประพฤติ ผิ ด ระเบี ย บหรื อ ข้ อ บั ง คั บ อั น มี ไ ว้ ส าหรั บ การเยี่ ย มเยี ย นหรื อ ติ ด ต่ อ กั บ
บุคคลภายนอก
(๒) กระท าความผิ ด เกี่ ย วกั บ สิ่ ง ของต้ อ งห้ า มตามมาตรา ๗๒ หรื อ มาตรา ๗๓ แห่ ง
พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐
(๓) นาสิ่งของซึ่งมิใช่ของตนออกจากเรือนจาโดยมิได้รับอนุญาต
(๔) ทาให้ทรัพย์สินของทางราชการหรือของผู้อื่นเสียหายโดยประมาท
(๕) กระทาการให้เกิดเหตุติดขัดในการงานของผู้ต้องขังอื่นโดยประมาท
ข้อ ๑๖๒ ลดชั้นนั้นพึงกระทาในกรณีต่อไปนี้
(๑) พยายามหลบหนีหรือได้หลบหนีไปแล้วแต่ได้ตัวคืนมา
(๒) ทาให้ทรัพย์สินของทางราชการหรือของผู้อื่นเสียหายโดยเจตนา
32

(๓) กระทาการให้เกิดเหตุติดขัดในการงานของผู้ต้องขังอื่นโดยเจตนา
(๔) กระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชา
(๕) ทาร้ายผู้ต้องขังอื่น
(๖) ก่อการวิวาทขึ้นกับผู้ต้องขังอื่นแต่ไม่ถึงมีเหตุร้ายแรง
(๗) เล่นการพนัน
(๘) ครอบครองหรือค้าสิ่งของต้องห้ามตามมาตรา ๗๒ หรือมาตรา ๗๓ แห่งพระราชบัญญัติ
ราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐
ข้ อ ๑๖๓ การตั ด การอนุ ญ าตให้ ได้ รั บ การเยี่ ย มเยี ย นหรื อ ติ ด ต่ อ กั บ บุ ค คลภายนอกนั้ น
พึงกระทาในกรณีต่อไปนี้
(๑) ประพฤติ ผิ ด ระเบี ย บหรื อ ข้ อ บั ง คั บ อั น มี ไ ว้ ส าหรั บ การเยี่ ย มเยี ย นหรื อ ติ ด ต่ อ กั บ
บุคคลภายนอก
(๒) พยายามหลบหนีหรือได้หลบหนีไปแล้วแต่ได้ตัวคืนมา
(๓) กระท าความผิ ด เกี่ ย วกั บ สิ่ ง ของต้ อ งห้ า มตามมาตรา ๗๒ หรื อ มาตรา ๗๓ แห่ ง
พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐
(๔) นาสิ่งของซึ่งมิใช่ของตนออกจากเรือนจาโดยมิได้รับอนุญาต
ข้อ ๑๖๔ ลดรางวัลนั้นพึงกระทาในกรณีต่อไปนี้
(๑) ทาให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย
(๒) ก่อการวิวาทกับผู้อื่นในขณะทาการงาน
(๓) ละทิ้งหรือเพิกเฉยต่อการงานอันเป็นหน้าที่
การลดรางวัลนั้นพึงลดลงตามส่วนที่เห็นสมควรแก่ความผิด
ข้อ ๑๖๕ งดรางวัลนั้นพึงกระทาในกรณีดังกาหนดไว้ในข้อก่อนเมื่อเกิดผลเสียหายขึ้นและ
ผู้ต้องขังได้กระทาผิดโดยจงใจจะให้มีความเสียหายเกิดขึ้น
ข้อ ๑๖๖ ขังเดี่ยวนั้นพึงกระทาได้ในกรณีดังต่อไปนี้
(๑) กระด้างกระเดื่องต่อเจ้าพนักงานซึ่งมีตาแหน่งตั้งแต่ชั้นพัศดีขึ้นไป
(๒) วิวาทกับผู้ต้องขังอื่นตั้งแต่สองครั้งขึ้นไป
(๓) ทาร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย
(๔) เป็นเจ้ามือเล่นการพนันหรือสมคบกับผู้ต้องขังอื่นเล่นการพนันตั้งแต่สองครั้งขึ้นไป
(๕) พยายามหลบหนีหรือได้หลบหนีไปแล้วแต่ได้ตัวคืนมา
(๖) กรณีก ระทาความผิด เกี่ย วกับ ยาเสพติด ให้โ ทษ มีห รือค้าสิ่งของต้อ งห้า มประเภท ยา
เสพติดให้โทษ เครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ เครื่องมือสื่อสารอื่น รวมทั้งอุปกรณ์สาหรับสิ่งของดังกล่าว ซึ่งได้
กระทาความผิดหรือร่วมกันกระทาความผิดทั้งในฐานะเป็นตัวการ ผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทาผิด เป็นผู้สนับสนุน หรือ
ผู้ใช้ประโยชน์ในสิ่งของดังกล่าวการขังเดี่ยวนั้นให้กระทาโดยวิธีแยกผู้ต้องรับโทษจากผู้ต้องขังอื่นและคุมขังไว้ใน
ที่ซึ่งจัดขึ้นเป็นพิเศษ ห้ามการติดต่อหรือพูดจากับผู้อื่นทั้งสิ้นเว้นแต่เป็นสิทธิตามที่กฎหมายกาหนด
ให้พัศดีจัดให้มีผู้คอยตรวจรักษาการขังเดี่ยวให้เป็นไปตามวรรคก่อนและสังเกตเมื่อมีอาการ
ป่วยเจ็บซึ่งต้องมีการรักษาพยาบาลเกิดขึ้น
33

หากการกระทาความผิดตามข้อนี้เป็นความผิดที่จะต้องถูกลงโทษตามกฎกระทรวงข้ออื่นด้วย
ให้ลงโทษตามกฎกระทรวงข้อนั้นๆ ก่อนแล้วจึงลงโทษขังเดี่ยวอีกสถานหนึ่ง
การลงโทษขังเดี่ยวให้กระทาได้ครั้งละไม่เกิน ๑๕ วัน
ข้อ ๑๖๗ การลดชั้นให้ลดได้ตามลาดับครั้งละชั้น เว้นแต่กรณี ดังต่อไปนี้
(๑) กรณีหลบหนีไปจากการควบคุมและได้ตัวคืนมาไม่ว่านักโทษเด็ดขาดคนนั้นก่อนหลบหนี
จะเป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นใด ให้ลดชั้นเป็นชั้นเลวมากทุกราย
(๒) กรณีป ระพฤติผิด เงื่อ นไขการคุม ประพฤติ ไม่ว่า นัก โทษเด็ด ขาดคนนั้น ขณะ ได้รับ
การปล่อยตัวเพื่อคุมประพฤติจะเป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นใด เมื่อได้ตัวคืนมาให้ลดชั้นเป็นชั้นเลวทุกราย
(๓) กรณีฆ่าผู้อื่น ก่อการทะเลาะวิวาทหรือทาร้ายร่างกายผู้อื่น ให้ลดชั้นนักโทษเด็ดขาด ดังนี้
ก. ฆ่า ผู้ อื่น หรื อ ก่อการทะเลาะวิว าทหรือ ทาร้า ยร่างกายผู้อื่น จนเป็น เหตุใ ห้ ผู้อื่น
ถึงแก่ความตายให้ลดชั้นเป็นชั้นเลวมากทุกราย
ข. ก่อการทะเลาะวิวาท หรือทาร้ายร่างกายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหั ส
ให้ลดชั้นสองชั้น เว้นแต่นักโทษเด็ดขาดนั้นเป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นเลวให้ลดเป็นชั้นเลวมากทุกราย
(๔) กรณีกระทาความผิดเกี่ยวกับ ยาเสพติด ให้โ ทษ มีห รือค้าสิ่งของต้องห้ามประเภทยา
เสพติดให้โทษ เครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ เครื่องมือสื่อสารอื่น รวมทั้งอุปกรณ์สาหรับสิ่งของดังกล่าว ซึ่งได้
กระทาความผิดหรือร่วมกันกระทาความผิดทั้งในฐานะเป็นตัวการ ผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทาผิด เป็นผู้สนับสนุน หรือ
ผู้ใช้ประโยชน์ในสิ่งของดังกล่าว ให้ลดชั้นจากชั้นเดิมเป็นชั้นเลวมากทุกราย
(๕) กรณีอื่นตามที่รัฐมนตรีประกาศกาหนด
ข้อ ๑๖๘ นักโทษเด็ดขาดที่ได้รับการลดวันต้องโทษจาคุกแล้วอาจถูกตัดจานวนวันที่ได้รับการ
ลดวันต้องโทษจาคุกดังต่อไปนี้
(๑) ไม่เกินหกสิบวันแต่ไม่ น้อยกว่าสามสิบวัน สาหรับการกระทาผิดวินัยอย่างหนึ่งอย่างใด
ดังต่อไปนี้
(ก) สมคบกับผู้อื่นก่อความไม่สงบเรียบร้อยขึ้น
(ข) ทาร้ายหรือพยายามทาร้ายพนักงานเจ้าหน้าที่
(ค) พยายามหลบหนีหรือได้หลบหนีไปแล้วแต่ได้ตัวคืนมา
(ง) ขัดคาสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งหน้า
(จ) จงใจก่อความเสียหายให้แก่ผู้อื่นหรือกิจการของเรือนจาและได้เกิดความเสียหายขึ้น
(ฉ) กระทาความผิดในส่วนที่เกี่ยวกับเงินหรือสิ่งของต้องห้าม
(๒) ไม่เกินสามสิบ วันแต่ไม่ น้อยกว่าสิบห้าวัน สาหรับการกระทาผิดวินัยอย่างหนึ่งอย่างใด
ดังต่อไปนี้
(ก) ก่อการวิวาทกับผู้ต้องขังอื่นตั้งแต่สามครั้งขึ้นไป
(ข) ก่อความวุ่นวายแต่ไม่ร้ายแรง
(ค) จงใจหลีกเลี่ยงการงาน
(ง) ทาร้ายหรือพยายามทาร้ายผู้อื่น
(จ) จงใจก่อความเสียหายให้แก่ผู้อื่นหรือกิจการของเรือนจาแต่ไม่เกิดความเสียหายขึ้น
(๓) ไม่เกินสิบห้าวัน สาหรับการกระทาผิดวินัยอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
(ก) กระด้างกระเดื่องต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
(ข) วิวาทกับผู้ต้องขังอื่น
34

(ค) เล่นการพนัน
(ง) ฝ่าฝืนระเบียบหรือข้อบังคับของเรือนจา
ในกรณี ที่ นั กโทษเด็ด ขาดผู้ ก ระท าผิ ดวินั ย ผู้ ใดมีวัน ลดวัน ต้ องโทษจาคุก ไม่เกิน สามสิ บ วัน
สาหรับกรณีตาม (๑) หรือไม่ถึงสิบห้าวันสาหรับกรณีตาม (๒) ให้ตัดวันลดวันต้องโทษจาคุกที่มีอยู่ทั้งหมด
การตัดวันลดวันต้องโทษตามข้อนี้มิให้ใช้บังคับกับกรณีการได้รับวันลดวันต้องโทษตามมาตรา ๕๒ (๖)
ข้อ ๑๖๙ ในกรณีที่ผู้ต้องขังกระทาผิดวินัยตั้งแต่ ๒ ครั้งขึ้นไป ให้เรือนจาแจ้งให้คู่สมรสของ
ผู้ต้องขังนั้น ญาติ หรือบุคคลที่ผู้ต้องขังระบุไว้ทราบ โดยให้ลงชื่อในบันทึกเพื่อรับทราบพฤติกรรมของผู้ต้องขัง
ไว้ด้วย
ข้ อ ๑๗๐ ถ้ า มี ก ารกระท าผิ ด วิ นั ย ในกรณี อ ย่ า งอื่ น นอกจากที่ ร ะบุ ไ ว้ ใ นหมวดนี้ ให้
ผู้บัญชาการเรือนจาพิจารณาลงโทษสถานใดสถานหนึ่งที่เห็นสมควร
ข้อ ๑๗๑ กรณี ผู้ ต้ องขังกระท าความผิ ดเกี่ ยวกับ สิ่ งของต้องห้ ามขณะอยู่นอกเรือนจา ให้
ลงโทษทางวินัยเช่นเดียวกับการกระทาความผิดในเรือนจา
ข้ อ ๑๗๒ ในกรณี ที่ ก ารกระท าอั น หนึ่ ง เป็ น ความผิ ด จะต้ อ งรั บ โทษหลายสถานนั้ น
ห้ามลงโทษสาหรับความผิดนั้นเกินกว่า ๓ สถาน โดยคาสั่งลงโทษทุกสถานให้มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ผู้ต้องขัง
ได้รับแจ้งคาสั่งเป็นต้นไป หรือหลังจากนั้น
ข้อ ๑๗๓ กรณีที่ผู้ต้องขังกระทาผิดทางวินัยและโดยสถานะของผู้ต้องขัง ไม่สามารถลงโทษ
ตามฐานความผิดนั้นได้ ให้ลงโทษตัดการอนุญาตให้ได้รับการเยี่ยมเยียนแทน
ข้อ ๑๗๔ เมื่อมีกรณีที่จะต้องเพิกถอนคาสั่งลงโทษผู้ต้องขังกระทาผิดวินัยไม่ว่าด้วยเหตุใด
ก็ตาม ให้เยียวยาแก่ผู้ต้องขังที่ถูกลงโทษ ดังนี้
(๑) โทษงดการเลื่อนชั้น ให้เยียวยาโดยการเลื่อนชั้นย้อนหลังไปถึงงวดการเลื่อนชั้นที่ถูกงด
(๒) โทษลดชั้น ให้เยียวยาโดยคืนชั้นกลับสู่ชั้นเดิมก่อนถูกลงโทษและให้ย้อนหลังไปถึงวันที่
คาสั่งลงโทษมีผลบังคับ
(๓) โทษตัด การอนุญ าตให้ไ ด้รับ การเยี่ย มเยีย นฯ ให้เ ยีย วยา โดยจัด วัน เยี่ย มทดแทน
นอกเหนือจากวันเยี่ย มปกติ เท่ากับจานวนวันที่ถูกตัด
(๔) โทษขัง เดี่ย วให้เ ยีย วยาโดยการจัด ให้ไ ด้รับ การเยี่ย มเยีย นเพิ่ม ขึ้น นอกเหนือ จากวัน
เยี่ย มปกติเป็ น จ านวนสองเท่ าของวัน ที่ ถูกขังเดี่ยวหรือเพิ่ มระยะเวลาการเยี่ยมเป็น สองเท่ าของระยะเวลา
ตามปกติก็ได้
(๕) โทษตัดจานวนวันลดวันต้องโทษจาคุก ให้เยียวยาโดยคืนวันลดวันต้องโทษจาคุกเท่ากับ
จานวนวันที่ถูกตัด
เมื่อเพิกถอนคาสั่งลงโทษทางวินัยแล้ว ให้ลบประวัติการถูกลงโทษทางวินัยออกจากทะเบียน
ประวัติของผู้ต้องขังนั้น สาหรับโทษภาคทัณฑ์นั้นเพียงลบประวัติการถูกลงโทษออกจากทะเบียนประวัติก็ให้ถือ
ว่าได้รับการเยียวยาแล้ว
35

บัญชีลักษณะความผิดแนบท้าย
(๑) ความผิดในภาค ๒ ความผิดแห่งประมวลกฎหมายอาญา
ลักษณะ ๑/๑ ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย
มาตรา ๑๓๕/๑ ถึงมาตรา ๑๓๕/๔
ลักษณะ ๖ ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน
มาตรา ๒๑๘
มาตรา ๒๒๒
และมาตรา ๒๒๔
ลักษณะ ๙ ความผิดเกี่ยวกับเพศ
มาตรา ๒๗๖ วรรคสาม
มาตรา ๒๗๗ วรรคหนึ่ง วรรคสาม วรรคสี่
มาตรา ๒๗๗ ทวิ
มาตรา ๒๗๗ ตรี
มาตรา ๒๘๐
มาตรา ๒๘๒ วรรคสาม
มาตรา ๒๘๓ วรรคสาม
และมาตรา ๒๘๕
ลักษณะ ๑๐ ความผิดเกี่ยวกับชีวิตร่างกาย
มาตรา ๒๘๘ มาตรา ๒๘๙
ลักษณะ ๑๑ ความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพและชื่อเสียง
มาตรา ๓๑๓
ลักษณะ ๑๒ ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์
มาตรา ๓๓๙ วรรคสี่ วรรคห้า
มาตรา ๓๓๙ ทวิ วรรคสี่ วรรคห้า
มาตรา ๓๔๐ วรรคสาม วรรคสี่ วรรคห้า
มาตรา ๓๔๐ ทวิ วรรคสี่ วรรคห้า วรรคหก
และมาตรา ๓๔๐ ตรี
(๒) ผลิต นาเข้าหรือส่งออก หรือผลิต นาเข้าหรือส่งออกเพื่อจาหน่าย หรือจาหน่าย หรือมีไว้
ครอบครองเพื่อจาหน่าย ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ กฎหมายว่าด้วยมาตรการ
ในการปราบปรามผู้กระทาความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์
ต่ อ จิ ต และประสาท และศาลมี ค าพิ พ ากษาถึ ง ที่ สุ ด ให้ จ าคุ ก ตั้ ง แต่ ๓๐ ปี ขึ้ น ไป
ถึงตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต

1
ใช้ข้อ ๙ ของกฎกระทรวงออกตามความในมาตรา ๕๘ แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พุทธศักราช ๒๔๗๙ เป็นต้นแบบ
2
ออกตามความในมาตรา ๖ แห่งร่าง พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. .... / ป.วิ.อ. มาตรา ๘๙/๒ เป็นเรื่องสถานที่คุมขัง/คุมขังเฉพาะ
วัน/EM ซึ่งเชื่อมโยงกันได้
3
กรณีป่วย/ชรา ที่ไม่เข้าเงื่อนไขการพักการลงโทษ แต่จะให้อยู่ในเรือนจาก็ไม่เหมาะสม เช่น อาจเป็นผู้ป่วยเรื้อรัง/ร้ายแรง
ระยะสุดท้าย
36
- ร่าง -
ระเบียบกรมราชทัณฑ์
ว่าด้วยอานาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานเรือนจา
และการตั้งผู้คุมพิเศษ
พ.ศ. ๒๕๖๐
-----------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรมีระเบียบว่าด้วยอานาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานเรือนจาและการตั้งผู้คุมพิเศษ
เพื่อให้การปฏิบัติงานราชทัณฑ์สามารถดาเนินการต่อไปได้ตามภารกิจ อาศัยอานาจตามความในมาตรา 17
แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 กรมราชทัณฑ์ จึงวางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้
หมวด 1
อานาจและหน้าที่ของเจ้าพนักงานเรือนจา
-----------------------

ส่วนที่ 1
เจ้าพนักงานอานวยการกลาง
-----------------------
ข้อ 1 อธิบ ดีเป็ น ผู้ อ านวยการเรือนจาโดยทั่ วไป มีอานาจบั งคับ บัญ ชากิ จการเรือนจา
เหนือเจ้าพนักงานเรือนจาทั้งปวง
อธิบดีมีอานาจประกาศกาหนดเขตการบริหารงานเรือนจา และตั้งผู้บัญชาการเรือนจา
ผู้หนึ่งภายในเขต ให้มีอานาจเหนือผู้บัญชาการเรือนจาอื่นในเขตเดียวกัน มีทาหน้าที่ตามที่อธิบดีมอบหมาย
ข้อ 2 รองอธิบ ดีเป็ น รองผู้ อานวยการเรือนจาโดยทั่ ว ไป มีอานาจบังคั บบั ญ ชากิจการ
เรือนจาเหนือเจ้าพนักงานเรือนจาทั้งปวง รองจากอธิบดีกรมราชทัณฑ์
ข้อ 3 ผู้ตรวจราชการกรมราชทัณฑ์เป็นเจ้าหน้าที่ตรวจการเรือนจาตามที่อธิบดีมอบหมาย
มีอานาจตรวจการเรือนจา ให้คาปรึกษาแนะนาแก่เจ้าพนักงานเรือนจา และมีอานาจเหนือผู้บัญชาการเรือนจา
ข้อ 4 ผู้อานวยการกองมีอานาจตรวจการเรือนจาและให้คาปรึกษาแนะนาแก่เจ้าพนักงาน
เรือนจาเฉพาะส่วนที่ได้รับมอบหมายจากอธิบดี
ข้ อ 5 เมื่ อ อธิ บ ดี สั่ งให้ ข้ า ราชการสั งกั ด กรมราชทั ณ ฑ์ ผู้ ใดไปควบคุ ม กิ จ การเรื อ นจ า
ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้บัญชาการเรือนจา มีอานาจและหน้าที่บังคับบัญชากิจการเรือนจานั้น
ข้อ 6 ข้าราชการและพนักงานราชการซึ่งปฏิบัติหน้าที่ส่วนกลางกรมราชทัณฑ์ อาจได้รับ
คาสั่งจากอธิบดี ให้ปฏิบัติภารกิจระงับเหตุร้ายแรง สถานการณ์ฉุกเฉินในกิจการของเรือนจา หรือประการ
อื่นที่เป็นประโยชน์ต่องานราชทัณฑ์ได้
37

ส่วนที่ 2
เจ้าพนักงานเรือนจา
-----------------------
ข้อ 7 ตาแหน่งเจ้าพนักงานเรือนจามีดังต่อไปนี้
(1) ผู้บัญชาการเรือนจา
(2) พัศดี
(3) พัศดีผู้ช่วย
(4) ผู้คุม
ข้อ 8 ผู้บัญชาการเรือนจามีอานาจบังคับบัญชาเหนือเจ้าพนักงานเรือนจาและผู้ต้องขังทั้งปวง
ให้ผู้บัญชาการเรือนจาจัดแบ่งหน้าที่การงานออกเป็นส่วนๆ โดยให้พัศดีมีอานาจและหน้าที่
ควบคุมการงานนั้นตามส่วน และตั้งพัศดีผู้หนึ่งให้มีอานาจควบคุมการงานของเรือนจาเหนือพัศดีอื่น
พัศดี พัศดีผู้ช่วย หรือผู้คุมคนใดจะทาหน้าที่ฝ่ายใด ประการใด ให้เป็นไปตามที่ผู้บัญชาการ
เรือนจามอบหมายตามความจาเป็นและเหมาะสม
นอกจากหน้าที่ในสองวรรคก่อน ผู้บัญชาการเรือนจาจะต้อง
(1) ตรวจการเรือนจาตามที่กรมราชทัณฑ์กาหนด
(2) เอาใจใส่ดูแลทุกข์สุขผู้ต้องขัง เปิดโอกาสให้ร้องทุกข์ได้โดยสะดวกและเต็มที่
(3) ควบคุมเจ้าพนักงานและกิจการของเรือนจา
ข้ อ 9 พั ศดี เป็ นเจ้ าพนั กงานเรื อนจารองจากผู้ บั ญชาการเรือนจ ามี อ านาจบั งคั บบั ญ ชา
เจ้าพนักงานและผู้ต้องขังในสังกัด และรับผิดชอบในส่วนการงานที่ได้รับมอบหมาย
ข้อ 10 นอกเหนือจากการงานที่พัศดีจะต้องรับผิดชอบตามที่ผู้บัญชาการเรือนจามอบหมายแล้ว
พัศดีมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(1) ปกครองและควบคุมระเบียบวินัยของเจ้าพนักงานในสังกัด
(2) มอบหมายให้เจ้าพนักงานในสังกัดไปดาเนินการควบคุมหรือจัดทา
(3) รักษา ดูแล บูรณะสถานที่และทรัพย์สินของเรือนจา
(4) ปกครองและควบคุมระเบียบวินัยของผู้ต้องขัง
(5) ตรวจตราป้ องกัน การกระท าผิ ดวินัยของผู้ ต้องขังตลอดจนการหลบหนีและจับ กุม
เมื่อมีการกระทาผิดอาญา
(6) จัดการและควบคุมการทางานของผู้ต้องขัง
(7) จัดการและควบคุมการศึกษาตลอดจนการอบรมผู้ต้องขัง
(8) ดูแลการอนามัยของผู้ต้องขัง การสุขาภิบาลของเรือนจา
(9) เปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังร้องทุกข์ได้โดยสะดวกและเต็มที่
ข้อ 11 พัศดีผู้ช่วย เป็นเจ้าพนักงานเรือนจารองจากพัศดี มีหน้าที่ช่วยเหลือการงานของพัศดี
38

ข้ อ 12 ผู้ คุ ม เป็ น เจ้ า พนั ก งานเรื อ นจ ารองจากพั ศ ดี ผู้ ช่ ว ย และเป็ น ข้ า ราชการ


หรือพนักงานราชการทุกตาแหน่งในเรือนจา ที่มิใช่ผู้บัญชาการเรือนจาพัศดี หรือพัศดีผู้ช่วย
ผู้คุมมีหน้าที่ ตามหมายเลข (3) ถึง (9) แห่งข้อก่อน
ข้อ 13 ในกรณีเกิดเหตุร้ายแรงหรือสถานการณ์ฉุกเฉินในกิจการของเรือนจา เป็นเหตุให้
ผู้มีอานาจบังคับบัญชาสูงสุดของเรือนจาขณะนั้นตกอยู่ในความควบคุมของผู้ก่อเหตุร้ายแรงหรือสถานการณ์
ฉุกเฉิน ให้ผู้นั้นสิ้นอานาจบังคับบัญชา และให้เจ้าพนักงานเรือนจารองลงมามีอานาจสั่งการหรือดาเนินการใดๆ
เพื่อควบคุมสถานการณ์ทั้งปวง
ข้อ 14 ในกรณีจาเป็นเพื่อประโยชน์ของทางราชการ เพื่อปฏิบัติหน้าที่หรือภารกิจต่างๆ
เป็ นครั้งคราว ให้ผู้บั ญชาการเรือนจาแต่งตั้ง ข้าราชการหรือบุคลากรจากส่วนราชการอื่น เป็นผู้คุมพิเศษ
มีอานาจหน้าทีร่ ับผิดชอบเช่นเดียวกับผู้คุม

