You are on page 1of 7

งานนี้เผยแพร่ภายใต้ลิขสิทธิ์ Creative Commons แบบ Attribution Non-commercial

Share Alike (by-nc-sa) โดยผูส้ ร้างอนุญาตให้ทำซ้ำ แจกจ่าย แสดง และสร้างงานดัดแปลง


จากส่วนใดส่วนหนึ่งของงานนี้ได้โดยเสรี แต่เฉพาะในกรณีที่ให้เครดิตผู้สร้าง ไม่นำไปใช้ในทาง
การค้า และเผยแพร่งานดัดแปลงภายใต้ลิขสิทธิ์เดียวกันนี้เท่านั้น
เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ http://www.scribd.com และ http://www.fringer.co/

เส้นทางสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ: บทเรียนจากเทศถึงไทย
สฤณี อาชวานันทกุล 22 ตุลาคม 2562

ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) ไม่ใช่ ‘ความเสี่ยง’ อีกต่อไป แต่กำลังส่งผลกระทบอย่าง


รุนแรงและชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ต่อชีวิตของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ บนโลก การเปลี่ยนผ่านไปสู่ ‘เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ’
หรือ low-carbon economy นับวันจะยิ่งเป็นเส้นทางที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของทุกประเทศในโลก ไม่ว่าจะอยู่ทวีปใด มี
ขนาดเล็กหรือใหญ่เพียงใดก็ตาม

อย่างไรก็ดี หน้าตาของ ‘เส้นทาง’ สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของแต่ละประเทศย่อมไม่เหมือนกัน และเหมือนกันไม่ได้


เพราะแต่ละประเทศมีภูมิประเทศ ประวัติศาสตร์ ระดับการพัฒนา รวมถึงบริบททางสังคม วัฒนธรรม และการเมืองที่
แตกต่างกัน

ในเมื่อประเทศไทยออกเดินบนเส้นทาง ‘เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ’ ค่อนข้างช้ากว่าอีกหลายประเทศ (ในช่วงท้ายของ


บทความนี้ ผู้เขียนจะเสนอว่าเราแทบยังไม่ได้ ‘ออกตัว’ จากจุดสตาร์ทเลยด้วยซ้ำไป) เราก็น่าจะเรียนรู้บทเรียนจาก
ประเทศอื่นที่ออกเดินบนเส้นทางนี้มาก่อนหน้าไทย

ผู้เขียนคิดว่าประสบการณ์จากประเทศเยอรมนีและฝรั่งเศส สองประเทศพัฒนาแล้วในยุโรป น่าสนใจและน่าจะนำ


บทเรียนมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของเราเองได้ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะนโยบายที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมพลังงาน –
อุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

ในยุโรป ทั้งเยอรมนีและฝรั่งเศสต่างได้ชื่อว่าเป็น “ผู้นำ” การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำด้วยการปรับเปลี่ยน


โครงสร้างพลังงานในประเทศ ทั้งสองประเทศส่งเสริมการยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (energy efficiency)
โดยใช้ทั้งไม้แข็ง (กฎหมาย เช่น กฎการใช้พลังงานในอาคาร) และไม้อ่อน (แรงจูงใจทางภาษีและอื่นๆ) รัฐบาล
เยอรมนีสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์มาช้านาน ไม่แตะพลังงานนิวเคลียร์ ส่วนฝรั่งเศสใช้วิธี
สนับสนุนพลังงานหมุนเวียน โดยใช้พลังงานนิวเคลียร์ควบคู่ไปด้วยเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเชื้อเพลิง
ฟอสซิลลงให้ได้อย่างรวดเร็ว

1
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ ณ สิ้นปี 2016 ทั้งสองประเทศสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้กว่า 51% (เยอรมนี)
และ 55% (ฝรั่งเศส) จากจุดสูงสุดตอนปลายทศวรรษ 1970 แต่ยังต้องลดลงอีกมากเพื่อควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้
สูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับที่คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
(IPCC) เสนอว่า “จำเป็นเร่งด่วน” เพื่อป้องกันผลกระทบที่รุนแรงเลวร้ายในวงกว้าง และเพื่อป้องกันไม่ให้การปรับตัว
ของมนุษย์มีต้นทุนสูงเกินจ่ายไหว

