ท่านที่เคยอ่านพงศาวดารจีนเรื่องสามก๊กมาแล้ว "ตั้งฮัน

่ " คือพงศาวดารก่อน
หน้าสามก๊กโดยเนื้ อหาต่อเนื่ องกันตามลำาดับราชวงศ์ จบเรื่องสามก๊กก็จะต่อ

ด้วย "ไซจิ้น" ซึ่งบ้านจอมยุทธจะนำาเสนอต่อจาก"ตั้งฮัน
่ " ในวาระถัดไป เพื่อ
การศึกษาเทียบเคียง ต่อยอดความร้้เดิมจากสามก๊กให้กว้างยิ่งขึ้น โดยจะนำา
เสนอเป็ นตอนๆ ไปจนจบทั้ง 2 เรื่อง

สำาหรับพงศาวดารจีนเรื่องตั้งฮัน
่ และไซจิ้น ที่นำาเสนอที่บ้านจอมยุทธ เป็ น
ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2507 โดยองค์การค้าของคุรุสภา ศึกษาภัณฑ์

พานิ ช จัดพิมพ์จำาหน่าย รายละเอียดอื่นๆ ท่านสามารถอ่านได้จากคำานำาใน
การจัดพิมพ์ขององค์การค้าของคุรุสภา ข้างล่างนี้ .....

คำำนำำ

ในการประชุมคณะกรรมการดำาเนิ นงานการจัดพิมพ์หนั งสือชุดภาษาไทย

เพื่อทบทวนงานที่ได้ดำาเนิ นการมาแล้วในปี แรก คณะกรรมการดำาเนิ นงานได้
มีมติให้เพิ่มการจัดพิมพ์หนั งสือชุดภาษาไทยขึ้นอีก 3 ชุด คือ ชุดประชุม
พงศาวดาร ชุดรามเกียรติ์ และชุดพงศาวดารจีน

ชุดพงศาวดารขีน ซึ่งจัดพิมพ์เป็ นชุดที่ 20 นี้ คณะกรรมการได้มีมติให้จัด

พิมพ์เฉพาะเรื่องที่นับเนื่ องเป็ น "พงศาวดารจีน" จริงๆเสียก่อน ส่วนเรื่องจีน
เรื่องอื่นๆ ที่จัดว่าเป็ น "เกร็ด" พงศาวดารบ้าง หรือที่แต่งเป็ นแบบนิ ยายบ้าง
ให้จัดพิมพ์ภายหลัง

ความจริงหนั งสือพงศาวดารจีนไม่ว่าประเภทใด มีผ้นิยมอ่านกันมาก ใน

สมัยก่อนชาวบ้านร้านตลาดทัว่ ไปติดพงศาวดารจีนเหมือนกับการรับประทาน
อาหาร ฉะนั้ น จึงปรากฎว่าบรรดาหนั งสือพิมพ์ต่างๆ ในรัชสมัยสมเด็จ

พระมงกุฎเกล้าเจ้าอย่้หัว จะต้องลงเรื่องจีนอย่างน้อยหนึ่ งเรื่องเป็ นประจำา
นั กอ่านจะซื้ อหนั งสือพิพม์รายวันเพื่อนอ่านเรื่องจีนวันต่อวัน เรื่องที่ลงพิมพ์

บางเรื่องก็เป็ นเรื่องที่เคยพิมพ์เป็ นเล่มมาแล้ว แต่หาอ่านไม่ได้ เพราะ
ต้นฉบับเดิมหายาก และไม่ได้มีการพิมพ์ข้ ึนมาใหม่ บางเรื่องก็เป็ นเรื่องที่

แปลขึ้นมาใหม่จากนวนิ ยายจีน ซึ่งแต่งอิงพงศาวดาร บางเรื่องก็เป็ นเรื่องที่
นั กประพันธ์ไทยแต่งขึ้นเอง ทำานองแต่งนิ ยายอาศัยพงศาวดารจีน เรื่องอิง

พงศาวดารจีนที่น่าอ่าน เพราะเป็ นเรื่องมีคติแก่ชีวิตและครอบครัวก็มีหลาย
เรื่อง เช่น เรื่องจอยุ่ยเหม็ง เป็ นต้น

ส่วนเรื่องจีนที่จัดได้ว่าเป็ นเรื่อง "พงศาวดาร" ปรากฎจากหนั งสือตำานาน

สามก๊ก พระนิ พนธ์สมเด็จพระยาดำารงราชานุ ภาพว่า พระบาทสมเด็จ

พระพุทธยอดฟ้ าจุฬาโลก มีพระราชดำารัสสัง่ ให้แปลขึ้น 2 เรื่อง คือ เรื่องไซ
ฮัน
่ เรื่องหนึ่ ง กับเรื่องสามก๊กเรื่องหนึ่ ง โปรดให้สมเด็จพระเจ้าหลานเธอกรม
พระราชวังหลังทรงอำานวยการแปลเรื่องไซฮัน
่ และให้เจ้าพระยาพระ
คลัง(หน) อำานวยการแปลเรื่องสามก๊ก นั บเป็ นเริม
่ แรกของการแปล

พงศาวดารจีนมาเป็ นภาษาไทย ในรัชกาลที่ 2 ได้มีการแปลบ้าง แต่ปรากฎว่า
ส่วนใหญ่ได้มีการแปลในรัชกาลที่ 4 และรัชกาลต่อๆมา

แต่การแปลพงศาวดารจีนเป็ นภาษาไทยในครั้งนั้ น หาได้แปลตามลำาดับ

ราชวงศ์กษัตริย์จีนไม่ เข้าใจว่าอาจเพ่งเล็งไปในความสนุ กของเรื่องหรือตาม
แต่จะหาต้นฉบับได้มากกว่า ทั้งผ้้อ่านไม่ปรารถนาจะหาความร้้ทาง

ประวัติศาสตร์ นอกจากความสนุ กเป็ นสำาคัญ แต่ในการจัดพิมพ์คราวนี้ คณะ
กรรมการมีความคิดเห็นว่า ควรจัดพิมพ์ใหม่ตามลำาดับราชวงศ์กษัตริย์จีน

ซึ่งบางทีจะเป็ นประโยชน์แก่ผ้สนใจประวัติศาสตร์บ้าง จึงได้เรียงลำาดับการ
พิมพ์ดังต่อไปนี้ คือ

1 . ไคเภ็ก เริม
่ แต่ประวัติศาสตร์ยังเจือปนด้วยนิ ยาย เช่น การสร้างดวง

อาทิตย์ สร้างโลก ฯลฯ จนถึงตอนใกล้ประวัติศาสตร์ กษัตริย์พระองค์แรกๆ
ของจีน ตั้งแต่สมัยที่กษัตริย์ได้ข้ ึนเสวยราชย์ โดยราษฎร์เป็ นผ้้เลือก จนถึง
ปฐมกษัตริย์สืบราชวงศ์ คือ กษัตริย์ราชวงศ์แฮ่ กับกษัตริย์ราชวงศ์เชียว
(ก่อนพุทธศักราช 2154 ปี ถึง ก่อนพุทธศักราช 1240 ปี )
2. ห้องสิน

3. เลียดก๊ก ราชวงศ์เซียว และราชวงศ์จิว (ก่อนพุทธศักราช 1240 ปี ถึง ก่อน

พุทธศักราช 297 ปี )
4. ไซ่ฮัน

5. ไต้ฮัน

6. ตั้งฮัน

ราชวงศ์จิ๋น และราชวงศ์ฮัน
่ (พ.ศ.298-337)

7. สามก๊ก ราชวงศ์ฮัน
่ ตอนปลาย ต่อราชวงศ์วุย และราชวงศ์จ้ ินตอนต้น
(พ.ศ.337-807)
8. ไซจิ้น

9. ตั้งจิ้น
10. นำา่ ซ้องราชวงศ์จ้ ิน ราชวงศ์ซอง ราชวงศ์ชี ราชวงศ์เหลียง และรา

ชวงศ์ต้ ัน (พ.ศ. 808-1132)
11. ส้วยถัง

12. ซุยถัง ราชวงศ์ซุย และราชวงศ์ถังตอนต้น (พ.ศ.1132-1161)
13. เสาปั ก

14. ซิย่ินกุ้ย
15. ซิเตงซัน
16. ไซอิ๋ว

17. บ้เช็กเทียน ราชวงศ์ถัง (พ.ศ.1161-1450)

18. หงอโต้ว ราชวงศ์เหลียง ราชวงศ์จัง ราชวงศ์จ้ ิน ราชวงศ์ฮัน
่ ราชวงศ์จิวย
(พ.ศ. 1450-1503)
19. นำา่ ปั กซ้อง

20. บ๊วยฮ่วยเหลา

21. โหงวโฮ็วเพงไซ
22. โหงวโฮ็วเพงหนำา

23. โหงวโฮ็วเพงหปั ก
24. ซวยงัก
25. ซ้องกัง

26. เปาเล่งถ้กงอั้น
27. ง่วยเฉียว ราชวงศ์ซ้อง (พ.ศ.1503-1819)

รำชวงศ์หงวน (พ.ศ.1820-1911)

28. เม่งเฉียว

29. เองเลียดต้วน
30. ซองเต็กอิ้วกังหนำา
31. ไต้อ้ ังเผ่า

32. เซียวอั้งเผ่า

33. เนี ยหนำาอิดซือ ราชวงศ์เหม็ง (พ.ศ.1911-2186)
34. เม่งมวดเซงฌ้อ

35. เชงเฉียว ราชวงศ์เช็ง (พ.ศ.2187-)

รวมทั้งสิ้นเป็ นหนั งสือ 35 เรื่อง ซึ่งถ้าแบ่งตามขนาดหนั งสือชุดภาษาไทย ก็

อาจได้ไม่ตำ่ากว่า 50 เล่ม ต้นฉบับพิมพ์พงศาวดารจีนตามบัญชีดังกลว่านี้ ใน
ปั จจุบันหาอ่านได้ยาก เพราะส่วนใหญ่มิได้มีการพิมพ์ข้ ึนใหม่ นอกจากเรื่อง
ที่นิยมกันว่าสนุ กมากๆ เท่านั้ น การพิมพ์ครั้งนี้ ก็ต้องยืมต้นฉบับจากหลาย
เจ้าของด้วยกัน ซึ่งคุรุสภาต้องแสดงความขอบคุณท่านเจ้าของต้นฉบับทุก

ท่านไว้ ณ ที่น้ ี ด้วย เพราะความเอื้ อเฟื้ อของท่าน เท่ากับเป็ นการช่วยรักษา
วรรณกรรมของชาติไห้คงไว้ส่วนหนึ่ ง และการจัดพิมพ์น้ ั นได้แก้ไขเฉพาะ

อักขรวิธี ส่วนถ้อยคำาสำานวนต่างๆ ได้คงไว้ตามเดิม ซึ่งท่านจะได้ทราบภาษา
ที่คนไทยเรานิ ยมใช้เมื่อร้อยปี เศษมาแล้วว่าเป็ นอย่างไร.
คัดลอกจากเว็บ บ้านจอมยุทธ http://www.baanjomyut.com/

ขอแสดงควำมขอบคุณอย่ำงสูง

ตอนที่ 1

1. เงียมจูเหลงดูลักษณะเล่ำสิ้วบุนซก

กษัตริย์ซึ่งเป็ นเชื้ อพระวงศ์พระเจ้าฮัน
่ โกโจ เสวยราชสมบัติในเมืองหำ้าเอีย
๋ ง

เป็ นเมืองหลวง บำารุงราษฎรหัวเมืองทั้งปวงให้อย่้เย็นเป็ นสุข ข้าศึกศัตร้โจร

ผ้ร้ ้ายราบคาบมาได้สองร้อยสี่สิบปี เศษ ถึงแผ่นดินพระเจ้าเปงเต้ เป็ นสิบ
สองชัว่ กษัตริย์ ครั้นพระเจ้าเปงเต้ได้เสวยราชสมบัติในเมืองหำ้าเอี๋ยงแล้ว

เปลี่ยนนามเมืองชื่อว่าเมืองเตียงอัน
๋ บรรดาพระราชวงศานุ วงศ์ซ่ึงไปครอง
หัวเมือง และเป็ นที่ขุนนางอย่้ในเมืองหลวงแต่ก่อนนั้ น พระเจ้าเปงเต้มี

พระทัยโอบอ้อมอารีแผ่เผื่อเลื่อนที่ยศศักดิ์ พระราชทานที่ไร่นาส่วยอากรทำานุ
บำารุงตามสมควร

ยังมีเชื้ อพระวงศ์คนหนึ่ งอย่้ในเมืองหลวง เป็ นบุตรเล่าฮวดชื่อเล่าคิม

บิดาเป็ นหลานพระเจ้าฮัน
่ โกโจ ต่อมาแปดชัว่ คนทั้งตัวเล่าคิม เล่าคิมมีบุตร

หญิงคนหนึ่ งชื่อเล่าหงวน มีบุตรชายสามคน คนใหญ่ช่ ือเล่าอิ๋น ถัดลงมาชื่อ
เล่าต๋ง บุตรคนสุดท้องชื่อเล่าสิ้วบุนซก มีร้ปโฉมงามยิ่งกว่าพี่ชายทั้งสอง

ครั้นอย่้มาเล่าคิมเห็นว่าเล่าอิน
๋ กับเล่าต๋งมีชันษาจำาเริญวัยใหญ่กล้า สมควรจะ
เรียนหนั งสือฝึ กสอนวิชาการทั้งปวง จึงให้เล่าเหลียงผ้้เป็ นน้องไปสืบหา

ซินแสผ้้ร้หนั งสือลึกซึ้ง เข้ามาเป็ นคร้ฝึกสอนเล่าอิ๋นและเล่าต๋งผ้้บุตร เล่าเห
ลียงจึงไปเชิญเตงอ้ เข้ามาเป็ นอาจารย์สัง่ สอนหนั งสือ ก็ฝึกหัดเพลงอาวุธ

เล่าอิ๋นเล่าตงอย่้มิได้ขาด ฝ่ ายเตงอ้สัง่ สอนหนั งสือเล่าอิ๋น เล่าต๋งแล้ว จึงลา
เล่าคิมออกจากเมืองหลวงเที่ยวไป อย่้บา้ นป่ าแดนเมืองหำ้าเอี๋ยงเป็ นผาสุก
สบาย

ฝ่ ายเล่าคิมครั้นเห็นนางเล่าหงวนผ้้เป็ นบุตรใหญ่ มีชันษาจำาเริญควรจะ

ปล้กฝั งให้มีเรือน จึงยกนางเล่าหงวนให้เป็ นภรรยาเตงสิน ซึ่งเป็ นแซ่

เดียวกันกับเตงอ้ แล้วให้ยกออกไปทำาไร่ทนาอย่้ ณ บ้านป่ าแดนเมืองหำ้าเอี๋
ยง นางเล่าหงวนกับเตงสินไปทำามาหากินอย่้บ้านได้ส่ิงของกินเป็ นของป่ า

พากันมาเยี่ยมเยียนเล่าคิมผ้้บิดา ณ เมืองหลวงเนื องๆ ต่อมาวันหนึ่ งเล่าคิม
จึงปรึกษาเล่าเหลียงผ้้เป็ นน้องว่า บุตรชายเราสามคนนี้ นั บวันจะจำาเริญ

ชันษา ชะตาคนใดจะดีเป็ นที่พ่ึงแก่ญาติท้ ังปวงข้างเรายังมิร้ได้ ท่านจงไป

เลือกหาซินแสผ้้ร้ด้ลักษณะมาทายหลายชายท่านทั้งสามคนสักเวลาหนึ่ ง เล่า
เหลียงตอบว่ายังมีซินแสคนหนึ่ งชื่อจ้เหลง เป็ นผ้้ร้ด้ลักษณะประกอบ

วิชาการทุกสิ่ง ชาวเมืองทั้งปวงสรรเสริญออกชื่อนั บถือเงียมจ้เหลงยิ่งนั ก

ข้าพเจ้าจะเชิญมา เล่าเหลียงก็คำานั บลาไปบ้านเงียมจ้เหลง
ฝ่ ายเงียมจ้เหลงสอนหนั งสือบังอี๋อองป้ ากับศานุ ศิษย์ท้ ังปวงอย่้บนตึก

แลไปเห็นเล่าเหลียง เชื้ อพระวงศ์พระเจ้าเมืองหลวงมา จึงออกไปเชิญขึ้น
บนตึกนั่งที่สมควร แล้วถามเล่าเหลียงว่า ท่านมาหาข้าพเจ้ามีธุระกังวล

ประการใด เล่าเหลียงจึงบอกความตามเล่าคิมใช้มาให้เงียมจ้เหลงฟั ง เงียมจ้
เหลงแจ้งว่าเล่าคิมเชื่อพระวงศ์ให้มาเชิญไปทำานายลักษณะบุตรสามคน จึง
นุ่งห่มแต่งตัวใส่หมวกลงจากตึกมากับเล่าเหลียงไปบ้านเล่าคิม เล่าคิมจึง

ออกไปรับซินแสเงียมจ้เหลงขึ้นบนตึกนั ่งที่สมควร จึงให้บุตรทั้งสามคำานั บ

ซินแส แล้วว่าข้าพเจ้าให้เชิญท่านมา ให้ท่านช่วยทำานายลักษณะบุตรข้าพเจ้า
ทั้งสามนี้ จะใคร่ร้ว่าผ้ใ้ ดจะสืบเชื้ อพระวงศ์ เป็ นที่พ่ึงแก่ญาติไปในภายหน้า

