41341

กฎหมายวิธีสบัญญัติ 1
ข้อ 2

คดีแพ่งเรื่องหนึ่ง โจทก์ที่ 1 และที่ 2 รวมกันฟ้องจำำ เลยว่ำ จำำ เลยขับรถยนต์โดยประมำท
เล่นล่อชนรถของโจทก์ที่ 1 เสียหำยและเป็นเหตุให้โจทก์ที่ 2 ซึ่งนั่งมำในรถของโจทก์ที่ 1 บำดเจ็บ
ขอให้จำำ เลยชดใช้ค่ำเสียหำยแก่โจทก์ทั้งสอง จำำ เลยให้กำรว่ำโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีร่วมกันไม่ได้
เนื่องจำกต่ำงได้รับควำมเสียหำยแยกจำกกันดังนี้ คำำให้กำรของจำำเลยฟังขึน้ หรือไม่
เฉลย

ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมแพ่งมำตรำ 59 บัญญัติว่ำ บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปอำจ
เป็นคู่ควำมในคดีเดียวกันได้โดยแบ่ง เป็นโจทก์ร่วมหรือจำำ เลยร่วม โจทก์ทั้งสองได้รับควำมเสีย
หำยเนื่องจำกเหตุเดียวกัน คือ จำำเลยขับรถยนต์โดยประมำท เลินเล่อชนรถโจทก์ที่ 1 โจทก์ทั้งสอง
จึงเป็นผู้ที่มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลควำมแห่งคดี ย่อมเป็นโจทก์ร่วมกันในคดีนี้ได้ตำมประมวล
กฎหมำยวิ ธี พิจ ำรณำควำ มแพ่ งมำตรำ 59 คำำ ให้ก ำรของจำำ เลยจึ งฟั งไม่ ขึ้ น (คำำ พิพำกษำฎี ก ำที่
695/2524 ที่ 1765/2524)
ข้อ 3

คดีแพ่งเรื่องหนึ่ง โจทก์ฟ้องจำำเลยให้ชำำระหนี้เงินดั๊น้จำำเลยให้กำรต่อสู้คดีโจทก์น ำำพ ยำน
เข้ำเบิกควำม 2 คนคือตัวโจทก์และนำยเชยผู้เชยสัญญำปรำกฏว่ำ โจทก์ได้ระบุพยำนไว้แต่ในบันทึก
คำำเบิกควำมของนำยเชยต่อศำลนั้นน ำยเชยมิได้ลงลำยมือชื่อไว้โดยมิ มีหมำยเหตุใดๆดังนี้คำำ เบิก
ควำมของนำยเชยรับฟังได้หรือไม่
เฉลย

ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมแพ่ง มำตรำ 12 บัญญัติว่ำเมื่อพยำนคนใดเบิกควำมแล้ว
ให้ศำลอ่ำนคำำเบิกควำมนั้นใ ห้พยำนฟังและให้พยำนลงลำยมือชื่อไว้ดังที่บัญญัติไว้ในมำตรำ 49 แ
ละ 50 เมื่อคำำ เบิกควำมของนำยเชยนั้นนำยเชยไม่ได้ลงมือชื่อโดยไม่ม ำีบันทึกจดแจ้งเหตุที่ไม่มี
ลำยมือชื่อบันทึกคำำ เบิกควำมของนำยเชย จึงไม่เป็นไปตำมที่กฎหมำยกำำหนดไว้ จึงเป็นบันทึกคำำ
เบิกควำมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมำย รับฟังเป็นพยำนหลักฐำนไม่ได้

หมายเหตุ เหตุกำรณ์ในข้อนี้ไม่น่ำจะเกิดขึ้น เพรำะคำำเบิกควำมได้กระทำำต่อหน้ำศำลเป็น
ควำมบกพร่องของศำลเองที่ มิได้บันทึกแสดงเหตุไว้ เพรำะฉะนัน้ ถ้ำใครตอบผิดธงแต่เหตุผลดีก็ได้
คะแนนเท่ำ ๆ กับคนที่ตอบถูกธงหรืออำจจะมำกกว่ำคนที่ตอบถูกธงแต่ไม่มีเหตุผล

กฎหมายภาษีอากร
ข้อ 1
นำยหว่ อ งคนฮ่ อ งกง มี ห้ อ งชุ ด อยู่ ที่ พั ท ยำให้ ค นเช่ ำ โดยจ้ ำ งให้ ค นไทยเป็ น ผู้ ดู แ ลผล
ประโยชน์และเก็บค่ำเช่ำส่งไปให้นำ ยหว่องที่ฮ่องกง ในภำษีปีที่ผ่ำนมำนำยหว่องไม่ได้เข้ำมำอยู่ใน
ประเทศไทยเลย เช่นนี้เงินค่ำเช่ำที่นำยหว่องได้จำกกำรให้เช่ำห้องชุดดังกล่ำว จะต้องเสียภำษีเงินได้
บุคคลธรรมดำในไทยหรือไม่ เพรำะเหตุใด
เฉลย
ตำมประมวลรัษฎำกร มำตรำ 41 วรรคหนึ่งผู้ใดมีเงินได้พึงประมำณตำมมำตรำ 40 ในภำษี
ที่ ล่ ว งมำแล้ ว เนื่ อ งจำกหน้ ำ ที่ ง ำนหรื อ กิ จ กำรที่ ทำำ ในประเทศไทย หรื อ เนื่ อ งจำกนำยจ้ ำ งใน
ประเทศไทยหรือเนื่องจำกทรัพย์สินที่อยู่ ในประเทศไทยต้องเสียตำมบัญญัติในส่วนนี้ไว้ว่ำเงินได้
นัน้ จะจ่ำ ยในหรือนอกประเทศ
ตามปั ญ หา นำยหว่อ งคนฮ่อ งกงมีห้ อ งชุ ด ให้ เ ช่ำ ที่ พัท ยำ โดยจ้ ำ งคนไทยเป็ นผู้ ดู แ ลผล
ประโยชน์และเก็บค่ำเช่ำส่งไปให้นำยหว ำ่องที่ฮ่องกงเช่นนี้ นำยหว่องเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมิน
เนื่องจำกทรัพย์สินที่อยู่ใ นประเทศไทยจึงเป็นกรณีแหล่งเงินได้ในประเทศไทย ฉะนั้นต้องเสียภำษี
เงินได้บุคคลธรรมดำในประเทศไทยตำมมำตรำ 41 วรรค 1 ดังกล่ำว
อนึ่ ง กรณี นี้ เ ป็ น กรณี แ หล่ ง เงิ น ได้ เ กิ ด ในประเทศไทย มิ ใ ช่ ก รณี เ งิ น ได้ ที่ เ กิ ด นอก
ประเทศไทยจึงไม่ต้องวิเครำะห์ว่ำนำย หว่องจะอยู่ในประเทศไทยตำมมำตรำ 41 วรรค 2 และวรรค
3 หรือไม่

กฎหมายแพ่ง 1

ข้อ 3

ต้อยเข้ำไปในร้ำนอำหำรและร้องสั่งอำหำรดังๆว่ำ ขอเส้นใหญ่รำดหน้ำจำนหนึ่ง เจ้ำของ
ร้ำนมิได้ตอบอะไร แต่ได้ลุกขึน้ ไปเดินผัดรำดหน้ำ ขณะเจ้ำของร้ำนกำำลังผัดรำดหน้ำอยู่ ต้อยเปลี่ยน
ใจจึงบอกว่ำขอเปลี่ยนเป็นเส้นหมี่ เจ้ำของร้ำนบอกว่ำ ทำำแล้วเปลี่ยนไม่ได้ แล้วก็ยกรำดหน้ำมำให้
ต้อยต้อยไม่ยอมรับจึงเกิดโต้เถียงกัน เจ้ำของร้ำนเรียกให้ต้อยชำำระรำคำ ต้อยไม่ชำำระอ้ำงว่ำสัญญำ
ซื้อขำยไม่เกิดเพรำะเจ้ำของร้ำนมิได้ตอ บตกลงเมื่อตนบอกว่ำ ขอส้นใหญ่รำดหน้ำและแม้จะเกิดก็
เป็นสัญญำให้ เพรำะตนบอกว่ำมิใช่ซื้อ จึงไม่ต้องจ่ำยเงิน ท่ำนเห็นด้วยกับข้ออ้ำงของต้อยหรือไม่
เพรำะเหตุใด จงให้เหตุผลประกอบ
เฉลย

ในเรื่องนี้มีหลักกฎหมำยเกี่ยวข้องดังนี้
มาตรา 132 ในกำรควำมนั้นท่ำนให้ฟังถึงเจตนำจึงยิ่งยวดกว่ำตัวกฎหมำย
มาตรา 356 คำำเสนอทำำแก่บุคคลผู้อยู่เฉพำะหน้ำ โดยมิได้บ่งระยะเวลำให้ทำำคำำ สนองนั้น
เสนอ ณ ทีใ่ ด เวลำใด ก็ย่อมจะสนองได้แต่ ณ ที่นั้น เวลำนั้น..............
มาตรา 361 วรรคสองถ้ำตำมเจตนำอันผู้เสนอได้แสดงหรือตำมปกติประเพณีไม่จำำเป ำ็นจะ
มีคำำบอกกล่ำวสนองไซร้ ท่ำนว่ำสัญญำนั้นเกิดเป็นสัญญำขึ้นในเวลำเมื่อกำลอันใดอันหนึ่ง ขึ้นอัน
จะพึงสันนิฐำนได้ว่ำเป็นกำรเจตนำสนองรับ
กรณีตามอุทาหรณ์ กำรที่ต้อยเข้ำไปในร้ำนอำหำรร้องสั่งดังๆว่ำ ขอเส้นใหญ่รำดหน้ำจำน
หนึ่ง นั้นพฤติกำรณ์ที่แสดงออกมำเห็นได้ว่ำ ต้อยมีเจตนำซื้อรำดหน้ำมิใช่ขอ หำกจะขอต้อยย่อมไม่
ตะโกนสั่ งดั งๆเช่ น นี้ ทั้ งต้ อ งไม่ ก ล้ ำ ขอเปลี่ ย นตำมอำำ เภอใจ ดั ง นั้ น แม้ ถ้ อ ยคำำ จะว่ ำ ขอ ก็ ต้ อ ง
หมำยควำมว่ำ ซื้อเพรำะกำรตีควำมแสดงเจตนำต้องเพ็งเล็งถึงเจตนำที่แท้จริงยิ่ งกว่ำถ้อยคำำตำมตัว
อักษรตำมมำตรำ 132
กำรที่ต้อยแสดงเจตนำซื้อรำดหน้ำกับเจ้ำของร้ำน เป็นกำรทำำ ควำมเสนอแก่บุคคลผู้อยู่
เฉพำะหน้ำ แม้เจ้ำของร้ำนจะมิได้ตอบตกลง แต่ก็ได้ลุกเดินไปผัดรำดหน้ำซึ่งเป็นกำรแสดงเจตนำ
สนองรับ ณ ที่นั้นเวลำนั้นแล้ว เพรำะกำรแสดงเจตนำนั้นไม่จำำ เป็นแสดงด้วยวำจำเสมอไป ด้วย
กริยำท่ำทำงที่เข้ำใจได้แล้ว ทั้งยังมีกฎหมำยมำตรำ 361 วรรคสองที่ว่ำ ตำมปกติประเพณีไม่จำำเป็น
ต้องมีคำำบอกกล่ำวสนองไซร้ ท่ำนว่ำสัญญำนั้นเกิดเป็นสัญญำขึ้นในเวลำเมื่อมีกำรอันใดอันหนึ ำ่ง
ขึ้นอันจะพึงสันนิฐำนได้ว่ำเป็นกำรแสดงเจตนำสนองรับ ซึ่งก็สำมำรถนำำมำใช้เทียบเคียงในกรณีนี้
คือปกติประเพณีในกำรขำย อำหำร ผู้ขำยก็ไม่จำำเป็นต้องมีคำำบอกกล่ำวสนองตอบ ดังนั้นเมื่อมีกำร
ลงมือผัดรำดหน้ำ จึงถือว่ำได้มีกำรอันใดอันหนึ่งอันพึงสันนิฐำนได้ว่ำเป็นกำรแสด งเจตนำสนอง
รับคำำเสนอแล้ว สัญญำซื้อขำยจึงเกิดขึน้
ดังนั้น ต้อยจึงมีหน้ำที่ต้องชำำระรำคำข้ออ้ำงทั้งสองข้อฟังไม่ขึ้น

กฎหมายวิธีสบัญญัติ 3
ข้อ 1

นำงสำวบำำเรอ อำยุ 18 ปี บิดำมำรดำเสียชีวิต อำศัยอยู่กับนำยบำำรุงและนำงบุรี พี่เขยและพี่
สำว นำงสำวบำำ เรอถูกนำยบำำ รำศข่มขื่นกระทำำชำำ เรำตำมประมวลกฎหมำยอำญำ มำตรำ 276 เจ้ำ
พนักงำนตำำรวจจับกุมนำยบำำรำศได้และส่งให้พนักงำนสอบสวนดำำเนิ นกำรสอบสวน แล้วส่งให้
พนักงำนอัยกำรยื่นฟ้องต่อศำลในควำมผิดฐำนกระทำำชำำเรำต ำมประมวลกฎหมำยอำญำ มำตรำ 276
ขณะคดีอยู่ในกำรพิจำรณำของศำลขั้นต้น นำงสำวบำำเรอถึงแก่ควำมตำยนำยบำำรุงจึงได้ยื่นคำำร้องต่อ
ศำลขอเป็น โจทก์ร่วมกับพนักงำนอัยกำร ถ้ำท่ำนเป็นศำลจะพิจำรณำสั่งคำำ ร้องขอร่วมเป็นโจทก์
ของนำยบำำรุงอ ย่ำงไร
เฉลย

ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำ มำตรำ 2 (4) บัญญัติว่ำผู้เสียหำยหมำยควำมถึง
บุคลได้รับควำมเสียหำยเนื่องจำ กกำรกระทำำผิดฐำนใดฐำนหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำำนำจจัดกำร
แทนได้ดังบัญญัติไว้ในมำตรำ 4 , 5 และ 6
มาตรา 5 ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำ บัญญัติว่ำ บุคคลเหล่ำนี้จัดกำรแทนผู้
เสียหำยได้
(1) ผูแ้ ทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุเครำะห์ เฉพำะแต่ควำมผิดที่ได้กระทำำต่อผู้เยำว์หรือผู้ไร้
ควำมสำมำรถซึ่ งอยู่ในควำมดูแล
(2) ผู้บุพกำรี ผู้สืบ สันดำน หรือสำมี ภริยำ เฉพำะแต่ ในควำมผิด อำญำซึ่งผู้เ สีย หำยถูก
ทำำร้ำยถึงตำยหรือบำดเจ็ บจนไม่สำมำรถจัดกำรเองได้
และมาตรา 3 ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำ บัญญัติว่ำ บุคคลดังระบุไว้ในมำตรำ
4 ,5 และ 6 มีอำำนำจจัดกำรต่อไปนี้ แทนผู้เสียหำยตำมเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ตำมมำตรำนั้น ๆ
(3) เป็นโจทก์ฟ้องคดีอำญำหรือเข้ำร่วมเป็นโจทก์กับพนักงำนอัยกำร
จากหลักกฎหมาย ผูเ้ สียหำยในคดีอำญำมี 2 ประเภท คือผู้เสียหำยที่แท้จริงแลงะผู้มีอำำนำจ
จัดกำรแทนผู้เสียหำย ซึ่งตำมมำตรำ 5 (1) ผู้มีอำำ นำจจัดกำรแทนผู้เสียหำยที่แท้จริงที่เป็นผู้เยำว์
ได้แก่ ผู้แทนโดยชอบธรรม ปกติคือบิดำมำรดำหรือผู้ปกครองที่ให้กำรดูแลผู้เยำว์ ส่วนกรณีตำม
มำตรำ 5 (2) ต้องเป็นกรณีผู้เสียหำยถูกทำำร้ำยถึงตำยหรือบำดเจ็บจนไม่สำมำรถจ ำัดกำรคดีอำญำ
เองได้ กล่ำวคืน ควำมตำยหรืกำรบำดเจ็บนั้นๆ ต้องเป็นผลที่เกิดขึ้นโดยตรงจำกกำรกระทำำผิดอำญำ

ฐำนนั้นบุคลที่ร ะบุไว้ตำมมำตรำ 5 (2) ย่อมเป็นผู้จัดกำรแทนผู้เสียหำยและมีอำำ นำจจัดกำรคดี
อำญำแทนผู้เ สียหำยได้
ตามปัญหา แม้นำงบำำ เรอผู้เยำว์จะเป็นผู้เสียหำยที่แท้จริงในควำมผิดฐำนข่ม ขืนกระทำำ
ชำำเรำแต่นำยบำำรุงซึ่งเป็นพี่เขยซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธร รมของนำงสำว<st1:PersonName
ProductID="บำำ เรอ มำตรำ">บำำ เรอ มำตรำ</st1:PersonName> 5 (1) (คำำ พิพำกษำ
ฎีกำที่ 866/2494) และแม้ต่อมำนำงสำว บำำเรอจะถึงแก่ควำมตำย ควำมตำยของนำงสำวบำำเรอก็มิใช่
ผลโดยตรงอันเกิดจำกกำรข่มขื่นกระท ำำชำำเรำก็มิได้เป็นบุคคลดังระบุไว้ในมำตรำ 5 (2) ฉะนั้น
นำยบำำรุงจึงมิใช่ผู้มีอำำนำจจัดกำรแทนผู้เสียจึงไม่มีอำำนำ จร้องขอร่วมเป็นโจทก์กับพนักงำนอัยกำร
ตำมมำตรำ 3 (2) ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำดังนี้ถ้ำข้ำพเจ้ำเป็นศำลจะมีค ำำ สั่งยก
คำำร้องขอเข้ำร่วมเป็นโจทก์กับพนักงำนอัยกำรของนำยบำำรุง

กฎหมายวิธีสบัญญัติ 3
ข้อ 3
(ก) คดีอำญำที่ห้ำมอุทธรณ์ในปัญหำข้อเท็จ อำจขอให้รับรองให้อุทธรณ์ มีผู้พิพำกษำใดบ้ำงที่
รับรองให้อุทธรณ์ข้อเท็จจริงได้
(ข) รำษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีอำญำเรื่องหนึ่งเป็นคดีที่มีอัตรำโทษจำำคุ กไม่เกินสำมปี ต้องห้ำม
อุทธรณ์ในปัญหำข้อเท็จจริง ศำลขั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำำ สั่งว่ำคดีมีมูลให้ประทับฟ้องโจทก์ จำำเลย
อุทธรณ์ว่ำพยำนโจทก์รับฟังไม่ได้ว่ำจำำ เลยกระทำำ ควำมผิด ขอให้ยกฟ้อง และขอให้ผู้พิพำกษำ
รับรองให้อุทธรณ์ ดังนี้ ตำมหลักกฎหมำยผู้พิพำกษำจะรับรองให้อุทธรณ์ ดังนี้ตำมหลักกฎหมำยผู้
พิพำกษำจะรับรองให้อุทธรณ์ได้หรือไม่เพร ำะเหตุใด
เฉลย
(ก) คดีอำญำที่ต้องห้ำมอุทธรณ์ในปัญหำข้อเท็จจริงนั้นอำจขอให้ผู้พิ พำกษำรับรองให้
อุทธรณ์ข้อเท็จจริง ได้ ตำมประมวลกฎหมำยใช้พิจำรณำควำมอำญำมำตรำ 193 ตรีกำำหนดไว้ โดย
จะต้องเป็นผู้พิพำกษำดังนี้
1. ผู้พิพำกษำที่นั่งพิจำรณำคดีนั้นในศำลชั้นต้น
2. ผู้พิพำกษำที่ลงชื่อในคดีในศำลชั้นต้น
3. ผู้พิพำกษำที่ทำำควำมเห็นแย้งในศำลชัน้ ต้น
คดีที่จะให้ผู้พิพำกษำดังกล่ำวรับรองให้อุทธรณ์ได้หมำยถึง เฉพำะคดีที่ต้องห้ำมอุทธรณ์
ตำมมำตรำ 193 ทวิ คือคดีที่มีอัตรำโทษอย่ำงสูงตำมที่กฎหมำยกำำหนดไว้ให้จำำคุกไม่เก ำิน 3 ปีหรือ

ปรับไม่เกินหกหมืนบำทหรือทั้งจำำทั้งปรับ ดังนั้นถ้ำต้องห้ำมอุทธรณ์ตำมบทมำตรำอื่นๆ ที่กำำหนด
ไว้ในประมวลกำำหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำ จะมีกำรให้อุทธรณ์ไม่ได้ เช่นคำำสั่งศำลเกี่ยวกับกำร
ไต่สวนชันสูตรพลิกศพ ตำมมำตรำ 150 ที่กำำหนดว่ำคำำ สั่งศำลเป็นที่สุด หรือคำำ สั่งว่ำคดีมีมูลตำม
มำตรำ 167 และมำตรำ 170 ที่กำำหนดว่ำคำำ สั่งของศำลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขำดกำรห้ำมอุทธร ณ์
กรณีดังกล่ำวนี้มิใช่เป็นกำรห้ำมอุทธรณ์ตำมมำตรำ 193 ทวิ จึงไม่อำจรับรองให้อุทธรณ์ได้
(ข) กำรร้องขอให้ผู้พิพำกษำรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหำข้อเท็จจริงตำมม ำตรำ 193 ตรีจะ
ต้องเป็นคดีที่ต้องห้ำมอุทธรณ์ในปัญหำข้อเท็จจริงตำมมำตรำ 193 ทวิเท่ำนั้นส่วนคดีที่ต้องห้ำมอุท
ธรณ์อื่นๆซึ่งเด็ดขำดถึงที่สุ ดแล้วจะขอให้รับรองให้อุทธรณ์ไม่ได้ตำมปัญหำ คดีอำญำที่รำษฎรเป็น
โจทก์ฟ้องแม้จะเป็นคดีที่มีอัตรำโทษจำำคุกไม ำ่เกินสำมปี ต้องห้ำมอุทธรณ์ในปัญหำข้อเท็จจริงตำม
มำตรำ 193 ทวิ แต่เมื่อศำลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำำสั่งว่ำคดีมีมูลให้ประ ทับฟ้องโจทก์ คำำสั่ง
ของศำลชั้นต้นย่อมเด็ดขำดและถึงที่สุด จึงต้องห้ำมอุทธรณ์ ดังนั้น จำำเลยจะอุทธรณ์ไม่ได้และไม่
อำจขอให้ผู้พิพำกษำรับรองให้อุทธรณ์ ได้

กฎหมายวิธีสบัญญัติ 2
ข้อ 1

คดีเรื่องหนึ่งโจทก์ฟ้องจำำเลยเรียกค่ำซื้อของเชื่อแล้วโจทก์ถอน ฟ้องไปศำลชั้นต้นอนุญำต
ให้ถอนฟ้องได้แล้ว แต่จำำเลยอุทธรณ์คำำสั่งที่ศำลชั้นต้นอนุญำตให้ถอนฟ้อง คดีอยู่ระหว่ำงพิจำรณำ
คดีของศำลอุทธรณ์ โจทก์ก็มำฟ้องจำำเลยในข้อมูลหนี้อันเดียวกันนี้ที่ศำลชั้นต้นอีก ดังนี้ ท่ำนเห็นว่ำ
ฟ้องของโจทก์คดีหลังเป็นฟ้องช้อนกับคดีแรกหรือไม่
เฉลย

ตำม ปวพ. มำตรำ 173 นับแต่เวลำที่ได้ยื่นคำำฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่ำงพิจำรณำคดีและ
ผลแห่งนี้
(1) ห้ำมมิให้โจทก์ยื่นคำำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศำลเดียวกันหรือ ต่อศำลอื่น ตำมปัญหำ
แม้โจทก์ถอนฟ้องและศำลชั้นต้นอนุญำตแล้วก็ตำม แต่จำำเลยอุทธรณ์คำำสั่งของศำลชั้นต้นที่อนุญำต
ให้โจทก์ถอนฟ้องอย ำู่ คดีอยู่ในระหว่ำงพิจำรณำของศำลอุทธรณ์ กำรทีโ่ จทก์มำฟ้องจำำเลยในข้อมูล
นี้อันเดียวกันอีก ฟ้องของโจทก์คดีหลังจึงเป็นฟ้องกับคดีแรก (ฎีกำที่ 1068/2517)
ข้อ 2

คดีเรื่องหนึ่งโจทก์จำำเลยทำำคดียอมควำมกันว่ำให้ถือเอำทำงเดินพิ พำทเป็นทำงสำธำรณะ
และให้จำำเลยยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้ำงออกไป ศำลพิพำกษำตำมยอมและจำำเลยปฎิบัติตำมยอมโดย
รื้อออกไปแล้ว ต่อมำโจทก์เอง กลับไปปลูกสร้ำงขึ้นบนทำงเดินนั้น ดังนั้นจำำ เลยจะร้องขอให้คดี
เดิมให้บังคับโจทก์รื้อสิ่งปลูกสร้ำ งที่โจทก์ปลูกออกไปได้หรือไม่
เฉลย
ตำม ปวพ. มำตรำ 271 ถ้ำคู่ควำมหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ำยแพ้คดีมิได้ปฏิบัติตำมคำำ พิพำกษ ำ
ของศำล คูค่ วำมหรือบุคคลที่เป็นฝ่ำยชนะชอบที่จะต้องขอให้บังคับคดีตำมค ำำพิพำกษำนั้น
กำรบังคับคดีหรือกำรปฏิบัติตำมคำำสั่งต้องบังคับให้ตรงกับคำำพิพำ กษำ
ตำมปัญหำที่โจทก์จำำ เลยยอมควำมกันว่ำจำำ เลยยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้ ำงออกไปและศำล
พิพำกษำตำมยอม ถือได้ว่ำจำำเลยเป็นฝ่ำยแพ้คดี จำำเลยได้ปฏิบัติตำมยอมโดยรื้อถอนๆไปแล้ว ส่วน
กรณีที่โจทก์ปลูกสร้ำงขึ้นบนทำงเดินพิพำทนั้น เป็นกรณีที่เกิดขึ้นใหม่ และคำำ พิพำกษำตำมยอม
บังคับเฉพำะจำำเลยบังคับโจทก์ไม่ได้ จำำเลยจึงร้องขอในคดีเดิมที่บังคับโจทก์รื้อสิ่งปลูกสร้ำงที่โจท
ก์ปลูกออกไปไม่ได้ (ฎีกำที่ 358/2504)

กฎหมายพาณิชย์2
ข้อ 1

นำยมิตรดั๊น้ยืมเงินนำยแมนจำำ นวน 10,000 บำท โดยทำำ หนังสือสัญญำดั๊น้ยืมเงินกันไว้
แต่ไม่ได้กำำหนดเวลำชำำระเวลำล่วงเลยมำ 1 ปี นำยมิตรได้ชำำระเงินต้นพร้อมดอกให้นำยแมนครบ
ถ้วนแล้วแต่ไม่ได้ทำำ หลักฐำนกำรใช้เงินไว้แต่อย่ำงใด หลังจำกชำำระหนี้คืนแล้ว 5 ปี นำยแมนได้มำ
ท้วงถำมหนี้เงินดั๊น้พร้อมดอกเบี้ยคืนจำกนำยมิตรอีก นำยมิตรไม่ยอมชำำระหนี้ นำยแมนฟ้องร้องคดี
ต่อศำล นำยมิตรต่อสู้ว่ำ หนี้เงินดั๊น้ระงับแล้วนำยแมนไม่มีสิทธิ์เรียกร้อง และเงินดั๊น้ขำดอำยุควำม
ฟ้องร้อง ดังนี้ถำ้ ท่ำนเป็นศำล จะรับฟ้องข้อต่อสู้ข้องนำยมิตรหรือไม่
เฉลย
กรณีดั งกล่ ำวพิจำรณำว่ำเป็น เรื่ อ งกำรนำำ สืบ กำรใช้ เ งิน กรณีมี ห ลั ก ฐำนกำรดั๊น้ ยื ม เป็ น
หนังสือ ตำม ปพพ. มำตรำ 653 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่ำ ในกำรดั๊น้ยืมเงินมีหลักฐำนเป็นหนังสือนั้น
ท่ำนว่ำจะนำำสืบกำรใช้เงินต่อไปได้เมื่อมีหลักฐำนเป็นหนังสืออย่ ำงใดอย่ำงหนึ่งลงลำยมือชื่อผู้ให้
ยืมมำแสดง หรืเอกสำรนั้นเป็นหลักฐำนแห่งกำรดั๊น้ยืมได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงใน
เอกสำรแล้ว

ตำมปัญหำเป็นเรื่องกำรดั๊น้ยืมเงินที่มีหลังฐำน กำรยืมเงินเป็นหนังสือ กำรนำำสืบกำรใช้เงิน
ต้องปฏิบัญญัติตำมมำตรำ 653 วรรคสอง ที่นำยมิตรได้ชำำระหนี้เงินดั๊น้ให้นำยแมนแล้วแต่ไม่ได้ทำำ
หลักฐำ นก ำรกำรใช้เงินเป็นหนังสือลงลำยมือชื่อนำยแมนผู้ให้ดั๊น้ยืมเป็นส ำำค ำัญ และข้อเท็จจริงไม่
ได้หมำยควำมว่ำนำยแมนได้เวนคืนหนังสือสัญญำให ำ้แก่นำยมิตร หรือแทงเพิกถอนลงในสัญญำ
ดั๊น้ นำยมิตรจะนำำสืบกำรใช้ต้นเงินดังกล่ำวไม่ได้ ส่วนในเรื่องดอกเบี้ยนำยมิตรนำำสืบได้
ข้อต่อสู้เรื่องขำดอำยุควำมนั้นกฎหมำยไม่ได้กำำหนดอำยุควำมในกำร ฟ้องเรียกเงินดั๊น้ไว้
จึงฟ้องคดีได้ในกำำหนดเวลำ 10 ปี นับแต่ทำำสัญญำดั๊น้ ตำมปัญหำระยะตั้งแต่ทำำสัญญำดั๊น้ยืมเงินมี
กำำหนด 6 ปี จึงไม่ขำดอำยุควำมฟ้องร้อง ข้อต่อสู้เรื่องอำยุควำมของนำยมิตรก็ตกไปเช่นเดียวกัน
ถ้ำข้ำพเจ้ำเป็นศำลจะไม่รับฟังข้อต่อสู้ของนำยมิตรทั้งสองกรณี
ข้อ 2

บริษัทสุโขทัย จำำกัดดำำเนินกิจกำรขำยพืชผลทำงกำรเกษตรได้แต่งตั้งให้นำยธรรมเป็ นผู้
จัดกำรดูแลกิจกำรทั้งหมด ต่อมำนำยธรรมขอลำออกแต่เกษตรกรที่เคยติดต่อค้ำขำยกับบริษัทยังค ง
นำำพืชผลมำส่งบริษัทผ่ำนนำยธรรมเพรำะควำมคุ้นเคยกันและนำยธรรมก ชำ็ ำำระค่ำพืชผลแทนบริษัท
ไปก่อนเป็นจำำ นวน 1 ล้ำนบำทแล้วจะไปเบิกคืนจำกบริษัท อีก 1 ปี ต่อมำนำยธรรมได้ไปดั๊น้เงิน
จำกนำยเที่ยง จำำนวน 10 ล้ำนบำท เพื่อซื้อที่ดินปลูกคอนโดมิเนียมไว้ขำยเนื่องจำกเป็นที่นิยมและ
จะไดกำำไรมำก โดยนำยธรรมเจรำจำกับบริษัทว่ำตนประสงค์จะทำำเพื่อบริษัทเป็นกำรต อบแทนที่
เคยทำำงำนกันมำนำนและบริษัทได้ให้สัตยำบันกำรดั๊น้เงินร ำย นี้และให้ชื่อว่ำ สุโขทัย ดอนโดเทล
ปรำกฎว่ำดอนโดมิเนียมที่ปลูกนั้นไม่มีผู้จองซื้อเพรำะก ำ่อสร้ำงไม่ดี กิจกำรขำดทุน นำยเที่ยงมำ
เรียกเงินให้แก่บิรษัทสุโขทัย จำำกัดชำำระหนี้ตำมที่ได้ให้สัตยำบันกำรดั๊น้เงินครั้งนี้ แต่บริษัทไม่ยอม
ชำำระ ขอให้ทำ่ นวินิจฉัยว่ำ
1. นำยธรรมจะเรียกร้องให้บริษัท สุโขทัยจำำกัด ชดใช้เงิน 7 ล้ำนบำทที่นำยธรรมชำำระค่ำ
พืชผลแทนบริษัทได้หรือไม่
2. นำยเที่ยงจะฟ้องร้องให้บริษัทสุโขทัยจำำกัด รับผิดชอบชำำระเงินดั๊น้ 10 ล้ำนบำท ได้หรือ
ไม่
3. บริษัทสุโขทัย จำำกัดจะเรียกร้องให้นำยธรรมชดใช้ค่ำเสียหำยที่ทำำให้บริษัทเสียห ำย
เนื่องจำกดอนโดมิเนียมไม่ดีทำำให้กิจกำรขำดทุนและเป็นที่เสื่อ มเสียชื่อเสียงของบริษัทได้หรือไม่
เฉลย
กฎหมำยบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องตัวแทนควำมว่ำ ถ้ำตัวแทนกระทำำกำรอันใดอันหนึ่งโดย
ปรำศจำกอำำนำจ หรือทำำนอกเหนือขอบอำำนำจก็ดี ท่ำนว่ำย่อมไม่ผูกพันตัวกำรเว้นแต่ตัวกำรจะให้
สัตยำบันเป็นแก่ก ำรนัน้ (มำตรำ 823)

บุคคลใดเชิดบุคคลอีกคนหนึ่งออกแสดงเป็นตัวแทนของตนท่ำนว่ำบุคคล นัน้ จะต้องรับผิด
ต่อบุคคลภำยนอกผู้สุจริตเสมือนว่ำบุคคลนั้นเป็ นตัวแทนของตน (มำตรำ 821)
และในกำรจัดทำำกิจกำรอันเขำมอบหมำยแก่ตนนั้น ตัวแทนได้ออกเงินทดรองหรือออกค่ำ
ใช้จำ่ ยไปซึ่งพิเครำะห์ตำมเหตุ ควรนับว่ำเป็นกำรจำำเป็นได้ไซร้ท่ำนว่ำตัวแทนจะเรียกเงินชดใช้จำ ก
ตัวกำรทั้งดอกเบี้ยนับแต่วันที่ได้ออกเงินไปนั้นด้วยก็ได้ (มำตรำ 816)
ตัวกำรย่อมมีกำรผูกพันต่อบุคคลภำยนอกโดยกิจกำรทั้งหลำยอันตัวแท นได้ทำำไปภำยใน
ขอบอำำนำจ (มำตรำ 820) แต่ถ้ำตัวแทนกระทำำกำรอันใดอันหนึ่ง โดยปรำศจำกอำำนำจท่ำนว่ำไม่
ผูกพันตัวกำร
กรณีจำกอุทธำหรณ์แม้นำยธรรมจะขอลำออกจำกกำรเป็นผู้จัดกำรดูแลกิ จกำรแล้วแต่
บริษัทก็ยังยอมให้นำยธรรมติดต่อรับซื้อพืชผลจำกเกษต รกรและในบำงในบำงครั้งก็ให้นำยธรรม
จ่ำยเงินค่ำสินค้ำไปก่อนด้วย ทำำให้บุคคลภำยนอกเชื่อได้ว่ำนำยธรรมเป็นตัวแทนของบริษัทอยู่
(มำตรำ 821) และเมื่อนำยธรรมได้จ่ำยเงินค่ำสินค้ำแก่เกษตรกรในฐำนะที่ตัวแทน เป็นตัวแทนเช็ค
ดังกล่ำวตัวแทนย่อมต้องรับผิดชดใช้เงินที่ตัวแทน ได้ทดรองจ่ำยไปก่อนรวมทั้งดอกเบี้ยด้วย
(มำตรำ 816)
ส่วนในกรณีที่สองนำยธรรมไปดั๊น้เงินนำยเที่ยง 10 ล้ำนบำท เพื่อปลูกดอนโดมิเนียมไว้
ขำยนั้นเป็นกิจกำรนอกวัตถุประสงค์ของบ ริษัทสุโขทัย จำำกัด แม้ บริษัทจะให้สัตยำบันดั๊น้เงินดัง
กล่ำวตลอดจนให้ใช้ชื่อสุโขทัยด อน โดมิเนียมก็ตำมก็ตำมก็ไม่อำจจะเป็นกำรให้สัตยำบันแก่นำย
ธรรมได้ เนื่องจำกตัวกำรเองก็ไม่มีอำำนำจ ที่กระทำำได้ ตัวกำรจะให้สัตยำบันกำรกระทำำใดๆแก่
ตัวแทนตัวเองต้องมีควำมสำมำร ถที่จะกระทำำกำรด้วยตนเองได้ ดังนั้นในกรณีนี้จึงไม่เข้ำหลัก
เกณฑ์ตำมกฎหมำย มำสตรำ 823 นำยธรรมจึงไม่ใช่ตัวแทนของบริษัทสุโขทัย จำำกัดเมื่อนำยธรรม
มิใช่ตัวแทนของบริษัท กิจกำรใดๆที่นำยธรรมกระทำำลงไปย่อมผูกพันนำยธรรมแต่เพียงผู้เดีย วและ
ไม่ผูกพันตัวกำร(มำตรำ 820)เพรำะนำยธรรมมิใช่ตัวแทน
ดังนั้นนำยเที่ยงจะฟ้องร้องนำยเที่ยงให้บริษัท สุโขทัย จำำกัด รับผิดชำำระหนี้เงินดั๊น้ 10 ล้ำน
บำทไม่ได้ต้องไปเรียกร้องเอำจำกนำยธรรมโดยตรง
และเมื่อนำยธรรมมิใช่ตัวแทนเองของบริษัท สุโขทัย จำำกัด จึงไม่มีสิทธิ์เรียกร้องให้นำย
ธรรมชดใช้ค่ำเสียหำยที่ทำำให้กิจก ำรดอนโดมิเนียมขำดทุน เนื่องจำกก่อสร้ำงไม่ดี เพรำะมิใช่
กิจกำรของบริษัท สุโขทัย จำำกัด ดังกล่ำวส่วนเรื่องเสื่อมเสียชื่อเสียงของบริษัทนั้นเป็นเรื่อง ที่บริษัท
ยินยอมให้ใช้ชื่อของบริษัทโดยสมัครใจจึงไม่มีสิทธิ์เร ำียกร้องค่ำเสียหำยจำกนำยธรรมกิจกำรดอน
โดมิเนียมทั้งหมดนำยธรรมเ ป็นผู้รับผิดโดยส่วนตัวจึงไม่เกิดควำมเสียหำยแก่บริษัทสุโขทัย จำำกัด
นอกจำกเรื่องที่ใช้ชื่อบริษัทยินยอมเอง
สรุป

1. นำยธรรมจะเรียกร้องให้บริษัท สุโขทัยจำำกัด ชดใช้เงิน 1 ล้ำนบำทที่นำยธรรมชำำระค่ำ
พืชผลแทนได้
2. นำยเที่ยงจะฟ้องร้องให้บริษัท สุโขทัย จำำกัด รับผิดชำำระหนี้เงินดั๊น้ 10 ล้ำนบำทไม่ได้
ต้องเรียกร้องเอำจำกนำยธรรมโดยตรง
3. บริษัทสุโขทัย จำำกัดจะเรียกร้องให้นำยธรรมชดใช้ค่ำเสียหำยและค่ำเสื่อมเสียชื่ อเสียง
ของบริษัทไม่ได้ เพรำะนำยธรรมมิใช่ตัวแทนซึ่งกำรกระทำำควำมเสียหำยแก่บริษัทหำกแต ำ่เป็นเรื่อง
นำยธรรมเสียหำยเอง

41321
กฎหมายพาณิชย์ 1
ข้อ 1

ก. รับซื้อรถยนต์นั่งจำก ข. โดยรู้วำ่ ข. ลักมำจำกบุคคลอื่น ต่อมำภำยหลัง ค. เจ้ำของรถ
เรียกร้องขอรถคืนจำก ก. ก. จึงเรียกร้องให้ ข.รับผิดเพรำะกำรที่ ข. ลักมำจำก ค. นัน้ เป็นควำมผิด
ทำงอำญำ ข. ผูข้ ำยโต้แย้งว่ำ ข. ไม่ต้องรับผิดเพรำะ ก. รู้ดวี ่ำ ข. ลักรถมำท่ำนเห็นด้วยกับ ข. หรือ
ข้อโต้แย้งของ ข.

เฉลย
ตำม ปพพ. มำตรำ 475 ถ้ำมีบุคคลใดมำก่อกำรรบกวนขัด สิท ธิข องผู้ซื้อในอั นจะครอง
ทรัพย์ สินโดยปกติสุข เพรำะบุคคลผู้นั้นแม้สิทธิ์เหนือทรัพย์สินที่ได้ซื้อขำยกันนั้น อยู่ในเวลำขำย
พอดี เพรำะควำมผิดของผู้ขำยก็ดี ผู้ขำยจะต้องรับผิดและตำมมำตรำ 476 ถ้ำสิทธิ์ของผู้ก่อกำร
รบกวนนั้นผู้ซื้อรู้อยู่แล้วในเวลำซื้อขำ ยผู้ขำยไม่ต้องรับผิดกำรที่ ค. เจ้ำของรถมำเรียกรถคืนจำก ก.
เป็นกำรก่อกำรรสบกวนขัดสิทธิของ ก. ผู้ซื้อในอันที่จะครองรถโดยปกติสุข เพรำะ ค. มีสิทธิ
เหนือรถยนต์ที่ได้ซื้อขำยกันอยู่นั้นเวลำซื้อขำย จึงเป็นกำรรอนสิทธิของ ก. ผูซ้ ื้อแต่ ก. ก็รู้ดีว่ำ ข. ลัก
รถนัน้ มำ จึงไม่ต้องรับผิดตำมมำตรำ 476 ข้ำพเจ้ำไม่เห็นด้วยกับ ก แต่เห็นด้วยกับข้อโต้แย้งของ ข.

กฎหมายอาญา 1
ข้อ 1

นำยสมิทคนอังกฤษเดินทำงมำกรุง เทพมหำนครพักที่โรงแรมนำยสุรพงษ์ เกิดเรื่องทะเลำะ
วิวำทกับนำยสุรพงษ์นำยสมิทได้ทำำร้ำยนำยสุรพงษ์ บำดเจ็บสำหัส แล้วหลบหนี้ไปประเทศญี่ปุ่น
และถูกทำงกำรญี่ปุ่นจับกุมตัวได้รัฐ บำลไทยขอให้รัฐบำลญี่ปุ่นดำำเนินคดีกับนำยสมิทฐำนทำำร้ำยผู้
อื่นบ ำดเจ็บสำหัดศำลญี่ปุ่นพิพำกษำถึงที่สุดให้ยกฟ้องเพรำะพยำนหลักฐ ำนออ่นนำยสมิทจึงเดิน
ทำงมำยังกรุงเทพมหำนครอีกและถูกตำำรวฝจจับก ำุมดำำเนินคดีเรื่องที่เคยทำำร้ำยนำยสุพงษ์ศำลไทย
จะพิพำกษำลงโทษนำ ยสมิทได้หรือไม่
เฉลย

ตำมประมวลกฎหมำยอำญำ (มำตรำ 4 วรรคหนึ่ง) ผู้ที่กระทำำผิดในรำชอำณำจักรต้องรับ
โทษตำมกฎหมำยกำรที่นำยสมิทท ำำร้ำยนำยสุรพงษ์บำดเจ็บสำหัสเหตุเกิดในประเทศไทยฉะนั้น
นำยสมิทจ ำึงต้องรับโทษในประเทศไทยอย่ำงไรก็ตำมหลังจำกทำำร้ำยนำยสุรพงษ์แล ำ้วนำยสมิท
หลบหนี้ไปประเทศญี่ปุ่นและถูกจับกุมที่นั้นรัฐบำลไทยไ ด้ขอร้องให้รัฐบำลญี่ปุ่นดำำเนินคดีกับนำย
สมิทฐำนทำำร้ำยผู้อื่นบ ำดเจ็บสำหัสแต่ศำลญี่ปนุ่ พิพำกษำถึงที่สุดยกฟ้องเพรำะพยำนหลักฐ ำนอ่อ
นกรณีจึงต้องประมวลกฎหมำยอำญำ (มำตรำ 11 วรรคสอง) ที่ว่ำในกรณีที่ผู้กระทำำควำมผิดใน
รำชอำณำจักรได้ฟ้องต่อศำลต่ำง ประเทศโดยรัฐบำลไทยร้องขอห้ำมมิให้ลงโทษผู้นั้นในรำช
อำณำจักรเพ รำะกำรกระทำำนั้นถ้ำได้มีคำำพิพำกษำถึงที่สุดของศำลต่ำงประเทศให้ ปล่อยตัวผู้นั้นดัง
นัน้ เมื่อศำลญี่ปุ่นพิพำทกษำถึงที่สุดยกฟ้อง นำยสมิทศำลไทยจะลงโทษนำยสมิทในควำมผิดฐำน
ทำำร้ำยร่ำงกำยนำยสุพงษ ำ์อีกไม่ได้

กฎหมายแพ่ง 3
ข้อ 1
นำยจะเด็ดจดทะเบียนสมรสกับนำงกุสุมำได้ไม่นำนก็ทิ้งร้ำงกันหลัง จำกนั้นได้ย้ำยไปรับ
รำชกำรที่ต่ำงจังหวัดและได้บอกกล่ำวกับคนทั ำ่วไปว่ำตนเองโสตนำงจันทรำหลงเชื่อโดยสุจริตจึง
ได้จดทะเบียนสมรส ด้วยนำงจันทรำอยู่กินฉันสำมีภริยำกับนำยจะเด็ดโดยเปิดเผยและมีบ ำุตรคือเด็ก
ชำยเนงบำมำ บัดนี้นำงกุสุมำได้มำพบนำงจันทรำและกล่ำวอ้ำงว่ำกำรสมรสระหว่ำง นำงจันทรำ
และนำยจะเด็ดเป็นกำรสมรสช้อนอันเป็นโมฆะและสั่งห้ำมมิ ให้นำงจันทรำและเด็กชำยเนงบำ
ติดต่อสัมพันธ์กับนำยจะเด็ดอีกต่อไ ปดังนี้นำงกุสุมำจะมีสิทธิที่จะทำำกำรดังกล่ำวได้หรือไม่เพียงใด
เฉลย

มาตรา 1501 กำรสมรสย่อมสิ้นสุดลงด้วยควำมตำยกำรหย่ำหรือศำลพิพำกษำให้เพิกถ อ
นมาตรา 1452 ชำยหรือหญิงจะทำำกำรสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ได้

มาตรา 1495 กำรสมรสที่ฝ่ำฝืน มำตรำ 1449 มำตรำ 1450 มำตรำ 1452 และมำตรำ 1458
เป็นโมฆะ
มาตรา 1497 กำรสมรสที่เป็นโมฆะ เพรำะฝ่ำฝืนมำตรำ 1452 บุคคลผู้มีส่วนไดเสียคนใด
คนหนึ่งจะกล่ำวอ้ำงขึ้นหรือจะร้องขอให้ศำลพิพำกษำว่ำกำรสมรสเป็ นโมฆะก็ได้
มาตรา 1538 ในกรณีชำยหรือหญิงสมรสฝ่ำฝืน มำตรำ 1452 เด็กที่เกิดในระหว่ำงกำร
สมรสที่ฝ่ำฝืนนั้น ให้สันนิฐำนไว้ก่อนว่ำเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมำยของชำยผู้เป็นสำมีซ ำึ่งได้จด
ทะเบียนสมรสครั้งหลัง
นำยจะเด็ดแม้จะทิ้งร้ำงกับนำงกุสุมำก็ตำมก็ยังถือว่ำนำงกุสุมำเ ป็นภริยำที่ชอบธรรมเพรำะ
กำรสมรสจะสิ้นสุดลงด้วยเหตุควำมตำยกำรหย่ำหรือศำลพิพำกษำให้เพิ กถอนตำมที่บัญญัติไว้ใน
มำตรำ 1501 เท่ำนั้นฉะนั้นเมื่อนำยจะเด็ดมำจดทะเบียนสมรสกับนำงจันทรำอีกแม ำ้นำงจันทรำจะ
กระทำำโดยสุจริตก็ตำมก็ถือว่ำเป็นกำรสมรสในขณะที่นำ ยจะเด็ดมีคู่สมรสอยู่แล้วอันเป็นกำรต้อง
วันที่ 4ดกับกุมนำงจั
พำพันนทรำจึ
ธ์ พ.ศ.
ห้ำมตำมมำตรำ 1452 กำรสมรสระหว่ำงนำยจะเด็
งเป็2535
นโมฆะตำม
พิ นัดยจึงกมีรสรำิทมธิททำี่จำะกล่
ที่ บ้ำวำ น
มำตรำ 1495 ฉะ นั้นนำงกุสุมำซึ่งเป็นภริยำที่ชอบด้วยกฎหมำยของนำยจะเด็
งวัฒนะ
อ้ำหมำยเลขที
งต่อนำงจัน่ 44
ทรำว่ถนนแจ้
ำกำรสมรสของนำงจั
นทรำเป็นโมฆะ ตำมที่บัญญัติไว้ในมำตรำ 1497 และมี
ตำำ บ ล บ ำ ง พู ด
สิทธิที่จะห้ำมมิให้นำงจันทรำ ติดต่อสัมพันธ์กับนำยจะเด็ดฉันสำมีภริยำได้
อำำเภอปำกเกร็
จังหวั
รี
สำำ หรับดกรณี
เด็ดนนทบุ
ชำยเนงบำแม้
กำรสมรสระหว่ำงนำยจะเด็ดกับนำงจันทรำ จะเป็นโมฆะ
ข้ ำ พ เ จ้ ำอนนถึำงกำรเป็
ย <st1:PersonName
ProductID="
ก็ตำมก็ไม่กระทบกระเทื
นบุตรที่ชอบด้วยกฎห
มำยของ สุ โ ข ส โ ม ส ร ">สุ โ ข
</st1:PersonName>
นัยกรรมไว้
ว่ำ เมื่อข้งนำยจะเด็
ำพเจ้ำตำยแล้
ว ให้่บทัญี่ดญันิ ติไว้
เด็สโมสร
กชำยเนงบำเด็
กชำยเนงบำต้องถือำยุ
อว่ำ70
เป็นปีบุตขอทำ
รที่ชำพิอบด้
วยกฎหมำยขอ
ดตำมที
โฉนดเลทที
ำบลบำงพูสดุมอำำจึำเภอปำกเกร็
จังหวั
นนทบุ
ำนวน 40 ดตำรำงวำ
ในมำตรำ
1538่ 733
วรรคตำแรกนำงกุ
งไม่มีสิทธิทดี่จะสั
่งห้ดำมมิ
ให้เด็รีกจำชำยเนงบำติ
ต่ อสัมพันตกได้
ธ์กับ
กับนำยด<st1:PersonName
นำยจะเด็
ฉันบิดำกับบุตรได้ ProductID="หับ สโมสร">หับ สโมสร</st1:PersonName> บุตร
ข อ ง ข้ ำ พ เ จ้ ำ แ ต่ เ พี ย ง ผู้ เ ดี ย ว แ ล ะ ใ ห้ ท รั พ ย์ สิ น อื่ น ทั้ ง สิ น ข อ ง ข้ ำ พ เ จ้ ำ ต ก ใ ห้ กั บ
ข้อนำง
3 <st1:PersonName ProductID="ชำว สโมสร">ชำว สโมสร</st1:PersonName>
นั ย กรรมนี
้ ผู้ เ ขีดยังนพิ
นั ย กรรมได้
อ่ ำ นพิ นั ย กรรมนี้ ใ ห้ น ำย <st1:PersonName
ข้อพิควำมพิ
นัยกรรมมี
ต่อไปนี

ProductID="สุขโข สโมสร">สุขโข สโมสร</st1:PersonName> ผู้ทำำ พินัยกรรมและนำยแดง
นำยเหลือง นำยฟ้ำ และนำยดำำ พยำนทั้ง 4 คนฟังแล้ว ผูท้ ำำพินัยกรรมเข้ำใจข้อควำมในพินัยกรรม
ว่ำถูกต้องและผู้ทำำพินั ยกรรมเป็นผู้มีสติ จึงได้ลงลำยมือชื่อไว้ต่อหน้ำพยำน และผู้เขียนพร้อมกับ
พยำนและผู้เขียนได้ลงลำยมือชื่อผู้ทำำพินัยก รรมไว้ในขณะทำำพินัยกรรมนั้น

ลงชื่อ...................................................ผู้ ทำำพินัยกรรม
(
นำย<st1:PersonName ProductID="สุขโข สโมสร">สุขโข สโมสร</st1:PersonName>)
ลงชื่อ....................................................พย ำน

ข้อเท็จจริงปรำกฏว่ำนำยแดงเป็นคนหูตึงนำยเหลืองอำยุ 17 ปี และสมรสแล้วนำยฟ้ำเป็น
เสมือนคนไร้ควำมสำมำรถและนำยดำำเป็นคนตำบอ ดทั้งสองข้ำง ดังนี้พินัยกรรมฉบับนี้มีผลอย่ำง
ไรหรือไม่ เพรำะเหตุใด
เฉลย

หลักกฎหมำย มำตรำ 1656 วรรคแรกบัญญัติไว้ว่ำ พินัยกรรมนั้น จะทำำตำมแบบดังนี้ก็ได้
กล่ำวคือต้องทำำหนังสือทำำวันเดือนปีในขณะที่ทำำขึ้นและผู้ทำำพินัย กรรมต้องลงลำยมมือชื่อไว้ต่อ
หน้ำพยำนอย่ำงน้อยสองคนพร้อมกัน ซึ่งพยำนสองคนนั้นต้องลงลำยมือชื่อของผู้ทำำพินัยกรรมไว้
ในขณะนั ำ้น
มำตรำ 1670 บัญญัติว่ำ บุคคลต่อไปนี้จะเป็นพยำนในกำรทำำพินัยกรรมไม่ได้
(1) ผู้ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภำวะ
(2) บุคคลวิกลจริตหรือบุคคลซึ่งศำลสั่งให้เสมือนไร้ควำมสำมำรถ
(3) บุคคลที่หูหนวก เป็นใบ้ หรือจักษุบอดทั้งสองข้ำงต้น
จำกข้อเท็จจริงดังกล่ำวจะเห็นได้ว่ำพินัยกรรมที่ทำำขึ้นนั้นเป็น พินัยกรรมแบบธรรมดำซึ่ง
ตรงตำมลักษณะที่บัญญัติไว้ในมำตรำ 1656 วรรคแรกคือ พินยั กรรมนั้นทำำเป็นหนังสือโดยได้ลงวัน
เดือนปีที่ทำำไว้คือวันที ำ่ 4 กุมพำพันธ์ 2535 ในขณะที่ทำำโดยผู้ทำำพินัยกรรมคือนำย สุโข สโมสร ได้
ลงลำยมือชื่อไว้ต่อหน้ำพยำนถึง 4 คน คือ แดง เหลือง ฟ้ำ และ ดำำ ซึ่งกฎหมำยกำำ หนดพยำนไว้

เพีย ง 2 คน ก็ เพีย งพอแล้ ว และพยำนทั้ ง 4 คน ก็ไ ด้ล งลำยมื อ ชื่ อผู้ ทำำ พินั ย กรรมไว้ ใ นขณะทำำ
พินัยกรรมด้วย ถือได้ว่ำพินัยกรรมนั้นทำำตำมพินัยกรรมแบบธรรมดำแล้ว
แต่อย่ำงไรก็ตำม ควำมสมบูรณ์ของพินัยกรรมในแบบนี้ยังได้มีกฎหมำยบัญญัติถึงคุณสม
บัติของบุคคลที่จะเป็นพยำนในพินัยกรรมไว้หำกเป็นบุคคลที่ระบุตำ ม ม. 1670 แล้วไม่สำมำรถเป็น
พยำนในพินัยกรรมได้ แต่ลงลำยมือชื่อไว้ก็ถือเท่ำกับว่ำไม่มีพยำนคนนั้นที่จะนับเข้ำ เป็นพยำนได้
ดังนั้นจึงต้องพิจำรณำว่ำพยำนในพินัยกรรมของนำยสุโข นั้นมีคุณสมบัติที่จะเป็นพยำนได้ 2 คน
หรือไม่ จำกข้อเท็จจริงเห็นได้ว่ำตำมมำตรำ 1670 (1) ห้ำมผู้ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภำวะเป็นพยำนก็จริง
นำยเหลืองแม้อำยุ 17 ปีแต่ได้สมรสแล้วก็ถือว่ำเป็นบุคคลบรรลุนิติภำวะแล้วจึงสำมำรถเ ป็นพยำน
ส่วนนำยแดงนั้นหูตึงก็จริงกฎหมำยก็มิได้ห้ำมไว้ ห้ำมไว้เฉพำะคนที่หูหนวกเท่ำนั้น ดังนั้น แม้ว่ำ
นำยฟ้ำและนำยดำำจะต้องห้ำมเป็นพยำนก็ตำมแต่นำยแดงและนำยเห ลือง 2 คนมีคุณสมบัติที่เป็น
พยำนในพินัยกรรมได้ พินัยกรรมของนำยสุโขจึงมีพยำนครบ 2 คนตำมกฎหมำย
ดังนั้นพินัยกรรมฉบับนี้จึงมีผลสมบูรณ์ตำมกฎหมำย

กฎหมายวิธีสบัญญัติ 1
ธงคำาตอบ ที่ทำำไว้เป็นเพียงแนว ที่นักศึกษำควรตอบ ขอให้ท่ำนอำจำรย์ที่ตรวจวัดควำมรู้
ของนักศึกษำเป็นสำำคัญ ผู้ตอบผิดธงแต่เหตุผลก็พึงให้คะแนนเหมือนกัน
คำาถาม
1.คดีแพ่งของศำลเรื่องหนึ่ง ผู้พิพำกษำผู้พิจำรณำคดี ได้ถูกย้ำยไปก่อนที่จะทำำคำำ พิพำกษำ
คงเหลือแต่ผู้พิพำกษำหัวหน้ำศำลแขวงเท่ำนั้น ซึ่งมิได้นั่งพิจำรณำมำเลย ดังนี้ผู้พิพำกษำหัวหน้ำศำล
แขวง จะมีอำำนำจทำำคำำพิพำกษำนั้นแต่เพียงผู้เดียวได้หรือไม่
ธงคำาตอบ
ตามหลัก ผู้พิพำกษำที่มีอำำนำจพิพำกษำหรือสั่งในคดีใดนั้น จะต้องได้พิจำรณำคดีนั้นอำจ
จะเป็นนั่งพิจำรณำไต่สวน หรือสืบพยำนอย่ำงในกรณีศำลชัน้ ต้น หรือได้พิจำรณำพยำนหลักฐำนใน
สำำ นวนหรือฟังกำรแถลงกำรณ์หรือได้เข ำ้ำที่ประชุมใหญ่ อย่ำงในกรณีศำลสูงทั้งนี้ก็เพื่อให้กำร
ชี้ขำดตัดสินคดี ได้กระทำำโดยผู้พิพำกษำที่ได้และเห็นข้อเท็จจริงในคดีเพื่อให้กำ รวินิจฉัยชี้ขำดเป็น
ได้ถูกต้องและเที่ยงธรรม หลักที่ว่ำแฝงอยู่ในกฎหมำยวิธีสบัญญัติทุกฉบับในหลำยมำตรำ รวมทั้ง
พระธรรมนูญศำลยุติธรรมด้วย ดั่งควำมในมำตรำ 22 ของพระธรรมนูญศำลยุติธรรมนั้นเอง ก็แสดง
ถึงเจตนำรมณ์แห่งหลักนี้ไว้ชัดเจน เช่น

อนุมำตรำ (1) ให้ผู้พิพำกษำนำยเดียวมีอำำนำจไต่สวนและพิจำรณำชี้ขำด คำำร้อง หรือคำำขอ
ที่ยื่นต่อศำลในคดีแพ่ง โดยนัยกลับกันผู้พิพำกษำอื่นที่ไม่ได้ไต่สวน ก็ไม่มีอำำนำจวินิจฉัยชี้ขำดคำำขอ
ดังกล่ำว
อนุ ม ำตรำ (2) ให้ ผู้ พิพำกษำนำยเดี ยวมี อำำ นำจไต่ สวนมู ล ฟ้อ ง และมี คำำ สั่งในคดี อำญำ
หมำยควำมว่ำ ผู้พิพำกษำอื่นที่มิได้นั่งพิจำรณำคดีนั้น ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็ไม่อำจออกคำำสั่งว่ำ คดี
มูลหรือยกฟ้อง
อนุมำตรำ (3) ให้ผู้พิพำกษำที่ได้ไต่สวน มีอำำนำจออกคำำสั่งในกำรชันสูตรพลิกศพคนอื่นที่
มิได้ไต่สวนหำมีอำำ นำจไม่
อนุมำตรำ (4) ให้ผู้พิพำกษำพิจำรณำคดีแพ่งเรื่องนั้นเท่ำนั้น มีอำำนำจทำำคำำ พิพำกษำในคดี
นัน้ คนอื่นไม่มีอำำนำจเช่นนั้น
อนุมำตรำ (5) ก็เช่นเดียวกัน ให้ผู้พิพำกษำได้พิจำรณำคดีอำญำ ที่มีโทษจำำ คุกไม่เกิน 3 ปี
เท่ำนั้น มีอำำนำจตัดสินใจนั้น และให้จำำคุกได้ไม่เกิน 6 เดือน ถ้ำเกินนั้นต้องให้ผู้พิพำกษำศำลนั้นอีก
นำยหนึ่ ง อย่ ำ งน้ อ ยตรวจส ำำ นวนและลงลำยมื อ ชื่ อ ในคำำ พิ พ ำกษำเป็ น องค์ ค ณะด้ ว ย เฉพำะ
อนุมำตรำ(5) นี้จะเห็นได้ว่ำแม้แต่ผู้พิพำกษำร่วมเป็นองค์คณะนั้น กฎหมำยก็ยังให้ตรวจสำำนวนเสีย
ก่อนจะได้รู้ข้อเท็จจริงในคดีบ้ำง จึงมีให้อำำนำจลงชื่อร่วมเป็นองค์คณะในคำำพิพำกษำ
อนุมำตรำ (6) ผู้พิพำกษำนำยเดียวมีอำำนำจนั่งพิจำรณำอย่ำงเดียว สำำหรับคดีแพ่งทุนทรัพย์
และคดีอำญำโทษมำก มีกำำหนดไว้ในอนุมำตรำดังกล่ำว แต่เมื่อจะพิพำกษำก็ต้องให้ผู้พิพำกษำอีก
อย่ำงน้อยคนหนึ่ง ตรวจสำำ นวนและลงลำยมือชื่อในคำำ พิพำกษำเป็นองค์คณะด้วย คือ ต้องตรวจ
สำำ นวนซึ่งเป็นกำรพิจำรณำอย่ำงหนึ่งก่อนจึงจะมีอำำ นำจลงล ำยมือชื่อเป็นองค์คณะด้วยคือต้อง
ตรวจสำำนวนซึ่งเป็นกำรพิจำรณำอย ำ่ำงหนึ่งก่อนจึงจะมีอำำนำจลงลำยมือชื่อเป็นองค์คณะ ผู้พิพำกษำ
ที่มีอำำ นำจตรวจสำำ นวนและลงลำยมือชื่อเป็นองค์คณะดังกล ำ่ำวเป็นผู้พิพำกษำธรรมดำก็ได้ ซึ่งผู้
พิพำกษำคนเดิมที่ได้นั่งพิจำรณำต้องได้ทำำคำำพิพำกษำนั้นอ ำีกคนหนึ่งที่ตรวจสำำนวนมีอำำนำจลงชื่อ
ในคำำ พิพำกษำร่วมด้วย ผู้พิพำกษำที่มิได้นั่งพิจำรณำ จะเพียงแต่ ตรวจสำำ นวนและตัด สินโดยผู้
พิพำกษำที่นั่งพิจำรณำมิได้ ทำำคำำพิพำกษำและลงชื่อเลยนั้นไม่ได้
อำำ นำจอันเป็นข้อยกเว้น ของหลักนี้กฎหมำยมอบให้ไว้แก่ ผู้พิพำกษำเป็นหัวหน้ำเช่น
ประธำนศำลฎีก ำ อธิบ ดีศำลอุท ธรณ์หรื อศำลแพ่ง ศำลอำญำ ตลอดจน ผู้พิพำกษำหั วหน้ ำ ศำล
เป็นต้น ดังปรำกฏอยู่ใน พระธรรมนูญ มำตรำ 10 นั้นเอง ท่ำนเหล่ำนี้แม้ไม่ได้นั่งพิจำรณำเลยก็มี
อำำนำจตรวจสำำนวนและลงชื ำ่อในคำำพิพำกษำ ตลอดจนทำำควำมเห็นขัดแย้งได้ เป็นอำำนำจพิเศษที่
กฎหมำยมอบให้ผู้พิพำกษำชั้นหัวหน้ำ ซึ่งรับรำชกำรนำนมีควำมชำำ นำญในกำรวินิ จฉัยในกำร
พิจำรณำคดีเป็นพ ำิเศษ เพรำะฉะนั้นกรณีตำมตัวอย่ำงที่ผู้พิพำกษำซึ่งพิจำรณำได้ย้ำยไปเ สียก่อนทำำ
คำำพิพำกษำนั้น ผู้พิพำกษำหัวหน้ำศำลย่อมมีอำำนำจ ตรวจสำำนวนและพิพำกษำคดีนั้น แต่โดยลำำพัง
ได้

คำาถาม

2. นำยเชยเป็นโจทก์ฟ้องขับไล่นำยฉุยให้ออกจำกที่ดินของตน นำยฉุยจำำเลยขำดนัดยื่นคำำ
ให้กำร ก่อนวันนัดสืบพยำนโจทก์ นำยฉำ่ำยื่นคำำร้องว่ำ เป็นเจ้ำของที่ดินที่พิพำท จึงร้องสอดขอเป็น
จำำเลยเพื่อรักษำสงวนสิทธิของตน ดังนี้ศำลจะสั่งคำำร้องของนำยฉำ่ำอย่ำงไร
ธงคำาตอบ
โดยหลัก บุคคลฟ้องคดีต่อศำล เพรำะถูกกระทำา ทบสิทธิ หรือจำำ เป็นต้องใช้สิทธิตำมศำล
ตำมควำมในประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำ ควำมแพ่ง มำตรำ 55 (นักศึกษำอำจจะลอกข้อควำมในตัว
บทมำตรำ 55 ลงมำหรือไม่ก็ได้)บุคคลเหล่ำนี้เป็นคู่ควำมผู้เริ่มคดี โดยโจทก์เริ่มต้นคดีด้วยกำรยื่น
คำำฟ้องต่อศำล เพื่อเยียวยำสิทธิของเขำ และจำำเลยต่อสู้เพื่อป้องกันสิทธิของจำำเลย
แต่กำรพิพำทกันระหว่ำงโจทก์ จำำเลยผู้เริ่มคดีนั้น อำจกระทบต่อสิทธิบุคคลภำยนอก และ
บำงกรณีจำำเป็นต้องให้บุคคลภำยนอกเข้ำมำในคดี ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมแพ่ง มำตรำ
57 จึงบัญญัติให้บุคคลภำยนอกได้เข้ำมำในคดีนั้นโดยไม่จำำต้องให้เขำ พิพำทกันเป็นคดีใหม่ เรียกว่ำ
ร้องสอดทั้งนี้ก่อนศำลชั้น ต้นมีคำำ พิพำกษำ นัก ศึก ษำอำจลอกควำมในตั วบทมำตรำ 57 ซึ่งมีอ ยู่
3 อนุมำตรำ ลงในกระดำษคำำ ตอบ หรือลอกเพียงอนุมำตรำ(1)ที่เกี่ยวข้องกับคำำ ถำมก็ได้ สำำ หรับ
อนุมำตรำ(1)ต้องแสดงข้อควำมหรือลอกลงมำ
กรณีตำมปัญหำ เป็นเรื่องที่นำยฉำ่ำจำำเป็นต้องเข้ำมำในคดี เพื่อให้ศำลพิพำกษำรับรองว่ำ ที่
พิพำทเป็นของเขำ และคุ้มครองสิทธิของเขำในที่ดินดังกล่ำว ด้วยกำรขับไล่นำยฉุยออกไป กับทั้ง
ให้บังคับตำมสิทธิของเขำในที่ดินนั้นในฐำนะ เป้นของของเขำไม่ใช่ของนำยเชยโจทก์เดิมทั้งนี้ตำม
มำตรำ 57(1) อันเป็นเรื่องที่นำยฉำ่ำตั้งข้อพิพำทเข้ำมำเพื่อต่อสู้กับนำยเชย โจทก์เดิม และจำำ เลยใน
ฐำนะเป็นคู่ควำมฝ่ำยที่ 3 แม้นำยฉุยจำำเลยขำดนัดยื่นคำำให้กำร นำยฉำ่ำยังมีสิทธิร้องสอดเข้ำมำในคดี
ได้ จึงควรสั่งรับคำำร้องสอดของนำยฉำ่ำไว้พิจำรณำ โดยนัยคำำพิพำกษำฎีกำที่ 72/2520

กฎหมายวิธีสบัญญัติ 2
ข้อ 1

คดีเรื่องหนึ่ง โจทก์ฟ้องเรียกค่ำเสียหำยควำมผิดสัญญำจ้ำง 49,000 บำทและดอกเบี้ยอีก
1,500 บำท จำำเลยให้กำรสู่คดี ระหว่ำงพิจำรณำศำลชั้นต้นสั่งให้โจทก์นำำ สืบก่อน โจทก์คัดค้ำนว่ำ
ควรให้จำำเลยนำำสืบก่อน ขอให้ศำลตั้งใหม่ ศำลชัน้ ต้นสั่งว่ำคงให้เป็นไปตำมคำำสั่งเดิม โจทก์ได้แย้ง

คำำสั่งครั้งหลัง ต่อมำ ศำลพิพำกษำให้ยกฟ้องโจทก์ ดังนี้ โจทก์จะคำำ อุทธรณ์คำำ พิพำกษำในข้อเท็จ
จริงจริงเรียกเงินจำำนวนดังก ล่ำวและอุทธรณ์คำำสั่งศำลทั้งสองครั้งได้หรือ
เฉลย
ตำม ปวพ. มำตรำ 224 วรรคแรก ในคดีที่จำำนวนทุนทรัพย์ที่พิพำทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน
ห้ำหมื่ นบำท ห้ำมมิให้คู่ควำมอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง
ตำมปัญหำโจทก์ฟ้องเรียกค่ำเสียหำย 49,000 บำท และดอกเบี้ยอีก 1,500 บำทคดีของ
โทษจึงมีทุนทรัพย์ที่เรียกร้อง 50,500 บำท ไม่ต้องห้ำมอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง โจทก์อุทธรณ์ในข้อ
เท็จจริง โจทก์อุทธรณ์คำำพิพำกษำของศำลชั้นต้นในข้อเท็จจริงได้
ส่วนกำรอุทธรณ์คำำสั่งนั้น ตำม ปวพ. มำตรำ 226 เว้นแต่จะได้โต้แย้งไว้ และอุทธรณ์คำำสั่ง
ที่โต้แย้งคำำสั่งนั้นภำยหลัง (5 คะแนน)
ตำมปัญหำ คำำสั่งอันแรกโจทก์คัดค้ำนว่ำควรให้โจทก์นำำสืบก่อน ต้องถือว่ำโจทก์โต้แย้งคำำ
สั่งอันแรกไว้แล้ว โจทก์จึงอุทธรณ์คำำสั่งแรกได้ ส่วนคำำสั่งหลังนั้นมิได้โต้แย้งโจทก์จึงอุทธรณ์ไม่
ได้
ข้อ 2

คดีเรื่องหนึ่ง ศำลพิพำกษำให้นำยจันทร์ใช้เงินแก่นำยแสง นำยจันทร์ไม่ชำำ ระหนี้ตำมคำำ
พิพำกษำ นำยแสงเจ้ำหน้ำที่ตำมคำำ พิพำกษำจึงนำำ ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 384 ทั้งแปลง เพื่อขำยทอด
ตลำดชำำระหนี้ตำมคำำพิพำกษำ แต่ที่ดินแปลงนี้นำยจันทร์ลูกหนี้ตำมคำำพิพำกษำมีชื่อถือกรรมสิท ธิ์
รวมกับนำยสุดบุคคลภำยนอกคดีซึ่งยังไม่มีกำรแบ่งแยกออกจำกกัน นำยสุดจึงนำำ เรื่องมำปรึกษำ
ท่ำนจะให้คำำแนะนำำว่ำให้นำยสุดยื่นคำำ ร้องให้ศำลสั่งปล่อยที่ดินแ ปลงดังกล่ำว หรือขอรับเงินที่
ขำยทอดตลำดที่ดินแปลงดังกล่ำว
เฉลย
ตำม ปวพ. มำตรำ 288 วรรคแรก ถ้ำบุคคลใดกล่ำวอ้ำงว่ำลูกหนี้ตำมติดคำำพิพำกษำไม่ใช่เจ้ำ
ของทรั พย์สินที่ได้ยึดไว้ บุคคลนั้นอำจยื่นคำำร้องขอต่อศำลให้ปล่อยทรัพย์สินเช่นว่ำนั้นฯล ฯ
ตำมปัญหำที่ดินที่นำยแสงนำำยึดเป็นของนำยจันทร์ลูกหนี้ตำมคำำพิพำ กษำ แม้นำยสุดจะถือ
กรรมสิทธิ์ร่วมอยู่ด้วยก็ตำม นำยแสงเจ้ำหนี้ตำมคำำพิพำกษำจึงนำำยึดทั้งแปลงมำขำยทอดตลำดได้ถือ
ว่ำเป็นกำรยึดทรัพย์ของลูกหนี้ตำมคำำพิพำกษำ นำยสุดบุคคลภำยนอกคดี แม้จะเป็นเจ้ำของร่วมด้วย
จะร้องขอต่อศำลให้สั่งปล่อยที่ดินไม่ได้ กรณีไม่ต้องด้วย
แต่ ปวพ. มำตรำ 287 บัญญัติว่ำ บทบัญญัติว่ำด้วยกำรบังคับคดีด้วยย่อมไม่กระทบถึงสิทธิ
อื่นๆซึ่ งบุคคลภำยนอกอำจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตำมกฎหมำย

ฉะนั้นแม้นำยสุดขอให้ศำลสั่งปล่อยที่ดินที่ยึดไม่ได้ แต่นำยสุดก็ร้องขอรับเงินส่วนของตน
ที่ได้จำกกำรขำยทอดตลำดที่ดิ นแปลงดังกล่ำวได้
ถ้ำนำยสุดมำปรึกษำข้ำพเจ้ำ ๆ จะให้คำำแนะนำำตำมนัยดังกล่ำว

กฎหมายวิธีสบัญญัติ 3
ข้อ 2

คดีอำญำเรื่องหนึ่ง ผู้เสียหำยเป็นโจทก์ฟ้องแต่งตั้งทนำยควำมให้ฟ้องจำำเลย โดยระบุไว้ใน
ใบแต่งทนำยควำมมีอำำนำจลงชื่อในคำำฟ้องแทนโจทก์ ทนำยควำมที่ได้รับกำรแต่งตั้งจึงลงลำยมือ
ชื่อของตนในคำำฟ้องแทนโ จทก์ และควำมข้อนี้ปรำกฏต่อศำลเมื่อสืบพยำนโจทก์เสร็จเรียบร้อยแล้ว
ดังนั้นถ้ำท่ำนเป็นศำลจะมีคำำสั่งหรือคำำพิพำกษำอย่ำงไร
เฉลย
ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำมำตร 158 วำงหลักไว้ว่ำ ฟ้องต้องทำำหนังสือและ
มี ฯลฯ
(7) ลำยมือชื่อโจทก์ผู้เรียง ผู้เขียนพิมพ์ฟ้อง
ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมคดีอำญำ มำตรำ 161 วำงหลักไว้ว่ำ ถ้ำฟ้องไม่ถูกต้อง
ตำมกฎหมำย ให้ศำลสั่งให้โจทก์ฟ้องให้ถูกต้องหรือเรียกยกฟ้อง ไม่ประทับฟ้อง ฯลฯ
จำกหลั ก กฎหมำยดั ง กล่ ำ ว ลำยมื อ ชื่ อ โจทก์ จึ ง จำำ กั ด ว่ ำ ผู้ ที่ ล งชื่ อ ได้ คื อ ตั ว โจทก์ ได้ แ ก่
พนักงำนอัยกำร หรือผู้เสียหำยซึ่งฟ้องคดีอำญำต่อศำล ทนำยควำมมิใช่โจทก์ ไม่มีอำำนำจลงชื่อใน
ฟ้อง ถ้ำทนำยควำมลงชื่อแทนโจทก์จะเป็นฟ้องที่ไม่ถูกต้องตำมกฎหมำย ศำลชอบที่จะสั่งให้โจทก์
แก้ฟ้อง ยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้องก็ได้ นอกจำกผู้เสียหำยจะมอบอำำ นำจให้ทนำยควำมฟ้องคดี
แทนจึงจะลงชื่อแท นได้
ตามปัญหา คดีอำญำที่ผู้เสียหำยเป็นโจทก์แต่ทนำยให้ฟ้องจำำเลย โยระบุไว้ในใบแต่งทนำย
ให้ทนำยควำมมีอำำนำจลงชื่อในคำำฟ้องแทนโจทก ำ์และทนำยควำมลงชื่อแทนโจทก์ในคำำฟ้อง ย่อม
เป็นฟ้องที่ไม่ถูกต้องตำมกฎหมำยประมวลวิธีพิจำรณำควำมอำญำม ำตรำ 158 (7) เพรำะคำำฟ้องใน
คดีอำญำผู้เสียหำยเป็นโจทก์ต้องลงลำยมือชื่อด้วยต นเอง ทนำยควำมไม่มีอำำนำจลงชื่อแทนโจทก์
แม้จะระบุไว้ในใบแต่งทนำยก็ตำ ม เนื่องจำกกำรระบุในใบแต่งทนำยให้ทนำยควำมลงชื่อแทน

โจทก์นั้นไม่ ใช่กำรมอบอำำนำจให้ฟ้องคดีแทน เมื่อทนำยควำมได้ลงชื่อแทนโจทก์ฟ้องนี้จึงไม่ถูก
ต้องตำมกฎหมำยแ ละปรำกฏว่ำควำมข้อนี้ได้ปรำกฏต่อศำลเมื่อสืบพยำนโจทก์เสร็จเรีย บร้อยแล้ว
ถ้ำข้ำพเจ้ำเป็นศำลจะพิจำรณำยกฟ้องโจทก์และไม่สั่งให้แก้ฟ้องหร ำือสั่งไม่ประทับฟ้อง (ตำมนัย
ฎีกำที่ 3/2492 และฎีกำที่ 607/2514)