หมวด 2
การตั้งผู้คุมพิเศษ
-----------------------
ข้อ 15 ผู้ที่จะได้รับการตั้งให้เป็นผู้คุมพิเศษได้ต้องมีคุณสมบัติและพื้นความรู้ดังต่อไปนี้
(1) เป็นข้าราชการหรือบุคลากรจากส่วนราชการอื่น
(2) มีอายุไม่ต่ากว่า 20 ปีบริบูรณ์
(3) เป็นผู้ที่ไม่มีโรคหรือสภาพร่างกายที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่
(4) กรณีที่เคยปฏิบัติหน้าที่ผู้คุมพิเศษมาก่อน ต้องไม่เคยต้องคาพิพากษาถึงที่สุดให้จาคุก
หรือถูกลงโทษทางวินัยเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว หรือเคยทาให้ผู้ต้องขังหลบหนีระหว่างการควบคุม
(5) เป็นผู้อ่านและเขียนหนังสือไทยได้
ผู้ที่ขาดคุณสมบั ติและพื้นความรู้ดังกล่ าวข้างต้น นั้น เมื่อมีเหตุพิ เศษอธิบดีกรมราชทัณฑ์
อาจพิจารณายกเว้นให้ตั้งเป็นพิเศษเฉพาะรายก็ได้
ข้อ 16 ก่อนที่จะตั้งผู้ใดให้เป็นผู้คุมพิเศษต้องส่งตัวผู้นั้นไปให้พัศดีทาการอบรมเกี่ยวกับ
กฎหมายและระเบียบในหน้าที่ผู้คุมเสียก่อน เมื่อพัศดีทาการอบรมแล้วให้รายงานแสดงผลแห่งการอบรม
ตลอดจนนิสัยความประพฤติที่สังเกตเห็นในระหว่างทาการอบรมไปยังผู้บัญชาการเรือนจา เมื่อผู้บัญชาการ
เรือนจาพิจารณาเห็นชอบแล้วก็ให้ออกหนังสือตั้งให้เป็นผู้คุมพิเศษ
ข้อ 17 กรณีดังต่อไปนี้ผู้บัญชาการเรือนจาจะตั้งผู้คุมพิเศษ โดยไม่ต้องส่งตัวให้พัศดีทา
การอบรมตามข้อ 16 ก็ได้
(1) กรณีมีเหตุจาเป็นเร่งด่วนที่จะต้องใช้กาลังผู้คุมพิเศษเพื่อเข้าระงับเหตุหรือควบคุมผู้ต้องขัง
(2) เป็นผู้ที่เคยได้รับการตั้งเป็นผู้คุมพิเศษตามระเบียบนี้มาแล้ว
39
ข้อ 18 หนังสือตั้งให้ใช้ตามแบบต่อท้ายระเบียบนี้และจะต้องระบุข้อความไว้ให้ชัดเจน
เกี่ยวกับหน้าที่ สถานที่ปฏิบัติหน้าที่ และกาหนดเวลาในการปฏิบัติหน้าที่
ข้อ 19 ผู้บัญชาการเรือนจามีอานาจที่จะถอนการตั้งผู้คุมพิเศษได้ในกรณีดังต่อไปนี้
(1) เมื่อปรากฏว่าผู้คุมพิเศษนั้นไม่กระทาตามกฎหมายหรือระเบียบในขณะปฏิบัติหน้าที่
(2) เมื่อปรากฏในภายหลังว่าผู้คุมพิเศษนั้นขาดคุณสมบัติตามข้อ 15
(3) มี พ ฤติ ก ารณ์ ที่ ส่ อให้ เห็ น ว่าหากให้ ผู้ คุ ม พิ เศษนั้ น ท าหน้ าที่ ต่ อ ไปแล้ ว จะก่ อ ให้ เกิ ด
ความเสียหายขึ้น
(4) เมื่อหน้าที่ที่ได้รับการตั้งสิ้นสุดลงแล้ว
คาสั่งถอนตามวรรคหนึ่งให้ประกาศไว้โดยเปิดเผย ณ สถานที่ปฏิบัติหน้าที่ของผู้คุมพิเศษ
ที่ถูกถอนการตั้งนั้น
ข้อ 20 หนังสือตั้งให้หมดอายุในกรณีใดกรณีหนึ่งดังนี้
(1) เมื่อถึงกาหนดวันซึ่งได้ระบุไว้ในหนังสือตั้ง
(2) ในวันที่ 31 ธันวาคม แห่งปีที่ออกหนังสือตั้งในกรณีที่หนังสือตั้งมิได้ระบุวันหมดอายุไว้
(3) วันที่มีคาสั่งถอนการตั้งตามข้อ 19
ข้อ 21 เมื่อมีคาสั่ งถอนตามข้อ 19 หรือหนั งสื อตั้งหมดอายุตามข้อ 20 ให้ ผู้ ที่ได้รับ
การตั้งนาหนังสือตั้งนั้นส่งคืนเรือนจาโดยเร็ว
ข้อ 22 ในการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการรับตัวผู้ต้องขังให้ ผู้คุมพิเศษแสดงหนังสือตั้งต่อ
เจ้าพนักงานเรือนจาที่มีหน้าที่จ่ายผู้ต้องขังทุกครั้ง หากไม่ปฏิบัติตามนี้ห้ามเจ้าพนักงานเรือนจาจ่ายผู้ต้องขัง
มอบให้ไปเป็นอันขาด
ข้อ 23 ผู้ที่ได้รับการตั้งก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับให้ถือเป็นผู้คุมพิเศษตามระเบียบนี้

ประกาศ ณ วันที่ ....................................

( )
อธิบดีกรมราชทัณฑ์
40

ที่ ………………(เลขที่หนังสือตั้งของเรือนจา)…...................................

หนังสือตั้งผู้คุมพิเศษ
วันที่ ............ เดือน ....................... พ.ศ. ...................
อาศัยอานาจตามความในมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560ประกอบ
ระเบี ย บกรมราชทั ณ ฑ์ ว่ าด้ ว ยอ านาจหน้ า ที่ ข องเจ้ า พนั ก งานเรือ นจ า และการตั้ งผู้ คุ ม พิ เศษ พ.ศ. ....
ผู้บัญชาการเรือนจา......................................ตั้งให้...........................................................................................
ตาแหน่ง....................................................สังกัด............................................................ ..................................
เป็นผู้คุมพิเศษปฏิบัติหน้าที่........................................................................................................................ .....
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
นับตั้งแต่วันที่..........................เดือน......................พ.ศ. .................ถึงวันที่..........................
เดือน........................พ.ศ. ................... โดยมีหน้าที่ และความรับผิดชอบเช่นเดียวกับผู้คุมทุกประการ

ลงชื่อ
ผู้บัญชาการเรือนจา……………………………
41

- ร่าง -
ระเบียบกรมราชทัณฑ์
ว่าด้วยการจัดการจับกุมผู้ต้องขังหลบหนี
พ.ศ. ๒๕๖๐

เพื่อให้การปฏิบัติงานเกี่ยวกับการใช้อานาจของเจ้าพนักงานเรือนจาในการเข้าไป หรือค้น
สถานที่ ห รือยานพาหนะ เพื่ อ ติดตามจั บ กุม ผู้ ต้องขัง ที่ห ลบหนี จากการควบคุมเป็น ไปด้วยความเรียบร้อ ย
เหมาะสม มีประสิทธิภาพ และไม่กระทบต่อสิทธิส่วนบุคคลเกินสมควร อาศัยอานาจตามความในมาตรา ๒๕
และ ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ อธิบดีจงึ ออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการจัดการจับกุมผู้ต้องขังหลบหนี
พ.ศ. ๒๕๖๐”
ข้อ ๒ ระเบียบนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป
ข้อ ๓ บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ คาสั่ง ประกาศ หรือหนังสือสั่งการอื่นใด ซึ่งขัดหรือแย้งกับ
ระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบนี้แทน
ข้อ ๔ ในระเบียบนี้
“ผู้บัญชาการเรือนจา” หมายความรวมถึง หัวหน้าผู้บังคับบัญชาสถานที่ คุมขังอื่นใดในความ
ดูแลของกรมราชทัณฑ์
“เจ้ า ของเคหสถานหรื อ สถานที่ ห รื อ ยานพาหนะ” หมายความรวมถึ ง ผู้ รั ก ษา หรื อ ผู้
ครอบครองเคหสถานหรือสถานที่หรือยานพาหนะแทนเจ้าของสถานทีห่ รือยานพาหนะที่ทาการเข้าตรวจค้น
ข้อ ๕ ในการเข้าไปในเคหสถานหรือสถานที่ใดๆ หรือค้นยานพาหนะ เพื่อตรวจค้นหรือจับกุม
ผู้ต้องขังหลบหนี ให้ผู้บัญชาการเรือนจาออกคาสั่งแต่งตั้งเจ้าพนักงานเรือนจาชั้นพัศดีขึ้นไปเป็นหัวหน้า หาก
เรือนจ าใดไม่มีพั ศดีห รื อ พัศดี ไม่ส ามารถปฏิบั ติห น้ าที่ได้ในขณะนั้น ให้ ผู้ บั ญ ชาการเรือนจามอบหมายเจ้า
พนักงานเรือนจาผู้หนึ่งผู้ใดทาหน้าที่พัศดีข้างต้น
การดาเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้เป็นหัวหน้าในการเข้าค้นหรือจับกุมปฏิบัติหน้าที่ดังนี้
(๑) วางแผนการเข้าตรวจค้นหรือจับกุม
(๒) ควบคุม กากับการดาเนินการเข้าตรวจค้นหรือจับกุมของเจ้าพนักงานเรือนจา
(๓) กระทาการอืน่ ๆ ซึ่งหัวหน้าชุดเห็นสมควรเพื่อการตรวจค้นหรือจับกุม
(๔) รายงานผลการตรวจค้นหรือจับกุมให้ผู้บัญชาการเรือนจาทราบ
ข้อ ๖ การตรวจค้นต้องกระทาในระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกเว้นแต่มีเหตุ
จาเป็นอันไม่อาจรอได้ หรือได้ลงมือตรวจค้นในเวลากลางวันแล้วแต่ยังไม่แ ล้วเสร็จ จะค้นในเวลากลางคืนหลัง
พระอาทิตย์ ตกได้ต่อเมื่อได้รับ อนุ ญ าตจากผู้บัญ ชาการเรือนจา และหั วหน้าผู้ ทาการตรวจค้นต้องเป็นเจ้า
พนักงานเรือนจาชั้นพัศดีขึ้นไป
42

ข้ อ ๗ ในการเข้ า ไปในเคหสถานหรือ สถานที่ ห รือ ตรวจค้ น ยานพาหนะหรื อ จั บ กุ ม เจ้ า


พนั กงานเรือนจ าผู้ มีอานาจค้น หรือจั บ กุม จะต้องแสดงตัวว่าเป็น เจ้าพนักงาน โดยต้องแสดงเอกสารและ
เครื่องหมายแสดงการมอบหมายอานาจหน้าที่ให้ไว้ประจาตัวเจ้าพนักงานเรือนจาผู้ได้รับอนุมัติ ต่อเจ้าของ
เคหสถานหรือสถานที่หรือยานพาหนะที่จะทาการเข้าตรวจค้นหรือจับกุม และต้องแต่งเครื่องแบบขณะเข้าทา
การตรวจค้นหรือจับกุมด้วย เว้นแต่มีเหตุจาเป็นที่ไม่สามารถแต่งเครื่องแบบขณะเข้าทาการตรวจค้นหรือจับกุม
จะต้องได้รับอนุญาตจากผู้บัญชาการเรือนจาเป็นลายลักษณ์อักษรหรือด้วยวาจาก็ได้
เอกสารและเครื่องหมายแสดงการมอบหมายอานาจหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ได้แก่ คาสั่งแต่งตั้ง
เจ้าพนักงานเรือนจาตามข้อ ๕ และบัตรประจาตัวเจ้าพนักงานเรือนจา
ข้อ ๘ ก่อนทาการตรวจค้นให้เจ้าพนักงานเรือนจาผู้ที่จะทาการตรวจค้นทุกคนแสดงความ
บริสุทธิ์ของตนเองพร้อมมอบบันทึกเหตุอันควรสงสัยหรือเหตุอันควรเชื่อ 1ที่ทาให้ต้องดาเนินการเข้าตรวจค้น
ให้ไว้แก่เจ้าของเคหสถานหรือสถานที่หรือยานพาหนะที่จะทาการเข้าตรวจค้นตามข้อก่อน
กรณีเจ้าของเคหสถานหรือสถานที่หรือยานพาหนะไม่อยู่ในสถานที่ตรวจค้นตามวรรคหนึ่ง
ให้เจ้าพนักงานเรือนจาผู้ค้นส่งมอบบันทึกเหตุอันควรสงสัยหรือเหตุอันควรเชื่อ ให้แก่บุคคลนั้นในโอกาสแรกที่
สามารถกระทาได้
ข้อ ๙ เมื่อเจ้าพนักงานเรือนจาได้ดาเนินการตามข้อก่อนแล้วให้เจ้าของเคหสถานหรือสถานที่
หรือยานพาหนะนั้นลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานในแบบบันทึกการตรวจค้น2 เว้นแต่ไม่สามารถลงลายมือชื่อไว้
เป็นหลักฐานได้ ให้เจ้าพนักงานเรือนจาทาบันทึกแสดงเหตุขัดข้องไว้ก่อนเข้าทาการตรวจค้น
แบบบันทึกการตรวจค้นตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามแบบท้ายระเบียบนี้
ข้ อ ๑๐ การค้ น ให้ ค้ น ต่ อ หน้ า เจ้ าของเคหสถานหรือ สถานที่ ห รือ ยานพาหนะ เว้น แต่ ไม่
สามารถค้นต่อหน้าบุคคลดังกล่าวได้ไม่ว่าในกรณีใด ก็ให้ค้นต่อหน้าบุคคลอื่นอย่างน้อยสองคนซึ่งเจ้าพนักงาน
ได้ขอให้มาเป็นพยาน
ในการตรวจค้นนั้น ให้กระทาด้วยความรอบคอบโดยต้องระมัดระวังมิให้เกิดความเสียหายแก่
ทรัพย์สินเกินสมควร
ข้อ ๑๑ กรณีเจ้าของเคหสถานหรือสถานที่ไม่ยินยอมหรือขัดขวางการเข้าตรวจค้นหรือจับกุม
ให้เจ้าพนักงานเรือนจามีอานาจใช้กาลังเพื่อเข้าไป ในกรณีจาเป็นจะเปิดหรือทาลายประตูบ้าน ประตูเรือน
หน้าต่าง รั้ว หรือสิ่งกีดขวางอย่างอื่น ให้กระทาได้เท่าที่จาเป็นและสะดวกแก่การตรวจค้นเท่านั้น แต่ก่อนที่จะ
ใช้อานาจนี้ ชอบที่จะแจ้งให้เจ้าของเคหสถานหรือสถานที่หรือแจ้งพยานทราบก่อน

1
Note: ทาโดยทั้งเรือนจาและเจ้าพนักงานเรือนจาผู้ค้น น่าจะต้องระบุบ้านนั้นๆ อย่างเฉพาะเจาะจงด้วย
(ทางปฏิบัติน่าจะเป็นกรณีทาบันทึกหน้างาน) เจ้าของบ้านไม่ต้องลงลายมือชื่อ
2
Note: บันทึกที่ทาขณะค้นโดยเจ้าพนักงานเรือนจาผู้ค้น
43

ข้อ ๑๒ หลังทาการตรวจค้น หรือจับกุมเสร็จสิ้น ให้เจ้าพนักงานเรือนจาผู้ค้นจัดให้เจ้าของ


เคหสถานหรือสถานที่หรือยานพาหนะลงลายมือชื่อในแบบบันทึกการตรวจค้น หากเจ้าของเคหสถานหรือ
สถานที่หรือยานพาหนะไม่ยินยอมลงลายมือชื่อ ให้เจ้าพนักงานเรือนจาผู้ค้นบันทึกแสดงเหตุขัดข้องไว้
กรณีทรัพย์สินเสียหายหรือถูกทาลายจากการตรวจค้นหรือจับกุม ให้เจ้าพนักงานเรือนจาผู้ค้น
บันทึกรายการทรัพย์สินที่เสียหายหรือถูกทาลายไว้ในแบบบันทึกการตรวจค้นด้วย
ข้อ ๑๓ ในกรณีเจ้าพนักงานเรือนจาผู้ค้นตรวจพบสิ่งของใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการหลบหนีของ
ผู้หลบหนีและจาเป็นต้องนาสิ่งของดังกล่าวไปใช้เป็นพยานหลักฐานหรือเพื่อประโยชน์ในการติดตามจับกุมผู้
หลบหนี ให้จัดทาบัญชีรายละเอียดสิ่งของที่จะต้องนาออกไปพร้อมทั้งให้เจ้าของเคหสถานหรือสถานที่หรือ
ยานพาหนะลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานด้วย
บัญชีรายละเอียดสิ่งของตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามแบบท้ายระเบียบนี้
ข้อ ๑๔ การใช้อาวุธ อื่นนอกจากอาวุธปืนหรืออาวุธปืนกับผู้ต้องขังที่หลบหนีตามอานาจใน
มาตรา ๒๒ หรือ มาตรา ๒๓ แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ ให้เจ้าพนักงานเรือนจาพึงระมัดระวัง
และพิจารณาให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกาหนดโดยเคร่งครัด
ข้อ ๑๕ เมื่อการดาเนินการเข้าตรวจค้นหรือจับกุมเสร็จสิ้น ให้เจ้าพนักงานเรือนจาที่เข้าทา
การตรวจค้นหรือจับกุม รายงานเหตุผลและผลการตรวจค้นเป็นหนังสือต่อผู้บั ญชาการเรือนจาโดยเร็วเพื่อ
พิจารณาสั่งการ

ประกาศ ณ วันที่
44

แบบบันทึกการตรวจค้น
เขียนที่................................................................
วันที่.............เดือน................................พ.ศ.................
บันทึกนี้แสดงว่า วันนี้ ..................................................... เวลา..........................น. พนักงานเจ้าหน้าที่
ประกอบด้ ว ย....................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................... ...........................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ได้มาขอทาการตรวจค้น บ้านเลขที่...................ถนน...................................แขวง/ตาบล......................................
เขต/อาเภอ .............................จังหวัด............................โดยมี (นาย/นาง/นางสาว)............................................
เป็นเจ้าของบ้านหรือผู้ดูแลแทนเจ้าของบ้าน เนื่องจาก .....................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
พนักงานเจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าวได้พบ(นาย/นาง/นางสาว)...........................................................................ซึ่งเป็น
.....................................................................................พนักงานเจ้าหน้าที่ได้แสดงตัว และชี้แจงวัตถุประสงค์ต่อ
(นาย/นาง/นางสาว)..................................................................เข้าใจในวัตถุประสงค์ของพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว
จึงเป็นผู้นาทาการตรวจค้น ซึ่งก่อนลงมือทาการตรวจค้นพนักงานเจ้าหน้าที่ทุกคนได้แสดงความบริสุทธิ์ให้
(นาย/นาง/นางสาว)..............................................................................ดูเป็นที่พอใจแล้ว จึงเริ่มทาการตรวจค้น
ผลการตรวจค้นปรากฏว่า.........................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
เสร็จสิ้นการตรวจค้นเวลา..............................น. หลังการตรวจค้นพนักงานเจ้าหน้าที่ได้แสดง
ความบริสุทธิ์ให้ (นาย/นาง/นางสาว)....................................................................ดูจนเป็นที่น่าพอใจอีกครั้งหนึ่ง
อนึ่ง ในการตรวจค้นครั้งนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติอย่างสุภาพ มิได้ทาการขู่เข็ญ บังคับ
หรือกระทาประการหนึ่ งประการใดอัน เป็ น การประทุษร้ายแก่กายหรือจิตใจต่อผู้ หนึ่งผู้ใด อีกทั้งมิได้ทาให้
ทรัพย์สินอื่นใดเสียหาย สูญหาย เสื่อมค่าหรือไร้ประโยชน์แต่ประการใด
ได้อ่านบันทึกนี้ให้ (นาย/นาง/นางสาว)....................................................................ฟังแล้วรับ
ว่าเข้าใจข้อความในบันทึกนี้ดีและถูกต้องเป็นความจริงทุกประการ จึงลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน
(ลงชื่อ).............................................เจ้าบ้าน/ผู้ดูแลแทน/พยาน (ลงชื่อ)...............................................หัวหน้าชุดตรวจค้น
(............................................) (.............................................)
(ลงชื่อ)..............................................เจ้าพนักงานผู้ตรวจค้น (ลงชื่อ).............................................เจ้าพนักงานผู้บนั ทึก/อ่าน
(............................................) (............................................)
45

บัญชีรายละเอียดสิ่งของที่ค้น ยึด
เขียนที่................................................
วันที่................เดือน...........................พ.ศ.....................

ข้าพเจ้า นาย/นาง/นางสาว อื่นๆ (โปรดระบุ).........................................................................................


เจ้าของ/ผู้ครอบครอง/ผู้ดูแล บ้านเลขที่/อาคาร.................................................ถนน..........................................
แขวง/ตาบล........................................เขต/อาเภอ ............................................จังหวัด.......................................
รหัสไปรษณีย์.............................โทรศัพท์.................................................ได้ยินยอมให้เจ้าพนักงานเรือนจาตาม
รายชื่อในแบบบันทึกการตรวจค้น ทาบัญชีรายละเอียดที่ค้น ยึด ดังรายการต่อไปนี้
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
จานวนทั้งสิ้น.......................................รายการ
สิ่งของหรือหลักฐานใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการหลบหนีของผู้หลบหนีที่ค้นและยึด จะได้นาไปเก็บรักษาไว้
ทีเ่ รือนจา.................................................................. เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานหรือเพื่อประโยชน์ในการติดตาม
จับกุมผู้หลบหนีต่อไป
พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ทาบัญชีรายละเอียดสิ่งของที่ค้นยึด หรืออายัดครั้งนี้ มิได้ทาให้ทรัพย์สินสิ่งใด สูญ
หายหรือเสียหาย หรือกระจัดกระจาย จึงลงลายมือชื่อรับรองไว้ต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่และพยานไว้เป็น
หลักฐาน
ลงชื่อ.............................................................................เจ้าบ้าน/ผู้ดูแลแทน/พยาน
(......................................................................)
ลงชื่อ.............................................................................เจ้าพนักงานหัวหน้าชุดตรวจค้น
(......................................................................)
ลงชื่อ.............................................................................เจ้าพนักงานผู้ตรวจค้น
(......................................................................)
ลงชื่อ.............................................................................เจ้าพนักงานผู้ตรวจค้น
(………………………………………………………………)
46

- ร่าง -
ระเบียบกรมราชทัณฑ์
ว่าด้วยการจาหน่ายและทาลายสิ่งของที่ไม่อนุญาตให้เก็บรักษาไว้ในเรือนจา
และสิ่งของที่ตรวจยึดไว้ตามอานาจหน้าที่
พ.ศ. ๒๕๖๐
______________

เพื่อให้การดาเนินการจาหน่ายสิ่งของที่ไม่อนุญาตให้เก็บรักษาไว้ในเรือนจาและการทาลาย
ของสดเสียง่าย ของอันตรายหรือโสโครกเป็นไปด้วยความเรียบร้อย อาศัยอานาจตามความในมาตรา ๒๗ วรรค
สาม และมาตรา ๖๒ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ ประกอบกฎกระทรวงซึ่งออกตาม
ความในพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ ข้อ .. อธิบดีกรมราชทัณฑ์จึงวางระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการจาหน่ายและทาลายสิ่งของที่
ไม่อนุญาตให้เก็บรักษาไว้ในเรือนจาและสิ่งของที่ตรวจยึดไว้ตามอานาจหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๖๐”
ข้อ ๒ ระเบียบนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป
ข้อ ๓ บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ คาสั่ง ประกาศ หรือหนังสือสั่งการอื่นใด ซึ่งขัดหรือแย้งกับ
ระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบนี้แทน
ข้อ ๔ ทรัพย์สินที่เป็นสิ่งของอนุญาตให้เก็บรักษาไว้ในเรือนจา ได้แก่
(๑) สิ่งของเกี่ยวกับการรักษาอนามัย อาทิ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน หวี สบู่ ผ้าเช็ดตัว
(๒) อาหารที่ปรุงแล้วเสร็จซึ่งยอมให้ผู้ต้องขังรับประทานได้ตามที่กาหนดไว้
(๓) ทรัพย์สินอื่นๆ ตามที่กรมราชทัณฑ์กาหนด
ปริมาณหรือจานวนทรัพย์สินใน (๑) (๒) และ (๓) ให้เป็นไปตามที่กรมราชทัณฑ์กาหนด
สิ่งของอนุญาตตามวรรคหนึ่ง ให้เก็บไว้ในที่ที่เรือนจาจัดให้
ข้อ ๕ ทรัพย์สินหรือสิ่งของที่ผู้ต้องขังนาติดตัวมาดังต่อไปนี้
(๑) สิ่งของที่อนุญาตให้เก็บรักษาไว้ในเรือนจาแต่มีปริมาณหรือจานวนเกินกว่าที่กรมราชทัณฑ์
กาหนด
(๒) สิ่งของที่เมื่อนาเข้าไปแล้วเป็นความผิดเกี่ยวกับเรือนจา
(๓) สิ่งของอื่นนอกจาก (๑) และ (๒)
ให้เจ้าพนักงานเรือนจาแจ้งญาติมารับคืน แต่หากญาติไม่ประสงค์จะรับคืนหรือไม่มารับคืน
ภายในเวลาที่เรือนจากาหนด ให้เรือนจาจัดจาหน่ายตามวิธีการที่เหมาะสมและราคาที่เป็นธรรมที่ผู้ต้องขังพึง
ได้รับ สาหรับเงินที่ได้จากการจาหน่ายทรัพย์สินดังกล่าวภายหลังหักค่าใช้จ่ายในการดาเนินการ ให้เรือนจารับ
ฝากไว้แก่ผู้ต้องขัง
ในกรณีผู้ต้องขังไม่มีญาติหรือไม่สามารถติดต่อญาติได้ ให้ดาเนินการตามวิธีการในวรรคหนึ่ง
โดยอนุโลม
กรณี ผู้ ต้ อ งขั ง ต่ า งชาติ ไ ม่ มี ญ าติ ห รื อ ไม่ ส ามารถติ ด ต่ อ ญาติ ไ ด้ ให้ เ รื อ นจ าติ ด ต่ อ สถาน
เอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุล แต่หากติดต่อแล้วไม่มีผู้มารับภายในเวลาที่เรือนจากาหนดให้ดาเนินการตาม
วิธีการในวรรคหนึ่งโดยอนุโลม
47

ข้อ ๖ ในกรณีที่ผู้ต้องขังมีเงินติดตัวมาและไม่สามารถมอบไว้กับญาติได้ ให้เรือนจารับฝากไว้


ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กรมราชทัณฑ์กาหนด1
ข้อ ๗ ทรัพย์สินหรือสิ่งของที่มีสภาพเป็นของสดเสียง่าย ของอันตรายหรือโสโครก ให้เจ้าพนักงาน
เรือนจาทาบันทึกไว้เป็นหลักฐานแล้วทาลายเสีย
ข้อ ๘ ระเบียบนี้ ให้ใช้บังคับกับการจาหน่ายทรัพย์สินตามมาตรา ๒๗ วรรคสาม กรณีตามหา
เจ้าของไม่ได้หรือเป็นของสดเสียง่ายด้วยโดยอนุโลม

