You are on page 1of 12

งานนี ้เผยแพร่ภายใต้ ลิขสิทธิ์ Creative Commons แบบ Attribution Non-commercial Share Alike (by-nc-sa)

โดยผู้สร้ างอนุญาตให้ ทาซ ้า แจกจ่าย แสดง และสร้ างงานดัดแปลงจากส่วนใดส่วนหนึ่งของงานนี ้ได้ โดยเสรี แต่
เฉพาะในกรณีที่ให้ เครดิตผู้สร้ าง ไม่นาไปใช้ ในทางการค้ า และเผยแพร่งานดัดแปลงภายใต้ ลิขสิทธิ์เดียวกันนี ้
เท่านัน้

มองวิทยาศาสตร์ และสังคมไทยผ่ าน Brave New World – โลกใหม่ อันกล้ าหาญ หรือโลกเก่ าอัน
ดักดาน?
สฤณี อาชวานันทกุล 31 มกราคม 2552

ในบรรดาวรรณกรรมที่ได้ รับการยกย่องว่า “คลาสสิก” ไม่เสื่อมคลาย โดยเฉพาะในหมู่นกั อ่านช่างสงสัย


ที่ตงค
ั ้ าถามต่อโครงสร้ างอานาจที่เป็ นอยูใ่ นสังคม (status quo) นวนิยายเรื่ อง Brave New World (“โลก
ใหม่อนั กล้ าหาญ” หรื อชื่อฉบับแปลไทย “โลกวิไลซ์” หรื อที่แฟนพันธุ์แท้ ยอ่ จนติดปากว่า BNW) ผลงาน
ของ อัลดัส ฮักซเลย์ (Aldous Huxley) เป็ นหนึง่ ในนวนิยายแนว “ดิสโทเปี ย” (dystopia หรื อที่บางคน
เรี ยกให้ ชดั กว่านันว่
้ า anti-utopia หรื อ negative utopia) ที่มีคนที่ร้ ูจกั มากที่สดุ ในโลก และเป็ นแรง
บันดาลใจสาคัญของ จอร์ จ ออร์ เวลล์ (George Orwell) ในการเขียนนิยายชิ ้นเอกเรื่ อง 1984

บทความชิ ้นนี ้มุง่ เปรี ยบเทียบ BNW กับวิทยาศาสตร์ สมัยใหม่และสังคมไทย เพื่ออธิบายว่าเหตุใด BNW
จึงเป็ นนิยายที่จะ “ล ้าสมัย” ขึ ้นเรื่ อยๆ สวนทางกับ 1984 ซึง่ นับวันยิ่งจะ “ล้ าสมัย” ลงเรื่ อยๆ และเหตุใด
ความรู้สกึ นึกคิดของชนชันน ้ าไทยส่วนใหญ่ ตังแต่้ อดีตจวบจนปั จจุบนั จึงมีสว่ นคล้ ายกับรัฐโลกใน BNW
อย่างน่าอัศจรรย์ แต่วิธีการควบคุมของชนชันน ้ าไทยนันแนบเนี
้ ยนและแยบยลกว่ากันหลายขุม

โลกใหม่ อันกล้ าหาญ?

โลกอนาคตใน BNW คือโลกที่ไม่แบ่งแยกออกเป็ นประเทศต่างๆ อีกต่อไป มี “รัฐโลก” (World State) เป็ น


รัฐบาลเพียงหนึง่ เดียวที่ปกครองคนทังโลก
้ ประชากรโลกแบ่งออกเป็ นชนชันตั ้ งแต่
้ แรกเกิด เรี ยกตาม
ตัวอักษรในภาษากรี ก ตังแต่้ อลั ฟาพลัส (ชนชันน
้ า) จนถึงเอ็พซิลอน (ชนชันแรงงานไร้
้ ทกั ษะ) รัฐโลกใช้
เทคโนโลยีสพุ นั ธุศาสตร์ (eugenics หมายถึงการปรับปรุงลักษณะทางพันธุกรรมของมนุษย์ให้ ดีขึ ้น ถ้ า
ดัดแปลงพันธุกรรมให้ แย่ลงจะเรี ยกว่า dysgenics) เพื่อ “สร้ าง” ทารกแบบที่ต้องการ เช่น ผลิตแฝด
เหมือนเก้ าสิบหกคูจ่ ากไข่ใบเดียวใน “กระบวนการโบคานอฟสกี” เพื่อเป็ นชนชันแรงงาน
้ และใช้
กระบวนการควบคุมจิตใจ (social conditioning) เช่น เปิ ดเทปสะกดจิตทารกยามนอน และช็อตด้ วย
ไฟฟ้า เพื่อ “กล่อม” ให้ พวกเขามีความภาคภูมิใจและพอใจในชนชันของตั ้ วเอง อยูใ่ นโอวาทของรัฐ รู้
หน้ าที่ของตัวเองในสังคม และปราศจากความทะยานอยากใดๆ ทังปวง ้
ถึงแม้ วา่ รัฐโลกใน BNW จะใช้ กระบวนการสุพนั ธุศาสตร์ และการควบคุมจิตใจในวัยทารกอย่างเข้ มข้ น
ลาพังวิทยาศาสตร์ สองแขนงนี ้ก็ไม่อาจการันตีได้ วา่ ประชาชนทุกคนเมื่อโตขึ ้นแล้ วจะเชื่อฟั งรัฐและมี
ความสุขตลอดเวลา ดังนันรั ้ ฐจึงใช้ วิธีการอื่นๆ อีกมากมายเพื่อสร้ าง “ความสุข” แบบปรนเปรอฉาบฉวย
ไม่ตา่ งจากการดื่มสุราเพื่อลืมทุกข์ชวั่ คราวในโลกของเรา เช่น กาหนดให้ ประชาชนทุกคนเสพยาเสพติดที่
เรี ยกว่า โซมา (soma) ทุกวัน โซมาออกฤทธิ์คล้ ายยากระตุ้นประสาทแบบยาอี แต่ไม่มีผลข้ างเคียงใดๆ
ทังสิ
้ ้น ถ้ าวันใดประชาชนเกิดรู้สกึ เบื่อหน่าย ตื่นตระหนก หรื อไม่สบายใจเพราะอะไรก็แล้ วแต่ พวกเขาก็
เพียงแต่ต้องเสพโซมามากกว่าปกติ แล้ วจะรู้สกึ ดีเหมือนเดิม

นอกจากจะมีโซมาเป็ น “ยาวิเศษ” ที่สกัดความทุกข์และสะกดให้ มีความสุขแบบว่านอนสอนง่ายแล้ ว