กฎหมายวิธีสบัญญัติ 3
ข้อ 3

พนักงำนอัยกำรเป็นโจทก์ฟ้องนำยแดงเป็นจำำ เลยต่อศำลในข้อหำว่ำบุก รุกบ้ำนนำยเล็ก
และกอดปลำ้ำ ทำำ อนำจำรนำงน้อยภรรยำของนำยเล็ก นำงน้อยได้ขอเป็นโจทก์ร่วมกับ พนักงำน
อัยกำร ระหว่ำงพิจำรณำสืบควำมจำำเลยนำงน้อยยื่นคำำร้องต่อศำลว่ำได้ตกลงย อมควำมกับนำยแดง
แล้ว และไม่ติดใจดำำเนินคดีอีกต่อไป ศำลสอบถำมจำำ เลย จำำเลยไม่คัดค้ำน พนักงำนอัยกำรขอให้
ศำลดำำเนิน
กำรพิจำรณำต่อไป ดังนี้ถ้ำท่ำนเป็นศำลจะปฏิบัติอย่ำงไร
เฉลย
ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำมำตรำ 35 วรรคสองวำงหลักไว้ว่ำ ฯลฯ คดีควำม
ผิดต่อส่วนตัวนั้นจะถอนฟ้องหรือยอมควำมในเวลำใดก่อนคดีถ ำึงสิ้นสุดก็ได้ แต่ถ้ำจำำเลยคัดค้ำนให้
ศำลยกคำำร้อง ขอถอนฟ้องนั้นเสีย
ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมคดีอำญำมำตรำ 39 วำงหลักไว้ว่ำ สิทธินำำคดีอำญำฟ้อง
ย่อมระงับไปดังต่อไปนี้ฯลฯ
(2) ในคดีควำมผิดต่อส่วนตัว เมื่อได้ถอนคำำ ร้องทุกข์ถอนฟ้องหรือยอมควำมกันโดยถูก
ต้องตำมกฎหม ำย ฯลฯ
จำกหลักกฎหมำยดังกล่ำว ในคดีควำมผิดต่อส่วนตัวผู้เสียหำยซึ่งเป็นโจทก์อำจยอมควำม
กับจำำ เลยได้ก่อนคดีถึงที่สุด และเมื่อได้ตกลงยอมควำมกันแล้วย่อมทำำให้สิทธิในกำรนำำคดีอำญำ
มำฟ ำ้องระงับ
ตำมปัญหำ พนักงำนอัยกำรเป็นโจทก์ฟ้องนำยแดงจำำ เลยต่อศำลในข้อหำบุกรุกบ้ำน นำย
เล็ก และกอดปลำ้ำกระทำำอนำจำรนำงน้อยภรรยำของนำยเล็ก ซึ่งควำมผิดทั่งสองข้อหำเป็นควำมผิด
ต่อส่วนตัว และปรำกฏว่ำในระหว่ำงพิจำรณำสืบพยำนจำำเลย นำงน้อยได้ยื่นคำำร้องต่อศำลได้ตกลง
ยอมควำมกับนำยแดงแล้วไม่ติดใ จดำำเนินคดี และจำำเลยไม่คัดค้ำน พนักงำนอัยกำรย่อมหมดสิทธิที่

จะดำำเนินคดีจำำ เลยในข้อหำกอดปลำ้ำ กร ะทำำ อนำจำรอีกต่อไปเพรำะเมื่อผู้เสียหำยกับจำำ เลยตกลง
ยอมควำมกันแ ล้วสิทธิในกำรดำำเนินคดีอำญำย่อมระงับศำลต้องสั่งจำำหน่ำยคดี
สำำ หรับควำมผิดในข้อหำบุกรุกบ้ำนนำยแดงนั้น ปรำกฏว่ำนำยแดงมิได้ถอนฟ้องหรือ
ตกลงยอมควำมกับจำำ เลยแต่อย่ำงไร สิทธิในกำรดำำ เนินคดีอำญำยังไม่ระงับ พนักงำนอัยกำรจึงมี
สิทธิที่จะดำำเนินคดีต่อไป
ดังนั้น ในข้อหำกอดปลำ้ำกระทำำอนำจำร นำงน้อยศำลต้องสั่งจำำหน่ำยคดีเพรำะสิทธิในกำร
ดำำเนินคดีระงับ สำำหรับในข้อหำบุกรุกบ้ำนนำยแดง ศำลต้องดำำเนินคดีต่อไป

กฎหมายอาญา 2
ข้อ 3

นำยทำำนองไปซื้อเสื้อ ผู้ขำยนำำเสื้อมำให้เลือกหลำยตัว รำคำต่ำงๆกัน ขณะที่ผู้ขำยเผลอ
นำยทำำนองก็แกะป้ำยรำคำเสื้อตัวหนึ่งซึ่งมีรำคำ 200 บำทออกเสียแล้วเอำป้ำยรำคำ 100 บำท มำจำก
เสื้อตัวอื่นมำปิดไว้แทน และ บอกผู้ขำยขอซื้อเสื้อตัวนี้ ผูข้ ำยก็ขำยให้นำยทำำนองในรำคำ 100 บำท
นำยทำำนองมีควำมผิดฐำนใดหรือไม่ เพรำะเหตุใด
เฉลย
ตำมประมวลกฎหมำยอำญำมำตรำ 341 บัญญัติว่ำ ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อนื่ โดยกำร
แสดงข้อควำมอันเป็นเท็จ.และโดยกำรหลอกลวงด ำังว่ำนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจำกผู้ถูกหลอกลวง
หรือบุคคลที่สำม.. ..........ผูน้ ั้นกระทำำควำมผิดฐำนฉ้อโกง ”
จำกข้อเท็จจริงตำมปัญหำ กำรที่นำยทำำนองไปซื้อเสื้อ แล้วผู้ขำยได้นำำเสื้อมำให้เลือกหลำย
ตัว รำคำต่ำงกัน ขณะที่ผขู้ ำยเผลอนำยทำำนองจึงแกะเอำป้ำยรำคำเสื้อซึ่งมีรำคำ 200 บำท ออกเสีย
แล้วเอำป้ำยรำคำ 100 บำทจำกเสื้อตัวอื่นมำปิดไว้แทน กำรกระทำำดังกล่ำวเห็นว่ำเป็นกำรกระทำำที่
นำยทำำนองได้หลอกลวงผู้ข ำยเพื่อให้ผู้ขำยขำยผิดรำคำ เป็นกำรหลอกลวงผู้ขำยโดยแสดงข้อ ควำม
เป็นเท็จ และนำยทำำนองได้บอกผู้ขำยซื้อเสื้อตัวนั้น เห็นได้ว่ำนำยทำำนองกระทำำไปโดยมีเจตนำ
ทุจริต เพื่อแสวงหำประโยชน์ที่มิควรได้โดยมิชอบด้วยกฎหมำย ซึ่งผู้ขำยได้ขำยให้นำยทำำนองไป
รำคำ 100 บำท แม้นำยทำำนองจะชำำระรำคำให้ ก็ชำำระในรำคำที่ตำ่ำกว่ำควำมเป็นจริงกำรหลอกลวง
ของนำยทำำนองดังกล ำ่ำวนั้นทำำให้นำยทำำนองได้ทรัพย์สินจำกผู้ถูกหลอกลวงคือ ผู้ขำยนำยทำำนอง
จึงมีควำมผิดฐำนฉ้อโกงตำมหลักกฎหมำยที่กล่ำวมำข้ ำงต้น

กฎหมายว่าด้วยทรัพย์สิน
ข้อ 2

ชนกซื้อที่ดินมือเปล่ำแปลงหนึ่งจำกกำรขำยทอดตลำดตำมคำำ สั่งศำล อีกปีเศษมำชนกจะ
เข้ำไปทำำ ประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่ำว แต่ปรำกฏว่ำชนนีได้เข้ำปลูกบ้ำนเรือนอำศัยในที่ดิน
แปลงนั้นเป็น เวลำ 3 ปีเศษชนกจึงยื่นคำำ ขำดให้ชนนีรื้อถอนบ้ำนเรือนออกไปโดยเร็วมิฉะ นั้นจะ
ฟ้องร้องดำำเนินคดี ดังนี้ให้ท่ำนวินิจฉัยว่ำ ชนนีจะมีขอต่อสู้อย่ำงไรหรือไม่
เฉลย
ตำม ปพพ. มำตรำ 1375 บัญญั ติว่ำ ถ้ำผู้ถื อครองถู ก แย่ งกำรครอบครองโดยมิช อบด้ ว ย
กฎหมำยไซร้ ท่ำนว่ำผู้ครองจะมีสิทธิจะได้คืนซึ่งกำรครอบครอง เว้นแต่อีกฝ่ำยหนึ่งมีสิทธิเหนือ
ทรัพย์สินดีกว่ำซึ่งกว่ำซึ่งจะ เป็นเหตุให้เรียกคืนผู้ครอบครองได้
กำรฟ้องคดีเพื่อเอำคืนซึ่งกำรครอบครองนั้น ท่ำนว่ำต้องฟ้องภำยในปีหนึ่งนับแต่เวลำถูก
แย่งกำรครอบครอง
ตำมปัญหำ ที่ดินที่ชนกซื้อมำจำกกำรขำยทอดตลำดตำมคำำ สั่งศำลนั้นเป็นที่ดิน มือเปล่ำ
ชนกจึงไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่ำว คงได้แต่เพียงสิทธิครอบครองเท่ำนั้นในเมื่อชนนีได้
เข้ำครอบครอง ที่ดินนั้นเป็นเวลำ 3 ปีเศษแล้ว และชนกมิได้ฟ้องคดีเพื่อเอำคืนซึ่งกำรครอบครอง
ภำยใน 1 ปี นับแต่วันที่ได้สิทธิกำรขำยทอดตลำดตำมคำำ สั่งศำลคดีจึงเป็นอันขำ ดอำยุควำมตำม
มำตรำ 1375 วรรคสอง ดังกล่ำว (เทียบกับคำำพิพำกษำฎีกำที่ 1093-1112/2484 , 1170/2503)
ข้อ 3

แตงโมออกเช็คคำำสั่งจ่ำยเงินจำำนวน 5,000 บำท ให้แตงกวำเพื่อชำำระหนี้ แตงกวำโอนสลัก
หลังให้แตงร้ำน แตงร้ำนแก้ไขจำำนวนเงินจำก 5,000 บำท เป็น 55,000 บำท โดยมิมีใครรู้เห็น ต่อ
มำแตงร้ำนสลักหลังโอนให้แตงหวำน แตงหวำนนำำ เช็คไปขึ้นเงินกับธนำคำรเนื่องจำกกำรแก้ไข
เปลี่ ย นแปลง ตั ว เลขดั ง กล่ ำ วแตงร้ ำ นทำำ ได้ แ นบเนี ย น ธนำคำรจ่ ำ ยเงิ น จำกบั ญ ชี ไ ปจำำ นวน
55,000 บำท ต่อมำภำยหลังแตงโมมำตรวจสอบบัญชี ปรำกฏว่ำเงินขำดหำยไปจำกบัญชี 55,000
บำท ดังนี้

1. ระหว่ำงคู่สัญญำในเช็ดดังกล่ำวใครจะต้องรับผิดบ้ำงเพียงใดบ้ำง
2. เมื่อแตงโมมำเรียกร้องเงินจำำนวน 50,000 บำท ที่จ่ำยเกินไปจำกธนำคำร ธนำคำรจะ
เรียกร้องจำกใครได้บ้ำง เพียงใด
เฉลย
ตำม ปพพ. มำตรำ 1007 บัญญัติว่ำ “ ถ้ำข้อควำมในตั๋วเงินใด หรือในคำำรับรองตั๋วเงิน
รำยใด มีผู้แก่ไขเปลี่ยนแปลงในข้อสำำคัญ โดยทีค่ ู่สัญญำทั้งปวงผู้ต้องรับผิดตำมตั๋วเงินมิได้ยินยอม
ด้วย หมดทุกคนไซร้ ท่ำนว่ำตั๋วเงินนั้นก็เป็นอันเสีย เว้นแต่ยังคงใช้ได้ต่อคู่สัญญำซึ่งเป็นผู้ทำำกำร
แก้ไขเปลี่ยนแปล งนั้น หรือได้ยินยอมด้วยกับกำรแก้ไขเปลี่ยนแปลงนัน้ หรือได้ยนิ ยอมกับกำร
แก้ไขเปลี่ยนแปลงนัน้ กับทั้งผู้สลักหลังในภ ำยหลัง ”
แต่ถ้ำตั๋วเงินใดได้มีผู้แก้ไขเปลี่ยนแปลงในข้อสำำคัญ แต่ควำมเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ประจักษ์
และตั๋วเงินนั้นตกอยู่ในมือผ ำู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมำยไซร้ ท่ำนว่ำผู้ทรงคนนั้นจะถือเอำประโยชน์
จำกตั๋วเงินก็ได้ เสมือนดั่งว่ำมิได้มีกำรแก้ไขเปลี่ยนแปลงเลย และจะบังคับกำรใช้เงินตำมเนื้อควำม
เดิมแห่งตั๋วนั้นก็ได้
ตามปัญหา
1 ) แตงหวำนเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมำย เนื่องจำกมีกำรสลักหลังโอนตั๋วเงิน (เช็ค)
มำโดยชอบแม้จะมีกำรแก้ไขเปลี่ยนแปลงเงินในเช็คจำก 5,000 บำท เป็น 55,000 บำท ก็ตำม แต่
กำรแก้ไขเปลี่ยนแปลงแนบเนียนไม่ประจักษ์ แตงหวำนผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมำยได้รับกำรโอน
มำโดยไม่ขำดสำยจะถือ เอำประโยชน์จำกเช็คนั้นได้ เสมือนว่ำมิได้มีกำรแก้ไขเปลี่ยนแปลงเลย
และจะบังคับกำรใช้เงินตำมเนื้อหำเดิมแห่งเช็คนั้นได้ คือแตงหวำนสำมำรถเรียกร้องเงินจำำนวน
5,000 บำท ได้จำกแตงโมผู้สั่งจ่ำยหรือ แตงกวำผู้สลักหลังก่อนมีกำรแก้ไขเปลี่ยนแปลง และเรียก
ร้องเงินจำำนวน 55,000 บำท จำกแตงร้ำนผู้ทำำกำรแก้ไขเปลี่ยนแปลง
2 ) เมื่อแตงโมมำเรียกร้องเงินจำำนวน 50,000 บำท ทีธ่ นำคำรจ่ำยเกินไปจำกบัญชีของ
แตงโม ธนำคำรสมำมำรถเรียกร้องเงินจำำนวนดังกล่ำวคืนจำกแตงหวำนในฐำนลำภ มิควรได้

กฎหมายพาณิชย์ 4
ข้อ 1
นำยแสงนำยโสม และนำยส่วนได้รวมหุ้นกันจัดตั้งห้ำงหุ้นส่วนสำมัญนิติบุคคลยนต์ ศิลป์
เพื่อประกอบกิจกรรมกำรรับซ่อมรถยนต์ ห้ำหุ้นส่วนประกอบกิจกำรมำได้1 ปี เป็นหนี้ ค่ำอะไหล่

ยนต์เป็นเงิน 3 หมื่นบำท นำยส่วนผู้เป็นหุ้นส่วนต้องกำรออกจำกห้ำงฯลฯ นำยส่วนต้องดำำ เนิน
กิจกำรอย่ำงใดจึงจะถูกต้องตำมกฎหมำย และจำกกำรที่ผู้เป็นหุ้นส่วนออกจำกห้ำงหุ้นส่วน อันมีผล
ทำำให้ห้ำงฯลฯเลิกนั้น หำกผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นไม่ต้องกำรเลิกห้ำงฯ ผู้เป็นหุ้นส่วนจะต้องดำำเนินกำร
อย่ำงใดและนำยส่วนที่ออกจำกห้ำง ฯไปแล้วต้องรับใช้หนี้ให้กับห้ำงหุ้นส่วนอีกต่อไปหรือไม่
เฉลย

ตำมปัญหำกำรที่นำยส่วนจะออกจำกห้ำงหุ้นส่วนโดยถูกต้องตำมกฎหมำย นำยส่วนจะ
ปฎิบัติตำม มำตรำ 1056 ที่ว่ำถ้ำห้ำงหุ้นส่วนใดตั้งขึ้นโดยไม่มีกำำหนดกำรอย่ำงหนึ่งอย่ ำงใดเป็นยุติ
ท่ำนว่ำจะเลิกได้ต่อเมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ ำ่งบอกเลิกเมื่อสิ้นรอบปีนั้นบัญชีเงินของห้ำงหุ้น
ส่วนนั้น ผูเ้ ป็นหุ้นส่วนนั้นต้องบอกกล่ำวควำมจำำนงไม่น้อยกว่ำหกเดือน กรณีนนี้ ำยส่วนต้องปฎิบัติ
ตำมให้ถูกต้องตำมกฎหมำยคือต้องบอกเลิ กสิ้นรอบปีในทำงบัญชีของห้ำงหุ้นส่วนต้องบอกกล่ำว
ลวงหน้ำไม่น้อ ยกว่ำหกเดือนถ้ำห้ำงต้องกำรดำำเนินต่อไปเมื่อผู้ร่วมหุ้นออกจำกห ำ้ำงหุ้นส่วนจะ
กระทำำได้เป็นหุ้นส่วนที่ยังอยู่รับซื้อทุนของผู้ท ำี่เป็นหุ้นส่วนที่ออกจำกหุ้นส่วน ตำมมำตรำ 1060 ใน
กรณีอย่ำงใดอย่ำงหนึ่งมำตรำ 1055 อนุมำตรำ 4 ถ้ำผู้เป็นหุน้ ส่วนรับซื้อหุ้นของผู้ที่ออกจำกหุ้นส่วน
ไปแล้วไซ ร้สัญญำหุ้นส่วนนั้นยังคงใช้ต่อไป
กรณีที่นำยส่วนออกจำกห้ำงหุ้นส่วนไปแล้วนำยส่วนยังต้องรับผิดชำำ ระหนี้ให้ห้ำงหุ้นส่วน
อีกสองปี นับแต่เมื่อออกจำกหุ้นส่วนตำมมำตรำ 1068 ที่ว่ำ ควำมรับผิดของผู้เป็นหุ้นส่วนในหุน้
ส่วนจดทะเบียน อันเกี่ยวแก่หนี้ซึ่งห้ำงหุน้ ส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนออ กจำกหุน้ ส่วนนั้น ย่อม
มีจำำกัดเพียงสองปีนับแต่เมื่อออกจำกหุน้ ส่วน
ข้อ 3
บริษัทสีสัน จำำกัด ประกอบธุรกิจด้ำนกำรทำำป้ำยโฆษณำ มีนำยสีและนำยสันเป็นผู้ถือหุ้น
ใหญ่และเป็นกรรมกำรของบริษัท ในกำรประกอบกิจกำรปีแรกของบริษัทก็ประสบกับกำรขำดทุน
ในปีสองบริษัทไม่ขำดทุนแต่ไม่มีกำำไร ส่วนปีที่สำมนั้นบริษัทนั้นประสบกับกำรขำดทุนอีก นำยสี
เห็นว่ำตนไม่เคยได้รับประโยชน์จำกกำรตั้งบริษัทนี้เลยก็ปร ะสงค์จะเลิกบริษัทเสีย แต่นำยสันไม่
ยอมเช่นนี้ นำยสีอยำกทรำบว่ำตนจะฟ้องศำลให้เลิกบริษัทเสียได้หรือไม่
เฉลย

กำรเลิกบริษัทโดยคำำสั่งศำลนั้นจะกระทำำได้โดยกรณีต่อไปนี้ (มำตรำ 1237)
1) มีกำรผิดในรำยงำนกำรประชุมตั้งบริษัท หรือทำำผิดในกำรประชุมตั้งบริษัท
2) บริษัทไม่เริ่มทำำกำรภำยในปีหนึ่งนับแต่วันจดทะเบียนหรือหยุดทำำก ำรถึงหนึ่งปีเต็ม
3) กำรค้ำของบริษัทก็มีแต่ขำดทุนอย่ำงเดียวและไม่มีหวังจะกลับฟื้น ตัวได้

4) จำำนวนผู้ถือหุ้นลดน้อยลงจนเหลือไม่ถึงเจ็ดคน
กำรที่ศำลจะสั่งเลิกบริษัทเพรำะเหตุที่ขำดทุนนั้น จะต้องปรำกฏว่ำบริษัทขำดทุนอย่ำงเดียว
คือขำดทุนหลำย ๆ ปีติดต่อกัน และจะต้องไม่หวังที่จะกลับฟื้นคืนทำำกำำไรได้ด้วย จึงจะเป็นเหตุที่
ศำลจะสั่งให้เลิกบริษัทได้ เพรำะเพียงแต่บริษัทประสบกำรขำดทุนยังไม่เป็นเหตุที่ศำลจะสั่งใ ห้เลิก
บริษัท เพรำะในทำงกำรค้ำย่อมมีกำำไรและขำดทุนคละกันไป
กรณีบริษัทสีสันนั้น นำยสีจะขอให้ศำลสั่งเลิกบริษัทไม่ได้ เพำระกำรขำดทุนของบริษัทยัง
ไม่มีลักษณะเป็นกำรติดต่ออันจะถือได ำ้ว่ำบริษัทไม่หวังจะกลับฟื้นต่อได้อีกอีกทั้งในปีที่สองบ
ริษัทก ำ็ไม่ขำดทุน ดังนัน้ บริษัทอำจจะสำมำรถทำำกำำไรในอนำคตได้ จึงไม่ถือว่ำเป็นกรณีขำดทุนแต่
อย่ำงเดียวและไม่หวังจะกลับฟื้นต ำัวได้

กฎหมายแพ่ง 2

ข้อ 1

ในวั น ที่ 1 มกรำคม 2534 นำยเดชได้ต กลงทำำ สัญญำจะซื้อ บ้ ำ นพร้ อ มที่ ดิน เนื้ อ ที่ 100
ตำรำงวำจำกบริษัทเมืองสวรรค์ จำำ กัดในรำคำ 2 ล้ำนบำท โดยบ้ำนยังสร้ำงไม่เสร็จเรียบร้อย นำย
เดชได้ชำำระเงินมัดจำำจำำ นวน 5 แสนบำทในวันทำำสัญญำ ในสัญญำดังกล่ำวกำำหนดว่ำ บริษัทเมือง
สวรรค์ จำำกัดจะสร้ำงบ้ำนให้เสร็จเรียบร้อยภำยในวันที่ 1 กรกฎำคม 2534 และจดทะเบียนโอนบ้ำน
และที่ดินดังกล่ำวให้แก่นำยเดช โดยนำยเดชต้องชำำ ระเงินที่เหลืออีก 1 ล้ำนบำท แก่บริษัทเมือง
สวรรค์ จำำกัดในวันที่จดทะเบียนโอนและชำำระเงินตำมกำำหนดจะต้องชำำระดอกเบี ำ้ยในอัตรำร้อยละ
ห้ำ ของเงินที่ค้ำงชำำระแก่บริษัทเมือง สวรรค์ จำำกัด จนกว่ำจะไปรับโอน ครั้น ถึงวันที่ 1 กรกฎำคม
2534 บริษัท เมืองสวรรค์ จำำกัด ได้บอกกล่ำวให้นำยเดชไปรับกำรจดทะเบียนโอนบ้ำนและชำำระ
เงิน 1 ล้ำน 5 แสนบำท นำยเดชได้เตรียมเงินมำชำำระแล้วแต่นำยเดชตรวจพบว่ำบ้ำนที่ซื้อนั ำ้นผนัง
ร้ำวไปทั่วบ้ำน ประตูหน้ำต่ำงปิดไม่สนิทจึงปฏิเสธไม่รับโอน บริษัทเมืองสวรรค์ จำำกัด จึงเรียกร้อง
ให้ชำำระเงินร้อยละ 5 เนื่องจำกนำยเดชผิดนัด นำยเดชมำปรึกษำท่ำนว่ำจะต้องชำำระดอกเบี้ยดังกล่ำว
หรือไม่และจะเ รียกร้อง บริษัทเมืองสวรรค์ จำำกัด ได้อย่ำงไร หรือไม่ ท่ำนจะให้คำำปรึกษำแก่นำย
เดชอย่ำงไรจงอธิบำยพร้อมยกหลักกฎหมำยปร ะกอบ

เฉลย
มำตรำ 205 ตรำบใดกำรชำำระหนี้นั้นยังมิได้กระทำำเพรำะพฤติกำรณ์อันใดอันหนึ่ ง ซึ่งลูก
หนี้ไม่ต้องรับผิดชอบ ตรำบนั้นลูกหนี้ยังหำได้ชื่อว่ำผิดนัดไม่

มำตรำ 210 ถ้ำลูกหนี้จำำต้องชำำระหนี้ส่วนของตนต่อเมื่อเจ้ำหนี้ชำำระหนี้ตอบ แทนด้วยไซร้
ถึงแม้ว่ำเจ้ำหนี้จะเตรียมพร้อมที่จะรับชำำระหนี้ข้อปฏิบัตินั้น แล้ว ก็ดีหำกไม่เสนอที่จะทำำกำรชำำระ
หนี้ตอบแทนตำมที่พึงต้องทำำเจ้ำหนี ำ้ก็เป็นอันได้ชื่อว่ำผิดนัด
มำตรำ 215 เมื่อลูกหนี้ไม่ชำำระหนี้ให้ต้องตำมควำมประสงค์แท้จริงแห่งมูลหน ำี้ ไซร้ เจ้ำหนี้
จะเรียกเอำสินไหมทดแทนเพื่อควำมเสียหำยอันเกิดแต่กำรนั ำ้นก็ได้
มำตรำ 221 หนี้เงินอันต้องเสียดอกเบี้ย นั้นท่ำนว่ำจะคิดดอกเบี้ยในระหว่ำงที่เจ้ำหนี้ผิดนัด
หำได้ไม่
จำกอุทำหรณ์ นำยเดชทำำสัญญำจะซื้อบ้ำนพร้อมที่ดินจำก บริษัทเมืองสวรรค์ จำำกัดก่อให้
เกิดหนี้ตอบแทนกล่ำวคือ บริษัท เมืองสวรรค์ จำำกัดต้องส่งมอบบ้ำนที่สร้ำงเสร็จเรียบร้อยในสภำพ
ที่ไม่ชำำ รุดบก พร่องให้แก่ นำยเดช ส่วนนำยเดชต้องชำำ ระรำคำค่ำบ้ำนให้แก่บริษัทเมืองสวรรค์
จำำกัดดังนั้นเมื่อ บริษัทเมืองสวรรค์ จำำกัดไม่ปฏิบัติกำรชำำระหนี้ให้ต้องตำมควำมประสงค์อันแท้จริง
แห่ งมูลหนี้คือกำรส่งมอบบ้ำนในสภำพบ้ำนที่ดีให้แก่นำยเดช นำยเดชก็ยังไม่ต้องชำำระรำคำทั้งนี้
เพรำะกำรชำำระหนี้ให้สำำเร็จเป ำ็นผลอย่ำงใดลูกหนี้จะต้องขอปฏิบัติกำรชำำระหนี้ต่อเจ้ำหนี้เป็นอ ย่ำง
นั้นโดยตรง กล่ำวคือบริษัทเมืองสวรรค์ ต้องส่งมอบบ้ำนที่ดีกำรส่งมอบบ้ำนผนังร้ำวจึงเป็นกำร
ปฏิบัติกำร ชำำระหนี้ที่ไม่ถูกต้อง และแม้บริษัทเมืองสวรรค์ จำำ กัดจะพร้อมที่จะรับชำำ ระหนี้แต่ไม่
ชำำระหนี้ตำมที่พึงต้องทำำดัง กล่ำวแล้วจึงถือว่ำเป็นเจ้ำหนี้ผิดนัดตำมมำตรำ 210 เมื่อเจ้ำหนี้ผิดนัดจึง
ไม่มีสิทธิจะคิดดอกเบี้ยในระหว่ำงที่เจ้ ำหนี้ผิดนัดตำมมำตรำ 221 ส่วนนำยเดชยังไม่ผิดนัด แม้จะ
ไม่รับโอนบ้ำนตำมสัญญำเพรำะบ้ำนร้ำว ทำำให้นำยเดชยังไม่รับโอนบ้ำนได้ซึ่งเป็นพฤติกรรมอันลูก
หนี้ไม่ต ำ้องรับผิดชอบตำมมำตรำ 205 ในทำงตรงกันข้ำมบริษัทเมืองสวรรค์ จำำกัดไม่ชำำระหนี้ให้
ต้ องตำมควำมประสงค์อั นแท้จ ริงแห่ งมูล หนี้ เจ ำ้ำหนี้คื อนำยเดชยั ง สำมำรถเรี ย กเอำค่ ำ สิน ไหม
ทดแทน เพื่อควำมเสียหำยอันเกิดแก่กำรนั้นได้ตำมมำตรำ 215 เช่น ไม่ได้รับโดนบ้ำนในเวลำที่
กำำหนดทำำให้ต้องไปเช่ำบ้ำนอยู่เป็นต้น
ดังนั้น ข้ำพเจ้ำจะให้คำำปรึกษำว่ำนำยเดชไม่ต้องชำำระดอกเบี้ยเพรำะไม่ได้ เป็นฝ่ำยผิดนัด
แต่เจ้ำหนี้คือบริษัท เมืองสวรรค์ จำำกัดเป็นฝ่ำยผิดนัดจึงไม่อำจเรียกดอกเบี้ยได้ นอกจำกนั้นหำกนำย
เดชมีควำมเสียหำยอย่ำงใดๆจำกกำรที่ บริษัทเมือง สวรรค์ จำำกัดชำำระหนี้ไม่ต้องตำมควำมประสงค์
อันแท้จริงคือส่งมอบบ้ำนที่ ชำำรุดเสียหำย นำยเดชจึงมีสิทธิเรียกร้องค่ำเสียหำยได้อีก

41341
กฎหมาย วิธีสบัญญัติ 1
สอบซ่อมภาคพิเศษ 2/2532

โจทก์

ในคดีแพ่งและอำญำ ผู้พิพำกษำคนเดียวในศำลแขวงมีอำำนำจพิจำรณำคดีแตกต่ำงจำกผู้พิ
พำ กษำคนเดียวในชั้นต้นที่มิใช่ศำลแขวงอย่ำงไรบ้ำง
เฉลย

ผู้พิพำกษำคดีคนเดียวในศำลแขวงมีอำำนำจพิจำรณำคดีน้อยกว่ำผู้พิพ ำกษำคนเดียวในศำล
ชั้นต้นที่มิใช่ศำลแขวง คือในคดีแพ่งมีอำำนำจพิจำรณำคดีที่มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 40,000 บำท (พระ
ธรรมนูญศำลยุติธรรม มำตรำ 15 22 (4) ) ในคดีอำญำมีอำำนำจพิจำรณำคดีที่มีอัตรำโทษอย่ำงสูงตำม
กฎหมำยจำำคุ กไม่เกิน 3 ปีหรือปรับไม่เกิน 60,000 บำท หรือทั้งจำำทั้งปรับ ส่วนผู้พิพำกษำคดีคน
เดียวในศำลชั้นต้นที่มิใช่ศำลแขวงมีอำำนำจพิ จำรณำคดีแพ่งที่มีทุนทรัพย์เกิน 10,000 บำท แต่ไม่
เกิน 30,000 บำท หรือคดีอำญำที่มีอัตรำโทษอย่ำงสูงตำมกฎหมำยจำำคุกไม่เกิน 3 ปี แต่ไม่เกิน 7 ปี
หรือปรับไม่เกิน 60,000 บำทหรือทั้งจำำทั้งปรับ
โจทก์
โจทก์ฟ้องขอให้ศำลบังคับใช้เงินดั๊น้เป็นเงิน 50,000 บำท ในกำรส่งหมำยเรียกและสำำเนำ
กำรฟ้องให้จำำเลยนั้น เจ้ำพนักงำนศำลไม่พบจำำเลย แต่พบนำย<st1:PersonName
ProductID="ขำว อำยุ">ขำว อำยุ</st1:PersonName> 25 ปี เพื่อนบ้ำนของจำำเลย ซึ่ง
จำำเลยขอให้ช่วยเฝ้ำบ้ำน เจ้ำพนักงำนศำลส่งหมำยให้นำยขำวรับแทน ดังนี้ กำรส่งหมำยเรียกและ
สำำเนำกำรฟ้องดังกล่ำวชอบหรือไม่
เฉลย
ตำมประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมแพ่ง มำตรำ 76 เมื่อเจ้ำพนักงำนศำลไม่พบจำำเลย จะ
ส่งให้บคุ คลอื่นที่มีอำยุ เกิน 20 ปี ซึ่งอยู่หรือทำำงำนในบ้ำนใกล้เรือนเคียง ถือว่ำเป็นกำรส่งถูกต้อง
ตำมกฎหมำย กรณีตำมกฎหมำย กรณีตำมปัญหำ แม้นำยขำวมีอำยุเกิน 20 ปี แต่ไม่ได้อยู่ หรือทำำงำน
ในบ้ำนเรือนของจำำเลย กำรส่งให้นำยขำวรับแทนจึงไม่ชอบ

41342
กฎหมายวิธีสบัญญัติ 2
โจทก์

ในคดีเรื่องหนึ่ง ศำลพิพำกษำให้จำำเลยใช้เงินแก่โจทก์ 500,000 บำท จำำเลยไม่ชำำระหนี้ตำม
คำำบังคับ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้ำหนี้ตำมคำำพิพำกษำนำำเจ้ำพนักงำนบังคับคดียึดรถ ยนต์ของจำำเลยแล้วขำย
ทอดตลำด เมื่อหักค่ำฤชำธรรมเนียมในคดีและในกำรบังคับคดีแล้วได้เงินเพีย ง 200,000 บำทไม่
พอชำำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์จึงขอให้เจ้ำพนักงำนบังคับคดียึดที่ดินของจำำเลยรำคำ 500,000 บำท
เพื่อขำยทอดตลำดเอำเงินชำำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วนเจ้ำพนักงำ นคดีให้ขอโต้แย้งว่ำ กำร
บังคับคดีได้เสร็จสินลงแล้วเพรำะได้ยึดรถยนต์ของจำำเลยขำยทอด ตลำดชำำระหนี้ไปแล้วโจทก์ไม่มี
สิทธิร้องขอให้บังคับยึดที่ดินของ จำำเลยอีก ท่ำนเห็นด้วยกับข้อโต้แย้งของเจ้ำพนักงำนบังคับคดี
หรือไม่
เฉลย

ตำม ปวพ. มำตรำ 278 เจ้ำ พนัก งำนบั งคั บคดีในฐำนตัว แทนเจ้ำ หนี้ ตำมคำำ พิพำกษำมี
อำำ นำจและหน้ำที่จะยึดหรืออำยัดทรัพย์สินออกนอกตล ำด และตำมมำตรำ 282 ถ้ำคำำ พิพำกษำ
กำำหนดให้ชำำระเงินจำำนวนหนึ่ง เจ้ำพนักงำนบังคับคดีย่อมมีอำำนำจที่จะรวบรวมเงินให้พอชำำระหนี้
ต ำมคำำพิพำกษำโดยวิธียึดหรืออำยัดและขำยทรัพย์สินของลูกหนี้ตำมคำำ พิพำกษำและเมื่อจำำ นวน
เงินที่ชำำระนั้นยังไม่ครบถ้วนตำมคำำพิพำกษำ โจทก์ก็มีสิทธิที่จะดำำเนินกำรเพื่อเอำชำำระหนี้ที่ยังขำด
อยู่ได้ เนื่องจำกกำรบังคับคดียังไม่สิ้นสุด (ตำมนัยฎีกำที่ 785/2525)
ตำมปัญหำโจทก์ได้ชำำระหนี้ตำมคำำพิพำกษำจำกกำรขำยทอดตลำดรถยนต์ขอ งจำำเลยเพียง
200,000 บำทยังขำดอยู่อีก 300,000 บำท ยังไม่ครบถ้วนตำมคำำพิพำกษำ จำำเป็นต้องมีกำรบังคับคดี
กันต่อไปอีก จะเรียกว่ำกำรบังคับเสร็จสินยังไม่ได้ โจทก์จึงขอให้เจ้ำพนักงำนบังคับคดีดำำเนินบังคับ
คดีโดยยึดที่ดิน ของจำำ เลยลูกหนี้ตำมคำำ พิพำกษำเพื่อขำยทอดตลำดชำำระหนี้ให้แก่โจทก ำ์จนครบ
ถ้วน ได้ข้ำพเจ้ำไม่เห็นด้วยกับขอโต้แย้งของเจ้ำพนักงำนบังคับคดี
หมายเหตุ
ในข้อที่โจทก์มีสิทธิที่จะดำำเนินกำรบังคับคดีเพื่อเอำชำำระหนี้ส ำ่วนที่ยังขำดอยู่ได้ไม่มีตัว
บทบัญญัติชัดเจน แต่เป็นกำรตีควำมตัวบท ปวพ. ที่เกี่ยวข้องและตำมนัยฎีกำดังกล่ำว ฉะนั้นแม้
นักศึกษำไม่ตอบตำมวรรคแรกของแนวตอบในวรรค 2 ก็อำจให้ คะแนน 20 เต็มได้
โจทก์
นำยแก้วถูกศำลมีคำำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขำดแล้วปรำกฏว่ำเจ้ำหนี ำ้ยื่นขอรับชำำระหนี้หลำย
รำย แต่ที่เป็นปัญหำมีอยู่เพียง 3 รำยดังนี้
รายที่ 1 นำยขวัญยื่นขอรับชำำระหนี้เต็มจำำนวน ตำมสัญญำดั๊น้เงินที่ทำำไว้ก่อนที่ศำลมีคำำ
สั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขำ ดแต่๔งกำำหนดชำำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยคืนภำยหลังจำกวันที่ศำลม ำีคำำสั่ง
พิทักษ์ทรัพย์แล้ว

รายที่ 2 นำยคะนึงยื่นคำำขอรับชำำระหนี้อันเกิดจำกกำรพนันขันต่อ
รายที่ 3 นำยเงินยื่นคำำขอรับชำำระหนี้ตำมสัญญำคำ้ำประกันโดยอ้ำงว่ำ ตนเป็นคนคำ้ำประ
กันเงินดั๊น้ยืมจำกนำยขวัญ(ซึ่งเป็นหนี้ดั๊น้รำยเดีย วกันกับที่นำยขวัญยื่นคำำขอรับชำำระหนี้ไว้แล้ว)
และตนอำจถูกนำยขวัญเรียกให้รับผิดชำำระหนี้แทนนำยแก้วได้
ดังนี้ท่ำนเป็นพนักงำนพิทักษ์ทรัพย์ ท่ำนจะนำำควำมเห็นเสนอศำลว่ำสมควรมีคำำสั่งเกี่ยวกับ
คำำสั่งขอชำำระ หนี้ทั้งสำมรำยที่เป็นปัญหำนี้อย่ำงไร
เฉลย

หนี้เงินดั๊น้ที่นำยขวัญยื่นขอรับชำำระหนี้มำนั้นเกิดก่อนวันที่ศำ ลมีคำำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ แม้จะ
ถึงกำำหนดชำำระเงินคืนหลังจำกวันที่ศำลมีคำำสั่งพิทักษ์ทรัพย ำ์แล้ว ก็ไม่เป็นเหตุทำำให้คำำขอรับชำำระ
หนี้เสียไปแต่อย่ำงใดเพรำะตำมมำต รำ 94 พรบ. ล้มละลำยให้เจ้ำหนี้ขอรับชำำระหนี้ได้ถ้ำมูลแห่ง
หนี้ได้ก่อนวันท ำี่ศำลมีคำำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ แม้ว่ำหนี้นั้นยังไม่ถึงกำำหนดชำำระก็ตำม
หนี้ที่นำยคะนึงยื่นคำำ ขอมำเป็นหนี้อันเกิดจำกกำรพนันขันต่อ ซึ่งตำมมำตรำ 853 ปพพ.
บัญญัติว่ำหำก่อให้เกิดหนี้ไม่จึงเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นโดยฝ่ำฟื้ นข้อห้ำมตำมกฎหมำย จึงไม่อำจขอรับ
ชำำระหนี้ได้ ตำมมำตรำ 94 (1) พรบ. ล้มละลำย ฯ
หนี้ที่นำยเงินขอมำเป็นหนี้ที่นำยเงินอำจใช้สิทธิไล่เบี้ยนำยแก ำ้วได้ตำมสัญญำคำ้ำ ประกัน
แต่เนื่องจำกหนี้เงินดั๊น้ที่นำยเงินคำ้ำประกันไว้นั้น นำยขวัญเจ้ำหนี้ได้ใช้สิทธิขอรับชำำระหนี้ไว้เต็ม
จำำนวนแล้ว นำยเงินจะไม่ อำจขอรับชำำระหนี้ได้ ตำมมำตรำ 101 พรบ. ล้มละลำย
ฉะนั้น เจ้ำพนักงำนพิทักษ์ทรัพย์ควรทำำควำมเห็นเสนอต่อศำลว่ำสมควรเสนอใ ห้ศำลมีคำำ
สั่งยกชำำระหนี้ของนำยคะนึง นำยเงินดังเหตุผลที่กล่ำวแล้วข้ำงต้น

กฎหมายวิธีสบัญญัติ 3
สอบซ่อมและภาคพิเศษ 2/2532
โจทก์

นำย ก ใช้ไม้ทำำร้ำย นำย ค และ นำย ง ในระยะเวลำติดต่อกันในห้องรับแขกของ
โรงแรม ในระหว่ำงที่ผู้เสียหำยทั้งสองคนได้วิ่งไล่ตำม นำย ค ไปนั้น นำย ข ซึ่งเป็นพนักงำน
ทำำควำมสะอำดของโรงแรมดังกล่ำวได้ลักกระเป๋ำเดิน ทำงของผู้เสียหำยแต่ละคนไปในครำว

เดียวกัน นำย ค ได้ฟ้อง นำย ก ฐำนทำำร้ำนร่ำงกำยและฟ้อง นำย ข ฐำนลักทรัพย์ของตน ศำล
พิจำรณำลงโทษ คดีถึงที่สุด ต่อมำพนักงำนอัยกำรได้ฟ้อง นำย ก ฐำนทำำร้ำยร่ำงกำย นำย ง และ
ฟ้อง นำย ข ฐำนลักทรัพย์ นำย ง อีกทั้งสองกรณี พนักงำนอัยกำรจะฟ้องได้หรือไม่ เพรำะเหตุใด
เฉลย

ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำ มำตรำ 39(4) วำงหลักไว้ว่ำ สิทธินำำคดีอำญำมำ
ฟ้องย่อมระงับไปด้วยเหตุดังต่อไปนี้
(4) เมื่อคำำพิพำกษำเสร็จเด็ดขำดในควำมผิดซึ่งได้ฟ้อง จำกหลักกฎหมำยดังกล่ำว หลัก
เกณฑ์มีสิทธินำำคดีอำญำมำฟ้องระงับไปประกอบด้วย
1. ตัวจำำเลยในคดีก่อนและคดีหลังเป็นคนเดียวกัน
2. ถูกฟ้องโดยอำศัยเหตุจำกกำรกระทำำอันเดียวกัน
3. มีคำำพิพำกษำเสร็จเด็ดขำดแล้ว
ตามปัญหา
กรณีแรก พนักงำนอัยกำรยื่นฟ้อง นำย ก เพรำะกำรที่นำย ก ใช้ไม้ไล่ตีผู้เสียหำยคือ นำย ค
และนำย ง ในระยะเวลำติดต่อกันนั้นถือได้ว่ำกำรกระทำำ ของ นำย ก ต่ำงกรรมต่ำงวำระกัน เป็น
ควำมผิด 2 กระทง เมื่อ นำย ค ฟ้องและศำลพิพำกษำลงโทษนำย ก ฐำนทำำร้ำยร่ำงกำยนำย ค แล้ว
คดีย่อมเสร็จเด็ดขำดเฉพำะกระทงควำมผิดฐำนทำำร้ำยร่ำงกำยนำย ค เท่ำนั้นส่วนกระทงควำมผิดที่
นำย ก ทำำร้ำยร่ำงกำยนำย ง ยังหำได้พิพำกษำเสร็จเด็ดขำดไม่ ฉะนั้นสิทธินำำคดีอำญำมำฟ้องนำย ก
ในกระทงที่ทำำร้ำยร่ำงกำยนำย ง จึงยังไม่ระงับ พนักงำนอัยกำรย่อมฟังนำย ก ได้ ไม่ต้องห้ำมตำม
ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำ มำตรำ 39(4)
กรณีหลัง พนักงำนอัยกำรยื่นฟ้องนำย ข อีกไม่ได้เพรำะกำรลักทรัพย์หลำยเจ้ำของในที
เดียวกันถือว่ำกำรลั กทรัพย์ดังกล่ำวเป็นกำรกระทำำ กรรมเดียว เมื่อนำย ข ถูกนำย ค ฟ้องฐำนลัก
ทรัพย์จนศำลพิพำกษำลงโทษคดีถึงที่สุดแล้ว สิทธิในกำรนำำคดีอำญำมำฟ้องในกำรกระทำำของนำย
ข ซึ่งเป็นกรรมเดียวนั้นจึงระงับไปตำมประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำ มอำญำมำตรำ 39 (4)
พนักงำนอัยกำรจึงไม่มีสิทธิฟ้องนำย ข เป็นอีกคนหนึ่ง
โจทก์

คดีอำญำหนึ่ง ข้อเท็จจริงปรำกฏว่ำผู้ต้องหำได้ทำำร้ำยร่ำงกำยผู้เสียหำยและผู้ เสียหำยได้ยื่น
ฟ้อ งผู้ต้ องหำเป็นจำำ เลยไว้แ ล้ว แต่ ศำลได้ อนุญำตให้จำำ เลยได้ ประกั นตั วออกไปชั่วครำวต่ อมำ
พนักงำน อัยกำร ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องผู้ต้องหำดังกล่ำวเป็นจำำเลยในข้อหำทำำร้ำยร ำ่ำงกำยผู้เสียหำย
นั้นเป็นอีกคดีหนึ่งต่อศำลเดียวกันโดยไม่ได้ส่งตัวผู้ต้องหำมำพ ร้อมฟ้อง แต่ขอให้ศำลมีหมำยเบิก

ตัวจำำเลยมำพิจำรณำพิพำกษำต่อไป ถ้ำผู้เป็นศำลจะรับประทับฟ้องของพนักงำนอัยกำรไว้พิจำรณำ
พิพำกษ ำหรือไม่เพรำะเหตุใด
เฉลย

ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำ มำตรำ 141 วำงหลักไว้ว่ำถ้ำพนักงำนอัยกำรเห็น
ว่ำควรสั่งฟ้องก็ให้จัดกำรอย ำ่ำงใดอย่ำงหนึ่งเพื่อให้ได้ตัวผู้ต้องหำมำฯลฯ และมำตรำ 165 วำงหลัก
ว่ำในคดีที่พนักงำนอัยกำรเป็นโจทก์ในวันไต่สวนมูลฟ้องให ำ้จำำเลยมำหรือคุมตัวจำำเลยมำศำล
หลักกฎหมำยดังกล่ำวหมำยควำมว่ำถ้ำจำำเลยยังไม่ได้อยู่ในอำำนำจของ ศำล เป็นหน้ำที่ของ
พนักงำนอัยกำร โจทก์ที่จะต้องนำำตัวจำำ เลยมำส่งศำลพร้อมในวันยื่นคำำ ฟ้องมิฉะนั้น ศำลจะไม่รับ
ประทับฟ้อง แต่ถ้ำจำำเลยอยู่ในอำำนำจของศำลในมูลกรณีเดียวกันแล้วพนักงำนอัยก ำรโจทก์หำจำำ
ต้องนำำตัวจำำเลยมำศำลพร้อมในเวลำยื่นฟ้องไม่
ตามปัญหา
เมื่อผู้เสียหำยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำำเลยไว้เป็นคดีหนึ่งแล้ว แต่ศำลอนุญำตให้จำำเลยได้รับกำร
ประกันตัวออกไป เมื่อพนักงำนอัยกำรยื่นฟ้องจำำ เลยในมูลกรณีเดียวกันอีกจึงถือว่ำ อยู่ในอำำ นำจ
ของศำลที่ จ ะบั งคั บ ให้ น ำยประกั น ส่ งตั ว จำำ เลยมำรั บ สำำ เน ำคำำ ฟ้อ ง และพิจ ำรณำคดี ต่ อ ไปได้
พนักงำนอัยกำรโจทก์จึงหำจำำต้องนำำตัวจำำเลย มำส่งศำลพร้อมในวันยื่นคำำฟ้องไม่
มิฉะนัน้ ถ้ำข้ำพเจ้ำเป็นศำลจะรับประทับฟ้องของพนักงำนอัยกำรโจทก์ไว้พิจ ำรณำ
พิพำกษำต่อไป

กฎหมายแพ่ง 1
สอบซ่อมและภาคพิเศษ 2/2532

โจทก์

แสงอำยุ 18 ปี มีควำมสำมำรถในกำรเล่นดนตรี จึงได้ตั้งวงดนตรีคณะ เขียวทอง โดยบิดำ
ของแสงได้ให้กำรสนับสนุนฝึกซ้อมให้ และบำงครั้งก็รับติดต่องำนแทนแสงด้วย
วันหนึ่ง ปอเพื่อนสำวของแสงอำยุ 17 ปี เป็นคนวิกลจริต ได้มำติดต่อขอให้แสงนำำวงดนตรี
ไปเล่นในงำนวันเกิดตนโดยแสงไม่ทรำ บว่ำปอวิกลจริต จึงตอบตกลงครั้นใกล้ถึงวันงำนบิดำของ
ปอทรำบเรื่องกำรจ้ำงวงดนตร ำี จึงรีบโทรศัพท์มำหำบิดำของแสง และขอบอกเลิกกำรจ้ำงดังกล่ำว
แต่ปรำกฏว่ำบิดำแสงไม่อยู่ แสงเป็นคนรับสำยเอง แต่ไม่บอกเรื่องนี้แก่บิดำของตน ครั้นถึงวันงำน
แสดงก็นำำ วงดนตรีไปแสดงตำมที่ตกลงไว้ และขอคิดค่ำแสดงเพียงครึ่งเดียวจำกที่ตกลงไว้เพรำะ
เห็นแก่เพื่อ นดังนี้บิดำของปอจะปฎิเสธไม่ยอมจ่ำยค่ำแสดงได้หรือไม่ เพรำะเหตุใด

เฉลย

หลักกฎหมาย
มำตรำ 21 บัญญัติว่ำ อันผู้เยำว์จะทำำนิติกรรมใดๆต้องได้รับควำมยินยอมของผู้แทนโดยชอ
บธรรมก่อนบรรดำกำรใดๆอันผู้เยำว์ได้ทำำลงปรำศจำกกำรยินยอมเช่นว่ ำนั้นท่ำนว่ำเป็นโมฆียะ
มำตรำ 28 วรรคแรกบัญญัติว่ำ ผู้เยำว์ได้รับอนุญำตให้ทำำกิจกำรค้ำขำยรำยหนึ่งหรือหลำย
รำยแล้ว ในควำมเกี่ยวพันกับกิจกำรค้ำขำยอันนั้น ท่ำนว่ำผู้เยำว์ย่อมมีฐำนะเสมือนดั่งบุคคลซึ่งบรรลุ
นิติภำวะแล้ วฉะนัน้
มำตรำ 137 บัญญั ติว่ำ “โมฆีย ะ” กรรมนั้น ท่ ำนว่ำบุ คคลดั ง กล่ ำ วต่ อ ไปนี้ คื อ ผู้ ไร้ ค วำม
สำมำรถก็ดีหรือผู้ได ำ้ทำำกำรแสดงเจตนำโดยวิธีวิปริต หรือผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้พิทักษ์หรือ
ทำยำทของบุคคลเช่นว่ำนั ำ้นก็ดีจะบอกล้ำงเสียก็ได้
ปอ อำยุ 17 ปี ยังเป็นผู้เยำว์อยู่ไม่ไม่สำมำรถทำำนิติกรรมใด ๆ ได้ ต้องได้รับควำมยินยอม
จำกบิดำซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมกำรที่ปอไ ปติดต่อจ้ำงแสงให้นำำ วงดนตรีไปแสดงในวันเกิด
ของตนนั้นเป็นนิติกร รมซึ่งทำำโดยบิดำมิได้ยินยอม ดังนั้นนิติกรรมนี้จึงตกเป็นโมฆียะ บิดำของปอ
ซึ่งเป็นผู้ที่สำมำรถบอกล้ำงนิติกรรมกำรจ้ำงนี้ได้ (ม.21 ม.137)
ส่วนกรณีที่ปอเป็นคนวิกลจริตนั้นไม่มีประเด็นที่จะต้องกล่ำวถึง แต่อย่ำงใดเพรำะปอเป็นผู้
เยำว์นิติกรรมใดๆ ที่ทำำลงโดยมิได้รับควำมยินยอมจำกผู้แทนโดยชอบธรรมย่อมตกเป็นโมฆ ำียะ
แสงนั้นแม้ว่ำจะอำยุ 18 ปี ยังไม่บรรลุนิติภำวะก็ตำม แต่กำรที่ตั้งวงดนตรีรับงำนแสดงนี้
เป็นเรื่องข้อยกเว้น ซึ่งผู้เยำว์สำมำรถกระทำำ ได้ คือทำำ กิจกำรค้ำและในกำรนี้เมื่อบิดำของแสงได้
ให้กำรสนับสนุนฝึก ซ้อมให้และติดต่อรับงำนแทนด้วย ก็เป็นกำรแสดงว่ำบิดำได้อนุญำตให้แสง
กระทำำกิจกำรค้ำได้โดยปริยำ ยแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ในควำมเกี่ยวพันกับกิจกำรดนตรีของคณะเขียว
ทอง แสงมีฐำนะเสมือนดังผู้บรรลุนิติภำวะ เมื่อบิดำของปอขอบอกล้ำงนิติกรรมกำรจ้ำงกับแสงนั้น
ถือว่ำกำรบอก ล้ำงสมบูรณ์แล้ว นิติกรรมกำรจ้ำงเป็นโมฆียะมำแต่เริ่มแรก แม้บิดำของแสงจะไม่
ทรำบก็ตำม ดังนั้น บิดำของปอปฏิบัติไม่ยอมจ่ำยค่ำแสดงได้

กฎหมายแพ่ง 2
โจทก์
ก มำเยี่ยม ข ที่บ้ำนซึ่งเป็นบ้ำน ข เป็นเจ้ำของและครอบครองอยู่ ก สูบบุหรี่แล้วขว้ำง
ก้นบุหรี่ไปที่ทำงเท้ำหน้ำบ้ำนโดยประมำท ทำำให้ก้นบุหรี่ถูก ค ซึ่งเดนอยู่ที่ทำงเท้ำเสียหำย ค มำ

เรียกร้องให้ ก ในฐำนะเป็นผู้ขว้ำงก้นบุหรี่ และ ข ในฐำนะที่เป็นผู้อยู่ในโรงเรือนชดใช้ค่ำเสียหำย
หำกท่ำนเป็น ก หรือ ข จะโต้แย้งกับ ค ประกำรใดบ้ำงหรือไม่
เฉลย
ปพพ. มำตรำ 420 บัญญัติว่ำ ผู้ใดจงใจประมำทเลินเล่อ ทำำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมำย
ให้เขำเสียหำยถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่ำงกำยก็ดผี ู้นั้นทำำละเมิดจำำต้องใช้ค่ำสินไหมทดแทนเพื่อกำร นั้น
มำตรำ 436 บัญญัติว่ำบุคคลผู้อยู่ในโรงเรือนต้องรับผิดชอบควำมเสียหำยอันเ กิดเพรำะของ
ตกหล่นจำกโรงเรือนนั้นหรือเพรำะทิ้งขว้ำงของไปตกในท ำี่อันมิควร
ตำมปัญหำ แยกพิจำรณำได้ดังนี้
1. กำรที่ ก ขว้ำงก้นบุหรี่ไปที่ทำงเท้ำถูก ค ซึ่งเดินอยู่ที่ทำงเท้ำเสียหำย เป็นกำรกระทำำ
โดยประมำทเลินเล่อ ก ผู้เดียวจึงต้องรับผิดต่อ ค ตำมมำตรำ 420 หำกข้ำพเจ้ำเป็น ก จะไม่โต้
แย้งกับ ค แต่ประกำรใด
2. ข เป็นผู้ครอบครองอยู่อำศัยในบ้ำน ซึ่งตำมปกติถ้ำมีของตกหล่นหรือทิ้งขว้ำงไปตกใน
ที่มิควรจำกบ้ำนท ำี่ ข ครอบครองอยู่อำศัยโดยที่ไม่จงใจหรือประมำทเลินเล่อ ข จะต้องรับผิดตำม
มำตรำ 436 แต่กรณีที่เกิดขึ้นนี้ ก ผู้ที่มำเยี่ยม ข ได้กระทำำโดยประมำทเลินเล่อโดยขว้ำงก้นบุหรี่
ไปถูก ค ที่ทำงเท้ำเสียแล้ว ก จึงเป็นผู้กระทำำ ละเมิดและรับผิดตำมมำตรำ 420 ดังกล่ำวมำใน
ข้อ 1. ข จึงไม่ต้องรับผิดตำมมำตรำ 436
หำกข้ำพเจ้ำเป็น ข จะโต้แย้งกับ ค โดยอำศัยเหตุผลดังกล่ำว

41311
กฎหมายแพ่ง 3
โจทก์
นำยสีและนำงมำ จดทะเบียนสมรสกันมำหลำยปีแล้ว มำเมื่อต้นปี พ.ศ.2533 นี้ บุคคลทั้ง
สองประสงค์จะหย่ำจำกกันจึงพำกันไปที่สถำนีตำำรวจทำำสัญญ ำกันว่ำนำยสีและนำงมำตกลงหย่ำ
ขำดจำกกัน โดยนำยสีตกลงจ่ำยค่ำเลี้ยงชีพให้นำงมำเป็นเงิน 50,000 บำท แล้วทั้งสองคนได้จด
ทะเบียนหย่ำขำดจำกกันที่ที่ว่ำกำรอำำเภอมำขณะ นี้นำยสีไม่ยอมจ่ำยค่ำเลี้ยงชีพตำมที่สัญญำกันไว้
และได้บอกล้ำง สัญญำดังกล่ำวเสียด้วยดังนี้
นำงมำจะมีสิทธิเรียกค่ำเลี้ยงชีพจำำนวน 50,000 บำท ดังกล่ำวได้หรือไม่
เฉลย

ปพพ. มำตรำ 1501, 1515 , 1469 สำมีและภริยำเมื่อหย่ำกันจะมีสิทธิที่จะทำำสัญญำค่ำเลี้ยง
ชีพภำย หลังกำรหย่ำได้เมื่อนำยสีและนำงมำทำำสัญญำเรื่องค่ำเลี้ยงชีพและ ต่อมำได้จดทะเบียนหย่ำ
กันที่ที่ว่ำกำรอำำเภอโดยถูกต้อง กำรสมรสระหว่ำงบุคคลทั้งสองถือว่ำสินสุด (มำตรำ 1501 ประกอบ
มำตรำ 1515) แม้สำมีหรือภริยำจะมีสิทธิบอกล้ำงสัญญำระหว่ำงสมรสที่ทำำกันไว้ไ ด้ภำยในหนึ่งปี
นับแต่วันที่ขำดจำกกำรเป็นสำมีภริยำกัน (มำตรำ 1469) และระยะเวลำที่นำยสีบอกล้ำงสัญญำนี้ยัง
ไม่ครบหนึ่งปีก็ตำม แต่ข้อตกลงเกี่ยวกับค่ำเลี้ยงชีพหลังจำกหย่ำไม่ใช่สัญญำระหว่ำง สมรสตำม
มำตรำ 1469 (คำำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 1356/2522) นำยสีจะบอกล้ำงสัญญำดังกล่ำวไม่ได้ สัญญำดัง
กล่ำวจึงมีผลผูกพัน นำงมำจึงมีสิทธิเรียกค่ำเลี้ยงชีพจำำนวน 50,000 บำท ตำมสัญญำได้
โจทก์

นำยอำทิตย์สมรสกับนำงจันทร์บุตรสำว 2 คน คือแช่มกับชื่น อำทิตย์อยำกมีบุตรชำยอีกสัก
1 คน แต่จันทร์ไม่อยำกมีเพรำะสุขภำพไม่แข็งแรง อำทิตย์จึงไปแอบได้เสียกับนำงอังคำรจนมีบุตร
ชำยตำมที่ตนเองปรำร ถนำชื่อลอย และให้ลอยใช้นำมสกุลของตน ทั้งยังส่งเสียให้เรียนหนังสือ
อำทิตย์เกรงว่ำลอยจะไม่มีสิทธิรั บมรดก จึงได้เขียนพินัยกรรมด้วยลำยมือชื่อตนเองขึ้น 1 ฉบับ ยก
รถยนต์ฮอนด้ำซีวิค หมำยเลขทะเบียนกรุงเทพมหำนคร 1 ซ-2396 และเงินสด 200,000 บำท ให้กับ
นำยลอย โดยตั้งใจว่ำจะให้เพื่อนมำลงชื่อเป็นพยำนให้ แต่เพื่อนไม่ว่ำงอำทิตย์จึงเก็บพินัยกรรมไว้
ก่อน จันทร์ทรำบเรื่องรำวทั้งหมดในภำยหลังได้ทะเลำะกับอำทิตย์อย่ำงร ำุนแรงจนกระทั้งล้มป่วย
กะทันหัน และสินใจตำยในที่สุด ต่อมำอีก 2 เดือนยังไม่ทันที่อำทิตย์จะเอำพินัยกรรมที่ทำำไว้ไปให้
เพื่อนลงช ำื่อเป็นพยำน อำทิตย์ถูกรถชนตำยเสียก่อน โดยมีทรัพย์มรดกทิ้งไว้ดังนี้
1. รถยนต์ฮอนด้ำซีวิค หมำยเลขทะเบียน กรุงเทพมหำนคร 1 ซ-2396 รำคำ 480,000 บำท
2. เงินสด 800,000 บำท
เมื่ออังคำรทรำบเรื่องจึงพำลอยขอรับมรดกของอำทิตย์ในฐำนะผู้รับ พินัยกรรมและทำยำท
โดยธรรมด้วย
แช่มกับชื่นกล่ำวอ้ำงว่ำพินัยกรรมที่อำทิตย์ทำำ ไว้ไม่สมบูรณ์ เพรำะไม่มีพยำนลงชื่อลอย
ไม่ใช่บุตรชอบด้วยกฎหมำยซึ่งไม่ใช่ทำยำ ท ไม่มีสิทธิมำขอรับมรดกใดๆได้เลย
ท่ำนเห็นด้วยกับข้อกล่ำวอ้ำงของแช่มกับชื่นหรือไม่ เพรำะเหตุใด และมรดกของอำทิตย์จะ
ตกทอดแก่ผู้ใดบ้ำง
เฉลย
มาตรา 1627
บุตรนอกกฎหมำยที่บิดำได้รับรองแล้ว และบุตรบุญธรรมนั้นให้ถือว่ำเป็นผู้สืบสันดำน
เหมือนกับบุตรที่ช อบด้วยกฎหมำยตำมควำมหมำยแห่งประมวลกฎหมำยนี้

มาตรา 1629
ทำยำทโดยธรรมมีหกลำำดับเท่ำนั้นและภำยใต้บังคับแห่งมำตรำ 1630 วรรค 2 แต่จะลำำดับ
สิทธิได้รับมรดกก่อนหลัง ดังต่อไปนี้ คือ
1.ผูส้ ืบสันดำน
มาตรา 1633
ทำยำทโดยธรรมในลำำดับเดียวกันในลำำดับหนึ่งๆ ที่ระบุไว้ในมำตรำ 1629 นั้น ชอบที่จะ
ได้ส่วนแบ่งเท่ำกัน ถ้ำในลำำดับหนึ่งมีทำยำทโดยธรรมคนเดียว ทำยำทโดยธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับ
ส่วนแบ่งทั้งหมด
มาตรา 1657
พินัยกรรมนั้น จะทำำให้เอกสำรเขียนเองทั้งฉบับก็ได้กล่ำวคือ ผู้ทำำพินัยกรรมต้องเขียนด้วย
มือตนเองซึ่งข้อครบทั้งหมด วัน เดือน ปี และลำยมือชื่อของตน
จำกปัญหำ อำทิตย์ได้เขียนพินัยกรรมขึ้นเองทั้งฉบับ แม้จะไม่มีพยำนลงลำยมือชื่อก็ไม่
ทำำให้ควำมสมบูรณ์แห่งพินัยกรรม แบบเขียนเองทั้งฉบับต้องเสียไป ดังนั้นพินัยกรรมที่อำทิตย์ยก
รถยนต์ และเงิน 200,000 บำท ให้ลอยจึงสมบูรณ์ ลอยจึงมีสิทธิรับทรัพย์มรดกตำมพินัยกรรมดัง
กล่ำว
จำกปัญหำ อำทิตย์มีบุตรชอบด้วยกฎหมำย 2 คน คือแช่มกับชื่น และมีบุตรนอกกฎหมำย
1 คน คือลอย ลอยจะมีสิทธิเต็มรับมรดกของอำทิตย์ในฐำนะทำยำทโดยธรรมได้รับรอง แล้ว จำก
พฤติกำรณ์ที่อำทิตย์แสดงต่อลอยโดยกำรให้ใช้นำมสกุล และส่งเสียให้เรียนหนังสือนั้น ถือว่ำเป็น
พฤติกำรณ์ที่บิดำได้รับรองแล้ว จึงทำำให้ลอยมีสิทธิ์เป็นผู้สืบสันดำนเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎ
หมำยในกำรเข้ำรับมรดกของอำทิตย์
และมำตรำ 1621 ไม่ห้ำมที่จะให้ผู้ที่มีสิทธิรับมรดก ตำมพินัยกรรมแล้ว เข้ำมำรับมรดกใน
ฐำนะทำยำทโดยธรรมจำกทรัพย์มรดกที่ไม่ได้จำำ หน่ำย โดยพินัยกรรมได้อีกนั้น เงินสดที่เหลือ
จำำนวน 600,000 บำทจึงตกได้แก่แช่มและชื่น ซึ่งเป็นผู้สืบสันดำน(ตำมมำตรำ 1629 (1) ) ประกอบ
163 และลอย (ตำมมำตรำ 1627) ได้รับไปคนละ 200,000 บำท ในฐำนะทำยำทโดยธรรมนอกเหนือ
จำกทรัพย์มรดกที่จำำหน่ำยตำมพินัยกรร มไปแล้ว ส่วนจันทร์ได้ตำยไปก่อนอำทิตย์ จึงไม่มีสิทธิรับ
มรดกของอำทิตย์ข้ำพเจ้ำจึงไม่เห็นด้วยกับข้ออ้ ำงของแช่มและชื่นตำมเหตุผลที่กล่ำวมำข้ำงต้น
สรุป
มรดกของอำทิตย์ตกทอดแก่ทำยำทดังนี้
1. รถยนต์ 1 คัน และเงินสด 200,000 บำท ตกแก่ลอยตำมข้อกำำหนดในพินัยกรรม
2. เงินสดจำำนวน 600,000 บำท ตกได้แก่ แช่ม ชืน่ และลอย ในฐำนะทำยำทโดยธรรม

41231
กฎหมายอาญา 1
โจทก์

ในคืนวันเพ็ญเดือนสิบสองนำยดำำได้ไปที่บ้ำนของนำงสำวแดงคู่รักแล ะร่วมกันจุเทียนใน
กระทงเพื่อนำำ ไปปล่อย ปรำกฏว่ำ ด้วยควำมประมำทนำยดำำ และนำงสำวแดงทำำ เทียนหล่นลงพื้น
เกิดไฟไหม้บ้ำนของนำงสำวแดง เนื่องจำกบ้ำนของนำงสำวแดงเป็นตึกแถวอยู่ติดกับบ้ำนของนำย
ดำำขณะ ที่ไฟลำมเกือบถึงบ้ำนนำยดำำ ดำำเกรงว่ำไฟจะไหม้บ้ำนตน นำยดำำจึงพังบ้ำนของนำยฟ้ำ แล้ว
เอำเครื่องมือดับเพลิงมำดับไฟที่บ้ำนของนำงสำว<st1:PersonName ProductID="แดง
กรณีดังกล่ำว">แดง กรณีดังกล่ำว</st1:PersonName> นำยดำำ ต้องรับโทษทำงอำญำใน
กำรพังบ้ำนของนำยฟ้ำหรือไม่ เพรำะเหตุใด
เฉลย
ตำมประมวลกฎหมำยอำญำ (มำตรำ 67) ผู้ที่กระทำำควำมผิดด้วยควำมจำำเป็นเพรำะอยู่ในที่
บังคับหรือภำยใ ต้อำำนำจซึ่งไม่สำมำรถหลีกเหลี่ยงหรือขัดขืนได้เพรำะให้ตนเองหรื อผู้อื่นพ้นจำก
อันตรำยที่ใกล้จะถึง และไม่สำมำรถหลีกเลียงให้พ้นโดยวิธีอื่นใดได้ เมื่อภยันอันตรำยนั้นตนมิได้
ก่อให้เกิดขึ้นเพรำะควำมผิดของตน ถ้ำกำรกระทำำนั้นไม่เป็นกำรเกินสมควรแก่เหตุแล้ว ผู้นั้นไม่
ต้องรับโทษ จำกข้อเท็จจริงตำมปัญหำ กำรที่นำยดำำได้ไปที่บ้ำนนำงสำวแดงและร่วมกันจุดเทียน
ด้วยควำมปร ะมำททำำให้เกิดเพลิงไหม้ของนำงสำวแดง นำยดำำเกรงว่ำไฟจะลำมไปไหม้บ้ำนของ
ตนเองเพรำะบ้ำนของนำงสำวแดงเป ำ็นตึกแถวอยู่ติดกับบ้ำนนำยดำำ และไฟก็กำำลังจะลำมไปถึงบ้ำน
ของนำยดำำจึงตัดสินใจพังบ้ำนของนำยฟ้ ำ และนำำ เครื่องมือดับเพลิงมำดับไฟที่บ้ำนของนำงสำว
แดง กำรกระทำำของนำยดำำดังกล่ำวถือว่ำ นำยดำำกระทำำเพื่อให้ตนพ้นจำกภยันตรำยที่ใกล้จะถึง และ
ไม่สำมำรถหลีกเหลียงให้พ้นโดยวิธีอื่นใดได้แต่เนื่องจำกภยัน ตรำยที่ว่ำนั้นคือภยันตรำยซึ่งเกิดจำก
ไฟไหม้ เ ป็ น ภยั น ตรำยที่ นำย ดำำ เป็ น ผู้ มี ส่ว นก่ อ ให้ เ กิ ด ขึ้ น เพรำะควำมผิ ด ของตน นำยดำำ จึ งไม่
สำมำรถอ้ำงว่ำกำรพังบ้ำนของนำยฟ้ำนั้นเป็นกำรกระทำำค วำมผิดด้วยควำมจำำ เป็นอันจะทำำให้ตน
ไม่ต้องรับโทษได้ ดังนั้นนำยดำำจึงต้องรับโทษทำงอำญำในทำงพังบ้ำนของนำยฟ้ำ ด้วยเหตุผลดัง
กล่ำวแล้ว

41234 กฎหมายอาญา 2

โจทก์
แพทย์หญิงนวลฉวี ตั้งครรภ์ได้ 4 เดือน จึงตรวจพบว่ำเด็กในครรภ์มีสุขภำพไม่แข็งแรง ถ้ำ
คลอดออกมำแม้เด็กจะมีชีวิตรอดแต่ก็อำจพิกำรได้ แพทย์หญิงนวลฉวีจึงใช้ควำมรู้ที่เรียนมำทำำให้
ตนเองแท้งลูก และเด็กก็ได้แท้งออกมำสมใจ กรณีนี้แพทย์หญิงนวลฉวีจะได้รับยกเว้นควำมผิดฐำน
ทำำให้แท้งลูกหร ำือไม่

เฉลย

ตำมประมวลกฎหมำยอำญำ (มำตรำ 305) ได้บัญญัติถึงเรื่องกำรทำำแท้งไว้ว่ำ กำรที่หญิง
ทำำให้ตนเองแท้งลูกนั้น ถ้ำเป็นกำรกำรกระทำำของนำยแพทย์และจำำ เป็นต้องกระทำำเนื่องจำกสุขภ
ำพของหญิงนั้น ผูก้ ระทำำไม่มีควำมผิด
จำกข้อควำมเท็จจริงตำมปัญหำ แพทย์หญิงนวลฉวี ตั้งครรภ์ได้ 4 เดือน จึงตรวจพบว่ำเด็ก
ในครรภ์มีสุขภำพไม่แข็งแรง ถ้ำคลอดออกมำแล้วจะมีชีวิตรอดแต่ก็อำจพิกำรได้ แพทย์หญิงนวล
ฉวีจึงใช้ควำมรู้ทำงแพทย์ที่เรียนมำทำำให้ตนเองแท้ง ลูกกำรกระทำำของแพทย์หญิงนวลฉวีดังกล่ำว
เป็นควำมผิดฐำนทำำ แท้ง แม้ว่ำกำรทำำ แท้งครั้งนี้จะเป็นกำรกระทำำ โดยแพทย์ แต่เป็นกำรกระทำำ
เพรำะสุขภำพของเด็ก มิใช่เป็นกำรจำำเป็นต้องกระทำำเนื่องจำกสุขภำพของหญิง แพทย์หญิงนวลฉวี
จึงไม่ได้รับกำรยกเว้นควำมผิดฐำนทำำให้แท้งลูกแต ำ่อย่ำงไรตำมหลักกฎหมำยที่กล่ำวข้ำงต้น

กฎหมายพาณิชย์ 1
โจทก์

1. นำยแสงตกลงขำยที่ดินโฉนดเลขที่ 384 ให้นำยจันทร์ โดยตกลงด้วยปำกเปล่ำมำก่อนว่ำ
นำยแสงผู้ขำยมี สิท ธิไ ถ่คื นได้ภำยในกำำ หนด 10 ปี ได้ทำำ เป็น หนังสือและจดทะเบี ย นซื้อ ขำยที่
สำำนักงำนที่ดินแต่ข้อที ำ่ว่ำนำยแสงผู้ขำยเป็นผู้มีสิทธิไถ่คืนภำยใน 10 ปีนี้ มิได้ทำำเป็นหนังสือและ
จดลงไว้ในทะเบียนด้วย ต่อมำอีก 2 ปี นำยจันทร์ผู้ซื้อได้ทำำหนังสือลงลำยมือชื่อนำยจันทร์มอบให้
นำยแส งผูข้ ำยว่ำยอมให้นำยแสงซื้อคืนได้ภำยใน 10 ปี ตำมรำคำเดิม ดังนี้ท่ำนเห็นว่ำ
1. นำยแสงผู้ขำยจะไถ่ที่ดินคืนจำกนำยจันทร์ผู้ซื้อได้หรือไม่

2. เมื่อนำยแสงผู้ขำยบอกกล่ำวแก่นำยจันทร์ผู้ซื้อภำยใน 10 ปีว่ำตนตกลงซื้อคืน นำยแสง
บังคับให้นำยจันทร์ขำยที่ดินให้ตนได้หรือไม่
เฉลย

หลักกฎหมาย
ประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ มำตรำ 456 วรรคแรกบัญญัติว่ำ กำรซื้อขำย
อสังหำริมทรัพย์ถ้ำมิได้ทำำหนังสือและจดทะเบียนต่อพนั กงำนเจ้ำหน้ำที่ไซร้ท่ำนว่ำเป็น
โมฆะ...และ
มำตรำ 491 บัญญัติว่ำ อันว่ำขำยฝำกนั้น คือสัญญำซื้อขำยซึ่งในกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตก
ไปยังผู้ซื้อโดยม ำีข้อตกลงกันว่ำ ผู้ขำยอำจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้
มำตรำ 454 วรรคแรก บัญญัติว่ำ กำรที่คู่กรณีฝ่ำยหนึ่งให้คำำมั่นไว้ก่อนว่ำจะซื้อหรือขำย นั้น
จะมีผลเป็นกำรซื้อขำยต่อเมื่ออีกฝ่ำยหนึ่งได้บอกกล่ำวควำมแ ละคำำบอกกล่ำวเช่นนั้นได้ไปถึง
บุคคลที่ให้คำำมั่นแล้ว
วินิจฉัย

กรณีตำมวินิจฉัยได้ดังนี้ เนื่องจำกสัญญำขำยฝำกเป็นสัญญำซื้อขำยชนิดหนึ่ง ดังนั้นสัญญำ
ขำยฝำกที่ดินจึงต้องทำำ เป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพ นักงำนเจ้ำหน้ำที่ ส่วนข้อตกลงด้วยปำก
เปล่ำที่ว่ำนำยแสงผู้ขำยมีสิทธิไถ่คืนได้ภำย ใน 10 ปีซึ่งมิได้ทำำเป็นหนังสือและจดทะเบียนไว้ด้วย
ข้อตกลงนี้ย่อมตกเป็นโมฆะเสียเปล่ำ (ฎีกำที่ 170/2497) ดังนัน้ นำยแสงผู้ขำยจึงไม่มีสิทธิไถ่ที่ดินคืน
จำกนำยจันทร์ผู้ซ ำื้อแต่อย่ำงใด
สำำหรับนำยจันทร์ผู้ซื้อทำำหนังสือลงลำยมือชื่อมอบให้นำยแสงผู้ขำ ยว่ำยอมให้นำยแสงซื้อ
ที่ดินคืนภำยใน 10 ปีตำมรำคำเดิม ดังนี้เป็นคำำมั่นว่ำจะขำยของนำยจันทร์ เมื่อนำยแสงบอกแก่นำย
จันทร์ว่ำตนตกลงซื้อคืนจึงเกิดเป็นสัญญำซื ำ้อขำยระหว่ำงนำยแสงกับนำยจันทร์คือสัญญำขึ้นใหม่
อีกสัญญำหนึ่งจ ำึงบังคับให้นำยจันทร์ขำยที่ดินให้ตนได้
สรุป
1. นำยแสงผู้ขำยจึงใช้สิทธิไถ่คืนจำกนำยจันทร์ไม่ได้
2. นำยแสงจึงบังคับให้นำยจันทร์ขำยที่ดินให้ตนได้

กฎหมายพาณิชย์ 2
สอบซ่อมและภาคพิเศษ 2/2532

โจทก์

นำยสำำรำญตั้งนำยพรเป็นตัวแทนดูแลปั้มนำ้ำมันแห่งหนึ่ง ซึ่งนำยสำำรำญเป็นเจ้ำของ ต่อมำ
นำยสำำรำญทรำบว่ำนำยพรมักชอบยักยอกรำยได้จำกกำรขำยนำ้ำมันอย ำู่เสมอ นำยสำำรำญจึงถอนนำย
พรจำกกำรเป็นตัวแทนและติดประกำศแจ้งไว้ที่บริ เวณปั้มนำ้ำมัน นำยเสถียรซึ่งเป็นลูกจ้ำงประจำำไม่
ได้สังเกตเห็นประกำศดังกล่ำว จึงได้นำำ เงินค่ำนำ้ำ มันจำำ นวน 3,000 บำท ไปชำำระให้กับนำยพรที่
ตลำดเพรำะบังเอิญพบนำยพรพอดี ต่อมำนำยสำำรำญได้ไปทวงเงินค่ำนำ้ำ มันจำำ นวน 3,000 บำทดัง
กล่ำวจำกนำยเสถียร กรณีเช่นนี้นำยเสถียรจะต้องชำำ ระเงินค่ำนำ้ำ มันให้กับนำยสำำ รำญอีก หรือไม่
เพรำะเหตุใด
เฉลย
ปพพ. มำตรำ 831 ได้วำงหลักไว้ว่ำกำรระงับสินไปแห่งสัญญำตัวแทน ห้ำมมิให้ยกขึ้นเป็น
ข้อต่อสู้บุคคลภำยนอก ผู้ทำำ กำรโดยสุจริต เว้นแต่บุคคลภำยนอกหำกไม่ทรำบควำมนั้นเพรำะ
ควำมประมำทเลินเล่อข องตนเอง
กรณีตำมอุทธรณ์ กำรที่นำยสำำรำญบอกเลิกกำรเป็นตัวแทนของนำยพรและติดประกำศไว้
บริ เวณปั้มนำ้ำมัน ซึ่งบุคคลโดยทั่วไปไม่สนใจอ่ำนประกำศนั้น เมื่อนำยเสถียรนำำค่ำนำ้ำมันไปชำำระ
ให้นำยพรโดยไม่ทรำบควำมจริงว่ำ นำยพรหำได้เป็นตัวแทนนำยสำำรำญแต่อย่ำงใด จึงถือได้ว่ำนำย
เสถียรกระทำำกำรโดยสุจริต นำยเสถียรจึงสำมำรถอ้ำงควำมสุจริตต่อสู้กับนำยสำำรำญและไม่จำำต้อ ง
ชำำระเงินค่ำนำ้ำมันให้กับนำยสำำรำญแต่อย่ำงใด