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของฝรั่งเศส ค.ศ. 1860 ถึง 2016 (หน่วย: ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า)

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเยอรมนี ค.ศ. 1860 ถึง 2016 (หน่วย: พันล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า)

2
อย่างไรก็ดี ความคืบหน้าที่ผ่านมาของทั้งสองประเทศนี้ในแง่ของการลดก๊าซเรือนกระจกใช่ว่าจะราบรื่นไร้ความท้าทาย
เยอรมนียังคงพึ่งพาถ่านหินเกือบ 40% ในการผลิตพลังงานของประเทศ และผู้ดำเนินนโยบายก็ยอมรับว่าถ้าหาก
เยอรมนียังคงพึ่งพาถ่านหินในระดับสูงขนาดนี้ ประเทศก็จะไม่สามารถบรรลุเป้าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่
ตัวเองตั้งไว้ได้สำเร็จ ส่วนฝรั่งเศสมีแนวโน้มดีกว่า นอกจากจะอยู่บนเส้นทางที่จะบรรลุเป้าการลดก๊าซเรือนกระจกแล้ว
รัฐบาลยังประกาศว่าจะสามารถปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินทุกโรงในประเทศที่ยังเหลืออยู่ภายในปี ค.ศ. 2022

ความแตกต่างหลักๆ ระหว่างสองประเทศนี้คือ เยอรมนีต้องพึ่งพิงถ่านหินในระดับสูงต่อไปเพราะปฏิเสธพลังงาน


นิวเคลียร์ ทยอยปิดเตาปฏิกรณ์ซึ่งเคยคิดเป็นสัดส่วนกว่า 30% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดในประเทศ ขณะที่ฝรั่งเศสยัง
พึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ถึงกว่า 70% ของการผลิตพลังงานทั้งหมด จึงไม่ต้องพึ่งถ่านหิน เกือบหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา
นับตั้งแต่ปี 2010 รัฐบาลเยอรมันทุ่มเงินไปแล้วกว่า 6.6 ล้านล้านบาทในการสนับสนุนพลังงานลมและแสงอาทิตย์ ซึ่ง
ปัจจุบันคิดเป็น 27% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะปิด ‘ช่องว่าง’ ที่หายไปจากนิวเคลียร์ ส่งผล
ให้ประเทศยังต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าถ่านหินต่อไป โดยเฉพาะลิกไนต์ซึ่งเป็นถ่านชนิด ‘สกปรก’ และด้อยประสิทธิภาพ1
พลังงาน เมื่อปลายปี 2018 ที่ผ่านมา รัฐบาลเยอรมันยอมรับว่าต้องชะลอแผนการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินออกไป และจะ
ไม่สามารถบรรลุเป้าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2020 ได้

ชาวเยอรมัน โดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ชานเมืองและในชนบทที่รายได้น้อยกว่าคนเมือง เริ่มต่อต้านพลังงานหมุนเวียน


มากขึ้น เพราะรัฐบาลอุดหนุนพลังงานลมและแสงอาทิตย์แล้วส่งบิลมาเก็บประชาชนในรูปค่าไฟที่แพงขึ้น (ค่าไฟใน
ฝรั่งเศสถูกกว่าเยอรมนีเกือบครึ่ง) ซึ่งก็สะท้อนความท้าทายของพลังงานหมุนเวียนได้เป็นอย่างดี – ถ้าจะให้พลังงาน
แสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้าให้ได้เท่ากับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ หนึ่งโรง โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ก็ต้องใช้เนื้อที่มากกว่า
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ถึง 450 เท่า แถมรัฐยังต้องลงทุนสร้างสายส่งอีกมหาศาล

