You are on page 1of 97

ระบบสืบพันธุ์

Reproductive System
ระบบสื บพันธุ์ ( Reproductive System )
โครงสร้ า งของระบบสื บ พัน ธุ์ ข องทั้ง สองเพศประกอบด้ว ยอวัย วะ
สื บพันธุ์ ภายในและอวัยวะสื บ พันธุ์ ภายนอกโดยมี สมองส่ วนที่ มาควบคุ มการ
ท างานของระบบสื บ พันธุ์ ไ ด้แก่ ไฮโปธาลามัส (Hypothalamus) และต่ อ มใต้
สมองส่ วนหน้า (Anterior pituitary gland)
การกาหนดเพศ
 มนุษย์มีจานวนโครโมโซม 46 แท่ง จัดเป็ นคูจ่ ะได้ 23 คูซ่ ่ ึงจะมี 22 คู่ ที่เหมือนกัน
ในเพศชายและเพศหญิ งเราจะเรี ยกคู่โครโมโซมเหล่านี้ ว่า โครโมโซมร่ างกาย
(autosome) ซึ่งจะมีบทบาทในการกาหนดลักษณะทางพันธุกรรมต่างๆในร่ างกาย
 สาหรับโครโมโซมที่เหลืออีก 1 คู่จากทั้งหมด 23 คู่ จะเป็ นโครโมโซมที่ทาหน้าที่
กาหนดเพศ เรี ยกว่า โครโมโซมเพศ (Sex chromosome) โดยโครโมโซมจะเป็ น
การจับ คู่ กัน ของโครโมโซม 2 ตัว ที่ มี ล ัก ษณะต่ า งกัน คื อ โครโมโซม X เป็ น
ตัวกาหนด เพศหญิง และโครโมโซม Y เป็ นตัวกาหนด เพศชาย
การเกิดเพศหญิงและเพศชาย
เซลล์เพศที่ถูกสร้างขึ้นมาแต่ละเซลล์จะมีโครโมโซมเพศเพียงชุ ดเดียว
โดยที่เซลล์สืบพันธุ์เพศชาย (สเปิ ร์ ม) จะมีเซลล์สืบพันธุ์ ซึ่ งมีโครโมโซม 2
ชนิด คือ 22+X หรื อ 22+Y ส่ วนเซลล์สืบพันธุ์ของเพศหญิงจะมีโครโมโซมได้
เพียงชนิดเดียว คือ 22+X ดังนั้นโอกาสในการเกิดทารกเพศหญิง (โครโมโซม
44+XX) หรื อทารกเพศชาย (โครโมโซม 44+XY) จึงเท่ากัน ขึ้นอยูก่ บั สเปิ ร์ มที่
เข้าผสมกับไข่จะเป็ นสเปิ ร์ มชนิดใด
พัฒนาการแยกเพศ

รู ป A” bipotential gonad ระยะอายุครรภ์ 5 สัปดาห์


B. แสดงการเจริ ญเปลี่ยนแปลงของ gonad กลายเป็ นอัณฑะ
C. แสดงการเจริ ญเปลี่ยนแปลงของ gonad กลายเป็ นรังไข่
Gonad แบ่งเป็ น 2 ส่วนคือ ชั้นนอกเป็ น cortex และชั้นในเป็ น medulla
อวัยวะสื บพันธุเพศหญิ
์ ง
 อวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก
 อวัยวะสืบพันธุ์ภายใน
อวัยวะสื บพันธุภายนอกเพศหญิ
์ ง

 Pubic symphysis
 Labia majora
 Labia minora
 Clitoris
 Urethral opening
อวัยวะสื บพันธุภายนอกประกอบด
์ วย

Pubic symphysis คือหัวหน่ าวส่ วนทีบ่ รรจบกันของกระดูกเชิงกรานทีช่ ่ วยขยายช่ องทางคลอด

Pubic symphysis
อวัยวะสื บพันธุภายนอกประกอบด
์ วย

Labia majora แคมใหญ่ ปกคลุมด้ วยด้ วยผิวหนังมีขน เป็ นส่วนของผิวหนัง
ที่มีก้อนไขมัน มีลกั ษณะนูนแยกเป็ น 2 กลีบลงไปบรรจบกันทางด้ านหลัง
ที่บริเวณผีเย็บ ปิ ดช่องคลอดและอวัยวะภายใน

Labia majora
อวัยวะสื บพันธุภายนอกประกอบด
์ วย

Labia minora แคมเล็ก เป็ นกลีบเล็กๆ ที่อ่อนนุ่ม ไม่มีขนปกคลุม อยู่ด้าน


ในของแคมใหญ่ มีหน้ าที่ป้องกันการติดเชื ้อจากภายนอกเข้ าสูช่ ่องคลอด

ณะเป็ นวงกลีบคล้ ายดอกไม้ อยู่รอบรู เปิ ดของช่ องคลอดลักษณะอ่อนนุ่มและ


ไม่ มขี นปกคลุม

Labia minora
อวัยวะสื บพันธุภายนอกประกอบด
์ วย

Clitoris มีคลิทอริ ส เป็ นอวัยวะที่เทียบกับอวัยวะเพศชาย คือ องคชาต ตังอยู ้ ่เหนือรู
เปิ ดท่อปั สสาวะ มีลกั ษณะเป็ นตุ่มเนื ้อขนาดเล็ก มีปลายประสาทมาสิ ้นสุดมากจึงรับ
ความรู้สกึ ต่างๆ ได้ เร็ ว ความไวต่อการสัมผัส และทาให้ เกิดความรู้สกึ ทางเพศ
รู ปร่ างรีแหลมยืน่ ออกมาอยู่บริเวณเหนือกว่ ารู เปิ ดของท่ อปัสสาวะจะถูกกระตุ้นโดยการ
สัมผัสและรับความรู้ สึก

Clitoris
อวัยวะสื บพันธุภายนอกประกอบด
์ วย

Urethral opening จะรู เปิ ดของท่อปั สสาวะ ตังอยู ้ ่บริ เวณด้ านบนของปากช่องคลอด
มีลกั ษณะเป็ นตุม่ ยื่นขนาดเล็ก บริ เวณตรงกลางมีรูที่เป็ นรู เปิ ดของท่อปั สสาวะสาหรับ
ถ่ายปั สสาวะออกนอกร่างกาย
อยู่ตา่ กว่ าคลิตอริสเล็กน้ อยและอยู่เหนือต่ อปากช่ องคลอดเป็ นทางออกของนา้ ปัสสาวะ

Urethral opening
อวัยวะสื บพันธุภายในเพศหญิ
์ ง
 Vagina
 Cervix
 Uterus
 Uterine tube
 Ovary
อวัยวะสื บพันธุภายในประกอบด
์ วย

Vagina (ช่ องคลอด) เป็ นช่ อ งอวั ย วะภายในที่ ตั ง้ อยู่ ร ะหว่ า งช่ อ งปั สสาวะกั บ
ช่องทวารหนัก เป็ นช่องสาหรับผ่านของตัวอสุจิเพื่อเข้ าไปปฏิสนธิกบั ไข่บริ เวณปี กมดลูก
หรื อท่อนาไข่ รวมถึงเป็ นทางออกของทารกในขณะคลอด
ช่องคลอด)ท่อกลวงที่วางตัวอยูร่ ะหว่างกระเพาะปั สสาวะกับลาไส้ใหญ่ส่วนตรงใช้เป็ น

