จดหมายขาว

www.thaiyogainstitute.com
คุยกันกอน
ปฏิทินกิจกรรม
โยคะจากอินเดีย
ระหวางทาง
เทคนิคการสอน
สะกิด สะเกา
ปกิณกะ สุขภาพ
แนะนําหนังสือ
จดหมายจากเพื่อนครู
เลงเลาเรื่อง
ตําราโยคะดั้งเดิม
เกร็ดความรูโยคะ

วิถีชีวติ เพือ่ สุขภาวะ

ฉบับเดือน มกราคม 2553
2
2
2
4
5
7
8
8
10
11
12
15

จดหมายขาว โยคะสารัตถะ วิถีชีวิตเพื่อสุขภาวะ
ที่ปรึกษา
แกว วิฑูรยเธียร ธีรเดช อุทัยวิทยารัตน นพ.ยงยุทธ วงศภิรมยศานติ์ นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์
กองบรรณาธิการ
กวี คงภักดีพงษ, จิรวรรณ ตั้งจิตเมธี, จีระพร ประโยชนวิบูล, ชนาพร เหลืองระฆัง, ณภัทร วัฒนะวงศี, ณัตฐิยา ปย
มหันต, ณัฏฐวรดี ศิริกุลภัทรศรี, ธนวัชร เกตนวิมุต, ธนวไล เจริญจันทรแดง, ธัญยธรณ อรัณยชลาลัย, ธีรินทร อุช
ชิน, พรจันทร จันทนไพรวัน, พัชรินทร ฉัตรเกลา, รัฐธนันท พิริยะกุลชัย, วรรณวิภา มาลัยนวล, วัลลภา ณะนวล,
วิสาขา ไผงาม, วีระพงษ ไกรวิทย, ศันสนีย นิรามิษ, สมดุล หมั่นเพียรการ

สถาบันโยคะวิชาการ มูลนิธิหมอชาวบาน
201 ซอยรามคําแหง 36/1 บางกะป กทม.10240
โทรศัพท 02 732 2016-7, 081 401 7744
โทรสาร 02 732 2811
อีเมล yogasaratta@yahoo.co.th
เว็บไซท www.thaiyogainstitute.com

สิ่งตีพิมพ
1001 1

สวัสดีปใหม 2553 ขอบคุณคําแนะนําของทุกทาน
ทั้งผูอาน เพื่อนครู รวมทั้งกองบรรณาธิการเอง เพราะเราเห็น
คุณคาของจดหมายขาว ที่เปนสื่อระหวางเพื่อนกับสถาบันฯ
จึงยืนยันที่จะทําจดหมายขาวนี้ตอไป ดังนั้นผูอานทานใดที่
กลาๆ กลัวๆ วาจะตออายุดีมั้ย ตอมาไดเลยนะครับ
ฉบับนี้ ครูหนู ชมชื่น สิทธิเวช ใหเกียรติเขียน
บทความอินเดียมาฝากพวกเรา ขอขอบคุณยิ่ง แววๆ วาครูจะ
เขียนมาใหอานอีกนะ หลังจากไปชารจพลังที่อินเดีย พี่เละ
กลับมาแลว คราวนี้มากับคอลัมน “ระหวางทาง” ที่เราคุยกัน
เยอะคือคอลัมนตําราดั้งเดิม จากขอคิดเห็นที่สงไปยังกองบก.
ไมมีใครปฏิเสธความสําคัญของการศึกษาโยคะสูตรเลย แต
สวนใหญบนวาขมจัง ผูเขียนคือ อาจารยโต อาจารยจิ ก็เห็น
ประเด็นอยูครับ ซึ่งทั้งคูจะพยายามใหเขาถึงผูอานมากขึ้น แต
ในทํานองเดียวกัน พวกเราก็ตองพยายามดวยเนาะ ไมใช
อะไรยากก็ไมเอาเลย เดี๋ยวตอมสูจะฝอนา

เราไดลองปรับอารตเวอรคเล็กนอย ไมรูดีขึ้นหรือแย
ลง บอกมาไดเลยนะครับ ไมตองรอปนึงถึงตอบแบบสอบถาม
ทีนึง จะกริ๊งมาจะอีเมลมาไดทั้งนั้น เชื่อเถอะครับ ขอคิดเห็น
จากผูอานคือสิ่งสําคัญในการทําจดหมายขาวนี้
สวนเรื่อง
ขนาดตัวอักษร อยากทําใหใหญขึ้นครับ เพราะที่เขียน
ตนฉบับอยูนี้ ก็ใสแวนแลวครับ แตชวยชาติประหยัดกระดาษ
นะ
ฝากผลแบบสอบถามมาใหพวกเราดูดวยครับ อาจ
ตรงหรือไมตรงใจพวกเราทั้งหมด คอลัมนที่ผูอานชอบ เรียง
ตามลําดับ: โยคะวิถี, ปกิณกะสุขภาพ, ปฏิทินกิจกรรม,
แนะนําหนังสือ, เกร็ดความรูโยคะ, โยคะจากอินเดีย, เทคนิค
การสอน, จดหมายจากเพื่อนครู, ตําราโยคะดั้งเดิม, สะกิดสะ
เกา สวนในเรื่องคอลัมนใหม ผูอานสนใจสัมภาษณ 82%
ความเปนไปของเครือขาย 75% สําหรับนิสัยการอาน อานทุก
คอลัมน 72% อานเสร็จแลวเก็บไว 82 % และมีผูอานที่คิดวา
อารตเวอรคเหมาะสมเพียง 68%

จิตสิกขา ป 2553 ยังคงจัดทุกวันเสารที่ 3 ของเดือนเชนเดิม
หัวขอของตนปนี้ยังคงเปนเรื่อง อภิธรรม คือศึกษาไปที่ จิต
เจตสิก รูป นิพพาน จะทําการศึกษาในหัวขอนี้ตอเนื่องไป
จนกวาเนื้อหาจะสิ้นสุดลง
มีการปรับเวลาเปน 9.00 – 12.00 น. แบงเปนการ
ปฏิบัติ 1 ชั่วโมง พูดคุยเนื้อหา 2 ชั่วโมง
และที่สําคัญ ยายสถานที่ไปเปน สํานักงานสถาบันฯ
เลขที่ 201 ซอยรามคําแหง 36/1 สนใจพบกันวันเสารที่ 16
มกราคม ที่รามคําแหงนะ

โยคะโอม จัด Anusara Yoga Retreat on Manduka Mat
with Bo Srey at Koh Samui
เชิญสัมผัสกับบรรยากาศธรรมชาติ ทะเลที่สวยงาม
ไปทํา Yoga retreat กินอาหารสุขภาพ ฝกอนุสราโยคะ กับ
บรรยากาศทองทะเล พักรีสอรตสุดหรู Saree Samui หอง
ขนาดใหญ 92 ตร.เมตรพรอมสิ่งอํานวยความสะดวกครบครัน
สํารองชื่อไดที่ DHARMA Yoga โทร 02-391-9919
ตอ 333 หรือ โยคะโอม 084-928-4888 ดูรายละเอียดที่
www.yogaaum.com หรือ www.sareesamui.com
ครูหนู (ชมชื่น สิทธิเวช) บานโยคะ ทองหลอ 13

อินเดีย
การไปอินเดียของฉันในครั้งนี้ เปนครั้งที่เทาใดนับ
ไมถวนเสียแลว แตละครั้งมีเปาหมายแตกตางกันไป ครั้งนี้
เปนการไปที่มีเปาหมาย แบบยิงปนนัดเดียวจะไดนกหลายตัว
จะเปนความโลภมั้ยละ ! ฉันเดินทางไปยังเมืองคยา (Gaya)
รัฐพิหาร (Bihar) ประเทศอินเดียสมัยนี้สะดวกสบายมากโดย
สายการบินไทยบินตรงลงที่คยา เพื่อเปนการประหยัดเวลา
และถนอมรางกาย
1001 2

การไปเมืองนี้ทุก ๆ คนมีเปาหมายเดียวกันคือ
นมัสการพระศรีมหาโพธิ์ (ตนโพธิ์) ซึ่งเปนสถานที่พระบรม
ศาสดาของเราทรงตรัสรูเปนพระสัมมาสัมพุทธเจา สวนฉันมี
ความตั้งใจมากไปกวานั้นคือ การปฏิบัติสมาธิและสาธยาย
มนต ณ ที่นั้น เพื่อเปนศิริมงคลกับตนเอง และทําใหบุพการี
ครูบาอาจารย รวมทั้งกัลยาณมิตรศิษยโยคะทุกทาน
ฉันเลือกที่พักเปนโรงแรมขนาดปานกลาง ชื่อ มหา
ยานะ (Mahayana Hotel) สามารถเดินไปปฏิบัติที่พระศรีมหา
โพธิ์ไดสบาย
บริเวณนั้นจะมีรานอาหารใหเราฝากทองได

ราคาไมแพง ฉันวางตารางชีวิตไวระหวางนั้นคือ ตื่นตี 5 ฝก
โยคะรอบสั้น ปฏิบัติสรีรกิจ ทานอาหารเชา และเดินไปมหา
โพธิ์ เริ่มตนสวดมนตทําวัตรเชา นั่งสมาธิ เดินจงกรม และ
สาธยายมนต ตารางนี้สามารถปรับเปลี่ยนไปตามเหตุการณ
และสมควร ฉันใชเวลาที่มหาโพธิ์ตั้งแตเชา จนถึงหาโมงเย็น
และกลับมาทําวัตรเย็นที่โรงแรมเพราะทองฟาเริ่มมืด อากาศ
เย็นขึ้น
ความสําคัญของการฝกอาสนะบางอาสนะ
จึงมี
บทบาทสําคัญในขณะปฏิบัติสมาธิ จะเปนกอนหรือหลังการ
ปฏิบัติ หลังจากสวดมนตจบ ฉันเริ่มบริหารกลามเนื้อคอ เปน
สิ่งแรก จากนั้นจะเริ่มยืดและเหยียดกลามเนื้อสวนหลังดวย
ปรวัตาสนะ (ทาภูเขา) วีราสนะ (ทาวีรบุรุษ) โยคะมุทรา (ทา
ปทมสนะ) พัทธโกณาสนะ (ทานั่งมุม) ปศจิโมทานสนะ (ทา
ยืดหลัง) กอนเดินจงกรม ฉันจะเริ่มยืนและยอดวย ตาลาสนะ
(ทายืนตนตาล) และ อุตกตาสนะ(ทายืนเขยงยอ) อาสนะ
เหลานี้ชวยในการปฏิบัติสมาธิไดเขมแข็งขึ้น
อีกนัยหนึ่ง
ขณะที่ฉันยกแขน เหยียดยืดรางกายนั้นฉันยังคงกําหนดสติ
ตามรูลมหายใจ
และการเหยียดยืดของกลามเนื้อไดอยาง
ชัดเจน และที่สําคัญตามความรูสึกของฉันโดยสวนตัว ฉัน
พอใจที่จะฝกลมหายใจแบบอุชชายีสักครู เพื่อเปนการจูงจิต
ไดผลดี
อยางที่บอกทุกๆ ชีวิต ณ ที่นั้นมีเปาหมายเดียวกัน
เราจะไดเห็นพระธิเบต (ลามะ) ยืนไหวพระแบบอัษฎางคประดิษฐ (8 จุดสัมผัสพื้น) เปน 100 รูป แตละรูปก็พยายาม
ไหวใหได 108 ครั้ง ฉันสังเกตพระลามะเหลานั้นกลามโตทุก
รูป รวมทั้งฆราวาส ที่เปนพุทธแบบมหายานดวยกัน บางคน
ทําสมาธิแบบนับลูกประคํา หรือบางรูปทําสมาธิโดยการโปรย
ขาว หรือลูกปดตามบทสวดมนตนั้น อีกทั้งมาคราวนี้เปน
เหตุการณบังเอิญสําหรับฉันโดยไมทราบลวงหนาคือ ที่พระ
ศรีมหาโพธิ์นี้มีพิธีกรรมครั้งใหญเรียกวา
“การสาธยาย
พระไตรปฎก” (International Tipitaka Chanting
Ceremony) ตั้งแตวันที่ 2 – 12 ธันวาคม 2552 มีทั้งชาติ
ไทย พมา อินเดีย ศรีลังกา ธิเบต จีน เวียตนาม เกาหลี ที่
เปนพุทธทั้งหมดมารวมตัวกันสาธยายมนต พวกเรา ณ ที่นั้น
ก็รวมอนุโมทนาและภาวนารวมกัน ถือวาเปนการไดรับพลัง
บุญอันยิ่งใหญ
เหตุการณบังเอิญที่ไมคิดวาจะพบในเมืองคยา ดวย
สายตาที่สอดสายระหวางอยูในรานอาหาร มีปายประกาศ
เกี่ยวกับชั้นเรียนโยคะ โชคดีที่ฉันเดินทางสวนตัวไมไดมาเปน
กรุปทัวร ขอปลีกตัวไปสังเกตการณเสียหนอย สถานที่ชื่อ
1001 3