เงียมจ้เหลงจึงพิจารณาด้ลักษณะเล่าอิ๋นกับเล่าต๋ง พิเคราะห์ด้ลักษณะเล่าสิ้ว
บุนซกแจ้งโดยตำาหรับที่ได้เล่าเรียนมา จึงถามชันษาปี เดือนวันเวลากำาเนิ ด
คำานวณโดยตำาราโหราศาสตร์ประกอบด้วยลักษณะแล้วทำานายแก่เล่าคิมว่า
เล่าอิ๋นกับเล่าต๋งนั้ นชันษาชอบทำาไร่นา ภายหลังจะได้เป็ นขุนนาง แล้วจะ

ตายด้วยเครื่องศาตราวุธ แต่เล่าสิ้วบุนซกบุตรสุดท้องนั้ นจะพลัดพรากจาก
บิดามารดาแต่เก้าขวบไป ถึงอายุสามสิบเศษชะตาขึ้นถึงที่ เป็ นแม่ทัพใหญ่

ปราบยุคเข็ญไปภายหน้าจะได้เป็ นกษัตริย์ บำารุงแผ่นดินสืบเชื้ อพระวงศ์เป็ น
ที่พ่ึงแก่อาณาประราชราษฎร์ เล่าคิมได้ฟังเงียมจ้เหลงทำานายดังนั้ นจึงว่า เล่า
สิ้วบุนซกบุตรข้าพเจ้าชันษาได้เจ็ดขวบเศษควรจะเรียนหนั งสือฝึ กสอนวิชา

ขอท่านได้กรุณาช่วยสัง่ สอนหนั งสือและวิชาการไว้สำาหรับตัว เมื่อชันษาถึงที่
พลัดพรากจากข้าพเจ้าไปได้ความทุกข์ยากลง วิชาที่เรียนไว้จะได้เป็ นที่พึ่ง

กว่าจะถึงที่เป็ นใหญ่ จะได้คิดตั้งตัวตามสมควรแก่สติปัญญา อย่้ประมาณปี

เศษเงียมจ้เหลงจึงลาเล่าคิมไปจากเมืองหลวงเที่ยวตามป่ าหาความสุขสบาย
ฝ่ ายเล่าคิมครั้นอย่้มาวันหนึ่ ง จึงให้หาเล่าเหลียงผ้้น้องมาปรึกษาว่า

ซินแสเงียมจ้เหลงผ้้ร้ด้ลักษณะ ทำานายไว้แต่ก่อนว่าเล่าสิ้วบุนซกจะได้เป็ นที่
พึงแก่ญาติวงศ์ แต่ต้องตกยากเมื่ออายุน้อยนั้ น เราคิดว่าจะให้ท่านพาเล่าอิ๋
นกับเล่าต๋ง ออกไปทไร่นาอย่้บ้านนำ้าขาว (คำาจีนเรียกว่าบ้านแปะจุ๋ยฉิง ) ใน

แดนเมืองนำ้าเอี๋ยง ถ้าบุญญาธิการพระเจ้าเปงเต้ ยังทรงพระจำาเริญพระ
ชันษาอย่้ในราชสมบัติเราก็จะได้มีความสุข แม้เมืองหลวงเกิดวิบัติ ในภาย

หน้าหลานท่านพลัดพรากจากเราได้ความทุกข์ยากไร้ จะได้ไปอาศัยท่านจะ
เห็นประการใด เล่าเหลียงได้ฟังเห็นชอบด้วย จึงคำานั บลาพาเล่าอิ๋นกับเล่าต๋ง
ผ้ห
้ ลาน ยกครอบครัวออกจากเมืองหลวง ไปทำาไร่นาอย่้ ณ บ้านแปะจุ๋ยฉิง

2. อองมังถวำยยำพิษพระเจ้ำเปงเต้

ฝ่ ายสางหงวนฮองไทเฮา ซึ่งเป็ นพระราชมารดาพระเจ้าเปงเต้ ครั้นพระ

ราชบุตรได้เสวยราชสมบัติในเมืองหลวงแล้ว จึงขอจ้เอ๋งชันษาสองขวบเศษ
เป็ นบุตรเล่าหืนเชื้ อพระวงศ์เข้าไปเลี้ยงในพระราชวัง

ขณะนั้ นมีขุนนางผ้้หนึ่ งชื่ออองมัง เป็ นบุตรอองบวนขุนนางผ้้ใหญ่ครั้ง

แผ่นดินพระเจ้าหงวนเต้ ครั้นอองบวนถึงแก่กรรม พระเจ้าเปงเต้ได้ราช

สมบัติ จึงตั้งอองมังรับราชการแทนที่อองบวนผ้้บิดา อองมังมีบุตรหญิงคน
หนึ่ งร้ปโฉมงามพึ่งรุ่นจำาเริญวัย จึงถวายเข้าเป็ นพระเจ้าเปงเต้ พระเจ้าเปง
เต้ชอบพระอัชฌาสัย ให้บุตรอองมังนั้ นเป็ นใหญ่ ได้บังคับพระสนมกรม

ฝ่ ายในทั้งปวง พระเจ้าเปงเต้จึงตั้งให้อองมังเป็ นที่ใจเสียงขุนนางผ้้ใหญ่ฝ่าย
์ าด อองมังท้ล
พลเรือน วางพระทัยให้จัดแจงว่ากล่าวขุนนางฝ่ ายหน้าสิทธิข
ตั้งผ้้หนึ่ งชื่อปั กโก๋ ซึ่งเป็ นเพื่อนสนิ ท ขึ้นเป็ นโซเหี้ยนขุนนางผ้ใ้ หญ่ได้ว่า

์ าดอย่้ใน
กล่าวทหารในตำาแหน่ง ตั้งแต่น้ ั นเป็ นต้นมาราชการเมืองหลวงสิทธิข
อองมังกับโซเหี้ยน บรรดาขุนนางนอกกว่าเชื้ อพระวงศ์พระเจ้าเปงเต้น้ ั นต่าง
คนยำาเกรงอองมังยิ่งนั ก ฝ่ ายอองมังเห็นขุนนางอย่้ในอำานาจสิ้นแล้ว คิด

กำาเริบใจจะใคร่ต้ ังตัวเป็ นใหญ่ในราชสมบัติ คบคิดกันกับโซเหี้ยน จะคอย
ทำาร้ายพระเจ้าเปงเต้อย่้มิได้ขาด

ครั้น ณ ปี ฉล้เดือนยี่ข้ ึนเจ็ดคำ่า รุ่งขึ้นแปดคำ่าเป็ นวันประส้ติพระเจ้าเปง

เต้ เป็ นประเพณี ของขุนนางคอยถวายปั้ นสิ้วให้พระมหากษัตริย์ทรงพระ

จำาเริญในราชสมบัติ อองมังจึงหาโซเหี้ยนไป ณ ตึก จึงกระซิบบอกว่า เวลา

เช้าพรุ่งนี้ เราจะถวายยาพิษพระเจ้าเปงเต้ ถ้าได้สมความคิดแล้วท่านจงปราบ
ปรามเชื้ อพระวงศ์และขุนนางทั้งปวงให้อย่้ในอำานาจ ราชสมบัติได้แก่เราแล้ว

จะตั้งให้ทา่ นเป็ นใหญ่สำาเร็จราชการในเมืองหลวง โซเหี้ยนรับคำาว่าถ้าท่าน
ถวายยาพิษพระเจ้าเปงเต้ได้สมคิดแล้ว บรรดาเชื้ อพระวงศ์ขุนนางซึ่งมิได้

์ ้วยท่านนั้ น ข้าพเจ้าจะปราบลงเสียให้ราบคาบอย่าวิตกเลย
ยอมสวามิภักดิด
โซเหี้ยนพ้ดกับอองมังแล้วคำานั บลาไปบ้าน จัดทหารคนสนิ ทที่เป็ นพรรคพวก
ถือเครื่องศาตราวุธครบมือเตรียมไว้

ฝ่ ายอองมังครั้นเวลาเช้าจึงประกอบยาพิษลงในสุรา ใส่จอกแก้วแล้วพา

อองสิม อองขิม อองอิบผ้้น้อง กับขุนนางคนสนิ ทเข้าไปคอยเตรียมเฝ้ าพระ
เจ้าเปงเต้ พร้อมกับโซเหี้ยนและขุนนางทั้งปวง

ฝ่ ายพระเจ้าเปงเต้ครั้นเวลาเช้า เสด็จออกทอดพระเนตรเห็นขุนนาง

ผ้ใ้ หญ่น้อยทั้งปวง ถือจอกสุราเครื่องคำานั บมาเตรียมถวายปั้ นสิ้ว จึงตรัสสัง่
นางพนั กงานข้างในให้เชิญเครื่องเสวยออกมา แล้วให้เจ้าพนั กงานข้างหน้า
ยกตะมาตั้งเตรียมเลี้ยงขุนนาง

ฝ่ ายอองมัง จึงถือจอกสุราเข้าไปท้ลถวายพระเจ้าเปงเต้ พระเจ้าเปงเต้

คิดกริง่ พระทัยด้วยเห็นอองมังท่าทางองอาจ จึงรับจอกสุราวางไว้ยังไม่เสวย
อองมังเห็นเสียการไป จึงท้ลว่าสุรานี้ อย่างดีข้าพระองค์แกล้งจัดสรรบรรจง

มาถวาย ด้วยใจจงรักภักดีโดยสุจริต พระองค์อย่าคิดแหนงระแวงพระทัยเลย
เชิญเสวยสุราข้าพระองค์ผ้เป็ นขุนนางผ้้ใหญ่ก่อน จึงจะต้องด้วยอย่าง

ธรรมเนี ยม อองมังจึงจับจอกสุรารินเข้าไปในพระโอฐ สุรายาพิษตกถึงพระ
สอพระเจ้าเปงเต้ พระเจ้าเปงเต้ทรงพระอาเจีนยโลหิตออกมาเป็ นอันมาก
เสด็จส่้สวรรคต บรรดาขุนนางเข้าเฝ้ าต่างคนต่างตกตะลึงไปทั้งสิ้น

ขณะนั้ นขุนนางคนหนึ่ งร้ปร่างส้งหกศอก ชื่อเล่าเต้ง เชื้ อพระวงศ์นั่งอย่้

ริบลับแล เห็นพระเจ้าเปงเต้อาเจียนโลหิตเพราะอองมังข่มขืนพระทัยให้

เสวยยาพิษ เล่าเต้งตกใจวิ่ออกมาว่ากล่าวหยาบช้า ด่าอองมังด้วยความโกรธ
ว่าอ้วยขบถตัวมึงคิดประทุษร้ายทำาลายพระคุณพระเจ้าเปงเต้ ซึ่งชุบเลี้ยง

์ ึงขนาด ตัวเป็ นขุนนางเข้าเฝ้ าคิดอกตัญญ้
เป็ นขุนนางผ้้ใหญ่ ให้ท่ียศศักดิถ
ต่อเจ้าแผ่นดินอันทรงพระคุณ หาผ้้สรรเสริญมิได้ อองมังจึงตอบว่าราช

สมบัติในเมืองหลวงนี้ เดิมเป็ นของพระเจ้าจิ๋นซีฮองเต้ พระเจ้าจิ๋นซีฮองเต้

ได้ทำานุ บำารุงแผ่นดินสืบเชื้ อพระวงศ์กษัตริย์มาถึงพระเจ้ายีซีฮองเต้ เล่าปั งป่ ้
ของท่านกับห้างอี๋เกลี้ยกล่อมทหาร ยกมาทำาการศึกสามปี เตียวโก๋ทำา

ประทุษร้ายต่อพระเจ้ายีซีฮองเต้ ยกพระเจ้าซาซีฮองเต้ข้ ึนเสวยราชสมบัติ
เล่าปั งยกทัพเข้าชิงเมืองหลวง ห้างอี๋ทีกำาลังมากขับเล่าปั งเสีย ห้องอี๋ได้ครอง
เมืองหลวงเป็ นฌ้อปาอ๋อง ป่ ้ของท่านยกมาทำาศึกกับฌ้อปาอ๋องถึงห้าปี จึงได้
ราชสมบัติเป็ นกษัตริย์สืบเชื้ อพระวงศ์มาช้านาน เล่าปั งป่ ้ของท่านเป็ นแต่

บุตรชาวบ้านไผ่ก๋วน ยังคิดตั้งตัวเป็ นใหญ่สืบเชื้ อพระวงศ์มาหลายชัว่ กษัตริย์
บัดนี้ บุญเราจะถึงที่เป็ นกษัตริย์ บำารุงแผ่นดินสืบไปภายหน้า เทวดาจึง

บันดาลให้เราคิดการสำาเร็จได้โดยง่าย บัดนี้ สมบัติตกอย่้ในเงื้ อมมือเราตัวเป็ น
แต่ขุนนางข้าเฝ้ า องอาจออกมาว่ากล่าวหยาบช้าไม่กลัวอาญา ชอบให้จับตัว

ไปผ่าปากเสียจึงจะสมโทษ เล่าเต้งได้ยินยิ่งโกรธนั กชักไม้เซี่ยวฮุดวิ่งเข้าตีถ้ก
อองมังเป็ นหลายที

ฝ่ ายโซเหี้ยนเห็นดังนั้ นจึงชักกระบี่ออกจากเสื้ อ เงื้ อกระบี่ป้องปั ดช่วยออ

งมัง แล้วร้องตวาดเล่าเต้งว่า เหตุใดจึงบังอาจตีเจ้าชีวิตด้วยไม้ ไม่เกรงอาญา
โทษถึงตาย ก้จะตัดศีรษะเสียอย่าให้ขุนนางด้เยี่ยงอย่างสืบไป ว่าแล้วก็เอา
กระบี่ฟันเล่าเต้งคอขาดตาย อองมังดีใจสรรเสริญโซเหี้ยนว่า มิเสียทีท่าน

ช่วยเป็ นใจเจ็บร้อน ควรที่จะเป็ นขุนนางผ้้ใหญ่ โซเหี้ยนจึงแกว่งกระบี่ร้อง
ประกาศว่า ขุนนางทั้งปวงจงพร้อมใจกัน ช่วยเจ้าเมืองของเราบำารุงแผ่นดิน
์ ะจับฆ่าเสีย ฝ่ ายขุนนางเต่างคนต่างกลัว
สืบไป แม้นผ้้ใดไม่ยอมสามิภักดิจ

อาญายอมเข้าด้วยอองมังเป็ นอันมาก แต่ผ้ซ่ึงเป็ นเชื้ อพระวงศ์กับขุนนางที่มี
ใจซื่อตรงต่อพระเจ้าเปงเต้ ต่างคนหลบหลีกหนี อพยพครอบครัวเข้าอย่้ป่า

แปลงแซ่เปลี่ยนชื่อเสียมิให้พวกอองมังร้้จัก โซเหี้ยนให้ทหารจับขุนนางซึ่ง
มิได้ยอมเข้าด้วย เอาไปฆ่าเสียเป็ นหลายคน

3. อองมังยกจูเอ๋งขึ้นเป็ นกษัตริย์

ฝ่ ายอองมังครั้นขุนนางราบคาบแล้ว จึงให้ทหารยกพระศพพระเจ้าเปง

เต้และเล่าเต้ง ออกไปฝั งเสียนอกเมือง แล้วถามขุนนางว่าตราหยกสำาหรับ

กษัตริย์ พระเจ้าเปงเต้ให้ผ้ใดรักษา โซเหี้ยนจึงบอกว่าตราหยกอย่้กับฮองไท

เฮา อองมังจึงสัง่ อองสิมกับโซเหี้ยนเข้าไปเรียกเอาตราหยกที่ฮองไทเฮาออก
มา ทั้งสองคำานั บลาพากันเข้าไปในพระราชวัง ฝ่ ายพนั กงานใช้ ขณะเมื่อออ
งมังถวายสุราพระเจ้าเปงเต้อาเจียนพระโลหิตสิ้นพระชนม์ ต่างคนต่างตก
ประหม่าหน้าซีดวิ่งไปท้ลฮองไทเฮาทุกประการ

ฝ่ ายฮองไทเฮาพระราชมารดาพระเจ้าเปงเต้ กับพระวงศานุ วงศ์ใน

พระราชวัง แจ้งความว่าอองมังกับโซเหี้ยนคิดขบถ ถวายยาพิษพระเจ้าเปง
เต้เสด็จสวรรคต ฮองไทเฮามีพระทัยหวาดไหวเหมือนอองมังตัดเอาพระ

เศียรสิ้นสติสมประดี สลบนิ่ งอย่้บนพระที่นั่ง บรรดาเชื้ อพระวงศ์และนางพระ
สนมทั้งปวงพากันร้องไห้รก
ั พระเจ้าเปงเต้อื้ออึงทั้งพระราชวัง ฮองไทเฮา

ครั้นฟื้ นสมประดีมา จึงทรงพระกรรแสงรำาพันว่า อองบวนบิดาอองมังครั้ง
แผ่นดินพระเจ้าหงวนเต้น้ ั น อองบวนซื่อตรงต่อแผ่นดินพระเจ้าหงวนเต้
ตั้งแต่เป็ นขุนนางผ้้ใหญ่ ช่วยบำารุงราษฎรอย่้เย็นเป็ นสุขมา ตราบเท่าสิ้น