1
กรณีผู้ต้องขังต่างชาติให้เป็นไปตามวิธีการและหลักเกณฑ์ตามที่กรมราชทัณฑ์กาหนด
48
- ร่าง -
ระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการตรวจสอบจดหมาย เอกสาร พัสดุภัณฑ์ หรือสิ่งสื่อสารอื่น
หรือสกัดกั้นการติดต่อสื่อสารทางโทรคมนาคมหรือโดยทางใดๆ ซึ่งมีถึงหรือจากผู้ต้องขัง
พ.ศ. ๒๕๖๐

โดยที่เห็นเป็นการสมควร เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือ


ศีลธรรมอันดีของประชาชน โดยอาศัยมาตรการในการตรวจสอบและสกัดกั้นการติดต่อสื่อสาร อาศัยอานาจ
ตามความในมาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ อธิบดีจึงออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ระเบีย บนี้เรีย กว่า “ระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการตรวจสอบจดหมาย เอกสาร
พัสดุภัณฑ์ หรือสิ่งสื่อสารอื่น หรือสกัดกั้นการติดต่อสื่อสารทางโทรคมนาคมหรือโดยทางใดๆ ซึ่งมีถึงหรือจาก
ผู้ต้องขัง พ.ศ. ๒๕๖๐”
ข้อ ๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่บัดนี้ เป็นต้นไป
ข้อ ๓ บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ คาสั่ง ประกาศ หรือหนังสือสั่งการอื่นใด ซึ่งขัดหรือแย้งกับ
ระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบนี้แทน
ข้อ ๔ ในระเบียบนี้
“จดหมาย เอกสาร พัสดุภัณฑ์ หรือสิ่งสื่อสารอื่น ” หมายความว่า จดหมาย เอกสาร พัสดุ
ภัณฑ์ หรือสิ่งสื่อสารอื่นที่จัดส่งโดยไปรษณีย์หรือผู้มีอาชีพรับส่งสิ่งของดังกล่าว
ข้ อ ๕ จดหมาย เอกสาร พั ส ดุ ภั ณ ฑ์ หรื อ สิ่ ง สื่ อ สารอื่ น ใดที่ มี ถึ ง หรื อ จากผู้ ต้ อ งขั ง นั้ น
ให้เจ้าพนักงานเรือนจาตรวจสอบเนื้อหาในจดหมายหรือเอกสาร หรือตรวจสอบวัสดุสิ่งของในพัสดุภัณฑ์ นั้น
ว่ามีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยของเรือนจา หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือไม่
ก่อนส่งให้แก่ผู้ต้องขังหรือบุคคลภายนอกต่อไป
ในกรณีที่มีการตรวจพบข้อความ พัสดุภัณฑ์ หรือสิ่งสื่อสารอื่นที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคง
ของรัฐ ความสงบเรียบร้อยของเรือนจ า หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ให้ ผู้ บัญชาการเรือนจา หรือผู้ ที่ได้รับ
มอบหมายจากผู้บัญชาการเรือนจา สั่งให้แก้ไข ระงับการส่ง ส่งคืนผู้ฝากส่ง ทาลาย หรือดาเนินการสอบสวนหรือส่ง
เรื่องฟ้องร้องดาเนินคดีตามกฎหมายแล้วแต่กรณี
ข้อ ๖ การตรวจพัสดุภัณฑ์ หรือสิ่งสื่อสารอื่นให้ทาต่อหน้าผู้ต้องขังที่ได้รับหรือส่งพัสดุภัณฑ์หรือ
สิ่งสื่อสารนั้น
การตรวจสอบจดหมายหรือเอกสาร ให้ เจ้าพนักงานเรือนจาตรวจสอบข้อความและลงนาม
ประทับตรารับรองการตรวจก่อนส่งให้ผู้ต้องขังหรือบุคคลภายนอก
ข้อ ๗ ก่อนที่จะทาการตรวจพัสดุภัณฑ์หรือสิ่งสื่อสารอื่นที่มีถึงผู้ ต้องขัง จะต้องให้ผู้ ต้องขังลง
ลายมือชื่อรับพัสดุภัณฑ์หรือสิ่งสื่อสารนั้น
หากผู้ต้องขังไม่ยอมลงลายมือชื่อรับพัสดุภัณฑ์หรือสิ่งสื่อสารอื่นตามวรรคหนึ่ง ห้ามเจ้าพนักงาน
เรือนจาเปิดพัสดุภัณฑ์หรือสิ่งสื่อสารนั้น และให้ส่งคืนผู้จัดส่งโดยเร็ว
ข้ อ ๘ กรณี ที่ เอกสาร พั สดุ ภั ณฑ์ หรื อสิ่ งสื่ อสารอื่ นที่ ผู้ ต้ องขั งลงลายมื อชื่ อรับไว้ เป็ นสิ่ งของ
ต้ องห้ ามหรื อผิ ดกฎหมาย ให้ ด าเนิ นการสอบสวนเพื่ อด าเนิ นการทางวินั ยหรือส่ งเรื่องฟ้ องร้องด าเนิ นคดี ตาม
กฎหมายแล้วแต่กรณี
49
ข้อ ๙ เพื่ อรั กษาความมั่ น คงของรัฐ หรือเพื่ อรักษาความสงบเรีย บร้อยของเรือนจา หรือ
ศีลธรรมอันดีของประชาชน ให้ผู้บัญชาการเรือนจาดาเนินการจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ในการตรวจสอบหรือสกัด
กัน้ การติดต่อสื่อสารทางโทรคมนาคมหรือโดยทางใด ๆ ระหว่างบุคคลภายนอกกับผู้ต้องขังในเรือนจา
การดาเนิน การติดตั้งเครื่องมืออุปกรณ์ในการตรวจสอบหรือสกัดกั้นการติดต่อสื่ อสารตาม
วรรคหนึ่ง ให้ดาเนินการเท่าที่จาเป็ น และต้องไม่ส่งผลกระทบต่อการติดต่อสื่อสารของบุคคลภายนอกที่อยู่
บริเวณใกล้เคียงกับเรือนจานั้น
ข้อ ๑๐ ระเบียบนี้มิให้ใช้บังคับกับบรรดาคาร้องทุกข์ หรือเรื่องราวใดๆ ที่ได้ยื่นตามาตรา ๔๖
และมาตรา ๔๗ แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ และเอกสารโต้ตอบระหว่างผู้ต้องขังกับทนายความ
ของผู้นั้น

ประกาศ ณ วันที่ พุทธศักราช ๒๕๖๐


50

- ร่าง -
ระเบียบกรมราชทัณฑ์
ว่าด้วยการตรวจร่างกายผู้ต้องขังเข้าใหม่
พ.ศ. ๒๕๖๐

เพื่อให้การดาเนินการเกี่ยวกับ การตรวจร่างกายผู้ต้องขังเข้าใหม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
เหมาะสม อาศัยอานาจตามความในมาตรา ๓๗ แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ อธิบดีกรมราชทัณฑ์จึง
วางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการตรวจร่างกายผู้ต้องขังเข้าใหม่
พ.ศ. ๒๕๖๐”
ข้อ ๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป
ข้อ ๓ บรรดาระเบี ยบข้อบั งคับคาสั่งหรือหนังสื อสั่ งการอื่นใดของกรมราชทัณฑ์ซึ่งขัดหรือแย้งกับ
ระเบียบนี้ให้ใช้ระเบียบนี้แทน
ข้ อ ๔ เมื่ อ ได้ รั บ หมายอาญาหรื อ เอกสารอั น เป็ น ค าสั่ ง ของเจ้ า พนั ก งานผู้ มี อ านาจตาม
กฎหมาย ให้เจ้าพนักงานเรือนจารับบุคคลตามหมายหรือคาสั่งนั้นไว้เป็นผู้ต้องขังในเรือนจา
ข้อ ๕ ให้เจ้าพนักงานเรือนจาผู้รับตัวผู้ต้องขังเข้าใหม่ตรวจสอบความถูกต้องว่าเป็นบุคคล
ตามชื่อที่ปรากฏในหมายอาญาหรือเอกสารอันเป็นคาสั่งของเจ้าพนักงานผู้มีอานาจตามกฎหมายหรือไม่ หาก
ไม่ใช่ให้แจ้งแก่เจ้าหน้าที่ผู้นาตัวมาส่งทราบในทันที
ข้ อ ๖ เรื อ นจ าต้ อ งจั ด ให้ ผู้ ต้ อ งขั งที่ รั บ ตัว เข้ าไว้ ใ หม่ ได้ รับ การตรวจร่า งกายจากแพทย์
พยาบาล หรือเจ้าพนักงานเรือนจาที่ผ่านการอบรมด้านพยาบาลในวันที่รับตัว ในกรณีที่ไม่สามารถดาเนินการ
ตรวจร่างกายในวันที่รับตัวได้ ให้เจ้าพนักงานเรือนจาเป็นผู้ตรวจร่างกายของผู้ต้องขังนั้นในเบื้องต้นก่อน แล้ว
จัดให้ ผู้ ต้องขังได้รั บ การตรวจอนามัย จากแพทย์ พยาบาล หรือเจ้าพนักงานเรือนจาที่ผ่านการอบรมด้าน
พยาบาล โดยเร็ว
ในการตรวจร่างกาย ให้แพทย์ พยาบาล เจ้าพนักงานเรือนจาที่ผ่านการอบรมด้านพยาบาล
หรือเจ้าพนักงานเรือนจาผู้ตรวจบันทึกผลการตรวจสุขภาพ อาการเจ็บป่วย ร่องรอยบาดแผล โดยมีรูปถ่าย
ประกอบผลการตรวจ และให้สอบถามถึงโรคประจาตัวกับทั้งยาที่ใช้รักษาอาการของโรคด้วย
กรณีที่ผู้ต้องขังหญิงร้องขอให้ดาเนินการตรวจร่างกายโดยแพทย์ พยาบาล หรือเจ้าพนักงาน
เรือนจาที่ผ่านการอบรมด้านพยาบาลที่เป็นหญิง หากเป็นไปได้ ให้จัดให้บุคคลดังกล่าวเป็นผู้ตรวจร่างกาย เว้น
แต่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ให้เจ้าพนักงานเรือนจาทีเ่ ป็นหญิงเข้าร่วมในการตรวจร่างกายด้วย
51

ข้อ ๗ ในกรณีตรวจพบว่าผู้ต้องขังมีอาการเจ็บป่วยหรือถูกทาร้ ายร่างกายก่อนถูกส่งตัวเข้า


เรือนจา ให้เจ้าพนักงานเรือนจาบันทึกปากคาผู้ต้องขังเกี่ยวกับการถูกทาร้าย ลักษณะบาดแผลหรืออาการที่พบ
โดยให้ผู้ต้องขังลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานพร้อมพยานและถ่ายรูปบาดแผลร่องรอยการถูกทาร้ายไว้ด้วย
ข้อ ๘ เมื่อพบว่าผู้ต้องขังคนใดเจ็บป่วย มีอาการมึนเมา มีอาการส่อว่าจิตไม่สมประกอบไม่
สามารถควบคุมตัวเองได้ มีประวัติการติดสุรา หรือ มีโรคติดต่อซึ่งจะลุกลามเป็นภัยแก่ผู้อื่น ให้จัดแยกผู้ต้องขัง
นั้นจากผู้ต้องขังอื่น และให้ แพทย์ พยาบาล หรือเจ้าพนักงานเรือนจาที่ผ่านการอบรมด้านพยาบาลชี้แจง
แนะนาการปฏิบัติแก่เจ้าพนักงานเรือนจา ถ้าจาเป็นต้องส่งตัวผู้ต้องขังนั้นไปรักษายังสถานพยาบาลภายนอก
เรือนจา ให้ดาเนินการเพื่อให้ผู้ต้องขังได้รับการตรวจรักษา
ข้อ ๙ กรณีที่ตรวจพบว่าผู้ต้องขังเข้าใหม่รายใดมีอาการเจ็บป่วยหรือถูกทาร้ายร่างกาย ให้
เจ้าพนักงานเรือนจาแจ้งให้ญาติหรือบุคคลที่ผู้ต้องขังร้องขอทราบถึงอาการเจ็บป่วยหรือการถูกทาร้ายนั้นด้วย
สาหรับผู้ต้องขังชาวต่างชาติซึ่งไม่สามารถแจ้งบุคคลตามวรรคแรกได้ ให้เรือนจาแจ้งสถาน
เอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลที่ผู้ต้องขังมีสัญชาติอยู่ทราบ กรณีไม่มีสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุล
ประจ าประเทศไทยให้ เ รื อ นจ าแจ้ ง รายละเอี ย ดของผู้ ต้ อ งขั ง ไปยั ง กรมราชทั ณ ฑ์ เ พื่ อ แจ้ ง กระทรวงการ
ต่างประเทศทราบ

ประกาศณวันที่ พ.ศ.

อธิบดีกรมราชทัณฑ์
52

- ร่าง -
ระเบียบกรมราชทัณฑ์
ว่าด้วยการส่งนักโทษเด็ดขาดออกไปทางานสาธารณะนอกเรือนจา
พ.ศ. ๒๕๖๐
---------------------------------------------------
เพื่อให้การส่งนักโทษเด็ดขาดออกไปทางานสาธารณะนอกเรือนจาตามหลักเกณฑ์และวิธีการ
ที่กาหนดไว้ในพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและบังเกิดผลดีแก่ทางราชการ
จึงวางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้
หมวด ๑
สถานที่ควบคุม
ข้อ ๑ ให้จัดแบ่งสถานที่ของเรือนจาออกเป็นส่วนๆ โดยให้มีสิ่งกีดกั้นหรือขอบเขตอันแน่นอน
แล้วจัดแยกนักโทษเด็ดขาดที่จะส่งออกไปทางานสาธารณะหรืองานอื่นใดเพื่อประโยชน์ของทางราชการ คุมขังไว้
ในสถานที่ที่จัดแบ่งไว้นั้น เว้นแต่โดยสภาพของเรือนจาไม่อาจทาเช่นนั้นได้ก็ให้แยกนักโทษเด็ดขาดดังกล่าว
ออกจากผู้ต้องขังประเภทอื่น เพื่อมิให้ติดต่อกันเท่าที่จะกระทาได้
ข้อ ๒ ในกรณีที่มีความจาเป็นไม่อาจนานักโทษเด็ดขาดที่ส่งออกไปทางานสาธารณะหรืองานอื่นใด
เพื่อประโยชน์ของทางราชการ กลั บ ไปคุ มขัง ยัง เรือ นจ าตามปกติ ได้ เรื อนจ าอาจดาเนิน การเพื่ อขอให้ กรม
ราชทัณฑ์ดาเนินการกาหนดอาณาเขตสถานที่อื่นใดเป็นสถานที่คุมขังเพื่อดาเนินการตามภารกิจดังกล่าวก็ได้
ข้อ ๓ การส่งนักโทษเด็ดขาดไปคุมขังในสถานที่ตาม ข้อ ๒ ให้เป็นไปตามคาสั่งของอธิบดี
กรมราชทัณฑ์
หมวด ๒
คุณสมบัติและการพิจารณาคัดเลือกนักโทษเด็ดขาด
ข้อ 4 นักโทษเด็ดขาดซึ่งเหลือโทษจาคุกไม่เกินสามปี อาจได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้ออกไป
ทางานสาธารณะหรืองานอื่นใดเพื่อประโยชน์ของทางราชการได้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังต่อไปนี้
(1) ชั้นเยี่ยม ต้องได้รับโทษจาคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า หนึ่งในห้าของกาหนดโทษที่ระบุไว้
ในหมายแจ้งโทษเด็ดขาดหรือตามคาสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้ลงโทษ
(2) ชั้นดีมาก ต้องได้รับโทษจาคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า หนึ่งในสี่ของกาหนดโทษที่ระบุไว้
ในหมายแจ้งโทษเด็ดขาดหรือตามคาสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้ลงโทษ
(3) ชั้นดี ต้องได้รับโทษจาคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า หนึ่งในสามของกาหนดโทษที่ระบุไว้
ในหมายแจ้งโทษเด็ดขาดหรือตามคาสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้ลงโทษ
(4) ชั้นกลาง ต้องได้รับโทษจาคุกมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งในสองของกาหนดโทษที่ระบุไว้
ในหมายแจ้งโทษเด็ดขาดหรือตามคาสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้ลงโทษ
ในกรณีตาม (1) (2) (3) และ (4) ถ้ามีการพระราชทานอภัยโทษหรือลดโทษ ให้ถือกาหนดโทษ
ตามหมายแจ้งโทษเด็ดขาดหรือตามคาสั่งลดโทษฉบับหลังสุด
53

ข้อ 5 นักโทษเด็ดขาดซึ่งต้องโทษในลักษณะความผิด ดังต่อไปนี้ไม่อยู่ในข่ายได้รับการพิจารณา


ส่งออกทางานสาธารณะหรืองานอื่นใดเพื่อประโยชน์ของทางราชการ
(1) ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี และผู้สาเร็จราชการแทนพระองค์
(2) ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร
(3) ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร
(4) ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ
(5) นักโทษเด็ดขาดที่กระทาความผิดในคดีเดียวกัน (คู่คดี)
(6) อยู่ระหว่างถูกอายัดตัวเพื่อดาเนินคดีอื่น
(๗) ไม่อยู่ระหว่างดาเนินการทางวินัยหรือเคยถูกลงโทษทางวินัยในระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา
ข้อ 6 ให้มีคณะอนุกรรมการพิจารณาคัดเลือกนักโทษเด็ดขาดส่งออกไปทางานสาธารณะหรือ
งานอื่นใดเพื่อประโยชน์ของทางราชการ โดยให้มีอธิบดีหรือรองอธิบดีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน ผู้อานวยการ
สานักทัณฑปฏิบัติ ผู้อานวยการส่วนเลื่อน-ลดชั้น และลดวันต้องโทษ ผู้อานวยการส่วนพักการลงโทษ สานักทัณฑปฏิบัติ
เป็นอนุกรรมการ และหัวหน้าฝ่ายงานนอกเรือนจา เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ
การประชุมคณะอนุกรรมการ ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง การให้ความเห็นชอบของ
คณะอนุกรรมการให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีหนึ่งเสียงในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน
ให้ประธานที่ประชุมออกเสียงเพิ่มได้อีกหนึ่งเสียงเป็นเสียงชี้ขาด
ข้อ ๗ การส่งนักโทษเด็ดขาดออกไปทางานสาธารณะหรืองานอื่นใดเพื่อประโยชน์ของทางราชการ
ให้เรือนจาตัง้ คณะกรรมการไม่น้อยกว่า ๓ คน ทาหน้าที่พิจารณาคัดเลือกนักโทษเด็ดขาดที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่
กาหนด เพื่อเสนอให้คณะอนุกรรมการตามข้อ ๖ พิจารณาอนุมัติ ก่อนส่งออกไปทางาน
การพิจารณาคัดเลือกนักโทษเด็ดขาดออกไปทางานสาธารณะหรืองานอื่นใดเพื่อประโยชน์ของ
ทางราชการ ให้คานึงถึง อายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ
สิ่งแวดล้อม ฝีมือ หรือความรู้ความชานาญในงาน สภาพแห่งความผิดและสภาพของท้องถิ่น ว่าสมควรออกไป
ทางานนั้นหรือไม่
ข้อ ๘ ก่อนส่งนักโทษเด็ดขาดออกทางานสาธารณะหรืองานอื่นใดเพื่อประโยชน์ของทางราชการให้
เรือนจาเสนอโครงการเพื่อขออนุมัติจากอธิบดี ตามแบบประมาณการดาเนินงานที่กรมราชทัณฑ์กาหนด
ข้อ ๙ นักโทษเด็ดขาดที่ได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้ออกไปทางานสาธารณะหรืองานอื่นใด
เพื่อประโยชน์ของทางราชการแล้ว หากปรากฏพฤติการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
(๑) สมคบกับผู้อื่นก่อความไม่สงบเรียบร้อยขึ้น
(๒) ทาร้ายหรือพยายามทาร้ายเจ้าพนักงานเรือนจาหรือผู้อื่น
(๓) พยายามหลบหนีหรือมีเหตุอันน่าเชื่อว่าจะหลบหนี
(๔) ขัดคาสั่งซึ่งหน้าของเจ้าพนักงานเรือนจา
(๕) จงใจก่อความเสียหายให้แก่ผู้อื่นหรือกิจการของเรือนจาและได้เกิดความเสียหายขึ้น
(๖) กระทาความผิดเกี่ยวกับสิ่งของต้องห้าม
(๗) มีพฤติการณ์แสดงให้เห็นถึงความเกียจคร้าน ไม่ตั้งใจทางานหรือจงใจหลีกเลี่ยงการงาน
(๘) เสพยาเสพติดให้โทษ
ให้เจ้าพนักงานเรือนจาผู้มีหน้าที่ควบคุมรายงานให้ผู้บัญชาการทราบ เพื่อสั่งงดการส่งออก
ทางานสาธารณะหรืองานอื่นใดเพื่อประโยชน์ของทางราชการ และรายงานให้กรมราชทัณฑ์ทราบ
54

ข้อ 1๐ เพื่อประโยชน์ในการป้องกันบรรเทาสาธารณภัยหรือกรณีมีเหตุฉุกเฉิน และเมื่อได้รับ


การร้องขอหรือผู้บัญชาการเห็นสมควร ให้เรือนจารายงานขออนุมัติส่งนักโทษเด็ดขาดที่ได้รับการคัดเลือกตาม
ข้อ ๗ ออกไปช่วยเหลือหรือป้องกันบรรเทาสาธารณภัยนั้น โดยทางโทรสาร หรือวิธีการสื่อสารอื่นใดโดยเร็ว
ทั้งนี้ มิต้องจัดทาโครงการเสนอเพื่อขออนุมัติจากอธิบดี แต่หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจให้สรุปผลและรายงานให้กรม
ราชทัณฑ์ทราบ
ข้อ 1๑ การส่งนักโทษเด็ดขาดออกไปทางานสาธารณะหรืองานอื่นใดเพื่อประโยชน์ของทาง
ราชการ ให้ส่งออกจากเรือนจาได้ตั้งแต่เวลา ๐๖.๐๐ น. และให้นากลับเข้าเรือนจาไม่เกินเวลา ๑๘.๐๐ น.
ข้อ 1๒ การส่งนักโทษเด็ดขาดออกไปทางานสาธารณะหรืองานอื่นใดเพื่อประโยชน์ของทาง
ราชการ ให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้
(๑) ให้เรือนจาจัดให้มีบัญชีรับ -ส่ง นักโทษเด็ดขาดออกไปทางาน โดยบัญชีดังกล่าวให้
จัดทาขึ้นสามชุด มีข้อความตรงกัน เจ้า พนักงานเรือนจาผู้ส่งมอบนักโทษเด็ดขาดเก็บไว้ ๑ ชุด เจ้าพนักงาน
เรือนจาผู้รับมอบนักโทษเด็ดขาดเก็บไว้ ๑ ชุด และให้เจ้าพนักงานเรือนจาผู้ปฏิบัติหน้าที่ประจาประตูเรือนจา
เก็บไว้ ๑ ชุด
(๒) เมื่อเจ้าพนักงานเรือนจาผู้ควบคุมนักโทษเด็ดขาดออกไปทางาน นานักโทษกลับคืน
เรือนจา ให้เจ้าพนักงานเรือนจาผู้ปฏิบัติหน้าที่ประจาประตูเรือนจาตรวจสอบบัญชีรายชื่อและจานวนนักโทษ
เด็ดขาดที่ส่งออกไปทางานว่าถูกต้องตรงกับบัญชีรายชื่อที่ตนยึดถือไว้หรือไม่ เมื่อเห็นว่าถูกต้องแล้วให้ บันทึก
ผลการตรวจสอบ และลงเวลาที่นานักโทษเด็ดขาดผ่านเข้ามายังเรือนจาไว้ในบัญชี แล้วให้เจ้า พนักงานเรือนจา
ผู้ควบคุมนานักโทษเด็ดขาดผ่านไปได้ แต่ถ้าปรากฏว่ามีรายชื่อนักโทษเด็ดขาด และจานวนไม่ตรงกับบัญชีที่ยึดถือ
ไว้ ก็ให้จดบันทึกเหตุนั้นๆ ลงไว้ในบัญชี แล้วรายงานให้ผู้บัญชาการเรือนจาทราบทันที
(๓) เมื่อเจ้าหน้าที่ประตูได้ตรวจสอบบัญชีรายชื่อนักโทษเด็ดขาดถูกต้องแล้ว ให้เจ้าหน้าที่
ควบคุมนักโทษเด็ดขาดออกไปทางานสาธารณะนักโทษเด็ดขาด นานักโทษเด็ดขาดไปส่งมอบให้แก่เจ้าหน้าที่
ผู้ควบคุมภายในเรือนจ า ให้ เป็นหน้าที่ของเจ้ าหน้าที่ผู้รับมอบจะต้องตรวจสอบบัญชีรายชื่อ และจานวนนักโทษ
เด็ดขาดที่ได้รับมอบไว้ว่ามีรายชื่อและจานวนตรงกับบัญชีรายชื่อที่ ตนถือไว้หรือไม่ เมื่อเห็นว่าถูกต้องแล้ว ให้
บันทึกผลการตรวจสอบและลงเวลาที่ได้รับมอบนักโทษเด็ดขาดไว้ในบัญชีนั้น แต่ถ้าปรากฏว่ามีรายชื่อนักโทษเด็ดขาด
และจานวนไม่ตรงตามบัญชีรายชื่อที่ตนยึดถือไว้ ก็ให้จดบันทึกเหตุการณ์นั้นๆ ไว้ แล้วรายงานให้ผู้บัญชาการ
เรือนจาทราบทันที
(๔) ให้เรือนจา จัดให้มีบัตรประจาตัวนักโทษเด็ดขาดที่ส่งออกไปทางานสาธารณะนอก
เรือนจา คนละ ๒ ชุด โดยประกอบด้วยเลขที่บัตร ชื่อ นามสกุล เลขทะเบียนประจาตัว วันที่ออกบัตร และวัน
หมดอายุบัตร และติดรูปถ่ายของนักโทษเด็ดขาดไว้ด้วย โดยให้ผู้บัญชาการเรือนจาเป็นผู้ลงนามในบัตรนั้น
บัตรประจาตัวดังกล่าวให้เจ้าหน้าที่ประตูเรือนจาเก็บไว้ ๑ ชุด และให้เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมนักโทษเด็ดขาด
ออกไปทางานสาธารณะนอกเรือนจาเก็บไว้ ๑ ชุด เมื่อมีการส่งนักโทษเด็ดขาดกลับเข้าเรือนจา ให้เจ้าหน้าที่
ประตูตรวจสอบตัวบุคคลว่าถูกต้องตรงกับบัตรประจาตัวหรือไม่ เมื่อเห็นว่าถูกต้องตรงกันแล้ว จึงให้ผ่านไปได้
(๕) บัญชีรับ-ส่งนักโทษเด็ดขาดที่ออกไปทางานสาธารณะนอกเรือนจา เมื่อได้จัดการดังกล่าว
เสร็จแล้ว ให้รวบรวมนาส่งงานทะเบียนประวัติผู้ต้องขัง และฝ่ายอบรมและฝึกวิชาชีพผู้ต้องขังเพื่อดาเนินการต่อไป
ข้อ 1๓ เมื่อเสร็จสิ้นแต่ละโครงการ ให้เรือนจาจัดทาบัญชีแสดงจานวนวันที่นักโทษเด็ดขาด
แต่ละคนซึ่งได้รับการคัดเลือกให้ออกไปทางานสาธารณะ บัญชีแสดงจานวนวันที่ได้รับการลดวันต้องโทษจาคุก
เพราะออกไปทางานสาธารณะนอกเรือนจา และบัญชีเงินรางวัลปันผลที่นักโทษเด็ดขาดแต่ละคนพึงได้รับ
แล้วรายงานให้กรมราชทัณฑ์ทราบ
55

