You are on page 1of 5

เธค (อ่านเพิมเติ
ม)

1. ระยะเจ็บครรภ ์จริง (First stage of labour) จะเริมตั ่ งแต่้ เจ็บครรภ ์จริง ๆ



เมือปากมดลู ่
กเริมขยายจนกระทั ่
งปากมดลู กขยายเต็มที่ พร ้อมให ้คุณแม่เบ่งคลอดได ้
(ปากมดลูกเปิ ดเต็มที่ หมายถึง ปากมดลูกซึงเดิ ่ มกว ้างไม่ถงึ 1
เซนติเมตรขยายกว ้างพอทีหั ่ วลูกจะผ่านออกมาได ้ โดยปกติจะมีความกว ้างประมาณ
10 เซนติเมตร) ในระยะนี เป็ ้ นระยะทีคุ่ ณแม่จะต ้องนอนรออยู่ในหอ้ งรอคลอด

ซึงจะใช ้เวลารวม ๆ กันแล ้วประมาณ 12-18 ชัวโมง ่ และในท ้องหลังจะใช ้เวลา 8-12

ชัวโมง โดยแบ่งออกได ้เป็ น 2 ช่วง คือ
 ช่วงแรก หรือ ระยะเฉื่ อย (Latent phase)
้ ปากมดลูกเริมเปิ
ตังแต่ ่ ดหรือเริมเจ็่ บครรภ ์จริงไปจนปากมดลูกเปิ ด 3-4
เซนติเมตร ในช่วงนี คุ ้ ณแม่จะมีอาการเจ็บไม่มาก
ในท ้องแรกอาจใช ้เวลาประมาณ 8-12 ชัวโมง ่ และในท ้องหลังจะใช ้เวลา 6-8

ชัวโมง
 ช่วงทีสอง ่ หรือ ระยะเร่ง (Active phase) จะเป็ นช่วงทีมดลู ่ ่ น้
กหดรดั ตัวถีขึ
ถุงน้าครามั ่ กจะแตกในระยะนี ถ ้ ้าคุณแม่ไม่มน ี ้าเดินมาก่อน
แต่ในบางรายแพทย ์มักใช ้เครืองมื ่ อช่วยเจาะถุงน้าคราเพื ่ อให
่ ก้ ารคลอดดาเนิ นไ
ปได ้ด ้วยดี มดลูกจะหดร ัดตัวถี่ แรง และนานขึน้
คุณแม่จะรู ้สึกเจ็บท ้องมากจนกระทังปากมดลู ่ กเปิ ดหมด
ถ ้าเป็ นคุณแม่ท ้องแรกจะใช ้เวลาประมาณ 4-6 ชัวโมง ่ แต่ในท ้องหลังจะใช ้เวลา
2-4 ชัวโมง ่ ้ ณแม่หลายคนอาจรู ้สึกอยากเบ่งคลอด
(ในระยะนี คุ
แต่ถ ้าเบ่งแล ้วรู ้สึกเจ็บ แสดงว่าปากมดลูกยังขยายไม่เต็มที่
ต ้องรอใหแ้ พทย ์ดูว่าปากมดลูกเปิ ดแล ้วถึงจะเบ่งได ้)
2. ระยะเบ่งคลอด (Second stage of labour)
่ งแต่
จะเริมตั ้ ปากมดลูกเปิ ดหมดและคุณแม่เริมเบ่ ่ งคลอดจนกระทังคลอดลู
่ กน้อยออกม
า หมอและพยาบาลจะย ้ายคุณแม่จากห้องรอคลอดเข ้ามาอยู่ในห ้องคลอด
ในคุณแม่ท ้องแรกจะใช ้เวลาประมาณ 30 นาที (ไม่เกิน 60 นาที) ถ ้าเบ่งนานเกิน 60
นาทีถอื ว่าเบ่งนานผิดปกติ หมอมักพิจารณาให ้การช่วยเหลือการคลอด
ส่วนในคุณแม่ท ้องหลังจะใช ้เวลาประมาณ 20 นาที (ไม่เกิน 30 นาที)
3. ระยะคลอดรก (Third stage of labour)
่ งแต่
จะเริมตั ้ ลูกน้อยคลอดออกมาจนกระทังรกคลอด ่ ่
ซึงจะใช ่ี
้เวลาเพียงไม่กนาที
แต่ถ ้าเกิน 30 นาทีจะต ้องช่วยโดยการล ้วงรก
4. ระยะสังเกตอาการหลังคลอด จะเริมตั ่ งแต่
้ รกคลอดไปเป็ นเวลา 2 ชัวโมง ่