แผ่นดินพระเจ้าหงวนเต้ พระเจ้าเปงเต้ได้ครองเมืองหลวง กรุณาชุบเลี้ยงออ
งมังถึงขนาด มิได้มีข้อเคืองแก่กัน ไม่ควรที่จะคิดการขบถประทุษร้าย ออ

งมังเป็ นคนอกตัญญ้ทำาลายคุณพระเจ้าเปงเต้เสียครั้งนี้ สิ้นบุญพระราชบุตร
แล้ว จะมีชีวิตอย่้จะได้แต่ความลำาบาก ฮองไทเฮาทรงพระกรรแสงพลาง

หยิบดวงตราหยกสำาหรับกษัตริย์ห่อพระภ้ษาไว้กับพระสอ จะเสด็จไปโจนลง
บ่อนำ้าให้ส้ ินชีวิต พออองสิมกับโซเหี้ยนตามมาทัน ท้ลฮองไทเฮาว่า ตราหยก
สำาหรับพระเจ้าเปงเต้มอบไว้ จะขอเอาไปให้อองมัง ฮองไทเฮาได้ยินชื่อออ

งมังยิ่งมีความแค้นมากขึ้นมิได้ตรัสโต้ตอบประการใด เสด็จรีบสาวพระบาท
จะไปให้ถึงบ่อนำ้า โซเหี้ยนรีบเดินเข้าไปจะชิงตราหยกที่ฮองไทเฮาผ้กไว้ที่

พระสอ ฮองไทเฮาโกรธจึงเอาตราหยกทิ้งออกไปตกต้องแผ่นศิลา โซเหี้ยน

หยิบมาเห็นตราสลายไปเหลี่ยมหนึ่ งก็โกรธ ชักกระบี่ออกจากฝั กไล่บุกรุกจะ
ฟั นฮองไทเฮาไปถึงบ่อ พอฮองไทเฮาโจนลงบ่อนำ้าสิ้นชีวิต อองสิมจึงพาโซ

เหี้ยนออกมาส่งตราสำาหรับกษัตริย์ให้อองมัง แล้วเล่าความให้ฟังทุกประการ
อองมังเห็นตราสลายก็โกรธ จึงให้ช่างทองตีทองธรรมชาติประกบกับเหลี่ยม

ตราให้เป็ นปกติดังเก่า แล้วสัง่ อองสิมกับโซเหี้ยนคุมทหารสามพัน สืบจับตัว

เชื้ อพระวงศ์พระเจ้าเปงเต้ท้ ังข้างหน้าข้างในฆ่าให้ส้ ินทั้งชายหญิง โซเหี้ยน
กับอองสิมพาทหารไปตามคำาสัง่ อองมัง แต่เชื้ อพระวงศ์ฝ่ายในเอาไปฆ่าเสีย

เป็ นคนแปดร้อยเศษ โซเหี้ยนพาทหารเที่ยวสืบจับเชื้ อพระวงศ์ในเมืองหลวง
ไปฆ่าเสียเป็ นอันมาก

ฝ่ ายเล่าคิมร้้อองมังเป็ นกบฎตกใจ จึงให้คนใช้ปิดประต้บ้านเสีย แล้ว

สองคนกับภรรยาร้องไห้รก
ั กัน เล่าคิมอุ้มเล่าสิ้วบุนซกขึ้นตักสัง่ ว่า ตัวเจ้า

มีอายุถึงเก้าขวบ ต้องตกยากพรากบิดามารดา สมดังซินแสทำานายไว้มิผิด
เจ้าจงหลบหลีกหนี พวกอ้ายกบฎ ออกไปหาพี่ชายกับอาของเจ้า ซ่อนตัวอย่้
ณ บ้านป่ าแปะจุ๋ยฉิง แม้นจำาเริญวัยใหญ่กล้า จงซ่องสุมทแกล้วทหารคิด
ทำาการใหญ่ จับอ้ายอองมังฆ่าเสียคืนเอาแผ่นดินให้จงได้ พอได้ยินเสียง

ทหารพวกโซเหี้ยนอื้ ออึงมาถึงประต้บ้าน เล่าคิมตกใจกลัวโซเหี้ยนจะจับมัด
ผ้กโบยตีจะให้นำาญาติวงศ์ จึงกุมมือภรรยาวิ่งไปโจนลงบ่อนำ้าตาย แต่เล่าสิ้ว
บุนซกผ้้บุตรนั้ น เข้าแอบแฝงตัวอย่้ในสวนดอกไม้

ฝ่ ายโซเหี้ยนพาทหารเที่ยวจับเชื้ อพระวงศ์ มาถึงบ้านเล่าคิมเห็นประต้

ปิ ดอย่้ จึงให้ทหารปี นกำาแพงแก้วเข้าไปจับคนใช้เล่าคิมมาไต่ถาม คนใช้นำา
ไปพบศพเล่าคิมในบ่อนำ้า โซเหี้ยนจึงให้ทหารขึ้นค้นบนตึก ขนเอาทรัพย์สิน
เงินทองออกจากบ้านเล่าคิม

เล่าสิ้วบุนซกเข้าไปแอบแฝงซ่อนตัวอย่้ ณ พุ่มไม้ในสวน พอจวนเวลา

เย็นพวกโซเหี้ยนกลับไป แล้วจึงออกมาเห็นศพบิดามารดาอย่้ในบ่อนำ้า เล่า
สิ้วบุนซกร้องไห้รก
ั บิดามารดาอย่้ที่ปากบ่อเป็ นช้านาน ครั้นค่อยคลาย

สมประดี ตกใจกลัวพวกโซเหี้ยนจะมาพบจึงคำานั บลาศพบิดามารดาแอบแฝง
ออกจากบ้าน พอเวลาพลบคำ่าจำาหน้ากันมิถนั ด จึงปลอมตัวเป็ นชาวเมือง

เดินตามถนนออกจากประต้เมืองด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เดินทางเพลา
กลางคืนไปถึงบ้านแห่งหนึ่ งเข้าไปอาศัยพำานั กนอน

ฝ่ ายชาวบ้านเห็นราตคต ซึ่งผ้กประจำาตัวเล่าสิ้วบุนซกไปเป็ นสำาคัญก็ร้ว่า

เชื้ อพระวงศ์กษัตริย์ ต่างคนต่างมีความกรุณาหาข้าวปลาอาหารให้กิน แล้ว
ส่งตัวเล่าสิ้วบุนซกไปอาศัยซ่อนตัวอย่้กับพวกคนหนี

ฝ่ ายอองมังขณะเมื่อให้ทหารเข้าค้นจับเชื้ อพระวงศ์ฝ่ายใน อองมังถือ
ดาบเดินเข้าไปในวัง พอเห็นจ้เอ๋งบุตรเลี้ยงฮองไทเฮาวิ่งหนี พวกทหารสวน
ออกมา ชันษาจ้เอ๋งประมาณสามขวบเศษอองมังคิดจะป้ องกันความนิ นทา

จึงอุ้มจ้เอ๋งออกมานั่ง ณ ที่เสด็จออก ให้หาโซเหี้ยนเข้ามาบอกว่า เราคิดจะ

ยกจ้เอ๋งขึ้นเสวยราชสมบัติเป็ นกษัตริย์แทนพระเจ้าเปงเต้ จะระงับหัวเมืองมิ
ให้กำาเริบท่านจะเห็นประการใด โซเหี้ยนจึงว่าขุนนางเข้าเฝ้ าทั้งปวงยอม

พร้อมใจกันให้ท่านว่าราชการเมืองหลวง ท่านคิดทำาการใหญ่สำาเร็จแล้วจะยก
จ้เอ๋งเชื้ อพระวงศ์ข้ ึนเป็ นกษัตริย์น้ ั น ถ้าจ้เอ๋งเจริญในราชสมบัติไปภายหน้า
ท่านกับข้าพเจ้าจะได้ความเดือดร้อนยิ่งนั ก ขอท่านจงตรึงตรองก่อน

อองมังจึงว่าท่านเห็นการไม่ลึกซึ้ง เรายกจ้เอ๋งขึ้นเป็ นกษัตริย์จะกันความ

นิ นทาหวังจะให้ราษฎรหัวเมืองทั้งปวงสำาคัญคิดว่า เรามีใจซื่อตรงเหมือน

อย่างจิงก๋งต้าน ครั้งพระเจ้าจิวบุนอ๋องสวรรคต จิวเซงอ๋องราชบุตรยังเยาว์

อย่้ จิวก๋งต้านจึงอุ้มจิงเซงอ๋องออกมาว่าราชการเมือง กราบเท้าจิวเซงอ๋อง
เจริญในราชสมบัติ เราเอาธรรมเนี ยมอย่างจิวก๋งต้าน หวังจะล่อลวงผ้้ซ่ึงเป็ น
เชื้ อพระวงศ์ไปครองเมืองน้อยใหญ่ให้มาเมืองหลวง จะคิดอุบายฆ่าเสียให้

สิ้นแผ่นดินราบคาบ แล้วภายหลังจึงจะฆ่าจ้เอ๋งเสีย โซเหี้ยนได้ฟังเห็นชอบ
ด้วยจึงสรรเสริญว่า กลอุบายท่านคิดลึกซึ้งสมควรเป็ นเจ้าแผ่นดิน ข้าพเจ้า
คิดไปไม่ถึง โซเหี้ยนจึงคำานั บลาออกมาให้ประชุมขุนนางพร้อมกันทุก
ตำาแหน่ง

อองมังจึงมอบราชสมบัติให้จ้เอ๋งเป็ นกษัตริย์ในเมืองหลวง แต่อองมังนั้ น

ตั้งตัวเป็ นเก๋ฮ่องเต้ได้กำากับจ้เอ๋ง จ้เอ๋งฮ่องเต้เปลี่ยนศักราชกษัตริย์พระองค์

ใหม่ ณ ปี ขาลเดือนห้าขึ้นห้าคำ่า อองมังเข้าอย่้กับจ้เอ๋งในวัง เวลาขุนนางเข้า
เฝ้ าอองมังอุ้มจ้เอ๋งเสด็จออกว่าราชการเมืองหลวงทุกวันมิได้ขาด

4. จูเอ๋งป่ วยถึงอำสัญกรรม

ครั้น ณ ปี เถาะเดือนหก อองมังเห็นขุนนางเมืองหลวงราบคาบเป็ นปกติ

แล้ว จึงแต่งหนั งสือรับสัง่ จ้เอ๋งฮ่องเต้ ใจความว่าพระเจ้าเปงเต้ผ้รก
ั ษาเมือง
หลวง สติปัญญาโฉดเขลาไม่เอาธุรกิจการแผ่นดิน เสวยแต่สุราเมาเหลือ

กำาลังบังเกิดโรคปั จจุบัน อาเจียนพระโลหิตสิ้นพระชนม์แล้ว ขุนนางน้อย
ใหญ่ในเมืองหลวงประชุมพร้อมยอมยกเราผ้้ช่ ือจ้เอ๋งเชื้ อพระวงศ์เสวยราช

สมบัติ เปลี่ยนกษัตริย์แผ่นดินใหม่ ให้ขุนนางและเชื้ อพระวงศ์ซึ่งครองเมือง
น้อยใหญ่เร่งเข้ามาพร้อมกัน ณ เมืองหลวง จะจัดแจงเลื่อนให้ยศศักดิโ์ ดย

ตามสมควร แม้นเมืองใดขัดรับสัง่ ตั้งแข็งเมืองอย่้ มิได้เข้ามาอ่อนน้อมยอม
ถวายดอกไม้เงินทองตามอย่างธรรมเนี ยม จะเกณฑ์กองทัพยกไปจับตัวเจ้า

เมืองฆ่าเสีย อองมังส่งหนั งสือให้ขน
ุ นางพนั กงานทหารพลเรือน แจกไปแก่
หัวเมืองน้อยใหญ่ท้ ังปวง

ฝ่ ายเชื้ อพระวงศ์ซ่ึงเป็ นเจ้าครองเมือง แจ้งความตามหนั งสือนั้ น ร้ว้ ่าออ

งมังแต่งกลอุบายล่อลวงเข้าเมืองหลวงต่างคนแข็งเมืองอย่้ แต่ผ้ท่ีไม่ได้เป็ น
เชื้ อพระวงศ์ไปรักษาเมืองน้อยใหญ่ท้ ังปวงนั้ น ครั้นแจ้งความในหนั งสือว่า

พระเจ้าเปงเต้ผ้ครองเมืองหลวง เสวยสุราบังเกิดโรคปั จจุบันเสด็จสวรรคต
ขุนนางในเมืองหลวงพร้อมใจกันยกจ้เอ๋งชันษาสามขวบเศษ เชื้ อพระวงศ์

พระเจ้าเปงเต้ข้ ึนครองราชสมบัติ แต่ยังทรงพระเยาว์นัก จะว่าราชการเมือง

หลวงยังมิได้ อองมังขุนนางผ้้ใหญ่กำากับว่าราชการเมืองหลวงอย่้ เห็นว่าออ
งมังขุนนางผ้ใ้ หญ่มีใจสัตย์ซ่ ือคิดชอบ ประกอบการทั้งปวงเหมือนอย่างจิงอ๋
องต้าน ซึ่งว่าราชการแทนจิงอ๋องเส้งพระราชบุตรพระเจ้าจิวบุนอ๋องแต่ก่อน

หัวเมืองน้อยใหญ่ท้ ังปวงต่างส่งเครื่องราชบรรณาการเข้ามาถวายจ้เอ๋งฮ่องเต้
ซึ่งเป็ นกษัตริย์พระองค์ใหม่ ณ เมืองหลวงพร้อมกันทุกหัวเมือง

ฝ่ ายอองมัง ครั้นมิได้เห็นผ้้ซึ่งเป็ นเชื้ อพระวงศ์เข้ามาไม่สมความคิดจึง

เอาในเผื่อแผ่ ตั้งขุนนางผ้้ครองเมืองน้อยให้ได้ครองเมืองใหญ่ ขุนนาง

ผ้ใ้ หญ่ให้พระราชทานบ้านส่วยและยศศักดิ์ เพิ่มขึ้นมากกว่าแต่ก่อน แล้วจัด

ทหารคนสนิ ทซึ่งเป็ นพรรคพวกไปเป็ นขุนนางกำากับผ้้รก
ั ษาเมืองอย่้ทุกเมือง
แล้วให้เสื้ อผ้าเงินทองแก่ผ้รก
ั ษาเมืองทั้งปวงตามสมควร จัดแจงให้คืนไปอย่้
รักษาเมืองน้อยใหญ่เหมือนดังแต่ก่อน

ครั้นเดือนสี่ปีมะโรง อองมังจึงให้หาโซเหี้ยนเข้าไปที่ข้างในปรึกษาว่า

ขุนนางหัวเมืองทั้งปวงนั้ นเราเห็นว่าปกติราบคาบอย่้แล้ว แต่ขุนนางในเมือง

หลวงนั้ น เรียบร้อยกว่าแต่ก่อนหรือยังมีเสี้ยนหนามอย่้เป็ นประการใด โซ
เหี้ยนจึงบอกว่าบรรดาขุนนางข้าราชการทั้งปวงเกรงกลัวอำานาจท่านสิ้น

ขุนนางซึ่งเป็ นเสี้ยนหนาม ข้าพเจ้าปราบปรามราบคาบ ราชสมบัติในเมือง
หลวงตกอย่้ในเงื้ อมมือท่าน แต่ข้าพเจ้าคิดวิตกอย่้ด้วยจ้เอ็งเชื้ อฮัน
่ เปงเต้

ท่านเอามาตั้งไว้เป็ นกษัตริย์ จะล่อลวงให้เชื้ อพระวงศ์เข้ามามิได้สมคิด แต่จ้
เอ๋งอย่้ในราชสมบัติถึงสามปี มีชันษาล่วงเข้ามาถึงเจ็ดขวบแล้ว ถ้าละไว้นาน

ไปจ้เอ๋งจะคิดชิงเอาราชบัลลัง กำาจัดท่านเสียเป็ นมัน
่ คง ซึ่งท่านจะด้หมิ่นเชื้ อ
กษัตริย์ เหมือนเอาอสรพิษมาเลี้ยงไว้ไม่ต้องตามธรรมเนี ยม ขอท่านจงเอา

์ าดอย่้
ตัวจ้เอ๋งไปฆ่าเสียแต่เยาว์อย่้ฉะนี้ ราชสมบัติในเมืองหลวงจึงเป็ นสิทธิข
แก่ท่าน อองมังจึงว่าท่านว่าจ้เอ๋งเป็ นเชื้ อพระวงศ์กษัตริย์ เหมือนอสรพิษมิ

ให้คิดประมาทนั้ นชอบ แต่จะฆ่าจ้เอ๋งเป็ นทารกอายุไม่ถึงสิบขวบนั้ น จะมีคำา
นิ นทาว่าเราชิงราชสมบัติจ้เอ๋ง จำาจะคิดฆ่าเสียด้วยอุบาย อย่าให้ขน
ุ นาง

ราษฎรหัวเมืองทั้งปวงล่วงว่ากล่าวติเตียนจึงจะชอบ ท่านจงออกไปชุมนุ ม
ขุนนางให้พร้อม ณ ที่เฝ้ า เราจะปรึกษาตั้งจ้เอ๋งเป็ นอันเตงก๋ง โซเหี้ยน
คำานั บลามาประชุมขุนนางตามคำาสัง่