“ROOT INSTITUTE” เปนองคกรที่ดูแลโดยบุคคลากรที่อุทิศ
ตัว เริ่มตั้ง พระธิเบต แมชี และอื่น ๆ สถานที่งดงาม เงียบ
สงบ สะอาด ซึ่งจัดเปนหมวดหมูไดอยางสวยงาม เรียบงาย
มีคลินิกรักษาโรค หอพัก หองปฏิบัติสมาธิ หองอาหาร
หองเรียนโยคะ หองสมุด มีสวนเล็ก ๆ ใหเดินเลน
คุณโจเซ ชาวเปอโตริโก ทําหนาที่ครูโยคะ ฉันรวม
เรียนดวยในเชาวันนั้น และมีโอกาสพูดคุยกัน ปรากฏวาคุณ
โจเซเรียนโยคะในสายศิวะนันทะดวย รวมทั้งสายอื่น ๆ ใน
นิวยอรค เธอจบทางดานแพทยฝงเข็มมาดวย มาทํางานให
ในคลินิกและสอนโยคะ และอาจจะมาเยี่ยมชั้นเรียนของฉันที่
กรุงเทพฯ ในไมชานี้ นี่ก็เปนความบังเอิญอีกแลว
ฉันเดินทางตอไปยังเมืองนาลันดา (Nalanda) โดย
ไดรับความกรุณาจากทานอาจารย ดร.พระมหาพัน สภาจาโร
เจาอาวาสวัดไทยนาลันดา
เราใชเวลาเดินทางจากคยา
ประมาณ 2 ชั่วโมง ตองขามแมน้ําเณรัญชราอันแหงขอด วัด
เปนวัดปาเล็ก ๆ อยูทามกลางทุงนา และทุงมัสตารทเหลือง
อราม ใชเวลาอยูที่นี่ 2 วัน 1 คืน ฉันอุทิศตัวทํางานใหวัดตาม
ทางของโยคะและตามวิถีของชาวพุทธ
คือเขาโรงครัว
ทําอาหารถวายพระ และมีโอกาสเรียนรูภาษาอินเดียแบบ
ตางจังหวัดกับชาวบานที่มาทํางานใหวัดดวย
เมื่อเสร็จ
ภารกิจ ก็สอนเด็ก ๆ สวดมนต ที่วัดไทยนาลันดานี้ ไมแพ
Root Institute คือมีหองพักรับรองญาติโยมพอควร คลินิก
รักษาโรคฟรี หองปฏิบัติสมาธิ โบสถ แตเปนวัดที่กําลังพัฒนา
ฉันไดรับมอบหมายจากผูใหญใจบุญใหเดินทางไปสํารวจ ฉัน
จึงมีโอกาสบอกบุญมายังเพื่อนครูโยคะผูใจบุญทุกๆ คน ที่
สถาบันโยคะวิชาการ มีปจจัยสนับสนุนโครงการของวัดได
ดังนี้
1 ทําแทงเก็บน้ํา (ตามศรัทธา)
2 ทุนการศึกษาเด็กยากจนที่เรียนดี (คนอินเดีย) ทุน
ละ 360 บาท
3 บริจาคซอมแซมโรงครัว – คาหมอและยารักษา
โรค
4 ซื้อที่ดินเพิ่มเพื่อทําเตาเผาขยะ ตารางวาละ
2,000 บาท หรือตามศรัทธา
ทานใดสนใจ หรือทางสถาบันโยคะวิชาการจะชวยรวบรวม
ปจจัยโอนเงินผานบัญชีสะสมทรัพย พระมหาพัน สภาจาโร
เลขที่ 146-4-09031-3 ธ.กรุงเทพ สาขาราชวัตร เมื่อโอนเงิน
แลวกรุณาสงอีเมลดังนี้ Email: pbodhgaya@yahoo.co.in
จึงขออนุโมทนาบุญมา ณ. ที่นี้ดวยเทอญ สาธุ สาธุ
สาธุ

ธีรเดช อุทัยวิทยารัตน
เปาหมายชีวิต
(๑)
ระหวางการปุจฉาวิสัชนา และวิวาทะเรื่องการฝก
อาสนะกันในวงเล็กๆ รุนนองคนหนึ่งถามวา คนเราควรมี
เปาหมายในชีวิตอยางไร
คําถามนี้
ทําใหผมนึกถึงผลึกความคิดของครู
อายุรเวทคนแรกของผม ที่ครูถายทอดออกมาเปนขอเขียนที่
แมจะไมยาวนัก ทวาครอบคลุมสาระสําคัญโดยสังเขปของ
ศาสตรอายุรเวทเกือบจะทุกแงมุม
ครูผมเกริ่นนําดวยบทสรุปสั้นๆ วาอายุรเวทบอกให
เรารูวา
ชีวิตคือการเดินทางที่เราแตละคนจะตองคนหา
เปาหมายและวิถีทางที่เหมาะสมกับตัวเองเพื่อที่จะบรรลุ
เปาหมายนั้น
หลังจากคิดทวนเรื่องนี้อยูหลายทบ ผมมีขอสังเกต
วาบทสรุปขางตนของครูนาจะเชื่อมโยงกับสิ่งที่เรียกวา “ปุ
รุษารถะ” (purusartha) หรือสิ่งที่พึงบรรลุถึง(ในชีวิต)ซึ่งมี ๔
อยางไดแก ธรรมะ อรรถะ กามะ และโมกษะ
จากความรูในภาษาสันสกฤต เทาที่มีอยูนอยนิดของ
ผม คําวา ธรรมะ มาจากรากศัพท ธฤ ซึ่งแปลวาการค้ําจุน
ธรรมะ จึงมีนัยหมายถึงการดําเนินชีวิตในลักษณะที่
ค้ําจุนหรือเกื้อกูลกันและกันระหวางสรรพชีวิต
อรรถะ แปลวา เงินทอง ทรัพยสิน หรือความมั่งมี
กามะ แปลวา ความอยากหรือความปรารถนา
สวนโมกษะ แปลวา การปลดปลอย อิสระภาพ หรือ
การหลุดพน
ครูอายุรเวทอีกคนของผม เคยอธิบายความเกี่ยวพัน
ระหวางปุรุษารถะทั้งสี่อยางขางตนวา อาจกลาวไดวาเริ่มจาก
(แตไมจําเปนตองเปนอันดับแรกเสมอไป) กามะหรือความ
ปรารถนาซึ่งเปนแรงจูงใจใหเราอยากมีอยากเปน หรืออยาก
ทําอะไร
คําวาอยากมี สวนใหญแลวมักหนีไมพนเรื่องของ
ทรัพยสินเงินทองซึ่งก็คืออรรถะ หรือแมในกรณีของการอยาก
เปนหรืออยากทําอะไร เราก็จําเปนตองมีทรัพยสินเงินทอง
หรืออรรถะเพื่อที่จะเปนหรือทําตามความตองการของเรา
ขณะเดียวกัน แตละชีวิตไมอาจดําเนินไปและดํารง
อยูไดโดยอิสระ หากแตตองของเกี่ยวและพึ่งพาอาศัยกันและ
กันไมทางใดก็ทางหนึ่ง
ดวยเหตุนี้ เราจึงตองดําเนินชีวิตในวิถีทางที่เกื้อกูล
ชีวิตรอบขาง
หรือขั้นต่ําที่สุดตองไมเบียดเบียนชีวิตอื่นๆ
1001 4

รวมทั้งธรรมชาติที่เราอาศัยอยู หาไมแลวโลกนี้ยอมไมอาจ
ดํารงอยูได ซึ่งแนนอนวาหนึ่งในนั้นมีเรารวมอยูดวย
พูดอีกอยางวา มนุษยทุกคนจําเปนตองมีธรรมะเปน
เครื่องกํากับควบคุมใหการบรรลุความปรารถนา(กามะ) และ
การครอบครองทรัพยสินเงินทอง(อรรถะ) อยูในวิถีที่เหมาะที่
ควร ไมรุกล้ําเบียดบังที่อยูที่ยืนของชีวิตอื่นๆ ที่อยูรวมโลกใบ
เดียวกับเรา หรือทําใหชีวิตอื่นๆ เดือดรอน
เมื่อปุรุษารถะสามอยางแรก ไดรับการเติมเต็มแลว
เราก็พึงปลอยวางจากสิ่งทั้งหลายทั้งปวง เพื่อมุงสูการหลุด
พนซึ่งเปนจุดหมายปลายทางหรือเปาหมายสูงสุดในชีวิต ซึ่งก็
คือโมกษะ
ผมตั้งขอสังเกตวา ดวยความที่อายุรเวทกลาวถึงปุ
รุษารถะซึ่งเปนเปาหมายที่มนุษยทุกคนพึงมุงไปใหถึง จึงทํา
ใหครูอายุรเวทคนแรกของผมสรุปวา อายุรเวทบอกใหเรารูวา
ชีวิตคือการเดินทางที่เราแตละคนจะตองคนหาเปาหมายและ
วิถีทางที่เหมาะสมกับตัวเองเพื่อที่จะบรรลุเปาหมายนั้น
(๒)
ผมเลาคําอธิบายของครู เกี่ยวกับเปาหมายในชีวิต
หรือปุรุษารถะใหนองๆ ฟง กอนที่จะแลกมุมมองของตัวเอง
ตอเรื่องนี้วา
เปาหมายสามสี่ประการที่กลาวมาขางตนนั้น
อาจเรียกไดวาเปนเปาหมายรวมหรือเปาหมายโดยรวมๆ ที่
เหมือนกันของมนุษยทุกคน
แตก็ดังที่ครูอายุรเวทคนแรกของผมเกริ่น เปนเชิง
สรุปวา
เราแตละคนจะตองคนใหพบเปาหมายในชีวิตของ
ตัวเองรวมทั้งวิถีทางที่เหมาะสมกับตัวเอง
ในการบรรลุ
เปาหมายเหลานั้น
กลาวอยางเปนรูปธรรมก็คือ เราอาจตองคนหาวา
เรามีความปรารถนาอะไรบางในชีวิต ทั้งความปรารถนาใน
เรื่องของอรรถะหรือทรัพยสมบัติ และความปรารถนาในเรื่อง
ของธรรมะหรือการดําเนินชีวิตในทางที่เกื้อกูลกันและกัน กับ
ชีวิตรอบขาง
เปนตนวา นอกจากปจจัยสี่ที่เราจําเปนตองมีเพื่อให
ชีวิตอยูรอดไดแลว เราอยากมีปจจัยอะไรบางเพื่อตอบสนอง
ความตองการอื่นๆ ของชีวิต เชน งานอดิเรกที่รักชอบหรือ
สุนทรียภาพในชีวิต รวมทั้งความสะดวกสบายในดานตางๆ
ฯลฯ เหลานี้นาจะถือวาอยูในขายของอรรถะ
ในสวนของธรรมะก็คือการตอบโจทยวาเราจะเกื้อกูล
ชีวิตรอบขาง ตั้งแตใกลตัวจนถึงไกลออกไปในลักษณะใดได
บาง ซึ่งนาจะกินความถึงอาชีพการงานซึ่งสามารถเปนไดทั้ง

การเกื้อกูลผูอื่นจากเนื้องานที่ทํา และเปนที่มาของเงินทอง
ปจจัยที่จะทําใหชีวิตดํารงอยูและดําเนินตอไปได
เมื่อใดที่เราคนจนพบความปรารถนาที่ชัดเจนใน
ชีวิตไดวาเราอยากมี อยากเปนและอยากทําอะไรบาง ผมเชื่อ
วาเราจะเกิดแรงบันดาลใจอันเปยมพลัง ซึ่งจะทําใหเราดําเนิน
ชีวิตอยางมีเปาหมายบนวิถีทางที่เหมาะสมกลมกลืนระหวาง
ธรรมะ อรรถะและกามะ – ในแบบของเราเอง
หรือจะเรียกวา ที่ทางที่ลงตัวของชีวิตก็คงไมผิดนัก
เปนความลงตัวที่เปนตนธารของความสุขในชีวิตของแตละคน
ผมยกตัวอยาง กรณีของนองที่เปนเจาของคําถามใน
ยอหนาแรกวา สมมุติวาเธอลงตัวกับการเลี้ยงชีพหลักดวย
การเปดรานกาแฟเล็กๆ
ลงตัวในความหมายที่เธอมีความสุขกับการชงกาแฟ
ใหไดรสชาติที่กลมกลอมและกลิ่นที่หอมกรุนถูกปากและโดน
ใจลูกคาที่เปนคอกาแฟในราคาที่เหมาะควร
ขณะเดียวกัน ก็มีรายไดจากสัมมาชีวะพอที่จะเลี้ยง
ปากเลี้ยงทองของตัวเองและคนรอบขาง รวมทั้งตอบสนอง
ความสะดวกสบายและเติมเต็มสุนทรียภาพใหแกชีวิตได
เงินทองสวนที่เหลือ กับเวลาวางที่พอจะเจียดกัน
จากกิจการของตัวเอง เธอก็สามารถอุทิศแบงปนใหกับสังคม
ในรูปแบบตางๆ ได
ไมนับการขัดเกลาพัฒนาจิตใจตามหลักโยคะ และ
มรรควิถีอยางชาวพุทธที่เธอเองก็ปฏิบัติอยูแลว
ผมคิดวา นี่ก็นาจะถือเปนการคนพบเปาหมายและ
วิถีทางเดินของชีวิตที่เหมาะสมลงตัวในแบบของเธอเอง
(๓)
ถึงแมตัวเองพอจะมีความเขาใจในเรื่อง ปุรุษารถะ