ประชากรใน BNW ทุกชนชันยั ้ งสามารถเสพสื่อบันเทิงเสมือนจริงที่หลอกประสาทสัมผัสทังห้ ้ า เรี ยกว่า ฟี
ลี่ส์ (feelies) ไม่นบั เกมกีฬานับไม่ถ้วนที่รัฐโลกเป็ นผู้ผลิต คนจะได้ เพลิดเพลินจนไม่มีเวลามาคิดถึงเรื่ องไร้
สาระอย่างเสรี ภาพ จิตวิญญาณ หรื ออารมณ์ปรวนแปรเพราะความรัก ซึง่ ล้ วนเป็ นเรื่ องส่วนตัว อาจทาให้
คนเจ็บปวด และดังนันจึ ้ งภัยต่อความเป็ นระเบียบเรี ยบร้ อยของสังคม

ในเมื่อโซมา ฟี ลี่ส์ สุพนั ธุศาสตร์ และเทคนิคการควบคุมจิตใจนานัปการทาให้ ประชาชนว่านอนสอนง่าย


และในเมื่อรัฐโลกเป็ นผู้ควบคุมการสืบพันธุ์ของมนุษยชาติ การมีเพศสัมพันธ์ใน BNW ก็เป็ นเพียงความ
บันเทิงอีกรูปแบบหนึง่ เท่านัน้ ไม่มีใครรู้จกั คาว่า “พ่อ” “แม่” “ครอบครัว” หรื อ “ความรัก” รัฐโลกส่งเสริม
ให้ หนุม่ สาวสลับคูส่ วิงกิ ้งไม่เลือกหน้ า (เพราะ “ทุกคนเป็ นของทุกคน”) และเสพสิ่งบันเทิงไม่สิ ้นสุด ถ้ าจะ
ให้ ดีก็ควรเป็ นสิ่งบันเทิงที่ต้องใช้ เงินซื ้อ ระบอบเศรษฐกิจของโลกจะได้ เจริญเติบโตไม่สิ ้นสุด มหกรรม
บริโภคนิยมใน BNW ไปไกลถึงขันเด็ ้ กทารกทุกคนถูกเปิ ดเทปกล่อมให้ เชื่อว่า ซื ้อของใหม่ดีกว่าซ่อมของ
เก่า

นอกจากนี ้ รัฐโลกยังสัง่ แบนหนังสือทุกประเภทเพราะมันอาจทาให้ คนเริ่มคิดอะไรๆ ด้ วยตัวเอง และเมื่อ


เริ่มคิดแล้ วก็จะไขว้ เขวไปจากตาแหน่งแห่งที่ของตนในสังคม สุม่ เสี่ยงว่าจะเป็ นอันตรายต่อ “ความมัน่ คง”
และ “ระเบียบสังคม” ซึง่ เป็ นเป้าหมายหลักของรัฐโลก และในเมื่อคนไม่ร้ ูจกั ความทุกข์อีกต่อไป ศิลปะ
จินตนาการ ประวัตศิ าสตร์ และวัฒนธรรม ก็กลายเป็ นส่วนเกินที่สญ ู พันธุ์และไร้ ความหมาย ผู้คนใน
BNW รู้จกั แค่ความบันเทิงนานาชนิดที่รัฐผลิตมาป้อนให้ กบั พวกเขาเท่านันเอง

กล่าวโดยสรุปคือ โลกของ BNW เป็ นโลกที่ทกุ คนรู้ตาแหน่งแห่งที่ของตัวเองในสังคมอย่างชัดเจนและทา


ตามหน้ าที่ที่ได้ รับมอบหมายเพราะถูกกาหนดมาแล้ วตังแต่
้ ก่อนเกิด “อัตลักษณ์” ของคนทุกคนเกิดจาก
ความหมายที่สงั คมมอบให้ เท่านัน้ ถ้ าเจตจานงของปั จเจกซึง่ อยูภ่ ายใต้ ก้นบึ ้งของจิตวิญญาณจะโผล่
ขึ ้นมาให้ ใครรู้สกึ ระแคะระคายว่าชีวิตน่าจะมีอะไรมากกว่านี ้หรื อเปล่า การเสพโซมา ฟี ลี่ส์ และสันทนา
การร้ อยแปด รวมทังแรงกดดั
้ นจากเพื่อนร่วมชนชันที้ ่จะตราหน้ าพฤติกรรมช่างสงสัยแบบนี ้ทันทีวา่
“เพี ้ยน” และ “เห็นแก่ตวั ” ก็จะช่วยระงับความรู้สกึ นันได้
้ อย่างชะงัด

แต่ไม่วา่ BNW จะเป็ นยูโทเปี ยของผู้มีอานาจเพียงใด มันก็เป็ นได้ แค่ดสิ โทเปี ยสาหรับประชาชนที่ถกู
กล่อมให้ เชื่อว่าพวกเขา “เลือก” ที่จะใช้ ชีวิตแบบนี ้ ไม่ตา่ งจากโลกเสมือนใน The Matrix ก่อนที่นีโอตื่น
ขึ ้นมาพบกับความจริงหลังกลืนยาเม็ดแดง ทังนี ้ ้ เพราะฮักซเลย์เชื่อว่าความปรารถนาเสรี ภาพที่จะใช้ ชีวิต
ตามทางที่ตวั เองเลือกนัน้ เป็ น “สันดาน” ของมนุษย์ที่วิทยาศาสตร์ ไม่อาจกาจัดได้ และการหาจุดสมดุล
ระหว่างความปรารถนาส่วนตัวกับภาระหน้ าที่ทางสังคมนัน้ ก็เป็ นภาระส่วนตัวของปั จเจกแต่ละคนที่
วิทยาศาสตร์ ไม่อาจตัดสินให้ ใคร

ฮักซเลย์บอกเราเป็ นนัยผ่านความรู้สกึ นึกคิดของตัวละครอย่างเบอร์ นาร์ ด นักจิตวิทยาชนชันอั


้ ลฟาที่
อิจฉาจอห์น “คนป่ า” (savage) ผู้เติบโตมาในวิถีชีวิตแบบโบราณนอกแดนศิวิไลซ์ และเป็ นคนเดียวที่เกิด
ในท้ องแม่ตามธรรมชาติ ความไม่สบายใจของเบอร์ นาร์ ดชวนให้ เราเชื่อว่า ความก้ าวหน้ าทางเทคโนโลยี
และบริโภคนิยมไร้ วิญญาณไม่อาจชดเชยเสรี ภาพ ความซื่อตรง และศักดิศ์ รี แห่งความเป็ นมนุษย์ได้ ดังที่
จอห์นโต้ เถียงกับมุสตาฟา มอนด์ “ผู้คมุ โลก” (World Controller) ภาคพื ้นยุโรป ว่าเขาอยากได้ เสรี ภาพที่
จะอยูอ่ ย่างโดดเดี่ยวแทนที่จะอยูแ่ บบมี “ความสุข” ในโลกศิวิไลซ์เพราะ “ผมไม่อยากได้ ความ
สะดวกสบาย ผมอยากได้ พระเจ้ า ผมอยากได้ บทกวี ผมอยากเสี่ยงอันตรายที่แท้ จริง ผมอยากมีเสรี ภาพ
ผมอยากทาบุญ ผมอยากทาบาป”