41323 กฎหมายพาณิชย์ 3
โจทก์

สัญญำจำำนองมีลักษณะอย่ำงไร จงอธิบำย

เฉลย
สัญญำจำำนองเป็นเอกเทศสัญญำอย่ำงหนึ่งเป็นกำรเอำทรัพย์ไปประกันห นี้มีลักษณะสำำคัญ
ดังนี้
1. เป็นสัญญำลักษณ์ที่บุคคลหนึ่งเรียกว่ำผู้จำำสนองเอำทรัพย์ไปเป็น ตรำประกันกำรชำำระ
หนี้ไว้กับเจ้ำหนี้ซึ่งเรียกว่ำผู้รับจำำนอง กล่ำวคือเป็นกรณีเอำทรัพย์ของคนอื่นไปผูกพันชำำระหนี้
เป็นกำรประกันหนี้คือทรัพย์โดยบุคคลเจ้ำของทรัพย์มิได้ผูกพันปร ะกันหนี้ จะเป็นตัวลูกหนี้เอง

หรือบุคคลที่เอำทรัพย์เข้ำผูกพันประกันหนี้ จะเป็นตัวลูกหนี้เอง หรือบุคคลหนึ่งจะจำำนองทรัพย์สิน
ประกันหนี้อันบุคคลหนึ่งต้องชำำร ะก็ได้ กำรจำำนองเพียงเป็นกำรเอำทรัพย์สินไปตรำไป คือเอำ
ทรัพย์สินไปจดทะเบียนต่อเจ้ำพนักงำนให้ทรัพย์นั้นผูกพันช ำำระหนี้ โดยจัดส่งมอบทรัพย์สินซึ่ง
เรียกว่ำจะทะเบียนจำำนอง
2. ทรัพย์สินที่ตรำไว้เป็นกำรตรำไว้เพื่อประกันชำำระหนี้ คือต้องมีหนี้ระหว่ำงเจ้ำหนี้ ลูก
หนี้ หรือสัญญำประธำรต้องมีสัญญำจำำนอง ซึ่งเป็นสัญญำอุปกรณ์ผู้ที่ทำำสัญญำจำำนองอำจเป็น
ตัวลูกหนี้ หรือ บุคคลภำยนอกผู้รับจำำนองย่อมมีสิทธิที่จะได้รับชำำระหนี้จำกทรัพย ำ์จำำนองนั้น
เพรำะทรัพย์จำำนองเป็นประกันหนี้โดยเจำะจงเจ้ำหนี้จึง มีสิทธิที่จะได้รับชำำระหนี้จำกทรัพย์ที่เป็น
ประกันเท่ำนั้น จะไปเอำชำำระหนี้จำกทรัพย์สินอื่นของผู้จำำนองซึ่งมิได้นำำมำจำำนอง ไว้มิได้ ผูร้ ับ
จำำนอง
ชอบที่จะได้รับชำำระหนี้ก่อนเจ้ำหนี้สำมัญกล่ำว คือ ในกรณีลูกหนี้มีเจ้ำหนี้หลำยรำย ผูร้ ับจำำนองมี
สิทธิรับชำำระหนี้ก่อนเจ้ำหนี้อื่นที่มิได้เป็นเจ้ ำหนี้จำำนอง ผูร้ ับจำำนองชอบที่จะได้รับชำำระหนี้ก่อน
เจ้ำหนี้สำมัญเท่ำนั้น ถ้ำเป็นเจ้ำหนี้บุริมสิทธิ์ สิทธิของเจ้ำหนี้บุริมสิทธิ์ย่อมมีก่อน
4. ผู้รับจำำนองมีสิทธิบังคับชำำระหนี้จำกทรัพย์จำำนอง โดยมิต้องพิเครำะห์ว่ำกรรมสิทธ์ใน
ทรัพย์จะได้โอนไปยังบุคคลภำยน อกแล้วหรือไม่ ทั้งนี้ เนื่องจำกจำำนองเป็นทรัพย์สิทธิ์ผูกพันอยู่กับ
ทรัพย์จำำนองทรัพย์ นัน้ จะตกไปอยู่ในมือบุคคลใดไม่ว่ำโดยผลแห่งสัญญำหรือผลแห่งกฎหม ำย
ผู้รับจำำนองก็บังคับติดตำมเอำได้ตำมสิทธิของตน
5. สัญญำจำำนองต้องทำำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงำนเจ้ำหน้ำที่ นีเ้ ป็นแบบของ
สัญญำจำำนอง ถ้ำคู่กรณีไม่ปฏิบัติตำม จำำนองย่อมตกเป็นโมฆะ

41324 กฎหมายพาณิชย์ 4
โจทก์
บริษัทไทยค้ำข้ำวจำำกัด มีวัตถุประสงค์เพื่อรับส่งสินค้ำ บริษัทได้ประกอบกิจกำรเป็นเวลำ 3
ปี ประสบภำวะขำดทุนมำโดยตลอด เพรำะมีกำรแข่งขันสูงมำกที่ประชุมใหญ่จึงมีมติให้เลิกบริษัท
และแต่งตั้งให้นำยศักดิ์เป็นผู้ชำำระบัญชี แต่นำยเดชไม่เห็นด้วยกับกำรเลิกบริษัทโดยอ้ำงว่ำ กำรเลิก
บริษัทไม่ถูกต้องตำมกฎหมำยเพรำะบริษัทจะเลิกกันได้นั้น ต้องได้รับมอบเอกฉันท์ที่ประชุมผู้ถือ
หุ้น ตำมที่บริษัทลงมติไว้แล้ว ส่วนนำยศักดิ์เมื่อไก้รับแต่งตั้งจำกที่ประชุมใหญ่ให้เป็นผู้ชำำ ระบัญชี
จึงได้จดทะเบียนเลิกบริษัทและจดทะเบียนให้ตนเป็นผู้ชำำระบัญชีระ หว่ำงดำำเนินกำรชำำระบัญชี

นำยศักดิ์ได้ลงนำมเป็นโจทก์ในนำมของบริ ษัทฟ้องนำยใหญ่ให้ชำำระหนี้แก่บริษัทเป็นเงินสองแสน
บำท นำยใหญ่ต่อสู้ว่ำนำยศักดิ์ไม่ใช่ผู้จัดกำรไม่มีอำำนำจลงชื่อฟ้อง แทนบริษัทขอให้วินิจฉัยว่ำ
ก. ข้อกล่ำวอ้ำงของนำยเดชในเรื่องเลิกบริษัทที่ว่ำต้องได้รับมติเอ กฉันท์ถูกต้องหรือไม่
เพียงใด
ข. ข้อต่อสู้ของนำยใหญ่ที่ว่ำนำยศักดิ์ไม่ใช่ผู้จัดกำรไม่มีอำำนำจล งชื่อในฟ้องนั้นรับฟังได้
หรือไม่เพียงใด
เฉลย
ก. หลักกฎหมำยในเรื่องเลิกบริษัทได้กำำหนดไว้ว่ำ บริษัทจำำกัดย่อมเลิกกันเมื่อมีมติพิเศษให้
เลิก เมื่อบริษัทรวมไทยค้ำขำวจำำกัด ได้เลิกบริษัทโดยใช้มติพิเศษกำรเลิกบริษัทจึงชอบด้วย
กฎหมำย ข้อกล่ำวอ้ำงของนำยเดชเรื่องเลิกบริษัทที่ว่ำต้องได้รับมติเอกฉ ำันท์จึงไม่ถูกต้อง
(มำตรำ 1236(4) )
ข. หลักกฎหมำยในเรื่องกำรชำำระบัญชีมีว่ำ ผู้ชำำระบัญชีทั้งหลำยย่อมมีอำำนำจดังกล่ำวต่อไป
นี้ (1) แก้ต่ำงว่ำในนำมของบริษัทในอรรถคดีพิพำททั้งแพ่งและอำญำทั้งปวง
ค. นำยศักดิ์ในฐำนะผู้ชำำระบัญชีจึงมีอำำ นำจลงชื่อในคำำ ฟ้องเรียกให้น ำยใหญ่ชำำ ระหนี้สิน
ของบริษัทแทนบริษัทได้ เพรำะเมื่อบริษัทรวมไทยค้ำข้ำว จำำกัดจดทะเบียนเลิกบริษัทและ
ตั้งบริษัทเป็นผู้ชำำระบัญชีบริษัทส ำินสภำพนิติบุคคลแล้ว แม้บริษัทจะตั้งอยู่ก็เพียงเท่ำที่ว่ำ
เป็ น กำรชำำ ระบั ญ ชี เ ท่ ำ นี้ อำำ นำจสั่ ง กำรย่ อ มหมดสิ น ไปผู้ ชำำ ระบั ญ ชี จึ ง มี อำำ นำจตำม
กฎหมำยที่กล ำ่ำวมำแล้ว ข้อต่อสู้ของนำยใหญ่เรื่องอำำนำจฟ้องของนำยศักดิ์จึงรับฟังไม่ได ำ้

กฎหมายภาษีอากร 1
โจทก์
นำงดวงพร ขำยบ้ำนพร้อมที่นำนอกสุขำภิบำล ซึ่งได้รับมรดกจำกบิดำจำำนวน
<st1:metricconverter ProductID="100 ไร่">100
ไร่</st1:metricconverter> เมื่อ 5 ปี ที่แล้ว ได้เงินมำ 1 ล้ำนบำท นำงดวงพรจะต้องถูกหัก
ภำษี ณ ที่จำ่ ยเป็นเงินเท่ำใด
เฉลย

เงินได้พึงประเมิน

10,000,000

หัก ส่วนที่ได้รับยกเว้น
200,000
บำท
เหลือ
800,000
บำท
หักค่ำใช้จ่ำยร้อยละ 50 ของเงินได้ 50 x 80,0000
40,000
บำท
100
เหลือเงินได้หลักหักค่ำใช้จ่ำย
400,000 บำท
หำรเงินได้จำำนวนปีที่ถือครอง (400,000¸ 5)
80,000 บำท
เงินได้สุทธิ 30,000 บำท อัตรำภำษี 7% ภำษี
=
2,100 บำท
เงินได้สุทธิ 30,000 บำท อัตรำภำษี 10% ภำษี
=
3,000 บำท
เงินได้สุทธิ 20,000 บำท อัตรำภำษี 13% ภำษี
=
2,600 บำท
ภำษีเฉลี่ยต่อปี
=
7,700
บำท
ภำษีเงินได้บุคคลธรรมดำที่ต้องเสีย = ภำษีเงินได้เฉลี่ยต่อปี x จำำนวนปีที่ถือครอง
= 7,700 x 5
ภำษีที่ต้องหัก ณ ที่จำ่ ย
= 38,500
หมายเหตุ อัตรำภำษีอำจใช้อัตรำปัจจุบันก็ได้

41213
กฎหมายว่าด้วยทรัพย์สินสอบซ่อมและภาคพิเศษ 2/2532
โจทก์

ดำำนำำเครื่องถ่ำยเอกำสำรที่ได้จำกแดงไปขำยให้ขำว ที่ร้ำนค้ำของขำวที่ประกอบกิจกำรรับ
ถ่ำยเอกสำรอยู่บริเวณตลำดท่ ำพระจันทร์ ขำวรับซื้อไว้โดยไม่ทรำบว่ำดำำมิใช่เจ้ำของที่แท้จริง ต่อ
มำแดงทรำบเรื่องจึงยึดเครื่องถ่ำยเอกสำรนั้นคืนไป ขำวเรียกร้องให้แดงชดใช้รำคำแต่แดงปฏิเสธ
ดังนี้ขำวจะมีข้อต่อสู้กับแดงหรือไม่เพียงใด
เฉลย

หลักกฎหมำย ปพบ. มำตรำ 1332 บุคคลผู้ซื้อทรัพย์สินโดยสุจริตในกำรขำยทอดตลำด
หรือในท้องตลำด หรือจำกพ่อค้ำซึ่งขำยของชนิดนั้น ไม่จำำต้องคืนให้แก่เจ้ำของแท้จริงเว้นแต่
เจ้ำของจะชดใช้รำคำที่ ซื้อมำ

กฎหมายแพ่ง ๑
๑. กำบอำยุ ๗๕ ปี เป็น อัมพำตเดินไม่ได้ต้องรักษำตัวอยู่โรงพยำบำลก้อนอำยุ ๑๔ ปีเป็นหลำนมำ
เยี่ยมกำบจึงแอบยกเงินจำำ นวนหนึ่งให้ก้อนโดยมิได้บอ กให้แสงซึ่งเป็นมำรำดำรู้ ต่อมำอีก ๑ ปี
ก้อนถูกรถยนต์ชนจนเป็นคนวิกลจริต และ อีก ๒ ปีต่อมำได้แอบให้แหวนของตนแก่สร้อยโดย
สร้อยไม่รู้ว่ำก้อนวิกลจร ำิต อีก ๑ ปีต่อมำก้อนหัวใจวำยแสงจึงรู้ถึงนิติกรรมต่ำง ๆ ที่ก้อนได้ทำำขึ้น
จึงได้บอกล้ำงนิติกรรมนั้น
๑.๑ กำรยกให้สองครั้ง มีผลอย่ำงไร หรือไม่เพรำะเหตุใด
๑.๒ มำรดำสำมำรถบอกล้ำงนิติกรรมทั้งสองหรือไม่เหตุใด
ตอบ

มำตรำ ๑๙ บุคคลย่อมพ้นจำกสภำวะผู้เยำว์และบรรลุนิติภำวะเมื่ออำยุ 20 ปีบริบรู ณ์
มำตรำ ๒๒ ผู้เยำว์อำจทำำ กำรใดๆ ได้ทั้งสิน หำกเป็นเพียงเพื่อมีสิทธิอันใดอันหนึ่ง หรือ
เป็นกำรเพื่อให้หลุดพ้นจำกหน้ำที่อันใด
มำตรำ ๒๑ ผู้เยำว์จะทำำนิติกรรมใดๆ ต้องได้รับควำมยินยอมโดยชอบธรรมก่อน กำรใดๆ
ที่ผู้เยำว์ได้ทำำลงปรำศจำกควำมยินยอมถือว่ำเป็นโมฆะ เว้นแต่จะบัญญัติไว้อย่ำงอื่น มำตรำ ๑๗๕
โมฆียกรรมนั้น บุคคลต่อไปนี้จะบอกล้ำงเสียก็ได้
ผู้แทนโดยชอบธรรม ขณะที่กำบผู้เป็นยำยยกเงินให้ก้อนนั้น ก้อนยังถือว่ำเป็นหลักแจ้งผู้
เยำว์จะทำำนิติกรรมใด ๆ ต้องได้รับควำมยินยอมจำกผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน มิฉะนั้นนิติกรรมตก
เป็นโมฆียะ แต่กรณีนี้ถือเป็นยกเว้น
เนื่องจำกเป็นกำรที่ผู้เยำว์ได้รับเงิน นิติกรรมรับกำรให้จำกเป็นต้องได้รับควำมยินยอมจำกผู้
แทนโดยชอบธ รรมก่อนกำรให้นี้จึงสมบูรณ์เพรำะเป็นกำรได้ไปซึ่งสิทธิเพียงอย่ ำงเดียวต่อมำอีก ๑
ปี ซึ่งก้อนมีอำยุ ๑๔ ปี ก้อนได้ถูกรถยนต์ชนชนจนเป็นคนวิกลจริต และอีก ๒ ปีต่อมำ คือก้อนอำยุ

ได้ ๑๗ ปี ได้ให้แหวนนิติกรรมกำรให้ย่อมตกเป็นโมฆียะโดยไม่ต้องคำำนึงว่ำสร ำ้อยจะรู้ว่ำก้อนเป็น
คนวิกลจริต เพรำะก้อนก็เป็นผู้เยำว์ นิติกรรมใด ๆ ที่ผู้เยำว์ได้รับควำมยินยอมจำกผู้แทนโดยชอบ
ธรรมย่อมตกเป็นโมฆี ยะกำรให้สร้อยนี้ย่อมตกเป็นโมฆียะเพรำะมำรดำมิได้ให้ควำมอย่ำงไ ร
สิทธิบอกล้ำงนิติกรรมที่เป็นโมฆียะ คือผู้แทนโดยชอบธรรมซึ่งเป็นของก้อนนัน้ เองแต่กำร
บอกล้ำงนิติกร รมยำยไม่ได้เพรำะกำรให้ผลนั้นมีผลสมบูรณ์นนั้ แล้ว

กฎหมายแพ่ง ๓
ข้อ ๑. นำงทิมำกรตั้งครรภ์ได้ ๒ เดือน แต่ไม่มีใครเลี้ยงดูลูกจึงบวชเป็นชีที่วัดวิเวกธรรม
ต่อมำอีก ๑ เดือน นำยสุรพลไปทำำบุญที่วัดดังกล่ำวมีควำมประทับใจที่ทรำบจำกนำงทิมำ กรว่ำ นำง
ทิมำกรเป็นสำวบริสุทธิ์บวชชีมำตั้งแต่เด็ก เกิดรักใคร่ชอบพอในทำงชู้สำวจึงให้นำงทิมำกรสึกจำกชี
แล้วจดทะเบ ำียนสมรสด้วย หลังจำกจะทะเบียนสมรส ๒ เดือนนำยสุรพลจึงรู้ว่ำนำงทิมำกรตั้งครรภ์
กัยชำยอื่นอยู่แล้วขณ ะจดทะเบียนสมรสกับตน นำยสุรพลได้รับควำมอับอำยขำยหน้ำต่อญำติและ
เพื่อนรวมทั้งหนังสื อพิมพ์นำำเรื่องรำวไปลงข่ำวด้วย จึงประสงค์ที่จะเลิกกำรเป็นสำมีภริยำและยุติ
กำรอุปกำระเลี้ยงดู นำงทิมำกรตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปทั้งเรียกค่ำเสียหำยต่อชื่อเสี ยงของตนจำกนำง
ทิมำกรด้วย
จงแนะนำำนำยสุรพลว่ำมีช่องทำงกำรกระทำำดังกล่ำวได้หรือไม่เพียงใด
แนวตอบ
หลักกฎหมาย
มำตรำ ๑๔๖๑ วรรคสอง สำมีภริยำต้องช่วยเหลืออุปกำระเลี้ยงดูกันตำมควำมสำมำรถและ
ฐำนะ ของตน
มำตรำ ๑๕๐๒ กำรสมรสที่เป็นโมฆียะสินสุดลงเมื่อศำลพิพำกษำเพิกถอน
มำตรำ ๑๕๐๖ ถ้ำคู่สมรสได้ทำำกำรสมรสโดยถูกฉ้อฉลอันขนำดซึ่งถ้ำมิได้มีกลฉ้อฉ ลจะ
ทำำให้กำรสมรส นั้นเป็นโมฆียะ
มำตรำ ๑๕๐๘ กำรสมรสที่เป็นโมฆียะเพรำะคู่สมรสสำำคัญผิดหรือถูกฉ้อฉลหรือถูกข ำ่มขู่
เฉพำะแต้คู่สมรสที่สำำคัญผิดตัวหรือถูกฉ้อฉลหรือถูกข่มขู่เท่ำนั ำ้นขอเพิกถอนสมรสได้
มำตรำ ๑๕๑๓ ถ้ำปรำกฏว่ำคู่สมรสที่ถูกเพิกถอนกำรสมรสรู้เห็นเป็นใจในเหตุแห่ ง
โมฆียกรรม คู่สมรสนั้นจะต้องรับผิดใช้ค่ำทดแทนควำมเสียหำยซึ่งคู่สมรสอีกฝ ำ่ำยหนึ่งได้รับต่อ
กำย ชือ่ เสียงหรือทรัพย์สินควำมเสียหำยซึ่งคู่สมรสนั้น และให้นำำมำตรำ ๑๕๒๕ มำใช้บังคับโดย
อนุโลม
จำกอุทำหรณ์ กำรที่นำงทิมำกรตั้งครรภ์อยู่แล้วแต่มำหลอกลวงเป็นสำวบริสุทธิ์ จนนำย

สุรพลหลงเชื่อสมรสด้วย กำรสมรสดังกล่ำวจึงเป็นกำรสมรสเพรำะถูกฉ้อฉลและเป็นกลฉ้อฉลถึงข
นำดซึ่งมิได้กลฉ้อฉลนั้นจะไม่ทำำกำรสมรส กำรสมรสระหว่ำงนำยสุรพลนำงทิมำกรจึงเป็นโมฆียะ
ตำมมำตรำ ๑๕๐๖ วรรคหนึ่ง แต่นำยสรพลบอกล้ำงโมฆียกรรมโดยลำำพังตนเองไม่ได้ต้องนำำคดีมำ
ฟ้อง ต่อศำลให้ศำลพิพำกษำเพิกถอนกำรสมรสดังกล่ำว ตำมมำตรำ ๑๕๐๒ ประกอบมำตรำ ๑๕๐๘
วรรคหนึ่ง เมื่อศำลมีคำำพิพำกษำให้เพิกถอนสมรสแล้วสมรสระหว่ำงนำยสุรพลกับน ำงทิมำกรจึง
สิ้นสุดลงในวันที่ศำลคำำพิพำกษำถึงที่สุด ก่อนมีคำำพิพำกษำถึงที่สุดนำยสุรพลยังต้องอุปกำระเลี้ยง
ดูนำงทิม ำกรตำมมำตรำ ๑๔๖๑ วรรคสอง จุยุติกำรอุปกำระเลี้ยงดูขณะนี้ไม่ได้ ส่วนกำรเรียกค่ำ
เสียหำยจำกนำงทิมำกรนั้น เนื่องจำกนำงทิมำกรรู้อยู่แล้วว่ำตนตั้งครรภ์กับชำยอื่นยังมำหล อกลวง
ว่ำยังเป็นสำวบริสุทธิ์ และนำยสุรพลต้องได้รับควำมเสียหำยต่อชื่อเสียง นำยสุรพลจึงมีสิทธิเรียกค่ำ
ทดแทนจำกนำงทิมำกรได้

กฎหมายวิธีสบัญญัติ ๒
๑.โจทก์ฟ้องจำำ เลยให้กำรต่อสู้คดีในเรื่องอำำ นำจฟ้อง และยื่นคำำ ร้องขอให้ศำลชี้ขำดข้อ
กฎหมำยเบื้องต้นว่ำโจทก์ไม่มีอำำ นำจฟ้องคดี ศำลจึงพิจำรณำคำำ ฟ้องจำำ เลยแล้วสั่งว่ำ โจทก์ไม่มี
อำำ นำจฟ้อ ง และพิพำกษำยกฟ้อ งโจทก์เ สียอย่ำ งหนึ่ ง หรือ สั่งศำลเห็นสมควรให้ รวมเรื่ อ งนี้ ไ ว้
วินิจฉัยในคำำ พิพำกษำอีก อย่ำงหนึ่ง ดังนี้โจทก์จำำ เลยจะอุทธรณ์คำำ สั่งของศำลในเรื่องนี้ได้เพียง
ใดหร ำือไม่
แนวตอบ
หลักกฎหมาย
มำตรำ ๒๒๗ คำำสั่งของศำลชัน้ ต้นที่ไม่รับหรือให้ยื่นคำำคู่ควำมตำมมำตรำ ๑๘ หรือคำำสั่ง
วินจิ ฉัยชี้ขำดเบื้องต้นตำมมำตรำ ๒๔ ซึ่งทำำให้คดีเป็นเรื่องมิถือว่ำเป็นคำำสั่งระหว่ำงพิจำรณำ และ
อยู่ภำยในข้อของกำรอุทธรณ์คำำพิพำกษำหรือคำำสั่งชี้ขำดศำลชั้น ต้นชี้ขำดตัดสินคดี
มำตรำ ๒๒๖ ก่อนศำลชัน้ ต้นได้มีคำำพิพำกษำหรือคำำสั่งชี้ขำดคดีถึงศำลนัน้ อย่ ำงใดอย่ำงหนึ่ง
นอกจำกที่ระบุไว้ในมำตรำ ๒๒๘
(๑) ห้ำมมิให้อุทธรณ์คำำสั่งนั้นในระหว่ำงพิจำรณำ
(๒) ควำมฝ่ำยนั้นโต้แย้งคำำสั่งใด ให้ศำลจดข้อโต้แย้งนัน้ ลงในสมุดพยำน คูค่ วำมที่โต้แย้งชอบ
ที่จะอุทธรณ์คำำสั่งนั้นได้ภำยในกำำหนดนับแต ำ่วันที่ศำลได้มีคำำพิพำกษำหรือคำำชี้ขำดตัดสินคดีนั้น
ไป

กรณีที่ ศำลพิจำรณำคำำ ร้อ งของจำำ เลยแล้ว สั่งว่ ำ โจทก์ ไม่ มีอำำ นำจฟ้อ งศำลพิพำกษำให้
ยกฟ้องโจทก์เสียนั้น เป็นกำรวินิจฉัยชี้ขำดเบื้องต้นกฎหมำยให้เป็นคุณแก่จำำเลยและทำำใ ห้คดีเสร็จ
ไปทั้งเรื่องโจทก์เป็นฝ่ำยแพ้คดีจึงมีสิทธิ์ที่จะอุท ธรณ์คำำ สั่งของศำลในเรื่องนี้ได้ตำมบัญญัติไว้ใน
ปวพ. มำตรำ ๒๔ วรรคท้ำย และมำตรำ ๒๒๖ แม้จะมิได้สั่งไว้
ในกรณีที่ศำลพิจำรณำคำำร้องของจำำเลยแล้วสั่งว่ำให้รวมเรื่องนี้ใ นคำำพิพำกษำนั้นไม่ใช่คำำ
สั่งชี้ขำดข้อกฎหมำยเบื้องต้นตำม ปวพ. แต่เป็นคำำสั่งระหว่ำงพิจำรณำ จำำเลยจะอุทธรณ์คำำสั่งนี้ทนั ที
จำำ เลยจะต้ อ งโต้ แ ย้ งคั ดค้ ำ นคำำ สั่งไ ว้ แ ละรอศำลมี คำำ พิพ ำกษำแล้ ว จึ ง ได้ (นั ยคำำ พิพำกษำฎี ก ำที่
๔๖๓/๒๕๐๘)

กฎหมายวิธีสบัญญัติ ๓
๑. นำงสำวสุดสวยผู้เยำว์ เป็นบุตรของนำยสมกับนำงสวำทซึ่งได้จดทะเบียนสมรสกันต่อ
มำนำงสำว สุดสวยถูกนำยศักดิ์ข่มขื่นกระทำำชำำเรำ ในระหว่ำงพิจำรณำคดีของศำลชัน้ ต้น นำยสม
ยื่นคำำร้องข้อเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงำนอัยกำรถ้ำท่ำนเป็นศำ ลจะสั่งคำำร้องนี้อย่ำงไรและปรำกฏว่ำ
ก่อนที่นำยสมจะยื่นคำำร้องขอ เข้ำเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงำนอัยกำร นำงสำวสุดสวยถูกคนร้ำยลอบ
ยิงตำย นำยสมจะยังมีสิทธิเข้ำร่วมเป็นโจทก์กับพนักงำนอัยกำรดำำเนินคดีแ ก่นำยศักดิ์หรือไม่
เพรำะเหตุใด
แนวตอบ
ประมวลกฎหมำยอำญำมำตรำ ๕ บัญญัติว่ำ บุคคลเหล่ำเดียวกันจัดกำรแทนผู้เสียหำยได้
๑. ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบำล เฉพำะแต่ในควำมผิดซึ่งได้กระทำำต่อผู้เยำว์ หรือผู้
ไร้ควำมสำมำรถซึ่งอยู่ในควำมดูแล
๒. ผู้บุพกำรี ผู้สืบสันดำน สำมีหรือ ภริ ยำ เฉพำะแต่ใ นควำมผิ ดอำญำ ซึ่งผู้ เสียหำยถู ก
ทำำร้ำยถึงตำยหรือบำดเจ็บจนไม่สำมำรถจัดกำรเอง ได้ ฯลฯ
จำกบทกฎหมำยดังกล่ำวหมำยควำมว่ำ กรณีผู้เสียหำยเป็นผู้เยำว์ต้องให้ผู้แทนโดยชอบ
ธรรมที่ชอบด้วยก ฎหมำยเป็นผู้จัดกำรแทน และในกรณีบุพกำรีถือหลักกำรสืบสำยโลหิตตำมควำม
เป็นจริงและจัดกำ รแทนได้เฉพำะกรณีควำมผิดที่ผู้เสียหำยถูกทำำ ร้ำยถึงตำยหรือบำดเจ ำ็บจนไม่
สำมำรถจัดกำรเองได้เท่ำนั้น
ตำมคำำถำม นำยสม ซึ่งเป็นบิดำที่มิได้จดทะเบียนสมรสกับนำงสวำทมำรดำของนำงสำวสุด
สวยก็จะขอเข้ำร่วมเป็นโจทก์กับพนักงำนอัยกำรด้วยไม่ได้ เพรำะนำยสมเป็นบิดำที่ไม่ชอบด้วย
กฎหมำย จึงไม่ใช่ผู้แทนโดยชอบธรรม ตำมมำตรำ ๔(๑) เมื่อมิใช่ผู้แทนโดยชอบธรรมด้วยกฎหมำย
ก็ย่อมไม่มีสิทธิร้องขอเข ำ้ำร่วมเป็นโจทก์กับพนักงำนอัยกำรและเมื่อข้อเท็จจริงปรำกฏว่ำก่ อนที่

นำยสมจะยื่นคำำร้องขอเข้ำร่วมเป็นโจทก์กับพนักงำนอัยกำรนำง สำวสุดสวยถูกคนร้ำยลอบยิงตำย
นำยสมขอเข้ำร่วมเป็นโจทก์กับพนักงำนอัยกำรเช่นเดียวกัน เพรำะถึงแม้ว่ำนำยสมจะเป็นบุพกำรี
ของนำงสำวสุดสวยโดยหลักสืบสำย โลหิตตำมควำมเป็นจริงก็ตำม แต่จะจัดกำรแทนได้เฉพำะใน
ควำมผิดที่ผู้เสียหำยถูกทำำร้ำยถึงตำยห รือบำดเจ็บจนไม่สำมำรถจัดกำรเองได้เท่ำนั้น แต่ข้อเท็จจริง
ตำมคำำถำมเป็นเรื่องที่นำยศักดิ์กระทำำควำมผิดฐำนข ำ่มขืนกระทำำชำำเรำนำยสมจึงจัดกำรแทนไม่ได้
ดังนั้นนำยสมจะขอร่วมเป็นโจทก์กับพนักงำนอัยกำรไม่ได้เพรำะกรณี แรกนำยสมไม่ใช่ผู้
แทนโดยชอบธรรมที่ชอบด้วยกำำหมำย และกรณีหลังก็จัดกำรแทนไม่ได้เพรำะเป็นเรื่องนำยศักดิ์
กระทำำควำ มผิดฐำนข่มขื่นกระทำำชำำเรำ

41341
กฎหมายวิธีสบัญญัติ 1 สอบซ่อม ภาค 1/33

โจทก์

พนักงำนอัยกำรโจทก์ฟ้องจำำเลยต่อศำลแขวง ขอให้ลงโทษฐำนทำำร้ำยร่ำงกำยตำมประมวล
กฎหมำยอำญำ มำตรำ 295 (ซึ่งโทษจำำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่พันบำท หรือทั้งจำำทั้งปรับ )
และขอให้กักกันตำมประมวลกฎหมำยอำญำ มำตรำ 41 (ซึ่งให้ศำลกักกันได้ตั้งแต่สำมปีถึงสิบปี)
จำำ เลยรับสำรภำพตำมฟ้อง นำยยุติผู้พิพำกษำศำลแขวงเห็นสมควรจำำ คุกจำำ เลย 6 เดือนจำำ เลยรับ
สำรภำพ ปรำณีลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำำคุก 3 เดือน และให้กักกัน 2 ปีดังนี้ นำยยุติจะพิพำกษำคดีนี้
เป็นตำมนั้นได้หรือไม่หรือจะต้องทำำประกำ รใด
เฉลย
กำรกักกันมิใช่โทษแต่เป็นวิธีกำรเพื่อควำมปลอดภัย แม้จะกักกันตั้งแต่ 3 ปีถึง 10 ปีก็ต้อง
ห้ำ มตำมรั ฐธรรมนูญศำลยุติ ธรรม มำตรำ 15 ศำลแขวงมี อำำ นำจพิจำรณำพิพำกษำได้ นำยยุ ติ ผู้
พิพำกษำศำลแขวงจึงมีอำำนำจพิพำกษำคดีนี้ได้ตำมพระธรรม นูญศำลยุติธรรมมำตรำ 15 วรรคแรก
22 (5)
โจทก์

นำยอ้วนมีภูมิลำำ เนำอยู่จังหวัดเชียงใหม่ได้ตกลงทำำ สัญญำซื้อขำยร ถจักยำนยนต์ 1 คัน
รำคำ 30,000 บำท ที่จังหวัดนนทบุรีจำกนำยผอม ซึ่งมีภูมิลำำ เนำอยู่จังหวัดพิจิตรได้มีข้อตกลงใน
สัญญำนั้นว่ำ ถ้ำฝ่ำยใดฝ่ำยหนึ่งผิดสัญญำให้ฟ้องที่ศำลจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อสะดวกในกำรเดิน
ทำงด้วยกันทั้งสองฝ่ำย นำยผอมได้ส่งมอบรถจักยำนยนต์ให้แก่นำยอ้วนแล้ว ส่วนนำยผอมผิด
สัญญำไม่ชำำระรำคำให้ นำยผอมจึงยื่นฟ้องนำยอ้วนเรียกค่ำรถจักยำนยนต์นั้นที่ศำลใด

เฉลย
นำยผอมจะยื่นฟ้องนำยอ้วนต่อศำลจังหวัดนครสวรรค์ไม่ได้ เพรำะคู่ควำมทั้งสองฝ่ำยไม่มี
ภูมิลำำเนำอยู่ในเขตศำลนั้นและมูลค ดีหรือทรัพย์สินที่พิพำทก็มิได้เกิดขึ้นหรือตั้งอยู่ในเขตศำล จึง
ไม่เข้ำตำมประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำคดวำมแพ่ง มำตรำ 7 (4)
กรณีตำมปัญหำเป็นคำำฟ้องไม่เกี่ยวด้วยทรัพย์ หรือสิทธิ หรือประโยชน์ใดๆอันเกี่ยวกับ
ทรัพย์กรณีจึงต้องด้วยประมวลกฎหมำย วิธีพิจำรณำควำมแพ่ง มำตรำ 4 (2) ต้องฟ้องต่อศำลที่นำย
อ้วนมีภูมิลำำเนำอยู่ในเขตศำลนั้น คือ ศำลจังหวัดเชียงใหม่แต่ถ้ำนำยผอมมีควำมประสงค์จะยืน่ คำำ
ฟ้องต่อศ ำลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศำล คือ ศำลจังหวัดนนทบุรี ก็ต้องยื่นคำำขอโดยกำรขอเป็นคำำร้อง
แสดงให้เห็นว่ำ กำรพิจำรณำคดีในศำลจังหวัดนนทบุรีจะเป็นกำรสะดวกตำมประมวลกฎหมำ ยวิธี
พิจำรณำควำมแพ่งมำตรำ 4 (2)

41342
กฎหมายวิธีสบัญญัติ 2 สอบซ่อม ๓ค 1/2533
โจทก์

คดีเรื่องหนึ่ง โจทก์ไม่มีภูมิลำำ เนำอยู่ในประเทศไทยตั้งให้ทนำยฟ้องที่ศำลแพ่งเ รียกเงิน
ตำมเช็คจำกจำำเลย 200,000 บำท จำำเลยให้กำรสู้คดีศำลนัดสืบพยำนโจทก์วันที่ 8 มิถุนำยน 2533
ต่ อ มำศำลอนุ ญ ำตให้ โ จทก์ เ ลื่ อ นคดี สื บ พยำนไปโจทก์ วั น ที่ 2 กรฏำคม 2533 พอวั น ที่ 29
มิถุนำยน 2533 จำำเลยยื่นคำำร้องต่อศำลขอให้ศำลมีคำำสั่งให้โจทก์วำงเงินประกันค่ ำฤชำธรรมเนียม
และค่ำใช้จ่ำย โจทก์ซึ่งได้รับสำำเนำคำำร้องแล้ว แถลงคัดค้ำนว่ำจำำ เลยจะร้องดังกล่ำวไม่ได้ เพรำะ
โจทก์เป็นผู้อยู่ในอำำนำจศำลเนื่องจำกได้ตั้งศำลทนำยมำฟ้อง จำำเลยยังศำลไทยแล้ว นอกจำกนี้ตำม
กฎหมำยจำำเลยจะต้องร้องขอก่อนวันสืบพยำนคือก่อนวันท ำี่ 6 มิถุนำยน 2533 คำำร้องของจำำเลยจึง
ไม่ชอบด้วยกฎหมำย ท่ำนเห็นด้วยกับข้อคัดค้ำนของโจทก์ทั้งสองประกำรหรือไม่

เฉลย
ตำม ปวพ. มำตรำ 253 วรรคแรกถ้ำโจทก์ไม่ใช้ผู้อยู่ในอำำนำจศำลหรือถ้ำมีเหตุแน่นแฟ้นอ
นำั เป็นที่เชื่อได้ว่ำ เมื่อโจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเหลี่ยงไม่ชำำ ระค่ำฤชำธรรมเนียมและค่ ำใช้จ่ำยทั้ง

หลำย ไม่ว่ำเวลำใดๆ ก่อนวันสืบพยำน จำำเลยอำจยื่นคำำขอโดยทำำเป็นคำำร้องต่อศำลให้มีคำำสั่งให้โจ
ทก์วำงเ งินประกันค่ำฤชำธรรมเนียมและค่ำใช้จ่ำย
ตำมปัญหำ โจทก์ไม่ภูมิลำำ เนำอยู่ในประเทศจึงไม่ใช่ผู้อยู่ในอำำ นำจศำล กำรที่ โจทก์ตั้ ง
ทนำยมำฟ้องที่ศำลแพ่งไม่หมำยควำมว่ำโจทย์อยู่ใน อำำนำจศำลไทย และกำรที่ศำลได้อนุญำตให้
โจทก์เลื่อนคดีไปสืบพยำนโจทก์วันที่ 2 กรกฎำคม 2533 วันที่ 3 มิถุนำยน 2533 จึงมิใช่วันสืบ
พยำนไว้แต่เดิมเท่ำ กำรที่จำำเลยร้องขอเมื่อวันที่ 29 มิถุนำยน 2533 ขอให้ศำลมีคำำสั่งให้โจทก์วำงเงิน
ประกันค่ำฤชำธรรมเนียมและมีค่ำ ใช้จ่ำย จึงชอบด้วยกฎหมำยแล้ว เพรำะได้ร้องขอวันสืบพยำน
ข้ำพเจ้ำไม่เห็นด้วยกับข้อคัดค้ำนของโจทก์ทั้ง 2 ประกำร
โจทก์

คดีเรื่องหนึ่งโจทก์ฟ้องฐำนละเมิดจำำเลยขับรถชนรถโจทก์เสียหำย เรียกค่ำเสียหำยเป็นเงิน
100,000 บำท เมื่อคำำ ให้กำรสู้คดีแล้วโจทก์ยื่นคำำ ร้องขอเพิ่มเติมฟ้องเรียกค่ ำเสียหำยอีก 20,000
เป็ น เงิน 120,000 บำท ศำลอนุ ญ ำตแก้ ไ ขเพิ่ ม เติ ม ฟ้ อ งแล้ ว ในวั น นั ด ของต่ อ มำ ศำลกำำ หนด
ประเด็นข้อพิพำทให้โจทก์นำำสืบก่อนโดยนัดสืบพยำนวันที่ 7 มิถุนำยน 2533 เวลำ 9.00 น. ก่อน
วันนัดสืบพยำน จำำเลยก็ยื่นขอแก้ไขเพิ่มเติมคำำให้กำร โดยอ้ำงโจทก์ฟ้องจำำเลยว่ำจำำเลยขับรถชน
เสียหำยนั้น โจทก์เคยทำำหนังสือไม่ยอมรับค่ำเสียหำยจริงเป็นเงิน 20,000 บำท และอ้ำงในคำำร้อง
ขอเติมคำำให้กำรด้วยว่ำ ได้ยื่นคำำแก้ไขก่อนสืบพยำน เมื่อศำลให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องได้ เพื่อ
แห่งศำลยุติธรรม ศำลก็ควรให้จำำเลยแก้ไขเพิ่มเติมให้กำรได้ในศำลจะอนุญำตให้จำำ เลย แก้ไขคำำ
ให้กำรหรือยกคำำร้องขอแก้ไขคำำให้กำรของจำำเลย
ตำมปัญหำ ในวันนัดของศำลต่อมำได้กำำหนดประเด็นข้อพิพำทแล้วมำสืบก่อน ถือได้ว่ำ
เป็นกำรชี้และวันนัดนั้นเป็นวันชี้สองสถำน
กำรร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำำให้กำรมำตรำ 180 วรรค 2 บัญญัติว่ำที่ขอแก้ไขคำำให้กำรอำจ
ยื่นคำำร้องสองสถำนหรือก่อนวันน ำัดสืบพยำน และคดีไม่เกี่ยวกับควำมสงบชองประชำชน ให้ศำล
มีคำำสั่งยกเสีย
มำตรำ 180(2) นี้ ถ้ำมีกำร ก็ต้องยื่นก่อนวันชี้ของสถำนถ้ำไม่มีวันซื้อสองสถำน แต่มีกำร
สืบพยำนก็ต้องยื่นก่อนวันสืบพยำน
ตำมปัญหำ แม้จำำเลยจะยื่นคำำร้องขอแก้ไขก่อนวันสืบพยำนหรือวันนัดสืบพยำนแต ำ่ก็มิได้
ยื่นก่อนวันชี้สองสถำน และคดีก็ไม่เกี่ยวกับควำมสงบเรียบร้อยของประชำชนเหตุที่จำำเลยอ้ ำงไว้
ในคำำร้องนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมำย ถ้ำข้ำพเจ้ำเป็นศำลจะสั่งยกคำำร้องขอแก้ไขของจำำเลยเสีย

41343

กฎหมายวิธีสบัญญัติ 3 สอบซ่อม ภาค 1/2533
โจทก์
ในคดีปล้นและฆ่ำเจ้ำทรัพย์ตำย มีผู้พบศพเจ้ำทรัพย์ที่ในคูนำ้ำ อำำเภอเมืองนนทบุรี วันรุ่ง
ขึ้นมีผู้พบรถยนต์ของเจ้ำทรัพย์ที่ถูกปล้นจอดทิ้งอยู่ที ำ่อำำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม และพบ
กระเป๋ำเสื้อผ้ำของเจ้ำทรัพย์ทิ้งอยู่ในดงหญ้ำ อำำเภอเมืองปทุมธำนีพนักงำนสอบสวนสถำนีตำำรวจ
ภูธรอำำเภอเมืองนนทบุ รีได้ทำำกำรสอบสวนคดีนี้ เสร็จแล้วเสนอสำำนวนให้พนักงำนอัยกำรจังหวัด
นนทบุรียื่นฟ้องต่อศ ำลจังหวัดนนทบุรี จำำเลยให้กำรต่อสู้คดีว่ำ คดีนี้เหตุเกิดในท้องที่อำำเภอเมือง
ปทุมธำนี จังหวัดปทุมธำนีพนักงำนสอบสวนสถำนีตำำรวจภูธร พนักงำนอัยกำรจังหวัดนนทบุรีจึง
ไม่มีอำำ นำจฟ้องและศำลจังหวัดนนท บุรีไม่มีอำำ นำจรับฟ้องไว้พิจำรณำพิพำกษำ ข้อต่อสู้ของ
จำำเลยฟังขึ้นหรือไม่ เพรำะเหตุใด
เฉลย

ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำ มำตรำ 19 (1) วำงหลักไว้ว่ำในกรณีเป็นกำรไม่
แน่วำ่ กำรกระทำำผิดอำญำได้กระทำำใน ท้องที่ใดในระหว่ำงหลำยท้องที่ ฯลฯ
พนักงำนสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดเกี่ยวข้องมีอำำนำจสอบสวนไ ด้
ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำ มำตรำ 120 วำงหลักไว้ว่ำ ห้ำมมิให้พนักงำน
อัยกำรยืน่ ฟ้องคดีใดต่อศำลโดยมิได้มีกำรสอบสอว นในควำมผิดนั้นก่อน และ
ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำ มำตรำ 22 (1) วำงหลักไว้ว่ำ เมื่อควำมผิดเกิด
ขึ้น อ้ำงหรือเชื่อว่ำได้เกิดขึ้นในเขตอำำนำจของศำลใด ให้ชำำระที่ศำลนั้นแต่ถ้ำ
(1) เมื่อจำำเลยมีที่อยู่หรือถูกจับในท้องที่หนึ่ง หรือเมื่อเจ้ำพนักงำนทำำกำรสอบสวนในท้อง
ที่หนึ่งบอกเขตศำลดังกล่ ำวแล้ว จะชำำระที่ศำลซึ่งท้องที่นั้น ๆ อยู่ในเขตอำำนำจก็ได้ ฯลฯ
จำกหลักกฎหมำยดังกล่ำว ตำมปกติกำรสอบสวนคดีอำญำ พนักงำนสอบสวนได้ในท้อง
ที่ซึ่งควำมผิดอำญำได้เกิดขึ้นอ้ำงว่ำเก ำิด หรือเชื่อว่ำได้เกิดขึ้นภำยในเขตอำำนำจของตน แต่ในบำง
กรณี ซึ่ ง ไม่ แ น่ ว่ ำ กำรกระทำำ ผิ ด อำญำได้ ก ระทำำ ในท้ อ งที่ ใ ดแ น่ ร ะหว่ ำ งหลำยท้ อ งที่ พ นั ก งำน
สอบสวนในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งเกี่ ยวข้องก็มีอำำนำจสอบสวนได้ เมื่อใดมีกำรสอบสวนโดยชอบ
แล้วพนักงำนอัยกำรก็สำมำรถยื่นฟ้องคดี ต่อศำลและศำลที่จะพิจำรณำพิพำกษำคดีคือ ศำลแห่ง
ท้องที่ที่พนักงำนสอบสวนได้สอบสวนควำมผิดนั้นนั่นเอง
ตามปั ญ หา กำรที่ มี ผู้ พบร่ อ งรอยกำรกระทำำ ผิ ด หลำยท้ อ งที่ คือ อำำ เภอเมื อ งนนทบุรี
อำำเภอนครชัยศรี และอำำเภอเมืองปทุมธำนี จึงเป็นกำรไม่แน่ชัดว่ำ กำรกระทำำผิดอำญำได้กระทำำ
ในท้อง

ที่ใดในระหว่ำงหลำยท้องที่ พนักงำนสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำำนำจสอบส
วนได้ดังนั้น พนักงำนสอบสวนสถำนีตำำรวจภูธรอำำเภอเมืองนนทบุรีซึ่งเป็นท้องที่ห นึ่งที่เกี่ยวข้อง
จึงมีอำำนำจสอบสวนคดีนี้ได้ และกำรสอบสวนย่อมเป็นกำรชอบด้วยกฎหมำยกำรสอบสวนโดย
ชอบแล้ว พนักงำนจังหวัดนนทบุรีจึงมีอำำ นำจฟ้องคดีได้ศำลจังหวัดนนทบุรีก็ มีอำำ นำจรับฟ้อง
พิจำรณำพิพำกษำต่อไป เพรำะเป็นพนักงำนสอบสวนในท้องที่จังหวัดได้ทำำกำรสอบสวน
ฉะนัน้ ข้อต่อสู้ของจำำเลยจึงฟังไม่ขนึ้
โจทก์ฟ้องว่ำจำำ เลยกับพวกรุมกันและแทง ว. โดยเจตนำ เป็นเหตุให้ขอให้ลงโทษตำม
ประมวลกฎหมำยมำตรำ 290 หำกข้อเท็จจริงปรำกฏพิจำรณำของศำลว่ำจำำเลยกับพวกค่อยกับ ว.
และพวก มีผู้ แ ทง ว. ตำยศำลจะพิพำกษำลงโทษจำำ เลยฐำนสู้เ ป็ น เหตุ ใ ห้ผู้ อื่ น ถึ งแก่ ค วำมต ำย
ประมวลกฎหมำยอำญำ มำตรำ 294 กฎในกำรพิจำรณำได้หรือไม่เพรำะเหตุใด
เฉลย

ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำ มำตรำ 192 วรรคสอง วำงหลักไว้ว่ำถ้ำศำล
เห็นว่ำข้อเท็จจริงตำมที่ปรำกฏในกำรพิจำรณำ แตกต่ำงกับข้อเท็จจริงดั งที่กล่ำวในฟ้อ งให้ศำล
ยกฟ้อ งคดีนั้น เว้นแต่ข้อเท็จจริงนั้นมิใช่ข้อสำระสำำ คัญ และทั้งจำำ เลยมิ ได้ หลงต่อ สู้ ศำลจะ
ลงโทษจำำเลยตำมข้อเท็จจริงที่ได้ควำมนั้นก็ได้ และในมำตรำ 192 วรรคสี่ วำงหลักไว้ว่ำ ถ้ำศำล
เห็นว่ำข้อเท็จจริงบำงข้อดังกล่ำวในฟ้องและตำมที่ปรำกฏใน ทำงพิจำรณำไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์
ประสงค์ให้ลงโทษ ห้ำมมิให้ศำลลงโทษจำำเลยในข้อเท็จจริงนั้น ๆ และในมำตรำ 192 วรรคท้ำย
ได้วำงหลักไว้ว่ำ ถ้ำควำมผิดตำมที่ฟ้องนั้นรวมกำรกระทำำหลำยอย่ำงแต่ละอย่ำงอำจเป็ นควำมผิด
ได้อยู่ในตัวเอง ศำลจะลงโทษจำำเลยในกำรกระทำำผิดอย่ำงหนึ่งอย่ำงใดตำมที่พิจำรณำได ำ้ควำมก็ได้
จำกหลักกำรกฎหมำยดังกล่ำว ในกำรพิจำรณำพิพำกษำคดีอำญำหำกข้อเท็จจริงตำมที่
ปรำกฏในกำรพิจำ รณำสมตำมฟ้องศำลย่อมพิพำกษำลงโทษตำมฟ้องได้ แต่ถ้ำข้อเท็จจริงในกำร
พิจำรณำแตกต่ำงจำกฟ้องและเป็นกำรแตกต่ำง ข้อสำระสำำคัญศำลต้องยกฟ้อง จะลงโทษตำมข้อ
เท็จจริงที่ปรำกฏในกำรพิจำณำไม่ได้ เพรำะเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ
ตำมปัญหำ โจทก์ได้ฟ้องจำำเลยกับพวกว่ำรุมกันชกต่อยและแทง ว. โดยเจตนำเป็นเหตุ
ให้ ว. ตำย เป็นควำมผิดตำมประมวลกฎหมำยอำญำ มำตรำ 290 แต่ปรำกฏข้อเท็จจริงในกำร
พิจำรณำว่ำจำำ เลยกับพวกชุลมุนชกต่อยกับ ว. และพวกมีผู้แทง ว. ตำย เป็นควำมผิดตำมประมวล
กฎหมำยอำญำ มำตรำ 294 จึงเป็นกรณีที่ข้อเท็จจริงในกำรพิจำรณำแตกต่ำงจำกฟ้องซึ่งเป็นข ำ้อ
แตกต่ ำ งในสำระสำำ คั ญ และเป็ น ข้ อ เท็ จ จริ ง ที่ โ จทก์ ไ ม่ ป ระสงค์ ใ ห้ ล งโทษ (คำำ พิพำกษำฎี ก ำที่
1923/2521) และไม่ใช่เป็นเรื่องควำมผิดตำมที่ฟ้องรวมกำรกระทำำหลำยอย่ำง แต่ละอย่ำงเป็นควำม
ผิดได้อยู่ในตัวเอง

ดังนัน้ ศำลพิพำกษำลงโทษจำำเลยตำมประมวลกฎหมำยอำญำ มำตรำ 294 ตำมที่ได้ควำม
จำกกำรพิจำรณำหำได้ไม่ศำลต้องพิพำกษำยกฟ้อง

กฎหมายภาษีอากร 1
ส่วนสำมัญแห่งหนึ่งมี ก. ข และ ค เป็นหุน้ ส่วน ในรำยได้ห้ำงฯ มีรำยได้ทั้งสิ้นจำกค่ำ
ลิขสิทธิ์เป็นเงิน 1 ละห้องฯ ได้รับบริจำคเงินให้แก่มหำวิทยำลัยสุโขทัยธรรมำธิรำช 2 แสนบำท
ดังนี้ห้ำงฯ จะหักลดหย่อนสำำหรับเงินจำำนวนเงินเท่ำใดหรือไม่
ห้ำงมีเงินจำกสิทธิ์
= 100,000 บำท – (1)
เป็นกำรเหมำ
20
20,000 บำท
มำตรำ 42 ตรี วรรคแรก)
= 20,000 บำท – (2)
= 980,000 บำท – (3)
หัก ค่ำลดหย่อนสำำหรับผู้เป็น
หุ้นส่วนคนละ 15,000 บำท
แต่รวมกันไม่เกิน 30,000 บำท
(มำตรำ 47(6))
= 30,000 บำท – (4)
(3) - (4)
= 950,000 บำท
หัก ค่ำลดหย่อนสำำหรับเงินบริจำค
เท่ำกับจำำนวนเงินที่บริจำค
แต่ต้องไม่เกินร้อยละ
10 ของเงินที่เหลือนั้น
= 650,000 x 10
100
= 95,000 บำท
ฉะนัน้ ห้ำงหุ้นส่วนฯ จะหักลดหย่อนสำำหรับเงินบริจำคได้เป็นจำำนวนทั้งสิ้น 95,000 บำท

41321
กฎหมายพาณิชย์ 1

โจทก์
นำยเสำร์เอำรถยนต์ของนำยอำทิตย์มำให้นำยจันทร์เช่ำโดยที่นำยอำท ำิตย์มิได้รู้เห็นยินยอม
ด้วย ต่อมำนำยอำทิตย์มำเรียกร้องให้นำยจันทร์ผู้เช่ำซึ่งครอบครอง รถอยู่ในขณะนั้นส่งรถคืนให้ตน
ดังนี้ นำยเสำร์จะต้องรับผิดต่อนำยจันทร์ผู้เช่ำหรือไม่
เฉลย

ตำม ปพพ. มำตรำ 549 ควำมรั บ ผิ ด ของผู้ ใ ห้ เ ช่ ำ รถในกรณี ร อนสิ ท ธิ์ ให้ บั ง คั บ ด้ ว ย
บทบัญญัติว่ำด้วยกำรซื้อขำยอนุโลมตำมสมควร
ส่วนตำมมำตรำ 475 ถ้ำหำกมีผู้ใดมำก่อกำรรบกวนขัดสิทธิของผู้ใช้ในอันที่ขณะครองทร
ำัพย์สินโดยปกติสุข เพรำะบุคลนั้นมีสิทธิเหนือทรัพย์สินที่ได้ซื้อขำยกันนั้นอยู่ใน เวลำซื้อขำยก็ดี
เพรำะควำมผิดของผู้ขำยก็ดี ผู้ขำยจะต้องรับผิดชอบ
โดยอนุโลมลักษณะสัญญำซื้อขำยรถที่นำยอำทิตย์เจ้ำของมำเรียกร้อง รถที่เช่ำคืนจำกนำย
จันทร์นั้น เป็นกำรก่อกำรก่อกวนขัดสิทธิของนำยจันทร์ผู้เช่ำในอันขณะครอบคร องรถที่เช่ำโดย
ปกติสุข นำยอำทิตย์มีสิทธิเหนือรถ เพรำะเป็นเจ้ำของ จึงเป็นกำรรอนสิทธิของนำยจันทร์ผู้เช่ำ นำย
เสำร์ผู้ให้เช่ำจึงต้องรับผิดชอบต่อนำยจันทร์ผู้เช่ำ มำตรำ 549 , 475

41322
กฎหมายพาณิชย์ 2
โจทก์

ชำติทำำสัญญำเบิกเงินเกินบัญชีกับธนำคำรจำำนวน 5000,000 บำท ระยะเวลำ 1 ปี เป็นอัตรำ
ดอกเบี้ย 16% ต่อปี โดยจดทะเบียนจำำนองที่ดินเป็นประกัน ต่อมำ อีก 3 เดือน ชำติถึงแก่กรรม ภริยำ
ชำติจึงทำำหนังสือรับสภำพหนี้กับธนำคำรแทนชำติ ต่อมำภริยำชำติไม่ชำำระหนี้ ธนำคำรจึง ฟ้อง
ภริยำของชำติให้รับผิดในดอกเบี้ยที่ค้ำงชำำระก่อนชำติถึงแก่ กรรม ในอัตรำร้อยละ 16 ต่อ ปี โดย

คิดทบต้นจำำนวนหนึ่งและคิดดอกเบี้ยในจำำนวนเงินที่ค้ำงชำำระหลั งจำกชำติถึงแก่กรรมอีกจำำนวน
หนึ่ง ดังนี้ ธนำคำรจะทำำได้หรือไม่ เพียงใด
เฉลย

ตำม ปพพ. มำตรำ 655 บัญญัติว่ำท่ำนห้ำมมิให้คิดดอกเบี้ยในดอกเบี้ยที่ค้ำงชำำระ แต่ทว่ำ
ดอกเบี้ยค้ำงชำำระไม่น้อยกว่ำหนึ่ง คู่สัญญำดั๊น้ยืม จะตกลงให้เอำดอกเบี้ยนั้นทบเข้ำกับต้นเงินแล้ว
ให้คิดดอกเบี้ยใน จำำนวนเงินที่ทบเข้ำกันนั้นได้แต่กำรตกลงเช่นนั้นต้องทำำเป็นหนัง สือ
ส่วนประเพณีกำรซื้อขำยที่คำำนวณดอกเบี้ยทบต้นในบัญชีเดินสะพัดก็ ดี ในกำรค้ำขำยอย่ำง
อื่นทำำนองเช่นว่ำนี้ก็ดี หำอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติซึ่งกล่ำวมำในวรรคก่อนนั้นไม่
ตำม พรบ ธนำคำรพำณิชย์ พ.ศ. 25252 มำตรำ 14 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พรบ. ธนำคำร
พำณิชย์ (ฉบับที่2) พ.ศ. 2522 บัญญัติให้ธนำคำรแห่งประเทศไทยออกประกำศเป็นข้อกำำหนดด้วย
ควำมเห ำ็นชอบของรัฐมนตรีว่ำกำรกระทรวงกำรคลังถือปฏิบัติเกี่ยวกับกำรเร ำียกดอกเบี้ยหรือ
ส่วนลดได้ไม่เกินร้อยละ 16.50 ต่อปี (เมษำยน 33)
ตำมปั ญ หำเงิน จำำ นวน 500,000 บำท พร้ อ มดอกเบี้ ย ก่ อ นชำติ ถึ ง แก่ ก รรมนั้ น ธนำคำร
สำมำรถคิดดอกเบี้ยทบ ต้นได้ตำม ปพพ. มำตรำ 655 วรรค 2 เนื่องจำกกำรดั๊น้เบิกเงินเกินบัญชี
ประกอบด้วยสัญญำบัญชีเดินสะพั ด ดังนั้น ไม่อยู่ในบังคับของมำตรำ 655 วรรคแรก ที่ห้ำมคิด
ดอกเบี้ยทบต้น ส่วนจำำนวนหนี้ 500,000 บำท พร้อมดอกเบี้ยหลังชำติถึงแก่กรรมนั้น ธนำคำรจะ
คิดดอกเบี้ยทบต้นไม่ได้ แม้ภริยำชำติจะทำำหนังสือรับสำรภำพหนี้ในเงินจำำนวนนี้กับธนำคำรแ ล้วก็
ตำม เนื่องจำกกำรดั๊น้เงินโดยวิธีบัญชีเดินสะพัดจำกธนำคำร เบิกและใช้คืนในวงเงินและกำำ หนด
เวลำตำมข้อตกลงเป็นเรื่องเจตนำเฉ พำะตัว เมื่อผู้ดั๊น้ตำยสัญญำบัญชีเดินสะพัดระงับ จึงคิดดอกเบี้ย
ทบต้นต่อไปไม่ได้ คงเรียกหนี้รำยนี้จำกภริยำของชำติได้เฉพำะตำมสัญญำดั๊น้ยืมธรรมดำ คือร้อย 16
ตำมที่ตกลงกันไว้ในสัญญำและไม่ต้องด้วยข้อห้ำมเรียก ดอกเบี้ยเกินอัตรำตำมมำตรำ 654 ทั้งนี้เป็น
ไปตำม พรบ. ธนำคำรพำณิชย์
โจทก์
นำยสุเทพทำำสัญญำประกันภัยคำ้ำจุนกับบริษัทรวมประกันจำำกัด วงเงิน 200,000 บำท ต่อมำ
นำยสุเทพขับรถชนรถยนต์ของนำยวิศิษฎ์เสียหำยทั้งคันค่ำเสีย หำย 250,000 บำท นำยสุเทพตกลง
ยินยอมชดใช้ค่ำเสียหำย ดังกล่ำวแก่นำยวิศิษฎ์ โดยทำำสัญญำว่ำนำยวิศิษฏ์จะไม่ฟ้องร้องนำยสุเทพ
ต่อไป แต่นำยสุเทพไม่จ่ำยเงิน 250,000 บำท ให้แก่นำยวิศิษฏ์ ตำมสัญญำดังกล่ำวจนเวลำล่วงเลย
ไป 1 ปี นำยวิศิษฏ์จึงฟ้องให้บริษัทร่วมประกันจำำกัดชดใช้ค่ำสินไหมทดแทน ตำมสัญญำประกัน
ภัยคำ้ำ จุน บริษัทร่วมประกันจำำ กัด อ้ำงว่ำฟ้องของนำยวิศิษฏ์ขำดอำยุควำมเสียแล้ว บริษัทร่วม

ประกันจึงไม่ต้องรับผิดใดๆ ทั้งสิ้น ในกรณีนี้จึงวินิจฉัยว่ำบริษัทร่วมประกันจะต้องรับผิดชอบ
ชดใช้ ค่ำสินไหมทดแทน โดยยกหลักกฎหมำยอธิบำยประกอบด้วย
เฉลย

กำรประกันภัยคำ้ำจุนเป็นกำรเป็นกำรประกันวินำศภัยที่เอำประกันเป ำ็นควำมรับผิดชอบของ
ผู้เอำประกันภัยที่จะมีต่อบุคคลภำยนอก ซึ่งเป็นควำมรับผิดตำมกฎหมำยอันก่อให้เกิดหนี้ที่จะต้อง
ชำำระแก่ บุคคล ภำยนอกนั้นไม่จำำกัดว่ำจะต้องเกิดจำกมูลหนี้ใดมูลหนี้หนึ่งโดยเฉ พำะอำจเกิดจำก
มูลหนี้ตำมสัญญำละเมิดชอบสิทธิหรือจัดกำรงำนนอกสั ำ่ง เป็นต้น บุคคลภำยนอกมีสิทธิเลือกเรียก
ร้องหนี้ นั้นจำกผู้เอำประกันซึ่งต้องรับผิดโดยตรงหรือจะเรียกร้องจำกผู้ ประกันภัยคำ้ำจุนหรือเรียก
ร้ำองทั้งสองนี้ก็ได้ แต่ต้องไม่เกิด ควำมเสียหำยที่แท้จริงและไม่เกินจำำนวนเงินที่เอำประกัน
ตำมประมวลกฎหมำยแพ่ง และพำณิชย์ มำตรำ 887 บัญญัติว่ำ
“ อัน ว่ำประกัน ภัยคำ้ำ จุนคื อสัญญำประกั น ภัย ซึ่งผู้ รั บ ประกั น ตกลงว่ ำจะใช้ ค่ ำ สิน ไหม
ทดแทนในนำมของผู้เอำประกันภัย เพื่อควำมวินำศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่งและซึ่งผู้เอำป
ระกันภัยจะต้องรับผิดชอบ
บุคคลผู้ต้องเสียหำยชอบที่จะได้รับค่ำสินไหนทดแทนตำมที่ตนควรจะ ได้รับนั้นจำกผู้
ประกันภัยโดยตรง แต่ค่ำสินไหมทดแทนเช่นว่ำนี้อำจจะคิดเกินไปกว่ำ จำำนวนอันผู้รับประกันภัย
พึงจะต้องใช้ตำมสัญญำนี้ได้ไม่..... ”
มำตรำ 888 ถ้ำค่ำสินไหมทดแทนอันผู้รับประกันได้ใช้ไปโดยคำำพิพำกษำนั้นยังไ ม่คุ้มค่ำ
วินำศภัยเต็มจำำนวนไซร้ท่ำนว่ำผู้เอำประกันภัยก็ยังคงต ำ้องยังใช้จำำนวนที่ยังชี้ขำด
มำตรำ 882 “ในกำรเรียกใช้ค่ำสินไหมทดแทนท่ำนห้ำมมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำำ หนด 2 ปี
นับแต่วินำศภัย ”
จำกปัญหำตำมอุทำหรณ์นำยสุเทพต้องรับผิดต่อนำยวิศิษฎ์ ตำมมูลละเมิดซึ่งต่อมำทั้งสอง
ฝ่ ำ ย ไ ด้ ต ก ล ง ใ ห้ น ำ ย สุ เ ท พ ช ด ใ ช้ ค่ ำ ท ด แ ท น สิ น ไ ห ม โ ด ย น ำ ย วิ ศิ ษ ฎ์ จ ะ ไ ม่ ฟ้ อ ง
นำย<st1:PersonName ProductID="สุเทพต่อไปนัน้ ก่อให้เกิดหนี้ ">สุเทพต่อไปนัน้
ก่อให้เกิดหนี้</st1:PersonName> ตำมมูลนิติกรรมสัญญำที่นำยสุเทพจะต้องชดใช้แก่นำยวิ
ศิษฎ์แล้ว ในกรณีนี้หรือร่วมประกันจำำกัดในฐำนะที่เป็นผู้ที่รับประกันภัยค ำ้ำจุนจึงต้องผูกพันที่จะ
ต้องชดใช้ค่ำสินไหมทดแทนตำมเงื่อนไขของ สัญญำประกันภัยคำ้ำจุนมำตรำ 887 วรรคแรก
สำำ หรับกำรฟ้องร้องให้บริษัทผู้รับประกันภัยชดใช้ค่ำสินไหมทดแทน จะต้องฟ้องร้อง
ภำยใน 2 ปี นับแต่วันวินำศภัย ในกรณีนี้แม้นำยวิศิษฏ์ฟ้องบริษัทประกันภัย เมื่อเกิดอำยุควำม 1 ปี
ตำมมูลละเมิดเดิมก็จริงแต่ทั้งนำยสุเทพและนำยวิศิษฏ์ได้ตกลงรับ ผิดตำมสัญญำที่ทำำกันไว้ซึ่งทำำให้
หนี้ตำมนิติกรรมเมื่ออำยุควำม 10 ปี ดังนั้นนำยสุเทพจึงคงมีควำมรับผิดตำมหนี้อยู่เมื่อนำยวิศิษฏ์ฟ้
องร้องผู้ประกันภัยภำยใน 2 ปี นับแต่วันวินำศภัยจึงยังคงอยู่ในอำยุควำมที่จะเรียกร้องบริษัทร ำับ

ประกันให้รับผิดได้ส่วนจำำนวนเงินที่บริษัทประกันจะต้องจ่ำยให ำ้นำยวิศิษฏ์นั้นไม่เกินวงเงินที่เอำ
ประกัน คือ 200,000 บำท ตำมมำตรำ 882 และ 887 วรรคสอง เงินเหลืออีก 50, 000 บำทนำยวิศิษฏ์
ต้องไปฟ้องร้องเอำจำกนำยสุเทพซึ่งเป็นลูกหนี้ช ำั้นต้นโดยตรงตำมมำตรำ 888 กรณีนี้ข้อต่อสู้ของ
บริษัทรวมประกันจำำกัดฟังไม่ขึ้น
สรุป
1. บริษัทรวมประกันจำำกัดต้องชดใช้ค่ำสินไหมทดแทนให้แก่นำยวิศิษฏ์จ ำำนวน 200,000
บำท
2. ฟ้องของนำยวิศิษฏ์ที่เรียกร้องให้บริษัทรวมประกันจำำกัดรับผิดนั ำ้นยังไม่ขำดอำยุควำม
3. นำยวิศิษฏ์มีสิทธิที่จะฟ้องร้องให้นำยสุเทพรับผิดอีก 50,000 บำท

41211
กฎหมายแพ่ง 1
โจทก์

ก ประกำศขำยรถยนต์ของตนทำงหนังสือพิมพ์ ปรำกฏว่ำ นำย ข และ ค ได้สนใจมำดูรถ ค
ได้วำงเงินไว้ 5,000 บำท โดยยังไม่ได้ทำำสัญญำกันเป็นลำยลักษณ์อักษร วันรุ่งขึ้น ข ได้มำหำ ก
และขอซื้อรถคันดังกล่ำวในรำคำที่แพงกว่ำ ก ได้ประกำศขำยไว้ ก ก็ตกลงจะขำยให้ ข โดยให้ ข
มำทำำสัญญำและโอนทำงทะเบียนกันในอีก 1 อำทิตย์ข้ำงหน้ำ โดยที่ ก คิดว่ำจะตกลงกับ ค อีกครั้ง
อีก 3 วันต่อมำ ค มำพบ ก เพื่อขอเงินที่วำงไว้คืนเพรำะตนตัดสินใจซื้อรถของ จ ไปแล้ว และ ค
ก็ทรำบว่ำ ข ได้ตกลงจะซื้อรถยนต์จำก ก แล้ว แต่ ก ปฏิเสธที่จะคืนเงินจำำ นวนดังกล่ำว ค จะมี
สิทธิเรียกเงินจำำนวนดังกล่ำวคืนได้อย่ำงไร หรือไม่ เพรำะเหตุใด
เฉลย

ประเด็นเป็นเรื่องสัญญำและมัดจำำ
หลักกฎหมาย
มำตรำ 377 บัญญัติว่ำ เมื่อนำำเข้ำทำำสัญญำ ถ้ำได้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำำ ท่ำนให้ถือว่ำกำรที่ให้
มัดจำำนั้นย่อมเป็นพยำนหลักฐำนว่ำ สัญญำนั้นได้ทำำกันขึ้นแล้วอนึ่ง มัดจำำนี้ย่อมเป็นหลักประกัน
กำรที่จะปฏิบัติตำมสัญญำนั้นด้วย มำตรำ 378 บัญญัติว่ำ มัดจำำนั้นถ้ำมิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่ำงอื่น
ท่ำนให้เป็นไปดังกล่ำวต่อไปนี้
(1)...................................