ฝรั่งเศสซึ่งคืบหน้าไปมากกว่าเยอรมนีก็เผชิญกับความท้าทายหลายระลอกเช่นกัน ตั้งแต่ค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
บานปลายสูงกว่าประมาณการ (cost overruns) และต้องชะลอการเปิดใช้ออกไป ไม่นับปัญหาทางเทคนิคและกระแส
ต่อต้านพลังงานนิวเคลียร์ระลอกใหม่ หลังเกิดเหตุกัมมันตรังสีรั่วไหลที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ญี่ปุ่น ปี ค.ศ. 2011
กระแสการต่อต้านพลังงานนิวเคลียร์หลังเกิดเหตุฟุกุชิมะส่งผลให้ เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ประกาศ
แผนลดการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในฝรั่งเศสลง 50% ภายในปี ค.ศ. 2025 โดยจะเปลี่ยนมาใช้พลังงานลมและพลังงาน
แสงอาทิตย์แทน มาครงประกาศแผนนี้ไม่นานหลังจากที่เขาชนะเลือกตั้งในปี 2017 แต่หลังจากที่ประเมินผลกระทบ
ของแผนนี้ต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและราคาค่าไฟฟ้า ก็ชัดเจนว่าฝรั่งเศสไม่สามารถใช้พลังงานหมุนเวียนได้อย่าง
รวดเร็วพอที่จะชดเชยการลดพลังงานนิวเคลียร์อย่างฮวบฮาบ และอันที่จริง หลายปีก่อนที่พลังงานหมุนเวียนจะ ‘เข้า
ที’่ อัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของฝรั่งเศสและค่าไฟน่าจะถีบตัวสูงขึ้นด้วยซ้ำ เพราะต้องสร้างโรงไฟฟ้าพลังก๊าซ
มาผลิตไฟฟ้าทดแทนระหว่างทาง

เมื่อการประเมินผลกระทบออกมาแบบนี้ รัฐบาลมาครงจึงตัดสินใจขยับปีเป้าหมายที่จะลดนิวเคลียร์ 50% ออกไปเป็น


ปี 2030-2035 แทน จากเดิม 2025
3
การ ‘หักดิบ’ หันหลังให้กับพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งมีความเสี่ยงหลายอย่างแต่ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ จนต้องใช้พลังงาน
จากถ่านหินแทน เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเยอรมนีเพิ่มขึ้นในปี 2015 และ 2016
ถึงแม้ว่าแนวโน้มโดยรวมจะยังคงลดลงก็ตาม

บทเรียนจากฝรั่งเศสและเยอรมนีสอนเราว่า แน่นอนว่าเราขาดพลังงานหมุนเวียนไม่ได้ในการสร้างเศรษฐกิจคาร์บอน
ต่ำ แต่ในเมื่อฟิสิกส์ของมันและเทคโนโลยีปัจจุบันยังไม่เอื้ออำนวยให้เรา ‘หักดิบ’ เลิกใช้พลังงานประเภทอื่นได้ทันที
การออกแบบ ‘ช่วงเปลี่ยนผ่าน’ (transition period) ที่ทั้งประเทศจะค่อยๆ ลดระดับการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
รวมถึงการมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะผู้ใช้ไฟรายได้น้อย จึงเป็นเรื่องใหญ่ที่มองข้ามไม่ได้
เลย

ประเทศอื่นในยุโรปต่างพยายามลดคาร์บอนในรูปแบบและจังหวะที่เหมาะสมกับตัวเองเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น นอร์เวย์


ผู้โชคดีที่ภูมิประเทศเอื้ออำนวยให้ผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ (ซึ่งก็เป็นพลังงานหมุนเวียนชนิดหนึ่ง) ได้ถึง 95% ของไฟฟ้า
ทั้งหมดที่ใช้ในประเทศ ไม่นานมานี้กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของนอร์เวย์ประกาศถอนการลงทุนจากทุกบริษัทที่มี
รายได้หรือกิจกรรมเกิน 30% จากอุตสาหกรรมถ่านหิน และนอร์เวย์ก็ทุ่มเงินลงทุนมหาศาลกว่าใครเพื่อนในโครงการ
กักเก็บคาร์บอน (carbon capture and storage: CCS) – เทคโนโลยีซึ่งสำนักงานพลังงานสากล (International
Energy Agency: IEA) บอกว่า “ขาดไม่ได้” ในการบรรลุเป้าการลดก๊าซเรือนกระจก

ถึงแม้ว่าการ ‘หักดิบ’ กับพลังงานนิวเคลียร์ของเยอรมนีอาจทำให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำล่าช้า เกิด