ชีวิตที่แท้ จริงในมุมมองของจอห์น ชีวิตแบบเดียวที่เขาเชื่อว่าคุ้มค่าแก่การใช้ คือชีวิตที่ต้องเปิ ดรับทังสุ


้ ข
และทุกข์ ความสมหวังและผิดหวัง “ความสุขที่แท้ จริง” ของมนุษย์ไม่ใช่ภาวะเบิกบานชัว่ คราวที่ปลอด
จากความเจ็บปวด หากแต่เป็ นความสุขลึกๆ ที่ได้ “ใช้ ” ชีวิตตามเจตจานงของตัวเอง

กล่าวอีกนัยหนึง่ คือ การมีเสรี ภาพคือความสุขที่แท้ จริงของมนุษย์ และในทางกลับกัน ภาวะไร้ เสรี ภาพทา


ให้ มนุษย์มีความทุกข์ในก้ นบึ ้งของจิตใจ เป็ นทุกข์ทางจิตวิญญาณที่โซมาไม่อาจกาจัดได้

ถ้ าความทุกข์ ความสับสนอลหม่าน และความเจ็บปวดล้ วนเป็ น “ความจริงของชีวิต” ที่มนุษย์ไม่อาจ


หลีกเลี่ยงแล้ วไซร้ มนุษย์ก็ต้องเลือกระหว่างโลกที่มนุษย์มีเสรี ภาพแต่ต้องเผชิญกับความจริงอันโหดร้ าย
กับโลกที่มนุษย์ไร้ เสรี ภาพแต่มีความสุขสีเทาๆ ที่ไม่เร้ าใจแต่ก็ไม่ถึงขันโศกสลด
้ วิทยาศาสตร์ ไม่อาจสร้ าง
โลกที่มนุษย์มีทงเสรี
ั ้ ภาพที่แท้ จริง และสังคมที่เป็ นระเบียบเรี ยบร้ อยไปพร้ อมกัน ความเป็ นไปไม่ได้ ข้อนี ้
ถูกตอกย ้าอย่างลืมไม่ลงในไคลแมกซ์ของ BNW เมื่อจอห์น “คนป่ า” ผู้เกลียดชังดิสโทเปี ย ตัดสินใจฆ่าตัว
ตายจากความรู้สกึ เศร้ าโศกและผิดบาปที่ยอมตกเป็ นทาสของโซมาจนทาร้ ายและมีเซ็กซ์อย่างรุนแรง
กับเลนินา หญิงสาวที่หลงรักเขาแต่เคยถูกปฏิเสธ ท่ามกลางเสียงเชียร์ ของผู้คนและสื่อมวลชนที่เหยียด
จอห์นว่าต่าต้ อยและต่าช้ ากว่าพวกเขา

หลังจากที่เขายืนหยัดต่อต้ านความเสื่อมทรามและสาส่อนในดิสโทเปี ย สุดท้ ายจอห์นก็ทาตัวไม่ตา่ งจาก


คนอื่น เรื่ องนี ้ทาให้ เขารับไม่ได้ จนตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง

กล่าวโดยสรุปคือ BNW สะท้ อนความเชื่อของฮักซเลย์ว่า “ยูโทเปี ย” ไม่มีทางเกิดขึ ้นจริ ง ไม่วา่


วิทยาศาสตร์ จะก้ าวล ้านาสมัยไปอีกมากเพียงใดในอนาคต

ขีดจากัดของวิทยาศาสตร์ และโลก “ใหม่ ” ที่ไม่ เคยล้ าสมัย

มุมมองที่วา่ วิทยาศาสตร์ ไม่อาจสร้ างโลกที่สงั คมเป็ นระเบียบเรี ยบร้ อยและคนก็มีความสุขอย่างแท้ จริงได้


นัน้ เป็ นมุมมองที่นกั วิทยาศาสตร์ และนักอ่านสมัยนี ้หลายคนที่เชื่อมัน่ ในวิทยาศาสตร์ ไม่เห็นด้ วย พวกเขา
ชี ้ว่า วิทยาศาสตร์ ได้ ก้าวหน้ าไปมากมายมหาศาลในรอบกว่าหกสิบปี หลังจากที่ BNW ได้ รับการตีพิมพ์
ครัง้ แรกในปี 1932 ไม่มีเหตุผลใดๆ เลยที่เราจะต้ องคิดว่าองค์ความรู้ของวิทยาศาสตร์ ในยุคหลังถอดรหัส
พันธุกรรม (post-genomics science) โดยเฉพาะเมื่อใช้ ประกอบกับนาโนเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ าที่สดุ จะ
ไม่สามารถ “ออกแบบ” มนุษย์สมัยใหม่ที่สมบูรณ์แบบในทุกแง่มมุ รวมทังสร้ ้ างสมดุลระหว่างการบรรลุ
ความต้ องการส่วนตัวกับการทาตามความต้ องการของส่วนรวม สุพนั ธุศาสตร์ และโซมาใน BNW นันมี ้
จุดอ่อนและข้ อจากัดมากมายที่วิทยาศาสตร์ ในศตวรรษที่ 21 ไม่มี

ในเมื่อเจตจานงที่ปรารถนาเสรี ภาพของมนุษย์นนเป็ ั ้ นเพียงอารมณ์หรื อ “แรงกระตุ้น” (impulse) ตาม


ธรรมชาติประการหนึง่ เท่านัน้ ในเมื่ออารมณ์ความรู้สกึ ทังปวงเป็
้ นผลพวงของระดับสารเคมีในสมองที่ทา
ปฏิกิริยาต่อสภาพแวดล้ อม วิทยาศาสตร์ ก็นา่ จะสามารถทาให้ คนทุกคนรู้สกึ มีความสุข มีเสรี ภาพ มีทกุ
อย่างที่ต้องการ ได้ โดยสมบูรณ์ตลอดชีวิตตังแต่
้ แรกเกิด โดยไม่ต้องพึง่ โซมาหรื อฟี ลี่ส์เป็ นครัง้ คราว หรื อ
เปิ ดช่องให้ ใครระแคะระคายว่านี่ไม่ใช่ “ความจริง”