โลกอาสนะ ๓๖๐ องศา..
ประสบการณเรียนรูแบบ East Meets West
บทที่ ๒ วาดวย สถิระ และสุขะ ในโลกอาสนะแบบสามานยะ
ผมลองเริ่มอะไรแบบงงๆ เพื่อหาแนวรวมกับตัวเอง
ในบางครั้งเมื่อถูกพี่เละชักชวนกันดุมเดินไปในโลกของอาสนะ
อาสนะฮารดคอรทั้งหลายคงรูจักโศลก
๒.๔๖
ในปตัญชลีโยคสูตร ที่วา “สถิรํ สุขํ อาสนัม” เพียงโศลกเดียว
สั้นๆ ที่อาจจะแปลไดไมยากนัก แตเชื่อไหมวาเราอาจตองใช
เวลาทั้งชีวิตที่จะตีความและเขาใจมันก็ได (ไมได’เวอรนะ..ขอ
บอก)
1001 5

อยูบางระดับหนึ่ง ทวาเมื่อใดที่พบพานผูรูผมก็อดไมไดที่จะ
ถามไถเรื่องนี้อีก เผื่อวาจะทําใหเขาใจแตกฉานมากขึ้น
อยางครั้งลาสุดที่กลับไปหาครูอายุรเวทที่อินเดีย ได
พบกับพี่ชายของครู ซึ่งมีความรูเรื่องภาษาสันสกฤตในระดับ
ผูเชี่ยวชาญคนหนึ่ง ผมจึงขอใหเขาชวยอธิบายเรื่องของปุ
รุษารถะใหฟง
เสียดายวาไดเจอกันในชวงเวลาสั้นๆ จึงไมมีโอกาส
เจาะลึกในแตละประเด็น จึงไดฟงคําอธิบายเพียงคราวๆ ซึ่ง
สวนใหญคลายคลึงกับสาระของเรื่องนี้ที่เคยไดยินไดฟงมา
กอนจะร่ําลาจากกัน เขาสรุปดวยน้ําเสียงเนิบนิ่ง
ภายใตสีหนาทาทางเครงขรึมวา ปุรุษารถะสามอยางแรก สวน
ใหญแลวเรานาจะบรรลุถึงไดในชีวิตนี้ แตอยางสุดทายคือ
โมกษะหรือการหลุดพนนั้น ไมนาจะบรรลุไดในชาติภพนี้ และ
ก็คงยากที่แตละคนจะหยั่งรูไดวาจะบรรลุถึงเมื่อไร
ประโยคสุดทายของเขา
ทําใหผมนึกถึงยอหนา
ถัดไปของผลึกความคิดของครูอายุรเวทคนแรกซึ่งเขียนไววา
“ชีวิตคือการเดินทางอันยาวไกล
ที่เราอาจตอง
เปลี่ยนยานพาหนะที่ใชในการเดินทางซึ่งก็คือรางกายครั้งแลว
ครั้งเลา เมื่อพาหนะเดิม ไมอยูใ นสภาพที่จะใชเดินทางไดอีก
ตอไป จนกวาจะบรรลุถึงจุดหมายปลายทาง”
ตอนที่อานขอเขียนชิ้นนี้ของครู ผมนึกเติมความ
ตอทายประโยคของครูวา
จุดหมายที่วาอาจเปรียบไดกับ
สถานีปลายทางที่ไมตองเดินทางอีกตอไป
ทวาตราบใดที่ยังไปไมถึงที่หมายสุดทายที่วา ชีวิตก็
คงตองมุงหนาตอไป
เชนนั้นแลว ใชหรือไมวาผูคน เรื่องราว กระทั่ง
ประสบการณ ความคิด และการเรียนรูทั้งหมดทั้งมวลทั้งที่
ผานมาและที่จะพบเจอตอไป ลวนเปนเรื่อง “ระหวางทาง”
ธํารงดุล
วันนี้.. รายการภาษาสันสกฤตเดลิเวอรี ขอเสนอคํา
วา .. สถิระ และ สุขะ
สถิระ แปลกันตรงไปตรงมา วาความมั่นคง
สวน สุขะ มาจาก สุ ที่แปลวา ดี + ขะ ที่แปลวา ที่
วาง หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ อิสระ คําวา สุขะจึงรวมความไดวา
ความเปนอิสระในการเคลื่อนไหวจากที่วางหนึ่งไปสูอีกที่หนึ่ง
หากเราตีความเอาตามปตัญชลีโยคสูตร ก็อาจพอ
กลาวไดวา หลักในการทําอาสนะของเรานั้นจึงตองทําอยาง
มั่นคงโดยที่เรายังรักษาความผอนคลายเอาไวได
พี่เละชวนเรามองใหลึกลงไปอีกนิดวา ในแงมุมของ
อาสนะ สถิระและสุขะ ไมใชจํากัดอยูในแตละทวงทาเทานั้น

แตในบริบทของวินยาสะกรม
ยังหมายถึงวาการรอยเรียง
ทวงทา หรือการออกแบบชุดฝกของเรานั้นยังตองสามารถทํา
ไดอยางมั่นคงและเปนสุขไปพรอมกันจนจบชุดดวย
สถิระ และสุขะ จึงไมใชสองสิ่งที่แยกขาดจากกัน แต
เปนเหมือนจุดสองจุดของปลายเสนตรง ซึ่งมีการผันแปรอยาง
เปนพลวัตร(dynamic) ขึ้นอยูกับบริบท และการสัมพัทธกับ
ตําแหนงแหงที่ตางๆ คลายกับเสนศูนยสูตร กับขั้วโลก
ประมาณนั้น
สถิระ
สุขะ

ในแงมุมของอาสนะ จึงอาจหมายถึงการหาสมดุล
ระหวางตัวเรากับที่วางของโลกที่เราอาศัยอยูก็ได
ลองดู
ตัวอยางงายๆนี้กัน การที่เราจะตั้งยืนอยางตระหงานง้ํา(อันนี้
สํานวนพี่เละเคาเลย) ดังภาพที่๑ มองดูในแงฐาน และ
ความสัมพันธของตัวเรากับโลกแลว ฐานที่แคบมองดูเผินๆ
อาจจะไมสถิระนัก คอนไปทางสุขะมากกวาเมื่อเทียบกับภาพ
ที่ ๒ ซึ่งดูเผินๆ ฐานจะกวางกวาแตถากลามเนื้อขาดานหลัง
(Hamstring) ตึงเกร็งขาดความยืดหยุน การคงอยูในทวงทา
จึงอาจจะคอนมาทางสถิระแตอาจจะขาดสุขะก็เปนได และเมื่อ
ตัวเราอยูในระนาบเดียวกับพื้นโลกดังภาพที่ ๓ ดูจากฐาน นา
จะสถิระมากที่สุดแตกลับพบวา การอยูในทาศพนั้น ยากที่จะ
คงความสถิระทามกลางสุขะที่ดูเหมือนจะมากกวา (พูดงายๆ
ก็คือ ทํายังไงใหคงอยูในทวงทาไดโดยไมเผลอหลับนั่นเอง)
เพียงแค ๒ คํานี้ก็อาจจะทําใหมุมมองแนวคิดการ
ออกแบบและเรียงรอยทวงทาของหลายคนเริ่มกระจาง(หรือ
มึนงง)มากขึ้น ถารวมถึงการคลี่ขยายไปประยุกตใชกับชีวิต
ประจําวันที่มีการไหลเคลื่อนระหวางความมั่นคง และความสุข
อีกเลา (อะไรจะลุมลึกกันปานนั้น)
ในชั้นเรียนของเรามุงหมายจะเรียนรู
เพื่อคนหา
ทวงทาที่พอเหมาะกับตนเอง (tailor made) อยางที่เลาไปเมื่อ
ครั้งกอน แตในวิเศษะ ยอมมีสามานยะหรือลักษณะรวมอยู
ดวยเสมอ นั่นคือหลักทั่วๆไปในการเตรียมฝกอาสนะ

อยางแรกก็คือ กาละ ในบริบทแรก หมายถึง
ชวงเวลาที่ฝก เชน หากเราจะฝกอาสนะตอนเชา หลังจากเพิ่ง
ตื่นนอนจากหองแอร กลามเนื้อเราก็มักเกร็งตึงแนะนําใหเริ่ม
ฝกจากทาเคลื่อนไหวกอน เชนทําสูรยนมัสการ หรืออาสนะใน
หมวดยืน แตในทางกลับกันการทําอาสนะนี้ตอนกลางคืน อาจ
ทําใหเกิดการตื่นตัวมากเกินไป อีกนัยหนึ่ง กาละ ยังหมายถึง
ระยะเวลาในการฝก รวมถึงความถี่หางอีกดวย บางครั้งเรา
อาจจะตองลบภาพการฝกอาสนะวาตองชา
หรือใชเวลา
ออกไปบาง
เพราะอาจจะทําใหมันกลายเปนขออางใหเรา
เลือกที่จะไมทําเพราะอางวาเวลาไมพอ แตอาจจะกลับมุมมอง
วาเราจะเลือกการฝกอาสนะอะไรและอยางไรกับเวลาที่เรามี
ตางหาก
ลําดับตอมาก็คือ เทศะ หรือสถานที่ พี่เละแนะนําวา
ควรเลือกที่โปรง อากาศถายเทไดดี และตั้งขอสังเกต(แบบไม
ยอมสรุป)วา อาสนะในหองแอรอาจทําใหกลามเนื้อหดเกร็ง
ทางตรงขาม แมหองรอนอาจจะอนุมานวาชวยใหกลามเนื้อ
ยืดหยุนขึ้น แตการสูญเสียน้ํา(ในรูปของเหงื่อ)ที่มากเกินไปก็
เปนเรื่องที่ควรใหความสําคัญ นอกจากนี้พี่เละยังแนะนําวา
การมีสถานที่ประจําเพื่อฝกอาสนะจนเกิดความคุนชิน อาจจะ
เกิดเปนพลัง เรียกวาบรรยากาศก็เอื้อตอการฝกเชนกัน
นอกจากนี้เรายังตองคํานึงถึง วยะ หรือวัย วฤตติ
หรือ กิจกรรม วิถีชีวิต และอาชีพของเรา และศักติ คือความ
แข็งแรง พลกําลังที่เรามีอีกดวย การเลือกอาสนะบางทียังอาจ
ตองอาศัยหลักการตลาดรวมดวย นั่นคือ อาจตองชั่งตวงวัด
ระหวาง ประโยชนที่ไดจากทวงทา ตนทุนภายในที่เรามี กับ
การจายคาตอบแทนดวยรางกายของเรา
ชั้นเรียนอาสนะของเรา มีลักษณะเฉพาะที่ไมมีใคร
(กลา)เหมือน เพราะครั้งแรกที่เราเรียนกัน ๔ ชั่วโมงนั้นพวก
เราเลาและแลกโดยไมไดทําทาอะไรเลย ผมเลยตีความตอเอา
เองขําๆวา อาจเปนกุศโลบาย (คืออุบายอันเปนกุศล)ของผู
ถายทอด ใหพวกเราเขาใจถึงแกนแกนของความไมมีที่สิ้นสุด
หรือ อนันตสัมมา อันเปนสวนหนึ่งของโศลก ๒.๔๗ ที่ตอ
เนื่องมาจากสถิระ และสุขะก็เปนได พี่เละเริ่มตนรูจักพวกเรา
จากแบบสอบถามที่ใหพวกเราตอบกอนเริ่มชั้นเรียน พวกเรา
กําลังจะรูจักตัวเองมากขึ้นเพราะการฝกคราวหนาของเราจะมี
ความเปนวิเศษะ หรือเฉพาะลงไปจากการผลัดกันสังเกตและ
วิเคราะหทวงทาของแตละคนโดยมีพี่เละนําทาง

เดือน ธันวาคม 2552 มีผูบริจาคเงินใหสถาบันฯ จํานวนทั้งสิ้น 5,700.- บาท ดังนี้คะ
1.
ครูตุม ปทมพร ลิ้มตระกูล อบรมครู ป 2546
2.
ครูรัตน อมรรัตน อัศวนนทวิวัฒน อบรมครู ป 2546
3.
ครูกิ๊ม ครูทอฟฟ และ ครูโจ จากกิจกรรมโยคะธรรมหรรษา เดือนธันวาคม 2552
1001 6

500.200.5,000.-

สดใส
เรามีสองทางเลือกเสมอ
เจอรรี่เปนผูจัดการรานอาหาร ผูมีอารมณเบิกบานเสมอ
หากมีใครถามเขาวาเปนอยางไรบาง
เขาจะตอบเสมอวา คงจะดีกวานี้ ถาผมมีคูแฝด
พนักงานในรานมักจะลาออกตามเขา หากเจอรรี่เปลี่ยนงาน
ทําไมหรือ ?
ก็เพราะเจอรรี่คือผูสรางขวัญและกําลังใจที่เปนธรรมชาติมาก
วันใดที่พนักงานมีเรื่องเลวราย เขาจะไปพบทันที
และบอกเลาสิ่งที่อยูดานบวกของเรื่องนั้นใหฟง
ผมสนใจคนแบบนี้ ดังนั้น ผมจึงไปหาเจอรรี่และถามเขา
"ไมมีใครมองทุกสิ่งเปนบวก มองโลกดานดีตลอดเวลาเชนคุณ
คุณทําไดอยางไร"
เจอรรี่ตอบ "ทุกเชาที่ตื่นนอน ผมจะพูดกับตัวเองวา
เรามี 2 ทางเลือก คือเลือกมีอารมณ ดี หรือ ไมดี
ผมจะเลือกมีอารมณดีเสมอ
แตละครั้งที่มีเรื่องเลวราย
เราเลือกไดวาจะตกเปนเหยื่อ หรือ เรียนรูจากมัน
ผมจะเลือกเรียนรูเสมอ
ทุกครั้งที่มีใครมาตําหนิ ตอวา
เราสามารถเลือกที่จะขุนมัวกับคําตําหนิ หรือมองหาดานบวก
ผมจะเลือกดานบวกของมันเสมอ"
"แตมันไมงายเสมอไปนะ" ผมแยงขึ้น
"ถูกตอง" เจอรรี่บอก
ชีวิตเต็มไปดวยทางเลือก ยามที่ตัดเอาสวนไมเกี่ยวของออก
ก็จะมองเห็นทางเลือกนั้นได
เราจะเลือกวิธีปฏิบัติกับเรื่องนั้น
เราจะเลือกวิธีที่ผูคนจะสงผลกระทบตออารมณของเรา
เราเลือกที่จะมีอารมณดีหรือไมดี
เราจะเลือกวิธีใชชีวิตของเราเอง
หลายปตอมา
ไดรับขาวมาวา เจอรรี่ไดทําสิ่งผิดพลาดไมนึกไมฝนขึ้น
เขาเผลอเปดประตูหลังรานทิ้งไว
มีโจรพกอาวุธ 3 คนเขารานมาปลน