อองมังจึงออกมาที่ข้างหน้าปรึกษาขุนนางว่า จ้เอ๋งฮ่องเต้เยาว์นักจะว่า

ราชการเมืองหลวงนั้ นมิได้ จะตั้งให้เป็ นที่อันเตงก๋ง พอชันษาจำาเริญขึ้นควร
จะว่าราชการแผ่นดิน แล้วจึงจะคืนราชสมบัติในเมืองหลวงให้จ้เอ๋งฮ่องเต้ต่อ
ภายหลัง ท่านจะเห็นประการใด โซเหี้ยนกับขุนนางคนสนิ ทร้้อช
ั ฌาสัยจึงว่า
จ้เอ๋งนั้ นชันษายังเยาว์นัก ซึ่งจะเป็ นกษัตริย์สืบไปข้าพเจ้าเห็นว่าถ้ามีผ้ท้ล
ยุยงให้ตรัสสัง่ การอันผิดด้วยอย่างธรรมเนี ยม มีผท
้ ำาตามรับสัง่ กฎหมาย

สำาหรับแผ่นดินจะฟั ่ นเฟื อนไป คำาซึ่งปรึกษาจะให้จ้เอ๋งเป็ นอันเตงก๋งนั้ น
ข้าพเจ้าทั้งปวงเห็นชอบด้วย อองมังจึงตั้งจ้เอ๋งเป็ นที่อันเตงก๋ง จัดแจง

ตำาหนั กที่วังให้เป็ นที่อาศัย แล้วสัง่ ขุนนางคนสนิ ทให้ไปกำากับกักขังอันเตงก๋ง
ไว้ในตำาหนั กมิให้ส่งอาหาร อันเตงก๋งได้รบ
ั ความลำาบากด้วยอดอาหาร อย่้

ประมาณเจ็ดวันสุดสิ้นกำาลังขาดใจตาย ขุนนางผ้้กำากับจึงมาแจ้งแก่อองมัง

ต่อหน้าขุนนางทั้งปวง อันเตงก๋งป่ วยถึงอาสัญกรรม อองมังได้ยินแกล้งทำา

ตกใจ แล้วสัง่ ให้ทำาการฝั งศพตามธรรมเนี ยม

5. อองมังเป็ นต้นกษัตริย์

ครั้น ณ เดือนสิบเอ็ดโซเหี้ยนจึงให้ประชุมขุนนางพร้อมกัน มอบเวรราช

สมบัติให้อองมังเป็ นต้นกษัตริย์ เปลี่ยนศักราชใหม่ในปี มะโรง อองมังได้

ครองราชสมบัติในเมืองหลวงแล้ว จึงจัดแจงผ้้มีความชอบเลื่อนที่ยศศักดิร์ บ

ราชการตามตำาแหน่ง ให้โซเหี้ยนเป็ นไต้สุม้า บังคับความว่ากล่าวขุนนางหัว

เมืองทั้งปวง อองสิมเป็ นไต้สุมเตาบังคับขุนนางเข้าเฝ้ าในเมืองหลวง อองอิ
บกับอองขิมเป็ นขุนนางได้ว่ากล่าวทหารทั้งซ้ายขวา บรรดาขุนนางคนสนิ ท
ได้เลื่อนที่เป็ นขุนนางตามสมควร

อย่้มาวันหนึ่ ง อองมังคิดเกลี้ยกล่อมผ้้มีสติปัญญา สืบร้้วา่ กิหยงเซ่งเป็ น

ขุนนางผ้้เฒ่าร้้จักขนบธรรมเนี ยม เคยได้สัง่ สอนหนั งสือพระราชบุตรแห่ง

พระมหากษัตริย์สืบมา จึงให้ไปเชิญกิหยงเซ่งเข้ามาว่ากล่าวเกลี้ยกล่อมว่า
ข้าพเจ้าร้้ว่าท่านเป็ นขุนนางร้้จักขนบธรรมเนี ยมเป็ นอันมาก จึงเชิญมาให้สัง่
สอนหนั งสืออองอ้บุตรข้าพเจ้า แม้นานไปภายหน้าอองอ้ได้เป็ นกษัตริย์สืบ

เชื้ อพระวงศ์ในเมืองหลวง อองอ้จะขอบคุณท่านซึ่งเป็ นอาจารย์ จะชุบเลี้ยง
ล้กหลานท่านให้เป็ นขุนนางตามสมควร ท่านจะเห็นประการใด กิหยงเซ่ง

ได้ยินอองมังว่ากล่าวเกลี้ยกล่อม คิดถึงพระคุณพระเจ้าเปงเต้กลั้นนำ้าตามิได้

ร้องไห้ด้วยความแค้นอองมังแต่มิได้ออกปาก จึงว่าข้าพเจ้าเป็ นขุนนางผ้้เฒ่า
พระเจ้าเปงเต้ชุบเลี้ยงโดยสุจริต คิดจะทำาการฉลองพระคุณมิได้ขาด บัดนี้

พระเจ้าเปงเต้สวรรคตควรจะตามเสด็จไป ซึ่งท่านจะให้ข้าพเจ้าครองชีวิตอย่้
ในแผ่นดิน จะมีผ้นินทาว่าเป็ นคนอกตัญญ้ไม่ซ่ ือตรงต่อเจ้าของตัว ความชัว่
จะลือชื่ออย่้ตราบเท่าล้กหลาน หนึ่ งอายุข้าพเจ้าถึงเจ็ดสิบเก้าปี ชราภาพแล้ว
จะขอลารักษาความสัตย์กตัญญ้ไปกว่าชีวิตจะสิ้น อองมังจึงว่าท่านเป็ น

ขุนนางซื่อตรงต่อแผ่นดินยิ่งนั ก ข้าพเจ้ามีความรักใคร จะใคร่ได้ไว้เป็ น
ขุนนางผ้้ใหญ่ในตำาแหน่งที่ปรึกษา จึงว่ากล่าวชักชวนโดยดี ซึ่งเชื้ อพระวงศ์
พระเจ้าฮัน
่ โกโจนั้ น ได้เป็ นพระเจ้าแผ่นดินลำาดับมาถึงสิบสองชัว่ กษัตริย์

ควรที่จะเสื่อมส้ญสิ้นเชื้ อพระวงศ์ผ้มีบุญอย่้แล้ว บุญญาธิการข้าพเจ้าจะถึงที่

เป็ นกษัตริย์ เทพยดาจึงบันดาลให้เกิดวิบัติ ต้องเปลี่ยนกษัตริย์แผ่นดินใหม่
ฉะนี้ ตัวท่านเป็ นขุนนางร้้ขนบธรรมเนี ยม ช่วยกันทำานุ บำารุงไพร่ฟ้า

ข้าแผ่นดินได้อย่้เย็นเป็ นสุข แล้วหาผ้ใ้ ดจะนิ นทาได้ไม่ อองมังจึงให้เงินทอง
เสื้ อผ้าเป็ นอันมาก ให้ขุนนางพยุงตัวกิหยงเซ่งไปไว้กับอองอ้แกล้งกักขังไว้
หวังจะให้ยอมรับทำาราชการในตำาแหน่งที่ขุนนางผ้้ใหญ่

ฝ่ ายกิหยงเซ่งอย่้ในวังอองอ้บุตรอองมังเป็ นหลายวัน ตั้งแต่ทุกข์ตรอมใจ

มิได้กินอาหาร จนซ้บผอมมีแต่หนั งหุ้มกระด้กอย่้ถึงสิบสี่วัน กิหยงเซ่งสิ้น

สุดกำาลังขาดใจตาย ฝ่ ายอองอ้ครั้นร้้กิหยงเซ่งสิ้นชีวิตแล้ว จึงเข้าพระราชวัง
คำานั บอองมังผ้้เป็ นบิดา แล้วแจ้งความทุกประการ อองมังร้้ว่ากิหยงเซ่ง

ขุนนางซื่อสัตย์ไม่กินอาหารถึงสิบสี่วันตายมีความเสียดายยิ่งนั ก จึงเอาศพ

ไปฝั งเสียนอกประต้เมืองเบื้ องทิศตะวันออก แล้วจึงให้หาตัวกิจุนหนึ่ ง ซิหง
หนึ่ ง ซุนเซียงหนึ่ ง ตึงหลิมหนึ่ ง ตึงจุนหนึ่ ง ขุนนางห้าคนซึ่งเป็ นคนร้้

หนั งสือลึกซึ้ง เป็ นอาลักษณ์เก่าครั้งพระเจ้าเปงเต้น้ ั นให้เข้ามา คนใช้ไปหา
ตัวหาพบตัวซิหงไม่ ได้แต่ขุนนางสี่คนมา อองมังจึงว่าท่านทั้งสี่มีสติปัญญาร้้

หนั งสือลึกซึ้ง เราหามาจะให้ช่วยสอนหนั งสืออองอ้ อองมังจึงส่งขุนนางสี่คน
ไปอย่้กับอองอ้ แล้วให้คนไปหาตัวซิหง คนใช้ไปสืบพบตัวซิหง จึงบอกความ
ตามอองมังสัง่ ซิหงไม่ยอมมาจึงว่าแก่คนใช้อองมังว่า นายท่านมีบุญแล้วจง
อย่้ครองสมบัติให้เป็ นสุข ตัวเราเป็ นข้าพระเจ้าเปงเต้ พระเจ้าเปงเต้หา

พระชนม์ไม่แล้ว เราจะออกอย่้ป่าหาความสุข ซิหงก็ไปอย่้เขากิสาน คนใช้จึง
กลับมาแจ้งความแก่อองมัง อองมังมิได้ว่าประการใด ฝ่ ายราษฎรชาวทั้งปวง
แจ้งความดังนั้ น จึงพากันสรรเสริญว่า กิหยงเซ่งกับซิหงขุนนางทั้งสองคนนี้
มีใจซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าเปงเต้ย่ิงนั ก

ฝ่ ายอองมังครั้นได้ครองราชสมบัติในเมืองหลวง สารพัดบริบ้รณ์ทุกสิ่ง

ยิ่งมีใจโลภมากขึ้น อย่้มาวันหนึ่ งอองมังออกขุนนางจึงปรึกษาไต้สุม้าโซ

เหี้ยนว่า เราได้ด้หนั งสือที่มีมาตั้งแต่ครั้งพระเจ้าซำาอ๋องกษัตริย์สามพระองค์
แผ่นดินพระเจ้าหงอเต้กษัตริย์ห้าพระองค์ ตั้งแต่งเป็ นกฎหมายสำาหรับแผ่น

ดินไว้วา่ ที่นาราษฎรทำามาหากินนั้ น ให้ขุนนางผ้้เป็ นกรมนารังวัดนาสิบไร่ ให้

ยกเอาเป็ นของหลวงไร่หนึ่ ง ขุดบ่อสำาหรับขังนำ้าให้ไว้ราษฎรผ้ท
้ ำานาสิบไร่มี
บ่อหนึ่ ง เป็ นกำาหนดกฎหมายไว้ฉะนี้ เห็นว่าเมล็ดข้าวเปลือกที่จะได้เป็ นส่วน

ของหลวงนั้ นน้อยนั ก เราคิดว่าจะแปลงกฎหมายใหม่ ราษฎรทำาสี่ไร่ให้ยกเอา
ผลเมล็ดข้าวขึ้นฉางหลวงไร่หนึ่ ง ยกให้ราษฎรผ้ท
้ ำานั้ นสามไร่ ท่านจะเห็นว่า

ประการใด ไต้สุม้าโซเหี้ยนเห็นชอบคำานั บแล้วตอบว่า ซึ่งกฎหมายตั้งแต่งไว้
สำาหรับใช้ในแผ่นดินซำาอ๋องหงอเต้แต่ก่อน บัดนี้ แผ่นดินของท่าน ซึ่งท่านจะ
จัดแจงแปลงกฎหมายสำาหรับแผ่นดินนั้ น ชอบด้วยอย่างธรรมเนี ยมกษัตริย์
หาผ้้ใดจะขัดขวางไม่ อองมังจึงให้แปลงกฎหมายแจกไปแก่หัวเมืองทั้งปวง

ให้ราษฎรทำานาสี่ไร่คิดเอาเป็ นของหลวงไร่หนึ่ ง ตามผ้้มีเนื้ อนามากและน้อย

6. อองสิมเป็ นแม่ทัพหลวงตีเมืองยงเหนำ

ฝ่ ายราษฎรทั้งปวงต้องเร่งรับข้าวเปลือกขึ้นฉางหลวง ทีท
่ ำานาได้ผลน้อย

ได้ความทุกข์ยาก จะขายที่เนื้ อนาก็กลัวอาญาอองมังจะเอาโทษ ต่างคน

อพยพทิ้งบ้านเรือนเข้าป่ า เร้นซ่อนอย่้ในซอกห้วยธารเขาเป็ นอันมาก ฝ่ าย
อองมังว่าราชการเมืองหลวงได้สามปี ครั้น ณ ปี มะแม อองมังคิดจะใคร่ได้

อาณาเขตกว้างขวาง จึงประชุมขุนนางพร้อมกันเกณฑ์กองทัพจะไปตีเมือง
ยงเหนา มีขุนนางคนหนึ่ งชื่อเงี่ยมอิ๋วจึงห้ามอองมังว่า เมืองยงเหนานั้ น

ทแกล้วทหารเป็ นอันมากหาผ้้ใดจะล่วงแดนไปยำ่ายีได้ไม่ ข้าพเจ้าด้หนั งสือ

เรื่องจดหมายเหตุ แต่ครั้งพระเจ้าบุนอ๋องมีบุญญาธิการมาก ได้ไปรบชนะยง
เหนาครั้งหนึ่ ง แผ่นดินพระเจ้าจิ๋นซีอ่องเต้น้ ั น ปราบหกเมืองใหญ่ได้ก็ยัง

เกรงเจ้าเมืองยงเหนาจะเข้ามาเหยียบแดน จึงให้ก่อกำาแพงกั้นชาวเมืองข้าง
ต่อแดนยงเหนาไว้ จนไพร่บ้านพลเมืองล้มตายเป็ นอันมาก ครั้งแผ่นดินฮัน

บ๊้เต้เกณฑ์ทหารมีฝีมือกล้าแข็งแต่งเป็ นกองโจร เข้าซุ่มทัพตีเมืองยงเหนา

เมืองยงเหนากลับยกทัพเหยียบแดนเข้ามา ฮัน
่ บ๊้เต้แต่งทหารออกมาขัดตา
ทัพกันแดนไว้ถึงสามสิบปี เศษ ไพร่พลเมืองได้ความลำาบาก ครั้นอย่้มา

พระเจ้าฮัน
่ บ๊้เต้ จัดทหารผ้้มีสติปัญญาชำานาญในการกลศึกเป็ นแม่ทัพยกไป
คิดอุบายล่อลวงจับยงเหนาได้ พระเจ้าฮัน
่ บ๊้เต้ให้ปล่อยตัวยงเหนาคืนไป

เมือง ยงเหนาจึงมิได้ยกมายำ่ายี เมืองหลวงว่างศึกมาคุ้มเท่าทุกวันนี้ ครั้งนี้

ท่านพึ่งได้ราชสมบัติใหม่ ทั้งทแกล้วทหารที่มีฝีมือกล้าแข็งและผ้้มีสติปัญญา
ก็เบาลง ทั้งข้าวปลาอาหารก็หาบริบร้ ณ์เหมือนแต่ก่อนไม่ ซึ่งท่านจะให้ยก

ทัพไปตีเมืองยงเหนาครั้งนี้ ข้าพเจ้าคิดวิตกนั ก อองมังฟั งเงียมอิ๋วห้าม จึง
สัง่ ให้อองสิมเป็ นแม่ทัพหลวง ซุยฮุยเป็ นทัพหน้า อองอิบกับอองขิมเป็ นปี ก
ซ้ายขวา คุมทหารห้าหมื่นยกออกจากเมืองหลวงเดินทัพไปหลายวัน ถึง

ปลายแดนเมืองยงเหนา อองสิมให้ต้ ังค่ายมัน
่ ลงไว้ปลายด่าน ฝ่ ายชาวด่าน
ยงเหนาซึ่งตรวจตะเวนรักษาด่านสืบร้้ว่า กองทัพทหารอองมังยกมา จึง

เข้าไปหาขุนนางผ้ใ้ หญ่ให้พาเข้าเฝ้ า แจ้งความแก่เซียนอ้อ๋องเจ้าเมืองยงเห
นาทุกประการ เซียนอ้อ๋องจึงสัง่ ให้เกณฑ์ทหารสิบหมื่นยกออกจากเมืองยง
เหนามาถึงค่ายซุยฮุยจึงให้รอทหารไว้

ฝ่ ายซุยฮุยร้ว้ ่ากองทัพเมืองยงเหนายกมาถึง จึงแต่งตัวใส่เสื้ อเกราะใส่

หมวกหุ้มเงินขึ้นขี่ม้าพาทหารออกมายืนหน้าค่าย แล้วร้องเรียกให้เจ้าเมือง

ยงเหนาออกมาต่อส้้ด้ฝีมือกันกับเราโดยเร็ว ฝ่ ายเซียนอ้อ๋องได้ยินดังนั้ น จึง
ถือทวนขับม้าฝ่ าทหารขึ้นมายืนอย่้หน้าทหาร แล้วร้องตอบซุยฮุยว่า ตัวเป็ น