เป็ นระยะทีหมอหรื อพยาบาลจะเย็บซ่อมฝี เย็บให ้เรียบร ้อยและดูแลคุณแม่อย่างใกล ้ชิด
ในห ้องสังเกตอาการหลังคลอด
่ ว่ามีความผิดปกติหรือไม่เพือให
เพือดู ่ ้การช่วยเหลือได ้ทันท่วงที เช่น
มีการตกเลือดหลังคลอด

่ ม)
กบ (อ่านเพิมเติ

กระบวนการสร ้างเซลล ์สืบพันธุ ์หรือไข่ ่


เริมจากเซลล ่
์ทีจะเจริญไปเป็ นเซลล ์สืบพันธุ ์
หรือเรียกว่า
โอโอโกเนี ย (oogonia) จากการศึกษาพบว่าโอโอโกเนี ยนี มี ้ ในร ังไข่ของทารกหญิงก่อนค
ลอดเป็ นจานวนมากและไปเป็ นโอโอไซต ์ ้ หนึ
ขันที ่ ่ ง (primary
oocyte) เมือถึ ่ งเวลาใกล ้คลอดจะเจริญและพัฒนาเป็ นโอโอไซต ์ขันที ้ หนึ
่ ่ง
ระยะโพรเฟส I (prophase ้
I) และจะหยุดอยู่ในระยะนี จนกระทั ง่
ทารกเพศหญิงเจริญเข ้าสู่วยั รุน ่ และวัยเจริญพันธุ ์ โอโอไซต ์
้ หนึ
ขันที ่ ่ ง และเซลล ์ทีล
่ ้อมรอบเรียกว่า
ฟอลลิเคิล(follicle) ฟอลลิเคิลบางส่วนจะเจริญและขยายขนาดขึน้ ทุกๆ
รอบของวงจรประจาเดือน ่
ขณะทีฟอลลิ เคิลเจริญขึน้ โอโอไซต ์ ้ หนึ
ขันที ่ ่ง
จะเข ้าสู่การแบ่งเซลล ์สืบพันธุ ์โดยการแบ่งเซลล ์แบบไมโอซิสเป็ นไมโอซิสขันแรก ้
แต่เนื่ องจากการแบ่งโอโอไซต ์ ้ หนึ
ขันที ่ ่ งนี มี
้ การแบ่งไซโตพลา-สซึมไม่เท่ากัน
่ ขนาดใหญ่เรียกโอโอไซต ์
ได ้เซลลล ์ทีมี ้ สอง
ขันที ่ (secondary
oocyte) และเซลล ์ทีมี ่ ขนาดเล็ก เรียกว่า โพลาร ์บอดี ่ ่ ง (first
ทีหนึ polar
body) โดยมากเมือมี ่ การเจริญมาถึงขันนี ้ จะถึ
้ งระยะเวลาการตกไข่ (ovulation) เมือมี ่ กา
รปฏิสนธิ โอโอไซต ์ ้ สอง
ขันที ่ จะแบ่งเซลล ์ระยะไมโอซีสขันที ้ สอง