1001 7

ขณะที่เจอรรี่กําลังพยายามไขตูเซฟอยู
มือที่สั่นเทาดวยความกลัว จนกุญแจตกไป
โจรเองก็ตกใจ จึงลั่นกระสุนใสเจอรรี่
โชคยังดีที่เขาถูกนําสงโรงพยาบาลทันเวลา
หลังจากเขาผาตัด 18 ชั่วโมง พักฟนใน ICU หลายสัปดาห
เจอรรี่ออกจากโรงพยาบาล โดยมีกระสุนฝงในอยู
ผมไดพบเจอรรี่ 6 เดือนหลังเกิดเหตุ
เมื่อผมถามเขาวาเปนอยางไรบาง
เขายังคงตอบวา "คงจะดีกวานี้ถาผมมีคูแฝด อยากดูแผลมั้ย"
ผมปฏิเสธที่จะดูแผล แตถามสิ่งที่เขาคิดในใจตอนโจรเขาราน
เขาตอบวา "สิ่งแรกที่คิดคือ ผมนาจะปดประตูหลังราน"
"พอถูกยิงและลมลง คิดไดวามี 2 ทางเลือกคือ อยูหรือตาย
ผมเลือกที่จะอยู"
"แลวไมกลัวเลยหรือ" ผมถาม
เจอรรี่กลาวตอวา "หนวยกูภัยเยี่ยมมาก
เขาใหกําลังใจผมตลอดทางวาไมเปนไร"
แตเมื่อไปถึงหองฉุกเฉิน หลังจากไดเห็นสีหนาของหมอ
ผมรูสึกกลัวมากจริงๆ ภายในตาของพวกเขา ผมอานไดวา
"เขาตองไมรอดแนนอน"
"ผมรูวาผมคงตองทําบางอยาง" เจอรรี่กลาว
"คุณทําอยางไร" ผมถาม
เจอรรี่บอก "มีพยาบาลคนหนึ่งตะโกนถามผมวา
ผมแพยาอะไรบางหรือเปลา"
"เปน" เจอรรี่ตอบขัด
เหลาหมอและพยาบาลหยุดทํางานเพื่อรอคําตอบจากผม
ผมสูดหายใจลึก และบอกวา "แพกระสุน"
ทามกลางเสียงหัวเราะ ผมบอกวา
"ผมยังไมตาย ผมเลือกจะมีชีวิตอยู ชวยผาตัดผมที"
เจอรรี่รอดไดดวยฝมือหมอบวกกับทัศนคติที่สุดยอดของเขา
ผมไดเรียนรูจากเจอรรี่
ทุกๆ วันเรามีทางเลือกที่จะสนุกสนานหรือชิงชังกับชีวิต
แตจะมีสิ่งหนึ่งที่เปนของเราเสมอ
ซึ่งไมมีใครควบคุมหรือเอาของเราไปได
นั่นก็คือ ทัศนคติของเรา
ถาเราควบคุมมันได สิ่งอื่นที่เหลือก็ไมมีอะไรยากอีก

ดื่มชามากๆ จะไมเปนโรคเบาหวาน
การดื่มกาแฟหรือชามากๆ ชวยลดความเสี่ยงที่ทํา
ใหเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 หรือโรคที่เกิดจากชีวิตประจําวัน
อันไมเหมาะสม การศึกษาลาสุดคนพบวา ผูที่ดื่มชาหรือ
กาแฟ 3- 4 ถวยเปนประจําทุกวัน จะมีโอกาสนอยกวามากที่
จะเปนโรค เมื่อเทียบกับผูที่ดื่มไมเกินวันละ 2 ถวย นักวิจัย
จากมหาวิทยาลัยซิดนี่ย ประเทศออสเตรเลีย กลาววา
โดยทั่วไป การดื่มเพิ่มวันละ 1 ถวยจะเทากับเปนการลดความ
เสี่ยงของโรคเบาหวานไป 7 %. ที่วามานี้ ผูทําการศึกษา
ไมไดคิดวาการตานทานโรคเกิดจากผลของคาเฟอีน เพราะวา
กาแฟชนิดที่สกัดคาเฟอีนออกไป ก็ใหผลเชนเดียวกัน พวก
เขาคิดวาสารอื่นในชาและกาแฟเชน แมกนีเซียมและสารตาน
อนุมูลอิสระมีสวนชวยมากกวา
ผลคนพบนี้เกิดจากการ
รวบรวมผลงานวิจัยจากการศึกษา 18 หัวขอ ซึ่งมีผูเกี่ยวของ
ทั้งสิ้น 457,922 คน
(Source: Archives of Internal Medicine, 2009; 169: 205363)
กาแฟไมไดชวยทําใหคุณตื่นขึ้น แตมันอาจใหผลรายแทน
คิดอีกครั้งถาคุณคิดวา กาแฟชวยใหคุณรูสึกตื่นตัว
หลังจากดื่มมันเขาไป งานวิจัยไดพบวาคาเฟอีนเปนสารที่ทํา
ใหการรับรูของสมองแยลง กาแฟแค 1 ถวยจะทําใหคุณมึน
โดยที่คุณไมรูตัววากําลังมึน ดังนั้นคุณอาจพยายามทําในสิ่งที่
เปนอันตรายเชนขับรถ ในขณะที่ผูไมดื่มกาแฟจะมีความรูสึก

สดใส
ตัว มีความระมัดระวังมากกวา การศึกษาโดยมหาวิทยาลัย
เทมเพิล ในฟลาเดเฟย นําขาวรายนี้ไปถึงผูนิยมเครื่องดื่มที่
ใหพลังงานโดยผสมคาเฟอีนและมีแอลกอฮอลดวย ปจจุบัน
การขายเครื่องดื่มประเภทนี้มียอดจําหนายที่สูงมาก โธมัส โก
ลด
แหงมหาวิทยาลัยไดเตือนวา
เครื่องดื่มนี้ทําให
ความสามารถทางการรับรูของสมอง (สติ) แยลง
(Source: Behavioural Neuroscience, 2009; 123: 6)
ศิลปะชวยใหเราอยูดี และไมทําใหเปนโรคเครียด
ผูที่รักงานศิลปะ เชน การวาดรูป ระบายสี เตนรํา
เลนดนตรี ฯลฯ หรือแคชอบ เชน ดูละคร คอนเสิรท ฯลฯ จะ
เปนผูที่หางไกลจากความเครียด
โดยภาพรวมแลวศิลปะ
สงผลดีตอสุขภาพโดยทั่วไปของทั้งผูหญิงและผูชาย และเมื่อ
มองในแงความเครียดแลว
ผลในเชิงปองกันของศิลปะดู
เหมือนวาจะใหผลในผูชายไดมากขึ้น
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนอรวีเจียนวิทยาศาสตร
และเทคโนโลยี ไดพบความเชื่อมโยงระหวางศิลปะและการมี
สุขภาพดี เมื่อพวกเขาไดวินิจฉัยประวัติทางดานสุขภาพของ
ผูเขารวมงานวิจัย 48,289 คน นอกจากนั้น ทีมวิจัยยังพบวา
ประโยชนทางดานสุขภาพของงานศิลปะนี้
สงผลกับกลุม
ประชาชนทุกระดับ ตั้งแตคนขับรถบรรทุกไปจนถึงประธาน
ธนาคารเลย
(Source: Norwegian University of Science and
Technology. http://www.ntnu.no/dmf/english/)

ความลับของสมอง เรียนอยางไรใหสมองมีความสุข
โดย เคนอิจิโร โมงิ แปลโดย ดร.บัณฑิต โรจนอารยานนท
จําหนายโดย ซีเอ็ด 172 หนา 165 บาท
สํานักพิมพ สมาคมสงเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุน) ส.ส.ท.
ไดมีโอกาสอานหนังสือเลมนี้ อานแบบมวนเดียวจบ
ชอบมาก แลวคิดถึงเพื่อนๆ อยากใหมีโอกาสไดอานกัน
ผูเขียนเปนนักวิทยาศาสตรดานสมองและระบบประสาทชื่อดัง
ของญี่ปุน เปนหนังสือที่ชวยใหเราเขาใจการทํางานของสมอง
สามารถนําไปใชพัฒนาการเรียนรูไดในทุกเรื่อง ไมวาจะเปน
นักเรียนที่อยากเรียนไดคะแนนดีขึ้น คนวัยทํางานที่อยากมี
1001 8

ประสิทธิภาพในการทํางานมากขึ้น รวมทั้งโยคีที่อยากเขาใจ
(สมอง) ตนเอง มากขึ้น
สิ่งที่ทึ่งมากคือสารบัญของหนังสือเลมนี้ อานแค
สารบัญก็เห็นภาพรวม เกิดความเขาใจและสามารถนําไปใช
งานไดเลย อานสารบัญแลว บอกกับตัวเองในใจวา เออ คน
เชี่ยวชาญดานสมองกับการเรียนรู ก็ตองทําหนังสือใหงายตอ
การอาน เรียนรู ทําความเขาใจสินะ เรานําสารบัญมาฝาก

หวังวาจะจุดประกาย
หองสมุดมีใหยืมจา

และไปอานเอารายละเอียดกันนะ

บทนํา
วิธีเรียนโดยใชประโยชนจากคุณสมบัติพิเศษของสมอง
บทที่ 1 สมองคนเราชอบสารโดพามีน และเรียนรูแบบ
เสริมสรางความแข็งแกรง
1 สมองจะแข็งแกรงขึ้นทุกครั้งที่ประสบความสําเร็จในเรื่องใด
เรื่องหนึ่ง
2
ถาไมรูสึกมีความสุข
วงจรของการสรางเสริมความ
แข็งแกรงก็จะไมหมุน
3 ความรูสึกตองการ “ฟนฝาอุปสรรค” จะติดเปนนิสัยอยาง
แนนอน
4 การเรียนรูเปนการทําใหตัวตนของเราเปลี่ยนไปจากตัวตน
ที่ผานมา
บทที่ 2 การกดดันดวยเวลา เปนการฝกสมองใหรักษาสภาพ
การตื่นตัว
5 การเพิ่มภาระใหกับแตละกิจกรรม
6 แตการจํากัดเวลาที่เปนการบังคับจากผูอื่นจะมีผลในทางลบ
7 ไมมีประโยชนที่จะไปเปรียบเทียบผลงานของตัวเองกับผูอื่น
8 การออกกําลังกายก็เปนการฝกสมอง
9 การเปลี่ยนมุมมองทําใหภาระนั้นนาสนุก
10 ขอใหคิดวา “อยากเปนเหมือนไอนสไตน”
บทที่ 3 การสรางนิสัยการเรียนรูแบบ “มีสมาธิไดทันที”
11 การสรางสมาธิโดยใช “วิธีเรียนแบบการตอบแทนบุญคุณ
ของนกกระเรียน”
12 การทําใหระยะหางระหวางตัวเองกับการเรียนรูเปนศูนย
13 เมื่อสรางวงจรในสมองได ที่เหลือรางกายจะจัดการเองโดย
อัตโนมัติ
14 ชวงเวลาเศษๆ ทั้งหลาย ก็ใชใหเกิดประโยชนไดไมจํากัด
บทที่ 4 “เทคนิคการจํา” แบบโมงิ
15 การใช “ประสาทสัมผัส (modality)”หลายดานใหเปน
ประโยชนในการจํา
16 การใชสมองในชวง “นาทีทองของสมอง” ใหเปนประโยชน
17 ถามีเรื่องที่ไมเขาใจ ตองคนหาคําตอบในชวงที่สมองยังสด
ชื่นอยู
18 สิ่งสําคัญไมใช “การจําทุอยาง” แตเปน “การใชประโยชน
จากความรูที่จําได”
บทที่ 5 “การอานหนังสือ” ในแบบที่เคนอิจิโร โมงิ แนะนํา