หมวด ๓
การแต่งกายของนักโทษเด็ดขาด
ข้อ 1๔ นักโทษเด็ดขาดที่ส่งออกไปทางานสาธารณะนอกเรือนจา นอกจากต้องมีคุณสมบัติ
ตามที่กาหนดไว้ในกฎหมายแล้ว ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
(๑) ต้องตัดผมตามแบบที่ทางราชการกาหนดไว้
(๒) ต้องแต่งเครื่องแบบที่ทางราชการจ่ายให้ และเครื่องแบบนั้นให้มีลักษณะ ดังนี้
(ก) เสื้อคอพวงมาลัยแขนสั้นแค่ศอก
(ข) กางเกงขาสั้นปกเข่า
(ค) เครื่องแบบนักโทษเด็ดขาดดังกล่าวให้ใช้สีน้าเงิน
ห้ามมิให้นักโทษเด็ดขาดที่ส่งออกไปทางานสาธารณะนอกเรือนจาใช้เครื่องแต่งกายส่วนตัวแต่ง นอกจากเครื่องแต่งกาย
ที่ทางราชการกาหนดให้เท่านั้น
(๓) ต้องไม่มีสิ่งของส่วนตัวใดๆ ติดตัวออกไป หรือต้องไม่รับฝากเงินหรือสิ่งของใดๆจาก
บุคคลอื่นติดตัวออกไปเป็นอันขาด เว้นแต่สิ่งของจาเป็นที่ใช้ประจาวัน
(๔) ในเวลาส่งตัวกลับคืนเรือนจา ต้องมีสิ่งของติดตัวเข้าไปได้เฉพาะที่นาติดตัวออกไปเท่านั้น
หมวด ๔
การควบคุม
ข้อ 1๕ เมื่อมีการจัดส่งนักโทษเด็ดขาดออกไปทางานสาธารณะนอกเรือนจา ให้ผู้บัญชาการ
เรือนจาจัดให้มีเจ้าหน้าที่ผู้เป็นหัวหน้าควบคุมรับผิดชอบหนึ่งคน เจ้าหน้าที่ผู้เป็นหัวหน้าดังกล่าวให้มีอานาจ
และหน้าที่รับผิดชอบบังคับบัญชากิจการเหนือเจ้าพนักงานและนักโทษเด็ดขาดที่อยู่ในสั งกัดของตน และให้จัด
ให้มีผู้ควบคุมในอัตราส่ วนผู้ควบคุม หนึ่งคนต่อนักโทษเด็ดขาดห้าคน และจะเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนนั้น ได้
ต่อเมื่อผู้บัญชาการเรือนจาอนุมัติ โดยพิจารณาแล้วเห็นว่าจาเป็นและน่าจะไม่มีการหลบหนีหรือก่อการร้ายขึ้น
ข้อ ๑๖ ให้ เจ้ าหน้ าที่ ผู้ เป็ นหั ว หน้ าควบคุ ม ชี้ แจงระเบีย บ ข้ อบั งคับ หรื อค าสั่ ง ที่จะต้อ ง
ประพฤติปฏิบัติในระหว่างการทางาน ให้นักโทษเด็ดขาดที่ส่งออกไปทางานสาธารณะนอกเรือนจาทราบโดยละเอียด
ข้อ ๑๗ การควบคุมนักโทษเด็ดขาดออกไปทางานสาธารณะนอกเรือนจาให้ปฏิบัติดังนี้
(๑) การควบคุมระหว่างเดินทาง
(ก) การนานักโทษเด็ดขาดจากเรือนจาไปยังสถานที่ทางาน หรือจากสถานที่ทางาน
แห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่ง หรือนากลับคืนเรือนจา ให้จัดให้มียานพาหนะสาหรับรับ -ส่งนักโทษเด็ดขาด ทั้งไป
และกลับ ในกรณีที่ไม่อาจจัดหายานพาหนะได้ ให้เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมจัดให้นักโทษเด็ดขาดเดินแถวเรียงหนึ่ง
หรือเรียงสอง หรือเรียงสี่แล้วแต่กรณี โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมเดินตามหลัง หรือเดินแซงข้างแถวระยะห่าง
พอสมควร เพื่อรักษาระเบียบวินัยไปจนถึงสถานที่ทางานหรือเรือนจาแล้วแต่กรณี
(ข) ในระหว่างการเดินทาง ให้นักโทษเด็ดขาดอยู่ในอาการสงบ ห้ามมิให้ส่งเสียงเอ็ดอึง
หรือแสดงกิริยาอันไม่สุภาพ เมื่อถึงสถานที่ทางานแล้วให้เจ้าหน้าที่ผู้เป็นหัวหน้าควบคุม สั่งบอกเขตกาหนดที่
นักโทษเด็ดขาดจะต้องปฏิบัติงานอยู่ภายในขอบเขตนั้นๆ ห้ามมิให้นักโทษเด็ดขาดออกไปนอกแถว หรือนอก
เขตทางาน หรือเขตหยุดพักที่กาหนดเป็นอันขาด เว้นแต่มีเหตุจาเป็นและได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมแล้ว
56

(๒) การควบคุมระหว่างทางาน
(ก) ห้ามมิให้นักโทษเด็ดขาด ซื้อ รับ หรือ ส่งของอย่างหนึ่งอย่างใดจากญาติมิตร หรือ
ผู้หนึ่งผู้ใดเป็นอันขาด เว้นแต่สิ่งของที่มีผู้บริจาคเลี้ยงนักโทษเด็ดขาด และได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ผู้เป็น
หัวหน้าควบคุมแล้ว
(ข) ห้ามมิให้นักโทษเด็ดขาดติดต่อ พบปะ หรือรับการเยี่ยมจากญาติมิตร หรือผู้หนึ่งผู้ใด
เป็นอันขาด เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ผู้เป็นหัวหน้าควบคุม และให้เยี่ยมได้เฉพาะเวลาระหว่างพักการ
ทางานไม่เกิน ๑๕ นาที
(ค) ห้ ามมิให้ นั กโทษเด็ดขาดผลั ดเปลี่ ยน หรื อถอดเครื่องแต่งกายที่ได้แ ต่งมาจาก
เรือนจา เว้นแต่มีเหตุจาเป็น และได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุม และเมื่อหมดความจาเป็นแล้วจะต้อง
ผลัดเปลี่ยน หรือสวมใส่เครื่องแต่งกายอย่างเดิมทันที
(ง) ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมอนุญาตให้นักโทษเด็ดขาดออกไปนอกความควบคุม
ของตน ไม่ว่าในกรณีใดๆ หรือควบคุมผู้ต้องขังไปในกิจการอันมิได้เกี่ยวด้วยการงานที่จ่ายไปทานั้นเป็นอันขาด
(จ) ในระหว่างหยุดพักการทางาน ให้เจ้าหน้าที่ผู้เป็นหัวหน้าควบคุม จัดให้นักโทษเด็ดขาด
รวมกัน อยู่ เป็ น หมู่เป็ น กองแห่ งเดีย วกัน ภายในเขตที่ได้กาหนดไว้อย่างชัดเจน และให้ เจ้าหน้าที่ผู้ ควบคุ ม
กระจายกันอยู่โดยรอบของหมู่หรือกองนักโทษเด็ดขาดนั้น ในระยะใกล้ชิดพอที่จะมองเห็นนักโทษเด็ดขาด
ได้ทุกคน และหากหลบหนีก็อาจติดตามจับตัวได้ทันที
(ฉ) ในเวลาทางานห้ามมิให้แยกนักโทษเด็ดขาดกระจายกันทางานห่างจากเจ้าหน้าที่
ผู้ควบคุม จนเมื่อมีการหลบหนีไม่อาจติดตามจับกุมได้ทันที และให้จัดนักโทษเด็ดขาดให้อยู่ในที่ซึ่งเจ้าหน้าที่
ผู้ควบคุมสามารถมองเห็นได้ถนัดทุกคน กับให้เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมระมัดระวั งมิให้นักโทษเด็ดขาดไปลับตา หรือ
ให้หมั่นตรวจตรานับจานวนนักโทษเด็ดขาดอย่างสม่าเสมอ ช้าสุดประมาณ ๑๕ นาที ต่อ ๑ ครั้ง
(ช) ในการควบคุมนักโทษเด็ดขาดทางานเป็นหมู่คณะ ในสถานที่โล่งแจ้งหรือในป่า
ซึ่งมีนักโทษเด็ดขาดจานวนมาก ให้กาหนดเขตควบคุมไว้ให้ ชัดเจน แล้วแจ้งให้นักโทษเด็ดขาดทุกคนทราบถึง
เขตควบคุมนั้นโดยทั่วกัน และตรงมุมของเขตนั้นให้ทาเครื่องหมายอย่างหนึ่งอย่างใดที่สามารถมองเห็นได้ชัดไว้
แล้วให้เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมยืนยาม หรือเดินตรวจรักษาการณ์ตามมุม หรือจุดสาคัญในแนวเขต ถ้านักโทษเด็ดขาด
ออกไปนอกเขตควบคุมตามที่กาหนดไว้โดยไม่มีเจ้าหน้าที่ควบคุมไปด้วย ก็ให้ปฏิบัติดังผู้ต้องขังหลบหนีได้ทันที
แต่ในการที่จะใช้อาวุธนั้น ให้พยายามใช้ในกรณีที่จาเป็น และไม่มีวิธีอื่นใดที่จะป้องกันได้ดีกว่าการใช้อาวุธเท่านั้น
ภายในเขตควบคุ ม นั้ น ถ้ า สามารถจั ด ได้ ก็ ใ ห้ จั ด ให้ มี ที่ พั ก ที่ ส าหรั บ รั บ ประทานอาหาร
น้ารับประทาน และส้วมไว้ให้พร้อม เพื่อมิให้นักโทษเด็ดขาดออกไปนอกเขตควบคุม
ข้อ ๑๘ ในกรณีที่ปรากฏว่านักโทษเด็ดขาดส่งออกไปทางานสาธารณะนอกเรือนจาประพฤติ
ตนไม่ชอบตามข้อ ๗ ให้เจ้าหน้าที่ผู้เป็นหัวหน้าควบคุมส่งตัวนักโทษเด็ดขาดผู้นั้นกลับคืนเรือนจาทันที และ
รายงานผู้บัญชาการเรือนจาทราบเพื่อพิจารณาสั่งการ
หมวด ๕
การตรวจงาน
ข้อ 1๙ เมื่อมีการส่งนั กโทษเด็ดขาดออกไปทางานสาธารณะนอกเรือนจา ให้ผู้บัญชาการ
เรือนจาหมั่นไปตรวจตราการปฏิบัติงานตามหน่วยงานต่างๆ เพื่อทราบถึงการควบคุมและการทางานว่าได้
เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และคาสั่งของทางราชการหรือไม่ เมื่อเห็นว่าหน่วยงานใด
57

ปฏิบัติการไม่ชอบ หรือมีข้อบกพร่องที่อาจนาความเสียหายมาสู่ราชการก็ให้สั่งการแก้ไข เมื่อได้สั่งการไปแล้ว


หากมีการฝ่าฝืนอยู่อีก ก็ให้พิจารณาโทษทางวินัยแก่เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ
ในกรณีที่ผู้บัญชาการเรือนจาไม่อาจไปตรวจงานได้ ก็ให้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ที่เห็นสมควรไปทา
การแทน ในการตรวจงานให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งมีอานาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้บัญชาการเรือนจา และเมื่อได้ตรวจงาน
เสร็จแล้ว ให้รีบทารายงานเสนอความเห็นต่อผู้บัญชาการเรือนจาโดยเร็ว การตรวจงานจะกระทาในลักษณะจู่โจมก็ได้
ข้อ ๒0 นักโทษเด็ดขาดที่ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติจากการออกทางานสาธารณะนอกเรือนจา
ให้ได้รับหนังสือสาคัญที่กาหนดไว้ในกฎกระทรวง ข้อ ... และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับ
การปล่อยตัวก่อนครบกาหนดโทษ
หมวด ๖
การจ่ายรางวัลปันผล
ข้อ 2๑ หากงานสาธารณะที่จัดให้นักโทษเด็ดขาดออกไปทานั้นมีผลประโยชน์ตอบแทน
เมื่อได้รับค่าตอบแทนแล้ว ให้รีบจ่ายรางวัลปันผลให้แก่นักโทษเด็ดขาดและเจ้าพนักงานเรือนจาผู้มีส่วนร่วมใน
การทางานนั้นโดยเร็ว
การจ่ายรางวัลปันผลให้แก่นักโทษเด็ดขาด ให้ทาบัญชีแยกประเภทไว้โดยเฉพาะ และใน
การจ่ายรางวัลปันผล ให้ถือหลักเกณฑ์ในการพิจารณา ดังนี้
(๑) งานใดที่ไม่ต้องใช้ฝีมือแรงงานในการประกอบการ ให้นักโทษเด็ดขาดได้รับส่วนแบ่ง
ต่อวันคนละเท่าๆ กัน
(๒) งานใดที่ต้องใช้ฝีมือแรงงานในการประกอบการ ให้นักโทษเด็ดขาดผู้มีฝีมือแรงงาน
ได้รับรางวัลปันผลตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่ได้กาหนดไว้ในข้อบังคับกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการจ่ายเงิน
ผลประโยชน์เป็นรางวัล ที่ใช้บังคับอยู่
(๓) งานใดที่จาเป็นต้องใช้นักโทษเด็ดขาด ทั้งที่มีฝีมือแรงงานและไม่มีฝีมือแรงงาน ในการ
ประกอบการ ให้นักโทษเด็ดขาดดังกล่าวได้รับรางวัลปันผล ตาม (๑) หรือ (๒) แล้วแต่กรณี
รางวัลปันผลที่จ่ายให้แก่นักโทษเด็ดขาดตามข้อ (๑) (๒) และ (๓) ให้จ่ายแก่นักโทษเด็ดขาด
เพื่อจับจ่ายใช้สอยในเรือนจาครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งให้เรือนจาเก็บรักษาไว้ในฐานะผู้รับฝาก และให้จ่ายคืนให้
ในวันปล่อยตัว เว้นแต่ในกรณีที่มีความจาเป็นอย่างยิ่ง ก็ให้อยู่ในดุลพินิจของผู้บัญชาการเรือนจา ที่จะพิจารณา
สั่งจ่ายเป็นกรณีๆ ไป
(๔) การจ่ ายรางวัล ปั นผลให้ แก่เจ้าพนักงานเรื อนจา ให้ถือหลั กเกณฑ์และวิธีการที่ได้
กาหนดไว้ในข้อบังคับกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการจ่ายเงินผลประโยชน์เป็นรางวัลที่ใช้บังคับอยู่ และให้นาจานวนวัน
ที่ทางานมารวมเป็นส่วนในการคานวณด้วย
ข้อ 2๒ ในกรณีมีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้ให้เสนออธิบดีกรมราชทัณฑ์เป็นผู้ชี้ขาด
58
- ร่าง -
ระเบียบกรมราชทัณฑ์
ว่าด้วยการลาของนักโทษเด็ดขาด
พ.ศ. ๒๕๖๐

เพื่อที่จะให้การลาของนักโทษเด็ดขาดเป็นไปด้วยเรียบร้อยเหมาะสม และมีแบบแผนที่ชัดเจน
แน่นอน อาศัยอานาจตามความในมาตรา ๕๒ (๔) แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ อธิบดีจึงออก
ระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการลาของนักโทษเด็ดขาด พ.ศ. ๒๕๖๐”
ข้อ ๒ ระเบียบนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป
ข้อ ๓ บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ คาสั่ง ประกาศ หรือหนังสือสั่งการอื่นใด ซึ่งขัดหรือแย้งกับ
ระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบนี้แทน
ข้อ ๔ ในระเบียบนี้
“ผู้ลา” หมายความว่า นักโทษเด็ดขาดที่ได้รับอนุญาตให้ลา
“ผู้บัญชาการเรือนจา” หมายความรวมถึง ผู้อานวยการทัณฑสถาน
“อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีกรมราชทัณฑ์
หมวดที่ ๑
การยื่นคาขอและการพิจารณาคาขอ
ข้อ ๕ นักโทษเด็ดขาดที่จะขออนุญาตลาตามระเบียบนี้ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดตั้งแต่ชั้นดีขึ้นไป
ข้อ ๖ การขออนุญาตลาให้ทาเป็นหนังสือยื่นต่อพัศดีโดยต้องชี้แจงถึงเหตุผลและความจาเป็น
ที่เกี่ยวด้วยกิจธุระสาคัญหรือกิจการในครอบครัว ถ้านักโทษเด็ดขาดไม่สามารถเขียนหนังสือได้ให้เจ้าพนักงาน
เรือนจาเป็นผู้บันทึกถ้อยคา แล้วให้ลงลายมือชื่อต่อหน้าพยาน ๑ คน นอกจากตัวผู้จดบันทึกซึ่งต้องลงนามไว้ด้วย
ข้อ ๗ เมื่อพัศดีได้รับหนังสือขออนุญาตลาแล้ว ให้ดาเนินการดังนี้
(๑) ตรวจสอบรายละเอียดของนักโทษเด็ดขาดผู้ ขออนุญาต ได้แก่ ข้อหาหรือฐาน
ความผิด กาหนดโทษ ต้องจามาแล้วและเหลือจาต่อไป ชั้น ความประพฤติขณะต้องโทษ รวมถึงตรวจสอบ
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุผลและความจาเป็นที่ขอลา
(๒) รายงานเสนอความเห็นต่อผู้บัญชาการเรือนจาว่าสมควรจะอนุญาตให้ลาหรือไม่ กี่
วัน และควรมีเงื่อนไขให้ปฏิบัติระหว่างลาอย่างไร
ข้อ ๘ นักโทษเด็ดขาดในคดีความผิดดังต่อไปนี้ เมื่อผู้บัญชาการเรือนจาได้รับรายงานจากพัศดี
แล้ว ให้เสนออธิบดีพิจารณาเห็นชอบก่อนจะมีคาสั่งอย่างใดอย่างหนึ่ง
(๑) ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาตามที่กาหนดในบัญชีแนบท้ายระเบียบนี้
(๒) ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ กฎหมายว่าด้วยมาตรการในการ
ปราบปรามผู้กระทาความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือกฎหมายว่าด้วยวั ตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทที่ศาลมี
คาพิพากษาถึงที่สุดให้จาคุกตั้งแต่ ๓๐ ปีขึ้นไปถึงจาคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต
(๓) ความผิดซึ่งเป็นที่สะเทือนขวัญหรืออยู่ในความสนใจของประชาชน ซึ่งหากได้รับ
อนุญาตให้ออกไปทากิจธุระแล้ว อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือสร้างความสับสนแก่ประชาชนได้
(๔) ความผิดอื่นที่อธิบดีกาหนด
ในกรณีที่อธิบดีเห็ นชอบ ให้ผู้บัญชาการเรือนจามีคาสั่ งอนุญาตและกาหนดเงื่อนไข
ตามข้อ ๑๐ สาหรับกรณีที่อธิบดีไม่เห็นชอบ ให้มีคาสั่งไม่อนุญาต
59
ข้อ ๙ นอกจากกรณีที่กล่าวไว้ในข้อ ๘ เมื่อผู้บัญชาการเรือนจาได้รับรายงานจากพัศดีแล้ว ให้
พิจารณาและมีคาสั่งตามที่เห็นสมควร หรือจะให้สอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ในกรณีที่เห็นว่ารายงานที่เสนอ
มายังขาดข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสาคัญในการพิจารณาก็ได้
ข้อ ๑๐ เมื่อ ได้ มีค าสั่ งอนุ ญาตแล้ ว ให้ ผู้ บัญ ชาการเรือ นจากาหนดเงื่อ นไขให้ ผู้ ล าปฏิ บั ติ
ระหว่างทีล่ าข้อหนึ่งหรือหลายข้อ ดังต่อไปนี้
(๑) ออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางในส่วนของตนเอง
(๒) ยินยอมให้เจ้าพนักงานเรือนจาเป็นผู้ควบคุมระหว่างลาและจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าพาหนะ
และค่าที่พักแก่เจ้าพนักงานผู้ควบคุมตามอัตราของกระทรวงการคลัง
(๓) ยินยอมให้ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในการควบคุมระหว่างลา
(๔) ไม่ไปในสถานที่ที่กาหนด
(๕) ห้ามออกนอกเคหสถานหรือที่พักในช่วงเวลาที่กาหนด
(๖) ในการเดินทางห้ามออกนอกเส้นทางที่กาหนด หรือห้ามใช้ความเร็วในการเดินทาง
เกินกว่าที่กาหนดไว้
(๗) ไม่ติดต่อหรือเข้าใกล้ผู้เสียหาย
(๘) ห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร
(๙) เงื่อนไขอื่นๆ ซึ่งพิจารณาแล้วเห็นว่ามีความจาเป็น
หมวดที่ ๒
การแจ้งคาสั่ง และการปฏิบัติตามคาสั่ง
ข้อ ๑๑ คาสั่งไม่อนุญาต ให้แจ้งให้นักโทษเด็ดขาดผู้ขออนุญาตลาทราบ
ข้อ ๑๒ ในกรณีที่มีคาสั่งอนุญาต ให้ผู้บัญชาการเรือนจาออกหนังสือสาคัญให้ผู้ลาโดยให้ผู้ลา
นาหนังสือสาคัญนี้ไปแสดงต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตารวจท้องที่ที่จะไปทากิจธุระ ภายในกาหนดเวลา ๒๔
ชั่วโมง นับแต่เวลาไปถึง ในการนี้ ให้เรือนจามีหนังสือแจ้งพนักงานฝ่ายปกครองหรือตารวจท้องที่ทราบอีกทาง
หนึ่งด้วย
ข้อ ๑๓ ในกรณีผู้ลาไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กาหนดไว้ ให้เจ้าพนักงานเรือนจาผู้ควบคุมตัวนา
ตัวผู้ลานั้นกลับเรือนจาโดยทันที
ในกรณีผู้ลาไม่มีผู้ควบคุม หากมีการตรวจพบหรือได้รับรายงานว่าผู้ลาไม่ปฏิบัติตาม
เงื่อนไขที่กาหนด ให้เจ้าพนักงานเรือนจาไปนาตัวผู้ลานั้นกลับเรือนจาโดยทันที
ข้อ ๑๔ เมื่อผู้ลากลับถึงเรือนจา ให้คืนหนังสือสาคัญตามข้อ ๑๒ และยื่นคาชี้แจงถึงกิจการ
ประจาวันที่ได้กระทาไปในระหว่างลา ถ้าผู้ลาไม่สามารถเขียนหนังสือได้ ก็ให้เจ้าพนักงานเรือนจาจดบันทึกไว้
ถ้ามีเจ้าพนักงานควบคุมไปในระหว่างลา ให้เจ้าพนักงานผู้ควบคุมไปนั้นตรวจคาชี้แจงของผู้
ลา และบันทึกไว้ว่าเป็นคาชี้แจงที่ถูกต้องเพียงใด
ข้อ ๑๕ ถ้าผู้ลาไม่กลับเข้าเรือนจาภายในเวลาที่กาหนดเกินกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมง ไม่ว่าจะด้วย
หลบหนีไประหว่างลาก็ดี หรือด้วยเหตุอื่นก็ดี ให้ดาเนินการโดยถือว่าเป็นนักโทษเด็ดขาดหลบหนีที่คุมขัง
หมวดที่ ๓
เบ็ดเตล็ด
ข้อ ๑๖ หนั งสือขออนุ ญาตลาตามข้อ ๖ และหนังสื อสาคัญตามข้อ ๑๒ ให้ ทาตามแบบที่
กาหนดไว้ในระเบียบนี้
ข้อ ๑๗ รายละเอียดคุณสมบัติของนักโทษเด็ดขาดที่จะได้รับอนุญาต ประเภทของกิจธุระใน
การลาและจานวนวันที่จะได้รับอนุญาตให้ลา ให้เป็นไปตามตารางท้ายระเบียบนี้
60

บัญชีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาแนบท้ายระเบียบ

ความผิดใน ภาค ๒ ความผิด แห่งประมวลกฎหมายอาญา


ลักษณะ ๑/๑ ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย
มาตรา ๑๓๕/๑ ถึง มาตรา ๑๓๕/๔
ลักษณะ ๖ ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน
มาตรา ๒๑๘
มาตรา ๒๒๒
มาตรา ๒๒๔
ลักษณะ ๙ ความผิดเกี่ยวกับเพศ
มาตรา ๒๗๖ วรรคสาม
มาตรา ๒๗๗ วรรคหนึ่ง วรรคสาม วรรคสี่
มาตรา ๒๗๗ ทวิ
มาตรา ๒๗๗ ตรี
มาตรา ๒๘๐
มาตรา ๒๘๒ วรรคสาม
มาตรา ๒๘๓ วรรคสาม
มาตรา ๒๘๕
ลักษณะ ๑๐ ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย
มาตรา ๒๘๘
มาตรา ๒๘๙
ลักษณะ ๑๑ ความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพและชื่อเสียง
มาตรา ๓๑๓
ลักษณะ ๑๒ ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์
มาตรา ๓๓๙ วรรคสี่ วรรคห้า
มาตรา ๓๓๙ ทวิ วรรคสี่ วรรคห้า
มาตรา ๓๔๐ วรรคสาม วรรคสี่ วรรคห้า
มาตรา ๓๔๐ ทวิ วรรคสี่ วรรคห้า วรรคหก
มาตรา ๓๔๐ ตรี
61

แบบ ๑
หนังสือขออนุญาตลา
เขียนที่
วันที่ เดือน พ.ศ.
เรื่อง ขออนุญาตลาเพื่อทากิจธุระ
เรียน ผู้บัญชาการเรือนจา/ผู้อานวยการทัณฑสถาน
ด้วยข้าฯ น.ช. สกุล ประเภท
ชั้น เลขประจาตัว คดีความผิด
คดีที่ ๑ ฐาน กาหนดโทษ วันพ้นโทษ
คดีที่ ๒ ฐาน กาหนดโทษ วันพ้นโทษ
คดีที่ ๓ ฐาน กาหนดโทษ วันพ้นโทษ
(กรณีต้องโทษมากกว่า ๓ คดีให้แยกสรุปเพิ่มเติมมาในกระดาษต่างหาก)
จะขออนุญาตลาตามนัยมาตรา ๕๒ (๔) แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐
ตั้งแต่วันที่ เวลา ถึงวันที่ เวลา
รวม วัน (ไม่นับรวมวันเดินทาง) โดยออกเดินทางตั้งแต่วันที่
และจะกลับเข้าเรือนจา/ทัณฑสถาน ในวันที่ เพื่อไปทากิจธุระดังนี้

ณ (สถานทีห่ รือบ้านเลขที่)
ตาบล อาเภอ จังหวัด
โดยข้าฯ ยินดีที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ทางเรือนจากาหนดไว้ทุกประการ
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

ลงชื่อ ผู้ขออนุญาต
( )
ลงชื่อ เจ้าหน้าที่ผู้บันทึก
( )
ลงชื่อ พยาน
( )
62

แบบ ๒
หนังสือสาคัญสาหรับผู้ลา

ที่ ............................................. เรือนจา ..................................................


