You are on page 1of 3

ดวยความรําลึกถึง หลวงพอมนตรี จึงขอนอมนํา เรื่องเลา แฝงคติเตือนใจ ที่หลวงพอไดเมตตาเลาเพื่อ เตือนสติญาติโยม ในครั้งหนึ่งของการเขาไปเรียนธรรมะ กับทาน บทความนี้ ไดเคยเขียนเลาและสงให ทาน ๆ ได อานกันแลว แตเขาใจวา สมาชิก

‘ธรรมะเชานี้’ ทานที่ เพิ่งเริ่มไดรับอีเมลอาจจะยังไมไดอาน จึงขอนําโอกาสนี้ ที่ผูเขียนรําลึกถึงพระคุณของ หลวงพอมนตรี และตองการเผยแผคติเตือนใจ สําหรับ ทานที่ยังดํารงตนดวยความประมาท ไมคิดวาความตายนั้น อยูใกลแคเอื้อม จึงละเลยในการใสใจฝกเจริญสติ ไมเคย คิดวาจะตองเตรียมเสบียงไวเดินทางไกล ในเมื่อวัยเรายัง หนุมยังสาว เมื่อถึงเวลาตองเผชิญความตายในเวลาที่ไม คาดคิด ก็ตองจบชีวิตไปแบบที่เคยทํามานับหลายภพชาติ

คนโดยทั่วไป ที่มีพรอมทุก ๆ อยางนั้น ในบางครั้ง จะมีความรูสึกลึก ๆ วา ตัวเองนั้น โดดเดี่ยว วาเหว ไรที่ พึ่งที่แทจริง จึง พยายามไขวควาหา เหมือน เด็กนอย ที่ถูกนํามาทิ้งกลางปา และ เมื่อใกลตาย ความรูสึกนี้ จะมาแสดงใหเห็น เวลา ณ ขณะนั้น จะรูเหมือนคนไรที่พึ่ง หวาดกลัว กังวล กับ ความตายที่กําลังจะมา เยือนตอหนาตอตา นาแปลกใจ ที่ ในขณะ มีชีวิตอยูนั้น คนเรามักหลีกเลี่ยงที่จะระลึก หรือกลาวถึงความตาย เพราะมอง วาเปนเรื่องอัปมงคล ฉะนั้น โอกาสที่เราจะฝกหัดความตาย ขณะยังมีชีวิตอยูนั้น จึงไมมี ขณะใกลตายจึงรูสึก ไมคุนเคยกับมัน ไมสามารถเผชิญความตายดวยความกลาหาญ แตกลับตองทุรนทุราย เพราะคิดวา อาจจะ รอด โดย หารูไมวา ความทุกขทรมาน ทุรนทุราย ดวยใจที่ไมยอมรับ กอนตายนั้น เปน เหตุแหงการไปสู อบายภูมิ การไป ปาละอู ในครั้งนั้น หลวงพอ ทานสอนเรื่อง “ความไมประมาทในชีวิต“ ทานไดเลา ประสบการณในปาสมัยที่ทานยังออกธุดงค ซึ่งไดสรุปลงที่วา “ ชีวิตนั้นมีความตายเปนของเที่ยง แตความ ตายนั้นจะมาถึงเราเมื่อไหรนั้นมันไมแน “ ทานวาการที่เราฝกฝนอบรมใจนี้เปนการซอมตาย เพราะเมื่อถึง เวลานั้นหากเราขาดธรรมะขาดสติเปนที่พึ่งแทแลว ความวาเหวใจและอันตรายจากภพชาติจะทํารายเราอยาง แนนอน