1001 9

19 ความสามารถดานภาษาและการใชประโยคเปนพื้นฐาน
สําคัญของการเรียนและการทํางานซึ่งสามารถฝกฝนไดโดย
การอานหนังสือ
20 การตอบสนองของสมองตอการอานแบบตอเนื่องกับการ
อานแบบเก็บเล็กเก็บนอย
21 การอานหนังสือที่มีเนื้อหายากหนอยจะทําใหสมองรูสึก
สนุก
22 อินเตอรเน็ตเปนแหลงขอมูลขาวสารที่ใหญกวาหอสมุด
23 ความรูไมไดเปนสิทธิ์เฉพาะสําหรับผูมีการศึกษาอีกตอไป
24 การเรียนเปนการทําใหตัวเองฉายแววเพื่อใหชีวิตกาวไปสู
ขั้นตอไป
25 ความรูที่เกิดจากการมีปฏิสัมพันธกับคนอื่นจะเติบโตไดดี
บทที่ 6 การเขาใจสภาพของสมอง
26 กอนอื่นใหมอนิเตอรคุณสมบัติของสมองเราเอง
27 ใหจดจําความรูสึกตอนที่ทํางานไดดีที่สุดไวดวยรางกาย
ของเราเอง
28 วิธีเปลี่ยนวิชาที่เคยไมถนัด ใหเปนวิชาที่ถนัดได
29 เมื่อ “จุดออน” ของเรากลายเปน “สิ่งที่ถนัด”
30 ในความผิดพลาด ยังมีโอกาสดีๆ ซอนอยู
บทที่ 7 การพบกับ “ประสบการณเพียงครั้งเดียว” ที่ทําให
เปลี่ยนแปลงตัวเองได
31 ทานเองก็สามารถทําใหวงจรการเรียนรูแบบเสริอมสราง
ความแข็งแกรงทํางานอยางเต็มที่เพื่อใหความสามารถโดด
เดนขึ้นมาได
32 “ประสบการณเพียงครั้งเดียว” ที่จะเปลี่ยนสมองของคุณ
33 การใชความอิสระจากการเปนคนประหลาดในการขับวงจร
การเรียนรูแบบเสริมสรางความแข็งแกรงใหทํางานอยางเต็มที่
34 ในสมองของคนเราจะมีการทํางานของนิวรอนกระจกเงาที่
ทําใหสามารถเรียนรูไดโดยไมจํากัดสถานที่และ
สภาพแวดลอม
บทที่ 8 เรื่องที่ไมคาดคิด (contingency) จะทําใหสมองพัฒนา
อยางกาวกระโดด
35 สมองจะรูสึกสนุกกับเรื่องที่มีทั้งสวนที่คาดเดาไดและสวน
ที่คาดไมถึง
36 ความรูสึกทางอารมณ เปนกลยุทธของสมองในการ
ตอบสนองตอเรื่องที่มีความไมแนนอน
37 สามารถทําเรื่องทาทายไดจากการมีฐานที่มั่นคง
บทสงทาย
เรากําลังอยูในยุคที่ความรูไมมีขดี จํากัด

กินตามกรุปเลือด
การรับประทานอาหารตามหมูเลือด ของแตละคน
นั้นกําลังเปนที่นิยมในการรักษาสุขภาพ โดยหลักการนี้เริ่มมา
จากนายแพทยปเตอร อดาโม Dr. Peter J D Adamo แพทย
ทางเลือกผูเขียนหนังสือ Eat Right 4 Your Type ซึ่งระบุถึง
หมูเลือดพื้นฐานคือ A, B, O และ AB โดยกลาวไววา “ตองมี
เหตุผล
ตอความขัดแยงที่พบในหลายการศึกษาเกี่ยวกับ
อาหารและการหายจากโรค, เกี่ยวกับการลดน้ําหนักของผูคน
ที่รับประทานอาหารอยางเดียวกัน แตผลที่ไดกลับแตกตางกัน
หรือการที่บางคนสามารถคงสภาพรางกายไวได
เมื่ออายุ
หนึ่งๆในขณะที่อีกคนหนึ่งที่อายุเทากันกลับตรงกันขาม” ซึ่ง
หมอปเตอรเชื่ออยางยิ่งวา หมูเลือดเปนปจจัยที่สําคัญที่สุด
ของความลับตางๆ เกี่ยวกับสุขภาพ, โรคภัย, การมีอายุยืน
นาน, ความแข็งแรงทางรางกายและพลังทางอารมณ
หมูเลือดในแตละกลุมนั้น
มีความแตกตางของ
สารเคมีชีวภาพในตนเอง ซึ่งทําใหมีผลตอความแข็งแรงและ
ความออนแอของรางกาย
หมูเลือดที่ตางกันก็จะสงผลให
ระบบยอยอาหารมีอิทธิพลที่ตางกันออกไป ซึ่งอาหารแตละ
ชนิดก็จะเกิดคุณคาจําเพาะตอหมูเลือดแตละกลุม
จากคํา
กลาวของคุณหมอ เกี่ยวกับการรับประทานอาหารตามกลุม
เลือด แมวิธีการนี้ยังไมไดรับการยอมรับจากการแพทยแผน
ปจจุบัน อยางไรก็ตาม มีการพบวา คนที่เพลิดเพลินกับการ
รับประทานอาหารที่เหมาะสมกับหมูเลือดนั้น จะมีรูปรางผอม
และมีพลังงานมากกวา “พวกเขาสามารถใชมันเปนเครื่องมือ
ที่จะประสบความสําเร็จในการลดน้ําหนัก
และขจัดปญหา
เกี่ยวกับระบบยอยอาหาร มันเปนสิ่งที่มีประโยชนมากถาเรา
รวมเอาการรับประทานอาหารตามหมูเลือดไว เพื่อเปนสวน
หนึ่งของแผนอาหารเพื่อสุขภาพ แตก็ควรจะปรึกษาแพทย
ประจําตัวของทาน กอนที่จะเริ่มการรับประทานแบบนี้โดย
เฉพาะอยางยิ่งถาคุณมีโรคประจําตัวหรือกินยาบางชนิดอยู ”
คนหาอาหารที่เหมาะกับกลุมเลือดของคุณ
กรุป โอ
เปนกลุมที่มีเอนไซมเปปซิน ในกระเพาะอาหารมาก
ซึ่งทําใหสามารถยอยโปรตีนจากเนื้อสัตวไดดี
แตจะไม
สามารถยอยอาหารจําพวกพวกเมล็ดขาวตางๆ (grains) และ
ผลิตภัณฑจากนมไดดีนัก ควรที่จะหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มจําพวก
เบียร, ชา, กาแฟ และ โซดา ซึ่งจะทําใหปริมาณเอนไซมเป
ปซินเพิ่มขึ้น
คนกลุมเลือดโอมีแนวโนมที่จะมีการสันดาป
(metabolism) ต่ํา ดังนั้นจึงควรจะงดอาหารจําพวกกลูเทนซึ่ง
1001 10

บี
พบในผลิตภัณฑจากขาวและขาวโพด, ถั่ว และกะหล่ําปลี ซึ่ง
จะทําใหน้ําหนักตัวเพิ่มขึ้นได
ถาตามใจตัวเองดวยการ
รับประทานอาหารที่ทําจากผลิตภัณฑจากขาวมากเกินไป ทั้ง
ยังเกิดอาการทองอืด และปญหาทางระบบอาหารได สิ่งที่
ชวยควบคุมน้ําหนักและทําใหสุขภาพดีขึ้น ก็คือการลดอาหาร
จําพวกเมล็ดขาว (grains), ขนมปง และ พาสตา และอาจจะ
เพิ่มเนื้อสัตวไมติดมันและผักตางๆในมื้ออาหาร
กรุป เอ
ตรงกันขามกับคนเลือดกรุปโอ ผูที่มีหมูเลือด A นั้น
ควรจะงดโปรตีนจากเนื้อสัตว คนหมูเลือดนี้ควรงดนมสดและ
ผลิตภัณฑจากนม เพราะวารางกายของคนเลือดกรุป A จะ
ขาดเอนไซมสําหรับยอยอาหารที่วา และความเปนกรดของ
กระเพาะอาหารไมเหมาะสมสําหรับยอยเนื้อสัตว ซึ่งจะทําให
เกิดอาการทองอืดและอาหารไมยอย ซึ่งอาหารทดแทนก็ควร
จะเปนพวกถั่วและผลไมแหงเปลือกแข็งชนิดตางๆ (beans
and nuts) ซึ่งเปนแหลงที่ใหโปรตีนไดดี คนที่มีเลือดกรุป A
นั้นเหมาะกับอาหารมังสวิรัติมากกวาชนิดอื่นและควร
รับประทานอาหารที่สด กินอาหารจากธรรมชาติ อาหารที่มี
ไฟเบอรสูงซึ่งจะเสริมการทํางานของระบบบดเคี้ยว และชวย
ใหระบบยอยอาหารทํางานไดอยางมีประสิทธิภาพ อาหาร
พวกฟกทอง, แครอท และ บร็อคเคอรี่ก็เปนอาหารที่ควรลอง
รับประทาน
กรุป บี
เปนกลุมที่มีระบบภูมิคุมกันดีเยี่ยม ซึ่งถือไดวาเปน
กลุมที่โชคดีที่สุด เพราะรางกายจะตอบสนองตออาหารหลาก
หลายชนิดไดดี รวมทั้งไข, ผักและผลไม สิ่งสําคัญ หมูเลือด B
นั้นมีระบบยอยอาหารที่ทนทาน ดังนั้นอาหารพวกนมและ
ผลิตภัณฑจากนมจะเหมาะกับชาวหมูเลือด B ที่สุด อาหาร
พวกธัญพืช และอาหารที่มีไฟเบอรสูงก็กินไดดีเชนกัน
กรุป เอบี
ชาวหมูเลือด AB นั้นเปนกลุมที่มีความซับซอนทาง
ทางชีวภาพมากที่สุด สามารถรับประทานอาหารที่เปนทั้ง
สวนผสมของทั้งหมูเลือด A และ B นอกจากนั้น อาหารทะเล
ผักตางๆ และผลไมก็ยังเหมาะกับชาวหมูเลือด AB อีกดวย
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงคือ พวกอาหารมันๆ, โปรตีนจาก
เนื้อสัตว โดยเฉพาะอยางยิ่ง เนื้อไก เนื่องจากปริมาณกรดใน
กระเพาะนอยซึ่งจะทําใหยอยเนื้อสัตวไดยาก
จาก Sukumaporn Laiyok, Eat Smart Long Live. Bangkok Post
2009; mylife Vol.2.068: July 9-15 : column my health: p. 6-7

ล.เลง เสียงกระดิ่งหยก (ไมใชมงั กรบิน)
Simha sana
Simha garjana sana
Simha mudra
ปลายเดือนตุลาคม พี่ปุม โทรมาชวนใหไปสอนโยคะ
ใหนักเรียน ๒ คน ๑ในนั้นเคยเรียนโยคะมาแลว พอรูวา
หลักสูตรของเราเนนสอน อาสนะ ๑๔ ทาพื้นฐาน นักเรียนก็
บอกวาเคยเรียนตามฟตเนสมาบางแลว พี่ปุมก็เลยบอกวายัง
มีเรื่องราวอะไรๆ ที่นาเรียนรูอยางลึกซึ้งอีกมาก พี่ปุม
อารัมภบทมาแตเพียงเทานี้
การบานของเลงตอไปก็คือ ไปคิดวาจะสอนอะไร (ดี
ละเนี่ย) พื้นฐานนักเรียน ๒ คนไมเทากัน คนนึงเคยเรียนมา
บาง อีกคนไมเคยรูจักโยคะเลย สอนพื้นฐานใหคนนึง อีกคน
ก็ตองเบื่อแนๆ สุดทายเลงก็งัดสิงหมุทรา และพรหมมุทรา มา
สอนกอนเลย รับรองไมมีฟตเนสที่ไหนเคาสอนแนๆ และ
นักเรียนทั้งสอง ตองนั่งทํางานอยูกับคอมพิวเตอรทั้งวัน ทําสิง
หมุทรา...ไดบริหารกลามเนื้อใบหนา พรหมมุทราไดบริหาร
กลาเนื้อลําคอ...ก็นาจะดีนะ
พอเวลาไปสอนจริงๆ ก็เปนไปตามความคาดหมาย
นักเรียนไมเบื่อ และดึงดูดความสนใจไดดีทีเดียว ถาเริ่มเรียน
จาก...บริหารขอ เกร็ง-คลาย งู ตั๊กแตน (แบบคลาสสิค)
นักเรียนอาจเซ็ง (นี่ก็คิดแทนเคา อีกแลว จริงๆแลว คนเซ็ง
อาจเปนครูขี้เบื่อ คนนี้ก็ไดนะ 555)
แลวพอดี วันนี้ (๑๗ ธันวา) ตอนเย็น พี่ปุม ก็โท
รามาถามเรื่องมุทรา คืออะไร เราจะอธิบายใหนักเรียนรูจัก
มุทราสั้นๆ อยางไรดี...เลงก็เลา (เทาที่จําได) ไปวา...
มุทราแปลวา Gesture – ทา หรือ Bliss – ความสุข
ทําแลวก็มีความสุข และบอกไปอีกวา อยาไปอธิบายเยอะเลย
ใหฝกเยอะๆ ดีกวา...เอาเปนวา ทําสิงหมุทราแลวเสียงดี กิน
ขาวอรอย ไมคอยเปนหวัด แกเครียดเพราะได ผอนคลาย
กลามเนื้อใบหนา...เพราะการแลบลิ้นยาวๆ
สงผลตอ
กลามเนื้อรอบๆ ลําคอ ตอมไทรอยด เสนเสียง (vocal cord)
อธิบายเทานี้ก็พอมั้ง อธิบายมากเดี๋ยวนักเรียนเบื่อ
(ทําไมชีวิต คิดแตเรื่องเบื่อนะ ออ! เราเปนคนขี้เบื่อนี่เอง พอ
คิดวาจะเบื่อก็จะหลบ ไมยอมทํา นับไปนับมา เขียนมาได ๗
เบื่อแลวนะ มีใครเปนแบบเลงบาง ชอบไปคิดแทนนักเรียน
และตัดโอกาสในการเรียนรูของเคาไปเรียบรอย) จริงๆ แลว...
เลงจําเรื่องสิงหมุทรา ไดเทานั้นเอง ที่เหลือ จําไดไมแมน ก็
1001 11