(2) ให้รับถ้ำฝ่ำยที่วำงมัดจำำละเลยไม่ชำำระหนี้หรือกรำชำำระหนี้ตกเป็ นพ้นวิสัยเพรำะ
พฤติกำรณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งฝ่ำยนั้นต้องรับผิดชอ บ หรือถ้ำมีกำรบอกเลิกสัญญำเพรำะควำมผิดฝ่ำย
นัน้
มัดจำำนั้นเป็นสิ่งของที่คู่สัญญำฝ่ำยหนึ่งมอบให้แก่คู่สัญญำอีก ฝ่ำยหนึ่งในขณะทำำสัญญำ
ซึ่งกำรวำงมัดจำำนี้ก็เท่ำกับว่ำเป็นพยำนหลักฐำนว่ำได้เกิดมีสัญ ญำขึ้นในระหว่ำงคู่กรณีแล้วและ
มัดจำำนี้ย่อมเป็นหลักประกันด้วยว ำ่ำจะต้องปฏิบัติตำมสัญญำที่ตกลงกันไว้นนั้ (ม. 377)
ตำมข้อเท็จจริงกำรที่ ก ประกำศ ขำยรถยนต์และ ค ได้มำสนใจดูรถและได้วำงเงินไว้ให้
ก.5,000 บำท ก็แสดงว่ำ ก และ ค ได้ตกลงทำำสัญญำซื้อขำยรถยนต์แล้วแม้ว่ำจะมิได้ทำำสัญญำกัน
เป็นลำ ยลักษณ์อักษรก็ตำม เพรำะเงิน 5,000 บำท นี้ถือว่ำเป็นเงินมัดจำำซึ่งเป็นหลักฐำนว่ำทั้ง 2 จะ
ได้ปฏิบัติก็ตำมสัญญำซื้อขำยคือฝ่ำย ก จะเป็นฝ่ำยส่งมอบรถ และ ค ต้องชำำระรำคำให้ครบถ้วน
กำรที่ ค มำพบ ก โดยขอเงินมัดจำำ คืน โดยอ้ำงว่ำกำรได้ซื้อรถยนต์ข อง จ ไปแล้วนั้ น
แสดงว่ำ ค นัน้ เป็นผู้ผิดสัญญำเพรำะมิได้ชำำระรำคำตำมสัญญำซื้อขำยซึ่ง ก เองซึ่งเป็นฝ่ำยผู้รับมอบ
มัดจำำนั้นมิได้ผิดสัญญำ ดังนี้ ก จึงมีสิทธิที่จะรับมัดจำำนั้นเสียได้เพรำะ ค ละเลยไม่ชำำระหนี้ของตน
( ม.378) แม้ ค จะทรำบว่ำ ข ได้มำตกลงจะซื้อรถยนต์จำก ก แล้วก็ตำมดังนั้น ค จึงไม่มีสิทธิเรียก
เงินมัดจำำคืน ก สำมำรถรับมัดจำำนั้นเสียได้เพรำะ ค ฝ่ำยผู้ว่ำงมัดจำำ เป็นผู้วำงมัดจำำผู้ผิดสัญญำเสีย
เอง

41311
กฎหมายแพ่ง 3 สอบซ่อม ภาค 1/33
โจทย์

นำยสมศักดิ์ขับรถยนต์พำนำงสำวสมสวยคู่หมั้นไปเที่ยวแล้วเกิดอุบ ำัติเหตุรถควำ่ำโดยควำม
ประมำทของนำยสมศักดิ์ สมสวยได้รับบำดเจ็บสำหัสต้องถูกตัดขำทั้งสองข้ำงส่วนสมศักดิ์บำ ด
เจ็บเล็กน้อย เวลำผ่ำนไป 1 เดือน สมศักดิ์จึงบอกเลิกสัญญำหมั้นและเรียกของหมั้นคืนจำกสมสวย
ดังนี้ ท่ำนเห็นว่ำสมศักดิ์บอกเลิกสัญญำหมั้นดังกล่ำวได้หรือไม่เพียงใ ด
เฉลย
ม. 1442 “ ในกรณีมีเหตุสำำคัญอันเกิดหญิงคู่หมั้นทำำให้ขำยไม่สมควรสมรสกับห ญิงนั้น
ขำยมีสิทธิบอกเลิกสัญญำหมั้นได้ และให้หญิงคืนของหมั้นแก่ขำย”
สิทธิของขำยในกำรบอกเลิกสัญญำหมั้นได้ตำมบัญญัตินี้ เหตุสำำคัญอันเกิดแก่หญิงคู่หมั้น
นัน้ ต้องเป็นเหตุสำำคัญอันเกิดแ ก่หญิงคู่หมัน้ นั้นต้องเป็นเหตุสำำคัญถึงขนำดที่ชำยไม่ควรสมรสด้ วย
และไม่ว่ำเหตุนั้นจะเกิดจำกธรรมชำติหรืออุบัติ หรือจำกบุคคลภำยนอก หรือจำกคู่หมั้นนั้นเอง

และไม่ว่ำฝ่ำยใดจะเป็นฝ่ำยผิดในกำรก่อเห ตุนั้นขึ้น ถ้ำผลไปเกิดแก่หญิงคู่หมั้นเพียงพอที่ชำยคู่
หมั้นจะยกขึ้นเป็นเ หตุสำำคัญถึงขนำดไม่ควรสมรสด้วยแล้ว ก็ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญำหมั้นเสีย
ได้
จำกอุทำหรณ์ แม้รถควำ่ำจะเกิดจำกควำมประมำทของสมศักดิ์ แต่เป็นผลทำำให้สมสวยได้
รับบำดเจ็บถึงต้องกลำยเป็นคนพิกำร ถือว่ำเป็นเหตุสำำคัญอันเกิดแก่หญิงคู่หมั้นที่ชำยไม่ควรสมรส
ด้ว ยแล้ว สมศักดิ์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญำหมั้นได้ และสมสวยก็ต้องคืนของหมั้นให้แก่สมศักดิ์
ด้วย
โจทย์

นำยสมชำยลักลอบได้เสียกับนำงสมหญิงครั้งแรกเมื่อต้นปี 2532 ในตอนที่นำยสมชำยรับ
นำงสมหญิงไปทำำปลำที่บ้ำนนำยสมชำย ต่อมำก็ได้เสียกันในทุ่งนำประมำณ 10 กว่ำครั้ง แต่ไม่
เคยอยู่ร่วมเรือนเดียวกันฉันสำมีภริยำ นำยสมชำยเคยเขียนจดหมำยรักส่งรูปถ่ำยและบัตร ส.ค.ส
ให้และต่อมำเมื่อนำงสมหญิงตั้งครรภ์ นำยสมชำยก็ได้ส่งเงินให้ใช้จ่ำยและรับว่ำจะไปจดทะเบียน
รับเด็กเ ป็นบุตรให้ ต่อมำนำงสมหญิงคลอดบุตรออกมำคือเด็กชำยสมชำติ เมื่อต้นปี พ.ศ. 2533
และนำยสมหญิงมิได้มีชำยอื่นมำยุ่งเกี่ยวด้วยเลย เช่นนี้พฤติกำรณ์ต่ำง ๆ ตำมที่ปรำกฏมำนี้จะเป็น
เหตุให้นำงสมหญิงฟ้องคดีขอให้ศำลบังคับใ ห้นำยสมชำยรับเด็กชำยสมชำติเป็นบุตรชอบด้วย
กฎหมำยได้บ้ำงหรือไม ำ่ เพียงใด
เฉลย
มำตรำ 1555 กำรฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมำยให้มีได้ในกรณีต่อ ไปนี้
(3) เมื่อมีเอกสำรของบิดำแสดงว่ำเด็กนั้นเป็นบุตรของตน
(5) เมื่อบิดำมำรดำได้อยู่กินด้วยกันอย่ำงเปิดเผยในระยะเวลำซึ่งหญิ งมำรดำอำจตั้งครรภ์
ได้
(6) เมื่อได้มีกำรร่วมประเวณีกับหญิงมำรดำในระยะเวลำซึ่งหญิงนั้นอำ จตั้งครรภ์ได้และ
ไม่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ำเด็กนั้นเป็นบุตรขอ งชำยอื่น
(7) เมื่อพฤติกำรณ์ที่รู้กันทั่วไปตลอดมำว่ำเป็นบุตร
ตำมอุทำหรณ์ กำรที่นำยสมชำยเขียนจดหมำยรักส่งรูปถ่ำยและบัตร ส.ค.ส. ให้นำงสม
หญิงยังไม่ถือว่ำมีเอกสำรของนำยสมชำยแสดงว่ำ ด.ช. สมชำติเป็นบุตรของตน เพรำะมิได้มี
ข้อควำมตอนใดที่ยอมรับว่ำ ด.ช.สมชำติเป็นบุตรของตนแต่อย่ำงใด จึงจะฟ้องให้รับเด็กเป็นบุตร
ด้วยเหตุนี้ไม่ได้
กำรที่นำยสมชำยลักลอบได้เสียกับนำยสมหญิงหลำยครั้งแต่ไม่เคยอยู ำ่รว่ มเรือนเดียวกัน
ไม่ถือว่ำได้อยู่กินด้วยกันอย่ำงเปิดเผย จึงฟ้องให้รับเด็กเป็นบุตรด้วยเหตุนี้ไม่ได้ และแม้นำย
สมชำยจะเคยเขียนจดหมำยรักส่งรูปถ่ำยและบัตร ส.ค.ส. และส่งเงินไปใช้จ่ำยและรับว่ำจะไปจด

ทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรให้ก ำ็ไม่ถือว่ำมีพฤติกำรณ์ที่รู้กันทั่วไปตลอดมำว่ำเป็นบุตรจึงฟ้อง ให้รับ
เด็กเป็นบุตรด้วยเหตุนี้ไม่ได้เช่นเดียวกัน (คำำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 30/2520)
อย่ำงไรก็ดี กรณีนำยสมชำยและนำงสมหญิงได้รวมประเวณีกันครั้งแรก

41231
กฎหมายอาญา 1
โจทย์

ดิโก้ต้องกำรจะฆ่ำบรำวน์ โค้ชผู้ฝึกสอนชำวเยอรมัน จึงจ้ำงโรเจอร์นักแม่นปืนจำกแคมำ
รูน ให้มำเก็บบรำวน์ แล้วมอบปืนพร้อมกระสุน และดิโก้บอกแก่โรเจอร์ให้ทรำบถึงประสิทธิภำพ
ของปืนกระบอกดังกล่ ำวว่ำ ปืนกระบอกนี้ยิงไกลสุด 50 เมตร ยิงหวังผล 20 เมตร ขณะที่กุลลิท
ขี่ ม้ ำ ฝึ ก ซ้ อ ม อ อ ก กำำ ลั ง ก ำ ย ต อ น เ ช้ ำ มื ด ใ น ร ะ ย ะ <st1:metricconverter
ProductID="80 เมตร">80 เมตร </st1:metricconverter> โรเจอร์ คิ ด ว่ ำ เป็ น บรำ
วน์จึงยิงไปปรำกฏว่ำกระสุนปืนไม่ถูกกุลลิท เลยกรณีหนึ่ง
อีกกรณีหนึ่ง ขณะที่บรำวน์ขี่ม้ำฝึกซ้อมออกกำำลังกำยตอนเช้ำมืดอยู่เช่นกันในร ะยะ 20
เมตร โรเจอร์รีบร้อนยิงไปถูกม้ำถึงแก่ควำมตำย ส่วนบรำวน์ตกม้ำบำดเจ็บสำหัส
ทั้งสองกรณี ขอให้ทำ่ นวินิจฉัยควำมรับผิดชอบดิโก้และโรเจอร์ตั้งแต่ต้นปี 2532 และต่อ
มำก็ได้ร่วมประเวณีกันอีกประมำณ 10 ครั้ง จนนำงสมหญิงตั้งครรภ์และคลอดบุตร คือ ด.ช. สม
ชำติออกมำโดยมิได้มีชำยอื่นมำยุ่งเกี่ยวด้วยเลยเช่นนี้ เป็นกำรที่บุคคลทั้งสองได้ร่วมประเวณีกันใน
ระยะเวลำ 180 วันถึง 310 วัน ก่อนเด็กเกิด อันเป็นระยะเวลำที่นำงสมหญิงอำจจะตั้งครรภ์ได้
และไม่มีเหตุผลอันควรเชื่อว่ำ ด.ช. สมชำติเป็นบุตรของชำยอื่นจึงเป็นเหตุให้นำงสมหญิงฟ้อง
บังคับให้ นำยสมชำยรับ ด.ช. สมชำติ เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมำยได้ตำมมำตรำ 1555 (6)
เฉลย
หลักกฎหมาย
มำตรำ 84 “ ผู้ใดก่อให้ผู้อื่นกระทำำควำมผิดไม่ว่ำด้วยกำรใช้บังคับขู่เข็ญจ ำ้ำงวำนหรือยุยง
ส่งเสริม หรือด้วยวิธีอื่นใด ผูน้ นั้ เป็นผู้ใช้ให้กระทำำควำมผิด”
มำตรำ 80 “ ผู้ใดลงมือกระทำำควำมผิดแต่กระทำำไปไม่ตลอดหรือกระทำำไปตลอดแล้วแต่
กำรกระทำำไม่บรรลุผล ผูน้ ั้นพยำยำมกระทำำควำมผิด”

มำตรำ 81 “ ผู้ใดกระทำำกำรโดยมุ่งต่อผลซึ่งกฎหมำยบัญญัติเป็นควำมผิดแต่กำรก ระทำำ
นั้นไม่สำมำรถจะบรรลุผลได้อย่ำงแน่แท้ เพรำะเหตุปัจจัยซึ่งใช้ในกำรกระทำำหรือเหตุแห่งวัตถุที่
มุ่งหมำย กระทำำต่อ ให้ถือว่ำผู้นั้นพยำยำมกระทำำควำมผิด”
มำตรำ 61 “ ผู้ใดเจตนำกระทำำต่อบุคคลหนึ่ง แต่ได้กระทำำต่ออีกบุคคลหนึ่งโดยสำำคัญผิด
ผูน้ ั้นจะยกเอำควำมสำำคัญผิดเป็นข้อแก้ตัวว่ำมิได้กระทำำโดยเจตนำ หำได้ไม่”
ตำมปัญหำดิโก้มีเจตนำจะฆ่ำบรำวน์โค้ชชำวเยอรมัน จึงจ้ำงโรเจอร์ให้เก็บบรำวน์กำรกระ
ทำำ ของดิโก้เป็นกำรก่อให้ผู้อ ำื่นกระทำำ ควำมผิดโดยกำรจ้ำง ดิโก้จึงกระทำำ ควำมผิดฐำนเป็นผู้ใช้
(มำตรำ 84) ในขณะที่กุลลิทขี่ม้ำออกกำำลังกำยโรเจอร์เห็นกุลลิทคิดว่ำเป็นบร ำวน์ จึงยิงไปด้วย
ควำมสำำคัญผิดโรเจอร์จจึงแก้ตัวไม่ได้ว่ำมิได้เจตนำ ที่จะฆ่ำกุลลิท แต่เนื่องจำกปืนที่นำยโรเจอร์ใช้
ยิงนำยกุลลิทนี้มีประสิทธิภำพย ำิงไกลเพียง 50 เมตรเท่ำนั้น นำยโรเจอร์ได้ยิงนำยกุลกทในระยะ
ห่ำงถึง 80 เมตร จึงไม่สำมำรถทำำอันตรำยแก่นำยกุลิทได้ ตำมปัญหำจึงเป็นกำรกระทำำควำมผิดที่
เป็นไปไม่ได้อย่ำงแน่แท้เพรำ ะปัจจัยซ่งใช้ในกำรกระทำำ ควำมผิด กรณีนี้กฎหมำยบัญญัติให้ผู้
กระทำำต้องรับผิดฐำนพยำยำมกระทำำผิดดั งนั้น นำยโรเจอร์จึงต้องรับโทษฐำนพยำยำมกระทำำควำม
ผิด ส่วนนำยดิโก้กระทำำควำมผิดฐำนเป็นผู้ใช้ให้โรเจอร์กระทำำควำมผิด
กรณี ขณะที่บรำวน์ขี่ม้ำออกกำำลังกำยเช้ำมืดเช่นกัน ในระยะ 20 เมตร โรเจอร์รีบร้อน
ยิงปืนไปไม่ถูกบรำวน์แต่ถูกม้ำนตำย บรำวน์ได้รับบำดเจ็บสำหัส กำรกระทำำ ของโรเจอร์เจตนำ
กระทำำต่อบรำวน์แล้วพรำดไปถูกม้ำตำยจึงไ ม่เป็นกำรกระทำำโดยพลำดเพรำะเจตนำกระทำำต่อคน
แต่ไม่ถูกทรัพย์ไม่ถ ำือว่ำเป็นกระทำำ โดยพลำด แต่เป็นกำรลงมือกระทำำควำมผิดต่อบรำวน์ตลอด
แล้ว แต่ไม่บรรลุ โรเจอร์จึงมีควำมผิดฐำนพยำยำมฆ่ำบรวำน์ ส่วนดิโก้มีควำมผิดฐำนใช้ให้โร
เจอร์กระทำำควำมผิดฐำนพยำยำมฆ่ำบร ำวน์ (มำตรำ 80)

เฉลยข้อสอบนิติศาสตร์ สอบไล่ภาค 2/2532
กฎหมายวิธีสบัญญัติ 1
โจทก์
พนักงำนอัยกำรโจทก์ยื่นฟ้องต่อศำลจังหวัดขอให้ลงโทษจำำ เลยตำมประ มวลกฎหมำย
อำญำมำตรำ 235 ซึ่งมีอัตรำโทษจำำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่พันบำท หรือทั้งจำำ ทั้งปรับ
ศำลจังหวัดสั่งรับฟ้องได้แล้ว ผู้พิพำกษำคนเดียวของศำลจังหวัดนั้นจะพิจำรณำพิพำกษำคดีนี้ได้อ
ย่ำงไรหรือไม่
เฉลย

ผู้พิพำกษำคนเดียวของศำลจังหวัดมีอำำนำจพิจำรณำพิพำกษำคดีนี้ได้ ตำมพระธรรมนูญ
ศำลยุติธรรม มำตรำ 22 คือ
(1) พิจำรณำแล้วพิพำกษำยกฟ้อง หรือ พิพำกษำลงโทษจำำ คุกได้ไม่เกินหกเดือน หรือ
ปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบำท หรือทั้งจำำทั้งปรับ (พระธรรมนูญศำลยุติธรรม มำตรำ 22 (5) )
ถ้ำพิพำกษำลงโทษเกินดังกล่ำวในข้อ (1) ต้องให้ผู้พิพำกษำศำลจังหวัดนั้นอีกอย่ำงน้อยหนึ่งคน
ตรวจสำำ นวนแ ละลงลำยมือ ชื่อ ในคำำ พิพำกษำเป็ น องค์ ค ณะด้ ว ย (พระธรรมนูญ ศำลยุ ติ ธ รรม
มำตรำ 22 วรรคท้ำย)
โจทย์
โจทก์ฟ้องขอให้ศำลบังคับจำำเลยใช้ค่ำสินไหมทดแทนในกรณีละเมิดเป็ นเงิน 50,000 บำท
ในกำรส่งหมำยเรียกและสำำเนำคำำฟ้องให้จำำเลยนั้น เจ้ำพนักงำนศำลพบจำำเลย แต่จำำเลยไม่ยอมรับ
หมำยและเดินออกไปจำกบ้ำน เจ้ำพนักงำนศำลจึงเปิดหมำยไว้ที่ประตูบ้ำน โดยนำยดำำผู้ใหญ่บ้ำน
เป็นพยำน ดังนี้ กำรส่งหมำยและผู้ใหญ่บ้ำนเป็นพยำน ดังนี้ กำรส่งหมำยและสำำ เนำคำำ ฟ้องดัง
กล่ำวชอบหรือไม่
เฉลย
กำรที่เจ้ำพนักงำนศำลจะส่งหมำยเรียกและสำำ เนำคำำ ฟ้องให้จำำ เลยโดยป ำิดหมำยนั้นต้อง
เป็นเรื่องกระทำำโดยคำำสั่งศำล หำใช่เจ้ำพนักงำนศำลมีสิทธิใช้ดุลพินิจปิดหมำยเองโดยพลกำรไม่
กำรปิดหมำยที่ได้กระทำำไปตำปัญหำมิใช่โดยคำำสั่งศำลจึงไม่ชอบด้วย ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำ
ควำมแพ่ง มำตรำ 79 กรณียังถือไม่ได้ว่ำได้มีกำรส่งหมำยเรียกและสำำ เนำคำำ ฟ้องให้จำำ เล ยโดย
ชอบแล้ว

กฎหมายวิธีสบัญญัติ 2
โจทย์

คดีแพ่งเรื่องหนึ่ง โจทก์ฟ้องจำำเลยที่ 1 ที่ 2 ในฐำนะผู้ดั๊น้เงินร่วมกัน จำำเลยที่ 3 ในฐำนนะ
ผู้คำ้ำประกันกำรดั๊น้เงิน จำำเลยที่ 1 ที่ 2 ยื่นคำำให้กำรภำยในกำำหนดเวลำ ส่วนจำำเลยเลยที่ 3 ไม่ยื่นคำำ
ให้กำร และโจทก์ได้มีคำำขอต่อศำลเพื่อให้ศำลสั่งจำำเลยที่ 3 ขำดนัดยื่นคำำให้กำร ศำลสั่งว่ำจำำเลยที่
3 ขำดนัดยื่นคำำให้กำรแล้ว ในวันสืบพยำนโจทก์ซึ่งโจทก์มีหน้ำที่นำำสืบก่อน จำำเลยที่ 1 ในศำล
แต่นำยจำำ เลยที่ 1 มำศำล จำำเลยที่ 2 มำศำล แต่ทนำยจำำ เลยทึ่ 2 ไม่มำศำล ส่วนจำำ เลยที่ 3 และ
ทนำยจำำเลยที่ 3 ไม่มำศำล ศำลสั่งว่ำจำำเลยที่ 3 ขำดนัดพิจำรณำแล้ว เมื่อสืบพยำนโจทก์เสร็จแล้ว
ศำลพิพำกษำให้จำำเลยทุกคนใช้เงินตำมฟ้อง ดังนี้จำำเลยแต่ละคนจะร้องขอให้ศำลมีคำำสั่งพิจำรณำ
คดีใหม่ได้หรื อไม่

เฉลย

ตำม ปวพ. มำตรำ 197 วรรค 2 ถ้ำคู่ควำมฝ่ำยใดฝ่ำยหนึ่งไม่มำศำลในวันที่สืบพยำนและ
มิได้ร้อง ขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มำศำลเสียก่อนลงมือสืบพยำ น ให้ถือว่ำคู่ควำมฝ่ำย
นัน้ ขำดนัดพิจำรณำ
วันสืบพยำนหมำยถึงวันที่ศำลเริ่มต้นทำำกำรสืบพยำน (มำตรำ 1 (10) และคูค่ วำม
หมำยควำมรวมถึงบุคคลที่มีสิทธิกระทำำกำรในฐำนะทนำยด้ว ย (มำตรำ 1 (11) )
ตำมปัญหำวันสืบพยำนโจทก์เป็นวันที่ศำลเริ่มต้นทำำกำรสืบพยำน จึงเป็นวันสืบพยำนตำม
มำตรำ 197 วรรค 2
แยกพิจำรณำได้ดังนี้
(1) เกี่ยวกับจำำ เลยที่ 1 ที่ 2 ในวันสืบพยำนโจทก์นั้น แม้ตัวจำำ เลยที่ 1 ใม่มำศำลทนำย
จำำ เลยที่ 1 ก็มำศำล ส่วนจำำ เลยที่ 2 นั้นแม้ทนำยจำำ เลยที่ 2 ไม่มำศำล แต่ตัวจำำ เลยที่ 2 ก็มำศำล
ฉะนั้นจำำ เลยที่ 1 ที่ 2 จึงไม่ขำดนัดพิจำรณำ แม้จำำ เลยที่ 1 ที่ 2 จะแพ้คดีในประเด็นที่พิพำท ก็จะ
ร้องขอให้พิจำรณำ ก็จะร้องขอให้พิจำรณำคดีใหม่ไม่ได้
(2) เกี่ยวกับจำำเลยที่ 3 นั้น ในวันสืบพยำนโจทก์ไม่มำทั้งตัวจำำเลยที่ 3 และทนำยจำำเลยที่ 3
จำำ เลยที่ 3 จึงขำดนัดพิจำรณำ จำำ เลยที่ 3 แพ้คดีในประเด็นที่พิพำทและศำลสั่งแสดงว่ำจำำ เลยที่ 3
ขำดนัดพิจำรณำแล้ว แม้จำำเลยที่ 3 จะขำดนัดยื่นคำำให้กำรก็ร้องขอให้พิจำรณำคดีใหม่ได้
โจทย์
นำยหนึ่งฟ้องล้มละลำยนำยดำำ และนำยแดงเป็นจำำเลยร่วมกันและศำลมีคำำสั่งพิทักษ์ทรัพย์
ชั่วครำว นำยดำำและนำยแดงแล้ว ในระหว่ำงพิจำรณำคดีที่นำยหนึ่งเป็นโจทก์นั้นเอง นำยสองได้
ยื่นฟ้องล้มละลำยนำยดำำและนำยแดงต่อศำลเดียวกันนั้นอีก โดยนำยสองเป็นเจ้ำหนี้มีประกันของ
นำยดำำและนำยแดงแต่นำยสองมิได้ ตีรำคำหลักประกันมำในฟ้องแต่อย่ำงใด นำยดำำและนำยแดง
ต่อสู้ว่ำ คดีที่นำยสองฟ้องพวกตนนั้น เป็นกำรฟ้องซ้อนซึ่งต้องห้ำมตำมกฎหมำย ปรำกฏว่ำในคดี
ที่นำยสองเป็นโจทก์นั้นเอง ศำลได้พิพำกษำยกฟ้องในส่วนของนำยดำำ แต่มีคำำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ด
ขำดนำยแดง เพรำะเห็นว่ำ เป็น ผู้หนี้สินล้ นพ้น ตัว และกรณีต้อ งด้ว ยหลั กเกณฑ์แ ห่งมำตรำ 9
พ.ร.บ. ล้มละลำย ดังนี้ คำำพิพำกษำและคำำสั่งของศำลดังกล่ำวชอบหรือไม่ เพียงใด
เฉลย

กำรที่นำยสองฟ้องนำยดำำและนำยแดงเป็นคดีล้มละลำยอีกย่อมทำำได้ เพรำะขณะที่ฟ้อง
นั้น ศำลในคดีที่นำยหนึ่งเป็นโจทก์ฟ้อง ยังมิได้มีคำำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขำดนำยดำำและนำยแดงแต่

อย่ำงใด (คงสั่งแต่เพียงให้พิทักษ์ทรัพย์ชั่วครำวเท่ำนั้น ) นำยสองจึงฟ้องได้ ตำมมำตรำ 15 พ.ร.บ.
ล้มละลำย ฯ และไม่ถือเป็นฟ้องซ้อนด้วย
กำรที่นำยสองซึ่งเป็นเจ้ำหนี้มีประกันของนำยดำำ ฟ้องโดยมิได้ตีรำคำหลักประกันมำใน
ฟ้อ ง ย่ อ มถื อ ว่ ำโจทก์ ไ ม่ ป ฏิ บั ติ ต ำมมำตรำ 10 พ.ร.บ. ล้ ม ละลำย จึ งเป็ นคำำ ฟ้อ งที่ ไ ม่ ช อบด้ ว ย
กฎหมำย กำรที่ศำลพิพำกษำยกฟ้องจึงชอบแล้ว
และกำรที่ศำลมีคำำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขำดนำยแดง เพรำะเห็นว่ำเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว
นัน้ เป็นกำรปฏิบัติตำมมำ ตรำ 14 พ.ร.บ. ล้มละลำยจึงเป็นกำรชอบอีกเช่นกัน

กฎหมายวิธีสบัญญัติ 3
โจทย์
คดีอำญำเรื่องหนึ่ง ข้อเท็จจริงปรำกฏว่ำในชั้นสอบสวน ผู้ต้องหำได้ถูกจับกุมและกักขัง
ในระหว่ำงสอบสวนจนครบกำำ หนดฝำกขั งแล้วศำลจึงปล่อยตัวผู้ต้องหำไป เมื่อกำรสอบสวน
เสร็จสิ้นลง พนักงำนอัยกำรเห็นควรสั่งฟ้อง แต่ปรำกฏว่ำติดตำมหำตัวผู้ต้องหำไม่พบ พนักงำน
อัยกำรจึงยื่นฟ้องและขอให้ศำลออกหมำยจับตัวจำำเลยมำพิจำร ณำพิพำกษำ ท่ำนเห็นว่ำ ศำลจะรับ
ประทับฟ้องคดีดังกล่ำวไว้พิจำรณำพิพำกษำหรือไม่ เพรำะเหตุใด
เฉลย

ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำมำตรำ 141 วำงหลักไว้ว่ำ ถ้ำหำกพนักงำน
อัยกำรเห็นว่ำควรสั่งฟ้องก็ให้จัดกำรอย่ำงใดอย่ำง หนึ่งเพื่อให้ได้ตัวผู้ต้องหำมำ ฯลฯ และมำตรำ
165 วำงหลักไว้ว่ำในคดีซึ่งพนักงำนอัยกำรเป็นโจทก์ในวันที่ไต่สวนมู ลฟ้อง ให้จำำเลยมำหรือคุม
ตัวจำำเลยมำศำล ฯลฯ
ตำมหลักกฎหมำยดังกล่ำว เห็นได้ว่ำเป็นหน้ำที่ของพนักงำนอัยกำรโจทก์ที่จะต้องนำำตัว
จำำเล ยมำสั่งศำลพร้อมฟ้อง ถ้ำไม่ได้ตัวจำำเลยมำศำลพร้อมในวันยื่นฟ้อง ศำลจะไม่รับประทับฟ้อง
ไว้พิจำรณำ
ตำมปัญหำ เมื่อพนักงำนอัยกำรยื่นฟ้องจะต้องจัดกำรให้ได้ตัวผู้ต้องหำและน ำำ ตัวมำส่ง
ศำลในวันที่ยื่นฟ้องด้วย เมื่อพนักงำนอัยกำรยื่นฟ้องโดยไม่มีตัวผู้ต้องหำ แต่กลับขอให้ศำลออก
หมำยจับตัวผู้ต้องหำมำพิจำรณำพิพำกษำ จึงเป็นกำรปฏิบัติไม่ชอบด้วยหลักกฎหมำยดังกล่ำวแล้ว

ข้ำพเจ้ำจึงเห็นว่ำ ศำลจะไม่รับประทับฟ้องของพนักงำนอัยกำรไว้พิจำรณำ
โจทย์
พนักงำนอัยกำรเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำำเลยสำมคนว่ำ ได้รว่ มกันลักทรัพย์เมื่อวันที่ 23
พศจิกำยน 2532 ข้อหำหนึ่ง และร่วมกันรับเอำทรัพย์ที่ถูกลักไป โดยร่วมกันรับเอำไว้ระหว่ำงวัน
ที่ 22 มิถุนำยน 2532 ถึงวันที่ 29 มิถุนำยน 2532 อีกข้อหำหนึ่ง ขอให้ศำลลงโทษฐำนลักทรัพย์
หรือรับชองโจร โดยควำมผิดฐำนหลักทรัพย์ กฎหมำยกำำหนดอัตรำโทษจำำคุกไม่เกิน 3 ปี ฯลฯ
และควำมผิดฐำนรับของโจร กฎหมำยกำำหนดอัตรำโทษจำำคุกไม่เกิน 5 ปี ฯลฯ จำำเลยทั้งสำม
ให้กำรรับสำรภำพว่ำ ได้กระทำำควำมผิดฐำนรับของโจรและโจทก์จำำเลยต่ำงแถลงต่อศำลไม่ติด ใจ
สืบพยำน ดังนี้ ศำลจะพิพำกษำลงโทษจำำเลยทั้งสำมได้หรือไม่
เฉลย

ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำมำตรำ 176 วำงหลักไว้ว่ำ ในชั้นพิจำรณำจำำเลย
ให้กำรรับสำรภำพตำมฟ้อง ศำลพิพำกษำโดยไม่สืบพยำนหลักฐำนต่อไปก็ได้ เว้นแต้คดีที่มีข้อหำ
ในควำมผิดที่จำำเลยรับสำรภำพนั้นกฎหมำยกำำหน ดอัตรำโทษอย่ำงตำ่ำไว้ให้จำำคุกตั้งแต่ 5 ปี ขึน้ ไป
หรือโทษสถำนที่หนักกว่ำนั้น ศำลต้องพึงพยำนโจทก์จนกว่ำจะพอใจว่ำจำำเลยได้กระทำำควำมผิด
ตำมหลักกฎหมำยดังกล่ำว ในกำรพิจำรณำคดีอำญำนั้น ถ้ำจำำเลยให้กำรรับสำรภำพศำล
ย่อมพิพำกษำคดีโดยไม่ต้องสืบพยำนหลั กฐำนต่อไป แต่ศำลอำจให้สืบพยำนก็ได้ เว้นแต่จะเป็น
คดีซึ่งเข้ำข้อยกเว้น ตำมำตรำ 176 ดังกล่ำวศำลจำำต้องฟังพยำนโจทก์จนกว่ำจะพอใจว่ำจำำ เลยได้
กระทำำ ควำ มผิ ด จริ ง แต่ อ ย่ ำ งไรก็ ต ำมหลั ก กฎหมำยดั ง กล่ ำ วนั้ น ไม่ ไ ด้ บั ญ ญั ติ ว่ ำ ศำลจะต้ อง
พิพำกษำลงโทษจำำ เลยเมื่อรับสำรภำพเสมอไปดังนั้นแม้ว่ำจำำ เลยจะร ำับสำรภำพ แต่หำกฟ้องของ
โจทก์ก็ไม่เป็นควำมผิด ศำลพิพำกษำยกฟ้องได้
ตามปัญหา แม้ควำมผิดฐำนลักทรัพย์และรับของโจรจะเป็นควำมผิดที่กฎหมำยไม่ไ ด้
กำำหนดอัตรำโทษขั้นตำ่ำ ไว้ให้จำำ คุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ฯลฯ ซึ่งคดีดังกล่ำว หำกจำำ เลยรับสำรภำพ
ศำลก็พิพำกษำได้โดยไม่ต้องสืบพยำนหลักฐำน แต่ในกรณีควำมผิดฐำนรับของโจรดังกล่ำวซึ่ง
จำำ เลยรับสำรภำพนั้นจะ เกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีกำรกระทำำควำมผิดฐำนลักทรัพย์เกิดขึ้นแล ำ้ว กำรที่
ฟ้องโจทก์บรรยำยว่ำ จำำเลยร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหำยเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกำยน 25832 และ
ร่วมกันรับเอำทรัพย์ของผู้เสียหำยที่ถูกคนร้ำยลักไป เมื่อระหว่ำงวันที่ 23 ถึง 29 มิถุนำยน 2532
นั้น เป็นกำรกล่ำวหำว่ำจำำเลยร่วมกันกระทำำควำมผิดฐำนรับของโจรในขณะที ำ่กำรกระทำำควำมผิด
ฐำนลักทรัพย์ยังไม่เกิดขึ้น กำรกระทำำของจำำเลยตำมที่โจทก์บรรยำยมำในฟ้องจึงไม่เป็นควำมผิด
ฐำ นรับของดจร เมื่อฟ้องของโจทก์ในข้อหำรับโจรไม่เป็นควำมผิด แม้จำำ เลยทั้งสำมให้กำรรับ
สำรภำพในข้อหำรับของโจร ก็เป็นกำรรับสำรภำพตำมฟ้องที่ไม่เป็นควำมผิด จะลงโทษจำำเลยไม่
ได้จึงต้องพิพำกษำยกฟ้อง

กฎหมายอาญา 2
โจทย์

นำยประจวบรู้ว่ำนำยประจิมกำำลังจะไปสอบเข้ำรับรำชกำรครู นำยประจวบจึงไปบอกนำย
ประจิมว่ำ นำยประจวบคุ้นเคยกับประธำนกรรมกำรกำรสอบข้ำรำชกำรครูดี จะไปช่วยพูดให้นำย
ประจิมสอบได้ แต่นำยประจิมต้องนำำเงินมำให้นำยประจวบหนึ่งแสนบำท เพื่อเป็นค่ำตอบแทนใน
กำรที่จะไปพูดกับประธำนกรรมกำรสอบ นำยประจิมตกลงมอบเงินให้นำยประจวบหนึ่งแสนบำท
แต่เมื่อนำยประจวบรับเงินมำแล้วนำยประจวบเกิดเปลี่ยนใจไม่อยำกไ ปพูดกับประธำนกรรมกำร
สอบ จึงนำำเงินไปคืนให้แก่นำยประจิม กรณีนี้นำยประจวบมีควำมผิดฐำนใดหรือไม่ เพรำะเหตุใด
เฉลย
ตำมประมวลกฎหมำยอำญำ (มำตรำ 143) ได้บัญญัติไว้ว่ำ ผู้ที่เรียก รับ หรือยอมจะรับ
ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำำหรับตนเองหรือผุ้อื่ น เป็นกำรตอบแทนในกำรที่จะจูงใจหรือได้
จูงใจเจ้ำพนักงำน......... ........... โดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมำยหรือโดยอิทธิพลของตนให้กระทำำ
กำรห รือไม่กระทำำ กำรในหน้ำที่อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลใด ผู้นั้นมีควำมผิดฐำนเรียก
ทรัพย์สินเพื่อจูงใจเจ้ำพนักงำน
จำกข้อเท็จจริงตำมปัญหำ นำยประจวบรู้ว่ำนำยประจิมกำำลังจะไปสอบเข้ำรับรำชกำรครู
นำยประจว บจึงไปบอกนำยประจิมว่ำตนเองคุ้นเคยกับประธำนกรรมกำรสอบข้ำรำชกำ รครูดี จะ
ไปช่วยพูดให้นำยประจิมสอบได้ โดยขอให้นำยประจิมนำำเงินมำให้นำยประจวบหนึ่งแสนบำทเพื่อ
เป็นค่ำ ตอบแทนในกำรที่จะไปพูดกับประธำนกรรมกำรสอบ นำยประจิมตกลงมอบเงินให้นำย
ประจวบหนึ่งแสนบำท กำรที่นำยประจวบเรียกเงินจำกนำยประจิมเพื่อเป็นค่ำวิ่งเต้นติดต ำ่อประธำ
นกรรมกำรสอบนี้ถือว่ำ นำยประจวบเรียกทรัพย์สำำหรับตนเองเป็นกำรตอบแทนในกำรที่จะจูงใจเ
จ้ำพนักงำนโดยวิธีกำรอันทุริตผิดกฎหมำย อันเป็นควำมผิดตำมหลักกฎหมำยที่กล่ำวมำข้ำงต้น
แล้ว แม้ว่ำเมื่อนำยประจวบรับเงินมำแล้วเกิดเปลี่ยนใจไม่อยำกไปพูดกั บประธำนกรรมกำรสอบ
จึงนำำเงินไปคืนให้นำยประจิมก็ไม่ทำำให้กำรกระทำำของนำยประจวบไม่เ ป็นควำมผิดไปได้ เพรำะ
ควำมผิดได้สำำเร็จลุล่วงไปตั้งแต่ได้เรียกทรัพย์เพื่อจะไปจ ำูงใจเจ้ำพนักงำนแล้ว
ดังนัน้ นำยประจวบจึงมีควำมผิดฐำนเรียกทรัพย์สินเพื่อจูงใจเจ้ำพนักงำน

กฎหมายว่าด้วยทรัพย์สิน
โจทย์

นำยจิ๋วได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมีโฉนดแปลงหนึ่งซึ่งเป็นของนำยยัก ษ์โดยกำรครอบครอง
ปรปักษ์ แต่ยังไม่ได้จดทะเบียน ต่อมำหลังจำกที่นำยจิ๋วได้ครอบครองที่ดินแปลงดังกล่ำวมำเป็น
เวล ำ 15 ปี นำยยักษ์ได้ขำยที่ดินแลงเดียวกันนั้นให้แก่นำยเบิ้ม โดยนำยเบิ้มไม่ทรำบถึงกำรครอบ
ครองของนำยจิ๋วและได้จดทะเบียนซื้ อขำยที่ดินโดยสุจริต ภำยหลังจำกนั้น นำยจิ๋วได้ครอบครอง
ที่ดินแปลงนี้ต่อมำอีก 9 ปี นำยเบิ้มจึงได้จดทะเบียนขำยที่ดินให้แก่นำยมด โดยนำยมดทรำบว่ำ
นำยจิ๋วได้ครอบครองที่ดินอยู่ตลอดมำเป็นเวลำ 24 ปีแล้ว ดังนี้ ระหว่ำงนำยจิ๋วกับนำยมดใครจะ
เป็นผู้มีสิทธิในที่ดินดีกว่ำกัน
เฉลย
ปพพ. มำตรำ 1299 วรรคท้ำยบัญญัติว่ำ “ ถ้ำมีผู้ได้มำซึ่งอสังหำริมทรัพย์หรือทรัพย์สิทธิ
อั น เกี่ ย วกั บ อ สังหำริ ม ทรั พย์ โ ดยทำงอื่ น นอกจำกนิ ติ ก รรมสิท ธิ์ ข องผู้ ไ ด้ ม ำนั้น ถ้ ำ ยั งมิ ไ ด้ จ ด
ทะเบียนไซร้ ท่ำนว่ำจะมีกำรเปลี่ยนแปลงทำงทะเบียนไม่ได้ และสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนนั้น มิ
ให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภำยนอกผู้ได้สิทธิมำโดยเสียค่ำตอ บแทนและโดยสุจริต และได้จด
ทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว”
นำยจิ๋วได้กรรมสิทธิในที่ดินของนำยยักษ์โดยกำรครอบครองปรปักษ์เ ป็นกำรได้มำซึ่ง
อสังหำริมทรัพย์โดยกำรอื่นนอกจำกนิติกรรม เมื่อสิทธิของนำยจิ๋วยังไม่ได้จดทะเบียน นำยจิ๋วก็ยก
กำรได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยกำรครอบครองขึ้นเป็นข้อต่ อสู้นำยเบิ้มไม่ได้ เพรำะนำยเบิ้มเป็นบุคคล
ภำยนอกผู้ได้สิทธิในที่ดินโดยเสียค่ำตอบ แทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต
แล้ว กำรที่นำยจิ๋วได้ครอบครองที่ดินต่อมำอีก 9 ปี ก็ยังไม่ถึง 10 ปี อันจะได้กรรมสิทธิ์โดยกำร
ครอบครองที่ดินของนำยเบิ้ม เมื่อนำยเบิ้มได้โอนที่ดินให้แก่นำยมดต่อมำ แม้นำยมดจะไม่สุจริต
โดยทรำบว่ำนำยจิ๋วได้ครอบครองที่ดินตลอดมำเ ป็นเวลำ 24 ปีแล้ว นำยจิ๋วก็ไม่มีสิทธิดีกว่ำนำย
มดผู้รับโอนที่ดิน
ดังนั้น นำยมดจึงมีสิทธิในที่ดินแปลงดังกล่ำวดีกว่ำนำยจิ๋ว (คำำ พิพำกษำฎีกำที่ 10871090/2501)

กฎหมายพาณิชย์ 3
โจทย์
สัญญำคำ้ำประกันมีลักษณะอย่ำงไร จงอธิบำย
เฉลย

สัญญำคำ้ำประกันเป็นเอกเทศสัญญำอย่ำงหนึ่ง เป็นกำรประกันหนี้โดยใช้บุคคลเข้ำผูกพัน
มีลักษณะสำำคัญ ดังนี้

1. เป็นสัญญำระหว่ำ งบุ ค คลภำยนอกกั บ เจ้ ำหนี้ กล่ ำ วคื อ บุ คคลที่ จ ะเข้ ำ มำเป็น ผู้คำ้ำ
ประกันในหนี้นั้น ๆ ได้ จะต้องเป็นบุคคลอื่นที่มิใช่ตัวลูกหนี้เอง เช่น ก ข ร่วมกันดั๊น้เงิน ค ก จะ
ทำำสัญญำคำ้ำประกัน ข ไม่ได้ เพรำะ ก เป็นลูกหนี้ชั้นต้น จะทำำสัญญำเป็นลูกหนี้ชั้นสองอีกเจ้ำหนี้ก็
ไม่ได้หลักประกันอะไร เพิ่มขึ้นมำ เจ้ำหนี้สำมำรถฟ้อง ก ให้ชำำ ระหนี้สิ้นเชิงได้อยู่แล้วบุคคล
ภำยนอกที่ทำำสัญญำคำ้ำประกัน จะเป็นบุคคลธรรมดำหรือนิตอบุคคลก็ได้
2. เป็นสัญญำที่มีข้อตกลงว่ำ ผู้คำ้ำ ประกันจะชำำระหนี้ให้แก่เจ้ำหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำำ ระ
หนี ำ้นั้น เป็นกำรที่บุคคลเป็นประกัน ซึ่งเจ้ำหนี้มีบุคคลสิทธิที่จะเรียกร้องให้ชำำระหนี้ได้
3. หนี้ตำมสัญญำคำ้ำ ประกันเป็นหนี้ชั้นสองหรือหนี้อุปกรณ์ เนื่ องจำกผู้คำ้ำ ประกั นเข้ำ
ผูกพัน ตนชำำ ระหนี้ อั นมิ ใช่หนี้ข องตนเอง คือ ต้อ งมี หนี้ อยู่ร ะหว่ำงเจ้ำ หนี้ ลู กหนี้ แล้ ว ผู้คำ้ำ
ประกันซึ่งเป็นบุคคลภำยนอกเข้ำผูกพันเพื่อชำำ ระหนี้นั ำ้นหนี้หรือควำมผูกพันของผู้คำ้ำ ประกันจึง
เป็นหนี้ชั้นสองหรือเรี ยกว่ำ หนี้อุปกรณ์ ส่วนนี้ระหว่ำงเจ้ำหนี้ ลูกหนี้ เรียกว่ำ หนี้ประธำน ถ้ำไม่มี
หนี้ประธำนหรือหนี้ประธำนเสื่อมเสียไป ก็มีคำ้ำ ประกันไม่ได้ หนี้ประธำนจะเป็นมูลหนี้ใดก็ได้
เช่น หนี้เงินดั๊น้ ละเมิด
4. สัญญำคำ้ำประกันต้องมีหลักฐำนเป็นหนังสือ ลงลำยมือชื่อผู้คำ้ำประกัน จึงจะฟ้องร้อง
ได้ กำรคำ้ำประกันกฎหมำยไม่บังคับว่ำต้องทำำเป็นหนังสือ ดังนั้นกำรคำ้ำประกันด้วยวำจำก็ถือว่ำมี
กำรคำ้ำประกันแล้ว ไม่เป็นโมฆะหรือเสื่อมเสียไป เพียงแต่ไม่อำจฟ้องร้องบังคับคดีได้จนกว่ำจะมี
หลั ก ฐำนเป็ นหนั งส ำือ และหลั ก ฐำนเป็ นหนั งสือ นั้ น ไม่ จำำ เป็ น ต้ อ งทำำ ในรู ป สัญ ญำอำจจะเป็ น
หนังสืออะไรก็ได้ เช่น เป็นจดหมำยหรือบันทึกข้อควำม ซึ่งแสดงให้เห็นควำมผูกพันของผู้คำ้ำ
ประกันว่ำจะรับผิดชำำระหนี้ใ นเมื่อลูกหนี้ไม่ชำำระหนี้นั้น

กฎหมายพาณิชย์ 4
โจทย์

นำยนิก เป็นผู้ถือหุ้นอยู่ 30% ในบริษัทไทยเจริญจำำกัด ละเป็นกรรมกำรของบริษัทด้วยใน
กำรประชุมใหญ่สำมัญของผู้ถือหุ้นข องบริษัทประจำำ ปี 2532 มีกำรประชุมในเรื่องต่ำง ๆ หลำย
เรื่อง ได้แก่
1. เลือกตั้งกรรมกำรใหม่แ ทนกรรมกำรที่ครบวำระ ซึ่งปรำกฏว่ำ ในปีนี้ นำยนิก เป็ น
กรรมกำรคนหนึ่งที่ครบวำระกำรดำำรงตำำแหน่ง ในกำรลงมติเพื่อเลือกตั้งกรรมกำรใหม่ นำยนิกได้
ลงคะแนนเสียงเลือกตนเองเป็นกรรมกำร ผลปรำกฏว่ำนำยนิก ได้รับเลือกเป็นกรรมกำรสมใจ
2. กำรอนุมัติกำรซื้อวัตถุรำยุใหญ่เนื่องจำกบริษัทกำำลังขยำยกำำลังก ำรผลิตเพื่อให้เพียงพอ
กับควำมต้องกำรสินค้ำของลูกค้ำ จึงต้องซื้อวัตถุดิบเป็นจำำนวนมำก ซึ่งมีมูลค่ำถึง 10 ล้ำนบำท
คณะกรรมกำรบริษัทเห็นว่ำเป็นกำรซื้อที่มีมูลค่ำสูงจึงเสนอมำให้ ที่ประชุมผู้ถือหุ้นให้ควำมเห็น

ชอบด้วย ซึ่งในกำรซื้อวัตถุดิบครั้งนี้จะทำำกำรซื้อจำกนำยนิก ซึ่งจะไปเป็นผู้จัดหำวัตถุดิบมำขำย
ให้บริษัท
ในกำรลงมตินำยนิกก็ลงคะแนนเสียงเห็นชอบให้บริษัทซื้อวัตถุดิบดั งกล่ำวและมติของที่
ประชุมก็ออกมำว่ำให้ซื้อวัตถุดิบดังกล่ำว
ในกำรลงมติทั้ งสองเรื่ อ งดั ง กล่ ำ วนี้ ให้ ท่ำ นวิ นิ จ ฉัย ว่ ำ กำรลงคะแนนเสีย งของนำยนิ ก มีผ ล
สมบูรณ์ถูกต้องหรือไม่เพียงใด
เฉลย

ตำม ปพพ. มำตรำ 1185 บัญญัติว่ำ “ผู้ถือหุ้นคนใดมีส่วนได้ส่วนเสียเป็นพิเศษในข้ออันใด
ซึ่งที่ประชุมจะลงมติ ท่ำนห้ำมมิให้ผู้ถือหุ้นคนนั้น ออกเสียงลงคะแนนในข้อนั้น”
ตำมกฎหมำยผู้ถือหุ้นทุกคนมีสิทธิเข้ำประชุมและออกเสียงลงคะแนนไ ด้ แต่ผู้ถือหุ้นคน
ใดที่มีส่วนได้เสียเป็นพิเศษในข้อประชุมที่จะลง มติ กฎหมำยก็บัญญัติห้ำมมิให้ผู้ถือหุ้นคนนั้นออก
เสียงลงคะแนนในเรื ำ่องนั้น เพรำะถ้ำยอมให้ลงคะแนนได้ ผู้ถือหุ้นนั้นก็ย่อมลงคะแนนเสียงให้กับ
ตัวเองอันอำจทำำ ให้เกิดค วำมไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นได้ แต่สำำ หรับกำรเลือกกรรมกำร ผู้ถือหุ้นจะลง
คะแนนเสียงเลือกตั้งให้ตนเองเป็นกรรมกำรก็ทำำได้ ไม่ถือว่ำมีส่วนได้เสียเป็นพิเศษ
ดังนั้น ในกำรลงมติเรื่องแต่งตั้งกรรมกำรนำยนิกจึงสำมำรถลงคะแนนเสียงเล ำือกตัวเอง
เป็นกรรมกำรได้ แต่ในเรื่องกำรซื้อวัตถุดิบนั้นนำยนิกไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแน น เพรำะกำรซื้อ
วัตถุดิบจำกตน ถือว่ำมีส่วนได้เสียเป็นพิเศษ
(เอกสำรกำรสอนกฎหมำยพำณิชย์ 4 หน้ำ 524)
โจทย์
บริษัทไทยแลนด์พืชผล จำำ กัด สำำ นั ก งำนใหญ่ ตั้งอยู่ กรุ งเทพมหำนคร เห็น ควรเรีย ก
ประชุมใหญ่วิสำมัญ เพื่อพิจำรณำเรื่องซื้อที่ดินเพื่อขยำยกิจกำรของบริษัท กรรมกำรเรียกประชุม
ใหญ่วิสำมัญในวันที่ 20 มกรำคม 2533 กรรมกำรสั่งคำำบอกกล่ำวเรียกประชุมใหญ่วิสำมัญผู้ถือ
หุ้ น ทุ กคนบร รดำมี ชื่ อ ในทะเบี ย นของบริ ษั ท โดยเฉพำะนำยศั ก ดิ์ ผู้ ถื อ หุ้ น คนหนึ่ งในจั ง หวั ด
เชียงใหม่กรรมกำรจ ำัดส่งคำำ บอกกล่ำวมีข้อควำมเรียกประชุมถูกต้องครบหน้ำตำมที่กฎหมำ ยกำำ
หนดโดยส่งทำงไปรษณีย์ในวันที่ 10 มกรำคม 2533 นำยศักดิ์ได้รับคำำ บอกกล่ำวก่อนวันนัด
ประชุมใหญ่เพียง 3 วัน ส่วนนำยเสริม ผู้ถือหุ้นอีกคนหนึ่งบ้ำนอยู่ใกล้บริษัท กรรมกำรลืมส่งคำำ
บอกกล่ำวไปให้ เจ้ำหน้ำที่ของบริษัทได้นำำคำำบอกกล่ำวไปส่งให้นำยเสริม ในวันที่ 18 มกรำคม
2533 ก่อนวันนัดประชุม 2 วัน พอถึงวันประชุมนำยศักดิ์และนำยเสริมไม่ไปประชุมเพรำะถือว่ำ
ตำมก ำำหมำยบริษัทจะต้องส่งคำำบอกกล่ำวเรียกประชุมใหญ่ให้ผู้ถือหุ้นก่ อนวันนัดประชุมใหญ่ไม่

น้อยกว่ำ 7 วัน ดังนี้กำรส่งคำำบอกกล่ำวเรียกประชุมใหญ่วิสำมัญทั้งสองรำยดังกล่ ำว ชอบด้วยกำำ
หมำยหรือไม่
เฉลย
หลักกฎหมำยเรื่องกำรส่งคำำบอกกล่ำวกำรนัดประชุมใหญ่สำมัญของบริษ ำัทมีว่ำ
“ คำำบอกกล่ำวเรียกประชุมใหญ่ทุกครำวนัน้ ต้องส่งให้พิมพ์โฆษณำอย่ำ งน้อยสองครำวใน
หนังสือพิมพ์แห่งท้องถิ่นฉบับหนึ่งก่อนวันนัดประ ชุมไม่น้อยกว่ำเจ็ดวันหรือส่งทำงไปรษณีย์ไปยัง
ผู้ถือหุน้ ทุกคนบ รรดำมีชื่อในทะเบียนของบริษัทก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่ำ 7 วัน
ในคำำบอกกล่ำวนั้นให้ระบุสถำนที่ วันเวลำและสภำพแห่งกิจกำรที่จะได้ประชุมปรึกษำ
กันนัน้ ด้วย ”
ตำมปัญหำบริษัทไทยแลนด์พืชผล จำำกัดได้ส่งคำำ บอกกล่ำวเรียกประชุมใหญ่ให้แก่นำย
สมศักดิ์ก่อนวัน นัดประชุมใหญ่ไม่น้อยกว่ำ 7 วัน คือส่งคำำ บอกกล่ำวตั้งแต่วันที่ 10 มกรำคม
2533 ส่วนนำยศักดิ์จะได้รับคำำ บอกกล่ำวกำรนัดประชุมใหญ่ในวันใดไม่สำำ ค ำัญ กำรส่งคำำ บอก
กล่ำวให้กับนำยศักดิ์จึงชอบด้วยกฎหมำยแล้ว
ส่วนกำรส่งคำำบอกกล่ำวให้นำยเสริมบริษัทได้ส่งคำำบอกกล่ำวโดยให้เ จ้ำหน้ำที่ของบริษัท
ไปส่งก่อนวันนัดประชุมใหญ่เพียง 2 วันกำรส่งคำำบอกกล่ำวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมำยเพรำะไม่ได้
ส่งคำำบอกกล่ ำวทำงไปรษณีย์และเป็นกำรส่งคำำบอกกล่ำวก่อนประชุมเพียง 3 วันกำรส่งคำำบอก
กล่ำวให้กับนำยเสริมจึงไม่ชอบด้วยกฎหมำย ฏ. 384/2506 หนังสือหน้ำ 517-519 หน่วยที่ 8
โจทย์

ก. เป็นเจ้ำของและผู้ครอบครองบ้ำนซึ่งอยู่ริมถนนสำธำรณะ ระหว่ำงที่ ก. ไม่อยู่บ้ำนรั้ว
บ้ำนของ ก. พังลงมำเพรำะชำำรุดบกพร่องถูก ค. ซึ่งนอนอยู่ข้ำง ๆ ถนนนั้นบำดเจ็บ ข. เพื่อนบ้ำน
ของ ก. จึงเข้ำจัดกำรซ่อมแซมโดยที่ ก. ไม่ได้ว่ำขำนวำนใช้ จนรั้วมั่นคงแข็งแรงใช้ได้ดังเดิม ข.
ซื้อวัสดุในกำรซ่อมแซมหมดเงินไป 2,000 บำท
ดังนี้ ก. เจ้ำของบ้ำนต้องรับผิดชดใช้ค่ำเสียหำยแก่ ค. และต้องชดใช้เงินค่ำวัสดุในกำร
ซ่อมแซมให้แก่ ข. หรือไม่
เฉลย
ปพพ. มำตรำ 434 วรรคแรกบัญญัติว่ำถ้ำควำมเสียหำยเกิดขึ้นเพรำะเหตุที่โรงเรียนห รือสิ่ง
ปลูกสร้ำงอย่ำงอื่นก่อสร้ำงไว้ชำำรุดบกพร่อง หรือบำำรุงรักษำไม่เพียงพอ ผู้ครองโรงเรียนหรือสิ่ง
ปลูกสร้ำงนัน้ ๆ จำำต้องใช้ค่ำสินไหมทดแทน ฯลฯ
ปพพ. มำตรำ 395 บัญญัติว่ำ บุคคลใดเข้ำทำำกิจกำรแทนผู้อื่นโดยเขำมิได้ว่ำขำนวำนใช้ก็
ดี หรือโดยมิได้มีสิทธิที่จะทำำกำรงำนนั้นแทนผู้อื่นก็ดี บุคคลนั้นจะต้องจัดกำรงำนไปในทำงที่จะ

ให้สมประโยชน์ของตัวกำรตำ มควำมประสงค์อันแท้จริงของตัวกำร หรือตำมที่จะพึงสันนิษฐำน
ได้ว่ำเป็นควำมประสงค์ของตัวกำร
มำตรำ 407 บัญญัติว่ำ ถ้ำกำรที่เข้ำจัดกำรนั้น เป็นกำรสมประโยชน์ของตัวกำรและต้อง
ตำมควำมประสงค์อันแท้จริงของ ตัวกำรหรือตำมควำมประสงค์ที่จะพึงสันนิษฐำนได้ ผู้จัดกำรจะ
เรียกให้ชดใช้เงินอันตนได้ออกไปคืนแก่ตนเช่นอย่ำงตั วแทนก็ได้ ฯลฯ
ตามปัญหา แยกพิจำรณำได้ดังนี้
1. รัว้ บ้ำนของ ก. เป็นสิ่งปลูกสร้ำงอย่ำงอื่นตำม ปพพ. มำตรำ 434 เมื่อเกิดควำมเสียหำย
ขึ้นเพรำะชำำรุดบกพร่องโดยรัว้ พังลงมำถูก ค. บำดเจ็บ ก. จึงต้องรับผิดต่อ ค. ตำมมำตรำ 434 วรรค
แรก ก. ต้องชดใช้คำ่ เสียหำยแก่ ค.
2. กำรที่ ข. เข้ำจัดกำรซ่อมแซมรั้วบ้ำนแทน ก. โดยที่ ก. ไม่ได้ว่ำขำนวำนใช้เป็นกำร
จัดกำรงำนนอกสั่ง กำรที่เข้ำซ่อมแซมจนรั้วมั่นคงใช้ได้ดังเดิม เป็นกำรสมประโยชน์และต้องตำม
ควำมประสงค์อันแท้จริงหรือตำมที่จะ พึงสันนิษฐำนได้ของ ก. ซึ่งเป็นตัวกำร ก. จึงต้องชดใช้เงิน
ค่ำวัสดุในกำรซ่อมแซมให้แก่ ข. ตำมมำตรำ 401

กฎหมายวิธีสบัญญัติ 1 สอบไล่ภาค 2/2531
โจทย์
นำยขวัญฟ้องขับไล่นำยเรืองออกจำกที่ดินของนำยขวัญ ซึ่งมีรำคำ 5,000 บำท (ห้ำพัน
บำทถ้วน) ต่อศำลจังหวัดตรำด นำยเรืองให้กำรต่อสู้ว่ำ ที่พิพำทเป็นของนำงเริ่ม นำงเริมอนุญำต
ให้นำยเรืองอยู่ นำยขวัญไม่มีอำำนำจฟ้อง ปรำกฏว่ำ ผู้พิพำกษำศำลจังหวัดตรำดแค่คนเดียวออกนั่ง
พิจำรณำคดีดังกล่ำว สืบพยำนโจทก์จำำ เลยเสร็จแล้ว ผู้พิพำกษำคนเดียวนั้นจึงพิพำกษำคดีกล่ำว
ดังนี้ กำรพิจำรณำและพิพำกษำคดีนั้นชอบด้วยกฎหมำยหรือไม่
เฉลย

ตำมพระธรรมนูญศำลยุติธรรม มำตรำ 22 (4) และ (5) ในศำลชั้นต้น ผู้พิพำกษำคน
เดียวมีอำำนำจพิจำรณำพิพำกษำคดีแพ่ง ซึ่งรำคำทรัพย์สินที่พิพำทหรือจำำนวนเงินฟ้องไม่เกินหนึ่ง
หมื่นบ ำท แต่ไม่เกินห้ำหมื่นบำท แต่ผู้พิพำกษำคนเดียวไม่มีอำำนำจพิจำรณำและพิพำกษำคดีไม่มี
ทุนทร ำัพย์
ตำมปัญหำ ทั้งกำรพิจำรณำและพิพำกษำคดีนี้ของผู้พิพำกษำคนเดียวไม่ชอบด้วย กฎหมำย
เพรำะคดีนำยขวัญฟ้องขับไล่นำยเรืองเป็นจำำเลยให้ออกจำกที่ ดินของนำยขวัญ ถือว่ำเป็นคดีไม่มี
ทุนทรัพย์ ถึงแม้ว่ำ นำยเรืองจะต่อสู้ว่ำที่พิพำทเป็นของนำงเริ่มก็จริง แต่มิได้ต่อสู้ว่ำเป็นกรรมสิทธิ์

ของนำยเรืองเอง ไม่ใช่เป็นกำรกล่ำวแก้เป็นข้อพิพำทด้วยกรรมสิทธิ์ จึงทำำให้คดีกลำยเป็นคดีทุน
ทรัพย์ขึ้นมำ คดีไม่อยู่ในอำำนำจผู้พิพำกษำคนเดียวที่จะพิจำรณำพิพำกษำได้ตำมพ ระธรรมนูญศำล
บุติธรรม มำตรำ 22 ต้องมีผู้พิพำกษำสองคนนั่งพิจำรณำ และพิพำกษำคดีตำมพระธรรมนูญศำล
ยุติธรรมและพิพำกษำ
โจทย์

นำยปองเทพฟ้องสมำคมสุโขทัยธรรมำธิรำช ซึ่งตนเป็นสมำชิกเป็นจำำเลย หำว่ำมติของที่
ประชุมใหญ่ของสมำคมที่เลือกนำงสำวเอมิกำซึ่งไม่ใ ช่สมำชิกเป็นกรรมกำรของสมำคมนั้นตำม
ประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ มำตรำ 1291
สมำคมสุโขทัยธรรมำธิรำชจำำเลยขำดนัดยื่นคำำให้กำร
ระหว่ำงพิจำณำ นำงสำวเอมิกำยื่นคำำร้องสอดว่ำ ตนเป็นสมำชิกของสมำคมนั้นและได้รับ
เลือกตั้งเป็นกรรมกำรของสมำค มโดยถูกต้องตำมข้อบังคับแล้ว ขอให้ยกฟ้อง
นำยปองเทพโจทก์คัดค้ำนคำำร้องสอดว่ำเมื่อคดีนี้จำำเลยขำดนัดยื่นค ำำให้กำร ผู้ร้องจะร้อง
สอดเข้ำมำในคดีไม่ได้ เพรำะเป็นกำรใช้สิทธิต่อสู้คดีกับโจทก์ฝ่ำยเดียว เท่ำกับผู้ร้องสอดเข้ำมำใช้
สิทธิแทนจำำเลยนั้นเอง
ให้วนิ ิจฉัยว่ำ นำงสำวเอมิกำมีสิทธิร้องสอดเข้ำมำในคดีตำมคำำร้องได้หรือไม่
เฉลย
ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมแพ่งมำตรำ 57 บัญญัติว่ำ “บุคคลภำยนอกซึ่งมิใช่คู่
ควำม อำจเข้ำมำเป็นคู่ควำมได้ด้วยกำรร้องสอด
(1) ด้ ว ยควำมสมั ค รใจเองเพรำะเห็ น ว่ ำ เป็ น กำรจำำ เป็ น เพื่ อ ยั ง ให้ ไ ด้ รั บ ควำมรั บ รอง
คุ้ ม ครองหรื อ บั ง คั บ ตำมสิ ท ธิ ข องตนที่ มี อ ยู่ โดยยื่ น คำำ ร้ อ งขอต่ อ ศำลที่ ค ดี นั้ น อยู่ ใ นระหว่ ำ ง
พิจำรณำ”
และมำตรำ 58 บัญญัติว่ำ
“ ผู้ร้องสอดที่ได้เข้ำเป็นคู่ควำมตำมอนุมำตรำ (1) และ (3) แห่งมำตรำก่อนนี้ มีสิทธิเสมือ
นหนี่งว่ำตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ ซึ่งโดยเฉพำะผู้ร้องสอดอำจนำำพยำน
หลักฐำนใหม่มำแสดงคัดค้ำนเอกสำรที่ได้ยื่นไว้ ถำมค้ำนพยำนที่ได้สิบมำแล้ว และคัดค้ำนพยำน
หลักฐำนที่ได้สืบไปแล้วก่อนที่ตนได้ร้องสอดอำจอุ ทธรณ์ฎีกำคำำพิพำกษำหรือคำำสั่งของศำลตำมที่
กฎหมำยบัญญัติไว้ และอำจได้รับหรอถูกบังคับให้ใช้คำฤชำธรรมเนียม
ห้ำมมิให้ผู้ร้องสอดที่ได้เป็นคู่ควำมตำมอนุมำตรำ (2) แห่งมำตรำก่อน ใช้สิทธิอย่ำงอื่น
นอกจำกสิทธิที่มีอยู่แก่คคู่ วำมฝ่ำยซึ่งตนเข้ ำเป็นโจทก์ร่วมหรือจำำเลยร่วมในชั้นพิจำรณำเมื่อตนร้อง
สอด และห้ำมมิให้ใช้สิทธิเช่นว่ำนั้นในทำงที่ขัดกับสิทธิของโจทก์หร ำือจำำเลยเดิม ฯลฯ”

ตำมปัญหำ นำงสำวเอมิกำมีสิทธิที่จะเข้ำมำในคดี เพื่อขอควำมรับรอง โดยกำรร้องสอด
เข้ำมำตำมประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมแพ่งมำตรำ 57 (1) เพรำะได้ถูกโต้แย้งสิทธิด้วย แม้
สมำคมสุโขทัยธรรมำธิรำชจำำเลยจะขำดนัดยื่นคำำให้กำร ก็หำเป็นกำรตัดสิทธินำงสำวเอมิกำผู้ร้อง
สอดไม กรณีไม่ต้องห้ำมตำมประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมแพ่ง มำตรำ 58 วรรคสอง

กฎหมายวิธีสบัญญัติ 2 สอบไล่ภาค 2/2531
โจทย์

ก. เป็นโจทก์ฟ้อง ข. เป็นจำำเลยเรียกค่ำเสียหำยในหนี้มูลละเมิด กรณีที่จำำเลยขับรถชน
โจทก์ต้องเสียค่ำรักษำพยำบำล เป็นเงิน 85,000 บำท ต่อมมำอีก 2 วัน ระหว่ำงคดีอยู่ในระหว่ำง
พิจำรณำของศำลชัน้ ต้นศำลเดียวกันนั้น ก. ก็มำฟ้องอีกคดีหนึ่งเรียกค่ำเสียหำยที่ต้องเสียควำมสำม
รถประกอบ กำรงำนในหนี้มูลละเมิดรำยเดียวกันนั้นจำก ข. เพิ่มเติมเข้ำมำอีก 25,000 บำทและใน
คดีหลังนี้ ยังฟ้อง ค. เป็นจำำเลยรวมเข้ำมำด้วยโดยอ้ำงว่ำ ค.เป็นนำยจ้ำงของ ข. ซึ่ง ก. ได้ฟ้องเป็น
คดีก่อนนั้น เหตุละเมิดได้เกิดขึ้นในทำงละเมิดได้เกิดขึน้ ในทำงกำรที่จ้ำงขอ ง ค. ค. จะต้องร่วมกับ
ข. รับผิดต่อ ก. โจทก์ด้วย ดังนี้ ฟ้องของ ก. คดีหลังเป็นฟ้องกับคดีแรกหรือไม่

ข่าวสาร
เฉลย
ตำม ปวพ. มำตรำ 173 วรรค 2 นับแต่เวลำที่ได้ยื่นคำำ ฟ้อ งแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่ำง
พิจำรณำ และผลแห่งกำรนี้
(1) ห้ ำ มไ ม่ ใ ห้ โ จ ท ก์ ยื่ นคำำ ฟ้ อ งเ รื่ อ งเ ดี ย ว กั น นั้ น ต่ อศ ำ ล เ ดี ย ว กั น ห รื อ ศำ ล
อื่น..........................
ตำมอนุมำตรำ (1) นี้ โจทก์มำยื่นฟ้องเรื่องเดียวกันอีก เรียกกันว่ำ “ฟ้องซ้อน”
ตำมปัญหำ แยกพิจำรณำได้ดังนี้
(ก) คดีหลังที่ ก. ฟ้อง ข. เป็นกำรฟ้องเรียกค่ำเสียหำยในหนี้มูลละเมิดรำยเดียวกัน แม้จะ
เป็นค่ำเสียหำยในควำมเสียหำยคนละอย่ำงต่ำงกัน จึงเป็นเรื่องเดียวกันกับคดีแรกซึ่งอยู่ในระหว่ำง
พิจำรณำของศำล ชั้นต้นศำลเดียวกันนั้นและเป็นโจทก์คนเดียวกัน จำำเลยคนเดียวกันฟ้องของ ก.
คดีหลังจึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีแรก

(ข) แม้คดีหลัง ก. เป็นโจทก์คนเดียวกันกับคดีแรก แต่คดีแรกนั้น ค. มิได้ถูกฟ้องด้วย ใน
ส่วนที่เกี่ยวกับ ค. ฟ้อง ก. คดีหลังจึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแรก

กฎหมายวิธีสบัญญัติ 2
โจทย์
นำยเขียวเป็นบุคคลที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวประสงค์จะยักย้ำยทรัพย์ สินของตนไปเสียให้พ้น
จำกอำำนำจศำล และเพื่อให้เจ้ำหนี้ของตนไม่อำจได้รับชำำระหนี้ จึงโอนที่ดินของตนแปลงหนึ่งแก่
นำยนำยแดงในรำคำ 500,000 บำท นำยแดงไม่ทรำบถึงควำมมีหนี้สินล้นพ้นตัวของนำยเขียวและ
เห็นว่ำร ำคำดังกล่ำวตำ่ำ กว่ำรำคำท้องตลำดของที่ดินแปลงนั้นอยู่บ้ำง จึงรับซื้อไว้ ต่อมำอีก 2
เดือน นำยเขียวถูกฟ้องล้มละลำย และศำลมี คำำ สั่งพิทักษ์เด็ดขำดแล้ว เช่นนี้เจ้ำพนักงำนพิทักษ์
ทรัพย์จะสำมำรถเพิกถอนกำรโอนขำยที่ดิ นรำยนี้ได้หรือไม่ เพรำะเหตุใด
เฉลย
นำยแดงมิได้เป็นเจ้ำหนี้ของนำยเขียวฉะนั้นแม้นำยเขียวจะถูกฟ้อง ล้มละลำยใน 3 เดือน
นับแต่วันที่โอนขำยที่ดินกันก็ตำม กรณีนี้ไม่เข้ำตำมมำตรำ 115 พ.ร.บ . ล้มละลำยฯแต่อย่ำงใด
คงเป็นกรณีตำมมำตรำ 114 เท่ำนั้น
ตำมมำตรำ 114 นั้น กำรโอนทรัพย์สินหรือกำรกระทำำใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลุก
หนี้ซึ่งลูกหนี้ได้กระทำำลงในระหว่ำงระ ยะเวลำสำมปีก่อนมีกำรขอให้ล้มละลำย และภำยหลังนั้น
ถ้ำเจ้ำพนักงำนพิทักษ์ทรัพย์มีคำำขอโดยทำำเป็นคำำร้องศำลมีอำำนำจสั งเพิกถอนกำรโอนทรัพย์สินนั้น
ได้เว้นแต่ผู้รับโอนจะได้แสดงจนเป็ นที่พอใจแก่ศำลว่ำ กำรโอนนั้นกระทำำ โดยสุจริต และมีค่ำ
ตอบแทน
คำำ ว่ ำ สุ จ ริ ต นี้ หมำยถึ ง กรณีที่ ผู้ รั บ โอนไม่ รู้ ว่ ำ โอนมี ห นี้ สิ น ล้ น พ้ น ตั ว นั้ น เอง (คำำ
พิพำกษำฎีกำที่ 87 – 89/2509)
ตำมอุทธรณ์ นำยแดงรับโอนโดยไม่รู้ว่ำนำยเขียวมีหนี้สินล้นพ้นตัว และมีค่ำตอบแทน
แล้วฉะนัน้ เจ้ำพนักงำนพิทักษ์ทรัพย์จะขอให้ศำลเพ ำิกถอนกำรโอนที่ดินดังกล่ำวไม่ได้
\

กฎหมายวิธีสบัญญัติ 3

โจทย์

ก. ลักสลำกกินแบ่งรัฐบำลรำคำฉบับละ 20 บำท จำำนวน 2 ฉบับของ ข. ไป ปรำกฏว่ำ
ฉบับหนึ่งถูกรำงวัลเป็นเงิน 5,000 บำท ก. จึง เอำไปขึ้นเงิน ต่อมำเจ้ำพนักงำนจับ ก. และอัยกำร
ยื่นฟ้อง ก. ฐำนลักทรัพย์ ขอให้จำำเลยคืนเงินรำงวัลจำำนวน 5,000 บำท แก่ผู้เสียหำยกับค่ำใช้จ่ำยที่
ผู้เสียหำยต้องเสียไปในกำรดำำเนิน คดี ศำลพิจำรณำแล้วพิพำกษำลงโทษจำำ เลยกับสั่งให้จำำ เลยคืน
เงินรำงวัลจ ำำ นวน 5,000 บำทแก่ผู้เสียหำย ส่วนคำำ ขออื่นให้ยกดังนี้ คำำ สั่งของศำลชอบหรือไม่
เพรำะเหตุใด
เฉลย
ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำ มำตรำ 43 วำงหลักไว้ว่ำคดีลักทรัพย์วิ่งรำว ชิง
ทรัพย์ ปล้นทรัพย์ โจรสลัด กรรโชก ฉ้อโกง ยักยอกหรือรับของโจร ถ้ำเสียหำยมีสิทธิที่จะเรียก
ร้องทรัพย์สินหรือรำคำที่เขำสูญเสี ยไปเนื่องจำกกำรกระทำำผิดคืน เมื่อพนักงำนอัยกำรยื่นฟ้องคดี
อำญำก็ให้เรียกทรัพย์สินหรือรำคำ แทนผู้เสียหำยด้วย
จำกหลัก กฎหมำยดังกล่ำว อัยกำรจึงมีอำำ นำจเรียกร้องทรัพย์สินคืนหรือเรียกเอำรำคำ
ทรัพย์ส ำินตำมประเภทคดีรวม 9 ประเภท และมีอำำ นำจจำำ กัดเฉพำะกรณีที่ผู้เสียหำยมีสิทธิเรียก
ร้องทรัพย์ส ำินหรือรำคำที่ต้องสูญเสียไปเนื่องจำกกำรกระทำำผิดคืนเท่ำนั้น กำรเรียกร้องอย่ำงอื่น
เช่น ค่ำเสีย หำยในกำรละเมิด ค่ำ ใช้จ่ำ ยที่ ต้อ งเสียไปเนื่อ งจำกกำรทำำ ผิ ด รวมทั้ ง กำรเรี ย กร้ อ ง
ประกำรอื่น นอกเหนือจำกเรียกคืนทรัพย์หรือเรียกให้ชดใช้รำคำทรัพย์ ผูเ้ สียหำยจะต้องดำำเนินกำร
เอง
ตามปัญหา คำำ สั่งศำลที่สั่งให้จำำ เลยใช้คืนเงินรำงวัล 5,000 บำทนั้นชอบแล้ว เพรำะว่ำ
สลำกกินแบ่งรัฐบำลฉบับที่ถูกรำงวัลยอมมีมูลค่ำเท่ำกับร ำงวัลที่ได้รับ เมื่ออัยกำรฟ้องคดีอำญำฐำน
ลักทรัพย์ จึงมีอำำนำจเรียกให้ ก. ชดใช้คืนเงินรำงวัลแทน ข. ได้ตำมประมวลกฎหมำย วิธีพิจำรณำ
ควำมอำญำ มำตรำ 43
สำำหรับค่ำใช้จ่ำยที่ผู้เสียหำยต้องเสียไปในกำรดำำเนินคดี คำำสั่งศำลที่สั่งให้ยกคำำขอในส่วน
นี้ชอบแล้ว เพรำะอำำ นำจของอัยกำรตำมมำตรำนี้จำำ กัดเฉพำะกรณีที่ผู้เสียหำย มี สิทธิเรียกร้อง
ทรัพย์สินหรือรำคำที่เขำสูญเสียไปเนื่องจำกกำร กระทำำผิดนั้น และอัยกำรได้เรียกทรัพย์สินหรือ
รำคำแทนผู้เสียหำย ดังนัน้ อัยกำรจึงไม่มีอำำนำจขอให้จำำเลยชดใช้ค่ำใช้จ่ำยต่ำง ๆ ที่ ข. ต้องเสียไป
ในกำรดำำเนินคดีคืนให้แก่ ข.
สรุป คำำสั่งศำลที่สั่งให้จำำเลยใช้คืนเงินรำงวัล และยกคำำขอของอัยกำรที่ให้จำำเลยชดใช้ค่ำ
ใช้จำ่ ยต่ำง ๆ ที่ ข. ต้องเสียไปในกำรดำำเนินคดีนั้น ชอบแล้ว

กฎหมายวิธีสบัญญัติ 3
โจทย์

โจทก์ฟ้องจำำ เลยในคดีควำมผิดฐำนยักยอกทรัพย์ ซึ่งเป็นควำมผิดอันยอมควำมได้ ศำล
อุทธรณ์พิพำกษำลงโทษจำำ คุกจำำ เลย จำำ เลยฎีกำ ในระหว่ำงกำรพิจำรณำของศำลฎีกำ โจทก์ยื่น
คำำร้องขอถอนฟ้อง ศำลถำมจำำเลยแล้วจำำเลยไม่คัดค้ำนศำลฎีกำจึงอนุญำตให้โจทก์ถอนฟ้อ งโดย
มิได้มีพิพำกษำยกคำำพิพำกษำของศำลอุทธรณ์ที่พิพำกษำลงโทษจำำค ำุกจำำเลย ดังนี้ คำำพิพำกษำชอง
ศำลอุทธรณ์จะมีผลอย่ำงไร
เฉลย
ประมวลกำำ หมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำมำตรำ 36 วำงหลักไว้ว่ำ คดีอำญำซึ่งได้ถอน
ฟ้องไปจำกศำลแล้ว จะนำำมำฟ้องอีกหำได้ไม่ เว้นแต่จะเข้ำอยู่ในข้อยกเว้นดังต่อไปนี้ ฯลฯ
( 3) ถ้ำ ผู้เสียหำยได้ยื่นฟ้องคดีอำญำไว้แล้วได้ถอนฟ้องคดีนั้นเสียกำรถ อนนี้ไม่ตัดสิทธิ
พนักงำนอัยกำรที่จะฟ้องคดีนั้นใหม่ เว้นแต่คดีตำมควำมผิดต่อส่วนตัว
จำกหลักกำำหมำยดังกล่ำว ในกรณีที่ผู้เสียหำยได้ถอนฟ้องคดีอำญำควำมผิดต่อส่วนตัวของ
ตนได ำ้เป็นโจทก์ฟ้องไปแล้ว พนักงำนอัยกำรย่อมไม่มีสิทธิฟ้องคดีนั้นใหม่ เพรำะถือว่ำคดีอำญำ
ได้ระงับไปแล้ว ตำมประมวลกำำหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำมำตรำ 39 (2) และกำรถอนฟ้องนี้
ย่อมมีผลไปถึงศำลอุทธรณ์ และศำลฎีกำด้วย
ตามปัญหา ควำมผิดฐำนยักยอกทรัพย์เป็นควำมผิดต่อส่วนตัวซึ่งยอมควำมกันได้ เมื่อ
โจทก์ขอถอนฟ้อง ในระหว่ำงที่คดีอยู่ในชั้นฎีกำโดยจำำเลยไม่ได้คัดค้ำน และศำลฎีกำอนุญำตให้
โจทก์ถอนฟ้องได้ สิทธิในกำรนำำคดีอำญำมำฟ้องย่อมระงับไปตำมประมวลกำำหมำยวิธีพิจำร ณำ
ควำมอำญำมำตรำ 39 (2 ) คำำพิพำกษำของศำลอุทธรณ์แม้จะพิพำกษำลงโทษจำำเลยไว้ก็ย่อมระงับ
ไป ในตัว ไม่มีผลบังคับต่อไป ศำลฏีกำจึงไม่จำำ เป็นต้องมีคำำ พิพำกษำให้ยกคำำ พิพำกษำของศำล
อุทธรณ ำ์ที่พิพำกษำลงโทษจำำคุกจำำเลยแต่อย่ำงใด
สรุป คำำ พิพำกษำของศำลอุทธรณ์ไม่มีผลบังคับแก่จำำ เลยเพรำะโจทก์ถอนฟ้อง คดีควำมผิดฐำน
ยักยอกทรัพย์ซึ่งเป็นควำมผิดต่อส่วนตัว คดีอำญำระงับไปแล้ว คำำพิพำกษำของศำลอุทธรณ์ย่อม
ระงับไปในตัว

กฎหมายแพ่ง 2

โจทย์

นำยเสำร์ดั๊น้เงินนำยจันทร์ไป 10,000 บำท ได้ชำำระหนี้เงินดั๊น้ดังกล่ำวครบถ้วน และได้
รับใบเสร็จรับเงินลงลำยมือชื่อของนำยจันทร์ไปแล้ว นำยจันทร์เข้ำใจว่ำตนยังไม่ได้รับชำำระหนี้
จำกนำยเสำร์ จึงเรียกร้องให้นำยเสำร์ชำำระหนี้แต่นำยเสำร์หำใบเสร็จมำพบ เกรงว่ำจะถูกนำยจันทร์
ฟ้องร้อง นำยเสำร์จำำต้องใช้เงินให้นำยจันทร์ไปอีก 10,000 บำท ต่อมำนำยเสำร์หำใบเสร็จรับเงิน
ได้จึ งมำปรึกษำท่ำนว่ำ จะเรี ย กร้ อ งเงิน คื น จำกนำยจั น ทร์ ท่ำ นจะให้คำำ ปรึ กษำแก่ น ำยเสำร์ ว่ ำ
ประกำรใด
เฉลย
ปพพ. มำตรำ 406 บัญญัติว่ำ บุคคลใดได้มำซึ่งทรัพย์สิ่งใดเพรำะกำรที่บุคคลอีกคนหนึ่ง
กระทำำเ พื่อชำำระหนี้ก็ดี หรือได้มำด้วยประกำรอื่นก็ดี โดยปรำศจำกข้อมูลอันอ้ำงกฎหมำยได้ และ
เป็นทำงให้บุคคลอีกคนหนึ่งนั้นเสียเปรียบบุคคลนั้นจำำต้องคืน ทรัพย์ให้แก่เขำ ฯลฯ
มำตรำ 407 บัญญัติว่ำ บุคคลใดได้กระทำำกำรอันใดตำมอำำเภอใจเหมือนหนึ่งว่ำเพื่อชำำระ
หนี้ โดยรู้อยู่ว่ำตนไม่มีควำมผูกพันทีจ่ ะต้องชำำระบุคคลนั้นหำมีสิทธ ำิจะได้รับคืนทรัพย์ไม่
ตำมปัญหำ นำยจันทร์ได้ชำำระหนี้เงินดั๊น้ให้นำยเสำร์ครบถ้วนแล้ว กำรที่นำยจันทร์เรียก
ร้องให้นำยเสำร์ชำำระหนี้ นำยเสำร์จำำ ต้องใช้เงินให้นำยจันทร์ไปอีก 10,000 บำทนั้น เป็นเพรำะ
นำยเสำร์หำใบเสร็จไม่พบ เกรงว่ำจะถูกนำยจันทร์ฟ้องร้อง มิใช่กำรที่นำยเสำร์ชำำระหนี้ตำมอำำเภอ
ใจโดยรู้อยู่ว่ำตนไม่มีควำ มผูกพันที่จะต้องชำำระ กรณีนี้ไม่ต้องด้วยมำตรำ 407
กำรที่นำยจันทร์ได้เงิน 10,000 บำทในครำวหลัง เป็นกำรได้มำซึ่งทรัพย์สิ่งใด เพรำะกำร
ที่นำยเสำร์กระทำำเพื่อชำำระหนี้ และโดยปรำศจำกมูลอันจะอ้ำงกฎหมำยได้ เป็นทำงให้นำยเสำร์
เสียเปรียบ เงินจำำนวนดังกล่ำวจึงเป็นลำภมิควรได้แก่นำยจันทร์ นำยจันทร์จึงต้องคืนเงิน 10,000
บำท ให้แก่นำยเสำร์ตำมมำตรำ 406 วรรครก ถ้ำนำยเสำร์มำปรึกษำข้ำพเจ้ำ ๆ จะให้คำำปรึกษำโดย
นัยดังกล่ำว

กฎหมายแพ่ง 2
โจทย์
ลิงของนำยชำยหลุดเข้ำมำรื้อหลังคำบ้ำนของนำยสิงห์ ซึ่งนำยสิงค์ครอบครองอยู่เสียหำย
ขณะที่ลิงกำำลังรื้ออยู่ นำยสิงห์เข้ำจับลิงก็กัดนำยสิงห์บำดเจ็บและรื้อต่อไป นำยสิงห์จึงเอำไม้ตีลิง
ลิงบำดเจ็บและสลบไป ดังนี้ ท่ำนเห็นว่ำนำยชำยและนำยสิงห์จะเรียกค่ำเสียหำยจำกกันและกันได้
หรือไม่

เฉลย

ปพพ. มำตรำ 433 บัญญัติไว้ว่ำ ถ้ำควำมเสียหำยเกิดขึ้นเพรำะจ๋ำจ๊ะ เจ้ำของจ๋ำจ๊ะหรือ
บุคคลผู้รับเลี้ยงรับรักษำไว้แทนเจ้ำของจำำ ต้อง ใช้ค่ำสินไหมทดแทนให้แก่ฝ่ำยที่ต้องเสียหำยเพื่อ
ควำมเสียหำยอย่ ำงใด ๆ อันเกิดแต่จ๋ำจ๊ะนั้น ฯลฯ
มำตรำ 449 บัญญัติไว้มีใจควำมสำำคัญว่ำบุคคลใดเมื่อกระทำำกำรป้องกันโดยชอบด ำ้วยกฎ
หมำย หำกก่อให้เกิดเสียหำยแก่ผู้อื่น บุคคลนั้นหำต้องรับผิดใช้ค่ำสินไหมทดแทนไม่ ฯลฯ
มำตรำ 452 บัญญัติไว้มีใจควำมสำำคัญว่ำผู้ครองอสังหำริมทรัพย์ชอบที่จะจับส ำัตว์ของผู้
อื่นอันเข้ำมำทำำควำมเสียหำยในอสังหำริมทรัพย์และยึดไ ว้เป็นประกันค่ำสินไหมทดแทนอันจะพึง
ต้องใช้แก่ตนได้ ฯลฯ
ตามปัญหา กำรที่ลิงของนำยชำยหลุดมำรื้อหลังคำบ้ำนของนำยสิงห์ ซึ่งนำยสิงห์ครอบ
ครองอยู่เสียหำย และเมื่อนำยสิงห์เข้ำจับ ลิงก็กัดนำยสิงห์บำดเจ็บ เป็นควำมเสียหำยที่เกิดขึ้น
เพรำะจ๋ำจ๊ะ นำยชำยเจ้ำของลิงจึงต้องรับผิดใช้ค่ำสินไหมทดแทนให้แก่นำยสิงห์ เจ้ำของบ้ำนตำม
มำตรำ 433
นอกจำกนี้ กำรที่ลิงเข้ำมำทำำควำมเสียหำยในบ้ำนอันเป็นอสังหำริมทรัพย์ นำยสิงห์ผู้
ครอบครองที่จะจับลิงได้ตำมมำตรำ 452 กำรที่กำำลังรื้อหลังคำบ้ำนอยุ่ นำยสิงห์เข้ำจับ ลิงก็กัด
นำยสิงห์เอำไม้ตีลิง ลิงบำดเจ็บและสลบไป จึงเป็นกำรป้องกันทรัพย์สินโดยชอบด้วยกฎหมำย
ตำมมำตรำ 449 วรรคแรก นำยชำยเจ้ำของลิงจะเรียกค่ำเสียหำยจำกนำยสิงห์หำได้ไม่

เฉลยข้อสอบวิชานิติศาสตร์
กฎหมายอาญา 1
โจทย์
นำยซิมต้องกำรฆ่ำนำยแก้ว จึงไปแอบซุ่มข้ำงทำงในเวลำกลำงคืน นำยซิมเห็นนำยก้อน
เดินมำเป็นเงำตะคุ่ม ๆ ในควำมมืด นำยซิมเข้ำใจผิดว่ำนำยก้อนเป็นนำยแก้วจึงใช้ปืนยิง 1 นัด ถูก
นำยก้อนตำย กระสุนปืนทะลุนำยก้อนไปถูกนำยช้อนบิดำของนำยซิมถึงควำมตำยด้วยเ ช่นนี้ให้
วินจิ ฉัยควำมรับผิดของนำยซิมตำมประมวลกฎหมำยอำญำ
เฉลย

ตำมประมวลกฎหมำยอำญำ (มำตรำ 6) ในกรณีผู้กระทำำเจตนำกระทำำต่อคนหนึ่งแต่ได้
กระทำำต่ออีกคนหนึ่งโด ยสำำคัญผิด กฎหมำยถือว่ำผู้กระทำำได้กระทำำโดยเจตนำแก่ผู้กระทำำนั้น

จำกข้อเท็จจริงในปัญหำ กำรที่นำยซิมต้องกำรฆ่ำนำยแก้วจึงไปแอบซุมข้ำงทำงในเวลำ
กลำงคืน พอนำยก้อนเดินมำเป็นเงำตะคุม ๆ ในควำมมืด นำยซิมเข้ำใจผิดว่ำนำยก้อนเป็นนำยแก้ว
จึงใช้ปืนยิง 1 นัด ถูกนำยก้อนตำยถือว่ำนำยซิมเจตนำกระทำำต่อนำยก้อน ตำมหลักกฎหมำยข้ำง
ต้น นำยซิมจึงมีควำมผิดฐำนฆ่ำนำยก้อนโดยเจตนำ
ส่วนกำรที่กระสุนปืนทะลุนำยก้อนไปถูกนำยซ้อนบิดำของนำยซิมถึงแก ำ่ควำมตำยด้วยนั้น
กรณีนี้เป็นเรื่องของกำรกระทำำโดยพลำด ซึ่งตำมประมวลกฎหมำยอำญำ (มำตรำ 60 ) ในกรณีผู้
กระทำำได้กระทำำโดยเจตนำต่อคนหนึ่งแต่ผลของกำรกระทำำเกิด แก่อีกคนหนึ่งโดยพลำดไป
กฎหมำยถือว่ำผู้กระทำำได้กระทำำโดยเจตนำแก ำ่ผู้ได้รับผลร้ำย เมื่อนำยซิมเจตนำยิงนำยก้อนแต่
กระสุนปืนไปถูกนำยซ้อน นำยซ้วนก็เป็นผู้ได้รับผลร้ำยจำกกำรกระทำำของนำยซิม ดังนั้น โดย
กฎหมำยต้องถือว่ำนำยซิมได้กระทำำโดยเจตนำต่อนำยซ้วนด้วย สำำหรับกำรที่นำยซ้วนเป็นบิดำ
ของนำยซิมนั้น ประมวลกฎหมำยอำญำ (มำตรำ 60 ตอนท้ำย) ได้บัญญัติว่ำ กรณีที่กฎหมำย
บัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้นเพรำะฐำนะของบุคคลหรือเพร ำะควำมสัมพันธ์ระหว่ำงผู้กระทำำกับ
บุคคลที่ได้รับผลร้ำย มิให้นำำกฎหมำยนั้นมำใช้บังคับเพื่อลงโทษผู้กระทำำให้หนักขึ้น กรณีนนี้ ำย
ซิมจึงผิดเพียงฆ่ำนำยซ้วนเสมือนเป็นบุคคลธรรมดำโดยเจ ตนำไม่ใช่ผิดฐำนบุพกำรีตำมมำตรำ 289
(1 ป

กฎหมายแพ่ง 1
โจทย์

เอกอำยุ 17 ปี ทำำพินยั กรรมยกแหวนของตนเองให้โทพีสำวอำยุ 17 ปี ต่อมำอีก 4 ปี
เอกถูกรถชนสมองฟันเฟืองเป็นคนวิกลจริต เอกได้ขำยนำฬิกำของตนให้กับหนึ่งโดยหนึ่งไม่ทรำบ
ว่ำเอกจริตวิกล ต่อมำอีก 1 ปี ศำลสั่งให้เอกเป็นคนไร้ควำมสำมำรถ หนึ่งทรำบว่ำเอกถูกศำลสั่งดัง
กล่ำว แต่เมื่อผู้อนุบำลของเอกมำบอกล้ำงสัญญำซื้อขำยนำฬิกำ ซึ่งหนึ่งได้ทำำไว้กับเอกหนึ่งก็ไม่
ยอมคืนนำฬิกำให้เพรำะซื้อไว้ ในรำคำถูกมำกดังนี้
1. พินัยกรรมที่เอกทำำมีผลอย่ำงไรหรือไม่เพรำะเหตุใด
2. ผู้อนุบำลจะบอกล้ำงสัญญำซื้อขำยนำฬิกำได้หรือไม่ เพรำะเหตุใด
เฉลย

หลักกฎหมาย

ปพพ. มาตรา 25 บัญญัติว่ำ “ผู้เยำว์อำจทำำพินัยกรรมได้เมื่ออำยุสิบห้ำปีบริบูรณ์”
ปพพ.มาตรา 32 บัญญัติว่ำ “กำรใด ๆ อันบุคคลวิกลจริตได้ทำำลง แต่หำกบุคคลนั้นศำล
ยังมิได้สั่งให้เป็นคนไร้ควำมสำมำรถไซร้ ท่ำนว่ำกำรนั้นจะเป็นโมฆียะต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่ำได้ทำำลง
ในเวลำ ซึ่งบุคคลนั้นจริตวิกลอยู่ และคู่กรณีอีกฝ่ำยหนึ่งได้รู้แล้วด้วยว่ำผู้ทำำเป็นคนวิกลจริต”
เรื่องพินัยกรรมนั้นผู้เยำว์สำมำรถทำำพินัยกรรมได้เมื่ออำยุ 15 ปีบริบูรณ์ เมื่อเอกมีอำยุ 17
ปีบริบูรณ์แล้วทำำพินัยกรรม ผลก็คือพินัยกรรมมีผลสมบูรณ์
จำกข้อเท็จจริงเห็นได้ว่ำ เอกได้ขำยนำฬิกำให้หนึ่งในขณะวิกลจริตก่อนที่ศำลจะสั่งให้
เอก
เป็นคนไร้ควำมสำมรถ และในขณะซื้อขำยนำฬิกำนั้นหนึ่งก็ไม่ทรำบว่ำเอกวิกลจริต ดังนั้นผลก็คือ
นิติกรรมกำรซื้อขำยระหว่ำงหนึ่งกับเอกนั้นสมบูรณ ำ์ไม่เป็นโมฆียะ เพรำะหนึ่งไม่รู้ว่ำเอกวิกลจริต
แต่อย่ำงใด แม้ต่อมำศำลจะสั่งให้เอกเป็นคนไร้ควำมสำมรถ และหนึ่งก็ทรำบถึงคำำสั่งนี้ก็ตำม กำร
ซื้อขำยก็สมบูรณ์ไปแล้ว ผู้อนุบำลของเอกจะบอกล้ำงสัญญำซื้อขำยดังกล่ำวไม่ได้
สรุป
เอกสำมำรถทำำพินัยกรรมได้มีผลสมบูรณ์เพรำะอำยุเกิน 15 ปีบริบูรณ์แล้ว
2. ผูอ้ นุบำลบอกล้ำงสัญญำซื้อขำยนำฬิกำไม่ได้ เพรำะกำรซื้อขำยสมบูรณ์แล้ว
1.