ทานไดนําคติธรรมมาสอนใจเราครั้งนี้ โดยยกประสบการณชีวิตมาเลาใหฟงวา เมื่อครั้งทานบวชไดสี่ พรรษาซึ่งถือวาเปนพระใหม ไดขออนุญาตครูอาจารยของทานคือหลวงปูดูลยออกธุดงค การออกธุดงคอยูปา นั้นเปนเรื่องที่ทําไดยาก แตเพราะเห็นประโยชนหลายประการจากการอยูปา และถึงแมวาทานจะเปนชาว กรุงเทพฯ แตก็กลับขวนขวายเพื่อเปนโอกาสในการทดสอบจิตใจและพัฒนาตัวเอง วันหนึ่งไดเดินพบพระธุดงคสองรูปในปา พระทั้งสองรูปนั้นเปนพระพรรษาสูง คือ ๑๘ และ ๑๒ พรรษา ซึ่งเปนอาจารยและศิษยตามลําดับพากันมาอยูปา พระทั้งสองรูปนั้นเปนพระที่ศึกษาปริยัติมามาก พอ ไดพบและสนทนากันแลวก็ทราบวาหลวงพอมนตรีอายุพรรษานอยกวา ทานก็มีมานะวาเปนผูมีพรรษามากร่ํา เรียนมามากกวา จึงไดกลาวอบรบสั่งสอนถึงขอวัตรปฏิบัติในการอยูปาแกหลวงพอมนตรีมากมาย ซึ่งหลวงพอ ก็นอมรับฟงทานทั้งสองดวยดี แลวทั้งสามรูปก็ไดเดินปาไปดวยกัน ความรูที่ไดจากการศึกษาปริยัตินั้นแมมาก แตหากยังมิไดนํามาประพฤติปฏิบัติใหถึงพรอมแกตนแลว ยอมไมเปนที่พึงไดฉันใด เสมือนคนเลี้ยงโคผูเปนลูกจาง ยอมไมไดผลแหงรสน้ํานมโคดั่งเชนเจาของโคฉะนั้น ตอมาทั้งสามรูปก็ไดแยกยายกันกลางกลดพํานักภาวนาในปา ซึ่งพระลูกศิษยไดปกกลดริมลําน้ํา และเวลาทาน เดินไปไหนมาไหน มักลืมนําไฟฉายติดตัวไปดวย พอหลวงพอมนตรีเห็นดังนั้น จึงขออนุญาตบอกใหทานเลื่อน กลดใหหางริมน้ําเพราะแหลงนําจะเปนที่ๆ สัตวมาใชอาศัยในเวลากลางคืน และเวลาเดินไปไหนก็อยาลืมนําไฟ ฉายติดตัวตลอดเวลา ซึ่งพระรูปนั้นก็ตอบกลับมาวา กฏความปลอดภัยพื้นฐานนั้นทานรูดี ไมจําเปนตองมา เตือนทาน แมหลวงพอมนตรีจะบอกถึงสองครั้งทานก็ยังกลาวตอบมาเชนเดิม ภายหลังไดเกิดอุบัติเหตุรายแรงขึ้น พระรูปนั้นถูกงูจงอางกัดที่สะโพก กอนตายไมมีแมสติติดตัวแมขณะจิต เดียว แมหลวงพอมนตรีจะประคองทานอยูบนตัก จับมือทานไวแนนและพยายามพูดใหสติอยางไรก็ไมสามารถ ชวยได เฝาแตรองละเมอหาแมและขอใหชวยอยางทุรนทุราย จนตายไปในที่สุด สวนพระรูปที่เปนอาจารยนั้น เมื่อเห็นลูกศิษยตายตอหนาตอตาก็สิ้นสติเชนกัน ทานจึงเตือนใจวาเราตองไมประมาท ขอใหเราทุกคนหมั่นซอมการเจริญสติใหมาก เพราะไดฟงอุทาหรณนี้แลว ควรตองสังเวชใจวา แมผูที่ไดศึกษามาดีแลวแตหากไมไดฝกฝนจิตของใจอยางแทจริงแลวนับวายังประมาทอยู ความรูแมมากเหลานั้นยอมไมเปนที่พึ่งได จิตเปนธรรมชาติที่บังคับใหเปนไปดังใจไมได อยางถาสรางเหตุ แหงความฟุงซานไวมากๆก็จะตองทนทรมานกับคลื่นความฟุงไปนานถึงแม จะสั่งวาจงฟุงนอยๆเถิด จงสงบเดี๋ยวนี้เถิดก็เปนไปไมไดที่จะฟุงนอย เปนไป ไมไดที่จะสงบ

ถาสรางเหตุเปนอกุศลไวมากๆก็จะตองมืดมน อึดอัด คับแคบ และคิดอะไรรายๆประจําถึงแมจะสั่ง วาจงสวางขึ้นเถิด จงปลอดโปรงสบายใจเดี๋ยวนี้เถิดก็เปนไปไมไดที่จะสวาง เปนไปไมไดที่จะสบาย วันไหนคิด พูด ทําในเชิงรายไวหนักๆตอนงวงจะหลับมิหลับแหลลองอธิษฐานดูวาขอใหนอนหลับ อยางสงบสุขเถิด จงฝนดีเถิดดูวาเปนไปไดตามใจเราหรือไม พระพุทธเจาตรัสวาสรางเหตุไวอยางไร จิตก็ยึดคติ ยึดภพไวเปนอยางนั้นถาคิด พูด ทําไวเปนสุคติ ก็ตองไปสุคติ แมวาจะไมอยากไปสุคติ หรือภาวนาวาอยาไปสุคติก็ตามทุกอยางขึ้นอยูกับเหตุปจจัยที่สั่งสม มา ไมงายหรอก ที่จะไปเตรียมบังคับจิตกันตอนใกลตาย

ประโยคทิ้งทาย :
ทุกครั้งที่เรามีการยอนกลับมาดูจตใจ จะเกิด ญาณ หรือ ปญญา ซึ่งจะมีการ ิ หยั่งรากลึกลงไปทีละนอย ๆ ในทุกขณะ ที่เกิด ‘สติ’ ฝกบอย ๆ จะทําให การการรู การ เห็น การไดยิน ไดสัมผัส นั้นไมเหมือนเดิม การติดอยูในอารมณตาง ๆ จะคอย ๆ สั้นลง จะไมจมอยูในความคิดยาวนานเหมือนกอน หากรูสึกถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ ก็แสดงวาการ รู เห็น วงจร ปฏิจสมุปบาท นั้น ไดเริ่มขึ้นแลว ขอจงจําไวอยางประทับใจวา จงรูทุกอยางที่จิตรู แตอยาติดในรูนั้น การมอง ยอนดู ขางใน เปนปจจุบันธรรม เปนวิถีทางที่จะนําชีวิต อันสับสน วุนวาย ทุกขระทม หมนหมอง เขาสูกระแสอันสงบ เย็น และปลอดภัย นั่นคือสภาวะ วางอยู รูอยู

“หลวงพอมนตรี”

“อุบาสิกา...ณชเล”