เลยไปบอกพี่ปุมวา...ไมตองอธิบายมาก...เอะ...เอะ...อาว...
เฮย...นี่ ตัวเองไมรูแลวไปบอกใหคนอื่นไมตองรูดวย... รึเปลา
เนี่ย (เสียงกระซิบในใจ แววมาใหไดยิน)
พี่ปุม ถามตอวา พี่เลงรูจัก นาฑี ไหม? รูจักสิ ก็
ชองทางเดินของปราณไง เลงตอบ...แลวก็ระลึกไดถึงเรื่องที่
ครูฮิโรชิเคยสอนวา นาทีมี ๗๒,๐๐๐ ชอง การฝกมุทรา พันธะ
ก็เพื่อให ผลัก-ดัน ลาก-จูง เปลี่ยนทิศทางของปราณ (พลัง
ชีวิต) ในตัวเราใหเขาชอง อิฑา ปงคลา สุษุมนา ทะลุทะลวง
จักระทั้ง ๗ ทะลุผานกระหมอม วิ่งเขาไปรวมกับพลังปราณใน
จักรวาลอันยิ่งใหญ (รายละเอียด อานไดจาก หนา ๑๔๔
หนังสือ Anatomy and Physiology of Yogic Practices by
MM. Gore )
ในหนังสือ Asana Pranayama Mudra Bandha
ของ Swami Satyananda Saraswati บอกวา ปกติปราณของ
เรา ชอบวิ่งหนีออกไปนอกรางกาย ถาทํามุทรา ก็ปด-ล็อค
ไมใหปราณวิ่งแรออกไป แตจะไหลกับเขามาภายในรางกาย
เชน ทํา Shanmukhi Mudra เอามือปดตาไว ปราณก็จะไม
ไหลออกทางตา และจะทําใหตาสวาง (The Prana being
radiated through the eyes…is reflected back, p.424
ปกติที่เรา ทํากันบอยๆ เปนทาสิงโต ตาโต แลบลิ้น
เรียกวา Simha garjanasana (p.115) แปลวา สิงโตคําราม
ใหผลตอ
๑. บริเวณคอหอย ลําคอ ที่เปลงสียงคํารามตอนหายใจออก
๒. บรรเทาอาการของโรคภัยไขเจ็บ จากคอหอย หู ตา จมูก
ปาก
๓. ลดอาการตึง (tension) บริเวณอก และกระบังลม
๔. เหมาะกับคนเปนโรคติดอาง (เพิ่งรูวา stutter แปลวาติด
อาง สอ เสถบุตร เคาแปลเกงเนอะ) โรคเสนประสาท
หงุดหงิด ขี้ตกใจ (nervous คําเดียว แปลเปนไทย ไดตั้ง
หลายคํา) และสุดทาย คนประเภท introvert ที่ชอบเก็บเนื้อ
เก็บตัว ไมชอบเขาสังคม (บ.ก. ที่รัก กรุณา ปลอย ภาษาไทย
คํา อังกฤษคํา ของเลง เอาไวแบบนี้)
สําหรับหนังสือของสายสวามีกุลวัลยนันท ที่เลงไม
คอยไดเปดอาน เพราะมันอานยาก (ไมใชหนังสือไมดี แตคน
อานปนบันได ขึ้นไปอานไมคอยไหว) ก็วา
๑. เราทํามุทรา เพื่อปลุกพลังกุณฑลินี (p. 120) หรือ พลัง
ชีวิต (p.146)
๒. ฝกมุทรา/ พันธะ พรอมกับฝกปราณ ทําใหรับรูความรูสึก
ที่ปราณ วิ่งผานชองสุษุมนา นาฑี (p. 122)

๓. ฝกมุทรา ควบคุม กลามเนื้อกึ่งอัตโนมัติ (เราสั่งใหมัน
ทํางานก็ได หรือ มันทํางานเองก็ได) เชน กลาเนื้อหูรูดทวาร
กระบังลม กลามเนื้อคอ และ ลูกตา...กลามเนื้อพวกนี้มีทั้ง
ระบบประสาทสั่งการ (CNS) และ ระบบประสาทอัตโนมัติ
(ANS) เขาไปสั่งใหมันทํางาน ดังนั้นเราจึงอาจ (เอื้อม) เขาไป
(เสือก...พูดจาหยาบคายรึเปลา เนี่ย??? ) ในระบบประสาท
อัตโนมัติ ผานชองทางนี้ นั่นเอง ดังนั้น ถาใครเปนโรคที่เกิด
จากจิตปวย
หรือ
ระบบประสาทปวย
ประเภท
Psychosomatic disorder แลวละก็ ลองไปควบคุมกลามเนื้อ
พวกนี้ดูนะ อาจทําใหรูสึกดีขึ้น ...จําไมไดวามีหมอคนไหน
บอก รึเปลา ...ถาจะเอาจริง... ตองไปทําการทดลองกันเอา
เองนะ
๔. ความดัน (positive & negative pressure) ไปกระตุน
อวัยวะภายใน ตับไตไสพุง/ ระบบอัตโนมัติ / ตอมไรทอที่ผลิต
ฮอรโมนตางๆ เชน คอรติโซน จากตอมหมวกไต
(หนังสือศาสตรและศิลปแหงโยคะ / Yogic Techniques by
Dr. M.L Gharote แปล โดย วีระพงษ ไกรวิทย และจิรวรรณ
ตั้งจิตเมธี]
สวนรายละเอียดการฝก Variation ที่เลง ชอบทําทุก
เชาคือ หายใจเขา-มวนลิ้น หายใจออก-แฮ-แลบลิ้นยาวๆ...
ทําสัก ๑๐ ครั้ง ก็ตื่นจากความงวงพอดี ครูฮิโรชิวา...ตอนที่
เลนคอมพิวเตอรนานๆ แลวกลามเนื้อใบหนาเครียด ใหทําทา
สิงโตคํารามแลบลิ้นยาวๆ จะรูสึกดีมากๆ

นอกจากนี้ เวลาที่ตองไปสอนเด็กๆ หรือผูสูงอายุ
แลวใหทําสิงหมุทรา...แบบใหจับคูหันหนาเขาหากัน ก็ฮาดีนะ
นักเรียนจะไดไปจองหนากันเอง ขํากันเอง...ไมตองมาดูหนา
ครู...เพราะครูขี้อาย
บางคนอาจสงสัยวา ทําไมหนังสือบางเลมเรียกทา
สิงโต เปนอาสนะบาง เปนมุทราบาง คือวา เวลาทําทาสิงโต
มีการกดล็อคที่:
ทวาร จากการนั่งทับขอเทาที่ไขวกัน - มูลาพันธะ
ลิ้น ตอนมวนลิ้น-แลบลิ้น – ชิวหาพันธะ
คอ ตอนกดคางชิดคอ- ชาลันธรพันธะ
ทอง เวลาโนมตัวมาขางหนาแลว หายใจออกจนสุด ทองมันก็
เวาเขามา
และเวลาหายใจเขา ถายังแขมวทองอยู ทองก็ยังแฟบอยู –
อุฑฑียานะพันธะ
พอมีการกดล็อค เคาก็เลยเรียกวาเปนสิงหมุทรา
(เพราะมุทรา แปลวา seal กดลอค)
ขอบคุณ พี่ปุม ที่ทําใหเลงตองกลับมาเปดตํารา...อีก
รอบ...หลังจากที่คิดวาจะโยนตํารา (ของไกวัลย) ไวในกลอง
เฉยๆ ไปอีกนานแสนนาน...
ปล. Pin yin ในฉบับกอนหนานี้ (อานวา พิน-อิน ไมใช ปนหยิน) เปนการใชภาษาอังกฤษ แทนเสียงในภาษาจีน ..

วีระพงษ ไกรวิทย และจิรวรรณ ตั้งจิตเมธี แปลและเรียบเรียง

“อันตราย” อุปสรรคขัดขวาง
ความกาวหนาบนทางแหงโยคะ
ตอนที่แลวไดพูดถึงวิธีฝกเปลงเสียง “โอม” (ॐ
Om) ซ้ําๆ อยางตอเนื่องโดยที่ใจไมคาดหวังตอเรื่องใดๆ
นับเปนความดีอันนายกยองอยางสูงที่สุด ขณะสวดควรปลอย
ใหจิตรวมเปนหนึ่งเดียวกับเสียงโอม ในอายุรเวทถือเปนการ
เยียวยาทางจิตใจทําใหเกิดการชําระลางจิตใจใหบริสุทธิ์ และ
ยังเปนวิธีการหลอมรวมจิตเขาสูภาวะที่สูงขึ้นงายตอการจดจอ
ในระดับธยานะและสมาธิ นอกจากนี้วิธีการฝกเปลงเสียงโอม
ที่ดีที่สุดซึ่งครูจํานวนมากแนะนําใหฝกคือ ออกเสียง โอ สั้น
แตออกเสียง ม ยาว เพื่อใหเกิดความกาวหนาตอการพัฒนา
จิตและปลุกจิตใหตื่น โดยเปลงเสียง โอ... ใหยาว ๒ - ๓
วินาที จากนั้นเปลงเสียง ม หรือ อึมมมม........... ใหยาวนาน
เทาที่เปนไปไดตามความยาวของลมหายใจออกของผูฝกโดย
1001 12

1

ยังคงความรูสึกสบาย ตอดวยการหยุดหายใจแบบภายนอก
ทําดวยสภาวะผอนคลายและรอคอยอยางใจจดใจจอ เพื่อฟง
เสียงอนาหตะหรือเสียงโอมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ (ซึ่ง
จําเปนตองใชเวลาฝกฝนซ้ําๆ อยางยาวนาน โปรดอาน
รายละเอียดในฉบับเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๒)
โยคะสูตรบทที่ ๑ ประโยคที่ ๒๙ กลาววา “ตตะห
ปรัตยักเจตนาธิคโม ปยันตรายาภาวัศจะ” แปลวา จาก
การฝกสวดโอมเปนเวลายาวนาน ผลที่ไดรับก็คือการกลับเขา
สูจุดกําเนิดแหงความตระหนักรูภายในและยังชวยขจัด
“อันตราย” หรืออุปสรรคที่ขัดขวางความกาวหนาในการฝก
โยคะ (อันตราย+อภาวะ)

1

การหยุดหายใจแบบภายนอก หรือ “พาหยะ กุมภกะ” คือ เมื่อหายใจออก
จนสุดแลวหยุดหายใจสักครูหนึ่งโดยไมรูสึกอึดอัด - ผูแปล

ผลทั้งสองอยางขางตนที่ไดรับจากการฝกเปลงเสียง
โอมจนชํานาญในประโยคนี้นั้น นับเปนสิ่งที่สําคัญสําหรับผูฝก
โยคะที่สนใจแสวงหาทางจิตวิญญาณ ผลอยางแรกคือผูฝก
สามารถควบคุมสติการรับรูภายนอกไดตามปกติ จากนั้นจึง
คอยๆ เคลื่อนสภาวะการรับรูเขาสูภายใน และในที่สุดจึง
นําไปสูการเขาถึงจุดกําเนิดแหงความตระหนักรูภายใน หรือ
2
ธาตุเดิมแทอันเปนปจจัยตนเหตุนั่นก็คือ ปุรุษะ สวนผลอยาง
3
ที่สองคือสามารถขจัดหรือทําใหอันตราย ตางๆ หมดไปได
ซึ่งจะอธิบายถึงรายละเอียดของอันตรายทั้งหมด ในประโยค
ถัดไป คําวา “อภาวะ” โดยพื้นฐานแลวหมายถึง การขาด
หรือไมมี ประโยคนี้จึงชี้ใหเห็นวา อุปสรรคตางๆ จะไมเกิดขึ้น
บนเสนทางแหงโยคะของผูฝกโยคะเลย หากเขาหรือเธอได
อาศัยการสวดโอมเปนเครื่องชวยปองกัน สวนความหมาย
ตอมาของ “อภาวะ” คือ การหายไป ในแงนี้การเปลงเสียงโอม
จะชวยขจัดอุปสรรคที่ขัดขวางผูฝก
ในการเดินทางเขาสู
เปาหมายแหงโยคะ ถาอุปสรรคเหลานั้นไดเกิดขึ้นกับพวกเขา
แลว
และกําลังเปนเหตุที่ขัดขวางความกาวหนาในการฝก
ดังนั้นการสวดโอมจึงเปนเสมือนยาที่สามารถรักษาโรค แตใน
ขณะเดียวกัน ก็สามารถใชเปนยาสําหรับปองกันโรคไดอยาง
เดนชัดดวย
ตอมาในประโยคที่ ๓๐ กลาววา “วยาธิ สตยานะ
สัมศยะ ประมาทาลัสยาวิรติ ภรานติทรรศนาลัพธภูมิกัต
วานวัสถิตัตวานิ จิตตวิกเษปาสเต นตรายาห” แปลวา
โรค ความเฉื่อยเนือย ความสงสัย ความประมาท ความเกียจ
คราน ความยึดติด การรับรูอยางผิดๆ (หลงผิด) ความไม
สามารถที่จะเขาถึงสภาวะ
และความไมตั้งมั่นในสภาวะ
เหลานี้คือสิ่งรบกวนจิต และเปนอุปสรรคตอการเดินทางบน
หนทางของโยคะ
อันตรายทั้ง ๙ ที่แจกแจงในประโยคนี้ไดรับการพูด
ถึงในแงที่เปนสิ่งรบกวนจิต อันตรายบางขอแสดงถึงผลอันไม
พึงปรารถนาตอระดับทางกาย แตผลหรืออาการเหลานี้ก็เปน
สิ่งที่เกิดขึ้นทีหลังหรือผลลําดับที่สอง ในแงนี้โรคหรือความ
เจ็บปวย
ที่บอยครั้งไดรับการพิจารณาวาเปนเพียงความ
ผิดปกติทางรางกาย จริงๆ แลวปตัญชลีบอกวาสาเหตุของมัน
อยูที่จิตเปนอันดับแรก พูดอีกอยางหนึ่งก็คือ ทุกๆ โรค
เกิดขึ้นจากความบกพรองทางจิตใจ การเปลี่ยนแปลงหรือผล
2

ปุรุษะ ตามแนวคิดของปรัชญาสางขยะ หมายถึง วิญญาณบริสุทธิ์ เปนผูรู
และเปนพื้นฐานแหงความรูทั้งปวง (สุนทร ณ รังษี, ๒๒๐.)