ผู้เชื่อมัน่ ในวิทยาศาสตร์ แย้ งฮักซเลย์วา่ ยูโทเปี ยที่แท้ จริงนันสร้


้ างได้ แน่นอน และในยูโทเปี ยที่แท้ จริง เบอร์
นาร์ ดจะไม่มีวนั รู้สกึ ว่าตัวเองมีปมด้ อยหรื อแปลกแยกจากคนอื่น เลนินาจะไม่มีวนั รู้สึกว่าอกหัก และ
จอห์นจะไม่มีวนั รู้สกึ ว่าเขาไม่มีเสรี ภาพ วิทยาศาสตร์ ที่ฮกั ซเลย์เขียนถึงเป็ นวิทยาศาสตร์ ที่ยงั มี
ข้ อบกพร่องไม่สมบูรณ์ วิทยาศาสตร์ ที่รุดหน้ าไปอย่างไม่หยุดยังย่ ้ อมแก้ ไขข้ อบกพร่องเหล่านันได้้ ใน
อนาคต เช่น เรารู้วา่ ปมด้ อยของเบอร์ นาร์ ดส่วนหนึ่งเป็ นผลมาจากการที่เขาตัวเตี ้ยกว่าอัลฟาคนอื่นๆ
ดังนันถ้
้ าเราแก้ ไขกระบวนการออกแบบมนุษย์ให้ มีความเที่ยงตรงมากขึ ้น เบอร์ นาร์ ดก็จะมีสว่ นสูงเท่ากับ
คนอื่นๆ และดังนันปมด้
้ อยในเรื่ องนี ้จึงจะหายไป

ผู้เขียนคิดว่าจุดนี ้มีสองคาถามด้ วยกัน

คาถามแรกคือ “ตัวตน” ของมนุษย์ที่ถกู ดัดแปลงหรื อออกแบบในระดับพันธุกรรมตังแต่ ้ ก่อนเกิด ไม่ปล่อย


ให้ เป็ นไปตามธรรมชาติ จะเรี ยกว่าเป็ น “ตัวตนที่แท้ จริง” ได้ หรื อไม่ และถึงวิทยาศาสตร์ จะก้ าวหน้ าจนทา
ให้ เราไม่ร้ ูสกึ ถึงความแตกต่างระหว่างโลกจริงกับโลกเทียมอีกต่อไป คาถามก็ยงั มีอยูว่ ่า โลกที่เรา
ออกแบบและประดิษฐ์ หน้ าตาและนิสยั ใจคอของมนุษย์ทกุ คนได้ โลกที่สงั คมสงบเรี ยบร้ อยนัน้ เป็ นโลกที่
“น่าอยู่” จริงหรื อ

คาถามที่สองคือ เป็ นไปได้ หรื อที่มนุษย์จะสามารถควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างให้ เป็ นไปตามต้ องการของตน


เพราะถึงแม้ วา่ วันหนึง่ สุพนั ธุศาสตร์ และนาโนเทคโนโลยีจะสามารถสร้ าง “พลเมืองตัวอย่าง” ได้ จริง เราก็
ไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าพลเมืองเหล่านันจะไม่ ้ มี “ความเป็ นตัวของตัวเอง” ใดๆ ทังสิ
้ ้น ไม่มีหลักประกันว่า
สังคมที่ประกอบด้ วยมนุษย์โคลน (clone ไม่ใช่ดนิ โคลน แต่คงต่างกันไม่มาก?) นันจะเป็ ้ นสังคมที่
เรี ยบร้ อยไร้ ปัญหา

เพราะวิทยาศาสตร์ เป็ นเพียงส่วนเสี ้ยวเดียวของชีวิต และโลกนี ้ก็มีปัจจัยต่างๆ มากมายที่มนุษย์ไม่อาจ


ควบคุมได้ โดยสมบูรณ์ ระบบเศรษฐกิจแบบรวมศูนย์ที่ตดั สินใจจากส่วนกลางได้ พิสจู น์ให้ เห็นแล้ วว่าไร้
ประสิทธิภาพเพียงใดเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจระบบตลาด อันเป็ น “ระบบอุบตั เิ อง” (self-emerging
system) ที่ผลลัพธ์เกิดจากการตัดสินใจส่วนบุคคล และก่อนที่ศตวรรษที่ 21 จะเริ่มต้ นเพียงสองทศวรรษ
มนุษย์ก็เคยหลงผิด คิดว่าวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสามารถควบคุมธรรมชาติได้ อย่างราบคาบ และ
มนุษยชาติจะสามารถตักตวงทรัพยากรธรรมชาติได้ อย่างไม่ต้องกังวลว่าอะไรจะหมดโลก ทุกวันนี ้เรารู้
แล้ วว่าความเชื่อดังกล่าวเป็ นเพียงมายาคติ และธรรมชาติก็กาลังเปิ ดโปงมายาคตินนให้ ั ้ เราตระหนักมาก
ขึ ้นเรื่ อยๆ

ที่สาคัญที่สดุ คือ ทุกวันนี ้วิทยาศาสตร์ ก็ก้าวหน้ าไปมากแล้ ว แต่ความสุขของคนกลับลดน้ อยถอยลงเรื่ อยๆ


อย่างชัดเจน เบอร์ นาร์ ดใน BNW เป็ นตัวแทนของคนสมัยนี ้จานวนมากที่ร้ ูสกึ แปลกแยกโดดเดี่ยว
วิทยาศาสตร์ ไม่สามารถแก้ ปัญหานานัปการที่เรากาลังเผชิญ ปั ญหาที่สรุปความได้ อย่างรวบรัดในบทกวี
ชื่อ “ความย้ อนแย้ งของยุคเรา” (The Paradox of Our Age) ประพันธ์โดยดาไลลามะองค์ปัจจุบนั –

เรามี บา้ นหลังใหญ่ขึ้น แต่ครอบครัวเล็กลง


มี ความสะดวกสบายมากขึ้น แต่มีเวลาน้อยลง
เรามี ปริ ญญามากขึ้น แต่สานึกต่าลง
มี ความรู้มากขึ้น แต่วิจารณญาณน้อยลง
มี ผเู้ ชี ่ยวชาญมากกว่าเดิ ม แต่มีปัญหามากขึ้น
มี ยามากขึ้น แต่สขุ ภาพถดถอยลง

เราบิ นไปถึงดวงจันทร์ และกลับมาได้


แต่มีปัญหาในการข้ามถนนไปทักเพือ่ นบ้านใหม่

เราสร้างคอมพิวเตอร์ มากขึ้นเพือ่ เก็บสาเนามากกว่าทีเ่ คย


แต่สือ่ สารระหว่างกันจริ งๆ น้อยลง
เรามี ปริ มาณมาก
แต่ขาดแคลนคุณภาพ

นีค่ ือยุคแห่งอาหารจานด่วนแต่การย่อยทีเ่ ชื ่องช้า


ค่าเฉลี ย่ สูงแต่อปุ นิ สยั ต่า
กาไรสูงชันแต่ความสัมพันธ์ ฉาบฉวย
เป็ นยุคที ม่ ี หลายสิ่ งหลายอย่างอยู่ในหน้าต่าง
แต่ไม่มีอะไรอยู่ในห้อง.