กฎหมายแพ่ง 3
โจทย์

นำย ก. แอบจดทะเบียนสมรสกับ นำง ข. ซึ่งเป็นน้องสำวร่วมมำรดำเดียวกันโดยปกปิด
ไม่ให้บุคคลอื่นล่วงร ำู้ข้อเท็จจริงนี้ ระหว่ำงอยู่กินด้วยกันฉันสมีภริยำ นำย ก. ไปดั๊น้เงินนำยแดงมำ
50,000 บำท เพื่อไปเที่ยวรอบโลกกับเพื่อนฝูงในตอนทำำสัญญำดั๊น้ยืมเงิน นำย ก. ลงลำยมือชื่อเป็น
ผู้ดนั๊ ้ ส่วนนำง ข. ลงลำยมือชื่อเป็นพยำนในสัญญำดั๊น้ หลังจำกกลับจำกเที่ยวรอบโลกแล้วนำย ก.
ได้ฟ้องคดีต่อศำลเพื่อขอให้มีคำำพิพำกษำแสดงว่ำกำรสมรสระหว่ำงตน กับนำง ข. เป็นโมฆะ ซึ่ง
ศำลก็ได้มีคำำพิพำกษำเช่นนั้น ต่อมำเมื่อถึงกำำหนดชำำระหนี้เงินดั๊น้ นำย ก. ไม่ยอมชำำระหนี้ นำย
แดงมีควำมประสงค์จะฟ้องให้นำย ก. และ นำง ข. ร่วมกันชำำระหนี้ดังกล่ำว จึงมำปรึกษำท่ำน จง
แนะนำำนำยแดง
เฉลย

หลักกฎหมาย
มำตรำ 1490 หนี้ที่สำมีภริยำเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั้นให้รวมถึงหนี้สินที่สำม ำีหรือภริยำก่อให้
เกิดขึ้นในระหว่ำงสมรสดังต่อไปนี้
(4)หนี้ที่สำมีหรือภริยำก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ตนฝ่ำยเดียว แต่อีกฝ่ำยหนึ่งได้ให้สัตยำบัน
มำตรำ 1500 เหตุที่ศำลพิพำกษำว่ำกำรสมรสใดเป็นโมฆะ ไม่เป็นผลให้บุคคลภำยนอกผู้ทำำกำร
โดยสุจริตเสื่อมสิทธิที่ได้มำก ำ่อนศำลพิพำกษำว่ำสมรสเป็นโมฆะโดยถือเสมือนไม่มีคำำพิพำกษำ
เช่นนั ำ้น
จากอุทาหรณ์
กำรที่ นำย ก. ผู้เป็นสำมีไปดั๊น้ยืมเงินนำยแดง 50,000 บำท เพื่อไปเที่ยวรอบโลกกับเพื่อน
ฝูงเป็นกำรก่อหนี้ระหว่ำงสมรสขึ้น เพื่อประโยชน์ของตนฝ่ำยเดียว แต่เมื่อนำง ข .ผู้เป็นภริยำได้
ลงชื่อเป็นพยำนในสัญญำดั๊น้ด้วยยอมถือได้ว่ำนำง ข. รู้เห็นและให้สัตยำบันหนี้สินรำยนี้จึงเป็นหนี้
รวมระหว่ำงสำมีภ ริยำตำม ปพพ. มำตรำ 1490 (41) (คำำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 1026/2513) ต่อมำแม้
ศำลจะได้มีคำำพิพำกษำว่ำกำรสมรสระหว่ำงนำย ก. และนำย ข .เป็นโมฆะ แต่คำำพิพำกษำดังกล่ำวก็
ไม่มีผลทำำให้นำยแดงเจ้ำหนี้ซึ่งเป็นบุคค ลภำยนอกผู้ทำำกำรโดยสุจริต ไม่ทรำบเหตุที่นำย ก. และ
นำง ข. เป็นพี่น้องร่วมมำรดำเดียวกัน ต้องเสื่อมสิทธิในฐำนะที่ตนเป็นเจ้ำหนี้ในอันที่จะต้องฟ้อง
ให้น ำย ก. และนำง ข. ผู้เป็นลูกหนี้รวมต้องรับผิดต่อตนได้ ตำมที่บัญญัติไว้ใน ปพพ. มำตรำ
15000
ข้ำพเจ้ำจะแนะนำำ นำยแดงว่ำ นำยแดงมีสิทธิที่จะฟ้องให้นำย ก. และนำง ข. ทั้งสองคน
ร่วมกันชำำระหนี้เงินดั๊น้จำำนวน 50,000 บำทดังกล่ำวได้

กฎมายพาณิชย์ 1
โจทย์

นำยดินตกลงเช่ำกระบือซึ่งเป็นจ๋ำจ๊ะพำหนะจำกนำยฟ้ำมำใช้ไถนำมีกำำ หนดเวลำ 6 เดือน
ตกลงค่ำเช่ำกันเดือนละ 200 บำท นำยดินไม่ชำำระค่ำเช่ำตำมกำำหนด อ้ำงว่ำสัญญำเช่ำเป็นโมฆะ
เพรำะมิได้ทำำ เป็นหนังสือจดทะเบียนต่อพนักงำนเจ้ำหน้ำที่ ตนไม่ต้องชำำ ระค่ำเช่ำ นำยฟ้ำจึงนำำ
เรื่องมำปรึกษำท่ำน ท่ำนจะให้คำำปรึกษำแก่นำยฟ้ำประกำรใดบ้ำง
เฉลย

ตำม ปพพ. มำตรำ 538 กำรเช่ำอสังหำริมทรัพย์ ถ้ำมิได้มีหลักฐำนเป็นหนังสืออย่ำงหนึ่ง
อย่ำงใดลงลำยมือชื่อฝ่ำ ยที่ต้องรับผิดเป็นสำำคัญจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหำได้ไม่ ถ้ำเขำมีกำำหนดว่ำ
สำมปีขึ้นไป หรือกำำหนดตลอดอำยุของผู้เช่ำหรือผู้ให้เช่ำ หำกมิได้ทำำเป็นหนังสือและจดทะเบียน
ต่อพนักงำนเจ้ำหน้ำที่ กำรเช่ำนั้นจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้แต่เพียงสำมปี
ตำมปัญหำ กระบือเป็นสังหำริมทรัพย์มิให้อสังหำริมทรัพย์ แม้จะเป็นจ๋ำจ๊ะพำหนะก็ไม่
อยู่ในบังคับของมำตรำ 538 ที่กำรเช่ำจะต้องมีหลักฐำนเป็นหนังสือ ฯลฯ หรือต้องทำำเป็นหนังสือ
และจดทะเบียนต่อพนักงำนเจ้ำหน้ำที่ ฉะนั้นกำรเช่ำกระบือระหว่ำงนำยดินนำยฟ้ำจึงไม่ต้องทำำเป็น
หนังสื อและจดทะเบียน และไม่เป็นโมฆะนำยดินจะต้องชำำระค่ำกระบือแก่นำยฟ้ำข้ำพเจ้ำจะให ำ้คำำ
ปรึกษำแก่นำยฟ้ำโดยนัยดังกล่ำว

กฎหมายพาณิชย์ 2
โจทย์
นำยจำำลองมอบให้นำยสำมำรถเป็นตัวแทนดูแลกิจกำรบ่อปลำของนำยจำำลอง โดยตกลง
กันว่ำนำยจำำ ลองจะจ่ำยค่ำบำำ เหน็จให้กับนำยสำมำรถตำมจำำ นวน บ่อปลำที่จะต้องดู แล ซึ่งมีอยู่
ทั้งหมด 5 บ่อ คดีเป็นค่ำบำำเหน็จบ่อละ 3,000 บำทและกำำหนดกันว่ำให้สัญญำตัวแทนสิ้นสุดลง
เมื่อจับปลำออกขำยได้ เสร็จสิ้นแล้วทุกบ่อ ขอให้ทำ่ นวินิจฉัยกรณีดังต่อไปนี้คือ
1. นำยสำมำรถดูแลบ่อปลำไม่ดีพอ ทำำให้ปลำตำยทั้งบ่อไปเป็นจำำนวน 2 บ่อ นำยจำำลอง
จึงจ่ำยค่ำบำำเหน็จให้นำยสำมำรถเพียง 9,000 บำท โดยบอกว่ำอีก 2 บ่อที่เสียหำยไปนั้น นำยสำม
รถไม่มีสิทธิได้รับบำำเหน็จ ส่วนนำยสำมำรถก็โต้แย้งว่ำตนควรจะได้ทั้งหมดคือ 15,000 บำท เพรำะ
ตกลงค่ำบำำเหน็จกันไว้จำำนวน 5 บ่อ เช่นนี้ ข้ออ้ำงของฝ่ำยใดรับฟังได้ เพรำะเหตุใด
2. เมื่อปลำในบ่อโตพอจะจับขำยได้แล้วนำยจำำลองได้จับปลำขำยไปได้เพี ยง 2 บ่อก็หยุด
จับขำย เพรำะเป็นช่วงที่ปลำรำคำตกตำ่ำ จึงระงับกำรจับขำยไว้ก่อน ระหว่ำงนั้นนำยสำมำรถมำทวง
ถำมให้ชำำระค่ำบำำเหน็จ นำยจำำลองไม่ยอมจ่ำยให้ เพรำะอ้ำงว่ำยังจับปลำไม่ได้ครบทุกบ่อ เช่นนี้
ข้ออ้ำงของนำยจำำลองรับฟังได้หรือไม่ เพรำะเหตุใด
เฉลย

1. ตำมบทบัญญัติของมำตรำ 808 กำำหนดไว้วำ่ กำรในหน้ำที่ตัวแทนส่วนใด ตัวแทนได้
ทำำมิชอบในส่วนนั้นท่ำนว่ำตัวแทนไม่มีสิทธิจะได้บำำเหน็ จ ดังนั้นเมื่อนำยสำมำรถดูแลไม่ดีทำำให้
ปลำตำยไปจำำนวน 2 บ่อ จึงมีสิทธิที่จะรับค่ำบำำเหน็จไปจำกจำำ ลองเพียง 9,000 บำท กล่ำวคือได้
รับค่ำบำำเหน็จเพียง 3 บ่อ ดังนัน้ ข้ออ้ำงของนำยสำมรถจึงฟังไม่ขึ้น

2. เรื่องกำรจ่ำยบำำเหน็จมำตรำ 817 ได้กำำหนดไว้หำกคู่สัญญำมิได้ตกลงกันเป็นอย่ำงอื่น
บำำ เหน็จจะพึงจ ำ่ำยให้แก่ กันก็ต่อเมื่อกำรเป็นตัวแทนได้สุด สิ้นลงแล้ว กรณีตำมอุท ำหรณ์นำย
สำมำรถกับนำยจำำ ลองตกลงกันไว้ว่ำจะจ่ำยบำำ เหน็ จเมื่อจับปลำขำยได้เสร็จสิ้นแล้ว ดังนั้นเมื่อ
ปรำกฎว่ำยังไม่สำมำรถจับปลำออกขำยได้ครบทุกบ่อเพรำ ะเหตุที่ปลำรำคำตกตำ่ำ มำกเช่นนี้นำย
สำมำรถจะขอรับบำำเหน็จไปก่อนย ำ่อมไม่ได้คำำกล่ำวอ้ำงของนำยจำำลองจึงถูกต้อง

กฎหมายวิธีสบัญญัติ 1
โจทย์
นำยเสนำะผู้เยำว์ให้นำงฉลวยเช่ำตึกแถวซึ่งเป็นของนำยเสนำะเองทำำ กำรค้ำขำย นำงฉลวย
ผิดนัดชำำระค่ำเช่ำ นำยเสนำะจึงยื่นฟ้องขับไล่นำงฉลวย ศำลชั้นต้นรับฟ้องไว้แล้ว ต่อมำระหว่ำง
พิจำรณำศำลทำำ กำรสอบสวน ได้ควำมว่ำนำยเสนำะเป็นผู้เ ยำว์ และฟ้อ งคดีโ ดยมิไ ด้รั บควำม
ยินยอมจำกนำยสนองบิดำ มีคำำสั่งให้จำำหน่ำยคดีของนำยเสนำะออกจำกสำรบบควำม แล้วให้นำย
เสนำะยื่นฟ้องเข้ำมำใหม่ โดยได้รับควำมยินยอมจำกนำยสนองบิดำ นำยสนองแถลงโต้แย้งว่ำ
ตึกแถวที่ให้เช่ำเป็นของตนและเป็นผู้ให้เ ช่ำ ตนสำมำรถฟ้อ งคดีได้เองโดยไม่ต้องได้รับควำม
ยินยอมจำกบิดำ ท่ำนเห็นด้วยกับคำำสั่งของศำลและข้อโต้แย้งของนำยเสนำะหรือไม่เพ รำะเหตุใด
เฉลย
ปวพ. มำตรำ 84 วรรค บัญญัติว่ำ “ ผู้ไร้ควำมสำมรถหรือผู้กระทำำกำรแทนจะเสนอข้อหำ
ต่อศำลหรือดำำเนิน กระบวนพิจำณำใด ๆ ได้ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตำมบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมำย
แพ่งและพำณิ ชย์ว่ำด้วยควำมสำมำรถและตำมบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมำยนี้ กำรให้อนุญำต
หรือยินยอมตำมบทบัญญัติเช่นว่ำนั้น ให้ทำำเป็นหนังสือยื่นศำลเพื่อร่วมไว้ในสำำนวนควำม”
“ไม่ว่ำเวลำใด ๆ ก่อนมีคำำพิพำกษำ เมื่อศำลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ควำมฝ่ำยหนี่งฝ่ำยใดยื่น
คำำขอโดยท ำำเป็นคำำร้อง ให้ศำลมีอำำนำจทำำกำรสอบสวนในเรื่องควำมสำมำรถของผู้ขอหรือของคู่
ควำมอี กฝ่ำ ยหนึ่ ง และถ้ ำเป็นที่ พอใจว่ำมี กำรบกพร่อ งในเรื่อ งควำมสำมำรถ ศำลอำจมี คำำ สั่ง
กำำหนดให้แก่ไขข้อบกพร่องนัน้ เสียให้บริบูรณ์ภำยใ นกำำหนดเวลำอันสมควรที่ศำลจะสั่ง”
ตำมปัญหำ นำยเสนำะเป็นผู้เยำว์ จึงเป็นผู้ไร้ควำมสำมรถ แม้ตึกแถวจะเป็นของนำย
เสนำะเป็นผู้ให้เช่ำ ในกำรฟ้องคดีนำยเสนำะก็ต้องได้รับอนุญำตหรือยินยอมจำกบิดำ จึงเป็นกำร
บกพร่องในเรื่องควำมสำมำรถศำลชอบที่จะมีคำำสั่งกำำหนดใ ห้แก้ไขข้อบกพร่องนั้นเสียให้บริบูรณ์
ภำยในกำำหนดเวลำอันสมควรที ำ่ศำลจะสั่ง

(ปวพ. มำตรำ 56 วรรค 2 ) ไม่ใช่สั่งให้จำำหน่ำยคดีของนำยเสนำะออกจำกสำรบบควำม แล้วให้
นำยเสนำะยื่นฟ้องเข้ำมำใหม่ โดยได้รับควำมยินยอมจำกบิดำ ข้ำพเจ้ำไม่เห็นด้วยกับคำำสั่งของศำล
หรือข้อโต้แย้งของนำยเสนำะ

กฎหมายวิธีสบัญญัติ 3
โจทย์
โจทก์ฟ้องคดีอำญำขอให้ศำลลงโทษจำำเลยในควำมผิด 2 กระทง คือทำำร้ำยผู้เสียหำยได้รับอันตรำย
แก่กำยตำมประมวลกำำ หมำยอำญำมำต รำ 295 มีอัตรำโทษจำำ คุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน
4,000 บำท และควำมผิดฐำนลักทรัพย์ในเวลำกลำงคืนตำมประมวลกฎหมำยอำญำมำตรำ 335
(1)ซึ่งมีอัตรำโทษจำำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 บำท ถึง 10,000 บำท ศำลชั้นต้น
พิจำรณำแล้วพิพำกษำว่ำจำำเลยมีควำมผิดทั้งสองกระทง แต่จำำเลยอำยุเพียง 15 ปี ไม่ควรลงโทษจำำ
คุกให้ส่งตัวจำำเลยไปฝึกอบรมที่สถำนพินิจและคุ้มคร องเด็กกลำงมีกำำหนด 3 ปี จำำเลยอุทธรณ์ว่ำ
ไม่ได้กระทำำควำมผิดฐำนทำำร้ำยร่ำงกำยและไม่ได้ลั กทรัพย์ตำมฟ้อง ศำลชั้นต้นรับฟังพยำน
หลักฐำนไม่ถูกต้องขอให้ศำลอุทธรณ์พิพำกษำยกฟ้อง จงอธิบำยโดยยกหลักกำำหมำยประกอบว่ำ
อุทธรณ์ของจำำเลยต้องห้ำมตำมกฎ หมำยหรือไม่เพรำะเหตุใด
เฉลย

ตำมประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำ มำตรำ 193 ทวิ วำงหลักไว้ว่ำ “ ห้ำมมิให้
อุทธรณ์คำำ พิพำกษำศำลชั้นต้นในปัญหำข้อเท็จจริงในคดีซึ ำ่งอัต รำโทษอย่ำ งสูงตำมที่ก ฎหมำย
กำำหนดไว้ให้จำำคุกไม่เกินสำมปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบำท หรือทั้งจำำทั้งปรับ เว้นแต่
(1) จำำเลยต้องคำำพิพำกษำให้ลงโทษจำำคุกหรือให้ลงโทษกักขังแทนโทษจำำคุก
(2) จำำเลยต้องคำำพิพำกษำให้ลงโทษจำำคุก แต่ศำลรอกำรลงโทษไว้
(3) ศำลพิพำกษำว่ำ จำำเลยมีควำมผิดแต่รอกำรกำำหนดโทษไว้หรือ
(4) จำำเลยต้องคำำพิพำกษำให้ลงโทษปรับเกินกว่ำห้ำร้อยบำท
กรณีตำมปัญหำ กงที่จำำเลยถูกฟ้องว่ำกระทำำควำมผิดฐำนทำำร้ำยร่ำงกำยนั้นมีอัตรำโ ทษจำำ
คุกเพียงสองปีหรือปรับไม่เกิน 4,000 บำท อัตรำโทษไม่เกินกว่ำที่กำำหนดไว้ข้ำงต้น กำรที่ศำล
พิพำกษำว่ำจำำ เลยมีควำมผิดแต่ให้ลงตัวไปฝึกอบรมที่สถำน พินิจและคุ้มครองเด็กกลำง ไม่ใช่
เป็นกำรพิพำกษำลงโทษจำำคุกหรือกักขังหรือรอกำรลงโทษหรือรอ กำรกำำหนดโทษ หรือปรับแต่
อย่ำงใด จึงต้องห้ำมมิให้อุทธรณ์ในปัญหำข้อเท็จจริง

กำรที่จำำเลยอุทธรณ์ว่ำจำำเลยไม่ได้กระทำำควำมผิดฐำนทำำร้ำยร่ำงกำย และฐำนลักทรัพย์แต่
ศำลชั้นต้นรับฟังพยำนหลักฐำนไม่ถูกต้องนั้นเ ป็นกำรอุทธรณ์เกี่ยวกับดุลพินิจในกำรรับฟังพยำน
หลักฐำนของศำลชั ำ้นต้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหำข้อเท็จจริง อุทธรณ์ของจำำ เลยในควำมผิดฐำน
ทำำร้ำยร่ำงกำยจึงต้องห้ำมตำมกฎหมำย
ส่วนควำมผิดฐำนลักทรัพย์ในเวลำกลำงคืนนั้น มีอัตรำโทษจำำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 5 ปี ซึ่งมี
อัตรำโทษเกินกว่ำที่กฎหมำยกำำ หนดไว้ข้ำงต้นจึงไม่ต้ องห้ำม อุทธรณ์ในปัญหำข้อเท็จจริง แม้
อุทธรณ์ของจำำ เลยเป็นปัญหำข้อเท็จจริง จำำ เลยก็มีสิทธิอุทธรณ์ในควำมผิดฐำนลักทรัพย์ในเวลำ
กลำงคืนได้

สอบไล่ภาคการเรียนที่ 1 / 2538
กฎหมายพาณิชย์ 2
1. ทิวำมอบหมำยให้รำตรีไปทำำสัญญำซื้อขำยที่ดินโฉนดเลขที่ 123 กับจันตรี และรำตรี
ตกลงทำำกำรดังกล่ำว ในกำรทำำสัญญำซื้อขำยที่ดินนั้น รำตรีได้ออกค่ำธรรมเนียมสำำหรับกำรทำำ
สัญญำดังกล่ำวเป็นจำำนวนเงิน 2,000 บำท เพื่อให้กิจกำรของทิวำสำำเร็จลุล่วงไป ต่อมำรำตรีได้เรียก
ร้องให้ทิวำชดใช้เงินจำำนวนดังกล่ำว ทิวำปฏิเสธโดยอ้ำงว่ำ กำรที่รำตรีออกเงินค่ำธรรมเนียมไปนั้น
มิได้มีหลักฐำนเป็นหนังสือลงลำยมือชื่อทิวำ ทั้งกำรมอบหมำยให้รำตรีไปทำำกำรดังกล่ำวนั้นก็มิได้
ทำำเป็นหนังสื อแต่อย่ำงใด ดังนี้ข้ออ้ำงของทิวำฟังขึ้นหรือไม่

หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งละพาณิชย์
มำตรำ 797 วรรคแรก บัญญัติว่ำ “อันว่ำสัญญำตัวแทนนั้น คือสัญญำให้บุคคลคนหนึ่ง
เรียกว่ำตัวแทน มีอำำนำจทำำกำรแทนบุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่ำตัวกำรและตกลงจะทำำกำรดังนั้น”
มำตรำ 798 วรรคแรก “บัญญัติไว้ ถ้ำในกำรใดท่ำนบังคับไว้โดยกฎหมำยว่ำทำำเป็นหนังสือ
กำรตั้งตัวแทนเพื่อกิจกำรนั้นก็ต้องทำำเป็นหนังสือด้วย”
มำตรำ 816 วรรคแรก “ ถ้ำในกำรจัดทำำกิจกำรอันเขำมอบหมำยแก่ตนนั้นตัวแทนได้ออก
เงินทดร องหรือค่ำใช้จ่ำยไป ซึ่งพิเครำะห์ตำมเหตุควรนับว่ำเป็นกำรจำำเป็นได้ไซร้ ท่ำนว่ำตัวจะ
เรียกเอำเงินชดใช้จำกตัวกำรรวมทั้งดอกเบี้ยนับแต่ว ำันที่ได้ ออกเงินไปนั้นด้วยก็ได้”
วินิจฉัย

ตำมปัญหำ รำตรีเป็นตัวแทนของทิวำในกำรทำำสัญญำซื้อขำยที่ดินโฉนดที่ 123 กับจันตรี
ตำม ปพพ. มำตรำ 797 เพรำะรำตรีตกลงทำำกำรให้กับทิวำตำมที่ได้รับมอบหมำยและในกำรจัดท ำำ
กิจกำรตำมที่ทิวำมอบหมำยนั้น รำตรีได้ออกเงินค่ำธรรมเนียมสำำหรับกำรทำำสัญญำดังกล่ำวอันเป็น
เง ำินทดรอง ซึ่งถือได้ว่ำเป็นกำรจำำเป็นเพื่อให้กำรทำำสัญญำนั้นสำำเร็จลุล่วง ไป ตำม ปพพ. มำตรำ
816 วรรคแรก ทิวำซึ่งเป็นตัวกำรจึงมีหน้ำที่ต้องชดใช้เงินจำำนวน 2,000 บำท ที่รำตรีได้ออกไป ทิวำ
จะปฏิเสธโดยอ้ำงว่ำ กำรทีร่ ำตรีออกเงินค่ำธรรมเนียมไปนั้น มิได้มีหลักฐำนเป็นหนังสือลงลำยมือ
ชื่อทิวำไม่ได้ เพรำะตำมปัญหำไม่ใช่กรณีกำรดัน๊ ้ยืมเงินกว่ำ 50 บำท แต่อย่ำงใด และจะอ้ำงว่ำกำร
มอบหมำยให้รำตรีไปทำำกำรดังกล่ำวนัน้ มิได้ทำำเป็น หนังสือ ตำม ปพพ.มำตรำ 798 วรรคแรก ก็ไม่
ได้เนื่องจำกสัญญำตัวแทนไม่มีแบบ เมื่อทิวำเป็นตัวกำรย่อมมีหน้ำที่ตำม ปพพ. มำตรำ 816 วรรค
แรก ดังกล่ำวทั้งตำมปัญหำเป็นเรื่องระหว่ำงตัวกำรกับตัวแทนซึ่งไม่อ ยูใ่ นบังคับของมำตรำ 798
สรุป
ข้ออ้ำงของทิวำฟังไม่ขึ้น

กฎหมายแพ่ง
2. บริษัทจอเปิดร้ำนขำยเครื่องใช้ไฟฟ้ำหลำยชนิดทั้งได้โฆษณำด้วยว่ ำสินค้ำทุกชนิดมี
อะไหล่พร้อมและเป็นของนอกลองได้ซื้อเครื่องซัก ผ้ำมำจำกบริษัทจอ เพรำะได้ทดสอบกำรใช้งำน
แล้วเห็นว่ำดีตำมที่เพื่อนเคยบอกตนมำเมื ำ่อซื้อไปแล้วต่อมำเครื่องซักผ้ำเสีย บริษัทบอกว่ำซ่อมได้
แต่อะไหล่นอกไม่มีขำดตลำดมำนำนแล้วลองมำปรึ กษำท่ำน ต้องกำรคืนเครื่องซักผ้ำโดยอ้ำงว่ำถูก
บริษัทหลอกและ ให้บริษัทคืนเงินมำให้บำงส่วนก็ได้ ท่ำนจะให้คำำปรึกษำแก่ลองอย่ำงไร
หลักกฎหมาย
ม.159 กำรแสดงเจตนำเพรำะถูกกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะ
กำรถูกกลฉ้อฉลที่จะเป็นโมฆียะตำมวรรคที่หนึ่ง จะต้องถึงขนำดซึ่งถ้ำมิได้มีกลฉ้อฉลดัง
กล่ำวกำรอันเป็นโมฆียะนั ำ้นคงมิได้กระทำำขึ้น
กำรถูกกลฉ้อฉลนัน้ ต้องเป็นกำรหลอกลวงจนถึงขนำดคือต้องหลอกให้หล งดชื่อจนเข้ำทำำ
นิติกรรมนั้น หำกไม่มีกำรหลอกลวงเช่นนั้นแล้วนิติกรรมนั้นก็จะมิได้เกิดขึ้นเ ลย
กำรที่ลองได้ซื้อเครื่องซักผ้ำจำกบริษัทจอ โดยทดสอบกำรใช้งำนแล้วเห็นว่ำดี จึงได้ตัดสิน
ใจซื้อเครื่องซักผ้ำดังกล่ำว จะเห็นได้ว่ำกำรที่ลองได้ตกลงใจซื้อเครื่องซักผ้ำนั้นไม่ได้เกิ ดจำกกำร

ถูกกลฉ้อฉลแต่อย่ำงใด ดังนั้น กำรซื้อขำยนี้มีผลสมบูรณ์ เมื่อกำรซื้อขำยสมบูรณ์แล้วจะอ้ำงว่ำถูก
บริษัทหลอกแล้วขอเงินคื นมิได้
วิเคราะห์
จำกข้อเท็จจริง นัน้ เป็นเรื่องนิติกรรมซึ่งสมบูรณ์ ชอบด้วยกฎหมำยมีประเด็นพิจำรณำเพียง
ว่ำ เป็นกลฉ้อฉลถึงขนำดหรือไม่ แต่ตำมข้อเท็จจริงปรำกฏแล้วว่ำลองซื้อเครื่องซักผ้ำจำกบริษัทจอ
เพรำะได้ทดสอบกำรใช้งำนเครื่องซักผ้ำแล้วนั้นเห็นว่ำดี จึงซื้อมิใช่ซื้อเพรำะคำำโฆษณำของบริษัท
เรื่องอะไหล่นอกแต่อย่ำง ไรจึงไม่เป็นกลฉ้อฉลถึงขนำดนิติกรรมไม่เป็นโมฆียะ
นักศึกษำส่วนมำกตอบว่ำเป็นกลฉ้อฉลนิติกรรมเป็นโมฆียะเพรำะยังไม ำ่เข้ำใจกลฉ้อฉลถึง
ขนำดและนักศึกษำบำงกลุ่มก็ตอบว่ำเป็นกลฉ้อฉลเ พื่อเหตุซึ่งก็ไม่ถูกต้องเช่นกัน

กฎหมายวิธีสบัญญัติ 2
1. นำยประชำเป็นโจทก์ฟ้องนำยชำติ หำว่ำนำยชำติกระทำำละเมิดและเรียกค่ำสินไหม
ทดแทนเป็นเงิน 200,00 บำท นำยชำติให้กำรปฏิเสธ คดีอยู่ในระหว่ำงพิจำรณำ ต่อมำ นำยชำติเป็น
โจทก์ฟ้องนำยประชำหำว่ำนำยประชำแกล้งฟ้องนำยชำติโดย ไม่มีมูลและเรียกค่ำเสียหำยแก่นำย
ประชำจำำนวนหนึ่ง นำยประชำให้กำรต่อสู้คดีและฟ้องแย้งให้นำยชำติรับผิดโดยกล่ำวอ้ ำงข้อเท็จ
จริงเช่นเดียวกับคดีแรกแต่เรียกร้องให้นำยชำติชดใช้ค่ ำสินไหมทดแทนเพิ่มขึ้นเป็นเงิน 250 ,000
บำท ดังนี้ ถ้ำท่ำนเป็นทนำยของนำยชำติ ท่ำนจะให้กำรแก่ฟ้องแย้งของนำยประชำในข้อกฎหมำย
ประกำรใดบ้ำงหรื อไม่
แนวตอบ
หลักกฎหมำย มำตรำ 173 เมื่อศำลได้รับกำรฟ้องแล้ว ให้ศำลออกหมำยส่งสำำเนำคำำฟ้องให้
แก่จำำเลยเพื่อแก้คดีและภำยในกำำห นดเจ็ดวันนับแต่วันที่ยื่นคำำฟ้อง ให้โจทก์ร้องขอต่อพนักงำนเจ้ำ
หน้ำที่เพื่อให้ส่งหมำยนั้น
นับแต่เวลำที่ได้ยื่นคำำฟ้องแล้วคดีนั้นอยู่ในระหว่ำงพิจำรณำและ ผลแห่งกำรนี้
(1)ห้ำมมิให้โจทก์ยื่นคำำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศำลเดียวกัน หรือต่อศำลอื่น
วินิจฉัย

ข้อเท็จจริงตำมปัญหำ ปรำกฏว่ำนำยประชำได้เป็นโจทก์ฟ้องนำยชำติ หำว่ำนำยชำติกระทำำ
ละเมิดและเรียกค่ำสินไหมทดแทนจำกนำยชำติไว้ก่ อนแล้ว และคดีนนั้ ยังอยู่ระหว่ำงพิจำรณำ กำร
ที่นำยประชำมำฟ้องแย้งนำยชำติในคดีหลังโดยกล่ำวอ้ำงข้อเท็จจ ริงเช่นเดียวกับคดีแรกจึงเป็นกำรที่
นำยประชำยื่นคำำฟ้องเรื่องเด ำียวกันซึ่งต้องห้ำมตำม ปวพ. มำตรำ 173(1) แม้จะมีกำรเรียกร้อง
จำำนวนค่ำสินไหมทดแทนเพิ่มมำกขึ้น ก็เป็นเรื่องที่นำยประชำควรจะใช้สิทธิเรียกร้องในคดีเดิมได้อ
ยู ำ่แล้ว เพรำะไม่ปรำกฏว่ำได้มีกรณีละเมิดเพิ่มเติมใหม่แต่ประกำรใด กรณีเป็นเรื่องฟ้องซ้อน ต้อง
ห้ำมตำมมำตรำ 173(1)(นัยฎีกำที่1673/2517)
ทนำยควำมของนำยชำติจึงควรยกปัญหำเรื่องฟ้องซ้อนต้องห้ำมขึ้นเป็ นข้อที่จะให้กำรแก้
ฟ้องแย้งของนำยประชำ

กฎหมายภาษีอากร 1
2. บริษัทโตโซ จำำกัด จดทะเบียนตำมกฎหมำยของประเทศญี่ปุ่น มีวัตถุประสงค์มนกำรซื้อ
ขำยอะไหล่รถยนต์และบริษัทสำขำในประเทศไ ทย ในรอบระยะบัญชีปี พ.ศ.2537 บริษัทสำขำใน
ประเทศไทยกระทำำ กิจกำรซื้อขำยอะไหล่รถยนต์มีกำำ ไรสุท ธิเป็นจำำ นวนเงิน 20 ล้ำนบำท และ
บริษัทยำขำส่งเงินกำำ ไรดังกล่ำวจำำ นวน 10 ล้ำนบำท ไปยังบริษัท โตโซ จำำ กัด ที่ประเทศญี่ปุ่น
สำำหรับส่วนที่เหลือได้เก็บไว้เป็นเงินทุนสำำรอง ดังนี้ ให้ท่ำนวินิจฉัยว่ำบริษัทสำขำของบริษัทโตโซ
จำำกัดต้องเสียภำษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศสำำหรับเงินจำำนวน ใดบ้ำงหรือไม่ อย่ำงไร โดยไม่
ต้องคำำนวณภำษี
แนวตอบ
หลักกฎหมายตามประมวลรัษฎากร
มำตรำ 66 วรรคสองบัญญัติว่ำบริษัทหรือห้ำงหุ่นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นต ำมกฎหมำยขอ
ต่ำงประเทศและกระทำำกำรกิจกำรในที่อื่นๆรวมทั้งในประเ ทศไทยให้เสียภำษีในในกำำไรสุทธิจำก
กิจกำรที่ได้กระทำำในประเทศไทย ในรอบระยะเวลำบัญชี
มำตรำ 70 ทวิ บัญญัติว่ำบริษัทหรือห้ำงหุ้นส่วนนิติบุคคลใดจำำหน่ำยเงินกำำไรหร ำือเงิน
ประเภทอื่นใดที่กันไว้จำกกำำไรหรือที่ถือว่ำเป็นเงินกำำไรอ อกไปจำกประเทศไทยให้เสียภำษีเงินได้
ในจำำนวนที่จำำหน่ำย นัน้ ตำมอัตรำภำษีเงินได้สำำหรับบริษัทหรือห้ำงหุ้นส่วนนิติบุคคล โดยนำำส่ง
อำำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรำยกำรตำมแบบที่อธิบดีกำำหนดภำ ยในเจ็ดวันนับจำกวันจำำหน่ำย
วินิจฉัย

ตำมปัญหำบริษัทโตโซจำำกัดเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตำมกฎหมำยของต่ำง ประเทศที่ประกอบ
กิจกำรในประเทศไทยโดยมีบริษัทสำขำในประเทศไทยกร ะทำำกิจกำรซื้อขำยอะไหล่ยนต์มีกำำไร
สุทธิเป็นจำำนวนเงิน 20 ล้ำนบำทใ นรอบระยะบัญชี2537 ต้องเสียภำษีเงินได้นิติบุคคลสำำหรับเงิน
จำำนวน ดังกล่ำวให้กับประเทศไทยตำมประมวลรัษฎำกรมำตรำ 66 วรรคสองและในรอบระยะ
บัญชีเดียวกันบริษัทสำขำในประเทศไทยได้จำำหน ำ่ำยเงินกำำไรจำำนวน 10 ล้ำนบำทออกไปจำก
ประเทศไทยโดยส่งไปยังบริษัทโ ตโซจำำกัดที่ประเทศญี่ปุ่นจึงต้องเสียภำษีเงินได้นิติบุคคลสำำหรั บ
เงินจำำนวนดังกล่ำวให้กับประเทศไทยอีกเช่นกันตำมประมวลรัษฎำกรม ำตรำ 70 ทวิ

กฎหมายแพ่ง 3
1. นำยจักรำนำำแหวนเพชรไปหมั้นนำงสำววันทองโดยตกลงว่ำจะสมรสกันภำยใ น 3
เดือนและจำกสมรสแล้วนำยจักรำต้องไปเป็นผู้จัดกำรร้ำนอำหำรนำง สำววันทองที่สหรัฐอเมริกำ
ด้วยนำยจักรำพำเพื่อนฝูงรวมทั้งนำยช้ำ งไปเลี้ยงฉลองกำรหมั้นที่โรงแรมเซ็นเตอร์เสียค่ำใช้จ่ำยเป็น
เงิ น 20,000 บำทและลำออกจำกบริษัทพีซีที่ตนทำำงำนได้เงินเดือนเดือนละ 15,000 บำทเพื่อเดินทำง
ไปตรวจสอบกิจกำรร้ำนอำหำรดังกล่ำว นำยช้ำงและนำงสำววันทองถือโอกำสที่นำยจักรำไม่อยู่
ออกเที่ยวเตร ำ่ดว้ ยกันและร่วมประเวณีกันเมื่อนำยจักรำกลับมำทรำบเรื่องจึงมำป รึกษำท่ำนโดยมี
ควำมประสงค์ที่จะ
1.1 บอกเลิกสัญญำหมั้นกับนำงสำววันทองและเรียกแหวนเพชรคืน
1.2 เรียกค่ำทดแทนจำกนำงสำววันทองสำำหรับค่ำใช้จ่ำยกำรจัดงำนเลี้ยงฉ ลองกำร
หมั้น 20,000 บำท และควำมเสียหำยที่ตนลำออกออกจำกบริษัทพีซีเดือนละ 15,000 บำท
จงแนะนำำนำยจักรำ
แนวตอบ
หลักกฎหมาย
มำตรำ 1442 ในกรณีมีเหตุสำำคัญอันเกิดแก่หญิงคู่หมั้นทำำให้ชำยไม่สมควรสมรสก ำับ
หญิงนั้นชำยมีสิทธิบอกเลิกสัญญำหมั้นได้และให้หญิงคืนของหมั้ นแก่ชำย
มำตรำ 1444 ถ้ำเหตุอันทำำให้คู่หมั้นบอกเลิกสัญญำหมั้นเป็นเพรำะกำรกระทำำชั่ วอย่ำงร้ำยแรงของ
คู่หมัน้ อีกฝ่ำยหนึ่งซึ่งได้กระทำำกำรภำยหลังกำ รหมั้นคู่หมั้นผู้กระทำำชั่วอย่ำงร้ำยแรงนั้นต้องรับผิด
ชอบใช้ค่ ำทดแทนแก่คู่หมั้นผู้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญำหมั้นเสมือนเป็นผู้ผิ ดสัญญำหมั้น
มำตรำ 1440 ค่ำทดแทนนั้นอำจเรียกได้ดังต่อไปนี้

(2) ทดแทนควำมเสียหำยเนื่องจำกจำกกำรที่คู่หมั้นบิดำมำรดำหรือบุคคล ผู้กระทำำกำรใน
ฐำนะเช่นบิดำมำรดำได้ใช้จ่ำยหรือต้องตกเป็นลูกหนี ำ้เนื่องในกำรเตรียมกำรสมรสโดยสุจริตและ
ตำมสมควร
(3) ทดแทนควำมเสียหำยเนื่องจำกกำรที่คู่หมั้นได้จัดกำรทรัพย์สินหรื อกำรอื่นอันเกี่ยวแก่
อำชีพหรือทำงทำำมำหำกินได้ของตนโดยสมควรด้ว ยกำรคำดหมำยว่ำจะได้มีกำรสมรส
จำกอุทำหรณ์กำรที่นำงสำววันทองสมัครใจร่วมประเวณีกับนำยช้ำงถือ ว่ำเป็นเหตุสำำคัญ
อันเกดแก่นำงสำววันทองทำำให้นำยจักรำผู้เป็นคู่ หมัน้ ไม่ควรสมรสด้วยนำยจักรำจึงมีสิทธิบอกเลิก
สัญญำหมั้นและเรี ยกแหวนเพชรที่เป็นของหมั้นคืนได้ (มำตรำ 1442) นอกจำกนี้กำรกระทำำของ
นำงสำววันทองดังกล่ำวเป็นกำรกระทำำชั่วอย่ำ งร้ำยแรงหลังกำรหมั้นนำงสำววันทองจึงต้องรับผิด
ใช้คำ่ ทดแทนต่อน ำยจักรำเสมือนเป็นผู้ผิดสัญญำหมั้น (มำตรำ 1444) แต่ค่ำใช้จ่ำยในกำรจัดงำน
เลี้ยงฉลองกำรหมั้นมิใช่ค่ำใช้จ่ำยในก ำรเตรียมกำรสมรสเพรำะกำรที่นำยจักรำชำยหญิงจะสมรส
กันไม่จำำเป็นต ำ้องเลี้ยงฉลองกันอย่ำงใด(คำำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 71/2493) นำยจักรำจึงเรียกค่ำ
ทดแทนสำำหรับค่ำใช้จ่ำยในกำรจัดงำนเลี้ยงฉลอ งกำรหมั้น 20000 บำทจำกนำงสำววันทองไม่ได้
ไม่เข้ำเหตุตำมมำตรำ 1440 (2) สำำหรับกำรที่นำยจักรำลำออกจำกบริษัทพีซีเพื่อจะไปเป็นผู้จัดกำร
ร้ำนอำหำรที่สหรัฐอเมริกำถือว่ำเป็นกำรจัดกำรเกี่ยวกับอำชีพโดย สมควรด้วยกำรคำดหมำยว่ำจะได้
มีกำรสมรสจึงเรียกค่ำทดแทนควำมเสีย หำยในกำรนี้ตำมมำตรำ 1440(3) (คำำพิพำกษำศำลฎีกำ
ที่3366/2525)

กฎหมายพาณิชย์ 1
3. บริษัทช้ำงสำรจำำกัดได้ทำำสัญญำจ้ำงบริษัทงูเห่ำจำำกัดก่อสร้ำงอำค ำรและสิ่งปลูกสร้ำง
รวมทั้งวำงท่อนำ้ำประปำของอำคำรเมื่อวันที่18 เมษำยน 2527 บริษัทช้ำงสำรจำำกัดได้ตรวจรับงำน
เมื่อวันที่11 มีนำคม 2529 ต่อมำเมื่อวันที่10 กันยำยน 2529 ซึ่งอยู่ในระยะเวลำที่บริษัท งูเห่ำจำำกัด
ต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับควำมชำำรุดบกพร่องบริษัทช้ำงส ำรจำำกัดได้ตรวจสอบว่ำอำคำรและสิ่งปลูก
สร้ำงชำำรุดเสียหำยใช้งำนไ ม่ได้ตำมปกติท่อนำ้ำประปำรั่วและซึมเป็นระยะๆและต้องเสียค่ำซ่อม
แซมถึง 1 ล้ำนบำทเศษรวมทั้งค่ำนำ้ำประปำสูงเกินจริงตั้งแต่เดือนกร กฎำคม 2529 ถึงกุภำพันธ์2531
รวม 20 เดือนรวมเป็นเงิน 2.5 ล้ำนบำทจึงฟ ำ้องคดีนี้เมื่อวันที่1 มีนำคม 2531 ให้บริษัทงูเห่ำจำำกัด
ชดใช้ค่ำเ สียหำยบริษัทงูเห่ำจำำกัดต่อสู้ว่ำคดีขำดอำยุควำมแล้วดังนี้ถำท่ ำนเป็นศำลจะตัดสิน
อย่ำงไร(ฎีกำที่4742/22537)
แนวตอบ

ป.พ.พ.มำตรำ 601 บัญญัติว่ำท่ำนห้ำมมิให้ฟ้องผู้รับจ้ำงเมื่อพ้นป ำีหนึ่งนับแต่วันกำรชำำรุด
บกพร่องได้ปรำกฏขึ้น
กรณีตำมปัญหำ เป็นสัญญำจ้ำงทำำของระหว่ำงบริษัทช้ำงสำรจำำกัดโจทก์ในฐำนะผู้ว่ำ จ้ำง
กับบริษัทงูเห่ำจำำกัดจำำเลยในฐำนะผู้รับจ้ำงข้อต่อสู้ของจำำเ ลยทีว่ ่ำคดีโจทก์ฟ้องนี้ขำดอำยุควำมแล้ว
ฟังขึ้นเพรำะควำมขำำรุดบ กพร่องได้ปรำกฏขึ้นหลังส่งมอบงำนแล้วประมำณ 6 เดือนอำยุควำมก็เริ ำ่
มนับตั้งแต่ควำมชำำรุดบกพร่องปรำกฏขึ้นเมื่อวันที่10 กันยำยน 252 9 แล้วโจทก์จึงฟ้องคดีนี้ภำยใน
กำำหนดอำยุควำม 1 ปีคือต้องฟ้องก่อน 1 0 กันยำยน 2530 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่1
มีนำคม 2531 จึงถือว่ำ ขำดอำยุควำมและไม่จำำต้องวินิจฉัยประเด็นค่ำเสียหำยแต่อย่ำงใด

กฎหมายวิธีสบัญญัติ3
3. พนักงำนอัยกำรโจทก์ฟ้องจำำเลยในควำมผิดฐำนลักทรัพย์โดยบรรยำยฟ้อ งว่ำกระบือที่
จำำเลยลักไปเป็นของผู้เสียหำยในทำงพิจำรณำของศำลได ำ้ควำมว่ำกระบือนั้นเป็นของแม่ยำยผู้เสีย
หำยผู้เสียหำยเป็นเพียง ผู้ดูแลกระบือนั้นทั้งหมดแทนแม่ยำยจำำเลยไม่หลงต่อสู้ดั้งนี้ถ้ำ ท่ำนเป็นศำล
จะพิพำกษำลงโทษจำำเลยฐำนลักทรัพย์หรือไม่เพรำะเหตุใด
แนวตอบ
ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำมำตรำ 192 บัญญัติว่ำ ฯลฯ
ถ้ำศำลเห็นว่ำข้อเท็จจริงที่ปรำกฏในกำรพิจำรณำแตกต่ำงจำกข้อเท็ จจริงดั่งกล่ำวในฟ้องให้
ศำลยกฟ้องคดีนนั้ เว้นแต่ข้อแตกต่ำงนั้น มิใช่ในข้อสำระสำำคัญและทั้งจำำเลยมิได้หลงต่อสู่ศำลจะ
ลงโทษจำำเลย ตำมข้อเท็จจริงที่ได้ควำมนั้นก็ได้ฯลฯ
จำกบทกฎหมำยดังกล่ำวหมำยควำมว่ำโจทก์บรรยำยฟ้องเล่ำข้อเท็จจริง มำอย่ำงหนึ่งแต่ข้อเท็จจริง
ปรำกฏแก่ศำลแตกต่ำงไปจำกที่โจทก์ฟ้อ งให้ศำลยกฟ้องคดีนนั้ แต่ถ้ำข้อเท็จจริงที่แตกต่ำงนัน้ ไม่ใช่
สำร ะสำำคัญและจำำเลยไม่หลงต่อสู้เช่นทรัพย์ที่ถูกลักไปจะเป็นของใครไ ม่สำำคัญผู้ลักทรัพย์ไปก็มี
ควำมผิด
ตำมคำำถำม โจทก์บรรยำยฟ้องว่ำจำำเลยลักกระบือของผู้เสียหำยแต่ในกำรพิจำรณำ ของ
ศำลได้ควำมว่ำกระบือนั้นเป็นของแม่ยำยผู้เสียหำยมิใช่ของผู้ เสียหำยถือว่ำข้อเท็จจริงที่โจทก์ฟ้อง
กับข้อเท็จจริงที่ปรำกฏใน กำรพิจำรณำของศำลแตกต่ำงกันในเรื่องไม่ใช่สำระสำำคัญเพรำะไม่ว่ำ
กระบือนั้นเป็นของผู้เสียหำยหรือแม่ยำยของผู้เสียหำยเมื่อจำำเลย ไม่หลงต่อสู้จำำเลยก็กระทำำผิดฐำน
ลักทรัพย์(แยกคำำพิพำกษำฎีกำที่ 143/2508)

ดังนั้นศำลจึงพิพำกษำลงโทษจำำเลยได้ เพรำะข้อเท็จจริงที่โจทก์ฟ้องกับกำรที่ปรำกฏในกำร
พิจำรณำของศำล ที่แตกต่ำงไม่ใช่ในข้อสำระสำำคัญและจำำเลยไม่หลงต่อสู้

ธงคำาตอบข้อสอบไล่กฎหมายวิธีสบัญญัติ1
1. ผูพ้ ิพำกษำศำลแพ่งได้เดินเผชิญสืบพยำนปำกหนึ่งที่อำำเภอเมืองนนท บุรีโดยเห็นว่ำศำล
แพ่งมีอำำนำจทั่วรำชอำณำจักรทั้งจังหวัดนนทบุร ำีด้วยพยำนห้ำมมิให้ผู้พิพำกษำคนนั้นตรวจตนแต่ผู้
พิพำกษำก็ได้บั นทึกบำดแผลของพยำนไว้แล้วอ่ำนให้พยำนฟังพยำนไม่ยอมลงลำยมือชื่อ ในบันทึก
ถำมว่ำผู้พิพำกษำศำลแพ่งมีอำำนำจตรวจพยำนหรือไม่และบันท ำึกกำรตรวจบำดแผลที่ทำำไว้เป็น
พยำนหลักฐำนในคดีได้หรือไม่
แนวตอบ
พระธรรมนูญศำลยุติธรรมมำตรำ 14(5)บัญญัติว่ำศำลแพ่งและศำลอำญำมี เขตตลอดท้องที่
กรุงเทพมหำนครนอกจำกท้องที่ที่อยู่ในเขตของศำลแพ ำ่งกรุงเทพใต้ศำลอำญำกรุงเทพใต้ศำลแพ่ง
ธนบุรีศำลอำญำธนบุรีและศำ ลจังหวัดมีนบยุรีแต่บรรดำคดีที่เกิดขึ้นนอกเขตของศำลแพ่งและศำล
อำญำนั้นจะยื่นฟ้องต่อศำลแพ่งหรือศำลอำญำก็ได้ทั้งนี้ให้อยู่ใน ดุจพินิจของศำลนั้นๆที่จะไม่
ยอมรับพิจำรณำพิพำกษำคดีใดคดีหนึ่ง ที่ยนื่ ฟ้องเช่นนั้นได้เว้นแต่คดีนั้นจะได้โอนมำตำม
บทบัญญัติใน ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำคดีควำม
ควำมในตัวบทที่ยกมำให้ดูนี้หมำยควำมว่ำศำลแพ่งมีเขตตลอดกรุงเทพ ฯเฉพำะแต่ที่ไม่อยู่
ในเขตของศำลอื่นทีร่ ะบุไว้เท่ำนั้นที่กฎหมำ ยให้รับคดีที่เกิดนอกเขตมำพิจำรณำพิพำกษำได้มิได้
หมำยควำมว่ำให ำ้ศำลแพ่งไปนั่งพิจำรณำที่ใดก็ได้เพรำกำรกำำหนอเขตอำำนำจศำลไว้นั้ นก็เพื่อเป็น
ควำมสะดวกไม่ให้แต่และศำลไกลประชำชนจนเกิดข้อขัดข้ องในกำรไปมำที่ศำลแต่เนื่องศำลแพ่ง
เป็นศำลกลำงและศำลอำวุโสจึงใ ห้มีอำำนำจเหนือมูลมูลคดีที่เกิดนอกเขตอันเป็นกำรบัญญัติเผื่อไว ำ้
แต่หำกมีอำำนำจเหนือบุคคลหรือทรัพย์ที่อยู่นอกเขตของตนไม่ศำลแพ ำ่งจึงตกอยู่ในบังคับหลัก
ทั่วไปที่ว่ำศำลแต่ละศำลจะต้องใช้อำำนำจ ภำยในเขตของตนตำม วปพ. มำตรำ 15 ซึ่งบัญญัติว่ำห้ำม
มิให้ศำลใช้อำำนำจนอกเขตศำลเว้นแต่(1) ถ้ำบุคคลผู้ที่จะถูกซักถำมหรือถูกตรวจหรือบุคคลผู้ที่เป็น
เจ้ำข องทรัพย์ที่จะถูกตรวจมิได้ยกเรืองเขตศำลขึ้นคักค้ำนศำลจะทำำกำรซ ำักถำมหรือตรวจดังว่ำนั้น
นอกเขตก็ได้หมำยควำมว่ำผู้พิพำกษำศำลแพ ำ่งไม่มีอำำนำจบังคับบัญชำบุคคลหรือทรัพย์ที่อยู่นอก
เขตของตนจะตร วจทรัพย์ก็ต้องให้เจ้ำของทรัพย์ยินยอมไม่ว่ำโดยตรงเช่นออกปำกยิ นยอมหรือโดย
ปริยำยโดยมีได้ยกเอำเรื่องเขตศำลขึ้นคัดค้ำนแต่ถ้ำเ ขำไม่ยอมให้ตรวจดังกรณีตำมปัญหำต้องถือว่ำ
เขำคัดค้ำนโดยปริยำยจะตรวจเขำต่อไปไม่ได้อย่ำงไรก็ตำมที่ศำลบัน ทึกลักษณะบำดแผลของพยำน

นัน้ เป็นสิ่งที่ศำลเห็นเองเมื่อคู่ควำมล งชื่อไว้ในรำยกำรกระบวนพิจำรณำโดยไม่คัดค้ำนแสดงว่ำข้อ
เท็จจริง เป็นไปตำมที่ศำลเห็นย่อมรับฟังเป็นพยำนหลักฐำนในคดีได้ไม่ใช้ถ้ อยคำำของพยำนที่พยำน
ต้องลงลำยมือชื่อรับรอง

สอบไล่ภาคการเรียนที่ 1 / 2538
กฎหมายพาณิชย์ 2
1. ทิวำมอบหมำยให้รำตรีไปทำำสัญญำซื้อขำยที่ดินโฉนดเลขที่ 123 กับจันตรี และรำตรีตกลง
ทำำกำรดังกล่ำว ในกำรทำำสัญญำซื้อขำยที่ดินนั้น รำตรีได้ออกค่ำธรรมเนียมสำำหรับกำรทำำสัญญำดัง
กล่ำวเป็นจำำนวนเงิน 2,000 บำท เพื่อให้กิจกำรของทิวำสำำเร็จลุล่วงไป ต่อมำรำตรีได้เรียกร้องให้
ทิวำชดใช้เงินจำำนวนดังกล่ำว ทิวำปฏิเสธโดยอ้ำงว่ำ กำรที่รำตรีออกเงินค่ำธรรมเนียมไปนั้น มิได้มี
หลักฐำนเป็นหนังสือลงลำยมือชื่อทิวำ ทั้งกำรมอบหมำยให้รำตรีไปทำำกำรดังกล่ำวนั้นก็มิได้ทำำเป็น
หนังสื อแต่อย่ำงใด ดังนีข้ ้ออ้ำงของทิวำฟังขึ้นหรือไม่

หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งละพาณิชย์
มำตรำ 797 วรรคแรก บัญญัติว่ำ “อันว่ำสัญญำตัวแทนนั้น คือสัญญำให้บุคคลคนหนึ่ง
เรียกว่ำตัวแทน มีอำำนำจทำำกำรแทนบุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่ำตัวกำรและตกลงจะทำำกำรดังนั้น”
มำตรำ 798 วรรคแรก “บัญญัติไว้ ถ้ำในกำรใดท่ำนบังคับไว้โดยกฎหมำยว่ำทำำเป็นหนังสือ
กำรตั้งตัวแทนเพื่อกิจกำรนั้นก็ต้องทำำเป็นหนังสือด้วย”
มำตรำ 816 วรรคแรก “ ถ้ำในกำรจัดทำำกิจกำรอันเขำมอบหมำยแก่ตนนั้นตัวแทนได้ออก
เงินทดร องหรือค่ำใช้จ่ำยไป ซึ่งพิเครำะห์ตำมเหตุควรนับว่ำเป็นกำรจำำเป็นได้ไซร้ ท่ำนว่ำตัวจะ
เรียกเอำเงินชดใช้จำกตัวกำรรวมทั้งดอกเบี้ยนับแต่ว ำันที่ได้ ออกเงินไปนั้นด้วยก็ได้”
วินิจฉัย

ตำมปัญหำ รำตรีเป็นตัวแทนของทิวำในกำรทำำสัญญำซื้อขำยที่ดินโฉนดที่ 123 กับจันตรี
ตำมปพพ. มำตรำ 797 เพรำะรำตรีตกลงทำำกำรให้กับทิวำตำมที่ได้รับมอบหมำยและในกำรจัดท ำำ
กิจกำรตำมที่ทิวำมอบหมำยนั้น รำตรีได้ออกเงินค่ำธรรมเนียมสำำหรับกำรทำำสัญญำดังกล่ำวอันเป็น
เง ำินทดรอง ซึ่งถือได้ว่ำเป็นกำรจำำเป็นเพื่อให้กำรทำำสัญญำนั้นสำำเร็จลุล่วง ไป ตำมปพพ. มำตรำ

816 วรรคแรก ทิวำซึ่งเป็นตัวกำรจึงมีหน้ำที่ต้องชดใช้เงินจำำนวน 2,000 บำท ที่รำตรีได้ออกไป ทิวำ
จะปฏิเสธโดยอ้ำงว่ำ กำรทีร่ ำตรีออกเงินค่ำธรรมเนียมไปนั้น มิได้มีหลักฐำนเป็นหนังสือลงลำยมือ
ชื่อทิวำไม่ได้ เพรำะตำมปัญหำไม่ใช่กรณีกำรดัน๊ ้ยืมเงินกว่ำ 50 บำท แต่อย่ำงใด และจะอ้ำงว่ำกำร
มอบหมำยให้รำตรีไปทำำกำรดังกล่ำวนัน้ มิได้ทำำเป็น หนังสือ ตำม ปพพ.มำตรำ 798 วรรคแรก ก็ไม่
ได้เนื่องจำกสัญญำตัวแทนไม่มีแบบ เมื่อทิวำเป็นตัวกำรย่อมมีหน้ำที่ตำม ปพพ. มำตรำ 816 วรรค
แรก ดังกล่ำวทั้งตำมปัญหำเป็นเรื่องระหว่ำงตัวกำรกับตัวแทนซึ่งไม่อ ยูใ่ นบังคับของมำตรำ 798
สรุป
ข้ออ้ำงของทิวำฟังไม่ขึ้น

กฎหมายแพ่ง
2. บริษัทจอเปิดร้ำนขำยเครื่องใช้ไฟฟ้ำหลำยชนิดทั้งได้โฆษณำด้วยว่ ำสินค้ำทุกชนิดมี
อะไหล่พร้อมและเป็นของนอกลองได้ซื้อเครื่องซัก ผ้ำมำจำกบริษัทจอ เพรำะได้ทดสอบกำรใช้งำน
แล้วเห็นว่ำดีตำมที่เพื่อนเคยบอกตนมำเมื ำ่อซื้อไปแล้วต่อมำเครื่องซักผ้ำเสีย บริษัทบอกว่ำซ่อมได้
แต่อะไหล่นอกไม่มีขำดตลำดมำนำนแล้วลองมำปรึ กษำท่ำน ต้องกำรคืนเครื่องซักผ้ำโดยอ้ำงว่ำถูก
บริษัทหลอกและ ให้บริษัทคืนเงินมำให้บำงส่วนก็ได้ ท่ำนจะให้คำำปรึกษำแก่ลองอย่ำงไร
หลักกฎหมาย
ม.159 กำรแสดงเจตนำเพรำะถูกกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะ
กำรถูกกลฉ้อฉลที่จะเป็นโมฆียะตำมวรรคที่หนึ่ง จะต้องถึงขนำดซึ่งถ้ำมิได้มีกลฉ้อฉลดัง
กล่ำวกำรอันเป็นโมฆียะนั ำ้นคงมิได้กระทำำขึ้น
กำรถูกกลฉ้อฉลนั้นต้องเป็นกำรหลอกลวงจนถึงขนำดคือต้องหลอกให้หล งดชื่อจนเข้ำ
ทำำนิติกรรมนั้น หำกไม่มีกำรหลอกลวงเช่นนั้นแล้วนิติกรรมนั้นก็จะมิได้เกิดขึ้นเ ลย
กำรที่ลองได้ซื้อเครื่องซักผ้ำจำกบริษัทจอ โดยทดสอบกำรใช้งำนแล้วเห็นว่ำดี จึงได้
ตัดสินใจซื้อเครื่องซักผ้ำดังกล่ำว จะเห็นได้ว่ำกำรที่ลองได้ตกลงใจซื้อเครื่องซักผ้ำนั้นไม่ได้เกิ ดจำก
กำรถูกกลฉ้อฉลแต่อย่ำงใด ดังนั้น กำรซื้อขำยนี้มีผลสมบูรณ์ เมื่อกำรซื้อขำยสมบูรณ์แล้วจะอ้ำงว่ำ
ถูกบริษัทหลอกแล้วขอเงินคื นมิได้
วิเคราะห์

จำกข้อเท็จจริง นัน้ เป็นเรื่องนิติกรรมซึ่งสมบูรณ์ ชอบด้วยกฎหมำยมีประเด็นพิจำรณำเพียง
ว่ำ เป็นกลฉ้อฉลถึงขนำดหรือไม่ แต่ตำมข้อเท็จจริงปรำกฏแล้วว่ำลองซื้อเครื่องซักผ้ำจำกบริษัทจอ
เพรำะไดทดสอบกำรใช้งำนเครื่องซักผ้ำแล้วนั้นเห็นว่ำดี จึงซื้อมิใช่ซื้อเพรำะคำำโฆษณำของบริษัท
เรื่องอะไหล่นอกแต่อย่ำง ไรจึงไม่เป็นกลฉ้อฉลถึงขนำดนิติกรรมไม่เป็นโมฆียะ
นักศึกษำส่วนมำกตอบว่ำเป็นกลฉ้อฉลนิติกรรมเป็นโมฆียะเพรำะยังไม ำ่เข้ำใจกลฉ้อฉลถึง
ขนำดและนักศึกษำบำงกลุ่มก็ตอบว่ำเป็นกลฉ้อฉลเ พื่อเหตุซึ่งก็ไม่ถูกต้องเช่นกัน

กฎหมายวิธีสบัญญัติ 2
ก. นำยประชำเป็นโจทก์ฟ้องนำยชำติ หำว่ำนำยชำติกระทำำละเมิดและเรียกค่ำสินไหมทดแทน
เป็นเงิน 200,00 บำท นำยชำติให้กำรปฏิเสธ คดีอยู่ในระหว่ำงพิจำรณำ ต่อมำ นำยชำติเป็น
โจทก์ฟ้องนำยประชำหำว่ำนำยประชำแกล้งฟ้องนำยชำติโดย ไม่มีมูลและเรียกค่ำเสียหำย
แก่นำยประชำจำำนวนหนึ่ง นำยประชำให้กำรต่อสู้คดีและฟ้องแย้งให้นำยชำติรับผิดโดยก
ล่ำวอ้ ำงข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับคดีแรกแต่เรียกร้องให้นำยชำติชดใช้ค่ ำสินไหมทดแทน
เพิ่มขึ้นเป็นเงิน 250 ,000 บำท ดังนี้ ถ้ำท่ำนเป็นทนำยของนำยชำติ ท่ำนจะให้กำรแก่ฟ้อง
แย้งของนำยประชำในข้อกฎหมำยประกำรใดบ้ำงหรื อไม่
แนวตอบ
หลักกฎหมำย มำตรำ 173 เมื่อศำลได้รับกำรฟ้องแล้ว ให้ศำลออกหมำยส่งสำำเนำคำำฟ้อง
ให้แก่จำำเลยเพื่อแก้คดีและภำยในกำำห นดเจ็ดวันนับแต่วันที่ยื่นคำำฟ้อง ให้โจทก์ร้องขอต่อพนักงำน
เจ้ำหน้ำที่เพื่อให้ส่งหมำยนั้น
นับแต่เวลำที่ได้ยื่นคำำฟ้องแล้วคดีนนั้ อยู่ในระหว่ำงพิจำรณำและ ผลแห่งกำรนี้
(1)ห้ำมมิให้โจทก์ยื่นคำำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศำลเดียวกัน หรือต่อศำลอื่น
วินิจฉัย
ข้อเท็จจริงตำมปัญหำ ปรำกฏว่ำนำยประชำได้เป็นโจทก์ฟ้องนำยชำติ หำว่ำนำยชำติกระทำำ
ละเมิดและเรียกค่ำสินไหมทดแทนจำกนำยชำติไว้ก่ อนแล้ว และคดีนนั้ ยังอยู่ระหว่ำงพิจำรณำ กำร
ที่นำยประชำมำฟ้องแย้งนำยชำติในคดีหลังโดยกล่ำวอ้ำงข้อเท็จจ ริงเช่นเดียวกับคดีแรกจึงเป็นกำรที่
นำยประชำยื่นคำำฟ้องเรื่องเด ำียวกันซึ่งต้องห้ำมตำม ปวพ. มำตรำ 173(1) แม้จะมีกำรเรียกร้อง

จำำนวนค่ำสินไหมทดแทนเพิ่มมำกขึ้น ก็เป็นเรื่องที่นำยประชำควรจะใช้สิทธิเรียกร้องในคดีเดิมได้อ
ยู ำ่แล้ว เพรำะไม่ปรำกฏว่ำได้มีกรณีละเมิดเพิ่มเติมใหม่แต่ประกำรใด กรณีเป็นเรื่องฟ้องซ้อน ต้อง
ห้ำมตำมมำตรำ 173(1)(นัยฎีกำที่1673/2517)
ทนำยควำมของนำยชำติจึงควรยกปัญหำเรื่องฟ้องซ้อนต้องห้ำมขึ้นเป็ นข้อที่จะให้กำรแก้
ฟ้องแย้งของนำยประชำ

กฎหมายภาษีอากร 1

ก. บริษัทโตโซ จำำ กัด จดทะเบียนตำมกฎหมำยของประเทศญี่ปุ่น มีวัตถุประสงค์มนกำร
ซื้อขำยอะไหล่รถยนต์และบริษัทสำขำในประเทศไ ทย ในรอบระยะบัญชีปี พ.ศ.2537 บริษัทสำขำ
ในประเทศไทยกระทำำกิจกำรซื้อขำยอะไหล่รถยนต์มีกำำไรสุท ธิเป็นจำำนวนเงิน 20 ล้ำนบำท และ
บริษัทยำขำส่งเงินกำำ ไรดังกล่ำวจำำ นวน 10 ล้ำนบำท ไปยังบริษัท โตโซ จำำ กัด ที่ประเทศญี่ปุ่น
สำำหรับส่วนที่เหลือได้เก็บไว้เป็นเงินทุนสำำรอง ดังนี้ ให้ท่ำนวินิจฉัยว่ำบริษัทสำขำของบริษัทโตโซ
จำำกัดต้องเสียภำษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศสำำหรับเงินจำำนวน ใดบ้ำงหรือไม่ อย่ำงไร โดยไม่
ต้องคำำนวณภำษี
แนวตอบ
หลักกฎหมายตามประมวลรัษฎากร
มำตรำ 66 วรรคสองบัญญัติว่ำบริษัทหรือห้ำงหุ่นส่วนนิติบุคคลที่ตั ำ้งขึ้นตำมกฎหมำยขอ
ต่ำงประเทศและกระทำำกำรกิจกำรในที่อื่นๆรวมทั้ งในประเทศไทยให้เสียภำษีในในกำำไรสุทธิจำก
กิจกำรที่ได้กระทำำในปร ะเทศไทยในรอบระยะเวลำบัญชี
มำตรำ 70 ทวิ บัญญัติว่ำบริษัทหรือห้ำงหุ้นส่วนนิติบุคคลใดจำำหน่ำยเงินกำำไรหร ำือเงิน
ประเภทอื่นใดที่กันไว้จำกกำำไรหรือที่ถือว่ำเป็นเงินกำำไรอ อกไปจำกประเทศไทยให้เสียภำษีเงินได้
ในจำำนวนที่จำำหน่ำย นัน้ ตำมอัตรำภำษีเงินได้สำำหรับบริษัทหรือห้ำงหุ้นส่วนนิติบุคคล โดยนำำส่ง
อำำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรำยกำรตำมแบบที่อธิบดีกำำหนดภำ ยในเจ็ดวันนับจำกวันจำำหน่ำย
วินิจฉัย

ตำมปัญหำบริษัทโตโซจำำกัดเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตำมกฎหมำยของต่ำง ประเทศที่ประกอบ
กิจกำรในประเทศไทยโดยมีบริษัทสำขำในประเทศไทยกร ะทำำกิจกำรซื้อขำยอะไหล่ยนต์มีกำำไร
สุทธิเป็นจำำนวนเงิน 20 ล้ำนบำทใ นรอบระยะบัญชี 2537 ต้องเสียภำษีเงินได้นิติบุคคลสำำหรับเงิน
จำำนวนดังกล่ำวให้กับประ เทศไทยตำมประมวลรัษฎำกรมำตรำ 66 วรรคสองและในรอบระยะ
บัญชีเดียวกันบริษัทสำขำในประเทศไทยได้จำำหน ำ่ำยเงินกำำไรจำำนวน 10 ล้ำนบำทออกไปจำก

ประเทศไทยโดยส่งไปยังบริษัทโ ตโซจำำกัดที่ประเทศญี่ปุ่นจึงต้องเสียภำษีเงินได้นิติบุคคลสำำหรั บ
เงินจำำนวนดังกล่ำวให้กับประเทศไทยอีกเช่นกันตำมประมวลรัษฎำกรม ำตรำ 70 ทวิ