แต่ทหารอ้ายอองมัง อองมังนายมึงเป็ นคนอกตัญญ้ ไม่คิดถึงคุณพระเจ้าเปง
เต้ซ่ึงชุบเลี้ยง กลับชิงเอาราชสมบัติพระเจ้าเปงเต้อีกเล่า หนึ่ งเมืองหำ้าเอี๋ยง
แต่ก่อนก็เคยมีหนั งสือไปมาหาก้เป็ นทางไมตรีมิได้ยำ่ายีแก่เมืองก้ อองมัง

นายมึงเป็ นขบถ บังอาจใจให้มึงยกทัพมาว่ากล่าวหยาบช้าจะต่อส้้ก้ จะจับตัว
มึงให้ได้ในสามเพลงทวน จะแก้แค้นแทนพระเจ้าเปงเต้ให้จงได้ ซุยฮุยจึง

ตอบว่า ท่านเป็ นเจ้าเมืองปลายแดนไม่ร้จักเราผ้้มีฝีมือดี ถึงท่านจะว่ากล่าว
หยาบช้าเพียงใด เราไม่ถือด้วยความกรุณา ท่านจงลงจากม้าทิ้งอาวุธมา

คำานั บเราโดยดี แล้วจงถอยทัพกลับไปเมืองท่านจะรอดชีวิตอย่้ ซึ่งจะมาต่อส่้
ฝี มือเรานั้ นเหมือนหนึ่ งจะเอาเลือดคอมาล้างคมอาวุธเราเสียเป็ นมัน
่ คง

เซียนอ้อ๋องได้ฟังดังนั้ นยิ่งโกรธนั ก จึงชักม้าเข้ารบเอาทวนแทง ซุยฮุยรำา

ทวนป้ องปั ดรับไว้ เซียนอ้อ๋องรบกับซุยฮุยได้สิบเพลง ซุยฮุยเห็นจะต้านทาง
กำาลังมิได้ชักม้าพาทหารหนี เซียนอ้อ๋องได้ทีขับม้าพาทหารบุกรุกติดตามฆ่า
ฟั นทหารซุยฮุยเข้าไป หมายจะจับตัวซุยฮุยมาฆ่าเสีย

7. ซุยฮุยคิดอุบำยปล้นค่ำยเซียนอูอ๋องแตก

ฝ่ ายอองอิบ อองขิม จึงขับม้าเข้ารบกับเซียนอ้อ๋อง ได้สองเพลงทวน

ต้านทานมิได้ ต่างคนขับม้าพาทหารหนี ฝ่ ายอองสิมแม่ทัพหลวงเห็นทัพ

หน้าปี กซ้ายขาวแตกมาตกใจนั ก จึงชักม้าพาทหารทิ้งค่ายเสียหนี เอาชีวิต
รอด เซียนอ้อ๋องขับทหารติดตามมา ไล่ฆ่าฟั นทหารอองสิมล้มตายเป็ นอัน

มาก ครั้นพ้นแดนยงเหนาแล้ว เซียนอ้อ๋องพาทหารกลับมาตั้งค่ายอย่้ต่อด่าน
ชั้นนอก

ฝ่ ายอองสิมพาทหารแตกหนี มาถึงเชิงเขาแห่งหนึ่ ง มิได้เห็นกองทัพ

เซียนอ้อ๋องติดตาม จึงให้คนใช้กลับสวนทางไปสืบได้ความว่าทัพยงเหนาตั้ง
ค่ายอย่้ด่านชั้นนอก อองสิมรวบรวมทหารอยุ่ พอซุยฮุย อองอิบ อองขิม

นายทัพนายกองมาพร้อมกันให้ตรวจทหารได้แต่สองหมื่นเศษ จึงให้ต้ ังค่าย
มัน
่ ไว้ ณ ตำาบลเชิงเขา

ฝ่ ายเซียนอ้อ๋อง ครั้นมีชัยแก่กองทัพเมืองหำ้าเอีย
๋ งแล้วมีใจประหม่า

ครั้นเวลาพลบคำ่าลง เซียนอ้อ๋องกับนายทัพนายกองทั้งปวงกินโต๊ะเสพสุรา
เมา ต่างคนหลับนอนเสียทั้งนายไพร่ ไม่มีผ้ใดจะนั่งยามกองเพลิงตรวจตรา

รักษาค่าย ฝ่ ายอองสิมเสียทัพแก่เจ้าเมืองยงเหนา ทหารล้มตายถึงสามหมื่น
มีใจเจ็บแค้นนั ก จึงให้หาซุยฮุย อองอิบ อองขิมมาปรึกษาว่า กองทัพเรา
เสียทีเจ้าเมืองยงเหนาเสียทแกล้วทหารเป็ นอันมากฉะนี้ จะคิดการแก้ศึก
ประการใด ซุยฮุยจึงว่าเจ้าเมืองยงเหนามารบกับกองทัพเราวันนี้ มีทหาร

มากกว่าเราประมาณสองเท่า ทั้งตัวเจ้าเมืองยงเหนาก็มีกำาลังมากชำานาญใน
เพลงทวน เจ้าเมืองยงเหนาเข้าบุกบัน
่ เอาชนะชนะแล้วกลับไป มีใจประหม่า
ว่ากองทัพเราแตกยับเสียกระบวนแล้ว หาซ่องสุมคุมกันได้ไม่ ขอท่านจง
แบ่งทหารออกเป็ นสี่กอง แยกทางไปล้อมค่ายยงเหนา ข้าพเจ้าจะเข้าไป
แอบแฝงคอยด้ถ้าคนในค่ายยงเหนาหลับสิ้น ได้ท่วงทีแล้วจุดประทัด

สัญญาณขึ้น ให้ระดมกันปล้นค่ายทั้งสี่ด้านในเวลากลางคืน ทหารยงเหนา

มิได้ร้ว่าทหารเรามากน้อย มิทน
ั ร้้ตัวต่างคนจะตกใจกลัวความตาย ถึงจะมี
พลมากก็จะเสียทีแก่เราเป็ นมัน
่ คง อองสิม อองอิบ อองขิม ได้ฟังซุยฮุยว่า

ดังนั้ น ต่างคนเห็นชอบพร้อมใจกัน ครั้นเวลาเที่ยงคืน อองสิม อองอิบ ออง
ขิม ซุยฮุย แต่งตัวใส่เกราะขึ้นม้าถือทวนพาทหารออกจากค่าย แยกทางกัน

เข้าทางน้อยค่อยเล็ดลอดไปถึงตำาบลตงหงวน อองสิมเข้าซุ้มประจำาค่ายด้าน
ข้างด้านตะวันออก อองอิบอย่้ด้านตะวันตก อองขิมอย่้ด้านใต้ ซุยฮุยด้าน
เหนื อ

ซุยฮุยลงจากม้าค่อยแอบแฝงเข้าไปใกล้ค่ายหลวงมิได้เห็นกองเพลิง

ผ้้คนสงัดเงียบสิ้น ซุยฮุยจึงเข้าไปถึงริมค่ายได้ยินเสียงกรนครางหลับนอน
อย่้หมดทั้งค่าย ซุยฮุยยินดีนัก จึงออกมาขึ้นม้าจุดประทัดสัญญาณ ทหารทั้ง
สี่กองก็ระดมกันเข้าทั้งสี่ด้าน เปิ ดประต้ค่ายเข้าไปฟั นทหารเมืองยงเหนาใน
ค่ายเป็ นอลหม่าน ทหารยงเหนาแตกตื่นวิ่งสับสนเสียงร้องอื้ ออึง

ฝ่ ายเซียนอ้อ๋องตื่นขึ้นตกใจ ใส่เกราะขึ้นม้าถือทวนหนี ออกจากค่ายด้าน

เหนื อพบซุยฮุย ซุยฮุยชักม้าเข้ารบกับเซียนอ้อ๋อง ฝ่ ายทหารซุยฮุยขับกัน

แยกปี กวงหุ้มเข้ามา เซียนอ้อ๋องจะหักออกไปมิได้ ชักม้ารับรองป้ องกันรบ
กับซุยฮุยได้สิบเพลงทวนเห็นทหารซุยฮุยหนุ นหนาแน่นเข้ามา จึงชักม้ากลับ
ลงตามทางตะวันออกพบอองสิม อองสิมขับม้าเข้ารบกับเซียนอ้อ๋องได้

สามสิบเพลงทวน เซียนอ้อ๋องรบฝ่ าทหารหนี ออกได้จากที่ล้อม ขับม้ากลับ

ไปเมือง ฝ่ ายทหารอองสิม อองขิม อองอิบ ซุยฮุย ต่างคนไล่ฆ่าฟั นทหารยง
เหนาล้มตายแตกหนี จากค่ายสิ้น พอเวลารุ่งสว่างขึ้นอองสิมก็สัง่ ให้เก็บเอา
สิ่งของเครื่องสาตราวุธและเสบียงอาหารเป็ นอันมาก เลิกทัพกลับไปค่าย
ฝ่ ายเซียนอ้อ๋อง ขับม้าหนี ไปถึงตำาบลงันมึงก๋วน หยุดม้าอย่้รวบรวม

ทหารที่เหลือตายหนี มาได้เก้าร้อยเศษ เซียนอ้อ๋องเสียใจนั ก คิดจะไปเกณฑ์
ทหารมาแก้แค้นชาวเมืองหำ้าเอี๋ยงให้จงได้ จึงขึ้นม้ารีบพาทหากลับเข้าเมือง
ยงเหนา ฝ่ ายอองสิมครั้นมีชัยชนะแก่เซียนอ้อ๋องมีความยินดียิ่งนั ก จึง

ปรึกษาซุยฮุยว่า เซียนอ้อ๋องแตกค่ายเสียทีหนี เราครั้งนี้ เราเห็นว่าจะไป

เกณฑ์ทหาร ยกกองทัพมารบแก้ตัวเป็ นมัน
่ คง ซุยฮุยเห็นชอบอองสิมจึงสัง่
ทหารให้ไปสอดแนมสืบข่าวกองทัพเมืองยงเหนา ทหารรับคำา คำานั บลาไป
ตามสัง่

8. อองมังถวำยเครื่องบรรณำกำรแก่เซียนอูอ๋อง

ฝ่ ายเซียนอ้อ๋องครั้นมาถึงเมืองยงเหนา จึงเกณฑ์ทหารยี่สิบหมื่นพื้ นมี

ฝี มือแกล้วกล้ว ยกกองทัพกลับมาตั้งค่ายอย่้ ณ ตำาลบงันมึงก๋วนเป็ นด่านชั้น
กลางต่อแดนเมืองหำ้าเอี๋ยง ฝ่ ายทหารอองสิมมาถึงตำาบลตงหงวน แจ้งความ
ชาวบ้านบอกว่าเจ้าเมืองยงเหนากลับมา จึงเข้าไปสืบถึงด่านงันมึงก๋วน เห็น
ค่ายหลวงเซียนอ้อ๋องตั้งอย่้ ผ้ค
้ นมากประมาณยี่สิบหมื่น สมกับคำาชาวบ้าน

บอกก็รบ
ี เดินออกมา ขึ้นม้ารีบไปคำานั บแจ้งความแก่อองสิมทุกประการ ออง
สิมได้ฟังดังนั้ นให้หาซุยฮุยกับอองขิมมาปรึกษาว่า เซียนอ้อ๋องยกกองทัพ

กลับมามีทหารมากถึงยี่สิบหมื่น ฝ่ ายทหารเราก็มีแต่สองหมื่นเศษ จะทำาการ
ต่อส้้กับเซียนออ๋องสืบไปเห็นจะเหลือกำาลังนั ก จำาจะล่าทัพถอยกลับไปแจ้ง

ข้อราชการแก่อองมังเสียก่อน ขอทแกล้วทหารเพิ่มเติมขึ้นอีกเห็นพอจะส้้กับ
เซียนอ้อ๋องได้ จึงจะยกทัพกลับมาทำาศึกกับเจ้าเมืองยงเหนาสืบไป

ซุยฮุยกับนายทัพนายกองเห็นชอบด้วยพร้อมกัน อองสิมจึงให้เลิกทัพ

ถอยกลับไปเมืองหลวง พออองมังออกขุนนางว่าราชการอย่้ อองสิมจึงพา

นายทัพนายกองเข้าไปคำานั บแจ้งความตามซึ่งเสียทัพ ซุยฮุยคิดอุบายกลับ
ปล้นค่ายเซียนอ้อ๋องแตกกลับ เจ้าเมืองยงเหนากลับไปเกณฑ์กองทัพเพิ่ม
เติมมาอีกถึงยี่สิบหมื่น

ฝ่ ายทหารในกองทัพข้าพเจ้าสองหมื่นเศษ จะตั้งอย่้ส้ทัพใหญ่เห็นจะ

เสียที จึงถอยกลับมาแจ้งความแก่ท่าน อองมังแจ้งว่าเซียนอ้อ๋องเพิ่มทหาร

ทำาการศึกใหญ่ คิดวิตกกลัวเจ้าเมืองยงเหนาจะยกทัพเหยียบแดนเข้ามายำ่ายี
ตีเอาเมืองหลวง จึงว่าแก่เงียมอิ๋มว่า ท่านทัดทานไว้แต่ครั้งก่อนเราไม่เชื่อ
ยงเหนาจึงได้กำาเริบก่อการศึกใหญ่ ครั้งนี้ จะคิดกลอุบายประการใด จึงจะ

ระงับทัพยงเหนาเสียมิให้เหยียบแดนเข้ามายำ่ายีแก่เมืองเราสืบไป เงียมอิ๋ม
จึงว่าเซียนอ้อ๋องคนนี้ ข้าพเจ้าแจ้งความอย่้แล้วว่า นำ้าใจโลภทรัพย์เงินทอง
หาคิดที่จะเอาเขตแดนให้กว้างขวางไม่ ขอท่านจงจัดแจงสิ่งของเครื่อง

บรรณาการ ไปให้แก่เจ้าเมืองยงเหนา ใช้ผ้ฉลาดเจรจาไปว่ากล่าวเป็ นทาง
ไมตรีเอาดีต่อ เซียนอ้อ๋องได้สิ่งของสมความคิดแล้ว เห็นจะยกทรัพย์กลับ

คืนไปเป็ นแม่นมัน
่ ท่านอย่าวิตกเลย
อองมังได้ฟังดังนั้ นยินดีนัก จึงให้พนั กงานจัดแพงขุนนางเกวียนร้อยเล่ม

กับทองคำาพันตำาลึง จึงแต่งให้อองหองบรรทุกนายขันทีผ้ฉลาดพ้ดจามีอัชฌา
ศัย คุมเครื่องบรรณาการไปให้แก่เจ้าเมืองยงเหนา อองหองคำานั บรับสิ่งของ
ลาออกมาบรรทุกเกวียนร้อยเล่ม ออกจากเมืองหลวงไปตามระยะทาง

ฝ่ ายเซียนอ้อ๋อง ครั้นยกทัพมาตั้งค่ายอย่้ ให้ทหารไปสืบร้้ว่ากองทัพเมือง

หำ้าเอี๋ยงยกเลิกไป คิดจะใคร่ยกเข้าเหยียบแดนเมืองหำ้าเอี๋ยง จึงสัง่ ให้ยกทัพ

ล่วงแดนเข้าไป แต่เกรงว่าชาวเมืองหำ้าเอี๋ยงจะซุ่มทัพ จึงยับยั้งตั้งค่ายอย่้ ณ

ด่านชั้นกลาง ให้ทหารออกเที่ยวสืบด้เป็ นหลายทาง คนใช้ไปสืบกลับมาบอก
ว่า อองมังให้ขุนนางเมืองหำ้าเอี๋ยงคุมสิ่งของเครื่องบรรณาการ บรรทุกเกวียน
ร้อยเล่มจะเข้ามาคำานั บท่าน เซียนอ้อ๋องจึงขึ้นม้าพานายทัพนายกองออกยืน
ม้าอย่้หน้าค่าย

ฝ่ ายอองหองเห็นดังนั้ น จึงให้เรียบเรียงเกวียนร้อยเล่มพร้อมแล้ว หิ้วถุง

ทองพันตำาลึงเข้าไปคำานั บ เซียนอ้อ๋องเห็นหมวกอองหองก็แจ้งว่าเห็น

ขุนนางขันทีคนสนิ ทของอองมัง เซียนอ้อ๋องจึงถามว่า ท่านมาหาเราทั้งนี้ จะ
ว่าประการใด อองหองคำานั บแล้วท้ลว่า อองมังซึ่งเป็ นกษัตริย์ใหม่ในเมืองหำ้า
เอี๋ยง แจ้งข่าวว่าท่านยกทัพจะเข้ามาเหยียบแดน ราษฎรในเมืองหลวงจะ

เดือดร้อนระสำ่าระสายจะต้องก่อการศึกเคี่ยวฆ่ากันตายทั้งสองฝ่ ายหาความ

สุขมิได้ จึงให้ข้าพเจ้าคุมเกวียนร้อยเล่ม เต็มด้วยแพรสีอย่างดีสีต่างกัน กับ
ทองพันตำาลึงเป็ นบรรณการมาคำานั บ ขอเป็ นทางราชไมตรีกับท่านสืบไป

เหมือนแต่ก่อน เซียนอ้อ๋องได้ฟังดังนั้ นเห็นว่าอองมังอ่อนน้อมค่อยคลาย
ความพยาบาท จึงตอบว่าอองมังบังอาจให้ทหารยกทัพล่วงแดนเข้ามาไม่