BNW ในสังคมไทย

ถ้ าหากมองอย่างผิวเผิน สังคมไทยใน พ.ศ. 2552 ดูเหมือนจะยังห่างไกลจากดิสโทเปี ยของ BNW


ค่อนข้ างมาก เพราะคนส่วนใหญ่ยงั นับถือไสยศาสตร์ มากกว่าวิทยาศาสตร์ ยึดอารมณ์และความเชื่อเป็ น
พื ้นฐานในการถกเถียงมากกว่าใช้ เหตุผลและข้ อเท็จจริง
แต่ถ้าเราเลิกดู “รูปแบบ” ของวิธีการที่รัฐโลกใช้ ควบคุมความคิดของประชากร หันมาดู “เนื ้อหา” ของ
วิธีการ ก็จะพบว่าในหลายแง่มมุ ชนชันน ้ าไทยได้ ค้นพบวิธีทาให้ ประชาชนอยู่ในโอวาทมานานแล้ ว
ในทางที่แนบเนียนกว่ารัฐโลกใน BNW ด้ วยซ ้าไป

นอกจากมหกรรมบริโภคนิยมที่กาลังแพร่สะพัดไปทัว่ โลกแล้ ว สิ่งที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ แต่สามารถทาให้


คนไทยเชื่อฟั งผู้มีอานาจในสังคมอย่างสงบเสงี่ยม ไม่คดิ หาเหตุผลด้ วยตัวเอง และไม่กระหายใคร่ร้ ู
เกี่ยวกับความอยุตธิ รรมต่างๆ ในสังคม ก็คือ วาทกรรม “ความเป็ นไทยนี ้ดี” ที่ชนชันน
้ าไทยบรรจงสร้ าง
และต่อยอดสืบทอดมานานนับศตวรรษ ตังแต่ ้ ประมาณรัชกาลที่ 5 เป็ นต้ นมา

รศ.สายชล สัตยานุรักษ์ สรุปที่มา ลักษณะสาคัญ และผลพวงของวาทกรรม “ความเป็ นไทยนี ้ดี” ไว้ ใน


บทความเรื่ อง “การสร้ างความเป็ นไทยกระแสหลัก และ “ความจริง” ที่ “ความเป็ นไทย” สร้ าง” ว่า

"การนิ ยาม "ความเป็ นไทย" เกิ ดขึ้นในบริ บททางการเมื องที ม่ ี การรวมศูนย์ อานาจ จึ งกลายเป็ นฐานทาง
อุดมการณ์ ที จ่ รรโลงโครงสร้ างการเมื องแบบรวมศูนย์ อานาจ และโครงสร้างสังคมที แ่ บ่งคนออกเป็ น
ลาดับชัน้ ฐานทางอุดมการณ์ ดงั กล่าวนี ้ เมื ่อดารงอยู่ในฐานะ "วิ ธีคิดกระแสหลัก" ในทศวรรษ 2500 เป็ น
ต้นมา ซึ่งสังคมไทยเปลีย่ นแปลงอย่างรวดเร็ วนัน้ ได้กลายเป็ นอุปสรรคในการปรับตัวของคนไทย เพราะมี
ความหมายแคบเกิ นไป จนไม่สามารถเปิ ดพืน้ ทีใ่ ห้แก่คนทุกกลุ่มในสังคมไทยทีจ่ ะได้รับความเป็ นธรรม
สิ ทธิ เสรี ภาพ และความเสมอภาคที ่จาเป็ นทัง้ แก่การเข้าถึงทรัพยากร และการดารงชี วิตอย่างสมศักดิ์ ศรี
ความเป็ นมนุษย์ จนอาจกล่าวได้ว่า "ความเป็ นไทย" กระแสหลักได้สร้าง "ความจริ ง" ขึ้นมาในสังคมไทย
อันได้แก่วิธีคิดของคนไทยในการอธิ บายปรากฏการณ์ต่างๆ รวมทัง้ ปัญหาและวิ ธีแก้ปัญหาทัง้ ปวง ซึ่งทา
ให้ความหมายของ "ความเป็ นไทย" กระแสหลัก กลายเป็ นส่วนหนึ่งของโครงสร้างความรุนแรงใน
สังคมไทย

ปัญญาชนกระแสหลักทีน่ ิ ยาม "ความเป็ นไทย" ล้วนแต่ม่งุ จะทาให้คนไทยยึดมัน่ ในกรอบโครงหลัก "ความ


เป็ นไทย" อย่างเต็มที ่ ด้วยการทาให้เชื ่อว่า "ความเป็ นไทย" นัน้ เป็ นมรดกตกทอดมาแต่อดี ต โดยไม่มี
ความเปลี ่ยนแปลงในสาระสาคัญ คนไทยจึงมี จินตนาการเกี ่ยวกับความเปลี ่ยนแปลงในสังคมไทยเฉพาะ
ในด้านวัตถุทีเ่ จริ ญขึ้น แต่ขาดจิ นตนาการเกี ่ยวกับความเปลีย่ นแปลงในด้านของความสัมพันธ์ ทางสังคม
และมองไม่เห็นความเปลี ่ยนแปลงในโครงสร้างสังคมทีเ่ กิ ดขึ้นอย่างรวดเร็ วในขณะทีเ่ ศรษฐกิ จและ
วัฒนธรรมเปลีย่ นไป กลับมองปรากฏการณ์ ต่าง ๆ ทีเ่ กิ ดขึ้นในระบบความสัมพันธ์ ทางสังคมร่ วมสมัย ที ่
ไม่เป็ นไปตามกรอบของ "ความเป็ นไทย" ว่าเป็ นเรื ่อง "ผิ ดปรกติ " ทีจ่ ะต้องทาการปราบปรามหรื อแก้ไข
เช่น การที ่ "เด็ก" หรื อ "ผูน้ ้อย" ไม่เชื ่อฟั ง "ผูใ้ หญ่" หรื อการที ค่ นไทยมี จิตสานึกปั จเจกชนสูงขึ้นและ
ต้องการสิ ทธิ เสรี ภาพมากขึ้น เป็ นต้น
...ความคับแคบของ "ความเป็ นไทย" กระแสหลักดังกล่าวข้างต้น ทาให้คนไทยจานวนไม่นอ้ ยเกิ ดความ
สงสัยว่า "ความเป็ นไทย" ที ต่ นรับรู้นนั้ จริ งหรื อไม่ เพราะคาอธิ บายปั ญหาต่าง ๆ ที เ่ กิ ดขึ้นในสังคมไทย
จากกรอบของ "ความเป็ นไทย" กระแสหลัก ไม่นาไปสู่การเข้าใจปั ญหาที เ่ พียงพอสาหรับการหาทางออก
อย่างเหมาะสม ในขณะทีป่ รากฏการณ์จานวนมากทีเ่ กิ ดขึ้นในทศวรรษ 2510 เป็ นต้นมา ไม่สอดคล้อง
กับ "ความเป็ นไทย" กระแสหลัก จนเกิ ดคาถามต่อลักษณะหลายประการของ "ความเป็ นไทย" ว่าเป็ น
เช่นนัน้ จริ งหรื อไม่ เป็ นต้นว่า