กฎหมายแพ่ง 3
1. นำยจักรำนำำแหวนเพชรไปหมั้นนำงสำววันทองโดยตกลงว่ำจะสมรสกันภำยใ น 3 เดือน
และจำกสมรสแล้วนำยจักรำต้องไปเป็นผู้จัดกำรร้ำนอำหำรนำงสำ ววันทองที่สหรัฐอเมริกำด้วย
นำยจักรำพำเพื่อนฝูงรวมทั้งนำยช้ำงไ ปเลี้ยงฉลองกำรหมั้นที่โรงแรมเซ็นเตอร์เสียค่ำใช้จ่ำยเป็นเงิน
2 0,000 บำท และลำออกจำกบริษัทพีซีที่ตนทำำงำนได้เงินเดือนเดือนละ 15,000 บำท เพื่อเดินทำง
ไปตรวจสอบกิจกำรร้ำนอำหำรดังกล่ำว นำยช้ำงและนำงสำววันทองถือโอกำสที่นำยจักรำไม่อยู่
ออกเที่ยวเตร ำ่ดว้ ยกันและร่วมประเวณีกันเมื่อนำยจักรำกลับมำทรำบเรื่องจึงมำป รึกษำท่ำนโดยมี
ควำมประสงค์ที่จะ
1.1 บอกเลิกสัญญำหมั้นกับนำงสำววันทองและเรียกแหวนเพชรคืน
1.2 เรียกค่ำทดแทนจำกนำงสำววันทองสำำหรับค่ำใช้จ่ำยกำรจัดงำนเลี้ยงฉ ลองกำร
หมั้น 20,000 บำท และควำมเสียหำยที่ตนลำออกออกจำกบริษัทพีซีเดือนละ 15,000 บำท
จงแนะนำานายจักรา
แนวตอบ
หลักกฎหมาย
มำตรำ 1442 ในกรณีมีเหตุสำำคัญอันเกิดแก่หญิงคู่หมั้นทำำให้ชำยไม่สมควรสมรสก ำับ
หญิงนั้นชำยมีสิทธิบอกเลิกสัญญำหมั้นได้และให้หญิงคืนของหมั้ นแก่ชำย
มำตรำ 1444 ถ้ำเหตุอันทำำให้คู่หมั้นบอกเลิกสัญญำหมั้นเป็นเพรำะกำรกระทำำชั่ วอย่ำงร้ำย
แรงของคู่หมั้นอีกฝ่ำยหนึ่งซึ่งได้กระทำำกำรภำยหลังกำ รหมัน้ คู่หมั้นผู้กระทำำชั่วอย่ำงร้ำยแรงนั้น
ต้องรับผิดชอบใช้ค่ ำทดแทนแก่คู่หมั้นผู้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญำหมั้นเสมือนเป็นผู้ผิ ดสัญญำหมั้น
มำตรำ 1440 ค่ำทดแทนนั้นอำจเรียกได้ดังต่อไปนี้
(2) ทดแทนควำมเสียหำยเนื่องจำกจำกกำรที่คู่หมั้นบิดำมำรดำหรือบุคคล ผูก้ ระทำำกำรใน
ฐำนะเช่นบิดำมำรดำได้ใช้จ่ำยหรือต้องตกเป็นลูกหนี ำ้เนื่องในกำรเตรียมกำรสมรสโดยสุจริตและ
ตำมสมควร
(3) ทดแทนควำมเสียหำยเนื่องจำกกำรที่คู่หมั้นได้จัดกำรทรัพย์สินหรื อกำรอื่นอันเกี่ยวแก่
อำชีพหรือทำงทำำมำหำกินได้ของตนโดยสมควรด้ว ยกำรคำดหมำยว่ำจะได้มีกำรสมรส

จำกอุทำหรณ์กำรที่นำงสำววันทองสมัครใจร่วมประเวณีกับนำยช้ำงถือ ว่ำเป็นเหตุสำำคัญ
อันเกดแก่นำงสำววันทองทำำให้นำยจักรำผู้เป็นคู่ หมัน้ ไม่ควรสมรสด้วยนำยจักรำจึงมีสิทธิบอกเลิก
สัญญำหมั้นและเรี ยกแหวนเพชรที่เป็นของหมั้นคืนได้ (มำตรำ 1442) นอกจำกนี้กำรกระทำำของ
นำงสำววันทองดังกล่ำวเป็นกำรกระทำำชั่วอย่ำ งร้ำยแรงหลังกำรหมั้นนำงสำววันทองจึงต้องรับผิด
ใช้คำ่ ทดแทนต่อน ำยจักรำเสมือนเป็นผู้ผิดสัญญำหมั้น (มำตรำ 1444) แต่ค่ำใช้จ่ำยในกำรจัดงำน
เลี้ยงฉลองกำรหมั้นมิใช่ค่ำใช้จ่ำยในก ำรเตรียมกำรสมรสเพรำะกำรที่นำยจักรำชำยหญิงจะสมรส
กันไม่จำำเป็นต ำ้องเลี้ยงฉลองกันอย่ำงใด (คำำพิพำกษำศำลฎีกำที่ 71/2493) นำยจักรำจึงเรียกค่ำ
ทดแทนสำำหรับค่ำใช้จ่ำยในกำรจัดงำนเลี้ยงฉลอ งกำรหมั้น 20,000 บำท จำกนำงสำววันทองไม่
ได้ไม่เข้ำเหตุตำมมำตรำ 1440 (2) สำำหรับกำรที่นำยจักรำลำออกจำกบริษัทพีซีเพื่อจะไปเป็นผู้
จัดกำร ร้ำนอำหำรที่สหรัฐอเมริกำถือว่ำเป็นกำรจัดกำรเกี่ยวกับอำชีพโดย สมควรด้วยกำรคำดหมำย
ว่ำจะได้มีกำรสมรสจึงเรียกค่ำทดแทนควำมเสีย หำยในกำรนี้ตำมมำตรำ 1440 (3) (คำำพิพำกษำ
ศำลฎีกำที่3366/2525)

กฎหมายพาณิชย์ 1
3. บริษัทช้ำงสำรจำำกัดได้ทำำสัญญำจ้ำงบริษัทงูเห่ำจำำกัดก่อสร้ำงอำค ำรและสิ่งปลูกสร้ำง
รวมทั้งวำงท่อนำ้ำประปำของอำคำรเมื่อวันที่ 18 เมษำยน 2527 บริษัทช้ำงสำรจำำกัดได้ตรวจรับ
งำนเมื่อวันที่ 11 มีนำคม 2529 ต่อมำเมื่อวันที่ 10 กันยำยน 2529 ซึ่งอยู่ในระยะเวลำที่บริษัท
งูเห่ำจำำกัดต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับ ควำมชำำรุดบกพร่องบริษัทช้ำงสำรจำำกัดได้ตรวจสอบว่ำอำคำร
และสิ่งป ลูกสร้ำงชำำรุดเสียหำยใช้งำนไม่ได้ตำมปกติท่อนำ้ำประปำรั่วและซึม เป็นระยะๆและต้อง
เสียค่ำซ่อมแซมถึง 1 ล้ำนบำทเศษรวมทั้งค่ำนำ้ำประ ปำสูงเกินจริงตั้งแต่เดือนกรกฎำคม 2529 ถึง
กุมภำพันธ์ 2531 รวม 20 เดือนรวมเป็นเงิน 2.5 ล้ำนบำทจึงฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 1 มีนำคม
2531 ให้บริษัทงูเห่ำจำำกัดชดใช้ค่ำเสียหำยบริษัทงูเห่ำจำำกัดต่อส ำู้ว่ำคดีขำดอำยุควำมแล้วดังนี้ถำท่ำน
เป็นศำลจะตัดสินอย่ำงไร (ฎีกำที่ 4742/22537)
แนวตอบ
ปพพ. มำตรำ 601 บัญญัติว่ำท่ำนห้ำมมิให้ฟ้องผู้รับจ้ำงเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วั นกำรชำำรุด
บกพร่องได้ปรำกฏขึ้น
กรณีตำมปัญหำเป็นสัญญำจ้ำงทำำของระหว่ำงบริษัทช้ำงสำรจำำกัดโจทก์ ในฐำนะผู้ว่ำจ้ำง
กับบริษัทงูเห่ำจำำกัดจำำเลยในฐำนะผู้รับจ้ำงข้อ ต่อสู้ของจำำเลยที่ว่ำคดีโจทก์ฟ้องนี้ขำดอำยุควำมแล้ว
ฟังขึ้นเพร ำะควำมขำำรุดบกพร่องได้ปรำกฏขึ้นหลังส่งมอบงำนแล้วประมำณ 6 เดือนอ ำยุควำมก็
เริ่มนับตั้งแต่ควำมชำำรุดบกพร่องปรำกฏขึ้นเมื่อวันที่ 10 กันยำยน 2529 แล้วโจทก์จึงฟ้องคดีนี้

ภำยในกำำหนดอำยุควำม 1 ปีคือต้องฟ้องก่อน 10 กันยำยน 2530 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 1
มีนำคม 2531 จึงถือว่ำขำดอำยุควำมและไม่จำำต้องวินิจฉัยประเด็นค่ำเสียหำยแต่ อย่ำงใด

กฎหมายวิธีสบัญญัติ3
3. พนักงำนอัยกำรโจทก์ฟ้องจำำเลยในควำมผิดฐำนลักทรัพย์โดยบรรยำยฟ้อ งว่ำกระบือที่
จำำเลยลักไปเป็นของผู้เสียหำยในทำงพิจำรณำของศำลได ำ้ควำมว่ำกระบือนั้นเป็นของแม่ยำยผู้เสีย
หำยผู้เสียหำยเป็นเพียง ผู้ดูแลกระบือนั้นทั้งหมดแทนแม่ยำยจำำเลยไม่หลงต่อสู้ดั้งนี้ถ้ำ ท่ำนเป็นศำล
จะพิพำกษำลงโทษจำำเลยฐำนลักทรัพย์หรือไม่เพรำะเหตุใด
แนวตอบ
ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำมำตรำ 192 บัญญัติว่ำฯลฯ
ถ้ำศำลเห็นว่ำข้อเท็จจริงที่ปรำกฏในกำรพิจำรณำแตกต่ำงจำกข้อเท็ จจริงดั่งกล่ำวในฟ้องให้
ศำลยกฟ้องคดีนนั้ เว้นแต่ข้อแตกต่ำงนั้น มิใช่ในข้อสำระสำำคัญและทั้งจำำเลยมิได้หลงต่อสู่ศำลจะ
ลงโทษจำำเลย ตำมข้อเท็จจริงที่ได้ควำมนั้นก็ได้ฯลฯ
จำกบทกฎหมำยดังกล่ำวหมำยควำมว่ำโจทก์บรรยำยฟ้องเล่ำข้อเท็จจริง มำอย่ำงหนึ่งแต่ข้อ
เท็จจริงปรำกฏแก่ศำลแตกต่ำงไปจำกที่โจทก์ฟ้อ งให้ศำลยกฟ้องคดีนั้นแต่ถ้ำข้อเท็จจริงที่แตกต่ำง
นัน้ ไม่ใช่สำร ะสำำคัญและจำำเลยไม่หลงต่อสู้เช่นทรัพย์ที่ถูกลักไปจะเป็นของใครไ ม่สำำคัญผู้ลัก
ทรัพย์ไปก็มีควำมผิด
ตำมคำำถำมโจทก์บรรยำยฟ้องว่ำจำำเลยลักกระบือของผู้เสียหำยแต่ในกำ รพิจำรณำของศำล
ได้ควำมว่ำกระบือนั้นเป็นของแม่ยำยผู้เสียหำยมิใ ช่ของผู้เสียหำยถือว่ำข้อเท็จจริงที่โจทก์ฟ้องกับข้อ
เท็จจริงที ำ่ปรำกฏในกำรพิจำรณำของศำลแตกต่ำงกันในเรื่องไม่ใช่สำระสำำคัญเพร ำะไม่ว่ำกระบือ
นัน้ เป็นของผู้เสียหำยหรือแม่ยำยของผู้เสียหำยเม ำื่อจำำเลยไม่หลงต่อสู้จำำเลยก็กระทำำผิดฐำนลัก
ทรัพย์(แยกคำำพิพำกษำ ฎีกำที่143/2508)
ดังนั้นศำลจึงพิพำกษำลงโทษจำำเลยได้ เพรำะข้อเท็จจริงที่โจทก์ฟ้องกับกำรที่ปรำกฏในกำร
พิจำรณำของศำล ที่แตกต่ำงไม่ใช่ในข้อสำระสำำคัญและจำำเลยไม่หลงต่อสู้

ธงคำาตอบข้อสอบไล่กฎหมายวิธีสบัญญัติ 1

1. ผู้พิพำกษำศำลแพ่งได้เดินเผชิญสืบพยำนปำกหนึ่งที่อำำเภอเมืองนนท บุรีโดยเห็นว่ำศำล
แพ่งมีอำำนำจทั่วรำชอำณำจักรทั้งจังหวัดนนทบุร ำีด้วยพยำนห้ำมมิให้ผู้พิพำกษำคนนั้นตรวจตนแต่ผู้
พิพำกษำก็ได้บั นทึกบำดแผลของพยำนไว้แล้วอ่ำนให้พยำนฟังพยำนไม่ยอมลงลำยมือชื่อ ในบันทึก
ถำมว่ำผู้พิพำกษำศำลแพ่งมีอำำนำจตรวจพยำนหรือไม่และบันท ำึกกำรตรวจบำดแผลที่ทำำไว้เป็น
พยำนหลักฐำนในคดีได้หรือไม่
แนวตอบ

พระธรรมนูญศำลยุติธรรมมำตรำ 14 (5) บัญญัติว่ำศำลแพ่งและศำลอำญำมีเขตตลอดท้อง
ที่กรุงเทพมหำนครนอกจ ำกท้องที่ที่อยู่ในเขตของศำลแพ่งกรุงเทพใต้ศำลอำญำกรุงเทพใต้ศำ ลแพ่ง
ธนบุรีศำลอำญำธนบุรีและศำลจังหวัดมีนบยุรีแต่บรรดำคดีที่เ กิดขึ้นนอกเขตของศำลแพ่งและศำล
อำญำนั้นจะยื่นฟ้องต่อศำลแพ่งหรื อศำลอำญำก็ได้ทั้งนี้ให้อยู่ในดุจพินิจของศำลนั้นๆที่จะไม่ยอมร
ำับพิจำรณำพิพำกษำคดีใดคดีหนึ่งที่ยื่นฟ้องเช่นนั้นได้เว้นแต่คด ำีนั้นจะได้โอนมำตำมบทบัญญัติใน
ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำคดีควำม
ควำมในตัวบทที่ยกมำให้ดูนี้หมำยควำมว่ำศำลแพ่งมีเขตตลอดกรุงเทพ ฯเฉพำะแต่ที่ไม่อยู่
ในเขตของศำลอื่นทีร่ ะบุไว้เท่ำนั้นที่กฎหมำ ยให้รับคดีที่เกิดนอกเขตมำพิจำรณำพิพำกษำได้มิได้
หมำยควำมว่ำให ำ้ศำลแพ่งไปนั่งพิจำรณำที่ใดก็ได้เพรำกำรกำำหนอเขตอำำนำจศำลไว้นั้ นก็เพื่อเป็น
ควำมสะดวกไม่ให้แต่และศำลไกลประชำชนจนเกิดข้อขัดข้ องในกำรไปมำที่ศำลแต่เนื่องศำลแพ่ง
เป็นศำลกลำงและศำลอำวุโสจึงใ ห้มีอำำนำจเหนือมูลมูลคดีที่เกิดนอกเขตอันเป็นกำรบัญญัติเผื่อไว ำ้
แต่หำกมีอำำนำจเหนือบุคคลหรือทรัพย์ที่อยู่นอกเขตของตนไม่ศำลแพ ำ่งจึงตกอยู่ในบังคับหลัก
ทั่วไปที่ว่ำศำลแต่ละศำลจะต้องใช้อำำนำจ ภำยในเขตของตนตำม ปวพ. มำตรำ 15 ซึ่งบัญญัตวิ ่ำ
ห้ำมมิให้ศำลใช้อำำนำจนอกเขตศำลเว้นแต่ (1) ถ้ำบุคคลผู้ที่จะถูกซักถำมหรือถูกตรวจหรือบุคคลผู้
ที่เป็นเจ้ำข องทรัพย์ที่จะถูกตรวจมิได้ยกเรืองเขตศำลขึ้นคักค้ำนศำลจะทำำกำรซ ำักถำมหรือตรวจดัง
ว่ำนั้นนอกเขตก็ได้หมำยควำมว่ำผู้พิพำกษำศำลแพ ำ่งไม่มีอำำนำจบังคับบัญชำบุคคลหรือทรัพย์ที่อยู่
นอกเขตของตนจะตร วจทรัพย์ก็ต้องให้เจ้ำของทรัพย์ยินยอมไม่ว่ำโดยตรงเช่นออกปำกยิ นยอม
หรือโดยปริยำยโดยมีได้ยกเอำเรื่องเขตศำลขึ้นคัดค้ำนแต่ถ้ำเ ขำไม่ยอมให้ตรวจดังกรณีตำมปัญหำ
ต้องถือว่ำ เขำคัดค้ำนโดยปริยำยจะตรวจเขำต่อไปไม่ได้อย่ำงไรก็ตำมที่ศำลบัน ทึกลักษณะบำดแผล
ของพยำนนั้นเป็นสิ่งที่ศำลเห็นเองเมื่อคู่ควำมล งชื่อไว้ในรำยกำรกระบวนพิจำรณำโดยไม่คัดค้ำน
แสดงว่ำข้อเท็จจริง เป็นไปตำมที่ศำลเห็นย่อมรับฟังเป็นพยำนหลักฐำนในคดีได้ไม่ใช้ถ้ อยคำำของ
พยำนที่พยำนต้องลงลำยมือชื่อรับรอง

กฎหมายแพ่ง 1

ข้อ 1

เจอำยุ 14 ปีได้ยกแหวนเพชรวงหนึ่งของตนให้หมิว อำยุ 14 ปี แฟนสำว และต่อมำอีก 3
เดือน เจก็ตกลงใจทำำพินัยกรรมยกรถยนต์ปอร์เช่ของตนให้หมิวอีก แล้วเจทำำพินัยกรรมฉบับนั้นมำ
ให้นำยโจบิดำของตนดู แต่นำยโจก็ไม่ได้ว่ำอะไร อีก 6 เดือน ต่อมำ เจถูกรถยนต์ชนเสียชีวิตหมิว
จึงมำเรียกร้องรถยนต์ปอร์เช่จำกนำยโ จตำมพินัยกรรม นำยโจอ้ำงว่ำตนมิได้ให้ควำมยินยอมกำรทำำ
พินัยกรรมและกำรให้แหวน ดังนัน้ เมือตนบอกล้ำงนิติกรรมทั้งสองจึงตกเป็นโมฆะ หมิวจึงต้องคืน
แหวนเพชรให้กับตน ส่วนหมิวก็ต่อสู้ว่ำนิติกรรมทั้งสองสมบูรณ์ เนื่องจำกเป็นนิติกรรมที่เป็นคุณ
ประโยชน์แก่ตน ดังนั้นตนไม่ต้องคืนแหวน และนำยโจต้องส่งมอบรถยนต์ให้ตนท่ำนเห็นด้วยกับ
ข้อโต้แย้งของนำย โจหรือหมิว หรือไม่เห็นด้วยกับทั้งสองคน เพรำะเหตุใด
เฉลย
หลักกฎหมาย
ม.21 อันผู้เยำว์จะทำำนิติกรรมใดๆต้องได้รับควำมยินยอมของผู้แทนโดยชอ บธรรมก่อน
บรรดำกำรใดๆอันผู้เยำว์ได้ทำำลงปรำศจำกควำมยินยอมเช่นว่ำนั้น ท่ำนว่ำเป็นโมฆียะ เว้นแต่ที่จะ
บัญญัติไว้เป็นอย่ำงอื่น
ม.25 ผูเ้ ยำว์อำจทำำพินัยกรรมได้เมื่อมีอำยุครบสิบห้ำปีบริบูรณ์
ม.175 โมฆียกรรมนัน้ บุคคลต่อไปนี้จะบอกล้ำงเสียก็ได้
(1) ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้เยำว์ซึ่งบรรลุนิติภำวะแล้วแต่ผู้เยำว์ จะบอกล้ำงก่อนที่ตน
บรรลุนิติภำวะก็ถ้ำได้รับควำมยินยอมของผู้แท นโดยชอบธรรม
ม.1703 พินัยกรรมซึ่งบุคคลที่มีอำยุยังไม่ครบสิบห้ำปีบริบูรณ์ทำำขึ้นนั ำ้นเป็นโมฆะ
วินิจฉัย
ตำมอุทำหรณ์ เจอำยุ 14 ปี ยังไม่บรรลุนิติภำวะได้ทำำนิติกรรมให้แหวนแก่หมิว และ
นิติกรรมให้นี้ยังไม่ได้รับควำมยินยอมจำกผู้แทนโดยชอบธรรมคื อนำยโจ ดังนัน้ นิติกรรมให้จึงตก
เป็นโมฆะ ตำมมำตรำ 21
ต่อมำอีก 3 เดือน เจมีอำยุได้ 14 ปี 3 เดือน ได้ทำำพินัยกรรมยกรถยนต์ปอร์เช่ให้กับหมิวอีก
ตำมมำตรำ 25 บุคคลจะทำำพินัยกรรมได้เมือมีอำยุครบสิบห้ำปีบริบูรณ์ หำกบุคคลที่มีอำยุไม่ครบสิบ
ห้ำปีบริบูรณ์ทำำพินัยกรรม พินัยกรรมนั้นย่อมตกเป็นโมฆะตำมมำตรำ 1703 ดังนัน้ พินัยกรรมที่เจ
ได้ทำำขึ้นย่อมตกเป็นโมฆะ พินัยกรรมนี้บังคับไม่ได้ และผู้แทนโดยชอบธรรมจะให้สัตยำบันก็ไม่
ได้เช่นกัน
ต่อมำอีก 6 เดือน เจเสียชีวิต หมิวจึงมำเรียกร้องรถยนต์ตำมพินัยกรรมย่อมไม่ได้ เนื่องจำก
พินัยกรรมตกเป็นโมฆะตั้งแต่ต้นและเมื่อนำยโจซึ่งเป็นผ ำู้แทนโดยชอบธรรมใช้สิทธิบอกล้ำง

นิติกรรมซึ่งเป็นโมฆียะ นิติกรรมให้ย่อมตกเป็นโมฆะ คู่กรณีจึงต้องกลับสู่ฐำนะเดิม หมิวจึงต้องคืน
แหวนให้กับนำยโจ
ข้ำพเจ้ำไม่เห็นด้วยกับทั้งหมิวและโจ

กฎหมายแพ่ง 3
ข้อ 2

นำยเขียวเป็นบุตรของนำยขำวและเป็นน้องของนำยดำำ และประกอบอำชีพรับจ้ำงขับ
รถยนต์ให้นำยดำำ นำยเขียวขับรถยนต์พำเพื่อนๆไปฉลองวันเกิดปีที่20 ของตนที่พัทยำ ขำกลับเกด
อุบัติเหตุรถควำ่ำได้รับบำดเจ็บสำหัสต้องตัดขำทั้งสองข ำ้ำง นำยดำำพี่ชำยเห็นว่ำเป็นคนพิกำรจึงไล่
นำยเขียวออกจำกงำน นำยเขียวไม่มีอำชีพอะไรและไม่มีรำยได้จึงไปขอเงินจำกนำยขำวผู้เ ป็นบิดำ
และนำยดำำผู้เป็นพี่ชำยมำใช้จ่ำย แต่บุคคลทั้งสอง ไม่ยอมให้ นำยเขียวจึงมำปรึกษำท่ำนว่ำจะมีช่อง
ทำงที่ฟ้องร้องค่ำอุปกำระจำ กนำยขำวและนำยดำำได้บ้ำงหรือไม่ และด้วยวิธีกำรอย่ำงไรบ้ำง
จงแนะนำำนำยเขียว
เฉลย
มำตรำ 1564 (วรรคสอง) บิดำมำรดำจำำต้องอุปกำระเลี้ยงดูบุตรซึ่งบรรลุนิติภำวะแล้ว แต่
เฉพำะผู้ทุพพลภำพและหำเลี้ยงตนเองมิได้
มำตรำ 1598/38 ค่ำอุปกำระเลี้ยงดูระหว่ำงสำมีภริยำหรือระหว่ำงบิดำมำรดำนั้นย่ อมเรียก
จำกกันได้เมื่อฝ่ำยที่ควรได้รับอุปกำระเลี้ยงดูไม่ได้รั บกำรอุปกำระเลี้ยงดูหรือได้รับกำรอุปกำระ
เลี้ยงดูไม่เพียงพอแก่ อัตภำพ ค่ำอุปกำระเลี้ยงดูนี้ศำลอำจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้โดยคำำนึง ถึง
ควำมสำมำรถของผู้มีหน้ำที่ต้องให้ ฐำนะของผู้รับและพฤติกำรณ์แห่งกรณี
มำตรำ 1562 ผู้ใดจะฟ้องบุพกำรีของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอำญำมิได้ แต่เมื่อผู้นั้นหรือ
ญำติสนิทผู้นั้นร้องขอ อัยกำรจะยกคดีขึ้นว่ำกล่ำวก็ได้
จากอุทาหรณ์
นำยเขียวอำยุ 20 ปีบริบูรณ์แล้วจึงบรรลุนิติภำวะแล้ว แต่เนื่องจำกนำยเขียวตัดขำทั้งสอง
ข้ำงและไม่มีอำชีพอะไร จึงเป็นผู้ทุพพลภำพและหำเลี้ยงตนเองมิได้ นำยขำวผู้เป็นบิดำจึงยังต้อง
มีหน้ำที่ที่จะต้องอุปกำระเลี้ยงดู นำยเขียวผู้เป็นบุตรต่อไป แม้นำยเขียวจะบรรลุนิติภำวะแล้วก็ตำม
ทั้งนี้ ตำมที่บัญญัติไว้ในมำตรำ 1564 วรรคสอง เมื่อนำยขำวไม่ให้กำรอุปกำระเลี้ยงดูนำยเขียวผู้
เป็นบุตรนำยเขี ยวจึงมีสิทธิที่ฟ้องเรียกค่ำอุปกำระเลี้ยงดูจำกนำยขำวได้ตำมที่ บัญญัติไว้ในมำตรำ

1598/38 แต่ในกำรฟ้องคดีเรียกค่ำอุปกำระเลี้ยงดูนี้นำยเขียวจะเป็นโจทก์ ฟ้องนำยขำวผู้เป็นบิดำ
โดยตรงไม่ได้ ต้องห้ำมตำมมำตรำ 1562 นำยเขียวจะต้องไปขออัยกำรฟ้องคดีแทนตนจึงจะเป็นกำร
ชอบด้วยกฎหมำ ย
สำำหรับกรณีนำยดำำผู้เป็นพี่ชำยและอดีตนำยจ้ำงนั้น ไม่มีกฎหมำยกำำหนดหน้ำที่ให้พี่จะต้อง
อุปกำระเลี้ยงดูน้อง หรือนำยจ้ำงต้องอุปกำระเลี้ยงดูลูกจ้ำงแต่อย่ำงใด นำยเขียวจึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้อง
เรียกค่ำอุปกำระเลี้ยงดูจำกนำยด ำำได้
ข้ำพเจ้ำจะแนะนำำนำยเขียวดังที่กล่ำวมำข้ำงต้น
ข้อ 3

เสำวภำตั้งใจจะทำำพินัยกรรมที่เขียนเองทั้งฉบับ แต่สำยตำไมดีจึงเรียกบุษบำลูกสำวคนสุด
ท้องของตนมำช่วยเขียนพินั ยกรรมให้และเกรงว่ำลูกสำวอีกสองคน คือ ยุวดีกับพีระนุชจะเข้ำใจผิด
จึงเรียกสองคนมำนั่งดูด้วย ทรัพย์มรดกในพินัยกรรมที่กำำหนอไว้มี ยกบ้ำนพร้อมที่ดินให้ยุวดี ยก
รถยนต์ให้พีระนุช และเงินสด 400,000 บำท จำกนั้นเสำวภำก็เซ็นชื่อในพินัยกรรมไว้ตำมรำละเอียด
ที่บุษบำเขี ยนตำมที่ตนบอก มีวันที่ทำำพินัยกรรมเรียบร้อย
ต่อมำเสำวภำตำย มีทรัพย์มรดกทั้งหมด คือบ้ำนพร้อมที่ดิน รถยนต์ และเงินสด 800,000
บำทยุวดีกับพีระนุชอ้ำงว่ำบุษบำเป็นผู้เขียนพินัยกรรมจึงไม่มีส ำิทธิได้รับมรดกตำมพินัยกรรมได้
บุษบำจึงมำปรึกษำกับท่ำนให้ช่วยแนะนำำว่ำมรดกของเสำวภำนั้นใครเป ำ็นทำยำทที่มีสิทธิในมรดก
ของเสำวภำ และได้รับส่วนแบ่งกันอย่ำงไร
เฉลย
ปพพ. ม.1655 พินัยกรรมนั้นจะทำำได้ก็แต่ตำมแบบใดแบบหนึ่งดังที่บัญญัติไว้ในห มวดนี้
จำกปัญหำ กำรที่เสำวภำตั้งใจที่จะทำำพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ (ม.1657) แต่ให้
บุษบำบุตรสำวเป็นผู้เขียนให้ จึงไม่ถูกต้องตำมแบบพินัยกรรมเขียนเองทั้งฉบับ และเมื่อพิจำรณำ
ต่อไปว่ำจะเป็นพินัยกรรมแบบธรรมดำหรือไม่(ม.165 6) ปรำกฏว่ำบุษบำเป็นผู้เขียน ผู้ทำำพินัยกรรม
คือ เสำวภำเป็นผู้ลงลำยมือชื่อ แต่ไม่มีพยำน 2 คน ลงชื่อไว้แต่อย่ำงใด จึงทำำให้พินัยกรรมที่ทำำขึ้น
ไม่สมบูรณ์เป็นพินัยกรรมแบบธรรมดำ
ดังนั้นพินัยกรรมที่ทำำขึ้นจึงไม่มีผลบังคับใช้แต่อย่ำงใด เพรำะพินัยกรรมไม้เป็นไปตำม
แบบที่กำำหนดจึงเป็นโมฆะ
ปพพ. ม.1620 ถ้ำผู้ใดตำยโดยไม่ได้ทำำพินัยกรรมไว้ หรือทำำพินัยกรรมไว้แต่ไม่มีผลบังคับ
ได้ ให้ปันทรัพย์มรดกทั้งหมดแก่ทำยำทโดยธรรมของผู้ตำยนั้นโดยธรรมตำ มกฎหมำย
จำกปัญหำ จึงไม่มีผู้มีสิทธิรับมรดกตำมพินัยกรมแต่อย่ำงใดมรดกของเสำวภำจ ำึงตกแต่
ทำยำทโดยธรรมคือ บุตรทั้ง 3 คน คือ ยุวดี พีระนุช และบุษบำโดยได้รับส่วนแบ่งในฐำนะเป็น

ทำยำทโดยธรรมในชั้นบุตร(ตำ มมำตรำ 1629,1630) และมีสิทธิรับส่วนแบ่งในบ้ำนพร้อมที่ดิน
รถยนต์ และเงินสด 800000 บำทคนละเท่ำๆกัน
อนึ่ง ไม่ปรำกฏว่ำข้อควำมในพินัยกรรมระบุยกทรัพย์สินใดให้บุษบำ จึงไม่มีประเด็นที่จะ
นำำมำพิจำรณำตำมข้ออ้ำงของยุวดีและพีระนุช และถึงแม้อำจจะมีข้อควำมยกทรัพย์สินให้บุษบำ
ประเด็นนี้ก็ไม่จำำต้องพิจำรณำ เนื่องจำกพินัยกรรมเป็นโมฆะทั้งฉบับ เพรำะผิดแบบมำตั้งแต่ต้นแล้ว

กฎหมายภาษีอากร 1
ข้อ 2
ก. นำงอิ่มได้รับมรดกเป็นที่ดินและบ้ำนจำกสำมีที่ถึงแก่กรรมต่อมำไ ด้ขำยที่ดินและบ้ำนนั้น
เป็นเงิน 500,000 บำท โดยได้ขำยไปหลังจำกได้รับมรดกมำ 5 ปี ที่ดินดังกล่ำวอยู่ใน
กรุงเทพมหำนครนำงอิ่มจะต้องเสียภำษีเงินได ำ้บุคคลธรรมดำจำกกำรขำยบ้ำนและที่ดินดัง
กล่ำวเป็นเงินเท่ำใด
ข. เด็กหญิงแอนได้รับดอกเบี้ยเงินฝำกประจำำธนำคำรธรรมำธิรำช จำำกัด เป็นเงิน 20,000 บำท
จะต้องเสียภำษีเงินได้บุคคลธรรมดำอย่ำงไร
หมำยเหตุ ในกำรคำำนวณให้ใช้อัตรำดังนี้
หักค่ำใช้จ่ำยเหมำ ร้อยละ 50
อัตรำภำษี
เงินได้สุทธิ 1-50,000 บำท เสียภำษีร้อยละ 5
50,001-200,000 บำท เสียภำษีร้อยละ 10
เฉลย
ก. คำำนวณภำษีเงินได้บุคคลธรรมดำของนำงอิ่ม ได้ดังนี้
เงินได้จำกกำรขำยอสังหำริมทรัพย์
500,000
หัก ค่ำใช้จ่ำยเหมำ 50%
250,000
เงินได้หลังหักค่ำใช้จ่ำย
250,000
หำร ด้วยจำำนวนปีที่ถือครอง 5 ปี
เป็นเงินได้ปีละ
50,000
ภำษีเงินได้บุคคลธรรมดำต่อปี ร้อยละ 5 =
2,500
รวมภำษีเงินได้บุคคลธรรมดำที่ต้องเสียทั้งหมด
= 5 * 2,500 = 12,500 บำท

ข. คำำนวณภำษีเงินได้บุคคลธรรมดำของเด็กหญิงแอนได้ ดังนี้
เงินได้จำกดอกเบี้ยเงินฝำกธนำคำร
20,000 บำท
ภำษีเงินได้จำกเงินฝำกร้อยละ 15 15%*20,000 บำท
(โดยไม่ต้องรวมคำำนวณกับเงินได้อื่น)
ภำษีเงินได้ที่จะต้องเสียทั้งหมด 3,000 บำท
แม้ว่ำเด็กหญิงแอนจะเป็นผู้เยำว์แต่ก็เป็นบุคคลที่จะต้องเสียภำ ษีดังกล่ำว

กฎหมายวิธีสบัญญัติ 1

ข้อ 1

ระเบียบรำชกำรฝ่ำยตุลำกำรคืออะไร
คดีสำำคัญเรื่องหนึ่ง มีกำรร้องเรียนถึงกระทรวงยุติธรรมว่ำผู้พิพำกษำไม่ตั้งอยู่ในคว ำม
เป็นกลำง อธิบดีผู้พิพำกษำภำคจึงสั่งให้ส่งสำำนวนและร่ำงคำำพิพำกษำไปตรวจก ำ่อนอ่ำนให้คู่ควำม
ฟัง เมื่อดูร่ำงคำำพิพำกษำแล้วปรำกฏว่ำ คำำวินิจฉัยตำมร่ำงขัดต่อพยำนหลักฐำนแสดงว่ำผู้พิพำกษำ
ตัดสินไม่ เป็นธรรม อธิบดีผู้พิพำกษำภำค ซึ่งมีผลตรงข้ำมกับควำมเห็นเดิม ถำมว่ำผู้พิพำกษำภำคทำำ
ถูกหรือไม่ ที่ถูกควรทำำอย่ำงไร

เฉลย

ระเบียบรำชกำรฝ่ำยตุลำกำร เป็นระเบียบที่ออกโดยประธำนศำลฎีกำ โดยอำศัยอำำนำจ
ตำมพระรำชธรรมนูญศำลยุติธรรม มำตรำ 1 วรรคสำม เพื่อเป็นแนวปฏิบัติของศำลทั้งหลำย ทั้งนี้
เพื่อให้กิจกำรของศำลดำำเนินไปโดยเรียบร้อยและเป็นระเบีย บเดียวกัน โดยอนุมัติรัฐมนตรีว่ำกำร
กระทรวงยุติธรรมเช่นเดิมมำสั่งกำรคืนค ำ่ำขึ้นในกรณีมีกำรถอนฟ้องและยอมควำมตำมประมวล
กฎหมำยวิธีพิจำรณำ ควำมแพ่ง มำตรำ 151 ลักลั่นกัน บำงศำลอำจคืนให้น้อย แต่บำงศำลอำจคืนให้
มำก หำหลักเกณฑ์อันใดมิได้ ประธำนศำลฎีกำจึงได้ออกระเบียบที่ว่ำนี้ฉบับที่ 5 ให้คนื 3 ใน 4 กรณี
ถอนฟ้องหรือยอมควำมกันก่อนสืบพยำน แต่ถ้ำสืบพยำนแล้วให้คือไม่เกินกึ่งหนึ่งเป็นต้น ซึ่งถือกัน
มำจนบัดนี้ แต่อย่ำลืมว่ำควำมเป็นอิสระของศำลเป็นหลักกำรที่สำำคัญ ระเบียบนี้จึงเป็นเพียง
แนวทำงหำอำจจะผูกมัดหรือบังคับศำลมิให้ใ ช้ดุลพินิจเป็นอย่ำงอื่นไม่ บำงกรณีศำลเห็นสมควรจะ
สั่งคืนค่ำธรรมเนียมให้โจทก์เกือบหมดก็ได ำ้
ศำลก็คือผู้พิพำกษำที่มีอำำนำจพิจำรณำพิพำกษำคดี เป็นองค์กรที่ใช้อำำนำจตุลำกำรโดย
อิสระ ผู้พิพำกษำจะตัดสินอย่ำงไรเป็นดุลพินิจของท่ำนโดยเฉพำะ ตำมที่บัญญัติไว้พระธรรมนูญ
ศำลยุติธรรมมำตรำ 1 วรรคแรกนั่นเอง อธิบดีผู้พิพำกษำภำคจะออกคำำสั่งให้แก้ไขคำำพิพำกษำให้

เป็นไปตำมค วำมเห็นของตนไม่ได้ เป็นกำรกระทำำที่ไม่มีกฎหมำยให้อำำนำจ เพรำะอธิบดีผู้
พิพำกษำภำคเองในกำรใช้อำำนำจตุลำกำรของท่ำนนั้นอย ำู่ในฐำนะผู้พิพำกษำคนหนึ่งเท่ำนั้นมีส่วน
ต่ำงจำกผู้พิพำกษำธรรม ดำก็เฉพำะมีอำำนำจตรวจสำำนวนแล้ว ลงชื่อเป็นองค์คณะตัดสินหรือถ้ำไม่
เห็นด้วยก็ทำำควำมเห็นแย้งตำม อำำนำจที่ให้ไว้ในพระธรรมนูญศำลยุติธรรมมำตรำ 10 ประกอบด้วย
มำตรำ 13 วรรคสำมเท่ำนั้น เพรำะฉะนั้นกำรกระทำำของอธิบดีผู้พิพำกษำภำคที่สั่งให้ผู้พิพำกษ ำ
แก้ไขคำำพิพำกษำให้เป็นไปตำมควำมคิดเห็นของตนจึงไม่ถูกต้อง ที่ถูกควรทำำควำมเห็นแย้งตำม
อำำนำจที่กฎหมำยให้ไว้
อย่ำงไรก็ตำมถ้ำคดีนั้นเป็นคดีที่ผู้พิพำกษำธรรมดำมีอำำนำจตรวจส ำำนวนได้อธิบดีผู้
พิพำกษำภำคอำจจะแนะนำำ ให้ผู้พิพำกษำหัวหน้ำศำลตรวจสำำนวนร่วมกับผู้พิพำกษำลูกศำลคนอื่
นๆ แล้วหำรือกันดู ถ้ำเสียงข้ำงมำกในศำลนั้น รวมทั้งอธิบดีผู้พิพำกษำภำคชนะควำมเห็นตำมร่ำงคำำ
พิพำกษำเรื่องน ำั้นก็ต้องถือตำมควำมเห็นข้ำงมำกซึ่งเป็นทำงออกที่ถูกต้อง แต่อธิบดีผู้พิพำกษำภำค
จะบังคับผู้พิพำกษำหัวหน้ำศำลทำำเช่นนั้น ก็ได้ ได้แต่แนะนำำตำมอำำนำจในมำตรำ 13 ประกอบด้วย
มำตรำ 10 (2)

ข้อ 2
กระบวนกำรพิจำรณำที่ผิดระเบียบคืออะไร ศำลจะต้องเพิกถอนเสมอไปหรือไม่
คดีแพ่งเรื่องหนึ่ง ทนำยควำมคนเดิมในศำลชั้นตนมิได้ทำำอุทธรณ์ เพรำะตัวควำมได้จ้ำง
ทนำยใหม่ให้ทำำอุทธรณ์ให้ แต่ปรำกฏว่ำลืมยื่นใบแต่งทนำย ถ้ำท่ำนเป็นผู้พิพำกษำศำลอุทธรณ์
ตรวจสำำนวนพบเหตุกำรณ์อย่ำงนี้ จะตัดสินคดีนี้อย่ำงไร หรือควรสั่งอย่ำงไรจึงจะยุติธรรม
เฉลย

กระบวนพิจำรณำที่ผิดระเบียบ คือ กำรที่มิได้ปฏิบัติตำมบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมำย
วิธีพิจำรณำควำ มแพ่งในข้อที่จะมุ่งหมำยจะยังให้กำรเป็นไปด้วยควำมยุติธรรมหรือ เกี่ยวด้วยควำม
สงบเรียบร้อยของประชำชน ในเรื่องกำรเขียน กำรยื่น กำรส่งควำมคู่ควำมหรือเอกสำรอื่นๆหรือใน
กำรพิจำรณำคดีกำรพิจำรณ ำพยำนหลักฐำนหรือกำรบังคับคดี เช่น เขียนคำำฟ้องลืมลงลำยมือชื่อชื่อ
ผู้เรียงและผู้เขียนหรือแม้แต่ม ำิได้ลงลำยมือชื่อโจทก์หรือทนำยในคำำฟ้องก็เรียกว่ำกระบวนพิจำรณำ
ที่ผิดระเบียบว่ำด้วยกำรเขียนคำำคู่ควำม กำรส่งคำำคู่ควำมให้แก่บุคคลที่มีอำยุตำ่ำกว่ำ 20 ปี ก็เรียกว่ำ
กระบวนกำรพิจำรณำที่ผิดระเบียบว่ำด้วยกำรส่งเอกสำร ผู้พิพำกษำนั่งพิจำรณำไม่ครบองค์คณะก็
เรียกว่ำกระบวนพิจำรณำที่ ผิดระเบียบว่ำด้วยกำรพิจำรณำคดี ดังนี้เป็นตัวอย่ำง ปรำกฏอยู่ใน
ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมแพ่งมำตรำ 27

กระบวนพิจำรณำที่ผิดระเบียบนั้นเป็นอำำนำจของศำลที่จะเพิกถอนหรื อไม่ก็ได้ ดังควำม
ในมำตรำเดียวกันนั้นเองบัญญัติต่อไปว่ำ ให้ศำลมีอำำนำจที่จะเพิกถอนกระบวนพิจำรณำที่ผิด
ระเบียบนั้นเสียท ำั้งหมดหรือบำงส่วน
คำำว่ำมีอำำนำจนั้นอยู่ในดุลพินิจของศำลถ้ำเห็นว่ำที่ทำำผิดระเบีย บไปนั้นไม่มีฝ่ำยใดเสียหำย
ศำลอำจไม่เพิกถอนก็ได้ เช่น ในกรณีที่ศำลนั่งพิจำรณำไม่ครบองค์คณะนั้น คู่ควำมมำคัดค้ำนเอำใน
ศำลชั้นอุทธรณ์ ศำลอำจไม่เพิกถอนให้ ตัวอย่ำงอื่นก็มี เช่น เจ้ำพนักงำนเดินหมำยได้ส่งหมำยให้แก่
คนอำยุไม่ถึง 20 ปี จำำเลยต่อสู้ว่ำเป็นกำรส่งหมำยที่ไม่ชอบ ศำลอำจจะไม่สั่งเพิกถอนกระบวน
พิจำรณำที่สืบเนื่องกันได้
กรณีตำมอุทำหรณ์ กำรที่ตัวควำมจ้ำงทนำยคนใหม่นำำฟ้องอุทธรณ์โดยมิได้ยื่นใบแต่งทน
ำยด้วยนั้นเป็นกระบวนกำรพิจำรณำที่ผิดระเบียบอย่ำงหนึ่งเพรำะมิ ได้ปฏิบัติตำมบทบัญญัติแห่ง
ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมแพ่ง มำตรำ 61 ซึ่งบัญญัติว่ำ กำรตั้งทนำยควำมนั้นต้องทำำเป็น
หนังสือ ลงลำยมือชื่อตัวควำมและทนำยควำม ซึ่งเป็นแบบพิธีของกำรตั้งทนำยควำม เมื่อไม่ปรำกฏ
ว่ำไม่มีใบแต่งทนำยก็เป็นกำรที่มิได้ปฏิบัติตำมระ เบียบที่มำตรำ 61 วำงไว้ควำมจริงเรำเห็นได้อยู่ใน
ตัวแล้วว่ำตัวควำมจะต้องได้ตกลง แต่งตั้งทนำยควำมคนนั้นให้ทำำฟ้องอุทธรณ์ มิฉะนัน้ ทนำยจะเข้ำ
มำยุ่งเกี่ยวกับคดีได้อย่ำงไร สัญญำตัวแทนเกิดขึ้นแล้ว ทนำยจึงมีอำำนำจทำำฟ้องอุทธรณ์ไม่ยื่นแทน
ตัวควำม กำรที่ไม่มีใบแต่งทนำยนั้นจึงเป็นเพียงมิได้ตั้งตัวแทนเป็นหนัง สือ ตำมประมวลกฎหมำย
วิธีพิจำรณำควำมแพ่ง มำตรำ 61 ถ้ำข้ำพเจ้ำเป็นผู้พิพำกษำศำลอุทธรณ์จะสั่งแต่เพียงว่ำก่อนศำลช ำั้น
ต้นอ่ำนคำำพิพำกษำศำลอุทธรณ์ให้คู่ควำมฟัง ให้จำำเลยยื่นใบแต่งทนำยเป็นหนังสือเสียให้ถูกต้อง
โดยเขียนสั่งตั้งหำกในรำยงำนกระบวนพิจำรณำ

กฎหมายวิธีสบัญญัติ 2
ข้อ 1

คดีเรื่องหนึ่งโจทก์ฟ้องจำำเลยฐำนผิดสัญญำ เรียกค่ำเสียหำย 500,000 บำท จำำเลยให้กำรสู้
คดี ศำลให้โจทก์มีหน้ำที่นำำสืบก่อน ในวันนัดสืบพยำนโจทก์ ทนำยโจทก์ไม่มำศำล จำำเลยขอให้
ศำลดำำเนินกระบวนพิจำรณำต่อไป ศำลมีคำำส่งแสดงว่ำโจทก์ขำดนัดพิจำรณำและพิพำกษำยกฟ้อง
โจทก์ ต่อมำอีก 5 วันนับแต่วันศำลพิพำกษำโจทก์ยื่นคำำร้องขอให้ศำลสั่งพิจำรณำคดีใ หม่ โดยอ้ำง
ว่ำในวันนัดสืบพยำนโจทก์นั้น ตัวโจทก์ป่วยหนักและมำรดำทนำยโจทก์ถึงแก่กรรมจึงมำศำลไม่ได้
โจทก์ขำดนัดโดยไม่จงใจและมีเหตุอันสมควร จำำเลยโต้แย้ง เมื่อโจทก์จะขำดนัดพิจำรณำ โจทก์
จะขอให้พิจำรณำใหม่ไม่ได้ต้องห้ำมตำมกฎหมำย ได้แต่ยื่นคำำฟ้องไม่ ท่ำนเห็นด้วยกับข้อโต้แย้ง
ของจำำเลยหรือไม่

เฉลย

ตำม ปวพ. มำตรำ 201 เมื่อจำำเลยแจ้งต่อศำลว่ำตนตั้งใจจะให้ดำำเนินกำรพิจำรณำคดีต่อไป
ก็เป็นกรณีด้วยวรรค 2 ไม่ใช่วรรค 1 ซึ่งตำมวรรค 1 นีโ้ จทก์จะขอให้พิจำรณำคดีใหม่ไม้ได้ในเมื่อ
ศำลดำำเนินกระบวนพิจ ำรณำต่อไปตำมวรรค 2 โจทก์ย่อมขอให้พิจำรณำคดีใหม่ได้
เมื่อศำลพิพำกษำให้ยกฟ้องโจทก์ จึงถือว่ำโจทก์แพ้คดีในประเด็นข้อพิพำทตำมมำตรำ 207
โจทก์จึงร้องขอให้พิจำรณำคดีใหม่ได้ ข้ำพเจ้ำไม่เห็นด้วยกับข้อโต้แย้งของจำำเลย
ข้อ 2
คดีเรื่องหนึ่ง ศำลพิพำกษำให้จำำเลยใช้เงินแก่โจทก์ 200,000 บำทโจทก์นำำเจ้ำพนักงำน
บังคับคดียึดรถยนต์คันหนึ่ง โดยอ้ำงว่ำเป็นทรัพย์สินของจำำเลยเพื่อขำยทอดตลำดชำำระหนี้แก่โจท
ก์ นำยวุฒิบุคคลภำยนอกคดีร้องขอให้ปล่อยรถยนต์ที่ยึด โดยอ้ำงว่ำรถยนต์เป็นของตนอง ศำลชั้น
ต้นพิจำรณำคดีชั้นร้องขอให้ปล่อยรถยนต์ที่แล้วฟังขอเท็จ จริงว่ำเป็นรถยนต์ของนำยวุฒิผู้ร้อง จึง
สั่งให้ปล่อยรถยนต์ที่ยึดอุทธรณ์เช่นนี้ ท่ำนเห็นว่ำโจทก์มีทำงใดบ้ำงที่จะยังมิให้มีกำรถอนยึดใน
ระหว่ำง อุทธรณ์
เฉลย

ตำม ปวพ. มำตรำ 264 คู่ควำมในคดีอำจมีคำำขอต่อศำลเพื่อมีคำำสั่งกำำหนดวิธีกำรคุ้มครอง
ประโยชน์ของผู้ขอในระหว่ำงพิจำรณำบังคับพิพำกษำ ฯลฯ
ตำมปัญหำ เมื่อศำลสั่งปล่อยรถยนต์ที่ยึด รถยนต์ก็ต้องตกไปอยู่นำยวุฒิ ผูร้ ้องขอให้ปล่อย
โจทก์ย่อมจะได้รับควำมเสียหำยดังนั้นโจทก์อำจ ยืนคำำร้องต่อศำลอุทธรณ์ ให้ศำลอุทธรณ์สั่ง
คุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ไว้ระหว่ำงพิจำรณำขอ งศำลอุทธรณ์ โดยให้ระงับกำรถอนกำรยึดไว้
ตำม ปวพ. มำตรำ 264 โจทก์มีวิธีกำรปฏิบัติดังกล่ำว (ฎีกำที่ 583/2504)

กฎหมายวิธีสบัญญัติ 3
ข้อ 1
นำยเด่นและนำยด้อยไปทำำงำนอยู่ด้วยกันที่ประเทศซำอุดิอำระเบีย นำยด้อยเดินทำงกลับ
ประเทศไทยก่อน นำยเด่นจึงได้ฝำกทรัพย์สินมำกับนำยด้อยเพื่อฝำกให้นำงดีภริยำขอ งนำยเด่นใน
ประเทศไทย เมื่อนำยเด่นเดินทำงกลับมำประเทศไทยภำยหลังจึงได้ทรำบว่ำนำยด้อ ยมิได้นำำ
ทรัพย์สินที่ฝำกให้นำงดี นำยเด่นทวงถำมนำยด้อยกลับปฏิเสธว่ำไม่ได้รับฝำก นำยเด่นจึงได้ร้อง
ทุกข์ต่อพนักงำนสืบสวนอำำเภอกุมภวำปี จังหวัดอุดรธำนี ซึ่งเป็นภูมิเลำเนำของนำยด้อยในตอนเย็น

ของวันที่ไปทวงถำม พนักงำนสืบสวนอำำเภอกุมภวำปี จังหวดอุดรธำนีจึงได้สอบสวนและพนักงำน
อัยกำรได้ยื่นฟ้องฐำนยักย อกทรัพย์ต่อศำลจังหวัดอุดรธำนี ในชั้นพิจำรณำไม่ขอบเนื่องจำกควำมผิด
เกดนอกรำชอำณำจักรไทยอยู่ใ นอำำนำจสอบสวนของอัยกำรสูงสุดหรือผู้รักษำกำรแทนหรือพนัก
งำนสอบส วนที่อัยกำรสูงสุดได้มอบหมำยให้สอบสวนจึงขอให้ศำลยกฟ้อง ดังนี้ข้อตัดฟ้องของนำย
ด้อยฟังขึ้นหรือไม่
เฉลย

ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำ มำตรำ 18 บัญญัติว่ำ “ ในจังหวัดอื่นนอกจำก
จังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี พนักงำนฝ่ำยปกครองหรือตำำรวจชั้นผู้ใหญ่ ปลัดอำำเภอ และ
ข้ำรำชกำรตำำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนำยร้อยตำำรวจตรีหรือเทียบ เท่ำนำยร้อยตำำรวจตรีขึ้นไปมีอำำนำจ
สอบสวนควำมผิดอำญำซึ่งได้เกิด หรืออ้ำง หรือเชื่อว่ำด้ำนภำยในเขตอำำนำจของตนหรือผู้ต้องหำมี
ที่อยู่หรือ ถูกจับภำยในเขตอำำนำจของตนได้”
บทกฎหมำยดังกล่ำวกำำหนดให้พนักงำนสอบสวนแห่งท้องที่ที่มีควำมผิด เกิดหรืออ้ำงว่ำ
เกิด หรือเชื่อว่ำเกิดในเขตอำำนำจมีอำำนำจสืบสวน
ตามปัญหา กำรที่เด่นได้ทวงถำมนำยด้อยถึงทรัพย์ที่นำยเด่นกับนำยด้อยจำกปร ะเทศ
ซำอุดิอำระเบียมำให้นำงดีภริยำของนำยเด่นที่ประเทศไทย แต่นำยด้อยปฏิเสธว่ำไม่ได้รับฝำกมูล
แห่งควำมผิดอำญำฐำนยักยอกทร ำัพย์จึงเกดขึ้นเมื่อนำยด้อยปฏิเสธว่ำไม่ได้รับสินทรัพย์อันเป็น
กรรมซึ่งแสดงถึงเจตนำอันทุจริตเบียดบังทรัพย์สินนั้นมำเป็นของต น ดังนัน้ เมื่อนำยด้อยปฏิเสธว่ำ
ไม่ได้รับฝำกทรัพย์ของนำยเด่นที่อ ำำเภอกุมภวำปี จังหวัดอุดรธำนี จึงเป็นเรื่องที่ชัดเจนแน่นอนแล้ว
ว่ำควำมผิดฐำนยักยอกทรัพย์เกด ที่อำำเภอกุมภวำปี จังหวัดอุดรธำนี มิใช่เกดขึ้นที่ประเทศ
ซำอุดิอำระเบีย พนักงำนสอบสวนอำำเภอกุมภวำปี จังหวัดอุดรธำนีย่อมมีอำำนำจสืบสวน ควำมผิด
ฐำนยักยอกทรัพย์ที่เกิดขึ้นได้ กำรสอบสวนดังกล่ำวจึงชอบด้วยกฎหมำยพนักงำนอัยกำรจึงมีอำำนำจ
ฟ้อง
ฉะนัน้ ข้อตัดฟ้องของนำยด้อยที่ว่ำโจทก์ไม่มีอำำนำจฟ้องเพรำะกำรสอบสวนไ ม่ชอบ
เนื่องจำกควำมผิดเกดนอกรำชอำณำจักรจึงฟังไม่ขึ้น
ข้อ 3

นำยมีเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนำยมำเป็นจำำเลยในควำมผิดฐำนทำำให้เสียทรั พย์ ซึ่งมีอัตรำโทษจำำ
คุกไม่เกินสำมปี ปรับไม่เกินหกพันบำทหรือทั้งจำำทั้งปรับ ศำลนัดไต่สวนมูลฟ้องและไม่เชื่อว่ำนำย
มำทำำลำยทรัพย์สินของนำยมี จริง จึงส่งว่ำคดีไม่มีมูลจึงยกฟ้อง นำยมีไม่พอใจคำำสั่งศำลดังกล่ำวจึง
อุทธรณ์ว่ำนำยมำทำำลำยทรัพย์สิ นของตนจริงขอให้ศำลประทับฟ้องไว้พิจำรณำ ดังนีน้ ำยมีอุทธรณ์
ได้หรือไม่ เพรำะเหตุใด

เฉลย

ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำ มำตรำ 170 บัญญัติว่ำ ” คำำสั่งศำลที่ให้คดีมีมูล
ย่อมเด็ดขำด แต่คำำสั่งว่ำคดีไม่มีมูลนั้นโจทก์มีอำำนำจอุทธรณ์ฎีกำได้ตำมบทบั ญญัตวิ ่ำด้วยลักษณะ
อุทธรณ์ฎีกำ”
ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำ มำตรำ 193 ทวิบัญญัติว่ำ “ ห้ำมมิให้อุทธรณ์คำำ
พิพำกษำศำลชั้นต้นในปัญหำข้อเท็จจริงในคดีซึ ำ่งอัตรำโทษอย่ำงสูงตำมที่กฎหมำยกำำหนดไว้ให้จำำ
คุกไม่เกินสำมปี หรือปรับไม่เกดหกหมื่นบำท หรือทั้งจำำทั้งปรับ เว้นแต่...”
บทกฎหมำยดังกล่ำว เมื่อมีกำรไต่สวนมูลฟ้องและศำลชั้นต้นมีคำำสั่งว่ำคดีไม่มีมูลโจ ทก์มี
อำำนำจอุทธรณ์ได้ แต่กำรอุทธรณ์นี้ต้องเป็นไปตำมบทกฎหมำยในลักษณะอุทธรณ์ ซึ่งได้บัญญัติ
เป็นหลักทั่วไปว่ำบุคคลผู้เป็นคู่ควำมหรือผู้มีส ำ่วนได้เสียที่ไม่พอใจคำำพิพำกษำหรือคำำสั่งของศำล
ชั้นต้นย่อมมีสิ ทธิอุทธรณ์ได้ เว้นแต่คดีจะตกอยู่ภำยใต้ข้อจำำกัดห้ำมอุทธรณ์
ตามปัญหา นำยมีเป็นโจทก์ฟ้องนำยมำเป็นจำำเลยในควำมผิดฐำนทำำให้เสียทรัพย์ ศำลนัด
ไต่สวนมูลฟ้อง และไม่เชื่อว่ำนำยมำทำำลำยทรัพย์นำยมีจริง จึงสั่งว่ำคดีไม่มีมูลให้ยกฟ้อง เมื่อนำยมี
ไม่พอใจคำำสั่งศำล นำยมีจึงมีอำำนำจที่จะอุทธรณ์คำำสั่งศำลชัน้ ต้นแต่กำรที่นำยมีอุท ธรณ์ว่ำนำยมำ
ทำำลำยทรัพย์ของตนจริงนั้น เป็นพฤติกำรณ์ควำมเป็นไปได้ในคดีและเป็นปัญหำข้อเท็จจริง ซึ่งตำม
ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำมำตรำ 1963 ทวิ ห้ำมมิให้อุทธรณ์ปัญหำข้อเท็จจริงใน
คดีซึ่งอัตรำโทษจำำคุกอย่ำงส ำูง ตำมที่กฎหมำยกำำหนดไว้ให้จำำคุกไม้เกินสำมปีหรือปรับไม่เกินหก
หมื ำ่นบำท

เรื่องน่ารู้
อย่ำงผูค้ ำ้ำประกันของลูกหนี้หลุดพ้นจำกควำมรับผิดด้วย (มำตรำ 59)
ตามปัญหา
นำยรำชวัตรเป็นผู้คำ้ำประกันหนี้ของนำยดุสิต ฉะนั้น แม้จะมีกำรประนอมหนี้สำำเร็จแล้ว
ก็ตำม นำยรำชวัตรก็ยังต้องรับผิดชอบต่อนำยป้อมปรำบจนเต็มจำำนวน 100,000 บำทอยู่ต่อไป

กฎหมายวิธีสบัญญัติ 3
คำาถาม

เมื่อวันที่ 5 มกรำคม 2529 ดำำผู้เสียหำยซึ่งเปิดร้ำนขำยของอยู่ที่สะพำนใหม่ ดอนเมือง
ได้แจ้งควำมต่อ ส.ต.อ.เหลือง ทีเ่ ฝ้ำยำมอยู่ที่ป้อมตำำรวจสะพำนใหม่ ดอนเมือง ว่ำขำวซึ่งกำำลังเดิน
ผ่ำนมำได้ลักเอำบุหรี่ที่ร้ำนของตนไปสำมซอง เหตุเกิดวันที่ 1 มกรำคม 2529 จึงขอให้ ส.ต.อ.เหลือง
จับกุมโดยแจ้งโดยว่ำได้ไปร้องทุกข์ที่สถำนีตรวจนครบำลบำงเขนแล้ ว ซึ่งควำมจริงดำำมิได้แจ้ง
ควำมไว้แต่อย่ำงใด แต่ ส.ต.อ. เหลือง ก็เชื่อตำมคำำบอกกล่ำวของดำำ และได้จับกุมขำวตำมคำำแจ้ง
ควำมของดำำ ดังนีใ้ ห้ท่ำนวินิจฉัยว่ำกำรจับกุมในกรณีชอบด้วยกฎหมำยหรือไม่
เฉลย
ประมวลกำำหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำมำตรำ 78 บัญญัติว่ำพนักงำนฝ่ำยปกครองหรือ
ตำำรวจ จะจับผู้ใดโดยไม่มีหมำยจับนั้นมิได้เว้นในแต่กรณีต่อไปนี้คือ
เมื่อมีผขู้ อให้จับโดยแจ้งว่ำบุคคลนั้นได้กระทำำควำมผิด และแจ้งด้วยว่ำได้ร้องทุกข์ไว้ตำม
ระเบียบแล้ว
ตำมหลักกฎหมำยพนักงำนฝ่ำยปกครองหรือตำำรวจเมื่อจะจับผู้ต้องหำจะ ต้องมีหมำยจับ
เสมอ เพรำะถือว่ำเป็นหลักสำำคัญที่จะพิทักษ์คุ้มครองสิทธิเสรีภำพของป ระชำชน แต่บำงครั้ง
พนักงำนฝ่ำยปกครองหรือตำำรวจก็มีควำมจำำเป็นโดยที่จะต ำ้องจับโดยไม่มีหมำยได้ กฎหมำยจึง
บัญญัติยกเว้นไว้ โดยเฉพำะกำรจับโดยไม่มีหมำยตำมประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำ
78(4) จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ครบ 3 ประกำร จะขำดข้อใดข้อหนึ่งมิได้คือ
1. ต้องมีผขู้ อให้จับ
2. ผู้ขอให้จับแจ้งว่ำบุคคลนั้นกระทำำผิด
3. ผู้ขอให้จับแจ้งด้วยว่ำได้ร้องทุกข์ไว้ตำมระเบียบแล้ว
จำกหลักเกณฑ์ดังกล่ำว กำรร้องขอให้จับจึงต้องเป็นกรณีที่ผู้ร้องขอให้จับเป็นผู้เสียห ำยที่
ได้พบผู้กระทำำผิดและขอให้จับในทันทีโดยเร็ว โดยอ้ำงว่ำได้ร้องทุกข์ไว้ตำมระเบียบแล้ว แม้ควำม
จริงปรำกฏว่ำผู้ร้องขอให้จับมิได้ร้องทุกข์ แต่แจ้งเท็จต่อตำำรวจว่ำได้ร้องทุกข์และตำำรวจเชื่อว่ำเป็น
ควำมจร ำิงตำำรวจผู้นั้นย่อมมีอำำนำจจับโดยไม่มีหมำยได้เพรำะกฎหมำยถือเอำ ถ้อยคำำของผู้แจ้งเป็น
สำำคัญ
กรณีตำมปัญหำ ส.ต.อ.เหลืองมีอำำนำจจับขำว โดยไม่มีหมำยจับได้ เพรำะว่ำ เมื่อดำำผู้เสีย
หำยได้ร้องขอให้ ส.ต.อ.เหลืองจับขำว ผู้กระทำำควำมผิดที่ลักเอำบุหรี่ของตนไป อีกทั้งแจ้งให้
ส.ต.อ.เหลืองทรำบด้วยว่ำได้ร้องทุกข์ไว้ที่สถำนีตำำรวจนครบำลบำง เขนแล้ว แม้จะเป็นควำมจริง
ดังนี้ แม้วำ่ ส.ต.อ.เหลือง จะมิได้พบเห็นกำรกระทำำควำมผิดต่อหน้ำและเวลำได้ล่วงเลยมำหลำยวั น
แล้วก็ตำม ส.ต.อ.เหลืองก็มีอำำนำจจับขำวได้ เพรำะกฎหมำยถือเอำถ้อยคำำของดำำผู้เสียหำยเป็นผู้
ร้องขอเป็นสำำคัญ
ฉะนั้นกำรที่ ส.ต.อ.เหลืองจับกุมขำวโดยไม่มีหมำยจับจึงชอบด้วยกฎหมำย

คำาถาม

พนักงำนอัยกำรโจทก์ฟ้องนำยดำำจำำเลยฐำนชิงทรัพย์ ขอให้ศำลลงโทษประมวลกฎหมำย
อำญำ มำตรำ 339 ซึ่งมีอัตรำโทษตำมกฎหมำยจำำคุกตั้งแต่หำ้ ปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่น
บำทถึงสองหมื่นบำท ในวันนัดสอบคำำให้กำรจำำเลย ศำลสอบภำมนำยดำำจำำเลยเรื่องคำำให้กำรและ
เรื่องทนำย นำยดำำให้กำรปฏิเสธและแถลงว่ำจะหำทนำยเองไม่ต้องกำรให้ศำลตั้งทน ำยให้ ครั้นถึง
วันนัดสืบพยำนโจทก์ จำำเลยหำทนำยไม่ได้เพรำะไม่มีเงินจ้ำงและแถลงต่อศำลขอให้ศำลตั้ง ทนำย
ให้ ศำลไม่อนุญำต แล้วให้สืบพยำนโจทก์และพยำนจำำเลยไปโดยจำำเลยไม่มีทำำนำย เสร็จแล้ว
พิพำกษำลงโทษจำำเลย ดังนี้ กำรดำำเนินกระบวนพิจำรณำของศำลชอบหรือไม่
เฉลย
ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำไดกำำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสิทธ ำิของจำำเลยไว้
ว่ำ ในดีที่มีอัตรำโทษจำำคุกอย่ำงสูงตั้งแต่ 10 ปีข้นไป ก่อนเริ่มพิจำรณำให้ศำลถำมจำำเลยว่ำมีทนำย
หรือไม่ ถ้ำไม่มีและจำำเลยต้องกำรให้ศำลตั้งทนำยให้ (ป.วิ อำญำ มำตรำ 173 วรรคแรก)
จำกข้อเท็จจริงตำมปัญหำ แม้ในวันสอบถำมคำำให้กำรจำำเลยศำลสอบคำำให้กำรนำยดำำ
จำำเลย นำยดำำแถลงว่ำจะหำทนำยเอง แต่เมื่อถึงวันนัดสืบพยำนโจทก์ นำยดำำจำำเลยกลลับแถลงว่ำหำ
ทนำยไม่ได้ ขอให้ศำลตั้งทนำยให้ ในกรณีเช่นนี้ถือได้ว่ำเป็นกำรแถลงก่อนเริมพิจำรณำเมื่อนำยดำำ
จำำ เลยขอให้ศำลตั้งทนำยให้ ศำลก็ต้องตั้งทนำยให้จำำเลยกำรที่ศำลมีคำำสั่งไม่อนุญำตและสืบพยำ น
โจทก์จำำเลยไปเสร็จแล้วพิพำกษำลงโทษ นำยดำำจำำเลยไป โดยจำำเลยไมมีทนำยเป็นกำรไม่ชอบ ศำล
ต้องตั้งทนำยให้นำยดำำจำำเลยแล้วดำำเนินกำรพิจำรณำใหม่ให้ถูกต้ องเสร็จแล้วจึงพิพำกษำ จึงชอบ
ด้วยหลักกฎหมำยดังกล่ำวข้ำงต้น (ฎีกำที่ 2067/2520)
หมายเหตุ

กำรอ้ำงบทมำตรำและเลขคำำพิพำกษำฎีกำไว้ในเฉลยมีวัตถุประสงค์เพื่ อให้ใช้ค้นคว้ำ
เท่ำนั้น เวลำตอบจริงๆไม่ต้องเขียนลงไปก็ได้
ฉะนัน้ เมื่อควำมผิดฐำนทำำให้เสียทรัพย์มีอัตรำโทษจำำคุกไม่เกินสำ มปีปรับไม่เกินหกหมื่น
บำท คดีจึงต้องห้ำมอุทธรณ์ในปัญหำข้อเท็จจริง
ฉะนัน้ นำยมีจึงอุทธรณ์คำำสั่งยกฟ้องของศำลชั้นต้นไม่ได้เป็นปัญห ำข้อเท็จจริง

กฎหมายพาณิชย์ 1
ข้อ 3

นำยสุดตกลงจ้ำงนำยเอกถมดินที่ดินของนำยสุดแปลงหนึ่งเนื้อที่ 100 ตำรำงวำ คิดเป็นเงิน
ค่ำจ้ำง 100,000 บำท นำยเอกไม่มีรถขนดินพอเพียง เพรำะรับถมดินไว้หลำยแห่ง นำยเอกจึงเอำงำน
ที่รับจ้ำงนำยสุดไปจ้ำงให้นำยโทจัดทำำแทน คิดเป็นเงินค่ำจ้ำง 80,000 บำท นำยสุดรู้เข้ำ จึงต่อว่ำนำย
เอก โดยอ้ำงว่ำนำยเอกผิดสัญญำ เพรำะนำยสุดไม่ได้จ้ำงนำยโท นำยเอกโต้แย้งว่ำนำยสุดไม่มีสิทธิ
มำอ้ำงว่ำนำยเอกผิดสัญญำ เพรำะสัญญำจ้ำงถมดินไม่ได้ทำำเป็นหนังสือ จึงใช้บังคับกันไม่ได้ ท่ำน
เห็นด้วยกับข้ออ้ำงและข้อแย้งระหว่ำงบุคคลทั้งสองหรือไม่
เฉลย

ตำม ปพพ. มำตรำ 587 จ้ำงทำำของคือสัญญำซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่ำผู้รับจ้ำง ตกลงรับจะ
ทำำกำรงำนสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ ง เรียกว่ำผู้วำ่ จ้ำงและผูว้ ่ำจ้ำงตกลงจะ
ทำำกำรงำนสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จนสำำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่ำผู้วำ่ จ้ำงและผูว้ ่ำจ้ำงตกลงจะให้
สินจ้ำงเพื่อผลสำำเร็จ แห่งกำรที่ทำำ
และตำมมำตรำ 607 ผูร้ ับจ้ำงจะเอำกำรที่รับจ้ำงทั้งหมดหรือแบ่งกำรแต่บำงส่วนไปให ำ้
ผู้รับจ้ำงช่วยทำำอีกทอดหนึ่งก็ได้ ฯลฯ
กำรจ้ำงถมดินเป็นสัญญำจ้ำงทำำของ เพรำะมุ่งถึงผลสำำเร็จของกำรงำนที่ทำำ และไม่มี
กฎหมำยบังคับว่ำต้องทำำสัญญำเป็นหนังสือ
ตำมปัญหำแยกพิจำรณำได้ดังนี้
(ก) ที่ทนำยเอกโต้แย้งว่ำ สัญญำจ้ำงถมดินไม่ได้ทำำเป็นหนังสือจึงใช้บังคับกันไม่ได้นั้นไม ำ่
ถูกต้อง ข้ำพเจ้ำไม่เห็นด้วย
(ข) กำรที่ทนำยเอกเอำงำนไปให้นำยโทจัดทำำแทนย่อมทำำได้ตำมมำตรำ 607 ไม่ถือ
เป็นกำรผิดสัญญำ
ข้ำพเจ้ำไม่เห็นด้วยกับข้ออ้ำงข้อโต้แย้งระหว่ำงบุคคลทั้งสอง

กฎหมายพาณิชย์ 2
ข้อ 3
ก. เหตุใดผู้รับประกันภัยที่ชำำระค่ำสินไหมทดแทนตำมสัญญำประกันภัยค ำ้ำจุนให้ผคู้ ำำประกัน
จึงไม่รุดพ้นควำมรับผิด และกำรทีผ่ ู้ต้องเสียหำยไม่เรียกผู้เอำประกันภัยเข้ำไปในคดีที่ ตน
ฟ้องผูร้ ับประกันภัยนั้น มีผลตำมกฎหมำยอย่ำงใดจงอธิบำย

ข. อำยุควำมตำมสัญญำประกันภัยคำ้ำจุนเกี่ยวข้องกับอำยุควำมในมูลนี้ ผู้เอำประกันภัยจะต้อง
รับผิดอย่ำงใด และปัญหำอำยุควำมเป็นปัญหำที่เกี่ยวด้วยอำำนำจฟ้องของผู้รับประก ำันภัยใช่
หรือไม่
เฉลย
ก. ผู้รับประกันภัยที่ชำำระค่ำสินไหมทดแทนตำมสัญญำประกันภัยคำ้ำจุน ให้ผู้เอำประกันภัยไม่
หลุดพ้นควำมรับผิด เพรำะผู้เอำประกันภัยมิใช่ผู้ได้รับควำมเสียหำยจำกวินำศภัยที่เ กิดขึน้
กำรที่ผู้รับประกันภัยชำำระค่ำสินไหมทดแทนให้ไปจึงไม่ใช่ กำรชดใช้ค่ำสินไหมทดแทน
ตำมควำมเสียหำยที่แท้จริง ผูร้ ับประกันภัยจึงไม่หลุดพ้นควำมรับผิดชอบ
กำรที่ผู้ต้องเสียหำยไม่เรียกผู้เอำประกันภัยเข้ำไปในคดีที่ฟ้อ งผูร้ ับประกันภัยนั้น มีผลตำม
กฎหมำยคือ ผู้ต้องเสียหำยจะนำำคดีไปฟ้องผู้เอำประกันภัยให้ชำำระค่ำสินไหมทด แทนส่วนที่ขำด
เป็นคดีใหม่ไม่ได้ เพรำะถือว่ำผู้ต้องเสียหำยได้แสดงเจตนำสละสิทธิของตนในมูลนี้ที ำ่มีต่อผู้เอำ
ประกันภัยแล้ว
ข. อำยุควำมตำมสัญญำประกันภัยคำ้ำจุนเกี่ยวข้องกับอำยุควำมในมูลนี้ ที่ผู้เอำประกันภัยจะต้อง
รับผิดชอบ กล่ำวคือ ถ้ำปรำกฏว่ำคดีที่ผู้ต้องเสียหำยฟ้องผู้เอำประกันภัยขำดอำยุควำ ม ผู้เอำ
ประกันภัยไม่ต้องรับผิดต่อผู้ต้องเสียหำย ผู้รับประกันภัยย่อมไม่ต้องรับผิดตำมมำตรำ 887
วรรคแรก แต่ถ้ำไม่มีคดีฟ้องผู้ก่อควำมเสียหำยและผู้เอำประกันไม่ได้ปฏิเ สธควำมรับผิด
ด้วยเหตุอำยุควำม ผู้รับประกันภัยจะต่อสู้ว่ำสิทธิเรียกร้องของผู้เสียหำยที่มีต่ อผู้เอำประกัน
ภัยขำดอำยุควำมแล้วไม่ได้ เพรำะไม่ใช่ข้อต่อสู้ในมูลนี้ของสัญญำประกันภัย
ตำมปกติปัญหำตำมอำยุควำมไม่ใช่ปัญหำที่เกี่ยวด้วยอำำนำจฟ้องของผ ำู้รับประกันภัย แต่ถ้ำ
กำรขำดอำยุควำมนั้นเป็นปัญหำที่เกี่ยวด้วยควำมรับผิดของผ ำู้เอำประกันภัย ซึ่งเป็นผลให้ผู้
ต้องเสียหำยไม่มีอำำนำจฟ้องผู้รับประกันภัยแล้ว แม้ผู้รับประกันภัยจะไม่ได้ยกอำยุควำมข้น
ต่อสู้ ศำลก็มีอำำนำจยกขึ้นวินิจฉัยได้

เรื่องน่ารู้
เฉลยข้อสอบนิติศาสตร์
กฎหมายวิธีสบัญญัติ 1 ภาค 1/2532
โจทก์

โจทก์ฟ้องให้จำำเลยชำำระหนี้เงินดั๊น้ 7,000 บำท โดยยื่นฟ้องต่อศำลแขวงรำชบุรี ซึ่งเป็นศำล
ที่โจทก์และจำำเลยมีภูมิลำำเนำ ศำลแขวงรำชบุรีผู้พิพำกษำให้จำำเลยชำำระหนี้ให้โจทก็ตำมฟ้อง คดี
ถึงที่สุดจำำเลยไม่ชำำระ โจทก์บังคับคดีโดยนำำเจ้ำพนักงำนบังคับคดียึดรถยนต์รำคำ 20,000 บำท จำก
จำำเลย นำยเอกยื่นคำำร้องถึงทรัพย์วำ่ รถยนต์คันนี้ยึดเป็นของตน ขอให้ศำลสั่งปล่อยทรัพย์สินที่ยึด
ดังนี้ ศำลแขวงรำชบุรีจะรับคำำร้องขัดทรัพย์ของนำยเอกได้หรือไม่
เฉลย

กำรร้องขัดทรัพย์เป็นกำร้องขอในชั้นบังคับคดี คำำร้องขัดทรัพย์จึงต้องยื่นต่อศำลตำมที่
บัญญัติไว้ในประมวลกฎหม ำยวิธีพิจำรณำควำมแพ่ง มำตรำ 7(2) ประกอบด้วยมำตรำ 702 กล่ำว
คือ จะต้องยื่นต่อศำลที่ออกหมำยบังคับคดี ซึ่งได้แก่ศำลที่พิจำรณำและชี้ขำดตัดสินคดีนั้นในชั้นต้น
ตามปัญหา โจทก์ฟ้องคดีต่อศำลแขวงรำชบุรี และเป็นผูน้ ำำเจ้ำพนักงำนบังคับคดีไปยึด
รถยนต์จำกจำำเลย นำยเอกผู้ร้องขัดทรัพย์จึงยื่นคำำร้องต่อศำลแขวงรำชบุรี ซึ่งเป็นศำลที่ออกกฎหมำย
บังคับคดี ให้ปล่อยทรัพย์สินดังกล่ำวได้ถึงแม้รำคำทรัพย์สินที่ร้องขัดทรั พย์จะเกิน 10,000 บำท ก็
ไม่เกินอำำนำจศำลแขวงที่จะพิจำรณำพิพำกษำ เพรำะกำรพิจำรณำชั้นร้องขัดทรัพย์ในเรื่องที่โจทก์
ฟ้องจำำเลย
โจทก์