วันที่ ................................................ พ.ศ. ................

ด้วย ....................................................... นักโทษเรือนจา ............................................. จาเลย


ในคดีแดงที่ .......................... ลงวันที่ .............................. พ.ศ. ............... คดี………............................................
ศาล ............................................................ได้มีคาพิพากษาให้จาคุก ...............ปี ...............เดือน ................ วัน
นับแต่วันที่ .................................พ.ศ. ............... ครบกาหนดปล่อยตัววันที่ ............................... พ.ศ. ...............
ได้รับอนุมัติจาก ....................................... ให้ลา ตามนัยพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๕๒ (๔)
มีกาหนด ...... วัน นับตั้งแต่วันที่ ...............................เวลา............... ถึงวันที่ ............................... เวลา...............
เพื่อ........................................................................................................................................................................
ณ .................................................................................. ตาบล ................................อาเภอ ................................
จังหวัด ......................................... โดยอยู่ในความควบคุมของ ...........................................................................
โดยมีเงื่อนไขได้แก่................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
จึงออกหนังสือฉบับนี้มอบให้ไว้เป็นสาคัญ

..........................................................
ผู้บัญชาการเรือนจา

ลายหัวแม่มือขวาของ .........................................................

คารับรองของเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตารวจ (เฉพาะฉบับที่เก็บไว้กับตัวผู้ลา)

นักโทษ ..................................................... ได้นาหนังสือสาคัญฉบับนี้มาแสดงต่อ ข้าพเจ้า


เมื่อวันที่ ................................................. พ.ศ. .................... เวลา..................... แล้ว
ชื่อ ...........................................................
(.........................................................)
ตาแหน่ง ...................................................
หมายเหตุ
หนังสือนี้ได้ทาขึ้น ๒ ฉบับ เก็บไว้กับตัวผู้ลาฉบับหนึ่ง และเก็บไว้ที่เรือนจาอีกฉบับหนึ่ง
63

ตารางทายระเบียบกรมราชทัณฑ วาดวยการลาของนักโทษเด็ดขาด พ.ศ. ๒๕๖๐

ที่ ประเภทกิจธุระ ประเภทของเรือนจํา จํานวนวันลาที่อนุญาต (ไมรวมเดินทาง)


1 ลาไปจัดการงานศพของบุพการี คูสมรสหรือผูสืบสันดาน แรกรับ ไมเกิน ๕ วัน
ควบคุม (ความั่นคงสูง)ไมเกิน ๓ วัน
ควบคุม (ทั่วไป) ไมเกิน ๕ วัน
เตรียมความพรอม ไมเกิน ๗ วัน
2 ลาไปจัดการงานศพของเครือญาติซึ่งไมมีผูใดจะดูแลจัดการ แรกรับ ไมเกิน ๓ วัน
ควบคุม (ความั่นคงสูง)ไมเกิน ๒ วัน
ควบคุม (ทั่วไป) ไมเกิน ๓ วัน
เตรียมความพรอม ไมเกิน ๕ วัน
3 ลาไปติดตอราชการซึ่งไมสามารถมอบหมายใหผูอื่นทําแทน หรือไม แรกรับ ชั้นเยี่ยมไมเกิน ๓ วัน ชั้นดีมาก, ดี ไมเกิน ๒ วัน
มีผูทําแทน ควบคุม (ความั่นคงสูง)ชั้นเยี่ยมไมเกิน ๒ วัน ชั้นดีมาก, ดี ไมเกิน ๑ วัน
ควบคุม (ทั่วไป) ชั้นเยี่ยมไมเกิน ๓ วัน ชั้นดีมาก, ดี ไมเกิน ๒ วัน
เตรียมความพรอม ชั้นเยี่ยมไมเกิน ๔ วัน ชั้นดีมาก, ดี ไมเกิน ๓ วัน
4 ลาเพื่อไปดําเนินการเกี่ยวกับคดีแพงซึ่งไมสามารถมอบหมายใหผูอื่น ทุกประเภท ไมเกิน ๓ วัน สําหรับการยื่นคําคูความ
ทําแทนหรือไมมีผูทําแทน ไมเกิน ๒ วัน สําหรับการยื่นคํารองคําขออื่น
ไมเกิน ๗ วัน สําหรับการดําเนินกระบวนพิจารณาอื่น
5 ลาเพื่อไปกิจธุระอื่นๆ แรกรับ ไมเกิน ๓ วัน
ควบคุม (ความั่นคงสูง) ไมเกิน ๒ วัน
ควบคุม (ทั่วไป) ไมเกิน ๓ วัน
เตรียมความพรอม ไมเกิน ๗ วัน

หมายเหตุ กรณีลาคราวเดียวไปทําหลายกิจธุระ ใหผูบัญชาการเรือนจํา/ผูอํานวยการทัณฑสถานขยายวันลาไดตามสมควร แตรวมแลวตองไมเกิน ๗ วัน


64

- ร่าง -
ระเบียบกรมราชทัณฑ์
ว่าด้วยความผิดอาญาที่ผู้บัญชาการเรือนจามีอานาจวินิจฉัยลงโทษทางวินัย
พ.ศ. ๒๕๖๐
_______________________

โดยที่มาตรา ๗๐ แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ ได้กาหนดให้มีความผิดอาญา


บางประเภทที่ผู้บัญชาการเรือนจามีอานาจวินิจฉัยลงโทษฐานผิดวินัยนอกเหนือไปจากการดาเนินคดีอาญาต่อ
ผู้ต้องขังเพียงอย่างเดียว เพื่อให้สามารถใช้ดุลพินิจไม่ส่งเรื่องฟ้องร้องดาเนินคดีในบางกรณีที่เป็นเรื่องเล็กน้อย
อันจะส่งผลให้ ให้มีคดีความรกโรงศาลโดยไม่จาเป็น และเพื่อประโยชน์ แก่การควบคุมและการบริหารงาน
เรือนจา จึงสมควรกาหนดความผิดอาญาเช่นว่านั้นไว้ ให้มีความชัดเจน แน่นอน
อาศัยอานาจตามความในบทบัญญัติดังกล่าว อธิบดีกรมราชทัณฑ์จึงวางระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วย ความผิดอาญาที่อาจใช้โทษทางวินัย
แทนการดาเนินคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๖๐”
ข้อ ๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป
ข้อ ๓ ในระเบียบนี้
“อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีกรมราชทัณฑ์
“ความผิดลหุโทษ” หมายถึง ความผิดซึ่งต้องระวางโทษจาคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่
เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจาทั้งปรับ
ข้ อ ๔ ความผิ ด อาญาที่ ผู้ บั ญ ชาการเรื อ นจ าจะใช้ อ านาจวิ นิ จ ฉั ย ลงโทษ ฐานผิ ด วิ นั ย
นอกเหนือไปจากการดาเนินคดีอาญาต่อผู้ต้องขังได้แก่ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาดังต่อไปนี้
(๑) มาตรา ๓๖๗ ฐาน ไม่ยอมบอกชื่อหรือที่อยู่หรือแกล้งบอกชื่อหรือที่อยู่อันเป็นเท็จเมื่อเจ้า
พนักงานถาม
(๒) มาตรา ๓๖๘ ฐาน ไม่ปฏิบัติตามคาสั่งของเจ้าพนักงานตามอานาจที่กฎหมายให้ไว้โดยไม่
มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร
(๓) มาตรา ๓๖๙ ฐาน กระทาให้ประกาศหรือเอกสารที่เจ้าพนักงานปิดไว้ฉีกหรือไร้ประโยชน์
(๔) มาตรา ๓๗๐ ฐาน ส่งเสียงหรือทาให้เกิดเสียงอื้ออึงโดยไม่มีเหตุอันสมควร
(๕) มาตรา ๓๗๙ ฐาน แสดงอาวุธในการวิวาทต่อสู้
(๖) มาตรา ๓๘๓ ฐาน ไม่ช่วยระงับเพลิงไหม้เมื่อเจ้าพนักงานเรียกให้ช่วย
(๗) มาตรา ๓๘๔ ฐาน แกล้งบอกเล่าความเท็จให้เลื่องลือจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นตกใจ
(๘) มาตรา ๓๘๘ ฐาน เปลือยร่างกายหรือกระทาลามกอันควรขายหน้าต่อหน้าธารกานัล
(๙) มาตรา ๓๙๐ ฐาน ประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ
(๑๐) มาตรา ๓๙๑ ฐาน ใช้กาลังทาร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่
กายหรือจิตใจ
(๑๑) มาตรา ๓๙๒ ฐาน ทาให้ผู้อื่นกลัวหรือตกใจโดยการขู่เข็ญ
(๑๑) มาตรา ๓๙๓ ฐาน ดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณา
(๑๒) มาตรา ๓๙๗ ฐาน รังแก ข่มเหง คุกคาม หรือทาให้ผู้อื่นอับอายหรือเดือดร้อนราคาญ
(๑๓) ความผิดลหุโทษตามกฎหมายอื่น
65

ข้อ ๕ กรณีความผิดฐานทาให้เสียทรัพย์ของเรือนจา หากผู้ ต้องขังซึ่งกระทาผิ ดได้ชดค่า


สินไหมทดแทนเต็มจานวนตามความเสียหายแล้ว ผู้บัญชาการเรือนจาอาจพิจารณาลงโทษฐานผิดวินัยแก่
ผู้ต้องขังนั้นเพียงอย่างเดียวก็ได้ เว้นแต่กรณีทาให้เสียหาย ทาลาย ทาให้เสื่อมค่าหรือทาให้ไร้ประโยชน์ ด้วย
วิธีการเผา ทุบ ทาลาย ให้เรือนจาดาเนินคดีอาญาแก่ผู้ต้องขังนั้นด้วย
หากความเสียหายของทรัพย์สินของเรือนจาเกิดจากความประมาทของผู้ ต้องขัง นอกจากจะ
ดาเนินการทางวินัยแก่ผู้ต้องขังตามที่กาหนดในกฎกระทรวงแล้ว ให้เจ้าพนักงานเรือนจาดาเนินการเรียกร้องให้
ผู้ต้องขังนั้นชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายนั้นด้วย
66

- ร่าง -
ระเบียบกรมราชทัณฑ์
ว่าด้วยระบบการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง
พ.ศ. ๒๕๖๐

เพื่ อให้ ร ะบบการพั ฒ นาพฤติ นิ สั ย ผู้ ต้ อ งขั ง ด าเนิ นไปอย่ างมี ประสิ ทธิ ภาพด้ ว ยวิ ธี ก ารและ
แนวทางที่เหมาะสม อันจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาอบรมและการพัฒนาพฤตินิสัยให้แก่ผู้ต้องขัง
อาศัยอานาจตามความในมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ อธิบดีกรม
ราชทัณฑ์จึงออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยระบบการพัฒนาพฤตินิสัย ผู้ต้องขัง
พ.ศ. ๒๕๖๐”
ข้อ ๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป
ข้อ ๓ หลักสูตรและโปรแกรมการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง ประกอบด้วยหลักสูตรดังต่อไปนี้
(๑) หลักสูตรบังคับ เช่น หลักสูตรปฐมนิเทศ หลักสูตรการพัฒนาจิตใจตามหลักศาสนา หลักสูตร
การพัฒนาทักษะชีวิต หลักสูตรเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย
(๒) หลักสูตรบังคับตามลักษณะแห่งคดี เช่น หลักสูตรคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ หลักสูตรคดี
ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หลักสูตรคดีความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ หลักสูตรคดีความผิดเกี่ยวกับชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ
(๓) หลักสูตรบังคับเลือก เช่น หลักสูตรพัฒนาจิตใจ หลักสูตรการศึกษาสายสามัญ หลักสูตร
การศึกษาสายอาชีพ หลักสูตรฝึกวิชาชีพ หลักสูตรฝึกทักษะการทางาน
(๔) หลักสูตรอื่นๆ ที่กรมราชทัณฑ์กาหนด
หลั กเกณฑ์ และวิ ธี การในการพั ฒนาพฤติ นิ สั ย ผู้ ต้ องขั งตามวรรคหนึ่ ง ให้ เป็ นไปตามที่ กรม
ราชทัณฑ์กาหนด
ข้อ ๔ ให้เรือนจาจัดให้ผู้ต้องขังทุกรายได้รับการอบรมหลักสูตรบังคับตามข้อ ๓ (๑) ก่อน
ผู้ต้องขังที่ผ่านการอบรมหลักสูตรตามข้อ ๓ (๑) แล้ว ให้เข้ารับการอบรมตามหลักสูตรและ
โปรแกรมที่กาหนดในข้อ ๓ (๒) – (๔) รวมถึงกิจกรรมต่างๆ ตามที่เรือนจากาหนดเพื่อ ประโยชน์ในการพัฒนา
พฤตินิสัย ทั้งนี้ โดยให้คานึงถึงแผนการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังรายบุคคลประกอบด้วย
ข้อ ๕ ในกรณีเรือนจาไม่สามารถจัดให้ผู้ต้องขังเข้ารับการอบรมตามลาดับในข้อ ๔ ได้ อาจ
จัดให้ผู้ต้องขังที่ผ่านการอบรมหลักสูตรปฐมนิเทศแล้วสามารถเข้ารับการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่กาหนดใน
ข้อ ๓ (๒) – (๔) ได้ แล้วจึงจัดให้เข้ารับการฝึกอบรมในหลักสูตรตามข้อ ๓ (๑) จนครบ
67

ข้อ ๖ ก่อนปล่อยตัว ให้เรือนจาจัดให้นักโทษเด็ดขาดเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรการเตรียม


ความพร้อมก่อนปล่อยตามที่กรมราชทัณฑ์กาหนด
หลักสูตรการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย ให้คานึงถึงการกลับตัวเป็นคนดี การออกไปใช้
ชีวิตอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างปกติสุขและไม่ก่อให้เกิดภัยอันตรายต่อสังคมประกอบด้วย
ในกรณีที่กรมราชทัณฑ์เห็นสมควร อาจให้ชุมชนหรือเอกชนหรือหน่วยงานอื่นใด เข้ามามี
ส่วนร่วมหรือดาเนินกิจกรรมอย่างหนึ่งอย่างใดในโครงการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยได้
ข้อ ๗ ผู้ต้องขังที่เข้ารับการฝึกอบรมจะต้องผ่านการประเมินผลตามเกณฑ์ที่แต่ละหลักสูตร
กาหนด จึงจะถือว่าเป็นผู้ผ่านการฝึกอบรมในหลักสูตรนั้น
ข้อ ๘ ให้เรือนจาจัดให้ผู้ต้องขังทีอ่ ยู่ระหว่างการฝึกอบรมได้รับโอกาสในเรื่องดังต่อไปนี้
(๑) เข้าร่วมในการปฏิบัติศาสนกิจหรือกิจกรรมทางศาสนาตามที่ตนเองนับถือหรื อการเรียนรู้
วัฒนธรรมอันดีงาม
(๒) เข้าร่วมกิจกรรมกีฬาและสันทนาการอื่นๆ ที่ได้จัดขึ้น
(๓) ได้รับการเยี่ยม ติดต่อกับครอบครัว ญาติมิตร หรือองค์กรเอกชนที่มีภารกิจเพื่อการแก้ไข
บาบัด ฟื้นฟู และพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง
(๔) ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารและความเปลี่ ยนแปลงของโลกภายนอก เท่าที่ไม่เป็นอันตรายต่อ
ความมั่นคงหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
การดาเนินการตามข้อนี้ หากมีระเบียบกาหนดไว้แล้ว ให้ดาเนินการให้เป็นไปตามระเบียบนั้น
ข้อ ๙ ให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์รักษาการตามระเบียบนี้ และให้มีอานาจวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับ
การปฏิบัติตามระเบียบนี้
68

- ร่าง -
ระเบียบกรมราชทัณฑ์
ว่าด้วยการกาหนดหลักสูตร หลักเกณฑ์ และวิธีการในการจัดการศึกษาให้แก่ผู้ต้องขัง
พ.ศ. ๒๕๖๐

เพื่อให้การดาเนินการจัดการศึกษาให้แก่ผู้ต้องขังเป็นไปด้วยความเรียบร้อยเหมาะสม อาศัยอานาจ
ตามความในมาตรา ๔๓ แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ อธิบดีกรมราชทัณฑ์จึง วางระเบียบไว้
ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการการกาหนดหลักสูตร หลักเกณฑ์ และ
วิธีการในจัดการศึกษาให้แก่ผู้ต้องขัง พ.ศ. ๒๕๖๐”
ข้อ ๒ ระเบียบนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป
ข้อ ๓ บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ คาสั่ง ประกาศ หรือหนังสือสั่งการอื่นใด ซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้
ให้ใช้ระเบียบนี้แทน

หมวด ๑
การดาเนินการจัดการศึกษา
ข้อ ๔ ให้เรือนจาแต่งตั้งคณะกรรมการการศึกษาภายในเรือนจาจานวนไม่เกิน ๗ คน ประกอบด้วย
เจ้ าหน้ าที่ป ระจาฝ่ ายการศึกษาและพัฒ นาจิตใจหั ว หน้าส่ ว นงานอื่นภายในเรือนจา เพื่อกาหนดแผนงาน
นโยบาย และแนวทางการดาเนินการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับความพร้อมของเรือนจา ภายใต้หลักเกณฑ์
และวิธีการที่อธิบดีกาหนด
ข้ อ ๕ ให้ เ รื อ นจ าจั ด ให้ มี อ าคารสถานที่ ส าหรั บ การเรี ย นการสอน ห้ อ งเรี ย น ห้ อ งสมุ ด สื่ อ
โสตทัศนูปกรณ์ สื่อสารสนเทศ วัสดุครุภัณฑ์การศึกษาที่จาเป็นต้องใช้ในการจัดการศึกษา รวมทั้งจัดหาหนังสือ
วารสาร หรือสิ่งพิมพ์อื่นสาหรับการศึกษาค้นคว้าด้วย
ข้ อ ๖ ให้ เ รื อ นจ าอนุ ญ าตให้ ผู้ ต้ อ งขั ง ใช้ สื่ อ โสตทั ศนู ป กรณ์ ห รื อ สื่ อ สารสนเทศในสถานที่ ที่ จั ด ไว้
โดยเฉพาะเท่านั้น และให้เจ้าพนักงานเรือนจาควบคุมดูแลการใช้อย่างใกล้ชิด
กรณีผู้ต้องขังขออนุญาตใช้สื่อการเรียนการสอนที่จัดหามาด้วยตนเอง ให้เรือนจาทาการตรวจสอบ
และจัดเก็บไว้ ทั้งนี้ จะอนุญาตให้นามาใช้เฉพาะสื่อที่จาเป็นและไม่มีไว้ให้บริการหรือมีอยู่แต่ไม่เพียงพอ
สถานที่ เวลาเปิด – ปิด และการเก็บรักษาสื่อโสตทัศนูปกรณ์หรือสื่อสารสนเทศให้เป็นไปตามระเบียบ
ข้อบังคับของเรือนจา
ข้อ ๗ กรณีจัดการเรียนการสอนแบบชั้นเรียน ให้เรือนจากาหนดเวลาเรียนในภาคเช้าหรือบ่ายตามที่
เห็นสมควร และอนุญาตให้ผู้ต้องขังที่อยู่ในแดนต่างๆ เข้าเรียนตามวัน เวลา และสถานที่ที่กาหนด
ข้อ ๘ ในระยะเวลา ๑๕ วันก่อนการจัดสอบ ให้เรือนจาชะลอการย้ายผู้ต้องขังที่เป็นนักเรียนหรือ
นักศึกษาด้วยเหตุผลด้านการควบคุม เพื่อไม่ให้ผู้ต้องขังถูกตัดสิทธิการเข้าสอบ เว้นแต่กรณีมีเ หตุฉุกเฉินหรือ
จาเป็นเร่งด่วน หรือเป็นกรณีการย้ายที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมร้ายแรงของผู้ต้องขัง
69

หมวด ๒
หลักเกณฑ์ คุณสมบัติ
ข้อ ๙ ให้ส่วนงานที่รับผิดชอบด้านการจัดการศึกษาแก่ผู้ต้องขังในเรือนจา รวบรวมรายชื่อผู้ต้องขังที่
จบการศึกษาในระดับต่ากว่ามัธยมศึกษาตอนต้นตามข้อมูล การจาแนกลักษณะผู้ต้องขังของคณะอนุกรรมการ
จาแนกลักษณะผู้ต้องขัง เพื่อพิจารณาให้ได้รับการศึกษาภาคบังคับตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ
ผู้ต้องขังที่จบการศึกษาตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นขึ้นไป หากประสงค์จะศึกษาต่อในระดับที่
สูงขึ้น ให้ยื่นคาร้องต่อฝ่ายการศึกษาและพัฒนาจิตใจเพื่อแจ้งความประสงค์ขอเข้ารับการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น
ตามความสนใจและความถนัดของตน
ข้อ ๑๐ ให้เรือนจาดาเนินการจัดการศึกษาภาคบังคับให้แก่ผู้ต้องขังทุกคนที่ยังไม่จบการศึก ษาภาค
บังคับ ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ โดยดาเนินการร่วมกับ หน่วยงานหรือสถาบันการศึกษาสังกัด
กระทรวงศึกษาธิการในพื้นที่ เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้
(๑) ผู้ต้องขังไม่ประสงค์จะรับการศึกษาต่อ และได้แจ้งความจานงพร้อมเหตุผลไว้เป็นลายลักษณ์
อักษร
(๒) ไม่มีสัญชาติไทยหรือไม่มเี ลขประจาตัวประชาชน
(๓) ไม่เ ป็ น บุ คคลทุพ พลภาพถึงขนาดที่เ ป็นอุ ปสรรคต่อการศึ กษา มี จิตไม่ส มประกอบ หรือ เป็ น
โรคติดต่อร้ายแรง
(๔) มีพฤติกรรมที่พิจารณาว่ามีความเสี่ยงต่อการแหกหักหลบหนี
หมวด ๓
หลักสูตร
ข้อ ๑๑ หลักสูตรการศึกษาสาหรับผู้ต้องขังนั้น แบ่งออกเป็น ๔ ประเภท ดังนี้
(๑) การศึกษาด้านวิชาการ (สายสามัญ) แบ่งออกเป็น ๔ ระดับ ดังนี้
(ก) การศึกษาสาหรับผู้ไม่รู้หนังสือ
(ข) การศึกษาระดับประถมศึกษา
(ค) การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
(ง) การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
(๒) การศึกษาด้านวิชาชีพ (สายอาชีพ) แบ่งออกเป็น ๒ ระดับ ดังนี้
(ก) ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ
(ข) ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง
(๓) การศึกษาระดับอุดมศึกษา ได้แก่
(ก) การศึกษาในระดับประกาศนียบัตรหรืออนุปริญญา
(ข) ระดับปริญญาตรีหรือสูงกว่า
(๔) การศึกษาตามอัธยาศัย ได้แก่ การศึกษาที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตัวเองตามความสนใจ ศักยภาพ
ความพร้อม และโอกาส โดยศึกษาจากบุคคล ประสบการณ์ สังคม สภาพแวดล้อม สื่อหรือแหล่ง
ความรู้อื่นๆ เช่น ธรรมศึกษาหรือหลักธรรมคาสอนของศาสนาต่างๆ การจัดบรรยายความรู้แก่
ผู้ต้องขังโดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก การศึกษาในห้องสมุดและจากสื่อการเรียนรู้อื่นๆ การ
จัดกิจกรรมฝึกอบรมลูกเสือ – ยุวกาชาด กิจกรรมด้านศิลปะ เป็นต้น
70

ข้อ ๑๒ การศึกษาขั้นพื้นฐานด้านวิชาการ ให้เรือนจาจัดการเรียนการสอนให้ สอดคล้องและเป็นไป


ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานเท่าที่จะเป็นไปได้
การศึกษาด้านวิชาชีพ ให้เรือนจาจัดการเรียนการสอนสอดคล้องและเป็นไปตามหลักสูตรอาชีวศึกษา
เท่าที่จะเป็นไปได้ ทั้งนี้ ให้จัดวัสดุอุปกรณ์ที่จาเป็นสาหรับการเรียนการสอนตามสมควร
การศึ ก ษาตามอั ธ ยาศั ย และการฝึ ก อบรมด้ า นคุ ณ ธรรมและจริ ย ธรรม ให้ เ รื อ นจ าจั ด ให้ มี ต ามที่
เห็นสมควรภายใต้หลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกาหนด
71