Vagina
อวัยวะสื บพันธุภายในประกอบด
์ วย

Cervix (ปากมดลู ก) ปากมดลูกเป็ นส่ วนที่ อยู่ปลายสุ ดของมดลูกตอนที่ ต่อกับช่ อ ง
คลอด ระยะทางจากปากมดลูก จนถึ งปลายสุ ดของช่ อ งคลอดที่ เปิ ดออกสู่ ภายนอก
ร่ า งกายยาวประมาณ 8-10 เซนติ เ มตร ทั้ง ปากมดลู ก และช่ อ งคลอดท าหน้า ที่ เ ป็ น
ทางผ่านของน้ าอสุจิเข้าสู่โพรงมดลูก เป็ นทางผ่านของเลือดประจาเดือนและเป็ นทางที่
ทารกคลอดออกมา

Cervix
อวัยวะสื บพันธุภายในประกอบด
์ วย

Uterus (มดลูก) มีขนาดใหญ่ที่สุด อยู่ระหว่างกระเพาะปั สสาวะซึ่งอยู่ด้านหน้ า และ
ทวารหนักซึ่งอยู่ด้านหลัง มีความแข็งแรง มีเส้ นเลือดมาเลี ้ยงจานวนมาก และสามารถ
เปลีย่ นแปลงได้ ตลอดทุกรอบเดือนจากอิทธิพลของฮอร์ โมนเพศเอสโตรเจน
และโปรเจสเตอร์ โรน

รู ปร่ างคล้ายแพร์วางตัวอยูเ่ หนือกระเพาะปั สสาวะมีหน้าที่เป็ นที่ฝังตัวของไข่ที่ได้รับการ


ผสมแล้วและเป็ นที่เจริ ญเติบโตของทารกในครรภ์ Uterus
อวัยวะสื บพันธุภายในประกอบด
์ วย

Uterine tube (ท่ อนาไข่ ) เป็ นทางเชื่อมต่อระหว่างรังไข่ทงสองข้


ั้ างกับมดลูก ทาหน้ าที่เป็ น
ทางผ่านของไข่ที่ออกจากรังไข่เข้ าสูม่ ดลูก ท่อนาไข่เป็ นบริ เวณที่อสุจิจะเข้ าปฏิสนธิกบั ไข่

มีลกั ษณะเป็ นท่อยาวมีหน้าที่เป็ นทางผ่านของไข่ที่ออกจากรังไข่เข้าสู่มดลุกและเป็ นบริ เวณ


ที่อสุจิเข้าไปปฎิสนธิกนั ไข่
Uterine tube
อวัยวะสื บพันธุภายในประกอบด
์ วย

Ovary (รังไข่ ) ต่อมบ่งเพศหญิง เป็ นอวัยวะขนาดเล็ก มีรูปร่างรี แบน มี 2 ข้ าง อยู่บริ เวณ
ปี กมดลูกซ้ าย - ขวา ทังสองข้
้ าง เชื่อมติดกับมดลูกด้ วยปี กมดลูกหรื อท่อนาไข่ หน้ าที่ใน
การสร้ างเซลล์สืบพันธุ์และฮอร์ โมนเพศ รั งไข่มีรูปร่ างคล้ายเมล็ดมะม่วงอยู่บริ เวณปี ก
มดลูกทั้งสองข้างมีหน้าที่สร้างฮอร์โมนเพศและเซลล์สืบพันธุ์

Ovary
การสร้ างเซลล์ สืบพันธุ์เพศหญิง
การสร้ างเซลล์ สืบพันธุ์เพศหญิง
ฮอร์ โมนที่เกีย่ วข้ อง
บทบาทและหน้ าที่ของฮอร์ โมน
ฮอร์ โมนเพศ แบ่ งเป็ น 2 กลุ่ม คือ ฮอร์ โมนเพศหญิง และ ฮอร์ โมนเพศชาย

1. ฮอร์ โมนเพศหญิง ได้แก่


- ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen)
- โพรเจสเทอโรน (Progesterone)

2. ฮอร์ โมนเพศชาย ได้แก่


- ฮอร์โมนแอนโดรเจน (Androgen)
- เทสทอสเทอรอล (Testosterone)
วงจรการเจริญของรังไข่
วงจรการเจริญของรังไข่
รังไข่ ทาหน้าที่ สร้างไข่และยังเป็ นต่อมไร้ ท่อด้วย ทั้ง 2 หน้าที่น้ ี ควบคุมโดยโกนาโดโทรปิ นรี
ลิสซิงฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง การเจริ ญเติบโดของเริ่ มเมื่อเข้าสู่ วยั เจริ ญพันธุ์ โดยเกิดเป็ นวงรอบภายใต้
อิทธิ พลองฮอร์ โมน FSH แต่ละรอบถุงไข่ปฐมภูมิบางส่ วนที่อยูใ่ นรังไข่ต้ งั แต่แรกเกิ ดเริ่ มสุ ก ซึ่ งภายในมี
เซลล์ไข่ปฐมภูมิหรื อเซลล์สืบพันธุ์เพศหญิงที่ยงั ไม่เจริ ญเต็มที่ ขณะเติบโตถุงไข่จะสร้างฮอร์ โมนเอสโทร
เจนเพื่อเตรี ยมมดลูกให้พร้อมสาหรับการฝังตัวของไข่ที่ได้รับการผสม ถุงไข่ปฐมภูมิบางเซลล์เจริ ญเป็ นถุง
ไข่ทุติยภูมิทีมีของเหลวสะสมในเซลล์มากขึ้นและปกติในแต่ละรอบมีถุงไข่ทุติยภูมิเซลล์เดี ยวเท่านั้นที่
เติบโตก่อนเป็ นถุงไข่กราเฟี ยนแล้วแตกลงบนผิวรังไข่ เรี ยกว่า การตกไข่ ส่ วนที่เหลื อจะฝ่ อไป ซึ่ งเกิ ดขึ้น
ราววันที่ 14 หลังจากถุ งไข่เ ริ่ มเจริ ญเซลล์ไข่ป ฐมภูมิจะกลายเป็ นไข่ หลุ ดออกจากรั งไข่เข้าสู่ ท่อน าไข่
บริ เวณซึ่งซึ่ งอสุจิสามารถปฏิสนธิกบั ไข่ได้ ถุงไข่ที่เหลือได้รับอิทธิ พลจากฮอร์ โมน LH กลายเป็ นคอร์ ปัสลู
เทียมที่มีสีเหลือง และยังหลัง่ เอสโทรเจนต่อ รวมทั้งเริ่ มสร้างฮอร์ โมนโพรเจสเทอโรน ถ้าไม่มีการปฎิ สนธิ
คอร์ ปัสลูเทียมจะฝ่ อเป็ นคอร์ ปัสแอลบิแคนส์ และหยุดสร้างฮอร์ โมนทาให้เยื่อบุมดลูกหลุดลอกออกเป็ น
ประจาเดือน วัฏจักรนี้ เกิดขึ้นซ้ าๆตราบที่ไม่มีการตั้งครรภ์ จนกระทัง่ ถึงวัยหมดประจาเดือน
พัฒนาการของฟอลลิเคิลในรังไข่
การตกไข่ (Ovulation)
การเปลีย่ นแปลงของฮอร์ โมนและการตกไข่
กลไกการเกิดรอบเดือนตามปกติ
วงจรประจาเดือนและวงจรไข่
วงจรประจาเดือนและวงจรไข่
• การตกไข่ หมายถึง การที่ไข่สุกและออกจากรังไข่เข้าสู่ ท่อนาไข่ โดยปกติรังไข่แต่ละข้างจะ
สลับกันผลิตไข่ในแต่ละเดือน ดังนั้น จึงมีการตกไข่เกิดขึ้นเดือนละ 1 ใบ ในช่วงกึ่งกลางของ
รอบเดือน เมื่อมีการตกไข่ มดลูกจะมีการเปลี่ยนแปลงโดยมีผนังหนาขึ้นทั้งมีเลือดมาหล่อ
เลี้ยงเป็ นจานวนมาก ซึ่งต่อไปจะเกิดการเปลี่ยนแปลงใน 2 กรณี ต่อไปนี้
• 1) ถ้ า มี อ สุ จิเคลื่อ นที่เข้ า มาในท่ อ น าไข่ ในขณะที่มีก ารตกไข่ อสุ จิจะเข้า ปฏิส นธิ กับ ไข่ ที่
บริ เวณท่อนาไข่ดา้ นที่ใกล้กบั รังไข่ ไข่ที่ได้รับการผสมแล้วจะเคลื่อนตัวเข้าสู่มดลูก เพือ่ ฝังตัว
ที่ผนังมดลูกและเจริ ญเติบโตต่อไป
• 2) ถ้ าไม่ มีตัวอสุ จิเข้ ามาในท่ อนาไข่ ไข่จะสลายตัวก่อนที่จะผ่านมาถึงมดลูก จากนั้นผนัง
ด้านในของมดลูกและเส้นเลือดที่มาหล่อเลี้ยง เป็ นจานวนมากก็จะสลายตัว แล้วไหลออกสู่
ภายนอกร่ างกายทางช่องคลอด เรี ยกว่า ประจาเดือน โดยปกติผหู้ ญิงจะเริ่ มมีประจาเดือนเมื่อา
ยุประมาณ 12 ปี ขึ้นไป รอบของการมีประจาเดือนแต่ละเดือนจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน
โดยทัว่ ไปประมาณ 28 วัน และจะมีทุกเดือนไปจนกระทัง่ อายุประมาณ 50 – 55 ปี จึงจะหยุด
การมีประจาเดือน โดยจะขึ้นอยูก่ บั ความสมบูรณ์ของร่ างกาย
อวัยวะสื บพันธุเพศชาย