ต่อไปและให ้ โพลาร ์บอดี ่
ทีสอง (second polar
body) และโอวูม (ovum) จะสังเกตว่า

กระบวนการแบ่งเซลล ์สืบพันธุ ์ในแต่ละครง้ั ในแต่ละโอโอไซต ์ ขันที


้ หนึ
่ ่ง
ี่ ญเต็มที่ ครงละเพี
จะใหเ้ ซลล ์ไข่ทเจริ ั้ ยง 1 เซลล ์นอกนั้นจะสลายไป ในขณะทีโอโอไซต
่ ์
้ หนึ
ขันที ่ ่ งเจริญและพัฒนานั้น โอโอไซต ์จะเริมแยกจากกลุ
่ ่ ้อมรอบหรือทีเรี
่มเซลล ์ทีล ่ ยกว่า
้ั
เซลล ์ฟอลิควิ ลาร ์ (follicular cell) โดยมีชนโซนาเพลลู ซดิ า (zona pellucida)
่ นสารจาพวกไกลโคโปรตีนห่อหุ ้ม
ซึงเป็
่ ยกว่า แอนทร ัม (antrum)
ขณะเดียวกันฟอลลิเคิลจะผลิตของเหลวเข ้าสู่ชอ่ งว่าง ทีเรี
่ ่ระหว่างเซลล ์ทีล
ซึงอยู ่ ้อมรอบและเซลล ์ไข่ โดยปกติในแต่ละรอบเดือนจะมีเพียง 1
ฟอลลิเคิลเท่านั้นทีเจริ
่ ญถึงระยะไข่ตกได ้ ส่วนอีกหลาย ๆ ฟอลลิเคิลจะฝ่ อไป


ขณะทีฟอลลิ เคิลเข ้าสู่ระยะมาทัว (mature)

จะเคลือนที
เข่ ้าใกล ้ผนังร ังไข่รป
ู ร่างคล ้ายถุงน้า
เซลล ์ของฟอลลิเคิลจะหลังเอ็มไซม ์โพทิโอไลติก ( proteolytic enzyme)
้ สอง
ย่อยผนังร ังไข่ทาให ้ โอโอไซต ์ ขันที ่ ผ่านผนังร ังไข่ออกเข ้าสู่ชอ่ งท ้อง
่ ออยู่ในร ังไข่จะเจริญและพัฒนาเป็ นคอร ์พัสลูเทียม (corpus luteum)
ฟอลลิเคิลทีเหลื

ฮอร ์โมน FSH


เป็ นตัวกระตุ ้นให ้ฟอลลิเคิลเจริญและขยายขนาดขึนได ้ ้

และเมือฟอลลิ ้
เคิลเจริญขึนจะสร ่
้างและหลังฮอร ์โมน เอสโทรเจน (estrogen)

ส่วนคอร ์พัสลูเทียมสร ้างและหลังเอสโทรเจน (estrogen) และโพรเจสเทอโรน
(progesterone) ซึงมี่ หน้าทีควบคุ
่ ้ สองของเพศหญิ
มลักษณะขันที ่ ง ได ้แก่
การมีเสียงแหลม นอกจากนั้นยังเกียวข
่ ้องกับการเจริญของมดลูก การมีประจาเดือน

หนึ่ ง (อ่านเพิมเติ
่ ม)

กระบวนการสร ้างเซลล ์สืบพันธุ ์เพศชาย


่ ญและพัฒนาอยู่ในช่องท ้องของทารก ก่อนคลอดประมาณ 2
อัณฑะเป็ นโครงสร ้างทีเจริ
เดือน อัณฑะจะถูกดันจากช่องท ้องใหเ้ ข ้าไปอยู่ในถุงอัณฑะนอกร่างกาย
เนื่ องจากภายในช่องท ้องมีอณ
ุ หภูมไิ ม่เหมาะสมต่อการเจริญและพัฒนาของเสปิ ร ์ม
่ี ณฑะออกมาไม่ได ้ ในทีสุ
ในกรณี ทอั ่ ดชายคนนั้นจะเป็ นหมัน
ถุงอัณฑะมีลก ่
ั ษณะยืนออกมานอกช่ องท ้องและมีชอ่ งทางติดต่อกับช่องท ้อง
ภายในอัณฑะประกอบด ้วยท่อขนาดเล็กม้วนขดอยู่ภายในเรียกว่า ท่อเซมินิเฟอร ัสทิวบูล
่ ้างเสปิ ร ์ม
(seminiferous tubules) ทาหน้าทีสร