- ร่าง -
ระเบียบกรมราชทัณฑ์
ว่าด้วย การศึกษาศาสนาและการประกอบศาสนกิจของผู้ต้องขัง
พ.ศ. ๒๕๖๐
---------------------------------------------
เพื่อให้ การศึกษาศาสนาและการประกอบศาสนกิจ ของผู้ ต้องขัง ในเรือนจาเป็น ไปด้ว ยความ
เรียบร้อยเหมาะสม อาศัยอานาจตามความในมาตรา ๔๕ แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ อธิบดีจึง
ออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ระเบี ย บนี้ เรีย กว่า “ระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้ว ยการศึกษาศาสนาและการประกอบ
ศาสนกิจของผู้ต้องขัง พ.ศ. ๒๕๖๐”
ข้อ ๒ ระเบียบนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป
ข้อ ๓ บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ คาสั่ง ประกาศ หรือหนังสือสั่งการอื่นใด ซึ่งขัดหรือแย้งกับ
ระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบนี้แทน
ข้อ ๔ ให้เรือนจาจัดให้ผู้ต้องขังที่นับถือศาสนาพุทธไหว้พระสวดมนต์ในห้องขัง หรือในสถานที่อื่น
ที่เห็นว่าเหมาะสมอย่างน้อยวันละหนึ่งครั้งตามเวลาทีเ่ รือนจากาหนด
ข้อ ๕ ในการไหว้พระสวดมนต์นั้นให้จัดผู้ต้องขังที่สมควรเป็นหัวหน้าผู้นาสวดเป็นประจาไว้หนึ่ง
คนสาหรับขึ้นต้นบท และให้เจ้าพนักงานเรือนจาจัดให้ผู้ต้องขังหัวหน้านาสวดอยู่ข้างหน้าห่างพอสมควรและ
ผู้ต้องขังอื่นๆ เข้าแถวเป็นแนวให้ได้ระเบียบและให้ลุกนั่งให้พร้อมเพรียงกันตลอดจนควบคุมให้ผู้ต้องขังได้สวดมนต์
ทั่วถึงกันทุกคนโดยเคร่งครัด
เมื่อเจ้าพนักงานผู้ควบคุมการสวดสั่งให้สวดและเมื่อเริ่มสวดแล้ว ห้ามผู้ต้องขังคนใดลุกออกจากที่
เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ควบคุมการสวด
ข้อ ๖ ผู้ต้องขังที่นับถือศาสนาอื่นให้ปฏิบัติตามระเบียบและพิธีการตามที่ศาสนานั้นๆ กาหนดไว้
โดยให้จัดให้มีผู้ต้องขังที่สมควรเป็นหัวหน้าผู้นาการประกอบพิธีกรรมทางศาสนานั้นๆ และให้นาข้อ ๕ มาใช้
บังคับโดยอนุโลมเท่าที่ไม่ขัดต่อระเบียบและพิธีการของศาสนานั้นๆ ทั้งนี้ ให้เรือนจาอานวยความสะดวกในการ
ประกอบพิธีกรรมทางศาสนานั้นๆ ตามสมควร
ข้อ ๗ ผู้ต้องขังที่ไม่ได้นับถือศาสนาใดๆ และผู้ต้องขังต่างศาสนาให้อยู่ในความสารวมและห้าม
กระทาการใดๆ อันเป็นการรบกวนหรือสร้างความเดือดร้อนราคาญแก่ผู้ต้องขังอื่นในขณะประกอบศาสนกิจนั้น
72

ข้อ ๘ ให้ เรื อ นจ าจั ดหาภิกษุ นักบวช ผู้ ปฏิบั ติห น้ าที่อ นุศาสนาจารย์ห รือผู้ นาทางศาสนาที่
ผู้ต้องขังนับถือ เพื่อสอนธรรมะ ให้ คาแนะนาทางจิตใจ หรือประกอบศาสนกิจในเรือนจาแก่ผู้ต้องขัง ตาม
โอกาสและความเหมาะสม
ข้อ ๙ ให้เรือนจาอนุญาตให้ผู้ต้องขังครอบครองหนังสือธรรมะหรือคู่มือพิธีกรรมของศาสนาที่ตน
นับถือได้
การครอบครองหนังสือธรรมะหรือคู่มือพิธีกรรมตามวรรคหนึ่งต้องไม่กระทบต่อการตรวจค้น
หรือมาตรการรักษาความปลอดภัยของเรือนจา
ข้อ ๑๐ วิธีสวดมนต์และบทสวดมนต์ ให้เป็นไปตามที่กรมราชทัณฑ์กาหนด
73

- ร่าง -
ระเบียบกรมราชทัณฑ์
ว่าด้วยการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัวผู้ต้องขัง
พ.ศ. ๒๕๖๐

เพื่อให้กระบวนการในการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัวผู้ต้องขังสอดคล้องกับมาตรฐานและ
หลักสากล อาศัยอานาจตามความในมาตรา ๖๔ แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ อธิบดีจึงออก
ระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัว
ผู้ต้องขัง พ.ศ. ๒๕๖๐”
ข้อ ๒ ระเบียบนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป
ข้อ ๓ เมื่อเรือนจาได้รับตัวผู้ต้องขังที่คดีถึงที่สุดแล้ว ให้จัดเตรียมความพร้อมสาหรับผู้ต้องขังนั้น
เพื่อการปล่อยตัวกลับไปใช้ชีวิตในสังคมภายหลังพ้นโทษตามความเหมาะสม อาทิ การจัดให้มีกิจกรรมหรือการ
อบรมเพื่อให้คาแนะนาแก่ผู้ต้องขัง และครอบครัว เพื่อให้ความช่วยเหลือในขั้นการปรับตัวสู่สังคม และจัดให้มี
การช่วยเหลือ เช่น ด้านสังคมสงเคราะห์แก่ผู้ต้องขัง และครอบครัว ตามสภาพปัญหาและความจาเป็น
ข้อ ๔ ให้ เ รื อนจ าจั ด ให้ นั ก โทษเด็ ดขาดทุ กคนที่ เ หลื อโทษจ าคุ ก ตั้ง แต่ ห กเดือ นถึง หนึ่ ง ปี เ ข้ า
โครงการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัว
ความในวรรคก่อนให้ใช้กับผู้ที่จะได้รับการปล่อยตัวจากการลดวันต้องโทษหรือพักการลงโทษด้วย
ข้อ ๕ ให้เรือนจากาหนดสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งภายในเรือนจาสาหรับ การจัดกิจกรรมเตรียม
ความพร้อมก่อนปล่อยตัว
ผู้ต้องขังที่เข้าร่วมโครงการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัวจะได้รับยกเว้นการทางานตาม
หน้าที่ปกติ เว้นแต่งานสุขาภิบาลเรือนจาหรือที่เกี่ยวกับอนามัยของตนเอง
ข้อ ๖ การจัดโครงการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัว ต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ต้องขังได้เป็น
ทรัพยากรบุคคลที่ดี มีคุณค่าต่อสังคมและเตรียมตัวเพื่อออกไปใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวและสังคมได้อย่างปกติสุข
โดยอย่างน้อยต้องประกอบด้วยกิจกรรม ๔ ด้าน ดังต่อไปนี้
๑) การพัฒนาด้านร่างกาย การฝึกและเสริมสร้างระเบียบวินัย
๒) การพัฒนาด้านจิตใจ ความคิด และทักษะการใช้ชีวิต
๓) การส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว และการเตรียมตัวกลับเข้าสู่สังคม
๔) การเตรียมความพร้อมด้านการประกอบอาชีพ
ข้อ ๗ การจัดอบรมเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยให้ดาเนินกิจกรรมในเรือนจาเตรียมความ
พร้อมก่อนปล่อย หรือศูนย์เตรียมความพร้อมก่อนปล่อย หรือเรือนจา หรือสถานที่อื่นใดที่กรมราชทัณฑ์กาหนด
74

ข้อ ๘ ให้นักโทษเด็ดขาดมีโอกาสพบนักสังคมสงเคราะห์หรือนักจิตวิทยาในเดือนแรกที่คดีถึงที่สุด
เพื่อตรวจสอบหรือสอบถามเกี่ยวกับสุขภาพจิต ทัศนคติ ความคิดเห็น รวมถึงความประสงค์ที่จะได้รับการช่วยเหลือ
ให้ รวบรวมข้อมูล ที่ได้รั บจากการดาเนินการตามความในวรรคแรกไว้ในทะเบียนประวัติของ
ผู้ต้องขังรายนั้น
ข้อ ๙ เพื่อประโยชน์ในการบันทึกข้อมูลให้เป็นปัจจุบันและในกรณีที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร้องขอให้
เรือนจาแจ้งสถานีตารวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงวันที่ผู้ต้องขังนั้นจะได้รับการปล่อยตัว
ในระหว่างจาคุก หากผู้ต้องขังนั้นมีพฤติการณ์ไม่น่าไว้วางใจ หรือไม่แสดงถึงการพัฒ นาพฤตินิสัย
ที่ดีขึ้น หรือมีความเสี่ยงที่จะกระทาผิดซ้า ให้เรือนจาแจ้งสถานีตารวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยตัว
ผู้ต้องขังนั้นเพื่อการเฝ้าสังเกตการณ์
ข้อ ๑๐ นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากส่วนราชการหรือหน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือผู้ต้องขังที่พ้นโทษ รวมถึงเจ้าพนักงานเรือนจา พึงให้คาปรึกษาแนะนาแก่ผู้ต้องขัง
ถึงการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น การสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ การควบคุมตนเอง ความตระหนักในคุณค่าของ
ตัวเอง คุณค่าของผู้อื่น ความมีจิตสาธารณะ การแก้ไขปัญหา ทักษะการปฏิเสธ งดเว้นกระทาการในสิ่งที่จะทา
ให้ ตัวเองเป็ นที่สั งเกตหรื อจดจ าในทางที่ไม่ถูกต้อง การวางแผนอนาคตภายหลั งการพ้นโทษ และอื่นๆ ที่
เห็นสมควร
ข้อ ๑๑ เพื่อประโยชน์ในการเตรียมความพร้อมให้กับผู้ต้องขัง ให้เรือนจาจั ดให้มีอาสาสมัครหรือ
วิทยากรด้านต่างๆ เช่น นักจิตวิทยา ผู้มีความรู้ทางกฎหมาย ผู้ทางานด้านสังคมสงเคราะห์ หรือผู้มีความรู้
เฉพาะทางอื่นๆ เพื่อการแนะนา ให้ความช่วยเหลือผู้ต้องขัง โดยอาสาสมัครหรือวิทยกรดังกล่าวให้ขึ้นทะเบียนไว้
กับเรือนจา
การขอความช่วยเหลือจากอาสาสมัครที่ขึ้นทะเบียนไว้กับเรือนจา ให้พิจารณาถึงประโยชน์ที่
ผู้ต้องขังจะได้รับและความมั่นคงปลอดภัยหรือความสงบเรียบร้อยของเรือนจาประกอบกัน
การดาเนินการตามวรรคหนึ่ง สามารถทาได้กับผู้ต้องขังเฉพาะรายหรือเป็นกลุ่มก็ได้ตามความ
เหมาะสมของเวลา สถานที่ จานวนผู้เข้าร่วม และความมั่นคงปลอดภัยของเรือนจา โดยให้ผู้บัญชาการเรือนจาเป็น
ผู้พิจารณาอนุญาต
ข้อ ๑๒ เมื่อผู้ต้องขังร้องขอ หรือเรือนจาพิจารณาเห็ นว่า หากให้ ผู้ต้องขังได้พบกับบุคคลใน
ครอบครัว พระภิกษุ หรือผู้นาทางศาสนาที่ผู้ต้องขังเคารพนับถือ หรือบุคคลอื่นใดในชุมชนที่ผู้ต้องขังเคยอาศัย
หรือใช้ชีวิตอยู่ หรือบุคคลหรือองค์กรอื่นใดที่มีความน่าเชื่อถือเป็นที่ประจักษ์ในสังคม จะทาให้ผู้ต้องขังได้รับ
การแก้ไข พัฒนาพฤตินิสัย หรือการบาบัดฟื้นฟูทางร่างกายหรือจิตใจที่ดีขึ้น หรือมีผลต่อการเข้าไปใช้ชีวิต
ร่วมกับชุมชนอย่างปกติสุขภายหลังพ้นโทษ ก็ให้เรือนจาดาเนินการให้ตามที่เห็นสมควร
ข้อ ๑๓ ให้ เรื อนจ าจั ดให้ ผู้ ต้องขัง ได้รับความรู้เกี่ยวกั บสภาพเศรษฐกิจของประเทศ ความ
เปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม การใช้ชีวิตให้เหมาะสมกับสถานภาพทางเศรษฐกิจและพัฒนาการของ
สังคม ตามโอกาสและความเหมาะสม
ในกรณีที่ผู้บัญชาการเรือนจาเห็นว่าการดาเนินการตามวรรคหนึ่งจะไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์
ของการเตรียมความพร้อมให้กับผู้ต้องขังก่อนปล่อยตัว หรืออาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ ก็ให้สั่ง
ยุติกิจกรรมดังกล่าวนั้นเสีย
75

ข้อ ๑๔ นอกจากการปฏิบัติตามมาตรา ๖๔ แห่ งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์แล้ว สิ่ งจาเป็นที่


ผู้ ต้องขังควรได้รั บ การจั ดเตรี ย มไว้ให้ ก่อนปล่ อยตัว ให้ รวมถึงที่พักอาศัยและงานที่จะรองรับผู้ ต้องขังนั้น
ตลอดจนปั จจัย อื่นๆ โดยการประสานงานร่วมกับส่ว นราชการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลื อ
ผู้ต้องขังที่พ้น โทษเพื่อให้ผู้ต้องขังสามารถดูแลตนเองและกลับถึงภูมิลาเนาของตนได้ทันทีภ ายหลังได้รับ
การปล่อยตัว
ข้อ ๑๕ ในกรณีที่กรมราชทัณฑ์เห็นสมควร อาจให้ชุมชนหรือเอกชนหรือหน่วยงานอื่นใดเข้ามามี
ส่วนร่วมหรือดาเนินกิจกรรมอย่างหนึ่งอย่างใดในโครงการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัวได้
ข้อ ๑๖ เพื่อความถูกต้องในการระบุตัวผู้ต้องขังที่จะได้รับการปล่อยตัว ก่อนปล่อยตัวผู้ต้องขัง
ให้เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ตรวจสอบหมายปล่อย ข้อมูลและรูปถ่ายของผู้ต้องขัง ตลอดจนเอกสารที่เกี่ยวข้อง
ข้อ ๑๗ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับกับผู้ต้องขังที่เป็นนักโทษเด็ดขาดแล้วเท่านั้น
76

- ร่าง -
ระเบียบกรมราชทัณฑ์
ว่าด้วยเด็กในความดูแลของผู้ต้องขัง
พ.ศ. ๒๕๖๐

เพื่อให้การดาเนินการเกี่ยวกับเด็กซึ่งอยู่ในความดูแลของผู้ต้องขัง และติดมายังเรือนจา หรือเด็ก


ซึ่งคลอดในระหว่างที่มารดาถูกคุมขังในเรื อนจาเป็นไปด้ว ยความเรียบร้อย และสอดคล้ องกับข้อกาหนด
กรุงเทพ
อาศัยอานาจตามความในมาตรา ๓๙ แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ อธิบดีจึงออก
ระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยเด็กในความดูแลของผู้ต้องขัง พ.ศ. ๒๕๖๐”
ข้อ ๒ ระเบียบนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป
ข้อ ๓ บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ คาสั่ง ประกาศ หรือหนังสือสั่งการอื่นใด ซึ่งขัดหรือแย้งกับ
ระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบนี้แทน
ข้อ ๔ เมื่อมีเด็กอายุต่ากว่าสามปีติดผู้ต้องขังมายังเรือนจา หรือมีเด็กซึ่งคลอดในระหว่างที่มารดา
ถูกคุมขังในเรือนจา ให้ผู้ต้องขังยื่นคาร้องขออนุญาตให้เด็กอยู่ในเรือนจาต่อผู้บัญชาการเรือนจาตามแบบคาร้อง
แนบท้ายระเบียบนี้
เมื่อได้รับคาร้องตามวรรคหนึ่ง ให้เจ้าพนักงานเรือนจาพิจารณาว่า เด็กนั้นจาเป็นต้องอยู่ในความ
ดูแลของผู้ต้องขังหรือไม่ และผู้ต้องขังยังมีทางที่จะมอบเด็กให้ บุคคล หน่วยงาน หรือสถานที่ใด ไปอุปการะ
เลี้ยงดูได้หรือไม่ ถ้ามีผู้รับไปอุปการะเลี้ยงดูให้ผู้ต้องขังจัดการมอบให้ไป หากมีความจาเป็นหรือปรากฏว่าไม่มี
ผู้ใดจะเลี้ยงดูเด็ก ให้ผู้บัญชาการพิจารณาอนุญาตให้เด็กนั้นอยู่ในเรือนจาได้
ข้อ ๕ การที่จะอนุญาตให้เด็กอยู่ในเรือนจาตามข้อ ๔ นั้น ต้องปรากฏว่า
(๑) เด็กนั้นอยู่ในความดูแลของผู้ต้องขัง
(๒) มีความจาเป็น ที่เด็กจะต้องอยู่กับผู้ต้องขัง หรือ ไม่มีบุคคล หน่ว ยงานหรือสถานดังกล่ าว
ต่อไปนี้จะรับเลี้ยงดูเด็กนั้น คือ
ก. ครอบครัวหรือญาติมิตรของผู้ต้องขังหรือของเด็กนั้น
ข. หน่วยงานซึ่งมีหน้าที่ให้การสงเคราะห์ คุ้มครองสวัสดิภาพ หรือพัฒนาฟื้นฟูเด็ก
ค. สถานพยาบาลหรือสถานการกุศล
ข้อ ๖ การมอบเด็กให้บุคคล หน่วยงาน หรือสถานที่ใดไปช่วยอุปการะเลี้ยงดูดังกล่าวไว้ในข้อ ๔
ให้เรือนจาทาหนังสือส่งรับมอบตัวเด็กตามแบบท้ายระเบียบนี้ไว้ต่อกันเป็นหลักฐานสามฉบับ โดยผู้ต้องขังและ
ผู้ที่รับมอบเด็กยึดถือไว้ฝ่ายละหนึ่งฉบับ และเก็บรักษาไว้ ณ เรือนจาหนึ่งฉบับ
ข้อ ๗ ในระหว่างที่เด็กอยู่ใ นความอุปการะเลี้ยงดูของผู้ที่รับเด็กไปอุปการะเลี้ยงดู ให้เรือนจา
ติดตามการปฏิบัติต่อเด็กให้เป็นตามข้อตกลงในหนังสือส่งรับมอบตัวเด็ก
77

หากปรากฏโดยชัดแจ้งแก่ผู้บัญชาการเรือนจาว่า ผู้ที่รับเด็กไปจัดการอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้ปฏิบัติ
ให้เป็นไปตามข้อตกลงในหนังสือ ส่งรับมอบตัวเด็ก หรือมีพฤติการณ์เป็นที่น่าสงสัยว่าหากให้เด็กอยู่กับผู้นั้น
ต่อไป อาจเกิด ความเสียหายแก่เด็ก ให้ผู้บัญชาการเรือนจาแจ้งให้บุคคล หน่วยงาน หรือสถานที่นั้น จัดการให้
เป็นไปตามข้อตกลงในหนังสือส่งรับมอบตัวเด็ก
กรณีบุคคล หน่วยงาน หรือสถานที่นั้นไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงตามที่ได้รับแจ้ง ให้ผู้บัญชาการ
เรือนจาบอกเลิกการส่งรับมอบตัวเด็ก และจัดให้มีการส่งมอบตัวเด็กกลับคืนเข้าเรือนจา ทั้งนี้ ให้ถือว่าเด็กนั้น
ได้รับอนุญาตให้อยู่ในเรือนจาจนกว่าจะได้ดาเนินการตามความเหมาะสมต่อไป
ข้ อ ๘ เด็ ก ที่ ไ ด้ รั บ อนุ ญ าตให้ อ ยู่ ใ นเรื อ นจ า ให้ ผู้ ต้ อ งขั ง ท าหนั ง สื อ มอบอ านาจการปกครอง
นอกจากการจัดการทรัพย์สินของเด็กให้ไว้แก่ผู้บัญชาการเรือนจานั้น
ข้อ ๙ การอุปการะเลี้ยงดูเด็กในระหว่างที่ได้รับอนุญาต ให้อยู่ในเรือนจาเป็นหน้าที่ของเรือนจา
ในการจัดหาสิ่งจาเป็นพื้นฐานให้ตามสมควร
ข้อ ๑๐ ในระหว่างอยู่ในเรือนจา ถ้าปรากฏว่ามีบุคคลหรือสถานดังกล่าวไว้ในข้อ ๕ จะรับเด็กติด
ผู้ต้องขังไปอุปการะเลี้ยงดู ให้ผู้บัญชาการเรือนจาดาเนินการตามข้อ ๖
ข้อ ๑๑ เด็กที่อนุญาตให้อยู่ในเรือนจา ผู้บัญชาการเรือนจาควรจัดให้ได้รับการปฏิบัติอย่างน้อย
ดังนี้
(๑) ต้องไม่ได้รับการปฏิบัติเสมือนเป็นผู้ต้องขัง
(๒) ให้เรือนจาจ่ายเครื่องนุ่งห่ม หลับนอน ให้ตามสมควร
(๓) ให้เรือนจาจ่ายอาหารให้ตามสมควรโดยคานึงถึงพัฒนาการและการเจริญเติบโตของเด็ก ทั้งนี้
ต้องส่งเสริมให้ผู้ต้องขังเลี้ยงเด็กด้วยน้านมมารดา ยกเว้นมีเหตุผลความจาเป็นทางด้านสุขภาพของมารดาหรือ
เด็กที่ทาให้ไม่สามารถให้นมได้ ให้เรือนจาจัดนมหรืออาหารเสริมอื่นๆ สาหรับเด็กตามความเหมาะสม
(๔) จัดให้กินอยู่หลับนอนภายในเรือนจาต่างหาก ไม่ปะปนกับผู้ต้องขังเท่าที่จะกระทาได้ เว้นแต่
การจัดเช่นนั้ น อาจเกิดความเสีย หายหรื อมีความจาเป็นอย่างสาคัญไม่ส ามารถกระทาได้ จึงจัดให้ รวมกับ
ผู้ต้องขังที่เด็กติดมาหรือผู้ต้องขังอื่น
(๕) ให้ เ ด็ ก ได้ รั บ การดู แ ลสุ ข ภาพและการตรวจพั ฒ นาการอย่ า งสม่ าเสมอ รวมไปถึ ง การ
รักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย
ข้อ ๑๒ เมื่อผู้ต้องขังถึงกาหนดพ้นโทษ ให้ผู้บัญชาการเรือนจาส่งมอบเด็กนั้นให้แก่ผู้ต้องขังไป
ทัน ที ถ้าเด็กนั้ นอยู่ ในความอุปการะเลี้ ยงดูของบุคคล หน่วยงาน หรือสถานที่ที่รับมอบไป ให้ผู้ บัญชาการ
เรือนจาแจ้งให้บุคคล หน่วยงาน หรือสถานที่นั้นนาเด็กมาส่งให้ผู้ต้องขังในวันที่ปล่อยตัวผู้ต้องขัง
ข้ อ ๑๓ ให้ อ ธิ บ ดี เป็ น ผู้ รั ก ษาการ มี อ านาจวิ นิ จ ฉั ย ปั ญ หาตลอดจนก าหนดวิ ธี ก ารปฏิ บั ติ ที่
เหมาะสมตามระเบียบนี้
78

คาร้องขออนุญาตให้เด็กในความดูแลของผู้ต้องขังอยู่ในเรือนจา

เขียนที่………………………..………………..
วันที่.......................เดือน....................พ.ศ. ......................
เรื่อง ขอให้เด็กในความดูแลของผู้ต้องขังอยู่ในเรือนจา
เรียน ...........(ผู้บัญชาการเรือนจา).............
ด้วยข้าพเจ้า.....................(ชื่อ-สกุล).......................เลขประจาตัวประชาชน...........................................
เลขหมาย................../๒๕…………..วัน.........เดือน...................ปีเกิด................................ปัจจุบันอายุ................ปี
ซึ่งถูกคุมขังอยู่ที่........................................................หมายเลขคดีดาที่................/๒๕.............หมายเลขคดีแดง
ที.่ .................../๒๕......... ในข้อหา/ฐาน
ความผิด.....................................................................................................
เนื่องจากมี................(ด.ช./ด.ญ.) ..........................อายุ...............ปี………..เดือน มีภูมิลาเนาอยู่ที่.........................
แขวง/ตาบล................. เขต/อาเภอ.................................จังหวัด......................... รหัสไปรษณีย์.........................
เบอร์โทร.................................... ซึ่งเป็น............(ลูก,หลาน)............ของข้าพเจ้าและอยู่ในความดูแลของข้าพเจ้า
การถูกคุมขังของข้าพเจ้าทาให้ ………..(ด.ช./ด.ญ.)...........................................ขาดผู้อุปการะเลี้ยงดูและข้าพเจ้า
ไม่สามารถหาผู้อื่นใดมาอุปการะเลี้ยงดูแทนได้เพราะ..................(ระบุรายละเอียดและเหตุผลที่ต้องขออนุญาต
ให้เด็กอยู่ในเรือนจา)............................................................................................................................................
จึงขอความอนุเคราะห์ให้ .......(ด.ช./ด.ญ.) .......................................อยู่ในเรือนจาแห่งนี้ ในการนี้ ข้าพเจ้าขอ
มอบการปกครอง .............(ด.ช./ด.ญ.)....................................................โดยชอบด้วยกฎหมายของข้าพเจ้าให้
อยู่ในอานาจการปกครองของผู้บัญชาการเรือนจาและยินยอมอยู่ในกฎ ระเบียบ ข้อบังคับของเรือนจาพร้อมทั้ง
ยินดีที่จะปฏิบัติตามระเบียบที่กรมราชทัณฑ์วางไว้สาหรับการนี้ทุกประการ

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
.......................(ชื่อ-สกุล)...........................
( )
79

แบบหนังสือส่งรับมอบตัวเด็ก

เรือนจา..................................................................
วันที่....................................................พ.ศ. ...................