 อวัยวะสืบพันธ์ ภายนอก
 อวัยวะสืบพันธ์ ภายใน
อวัยวะสื บพันธุภายนอกเพศชาย

 Scrotum
 Penis
อวัยวะสื บพันธุภายนอกประกอบด
์ วย

Scrotum (ถุงอัณฑะ) เป็ นส่วนที่ยื่นออกมาจากหน้ าท้ อง และเป็ นเนื ้อเยื่ออ่อนที่ห้ มุ ลูก
อัณฑะเอาไว้ มีลกั ษณะเป็ นถุงบาง และมีรอยย่น ปรับอุณหภูมิของอัณฑะให้ ต่ากว่า
อุณหภูมิของร่างกาย 2-5 องศาเซลเซียส

รักษาอุณหภูมิให้พอดีกบั การเจริ ญเติบโตของอสุจิและป้ องกันอันตรายที่เกิดกับลูก


อัณฑะ

Scrotum
อวัยวะสื บพันธุภายนอกประกอบด
์ วย

Penis (อัณฑะ) ทมีลกั ษณะรูปร่ างทรงกระบอก เป็ นอวัยวะที่ทาหน้ าที่นาพาตัวอสุจิผ่าน
เข้ าปากมดลูกเพศหญิ งขณะร่ วมเพศ และเป็ นอวัยวะสาคัญสาหรั บร่ วมเพศ ของท่ อ
ปั สสาวะและน้ าอสุจิใช้ในการร่ วมเพศ

Penis
อวัยวะสื บพันธุภายในเพศชาย

 Testis
 Epididymis
 Vas deferens
 Seminal vesicle
 Prostate glands
 Ejaculatory duct
 Cowper’s glands
อวัยวะสื บพันธุภายในเพศชาย

Testis (ลูกอัณฑะ) มีลกั ษณะรูปไข่ จานวน 2 อัน ทาหน้าที่ผลิตอสุจิและผลิตฮอร์โมนเพศชาย
คือ เทสโทสเตอโรน (Testosterone)ร้างของสเปิ ร์มและสร้างฮอร์โมนเพศชาย

Testis
อวัยวะสื บพันธุภายในเพศชาย

Epididymis (หลอดเก็บอสุ จ)ิ ท่อซึ่งเป็ นที่อยูแ่ ละที่เจริ ญเติบโตของอสุจิที่อณั ฑะสร้างขึ้น

Epididymis
อวัยวะสื บพันธุภายในเพศชาย

Vas deferens (ท่ อนาอสุ จิ) เป็ นท่อทางผ่านของอสุ จิ ที่ลาเลียงอสุ จิการหลอดเก็บ
อสุจิสู่ภายนอก
อวัยวะสื บพันธุภายในเพศชาย

Seminal vesicle (ต่ อมสร้ างน้าเลีย้ งอสุ จิ ) ทาหน้าที่สร้างน้ าเลี้ยงอสุ จิ ที่เป็ นอาหารและแหล่ง
พลังงาน รวมทั้งช่วยให้อสุจิเคลื่อนไหวได้ดีข้ ึน

Seminal vesicle
อวัยวะสื บพันธุภายในเพศชาย

Prostate gland (ต่อมลูกหมาก) ทาหน้าที่ หลัง่ ของเหลวที่หล่อเลี้ยง และเป็ นอาหารของอสุจิ


อวัยวะสื บพันธุภายในเพศชาย

Ejaculatory duct (ท่ อหลั่งน้าอสุ จิ) ทาหน้าที่ลาเลี ยงอสุ จิจากต่อมสร้างน้ า
เลี้ยงอสุ จิผา่ นต่อมลูกหมากไปยังท่อปั สสาวะ
อวัยวะสื บพันธุภายในเพศชาย