เกรงใจเรา เรามีความน้อยใจนั ก จึงยกทัพมาจะเข้าหักเอาเมืองหำ้าเอี๋ยงฆ่า
เสียให้ส้ ิน บัดนี้ นายท่านร้้จักโทษตัวกลัวจะพาราษฎรพลอยได้ความเดือด

ร้อนด้วย ให้ท่านมากล่าวอ่อนง้อขอทางไมตรี เราไม่พยาบาทจะเลิกทัพกลับ
คืนไปในเวลาวันนี้ ท่านจงกลับไปแจ้งแก่อองมังอย่าให้มีความวิตก เซียนอ้
อ๋องจึงสัง่ พนั กงานรับทองพันตำาลึงของเครื่องบรรณาการ แล้วเลิกทัพกลับ

คืนเข้าเมืองยงเหนา
ฝ่ ายอองหองจึงกลับมาแจ้งความความเซียนอ้อ๋องสัง่ มาให้อองมังทุก

ประการ อองมังแจ้งว่าเจ้าเมืองยงเหนาเลิกทัพกลับไปมีใจยินดีนัก จึงให้
เลี้ยงโต๊ะอองหองแล้วป้นบำาเหน็จแก่อองหอง ผ้้มีความชอบตามสมควร

9. อองมังบวงสรวงเทพยดำ
ตั้งแต่อองมังให้ไปอ่อนง้อต่อเจ้าเมืองยงเหนาว่างศึกมาหลายปี อองมัง
ยิ่งมีใจโลภทรัพย์สมบัติ และมีอาชญามากขึ้น ให้เรียกเอากฎหมายอย่าง

ธรรมเนี ยมแต่ก่อน มาดัดแปลงแต่งใหม่ตามใจชอบ ส่วยอากรเคยเรียกมา
แต่ก่อนนั้ นให้เรียกขึ้นเป็ นทวีค้ณ กฎหมายปรับโทษผ้้ทำาผิดควรแต่จำาตีมิได้
ถึงสาหัสควรภาคทัณฑ์ อองมังให้บังคับปรับโทษถึงริบราชบาทลงอาชญาฆ่า

เสีย อองมังกระทำาการหยาบช้าผิดอย่างธรรมเนี ยมแผ่นดิน บังเกิดข้าวแพง
ฝนแล้งสารพัดผลไม้ร่วงโรยไป ไม่อุดมตามฤด้กาลเหมือนแต่ก่อน เกิดโจร
ผ้ร้ ้ายมากขึ้นทุกหัวเมือง

มีนายโจรผ้้ใหญ่ต้ ังซ่องอย่้ ณ บ้านซินซีแขวงเมืองเกงจิวนั้ นสามคน ชื่อ

องขังคุมพวกโจรเจ็ดพัน นายหนึ่ งชื่ออองหงคุมพวกโจรเจ็ดพันห้าร้อยตั้ง

ซ่องอย่้ ณ แขวงเมืองหำ้าเอี๋ยง นายโจรชื่อม้าบ๊้คุมพวกโจรหมื่นเศษ ตั้งซ่อง
อย่้ ณ แดนเมืองเองฉวน ชื่ออองเสียงหนึ่ ง ชื่อเซงเตงหนึ่ ง คุมพวกโจรนาย
ละแปดพันเศษ และนายโจรทั้งห้าคนมีฝีมือกล้าแข็งนั ก ต่างคนคุมพวกโจร
เที่นวปล้นตีชาวบ้าน ไล่ฆ่าฟั นเก็บริบเอาทรัพย์สินของข้าวปลาอาหาร หามี
ผ้ใ้ ดต่อส้้ได้ไม่

ฝ่ ายราษฎรและหัวเมืองทั้งปวงได้ความเดือดร้อนนั ก บอกหนั งสือเข้ามา

ให้ขุนนางผ้้ใหญ่แจ้งความแก่อองมังเนื องๆ ครั้นอย่้มา ณ ปี วอกเดือนสิบ
สอง อองมังให้ประชุมขุนนางพร้อมกันปรึกษาว่า ตั้งแต่เราได้ราชสมบัติ
ครองเมืองหลวงมาคุ้มเท่าบัดนี้ มีแต่เกิดข้าวแพงฝนแล้งไปไม่ตกตาม

ฤด้กาล สารพัดทุกสิ่งไม่บริบ้รณ์เหมือนแต่ก่อน ทั้งโจรผ้ร้ ้ายก็กำาเริบชุกชุม

ขึ้นทุกหัวเมือง ทั้งนี้ จะมีเหตุประการใด อองหองจึงตอบว่า ซึ่งท่านได้ครอง

ราชสมบัติครั้งนี้ ยังมิได้กระทำาการพิธีบวงสรวงเทพยดา ซึ่งรักษาเมืองหลวง
ตามอย่างกษัตริย์ จึงเผอิญให้แผ่นดินเป็ นวิบัติไปต่างๆ อองมังเห็นชอบด้วย
จึงสัง่ ให้อองขิมไปปล้กศาลกลางเมือง ทำาเป็ นส้งแปดวาศอก ให้เอาทองหนึ่ ง
ดินหนึ่ ง ไฟหนึ่ ง ไม้หนึ่ ง ใส่ภาชนะมาตั้งเป็ นธาตุท้ ังสี่ เอาเลือดสัตร์สองเท้า

สี่เท้ากับเลือดปลา เป็ นเครื่องกระยาบวงสรวง ให้ทหารแต่งตัวใส่เกราะเขียว
หมวกเขียวถือธงแดงร้อยยี่สิบคน เกาะดำาถือธงดำาขี่ม้าดำาประจำาทิศตะวันตก
ทหารเกราะเหลืองใส่หมวกเหลือง ขี่ม้าเหลืองร้อยยี่สิบคน สำาหรับประจำาอย่้
รอบเชิงศาล อองขิมรับคำา คำานั บลาออกมาปล้กศาล จัดทหารและเครื่อง

บวงสรวงสำาเร็จ แล้วกลับไปแจ้งแก่อองมัง อองมังจึงแต่งตัวใส่หมวกตา
มอย่งกษัตริย์ พร้อมด้วยขุนนางตั้งกระบวนแห่ไปถึงที่บวงสรวง อองมังขึ้น
ศาลชั้นต้นคำานั บบวงสรวงดิน ไม้ ไฟ ทอง แล้วขึ้นไปชั้นบนแหงนหน้าขึ้น
แลบนอากาศ แล้วร้องว่า ข้าแต่เทพยดา กับทั้งพระอาทิตย์พระจันทร์

บรรดาเทพยดาอันอย่้ในอากาศ บัดนี้ เมืองข้าพเจ้าฝนแล้งราษฎรจะทำานา
มิได้ เกิดโจรผ้้ร้ายในแผ่นดินเป็ นอันมาก ขอเทพยดาทั้งปวงจงกรุณาช่วย
ระงับโจรผ้ร้ ้ายให้ส้ญหาย ให้ฟ้าฝนตกตามฤด้กาล บ้านเมืองจะได้อย่้เย็น
เป็ นสุขเหมือนแต่ก่อน อองมังผินหน้ามาคำานั บข้างทิศใต้

ขณะนั้ นมีขุนนางคนหนึ่ งชื่อ โซเสง เป็ นจ้ออวยไต้เจียงกุ๋น ขุนนางทหาร

ฝ่ ายซ้ายครั้งพระเจ้าเปงเต้ มีความแค้นพยาบาทคอยจะฆ่าอองมังอย่้มิได้

ขาด ครั้นเห็นอองมังออกมาบวงสรวงเทพยดาก็ข้ ึนม้าถือเกาทัณฑ์ขับม้าฝ่ า
ทหารเข้าไปร้องด่าว่า อ้ายอองมังตัวมึงเป็ นขบถประทุษร้ายชิงเอาสมบัติของ
พระเจ้าเปงเต้ไปเป็ นของตัว ให้แผ่นดินบังเกิดความเดือดร้อน ก้จะยิงมึง
ด้วยเกาทัณฑ์ให้ตายเสียบ้านเมืองจึงจะมีความสุข โซเสงชักล้กเกาทัณฑ์

พาดสายหมายจะยิงอองมังด้วยกำาลังโกรธ ล้กเกาทัณฑ์ผิดตัวอองมังไปถ้ก
หมวก อองมังตกใจล้มลงเหล่าหทารรักษาพระองค์ต่างคนพยุงอองมังขึ้น
แล้วจับตัวโซเสงจะเอาไปฆ่าเสีย

ฝ่ ายอองมังมิได้เป็ นอันตราย จึงคิดว่าตัวก้มีบุญญาธิการมาก ถึงมาตรว่า

ศัตร้จะปองร้ายก็หาทำาอันตรายได้ไม่ อองมังห้ามทหารไว้ว่า อ้ายโซเสงมันว่า

เราชิงราชสมบัติพระเจ้าเปงเต้ บ้านเมืองเกิดข้าวแพงข้อนี้ เป็ นความจริง
อย่าเพ่อฆ่าโซเสงงดไว้ก่อน โซเสงได้ยินจึงหัวเราะว่า เราหมายยิงท่านให้

ตายเดชะบุญของท่านจึงไม่เป็ นอันตราย ทหารจับเราไว้ชีวิตตกในเงื้ อมมือ
ท่านแล้ว จงฆ่าเราเสียจะขอตายไปตามพระเจ้าเปงเต้เจ้าของเรา อองมังได้
ฟั งดังนั้ นหัวเราะแล้วด่าโซเสงว่า อ้ายขโมยป่ าก้หาเกรงฝี มือมึงไม่ ถ้ามึงรัก
เจ้าเมืองอย่้ บรรดาญาติวงศ์เปงเต้เป็ นเชื้ อฮัน
่ โกโจนั้ น ยังเหลืออย่้เป็ นอัน

มากก้จะให้ธงเป็ นสำาคัญไปว่า ถ้าผ้้ใดจะเข้าด้วยมึงก็ให้ออกไปพาญาติวงศ์
เจ้านายมึงมาทำาการศึกกับก้ อองมังจึงจารึกอักษรลงในธงเหลืองเป็ นอักษร

ว่า ฮองเท็กบวนก๊กอังฮัน
่ โซเสง แปลคำาไทยว่าโปรดให้โซเสงเข้าด้วยแซ่ฮัน

เป็ นขบถ อองมังส่งธงให้โซเสงกับม้าขาวตัวหนึ่ ง โซเสงรับธงขึ้นม้าฝ่ าออก

มากลางทหาร จึงโบกธงร้องว่า อองมังสัง่ ให้เราไปเข้าด้วยแซ่ฮัน
่ ซึ่งเป็ นเชื้ อ
พระวงศ์พระเจ้าเปงเต้ ผ้้ใดจะสมัครมาเข้าด้วยจงมาเราจะพาไปหาเชื้ อพระ
วงศ์พระเจ้าเปงเต้ ซึ่งอย่้ในเมืองหำ้าเฮี๋ยง ถ้ากลัวอาญาจะอย่้ด้วยอองมัง
อย่าตามเรามาเลย

ฝ่ ายทหารทั้งปวงได้ยินดังนั้ นต่างคนดีใจลุกแล่นติดตามไปเข้าด้วยโซ

เสงเป็ นอันมาก โซเหี้ยนเห็นทหารทั้งปวงอื้ ออึงตามโซเสงไปประมาณสอง

ส่วน ทหารที่สมัครอย่้ด้วยอองมังประมาณส่วนหนึ่ ง จึงว่าแก่อองมังซึ่งท่าน
ปล่อยตัวโซเสงไปทั้งนี้ มิชอบ ทหารทั้งปวงกำาเริบในนั ก ข้าพเจ้าจะจับเอาโซ
เสงไปฆ่าเสีย อองมังจึงร้องว่าเราได้จารึกอักษรให้โซเสงไปแล้ว จะกลับ

คืนคำาสัง่ ให้จับโซเสงมาเล่า ขุนนางทั้งปวงจะนิ นทาได้ไม่ควร อองมังลงจาก
ศาลบวงสรวงกลับเข้าวัง

10. อองมังพบเหตุลำงนิ มิตร้ำย

อย่้มาวันหนึ่ งอองมังออกขุนนาง มีชายคนหนึ่ งเข้าไปแจ้งว่า ชาวเมือง

ร้องบอกว่านกใหญ่ตัวหนึ่ งส้งเจ็ดศอกเศษ มาจับอย่้พื้นดินนอกประต้เมือง
ข้างทิศใต้ มีนกน้อยล้อมอย่้เป็ นอันมาก คนทั้งปวงที่ไปด้หาร้ว้ ่าเป็ นนกอัน

ใดไม่ อองมังได้ฟังดังนั้ น จึงชวนขุนนางทั้งปวงออกไปนอกประต้เมือง เห็น
นกใหญ่มีปากแดงจักษุท้ ังสองเหมือนตาคน ได้ยินเสียงนกซัวะๆ แปลออก

ว่าข้าๆ หม่้นกทั้งปวงกลัวนกใหญ่ส้ ิน อองมังไม่ร้จักชื่อจึงถามขุนนาง โซ
เหี้ยนบอกว่านกใหญ่ตวั นี้ ชื่อว่า หงส์ เป็ นพระยานกอันมีตระก้ลยากที่คนจะ

ได้เห็น นิ มิตอันนี้ เป็ นมงคลต้องกับคำาโบราณเล่าไว้สืบมาว่า กษัตริย์องค์ใดมี
บุญญาธิการ สิ่งของวิเศษมิควรจะได้เห็นย่อมมาส่้โพธิสมภารให้ได้เห็นต่างๆ
เหมือนเมื่อครั้งพระเจ้าบุนอ๋องนั้ น ได้ยินหงส์ร้องในวันประส้ติจากครรภ์

พระเจ้าบุนอ๋องมีบุญญาธิการได้เป็ นกษัตริย์สืบพระวงศ์ บำารุงแผ่นดินมาได้

ถึงแปดร้อยปี เศษ เหตุด้วยได้ยินเสียงหงส์ร้องร่วมวันประส้ติน้ ั น ซึ่งท่านได้
ราชสมบัติใหม่ในเมืองหลวง ครั้งนี้ มีหงส์มายืนอย่้พื้นดินให้ท่านชมฉะนี้ จะ

มีเกียรติยศปรากฎไปทั้งแผ่นดิน หัวเมืองทั้งปวงจะมาอ่อนน้อมยอมขอเป็ น
เมืองออกแก่ท่าน เหมือนครั้งแผ่นดินพระเจ้าบุนอ๋องแต่ก่อน

อองมังได้ฟังโซเหี้ยนว่ามีความยินดีนัก อองหองซึ่งเป็ นขุนนางนายขันที

มีสติปัญญาเรียนร้้ตำาหรับลึกซึ้ง จึงบอกแก่อองมังว่านกใหญ่ตัวนี้ คือหงส์

ตัวผ้้ ซึ่งร้องซัวะๆ นั้ นเป็ นนิ มิตบอกเหตุอันร้าย เห็นแผ่นดินจะเกิดฆ่าฟั น
กันเป็ นศึกใหญ่ ไพร่พลเมืองจะเดือดร้อนยิ่งนั ก อองมังจึงถามว่า ถ้าดังนั้ น

จะคิดการระงับลางนิ มิตร้ายให้เสื่อมหายกลายเป็ นดีน้ ั น จะมีกลอุบายถ่ายเท
ประการใด อองหองยังนิ่ งนึ กตรองอย่้ โซเหี้ยนจึงว่า ซึ่งได้ยินหงส์ร้องออง

หองจึงทำานายว่า จะมีศึกนั้ นจะเชื่อเป็ นแน่ยังไม่ได้ แม้นใคร่จะเห็นประจักษ์
แก่จักษุ ว่าเหตุลางร้ายดีจงเอาศรีษะคนหนึ่ ง ข้าวเปลือกหนึ่ ง นำ้าหนึ่ ง เครื่อง
กระยาบวงสรวงสามสิ่งตั้งไว้ต่อหน้าหงส์เสี่ยงทาย ถ้าหงส์กินศีรษะคนจะเกิด
ศึก หงส์กินข้าวเปลือกข้าวจะแพง แม้นหงส์กินนำ้าฝนจะแล้ง ถ้าหงส์ไม่กิน
เครื่องกระยาบวงสรวง เมืองจะอย่้เย็นเป็ นสุข อองมังฟั งโวเหี้ยนว่า จึงสัง่
ทหารไปตัดศีรษะคนมาทำากระยาบวงสรวง อองหองจึงว่าทุกวันนี้ ราษฎร
กำาเริบร้อนระสำ่าระสาย ซึ่งท่านจะให้ตัดศีรษะคนมาบวงสรวงนั้ นเห็นว่า

ราษฎรจะเดือดร้อนมากไป ขอให้ป้ ั นแป้ งเป็ นร้ปศีรษะคนกับข้าวนำ้ามาตั้งไว้
เป็ นที่เสี่ยงทาย

ฝ่ ายหงส์จึงกินเครื่องบวงสรวงทั้งสามสิ่งให้เห็นประจักษ์ แล้วกระพือปี ก

ไปต้องศีรษะอองมัง พวกรักษาพระองค์เอาร่มขึ้นบังป้ องกันอองมังไว้ หงส์

บินผินหน้าข้างทิศตะวันออกเฉียงใต้ ฝ่ ายอองมังครั้นหงส์ปรบปี กต้องศีรษะ
ยิ่งทุกข์ใจไม่สบายกลับเข้าวัง นั่งที่ว่าราชการจึงปรึกษาขุนนางว่า หงส์รบ