3

อันตราย คือสิ่งที่รบกวนจิตใจใหซัดสาย ไมตั้งมั่น เปนอุปสรรคตอการเดิน
บนเสนทางแหงโยคะเพื่อเขาถึงความหลุดพน(โมกษะ) - ผูแปล

1001 13

ที่เกิดขึ้นทางรางกายจึงเปนอาการหรือผลที่ตามมาในลําดับที่
สองของสาเหตุที่แทจริง
ซึ่งก็คือสิ่งรบกวนภายในจิตใจที่
บอยครั้งไมสามารถมองออกหรือเขาใจได แมแตการแพทย
สมัยใหมก็กําลังเขามาศึกษาประเด็นนี้ และปจจุบันแพทย
ตะวันตกจํานวนมากไดมีความเห็นเหมือนกันวาทุกๆ โรค
ลวนมีรากแหงปญหาระดับลึกอยูที่จิตใจ
ปตัญชลีไมไดกลาวถึงวิธีการรักษาโรค (ทางกาย)
อยางชัดเจน แตในประโยคที่แลว (๑ : ๒๙) ไดบอกวาการ
สวดโอมชวยปองกันโรค และอาจรวมถึงการรักษาโรคดวย
ทั้งนี้เพราะปตัญชลีมีแนวคิดวาโรค(ทางกาย) ตางๆ นั้นโดย
พื้นฐานแลวก็มีตนตอมาจากสิ่งรบกวนทางจิตใจนั่นเอง แต
แทจริงแลวการสวดโอมจะชวยรักษาและปองกันโรคไดหรือไม
นั้นยังเปนเรื่องยากที่จะสรุป
มันจึงยังเปนสิ่งนาสนใจที่จะ
คนหา และตรวจสอบถึงศักยภาพในการปองกันและรักษาโรค
ของเทคนิคตางๆ ของโยคะที่ยังคงมีความลึกลับอยางเชน
การสวดโอม และธยานะ เปนตน
เราอาจจะสรุปไดวาปตัญชลีไมไดปดกั้นการใชยาใน
การรักษาโรคตามวิธีการปกติ เนื่องจากทานไดเคยกลาวถึง
การใชยาเพื่อเขาถึงสิทธิ หรือพลังอภินิหารซึ่งจะเกิดขึ้นในขั้น
สูงของการฝกโยคะ ถึงแมวาทานจะไมไดหา มการใชยาเพื่อ
เขาถึงสิทธิแตทานก็เตือนวาสิทธิที่เกิดขึ้นนั้นจริงๆ แลวเปน
อุปสรรคตอการเดินทางเพื่อบรรลุถึงสมาธิขั้นสูงสุดของโยคะ
อันตรายอยางที่สองและสามคือ สตยานะ และ อาลัส
ยะ หรือความเซื่องซึมเฉื่อยเนือย และความเกียจคราน ทั้ง
สองอยางนี้
มีนัยยะถึงความไมพรอมสําหรับการทํางานที่
กระฉับกระเฉง ซึ่งโดยทั่วไปแลวเปนองคประกอบทั้งทางกาย
และทางจิตใจ ในสตยานะ(ความเซื่องซึมเฉื่อยเนือย)นั้นเปน
ปญหาทางจิตมากกวา ขณะที่ในอาลัสยะ(ความเกียจคราน)
นั้นเปนปญหาทางกายมากกวา
อันตรายอยางที่ส่คี ือ ความสงสัย เปนปจจัยที่
รบกวนหรือขัดขวางไมใหเขาถึงความสําเร็จในทุกๆ
เรื่อง
ดังนั้น ผูฝกโยคะตองขจัดแมแตรองรอยแหงความสงสัยเพียง
เล็กนอยในดานประโยชน และประสิทธิผลของโยคะตั้งแต
เริ่มตนฝกใหมๆ เลยทีเดียว ความเชื่อและความศรัทธาที่ไม
คลอนแคลนหวั่นไหวเลย เปนสิ่งจําเปนอยางยิ่งสําหรับการ
กาวสูความสําเร็จ
ตามที่ไดเคยกลาวไวแลวในโยคะสูตร
ประโยค ๑ : ๒๐ ดังนั้นขอสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลของการฝก
โยคะและเทคนิคการฝกตางๆ
จึงเปนอุปสรรคขัดขวาง
ความกาวหนาอยางเห็นไดชัด
อันตรายอยางที่หาคือ ประมาทะ หรือ ความ
ประมาท เปนแนวโนมที่จะทําสิ่งซึ่งไมพึงปรารถนาทั้งสิ่งที่

ควรกระทําและสิ่งที่ไมควรกระทํา(ละเวน) แมวาเราจะเขาใจ
และรูถึงผลเสียของสิ่งที่ควรกระทํา(แตไมไดทํา) และสิ่งที่ไม
ควรกระทํา(แตทําไป) แตคนสวนใหญก็ยังมีแนวโนมที่จะทํา
เชนนั้น
อันตรายอยางที่หกคือ อวิรติ คํานี้มีคําอุปสรรค(คําที่
วางไวหนาคําศัพทหลัก) ที่มีความหมายปฏิเสธซอนกันสอง
ตัวคือ อะ และ วิ ตามดวย รติ รากศัพทคําวา รติ หมายถึง
4
ความชอบ การติด วิรติจึงมีความหมายเหมือนกับไวราคยะ
หรือการถอน(ออกจากความชอบ) อวิรติจึงหมายถึง การติด
อีกทีหนึ่ง ในที่นี้จึงแปลวาการติดยึดกับกิเลส การติดยึดกับ
กิเลสจึงเปนอุปสรรค การละวางจากกิเลส (ไวราคยะ) อยาง
สิ้นเชิงจะเกิดขึ้นไมไดเลย ถาไมสามารถเอาชนะการติดยึด
กิเลสนี้ได
อันตรายอยางที่เจ็ดคือ ภรานติ-ทรรศนะ สามารถ
แปลได ๓ แบบ ทุกแบบก็เปนอุปสรรคเหมือนกัน ๑) ทรรศนะ
หมายถึงสํานักทางปรัชญา
ภรานติ-ทรรศนะในแงนี้จึง
หมายถึง
การรับแนวคิดทางปรัชญาที่ผิดมาใชทําใหเปน
อุปสรรค อาทิ โยคะของปตัญชลีซึ่งเปนที่ยอมรับของ
นักวิชาการสวนใหญวาใชแนวคิดรากฐานจากปรัชญาสางขยะ
5
แตหากมีคนที่ปฏิบัติตามแนวทางปรัชญาเวทานตะ
พยายามจะตีความโยคะสูตรของปตัญชลี ไปในแนวทางของ
สํานักปรัชญาตนเองหรือในแนวทางที่ตนเองชอบ สิ่งนี้ก็จะ
เปนอุปสรรคขัดขวางคนเหลานั้นบนเสนทางแหงการฝกโยคะ
๒) ทรรศนะหมายถึง การเห็น(ภาพ นิมิต) เมื่อฝก
โยคะจนกาวหนา บอยครั้งที่ผูฝกอาจไดรับประสบการณเห็น
ภาพหรือนิมิตแปลกๆ เชน เห็นแสงชนิดตางๆ เห็นภาพของ
เทพเจาตางๆ เปนตน ทรรศนะหรือการเห็นในความหมาย
กวางอาจรวมถึงประสบการณรับรูเสียงอันลึกลับ สัมผัส กลิ่น
และรสดวย ประสบการณเหลานี้หากเกิดขึ้นจริงก็จะแสดงถึง
ความกาวหนาในการฝกที่ดีในทิศทางที่ถูกตอง แตบอยครั้งผู
ฝกถูกชักจูงใหเชื่อวา พวกเขากําลังไดรับประสบการณการ
เห็นเหลานั้นเพียงเพราะวา พวกเขาเคยไดยินคนพูดถึงสิ่ง
เหลานั้น
แลวก็อยากไดประสบการณเหลานั้นบาง
(ประสบการณยังไมไดเกิดขึ้นจริงจากการฝกจนกาวหนา แต
4

ไวราคยะ คือ การละวางจากกิเลสเพื่อใหการฝกฝนโยคะเปนไปดวย
ความกาวหนา (ผูแปล)
5

เวทานตะ คือ หนึ่งในปรัชญาฮินดูทั้ง ๖ ระบบที่ไดรับแนวคิดมาจากคัมภีร
อุปนิษัท ปรัชญาฮินดูทั้งหกเชื่อในคัมภีรพ ระเวทและนับถือวาพระเจามีอยูจริง
ประกอบดวย นยายะ ไวเศษิกะ สางขยะ โยคะ มีมามสา และเวทานตะ (สุนทร
ณ รังษี, ๒๗๖.)

1001 14

เปนเพราะคิดอยากจะไดขึ้นมาลอยๆ - ผูแปล) ในกรณีนี้จึง
เปนการเห็นที่ผิดหรือ ภรานติ-ทรรศนะ
๓) เมื่อผูฝกมีความกาวหนาจนไดรับพลังพิเศษ เชน
สิทธิ หากเขามีโอกาสแสดงคุณวิเศษเหลานั้นใหกับคนอื่นชม
โดยธรรมชาติแลวอัตตา (ego) ของเขาจะพองโต และเขา
อาจจะเริ่มคุยโออวดสถานภาพ และความกาวหนาของตนให
ผูอื่นฟง มุมมองที่ผิดเชนนี้จึงเปนภรานติ-ทรรศนะ
อันตรายสองอยางสุดทาย เปนสิ่งที่มีผลเสียหาย
รายแรงมาก อยางที่แปดคือ เมื่อผูฝกพยายามอยางหนักและ
ยาวนานเพื่อที่จะเขาถึงสภาวะที่กาวหนาจนถึงขั้นสมาธิสูงสุด
แตเนื่องจากกิเลสสวนลึกในจิตใจหรืออาจเปนเพราะโชคชะตา
เขากลับลมเหลวไมสามารถเขาถึงสภาวะนั้นได
สิ่งนี้คือ
อลัพธภูมิกัตวะ เมื่อผานการฝกอันยาวนานจนไมสามารถทน
ไดอีกตอไปแลว ผูฝกอาจจะรูสึกผิดหวังหมดกําลังใจจนถึงขั้น
ลมเลิกความพยายามที่จะฝกโยคะตอไปโดยสิ้นเชิง
เมื่อผูฝก ฝกจนสามารถเขาถึงขั้นสมาธิสูงสุดไดครั้ง
หนึ่งแลว
ตอมาเขาพยายามที่จะเขาถึงสภาวะนั้นอีกดวย
วิธีการเดิมแตกลับลมเหลวตลอด
นั่นก็คืออันตรายอยาง
สุดทาย อนวัสถิตัตวะ หรือผูฝกยังไมตั้งมั่นในสภาวะนั้นและ
ไมสามารถพัฒนาความเชี่ยวชาญ ในกระบวนการฝกนั้นได
กิเลสสวนลึกหรือโชคชะตา
จึงเปนสิ่งขัดขวางการเขาถึง
สภาวะอีกครั้ง ความผิดหวังจะสูงขึ้นเนื่องจากผูฝก เคยไดรับ
ประสบการณแหงความสุขอันประณีต และประโยชนจากการ
เขาถึงสภาวะนั้นมาแลว จึงมีความอยากมากขึ้นที่จะไดรับ
ประสบการณเชนเดิมนั้นอีก (เมื่อมีความอยากจึงไมสามารถ
เขาถึงสภาวะนั้นไดอีก - ผูแปล) และผลที่เกิดขึ้นคือความ
ผิดหวังอยางใหญหลวง ที่นําพาผูฝกไปสูการลมเลิกการฝก
โยคะในที่สุด
เอกสารอางอิง :
๑) Karambelkar, P. V. (1986). PATANJALA YOGA
SUTRAS Sanskrta Sutras with Transliteration,
Translation & Commentary. Lonavla : Kaivalyadhama.
๒) สุนทร ณ รังษี, (๒๕๓๐). ปรัชญาอินเดีย : ประวัติและ
ลัทธิ. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.
ในวารดิถีปใหม ๒๕๕๓
เราทั้งสองขออํานวยพรใหทานผูอานที่สนใจพัฒนาจิตตนเอง
มีความรูความเขาใจชีวิตที่ลึกซึ้งเปยมดวยปญญา
มีจิตใจที่แคลวคลองตั้งมั่นเปยมดวยสติ-สมาธิ
เพื่อเปนเสบียงเดินทางใหกาวหนาจนถึงที่สุดแหงทุกขทุก
ทาน.....