Cowper’s glands (ต่ อมคาวเปอร์ ) อยูใ่ ต้ต่อมลูกหมากลงไปเป็ นกระเปาะเล็กๆ ทา
หน้ า ที่ ห ลั่ ง สารไปหล่ อ ลื่ น ท่ อ ปั สสาวะในขณะที่ เ กิ ดการกระตุ ้ น ทางเพศ
Maturation ของเชื้ออสุ จิ
Maturation ของเชื้ออสุ จิ
1.ส่ วนหัว (Head) มีลกั ษณะรู ปไข่ ภายในมีนิวเคลียสบรรจุไว้เกือบเต็ม ทางส่ วน
หน้าสุ ดของส่ วนหัวจะมี ลกั ษณะเป็ นถุ ง เรี ยกว่า อะโครโมโซม (acrosome) ซึ่ ง
พัฒ นามาจาก golgi bodies มี เ อนไซม์ซ่ ึ งสามารถย่อ ยสลายผนัง เซลล์ ข อง
ไข่ เรี ยกว่า ไฮยาลูโรนิเดส (hyaluronidase) หรื อ ไฮโดรไลติก เอนไซม์ (hydrolytic
enzyme) หรื อ ไลซิน (lysin)
2.ส่ วนลาตัว (Midpiece หรื อ Middle piece) เป็ นส่ วนที่ต่อจากส่ วนหัว
มี mitochondria จานวนมากเรี ยงเป็ นเกลียว ทาหน้าที่สร้างพลังงานให้กบั สเปิ ร์ม
3.ส่ วนหาง(Tail หรื อ Flagellum) เป็ นส่ วนของหลอดโปรตี น (microtubule)ที่ยื่น
ออกมาจาก เซนตริ โอล มีหน้าที่พดั โบกให้สเปิ ร์มเคลื่อนที่ไปได้
Maturation ของเชื้ออสุ จิ
โดยปกติผชู้ ายจะสร้างอสุ จิจากท่อเซมินิเฟอรัสวันละประมาณ 120 ล้านเซลล์จากนั้นอสุ จิจะ
ถู ก ส่ งมาที่ ท่อพัก เชื้ อเมื่ อมาถึ งส่ วนต้นของส่ วนท่ อพัก เชื้ อ อสุ จิจ ะไม่ เ คลื่ อนต่ อไปจะหยุด พัก ในท่ อ
ประมาณ 12 วันบริ เ วณนี้ เ ป็ นแหล่ งที่ ทาให้อสุ จิมีค วามสมบูรณ์ พร้ อมที่ จะผสมพันธุ์ได้ จะมี ก าร
เปลี่ยนแปลงรู ปร่ างและขนาดอีกครั้ง จากนั้นตัวอสุ จิจะถูกนาไปพักไว้ที่หลอดเก็บอสุ จิก่อนจะถูกลาเลี ยง
ผ่านไปตามหลอดน าตัวอสุ จิ เพื่อน าตัวอสุ จิ ไปเก็ บไว้ที่ ต่อ มสร้ า งน้ า เลี้ ยงตัว อสุ จิร อการหลั่งออกสู่
ภายนอก ต่อมลูกหมากจะหลัง่ สารเข้าผสมกับน้ าเลี้ยงอสุ จิเพื่อปรับสภาพให้เหมาะสมกับตัวอสุ จิก่อนที่จะ
หลัง่ น้ าอสุจิออกสู่ภายนอกทางท่อปัสสาวะ
โดยปกติเพศชายจะเริ่ มสร้างตัวอสุ จิได้เมื่ออายุประมาณ 12 – 13 ปี และจะสร้างไปจนตลอด
ชีวิต ส่วนการหลัง่ น้ าอสุจิในแต่ละครั้งจะมีของเหลวออกมาเฉลี่ยประมาณ 3 – 4 ลูกบาศก์เซนติเมตรและ
มีตวั อสุจิเฉลี่ยประมาณ 350 – 500 ล้านตัว สาหรับชายที่เป็ นหมันจะมีตวั อสุ จิน้อยกว่า 30 – 50 ล้านตัว
ต่อลูกบาศก์เซนติเมตร หรื อมีตวั อสุ จิที่ผิดปกติ มากกว่าร้ อยละ 25 ตัวอสุ จิที่หลัง่ ออกมาจะเคลื่ อนที่ ได้
ประมาณ 3 – 4 มิลลิเมตรต่อนาที และมีชีวิตอยูน่ อกร่ างกายได้ประมาณ 2 ชัว่ โมง แต่จะมีชีวิตอยูใ่ น
มดลูกของเพศหญิงได้นานประมาณ 24 – 48 ชัว่ โมง
กระบวนการสร้ างเซลล์สืบพันธุ์เพศชาย
กระบวนการสร้ างเซลล์สืบพันธุ์เพศชาย
กระบวนการสร้ างเซลล์สืบพันธุ์เพศชาย
กระบวนการสร้ างเซลล์สืบพันธุ์เพศชาย

การสร้ างตัวอสุ จิเ กิ ดขึ้ นในท่อเซมิ นิเ ฟอรั ส โดย เซลล์สืบพันธุ์คื อ สเปอร์ มาโตโกเนี ยม
(spermatogomium) ระยะเต็มวัยจะแบ่งตัวแบบไมโตซิ ส (mitosis) ได้ 2 เซลล์ เรี ยกว่า ดอเตอร์ เซลล์
(daughter cells) เซลล์หนึ่งจะเป็ นเซลล์สเปอร์มา-โตโกเนียใหม่ อีกเซลล์หนึ่งเจริ ญเป็ นสเปอร์ มาโตไซท์
ปฐมภูมิ (primary spermatocyte) เมื่อเซลล์สเปอร์ มาโตไซท์ปฐมภูมิเจริ ญเต็มที่ก็จะแบ่งตัว แบบไมโอ
ซิส (meiosis) ได้เซลล์สเปอร์มาโตไซท์ทุติยภูมิ 2 เซลล์ (secondary spermatocyte) แต่ละเซลล์แบ่งตัว
อีกครั้งแบบไมโตซิ สได้สเปอร์ มาติด (spermatid) 4 เซลล์ เกาะอยูใ่ กล้ ๆ กับ เซอร์ ทอไล เซลล์ที่เป็ น
เซลล์ค้าจุนอสุจิ กระบวนการทั้งหมดจัดเป็ นกระบวนการสร้ างอสุ จิข้ นั แรก (spermatogenesis) หลังจาก
นั้นสเปอร์มาติดจะพัฒนาตัวเองจนเป็ น สเปอร์ มาโตซัว (spermatozoa) ซึ่ งจะเจริ ญเต็มที่เมื่อผ่านสู่ อีพิดิ
ดายมิส กระบวนการตอนหลังนี้ จดั เป็ นกระบวนการพัฒนาของตัวอสุ จิ (spermiogenesis) หลังจากระยะ
นี้ตวั อสุจิสามารถปฏิสนธิกบั ไข่ได้ ดังนั้นจะเห็นว่าอสุ จิ 4 ตัวจะมาจากสเปอร์มาโตไซท์ปฐมภูมิ 1 ตัว
การปฎิสนธิ (Fertilization)
การปฎิสนธิ (Fertilization)
การปฎิสนธิในธรรมชาติเกิดขึ้นเมื่อมีการร่ วมเพศในช่วงไข่ตก ขณะหลัง่ น้ าอสุ จิแต่ละ
ครั้ง ราว 300-500 ล้านตัวถูกฉี ดเข้าไปในช่องคลอดของผูห้ ญิ ง และแหวกว่ายเข้าสู่
โพรงมดลูก ว่ายไปจนถึงส่ วยต้นของปี กมดลูกซึ่ งเป็ นบริ เวณที่พบกับไข่เพื่อเจาะผ่าน
ชั้นต่างๆของเซลล์ไข่เข้าไปภายใน โดยมีอสุจิเพียงตัวเดียวเท่านั้นที่สามารถเข้าไปผสม
กับเซลล์ไข่ได้
การเกิดการตั้งครรภ์
การตั้ ง ครรภ์ คื อ ช่ ว งระยะเวลาเริ่ ม หลัง จากการปฎิ ส นธิ โ ดยที่ ต ัว อสุ จิ (sperm) ผสม
(conceive) กับ ไข่ (egg)ในสภาวะและเวลาที่ เหมาะสมจนถึง การคลอด โดยในมนุ ษย์ใช้
เวลาในการตั้งครรภ์ 36 สัปดาห์หรื อ 9 เดือน
การตั้งครรภ์ แฝด
การตั้งครรภ์ แฝด
การตั้งครรภ์ส่วนใหญ่มีทารกในครรภ์เพียงคนเดี ยว แต่บางครั้งมีทารก 2 คน
หรื อมากกว่า เติบโตในมดลูกของแม่พร้อมกัน ทาให้เกิดคู่แฝด เกิดจากไข่คนละใบผสม
กับอสุ จิคนละตัวทาให้เกิ ดแฝดเทียมหรื อแฝดต่างไข่ ทารกแต่ละคนมีรกของตัวเอง อาจ
เป็ นเพศเดี ยวกันหรื อไม่ก็ได้ หรื อแฝดที่เกิ ดจากไข่ใบเดี ยวผสมกับอสุ จิตวั เดี ยว แต่แบง
เซลล์เป็ นตัวอ่อน 2 ตัวหรื อมากกว่า ทาให้เกิดแฝดแท้ หรื อแฝดร่ วมไข่มีรกอันเดียว จึงเป็ น
เพศเดียวกัน
การเปลีย่ นแปลงขณะตั้งครรภ์
ข้ อมูล การเปลี่ยนแปลง
รก หลัง่ เอสโตรเจน โปรเจสเตอโรน Placental Lactogen HCG มากขึ้น