การสะดุด และส่งผลกระทบต่อประชาชนเกินจำเป็น ผู้เขียนเห็นว่าสองสิ่งที่เราควรเห็นเป็นบทเรียนชั้นเยี่ยมจาก
เยอรมนีก็คือ ความชัดเจนและความโปร่งใส ในการประกาศเป้าคาร์บอนและเปิดเผยข้อมูลความคืบหน้า และการออก
มาตรการดูแลผู้ได้รับผลกระทบ ในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย

นอกจากเยอรมนีจะเป็นประเทศแรกๆ ที่ประกาศเป้าหมายการลดคาร์บอนที่ชัดเจนแล้ว ผู้เขียนเห็นว่าสิ่งที่น่านับถือ


กว่านั้นอีกคือการเปิดเผยรายงานความคืบหน้าอย่างสม่ำเสมอ และยอมรับอย่างตรงไปตรงมาเมื่อพบอุปสรรค แทนที่จะ
เปลี่ยนเป้าหรือตัวชี้วัดให้ไปถึง ‘ง่ายขึ้น’ แบบที่หน่วยงานราชการบางแห่งในไทยชอบทำ ยกตัวอย่างเช่น รายงาน
คุ้มครองสภาพภูมิอากาศ (Climate Protection Report) ประจำปี 2017 จัดทำโดยกระทรวงสิ่งแวดล้อมเยอรมัน ระบุ
ชัดว่ามาตรการต่างๆ ในโครงการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้น “ไม่เพียงพอ” ที่จะทำให้เยอรมนีบรรลุเป้า
การลดคาร์บอนภายในปี 2020 ได้ นอกจากนี้ รายงานความคืบหน้าการดำเนินการตาม Energiewende หรือโครงการ
เปลี่ยนแปลงระบบพลังงานเข้าสู่คาร์บอนต่ำ) ก็ระบุเป้าหมายและความคืบหน้ารายสาขาอย่างชัดเจน

ในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ การลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างถ่านหินเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่า


จะค่อยๆ ลด ลดอย่างรวดเร็ว หรือ ‘หักดิบ’ ก็ตาม ดังนั้นมาตรการดูแลผู้ได้รับผลกระทบ จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
โครงการเปลี่ยนแปลงระบบพลังงานของเยอรมนีเน้นการจัดตั้งกองทุนระดับภูมิภาคขึ้นมาสนับสนุนโครงการต่างๆ ที่จะ

4
ส่งเสริมธุรกิจใหม่ในภูมิภาคที่ทำเหมืองลิกไนต์ ถ่านหิน ‘สกปรก’ ที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของ
คนที่ชีวิตยังพึ่งพาอุตสาหกรรมถ่านหิน และกระตุ้นให้เกิดธุรกิจทางเลือกมากขึ้น

เยอรมนีกับฝรั่งเศสเป็นตัวอย่างน่าสนใจของประเทศที่ประสบความสำเร็จแล้วในการ ‘แยก’ การเติบโตทางเศรษฐกิจ


(วัดโดยอัตราการเติบโตของจีดีพี) ออกจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเราสามารถเติบโตแบบที่ลด
รอยเท้าคาร์บอนลงได้ ถึงแม้ว่าการออกแบบช่วงเปลี่ยนผ่านจะไม่ง่ายและมีความท้าทายมากมาย

หันกลับมาดูประเทศไทย เราก็มองเห็นความคืบหน้าไม่น้อยในแง่ความตื่นตัวของรัฐบาล ในฐานะที่ร่วมเป็นภาคีกรอบ


อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ United Nations Framework Convention
on Climate Change (UNFCCC) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1994 ไทยก็ได้จัดส่งข้อเสนอการมีส่วนร่วมของประเทศในการลดก๊าซ
เรือนกระจก และการดําเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intended Nationally Determined
Contributions: INDCs) ไปยังสํานักเลขาธิการอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปี
2558 โดยประกาศเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่ 20% จากกรณีปกติ (business-as-usual: BAU) หรือ 25% ถ้า
ได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศ ภายในปี ค.ศ. 2030

ต่อมาในเดือนตุลาคม 2559 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นนโยบายสําคัญของ