ซึงจะต ้องผ่านกระบวนการแบ่งเซลล ์สืบพันธุ ์หรือเปอร ์มาโทเจีนีซสิ (spermatogenesis)

1.1.1 สเปอร ์มาโทจีนีซสี (spermatogenesis)



เป็ นกระบวนการสร ้างเซลล ์สืบพันธุ ์เมือเพศชายเข ้าสู่วยั เจริญพันธุ ์
่ ้นจากเซลล ์ทีเรี
โดยเริมต ่ ยกว่า สเปอร ์มาโทโกเนี ย (spermatogonia)
่ ่ ง (primary spermatocyte)
เจริญและพัฒนาไปเป็ น สเปอร ์มาโทไซต ์ ขันทีหนึ
จากนั้นสเปอร ์มาโทไซต ์ขันที
้ หนึ
่ ่ งจะเข ้าสู่กระบวนการสร ้างเซลล ์สืบพันธุ ์โดยการแบ่งเซลล ์แ
บบไมโอซีส (meiosis) เป็ นระยะไมโอซีสขันแรก ้ (meiosis I) ได ้เซลล ์ใหม่เรียกว่า
้ สอง
สเปอร ์มาโทไซต ์ ขันที ่ (secondary spermatocyte)
จากนั้นสเปอร ์มาโทไซต ์ขันที
้ สอง
่ ้ สอง
จะแบ่งเซลล ์ต่อไปในระยะ ไมโอซีส ขันที ่ (meiosis
II) ได ้ เซลล ์สเปอร ์มาทิด (spermatid) ในการแบ่งเซลล ์สืบพันธุ ์แต่ละครงนั ้ั ้น
สเปอร ์มาโทไซต ์ ขันที้ หนึ
่ ่ ง 1 เซลล ์ เมือแบ่
่ งแล ้วจะได ้สเปอร ์มาทิด 4 เซลล ์

แต่ละซลล ์จะเปลียนแปลงรู
ปร่างได ้เซลล ์สเปิ ร ์ม ต่อไป

1.1.2 สเปิ ร ์ม ประกอบด ้วย 3 ส่วน คือ หัว (head) คอ และลาตัว


(midpiece) หาง (flagellum)
โดยส่วนหัวภายในบรรจุไว ้ด ้วยนิ วเคลียสและปลายสุดของหัวถูกห่อหุ ้มไว ้ด ้วย อะโครโซม
่ เอนไซม ์สาหร ับเข ้าเจาะไข่ อะโครโซมนั้น
(acrosome) ซึงบรรจุ

ถูกเปลียนมาจากกอลจิ คอมแพล็กซ ์ (golgi complex) ส่วนคอและลาตัว

ส่วนนี ตรงกลางมี
แกนเรียกว่า แอกเซียลฟิ ลาเมนต ์ (axial filament) ตรงคอมีเซนโทรโซม
2 อัน ถูกพันด ้วยไมโทคอนเดรีย (mitochondria) แบบเกลียว

และเป็ นแหล่งให ้พลังงานสาหร ับการเคลือนที ่
ของสเปิ ่ ้มไว ้
ร ์ม ส่วนแกนมีเยือหุ
ส่วนหางคือส่วนของ ่ มเี ยือหุ
แอกเซียลฟิ ลาเมนต ์ทีไม่ ่ ้ม มีหน้าทีส
่ าหร ับการเคลือนที
่ ่