ต่อมใต้ สมองส่วนหน้ า หลัง่ โพรแลคติน และ ACTH มาก


ต่อมหมวกไตชันนอก
้ หลัง่ อัลโดสเตอโรนและคอร์ติซอลมาก
ต่อมใต้ สมองส่วนหลัง หลัง่ วาโซเพรสซิ นมาก
ต่อมพาราธัยรอยด์ หลัง่ พาราธัยรอยด์มาก
ไต หลัง่ เรนิน,Erythropoietin และ 1,25-dihydrocy Cholecalciferol มาก

เต้ านม ขยายใหญ่ข้ ึนเนื่องจากอิทธิพลของเอสโตรเจน โปรเจสเตอโรน โพรแลคติน และ


Placenta Lactogen
ปริ มาณเลือด มีมากขึ้นเนื่องจากการมีการเพิ่มของการสร้างเม็ดเลือด และเนื่องจากการคัง่ ของ
เกลือและน้ า
สมดุลแคลเซียม มีปริ มาณแคลเซี ยมในเลือดสู ง เนื่องจากมี พาราธัยรอยด์ฮอร์โมนและ
1,25 dihydrocholecalciferol มาก
พัฒนาการในมดลูก
พัฒนาการของเอมบริโอ
พัฒนาการของทารกในครรภ์
พัฒนาการของทารกในครรภ์ เดือนที่ 1
พัฒนาการของทารกในครรภ์ เดือนที่ 1
พัฒนาการทารกในครรภ์ 1 เดือน (สัปดาห์ ที่ 1-4) : ปฏิสนธิ
ในช่วงแรกสุดของชีวติ พัฒนาการของทารกในครรภ์เดือนแรกนี้ คือการที่ไข่
ผสมกับสเปิ ร์ ม และสร้างเป็ นตัวอ่อน ซึ่ งไข่ที่ได้รับการผสมแล้ว จะค่อย ๆ เคลื่อนไป
ตามท่อนาไข่ และฝั งตัวที่ มดลูก ขณะที่ ไข่เคลื่ อนตัวมานั้น เซลล์จ ะเริ่ มแบ่ งตัวเพิ่ม
จานวนมากขึ้น หลังจากหนึ่ งสัปดาห์ ไข่ที่ได้รับการผสมแล้วจะฝังตัวที่ผนังมดลูก ซึ่ ง
ถือว่ากระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์แล้ว
พัฒนาการของทารกในครรภ์ เดือนที่ 2
พัฒนาการของทารกในครรภ์ เดือนที่ 2
พัฒนาการทารกในครรภ์ 2 เดือน (สั ปดาห์ ที่ 5-8) : พัฒนาการเบือ้ งต้ น
เมื่อตัวอ่อนฝั งตัวที่ ผนังมดลูกเรี ยบร้อยแล้ว ในช่ วงเดื อนที่ 2 นี้ จะเริ่ ม
เห็ นพัฒนาการต่ าง ๆ ได้ชัดเจนขึ้ น เราจะเริ่ มเห็ นศี รษะของทารก และอวัยวะ
อย่างใบหน้า ดวงตา แขน ขาพัฒนาขึ้นมาอย่างชัดเจน
• ในช่ ว งเดื อ นที่ 2 นี้ ทารกจะมี รู ป ร่ างกลม ๆ มี ค วามยาวประมาณ 2.5
เซนติเมตร มีน้ าหนักเพียงแค่ประมาณ 3 กรัม
• ในช่วงนี้ ตัวอ่อนในครรภ์คุณแม่จะได้รับอาหารจากถุงไข่แดง
• ในช่วงสัปดาห์ที่ 6 หากมีการตรวจอัลตราซาวนด์จะพบว่าหัวใจทารกเริ่ มเต้น
และอาจเห็นว่า ทารกขยับไปมา
พัฒนาการของทารกในครรภ์ เดือนที่ 3
พัฒนาการของทารกในครรภ์ เดือนที่ 3
พัฒนาการทารกในครรภ์ 3 เดือน (สัปดาห์ ที่ 9-12) : สมองพัฒนา
เมื่ออายุครรภ์ครบ 3 เดือน ทารกจะเริ่ มมีอวัยวะครบถ้วนสมบูรณ์ อวัยวะบน
หน้าของทารกเกือบจะสมบูรณ์แล้ว เพียงแต่ตายังปิ ดอยูเ่ ท่านั้น เริ่ มเห็ นคาง หน้าผาก
จมูก มีเล็บมือ และเล็บเท้า แขนขาของทารกจะขยับไปมา ข้อต่าง ๆ เริ่ มประสานกัน
นิ้วมือและนิ้วเท้าพัฒนาจนสมบูรณ์และงอได้ดว้ ย และเล็บเริ่ มงอกยาว
• ช่วงลาตัวทารกจะเริ่ มมีกระดูก ซี่ โครง ในช่วงนี้ ทารกมีความต้องการแคลเซี ยม
จานวนมากเพื่อเสริ มสร้างกระดูกให้แข็งแรง ทารกจะดึงแคลเซี ยมจากคุณแม่มาใช้
เป็ นจานวนมาก จึงแนะนาให้แม่ทอ้ งทานอาหารที่มีแคลเซียมเสริ มให้เพียงพอ
• ทารกจะมีขากรรไกร เหง้าฟันแท้ท้ งั 32 ซี่ ที่ซ่อนอยูใ่ นปุ่ มเหงือกอย่างครบถ้วน
• ทารกจะเริ่ มดูดนิ้วและอาจกลืนน้ าคร่ า หรื อลอยตัวในน้ าคร่ า
• หัวใจ ตับ ปอด ม้าม ลาไส้ กระเพาะอาหาร และอวัยวะเพศ เริ่ มมีการพัฒนาขึ้น
• ตอนนี้ทารกมีขนาดประมาณ 10-12 เซนติเมตร
พัฒนาการของทารกในครรภ์ เดือนที่ 4
พัฒนาการของทารกในครรภ์ เดือนที่ 4
พัฒนาการทารกในครรภ์ 4 เดือน (สั ปดาห์ ที่ 13-16) : ท้ องลูกชายหรือลูกสาว
ตอนนี้ ส่วนใบหน้าของทารกพัฒนาขึ้ นใกล้ส มบูรณ์แล้ว คิ้วและขนตาเริ่ มขึ้ น มี
นัยน์ตาปรากฏขึ้นในดวงตา และใบหูเริ่ มออกไปอยู่ในตาแหน่ งด้านข้าง ซ้ายและขวา ระยะนี้
ทารกจะเริ่ มเตะ และยืดนิ้วมือนิ้วเท้า
• ทารกมีช้ นั ไขมันใต้ผวิ หนังห่อหุม้ ร่ างกายไว้ ผิวจะออกสี ชมพู และใสจนเห็นเส้นเลือด
• ปอดเริ่ มมีการพัฒนาขึ้น
• ขนและผมจะเริ่ มงอกทัว่ ร่ างกาย
• ลิ้นของทารกมีการพัฒนาปุ่ มรับรสขึ้นมา
• ทารกเริ่ มรับรู้แสงได้แล้ว
• ทารกจะได้ยนิ เสี ยงการเต้นของหัวใจคุณแม่ และเริ่ มที่จะได้ยินเสี ยงที่อยู่ภายนอก ซึ่ งช่วง
นี้ คุณพ่อคุณแม่ควรพูดคุย หรื ออ่านหนังสื อ ร้องเพลงให้ลูกฟังบ่อย ๆ เพื่อจะได้เป็ นการ
เสริ มสร้างกระตุน้ พัฒนาการลูกได้ต้ งั แต่ในครรภ์นะครับ
• อวัยวะเพศเริ่ มพัฒนาขึ้น เช่น ลูกอัณฑะของเด็กผูช้ าย และช่องคลอดของเด็กผูห้ ญิง
• ตอนนี้ทารกจะมีขนาด 16-18 เซนติเมตร และมีน้ าหนักประมาณ 200 กรัม
พัฒนาการของทารกในครรภ์ เดือนที่ 5
พัฒนาการของทารกในครรภ์ เดือนที่ 5
พัฒนาการทารกในครรภ์ 5 เดือน (สั ปดาห์ ที่ 17-20) : รั บรู้ โลกภายนอก
ในช่วงนี้ทารกในครรภ์จะโตเร็ วมาก ซึ่ งคุณแม่จะรู้สึกว่าลูกดิ้นบ่อย แนะนาให้คุณแม่จดบันทึกการดิ้น
ของลูกในแต่ละวัน(ดิ้นกี่ครั้ง/วัน) หากลูกไม่ดิ้นต้องรี บไปพบคุณหมอทันทีนะครับ
• ทารกเริ่ มมีเปลือกหุ ้มเส้นประสาทไขสันหลัง
• ผิวหนังของทารกหนาขึ้น
• ผมที่หนังศีรษะเริ่ มพัฒนาขึ้น
• เล็บมือ และเล็บเท้าเริ่ มพัฒนาขึ้นอย่างชัดเจน
• อวัยวะภายในมีการพัฒนาที่สมบูรณ์มากขึ้น