- "เมื องไทยนีด้ ี " และสังคมไทยเป็ นสังคมทีเ่ มตตา


- "ความเป็ นไทย" มี แบบเดี ยว คื อวัฒนธรรมไทยชัน้ สูงซึ่ งเป็ นมาตรฐานอันถูกต้องดี งาม
- คนทุกชาติ พนั ธุ์จะต้อง "กลายเป็ นไทย" จึงจะถือว่าเป็ นส่วนหนึ่งของ "ชาติ ไทย"
- ชาวบ้านโง่-จน- เจ็บ ต้องรอรับความเมตตาเอือ้ อาทรจากรัฐหรื อ "นายข้าราชการ" ฯลฯ”

วาทกรรม “ความเป็ นไทย” มองวัฒนธรรม “ทางการ” ของชนชันสู ้ งว่าเป็ นสิ่งที่หยุดนิ่งตายตัว ดีพร้ อม


ตังแต่
้ อดีตกาลและจะดีอย่างไม่มีที่ตติ อ่ ไปในอนาคต ไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมจะ
เปลี่ยนไปเช่นไร ทุกสถาบันที่ประกอบกันเป็ น “ความเป็ นไทย” นันก็ ้ มีความศักดิส์ ิทธิ์ไม่แพ้ กนั ใครก็ตามที่
อ้ าปากวิจารณ์แม้ เพียงเล็กน้ อยจะถูกตราหน้ าว่า “ไม่รักชาติ” ทันที และความ “ไม่รักชาติ” นี ้ก็เป็ นข้ ออ้ าง
ที่ใครๆ สามารถหยิบยกเป็ นเหตุผลในการเดินออกจากวงสนทนาไปดื ้อๆ ไม่ต้องอภิปรายประเด็นนี ้กันอีก
ต่อไป

ใครจะอยากเถียงกับคนไม่รักชาติ เสียเวลาเปล่า ประเทศไทยเรามีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ถ้ าไม่ชอบใจ


ก็คืนสัญชาติไทย อพยพไปอยูป่ ระเทศอื่นสิ ฯลฯ

เหตุผลที่ไร้ ตรรกะทานองนี ้ปิ ดกันการอภิ


้ ปรายในประเด็นสาคัญต่างๆ ที่จาเป็ นจะต้ องมีการอภิปรายอย่าง
กว้ างขวางเพื่อทาความเข้ าใจ หาข้ อสรุป หรื อร่วมกันพัฒนาสังคมให้ ดีขึ ้น เช่น บทบาทและการปรับตัว
ของสถาบันกษัตริย์ในสังคมไทยยุคโลกาภิวตั น์ ความเสื่อมถอยของสถาบันสงฆ์ในไทยและวิธีแก้ ไข
ความคับแคบของ “ความเป็ นไทย” ฉบับทางการที่ไม่เปิ ดพื ้นที่ให้ กบั “ความเป็ นไทย” แบบอื่นๆ ที่ยืดหยุน่
กว่าและสะท้ อนสภาพสังคมไทยปั จจุบนั ได้ ดีกว่า ฯลฯ

แต่ในเมื่อ “ความเป็ นไทย” กระแสหลักมีอานาจชี ้นาและมีอิทธิพลปิ ดกันความคิ


้ ดสูงมาก ประเด็นสาคัญ
เหล่านี ้จึงแทบไม่เป็ นที่ถกเถียงในสังคม เพราะล้ วนเป็ นองค์ประกอบของ “ความเป็ นไทย” ฉบับทางการที่
แตะต้ องไม่ได้
คนไทยจึงมีวิธี “ตัดไฟแต่ต้นลม” ที่ง่ายมากเมื่อไม่ต้องการให้ ใครวิพากษ์วิจารณ์ความคิดของตน นัน่ คือ
แสดงตัวว่า “รักชาติ” และเติมคาว่า “ไทยๆ” เข้ าไป ใครไม่เห็นด้ วยจะได้ ถกู ประณามง่ายๆ ว่า “ไม่รักชาติ”
หรื อย้ อนถามว่า “เป็ นคนไทยหรื อเปล่า”

ด้ วยเหตุนี ้ เราจึงไม่ตงค
ั ้ าถามกับ –

- ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่ผ้ มู ีการศึกษาจานวนมากเชื่อว่าชาวบ้ านไม่ควรมีสิทธิในการออกเสียง


เลือกตังทั้ ดเทียมกับตน เพราะชาวบ้ านคิดเองไม่เป็ นและขายเสียงตลอดเวลา ผู้มีการศึกษาเหล่านี ้เชื่อว่า
การมีผ้ นู าที่เข้ มแข็ง สาคัญกว่าการฟั งเสียงของประชาชน (ตามคติ “เชื่อผู้นา ชาติพ้นภัย”)

- ศีลธรรมแบบไทยๆ ที่ผ้ ใู หญ่จานวนมากประณามเด็กวัยรุ่นว่าสาส่อน ปล่อยตัวอย่างสามะเลเทเมาใน


ผับบาร์ แต่ไม่เคยประณามผู้ใหญ่ด้วยกันที่มีเมียน้ อย เมียเช่า และสามะเลเทเมาไม่น้อยหน้ าเด็ก

- นายทุนแบบไทยๆ ที่เอาเปรี ยบคนไทยด้ วยกันมากกว่านายทุนฝรั่งหลายคน และเรี ยกร้ องให้ รัฐปกป้อง


คุ้มครองธุรกิจของคนไทย ไม่วา่ ธุรกิจนันจะไร้
้ ประสิทธิภาพหรื อกดขี่ผ้ บู ริ โภคเพียงใด

- การเซ็นเซอร์ แบบไทยๆ ที่ผลักไสภาพยนตร์ ไทยที่สื่อความ “น่ารัก” ของคนไทยสมัยใหม่ได้ อย่าง


ตรงไปตรงมาและอ่อนโยนอย่าง แสงศตวรรษ ให้ ไปฉายแต่ในต่างประเทศ เพราะรับไม่ได้ กบั ฉากไม่กี่ฉาก
อย่างพระเล่นกีตาร์ หรื อหมอดื่มเหล้ า ที่สะท้ อนสภาพสังคมที่แท้ จริงแต่ขดั แย้ งกับ “ความเป็ นไทยนี ้ดี”
แบบแช่แข็งของกองเซ็นเซอร์ ดังนันภาพยนตร์
้ ไทยที่คนไทยได้ ดู จึงมีแต่หนังผี หนังตลก และละครน ้าเน่า
ในทีวี หรื อไม่ก็เป็ นหนัง “พาฝั น” อย่าง ความสุขของกะทิ ซึง่ ทาให้ คนดูเคลิบเคลิ ้มไปกับโลกเสมือนจน
หลงนึกไปว่าวิธีหนีปัญหาคือวิธีแก้ ปัญหา ไม่ตา่ งจากฟี ลี่ส์ใน BNW

- วิธีสร้ างความสามัคคีแบบไทยๆ ด้ วยการขอความร่วมมือให้ ทกุ คนพร้ อมใจกันร้ องเพลงชาติเวลา 18.00