นำยเอกมีภูมิลำำเนำอยู่จังหวัดชลบุรี มีห้องแถวให้เช่ำในจังหวัดระยอง โดยให้นำยโทที่มี
ภูมิลำำเนำอยู่จังหวัดตรำดเป็นผู้เช่ำ และตกลงทำำสัญญำเช่ำที่จังหวัดตรำด นำยโทค้ำงชำำระค่ำเช่ำ
นำยเอกประสงค์จะฟ้องเรียกค่ำเช่ำดังนี้ นำยเอกจะฟ้องที่ศำลใด
เฉลย

ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมแพ่งมำตรำ 4 บัญญัติว่ำ”เว้นแต่จะได้มีกฎหมำยบัญญัติ
ไว้เป็นอย่ำงอื่น กำรยื่นคำำฟ้องนั้นต้องอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติดังต่อไปนี้
(1) คำำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหำริมทรัพย์หรือสังหำริมทรัพย์ หรือสิทธิ หรือประโยชน์ใดๆอัน
เกี่ยวกับทรัพย์เหล่ำนั้น ให้เสนอต่อศำลที่ทรัพย์เหล่ำนั้นตั้งอยู่ในเขตศำล แต่ถ้ำโจทก์มีควำม
ประสงค์ที่จะยืน่ คำำฟ้องต่อศำลทีจ่ ำำเลยมีภูมิล ำำเนำอยู่ในเขตศำลนั้น เมื่อโจทก์ยื่นคำำขอโดยทำำเป็น
คำำร้องแสดงให้เห็นว่ำ กำรพิจำรณำคดีในศำลนั้นๆ จะเป็นกำรสะดวก ศำลจะใช้ดุลพินิจอนุญำตให้
โจทก์ยื่นคำำฟ้องตำมที่ขอนั้นได้”
ตำมปัญหำ กำรฟ้องขอให้ชำำระค่ำเช่ำบ้ำนที่ติดค้ำง แม้มุ่งประสงค์จะขอบังคับเอำเงินค่ำ
เช่ำเท่ำนั้น ซึ่งจะเป็นธนบัตรฉบับไหนก็ได้ แต่กำรฟ้องเช่นนี้ถือว่ำเป็นคำำฟ้องเกี่ยวกับ
อสังหำริมทรัพย์ เพรำะค่ำเช่ำบ้ำนเช่นนั้นเป็นประโยชน์อันเกี่ยวกับอสังหำริมทรั พย์โดยเฉพำะ

เจำะจง คือ บ้ำนหลังที่ใช้ นำยเอกจะต้องยื่นคำำฟ้องต่อศำลจังหวัดระยอง อันเป็นศำลที่ทรัพย์ตั้งอยู่
แต่ถ้ำนำยเอกมีควำมประสงค์จะยืนคำำฟ้องต่อศำลที่จำำเลยมีภูมิลำำเน ำอยู่ในเขต คือศำลจังหวัดตรำด
ก็ต้องยื่นคำำขอโดยทำำเป็นคำำร้องแสดงให้เห็นว่ำ กำรพิจำรณำในศำลจังหวัดตรำดจะเป็นกำรสะดวก
ตำมประมวลกฎหมำยวิธีพ ำิจำรณำควำมแพ่ง

กฎหมายวิธีสบัญญัติ 2
โจทก์
ในคดีเรื่องหนึ่ง ศำลพิพำกษำยกฟ้องโจทก์ให้โจทก์ใช้ค่ำฤชำธรรมเนียมแทนจำำเลย โดย
กำำหนดค่ำทนำย 60,000 บำท โจทก์ทรำบคำำบังคับของศำลและล่วงพ้นกำำหนดเวลำตำมคำำบังคับ
แล้ว โจทก์ไม่ชำำระค่ำฤชำธรรมเนียมแล้วค่ำทนำยตำมคำำพิพำกษำ จำำเลยจึงยื่นคำำขอต่อศำลให้ศำล
ออกกฎหมำยบังคับคดี โจทก์แถลงคัดค้ำนว่ำจำำเลยจะขอให้บังคับคดีในคดีเดิมไม่ได้ จำำเลยมิใช่เป็น
โจทก์ฟ้องคดีแต่แรก เมื่อโจทก์ไม่ชำำระค่ำฤชำธรรมเนียมและค่ำทนำยจำำเลยก็ต้องฟ้องโจท ก์เป็น
จำำเลยเป็นคดีใหม่อีกคดีหนึ่ง ดังนี้ ถ้ำท่ำนเป็นศำล จะออกหมำยบังคับคดีแก่โจทก์ตำมคำำขอของ
จำำเลยหรือไม่
เฉลย

ตำม ปวพ. มำตรำ 271 ถ้ำคูค่ วำมหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ำยแพ้คดี ( ลูกหนี้ตำมคำำพิพำกษำมิได้
ปฏิบัติตำมคำำพิพำกษำหรือคำำสั่งของศำลค ำู่ควำมหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ำยชนะ ( เจ้ำหนีค้ ำำพิพำกษำ)
ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตำมคำำพิพำกษำหรือคำำสั่ง
และตำม ปวพ. มำตรำ 2 76 ถ้ำศำลเห็นว่ำคำำบังคับที่ขอให้บังคับนั้นได้ส่งให้แก่ลูกหนี้ตำ ม
คำำพิพำกษำ และระยะเวลำที่ศำลไดกำำหนด เพื่อให้ปฏิบัติตำมคำำบังคับล่วงพ้นไปแล้วให้ศำลออก
หมำยบังคับคด ำีให้ทนั ที...
ตำมปัญหำ โจทก์เป็นฝ่ำยแพ้คดี เมื่อศำลพิพำกษำให้โจทก์ใช้ค่ำฤชำธรรมเนียม ค่ำทนำย
แก่จำำเลย จำำเลยย่อมเป็นเจ้ำหนี้ตำมคำำพิพำกษำและโจทก์ย่อมเป็นลูกหนี้ตำมค ำำพิพำกษำตำมปัญหำ
โจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้ตำมคำำพิพำกษำทรำบคำำบังคับ ของศำลและครบกำำหนดตำมบังคับแล้ว โจทก์
ไม่ชำำระหนี้ค่ำฤชำธรรมเนียมและค่ำทนำยตำมคำำพิพำกษำศำลย่อม ออกหมำยบังคับได้ตำมมำตรำ
276 ข้ำพเจ้ำเป็นศำลจะออกหมำยบังคับคดีให้จำำเลย
โจทก์

นำยชมถูกศำลพิพำกษำให้ล้มละลำย แต่ต่อมำได้ยื่นคำำขอให้ศำลมีคำำสั่งปลดตนจำกคดีล้ม
ละลำย และศำลได้มีคำำสั่งปลดจำกล้มละลำยแล้ว ปรำกฏว่ำ นำยขมเป็นหนี้นำยยิ้มอยู่ 100,000 บำท
และเป็นหนี้ค่ำภำษีอำกรอยู่อีก 50,000 บำท แต่นำยยิ้มและกรมสรรพำกรไม่ได้ยื่นคำำขอรับชำำระหนี้
ดังนี้นำยยิ้มและกรมสรรพำกรจะสำมำรถฟ้องนำยชมเป็นคดีแพ่งเรียกใ ห้ชำำระหนี้ที่ค้ำงอยู่ได้หรือ
ไม่เพียงใด
เฉลย

มำตรำ 77 คำำสั่งปลดจำกล้มละลำยทำำให้บุคคลล้มละลำยหลุดพ้นจำกหนี้ทั้งปวงอ ำันพึงรอ
รับชำำระได้ เว้นแต่
(1) หนี้เกี่ยวกับภำษีอำกร หรือจังกอบของรัฐบำลหรือเทศบำล
(2) หนี้ซึ่งได้เกิดขึ้นโดยควำมทุจริตฉ้อโกงของบุคคลล้มละลำยหรือหน ำี้ซึ่งเจ้ำหนี้ไม่ได้
เรียกร้องเนื่องจำกควำมทุจริตฉ้อโกงซึ่งบุ คคลล้มละลำยมีส่วนเกี่ยวข้องสมรู้
ตำมอุทธรณ์ นำยยิ้มเป็นเจ้ำหนี้นำยชมอยู่เป็นจำำนวน 100,000 บำท แต่นำยยิ้มไม่ได้ยื่น
คำำขอรับชำำระหนี้เข้ำไปในคดีล้มลำย ฉะนัน้ ศำลมีคำำสั่งปลดนำยชมจำกกำรล้มลำยแล้ว ก็ย่อมทำำให้
นำยชมหลุดพ้นจำกหนี้ทั้งปวงนำยยิ้มจึงฟ้องนำยชมเป็น คดีแพ่งให้รับผิดกับตนอีกไม่ได้เลย
แต่กรมสรรพำกรเป็นเจ้ำหนี้ค่ำภำษีอำกรซึ่งเขำขอยกเว้นตำม ม.77(1) ฉะนั้นนำยชมจึงยัง
ไม่หลุดพ้นจำกหนี้ภำษีอำกรดังกล่ำว กรมสรรพำกรจึงสำมำรถฟ้องนำยชมให้รับผิดในหนี้ค่ำภำษี
อำกรนั้นได ำ้เต็มจำำนวน

กฎหมายวิธีสบัญญัติ 3 ภาค 1/2532
โจทก์
คดีอำญำเรื่องหนึ่ง ข้อเท็จจริงได้ควำมว่ำนำย ก อยู่กินกับภริยำโดยมิได้จดทะเบียนสมรสมี
บุตรหนึ่งคนคือ นำงสำว ข นำงสำว ข ตั้งครรภ์ขึ้นทั้งๆที่ยังไม่อยำกมีบุตร จึงแอบไปให้นำยแพทย์
ค ทำำแท้ง จนสำำเร็จ ต่อมำขณะที่นำงสำว ข กำำลังพักอยู่ที่คลินิก นำยแพทย์ ค ได้ฉีดยำปฏิชีวนะโดย
ประมำทเป็นเหตุให้นำงสำว ข ถึงแก่ควำมตำย นำย ก จึงยื่นฟ้องนำย แพทย์ ค ฐำนทำำให้นำงสำว ข
แท้งลูกกรณีหนึ่ง และฐำนกระทำำโดยประมำทเป็นเหตุให้นำงสำว ข ถึงแก่ควำมตำยอีกกรณีหนึ่ง
ดังนี้ให้วินิจฉัยว่ำนำย ก มีอำำนำจฟ้องนำยแพทย์ ค ทั้งสองกรณีหรือไม่
เฉลย

ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำ มำตรำ 2(4) วำงหลักเอำไว้ “ ผู้เสียหำย
หมำยควำมถึงบุคคลผู้ได้รับควำมเสียหำยเนื่องจำกกำรกร ะทำำผิดฐำนใดฐำนหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่น
ที่มีอำำนำจจัดกำรแทนได้ ดั่งบัญญัติไว้ในมำตรำ 4 , 5 และ 6
ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำ มำตรำ 5 วำงหลักไว้ว่ำ บุคคลเหล่ำนี้จัดกำร
แทนผู้เสียหำยได้ ฯลฯ
ก. ผูบ้ ุพกำรี ผูส้ ืบสันดำน สำมีหรือภริยำเฉพำะแต่ในควำมผิดอำญำซึ่งผู้เสียหำยถูก
ทำำร้ำยถึง
ตำย หรือบำดเจ็บจนไม่สำมำรถจัดกำรเองได้ ฯลฯ
จำกหลักกฎหมำยดังกล่ำว คำำว่ำผู้เสียหำยจึงแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ผู้เสียหำยที่แท้
จริงกับผู้มีอำำนำจจัดกำรแทนผู้เสียหำย
ผู้เสียหำยที่แท้จริงนั้น นอกจำกตำมพฤติกำรณ์จะเป็นผู้ได้รับ ควำมเสียหำยตำมควำมเป็น
จริงแ ล้ว ยังต้องเป็นผู้เสียหำยโดยนิตินัยด้วย กล่ำวคือ ต้องไม่เป็นผู้เป็นส่วนร่วมในกำรก่อให้เกิด
กำรกระทำำผิดขึ้น หรือมีควำมสัมพันธ์กับผู้กระทำำผิด ไปในทำงที่ฝ่ำฝืนกฎหมำย
ส่วนผู้มีอำำนำจจัดกำรแทนผู้เสียหำยในกรณีที่เป็นบุพกำรีซึ่งเป็ นผู้สืบสำยโลหิตตำมควำม
เป็นจริงโดยตรงขึ้นไปของผู้เสียหำย จะฟ้องคดีแทนผู้เสียหำยไดเฉพำะคดีอำญำทีปรำกฏว่ำมีกำร
ทำำร้ำยผู้ เสียหำยถึงแก่ควำมตำยหรือบำดเจ็บจนไม่สำมำรถจัดกำรเองได้
ตำมปัญหำนำย ก ไม่มีอำำนำจฟ้องนำยแพทย์ ค ฐำนทำำแท้ง เพรำะแม้ว่ำกำรทำำแท้งจะ
เป็นกำรทำำร้ำยตำมประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณ ำควำมอำญำมำตรำ 5 (2) และนำย ก จะเป็นบุพกำรี
ตำมควำมเป็นจริงของนำงสำว ข ก็ตำมแต่กำรที่นำงสำว ข ยอมให้นำยแพทย์ ค ทำำแท้งถือว่ำ
นำงสำว ข เป็นผู้มีส่วนร่วมในกำรก่อให้เกิดกำรกระทำำผิดขึ้นได้ นำงสำวจึงไม่ใช่เป็นผู้เสียหำยโดย
นิตินัย นำย ก จึงไม่มีอำำนำจเป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนนำงสำว ข
ส่วนควำมผิดฐำนประมำทเป็นเหตุให้นำงสำว ข ถึงแก่ควำมตำยนั้น นำย ก มีอำำนำจฟ้อง
นำยแพทย์ ค เพรำะกำรที่นำงสำว ข ยอมให้แพทย์รักษำคัวนั้นไม่ถือว่ำเป็นกำรรู้เห็นยินยอมใน
กำรกระ ทำำผิด นำงสำว ข จึงไม่เป็นผู้มีส่วนร่วมในกำรก่อให้เกิดกำรกระทำำผิดขึ้นด้วย นำงสำว ข
จึงเป็นผู้เสียหำยโดยนิตินัย ดังนั้น เมื่อนำงสำว ข ตำยเพรำะกำรฉีดยำปฏิชีวนะโดยประมำทของนำย
แพทย์ ค นำย ก บุพกำรีตำมควำมเป็นจริงจึงมีอำำนำจเป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนนำงสำว ข ได้ตำม
ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำ มำตร 5(2)
สรุป นำย ก ไม่มีอำำนำจฟ้องนำยแพทย์ ค ในควำมผิดฐำนทำำแท้ง เพรำะนำงสำว ข ไม่ใช่ผู้
เสียหำยโดยนิตินัย นำย ก บุพกำรีจึงไม่มีอำำนำจจัดกำรแทนนำงสำว ข ส่วนควำมผิดฐำนประมำท
เป็นเหตุให้นำงสำว ข ถึงแก่ควำมตำยนั้น นำย ก มีอำำนำจฟ้องนำยแพทย์ ค เพรำะนำงสำว ข เป็นผู้
เสียหำยโดยนิตินัย นำย ก บุพกำรีจึงมีอำำนำจจัดกำรแทน

โจทก์

คำำกล่ำวต่อไปนี้ ศำลรับฟังเพียงใด
“ผู้ตำยถูกยิงหลำยนัด มีผนู้ ำำส่งโรงพยำบำลพนักงำนสอบสวนได้สอบสวนผู้ตำย ปรำกฏว่ำ
ผู้ตำยยังพูดได้ มีอำกำรช็อค แล้วคล้ำยๆจะเป็นลม แต่ยังมีสติดี ไดให้กำรถึงนำยแดงเป็นคนยิง
พนักงำนสอบสวนได้บันทึกคำำให้กำรไว้ หลังจำกนั้นไม่นำนก็ถึงแก่ควำมตำย และต่อมำได้มีกำร
ฟ้องนำยแดงฐำนฆ่ำคน”
หลักเกณฑ์ที่ศำลไทยรับฟังคำำกล่ำวของศำลกระทำำร้ำยก่อนตำยที่บอกว ำ่ำใครเป็นคนยิงตน
ดังนี้
1. ต้องนำำสืบเฉพำะคดีที่มีกำรกระทำำเหตุให้คนตำยเท่ำนั้น
2. ผูก้ ล่ำวได้รู้สึกตัวอยู่ดีแล้วว่ำกำำลังใกล้ตำย
3. ควำมตำยนั้นใกล้จะถึง
4. จำำเลยที่ถูกฟ้อง ต้องเป็นผู้ที่ถูกกล่ำวหำบอกกล่ำวที่ตำยไปแล้วนั้น
ตามปัญหา
ศำลรับฟังเพรำะจะเห็นได้ว่ำมีกำรฟ้องนำยแดงฐำนฆ่ำคนตำย ย่อมเป็นคดีที่มีกำรทำำเป็น
เหตุให้คนตำย ขณะที่ผู้ตำยยังพูดได้มีอำกำรช็อคคล้ำย ๆ จะเป็นลม และให้กำรต่อพนักงำน
สอบสวนว่ำ นำยแดงเป็นคนยิงแสดงว่ำผู้กล่ำวได้รู้สึกตัวอยู่ดีแล้วว่ำกำำลัง ใกล้จะตำยต่อมำอีกไม่
นำนก็ถึงแก่ควำมตำย แสดงว่ำควำมตำยนั้นใกล้จะถึงแล้ว กำรที่ผู้ตำยกล่ำวถึงนำยแดงเป็นคนยิง ต่อ
มำนำยแดงก็ถูกฟ้อง ถือว่ำจำำเลยที่ถูกฟ้องนัน้ เป็นผู้ที่ถูกล่ำวหำว่ำฆ่ำ ผูต้ ำยดังกล่ำวที่ตำยไปแล้ว จึง
ครบองค์ประกอบของหลักเกณฑ์กำรรับฟังคำำกล่ำวของผู้กล่ำวศำลแล ำ้ว
สรุป คำำกล่ำวนี้ศำลต้องรับฟังเพรำะองค์ประกอบกำรรับฟังคำำกล่ำวของผู้ ถูกทำำร้ำยก่อน
ตำย

เรื่องน่ารู้
เฉลยข้อสอบนิติศาสตร์
กฎหมายแพ่ง 1 ภาค 1/2532
โจทก์

แดง เป็นคนสติฟันเฟือน อำยุ 17 ปี ได้ยกแหวนของตนให้เหลือง โดยเหลืองไม่ทรำบว่ำ
แดงเป็นคนสติฟันเฟือน จึงซื้อไว้ในรำคำ 10,000 บำท ต่อมำอีก 1 ปี แดงได้หำยเป็นปกติและได้

หลงรัก นำงสำวฟ้ำ ถึงขนำดทำำพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดของตนให้นำงสำวฟ้ำ ต่อมำเพิ่งจะ
ทรำบในภำยหลังถึงกำรซื้อขำยแหวนและพินัยกรรมซึ่งแด งทำำไปโดยไม่ได้รับควำมยินยอมจำกตน
ดังนี้
1. นิติกรรมซื้อขำยแหวนมีผลอย่ำงไรหรือไม่
2. พินัยกรรมมีผลอย่ำไรหรือไม่
เฉลย

หลักกฎหมาย
ปพพ. มำตรำ 21 บัญญัติว่ำ อันผู้เยำว์จะทำำพินัยกรรมใดต้องไดรับควำมยินยอมของผู้แทน
โดยชอบ ธรรมก่อน บรรดำกำรใดๆ อันผู้เยำว์ได้ทำำโดยปรำศจำกควำมยินยอมเช่นว่ำนั้นท่ำนว่ำเป็น
โม ฆียะ
แดงอำยุ 17 ปี ยังเป็นผู้เยำว์อยู่จึงต้องอยู่ในควำมดูแลของบิดำซึ่งเป็นผู้แท นโดยชอบธรรม
กำรที่แดงได้ขำยแหวนของตนให้เหลืองนัน้ เป็นกระทำำนิติกรรมซึ่งต้ องได้รับควำมยินยอมจำกบิดำ
ผู้แทนโดยชอบธรรม แต่แดงได้ทำำนิติกรรมดังกล่ำวโดยปรำศจำกควำมยินยอมจำกบิดำ ดังนัน้ กำร
ขำยแหวนจึงตกเป็นโมฆียะ
ผลของนิติกรรมที่เป็นโมฆียะก็คือนิติกรรมนั้นมีผลสมบูรณ์ผูกพัน กันมำตำมกฎหมำยมำ
แต่เริ่มแรกและยังคงสมบูรณ์อยู่ต่อไปจนกว่ำจะถ ำูกบอกล้ำงให้สิ้นผลหรือสมบูรณ์ตลอดไปเมื่อให้
สัตยำบัน กล่ำวคือถ้ำไม่มีกำรบอกล้ำงโดยผู้มีสิทธิบอกล้ำงภำยในระยะเวลำท ำี่กฎหมำยกำำหนดหรือ
มีกำรให้สัตยำบันโดยที่มีสิทธิให้สัตยำบันแล้ วสิทธิบอกล้ำงย่อมระงับไปจะบอกล้ำงอีกไม่ได้
นิติกรรมนั้นจะสมบู รณ์ตลอดไป แต่ถ้ำมีกำรบอกล้ำงนิติกรรมที่สมบูรณ์นั้นจะตกเป็นโมฆะทันที
เมื ำ่อถูกบอกล้ำง คู่กรณีต้องกลับสู่สถำนเดิมเหมือนเช่นก่อนทำำนิติกรรมเสมือนว่ำไ ม่เคยนิติกรรม
กำรซื้อขำยนั้นเกิดขึ้นเลย
ปพพ.มำตรำ 25 ผูเ้ ยำว์อำจทำำพินัยกรรมได้เมื่อมีอำยุสิบห้ำปีบริบูรณ์
แดงอำยุ 17 ปีแล้วและหำยจำกเป็นสติฟันเฟือนจึงสำมำรถทำำพินัยกรรมได้โดยด้วย ตัวเอง
ไม่จำำต้องได้รับควำมยินยอมจำกผู้แทนโดยชอบธรรมคือบิดำ ดังนั้นพินัยกรรมจึงมีผลสมบูรณ์
ดังนี้นิติกรรมซื้อขำยแหวนมีผลเป็นโมฆียะเพรำะแดงทำำใบขณะเป็นผู ำ้เยำว์และมิได้รับ
ควำมยินยอมจำกผู้แทนโดยชอบธรรม
3. พินัยกรรมมีผลสมบูรณ์เพรำะแดงอำยุ
โจทก์

สองไปซื้อผ้ำที่ร้ำนขำยผ้ำแห่งหนึ่ง ขำยโฆษณำอวดว่ำผ้ำของตนรับรองไม่ยับไม่ย่นแล้ว
ขยำำผ้ำให้ดูก็ปรำ กฏว่ำไม่ยับ สองจึงซื้อผ้ำไหมเพรำะเชื่อคำำอวดอ้ำงนั้น และนำำมำตัดเสื้อใหม่

ปรำกฏว่ำเมื่อนำำมำรีดเตำรีดมีควำมร้อนสูง ทำำให้ผ้ำย่นเสียหำยสวมใส่ไม่ ได้จึงนำำเสื้อผ้ำมำให้ร้ำน
ขำยผ้ำดูว่ำที่ทำงร้ำนอ้ำงว่ำไม่ยับไ ม่ยน่ นั้นไม่จริงแต่ก็ขอเงินคืนบ้ำงเป็นบำงส่วน เพรำะต้องเสียเงิน
ซื้อแพงเกินไป ดังนี้ท่ำนเห็นด้วยกับข้ออ้ำงของสองอย่ำงไรหรือไม่
เฉลย

หลักกฎหมาย
ปพพ. มำตรำ 121 วรรคแรกบัญญัติว่ำ กำรแสดงเจตนำอันได้มำเพรำะกลฉ้อฉลก็ดี เพรำะ
ขมขู่ก็ดี ท่ำนว่ำเป็นโมฆียะ
ปพพ. มำตรำ 122 บัญญัติว่ำ กำรอันจะเป็นโมฆียกรรมเพรำะกลฉ้อฉลเช่นนัน้ กำรอันนั้น
ก็คงจะมิได้ทำำขึ้นเลย
กลฉ้อฉลนัน้ คือกำรหลอกลวงให้ผู้แสดงเจตนำเข้ำใจผิดหรือลวงให้คู ำ่กรณีหลงเชื่อจึง
แสดงเจตนำเข้ำทำำนิติกรรม
กำรแสดงเจตนำเข้ำนิติกรรมโดยถูกกลฉ้อฉลนัน้ นิติกรรมนั้นมีผลเป็ นโมฆียะ ซึ่งต้องเป็น
กลฉ้อฉลถึงขนำด คือต้องเป็นเรื่องถึงขนำดที่จะจูงใจให้ผู้ถูกกลฉ้อฉลนั้นเข้ำทำำ นิติกรรมหรืออีก
นัยหนึ่งพูดได้ว่ำถ้ำไม่มีกลแอฉลนี้แล้วจะไม่มี กำรแสดงเจตนำทำำนิติกรรมนั้นเลย
กรณีนี้คนขำย โฆษณำยืนยันคุณภำพของสินค้ำว่ำผ้ำไม่ยับไม่ย่น ซึ่งถ้ำกำรยืนยันควำมจริง
แล้วปรำกฏว่ำไม่เป็นควำมจริงตำมโฆษณำก ำ็เป็นกลฉ้อฉล เพรำะมีเจตนำหลอกให้สองหลงเชื่อจึง
ทำำนิติกรรมซื้อผ้ำ แต่กรณีนี้ปรำกฏว่ำคนขำยยืนยันรับรองเรื่องคุณภำพของผ้ำนั้นเป็ นควำมจริงว่ำ
ไม่ยับไม่ย่นจึงไมเป็นกลฉ้อฉลเพรำะกำรที่ผ้ำยับย่น นั้นเป็นควำมผิดของสองเอง ดังนั้นนิติกรรมจึง
สมบูรณ์ สองไม่สำมำรถเรียกค่ำเสียหำยใดๆจำกผู้ขำย

กฎหมายแพ่ง 3
ภาค 1/2532

โจทก์
นำยสำยัณห์ตกลงสมรสกับนำงสำวสนธยำเลยทำำสัญญำก่อนสมรสว่ำ “ ถ้ำหย่ำขำดจำกกัน
ทรัพย์สินทั้งหมดตกเป็นของนำงสนธยำแต่เพียงผู้ เดียว ไม่ให้นำยสำยัณห์ได้ส่วนแบ่งในสินสมรส
เลย” ก่อนสมรสนำยสำยัณห์มีรถยนต์โตโยต้ำอยู่ 1 คัน นำงสนธยำมีสร้อยเพชร 1 เส้น เมื่อสมรสได้
แล้ว 1 ปี บิดำมำรดำยกที่ดินให้นำงสนธยำ 1 แปลง โดยทำำหนังสือยกให้ระบุว่ำเป็นสินสมรส หลัง
จำกนั้นสำยัณห์และนำงสนธยำต้องกำรรวบรวมเงินไปซื้อบ้ำนจัดส รรจึงขำยรถโตโยต้ำได้เงิน
70,000 ขำยสร้อยเพชรได้เงิน 30,000 และขำยที่ดินได้เงิน 250,000 บำท แล้วนำำเงินทั้งหมดไปฝำก
ธนำคำรไว้ในนำมของนำงสนธยำ ต่อมำนำยสำยัณห์และนำงสนธยำตกลงที่จะหย่ำขำดจำกกัน ดังนี้

ให้ท่ำนแบ่งทรัพย์สินระหว่ำงสำมีภริยำคู่นี้
เฉลย
มำตรำ 1465 (วรรคสอง) ถ้ำข้อควำมใดในสัญญำก่อนสมรสขุดต่อควำมสงบเรียบร้อยหรือ
ศีลธรรม อันดีของประชำชน หรือให้ใช้กฎหมำยประเทศอื่นบังคับเรื่องทรัพย์สินนั้น ขอควำมนั้นๆ
เป็นโมฆะ
มำตรำ 1471 สิส่วนตัวได้แก่ทรัพย์สิน
ก. ทีฝ่ ่ำยใดฝ่ำยหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรส
มำตรำ 1472 สินส่วนตัวนั้น ถ้ำได้แรกเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินอื่นก็ดี ซื้อทรัพย์สินอื่นมำก็ดี
หรือขำยได้เป็นเงินมำก็ดี ทรัพย์สินอื่นหรือเงินที่ได้มำนั้นเป็นสินส่วนตัว
มำตรำ 1474 สินสมรสได้แก่ทรัพย์สิน
ก. ทีฝ่ ่ำยใดฝ่ำยหนึ่งได้มำระหว่ำงสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยกำรเป็น หนังสือเมื่อ
พินัยกรรมหรือหนังสือยกให้ระบุว่ำเป็นสินสมรส
มำตรำ 1501 กำรสมรสย่อมสิ้นสุดลงด้วยควำมตำย กำรหย่ำหรือศำลพิพำกษำให้เพิกถอน
มำตรำ 1532 เมื่อหย่ำกันแล้วให้จัดกำรทรัพย์สินของสำมีภริยำ
ก. ถ้ำเป็นกำรหย่ำโดยควำมยินยอมของทั้งสองฝ่ำยให้จัดกำรแบ่งทรัพย์ สินของสำมี
ภริยำตำมที่มีอยู่ในเวลำจดทะเบียนกำรหย่ำ
มำตรำ 1533 เมื่อหย่ำกันให้แบ่งสินสมรสให้ชำยและหญิงได้ส่วนเท่ำกัน
จากอุทาหรณ์
สัญญำก่อนสมรสที่มีข้อตกลงกันว่ำ ถ้ำหย่ำขำดจำกกันให้ทรัพย์สินทั้งหมดตกเป็นของ
นำงสำวสนธยำแต่ผู ำ้เดียว ไม่ให้นำยสำยัณห์ได้ส่วนแบ่งในสินสมรสเลย เป็นสัญญำที่ขัดต่อควำม
สงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชำชน ตกเป็นโมฆะตำมมำตรำ 1465 (คำำพิพำกษำศำลฎีกำ
ที่ 195/2465) ในกำรแบ่งทรัพย์สินเมื่อหย่ำ จึงถือว่ำไม่มีสัญญำก่อนสมรสดังกล่ำวอยู่เลย
รถยนต์โตโยต้ำเป็นสินส่วนตัวของนำยสำยัณห์เพรำะเป็นสินทรัพย์ที ำ่มีอยู่แล้วก่อน
สมรส(มำตรำ 1471)(1)) เมื่อขำยได้เงินมำเงินที่ได้จึงเป็นสินส่วนตัวของนำยสำยัณห์ตกไ ด้แก่นำย
สำยัณห์ สร้อยเพชรเป็นสินส่วนตัวของนำงสนธยำ เมื่อขำยได้เงินมำที่ได้จึงเป็นสินส่วนตัวของนำง
สนธยำตกได้แก่น ำงสนธยำ (มำตรำ 1472)
ที่ดินของนำงสนธยำที่ได้รับเป็นสินสมรส เพรำะบิดำของนำงสนธยำทำำหนังสือยกให้ระบุ
ว่ำให้เป็นสินสมรส (มำตรำ 1474(2)) เงินที่ได้จำกกำรขำยที่ดินเป็นสินสมรส จึงต้องแบ่งแก่นำย
สำยัณห์และนำงสนธยำคนละเท่ำๆกัน
ดังนัน้ เมื่อหย่ำกันซึ่งทำำให้กำรสมรสสิ้นสุดลง(มำตรำ 1501) นำยสำยัณห์จึงได้ส่วนแบ่ง
คือ เงินค่ำขำยรถยนต์โตโยต้ำอันเป็นสินส่วนตัว 70,000 บำท และเงินจำกกำรขำยที่ดินสินสมรส

ครึ่งหนึ่ง(มำตรำ 1533) เป็นเงิน 125,0000 บำท ส่วนนำงสนธยำได้ส่วนแบ่งคือเงินค่ำขำยสร้อย
เพชรอันเป็นสินส่วนต ำัว 30,000 บำท และเงินจำกกำรขำยที่ดินสินสมรส 125,000 บำท
โจทก์

นำยสดแต่งงำนกินอยู่กับนำงแสง โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสมำตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 มีบุตร
ด้วยกันหนึ่งคนคือ เด็กชำยสำย นำยสดไปแจ้งกำรเกิดว่ำ เด็กชำยสำยเป็นบุตรของตน ทั้งให้ใช้
นำมสกุลและเมื่อไปนำำไปมอบเข้ำโรงเรียนก็แจ้งว่ำตนเป็ นบิดำ สำำหรับนำงแสงได้รับเด็กชำย
สมชำยมำเป็นบุตรบุญธรรมเพื่อให้เป็นเ พื่อนเล่นบุญธรรมโดยถูกต้องสมบูรณ์ตำมกฎหมำยขณะนี้
ทั้งเด็กสำยแ ละเด็กชำยสมชำยยังไม่บรรลุนิติภำวะและกำำลังศึกษำอยู่ แต่นำยสดมิได้ให้ควำม
อุปกำระเลี้ยงแก่บุคคลทั้งสองแต่ประกำรใดด ำังนี้
เด็กชำยสำยและเด็กชำยสมชำยจะมีสิทธิเรียกค่ำอุปกำระเลี้ยงดุจำก นำยสดบ้ำงหรือไม่
เพียงใด
เฉลย
มำตรำ 1457 กำรสมรสตำมประมวลกฎหมำยนี้จะมีได้เฉพำะเมื่อได้จดทะเบียนแล้วเท ำ่ำนั้น
มำตรำ 1547 เด็กเกิดจำกบิดำมำรดำที่มิได้สมรสกัน จะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมำยต่อเมื่อ
บิดำมำรดำได้สมรสกันในภำยหลัง หรือบิดำได้จดทะเบียนว่ำเป็นบุตรหรือศำลพิพำกษำว่ำเป็นบุตร
มำตรำ 1564 บิดำมำรดำจึงต้องอุปกำระเลี้ยงดูและให้กำรศึกษำตำมสมควรแก่บุตร ใน
ระหว่ำงที่เป็นผู้เยำว์
มำตรำ 1598/28 บุตรบุญธรรมย่อมมีฐำนะอย่ำงเดียวกับบุตรชอบด้วยกฎหมำยของผู้รับ
บุตรเป็นธรรมนั้น แต่ไม่สูญสิทธิและหน้ำที่ในครอบครัวที่ได้กำำเนิดมำ ในกรณีเช่นนี้ให้บิดำมำรดำ
โดยกำำเนิดหมดอำำนำจปกครองนับแต่วันเวล ำที่เด็กเป็นบุตรบุญธรรมแล้ว
มำตรำ 1598/38 ค่ำอุปกำระเลี้ยงดูระหว่ำงบิดำมำรดำกับบุตรนั้นย่อมเรียกจำกกัน ได้ในเมื่อ
ฝ่ำยที่ควรได้รับอุปกำระเลี้ยงดูหรือได้รับอุปกำระเล ำี้ยงดูไม่เพียงพอต่ออัตภำพ ค่ำอุปกำระเลี้ยงดูนี้
ศำลอำจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ โดยคำำนึงถึงควำมสำมำรถของผู้มีหน้ำที่ต้องให้ ฐำนะของผูร้ ับ
และพฤติกำรณ์แห่งกรณี
จากอุทาหรณ์
นำยสดและนำงแสงมิได้จดทะเบียนสมรสกัน จึงไม่เป็นสำมีภริยำที่ชอบด้วย
กฎหมำย(มำตรำ 1457) ด.ช.สำยที่เกิดมำเป็นบุตรนอกสมรส กำรกระทำำของนำยสดต่อด.ช.สำย ที่
ไปแจ้งกำรเกิดว่ำ ด.ช.สำยเป็นบุตรของตน และแจ้งตนว่ำเป็นบิดำเมื่อตอนไปมอบตัวเข้ำโรงเรียน

มิใช่เป็นกำรดทะเบียนว่ำเป็นบุตร จึงไม่ใช่บุตรที่ชอบด้วยกฎหมำยของนำยสด (มำตรำ 1547)
ด.ช.สำยจึงไม่มีสิทธิเรียกค่ำอุปกำระเลี้ยงดูจำกนำยสดได้(มำตรำ 1564 และมำตรำ 1598/38)
สำำหรับ ด.ช.สมชำย เป็นบุตรบุญธรรมของนำยแสงแต่เพียงผู้เดียว จึงมีฐำนะอย่ำงเดียว
เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมำยของนำงแสงเท่ำนั้น (มำตรำ 1598/28) ไม่เกี่ยวข้องกับนำยสดประกำร
ใด ด.ช.สมชำย จึงไม่มีสิทธิเรียกค่ำอุปกำระเลี้ยงดูจำกนำยสดได้เช่นเดียวกัน

กฎหมายอาญา 1
โจทก์

ก ทำำงำนกลำงคืน วันหนึ่งขณะเลิกงำนซึ่งเป็นเวลำดึกมำก ก เดินกลับบ้ำนมำคนเดียว
ระหว่ำงทำงขณะที่เดินเข้ำซอย มีวัยรุ่น 2 คน ซึ่งเป็นอัธพำลอยู่แถวนั้นได้ตรงเข้ำล้อม ก และชกต่อย
ทำำร้ำย ก จึงวิ่งหนี้ พร้อมกันนั้นเหล่ำวัยรุ่นก็วิ่งไล่ตำม พอดีสวนทำงกับยำมของหมู่บ้ำนแถวนั้น ก
จึงผลักยำมล้มลงพร้อมกับแย่งปืนของยำมเพื่อเอำมำขู่วัยรุ่น แต่วัยรุน่ พวกนั้นก็ยังตรงเข้ำมำทำำร้ำย
ก อีก จึงยิงปืนไปหนึ่งนัด ถูกวัยรุ่นคนหนึ่งถึงแก่ควำมตำย ทั้ง ก มีควำมผิดที่กระทำำต่อวัยรุ่นผู้ตำย
หรือไม่และจะต้องรับโทษเพียง ใดหรือไม่
เฉลย
มำตรำ 68(บ่อ) บัญญัติว่ำ “ผู้ใดจำำได้ต้องกระทำำกำรใดเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้
อื่น ให้พ้นภยันตรำยซึ่งเกิดจำกกำรประทุษร้ำยอันละเมิดต่อกฎหมำยและเ ป็นภยันตรำยที่ใกล้จะถึง
ถ้ำได้กระทำำโดยสมควรแก่เหตุ กำรกระทำำนั้นเป็นกำรป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมำย ผู้นั้นไม่มี
ควำมผิด”
ตำมมำตรำ 604 ถ้ำผู้วำ่ จ้ำงเป็นผู้จัดหำสัมภำระ และกำรทีน่ ั้นพังทลำยหรือบุบสลำยลงก่อน
ได้ส่งมอบกันถูกต้อง ควำมวินำศนั้นตกเป็นพับแก่ผู้วำ่ จ้ำง หำกควำมวินำศนั้นมิได้
ในกรณีเช่นว่ำนี้ สินจ้ำงก็เป็นอันไม่ต้องใช้ เว้นแต่ควำมวินำศนั้นเป็นเพรำะกำรกระทำำของ
ผู้วำจ้ำง
ตำมปัญหำ กำรที่ ก. ตกลงจ้ำง ข. จัดสร้ำงโรงรถเป็นสัญญำจ้ำงทำำของตำมมำตรำ 587
เพรำะมีวัตถุประสงค์เพื่อผลสำำเร็จแห่งกำรที่ทำำและ ก. ผูว้ ่ำจ้ำงเป็นผู้จัดหำสัมภำระ กำรที่โรงรถที่
สร้ำงเสร็จถูกพำยุพัดแรงผิดปติจนพังทลำยลงก่อนที ำ่ส่งมอบโรงรถนั้น มิใช่เป็นเพรำะกำรกระทำำ
ของ ข. ผูร้ ับจ้ำง ควำมวินำศจึงตกเป็นพับแก่ ก. ผู้วำ่ จ้ำงตำมมำตรำ 604 วรรคแรกดังนั้น ก. จะเรียก
ให้ ข. จัดกำรทำำให้ใหม่หำได้ไม่

กรณีดังกล่ำวที่โรงรถพังทลำยลงมิใช่เป็นเพรำะกำรกระของ ก.ผู้วำ่ จ้ำง ข. จะเรียกร้องให้
ก. ผูว้ ่ำจ้ำงจ่ำยสินจ้ำงให้ตนหำได้ไม่กรณีต้องด้วยมำตรำ 604 วรรค 2 ตอนแรก

กฎหมายพาณิชย์ 2
โจทก์

ส้มทำำสัญญำดั๊น้ยืมเงินแสดจำำนวน 30,000 บำทโดยระบุลงในสัญญำข้อหนึ่งว่ำ “อัตรำ
ดอกเบี้ยตำมกฎหมำย” ส้มค้ำงชำำระดอกเบี้ยดังนี้เมื่อส้มผิดสัญญำดังกล่ำว แสดจะเรียกให้ส้มชำำระ
ดอกเบี้ยที่ค้ำงชำำระในอัตรำร้อยละ 15 ต่อปี ได้หรือไม่ อย่ำงไร และแสดจะนำำต้นเงิน 30,000 บำท
กับดอกเบี้ยที่ค้ำงชำำระมำรวมเป็นต้นเงินใหม่ และคิดดอกเบี้ยจำกเงินจำำนวนใหม่นี้ตำมสัญญำที่ทำำ
ไว้ได้อีกหรือไ ม่

เฉลย

หลักกฎหมำยในเรื่องดอกเบี้ยเงินให้ดั๊น้ยืมเงินนั้น ปพพ. มำตรำ 7 บัญญัติว่ำ “ ถ้ำจะเสียด
อกเบี้ยแก่กันและดอกเบี้ยนัน้ มิได้กำำหนดอัตรำไว้โดยน ำิติกรรม หรือ โดยกฎหมำยอันใดอันหนึ่งขัด
แจ้งไซร์ ท่ำนให้ใช้อัตรำร้อยละเจ็ดครึ่ง และในเรื่องกำรคิดดอกเบี้ยทบต้นนั้น” ปพพ. มำตรำ 655
บัญญัติว่ำ “ท่ำนห้ำมมิให้คิดดอกเบี้ยในดอกเบี้ยที่ค้ำชำำระ แต่ทว่ำดอกเบี้ยค้ำง”

เรื่องน่ารู้
เฉลยข้อสอบนิติศาสตร์
กฎหมายวิธีสบัญญัติ 1 สอบซ่อม 1/2532
โจทก์
คดีแพ่งเรื่องหนึ่ง โจทก์ฟ้องต่อศำลแขวงลำำปำง ซึ่งโจทก์จำำเลยมีภูมิลำำเนำ เรียกค่ำสินไหม
ทดแทนในกำรที่จำำเลยขับรถโดยประมำทชนรถของโจทก์เส ำียหำย เป็นเงิน 7,000 บำท จำำเลย
ให้กำรต่อสู้ว่ำโจทก์ต่ำงหำกที่เป็นฝ่ำยละเมิดขับรถโดยประ มำททำำให้เสียหำย ฟ้องแย้งขอให้โจทก์
ใช้คำ่ สินไหมทดแทน 20,000 บำท ให้จำำเลย ดังนี้ ศำลแขวงลำำปำงจะรับฟ้องแย้งของจำำเลยไว้
พิจำรณำพิพำกษำได้หรือไม่

เฉลย

พระธรรมนูญศำลยุติธรรม มำตรำ 15 วรรคแรก บัญญัติว่ำ “ศำลแขวงมีอำำนำจพิจำรณำ
พิพำกษำคดี และมีอำำนำจทำำกำรไต่สวนหรือมีคำำสั่งใดๆ ซึ่งผู้พิพำกษำคนเดียวมีอำำนำจตำมที่ระบุไว้
ในมำตรำ 21 และมำตรำ 22(1) ถึง (5)” และมำตรำ 22 บัญญัติว่ำ “ใยศำลชั้นต้น ผูพ้ ิพำกษำคนเดียวมี
อำำนำจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำำนำจของศำลนั้ นดังต่อไปนี้......... (4) พิจำรณำพิพำกษำคดีแพ่ง ซึ่ง
รำคำทรัพย์สินที่พิพำกษำหรือจำำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินหนึ่งห มื่นบำท”
จำำเลยถูกฟ้องคดีแพ่งต่อศำลแขวงลำำปำงจำำเลยฟ้องแย้งเรียกค่ำสินไห มทดแทนจำกโจทก์
ฟ้องแย้งของจำำเลยจะต้องอยู่ใต้บังคับของพรธรรมนู ญศำลยุติธรรม มำตรำ 22 (4) เช่นเดียวกัน
รำคำทรัพย์สินที่พิพำทหรือจำำนวนเงินที่ฟ้องต้องไม่เกิน 10,000 บำท ถ้ำเกินกว่ำ 10,000 บำท ศำล
แขวงก็รับฟ้องแย้งนั้นพิจำรณำพิพำกษำไม่ได้
ตำมปัญหำ ฟ้องแย้งเกินอำำนำจศำลแขวง ศำลแขวงลำำปำงรับฟ้องแย้งนัน้ ไว้พิจำรณำ
พิพำกษำไม่ได้ คงถือเป็นเพียงคำำให้กำรต่อสู้ฟ้องเดิมเท่ำนั้น จำำเลยชอบที่จะนำำฟ้องแย้งของตนไป
โจทก์

นำยแดงมีภูมิลำำเนำอยู่ที่นรำธิวำสขำยที่ดินมีโฉนด 1 แปลง ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดปัตตำนี ให้
แก่นำยขำวซึ่งมีภูมิลำำเนำอยู่จังหวัดสตูล ได้ทำำหนังสือจดทะเบียนกำรโอนกรรมสิทธิ์ที่สำำนักงำนที่
ดินจังหวั ดปัตตำนี ต่อมำปรำกฏว่ำนำยขำวชำำระค่ำที่ดินไม่ครบ คงขำด 20,000 บำท นำยแดงทวง
เตือน แต่นำยขำวไม่ชำำระ ดังนี้นำยแดงจะฟ้องนำยขำวให้ชำำระค่ำที่ดินที่ขำดอยู่ 20,000 บำทนี้ จะ
ฟ้องที่ศำลใด
เฉลย

ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมแพ่งมำตรำ 4 บัญญัติว่ำ “เว้นแต่จะมีกฎหมำยบัญญัติไว้
เป็นอย่ำงอื่น กำรยื่นคำำฟ้องนัน้ ต้องอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติดังต่อไปนี้”
ก. คำำฟ้องอื่นๆนอกจำกนี้ ให้เนอต่อศำลทีจ่ ำำเลยมีภูมิลำำเนำอยู่ในเขตศำล แต่ถ้ำโจทก์มี
ควำมประสงค์ที่จะยืน่ คำำฟ้องต่อศำลที่มีมูลคดีเกิด ขึน้ ในเขตศำลนั้น หรือในเขตที่ไม่มี
ข้อพิพำทถ้ำโจทก์มีควำมประสงค์จะยื่นคำำฟ้องต่ อศำลที่โจทก์มีภูมิลำำเนำอยู่ในเขต
ศำลนั้น เมื่อโจทก์ยื่นคำำขอโดนทำำเป็นคำำร้องแสดงให้เห็นว่ำ กำรพิจำรณำคดีในศำล
นัน้ ๆ จะเป็นกำรสะดวกศำลจะใช้ดุลพินิจอนุญำตให้โจทก์ยืนคำำฟ้องตำมที่ข อนั้นก็ได้
ตำมปัญหำ เป็นกำรฟ้องเรียกค่ำเงินขำยที่ดินจำดผู้ซื้อ มิใช่คำำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหำริมทรัพย์
หรือสิทธิ หรือประโยชน์ใดๆ อันเกี่ยวกับอสังหำริมทรัพย์นั้น จะฟ้องต่อศำลจังหวัดปัตตำนีอันเป็น
ศำลที่ดินนั้นตั้งอยู่ตำมประ มวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมแพ่ง มำตรำ 4 (1) หำได้ไม่นำยแดงต้อง
ฟ้องนำยขำวต่อศำลที่นำยขำวมีภูมิลำำเนำคือศำล จังหวัดสตูล แต่ถ้ำนำยแดงมีควำมประสงค์จะยืน่

คำำฟ้องต่อศำลที่มีมูลคดีเกิดขึ ำ้นคือ ศำลจังหวัดปัตตำนี ก็ต้องยื่นคำำขอโดยทำำเป็นคำำร้องแสดงให้
เห็นว่ำ กำรพิจำรณำในศำลจังหวัดปัตตำนีจะเป็นกำรสพดวกตำมประมวลกฎหมำย วิธีพิจำรณำ
ควำมแพ่ง มำตรำ 4 (2)

กฎหมายวิธีสบัญญัติ 2
โจทก์
ในคดีเรื่องหนึ่ง ศำลพิพำกษำให้จำำเลยใช้หนี้เงินแก่โจทก์ 500,000 บำท จำำเลยไม่ใช้หนี้
ตำมคำำพิพำกษำ ต่อมำโจทก์ได้มำยึดที่ดินของจำำเลยเพื่อขำยทอดตลำด นำยดีผรู้ ้องเป็นผู้ซื้อที่ดิน
ของจำำเลยได้จำกกำรขำยทอดตลำดตำมค ำำสั่งของศำล จำำเลยไม่ยอมออกจำกที่ดินที่ผู้ร้องซื้อไว้ ผู้
ร้องจึงนำำเรื่องมำปรึกษำท่ำน ดังนี้ในกำรที่จะให้จำำเลยออกจำกที่ดิน ท่ำนจะให้คำำปรึกษำแก่ผู้ร้องว่ำ
ให้บังคับคดีแก่จำำเลยในคดีเดิมห รือฟ้องจำำเลยเป็นคดีใหม่อีกเรื่องหนึ่งเหตุใด
เฉลย

ตำม ปวพ. มำตรำ 271 ถ้ำคู่ควำมหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ำยแพ้คดี ( ลูกหนี้ตำมคำำพิพำกษำ)
มิได้ปฏิบัติตำมคำำพิพำกษำหรือคำำสั่งของศำลคู่ควำมหรือบุคคลซึ่ง เป็นฝ่ำยชนะ (เจ้ำหนี้ตำมคำำ
พิพำกษำ) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีควำมตำมคำำพิพำกษำหรือคำำสั่งนัน้ ฯลฯ
ตำมมำตรำ 271 ผูท้ ี่จะร้องขอให้บังคับคดีนั้น ต้องเป็นเจ้ำหน้ำที่ตำมคำำพิพำกษำ ตำม
ปัญหำเจ้ำหนี้ ตำมคำำพิพำกษำในหนี้เงินก็คือโจทก์ในคดีเดิม ไม่ใช่นำยดีผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ที่ซื้อที่ดิน
ของจำำเลยได้จำกกำรข ำยทอดตลำดตำมคำำสั่งศำล อนึ่งกำรที่จำำเลยจะต้องออกจำกที่ดินของจำำเลยที่
นำยดีผู้ร้องซื้ อไว้ได้นั้นเป็นหนี้คนละอันกับหนี้เงินที่จะเลยต้องชำำระแก่โจทก ำ์เจ้ำหนี้ตำมคำำ
พิพำกษำในคดีเดิม ในกำรที่จะให้จำำเลยออกจำกที่ดิน นำยดีผู้ร้องจึงขอให้บังคับคดีแก่จำำเลยในคดี
เดิมไม่ได้ ต้องฟ้องจำำเลยเป็นคดีใหม่อีกเรื่องหนึ่ง
โจทก์
นำยเขียว ดั๊น้ยืมเงินนำยขำวไป จำำนวน 500,000 บำท ต่อมำนำยเขียวมีหนี้สินล้นพ้นตัว
จึงได้แจ้งต่อนำยขำวว่ำตนมีหนี ำ้สินล้นพ้นตัว มีที่ดินอยู่แปลงหนึ่งรำคำ 500,000 บำท เท่ำกับหนี้ที่

ตนค้ำงชำำระนำยขำงอยู่พอดี จึงประสงค์จะโอนที่ดินดังกล่ำวตีใช้หนี้แก่นำยขำว นำยขำวจึงตกลง
รับโอนที่ดินนั้นไว้แทนกำรชำำระหนี้เงินดั๊น้ ต่อมำอีก 2 ปี นำยเขียวถูกเจ้ำหนี้รำยอื่นฟ้องล้มละลำย
และศำลมีคำำสั่งพิทักษ์ท รัพย์เด็ดขำดแล้ว เช่นนี้ถ้ำท่ำนเป็นเจ้ำพนักงำนพิทักษ์ทรัพย์ท่ำนเห็นว่ำจะ
สำมำร ถเพิกถอนกำรที่นำยเขียวโอนที่ดินโอนใช้หนี้แก่นำยขำวได้หรือไม่ เพรำะเหตุใด
เฉลย

ธงคำำตอบ ตำมมำตรำ 114 นัน้ กำรโอนทรัพย์สินและกำรกระทำำกำรใดๆเกี่ยวกับทรัพย์
ของลูกหนี้ซึ่ งลูกหนี้ได้กระทำำ หรือยินยอมให้กระทำำในระหว่ำงระยะเวลำสำมปีก่อนมีกำรขอให้
ล้มละล ำยและภำยหลังนั้น ถ้ำเจ้ำพนักงำนพิทักษ์ทรัพย์มีคำำขอโดยทำำเป็นคำำร้อง ศำลมรอำำนำจสั่ง
เพิกถอนกำรโอนหรือกำรกระทำำนั้นได้เว้นแต่ ผูร้ ับโอนหรือผู้รับประโยชน์แสดงให้เห็นต่อใจศำล
ว่ำกำรโอนหรือก ำรนัน้ ได้กระทำำโดยสุจริต และมีค่ำตอบแทน
คำำว่ำสุจริตนี้ หมำยถึงกำรทีผ่ ู้รับโอนหรือผู้รับประโยชน์ไม่รู้ว่ำลูกหนี้มีหน ำี้สินล้นพ้นตัว
นัน่ เอง (คำำพิพำกษำฎีกำที่ 87-89/2509)
ตำมอุทำหรณ์ กำรโอนที่ดินใช้หนี้ได้กระทำำภำยในช่วงระยะเวลำสำมปี ก่อนมีกำรฟ้องให้
นำยเขียวล้มละลำย กรณีจึงต้องปรับด้วยมำตรำ 114 ดังกล่ำว และแม้กำรโอนที่ดินตีใช้หนี้จะถือว่ำ
นำยขำวเสียค่ำตอบแทนก็ตำมแ ต่เนื่องจำกก่อนรับโอนนำยขำวได้ทรำบถึงควำมเป็นผู้มีหนี้สินล้น
พ้นตัวของนำยเขียว ฉะนั้นเจ้ำพนักงำนพิทักษ์ทรัพย์จึงสำมำรถร้องขอต่อศำลให้เพิกถอ นกำรโอน
ที่ดินตีใช้หนี้รำยนี้ได้
โจทก์
คดีอำญำเรื่องหนึ่งศำลชัน้ ต้นพิพำกษำว่ำจำำเลยมีควำมผิดฐำนชิงทร ำัพย์ ให้จำำคุก 5 ปี ศำล
อุทธรณ์พิพำกษำแก้เป็นว่ำจำำเลยมีควำมผิดรับของโจร ให้จำำคุก 3 ปี จำำเลยฎีกำว่ำจำำเลยไม่ได้
ทำำควำมผิดใดๆ ขอให้ ศำลฎีกำพิพำกษำยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด ดังนั้น ฎีกำของจำำเลยต้องห้ำมตำม
กฎหมำยหรือไม่ เพรำะเหตุใด จงอธิบำยหลักกฎหมำยประกอบคำำตอบ
เฉลย
ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำมำตรำ 218 วำงหลัดไว้ว่ำในคดีที่ศำลอุทธรณ์
พิพำกษำยื่นตำมศำลล่ำงหรือเพีย งแต่แก้ไขเล็กน้อย และลงโทษให้จำำคุกจำำเลยไม่เกินห้ำปีหรือปรับ
หรือทั้งจำำทั้งปรับ แต่โทษจำำคุกไม่เกินห้ำปี ห้ำมมิให้คู่ควำมฎีกำในปัญหำข้อเท็จจริง
จำกหลักกฎหมำยดังกล่ำว หมำยควำมว่ำ ถ้ำศำลอุทธรณ์พิพำกษำแก้ไขเพียงเล็กน้อยก็ต้อง
ห้ำมฎีกำในปัญหำข ำ้อเท็จจริง แก้ไขมำกก็ไม่ต้องห้ำมฎีกำในปัญหำข้อเท็จจริง กำรพิพำกษำแก้โทษ

เพียงอย่ำงเดียวจึงถือว่ำเป็นกำรแก้ไขน้อย แต่ถ้ำศำลอุทธรณ์พิพำกษำแก้บทลงโทษและแก้โทษจำำ
คุกด้วย ถือว่ำเป็นกำรแก้ไขมำก
ตำมปัญหำ ฎีกำของจำำเลยไม่ต้องห้ำมตำมกฎหมำยเพรำะศำลอุทธรณ์พิพำกษำว่ำจำำเ ลยมี
ควำมผิดฐำนรับของโจรไม่ใช่ควำมผิดฐำนชิงทรัพย์เป็นกำรพิพำก ษำ แก้บทลงโทษ และพิพำกษำ
แก้โทษจำำคุกจำก 5 ปี เป็น 3 ปี เป็นกำรแก้มำก กำรที่ศำลอุทธรณ์พิพำกษำแก้ทั้งบทลงโทษและ
แก้ไขโทษจำำคุก เป็นกำรแก้ไขมำกไม่ห้ำมคู่ควำมฎีกำในปัญหำข้อเท็จจริง ดังนั้นกำรที่จำำเลยฎีกำว่ำ
จำำเลยไม่ได้กระทำำควำมผิดใดๆขอให้ศำลฎ ำีกำพิพำกษำยกฟ้องโจทก์ทั้งหมดจึงเป็นกำรฎีกำใน
ปัญหำข้อเท็จจริง ไม่ต้องห้ำมจำำเลยฎีกำ
สรุป ฎีกำของจำำเลยไม่ต้องห้ำมตำมกฎหมำย แม้ว่ำจำำเลยจะฎีกำในปัญหำข้อเท็จจริงเพรำะ
ว่ำศำลอุทธรณ์พิพำกษำ แก้ไขมำก

กฎหมายแพ่ง 1
โจทก์

ส. ลงโฆษณำในหนังสือพิมพ์วันที่ 1 มกรำคม พ.ศ. 2534 ว่ำหำกใครประดิษฐ์โปรแกรม
คอมพิวเตอร์ ซึ่งสำมำรถแปลข้อควำมภำษำไทยเป็นภำษำอังกฤษจะให้รำงวัล 4 แสนบำท เวลำล่วง
เลยไป 5 ปีแล้ว ฉลำด ได้ประดิษฐ์โปรแกรมดังกล่ำวได้โดยไม่เคยทรำบว่ำ ส. ประกำศให้รำงวัล แต่
มำทรำบจำกเพื่อนของตนในภำยหลังเมื่อประดิษฐ์ได้ ดังนั้นฉลำดจึงนำำสิ่งประดิษฐ์ของตนมำขอรับ
รำงวัลจำก ส. ส.อ้ำงว่ำเลยกำำหนดอำยุควำมแล้ว และฉลำดเองก็ไม่เคยมำแจ้งให้ ส. ทรำบว่ำจะ
อำสำประดิษฐ์สัญญำจึงไม่เกิดและปฏิเสธไม่จ่ำยเงินรำงว ำัล ดังนี้ท่ำนเห็นด้วยกับข้อกล่ำวอ้ำงของ
ส. อย่ำงไรหรือไม่
เฉลย
หลักกฎหมาย ตาม ปพพ.
มำตรำ 362 บัญญัติว่ำ บุคคลออกโฆษณำให้คำำมั่นว่ำจะให้รำงวัลแก่ผู้ซึ่งกระทำำกำรอันใดท
ำ่ำนว่ำจำำต้องให้รำงวัลแก่บุคคลใดๆผู้ได้กระกำรอันนั้น แม้มิใช่ว่ำผู้นั้นจะได้กระทำำเพรำะเห็นแก่
รำงวัล
มำตรำ 363 วรรคแรกในกรณีที่กล่ำวมำในมำตรำก่อนนี้ เมื่อยังไมมีใครทำำสำำเร็จดังที่ตั้งไว้
นัน้ อยู่ตรำบใด ผู้ให้คำำมั่นจะถอนคำำมั่นของตนเสียเสียโดยวิธีเดียวกับที่โฆษณำน ำั้นก็ได้ เว้นแต่จะ
ได้แสดงไว้ในโฆษณำนั้นว่ำจะไม่ถอน

กรณีนี้เป็นเรื่องคำำมั่นโฆษณำจะให้รำงวัลคำำมั่นมีลักษณะเป็นกำร แสดงเจตนำเป็น
นิติกรรมฝ่ำยเดียวผูกพันผู้ให้คำำมั่นโดยไม่ต้องมี กำรแสดงเจตนำสนองตอบแต่อย่ำงใด
กรณีนี้เป็นเรื่องผู้ให้คำำมั่นมุ่งถึงควำมสำำเร็จของกำรกระทำำซึ่ งตนได้โฆษณำไว้ ดังนัน้ แม้ผู้
ทำำสำำเร็จกระทำำโดยมำเห็นแก่รำงวัลผู้โฆษณำก็ต้องให ำ้รำงวัล ผูใ้ ห้คำำมั่นจะถอนคำำมั่นเสียได้ถ้ำถ้ำ
ยังไม่มีผู้ใดทำำสำำเร็จ แต่ถ้ำยังไม่ถอนคำำมั่นแล้ว ผู้ให้คำำมั่นก็คงยังผูกพันอยู่
ตำมข้อเท็จจริงเป็นเรื่องคำำมั่นจะให้รำงวัลเมื่อมีบุคคลประดิษฐ ำ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ตำม
ประกำศได้ ดังนั้น ส. ต้องผูกพันตำมคำำมั่นที่ให้ไว้เมื่อมีบุคคลทำำสำำเร็จตำมโฆษณำแล้ว ส. ต้อง
ผูกพันที่จะต้องให้รำงวัลแก่ฉลำดซึ่งประดิษฐ์ได้
ส. จะอ้ำงกำำหนดอำยุควำมว่ำมำปฏิเสธไม่จ่ำยรำงวัลไม่ได้ เพรำะ ส. ยังไม่ได้ถอนคำำมั่น
แต่อย่ำงใด ส. จึงต้องผูกพันจ่ำยรำงวัลแม้ว่ำฉลำดจะไม่ทรำบมำก่อนว่ำกำรประดิษ ฐ์นนั้ จะมีรำงวัล
ดังนั้น ส. ปฏิเสธไม่จ่ำยเงินรำงวัลไม่ได้

กฎหมายแพ่ง 3
สอบซ่อม 1/2532
โจทก์

นำยเพชรอำยุ 17 ปี ทำำสัญญำหมั้น กับนำงสำวไพลินอำยุ 16 ปี โดยได้รับควำมยินยอมจำก
บิดำมำรดำของทั้งสองฝ่ำย ต่อมำถูกต้องตำมกฎหมำย ระหว่ำงอยู่กินกับนำยเพชรเริ่มคบหำเพื่อน
เที่ยวเตร่ ดื่มสุรำ เมื่อเมำสุรำก็ทำำร้ำยร่ำงกำยนำงไพลินเป็นประจำำ ครั้งสุดท้ำยนำยเพชรเมำสุรำมี
ปำกเสียงกับนำงไพลิน และชกนำงไพลินจนดั้งจมูกหัก นำงไพลินต้องกำรจะเลิกกำรเป็นสำมีภริยำ
กับนำยเพชร จึงไปปรึกษำนำยนิลทนำยควำม นำยนิลให้คำำปรึกษำดังนี้
ก. ให้นำงไพลินร้องขอให้ศำลพิพำกษำว่ำ กำรสมรสระหว่ำงนำยเพชรกับนำงไพลินเป็น
โมฆะ เพรำะขณะหมั้นกับนำงไพลินมีอำยุเพียง 16 ปี กำรหมั้นจึงเป็นโมฆะ อันทำำให้กำรสมรสเป็น
โมฆะด้วย
ข. ให้นำงไพลินฟ้องหย่ำนำยเพชรต่อศำลเพรำะกำรกระทำำของนำยเพชรเป็นเ หตุฟ้องหย่ำ
ได้ตำมกฎหมำย
ดังนี้ จงอธิบำยว่ำคำำปรึกษำของนำยนิลทั้ง 2 ข้อนั้น ถูกต้องหรือไมอย่ำงไร
เฉลย
มำตรำ 1435 กำรหมั้นจะทำำได้ก็ต่อเมื่อชำยและหญิงมีอำยุครบสิบเจ็ดปีบริบูรณ ำ์แล้ว
กำรหมัน้ ที่ฝ่ำฟืนบทบัญญัติวรรคหนึ่งเป็นโมฆะ

มำตรำ 1448 กำรสมรสจะทำำได้ก็ต่อเมื่อชำยและหญิงมีอำยุครบสิบเจ็ดปีบริบูรณ์ แล้ว แต่
ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร ศำลอนุญำตให้ทำำกำรสมรสก่อนนั้นได้
มำตรำ 1494 กำรสมรสจะเป็นโมฆะก็แต่เฉพำะที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้
มำตรำ 1495 คำำพิพำกษำเท่ำนั้นจะแสดงว่ำกำรสมรสใดเป็นโมฆะ
มำตรำ 1496 กำรสมรสที่ฝำ่ ฝืนมำตรำ 1449 มำตรำ 1450 มำตรำ 1452 และมำตรำ 1458
เป็นโมฆะ
มำ ตรำ 1516 เหตุฟ้องหย่ำมีดังต่อไปนี้
(3) สำมีหรือภริยำทำำร้ำย หรือทรมำนร่ำงกำยและจิตใจ หรือหมิ่นประมำท หรือเหยียดยำม
อีกฝ่ำยหนึ่ง ทั้งนี้ ถ้ำเป็นกำรร้ำยแรง อีกฝ่ำยหนึ่งฟ้องหย่ำได้
ก. คำำปรึกษำของนำยนิลที่ให้นำงไพลินร้องขอให้พิพำกษำว่ำกำรสมรสเป็ นโมฆะไม่ถูก
ต้อง เพรำะกำรสมรสนั้นกฎหมำยไม่ได้บังคับว่ำจะมีกำรหมั้นที่สมบูรณ์ก ำ่อนแม้กำรหมั้นระหว่ำง
นำยเพชรกับนำงไพลินจะเป็น 16 ปี (มำตรำ 1435) ก็ไม่ทำำให้กำรสมรสระหว่ำงนำยเพชรและนำง
ไพลินซึ่งได้ทำำโดยชอบด้ว ยกฎหมำยไม่สมบูรณ์ไป แต่อย่ำงใด เพรำะกำรสมรสจะเป็นโมฆะก็แต่
เฉพำะที่กฎหมำยบัญญัติไว้ในหมวดเรื ำ่องควำมเป็นโมฆะเท่ำนั้น (มำตรำ 1494) ซึ่งมีอยู่เพียง 4 กรณี
(มำตรำ 1496) เท่ำนั้น กำรสมรสระหว่ำงนำยเพชรและนำงไพลินจึงไม่เป็นโมฆะ นำงไพลินจึงจะ
มำขอให้ศำลพิพำกษำว่ำกำรสมรสเป็นโมฆะไม่ได้
ข. คำำปรึกษำของนำยนิลข้อนี้ถูกต้อง เพรำะกำรกระทำำของนำยเพชรเป็นกำรทำำร้ำยร่ำงกำย
นำงไพลินถึงอันตรำ ยสำหัส (คำำ พิพำกษำศำลฎีกำ 1078/2525) อันเป็นเหตุฟ้องหย่ำตำมมำ ตำม
มำตรำ 1516 (3) นำงไพลินจึงมีสิทธิฟ้องต่อศำลขอหย่ำขำดจำกนำยเพชรได้
โจทก์

นำยอำทิตย์กับนำงจันทรำอยู่กินเป็นสำมีภริยำ โดยไม่จดทะเบียนสมรส มีบุตรสำวคือเด็ก
หญิงดวงดำว เมื่อเด็กหญิงดวงดำวอำยุได้ 15 ปี นำยอำทิตย์ไปดั๊น้เงินนำยแดงมำ 20,000 บำท เพื่อ
ใช้จำ่ ยเป็นกำรศึกษำของเด็กหญิงดวงดำวร้องขอ ต่อมำผู้ทำำพินัยกรรมยกเงินสดให้เด็กหญิงดวงดำว
400,000 บำท นำยอำทิตย์กับนำงจันทรำเห็นว่ำ ครอบครัวพอมีฐำนะดีขึ้นจึงไปจดทะเบียนสมรส
กัน เมื่อเด็กหญิงดวงดำวอำยุ 17 ปี แล้วนำงจันทรำถึงแก่กรรม นำยอำทิตย์เป็นห่วงอนำคตของเด็ก
หญิงดวงดำวตั้งใจจะให้มีฐำนะมั่ นคงจึงเอำเงินสดของเด็กหญิงดวงดำวไปให้นำยศุกร์ดั๊น้ 100,000
บำท ดังนี้

จงวินิจฉัยว่า

ก. กำรที่นำยอำทิตย์ไปดั๊น้เงินนำยแดงมำ 20,000 บำท แทนเด็กหญิงดวงดำวเพื่อนำำมำใช้
จ่ำยในกำรศึกษำก็ดี หรือ
ข. กำรที่นำยอำทิตย์นำำเงินสดของเด็กหญิงดวงดำว จำำนวน 100,000 บำท ไปให้นำยศุกร์ก็ดี
กำรกระทำำดังกล่ำวผูกพันเด็กหญิงดวงดำวหรือไม่เพรำะเหตุใด
เฉลย

มำตรำ 1546 เด็กเกิดจำกหญิงที่มิได้มีกำรสมรสกับชำย ให้ถือว่ำเป็นบุตรชอบด้วย
กฎหมำยของหญิงนั้น
มำตรำ 1547 เด็กเกิดจำกบิดำมำรดำที่*******************************บิดำมำ รดำ
ได้สมรสกันในภำยหลัง หรือบิดำได้จดทะเบียนว่ำเป็นบุตรหรือศำลพิพำกษำว่ำเป็นบุตร
มำตรำ 1557 กำรเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมำยตำมมำตรำ 1547 มีผล
(1) นับแต่วันสมรส ในกรณีที่บิดำมำรดำสมรสกันภำยหลัง
มำตรำ 1566 บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภำวะต้องอยู่ใต้อำำนำจปกครองของบิดำมำรด ำอำำนำจ
ปกครองอยู่กับบิดำหรือมำรดำ ในกรณีดังต่อไปนี้
(1) บิดำหรือมำรดำตำย
มำตรำ 1571 อำำนำจปกครองนั้น รวมทั้งกำรทรัพย์สินของบุตรด้วยและให้กำรจัดกำร
ทรัพย์สินนั้นด้ วยควำมระมัดระวัง เช่น วิญญูชนกระพึงกระทำำ
มำตรำ 1574 นิติกรรมใดอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยำว์ดังต่อไปนี้ ผู้ใช้อำำนำจปกครอง
จะทำำมิได้ เว้นแต่ศำลจะอนุญำต
(6) ให้ดั๊น้ยืมเงิน
จากอุทาหรณ์
นำยอำทิตย์ทำำนิติกรรมดั๊น้ยืมเงินแทนเด็กหญิงดวงดำว ในขณะที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส
กับนำงจันทรำ เด็กหญิงดวงดำวจึงถือว่ำเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมำยของนำงจันทรำแต่เ พียงผู้
เดียว(ตำมมำตรำ 1546) ไม่ถือว่ำขณะนั้นเด็กหญิงดวงดำวเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมำยของนำยอำท
ำิตย์ เมื่อยนำยอำทิตย์ไม่ใช่บิดำโดยชอบด้วยกฎหมำย********ผูใ้ ช้อำำนำ จปกครองเด็กหญิง
ดวงดำว*****และไม่มีอำำนำจทำำนิติกรรมใดๆแทนเด็กห ญิงดวงดำว นิติกรรมกำรดั๊น้เงินระหว่ำง
นำยอำทิตย์กับนำยแดงจึงไม่ผูกพันกับเ ด็กหญิงดวงดำว
ต่อมำเมื่อนำยอำทิตย์จดทะเลียนสมรสกับนำงจันทรำ นำยอำทิตย์จึงเป็นบิดำโดยชอบด้วย
กฎหมำยของเด็กหญิงดวงดำว (มำตรำ**** )นับแต่วันสมรส (มำตรำ 1557(1))นำยอำทิตย์เป็นผู้ใช้
อำำนำจปกครองเด็กหญิงดวงดำวแต่เพีย งผู้เดียวเมื่อจันทรำถึงแก่กรรม (มำตรำ******) และมี
อำำนำจจัดกำรทรัพย์สินของเด็กหญิงดวงดำวได้(มำตรำ 1571) แต่นิติกรรมให้ดั๊น้ยืมเงินจะกระทำำได้

ต่อเมื่อได้รับอนุญำตจำกศำล ก่อน (มำตรำ 1574(6)) ดังนัน้ นิติกรรมให้ดั๊น้ยืมเงินระหว่ำงนำย
อำทิตย์กับนำยศุกร์ผูกพันเด็กห ญิงดวงดำวเช่นเดียวกัน

กฎหมายพาณิชย์ 1
โจทก์

นำยแสงตกลงขำยที่ดนิ โฉนดเลขที่ 384 ให้นำยเสำร์รำคำ 2,000,000 บำท โดยมีข้อสัญญำ
ว่ำนำยเสำร์ยอมให้นำยแสงเรียกร้องเอำรำคำเมื่อใดก ำ็ได้ ตกลงจะทำำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อ
พนักงำนเจ้ำหน้ำที่หลังจำกช ำำระรำคำกันแล้วหนึ่งเดือน และตกลงกันด้วยว่ำระหว่ำงที่ยังไม่ชำำระ
รำคำที่ดิน นำยเสำร์ต้องเสียค่ำเช่ำให้นำนแสงเดือนละ 10,000 บำท นำยแสงได้มอบที่ดินให้นำย
เสำร์ครอบครองแล้ว ดังนี้ให้ทำ่ นวินิจฉัยว่ำสัญญำระหว่ำงนำยแสงนำยเสำร์เป็นสัญญำซ ำื้อขำยเสร็จ
เด็ดขำดหรือ สัญญำเช่ำซื้อ เพรำะเหตุใด
เฉลย
ตำมปัญหำคู่สัญญำตกลงจะเป็นหนังสือและจดทะเบียนสัญญำซื้อขำยต่อ พนักงำนเจ้ำ
หน้ำที่หลังจำกชำำระรำคำแล้วหนึ่งเดือน จึงเป็นกรณีที่คู่กรณีมีเจตนำจะทำำเป็นหนังสือ และจด
ทะเบียนต่อพนักงำนเจ้ำหน้ำที่ สัญญำระหว่ำงนำยแสงกับนำยเสำร์ จึงเป็นสัญญำจะซื้อขำยที่ดิน
ไม่ใช่สัญญำซื้อขำยเสร็จเด็ดขำด
ตำม ปพพ. มำตรำ 572 เช่ำซื้อ คือ สัญญำซึ่งเจ้ำของทรัพย์สินเอำทรัพย์สินออกให้เช่ำและ
ให้คำำมั่นว ำ่ำจะ ขำยทรัพย์สินนั้น ฯลฯ
ตำมมำตรำ 572 สัญญำเช่ำซื้อจะต้องเป็นเรื่องเจ้ำของทรัพย์สินออกให้เช่ำและให ำ้คำำมัน่ ว่ำ
จะขำยทรัพย์สินนั้น
แต่ตำมปัญหำเป็นกรณีที่คู่สัญญำทำำสัญญำจะซื้อจะขำยกัน ระหว่ำงที่นำยเสำร์ยังไม่ชำำระ
เงินรำคำที่ดิน นำยเสำร์ตกลงเสียค่ำเช่ำแก่นำยแสง จึงเป็นกรณีที่นำยเสำร์เช่ำที่ดินที่ทำำสัญญำจะซื้อ
ขำยกับนำยแสง ไม่ใช่เรื่องนำยแสงเอำที่ดินออกให้นำยเสำร์เช่ำแล้วให้คำำมั่นว่ ำจะขำยที่ดินแก่นำย
แสง จึงไม่เป็นสัญญำเช่ำซื้อ

กฎหมายพาณิชย์ 2
โจทก์

ฟ้ำทำำสัญญำดั๊น้ยืมเงินนำ้ำเงินจำำนวน 40,000 บำท คิดอัตรำดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี กำำหนด
ชำำระคืนภำยใน 3 ปี ฟ้ำค้ำงชำำระดอกเบี้ยนำ้ำเงินเป็นเวลำ 2 ปี วันหนึ่งนำ้ำเงินพบฟ้ำที่ตลำดจึงได้
ทวงถำมให้ฟ้ำชำำระดอกเบี้ยดัง กล่ำว ฟ้ำตอบว่ำไม่มีชำำระ แต่ตกลงยินยอมให้นำ้ำเงินคิดดอกเบี้ยทบ
ต้นจำกต้นเงิน 40,000 บำท ได้ดังนี้ นำ้ำเงินจะมีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นได้หรือไม่ เพียงใด
เฉลย

หลักกฎหมำยในเรื่องกำรคิดดอกเบี้ยทบต้นในสัญญำดั๊น้ยืมเงินนั้น ปพพ. มำตรำ 655
บัญญัติว่ำ “ท่ำนห้ำมมิให้คิดดอกเบี้ยในดอกเบี้ยที่ค้ำงชำำระ แต่ทว่ำดอกเบี้ยค้ำงชำำระไม่น้อยกว่ำปี
หนึ่ง คู่สญ
ั ญำดั๊น้ยืมจะตกลงกันให้เอำดอกเบี้ยนั้นทบกับต้นเงินแล้วให้ คิดดอกเบี้ยในจำำนวนเงินที่
ทบเข้ำกันก็ได้ แต่กำรตกลงเช่นนั้นต้องทำำเป็นหนังสือ”
ตำมปัญหำกำรที่นำ้ำเงินจะนำำดอกเบี้ยที่ค้ำงชำำระมำรวมกับต้นเงิน 4 0,000 บำทและคิด
ดอกเบี้ยทบต้นจำกจำำนวนเงินดังกล่ำวนั้นต้องห้ำมตำม ปพพ. มำตรำ 655 แต่ถ้ำมีดอกเบี้ยค้ำงชำำระ
ไม่น้อยกว่ำหนึ่งปีแล้ว ให้คิดดอกเบี้ยทบต้นกันได้ ในกรณีนี้ฟ้ำค้ำงชำำระดอกเบี้ยมำกว่ำ 1 ปีแล้ว
คือ 2 ปี นำ้ำเงินกับฟ้ำตกลงกันให้เอำดอกเบี้ย นั้นทบกับต้นเงินแล้วให้คิดดอกเบี้ยในจำำนวนเงินที่ทบ
เข้ำกันนั้ นได้ แต่กำรตกลงเช่นนี้ต้องทำำเป็นหนังสือ ดังนัน้ นำำเงินจะคิดดอกเบี้ยทบต้นไม่ได้ ได้
แต่คิดดอกเบี้ยในอัตรำร้อยละ 15 ต่อปี ที่ตกลงกันไว้ในสัญญำเท่ำนั้น
โจทย์
นำยสีนำำรถยนต์ไปประกันภัยคำ้ำจุนไว้กับ บริษัทรุ่งเรืองประกันภัย ต่อมำนำยสีขับรถยนต์
คันดังกล่ำวไปชนรถยนต์ของนำยแสงโดยประมำทเล ำินเล่อ เป็นค่ำเสียหำยเป็นจำำนวน 50,000
บำท เวลำผ่ำพ้นไป 1 ปี 6 เดือน นำยแสง ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บริษัทรุ่งเรืองประกันภัย