• หัวใจมีการเต้นเป็ นจังหวะ คุณแม่สามารถฟั งเสี ยงหัวใจเต้นของลูกได้ดว้ ยเครื่ องฟั งเสี ยงหัวใจทารก
• ฟั นน้ านมของทารกเริ่ มพัฒนาขึ้นในเหงือกแล้ว
• ทารกจะเพิ่มพัฒนาสัมผัสรับรู้ในด้านต่าง ๆ ทั้งรสชาติ กลิ่น และเสี ยง ถึงแม้วา่ ตาจะยังปิ ดแต่ทารกจะสัมผัสถึง
แสงจ้าได้ ได้ยนิ สิ่ งที่คุณพูด รวมทั้งยังรู้สึกเมื่อคุณลูบท้องเบา ๆ
• ตอนท้ายของเดือนที่ 5 ทารกจะเริ่ มปั สสาวะปนมาในน้ าคร่ า
• ตอนนี้ทารกจะมีขนาด 20-25 เซนติเมตร และมีน้ าหนักประมาณ 400 กรัม
พัฒนาการของทารกในครรภ์ เดือนที่ 6
พัฒนาการของทารกในครรภ์ เดือนที่ 6
พัฒนาการทารกในครรภ์ 6 เดือน (สั ปดาห์ ที่ 21-24) : ทารกเริ่มตอบโต้
ในระยะนี้คุณแม่จะรู ้สึกว่าทารกบิดตัวไปมา ตอนนี้ ทารกจะโตช้ากว่าตอนแรกเพื่อให้อวัยวะภายในร่ างกาย
เช่น ปอด ระบบทางเดินอาหาร และระบบภูมิคุม้ กันในร่ างกายพัฒนา
• ร่ างกายของทารกมีการพัฒนาเซลล์เม็ดเลือดแดงขึ้นมาจานวนมาก และเริ่ มผลิตเม็ดเลือดขาว
• ฝ่ ามือฝ่ าเท้าของทารกเริ่ มพัฒนาให้มีลายมือลายเท้าชัดมากขึ้น
• ผิวหนังมีการพัฒนาให้หนาทึบขึ้น แขน ขามีการพัฒนาให้มีกล้ามเนื้อที่สมบูรณ์มากขึ้น
• ทารกมีการกลืนน้ าคร่ า บางครั้งจะมีอาการสะอึก ทาให้คุณแม่รู้สึกเหมือนลูกกระตุกอยูใ่ นท้อง
• ลาตัวของทารกพัฒนาขึ้น จนมีขนาดใหญ่กว่าศีรษะ
• อวัยวะเพศจะพัฒนาขึ้นมาจนสมบูรณ์ ในเพศหญิงจะมีการสร้างรังไข่ข้ ึนมา และเพศชายจะพัฒนาลูกอัณฑะขึ้นมา
จนชัดเจน และมีการสร้างฮอร์โมนเพศชาย นัน่ คือฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone)
• เซลล์สมอง ที่ทาหน้าที่ในการรับรู ้พฒั นาขึ้นจนเริ่ มทางานได้ ส่ งผลให้ทารกสามารถจดจา และเรี ยนรู ้ได้บา้ งแล้ว
• ประสาทการรั บรู ้เรื่ องเสี ยงของทารก มี การพัฒนามากขึ้น ทาให้ทารกเริ่ มตอบสนองต่อเสี ยงที่ได้ยนิ ไม่ ว่าจะเป็ น
เสี ยงที่เ กิ ดจากการพูด คุ ย ของคุ ณ พ่อ แม่ ที่คุ ยกับ ทารก หรื อเสี ย งเพลงที่คุ ณ แม่ เปิ ดให้ ฟัง ดัง นั้น จึ งควรกระตุ ้น
พัฒนาการทารกด้วยการเรี ยกชื่อลูก เปิ ดเพลงให้ฟัง ร้องเพลงให้ฟัง หรื ออ่านหนังสื อให้ทารกฟั ง จะช่ วยให้ทารกใน
ครรภ์มีพฒั นาการการที่ดี
• เดือนนี้ทารกจะมีความยาวประมาณ 30 เซนติเมตร และน้ าหนักประมาณ 600 กรัม
พัฒนาการของทารกในครรภ์ เดือนที่ 7
พัฒนาการของทารกในครรภ์ เดือนที่ 7
พัฒนาการทารกในครรภ์ 7 เดือน (สัปดาห์ ที่ 25-28) : ลืมตาแล้วนะ
ในเดื อนนี้ ทารกจะเริ่ มสะสมไขมันใต้ผิวหนังทัว่ ทั้งตัวเพื่ อรั กษาความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย
รวมทั้งปกป้ องผิวหนังจากของเหลวอื่น ๆ
• ทารกสามารถขยับนิ้ว กามือ และมีการพัฒนาลายนิ้วมือ ที่เป็ นลักษณะเฉพาะตัวของตัวเองขึ้นมา
• ทารกเริ่ มลืมตา และระบบนัยน์ตาพัฒนาขึ้นเกือบสมบูรณ์
• สมองของทารกพัฒนาขึ้น จนโตเต็มกะโหลกศีรษะ และมีร่องหยักบนเนื้ อสมอง ส่ วนเซลล์ประสาท
เชื่อมโยงเครื อข่ายกันอย่างสมบูรณ์ เริ่ มมีไขมันห่อหุม้ เส้นประสาทเหมือนกับที่ไขสันหลัง
• ทารกจะขยับตัวเมื่อได้ยนิ เสี ยงดัง จังหวะการเต้นของหัวใจจะเปลี่ยนตามแสงและเสี ยงที่ทารกรู้สึก
• ขนอ่อนตามร่ างกายเริ่ มหลุดร่ วง มีเหลือไว้เฉพาะที่บริ เวณไหล่ และหลัง
• ทารกจะปั สสาวะลงในน้ าคร่ าประมาณวันละครึ่ งลิตร
• ตอนนี้ทารกมีความยาว 35 เซนติเมตร และหนักประมาณ 1,000-1,200 กรั ม ถ้าคลอดในตอนนี้ อัตรา
การรอดชีวิตจะค่อนข้างสู ง เนื่องจากอวัยวะสาคัญเริ่ มทางานเป็ นปกติแล้ว
พัฒนาการของทารกในครรภ์ เดือนที่ 8
พัฒนาการของทารกในครรภ์ เดือนที่ 8
พัฒนาการทารกในครรภ์ เดือนที่ 8 (สัปดาห์ ที่ 29-32) : เตรียมคลอด
ในเดือนที่ 8 ร่ างกายของทารกจะดูเหมือนทารกแรกเกิด คุณแม่อาจมีการเจ็บ
ท้องเตือน เนื่องจากมดลูกบีบตัว
• ทารกเริ่ มกลับตัวให้อยูใ่ นท่าศีรษะลง เพื่อเตรี ยมพร้อมที่จะคลอด
• ทารกจะรับรู ้ความมืด และสว่างจากการสะท้อนของแสง ผ่านทางผนังหน้าท้อง
ของคุณแม่
• ทารกเริ่ มที่จะเปิ ดปิ ดเปลือกตา และเริ่ มกะพริ บตาถี่ ๆ ได้แล้ว รู ม่านตาจะเริ่ มขยาย
และหรี่ ได้แล้วด้วยเช่นกัน
• ทารกจะมี ความยาวประมาณ 40-45 เซนติเมตร และหนักประมาณ 2,000-2,500
กรัม
ทารกในครรภ์ ระยะสุ ดท้ าย
ทารกในครรภ์ ระยะสุ ดท้ าย
พัฒนาการทารกในครรภ์ เดือนที่ 9 (สัปดาห์ ท่ ี 34 เป็ นต้ นไป) : ยินดีต้อนรับ
ในเดือนสุดท้ ายของการตังครรภ์
้ ทารกจะอยูใ่ นตาแหน่งที่พร้ อมคลอด และคุณแม่ก็พร้ อมจะ
คลอดได้ ทุกเมื่อ เช่น กัน ซึ่ง ส่ว นใหญ่ แ ล้ ว คุณ แม่จ ะคลอดประมาณ 1-2 สัป ดาห์ ก่อ นครบก าหนด
(สัปดาห์ที่ 40)
- ต่อมหมวกไตจะเร่งสร้ างฮอร์ โมนเพิ่มความสมบูรณ์ของปอด เพื่อเตรี ยมการหายใจครัง้ แรกในชีวิตที่
ต้ องออกจากครรภ์ของคุณแม่
- ในลาไส้ ของทารกเต็มไปด้ วยขี ้เทา ซึง่ เกิดจากสารที่หลัง่ ในระบบทางเดินอาหาร ปะปนกับขนอ่อนและ
เซลล์ตา่ ง ๆ ที่หลุดออกตามทางเดินอาหารของทารก
- ผิวหนังของทารกยังคงมีไขสีขาว เพื่อช่วยหล่อลื่นให้ ทารกคลอดได้ งา่ ยขึ ้น
- ทารกมักมีความยาวประมาณ 50 เซนติเมตร และหนักประมาณ 2,800-3,000 กรัม