หนังสือฉบับนี้เป็นข้อตกลงในการส่งรับมอบตัว........................................................................
ไปอุปการะเลี้ยงดูระหว่าง.......................................................................................ฝ่ายหนึง่ ซึง่ ต่อไปในหนังสือนี้
เรียกว่าผู้ส่งมอบ กับ .................................................................................ฝ่ายหนึ่งซึ่งต่อไปในหนังสือนี้เรียกว่า
ผู้รับมอบ ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันมีข้อความดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ผู้ส่งมอบยอมตกลงมอบ...........................................................อายุ...........ปี……….เดือน
ซึ่งเป็น................................................................อันอยู่ในความดูแลปกครองของผู้ส่งมอบโดยชอบด้วยกฎหมาย
ให้แก่ผู้รับมอบไปอุปการะเลี้ยงดู
ข้อ ๒ ผู้รับมอบยอมตกลงว่าจะนา.....................................................ไปอุปการะเลี้ยงดูและให้
การศึกษาสมควรแก่ฐานานุรูปแห่งตน ณ บ้านเลขที่....................หมู่ท.ี่ ...........ถนน.............................................
ตาบล/แขวง............................... อาเภอ/เขต.................................จังหวัด....................................................และ
จะไม่มอบ.................................................. ให้แก่บุคคลที่สามรับไปอุปการะเลี้ยงดูอีกต่อไป
ข้อ ๓ ในระหว่างที่เด็กอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้รับมอบๆ ยอมตกลงให้ผู้บัญชาการ
เรือนจาหรือเจ้าพนักงานเรือนจา.................................................เข้าติดต่อสอบถามเด็กหรือผู้รับมอบถึงการที่
ได้อุปการะเลี้ยงดูไปแล้วได้
ข้อ ๔ ทั้งสองฝ่ายยอมตกลงกันว่า การอุปการะเลี้ยงดูเป็นอันระงับสิ้นสุดลงในกรณีดงั ต่อไปนี้
(๑) เมื่อผู้บั ญชาการเรื อนจาได้สั่ งให้ บอกเลิ กการอุปการะเลี้ ยงดูเสี ย โดยเหตุที่ผู้รับมอบ
กระทาผิดข้อตกลงในข้อ ๒ หรือข้อ ๓ แห่งหนังสือนี้ หรือมีพฤติการณ์เป็นที่น่าสงสัยว่าหากให้เด็กนั้นอยู่กับ
ผู้รับมอบต่อไปแล้วอาจเกิดความเสียหายแก่เด็กนั้น
(๒) เด็กนั้นตายหรือหลบหนีไปจากการอุปการะเลี้ยงดูของผู้รับมอบ
(๓) ผู้ส่งมอบได้รับการปล่อยตัวไปจากเรือนจาโดยชอบด้วยกฎหมาย
ข้อ ๕ เมื่อการอุปการะเลี้ยงดูระงับลงตามข้อ ๔ (๑) หรือ (๓) แห่งหนังสือนี้ ผู้รับมอบยินดีที่
จะนาตัว................................................................มาส่งแก่ผู้ส่งมอบโดยเร็ว หากเป็นกรณีตามข้อ ๔ (๒) ผู้รับ
มอบจะแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรให้เรือนจา................................................ทราบโดยเร็ว เว้นแต่ผู้ส่งมอบยัง
ยินยอมให้ผู้รับมอบอุปการะต่อไป
ข้อ ๖ ค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้น ทั้ง ๒ ฝ่ายตกลงกันว่า ………...(จะคิดหรือไม่ตามแต่จะตกลงกัน)
..............................................................................................................................................................................
ข้อ ............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
80

หนังสือส่งรับมอบตัว....................................................ไปอุปการะเลี้ยงดูภายนอกเรือนจานี้ทา
เป็น ๓ ฉบับ มีข้อความตรงกันทุกฉบับ ผู้ส่งมอบยึดถือไว้ ๑ ฉบับ ผู้รับมอบยึดไว้ ๑ ฉบับ เก็บไว้ ณ เรือน
จา......................... ๑ ฉบับ
(ลงนาม) ................................................ผู้ส่งมอบ
(ลงนาม) ................................................ผู้รับมอบ
(ลงนาม) ................................................พยาน
(ลงนาม) ................................................พยาน
(ลงนาม) ................................................พยาน

รูปพรรณสัณฐานของเด็ก
เพศ ( ) ชาย ( ) หญิง อายุ..............ปี..........เดือน
ลักษณะที่พบ ( ) ปกติ ( ) พิการ ( ) เจ็บป่วย
ผิว ( ) ดาแดง ( ) ขาวเหลือง ( ) ขาว ( ) อื่นๆ ………….
ผม ( ) ดา ( ) น้าตาล ( ) อื่นๆ……………..
ตา ( ) ดา ( ) น้าตาล ( ) อื่นๆ……………..
ความสมบูรณ์แห่งร่างกาย......(เช่น น้าหนัก, อาการครบ ๓๒).......................
สุขภาพ ( ) แข็งแรง ( ) อ่อนแอ ( ) อื่นๆ………………
ตาหนิ/แผลเป็น...........................
บุคลิก ( ) นิ่งเงียบ ( ) ร่าเริง ( ) อื่นๆ..................
81

- ร่าง -
ระเบียบกรมราชทัณฑ์
ว่าด้วยการดูแลผู้ต้องขังหญิงที่ตงั้ ครรภ์หรือให้นมบุตร
พ.ศ. ๒๕๖๐

เพื่อให้การดาเนินการเกี่ยวกับผู้ต้องขังที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และ
สอดคล้องกับข้อกาหนดกรุงเทพ อาศัยอานาจตามความในมาตรา ๕๗ และมาตรา ๕๘ แห่งพระราชบัญญัติ
ราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ อธิบดีจึงออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการดูแลผู้ต้องขังหญิงที่ตั้งครรภ์หรือให้
นมบุตร พ.ศ. ๒๕๖๐”
ข้อ ๒ ระเบียบนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป
ข้อ ๓ บรรดาระเบี ยบ ข้อบั งคับ คาสั่ง ประกาศ หรือหนังสื อสั่ งการอื่นใด ซึ่งขัดหรือแย้งกับ
ระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบนี้แทน
ข้อ ๔ ในระเบียบนี้
ผู้ต้องขังหญิงที่ตั้งครรภ์ หมายความว่า “ผู้กระทาผิดรวมถึงนักโทษเด็ดขาด คนต้องกักขังและ
คนฝากเพศหญิงที่ถูกจับกุมดาเนินคดี เนื่องจากกระทาผิดกฎหมายในคดีลักษณะต่างๆ กัน และมีบุตรติดครรภ์มาด้วย”

หมวด ๑
บททั่วไป
ข้อ ๕ เมื่อเรือนจาได้รับตัวผู้ต้องขังหญิงที่ตั้งครรภ์ ให้ดาเนินการดังนี้
(๑) จัดห้องนอนและสถานที่อาบน้าแยกเฉพาะผู้ต้องขังหญิงมีครรภ์ ผู้ต้องขังแม่ลูกอ่อน และ
เด็กติดผู้ต้องขัง จากผู้ต้องขังอื่น โดยให้มีความสะอาด ถูกสุขลักษณะ ปลอดภัย อากาศถ่ายเทสะดวก ตาม
ความเหมาะสม ทั้งนี้ หากเรือนจาใดไม่สามารถจัดแยกสถานที่อาบน้าได้ ให้ผู้ต้องขังหญิงมีครรภ์อาบก่อน
ผู้ต้องขังอื่น
(๒) จัดทาประวัติครอบครัวของผู้ต้องขังหญิงมีครรภ์ ผู้ต้องขังแม่ลูก อ่อน และเด็กติดผู้ต้องขัง
รายละเอียดเกี่ยวกับคดี กาหนดโทษ ประวัติการต้องโทษ ภูมิลาเนา ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ต้องขังกับบุตร
ประวัติของบุตร ญาติที่สามารถติดต่อได้ พร้อมทั้งเก็บรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องของผู้ต้องขังและบุตร
(๓) จัดเตรียมเอกสารของผู้ต้อ งขังหญิงมีครรภ์และสามี ได้แก่ สาเนาบัตรประชาชน และสาเนา
ทะเบียนบ้าน เพื่อใช้ในการจัดทาบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า การแจ้งเกิดบุตร และการเตรียมการคลอดบุตร
และถ่ายภาพไว้เพื่อให้เจ้าหน้าที่ประตูเรือนจาตรวจสอบก่อนและหรือหลังกลับจากโรงพยาบาล
82

หมวด ๒
การดูแลผู้ต้องขังที่ตั้งครรภ์
ข้อ ๖ นอกจากสิ่งของจาเป็ นของผู้ต้องขังซึ่งเรือนจาต้องจัดให้ตามกฎกกระทรวง ให้เรือนจา
จัดหา นม อาหารเสริม เสื้อผ้า ยารักษาโรค เครื่องอุปโภคบริโภค ให้เป็นสวัสดิการแก่ผู้ต้องขังหญิงมีครรภ์
เป็นพิเศษ
ข้อ ๗ ให้เรือนจาจัดให้มีกิจกรรมกลุ่มให้คาปรึกษาแนะนาผู้ต้องขังหญิงมีครรภ์
ข้อ ๘ ให้เรือนจาจัดให้มีพยาบาล หรือสูตินรีแพทย์เข้ามาตรวจครรภ์ ตรวจสุขภาพ รวมทั้งฉีด
วัคซีนตามกาหนด และให้มีการออกกาลังกายและกิจกรรมนันทนาการสาหรับผู้ต้องขังหญิงมีครรภ์ด้วย
ข้อ ๙ เรือนจาจะจัดให้ผู้ต้องงขังที่ตั้งครรภ์ทางานก็ได้ แต่ต้องเป็นงานเล็กน้อยที่ไม่ก่อให้เกิด
อันตรายต่อสุขภาพ เช่น งานประดิษฐ์
ข้อ ๑๐ การส่งผู้ต้องขังที่ตั้งครรภ์ไปตรวจครรภ์ คลอดบุตร หรือรักษาตัวภายหลังคลอดบุตรที่
โรงพยาบาลภายนอกเรือนจา รวมถึงการจัดให้มีเจ้าพนักงานเรือนจาผู้ทาหน้าที่ควบคุม ให้เป็นอานาจของผู้
บัญชาการเรือนจา ภายใต้หลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกาหนด
หมวด ๓
เบ็ดเตล็ด
ข้อ ๑๑ ให้เป็นดุลพินิจของผู้บัญชาการเรือนจาที่จะประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ภายนอก
เช่น ส านักงานสาธารณสุ ขจังหวัด สานั กงานพั ฒ นาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด ศูนย์ส่งเสริม
อนามัยแม่และเด็ก สานักงานกาชาดจังหวัด หรือโรงพยาบาลของรัฐ เพื่อขอความอนุเคราะห์สนับสนุนเครื่อง
อุปโภคบริโภคสาหรับผู้ต้องขังหญิงมีครรภ์
ข้อ ๑๒ ให้กองสังคมสงเคราะห์กากับ ดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของนักสังคมสงเคราะห์ในส่วนที่
เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังที่ตั้งครรภ์ ให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ และเก็บข้อมูลหรือสถิติที่จาเป็น
ข้อ ๑๓ ให้อธิบดีมีอานาจวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้
83

- ร่าง -
ระเบียบกรมราชทัณฑ์
ว่าด้วยการกาหนดความสะดวกและประโยชน์บางประการแก่นักโทษเด็ดขาด
พ.ศ. ๒๕๖๐
___________________
เพื่อกำหนดแนวทำงและกำรปฏิบัติเรื่องควำมสะดวกและประโยชน์ในเรือนจำที่นักโทษ
เด็ดขำดจะได้รับตำมลำดับชั้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแรงจูงใจในกำรพัฒนำพฤตินิสัยและเป็นประโยชน์ใน
ด้ำนกำรควบคุม
อำศัยอำนำจควำมในมำตรำ ๕๒ (๑) แห่งพระรำชบัญญัติรำชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ อธิบดีกรม
รำชทัณฑ์จึงวำงระเบียบไว้ดังต่อไปนี้
ส่วนที่ ๑
บททั่วไป
ข้อ ๑ เพื่อประโยชน์แห่งกำรควบคุม รักษำวินัยของผู้ต้องขัง และจูงใจให้ผู้ต้องขังประพฤติ
ตนดี ให้ผู้ต้องขังอำจได้รับควำมสะดวกหรือประโยชน์บำงประกำรที่กำหนดในระเบียบนี้ ตำมชั้นที่ตนถือครองอยู่
ข้อ ๒ กำรให้ควำมสะดวกและประโยชน์ต่ำงๆ ตำมระเบียบนี้ มีเงื่อนไขที่จะต้องปฏิบัติตำม
ระเบียบข้อบังคับ อันทำงกำรเรือนจำได้ตั้งขึ้นไว้สำหรับกำรให้ควำมสะดวกหรือกำรให้ประโยชน์นั้นๆ หำกมิได้
มีระเบียบข้อบังคับดังกล่ำวแล้ว ผู้บัญชำกำรเรือนจำมีอำนำจที่จะสั่งกำรตำมที่เห็นสมควร
ข้อ ๓ ควำมสะดวกและประโยชน์ต่ำงๆ ตำมระเบียบนี้ เพื่อให้มีควำมเหมำะสม เป็นธรรม ไม่
เป็นภำระแก่เรือนจ ำเกินสมควร สอดคล้องกับกำรดำเนินชีวิตของประชำชนทั่วไป ให้มีกำรทบทวนควำม
เหมำะสมของระเบียบนี้ตำมที่อธิบดีเห็นสมควร
ส่วนที่ ๒
นักโทษเด็ดขาด
ข้อ ๔ นักโทษเด็ดขำดชั้นเยี่ยมอำจได้รับกำรพิจำรณำให้ได้รับควำมสะดวกและประโยชน์บำง
ประกำร ดังต่อไปนี้
(๑) ให้โอกำสได้รับกำรเยี่ยมญำติได้เป็นพิเศษกว่ำปกติ เช่น จำนวนญำติเยี่ยมได้ครั้งละไม่เกิน
๑๕ คน หรือได้รับเวลำกำรเยี่ยมได้ครั้งละไม่เกิน ๓๐ นำที เป็นต้น โดยผู้บัญชำกำรเรือนจำเห็นสมควรและ
อนุญำต
(๒) ถ้ำทำงกำรเรือนจำสะดวกที่จะจัดได้ ให้รับประทำนอำหำรที่เรือนจำจัดให้พิเศษหรือเพิ่ม
กับข้ำวให้มำกกว่ำที่จ่ำยตำมปกติแก่ผู้ที่อยู่ในชั้นกลำง ขึ้นอีกไม่เกิน ๓ อย่ำง
(๓) อนุญำตให้รับประทำนอำหำรส่วนตัวได้
(๔) ยอมให้เข้ำอ่ำนหนังสือในห้องสมุดเรือนจำได้ หรือให้ยืมหนังสือไปอ่ำนได้ เป็นพิเศษกว่ำผู้
ที่อยู่ในชั้นต่ำกว่ำ
(๕) ผ่อนผันให้มีสมุดและเครื่องเขียนอยู่กับตัว
84

(๖) อนุญำตให้จ่ำยเงินส่วนตัวซื้อสิ่งของในระหว่ำงต้องขังอยู่ในเรือนจำได้มำกขึ้นจำกระเบียบ
ที่กรมรำชทัณฑ์กำหนดไม่เกินร้อยละ ๕๐
(๗) ในเวลำที่มีกำรอบรมเจ้ำพนักงำนเรือนจำ จนถึงเรื่องศีลธรรมจรรยำ วิชำกำร และกำร
พัฒนำตนเอง ก็อนุญำตให้เข้ำฟังได้
(๘) กำรอยู่หลับนอน ถ้ำทำงกำรเรือนจำสะดวกที่จะจัดให้ ก็อนุญำตให้นำ เครื่องหลับ
นอนส่วนตัว ซึ่งผู้บัญชำกำรเรือนจำเห็นสมควรเข้ำมำใช้ได้
(๙) ยอมให้เล่นหรือมีส่วนในกำรรื่นเริง หรือกำรดนตรี หรือมหรสพสัปดำห์ละ ๒ ครั้ง
และยอมให้นำเครื่องดนตรีส่วนตัว ซึ่งผู้บัญชำกำรเรือนจำเห็นสมควรเข้ำมำเล่นได้
(๑๐) ในระหว่ำงเวลำว่ำงงำน ยอมผ่อนผันให้พักผ่อนมีอิสระภำยในบริเวณเรือนจำ และตำม
เงื่อนไขที่ผู้บัญชำกำรเรือนจำกำหนดให้
ข้อ ๕ นักโทษเด็ดขำดชั้นดีมำกอำจได้รับกำรพิจำรณำให้ได้รับควำมสะดวกและประโยชน์
บำงประกำร ดังต่อไปนี้
(๑) ถ้ำทำงกำรเรือนจำสะดวกที่จะจัดได้ ให้รับประทำนอำหำรที่เรือนจำจัดให้พิเศษหรือเพิ่ม
กับข้ำวให้มำกกว่ำที่จ่ำยตำมปกติแก่ผู้ที่อยู่ในชั้นกลำง ขึ้นอีกไม่เกิน ๓ อย่ำง
(๒) อนุญำตให้รับประทำนอำหำรส่วนตัวได้สัปดำห์ละ ๓ ครั้ง
(๓) ยอมให้เข้ำอ่ำนหนังสือในห้องสมุดเรือนจำได้ หรือให้ยืมหนังสือไปอ่ำนได้ครั้งละ ไม่เกิน
๒ เล่ม
(๔) ผ่อนผันให้มีสมุดและเครื่องเขียนอยู่กับตัว
(๕) อนุ ญ ำตให้ จ่ ำ ยเงิน ส่ ว นตัว ซื้ อสิ่ ง ของในระหว่ำ งต้อ งขัง อยู่ใ นเรือ นจำได้ม ำกขึ้ นจำก
ระเบียบที่กรมรำชทัณฑ์กำหนดไม่เกินร้อยละ ๓๕
(๖) ในเวลำที่มีกำรอบรมเจ้ำพนักงำนเรือนจำ จนถึงเรื่องศีลธรรมจรรยำ วิชำกำร และกำร
พัฒนำตนเองก็อนุญำตให้เข้ำฟังได้
(๗) กำรอยู่หลับนอน ถ้ำทำงกำรเรือนจำสะดวกที่จะจัดให้ ก็อนุญำตให้นำเครื่องหลับนอน
ส่วนตัว ซึ่งผู้บัญชำกำรเรือนจำเห็นสมควรเข้ำมำใช้ได้
ข้อ ๖ นักโทษเด็ดขำดชั้นดีอำจได้รับกำรพิจำรณำให้ได้รับควำมสะดวกและประโยชน์บำง
ประกำร ดังต่อไปนี้
(๑) ถ้ำทำงกำรเรือนจำสะดวกที่จะจัดได้ ให้รับประทำนอำหำรที่เรือนจำจัดให้พิเศษหรือ
เพิ่มกับข้ำวให้มำกกว่ำที่จ่ำยตำมปกติแก่ผู้ที่อยู่ในชั้นกลำง ขึ้นอีกไม่เกิน ๒ อย่ำง
(๒) อนุญำตให้รับประทำนอำหำรส่วนตัวได้สัปดำห์ละ ๒ ครั้ง
(๓) ยอมให้เข้ำอ่ำนหนังสือในห้องสมุดเรือนจำได้ หรือให้ยืมหนังสือไปอ่ำนได้ครั้งละ ๑ เล่ม
(๔) ผ่อนผันให้มีสมุดและเครื่องเขียนอยู่กับตัว
(๕) อนุ ญำตให้ จ่ ำยเงิน ส่ ว นตัว ซื้อสิ่ งของในระหว่ำงต้องขังอยู่ในเรือนจำได้มำกขึ้นจำก
ระเบียบที่กรมรำชทัณฑ์กำหนดไม่เกินร้อยละ ๑๕
(๖) ในเวลำที่มีกำรอบรมเจ้ำพนักงำนเรือนจำ จนถึงเรื่องศีลธรรมจรรยำ วิชำกำร และกำร
พัฒนำตนเองก็อนุญำตให้เข้ำฟังได้
85

ข้อ ๗ นักโทษเด็ดขำดชั้นกลำงอำจได้รับกำรพิจำรณำให้ได้รับควำมสะดวกและประโยชน์บำง
ประกำร ดังต่อไปนี้
(๑) ให้รับประทำนอำหำรที่เรือนจำจัดให้พิเศษโดยมีกับข้ำว ๑ อย่ำง
(๒) อนุญำตให้รับประทำนอำหำรส่วนตัวได้สัปดำห์ละ ๑ ครั้ง
(๓) ยอมให้เข้ำอ่ำนหนังสือในห้องสมุดเรือนจำได้ หรือให้ยืมหนังสือไปอ่ำนได้ครั้งละ ๑ เล่ม
(๔) ผ่อนผันให้มีสมุดและเครื่องเขียนอยู่กับตัว
ข้อ ๘ นักโทษเด็ดขำดชั้นเลวอำจได้รับกำรพิจำรณำให้ได้รับควำมสะดวกและประโยชน์บำง
ประกำร ดังต่อไปนี้
(๑) ให้รับประทำนอำหำรที่เรือนจำจัดให้พิเศษโดยมีกับข้ำว ๑ อย่ำง
(๒) ยอมให้เข้ำอ่ำนหนังสือในห้องสมุดเรือนจำได้สัปดำห์ละ ๑ ครั้ง
(๓) ผ่อนผันให้มีสมุดและเครื่องเขียนอยู่กับตัว
ข้อ ๙ นักโทษเด็ดขำดชั้นเลวมำกอำจได้รับกำรพิจำรณำให้ได้รับควำมสะดวกและประโยชน์
บำงประกำร ดังต่อไปนี้
(๑) ให้รับประทำนอำหำรที่เรือนจำจัดให้พิเศษโดยมีกับข้ำว ๑ อย่ำง
(๒) ยอมให้เข้ำอ่ำนหนังสือในห้องสมุดเรือนจำได้ ๒ สัปดำห์ต่อ ๑ ครั้ง
ส่วนที่ ๓
คนต้องขังและคนฝาก
ข้อ ๑๐ คนต้องขังและคนฝำก ให้กำหนดควำมสะดวกและประโยชน์บำงประกำรเท่ำกับ
นักโทษเด็ดขำดชั้นเยี่ยมโดยอนุโลม
86

- ร่าง -
ระเบียบกรมราชทัณฑ์
ว่าด้วยการเยี่ยม การติดต่อของบุคคลภายนอกต่อผู้ต้องขัง
และการเข้าดูกิจการหรือติดต่อการงานกับเรือนจา
พ.ศ. ๒๕๖๐

โดยที่เห็นสมควรให้มีการปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์และวิธีการเยี่ยมการติดต่อผู้ต้องขังและ
การเข้าดูกิจการหรือติดต่อการงานกับเรือนจาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปและเพื่อให้การ
ดาเนินภารกิจของกรมราชทัณฑ์เอื้ออานวยต่อการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการ
กระทาความผิดอันเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ
อาศัยอานาจตามความในมาตรา ๖๐ และมาตรา ๖๑ แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐
ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๗/๑ และมาตรา ๘ บัญญัติให้กระทาได้โดยอาศัย
อานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย อธิบดีกรมราชทัณฑ์จึงออกระเบียบไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรี ย กว่า “ระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการเยี่ยมการติดต่อของบุคคล
ภายนอกต่อผู้ต้องขังและการเข้าดูกิจการหรือติดต่อการงานกับเรือนจา พ.ศ. ๒๕๖๐”
ข้อ ๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศเป็นต้นไป
ข้อ ๓ ให้ยกเลิก “ข้อบังคับกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการเยี่ยมการติดต่อของบุคคลภายนอกต่อ
ผู้ต้องขัง และการเข้าดูกิจการหรือติดต่อการงานกับเรือนจา พ.ศ. ๒๕๕๕”
ข้อ ๔ บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ หรือคาสั่งอื่นใด ซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบนี้แทน
ข้อ ๕ ในระเบียบนี้
“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายถึง ข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างสังกัดกรมราชทัณฑ์
ที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงานด้านการเยี่ยมการติดต่อผู้ต้องขังหรือการเข้าดูกิจการหรือติดต่อการงานกับ
เรือนจา
“เจ้าหน้าที่พยาบาล” หมายถึง พยาบาลวิชาชีพ พยาบาลเทคนิค เจ้าหน้าที่พยาบาล หรือ
เจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ทาหน้าที่พยาบาลประจาสถานพยาบาล
ข้อ ๖ ให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์รักษาการและให้มีอานาจตีความวินิจฉัยปัญหา ตลอดจนกาหนด
หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติให้เป็นไปตามระเบียบนี้
หมวด ๑
บุคคลภายนอกเข้าเยี่ยมหรือติดต่อผู้ต้องขัง
ข้อ ๗ บุคคลภายนอกจะเข้าเยี่ยมหรือติดต่อกับผู้ต้องขังได้ดังนี้
(๑) เมื่อได้รับอนุญาตจากผู้บัญชาการเรือนจาหรือผู้ได้รับมอบหมายจากผู้บัญชาการเรือนจา
ในการเข้าเยี่ยมหรือติดต่อกับผู้ต้องขังต้องนาบัตรประจาตัวประชาชน หรือบัตรที่ออกโดย
ทางราชการที่ ป รากฏภาพถ่า ยไปแสดงต่อพนักงานเจ้ าหน้ าที่ และให้ พนั กงานเจ้า หน้า ที่จดบั นทึก ข้อมู ล
87

บุคคลภายนอกผู้เข้าเยี่ยมหรือติดต่อไว้เป็นหลักฐาน โดยเฉพาะความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับผู้ต้องขัง กิจธุระ หรือ