เครื่องสังเวยทั้งสามสิ่งนั้ น บ้านเมืองจะเกิดเหตุหรือจะเป็ นประการใดเรา

สงสัยใจนั ก พอได้ยินเสียงเด็กน้อยทั้งปวงร้องอื้ ออึงว่า เมืองนี้ เปลี่ยนชื่อ

เสียใหม่ให้ช่ ือเทียนหงส์เถิด ฝ่ ายชายหญิงชาวเมืองก็พลอยร้องว่า เมืองนี้
หงส์มาให้ช่ ือเมืองเทียนหงส์น้ ั นสมควรแล้ว ขุนนางทั้งปวงได้ยินสิ้นด้วยกัน
ฝ่ ายอองหองบอกอองมังว่า เวลาคืนนี้ ข้าพเจ้าด้ดาวท่านเห็นรัศมีหมอง

มัว แล้วข้าพเจ้าแลไปข้างทิศตะวันออกเฉียงเหนื อ เห็นดาวดวงหนึ่ งชื่อจีห

มุย เป็ นดาวผ้้มีบุญมีรศ
ั มีผ่องใสสว่างงาม ดาวบริวารยี่สิบแปดดวงล้อมรอบ
อองมังจึงว่าท่านเห็นการวิปริตผิดประหลาดนี้ ฉะนี้ ผ้้มีบุญจะบังเกิดอย่้ทิศใด
อองหองจึงบอกว่า ข้าพเจ้าพิเคราะห์ด้เห็นว่าผ้้มีบุญจะบังเกิดขึ้น ข้างทิศ

เมืองหนำ่าเอี๋ยงแดนเมืองฌ้อ ชะรอยผ้้มีบุญนั้ นจะเป็ นแซ่เชื้ อฮัน
่ โกโจเป็ น

มัน
่ คง โซเหี้ยนได้ฟังดังนั้ นจึงว่าแก่อองมัง ทุกวันนี้ แผ่นดินท่านมิใช่แผ่น
ดินฮัน
่ โกโจ ทั้งทแกล้วทหารหัวเมืองทั้งปวงก็อย่้ในอำานาจท่านสิ้น ซึ่งออง
หองว่าดาวรัศมีจะเกิดคนมีบุญนั้ น ข้าพเจ้าจะคิดให้ท่านระงับรัศมีดาวให้

เสื่อมเสียจงได้ ขอท่านออกแรงเลียบเมืองเหมือนครั้งพระเจ้าจิน
๋ ซีฮ่องเต้

ดาวมีรศ
ั มีทิศใดไปทำาเคล็ดระงับรัศมีดาวทิศนั้ น ก็จะเศร้าหมองเสื่อมหายไป
ด้วยบุญท่าน อองมังเห็นชอบด้วย จึงจัดแจงได้ทหารที่เป็ นแซ่เดียวกันกับ

อองมังสามพันคน ทหารร่วมแซ่โซเหี้ยนแปดร้อย เกณฑ์ทหารต่างแซ่อีกห้า
พัน จะออกไประงับรัศมีดาวจีหมุย

อองหองเห็นดังนั้ นจึงว่าดาวมีรศ
ั มีอย่้บนอากาศ มนุ ษย์เดินดินจะห้าม

รัศมีดาวนั้ นหาได้ไม่ ถ้าท่านมิฟังข้าพเจ้าจะออกเลียบเมืองเอาอย่างพระเจ้า
จิ๋นซีฮ่องเต้น้ ั น ท่านจะได้ความเดือดร้อนมากขึ้น ซึ่งแผ่นดินเกิดวิบัติฝน

แล้งข้าวแพง ถึงเมื่อครั้งพระเจ้าเงียวซุนกษัตริย์สองพระองค์อันทรงทศพิ

ธราชธรรม แผ่นดินครั้งนั้ น ฝนแล้งข้าวปลาอาหารแพงเหมือนกับครั้งนี้ ซึ่ง
คิดจะให้แผ่นดินอย่้เย็นเป็ นสุขบริบ้รณ์ด้วยข้าวปลาอาหาร จะระงับโจรผ้้ร้าย

ให้เสื่อมคลาย ขอให้เรียกค่านาและส่วยอากรลดลงเสียกว่าแต่ก่อนเอาใจโอบ

อ้อมกรุณาแก่ราษฎรผ้้กระทำาผิด โทษหนั กลดผ่อนลงแต่เบา ถ้าโทษเบาให้ว่า
กล่าวกำาชับสัง่ สอนสองครั้งสามครั้งก่อน แม้นอาณาประชาราษฎร์อย่้เย็น

เป็ นสุข มีคำาสรรเสริญมากขึ้นแล้ว เหตุลางนิ มิตร้ายก็จะบรรเทาคลายหาย
ความวิตก อองสิมจึงว่าแก่อองมังซึ่งคำาอองหองว่ากล่าวทั้งนี้ ชอบ ควรจะ

จารึกไว้เป็ นฉบับสืบไป และบ้านเมืองจะสนุ กสบายเหตุด้วยราษฎรอย่้เย็น
เป็ นสุข ถ้าราษฎรเดือดร้อนบ้านเมืองก็หาความสุขมิได้ บัดนี้ บังเกิดโจรผ้้ร้าย
กำาเริบขึ้นทั้งสี่ทิศ ขอท่านจงแต่งกฎหมายแจกไปทุกตำาบล บรรดาผ้ร้ ้วช
ิ า

ชำานาญเพลงอาวุธให้เข้ามาซ้อมหัด ณ สนาม ผ้ใ้ ดฝี มือดีจัดให้เป็ นที่จ้อหง
วน ถ้าฝี มือเป็ นกลางให้แต่งตั้งเป็ นขุนนางทหารตามสมควร ถ้าท่านเกลี้ย

กล่อมได้ทหารมีฝีมือไว้ใช้มากแล้ว จะได้ยกไปปราบโจรผ้้ร้ายให้ราบคาบ ถึง
มาตรว่าดาวจีหมุยซึ่งมีบริวารยี่สิบแปดดวง จะลงมาเกิดเป็ นผ้้มีบุญก็หาทำา
อันตรายท่านได้ไม่

อองมังได้ฟังอองสิมว่าเห็นชอบมีความยินดีนัก จึงสัง่ ให้แต่งหนั งสือ

เกลี้ยกล่อมว่า ผ้ใ้ ดมีฝีมือแกล้วกล้าชำานาญยิงเกาทัณฑ์แล้ว ว่องไวในเพลง
อาวุธทั้งปวง จงเข้ามา ณ สนามหัดทหารในเมือง จะให้ยิงเกาทัณฑ์และรำา

เพลงอาวุธด้ฝีมือ ถ้าฝี มือดีหาผ้ใ้ ดเสมอมิได้ จะให้ท่ีตำาแหน่งยศศักดิเ์ ป็ นจ้อ
หงวนนายทหารเอก ถ้าฝี มือเป็ นอย่างกลางจะให้เป็ นขุนนางกินเบี้ยหวัด

ความสมควร จึงให้แจกกฎหมายไปแก่หัวเมืองทั้งปวงให้บอกกันต่อไปทุก
บ้านทุกตำาบล แล้วอองมังให้จารึกหนั งสือทำาฉลากปั กไว้กลางเมืองหลวง

เกณฑ์ทหารไว้รก
ั ษา ถ้าผ้้ใดจะสมัครให้พาเข้ามา ณ สนามซ้อมหัดด้ฝีมือ

ฝ่ ายผ้้มีวช
ิ าชำานาญในการทหาร แจ้งข่าวดังนั้ นต่างคนไปสอบสวนเพลง

อาวุธ อองมังจัดแจงไปป็ นขุนนางทหารเลว ให้กินเบี้ยหวัดได้ทหารมากขึ้น
ทุกวัน

11. เล่ำสิ้วบุนซกพบญำติ

ฝ่ ายเล่าสิ้วบุนซก ขณะเมื่อหนี โซเหี้ยนออกจากเมืองไปอย่้ป่าเข้าพวก

โจรเที่ยวทุกตำาบล นายโจรทั้งปวงร้้ว่าเป็ นเชื้ อพระวงศ์พระเจ้าเปงเต้ มีใจ

กรุณาช่วยทำานุ บำารุงมิได้ทำาอันตราย เล่าสิ้วบุนซกเที่ยวอย่้ป่าหลายปี ครั้นอย่้

มาวันหึ่งคิดขึ้นมาถึงคำาบิดาสัง่ ไว้ว่า ญาติวงศ์ยังมีอย่้บ้านแปะจุยฉิงนั้ นแห่ง
หนึ่ ง ไม่ร้หนทางที่จะไป จึงแก้ราตคตซึ่งบิดาให้สำาหรับตัวยกขึ้นช้เหนื อ

ศีรษะตั้งสัจจาธิฐานว่า ถ้าข้าพเจ้าจะได้สืบพระวงศ์กษัตริย์ในภายหน้า ขอให้
มีผ้มาแนะนำาไปให้พบญาติ ณ บ้านป่ าแปะจุยฉิงเถิด ขณะนั้ นมีกาตัวหนึ่ ง
บินมาจับกิ่งไม้ร้องอย่้ตรงหน้าเล่าสิ้วบุนซก แล้วบินไปตามทางบ้านแปะ

จุยฉิง เล่าสิ้วบุนซกจึงเดินตามกาออกมาเข้าทางใหญ่ไปถึงบ้านป่ าแปะจุยฉิง
จึงเข้าไปในบ้านเห็นเล่าเหลียงกับเล่าอิ๋น เล่าต๋ง นั่งอย่้สามคน เล่าสิ้วบุนซก
มิได้ร้จัก จึงเข้าไปคำานั บด้วยคิดว่าจะถามหาพี่น้อง

ฝ่ ายเล่าเหลียงเห็นชายหนุ่มแปลกหน้ามายืนคำานั บอย่้ ด้ดังพญาหงส์

ร้ปทรงสะอาดงามพร้อมแมหน้าดังมังกร อกใหญ่ไหล่ผายองอาจดังพญาเสือ
ต้องลักษณะผ้้มีบุญ มีรศ
ี มีประจำาตัวอย่้ เล่าเหลียงมิได้ร้จัก จึงทักถามหนุ่ม
น้อยว่าชื่อไรเป็ นล้กหลานผ้ใ้ ด มาแต่บ้านเมืองไหน เล่าสิ้วบุนซกจึงบอกว่า

ข้าพเจ้าหลานเล่าฮวด เชื้ อพระวงศ์พระเจ้าฮัน
่ โกโจ ตัวข้าพเจ้าชื่อเล่าสิ้วบุน
ซกบุตรเล่าคิม ครั้งเมื่ออองมังคิดขบถนั้ น อายุข้พเจ้าได้เก้าขวบอย่้กับบิดา
ในเมืองหลวง อองมังให้โซเหี้ยนไปล้อมบ้านบิดาข้าพเจ้า บิดาข้าพเจ้าโจน

หนี ลงบ่อนำ้าตาย ข้าพเจ้าหลบหนี ออกมาจากเมืองหลวงได้รบ
ั ความทุกข์ยาก
เข้าอาศัยกับพวกโจรเที่ยวอย่้ป่าจนอายุได้ถึงยี่สิบเอ็ดปี เศษ ขณะเมื่อบิดายัง
มีชวี ิตบอกว่าพี่น้องยังมีอย่้บ้านแปะจุยฉิง จึงเข้ามาหาท่านหวังจะใคร่พบ
ญาติขา้ พเจ้าซึ่งอย่้บ้านนี้

ฝ่ ายเล่าอิ๋น กับเล่าต๋ง ได้ยินเล่าสิ้วบุนซกเล่าความออกชื่อเล่าคิมผ้้บิดา

ก็รว้ ่าเล่าสิ้วบุนซกเป็ นนน้องทั้งสองคน เข้ากอดเล่าสิ้วบุนซกร้องไห้รก
ั กัน

เล่าเหลียงเห็นดังนั้ นกลั้นนำ้าตามิได้ลุกมาสวมกอดหลานชาย ต่างคนร้องไห้
บอกความกันสี่คน ครั้งวายความโศกแล้ว เล่าเหลียงจึงว่าข้านี้ มีความแค้น

ด้วยอ้ายอองมังยิ่งนั ก หาเห็นญาติผใ้ ดที่จะคิดล้างผลาญอ้ายศัตร้ราชสมบัติ

ได้ไม่ เล่าอิ๋น เล่าต๋ง เล่าลักได้แต่ท่ีขุนนาง อาคิดเสียใจอย่้จะไม่มีกษัตริย์สืบ
แซ่เชื้ อพระวงศ์ต่อไปแล้ว บัดนี้ มาพบเจ้าจะได้สืบกษัตริย์ไปภายหน้าอาดีใจ
นั ก แต่ชันษายังไม่ถึงที่ฮ่องเต้ จงอย่้ด้วยอาก่อนซ่อนตัวไว้กว่าจะได้ทำาการ

ใหญ่ เล่าเหลียงจึงเปลี่ยนแซ่เสียใหม่ท้ ังสามคน เล่าอิ๋นชื่อกินอิ๋น เล่าตงชื่อ
กิมต๋ง เล่าสิ้วบุนซกชื่อกิมห่อ เล่าเหลียงเรียกพี่น้องสามคนว่าบุตร หวังจะมิ
ให้ชาวบ้านร้้ว่าเป็ นบุตรเล่าคิ กลัวโวเหี้ยนจะมาสืบจับไปฆ่า

ขณะเมื่อเล่าสิ้วบุนซกอย่้บ้านแปะจุยฉิงนั้ น ฝนตกชาวบ้านทำานาได้ผล

มาก ข้าวต้นหนึ่ งมีรวงถึงสองรวง ทำานาปี หนึ่ งกินคุ้มไปถึงสองปี ชาวเมือง
นำา่ เอี๋ยงฝนแล้งทำานาหาผลมิได้ มาอาศัยซื้ อข้าวชาวแปะจุยฉิงไปเลี้ยงชีวิต

เล่าสิ้วบุนซกครั้นอายุได้ยี่สิบสองปี มีรศ
ั มีหมอกบังสำาหรับบังตัวอย่้เป็ นนิ จ
ผ้ท
้ ่ีร้ลักษณะต่างชมว่านานไปจะได้เป็ นกษัตริย์มีบุญญาธิการ ชาวบ้านทั้ง
ปวงสำาคัญว่าเป็ นบุตรเล่าเหลียง มีใจรักใคร่เรียกชื่อกิมห่อตามเล่าเหลียง
อย่้มาวันหนึ่ งเล่าเหลียงขึ้นม้าเข้าไปเมืองหลวง เดินตามถนนหลวง

กลางเมือง เห็นฉลากกระดานจารึกอักษรจึงแวะเข้าไปอ่านแจ้งความว่า ออ
งมังเกลี้ยกล่อมทหาร เล่าเหลียงคิดถึงพระเจ้าเปงเต้และเล่าคิมผ้้ตาย กลั้น

นำ้าตามิได้ร้องไห้ขับม้ารีบกลับออกไป ลงจากม้าขึ้นบนเรือนนั ่งกอดเข่าทุกข์
ตรอมใจไม่กินอาหาร กิมห่อเห็นดังนั้ นจึงเข้ามาคำานั บถามถึงความที่ทุกข์
ร้อน เล่าเหลียงจึงบอกว่า อาเข้าไปในเมืองหลวงเห็นฉลากอองมังปั กไว้

เกลี้ยกล่อมทหาร อานี้ ทุกข์ใจด้วยกลัวผ้้มีสติปัญญาจะไปเข้าเกลี้ยกล่อมออ
งมังเสียสิ้น ซึ่งเจ้าจะทำาการใหญ่ไปภายหน้าเห็นจะขัดสนด้วยไม่มีผ้มีสติ
ปั ญญาและทหาร อาคิดวิตกนั ก เล่าสิ้วบุนซกจึงว่าอันผ้้มีบุญญาธิการแต่

ก่อนนั้ น ถึงมาตรว่าจะมีแต่ตัวผ้้เดียวก็ดี ถ้าวาสนาชะตาขึ้นถึงที่จะมีบุญแล้ว
มีผ้มีสติปัญญามาช่วยคิดการใหญ่ให้สำาเร็จ ผ้ซ
้ ่ึงสิ้นวาสนาหาบุญมิได้น้ ั น ถึง
มีทหารมากก็หาส้้มีบุญได้ไม่ อาอย่าวิตกดังนั้ นเลย พอมีผ้มาร้องเรียกให้

เปิ ดประต้ เล่าเหลียงจึงลงไปเห็นเตงสินผ้้หลานเขยจึงเปิ ดประต้ให้ข้ ึนมานั่ง
บนโรง แล้วถามว่ามาด้วยธุระสิ่งใด เตงสินคำานั บแล้วบอกว่า ปี นี้ บ้าน

ข้าพเจ้าฝนแล้งทำานามิได้ ข้าพเจ้ามาจะขอยืมข้าวเปลือกไปเลี้ยงชีวิต จะคิด
เงินมาใช้ต่อครั้งหลัง เล่าเหลียงจึงให้กิมห่อตวงข้าวเปลือกให้เตงสินสอง