สัปดาห์ทา้ ยๆของการตั้งครรภ์ กระดูกพัฒนาอย่างรวดเร็ วผิวหนังหนาขึ้น ศีรษะสมส่ วนโดยยาวราว ¼


ของร่ างกาย หูแยกจากกระโหลกศีรษะ จมูกนูนเป็ นสัน สี ตาชัดเจน อวัยวะเพศภายนอกมีลกั ษณะตามเพศ
ทารกเพศชาย อัณฑะเคลื่ อนจากช่ องท้องลงสู่ ถุงอัณฑะ ทารกเพศหญิ ง แคมใหญ่ปิดแคมเล็กและคลุ ม
อวัยวะเพศภายนอกมิด รี เฟล็กซ์ต่างๆพัฒนาอย่างสมบูรณ์
พัฒนาการในมดลูก
พัฒนาการในมดลูก
พัฒนาการในมดลูก
รกเป็ นอวัยวะที่เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ เป็ นสะพานเชื่อมระหว่างแม่และทารก เกิดขึ้น
หลังจากตัวอ่อนฝังตัว โดยเซลล์โทรโฟบลาสต์พฒั นาเป็ น 2 ชั้น ชั้นในห่ อหุ ้มตัวอ่อน
และชั้นนอกซึ่งบางส่วนเปลี่ยนแปลงเป็ นส่ วนหนึ่ งของรก โดยยื่นส่ วนของคอริ โอนิ ก
วิลลัสเข้าไปในเยื่อบุมดลูกที่หนาตัวขึ้นเพื่อเตรี ยมรับการตั้งครรภ์ หลอดเลือดของแม่
เชื่อมกับรก ส่ วนรกเชื่อมกับทารกทางหลอดเลือดของสายสะดือ รกเป็ นบริ เวณที่ เกิ ด
การแลกเปลี่ ย นสารต่ า งๆระหว่า งเลื อ ดของแม่ แ ละทารกแม้เ ลื อ ดไม่ ไ ด้สัม ผัสกัน
โดยตรง กล่าวคือ สารอาหารและออกซิ เจนจากเลือดแม่แพร่ ไปยังทารก ส่ วนของเสี ย
ต่างๆที่เกิดจากการเผาพลาญของทารกแพร่ เข้าสู่ เลือดแม่ เพื่อขับออกภายนอกผ่านทาง
ร่ างกายแม่
กลไกการคลอด