ประโยชน์ในการเข้าเยี่ยมหรือติดต่อกับผู้ต้องขังนั้น
(๒) เฉพาะผู้ต้องขังที่ได้รับโอกาสให้ได้รับการเยี่ยมหรือติดต่อจากบุคคลภายนอก
(๓) ต้องเข้าเยี่ยมหรือติดต่อในวันและเวลาที่ทางเรือนจากาหนดไว้
หากมีเหตุพิเศษจาเป็นต้องพบผู้ต้องขังนอกวันและเวลาที่กาหนด ให้ขออนุญาตต่อ ผู้
บัญชาการเรือนจา แต่ต้องไม่ใช่ระหว่างเวลาที่เรือนจาได้นาผู้ต้องขังเข้าห้องขังแล้ว และยังมิได้นาออกจากห้อง
ขัง เว้นแต่ผู้บัญชาการเรือนจาจะเห็นความจาเป็นที่สมควรอนุญาต
ข้อ ๘ เพื่อประโยชน์ด้านการควบคุมหรือความมั่นคงของเรือนจา ผู้บัญชาการเรือนจาจะ
กาหนดให้ผู้ต้องขังแจ้งรายชื่อบุคคลภายนอกที่จะให้เข้ามาพบหรือติดต่อกับตนภายในเรือนจาไว้ล่วงหน้าก็ได้
รายชื่อบุคคลภายนอกนั้นให้มีจานวนไม่เกิน ๑๐ คน และหากจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงก็ให้สามารถดาเนินการได้
โดยต้องแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน
ในกรณีมีเหตุพิเศษผู้บัญชาการเรือนจาอาจพิจารณาอนุญาตให้บุคคลภายนอกนอกเหนือจาก
ที่ได้แจ้งไว้ตามวรรคก่อน เข้าเยี่ยมหรือติดต่อกับผู้ต้องขังก็ได้
ข้อ ๙ บุคคลภายนอกที่มาขอเยี่ยมหรือติดต่อกับผู้ต้องขัง หากมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้
จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมหรือติดต่อผู้ต้องขัง
(๑) มีอาการมึนเมาหรือเมาสุรา น่าจะก่อความเดือดร้อนราคาญหรือความไม่เรียบร้อย
(๒) มีเหตุอันควรเชื่อว่าถ้าอนุญาตให้เยี่ยมหรือติดต่อกับผู้ต้องขังได้ จะก่อการร้ายหรือกระทา
ผิดกฎหมายขึ้น
(๓) แต่งกายผิดปกตินิยมในท้องถิ่น หรือไม่สุภาพ หรือสกปรกอย่างร้ายแรง
(๔) ไม่มีกิจเกี่ยวข้อง หรือรู้จักเป็นญาติมิตรกับผู้ต้องขัง
(๕) มีกิริยาวาจาไม่สุภาพ
(๖) เป็นโรคติดต่อร้ายแรง
ข้อ ๑๐ บุคคลภายนอกที่ได้รับอนุญาตให้เยี่ยมหรือติดต่อกับผู้ต้องขังจะต้องปฏิบัติตน ดังนี้
(๑) อยู่ในเขตที่ทางการเรือนจากาหนดให้เป็นที่เยี่ยมหรือติดต่อกับผู้ต้องขัง
(๒) ไม่นาสิ่งของใด ๆ เข้ามาหรือนาออกจากเรือนจา ส่งมอบให้หรือรับจากผู้ต้องขังโดยมิได้
รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ กรณีที่ประสงค์จะมอบเงินให้กับผู้ต้องขัง ให้นาฝากไว้กับพนักงานเจ้าหน้าที่
ที่ทางเรือนจาจัดไว้ให้เพื่อการนั้น
(๓) ไม่แนะนา ชักชวน แสดงกิริยาหรือให้อาณัติสัญญาณอย่างใด ๆ แก่ผู้ต้องขัง เพื่อกระทา
ผิดกฎหมายหรือวินัยผู้ต้องขัง
(๔) พูดภาษาไทย และออกเสี ยงให้ ดังพอที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้ควบคุมอยู่ ณ ที่นั้นได้ยิน
จะพูดภาษาอื่นได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่
(๕) ยินยอมให้พนักงานเจ้าหน้าที่ฟังการสนทนา บันทึกภาพหรือเสียง และตัดการสื่อสารหาก
เห็นว่าข้อความที่สนทนาเป็น ไปโดยไม่เหมาะสม ในกรณีที่เรือนจาจัดให้เยี่ยมหรือติดต่อกับผู้ต้องขังโดยการ
พูดคุยผ่านเครื่องมือสื่อสาร
(๖) ไม่ถ่ายภาพ หรือเขียนภาพ เกี่ยวกับผู้ต้องขังหรือเรือนจา หรือเขียนแบบแปลน หรือแผน
ที่เรือนจา เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากกรมราชทัณฑ์ และแจ้งให้ผู้บัญชาการเรือนจาทราบก่อนแล้ว
88

ข้อ ๑๑ ในกรณีที่มีข้อสงสัยว่าบุคคลภายนอกที่มาขออนุญาต หรือได้รับอนุญาตให้เยี่ยมหรือ


ติดต่อแล้ว มีสิ่งของที่ยังไม่ได้รับอนุญาตตามข้อ ๑๐ (๒) หรือเงิน หรือสิ่งของต้องห้ามตามกฎหมายว่าด้วยการ
ราชทัณฑ์ พนักงานเจ้าหน้าที่ มีอานาจขอดูหรือขอตรวจค้นได้ หากบุคคลภายนอกนั้นเป็นชายให้ พนักงาน
เจ้าหน้าที่ชายเป็นผู้ทาการตรวจค้น หากเป็นหญิงให้พนักงานเจ้าหน้าที่หญิงเป็นผู้ทาการตรวจค้น หรือให้ผู้นั้น
แสดงเอง หรือจัดให้ชายหรือหญิงอื่นที่ควรเชื่อถือทาการตรวจค้นแทนก็ได้
ข้อ ๑๒ บุคคลภายนอกที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือที่ได้รับอนุญาตให้เยี่ยมหรือติดต่อกับผู้ต้องขัง
ได้กระทาผิดข้อบังคับนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่มีอานาจดาเนินการให้ออกไปจากบริเวณเรือนจา ทั้งนี้ หากมีการ
ขัดขืนพนักงานเจ้าหน้าที่มีอานาจใช้กาลังพอสมควรที่จะให้ออกไปพ้นจากเรือนจาได้
หมวด ๒
ทนายความเข้าพบผู้ต้องขังเกี่ยวกับคดี
ข้อ ๑๓ ทนายความที่จะขอพบผู้ต้องขังจะต้องเป็นทนายความที่ได้รับใบอนุญาตให้เป็นทนายความ
ตามกฎหมายว่าด้วยทนายความ และจะเข้าเยี่ยมหรือติดต่อกับผู้ต้องขังได้เฉพาะทนายความที่ผู้ต้องขังต้องการ
พบเท่านั้น
ข้อ ๑๔ ทนายความจะต้องยื่นคาร้องขอพบผู้ต้องขังตามแบบคาร้องที่กรมราชทัณฑ์กาหนด
เรือนจาที่ได้รับคาร้องให้แจ้งผู้ต้องขังได้ทราบข้อความตามคาร้อง เพื่อแจ้งความประสงค์และ
เหตุผลว่าจะพบทนายความนั้นหรือไม่
เมื่อผู้บัญชาการเรือนจาหรือผู้ได้รับมอบหมายจากผู้บัญชาการเรือนจามีความเห็นในคาร้อง
เป็นประการใดแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งความเห็นหรือคาสั่งนั้น ให้ทนายความลงลายมือชื่อรับทราบด้วย
ข้อ ๑๕ ทนายความรายใดที่จะขอเข้าพบผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างการสอบสวนหรือไต่สวนมูลฟ้อง
ให้ทนายความรายนั้นยื่นสาเนาใบอนุญาตให้เป็นทนายความตามกฎหมายว่าด้วยทนายความ เพื่อเป็นหลักฐาน
ประกอบคาร้องขอพบผู้ต้องขังภายในเรือนจาด้วย
สาหรับทนายความรายใดที่ผู้ต้องขังได้แต่งตั้งและคดีเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลแล้ว
ทนายความรายนั้นต้องยื่นสาเนาใบแต่งทนายความที่ศาลประทับรับไว้ในสานวนคดีให้เป็นทนายความของ
ผู้ต้องขัง ประกอบคาร้องขอพบผู้ต้องขังภายในเรือนจาด้วย เว้นแต่เป็นกรณีที่ผู้ต้องขังยังไม่แต่งตั้งทนายความ
ในกรณีมีเ หตุพิเ ศษอัน เกี่ย วข้อ งกับการแต่ง ตั้ง ทนายความ การถอนตัว ของทนายความ
การเสียชีวิตของทนายความ หรือการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นใหม่ ผู้บัญชาการเรือนจาอาจพิจารณาอนุญาตให้
ทนายความเข้าพบผู้ต้องขังโดยไม่ต้องมีใบแต่งทนายความหรือใบแต่งทนายความที่ศาลประทับรับไว้ในสานวน
คดีให้เป็นทนายความของผู้ต้องขังนั้นมาแสดง ก็ได้
ข้อ ๑๖ ทนายความที่ได้รับอนุญาตให้เข้าพบผู้ต้องขัง ต้องพบหรือติดต่อกับผู้ต้องขังคราวละ
หนึ่งคน เว้นแต่การพบผู้ต้องขังซึ่งเป็นผู้ต้องหาร่วมหรือจาเลยร่วมในคดีเดียวกัน และการพบนั้นเป็นไป เพื่อ
ประโยชน์ในกระบวนการพิจารณาคดี จะให้พบผู้ต้องขังมากกว่าหนึ่งคนก็ได้
ข้อ ๑๗ ทนายความที่ประสงค์จะขอเข้าพบผู้ต้องขังซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีอาญา คดีแพ่ง
หรือ คดีปกครอง ให้ทนายความผู้นั้นดาเนินการตามข้อ ๑๓ ข้อ ๑๔ ข้อ ๑๕ และข้อ ๑๖ โดยอนุโลม
ข้อ ๑๘ ทนายความสามารถเข้าพบผู้ต้องขังได้ตั้งแต่เวลา ๐๘.๓๐ นาฬิกา ถึง ๑๖.๐๐ นาฬิกา
ของวันราชการ
หากมีเหตุพิเศษจาเป็นต้องพบผู้ต้องขังนอกวันเวลาในวรรคก่อน ให้ขออนุญาตต่อผู้บัญชาการ
เรือนจา แต่ต้องไม่ใช่ระหว่างเวลาที่เรือนจาได้นาผู้ต้องขังเข้าห้องขังแล้ว และยังมิได้นาออกจากห้องขัง เว้นแต่
ผู้บัญชาการเรือนจาจะเห็นความจาเป็นที่สมควรอนุญาต
89

ข้อ ๑๙ ทนายความที่ได้รับอนุญาตให้พบผู้ต้องขัง หากต้องการจะสงวนข้อความที่พูดกับผู้ต้องขัง


เป็นความลับให้แจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่ทราบ และให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมอยู่ในระยะที่ไม่สามารถได้ยิน
ข้อความการสนทนา
ข้อ ๒๐ ให้นาความในหมวด ๑ มาใช้บังคับกับกรณีทนายความที่เข้าพบผู้ต้องขังเท่าที่จะพอ
บังคับได้โดยอนุโลม
หมวด ๓
บุคคลภายนอกเข้าดูกิจการหรือติดต่อการงานกับเรือนจา
ข้อ ๒๑ บุคคลภายนอกจะเข้าดูกิจการหรือติดต่อการงานกับเรือนจาได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาต
จากผู้บัญชาการเรือนจาหรือผู้ได้รับมอบหมายจากผู้บัญชาการเรือนจา
ข้อ ๒๒ บุคคลภายนอกที่จะเข้าดูกิจการหรือติดต่อการงานกับเรือนจาจะต้องปฏิบัติตนดังนี้
(๑) แต่งกายและมีกิริยาอันสุภาพ
(๒) ไม่พูดจากับผู้ต้องขัง เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่
(๓) ต้องเข้าดูแต่ภายในอาณาเขต และกาหนดเวลาที่ทางการเรือนจากาหนดให้ไว้
ข้อ ๒๓ บุคคลภายนอกที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าดูกิจการหรือติดต่อการงานกับเรือนจาในคราวหนึ่ง
จะมีจานวนเท่าใด ให้ผู้บัญชาการเรือนจาพิจารณาตามความจาเป็นและเหมาะสมแก่สภาพการณ์ของเรือนจา
ข้อ ๒๔ ให้นาความในหมวด ๑ มาใช้บังคับกับกรณีบุคคลภายนอกเข้าดูกิจการหรือติดต่อ
การงานกับเรือนจาเท่าที่พอจะบังคับได้ โดยอนุโลม
หมวด ๔
เจ้าหน้าที่สถานทูตและพนักงานกงสุลเข้าเยี่ยมผู้ต้องขัง
ข้อ ๒๕ เจ้าหน้าที่สถานทูตและพนักงานกงสุลจะเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังในสังกัดได้ ต่อเมื่อได้รับอนุญาต
จากผู้บัญชาการเรือนจาหรือผู้ได้รับมอบหมายจากผู้บัญชาการเรือนจา
ข้อ ๒๖ เจ้าหน้าที่สถานทูตและพนักงานกงสุลผู้ได้รับอนุญาต จะต้องแต่งกายและมีกิริยาอัน
สุภาพ ทั้งไม่ออกไปนอกเขตที่ทางการเรือนจากาหนดให้
ข้อ ๒๗ ให้นาความในหมวด ๑ มาใช้บังคับกับกรณีเจ้าหน้าที่สถานทูตหรือพนักงานกงสุลเข้า
เยี่ยมผู้ต้องขังเท่าที่พอจะบังคับได้โดยอนุโลม
หมวด ๕
การเยี่ยมผู้ต้องขังป่วย
ข้อ ๒๘ ผู้ต้องขังคนใดที่เจ็บป่วยอาการหนักและได้รับการรักษาตัวอยู่ในทัณฑสถานโรงพยาบาล
ราชทัณฑ์หรือสถานพยาบาลของเรือนจา หากผู้อานวยการทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์หรือผู้บัญชาการ
เรือนจาจะอนุญาตให้ผู้ต้องขังนั้นได้รับการเยี่ยมจากญาติภายในทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์หรือสถานพยาบาล
ของเรือนจาก็ได้แล้วแต่กรณี โดยพิจารณาจากรายงานของแพทย์หรือเจ้าหน้าที่พยาบาลประจาสถานพยาบาลนั้น
90

ข้อ ๒๙ ให้มีการเยี่ยมผู้ต้องขังป่วยในระหว่างวันและเวลาราชการตามปกติ โดยให้จัดเยี่ยม


ในทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์หรือสถานพยาบาลของเรือนจาหรือสถานที่อื่ นใดอันสมควร แต่ต้องเป็น
สถานที่ที่ญาติและผู้ต้องขังได้สนทนากันอย่างใกล้ชิด และเยี่ยมได้ครั้งละไม่เกิน ๓๐ นาที
ข้อ ๓๐ ญาติต่อไปนี้เท่านั้นที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมผู้ต้องขังป่วย
(๑) บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย
(๒) สามี หรือภรรยา
(๓) บุตร ธิดา หรือหลาน
(๔) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน หรือพี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน
(๕) ลุง ป้า น้า อา
(๖) บุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดหรือผู้ที่ผู้ต้องขังป่วยร้องขอ
ข้อ ๓๑ ให้นาความในหมวด ๑ มาใช้บังคับกับกรณีการเยี่ยมผู้ต้องขังป่วยเท่าที่พอจะบังคับ
ได้โดยอนุโลม
หมวด ๖
การติดต่อทางโทรศัพท์
ข้อ ๓๒ ผู้ต้องขังที่จะติดต่อกับญาติทางโทรศัพท์จะต้องได้รับอนุญาตจากผู้บัญชาการเรือนจา
ข้อ ๓๓ ผู้ต้องขังที่จะได้รับอนุญาตให้ติดต่อหรือได้รับการติดต่อกับญาติทางโทรศัพท์ ได้แก่
(๑) ผู้ ต้องขังป่ ว ยและได้รั บ การรั กษาตัว อยู่ในทัณ ฑสถานโรงพยาบาลราชทัณ ฑ์ห รื อ
สถานพยาบาลของเรือนจา หรือสถานที่ควบคุมอื่นใดในสังกัดของกรมราชทัณฑ์
(๒) ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี
(๓) ผู้ต้องขังที่ไม่อยู่ระหว่างถูกลงโทษทางวินัย หรือถูกลงโทษทางวินัยในรอบปีนั้น
(๔) นักโทษเด็ดขาดตั้งแต่ชั้นกลางขึ้นไป และมิใช่เป็นนักโทษเด็ดขาดกาหนดโทษประหารชีวิต
เงื่อนไขและหลักเกณฑ์การติดต่อทางโทรศัพท์ให้เป็นไปตามที่กรมราชทัณฑ์กาหนด
ข้อ ๓๔ ญาติที่ผู้ต้องขังจะติดต่อหรือได้รับการติดต่อทางโทรศัพท์จะต้องเป็นญาติที่กาหนดไว้
ตามข้อ ๓๐ (๑) - (๕) เท่านั้น
ข้อ ๓๕ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ฟังและบันทึกเสียงการติดต่อทางโทรศัพท์ระหว่างผู้ต้องขังกับญาติ
หากเห็นว่าข้อความที่สนทนากันนั้นขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีหรือความปลอดภัยในการ
ควบคุม ให้ระงับการติดต่อทันที และห้ามผู้ต้องขังรายนั้นได้รับการติดต่อกับญาติผ่านช่องทางการติดต่อสื่อสาร
ด้วยวิธีนี้อีก
ข้อ ๓๖ ให้นาความในหมวด ๑ มาใช้บังคับกับกรณีการติดต่อทางโทรศัพท์เท่าที่พอจะบังคับได้
โดยอนุโลม
หมวด ๗
การเยี่ยมในลักษณะการประชุมทางจอภาพ
ข้อ ๓๗ ผู้ต้องขังที่จะได้รับการเยี่ยมในลักษณะการประชุมทางจอภาพจะต้องได้รับอนุญาต
จากผู้บัญชาการเรือนจาหรือผู้ได้รับมอบหมายจากผู้บัญชาการเรือนจา
91

ให้ใช้ดุลพินิจให้ได้รับการเยี่ยมในลักษณะการประชุมทางจอภาพเฉพาะในกรณีมีเหตุจาเป็น
โดยต้องคานึงถึงความจาเป็นของญาติที่ไม่อาจเดินทางมายัง เรือนจาได้ประกอบกับความมั่นคงปลอดภัยของ
เรือนจา
เหตุจาเป็นในวรรคสองอาจเกิดจากการที่ญาติเจ็บป่วย หรือมีถิ่นที่อยู่ห่างไกลจากเรือนจา
หรือมีถิ่นทีอ่ ยู่ในต่างประเทศ หรือมีเหตุจาเป็นอย่างอื่น ให้เรือนจาจดแจ้งข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุให้มีการเยี่ยมใน
ลักษณะการประชุมทางจอภาพไว้
ผู้ต้องขัง ญาติ สถานทูตหรือสถานกงสุล ที่ประสงค์จะขอเยี่ยมในลักษณะการประชุมทาง
จอภาพ จะต้องยื่นคาร้องพร้อมทั้งเหตุผลความจาเป็นและยื่นเอกสารที่สามารถระบุตัวตนของผู้ที่จะทาการเยี่ยม
ข้อ ๓๘ ญาติที่ผู้ต้องขังจะติดต่อหรือได้รับการเยี่ยมในลักษณะการประชุมทางจอภาพจะต้อง
เป็นญาติที่กาหนดไว้ตามข้อ ๓๐ (๑) - (๕) เท่านั้น
ข้อ ๓๙ ผู้ต้องขังที่จะได้รับอนุญาตให้ได้รับการเยีย่ มในลักษณะการประชุมทางจอภาพ ได้แก่
(๑) ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี
(๒) ผู้ต้องขังที่ไม่อยู่ระหว่างถูกลงโทษทางวินัย หรือถูกลงโทษทางวินัยในรอบปีนั้น
(๓) นักโทษเด็ดขาดตั้งแต่ชั้นกลางขึ้นไป
หลักเกณฑ์และวิธีการเยี่ยมในลักษณะการประชุมทางจอภาพให้เป็นไปตามที่กรมราชทัณฑ์กาหนด
ข้อ ๔๐ ผู้ต้องขังเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการเยี่ยมในลักษณะการประชุมทางจอภาพ
โดยทางเรือนจาพิจารณาเก็บค่าบริการตามที่กรมราชทัณฑ์กาหนด
ข้อ ๔๑ ให้ นาความในข้อ ๗ (๓) และ ข้อ ๑๐ (๔) และ (๕) มาใช้บังคับกับการเยี่ยมใน
ลักษณะการประชุมทางจอภาพโดยอนุโลม
ข้ อ ๔๒ ให้ มี ก ารเยี่ ย มในลั ก ษณะการประชุ ม ทางจอภาพระหว่ า งวั น และเวลาราชการ
ตามปกติ และเยี่ยมได้ครั้งละไม่เกิน ๒๐ นาที
ในกรณี มี เ หตุ ฉุก เฉิ น จ าเป็ น เร่ ง ด่ ว น ผู้ บั ญ ชาการเรื อ นจ าหรื อ ผู้ ที่ ไ ด้ รั บ มอบหมายจากผู้
บัญชาการเรือนจา อาจพิจารณาอนุญาตให้มีการเยี่ยมในลั กษณะการประชุมทางจอภาพนอกเหนือจากที่
กาหนดในวรรคหนึ่งได้
หมวด ๘
การรับฝากสิ่งของจากบุคคลภายนอกให้แก่ผู้ต้องขัง
ข้อ ๔๓ การจะให้มีการรับหรืองดรับฝากสิ่งของจากบุคคลภายนอกให้แก่ผู้ต้องขังในแต่ละเรือนจา
ให้เป็นไปตามประกาศกรมราชทัณฑ์
ข้อ ๔๔ การรับฝากสิ่งของจากบุคคลภายนอกให้แก่ผู้ต้องขัง ต้องให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจก่อน
และดาเนินการ ดังนี้
(๑) ถ้าเป็น “สิ่งของอนุญาต” ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งมอบแก่ผู้ต้องขัง เว้นแต่มีปริมาณมาก
เกินความจาเป็น พนักงานเจ้าหน้าที่จะส่งมอบแก่ผู้ต้องขังพอประมาณตามความจาเป็นก็ได้ นอกนั้นให้ส่งมอบ
แก่บุคคลภายนอกผู้ฝากรับคืนไป
(๒) ถ้าเป็นสิ่งของซึ่งมิใช่ “สิ่งของต้องห้าม” หรือมิใช่เป็น “สิ่งของอนุญาต” แต่เป็นสิ่งของ
ที่ทางการเรือนจาผ่อนผันยอมเก็บรักษาไว้ให้แก่ผู้ต้องขัง พนักงานเจ้าหน้าที่จะรับเก็บรักษาไว้ให้แก่ผู้ต้องขังก็ได้
92

ถ้าไม่สามารถจะเก็บรักษาไว้ให้แก่ผู้ต้องขังได้ ให้ส่งมอบสิ่งของนั้นคืนแก่ บุคคลภายนอกผู้ฝาก หากไม่รับคืน


ให้พนักงานเจ้าหน้าที่นาเอาออกไปไว้นอกเรือนจา และในกรณีนี้พนักงานเจ้าหน้าที่และทางการเรือนจาจะ
ไม่รับผิดชอบในสิ่งของนั้นแต่อย่างใด
สิ่งของที่ไม่ผ่านการตรวจค้นของพนักงานเจ้าหน้าที่ห้ามส่งมอบให้ผู้ต้องขังโดยเด็ดขาด
ข้อ ๔๕ กรณีการส่งมอบสิ่งของหรือการให้นาเอาสิ่งของออกไปจากเรือนจาหรือการงดรับ
ฝากสิ่งของตามข้อก่อน พนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องชี้แจงเหตุผลให้บุคคลภายนอกผู้ฝากทราบด้วย
93

แบบฟอร์มที่เกี่ยวข้อง
คาร้องขอพบผู้ต้องขังของทนายความ

ที่เรือนจา/ทัณฑสถาน
วันที่ เดือน พ.ศ.

ข้าพเจ้า อายุ ปี สัญชาติ


อยู่บ้านเลขที่ หมู่ที่ ตาบล/แขวง อาเภอ/เขต
จังหวัด เป็นผู้ประกอบวิชาชีพทนายความ ได้รับในอนุญาตให้เป็น
ทนายความเลขที่ / ออกให้เมื่อ หมดอายุ
สถานที่ประกอบอาชีพสานักงาน เลขที่ หมู่ที่ ซอย
ถนน ตาบล/แขวง
อาเภอ/เขต จังหวัด โทร
ขอยื่นคาร้องต่อเรือนจา/ทัณฑสถานแห่งนี้ โดยมีความประสงค์ขอพบผู้ต้องขัง เพื่อปรึกษาคดี
ดังมีรายนามดังนี้
๑. คดี
๒. คดี
๓. คดี
๔. คดี
การยื่นคาร้องครั้งนี้ ข้าพเจ้า ขอยืนยันว่า ข้าพเจ้า
 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทนายความของผู้ต้องขังแล้ว  ยังไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทนายความของผู้ต้องขัง
ข้าพเจ้า ขอนานาย/นาง/นางสาว ซึ่งเป็นล่ามเข้าพบผู้ต้องขังด้วย
เนื่องจากผู้ต้องขังนั้น
 เป็นชาวต่างประเทศ ไม่สามารถพูดและฟังภาษาไทยได้
 เป็นชาวไทยใช้ภาษาท้องถิ่น ไม่สามารถพูดและฟังภาษาไทยได้
ในการขอพบผู้ต้องขังครั้งนี้ ข้าพเจ้า ได้รับคาแนะนาหรือติดต่อจากบุคคล ดังนี้
๑. ซึ่งเกี่ยวข้องโดย
๒. ซึ่งเกี่ยวข้องโดย
๓. ซึ่งเกี่ยวข้องโดย
ข้าพเจ้าขอรับรองว่า ข้อความดังกล่าวข้างต้นเป็นความจริงทุกประการและข้าพเจ้าจะปฏิบัติ
ตามระเบียบ ข้อบังคับที่กรมราชทัณฑ์กาหนดไว้ โดยเคร่งครัด หากข้อความดังกล่าวเป็นเท็จไม่ว่าด้วย
ประการใดๆ ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบทุกประการ

ลงชื่อ ทนายความ
( )
94

หมายเหตุ ให้แนบใบอนุญาตให้เป็นทนายความพร้อมคารับรองสาเนาถูกต้องของทนายความด้วย
๑ ๒
คารับรองของผู้ต้องขัง ความเห็นของเจ้าหน้าที่
ข้าพเจ้า.................................................................... เรียน ......................................................................
หมายเลขประจาตัว.........................../..................... ได้ตรวจสอบคาร้อง และเอกสารหลักฐานการเป็น
คดี ..................................สัญชาติ ........................... ทนายความแล้ว เห็นว่า
มีความสามารถพูดและฟังภาษาไทย  ได้  ไม่ได้  ถูกต้อง ควรอนุญาต
ได้ทราบข้อความตามคาร้องดังกล่าวข้างต้นแล้ว  ไม่ถูกต้อง ไม่ควรอนุญาต เพราะ..............
มีความประสงค์ .................................................................
 ต้องการพบทนายความ ..................................................................
 ไม่ต้องการพบทนายความ เพราะ................. ..................................................................
.................................................................... ..................................................................

ลงชื่อ...............................................................ผู้ต้องขัง ลงชื่อ............................................................
เจ้าหน้าที่
(...........................................................) (...........................................................)
.............../......................../................. ตาแหน่ง......................................................
.............../......................../.................

๓ ความเห็นของผู้บังคับบัญชา ๔
คาสั่ง  อนุญาต รับทราบคาสั่ง
 ไม่อนุญาต เพราะ.............................. ข้าพเจ้า..................................................................
................................................................................ ได้รับทราบคาสั่งโดยตลอดแล้ว
.

ลงชื่อ............................................................ ลงชื่อ........................................................
ทนายความ
(...........................................................) (...........................................................)
ตาแหน่ง...................................................... .............../......................../.................
.............../......................../.................

ติดต่อหน่วยงาน : กองนิติการ กลุ่มงานกฎหมายและระเบียบ