เกวียน กิมห่อร้ว้ ่าเตงสินเป็ นพี่เขยจึงลาเล่าเหลียงแล้วว่า แต่ข้าพเจ้าจาก

เล่าหงวนผ้้พ่ีหลานปี แล้วไม่พบกัน จะขอไปเยี่ยมเยียนแล้วจะกลับมา กิม

ห่อกับเตงสินคำานั บลาเล่าเหลียงขึ้นม้ากลับไปบ้าน
ฝ่ ายนางเล่าหงวนนั่งอย่้บนเรือน แลเห็นแต่ไกลจำาได้ส่าเล่าสิ้วบุนซกผ้้

น้องตามเตงสินมา ดีใจลงไปรับจับมือจ้งขึ้นเรือน เล่าสิ้วบุนซกคำานั บแล้ว

เล่าความหลังให้นางเล่าหงวนฟั งทุกประการ นางเล่าหงวนได้ฟังดังนั้ นกอด
คอน้องเข้าร้องไห้ว่า เมื่ออองมังมันวางยาพิษพระเจ้าเปงเต้ แล้วให้จับบิดา
เราฆ่าเสียนั้ น พี่อย่้บ้านป่ าสำาคัญว่าเจ้าตายเสียด้วยบิดาในเมืองหลวงแล้ว

ซึ่งเจ้ารอดพ้นจากความตายมาถึงพี่ได้เห็นหน้ากันเมื่อคราวยาก ครั้งนี้ เป็ น
เดชะบุญอย่้แล้ว นางเล่าหงวนจึงแต่งโต๊ะมาตั้งให้เตงสินกับเล่าสิ้วบุนซกกิน
โต๊ะอย่้ด้วยกันทั้งสามคน ครั้นกินโต๊ะแล้วเล่าหงวนจึงว่าแก่เล่าสิ้วบุนซกว่า

ซึ่งเราพี่น้องพลัดพรากจากบิดามารดาทั้งนี้ เพราะอองมังมันคิดขบถชิงเอา

ราชสมบัติพระเจ้าเปงเต้ แล้วตั้งตัวเป็ นใหญ่ในเมืองหลวง ให้ทหารออกสืบ
จับเชื้ อพระวงศ์ของเราไปฆ่าเสีย ตัวเจ้าเป็ นชายควรคิดแก้แค้นฆ่าอ้ายออ

งมังเสียให้จงได้ พวกญาติวงศ์เรายังหลบหนี ออกอย่้ป่าเป็ นอันมาก เจ้าจะไม่
คิดซ่องสุมทหารทำาการใหญ่ จะคอยทำาต่อเมื่อครั้งใดเล่า เล่าสิ้วบุนซกจึง

ตอบว่าข้าพเจ้าคิดอย่้ แต่บัดนี้ ตัวมาเป็ นชาวนาหาที่ปรึกษาช่วยคิดการใหญ่
ไม่ได้ กลัวเกลือกจะทำาไปมิตลอดข้าพเจ้ามีความวิตกนั ก นางเล่าหงวนจึงว่า
เมื่อเมื่อครั้วพระเจ้าป่ ้ชวดเราเป็ นชาวนาอย่้บ้านไผ่ก๋วน ได้เป็ นพระเจ้าฮัน
่ โก
โจสืบกษัตริย์ครองเมืองหลวงนั้ น แต่เดิมทหารท่านมีสีกกี่คนเล่า เจ้าจงเอา

อย่างพระเจ้าฮัน
่ โกโจเทียบเป็ นอย่าง เล่าสิ้วบุนซกจึงว่า ครั้งพระเจ้าฮัน
่ โกโจ
ทำาศึกใหญ่ ได้เสียวโหหนึ่ ง เตียวเหลียงหนึ่ ง ฮัน
่ สินหนึ่ ง ทั้งสามคนนี้ มีสติ
ปั ญญาเหมือนเทพยดา ทแกล้วทหารล้วนฝี มือกล้าแข็งเป็ นอันมาก ซึ่งจะ

เอามาเปรียบกับครั้งนี้ ไม่ได้ เตงสินได้ยินดังนั้ นจึงว่า ถึงมาตรว่าตัวผ้้เดียวก็
ดี ถ้าวาสนาถึงที่จะมีบุญแล้ว ทแกล้วทหารก็จะบริบ้รณ์มา คิดสิ่งใดก็จะ

สำาเร็จทุกประการ เล่าสิ้วบุนซกจึงว่าพี่ว่าชอบอย่้แต่ครั้งนี้ อองมังตั้งเกลี้ย

กล่อมเอาผ้้ร้วิชาการศึกไปไว้เป็ นอันมาก ทหารที่มีฝีมือและความคิดนั้ นหา
เห็นมีผ้ใดไม่

เตงสินจึงว่าคนดีมีสติปัญญา ซึ่งจะคิดล้างอองมังนั้ นมีอย่้คนหนึ่ งชื่อเต

งอ้ เตงอ้มิได้ยำาเกรงประมาทหมิ่นอองมังเหมือนก้อนดิน ถ้าได้มาไว้เป็ นที่
ปรึกษาคิดจับโซเหี้ยนฆ่าเสียแล้ว อองมังกับราชสมบัติน้ ั นเหมือนหนึ่ งตกอย่้
ในเงื้ อมมือท่าน เล่าสิ้วบุนซกจึงถามว่า บัดนี้ เตงอ้อย่้แห่งใดเล่า เตงสินบอก
ว่าแต่ก่อนร้้จักที่สำานั กอาศัยอย่้ ครั้นบ้านเมืองวุ่นวายหาร้ว้ ่าเตงอ้จะไปอย่้

แห่งใดไม่ เราจะพาท่านไปเที่ยวหา ถ้าบุญจะคิดการใหญ่ได้สำาเร็จก็จะพบตัว
เตงอ้โดยง่าย เตงสินจึงให้หานางเล่าหงวนจัดแจงเสบียงอาหารไปกินกลาง
ทางเสร็จแล้ว พาเล่าสิ้วบุนซกขึ้นม้าออกจากบ้านซินจิง ไปเที่ยวหาเตงอ้

เป็ นหลายตำาบลจนถึงบ้านป่ าแห่งหนึ่ ง เตงสินจึงลงจากม้าพาเล่าสิ้วบุนซก
เข้าไปในบ้าน

12. เตงอูพำเล่ำสิ้วบุนซกหำเงียมจูเหลง

ฝ่ ายเตงอ้อย่้ในบ้านนั่งด้เมฆฉายที่นอกชาน เห็นเมฆหม่้หฯงสีแดงดัง

โลหิต ลอยเลื่อยเข้ามาบังพระอาทิตย์อย่้ประมาณคร่้หนึ่ ง มีหมอกพุ่งเป็ นลำา
ตาลแต่แผ่นดินถึงฟ้ า เห็นนิ มิตอัศจรรย์ตกใจ จึงจับยามด้ร้ว่าผ้้มีบุญเข้ามา
ถึงบ้าน

ฝ่ ายเตงสินกับเล่าสิ้วบุนซกเข้ามาหาเตงอ้ในบ้าน เตงิสนแลแต่ไกลเห็นผ้้

เฒ่าคนหนึ่ ง ส้งห้าศอกหน้าแดงเหมือนสีเลือด ผมและหนวดขาวงามบริสท
ุ ธิ์
เหมือนปี กนกยาง ใส่เสื้ อแพรสีน้ ำาเงิน คาดราตคตแพรเขียว นั่งจุดธ้ป

เสี่ยงทายหน้าพระหน้าถังเปิ ดอย่้ เตงสินจำาได้ว่าเป็ นเตงอ้ จึงบอกเล่าสิ้วบุน
ซก เล่าสิ้วบุนซกเห็นร้ปทรงเตงอ้สมควรเป็ นผ้้มีวิชาการ จึงสรรเสริญชมว่า
ผ้้เฒ่าคนนี้ สติปัญญาเห็นจะไม่แพ้เตียวเหลียง ซึ่งเป็ นที่ปรึกษาครั้งพระเจ้า
ฮัน
่ โกโจ ถ้าได้ไว้ช่วยคิดกำาจัดอองมังเห็นการใหญ่จะสำาเร็จเป็ นมัน
่ คง

ฝ่ ายเตงอ้ครั้งแลเห็นเตงสินกับเล่าสิ้วบุนซกมา เตงอ้ร้จักจำาได้จึงออก

ไปเชิญเข้ามาให้นั่งที่สมควร ทั้งสามคำานั บกันตามธรรมเนี ยม เตงอ้จึงบอก
เล่าสิ้วบุนซกว่าครั้งพระเจ้าเปงเต้ยังมีพระชนม์อย่้น้ ั น ข้าพเจ้าอย่้บ้านอ้วน

เสียแดนเมืองหำ้าเอี๋ยง ได้เข้าไปสอนหนั งสือพี่ชายท่านอย่้ แต่จากมาอย่้ป่า
หลายปี มิได้พบ ซึ่งท่านมาถึงข้าพเจ้าวันนี้ เหมือนเทพยดาชักนำามา เล่าสิ้ว

บุนซกได้ฟังดังนั้ นมีความยินดีนัก จึงเล่าความทุกข์ยากแต่หลังให้เตงอ้ฟัง

แล้วว่าข้พเจ้าเสี่ยงวาสนามาได้พบท่านครั้งนี้ จะปรึกษาด้วยอองมังคิดขบถ
ฆ่าพระเจ้าเปงเต้ แล้วให้โซเหี้ยนเอาเชื้ อพระวงศ์ข้าพเจ้าฆ่าเสียเป็ นอันมาก
อองมังตั้งตนเป็ นใหญ่ในเมืองหลวง ข้าพเจ้าคิดทำาการแก้แค้นจับตัวอองมัง
ฆ่าเสีย คืนเอาสมบัติพระเจ้าเปงเต้ให้จงได้ อันทแกล้วทหารนั้ นพอจะหาไม่

ขัดสน แต่ซ่ึงผ้้มีสติปัญญาหาไม่ได้ จะขอเชิญท่านไปช่วย คิดการใหญ่สำาเร็จ
แล้วท่านจะมีช่ ือปรากฎไปกว่าจะสิ้นแผ่นดิน ถ้าข้าพเจ้าได้เป็ นกษัตริย์สม
ความคิด จะสนองคุณท่านให้ถึงขนาด

เตงอ้จึงตอบว่าสติปัญญาข้าพเจ้ายังอ่อนนั กท่านจะปรึกษาการใหญ่

เห็นจะคิดไปไม่ตลอด ซึ่งท่านคิดการจะกำาจัดอองมังนั้ น คร้ข้าพเจ้าคนหนึ่ ง
ชื่อเงียมจ้เหลง มีสติปัญญาประกอบคุณวิชาการหาผ้้เสมอมิได้ เห็นจะเป็ นที่
ปรึกษาช่วยท่านคิดการใหญ่สำาเร็จเป็ นมัน
่ คง เล่าสิ้วบุนซกจึงว่าเงียมจ้เหลง

คนนี้ ได้เป็ นคร้สอนหนั งสือข้าพเจ้ามาแต่ก่อน บัดนี้ ไปอย่้แห่งใดเล่า ข้าพเจ้า
มิได้พบช้านานแล้ว เตงอ้จึงตอบว่าเดิมเงียมจ้เหลงอย่้บ้านอิเจียวแขวงเมือง
ห้วยเข้ บ้านเมืองแตกเที่ยวอย่้ป่าหความสบาย มิให้ผ้ใดออกชื่อลือนาม แต่

ที่เคยสำานั กอาศัยเงียมจ้เหลงนั้ นข้าพเจ้าร้้แห่งอย่้ จะพาท่านไปให้พบตัว เล่า
สิ้วบุนซกได้ฟังดังนั้ นมีความยินดีนัก จึงให้เตงสินกลับคืนไปบ้านซินจิง แล้ว
เล่าสิ้วบุนซกกับเตงอ้ข้ ึนม้าออกจากบ้านเดินป่ าขึ้นเขา

ล่วงหนทางไปหลายตำาบลถึงบ้านป่ าแห่งหนึ่ งริมเชิงเขา บนเนิ นเขามีวัด

เตงอ้พาเล่าสิ้วบุนซกขึ้นไปถึงหน้าวัด ลงจากม้าเที่ยวด้พื้นอารามรื่นร่มไม้
ใหญ่ข้ ึนเรียงรายรอบ ขอบเขื่อนวัดมีน้ ำาพุไหลหลัน
่ ลงจากเพิงเขา เสียง
เพราะเหมือนคนดีดกระจับปี่ ลมพัดต้องใบสนฟั งเหมือนเสียงขลุ่ย ใน

บริเวณวัดสงัดเงียบเป็ นที่สะอาด น่าสนุ กรโหฐานดังที่อย่้แห่งเทพยดา เตงอ้

พาเล่าสิ้วบุนซกเที่ยวมาเห็นตึกอันหนึ่ งมีร้วั ระเนี ยดรอบ ได้ยินเสียงกระจับปี่
มีผ้ดีดเป็ นเพลงต่างๆ เพราะวังเวงใจยิ่งนั กพากันยืนฟั งอย่้

ฝ่ ายเงียมจ้เหลงนั้ นนั ่งดีดกระจับปี่ อย่้บนตึกเป็ นที่สบาย แลไปตามช่อง

หน้าต่างเห็นคนมายืนอย่้ จึงพิศด้จำาได้ว่าเตงอ้กับเล่าสิ้วบุนซกมากามีความ

ยินดีนัก วางเครื่องเล่นลงโดยด่วนจับหมวกใส่ศีรษะออกไปรับบอกความแก่

เล่าสิ้วบุนซกว่า เวลาคืนนี้ ฝั นว่าดาวฮ่องเต้ส่องรัศมีเข้าไปสว่างอย่้ในตึก ครั้น
ข้าพเจ้านั่งดีดกระจับปี่ อย่้จนเวลาตะวันเที่ยง พอท่านมาถึงเห็นสมกับความ

ฝั น เงียมจ้เหลงจึงให้สานุ ศิษย์ชำาระที่ตึกให้สะอาด แล้วเชิญเล่าสิ้วบุนซกกับ
เตงอ้ข้ ึนบนตึก ให้เล่าสิ้วบุน ซกนั่งในที่สมควร สามคนต่างคำานั บกันตาม

ธรรมเนี ยม เล่าสิ้วบุนซกคิดยินดีว่าวันนี้ ได้มาพบเงียมจ้เหลงผ้้มีสติปัญญา
เหมือนเทพยดาชักนำามา เห็นว่าราชสมบัติในเมืองหลวงจะไม่พ้นมือเป็ น

มัน
่ คง เงียมจ้เหลงจึงสนทนากับเล่าสิ้วบุนซกว่า แต่ข้าพเจ้าจากมาช้านาน
คิดถึงอย่้มิได้ขาด พอท่านมาวันนี้ ข้าพเจ้ามีความยินดีย่ิงนั ก เงียมจ้เหลงผิน
หน้ามาถามเตงอ้ว่า ท่านพาเล่าสิ้วบุนซกมาหาเราวันนี้ มีธุระกังวลประการใด
จงบอกเราจะช่วยให้สำาเร็จความคิด เตงอ้คำานั บแล้วบอกว่า เล่าสิ้วบุนซกให้
ข้าพเจ้าพามาให้ท่านกรุณาช่วยพิเคราะห์ชันษาจะคิดการใหญ่ กำาจัดอองมัง
จะสมความคิดหรือไม่สำาเร็จประการใด เงียมจ้เหลงได้ฟังดังนั้ นจึงบอกแก่

เล่าสิ้วบุนซกว่า ชันษาท่านเมื่อแรกประส้ติน้ ั น ข้าพเจ้าได้พิเคราะห์ด้ร้ว่าท่าน
จะเป็ นผ้้มีบุญญาธิการเป็ นฮ่องเต้ได้กำาหนดจดหมายไว้แต่ก่อน ซึ่งท่านได้ส้
ทนความยากหนหลังมาเป็ นอันมาก ตั้งแต่อายุย่ีสิบแปดปี มาถึงปี นี้ ชะตา

ค่อยประเทืองขึ้นแล้ว ต่ออายุล่วงเข้าสามสิบปี ท่านจะได้เป็ นฮ่องเต้ชะตาขึ้น
ถึงที่จะมีบุญญาธิการหาผ้้เสมอมิได้ ซึ่งท่านจะเริม
่ คิดการใหญ่ครั้งนี้ อองมัง

ตั้งเกลี้ยกล่อมทหารอย่้ ให้ท่านไปทำาราชการเป็ นขุนนางในอองมัง จะได้ร้จัก
คุ้นเคยกันกับพวกทหารที่มีฝีมือไว้กว่าจะมีวาสนาชะตาขึ้นถึงฮ่องเต้ ทหารที่

เกิดสำาหรับบุญท่านก็จะมารวบรวมกันพร้อมแล้ว การใหญ่ที่คิดไว้จึงจะสำาเร็จ
เล่าสิ้วบุนซกว่า ซึ่งท่านคิดให้ดังนี้ ขอบคุณนั ก ซึ่งจะเข้าไปแต่ผ้เดียวหาผ้้ใด
เป็ นที่ปรึกษาไม่ แม้นว่าเกิดอันตรายขึ้นกลางคันไม่มีผ้ใดช่วยแก้ไขข้าพเจ้า
ท้อใจคิดวิตกนั ก เตงอ้จึงว่าข้าพเจ้าจะเข้าไปด้วยในเมืองหลวง ถึงมาตรว่า
อันตรายทั้งปวงมีมาจะช่วยแก้ไขอย่าวิตกเลย