การเคลื่อนศีรษะทารก
ลงสู่ เชิงกรานของแม่
กลไกการคลอด
การคลอดเกิดขึ้นเมื่อมีการหดตัวของกล้ามเนื้ อมดลูกเป็ นจังหวะและรุ นแรง
ซึ่งมีผลทาให้ทารกเคลื่อนออกมายังช่องคลอด ทารกเคลื่อนต่าลงศีรษะที่เป็ นส่ วนนาลง
ไปอยูร่ ะหว่างกระดูกเชิงกรานของแม่ มีการเปลี่ยนแปลงสัดส่ วนของปริ มาณฮอร์ โมน
เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน โดยปกติ เ อสโตรเจนจะมี ผ ลท าให้ ม ดลู ก หดตัว
ในขณะที่โปรเจสเตอโรนจะทาหน้าที่ยบั ยั้งการหดตัวของมดลูก
กลไกการคลอด
กลไกการคลอด
กลไกการคลอด
มี 8 ขั้นตอน
1.มดลูกหดตัวผลักให้ทารกเคลื่อนลงไปตามช่องทางคลอด โดยเคลื่อนส่วนกว้างที่สุด
ของศีรษะเข้าสู่ช่องเชิงกราน
2.ขณะทารกเคลื่อนต่าลงแรงบีบจากผนังช่องทางคลอดทาให้ทารกก้มมากขึ้น
3.ทารกหมุนศีรษะราว 45 องศา เพื่อให้ศีรษะส่วนท้ายทอยมาอยูใ่ ต้รอยต่อกระดูก
หัวหน่าว
4.ศีรษะทารกผ่านช่องคลอดออกมาโดยใช้หวั หน่าวของแม่เป็ นจุดหมุน เริ่ มมองเห็น
ศีรษะทารกออกจากภายนอก
5.มดลูกหดตัวแต่ละครั้งทาให้ศีรษะทารกคลอดพ้นช่องคลอดมากขึ้น โดยทารกเงย
หน้าออกมา
กลไกการคลอด
6.ศีรษะทารกหมุนกลับไปอยูใ่ นสภาพทีสมั พันธ์กบั ส่วนของทารกในช่องทางคลอดที่
เกิดหลังจากศีรษะทารกคลอดพ้นช่องคลอดแล้ว
7.ไหล่พน้ ออกมาทีละข้าง ผูท้ าคลอดช่วยดึงศีรษะทารกลงเพื่อให้ไหล่หน้าหรื อไหล่
บนคลอดออกมาง่ายขึ้น
8.ผูท้ าคลอดดึงศีรษะทารกขึ้นเพื่อให้ไหล่ล่างคลอดออกมา จากนั้นลาตัวทารกส่วนที่
เหลือจะคลอดออกมาทั้งหมดอย่างรวดเร็ ว
ระยะของการคลอด
แบ่ งออกเป็ น 4 ระยะ ดังนี้
1. ระยะที่ 1 ของการคลอด (First stage of labor)
2. ระยะที่ 2 ของการคลอด (Second stage of labor)
3. ระยะที่ 3 ของการคลอด (Third stage of labor)
4. ระยะที่ 4 ของการคลอด (Fourth stage of labor)
ระยะของการคลอดจะแบ่ งเป็ น 4 ระยะ คือ
ระยะที่ 1 ของการคลอด (first stage of labor)
นับตั้งแต่หญิ งตั้งครรภ์เริ่ มมี การเจ็บครรภ์จริ ง (True labour pain)
จนถึง การเปิ ดขยายของปากมดลูก จนหมด 10 เซนติเมตร เรี ยกได้วา่ ระยะ
นี้เป็ นช่วงที่หญิงตั้งครรภ์อยูใ่ นระหว่างการรอคลอด
ระยะของการคลอดจะแบ่ งเป็ น 4 ระยะ คือ
ระยะที่ 2 ของการคลอด (Second stage of labour)
เริ่ มนับตั้งแต่หญิงตั้งครรภ์มีการเปิ ดขยายของปากมดลูก 10
เซนติเมตร จนถึงระยะที่ทารกคลอด หรื อเรี ยกได้ ว่าหญิงตั้งครรภ์อยู่
ในระหว่างการเบ่งคลอด
ระยะของการคลอดจะแบ่ งเป็ น 4 ระยะ คือ
ระยะที่ 3 ของการคลอด (Third stage of labour)
หลังจากทารกคลอดได้ประมาณ 10 – 45 นาที มดลูกจะหด
ตัว อย่า งรุ น แรง มี ผ ลท าให้เ กิ ด การหลุ ด ลอกของรก ซึ่ งท าให้มี
เลือดออกมา เลือดที่ออกมานี้ต่อมาจะลดลงถ้ามดลูกมีการหดตัวดี
ช่ วงของการคลอดจะแบ่ งเป็ น 4 ระยะ คือ
ระยะที่ 4 ของการคลอด (Fourth stage of labour)
เป็ นชัว่ โมงแรกหลังจากที่รกคลอดเรี ยบร้อยแล้ว เนื่องจากว่า
เป็ นระยะที่มีความสาคัญ ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด เนื่ องจากการ
ตกเลือดหลังคลอดมักเกิดขึ้นได้บ่อยในช่วงเวลานี้
การคุมกาเนิด (contraception)
การคุมกาเนิดเป็ นวิธีป้องกันการตั้งครรภ์สาหรับหญิงที่ไม่พร้อมจะมีบุตร การคุมกาเนิ ดมีหลาย
วิธีให้เลือกใช้ตามความเหมาะสม แบ่งออกเป็ น 3 วิธีใหญ่ๆ คือ
1. การป้ องกันการเกิดปฏิสนธิ (Prevent sperm and egg from meeting)
 การคุมกาเนิดแบบนับวัน
 การใช้ถุงยางอนามัย
 การหลัง่ ภายนอก
 การทาหมันถาวร
2. การป้ องกันการฝังตัวของตัวอ่ อน (Pervent implantation)
 เป็ นวิธีการคุมกาเนิ ดโดยวิธีการใส่ ห่วง (intrauterine device หรื อ IUD) ซึ่ งเป็ นพลาสติกรู ปกลมหรื อ
โค้งขนาดเล็ก สอดเข้าไปในมดลูกโดยแพทย์ผชู้ านาญ
3. การยับยั้งการตกไข่ และสเปิ ร์ ม (Prevent release of gamete)
 รับประทานยาเม็ดคุมกาเนิด
 การคุมกาเนิดแบบฉุกเฉิ น
 การฉี ดยาคุมกาเนิด
 การแท้ง (abortion)
การคุมกาเนิด (contraception)
การคุมกาเนิด (contraception)
การคุมกาเนิด (contraception)
การคุมกาเนิด (contraception)