น. โดยปล่อยให้ ความอยุตธิ รรมในสังคมอันเป็ นรากสาเหตุของความไม่สามัคคีกนั ลอยนวลอยูต่ อ่ ไป และ
โดยไม่อินงั ขังขอบกับอคติชาตินิยมที่เจืออยู่ในเพลง (ซึง่ ได้ ยินทีไร ผู้เขียนนึกคันปากอยากแก้ ทอ่ นนี ้ทุก
ครัง้ เป็ น – “ไทยนี ้รักสงบ จนไม่เคารพความเห็นต่าง”)

- การใช้ กฎหมายแบบไทยๆ ที่เจ้ าหน้ าที่ชอบอวดอ้ างว่านับถือสิทธิเสรี ภาพของประชาชน แต่พอเอาเข้ า


จริงก็กลับอ้ าง “ความมัน่ คงของชาติ” เป็ นเหตุผลในการจับกุมปราบปรามอย่างรุนแรงเกินเลยฐาน
ความผิด กฎหมายบางฉบับถึงกับจัว่ หัวชัดเจนตังแต่ ้ อารัมภบทว่า “กฎหมายฉบับนี ้มีมาตราที่ละเมิด
รัฐธรรมนูญ” และรัฐธรรมนูญเองก็เปิ ดช่องให้ ออกกฎหมายแบบนี ้ เพราะเขียนเงื่อนไขต่อท้ ายบางมาตรา
ที่วา่ ด้ วยสิทธิเสรี ภาพว่า “ทังนี
้ ้ ตามที่กฎหมายกาหนด”

- ศาสนาพุทธแบบไทยๆ ที่คนส่วนใหญ่ไม่สนใจจะไปนิพพานกันแล้ ว อยากแค่เอาเงินไปถวายวัดมากๆ


จะได้ เห็นผลทันตาในชาตินี ้

กล่าวโดยสรุป วาทกรรม “ความเป็ นไทย” ช่วยตอกตรึงโครงสร้ างอานาจเดิมในสังคม (status quo) ให้


ดารงอยูต่ อ่ ไป แม้ นโครงสร้ างอานาจเดิมมีความไม่เป็ นธรรมอย่างไร ความไม่เป็ นธรรมนันก็
้ ย่อมจะสืบ
ทอดต่อไป เพราะใครก็ตามที่วิพากษ์วิจารณ์ “ความเป็ นไทย” ในมิตใิ ดมิตหิ นึง่ ย่อม “ไม่ใช่คนไทย”
หรื อไม่ก็ “ผิดปกติ” และดังนันเราจึ
้ งไม่จาเป็ นต้ องรับฟั งความคิดเห็นของเขา และในทางกลับกัน สมาชิก
จานวนมากในสังคมนี ้ก็ไม่อยากตังค ้ าถามอะไรมากกับเรื่ องเหล่านี ้ เพราะกลัวจะถูกมองว่า “ไม่ใช่คน
ไทย” และเข้ าสังคมไม่ได้

ในแง่นี ้ อาจกล่าวได้ วา่ วาทกรรม “ความเป็ นไทย” ช่วยตอกตรึงโครงสร้ างสังคมได้ อย่างมีประสิทธิภาพ


และแนบเนียนกว่ากระบวนการของรัฐโลกใน BNW มาก เพราะคนไทยไม่ต้องเสพโซมาเพื่อคลายทุกข์
แค่ใส่เสื ้อสีเหลืองและร่วมลงชื่อในไปรษณียบัตร “ฉันจะทาดีเพื่อพ่อ” ก็จะรู้สกึ ว่าหัวใจพองโต รู้สึกมี
ความสุขที่ได้ ทาตัวเป็ น “พลเมืองดี” ของสังคมแล้ ว

เมื่อคนถูก “ล้ างสมอง” ทางความคิด เชื่อมัน่ อย่างไร้ ข้อกังขาในวาทกรรม “ความเป็ นไทยนี ้ดี” ผู้มีอานาจก็
ไม่มีความจาเป็ นใดๆ ที่จะต้ องใช้ อานาจเผด็จการอย่างตรงไปตรงมาแบบ Big Brother ใน 1984 หรื อ
อย่างแนบเนียนแบบรัฐโลกใน BNW

“ทางสายกลาง” ระหว่ างสองโลก

นักอ่านหลายคนมองว่า “โลกเก่า” ที่จอห์นหรื อเบอร์ นาร์ ดโหยหานันเป็ ้ นโลกที่นา่ กลัวและน่าหดหู่กว่าที่


ฮักซเลย์วาดภาพใน BNW หลายเท่า ถึงแม้ วา่ ฮักซเลย์จะฉลาดพอที่ไม่นาเสนอโลกเก่าในเขตอนุรักษ์
(reservation) ที่จอห์นอาศัยอยูอ่ ย่าง “โรแมนติก” ไร้ เดียงสา เขาก็ไม่ได้ นาเสนอความน่ากลัวของโลกนัน้
เท่าที่ควรจะเป็ น
ผู้เขียนไม่เห็นด้ วยเท่าไรนักกับความคิดนี ้ เพราะถึงแม้ ว่าจอห์นจะอธิบายความดีงามของชีวิตแบบเขาได้
อย่างงดงามในการโต้ วาทีกบั ผู้คมุ โลก ถึงที่สดุ แล้ วชีวิตของจอห์นก็ไม่ใช่ “ทางออก” ที่พงึ ปรารถนา เขาถูก
“ควบคุม” ทางจิตใจไม่น้อยไปกว่าคนในดิสโทเปี ย ด้ วยความรู้สกึ ผิดและอารมณ์ทางศาสนาอย่างหยาบๆ
ที่ยงั ไม่ได้ รับการขัดเกลา ชาว BNW ไม่มีเสรี ภาพที่แท้ จริงฉันใด จอห์นก็ไม่มีฉนั นัน้ ถ้ าดิสโทเปี ยเป็ น
สังคมว่างเปล่าที่ไม่มอบอะไรมากไปกว่าความสะดวกสบายทางโลกย์ โลกส่วนตัวของจอห์นก็ ว่างเปล่า
เช่นกัน เพราะไม่มีอะไรมากกว่าความเจ็บปวดที่เขามอบให้ กบั ตัวเองทังทางร่ ้ างกายและจิตใจ

ในเมื่อทังโลกเก่
้ าของจอห์น และโลกใหม่ของ BNW ล้ วนเป็ นโลกที่วา่ งเปล่าและไร้ ความหมาย คาถามคือ
“ทางสายกลาง” ระหว่างสองโลกนี ้เป็ นไปได้ มากน้ อยเพียงใด