ณัฏฐวรดี ศิริกุลภัทรศรี ศันสนีย นิรามิษ แปลและเรียบเรียง
การตอบสนองอัตโนมัติ (Reflexes)
จากบทความที่กลาวมาในฉบับที่แลวจะเปนการพูด
ถึงการเชื่อมตอของระบบประสาททั้งหมดตั้งแตสวนบนลงมา
เริ่มจากสมอง (Cerebral cortex), เซลลประสาทสั่งการ
สวนบน, เซลลประสาทสั่งการสวนลาง และกลามเนื้อของ
รางกาย แตยังมีบางสิ่งที่เราตองพิจารณา บางสิ่งที่เปน
มากกวาพื้นฐานและสวนประกอบในระบบประสาทที่ไมสนใจ
ตอทางเลือกที่เรากําลังจดจอ นั่นคือการตอบสนองอัตโนมัติ
(reflexes)
หรือการตอบสนองแบบไมรูตัวไปยังตัวกระตุน
ความรูสึก ในบทความนี้แสดงใหเห็นวารีเฟล็กซไมตองทํา
อะไรเพื่อตอบสนองดวยปฏิกิริยาอยางรวดเร็วเลย ซึ่งเหมาะ
สําหรับผูที่เลนเกม หรือศิลปนที่ตองวาดภาพแบบรวดเร็ว
ปฏิกิริยาเหลานี้คือการตอบสนองแบบไมรูตัว ที่จะทําใหสําเร็จ
ที่ระดับของไขสันหลัง
รีเฟล็กซเกิดขึ้นไดงาย มีสวนประกอบ 4 อยางคือ
เซลลประสาทรับความรูสึก ที่รับสิ่งกระตุนและสงตอไปยัง
เสนประสาทไขสันหลัง, จุดศูนยกลางรวมภายในเสนประสาท
ไขสันหลัง, เซลลประสาทสั่งการที่ถายทอดสัญญาณกระตุน
กลับไปยังกลามเนื้อ และการตอบสนองของกลามเนื้อเพื่อที่จะ
ทําทาทางตางๆ มากไปกวานั้นเซลลประสาทรับความรูสึกจะ
นํากระแสกระตุนประสาทจากกลามเนื้อ,
เอ็นยึดระหวาง
กลามเนื้อกับกระดูก (tendon), เอ็นยึดระหวางกระดูกกับ
กระดูก (ligament), ขอตอ หรือผิวหนังไปยังจุดศูนยรวมกลาง
ในเสนประสาทไขสันหลัง จุดศูนยกลางรวมนี้อาจเกิดขึ้นงายๆ
ดวยการเปนชองวางระหวางเซลลประสาทรับความรูสึก และ
เซลลประสาทสั่งการ
หรืออาจจะเกี่ยวกับเซลลประสาท
ประสานงานเพียงหนึ่งเซลลหรือมากกวานั้น ในทางกลับกัน
เซลลประสาทสั่งการจะควบคุมการแสดงทาทาง ดวยการสั่ง
การไปยังเซลลกลามเนื้อตางๆที่เสนประสาทไปถึง โดยนิยาม
นั้น ปฏิกิริยารีเฟล็กซจะไมสนใจความตั้งใจของศูนยกลางขั้น
สูง การรับรูที่ประกอบไปดวยความรูสึกจะสงไปยัง cerebral
cortex หลังจากเปนความรูสึกจริงหรือมีการสงความรับรูจาก
วงจรอื่นอยางอิสระ รีเฟล็กซที่นารูจักมีอยูมากมาย เราจะ
ตรวจสอบกับรีเฟล็กซ 3 แบบที่มีความสําคัญกับหัตถโยคะ
The Myotatic Stretch Reflex
Myotatic Stretch Reflex เปนที่รูจักกันในชื่อ “ขา
กระตุก” (kneejerk) ที่พบไดทั่วรางกาย โดยเฉพาะกับ
กลามเนื้อที่ตอตานแรงโนมถวง (รูป 1.7) คุณสามารถทดสอบ
1001 15

ที่ตนขา นั่งไขวขาใหเทาขางหนึ่งสามารถเตะขึ้นลงไดอยาง
สะดวก จากนั้นเคาะเบาๆที่กระดูกสะบาหัวเขาดวยสันมือของ
คุณ หาจุดที่เหมาะสม กลุมกลามเนื้อ quadriceps femoris ที่
ดานหนาของขาจะหดเขาอยางรวดเร็ว
ทําใหเทาลอยขึ้น
อยางไรก็ตามคุณตองทําอยางผอนคลาย เพราะถาตั้งใจที่จะ
เห็นขาลอยมากเกินไปอาจจะไมเห็นผล

ตัวรับรีเฟล็กซ myotatic stretch จะอยูบริเวณ
กลามเนื้อของทอง
ที่ซึ่งเดนไดรทของเซลลประสาทรับ
ความรูสึกจะอยูติดกับกลามเนื้อ Muscle spindle เปนตัวรับที่
มีขนาดใหญจนสามารถมองเห็นดวยตาเปลาได กลามเนื้อ
เหลานี้
ประกอบไปดวยกลุมกลามเนื้อที่มีรูปรางเปนแกน
กระสวยที่เต็มไปดวยตัวรับความรูสึก (รูป 1.7)
การทํางานของรีเฟล็กซมีดังนี้
เมื่อคุณเคาะลงที่
กระดูกสะบาหัวเขาเพื่อใหเกิดรีเฟล็กซที่ขอตอหัวเขา สงผล
ให muscle spindle ที่กลุมกลามเนื้อ quadriceps femoris ที่
ดานหนาของขาเหยียดตึง การเหยียดตึงนี้จะเกิดขึ้นเร็วมาก
ชั่วกระพริบตา
แตอยางไรก็ตามมันไดกระตุนไปที่เซลล

ประสาทรับความรูสึกที่ซึ่งปลายเดนไดรทอยูใน
muscle
spindle และแอกซอนเชื่อมตรงไปจบที่เซลลประสาทสั่งการที่
อยูดานหลังของเสนประสาทไขสันหลัง ปลายของแอกซอน
เหลานี้ชวยทําใหตัวเซลลของเซลลประสาทสั่งการที่กระตุนไป
ยังกลุมกลามเนื้อ quadriceps femoris ทํางานสะดวกขึ้น เปน
สาเหตุใหเกิดกระตุกและเตะเทาใหลอยขึ้นได
รีเฟล็กซ
myotatic stretch นี้มีความพิเศษตรงที่จะเกิดปฏิกิริยาก็
ตอเมื่อเปนกลามเนื้อที่มีกลามเนื้อแกนกระสวยอยูเทานั้น
รูป 1.7 ปฏิกริ ิยารีเฟล็กซ Myotatic Stretch
ในบรรดาปฏิกิริยารีเฟล็กซทั้งหมด รีเฟล็กซนี้ใช
เวลาเพียงแคเศษเสี้ยววินาทีกอนที่คุณจะรูตัว คุณจะรูสึกอีกที
ก็เมื่อมันแสดงอาการไปเสร็จแลว และคุณจะสังเกตเห็นแค
ความรูสึกเทานั้น เพราะตัวรับการสัมผัสที่แยกออกไปจะสงไป
บอก cerebral cortex เพื่อใหรับรูตอไป
คุณจะเห็นรีเฟล็กซแบบ myotatic stretch ไดอีก
จากการเลนกีฬา
ที่ซึ่งกลามเนื้อของคุณจะซึมซับจากการ
กระทบอยางรุนแรง เชน ขณะที่คุณกําลังเลนสกีน้ํา muscle
spindle กลามเนื้อ extensor บริเวณหัวเขาของตนขาจะถูก
เหยียดออกเมื่อสกีมีกระแทกคลื่น และไดรับแรงสะทอนกลับ
อยางรวดเร็วทําใหคุณเสียหลักได ซึ่งไมใชรีเฟล็กซ myotatic
stretch แตสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นคือแรงกระแทกเหลานั้นทําใหเกิด
การรีเฟล็กซไปที่กลามเนื้อ quadriceps femoris ภายในเสี้ยว
วินาที ดังนั้นจึงทําใหคุณสามารถพยุงรางกายใหยังคงยืนได
คุณสามารถรูสึกถึงการรีเฟล็กซได
ในขณะที่คุณตานแรง
กระแทกบนสกี, วิ่งลงไปที่หินกอนใหญบนทุงหญาในภูเขา
(รูป 1.7) หรือกระโดดลงจากเกาอี้ หรือกิจกรรมตางๆที่มี

ปฏิทินกิจกรรม
โยคะวิถี
ปกิณกะสุขภาพ
แนะนําหนังสือ
ตําราโยคะดั้งเดิม
จดหมายจากเพื่อนครู

เครือขาย
อื่นๆ
1001 16

ผลกระทบอยางรวดเร็วไปที่ muscle spindle ดังนั้นการ
รีเฟล็กซเปนกําลังหลักที่เราเรียกวา “ความแข็งแรง” ในการ
ทํากิจกรรมตางๆที่กับแรงโนมถวง นักกีฬาจะใชแรงรีเฟล็กซ
เหลานี้มากกวาที่คิด
การกระตุนใหเกิดรีเฟล็กซ myotatic stretch บอยๆ
จะทําใหเกิดผลที่สําคัญคือจะทําใหกลามเนื้อหดตัวลง และ
ความสามารถในการยืดหยุนลดลง เราจะสังเกตเห็นไดชัด
ขณะที่เรากําลังวิ่งเหยาะๆ ซึ่งจะมีรีเฟล็กซเกิดขึ้นอยางเบาๆ
ทุกครั้งที่ปลายเทาแตะพื้น รีเฟล็กซจะตองเกิดขึ้นเปนพันครั้ง
ในเวลาครึ่งชั่วโมง
แตนี่ก็อาจจะสรางปญหาไดถาทํามาก
จนเกินไป และถาคุณรูสึกเกร็งมากคุณควรจะทําการยืดอยาง
ชาๆหลังจากวิ่งเสร็จ ในทางกลับกันถากลามเนื้อ, เอ็นที่ยึด
ระหวางกลามเนื้อกับกระดูก และเอ็นที่ยึดระหวางกลามเนื้อ
กระดูกกับกระดูกยืดเหยียดมาก หรือเคลื่อนไหวนอยจนเกิน
ไป ขอตออาจจะไมมั่นคงได คุณควรจะอบอุนรางกายเพื่อให
กระชับกลามเนื้อเสียกอน
ในหฐโยคะตองการใหเกิดผลจากรีเฟล็กซ myotatic
stretch ใหนอยที่สุดเพราะการเคลื่อนไหวอยางตอเนื่องแตละ
ครั้งจะกระตุนตัวรับสัญญาณกลามเนื้อ, กระตุนเซลลประสาท
สั่งการ, กระชับกลามเนื้อใหหดลง และจํากัดการเหยียดยืด
การเคลื่อนไหวในหฐโยคะที่กระตุนรีเฟล็กซชนิดนี้ไดแก ทา
สุริยะนมัสการ, การกระโดดเขา-ออกในทายืน และการบริหาร
ขอตอและตอมขณะที่เคลื่อนไหวไปมา สิ่งเหลานี้เปนสิ่งที่ดีถา
มีการอบอุนรางกายกอน
แตถาคุณตองการใหกลามเนื้อ
เหยียดตัวและยืดหยุนไดมากขึ้น คุณควรจะเคลื่อนไหวในแต
ละทาอยางชาๆ

บางสวนจากแบบสอบถาม
ไดประโยชนมาก, บางขาวชาเกินไป สําหรับผูอยูตางจังหวัด, อาจจะเพิ่มปฏิทินปฏิบัติธรรมสายตางๆ
ชอบคะ อยากทราบเรื่องราวชวงเรียนรูตัวตอตัวกับครูแตละทาน วิธีการสอนของครู และ วิธีการเรียนรูของอ.ธีรเดชเอง

ดีมาก สามารถนําไปใช, นาจะนําเสนอเรื่องอาหารสุขภาพ
นาจะแนะนําหนังสืออื่น นอกเหนือจากโยคะบาง, หรือดนตรี หรือ ภาพยนตรที่นาสนใจ
รูสึกทึ่งในการเขียนของครูทั้งสองมาก, ขอชื่นชมในความอุสาหะ ขอเปนกําลังใจใหอาจารยทั้งสองทาน
ขนาดคนอานยังรูสึกยาก คนแปลคงยากกวาหลายเทา, พยายามอานทุกครั้ง ยังไมเขาใจ ไมรูเรื่องเลย
สนุกดี เหมือนไดเขาไปรวมดูการสอนของเพื่อนๆ, ดีคะ, ชอบ ทําใหมีกําลังใจ มุงมั่นทําตามคะ, ไดประโยชน
มากสุด ไดอัพเดทการสอนของเพื่อนๆ ครู, ชอบมุมมองที่หลากหลาย
สนใจที่เพื่อนๆ ไปเปดศูนยโยคะ นาจะเลาประสบการณแบงปนเพื่อนคนอื่นๆ, อยากรูจักทางศรีราชา
ขอบคุณทุกทานที่พยายามเขียนจดหมายขาว ใหเพื่อนครูมีความสัมพันธกันไมเสื่อมคลาย
จมขาวเปนชองทางที่ทําใหพวกเรายังสื่อสารกันอยู ขอใหทําตอไปนะคะ