ภายในท่อเซมินิเฟอร ัสทิวบูลนอกจากจะมีเซลล ์ทีได ่ ้กล่าวมาแล ้ว


ยังมีเซลล ์อีกชนิ ดหนึ่ งเรียกว่า เซลล ์เซอร ์โทริ (sertori cells)
่ นเซลล ์พีเลี
ทาหน้าทีเป็ ่ ยงให
้ ่
้กับสเปิ ร ์ม และระหว่างทีสเปอร ์มาทิดเจริญไปเป็ นสเปิ ร ์ม
้ งทาหน้าทีกิ
เซลล ์เหล่านี ยั ่ นเศษซากส่วนทีเหลื
่ อของไซโทพลาสซึมของสเปอร ์มาทิดโดยวิธ ี
การฟาโกไซต ์ (phagocyte)
นอกจากนั้นภายในอัณฑะยังมีเซลล ์ทีเจริ
่ ญอยู่ภายนอกท่อเซมินิเฟอร ัส ทิวบูลเรียกว่า
เซลล ์เลย ์ดิก(Leydig cells) หรือเซลล ์อินเตอร ์สติเซียล(interstitial
cells) เซลล ์ชนิ ดนี่ ทาหน้าทีเป็
่ นทีผลิ
่ ตฮอร ์โมนเพศชาย ทีส ่ าคัญคือ เทสโทสเตอโรน

(testosterone) และแอนโดรเจนชนิ ดอืนๆ(androgen) ในเพศชาย
่ านวนตลอดวัยเจริญพันธุ ์
สเปอร ์มาโทโกเนี ยแบ่งเซลล ์เพิมจ
่ วนหนึ่ งจะสารองไว ้เพือทวี
ซึงส่ ่ จานวนต่อไป และอีกส่วนหนึ่ งเจริญไปเป็ นตัวอสุจ ิ
ดังนั้นจึงสร ้างอสุจไิ ด ้ตลอดอายุทร่่ี างกายยังสมบูรณ์และฮอร ์โมนเพศยังหลังตามปกติ

ตัวอสุจท ่ี กสร ้างขึนในหลอดผลิ
ิ ถู ้ ตตัวอสุจท ่ี
ิ ขดม ว้ นอยู่ในพูอณ ั ฑะแล ้วผ่านออกทางปลายห
่ อนข ้างตรง(tubulus rectus) หลายอันซึงรวมกั
ลอดทีค่ ่ นเป็ นเรที เททิส(rete
่ งเป็ นโครงสร ้างอยู่ภายในลูกอัณฑะ จากนั้นตัวอสุจเิ คลือนที
testis) ซึงยั ่ ่ ้าสู่ท่อนา
เข
อสุจเิ ล็ก ๆ (ductus efferens) แล ้วรวมเข ้าท่อนาอสุจท ่ี งขดไปมา
ิ ซึ ่ (dustus
epididymis) และต่อไปยังท่อนาอสุจใิ หญ่(ductus deferens)
บริเวณส่วนท ้ายของท่ออสุจใิ หญ่จะขยายออกเป็ นถุงทีเรี ่ ยกว่า เซมินัลเวสิเคิล (seminal
้ ้างน้าเมือกสาหร ับเป็ นอาหารและใหต้ วั อสุจล
vesicle) ถุงนี สร ิ อยตัวอยู่
ส่วนท ้ายสุดของท่อในองคชาติ (penis) เรียกท่อฉี ดน้าอสุจ ิ (ejaculatory duct)

มีกล ้ามเนื อแข็ งแรง ดังนั้นเมือหดตั
่ วจะดันใหต้ วั อสุจแิ ละน้าเมือกเรียกว่า น้าอสุจ ิ (semen)
ผ่านไปในท่อขององคชาต (urethra)และออกสู่ภายนอกตรงปลายองคชาติ
่ วอสุจผ
บริเวณท่อทีตั ิ ่านไปก่อนถึงองคชาตจะมีต่อมต่าง ๆเช่น ต่อมลูกหมาก (prostate
gland) ต่อมคาวเปอร ์ (Cowper’ gland)หรือต่อมบัลโบยูรท ี รลั (bulbourethal
่ ้างน้าเมือกสาหร ับเป็ นอาหารและให ้ตัวอสุจล
glands) เป็ นต ้น ทาหน้าทีสร ิ อยอยู่