ฮักซเลย์เองเขียนในคานาของ BNW ว่า เขารู้สกึ เสียดายที่ไม่มอบ “ทางเลือกที่สาม” ให้ กบั จอห์น แต่ใน
BNW ก็ใช่วา่ จะไม่มีภาพของ “ทางเลือก” เลย เพราะชุมชนบน “เกาะ” (Island) ที่เบอร์ นาร์ ดและเฮล์ม
โฮล์ทซ์ ชาวดิสโทเปี ยอีกคนหนึง่ ที่กลายเป็ นเพื่อนสนิทของเขา ถูกเนรเทศให้ ไปอยู่ ก็ดจู ะเป็ นทางออกที่
น่าสนใจ เพราะไม่ใช่ชมุ ชนที่รัฐโลกควบคุมพฤติกรรมของประชากรอย่างเคร่งครัดเท่ากับในดิสโทเปี ย แต่
ก็ไม่ใช่ชมุ ชนคนป่ าที่ไร้ ซงึ่ สิ่งอานวยความสะดวกใดๆ เหมือนกับเขตอนุรักษ์ที่เป็ นบ้ านเกิดของจอห์น

เมื่อหวนกลับมาดูประเทศไทย ดูเหมือนว่าคนไทยจานวนไม่น้อยก็กาลังพยายามหา “ทางสายกลาง” ให้


พบ ทางที่จะมอบสมดุลระหว่างความเป็ นไทย (ซึง่ ค่อนไปทางอนุรักษ์นิยม) กับความทันสมัย (ซึง่ ค่อนไป
ทางเสรี นิยม)

การถกเถียงกันเรื่ อง “เศรษฐกิจพอเพียง” ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เป็ นปรากฏการณ์ที่สะท้ อนให้ เห็นความ


พยายามของกระฎมพี ุ ไทยที่จะหา “ทางสายกลาง” ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในเมื่อรากของ “เศรษฐกิจพอเพียง” คือกระแสพระราชดารัสของพระบาทสมเด็จพระ


เจ้ าอยูห่ วั รัชกาลที่ 9 และสถาบันกษัตริ ย์เป็ นสถาบันหลักที่วาทกรรม “ความเป็ นไทย” มองว่าศักดิส์ ิทธิ์
และแตะต้ องไม่ได้ ก็ต้องรอดูกนั ต่อไปว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” จะสามารถรอดสันดอน หลุดออกจาก
กรอบความคิดที่คบั แคบของวาทกรรม “ความเป็ นไทย” ให้ คนไทยสามารถอภิปรายถกเถียงและต่อยอด
กันอย่างเสรี ในวงกว้ างหรื อไม่

ถ้ า “เศรษฐกิจพอเพียง” หลุดรอดกรอบคิดของวาทกรรมนี ้มาไม่ได้ ก็นบั ว่าน่าเสียดายเป็ นอย่างยิ่ง เพราะ


นัน่ หมายความว่าวาทกรรมนี ้สุม่ เสี่ยงที่จะถูกชนชันน
้ าผู้กมุ “ความเป็ นไทย” ฉบับทางการ ตีความอย่าง
น่าอึดอัดและเต็มไปด้ วยความคับแคบทางศีลธรรม จนส่งผลให้ “กด” คนทัว่ ไปมากกว่า “ส่งเสริม”
นวัตกรรมใหม่ๆ ในการใช้ ชีวิตอย่างพอเพียง ตลอดจนไม่ทาให้ วาทกรรมดังกล่าวเป็ นองค์ความรู้ที่มีฐาน
ทางวิชาการ และยืดหยุน่ พอที่จะสอดคล้ องกับหลักการพัฒนาอย่างยัง่ ยืนในมาตรฐานสากล

ผู้เขียนคิดว่า “ความเป็ นไทย” ที่แท้ จริงนันหาใช่


้ วฒั นธรรมฉบับทางการที่แช่แข็งมาแล้ วหลายชัว่ อายุคน
หากเต็มเปี่ ยมไปด้ วยจินตนาการ ความยืดหยุ่น และความคิดสร้ างสรรค์ของคนทุกเชื ้อชาติที่อาศัยอยู่บน
ผืนแผ่นดินที่เรี ยกว่า “ไทย” ดังตัวอย่างมากมายในหนังสือชันยอดเรื ้ ่ อง Very Thai (ลาพังข้ อเท็จจริงที่วา่
หนังสือเกี่ยวกับ “ความเป็ นไทย” เล่มหนึง่ ที่ดีที่สดุ เป็ นหนังสือภาษาอังกฤษที่เขียนโดยฝรั่งสองคน ก็เป็ น
เครื่ องสะท้ อนให้ เห็นปั ญหาของวาทกรรม “ความเป็ นไทย” กระแสหลัก ว่ากาลัง “ตกยุค” และ “ไร้
ความหมาย” ต่อคนไทยสมัยใหม่มากขึ ้นเรื่ อยๆ อย่างไรบ้ าง)

ผลพวงของวาทกรรม “ความเป็ นไทย” ที่อาจเลวร้ ายที่สดุ คือ มันไม่เพียงแต่ปิดกันเสรี


้ ภาพทางความคิด
ของคนเท่านัน้ แต่ยงั ละเมิดสิทธิเสรี ภาพทางกายของ “คนอื่น” ที่ “ไม่ใช่คนไทย” หลายครัง้ อย่างรุนแรงไร้
ความปรานี

กรณีของแฮร์ รี่ นิโคเลดส์ (Harry Nicolaides) นักเขียนชาวออสเตรเลียผู้ถกู ศาลสัง่ จาคุก 3 ปี โทษฐาน


หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จากการเขียนข้ อความเพียงไม่ถึงหนึง่ ย่อหน้ าในหนังสือนิยายที่ขายได้ ไม่ถึงสิบ
เล่ม ปั ญหาการกดขี่แรงงานต่างด้ าวโดยเฉพาะพม่าและเขมร และการใช้ อานาจรุนแรงเลยเถิดของ
เจ้ าหน้ าที่รัฐ ดังเช่นในโศกนาฎกรรมที่ตากใบ ฆ่าตัดตอน 2,500 ศพในสงครามยาเสพติด และลอยแพ
ชาวโรฮิงญา เป็ นเพียงกรณีตวั อย่างของ BNW เวอร์ ชนั่ ไทย ที่เกิดขึ ้นซ ้าซากแต่ไร้ เงาคนรับผิด และไร้ การ
ถกเถียงใดๆ อย่างจริงจังในสังคม นอกวงสนทนาเพียงประปรายที่ต้องคุยกันแบบกระซิบกระซาบเท่านัน้

ผู้เคราะห์ร้ายในกรณีเหล่านี ้คงรู้สกึ ว่า อานาจของรัฐไทยช่างแนบเนียน น่ากลัว และร้ ายกาจกว่ารัฐโลกใน


นิยายของฮักซเลย์ยิ่งนัก.

หมายเหตุ: Brave New World ฉบับแปลไทย ได้รับการตีพิมพ์ปี 2552 โดยสานักพิมพ์ฟรี ฟอร์ ม ภายใต้
ชื ่อ “โลกทีเ่ ราเชื ่อ” สานวนแปล กมล ญาณกวี

Rate