เฉลย
ประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์มำตรำ 861 บัญญัติว่ำ “ อันว่ำสัญญำประกันภัยนั้นคือ
สัญญำซึ่งบุคคลคนหนึ่งตกลงจะใช้ค่ำ สินไหมทดแทนหรือใช้เงินจำำนวนหนึ่งให้ในกรณีวินำศภัย
หำกมีขึ้นหร ำือในเหตุอย่ำงอื่นในอนำคตดังได้ระบุไว้ในสัญญำ ”
มำตรำ 877 บัญญัติว่ำ “ผู้รับประกันภัยจำำต้องใช้ค่ำสินไหมทดแทน ดังกล่ำวต่อไปนี้ คือ
(1) เพื่อจำำนวนวินำศภัยอันแท้จริง”
มำตรำ 880 บัญญัติว่ำ “ถ้ำควำมวินำศภัยนั้นได้เกิดขึ้นเพรำะกำรกระทำำของบุคคลภำย

นอกไซร้ ผู้รับประกันภัยได้ใช้ค่ำสินไหมทดแทนไปเป็นจำำนวนเพียงใดผู้รับป ระกันภัยย่อมเข้ำรับ
ช่วงสิทธิของผู้เอำประกันภัยและของผู้รับปร ะโยชน์ซึ่งมีต่อบุคคลภำยนอกเพียงนั้น ”
และมำตรำ 877 ประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์บัญญัติว่ำ “ อันว่ำประกันภัยคำ้ำ จุนนั้น
คือสัญญำประกันภัยซึ่งผู้รับประกันภั ยตกลงว่ำใช้เงินค่ำสินไหมทดแทนในนำมของผู้เอำประกัน
ภัยเพื่อควำ มวินำศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่งและซึ่งผู้เอำประกันภัย จะต้องรับผิดชอบ”
บุคคลผู้ต้องเสียหำยชอบที่จะได้รับค่ำสินไหมทดแทนตำมที่ตนควรจะ ได้นั้นจำกผู้รับ
ประกันภัยโดยตรง แต่ค่ำสินไหมทดแทนเช่นว่ำนี้อำจจะคิดเกิดไปกว่ำจำำนวนผู้รับประก ำันภัยจะพึง
ต้องใช้ตำมสัญญำนั้นได้ไม่ ในคดีระหว่ำงบุคคลผู้ต้องเสียหำยเรียกตัวผู้เอำประกันภัยเข้ำมำ ในคดี
ด้วย
อนึ่ง ผู้รับประกันภัยนั้นแม้จะได้ส่งค่ำสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอำประก ำันภัยแล้วก็ยังหำ
หลุดพ้นจำกควำมรับผิดต่อบุคคลผู้ต้องเสียหำยนั ำ้นไม่ เว้นแต่ตนจะพิสูจน์ได้ว่ำสินไหมทดแทน
นัน้ ผู้เอำประกันภัยได้ให้แก่ผู้ต้องเสียหำยแล้ว
กำรรับช่วงสิทธิเป็นหลักเกณฑ์อันสำำคัญของสัญญำประกันวินำศภัยเพ รำะมีควำมสัมพันธ์
เกี่ยวข้องกับกำรจ่ำยค่ำสินไหมทดแทนตำมควำมเส ำียหำยที่แท้จริง เมื่อผู้รับประกันภัยได้จ่ำยค่ำ
สินไหมทดแทนไปจำำนวนเท่ำใดย่อมเข ำ้ำรับช่วงสิทธิของผู้เอำประกันภัยเพียงเท่ำนั้น กำรรับช่วง
สิทธิเกิดขึ้นโดยอำำนำจของกฎหมำยเมื่อลูกหนี้ต้องชำำระ ค่ำสินไหมทดแทนควำมเสียหำยเต็มตำม
รำคำทรัพย์ซึ่งเป็นวัตถุแห่งม ำูลนี้ ผู้รับช่วงสิทธิสำมำรถเข้ำใช้ช่วงสิทธิของผู้เอำประกันภัยทั้งห มด
ที่มีอยู่ในนำมของตนเองโดยไม่ต้องรับคำำยินยอมของผู้เอำประกัน ภัยและกฎหมำยมิได้กำำหนด
แบบหรือหลักเกณฑ์กฎหมำยเป็นหนังสือในกำร รับช่วงสิทธิแต่อย่ำงใด
ปัญหำตำมอุทำหรณ์ เมื่อรถยนต์ที่เอำประกันของนำยธงชัยถูกรถยนต์บรรทุก 6 ล้อ ของ
นำยวิรัตน์ชนเสียหำยทั้งคัน บริษัทไทยประกันจำำกัดผู้รับประกันภัยจึงต้องใช่ค่ำสินไหมทดแทนต
ำมสัญญำประกันภัย (มำตรำ 867 และ 877) และเมื่อ บริษัทประกันภัยจำำกัดได้ชดใช้ค่ำสินไหม
ทดแทนตำมสัญญำประกันเต็ม จำำนวนแล้วย่อมรับช่วงสิทธิของผู้เอำประกันภัยคือ นำยธงชัยไป
เรียกร้องค่ำสินไหมทดแทนจำกผู้ก่อวินำศภัยคือนำยดำำลู กจ้ำงของนำยวิรัตน์ ซึ่งกระทำำละเมิดใน
ขณะทำำงำน ในทำงกำรที่จ้ำงนำยดำำรับต้องรับผิด และนำยวิรัตน์ต้องรับผิดในฐำนะนำยจ้ำงด้วย
ส่วนบริษัทรุ่งเรืองประกันภัยในฐำนะผู้รับประกันภัยคำ้ำจุนต้องช ดใช้คำ่ สินไหมทดแทนแก่นำยธง
ชัยผู้เสียหำยในนำมวิรัตน์ ผูเ้ อำประกันภัยคำ้ำจุน( มำตรำ 887 วรรค 1) ดังนั้น บริษัทไทยประกัน
จำำกัดผู้รับช่วงสิทธิของนำยธงชัย สำมำรถเรียกร้องค่ำสินไหมทดแทนจำกบริษัทรุ่งเรืองประกันภัย
ได้
กรณีที่บริษัทรุ่งเรืองประกันภัยได้ชดใช้ค่ำเสียหำยแก่นำงอำภรณ ำ์เป็นค่ำรักษำพยำบำลที่
เด็กหญิงธนำภรณ์เสียชีวิตนั้นไม่เป็นกำร ชดใช้ค่ำเสียหำยในกรณีที่รถยนต์ของนำยธงชัยถูกชนเสีย
หำยทั้งคัน ด้วย ดังนัน้ นำยธงชัยยิ่งมีสิทธิได้รับค่ำชดใช้เสียหำยเต็มจำำนวนจำกน ำยดำำ นำยวิรัตน์

ซึ่งบริษัทรุ่งเรืองประกันภัยต้องรับผิดในฐำนะผู้รับประกันภัยค ำ้ำจุน (มำตรำ 887 วรรค 2) ข้อต่อสู้
ของบริษัทรุ่งเรืองประกันภัยจำำกัด ฟังไม่ขนึ้
สรุป
1. บริษัทไทยประกันจำำกัดต้องชดใช้ค่ำสินไหมทดแทนแก่นำยธงชัยตำมสัญ ญำวินำศภัย
2. บริษทั ไทยประกันจำำกัดสำมำรถรับช่วงสิทธิของนำยธงชัยเรียกร้องค่ ำสินไหมทดแทนจำก
นำยดำำ นำยวิรัตน์ได้ และในกรณีในบริษัทรุ่งเรืองประกันภัยมีควำมผูกพันต้องชดใช้ค่ำส
ำินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหำยในนำมนำยวิรัตน์ ซึ่งต้องรับผิดตำมสัญญำประกันภัยคำ้ำจุน
3. บริษัทไทยประกันจำำกัดจึงสำมำรถเรียกร้องค่ำสินไหมทดแทนจำกบริษั ทรุ่งเรืองประกัน
ภัย จำำกัดได้ ข้ออ้ำงของบริษัทรุ่งเรืองประกันภัยจำำกัดฟังไม่ขึ้น

41211 กฎหมายแพ่ง 1
โจทก์

ก ออกประกำศโฆษณำทำงหนังสือพิมพ์ เขียว-ทอง ว่ำ หำกผู้ใดสำมำรถคิดยำรักษำโรค
เอดส์สำำเร็จจะให้รำงวัลหนึ่งล้ำนบำ ท ก และ ข ได้อ่ำนพบข้อควำมในหนังสือพิมพ์ ข จึงไปพบ ก
แสดงควำมจำำนงว่ำตนกำำลังค้นคว้ำอยู่เกือบสำำเร็จแล้วตอนนี้อยู่ใน ขั้นตอนทดสอบผล แต่ ค นัน้ ได้
ทำำกำรทดลองอยู่นำนแล้ว ปรำกฏว่ำเมื่อ ก ขำดทุน จึงได้ลงประกำศโฆษณำในหนังสือพิมพ์ มสธ.
ถอนประกำศโฆษณำดังกล่ำว เพรำหนังสือพิมพ์ เขียว-ทอง ปิดกิจกำร อีก 2 เดือนต่อมำหลังจำก ก
ประกำศถอนโฆษณำแล้ว ค ได้มำพบ ก ขอรับรำงวัลตำมประกำศ ก อ้ำงว่ำตนได้ถอนกำรให้รำงวัล
แล้ว แต่ปรำกฏว่ำ ค ไม่ทรำบถึงกำรถอนนั้นเพรำะไม่เคยอ่ำนหนังสือพิมพ์ มสธ. และ ก ยังอ้ำงอีก
ด้วยว่ำ ถึงอย่ำงไรก็ตำม ค ก็ไม่มีสิทธิได้รำงวัลอยู่ดีเพรำะ ข เป็นคนมำติดต่อแจ้งให้ ก ทรำบถึงกำร
ค้ำคว้ำก่อน ดังนี้ ท่ำนเห็นด้วยกับข้ออ้ำงของ ก หรือไม่ เพรำะเหตุใด
เฉลย
ในเรื่องนี้เป็นประเด็นที่จะต้องพิจำรณำเรื่องคำำมั่นจะให้รำงวั ลในกรณีที่มีผู้กระทำำกำร
อย่ำงหนึ่งอย่ำงใดสำำเร็จและกำรถอนคำำมั่ นนัน้ ว่ำจะมีผลอย่ำงไร
หลักกฎหมำยที่เกี่ยวข้องคือ ปพพ. ม.36 บัญญัติว่ำ “บุคคลใดออโฆษณำให้คำำม่นว่ำจะให้
รำงวัลแก่ผู้ซึ่งกระทำำกำรอันใด ทำนว่ำ จะให้รำงวัลแก่บุคคลใดๆผู้ได้กระทำำกำรอันนั้นแม้ถึงมิใช่ผู้
นั้ นจะได้กระทำำเพรำะเห็นแก่รำงวัล”

ปพพ.ม. 363 บัญญัติว่ำ “ เมื่อยังไม่มีใครทำำกำรสำำเร็จดังที่บ่งไว้นั้นอยู่ตรำบใดผู้ให้ค ำำมั่น
จะถอนคำำสั่งของตนเสียโดยวิธีเดียวกับที่โฆษณำนั้นก็ได้ เว้นแต่จะได้แสดงในโฆษณำนั้นว่ำจะ
ไม่ถอน
ถ้ำคำำมั่นนั้นไม่อำจจะถอนโดยวิธีดังกล่ำวมำก่อนจะถอนโดยวิธีอื่ นก็ได้แต่ถ้ำกำรถอนเช่น
นัน้ จะเป็นอันสมบูรณ์ใช้ได้เพียงเฉพำะต่ อบุคคลทีรู้”
คำำมัน่ ในกรณีนี้เป็นนิติกรรมฝ่ำยเดียวเป็นกำรแสดงเจตนำของผู้ให ำ้คำำมั่นที่จะผูกพันตนเอง
ในกำรที่จะให้รำงวัลตำมประกำศโฆษณำซึ่ง ได้กระทำำแก่บุคคลทั่วไปโดยผู้ให้คำำมั่นนั้นมุ่ง
ประสงค์ต้องกำรใ ห้เกิดผลสำำเร็จของกำรกระทำำอันใดอันหนึ่งตำมประกำศโฆษณำจึงไม่จำำ เป็นจะ
ต้องมีกำรแสดงเจตนำสนองตอบดังเช่นในกรณีเรื่องสัญญำ แต่ผลผูกพันนี้ไปตำมกฎหมำยซึ่งผู้ให้
คำำมั่นต้องให้รำงวัลแม้ถือ ว่ำผู้กระทำำจะได้ทำำโดยไม่เห็นแก่รำงวัลก็ตำม
จำกข้อเท็จจริงจึงเห็นได้ว่ำ ก ได้ให้คำำมั่นโดยประกำศโฆษณำทำงหนังสือพิมพ์ เขียว-ทอง
จะให้รำงวัลแก่ผู้ที่สำมำรถคิดยำรักษำโรคเอดส์ได้ ดังนั้นจึงเท่ำกับว่ำ ก ผูกพันตัวต่อบุคคลทั่วไปที่
จะต้องให้รำงวัลแก่บุคคลใดก็ได้ซึ่ง กระทำำกำรนี้สำำเร็จ แม้ว่ำ ข จะมำแจ้งให้ ก ทรำบว่ำตนกำำลัง
ค้นคว้ำอยู่ก็ตำมแต่เมื่อยังไม่มีผลสำำเร็จของงำน ตำมประกำศก็ไม่มีสิทธิที่จะได้รับรำงวัลแต่อย่ำงได
(มำตรำ 362)
ในขณะซึ่งงำนยังไม่เสร็จแม้ว่ำผู้ให้คำำมันคือ ก สำมำรถจะถอนคำำมั่นนั้นเสียได้ก็ตำม แต่
กำรถอนคำำมั่นนั้นต้องกระทำำโดยวิธีเดียวกันวิธีที่โฆษณำนั้นต ำ้องกระทำำโดยวิธีเดียวกันวิธีที่
โฆษณำนั้นต้องหมำยถึงถอนโดยวิธี เดียวอย่ำงแท้จริง หำกถอนด้วยวิธีเดิมไม่ได้ จะมีผลสมบูรณ์
ใช้ได้แต่เฉพำะผู้ที่ได้รู้ถึงประกำศถอนเท่ำนั้นเ มื่อ ก ถอนโฆษณำในหนังสือพิมพ์ มสธ. ซึ่งมิใช่
หนังสือพิมพ์ เขียว-ทอง ซึ่งได้เคยลงประกำศไว้เดิมโดย ค ไม่ทรำบถึงกำรถอนนั้น ดังนี้ ก ยังต้อง
ผูกพันที่ต้องจ่ำยรำงวัลตำมประกำศ
ข้ำพเจ้ำไม่เห็นด้วยกับข้ออ้ำงของ ก เพรำะ ค ไม่ทรำบกำรถอนประกำศ แม้ ข จะมำติดต่อ
ก ให้ทรำบถึงกำรค้นคว้ำของตนก่อนก็ได้ไม่มีผลอย่ำงใดในกฎหมำย
โจทย์

นำยหล่อหมั้นนำงสำวสวยด้วยแหวนทองหนึ่งวงรำคำ 3,000 บำท หลังจำกหมั้นกันแล้ว
ได้ทำำพิธีแต่งงำนกันตำมประเพณีโดยนำยหล่อสัญญำว่ำจะไปจดทะเบียน สมรสกับนำงสำวสวย
ภำยใน 1 เดือน หลังแต่งงำนถ้ำในกำรจัดงำนแต่งงำนนำงสำวสวยได้เสียค่ำใช้จ่ำยใน พิธีแต่งงำน
อันได้แก่ค่ำอำหำรเลี้ยงพระและแขกในวันแต่งงำน 60,000 บำท หลังจำกแต่งงำนอยู่กินเป็นสำมี
ภริยำกันแล้วประมำณหนึ่งเดือน นำงสำวสวยก็ได้ลำออกจำกงำนที่นำงสำวทำำอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่ง
เพื่อมำช่วยงำนบ้ำนนำยหล่อซึ่งเป็นร้ำนชำยของชำำ และขอให้นำยหล่อไปจดทะเบียนสมรสตำม

สัญญำนำยหล่อไม่ยอมไปจดทะเบี ยนแต่กลับไล่นำงสำวสวยให้กลับไปอยู่บ้ำนบิดำของนำงสำว
สวย ดังนี้
ก. นำงสำวสวยจะฟ้องศำลขอบังคับให้นำยหล่อจดทะเบียนสมรสกับตนได้หรื อไม่
ข. ถ้ำนำยหล่อขอของหมั้นคือแหวนหนึ่งวงคืน นำงสำวสวยจะต้องคืนให้หรือไม่
ค. นำงสำวสวยมีสิทธิเรียกค่ำทดแทนกำรที่นำยหล่อไม่ยอมจดทะเบียนสมร สได้เพียงใด
หรือไม่
เฉลย

หลักกฎหมาย
“กำรหมัน้ ไม่เป็นเหตุที่จะร้องขอให้ศำลบังคับให้สมรสได้...” (มำตรำ 1438 )
“เมื่อมีกำรหมั้นแล้ว ถ้ำฝ่ำยใดผิดสัญญำหมั้นอีกฝ่ำยหนึ่งมีสิทธิเรียกให้รับผิดใช้ค่ ำ
ทดแทน ในกรณีที่มีของหมั้นถ้ำฝ่ำยชำยผิดสัญญำหมั้นตกเป็นสิทธิแก่หญิง ถ้ำฝ่ำยหญิงผิดสัญญำ
หมั้นให้คืนของหมั้นแก่ฝำ่ ยชำย” (มำตรำ 1439)
“ค่ำทดแทนนั้นอำจเรียกได้ ดังต่อไปนี้
(1) ทดแทนควำมเสียหำยต่อกำยหรือชื่อเสียงแก่ชำยหรือหญิงนั้น
(2) ทดแทนควำมเสียหำยเนื่องจำกกำรที่คู่หมั้น บิดำมำรดำ หรือบุคคลผู้กระทำำกำรใน
ฐำนะเช่นบิดำมำรดำได้ใช้จ่ำยหรือต้องตกเ ป็นลูกหนี้เนื่องในกำรเตรียมกำรสมรสโดย
สุจริตและตำมสมควร
(3) ทดแทนควำมเสียหำยเนื่องจำกกำรที่คู่หมั้นได้จัดกำรทรัพย์สินหรื อกำรอื่นอันเกี่ยวกับ
อำชีพหรือทำงทำำมำหำได้ของตนไปโดยสมควรด้วย กำรคำดหมำยว่ำจะได้มีกำสมรส
ในกรณีที่หญิงเป็นผู้มีสิทธิได้รับค่ำทดแทน ศำลอำจจะชี้ขำดว่ำของหมั้นที่ตกเป็นสิทธิแก่
หญิงนั้นเป็นค่ำทดแ ทนทั้งหมดหรือเป็นส่วนหนึ่งของค่ำทดแทนที่หญิงพึงถึงของหมั้นที ำ่ตกเป็น
สิทธิแก่หญิงนั้นก็ได้”(มำรตรำ 1440 )
จากอุทาหรณ์
(ก) สัญญำหมั้นมีลักษณะพิเศษแตกต่ำงนำกสัญญำอื่นๆในแง่ที่ว่ำไม่สำม ำรถฟ้องร้องให้
ปฏิบัติตำมสัญญำโดยขอให้ศำลบังคับให้คู่หมั้นฝ่ำ ยหนึ่งทำำกำรสมรสเป็นเรื่องที่ชำยและหญิงต้อง
ยินยอมพร้อมใจกันกร ะทำำด้วยควำมสมัครใจและโดยเสรีที่สุด สภำพแห่งสัญญำไม่เปิดช่องให้มี
กำรบังคับกันได้เหมือนเช่นสัญญำอ ำื่นๆ แม้ชำยหญิงจะมำอยู่กินเป็นสำมีภริยำกันเป็นเวลำนำน
เท่ำใดก็ตำมจ ะมำฟ้องต่อศำลขอให้บังคับให้ไปจดทะเบียนสมรสกันไม่ได้ ดังที่บัญญัติไว้ตำม
มำตรำ 1438 ดังนัน้ นำงสำวสวยจะฟ้องบังคับให้นำยหล่อจดทะเบียนสมรสกับตนไม่ได้(คำำพิ พำก
ษำฎีกำที่ 137/2481)

(ข) กำรที่นำยหล่อสัญญำว่ำจะไปจดทะเบียนสมรสกับนำงสำวสวยภำยใน 1 เดือนหลัง
ภำยในพิธีแต่งงำนตำมประเพณีนั้นเป็นกำรตกลงว่ำนำยหล่อ จะทำำกำรสมรสกับนำงสำวสวยตำม
วันเวลำที่กำำหนดไว้แต่เมื่อถึงกำำหนด ตำมที่สัญญำไว้นำงสำวสวยขอให้ไปจดทะเบียนสมรส นำย
หล่อปฏิเสธ ถือว่ำนำยหล่อผิดสัญญำหมั้น ในกรณีนี้แหวนทองหนึ่งวงซึ่งเป็นของหมั้นจึงตกเป็น
สิทธิแก่นำงส ำวสวยตำม ปพพ. 1439 นำงสำวสวยจึงไม่ต้องคืนแหวนทองให้แก่นำยหล่อ
(ก) เมื่อนำยหล่อเป็นฝ่ำยผิดสัญญำหมั้น นำงสำวสวยย่อมมีสิทธิเรียกค่ำทดแทนได้ดังนี้
1. กำรที่นำงสำวสวยทำำพิธีแต่งงำนและได้อยู่กินฉันสำมีภริยำกับนำยห ล่อที่บ้ำนของนำย
หล่อเป็นเวลำถึงเดือนเศษแล้วผิดสัญญำไม่ยอมไปจดทะเบียนสมรสและข ำับไล่นำงสำวสวยให้กลับ
ไปอยู่บ้ำนบิดำ นั้นย่อมให้นำงสำวสวยต้องได้รับควำมอับอำยร่ำงกำย นำงสำวสวยจึงมีสิทธิเรียก
ร้องค่ำทดแทนควำมเสียหำยต่อกำยและชื่อ เสียงของตนได้ตำม ปพพ. มำตรำ 1440(1) (คำำพิพำกษำ
ฎีกำที่ 982/2518)
1. กำรที่นำงสำวสวยได้เสียค่ำใช้จ่ำยในกำรจัดงำนแต่งงำนตำมรำยกำรต ำ่ำงๆนั้น จะต้อง
พิจำรณำว่ำรำยกำรใดบ้ำงที่เป็นค่ำใช้จ่ำยในกำรเตรียมกำรสมรสโดย สุจริตและตำมสมควร ซึ่งค่ำ
ใช้จำ่ ยในกำรเตรียมกำรที่จะเรียกค่ำทดแทนจำกกันได้ตำมมำ ตรำ 1440(2) ต้องเป็นค่ำใช้จ่ำยอัน
จำำเป็นที่ชำยหรือหญิงกระทำำเพื่อเตรียมกำร ที่ชำยหรือหญิงจะอยู่กินด้วยกันเป็นสำมีภริยำโดยตรง
ตำมปัญหำค่ำอำหำรเลี้ยงพระและแขกในวันแต่งงำนไม่ใช่ค่ำใช้จ่ำยใ นกำรเตรียมกำรสมรสเพรำะ
กำรที่ชำยหญิงจะอยู่กินด้วยกันเป็นสำมีภ ริยำไม่จำำเป็นต้องใช้จ่ำยกรณีเหล่ำนี้กำรเลี้ยงดูกันเป็น
เพียงป ระเพณีนิยมเท่ำนั้น แม้ไม่ทำำชำยหญิงก็คงอยู่กินเป็นสำมีภริยำกันได้นำงสำวสวยจึงเรี ยกค่ำ
ใช่จำ่ ยต่ำงๆรวม 60,000 บำท ไม่ได้ (คำำพิพำกษำฎีกำที่ 2086/2518)
2. ก่อนที่นำงสำวสวยจะรับหมั้นนำงหล่อ นำงสำวสวยทำำงำนอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่ง แต่
หลังจำกแต่งงำนกับนำยหล่อแล้วประมำณ 1 เดือนเศษ นำงสำวสวยได้ลำออกมำเพื่อช่วยงำนบ้ำน
นำยหล่อซึ่งเป็นร้ำนขำยของ ชำำ เป็นกรณีที่นำงสำวสวยได้จัดกำรเกี่ยวกับอำชีพโดยสมควรด้วยกำร
คำ ดหมำยว่ำจะได้มีกำรสมรส แต่นำยหล่อไม่ยอมจดทะเบียนสมรส เช่นนี้ นำงสำวสวยย่อมมีสิทธิ
เรียกค่ำทดแทนควำมเสียหำยในส่วนนี้ได้จำม ปพพ. มำตรำ 1440(3)ฉ (คำำพิพำกษำฎีกำที่
3366/2526)
โจทก์

นำงสุมำลีลักลอบได้เสียกับนำยสมพรจนเกิดบุตรชำยคือเด็กชำยกริช ต่อมำนำงสุมำลีถึงแก่
ควำมตำย นำยสมพรละทิ้งไม่ดูแลบุตร นำงแจ่มผู้เป็นยำยจึงนำำเด็กชำยกริชมำอุปกำระเลี้ยงดูและให้
กำรศ ำึกษำ หลังจำกนำงสุมำลีตำยไปแล้ว***ปี นำยสมพรไปจดทะเบียนรับรองบุตรแล้วเด็กชำยก
ริชเป็นบุตรโดยขอบด้ว ยกฎหมำยและนำำไปเลี้ยงดูเอง นำงแจ่มไม่พอใจจึงฟ้องคดีต่อศำล อ้ำงว่ำ
นำยสมพรประพฤตินั้นไม่เหมำะสมชอบดื่มสุรำ ขอให้ศำลเพิกถอนกำรรับรองบุตร นำยสมพร

ให้กำรปฏิเสธว่ำนำงแจ่มไมมีสิทธิแต่อย่ำงใดที่จะนำำคดีมำ ฟ้องทั้งเด็กก็เป็นบุตรของนำยสมพรเช่น
นี้ถ้ำท่ำนเป็นศำลจะพิพำก ษำให้เพิกถอนกำรรับรองบุตรหรือไม่ เพรำะเหตุใด
เฉลย

“ ผู้มีส่วนได้เสียจะขอให้ศำลถอนกำรจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรเพรำ ะเหตุว่ำกำรขอจด
ทะเบียนนั้นมิใช่บิดำก็ได้แต่ต้องฟ้องภำยในสำมเ ดือนนับแต่วันที่รู้กำรจดทะเบียนนั้น อนึ่ง ห้ำมมิ
ให้ฟ้องเมื่อพ้น**ปีนับแต่วันที่จดทะเบียน” (มำตรำ 1554)
คำำว่ำ “ผู้มีส่วนได้เสีย” หมำยถึง ทีจ่ ะมีส่วนได้หรือส่วนเสียในประโยชน์อันเกี่ยวกับสิทธิ
ในครอบค รัวหรือมรดก
“เหตุที่จะอ้ำงในกำรฟ้อง” กำรฟ้องขอให้ถอนกำรจดทะเบียนกำรรับเด็กเป็นบุตรนี้
กฎหมำยได้จำำก ำัดไว้ว่ำผู้ฟ้องจะอ้ำงได้เพียงเหตุเดียวเท่ำนั้น คือ ผูข้ อให้จดทะเบียนนั้นไม่ใช่บิดำ
ของเด็กเท่ำนั้น จะอ้ำง*** เช่น เรื่องควำมประพฤติ ชื่อเสียง หรือฐำนะควำมเป็นอยู่ของผู้ขอจด
ฯลฯ มำเป็นเหตุให้ศำลถอนกำรจดทะเบียนไม่ได้
ตำมอุทำหรณ์ นำงแจ่มเป็นยำยของเด็กชำยกริช ย่อมมีส่วนได้ส่วนเสียนั้นเป็นประโยชน์
อันเกี่ยวกับสิทธิในครอบ ครัวหรือมรดกของเด็ก จึงชอบที่จะฟ้องนำยสมพรได้ แต่กำรฟ้องขอให้
ถอนกำรจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรนั้นตำมหลักกฎหม ำยดังกล่ำวข้ำงต้นจำำกัดไว้ว่ำ ผู้ฟ้องขอให้
ถอนกำรจดทะเบียนจะอ้ำงได้เพียงเหตุเดียวเท่ำนั้นคื อ “ผู้ขอให้จดทะเบียนนั้นไม่ใช่บิดำของเด็ก”
จะอ้ำงเหตุอื่นๆฯลฯเพื่อขอให้ศำลเพิกถอนกำรจดทะเบียนไม่ได้ข้อเ ท็จจริงได้ควำมแจ้งชัดว่ำ นำย
สมพรเป็นบิดำที่แท้จริงของเด็กชำยกริช กำรที่นำงแจ่มอ้ำงว่ำนำยสมพรประพฤติตนไม่เหมำะสม
ชอบดื่มสุรำไม่ ใช่เหตุตำมกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ มำตรำ 1554 ดังกล่ำว ศำลชอบที่จะยกฟ้องไม่
อนุญำตให้เพิกถอนกำรจดทะเบียนรับเด็กเป็นบ ำุตร (คำำพิพำกษำฎีกำที่ 729/2491)

41231 กฎหมายอาญา 1
โจทก์

น้อยหน่ำเป็นนักเรียนหัดขับรถยนต์ยังไม่ได้รับใบอนุญำตขับขี่ น้อยหนำจึงไปสมัครเรียน
กับโรงเรียนสอนขับรถยนต์ มังคุดได้รับใบอนุญำตขับขี่แต่ยังไมได้รับอนุญำตเป็นครูฝึกสอนข ำับ
รถยนต์ ขณะเกิดเหตุถนนตอนนั้นเป็นคนพลุกพล่ำน ฝนตก ถนนลื่น น้อยหน่ำกำำลังหัดขับ หักหลบ
รถสำมล้อเครื่องไม่ทัน มังคุดต้องเข้ำช่วยถือพวงมำลัยและให้น้อยหน่ำปล่อยมือ แต่เท้ำของ
น้อยหน่ำยังเหยียบคันเร่งนำ้ำมันอยู่ มังคุดหักพวงมำลัยเบนขวำเพื่อให้พ้นสำมล้อเครื่อง เป็นเหตุให้
รถพุ่งข้ำมถนนชนคนบำดเจ็บและตำย กรณีหนึ่ง

อีกกรณีหนึ่ง น้อยหน่ำหัดขับรถเล่นมำตำมถนนด้วยควำมเร็วสูง ทำำท่ำจะชนลองกอง แต่
น้อยหน่ำเบรคทัน รถไม่ชนลองกอง ทำำให้ลองกองตกใจจนแทบสิ้นสติ
ดังนี้ ทั้ง 2 กรณี น้อยหน่ำและมังคุดจะต้องรับผิดชอบในกำรกระทำำโดยประมำทอย่ำง
ไรหร ำือไม่
เฉลย

หลักกฎหมาย
มำตรำ 59 วรรคสี่ บัญญัติว่ำ “กระทำำโดยประมำท ได้แก่กำรกระทำำควำมผิดมิใช่โดยเจตนำ
แต่กำรกระทำำโดยปรำศจำกควำมระมัดระวังซึ่งบุคคลในภำวะเช่นนั้นจั กต้องมีตำมวิสัยและ
พฤติกำรณ์ และผู้กระทำำอำจใช้ควำมระมัดระวังเช่นว่ำนั้นได้ แต่หำได้ใช้ให้เพียงพอไม่”
มำตรำ 80 บัญญัติว่ำ “ ผูใ้ ดลงมือกระทำำควำมผิดแต่กระทำำไปไม่ตลอดแล้วแต่กำรกระทำำ
นัน้ ไม ำ่บรรลุผลผู้นั้นพยำยำมกระทำำควำมผิด ”
กำรที่น้อยหน่ำขับรถไปตำมถนนโดยไม่มีใบอนุญำตขับขี่ ยังไมพอที่จะถือว่ำเป็นกำร
กระทำำโดยประมำท แต่กำรที่น้อยหน่ำและมังคุดขับรถชนคนบำดเจ็บและตำย เป็นกำรกระทำำผิด
โดยไม่เจตนำและพฤติกำรณ์ที่คนพลุกพล่ำน ฝนตก ถนนลื่น ทำำให้น้อยหน่ำและมังคุดไม่อำจใช้
ควำมระมัดระวังได้ เนื่องจำกน้อยหน่ำขับรถไม่เป็น กำำลังหัดขับ น้อยหน่ำจึงกระทำำโดยประมำท
เป็นเหตุให้คนบำดเจ็บและตำย ขณะเดียวกำรกระทำำของมังคุดที่เข้ำช่วยถือพวงมำลัย ในพฤติกำรณ์
เช่นนั้นมังคุดย่อมกระทำำโดยประมำทเป็นเหตุให้มีคนตำ ยและบำดเจ็บด้วย ซึ่งเป็นกรณีกระทำำโดย
ประมำทหลำยคน มังคุดและน้อยหน่ำจึงต่ำงคนต่ำงรับผิดฐำนประมำทเป็นเหตุให้คนตำ ยและบำด
เจ็บ (มำตรำ 59 วรรคสี่)

เรื่องน่ารู้
เฉลยข้อสอบภาค 1/2529 ของสาขาวิชานิติศาสตร์
(สอบเมื่อ 25 – 26 ตุลาคม 2529)
เนื่องจำกข้อสอบอัตนัยของสำขำวิชำนิติศำสตร์นั้น เป็นกำรผูกข้อเท็จจริงขึ้นและให้
นักศึกษำตัดสินหรือวินิจฉัยปัญ หำที่ถำม กำรตอบจึงมีลักษณะแตกต่ำงจำกกำรตอบอัตนัยทั่วไอยู่
บ้ำง และจำกกำรตรวจข้อสอบพบว่ำ นักศึกษำส่วนใหญ่ไม่เข้ำใจวิธีตอบ ทำำให้สอบตกกันมำก
สำขำวิชำนิติศำสตร์จึงเห็นสมควรนำำข้อสอบอัตนัยของแต่ละภำคมำเฉล ยให้นักศึกษำได้ทรำบ

วัตถุประสงค์หลักของกำรเฉลยข้อสอบอัตนัยนี้มุ่งที่จะชี้ให้นักศ ำึกษำทรำบข้อบกพร่องในกำรตอบ
เพื่อที่จะได้ปรับปรุงวิธีกำรตอบให้ดีขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงนำำข้อสอบเพียงบำงส่วนมำเฉลยก็หวังว่ำคงจะ
ช่วยให้ นักศึกษำเข้ำใจวิธีกำรตอบดีขึ้น
อนึ่ง ขอยำ้ำไว้ด้วยว่ำ กำรตอบปัญหำวินิจฉัยนี้ไมมีรูปแบบตำยตัวอำจจะตอบในรูปแบบใด
ก็ได ำ้

กฎหมายภาษีอากร 1
คำาถาม
ในปี พ.ศ. 2528 นำยประกิต ซึ่งเป็นนักมวยมีเงินได้จำกกำรชกมวยในประเทศไทย เป็นเงิน
50,000 บำท และได้เดินทำงไปชกมวยในต่ำงประเทศ เป็นเวลำ 9 เดือน มีเงินได้จำกำกำรชกมวยคิด
เป็นเงินไทย 200,000 บำท แต่นำำเข้ำมำในประเทศไทยเพียง 100,000 บำท ดังนี้ เงินรำยได้ของนำย
ประกิต จำำนวนใดบ้ำงที่ต้องเสียภำษีเงินได้บุคคลธรรมดำ และจำำนวนใดบ้ำงที่ไม่ต้องเสียเงินได้
บุคคลธรรมดำ
เฉลย

หลักกฎหมำย มำตรำ 41 “ ผู้มีเงินได้พึงประเมินตำมมำตรำ 40 ในปีภำษีที่ได้ล่วงมำแล้ว
เนื่องจำกหน้ำที่งำนหรือกิจกำรที่ทำำในประเทศไทย หรือเนื่องจำกกิจกำรของนำยจ้ำงที่ประเทศไทย
หรือเนื่องจำกทรัพย์ สินที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเสียภำษีตำมบทบัญญัติ” ในส่วนนี้ไม่ว่ำเงินได้นั้น
จะจ่ำยในหรือนอกประเทศ
ผู้อยู่ในประเทศไทย มีเงินได้พึงประเมินตำมำตรำ 40 ในปีภำษีที่ล่วงมำแล้ว เนื่องจำก
หน้ำที่งำนหรือกิจกำรที่ทำำในต่ำงประเทศหรือเนื่องจำกท รัพย์สินที่อยู่ในต่ำงประเทศ ต้องเสียภำษี
เงินได้ตำมบทบัญญัติในส่วนนี้ เมื่อนำำเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ำมำในประเทศไทย
ผูใ้ ดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลำหนึ่งหรือหลำยระยะรวมเวลำทั้ง หมดถึงหนึ่งร้อยแปด
สิบวันในปีภำษีใด ให้ถือว่ำผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย”
ตามปัญหา

1. เงินได้จำกกำรชกมวยในประเทไทย 50,000 บำท ต้องเสียภำษีเพรำะเงิน ดังกล่ำวเป็นเงิน
เนื่องจำกหน้ำที่งำนหรือกิจกำรที่ทำำในประเทศไท ย 100,000 บำท ก็ไม่ต้องเสียภำษีเพรำะเป็นเงิน
ได้เนื่องจำกหน้ำที่งำนหรือกิจก ำรที่ทำำในต่ำงประเทศ ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภำษีต่อเมื่อเป็นผู้อยู่ใน
ประเทศไทยเท่ำ นั้น (ตำมำตรำ 41 วรรคสอง) แต่นำยประกิตอยู่ในประเทศไทยมถึง 180 วัน ในปี
พ.ศ. 2528 จึงไม่เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย

กฎหมายอาญา 1
คำาถาม
เมื่อวันที่ 7 มกรำคม 2529 เพ็ชรหลอกขำยวิทยุเครื่องหนึ่งแก่นิล กำรกระทำำของเพ็ชรเป็น
ควำมผิดฐำนขำยของโดยหลอกลวงตำมประมวลกฎหมำ ยอำญำ มำตรำ 271 ซึ่งเป็นควำมผิดอัน
ยอมควำมได้ ต่อมำวันที่ 25 มีนำคม 2529 รัฐบำลได้ประกำศใช้บังคับพระรำชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม
ประมวลกฎห มำยอำญำ โดยแก้ไขควำมผิดตำมมำตรำ 271 ให้เป็นควำมผิดต่อแผ่นดิน วันที่ 20
พฤษภำคม 2529 นิลร้องทุกข์ต่อพนักงำนสอบสวนให้ดำำเนินคดีต่อเพ็ชรฐำนขำยของโดย หลอก
ลวงตำมประมวลกฎหมำยอำญำ มำตรำ 271 เพ็ชรอ้ำงว่ำ คดีขำดอำยุควำมแล้ว ข้ออ้ำงของเพ็ชรฟัง
ขึ้นหรือไม่
เฉลย

ตำมประมวลกฎหมำยอำญำ (มำตรำ 3 )ถ้ำกฎหมำยที่ใช้ในภำวะกระทำำผิดแตกต่ำงกับ
กฎหมำยที่ใช้ภำยหลังก ำรกระทำำผิด ให้ใช้กฎหมำยส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำำผิดไม่วำในทำงใด
บทบัญญัตินี้เป็นกำรบัญญัติให้กฎหมำยอำญำมีผลย้อนหลังได้ หำกว่ำกฎหมำยที่ออกภำยหลังนั้น
เป็นคุณแก่ผู้กระทำำผิด จำกข้อเท็จจริงในปัญหำขณะเพ็ชรกระทำำผิด กฎหมำยอำญำบัญญัติให้ควำม
ผิดตำมมำตรำ 271 เป็นควำมผิดอันยอมควำมได้ ควำมผิดประเภทนี้เป็นคุณแก่ผู้กระทำำผิด เพรำะมี
เงื่อนไขในกำรฟ้อง คือผู้เสียหำยต้องร้องทุกข์ภำยใน 3 เดือน นับแต่รู้เรื่องและรู้ตัวผูกระทำำผิด มิ
ฉะนัน้ คดีขำดอำยุควำมกำรที่รัฐบำลออกกฎหมำยใหม่แก้ไขควำมผิดต ำมมำตรำ 271 ให้เป็นควำม
ผิดต่อแผ่นดิน ทำำให้เงื่อนไขอำยุควำมร้องทุกข์ 3 เดือนหมดไปผู้กระทำำผิดไม่ได้รับประโยชน์จำก
เงื่อนไขนี้ กฎหมำยจึงไม่เป็นคุณแก่ผู้กระทำำผิดจึงไม่มีผลย้อนหลัง ต้องถือว่ำ ควำมผิดตำมมำตรำ
271 ที่เพ็ชรได้กระทำำนั้น เป็นควำมผิดอันยอมควำมได้อยู่ ซึ่งมีอำยุควำมร้องทุกข์ 3 เดือน ปรำกฏว่ำ
นิลร้องทุกข์ต่อพนักงำนสอบสวน เมื่อวันที่ 20 พฤษภำคม 2529 เกินกำำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่

นิลรู้เรื่องควำมผิด และรู้ตัวผู้กระทำำผิด คือ วันที่ 7 มกรำคม 2529 คดีย่อมขำดอำยุควำมข้ออ้ำงของ
เพ็ชรจึงอ้ำงขึ้น

เรื่องน่ารู้
กฎหมายแพ่ง 1
คำาถาม
ประหยัดดั๊น้ยืมเงินจำกอำรีไป 20,000 บำท กำำหนดใช้คืนภำยใน 2 ปี เวลำผ่ำนไป 2 ปี 6 เดือน
ประหยัดก็ไม่ชำำระ อำรีไปพบประหยัดที่บ้ำนพักทวงเงินคืน ประหยัดก็ตอบว่ำยังไม่มีเงิน อำรีเห็น
ประหยัดสวมสร้อยคอทองคำำหนัก 2 บำท จึงบอกให้ประหยัดถอดสร้อยมำให้ตนยึดถือไว้เป็นจำำนำำ
ก่อน มิฉะนั้นจะให้ทนำยฟ้องทันที่ ประหยัดกลัวถูกฟ้องจึงจำำใจถอนสร้อยให้อำรียึดไว้เป็นประกัน
สงเครำะห์หลำนของประหยัดเมื่อรู้เรื่องดังกล่ำวได้ไปพบอำรีที่บ ำ้ำนพักแล้วขอสร้อยคืน
อำรีไม่ยอมคืน สงเครำะห์จึงชักปืนมำจี้อำรีให้เขียนหนังสือปลดหนี้ให้ประหยัด จำำนวน 20,000
บำท และให้อำรีรับสร้อยคอเส้นนั้นไว้เป็นอันหมดหนี้กัน อำรีกลัวจึงยอมเขียนหนังสือปลดหนี้ให้
ต่อมำอำรีได้มีจดหมำยถึงประหยัดว่ำขอให้นำำเงินจำำนวน 20,000 บำท มำใช้คืนและรับสร้อยคอไป
ดังนี้ ประหยัดต้องชำำระเงินจำำนวนดังกล่ำวให้อำรีหรือไม่ เพรำะเหตุใด
เฉลย
หลักกฎหมาย
มำตรำ 121 กำรแสดงเจตนำอันได้มำเพรำะคนฉ้อฉลก็ดี เพรำะข่มขู่ก็ดี ท่ำนว่ำเป็นโมฆียะ
กำรที่จะเห็นกำรข่มขู่นั้นกลัวว่ำจะเกิดควำมเสียหำยแก่ตนเอง แก่สกุลหรือแก่ทรัพย์สินของตน โดย
ทำำให้ผู้ถูกข่มขู่กลัวภัยถึงขนำด จึงต้องทำำนิติกรรมนั้นขึ้น
มำตรำ 127 กำรขู่ว่ำจะใช้สิทธิอันใดอันหนึ่งตำมปกตินิยมก็ดีเพียงแต่ควำมก ลัวเพรำะ
นับถือยำำเกรงก็ดี ท่ำนหำจัดว่ำเป็นกำรข่มขู่ไม่
กำรที่นำยอำรีขู่นำยประหยัดให้ถอดสร้อยมำเป็นจำำนำำ ถ้ำไม่ให้จะฟ้องร้องนั้นมิใช่เป็น
เรื่องกำรข่มขู่แต่ประกำรใดเพ รำะเรื่องนี้เป็นกรณีที่นำยอำรีมีสิทธิของกำรเป็นเจ้ำหนี้ที่จะ ฟ้องลูก
หนี้อยู่แล้ว กำรที่นำยประหยัดยอมจำำนำำสร้อยให้นำยอำรีจึงสมบูรณ์ไม่ถือว่ำเป็ นกำรข่มขู่

หลักกฎหมาย
มำตรำ 128 กำรข่มขู่ย่อมทำำให้นิติกรรมเสื่อมเสีย แม้ถึงบุคคลภำยนอกจะเป็นผู้ข่มขู่
กำรที่นำยสงเครำะห์ไปขู่นำยอำรีให้ทำำหนังสือปลดหนี้ให้นำยประหย ำัดนั้น ถือได้วำ่
เป็นกำรที่บุคคลภำยนอกข่มขู่ให้นำยอำรีทำำนิติกรรมคือก ำรปลดหนี้ให้นำยประหยัด ดังนัน้ กำร
ปลดหนีน้ ี้จึงเป็นโมฆียะเพรำะเกิดจำกกำรข่มขู่ของบุค คลภำยนอก นำยอำรีก็สำมำรถบอกล้ำงกำร
ปลดหนี้ให้เป็นโมฆะได้ ดังนั้นนำยประหยัดยังต้องใช้เงินให้นำยอำรี
คำาถาม
ทองเป็นสำมีพลอยได้เปิดร้ำนค้ำเครื่องเพชร วันหนึ่งทองถูกรถยนต์ชน สมองได้รับควำม
กระทบกระเทือนอย่ำงมำก ผ่ำตัดแล้วอำกำรก็ไม่ดีขึ้น มีสติฟั่นเฟือน เมื่อกลับมำอยู่ที่ร้ำนทองได้
โทรศัพท์สั่งซื้อเครื่องเพชรจำกห้ ำงหุ้นส่ำนจำำกัดอัญมณี มำเป็นจำำนวนเงิน 1 ล้ำนบำท ทำงห้ำงฯ
ดังกล่ำวได้ส่งเครื่องเพชรจำำนวนดังกล่ำวให้ทองตำมสั่ง ต่อมำอีก 2 เดือน พลอยได้ยื่นคำำร้องขอให้
ทองเป็นคนไร้ควำมสำมำรถต่อมำทองได้สั่งซ ำื้อบุษรำคัมจำกห้ำงฯ ดังกล่ำวอีก เป็นจำำนวนเงินอีก
1 ล้ำนบำท ทำงห้ำงฯ ก็ได้สั่งของให้ตำมสั่ง เพรำะทองเป็นลูกค้ำประจำำ โดยทำงห้ำงฯ มิได้รู้ถึง
อำกำรฟัน่ เฟือนหรือควำมเป็นคนไร้ควำมสำมำรถของทองแต ำ่อย่ำงใด
ห้ำงฯ ได้มีหนังสือไปถึงทองทวงถำมเงินค่ำเครื่องเพชรและบุษรำคัมรวมเป ำ็นเงินทั้งสิ้น 2
ล้ำนบำท พลอยเมื่อทรำบถึงหนังสือทวงเงิน จะอ้ำงว่ำสัญญำซื้อขำยทั้ง 2 ครั้ง ไม่สมบูรณ์ เพรำะตน
ไม่รู้ถึงกำรซื้อขำยนั้นได้หรือไม่ เพรำะเหตุใด
เฉลย

หลักกฎหมาย
มำตรำ 31 กำรใดๆ อันบุคคลผู้ซึ่งศำลได้สั่งให้เป็นคนไร้ควำมสำมำรถได้ทำำลง กำรนัน้
ท่ำนว่ำเป็นโมฆียะ
มำตรำ 32 กำรใดๆ อันบุคคลวิกลจริตได้ทำำลง แต่หำกบุคคลนั้นศำลยังมิได้สั่งให้เป็นคน
ไร้ควำมสำมำรถไซร้ ท่ำนว่ำกำรนั้นจะเป็นโมฆียะต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่ำได้ทำำลงในเวลำ ซึ่งบุคคลนั้น
จริตวิกลอยู่ และคู่กรณีอีกฝ่ำยหนึ่งได้รู้แล้วด้วยว่ำผู้ทำำเป็นคนวิกลจริต
คนวิกลจริตนั้น หมำยถึง บุคคลทีมีจิตไม่ปกติหรือสมองพิกำรหรือเป็นคนบ้ำ มีอำกำร
ควบคุมตัวเองไม่ได้ ไม่รู้สึกผิดชอบเยี่ยงบุคคลธรรมดำ และยังหมำยควำมรวมถึง บุคคลที่มีอำหำร
ผิดปกติธรรมดำเนื่องจำกเจ็บป่วยถึงขนำดไม่รู้สึ กผิดชอบและไม่สำมำรถประกอบกิจกำรงำนโด ๆ
ได้ด้วย
จำกข้อเท็จจริงเห็นได้ว่ำ นำยทองนั้นเป็นบุคคลวิกลจริตและในช่วงแรกซึ่งออกจำกโรง
พยำบำลแล ำ้ว ได้ทำำนิติกรรมกำรซื้อขำยไปก่อนที่ศำลจะสั่งให้เป็นคนไร้ควำมสำม ำรถ ทั้งคู่กรณี

อีกฝ่ำยหนึ่งก็ไม่ได้รวู้ ่ำนำยทองนั้นเป็นคนวิกลจริ ตแต่อย่ำงใด ดังนัน้ กำรซื้อขำยในครั้งแรกนั้นจึงมี
ผลสมบูรณ์ นำงพลอยจะอ้ำงว่ำนำยทองเป็นคนวิกลจริต กำรซื้อขำยครั้งแรกไม่สมบูรณ์ไม่ได้ นำง
พลอยต้องชำำระรำคำค่ำเพชรซึ่งนำงทองได้สั่งซื้อไป
เมื่อศำลได้สั่งให้นำยทองเป็นคนไร้ควำมสำมำรถแล้วผลก็คือนิติกร รมที่นำยทองทำำไปตก
เป็นโมฆียะทั้งสิ้น ถึงแม้วำ่ คู่กรณีจะไม่รู้ว่ำนำยทองเป็นคนไร้ควำมสำมำรถก็ตำม ดังนี้ในกรณีนี้รำง
พลอยสำมรถบอกล้ำงสัญญำซื้อขำยบุษรำคัมระหว่ำ งนำยทองและคู่กรณีได้

กฎหมายแพ่ง 3
คำาถาม
นำยกังวำนแต่งงำนอยู่กินกับนำวเขียวส่องโดยไม่จดทะเบียนสมรส มรบุตรด้วยกันคือ
สมควร ต่อมำเขียวส่องตำย นำยกังวำนจึงจดทะเบียนรับสมควรเป็นบุตร และอีกหกเดือนนำย
กังวำนก็สมรสกับนำงงำมงอน ขณะนั้นสมควรอำยุได้ 6 ปี หลังจำกสมรสกันได้ 3 ปี นำงงำมงอนก็
จดทะเบียนรับสมควรเป็นบุตรบุญธรรม
ดังนี้ สมควรมีฐำนะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมำยของนำยกังวำนและนำงงำมงอนหรือ ไม่
เพียงใดและใครมีอำำนำจปกครอง ตั้งแต่เมื่อใด
เฉลย

ตำมกฎหมำยเด็กเกิดจำกหญิงที่มิได้สมรสกับชำยย่อมถือว่ำเด็กนั้น เป็นบุตรชอบด้วย
กฎหมำยของหญิง(มำตรำ 1546) ทั้งนี้โดยไม่คำำนึงถึงว่ำจะปรำกฏบิดำของเด็กหรือไม่ จำกปัญหำ
เดิมสมควรจึงไม่ใช่บุตรชอบด้วยกฎหมำยของกังวำน เพรำะกังวำนกับเขียวส่องมิได้สมรสกัน แต่
ถือว่ำเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมำยของเขียวส่อง
ปัญหำที่จะต้องพิจำรณำประกำรแรกคือควำมสัมพันธ์ระหว่ำงสมควรกับ กังวำน เมื่อ
กังวำนจดทะเบียนรับสมควรเป็นบุตรแล้วสมควรจึงเป็นบุตรชอบด ำ้วยกฎหมำยของกังวำนตำม
หลักกฎหมำยที่ว่ำเด็กที่เกิดจำกบิดำมำรดำ ที่มิได้สมรสกันนั้นจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมำยของ
บิดำได้เมื่อบิด ำจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร (มำตรำ 1547) และกังวำนย่อมมีอำำนำจปกครองสมควร
นับแต่วันจดทะเบียนรับสมควรเป็ นบุตร และแม้ต่อมำกังวำนจะสมรสกับงำมงอนก็ตำมอำำนำจ
ปกครองก็คงอยู่กับก ำังวำนเท่ำนั้น ทั้งนี้ เนื่องจำกเขียวส่องมำรดำของสมควรได้ตำยไปก่อนแล้ว
อำำนำจปกครองจึ งตกแก่กังวำน เพียงผู้เดียว (มำตรำ 1566) และแม้กังวำนจะสมรสใหม่ก็ตำม เนื่อง
จำกฎหมำยวำงหลักไว้ว่ำเมื่อบุคคลใดมีบุตรติดมำได้สมรสกับ บุคคลอื่น อำำนำจปกครองที่มีต่อ

บุตรอยู่กับผู้ที่บุตรนั้นติดมำ (มำตรำ 1568) แต่อำำนำจปกครองของกังวำนคงมีมำถึงวันที่งำมงอนรับ
สมควรเป็นบุตร บุญธรรมเท่ำนั้น
ปัญหำที่จะพิจำรณำประกำรที่สองคือควำมสัมพันธ์ระหว่ำงสมควรกับง ำมงอน กำรที่
กังวำนสมรสกับงำมงอนหำทำำให้สมควรมีฐำนะเป็นบุตรชอบด้วยกฎ หมำยงำมงอนไม่ และงำม
งอนไมมีอำำนำจปกครองสมควรแต่อย่ำงใด แต่เมื่องำมงอนจดทะเบียนรับสมควรเป็นบุตรบุญธรรม
แล้ว สมควรย่อมมีฐำนะอย่ำงเดียวกับบุตรชอบด้วยกฎหมำยของงำมงอน และงำมงอนก็มีอำำนำจ
ปกครองสมควรนับแต่วันเวลำที่สมควรเป็นบุตรบุ ญธรรมของงำมงอนเป็นต้นไป ส่วนกังวำนหมด
อำำนำจปกครองสมควรนับแต่เวลำที่งำมงอนจดทะเบียนรับ สมควรเป็นบุตรบุญธรรมแล้วเช่นกัน
อย่ำงไรก็ดีควำมสัมพันธ์ในฐำนะเป็นบิดำกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมำย ซึ่งกันและกันยังมีอยู่ ตำม
หลักกฎหมำยของผู้รับบุตรเป็นธรรม แต่ไม่สูญสิทธิและหน้ำที่ในครอบครัวที่ได้กำำเนิดมำ โดยให้
บิดำมำรดำโดยกำำเนิดหมดอำำนำจปกครองนับแต่วันเวลำที่เด็กเป ำ็นบุตรบุญธรรมแล้ว
คำาถาม
นำยสำยหมอกสมรสกับนำงนำ้ำค้ำง และมีบุตรกับนำงนำ้ำค้ำงสองคนคือ นำยนำ้ำฝนและนำย
นำ้ำฟ้ำ นำยนำ้ำฝนมีบุตรชอบด้วยกฎหมำยหนึ่งคนคือ นำยนำ้ำใจ
ก่อนสมรสกับนำงนำ้ำค้ำง นำยสำยหมอกได้ลักลอบได้เสียกับนำงฝนทิพย์จนนำงสำวฝน
ทิพย์ตั้งคร รภ์และคลอดบุตรชื่อนำยฝนเหลือง นำยสำยหมอเคยเล่ำให้เพื่อนสนิทบำงคนฟังว่ำนำย
ฝนเหลืองเป็นบุตรข องตนแต่ตนไม่ประสงค์จะรับรองเพรำะเป็นบุตรนอกสมรส
นำยสำหมอกทำำพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับยกมรดกของตนซึ่งมูลค่ำ สำมล้ำนบำทให้
นำยนำ้ำฝนทั้งหมด แต่นำยนำ้ำฝนตำยก่อนนำยสำยหมอก ต่อมำนำยสำยหมอกจึงตำยลง
นำยฝนเหลืองมำปรึกษำท่ำนว่ำใครจะมีสิทธิรับมรดกได้ส่วนนำยฝนเหล ำืองเองจะมีสิทธิ
รับมรดกหรือไม่ และต้องทำำอย่ำงไรจงให้คำำปรึกษำแก่นำยฝนเหลือง
เฉลย

ประเด็นที่ 1
พินัยกรรมที่นำยสำยหมอกยกมรดกรำคำสำมล้ำนบำทให้นำ้ำฝนตกไปตำมหลั กกฎหมำยที่
ว่ำ ข้อกำำหนดพินัยกรรมย่อมตกไปเมื่อผู้รับพินัยกรรมตำยก่อนผู้ทำำพิน ำัยกรรม (มำตรำ 1698 (1) )
และนำยนำ้ำใจก็จะเข้ำรับมรดกแทนที่นำยนำ้ำฝนในฐำนะผู้รับมรดกแทนท ำี่ผู้รับพินัยกรรมก็ไม่ได้
เพรำะกำรรับมรดกแทนที่กันนั้นกฎหมำยใ ห้ใช้บังคับแต่ในระหว่ำงทำยำทโดยธรรมเท่ำนั้น
(มำตรำ 1642) เมื่อเช่นนี้จึงต้องนำำทรัพย์มรดกทั้งหมดไปแบ่งให้แก่ทำยำทโดยธร รมต่อไปตำม
หลักกฎหมำยที่ว่ำ ถ้ำผู้ใดตำยมิได้ทำำพินัยกรรมไว้ หรือทำำพินัยกรรมไว้แต่ไม่มีผลบังคับได้ ให้ปัน
ทรัพย์มรดกทั้งหมดแก่ทำยำทโดยธรรมของผู้ตำย (มำตรำ 1620 วรรค 1)

ประเด็นที่ 2
ทำยำทโดยธรรมที่จะมีสิทธิรับมรดกสำมล้ำนบำทของนำยสำยหมอกมีดังน ำี้
1. นำงนำ้ำค้ำงเป็นคู่สมรสซึ่งยังมีชีวิตอยู่ จึงเป็นทำยำทโดยธรรมซึ่งมีสิทธิได้ส่วนแบ่งใน
มรดกเสมือนหนึ่งว่ ำตนเป็นทำยำทชั้นบุตรคือได้รับมรดก 1 ส่วน (มำตรำ 1629 วรรค 2 ,1635 (1))
2. นำยนำ้ำฟ้ำเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมำยของนำยสำยหมอกจึงเป็นผู้สืบสันด ำนชั้นที่สนิท
ที่สุดของเจ้ำมรดก มีสิทธิได้รับมรดก 1 ส่วนเช่นกัน (มำตรำ 1629 , 1631)
3. นำยนำ้ำฝนเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมำยของนำยสำยหมอกซึ่งจะเป็นทำยำทซึ่ งมีสิทธิรับ
มรดกเช่นเดียวกับนำยนำ้ำฟ้ำถ้ำไม่ตำยก่อนำยสำยหมอก แต่เนื่องจำกนำยนำ้ำฝนตำยก่อนนำยสำย
หมอก บุตรของนำยนำ้ำฝนคือนำ้ำใจเป็นผู้สืบสันดำนของำทำยำทซึ่งตำยก่อนเ จ้ำมรดกจึงย่อมเข้ำรับ
มรดกแทนที่นำ้ำฝนในมรดก 1 ส่วนทีน่ ำ้ำฝนจะได้ (มำตรำ 1639,1642,1631)
4. ส่วนฝนเหลืองนั้นไมใช่บุตรชอบด้วยกฎหำยของนำยสำยหมอกในเวลำที่น ำยสำย
หมอกตำยเพรำะไม่ปรำกฏว่ำนำยสำยหมอกสมรสกับนำงสำวฝนทิพย์ผู ำ้เป็นมำรดำของฝนเหลือง
หรือนำยสำยหมอกจดทะเบียนรับนำยฝนเหลืองเป ำ็นบุตร หรือมีคำำพิพำกษำว่ำฝนเหลืองเป็นบุตร
แต่อย่ำงใด (มำตรำ 1547) และ ฝนเหลืองก็ไม่ใช่บุตรนอกกฎหมำยที่สำยหมอกรับรองแล้วโดย
พฤติกำรณ ำ์ตำมำตรำ 1627 ฝนเหลืองจึงมิใช่ทำยำทที่จะมีสิทธิรับมรดกของสำยหมอก แต่ฝนเหลือง
อำจมีสิทธิรับมรดกได้ ถ้ำได้ฟ้องคดีให้ศำลพิพำกษำว่ำเป็นบุตรสำยหมอกภำยในอำยุควำมมรด ก
(มำตรำ 1558 ) โดยอ้ำงเหตุว่ำนำยสำยหมอกได้ร่วมประเวณีกับมำรดำของตนในระยะเวล ำที่มำรดำ
อำจตั้งครรภ์ได้ และไมมีเหตุอันควรเชื่อว่ำตนเป็นบุตรของชำยอื่น (มำตรำ 1555 (6)) ซึ่งถ้ำศำล
พิพำกษำว่ำเป็นบุตรฝนเหลืองก็จะได้มรดก 1 ส่วน ในฐำนะบุตรชอบด้วยกฎหมำยของสำยหมอก
เช่นกัน

กฎหมายพาณิชย์ 1
คำาถาม

นำยรัตน์เช่ำรถยนต์นั่งจำกนำยทรง ระหว่ำงอำยุสัญญำเช่ำนำยสิทธิมำอ้ำงต่อนำยรัตน์ว่ำ
รถคันที่นำยรัตน์เช่ำมำจำกนำยทรงนั้นเป็นของนำยสิทธิ นำยทรงเช่ำซื้อมำจำกนำยสิทธิ นำยทรง
ผิดนัดชำำระค่ำเช่ำซื้อ โดยบอกเลิกสัญญำแล้ว ขอให้นำยรัตน์ส่งรถคืน นอกจำกนี้นำยนิดหลำนของ
นำยรัตน์ซึ่งอยู่กับนำยรัตน์ได้เอำรถไปใ ช้ และขับรถชนต้นไม้ข้ำงทำงโดยประมำทเลินเล่อ รถเสีย
หำย ดังนี้กำรที่นำยสิทธิกล่ำวอ้ำงดังกล่ำวต่อนำยรัตน์ นำยรัตน์มีหน้ำที่และควำมรับผิดอย่ำงไรต่อ
นำยทรงบ้ำง และนำยรัตน์ต้องรับผิดในกรณีที่นำยนิดเอำรถไปใช้ขับชนต้นไม้และ รถเสียหำยหรือ
ไม่

เฉลย

ปพพ.มำตรำ 577 บัญญัติว่ำ “... (3) ถ้ำบุคคลภำยนอก...เรียกอ้ำสิทธิอย่ำงใดอย่ำงหนึ่งเสีย
สิทธิ (ที่เช่ำ) ให้ผู้เช่ำแจ้งเหตุแก่ผู้ให้เช่ำโดยพลัน เว้นแต่ให้ผู้เช่ำจะได้ทรำบเหตุนั้นอยู่ก่อนแล้ว ถ้ำผู้
เช่ำละเลยเสียไม่ปฏิบัติตำมบทบัญญัตินี้ไซร้ ผูเ้ ช่ำต้องรับผิดต่อผู้ให้เช่ำในเมื่อผู้ให้เช่ำต้องเสียหำ
ยอย ำ่ำงใดๆ เพรำะละเลยชักช้ำของผู้เช่ำนั้น”
มำตรำ 622 วรรคแรกบัญญัติว่ำ “ผู้เช่ำจะต้องรับผิดในควำมสูญหำยหรือบุบสลำยอย่ำงใดๆ
อันเกิดแก่ทรัพย์สินที่เช่ำ เพรำะควำมผิดของผู้เช่ำเอง หรือช่องบุคคลซึ่งอยู่กับผู้เช่ำหรือของผู้เช่ำ
ช่วง
กำรที่นำยสิทธิอ้ำงต่อนำยรัตน์ว่ำรถเป็นของนำยสิทธิ ฯลฯ นำยรัตน์ผู้เช่ำมีหน้ำที่ต้องแจ้ง
ต่อนำยทรงผู้ให้เช่ำโดยพลัน ถ้ำนำยรัตน์ไม่แจ้ง นำยรัตน์จะต้องรับผิดต่อนำยทรงในเมื่อนำยทรง
ต้องเสียหำยอย่ำงใด ๆ เพรำะควำมละเลยชักช้ำของนำยรัตน์ตำมมำตรำ 557 ดังกล่ำว
ส่วนกำรที่นำยนิดเอำรถไปชนต้นไม้โดยประมำทเลินเล่อ รถเสียหำยนั้นนำยนิดเป็นผู้อยู่
กับนำยรัตน์ผู้เช่ำรถ นำยรัตน์ก็ต้องรับผิดต่อนำยทรงผู้ให้เช่ำตำมมำตรำ 562 ดังกล่ำว

กฎหมายพาณิชย์ 2
คำาถาม

นำยสำมำรถมอบอำำนำจให้นำยจำำเริญเป็นตัวแทนรับมอบอำำนำจทั่วไป ดูแลกิจกำรร้ำนค้ำ
ของนำยสำมำรถ เมื่อนำยจำำเริญเข้ำมำดำำเนินกำรตำมที่ได้รับมอบหมำย นำยจำำเริญก็ได้ทำำสัญญำ
จ้ำงนำยเสรีมำทำำกำรต่อเติมอำคำรห้องเก็บส ำินค้ำเพื่อขยำยกิจกำร ต่อมำนำยเสรีผิดสัญญำอ้ำงดัง
กล่ำวว่ำทิ้งงำน นำยจำำเริญจึงขออนุญำตนำยสำมำรถเพื่อยื่นฟ้องนำยเสรีต่อศำลตำมสั ญญำจ้ำง นำย
สำมำรถก็อนุญำต ระหว่ำงฟ้องคดีนำยเสรีได้ขอทำำสัญญำประนีประนอมยอมควำมต่อนำยจำำเ ริญ
นำยจำำเริญสงสำรนำยเสรีจึงยอมทำำสัญญำประนีประนอมยอมควำมกับนำยเส รีกรณีเช่นนี้ท่ำนเห็น
วำนำยจำำเริญทำำสัญญำประนีประนอมยอมควำมกับ นำยเสรีได้หรือไม่ เพรำะเหตุใด

เฉลย
โดยปกติแล้วเมื่อตัวกำรมอบอำำนำจทั่วไปให้แก่ตัวแทน ตัวแทนย่อมสำมำรถทำำกิจใดๆ
แทนตัวกำรได้ทุกอย่ำง ยกเว้นจะเป็นกรณีตำมมำตรำ 801 (1)-(6) คือ
1. ขำยหรือจำำนองอังหำริมทรัพย์
2. ให้เช่ำอสังหำริมทรัพย์กว่ำสำมปีขึ้นไป

3. ให้
4. ประนีประนอมยอมควำม
5. ยืน่ ฟ้องต่อศำล
6. มอบข้อพิพำทให้อนุญำตตุลำกำรพิจำรณำ
กรณีทั้ง 6 ประกำรนี้ตัวแทนรับมอบอำำนำจทั่วไปไม่อำจกระทำำได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญำต
โดยชัดแจ้งจำกตัวกำร กรณีตำมปัญหำเมื่อนำยสำมำรถอนุญำตให้นำยจำำเริญยื่นฟ้องนำยเสรีไ ด้
นำยจำำเริญก็ย่อมทำำได้ แต่นำสำมำรถไมได้อนุญำตให้นำยทำำสัญญำประนีประนอมควำมกับนำย
เสรี แต่อย่ำงใด ดังนัน้ นำยจำำเริญจึงไม่อำจทำำสัญญำประนีประนอมยอมควำมดังกล่ำวได ำ้ เพรำะเข้ำ
อยู่ในข้อห้ำมตำมมำตรำ 801(4)

กฎหมายวิธีสบัญญัติ 1
คำาถาม

คดีเรื่องหนึ่งโจทก์ฟ้องเรียกเงินดั๊น้จำกจำำเลย 50,000 บำท จำำเลยให้กำรสู้คดีว่ำสัญญำดั๊น้ที่
โจทก์นำำมำฟ้องนั้นปลอม ศำลพิจำรณำแล้วฟังว่ำสัญญำดั๊น้ปลอมพิพำกษำยกฟ้องโจทก์ คดีถึงทีสุด
โจทก์มำฟ้องเรียกเงินดั๊น้รำยเดียวกันนี้จำกจำำเลยที่ศำลเดิมอีก ดังนี้กำรที่โจทก์ฟ้องคดีหลังนี้
(1) เป็นกำรดำำเนินกระบวนพิจำรณำซำ้ำกับคดีแรกหรือไม่
(2) เป็นฟ้องซำ้ำกับคดีแรกหรือไม่
เฉลย
ตำม ปวพ. มำตรำ 144 เมื่อศำลใดมีคำำพิพำกษำหรือคำำสั่งวินิจฉัยคดีหรือประเด็นข้อใดแห
ำ่งคดีแล้ว ห้ำมมิให้ดำำเนินกระบวนพิจำรณำในศำลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเ ด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขำด
แล้วนั้น
และตำม ปวพ. 148 คดีที่ได้มีคำำพิพำกษำหรือคำำสั่งถึงที่สุดแล้ว ห้ำมมิให้คู่ควำมรำย
เดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้ วินิจฉัยโดยอำศัยเหตูอย่ำงเดียวกัน

เรื่องน่ารู้
ตามปัญหาแยกพิจารณาได้ดังนี้

(1) กำรที่ศำลฟังข้อเท็จจริงในคดีแรกว่ำสัญญำดั๊น้ปลอม พิพำกษำยกฟ้องโจทก์ ย่อมเป็น
กรณีที่ศำลมีคำำพิพำกษำวินิจฉัยชี้ขำดคดีแล้วโจทก์มำฟ้อ งเรียกเงินดั๊น้รำยเดียวกันนี้จำกจำำเลยที่ศำล
เดิมอีก จึงเป็นกำรดำำเนินกระบวนพิจำรณำในศำลนั้นอันเกี่ยวกับคดีที่ได้ว ำินิจฉัยชี้ขำดไปแล้ว
เป็นกำรดำำเนินกระบวนพิจำรณำซำ้ำกับคดีแรก
(2) กำรที่ศำลฟังข้อเท็จจริงว่ำ สัญญำดั๊น้ปลอม พิพำกษำยกฟ้องโจทก์คดีถึงที่สุดแล้ว
โจทก์มำฟ้องเรียกเงินดั๊น้รำยเดียวกันนี้จำกจำำเลยอีก จึงเป็นกำรรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้
วินจิ ฉัยโดยอำศัยเ หตุอย่ำงเดียวกัน เป็นฟ้องซำ้ำคดีแรก
คำำถำม
ในคดีแพ่งเรื่องหนึ่ง หนังสือสัญญำจะซื้อขำยที่ดินระหว่ำงโจทก์จำำเลยที่โจทก์อ้ำงเป็น
พยำนและนำำมำแสดงระบุว่ำจำำเลยซึ่งเป็นผู้ชำยได้รับเงินมัดจำำไปแล ำ้ว 30,000 บำท ดังนี้ จำำเลยจะ
นำำสืบพยำนบุคคลว่ำจำำเลยรับเงินจำกโจทก์ผู้ซื้อเพียง 5,000 บำท ได้หรือไม่
เฉลย

ปวพ. มำตรำ 94 วรรคแรก บัญญัติว่ำเมื่อใดมีกฎหมำยบังคับให้ต้องมีพยำนเอกสำรมำ
แสดง ห้ำมมิให้ศำลยอมรับฟังพยำนบุคคลในกรณีดังต่อไปนี้
(ก).....................
(ข) ขอสืบพยำนบุคคลประกอบข้ออ้ำงอย่ำงใดอย่ำงหนึ่ง เมื่อได้นำำเอกสำรมำแสดงแล้วไว้
ยังมีข้อควำมเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อควำมในเอกสำรนั้นอยู่อีก
ตำมปัญหำ สัญญำซื้อขำยระหว่ำงโจทก์จำำเลย เป็นกรณีที่กฎหมำยบังคับว่ำต้องมีพยำน
เอกสำรมำแสดง กำรที่จำำเลยที่ผู้ชำยจะนำำสืบพยำนบุคคลรับเงินไปจำกโจทก์ผู้ซื้อ เพียง 5,000 บำท
ย่อมเป็นกำรสืบพยำนบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อควำมในเอกสำรสัญญำจ ะซื้อขำย จำำเลยจึงนำำสืบ
พยำนบุคคลไม่ได้ (ฎีกำที่ 1710/2500)

กฎหมายวิธีสบัญญัติ 2
คำาถาม
โจทก์ฟ้องเรียกค่ำเสียหำยในหนี้มูลละเมิดจำกจำำเลย 200,000 บำท ศำลชัน้ ต้นพิพำกษำ
ยกฟ้องศำลอุทธรณ์พิพำกษำกลบให้จำำเลยใช้ค่ำเสี ยหำยแก่โจทก์ตำมฟ้อง เมื่ออ่ำนคำำพิพำกษำศำล
อุทธรณ์ได้ 2 วัน โจทก์ยื่นคำำแถลงต่อศำลชั้นต้นให้ออกคำำบังคับ ศำลชั้นต้นสั่งมำ คดียังไม่ถึงที่สุด
เพรำะคดีมีทุนทรัพย์ที่เรียกร้องกันถึง 200,000 บำท จำำเลยอำจฎีกำคัดค้ำนคำำพิพำกษำศำลอุทธรณ์

ก็ได้ จะมีกำรบังคับคดีตำมคำำพิพำกษำศำลอุทธรณ์ยังไม่ได้ ให้ยกคำำแถลง ท่ำนเห็นด้วยกับคำำสั่ง
ของศำลชั้นต้นหรือไม่
เฉลย

ตำม ปวพ. มำตรำ 272 ถ้ำศำลใดพิพำกษำซึ่งจะต้องมีกำรบังคับคดี ก็ให้ศำลมีบังคับกำำหนด
วิธีที่จะปฏิบัติตำมคำำบังคับนั้นไว้ ที่ว่ำ “ศำลได้พิพำกษำ” ไม่จำำกัดว่ำจะต้องเป็นคำำพิพำกษำของศำล
ใด อำจเป็นศำลชั้นต้น ศำลอุทธรณ์ ศำลฎีกำก็ได้ ไม่จำำเป็นต้องคดีที่ถึงที่สุดหรือไม่
ตามปัญหา
ศำลอุทธรณ์พิพำกษำให้จำำเลยใช้ค่ำเสียหำยแก่โจทก์ตำมฟ้องเป็นกรณ ำีที่ต้องมีกำรบังคับ
คดี ศำลจึงต้องมีคำำบังคับ จะอ้ำงว่ำคดียังไม่ถึงที่สุด เพรำะคดีมีทุนทรัพย์ที่เรียกร้องกัน 200,000
บำท จำำเลยอำจฎีกำคัดค้ำนคำำพิพำกษำศำลอุทธรณ์ได้ ย่อมไม่ได้ จำำเลยจะฎีกำหรือไม่นั้นเป็นสิทธิ
ของจำำเลย เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่ำงหำก ข้ำพเจ้ำไม้เห็นด้วยกับคำำสั่งของศำลชัน้ ต้น
คำาถาม
นำยดุสิต เป็นหนี้เงินดั๊น้นำยป้อมปรำบเป็นเงินจำำนวน 100,000 บำท โดยมีนำยรำชวัตร
เป็นผู้คำำประกันหนี้เงินดั๊น้จำำนวนดังกล่ำว โดยไม่จำำกัดจำำนวนควำมรับผิด ต่อนำยดุสิตถูกศำลมีคำำ
สั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขำด นำยป้อมปรำบยื่นคำำขอรับชำำระหนี้แล้ว ปรำกฏว่ำนำยดุสิตยื่นคำำขอ
ประนอมหนี้ โดยขอใช้หนี้ให้กับเจ้ำหนี้ทุกรำยเป็นจำำนวนร้อยละ 30 ของหนี้ที่เจ้ำหนี้ยนื่ คำำขอชำำระ
นำยป้อมปรำบลงมติไม่ยอมรับคำำประนอมหนี้ดังกล่ำว เพรำะเห็นว่ำเสมอมำน้อยเกินไปแต่ที่
ประชุมเจ้ำหนี้ได้ลงมติพิเศ ษยอมรับข้อประนอมหนี้ดังกล่ำวและศำลได้มีคำำสั่งเห็นชอบด้วยกับก
ำรประนอมหนี้รำยนี้แล้ว ถำมว่ำ
ก. นำยป้อมปรำบจะปฏิเสธมติพิเศษดังกล่ำว และจะขอบังคับให้นำยดุสิตชำำระหนี้แก่ตน
จนครบจำำนวนได้หรือไม่
ข. นำยป้อมปรำบจะฟ้องให้นำยรำชวัตรผู้คำ้ำประกันให้ชำำระหนี้สินที่ม ำิได้ชำำระจำกนำย
ดุสิตได้เพียงใดหรือไม่
เฉลย

ก. กำรประนอมหนี้ซึ่งที่ประชุมเจ้ำหนี้ยอมรับและศำลเห็นชอบด้วยแล้ วนัน้ ย่อมมีผล
ผูกพันเจ้ำหนี้ทั้งหมดในเรื่องนี้ ซึ่งอำจขอชำำระได้ ไม่ว่ำเจ้ำหนี้ผู้นั้นจะให้ควำมยินยอมด้วยในกำร
ประนอมหนี้หรือไ ม่ก็ตำม (มำตรำ 56)
แต่กำรประนอมหนี้ดังกล่ำวย่อมไม่ผูกมัดเจ้ำหนี้ดังต่อไปนี้

1. หนี้เกี่ยวกับภำษีอำกรหรือจังกอบของรัฐบำลหรือเทศบำล
2. หนี้ซึ่งเกิดขึน้ โดยทุจริตหรือฉ้อโกงของบุคคลล้มละลำยหรือหนี้ซ ำึ่งเจ้ำหนี้ไม่ได้เรียก
ร้อง
เนื่องจำกควำมทุจริตฉ้อโกงซึ่งบุคคลล้มละลำยมีส่วนเกี่ยวข้องสม รู้ เว้นแต่เจ้ำหนี้ทั้งสองประกำร
ดังกล่ำวข้ำงต้นจะได้ให้ควำมยินยอ มด้วยในกำรประนอมหนี้
กรณีตำมปัญหำ ไม่ปรำกฏว่ำนำยป้อมปรำบเป็นเจ้ำหน้ำที่ภำษีอำกรหรือเป็นเจ้ำหนี ำ้ที่ถูก
ฉ้อโกงทุจริต ฉะนัน้ นำยป้อมปรำบจะปฏิเสธมติพิเศษและจะขอบังคับให้นำยดุสิตชำำร ะหนี้แก่ตน
จนครบจำำนวนไม่ได้นำยป้อมปรำบต้องผูกพันตำมมติพิเศษที ำ่กำำหนดให้ชำำระหนี้ร้อยละ 30 อยู่ต่อ
ไป
ข. กำรประนอมหนี้ไม่ทำำให้บุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้หรือรับผ ำิดชอบร่วมกับลูกหนี้
หรือผู้คำ้ำประกันหรืออยู่ในลักษณะ