ประเทศ เริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 โดยให้สํานักงบประมาณสนับสนุนงบประมาณ และให้หน่วยงานที่
เกี่ยวข้องสนับสนุนการดําเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกและการดําเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลง
สภาพภูมิอากาศ ต่อมาในการประชุมเดือนมกราคม 2559 คณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติมอบหมายให้สํานักงานนโยบายและ
แผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับหน่วยงานในภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จัดทําแผนที่นําทาง (Roadmap) ซึ่ง
ระบุแนวทางและมาตรการในรายละเอียดเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่ได้ตั้งไว้

ล่าสุด แผนการปฏิรูปประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดว่าภายในปี พ.ศ. 2563 ประเทศไทยจะต้องมีร่างแรก


ของกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ “พ.ร.บ. โลกร้อน” ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการยกร่างโดยกระทรวง
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กฎหมายโลกร้อนจะเอื้ออำนวยให้ไทยเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้ดีเพียงใด เป็นเรื่องที่เราต้องติดตามต่อไป
อย่างใกล้ชิด แต่อย่างไรก็ดี จากการศึกษาแผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ 2021-2030 ผู้เขียนเห็นว่า
เราควรต้องเริ่มจากการทบทวน ‘เส้นฐานคาดการณ์’ ของไทยเสียก่อน ว่าสอดคล้องกับแนวโน้มความเป็นจริงมากน้อย
เพียงใด

ในการประกาศเป้าการลดคาร์บอนกับสหประชาชาติโดยสมัครใจ (INDC) ไทยใช้วิธีลดก๊าซเรือนกระจกจากเส้นฐาน


คาดการณ์ (baseline scenario target) ซึง่ เป็นการกําหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกเทียบกับระดับการ
คาดการณ์การปล่อยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เรียกว่า “การปล่อยในกรณีปกติ” (business-as-usual: BAU) ซึ่งวิธีนี้นิยม
5
ใช้ในหมู่ประเทศกําลังพัฒนาที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศยังคงเพิ่มสูงขึ้นตามทิศทางการเติบโตของ
เศรษฐกิจ ไม่ใช่ลดแบบสัมบูรณ์ (absolute decline) จากระดับการปล่อยในอดีต แบบที่ประเทศพัฒนาแล้ว (รวมถึง
เยอรมนี และฝรั่งเศส) นิยมใช้

การตั้งเป้าลดคาร์บอนจากฐานตัวเลขคาดการณ์หรือ BAU ไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่ปัญหาคือ การคาดการณ์ BAU ของไทยที่


นั้นน่าจะ “สูงเกินจริง” ไปไม่น้อย สาเหตุหลักมาจากการคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า
(PDP) ที่สูงเกินควร

การคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงเกินควรไม่ใช่เรื่องใหม่ เรื่องนี้เป็นปัญหามาตลอดหลายปีแล้ว ในเดือนมิถุนายน


2018 คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) อธิบายกับสื่อว่า ปริมาณสำรองไฟฟ้าในปัจจุบันอยู่ที่ 38-39% (สูง
กว่ามาตรฐาน 15% กว่าสองเท่า) เนื่องจาก “1) ความต้องการใช้ไฟฟ้าไม่เพิ่มขึ้นตามที่มีการคาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะใน
ส่วนที่เรียกว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak) นั้น “ไม่ได้เกิดขึ้นมา 2 ปีแล้ว” และยังทำให้ปริมาณการใช้ก๊าซ
ธรรมชาติลดลงถึง 200-300 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน 2) การขยายตัวของพลังงานทดแทนเช่น โซลาร์รูฟท็อป และ 3) การ
รับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีโครงการใหม่เริ่มผลิตไฟฟ้าเข้าระบบ ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ปริมาณไฟฟ้าในระบบของ
ประเทศมี “มากกว่าความต้องการใช้” ส่วนวิธีการบริหารจัดการในขณะนี้ก็คือ การสั่งหยุดเดินเครื่องหรือเดินเครื่อง
ผลิตไฟฟ้าเพียงร้อยละ 50 ของกำลังผลิตติดตั้งรวมในกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) …. สิ่งที่ต้องดำเนินการต่อไปก็
คือ ต้องปรับลดกำลังผลิตไฟฟ้าในส่วนของ กฟผ. [การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย] ลงด้วย จากปัจจุบัน กฟผ.มี
กำลังผลิตคิดเป็นร้อยละ 40 ของกำลังผลิตติดตั้งรวมทั้งหมด แต่มีการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าจริงอยู่ที่ร้อยละ 27 เท่านั้น”

การคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าส่งผลต่อการรายงานความ ‘ก้าวหน้า’ ในการลดก๊าซเรือนกระจกมาก เพราะการ


ผลิตไฟฟ้าในไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 94 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (ตัวเลขปี 2018) คิดเป็น
ราว 36% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคพลังงาน (การคมนาคมขนส่งอยู่ในหมวดนี้ด้วย) และราว
28% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของประเทศ

6
ด้วยเหตุผลว่าปริมาณไฟฟ้าสำรองปัจจุบันสูงเกินมาตรฐานไปกว่า 20% (38-39% เทียบกับ 15% มาตรฐาน) สาเหตุ
หลักจากการคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟสูงเกินจริง ผู้เขียนจึงลองปรับลดตัวเลขคาดการณ์ปริมาณคาร์บอนจากการ
ผลิตไฟฟ้าของปี 2018 ลง 15% (น้อยกว่าส่วนเกิน 20% เล็กน้อย) เหลือ 80 ล้านตัน CO2 เทียบเท่า และพยากรณ์ให้
ตัวเลขปริมาณคาร์บอนของภาคพลังงานทั้งหมดสูงขึ้นปีละ 3% โดยสมมุติว่าเศรษฐกิจระหว่างปี 2020-2030 จะไม่
สามารถเติบโตได้มากกว่า 3% ผลที่ได้จะทำให้ตัวเลขประมาณการก๊าซเรือนกระจกในกรณีปกติ (BAU) ในปี 2030
ลดลงเหลือ 480 ล้านตัน CO2 เทียบเท่า น้อยกว่าตัวเลข BAU ปี 2030 ที่รัฐบาลไทยใช้กำหนด INDC ราว 16% (480
ล้านตัน CO2 เทียบเท่า เทียบกับ 555 ล้านตัน CO2 เทียบเท่า)

พูดง่ายๆ คือ ต่อให้เราไม่ทำอะไรเลย เพียงแต่เศรษฐกิจโตช้า และปริมาณการใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าที่คาดการณ์ในแผน PDP


ประเทศไทยก็อาจมีแนวโน้มจะ ‘ลดการปล่อยคาร์บอน’ ได้แล้วกว่า 16% จากเป้า 20% ที่ประกาศต่อชาวโลก เพียง
เพราะเราคาดการณ์การปล่อยคาร์บอนในกรณีปกติหรือ BAU สูงเกินจริง!

ด้วยเหตุนี้ การออกเดินบนเส้นทางสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่แท้จริงในความเห็นของผู้เขียน จึงต้องเริ่มต้นจากการหมั่น


ทบทวน BAU ให้สมเหตุสมผลและสะท้อนสภาพความเป็นจริงมากขึ้น ไม่เฉพาะแต่ภาคพลังงานแต่รวมถึงภาคส่วนอื่นๆ
ด้วย ควบคู่ไปกับการเริ่มออกแบบ ‘แผนการเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน’ ลดการใช้และการอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล
อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ไม่หักดิบ ไม่ปฏิเสธทางเลือกใดๆ โดยเฉพาะทางเลือกที่ได้รับการพิสูจน์ทั่วโลกแล้วว่าคุ้มค่ามากใน
แง่ต้นทุนเทียบกับประโยชน์ โดยเฉพาะการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (energy efficiency)

ไม่เช่นนั้นแล้ว ต่อให้เราออกกฎหมายโลกร้อนได้เป็นประเทศแรกๆ ในโลก และต่อให้เราประกาศว่าเรา ‘บรรลุ’


เป้าหมายการลดคาร์บอนได้ 20% ตาม INDC สิ่งเหล่านี้ก็อาจไม่มีความหมายใดๆ เลย ถ้าเราไม่เคยปรับเปลี่ยนฐานการ
คำนวณให้สะท้อนความเป็นจริง และสอดคล้องกับความรุนแรงเร่งด่วนของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพ
ภูมิอากาศ.

You might also like